The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by warangkana, 2020-04-24 03:00:41

Science Process Skills

Science Process Skills

1

เอกสารประกอบการเรยี น

วิชา วทิ ยาศาสตรเ์ พื่อพัฒนาทกั ษะชีวิต

นางสาววรางคณา สบายใจ
ตาแหน่ง ครูพิเศษสอน

วิทยาลัยอาชีวศึกษาเพชรบุรี
สานักงานคณะกรรมการการอาชวี ศึกษา

2

แผนการจดั การเรียนรู้ หนว่ ยที่...1........

หลกั สตู รประกาศนยี บัตรวิชาชีพ (ปวช.) สอนคร้ังที.่ .1-3..(ชวั่ โมงที่ 1-9)

รหัสวิชา...20000-1301....ชื่อวิชา..วิทยาศาสตรเ์ พื่อพัฒนาทักษะชีวติ ...........ท-ป-น..(1-2-2)...

ชอ่ื หน่วยการเรียนรู้..ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์...............................ทฤษฏี...3...ชม. ปฏบิ ัต.ิ ....6.....ชม.

1. สาระสาคญั
การศึกษาทางวิทยาศาสตร์เป็นการดาเนินการวิจัยอย่างเป็นระบบ โดยใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ซึ่งมี

5 ขั้นตอน คอื การระบปุ ญั หา การต้งั สมมติฐาน การทดลอง การรวบรวมข้อมูล และการสรุปผลการทดลอง
ท้ังนี้ ผู้ ศึกษ าต้องห า คว ามรู้ ด้ว ย ตน เอง อย่ างทักษ ะห รื อคว ามส ามา ร ถเพื่อดา เนิ น การ ศึ กษาห าค ว ามรู้ ตา ม
กระบวนการท่ีถูกต้อง โดยมีเจตคติท่ีดีเพื่อให้ข้อมูลที่ได้ในแต่ละขั้นตอนมีความน่าเชื่อถือและถูกต้อง ตัวอย่างเช่น
การทาโครงงานวิทยาศาสตร์ ซึ่งมีอยู่ 4 ประเภท ได้แก่ โครงงานประเภททดลอง โครงงานประเภทส่ิงประดิษฐ์
โครงงานประเภทสารวจ และโครงงานประเภททฤษฎี การทาโครงงานประเภทต่าง ๆ ให้ประสบความสาเร็จน้ัน
ผู้เรียนต้องใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์และทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ นอกจากน้ียังต้องเป็นบุคคลที่มี
จิตวิทยาศาสตร์ มีความสนใจใฝ่รู้ เชื่อในส่ิงท่ีมีเหตุผล ละเอียดรอบคอบ มีความขยัน อดทน ซื่อสัตย์ และทางาน
รว่ มกับผอู้ ื่นได้

2. สมรรถนะประจาหนว่ ย
- แสดงความรู้และปฏิบัติเก่ียวกับความหมายของวิทยาศาสตร์ วิธีการทางวิทยาศาสตร์ ทักษะ

กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และโครงงานวิทยาศาสตร์

3. จดุ ประสงค์การเรียนรู้
3.1 อธิบายความหมายของวิทยาศาสตรไ์ ด้ถูกต้อง
3.2 เกิดความเข้าใจในลักษณะความรทู้ างวิทยาศาสตร์
3.3 อธิบายและมีความเขา้ ใจในวธิ กี ารทางวทิ ยาศาสตร์
3.4 เกิดความรแู้ ละเข้าใจในทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
3.5 เกิดความรแู้ ละความเข้าใจเกี่ยวกบั โครงงานวทิ ยาศาสตร์ และการเขยี นเค้าโครงของโครงงานวทิ ยาศาสตร์
3.6 ให้มีเจตคติท่ดี ตี ่อวชิ าวทิ ยาศาสตร์ และกิจนสิ ยั ท่ีดีในการทางาน

3

4. สาระการเรยี นรู้
4.1 ความหมายและประเภทของวิทยาศาสตร์
4.2 วิธีการทางวิทยาศาสตร์
4.3 ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
4.4 โครงงานวทิ ยาศาสตร์ และการเขียนเคา้ โครงของโครงงานวทิ ยาศาสตร์

5. กจิ กรรมการเรยี นรู้ (สัปดาหท์ ่ี1-3)

ขัน้ สนใจปัญหา (Motivation)
1. ครแู จ้งความสาคัญของรายวิชา จุดประสงค์รายวิชา คาอธิบายรายวิชา และสาระการเรียนรู้รายวิชา

วทิ ยาศาสตร์เพอื่ พัฒนาทกั ษะชีวิตใหน้ กั เรียนทราบ
2. ครูอธิบายเกณฑ์การวัดผลและการประเมินผลการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์เพ่ือพัฒนาทักษะชีวิตและการ

ปฏบิ ตั ิตนในการเขา้ เรยี น ซักถามข้อปัญหาตา่ งๆ รวมทัง้ แสดงความคิดเหน็ เกี่ยวกบั การเรียน
3. ครชู ้แี จงวตั ถปุ ระสงค์ หัวขอ้ เรื่อง ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
4. ครใู หน้ ักเรียนทาแบบทดสอบกอ่ นเรียนหน่วยท่ี 1 เรอื่ ง ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
5. ครูใหน้ กั เรียนดูบัตรภาพและถามนักเรียนว่าสังเกตเห็นอะไรในภาพน้ีบ้าง จากน้ันนักเรียนร่วมกันตอบ

คาถาม
6. นักเรียนจับคู่กันสังเกตรูปร่างลักษณะ หรือบุคลิกภาพของเพื่อนที่จับคู่ด้วย จากน้ันให้นักเรียนบันทึก

ผลทไ่ี ด้จากการสังเกตลงในกระดาษทีค่ รแู จกให้
7. ครูสุ่มนักเรียน 2-3 คู่ ออกมาบอกลักษณะท่ีสังเกตได้ให้เพื่อนๆ ฟังหน้าชั้นเรียน จากน้ันครูและ

นักเรยี นแสดงความคดิ เหน็ ร่วมกนั

ขน้ั ให้เนอื้ หา (Information)
1. ครูให้ความรู้เก่ียวกับความหมายและประเภทของวิทยาศาสตร์ วิธีการทางวิทยาศาสตร์ ทักษะ

กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ โครงงานวิทยาศาสตร์และการเขียนเค้าโครงของโครงงานวิทยาศาสตร์ โดยใช้สื่อ
สไลด์จากโปรแกรมนาเสนองาน Microsoft PowerPoint เรอื่ ง ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ประกอบการ
สอน และเปดิ โอกาสให้นักเรยี นซักถามข้อสงสัย

3. ใหน้ ักเรยี นเลอื กบรรยายสงิ่ ของชิ้นใดช้นิ หนงึ่ ในหอ้ งเรยี นทไ่ี ดจ้ ากการสงั เกตของนักเรียน
3. ครูชแ้ี จงและอธบิ ายใบงานท่ี 1.1 ใบกจิ กรรมท่ี 1.1 ให้นักเรยี นเข้าใจ
4. เปดิ โอกาสใหน้ กั เรียนซกั ถามข้อสงสัย

4

ข้นั พยายาม (Application)
1. นักเรียนทาใบงานที่ 1.1 และใบกิจกรรมที่ 1.1 จากนั้นให้นักเรียนร่วมกันอภิปรายผลจากการทา

กจิ กรรมในแต่ละกิจกรรม
2. ครูให้นักเรียนแบ่งกลุ่มๆ ละ 4-5 คน ศึกษาเนื้อหาการเขียนเค้าโครงของโครงงานวิทยาศาสตร์ใน

ใบความรู้ที่ 1 และให้นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันคิดหัวข้อโครงงานที่สนใจมานาเสนอครู โดยยึดหลักปรัชญาของ
เศรษฐกิจพอเพียง หลังจากน้ันให้นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันเขียนเค้าโครงของโครงงานวิทยาศาสตร์ ตามใบ
มอบหมายงานท่ี 1.1 โดยมีครคู อยคาปรกึ ษาขณะทางานกลุ่ม

ขั้นสาเร็จผล (Progress)
1. นักเรียนแต่ละกลุ่มนาเสนอการเขียนเค้าโครงของโครงงานวิทยาศาสตร์ตามหัวข้อช่ือโครงงานของ

ตนเอง
2. เมื่อแต่ละกลุ่มนาเสนอเสร็จแล้วเปิดโอกาสให้เพ่ือนกลุ่มอื่นได้สอบถามข้อสงสัยต่างๆ โดยมีครูคอยให้

คาแนะนา
3. นักเรียนร่วมกันสรุปเร่ืองความหมายและประเภทของวิทยาศาสตร์ วิธีการทางวิทยาศาสตร์ และ

ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ โครงงานวิทยาศาสตร์และการเขียนเค้าโครงของโครงงานวิทยาศาสตร์ โดย
มคี รูกระตุน้ การเรยี นรู้โดยใชค้ าถาม-ตอบ

4. ให้นักเรียนตอบคาถามท้ายหน่วยท่ี 1 และประเมินหน่วยการเรียนรู้ที่ 1 ในหนังสือวิชาวิทยาศาสตร์
เพ่ือพัฒนาทักษะชีวิต จากนั้นนักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายคาตอบ และแสดงความคิดเห็นร่วมกันตรวจและ
บนั ทกึ คะแนนของนกั เรยี นท่ไี ด้จากการทาแบบประเมนิ หน่วยการเรยี นร้ทู ่ี 1

5. ครใู ห้นกั เรยี นทาแบบทดสอบหลงั เรยี นหน่วยที่ 1 เรอ่ื ง ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

6. สื่อและแหลง่ การเรยี นรู้
6.1 แบบทดสอบก่อน-หลังเรยี นหน่วยที่ 1
6.2 ใบความรู้ที่ 1
6.3 ใบงานท่ี 1.1
6.4 ใบกิจกรรมท่ี 1.1
6.5 ใบมอบหมายงานท่ี 1.1
6.6 หนงั สอื เรียนวิชาวทิ ยาศาสตร์เพื่อพฒั นาทักษะชวี ิต (2000-1301)
6.7 สไลด์นาเสนอเน้ือหาจากโปรแกรม Microsoft PowerPoint

5

7. หลักฐานการเรียนรู้

7.1 หลักฐานความรู้
- ผลการตอบคาถามท้ายหน่วยท่ี 1
- ผลการตอบคาถามแบบประเมินผลการเรียนรู้หน่วยท่ี 1
- ผลการทาแบบทดสอบก่อน-หลังเรียนหนว่ ยการเรยี นร้ทู ี่ 1

7.2 หลักฐานการปฏบิ ตั ิงาน
- ผลการทาใบงานท่ี 1.1 ใบกจิ กรรมท่ี 1.1 และใบมอบหมายงานที่ 1.1
- สมุดเช็คช่อื การเข้าเรียนในวชิ าและสมดุ บันทึกการสง่ งาน

8. การวดั และประเมนิ ผล

8.1 วธิ ีการ
- ตรวจใบงานท่ี 1.1 ใบกจิ กรรมท่ี 1.1 และใบมอบหมายงานที่ 1.1
- ตรวจคาถามท้ายหน่วยที่ 1 และแบบประเมินผลการเรียนรู้หน่วยที่ 1 ในหนงั สือเรียน
- ตรวจแบบทดสอบกอ่ น-หลงั เรียน หนว่ ยการเรียนรทู้ ่ี 1

- สงั เกตพฤตกิ รรมการปฏิบตั ิกิจกรรมกลุม่
- สงั เกตพฤติกรรมรายบุคคล
- สังเกตและประเมนิ พฤติกรรมด้านคุณธรรม จริยธรรม คา่ นยิ ม และคุณลักษณะอนั พึงประสงค์

8.2 เคร่ืองมอื
- ใบงานท่ี 1.1 ใบกจิ กรรมท่ี 1.1 และใบมอบหมายงานที่ 1.1
- คาถามทา้ ยหน่วยที่ 1 และแบบประเมินผลการเรยี นร้หู น่วยท่ี 1 ในหนังสือเรยี น
- ตรวจแบบทดสอบกอ่ น-หลงั เรียน หนว่ ยการเรยี นร้ทู ่ี 1
- แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการปฏบิ ัติกิจกรรมกลุ่ม
- แบบสงั เกตพฤติกรรมรายบุคคล
- แบบสังเกตและประเมินพฤติกรรมด้านคุณธรรม จรยิ ธรรม คา่ นิยม และคุณลกั ษณะอันพึงประสงค์

8.3 เกณฑ์
- ใบงาน ใบกิจกรรม ใบมอบหมายงาน คาถามท้ายหน่วย และแบบประเมินผลการเรียนรู้หน่วยที่ 1

ตอ้ งได้คะแนนไม่น้อยกวา่ ร้อยละ 60% ผ่านเกณฑ์

6

- แบบทดสอบหลงั เรียน ตอ้ งไดค้ ะแนนไมน่ ้อยกวา่ รอ้ ยละ 60% ผ่านเกณฑ์
- แบบสังเกตพฤติกรรมการปฏิบตั ิกจิ กรรมกลมุ่ ตอ้ งไดค้ ะแนนไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 ผ่านเกณฑ์
- แบบสังเกตพฤตกิ รรมรายบุคคล ตอ้ งไดค้ ะแนนไมน่ อ้ ยกวา่ รอ้ ยละ 60 ผ่านเกณฑ์
- แบบประเมินพฤติกรรมด้านคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ต้องได้
คะแนนไม่นอ้ ยกวา่ ร้อยละ 60 ผา่ นเกณฑ์

9. บนั ทกึ ผลหลังการจดั การเรยี นรู้

9.1 ข้อสรุปหลังการจัดการเรียนรู้
............................................................................................................................. .........................................
.......................................................................................... ............................................................................
............................................................................................................................. .........................................
.......................................................................................................................................... ............................
....................................................................................................... ...............................................................
............................................................................................................................. .........................................
....................................................................................................................................................... ...............
9.2 ปัญหาที่พบ
............................................................................................................................. .........................................
.......................................................................................... ............................................................................
........................................................................................................ ..............................................................
.......................................................................................................................................... ............................
....................................................................................................... ...............................................................
................................................................................................................ ......................................................

9.3 แนวทางแก้ปญั หา
................................................................................................................................... ...................................
................................................................................................ ......................................................................
............................................................................................................................. .........................................
................................................................................................................................................. .....................
.............................................................................................................. ........................................................
.....................................................................................................................................................................

7

ใบความรทู้ ี่ 1 หนว่ ยท่ี 1
สอนครัง้ ที่ 1-3 (ชว่ั โมงที่ 1-9)
หลกั สูตรประกาศนยี บตั รวิชาชีพ (ปวช.)
เวลา 9 ชม.
รหัสวชิ า 20000-1301
ชอ่ื วิชา วิทยาศาสตร์เพ่อื พัฒนาทกั ษะชวี ติ
ชอ่ื เรอื่ ง ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ และโครงงานวทิ ยาศาสตร์

1. จดุ ประสงค์การเรยี นรู้

1.1 จุดประสงค์ทั่วไป
1) อธบิ ายความหมายของวทิ ยาศาสตร์ได้ถกู ต้อง
2) เกดิ ความรู้และเขา้ ใจในทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์
3) เกดิ ความรู้และเขา้ ใจเก่ียวกับโครงงานวิทยาศาสตร์และการเขียนเคา้ โครงของโครงงานวทิ ยาศาสตร์

1.2 จดุ ประสงค์เชงิ พฤติกรรม
1) เกิดความเขา้ ใจในลักษณะความรทู้ างวทิ ยาศาสตร์
2) อธบิ ายและมคี วามเข้าใจในวธิ กี ารทางวิทยาศาสตร์ได้
3) นาความรู้ทไี่ ด้ไปจดั ทาโครงงานวทิ ยาศาสตรแ์ ละเขียนเคา้ โครงของโครงงานวิทยาศาสตร์ได้
4) นักเรยี นมีเจตคตทิ ่ดี ีตอ่ วชิ าวทิ ยาศาสตร์ และกจิ นสิ ัยทด่ี ีในการทางาน

2. สมรรถนะ
- แสดงความรู้เก่ียวกับความหมายของวิทยาศาสตร์ วิธีการทางวิทยาศาสตร์ ทักษะกระบวนการทาง

วิทยาศาสตร์ และโครงงานวทิ ยาศาสตรก์ ับการเขยี นเค้าโครงของโครงงานวิทยาศาสตร์

3. เนื้อหาสาระ

3.1 ความหมายและประเภทของวิทยาศาสตร์
3.1.2 ความหมายของวทิ ยาศาสตร์
วิทยาศาสตร์ (Science) มาจากภาษาลาตินว่า “Scientia” แปลว่า “ความรู้ท่ัวไป” ซึ่งเป็น

ความหมายท่กี ว้างมากที่ใช้ในอดีต (สุนันท์ บุราณรมย์ และคณะ, 2542 : 2-3) เน่ืองจากในอดีตยังไม่มีการค้นพบ
ความรู้มากมายเหมือนในปัจจุบัน ดังน้ัน วิทยาศาสตร์จึงมีความหมายในลักษณะท่ีครอบคลุมความรู้ท้ังหมดของ
มนุษย์ ต่อมาเม่ือมนุษย์มีการค้นพบความรู้มากขึ้นและได้พิสูจน์ความรู้ต่างๆ ส่ิงใดเป็นจริงจะได้รับการยอมรับ

8

ส่วนสิ่งใดไม่จริงก็จะถูกปฏิเสธ ทาให้ความหมายของคาว่าวิทยาศาสตร์เปล่ียนแปลงไป ซึ่งความหมายของคาว่า
วทิ ยาศาสตร์ ในปจั จุบันมีผูใ้ หค้ วามหมายไวห้ ลายทา่ น เชน่

ภพ เลาหไพบูลย์ (2540: 2) ได้สรุปความหมายของวิทยาศาสตร์ว่า “วิทยาศาสตร์เป็นวิชาท่ี
สืบค้นหาความจรงิ เกย่ี วกับธรรมชาติ โดยใช้กระบวนการแสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ วิธีการทางวิทยาศาสตร์
และ เจตคติทางวทิ ยาศาสตร์ เพ่ือให้ได้มาซึ่งความรู้ทางวิทยาศาสตรท์ ่เี ป็นท่ยี อมรบั โดยทวั่ ไป

สุนันท์ บรุ าณรมย์ และคณะ (2542 : 2-3) ได้ใหค้ วามหมายไวว้ ่า วทิ ยาศาสตร์ หมายถึง ความรู้
ที่แสดงหรือพิสูจน์ได้ว่าถูกต้อง เป็นความจริง ซ่ึงความรู้ดังกล่าวได้มาจากการศึกษาปรากฏการณ์ธรรมชาติ หรือ
จากการทดลอง โดยเริ่มต้นจากการสังเกต การตั้งสมมติฐาน การทดลองอย่างมีแบบแผน แล้วจึงสรุปเป็นทฤษฏี
หรือกฎขนึ้ แล้วนาแลว้ นาทฤษฏีหรอื กฎที่ได้ไปใชศ้ ึกษาหาความรู้ตอ่ ไปเร่ือยๆ

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน (2542 : 1075) ได้ให้ความหมายว่า“วิทยาศาสตร์ คือ
ความรู้ทไี่ ด้โดยการสงั เกต และค้นคว้าจากปรากฏการณ์ธรรมชาตแิ ลว้ จดั เขา้ เป็นระเบยี บ, วชิ าท่ีค้นคว้าได้หลักฐาน
และเหตผุ ลแลว้ จัดเข้าเปน็ ระเบยี บ”

โดยสรุป “ วิทยาศาสตร์ หมายถึง ความรู้ท่ีได้มาจากการศึกษาปรากฏการณ์ธรรมชาติ ซ่ึง
สามารถแสดงหรือพิสจู น์ไดว้ า่ ถูกตอ้ ง และเปน็ ความจริง โดยใช้กระบวนการแสวงหาความรู้ ทางวิทยาศาสตร์ แล้ว
จัดความร้นู ้นั เขา้ เปน็ ระเบยี บ เป็นหมวดหมู่

3.1.2 ประเภทของวิทยาศาสตร์
การแบ่งประเภทของวทิ ยาศาสตร์ มกี ารแบ่งหลายระบบ แต่ละระบบมีเหตุผลและหลักเกณฑ์ต่างๆ

กนั และหากจาแนกตามธรรมชาติของวชิ า สามารถจาแนกได้ 3 สาขา คือ
1) วิทยาศาสตร์กายภาพ เป็นวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติและปรากฏการณ์ต่างๆ ของ

ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกและจักรวาล ในส่วนของสิ่งท่ีไม่มีชีวิต เช่น ฟิสิกส์ ดาราศาสตร์ เคมี ธรณีวิทยา และ
คณติ ศาสตร์ ฯลฯ

2) วทิ ยาศาสตรช์ วี ภาพ เปน็ วทิ ยาศาสตรท์ ่เี ก่ียวขอ้ งกับธรรมชาติและปรากฏการณ์ต่างๆ ของทุก
สิง่ ทุกอย่างในโลกและจกั รวาล ในสว่ นของส่งิ มีชวี ิต เชน่ ชีววิทยา สตั ววิทยา ฯลฯ

3) วิทยาศาสตร์สังคม เป็นวิทยาศาสตร์ที่เก่ียวข้องกับธรรมชาติ และพฤติกรรมของมนุษย์ที่
รวมกันอยูเ่ ป็นชมุ ชนหรือสงั คม เชน่ สงั คมศาสตร์ มนุษย์ศาสตร์ ฯลฯ

9

ในส่วนวิทยาศาสตร์กายภาพและวิทยาศาสตร์ชีวภาพ เมื่อพิจารณารวมกันแล้ว สามารถจัดแบ่ง
เปน็ 2 ประเภท คือ

3.1) วทิ ยาศาสตรบ์ ริสทุ ธิ์ (Pure Science) คอื ความรคู้ วามเข้าใจทุกส่ิงทุกอย่างท่ีเกิดข้ึนเอง
โดยธรรมชาติท่ีเป็นไปตามกฎพื้นฐานของธรรมชาติ รวมทั้งปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ จัดเป็น
ความรู้ขน้ั พ้ืนฐาน ประกอบดว้ ย กฎและทฤษฎีตา่ งๆ ตลอดจนความจรงิ หรือข้อเท็จจริง ความคิดรวบยอดที่มาจาก
การศกึ ษาค้นคว้าหาความรูข้ องนกั วทิ ยาศาสตร์ เน่อื งจากความต้องการท่จี ะหาความร้ดู ้านต่างๆ

3.2) วิทยาศาสตร์ประยุกต์ (Applied Science) คือ การนาองค์ความรู้ ความเข้าใจพื้นฐาน
ทางดา้ นวทิ ยาศาสตรท์ ่ีเป็นวทิ ยาศาสตร์บรสิ ทุ ธิ์ มาประยกุ ตใ์ หเ้ ป็นประโยชนต์ ่อมนุษย์

3.2 วิธกี ารทางวทิ ยาศาสตร์
วิธีการทางวิทยาศาสตร์ ( Scientific Method ) คือ การแสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์อย่างมี

กระบวนการทเี่ ป็นแบบแผนมีขั้นตอนที่สามารถปฏิบัติตามได้ โดยขั้นตอนวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ที่เป็นเคร่ืองมือ
สาคญั ของนกั วิทยาศาสตร์ ประกอบดว้ ย 5 ขนั้ ตอน ไดแ้ ก่

3.2.1 ข้ันกาหนดปัญหา คือ จะต้องคานึงว่าปัญหาเกิดข้ึนได้อย่างไร ปัญหาเกิดจากการสังเกต การ
สงั เกตเปน็ คณุ สมบัติของนักวิทยาศาสตร์ การสังเกตอาจจะเรม่ิ จากส่ิงแวดล้อมรอบตวั เรา

3.2.2 ข้ันตั้งสมมติฐาน คือ สมมติฐานมีคาตอบท่ีอาจเป็นไปได้ และคาตอบที่ยอมรับว่าถูกต้องเชื่อถือ
ได้ เม่อื มีการพสิ ูจน์ หรือตรวจสอบหลาย ๆ ครัง้

3.2.3 ข้ันตรวจสอบสมติฐาน คือ เม่ือตั้งสมมติฐานแล้ว หรือคาดเดาคาตอบหลาย ๆ คาตอบไว้แล้ว
กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นต่อไป คือตรวจสอบสมมติฐาน ในการตรวจสอบสมมติฐานจะต้องยึดข้อกาหนด
สมมติฐานไวเ้ ปน็ หลกั สาคญั เสมอ

กระบวนการทดลองทางวิทยาศาสตร์ ผู้ทดลองทางวิทยาศาสตร์ ผู้ทดลองจะต้องควบคุมปัจจัยที่มี
ผลต่อการทดลอง เรยี กว่า ตัวแปร (Variable) คอื ส่ิงที่มอี ทิ ธิพลต่อการทดลอง ซงึ่ ควรจะมีตัวแปรน้อยที่สุด ตัวแปร
แบง่ ออกเปน็ 3 ชนิด คอื

1) ตัวแปรต้น ( ตัวแปรอิสระ) (Independent variable) คือ ตัวแปรท่ีต้องศึกษาทาการ
ตรวจสอบและดูผลของมัน เปน็ ตวั แปรท่ีเรากาหนดขน้ึ มา เปน็ ตัวแปรทไ่ี ม่อยใู่ นความควบคุมของตัวแปรใด ๆ

2) ตัวแปรตาม (Dependent variable) คือ ตัวแปรที่ไม่มีความเป็นอิสระในตัวมันเอง
เปลย่ี นแปลงไปตามตวั แปรอสิ ระ เพราะเป็นผลของตัวแปรอิสระ

10

3) ตัวแปรควบคุม (Controlled variable) หมายถึง ส่ิงอ่ืน ๆ นอกจากตัวแปรต้น ท่ีทาให้ผล
การทดลองคลาดเคลอื่ นแต่เราควบคุมใหค้ งท่ีตลอดการทดลอง เนอ่ื งจากยังไมต่ อ้ งการศกึ ษา

3.2.4 ข้ันวิเคราะห์ข้อมูล คือ เป็นข้ันท่ีนาข้อมูลท่ีได้จากการสังเกต การค้นคว้า การทดลอง หรือการ
รวบรวมข้อมูลหรือข้อเท็จจริง มาทาการวเิ คราะห์ผล อธิบายความหมายของข้อเท็จจริง แล้วนาไปเปรียบเทียบกับ
สมมติฐานท่ตี ัง้ ไว้ ว่าสอดคล้องกบั สมมตฐิ านขอ้ ไหน

3.2.5 ขั้นสรุปผล คือ เป็นขั้นสรุปผลที่ได้จากการทดลอง การค้นคว้ารวบรวมข้อมูล สรุปข้อมูลท่ีได้จาก
การสังเกตหรือการทดลองว่าสมมติฐานข้อใดถูก พร้อมท้ังสร้างทฤษฎีที่จะใช้เป็นแนวทางสาหรับอธิบาย
ปรากฏการณ์อ่ืน ๆ ทีค่ ล้ายกนั และนาไปใชป้ รบั ปรงุ ชีวิตความเป็นอยูข่ องมนษุ ย์ใหด้ ีขึน้

3.3 ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ (Scientific process skill)หมายถึง พฤตกิ รรมที่เกิดจากการคิด

และการปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์จนเกิดความชานาญและความคล่องแคล่วในการใช้เพื่อแสวงหาความรู้ทาง
วิทยาศาสตรต์ ลอดจนหาวธิ ีการเพื่อแกป้ ญั หาต่างๆ

ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เป็นทักษะการคิดของนักวิทยาศาสตร์ที่นามาใช้ในการศึกษาค้นคว้า
สืบเสาะหาความรู้ และแก้ปัญหาต่างๆ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ได้แบ่งออกเป็น 13 ทักษะ โดยยึด
ตามแนวของสมาคมอเมริกาเพื่อความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ (The American Association for the
Advancement of Science-AAAS) ซึ่งประกอบด้วย ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพ้ืนฐาน 8 ทักษะ
และทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตรข์ ้นั ผสม 5 ทักษะ ดงั นี้

ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ขน้ั พืน้ ฐาน
1. ทักษะการสงั เกต
2. ทกั ษะการหาความสมั พนั ธ์ระหวา่ งสเปสกบั สเปสและสเปสกบั เวลา
3. ทักษะการจาแนกประเภท
4. ทักษะการใช้ตวั เลข
5. ทกั ษะการวัด
6. ทักษะการส่อื ความหมายข้อมลู
7. ทกั ษะการพยากรณ์
8. ทกั ษะการลงความเห็นจากข้อมลู

11

ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรข์ ัน้ ผสม ไดแ้ ก่
9. ทกั ษะการตัง้ สมมตฐิ าน
10. ทักษะการกาหนดนยิ ามเชิงปฏบิ ตั ิการ
11. ทักษะการกาหนดตัวแปร
12. ทกั ษะการทดลอง
13. ทักษะการตคี วามหมายขอ้ มลู และการลงข้อสรุป

1) ทกั ษะการสงั เกต (Observation)
ทักษะการสังเกตหมายถึงกระบวนการหรือความสามารถในการใช้ประสาทสัมผัสอย่างใดอย่าง

หนง่ึ หรอื หลายอย่างร่วมกัน เพื่อหาข้อมูลหรือรายละเอียดของส่ิงต่าง ๆ ที่ถูกต้องตรงกับความเป็นจริง โดยไม่เพ่ิม
ความคิดเห็นสว่ นตวั ลงไป ประสาทสัมผัสทั้งห้า ไดแ้ ก่

1. ประสาทตา สงั เกตไดโ้ ดยการดู
2. ประสาทหู สงั เกตโดยการฟัง
3. ประสาทจมูก สงั เกตโดยการดมกลนิ่
4. ประสาทลิน้ สงั เกตโดยการชมิ รส
5. ประสาทผิวกาย สงั เกตไดโ้ ดยการสมั ผสั

2) ทักษะการหาความสัมพันธร์ ะหวา่ งสเปสกับสเปสและสเปสกับเวลา
สเปสของวัตถุ หมายถึง ที่ว่างท่ีวัตถุน้ันครอบครองอยู่ ซึ่งจะมีรูปร่างลักษณะ เช่นเดียวกับวัตถุ

โดยทว่ั ไปสเปสของวตั ถจุ ะมี 1 มติ ิ (ความยาว), 2 มิติ (ความกวา้ งและความยาว) และ 3 มิติ (ความกว้างความยาว
และความสูง)

ทักษะการหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับสเปสและสเปสกับเวลา หมายถึง ความสามารถ
หรือความชานาญ ในการหาความสมั พนั ธ์ระหวา่ งมิติของวัตถุกับวัตถุและมิติของวัตถุกับเวลาได้แก่รูปหนึ่งมิติสอง
มติ ิและสามมติ ิ รวมไปถึงความสามารถในการระบุรปู ฉายและ รูปคล่ไี ด้

2.1) การหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับสเปสของวัตถุ ได้แก่ ความสัมพันธ์ระหว่าง 3 มิติ
กับ 2 มติ ิหรือความสัมพันธร์ ะหวา่ งตาแหนง่ ท่ีอยู่ของวัตถุหนึง่ กบั อีกวตั ถุหนงึ่

2.2) การหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับเวลา ได้แก่ ความสัมพันธ์ระหว่างการเปลี่ยน
ตาแหนง่ ที่อยู่ของวัตถกุ ับเวลา หรือความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งสเปสของวัตถุท่ีเปลี่ยนไปกับเวลา ความสามารถท่ีแสดง
ให้เหน็ ว่าเกดิ ทกั ษะการหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกบั สเปส คือการบ่งชี้รูป 2 มิติ และ 3 มิติได้ สามารถวาด
ภาพ 2 มิติจากวัตถุหรือภาพ 3 มิติได้ ความสามารถท่ีแสดงให้เห็นว่าเกิดทักษะการหาความสัมพันธ์ระหว่าง
สเปสกับเวลา คือ การบอกตาแหน่งและทิศทางของวัตถุโดยใช้ ตนเองหรือวัตถุอื่น เป็นเกณฑ์ บอก
ความสัมพันธ์ระหวา่ งการเปลี่ยนตาแหน่ง เปลี่ยนขนาดหรอื ปรมิ าณของวตั ถกุ บั เวลาได้

12

3) ทกั ษะการจาแนกประเภท (Classification)
การจาแนกหมายถึงกระบวนการจาแนกหรือจัดจาพวกวัตถุหรือเหตุการณ์ออกเป็นประเภท

ต่าง ๆ โดยมเี กณฑ์ในการจาแนกหรอื จดั จาพวก

4) ทักษะการวดั (Measurement)
การวัดคือกระบวนการเปรียบเทียบปริมาณที่ต้องการวัดกับหน่วยที่เป็นมาตรฐานโดยอาศัย

เครื่องมือวัดที่ถูกต้องและเหมาะสมการวัดประกอบด้วย เครื่องมือวัด วิธีการวัดและหน่วยที่เป็นมาตรฐาน การวัด
จะตอ้ งมุ่งใหผ้ ้เู รยี นสามารถแสดงพฤติกรรม ดังตอ่ ไปนี้

4.1) เลอื กใช้เคร่ืองมือวัดสง่ิ ที่ต้องการวดั ได้อยา่ งเหมาะสม
4.2) บอกเหตผุ ลในการเลือกใช้เคร่ืองมือวัดส่ิงท่ตี ้องการวดั ได้
4.3) บอกวิธกี ารใช้เคร่อื งมือวัดส่ิงท่ตี อ้ งการวดั ได้ย่างถูกตอ้ ง
4.4) สามารถใช้เคร่ืองมอื วดั ส่ิงท่ีต้องการวดั ได้อย่างคล่องแคล่ว
4.5) สามารถใชต้ ัวเลขแทนจานวนท่วี ดั ได้พร้อมระบุหน่วยกากับได้ถูกต้อง

5) ทักษะการคานวณ (Using Number)
การคานวณเป็นการใช้ความรทู้ างวิทยาศาสตร์เช่น การบวก ลบ คูณ หาร การแก้สมการ การหา

คา่ เฉล่ีย การเขยี นกราฟ ฯลฯ มาใช้แกป้ ัญหาหรือชว่ ยในการค้นควา้ ไดอ้ ย่างเหมาะสม

6) ทักษะการจดั กระทาและสื่อความหมายข้อมลู (Organizing Data and Communication)
การจัดกระทาข้อมูลเป็นการนาข้อมูลท่ีได้จากการวัด การสังเกต การทดลอง และจากแหล่ง

ต่างๆ มาจัดกระทาอย่างเป็นระบบ โดยการเรียงลาดับ จาแนกประเภท จัดหมวดหมู่ จัดทาตารางความถ่ี หรือ
นามาคานวณหาค่าอ่ืนๆ เพิ่มเติมเพ่อื ให้ขอ้ มลู มีความชัดเจนและเกิดความเข้าใจท่ตี รงกนั ของผศู้ ึกษาข้อมูล

ข้อมูล หมายถึง ขอ้ เท็จจรงิ ทีจ่ ะนาไปใชใ้ นการอ้างองิ หรือคานวณ
1) ขอ้ มลู ดบิ
2) ข้อมลู ท่จี ัดกระทาแล้ว

การส่ือความหมาย เป็นความสามารถในการใช้ภาษาพูดหรือการเขียนบรรยายรวมท้ังการเขียน
แผนภาพ แผนที่ ตารางกราฟหรือสร้างสื่ออ่ืนๆประกอบการพูดหรือการเขียนบรรยาย เพ่ือสื่อความหมายให้ผู้อ่ืน
เขา้ ใจในส่งิ ทตี่ ้องการไดอ้ ย่างชดั แจง้ และ รวดเร็ว การส่ือความหมายเป็นกระบวนการที่มีความสาคัญไม่ใช่เฉพาะ
ทางวทิ ยาศาสตร์เท่านั้นแต่เป็นกระบวนการทสี่ าคัญทกุ กิจกรรม

การสื่อความหมาย
1) การส่ือความหมายโดยการพูดหรอื การเขยี นบรรยาย
2) การสอื่ ความหมายโดยการใชแ้ ผนภาพ

13

3) การสื่อความหมายโดยการใช้ตาราง
4) การสอื่ ความหมายโดยการใชก้ ราฟ

7) ทักษะการทานายหรือการพยากรณ์ (Prediction)
การทานายหรือการพยากรณ์หมายถึงการทานายผล เหตุการณ์ หรือสิ่งท่ีจะเกิดข้ึนในอนาคต

โดยอาศัยขอ้ มลู ความสัมพันธ์ของข้อมลู หลกั การ กฎ หรอื ทฤษฎีเก่ยี วกับสิง่ ที่ทานาย

8) ทักษะการลงความเห็นจากขอ้ มูล (Infeaing)
การลงความเห็นจากข้อมูล หมายถึง การใช้ประสาทสัมผัส สัมผัสวัตถุหรือเหตุการณ์ให้ได้ข้อมูล

อย่างหนึ่งแล้วเพ่ิมความคิดเห็นส่วนตัวลงไปให้กับข้อมูลน้ัน ความคิดเห็นส่วนตัวอาจได้มาจากความรู้เดิม
ประสบการณเ์ ดิม หรอื เหตุผลต่าง ๆ ดังน้ันการลงความเห็นจากข้อมูล จึงมีลักษณะอธิบายหรือสรุปเกินข้อมูลที่ได้
จากการสงั เกต เพิม่ ความคิดเห็นส่วนตวั ลงไป

9) ทักษะการกาหนดและควบคมุ ตัวแปร (Identifying and Controlling Variables)
ทักษะการกาหนดและควบคุมตัวแปรแปร เป็นการช้ีบ่งตัวแปรต้น ตัวแปรตาม และตัวแปรที่

ต้องการควบคุม การทดลองทางวิทยาศาสตร์เป็นการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร แบ่งออกเป็น 3 ประเภท
คือ

9.1 ตัวแปรตน้ หรอื ตวั แปรอสิ ระ
9.2 ตวั แปรตาม หรือตวั แปรซ่ึงเป็นผลมาจากตวั แปรตน้
9.3 ตัวแปรทีต่ ้องควบคุม หรือตัวแปรคงท่ี

10) ทกั ษะการต้งั สมมตุ ิฐาน (Formulating Hypothesis)
ทักษะการต้ังสมมตฐิ านคือ การคิดหาคาตอบล่วงหน้า ก่อนจะทาการทดสองโดยอาศัยการสังเกต ความรู้
ประสบการณ์เดิม เป็นพื้นฐานคาตอบที่คิดล่วงหน้าซึ่งยังไม่ทราบหรือยังไม่เป็นหลักการ กฎ หรือทฤษฎีมาก่อน
สมมติฐาน หรือคาตอบทคี่ ิดไว้ล่วงหน้ามักกลา่ วไวเ้ ป็นขอ้ ความ ท่ีบอก ความสมั พนั ธ์ ระหวา่ งตัวแปรต้น กับตัวแปร
ตาม สมมตฐิ านที่ตั้งไว้ อาจถกู หรอื ผิดกไ็ ด้ ซ่ึงจะทราบภายหลัง การทดลอง หาคาตอบเพื่อสนับสนุนหรือคัดค้าน
สมมตฐิ านทต่ี งั้ ไว้

11) ทกั ษะการทดลอง (Experiment)
11.1 ทักษะการออกแบบการทดลอง
11.2 ทักษะการปฏบิ ัติการทดลอง
11.3 ทักษะการบันทึกผลการทดลองและการสรุปผลการทดลอง

14

12) ทกั ษะการกาหนดนิยามเชิงปฏบิ ตั ิการ (Defining Operation)
ทักษะการกาหนดนิยามเชิงปฏิบัติการ หมายถึง การกาหนดความหมายและขอบเขตของ

สิ่งต่าง ๆ (ที่อยู่ในสมมติฐานท่ีต้องทดลอง) ให้เข้าใจตรงกัน และสามารถสังเกตหรือวัดไว้ รวมทั้งการกาหนด
ข้อความซึ่งใช้ส่ือความหมายในทางวิทยาศาสตร์ให้เป็นที่เข้าใจตรงกัน และเป็นประโยชน์ในการท่ีจะทาการ
ทดลอง หรือตรวจสอบได้ด้วยการกาหนดนิยามเชิงปฏิบัติการ จึงมีจุดประสงค์เพ่ือให้เข้าใจตรงกันและให้สังเกต
หรือวัด หรือตรวจสอบได้งา่ ย

13) ทักษะการตีความหมายขอ้ มูลและลงข้อสรุป (Interperting Data and Making)
ทักษะการแปลความหมายข้อมูลหมายถึง ความสามารถในการบรรยายลักษณะ และสมบัติของ

ข้อมูลต่าง ๆ ท่ีมีอยู่ได้อย่างถูกต้องและเข้าเป็นท่ีใจตรงกัน ไม่ว่าข้อมูลน้ันจะนาเสนอในรูปแบบใด เช่น ในรูปของ
กราฟ แผนภาพ แผนที่ หรืออนื่ ๆ

การลงข้อสรปุ หมายถึง การบอกความสมั พนั ธข์ องข้อมูลทีม่ ีอยู่ ทกั ษะการลงความเหน็ จากขอ้ มลู
เปน็ การเพิ่มความคิดเหน็ ให้กับข้อมูลทไี่ ด้จากากรสงั เกตอย่างมเี หตผุ ลโดยอาศัยความรหู้ รอื ประสบการณ์เดิมมา
ชว่ ย

3.4 โครงงานวิทยาศาสตร์
3.4.1 ความหมายของโครงงานวิทยาศาสตร์
โครงงานวิทยาศาสตร์ หมายถึง การศึกษาเพื่อพบข้อความรู้ใหม่ ส่ิงประดิษฐ์ใหม่ ๆ ทางวิทยาศาสตร์

ด้วยตัวของผู้เรียนเอง โดยใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ในการแก้ปัญหา โดยมีครูอาจารย์และผู้เช่ียวชาญเป็นผู้ให้
คาปรกึ ษา

3.4.2 ประเภทของโครงงานวิทยาศาสตร์
1) โครงงานประเภทการทดลอง เป็นโครงงานท่ีมีการออกแบบการทดลองเพื่อศึกษาผลของตัวแปร

อิสระที่มีต่อตวั แปรตาม โดยควบคุมตัวแปรอืน่ ๆ ทจี่ ะมีผลต่อการทดลอง
2) โครงงานประเภทการสารวจรวบรวมข้อมูล เป็นโครงงานท่ีมีการสารวจรวบรวมข้อมูล แล้วนามา

จาแนกเปน็ หมวดหมู่ นาเสนอในแบบต่างๆ เพ่อื ใหเ้ หน็ ลกั ษณะ หรือความสมั พนั ธข์ องเรอ่ื งท่ศี กึ ษาไดช้ ดั เจนขนึ้
3) โครงงานประเภทการสรา้ งส่ิงประดิษฐ์ เป็นโครงงานที่เก่ียวกับการประยุกต์ทฤษฎี หรือหลักการทาง

วิทยาศาสตร์มาประดิษฐ์เครื่องมือเครื่องใช้ หรืออุปกรณ์เพ่ือประโยชน์ใช้สอยต่าง ๆ อาจคิดประดิษฐ์ของใหม่
หรือปรบั ปรงุ ดัดแปลงของเดมิ ท่ีมีอยู่แลว้ ให้มีประสทิ ธิภาพสงู ขึน้

4) โครงงานประเภทการสร้างทฤษฎีและหลักการ เป็นโครงงานที่ได้เสนอทฤษฎี หลักการ หรือ
แนวความคิดใหม่ ๆ ซ่ึงอาจอยู่ในรูปของสูตร สมการ หรือคาอธิบายก็ได้ โดยผู้เสนอได้ตั้งกติกา หรือข้อตกลงนั้น
หรอื อาจใชก้ ตกิ าและข้อตกลงเดมิ มาอธบิ ายปรากฏการณ์ต่าง ๆ ในแนวใหม่ อาจเสนอหลักการ แนวความคิด หรือ

15

จินตนาการที่ยังไม่มีใครคิดมาก่อน อาจเป็นการขัดแย้งหรือขยายทฤษฎีเดิม แต่จะต้องมีข้อมูลหรือทฤษฎีอ่ืนมา
สนับสนนุ อ้างองิ

3.4.3 ขั้นตอนการทาโครงงานวทิ ยาศาสตร์
ขน้ั ที่ 1 การคดิ และเลือกช่อื เรือ่ งหรอื ปญั หาท่ีจะศึกษา
ข้ันที่ 2 การวางแผนในการทาโครงงาน
ขั้นท่ี 3 การลงมือทาโครงงาน
ข้นั ท่ี 4 การเขยี นรายงาน
ข้นั ท่ี 5 การแสดงผลงาน

3.4.4 การเขียนรายงานสรุปการสรา้ งโครงงานวิทยาศาสตร์
บทที่ 1 บทนา
- ท่มี าและความสาคัญ (บอกถึงเหตผุ ลท่เี ลอื กปัญหาเรื่องน้ัน ๆ)
- จดุ มงุ่ หมายของการศึกษา(ควรชดั เจน แคบ ไม่ครอบจกั รวาล)
- ขอบเขตของการศกึ ษาคน้ ควา้ (เปน็ การกาหนดทีเ่ ราจะทาวา่ มีปริมาณเพยี งใด)
- สมมติฐานของการศึกษา (การคาดคิดผล ความน่าจะเป็นของผลที่จะศึกษา โดยอาศัยการ

ทฤษฎเี ปน็ แนวทางในการคาดคะเน ซง่ึ อาจจะเป็นจรงิ หรอื ไมก่ ไ็ ด้)
- ข้อตกลงเบือ้ งต้นและศพั ท์ท่ีใช้ในการศึกษา (เปน็ เงอ่ื นไขทเี่ รากาหนดเพ่ือใหเ้ ข้าใจตรงกัน)

บทท่ี 2 เอกสารท่เี ก่ยี วข้อง
เป็นการอ้างอิงหรือกล่าวถึงข้อมูลซึ่งเป็นเร่ืองที่เกี่ยวข้องกับเร่ืองที่เรากาลังจะศึกษาไม่ว่าจะเป็น

ผลที่สนับสนุน เป็นทฤษฎีเป็นผลการทดลองที่ใกล้เคียงเก่ียวข้องกับงานของเราและที่จาเป็นต้องกล่าวอ้างอิง
แหลง่ ท่ีมาของขอ้ มลู น้ัน ๆ ด้วย

บทที่ 3 วธิ ีการทดลอง
ในบทนี้จะต้องแสดงวิธีการทดลองอย่างละเอียดว่าเรามีขั้นตอนการดาเนินงานอย่างไร และ

ขั้นตอนเหล่าน้ัน เราปฏิบัติอย่างไร โดยเขียนบรรยายถึงวิธีการทดลองหรือการสร้าง การประดิษฐ์ การสารวจ
(แล้วกรณี) อย่างชัดเจนโดยคานึงว่าถ้าผู้มาอ่านเอกสารของเราแล้วสามารถนาวิธีการที่เราแนะนาไว้กลับไปทาซ้า
เช่นเดียวกันแล้วจะต้องผลเหมือนกัน การบอกวิธีการทดลอง บอกทั้งวิธีการ ข้ันตอนและอุปกรณ์อย่างละเอียด
โดยมองถงึ การปฏิบตั ิ

16

บทท่ี 4 ผลการทดลอง (ผลการศึกษาคน้ ควา้ )
เปน็ ข้อมูลที่เหมาะสมทางวทิ ยาศาสตร์ เช่น เปน็ ตารางขอ้ มูล เปน็ กราฟต้องแสดงผลการหรือการ

ค้นคว้าจากบทท่ีเป็นภาพ โดยออกแบบให้สอดคล้องกับตัวแปรที่เก่ียวข้อง แต่ละตารางข้อมูลต้องมีการแปรผล
ข้อมูลไว้ดว้ ย

บทท่ี 5 สรุปและอภิปรายผลการทดลอง
เป็นการนาผลการทดลองจากบทที่ 4 มาอภิปรายพร้อมเหตุผลจากทฤษฎีเพื่อช้ีให้เห็นถึงผลการ

ทดลองน้นั ๆ สอดคลอ้ งกบั วัตถุประสงค์หรอื ไม่ อย่างไรพรอ้ มทัง้ การเสนอแนะการนาผลการทดลอง

3.4.5 หลกั การเขียนเคา้ โครงโครงของโครงงานวทิ ยาศาสตร์
การเขยี นเค้าโครงของโครงงานวทิ ยาศาสตร์ มหี ลักการเขียนดังน้ี
1. ชือ่ โครงงาน เป็นสงิ่ สาคญั ประการแรก เพราะช่ือโครงงานจะช่วยโยงความคิดไปถึงวัตถุประสงค์ของ

การทาโครงงานวิทยาศาสตร์ และควรกาหนดชื่อโครงงานให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์หลัก ช่ือเร่ืองที่ดีควร
กะทดั รัด ชัดเจน และมคี วามหมายตรงกบั วตั ถปุ ระสงค์ท่ีศกึ ษา

2. ผูจ้ ัดทาโครงงาน การเขียนชอ่ื ผูร้ ับผิดชอบโครงงานวิทยาศาสตร์ เปน็ สิ่งดเี พื่อจะได้ทราบว่าโครงงาน
นั้นอยู่ในความรบั ผดิ ชอบของใครและสามารถติดตามไดท้ ใ่ี ด โครงงานระดบั ปวช. ใชผ้ เู้ รยี น 3 คนตอ่ กลุ่ม และ
ระดับ ปวส. ใช้ผเู้ รยี น 2 คนต่อกลุ่ม

3. ช่ืออาจารยท์ ี่ปรกึ ษาโครงงาน การเขียนชือ่ ผ้ใู ห้คาปรึกษาควรใหเ้ กยี รตยิ กย่องและเผยแพร่ รวมท้งั
ขอบคุณท่ีไดใ้ หค้ าแนะนาการทาโครงงานวทิ ยาศาสตร์จนบรรลเุ ป้าหมาย

4. ท่ีมาและความสาคัญของโครงงาน เป็นการเขียนหลักการทฤษฎี แนวคิด เชิงเหตุผลว่าทาไมจึง
เลือกทาโครงงานเรื่องนี้ มีความสาคัญอย่างไร ควรอธิบายให้ชัดเจนว่าทาไมต้องทา ทาแล้วได้อะไร หากไม่ทา
จะเกดิ ผลเสียอยา่ งไร ซึง่ มหี ลักการเขียนคลา้ ยการเขียนเรยี งความทว่ั ไป ประกอบดว้ ย 3 ส่วน คอื

ส่วนท่ี 1 เกร่ินนา เป็นการบรรยายถึงนโยบาย เกณฑ์ สภาพท่ัวๆ ไป หรือปัญหาที่มีส่วน
สนับสนนุ ให้รเิ รมิ่ ทาโครงงานวทิ ยาศาสตร์

ส่วนท่ี 2 เน้ือเรื่อง อธิบายถึงรายละเอียดเช่ือมโยงให้เห็นประโยชน์ของการทาโครงงาน
วิทยาศาสตร์ โดยมี หลักการ ทฤษฎีสนับสนุนเรื่องท่ีศึกษา หรือการบรรยายผลกระทบ ถ้าไม่ทาโครงงานเร่ือง
นี้ โดยมีการอา้ งองิ ของผูอ้ ่นื อยา่ งน้อย 1-2 แหง่

ส่วนท่ี 3 สรุป สรุปถึงความจาเป็นท่ีต้องดาเนินการตามส่วนท่ี 2 เพ่ือแก้ไขปัญหา ค้น
ข้อความรูใ้ หม่ ค้นสงิ่ ประดิษฐ์ใหมใ่ ห้เป็นไปตามเหตุผลส่วนท่ี 1

17

5. วัตถุประสงค์ของการทาโครงงาน เป็นการกาหนดจุดมุ่งหมายปลายทางท่ีต้องการให้เกิดจากการทา
โครงงานวิทยาศาสตร์ ในการเขยี นวัตถปุ ระสงค์ ตอ้ งเขียนใหช้ ดั เจน วดั ได้ ทาได้ อ่านเข้าใจง่าย สอดคล้องกับ
ชอ่ื โครงงาน หากมีวตั ถปุ ระสงค์หลายประเด็น ให้ระบุเป็นข้อๆ โดยให้เขียนวัตถุประสงค์หลักหรือวัตถุประสงค์ท่ี
มีความสาคัญมากท่ีสุด ไว้เป็นข้อที่ 1 ต่อด้วยวัตถุประสงค์ลาดับรองต่อไป ส่ิงสาคัญของวัตถุประสงค์ไม่ใช่
ประโยชน์ กล่าวคือ วัตถุประสงค์จะต้องวัดได้ เก็บข้อมูลได้ และปรากฏผลในบทท่ี 4 อย่างครบถ้วน ส่วน
ประโยชน์เป็นสงิ่ ทเ่ี กดิ ข้ึนหลงั จากการทดลองแตผ่ ู้ศึกษาไมไ่ ดเ้ ก็บข้อมลู และปรากฏผลการทดลอง

6. สมมติฐานของการศึกษา เปน็ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่ผู้ทาโครงงานต้องให้ความสาคัญ
เพราะจะทาให้เป็นการกาหนดแนวทางในการออกแบบการทดลองไดช้ ัดเจนและรอบคอบ ซึ่งสมมตฐิ าน เป็นการ
คาดคะเนคาตอบของปัญหาอย่างมีหลกั การและเหตผุ ล ตามหลักการ ทฤษฎี รวมท้ังผลการศกึ ษาของโครงงานที่
ได้ทามาแล้ว

7. ขอบเขตของการทาโครงงาน ผ้ทู าโครงงานวิทยาศาสตร์ ต้องให้ความสาคัญต่อการกาหนดขอบเขต
การทาโครงงาน เพอื่ ให้ได้ผลการศึกษาที่น่าเชอ่ื ถอื ซึง่ ได้แก่ การกาหนดประชากรและกลมุ่ ตัวอย่าง และตัวแปร
ที่ศึกษา

(1) การกาหนดประชากรและกลุ่มตัวอย่างท่ีศึกษา เป็นการกาหนดประชากรที่ศึกษา อาจ
เป็นคน หรอื สตั ว์ หรอื พืช ชื่อใด กลุม่ ใด ประเภทใด อยู่ที่ไหน เม่อื เวลาใด โดยท่ีกลุ่มตัวอย่างจะต้องมีขนาด
เหมาะสมในการเปน็ ตวั แทนของประชากรท่สี นใจศึกษา

(2) ตัวแปรท่ีศึกษา ได้แก่ ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม และตัวแปรควบคุม ดังได้กล่าวมาแล้ว
ซ่ึงในการศึกษาโครงงานวิทยาศาสตร์ ส่วนมากมักเป็นการศึกษาความสัมพันธ์เชิงเหตุและผล หรือความสัมพันธ์
ระหว่างตัวแปรต้ังแต่ 2 ตัวแปรขึ้นไป การบอชนิดของตัวแปรอย่างถูกต้องและชัดเจน รวมทั้งการควบคุมตัว
แปรทีไ่ มส่ นใจศึกษา เป็นทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ท่ีผู้ทาโครงงานวิทยาศาสตร์ต้องเข้าใจ ตัวแปรใดที่
ศึกษาเป็นตัวแปรต้น ตัวแปรใดที่ศึกษาเป็นตัวแปรตาม และตัวแปรใดท่ีศึกษาที่ต้องเป็นตัวแปรควบคุมเพ่ือเป็น
แนวทางการออกแบบการทดลอง

8. วิธีดาเนินการ เป็นส่วนท่ีสาคัญในการเขียนเค้าโครงเน่ืองจากจะช่วยให้งานบรรลุตามวัตถุประสงค์
ของการทาโครงงาน การเขียนวิธีดาเนินการให้ระบุกิจกรรมให้ชัดเจนว่าจะทาอะไรบ้างเรียงลาดับกิจกรรมก่อน
และหลงั ใหช้ ดั เจน เพอื่ สามารถนาไปปฏบิ ัติอย่างตอ่ เน่อื งและถูกต้อง มสี ่วนประกอบทีส่ าคัญ 3 ส่วน ดงั น้ี

1) ขนั้ ตอนการปฏบิ ตั ิ
2) การเกบ็ รวบรวมข้อมูล
3) การวิเคราะห์ขอ้ มูล

18

9. ผลท่ีคาดว่าจะได้รับหรือประโยชน์ท่ีคาดว่าจะได้รับ เป็นการคาดหวังถึงผลการดาเนินการตาม
โครงการ ในการเขียนตอ้ งคาดคะเนเหตุการณว์ า่ เม่อื ได้ทาโครงงานวิทยาศาสตร์ส้ินสุดลงใครเป็นผู้ได้รับประโยชน์
อย่างไรและได้รับมากน้อยเพียงใด ผลท่ีได้รับจะต้องสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ท่ีศึกษา ท่ีสาคัญผลท่ีคาดว่าจะ
ได้รับไม่ใช่วัตถุประสงค์ที่ศึกษาซ่ึงผู้ศึกษาควรระมัดระวังในการเขียนเก่ียวกับการนาผลที่คาดว่าจะได้รับโดยไม่นา
ข้อนี้ไปไวใ้ นหวั ข้อวัตถุประสงค์ท่ศี ึกษา เพราะวา่ วัตถุประสงค์การศึกษาสามารถวัดได้ เก็บข้อมูลได้และปรากฏผล
ในผลการดาเนนิ งาน ส่วนผลที่คาดว่าจะได้รบั จะไมป่ รากฏในผลการดาเนนิ งาน

10. แผนการดาเนินงาน การทาโครงงานวิทยาศาสตร์ ต้องกาหนดตารางเวลาดาเนินการทุกข้ันตอน
เพราว่าการทาตารางเวลาจะเป็นประโยชน์ให้ดาเนินการอย่างต่อเน่ือง เป็นประโยชน์ต่อการติดตามประเมินผล
การดาเนนิ งานแต่ละขั้นตอน จนส้ินสดุ การทาโครงงานน้ัน

แผนการดาเนนิ งาน ประกอบดว้ ย 3 องคป์ ระกอบ ได้แก่
1) ระยะเวลาดาเนนิ งาน กาหนดเป็นช่วงเวลาต้งั แต่เร่มิ จนเสรจ็ ส้นิ
2) สถานทดี่ าเนนิ การ ควรระบุสถานท่ีทา อาจเปน็ สถานศกึ ษา หรืออน่ื ๆ
3) ปฏิทินดาเนินการ ควรระบุใหส้ อดคล้องกับระยะเวลาท่ีดาเนินงานในลักษณะของช่วงเวลาท่ี

คาดว่าสามารถดาเนนิ การได้
11. เอกสารอ้างอิง เป็นรายช่ือเอกสารที่นามาอ้างอิงเพ่ือประกอบการทาโครงงานวิทยาศาสตร์

ตลอดจนการเขียนรายงานการทาโครงงานวทิ ยาศาสตร์ ควรเขยี นตามหลักการทนี่ ยิ มกนั
การอ้างอิง หมายถึง การรวบรวมประเด็น สรุปเรื่องราว ตัดตอน หรือคัดลอกข้อความจาก

สารสนเทศมาเขียนไว้ในงานเขียนของตน พร้อมท้ังแสดงรายละเอียดแหล่งที่มาของข้อมูล มี 2 แบบ คือ การ
อ้างอิงในเน้ือหา และการอ้างอิงแยกจากเน้ือหา และรายช่ือของสารสนเทศ ท่ีผู้เขียนใช้ประกอบการเขียน
จะตอ้ งนามารวบรวมไวใ้ นตอนทา้ ยของงานเขยี น ซึ่งเรียกว่า เอกสารอา้ งอิงหรอื บรรณานกุ รม

บรรณานุกรม เป็นรายช่ือสารสนเทศหรือข้อมูลจากแหล่งอ่ืนๆ ท่ีผู้เขียนใช้ประกอบการศึกษา
ค้นคว้า แล้วนามาเรียบเรียงเป็นข้อเขียน หรือเป็นรายการที่ผู้เขียนเห็นว่ามีข้อมูลที่เก่ียวข้องกับเน้ือหา หรือ
อยากให้ผู้อ่านได้อ่านเพิ่มเติมซึ่งจะต้องทาตามรูปแบบท่ีกาหนด ซึ่งเป็นคุณธรรม จริยธรรมในการใช้สารสนเทศ
และเปน็ การแสดงความนา่ เชื่อถือของรายงานนั้นๆ

วตั ถปุ ระสงคข์ องการอา้ งองิ แหลง่ ข้อมูล
1) เพ่อื ใหข้ อ้ เขยี นมนี ้าหนักและได้รับความน่าเช่อื ถือมากยง่ิ ขนึ้
2) เพอ่ื ใหผ้ อู้ า่ นท่สี นใจเรื่องใดเรือ่ งหนง่ึ สามารถคน้ หารายละเอียดจากเอกสารต้นฉบบั ได้

19

3) การอ้างอิงงานวจิ ัย ผอู้ า่ นจะไดท้ ราบว่ามใี ครทาวิจัยเรอื่ งน้บี ้าง ทาใหค้ ้นควา้ เพ่มิ เตมิ ได้
4) เพื่อเป็นการให้เกียรตแิ ละเปน็ การเผยแพร่ช่ือเสยี งแกเ่ จา้ ของผลงานที่นามาอา้ ง
5) ผู้เขยี นไดแ้ สดงออกถงึ ความเปน็ นกั วชิ าการที่มจี รรยาบรรณของการใชผ้ ลงานผ้อู น่ื
สาหรบั ในสว่ นของการเขยี นเคา้ โครงของโครงงานวทิ ยาศาสตรใ์ ห้ระบุเอกสารอ้างองิ บางส่วน
เฉพาะรายการที่สาคัญที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ศึกษา เพื่อใช้เป็นแนวคิดในการเขียนท่ีมาและความสาคัญของ
โครงงานในการเสนอโครงงานเพ่ือขออนุมัติโครงงานวทิ ยาศาสตร์

4. แบบฝึกหดั /แบบทดสอบ
แบบฝึกหัด

หนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี 1 ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์

คาชแ้ี จง จงตอบคาถามต่อไปน้ใี ห้ถูกตอ้ ง
1. วิทยาศาสตร์ หมายถึงอะไร

............................................................................................................................. ..................................................
............................................................................................................................. ..................................................

2. วิธกี ารทางวิทยาศาสตร์ มีกข่ี นั้ ตอน อะไรบ้าง
............................................................................................................................................................. ..................
................................................................................................................ ...............................................................

3. ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตรข์ ั้นพ้นื ฐานหมายถึงอะไร มีก่ีทักษะ อะไรบ้าง
............................................................................................................................. ..................................................
...............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ..................................................
............................................................................................................................. ..................................................

4. ข้อมูลจากการสงั เกตมี 3 ประเภท อะไรบ้าง
............................................................................................................................. ..................................................
...............................................................................................................................................................................

5. จงยกตัวอยา่ งข้อความทีแ่ สดงวา่ มีทกั ษะการสงั เกตเชงิ ปริมาณมา 1 ขอ้ ความ
...............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ..................................................
............................................................................................................................. ..................................................

20

6. ทกั ษะการหาความสัมพันธ์ระหวา่ งสเปสกบั เวลา หมายถึงอะไร
............................................................................................................................................ ...................................
............................................................................................... ................................................................................
............................................................................................................................. ..................................................
............................................................................................................................. ..................................................

7. ทักษะการคานวณ หมายถึงอะไร
............................................................................................................................. ..................................................
...............................................................................................................................................................................

8. ในการทดลองจะต้องมีกิจกรรมก่ขี น้ั ตอน อะไรบ้าง
............................................................................................................... ................................................................
............................................................................................................................. ..................................................

9. ตัวแปรควบคุม หมายถงึ อะไร
............................................................................................................................. ..................................................
...............................................................................................................................................................................

10. ยกตวั อยา่ งของการตั้งสมมติฐานมา 3 ตัวอยา่ ง
................................................................................................... ............................................................................
............................................................................................................................. ..................................................
............................................................................................................................. ..................................................

21

แบบทดสอบ
หน่วยท่ี 1 ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

คาชี้แจง: 1 ขอ้ สอบมจี านวน 15 ข้อ
2. ใหน้ ักเรยี นเขยี นเครื่องหมาย X ข้อทีเ่ ห็นวา่ ถูกตอ้ งทส่ี ุดเพียงข้อเดียวลงในกระดาษคาตอบ

1. ข้อใดต่อไปน้ีกลา่ วไม่ถูกต้องเกี่ยวกบั วทิ ยาศาสตร์ 8. ขอ้ ใดเป็นเป็นการสังเกตข้อมูลเชงิ ปรมิ าณ 22

ก. คาวา่ วทิ ยาศาสตร์ตรงกับภาษาอังกฤษว่า Science ก. สุนขั มขี นสีนา้ ตาล ตวั ใหญ่

ข. วทิ ยาศาสตรเ์ ปน็ ความรู้ท่ีได้มาด้วยกระบวนการ ข. ตะกรา้ ใส่สารเคมีมีรูปทรงสเ่ี หลีย่ มผนื ผา้

แสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ค. ในหอ้ งเรียนมเี ก้าอป้ี ระมาณ 32 ตวั

ค. วทิ ยาศาสตร์เป็นสิง่ ล้ีลบั ไม่สามารถพิสจู น์ได้ ง. หยดน้าหมกึ ลงไปในแกว้ นา้ เมอื่ เวลาผา่ นไป 1 นาที

ง. วทิ ยาศาสตร์ คอื องคค์ วามรู้ทมี่ ีแบบแผนพิสจู นไ์ ด้ น้าในแก้วเป็นสีนา้ เงิน

2. การแสวงหาความรโู้ ดยวธิ กี ารทางวิทยาศาสตรม์ ีก่ีข้นั ตอน 9. บคุ คลใดใชเ้ คร่ืองมือวัดไดเ้ หมาะสมท่ีสุด

ก. 2 ข้ันตอน ข. 3 ข้นั ตอน ก. ดารงใชห้ ลอดทดลองวัดปรมิ าตรของนา้

ค. 4 ขั้นตอน ง. 5 ขน้ั ตอน ข. สาเริงใช้เวอรเ์ นียร์คาลิปเปอรว์ ดั ความยาวของโต๊ะเรียน

3. ขอ้ ใดไม่ใช่ขั้นตอนของวธิ ีการทางวทิ ยาศาสตร์ ค. สมจติ ใชไ้ มเ้ มตรวดั ความยาวของตะปู

ก. การพยากรณ์ ง. กาจรใช้กระบอกตวงวดั ปริมาตรของสารละลาย

ข. การระบุปัญหา กรดไฮโดรคลอริก

ค. การสรปุ ผลการทดลอง 10. การท่นี ักเรียนแยกสตั ว์ที่อย่รู วมกนั ออกเป็น 2 กลมุ่

ง. การทดลอง คอื กลุ่มสัตวท์ เี่ ลี้ยงลูกด้วยนม และกลุม่ สัตวท์ ่ีไม่ได้เล้ยี ง

4. การต้ังสมมตฐิ านเป็นขนั้ ตอนใดของวธิ กี ารทาง ลูกดว้ ยนม แสดงวา่ ผเู้ รียนมคี วามสามารถในการใช้

วิทยาศาสตร์ ทักษะดา้ นใด

ก. ข้ันตอนท่ี 1 ข. ขน้ั ตอนที่ 2 ก. ทกั ษะการสงั เกต ข. ทกั ษะการวดั

ค. ขั้นตอนที่ 3 ง. ข้นั ตอนท่ี 4 ค. ทักษะการทดลอง ง. ทักษะการจาแนกประเภท

5. ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรข์ ั้นพื้นฐานมกี ่ีทกั ษะ 11. ในการศึกษาเพ่ือหาขนาดของวัตถรุ ปู ทรงเรขาคณิตท่ี

ก. 5 ทกั ษะ ข. 8 ทักษะ อาจารย์จัดเตรียมให้ผเู้ รียนตอ้ งใชท้ ักษะดา้ นใด

ค. 13 ทกั ษะ ง. 15 ทกั ษะ ก. ทักษะการสังเกต

6. ขอ้ ใดไมใ่ ช่ทักษะกระบวนการข้นั ผสม ข. ทักษะการวัด

ก. ทักษะการตง้ั สมมตฐิ าน ค. ทกั ษะการทดลอง

ข. ทกั ษะการทดลอง ง. ทกั ษะการจดั กระทาขอ้ มูล

ค. ทักษะการกาหนดและควบคมุ ตวั แปร 12. นักเรยี นต้ังสมมติฐานว่า “ถา้ อัตราการทางานของ

ง. ทักษะการคานวณ เอนไซมข์ นึ้ อย่กู บั อุณหภูมิ ดังน้นั ถา้ อณุ หภูมิตา่ งกัน การ

7. หัวใจสาคญั ของทกั ษะการสงั เกต คือข้อใด ทางานของเอนไซมจ์ ะแตกต่างกัน” ตัวแปรตน้ ใน

ก. ไมใ่ สค่ วามคิดเห็นลงไปในผลการสังเกต สมมติฐานดงั กลา่ วคือข้อใด

ข. พิจารณารายละเอยี ดแลว้ สรปุ ผล ก. ความแตกต่างของอุณหภูมิ

ค. วดั ปรมิ าณของสงิ่ ท่ีสงั เกตทุกคร้ัง ข. ความเข้มขน้ ของเอนไซม์

ง. บนั ทึกผลการสังเกตลงในตารางแลว้ สรปุ ผล ค. การทางานของเอนไซม์

ง. ชนดิ ของเอนไซม์

23

13. “อกี 2 เดือนข้างหนา้ ต้นมะละกอจะสูงกวา่ นี้ เพราะ
ตน้ ไมเ้ จริญเติบโตทกุ วนั ” คาพดู ขา้ งต้นเป็นทักษะใด

ก. ทักษะการสังเกต
ข. ทักษะการคานวณ
ค. ทักษะการทดลอง
ง. ทกั ษะการพยากรณ์
14. “ของแขง็ หมายถึง สารที่มแี รงยดึ เหนยี่ วระหวา่ ง
อนภุ าคมาก ทาให้อนภุ าคอยใู่ กลช้ ิดกัน ไม่เปล่ียนแปลง
ไปตามรูปรา่ งของภาชนะทีบ่ รรจุ” จัดเป็นทกั ษะใด
ก. ทกั ษะการสังเกต
ข. ทักษะการตงั้ สมมตฐิ าน
ค. ทักษะการกาหนดนยิ ามเชงิ ปฏิบตั ิการ
ง. ทกั ษะการคานวณ
15. สิ่งท่ีเปน็ เหตใุ หเ้ กดิ ผลต่างๆ ท่ตี อ้ งการศึกษาในขณะทา
การทดลอง เรียกว่าตวั แปรประเภทใด
ก. ตวั แปรต้น
ข. ตวั แปรตาม
ค. ตวั แปรควบคมุ
ง. ถกู ทั้ง ก และ ข

24

5. เอกสารอ้างอิง
จุติมา จนั ทรต์ ระกลู และนภดล ทองอย่สู ขุ . วิทยาศาสตร์เพือ่ พัฒนาทกั ษะชวี ติ (2000-1301).
กรงุ เทพฯ : สานกั พิมพเ์ อมพนั ธ,์ 2557.

6. ภาคผนวก (เฉลยแบบทดสอบ)

เฉลยแบบทดสอบ
หน่วยท่ี 1 ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

1. ง
2. ก
3. ก
4. ข
5. ข
6. ง
7. ก
8. ค
9. ก
10. ง
11. ข
12. ก
13. ง
14. ค
15. ก

25

ใบงานท่ี 1.1 หน่วยที่ 1
สอนคร้งั ท่ี 1 (ชวั่ โมงที่ 3)
หลักสูตรประกาศนยี บัตรวชิ าชีพ
เวลา 30 นาที
รหสั วชิ า 20000-1301
ช่อื วชิ า วทิ ยาศาสตรเ์ พ่ือพฒั นาทกั ษะชีวติ
ชอ่ื งาน หนว่ ยในการวดั

1. จุดประสงค์เชิงพฤตกิ รรม
1.1 นาความรทู้ ่ีได้รับไปใช้เพื่อการจัดทาโครงงานวทิ ยาศาสตรท์ ่ีมคี ณุ ภาพได้
1.2 ใหม้ เี จตคตทิ ีด่ ีต่อวชิ าวทิ ยาศาสตร์ และกจิ นสิ ัยทีด่ ใี นการทางาน

2. สมรรถนะ
- แสดงความรู้เกี่ยวกับความหมายของวิทยาศาสตร์ วิธีการทางวิทยาศาสตร์ และทักษะกระบวนการทาง

วทิ ยาศาสตร์

3. เคร่อื งมือ วสั ดุ และอปุ กรณ์
- สมุด ปากกา ที่ใชใ้ นการบันทกึ ข้อมูล

4. ลาดับขั้น(การทดลอง/การปฏบิ ตั ิงาน)
คาชแ้ี จง ให้ผ้เู รยี นระบุหน่วยของปริมาณท่ีกาหนดให้แต่ละข้อ พร้อมท้งั สบื ค้นสญั ลักษณ์ของปรมิ าณที่

กาหนดใหด้ ้วย
1. พน้ื ทข่ี องสนามฟตุ บอล

............................................................................................................................. .................................................
2. อุณหภมู ิของหอ้ งเรียน

............................................................................................................................. .................................................
3. ปรมิ าณของนา้ ด่ืมย่หี ้อ

............................................................................................................................. .................................................
4.น้าหนักของนกั ฟุตบอล

............................................................................................................................................................................. .
5. มวลของหมากฝรั่ง 1 ห่อ

......................................................................................................... .....................................................................

26

6. ความยาวของสระนา้
............................................................................................................................. .................................................

7. ความหนาแน่นของนา้
..............................................................................................................................................................................

8. นายแดงออกแรงดนั รถยนตใ์ ห้เคล่ือนที่
...................................................................................................... ........................................................................

9. ความดนั ของอากาศ
............................................................................................................................. .................................................

10. รถเคล่อื นที่ดว้ ยความเรง่
............................................................................................................................. .................................................

5. การประเมินผล (ต้องระบุเกณฑก์ ารประเมินใหช้ ัดเจน)
- นกั เรียนทาใบงานได้ถกู ต้อง ร้อยละ 60 ถอื ว่าผา่ น

6. เอกสารอา้ งอิง:
จุตมิ า จันทร์ตระกูล และนภดล ทองอยู่สขุ . วทิ ยาศาสตร์เพื่อพัฒนาทกั ษะชวี ิต (2000-1301).
กรงุ เทพฯ : สานักพิมพเ์ อมพันธ,์ 2557.

27

ใบกจิ กรรม ท่ี 1.1 หน่วยท่ี 1
สอนครงั้ ท่ี 1 (ชว่ั โมงที่ 3)
หลกั สตู รประกาศนยี บัตรวิชาชีพ
เวลา 15 นาที
รหสั วิชา 20000-1301
ช่ือวิชา วิทยาศาสตรเ์ พือ่ พัฒนาทกั ษะชีวิต
ชือ่ เรอ่ื ง การจาแนกประเภทส่งิ มชี ีวิต

1. จดุ ประสงคเ์ ชิงพฤติกรรม
1.1 เพือ่ จาแนกประเภทส่ิงมชี วี ิตตามเกณฑท์ ี่กาหนดให้
1.2 ให้มเี จตคติที่ดีต่อวชิ าวิทยาศาสตร์ และกจิ นสิ ัยท่ดี ใี นการทางาน

2. สมรรถนะ
- แสดงความรู้เกี่ยวกับความหมายของวิทยาศาสตร์ วิธีการทางวิทยาศาสตร์ และทักษะกระบวนการทาง

วิทยาศาสตร์

3. เครอื่ งมือ วสั ดุ และอปุ กรณ์
3.1 สมดุ
3.2 ปากกา

4. ลาดบั กจิ กรรม
ให้ผูเ้ รียนจาแนกสัตวท์ ี่ร้จู ักและคนุ้ เคย โดยใช้เกณฑ์ตอ่ ไปน้ี
- สตั ว์ทีเ่ ลยี้ งลกู ด้วยนมกับสตั ว์ทไี่ ม่ไดเ้ ลย้ี งลกู ดว้ ยนม
- สัตวท์ ี่มีปีกกับสัตวท์ ี่ไมม่ ปี กี

5. การประเมนิ ผล (ต้องระบเุ กณฑ์การประเมนิ ให้ชัดเจน)
- นกั เรยี นจาแนกสัตวไ์ ดถ้ ูกต้อง รอ้ ยละ 60 ถือว่าผา่ น

6. เอกสารอ้างองิ :
จุติมา จนั ทรต์ ระกลู และนภดล ทองอย่สู ุข. วิทยาศาสตรเ์ พื่อพฒั นาทกั ษะชีวิต (2000-1301).
กรุงเทพฯ : สานักพิมพ์เอมพันธ์, 2557.

28

ใบมอบหมายงาน ที่ 1.1 หน่วยที่ 1

หลักสูตรประกาศนียบตั รวชิ าชพี สอนคร้ังที่ 2 (ชัว่ โมงที่ 5-7)

รหัสวชิ า 20000-1301 เวลา 3 ชวั่ โมง
ช่ือวิชา วทิ ยาศาสตรเ์ พ่อื พัฒนาทกั ษะชีวิต

ชื่อเร่อื ง การเขียนเคา้ โครงของโครงงานวทิ ยาศาสตรก์ บั หลกั ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง

1. จุดประสงคเ์ ชงิ พฤติกรรม
1.1 กาหนดหวั ข้อโครงงานและเขียนเค้าโครงของโครงงานวิทยาศาสตรไ์ ด้ถูกต้อง
1.2 อธิบายการบูรณาการหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี งได้ถูกต้องและชัดเจน
1.3 รู้จักการวางแผนทางานอยา่ งเปน็ ระบบ ขน้ั ตอน ทาใหร้ ู้จักวิธีการแกป้ ญั หาหลายวิธี
1.4 ฝกึ การเปน็ ผ้นู าและผตู้ ามท่ีดี ฝึกทักษะกระบวนการทางานดว้ ยตนเอง หรอื ร่วมกนั
1.5 ศกึ ษา คน้ ควา้ และแก้ปญั หาจากการทางาน มีบทบาทและส่วนร่วมในการเรียนรู้

2. สมรรถนะ
- แสดงความรู้และปฏบิ ตั ิเกยี่ วกบั การเขยี นเคา้ โครงของโครงงานวิทยาศาสตร์ได้

3. รายละเอียดของงานและแนวทางการปฏิบัตงิ าน
3.1 ใหน้ กั เรียนแบ่งกลุม่ ๆ ละ 4-5 คน และแบ่งหนา้ ทขี่ องแตล่ ะฝ่ายให้ชัดเจน
3.2 ให้สมาชิกของแต่ละกลุ่มระดมความคิด สืบค้นข้อมูล เพื่อคิดชื่อหัวข้อโครงงานวิทยาศาสตร์ท่ีจะทา โดย

ยดึ หลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียงเปน็ สาคญั และนาเสนอใหค้ รผู ้สู อนพจิ ารณาอีกครั้ง
3.3 เม่ือแต่ละกลุ่มคัดเลือกหัวข้อโครงงานได้แล้ว ให้แต่ละกลุ่มศึกษาใบความรู้เร่ืองการเขียนเค้าโครงของ

โครงงานวิทยาศาสตร์ และร่วมกันเขียนเค้าโครงของโครงงานวิทยาศาสตร์ตามแบบฟอร์มที่กาหนดให้ และเขียน
แผนผังการบูรณาการโครงงานวิทยาศาสตร์กับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และนาส่งครูผู้สอนเพ่ือ
ตรวจสอบความถกู ต้องสมบูรณ์ของโครงงาน

29

แบบเสนอเคา้ โครงของโครงงานวิทยาศาสตร์

ภาคเรยี นท่.ี .........ปกี ารศกึ ษา...................วิทยาลัยอาชีวศึกษาเพชรบรุ ี

1. ชอื่ โครงงานวิทยาศาสตร์
............................................................................................................................. .

2. ชื่อผจู้ ดั ทาโครงงาน
2.1 ……………………………………………………………………….…..สาขาวิชา.........................................................
2.2 …………………………………………………………………………...สาขาวชิ า..........................................................
2.3 …………………………………………………………………………...สาขาวชิ า..........................................................
2.4 ……………………………………………………………………….…..สาขาวชิ า..........................................................
2.5 …………………………………………………………………….……..สาขาวิชา..........................................................

3. ช่อื ครูทีป่ รึกษาโครงงาน
................................................................................................................................

4. ท่มี าและความสาคัญของโครงงาน
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

30

5. วตั ถุประสงคข์ องโครงงาน
5.1 ………………………………………………………………………………………………………………………………………………
5.2 ………………………………………………………………………………………………………………………………………………
5.3 ………………………………………………………………………………………………………………………………………………

6. สมมติฐานของการศกึ ษา
6.1 ………………………………………………………………………………………………………………………………………………
6.2 ………………………………………………………………………………………………………………………………………………
6.3 ………………………………………………………………………………………………………………………………………………

7. ขอบเขตของการทาโครงงาน
7.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ศกึ ษา ได้แก่
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………

7.2 ตัวแปรที่ศกึ ษา
(1) ตัวแปรต้น ไดแ้ ก่.............................................................................................................................
(2) ตัวแปรตาม ไดแ้ ก.่ ..........................................................................................................................
(3) ตัวแปรควบคุม ได้แก่......................................................................................................................

7.3 ระยะเวลาท่ีทาการศกึ ษา ต้ังแต่วันที่.............เดือน..................................................พ.ศ..................ถงึ
วนั ที่…………..เดอื น..................................................พ.ศ...................

8. วิธีดาเนินงาน
8.1 ข้ันตอนการปฏบิ ตั งิ าน

(1) กาหนดรูปแบบของโครงงานประเภททดลอง
……………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………

31

(2) วัสดอุ ุปกรณส์ าหรับการศึกษา
……………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………..

(3) ขนั้ ตอนการปฏบิ ัติ
............................................................................................................................. ..................................
...............................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ..................................
.............................................................................................................................................. .................
.................................................................................................................. .............................................
............................................................................................................................. ..................................

8.2 การเก็บรวบรวมข้อมลู
……………………………………………….…………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………….…………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………….………………………………………………………………………………..……
………………………………………….……………………………………………………………………………………………………….

8.3 การวเิ คราะห์ขอ้ มลู
………………………….………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………….………………………………………………………………………………………………………..……
…………………………………….………………………………………………………………………………………………………..……
…………………………………….………………………………………………………………………………………………………......
………………………….………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………….………………………………………………………………………………………………………......
………………………….………………………………………………………………………………………………………………………

32

9. ผลที่คาดวา่ จะได้รับ
…………………………………………………………………………….…………………………………………………………………...
……………………………………………………………………………………….……………………………………………………..……
……………………………………………………………………….………………………………………………………………………...
……………………………………………………………………………………….………………………………………………………...
…………………………………………………………………………….…………………………………………………………………...
……………………………………………………………………………………….……………………………………………………..……
………………………………………………………………………………….……………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………….………………………………………………………..

10. แผนการดาเนนิ งาน
10.1 ระยะเวลาดาเนนิ งาน ตั้งแต่วนั ที่...........เดอื น....................................พ.ศ.........................ถึง

วันท่.ี ..........เดอื น....................................พ.ศ.........................
10.2 สถานที่ดาเนินการ คือ.........................................................................................................................

10.3 ปฏิทินดาเนนิ การ ดังน้ี พ.ค. เดอื น/พ.ศ................... ก.ย. หมายเหตุ
มิ.ย. ก.ค. ส.ค.
รายการปฏบิ ตั ิ

1. เสนอเค้าโครงขออนุมัติ
2. เตรียมวัสดอุ ุปกรณ์
3. ดาเนนิ การศึกษาทดลอง
4. เกบ็ ข้อมลู
5. วเิ คราะห์ข้อมูล
6. สรุปและจัดทารายงาน
7. ดาเนนิ การสอบประเมนิ ผล
8. ส่งรายงานฉบับสมบรู ณ์

33

11. เอกสารอ้างองิ
............................................................................................................................. ................................................
.................................................................................. ...........................................................................................
............................................................................................................................. ................................................

ลงชอ่ื .................................................................ผูเ้ สนอโครงการวจิ ัย
(......................................................................................)

ลงชื่อ.................................................................ผูเ้ สนอโครงการวิจยั
(......................................................................................)

ลงชือ่ .................................................................ผู้เสนอโครงการวจิ ยั
(......................................................................................)

ลงช่อื .................................................................ผ้เู สนอโครงการวจิ ยั
(......................................................................................)

ลงชื่อ.................................................................ผเู้ สนอโครงการวิจัย
(......................................................................................)

34

แผนผังโครงงานวิทยาศาสตร์ เรือ่ ง..(ชือ่ เรื่องทที่ า)....
โดยบูรณาการหลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง

ความพอประมาณ

ความมเี หตุผล .................................................... การมีภมู ิค้มุ กัน
....................................................
.................................................... .................................................... ...................................................
.................................................... .................................................... ...................................................
.................................................... .................................................... ...................................................
.................................................... .................................................... ...................................................
.................................................... .................................................... ...................................................
.................................................... ...................................................
.................................................... โครงงาน เรื่อง ...................................................
……………………………

……………………

เง่ือนไขด้านความรแู้ ละทักษะ เงือ่ นไขด้านคณุ ธรรม จรยิ ธรรม คา่ นิยม

............................................................................... คณุ ลักษณะที่พึงประสงค์

............................................................................... ...............................................................................

............................................................................... ...............................................................................

............................................................................... ...............................................................................

ผลกระทบเพ่ือความสมดลุ พรอ้ มรับการเปล่ยี นแปลง

ดา้ นสงั คม ดา้ นเศรษฐกิจ ดา้ นวัฒนธรรม ด้านสิ่งแวดล้อม

……………………………………… ……………………………………… ……………………………………… ………………………………………

……………………………………… ……………………………………… ……………………………………… ………………………………………

……………………………………… ……………………………………… ……………………………………… ………………………………………

……………………………………… ……………………………………… ……………………………………… ………………………………………

35

4. กาหนดเวลาส่งงาน สง่ ในชวั่ โมงที่ 20

5. แนวทางการปฏิบตั งิ าน

ขนั้ ที่ 1 การคิดและเลอื กชือ่ เรื่องหรอื ปญั หาที่จะศึกษา
ขน้ั ท่ี 2 การวางแผนในการทาโครงงาน
ขน้ั ที่ 3 การลงมือเขยี นเค้าโครงของโครงงานวิทยาศาสตร์
ขน้ั ที่ 4 นาเสนอเคา้ โครงของโครงงานวิทยาศาสตร์

6. แหล่งข้อมลู ค้นคว้าเพิม่ เติม
6.1 หนงั สือเรียนวชิ าวทิ ยาศาสตรเ์ พื่อพฒั นาทักษะชีวติ
6.2 อินเตอรเ์ น็ต
6.3 ใบความรทู้ ่ี 1.1
6.4 ห้องสมดุ

7. การประเมนิ ผล
- ประเมินจากการทางานตามใบมอบหมายงาน โดยคะแนนไม่น้อยกวา่ รอ้ ยละ 60 ถอื ว่าผา่ นเกณฑ์


Click to View FlipBook Version