The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by , 2022-01-19 11:47:10

(e-book) Myanmar

(e-book) Myanmar

รายวิชา 0125451 อาเซียนศึกษา

မြန်မာ : Myanmar

สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา

จัดทำโดย เสนอ

621031476 นางสาวเขมมิกา สนธะเนตร์ อาจารย์ ดร.ฐากร สิทธิโชค
621031480 นางสาวฐาปนี เสวนากุล
621031485 นางสาวเนตรนภา เลขานุกิจ หลักสูตรการศึกษาบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา
621031504 นายกฤตพรต พรหมล่อง คณะศึกษาศาสตร์ร่วมกับคณะมุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
621031505 นายกอบเกียรติ จันทวาส มหาวิทยาลัยทักษิณ



Preface

คำนำ

รายงานฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา 0125451 อาเซียนศึกษา ซึ่งเป็นการรวบรวมข้องมูล
พื้นฐานของหนึ่งในประเทศสมาชิกอาเซียนนั่นคือ ประเทศสหภาพเมียนมา มีข้อมูลอันประกอบด้วย
ข้อมูลทั่วไป ที่ตั้ง ลักษณะภูมิประเทศ ลักษณะภูมิอากาศ เศรษฐกิจ สภาพสังคมและวัฒนธรรม สถาน
ที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ บุคคลสำคัญของประเทศ ปัญหาภายในประเทศ บทบาทของเมียนมาในกลุ่ม
อาเซียน และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเมียนมากับประเทศไทย

ผู้จัดทำหวังว่า รายงานฉบับนี้จะมีประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจในการศึกษาอาเซียน หรือจะเป็นความ
สนใจในการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับประเทศเมียนมาก็ดี หากมีข้อผิดพลาดประการใดต้องขออภัยมา ณ ที่นี้

คณะผู้จัดทำ

0 1 ข้ อ มู ล ทั่ ว ไ ป ส า ร บั ญ

0 7 ลั ก ษ ณ ะ ภู มิ ป ร ะ เ ท ศ แ ล ะ ภู มิ อ า ก า ศ CONTENTS

1 8 ส ภ า พ เ ศ ร ษ ฐ กิ จ สั ง ค ม แ ล ะ วั ฒ น ธ ร ร ม

2 2 ส ถ า น ที่ ท่ อ ง เ ที่ ย ว ที่ สำ คั ญ

2 9 บุ ค ค ล สำ คั ญ

3 3 ปั ญ ห า ภ า ย ใ น ป ร ะ เ ท ศ

37 ค ว า ม สั ม พั น ธ์ ร ะ ห ว่ า ง ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ย - ส ห ภ า พ เ มี ย น ม า

4 1 บ ท ค ว า ม ที่ เ กี่ ย ว ข้ อ ง กั บ ส ห ภ า พ เ มี ย น ม า

5 1 แ ห ล่ ง อ้ า ง อิ ง

ข้อมูลทั่วไป

เมืองหลวง ธงชาติ ตราแผ่นดิน ที่ตั้งและอาณาเขต ลักษณะภูมิประเทศ ลักษณะภูมิอากาศ
ประวัติศาสตร์ ประชากร ศาสนา ภาษา สกุลเงิน เวลา

สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา │หน้า 01

ชื่อประเทศอย่างเป็นทางการ

สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา (The Republic of The Union of Myanmar) รัฐบาลเมียนมาได้เปลี่ยนชื่อประเทศอย่างเป็นทางการจาก ‘สหภาพ
พม่า (The Union of Burma)’ ไปใช้ชื่อประเทศใหม่ตามรัฐธรรมนูญคือ ‘The Republic of The Union of Myanmar’ ภายหลังการประชุมรัฐสภาเมียนมา
เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 31 มกราคม พ.ศ.2554 ซึ่งเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ.2556 ราชบัณฑิตยสถานของไทยได้กำหนดให้เรียกชื่ออย่างเป็นทางการว่า
‘สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา’ ส่วนการเรียกชื่อโดยทั่วไปกำหนดให้เรียกได้ทั้งสองชื่อ คือ ‘เมียนมา’ และ ‘พม่า’

เมืองหลวง รัฐสภาในกรุงเนปยีดอ

กรุงเนปยีดอ (Naypyidaw) แปลว่า นครหลวงใหม่ ประเทศเมียนมามี
เมืองหลวงเดิมคือ นครย่างกุ้ง แต่เมื่อปี พ.ศ.2549 เมียนมาได้ย้ายเมืองหลวง
และหน่วยราชการต่าง ๆ มาอยู่ที่กรุงเนปยีดอซึ่งอยู่ห่างจากนครย่างกุ้งประมาณ
350 กิโลเมตร เพื่อความสะดวกในการบริหารงาน

กรุงเนปยีดอตั้งอยู่ในหมู่บ้านจะปยีทางทิศตะวันตกของตัวเมืองปยี่นมะน่า
ในเขตมัณฑะเลย์ เชื่อว่าเหตุผลการย้ายเมืองหลวงมาจากคำทำนายของโหรของ
พลเอกอาวุโสต้านชเว รวมถึงเชื่อว่าอาจจะเป็นการฟื้นฟู ธรรมเนียมประเพณีเก่า
ของพม่าสมัยราชาธิปไตย[11] สภาพภูมิประเทศเป็นภูเขาโดยรอบ เมืองนี้อยู่ห่าง
ย่างกุ้งไปทางเหนือประมาณ 320 กิโลเมตร

ปัจจุบันกรุงเนปยีดอมีการพัฒนาถนนทางหลวงหมายเลข 8 เพื่อเชื่อมต่อ
กับย่างกุ้ง มีโครงการสร้างสถานีรถไฟขึ้นอีก 1 แห่งในเนปยีดอ ถัดจากสถานี
ในปยี่นมะน่าที่สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2549 มีการสร้างเจดีย์อุปปาตสันติ ซึ่งจำลอง
แบบจากเจดีย์ชเวดากองในย่างกุ้ง และทางการยังมีแผนการสร้างสวนสาธารณะ
น้ำพุ สวนสัตว์ สวนบริเวณใจกลางเมือง และศูนย์การค้าแห่งใหม่อีก 42 แห่ง
โดยมีเป้าหมายเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยือนเมืองหลวงแห่งใหม่ นอกจากนี้
ยังมีแผนการก่อสร้างอาคารทันสมัยต่าง ๆ สำหรับหน่วยงานรัฐ ส่วนที่พักอาศัย
โรงพยาบาลเอกชน ธนาคาร อาคารสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมแห่งสหภาพ
พม่า (UMFCCI) และโครงการศูนย์การค้าระดับนานาชาติ โดยเป็นโครงการที่จะ
ดำเนินไปตลอดทศวรรษหน้า

ธงชาติ

ธงชาติเมียนมามีลักษณะเป็นธงสามสีรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ภายในแบ่งเป็น
3 แถบตามความยาวของธงโดยมีความกว้างเท่ากัน แต่ละส่วนมีสีต่างกันจาก
บนลงล่าง คือ สีเหลือง สีเขียว และสีแดง กึ่งกลางธงมีรูปดาว 5 แฉกสีขาว
ขนาดใหญ่ ความหมายของสัญลักษณ์ในธงชาติประกอบด้วย สีเขียว หมายถึง
สันติภาพ ความสงบ และความอุดมสมบูรณ์ของเมียนมา สีเหลือง หมายถึง
ความสามัคคี สีแดง หมายถึง ความกล้าหาญ ความเข้มแข็ง เด็ดขาด และ
ดาวสีขาว หมายถึง สหภาพอันมั่นคงเป็นเอกภาพ โดยธงนี้เริ่มชักขึ้นสู่ยอดเสา
ครั้งแรกเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ.2553 เวลา 15.00 น. ที่กรุงเนปยีดอ และ
เวลา 15.33 น. ที่อาคารศาลาว่าการนครย่างกุ้ง (อ้างอิงตามเวลาท้องถิ่น)

ธงชาติเมียนมา

│หน้า 02 สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา

ตราแผ่นดิน

ตราแผ่นดินเมียนมาเป็นเครื่องหมายราชการของรัฐบาลสาธารณรัฐแห่ง

สหภาพเมียนมา ใช้ประทับในเอกสารของทางราชการทุกชนิด รวมถึงการตีพิมพ์

ในเอกสารสำหรับเผยแพร่ แบบตราดังที่ปรากฏในปัจจุบันเป็นลักษณะตามที่

ปรากฏในหมวดที่ 8 ของรัฐธรรมนูญสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ซึ่งได้รับ

การรับรองด้วยการลงประชามติในปี พ.ศ. 2551

ตราแผ่นดินเมียนมามีลักษณะของดวงตราประกอบด้วยรูปสิงห์แบบศิลปะ

พม่าจำนวน 2 ตัว อยู่ในท่านั่งรักษาการณ์หันหลังให้ซึ่งกันและกัน กึ่งกลาง

ดวงตรามีภาพแผนที่ประเทศเมียนมารองรับด้วยช่อใบมะกอกคู่ ล้อมรอบด้วย

ลวดลายบุปผชาติตามแบบศิลปะพม่า ด้านบนสุดของดวงตราเป็นรูปดาว 5 แฉก

ด้านล่างรองรับด้วยม้วนแพรแถบจารึกนามเต็มของประเทศด้วยภาษาพม่าความ

ว่า “สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา”

ตราแผ่นดินเมียนมา

ที่ตั้งและอาณาเขต

ประเทศเมียนมาตั้งอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เส้นละติจูดที่ 22
องศาเหนือ ลองจิจูดที่ 98 องศาตะวันออก มีพื้นที่ 676,578 ตารางกิโลเมตร
ระยะทางจากเหนือจดใต้รวม 2,051 กิโลเมตร และระยะทางจากตะวันออกจด
ตะวันตกรวม 936 กิโลเมตร ชายฝั่ งทะเลยาว 1,930 กิโลเมตร ด้านทิศเหนือ
และตะวันออกเฉียงเหนือติดกับทิเบตและจีน ด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ติดกับ
ลาวและไทย ด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือติดกับบังกลาเทศและอินเดีย ด้านทิศ
ตะวันตกเฉียงใต้และทิศใต้มีแนวชายฝั่ งต่อเนื่องตามอ่าวเบงกอลและทะเล
อันดามัน

ลักษณะภูมิประเทศ

ประเทศเมียนมามีภูมิประเทศตอนบนเป็นภูเขาและหุบเขา มีเทือกเขาซึ่ง
เชื่อมต่อจากเทือกเขาหิมาลัยทอดเป็นแนวยาว จากเหนือไปทางใต้รวม 3 แนว
คือ ด้านตะวันตกเป็นเทือกเขานาคา-เทือกเขาชิน-เทือกเขายะไข่ ตอนกลางเป็น
เทือกเขาพะโค และด้านตะวันออกเป็นที่ราบสูงฉาน พื้นที่สูงและภูเขามีความสูง
เฉลี่ย 3,000 ฟุ ต เทือกเขาที่สูงที่สุดคือ เทือกเขากากาโบราซี ในรัฐคะฉิ่น ความ
สูง 5,881 เมตร ตอนกลางและตอนล่างเป็นที่ราบลุ่ม มีประชาชนอาศัยอยู่หนา
แน่น มีแม่น้ำใหญ่ไหลผ่านหลายสาย เช่น อิระวดี สาละวิน สะโตง และชี่น-ดวี่น

สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา │หน้า 03

ลักษณะภูมิอากาศ

ประเทศเมียนมามีภูมิอากาศส่วนใหญ่แบบมรสุมเขตร้อน มี 3 ฤดู คือ ฤดู
ฝน (กลาง พ.ค.-ปลาย ต.ค.) ลมมรสุมตะวันออกเฉียงใต้จะพัดเข้าสู่ประเทศ
ทำให้มีฝนตกชุก พื้นที่ที่มีฝนตกมากที่สุด คือ ชายฝั่ งทะเลในรัฐยะไข่ ภาคอิระวดี
ภาคพะโค และภาคตะนาวศรี ปริมาณฝน 120-200 ลูกบาศก์นิ้ว/ปี ส่วนเขต
พื้นที่ราบ อื่น ๆ มีฝนตกเฉลี่ย 100 ลูกบาศก์นิ้ว/ปี พื้นที่ตอนกลางมีฝนตกน้อย
ที่สุด 20-40 ลูกบาศก์นิ้ว/ปี เนื่องจากถูกบดบังด้วยแนวเขายะไข่ทางด้าน
ตะวันตก ฤดูหนาว (พ.ย.-ปลาย ก.พ.) อุณหภูมิเฉลี่ย 21-29 องศาเซลเซียส
และฤดูร้อน (มี.ค.-กลาง พ.ค.) อุณหภูมิอาจสูงถึง 43 องศาเซลเซียส

ส่วนอุณหภูมิเฉลี่ยทั่วประเทศ 32 องศาเซลเซียส ต่ำสุด 0 องศาเซลเซียส
ตอนบนสุดของประเทศบนยอดเขาอาจมีหิมะตกในช่วง พ.ย.-ม.ค. ตอนกลาง
ประเทศ มีสภาพอากาศแห้งแล้งกว่าบริเวณอื่น อุณหภูมิสูงสุด 45 องศา
เซลเซียส

ประวัติศาสตร์

ประเทศเมียนมาเป็นอาณาจักรเก่าแก่ ซึ่งประวัติศาสตร์สมัยโบราณเริ่ม

จากชนชาติพยู หรือปยู ได้ตั้งหลักแหล่งอยู่ในบริเวณประเทศเมียนมาก่อนการ

อพยพลงมาของชนชาติทิเบต-เมียนมา โดยอาศัยอยู่แถบเมืองแปร ทางภาค

กลางของประเทศเมียนมาเรียกชื่อว่า อาณาจักรศรีเกษตร และมีหลักฐานว่าอาจ

ตั้งมาแล้วตั้งแต่พุ ทธศตวรรษที่ 8 โดยมีชนชาติพม่าอยู่ทางเหนือ และชนชาติ

มอญอยู่ทางใต้ ต่อมาได้ย้ายอาณาจักรศรีเกษตรไปอยู่เมืองฮาลิน จนระหว่าง

พ.ศ.1250-1300 ได้มีการอพยพคนออกจากเมืองฮาลินจึงเสื่อมอำนาจลง

สำหรับอาณาจักรมอญที่อยู่ทางทิศใต้ของประเทศเมียนมาได้ย้ายราชธานีไปทาง

ทิศตะวันตกสู่เมืองพะโค หรือหงสาวดีซึ่งสร้างขึ้นใน พ.ศ.1368 ส่วนเมืองพุ กาม

ของชนชาติพม่าซึ่งตั้งอยู่ทางทิศเหนือของเมืองแปรได้ตั้งขึ้นในพุ ทธศตวรรษที่

7 พ.ศ.1392 เมืองพุ กามได้เริ่มเข้ามาอยู่ในประวัติศาสตร์พร้อมกับพระเจ้าปยินพ

ยะได้ทรงสร้างกำแพงล้อมรอบเมืองพุ กาม กษัตริย์ที่สำคัญของเมืองพุ กาม

ได้แก่ พระเจ้าอโนรธามังช่อ พระเจ้าจันสิตถา พระเจ้าอลองสิธู พระเจ้านรปติสิธู ขอบเขตอาณาจักรพุ กาม (ใกล้กับเลข 34 ทางขวา)

พระเจ้าไชยสิงขะ และพระเจ้านรสีหบดี

ต่อมาเมืองพุ กามได้ล่มสลายไป ประเทศเมียนมาได้แบ่งออกเป็น 3 ภาค
คือ ภาคใต้อยู่ภายใต้การปกครองของพระเจ้าฟ้ารั่ว ภาคเหนืออยู่ภายใต้อำนาจ
ของเจ้าชายสามพี่น้องแห่งมยีนไซ่ง์ คือ อตินคายา ราซะทินจาน และสีหตู ส่วน
ภาคตะวันออก ได้สร้างเมืองตองอูขึ้นตั้งแต่ พ.ศ.1823 ต่อมาเมื่ออาณาจักรเมีย
นมาตั้งขึ้นใหม่มีกษัตริย์ที่สำคัญ คือ พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ พระเจ้าบุเรงนอง
พระเจ้านันทบุเรง พระเจ้ามหาธรรมราชาธิบดี พระเจ้าสิริสุธรรมราชา พระเจ้า

อลองพญา พระเจ้ามังระ พระเจ้าปดุง พระเจ้าจักกายแมง พระเจ้าพุ กามแมง
พระเจ้ามินดง และกษัตริย์องค์สุดท้ายคือ พระเจ้าธีบอ ที่ทรงขึ้นครองราชย์ในปี
พ.ศ.2421 และพยายามต่อสู้กับอังกฤษแต่ต้องพ่ายแพ้ ประเทศเมียนมาร์จึง
ต้องเสียเอกราชในปี พ.ศ.2428 โดยพระเจ้าธีบอได้ถูกนำไปคุมตัวอยู่ในอินเดีย

พระเจ้าบุเรงนอง (ซ้าย) พระเจ้าธีบอ (ขวา) สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา

│หน้า 04

จากการตกเป็นเมืองขึ้นกว่า 5 ทศวรรษ ได้มีการต่อสู้เพื่อเอกราชของ นายพลออง ซาน
เมียนมาเป็นระยะอย่างการต่อต้านคัดค้านการปกครองของอังกฤษครั้งแรกโดย
กลุ่มปัญญาชนเมียนมา และพระสงค์ในปี พ.ศ.2443และในปี พ.ศ.2478
องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยย่างกุ้งเป็นกองหน้าของการแผ่ขยายกิจกรรมและ
มีพลังในการเคลื่อนไหวเพื่อเอกราชของชาติ ออง ซานได้เป็นผู้นำนักศึกษา
มหาวิทยาลัยย่างกุ้งนำการประท้วงหลายครั้ง

เมื่อเกิดสงครามที่รุนแรงกะทันหันระหว่างฝ่ายพั นธมิตรและฝ่ายอักษะ
ออง ซานเห็นโอกาสที่จะทำให้ประเทศมีอิสรภาพ ออง ซานและเพื่อนอีก 29 คน
ที่รู้จักในนาม 30 สหาย ได้เดินทางไปฝึกอบรมที่ประเทศญี่ปุ่น โดยในปี
พ.ศ.2484 ได้กลับเมียนมาและเข้าร่วมต่อสู้กับอังกฤษ โดยญี่ปุ่นให้สัญญาว่าจะ
ช่วยเมียนมา ให้ได้รับการปลดปล่อยจากอังกฤษ แต่เมื่อญี่ปุ่นยึดครองเมียนมา
ได้แล้วกลับไม่มีทีท่าจะให้เมียนมาประกาศเอกราช ออง ซานจึงกลับไปเจรจากับ
อังกฤษที่จะช่วยรบกับญี่ปุ่น ในปีพ.ศ.2485 ออง ซานได้ก่อตั้งองค์การสันนิบาต
เสรีภาพแห่งประชาชนต่อต้านฟาสซิสต์ (Anti-Fascist Peoples Freedom
League: AFPFL) เพื่อต่อต้านญี่ปุ่นอย่างลับ ๆ องค์การนี้ภายหลังได้กลาย
เป็นพรรคการเมืองชื่อพรรค AFPFL

เมื่อญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 แล้ว ออง ซานและพรรค AFPFL ได้เจรจากับอังกฤษ โดยอังกฤษยืนยันที่จะให้เมียนมามีอิสรภาพ ปกครองตนเอง
ภายใต้เครือจักรภพ และเปิดให้มีการเลือกตั้งภายใต้ประเทศเมียนมาที่ยังไม่ได้รับเอกราชอย่างเป็นทางการจากอังกฤษ ในปี พ.ศ. 2490 พรรค AFPFL ชนะการ
เลือกตั้ง โดยนายพลออง ซานได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนแรก และได้ทำความตกลงกับชนกลุ่มน้อยในประเทศว่าจะให้ ชนกลุ่มน้อยแยกตัวเป็นอิสระจากการรวมตัว
กันเป็นประเทศเมียนมาได้ภายหลังจากที่ได้รวมตัวกัน 10 ปี แต่ทว่าอยู่ในตำแหน่งได้เพียงหนึ่งเดือน นายพลออง ซานและคณะรัฐมนตรีอีก 6 คน ก็ได้ถูกลอบ
สังหาร ในวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ.2490 ขณะเดินออกจากที่ประชุมสภา โดยผู้บงการสังหารหมู่ครั้งนี้คือ นายอู ซออดีตสมาชิกในกลุ่ม 30 สหาย ตะขิ่นนุ หรือ
อู นุได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีแทน และมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ.2490 โดยอังกฤษได้มอบเอกราชให้แก่เมียนมา แต่ยังรักษาสิทธิ
ทางการทหารไว้ และในวันที่ 4 มกราคม พ.ศ.2491 อังกฤษจึงได้มอบเอกราชให้แก่เมียนมาอย่างสมบูรณ์

ภายหลังจากเมียนมาได้รับเอกราชแล้วการเมืองภายในประเทศก็มีความ
สับสนอยู่ตลอดเวลา นายกรัฐมนตรีคือ นายอู นุ ถูกบีบให้ลาออกเมื่อ พ.ศ.2501
ผู้นำเมียนมาคนต่อมา คือ นายพลเน วิน ซึ่งได้ ทำการปราบจลาจลพวกนิยม
ซ้ายจัดอย่างเด็ดขาดและได้จัดให้มีการเลือกตั้งทั่วประเทศใน พ.ศ. 2503 ทำให้
นายอู นุได้กลับมาเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลใหม่ เพราะได้รับเสียงข้างมากในสภา และ
นายพลเน วิน ทำรัฐประหาร อีกครั้งในปี พ.ศ.2505 โดยนำประเทศปกครอง
แบบเผด็จการสังคมนิยม ดำเนินนโยบายปิดประเทศ ไม่มีปฏิสัมพันธ์กับโลก
ภายนอก และมีการสืบทอดระบบเผด็จการทหารต่อ ๆ มา

ต่อมาในปี พ.ศ.2531 รัฐบาลเมียนมาได้เปิดโอกาสให้มีการเลือกตั้งเป็น
ครั้งแรกนับตั้งแต่ พ.ศ.2505 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่นางออง ซาน ซูจี ผู้เป็นบุตร
สาวของนายพลออง ซานเข้ามามีบทบาททางการเมือง และได้ประกาศเป็นผู้นำใน
การเรียกร้องอำนาจของประชาชนจากรัฐบาลทหาร และต้องการให้มีการปกครอง
ประเทศในระบอบประชาธิปไตย นางออง ซาน ซูจีได้จัดตั้งพรรคสันนิบาต
ประชาธิปไตยขึ้น เพื่อดำเนินการตามเจตนาที่ได้ตั้งปณิธานไว้จึงเป็นจุดเริ่มต้น
ของความขัดแย้งและการต่อสู้

อู นุ (ซ้าย) นายพลเน วิน (ขวา)

ในประวัติศาสตร์หน้าใหม่ที่น่าสนใจของประเทศเมียนมาร์ เมื่อนางอ
องซาน ซูจีได้รับคะแนนเสียงอย่างท่วมท้นในการเลือกตั้งครั้งแรก ของ
ประเทศ เมียนมาแต่รัฐบาลทหารกลับไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง และสั่งกัก
บริเวณนาง ออง ซาน ซูจีให้อยู่แต่ในบ้านของนางและห้ามผู้ใด เข้าเยี่ยมโดย
ไม่ได้รับอนุญาตจากรัฐบาล ทั้งยังมีการสั่งคุมขังนักโทษ ทางการเมืองหลาย
พันคน และมี การปราบปรามชนกลุ่มน้อยทำให้เกิดการประณามจากทั่วโลก
ในเรื่องของการละเมิดสิทธิมนุษยชน และเป็นเหตุให้องค์การสหประชาชาติ
สหรัฐอเมริกา และประชาคมยุโรปประกาศคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อประเทศ
เมียนมา

ออง ซาน ซูจี

สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา │หน้า 05

ประเทศเมียนมาได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกอาเซียนเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ.2540 พร้อมกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ท่ามกลางเสียง
วิพากษ์วิจารณ์จากรัฐบาลของประเทศในซีกโลกตะวันตก ซึ่งในขณะนั้นประเทศเมียนมายังคงมีปัญหาทางการเมือง และมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนสูง โดยรัฐบาล
ทหารเมียนมาภายใต้การนำของนายพลซอ หม่องในนามของ “สภาฟื้นฟู กฎระเบียบแห่งรัฐ” หรือ “สลอร์ค” (The State Law and Order Restoration
Council: SLORC)

เมื่อถึงเวลาที่เมียนมาเข้าร่วมเป็นสมาชิกอาเซียนจึงทำให้หลายประเทศมหาอำนาจฝ่ายตะวันตก เช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ออสเตรเลีย และกลุ่ม
ประเทศสหภาพยุโรป คัดค้านการเข้าร่วมเป็นสมาชิกของเมียนมา โดยแสดงความเห็นว่า “อาเซียนยังไม่ควรรับเมียนมาเข้าเป็นสมาชิกจนกว่าสภาพทางการเมือง
และการละเมิดสิทธิมนุษยชนในเมียนมาจะดีขึ้น” แต่เมียนมาเป็นประเทศที่มีความสำคัญประเทศหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในยุคโลกาภิวัตน์หรือยุคโลก
ไร้พรมแดน ไม่ว่าจะเป็นความสำคัญทางด้านภูมิศาสตร์ที่มีพรมแดนเป็นประตูเชื่อมโยงจีนและอินเดีย เมียนมาจึงเป็นทางผ่านของวัตถุดิบและสินค้าระหว่าง
ภูมิภาคได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังมีทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะด้านพลังงานอันเป็นปัจจัยสำคัญของยุคอุตสาหกรรม และเป็นตลาดสินค้าประเภทอุปโภค
บริโภคซึ่งเป็นสินค้าส่งออกของประเทศในภูมิภาค อีกทั้งเมียนมายังมีแรงงานขั้นต่ำราคาถูก สิ่งเหล่านี้ทำให้เมียนมามีบทบาทสำคัญอันเป็นที่ต้องการของ
กลุ่มประเทศอาเซียนในการชักชวนให้เข้าร่วมเป็นสมาชิก

ในปี พ.ศ.2553 รัฐบาลเมียนมาได้จัดให้มีการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยอีกครั้งในรอบ 20 ปี รัฐบาลที่ได้รับการเลือกตั้งครั้งนี้ได้พยายามที่จะ
ปรับปรุงการเมืองการปกครองในประเทศให้มีความเป็น ประชาธิปไตยมากขึ้น และได้ปล่อยตัวนางออง ซาน ซูจีให้เป็นอิสระจากการกักบริเวณภายในบ้านตลอด
เวลารวมเกือบ 20 ปี และในเดือนสิงหาคม พ.ศ.2554 นางออง ซาน ซูจีได้รับอนุญาตให้เดินทางไปทั่วประเทศ เป็นครั้งแรก เพื่อพบกับผู้สนับสนุนทางการเมือง
ของเธอ นอกจากนี้เธอยังได้พบกับผู้แทนทางการทูตจากองค์การสหประชาชาติ และได้พบกับผู้นำประเทศเมียนมาอีกด้วย นับเป็นการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น
จากท่าทีของรัฐบาลต่อนางออง ซาน ซูจี จึงทำให้ทั่วโลกจับตามองและผ่อนคลายท่าทีตามลำดับ

ในปี พ.ศ.2555 เมียนมาได้เปิดประเทศให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยว

ชมเมืองหลวงแห่งใหม่ คือ กรุงเนปยีดอ ซึ่งย้ายมาจากนครย่างกุ้งตั้งแต่

พ.ศ.2548 เนื้อที่ประมาณ 7,024 ตารางกิโลเมตร ประชากรประมาณ 9 แสนคน

สำหรับการย้ายเมืองหลวงมายังกรุงเนปยีดอนี้มีผู้วิเคราะห์ว่าเป็นเพราะต้องการ

ตั้งเมืองหลวงในใจกลางประเทศเพื่อยุทธศาสตร์ทางการทหาร ซึ่งนครย่างกุ้ง

อยู่ใกล้ทะเลมากเกินไปและไม่สามารถแยกพื้ นที่ทหารออกจากประชาชนเมื่อมีการ

ชุมนุมประท้วงรัฐบาล อีกทั้งต้องการทำตามความเชื่อจากธรรมเนียมดั้งเดิม

เมื่อมีการเปลี่ยนราชวงศ์ก็ต้องย้ายเมืองหลวง และเพื่ อเป็นการรำลึกถึง

บูรพกษัตริย์ ที่สร้างวีรกรรมอันยิ่งใหญ่ในอดีต รัฐบาลเมียนมาจึงได้สร้าง

พระบรมราชานุสาวรีย์สามกษัตริย์เมียนมา ได้แก่ พระเจ้าอโนรธามังช่อแห่ง

เมืองพุ กาม พระเจ้าบุเรงนองแห่งเมืองหงสาวดี และพระเจ้าอลองพญาแห่ง

ชเวโบ ที่รวบรวมเมียนมาเป็นปึกแผ่นกลางกรุงเนปยีดอ นอกจากนี้ยังจำลอง

เจดีย์ชเวดากองไว้ในเมืองอีกด้วย ชื่อว่า มหาเจดีย์อุปปาตะสันติ

พระบรมราชานุสาวรีย์สามกษัตริย์เมียนมา

สกุลเงิน

หน่วยเงินของเมียนมา คือ เมียนมาจ๊าต/จ๊าต (Myanmar Kyat :
MMK) โดยมีอัตราแลกเปลี่ยน ประมาณ 1,280 เมียนมาจ๊าต เท่ากับ 1 ดอลลาร์
สหรัฐฯ และ 35.90 เมียนมาจ๊าต เท่ากับ 1 บาท (แหล่งที่มา : Central Bank
of Myanmar เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2558)

เวลา สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา

ประเทศเมียนมาเวลาช้ากว่าประเทศไทยประมาณ 30 นาที หรือ GMT +06:30

│หน้า 06

สภาพเศรษฐกิจ

การเติบโตทางเศรษฐกิจ ภาคต่างประเทศ ภาคการเงิน การใช้จ่ายภาครัฐ
นโยบายด้านเศรษฐกิจการค้า วิเคราะห์SWOT มาตรการนำเข้า มาตรการส่งออก

สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา │หน้า 07

เศรษฐกิจ

ประเทศเมียนมาเป็นประเทศกำลังพั ฒนาขั้นต่ำหรือมีรายได้ เศรษฐกิจเมียนมา ในปีงบประมาณ 2561/62 คาดว่าจะขยาย

เฉลี่ยต่อคนอยู่ในเกณฑ์ต่ำมาก เกษตรกรรมถือว่าเป็นอาชีพหลักของ ตัวร้อยละ 6.5 เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากร้อยละ 6.4 ในปีก่อนหน้า โดยมี

ชาวเมียนมาเขตเกษตรกรรมคือบริเวณดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้า เอ ปัจจัยสนับสนุนจากการส่งออกก๊าซธรรมชาติและการลงทุนภาครัฐ ทั้งนี้

ยาวดีและแม่น้าสะโตงปลูกข้าวเจ้าปอกระเจ้าอ้อยและพื ชเมืองร้อนอื่นๆ อัตรา เงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 8.6 สูงขึ้นจากปีก่อนที่ร้อยละ 5.9

ด้านการทำ เหมืองแร่ภาคกลาง ตอนบนมีน้ำมันปิโตรเลียมภาคตะวัน เนื่องจากราคาไฟฟ้า พลังงานและอาหารปรับ สูงขึ้น ทั้งนี้ กองทุนการ

ออกเฉียงเหนือขุดแร่หินสังกะสีและภาคตะวันออกเฉียงใต้ทาเหมือง เงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดว่า ในปี 2563 เศรษฐกิจของเมียนมาจะ

ดีบุกการทาป่าไม้มีการทำป่าไม้สักทางภาคเหนือส่งออกขายและล่องมา ขยายตัวเพียง ร้อยละ 1.8 จากผลกระทบของการระบาดของ COVID-

ตามแม่น้ำเอยาวดีเข้าสู่ย่างกุ้งด้าน อุตสาหกรรมกำลังมีการพัฒนาอยู่ 19
ภาคต่างประเทศ ดุลบัญชีเดินสะพัดในปีงบประมาณ 2561/62 ขาดดุล
บริเวณตอนล่างของประเทศเช่น ย่างกุ้ง

ในปี 2553 ประเทศเมียนมามี GDP จำนวน 28,700 ล้าน ร้อยละ 2 ต่อ GDP ปรับลดลง จากร้อยละ4.2 ในปีก่อนหน้า เนื่องจาก

ดอลลาร์สหรัฐฯโดยมีผลิตภัณฑ์ใน ประเทศเบื้องต้นต่อหัว469 การนาเข้าที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในประเทศและภาคการก่อสร้าง รวม

ดอลลาร์สหรัฐฯในปีดังกล่าวนี้มีอัตราเงินเฟ้อร้อยละ 8.2 นอกจากนี้พบ ถึงปริมาณการนาเข้ายานยนต์ลดลง ในขณะที่การส่งออกก๊าซธรรมชาติ

ว่า อัตราการว่างงานอยู่ในอัตราร้อยละ8.0 ภาคการค้าระหว่างประเทศ สินค้าประเภทสิ่งทอและ อุตสาหกรรมเพิ่ มขึ้นโดยทุนสารองระหว่าง

พบว่าสินค้าส่งออกที่สำคัญคือก๊าซธรรมชาติไม้และผลิตภัณฑ์จากไม้ ประเทศของเมียนมา ณ สิ้นปีงบประมาณ 2561/62 อยู่ที่ 5.7 พันล้าน

อาหารประเภทสัตว์น้ำเสื้อผ้าธัญพืชและพืชไร่โลหะและแร่ธาตุสินค้า นำ ดอลลาร์ สรอ. หรือคิดเป็นประมาณ 3.5 เดือนของมูลค่าการนาเข้ารวม

เข้าที่สำคัญคือเครื่องจักรและอุปกรณ์ขนส่งที่ไม่ใช้ไฟฟ้าและใช้ไฟฟ้าสิ่ง ภาคการเงิน สินเชื่อภาคเอกชนในปีงบประมาณ 2561/62 ขยายตัวร้อย

ทอน้ำมันเพื่อการบริโภคธาตุ โลหะและผลิตภัณฑ์โลหะทางด้านการลงทุน ละ 16 ชะลอตัวลงจากร้อยละ 21 ในปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นผลจากการ

จากต่างประเทศพบว่ามีมูลค่าถึง19,997ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ประกาศใช้เกณฑ์กากับดูแลด้านเสถียรภาพของภาคธนาคาร

(Prudential Regulations) ของธนาคารกลางเมียนมา (Central

Bank of Myanmar: CBM) ในปี 2560 ที่กาหนดให้ ธนาคารพาณิชย์

ต้องปฏิบัติตามเกณฑภ์ ายในสิงหาคม 2566 เพื่อเพิ่มเสถียรภาพใน

ภาคธนาคาร

ภาคการคลัง รัฐบาลเมียนมาขาดดุลงบประมาณในปี 2561/621 ร้อยละ

3.5 ต่อ GDP เพิ่มขึ้นเล็กน้อย จากร้อยละ 3 ต่อ GDP ในปีก่อนหน้า

เนื่องจากการใช้จ่ายภาครัฐที่เพิ่มขึ้นและรายได้ที่ไม่ใช่ภาษีโดยเฉพาะ ราย

ได้จากรัฐวิสาหกิจลดลง

Source: IMF Staff Report for the 2019 Article IV Consultation สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา

│หน้า 08

การเติบโตทางเศรษฐกิจ Source: IMF Staff Report for the 2019 Article IV Consultation

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์เศรษฐกิจเมีย
นมาในปีงบประมาณ 2561/62 จะ ขยายตัวร้อยละ 6.5 เพิ่มขึ้นเล็ก
น้อยจากร้อยละ 6.4 ในปีก่อนหน้า โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากการส่ง
ออก ก๊าซธรรมชาติและการลงทุนภาครัฐ ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยจะ
อยู่ที่ร้อยละ 8.6 สูงขึ้นจากร้อยละ 5.9 ในปีก่อนหน้า โดยเป็นผลมาจาก
การปรับขึ้นค่าไฟฟ้าในรอบ 5 ปี และราคาพลังงานและอาหารที่สูงขึ้น
ทั้งนี้ IMF คาดว่า ในปี 2563 เศรษฐกิจของเมียนมาจะขยายตัวเพียง
ร้อยละ 1.8 จากผลกระทบของการระบาดของ COVID-19

ในระยะยาว IMF ประเมินว่าเศรษฐกิจเมียนมายังมีศักยภาพใน
การขยายตัว โดยมีปัจจัยสนับสนุนจาก แผนพัฒนาเมียนมาอย่าง
ยั่งยืน (Myanmar Sustainable Development Plan - MSDP)
ซึ่งเป็นแผนแม่บท ของการปฏิรูปทางเศรษฐกิจและสังคม อย่างไรก็ดี
เศรษฐกิจเมียนมายังคงมีความเสี่ยงในหลายด้าน อาทิ ความไม่แน่นอน
ทางการเมืองจากการเลือกตั้งในช่วงปลายปี 2563 สถานการณ์ความ
รุนแรงในรัฐยะไข่ ความเสี่ยง ด้านเสถียรภาพในภาคการเงิน ราคา
พลังงานที่ปรับตัวลดลงและสงครามการค้าโลก

ภาคต่างประเทศ

เสถียรภาพภาคต่างประเทศของเมียนมา ดุลบัญชีเดินสะพัดขาด
ดุลลดลงอยู่ที่ร้อยละ 2 ต่อ GDP ในปีงบประมาณ 2561/62 จากร้อย
ละ 4.2 ต่อ GDP ในปีก่อนหน้า โดยขาดดุลการค้าลดลงอยู่ที่ร้อยละ 3
ต่อ GDP จากร้อยละ 5 ในปีก่อนหน้า เนื่องจากการนาเข้าที่เกี่ยวข้อง
กับการลงทุนในประเทศและภาคการก่อสร้างลดลง และการปรับปรุงกฎ
ระเบียบเกี่ยวกับการนำเข้ายานยนต์ส่งผลให้ปริมาณการนาเข้าลดลง ใน
ขณะที่ การส่งออกก๊าซธรรมชาติ สินค้าประเภทสิ่งทอและอุตสาหกรรม
เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดส่วนใหญ่ ถูกชดเชยด้วยเงิน
ลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศซึ่งมีแนวโน้มลดลง เนื่องจากโครงการ
ใหญ่บางโครงการได้

ดำเนินการแล้วเสร็จและจำนวนโครงการใหม่ที่อนุมัติมีจานวนลด
ลง นอกจากนี้ สถานการณ์ความรุนแรงในรัฐยะไข่ ส่งผลใหเ้งินช่วย
เหลือจากต่างประเทศและความเชื่อมั่นของนักลงทุนลดลง

สำหรับทุนสารองระหว่างประเทศของเมียนมา ณ สิ้น
ปีงบประมาณ 2561/62 อยู่ที่ 5.7 พันล้าน ดอลลาร์ สรอ. หรือรองรับ
การนาเข้าได้ประมาณ 3.5 เดือน ซึ่งยังต่ากว่าระดับ 5 - 6 เดือนของ
มูลค่าการนาเข้า รวมที่ IMF ประเมินว่าเพียงพอ

อัตราแลกเปลี่ยนจ๊าต (MMK) เมื่อเทียบกับดอลลาร์ สรอ. ในปี
2561/62 ค่อนข้างมีเสถียรภาพตั้งแต่ เดือนกุมภาพันธ์ 2562 เป็นต้น
มาเนื่องจากธนาคารกลางเมียนมา ได้ประกาศอัตราแลกเปลี่ยนรายวัน
โดยอ้างอิง จากอัตราตลาดเพื่อให้อัตราแลกเปลี่ยนเป็นไปตามกลไก
ตลาดมากขึ้น และช่วยลดความแตกต่างระหว่างอัตราแลกเปลี่ยนใน
ตลาดและอัตราแลกเปลี่ยนนอกระบบ

Source: IMF Staff Report for the 2019 Article IV Consultation

สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา │หน้า 09

ภาคการเงิน

การขยายตัวของสินเชื่อรวม (credit growth) ชะลอตัวลง โดยปีงบประมาณ 2561/62 ขยายตัว ร้อยละ 17.2 จากร้อยละ
21.4 ในปีก่อนหน้า โดยสินเชื่อภาคเอกชนขยายตัวร้อยละ 16 ชะลอตัวลงจากร้อยละ 21 ในปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นผลมาจากการบริโภคใน
ประเทศที่ชะลอตัวลงและการประกาศมาตรการกากับดูแล ด้านเสถียรภาพของภาคธนาคาร (Prudential Regulations) ของธนาคาร
กลางเมียนมาในปี 2560 ซึ่งธนาคาร พาณิชย์ต้องปฏิบัติตามภายในเดือนสิงหาคม 2566

ทั้งนี้ IMF ประเมินว่าเสถียรภาพในภาคธนาครของเมีนมาค่อนข้างเปราะบางและจำเป็นต้องมีการปฏิรูป โดยมาตรการ
Prudential Regulations ประกอบด้วยการกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ต้องดำรงอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง การจัดชั้น
ของสินทรัพย์ การดำรงสภาพคล่อง การให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้รายใหญ่ และการลดปริมาณสินเชื่อในรูปแบบสินเชื่อเงินกู้เบิกเงินเกิน
บัญชี (Overdraft loans) ให้ไม่เกินร้อยละ 30ของปริมาณสินเชื่อทั้งหมดของแต่ละธนาคาร โดยให้แปลงสินเชื่อดังกล่าวเป็นสินเชื่อ
ระยะยาวที่มีกำหนดระยะเวลาไม่เกิน 3 ปี ซึ่งอาจส่งผลให้สัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) เพิ่มสูงขึ้น

│หน้า 10 Source: IMF Staff Report for the 2019 Article IV Consultation

สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา

การใช้จ่ายภาครัฐ

รัฐบาลเมียนมาขาดดุลงบประมาณในปี 2561/62 ร้อยละ 3.5 ต่อ GDP เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากร้อยละ 3 ต่อ GDP ในปีก่อนหน้า จากการ
ใช้จ่ายภาครัฐที่เพิ่มขึ้น และรายได้จากรัฐวิสาหกิจที่ลดลง ในขณะที่รายได้การจัดเก็บภาษีค่อนข้างคงที่ นอกจากนี้ ธนาคารกลางเมีย
นมาได้อุดหนุนการขาดดุลงบประมาณภาครัฐ(Monetary Financing) เพิ่มขึ้นในเดือนกันยายน 2562 โดยอยู่ที่ร้อยละ 8.4 ของฐาน
เงิน(Reserve money)ในปีก่อนหน้า แม้ว่าจะมีแผนจะปรับลดการทำ Monetary Financing อย่างต่อเนื่องในอนาคต ซึ่ง IMF
ประเมินว่าระดับที่เหมาะสมไม่ควรเกินร้อยละ 1 ของฐานเงิน

หนี้สาธารณะ (Public debt ในปีงบประมาณ 2561/62 ปรับลดลงอยู่ที่ร้อยละ 38.2 ของ GDP จากร้อยละ 40.8 ของ GDP ในปี
ก่อนหน้า โดยเป็นหนี้ต่างประเทศ (public and publicly guaranteed (PPG)external debt) ประมาณร้อยละ 38.2 ของหนี้
สาธารณะทั้งหมด และส่วนใหญ่อยู่ในรูปแบบทวิภาคีกับจีนและญี่ปุ่น โดย IMF ประเมินว่าความเสี่ยงด้าน Debt Sustainability ของ
เมียนมายังอยู่ในระดับต่ำ

ทั้งนี้ IMF ประเมินว่าในระยะยาวรัฐบาลเมียนมาควร
ปฏิรูปการคลังเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยเน้นการ
ลงทุนในธุรกิจพลังงานและโครงสร้างพื้ นฐานการปฏิรูป
การจัดเก็บภาษีและการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจให้มี
ประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งรัฐบาลเมียนมาได้เริ่มปฏิรูป
ธุรกิจพลังงานแล้วโดยลดการอุดหนุนของรัฐฯ และปรับ
ขึ้นค่าไฟฟ้า ส่งผลให้รัฐวิสาหกิจผลิตไฟฟ้าขาดทุนลด
ลงนอกจากนี้ ภาครัฐจะต้องมีแนวทางที่ชัดเจนในการ
บริหารและกำกับตรวจสอบโครงการลงทุนขนาดใหญ่
ของรัฐซึ่ง ส่วนใหญ่อยู่ในรูปแบบการร่วมลงทุนระหว่าง
ภาครัฐและเอกชน (Public Private Partnership-
PPP)

สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา │หน้า 11

นโยบายด้านเศรษฐกิจการค้า

ในการพั ฒนาเศรษฐกิจของประเทศจากอดีตมาถึง

ปัจจุบันเมียนมาได้ใช้ระบบเศรษฐกิจหลาย ระบบเริ่มจากระบบ

ตลาดเสรี ( Free marketsystem) ระหว่างปี 2429 - 2491 ใน

ยุคอาณานิคมของสหราช อาณาจักรมาเป็นระบบเศรษฐกิจแบบ

ผสมผสานโดยให้แรงขับเคลื่อนทางการตลาดมีบทบาทสำคัญใน

กระบวนการพัฒนาต่อมาระหว่างปี 2505 - 2531 เป็นระบบ

เศรษฐกิจแบบสังคมนิยมและในปี 2531 จนถึง ปัจจุบันหลังจาก

การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองสภาสันติภาพและการพั ฒนาแห่งรัฐ

( State Peace andDevelopment Council (SPDC)) ได้

กำหนดให้ใช้ระบบเศรษฐกิจแบบกลไกตลาด SPDC ได้ปฏิรูป

มาตรการต่างๆเพื่ อแก้ไขปัญหาสภาพเศรษฐกิจที่ตกต่ำและสร้าง

เสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศได้ ก่อนที่เมียนมาจะกำหนด

แผนพั ฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติอย่างชัดเจนได้มีนโยบายเร่งพั ฒนา

โครงสร้าง สาธารณูปโภคพื้นฐานภายในประเทศเพื่อรองรับการ

พัฒนาเศรษฐกิจและการลงทุนจากต่างประเทศ ตลอดจนเน้น

ความร่วมมือกับประเทศเพื่ อนบ้านที่มีชายแดนติดต่อกันได้แก่จีน

ลาวและไทยไปพร้อมกันเพื่ อ รองรับการเจริญเติบโตภาค

เกษตรกรรมและภาคบริการ (การท่องเที่ยว)

อย่างไรก็ตามแผนพั ฒนาเศรษฐกิจในอดีตจะมุ่งเน้นใน

โดยลักษณะของนโยบายด้านการค้ามี ดังนี้ การพั ฒนาการเกษตรและอุตสาหกรรมเป็น หลักภายใต้การ
1. ส่งเสริมการเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรโดยการเพิ่มพื้นที่เพาะ
ปลูก(ไม่ใช่การเพิ่มผลผลิตต่อ พื้นที่) ทำให้ผลผลิตและการส่งออก ปกครองโดยสภาสันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐ ( SPDC)สภาพ
ของพื ชเศรษฐกิจบางชนิดเช่นข้าวธัญพื ชฝ้ายอ้อยงาถั่วและดอก
ทานตะวันเพิ่ มขึ้นอย่างไรก็ตามนโยบายดังกล่าวยังไม่สามารถ ทางเศรษฐกิจของประเทศ ได้ขยายตัวขึ้นกล่าวคือในปี 2532 –
ดำเนินการได้ผลเต็มที่เนื่องจากรัฐบาลเมียนมาควบคุมราคาพื ช
เศรษฐกิจหลัก เช่น ข้าวและอ้อย 2534เศรษฐกิจเริ่มกระเตื้องขึ้นเล็กน้อยหลังจากอัตราการเติบโต
2. ส่งเสริมการผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้า เช่น น้ำมัน ( edible
oil)และกระดาษเพื่อลดการขาด ดุลการค้าและรักษาปริมาณเงินทุน ทาง เศรษฐกิจก่อนหน้านี้ติดลบต่อเนื่องกัน 3 ปีและจากผนพัฒ
สารองต่างประเทศ
3. ขยายภาคอุตสาหกรรมการผลิตให้หลากหลาย โดยรัฐบาล นาเศรษฐกิจฉบับแรก(2535 - 2538) อัตราการ เติบโตของ
เมียนมาให้การส่งเสริมรัฐวิสาหกิจของเมียนมาในการผลิต
เครื่องจักรยานพาหนะและอุปกรณ์โทรทัศน์อุปกรณ์สื่อสารสิ่งทอ ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติหรือ GDPอยู่ที่ 7.5% และจากแผน
เครื่องใช้ไฟฟ้า น้ำตาล ยาง ผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ และผลิตภัณฑ์จาก
ไม้ อย่างไรก็ดีรัฐบาลเมียนมาไม่ได้ให้การสนับสนุนใน ด้านนี้ต่อภาค พัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 2 (2539 - 2543) อัตราการเติบโตของ
เอกชนหรือนักลงทุนต่างชาติ
ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติหรือ GDP โดยเฉลี่ยอยู่ที่
สินค้าส่งออกหลักของประเทศเมียนมา ได้แก่ สินค้าขั้น
ปฐมภูมิและวัตถุดิบจากธรรมชาติ อาทิ ก๊าซธรรมชาติ ไม้สัก 8.5%สำหรับ ในช่วงแผนพัฒนาฉบับที่ 3 (2544 - 2548) อัตรา
เสื้อผ้า ถั่วไม้เนื้อแข็ง และแร่ธาตุเป็นต้น โดยพบว่าก๊าซธรรมชาติ
เป็นสัดส่วนที่สูงมากของมูลค่าการส่งออกทั้งนี้ เนื่องจากประเทศ การเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติหรือ GDP อยู่ที่
เมียนมาอุดมสมบูรณ์ไปด้วยแหล่งพลังงานดังกล่าวซึ่งเป็นที่
ต้องการของประเทศต่างๆ 10.5% แผนพัฒนาฉบับที่ 4(2549 - 2553) อัตราการเจริญ

สินค้านำเข้าของประเทศเมียนมาซึ่งพบว่าสินค้านำเข้าส่วน เติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ อยู่ที่ 8%รัฐบาลเมีย
ใหญ่จะเป็นสินค้าทุติยภูมิ อาทิ เครื่องจักรและอุปกรณ์ขนส่งที่ไม่ใช้
ไฟฟ้าน้ามันปิโตรเลียมเครื่องจักรและอุปกรณ์ไฟฟ้ายารักษาโรค นมาร์ได้ดำเนินนโยบายระบบเศรษฐกิจเสรีโดยให้ภาคเอกชนมีส่วน
เป็นต้น
ร่วมในการผลิตการ จัดการรวมทั้งได้เปิดประเทศให้มีการค้าเพิ่ม
ทั้งนี้เนื่องจากเมียนมายังไม่สามารถผลิตสินค้าดังกล่าว
เพื่อใช้ในประเทศตนเองได้โดยสินค้า ดังกล่าวสามารถนำไปใช้ใน มากยิ่งขึ้น
การพั ฒนาประเทศและขยายระบบสาธารณูปโภคภายในประเทศ

│หน้า 12 สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา

วิเคราะห์จุดเเข็ง วิเคราะห์จุดอ่อน

ประเทศเมียนมามีทรัพยากรจำนวนมากและมี • เมียนมามีมาตรการกีดกันทางการค้า เช่น
คุณภาพ เช่น น้ำมันก๊าซธรรมชาติ แร่โลหะ อัญมณี การจำกัดการนำเข้าเพื่ อแก้ไขปัญหาการขาด
ทรัพยากรทางทะเลไม้เนื้อแข็งและไม้สักส่งผลให้เมีย ดุลการค้า
นมามีความได้เปรียบด้านปัจจัยการผลิต • ระบบการคมนาคมและสาธารณูปโภคยังไม่มี
• สภาพภูมิประเทศและอากาศที่เอื้ออานวยต่อ ประสิทธิภาพและขาดแคลนทาให้การติดต่อสื่อสาร
การเกษตรกรรมหากได้รับการพั ฒนาที่ดีจะสามารถ และการคมนาคมเป็นไปอย่างล่าช้า
ให้ผลผลิตต่อพื้ นที่ในปริมาณที่สูง • แรงงานในประเทศยังไร้ฝีมือถูกจำกัดด้วย
• เมียนมามีที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่สามารถเชื่อมโยง ระเบียบทางการค้าถูกคว่ำบาตรด้านการค้า - ความ
การขนส่งกับต่างประเทศได้สะดวกโดยเฉพาะ จีน ไม่แน่นอนทางการเมืองและนโยบายระบบราชการมี
และอินเดีย การคอรัปชั่นสูง
• แรงงานภายในประเทศมีค่าจ้างแรงงานต่ำเหมาะ • ประชากรจำนวนมากแต่ยังมีกำลังซื้อต่ำ
สำหรับการลงทุนอุตสาหกรรมที่เน้นการใช้ แรงงาน

วิเคราะห์โอกาส วิเคราะห์อุปสรรค

• นโยบายเปิดประเทศของรัฐบาลเมียนมาทำให้ • ปัญหาชนกลุ่มน้อยตามชายแดนไทย-เมียนมาทำให้
หลายประเทศสนใจที่เข้ามาทาการค้าและการ ลงทุน รัฐบาลเมียนมาเกิดความไม่ไว้วางใจต่อรัฐบาล ไทย
เพิ่ มขึ้น • ปัญหาการสู้รบระหว่างรัฐบาลเมียนมากับชนกลุ่ม
• นโยบายภาครัฐที่มีการส่งเสริมการลงทุนในสาขา น้อยทำให้ไม่มีความปลอดภัยตามชายแดน ไทย –
ผลิตต่างๆโดยพยายามลดบทบาทภาครัฐใน การ เมียนมา
ดำเนินการผลิตผ่านการแปรรูปรัฐวิสาหกิจรวมทั้ง • ประเทศเมียนมามีการกำหนดมาตรการต่างๆ เช่น
เปิดเสรีในการลงทุนมากขึ้น เช่น ธุรกิจเหมืองแร่ การนำเข้าสินค้าต้องใช้เงินที่ได้จากการส่งออก
การขนส่ง (Export Earning)
• ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการเมืองภายใต้ • การค้าการลงทุนจากประเทศตะวันตกอยู่ในระดับ
กรอบความร่วมมืออาเซียนอาจส่งผลต่อการ แก้ไข ต่ำ เนื่องจากปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนใน เมีย
ปัญหาการเมืองในเมียนมาในทิศทางที่ดีขึ้น นมาทำให้ถูกคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจจาก
สหรัฐอเมริการวมถึงการตัดสิทธิพิ เศษทางการค้าใน
สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา สินค้า อุตสาหกรรมและเกษตรกรรมจากยุโรปตั้งแต่
ปี 2540
• นโยบายภาครัฐเกี่ยวกับการลงทุนขนาดใหญ่บาง
โครงการมีความไม่แน่นอนมีการเปลี่ยนแปลง ข้อ
ตกลงเกี่ยวกับการลงทุนโดยขาดเหตุผลรองรับ
• การปิดด่านค้าขายชายแดนบ่อยทำให้สินค้าไทยไม่
สามารถขนส่งไปยังพม่าได้อย่างต่อเนื่อง

│หน้า 13

กฎระเบียบการค้าเเละการลงทุน

มาตรการนำเข้า - ส่งออก

ผู้ทำธุรกิจนำเข้าส่งออกสินค้าต้องยื่นจดทะเบียนเป็นผู้นำเข้าส่งออกที่สานักงานทะเบียนนำเข้า- ส่ง

ออก(Export Import Registration Office)กระทรวงพาณิชย์ของเมียนมาค่าธรรมเนียมในการจด ทะเบียน

ธุรกิจนำเข้า- ส่งออกเป็นเงิน 50,000 และ 100,000 จ๊าตโดยมีระยะเวลาในการดำเนินธุรกิจ 1 และ 3 ปีตาม

ลำดับผู้ที่จะทำธุรกิจนาเข้า-ส่งออกสินค้าจะต้องยื่นขอจดทะเบียนเป็นผู้นำเข้าและส่งออกที่ สำนักงานทะเบียนนำ

เข้า-ส่งออก

(Export-Import Registration Office) กรมการค้าพาณิชย์กระทรวงพาณิชย์

มาตรการนำเข้า

1. ปัจจุบันได้มีการยกเลิกการห้ามนำเข้าสินค้าจำนวน 14 ชนิดในการค้ารูปแบบปกติผ่านทาง ทะเล (Overseas Trade) ได้แก่ ผงชูรสน้ำหวานและเครื่อง
ดื่ม ( Soft Drink) ขนมปังกรอบทุกชนิดหมากฝรั่ง ขนมเค้กขนมเวเฟอร์ช็อกโกแลตอาหารกระป๋อง (เนื้อสัตว์และผลไม้) เส้นหมี่ทุกชนิดเหล้าเบียร์บุหรี่ผล
ไม้สดทุกชนิด
2.การนำเข้าสินค้าต้องใช้เงินที่ได้จากการส่งออกเท่านั้น( ExportFirst, Import Later System) ดังนั้นผู้นำเข้าในเมียนมาที่ไม่มีรายได้เงินตราต่างประเทศ
จากการส่งออกจึงต้องซื้อบัญชีเงินดอลลาร์ สหรัฐฯจากผู้ส่งออกที่มีรายได้เงินตราต่างประเทศเพื่อเป็นหลักฐานสำหรับใช้ประกอบการขอใบอนุญาต นำ
เข้าจากรัฐบาลเมียนมาทั้งนี้ผู้นำเข้าต้องซื้อเงินตราต่างประเทศที่ได้จากการส่งออก ( Export Earning) ในอัตราที่สูงกว่าอัตราตลาดเล็กน้อย
3. ผู้นำเข้าจะต้องเปิดบัญชีเงินฝากสกุลเงินตราต่างประเทศที่ Myanmar-Investment and Commercial-Bank (MICB) หรือ MyanmarForeign
Trade Bank (MFTB) เพื่อยื่นใบอนุญาตนำเข้าสินค้า จากกระทรวงพาณิชย์แนบสัญญาขาย ( Sale Contact) และProforma Invoice ซึ่งมีราย
ละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับสินค้าบรรจุภัณฑ์และระยะเวลาการส่งมอบ
4. การนำเข้าสินค้าหรือเครื่องจักรอุปกรณ์จากต่างประเทศผู้ประกอบการในเมียนมาสามารถเปิด L/C ได้กับ 2 ธนาคารคือ MICB และMFTB โดยต้องใช้
เงินสดค้าประกันเต็มมูลค่า L/C เสมือนการซื้อสินค้า ด้วยเงินสดทั้งนี้ในการนำเข้าต้องเสียภาษีศุลกากร (Customs Duty) และภาษีการค้า
(Commercial Tax)
5. ในกรณีที่ซื้อเป็นราคา FOB ผู้นาเข้าจะต้องประกันภัยสินค้ากับ Myanmar Insurance Company และใช้บริษัทMyanmar Five StarLine เป็นผู้
ขนส่งสินค้าเท่านั้น

มาตรการส่งออก

ผู้ที่จะส่งออกได้คือรัฐบาลเมียนมาและตัวแทนหรือองค์กรของรัฐบาลเมียนมาเท่านั้น
1. สินค้าที่ห้ามเอกชนส่งออกภายใต้ระบบการค้าปกติผ่านทางทะเลมี 6 ประเภท 31 รายการ อาทิ กระบือ อัญมณี ข้าวน้ำตาลทราย และถั่วลิสง เป็นต้น
2.สินค้าที่ห้ามเอกชนส่งออกภายใต้ระบบการค้าปกติผ่านทางชายแดน( Border Trade) มี32 รายการโดยเพิ่มจากกลุ่มแรก 1 รายการ คือ ไม้สัก
3. การค้าชายแดน (ในช่องทางที่ถูกต้อง) ต้องผ่านระบบธนาคารพาณิชย์โดยรัฐบาลเมียนมา อนุญาตให้ใช้เงินบาทเงินจ๊าตและเงินดอลลาร์สหรัฐฯสำหรับ
การค้าชายแดนได้เพื่อให้การค้าชายแดนมีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น แต่ทั้งนี้ในทางปฏิบัติที่เกิดขึ้นผู้ประกอบการชาวเมียนมาจะนิยมทำการค้าแบบชายแดนที่
ไม่ผ่านระบบ
4. ทางการเมียนมาจะเก็บค่าธรรมเนียมการส่งออกเพิ่ม 7% จากค่าธรรมเนียมปกติสำหรับสินค้า ที่ส่งออกผ่านทางชายแดนโดยทางการเมียนมาจะหักค่า
ธรรมเนียมดังกล่าวนี้จากบัญชีเงินตรา ต่างประเทศของผู้ส่งออกเมื่อได้รับการโอนเงินชำระค่าสินค้า
5. การส่งออกต้องมีใบอนุญาตส่งออก (กระทรวงพาณิชย์เป็นผู้ออกใบอนุญาตส่งออกซึ่งมีอายุ 6 เดือน) โดยผู้ซื้อในต่างประเทศจะต้องเปิด L/Cมาที่
The Myanmar Investment and Commercial Bank (MICB) หรอื The Myanmar Foreign Trade Bank (MFTB) ทั้งนี้ทางการเมียนมาจะ
ตรวจสอบสินค้าก่อน การส่งออกด้วย

│หน้า 14 สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา

สินค้านำเข้าที่ได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมการนำเข้า มีดังนี้

1. สินค้านำเข้าโดยองค์กรที่ดำเนินธุรกิจในเมียนมาภายใต้กฎหมายการลงทุน

ประเทศเมียนมามี วัตถุประสงค์การใช้เพื่อธุรกิจ ได้แก่

- เครื่องจักรเครื่องมือส่วนประกอบของเครื่องจักรชิ้นส่วนอะไหล่และวัสดุที่

ใช้ทางธุรกิจที่มี ความจำเป็นต้องใช้สำหรับการก่อสร้างโดยนำเข้ามาในฐานะ

ทุนของต่างประเทศที่ระบุโดยคณะกรรมการ ลงทุนเมียนมา(MIC)

- วัตถุดิบและวัสดุที่ใช้สำหรับการบรรจุภัณฑ์ (สำหรับช่วง 3 ปีแรกเท่านั้น)

ผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์สำหรับใช้ร่วมในการก่อสร้างเพื่ อการผลิตและส่งออก

ให้สมบูรณ์

2. สินค้าที่นำเข้าโดยหน่วยงานของรัฐ

- สินค้าที่นำเข้าเพื่อวัตถุประสงค์ใช้ในราชการของรัฐ

- สินค้าทุนที่นำเข้าภายใต้โครงการลงทุนประจำปี

- รถยนต์ใหม่ใช้เพื่อธุรกิจที่นำเข้าโดยระบบฝากและขายในประเทศเป็นเงินสกุล

ดอลลาร์

สหรัฐฯโดยผ่านหน่วยงาน Vehicle, Machinery

andEquipmentTrading Inspection and Agency Services Co.,

Ltd./MyanmarMotor Limited ให้กับหน่วยงานที่ดำเนินธุรกิจภายใต้การ

ส่งเสริมการลงทุน นอกจากนี้ยังมีสินค้าที่นำเข้าโดยบริษัทน้ำมันที่ดำเนิน

ธุรกิจภายใต้ข้อตกลงร่วมกับ Myanmar Oil and Enterprise และสินค้าที่

นำเข้าโดยคณะทูตานุทูต

- ผลิตภัณฑ์ยาและวัตถุดิบเพื่อใช้ในการผลิตยาที่นำเข้าโดยหน่วยงาน

รัฐวิสาหกิจของรัฐ หรือภาคเอกชนที่จดทะเบียนเป็นผู้นำเข้า/ส่งออกเพื่อใช้ใน

การสนับสนุนและปรับปรุงการสาธารณสุขหรือ สวัสดิการของประชาชนที่รับ

การรักษาทางการแพทย์

- ปุ๋ยหรือเครื่องมือการเกษตรและยาฆ่าแมลงที่ใช้เพื่อการพัฒนาภาค

การเกษตรซึ่งนำเข้า โดยหน่วยงานวิสาหกิจของรัฐหรือภาคเอกชนที่จด

ทะเบียนเป็นผู้นำเข้า/ส่งออก

- สินค้าผ่านแดนการนำเข้าสินค้าไปสู่ประเทศที่ 3 โดยใช้เมียนมาเป็นตัวกลาง

ในการผ่าน สินค้าผู้ส่งออกจะต้องจ่ายค่าคอมมิสชั่น 5% ให้ผู้นำเข้าประเทศ

เมียนมาและจ่าย 2.5% บวกเพิ่ม 5% ให้ กรมศุลกากรเมียนมาสินค้าผ่านแดน

ส่วนใหญ่ ได้แก่ ยานพาหนะ และอุปกรณ์

เขตเศรษฐกิจพิเศษ

ปี 2547 มีเขตเศรษฐกิจพิเศษทั้งหมด 18 แห่ง และในปี 2549ได้
เพิ่มเติมอีก 5 แห่งรวมเป็น 23 เขต เศรษฐกิจพิเศษรัฐบาลเริ่มจัด
ตั้งเขตเศรษฐกิจพิ เศษขึ้นรอบกรุงย่างกุ้งก่อนแล้วจึงขยายไปสู่
เมืองสำคัญอื่นๆทั่วประเทศเขต
เศรษฐกิจMingarlardonและThanlyin-Kyauttanเป็นเขต
อุตสาหกรรมสำหรับนักลงทุน ต่างชาติร่วมลงทุนกับรัฐบาลเป็น
หลักส่วนเขตเศรษฐกิจอุตสาหกรรมอื่นๆมักเป็นการลงทุนวิสาหกิจ
ขนาด ย่อมและโรงงานขนาดย่อมส่วนอุตสาหกรรมครัวเรือนมัก
พบตามที่อยู่อาศัยเขตตัวเมืองในเดือนตุลาคมปี 2548 รัฐบาลได้
ประกาศเขตอุตสาหกรรมชายแดนไทยกับเมียนมา3 เมือง เพื่อเป็น
ศูนย์กลางการค้าโดยมี สะพานเชื่อมทางรถไฟข้ามแม่น้ำสาละวิน
และเมืองเมียวดี ได้แก่

- เมืองผาอันเมืองหลวงของรัฐกะเหรี่ยงและเป็นเมืองอุตสาหกรรม
ซีเมนต์ขนาดใหญ่
- เมืองเมาะละแหม่งเมืองหลวงของรัฐมอญ
- เมืองมัณฑะเลย์เป็นเมืองศูนย์กลางธุรกิจการค้าทางตอนบนของ
ประเทศในการกระจายสินค้าไป
ยังประเทศต่างๆ ได้แก่ จีนอินเดียและบังกลาเทศ

สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา │หน้า 15

เมืองสำคัญทางเศรษฐกิจ

เมืองเนปิดอว์

เป็นเมืองหลวงตั้งอยู่ตอนกลางของประเทศ ใกล้กับ

เมืองปินมะนา อยู่ห่างจากกรุงย่างกุ้งไปทางตอนเหนือ

ราว320กม. เมืองเนย์ปยีดอว์เป็นทั้งศูนย์กลางการบริหาร

และการทหารของประเทศ ขณะนี้รัฐบาลกําลังเร่งสร้างเส้น

ทางสู่เมืองต่างๆโดยรอบ หากแล้วเสร็จจะสามารถเชื่อมต่อ

กับพื้นที่สําคัญอื่นๆ ของประเทศทั้งรัฐฉาน รัฐชินและรัฐ

กะเหรี่ยง

เพิ่มเติม การส่งออกทางชายแดนไปเมืองเนย์ปยีดอว์ ผ่าน

ทางด่านศุลกากรแม่สะเรียง ที่บ้านเสาหิน อำเภอแม่สะเรียง

จังหวัดแม่ฮ่องสอนเป็นเส้นทางที่ไกล้ที่สุด

เมืองมัณฑะเลย์

เมืองใหญ่อันดับสอง เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของประเทศ
พม่าตอนบน และเป็นเส้นทางการค้าระหว่างอินเดียกับจีน
เป็นเมืองที่ชาวพม่าถือว่าเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมและ
พุ ทธศาสนา บริเวณใจกลางเมืองมีตลาดเซโจเป็นศูนย์กลาง
การค้าและตอนใต้ของเมืองเป็นย่านงานศิลปหัตถกรรม ทั้ง
งานภาพ งานแกะสลัก การสร้างสถูปเจดีย์การทําแผ่นทองคํา
เปลว งานหล่อที่มีการผลิตฝีมือตามแบบวิธีโบราณด้วยทอง
เงิน หินอ่อน สิ่วเส้นด้ายและหูกทอผ้า สําหรับด้านการเกษตร
ในอดีตมีการทํานาปลูกข้าว และตามแนวลํานํ้าเหมาะกับธุรกิจ
ท่องเที่ยว

เมืองย่างกุ้ง

เป็นเมืองหลวงเก่า แต่ยังคงความสําคัญในฐานะเป็นเมือง

ศูนย์กลางการค้ากระ จายสินค้าไปสู่ภาคต่าง ๆของประเทศ

นอกจากนี้ย่างกุ้งยังเป็นศูนย์กลางการค้า อัญมณีและการ

ส่งออกไม้สักอีกด้วย กรุงย่างกุ้งมีเขตนิคมอุตสาหกรรมที่มี

ความพร้อมด้านสาธารณูปโภคมากกว่าเมืองอื่น ๆ ด้าน

ศาสนามีพระบรมธาตุชเวดากอง พระเจดีย์สุเล พระเจดีย์โบ

ตะกอง และพระพุ ทธไสยาสน์เซาตาจี เป็นต้น

อุตสาหกรรมที่น่าลงทุน ได้แก่อุตสาหกรรมสิ่งทอ

อุตสาหกรรมการผลิตสินค้าเพื่ อการอุปโภค บริโภค

อุตสาหกรรมการประมง ธุรกิจการท่องเที่ยว ธุรกิจการ

บริการ เช่น ร้าน อาหาร อู่ซ่อมรถ และสถาบันฝึกอบรม

วิชาชีพ อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์

│หน้า 16 สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา

เมืองเกาะสอง

เป็นเมืองชายแดนอยู่ตรงข้ามจังหวัดระนอง เป็น
แหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และส่งเสริมสุขภาพ แต่ปัจจุบัน
ยังมีปัญหาการยกเลิกสัมปทานของประเทศพม่า หากการ
เจรจาได้ข้อยุติแล้วจะเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทยสำหรับ
อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง การท่องเที่ยว และการประมงใน
พม่า

เมืองทวาย

เป็นเมืองหลวงของรัฐตะนาวศรี ประเทศไทยได้ร่วมลง
นามในบันทึกความเข้า ใจเรื่องการพัฒนาท่าเรือนํ้าลึกและ
พั ฒนาถนนเชื่อมโยงระหว่างท่าเรือนํ้าลึกทวายมายังไทยด้าน
บ้านนํ้าพุ ร้อน จังหวัดกาญจนบุรี นอกจากนี้ทวายยังอุดม
สมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรแร่ธาตุ เช่น ดีบุกและทังสเตน มีนัก
ลงทุนเข้าไปบุกเบิกจํานวนไม่มากนักมะริด ปัจจุบันเป็นเมือง
ท่าทางการประมงและศูนย์กลางการค้าไข่มุกที่ส่ำคัญ ของเขต
ตะนาวศรี นอกจากนี้ทางการพม่ายังมีแผนในการพัฒนาหมู่
เกาะมะริดให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวในอนาคตด้วย

เมืองพุ กาม │หน้า 17

เป็นเมืองประวัติศาสตร์ที่สําคัญของพม่า เรียกอีกชื่อว่า
ดินแดนแห่งเจดีย์หมื่นองค์ซึ่งปัจจุบันองค์การยูเนสโก้ได้ขึ้น
ทะเบียนให้เป็นเมืองมรดกโลก “World Heritage Sites”
สามารถเที่ยวได้ตลอดทั้งปีและจะงดงามมากที่สุดในช่วงฤดู
ฝน รัฐ บาลให้การสนับสนุนส่งเสริมเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะ
เมื่อวันที่10 มีนาคม 2548 ได้เปิดหอชมวิว ซึ่งเป็นหอคอยสูง
13 ชั้น ที่มีความทันสมัยและครบวงจรอันประกอบ ด้วยศูนย์
บริการทางธุรกิจสํานักงานร้านค้า ห้องฉายภาพยนตร์ ห้อง
ประชุมภัตตาคาร ลอยฟ้าและจุดชมวิว นอกจากนี้ยังได้มีการ
เปิดโรงแรมที่สร้างด้วยไม้สักทั้งหลังตามแบบศิลปะและ
สถาปัตยกรรมแห่ง ชาติโดยการลงทุน ของนักลงทุนท้อง
ถิ่น ได้แก่ธุรกิจท่องเที่ยว เช่นโรงแรม รีสอร์ท และสนาม
กอล์ฟ

สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา

สังคมเเละวัฒนธรรม

ประชากร ภาษา ศาสนา การแต่งกาย อาหาร ประเพณีวัฒนธรรม
ระบอบการปกครอง

│หน้า 18 สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา

สังคมเเละวัฒนธรรม

ประชาชนเมียนมาส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุ ทธ รองลงมาคือ ศาสนา ประชากร เมียนมามีประชากรประมาณ 51.48 ล้านคน (2557)
คริสต์ อิสลาม และฮินดู มีความ ยึดมั่นในขนบธรรมเนียม ประเพณีและ ประกอบด้วยชาติพันธุ์ต่างๆ ประมาณ 138 ชาติพันธ์ุได้แก่ พม่า
วัฒนธรรมที่สั่งสมมาตั้งแต่อดีต โดยเฉพาะในเรื่องจริยธรรม การนับถือ มอญ ยะไข่ กะเหรี่ยง คะฉิ่น ไต (ไทใหญ่) ชิน เป็นต้น
ศาสนาและการปฏิบัติตามประเพณีที่ได้รับการสืบทอดต่อกันมา สังคมของ เขตปกครองที่มีจำนวนประชากรมากที่สุด คือ ย่างกุ้ง (14%) รอง
ชาวเมียนมาให้ความสำคัญกับระบบอาวุโส และระบบอุปถัมถ์ สถานภาพ ลงมาคือ อิระวดี (12%) และ มัณฑะเลย์ (12%) ตามลำดับ คิดเป็น
ของชายจะสูงกว่าหญิง ร้อยละ 38 ของจำนวนประชากรท้ังหมด
สำหรับรัฐที่มีจำนวนประชากรมากที่สุด คือ เนปิดอว์ (2%)
การแต่งกายของผู้ชาย นิยมนุ่งลองจี (Longi) มีลักษณะคล้ายโสร่ง ชิน(0.9%) และกะยา (0.6%) คิดเป็นร้อยละ 3.5 ของจำนวน
ส่วนใหญ่เป็นลายสก็อต ยาวตั้งแต่ เอวหรือข้อเท้าสวมคู่กับเอ่งจี หรือไต้ ประชากรทั้งหมด ความหนาแน่นของประชากร 76 คนต่อตาราง
โป่ง คือเสื้อคลุมคอกลมแขนยาวอีกทีหนึ่ง หากต้องแต่งกายอย่างเป็น กิโลเมตร เขตย่างกุ้งที่ความหนาแน่นของประชากรมากที่สุดที่ 716
ทางการนิยมสวมกาวน์บาวน์ (Gaung Baung) หรือผ้าพันรอบศีรษะ แต่ คนต่อตารางกิโลเมตร ตามด้วยเขตมัณฑะเลย์ 200 คนต่อตาราง
ปัจจุบันทำเป็นหมวกสำเร็จรูปเพื่อความสะดวกในการใช้มาก การแต่งกาย กิโลเมตร ประชากรร้อยละ 70 อาศัยอยู่ในเขตชนบท
ของผู้หญิง นิยมนุ่งผ้าถุง หรือผ้าซิ่น ยาวถึงข้อเท้า สวมเสื้อคอกลมแขน เขต/รัฐที่มีประชากรอาศัยอยู่ในเขตชนบทมากที่สุด คือ อิระวดี
กระบอกยาว เป็นผ้าลูกไม้หลากกลายสีหาต้องเข้าร่วมงานฉลอง งาน (86%), มะเกวย์ (85%), สะกาย (83%) และ ยะไข่ (83%) ตาม
สำคัญต่างๆ นิยมใส่เครื่องประดับ ลำดับ
เขตย่างกุ้งมีผู้อาศัยอยู่ในเขตเมืองมากที่สุด (70%) ตามด้วยกะ
ฉิ่น (36%) และมัณฑะเลย์ (35%) ประชากรในวัยแรงงาน (อายุ
15-64 ปี) มีจำนวนร้อยละ 67 ของประชากรทั้งหมด แบ่งเป็นชาย
ร้อยละ 85.2 และหญิงร้อยละ 50.5 มีอัตราการว่างงานร้อยละ 4

ภาษา : ภาษาราชการคือ ภาษาพม่า และภาษาอังกฤษ ประชาชนส่วนใหญ่ │หน้า 19
ร้อยละ 85 ใช้ภาษาพม่าเป็นหลัก ส่วนที่เหลือพู ดภาษากระเหรี่ยง มอญ
และจีนกลาง
ศาสนา : ส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุ ทธ
เวลา : เวลาในเมียนมาจะช้ากว่าเวลาประเทศไทยประมาณ 30 นาที หรือ
GMT +06:30
การแต่งกาย
- ชาย จะนุ่งลองจี (Longi) มีลักษณะคล้ายโสร่ง ส่วนใหญ่เป็นลาย
สก็อต
ยาวตั้งแต่เอวหรือข้อเท้า สวมคู่กับเอ่งจีหรือไต้โป่ง คือเสื้อที่สวมทับด้วย
เสื้อคลุมคอกลมแขนยาวอีกทีหนึ่ง หากต้องแต่งกายอย่างเป็นทางการ
หรือไปงานสำคัญผู้ชายจะนิยมสวมกาวน์บาวน์(Gaung Baung) หรือผ้า
พันรอบศีรษะ แต่ปัจจุบันทำเป็นหมวกสำเร็จรูปเพื่อความสะดวกในการใช้
งานมากขึ้น
- หญิง นุ่งผ้าถุง ผ้าซิ่นยาวถึงข้อเท้าสวมเสื้อคอกลมแขนกระบอกยาว
เป็น ผ้าลูกไม้หลากกลายสีบางครั้งก็นิยมสไบพาดไหล่เวลาไปวัดถ้าไปงาน
ฉลองต่างๆผู้หญิงชาวพม่าจะนิยมใส่เครื่องประดับ

สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา

อาหาร หล่าเพ็ด (Lahpet) เป็นอาหารประจำชาติของ
พม่าที่มีลักษณะคล้ายกับยำเมี่ยงของไทย โดยรับประทาน
กับเครื่องเคียงเช่น ใบชาหมัก กระเทียมเจียว ถั่วชนิด
ต่างๆ งาคั่ว กุ้งแห้ง ขิง มะพร้าวคั่ว เป็นต้น

ดอกไม้ประจำชาติ คือ ดอกประดู่ (Paduak) เป็นดอกไม้ที่
พบมากในประเทศเมียนมา มีสีเหลืองทอง ผลิดอกและส่งกลิ่น
หอมในฤดูฝนแรก ช่วงเดือนเมษายนซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับ
ที่ประเทศพม่ามีการเฉลิมฉลองปีใหม่ ขึ้น ชาวพม่าเชื่อว่าดอก
ประดู่คือสัญลักษณ์ของความแข็งแรง ความทนทาน และเป็น
ดอกไม้ที่ขาดไม่ได้ในพิ ธีทางศาสนาของชาวพม่า

│หน้า 20 ประเพณีปอยส่างลอง หรืองานบวชลูกแก้ว เป็นงาน
บวชเณรที่สืบทอดกันมานาน และชาวเมียนมาร์ให้ความ
สำคัญมาก เพราะถือเป็นบุญอันยิ่งใหญ่ของครอบครัว
งานไหว้พุ ทธเจดีย์ประจำปี ซึ่งแต่ละที่มักนิยมจัดในเดือน
หลังออกพรรษา ถือเป็นงานเฉลิมฉลองที่สนุนสนานและ
ได้ทำบุญสร้างกุศลด้วย

สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา

เมียนมามีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย มีประธานาธิบดี

เป็นประมุขและหัวหน้ารัฐบาล ระบบรัฐสภา สภาแห่งสหภาพ

(Pyidaungsu Hluttaw) ประกอบด้วย 2 สภา ดังน้ี

1). สภาผู้แทนราษฎร (Pyithu Hluttaw) มีสมาชิกไม่เกิน 440
คน มีวาระ 5 ปี นับต้ังแต่วันที่เริ่มสมัย

ประชุมครั้งแรก แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

(1) สมาชิกที่ได้รับการเลือกจากแต่ละเขตเลือกตั้ง ตาม

สัดส่วนประชากร จำนวนไม่เกิน 330 คน

(2) สมาชิกที่เป็นบุคลากรของกองทัพตามที่ได้รับการแต่ง

ตั้งโดยผู้บัญชาการทหารสูงสุด จำนวนไม่เกิน 110 คน

2). สภาชาติพันธ์ุ (Amyotha Hluttaw) มีสมาชิกไม่เกิน 224

คน มีวาระเช่นเดียวกับสภาผู้แทนราษฎร และให้การหมดวาระเป็นวัน

เดียวกับการหมดวาระของสภาผู้แทนราษฎร แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ประธานาธิบดีแห่งสหภาพเมียนมา ได้รับการเลือกต้ังจาก สภาผู้
แทนราษฎร และสภาชาติพันธุ์ ดังนี้
คือ
1) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่ได้รับการเลือกตั้งจากแต่ละเขต
(1) สมาชิกสภาชาติพันธ์ุจำนวน 168 คน ที่ได้รับการเลือก เลือกต้ัง เสนอช่ือสมาชิก 1 คน

จากแต่ละเขตการปกครอง (Region) และรัฐ (State) จำนวน 12 คน 2) สมาชิกสภาชาติพันธ์ุ ท่ีได้รับการเลือกต้ังจากแต่ละเขตการ
ปกครองและรัฐ เสนอช่ือสมาชิก 1 คน
ต่อเขตการปกครองและรัฐ
3) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกสภาชาติพันธุ์ ที่เป็น
(2) สมาชิกสภาชาติพันธุ์จำนวน 56 คนที่เป็นบุคลากร บุคลากรของกองทัพ ที่ได้รับการ แต่งตั้งโดยผู้บัญชาการทหาร
ของกองทัพที่ได้รับการแต่งต้ังโดยผู้บัญชาการทหารสูงสุดจำนวน 4 สูงสุด เสนอช่ือสมาชิก 1 คน

คนต่อเขตการปกครองและรัฐ 4) สภาแห่งสหภาพ (สภาผู้แทนราษฎรและสภาชาติพันธุ์) ลง
คะแนนเสียง โดยผู้ท่ีได้รับคะแนน เสียงมากที่สุดจะเป็น ประธานาธิบดี
ระบบการปกครอง และผู้ถูกเสนอชื่ออีก 2 คน เป็นรองประธานาธิบดี

สภาแห่งเขตการปกครองและสภาแห่งรัฐ (Region Hluttaw / ประธานาธิบดีแห่งสหภาพเมียนมา พิจารณาแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรี
ประจำกระทรวงต่างๆ (Union Minister) จากสมาชิกสภาแห่ง
State Hluttaw) มีวาระเช่นเดียวกับ สภาผู้แทนราษฎร และให้การ สหภาพ หรือบุคคลที่เหมาะสม โดยความเห็นชอบของสภาแห่งสหภาพ
และ พิจารณาแต่งตั้งมุขมนตรีประจำเขตการปกครองหรือรัฐ แล้วแต่
หมดวาระเป็นวันเดียวกับการหมดวาระของสภาผู้แทนราษฎร ประกอบ กรณี จากสมาชิกสภาแห่งเขตการปกครอง หรือสภาแห่งรัฐ แล้วแต่
กรณี โดยความเห็นชอบของสภาแห่งเขตการปกครองหรือสภาแห่ง
ด้วย สมาชิก รัฐ แล้วแต่กรณี

(1) สมาชิกของสภาแห่งเขตการปกครองและสภาแห่งรัฐ มา การปกครอง และการแบ่งเขตการปกครอง
เมียนมาแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 7 รัฐ (State)
จากการเลือกตั้งจากแต่ละเมืองใน เขตการปกครอง(Region) หรือรัฐ 7 เขต (Region) ดังนี้

(State) นั้น แล้วแต่กรณี รัฐ (State) ประชาชนส่วนใหญ่เป็นชนกลุ่มน้อย
(2) สมาชิกของสภาแห่งเขตการปกครอง ได้รับการเลือกต้ัง ได้แก่
(1) รัฐชิน (Chin) เมืองฮะคา เป็นเมืองหลวง
จากแต่ละชาติพั นธ์ุ โดยอาศัยหลักว่าให้ชาติพั นธ์ุที่มีสัดส่วนของ (2) รัฐกะฉิ่น (Kachin) เมืองมิตจีนา เป็นเมืองหลวง
(3) รัฐกะเหรี่ยง (Kayin) เมืองพะอัน เป็นเมืองหลวง
ประชากรตั้งแต่ร้อยละ 0.1 ของประชากรทั้งหมดของสหภาพขึ้นไป มี (4) รัฐกะยา (Kayah) เมืองหลอยก่อ เป็นเมืองหลวง
(5) รัฐมอญ (Mon) เมืองมะละแหม่ง เป็นเมืองหลวง
ผู้แทนของตนในสภาแห่งเขตการปกครอง (6) รัฐยะไข่ (Rakhine) เมืองซิตต่วย เป็นเมืองหลวง
(7) รัฐฉานหรือไทใหญ่ (Shan) เมืองตองยี เป็นเมือง
(3) สมาชิกของสภาแห่งรัฐ ได้รับการเลือกตั้งจากแต่ละชาติ หลวง
เขต (Region) ประชาชนส่วนใหญ่เป็นเชื้อสาย
พันธ์ุ โดยอาศัยหลักว่า ให้ชาติพันธ์ุที่มีสัดส่วนของประชากรตั้งแต่ พม่า ได้แก่
ร้อยละ 0.1 ของประชากรทั้งหมดของสหภาพข้ึนไป มีผู้แทนของตนใน (1) เขตอิรวดี (Ayeyarwady) เมืองป่าเต็ง เป็นเมือง
หลวง
สภาแห่งรัฐ (2) เขตพะโค (Bago) เมืองบะโก เป็นเมืองหลวง
(3) เขตมะเกวย์ (Magway) เมืองมะเกวย์ เป็นเมือง
(4) สมาชิกของสภาแห่งเขตการปกครองหรือสภาแห่งรัฐ หลวง
(4) เขตมัณฑะเลย์ (Mandalay) เมืองมัณฑะเลย์ เป็น
แล้วแต่กรณี ที่เป็นบุคลากรในกองทัพ ที่ได้รับการแต่งตั้งจากผู้ เมืองหลวง
(5) เขตสะกาย (Sagaing) เมืองสะกาย เป็นเมือง
บัญชาการทหารสูงสุด จกนวน 1 ใน 3 ของสมาชิกทั้งหมดของสภา หลวง
(6)เขตตะนาวศรี (Tanintharyi) เมืองทวาย เป็นเมือง
นั้น ท่ีมาจากการเลือกตั้งตามวิธีที่ (1) และ(2) หรือ (1) และ (3) หลวง
(7) เขตย่างกุ้ง (Yangon) เมืองย่างกุ้ง เป็นเมือง
สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา หลวง

│หน้า 21

สถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ

5 สิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุดแห่งเมียนมา เทพทันใจ เมืองเก่าพุ กาม พระราชวังมัณฑะเลย์
สะพานอูเบ็ง ตลาดสก็อต ทะเลสาบอินเล หมู่เกาะมากุย

│หน้า 22 สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา

5 สิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุดในเมียนมา

เจดีย์ชเวดากอง

เจดีย์ชเวดากอง ตั้งอยู่เนินเขาสิงคุตระ เมืองย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา
เป็นเจดีย์สีทองขนาดใหญ่ที่บรรจุพระเกศาธาตุรวมทั้งหมด 8 เส้นด้วยกัน คำ
ว่า "ชเว" แปลว่า ทอง ส่วนคำว่า "ดากอง" หรือ "ตะเกิง" ก็คือชื่อเดิมของเมือง
ย่างกุ้ง เจดีย์ชเวดากอง จึงหมายถึง เจดีย์ทองคำแห่งเมืองดากอง

ตามตำนานมีการเล่าต่อๆ กันมาว่า เจดีย์ชเวดากองได้ถูกสร้างขึ้นเมื่อ
ราวๆ 2,500 กว่าปีก่อน โดยมีสองพี่น้องวานิช ชื่อว่า ตปุสสะ และ ภัสลิกะ ได้มี
โอกาสเข้าเฝ้าพระพุ ทธเจ้า ด้วยความดีของสองพี่น้อง พระองค์จึงได้ประทาน
พระเกศาให้ 8 เส้น ทั้งสองพี่น้องจึงได้อัญเชิญมายังบนเนินเขา เสนคุตตระ
จากนั้น พระเจ้าโอกะลัปจึงได้ทรงสร้างเจดีย์ครอบพระเกศาทั้ง 8 เส้น ต่อมาได้มี
กษัตริย์มอญและกษัตริย์พม่าให้มีการต่อเติมบูรณะเพิ่ มเติมอีกหลายครั้งจนมี
ขนาดใหญ่เท่าปัจจุบัน ทำให้เจดีย์ชเวดากองโดดเด่นเห็นได้ชัดแม้อยู่ไกล

เจดีย์ชเวสิกอง

เจดีย์ชเวสิกอง แปลว่า เจดีย์แห่งชัยชนะ มีตำนานเล่าว่าพระเจ้าอนิรุทธ์ หรือ
พระเจ้าอโนรธามังช่อ ปฐมกษัตริย์แห่งอาณาจักรพุ กามเป็นผู้สร้าง แต่ว่าสร้าง
ไม่เสร็จ เจดีย์มีการสร้างแล้วเสร็จในรัชกาลพระเจ้าจานสิตาแห่งอาณาจักรพุ กาม
ประมาณ 900 ปีก่อน พระเจ้าอนิรุทธ์ได้อัญเชิญพระสารีริกธาตุมาจากศรีลังกา
โดยไว้บนหลังช้างเผือก พระองค็ได้ตั้งจิตอธิษฐานว่าให้ช้างเผือกที่มีพระเขี้ยว
แก้วจากศรีลังกาอยู่บนหลังออกมาเสี่ยงทาย ถ้าช้างเผือกเดินมาหยุดและคุกเข่า
ลง ณ ที่ใดก็จะสร้างเจดีย์ไว้ที่นั่น ในที่สุดช้างเผือกก็ได้เดินมาหยุด ณ หาดทราย
ริมฝั่ งแม่น้ำอิระวดี ณ ตำแหน่งนี้นี่เองพระองค์จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเจดีย์ช
เวสิกองไว้ตรงที่ช้างเผือกได้เสี่ยงทาย ยังสร้างไม่เสร็จพระองค์ก็มาสวรรคต
เสียก่อน และมาสร้างเสร็จในสมัยของพระเจ้ากยันสิตถา เมื่อปี ค.ศ.1089

เจดีย์ชเวมอดอ

เจดีย์ชเวมอดอ หรือ ธาตุมุเตา ตั้งอยู่กลางเมืองหงสาวดี เจดีย์องค์นี้มี
ความโดดเด่นในหลายๆด้าน เป็นพระธาตุเจดีย์สูงที่สุดของพม่า และมีความเก่า
แก่ราวกว่า 2,000 ปี ภายในบรรจุพระเกศาธาตุของพระพุ ทธเจ้า เจดีย์แห่งนี้จึง
เรื่องชื่อและชาวพม่าให้ความเคารพนับถือ เจดีย์ชเวมอดอมีชื่อเรียกในภาษามอญ
ซึ่งคนไทยคุ้นเคยกับชื่อนี้คือ พระธาตุมุเตา แปลว่า "จมูกร้อน" เพราะกล่าวกันว่า
พระเจดีย์องค์นี้สูงมาก ต้องแหงนหน้ามองจนต้องกับแสงแดด ในปัจจุบัน
เจดีย์ชเวมอดอนี้มีความสูงอยู่ที่ 114 เมตร เป็นเจดีย์ที่สูงที่สุดในประเทศพม่า

สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา │หน้า 23

5 สิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุดในเมียนมา

พระธาตุอินทร์แขวน

พระธาตุไจที่โย่ หรือที่คนไทยเรียกว่า พระธาตุอินทร์แขวน ในภาษามอญ
คำว่า ไจก์ แปลว่า "พระเจดีย์" และ เหย่อ แปลว่า "ทูนไว้ข้างบน" ส่วนคำว่า
อิซอย ในภาษามอญแปลว่า "ฤๅษี" ดังนั้น ไจที่โย่ จึงหมายถึง "พระเจดีย์
บนศีรษะฤๅษี" เป็นเจดีย์ที่จาริกแสวงบุญของพุ ทธศาสนิกชน ตั้งอยู่ในรัฐมอญ
ประเทศพม่า เป็นพระเจดีย์ขนาดเล็กสร้างขึ้นบนก้อนหินแกรนิตที่ปิดด้วยทองคำ
เปลวโดยผู้ที่นับถือศรัทธา

เชื่อว่าพระธาตุไจที่โย่เป็นที่ประดิษฐานพระเกศาธาตุของพระโคตมพุ ทธเจ้า
ตั้งอยู่บริเวณหน้าผาสูงชันบนยอดเขาไจที่โย่ เหมือนจะหล่นและท้าทาย
แรงดึงดูดของโลกโดยไม่ตกลงมา ตามตำนานระบุว่าฤๅษีติสสะเป็นผู้หนึ่งที่ได้รับ
พระเกศาจากพระพุ ทธเจ้าและนำมาไว้ในมวยผม ตั้งใจจะนำพระเกศาไปบรรจุไว้ใน
ก้อนหินที่มีรูปร่างคล้ายกับศีรษะของฤๅษี ท้าวสักกเทวราช (พระอินทร์) จึงช่วย
เสาะหาก้อนหินดังกล่าวจากใต้ท้องมหาสมุทรและนำมาวางไว้บนภูเขา พระธาตุไจ
ที่โย่นับเป็น 1 ใน 5 สิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุดของชาวพม่า
ปัจจุบันผู้หญิงไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปด้านในบริเวณพระธาตุ ซึ่งดูแลโดย
พนักงานรักษาความปลอดภัยซึ่งเฝ้าประตูรั้วรอบขอบชิดผู้หญิงสามารถเข้าออก
ได้ที่ระเบียงด้านนอกและลานด้านล่างของก้อนหิน

พระมหามัยมุนี

พระมหามัยมุนี (Mahamuni Buddha Image) หรือพระมหาเมียะมุนี
ซึ่งแปลว่า “ผู้รู้อันประเสริฐ” เป็นพระพุ ทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของประเทศพม่า
จากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้ง5นี้ มีเพียงพระมหามัยมุนีที่เป็นพระพุ ทธรูปที่ทรงเครื่อง
กษัตริย์ปางมารวิชัยแบบมรัคอู สร้างจากทองสัมฤทธิ์ หนัก 6.5 ตัน
บนฐานสูง 1.84 เมตร รวมความสูงจากฐานและองค์พระ 3.82 เมตร ไหล่
กว้าง 1.84 เมตร หน้าตักกว้าง 2.5 เมตร อยู่ที่เมืองมัณฑะเลย์ จุดไฮไลท์ที่
สำคัญของวัดนี้ คือ พิธีล้างพระพักตร์พระมหามัยมุนี

มีตำนานที่เล่าต่อกันมาว่า พระมหามัยมุนีสร้างขึ้นเมื่อสมัยพุ ทธกาลโดยกษัตริย์แห่งเมืองยะไข่ ก่อนที่จะสร้างกษัตริย์ได้ฝันว่าพระพุ ทธเจ้าได้เสด็จ
มาประทานพรให้พระพุ ทธรูปองค์นี้เป็นตัวแทนของพระองค์ เพื่อเป็นสัญลักษณ์สืบทอดพระศาสนาในภายหน้า โดยได้มอบลมหายใจไว้กับพระพุ ทธรูป
องค์นี้เพื่อให้ดูเหมือนพระองค์ยังมีชีวิตอยู่ เมื่อกษัตริย์ยะไข่ถูกโจมตีจากกษัตริย์อื่นและพยายามจะเคลื่อนย้ายพระมหามัยมุนีออกจากเมืองยะไข่ แต่ก็
ไม่สามารถนำออกไปได้จะมีอุปสรรคและล้มเหลวทุกครั้งที่มีการเคลื่อนย้าย จนกระทั่ง พระเจ้าปดุงที่มีเมืองหลวงอยู่ที่มัณฑะเลย์ยกทัพไปตีเมืองยะไข่ได้
ชัยชนะ จึงได้ทำพิธีอัญเชิญพระมหามัยมุนีด้วยการนำขึ้นแพรล่องไปตามแม่น้ำอิระวดีถึงเมืองมัณฑะเลย์ และได้นำมาประดิษฐานที่เมืองนี้ตั้งแต่
พ.ศ.2327 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันนี้

│หน้า 24 สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา

เทพทันใจ │หน้า 25

เทพทันใจนัตโบโบยี เจดีย์โบตาทาวน์

เทพทันใจนับเป็นอีกหนึ่งสิ่งศักดิ์ของชาวเมียนมา ซึ่งในเมียนมานั้นไม่ได้มี
เทพทันใจเพียงองค์เดียว แต่มีถึง 5 องค์ด้วยกัน เทพทันใจในแต่ละองค์ก็จะ
ประทับอยู่ในสถานที่สำคัญต่าง ๆ ของเมียนมาโดยทางคณะผู้จัดทำขอนำเสนอ
เทพทันใจองค์ที่โด่งดัง และเป็นที่นิยมไว้เพียง 3 องค์ ดังนี้

เทพทันใจนัตโบโบยี เจดีย์โบตาทาวน์ เป็นเทพทันใจองค์ที่มีชื่อเสียงและคน
ไทยนิยมไปไหว้มากที่สุด ชาวพม่ามีความเชื่อว่า “เทพทันใจนัตโบโบยี” เป็นนัตที่
ปกปักรักษาพระเกศธาตุในเจดีย์โบตาทาวน์ เป็นหนึ่งในนัตหลวงที่ชาวเมียนมาให้
ความเคารพนับถือเป็นอย่างมาก เป็นเทพทันใจที่คนมาขอพรสมหวังกันแทบทุก
ราย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเงิน การงาน ค้าขาย ความรัก โชคลาภ โดยเฉพาะเรื่อง
เงินทอง บารมีแรง เสริมดวงให้ชีวิตราบรื่นในทุกๆ ด้าน

เทพทันใจ เจดีย์ซูเหล่ ซึ่งเป็นเทพทันใจที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเมียนมา และ
เป็นองค์ที่ชาวเมียนมานับถือมากที่สุด โดยเจดีย์ซูเหล่ หรือ ซูเหล่พญา เป็นเจดีย์
ที่สร้างขึ้นมากว่า 2,000 ปี ตัวเจดีย์เป็นทรงแปดเหลี่ยมสีทองอร่าม ตั้งอยู่
ใจกลางวงเวียนกรุงย่างกุ้ง ฐานเจดีย์โดยรอบ มีพระประจำวันเกิดให้สักการะ
บูชาตามธรรมเนียม ซึ่งเราจะเห็นชาวย่างกุ้งเข้ามากราบไหว้ ทำบุญ ที่เจดีย์แห่ง
นี้เป็นจำนวนมาก

เทพทันใจเจดีย์ไจ๊เข้า เจดีย์ใจ๊เข้าเป็นเจดีย์เก่าแก่อีกแห่งหนึ่งของเมียนมา
ถือได้ว่าเป็นเจดีย์คู่บ้านคู่เมืองของเมืองสิเรียม และยังมีเทพทันใจไจ๊เข้าซึ่งถือว่า
เป็นหัวหน้าเทพทันใจในย่างกุ้งอย่างแท้จริง เพราะหากที่ไหนในย่างกุ้งจะสร้าง
เทพทันใจต้องมาบรวงสรวงขออนุญาตที่นี่ก่อน ใครที่อยากได้งานใหญ่ เงินเยอะ
ให้มาสักการะเทพทันใจไจ๊เข้าแห่งนี้ ทั้งชาวเมียนมาและชาวไทยจึงมาไหว้ขอพร
เรื่องงานและความสำเร็จกันมากมาย

เทพทันใจเจดีย์ซูเหล่

เทพทันใจไจ๊เข้า

สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา

เมืองเก่าพุกาม เขตมัณฑะเลย์ เมืองเก่าพุ กาม

เมืองพุ กามเป็นเมืองเก่าแก่ตั้งแต่สมัยพุ ทธศตวรรษที่16 เป็นเมืองที่ติดอันดับ
เมืองที่มีแหล่งท่องเที่ยวทางด้านประวัติศาสตร์ที่มีความสวยงามมากแห่งหนึ่ง
ของประเทศเมียนมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งความยิ่งใหญ่ของเจดีย์จำนวนมากกว่า
5,000 องค์ จนได้รับสมญาว่าเป็นเมืองแห่งเจดีย์สี่พันองค์ หรือ เมืองแห่ง
ทะเลเจดีย์ ซึ่งเป็นลักษณะที่บ่งบอกถึงความรุ่งเรืองของพุ ทธศาสนาในประเทศ
เมียนมาได้เป็นอย่างดีคนทั่วไปจึงขนานนามเมืองพุ กามนี้ว่าเป็นอู่อาริยธรรมของ
ประเทศ

เมืองพุ กาม ถูกสถาปนาโดยพระเจ้าอโนรธา ตั้งอยู่ริมแม่น้ำอิรวดี กล่าวกันว่า
จำนวนเจดีย์ที่แท้จริงนั้นมีเป็นจำนวนมากกว่า 10,000 องค์ ซึ่งถือว่าค่อนข้าง
ยิ่งใหญ่มากเมื่อเทียบกับจำนวนเจดีย์ในปัจจุบัน ที่แม้จะต้องเสื่อมสลายไปตาม
กาลเวลา แต่เจดีย์ที่ยังคงอยู่นั้นส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในสภาพค่อนข้างสมบูรณ์
เนื่องจากพุ กามเป็นเขตแห้งแล้ง ทำให้ไม่ได้รับความเสียหายจากภัยธรรมชาติใดๆ
อีกทั้งชาวเมียนมาก็ถือคติไม่ทำลายเจดีย์อย่างเคร่งครัด อาณาจักรพุ กามนั้นมี
ความเจริญสูงสุดในพุ ทธศตวรรษที่16 ถือได้ว่าเป็นยุคทองของอาณาจักรพุ กาม
เพราะกษัตริย์ในราชวงศ์นี้ล้วนมีความศรัทธาในศาสนาพุ ทธเป็นอย่างมากนิยม
สร้างเจดีย์ เพื่อเป็นการเสริมสร้างสิริมงคลในรัชกาลของพระองค์จนทำให้เมือง
พุ กามขึ้นชื่อว่าเป็นดินแดนแห่งทะเลเจดีย์ อาณาจักรนี้ล่มสลายเพราะการบุกรุก
เข้าทำลายของกองทัพมองโกลที่นำโดยกุ๊บไลข่าน ในปี พ.ศ. 1830

ในปัจจุบันนี้เมืองเก่าพุ กามได้รับการรับรองจากองค์การยูเนสโก (unesco)
ให้เป็นแหล่งมรดกโลก นอกจากนี้ยีงได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของ
เมียนมาหากได้มาเยือนเมืองเก่าพุ กามแล้วกิจกรรมที่น่าสนใจในการเที่ยวเมือง
พุ กามคือ การขึ้นบอลลูนชมเมืองเก่าพุ กามจะทำให้นักท่องเที่ยวได้เห็นบรรยากาศ
โดยรอบที่เต็มไปด้วยเจดีย์หลายพั นองค์

พระราชวังมัณฑะเลย์ พระราชวังมัณฑะเลย์

พระราชวังมัณฑะเลย์ เป็นพระราชวังหลวงในประเทศพม่า และเป็นพระราชวัง
สุดท้ายแห่งระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของอาณาจักรพม่า ถูกก่อสร้างโดย
พระเจ้ามินดง ระหว่างปี ค.ศ. 1857–ค.ศ. 1859 หลังการย้ายเมืองหลวงจากอ
มรปุระมายังมัณฑะเลย์ เพื่อหนีกองกำลังของจักรวรรดิอังกฤษ ระหว่าง
สงครามพม่า–อังกฤษ ตามความเชื่อ

พระราชวังมัณฑะเลย์เป็นที่พำนักของกษัตริย์มินดง และ กษัตริย์ธีบอซึ่งเป็น
กษัตริย์สองพระองค์สุดท้ายของประเทศ พระราชวังยุติการเป็นเป็นที่รโหฐาน
ของราชวงศ์และเป็นที่ตั้งของรัฐบาลเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2428

ช่วงสงครามอังกฤษ–พม่าครั้งที่สาม ได้มีกองกำลังทหารได้เข้าไปสนามด้านใน
พระราชวังเพื่อควบคุมตัวพระราชวงศ์ อังกฤษเปลี่ยนพระราชวังให้กลายเป็น
ป้อมปราการดัฟเฟอริน โดยตั้งชื่อตามอุปราชแห่งอินเดียในเวลานั้น ตลอดยุค
อาณานิคมของอังกฤษพระราชวังถูกมองเป็นสัญลักษณ์หลักของอำนาจ
อธิปไตยและอัตลักษณ์ของพม่า

บริเวณพระราชวังส่วนใหญ่ถูกทำลายในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองโดยการ
ทิ้งระเบิดของฝ่ายพันธมิตร เหลือเพียงส่วนกรมธนารักษ์และหอนาฬิ กาเท่านั้นที่
เหลือรอดจากการทำลาย แบบจำลองของวังปัจจุบันถูกสร้างขึ้นใหม่ในช่วงปี
ค.ศ. 1990 ด้วยวัสดุสมัยใหม่โดยรัฐบาลพม่า โดยการลอกแบบโครงสร้างเดิม
ปัจจุบันพระราชวังมัณฑะเลย์เป็นสัญลักษณ์และแหล่งท่องเที่ยวสำคัญแห่งหนึ่ง
ของมัณฑะเลย์

│หน้า 26 สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา

ทะเลสาบอินเล

ทะเลสาบอี้นเล่ หรือไทใหญ่เรียกว่า หนองอางเล เป็นทะเลสาบน้ำจืด ตั้งอยู่ในบริเวณภูเขาชาน

ในรัฐชาน ห่างจากเมืองตองจีประมาณ 25 กิโลเมตร ในประเทศเมียนมาเป็นทะเลสาบที่ใหญ่เป็น

อันดับสองของประเทศ

แม้ว่าทะเลสาบจะไม่ใหญ่มากนักแต่ก็มีสัตว์สายพันธุ์เฉพาะถิ่น หอยทากกว่า 20 สายพันธุ์ และ

ปลา 9 ชนิดพบว่าไม่มีที่ไหนในโลก บางส่วนของสัตว์เฉพาะถิ่นเหล่านี้ เช่น ปลาซิวซอ-บว่า ปลา

ซิวกาแล็กซี มีความสำคัญในเชิงพาณิชย์เล็กน้อยสำหรับการค้าให้แก่พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ และมีนก

นางนวลหัวสีน้ำตาลและสีดำอพยพกว่า 20,000 ตัวในเดือนพฤศจิกายน ธันวาคมและมกราคม

ทะเลสาบแห่งนี้เป็นที่อยู่อาศัยของกลุ่มชนที่เรียกตนเองว่า ชาวอี้นต้า (Intha) ชนเผ่านี้อาศัย

อยู่รอบทะเลสาบอี้นเล่มานานนับร้อยปีแล้ว โดยใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางการทำการเกษตรบนเกาะ

วัชพื ชที่พวกเขาสร้างขึ้นมาเองกลางลำน้ำในทะเลสาบ

ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2558 ได้กลายเป็นสถานที่แห่งแรกของพม่าในเขตสงวนชีวมณฑลโลก

เป็นหนึ่งใน 20 แห่งที่เพิ่มขึ้นจากการประชุมครั้งที่ 27 ของยูเนสโก ในโครงการมนุษย์และชีว

มณฑล (MAB) และคณะกรรมการประสานงานนานาชาติ (ICC)

สะพานไม้อูเบ็ง

สะพานไม้อูเบ็ง (U Bein Bridge) เป็นสะพานไม้สักที่ยาวที่สุดในโลก ตั้งอยู่ทางตอนใต้
ของเมืองอมรปุระ อยู่ห่างจากตัวเมืองมัณฑะเลย์ไม่มากนัก สะพานไม้อูเบ็งนั้นมีความยาว
1.2 กิโลเมตร ทอดข้ามทะเลสาบตองตะมาน มุ่งตรงไปยังเจดีย์เจ๊าตอว์กยี สร้างขึ้นเมื่อ
ราวปี ค. ศ. 1850 นอกจากนจะเป็นสะพานไม้ที่ยาวที่สุดในโลกแล้ว ยังเก่าแก่ที่สุดในโลกอีก
เช่นกัน สะพานไม้อูเบ็ง (U Bein Bridge) เป็นสะพานสร้างจากไม้สักที่เหลือจากการรื้อ
พระราชวังเก่ากรุงอังวะ เมื่อตอนที่ย้ายเมืองหลวงจากอังวะ มายังอมรปุระ ก็ได้นำไม้สัก
จำนวน 1,086 ต้นมาด้วย และชื่อ ‘อูเบ็ง’ ก็มาจากชื่อของขุนนางที่มีนามว่า “อูเบียน” ซึ่ง
พระเจ้าปดุงโปรดฯ ให้มาทำหน้าที่เป็นแม่กองงานสร้าง สะพานไม้อูเบ็ง ถูกใช้เป็นทางผ่าน
สำคัญสำหรับคนในท้องถิ่นและเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ช่วงเดือนกรกฎาคมและสิงหาคมเป็น
ช่วงที่น้ำในทะเลสาบมีระดับสูงสุด นักท่องเที่ยวนิยมมาดูพระอาทิตย์ตก หรือไม่ก็นั่งเรือชม
ความงามของสะพานและวิวทิวทัศน์โดยรอบ

ตลาดสก็อต

ตลาดสก๊อต หรือเรียกอีกอย่างว่า ตลาดโบ-ยก อองซาน เป็นตลาดสำคัญของ
เมืองย่างกุ้ง โดยของขึ้นชื่อที่ตลาดแห่งนี้คือ “หยกพม่า” ซึ่งได้รับความนิยมจากนัก
ท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ยังถือเป็นตลาดที่มีสินค้าหลากหลายชนิดให้เลือก
ซื้อ ทั้งข้าวของเครื่องใช้ ของฝากของที่ระลึก เสื้อผ้า ไปจนถึงอาหาร ตั้งอยู่ในเมือง
ย่างกุ้ง ประเทศพม่า ตลาดสก๊อตสร้างขึ้นในค.ศ. 1926 ซึ่งเป็นช่วงที่ประเทศพม่าตก
อยู่ภายใต้อาณานิคมของประเทศอังกฤษ โดยเชื่อกันว่าชื่อของตลาดแห่งนี้ตั้งขึ้นตาม
ชื่อของ Gavin Scott ผู้บัญชาการเทศบาลเมืองย่างกุ้งในขณะนั้น และจนกระทั่งเมื่อ
เมียนมาพ้ นจากการเป็นอาณานิคมในปีค.ศ.1948จึงได้มีการเปลี่ยนชื่อตลาดเป็นโบ-ยก
อองซาน และได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนทำให้กลายเป็นตลาดสำคัญของเมือง
ย่างกุ้งมาจนถึงในปัจจุบัน

สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา │หน้า 27

หาดเรนเดียร์ เกาะแม็คคลอยด์

หมู่เกาะมากุย

หมู่เกาะมากุยหรือที่คนไทยคุ้นกันในชื่อ "มะริด" ถูกขนานนามว่าเป็น..ดินแดน

สาบสูญ (Lost World) และถูกค้นพบอีกครั้งโดยชาวประมงและคนตัดไม้ก่อนจะ

กลายมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับไฮเอนด์ในวันนี้ บนเกาะมากุยแห่งนี้ยังคงเป็นที่อยู่

อาศัยของชาวมอแกน ผู้ที่ใช้ชีวิตอยู่ด้วยการพึ่ งพาผืนดินและท้องทะเลมานานนับ

ศตวรรษ เกาะมากุยเป็นจุดมุ่งหมายหนึ่งของชาวต่างชาติ ที่จะนำเรือยอร์ช เข้ามาท่อง

เที่ยวยังเกาะนี้

ย้อนไปเมื่อหลายร้อยปีก่อน เกาะแห่งนี้เคยเป็นท่าเรือหลักและเป็นจุดสำคัญ

ทางการค้า ของเรือสินค้าชาวยุโรป และเป็นเส้นทางสำคัญสำหรับนักเดินทางเพื่อข้าม

คาบสมุทรมลายูมุ่งสู่เมืองสยาม หรือ จ.อยุธยา

ท่ามกลางเกาะ 800 กว่าเกาะ ในบริเวณหมู่เกาะมากุย เกาะแม็คคลาวด์ และ

เกาะแมคคลอยด์ ดูเหมือนจะเป็นเกาะที่เข้าถึงง่ายที่สุด และเป็นที่ตั้งของ " หาดเรน

เดียร์ " ชายหาดแห่งนี้เป็นชายหาดส่วนตัวที่ยังคงความสด ใหม่ และไม่มีใครจับต้อง

มาก่อน มากกว่าร้อยปี หาดเรนเดียร์ปกคลุมไปด้วยป่าไม้ที่หนาแน่น ล้อมรอบด้วย

น้ำทะเลสีสวยฟ้าเขียวมรกตและหาดทรายยาวขาวละเอียด เป็นเกาะที่เงียบสงบ และ

ธรรมชาติยังคงอุดมสมบูรณ์สวยงาม ซึ่งเกาะมากุยนี้ยังมีความอุดมสมบูรณ์ ทั้งน้ำ

ทะเลใส ปะการังสวยจนได้ฉายาว่า ราชินีแห่งอันดามันเมียนมาร์

│หน้า 28 สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา

บุคคลสำคัญ

นายพลอองซาน อองซานซูจี มินอ่องหล่าย

สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา │หน้า 29

3 กษัตริย์ แห่งเมียนมา
ผู้ยิ่งใหญ่

พระเจ้าอโนรธามังช่อ

พระเจ้าอโนรธามังช่อ หรือ พระเจ้าอโนรธา พระองค์เป็นผู้ก่อตั้ง อาณาจักรพุ กาม
ถือเป็นบิดาของชาติพม่า พระเจ้าอโนรธาได้เปลี่ยนอาณาเขตเล็กๆ ในเขตแห้งแล้งของ
พม่าตอนบน ให้เป็นอาณาจักรพม่าแห่งแรกอันเป็นรากฐานของพม่ายุคใหม่

พระเจ้าอโนรธารวมพื้นที่ลุ่ม แม่น้ำอิรวดี ทั้งหมดเป็นหนึ่งเดียวเป็นครั้งแรกใน
ประวัติศาสตร์ รวมถึงพื้นที่บริเวณรอบนอกเช่น รัฐชาน และ รัฐยะไข่ ให้มาอยู่ภายใต้
การปกครองของพุ กาม พระองค์หยุดยั้งการรุกล้ำของ จักรวรรดิเขมร สู่ ชายฝั่ ง
ตะนาวศรี ได้สำเร็จและเข้าสู่พื้นที่ลุ่ม แม่น้ำเจ้าพระยา ตอนบน ทำให้พุ กามเป็นหนึ่งใน
สองอาณาจักรหลักบนแผ่นดินใหญ่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

พระเจ้าบุเรงนอง

พระเจ้าบุเรงนอง หรือ พระเจ้าบุเรงนองกะยอดินนรธา

เป็นพระมหากษัตริย์พม่าจากราชวงศ์ตองอู อาณาจักรของ

พระองค์เป็นอาณาจักรที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออก

เฉียงใต้ โดยมีอาณาเขตที่ได้แผ่ไปถึงอาณาจักรล้านนา

อาณาจักรล้านช้าง รัฐมณีปุระ และอาณาจักรอยุธยา

นอกจากนี้พระเจ้าบุเรงนองยังทรงเป็นที่รู้จักในคนไทยว่า

"พระเจ้าชนะสิบทิศ" จากนวนิยายเรื่อง ผู้ชนะสิบทิศ

ของ ยาขอบ

พระเจ้าอลองพญา

พระเจ้าอลองพญา หรือ พระเจ้าอลองพญารี

เป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์โก้นบองซึ่งถือว่าเป็น

ราชวงศ์สุดท้ายของพม่า พระองค์กำเนิดเป็นสามัญชน

โดยเป็นผู้นำหมู่บ้านแถบพม่าตอนบน สามารถรวบรวมบ้าน

เมืองให้เป็นปึกแผ่นปราบปรามมณีปุระ กอบกู้ล้านนาคืน

จากอยุธยา และขับชาวอังกฤษและฝรั่งเศสซึ่งให้การ

สนับสนุนราช-อาณาจักรหงสาวดีฟื้นฟู ของชาวมอญ

พระองค์ก่อตั้งเมืองย่างกุ้งในปี ค.ศ. 1755 สวรรคตจาก

พระอาการประชวรระหว่างการบุกอาณาจักรอยุธยา โดย

ทางพม่าถือว่าพระองค์เป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเนื่องจาก

ทรงรวบรวมประเทศได้อีกเป็นครั้งที่สาม

│หน้า 30 สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา

นายพลออง ซาน

นายพลออง ซาน หรืออู อองซาน เกิดในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 1915 เป็นนักการเมือง,
นักเคลื่อนไหวเพื่อเอกราช และนักปฏิวัติชาวพม่า ผู้ก่อตั้งกองกำลังแห่งชาติพม่า และได้รับการ
ขนานให้เป็นบิดาแห่งรัฐพม่าสมัยใหม่ เขามีบทบาทมากในการได้รับเอกราชของพม่า แต่ถูกลอบ
สังหารราวหกเดือนก่อนที่พม่าจะได้รับเอกราช

ในช่วงปีท้าย ๆ ของการปกครองของเจ้าอาณานิคมอังกฤษในพม่า อองซานได้ผูกมิตรกับ
ผู้ว่าการพม่า เรจินัลด์ ดอร์มัน-สมิธ ในปี ค.ศ.1946 ราวหนึ่งปีก่อนเขาถูกลอบสังหาร อองซาน
เคยกล่าวว่าเขารู้สึกกลัวว่าตนเองอาจถูกลอบสังหาร

อูซอ อดีตนายกรัฐมนตรีพม่าก่อนสงครามโลกครั้งที่สองคนสุดท้าย ถูกจับกุมฐานก่อการ
ฆาตกรรมในวันเดียวกัน เวลาต่อมาอูซอถูกตัดสินกระทำผิดจริงและประหารชีวิตโดยการแขวนคอ
อย่างไรก็ตามมีการถกเถียงถึงกลุ่มหรือพรรคอื่น ๆ ที่มีส่วนร่วมในการก่อการลอบสังหารออง
ซานในครั้งนี้ บางส่วนเชื่อว่าเจ้าหน้าที่ของอังกฤษเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง

อองซานทั้งก่อตั้งและมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างมากกับกลุ่มและขบวนการทางการเมือง และเข้า
ใช้ชีวิตไปกับการศึกษาแนวคิดทางการเมืองต่าง ๆ มาโดยตลอด อีกทั้งเขาเป็นผู้นิยมการต่อต้าน
ลัทธิจักรวรรดิ และเมื่อเป็นนักศึกษาได้เรียนรู้เกี่ยวกับลัทธิคอมมิวนิสต์และสังคมนิยม ต่อมาได้
ศึกษาเกี่ยวกับวงไพบูลย์ร่วมแห่งมหาเอเชียบูรพาของญี่ปุ่นเมื่อครั้งเป็นสมาชิกของกองทัพใน
ญี่ปุ่น เขาได้รับการเลือกตั้งเป็นกรรมการระดับสูงของสภานักศึกษามหาวิทยาลัยย่างกุ้งตั้งแต่ปี
แรกที่เข้าเรียน และเป็นบรรณาธิการประจำหนังสือพิมพ์มหาวิทยาลัย อองซานเข้าร่วมประชาคม
ตะคีนในปี ค.ศ.1938 ในตำแหน่งเลขาธิการ และต่อมาได้ก่อตั้งพรรคคอมนิวสต์พม่า และพรรค
สังคมนิยมแห่งพม่า

อองซานซูจี │หน้า 31

อองซานซูจี เกิดเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2488 เป็นบุตรสาวคนสุดท้องของนายพล
อูอองซาน"วีรบุรุษอิสรภาพของประเทศพม่า" นายพลอู ออง ซาน ถูกลอบสังหารก่อนที่พม่า
จะได้รับเอกราชขณะที่ออง ซาน ซูจี มีอายุเพียง 2 ขวบ หลังจากเติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่
อองซานซูจีก็ได้มีบทบาททางด้านการเมืองเหมหมือนบิดา เธอได้กลายเป็นนักการเมืองชาว
พม่าและประธานพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD)

ในการเลือกตั้งทั่วไปปี 2533 NLD ชนะการเลือกตั้งในรัฐสภา แต่เธอถูกควบคุมตัวใน
บ้านก่อนการเลือกตั้ง เธอยังอยู่ภายใต้การควบคุมตัวในบ้านในประเทศพม่าเป็นเวลาเกือบ
15 จาก 21 ปี ตั้งแต่วันที่ 20 กรกฎาคม 2532 จนการปล่อยตัวครั้งล่าสุดเมื่อวันที่
13 พฤศจิกายน 2553 ทำให้เธอเป็นนักโทษการเมืองที่ขึ้นชื่อที่สุดคนหนึ่งของโลก

ซูจีเป็นผู้หญิงที่มีอิทธิระดับโลกได้รับรางวัลระดับโลกมากมายเช่น ราฟโต (Rafto Prize)
และรางวัลซาฮารอฟสำหรับเสรีภาพทางความคิด (Sakharov Prize for Freedom of
Thought) ในปี 2533 และรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปี 2534 ในปี 2535 เธอได้รับ
รางวัลชวาหระลาล เนห์รูเพื่อความเข้าใจระหว่างประเทศ (Jawaharlal Nehru Award for
International Understanding) โดยรัฐบาลอินเดีย และรางวัลซีมอง โบลีวาร์ระหว่าง
ประเทศ (International Simón Bolívar Prize) จากรัฐบาลเวเนซุเอลา ในปี 2555 รัฐบาล
ปากีสถานมอบรางวัลชาฮิด เบนาซีร์ บุตโตเพื่อประชาธิปไตย (Shaheed Benazir Bhutto
Award For Democracy) ในปี 2550 รัฐบาลแคนาดาประกาศให้เธอเป็นพลเมือง
กิตติมศักดิ์ของประเทศ เป็นคนที่สี่ที่ได้รับเกียรตินี้ ในปี 2554 เธอได้รับเหรียญวัลเลนเบิร์ก
(Wallenberg Medal) วันที่ 19 กันยายน 2555 อองซานซูจีได้รับเหรียญทองรัฐสภา ซึ่ง
ร่วมกับเหรียญเสรีภาพประธานาธิบดี เป็นเกียรติยศพลเรือนสูงสุดในสหรัฐอเมริกา

สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา

MIN AUNG HLAING

มิน อ่อง ลาย

พลเอกอาวุโส มินอ่องลาย เป็นนายกรัฐมนตรี
คนปัจจุบันของเมียนมา ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหาร
สูงสุดพม่า และเป็นผู้ก่อรัฐประหารใน พ.ศ. 2564
มินอ่องลายสำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยป้องกันป้องกัน
ประเทศพม่าและจบการศึกษานิติศาสตรบัณฑิตจากมหา-
วิทยาลัยศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ย่างกุ้งจากนั้นศึกษา
ต่อที่ Defense Service Academy (วิทยาลัยกลาโหม)
เข้ารับราชการในกองทัพบกเมื่อ ปี พ.ศ.2520 จากนั้นได้
รับการแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการทหารรัฐมอญ พ.ศ.2545
เคยดำรงตำแหน่งผู้บัญชา การกรมทหารภาคสามเหลี่ยม
ในรัฐชาน เป็นจุดยุทธ ศาสตร์ สำคัญในการเจรจากับกอง
กำลังชนกลุ่มน้อย 2 กลุ่ม คือ กองทัพแห่งรัฐว้าและกอง
กำลังสัมพั นธมิตรชาติประชาธิปไตยหรือกลุ่มหยุดยิง
เมืองลา

พ.ศ. 2552 มินอ่องลายในยศพลโทเป็นผู้นำกำลัง
เข้าต่อต้านกลุ่มกองกำลังสัมพั นธมิตรชาติประชาธิปไตย
ในพื้นที่ของชนกลุ่มน้อยโกก้าง ส่งผลให้ชาวโกก้างราว
3.7 หมื่นคนลี้ภัยเข้าไปในประเทศจีน

พ.ศ. 2553 มินอ่องลายได้รับตำแหน่งผู้บัญชาการ
กองยุทธการพิเศษที่ 2 หน่วยบัญชาการทหารภาครัฐชาน
และรัฐกะเหรี่ยง และเสนาธิการร่วมกองทัพพม่า ต่อมา
ในพ.ศ.2554 เขาสืบทอดตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุด
ต่อจากพลเอกอาวุโสต้านชเว

มินอ่องลายถือเป็นนายทหารที่มีอิทธิพลในพม่า และ
เป็นผู้หนึ่งที่เคยประกาศต่อหน้ารัฐบาลว่ากองทัพจะยังคง
มีบทบาทในทางการเมืองพม่าต่อไปเหมือนเช่นในอดีต และ
ย้ำว่า กองทัพมีหน้าที่ที่จะต้องปกป้องรัฐธรรมนูญ แต่ใน
ส่วนลึกเขาก็ยังคงต้องฟังเสียงประธานาธิบดีเต้นเซน
ประธานรัฐสภาพลเอก ชเวม่าน นายทหารสายเหยี่ยวที่คุม
รัฐสภาอยู่ เพราะความใกล้ชิดอย่างมากกับต้านชเว ที่ยัง
มีบทบาทสำคัญต่อการเมืองในสหภาพพม่า

│หน้า 32 สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา

ปัญหาภายในประเทศ

การรัฐประหาร ชาวโรฮิงญา

สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา │หน้า 33

การรัฐประหาร ประพลเอก เนวี่น (ขวา) ผู้นำในการก่อรัฐประหาร

รัฐประหารในประเทศพม่า พ.ศ. 2505 หลังจากนั้นและผลกระทบ
รัฐประหารได้เปลี่ยนพม่าจากสหภาพที่มีหลายพรรคการเมืองไปเป็นรัฐที่
รัฐประหารในประเทศพม่า เมื่อวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2505 มีพรรคการเมืองเดียวคือพรรคโครงการสังคมนิยมพม่า การลงทุน
เป็นจุดเริ่มต้นของการปกครองแบบสังคมนิยมและการครอบงำ ของเอกชนโดยเฉพาะที่ไม่ใช่ของพม่าถูกยึดเป็นของรัฐ บริษัทต่างชาติ
การเมืองของกองทัพพม่าเป็นระยะเวลา 26 ปี ระบบการเมืองที่เป็นผล ต่างถอนตัวออกไป และปกครองประเทศด้วยกฎอัยการศึกจนถึง พ.ศ.
สืบเนื่องดำเนินมากระทั่งวันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2531 เมื่อกองทัพยึด 2517 จึงได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญใหม่ ใช้ชื่อประเทศว่าสาธารณรัฐ
อำนาจในฐานะสภาฟื้นฟู กฎหมายและระเบียบแห่งรัฐ(ภายหลังเปลี่ยน สังคมแห่งสหภาพพม่าได้ใช้ธงชาติที่มีสัญลักษณ์ของสังคมนิยม ผล
ชื่อเป็น สภาสันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐ) หลังการก่อการกำเริบ ของรัฐประหารทำให้การพั ฒนาเศรษฐกิจของพม่าหยุดชะงักจนกลาย
8888 ทั่วประเทศ รัฐประหาร พ.ศ. 2505 นำโดยพลเอก เนวี่น และ เป็นประเทศด้อยพัฒนาใน พ.ศ. 2530
สภาปฏิวัติสังคมนิยม ซึ่งมีสมาชิก 24 คน ในระยะเวลา 12 ปีถัดจากนี้
กระทั่ง พ.ศ. 2517 พม่าปกครองด้วยกฎอัยการศึกและมีการขยาย
บทบาทของทหารอย่างสำคัญในเศรษฐกิจ การเมืองและรัฐการพม่า
นโยบายและอุดมการณ์ของรัฐบาลหลังรัฐประหารตั้งอยู่บนแนวคิดวิถี
พม่าสู่สังคมนิยม (Burmese Way to Socialism) ซึ่งมีการประกาศ
ต่อสาธารณะหนึ่งเดือนหลังรัฐประหารและเสริมด้วยการจัดตังพรรค
โครงการสังคมนิยมพม่า

ภูมิหลัง
หลังจากพม่าได้รับเอกราช มีความตึงเครียดทางการทหารและการ
ลุกฮือของชนกลุ่มน้อย ใน พ.ศ. 2491 เนวินขึ้นมามีอำนาจในกองทัพ
ต่อมา ในวันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2492 เนวินได้เป็นผู้บัญชาการทหาร
และเข้าควบคุมทหารทั้งหมดแทนนายพลสมิท ดุนที่เป็นชาวกะเหรี่ยง
ทำให้เนวินได้จัดระเบียบกองทัพใหม่ ต่อมา อู้นุได้ร้องขอให้เนวินเป็น
นายกรัฐมนตรีเฉพาะกาลเมื่อ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2501 หลังจากที่
สันนิบาตเสรีชนต่อต้านฟาสซิสต์แตกออกเป็นสองส่วน และอู้นุเกือบไม่
ได้รับการไว้วางใจจากรัฐสภา เนวินได้ฟื้นฟู กฎระเบียบใหม่ในระหว่างที่
เขาเป็นนายกรัฐมนตรีเฉพาะกาล การเลือกตั้งใหม่ใน เดือนกุมภาพันธ์
พ.ศ. 2503 นั้นอู้นุเป็นฝ่ายชนะ และได้จัดตั้งรัฐบาลเมื่อ 4 เมษายน
พ.ศ. 2503

รัฐประหาร
ต่อมาเมื่อ 2 มีนาคม พ.ศ. 2505 เนวินขึ้นสู่อำนาจอีกครั้งโดยการก่อ
รัฐประหาร ตัวเขาเองมีสถานะเป็นประมุขรัฐ ในฐานะประธานสภาปฏิวัติ
สหภาพ และเป็นนายกรัฐมนตรีด้วย เขาได้จับกุมอู้นุ เจ้าส่วยแต้กและ
คนอื่นๆอีกหลายคน และประกาศจัดตั้งรัฐสังคมนิยม เซาเมียะ เทียก
บุตรชายของเจ้าส่วยแต้กถูกยิงเสียชีวิตหลังการวิจารณ์รัฐประหาร
เจ้าฟ้าจาแสงหายตัวไปอย่างลึกลับหลังจากหยุดที่จุดตรวจใกล้ตองจี
หลังจากมีการลุกฮือที่มหาวิทยาลัยย่างกุ้งในเดือนกรกฎาคม พ.ศ.
2505 ได้มีการส่งทหารเข้าไปจัดระเบียบใหม่ มีการเผาผู้ประท้วงและ
ทำลายอาคารสหภาพนักศึกษา หลังจากนั้น มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ
ถูกสั่งปิดเป็นเวลา 2 ปี จนถึงเดือนกันยายน พ.ศ. 2507 ใน พ.ศ.
2531 อีก 26 ปีต่อมา เนวินปฏิเสธความเกี่ยวข้องกับการทำลาย
อาคารสหภาพนักศึกษา โดยกล่าวว่าเป็นคำสั่งของอองจี้

│หน้า 34 สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา

การรัฐประหาร

รัฐประหารในประเทศพม่า พ.ศ. 2564 อองซานซูจี อดีตที่ปรึกษาแห่งรัฐพม่า (ซ้าย)
และมี่นอองไลง์ หัวหน้าคณะรัฐประหาร (ขวา)
รัฐประหารในประเทศพม่า เกิดขึ้นเมื่อตอนเช้าในวันที่ 1
กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564 เมื่ออองซานซูจี ที่ปรึกษาแห่งรัฐ, การประท้วง
ประธานาธิบดี วี่น-มหยิ่น และผู้นำคนอื่น ๆ ของพรรคสันนิบาตแห่ง ชาวพม่าราว 200 คน กับชาวไทยที่เคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยอีก
ชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) ถูกทหารพม่าควบคุมตัว หลาย จำนวนหนึ่ง ชุมนุมประท้วงรัฐประหารครั้งนี้ที่สถานทูตพม่าในกรุงเทพฯ
ชั่วโมงต่อมา กองทัพพม่าประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน และแถลงว่า มี ประเทศไทย การประท้วงยุติลงด้วยการถูกตำรวจไทยปราบปราม ผู้
การถ่ายโอนอำนาจให้แก่พลเอกอาวุโส มี่นอองไลง์ ผู้บัญชาการทหาร ประท้วงบางคนบาดเจ็บ บางคนถูกจับ
สูงสุด ชาวพม่าในกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น รวมตัวกันประท้วงที่หน้า
สำนักงานสหประชาชาติเช่นกัน
ภูมิหลัง
ประเทศพม่าถูกทหารปกครองมาตั้งแต่รัฐประหารเมื่อ พ.ศ. 2505 และ
อองซานซูจี บุตรสาวของอองซาน ผู้ก่อตั้งประเทศสมัยใหม่ รณรงค์
เคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยจนมีชื่อเสียง ต่อมาใน พ.ศ. 2533 ทหาร
ยอมให้จัดการเลือกตั้งอย่างเสรี และพรรคเอ็นแอลดีของซูจีชนะถล่ม
ทลาย แต่ทหารยังไม่ยอมคลายอำนาจ และกักซูจีไว้ในที่พำนัก

ช่วง พ.ศ. 2554–2558 เกิดการเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตย
ในเบื้องต้น จนได้เลือกตั้งใน พ.ศ. 2558 ผลปรากฏว่า พรรคเอ็นแอ
ลดีของซูจีได้ชัยชนะ แต่ทหารยังกุมอำนาจสำคัญ ซึ่งรวมถึงอำนาจ
แต่งตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนหนึ่งในสี่

รัฐประหารครั้งนี้เป็นผลพวงจากการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 8
พฤศจิกายน พ.ศ. 2563 ซึ่งพรรคเอ็นแอลดีได้ที่นั่งในสภา 396 ที่จาก
ทั้งหมด 476 ที่ นับว่าได้เสียงข้างมากยิ่งกว่าการเลือกตั้งที่ชนะในปี
พ.ศ. 2558 ส่วนพรรคสหสามัคคีและการพัฒนา ซึ่งเป็นหุ่นเชิดของ
ทหาร ได้เพียง 33 ที่นั่ง

ทหารโต้แย้งผลการเลือกตั้งโดยอ้างว่า การลงคะแนนไม่สุจริต
จนเกิดข่าวลือเรื่องรัฐประหารเป็นเวลาหลายวัน ทำให้มหาอำนาจตะวัน
ตก เช่น ประเทศฝรั่งเศส และสหรัฐ แสดงความกังวล

เหตุการณ์
มโย ญุน โฆษกพรรคเอ็นแอลดี กล่าวว่า อองซานซูจี, วี่น-มหยิ่น, ฮาน
ตา-มหยิ่น และผู้นำพรรคอีกหลายคนถูก "นำตัว" ไปในช่วงเช้า และตัว
เขาคงถูกควบคุมตัวในไม่ช้าเช่นกัน ช่องทางสื่อสารหลายช่องหยุด
ทำงาน สายโทรศัพท์เข้าสู่กรุงเนปยีดอขัดข้อง เอ็มอาร์ทีวี โทรทัศน์
ของรัฐ ระบุว่า ไม่สามารถออกอากาศได้เนื่องจาก "ปัญหาทางเทคนิค"
และมีรายงานอินเทอร์เน็ตล่มเมื่อ 3 นาฬิ กา มีผู้พบเห็นทหารในกรุงเนป
ยีดอและเมืองหลักอย่างย่างกุ้ง

ต่อมา ทหารประกาศออกสำนักข่าวเมียวดีโทรทัศน์ที่ตนควบคุมว่า
จะเข้าควบคุมประเทศเป็นเวลาหนึ่งปี มีแถลงการณ์ซึ่งมหยิ่นซเว รักษา
การประธานาธิบดี ลงนาม ประกาศว่า ความรับผิดชอบด้าน
"นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ" ได้ถ่ายโอนไปให้แก่พลเอกอาวุโส มี่
นอองไลง์ ทั้งสิ้นแล้วมีการเรียกประชุมสภากลาโหมและความมั่นคง โด
ยมีมหยิ่นซเว รักษาการประธานาธิบดี เป็นประธาน และมีนายทหารระดับ
สูงเข้าร่วม จากนั้น ทหารแถลงว่า จะจัดเลือกตั้งใหม่ และคืนอำนาจให้
ต่อเมื่อเลือกตั้งแล้วเท่านั้น

สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา │หน้า 35

โรฮิงญา

สถานการณ์ของชาวโรฮิงญาในเมียนมา นาย Tun Khin ผู้ซึ่งได้สนับสนุนการเรียกร้องประชาธิปไตยของนา
งออง ซาน ซูจี มาโดยตลอดกล่าวว่า การที่นางออง ซาน ซูจีไม่ออก
แม้ชาวโรฮิงญาจะมีถิ่นฐานอยู่ที่รัฐอาระกันหรือรัฐยะไข่ แต่กลับมี มาปกป้องชาวโรฮิงญาเป็นการกระทำที่น่าผิดหวังมาก โดยเป็นการช่วย
ลักษณะทางสังคมที่แตกต่างกับประชาชนเมียนมาทั้งทางเชื้อชาติ รัฐบาลทหารปกปิดอาชญากรรมที่เกิดขึ้น ส่วนประเด็นที่ว่า นางออง
ภาษา วัฒนธรรม และภาษาพู ด เมื่อมีกฎหมายสัญชาติเมียนมาในปี พ.ศ. ซาน ซูจี มีข้อต่อรองเหนือรัฐบาลทหารมากเพียงใดเป็นเรื่องที่แยกต่าง
๒๕๒๕ ที่ทำให้ชาวโรฮิงญากลายเป็นบุคคลไร้รัฐ ประกอบกับทัศนคติของ หากกับเรื่องการปกป้องชาวโรฮิงญา ทั้งนี้ รัฐบาลทหารในเมียนมายัง
รัฐบาลทหารเมียนมาที่มองว่าชาวโรฮิงญาเข้ามาอยู่ในเมียนมาได้ไม่นาน คงมีอำนาจอย่างมาก และควบคุม ๓ กระทรวงที่สำคัญที่มีอำนาจ
ทำให้รัฐบาลทหารไม่ยอมรับความเป็นประชาชนของชาวโรฮิงญา ถึงแม้ว่า ได้แก่ กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงกิจการ
ในปัจจุบันที่รัฐยะไข่มีประชาชนทั้งหมดกว่า ๓ ล้านคน และประมาณ ๑ ล้าน ชายแดน อีกทั้งมีที่นั่งในสภาหนึ่งในสี่ของจำนวนสมาชิกทั้งหมด
กว่าคนเป็นชาวโรฮิงญาก็ตาม

เมื่อเดือนตุลาคมปี พ.ศ. ๒๕๕๙ รัฐบาลทหารได้โทษกลุ่มกองทัพ
กอบกู้โรฮิงญาแห่งอาระกัน ว่าเป็นผู้ลงมือในเหตุการณ์ฆาตกรรมตำรวจ
รักษาชายแดนจำนวน ๙ นายบริเวณเขตเมืองหม่องดอว์ ในรัฐยะไข่
ส่งผลให้มีการส่งกำลังทหารจำนวนมากเข้าไปในพื้ นที่ของรัฐยะไข่
การฆาตกรรมดังกล่าวส่งผลให้มีปฏิบัติการกวาดล้างหมู่บ้านหลายแห่งที่
เป็นที่พักอาศัยของชาวโรฮิงญา และในช่วงดังกล่าวรัฐบาลทหารได้ปฏิเสธ
ข้อกล่าวหาว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนหลายประการ ซึ่งรวมไปถึงการ
วิสามัญฆาตกรรม การกระทำชำเรา และการวางเพลิง จากการกระทำดัง
กล่าวจึงมีเจ้าหน้าที่องค์การสหประชาชาติกล่าวหาว่ารัฐบาลทหารกำลัง
กระทำการ “กวาดล้างชาติพันธุ์ ” ชาวโรฮิงญา ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาที่มีมา
ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๕๖ แต่รัฐบาลทหารก็ได้ปฏิเสธเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

เมื่อต้นปีที่ผ่านมา รัฐบาลเมียนมาได้ตั้งคณะกรรมการเพื่อตรวจสอบ
ความรุนแรงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในรัฐยะไข่ โดยผลของการตรวจสอบ
ดังกล่าวรัฐบาลเมียนมาอ้างว่าไม่พบหลักฐานว่ามีการล้างเผ่าพั นธุ์ชนชาติ
โรฮิงญา และไม่พบหลักฐานต่อข้อกล่าวอ้างว่ามีการกระทำชำเราชาวโร
ฮิงญาด้วย ทั้งนี้ รายงานดังกล่าวไม่ได้มีการกล่าวถึงข้อกล่าวอ้างที่ว่ามี
กองกำลังทหารที่ทำการฆาตกรรมชาวโรฮิงญาแต่อย่างใด แต่ไม่ว่าอย่างไร
ก็ตาม นักสังเกตการณ์หลายคนไม่ได้คาดหวังว่ารายงานดังกล่าวจะมี
ความน่าเชื่อถือมากนัก เนื่องจากผู้นำการตรวจสอบคือ พลเอกมินต์ ส่วย
(Myint Swe) ผู้เป็นอดีตนายพลและเป็นรองประธานาธิบดีในปัจจุบันและมี
ความสนิทชิดเชื้ออย่างมากกับพลเอกอาวุโสตาล ฉ่วย (Than Shwe)ผู้นำ
เผด็จการของรัฐบาลทหารเมียนมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๕ จนถึงปี พ.ศ.
๒๕๕๔ รวม ๑๙ ปี

สำนักข่าวหลายแห่งพยายามเข้าไปแสวงหาข้อเท็จจริงแต่ไม่
สามารถเข้าพื้ นที่หรือตรวจสอบได้เนื่องจากเป็นพื้ นที่ที่ถูกเมียนมากันไว้
และรัฐบาลเมียนมาได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการกระทำนี้ต่อสื่อมาโดย
ตลอด

นางออง ซาน ซูจี ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพปี พ.ศ.
๒๕๓๔ และได้ถูกยกย่องจากองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และ
วัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ ให้เป็น"สัญลักษณ์ประชาธิปไตย ในปีพ.ศ.
๒๕๔๕ ซึ่งพรรคการเมืองที่นางออง ซาน ซูจี เป็นผู้ก่อตั้งและเป็นผู้นำ
พรรคอยู่ในปัจจุบัน พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตยได้ชนะการ
เลือกตั้งเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๘ แต่จนถึงวันนี้นางออง ซาน ซูจี ยังไม่มีท่าที่ว่า
จะออกมาปกป้องชาวโรฮิงญาแต่อย่างใดก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์
เป็นจำนวนมาก

│หน้า 36 สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา

ความสัมพันธ์ระหว่าง
ประเทศไทย-สหภาพพม่า


ความสัมพันธ์ด้านการท่องเที่ยว ด้านการทูต ด้านการเมือง ด้านเศรษฐกิจ

สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา │หน้า 37

ความสัมพั นธระหว่าง การศึกษา ทุนฝึกอบรม/ดูงาน
ประเทศไทย-สหภาพพม่า
จัดส่งวัสดุอุปกรณ์และผู้เชี่ยวชาญไปให้คำปรึกษาแนะนำในด้านต่าง ๆ ใน

สาขาการเกษตร การศึกษาสาธารณสุข และสาขาอื่นๆ ที่ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบ
ร่วมกัน นอกจากนี้เมื่อปี 2544 รัฐบาลไทยได้ให้ความช่วยเหลือแก่พม่าใน
โครงการพัฒนาหมู่บ้านยองข่า รัฐฉาน โดยนำโครงการพัฒนาดอยตุงเป็น
แบบอย่างเพื่อยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนพม่าให้เลิกปลูกฝิ่ นและปลูก
พืชผลอย่างอื่น ช่วยสร้างโรงเรียน โรงพยาบาล ดำเนินการด้านสาธารณสุข
ฯลฯ แต่ภายหลังเมื่อมีการปลดพลเอก ขิ่น ยุ้น โครงการดังกล่าวได้รับผลกระ
ทบจึงหยุดชะงักไป นอกจากนี้ไทยและพม่าได้ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจ
ว่าด้วยความร่วมมือด้านสารสนเทศและการกระจายเสียงและเผยแพร่

ไทยกับพม่านั้นนับว่าเป็นเพื่อนบ้านกันมาช้านาน เพราะเป็นประเทศท่มี ด้านสังคมจิตวิทยา มีการร่วมมือกันดังนี้
พรมแดนติดต่อกัน จึงได้สถาปนาความสัมพันธ์กันขึ้น เมื่อ24 สิงหาคม 2491
และพม่ายังมี พื้นที่ติดต่อกับไทย คือ รัฐฉาน รัฐคะยา รัฐกะเหรี่ยง รัฐมอญ -การแลกเปลี่ยนศิลปวัฒนธรรม รัฐบาลพม่าส่ง นาฏศิลป์ และเจ้าหน้าที่
และมณฑลตะนาวศรี โดยติดกับ 10 จังหวัดของไทย ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ ด้านศิลปวัฒนธรรมมาแสดงในไทย ฝ่ายไทยเสนอให้มีการแลกเปลี่ยนนักศึกษา
แม่ฮ่องสอน ตาก กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และ ระหว่างไทย-พม่า ซึ่งฝ่ายพม่ารับไว้พิจารณา
ระนอง มีพรมแดนร่วมกันยาว 2,401 กม. ด้วยเหตุที่ทั้งสองประเทศมีพื้นที่
ติดต่อกันนั้น จึงส่งผลให้มีความสัมพันธ์ หรือมีความเกี่ยวข้องกันในด้านต่างๆ -การส่งเสริมการท่องเที่ยว ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบจัดให้มีโครงการส่งเสริม
มากมาย ไม่ว่าจะเป็น ด้านการเมือง สังคม วัฒนธรรม ด้านการท่องเที่ยว และ การท่องเที่ยวร่วมกันระหว่างจังหวัดเชียงใหม่ และเมืองตองยีของพม่า
ที่สำคัญนั้นคงหนีไม่พ้นด้านเศรษฐกิจ ซึ่งมีการติดต่อร่วมมือ และได้ทำข้อ
ตกลงต่างๆร่วมกันมาเป็นเวลานานเนื่องจากทั้งสองประเทศนั้นต่างมี -การป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ทั้งสองฝ่าย ตกลงจะร่วมมือกันใน
ทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ทั้งแร่ธาตุ ก๊าซธรรมชาติต่างๆ รวมไปถึงมี การป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และแลกเปลี่ยนข่าวสารเกี่ยวกับยาเสพ
สถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงาม เหมาะแก่การทำธุรกิจ เพื่อให้เศรษฐกิจของประเทศ ติดบริเวณชายแดน นอกจากนั้นไทยให้ทุนเจ้าหน้าที่ฝ่ายพม่ามาฝึกอบรม
มีความเติบโต และเจริญก้าวหน้า จึงได้มีการทำข้อตกลงต่าง ๆ ร่วมกัน ศึกษา และดูงานในประเทศไทย
มากมาย เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ ดังนี้
ด้านการท่องเที่ยว

ไทยและพม่าจัดตั้งคณะกรรมการร่วมด้านการท่องเที่ยวและพั ฒนาการท่อง
เที่ยวระหว่างภาคใต้ของไทยกับเมืองทวายของพม่า

ด้านการทูต

ไทยและพม่าเปิดสถานเอกอัครราชทูตของทั้งสองฝ่ายเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม
2492 ทั้งสองประเทศมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดทั้งในระดับรัฐบาลและประชาชน มี
การแลกเปลี่ยนการเยือนในทุกระดับอย่างสม่ำเสมอ

ด้านสังคมวัฒนธรรมและการศึกษา

ไทยและพม่าได้ลงนามในความตกลงทางวัฒนธรรมเมื่อวันที่ 24
สิงหาคม2542 และมีการดำเนินกิจกรรมต่างๆ เช่น โครงการอัญเชิญผ้าพระ
กฐินพระราชทานไปถวายแก่วัดในพม่าการเชิญผู้สื่อข่าวพม่าเยือนไทยการ
สนับสนุนการสอนภาษาไทยในมหาวิทยาลัยภาษาต่างประเทศของพม่า
โครงการความร่วมมือทางวิชาการที่ไทยให้ทุน

ด้านการเมืองและความมั่นคง สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา

ไทยและพม่ามีกลไกความร่วมมือทวิภาคีได้แก่ คณะกรรมาธิการร่วมไทย-
พม่า (Thailand – Myanmar Joint Commission on Bilaeral
Cooperation – JC) คณะกรรมการเขตแดนร่วม (Joint Boundary
Committee – JBC) และคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (Regional
Border Committee – RBC) เพื่อส่งเสริมความร่วมมือและแก้ไขปัญหาใน
ระดับต่างๆ ทั้งในภาพรวมและระดับพื้นที่

│หน้า 38

ด้านเศรษฐกิจ/การค้า 4. ความร่วมมือในกรอบ ACMECS ในกรอบยุทธศาสตร์ความร่วมมือ
ทางเศรษฐกิจอิระวดี-เจ้าพระยา-แม่น้ำโขง (Ayeyawady-Chao
ไทยและพม่ามีกลไกความร่วมมือในกรอบคณะกรรมาธิการร่วมทางการค้า Phraya-Mekong Economic Cooperation Strategy – ACMECS)
ไทย-พม่า (Joint Trade Commission – JTC) เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ ไทยและพม่ามีความร่วมมือในสาขาต่าง ๆ ได้แก่
และความร่วมมือทางการค้าระหว่างกันไทยเป็นประเทศคู ่ค้าอันดับ 1 ของ
พม่า สินค้าส่งออกที่สำคัญของไทย ได้แก่ ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ (1) การท่องเที่ยวโดยจัดตั้งคณะกรรมการร่วมด้านการท่องเที่ยวและ
เคมีภัณฑ์ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์และเม็ดพลาสติก สินค้าที่ไทยนำเข้า พั ฒนาการท่องเที่ยวระหว่างภาคใต้ของไทย-เมืองทวายในพม่า
จากพม่า ได้แก่ก๊าซธรรมชาติ ไม้ซุง ไม้แปรรูป สินแร่โลหะอื่นๆ และเศษโลหะ
เหล็ก เหล็กกล้าและถ่านหิน ด้านการลงทุน ภาคเอกชนไทยลงทุนในพม่าร้อย (2) อุตสาหกรรม ซึ่งกำหนดพื้นที่จัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมในพม่าที่
ละ 17.28 ของการลงทุนจากต่างประเทศทั้งหมด และเป็นอันดับ 2 รองจาก เมืองเมียวดีเมาะลำใย และพะอัน โดยในชั้นนี้เห็นชอบกันที่จะเริ่มดำเนินการที่
ประเทศสิงคโปร์ เมียวดีก่อน

1. ความร่วมมือด้านการค้า ไทยและพม่ามีกลไกความร่วมมือในกรอบคณะ (3) พลังงาน มีการลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้าน
กรรมาธิการร่วมทางการค้าไทย-พม่า (Joint Trade Commission – JTC) พลังงานทดแทน เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2548 และการลงนามบันทึกความ
ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของทั้งสองประเทศเป็นประธานร่วมเพื่ อ เข้าใจในการสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำที่สาละวินฮัจจี และตะนาวศรี เมื่อวันที่
ส่งเสริมความสัมพันธ์และความร่วมมือทางการค้าระหว่างกัน โดยได้ประชุม 30 พฤษภาคม 2548 และ
ครั้งที่ 4 เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2547 ที่กรุงย่างกุ้ง ไทยเป็นประเทศคู่ค้า
อันดับ 1 ของพม่า โดยในปี 2548 มีมูลค่าการค้ารวม จำนวน 100,316.5 (4) เกษตรกรรม ซึ่งมีการจัดทำ Contract Farming ที่เมืองเมียวดี
ล้านบาท (เพิ่มขึ้นจากปี 2547 ร้อยละ 27.2) โดยไทยนำเข้า 71,915.9 ล้าน โดยร้อยตรีประพาส ลิมปะพันธุ์ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่าง
บาท และส่งออกไปพม่า 28,400.6 ล้านบาท ทำให้ไทยเสียเปรียบดุลการค้า ประเทศ ได้นำคณะผู้แทนไทยไปหารือกับทางการพม่าเรื่องโครงการ
43,515.3 ล้านบาท (ส่วนหนึ่งมาจากค่าใช้จ่ายในการซื้อก๊าซธรรมชาติจาก Contract Farming ที่กรุงย่างกุ้ง ระหว่างวันที่ 28 – 29 กันยายน
พม่า)สินค้าส่งออกที่สำคัญของไทย ได้แก่ ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ 2548 นอกจากนี้รัฐบาลไทยได้ให้วงเงินสินเชื่อ (credit line) จำนวน
เคมีภัณฑ์ เหล็กเหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ และเม็ดพลาสติก สำหรับสินค้าที่ไทย 4,000 ล้านบาทสำหรับพม่าในการซื้อเครื่องจักรและวัสดุอุปกรณ์ในการ
นำเข้าจากพม่า ได้แก่ก๊าซธรรมชาติ ไม้ซุง ไม้แปรรูป สินแร่โลหะอื่น ๆ และ พัฒนาประเทศ จนถึงวันที่ 13 มิถุนายน 2548 ไทยได้อนุมัติเบิกจ่ายไป
เศษโลหะ เหล็กและเหล็กกล้าและถ่านหิน สำหรับการค้าชายแดนไทย – พม่า แล้วร้อยละ 70 หรือประมาณ 2,800 พันล้านบาท นอกจากนี้ ในปี 2547
ในปี 2548 มีมูลค่าการค้ารวม 88,614.3 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นจาก 67,668 ล้าน ไทยได้ให้สิทธิพิ เศษด้านภาษีศุลกากรในการนำเข้าสินค้าจากพม่าซึ่งรวมถึง
บาทในปี 2547 คิดเป็นร้อยละ 30.95) ไทยส่งออก 23,046.53 ล้านบาท สินค้าเกษตร ทั้งในรูปของการให้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรแก่ประเทศ
และนำเข้า 65,567.79 ล้านบาทโดยไทยเสียเปรียบดุลการค้า 42,521.26 ล้าน สมาชิกอาเซียนใหม่ (ASEAN Integration System of Preferences –
บาท (เนื่องจากไทยต้องชำระค่าก๊าซธรรมชาติแก่พม่า) AISP)และยกเว้นอากรขาเข้าสินค้าในลักษณะ One Way Free Trade
รวมจำนวน 461 รายการและเพิ่มเป็น 850 รายการในปี 2548
2. ด้านการลงทุน ในปัจจุบัน ภาคเอกชนไทยลงทุนในพม่ารวมทั้งสิ้น 56
โครงการ คิดเป็นมูลค่า 1,345.62 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณร้อยละ
17.28 ของการลงทุนจากต่างประเทศในพม่าทั้งหมดโดยไทยมีมูลค่าการ
ลงทุนในพม่าสูงเป็นอันดับที่ 3 รองจากอังกฤษ ( 40 โครงการ 1,569.52
ล้านดอลลาร์สหรัฐ) และสิงคโปร์ (70 โครงการ 1,434.21 ล้านดอลลาร์
สหรัฐ)การลงทุนของไทยในพม่าที่สำคัญ ได้แก่ การลงทุนในสาขาพลังงาน
(น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ) ประมง อุตสาหกรรมโรงแรมและการท่องเที่ยวและ
การแปรรูปสินค้าเกษตรกรรม ไทยและพม่าได้มีการเจรจาจัดทำความตกลง
การส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนระหว่างกันเมื่อวันที่ 15-16 กันยายน
2548 ที่กรุงเทพฯ โดยสามารถบรรลุข้อตกลงได้ในทุกข้อบทในร่างความตก
ลงฯและหัวหน้าคณะผู้แทนไทยและพม่าได้ร่วมลงนามย่อในร่างความตกลงฯ
ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศจะนำร่างความตกลงฯเสนอคณะรัฐมนตรีให้
ความเห็นชอบและลงนามต่อไป

3. ความร่วมมือในการพัฒนาเครือข่ายคมนาคม รัฐบาลไทยให้ความช่วย
เหลือแก่พม่าในโครงการต่าง ๆ

สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา │หน้า 39

ด้านเศรษฐกิจ ไทยกับพม่ามีโครงการความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ด้านการทหาร
ที่สำคัญ ดังนี้

นับตั้งแต่รัฐบาลทหารของพม่าชุดปัจจุบันเข้าบริหารประเทศเป็นต้น
มา ความสัมพันธ์ระดับผู้ใหญ่ของกองทัพไทยและพม่าดำเนินไปด้วยดี
-การพัฒนาโครงการไฟฟ้าพลังน้ำ โครงการที่จัดทำแล้ว 2 โครงการ คือ มีการแลกเปลี่ยนการเยือนกันอย่างต่อเนื่อง การเจรจาแก้ปัญหา
1)โครงการคลองกระบุรี อำเภอเมือง จังหวัดระนอง และ 2) โครงการน้ำรวก ระหว่างกันคืบหน้าไปมาก โดยเฉพาะใน 2 เรื่องต่อไปนี้
อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย และได้กำหนดแผน ที่จะหารือกันต่อไปเพื่อจัด
ทำโครงการแม่น้ำสาละวิน โครงการแม่น้ำเมย และโครงการแม่น้ำกก -การปราบปรามการลักลอบค้าอาวุธ ฝ่ายไทยได้ช่วยสกัดกั้นการ
ลักลอบค้าอาวุธที่จะเข้าไปให้กลุ่มต่อต้านในพม่า ส่วนหนึ่งของอาวุธออก
-ทำไม้ ประมง และเหมืองแร่ ขณะนี้บริษัทเอกชนไทยรวม 40 บริษัทรับ มาจากกัมพู ชา ผ่านไทยทางพรมแดนไทย-กัมพู ชา
สัมปทานทำไม้ 52 สัมปทานตั้งแต่ปลายปี 2531 เป็นต้นมา มีการเปิดจุดผ่าน
แดนชั่วคราวเพื่อนำไม้เข้าไทยไม่น้อยกว่า 3 ล้านลบ.ม. ตั้งแต่สิ้นปี 2536 -ทหารพม่าจะเปิดดินแดน ฝ่ายพม่าเคยให้คำมั่นว่าจะไม่รุกล้ำเข้ามา
เป็นต้นมา พม่ายกเลิกสัมปทานไม้ทั้งหมด ส่วนด้านการประมง พม่าให้ ในเขตไทย จะป้องกันไม่ให้กระสุนตกในไทย ขณะเดียวกันฝ่ายไทยก็จะไม่
สัมปทานประมงแก่เอกชนไทยหลายราย แต่ต่อมาก็ระงับเสีย โดยอ้างว่าผู้ ยินยอมให้กองกำลังของกลุ่มต่อต้านใช้ดินแดนไทยเป็นฐานปฏิบัติการ
ประกอบการไม่ปฏิบัติตามระเบียบ ในด้านเหมืองแร่ พม่าให้สัมปทานดูดแร่ดีบุก เพื่อสู้รบกับทางการพม่า อย่างไรก็ตาม ก็เคยมีที่ฝ่ายพม่ามิได้ปฏิบัติ
ในพื้นที่ 200,000 ไร่ ที่เมืองมะริด ตามที่เคยตกลงไว้ ไทยเคยยิงโต้ตอบพม่า แต่ก็เคยปลดอาวุธกอง
กำลังกะเหรี่ยงที่ถืออาวุธหนีเข้ามาในไทย เมื่อปลดอาวุธแล้วก็ส่งตัว
-การก่อสร้างสะพานมิตรภาพ เมื่อ17 ตุลาคม 2537 ไทยและพม่าได้ลงนาม กลับออกไป มิได้ส่งตัวให้ทางการพม่า
ในความตกลงที่จะก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย-พม่าขึ้นที่อำเภอแม่สอด
จังหวัดตาก กับอำเภอ เมียวดี จังหวัดผาอัน ต่อมาได้วางศิลาฤกษ์เมื่อ 20
ตุลาคม 2537 และการก่อสร้างเสร็จเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2540 ระหว่าง
การก่อสร้างมีปัญหาอยู่บ้าง โดยเฉพาะพม่าขอให้ระงับการก่อสร้างหลายครั้ง
แม้เมื่อสร้างเสร็จแล้วก็ยังไม่สามารถเปิดใช้ได้ เพราะตกลงกันไม่ได้ในเรื่อง
อธิปไตยเหนือสะพาน แล้ว จะได้กำหนดวันเปิดต่อไป (ปัจจุบันได้ทำพิธิเปิด
สะพานแล้ว เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2540) สะพานนี้จะช่วยให้การเดินทางและ
การค้าขายระหว่างสองประเทศสะดวกขึ้นมาก
สะพานซึ่งสร้างด้วยเงินไทยทั้งสิ้นแห่งนี้ นอกจากจะทำให้การคมนาคมระหว่าง
ตากกับเมืองใหญ่ ๆ ในพม่าเป็นไปโดยสะดวกและรวดเร็วแล้ว จะทำให้สามารถ
เดินทางจากพม่า ผ่านตาก ผ่านพิษณุโลก ตัดไปทางตะวันออก ผ่านมุกดาหาร
เข้าลาวแล้วออกทะเลที่เวียดนามได้ ขณะเดียวกันก็มีเส้นทางจากสิงคโปร์ ผ่าน
มาเลเซีย ผ่านไทย ผ่านลาว แล้วไปสิ้นสุดที่ยูนนานของจีน เส้นทางสองสายนี้
จะตัดกันที่พิษณุโลก ทำให้ "พิษณุโลก" เป็น "สี่แยกอินโดจีน" โดยแท้จริง

-การซื้อขายก๊าซธรรมชาติ เมื่อวันที่ กุมภาพันธ์ 2538 ผู้แทนไทยและพม่า
ลงนามในข้อตกลงซื้อขายก๊าซธรรม-ชาติของพม่าจากแหล่งยาดานา ในอ่าว
เมาะตะมะเป็นเวลา 30 ปี (2541-2571) ในปริมาณวันละ 525ล้านลบ.ฟุ ต มูลค่า
ปีละ 10,000 ล้านบาท พม่าจะเริ่มส่งก๊าซให้ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2541ในการ
นี้พม่าจะวางท่อจากแหล่งก๊าซขึ้นฝั่ งในเขตพม่าระยะทาง 350 กม. แล้ววางท่อ
ทางบกอีก 63 กม. ถึงจุดส่งก๊าซให้ไทยที่บ้านอีต่อง อ.ทองผาภูมิ
จ.กาญจนบุรี ส่วนไทยจะวางท่อจากจุดนั้นไปยังโรงไฟฟ้าที่จังหวัดราชบุรี เป็น
ระยะทาง 260 กม. การวางท่อของฝ่ายไทยในความรับผิดชอบของปตท. ซึ่งใช้
งบประมาณ 16,500 ล้านบาทจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จในกำหนด
(กรกฎาคม 2541) มิฉะนั้นจะถูกพม่าปรับเป็นเงินก้อนใหญ่ในอัตราก้าวหน้า คือ
ล่าช้า 2เดือนปรับ 125 ล้านบาท ล่าช้า 5 เดือนปรับ 1,567 ล้านบาท นอกจาก
นั้นแล้ว ในปี 2543 ไทยจะรับซื้อก๊าซจากพม่าเพิ่มขึ้นอีกวันละ200 ล้าน
ลบ.ฟุ ต จากแหล่งเยตากุนในอ่าวเมาะตะมะ ซึ่งปริมาณสำรองอยู่ 1.1 ล้านล้าน
(ทริลเลี่ยน) ลบ.ฟุ ต ตั้งอยู่ใกล้เคียงกับแหล่งยาดานา ห่างฝั่ งน้อยกว่า คือ
210 กม. จุดส่งก๊าซจากแห่งใหม่ใช้ที่เดิมคือบ้านอีต่อง การส่งก๊าซจากทั้งสอง
แหล่งที่บ้านอีต่องนี้เป็นสิ่งที่พม่ากำหนด เช่น การส่งตรงไปยังราชบุรี เป็นต้น
การเจรจากับพม่าใช้เวลา 2 ปี
การวางท่อก๊าซจากชายแดนติดพม่าไปยังโรงไฟฟ้านั้น ได้มีการพิจารณาผลก
ระทบด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว และจะผ่านพื้นที่หลายลักษณะ คือ แนวถนนขนแร่
เก่า เหมืองร้าง พื้นที่โล่ง และแนวสันเขา ส่วนที่ผ่านป่าสมบูรณ์มีระยะทาง ๖
กม. ประชาชนในจังหวัดกาญจนบุรีจำนวนหนึ่ง ร่วมกับกลุ่มอนุรักษ์ได้
เคลื่อนไหวคัดค้านและเรียกร้องให้เปลี่ยนเส้นทางโดยอ้างว่าจะเป็นการทำลาย
ลุ่มน้ำ ทรัพยากรป่าไม้ และทรัพยากรสัตว์ป่า เรื่องนี้ทาง ปตท. ยืนยันว่าจะไม่
เป็นการสูญเสียมากดังที่กล่าวอ้าง หรือเป็นอันตรายแต่อย่างใด ทั้งจะได้ฟื้นฟู
และชดเชยด้วย และเมื่อวันที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๔๐ นี้ คณะกำนันและผู้ใหญ่บ้าน
ในอำเภอพื้ นที่ก็เดินทางมาเรียกร้องให้ดำเนินการก่อสร้างต่อไป
ในสถานการณ์ปัจจุบันและอนาคต การนำก๊าซจากพม่ามาใช้ผลิตกระแสไฟฟ้า
เป็นสิ่งจำเป็นที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้ เพราะปริมาณความต้องการเพิ่มขึ้นปีละ
1,400 เมกะวัตต์ หรือกว่า 7% การใช้ก๊าซธรรมชาติผลิตกระแสไฟฟ้าสามารถ
ทำได้โดยมีประสิทธิภาพสูงที่สุดในสถานการณ์ปัจจุบัน
ขณะนี้การวางท่อก๊าซเริ่มขึ้นแล้ว ก้าวหน้าไป 12% คาดหมายว่าจะแล้วเสร็จทัน
ตามกำหนด ในเดือนกรกฎาคม 2541 ก็จะมีการผลิตไฟฟ้าโดยใช้ก๊าซจากพม่า

│หน้า 40 สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา

บทความที่เกี่ยวของ
กับประเทศเมียนมา

สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา │หน้า 41

บทความที่ 1 : การเมืองพม่าในยุคหลังออง ซาน ซูจี

โดย : ลลิตา หาญวงษ์

ออง ซาน ซูจี ถูกตัดสินให้จำคุก 4 ปี ในข้อหาปลุกปั่ นและละเมิด ในประวัติศาสตร์การเมืองที่ผ่านมา ผู้นำพม่ามีลักษณะร่วมอยู่อย่าง
มาตรการป้องกันโควิด-19 แม้ท่านจะไม่ได้ติดตามการเมืองพม่าอย่าง หนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นผู้นำฝ่ายทหารหรือพลเรือน คือหวาดระแวงต่างชาติ
ใกล้ชิด ก็คงจะทราบดีว่านี่คือข้อหาที่คณะรัฐประหาร ที่นำโดยพลเอก และคิดเสมอว่าต่างชาติจะเข้าไปแทรกแซงการเมืองภายใน จนทำให้
อาวุโส มิน อ่อง ลาย ตั้งขึ้นมาเพื่อกันเธอออกไปจากการเมือง และกัน สหภาพพม่าล่มสลาย แต่แม้ต่างชาติจะไม่ได้เข้าไปแทรกแซงอะไรในพม่า
ไม่ให้เธอหวนกลับมาเป็นผู้นำในรัฐบาลพลเรือนได้อีก นอกจากออง ซาน สหภาพพม่าก็ไม่เคยเป็นปึกแผ่น และในปัจจุบันก็ใกล้ล่มสลายเข้าไปทุกที
ซูจี ศาลทหารยังตัดสินจำคุกประธานาธิบดี วิน มยิ้น 4 ปีเช่นกัน แม้ว่า ทัศนคติกลัวชาวต่างชาติปรากฏให้เห็นในรัฐบาลทุกยุค แม้แต่ออง ซาน
ต่อมาผู้นำรัฐบาลทหารจะลดโทษลงกึ่งหนึ่ง เหลือเป็นจำคุก 2 ปี แต่จุด ซูจีเองก็เคยไม่พอใจนักข่าวบีบีซี เมื่อถูกจี้ถามเรื่องโรฮีนจามาแล้ว
ประสงค์ของการพิ จารณาคดีของผู้นำรัฐบาลพลเรือนและนักการเมือง
ระดับสูงในพรรคเอ็นแอลดีคือการจ้องทำลายพรรคเอ็นแอลดี และดึง ความไม่พอใจชาวต่างชาติ หรือองค์การระหว่างประเทศ สำหรับคณะ
ออง ซาน ซูจี ออกจากการเมืองพม่าแบบถาวร รัฐประหารยังสะท้อนออกมาจากการสั่งปิดสำนักงานของทูตพิ เศษแห่ง
สหประชาชาติ คริสติน ชราเนอร์ บูร์เกอเนอร์ (Christine Schraner
ผู้นำคณะรัฐประหารมองว่าหากไม่ตัดไฟแต่ต้นลม และปล่อยให้พรรค Burgener) โดยอ้างว่าวาระของบูร์เกอเนอร์เพิ่งหมดลงไป เธอจึงไม่มี
เอ็นแอลดีกลับเข้ามาเป็นผู้นำรัฐบาลอีก อิทธิพลของกองทัพก็จะลดลง ความจำเป็นต้องอยู่พม่าต่อ แม้บูร์เกอเนอร์จะหมดวาระลงในเดือน
ไปเรื่อยๆ แต่สิ่งที่ผู้นำกองทัพและคณะรัฐประหารลืมคิดไปคือการต่อสู้ ตุลาคม แต่คณะทำงานของทูตพิเศษสหประชาชาติในพม่าก็ยังมีอยู่ต่อ
ของประชาชนที่ลุกฮือขึ้นมาต่อต้านรัฐประหารจะยังคงมีอยู่ต่อไป ไม่ว่า ไป และโนลีน เฮย์เซอร์ (Noeleen Heyzer) กำลังจะเข้ามารับตำแหน่ง
จะมีพรรคเอ็นแอลดีหรือออง ซาน ซูจี อยู่หรือไม่ ผู้เขียนเคยกล่าวมา ต่อ ตำแหน่งทูตพิเศษสหประชาชาติประจำพม่ามีมาตั้งแต่ปี 2018 หลัง
ตั้งแต่เกิดรัฐประหารแรกๆ ว่ารัฐประหารครั้งนี้จะไม่เหมือนรัฐประหารที่ เกิดวิกฤตการณ์โรฮีนจา
เกิดขึ้นในประเทศอื่น (ยกตัวอย่างในไทย) หรือรัฐประหารในพม่าครั้ง
ก่อนๆ เพราะประชาชนในพม่าเดินทางมาไกลเกินกว่าจะกลับไปสยบยอม ตั้งแต่เกิดรัฐประหารในเดือนกุมภาพันธ์ ความสัมพันธ์ระหว่างคณะ
ให้ระบอบเผด็จการ และด้วยความเปลี่ยนแปลงที่ผู้คนสัมผัสได้จริง รัฐประหารและผู้แทนสหประชาชาติประจำพม่าไม่ดีนัก สาเหตุที่ทำให้คณะ
ตลอด 4 ปีเศษที่ยุครัฐบาลเอ็นแอลดี แม้จะไม่ราบรื่นและมีเสียงครหา รัฐประหารพม่าไม่พอใจสหประชาชาติอย่างหนักมาจากการที่ฝ่ายหลังยัง
เรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างต่อเนื่อง แต่อย่างน้อยพม่าก็ยัง ไม่ยอมปลดจ่อ โม ทุน (Kyaw Moe Tun) เอกอัครทูตพม่าประจำ
ขยับไปข้างหน้า สหประชาชาติ ที่มีท่าทีวิพากษ์วิจารณ์คณะรัฐประหารมาตลอด และใน
สายตาของคณะรัฐประหาร การที่จ่อ โม ทุน ยังอยู่ในตำแหน่งถือว่า
แต่เมื่อเกิดรัฐประหาร ความใฝ่ฝันของคนพม่าถูกทำลายย่อยยับ เรา สหประชาชาติมิได้มองว่าคณะรัฐประหารมีความชอบธรรม
จึงเห็นคนรุ่นใหม่ที่ออกมาต่อสู้และพู ดเป็นเสียงเดียวกันว่าหากไม่ลุกขึ้น
สู้ตอนนี้ ก็จะไม่มีอะไรเหลือให้สู้ได้อีกแล้ว การต่อสู้ของประชาชนมีราคา ความตึงเครียดระหว่างคณะรัฐประหารกับสหประชาชาติยังสืบเนื่องมา
ที่ต้องจ่ายสูงมาก ดังที่ทราบกันดีว่ากองทัพพม่าปราบปรามกลุ่มผู้ จากท่าทีของสหประชาชาติที่ต้องการรับมติว่าด้วย “สถานการณ์ด้าน
ชุมนุมประท้วงอย่างรุนแรง จนมีผู้เสียชีวิตไปแล้วกว่า 1,300 คน และ สิทธิมนุษยชนของชาวมุสลิมโรฮีนจาและชนกลุ่มน้อยอื่นๆ ในเมียนมา”
ถูกจับกุมอีกเป็นจำนวนมาก (Situation of Human Rights of Rohingya Muslims and
other minorities in Myanmar) ในการประชุมสมัชชาใหญ่
นอกจากประชาชนตามเมืองใหญ่ที่ยังคงมีประท้วงรัฐประหารอย่าง สหประชาชาติ
ต่อเนื่อง ขบวนการประชาชนยังมีกองกำลังเป็นของตนเอง แม้จะเป็น
ขบวนการที่ใหม่มากและเริ่มจากศูนย์ แต่คนเหล่านี้ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า คริสติน ชราเนอร์ บูร์เกอเนอร์ ทูตพิ เศษสหประชาชาติประจำพม่า
ขบวนการของเขาต่อสู้กับกองทัพพม่าได้ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ทหาร
พม่าอย่างน้อย 12 นาย เสียชีวิตจากระเบิดที่กองกำลังฝ่ายประชาชน
วางไว้ เหตุเกิดที่เมืองหลวงเนปยีดอ

ก่อนหน้านี้เคยเกิดเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกัน กองกำลังประชาชน
ที่เรียกว่า PDF วางระเบิดโจมตีทหารพม่า ทำให้มีคนฝั่ งกองทัพพม่า
เสียชีวิต 6 นาย และยังมีปฏิบัติการลอบวางระเบิดสาขาของธนาคาร
เมียะวดี และมีเหตุการณ์ก่อความไม่สงบเกิดขึ้นเรื่อยๆ

การโจมตีของกองกำลังฝ่ายประชาชนจะมีอยู่ต่อไป และเราจะได้เห็น
ปฏิบัติกวาดล้างกองกำลัง PDF ครั้งใหญ่ในอนาคตอันใกล้ ในเวลานี้
อารมณ์ของผู้นำคณะรัฐประหารพม่าคงเต็มไปด้วยความโกรธและ
เกลียดฝ่ายต่อต้านทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นประชาชนที่ออกมาเดินขบวน
ประท้วง ที่ถูกปราบปรามด้วยวิธีที่โหดเหี้ยมขึ้น หรือความไม่พอใจ
ตัวแทนต่างชาติที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนในพม่า ผู้อ่านอาจจะยังจำ
กันได้ว่าพม่าไม่ได้มีท่าทีเป็นมิตรกับคณะผู้แทนที่อาเซียนแต่งตั้งเพื่ อ
สืบสวนข้อเท็จจริงและสร้างความปรองดองในพม่า

เหตุผลง่ายๆ ที่พม่าดูจะมึนตึงกับอาเซียนเป็นพิเศษ เพราะผู้แทน
อาเซียนกลุ่มนี้ต้องการพู ดคุยกับออง ซาน ซูจี และผู้นำพรรค NLD
คนอื่นๆ แต่คณะรัฐประหารรู้ดีว่าหากปล่อยให้ตัวแทนองค์การระหว่าง
ประเทศได้เข้าพบออง ซาน ซูจี ก็จะยิ่งเป็นการดิสเครดิตความน่าเชื่อ
ถือของคณะรัฐประหาร วิธีเดียวที่คณะรัฐประหารคิดได้คือต้องกีดกัน
ไม่ให้ตัวแทนจากองค์การระหว่างประเทศเข้าไปหาความจริงใดๆ ได้

│หน้า 42 สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา

บทความที่ 1 : การเมืองพม่าในยุคหลังออง ซาน ซูจี (ต่อ)

โดย : ลลิตา หาญวงษ์

คณะรัฐประหารกล่าวหาว่าการหารือและการจัดการพู ดคุยเพื่อแก้ปัญหาโร
ฮีนจาไม่มีความโปร่งใส และข้อเท็จจริงที่สหประชาชาติได้เป็นการฟังความ
เพี ยงด้านเดียวจากชาวโรฮีนจาและชาวต่างชาติที่มีอคติกับกองทัพพม่า
เป็นทุนเดิม ไม่ได้พิจารณาบริบทแวดล้อมทางประวัติศาสตร์ รวมทั้งความ
ซับซ้อนด้านเชื้อชาติในพม่า

หลายเดือนที่ผ่านมา ผู้เขียนได้ยินใครหลายคนพู ดว่ากองทัพพม่าจะไม่มี
ทางต้านทานเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากประชาคมโลกได้ และพม่าจะกลับไป
สู่ระบอบประชาธิปไตยได้ในที่สุด คณะรัฐประหารเองก็คงอยากนำประเทศ
กลับเข้าสู่ “โหมดประชาธิปไตย” เพื่อสร้างภาพที่ดีให้คณะรัฐประหาร แต่
กองทัพพม่าพู ดมาโดยตลอดว่าประชาธิปไตยที่ดีและใช้ได้จริงคือ
ประชาธิปไตยแบบชี้นำแบบที่กองทัพเป็นผู้กำหนดชะตากรรมของประเทศ
ได้ และทำทุกทางเพื่อให้สหภาพอยู่รอดในแบบที่กองทัพต้องการจะให้เห็น
ดังนั้นการปิดประเทศจึงไม่ใช่ทางเลือกที่แย่นักสำหรับกองทัพพม่า เพื่อน
สำหรับพม่าคงเหลือแต่เพื่อนบ้านอย่างไทย และเพื่อนที่แสนดีที่พร้อมจะ
จัดหาอาวุธให้กองทัพพม่าโดยไม่กลัวข้อครหาจากโลกตะวันตก

วิเคราะห์บทความ :
จากบทความข้างต้น ผู้เขียนได้ชี้ให้เห็นถึงสถานการณ์ทางการเมืองของ

ประเทศเมียนมา ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าในปัจจุบันกองทัพทหารซึ่งนำโดยนายมิ
นอองล่ายทำการรัฐประหารเมียนมา ซึ่งจุดประสงค์ที่เราต่างรู้กันชัดเจน
คือ การพยายามกีดกันอองซานซูจีให้ออกจากระบบการเมืองในเมียนมา
อย่างถาวรด้วยการให้อองซานซูจีถูกจำคุก 4 ปี ข้อหาปลุกปั่ นและละเมิด
มาตรการป้องกันโควิด-19 แต่อย่างไรก็ตาม การรัฐประหารโดยกองทัพ
ของเมียนมาจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เนื่องจากคนรุ่นใหม่และประชาชนใน
เมียนมาหลายคนที่ออกมาต่อสู้และคัดค้านการรัฐประหารซึ่งในส่วนตรงนี้
การที่มีประชาชนเมียนมาออกมาต่อต้านการรัฐประหารของกองทัพกันนั้น
ถือว่าเป็นสิ่งที่แปลกใหม่ไม่เหมือนกับการรัฐประหารครั้งอื่นที่ผ่านมาของ
ประเทศ แสดงให้เห็นว่าประชาชนชาวเมียนมาจะไม่ยอมจำนนให้กับอำนาจ
ทหารอีกต่อไป ปรากฎการณ์นี้นิสิตมองว่าอาจเพราะอิทธิพลกระแสข่าว
การเมืองจากประเทศเพื่อนบ้านนั่นก็คือประเทศไทย การต่อสู้กับรัฐบาล
ทหารในประเทศไทยอย่างเป็นเวลานานก็อาจมีส่วนที่ทำให้ประชาชนเมียนมา
ลุกขึ้นมาชูสัญลักษณ์สามนิ้วแบบคนไทย อีกประเด็นหนึ่งน่าสนใจที่ผู้เขียน
ได้มีการนำเสนอคือ ท่าทีของเมียนมาต่อประเทศนานาชาติ ไม่ว่าจะเป็นท่าที
ต่อประเทศสมาชิกอาเซียน หรือ องค์การสหประชาชาติ แน่นอนว่าการมี
รัฐบาลแบบรัฐประหารส่งผลต่อภาพลักษณ์ที่ไม่ดีให้กับประเทศ แต่อย่างไร
ก็ตาม ท่าทีในการไม่ชอบต่างประเทศของเมียนมาในการแทรกแซงทางการ
เมืองนั้นมิใช่เพียงแต่รัฐบาลของมินอ่องลาย อองซานซูจีเองก็ยังมีการ
แสดงท่าทีหวาดระแวงต่างชาติ เนื่องจากปัญหาในประเทศที่สำคัญอีก
อย่างหนึ่งคือ ประเด็นชาวโรฮิญจาที่เมียนมาเองก็ยังให้คำตอบแก่ชาวโลก
ไม่ได้ ดังนั้นประเด็นการเมืองของเมียนมาจึงเป็นสิ่งที่เราต้องจับตามอง
กันต่อไปเพราะประเทศเมียนมาภายใต้รัฐบาลรัฐประหารขณะนี้ คงมีเพียง
รัฐบาลไทยที่เป็นมิตรสหายที่ดีต่อกัน และมาจับตาดูกันว่าระหว่างประเทศ
เมียนมาและประเทศไทย ประเทศใดจะสามารถเข้าสู่ระบอบการปกครอง
แบบ"ประชาธิปไตยที่แท้จริง"ได้ก่อนกัน

สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา │หน้า 43

บทความที่ 2 : ต้นรากของปัญหาชนกลุ่มน้อยในพม่า

โดย : ชำนาญ จันทร์เรือง



Cโแดทoยนuใปนnรวcัะiนชl ทาoี่ชf9นtใhกนุeมรัฐภUฉาnพาันitนไeดธ์d้ก2่อH4ตi9ัl้lง0Pสeทภี่oปาสpรหะleชพุ-ัมSนขCธอ์รOงัฐตUเัทวHือแPทก)นเขขึเ้านจ้า(มฟSี้สuาไมpทาrยชeิใกmห

ญe1่8 และผู้
คน
จากไทยใหญ่ คะฉิ่น ฉิ่น ฝ่ายละ 6 คน ซึ่งสภาสหพันธรัฐเทือกเขาน
ี้เองเป็นผู้

ลงนามในสัญญาปางโหลงร่วมกับนายพลอองซาน ในวันที่ 12 กุมภาพันธ์

เพื่ อขอเอกราชจากอังกฤษ

พ.อ.เจ้ายอดศึก บันทึกผ่านบทความ "60 ปีวันชาติรัฐฉาน-60 ปีสัญญา

ปางโหลง : ต้นรากปัญหาในพม่า" ในหนังสือ ก่อนตะวันฉาย "ฉาน" ไว้ว่า

"ผู้นำรัฐฉานทั้งไทยใหญ่ คะฉิ่น ฉิ่น ได้จัดตั้งสหภาพเพื่อขอเอกราชจาก

อังกฤษ และก่อตั้งประเทศของตนมาแต่แรกเริ่ม โดยที่ยังไม่มีฝ่ายพม่าเข้า

รวมตัดสินใจใดๆ ด้วยเลย" ซึ่งตัวแทนจากพม่าคือ นายพลอองซาน พร้อม

ด้วยผู้แทนจากรัฐบาลอังกฤษ นายบ็อตทอมเลย์ (Bottomley) และผู้แทน

จากพรรคแรงงานอังกฤษ นายวิลเลียมส์ (Williams) ในฐานะผู้

สังเกตการณ์ ได้เข้าร่วมประชุมกับสภาสหพันธรัฐเทือกเขาในวันที่ 10

กุมภาพันธ์ แต่มีประเด็นที่ถกเถียงกันอย่างรุนแรงระหว่างสภาสหพันธรัฐ

เทือกเขา และนายพลอองซาน คือ

1. ถ้าสภาสหพันธรัฐเทือกเขาร่วมกับพม่าขอเอกราชจากอังกฤษได้

เรียบร้อยแล้ว จะมีสิทธิแยกจากพม่า และก่อตั้งประเทศของตนเป็นเอกราช

เมื่อใดก็ได้

2. คะฉิ่นขอแผ่นดินตัวเอง เพื่อตั้งประเทศเป็นเอกราชของตัวเอง

โดยนายพลอองซานไม่ยอมทั้งสองประเด็นนี้ โดยกล่าวว่ายังไม่ทันได้เอกราช

ก็แยกจากกันไปแล้ว อย่างนี้ไม่สมควร และเตรียมเดินทางกลับในคืนวันที่ 10

กุมภาพันธ์ แต่ผู้แทนประชาชน 7 คนของสภาสหพันธรัฐเทือกเขาขอร้องไม่

ให้กลับ โดยการประชุมตกลงกันได้ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ และข้อเรียกร้องที่

ถกเถียงกันบางส่วน จะนำไปดำเนินการให้ยุติในการร่างรัฐธรรมนูญ จึงมี

การลงนามระหว่างนายพลอองซานตัวแทนฝ่ายพม่ากับสภาสหพั นธรัฐเทือก

เขา ในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2490 คือ "สัญญาปางโหลง" ซึ่งสัญญาปาง

โหลงนี้เอง เป็นจุดเริ่มต้นของการร่างรัฐธรรมนูญสหภาพพม่าในระหว่าง 10

มิถุนายนถึง 24 กันยายนปีเดียวกันนั้นเอง ทำให้บรรดารัฐต่างๆ ที่รวมกัน

ในสหภาพพม่าได้รับเอกราชจากอังกฤษ ในวันที่ 4 มกราคม พ.ศ.2491

ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับแรกของสหภาพพม่ามีเงื่อนไขให้รัฐของชนกลุ่มน้อยใช้

"สิทธิแยกตัว" (Right of Secession) ได้ต่อเมื่อหลัง 10 ปี ที่ได้รับเอกราช

หนึ่งในปัญหาที่เรื้อรังยืดเยื้อมาตั้งแต่ในอดีต ที่อยู่ในความสนใจในปัญหา หากรัฐของชนชาติต่างๆ ในสหภาพพม่าต้องการแยกตัวเป็นเอกราช ต้องได้
ของเพื่อนบ้านเรา ก็คือ ปัญหาของชนกลุ่มน้อยในพม่า ซึ่งบางคนที่ไม่ได้
ศึกษาอย่างละเอียดก็ไม่เข้าใจว่า ทำไมถึงมีปัญหาการปะทะกันในประเทศพม่า รับการยอมรับจากสมาชิกสภาแห่งรัฐนั้นๆ (State of Council) 2 ใน 3
อย่างไม่รู้จักจบสิ้น ทำให้เกิดการอพยพหลบหนีภัยสงครามเข้ามาใน
ประเทศไทยกันเป็นจำนวนมาก และเป็นปัญหาที่กระทบต่อความเป็นอยู่ของ และผู้นำของรัฐนั้นต้องแจ้งให้ผู้นำสูงสุดแห่งสหภาพรับทราบมติให้ผู้นำ
คนไทยเราผู้ซึ่งเป็นเจ้าของประเทศอยู่ในปัจจุบันนี้
สูงสุดแห่งสหภาพจัดการลงประชามติขึ้นในรัฐนั้น หากได้รับเสียง 2 ใน 3
ที่มาที่ไปของปัญหานั้นสืบเนื่องมาตั้งแต่ก่อนการประกาศเอกราชจาก
ประเทศเจ้าอาณานิคม ซึ่งก็คืออังกฤษนั่นเอง โดยแต่เดิมนั้นประเทศพม่าไม่ จึงจะสามารถแยกตัวเป็นเอกราชได้ แต่ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของรัฐบาล
ได้มีประเทศเดียวดังเช่นปัจจุบัน แต่ประกอบไปด้วย รัฐอิสระต่างๆ จำนวน
มาก ซึ่งก่อนการประกาศเอกราชก็ได้มีการประชุม เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ พม่าอีกทียังไม่ทันที่นายพลอองซานจะได้พิ สูจน์คำมั่นสัญญาว่าจะให้เอกราช
2490 เพื่อหารือกันถึงการเรียกร้องเอกราชคืนจากอังกฤษ
กับรัฐฉานและรัฐชนชาติต่างๆ หากต้องการแยกตัวออกจากสหภาพพม่า
แต่ระหว่างนั้น อังกฤษได้ส่งสารถึงผู้เข้าร่วมประชุม ว่า หากรัฐฉานมีข้อ
เรียกร้องหรือมีข้อเสนออันใดก็ขอให้จัดการประชุมอย่างเป็นทางการที่เมือง นายพลอองซานก็เสียชีวิตไปเสียก่อนที่สหภาพพม่าจะได้รับเอกราช โดยเขา
ตองยี ที่มีข้าหลวงใหญ่ของอังกฤษเป็นประธาน ด้วยเหตุนี้ ในช่วงเย็นของ
วันเดียวกัน ผู้เข้าร่วมประชุมได้มีการเรียกประชุมฉุกเฉินขึ้น โดยได้ชี้แจงถึง เสียชีวิตหลังเหตุการณ์มือปืนบุกกราดยิงระหว่างการประชุมสภาบริหาร
ข้อเรียกร้องอังกฤษดังกล่าว ซึ่งทุกฝ่ายต่างไม่เห็นด้วยกับอังกฤษ และได้มี
มติร่วมกันว่า "รัฐฉานจะไม่ขออยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษอีกต่อไป" (Executive Council) แห่งรัฐบาลชั่วคราว เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม
เพราะเห็นว่าไม่มีสิทธิตัดสินใจได้ด้วยตนเอง
พ.ศ.2490 จนออง ซาน และที่ปรึกษาทางบริหารอื่นๆ อีกคน 6 รวมทั้งเจ้า
พร้อมกันนั้น ได้ร่วมกันออกแถลงการณ์จัดตั้งสภาสหพันธรัฐภายในวัน
นั้น (7 ก.พ.2490) โดยมีตัวแทนเจ้าฟ้า 7 ท่าน และตัวแทนประชาชนอีก 7 สามตุนแห่งเมืองปอนเสียชีวิต แม้จะครบ 10 ปีตามหลักเกณฑ์ใช้ "สิทธิแยก
ท่านเป็นผู้ลงนาม นอกจากนั้น ในวันนี้ ขุนปานจิ่ง เจ้าฟ้าชาวปะหล่องซึ่ง
ปกครองเมืองน้ำสั่น ทางภาคเหนือรัฐฉาน และเป็นประธานสภาสหพันธรัฐ ตัว" ออกจากสหภาพพม่าแล้ว แต่ผู้นำจากรัฐฉานไม่มีโอกาสได้ใช้ "สิทธิแยก
ฉานขณะนั้น ได้กำหนดให้พื้นธงสีเหลือง เขียว แดง และวงกลม สีขาว
พร้อมด้วยเพลงชาติที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเป็นของชาวรัฐฉานทั้งมวล และ ตัว" นั้น ตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญเลย เพราะสถานการณ์ทางการเมือง
ชนชาติในรัฐฉานได้ถือเอาวันที่ 7 กุมภาพันธ์ เป็นวันชาติรัฐฉานพร้อมจัด
งานฉลองทุกปีนับแต่นั้นมา ทั้งในพม่าและในรัฐฉานก็ประสบกับความยุ่งยาก รัฐบาลสหภาพพม่าไม่ให้

│หน้า 44 อำนาจชนชาติต่างๆ ได้สิทธิการปกครองอย่างแท้จริง และมีพยายามขยาย

อิทธิพล ส่งกำลังทหารเข้าไปในชนชาติต่าง ๆ กระทั่งเดือน

มิถุนายนoพ.ศ.2505 นายพลเนวินได้ทำรัฐประหารยกเลิกรัฐสภา และยกเลิก

รัฐธรรมนูญฉบับที่ให้ "สิทธิแยกตัว" กับชนกลุ่มน้อย และการรัฐประหารโดย

นายพลเนวินครั้งนั้นเอง ได้นำสหภาพพม่าออกจากเส้นทางประชาธิปไตย

และมีการสู้รบต่อเนื่องมาจนกระทั่งทุกวันนี้ จึงควรที่เราจะเข้าใจและเห็นใจ

ต่อชนกลุ่มน้อยทั้งหลาย ที่ถูกละเมิดสัญญาหรือถูกเบี้ยวหน้าตาเฉยจาก

ผู้นำทหารพม่า ดังเช่นพรรคการเมืองของอองซาน ซูจี บุตรีของอองซาน

ที่แม้จะชนะการเลือกตั้ง แต่ก็ไม่ได้บริหารบ้านเมืองกลับต้องถูกกักบริเวณ

ในบ้านพักของตนเอง (House Arrested) เป็นเวลาสิบกว่าปีมาแล้ว

นั่นเอง

สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา

บทความที่ 3 : เศรษฐกิจ การลงทุน และรัฐประหารในพม่า

โดย : ลลิตา หาญวงษ์

ผลกระทบที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดหลังรัฐประหารในพม่าเมื่อวันที่ 1
กุมภาพันธ์ 2021คือสภาวะทางการเมืองและเศรษฐกิจที่เข้าสู่ยุค “ลูกผี
ลูกคน” คือไม่มีใครรู้ว่าประเทศจะไปในทิศทางใด กลุ่มคนที่หวาดระแวง
ความไม่แน่นอนและความผันผวนมากที่สุดคงหนีไม่พ้นนักธุรกิจ ในช่วง
4 ปีเศษ ตั้งแต่พรรค NLD ได้เข้ามาฟอร์มรัฐบาล เสรีภาพเปิดให้กลุ่ม
ธุรกิจรายใหญ่และรายย่อยเข้าไปลงทุนในพม่ามากมาย และยังเอื้อให้บร
รดาสตาร์ตอัพพม่าเติบโตแบบก้าวกระโดด บรรยากาศการค้าที่คึกคัก
แบบนี้น่าจะเกิดขึ้นครั้งสุดท้ายตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อ
เกือบ 80 ปีที่แล้ว สถานการณ์เป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุดในโลกขับ
ให้พม่ากลายเป็นประเทศที่มั่งคั่ง ผู้คนจากทั่วทุกทิศหลั่งไหลเข้าไปใน
พม่า จนเกิดเป็นต้นแบบสังคมแบบพหุลักษณ์ (plural society) ที่
คึกคักยิ่ง

แต่ด้วยผลจากสงครามที่กระทบเศรษฐกิจส่งออกของพม่าแบบเต็มๆ

และสงครามกลางเมืองที่ยังดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน พม่าเริ่มแปลง นักลงทุนจากต่างชาติให้ความสำคัญมากกับ “อนาคต” เพราะการ

สภาพจากประเทศมั่งคั่ง จนเป็นประเทศที่เคยถูกจัดอันดับว่ายากจน ลงทุน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมใหญ่ๆ ไม่ได้ให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า

ที่สุดในโลกมาแล้วในทศวรรษ 1980 ปัญหาที่ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่และ ภายในปีหรือสองปี แต่เป็นการลงทุนระยะยาว แต่เมื่อเกิดวิกฤตการณ์

ท้าทายพม่ามากที่สุดคือพม่าจะออกจากวงจรอุบาทว์ของรัฐประหารและ การเมืองในพม่า และอนาคตที่สดใสของทั้งนักลงทุนและของประชาชน

จะปฏิรูปกองทัพเพื่ อนำกองทัพเข้ามาอยู่ในระบบการเมืองที่เท่าเทียม โดยทั่วไปหายวับไปกับตา การยกเลิกธุรกิจทั้งหมดในพม่าจึงเป็น

อย่างไร เพราะรัฐประหารเท่ากับเป็นการตัดวงจรเศรษฐกิจแบบเสรี ลด หนทางที่ทำให้นักลงทุนเหล่านี้เจ็บตัวน้อยกว่าทนอยู่ในสถานการณ์ที่ไร้

คุณค่าของการแข่งขัน เพิ่มพลังการต่อรองให้กองทัพ ธุรกิจของกอง อนาคต สภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนเป็นอีกหนี่งปัจจัย

ทัพ ตลอดจนกลุ่มธุรกิจที่มีสายสัมพันธ์ดีเป็นพิเศษกับกองทัพ แม้เมื่อ ให้นักลงทุนถอดใจจากพม่า คณะรัฐประหารเข้าใจดีว่านักลงทุนต่างชาติ

กองทัพจัดให้มีการเลือกตั้งและนำรัฐบาลพลเรือนที่ตนควบคุมได้เข้ามา มีความกังวลสถานการณ์การเมืองในพม่า และเคยเรียกนักธุรกิจต่าง

แล้ว (ดูกรณีรัฐบาลประธานาธิบดีเตงเส่งเป็นตัวอย่าง) เศรษฐกิจที่ไม่ ชาติเข้าไปพบเพื่อทำความเข้าใจมาแล้ว และยังมอบหมายให้ UMFCCI

เสรีจริง และมี “พี่ใหญ่” เป็นคนควบคุมจัดการที่ส่วนกลางก็จะเป็น หรือสหพันธ์หอการค้าและอุตสาหกรรมแห่งสหภาพเมียนมา ทำหน้าที่

อุปสรรคต่อการพั ฒนาประชาธิปไตยอยู่ดี ปรับความเข้าใจกับนักธุรกิจและนักการทูตในพม่า

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายความว่าเศรษฐกิจการค้าในพม่าภายใต้

รัฐบาล NLD เป็นระบบเสรีแบบ 100% แต่อย่างน้อยที่สุด เพราะก็มี แต่ในขณะเดียวกัน ฝั่ งคณะรัฐประหารที่ตั้งอ่อง นาย อู (Aung

กลุ่มธุรกิจที่มีสายสัมพันธ์พิเศษกับ NLD ที่เติบโตขึ้นมาในยุคเปลี่ยน Naing Oo) เทคโนแครตสายปฏิรูปที่เคยเป็นที่ชื่นชมของนักลงทุนต่าง

ผ่านเข้าสู่ประชาธิปไตยเช่นกัน แต่สิ่งที่ทำให้เศรษฐกิจในยุครัฐบาล ชาติและนักการทูตในพม่า กลับออกมาให้สัมภาษณ์ว่านักลงทุนต่างชาติ

ประชาธิปไตยกับรัฐบาลทหารแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงคือภาพลักษณ์ที่ เป็นหนึ่งในต้นเหตุของหายนะทางเศรษฐกิจที่พม่ากำลังประสบอยู่

เปิดกว้างกว่า การบริหารที่มีประชาชนเกี่ยวข้องมากกว่า และการ ในความเป็นจริง บริษัทต่างชาติที่เน้นการทำธุรกิจที่มีธรรมาภิบาลอาจ

จัดการปัญหาโดยใช้กลไกในรัฐสภามากกว่าการใช้กำลังทางทหาร ไม่ได้มองเพี ยงว่าการทำธุรกิจในพม่านับจากนี้มีความเสี่ยง และจะ

แน่นอน ความไม่มั่นคงและสภาวะสุญญากาศที่เกิดขึ้นหลังรัฐประหาร ขาดทุนในระยะยาว แต่เพราะพวกเขารู้ดีว่าภาคประชาสังคมในพม่ามี

ย่อมสร้างความไม่มั่นใจให้นักลงทุนจากต่างชาติเป็นพิ เศษ ความเข้มแข็ง และพยายามกดดันบริษัทต่างชาติไม่ให้ทำธุรกรรมใดๆ

เศรษฐกิจพม่าขึ้นชื่อว่าไม่มั่นคงมาแต่ไหนแต่ไร ดังนั้น เมื่อเกิด กับรัฐบาลคณะรัฐประหาร นอกจากนี้ ภาคประชาสังคมยังมีมาตรการบ

รัฐประหาร และคณะรัฐประหารไม่ได้มีความสามารถในการควบคุม อยคอตสินค้าจากบริษัทที่เป็นของกองทัพ และยังแบนสินค้าทุกประเภท

เศรษฐกิจ เราจึงเห็นค่าเงินจ๊าดดำดิ่งลงสู่จุดต่ำสุดในเดือนตุลาคม เงิน จากทุกบริษัทที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับรัฐประหาร ดูเผินๆ มาตรการลงโทษ

จ๊าดตกลงไป 60 เปอร์เซ็นต์ภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น ทางสังคมนี้อาจไม่สามารถทำอะไรกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ได้ใช่ไหมล่ะคะ?

พร้อมกับราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว เป็นตัวบ่งบอกว่าเศรษฐกิจ แต่ในพม่าการแบน แอนตี้ หรือบอยคอตสินค้าที่ให้การสนับสนุน

พม่ากำลังเข้าสู่ภาวะล่มสลายได้ในอนาคตอันใกล้ ธนาคารโลกประเมินว่า กองทัพและรัฐประหารประสบผลสำเร็จอย่างมาก

จีดีพีของพม่าในปีงบประมาณนี้ (จนถึงกันยายน 2021) ลดลงไป 18

เปอร์เซ็นต์ เป็นตัวเลขที่แย่ที่สุดในรอบหลายสิบปี

ในขณะเดียวกัน กลุ่มธุรกิจจากต่างประเทศก็ทยอยออกจากพม่า เห็น

จากการปิดตัวของโรงแรมเคมปินสกี้โรงแรมหรูชื่อดังจากสวิตเซอร์

แลนด์ ก็จะเลิกกิจการสาขาเนปยีดอ ที่ลงทุนสร้างไปด้วยเม็ดเงิน 45

ล้านเหรียญ บริษัทอื่นๆ ตามเครือเคมปินสกี้ออกจากพม่าเช่นกัน

บริษัท British American Tobacco (BAT) ประกาศว่าจะออกจาก

ตลาดพม่าในปลายปี 2021 บริษัท BAT เข้าไปลงทุนในพม่าตั้งแต่ยุค

ประชาธิปไตยเบ่งบานแรกๆ ในปี 2013 มูลค่าเมื่อแรกตั้งในพม่า 50

ล้านเหรียญ การยกเลิกธุรกิจในพม่าเป็นสัญญาณเตือนว่าพม่าไม่มี

บรรยากาศที่เอื้อต่อการลงทุนอีกแล้ว แม้ประเทศจะยังมีทรัพยากรที่มี

ค่ามากมาย แต่การทำธุรกิจในตลาดการค้าเสรี แบบที่ไม่มีสายสัมพันธ์ที่

แน่นแฟ้นกับคนในกองทัพ (หรือมีแต่น้อย) ย่อมเป็นเรื่องยากสำหรับ

บริษัทเหล่านี้

สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา │หน้า 45

บทความที่ 3 : เศรษฐกิจ การลงทุน และรัฐประหารในพม่า(ต่อ)

โดย : ลลิตา หาญวงษ์

บริษัท Myanmar Brewery Co. บริษัทผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ วิเคราะห์บทความ :
ใหญ่ที่สุดในพม่า มีส่วนแบ่งการตลาดมากถึง 80 เปอร์เซ็นต์ เป็น ผู้เขียนได้ชี้ให้เห็นความเจริญรุ่งเรืองของพม่าในสมัยที่พม่าสามารถส่ง
บริษัทล่าสุดที่ประกาศทำธุรกิจในพม่า บริษัทนี้เป็นการร่วมทุนระหว่าง ออกข้าวเป็นอันดับ1ของโลกเเต่ท้ายสุด ความมั่งคั่งก็ต้องโดนขัดขา
บริษัท Kirin ผู้ผลิตเบียร์รายใหญ่จากญี่ปุ่น กับ Myanma โดยการเกิดสงครามกลางเมืองที่ดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน เมื่อเกิดการ
Economic Holdings Public Co. Ltd (MEHL) ที่มีผู้ถือหุ้นใหญ่ รัฐประหาร รัฐบาลทหารเข้ามามีบทบาทในสังคมพม่ามีการใช้กำลังทหาร
เป็นกองทัพพม่า บริษัทจากญี่ปุ่นตัดสินใจเข้าไปซื้อหุ้น 51 เปอร์เซ็นต์ จัดการมากกว่ากลไกในรัฐสภา ทำให้นักลงทุนต่างชาติไม่มั่นใจในการ
ใน Myanmar Brewery Co. มูลค่าถึง 560 ล้านเหรียญ ตั้งแต่เกิด ลงทุนในพม่า กลุ่มนักธุรกิจจากต่างประเทศทยอยออกจากพม่า ซึ่งเห็น
รัฐประหาร คนพม่าพยายามช่วยกันบอยคอตสินค้าทุกชนิดที่เกี่ยวข้อง ได้จากการปิดตัวลงของธุรกิจ เเละสืบเนื่องด้วย GDP ของพม่าใน
กับ MEHL เพื่อต่อต้านรัฐประหาร และเป็นมาตรการกดดันกองทัพ เรา ปีงบประมาณนี้ ลดลงไปถึง 18 เปอร์เซ็นต์ เป็นตัวเลขที่เเย่ที่สุดในรอบ
จะเห็นภาพคนพม่านำเบียร์ยี่ห้อ Myanmar Beer ซึ่งเป็นหนึ่งใน หลายสิบปี จากการยกเลิกธุรกิจมากมายของต่างชาติในพม่า สะท้อนให้
ผลิตภัณฑ์หลักของ MEHL มาเททิ้งบนถนน ในปีที่ผ่านมา เฉพาะ เห็นว่าพม่าไม่มีบรรยาก่ศที่เอื้อต่อการลงทุนอีกต่อไปแล้ว ถึงแม้จะเป็น
ไตรมาส 3 ยอดขายของบริษัทตกลงไปมากกว่าครึ่ง ประเทศที่มีทรัพยากรทางธรรมชาติที่มีค่ามากมายก็ตาม โดยบริษัทต่าง
บริษัท Kirin ได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักต่อเนื่องมาหลายปี ชาติใดที่ให้การสนับสนุนกองทัพพม่าก็จะถูกบอยคอตสินค้าทุกชนิด ซึ่ง
จากกรณีที่เข้าไปลงทุนร่วมกับบริษัท MEHL ของกองทัพพม่า และเลิก การกระทำเช่นนี้กลับประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก บางบริษัทยอด
จ่ายเงินปันผลให้ MEHL มาตั้งแต่ปีที่แล้ว เพราะทนกดดันจากองค์กร ขายตกลงไปมากกว่าครึ่ง ทำให้ต้องล้มเลิกการสนับสนุนกองทัพพม่า
ด้านสิทธิมนุษยชนจากทั่วโลก อันสืบเนื่องมาจากกรณีการฆ่าล้างเผ่า เพราะไม่คุ้มกับยอดขายที่เสียไป หลังจากนี้นักธุรกิจอีกมากมายก็ทยอย
พันธุ์ชาวโรฮีนจา หลังรัฐประหาร Kirin ประกาศตัดความสัมพันธ์กับ ถอนการลงทุนในพม่า เนื่องจากทราบดึว่าการลงทุนในพม่ามีความ
MEHL โดยอ้างว่าไม่สบายใจกับท่าทีของกองทัพพม่า และการปราบ เสี่ยง เเละยังทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงจากการโดนบอยคอตจากคนพม่า
ปรามประชาชนอย่างรุนแรง จนทำให้มีผู้เสียชีวิตไปแล้วกว่า 1,200 คน อีกด้วย
ซึ่งขัดกับหลักการเคารพสิทธิมนุษยชนของบริษัท
นอกจาก Kirin ยังมีบริษัทต่างชาติขนาดใหญ่อีกหลายบริษัทที่ประกาศ พม่าแห่ถอนเอทีเอ็มหวั่นศก.ล่ม
ไม่ทำธุรกิจกับพม่าต่อ เช่น Telenor จากนอร์เวย์ Metro บริษัทค้าส่ง
อาหารยักษ์ใหญ่จากเยอรมนี Adani ผู้ให้บริการท่าเรือรายใหญ่สุดจาก
อินเดีย และ Australia’s Myanmar Metals Limited จาก
ออสเตรเลีย

ในอนาคตเราคงได้เห็นบริษัทต่างชาติอื่นๆ ออกจากพม่าเช่นกัน ใน

สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองเช่นนี้ บริษัทเหล่านี้ทราบดี

ว่าการทำธุรกิจในพม่ามีความเสี่ยง ไม่ได้เป็นความเสี่ยงเรื่องกำไร-

ขาดทุนเท่านั้น แต่ยังเสี่ยงถูกแบนจากคนพม่า ซึ่งจะทำให้ชื่อเสียงของ

บริษัทเสียหายในระยะยาวด้วย ถ้าจะพู ดว่าการกดดันของภาคประชา

สังคมในพม่าที่ส่งเมสเสจไปถึงภาคธุรกิจในพม่าเข้าข่าย “เด็ดดอกไม้

สะเทือนไปถึงดวงดาว” ก็คงไม่ผิดนัก

│หน้า 46 สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา


Click to View FlipBook Version