The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แบบฝึกทักษะชุดที่ ๓ โวหารภาพพจน์(อุปมา อุปลักษณ์ อุปมานิทัศน์ อติพจน์ อวพจน์)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by jariya jittaponk, 2020-05-09 05:17:50

แบบฝึกทักษะชุดที่ ๓ โวหารภาพพจน์(อุปมา อุปลักษณ์ อุปมานิทัศน์ อติพจน์ อวพจน์)

แบบฝึกทักษะชุดที่ ๓ โวหารภาพพจน์(อุปมา อุปลักษณ์ อุปมานิทัศน์ อติพจน์ อวพจน์)



คำนำ

แบบฝึกทักษะวิเคราะห์คุณค่าวรรณคดีสาหรบั นักเรียนชนั้ มัธยมศึกษาปีที่ ๕ จัดทาเพื่อใช้
ฝึกทักษะวิเคราะห์คุณค่าวรรณคดีด้านวรรณศิลป์และด้านสังคม โดยใช้การจัดกิจกรรมตามแนว
ทางการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนท่ีเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ มุ่งให้ผู้เรียนได้ฝึกทักษะการวิเคราะห์
วรรณคดี อย่างเป็นข้ันตอน ผ่านกิจกรรมการฝึกทักษะที่มีรูปแบบหลากหลาย ท้าทายความสามารถ
เพ่ือให้ผู้เรียนเห็นความสาคัญของวรรณคดีไทย เห็นคุณค่าทางด้านการใช้ภาษาที่สะท้อนให้เห็นวิถี
ชีวิตของคน กฎระเบียบคาสอน ค่านิยม วัฒนธรรม วิถีชีวิต และคุณค่าทางสติปัญญาและศีลธรรม
โดยแบบฝึกทักษะวิเคราะห์คุณค่าวรรณคดีสาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี ๕ มีจานวน ๖ ชุด
ประกอบดว้ ย

แบบฝกึ ทักษะชดุ ท่ี ๑ ศิลปะการเลน่ เสยี ง
แบบฝึกทกั ษะชุดที่ ๒ ศลิ ปะการเลน่ คา
แบบฝึกทกั ษะชุดท่ี ๓ โวหำรภำพพจน์(อุปมำ อุปลักษณ์ อปุ มำนิทศั น์ อตพิ จน์ อวพจน)์
แบบฝึกทักษะชดุ ท่ี ๔ โวหารภาพพจน์ (บุคคลวัต สทั พจน์ ปฏปิ ุจฉาสญั ลกั ษณ์ นามนยั )
แบบฝกึ ทักษะชดุ ท่ี ๕ รสวรรณคดี
แบบฝึกทกั ษะชดุ ท่ี ๖ คุณคา่ ดา้ นสังคม
ผู้ศึกษาหวังเป็นอย่างย่ิงว่า แบบฝึกทักษะวิเคราะห์คุณค่าวรรณคดีสาหรับนักเรียนช้ัน
มัธยมศกึ ษาปที ่ี ๕ จะชว่ ยพัฒนาทกั ษะการวเิ คราะหค์ ุณคา่ วรรณคดแี กผ่ ู้เรียน และจะเปน็ ประโยชน์
แกผ่ สู้ อนในการทีจ่ ะนาไปใช้ในการเรยี นการสอนวรรณคดี

จรยิ า จติ ตพงศฺ

สำรบัญ ข

เรื่อง หน้ำ
คานา ก
สารบัญ ข
คาชีแ้ จงสาหรบั ครู ค
คาชี้แจงสาหรับนกั เรยี น ง
ขน้ั ตอนในการฝึกทักษะการวิเคราะหค์ ุณค่าวรรณคดี จ
มาตรฐานการเรยี นรู้และตัวชี้วัด ฉ
จดุ ประสงค์การเรยี นรู้ ฉ
ใบความรู้และแบบฝกึ ทกั ษะ ๑

แบบทดสอบก่อนเรยี น ๓
ใบความรทู้ ี่ ๓ ๗
แบบฝกึ ทักษะท่ี ๓.๑ ๘
แบบฝกึ ทักษะท่ี ๓.๒ ๙
แบบฝกึ ทกั ษะที่ ๓.๓
แบบฝกึ ทักษะท่ี ๓.๔ ๑๑
แบบฝกึ ทกั ษะที่ ๓.๕ ๑๒
แบบฝึกทักษะที่ ๓.๖ ๑๓
แบบทดสอบท้ายแบบฝึกทักษะ ๑๕
บรรณานุกรม ๑๘
ภาคผนวก ๑๙



คำชี้แจงสำหรับครู

แบบฝกึ ทักษะวิเคราะห์คณุ ค่าวรรณคดีสาหรับนักเรียนชัน้ มัธยมศึกษาปีที่ ๕ ชุดน้ใี ช้เป็น
ส่ือประกอบกจิ กรรมการจดั การเรียนรู้ เพ่ือพัฒนาทกั ษะการวเิ คราะหว์ รรณคดีด้านวรรณศลิ ป์
สาหรบั นักเรียนช้ันมัธยมศกึ ษาปที ี่ ๖ โดยมขี ั้นตอนในการปฏบิ ัติในการใช้แบบฝกึ ดงั น้ี

๑. ครูแจกแบบฝึกทักษะการวิเคราะหว์ รรณคดดี ้านวรรณศิลป์สาหรับนักเรยี นช้นั
มธั ยมศกึ ษาปที ่ี ๖ ชดุ น้ีใหน้ ักเรยี นทุกคน

๒. ครูช้แี จงการเรียนดว้ ยแบบฝกึ ทักษะการวิเคราะห์คุณคา่ วรรณคดี สาหรับนกั เรียนช้ัน
มธั ยมศึกษาปที ี่ ๕ ให้นกั เรยี นฟังก่อนลงมือศึกษา

๓. ครใู ห้นกั เรยี นทาแบบทดสอบก่อนเรียน เพือ่ ประเมนิ ความรู้พ้นื ฐานเก่ยี วกับเรื่องที่จะ
ศึกษา โดยไม่ใหน้ ักเรียนดเู ฉลย

๔. ครูให้นกั เรยี นเริ่มศึกษาใบความรู้ และทาแบบฝกึ ทักษะการวเิ คราะหค์ ุณคา่ วรรณคดี
สาหรับนักเรยี นชน้ั มธั ยมศึกษาปีที่ ๕ โดยไม่ใหน้ กั เรียนดเู ฉลย

๕. ครใู ห้นกั เรียนทาแบบทดสอบหลงั เรยี น เพ่ือวดั ความรู้ความเขา้ ใจหลังจากทากจิ กรรม
ในแบบฝกึ เสรจ็ สิ้น โดยไมใ่ ห้นกั เรยี นดูเฉลย

๖. ครูตรวจสอบและเฉลยคาตอบของแบบฝึกทักษะการวเิ คราะหค์ ณุ คา่ วรรณคดีสาหรับ
นักเรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี ๕ และแบบทดสอบก่อนเรยี น หลงั เรียน และบันทกึ ผล

๗. ครูสังเกตพฤติกรรมนักเรยี นระหว่างทากิจกรรมและบนั ทึกผล
๘. ครูแจง้ คะแนนใหน้ ักเรยี นทราบ และชมเชยนกั เรียนพร้อมให้คาแนะนานักเรียน



คำช้ีแจงสำหรับนักเรียน

แบบฝึกทักษะชุดน้ีจัดทาขึ้นเพื่อใช้ประกอบการเรยี นการสอน การวิเคราะห์วรรณคดีดา้ น
วรรณศลิ ป์ มีทั้งหมด ๖ ชุด ชดุ นเ้ี ป็นแบบฝึกทกั ษะชุดท่ี ๓ โวหารภาพพจน์ (อปุ มำ อุปลกั ษณ์ อปุ มำ
นทิ ัศน์ อตพิ จน์ อวพจน์) นักเรียนสามารถศึกษาด้วยตัวเอง โดยอ่านคาแนะนาและปฏิบตั ิกิจกรรมตาม
ขน้ั ตอน นกั เรียนจะไดร้ ับความรูอ้ ยา่ งครบถว้ น ซง่ึ ตอ้ งปฏบิ ตั กิ จิ กรรมตามขนั้ ตอนต่อไปนี้

๑. นักเรยี นศกึ ษาจุดประสงค์การเรียนรขู้ องแต่ละเร่ือง เพอื่ ใหท้ ราบวา่ เม่ือจบบทเรียนแต่
ละบทเรยี นแล้ว นักเรยี นจะได้รบั ความรู้ และทักษะอะไรบา้ ง

๒. นักเรยี นทาแบบทดสอบกอ่ นเรียน เพือ่ ประเมนิ ความรพู้ ้นื ฐานเก่ียวกับเรื่องทจ่ี ะศึกษา
๓. นักเรียนศึกษาใบความรู้และทาแบบฝึกตามที่กาหนดไว้ พร้อมตรวจคาตอบเพ่ือ
ประเมินตวั เอง
๔. นักเรียนทาแบบทดสอบหลังเรียน เพ่ือวัดความรู้ความเข้าใจหลังจากทากิจกรรมใน
แบบฝึกเสรจ็ สิน้
๕. นักเรียนแต่ละคนต้องมีความซ่ือสัตย์ต่อตนเอง ไม่เปิดดูเฉลยก่อนเรียน หลังเรียน
และเฉลยแบบฝึกทักษะทกุ แบบฝกึ



ข้ันตอนในกำรฝกึ ทักษะกำรวเิ ครำะห์คุณค่ำวรรณคดี

ทำแบบทดสอบกอ่ นเรยี น ๑๐ ขอ้
ครูแจง้ จดุ ประสงคใ์ หน้ กั เรยี นทรำบพรอ้ มท้งั ศกึ ษำคำชแ้ี จง

นักเรียนศึกษำใบควำมรู้
ทำกจิ กรรมในแบบฝกึ ทกั ษะ
ทำแบบทดสอบหลงั เรยี น ๑๐ ขอ้
ตรวจแบบฝึกทักษะและแบบทดสอบ

ใชเ้ วลำ ๒ ชวั่ โมง



มำตรฐำนกำรเรยี นรู้และตัวชว้ี ดั

สำระที่ ๕ วรรณคดีและวรรณกรรม
มำตรฐำน ท ๕.๑ เข้าใจและแสดงความคิดเห็น วิจารณ์วรรณคดีและ
วรรณกรรมไทยอย่างเห็นคุณค่าและนามาประยุกต์ใช้ในชีวติ จริง

ท. ๕.๑ ม. ๖/๓ วเิ คราะหแ์ ละประเมนิ คุณค่าด้านวรรณศิลป์ของวรรณคดี
และวรรณกรรมในฐานะท่ีเป็นมรดกทางวฒั นธรรมของชาติ

จุดประสงค์กำรเรยี นรู้

ด้ำนควำมรู้
๑. นกั เรียนบอกลักษณะโวหารภาพพจน์ (อุปมำ อุปลกั ษณ์ อุปมำนิทัศน์ อติพจน์

อวพจน์)ในงานประพนั ธไ์ ด้
ดำ้ นทักษะ
๒. นกั เรียนสามารถวิเคราะห์และประเมินคณุ คา่ วรรณคดีได้
๓. นกั เรยี นสามารถยกตวั อย่างบทประพันธ์ทีม่ ีคณุ คา่ วรรณคดีได้
ดำ้ นคุณลักษณะอันพงึ ประสงค์
ข้อ ๒ ซื่อสตั ยส์ จุ รติ
ข้อ ๔ ใฝ่เรยี นรู้
ข้อ ๖ มุ่งมั่นในการทางาน

แบบทดสอบกอ่ นเรียน

คำสั่ง ให้นกั เรยี นเลอื กคาตอบทถ่ี ูกท่สี ุด (๑๐คะแนน)

๑. ขอ้ ใดกลา่ วไม่ถูกต้อง

ก. อปุ มาจะเปรยี บเหมือน แค่เหมอื นแคค่ ลา้ ย ส่วนอปุ ลกั ษณน์ เ่ี ปรยี บเป็น คาทีน่ ามาใช้

เปรียบจะใชแ้ ค่คาวา่ เปน็ หรอื คอื เท่าน้ัน

ข. อุปลกั ษณ์มนั จะมีช้นั เชิงการเปรยี บเทยี บท่สี ูงกวา่ อปุ มา กลา่ วคืออปุ ลกั ษณจ์ ะให้

ความร้สู ึกใกล้เคยี งความจริงกวา่ อปุ มา

ค. อปุ มานทิ ัศน์ คือ การยกเรื่องยาว ๆ หรือนทิ านมาเปรียบเทยี บ แตกตา่ งกบั อุปมาคอื

อปุ มายกแค่คา แต่อุปมานิทศั น์ยกเป็นประโยคยาว ๆ

ง. อุปมานิทัศน์ คือ การยกเร่ืองยาว ๆ หรอื นทิ านมาเปรียบเทียบ แตกตา่ งกับอุปลกั ษณ์จะ

ใหค้ วามรู้สกึ ใกล้เคียงความจริงกว่าอปุ มานทิ ัศน์

๒. ขอ้ ใดตอ่ ไปนี้ใชโ้ วหารภาพพจนแ์ บบอุปลักษณ์

ก.เธอสวยเหมือนพ่ีแพนเค้ก เขมนจิ

ข.ครูคือแสงประทีปทสี่ อ่ งแสงนาทางให้แก่ศิษย์

ค. "...ปานประหน่งึ ว่าพุม่ ฉัตรทอง อันต้องสายอัสนฟี าดขาดระเนน..."

ง. ณ ป่าแหง่ หนงึ่ มีต้นไม้ใหญ่มากมาย ให้ความร่มรนื่ มองไปไกล ๆ จะเหน็ เทอื กเขา

ภายในปา่ มสี ัตว์ปา่ นา ๆ พนั ธุ์ นอกจากนน้ั ยังมีนา้ ตกท่ีนา้ ใสสะอาดไหลตลอดท้ังปี

๓. คาประพนั ธ์ในข้อใดใชโ้ วหารภาพพจน์ต่างจากข้ออ่ืน

ก. ดังหิง่ หอ้ ยจะแขง่ แสงอาทิตย์ เห็นผิดระบอบบุราณมา

ข. นางนวลจบั นางนวลนอน เหมอื นพีแ่ นบนวลสมรจินตะหรา

ค. กไู มค่ รนั่ คร้ามขามใคร จะหกั ให้เปน็ ภสั ม์ธุลีผง

ง. ทา้ วกะหมงั กุหนิงแข็งขนั ไดฟ้ ังกรวิ้ โกรธดังเพลิงกลั ป์

๔. ขอ้ ใดใชโ้ วหารภาพพจนด์ ้วยวธิ กี ารอุปลักษณ์

ก. ลมระเริงลู่หวิวพล้ิวระลอก สพั ยอกยอดไม้ไปล่ิวลอ่ ง

ข. เพลินฟังวังเวงเพลงเรไร พณิ พาทย์ไพรกลอ่ มขบั สาหรับดง

ค. โอโ้ อ๋อกพระชนกชนนีน้ีจะแตกครากสักเจด็ ภาคภินทนาการ

ง. มีท้ังวา่ นยาสารพันอดุ มดับโรคาพยาธดิ ุจทิพยโอสถปรากฏคุณประสิทธ์ปิ ระสาทสุด

พรรณนา

๕. ข้อใดใช้อติพจน์

ก. ดาริพลางนางมารอ่านพระเวท ให้สองเนตรโชติชว่ งดงั ดวงแก้ว

ข. อสรุ ีมกี าลงั ดังปลาวาฬ ตามประมาณสามวันจะทันตัว

ค. ขอลาแล้วแก้วตาไปธานี อย่าราคีข่นุ ข้องให้หมองมัว

ง. ไม่เหน็ ชอ่ งตรองตรึกนึกวติ ก ทุกข์ในอกนัน้ สักเทา่ ภเู ขาหลวง



๖. ขอ้ ความต่อไปนี้ใช้ภาพพจน์ชนดิ ใด “กอ้ ยกงุ้ ปรงุ ประทิ่น วางถึงลนิ้ ดน้ิ แดโดย รสทิพย์หยบิ มาโปรย
ฤาจะเปรียบเทยี บทนั ขวญั ”

ก. อตพิ จน์ ข. สทั พจน์

ค. สัญลักษณ์ ง. บคุ คลวัต

๗. ขอ้ ความต่อไปนี้ใช้ภาพพจนช์ นิดใด “เรยี มรา่ น้าเนตรถว้ ม ถงึ พรหม

ก. อตพิ จน์ ข. สทั พจน์

ค. สัญลักษณ์ ง. บุคคลวัต

๘. ขอ้ ใดเปน็ ภาพพจน์ชนดิ " อวพจน์ "

ก. ร้อนตับจะแตก ข. รอมาสกั ร้อยชาติแลว้

ค. เหน่ือยสายตัวแทบขาด ง. คอยสกั อดึ ใจเดยี วเทา่ น้นั

๙. ข้อใดใช้อุปมาโวหาร

ก. เมอื่ กุมารนน้ั คลอดออกจากทอ้ งแม่ ออกแลไปบ่มิพน้ ตน ตนเย็นน้ันแลเจ็บเนื้อเจบ็ ตน

นกั หนา

ข. สงิ่ อาหารอนั แมก่ นิ เขา้ ไปในทอ้ งนั้นไหมแ้ ละยอ่ ยลง ด้วยอานาจแห่งไฟธาตุอนั รอ้ นน้ัน

ส่วนตัวกมุ ารนัน้ บม่ ิไหม้

ค. เมอื่ กุมารอยู่ในท้องแม่นัน้ ลาบากนกั หนา พงึ เกลียด พึงหน่ายพน้ ประมาณนัก กช็ ื้นแล

เหม็นกลนิ่ ตดื และ เอือนอันได้ ๘๐ ครอก

ง. แลกุมารนั้นเจ็บเน้อื เจบ็ ตนดั่งคนอนั ท่านขังไวใ้ นไหอนั คับแคบนักหนา แค้นเนื้อแคน้ ใจ

แลเดือดเน้ือเดอื ดใจ นักหนา เหยยี ดตนี มือบ่มไิ ด้ ด่งั ทา่ นเอาใสไ่ วใ้ นท่ีคับ

๑๐. ขอ้ ใดไม่มีการใช้ภาพพจนอ์ ปุ มา

ก. คนผใู้ ดจากแตน่ รกมาเกิดนน้ั เมือ่ คลอดออกตนกมุ ารนนั้ ร้อน

ข. อนั วา่ สายสะดือแห่งกุมารนน้ั กลวงดัง่ สายกา้ นบัวอนั มชี อ่ื วา่ อุบล

ค. ในทอ้ งแมน่ ้นั ร้อนนักหนาดจุ ดง่ั เราเอาใบตองเข้าจ่อตน แลต้มในหม้อน้นั ไสร้

ง. เลือดแลนา้ เหลอื งย้อยลงเตม็ ตนยะหยดทกุ เมอ่ื แล ดุจด่ังลิงเม่ือฝนตก แลนงั่ กามอื เซาเจ่า

อยู่ในโพรงไม้นัน้ แล



ใบควำมรทู้ ่ี ๓

เรอ่ื งโวหำรภำพพจน์
(อุปมำ อปุ ลักษณ์ อุปมำนิทัศน์ อตพิ จน์ อวพจน์)

ควำมหมำยของภำพพจน์

หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้พื้นฐานวรรณคดีวิจักษ์ ช้ันมัธยมศึกษาปีที่ ๒ (๒๕๕๔ : ๙)

อธิบายว่า การใช้ภาพพจน์ คือ การใช้ถ้อยคาเพ่ือสรา้ งจนิ ตนาการ(ภาพในใจ) แก่ผู้อ่านโดยการเรียบ

เรียงถอ้ ยคาด้วยวิธีการตา่ ง ๆ

หนังสือเรียนหลักภาษาและการใช้ภาษาเพื่อการส่ือสาร ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี ๖

(๒๕๕๗ : ๒๔๒) อธิบายเพ่ิมเติมว่า การใช้โวหารคือการพลิกแพลงภาษาที่ใชพ้ ูดและเขียนให้แปลก

ออกไปจากท่ีใช้อยู่ปกติ ก่อให้เกิดจินตภาพ มีรสกระทบใจ ความรู้สึก และอารมณ์ ต่างกับการใช้

ภาษาอย่างตรงไปตรงมา การใช้โวหารดังกล่าวน้ีมีอยู่หลายลักษณะ ลักษณะต่างๆเหล่าน้ีเรียก

รวมกันในวงการวาทศิลป์และการประพันธ์ว่า ภาพพจน์ ซึ่งเป็นศัพท์บัญญัติท่ีใช้กันมานานแล้ว

เทยี บกบั คา figures of speech ในภาษาองั กฤษ

สุปาณี พดั ทอง (๒๕๔๔ : ๔๐) อธบิ ายวา่ ภาพพจน์ (figure of speech) คือ

สานวนภาษาท่ีสื่อความหมายพิเศษ หรือสร้างภาพในใจผู้อ่าน ซ่ึงเกิดจากการใช้กลวิธีหรือชั้นเชิง

ต่างๆในการเรียบเรียงถ้อยคา เป็นการใช้คาน้อยแต่กินความมาก ทั้งยังช่วยทานามธรรมให้เป็น

รูปธรรม ทาใหผ้ รู้ ับสารเขา้ ใจ และรูส้ กึ นกึ เหน็ ภาพสิ่งทีส่ ือ่ สารมาให้ไดแ้ จม่ ชัด เข้มข้น ลึกซ้ึง สร้าง

ความงามทางวรรณศลิ ป์ ประเทอื งปัญญา และสาเริงอารมณย์ ง่ิ

กุหลาบ มลั ลกิ ะมาส (๒๕๒๗ : ๑๒๖) อธบิ ายว่า ภาพพจน์ (Figure of Speech

หรอื Rhetoric Language) คอื ถ้อยคาท่ีเรียบเรียงอย่างใช้โวหาร ไม่กลา่ วอย่างตรงไปตรงมา ทั้งน้ี

โดยมีเจตนาให้มีประสิทธิผลต่อความเข้าใจ และต่อความรู้สึกยิ่งขึ้นกว่าการใช้ถ้อยคาบอกเล่าตาม

ธรรมดา

ธเนศ เวศร์ภาดา (๒๕๔๙ : ๔๑) อธิบายว่า ภาพพจน์คือการเขียนอย่างแจ่มแจ้ง

จนมองเห็นภาพโดยใชค้ วามเปรยี บเปน็ หลัก

กล่าวโดยสรุป ภาพพจน์ คือการใช้ช้ันเชิงในการเรียบเรียงถ้อยคา โดยไม่กล่าว

อยา่ งตรงไปตรงมา เพอ่ื ให้เกดิ จนิ ตภาพ กระทบความรสู้ กึ อารมณ์ของผ้อู ่าน

อปุ มำ (simile) หมายถงึ การเปรยี บเทียบของสง่ิ หนึ่งใหเ้ หมือนหรือคลา้ ยกบั อีกส่งิ หนึ่ง

โดยเพง่ เล็งทร่ี ูปสมบัติหรือลกั ษณะสมบัตเิ ปน็ สาคัญ โดยใช้คาเปรยี บต่าง ๆ เปน็ คาเช่ือม เช่น กล

ดงั ดุจ ประดุจ ประหน่ึง เลห่ ์ ประเลห่ ์ เพยี ง ถนัด ละมา้ ย แม้น เหมือน เฉก เชน่ เฉก๔เช่น
ราว ราวกับ เป็นต้น

อุปมานบั เป็นภาพพจน์ที่กวนี ิยมใช้มากทัง้ ในร้อยแกว้ และร้อยกรอง ในวรรณคดปี ระเภท

ร้อยกรองนัน้ มกั จะพบมากในบทพรรณนา เช่น บทชมโฉม บทชมนกชมไม้ บทครา่ ครวญ สงิ่ ที่

นามาเปรยี บนัน้ จะช่วยสนบั สนุนให้สง่ิ ที่ต้องการกล่าวถงึ เด่นชดั ขนึ้ ตัวอยา่ งเชน่ ใน “นิราศอิเหนา”

สนุ ทรภ่พู รรณนาอารมณ์ความรูส้ กึ ของอเิ หนา เมื่อนางบษุ บาถกู องคป์ ะตาละกาหราบันดาลให้ลม

หอบหายไป เพื่อเป็นการลงโทษแก่อเิ หนาดังนี้

นอนเถิดหนายาหยีพจี่ ะกลอ่ ม งามละม่อมมิ่งขวญั อย่างหวน่ั ไหว

ครี ีรอบขอบเคียงเหมือนเวยี งชยั อย่รู ม่ ไม้เหมือนปราสาทราชวัง

เคยสาเนียงเสยี งนางสรุ างค์เห่ มาฟังเรไรแซ่เหมือนแตงสังข์

เคยมวี สิ ตู รรูดกั้นบนบัลลังก์ มากาบงั ใบไม้ในไพรวนั

หนาวน้าคา้ งกลางคืนสะอื้นอ้อน จะกางกรกอดน้องประคองขวัญ

เอาดวงดาราระยบั กบั พระจนั ทร์ ต่างชอ่ ชั้นชวาลาระย้าย้อย

จกั จน่ั หวน่ั แว่วแจ้วแจ้วเสยี ง ต่างสาเนยี งขบั ครวญหวนละห้อย

พระพายเอ๋ยชายมาต้องพระน้องน้อย เหมือนนางคอยกราบกรานอยู่งานพดั

พระมหามนตร(ี ทรัพย์) ได้แต่งวรรณคดีเรอื่ ง “ระเดน่ ลนั ได” เพอ่ื ยั่วลอ้ เรื่องอเิ หนาพระ

ราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๒ โดยได้ยั่วลอ้ ขนบการชมความงามตัวละครเอกฝ่ายหญิงไว้ได้อย่างนา่ ขา

ดว้ ยการพรรณนาความ(ไม่)งามทีละสว่ น โดยใชโ้ วหารภาพพจน์อปุ มา ดังปรากฏภาพของนาง

ประแดะในตัวอย่างตอ่ ไปน้ี

สงู ระหงทรงเพรยี วเกลียวรดู งามละม้ายคล้ายอูฐกะหลาป๋า
พิศแตห่ ัวตลอดเทา้ ขาวแตต่ า ทงั้ สองแกม้ กัลยาดงั ลูกยอ
คิ้วก่งดงั กงเขาดดี ฝา้ ย จมกู ละม้ายคลา้ ยพรา้ ขอ
หูกลวงดวงพักตรห์ ักงอ ลาคอโตตันสัน้ กลม

ความเปรยี บเกีย่ วกับความรกั ของบุคคลในโคลงต่อไปนีค้ วามวา่ แมต้ วั จะอยู่ไกล
หา่ งสักเพียงใดกเ็ หมอื นว่าอยู่ใกล้ชดิ แต่ในยามใดที่เกลยี ดชังกนั แลว้ แมจ้ ะอย่ใู กล้ชิดกเ็ หมอื นกบั มี
ส่ิงตา่ ง ๆ มาก้ันกาลงั มใิ ห้มองเหน็ กัน กวไี ด้กล่าวเปรยี บด้วยโวหารอปุ มา ดงั น้ี

รักกันอยู่ขอบฟ้า เขาเขียว

เสมออยู่หอแห่งเดยี ว รว่ มห้อง

ชังกนั บแ่ ลเหลยี ว ตาตอ่ กันนา

เหมือนขอบฟา้ มาป้อง ปา่ ไม้มาบงั

อปุ ลักษณ์ (metaphor) หมายถึง การเปรยี บเทยี บของส่ิงหน่ึงว่ามีคุณสมบตั ริ ่วมหรอื

เช่นเดยี วกับอกี สิง่ หน่ึง ทั้งนโ้ี ดยเพ่งเล็งที่คณุ สมบัติมิใชร้ ูปสมบตั ิ การใชโ้ วหารภาพพจน์ชนิดนีอ้ าจใช้

คาเปรียบ เปน็ คือ หรอื ไม่มคี าเปรียบก็ได้ ดงั ตัวอยา่ งท่ียกมาต่อไปน้ี

ทพั ใต้ทัพตั้งป่า เปน็ เรือน

จากนุชมานอนเตอื น ต่างได้

ตรอมตายแตจ่ ักเยือน กนั ยาก แลแม่ ๕
เรือนนฤเหน็ เหน็ ไม้ ป่าไมเ้ ป็นเรอื น

ตวั อยา่ งขา้ งต้นกล่าวถึงความร้สู กึ ของผู้แต่ง ในยามท่ีตามเสด็จไปในราชการสงคราม ต้อง

จากบ้านจากเมอื งจากนางอนั เป็นท่ีรัก มปี า่ เปน็ เรือนนอน มดี วงเดือนตา่ งแสงได้ให้ความสว่าง

โวหารภาพพจนอ์ ปุ ลักษณ์ท่ีเห็นได้ชัดเจนในบทประพันธ์น้ีก็คอื กวีช้ีให้เหน็ วา่ ปา่ มคี ุณสมบตั เิ ปน็ ท่ี

พกั พิงหลบั นอนเช่นเดียวกบั บ้าน และดวงเดอื นก็มีคุณสมบัตใิ หแ้ สงสวา่ งเช่นเดียวกับดวงไฟ

อนิจจา แสงเดือนเพ็ญผ่องกระจ่างจบั พระพกั ตร์อยเู่ มื่อกี้ก็จางซดี ขมุกขมัวลง ท้องฟ้าสลวั

มวั พยับครึม้ อากาศเยน็ เฉยี บจับหวั ใจ น้าคา้ งหยดลงเผาะ ๆ เป็นหยาดนา้ ตาแหง่ สวรรค์ เกสรดอก

รังร่วงพรูเป็นสายสหสั รธาราสรงพระพุทธสรรี ะ จกั จ่ันเรไรสงดั เงียบดไู มม่ แี กใ่ จจะทาเสียง ธรรมชาติ

รอบขา้ งต่างสลดหมดความคะนองทกุ ส่ิงทุกอยา่ ง

ตัวอยา่ งจากวรรณคดีเรอ่ื ง “กามนิต” ข้างตน้ น้ี กวพี รรณนาภาพในยามทสี่ มเด็จพระบรม

ศาสดาเสดจ็ ดับขันธปรนิ ิพพาน ทกุ สรรพสิ่งล้วนแต่ปริเทวนาการบรรยากาศรอบดา้ นลว้ นแต่ชวนให้

เศรา้ โสกเสยี ใจ จะเหน็ ไดว้ ่าบทน้ีผู้ประพนั ธ์ไดแ้ สดงใหว้ ่าน้าค้างมีคณุ สมบัติเช่นเดยี วกับน้าตา และ

เกสรดอกรังที่ร่วงพรูลงมาก็มีคณุ สมบัตเิ ช่นเดยี วกบั สายธารทม่ี าสรงพระพุทธสรีระ

บดดินบดฟ้าบดแสง สุรยิ ศกั ด์สิ าแดง

ตระหลบดว้ ยธลุ เี ลือน

คอื จะพกแผ่นหล้าฟ้าเลือน คอื ตะเห็จเอาเดือน

ตระวันแลดวงดารา

พระสมุทรย์ กพลยาตรา คอื รลอกในมหา

สมทุ รเคลอ่ื นคลาฟอง

ตวั อย่างคาประพนั ธน์ ้ี กวพี รรณนาภาพกองทัพซงึ่ เปน็ ขบวนเสดจ็ ของพระสมุทรโฆษเม่ือ

เสด็จประพาสไพร โดยพรรณนาภาพใหเ้ ห็นเกินจริงว่า กองทพั ทาใหเ้ กิดฝนุ่ ผงคละคล้งุ ปลวิ ใน

อากาศเป็นจานวนมาก แมก้ ระทั่งท้องฟ้า พระจนั ทรแ์ ละพระอาทติ ยย์ ังถูกบดบงั แสง ทั้งยังชี้ให้เห็น

จานวนของไพร่พลท่ีอยู่ในขบวนเสดจ็ นนั้ ว่ามจี านวนมาก เปรียบไดก้ ับคลนื่ ในมหาสมุทรที่ไหลหล่งั

เปน็ ระลอกไม่ขาดสาย ผูน้ ิพนธไ์ ด้อุปลกั ษณ์ใหเ้ หน็ วา่ กองทพั อนั ย่งิ ใหญ่มคี ุณสมบัติประหนึ่งวา่ จะ

กลืนเอาแผ่นดนิ แผ่นฟ้า และกระบวนทัพท่ยี าสตราก็มีคุณสมบตั ิประหน่งึ วา่ ระลอกคลื่นในมหาสมทุ ร

นอกจากนย้ี งั มีภาพพจน์แบบอุปลักษณ์จานวนหนง่ึ ท่ีกลายเป็นสญั ลกั ษณ์ ดังท่ี ญาดา

อรณุ เวช ( ๒๕๒๖: ๑๒-๑๖) กล่าววา่ “โวหารอุปลกั ษณอ์ าจกลายเป็นสัญลกั ษณใ์ นกรณที ี่ใช้โวหาร

อุปลักษณ์นน้ั ถ่ายทอดความคิดออกมาในลกั ษณะเป็นสง่ิ ที่ใช้แทนอีกสิ่งหน่ึง” ในวรรณคดไี ทยส่วน

ใหญ่ นอกจากกวีจะใชภ้ าพพจนอ์ ุปลักษณเ์ พื่อเปรียบเทยี บให้เห็นคุณสมบตั ิของสิ่งหนึง่ สิ่งใดให้

ชัดเจนย่ิงข้ึนแลว้ ยังนิยมใชภ้ าพพจน์แบบอปุ ลักษณ์เมื่อต้องการกลา่ วถึงบทอัศจรรยใ์ นวรรณคดี

มรดกเรื่อง “ลิลิตพระลอ” ซึ่งรจนาข้นึ ในสมัยอยุธยาตอนต้น ดงั น้ี

สรงสระสวรรคไ์ ป่เพย้ี ง สระพระนชุ เน้ือเกลีย้ ง

อาบโอเ้ อาใจ

แสนสนกุ ในสระน้อง ปลาช่นื ชมเตน้ ตอ้ ง

ดอกไม้บัวยาน

ตระการฝัง่ สระแก้ว หมดเผา้ ผงผอ่ งแผ้ว ๖
โคกฟา้ ฤาปูน

คาวา่ “สระ” ในบทประพนั ธ์ข้างตน้ เมือ่ สงั เกตขอ้ ความในบริบทแลว้ ผู้อา่ น ผฟู้ งั ยอ่ ม

ทราบได้ว่ากวีต้องการหมายถึงส่งิ ใด ลกั ษณะเช่นน้ี หากคาใดถูกนามาใช้จนเปน็ ทเี่ ข้าใจความหมาย

กันโดยทัว่ ไปแล้ว กอ็ าจกลายเปน็ สญั ลักษณ์ได้

อุปมำนิทัศน์ (Allegory) หมายถึงการใช้เร่ืองราว นิทาน มาประกอบ ขยาย

หรือแนะใหผ้ ้อู ่าน ผู้ฟงั ทราบโดยนัย ตวั อยา่ งโดยนยั ท่ียกมากล่าวนั้น จะชว่ ยไขหรือช่วยทาใหเ้ ข้าใจ

ตัวบททนี่ าเสนอไดช้ ดั เจนแจ่มแจ้งยง่ิ ข้นึ

นพคุณใส่เบ้าสบู แสนที

คอ้ นเหล็กรุมรนั ตี ห่อนม้วย

บเ่ จบ็ เทา่ ธุลี สกั หยาด

เจ็บแต่ท่านช่ังดว้ ย กล่านอ้ ยหวั ดา

(โคลงโลกนิต)ิ

โคลงตัวอย่างบทน้ี กวีเปรียบเทียบความรู้สึกของบุคคลในยามที่ถูกทาให้เจ็บใจว่า

ทองคาที่นามาหลอมแล้วนาค้อนมากระหน่าตีให้เป็นแผ่นบางได้น้ัน ยังมิเจ็บเท่ากับความเจ็บใจท่ีถกู

ตีค่าว่าเป็นเพียงเม็ดมะกล่า ซึ่งเป็นสิ่งที่หาค่าราคามิได้ เป็นอุปมานิทัศน์ที่นามาใช้เพื่อให้ผู้อ่านผู้ฟงั

หยิง่ ในศกั ด์ศิ รขี องตน

อติพจน์ หรอื อธพิ จน์ (Hyperbole)

หมายถงึ การกล่าวเกินจริง เกิดจากความคิดของกวที ี่ตอ้ งการยา้ ความรู้สึกที่มีตอ่ ความหมาย

น้นั ใหเ้ ห็นเป็นเร่ืองสาคญั หรือย่ิงใหญ่ กวมี ักใช้การพรรณนาอารมณ์ เชน่ รกั โศก ให้เกดิ ความซาบซ้งึ

ประทบั ใจด้วยการใช้ถ้อยคากลา่ วเกนิ จรงิ เช่น

เอยี งอกเทอกอ้าง อวดองค์ อรเอย

เมรชุ ุบสมุทรดินลง เลขแตม้

อากาศจักจารผจง จารกึ พอฤา

โฉมแมห่ ยาดฟ้าแยม้ อยรู่ อ้ นฤาเหน็

โคลงขา้ งต้นเป็นการกล่าวถึงความรักของตนที่มีตอ่ หญิงอันเปน็ ท่รี กั ว่าสามารถเท

ออกจากอกไดด้ ุจธารสายนา้ แมจ้ ะเอาเขาพระสเุ มรตุ ่างดินสอ เอานา้ ในมหาสมทุ รตา่ งน้าหมกึ และ

เอาอากาศมาตา่ งสมดุ ก็ไมส่ ามารถจารกึ ความรกั ความคิดถึงท่ีมตี ่อนางไดห้ มด

อวพจน์ (Meiosis)

เปน็ ภาพพจน์ท่ีมีลกั ษณะตรงข้ามกับอติพจน์ คอื การกลา่ วลดน้าหนกั ของความรสู้ ึกให้

น้อยลง เพือ่ ลดความหมายลง บางครงั้ ใช้ในเชงิ ประชดประชนั หรอื ยัว่ ลอ้ เพื่อความขบขัน เชน่

แต่กาหลังสงิ หัดสา่ หรี จะกลัวดีเปน็ กระไรหนักหนา

ฝ่ายเราเล่ากส็ ามพารา เปน็ ใหญใ่ นชวาแวน่ แคว้น

ถงึ ทัพจรกาล่าสานั้น พ่ีไม่พร่ันให้มาสักสิบแสน

จะหกั โหมโจมตใี หแ้ ตกแตน พกั เดยี วกจ็ ะแล่นเขา้ ปา่ ไป

ตวั อย่างข้างตน้ ทา้ วกะหมงั กุหนงิ กล่าวปลอบใจระตตู ่างๆ ที่ยกมาชว่ ยทาสงคราม

ชงิ ตวั นางบุษบาวา่ ตนเองนัน้ ก็เป็นใหญใ่ นแผ่นดนิ ชวา มิไดต้ า่ งอนั ใดกับพวงวงศ์เทวญั ตอ่ ให้จรกา

ยกพลมานับแสนก็มิไดก้ ลวั เกรง แสดงให้เห็นว่าทา้ วกะหมังกุหนิงลดความสาคัญของกษัตรยิ ว์ งศ์

เทวัญ ๗

แบบฝึกท่ี ๓.๑

คำสั่ง นกั เรียนนาคาด้านลา่ งเติมหนา้ ข้อความที่มีความสัมพนั ธ์กัน ( ๑๐ คะแนน)

อุปมา ภาพพจน์ อุปมานิทศั น์

อุปลกั ษณ์ อติพจน์ อวพจน์

.................................๑. การใช้ช้นั เชิงในการเรยี บเรยี งถ้อยคา โดยไม่กลา่ วอยา่ งตรงไปตรงมา
.................................๒. การเปรียบเทยี บของส่งิ หนง่ึ ให้เหมือนหรือคล้ายกบั อกี ส่ิงหน่งึ
.................................๓. การเปรียบเทยี บของส่งิ หนึ่งวา่ มีคุณสมบตั ิร่วมหรอื เช่นเดยี วกบั อกี สิ่งหน่งึ
.................................๔. การใชเ้ รอ่ื งราว นิทาน มาประกอบ ขยาย หรอื แนะให้ผอู้ ่าน ผฟู้ ัง ทราบ

โดยนยั
.................................๕. การกลา่ วเกินจรงิ ท่ตี ้องการยา้ ความรูส้ ึกที่มีต่อความหมายน้นั ให้เห็นเป็น

เรื่องสาคัญหรือยง่ิ ใหญ่
.................................๖. การกลา่ วลดน้าหนักของความรูส้ ึกใหน้ ้อยลง เพอ่ื ลดความหมายลง
.................................๗. ตวั อยา่ งโดยนัยทยี่ กมากล่าวน้ัน จะชว่ ยไขหรอื ชว่ ยทาใหเ้ ข้าใจตัวบทที่

นาเสนอไดช้ ัดเจนแจ่มแจ้งยิง่ ขน้ึ
.................................๘. บางครงั้ ใชใ้ นเชงิ ประชดประชัน หรอื ย่ัวล้อเพ่ือความขบขัน
.................................๙. ใช้คาเช่ือม กล ดัง ดุจ ประดุจ ประหนึ่ง เลห่ ์ ประเลห่ ์
.................................๑๐.คาเปรียบ เปน็ คอื หรอื ไมม่ คี าเปรียบกไ็ ด้



แบบฝึกท่ี ๓.๒

คำสัง่ ให้นกั เรยี นบอกวา่ ข้อความต่อไปน้ีเป็นภาพพจน์ อุปมา อุปลักษณ์ อปุ มานิทศั น์ อตพิ จน์

อวพจน์ (๑๐ คะแนน)

๑. เสยี งเทา่ ฟ้าหน้าเทา่ กลอง (.................................)

๒. ตวั โตราวกบั ตกึ (.................................)

๓. รอ้ นแทบสุก (.................................)

๔. เหน่ือยสายตวั แทบขาด (.................................)

๕. การค้นหาจนแทบพลิกแผน่ ดิน เนน้ ใหเ้ หน็ ถึงความพยายามและแสวงหาจนพบ

แม้จะมีความลาบากยากเย็น หรือมีอุปสรรคเพยี งใดก็ตาม (.................................)

๖. คอยสักอึดใจเดียว (.................................)

๗. มที องเทา่ หนวดกุ้ง (.................................)

๘. นอนสะดุง้ เสาเรือนไหว (.................................)

๙. จะเป็นความถามไถ่ในบรุ นิ เงินเท่าปีกรน้ิ กไ็ ม่มี (.................................)

๑๐.เพยี งชว่ั ลัดนวิ้ มือเดียว (.................................)



แบบฝึกท่ี ๓.๓

คำส่งั ให้นักเรียนพจิ ารณาคาประพันธท์ ี่กาหนดแลว้ บอกว่าเป็นการใช้ภาพพจนอ์ ปุ มา อปุ ลกั ษณ์

อปุ มานิทัศน์ อติพจน์ อวพจน์(๑๐ คะแนน)

ข้อ คำประพนั ธ์ ภำพพจน์

๑ เสร็จเสวยศวรรเยศอ้าง ไอศูรย์ สรวงฤา

เยน็ พระยศปนู เดือน เด่นฟ้า

เกษมสุขส่องสมบรู ณ์ บานทวีป

สวา่ งทุกข์ทุกธเรศหลา้ แหล่งล้วนสรรเสรญิ

(ลิลิตตะเลงพ่าย)

๒ “จะเป็นความถามไถ่ในบุรนิ เงนิ เท่าปกี รน้ิ ก็ไม่มี
เขาจะเรียกคา่ ฤชาตุลาการ จะผกู มดั รัดประจานไม่ควร
ท่ี
(สนุ ทรภู่)

๓ รูปงามนามเพราะน้อยไปหรอื ใจไมซ่ ื่อสมศักด์ิเท่าเสน้ ผม
แต่ใจสตั ว์มันยงั มที น่ี ยิ ม สมาคมก็แตถ่ ึงฤดมู นั

(ขนุ ชา้ งขุนแผน)

๔ ตะปดู อกใหญ่ตรงึ บาทา อยเู่ ฮย
จงึ บ่อาจ คลอ่ งได้
เชญิ ผทู้ ่ีเมตตา แก่สตั วป์ วงแฮ
ชักตะปนู ้ีให้ สง่ ขา้ อันขยม

(ขัตตยิ พนั ธกรณ)ี

๕ เรื่องน้ีก็เขา้ ทานองหมาป่ากบั ลูกแกะนั่นแหละ

๖ ประสาแต่อย่ใู กล้ ทง้ั รู้ใชว่ ่าหนกั หนา ๑๐
เลือดเนื้อผิเจือยา ใหห้ ายได้จะชงิ ถวาย

๗ ไมเ้ รียกผกากุพ (ขตั ติยพนั ธกรณ)ี
ปานแก้มแฉลม้ แดง
ชกะสีอรณุ แสง
ดรณุ ี ณ ยามอาย

(มทั นะพาธา)

๘ ชีวิตมนุษย์น้ี เปล่ียนแปลง จริงนอ
ทกุ ขแ์ ละสขุ พลิกแพลง มากครงั้

ขอ้ คำประพันธ์ ภำพพจน์

โบราณท่านจึงแสดง เปน็ เย่ยี งอยา่ งนา
ช่ัวนบั เจ็ดทที ง้ั เจ็ดขา้ งฝ่ายดี

(ขัตติยพนั ธกรณี)

๙ ไม่รู้บญุ คุณคน อกตัญญูเหมือนเร่อื งชาวนากับงเู ห่า

๑๐ ตราบขุนคิรขิ นั ขาดสลาย ลงแม่
รักบ่หายตราบหาย หกฟ้า
สุริยจนั ทรขจาย จากโลก ไปฤา
ไฟแล่นล้างสีห่ ล้า ห่อนล้างอาลยั
(นริ าศนรินทร์)

๑๑

แบบฝกึ ที่ ๓.๔

คำสั่ง ให้นกั เรยี นวเิ คราะหค์ าประพนั ธต์ ่อไปน้ี พรอ้ มอธิบายโวหารภาพพจน์ (อปุ มา อุปลกั ษณ์
อุปมานิทัศน์ อติพจน์ อวพจน์) ทใ่ี ชใ้ นการประพันธ์ (๑๐ คะแนน)
๑. “พระทรวงนางสนั่ ระริกดั่งตปี ลา”
ตอบ.....................................................................................................................
๒. “นางกเ็ ศรา้ สรอ้ ยสลดพระทัยด่ังเอาเหลก็ แดงมาแทงใจให้เจ็บจติ นเี่ หลอื ทน อปุ มา

เหมอื นคนไข้หนักมหิ นายังแพทย์เอายาพิษมาวางซ้าใหเ้ วทนา เหน็ ชีวานค้ี งจะไปไมร่ อดสักกีว่ ัน”
ตอบ..................................................................................................................
๓. “…พอ่ ชาลเี จ้าเลือกเอาผลไม้ แม่กณั หาฉะอ้อนวอนไหวจ้ ะเสวยนม ผทมเหนือพระ

เพลาพลางฉอเลาะแมน่ ้ีตา่ งๆ ตามประสาทารกเจริญใจ (วจฺฉา พาลาว มาตร) มีอปุ ไมยเสมือนหนึง่ ลูก
ทรายทรามคะนอง”

ตอบ.....................................................................................................................
๔. ““…ฝา่ ยฝงู เทพยทกุ สถานพมิ านไม้ ไศลเกริ่นเนินแนวพนาวาส ได้สดบั คาาประกาศสอง
กมุ าร ทรงสงส่ั าสน์ จน สุดเสียง ดังทพิ ยาพมิ านจะเอนเอียง ออ่ นลงช้อยชด…”
ตอบ................................................................................................. ....................
๕. “…ทั้งลกู รักดัง่ แกว้ ตาก็หายไป อกเอ๋ยจะอยู่ไปไยใหท้ นเวทนา อุปมาเสมือนหนงึ่ พฤกษา
ลดาวัลยย์ ่อมจะอาสัญลงเพราะลูกเป็นเท่ยี งแท้…”
ตอบ.....................................................................................................................
๖. “หวังวา่ จะเปน็ เกือกทองฉลองบาทยุคลทงั้ คู่แหง่ พระคุณผัว”
ตอบ.....................................................................................................................
๗. “ก็น้าใจของมัทรีนก้ี ตเวทีเป็นไม้เทา้ กา้ วเขา้ สู่ทางทดแทน”
ตอบ.....................................................................................................................
๘. มนั จะจิกผมเขกหวั ดงึ ลากหัวไป เอาแต่ได้อุปมาประดุจลกู อกี าจิกลูกนกเค้าแมวดงึ
ออกจากรงั น้ันเอง
ตอบ.....................................................................................................................
๙. ..อันวา่ พระมหากษตั ริย์ พระองคใ์ ห้ทานม้า 700 อันว่าม้านั้นเล่า ประดับด้วยเคร่อื ง ท้งั
ปวง ยอ่ มเป็ นม้าอาชาไนยประเสรฐิ ย่อมเกิดจากสนธวประเทศมีกาลงั เสมอลม
ตอบ.....................................................................................................................
๑๐. บุญพีน่ ี้น้อยแล้วนะเจา้ เพอ่ื นยาก เจ้ามาตายจากพ่ไี ปในวงวดั เจ้าจะเอาป่าชัฏน่ี
หรอื มาเปน็ ป่าชา้ จะเอาบรรณศาลานีห่ รือมาเปน็ บรเิ วณพระเมรทุ อง
ตอบ..................................................................................................................... ๑๒

แบบฝึกท่ี ๓.๕

คำสง่ั ให้นักเรียนพิจารณาภาพพจน์อุปมา จากข้อความ (๑๐ คะแนน)

... ฝูงตดื แลเออื นทง้ั หลายน้ันคนกันอยู่ในท้องแม่ ตดื แลเอือนฝงู น้นั เรม่ิ ตัวกุมารนนั้ ไส้
ดุจดงั หนอนอันอยใู่ นปลาเน่าแลหนอนอนั อยูใ่ นลามกอาจมนนั้ แลฯ อนั วา่ สายไสด้ ือแหง่ กุมาร
น้ันกลวงดังสายกา้ นบวั อันมีชอ่ื ว่าอบุ ล ... เม่อื น่ังอยูด่ ังนั้นเลือดแลน้าเหลืองย้อยลงเต็มตนหยด
ทุกเม่ือแลทุกเม่ือ แลดุจดงั ลิงเม่อื ฝนตกแลนั่งกามือเซาเจา่ อยู่ในโพรงไม้นั้นแล ในท้องแม่นั้น
รอ้ นหนักหนาดจุ ดังเราเอาใบตองเข้าจะต้มแลต้นในหม้อน้ันไส้ ส่งิ อาหารอันแมก่ นิ เข้าไปใน
ทอ้ งนั้นไหม้แลย่อยลงด้วยอานาจแห่งไฟธาตุอนั ร้อนนน้ั สว่ นตัวกมุ ารน้ันบมิไหม้เพราะวา่ เป็น
ธรรมดาดว้ ยบุญกุมารน้ันจะเปน็ คนแลยมไิ หมต้ ายเพื่อดังน้ันแล ... กุมารอยูใ่ นท้องแมน่ ้นั ใหเ้ จบ็
เพยี งจะตายแลดุจดงั ลกู ทรายอันพงึ่ ออกแลอยู่ธรห้อย ผบิ มีดจุ ดังคนอันเมาเล่า ผิบมดี ุจดังลูกงู
อันหมองเู อาไปเลน่ นัน้ แลฯ อันอยู่ลาบากยากใจ

...เมอ่ื เถงิ จักคลอดน้นั ก็ด้วยกรรมน้ัน กลายเปน็ ลมในท้องแม่ส่ิงหนึ่ง พัดใหต้ วั กุมารนั้น
ขน้ึ หนบน ใหห้ วั ลงมาสู่ท่จี ะออกน้ันดุจดังฝูงนรกอันยมบาลกมุ ตนี แลหย่อนหัวลงในขุมนรกนั้น
อันลึกไดแ้ ลรอ้ ยวาน้นั เม่ือกุมารนน้ั คลอดออกจากท้องแม่ออกแลไปบมีพน้ ตน ๆ เย็นน้นั แลเจบ็
เนอื้ เจบ็ ตนนักหนา ดังชา้ งสารอนั ท่านชักท่านเข็นออกจากประตูลักษอันน้อยนัน้ แลคบั ตัวออก
ยากลาบากนน้ั ผิบมิดังนน้ั ดังคนผู้อยู่ในนรกแลฯ ภเู ขาอันช่ือคังเคยยปัพตหีบแลเหงแลบดบี้นนั้
แลฯ ครั้นออกจากท้องแม่ไส้

ไตรภูมพิ ระร่วง

.............................................................................................................................
..............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................................................................................................................๑......๓..............

แบบฝกึ ที่ ๓.๖

คำส่งั ให้นักเรียนพจิ ารณาภาพพจนอ์ ปุ ลกั ษณ์ จากขอ้ ความ (๑๐ คะแนน)

อน่งึ จะกลา่ วสอน กายนครมีมากหลาย
ประเทยี บเปรียบในกาย ทุกหญิงชายในโลกา
ดวงจิตคอื กระษัตรยิ ์ ผา่ นสมบัตอิ ันโอฬาร์
ขา้ ศกึ คอื โรคา เกิดเข่นฆ่าในกายเรา
เปรียบแพทย์คอื ทหาร อนั ชานานรูล้ าเนา
ขา้ ศกึ มาอย่างใจเบา หอ้ มลอ้ มรอบทุกทิศาใหด้ ารง
กระษัตรยิ ไ์ ว้ คอื ดวงใจใหเ้ ร่งยา
อน่ึงห้ามอย่าโกรธา ขา้ ศกึ มาจะอันตรายปติ ต คอื วงั
หนา้ เรง่ รกั ษาเขมน้ หมาย
อาหารอยู่ในกาย คือเสบียงเลี้ยงโยธา

..............................................................................................................................
..............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................
.............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................

๑๔

ถึงม้วยดินสิ้นฟ้ามหาสมุทร ไม่ส้ินสุดความรักสมัครสมาน
แม้เกิดในใต้ฟา้ สธุ าธาร ขอพบพานพศิ วาสไม่คลาดคลา
แม้เนื้อเยน็ เปน็ ห้วงมหรรณพ พ่ีขอพบศรสี วัสดเ์ิ ป็นมัจฉา
แมเ้ ป็นบวั ตัวพีเ่ ปน็ ภุมรา เชยผกาโกสมุ ประทุมทอง
แมเ้ ปน็ ถ้าอาไพใครเ่ ป็นหงส์ จะรอ่ นลงสิงสเู่ ป็นคู่สอง

..............................................................................................................................
..............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................
.............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................

๑๕

แบบทดสอบหลงั เรยี น

คำสัง่ ให้นกั เรยี นเลอื กคาตอบทถ่ี ูกที่สดุ (๑๐ คะแนน)

๑. ขอ้ ใดใช้โวหารภาพพจนด์ ้วยวิธีการอปุ ลกั ษณ์

ก. ลมระเรงิ ลหู่ ววิ พล้วิ ระลอก สพั ยอกยอดไม้ไปลิว่ ลอ่ ง

ข. เพลินฟงั วังเวงเพลงเรไร พณิ พาทย์ไพรกล่อมขบั สาหรับดง

ค. โอ้โออ๋ กพระชนกชนนีนจ้ี ะแตกครากสักเจ็ดภาคภินทนาการ

ง. มที งั้ ว่านยาสารพนั อดุ มดับโรคาพยาธดิ จุ ทิพยโอสถปรากฏคณุ ประสทิ ธิ์ประสาทสุด

พรรณนา

๒. ข้อใดกลา่ วไม่ถูกตอ้ ง

ก. อปุ มาจะเปรยี บเหมือน แค่เหมอื นแค่คลา้ ย ส่วนอุปลกั ษณ์น่เี ปรียบเปน็ คาทน่ี ามาใช้

เปรยี บจะใชแ้ ค่คาว่าเป็นหรือคอื เท่านั้น

ข. อปุ ลกั ษณม์ นั จะมชี นั้ เชงิ การเปรียบเทียบท่ีสูงกวา่ อปุ มา กลา่ วคืออุปลกั ษณจ์ ะให้

ความรสู้ ึกใกล้เคียงความจริงกว่าอปุ มา

ค. อปุ มานิทัศน์ คือ การยกเรื่องยาว ๆ หรอื นิทานมาเปรียบเทยี บ แตกต่างกับอปุ มาคือ

อุปมายกแค่คา แต่อุปมานิทัศนย์ กเป็นประโยคยาว ๆ

ง. อปุ มานทิ ศั น์ คือ การยกเร่ืองยาว ๆ หรือนิทานมาเปรียบเทียบ แตกต่างกับอปุ ลกั ษณ์จะ

ให้ความรสู้ กึ ใกลเ้ คยี งความจริงกวา่ อปุ มานทิ ัศน์

๓. ขอ้ ใดตอ่ ไปนใี้ ช้โวหารภาพพจน์แบบอุปลกั ษณ์

ก. เธอสวยเหมือนพ่ีแพนเคก้ เขมนิจ

ข. ครคู อื แสงประทปี ทส่ี อ่ งแสงนาทางให้แก่ศิษย์

ค. "...ปานประหน่ึงว่าพมุ่ ฉัตรทอง อันตอ้ งสายอสั นฟี าดขาดระเนน..."

ง. ณ ปา่ แห่งหนึง่ มตี ้นไม้ใหญ่มากมาย ให้ความร่มรน่ื มองไปไกล ๆ จะเห็นเทอื กเขา

ภายในปา่ มสี ัตว์ป่านา ๆ พันธ์ุ นอกจากนัน้ ยังมนี า้ ตกท่ีน้าใสสะอาดไหลตลอดท้ังปี

๔. ข้อความต่อไปนีใ้ ช้ภาพพจนช์ นดิ ใด “เรยี มร่านา้ เนตรถว้ ม ถงึ พรหม

ก. อติพจน์ ข. สทั พจน์

ค. สญั ลกั ษณ์ ง. บุคคลวัต

๕. คาประพนั ธใ์ นข้อใดใชโ้ วหารภาพพจน์ต่างจากข้ออ่ืน

ก. ดงั ห่งิ หอ้ ยจะแขง่ แสงอาทิตย์ เหน็ ผิดระบอบบุราณมา

ข. นางนวลจับนางนวลนอน เหมือนพแ่ี นบนวลสมรจินตะหรา

ค. กไู มค่ รัน่ ครา้ มขามใคร จะหกั ให้เปน็ ภสั ม์ธุลผี ง

ง. ท้าวกะหมงั กหุ นงิ แข็งขัน ไดฟ้ งั กร้วิ โกรธดงั เพลิงกลั ป์

๖. ข้อใดใช้อติพจน์

ก. ดาริพลางนางมารอ่านพระเวท ให้สองเนตรโชตชิ ่วงดงั ดวงแก้ว

ข. อสรุ ีมีกาลงั ดงั ปลาวาฬ ตามประมาณสามวันจะทนั ตัว

ค. ขอลาแล้วแก้วตาไปธานี อย่าราคขี ุ่นข้องให้หมองมัว ๑๖
ง. ไม่เห็นชอ่ งตรองตรกึ นึกวิตก ทุกขใ์ นอกนัน้ สักเท่าภเู ขาหลวง

๗. ข้อความต่อไปนีใ้ ช้ภาพพจน์ชนิดใด “กอ้ ยกงุ้ ปรงุ ประทน่ิ วางถงึ ลน้ิ ดิ้นแดโดย รสทิพย์หยิบมาโปรย

ฤาจะเปรยี บเทียบทนั ขวญั ”

ก. อติพจน์ ข. สัทพจน์

ค. สัญลักษณ์ ง. บคุ คลวัต

๘. ข้อใดไม่มีการใช้ภาพพจน์อปุ มา

ก. คนผ้ใู ดจากแตน่ รกมาเกิดนนั้ เมือ่ คลอดออกตนกุมารนน้ั ร้อน

ข. อนั วา่ สายสะดอื แห่งกุมารน้ันกลวงดงั่ สายกา้ นบวั อนั มีช่อื วา่ อบุ ล

ค. ในท้องแม่นั้นร้อนนักหนาดุจด่ังเราเอาใบตองเข้าจ่อตน แลต้มในหม้อนนั้ ไสร้

ง. เลอื ดแลน้าเหลืองยอ้ ยลงเตม็ ตนยะหยดทุกเมื่อแล ดุจด่ังลงิ เมื่อฝนตก แลน่ังกามอื เซาเจา่

อยู่ในโพรงไม้นั้นแล

๙. ข้อใดเปน็ ภาพพจน์ชนดิ " อวพจน์ "

ก. รอ้ นตบั จะแตก ข. รอมาสักรอ้ ยชาติแล้ว

ค. เหนือ่ ยสายตัวแทบขาด ง. คอยสักอดึ ใจเดียวเทา่ นั้น

๑๐. ขอ้ ใดใช้อุปมาโวหาร

ก. เม่ือกุมารนน้ั คลอดออกจากท้องแม่ ออกแลไปบ่มพิ ้นตน ตนเย็นน้นั แลเจ็บเน้อื เจ็บตน

นักหนา

ข. ส่ิงอาหารอันแม่กินเขา้ ไปในทอ้ งนั้นไหมแ้ ละย่อยลง ด้วยอานาจแหง่ ไฟธาตุอันรอ้ นน้ัน

สว่ นตัวกมุ ารนั้น บ่มไิ หม้

ค. เมอ่ื กุมารอยู่ในท้องแมน่ ั้นลาบากนักหนา พงึ เกลยี ด พึงหน่ายพ้นประมาณนัก กช็ ื้นแล

เหม็นกลิ่นตดื และ เอือนอันได้ ๘๐ ครอก

ง. แลกุมารนั้นเจ็บเนือ้ เจบ็ ตนดง่ั คนอันท่านขังไว้ในไหอนั คับแคบนกั หนา แค้นเน้ือแค้นใจ

แลเดอื ดเน้ือเดือดใจ นักหนา เหยยี ดตนี มอื บ่มิได้ ด่ังท่านเอาใส่ไวใ้ นทีค่ บั

๑๗

ตำรำงสรุปคะแนน

แบบทดสอบกอ่ นเรียน-หลงั เรยี น

แบบทดสอบ/แบบฝกึ ทักษะ คะแนนเต็ม คะแนนท่ีได้
แบบทดสอบก่อนเรยี น ๑๐ คะแนนที่ได้
แบบทดสอบหลังเรียน ๑๐

แบบฝกึ ทกั ษะ
แบบทดสอบ/แบบฝึกทกั ษะ คะแนนเต็ม

แบบฝึกทกั ษะท่ี ๓.๑ ๑๐

แบบฝึกทักษะท่ี ๓.๒ ๑๐

แบบฝกึ ทกั ษะที่ ๓.๓ ๑๐

แบบฝึกทักษะท่ี ๓.๔ ๑๐

แบบฝึกทักษะที่ ๓.๕ ๑๐

แบบฝกึ ทักษะที่ ๓.๖ ๑๐

รวมคะแนนแบบฝกึ ทักษะ ๖๐

บรรณำนุกรม

จุฑาฎา เทพวรรณ. (๒๕๕๕). เกง็ ขอ้ สอบรบั ตรงภาษาไทย. กรุงเทพฯ : แม็คเอ็ดดเู คชั่น.
บดนิ ทร์ พจิ อักษรากรณฑ,์ นอ้ ย เนียมฟัก, อบุ ลวรรณ ภัยชนะ และรัตน์ สนแกว้ . (ม.ป.ป).

ภาษาไทย ตาม หลกั สตู รมัธยมมศึกษาตอนปลาย. กรุงเทพฯ : กจิ อกั ษร.
ประจักษ์ ประภาพทิ ยากร. (๒๕๑๖). ถาม-ตอบ วรรณคดีไทยมัธยมศกึ ษาตอนปลาย. (พิมพค์ รั้งท่ี

๗). กรงุ เทพฯ : ประสานมิตร.
ธเนศ เวศรภ์ าดา. (๒๕๔๓). ติวไทยพิเศษ. กรงุ เทพฯ : หมึกจนี .
วัลลภา วทิ ยารกั ษ์. (ม.ป.ป). คมู่ ือเตรียมสอบ Entrance ระบบใหม่ ภาษาไทย. กรงุ เทพฯ :

ไฮเอด็ พับลิชชงิ่ .
สานักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขั้นพ้ืนฐาน. (๒๕๕๗). หนงั สือเรยี นรายวิชาพน้ื ฐานภาษาไทยหลกั

ภาษาและการใช้ภาษาเพือ่ การส่อื สาร ช้นั มัธยมศึกษาปีท่ี ๖. กรงุ เทพฯ : สกสค.
ลาดพรา้ ว.
สานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐาน. (๒๕๕๘). หนงั สือเรียนรายวิชาพื้นฐานภาษาไทย
วรรณคดวี จิ ักษ์ ชัน้ มัธยมศกึ ษาปีที่ ๕. พิมพ์ครง้ั ที่ ๘. กรุงเทพฯ : สกสค.ลาดพรา้ ว.
สานักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐาน. (๒๕๕๙). หนังสอื เรยี นรายวชิ าพนื้ ฐานภาษาไทย
วรรณคดีวจิ กั ษ์ ชนั้ มัธยมศึกษาปที ี่ ๔. พิมพ์ครั้งที่ ๑๐. กรุงเทพฯ : สกสค.ลาดพร้าว.
สานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพืน้ ฐาน. (๒๕๖๑). หนังสือเรียนรายวชิ าพน้ื ฐานภาษาไทย
วรรณคดีวจิ กั ษ์ ช้ันมธั ยมศึกษาปีท่ี ๖. พิมพ์ครง้ั ที่ ๑๐ กรุงเทพฯ : สกสค.ลาดพรา้ ว.


Click to View FlipBook Version