วิจัยในช้นั เรยี น
การพัฒนาแบบฝึกเสรมิ ทกั ษะ เรอ่ื งการใชส้ ีคตู่ รงข้าม
ประกอบการจดั การเรยี นรู้แบบ Active Learning เพ่อื ยกระดบั ผลสัมฤทธ์ทิ างการ
เรียนร้รู ายวิชาทศั นศิลป์ สำหรับนกั เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/5
โดย
วา่ ทร่ี ้อยตรชี ัยณรงค์ ณ หนองคาย
ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะครูชำนาญการพิเศษ
โรงเรยี นศรีแก้งครอ้
อำเภอแกง้ ครอ้ จังหวดั ชัยภูมิ
สำนกั งานเขตพ้นื ทกี่ ารศกึ ษาประถมศึกษาชยั ภูมิ เขต 2
สำนักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขัน้ พืน้ ฐาน
กระทรวงศกึ ษาธกิ าร
วิจัยในชั้นเรยี น
การพัฒนาแบบฝกึ เสรมิ ทักษะ เรอ่ื งการใชส้ ีคตู่ รงข้าม
ประกอบการจัดการเรยี นร้แู บบ Active Learning เพ่ือยกระดบั ผลสัมฤทธิท์ างการ
เรยี นรู้รายวชิ าทัศนศลิ ป์ สำหรับนกั เรียนช้นั ประถมศกึ ษาปที ี่ 6/5
โดย
วา่ ท่ีร้อยตรชี ยั ณรงค์ ณ หนองคาย
ตำแหน่ง ครู วทิ ยฐานะครชู ำนาญการพิเศษ
ปกี ารศึกษา 2564
โรงเรยี นศรีแกง้ คร้อ
อำเภอแกง้ คร้อ จงั หวดั ชยั ภูมิ
สำนักงานเขตพ้ืนทก่ี ารศึกษาประถมศึกษาชยั ภูมิ เขต 2
สำนักงานคณะกรรมการการศกึ ษาข้นั พนื้ ฐาน
กระทรวงศึกษาธกิ าร
ก
คำนำ
เอกสารงานวิจัยฉบับน้ีจัดทำข้ึนเพื่อเป็นส่วนหนึ่ง ในงานวิจัยชั้นเรียนของการเรียนการสอนในรายวิชา
ทัศนศิลป์ของนักเรยี น ซ่งึ งานวจิ ัยช้นิ นีไ้ ด้ถกู พัฒนาข้ึนเพื่อพัฒนาปรบั ปรงุ การเรียนการสอนในโรงเรยี นให้ดียงิ่ ขึ้น
การจดั การเรยี นรูเ้ ชงิ รกุ (Active Learning) มลี ักษณะสำคญั 3 ประการไดแ้ ก่
1) การเรยี นรผู้ า่ นการปฏิบัติ
2) การใชท้ กั ษะการคิดเช่ือมโยงความรูเ้ ดิมสู่การสร้างความร้ใู หม่
3) การใช้ทักษะการเรียนรู้ ได้แก่ การเขียน การพูด การฟัง การอ่าน และการอภิปรายสะท้อนความคิด
เปน็ เครื่องมือในการเรยี นรู้ รวมถงึ การใช้เทคโนโลยีเพอื่ การเรียนรู้ โดยลักษณะสำคัญดงั กล่าวสะทอ้ นให้เห็นถึงการ
จัดบรรยากาศในการเรียนรู้ที่ต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนได้มีปฏิสัมพันธ์กับส่ิงแวดล้อมเพ่ือการสืบค้นองค์ความรู้อย่าง
หลากหลายท่ีท้าทายความคิด ซ่ึงทำให้เกิดการเรยี นรู้ที่มีคุณคา่ และสนุกสนาน ตามความถนัดและความสนใจของ
ผู้เรยี น ในกระบวนการสอนการจดั การเรยี นรู้ผา่ นบทเรียนเชิงรกุ
จากปัญหาการเรียนการสอนในห้องเรียนที่ครูผู้สอนได้พบเจอพบว่า ปัญหาการเรียนรู้ของนักเรียนเน่ือง
ด้วยความไม่รับผิดชอบของนักเรียนและวุฒิภาวะ ทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ และนักเรียนเกิดความเบ่ือ
หน่ายในการเรียนในรายวิชาทัศนศิลป์ ครูผู้สอนจึงได้ใช้เทคนิคการเรียนการสอนแบบ Active Learning การ
จัดการเรียนการสอนแบบเน้นให้ผู้เรียนได้ปฏิบัติในการแก้ปัญหาดังกล่าวหวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะเป็นเอกสารท่ี
ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้อ่านทุกท่าน อีกท้ังสามารถช่วยพัฒนาการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพได้และยังช่วย
พัฒนาวิชาชีพครูให้มีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น ตามมาตรฐานด้านการจัดการศึกษา ข้อ 7.7 ของมาตรฐานและการ
ประกันคณุ ภาพการศึกษาทว่ี ่า ครูมีการศึกษา วิจัยและพัฒนาการจดั การเรียนรู้ในวิชาท่ีตนรับผิดชอบและใช้ผลใน
การปรบั การสอนของครู
ผู้วจิ ยั ขอขอบพระคุณ ดร.ประภาส กองจนั ทร์ ผู้อำนวยการโรงเรยี นศรแี ก้งคร้อ และนายปรชี า น้อย
ปญั ญา รองผู้อำนวยการโรงเรียนศรแี กง้ คร้อ ทส่ี ่งเสริมและอำนวยความสะดวกให้ครูได้จัดทำวจิ ยั ในชัน้ เรยี น คณะ
ครูประจำสายชั้น คณะครูกลุ่มสาระการเรียนร้ภู าษาไทยท่ีกรุณาให้ความอนเุ คราะห์ ให้คำแนะนำ ใหค้ วามรู้
ข้อคิดเห็นทม่ี ปี ระโยชนต์ ่อการศกึ ษาวจิ ยั ในครง้ั น้ีเปน็ อย่างดี และขอขอบใจนักเรียนชน้ั ประถมศึกษาปีที่ 6/5
ของโรงเรียนศรีแกง้ ครอ้ ทกุ คน ทใ่ี หค้ วามร่วมมือเปน็ อย่างดีในการวจิ ยั และเก็บข้อมลู ที่ใช้ในการศกึ ษาวิจัยครัง้ น้ี
จนกระท่งั การศึกษาวจิ ัยครั้งน้ีเสร็จสมบรู ณ์
ชัยณรงค์ ณ หนองคาย
ผูจ้ ดั ทำ
สารบัญ ข
เร่อื ง หนา้
คำนำ ก
สารบัญ ข
๑. ชอ่ื เรอ่ื งวจิ ัย 1
๒. ชือ่ ผวู้ จิ ยั 1 1
๓. ปที ค่ี ำการวิจยั 1
๔. ความเป็นมาและความสำคญั ของปญั หา 1
๕. วัตถุประสงค์ของการวิจยั 2
๖. สมมติฐานของการวิจยั 2
๗. ตวั แปรท่ีศกึ ษา 2
๘. ประโยชนท์ ี่ได้รับจากการวิจัย 2
๙. ขอบเขตของการวิจัย 3
๑๐. ระยะเวลาทใี่ ช้ในการวิจัย 3
๑๑. วธิ ดี ำเนินการวิจัย 3
๑๒. เครื่องมือทใ่ี ชใ้ นการวจิ ยั 3
๑๓. การวเิ คราะหข์ อ้ มลู 3
๑๔. ผลการวิเคราะหข์ อ้ มูล 5
๑๕. สรปุ และอภิปรายผล 5
๑๖. ขอ้ เสนอแนะ 6
เอกสารอา้ งองิ
ภาคผนวก
1
1. ชอ่ื เรอื่ งวจิ ัย : การพัฒนาแบบฝึกเสรมิ ทักษะ เรอ่ื งการใชส้ ีค่ตู รงข้าม ประกอบการจดั การเรยี นรู้
แบบ Active Learning นักเรียนช้นั ประถมศึกษาปีที่ 6/5
2. ผูวิจัย : วา่ ที่รอ้ ยตรชี ยั ณรงค์ ณ หนองคาย
3. ปีการศกึ ษา : 2564
4. ความเปน็ มาและความสำคญั ของปัญหา
การเรียนการสอนแบบเชิงรุก (Active learning) เน้นให้ผู้เรียนเป็น Active learner มากกว่าท่ีจะเป็น
Passive learner จากการศึกษางานวิจัยของ Sweller (2016) พบว่า การเรียนการสอนเชิงรกุ (Active learning)
มีความเหมาะสมกับวัตถุประสงค์ของการเรียนรู้ในด้านการเรียนรู้เพ่ือความเข้าใจ และการนำความรู้ ที่ได้มา
ประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันส่งเสริมให้ผู้เรียนตื่นตัวต่อการเรียนรู้การกระตือรือร้นด้านการรู้คิดมากกว่าที่ผู้สอน
สอนโดยการสอนแบบบรรยายเพื่อท่องจำเพียงอย่างเดียว การเรียนการสอนเชิงรุก (Active learning) จึงเป็นการ
เรียนการสอนที่ชว่ ยให้ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนของผเู้ รียนมปี ระสทิ ธิภาพสงู ผู้เรยี นจะมีความพงึ พอใจในรปู แบบการ
เรียนการสอนทผี่ ู้เรยี นมีส่วนรว่ มในการปฏบิ ัตกิ ิจกรรมลงมือกระทำมากกว่าการเรียนทผี่ ู้เรยี นเป็นฝ่ายนง่ั รบั ความรู้
เพียงอย่างเดียว การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ท่ีสามารถทำให้ผู้เรียนเกิดความรู้ความเข้าใจมโนทัศน์ที่สอนได้ถูกต้อง
และลึกซ้ึง เกิดความคงทนถาวร ผู้เรียนสามารถเช่ือมโยงความรู้ได้เป็นอย่างดี ผู้เรียนเกิดความสนุกสนานจาก
กิจกรรมที่จัดขึ้นในการเรียนการสอน ผู้เรียนสามารถบูรณาการความรู้ที่ได้จากการเรียนการสอนให้เกิดประโยชน์
เป็นผลสบื เน่ืองมาจากการเรยี นรทู้ ี่ผเู้ รยี นไดเ้ ป็นผู้ลงมอื ปฏบิ ตั ิกจิ กรรมการเรยี นด้วยตนเอง
การเรยี นเชิงรุก (Active learning) เป็นวธิ ีการจดั การเรียนรวู้ ิธีหน่ึงซ่งึ มเี ทคนิควิธกี ารที่หลากหลาย (Office
of Distance Learning, the Florida State University (2017) ซ่ึงมุ่งเน้นให้ผู้เรียนในโรงเรียนนั้นได้เป็น
Active learner โดยผู้สอนจะทำหน้าที่เป็นผู้คอยอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้เรียนมากกว่าจะเป็นผู้บรรยายหรือ
สอนเองทั้งหมด ผสู้ อนจะต้องเปิดโอกาสใหผ้ ู้เรียนได้แสวงหาความรู้แลกเปล่ียนความรู้ และสรา้ งความรูด้ ้วยตัวเอง
ถือเป็นส่ิงสำคัญท่ีผู้เรียนต้องมี ซ่ึงตอบสนองต่อทักษะการเรียนรู้ศตวรรษที่ 21 ช่วยให้ผู้เรียนสามารถบูรณาการ
พัฒนาวิสัยทัศน์การเรียนรู้โดยผสมผสานองค์ความรู้ ทักษะเฉพาะด้าน ความชำนาญการและความรู้เท่าทันด้าน
ต่าง ๆ เข้าด้วยกนั เพือ่ ประสบความสำเรจ็
การวิเคราะห์ปัญหาในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศของครูผู้สอนและผู้เรียนในสถานศึกษา ปัจจัยหลักท่ี
พบส่วนใหญ่ ในสว่ นของครูมาจาก การไม่ได้รับการอบรม การเพิม่ พนู ความร้อู ย่างจริงจงั ครทู ่ีเข้าใจทางเทคโนโลยี
สารสนเทศ ส่วนใหญ่ มาจากการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง นอกจากน้ี ในสถานศกึ ษาบางแห่งพบว่า ครูผู้สอนจะ
ไม่ยอมรับการเรียนรู้ การเข้าถึง หรือการแสวงหาการเรียนรู้เพื่อนำมาพัฒนาส่ือ รูปแบบใหม่ๆ สนองต่อ
กระบวนการเรียนรู้ภายใต้ยุคสังคมสารสนเทศ ในส่วนของเด็ก ท่ีพบได้มากคือ การติดเกม ส่วนใหญ่จะเป็นสังคม
เกมออนไลน์ อีกปัญหาท่ีพบก็คือสังคมการแชท ผ่านโปรแกรมต่างๆ เป็นต้น ซ่ึงนับได้ว่า เป็นส่วนแบ่งเวลาใน
การศกึ ษาเรยี นรู้ไปไดม้ ากทเี ดยี ว
แบบฝึกเสริมทักษะเป็นเคร่ืองมือท่ีช่วยพัฒนาทักษะในเร่ืองท่ีเรียนรู้ให้มากข้ึน โดยอาศัยการฝึกฝนหรือ
ปฏิบัติด้วยตนเองของผู้เรียน ลักษณะปัญหาในแบบฝึกเสริมทักษะจะเป็นปัญหาท่ีเสริมทักษะพ้ืนฐานโดยกำหนด
ขึ้นให้ผู้เรียนตอบเรียงลำดับจากง่ายไปยาก ปริมาณของปัญหาต้องเพียงพอท่ีสามารถตรวจสอบและพัฒนาทักษะ
กระบวนการคิด กระบวนการเรียนรู้ของผู้เรยี น ที่เรยี นไปแล้ว เพื่อนำไปใช้ในการแก้ปัญหา รวมท้ังในแบบฝกึ เสริม
2
ทักษะจะทำให้ผู้เรียนสามารถตรวจสอบความเข้าใจบทเรียนด้วยตนเองได้ เพ่ือให้เกิดทักษะ เกิดความรู้ ความ
เข้าใจ ความชำนาญในเน้ือหาท่ีผู้เรียนได้เรียนไปในเร่ืองนั้น ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ ลักษณะของแบบฝึกเสริม
ทักษะท่ีดี โดยสรุปลักษณะของแบบฝึกเสริมทักษะท่ีดีคือ ต้องมีจุดประสงค์และคำสั่งที่ชัดเจน เข้าใจง่าย มีความ
เหมาะสมกับวัยของผู้เรียน มีรูปแบบท่ีทันสมัย สามารถดึงดูดความสนใจของผู้เรียนให้เกิดความต้องการท่ีจะฝึก
ปฏบิ ตั ิเพ่ือให้เกดิ การเรียนรู้อย่างมปี ระสิทธภิ าพ
แนวทางการแก้ไขปัญหา ครูได้ใช้แนวทางการแก้ไขปัญหาคือการสอนแบบ Active Learning ให้กับ
นักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 6 การจัดการเรียนการสอนแบบเน้นให้ผู้เรียนได้ปฏิบัติในสถานศึกษา ส่งเสริมให้
ความรู้ การใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการเรียนการสอนของครูผู้สอน ให้มีความรู้สามารถใช้งาน เข้าถึง
เครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้ ส่งเสริมให้ครูผู้สอนมีความรู้ ทักษะ การสรา้ งส่ือ นวัตกรรม และบทเรียนด้วยวิธีการทาง
เทคโนโลยสี ารสนเทศ ส่งเสรมิ ให้มีการพัฒนาสื่อแบบฝึกเสริมทกั ษะ โดยใช้กระบวนการทางเทคโนโลยีสารสนเทศ
กำหนดวิธีการให้ผู้เรียน เข้ามาใช้งาน การเรียนรู้ร่วมกับช่องทางการเรียนรู้ของสถานศึกษา แลกเปล่ียนเรียนรกู้ ัน
ระหวา่ งครูผ้สู อนกบั ผู้เรียน ส่งเสริมให้ครแู ละผูเ้ รยี นเกิดการเรียนรหู้ รือการศกึ ษาดว้ ยตนเองได้มากขน้ึ
5. วตั ถปุ ระสงค์ของการวิจัย
1. เพ่ือพัฒนาวิธีการเรียนรู้แบบ Active Learning ของนักเรียนให้เอื้อต่อการเรียนรู้ ของนักเรียนชั้น
ประถมศกึ ษาปที ่ี 6/5 โดยมเี ป้าหมายใหน้ กั เรยี นทุกคนมผี ลการเรยี นผ่านเกณฑท์ ี่กำหนด เร่อื งการใชส้ ีคู่ตรงขา้ ม
2. เพื่อพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะ เรื่องการใช้สีคู่ตรงข้าม ประกอบการจัดการเรียนรู้แบบ Active
Learning
6. สมมตฐิ านของการวจิ ัย
1. กระบวนการเรียนรู้แบบเน้นให้ผู้เรียนได้ปฏิบัติ หรือลงมือทำสามารถทำให้นักเรียนบางส่วนท่ีไม่เข้าใจ
บทเรยี นน้ัน กลบั มาเข้าใจบทเรยี นมากข้นึ และเรยี นรู้ได้มากขน้ึ กวา่ คำอธบิ ายของครู
2. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ท่ีได้รับการฝึกทักษะ เร่ืองการใช้สีคู่ตรงข้าม ซ่ึงจะส่งผลให้การเรียน
ของนักเรียนมผี ลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นสูงขนึ้
7. ตัวแปรที่ศกึ ษา
ตัวแปรตน้
การพัฒนาแบบฝึกเสรมิ ทกั ษะประกอบการจดั การเรียนรูแ้ บบ Active Learning
ตัวแปรตาม
ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนวชิ าทศั นศลิ ป์
8. ประโยชน์ทค่ี าดวา่ จะได้รับ
1. นักเรียนสามารถเข้าใจบทเรียนได้ดียิ่งขึ้น และคนท่ีไม่เข้าใจมีโอกาสได้รับคำอธิบายที่หลากหลายจาก
เพ่อื นรว่ มหอ้ งของตัวเอง ซง่ึ จะเปน็ ผลดตี อ่ การเรียนในคาบเรียนทัศนศิลป์
3
2. ได้แบบฝึกเสริมทักษะเร่ืองการใช้สีคู่ตรงข้าม ท่ีผ่านการพัฒนาและหาประสิทธิภาพจากผู้เช่ียวชาญ
เรยี บรอ้ ยแลว้
9. ขอบเขตของการวิจัย
1. กลุ่มเปา้ หมาย คือ นักเรียนระดบั ชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี 6/5 จำนวน 32 คน
ประชากร คอื นกั เรยี นระดบั ช้ันประถมศกึ ษาปีท่ี 6 จำนวน 100 คน
10. ระยะเวลาการดำเนินงานวิจัย
ภาคเรยี นที่ 1 ปีการศึกษา 2564 รวมระยะเวลา 2 เดือน
11. วธิ ดี ำเนินการวิจัย
1. แบ่งกลุ่มนกั เรยี นออกเป็นกลมุ่ ในแต่ละกล่มุ จะเฟ้นหานักเรยี นท่ีเก่ง และมีความรับผิดชอบ มี
ลักษณะเป็นผู้นำมอบหมายให้เปน็ หัวหนา้ กลมุ่ ในการชว่ ยหรือนำเพ่ือนทำกิจกรรมเชิงรุก
2. ครผู สู้ อนช้ีแจงการใช้แบบฝึกเสรมิ ทกั ษะ เรื่องการใชส้ คี ู่ตรงข้าม ประกอบการจัดการเรียนรู้แบบ
Active Learning โดยหลงั จากครูสอนในแตล่ ะครั้งก็จะมอบหมายให้นกั เรียนทำแบบฝึกหดั โดยนกั เรียนทำ
แบบฝกึ หัดและกจิ กรรมระดมสมองช่วยกนั คดิ หากหัวข้อใดสมาชกิ ในกล่มุ ไมเ่ ขา้ ใจ ผู้ทเ่ี ขา้ ใจกจ็ ะชว่ ยกันอธบิ าย
จนเพอ่ื นเข้าใจ หากสมาชกิ ในกลุ่มยังไมเ่ ข้าใจกจ็ ะปรกึ ษาครผู ู้สอน
3. ครูสังเกตการทำกิจกรรมของกลุ่ม การช่วยกนั แก้ปญั หา ความสนใจ และความตง้ั ใจของสมาชิก
ในกลุ่ม
4. สงั เกตผลการทำแบบฝึกหดั และกจิ กรรมวา่ ดีขนึ้ หรือไม่
5. สงั เกตการประเมินตามสภาพจรงิ ในแตล่ ะครั้ง
6. วัดผลการเรียนเม่ือสิ้นบทเรยี น
12. เครื่องมือท่ีใชใ้ นการวจิ ัย
1. การพฒั นาแบบฝึกเสริมทักษะ เรื่องการใชส้ คี ตู่ รงข้าม ประกอบการจดั การเรยี นรแู้ บบ Active
Learning
2. แบบบนั ทึกคะแนนเร่ืองการใชส้ ีคูต่ รงข้าม
3. สมดุ แบบฝกึ หดั และใบกจิ กรรมของนักเรียน
4. แบบสงั เกตพฤตกิ รรมนกั เรียนและแบบประเมินคณุ ลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียน
13. การวเิ คราะห์ข้อมูล
การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วชิ าทัศนศิลป์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/5 เรื่องการใช้สีคู่ตรงข้าม
ที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนที่เน้นกระบวนการแก้ปัญหา โดยการนำคะแนนของนักเรียน
ทั้ง 32 คน มาคำนวณหาคา่ รอ้ ยละ และค่าเฉลย่ี และนำเสนอข้อมลู โดยใช้ตารางประกอบคำบรรยาย ดังนี้
44
13.1 สถิตทิ ใ่ี ช้ในการวเิ คราะห์ข้อมูล
เปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน วิชาทัศนศิลป์ ช้ันประถมศึกษาปีที่ 6/5 ท่ีเรียนโดยใช้รูปแบบการ
สอนที่เน้นกระบวนการแก้ปัญหาแบบ active learning ก่อนและเรียน โดยนำคะแนนทดสอบของนักเรียนมาหา
คา่ ร้อยละ และคา่ เฉลย่ี
1) ค่ารอ้ ยละ การศึกษาผลการทดสอบของรอ้ ยละคะแนนทเี่ พิ่มข้นึ โดยใชส้ ูตร ดงั น้ี
X % = x 100
n
เมอ่ื % คือ คะแนนเฉลีย่ ร้อยละ
x คือ คะแนนผลการทดสอบของนักเรยี นทกุ คนรวมกัน
n คือ จำนวนนกั เรยี นกลมุ่ ประชากร
2) คา่ เฉลย่ี ของคะแนนทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน ( x ) ใช้สตู รของล้วน ยศสาย และ
องั คณา ยศสาย (2554: 59)
x= x คอื ค่าเฉล่ยี
N
เมอื่ กำหนดให้ x
x คือ ผลรวมของคะแนน
N
N คือ จำนวนนักเรียนทง้ั หมด
3) การหาค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) มีสูตร ดังนี้ (บุญชม ศรีสะอาด. 2558 : 106)
S.D. = N X2 − ( X)2
N(N −1)
เม่ือ S แทน ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน
X แทน คะแนนแต่ละตัว
N แทน จำนวนคนในกลุ่ม
แทน ผลรวมของคะแนน
5
นำข้อมูลท่ีได้จากการทำแบบทดสอบก่อนเรียนและแบบทดสอบหลังเรียนของนักเรียนมาสร้างตาราง
เปรียบเทียบคะแนนสอบก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนของนักเรียนรายบุคคลม าเพื่อดูพัฒ นาการของ
นักเรียนและจุดบกพร่อง ข้อมูลที่รวบรวมได้จากแบบทดสอบ นำมาวิเคราะห์หาค่าเฉล่ีย ( ) และส่วนเบี่ยงเบน
มาตรฐาน (S.D.) แลว้ เปรียบเทยี บคะแนนความก้าวหนา้ ของนกั เรียนแตล่ ะคน
14. ผลการวิจยั
ผลจากการจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning ร่วมกับการพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะ มาใช้ใน
การเรียนการสอนวชิ าทัศนศิลป์ ผลปรากฎว่า คะแนนเฉลี่ยของการทดสอบก่อนเรียนเท่ากับ 4.38 คะแนน และ
คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 7.63 คะแนน ซึ่งมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน เท่ากับ 3.25 คะแนน
และนักเรียนทุกคนมีคะแนนสูงขึ้นกว่าเดิมโดยมีคะแนนความก้าวหน้าเมื่อเทียบระหว่างคะแนนก่อนเรียนกับ
คะแนนหลังเรียนคิดเป็นร้อยละ 76.25 และมีค่าส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานทล่ี ดลง นักเรียนมผี ลสัมฤทธ์ิทางการเรียน
ในรายวิชาเพ่ิมขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และกิจกรรมกลุ่มของนักเรียนทำให้เกิดบรรยากาศที่ดีและเอ้ือต่อการเรียนการ
สอน ช่วยให้นักเรียนมีความกระตือรือร้นสนใจ ตั้งใจ และมีความรับผิดชอบต่อการเรียนมากข้ึน อีกทั้งยังช่วย
กระตุ้นให้นักเรียนมีความกระตือรือร้นอยู่ตลอดเวลา ช่วยสร้างความสามัคคีให้เกิดข้ึนในกลุ่ม รู้จักแก้ปัญหา
รว่ มกัน ทำงานเป็นทีมระดมความคิดของหลายคน ซง่ึ แนวทางน้ีเหมาะสมในการแก้ปัญหาในชน้ั เรียนได้เป็นอย่าง
ดี รวมถึงสามารถสร้างทัศนคตทิ ดี่ ตี อ่ การเรียนวิชาทัศนศลิ ป์เปน็ อย่างมาก
15. อภิปรายผลการวจิ ัย
จากการศึกษาวิจัยพบว่าการสอนโดยวิธีพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะ เร่ืองระบบสุริยะ ประกอบการจัดการ
เรียนรู้แบบ Active Learning ระหว่างนักเรียนในรายวิชาทัศนศิลป์ ทำให้ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของผู้เรียนมี
พฒั นาการท่ีดขี ึน้ อย่างเหน็ ได้ชัด
จากลักษณะของแบบฝึกเสริมทักษะที่ดีที่มีนักการศึกษาหลายท่านได้อธิบายไว้ เป็นลักษณะของแบบฝึก
เสริมทักษะซึ่งใช้ได้กับทุกรายวิชา ในส่วนของแบบฝึกเสริมทักษะท่ีผู้ศึกษาสร้างเป็นแบบฝึกเสริมทักษะวิชา
คณิตศาสตร์ ซึง่ แบบฝกึ เสริมทักษะของผ้ศู ึกษาจะมีลกั ษณะท่ีดดี ังนี้
1. คำสั่ง ขอ้ แนะนำและคำชี้แจงใชค้ ำท่ีเข้าใจง่ายและไม่ยาวเกินไป เพื่อให้เด็กเข้าใจและศึกษาด้วยตนเองได้
ตามตอ้ งการ
2. เนน้ การฝึกฝนแบบซำ้ ๆ
3. ใชภ้ าษาท่ีเข้าใจง่ายในการสอน
4. ระดับเนื้อหาเหมาะกับระดับพ้นื ฐานความสามารถของผเู้ รียน
5. กำหนดเวลาทีใ่ ช้ในแบบฝกึ เสรมิ ทักษะใหเ้ หมาะสม
6. สร้างแรงจูงใจให้กับเด็กเกิดความอยากรู้อยากเห็น และกระตือรือร้นที่อยากกระทำกิจกรรมโดยทุกครั้ง
เมือ่ จบการฝึกให้การเสริมแรงเด็กโดยชมเชยด้วยคำพูดหรือเขยี นให้กำลังใจ ในแบบฝึกเสริมทักษะ เพ่อื ท่ี
เดก็ จะได้อยากทำกิจกรรมต่อไป
7. มกี ารวัดและประเมนิ ผลหรอื สังเกตพฤติกรรมเด็กอย่างสมำ่ เสมอเพ่ือประเมินว่าเดก็ มีทักษะแลว้
6
การจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนรูปแบบการเรียนเชิงรุก (Active learning) จำเป็นต้องใช้เวลาในการ
จดั การเรียนการสอนมาก เพื่อใหผ้ ู้เรียนทุกคนได้มีส่วนรว่ มกับกิจกรรม ลงมือปฏิบัติอย่างตื่นเต้น ท้าทาย และการ
เรียนการสอนโดยใช้วิธีการสอนรูปแบบการเรียนเชิงรุก (Active learning) ไม่เหมาะกับผู้เรียนชอบอยู่เฉย ๆ
(Passive Student) ผู้สอนจำเป็นต้องจัดสรรเวลาในการจัดการเรียนการสอนให้เหมาะสม คอยกระตุ้นและคอย
แนะนำใหน้ กั เรียนเกิดความอยากรู้ อยากเรยี น อยากรว่ มทำกจิ กรรมในชั้นเรยี น
ดังนน้ั การเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเปน็ สำคัญก็คอื การท่ีผู้สอนสามารถจัดกิจกรรมการเรียนการสอน เพื่อ
เปิดโอกาสให้นักเรียนได้ใช้ประสบการณ์ ความรู้รอบตัว ความชำนาญและความสนใจของผู้เรียนแต่ละคนมา
ร่วมกันทำกิจกรรม มีปฏิสัมพันธ์ต่อกันมีโอกาสคิดพิจารณา แสดงความคิดเห็นร่วมกัน โดยมีผู้สอนเป็นผู้ให้
คำแนะนำ ช่วยเหลือ เมื่อผเู้ รียนมีความต้องการ ผู้สอนจะให้ความสำคัญต่อกระบวนการคดิ กระบวนการทำงาน
ของผู้เรียนมากกว่าท่ีผู้เรยี นคิดหรอื ส่ิงท่ผี ู้เรยี นผลิตขึ้นมา ซึ่งนักการศึกษากลุ่มหน่ึงมีความเชือ่ วา่ การจดั การเรียน
การสอนที่เน้นผู้เรยี นเป็นสำคัญเป็นวิธีหนึ่งท่ีจะช่วยพัฒนาคุณภาพและศักยภาพของทรัพยากรมนุษย์ให้ดีข้ึนและ
บรรลุเป้าหมายของการศึกษาแห่งชาตดิ ้วย ดงั นั้นการพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนจึงเข้ามามีบทบาทอย่างย่ิงต่อการ
จดั การเรียนการสอนในชั้นเรียน
16. ข้อเสนอแนะ
1. ครผู ้สู อนจะต้องคอยติดตามดูแล การปฏิบตั ิงานของนักเรียนอย่างต่อเน่ือง
2. ควรเนน้ กิจกรรมการเรยี นรทู้ ่ีเน้นให้ผู้เรียนได้ปฏิบตั ิมากขนึ้ กว่าเดิม
3. ครผู สู้ อนจะต้องคอยใหแ้ รงเสรมิ แกน่ ักเรียนอย่างต่อเน่ือง
4. ครผู ้สู อนควรแจง้ ผลการประเมนิ ทุกครัง้ เพ่ือกลุม่ จะได้ปรบั ปรงุ และพฒั นาตัวเองในจดุ ทีย่ ังด้อยอยู่
บรรณานกุ รม
ทรงศรี ตุ่นทอง. (2557). การพัฒนารูปแบบการประเมินผลการเรียนตามสภาพจริงของผู้เรียน. วิทยานิพนธ
ปริญญาดุษฎีบัณฑิต สาขาทดสอบและวัดผลการศึกษา. มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร,
2557.
ทววี ัฒน์ วัฒนกุลเจริญ. (2557). การพัฒนารปู แบบการวดั ประเมินตามสภาพจริง จากการเรียนอิเลก็ ทรอนิกสท์ ่ี
ใช้วธิ ีการเรียนตามสถานการณ์ ท่ีส่งผลตอ่ การรับรคู้ วามสามารถของตนเองของผู้เรียน ในสถานศกึ ษา
ระดบั อุดมศกึ ษา. กรุงเทพฯ : จฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั .
สถาบันนวัตกรรมและพัฒนากระบวนการเรียนรู้. (2558). เอกสารประกอบการสัมมนาเชิงปฏิบัติการเร่ืองการ
เรียนการสอนแบบ Active Learning สำหรับอาจารย์ระดับอุดมศึกษา. กรุงเทพมหานคร. มหาวิทยา
มหิดล.
กระทรวงศกึ ษาธกิ าร. (2559). ทศั นศิลป์ เล่ม 1 ชัน้ ประถมศกึ ษาปีที่ 6. พุทธศกั ราช 2551. กรงุ เทพฯ : โรง
พิมพ์ สกสค. ลาดพร้าว.
ผูช้ ่วยศาสตราจารย์ เลิศ สทิ ธโิ กศล. (2559). ทศั นศิลป์ เลม่ 4 ชัน้ ประถมศกึ ษาปีที่ 6. พทุ ธศักราช 2551.
กรุงเทพฯ : เจรญิ ดมี ่ันคงการพิมพ.์
สถาพร พฤฑฒิกุล. (2560). การจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning. สบื คน้ เมื่อ 15 มนี าคม 2560.
จาก https://km.buu.ac.th/article/frontend/article_detail/141
จิรายุทธิ์ ออ่ นศร.ี (2560). Active Learning การเรียนรู้แบบลงมือ(ปฏบิ ัติ). สืบค้นเมื่อ 15 มนี าคม 2560.
ชูชพี อ่อนโคกสูง. (2561). ทฤษฎกี ารเรียนรู้โดยใชแ้ บบฝึกเสรมิ ทกั ษะ (Theory of Learning)
Gilgerdson Lanfon 10th Editions. วิทยานพิ นธป์ รญิ ญาศกึ ษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขา
ภาษาไทยเพือ่ การสอน. บัณฑิตศึกษามหาวิทยาลยั ขอนแก่น.
ประภาศรี ชมมชี ัย. (2561). การจดั การเรยี นการสอนทีเ่ น้นผูเ้ รียนเป็นศูนย์กลาง : ผลการพฒั นาและ
ใชแ้ บบฝึกเสริมทักษะ. วารสารครศุ าสตร์. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. (มีนาคม – มถิ นุ ายน)
บญุ ชม ศรีสะอาด. (2562). วธิ ีการศกึ ษาสถติ ิเพอื่ การวิจัยแบบฝกึ เสริมทักษะ เล่ม 2. มหาสารคาม :
ภาควิชาพื้นฐานการศกึ ษา คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยศรีนครนิ ทรวโิ รฒ มหาสารคาม.
พิมพพ์ ันธ์ เดชะคปุ ต์. (2562). วิธีปฏบิ ตั ิการเรียนการสอนทีเ่ นน้ ผ้เู รยี นเปน็ สำคัญ แนวคดิ วิธีและ
เทคนคิ การสอนของครู. กรุงเทพมหานคร : พิมพ์ที่บริษัทเดอะมาสเตอร์กรุ๊ปแมเนจเม้นท์ จำกดั .
ภาคผนวก
ตาราง แสดงผลการทดสอบก่อนและหลงั เรยี นโดยใชว้ ิธกี ารสอนแบบ Active Learning
ท่ี ชือ่ - สกลุ ทดสอบก่อนเรียน ทดสอบหลงั เรยี น ความแตก
ตา่ งคา่ คะแนน
1 เด็กชายธญั ชนิด สนั เทยี ะ 69
2 เด็กชายจารพุ ฒั น์ รามจาตุ 5 10 3
3 เดก็ หญิงชลธิชา เพียจนั ทร์ 26 5
4 เดก็ หญงิ กิตติกา วลิ ยั วงษ์ 25 4
5 เดก็ ชายวชิรวิทย์ จวบบญุ 58 3
6 เดก็ ชายพงศกร วนั สา 35 3
7 เดก็ หญงิ ฐติ มิ า บุปผาสพุ ันธ์ 36 2
8 เด็กหญงิ นภสั สร สุวคนธ์ 27 3
9 เด็กชายธนาภา ดโี ม้ 59 5
10 เด็กชายธรี พงษ์ พรมวงั ขวา 69 4
11 เด็กชายสกุลเพชร จวนชัยภมู ิ 57 3
12 เด็กชายธนภทั ร วิจิตรจนั ทร์ 36 2
13 เด็กชายเดชดนัย ชำนาญ 48 3
14 เด็กชายธฑี ายุ ถ่นิ อุดม 48 4
15 เด็กชายสรวิชย์ ชมนาวงั 49 4
16 เด็กชายชวรตั น์ ระวังไทยสงค์ 35 5
17 เด็กชายพิชญ์ภกั ด์ิ เข่ืองสถุ่ง 59 2
18 เดก็ ชายพลวฒั น์ โฉมทอง 47 4
19 เดก็ หญิงเบญจพร วนั ปดี า 46 3
20 เดก็ หญิงพยิ ดา คะสุวรรณ 69 2
21 เด็กหญิงฟาร์ลดิ า ขันตรี 57 3
22 เด็กชายอภิสิทธิ์ คลอ่ งคนา 7 10 2
23 เด็กหญงิ ปราณปรียา ฐานคร 8 10 3
24 เดก็ ชายเดชาธร เหล่าคนคา้ 59 2
25 เดก็ หญิงนยิ ดา หวานชิด 35 4
26 เดก็ หญงิ วรรณกานต์ รสั มียัน 36 2
27 เดก็ หญงิ กมลลกั ษณ์ จำปาอ่อน 48 3
28 เดก็ หญิงอรปรียา มะโนคำ 58 4
29 เดก็ หญงิ ณัฐวดี บุญเทยี ม 37 3
4
ท่ี ชื่อ - สกลุ ทดสอบก่อนเรียน ทดสอบหลังเรียน ความแตก
ต่างค่าคะแนน
30 เด็กชายคหบดี ตาอ้ายเทือก 7 10
31 เด็กหญงิ เบญจมาศ สามหมอ 3 7 3
32 เดก็ ชายปฏิภาณ จนั ทรส์ า 6 9
4
รวม 140 244
เฉลีย่ 4.38 7.63 3
รอ้ ยละ 43.75 76.25
สว่ นเบ่ยี งเบนมาตรฐาน 1.54 1.62
แผนการจดั การเรียนรู้ที่ 1
วิชาทัศนศลิ ป์พ้นื ฐาน ชน้ั ประถมศกึ ษาปีที่ 6
เรอื่ งการใชส้ คี ูต่ รงขา้ ม เวลา 4 ชั่วโมง
สาระสำคญั /ความคิดรวบยอด
สีค่ตู รงขา้ ม เปน็ คู่ของสที ี่อยูต่ รงข้ามกนั ในวงจรสี และสามารถนำมาใช้สร้างสรรคผ์ ลงานทัศนศิลปใ์ หเ้ กดิ
ความโดดเดน่ และความสวยงามได้
ตวั ช้ีวดั /จดุ ประสงค์การเรยี นรู้
2.1 ตัวชีว้ ัด
ศ 1.1 ป.6/1 ระบุสคี ตู่ รงข้าม และอภิปรายเกี่ยวกับการใช้สคี ่ตู รงข้ามในการถ่ายทอดความคิดและ
อารมณ์
ป.6/6 สร้างสรรคง์ านทัศนศิลปโ์ ดยใชส้ ีค่ตู รงข้าม หลักการจดั ขนาด สัดสว่ น และความ
สมดุล
2.2 จดุ ประสงค์การเรียนรู้
1) บอกสคี ู่ตรงขา้ มได้
2) อธบิ ายเก่ยี วกับการใช้สีคู่ตรงขา้ มในการถ่ายทอดความคดิ และอารมณ์ในผลงานทัศนศลิ ป์ได้
3) สรา้ งสรรค์ผลงานทศั นศลิ ปโ์ ดยใชส้ ีคู่ตรงขา้ มได้
สาระการเรียนรู้
3.1 สาระการเรียนรูแ้ กนกลาง
1) สีคู่ตรงข้าม
2) การสร้างสรรค์งานทัศนศลิ ปโ์ ดยใชส้ คี ตู่ รงขา้ ม หลกั การจดั ขนาด สดั สว่ น และความสมดุล
3.2 สาระการเรยี นรทู้ ้องถิ่น
-
สมรรถนะสำคญั ของผู้เรียน
4.1 ความสามารถในการคิด
1) ทกั ษะการระบุ
2) ทักษะการเชื่อมโยง
3) ทักษะการนำความรู้ไปใช้
4.2 ความสามารถในการใชท้ กั ษะชวี ิต
-
คณุ ลักษณะอันพึงประสงค์
1. รบั ผิดชอบ
2. ใฝเ่ รยี นรู้
3. มุ่งม่นั ในการทำงาน
กิจกรรมการเรยี นรู้
1. ครสู นทนากบั นักเรียนเก่ียวกับวิธีการสร้างสรรค์ผลงานทศั นศลิ ป์โดยการใช้สคี ู่ตรงข้ามแบบตา่ งๆ ตามที่
ไดเ้ รยี นผา่ นมา แล้วใหน้ ักเรยี นรว่ มกนั อภปิ รายวา่ การใช้สีคู่ตรงข้ามในการสรา้ งสรรค์ผลงานทศั นศลิ ป์
นน้ั มีความเหมือนหรอื แตกต่างจากการใช้สปี กตอิ ยา่ งไร
2. นกั เรียนตอบคำถามกระตนุ้ ความคดิ ขอ้ 1-2
1) สคี ่ตู รงขา้ ม มีประโยชนต์ อ่ งานทศั นศลิ ปอ์ ย่างไร จงอธิบาย
(ทำให้ผลงานท่ีได้มสี ีท่ีตัดกันรุนแรง มคี วามสว่าง และสดใสมากข้ึน)
2) นอกจากภาพวาดแลว้ นกั เรยี นสามารถนำความร้เู ร่อื ง สีค่ตู รงข้าม ไปใช้ในชีวติ ประจำวันได้
อยา่ งไรบา้ ง ยกตัวอยา่ งประกอบ
(พจิ ารณาตามคำตอบของนักเรียน โดยให้อย่ใู นดุลยพินจิ ของครูผู้สอน)
ครูมอบหมายให้นกั เรียนแต่ละคนสร้างสรรค์ผลงานทัศนศิลปโ์ ดยการใช้สคี ่ตู รงข้าม
ตามความสนใจ 1 ชนิ้ แล้วนำเสนอหนา้ ช้นั เรยี น โดยให้ครอบคลมุ ประเดน็ ตามทกี่ ำหนด ดังนี้
1) การระบุสีคู่ตรงข้าม
2) การอธิบายการใชส้ ีคู่ตรงข้ามในการถ่ายทอดความคิดและอารมณ์
3) การสร้างสรรคผ์ ลงานทศั นศลิ ป์ด้วยสีคตู่ รงขา้ ม โดยใช้หลักการจดั ขนาด สดั ส่วน และความสมดลุ
3. นกั เรียนแต่ละคนวางแผนในการสร้างสรรคผ์ ลงานทัศนศลิ ป์โดยการใช้สคี ่ตู รงขา้ ม ตามความสนใจ ของ
ตนเอง พร้อมจัดเตรยี มวสั ดแุ ละอุปกรณท์ ใี่ ชใ้ นการสร้างสรรค์ผลงาน
4. นักเรยี นแตล่ ะคนลงมือสรา้ งสรรคผ์ ลงานทศั นศิลปโ์ ดยการใช้สีคตู่ รงขา้ ม ตามขนั้ ตอนท่ตี นเองได้
วางแผนไว้ เมื่อทำเสร็จแล้วใหน้ ักเรียนแตล่ ะคนนำเสนอผลงานของตนเอง หนา้ ช้นั เรียน (ครอู าจให้
นักเรยี น 2-3 คน นำเสนอตามความเหมาะสมของเวลาเรยี น)
5. ครตู รวจสอบความถูกต้องของการสร้างสรรคผ์ ลงานทศั นศิลป์ของนักเรยี นทน่ี ำเสนอ และให้คำแนะนำ
เพ่มิ เติมในสว่ นท่ียังบกพร่อง เพือ่ พฒั นาความรู้ความเข้าใจของนกั เรียน
6. นกั เรยี นและครรู ่วมกันคัดเลอื กผลงานทีด่ ีทีส่ ุด 3 อันดับ ตดิ ป้ายนิเทศหนา้ ชนั้ เรียน
7. นักเรยี นท้งั ห้องรว่ มกันสรปุ ความรูเ้ ก่ียวกบั การสร้างสรรค์ผลงานทัศนศิลป์โดยการใชส้ ีคตู่ รงข้าม
เขียนเป็นแผนผงั ความคิดลงในสมดุ
8. นกั เรียนทำแบบทดสอบหลังเรยี น หน่วยการเรียนรูท้ ี่ 2
การวัดและประเมนิ ผล เครอ่ื งมือ เกณฑ์
แบบประเมนิ การนำเสนอผลงาน
วธิ ีการ ระดับคุณภาพ 2 ผ่าน
ประเมินการนำเสนอผลงาน เกณฑ์
สังเกตพฤตกิ รรมการทำงานรายบุคคล แบบสงั เกตพฤติกรรมการทำงาน ระดบั คุณภาพ 2 ผา่ น
รายบคุ คล เกณฑ์
สังเกตความรบั ผิดชอบ ใฝเ่ รยี นรู้ และ
มงุ่ ม่นั ในการทำงาน แบบประเมนิ คุณลักษณะอนั พึง ระดบั คุณภาพ 2 ผา่ น
ประสงค์ เกณฑ์
ตรวจแบบทดสอบหลังเรียน หน่วยการ แบบทดสอบหลงั เรยี น หนว่ ยการ รอ้ ยละ 60 ผา่ นเกณฑ์
เรียนรู้ท่ี 2 เรยี นร้ทู ี่ 2
ตรวจผลงานทศั นศลิ ป์โดยการใชส้ คี ตู่ รง แบบประเมินผลงานทัศนศิลป์โดยการ ระดบั คุณภาพ 2 ผา่ น
ข้าม
ใช้สี คูต่ รงขา้ ม เกณฑ์
ส่อื /แหล่งการเรยี นรู้
8.1 สือ่ การเรยี นรู้
- วัสดแุ ละอปุ กรณ์ทใี่ ช้ในการระบายสี
- ใบความรู้
- ใบงาน
8.2 แหล่งการเรยี นรู้
หอ้ งสมดุ
9.บันทกึ หลงั จดั การเรยี นรู้
9.1 ผลความรูท้ ี่เกิดขึ้นกบั นักเรยี น (K) นกั เรียนรอ้ ยละ 84 มคี วามเข้าใจในบทเรยี นและ
สามารถอธิบายเนื้อหาได้อยา่ งถูกต้อง และสามารถสื่อสารไดอ้ ย่างมีประสทิ ธภิ าพ รวมทั้งปฏิบัติกิจกรรมตาม
เน้อื หาการเรียนรู้ท่กี ำหนดให้ได้อย่างถูกต้อง เกิดความรู้ความเขา้ ใจทีค่ งทนคิดวเิ คราะหไ์ ด้
9.2 กระบวนการ/สมรรถนะ (P) นกั เรยี นรอ้ ยละ 89 มคี วามสามารถในการเรียนรู้
บทเรียนและสามาถสรา้ งแนวคดิ จากกระบวนการสอนมาเป็นความเขา้ ใจของตนเองได้อย่างดี มีทักษะการคิด
วเิ คราะห์ท่ีดี และสงั เคราะหค์ วามคิดจากความเขา้ ใจของตนเองได้
9.3 คณุ ลักษณะท่ีพึงประสงคข์ องนักเรียน (A) นักเรยี นรอ้ ยละ 92 มีวินัยในการเรียนรู้
มีความรบั ผิดชอบในการทำงานร่วมกันและงานส่วนตัวท่ีได้รับมอบหมายจากครูผสู้ อน มีมารยาทให้ห้องเรยี น ตง้ั ใจ
เรียน และใหค้ วามเคารพครูผู้สอนขณะทำการเรยี นการสอน
10. ข้อเสนอแนะของผู้บริหารสถานศึกษาหรอื ผู้ที่ได้รบั มอบหมาย
..........................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .............................................
ลงช่ือ.........................................................
( นายปรชี า นอ้ ยปญั ญา )
รองผูอ้ ำนวยการโรงเรยี นศรีแก้งคร้อ
................./............................./..................
บตั รภาพ
สีตรงข้าม ( Comprementary Colour )
สีตรงข้าม หมายถึง สีที่อยู่ในตำแหน่งตรงข้ามกันในวงจรสี และมีการตัดกันอย่างเด่นชัด ซึ่งจะให้
ความรู้สึกทขี่ ัดแยง้ กัน หากนำมาผสมกนั จะได้สกี ลาง (เทา) ซึ่งมีทั้งหมด 6 คู่ ไดแ้ ก่
ใบงานที่ 1 การใชส้ คี ่ตู รงข้าม เลขท่ี
ชื่อ ช้นั
คำชแี้ จง : ใหน้ กั เรยี นตอบคำถามต่อไปนี้
ใบงานที่ 2 การใชส้ ีค่ตู รงข้าม เลขท่ี
ชื่อ ช้นั
คำชแี้ จง : ใหน้ กั เรยี นตอบคำถามต่อไปนี้
ใบงานที่ 3 การใชส้ คี ่ตู รงข้าม เลขท่ี
ชื่อ ช้นั
คำชแี้ จง : ใหน้ กั เรยี นตอบคำถามต่อไปนี้
ใบงานท่ี 4 การใชส้ คี ู่ตรงข้าม เลขที่
ชอ่ื ชั้น
คำช้ีแจง : ใหน้ กั เรยี นเลอื กคำตอบท่ีถูกต้องทีส่ ุดเพยี งข้อเดียว
แบบทดสอบ
ช่อื ช้นั เลขที่
คำชีแ้ จง : ใหน้ กั เรียนเลือกคำตอบที่ถกู ต้องที่สดุ เพียงขอ้ เดียว
1. สใี นข้อใดไม่ใช่แม่สี 6. จากภาพ
ก. สีแดง เป็นวธิ กี ารใช้สีแบบใด
ข. สีเขียว
ค. สนี ้ำเงนิ ก. ลดพน้ื ที่สลี ง
ง. สเี หลอื ง ข. นำสีเข้มมาตดั เสน้
2. ข้อใดเป็นสีคู่ตรงข้าม ค. ทำให้สหี มน่ สีเดียว
ก. สีม่วง - สเี ขยี ว ง. ทำให้สหี ม่นทงั้ สองสี
ข. สีสม้ - สีนำ้ เงิน 7. ถา้ ตอ้ งการเนน้ ภาพให้เดน่ ชดั มากขึน้ ควรทำอยา่ งไร
ค. สแี ดง - สีเหลือง ก. ลดพืน้ ทส่ี ีลง
ง. สีเหลอื ง - สีน้ำเงนิ ข. นำสเี ข้มมาตัดเส้น
3. สีม่วง เกดิ จากการผสมกนั ระหวา่ งสีใด ค. ทำให้สหี มน่ ทั้งสองสี
ก. สแี ดง + สีส้ม ง. ลดความเข้มของสีคตู่ รงข้ามลง
ข. สีเหลือง + สีแดง 8. ถ้าไม่ตอ้ งการให้ภาพแนน่ มากควรใช้สแี บบใด
ค. สแี ดง + สนี ้ำเงนิ ก. ลดพืน้ ที่สลี ง
ง. สีน้ำเงนิ + สีเขียว ข. ทำใหส้ ีหมน่ สเี ดียว
4. สใี ดเป็นสีคตู่ รงข้ามกับสมี ว่ งแดง ค. ทำใหส้ หี ม่นทงั้ สองสี
ก. สสี ้ม ง. ลดหรอื เพมิ่ ความเข้มของสี
ข. สีส้มแดง 9. การใชส้ เี ขม้ มาตัดเสน้ ทำใหส้ ีของภาพเปลยี่ นแปลง
ค. สีเขยี วเหลือง อยา่ งไร
ง. สีเขยี วนำ้ เงนิ ก. สดใสข้นึ
5. จากภาพ การใชส้ ีคตู่ รงข้าม ข. เจอื จางลง
ในภาพสอ่ื อารมณอ์ ย่างไร ค. เข้มขน้ ข้นึ
ก. หดหู่ ง. หมน่ หมอง
ข. รา่ เรงิ 10. การใชส้ ีมาทำเปน็ จดุ เลก็ ๆ ทำให้ภาพท่ีออกมา
ค. น่าเบอื่ เป็นอย่างไร
ง. เศร้าหมอง ก. หนาแน่น ข. เขม้ ข้นขน้ึ
ค. เบาบางลง ง. ดูแปลกตา
เฉลย
1. ข 2. ข 3. ค 4. ค 5. ข 6. ง 7. ข 8. ค 9. ค 10. ง
แบบประเมนิ คณุ ลกั ษณะท่ีพึงประสงค์ของนักเรยี น
ประกอบหนว่ ยการเรียนรูท้ ่ี 1 แผนการเรยี นรทู้ ่ี 1
คำช้ีแจง ครสู งั เกตพฤตกิ รรมการเรียน และการปฏบิ ตั งิ านของนักเรียน แลว้ ขดี / ให้คะแนนลงในช่อง ทต่ี รง
กบั พฤติกรรมของนกั เรยี น
คณุ ลกั ษณะท่ีประเมนิ
ความสนใจ ความ ความมี ความรับผดิ การตรงต่อ สรุปผล
และ ซือ่ สตั ย์ ระเบยี บ ชอบ เวลาในการ การประเมิน
เลขที่ ใฝร่ ู้ ต่องาน ทำงาน
ใฝ่เรยี น
3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 15 ผ่าน/ไม่
ผ่าน
1 ✓ ✓ ✓ ✓ ✓ 15 ผ่าน
2 ✓✓ ✓ ✓ ✓ 13 ผา่ น
3✓ ✓ ✓ ✓ ✓ 13 ผา่ น
4✓ ✓ ✓ ✓ ✓ 14 ผา่ น
5✓ ✓✓ ✓✓ 13 ผ่าน
6✓ ✓ ✓ ✓✓ 14 ผ่าน
7 ✓ ✓ ✓ ✓ ✓ 14 ผา่ น
8✓ ✓ ✓ ✓✓ 14 ผา่ น
9 ✓ ✓ ✓ ✓ ✓ 15 ผ่าน
10 ✓ ✓ ✓ ✓✓ 14 ผ่าน
11 ✓ ✓ ✓ ✓ ✓ 15 ผา่ น
12 ✓ ✓✓ ✓ ✓ 14 ผา่ น
13 ✓ ✓ ✓ ✓ ✓ 14 ผ่าน
14 ✓ ✓ ✓ ✓ ✓ 14 ผา่ น
15 ✓ ✓ ✓ ✓✓ 14 ผา่ น
16 ✓ ✓ ✓ ✓ ✓ 15 ผ่าน
17 ✓ ✓ ✓ ✓ ✓ 13 ผา่ น
18 ✓ ✓ ✓ ✓ ✓ 14 ผ่าน
19 ✓ ✓ ✓ ✓ ✓ 15 ผ่าน
20 ✓ ✓ ✓ ✓ ✓ 14 ผ่าน
21 ✓ ✓ ✓ ✓ ✓ 14 ผ่าน
22 ✓ ✓✓ ✓ ✓ 14 ผา่ น
23 ✓ ✓ ✓ ✓ ✓ 15 ผา่ น
24 ✓ ✓ ✓ ✓ ✓ 15 ผา่ น
25 ✓ ✓ ✓ ✓✓ 14 ผา่ น
26 ✓ ✓ ✓ ✓ ✓ 15 ผา่ น
27 ✓ ✓ ✓ ✓ ✓ 15 ผ่าน
28 ✓ ✓ ✓ ✓ 14 ผ่าน
29 ✓ ✓ ✓ ✓ ✓ 15 ผา่ น
30 ✓ ✓ ✓ ✓
31 ✓ ✓ ✓ ✓ ✓ 14 ผ่าน
32 ✓ ✓ ✓ ✓ ✓ 15 ผา่ น
✓ ✓ 15 ผา่ น
เกณฑ์การประเมิน ผทู้ ผ่ี า่ นเกณฑป์ ระเมินตอ้ งได้คะแนน 12 คะแนนข้นึ ไป ถือวา่ ผา่ น
ลงชือ่ ผู้ประเมิน
(ชยั ณรงค์ ณ หนองคาย)
แบบสงั เกตพฤตกิ รรมนักเรยี นรายบคุ คล
ชื่อ ชัน้ เลขที่
คำช้แี จง : ให้ผู้สอนสังเกตพฤติกรรมของนกั เรียนในระหวา่ งเรยี นและนอกเวลาเรยี น แล้วขีด ✓ลงในช่องท่ี
ตรงกบั ระดบั คะแนนท่ีกำหนด
ลำดบั ท่ี รายการประเมิน ระดับคะแนน
321
1 การแสดงความคดิ เห็น
2 การยอมรบั ฟังความคิดเหน็ ของผอู้ น่ื
3 การทำงานตามหนา้ ท่ีทไ่ี ดร้ ับมอบหมาย
4 ความมีน้ำใจ
5 การตรงต่อเวลา
รวม
ลงชอ่ื ...................................................ผ้ปู ระเมนิ
เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน ให้ 3 คะแนน
ปฏบิ ัติหรือแสดงพฤติกรรมอย่างสม่ำเสมอ ให้ 2 คะแนน
ปฏิบัตหิ รือแสดงพฤตกิ รรมบ่อยครง้ั ให้ 1 คะแนน
ปฏบิ ัติหรอื แสดงพฤติกรรมบางคร้ัง
เกณฑก์ ารตดั สินคณุ ภาพ
ชว่ งคะแนน ระดับคุณภาพ
12 - 15 ดี
8 - 11 พอใช้
ตำ่ กวา่ 8 ปรบั ปรงุ
แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทำงานกลุ่ม
คำช้ีแจง : ใหผ้ ูส้ อนสงั เกตพฤตกิ รรมของนกั เรียนในระหว่างเรยี นและนอกเวลาเรยี น แล้วขดี ✓ลงในชอ่ งท่ี
ตรงกบั ระดับคะแนน
การมี
การแสดง การทำงาน สว่ นรว่ มใน
ความ ตามที่ได้รบั
ลำดับที่ ช่อื –สกลุ คดิ เหน็ การยอมรับ มอบหมาย ความมี การ รวม
ของนกั เรียน ฟังคนอื่น นำ้ ใจ ปรับปรุง 15
ผลงาน คะแนน
กลมุ่
321321321321321
เกณฑ์การให้คะแนน ลงชอ่ื ...................................................ผปู้ ระเมนิ
ปฏิบัตหิ รอื แสดงพฤติกรรมอย่างสม่ำเสมอ ให้ 3 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รือแสดงพฤติกรรมบ่อยครั้ง ให้ 2 คะแนน
ปฏบิ ัตหิ รอื แสดงพฤตกิ รรมบางครงั้ ให้ 1 คะแนน
เกณฑก์ ารตัดสินคุณภาพ
ชว่ งคะแนน ระดับคุณภาพ
14–15 ดีมาก
11–13 ดี
8–10 พอใช้
ต่ำกวา่ 8 ปรบั ปรงุ