criminal law
offenses against liberty and
reputation
คำนำ
หนังสือเล่มนี้ได้มีการนำความรู้เกี่ยวกับความผิดต่อเสรีภาพ ความผิด
ฐานเปิดเผยความลับและความผิดหมิ่นประมาทซึ่งนำมาเป็น
แนวทางและสามารถนำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้
หากมีขอผิดพลาดประการใด ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย
จัดทำโดย
อาซูรา สูยี
สารบัญ
1 ความผิดต่อเสรีภาพ
2 ความผิดฐานเปิดเผยความลับ
3 ความผิดฐานหมิ่นประมาท
1
ความผิดต่อ
เสรีภาพ
มาตรา ๓๐๙ ผู้ใดข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด
โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียงหรือทรัพย์สินของผู้
ถูกข่มขืนใจนั้นเองหรือของผู้อื่น หรือโดยใช้กำลังประทุษร้ายจนผู้ถูกข่มขืนใจต้อง
กระทำการนั้น ไม่กระทำการนั้นหรือจำยอมต่อสิ่งนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี
องค์ประกอบภายนอก
ผู้ใด
ข่มขืนใจ -ให้กระทำการใด -ไม่กระทำการใด -จำยอมต่อสิ่ง
ใด
โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิตร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียง
หรือทรัพย์สินของผู้ถูกข่มขืนใจนั้นเอง หรือของผู้อื่น
จนผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระทำการนั้น ไม่กระทำการนั้น หรือจำยอมต่อสิ่งนั้น
องค์ประกอบภายใน
เจตนา
ข่มขืนใจผู้อื่น=บังคับให้ผู้อื่นต้องกระทำหรือไม่กระทำ
การข่มขืนใจกระทำได้โดย2วิธี
ทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียง
และทรัพย์สินของผู้ถูกข่มขืนใจหรือผู้อื่น
ใช้กำลังประทุษร้าย ตบตีและลากให้ขึ้นรถยนต์ไปด้วยกัน
สำหรับ มาตรา 309 วรรคสอง และ
วรรคสามนั้น เป็นบทฉกรรจ์หรือเป็น
เหตุให้ต้องรับโทษหนักขึ้น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 478/2559
จำเลยที่ 1 ข่มขู่บังคับให้โจทก์ร่วมไปโอนขายสิทธิการเช่าที่ราชพัสดุซึ่งมีชื่อของ ส. บุตรโจทก์ร่วมถือสิทธิ และโจทก์
ร่วมยอมไปขอร้อง ส. ให้โอนขายสิทธิการเช่าดังกล่าวโดยอ้างว่าโจทก์ร่วมกำลังเดือดร้อน ส. ยอมโอนขายสิทธิการเช่า
ที่ดินราชพัสดุให้ผู้อื่น เงินที่ขายได้เข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์ร่วม จะเห็นได้ว่าการกระทำตามคำขู่บังคับของจำเลยที่ 1
ไม่ทำให้จำเลยที่ 1 ได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินโดยตรงย่อมไม่เป็นความผิดฐานกรรโชก แต่การกระทำ
ของจำเลยที่ 1 เป็นการข่มขืนใจโจทก์ร่วมให้ไปขอร้อง ส. ให้โอนขายสิทธิการเช่าที่ราชพัสดุ โดยทำให้โจทก์ร่วมกลัว
ว่าจะเกิดอันตรายแก่โจทก์ร่วมและคนในครอบครัว โจทก์ร่วมเกิดความกลัวยอมกระทำการตามที่จำเลยที่ 1 ข่มขู่บังคับ
จึงเป็นความผิดต่อเสรีภาพตาม ป.อ. มาตรา 309 วรรคแรก ซึ่งเป็นความผิดที่รวมอยู่ในความผิดฐานกรรโชกตามที่
โจทก์ฟ้อง
มาตรา ๓๑๐ ผู้ใดหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น หรือกระทำด้วยประการใดให้
ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือ
ปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
องค์ประกอบภายนอก องค์ประกอบภายใน
ผู้ใด เจตนา
หน่วงเหนี่ยว หรือกักขัง หรือกระทำ
ด้วยประการใดให้ปราศจากเสรีภาพ
ในร่างกาย
ผู้อื่น
หน่วงเหนี่ยว : รั้งตัวไว้ คือถ่วงไว้ กักไว้
กักขัง : บังคับให้อยู่ในสถานที่อันจำกัด
เก็บตัวไว้ในสถานที่อันจำกัด
กระทำด้วยประการใดให้ปราศจากเสรีภาพใน
ร่างกาย : ความสามารถที่จะทำการใดๆ ได้ตามที่
ตนปรารถนา โดยไม่มีอุปสรรคขัดขวาง
สำหรับ มาตรา310 วรรคสองและ
มาตรา310 ทวิ เป็นบทฉกรรจ์หรือ
เป็นเหตุให้ผู้กระทำความผิดต้องรับ
โทษหนักขึ้น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7532/2557 โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกับ ป. ร่วมกัน
ใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหายโดยใช้มีดปอกผลไม้ปลายแหลม 1 เล่ม ฟันข้อ
มือขวาของผู้เสียหาย 1 ครั้ง มิได้บรรยายว่า จำเลยกับพวกร่วมกันใช้กำลัง
ประทุษร้ายผู้เสียหายโดยใช้สายไฟของเครื่องเป่าผมผูกมัดประตูห้องน้ำไว้กับ
ประตูระเบียงห้องจนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายไม่สามารถออกจากห้องน้ำได้ ซึ่ง
การกระทำดังกล่าวจำเลยและ ป. มิได้ใช้แรงกายภาพกระทำต่อผู้เสียหาย ถือไม่
ได้ว่าเป็นการใช้กำลังประทุษร้ายอันเป็นองค์ประกอบของความผิดฐานร่วม
กันชิงทรัพย์ คงเป็นการกระทำที่เป็นการหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น หรือกระทำ
ด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกายตาม ป.อ. มาตรา 310
องค์ประกอบมาตรา310 ทวิ ผู้ใด
หน่วงเหนี่ยว หรือกักขัง หรือกระทำ
ด้วยประการใดจากเสรีภาพในร่างกาย
ผู้อื่น
ให้ผู้อื่นนั้นกระทำการใดๆ
ให้แก่ผู้กระทำหรือบุคคลอื่น
ก.กักขัง ข.กับพวกให้ทำงานในเรือหาปลาอยู่นอกชายฝั่ง โดยให้ทำงานหนัก
ให้ค่าแรงงานต่ำ และไม่ให้ขึ้นมาพักผ่อนบนฝั่งเลย เช่นนี้ ก.มีความผิดตาม
มาตรา310 ทวิ
มาตรา 311 ผู้ใดกระทำโดยประมาท และการกระทำนั้น
เป็นเหตุ ให้ผู้อื่นถูกหน่วงเหนี่ยว ถูกกักขังหรือต้อง
ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย ต้องระวางโทษจำคุก
ไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ
องค์ประกอบ
ผู้ใด
กระทำ
การกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นถูกหน่วงเหนี่ยว
ถูกกักขัง หรือต้องปราศจากเสรีภาพในร่างกาย
คำอธิบาย ความผิดตามมาตรา311นี้ เป็ น
ความผิดต่อเสรีภาพในทำนอง
เดียวกับความผิดตามมาตรา310
ต่างกันที่มาตรา310เป็ นการกระทำ
โดยเจตนา แต่มาตรา311นี้
เป็ นการกระทำโดยประมาท
EX ก.เป็นเจ้าพนักงานจับกุม ข. มากักขังไว้โดยลืมสอบสวน
เป็นเวลา3วัน เช่นนี้เป็นการกักขังไว้โดยประมาท ตาม
มาตรา311(เทียบ ฎ.411/246) นอกจากนี้การกักขัง
เนื่องจากสำคัญผิดด้วยความประมาทก็เป็นความผิดตาม
มาตรา311(ฎ.1221/2479)
มาตรา 313 ผู้ใดเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่
(๑) เอาตัวเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไป
(๒) เอาตัวบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีไป โดยใช้อุบายหลอกลวง ขู่เข็ญ ใช้กำลังประทุษร้าย
ใช้อำนาจครอบงำผิดคลองธรรม หรือใช้วิธีข่มขืนใจด้วยประการอื่นใด หรือ
(๓) หน่วงเหนี่ยวหรือกักขังบุคคลใด
ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สามแสนบาทถึงสี่แสนบาท
หรือจำคุกตลอดชีวิต หรือประหารชีวิต
องค์ประกอบภายนอก องค์ประกอบภายใน
ผู้ใด เจตนา
เพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่
กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด
(๑) เอาตัวเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไป
(๒) เอาตัวบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีไป โดยใช้
อุบายหลอกลวง ขู่เข็ญ ใช้กำลังประทุษร้าย
ใช้อำนาจครอบงำผิดคลองธรรม หรือใช้วิธี
ข่มขืนใจด้วยประการอื่นใด หรือ
(๓) หน่วงเหนี่ยวหรือกักขังบุคคลใด
ข้อสั งเกตของ
มาตรา313
อนุมาตรา 1 ตองเปนกรณีเด็กอายุไมเกิน 15ป อนุมาตรา 2 เป็นกรณีเอาตัวบุคคลที่อายุเกินกว่า 15 ปีขึ้นไป
การเอาไปไมวาเด็กจะเต็มใจไปดวย หรือไมก็ตาม เป็นเรื่องของความไม่สมัครใจ ใช้อุบายหลอกลวง ขู่เข็ญ ใช้
เปนความผิด แตผูกระทําจะตองรูขอเท็จจริง
กำลังประทุษร้าย ใช้อำนาจครอบงำ
วาเด็กอายุไมเกิน 15 ป
อนุมาตรา 3 เช่นเดียวกับอนุมาตรา 2 ผู้ถูกกระทำไม่สมัครใจและผู้
ถูกกระทำอาจจะเป็นเด็กหรือผู้ที่มีอายุเกิน 15 ปีก็ได้ ทั้งอาจไม่มี
การเอาตัวไปมีแต่การหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังเท่านั้น เช่น บุกเข้าไป
ในบ้านจับเจ้าของบ้านขังแล้วเรียกค่าไถ่
“ค่าไถ่”ทรัพย์สินหรือประโยชน์ ที่เรียกเอาหรือให้เพื่อ
แลกเปลี่ยนกับเสรีภาพของผู้ถูกเอาตัวไป ผู้ถูกหน่วง
เหนี่ยว หรือถูกกักขัง ดังนั้นค่าไถ่อาจจะเป็ น
ทรัพย์สินหรือประโยชน์ อย่างอื่นที่ไม่ใช่ทรัพย์สินก็ได้
ดําจับเอาเด็กอายุไมเกิน 15 ป ไปเพราะตอ งการเอาเด็กเปนขอแลกเปล่ียนกับเขียว
ซึ่งเปน บิดาของเด็กเพื่อไมใ ชล งสมัคร เลือกตั้งแขง ขันกับดํา ประโยชนท่ีดําไดรับ
แมจ ะไมใ ชป ระโยชนในลักษณะท่ีเปน ทรัพยสิน แตการท่ี ดําขาดคตู อ สูคือเขียว
โดยเฉพาะอยา งยิ่งดําเห็นวา เปน คูแ ขง ที่สําคัญ ถามีเขียวลงสมัครรับเลือกตั้ง ดําก็
จะไมร ับเลือก เชนนี้ก็ตอ งถือวา การลงสมัครรับเลือกตั้งของเขียวเปน ประโยชนท่ีดํา
เรียกเอา ยอมเปน คาไถตามความหมายของมาตรา 313 นี้
โจทก์ฟ้องจำเลยข้อหาจับคนไปเรียกค่าไถ่และข้อหากรรโชกศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลย
ข้อหาจับคนไปเรียกค่าไถ่ ยกฟ้องข้อหากรรโชก โจทก์มิได้อุทธรณ์ ข้อหากรรโชกจึงยุติไปตามคำ
พิพากษาศาลชั้นต้น ไม่ชอบที่ศาลอุทธรณ์จะหยิบยกขึ้นวินิจฉัย พิพากษาลงโทษจำเลยได้อีก
จำเลยกับพวกเป็นทหารมีอาวุธเข้าไปพูดขู่บังคับให้ผู้เสียหายไปกับจำเลยกับพวก แล้วบอกให้
คนในบ้านนำเงิน 3,000 บาท ไปไถ่ตัวผู้เสียหายหาไม่แล้วจะไม่ได้กลับนั้น ย่อมฟังได้ว่าจำเลย
กับพวกมีเจตนากระทำผิดและมีเจตนาเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ในการ เอาตัวผู้เสียหายไปโดยวิธี
ขู่เข็ญใช้อำนาจครอบงำผิดคลองธรรมและ ข่มขืนใจผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยย่อมเป็นความ
ผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 313(2) แล้ว
แม้จำเลยกับพวกจะมิได้เอาเงินค่าไถ่จำนวน 3,000 บาทไว้เป็นประโยชน์แก่ตนแต่ได้มอบให้แก่
ทางราชการไปก็ตามก็เป็นการเอาไปจากผู้เสียหายโดยมิชอบ เงินจำนวนดังกล่าวจึงเป็นค่าไถ่
(ฎ.3805/2526)
มาตรา 314 ผู้ใดเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดตามมาตรา 314
ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับตัวการในความผิดนั้น
ตามมาตรา 86 การสนับสนุนเป็นเรื่องที่ต้องกระทำก่อน
หรือขณะกระทำความผิด ถ้าเป็นกรณีที่ผ่านมาตรา 313
ไปแล้วก็ไม่ใช่สนับสนุนเช่นมีการจับตัวคนไปเรียกค่าไถ่
มาตรา 315 ผู้ใดกระทำการเป็นคนกลาง โดยเรียกรับหรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือ
ประโยชน์อย่างใดที่มิควรได้จากผู้กระทำความผิดตามมาตรา 313 หรือจากผู้ที่จะให้
ค่าไถ่ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สามแสนบาทถึง
สี่แสนบาท หรือจำคุกตลอดชีวิต
ข้อสั งเกต
ต้องมีการกระทำตามมาตรา 313 เกิดขึ้นแล้ว จึงมีบุคคลที่ทำตัวเป็นคนกลาง
เรียกเอาประโยชน์ที่มิควรได้จากผู้กระทำความผิดตามมาตรา 313 หรือจากผู้ที่
เรียกค่าไถ่
คนร้ายจับผู้เสียหายไปเรียกค่าไถ่ พี่ผู้เสียหายออกตามพบจำเลยซึ่งเรียกให้รถหยุด
แล้วจำเลยเป็นผู้ต่อรองค่าไถ่ด้วยตนเอง ลดจำนวนค่าไถ่ลง เมื่อได้ค่าไถ่แล้ว จำเลย
ก็สามารถจัดการให้คนร้ายปล่อยผู้เสียหาย แสดงว่าจำเลยมีความสัมพันธ์กับคนร้าย
เป็นอย่างดี เข้าลักษณะกระทำการเป็นคนกลางเรียกทรัพย์สินมิควรได้จากผู้ที่จะให้
ค่าไถ่ อันเป็นความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 315 (ฎ.465/2527)
มาตรา 317 ผู้ใดโดยปราศจากเหตุอันสมควร พรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบ
ห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล ต้องระวางโทษจำคุก
ตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี และปรับตั้งแต่หกหมื่นบาทถึงสามแสนบาท
องค์ประกอบภายนอก
ผู้ใด
พรากไปเสีย
เด็กอายุไม่เกินสิบห้าปี
จากบิดา มารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล
โดยปราศจากเหตุอันสมควร
พราก : ทำให้จากไป พาไปเสียจาก
ทำให้แยกออกจากกัน
"โดยปราศจากเหตุอันสมควร" หากมีเหตุอันสมควรไม่เป็นความผิด
ตามมาตรานี้ เช่น บิดาพรากบุตรนอกสมรสไปเสียจากการปกครอง
ของมารดาเพื่อให้การอุปการะเลี้ยงดูและให้ศึกษาเล่าเรียน ถือว่า
เป็นการพรากไปโดยมีเหตุอันสมควร ไม่เป็นความผิดตาม ปอ.
มาตรา137 (ฎ.398/2517)
คำพิพากษาฎีกา 261/2534 การที่จำเลยที่ 1 กับพวกพาผู้เสียหายออกจากบ้าน
ไปโดยไม่ ให้คนในบ้านรู้(สมัครใจ) แล้วพาไปชำเราในป่ายางข้างทาง ทั้ง
ที่ผู้เสียหายอายุเพียง 14 ปี กับอีก 1เดือนเศษ ยังเป็นนักเรียน จำเลยที่ 1 เองก็
ยังเรียนอยู่ชั้น มัธยมปีที่6 หลังจากตนเองได้ร่วมประเวณีแล้วยังมอบผู้เสียหาย
ให้ไปกับจำเลยที่ 2 ปล่อยให้จำเลยที่ 2 ร่วมประเวณีผู้เสียหายอีกหลายคืน ถือ
ได้ว่าเป็นการพรากผู้เสียหายไปโดยปราศจากเหตุอันสมควร ตาม ป.อ.มาตรา
317
มาตรา 318 ผู้ใดพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดา
มารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล โดยผู้เยาว์นั้นไม่เต็มใจไปด้วย ต้องระวางโทษจำคุก
ตั้งแต่สองปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สี่หมื่นบาทถึงสองแสนบาท
องค์ประกอบภายนอก
ผู้ใด พรากผู้เยาว์กว่าสิบห้าปีแต่
ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสีย
จากบิดา มารดา ผู้ปกครอง โดยผู้เยาว์นั้นไม่เต็มใจไปด้วย
หรือผู้ดูแล
ผู้เยาว์ต้องมีอายุมากกว่า15ปี แต่ไม่เกิน18 ปีบริบูรณ์ และผู้เยาว์นั้นต้องไม่
เต็มใจไปด้วย กล่าวคือ ผู้เยาว์นั้นไม่สมัครใจไป หรือผู้เยาว์ไปด้วยเพราะถูก
บังคับ ขู่เข็ญ หลอกลวง หรือทำให้ผู้เยาว์สำคัญผิดก็ได้ เช่น ผู้เยาว์ตามไปด้วย
เพราะถูกหลอกลวงว่าจะพาไปทำงาน(ฎ.210/2541)
"เพื่อหารกำไรหรือเพื่อการอนาจาร" หาประโยชน์ในทางทรัพย์สินกรือใน
ทางเพศ เช่น จำเลยหลอกมารดาผู้เยาว์ว่าจะพาเด็กไปเป็นบุตรบุญธรรม
และเล่าเรียน ผู้เยาว์เต็มใจไปด้วย แต่เอาผู้เยาว์นั้นไปให้คนอื่นใช้งาน
บ้านแล้วเอาเงินเป็นส่วนตัว เป็นการหากำไร (ฎ.327/2483)
** แต่หากขาดเจตนาพิเศษเพื่อหากำไรหรือเพื่อการอนนาจาร เช่น พาผู้
เยาว์ไปทำงานร้านอาหาร ซึ่งในการทำงานต้องหัดเต้นรำด้วย ถือไม่ได้
ว่าการเต้นรำเป็นการอนาจาร (ฎ.4796/2529)
วรรคสอง เป็นการเอาผิดกับผู้ซื้อ จำหน่าย หรือรับตัวผู้เยาว์หรือถูกพราก
โดยทุจริต ต้องรับโทษเช่นเดียวกับผู้พราก
วรรคสาม เป็นลักษณะฉกรรจ์ การพรากผู้เยาว์เพื่อหากำไรหรือเพื่อการ
อนาจาร ต้องรับโทษหนักขึ้น
2
ความผิดฐานเปิดเผย
ความลับ
มาตรา 322 ผู้ใดเปิดผนึกหรือเอาจดหมาย โทรเลข หรือเอกสารใด ๆ ซึ่งปิด
ผนึกของผู้อื่นไป เพื่อล่วงรู้ข้อความก็ดี เพื่อนำข้อความในจดหมายโทรเลข
หรือเอกสารเช่นว่านั้นออกเปิดเผยก็ดี ถ้าการกระทำนั้นน่าจะเกิดความเสีย
หายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่ง
หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
องค์ประกอบภายนอก
ผู้ใด
เปิดผนึกหรือเอาจดหมาย โทรเลข หรือเอกสารใด ๆ
เพื่อล่วงรู้ข้อความก็ดี
นำข้อความในจดหมายโทรเลขหรือเอกสารเช่นว่านั้น
ออกเปิดเผยก็ดี
การกระทำนั้นน่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด
มาตรา 323 ผู้ใดล่วงรู้หรือได้มาซึ่งความลับของผู้อื่นโดยเหตุที่เป็นเจ้าพนักงานผู้
มีหน้าที่ โดยเหตุที่ประกอบอาชีพเป็นแพทย์ เภสัชกร คนจำหน่ายยา นาง
ผดุงครรภ์ ผู้พยาบาล นักบวช หมอความ ทนายความ หรือผู้สอบบัญชีหรือโดย
เหตุที่เป็นผู้ช่วยในการประกอบอาชีพนั้นแล้วเปิดเผยความลับนั้นในประการที่น่า
จะเกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับ
ไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ผู้รับการศึกษาอบรมในอาชีพดังกล่าวในวรรค
แรก เปิดเผยความลับของผู้อื่น อันตนได้ล่วงรู้
หรือได้มาในการศึกษาอบรมนั้น ในประการที่
น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ต้องระวาง
โทษเช่นเดียวกัน
มาตรา 324 ผู้ใดโดยเหตุที่ตนมีตำแหน่งหน้าที่ วิชาชีพหรืออาชีพอันเป็นที่
ไว้วางใจ ล่วงรู้หรือได้มาซึ่งความลับของผู้อื่นเกี่ยวกับอุตสาหกรรม การค้น
พบ หรือการนิมิตในวิทยาศาสตร์ เปิดเผยหรือใช้ความลับนั้นเพื่อ
ประโยชน์ตนเองหรือผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับ
ไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
องค์ประกอบภายนอก มีตำแหน่งหน้าที่ วิชาชีพ
หรืออาชีพอันเป็นที่ไว้
ผู้ใด
วางใจ
ล่วงรู้หรือได้มาซึ่งความลับของผู้ เปิดเผยหรือใช้ความลับนั้น
อื่นเกี่ยวกับอุตสาหกรรม การค้น เพื่อประโยชน์ตนเองหรือผู้อื่น
พบ หรือการนิมิตในวิทยาศาสตร์
3
ความผิดฐานหมิ่น
ประมาท
มาตรา 326 ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่น
นั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานหมิ่น
ประมาท ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท
หรือทั้งจำทั้งปรับ
องค์ประกอบภา
ยนอก
ผู้ใด
ใส่ความผู้อื่น
ต่อบุคคลที่สาม
โดยประการที่จะทำให้ผู้อื่นเสียชื่อเสียง
ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง
"ใส่ความผู้อื่น" การแสดงข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งอย่างใด
เกี่ยวกับบุคคลอื่น "ยิ่งจริงยิ่งหมิ่นประมาท"
ต้องเป็นข้อเท็จจริงที่แน่นอนชัดเจน ไม่คลุมเครือ ไม่ใช่คำด่าว่า คำขู่
หรือคำล้อเลียนถากถาง เช่น "เป็นคนคบไม่ได้"
"ต่อบุคคลที่สาม" ทำให้ผู้อื่นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น
หรือถูกเกลียดชังได้
จำเลยเป็นผู้พิมพ์หนังสือร้องเรียนถึงผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย
แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้กระทำต่อบุคคลที่สาม กลับได้ความ
เพียงว่า ก. ไปพบหนังสือร้องเรียนดังกล่าวเอง การกระทำของ
จำเลยจึงยังไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานหมิ่นประมาทตาม
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326(ฎ.21627/2556)
มาตรา 327 ผู้ใดใส่ความผู้ตายต่อบุคค
ลที่สาม และการใส่ความนั้นน่าจะ
เป็นเหตุให้บิดา มารดา คู่สมรส หรือบุตรของผู้ตายเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น
หรือถูกเกลียดชัง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท ต้องระวางโทษดัง
บัญญัติไว้ในมาตรา 326 นั้น
องค์ประกอบภายนอก
ผู้ใด
ใส่ความผู้ตาย
ต่อบุคคลที่สาม
การใส่ความนั้นน่าจะเป็นเหตุให้บิดา
มารดา คู่สมรส หรือบุตรของผู้ตายเสียชื่อ
เสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง
"ผู้ตาย" ผู้ที่สิ้นสภาพบุคคล และผู้ที่เสียหาย จำเลยเลยมีเจตนาใส่ความผู้ตายโดยการ
นั้นมิใช่ผู้ถูกใส่ความ แต่ "การใส่ความนั้น โฆษณาด้วยเอกสารอันน่าจะเป็นเหตุให้โจทก์
น่าจะเป็นเหตุให้บิดา มารดา คู่สมรส หรือ ซึ่งเป็นภรรยาของผู้ตายและบุตรเสียชื่อเสียง ถูก
บุตรของผู้ตายเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูก ดูหมิ่นิหรือถูกเกลียดชัง จึงเป็นความผิดฐาน
เกลียดชัง ไม่รวมถึง ปู่ ย่า ตา ยาย ทวด
หมิ่นประมาทผู้ตาย (ฎ.6031/2531)
มาตรา 328 ถ้าความผิดฐานหมิ่นประมาทได้กระทำโดยการโฆษณาด้วย
เอกสาร ภาพวาด ภาพระบายสี ภาพยนตร์ ภาพหรือตัวอักษรที่ทำให้
ปรากฏไม่ว่าด้วยวิธีใด ๆ แผ่นเสียง หรือสิ่งบันทึกเสียง บันทึกภาพ หรือ
บันทึกอักษร กระทำโดยการกระจายเสียง หรือการกระจายภาพ หรือโดย
กระทำการป่าวประกาศด้วยวิธีอื่น ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี
และปรับไม่เกินสองแสนบาท
องค์ประกอบภายนอก
ผู้ใด
กระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท
โดย (1) การโฆษณาด้วยเอกสาร ภาพวาด ภาพระบายสี ภาพยนตร์
ภาพหรือตัวอักษรที่ทำให้ปรากฎไม่ว่าด้วยวิธีใดๆ แผ่นเสียง
หรือสิ่งบันทึกเสียง บันทึกภาพหรือบันทึกอักษร
(2) การกระจายเสียงหรือกระจายภาพ
(3) กระทำการป่าวประกาศด้วยวิธีอื่น
เป็นการใส่ความโดยโฆษณาหรือทำให้ปรากฏแพร่หลายด้วยวิธีการอื่นๆ ตามองค์ประกอบ
ภายนอก3(1) ซึ่งทำให้การใส่ความไปถึงบุคคลที่สามแพร่หลายกว้างขวางยิ่งขึ้น ทำให้เกิดความ
เสียหายมากขึ้น จึงเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทลักษณะฉกรรจ์ทำให้ต้องรับโทษหนักขึ้น
จำเลย ลงพิมพ์โฆษณาว่าโจทก์เรียกเงิน5ล้าน ในการถ่ายภาพนู้ดนั้น เป็นการแสดงเจตนาชัด
แจ้งว่า จำเลยมุ่งประสงค์ใส่ความเพื่อทำลายชื่อเสียงของโจทก์ ทำให้ผู้ที่ไม่ทราบความจริงเข้าใจ
ผิด ดูหมิ่น เกลียดชังโจทก์ ส่งผลกระทบต่อเกียรติยศและสถานะในทางสังคมของโจทก์
(ฎ.3/2542)
มาตรา 329 ผู้ใดแสดงความคิดเห็นหรือข้อความใดโดยสุจริต
(1) เพื่อความชอบธรรม ป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม
(2) ในฐานะเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติการตามหน้าที่
(3) ติชมด้วยความเป็นธรรม ซึ่งบุคคลหรือสิ่งใดอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ หรือ
(4) ในการแจ้งข่าวด้วยความเป็นธรรมเรื่องการดำเนินการอันเปิดเผยในศาลหรือในการ
ประชุม
ผู้นั้นไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท
"เพื่อความชอบธรรม" ป้องกันตนหรือป้องกัน
ส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม
Ex.จำเลยเป็นผู้มีส่วนได้เสียจากการเช่าห้องและที่ดินของวัด ได้พูดกับโจทก์ว่าไป
หลอกลวงพระต่อหน้าผู้ว่าราชการจังหวัด ที่ให้มีการ้จรจาไกล่เกลี่ยในเรื่องการปลูก
สร้างตึกแถวในที่ดินของวัด ถือว่าเป็นการกล่าวในฐานที่ตนมีส่วนได้เสียและเพื่อ
ความเป็นธรรมในฐานะที่ตนได้รับแต่งตั้งเป็นผู้แทนฝ่ายคู่พิพาทกับโจทก์ ไม่เป็น
ฐานความผิดหมิ่นประมาท (ฎ.8/2512)
"ในฐานะเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติการตามหน้าที่"
Ex.กองทัพอากาศสอบถามไปยังการท่าอากาศยยาน ถึงเหตุที่โจทก์ถูกปลดจาก
การเป็นพนักงานของการท่าอากาศยาน จำเลยในฐานะผู้ว่าการการท่าอากาศยาน
ซึ่งมีหนังสือตอบว่าโจทก์ถูกปลดเพราะมีมลทินมัวหมอง เป็นการแสดงข้อความ
โดยสุจริตของเจ้าพนักงานผู้ปฏิบัติการตามหน้าที่ ไม่เป็นความผิดฐานหมิ่น
ประมาท (ฎ.1457/2527)
"ติชมด้วยความเป็นธรรม"
Ex. จำเลยส่งข่าวไปให้หนังสือพิมพ์ว่ส โจทก์เป็นตำรวจปฏิบัติต่อจำเลยโดยใช้คำด่า
รุนแรงไปบ้างเป็นข้อความถึงอธิบดีกรมตำรวจผ่านหนังสือพิมพ์ เป็นการติชมด้วย
ความเป็นธรรม อันเป็นวิสัยที่ประชาชนย่อมกระทำ ไม่เป็นความผิดฐานหมิ่น
ประมาท (ฎ.1716/2523)
"ในการแจ้งข่าวด้วยความเป็นธรรม"
Ex. จำเลยโฆษณาข้อความในหนังสือพิมพ์ว่า เทศบาลเมืองราชบุรีจะขายที่ดิน
ซึ่งเป็นที่ตั้งโรงพยาบาลราชบุรีให้แก่โรงบาลราชบุรี ถ้าโรงพยาบาลไม่ซื้อและ
ไม่คืนที่ดินและอาคารให้เทศบาล เทศบาลจะฟ้องโรงพยาบาลและยึดที่ดิน
และอาคารมาดำเนินการเอง ซึ่งตรงกับข้อความที่บันทึกไว้ในรายงานการ
ประชุมเทศบาลเมืองราชบุรี จึงเป็นการแจ้งข่าวด้วยความเป็นธรรมเรื่องการ
ดำเนินการอันเปิดเผยในการประชุม ไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท
(ฎ.2976/2522)
Thank you