1
เทคโนโลยสี ารสนเทศและคอมพิวเตอร์ในอนาคต
จดั ทาโดย
นางสาววิลาสินี แก้วพ่วง
เลขนกั ศกึ ษา 6342040424
เสนอ
อาจารย์ บัวทพิ ย์ ชิตรตั น์
รายวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์
19-420-1011 3 (0-9-0)
2
คานา
เทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์ เป็นเทคโนโลยีท่ีเป็นส่วนหน่ึงของการใช้งานใน
ชีวิตประจําวันของสังคม องค์การ องค์กรและหน่วยงานต่างๆเพิ่มมากขี้นและเริ่มนําเทคโนโลยีใหม่ๆ
เข้ามาปรับใช้ในการทํางาน รายงานเล่มเป็นส่วนหนึ่งของรายวิชารายวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและ
คอมพิวเตอร์ 3 (0-9-0) และการนําสารสนเทศมาใช้ประโยชน์ประยุกต์ใช้งานในชีวิตประจําวัน และ
ศกึ ษาในศาสตร์ขน้ั สงู ที่เกยี่ วขอ้ งตอ่ ไปได้
นางสาววิลาสินี แกว้ พ่วง
สารบญั 3
ชอ่ื เรือ่ ง หน้าที่
AI 4-7
IOT 8-10
Hologram 11-18
AR & VR 19-24
Cloud computing 26-30
4
1.AI
AI (Artificial Intelligence)
ปัญญาประดษิ ฐ์ เปน็ เทคโนโลยีทีถ่ ูกกล่าวถึงบ่อยๆ ในชว่ งท่ผี า่ นมา เพราะเป็นสว่ นหน่ึงทีท่ ําให้เกิดดิจิทัลดิสรัป
ชัน เนื่องด้วยการทํางานท่ีเปรียบเสมือนมันสมองที่แทรกอยู่ในเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ ท่ีนําไปสู่การเพิ่ม
มูลค่าทางธุรกิจ และตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในอุตสาหกรรมต่างๆ เร็วกว่า และแม่นยําเอไอถูกนําไป
ประยุกต์ใช้ในทุกอุตสาหกรรม ตั้งแต่การควบคุมสายการผลิต วิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าจาก Big data การวิเคราะห์
ขอ้ มูลการลงทุนอตั โนมตั ิ ไปจนถงึ แอพพลิเคชนั ในสมาร์ทโฟนทเ่ี ราใช้กันอย่ทู ุกวนั ฯลฯ ที่เรามองไม่เห็นในประเทศ
ไทยเอง มีการใช้งาน AI เพื่อเข้ามามีส่วนช่วยในการพัฒนาธุรกิจ หลายหลายรูปแบบ อาทิ ในธุรกิจกลุ่มธนาคาร
ของไทย ต่างพฒั นา
AI (Artificial Intelligence) หรือ ปัญญาประดิษฐ์ เพ่ือมาให้บริการลูกค้าผ่านแอพพลิเคชัน ช่วยวิเคราะห์
ข้อมูลลูกค้าเพื่อเสนอ 'สินเช่ือ' ถึงมือ(ถือ)ของลูกค้า และอนุมัติสินเชื่อให้ลูกค้าแทนเจ้าหน้าที่ได้แลว้ อย่างไรก็ตาม
แม้ AI จะถกู พฒั นาไปมากและมศี ักยภาพชว่ ยมนุษย์ทํางานได้หลายรูปแบบ แต่ยงั คงไม่สามารถ "แทนที่" มนุษยไ์ ด้
ไปเสยี ทกุ อย่างไดใ้ นวันน้ี และ AI ทอ่ี ยู่ระหวา่ งพัฒนา หรือระบบยังไม่ดพี อกย็ ่อมผดิ พลาดได้เชน่ กัน
เมอื่ พูดถงึ การทํางานในยุคปัจจุบนั หนง่ึ สิง่ ทม่ี กี ารพฒั นามาอย่างต่อเนื่องและเขา้ มามบี ทบาทในการทํางานมาก
ยิ่งข้ึน ก็คงจะหนีไม่พ้นกับการทํางานด้วย AI หรือปัญญาประดิษฐ์ และอาจบอกได้ว่าAI คือหนึ่งในตัวการท่ีเข้ามา
ทํางานแทนมนุษย์ในรูปแบบต่างๆ จนอาจจะทําให้เราเข้าสู่ยุคหุ่นยนต์อย่างเต็มตัว ซึ่งในปัจจุบันท่ี AI เข้ามาน้ัน
ทําให้เกิด Digital Disruption ขึ้น ซึ่งเป็นการเปล่ียนแปลงที่เกิดข้ึนจากการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในรูปแบบใหม่แล
ส่งผลกระทบต่อการทาํ งานในรูปแบบเดิม แล้วเราจะอยู่ในยุคที่ AI เข้ามามีบทบาทไดอ้ ยา่ งไร
ก่อนอ่ืนต้องมาทาํ ความรู้จกั กันเสยี ก่อนวา่ AI หรอื ปญั ญาประดษิ ฐ์ คอื อะไร AI คอื เทคโนโลยที มี่ ีการออกแบบ
และพัฒนาใหม้ ีการทาํ งานเหมือนสมองมนุษย์โดยท่ีเนน้ ตอบโตก้ บั ผู้ใชง้ านโดยตรง โดยท่ี AI น้ัน จะเน้นเหตุผลและ
แนวคิดท่คี ล้ายหรือเลียนมนุษย์แบบเปน็ หลัก เพือ่ ใหส้ ามารถทํางานได้คล้ายมนุษย์มากท่สี ดุ และจาํ เป็นทจ่ี ะต้องมี
การประยุกต์ใช้อย่างต่อเนอื่ งเพ่อื ทจ่ี ะไดส้ ามารถใช้งาน AI ไดอ้ ยา่ งมีประสิทธภิ าพ
ทําไม AI ถึงมีความสําคัญในยุคปัจจุบัน เพราะด้วย AI หรือปัญญาประดิษฐ์นั้น คือหน่ึงในเทคโนโลยีที่มีการ
เรียนรู้ซํ้าๆ ผ่านการเก็บข้อมูลเดิมๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและด้วยความแม่นยํา สม่ําเสมอ โดยท่ีสามารถ
เรียนรู้แบบก้าวหน้าได้ ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาจากข้อมูลเดิมหรือการรบั ข้อมูลใหม่ นอกจากน้ีแล้ว ด้วยระบบท่ี
มีการพัฒนาอย่างต่อเน่ือง ทําให้ AI คือหนึ่งส่ิงท่ีเข้ามาช่วยในการทํางานได้อย่างประสิทธิภาพ และสามารถ
5
วิเคราะหข์ ้อมลู ได้มากกว่าเดิม ลึก และแมน่ ยํามากที่สุด โดยท่จี ะสามารถนําข้อมูลนน้ั ๆ มาประยุกต์ใช้ได้อย่าง
สูงสุด โดยเฉพาะการวิเคราะห์ข้อมูล Big Data ท่ี AI น้ันจะเข้ามาช่วยให้สามารถวิเคราะห์แบบจําลองได้
แม่นยํามากย่ิงขึ้น สําหรับมุมของคนทํางาน เราจําเป็นที่จะต้องมีการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง เพื่อพร้อม
รับมือกับการเปลี่ยนแปลงไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้และพัฒนาทักษะอย่างต่อเน่ือง ท้ังด้านการวิเคราะห์ข้อมูล
ขนาดใหญ่เพ่ือนํามาใช้งานในด้านธุรกิจโดยเฉพาะ และเพื่อเพิ่มทักษะด้านการต่อยอดและแปลงข้อมูลเชิง
เทคนิค ให้มาอยู่ในรูปแบบของภาพหรือย่อยข้อมูลให้เล็กลงและทําความเข้าใจได้ง่าย นอกจากน้ีแล้ว การฝึก
ทักษะการคิด วิเคราะห์ และแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนน้ัน ถือเป็นอีกหน่ึงทักษะท่ีสําคัญไม่แพ้กัน เพ่ือให้สามารถ
แก้ไขปัญหาที่มีความซับซ้อนได้ง่ายขึ้นได้อย่างดี อีกทั้งความสามารถในด้านทักษะเร่ืองการทํางาน การส่ือสาร
และความยืดหยุ่นในการทํางานน้ัน ก็จําเป็นท่ีจะต้องพัฒนาให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งข้ึน และสามารถ
ปรับเปลี่ยนวิธีการสื่อสารให้เหมาะสม รวมไปถึงทักษะความคิดสร้างสรรค์ท่ีจะเข้ามาช่วยให้สามารถฝึกด้าน
การคดิ ให้สามารถทาํ งานได้อยา่ งดอี ีกด้วย
YourNextU มาพร้อมกับแผนการเรียนเพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้ท่ีออกแบบมาเพ่ือคุณโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะ
เป็นการเพ่ิมทักษะตนเองในด้านการสื่อสาร การผลิตงานอย่างสร้างสรรค์ การทําความเข้าใจพฤติกรรมมนุษย์ ไป
จนถึงแผนการเรียนที่จะฝึกให้คุณสามารถใช้งาน Data และเคร่ืองมือเพ่ือทําการวิเคราะห์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
รวมไปถึงการฝกึ ทักษะสาํ หรับผู้นาํ สําหรับโลกอนาคต เพิ่มทักษะการจัดการและบริหารทีมให้มีประสิทธิภาพ และ
ในด้านการตอ่ ยอดธรุ กิจ ทคี่ ณุ สามารถเลือกเรยี นได้ตามต้องการ
ปัจจุบันเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือ Artificial Intelligence ถูกพัฒนาไปเป็น Solution ต่าง ๆ ที่ตอบ
โจทย์ธุรกิจมากมาย หลายๆ Solution ท่ีเกิดข้ึนก็มีส่วนเข้ามาช่วยเหลืองานของมนุษย์ได้เป็นอย่างดี ซ่ึงหาก
พิจารณาถึงข้ันตอนการพัฒนา จะพบความใกล้เคียงกับพัฒนาการของมนุษย์ไม่น้อยทีเดียว เพราะก่อนที่ AI จะ
ทํางานได้ตามวัตถุประสงค์นั้น ก็ต้องเรียนรู้การจําแนกข้อมูลขนาดใหญ่ การสรุปข้อมูลเป็น Insight แล้วนํามา
ตัดสินใจในข้ันสุดท้าย Digital Ventures จึงขอพาทุกท่านไปสํารวจรายละเอียดในแต่ละขั้นพัฒนาการของ AI
ตัง้ แตแ่ รกเร่ิมต้นจนปัจจุบันใหท้ กุ ทา่ นได้ทราบกัน
ช้นั อนบุ าล: รู้จกั Big Data ผ่านการมองเห็น ไดย้ นิ และอา่ นหนงั สอื
6
หากเราแบ่งพัฒนาการของปัญญาประดิษฐ์ตามพัฒนาการของมนุษย์ เราก็จะต้องสอนให้ปัญญาประดิษฐ์รู้จัก
กับสิ่งต่าง ๆ เสียก่อนผ่านการมองเห็น การได้ยิน และทําความเข้าใจภาษาการสื่อสารท่ีมนุษย์ใช้กัน อันเป็น
พ้ืนฐานของการทํางานร่วมกับมนุษย์ในด้านต่าง ๆ และเป็นข้ันทําความเข้าใจ Big Data ก่อนจะประมวลผลใน
อนาคต โดยเราสามารถแบ่งเทคโนโลยีทเ่ี ปน็ Features ได้ตามเป้าหมายการเรียนร้ทู ั้ง 3 ขอ้ ได้ดังน้ี
การมองเห็น เปน็ การสอนให้ AI รู้จักสิ่งทมี่ องเหน็ สามารถจาํ แนกประเภทไปจนถึงระบสุ ่ิงท่ีมองเหน็ ได้ ไมว่ า่ จะ
เป็นสิ่งของ สถานท่ี ตัวอักษร ไปจนถึงจําแนกบุคคลด้วยใบหน้าอย่างแม่นยํา สําหรับเทคโนโลยีที่พัฒนาในส่วนน้ี
ได้แก่ Visual Recognition, Face Recognition รวมถงึ Micro-Express Recognition
การได้ยิน หลังจากสอนภาพไปแล้ว ต่อมาก็สอนให้ AI รู้จักกับเสียงต่างๆ ที่ได้ยิน ไม่ว่าจะเป็นเสียงท่ีเกิดขึ้น
จากวัตถุไปจนถึงเสียงท่ีเกิดขึ้นจากการพูด ท้ังยังต้องสามารถจําแนกเสียงพูดออกมาเป็นคําเพื่อเป็นพื้นฐานในการ
เข้าใจภาษาด้วย เทคโนโลยีท่ีเก่ียวข้องในส่วนน้ีได้แก่ Voice Recognition, Automatic Speech Recognition
และอ่นื ๆ
การเข้าใจภาษาเพื่อสื่อสาร หลังจากที่ AI สามารถจําแนกภาพและเสียงได้แล้ว ต่อไปคือการพยายามเชื่อมโยง
และส่ือสารกับมนุษย์ด้วยภาษา ทั้งการรับสารผ่านการอ่านและฟังคํา กับการส่งสารผ่านการเขียนและพูดเป็นคํา
โดยเทคโนโลยีท่ีเกี่ยวข้องกับกระบวนการนี้ ประกอบด้วย Natural Language Process, Text to Speech,
Speech to Text เป็นต้น (สามารถอ่านเร่ือง NLP เพิ่มเติมได้ที่ Natural Language Processing เทคโนโลยี
เชือ่ มโยงปัญญาประดิษฐก์ ับมนุษย์ดว้ ย “ภาษา”)
ท้ัง 3 อย่างนีเ้ ป็นพน้ื ฐานท่ี AI จะตอ้ งเชี่ยวชาญและแม่นยํา เพ่อื จะนําไปสู่ขน้ั ต่อไปคือการจัดการกับ Big Data
แบบ Machine Learning
ชน้ั ประถม: จัดการ Big Data และจดั การนาํ เสนอแบบ Machine Learning
ในขั้นนี้เปรียบเสมือนการพา AI เข้าโรงเรียนประถมศึกษา เป็นการฝึกให้ Algorithm รู้จักการจัดการและ
ประมวลผลชุดข้อมูลเพื่อนําเสนอ Insight ที่ซ่อนอยู่ในข้อมูลในแบบ Machine Learning ซึ่ง Insight ที่ได้จะ
นาํ ไปใชต้ ัดสนิ ใจดําเนินการตอ่ ไป ท้ังนี้ สง่ิ ท่ี AI จะต้องเรียนรเู้ พอ่ื สง่ มอบผลลพั ธด์ งั กลา่ ว มีดงั น้ี
Massive Data Arrangement ปัญญาประดิษฐ์จะต้องเก็บข้อมูลจากส่ือรูปแบบต่าง ๆ ทั้งข้อความบนเอกสาร
ภาพถ่าย เสียง ไปจนถึงวิดโี อ ตามวตั ถุประสงคท์ ตี่ งั้ ไวไ้ ด้ เช่น หาก AI ต้องเกบ็ ขอ้ มูลวิดโี อจากกล้องหน้าประตูของ
ห้างสรรพสินค้า ก็ต้องสามารถระบุได้ว่ามีผู้เดินเข้าออกจํานวนเท่าไร มีชายหรือหญิงเป็นสัดส่วนเท่าไร ไปจนถึง
ช่วงอายุ หรือหากเป็นข้อมูลจากแบบสอบถาม AI ก็ต้องสามารถรวบรวมข้อมูลบนเอกสารมาสรุปเป็นผลรวมได้
โดยอตั โนมตั ิ
Data Visualisation หลงั จากไดข้ ้อมลู ท้ังหมดแลว้ AI จะต้องนาํ ข้อมูลเหลา่ น้ันมาเรียบเรียงเป็นสื่อรปู แบบใหม่
เพ่ือนําเสนอและส่ือสารกับมนุษย์ได้ โดยอาจสรุปข้อมูลเป็นรูปของแผนภูมิ ตาราง รวมถึงกราฟเส้น ซ่ึงท้ังหมดน้ี
เปน็ พน้ื ฐานในการระบขุ อ้ มลู ทม่ี นี ยั ยะสาํ คญั อันนาํ ไปส่กู ารใช้งานข้อมลู อยา่ งเป็นประโยชนส์ งู สุด
แม้ว่างานในขั้นตอนนี้มนุษย์จะสามารถทําได้ด้วยตัวเอง แต่จุดท่ีแตกต่างคือ AI สามารถประมวลผลข้อมูล
ขนาดมหาศาลนับหม่ืนหนว่ ยไปจนถงึ ลา้ นหน่วยอย่างแมน่ ยาํ แลว้ นําเสนอเป็นแผนภาพทเ่ี ราตอ้ งการได้ภายในไม่กี่
นาที นจี่ ึงเปน็ เหตผุ ลหนง่ึ ท่ี AI ถกู นํามาใช้งานในการจดั การข้อมูล
7
ชั้นมัธยม: รู้จักการนาํ ความรไู้ ปใช้ใน Business Solution
หลงั จากที่ AI ผ่านการเรียนรู้วธิ จี ดั การและนาํ เสนอขอ้ มูลแล้ว กถ็ ึงชว่ งท่ีจะมาเรยี นรกู้ ารผสานแนวคดิ กบั แต่ละ
อุตสาหกรรมเพื่อใช้ข้อมูลให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งปัจจุบันมีหลายอุตสาหกรรมที่พัฒนา AI มาถึงจุดน้ีแล้ว ตาม
ตวั อย่างดงั นี้
Financial Service ภาคบริการทางการเงินเป็นอุตสาหกรรมที่มีข้อมูลอยู่แทบทุกจุด และการให้บริการส่วน
ใหญ่ก็ต้องพึ่งพาข้อมูลด้วย ดังน้ัน การผสานปัญญาประดิษฐ์ด้วยแนวคิดและวิธีการของ Financial Service จึง
เกิดขึ้นอย่างหลากหลาย คือ การประเมินเครดิตเพ่ือปล่อยเงินกู้ยืมด้วยวิธีหรือแหล่งข้อมูลใหม่ท่ีไม่เคยมีมาก่อน
เช่น ขอ้ มูลการชาํ ระค่าโทรศัพท์มือถือหรือข้อมูลพฤตกิ รรมในฐานะผ้ใู ห้บริการบน Gig Economy Platform หรอื
การใหก้ ารคุม้ ครองประกันภัยแบบ Real-Time ด้วยขอ้ มลู จาก Smart Device เปน็ ตน้
Healthcare เป็นอีกภาคอุตสาหกรรมหน่ึงท่ีได้รับประโยชน์จากการพัฒนา AI ในวงกว้าง โดยเฉพาะการ
พยากรณโ์ รคภยั ไข้เจ็บ เพ่ือหาทางรักษาก่อนจะถึงขั้นวิกฤติ ยกตวั อยา่ งทีมนักวจิ ยั ของ MIT ที่กาํ ลังพัฒนา AI เพ่ือ
คาดการณค์ วามเสยี่ งโรคมะเร็งเต้านมจากภาพ X-ray เต้านม ซ่ึงมคี วามแมน่ ยําในระดับสงู ช่วยใหผ้ ูท้ ี่มคี วามเส่ียง
เข้ารับการรักษาตั้งแต่ระยะแรกซง่ึ มีค่าใชจ้ า่ ยต่ํากว่าและมโี อกาสหายขาดสูงกว่ามาก
Smart City การบริหารเมืองซ่ึงเป็นอีกหน่ึงในโครงข่ายอันซับซ้อน หากสามารถนํา AI มาใช้ก็จะช่วยให้การ
จัดการง่ายขึ้น เช่น การจัดการพลังงานภายในเมือง ที่ปัจจุบันเทคโนโลยีพลังแสงอาทิตย์มีบทบาทมากขึ้น เร่ิมมี
แนวคดิ การผลติ พลังงานโดยผใู้ ช้รายย่อย (Producer+Consumer) ทําใหผ้ ใู้ ช้ท้งั ใชไ้ ฟฟ้าจากสว่ นกลางในบางเวลา
รวมถึงขายคืนสู่ระบบได้ ความซับซ้อนดังกล่าวจึงต้องมี AI เข้ามาเป็นตัวช่วยจัดระเบียบข้อมูลให้เป็นไปตาม
มาตรฐานทีก่ ําหนดไวอ้ ยา่ งรวดเรว็ ท่ีสุดนัน่ เอง
การเข้าใจพัฒนาการของ AI จะช่วยให้เรารู้แนวคิดการพัฒนาต้ังแต่จุดเริ่มต้นจนปัจจุบัน อันจะนําไปสู่
นวัตกรรมใหม่ที่เน้นประโยชน์เพ่ือใช้งานจริงได้ในอนาคต ท้ังนี้ ผู้ท่ีสนใจเรื่องราวของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์
รวมถึง Deep Technology ท่ีเกี่ยวข้องกับธุรกิจและอุตสาหกรรมต่าง ๆ สามารถติดตามเนื้อหาเหล่าน้ีได้ท่ี
Digital Ventures ในโอกาสต่อไป
ขอขอบคุณข้อมลู จาก mit.edu, supplychaingamechanger.com และ c3.ai
8
2.IOT
Internet of Things (IoT)
นยิ ามและความสาคญั
ประวตั ิความเปน็ มาของ Internet of Things
คําว่า "Internet of Things" ประกาศเกียรติคุณจากผู้ประกอบการ Kevin Ashton หน่ึงในผู้ก่อตั้ง Auto-ID
Center ของ MIT แอชตันเป็นส่วนหน่ึงของทีมที่ค้นพบวิธีเช่ือมโยงวัตถุกับอินเทอร์เน็ตผ่านแท็ก RFID เขาใช้วลี“
Internet of Things” เป็นคร้งั แรกในการนําเสนอในปี 1999 และนับตัง้ แตน่ ้ันเป็นต้นมาแอชตันอาจเป็นคนแรกท่ี
ใชค้ ําว่า Internet of Things แต่แนวคดิ ของอุปกรณ์ท่เี ชื่อมต่อโดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ เคร่ืองทเี่ ชื่อมตอ่ อยูเ่ ป็นเวลานาน
ตัวอยา่ งเช่นเคร่ืองส่ือสารกบั กนั และกันเนื่องจากเคร่ืองโทรเลขไฟฟ้าเคร่ืองแรกถูกพัฒนาข้ึนในชว่ งปลายยุค 1830
เทคโนโลยีอ่ืน ๆ ทปี่ ้อนเข้าสู่ IoT ไดแ้ ก่ การส่งสัญญาณเสียงดว้ ยคล่ืนวิทยเุ ทคโนโลยไี ร้สาย (Wi-Fi) และซอฟต์แวร์
การควบคุมดูแลและการเก็บข้อมูล (SCADA) จากน้ันในปี พ.ศ. 2525 เครื่องโค้กดัดแปลงที่ Carnegie Mellon
University กลายเป็นอุปกรณ์อัจฉริยะเช่ือมต่อเครื่องแรก การใช้อีเธอร์เน็ตท้องถิ่นของมหาวิทยาลัยหรือ
ARPANET ซ่ึงเป็นผู้นําทางอินเทอร์เน็ตในปัจจุบันนักเรียนสามารถค้นหาว่ามีเคร่ืองดื่มอะไรบ้างและไม่ว่าพวกเขา
จะเย็นหรือไม่วันนี้เราอยู่ในโลกท่ีมีอุปกรณ์เชือ่ มต่อ IoT มากกว่ามนุษย์ อุปกรณ์และเครื่องที่เช่ือมต่อ IoT เหล่านี้
มีตั้งแต่อุปกรณ์สวมใส่เช่น smartwatches ไปจนถึงชิปติดตามสินค้าคงคลัง RFID อุปกรณ์ท่ีเช่ือมต่อ IoT สื่อสาร
ผ่านเครือข่ายหรือแพลตฟอร์มบนคลาวดท์ ่ีเชื่อมต่อกับ Internet of Things ข้อมูลเชิงลึกแบบเรยี ลไทม์ท่ีรวบรวม
ได้จาก IoT น้ีรวบรวมข้อมูลเช้ือเพลิง แปลงดิจิตอล Internet of Things รับประกันการเปล่ียนแปลงเชิงบวก
มากมายเกี่ยวกับสุขภาพและความปลอดภัยการดําเนินธุรกิจผลการดําเนินงานของอุตสาหกรรมและปัญหาด้าน
ส่ิงแวดล้อมและด้านมนุษยธรรมท่ัวโลกอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (อังกฤษ: Internet of Things) หรือ ไอโอที
(IoT) หมายถงึ เครอื ขา่ ยของวตั ถุ อปุ กรณ์ พาหนะ ส่ิงปลกู สร้าง และส่งิ ของอืน่ ๆ ทีม่ วี งจรอเิ ล็กทรอนกิ ส์ ซอฟตแ์ วร์
เซ็นเซอร์ และการเชื่อมต่อกับเครือข่าย ฝังตัวอยู่ และทําให้วัตถุเหล่าน้ันสามารถเก็บบนั ทึกและแลกเปลี่ยนข้อมูล
ได[้ 1] อินเทอร์เน็ตของสรรพสิง่ ทําให้วัตถสุ ามารถรบั รู้สภาพแวดล้อมและถูกควบคุมได้จากระยะไกลผา่ นโครงสร้าง
พนื้ ฐานเครือขา่ ยทม่ี อี ยู่แลว้ [2] ทาํ ให้เราสามารถผสานโลกกายภาพกับระบบคอมพวิ เตอร์ไดแ้ นบแน่นมากขนึ้ ผลท่ี
ตามมาคือประสิทธิภาพ ความแม่นยํา และประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่เพ่ิมมากข้ึน[3][4][5][6][7][8] เม่ือ IoT ถูก
เสริมด้วยเซ็นเซอรแ์ ละแอคชูเอเตอรซ์ ่ึงสามารถเปล่ียนลักษณะทางกลได้ตามการกระตุ้น ก็จะกลายเปน็ ระบบท่ีถูก
จัดประเภทโดยท่ัวไปว่าระบบไซเบอร์-กายภาพ (cyber-physical system) ซึ่งรวมถึงเทคโนโลยีอย่าง กริด
ไฟฟ้าอัจริยะ (สมาร์ตกริด) บ้านอัจฉริยะ (สมาร์ตโฮม) ระบบขนส่งอัจฉริยะ (อินเทลลิเจนต์ทรานสปอร์ต) และ
เมืองอัจฉริยะ (สมาร์ตซิต้ี) วัตถุแต่ละชิ้นสามารถถูกระบุได้โดยไม่ซา้ํ กันผ่านระบบคอมพิวเตอร์ฝังตัว และสามารถ
9
ทํางานรว่ มกนั ได้บนโครงสร้างพ้ืนฐานอนิ เทอรเ์ น็ตทม่ี ีอยแู่ ลว้ ในปัจจุบัน ผู้เช่ียวชาญประเมินว่าเครือข่ายของสรรพ
ส่ิงจะมีวตั ถุเกือบ 50,000 ล้านช้ินภายในปี 2020 มูลคา่ ตลาดคาดการณไ์ ว้ท่ี 80 พนั ลา้ นเหรยี ญ
"สรรพสิ่ง" ในความหมายของ IoT สามารถหมายถึงอุปกรณ์ท่ีแตกต่างหลากหลาย เช่น อุปกรณ์วัดอัตราหัวใจ
แบบฝังในร่างกาย แท็กไบโอชิปที่ติดกับปศุสัตว์ ยานยนต์ที่มีเซ็นเซอร์ในตัว อุปกรณ์วิเคราะห์ดีเ อ็นเอใน
สิ่งแวดล้อมหรืออาหารหรืออุปกรณ์ภาคสนามท่ีช่วยในการทํางานของนักผจญเพลิงในภารกิจค้นหาและช่วยเหลือ
อุปกรณ์เหล่าน้ีจะจัดเก็บข้อมูลท่ีเป็นประโยชน์ด้วยการใช้เทคโนโลยีหลากหลายชนิดและจากส่งต่อข้อมูลระหวา่ ง
อุปกรณ์อ่ืนๆ Internet of Things คือ ส่ิงของทุกอย่างบนโลกใบน้ีท่ีสามารถเช่ือมต่อกับเครือข่าย เพื่อ
แลกเปล่ียนและแบ่งปันข้อมูลได้ ซึ่งเป็นไปได้ตั้งแต่เม็ดยา กล้องบันทึกภาพ นาฬิกา หลอดไฟ รถยนต์ ไปจนถึง
เครื่องบิน โดยมีเป้าหมายว่าอุปกรณ์เหล่านี้จะเช่ือมโยงข้อมูลระหว่างกันโดยมีมนุษย์เกี่ยวข้องน้อยที่สุด และทํา
หน้าที่เช่ือมประสานระหว่างข้อมูลจากโลกดิจิทัลกับโลกทางกายภาพให้ใกล้ชิดกันท่ีสุดอันท่ีจริงแนวคิดการสร้าง
Smart Device เกดิ ข้ึนต้ังแตใ่ นยุค 1970 โดยมาจากแนวคดิ ทชี่ ่ือว่า PervasiveComputing ท่ีนักพัฒนาสมัยนั้น
ต้องการสร้างคอมพิวเตอร์ที่สามารถใช้งานได้ทุกที่ ทุกเวลา รองรับข้อมูลได้หลาย Format และที่สําคัญคือ
สามารถส่งต่อหน้าที่ไปยังคอมพิวเตอร์เครื่องอ่ืนๆ ได้ ตรงข้ามกับ Desktop Computing ท่ีเน้นการทํางานจบทุก
ขั้นตอนภายในเคร่ือง เพราะข้อจํากัดทางกายภาพและระบบในเวลานั้น ส่วนคําว่า Internet of Things เป็นที่
ยอมรับว่าเกิดขึ้นในปี 1999 โดย Kevin Ashton, Co-Founder ของ Auto-ID Labs MIT นําเสนอ Solution
เชื่อมโยงสิ่งของด้วยคล่ืนวิทยุระบุตัวตน (RFID) แก่บริษัท P&G แต่กลับใช้ชื่อในการนําเสนอว่า “Internet of
Things” เพื่ออธิบายคุณสมบัติของเทคโนโลยีท่ีทําให้ส่ิงของแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันได้เองInternet of
Things ทางานอย่างไร จึงได้เข้ามามีบทบาทสาคัญในยุค Digital Transformationการทํางานของ IoT นั้น
ต้องเรียกว่าเป็น Ecosystem เลยทีเดียว เพราะหากขาดส่วนใดส่วนหนึ่งไปก็จะเกิดความบกพร่องได้ ซึ่ง
องค์ประกอบของ IoT ปัจจบุ ัน ประกอบดว้ ย
Smart Device อุปกรณ์ทีม่ หี น้าที่เฉพาะ เปน็ จดุ เร่มิ ต้นท่ีตอบโจทย์การใช้ IoT โดยจําเปน็ ต้องมสี ่วนประกอบ
อยา่ ง Microprocessor และ Communication Device อยู่ภายในเพอื่ แลกเปลีย่ นขอ้ มลู ขอ้ มูลที่ Smart Device
ส่งมอบไปยังระบบ ไม่เพียงแต่ข้อมูลตามหน้าที่เท่าน้ัน แต่ยังรวมถึงสภาพของอุปกรณ์ด้วย ผู้ใช้จึงไม่ต้องเดินทาง
มาตรวจสอบอปุ กรณด์ ้วยตัวเองเป็นประจาํ Cloud Computing หรอื Wireless Network ส่ือกลางรบั สง่ ขอ้ มูล
จาก Smart Device ไปยังผู้ใช้ ซ่ึงมีทั้งการส่งข้อมูลผ่านระบบ Wireless ไปยังผู้ใช้และการส่งผ่าน Cloud
Computer ซ่ึงการส่งข้อมูลไปยัง Cloud ช่วยรองรับการใช้งาน Smart Device จํานวนมากกว่า ระยะทางไกล
กว่า รวมถงึ อาจมีการติดต้ังระบบแปลงการแสดงผลข้อมูลให้เหมาะกบั ผู้ใช้ในส่วนน้ีได้ Dashboard สว่ นแสดงผล
และควบคุมการทํางานในมือของผู้ใช้ อยู่ในรูปของ Device หรือแอปพลิเคชันในคอมพิวเตอร์หรือ Smartphone
ผู้ใช้จะดูข้อมูลท่ี Smart Device ส่งมา ตรวจสอบสถานะของอุปกรณ์และระบบ รวมถึงถ่ายทอดคําส่ังใหม่ไปยัง
Smart Device จากส่วนน้ีท้ัง 3 ส่วนจะต้องทํางานสอดประสานกันเพ่ือให้ระบบทําหน้าที่ได้ลุล่วงและต้องทําได้
เองโดยอัตโนมัติ ผู้ใช้มีหน้าท่ีเพียงติดต้ังและซ่อมแซมอุปกรณ์ รับข้อมูล และอัพเดทการทํางานของ Smart
Device ได้โดยตรงผ่าน Dashboard เท่าน้ันโดยคุณสมบัติที่สาคัญของ IoT ก็คือสามารถส่งต่อหน้าท่ีไปยัง
10
อุปกรณ์อื่นๆ เช่น Smartwatch หรือ Smartband ท่ีเก็บข้อมูลสุขภาพเราส่งไปแสดงผลอย่างละเอียดบน
Smartphone และ Sensor ต่างๆ ที่จับความผิดปกติและแสดงผลบนคอมพิวเตอร์ ซ่ึงเราเคยเห็นอยู่บ่อยๆ หรือ
คุ้นเคยกันดี แต่ความจริงแล้ว IoT ยังมีประโยชน์และสามารถนําไปใช้ได้อีกมากมายกว่าท่ีเราคิด
การใช้ประโยชน์จาก Internet of Things เพ่ือทาให้หลายๆ อย่างง่ายยิ่งข้ึนการท่ีเทคโนโลยีเป็นที่แพร่หลาย
น้ันไม่ได้อยู่ท่ีปัจจัยด้านราคาอย่างเดียว แต่เทคโนโลยีน้ันต้องส่งมอบประโยชน์ต่อชีวิตของพวกเราด้วย ซึ่ง
Internet of Things ในปัจจุบัน ก่อให้เกิดประโยชน์ในด้านต่างๆรับส่งข้อมูลรูปแบบดิจิทัล ปัจจุบัน ข้อมูลดิจิทัล
มีความจําเป็นมาก เพราะสามารถนําไปใช้กับเทคโนโลยีอ่ืนๆ ได้ทันที ซ่ึง IoT มีคุณสมบัติด้านการเก็บข้อมูลทาง
ภายภาพให้อยู่ในรูปดิจิทัลได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว จึงนับเป็นประโยชน์อย่างมากในยุค Digital
Transformationแม่นยา ใช้ได้ตลอดเวลา และส่งข้อมูลแบบ Real-Time ขอ้ มลู จาก IoT ไมเ่ พยี งแต่เป็นดิจิทัล
เท่าน้ัน แต่ยังสามารถแลกเปล่ียนได้อย่างรวดเร็วระดับ Real-Time มีความแม่นยํา และสามารถใช้งานได้
ตลอดเวลา ช่วยให้มีข้อมูลในการตัดสินใจได้ทันท่วงทีลดภาระงานของบุคลากร ในอดีตการเก็บข้อมูลอาจต้องใช้
คนเดินทางเข้าไปสอดส่องที่เคร่ืองมือเพื่อหาความผิดปกติ แต่ปัจจุบัน IoT ไม่เพียงแต่สอดส่องให้เราผ่าน
Dashboard เท่าน้ัน แต่ยงั สามารถเรยี นรูก้ ารหาความผิดปกตดิ ้วยเทคโนโลยีอื่นๆ เชน่ Artificial Intelligence ได้
ทางานตรวจสอบในจุดท่ีคนเข้าไม่ถึง เราสามารถออกแบบ
Smart Device ให้มีขนาดเล็กและทนทานเพื่อติดตั้งตามจุดที่คน
เขา้ ถึงยากหรือในจุดทีม่ ีอันตรายระหว่างดําเนินการได้ เชน่ ภายใน
ท่อส่งนํ้ามัน หรือบ่อบําบัดนํ้าเสีย ช่วยลดความเสี่ยงต่อชีวิตและ
ทรัพย์สินจากการต้องเข้าพื้นท่ีอันตรายเป็นประจําได้ต้องถือว่า
Internet of Things เป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีท่ีสําคัญมากในยุค
Digital Transformation โดยปัจจุบันเทคโนโลยีนี้ก็เริ่มเข้าไป
เก่ียวข้องกับแวดวงต่างๆ ท้ังภาคธุรกิจและสังคมบ้างแล้ว จะเป็น
อย่างไรบ้าง และเติบโตไปแค่ไหนแล้ว รอติดตามได้ในบทความ
ต่อๆ ไปของเราได้ ทมี่ าของขอ้ มลู techtarget.com, idc.com, gartner.com
อา้ งอิงInternetofthingsagenda.techtarget.com, Forbes.com, Idc.com, Gartner.com
11
3.Hologram
ฮอโลแกรม
ฮอโลแกรม (อังกฤษ: Hologram) คือ ภาพชนิดหนึ่งซึ่งมี ลักษณะ 3 มิติ ถูกสร้างขึ้นมาจากการบันทึกข้อมูล
ดว้ ย แสงเลเซอร์ โดยบนั ทกึ รว้ิ รอยของการแทรกสอด (Interference Pattern) ของแสงเลเซอร์ ทาํ ใหเ้ ราสามารถ
มองเห็นภาพเป็นลักษณะ 3 มิติ แตกต่างจาก ภาพท่ัวไปซ่ึงเราจะมองเป็นเพียงภาพสองมิติ ไม่มีความลึกทางมิติ
ของภาพเป็นภาพแบน ๆ เรยี บ ๆ ทําให้ภาพนั้นดสู วยงามมากข้ึนและยังมปี ระโยชนใ์ นดา้ นอ่ืน ๆ อกี ด้วย
ฮอโลแกรมถูกสร้างข้ึนด้วยกระบวนการที่เรียกวา่ ฮอโลกราฟี (Holography) โดยฮอโลกราฟเี ปน็ เทคนิคที่ช่วย
ให้แสงกระจายจากวัตถุท่ีจะบันทึกและได้ถูกสร้างขึ้นใหม่ เพ่ือให้ปรากฏเป็นวัตถุอยู่ในตําแหน่งเดิมเมื่อเทียบกับ
การบันทึก การเปล่ียนแปลงรูปแบบตําแหน่งและทิศทางของระบบการมองเห็นเป็นไปอย่างถูกต้องเหมือนกับว่า
วัตถุก็ยังคงเป็นปัจจุบนั จงึ ทําให้ภาพท่ีบันทึกปรากฏเป็นสามมิติ ฮอโลแกรม 3 มิติ เป็นเทคโนโลยีรปู แบบหนึ่งที่ใช้
เป็นเครื่องมือในการส่ือสารระยะไกลระหวา่ งบุคคลต้นทางและปลายทางที่อยู่ต่างสถานที่กัน สามารถโต้ตอบแบบ
ตัวต่อตัว ฮอโลแกรมแบ่งได้เป็นประเภทใหญ่ ๆ ได้ 2 ประเภท คือ white-light hologram ซ่ึงภาพฮอโลแกรมที่
บนั ทกึ น้นั สามารถมองเห็นได้ด้วยการสอ่ งสวา่ ง ด้วยแสงสวา่ งจากธรรมชาติ และอีกประเภทหน่ึงคือ ภาพฮอโลแก
รม ทตี่ ้องถูกส่องสว่างดว้ ยแสงเลเซอร์ หรือแสงทม่ี สี ภาพหน้าคล่ืนสอดคล้องกนั ในระดับหน่ึง ถงึ จะมองเหน็ ภาพ 3
มิติได้
แนวคิดของ โฮโลแกรม น้ันจริง ๆ แล้วไม่ใช่เป็นเพียงแค่ภาพฉากลวงตาที่มีระยะชัดลึกข้างต้น แต่ยังหมายถึง
แสง 3 มิติลอยตัวรอบด้านเสมือนจริงราวกับว่าวัตถุที่เราเห็นน้ันจับต้องโอบกอดได้ ที่เรียกว่า "3D Hologram"
เช่น Iron Man พระเอกได้ใช้ Computer สร้างเกราะหุ่นยนต์ Iron Man ร่างสดุ ท้าย (ตวั สีแดง-ทอง) ซึ่งจะพบว่า
จอคอมในหนังไม่ใช่คอมเบบท่ีเราใช้กันแต่เป็นจอแสง 3 มิติลอยอยู่ในอากาศ สั่งการแบบใช้เสียงพูดรวมทั้งใช้มือ
สมั ผัสคลกิ เมนทู ํานองเดียวกับ Touch screen และภาพวตั ถุจําลองส่วนประกอบหนุ่ ยนตท์ ีอ่ อกแบบกเ็ ปน็ ลักษณะ
ลําแสงโฮโลแกรมลอย ตวั ในอากาศ หมุนได้รอบดา้ น... ซ่งึ ปัจจบุ ันไดม้ กี ารทดลองใช้จรงิ ๆ แลว้ ครบั
ฮอโลแกรมนี้ถูกค้นพบโดยเดนนิส กาบอร์ (Dennis Gabor, 1900-1979) วิศวกรไฟฟ้าชาวฮังการี ในวันอี
สเตอร์ ปี ค.ศ. 1947 โดยกาบอได้ค้นพบหลักการของฮอโลกราฟีโดยบังเอิญ ในระหว่างที่พัฒนาปรับปรุงคุณภาพ
ของกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนท่ีบริษัท British Thomson-Houston ที่เมือง Rugby ประเทศอังกฤษ. จากการ
ค้นพบน้ี กาบอได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ ในปี ค.ศ. 1971 เทคนิคที่คิดค้นเดิมยังใช้อยู่ในกล้องจุลทรรศน์
อิเล็กตรอน ที่เป็นที่รู้จักกันในช่ือภาพสามมิติอิเล็กตรอน แต่ภาพสามมิติเป็นเทคนิคแสงซึ่งไม่ได้มีการพัฒนาอย่าง
จริงจงั จนกระท่ังมีการพัฒนาของเลเซอรใ์ นปี 1960
12
โฮโลแกรมแสงที่ใช้ได้จริงชิน้ แรกนั้นบันทึกอยูใ่ นรปู ของวัตถุ 3D ซึง่ ถูกสรา้ งขนึ้ ในปี 1962 โดย Yuri Denisyuk
ในสหภาพโซเวียต และโดย Emmett Leith และ Juris Upatnieks ที่ University of Michigan ประเทศ USA
ความกา้ วหนา้ ในเทคนิคการประมวลผลโฟโตเคมีคลั เป็นการผลิต เพือ่ แสดงภาพโฮโลแกรมท่ีมีคณุ ภาพสูง ซึ่งทาํ ได้
สําเร็จโดย Nicholas J. Phillips
ฮอโลแกรมแบ่งได้เป็นประเภทใหญ่ ๆ ได้ 2 ประเภท คือ white-light hologram ซ่ึงภาพฮอโลแกรมท่ีบันทึก
น้ัน สามารถมองเห็นได้ด้วยการส่องสว่าง ด้วยแสงสว่างจากธรรมชาติ และอีกประเภทหนึ่งคือ ภาพฮอโลแกรม ที่
ต้องถูกส่องสว่างด้วยแสงเลเซอร์ หรือแสงที่มีสภาพหน้าคลื่นสอดคล้องกันในระดับหนึ่ง ถึงจะมองเห็นภาพ 3 มิติ
ได้นอกจากน้ี ยังอาจแบ่งฮอโลแกรมออกได้เป็น transmission hologram, reflection hologram, image-
plane hologram, และอื่น ๆ อกี หลายประเภท
ท่ีโฮโลแกรมหลายชนิดน้ันสามารถทําได้ การส่งผ่านของโฮโลแกรมเช่นการผลิตโดย Leith และ Upatnieks
ซ่งึ ถูกทาํ ใหม้ องเห็นไดโ้ ดยส่องแสงเลเซอร์ผา่ นวตั ถุ และมองภาพที่ถูกสร้างขึ้นใหม่จากโฮโลแกรมด้านตรงข้ามของ
แหล่งท่ีมา การปรับแต่งภายหลังการ หรือ”การส่งผ่านแถบสี” โฮโลแกรม ช่วยให้แสงสว่างโดยแสงสีขาวมากกว่า
โดยเลเซอร์ แถบสีโฮโลแกรมเห็นได้ทั่วไปในปัจจุบันบนบัตรเครดิต ซึ่งเป็นคุณลักษณะด้านความปลอดภัยและใน
การบรรจุสนิ ค้า รุ่นนข้ี องการส่งผ่านแถบสโี ฮโลแกรมเกิดข้นึ โดยท่วั ไป เป็นรูปแบบผวิ ในฟิลม์ พลาสตกิ และวตั ถุรวม
เคลือบอะลูมเิ นยี มสะท้อนแสงท่ใี ห้แสงสวา่ งจาก "ด้านหลัง" เพ่อื สรา้ งภาพของวัตถุ
ชนิดอื่น ๆ ของโฮโลแกรม เช่น การสะท้อนหรือ Denisyuk โฮโลแกรม คือสามารถทําสําเนาภาพหลากสี ใช้
แหล่งไฟแสงสว่างสีขาวดา้ นเดียวกันของโฮโลแกรมเหมือนเปน็ ผูม้ องเห็น
หนึ่งในความก้าวหน้าล่าสุดซ่ึงมีศักยภาพมากท่ีสุดในประวัติศาสตร์ระยะส้ัน ๆ ของโฮโลกราฟีได้รับการผลิต
ของเลเซอร์แบบ solid-state ท่ีมีต้นทุนตํ่า เช่นท่ีพบในการบันทึก DVD เป็นล้าน และใช้ในการใช้งานทั่วไปอ่ืน ๆ
ซึ่งบางครั้งยังมีประโยชนส์ าํ หรับภาพสามมติ ิ นน่ั คอื ถูกและกะทัดรัด
การอธิบายเกี่ยวกับสารเสพตดิ โดยในรปู แบบของโฮโลแกรม
เทคโนโลยีโฮโลแกรม 3 มิติ
13
คณะนักวิจัยในสหรัฐอเมริกาได้พัฒนาเทคโนโลยีข้ันสูง ทําให้โฮโลแกรม 3 มิติเคลื่อนไหวคล้ายกับมีชีวิตจริง
งานวิจัยด้านโฮโลแกรม 3 มิติมีพัฒนาการก้าวหน้าขึ้นอีกข้ัน นับเป็นเวลานานกว่า 30 ปี เคร่ืองฉายภาพ 3 มิติ
แบบเรียลไทม์ที่ติดต้ังในตัวหุ่น
อาร์ทูดีทูสามารถฉายภาพ 3
มิติของเจ้าหญิงเลอาท่ีมีการ
ปรับเปลี่ยนภาพเคล่ือนไหว
ตามเวลาจริงแบบเรียลไทม์
แนวคิดแปลกใหม่น่าสนใจของ
ภาพยนตร์กําลังจะกลายเป็น
เทคโนโลยีการสื่อสารทางไกล
ล้ําสมยั ในอนาคต
ภาพโฮโลแกรมแบบ 3 มิติที่
สร้างขน้ึ ดว้ ยการฉายแสงเลเซอร์ส่องบนวัตถุเพ่ือให้ภาพตกกระทบบนหน้าจอมอนเิ ตอร์ที่ไวต่อแสง ด้วยเทคโนโลยี
ข้ันสูงทําให้โฮโลแกรม 3 มิติเคลื่อนไหวคล้ายกับมีชีวิตจริง แม้ว่าการส่ือสารทางไกลแบบโฮโลแกรม 3 มิติท่ี
นํามาใช้งานแพร่หลายมากข้ึนในปัจจุบันยังไม่สามารถสง่ ภาพ 3 มิติแบบเรียลไทม์ไปปรากฏทั่วโลก แต่งานวิจัยใน
เรื่องน้ีล่าสุดมีความก้าวหน้าข้ึนอีกข้ัน เม่ือ ศาสตราจารย์นาสเซอร์ เพย์แฮมมาเรียน (Nasser Peyghambarian)
จากมหาวิทยาลัยแอริโซนาในสหรัฐอเมริกา และเพ่ือนร่วมงาน ร่วมมือกันพัฒนาเทคโนโลยีโฮโลแกรม สามารถ
ฉายภาพ 3 มติ ิทม่ี องเหน็ ได้เกอื บ 360 องศา จากสถานทอี่ ่นื ท่ัวโลก และมีการปรับเปลย่ี นภาพใหม่ทุก 2 วินาที
เทคโนโลยี 3 มิติแบบเรียลไทม์ท่ีรู้จักกันในช่ือ TelePresence เป็นนวัตกรรมการสื่อสารทันสมัยล่าสุดสําหรับ
การประชุมทางไกลออนไลน์ สามารถสร้างภาพมายาแบบเต็มตัว ทําให้ภาพ 3 มิติหลุดออกมาจากฉากหลัง ดู
เหมือนจรงิ ท่ีสุดเมื่อเปรยี บเทยี บกบั เทคโนโลยีแบบอ่นื และ เทคโนโลยี 3 มติ ิ สร้างมาเพ่ือประโยชนข์ องคนจํานวน
มาก สามารถนําไปใช่ได้หลากหลายไม่ว่าจะเป็น ด้าน อุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์และเครื่องบิน และยังก่อเกิด
ประโยชน์สูงสุดในด้าน ทางการแพทย์สามารถใชเ้ ทคโนโลยี 3 มิติชว่ ยในการออกแบบการผ่าตดั ตลอดจนสามารถ
ระดมทีมแพทย์จากทั่วโลกเข้าร่วมมือในการผ่าตัดท่ีซับซ้อนในเวลาเดียวกัน ทําให้การรักษามีความแม่นยําและ
ประสบความสําเร็จสงู สุดเทคโนโลยี 3 มิติแบบ TelePresence แตกตา่ งจากเทคโนโลยี 3 มินทิ ว่ั ไปหลายดา้ น
โดยปรกติแล้วการสร้างภาพ 3 มิติจะใช้หลักการเดียวกันคือ การฉายภาพให้ตาแต่ละข้างเห็นภาพต่างมุมมองกัน
ตาท้ังสองรับภาพไม่เท่ากันจะสามารถรู้ระยะ ต้ืน ลึกได้ ซ่ึงเป็นเหตุผลท่ีผู้ชมจะต้องสวมแว่นตาพิเศษ แต่
เทคโนโลยีโฮโลแกรม 3 มิติไม่ใช้แว่นตาพิเศษ จํานวนของภาพก็ขึ้นอยู่กับมุมมองของกล้องที่ใช้ถ่ายภาพ เม่ือนํา
14
โฮโลแกรม 3 มิติแบบเต็มตัวมาใช้กับการประชมุ ทางไกล คนท่ีน่ังด้านหน้าของโต๊ะเท่าน้ันท่ีจะมองเห็นใบหน้าของ
อกี ฝา่ ย สว่ นคนท่ีนง่ั ดา้ นขา้ งจะมองเหน็ ภาพคนหันข้างให้ และคนท่ีนง่ั ด้านหลงั โตะ๊ จะเห็นภาพคนหนั หลังให้
วิธกี ารทาํ งานของโฮโลกราฟีและฮอโลแกรม
การบนั ทกึ ภาพโฮโลแกรม
การแสดงภาพโฮโลแกรม
โฮโลกราฟีเป็นเทคนิคที่ช่วยให้สนามของแสงซึ่งโดยท่ัวไปผลิตผลของแหล่งกําเนิดแสงที่กระเจิงออกจากวัตถุที่
จะได้รับการบันทึกและสร้างขึ้นใหม่ในภายหลังเมื่อสนามของแสงทเ่ี ป็นต้นฉบับดั้งเดิมเป็นปัจจบุ ันน้นั ไม่มีอกี ต่อไป
เนอื่ งจากขาดหายไปของวัตถทุ เ่ี ปน็ ตน้ ฉบบั ดั้งเดมิ
หลักการของ Hologram ฮอโลแกรม เป็นภาพที่มีลักษณะ 3 มิติ ซ่ึงแตกต่างจากภาพ 2 มิติ เช่น ภาพถ่าย
ภาพวาด จอคอมพิวเตอร์ โทรทศั น์ เป็นตน้ ภาพเหล่านีจ้ ะเปน็ ภาพ 2 มติ ิ เมื่อแสงจากแหลง่ กําเนิดแสง ไปกระทบ
ผวิ ของภาพถ่าย, ภาพวาด กจ็ ะสะท้อนกลับมายังท่ตี า ทําใหม้ องเหน็ ภาพเปน็ 2 มติ ิ
แตภ่ าพฮอโลแกรมจะใช้หลักการสร้างภาพให้มีการแทรกสอดของแสงท่ีมากระทบรูปภาพ โดยการฉายแสงเลเซอร์
จากแหล่งเดียวกัน แยกเป็น 2 ลําแสง ลําแสงหน่ึงเป็นลําแสงอ้างอิงเล็งตรงไปท่ีแผ่นฟิล์ม อีกลําแสงหนึ่งเล็งไปท่ี
15
วัตถุและสะท้อนไปยังฟิล์ม แสงจากทั้งสองแหล่งจะถูกบันทึกไว้บนฟิล์มในรูปแบบของการแทรกสอด
(Interference Pattern) ซ่ึงมองไม่คล้ายกบั รปู ของวตั ถุต้นแบบ ก่อใหเ้ กิดภาพเสมือน (Virtual image) ข้ึนมาตาม
มุมของแสงท่มี าตกกระทบ ทําให้ตาของเรารับแสงอีกดา้ นหนึ่งของแผน่ Hologram เกดิ เหน็ ภาพ 3 มติ ิขน้ึ
การสรา้ งฮอโลแกรมแบ่งออกเปน็ 2 ขั้นตอน ดงั น้ี
(1) การบันทึกภาพ (recording of image) เป็นการบันทึกแถบการสอดแทรกเชิงซ้อน (Complex
interference patterns) ซึ่งเกิดจากที่แต่ละแสงเลเซอร์ 2 ลําแสงซ้อนทับกันอยู่ (Superposition) แถบการ
สอดแทรกเชงิ ซอ้ นนจ้ี ะถูกบันทกึ ไว้บนฟลิ ์มถ่ายรูป (Photographic film)
(2) การสร้างภาพ (reconstruction of image) เปน็ การสรา้ งภาพ 3 มติ ิ ขึน้ จากแผ่น
เลเซอร์
โฮโลแกรมจะถูกบันทึกได้โดยใช้ไฟแฟลชของแสงท่สี ่องสว่างบนฉากรับภาพ, แลว้ ประทบั ลงบนส่ือบันทึกข้อมูล
พบมากในวิธกี ารถ่ายภาพท่ถี กู บันทึกไว้
หลกั การ
ความแตกต่างระหว่างภาพถ่ายธรรมดา (photograph) และภาพฮอโลแกรม (hologram) นั้น คือสิ่งที่ถูก
บันทึกภาพถ่ายธรรมดาจะบันทึกความเข้ม (intensity) และ สี ซ่ึงก็คือ ความยาวคลื่น (wavelength) ของแสง
ของแต่ละจุดในภาพท่ีฉายตกลงบนฟิล์มสําหรับภาพฮอโลแกรมนั้น นอกจากความเข้มและสีแล้ว ยังบันทึก เฟส
(phase) ซ่ึงเป็นข้อมูลที่ทําให้สามารถสร้างกลับ หน้าคลื่นของแสง ให้เหมือนหรือคล้ายกับที่สะท้อนออกจากวัตถุ
มาเขา้ ตาเราโดยตรงได้ ทําให้เหน็ ภาพนั้นมีสภาพเหมอื น 3 มิติ
การประยุกตใ์ ชฮ้ อโลแกรมในปจั จบุ ัน
1. ใชใ้ นการสอ่ื สารทางไกล
ในท่ีนี้ขอยกตัวอย่างที่มีการประยุกต์ใชเ้ ทคโนโลยีฮอโลแกรม 3 มิติ มาช่วยในการส่อื สารทางไกล เพื่อลดข้อจํากัด
ในเร่ืองสถานท่ีและการเดินทางเช่น การปรากฏตัวของเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ ทรงขึ้นปรากฏตัวบนเวทีการประชุม
พลังงานสีเขียว ท่ีกรุงอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ทั้ง ๆ ที่พระองค์ประทับอยู่ที่พระราชวังใน กรุงลอนดอน
ประเทศอังกฤษหรือจะเป็น Kate Moss ปรากฏตัวด้วย Hologram บนเวทีการแสดงแฟช่ันของ Alexander
McQueen ปี 2006โดยใช่ Stage hologram โดยแท้จริงแล้ว สเตจ โฮโลแกรม ไม่ใช่ภาพ 3 มิติ หากแต่เป็นการ
16
ผสมผสานมุมมองของภาพ 2 มิติ บนแผ่นฟิล์มบางใสท่ีเรียกว่า "มายลาร์ สกรีน" ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า (ไว้
สําหรับเป็นฉาก) ใช้กล้องวิดีโอแบบความละเอียดสูง ถ่ายภาพและใช้เครือข่ายไฟเบอร์ ออพติค เ พื่อส่งภาพ
เหล่าน้ันจากระยะไกล มาประกอบกันบนเวทเี พ่ือหลอกตาของผ้ชู มให้เห็นเป็นภาพ 3 มิตใิ นการถา่ ยทอด แ ละการ
รายงานข่าวการเลือกต้ังครั้งล่าสุดของสหรัฐอเมริกา สถานีโทรทัศน์ซีเอ็นเอ็น (CNN) แห่งสหรัฐฯ ได้สร้างความ
ประหลาดใจให้กับผู้ชมเป็นอย่างมาก เน่ืองจากการนําเทคโนโลยีลํ้าหน้ากว่าใคร ๆ อย่างโฮโลแกรมมาใช้ในการ
นําเสนอขา่ วครัง้ น้ี
. จดั แสดงสนิ คา้
การพบกันของคุณลุง หลุยส์ เชฟโรเลต และ น้องเชฟวี่ ในบูธ Chevrolet งาน BOI fair 2011 มีการใช้เครื่อง
แสดงภาพลอยตัวแบบสามมิติ ท่ีเรียกว่า Hologram Display เพ่ือเพิ่มจุดเด่นให้กับสินค้าหรือบริการ เป็นท่ีดึงดูด
ใจแก่ผู้เข้าชม
3. เสริมสร้างความปลอดภยั
- Transmission Hologram นํามาใช้กับบัตรประชาชน ใบอนุญาตขับขี่ พาสปอร์ต บัตรเครดิต เป็นต้น ตัว
Hologram ชนิดน้ีจะทําออกมาจากโรงงานมีลักษณะคล้ายกระเป๋าใบเล็ก หรือซอง (Purse) นําบัตรหรือวัสดุท่ี
ต้องการทํามาสอดใส่ตรงกลางช่องว่าง นําไปรีดที่เคร่ืองจักรโดยใช้ความร้อนและแรงกดจาก บน - ล่าง แผ่น
Hologram ก็จะติดแนบกับบัตร Reflection Hologram จะอยู่ในรูปของ Foil - Hologram Sticker แกะลอก
เปน็ ดวงติดบนวัสดุตามต้องการ - Hologram Hot Stamping Foil ติดโดยใช้ความร้อน และแรงกดสงู การทาํ งาน
คลา้ ยการปัม๊ ฟอล์ยเงนิ /ทองลงบนสงิ่ พมิ พ์ทว่ั ไป
4. บันทกึ ขอ้ มลู
ฮาร์ดดิสก์ที่ใช้หลักการฮอโลกราฟิกนั้น ด้วยขนาดเพียง 5 น้ิว สามารถจุได้สูงถึง 125 จิกะไบต์ เป็นอย่างตํ่า
และอาจไปถึง Terra Byte (1000GB) สว่ นความเรว็ ในการโอนถา่ ยข้อมลู อยู่ท่ี 30 เมกะไบต์ต่อวนิ าที
Holographic Data Storage
Holographic Storage เป็นอุปกรณ์ที่ใช้แสงเลเซอร์เขียนข้อมูลลงไปในเน้ือของวัตถุ ดังนั้นที่เห็นประโยชน์ได้
อย่างชัดเจนคือ ปริมาณข้อมูลที่เพ่ิมขึ้นเน่ืองจากมีพ้ืนที่ในการเขียนมากกว่าเดิมเม่ือเทียบกับการเขียนข้อมูลท่ี
พ้ืนผิวระนาบ ถ้าจะเปรียบเทียบเป็นเชิงสมการจะเห็นว่าเมื่อใช้ Holographic Storage ปริมาณข้อมูลที่เขียนได้
จะเป็นสัดส่วนกับกําลังสามของวัตถุ แต่ถ้าเป็นการเขียนข้อมูลบนพื้นผิวในแนวระนาบจะได้เพียงกําลังสอง
ประโยชน์อย่างหน่ึงในการใช้แสงเลเซอร์คือความรวดเร็วในการเข้าถึงข้อมูล เนื่องจากความเร็วของแสงเม่ือ
เปรียบเทียบการอุปกรณ์เครื่องกลท่ีใช้เป็นหัวอ่านข้อมูลแตกต่างกันมาก นอกจากนี้ Holographic Storage
สามารถสืบค้นข้อมูลโดยใช้ข้อมูลเป็นกญุ แจในการค้นหา นอกจากนี้ในขณะทแี่ ม่เหล็กและออปติคอลมีการจัดเก็บ
17
ข้อมูลในแบบเชิงเส้น แต่การจัดเก็บแบบโฮโลแกรมน้ันมีความสามารถในการบันทึกและอ่านนับล้านบิตในแบบ
ขนาน ทาํ ให้อัตราการถา่ ยโอนขอ้ มูลท่ีสงู กวา่ การจัดเก็บแบบออปติคอลในปัจจุบนั กลไกการอา่ นขอ้ มลู
ข้อมูลที่เก็บไว้จะถูกอ่านผ่านการทําสําเนาของลําแสงอ้างอิงเดียวกับที่ใช้ในการสรา้ งฮอโลแกรม ลําแสงอ้างอิง
รวมแสงบนวัสดุที่ไวแสง รูปแบบการแทรกแซงท่ีเหมาะสมทําให้แสงแตกกระจายมื่อผ่านช่องรับแสงหรือสิ่งกีด
ขวางลงบนเครือ่ งตรวจจับ โดยเครอ่ื งตรวจจบั มีความสามารถในการอา่ นข้อมลู ในแบบคู่ขนานมากกวา่ หน่ึงล้านบิต
ในครั้งเดียว ให้ผลในการถ่ายโอนข้อมูลท่ีรวดเร็ว ไฟล์ในไดรฟ์ฮอโลแกรมสามารถเข้าถึงได้ในเวลาน้อยกว่า 200
มลิ ลิวินาที
แนวโน้มการพัฒนา Holographic Storage
จีอีหรือ General Electric ประกาศความสําเร็จการพัฒนาเทคโนโลยีแผ่นดิสก์เก็บข้อมูลชนิดใหม่
Holographic Storage แม้ยังไม่ประกาศแผนการจําหน่าย แต่นักวิจัยของจีอีระบุว่า แผ่นดิสก์ Holographic
Storage ขนาดเทา่ กบั แผน่ ดวี ดี ีมาตรฐานจะสามารถให้ความจขุ ้อมูลได้สงู ถึง 500GB เทยี บเทา่ แผน่ ดีวดี ี 100 แผน่
หรือแผ่น Blu-ray ซงิ เกลิ
อ้างองิ ปัจจุบันนีว้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีบทบาทในทุกยา่ งก้าวของมนุษย์และมีแนวโนม้ ท่ีเพิ่มความสําคัญ
มากขึ้น ความก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นตัวบ่งช้ีว่ามนุษย์กําลังก้าวไปสู่โลกอนาคต มี
ความสัมพันธ์ใกล้ชิดและแยกขาดจากกันไม่ได้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางการแพทย์ได้รับการพัฒนาและ
ประยกุ ต์ให้สามารถ ตอบสนองความต้องการและความจําเป็นของมนษุ ยท์ ห่ี ลากหลาย ตัวอย่างของการพัฒนาหนึ่ง
คือ ส่ือการเรียน การสอนทางการแพทย์ท่ีกําลังถูกพัฒนาด้วยความร่วมมือของ Cleveland Clinic, Microsolf
Health and Life Science และ Case Western Reserve University โดยตัวแทนจาก 3 หน่วยงาน ได้ข้ึนเวที
เสวนาในงาน “Caregiver of Tomorrow: Health and Technology Forum” ประเด็นสําคัญของการเสวนา
ดงั นี้
โฮโลแกรม (Hologram) เป็นตัวอย่างหน่ึงของความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีส่ือการสอนด้านการแพทย์ แม้ว่า
การใช้โฮโลแกรม (Hologram) เพื่อการเรียนการสอนในแต่ละสถาบันนั้นมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ใช้งานซับซ้อน
และ ไม่คุ้มค่า ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านได้ชใ้ี ห้เห็นความสาํ คัญของการนําเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ในการเรียนการสอน
ซึ่งจะมี ประโยชน์ต่อกระบวนการเรียนรู้ โดยจะทําให้ผู้เรียนสามารถเข้าใจบทเรียนได้เร็วขึ้น มีประสิทธิภาพ และ
ผลลพั ธ์ ที่ได้จากการเรยี นรูข้ องบุคคลากรทางการแพทย์จะถกู ส่งผ่านไปยังผู้ป่วยซง่ึ เป็นผู้ท่ีได้รับประโยชนใ์ นลําดับ
ถดั มา หากคาํ นวณถงึ ประโยชนท์ ี่ได้รับแลว้ ถอื วา่ เทคโนโลยีน้ีมีความค้มุ คา่ ต่อวงการแพทยเ์ ปน็ อย่างมาก เพราะใน
ท้ายทสี่ ดุ ท้ังคนไข้ บุคคลากรทางการแพทย์ สถานพยาบาล และสถาบนั การศกึ ษาต่างก็ได้รบั ผลประโยชนร์ ่วมกัน
18
บริษัทไมโครซอฟท์ ได้พัฒนา Hololens ซ่ึงเป็นแว่นตาท่ีเช่ือมต่อกับ holographic computer แบบไร้สาย
และไมโครซอฟท์ยังได้ร่วมมือกับ Case Western Reserve and Cleveland Clinic Care ในการปรับปรุง พ้ืนที่
และออกแบบให้เป็นสถาบันการเรียนรู้ ท่ีฝึกปฏิบัติ สําหรับบุคคลากรทางการแพทย์ เพื่อท่ีจะตอบสนองต่อ
ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะเกิดข้ึนได้ในอนาคต ความสามารถในการเห็นภาพจําลองร่างกายมนุษย์
แบบ 3 มิติอย่างละเอียด เป็นส่ิงท่ีจะช่วยให้นักศึกษาแพทย์ต่ืนตัวและเพ่ิมเรียนรู้ได้มากข้ึนอย่างมหาศาล เม่ือ
เทียบกับ การอ่านจากหนังสือหรือการเรียนรู้จากร่างมนุษย์จริงท่ีมีอยู่อย่างจํากัด โดยเฉพาะแพทย์ศัลยกรรม จะ
สามารถเรียนรู้ ทุกส่วนของร่างกายมนุษย์อย่างสมจริง ซึ่งช่วยลบข้อจํากัดบางประการจากการเรียนรู้ในอดีตได้
นอกจากนี้ Hologram จะทําให้การเรียนรู้แตกต่างไปจากการเรียนรู้แบบเดิมในอดีต ที่ซึ่งเพิ่มการเรียนรู้แบบเชิง
ลึกของแต่ละส่วน และยงั เช่อื มต่อไปยงั ภาพรวมท้ังหมดของรา่ งกายมนุษย์ได้
จะเห็นได้ว่า ปัจจุบันน้ีเทคโนโลยีไม่เพียงแต่จะก้าวเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจําวันทั่วๆ ไปแล้ว ยังมีบทบาท
สําคัญอย่างมากต่อวงการแพทย์ ซ่ึงตัวเช่ือมต่อท่ีสําคัญคือการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) ซ่ึงแพทย์สามารถ
เก็บข้อมูลของผู้ป่วยได้ทุกที่ทุกเวลา ขณะเดียวกัน ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงบันทึกอาการ โรคและประวัติการรักษา
ของตนเอง เทคโนโลยีน้ีทําให้เกิดความโปร่งใสระหว่างแพทย์และผู้ป่วย ความโปร่งใสในการรักษาน้ีเอง เป็น
จุดสําคัญ ท่จี ะทําให้เกดิ ความรว่ มมือและความตอ่ เนื่องในการรักษาของผูป้ ่วย ซ่ึงนําไปสู่การประสบความสาํ เร็จใน
การรักษา ผู้ป่วยแต่ละราย ตัวอย่างของการใช้ Telemedicine เช่น การบันทึกประวัติผู้ป่วย การใช้ยา การนัด
หมาย การสื่อสาร ระหว่างแพทย์และคนไข้ เป็นต้น จะเห็นได้ว่า ไม่ว่าจะเป็น Telemedicine หรือ Hologram
ล้วนแต่เป็น บทบาทที่มีมากขึ้นของเทคโนโลยีในปัจจุบัน วงการแพทย์ได้ก้าวไปอีกข้ันสําหรับการนํา Hologram
มาใชเ้ พือ่ การเรยี นรู้ตอ่ ไปอนาคต ซึง่ จะเปน็ ประโยชน์อยา่ งมหาศาลตอ่ เพ่อื นมนุษย์ด้วยกนั เอง
19
4.AR & VR
ความกังวลต่าง ๆ เก่ียวกับปัญญาประดิษฐ์ (artificial intelligence) และหุ่นยนต์ (robot) การกลัวว่าสิ่ง
เหล่านั้นจะแทนที่มนุษย์ จากโลกแหง่ ความเป็นจริงกังวลว่าจะมาทํางานแทนหรือแย่งงานมนุษย์ทํา คุกคามมนุษย์
ขึ้นทุกวัน แต่เนื่องจากโลกยังคงมีปัญหากับข้อมูลขนาดใหญ่ ไม่มีเหตุผลเลยท่ีนักออกแบบหรือวิศวกรจะต้องตื่น
ตระหนกนัก แตม่ หี ลาย ๆ เหตผุ ลทีค่ วรจะตน่ื เต้นมากกว่าปัจจบุ ันแนวโน้มของเทคโนโลยี ประกอบดว้ ย ความเป็น
จริงเสมือน (virtual reality, VR) ความเป็นจริงเสริม (augmented reality, AR) และความจริงผสม (mixed
reality, MR) มศี กั ยภาพสงู มากพอที่จะสร้างการเช่ือมต่อระหว่างมนุษย์กับอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้
VR (เคลอื่ นย้ายคุณเข้าไปอยู่ในโลกเสมือนอย่างแทจ้ ริง) ขณะที่ AR (ผสานโลกเสมือนเข้ากับสภาวะแวดล้อมใน
โลกจริง) และ MR (ผสมผสานระหว่าง VR กับ AR เข้าด้วยกัน) กําลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่เรากําลังอยู่ในช่วง
เริ่มต้น อุปกรณ์ปฏิวัติต่าง ๆ ในทุกวันน้ีน้ันก็คล้ายกันกับโทรศัพท์มือถือรุ่นแรก ๆ ที่มีขนาดใหญ่มาพร้อมกับสาย
ระโยงระยะในกระเปา๋ ห้วิ อนั เทอะทะ
การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่น้ี ซึ่งนําโดย ความก้าวหน้าด้าน AI และเทคโนโลยีด้านอ่ืน ๆ จะช่วยกําหนดทิศทาง
ของโลกอุตสาหกรรม พลังในการประมวลผล การสร้างกราฟิก การเช่ือมต่อประสานแบบใหม่ จะช่วยเพ่ิม
ประสิทธิภาพในการทํางานของมนุษย์ รวมทั้งเพิ่มกําลังผลิต และช่วยให้เราสามารถผสมผสานและทําความเข้าใจ
ข้อมูลต่าง ๆ รอบตัวเราได้ดีย่ิงข้ึน ลองจินตนาการถึงวงการการก่อสร้างหรือทําความเข้าใจถึงการออกแบบที่
เก่ียวข้อง ซึ่งแปลนการก่อสร้างหรือต้นแบบทางกายภาพไม่จําเป็นอีกต่อไปแล้ว การผสมผสานกันของ AR/VR,
การเรียนรู้ของเคร่ือง (machine learning), AI, หนุ่ ยนต์, ประดษิ ฐกรรมข้นั สงู และการออกแบบเชิงสร้างสรรค์จะ
ช่วยให้มนุษย์และอุปกรณ์ต่าง ๆ สามารถเช่ือมต่อข้อมูลดิจิทัลกับสภาพแวดล้อมที่สร้างข้ึนได้ เหล่านักออกแบบ
และวิศวกรจะมีความสามารถตีความสิ่งที่ยุ่งยาก สิ่งที่สืบเนื่องกัน และสัญญาณที่ซับซ้อน รวมทั้งสามารถทํางาน
กล่นั กรองขอ้ มูลในบริบทแบบสามมติ ไิ ด้
ลองจนิ ตนาการถงึ สถานทท่ี ํางานและหนา้ งาน
นักออกแบบ วิศวกร ผู้ผลิต และนักสร้างสรรค์ ท่วมไปด้วยข้อมูลดิจิทัล ท่ีมีความซับซ้อนและสร้างกําไรน้อย
กวา่ มาก แตล่ กั ษณะของการทํางานจะเปลี่ยนไปในอีก 5-10 ปีข้างหนา้ ทกุ วนั นี้ วงการกอ่ สร้างส่วนใหญ่ยังทํางาน
เต็มไปดว้ ยกระดาษ และสถาปนกิ หลายคนยังคงทําภาพเสมือนจริงสองมติ ิ (2D rendering) อยู่เลย แตเ่ ม่ือแนวคิด
20
การสร้างภาพจริง 3 มิติ เกิดข้ึนมา ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลเสริมหน้างานหรือความเป็นจริงเสมือนในระหว่างทบทวน
การออกแบบนนั้ ก่อให้เกดิ ความเขา้ ใจข้อมูลเหลา่ นั้นอย่างลึกซ้ึงขึน้
คร้ันเม่ือเคล่ือนย้ายเข้าไปอยู่ใน VR หรือ AR อย่างสมบูรณ์แบบ คนท่ีอยู่ในสาขาวิชาท่ีแตกต่างกันและ
สภาพแวดล้อมต่าง ๆ สามารถจําลองการออกแบบที่จะสร้างข้ึนและพร้อมใช้งาน หรือพวกเขาสามารถขยายการ
ออกแบบภายในบริบทของงานเพ่ิมเติมได้ เหล่าน้ีจะช่วยท้ังให้สามารถเข้าใจงานและทํางานอย่างมีประสิทธิภาพ
มากขึ้น นําไปสู่การตัดสินใจท่ีดีกว่า ผลิตภาพสูง และลดข้อผิดพลาดต่าง ๆ ลงได้ หลายปีก่อน เม่ือสถาปนิก
พิจารณาภาพเสมือนสองมิติ แล้วร้องว่า “ยอดเย่ียมมากเลย!” แต่หากพวกเขามองดูแบบจําลอง BIM ใน VR เขา
อาจจะร้องว่า “โอ้ นนั่ เพดานตาํ่ เกนิ ไป” หรือ “มันไม่ได้ผลหรอก”
AR ถือว่ามีศักยภาพสูงสําหรับใช้ หน้างานการก่อสร้าง การใช้อุปกรณ์ AR อย่างเช่น หมวกนิรภัยหรือแว่นตา
(หรือแม้แต่โทรศัพท์มือถือหรือแท็บเล็ต) ผู้รับเหมาและวิศวกรสามารถเห็นแบบจําลอง BIM ที่ซ้อนทับไปยังหน้า
งานจริง สามารถสาํ รวจไปรอบ ๆ และระบุปัญหาเหมือนกับอยใู่ นหน้างานจรงิ และยงั สามารถให้ความเหน็ เพิม่ เติม
และบอกบริเวณได้อย่างชัดเจนไปยังแบบจําลองดิจิทัลโดยอัตโนมัติได้ การมองเห็นข้อมูลใน AR และ VR ช่วยให้
พวกเขาสามารถมองเห็นส่ิงที่ไม่เคยมองเห็นมาก่อนได้ ยกตวั อยา่ งเช่น หากวิศวกรตอ้ งการวเิ คราะห์การรบั น้ําหนัก
ของโครงสร้าง สมัยก่อนจะต้องใช้งานสเปรดชีตอย่างมหาศาล ทุกวันนี้วิศวกรสามารถซ้อนทับแผนท่ีไปยังการ
ออกแบบเพ่ือดูสว่ นต่าง ๆ ของโครงสรา้ งที่คาดวา่ จะพังลงแล้วจึงให้ความเห็นเพิ่มเติม และข้อแนะนําต่าง ๆ จะถูก
นําเสนอผนวกกลับเขา้ ไปส่กู ระบวนการอีกครั้ง
การสร้างตน้ แบบและการฝกึ อบรมท่ดี ขี ึน้
เทคโนโลยี VR, AR และ MR สามารถลดทั้งต้นทุนหนักและต้นทุนเบา มันเป็นเร่ืองของการผลิตท่ีน้อยลง
ยกตัวอย่างเช่น ผู้ผลิตรถยนต์จะทําต้นแบบดินเหนียว (clay prototype) แต่เม่ือวิศวกรสามารถสร้างต้นแบบ
เสมือนจริงและตัดสินใจโดยอาศัยแบบจําลอง VR แล้วอะไรจะเกิดขึ้น? แทนท่ีวิศวกรจะตรวจสอบต้นแบบทาง
กายภาพและปรับขยายข้อมลู กลับเขา้ ไปในการออกแบบ การตัดสินใจเหล่านั้นสามารถคํานวณได้และชัดเจนในตัว
แบบจําลองเอง การแทนที่ต้นแบบทางกายภาพด้วย VR และผสมผสานเข้ากับขั้นตอนต่าง ๆ ในการทํางาน ส่งผล
ให้ผูผ้ ลติ ประหยดั ต้นทุนท้ังวัสดุ เวลา และเงินทุน
VR ยังช่วยปรับปรุงโครงการด้านสถาปัตยกรรม ยกตัวอย่างเช่น เม่ือสถาปนิกออกแบบช่องตรวจผู้ป่วย
(gantry) ในโรงพยาบาลและจําเป็นต้องประเมินขั้นตอนปฏิบัติงานจากแผนก OR และ ER ด้วย เพ่ือคํานวณ
ข้อผิดพลาดท่ีอาจส่งผลต่อกําไร ก่อนท่ีจะสร้างส่ิงต่าง ๆ ข้ึนมา เมื่ออาศัย VR จะช่วยให้สถาปนิกสามารถเข้าใจ
ผลลัพธจ์ ากการออกแบบไดด้ ยี ิง่ ข้ึน
21
AR สามารถใช้ในการอบรมและฝึกอบรมพนักงานใหม่ในโรงงานหรือคนงานก่อสร้าง ความรู้ของพนักงาน
อาวุโสท่ีมีประสบการณ์ในการทํางานหน้างานหลายสิบปีและความรู้สะสมขององค์กรของพนักงานใกล้เกษียณ
ข้อมูลของพวกเขาจึงมีคุณค่าต่อองค์กร หากเก็บเกี่ยวความรู้เหล่านั้นเป็นแนวทางให้ความรู้แก่คนรุ่นต่อไป
หมายถงึ แรงงานจะไดร้ บั การฝกึ อบรมขนึ้ มาอย่างดเี ป็นการเรยี นรเู้ หมือนได้ปฏบิ ตั ิงานจรงิ ๆ
เทคโนโลยีเพงิ่ เรมิ่ ตน้ ขนึ้
คนส่วนใหญ่มีประสบการณ์กับ AR, VR และ MR เป็นเพียงแค่ตัวอย่างหรือเป็นโซลูชันการสร้างภาพใน
ตอนทา้ ยของกระบวนการเท่านน้ั นนั่ คือ เป็นเพยี งแค่ผู้ชม ดงั นนั้ เทคโนโลยจี ะรวมเขา้ กบั กระบวนการทั้งหมดตั้งแต่
การออกแบบไปจนถึงการจําลองการอบรมได้อย่างไร? ซ่ึงเก่ียวข้องกับการรวมศูนย์และการเช่ือมต่อข้อมูลใน
สภาพแวดล้อมเหล่าน้นั
เมื่อคอมพิวเตอร์เมนเฟรมหลีกทางให้คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล แนวทางการทํางานของผู้คนได้เปล่ียนไปตลอด
กาล จากคอมพิวเตอร์ต้ังโต๊ะเปล่ียนเป็นคอมพิวเตอร์แบบเคลื่อนท่ี และย้ายข้อมูลไปยังคลาวด์ ด้วยคลื่นลูกใหม่
แห่งการประมวลผล ทําให้อุปกรณ์หลายอย่างหายไปและโลก (หรือร่างกายของมนุษย์) จะกลายเป็นส่วนต่อ
ประสานและแสดงผลแทน เป็นอินพุตนําเข้าแบบใหม่ วิธีการใหม่ และเป็นแนวทางใหม่ในการนําเสนอ แสดงผล
จาํ ลอง และวิธกี ารใหมจ่ ะทําให้ข้อมูลความถ่ีตํ่า (low-frequency data) และข้อมูลความถ่ีสงู (high-frequency)
จะไหลผ่านระบบในอนาคตอันใกล้
เมื่ออุปกรณ์หลายอย่างหายไป จะมีการเปล่ียนแปลงจากแท็บเล็ต AR หรือ VR เป็นอุปกรณ์สวมใส่ท่ีมีขนาด
เล็กกว่า ปัจจัยด้านรูปแบบจะเลก็ ลง อาจจะประมาณภายใน 5-10 ปีข้างหน้าน้ี ก่อนที่จะมีโฮโลแกรมใช้งานอย่าง
แท้จริง แต่คาดว่าในอีก 1-2 ปีข้างหน้ามีแนวโน้มท่จี ะเห็นนวัตกรรมใหมท่ ีน่ ่าอัศจรรยใ์ ชใ้ นองค์กรก่อน
เมื่อเหตุการณ์เช่นน้ันเกิดขึ้นแล้ว นักออกแบบและวิศวกรจะสามารถมองผ่านเลนส์เห็นส่ิงต่าง ๆ ที่พวกเขา
สนใจได้จาก VR, AR และ MR รวมท้ังมีการโต้ตอบกันข้ึน ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียแต่ละคนจะสามารถจัดลําดับ
ความสําคัญในประเด็นที่เก่ียวข้อง (การออกแบบ) และพวกเขาจะมีส่วนร่วมในประเด็นเหล่าน้ันได้มากข้ึน
เทคโนโลยี VR, AR, และ MR จะชว่ ยให้เปน็ นักออกแบบ วิศวกร ผูผ้ ลติ และนักสรา้ งสรรค์ ที่ทรงพลงั มาก สามารถ
มองเห็นสิ่งเร้นลับหรือไม่เคยเห็นมาก่อน ทํานองเดียวกันทําให้พวกเขารับงานใหม่ ๆ ท่ีพวกเขาไม่เคยทํามาก่อน
และคาดการณ์ผลลัพธ์ออกมาอย่างแม่นยําDeep Technology ยังคงเป็นประเด็นท่ี Digital Ventures ให้ความ
สนใจอย่างต่อเน่ือง โดยเรายังมี Deep Technology อีกหลายอย่างท่ีน่านําเสนอให้ผู้อ่านได้รับทราบกัน ในคร้ังน้ี
Digital Ventures ได้มีโอกาสพูดคุยกับทีม Perception หนึ่งใน Finalist ที่ผ่านเข้าช่วง R&D ของ U.REKA ซึ่ง
เปน็ ทมี ผ้พู ฒั นา Solution ท่ีเป็นแพลตฟอร์ม Desktop-Based Mixed Reality ถึงพัฒนาการและแนวโนม้ การใช้
งาน Deep Tech ดา้ นการแสดงผลท่ีจะส่งผลกับพวกเราในอนาคตอันใกล้ให้ไดร้ บั ทราบกนั
22
Credit: AR displays and their positions. Reprinted from the work of Bimber and Rasker (2006)
AR/VR คือ ลักษณะของเทคโนโลยีแสดงผลชนิดน้ีกันมาบ้างแล้วจากความแพร่หลายของอุปกรณ์อย่างแว่น VR
เม่ือไม่กี่ปีมานี้ แต่รู้หรือไม่ว่านิยามของ AR/VR ถูกกําหนดไว้ต้ังแต่การริเร่ิมคิดค้นเมื่อ 20 ปีก่อน โดยปี 1994
Paul Milgram และ Fusio Kishino นักวิจัยเทคโนโลยีแสดงผลช้ันนําได้นิยามขอบเขตของเทคโนโลยี VR ซ่ึงเป็น
ที่ยอมรับกันทั่วโลกเอาไว้ดังน้ี Real Environment คือสภาพแวดล้อมท่ีอยู่ล้อมรอบเราจริงๆ ไม่ได้ผ่านการ
สังเคราะห์ด้วยเทคโนโลยีจําลองภาพใดๆ ทาง Milgram และ Kishino ได้ใส่เรื่องนี้ในมาตรวัดนิยามเพ่ือให้เทียบ
กบั ขอบเขตอ่ืนๆ ได้งา่ ยขึน้
Augmented Reality คือการเสริมวัตถุจาํ ลองเข้าไปในวัตถุและสภาพแวดลอ้ มที่มีอยู่จรงิ ในส่วนน้ีอาจเปน็ ทงั้
การช่วยให้ข้อมูลเสริมความเป็นจริงมากข้ึน หรืออาจเป็นการเติมแต่งบนพื้นฐานของวัตถุที่มีอยู่จริง เช่น การให้
ขอ้ มลู ขนาดของวัตถุหรอื ระยะทางจากจดุ หน่ึงไปจุดหนง่ึ และสติกเกอร์ Animation ทเี่ ล่นกันบน Video Call
Augmented Virtuality คือการสร้างสภาพแวดล้อมจําลองและผสานวัตถุท่ีมีอยู่จริงเข้าไปในสภาพแวดล้อม
นั้น ซึ่งท้ังวัตถุและสภาพแวดล้อมต้องมีเค้าโครงจากโลกความเป็นจริงเข้าไปด้วย เพื่อจําลองและส่งมอบ
ประสบการณ์ใกล้เคยี งความจริงท่สี ุด เช่น การจําลองภาพห้องหรือสถานทตี่ ่าง ๆ โดยเรายังคงเห็นรา่ งกายของเรา
อยา่ งครบถ้วน
Virtual Environment คือการสร้างทุกอย่างที่เรามองเห็นขึ้นมาใหม่ท้ังหมด เป็นการเปล่ียนสภาพแวดล้อม
อย่างสิ้นเชิงเพื่อให้ส่งมอบประสบการณ์จําลองโดยไม่อิงหลักความเป็นจริงใด ๆ ในส่วนน้ีรวมถึงบรรดา
Entertainment Content ต่าง ๆ เชน่ ภาพยนตร์หรอื เกม
Mixed Reality สําหรับชื่อนจ้ี ะครอบคลมุ ส่วนของการแสดงผลที่กล่าวไปข้างตน้ โดยเปน็ ขอบเขตท่ภี าพจําลอง
ที่ผู้ใช้ต้องสามารถมปี ฏิสัมพนั ธ์ (Interaction) กับภาพจําลองนน้ั ได้
อนั ทจ่ี ริงแล้ว Augmented Reality และ Virtual Reality จะเก่ยี วข้องกับประสาทสมั ผสั ทง้ั หมด แตใ่ นทนี่ ี้ เรา
ขอยกที่เก่ียวข้องกับประสาทสัมผัสทางตามากกว่า เพราะเป็นแกนท่ีทางทีม Perception กําลังพัฒนาให้เกิดข้ึน
ผ่านการผลกั ดันในโครงการ U.REKA
เทคโนโลยอี ปุ กรณ์แสดงผลใน AR/VR
AR/VR เป็นเทคโนโลยีท่ีต้องพึ่งพา Hardware สําหรับการแสดงผล ซ่ึงนอกเหนือจากจอภาพรูปแบบต่าง ๆ
แลว้ Hardware ทีน่ ํามาใช้ในเทคโนโลยี AR/VR ยงั แบ่งตามรูปแบบการใชง้ านอุปกรณ์ได้ 3 แบบ ดังนี้
อปุ กรณ์แบบติดกบั ศรี ษะ (Head-Attach) อุปกรณแ์ บบติดศีรษะ สามารถเป็นได้ท้ังแวน่ ตา VR, คอนแทคเลนส์
แบบ VR รวมถงึ Projector ที่ฉายภาพจาํ ลองจากศีรษะลงบนวัตถุ
23
อุปกรณ์แบบถืออยู่ในมือ (Hand-Held) อุปกรณ์แบบท่ีต้องถืออยู่ในมือเพื่อใช้งานชมภาพจําลอง ไม่ว่าจะเป็น
Projector, หน้าจอแสดงผล หรือหน้าจอแสดงผลแบบโปร่งแสง Smartphone ทั้งหลายก็จัดอยู่ในอุปกรณ์ชนิดนี้
เชน่ กัน
อปุ กรณแ์ บบตั้งวาง (Spatial) เป็นอปุ กรณท์ ่ตี ั้งวางบนสภาพแวดล้อมจรงิ เพื่อแสดงภาพเสมือนบนวตั ถุ ไมว่ ่าจะ
ในรปู แบบหน้าจอหรอื Projector ท่ีฉายภาพจาํ ลองลงบนวตั ถุ
ตัวอยา่ งการใชง้ านเทคโนโลยี AR/VR
หลังจากท่ีเราได้รู้ถึงในเบื้องต้นไปแล้วว่าเทคโนโลยี AR/VR เป็นอย่างไรบ้างแล้วนั้น ทีม Perception ก็ได้เล่า
ถงึ ตัวอย่างการใช้งานของเทคโนโลยนี ีท้ ี่เกิดขึน้ แลว้ ในปัจจุบัน โดยการใช้งานมอี ยู่ 2 ลกั ษณะดว้ ยกนั
Training and Specific Education เป็นการนําเทคโนโลยี AR/VR มาใช้ในการฝึกฝนทักษะเฉพาะที่ต้องเสี่ยง
อันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน เช่น การฝึกนักบิน ที่นักเรียนการบินจะได้เรียนรู้การขับเคร่ืองบินจากห้องนักบิน
หรือการแพทย์ ที่นักเรียนแพทย์ต้องเรียนรู้ข้ันตอนการผ่าตัด ซึ่งการแสดงผลแบบ Augmented Virtuality และ
รองรบั Interact จาก Mixed Reality จะชว่ ยให้นกั เรยี นได้รบั ประสบการณ์ใกลเ้ คียงความเป็นจริงมากข้นึ
Content and Entertainment เรียกได้ว่าเป็นการใช้งานที่มีศักยภาพนําพาเทคโนโลยี AR/VR ไปสู่ความ
แพร่หลายได้มากที่สุด เพราะมนุษย์เราต้องการเสพเนอ้ื หาต่างๆ ด้วยรูปแบบใหม่ๆ ท่ีน่าสนใจอยู่เสมอ โดยเฉพาะ
เนื้อหาดา้ นความบันเทิงที่สร้างขน้ึ เพื่อเร้าความรูส้ ึกพึงพอใจของผู้ชม จงึ เหมาะมากกับการใช้เทคโนโลยีแสดงภาพ
จาํ ลองเพอื่ เร้าความร้สู ึกนั่นเอง
แนวโน้มการเติบโตของเทคโนโลยี AR/VR
ต้องถือว่าการใช้งานในปัจจุบันยังไม่ถึงการใช้งานศักยภาพสูงสุดของเทคโนโลยี AR/VR ทีม Perception จึง
ชวนมองไปยังอนาคตท่ีว่าเทคโนโลยีนี้จะเติบโตไปได้อย่างไรบ้าง โดยเกริ่นว่า การเติบโตของเทคโนโลยีมีอยู่ 3
Phase โดย Phase แรก คือข้ันท่ีอยู่ในห้องทดลอง Phase ท่ี 2 คือขั้นท่ีเทคโนโลยีเป็น Gimmick ใหม่ซึ่งกําลัง
พิสูจน์การใช้งานจริง และขั้นที่ 3 คือข้ัน Long Lasting ซึ่งหมายถึงเทคโนโลยีน้ีถูกรับมาใช้อย่างเป็นปกติ
ตวั อยา่ งเชน่ AR Solution สําหรบั ฝกึ สอนนกั เรียนการบิน
ซึง่ แนวโนม้ การเตบิ โตของเทคโนโลยี AR/VR ในอนาคตที่น่าสนใจน้ัน จะเกย่ี วขอ้ งกบั ภาคการผลิตอุตสาหกรรม
ที่เป็นภาคธุรกิจใหญ่และยังยกระดับได้อีกมาก โดย Solution ที่น่าสนใจท่ีสุดในปัจจุบันน้ัน นักพัฒนากําลังนํา
AR/VR มาใช้แสดงผลข้อมูลจากเคร่ืองจักรหรือเครื่องมือในสายการผลิตแบบ Real-Time ในรูปของ Contact
Lens ผู้ท่ีสวมใส่จะเห็นข้อมูลของเคร่ืองจักรและเคร่ืองมือในตําแหน่งน้ัน ๆ ได้ทันที ช่วยทั้งการดูแลความ
เรยี บรอ้ ยและอาํ นวยความสะดวกเมื่อตอ้ งบํารงุ รักษาเคร่ืองมอื ในโรงงานผลิตท่ีมโี ครงสร้างซบั ซอ้ นเปน็ อย่างดี
24
เรียกไดว้ า่ พฒั นาการของเทคโนโลยี AR/VR ท่ที มี Perception แบง่ ปนั ใหก้ ับผู้อา่ นทั้งหลายทําใหเ้ ห็นภาพและ
การใช้งานของเทคโนโลยีนี้มากข้ึน โดยเฉพาะการประยุกต์ใช้ทางธุรกิจท่ีน่าจะแพร่หลายในเร็วๆ น้ี ซ่ึงทีม
Perception หนึ่งใน Finalist ของโครงการ U.REKA ยังมีแง่มุมอ่ืนของเทคโนโลยีน้ีมาแบ่งปันกันอีก ใครท่ีสนใจ
เรื่องราวของ Deep Technology อยา่ ลืมตดิ ตามกนั
25
5.Cloud computing
การบรกิ ารบนระบบการประมวลผลแบบกลมุ่ เมฆสามารถ แบง่ รปู แบบของชน้ั ดังน้ี
การประมวลผลแบบกลุ่มเมฆ (อังกฤษ: cloud computing) เป็นลักษณะของการทํางานของผู้ใช้งาน
คอมพิวเตอร์ผ่านอินเทอร์เน็ต ที่ให้บริการใดบริการหน่ึงกับผู้ใช้ โดยผู้ให้บริการจะแบ่งปันทรัพยากรให้กับผู้
ต้องการใช้งานน้ัน
ความหมาย
การประมวลผลแบบกลุ่มเมฆ เป็นลักษณะท่ีพัฒนาขึ้นต่อมาจากความคิดและบริการของเวอร์ชัวไลเซชันและ
เว็บเซอร์วิซ โดยผู้ใช้งานน้ันไม่จําเป็นต้องมีความรู้ในเชิงเทคนิคสําหรับตัวพ้ืนฐานการทํางานน้ันการให้บริการ
ซอฟต์แวร์ หรือ Software as a Service (SaaS) จะให้บริการการประมวลผลแอปพลิเคชันท่ีแม่ข่ายของผู้
ให้บรกิ าร และเปดิ ใหก้ ารบริการทางดา้ นซอฟต์แวร์ตา่ งๆการให้บริการแพลตฟอร์ม หรือ Platform as a Service
(PaaS)เปน็ การประมวลผล ซึง่ มรี ะบบปฏิบตั ิการ และการสนับสนนุ เวบ็ แอปพลเิ คชนั เข้ามารว่ มด้วยการบริการบน
ระบบ
การบรกิ ารบนระบบการประมวลผลแบบกล่มุ เมฆสามารถ แบ่งรูปแบบของชั้น ดังน้ี
การให้บรกิ ารซอฟตแ์ วร์ หรอื Software as a Service (SaaS)
จะใหบ้ ริการการประมวลผลแอปพลิเคชนั ที่แม่ข่ายของผู้ใหบ้ รกิ าร และเปดิ ให้การบรกิ ารทางดา้ นซอฟต์แวร์ตา่ งๆ
การใหบ้ รกิ ารแพลตฟอรม์ หรือ Platform as a Service (PaaS)
เป็นการประมวลผล ซึ่งมรี ะบบปฏิบตั กิ าร และการสนบั สนุนเวบ็ แอปพลิเคชันเขา้ มารว่ มดว้ ย
การใหบ้ ริการโครงสรา้ งพื้นฐาน หรอื Infrastructure as a Service (IaaS)
เปน็ การให้บรกิ ารเฉพาะโครงสรา้ งพื้นฐาน มีประโยชนใ์ นการประมวลผลทรพั ยากรจาํ นวนมาก
บรกิ ารระบบจัดเกบ็ ข้อมูล หรอื data Storage as a Service (dSaaS)
ระบบการจัดเก็บข้อมูลทีม่ ขี นาดใหญ่ไม่จาํ กดั รองรับการสืบค้นและการจัดการขอ้ มลู ขน้ั สงู
บรกิ ารร่วมรวมลําดบั ความเช่อื มโยง หรอื Composite Service (CaaS)
คือส่วนทําหน้าท่ีรวมโปรแกรมประยุกต์ หรือจัดลําดับการเช่ือมโยงแบบ workflow ข้ามเครือข่าย รวมถึงการ
จัดการดา้ นความปลอดภยั
26
การใหบ้ รกิ ารโครงสรา้ งพน้ื ฐาน หรอื Infrastructure as a Service (IaaS)
เป็นการให้บริการเฉพาะโครงสร้างพ้ืนฐาน มีประโยชน์ในการประมวลผลทรัพยากรจํานวนมากบริการ
ระบบจัดเก็บข้อมูล หรือ data Storage as a Service (dSaaS)ระบบการจัดเก็บข้อมูลที่มีขนาดใหญ่ไม่จํากัด
รองรับการสืบค้นและการจัดการข้อมูลข้ันสูงบริการร่วมรวมลําดับความเช่ือมโยง หรือ Composite Service
(CaaS)คือส่วนทําหน้าที่รวมโปรแกรมประยุกต์ หรือจัดลําดับการเช่ือมโยงแบบ workflow ข้ามเครือข่าย รวมถึง
การจดั การดา้ นความปลอดภัย
การประมวลผลแบบกลุ่มเมฆ กับ เครือข่ายเช่ือมโยงการกระจายทรัพยากรข้อแตกต่างระหว่าง การประมวลผล
แบบกลุ่มเมฆ (Cloud Computing) และ เครอื ข่ายเช่ือมโยงการกระจายทรัพยากร (Grid Computing) กล่าวคือ
การประมวนผลแบบกริด จะเป็นการแบ่งบันทรัพยากรร่วมกันระหว่างบุคคลและองค์กร โดยจะถูกกําหนดและ
ควบคมุ ภายใตก้ ฎขององค์กรที่เรียกวา่ องค์กรเสมอื น (Virtual organization) โดยทัง้ สองอย่างนจ้ี ะเหมอื นกันมาก
ในแง่ท่ีเป็นการทํางานร่วมกันของคอมพิวเตอร์หลายตัว จนเป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ โดยท่ีผู้ใช้ระบบไม่ต้องมี
ทรัพยากรที่มากไป มีลักษณะเป็นธิน ไคลเอน (Thin client) โดยการประมวลผลแบบกลุ่มเมฆ จะเน้นผู้ใช้เป็น
หลกั สว่ นเครือขา่ ยเชอ่ื มโยงการกระจายทรัพยากร จะเน้นไปทร่ี ะบบมากกว่า
system engineer ทําหน้าที่คนที่มีความสําคัญในองค์กรหรือหน่วยงานที่มีการใช้งานเคร่ืองเซิร์ฟเวอร์
ในการเกบ็ ข้อมลู การเชือ่ มต่อเครือข่าย ระบบอีเมล์ ไปจนถงึ การกําหนดพาสเวิรด์ และสิทธิ์การเข้าถึงเพื่อ
การใช้งานตา่ ง ๆ เช่น
- Server
- Database
- Virtual Machine
- Backup Sysyem
- Etc..
network engineer กลุ่มนี้โดยมากมักจะก้าวมาจากการเป็น admin หน้าที่หลักของ network admin
คือ ดูแลระบบ IT โดยเน้นที่ตัว network เป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็น router, switch, firewall, wan, etc
เป็นต้น เป็นผู้ท่ีมีหน้าท่ีดูแลและบริหารระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ขององค์กร มักเกี่ยวข้องกับลักษณะ
งานหนัก ๆ
การประมวลผลแบบกล่มุ เมฆ กบั เครอื ขา่ ยเชอื่ มโยงการกระจายทรพั ยากร
ข้อแตกตา่ งระหวา่ ง การประมวลผลแบบกลุ่มเมฆ (Cloud Computing) และ เครือข่ายเช่ือมโยงการกระจาย
ทรพั ยากร (Grid Computing) กล่าวคอื การประมวผลแบบกรดิ จะเป็นการแบง่ บันทรัพยากรร่วมกนั ระหว่าง
บุคคลและองค์กร โดยจะถูกกําหนดและควบคุมภายใต้กฎขององค์กรที่เรียกว่า องค์กรเสมือน (Virtual
27
organization) โดยทั้งสองอย่างน้ีจะเหมือนกันมาก ในแง่ท่ีเป็นการทํางานร่วมกันของคอมพิวเตอร์หลายตัว
จนเป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ โดยที่ผู้ใช้ระบบไม่ต้องมีทรัพยากรที่มากไป มีลักษณะเป็นธิน ไคลเอน (Thin
client) โดยการประมวลผลแบบกลุ่มเมฆ จะเน้นผู้ใช้เป็นหลัก ส่วนเครือข่ายเช่ือมโยงการกระจายทรัพยากร
จะเนน้ ไปทรี่ ะบบมากกว่าระบบการประมวลผลแบบกลมุ่ เมฆ ในภาครฐั
โดยระบบการประมวลผลแบบกลุ่มเมฆในภาครัฐ จะสามารถลดช่องว่างในการเข้าถึงเทคโนโลยี ในการ
ดาํ เนนิ งานของภาครัฐได้ จะชว่ ยใหก้ ารบริการตอ่ ภาคประชาชน หรอื Government to Citizen (G2C) ภาค
ธุรกจิ หรือ Government to Business (G2B) ภาคราชการ หรอื Government to Employee (G2E) และ
ภาครฐั หรือ Government to Government (G2G) ดว้ ยกนั มีการบรกิ ารทม่ี ีความรวดเรว็ มากขึน้
รูปแบบระบบการประมวลผลแบบกลุม่ เมฆในภาครฐั
ระบบรฐั บาลแบบกลมุ่ เมฆ(เปดิ )สาธารณะ (Government Public Cloud)
จะใช้เป็นทางเลือกสําหรับงานทั่วไป ท่ีสามารถเปิดเผยข้อมูลออกสู่สาธารณะได้ โดยมีผู้ให้บริการเป็นผู้ดูแล
ระบบระบบรฐั บาลแบบกลมุ่ เมฆปดิ ส่วนตน (Government Private Cloud Dedicated)
จะมีความคล้ายกับระบบรัฐบาลแบบกลุ่มเมฆ(ปิด)ส่วนตัว (Government Private Cloud) ซึ่งใช้เป็น
ทางเลือกเฉพาะงานภายในกลุ่มขององค์กรนั้นๆ จะไม่เปิดเผยข้อมูลออกสู่สาธารณะ โดยมีผู้ให้บริการเป็น
ผู้ดูแลระบบ แต่ศูนย์ข้อมูลจะต้ังอยู่ในประเทศของรัฐท่ีเป็นผู้ใช้ระบบ เน่ืองจากการป้องกันปัญหาด้านความ
ปลอดภัยในความเป็นส่วนตัวระบบรัฐบาลแบบกลุ่มเมฆส่วนตนเฉพาะ (Government Private Cloud Self
Hosted)เป็นการสร้างพ้ืนที่ระบบของตนเอง ข้ึนเป็นเจ้าของ ซ่ึงวิธีการน้ีจะได้ระบบตามความต้องการของ
ภาครัฐเองระบบรฐั บาลแบบกลมุ่ เมฆสว่ นตนเอง (Government Private Cloud Hosted)
ระบบ และแบนดว์ ดิ ท์จะเปน็ ของภายในประเทศท้ังหมด รัฐเปน็ ผู้ดแู ลบรกิ ารเอง
Cloud Computing คือบริการที่ครอบคลุมถึงการให้ใช้กําลังประมวลผล หน่วยจัดเก็บข้อมูล และระบบ
ออนไลน์ต่างๆจากผู้ให้บริการ เพ่ือลดความยุ่งยากในการติดตั้ง ดูแลระบบ ช่วยประหยัดเวลา และลดต้นทุน
ในการสร้างระบบคอมพิวเตอรแ์ ละเครือข่ายเอง ซง่ึ กม็ ีทั้งแบบบรกิ ารฟรีและแบบเก็บเงนิ
ร้จู กั คลาวด์คอมพวิ ติ้ง (Cloud Computing) แบบเขา้ ใจง่าย
หากแปลความหมายของคําวา่ Cloud Computing ดูจะเข้าใจยาก หรอื ถ้าแปลเปน็ ไทย “การประมวลผลบน
กลุ่มเมฆ” ก็ย่ิงดูจะงงเข้าไปใหญ่ แต่น่าจะง่ายกว่าถ้าบอกว่า Cloud Computing คือการที่เราใช้ซอฟต์แวร์,
ระบบ, และทรัพยากรของเคร่ืองคอมพิวเตอร์ของผู้ให้บริการ ผ่านอินเทอร์เน็ต โดยสามารถเลือกกําลังการ
28
ประมวลผล เลือกจํานวนทรัพยากร ได้ตามความต้องการในการใช้งาน และให้เราสามารถเข้าถึงข้อมูลบน
Cloudจากท่ไี หนกไ็ ด้ ดงั แผนภาพด้านลา่ งนีน้ ่ันเอง
cloud-computing-what-is-cloud-01
จากภาพด้านบนนี้ จะเห็นว่าด้านในของกรอบที่เป็นก้อนเมฆก็คือทรัพยากรของผู้ให้บริการท่ีมีทั้ง Hardware
และ Software (ซึ่งก็ทํางานบน Hardware ของผู้ให้บริการเชน่ กัน) ผู้ใช้บริการเพียงแค่ต่อเชอื่ มเข้าไปใชผ้ ่าน
Network ด้วยเว็บบราวเซอร์ หรือ Client แอพพลิเคชั่น บนอุปกรณ์ต่างๆของตน เช่น มือถือ, Tablet,
Notebook, หรือ Chromebook เปน็ ต้น
ทาํ ไมบริการ คลาวดค์ อมพิวต้งิ (Cloud Computing) จงึ ไดร้ ับความนิยม?
Cloud Computing คือบริการที่เราใช้หรือเช่าใช้ระบบคอมพิวเตอร์หรือทรัพยากรด้านคอมพิวเตอร์ ของผู้
ใหบ้ รกิ าร เพื่อนาํ มาใช้ในการทาํ งาน โดยทเี่ ราไม่จําเป็นต้องลงทนุ ซ้ือ Hardware และ Software เองทั้งระบบ
ไม่ต้องวางระบบเครือข่ายเอง ลดความรับผิดชอบในการดูแลระบบลง (เพราะผู้ให้บริการจะเป็นผู้ดูแลให้เอง)
แถมตอนอัพเกรดระบบยังทําได้ง่ายกว่า ผู้ใช้ทุกคนสามารถเข้าถึงระบบ ข้อมูลต่างๆ ผ่านอินเทอร์เน็ต
สามารถจัดการ บริหารทรัพยากรของระบบ ผ่านเครือข่าย และมีการแบ่งใช้ทรัพยากรร่วมกัน (shared
services) ได้ด้วย และการจ่ายเงินเพ่ือเช่าระบบ ก็สามารถจ่ายตามความต้องการของเรา ใช้เท่าไหร่ จ่าย
เท่าน้ันได้ หากวันใดความต้องการมีมากขึ้นก็สามารถซ้ือเพิ่มเติมเพ่ือเพิ่มศักยภาพของระบบ Cloud
Computing ได้ โดยท่ีไม่ต้องอัพเกรดระบบ และเคร่ืองคอมพิวเตอร์ให้วุ่นวาย ดังน้ัน ธุรกิจขนาดเล็ก และ
ขนาดกลาง รวมไปถึงสถาบันการศึกษา จึงหันมาใช้บริการ Cloud Computing ที่ทั้งช่วยลดต้นทุนและลด
ความยุ่งยากทั้งหลายกันมาก คล้ายกับเป็นการ Outsource งานนี้ออกไปเพื่อจะได้ Focus กับงานหลักของ
ตนเองจริงๆ
ประเภทของบริการ คลาวด์คอมพวิ ติง้ (Cloud Service Models)
บรกิ าร Cloud Computing มีหลากหลายรปู แบบ แตใ่ นท่ีนี้ เราขอพูดถึงรูปแบบหลักๆ 3 แบบได้แก่
Software as a Service (SaaS)
เป็นการท่ีใช้หรือเช่าใช้บริการซอฟต์แวร์หรือแอพพลิเคชั่น ผ่านอินเทอร์เน็ต โดยประมวลผลบนระบบของผู้
ให้บริการ ทําให้ไม่ต้องลงทุนในการสร้างระบบคอมพิวเตอร์ ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์เอง ไม่ต้องพะวงเร่ือง
คา่ ใชจ้ า่ ยในการดแู ลระบบ เพราะซอฟต์แวรจ์ ะถกู เรยี กใชง้ านผ่าน Cloud จากที่ไหนก็ได้
ซึ่งบริการ Software as a Service ท่ีใกล้ตัวเรามากท่ืสุดก็คือ GMail น่ันเอง นอกจากนั้นก็เช่น Google
Docs หรือ Google Apps ที่เป็นรูปแบบของการใช้งานซอฟต์แวร์ผ่านเว็บบราวเซอร์ สามารถใช้งานเอกสาร
29
คํานวณ และสร้าง Presentation โดยไม่ต้องติดตั้งซอฟต์แวร์บนเคร่ืองเลย แถมใช้งานบนเคร่ืองไหนก็ได้ ที่
ไหนก็ได้ แชร์งานร่วมกันกับผู้อื่นก็สะดวก ซึ่งการประมวลผลจะทําบน Server ของ Google ทําให้เราไม่
ต้องการเคร่ืองท่ีมีกําลังประมวลผลสูงหรือพ้ืนท่ีเก็บข้อมูลมากๆในการทํางาน Chromebook ราคาประหยัด
ซักเคร่ืองก็ทํางานได้แล้ว มหาวิทยาลัยท้ังในไทยและต่างประเทศหลายแห่งในปัจจุบัน ก็ยกเลิกการต้ัง Mail
Server สําหรับใช้งาน e-mail ของบุคลากร และนักศึกษาในมหาวิทยลัยกันเองแล้ว แต่หันมาใช้บริการอยา่ ง
Google Apps แทน เป็นการลดต้นทุน, ภาระในการดแู ล, และความยุ่งยากไปได้มาก
Platform as a Service (PaaS)
สําหรับการพัฒนาแอพพลิเคช่ันนั้น หากเราต้องการพัฒนาเวบแอพพลิเคช่ันที่ค่อนข้างซับซ้อน ซึ่งรันบน
เซิร์ฟเวอร์ หรือ Mobile application ท่ีมีการประมวลผลทํางานอยู่บนเซิร์ฟเวอร์ เราก็ต้องตั้งเซิร์ฟเวอร์
เชอ่ื มตอ่ ระบบเครือข่าย และสร้างสภาพแวดล้อม เพอ่ื ทดสอบและรันซอฟต์แวร์และแอพพลิเคช่ัน เชน่ ติดตั้ง
ระบบฐานข้อมูล, Web server, Runtime, Software Library, Frameworks ต่างๆ เป็นตน้ จากน้ันก็อาจยัง
ตอ้ งเขยี นโค้ดอีกจํานวนมาก
แต่ถ้าเราใช้บริการ PaaS ผู้ให้บริการจะเตรียมพื้นฐานต่างๆ เหล่านี้ไว้ให้เราต่อยอดได้เลย พ้ืนฐานทั้ง
Hardware, Software, และชุดคาํ ส่งั ท่ผี ใู้ หบ้ ริการเตรียมไวใ้ หเ้ ราตอ่ ยอดนเี้ รยี กว่า Platform ซงึ่ ก็จะทําให้ลด
ตน้ ทนุ และเวลาท่ีใชใ้ นการพัฒนาซอฟท์แวร์อยา่ งมาก ตัวอยา่ ง เชน่ Google App Engine, Microsoft Azure
ทีห่ ลายๆบรษิ ัทนาํ มาใชเ้ พอื่ ลดตน้ ทนุ และเป็นตัวช่วยในการทํางาน
Application ดังๆหลายตัวเช่น Snapchat ก็เลือกเช่าใช้บริการ PaaS อย่าง Google App Engine ทําให้
สามารถพฒั นาแอพทใ่ี ห้บรกิ ารคนจาํ นวนมหาศาลได้ โดยใชเ้ วลาพัฒนาไม่นานด้วยทีมงานแคไ่ มก่ ่คี น
Infrastructure as a Service (IaaS)
เป็นบริการให้ใช้โครงสร้างพื้นฐานทางคอมพิวเตอร์อย่าง หน่วยประมวลผล ระบบจัดเก็บข้อมูล ระบบ
เครือข่าย ในรูปแบบระบบเสมือน (Virtualization) ข้อดีคือองค์กรไม่ต้องลงทุนส่ิงเหล่านี้เอง, ยืดหยุ่นในการ
ปรับเปลี่ยนโครงสร้างระบบไอทีขององค์กรในทุกรูปแบบ, สามารถขยายได้ง่าย ขยายได้ทีละนิดตามความ
เตบิ โตขององคก์ รก็ได้ และท่สี าํ คญั ลดความยุง่ ยากในการดูแล เพราะหน้าทใ่ี นการดูแล จะอยู่ทผ่ี ้ใู หบ้ รกิ าร
ตวั อย่างเช่น บริการ Cloud storage อย่าง DropBox ซงึ่ ให้บรกิ ารพื้นที่เก็บข้อมลู นั่นเอง แต่นอกจากนี้ก็ยังมี
บริการให้เช่ากําลังประมวลผล, บริการให้เช่า เซิร์ฟเวอร์เสมือน เพื่อใช้ลงและรันแอพพลิเคชั่นใดๆตามท่ีเรา
ต้องการไมว่ า่ จะเป็น Web Application หรือ Software เฉพาะด้านขององคก์ ร เป็นตน้
ตัวอย่างบริการอ่ืนๆในกลุ่มนี้ก็เช่น Google Compute Engine, Amazon Web Services, Microsoft
Azure
30
cloud-computing-what-is-cloud-02
Cloud Service Models
ความสาเรจ็ ขององค์กรทีใ่ ชง้ าน Cloud Computing
Thai Smile บรษิ ัทสายการบินน้องใหม่ท่ีนาํ เอาคลาวด์คอมพิวติ้ง (Cloud Computing) เขา้ มาช่วยในการลด
ตน้ ทุน และช่วยย่นระยะเวลาในการสรา้ งระบบคอมพวิ เตอร์ โดยทางไทยสไมล์ มองวา่ บรษิ ทั นอ้ งใหม่ แยกตัว
ออกมาจากการบินไทย กว่าจะต้ังตัวได้ กว่าจะมีระบบท่ีสมบูรณ์ ก็ต้องใช้เวลาหลายเดือน แต่ความได้เปรียบ
ในเชิงธุรกิจ ต้องการการตัดสินใจท่ีรวดเร็ว ดังนั้น คลาวด์คอมพิวติ้ง (Cloud Computing) จึงเป็นทางเลือก
ในการช่วยประหยัดเวลา ลดความยุ่งยากและเสียเวลากับการลงทุนอุปกรณ์เอง และสําหรับไทยสไมล์แล้ว
Cloud Computing คือคาํ ตอบท่ีทาํ ใหส้ ามารถขยบั ตัวเพื่อแขง่ ขนั ในตลาดได้อย่างทันทว่ งที
จากตัวอย่าง จะเห็นได้ว่า องค์กร บริษัท ธุรกิจขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ ล้วนแต่หาช่องทางใน
การลดต้นทุน ลดเวลา ลดความยุ่งยากในบริหารจัดการด้านไอที ซึ่งสําคัญมาก และเกี่ยวข้องกับความ
ได้เปรียบในการแข่งขันทางธุรกิจ เพราะการซ้ืออุปกรณ์ ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ การอัพเดตซอฟต์แวร์ และการ
อัพเกรดระบบ ต่างมาพร้อมกับต้นทุนและต้องการการบํารุงรักษาในระยะยาว ในขณะท่ีองค์กรเอง ก็ต้องการ
ความยืดหยุ่น และไม่ยุ่งยากในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างระบบคอมพิวเตอร์, ระบบเครือข่าย รองรับการ
ขยายตัวของธรุ กจิ และปรบั ตัวเขา้ กับอนาคตได้เร็วกว่าคู่แข่ง
ในยุคท่ีมีอินเทอร์แพร่หลายและมีเครือข่าย 3G / 4G / Wi-Fi ที่ครอบคลุมทุกพื้นที่ การวางใจให้ Cloud ทํา
หน้าที่คํานวณ ประมวลผล จัดเก็บข้อมูล ก็ทําให้การใช้งานคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ผ่าน Cloud ก็ไม่ต้อง
จําเป็นตอ้ งลงทนุ สูงอีกต่อไป
31