The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เนื้อหาควรรู้ก่อนทำกิจกรรมสำหรับผู้สอน
คู่มือการทำกิจกรรม
“ตำนานเรื่องเล่าในผืนภาพ”
เรียนรู้ตำนานเรื่องเล่าคัทธนกุมารชาดกและจิตรกรรมฝาผนังวัดภูมินทร์
โครงการ การพัฒนาชุดกิจกรรมแบบผสมผสานเพื่อส่งเสริมการเห็นคุณค่าเรื่องเล่า
“คัทธนกุมารชาดก” ในจิตรกรรมฝาผนังวัดภูมินทร์จังหวัดน่านสำหรับเยาวชน
ได้รับทุนอุดหนุนการทำกิจกรรมส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรมจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ
หัวหน้าโครงการ ผศ.ดร.โสมฉาย บุญญานันต์
สาขาวิชาศิลปศึกษา ภาควิชาศิลปะ ดนตรี และนาฏศิลป์ศึกษา
คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Khat Tha Na Khu Marn, 2021-12-06 21:18:02

เนื้อหาควรรู้ก่อนทำกิจกรรมสำหรับผู้สอน

เนื้อหาควรรู้ก่อนทำกิจกรรมสำหรับผู้สอน
คู่มือการทำกิจกรรม
“ตำนานเรื่องเล่าในผืนภาพ”
เรียนรู้ตำนานเรื่องเล่าคัทธนกุมารชาดกและจิตรกรรมฝาผนังวัดภูมินทร์
โครงการ การพัฒนาชุดกิจกรรมแบบผสมผสานเพื่อส่งเสริมการเห็นคุณค่าเรื่องเล่า
“คัทธนกุมารชาดก” ในจิตรกรรมฝาผนังวัดภูมินทร์จังหวัดน่านสำหรับเยาวชน
ได้รับทุนอุดหนุนการทำกิจกรรมส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรมจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ
หัวหน้าโครงการ ผศ.ดร.โสมฉาย บุญญานันต์
สาขาวิชาศิลปศึกษา ภาควิชาศิลปะ ดนตรี และนาฏศิลป์ศึกษา
คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

โครงการ การพฒั นาชดุ กิจกรรมแบบผสมผสานเพอื่ สง่ เสรมิ การเห็นคณุ ค่าเรอ่ื งเลา่
“คทั ธนกมุ ารชาดก” ในจติ รกรรมฝาผนงั วัดภมู นิ ทรจ์ ังหวดั นา่ นสำหรับเยาวชน
ได้รบั ทุนอุดหนนุ การทำกิจกรรมสง่ เสริมและสนับสนนุ การวจิ ัยและนวตั กรรมจากสำนกั งานการวจิ ยั แห่งชาติ (วช.)



เนอ้ื หาควรรู,ก.อนทำกิจกรรม
สำหรบั ผสู, อน

“ตำนานเรือ่ งเลา. ในผนื ภาพ”
เรยี นร7ูตำนานเร่ืองเลา. คัทธนกุมารชาดกและจิตรกรรมฝาผนงั วดั ภูมนิ ทรG

โครงการ การพฒั นาชดุ กจิ กรรมแบบผสมผสานเพ่ือส6งเสริมการเห็นคณุ ค6าเรอ่ื งเลา6
“คทั ธนกมุ ารชาดก” ในจิตรกรรมฝาผนังวัดภูมนิ ทรจH งั หวัดนา6 นสำหรับเยาวชน

ไดLรับทนุ อดุ หนุนการทำกจิ กรรมสง6 เสริมและสนบั สนุนการวจิ ัยและนวตั กรรมจากสำนกั งานการวจิ ัย
แหง6 ชาติ
หัวหนา7 โครงการ ผศ.ดร.โสมฉาย บญุ ญานนั ตH

สาขาวิชาศลิ ปศกึ ษา ภาควชิ าศิลปะ ดนตรี และนาฏศิลปศY กึ ษา
คณะครุศาสตรH จฬุ าลงกรณมH หาวทิ ยาลัย

วัตถปุ ระสงคG
1. เพื่อส6งเสริมการเหน็ คณุ ค6าเรื่องเล6า “คทั ธนกุมารชาดก” ในจติ รกรรมฝาผนังวดั ภูมนิ ทรจH งั หวดั นา6 น

สำหรับเยาวชนผLูรว6 มกิจกรรมในดาL นสุนทรยี ศาสตรH ดLานประวตั ิศาสตรH ดLานวฒั นธรรมและศิลปหตั ถกรรม

คำอธบิ าย :
1. ชดุ กิจกรรมผสมผสานรปู แบบการเรียนรทLู ห่ี ลากหลาย ไม6ว6าจะเป]นการเรยี นรLูทเี่ กดิ ขึ้นในหLองเรยี น

ผสมผสานกบั การเรียนรูLแบบออนไลนHหรือการใชLแหล6งเรยี นรูบL รู ณาการกับสอื่ อิเล็กทรอนิกสH เทคโนโลยี และ
วธิ กี ารสอนทห่ี ลากหลาย

2. แผนการจัดกิจกรรมนี้มีทัง้ หมด 2 กิจกรรม ไดLแก6 กิจกรรมที่ 1 เรียนรูLเนือ้ เร่ืองคัทธนกมุ ารชาดก
“เล6าขานตำนาน คัทธนกุมารชาดก” และกิจกรรมที่ 2 เรียนรูLภาพจิตรกรรมฝาผนังวัดภูมินทรH “งามล้ำ
จิตรกรรมวัดภมู ินทรH” ใชLเวลาในการทำกิจกรรมละ 1 ชวั่ โมง รวมท้งั หมด 2 ช่วั โมง

3. ส่ือและอปุ กรณHในการทำกจิ กรรมอยใู6 นชุดกิจกรรมทจ่ี ดั เตรียมมาใหL
4. ก6อนเริ่มทำกิจกรรมตLองทำแบบทดสอบ “ก6อนทำกิจกรรม” และหลังทำกิจกรรมทัง้ 2 กิจกรรม
เสร็จ ตอL งทำแบบทดสอบ “หลังทำกิจกรรม” และแบบสอบถามอื่น ๆ

กจิ กรรมท่ี 1 เรียนรเ7ู นื้อเรอื่ งคทั ธนกมุ ารชาดก
“เลา. ขานตำนาน คัทธนกุมารชาดก”

ระยะเวลา 1 ชว่ั โมง
1. แนวคดิ

การเรียนรLูเกีย่ วกับเน้ือเรอ่ื ง “คทั ธนกมุ ารชาดก” ท่ีเล6าเร่อื งราวของพระโพธสิ ัตวHเสวยชาติเป]น “คัท
ธนกมุ าร” มาขจัดทุกขเH ข็ญใหLมวลมนุษยHเพอื่ ส่งั สมบารมี และคติความเชอ่ื ทีอ่ ยใ6ู นเน้ือเร่ือง
2. จดุ ประสงคGการเรียนรู7

เพื่อส6งเสริมการเห็นคุณค6าเร่ืองเล6า “คัทธนกุมารชาดก” ในจิตรกรรมฝาผนังวัดภูมินทรHจังหวัดน6าน
สำหรับผLูร6วมกจิ กรรมในดาL นประวตั ศิ าสตรH และดLานวัฒนธรรมและศิลปหัตถกรรม
3. เนือ้ หาสาระ

1. เร่อื ง “คทั ธนกมุ าร” ในจติ รกรรมฝาผนงั วัดภูมนิ ทรH
2. คตแิ ละความเช่ือทอ่ี ยู6ในเนื้อเรอื่ ง
4. ส่อื การเรียนรู7 ชุด “เลา. ขานตำนาน คัทธนกุมารชาดก”
1. ชุดบอรGดเกม “Puzzle Telling คัทธนกมุ ารชาดก” การนำอัตลกั ษณHนิทานพ้ืนบาL น เรอ่ื ง “คัท
ธนกมุ ารชาดก” มาออกแบบภาพประกอบใหนL 6ารกั สวยงาม มวี ธิ กี ารเล6นไม6ยากจนเกนิ ไป เกิดจากการรวมกัน
ของเกมจก๊ิ ซอวH (Jigsaw Puzzles) และเกมเศรษฐี (Monopoly)
2. หนังสือนิทานคัทธนกมุ ารชาดก เปน] หนงั สือนิทานภาพประกอบทม่ี เี น้อื เร่อื งของคัทธนกุมารชาดก
อยใู6 นรูปแบบรปู เล6มและหนงั สือนิทานอเิ ลก็ ทรอนกิ สH ท่สี ามารถอ6านไดทL ั้งในหอL งเรยี นและนอกหLองเรยี น ตาม
ช6วงเวลาท่สี ะดวก เปน] การสราL งความสนใจและกระตนLุ การอยากเรียนรLูของผLูเรยี น
3. ใบงาน “สร7างเร่ือง แปง_ ราว” ออกแบบผLมู พี ลงั วเิ ศษและของวิเศษของผรูL ว6 มกจิ กรรมเอง พรLอม
ทั้งภารกจิ ทต่ี อL งพิชติ
5. การวัดและประเมนิ ผล
1. แบบทดสอบก6อนทำกิจกรรม
2. ผลงานจากใบงาน “สราL งเรือ่ ง แปxงราว”
3. แบบประเมินการเห็นคณุ คา6 ในเร่ืองเลา6 “คัทธนกุมารชาดก” และภาพจิตรกรรมฝาผนังวดั ภมู นิ ทรH

2

เรือ่ ง “คัทธนกุมาร” ในจติ รกรรมฝาผนังวดั ภูมินทรG

แผนผังการดำเนินเรื่องคัทธนกุมารภายในจิตรกรรมฝาผนังวัดภูมินทรH ตามลำดับตัวเลขโดยเริม่ จาก
ผนังดLานทศิ เหนอื ทิศตะวันออก ทศิ ใตแL ละทศิ ตะวนั ตกบางสว6 นตามลำดับ (เนอ่ื งจากผนังดาL นทศิ ตะวันตกส6วน
ใหญ6จะเป]นภาพจิตรกรรมเล6าเรื่องเนมิราชชาดก) จากการวิเคราะหHพบว6าในภาพจิตรกรรมมีการจัด
องคHประกอบไม6เรียงตามลำดับตอน แต6จะจัดแบบวกวนไปมา คำนึงเพียงใหLภาพองคHประกอบรวมของ
จิตรกรรมดูสวยงามเมือ่ อยบ6ู นผนงั ซึง่ บางตอนอาจจะยLอนขาL มไปอกี ผนังดาL นหนง่ึ

ชาดกนอกนิบาตเรอ่ื ง “คทั ธนกุมาร” นอกจากจะพบไดLในภาคเหนือของประเทศไทยและในประเทศ
ลาวแลLว การเล6าเร่ืองของแตล6 ะพืน้ ทีก่ ็จะแตกต6างกันไป ซึ่งจะมีการนำเอาชือ่ บุคคล ชื่อสถานที่หรอื ลักษณะ
ทางภมู ิประเทศทLองถนิ่ นน้ั ๆ มาอยูใ6 นเรอื่ งเพือ่ ใหเL กดิ ความสมจรงิ มากยิง่ ขน้ึ ดังเชน6 ของจังหวัดน6านท่ีปรากฏ
ในจารึกคัมภรี Hกบั ท่ีผูLรูLเลา6 ก็ยังมคี วามแตกตา6 งกนั ผวูL ิจัยจงึ ไดรL วบรวมและวิเคราะหHเนือ้ เรื่องใหLมีความสมบูรณH
และเขาL ใจงา6 ยมากย่ิงขึ้น เน้ือเรื่องความว6า

เมอื งศรษี ะเกษ มหี ญิงหมาL ยชำนาญการทอผาL เย็บปกy ถกั รอL ย สามนี างตายตั้งแตย6 งั สาวมาจนอายุเขLา
วัยกลางคน นางเป]นคนท่มี คี วามขยันหม่ันเพียรและเปน] ทร่ี กั ของคนทว่ั ไป พอถงึ ฤดูกาลทำนานางก็เพียรปฏบิ ตั ิ
ดแู ลท่นี าของตนทกุ วันจนขLาวงามเกินผLคู นในแถบน้นั

เมื่อนั้นพระโพธิสัตวHถึงเวลาตLองมาขจัดทุกขHเข็ญใหLมวลมนุษยHเพื่อสั่งสมบารมี พระอินทรHจึงส6ง
เทพบตุ รองคหH นึ่งลงไปเกิด โดยพระอนิ ทรเH สดจ็ ลงมาโลกมนุษยแH ลLวแปลงเป]นพญาชLางเผือกเขLาไปเหยียบที่นา
ของหญิงหมLายจนเสียหายและปรากฏรLอยเทLาชLางไวL 1 รอยซึ่งเต็มไปดLวยน้ำขังอยู6 พอหญิงหมLายไปเห็นก็
เสียใจรLองไหLเดินตามรอยเทLาชLางไป ดLวยความกระหายจึงไดLดื่มกินน้ำที่ขังอยู6ในรอยเทLาชLางนั้นจนอิ่มแลวL
เดนิ ทางกลบั บาL นต6อมานางกต็ ั้งครรภH เม่อื ตั้งครรภHไดL 3 เดอื น ท่เี มอื งอินทปyฎฐนครกม็ ีเทพบตุ ร 2 ตนลงมาเกิด
ในโลกมนษุ ยพH รLอมพระโพธิสตั วเH ชน6 กัน อันจะเปน] สหายค6บู ารมใี นภายภาคหนาL

ต6อมาหญิงหมLายก็คลอดบุตรชายซึ่งมีความงาม เป]นผูมL ีบุญและมีกำลังมาก จึงตั้งชื่อบุตรว6า “คัทธน
กมุ าร” เวลาผา6 นไป 7 ป} คัทธนกมุ ารคิดอยากจะตามหาบิดาจึงรบเราL ใหมL ารดาพาไปดรู อยเทLาชLางผูLเป]นบิดา
ของตน ทั้งคูเ6 ดินทางเขLาปา~ ดLวยความหิวจึงขุดหาหัวเผือกหัวมนั กินกัน ในป~านย้ี ังมยี กั ษHอยู6ตนหนึ่งไดLเห็นควัน
ไฟทคี่ ัทธนกมุ ารกอ6 ขึ้นก็วงิ่ เขLามาทำรLายมารดาคทั ธนกุมาร คทั ธนกมุ ารจงึ กระโดดขน้ึ มาจากหลุม ปราบยักษH
ตัวนั้น นางยักษHรอL งของชวี ิตและไดLมอบของวเิ ศษใหLแกค6 ัทธนกุมาร คอื คณโฑทิพยH ซง่ึ ถาL กินน้ำในคณโฑแลLว
จะทำใหเL ปน] หนม6ุ เป]นสาว

พออายไุ ดL 16 ป} พระยาศรษี ะเกษตอL งการทอดพระเนตรบญุ ญาธิการและกำลังวังชาของคัทธนกุมาร
พระองคHจึงไดLแสดงปาฏิหาริยHถอนตLนตาลพรLอมกัน 2 ตLนแลLวก็เหาะขึ้นไปบนอากาศ พระยาศรีษะเกษเกิด
ความเอ็นดูจึงไดLแต6งตั้งใหคL ทั ธนกุมารเปน] อปุ ราชแลLวมอบปราสาทใหL คัทธนกุมารก็ไดLไปรับเอามารดาตนมา
อยู6ดLวย พระองคใH ชLน้ำในคณโฑทิพยเH นรมติ ใหLมารดาเป]นสาวสวยมอบแก6พระยาศรีสะเกษ เวลาผ6านไป 3 ป}
คทั ธนกุมารกค็ ิดจะออกเดนิ ทางตามหารอยเทาL ชาL งบิดาอีกครัง้ พระยาศรษี ะเกษจงึ ไดLพระราชทานผLาทอจาก
ทองคำ ขนานนามว6า “ผาL ค6าแสนคำ” เพือ่ ท่ีระหว6างเดนิ ทางคัทธนกมุ ารจะไดLฉลองพระองคแH บบกษัตริยH

3

คัทธนกมุ ารเดินทางถึงเมอื งอนิ ทปฎy ฐนคร ระหวา6 งทางพบชายคนหนึง่ เป]นผมูL กี ำลงั มาก สามารถลาก
กอไมLไปลLอมรอบที่นาของตนทีละ 111 กอ จึงมีชื่อเรียกว6า “ชายไมLรLอยกอ” คัทธนกุมารเห็นชายไมLรLอยกอ
กำลังลากไมดL งั กลา6 วจึงว่งิ เขาL ไปจับไมLดLานหลังทำใหLชายไมรL อL ยกอโมโหมาก หมายจะเขาL ทำรLายคทั ธนกุมารแต6
ทำไมไ6 ดL เพราะเพียงคัทธนกุมารเอามือกดไหล6 ชายไมรL อL ยกอกท็ รุดลงจมดนิ พรอL มเสียงรLองขอชีวติ คัทธนกุมาร
จึงดึงชายผูLนี้ขึ้นจากดิน ชายไมLรLอยกอสำนึกในพระคุณจึงยอมเป]นขLารับใชLติดตามคัทธนกุมารต6อไป คัทธน
กุมารเดินทางต6อไปและพบกับชายเกวียนรLอยเล6มท่ีกำลังลากเกวียนอยู6 จึงไดLเขLาไปประลองกำลังกันโดยดึง
เกวยี นไวLจนสายเชอื กขาดทำใหLชายเกวียนรอL ยเลม6 ลLมหนาL ควำ่ ลงกระแทกพน้ื คทั ธนกมุ ารกจ็ ับไหล6นายเกวียน
รอL ยเล6มกดลงไปกับพื้นดนิ เชน6 เดียวทที่ ำกบั ชายไมรL Lอยกอ ชายเกวยี นรอL ยเล6มจึงขอเป]นขาL รบั ใชรL 6วมเดินทางอีก
หนงึ่ คน ทั้งสามเดินทางผ6านตวั เมอื งของเมืองอินทปyฎฐนครแลLวเขLาไปในป~าหมิ พานตH เม่อื ถึงบริเวณกลางปา~ ไดL
หยุดพัก คัทธนกุมารไดLสั่งใหLบ6าวทัง้ สองไปขุดหาอาหาร แต6กลับไปเจอจ้ิงหรีดตัวใหญ6มากตัวหนึ่งที่กำลังขุด
ภูเขาลูกใหญ6 ท้ังสองหวงั จะนำจง้ิ หรีดมาทำเปน] อาหารแต6พอเขLาไปใกลLกลับโดนดีดไปถึงรอL ยวาสลบไป คัทธน
กมุ ารจงึ ไดLลงมือดวL ยพระองคHเองเลยสามารถหกั เอาขาของจง้ิ หรีดยักษHออกมาอย6างง6ายดาย ในขณะนั้นก็มีนาง
ยักษHตนเดมิ ไดแL ปลงกายเป]นพระÇษหี ลอกชายไมรL อL ยกอและชายเกวยี นรLอยเล6มไปขงั ไวหL วงั จะจบั กนิ แตค6 ทั ธน
กมุ ารไดตL ามไปช6วยไวLไดL นางยกั ษไH ดรL Lองขอชีวติ โดยมอบของวเิ ศษใหLแทนคือ ไมLเทาL ตLนชตี้ ายปลายชี้เป]นและ
พณิ สามสาย เสร็จแลวL คทั ธนกุมารจงึ อบรมส่ังสอนนางยกั ษHใหอL ยใู6 นศีลธรรมอนั ดี แลวL ทงั้ สามจึงออกเดินทาง
ต6อไปจนถงึ เมืองขวางทะบรุ ี

ณ “เมืองขวางทะบุรี” คัทธนกุมารเดินไปพบกลองใบใหญ6จึงเอาดาบเปÉดหนังหนLากลองออกมาพบ
ผูLหญงิ นางหนึ่งชื่อ “นางกองส”ี เป]นธิดาเจLาเมืองขวางทะบุรี นางไดLเล6าถงึ เหตุการณHที่ทำใหLเมืองราL งว6า เจLา
เมืองไมไ6 ดLอย6ใู นทศพิธราชธรรมบLานเมืองระสำ่ ระสาย รLอนถึงพญาแถนซ่ึงเป]นเทวดาบนสวรรคH สง6 งูฟาง(งชู นิด
หนึ่ง)หล6นมาจากทLองฟาÑ จำนวนมาก ทำลายและกินผูLคนจนหมดเมือง เมืองจึงกลายเปน] เมืองรLาง ซึ่งงูราL ยฝูง
ใหญ6จะลงมาทำอันตรายผคLู นทนั ทหี ากเหน็ กล6มุ ควันลอยขนึ้ ไปบนทLองฟาÑ คัทธนกมุ ารไดLฟงy จึงอยากช6วยเหลือ
เลยสั่งใหLชายไมรL อL ยกอและชายเกวยี นรอL ยเลม6 ก6อกองไฟใหกL ลุม6 ควนั ลอยขนึ้ ไป งูรLายจึงลงมาอกี คร้งั ครั้งนี้คัท
ธนกมุ ารปราบงูจนหมดสิน้ ดวL ยไมLเทาL ตนL ชตี้ ายปลายชี้เปน] และชุบชวี ิตเจาL เมอื ง มเหสี ชาวเมอื งต6าง ๆ พรLอมทง้ั
สตั วHเลี้ยงใหฟL ÖÜนคืนชวี ิตโดยใชLพณิ สามสาย เพอ่ื ตอบแทนบุญคณุ เจาL เมืองขวางทะบุรจี ึงยกนางกองสใี หแL กค6 ทั ธน
กุมาร แต6คัทธนกุมารมคี วามแน6วแน6ที่ตอL งการไปตามหาบิดา จงึ ยกเมืองขวางทะบุรีและนางกองสีใหLครองรัก
กับชายไมLรLอยกอ ส6วนพระองคHออกเดินทางพรLอมกับชายเกวียนรLอยเลม6 ต6อไปถึงเมืองรLางปราศจากสิ่งมีชวี ติ
ชื่อ “เมืองชวาทวดี” พอเขLาไปในทอL งพระโรงกลาง ชายเกวียนรLอยเล6มเอาไมLเคาะเสาพระโรงตLนหน่ึงไดยL นิ
เสยี งรLองของผูLหญงิ คัทธนกมุ ารไดเL ปÉดเสาเป]นโพรงและพบหญิงสาวท่ีเป]นธิดาของเจาL เมอื งชอื่ ว6า “นางคำสิง”
นางก็ไดLเล6าสาเหตุการรLางของเมืองว6า แต6ครั้งก6อนมีเคราะหHมาเยือนเมื่อเจLาเมอื งเสด็จประพาสเขLาป~าและ
ประทับพักผ6อนใตตL LนไมใL หญ6 มีอีกาถ6ายมูลถูกพระบิดา พระองคHทรงพิโรธและสังหารอกี าตัวนั้น อีกทั้งสั่งใหL
ชาวเมืองฆา6 แรLง กา ทพี่ บเห็นใหหL มด การกระทำของพระองคHทำใหLพญาแถนบญั ชานกรุงL นกแรLง และหงสทH อง
บนิ ลงมาฆ6าประชาชนทั้งหมด คทั ธนกมุ ารจงึ จะช6วยเหลอื อกี ครั้ง ดวL ยการใชLของวิเศษสงั หารนกแรงL นกรงุL และ
หงสHทอง พรLอมทั้งชุบชีวิตชาวเมอื ง พระยาชวาทวดีจึงยกเมืองและนางคำสิงใหLแก6คัทธนกุมาร แต6หลังจาก

4

ครองเมืองไดL 1 เดอื น คัทธนกมุ ารก็คดิ ทจี่ ะออกตามหารอยเทLาของบดิ าต6อไป จงึ ไดมL อบเมืองชวาทวดแี ละนาง
คำสิงใหชL ายเกวียนรอL ยเล6มครอบครอง คัทธนกุมารเดินมาถึงเมอื งจำปานครไดไL ปอาศัยอย6ูกับหญงิ ชราผูหL น่ึง
ภายในเมืองนั้น แลLวไดLพบกบั “นางสีไว” ลูกสาวของเศรษฐีเมืองจำปานคร นางสีไวเป]นหญิงสาวทีม่ รี ปู ร6าง
หนLาตาสวยงาม ในทีส่ ดุ คัทธนกมุ ารไดLนางสีไวเปน] ภรรยา มีลูกชายดLวยกนั หนึ่งคนชือ่ “คทั ธเนตร”

คร้ังหนง่ึ นางยกั ษไH ดLแปลงกายเป]นกวางทองมาหลอกลอ6 เจาL เมืองจำปานครเขLาไปในปา~ จนเกิดพลดั หลง
และถกู นางยักษHจบั ตวั ไป พระองคHรอL งขอใหยL กเวนL ชวี ติ โดยสญั ญาว6าจะสง6 นักโทษประหารใหกL ินทุกวัน พรLอม
ทั้งมอบปราสาทใหL 1 หลัง หลังจากนน้ั พระยาจำปานครไดLส6งนกั โทษประหารใหนL างยักษHกินทุกวันเปน] จำนวน
511 คน จนกระทัง่ นักโทษหมดเมือง พระองคHจึงคิดที่จะสละชวี ิต แต6ธิดาคือ “นางสีดา” รLองขอไปตายแทน
บิดา คัทธนกมุ ารไดLรับฟyงเร่อื งราวจากหญงิ ชราถงึ สาเหตุที่นางสีดาตLองสละชวี ติ กเ็ กดิ ความสงสาร ตกกลางคืน
พระองคHไดLลอบเขLาไปในปราสาทยักษHและเขLาไปอยู6กินกับนางสีดา พอยักษมH าเห็นก็โมโหหมายจับกนิ ทัง้ สอง
พระองคH คัทธนกุมารจึงปราบนางยักษHและเทศนาสั่งสอนจนนางเกิดความละอายใจสำนกึ บาป เอาศีรษะโขก
พ้ืนตาย คทั ธนกุมารอยู6กับนางสดี าจนรง6ุ เชาL จึงลากลับไป นางสีดาจึงขอสงิ่ ของแทนตา6 งหนาL คัทธนกุมารก็ฉีก
ชายผLาค6าแสนคำทีท่ รงอย6ูมอบใหLแทนคำสัญญาว6าจะกลับมาแต6งงานดLวย ส6วนนางก็มอบแหวนใหLแก6คัทธน
กุมาร

หลังจากพระยาจำปานครทอดพระเนตรผาL ค6าแสนคำก็มีบัญชาใหLสืบหาเจLาของผLาดงั กล6าว มีชายมา
ตอ6 ชายผLามากมายแตไ6 ม6มใี ครต6อไดL สุดทาL ยเจอคัทธนกุมาร นางสีดาก็ไดLนำชายผLานั้นมาต6อไดL พระองคHจึงไดL
ครองจำปานครและมกี ารสมโภชอยา6 งมโหฬาร นางสดี าเป]นมเหสีฝ~ายขวาส6วนนางแกLวสีไวเปน] มเหสีฝ~ายซLาย
หลงั จากน้ันนางสีดาใหกL ำเนิดพระโอรสมนี ามว6า “คทั ธจัน” หลังจากบาL นเมอื งเปน] สุขสงบแลLวคัทธนกุมารไดL
ออกสงั่ สอนพระธรรมต6าง ๆ จนเปน] ทช่ี น่ื ชมผูLคนท้งั หลาย แลวL จึงไดอL อกเดินทางสป6ู ~าหิมพานตHเพอ่ื ตามหารอย
เทาL ชาL งผูLเป]นบดิ าอีกครง้ั ฝ~ายพระอนิ ทรทH อดพระเนตรเห็นความยากลำบากและพระทัยต้งั มั่นของคทั ธนกุมาร
ก็โสมนสั จงึ ไดLแปลงเปน] ชาL งในป~าหิมพานตH คทั ธนกุมารเม่ือทอดพระเนตรกร็ วูL า6 เป]นบิดาของตน จึงเขLาไปและ
ซกั ถามเรือ่ งราวตา6 ง ๆ พญาชาL งไดตL รสั สง่ั สอนคัทธนกุมารแลLวก็ขอลาไปโดยมอบงาวเิ ศษไวLใหL สามารถใชLเป]น
พาหนะเหาะเหินไปท่ีตา6 ง ๆ ไดL จากนน้ั คทั ธนกมุ ารจึงไดLเดนิ ทางกลบั จำปานคร

ตอ6 มาเจาL เมอื งตกั สลิ าอิจฉาอยากไดLของวเิ ศษ จึงใหLทหารมาทลู เชิญคทั ธนกมุ ารไปเทศนาธรรมใหLแก6
ชาวเมืองตกั ศิลา เจาL เมืองตกั สลิ าออกอบุ ายเพอื่ เปน] การทดสอบของวเิ ศษจงึ ใหคL ทั ธนกมุ ารเอาตLนไมLเทLาชี้ไปท่ี
ตวั คทั ธนกมุ ารเอง คัทธนกมุ ารหลงกลเม่อื เอาไมเL ทLาชม้ี าท่ีพระองคเH อง รา6 งของคัทธนกมุ ารพลนั กลายเป]นแท6ง
ทองคำ เวลาผ6านไปคัทธจันลูกชายคนรองไดเL ติบใหญ6 คิดเป]นห6วงบิดาจงึ ชวนคัทธเนตรพี่ชายออกตามหาพอ6
แตพ6 ่ชี ายไมอ6 ยากไป ฝา~ ยคัทธจนั รอไม6ไหวจึงตัดสนิ ใจออกตาม หาพอ6 โดยลำพัง เมอ่ื คทั ธจนั เดินทางมาถงึ เมือง
ตกั สลิ าก็ทราบว6าเจาL เมืองตกั สิลาลวงพระบิดาจึงประหารเจLาเมอื งตักสลิ าฃ คทั ธจนั ใชปL ลายไมLเทLาชุบชีวิตคัท
ธนกุมารใหLฟÖÜนคืนชีพ คัทธนกุมารจึงมอบของวิเศษใหLลูกของตนและกลับเมืองจำปานครไป ส6วนคัทธจันอย6ู
ครองเมืองตกั สลิ า เวลาล6วงเลยไปเมื่อคัทธจันเดินทางกลบั เมืองจำปานครเพื่อเยีย่ มบิดาและมารดา จึงไดพL บ
กบั คัทธเนตรทที่ วงขอของวิเศษที่ไดLมา แต6คทั ธจันปฏิเสธ คัทธเนตรจึงทLาสLูกนั ระหวา6 งทัง้ สองต6อสLูกันก็เนรมิต
หัวชาL ง หัวมLามาต6อสกูL ัน รบกันเปน] เวลา 1 เดือนพระอนิ ทรจH ึงสง่ั ใหพL ญาแถนเสก “ลมกระดิง่ หลวง” มาตัดคอ

5

ทั้งสองคน คทั ธเนตรคอขาดตายส6วนคัทธจันเป]นผมLู บี ุญจงึ ไม6ตาย พระอินทรจH ึงใหวL สิ สุกรรมลงมาเอาคัทธจัน
กลับไปสวรรคHช้นั ดาวดึงสH หลังจากน้ันบาL นเมืองท้ังหลายมคี วามสงบสขุ ตลอดมา

เล6าสืบกันมาวา6 คัทธนกุมารกลบั ชาตมิ าเกดิ เป]นพระสทิ ธัตถะ พระนางสดี ากลบั ชาติมาเกิดเปน] พระ
นางยโสธราพมิ พา ชายไมรL อL ยกอกลับชาติมาเกิดเป]นพระสารีบุตร ชายเกวยี นรอL ยเลม6 กลบั ชาติมาเกิดเปน] พระ
โมคคัลลานะ (สชุ าติ อิ่มสำราญ และ โสมฉาย บญุ ญานนั ต,H 2563)
คติและความเช่อื ที่อยใ.ู นเน้ือเรือ่ ง

1. การแสดงความกตัญãู กตเวทติ าคุณตอ6 บิดามารดา
2. ความศรัทธาตอ6 ความเพียรเช6นเดียวกับเรื่องราวของคัทธนกมุ ารที่มีความเพียรพยายามฟyนฝ~าปyญหา

อปุ สรรคจนกระทัง่ ไดLประสบความสำเร็จ
3. จติ รกรรมไดสL ะทLอน หลักธรรมของฆราวาสธรรม 4 ซ่ึงใชLไดLกบั พระมหากษตั รยิ แH ละคฤหสั ถโH ดยท่ัวไป

หลกั ธรรมทสี่ ะทLอน ใหLเหน็ คือ 1) สจั จะ คือ ความซอ่ื สัตยH 2) ทมะ คือ การฝกå ตน 3) ขนั ติ คือ ความ
อดทน 4) จาคะ คือ ความเสียสละ (สมคดิ นันตะç , 2556)

6

กจิ กรรมท่ี 2 เรยี นร7ูภาพจติ รกรรมฝาผนังวดั ภูมินทรG
“งามลำ้ จิตรกรรมวัดภูมินทร”G

ระยะเวลา 1 ชั่วโมง

1. แนวคิด
การเรียนรูLเกี่ยวกับประวัติจิตรกรรมฝาผนังวัดภูมินทรH องคHประกอบของภาพจิตรกรรม และ

สภาพแวดลอL มที่สะทLอนออกมาจากภาพจิตรกรรมฝาผนังเรื่องคัทธนกุมารชาดก ใหLแก6ผLูร6วมกิจกรรมไดLสนกุ
สานไปกบั การเรยี นรแLู บบผสมผสานและนำความรไLู ปใชใL นการทำกิจกรรมวาดภาพจติ รกรรมในแบบของตนเอง
2. จดุ ประสงคกG ารเรียนรู7

เพื่อส6งเสริมการเห็นคุณค6าเร่ืองเล6า “คัทธนกมุ ารชาดก” ในจิตรกรรมฝาผนังวัดภูมินทรจH ังหวัดน6าน
สำหรับผรLู 6วมกจิ กรรมในดLานสุนทรยี ศาสตรH
3. เน้อื หาสาระ

1. ประวตั ิจติ รกรรมฝาผนังวัดภมู นิ ทรจH งั หวัดนา6 น
2. องคปH ระกอบของภาพจิตรกรรม ไดLแก6 การจดั องคปH ระกอบตามหลักภาพจติ รกรรมฝาผนงั ของไทย
โครงสราL งสี รายละเอียดของภาพ
3. สภาพแวดลอL มทีส่ ะทอL นออกมาจากภาพจติ รกรรมฝาผนังเร่อื งคทั ธนกุมารชาดก
4. ส่ือการเรยี นร7ู ชุด “งามลำ้ จติ รกรรมวัดภูมินทรG”
1. ชุดบอรGดเกม “War of Murals” บอรHดเกมประเภทเกมการHด ที่เป]นการแข6งขันระหวา6 งสมาชกิ
ในกลุ6มเพื่อชิงการHดภาพที่ตนเองพึงพอใจมากที่สุด แลLวนำมาสรLางจิตรกรรมฝาผนังและเขียนเล6าเรื่องของ
ตนเอง
2. เว็บไซตGงามล้ำ จิตรกรรมวัดภูมินทรG เป]นเว็บไซตHที่มีสื่อมัลติมีเดีย (Multimedia) เกี่ยวกับ
เอกลกั ษณขH องจิตรกรรมฝาผนงั วดั ภมู ินทรH
3. ใบงาน “วาดฮูปสไตลGนา. น” วาดภาพและเขยี นเลา6 เรือ่ งในภาพจิตรกรรมของตนเอง และอธิบาย
เอกลกั ษณขH องจติ รกรรมฝาผนงั วัดภมู นิ ทรทH ่ีนำมาใชL
5. การวัดและประเมนิ ผล
1. ผลงานจากใบงาน “วาดฮูปสไตลHนา6 น”
2. แบบทดสอบหลังทำกิจกรรม
3. แบบสมั ภาษณHเชิงลกึ ของผLรู ว6 มกจิ กรรมแบบผสมผสาน
4. แบบประเมินความพงึ พอใจทม่ี ตี 6อชุดกจิ กรรมของผูLรว6 มกิจกรรมแบบผสมผสาน
5. แบบประเมนิ การเห็นคุณคา6 ในเร่อื งเลา6 “คัทธนกมุ ารชาดก” และภาพจิตรกรรมฝาผนังวดั ภูมนิ ทรH

7

จติ รกรรมฝาผนงั วัดภมู ินทรจG ังหวัดนา. น

ประวตั ิจติ รกรรมฝาผนงั วดั ภมู ินทรG
จิตรกรรมฝาผนังวดั ภมู นิ ทรH ไดเL ขยี นขึ้นตามลกั ษณะอาคารทรงจตรุ มขุ ซง่ึ ทำใหมL ีผนงั เพ่ิมข้นึ เป]นดLาน

ละ 3 ผนัง คือผนังดาL นซLายอยู6ตรงขLามกับผนังดLานขวาและมีผนังดLานสกัด สันนิษฐานว6า เขียนขึ้นเมื่อคราว
บูรณะพระวิหารหลวงในป} พ.ศ.2410 - พ.ศ.2417 (ปานฉัตทH อินทรHคง, 2561) โดยช6างเขียนชาวไทลื้อช่ือ
“หนานบัวผัน” (วินยั ปราบริปู, ม.ป.ป) ในสมัยพระเจาL อนนั ตวรฤทธิเดช เจLาผLคู รองนครน6าน
องคปG ระกอบของภาพจิตรกรรม

1. การจัดองคGประกอบตามหลักภาพจิตรกรรมฝาผนังของไทย คือ ตัวละครทุกตัวมีขนาดเท6ากัน
หมด หากแตแ6 สดงระยะใกลไL กลดวL ยการวางตำแหนง6 กล6าวคือสิง่ ทอ่ี ยู6ขLางลา6 งสุดจะอยู6หนาL สุดแลLวถัดไปเรื่อย
ๆ จนสิ่งที่อยู6บนคือสิ่งที่อยู6ขLางหลัง มีการจัดวางภาพแบบไม6ดำเนินตามเนื้อเรื่อง หากแต6จะคำนึงถึงความ
เหมาะสมของภาพรวม จึงทำใหLฉากแต6ละฉากเลา6 เรือ่ งแบบวกไปวนมา อีกท้งั ยงั ใชLฉากธรรมชาติ กำแพงเมือง
และร้วั กั้นในการเชอ่ื มหรือแบ6งฉากต6าง ๆ ใหLดูกลมกลืนกนั

2. โครงสร7างสี ใชLสีพื้นหลังเป]นสีครีมที่เป]นสีอ6อน ส6วนตัวละคร สถานที่ ตLนไมLและทิวเขาจะใชLสี
เหลืองอ6อน สเี ขยี วน้ำทะเล สแี ดงเขLม และสนี ำ้ ตาลออ6 น โดยถึงแมวL 6าบางสจี ะเปน] สีคตู6 รงขาL มกันแต6เม่อื เปน] สที ่ี
หม6นลงจากเดิม กจ็ ะทำใหLทำใหภL าพรวมของผลงานดูนุม6 นวลขน้ึ และกลมกลนื เขLากันไดLเป]นอยา6 งดี

3. รายละเอียดของภาพ สว6 นท่เี ปน] เอกลกั ษณแH ละโดดเดน6 ทส่ี ดุ นา6 จะ ไดแL ก6 ภาพท่สี ะทอL นถึงชวี ิตชาว
น6านในยุคนั้น ลักษณะใบหนLารูปกลมแปÑน คิ้วโคLงรูปครึ่งวงกลม นัยนHตาที่แฝงความรูLสึก ริมฝ}ปากเล็กรปู
กระจบั การแสดงความดีใจดวL ยการเขียนมุมปากเชดิ ขนึ้ ทั้งสองขLาง และถLาตอL งการแสดงอารมณเH ศรLาเสียใจก็
จะเขียนมุมปากใหตL กลง ซง่ึ แตกต6างจากการเขยี นแบบภาคกลาง ที่แสดงความรสูL ึกผ6านทา6 ทางแบบนาฏลกั ษณH

ดังนั้น งานจิตรกรรมทีน่ ี่จึงมีความเป]นเอกลักษณเH ฉพาะตัวอย6างสูง และแสดงถึงความเป]นพื้นบLาน
มากกว6างานที่ลอกแบบมาจากที่อน่ื (สน สมี าตรัง, 2526)
สภาพแวดลอ7 มท่สี ะท7อนออกมาจากภาพจติ รกรรมฝาผนงั เรอื่ งคทั ธนกมุ ารชาดก

1. กำแพงและปlอมประตูเมอื ง
จิตรกรรมฝาผนังทางดLานทิศเหนือตอนที่คัทธนกุมารเขLามาถึงเมืองอินทปyตถนคร ช6างไดLเขียนภาพ
กำแพงเมืองและประตเู มอื ง ที่เขLาใจวา6 น6าจะเลยี นแบบมาจากกำแพงเมอื งน6านขณะนน้ั โดยปรากฏเป]นกำแพง
ก6ออิฐไม6ฉาบปูน มีเชิงเทนิ อยู6ดLานใน มีใบเสมารูปส่ีเหลี่ยม เวLนช6องไวLสำหรับดูหรอื กำบงั เวลาขLาศึกเขาL โจมตี
ส6วนประตูเมืองเขียนเป]นรูปแปดเหลย่ี ม หลังคาสอบแหลมซอL นกันสองช้ัน และมชี อ6 งรปู ส่ีเหลี่ยมเพอ่ื ประโยชนH
ในการสงั เกตการณHดวL ย

ลักษณะดังกล6าวสอดคลLองกับภาพถ6ายเก6ากำแพงเมืองน6าน ที่ประกอบดLวยกำแพงอิฐ แต6มีใบเสมา
ปลายมน ลักษณะของปÑอมบรเิ วณมุมของกำแพงก็เป]นปÑอมแปดเหลี่ยม หลังคาซLอนลดกันสองชัน้ เช6นกัน ใน
ภาพถา6 ยเก6าน้ันอธิบายว6าเป]นกำแพงเมอื งของอาณาจักรหลกั คำ (น6าน) เมอ่ื พ.ศ.2431

8

2. ลักษณะบ7านเรือน
ภาพบLานของคัทธนกมุ าร ก็คงเขียนขึ้นตามลักษณะบLานในระยะนั้นเช6นกัน คือเป]นบาL นไมใL ตLถุนสงู
บริเวณใตLถุนบLานใชเL ปน] ที่ทำกิจกรรมต6าง ๆ เช6นการทอหูก มีบันไดทางข้ึนทั้งดLานหนLาและดLานหลัง บริเวณ
นอกชานเปน] พ้ืนท่โี ล6ง มีรLานน้ำใกลLบันไดทางขึน้ รอบ ๆ ชานมีแนวลกู กรงไมกL น้ั โดยรอบ โดยลูกกรงนา6 จะเปน]
ไมแL ผน6 ฉลลุ ายอย6างงา6 ยๆ ถัดเขาL ไปเปน] เตนิ๋ ตอ6 ดวL ยหอL งนอนท่ีอยดู6 าL นหลงั สุด ฝาและพ้นื น6าจะเป]นไมLกระดาน
ส6วนบLานคหบดีอาจเปน] ฝาลายตาผLา (ฝาปะกน) ก็ไดL หลังคาบLานทรงจั่ว หนLาจั่วมีท้ังลายตาผLาหรือ
เป]นไมตL ีปดÉ ตามต้งั และอีกแบบหนึง่ คือตไี มLเปน] รูปรศั มดี วงอาทิตยH ดLานลา6 งมีชายคากนั แดดฝนดLวย ท่แี นวของ
หนาL จว่ั ปาÑ นลม และสนั หลังคามไี มLแปนÑ ขนาดใหญป6 Éดทบั เพ่ือกนั ลมและฝน หลงั คาโดยทว่ั ไปน6าจะมงุ ดLวยแปนÑ
เกลด็ ซงึ่ มีทง้ั ปลายตดั ตรง รูปหางมน และรปู สามเหลีย่ ม
การมุงหลังคาดLวยแปÑนเกล็ด ลักษณะของพื้นไมLกระดาน ตลอดจนฝาลูกกรงนี้มีระบุไวLชัดเจนใน
เอกสารร6วมสมยั ดLวยนอกจากนี้ ภาพถ6ายเกา6 สมัยรัชกาลที่ 5 ก็ใหLรายละเอยี ดช6วยในการวิเคราะหHรูปแบบไดL
เป]นอย6างดี
3. กลม.ุ ชนท่ปี รากฏในจิตรกรรม
ล้อื มกี ลุม6 ผหLู ญิงหนาL เมอื งอินทปyตถนง6ุ ผาL ซ่ินแบบไทลอื้ อยูห6 ลายคน ประกอบกบั ช6างเขียนทเ่ี ปน] ชาวไท
ลอ้ื ดงั ทก่ี ล6าวมาแลวL ขLางตLน ดังนน้ั กลมุ6 ชนในเมอื งนา6 นขณะนั้นจึงน6าจะมีชาวไทล้ือปะปนอยู6เป]นจำนวนมาก
เชน6 กนั ตามหลักฐานประวัตศิ าสตรHพบว6ามกี ารกวาดตอL นชาวไทล้อื จากเขตสบิ สองปyนนาหลายครง้ั เช6น พ.ศ.
2341 พระเจาL อัตถวรปญy โญไดLยกทัพไปตีสบิ สองปนy นา จนหัวเมอื งของสิบสองปyนนายอมอ6อนนLอมทุกเมือง
อย6างไรก็ตาม หากภาพจิตรกรรมนี้เขียนขึ้นในรัชกาลพระเจLาสรุ ิยพงษHผริตเดชตามที่สันนิษฐานแลLว
ขLอมูลของเอกสารร6วมสมัยระบุว6าชาวไทล้ือท่ีถกู กวาดตLอนเขLามาอย6ูเมือ่ ประมาณ พ.ศ.2399 ในละแวกเมอื ง
น6านนั้น จะมีกล6ุมใหญท6 ่ีมาจากเมืองพงและเมืองอู ลื้อเมืองพงจะมีทีเ่ ชียงมว6 น เชียงคำเป]นส6วนใหญ6 ส6วนลือ้
เมอื งอจู ะอยทู6 เ่ี มอื งเทงิ เชียงของ และบริเวณรอบ ๆ เมอื งนา6 น
ชาวตะวนั ตก รปู หมอกุมมาลเปกó เขียนเลยี นแบบมชิ ชันนารหี รือหมอคนใดคนหนึ่งท่อี าศัยอยู6ในเมอื ง
น6านขณะนั้น เท6าที่หลักฐานเอกสารปรากฏ ชาวตะวันตกที่อาศัยอยู6ในเมืองน6านมีทั้งคนฝรั่งเศส อังกฤษ
อเมรกิ นั
เหตทุ เี่ ลอื กเขียนรูปหมอกมุ มาลเปกó เป]นชาวตะวนั ตกอาจสอดคลLองกบั การเขาL มารักษาโรคของแพทยH
ชาวตะวนั ตกกไ็ ดL ในระยะเวลาใกลLเคียงกันนนั้ มีนายแพทยH Rev. S.C.Peoples M.D. เปน] มชิ ชันนารีอเมริกัน
เพรสบิทีเรยี นประจำอยใ6ู นเมืองน6านดวL ย
อย6างไรก็ตาม ภาพชาวตะวันตกสวมหมวกนั่งอยดู6 Lานล6างพรLอมกับสตรีชาวตะวันตกน้นั ศาสตราจารยH
วยั อาจเขาL ใจว6าเปน] นักบวชชาวฝร่ังเศสนกิ ายโรมันคาทอลกิ แตใ6 นคำอธิบายประกอบภาพเขียนวา6 “4 คนนี้หอ้ื
เอาไปเฆีย่ นเสียคน 105” แสดงว6าเปน] การตัดสนิ ความของผูพL พิ ากษา ซ่งึ ในขณะนัน้ ชาวตะวันตกท่ีมีตำแหน6ง
เป]นทีป่ รึกษาดาL นกฎหมายของสยามสว6 นใหญ6เปน] ชาวเบลเย่ียม และเมื่อ พ.ศ.2440 ปÉแอรH โอรHต ไดLเดินทาง
ขน้ึ ไปเชยี งใหมเ6 พ่ือรว6 มตดั สินคดที ำรLายร6างกายรองกงสลุ ของสหรัฐ และเดินทางไปหวั เมอื งต6าง ๆ ของลLานนา

9

เพอ่ื สำรวจปญy หาดาL นกฎหมาย ตลอดจนศกึ ษาปyญหาทฝี่ ร่ังเศสพยายามขยายอทิ ธพิ ลขLามมาฝùงy ขวาของแม6น้ำ
โขงดวL ย

กะเหรี่ยง ภาพจิตรกรรมฝาผนงั ดLานทิศตะวันตกมีรูปชายสองคน มีคำอธิบายภาพว6า ยาง หมายถงึ
ชาวกะเหรี่ยงนัน่ เอง ภาพนี้แสดงว6าชายชาวกะเหรี่ยงสมัยนั้นสวมชุดยาวถึงน6อง เป]นสีแดงสลบั ขาว การแต6ง
กายแบบนี้เลิกไปประมาณ 70 - 80 ปแ} ลLว

ชาวจีน ภาพที่แสดงการคLาขายทางเรืออยู6ที่ผนังดLานทิศเหนือ เป]นภาพเรือประดับดLวยธงเขียน
ตัวอักษรจนี ตลอดจนมรี ูปบุคคลสวมหมวก ลักษณะใบหนLาคลLายคนจีน เขLาใจว6านา6 จะมีชาวจีนคาL ขายอยู6ใน
เมืองนา6 นขณะนั้นไม6นLอย เอกสารบางฉบับระบุวา6 ในเขตเมืองน6านมชี าวจีนชื่อจีนบุน (หลวงนรา) ไดLรับมอบ
สมั ปทานตดั ไมจL ากเจาL หลวงเมอื งนา6 นดLวย

ลัวะ ผนังดLานทิศตะวันตกมีรูปบุคคลเดินเขLามาในเมือง เป]นชายนุ6งผLาตLอย สะพายย6ามและกระชุ
ดLานหนLา คนทสี่ ะพายกระชสุ บู กลอL งยาสบู และเป]นโรคคอหอยพอก ดังนน้ั จึงเขLาใจวา6 เป]นกลม6ุ ชนชาวเขากลม6ุ
ใดกลุ6มหนึ่ง แต6ที่ดLานล6างมีรูปสุนัขอยู6 เขLาใจว6าช6างอาจจะสื่อความหมายถึงชาวลัวะก็ไดL เพราะเดิมเชื่อวา6
ดนิ แดนน้ีเปน] ทีอ่ ยขู6 องชาวลวั ะ ถึงขนาดกอ6 นท่ีพระเจาL กาวลิ ะจะเขLามาฟÜนÖ ฟูเมืองเชยี งใหม6นั้น ตอL งใหLชาวลัวะ
จงู หมาเขาL เมืองก6อน สว6 นผูLหญงิ ทเ่ี ดนิ ตามหลังนน้ั ถึงแมลL กั ษณะการแตง6 ตวั เปน] แบบชาวพื้นราบแลLว แต6กระชุ
ที่แบกอยู6ดLานหลังกลับคลLายกระชุของชาวขมุ ซึ่งในระยะนั้นเป]นคนงานตัดไมLในป~า (จิรศักดิ์ เดชวงคHญา,
2546)

4. ด7านสภาพสงั คม วิถีชวี ิต วัฒนธรรมและประเพณี
สะทอL นสังคมนา6 นในอดตี ท่ยี งั เป]นสงั คมเกษตรกรรมจากการทำอาชีพปลกู ขLาว งานหัตถกรรม ทอผLา
ของหญงิ หมLายและชาวบาL น แสดงใหเL ห็นถงึ วิถชี วี ิตชาวบาL น เช6น หาบของไปขาย การแบง6 ปyนกนั การละเลน6 ส
บLาของเดก็ ๆ ทีล่ านบาL น อกี ท้ังยงั มีการลLอมร้วั ดLวยวสั ดุธรรมชาตอิ ย6างไมLไผ6ของชายไมLรอL ยกอ การใชLเกวียน
เป]นยานพาหนะของชายเกวยี นรอL ยเลม6 การเกบ็ ผักเพ่ือทำอาหาร การหาบนำ้ เพ่ือนำไปใชอL ุปโภค บรโิ ภคของ
คนในเมือง แต6อย6างไรก็ดีในเนื้อเรื่องก็ยังบ6งบอกถึงการมีชนชั้นปกครอง ในตอนท่ีพระยาศรีษะเกษ
พระราชทานผาL ท่ีทอจากทองคำสวยงามมาก ขนานนามวา6 “ผLาคา6 แสนคำ” ใหLแก6คทั ธนกุมาร เพ่ือท่ีระหว6าง
เดินทางจะไดฉL ลองพระองคเH ปน] แบบกษตั รยิ H แสดงใหLเหน็ ถึงการแตง6 กายของคนช้นั สูง จะสวมเส้อื ผLาท่ที อดLวย
วัสดุมีค6า สวยงาม ประณีตอย6างดิ้นเงินด้ินทอง เมื่อมีงานมงคลก็จะเฉลิมฉลองดวL ยการประโคมดนตรอี ย6าง
สนุกสนาน

10

บรรณานุกรม
จิรศกั ดิ์ เดชวงคHญา. (2546). จติ รกรรมฝาผนังวดั ภมู นิ ทรH จงั หวัดนา6 น: การศึกษาครงั้ ลา6 สุด. วารสารเมือง

โบราณ, 29(4).
ชุตมิ า เวทการ. (2551). การจัดการเรยี นรสLู าระทศั นศิลปบY นพ้นื ฐานวัฒนธรรมชุมชน. กรุงเทพฯ: สำนกั พมิ พH

แห6งจุฬาลงกรณHมหาวทิ ยาลยั .
ทรงพันธH วรรณมาศ. (2547). การจดั ระบบฐานขLอมลู แบบลวดลายทีเ่ ป]นเอกลกั ษณแH ละสยี Lอมธรรมชาตใิ นผLา

ทอพน้ื บาL นภาคเหนือ เพอื่ พฒั นามาตรฐานผลติ ภัณฑHชุมชนดวL ยระบบคอมพวิ เตอรH: ผLาทอ เลม6 2.
เชียงใหม6: Infinite Digital Design.
ปานฉตั ทH อินทรHคง. (2561). เอกลกั ษณพH ้นื ถิน่ ในงานจิตรกรรมฝาผนงั วัดภูมนิ ทรH จังหวัดน6าน : การสรLางสรรคH
สผ6ู ลิตภัณฑวH ฒั นธรรม. วารสารมหาวิทยาลัยศลิ ปากร, 38(2), 26 - 28.
พัดชา (เสนาณรงค)H อุทศิ วรรณกลุ . (2561). แฟช่นั และผลิตภัณฑไH ลฟYสไตลH จากทุนวัฒนธรรมสง่ิ ทอจงั หวัด
นา6 น. กรุงเทพมหานคร: วสิ คอมเซน็ เตอร.H
วฒั นะ จูฑะวภิ าต. (2552). ศลิ ปะพ้นื บLาน. กรงุ เทพฯ: สำนกั พิมพแH หง6 จุฬาลงกรณมH หาวทิ ยาลยั .
วนิ ยั ปราบรปิ .ู (ม.ป.ป). อทิ ธพิ ลรปู แบบความศรทั ธาตามรอยศิลปนÉ หนานบวั ผันจากวดั ภูมินทรHถวลิ ถงึ วดั โพธ.์ิ
สโมสรศลิ ปวฒั นธรรม.
วิบลู ยH ลสี้ วุ รรณ. (2546). ศิลปะชาวบาL น (3 ed.). กรงุ เทพฯ: อมรนิ ทรH.
สน สมี าตรัง. (2526). โครงสรLางจติ รกรรมฝาผนังลานนา. กรงุ เทพมหานคร: มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร.
สมคิด นนั ตçะ. (2556). การศึกษาวเิ คราะหหH ลักธรรมทป่ี รากฏบนภาพจติ รกรรมฝาผนังวัดภูมนิ ทรH จงั หวดั นา6 น.
มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย, น6าน.
สำนกั ศลิ ปากรที่ 7 น6าน. (2555). ผLาพ้นื เมอื ง งานหัตถศิลปถY ่นิ นา6 น กรงุ เทพมหานคร: กรมศิลปากร กระทรวง
วัฒนธรรม.
สชุ าติ อมิ่ สำราญ และ โสมฉาย บญุ ญานนั ต.H (2563). การศกึ ษาเรื่องเลา6 “คัทธนกุมารชาดก” ในจติ รกรรมฝา
ผนังวดั ภูมนิ ทรจH ังหวดั น6าน Silpakorn University Journal of Fine Arts, 8(1-2), 224-243.

11






Click to View FlipBook Version