- 47 -
- 48 -
- 49 -
- 50 -
- 51 -
- 52 -
- 53 -
- 54 -
- 55 -
- 56 -
- 57 -
- 58 -
- 59 -
- 60 -
- 61 -
- 62 -
- 63 -
- 64 -
- 65 -
- 66 -
- 67 -
- 68 -
- 69 -
- 70 -
- 71 -
- 72 -
- 73 -
- 74 -
- 75 -
- 76 -
- 77 -
- 78 -
- 79 -
- 80 -
- 81 -
- 82 -
- 83 -
- 84 -
- 85 -
- 86 -
- 87 -
- 88 -
- 89 -
- 90 -
- 91 -
- 92 -
- 93 -
- 94 -
- 95 -
ชอ่ื เร่อื ง การศกึ ษาผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียน วิชา วิทยาการคำนวณ
เรอ่ื ง ขอ้ มลู มีคุณค่า ของนักเรยี นระดับชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 5
ชอ่ื ผู้วิจยั /ตำแหนง่ โดยใช้แบบฝกึ ปฏบิ ตั ใิ นการจดั กจิ กรรมการเรยี นการสอน
วฒุ ิการศึกษา นางสาวเตชนิ ี ภิรมย์ ครู คศ.1 กลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี
ปีที่ทำวิจยั เสร็จ วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต (วท.ม)
30 ตุลาคม 2562
บทคดั ยอ่
การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชา วิทยาการคำนวณ เรื่อง ข้อมูลมีคุณค่า
ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้แบบฝึกปฏิบัติในการจัดกิจกรรมการเรยี นการสอน
มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชา วิทยาการคำนวณ เรื่อง ข้อมูลมีคุณค่า
ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 5 โดยใช้แบบฝึกปฏิบัติในการจัดกิจกรรมการเรยี นการสอน
2) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้แบบฝึกปฏิบัติ
วิชา วิทยาการคำนวณ เรื่อง ข้อมูลมีคุณค่า ของนักเรียนระดับชัน้ มัธยมศึกษาปีที่ 5 เครื่องมือวิจัย
ประกอบด้วย 1) แบบฝึกปฏิบัติ วิชา วิทยาการคำนวณ เรื่อง ข้อมูลมีคุณค่า 2) แบบทดสอบก่อน
เรียน วิชา วิทยาการคำนวณ เรื่อง ข้อมูลมีคุณค่า 3) แบบทดสอบหลังเรียนจากการฝึกปฏิบัติ
และ 4) แบบประเมินความพึงพอใจที่มีต่อแบบฝึกปฏิบัติ มีลักษณะเป็นแบบประเมินแบบมาตรา
ส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ ผ่านการตรวจค่าดัชนีความสอดคล้อง ค่าความเชื่อม่ัน
เท่ากับ 0.89 เก็บรวบรวมข้อมูล ดังนี้ 1) ผู้วิจัยศึกษาทฤษฎีจากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
กับการพัฒนาทักษะ แบบฝึกปฏิบัติ 2) สร้างแบบทดสอบก่อนเรียน/หลังเรียน วิชา วิทยาการ
คำนวณ เรื่อง ข้อมูลมีคุณค่า จำนวน 10 ข้อ และสร้างแบบฝึกปฏิบัติ จำนวน 2 ชุด 3) นักเรียน
เรียนรู้เชิงทฤษฎี วิชา วิทยาการคำนวณ เรื่อง ข้อมูลมีคุณค่า 4) นำแบบทดสอบก่อนเรียนไปใช้
ทดสอบนักเรียน 5) นักเรียนเรียนรู้จากแบบฝึกปฏิบัติ ทั้ง 2 ชุด 6) นักเรียนทำแบบทดสอบหลัง
เรียนจากแบบฝึกปฏบิ ัติ และ 7) นำผลคะแนนที่ได้มาเปรียบเทียบ และใหน้ กั เรียนทำแบบทดสอบ
หลังเรียน แล้วหาค่าเฉลี่ยเลขคณิต (X ̅) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน(StandardกDeviationก: S.D.)
และเปรียบเทียบคะแนนสอบที่ได้แต่ละกลุ่มโดยใช้สถิติ t-test independent จากผลการวิจัย
พบว่า นักเรียนสามารถวิเคราะห์ข้อมูลเชงิ ลึกได้ คะแนนจากแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน
มคี ะแนนเฉล่ีย เทา่ กับ 5.50 คะแนน และ 6.72 คะแนนตามลำดบั เพ่ิมสงู ขึ้น 1.22 คดิ เป็นร้อยละ
12.22 และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างคะแนนก่อนและหลังเรียน พบว่า คะแนนสอบหลังเรียน
ของนกั เรยี นสูงกวา่ ก่อนเรียนอยา่ งมนี ยั สำคญั ทางสถิตทิ ่ีระดับ .05 และความพึงพอใจของนักเรียน
ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้แบบฝึกปฏิบัติ วิชา วิทยาการคำนวณ เรื่อง ข้อมูล
มคี ุณค่า โดยภาพรวมมคี วามพึงพอใจอยูใ่ นระดบั ดีมาก
- 96 -
ชื่อเรื่อง การจดั การเรียนรูแ้ บบใช้โครงงานเปน็ ฐาน ด้วยกระบวนการคดิ
เชิงออกแบบ (Project-Based Learning of Design Thinking)
ชื่อผู้วิจยั /ตำแหน่ง นางสาวเตชนิ ี ภิรมย์ ครู คศ.1 กลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี
วฒุ กิ ารศกึ ษา วทิ ยาศาสตรมหาบณั ฑิต (วท.ม)
ปที ีท่ ำวิจัยเสร็จ 31 มกราคม 2564
บทคดั ย่อ
การจัดการเรียนรู้แบบใช้โครงงานเป็นฐาน ด้วยกระบวนการคิดเชิงออกแบบ
มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาและหาคุณภาพของแผนการจัดการเรียนรู้แบบใช้โครงงานเป็นฐาน
ด้วยกระบวนการคิดเชิงออกแบบ (Project-Based Learning of Design Thinking) สำหรับ
นักเรียนชนั้ มัธยมศกึ ษาปีที่ 2 ของโรงเรียนวังหินวทิ ยาคม ตามเกณฑ์ 80/80 ทดลองใช้รปู แบบการ
จัดการเรียนรู้แบบใช้โครงงานเป็นฐาน ด้วยกระบวนการคิดเชิงออกแบบ (Project-Based
Learning of Design Thinking) สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 2 และขยายผล
โดยการนำไปใช้กับการบูรณาการกับรายวิชาอื่น ๆ โดยกลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนโรงเรียน
วังหินวิทยาคม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ลงทะเบียนเรียนในภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2563
รายวิชา เทคโนโลยี (วิทยาการคำนวณ) จำนวน 33 คน โดยเป็นกลุ่มที่ผู้วิจัยเป็นผู้สอน เครื่องมือ
วิจัย ได้แก แผนการจัดการเรียนรู้แบบใช้โครงงานเป็นฐาน ด้วยกระบวนการคิดเชิงออกแบบ
(Project-Based Learning of Design Thinking) แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน วิชา
เทคโนโลยี (วิทยาการคำนวณ) เรื่อง โครงงานคอมพิวเตอร์ และแบบประเมินความพึงพอใจท่ีมตี ่อ
การจัดการเรียนรู้แบบใช้โครงงานเป็นฐาน ด้วยกระบวนการคิดเชิงออกแบบ (Project-Based
Learning of Design Thinking) ผลการวิจัย พบวา่
1) ประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้แบบใช้โครงงานเป็นฐาน ด้วยกระบวน
การคิดเชิงออกแบบ คดิ เป็น 87.17/89.00
2) คะแนนสอบหลงั เรยี นของนักเรียนสูงกว่าก่อนเรยี นอยา่ งมีนัยสำคญั ทางสถติ ิที่ระดบั .05
3) ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบใช้โครงงานเป็นฐาน
ด้วยกระบวนการคิดเชิงออกแบบ (Project-Based Learning of Design Thinking) ของนักเรียน
ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนวังหินวิทยาคม จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยภาพรวมมีความ
พึงพอใจอยูใ่ นระดับมาก