พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ
พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว
ห้องสมุดประชาชนอ าเภอบ้านตาขุน
กศน.อ าเภอบ้านตาขุน สนง.กศน.จังหวัดสุราษฎร์ธานี
พระราชสมภพ
• พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เป็ นพระราช
โอรสพระองค์เดียวในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถ
บพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ ๙ เสด็จพระราช
สมภพ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต เมื่อวันจันทร์ที่ ๒๘ กรกฎาคม
พุทธศักราช ๒๔๙๕
• พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณา
โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานนาม ตามที่สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวง
วชิรญาณวงศ์ (หม่อมราชวงศ์ชื่น นพวงศ์) ถวายเมื่อวันพุธที่ ๓ กันยายน พุทธศักราช
๒๔๗๕
• พระนาม “วชิราลงกรณ” นี้ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ (หม่อม
ราชวงศ์ชื่น นพวงศ์) ได้ทรงอธิบายว่าเป็ นพระมงคลนามตามพระราชตระกูล คือ ได้
อัญเชิญพระนามฉายาในพระบาทสมเด็จ พระปรเมนทรมหามงกุฎ พระจอมเกล้า
เจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔) ในขณะทรงพระผนวชว่า “วชิรญาณะ” ผนวกกับ “อลงกรณ์”
จากพระนาม “จุฬาลงกรณ์” ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์
พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕)
การศึกษา
•สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราล ง กรณ บดินทรเ ท พ ยวรางกูร ทรงเริ่ม
การศึกษาที่โรงเรียนจิตรลดา แล้วเสด็จพระราชด าเนินไปทรงศึกษาต่อใน
ระดับประถมศึกษาที่โรงเรียนคิงส์มีด แคว้นซัสเซกส์ และศึกษาระดับ
มัธยมศึกษาที่โรงเรียนมิลฟิลด์ แคว้นซอมเมอร์เซท สหราชอาณาจักร
•หลังจากนั้น ทรงศึกษาต่อวิชาทหารที่โรงเรียนคิงส์ นครซิดนีย์ ประเทศ
ออสเตรเลีย ทรงส าเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาอักษรศาสตร์
ด้านการทหาร จากมหาวิทยาลัยนิวเซาธ์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย
•หลังจากทรงส าเร็จการศึกษาได้เสด็จฯ นิวัติประเทศไทย ทรงศึกษาต่อ
สาขาวิชานิติศาสตร์รุ่นที่ 2 มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
ทรงครองราชย์
• เมื่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สมเด็จพระบรมชนกนาถเสด็จสวรรคตใน
วันที่ ๑๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ เป็ นที่คาดหมายว่าพระองค์จะสืบราชสมบัติต่อ ทั้งพลเอกประยุทธ์
จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็ยืนยันว่าจะเป็ นพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่ แต่ทรงขอผ่อนผันพลเอกเปรม
ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี จึงเป็ นผู้ส าเร็จราชการแทนพระองค์โดยต าแหน่งไปพลางก่อน
จนกระทั่งวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน สภานิติบัญญัติแห่งชาติได้จัดประชุมวาระพิเศษ โดยนายพรเพชร
วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้แจ้งหนังสือหนังสือด่วนที่สุด ที่ได้รับจากพลเอกประยุทธ์
จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้แก่ที่ประชุมเพื่อรับทราบ ก่อนอัญเชิญพระองค์เสด็จขึ้นทรงราชย์ และ
พระองค์ได้ทรงรับเป็นพระมหากษัตริย์ จากนั้นวันที่ ๑ ธันวาคม จึงพระราชทานพระราชวโรกาสให้ พล
เอกเปรม ติณสูลานนท์ ผู้ส าเร็จราชการแทนพระองค์ พรเพชร วิชิตชลชัยประธานสภานิติบัญญัติ
แห่งชาติ ปฏิบัติหน้าที่ประธานรัฐสภา ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชานายก
รัฐมนตรี ประมุขฝ่ายบริหาร และวีระพล ตั้งสุวรรณ ประธานศาลฎีกา ประมุขฝ่ายตุลาการ เข้าเฝ้ าฯ
ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต โดยนายพรเพชร วิชิตชลชัย ได้กราบบังคมทูลเชิญขึ้น
สืบราชสมบัติ จากนั้นพระองค์มีพระราชด ารัสตอบรับการขึ้นทรงราชย์
• ทั้งนี้ ในทางนิตินัยถือว่าได้ขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ ตั้งแต่วันที่ ๑๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๙
เพื่อให้เป็ นไปตามโบราณราชประเพณีโดยไม่ขัดต่อกฎหมาย ทั้งยังสอดคล้องกับคตินิยมในนานา
ประเทศที่ราชอาณาจักรย่อมไม่ว่างเว้นขาดตอนจากการมีพระมหากษัตริย์ และโปรดเกล้าฯ ให้เฉลิม
พระปรมาภิไธยว่า "สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร"
พระราชกรณียกิจ
1. ด้านการบิน
เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2537 ทรงปฏิบัติหน้าที่ครูการบินเครื่องบิน
ขับไล่แบบเอฟ-5 อี/เอฟ และพ.ศ. 2552 ทรงปฏิบัติหน้าที่นักบินที่ 1
เครื่องบินโบอิ้ง 737 – 400 ในเที่ยวบินสายใยรักแห่งครอบครัว ช่วยเหลือ
ผู้ประสบอุทกภัย และจัดหาอุปกรณ์ด้านการแพทย์ ส าหรับโรงพยาบาลใน
3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (เที่ยวบินที่ ทีจี 8870 กรุงเทพมหานครถึงจังหวัด
เชียงใหม่ และเที่ยวบินที่ ทีจี 8871 จังหวัดเชียงใหม่ถึงกรุงเทพมหานคร)
พระราชกรณียกิจ
2. ด้านการทหาร
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เสด็จพระราช
ด าเนินไปเยี่ยมที่ตั้งกองทหารหน่วยต่างๆ อยู่เสมอ จากการที่ได้ทรงศึกษา
ด้านวิชาทหารมานาน ทรงมีความรู้เชี่ยวชาญอย่างมากและได้พระราชทาน
ความรู้เหล่านั้นให้แก่ทหาร 3 เหล่าทัพ ทรงปฏิบัติพระองค์เป็ นแบบอย่าง
แก่นายทหาร เอาพระทัยใส่ในความเป็นอยู่ทุกข์สุขของทหารผู้อยู่ใต้บังคับ
บัญชาอย่างทั่วถึง รวมทั้งพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ เป็ น
ทุนการศึกษาแก่บุตรของทหาร สิ่งเหล่านี้ล้วนก่อให้เกิดความเทิดทูนและ
ความจงรักภักดีแก่เหล่าทหารเป็นอย่างยิ่ง
ซึ่งในปัจจุบันทรงด ารงพระยศทางทหารของ 3 เหล่าทัพ ได้แก่ พลเอก พล
เรือเอก และพลอากาศเอก ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้านการทหาร
และทรงเข้าร่วมปฏิบัติการรบในการต่อต้านการก่อการร้ายในภาคเหนือ
และภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย รวมทั้งการคุ้มกันพื้นที่ใน
บริเวณรอบค่ายผู้อพยพชาวกัมพูชา ที่เขาล้าน จังหวัดตราด อีกด้วย
พระราชกรณียกิจ
3. ด้านการศึกษา
พระองค์พระราชทานพระราชานุญาตให้ใช้อาคารของกรมทหารมหาดเล็กราช
วัลลภรักษาพระองค์เป็นที่ตั้งของโรงเรียนอนุบาลชื่อว่า โรงเรียนอนุบาลทหาร
มหาดเล็กราชวัลลภ โดยในระยะแรกได้จัดการเรียนการสอนเฉพาะชั้น
อนุบาล ต่อมาโรงเรียนได้ย้ายไปที่จังหวัดนนทบุรี และได้รับพระราชทาน
ชื่อใหม่ว่า “โรงเรียนอนุราชประสิทธิ์”
นอกจากนี้ ยังพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์สมทบเป็นค่าก่อสร้าง
โรงเรียนมัธยมศึกษาที่ตั้งอยู่ในชนบทห่างไกลคมนาคมไม่สะดวก กระทรวง
ศึกษาธิการได้สนองพระราชประสงค์ด้วยการน้อมเกล้าฯ ถวายโรงเรียนใน
ระดับมัธยมศึกษาจ านวน 6 โรงเรียน เป็นโรงเรียนในพระราชูปถัมภ์
พระราชกรณียกิจ
4. ด้านการแพทย์และสาธารณสุข
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรง
พระกรุณาโปรดฯ ให้สร้างโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชขึ้น เพื่อให้
การรักษาพยาบาลผู้เจ็บป่ วยในถิ่นทุรกันดาร พระองค์ทรงเป็ นองค์
นายกกิตติมศักดิ์ของมูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช พระองค์
มีพระราชปณิธานให้เอาใจใส่รักษาพยาบาลพสกนิกรของพระองค์ให้
ปลอดภัยจากความเจ็บไข้โดยทั่วหน้าเสมอกัน
พระราชกรณียกิจ
5. ด้านศาสนา
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์
ทรงประเคนผ้าไตร ประกาศนียบัตร และพัดยศ ในการตั้งภิกษุ และ สามเณรเปรียญ เนื่องในการพระ
ราชพิธีทรงบ าเพ็ญพระราชกุศล วิสาขบูชา ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรม มหาราช
วัง พ.ศ. 2551
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงแสดงพระองค์เป็ นพุทธมามกะที่วัด
พระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อวันที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2509 ก่อนเสด็จพระราชด าเนินไปทรงศึกษาต่อที่
ประเทศอังกฤษ
นอกจากนี้ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชศรัทธาทรงผนวชใน
พระพุทธศาสนา โดยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชโปรดฯ ให้จัดการพระราชพิธี
ผนวช ณ พัทธสีมาวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในวันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2521 โดยมีสมเด็จพระอริยวง
ศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (วาสน์ วาสโน) เป็นพระอุปัชฌาย์ สมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒ
โน) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ สมเด็จพระธีรญาณมุนี (ธีร์ ปุณฺณโก) ถวายอนุศาสน์ ได้รับถวายพระสมณ
นามว่า “วชิราลงฺกรโณ” และได้ประทับอยู่ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร ตลอดจนทรงลาสิกขาในวันที่ 20
พฤศจิกายน พ.ศ. 2521
พระราชกรณียกิจ
6. ด้านการเกษตร
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เสด็จ
พระราชด าเนินไปทรงท าปุ๋ ยหมักจากผักตบชวาและวัชพืชอื่นๆ เป็ น
ปฐมฤกษ์ เพื่อพระราชทานแก่เกษตรกร ส าหรับน าไปใช้ในการ
เพาะปลูกเป็นการเพิ่มผลผลิต ที่บ้านแหลมสะแก ต.เดิมบาง
อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี เมื่อวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2528