The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

คู่มือรวมเมนูอาชีพแก้จนจังหวัดนครรสวรรค์

รวมเมนูอาชีพแก้จนนครสวรรค์

289 การผลิตชาหม่อน แบบครอบครัว การทำชาหม่อนแบบครัวเรือนมุ่งเน้นเกษตรกรและบุคคลทั่วไปทำไว้บริโภคเองได้เกษตรกรที่มี แปลงหม่อนเพี่อใช้เลี้ยงไหมอยู่แล้ว บุคคลทั่วไปที่ปลูกหม่อนไว้ตามสวนหลังบ้านหรือปลูกไว้เป็นไม้ประดับ สามารถทำชาหม่อนได้ด้วยตนเอง ด้วยการใช้อุปกรณ์ในครัวเรือนที่มีอยู่แล้วไม่ต้องไปหาซื้อเพิ่มเติมประการใด เพราะจากการศึกษาพบว่า ชาหม่อนที่ได้จากการทำแบบครัวเรือนมีคุณสมบัติเช่นเดียวกับการทำชาแบบ อุตสาหกรรมโรงงาน การทำชาหม่อนแบบครัวเรือนอาจพัฒนาเป็นอุตสาหกรรมภายในครอบครัวได้แต่การ ทำเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อจำหน่ายปริมาณมากๆ ต้องคำนึงถึงคุณภาพ เนื่องจากจะมีความแตกต่างกันในการทำ แต่ละครั้ง รวมทั้งมีความแปรปรวนที่อาจจะเกิดจากความชำนาญของแต่ละบุคคล โดยเฉพาะเรื่องความชื้น ถ้าคั่วชาไม่ได้ที่ ความชื้นในใบชาหม่อนสูง มีเชื้อราและแบคทีเรียเข้าทำลาย ทำให้ชาหม่อนเสื่อมคุณภาพ และอาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคได้ การทำชาเขียวใบหม่อนแบบครัวเรือน ชาเขียวใบหม่อน ใช้ใบหม่อนสดได้ทั้งใบอ่อน และใบแก่ มีขั้นตอนในการทำดังนี้ 1. หั่นใบหม่อนให้มีขนาดประมาณ 0.5 x 4.0 เซนติเมตร ตัดก้านใบออก 2. นึ่งประมาณ 1-2 นาที 3. คั่วในกระทะด้วยไฟอ่อนๆ ประมาณ 20 นาที(ระหว่างคั่วใช้มือนวดใบหม่อนให้ม้วนตัว) 4. อบที่อุณหภูมิ80 องศาเซลเซียส นาน 1 ชั่วโมง สามารถเก็บไว้ดื่มได้นาน ลักษณะทั่วไปของน้ำชา - สี เขียวอ่อนปนน้ำตาล - กลิ่น หอมใบไม้คั่ว เช่นเดียวกับใบชา แต่มีกลิ่นน้อยกว่า - รส หวานเล็กน้อย ฝาดน้อยกว่าชาจากใบชา ไม่มีรสขม ใบหม่อนสดพันธุ์ บุรีรัมย์60 (บร.60) เมื่อนำมาทำชาเขียวใบหม่อนจะได้น้ำหนักใบชาเพียง 18.90% ที่ความชื้นน้อยกว่า 1.0 % ดังนั้นการจะได้ผลิตภัณฑ์ชาเขียวใบหม่อนแบบครัวเรือน 1 กิโลกรัม จะต้องใช้ใบหม่อนสดประมาณ 5.3 กิโลกรัม


290 หมายเหตุ 1. ถ้าไม่มีเครื่องอบต้องคั่วใบหม่อนให้แห้งสนิท (แต่อย่าให้ไหม้) แล้วเก็บในภาชนะที่ป้องกัน ความชื้นได้ 2. ใบหม่อนสด ประมาณ 5-6 กิโลกรัม นำมาทำเป็นชาหม่อนได้ประมาณ 1 กิโลกรัม 3. ระวังอย่าคั่วใบชาหม่อนครั้งละมากๆ เพราะใบหม่อนจะสุกนึ่ง 4. สามารถประหยัดเวลาคั่วชาหม่อน ได้ด้วยการคั่วใบหม่อนพอแห้งหมาดๆ นำออกจากกระทะ แล้วนำใบหม่อนชุดใหม่ลงไปคั่ว ทำเช่นนี้ 3-4 กระทะ แล้วจึงนำไปคั่วพร้อมกันอีกครั้งจนแห้ง การทำชาเขียวจากใบหม่อนแบบครัวเรือน


291 การทำชาจีนและชาฝรั่งจากใบหม่อนแบบครัวเรือน การทำชาจีนใบหม่อนแบบครัวเรือน ชาจีนใบหม่อน 1. นำใบหม่อนสดมาหั่นให้มีขนาดเท่ากับการทำชาเขียวตัดก้านใบออก 2. คั่วในกระทะด้วยไฟอ่อนๆ นานประมาณ 20 นาที 3. อบที่อุณหภูมิ80 องศาเซลเซียส นานประมาณ 1 ชั่วโมง 4. เก็บไว้ในภาชนะป้องกันความชื้นเข้าได้สามารถเก็บไว้ดื่มได้นาน ลักษณะทั่วไปของน้ำชา - สี เหลืองอ่อนปนน้ำตาล - กลิ่น หอมใบไม้คั่ว เช่นเดียวกับใบชา แต่มีกลิ่นน้อยกว่า - รส ฝาดน้อยกว่าชาจากใบชา ใบหม่อนสดพันธุ์บุรีรัมย์60 (บร.60) เมื่อนำมาทำชาจีนใบหม่อนแบบครัวเรือนจะได้น้ำหนักใบชา เพียง 15.8 % ที่ความชื้นน้อยกว่า 1.0 % ดังนั้นถ้าต้องการชาจีนแบบครัวเรือนจากใบหม่อนจำนวน 1 กิโลกรัม จะต้องใช้ใบหม่อนสดประมาณ 6.30 กิโลกรัม การทำชาฝรั่งใบหม่อนแบบครัวเรือน ชาฝรั่งใบหม่อน 1. ตัดก้านใบทิ้ง หั่นใบหม่อนให้มีขนาด 0.5 x (3.0-4.0 ม.) 2. คั่วในกระทะด้วยไฟอ่อนๆ ขณะคั่วให้นวดใบหม่อนแรงๆ เพื่อให้เซลล์ใบหม่อนแตกช้ำ จน กระทั่งใบหม่อนแห้งกรอบ ใช้เวลานานกว่า 25 นาที 3. บดใบหม่อนให้ร่วนเป็นผงด้วยมือ 4. ทดสอบ สีกลิ่น รส ของน้ำชา และสีของกากใบชาเบื้องต้นเช่นเดียวกับชาจีน ลักษณะทั่วไปของน้ำชา 1. สีน้ำตาล (เหลืองทองแดง) 2. กลิ่น หอมใบไม้คั่ว เช่นเดียวกับชาฝรั่งจากใบชา 3. รส ฝาดน้อยกว่าชาจากใบชา ใบหม่อนสดพันธุ์ บุรีรัมย์60 (บร.60) เมื่อนำมาทำชาฝรั่งใบหม่อนแบบครัวเรือน จะได้น้ำหนัก ชาผงเพียง 15.8 % ที่ความชื้นน้อยกว่า 1.0% ดังนั้นถ้าต้องการชาฝรั่งจากใบหม่อนแบบครัวเรือน จำนวน 1 กิโลกรัม จะต้องใช้ใบหม่อนสดประมาณ 6.4 กิโลกรัม


293 ทางเลือกอาชีพด้าน การแปรรูปผลิตภัณฑ์อื่นๆ ทางเลือกอาชีพด้านการแปรรูป


294 เป็นที่ทราบกันดีว่าวัตถุดิบหลักในการทำกระดาษ คือ ต้นไม้และใยพืช ปัจจุบันวัตถุดิบเหล่านี้ ลดน้อยถอยลง ฉะนั้นในปีหนึ่งๆ รัฐจะต้องสูญเสียเงินตราเป็นจำนวนมากเพื่อซื้อเยื่อกระดาษจาก ต่างประเทศมาเป็นวัตถุดิบในการผลิตกระดาษใบสับปะรดและปอสา เป็นวัตถุดิบอีกทางเลือกหนึ่งที่ สามารถพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตเป็นกระดาษที่มีคุณภาพสูง และกำลังเป็นที่สนใจของตลาดทั้งในและ ต่างประเทศ ด้วยคุณสมบัติพิเศษที่มีอยู่ในสับปะรดและปอสา จึงสามารถนำมาผลิตเป็นกระดาษได้อย่างดี ทั้งระบบอุตสาหกรรมและระดับครัวเรือนประกอบกับพื้นที่การเกษตรของประเทศไทยเป็นพื้นที่ปลูก สับปะรดถึงกว่า 1 ล้านไร่ กระจายอยู่ทุกภาคของประเทศ พื้นที่เก็บเกี่ยวกว่า 6 แสนไร่ ให้ผลผลิตประมาณ 2 ล้านตัน ด้วยเหตุดังกล่าว ใบสับปะรดที่เป็นวัสดุเหลือใช้จำนวนมากนี้สามารถนำมาผลิตเป็นกระดาษ รวมทั้งสามารถเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ได้หลากหลาย อาทิประดิษฐ์เครื่องใช้เครื่องตกแต่งบ้านเรือน สำนักงาน วัสดุ เครื่องเขียน เครื่องใช้ของที่ระลึก เป็นต้น การพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตกระดาษใบสับปะรดและปอสาให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น และ สามารถนำมาทำผลิตภัณฑ์หลากหลายรูปแบบให้ตรงตามความต้องการของตลาดสามารถสร้างความมั่นคง ด้านเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างยั่งยืน ปัจจัยที่จำเป็นต้องใช้ อุปกรณ์การผลิตต่อ 1 ชุด 1) บ่อซีเมนต์ขนาด 45x60 นิ้ว 2 บ่อ 4,000 บาท 2) เตา + เชื้อเพลิง 2 ชุด 4,000 บาท 3) เครื่องปั่นเยื่อกระดาษ 1 เครื่อง 3,500 บาท 4) กะละมังสเตนเลสขนาด 45 นิ้ว 1 ใบ 900 บาท 5) แผ่นตะแกรง 50 แผ่น 7,500 บาท 6) กระทะเหล็ก 60 นิ้ว 1 ใบ 800 บาท 7) สารฟอกขาว 20 กิโลกรัม 1,300 บาท 8) สีย้อมกระดาษ 10 กล่อง 1,500 บาท 9) โซดาไฟ 20 กิโลกรัม 1,000 บาท 10) อุปกรณ์การทำสิ่งประดิษฐ์1 ชุด 10,000 บาท หมายเหตุ : พัฒนาทักษะการผลิตกระดาษใบสับปะรด/ปอสา การผลิตกระดาษ ใบสับปะรด,ปอสา,และผลิตภัณฑ์


295 การพัฒนาทักษะการผลิตกระดาษใบสับปะรด/ปอสา 1) ภาคทฤษฎีการฟอก การย้อมสีผลิตเยื่อกระดาษ 2) ฝึกปฏิบัติการย้อมฟอกสีทำแผ่นกระดาษ 3) การถ่ายทอดเทคโนโลยีกระดาษใบสับปะรดและปอสา ระยะเวลาฝึกอบรม 5 วัน (ทฤษฎีและปฏิบัติ) 1. กระบวนการฟอกย้อม 2. การทำเยื่อกระดาษ 3. การทำแผ่นกระดาษ 4. การทำผลิตภัณฑ์กระดาษ วิธีทำ 1. ทำความสะอาดใบสับปะรด หั่นตามขวางของใบ 2. นำใบสับปะรดจำนวน 300 กรัม โซดาไฟ 40-60 กรัม น้ำสะอาด 1 ลิตร ใส่หม้อเคลือบ เทน้ำต้มออก ใช้น้ำสะอาดล้างใบสับปะรด 2-3 ครั้ง 3. นำเศษกระดาษจำนวน 30 กรัม แช่น้ำสะอาดพอท่วม แล้วนำไปปั่นจะละเอียด 4. นำคลอรีน 2 กรัม ละลายน้ำสะอาดใส่ในใบสับปะรดที่ต้มโซดาไฟ แล้วแช่ทิ้งไว้15 นาที (เพื่อฟอกขาวใบสับปะรด) 5. นำกระดาษปั่นผสมกับใบสับปะรด เทใส่กะละมังใบใหญ่ที่มีน้ำ 18 ลิตร หากต้องการสีนำ ลงผสมในกะละมัง คนให้เข้ากัน ใช้ตะแกรงร่อนให้เป็นแผ่นเรียบเสมอกัน ความหนา ความบาง ตามต้องการ นำไปตากแดด พอแห้งแกะออกจากตะแกรง นำไปแปรรูปได้หลายรูปแบบ ผลผลิต ตลาดและผลตอบแทน รายการลงทุน มูลค่าการลงทุน ปริมาณผลผลิต มูลค่าผลผลิต ผลกำไร หมายเหตุ (บาท) (บาท) 1. โรงเรือนการผลิต 100,000 ปรับปรุงโรงเรือน - ปรับปรุง โรงเรือน - บ่อบำบัด น้ำเสีย - ท่อ ระบายน้ำ 2. อุปกรณ์การผลิต 113,000 100 แผ่น 3. วัตถุดิบกระดาษสีต่างๆ - กระดาษชนิดหนา 6,000 100 แผ่น 15,000 9,000 ราคาไม่รวม - กระดาษชนิดบาง 2,000 100 แผ่น 6,000 4,000 ค่าแรง และ - กล่องรูปแบบต่างๆ 5,000 100 กล่อง 12,000 7,000 ค่าวัสดุคงที่ - กรอบรูปชนิดต่างๆ 7,000 100 ชิ้น 12,000 5,000 - สมุดโน๊ต/บันทึก 3,000 100 เล่ม 7,000 4,000 - อัลบั้มเก็บภาพ 5,000 50 เล่ม 9,000 4,000 - โคมไฟ 5,000 50 อัน 2,000 7,000 - ชุดโต๊ะอาหาร 7,000 50 ชุด 12,000 5,000


296 การผลิตผ้าทอมือ และผลิตภัณฑ์ ผ้าทอและผลิตภัณฑ์ผ้าทอเป็นอาชีพสำคัญรองลงมาจาก อาชีพการเกษตรมาช้านาน ผ้ามีความจำเป็นต่อวิถีชีวิตประจำวัน ของมนุษย์ปัจจุบันผ้าทอมือเป็นที่สนใจของตลาดผู้บริโภค นอกจาก จำหน่ายเป็นผืนผ้าแล้วยังสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มโดยการแปรรูป เป็นผลิตภัณฑ์ได้หลากหลายชนิด อาทิผลิตภัณฑ์เสื้อผ้าสำเร็จรูป ผลิตภัณฑ์เครื่องใช้เคหะภัณฑ์ตกแต่งบ้านเรือน ตกแต่งสำนักงาน ตลอดจนใช้ในพิธีการต่างๆ นอกจากนี้ยังใช้เป็นของฝากของขวัญ ของกำนัลในโอกาสต่างๆ ได้เป็นอย่างดีอีกด้วย ผ้าฝ้าย ผ้าไหมทอ ด้วยมือสืบทอดภูมิปัญญาวัฒนธรรมมากว่า 700 ปีมาปัจจุบันยิ่งได้รับ การส่งเสริมและพัฒนารูปแบบไปตามความต้องการของตลาด ทำให้ ผ้าทอมือเป็นที่นิยมของตลาดผู้บริโภคอย่างกว้างขวางขึ้น ทั้งใน ประเทศและต่างประเทศและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ผ้าทอและ ผลิตภัณฑ์ได้รับความนิยมสูง การพัฒนาคุณภาพผ้าทอและผลิตภัณฑ์ผ้าทอจึงได้เน้น การถ่ายทอดเทคโนโลยีการพัฒนาคุณภาพเส้นด้าย–ไหม การฟอกย้อม การทอ และผลิตภัณฑ์ผ้าทอของกลุ่มผู้ผลิตให้ได้ มาตราฐานสากล และขยายผลการผลิตสู่กลุ่มเครือข่ายอย่างเป็นระบบเพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและ สังคมต่อไป ปัจจัยที่จำเป็นต้องใช้ ด้านการผลิตผืนผ้า หรือผลิตภัณฑ์ 1. สำรวจความต้องการของตลาด 2. จัดหาวัสดุอุปกรณ์วัตถุดิบ สีฟอก ย้อม 3. ดำเนินการผลิตผืน และกลุ่มเครือข่ายทำผลิตภัณฑ์ผ้า หมายเหตุ ค่าวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิตผ้าทอมือ ต่อ 1 ชุด ประกอบด้วย 1. กี่ 1 หลัง 5,000 บาท 2. อุปกรณ์เดินด้าย 2,500 บาท 3. ม้าเดินด้าย 5,000 บาท 4. ม้าก็อบปี้ด้าย 1,500 บาท


297 5. ม้าม้วนด้าย 1,000 บาท 6. อุปกรณ์มัดหมี่ 3,000 บาท 7. อุปกรณ์การย้อมสีเคมี 10,000 บาท 8. อุปกรณ์การย้อมสีธรรมชาติ 8,000 บาท 9. ด้ายยืน 5 ลูก 5,000 บาท 10. ด้ายพุ่ง 3 ลูก 3,000 บาท 11. ไหมยืน 3 กิโลกรัม 4,200 บาท 12. ไหมพุ่ง 7 กิโลกรัม 8,400 บาท 13. ฟืม 5 อัน 6,000 บาท 14. กระสวย 20 ลูก 2,400 บาท 15. หลักเปีย 2,500 บาท อุปกรณ์การผลิต ผ้าทอต่อ 1 ชุด 1. จักรอุตสาหกรรม 1 หลัง 5,000 บาท 2. อุปกรณ์ตัดเย็บ 1 ชุด 5,000 บาท ขั้นตอนการดำเนินงาน จัดประชุมและฝึกอบรมเกษตรกรรวม 3 ครั้ง ครั้งที่1 ประชุมชี้แจงโครงการการจัดตั้งกลุ่มคณะกรรมการ และจดทะเบียนสมาชิก ครั้งที่2 ฝึกอบรมให้ความรู้แก่กลุ่มเกษตรกรเรื่องการทอผ้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าทอมือ การถ่ายทอดเทคโนโลยีผ้าทอมือ ระยะเวลาฝึกอบรม 5 วัน (ภาคทฤษฎีและปฏิบัติ) - กระบวนการฟอกย้อม - การมัดหมี่ - การทอ การเชื่อมโยงเครือข่าย การผลิต การตลาด ครั้งที่3 ประชุมวางแผนระดมทุน วางระบบการผลิตการตลาดผ้าทอและผลิตภัณฑ์ทอมือเชิงธุรกิจ ผลผลิต - ไหม วันละ 2 หลา ต่อคนต่อวัน - ฝ้าย วันละ 3 หลา ต่อคนต่อวัน ตลาดและผลตอบแทน วางแผนการตลาด - ตลาดท้องถิ่น - ศูนย์แสดงสินค้าพื้นเมือง - สถานที่ท่องเที่ยวทางการเกษตร - ตลาดล่วงหน้าขายปลีก - ส่งในและต่างประเทศ - เชื่อมโยงเครือข่ายการตลาดในทุกภูมิภาค การรณรงค์ประชาสัมพันธ์ การส่ง การจำหน่าย และการใช้ผ้าทอ


298 รายการลงทุน มูลค่า ปริมาณผลผลิต มูลค่า ผลกำไร หมายเหตุ การลงทุน ต่อ หน่วย ผลผลิต 1. ปรับปรุงโรงเรือน 100,000 1โรงเรือน 100,000 เป็นโรงเรือนบ่อบำบัด น้ำเสียท่อระบายน้ำ จากการย้อมสี 2. อุปกรณ์การทอผ้า 337,500 กี่5 หลังพร้อมอุปกรณ์ 3. จักรอุตสาหกรรม 50,000 อุปกรณ์5ชุด และเครื่องมือ อุปกรณ์การตัดเย็บ 4. วัตถุดิบ - ไหม ด้ายพุ่ง7กิโลกรัม 6,300 200 หลา 46,000 19,200 ด้ายยืน 4,500 ค่าแรง+ต้นทุนคงที่ 16,000 - ฝ้าย ด้ายพุ่ง8กิโลกรัม 720 250 หลา 20,000 11,420 ด้ายยืน 3กิโลกรัม 360 ค่าแรง+ต้นทุนคงที่ 7,500 วัตถุดิบ 1. เสื้อผ้าสำเร็จรูปไหม - ชุดผ้าไหมสตรี 13,000 10ชุด 25,000 12,000 ไม่รวมค่าแรงและ ต้นทุนคงที่ - เสื้อบุรุษ 12,000 10ตัว 25,000 13,000 - เสื้อสตรี 8,000 10ตัว 15,000 7,000 - เสื้อวัยรุ่น 6,000 10ตัว 15,000 9,000 - ผ้าพันคอ 10,000 25ผืน 22,500 12,500 2. เสื้อผ้าสำเร็จรูปฝ้าย - ชุดผ้าฝ้ายสตรี 10,000 20ชุด 27,000 17,000 ไม่รวมค่าแรงและ ต้นทุนคงที่ - เสื้อบุรุษ 10,000 20ตัว 21,000 11,100 - เสื้อสตรี 5,000 25ตัว 10,100 5,100 - เสื้อวัยรุ่น 5,000 30ตัว 12,000 7,000 - ชุดลำลอง 5,000 25ชุด 12,000 7,000 3. เครื่องใช้ - ผ้าปูโต๊ะ 5,000 10ชุด 12,000 7,000 ไม่รวมค่าแรงและ ชุดอาหาร ต้นทุนคงที่ - ชุดเครื่องนอน 7,000 10ชุด 15,000 8,000 - ผ้าม่าน 5,000 25ผืน 12,000 7,000 - ผ้าคลุมเตียง 10,000 15ผืน 25,000 15,000 งบประมาณการลงทุนและผลตอบแทนต่อกลุ่มผู้ผลิต 1 กลุ่ม (หน่วย : บาท) หมายเหตุ : ราคาของวัสดุอุปกรณ์และวัตถุดิบ อาจมีการเปลี่ยนแปลงตามสภาวะเศรษฐกิจ และแหล่งจัด ซื้อ ซึ่งจะส่งผลต่อต้นทุนและผลตอบแทน


299 การผลิตหัตถกรรม จากผักตบชวา ผักตบชวา เป็นวัชพืชน้ำที่ร้ายแรงชนิดหนึ่งของประเทศ ที่สามารถเจริญเติบโตได้ทุกภาคของ ประเทศไทยทำให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมทางน้ำ เพราะขัดขวางการไหลของน้ำ การสัญจรทางน้ำ ทำให้ แม่น้ำลำคลองตื้นเขิน เป็นปัญหาใหญ่ ก่อให้เกิดมลภาวะทางน้ำ ซึ่งรัฐบาลต้องเสียแรงงานและค่าใช้จ่าย ในการกำจัดผักตบชวาอย่างมากมายในแต่ละปีแต่ผักตบชวาสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง เช่น ทำปุ๋ย เพาะเห็ด และสามารถนำมาทำเป็นหัตถกรรมได้เช่น ทำเป็นเครื่องใช้เครื่องเรือนต่างๆ ที่สวยงาม อีกทั้งยังมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก ซึ่งปัจจุบันสินค้าผักตบชวา ยังครองตลาด หัตถกรรมทั้งในและต่างประเทศ ปัจจัยที่จำเป็นต้องใช้ 1) อุปกรณ์การผลิตที่ใช้ - ตู้อบกำมะถัน 1 ตู้ขนาด 1.8x1.2 เมตร = 1,600 บาท - เครื่องชั่งหยาบ 15 กิโลกรัม = 500 บาท - พลาสติกขนาดใหญ่ = 1,000 บาท - มีด กรรไกร = 300 บาท - ถาดรองก้านและกำมะถัน = 300 บาท 2) เงินทุนหมุนเวียนค่าวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ วัตถุดิบในการผลิต 100,000 บาท - กำมะถัน - ผักตบชวา - น้ำมันวานิช - กาวน้ำ - ผ้าซับใน - กระดุม ซิป ที่ใช้ในการผลิตกระเป๋าใบเล็ก กระเป๋าใบใหญ่ ตะกร้าเล็ก ตะกร้ากลาง ตะกร้าใหญ่ กล่องเทป แจกันใหญ่แจกันเล็ก การถ่ายทอดเทคโนโลยี ภาคทฤษฎีการคัดเลือกวัตถุดิบ การเตรียมวัตถุดิบ การเก็บรักษา การควบคุมคุณภาพ การส่งเสริมการตลาด ภาคปฏิบัติฝึกปฏิบัติการเตรียมวัตถุดิบ ฝึกปฏิบัติการทำผลิตภัณฑ์จากผักตบชวา ฝึกปฏิบัติ ส่งเสริมการขาย และการบริการลูกค้า วิทยาการ - ศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบล - วิทยากรเกษตร - กรมส่งสริมอุตสาหกรรม


300 ขั้นตอนการดำเนินการ จัดประชุมเกษตรกรโดยใช้กระบวนการกลุ่มยึดหลักการมีส่วนร่วมรายละเอียดดังนี้ ครั้งที่1 ชี้แจงรายละเอียดการดำเนินงานจัดตั้งกลุ่มเลือกตั้งคณะกรรมการจดทะเบียนสมาชิก ครั้งที่2 ระดมความคิดวางแผนการปฏิบัติแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบ - ฝ่ายจัดหาวัตถุดิบ และควบคุมคุณภาพ - ฝ่ายการผลิตและออกแบบ - ฝ่ายการตลาด การเงินบัญชี ครั้งที่3 ระดมหุ้น วางแผนการผลิต และการตลาด เตรียมสถานที่ผลิต - คัดเลือกสถานที่ตั้งกลุ่มผลิตผลิตภัณฑ์จักสานจากผักตบชวา - คัดเลือกสถานที่ตั้งกลุ่มหัตถกรรมจากผักตบชวา - เป็นศูนย์กลางปฏิบัติงานของกลุ่ม - สะดวกต่อการประสานงานด้านการตลาด - โรงเรือนสำหรับอบกำมะถัน (จะต้องอยู่ห่างจากที่อยู่อาศัยและไม่มีกลิ่นรบกวน) กั้นห้องให้เป็น สัดส่วนเพื่อเก็บผลิตภัณฑ์ การสำรวจและประสานเรื่องวัตถุดิบและการตลาด - จัดหาเครื่องมือ อุปกรณ์และตู้อบกำมะถัน - ดำเนินการผลิตเพื่อจำหน่าย - กระเป๋า ขนาด 4x7x7 นิ้ว - กระเป๋า ขนาด 5x12x14 นิ้ว - ตะกร้า ขนาด 8x6 นิ้ว ตลาดและผลตอบแทน - การวางแผนการผลิต และการตลาด - การพัฒนาคุณภาพสินค้าและบรรจุภัณฑ์ของสินค้า รายการ ปริมาณ ราคา ต่อหน่วย รายได้ ต้นทุน กำไร อัตราผล การผลิต (บาท) (บาท) (บาท) (บาท) ตอบแทน การลงทุน (ร้อยละ) 1. กระเป๋า ขนาด4x7x7 300 100 30,000 13,500 16,500 122.2 ขนาด5x12x14 150 180 27,000 11,750 15,250 129.7 2. ตะกร้า ขนาด8x6 167 60 10,020 5,845 4,175 71.4 ขนาด8x10 125 80 10,000 6,250 3,750 60.0 ขนาด8x12 77 130 10,010 4,630 5,380 116.1 3. กล่องเทป 223 45 10,035 4,495 5,540 123.2 4. แจกัน ขนาดเล็ก 188 80 15,040 5,477 9,563 174.6 ขนาดใหญ่ 112 180 20,160 5,200 14,960 284.6 ปริมาณการผลิต และผลตอบแทน หมายเหตุ : ราคาของวัสดุอุปกรณ์และวัตถุดิบ อาจมีการเปลี่ยนแปลงตามสภาวะเศรษฐกิจ และแหล่ง จัดซื้อ ซึ่งจะส่งผลต่อต้นทุนและผลตอบแทน


301 ชาวนาในปัจจุบันมักขายข้าวเปลือกได้ราคาถูก แต่กลับต้องซื้อข้าวสารราคาแพงบริโภค เนื่องจาก โรงสีขนาดใหญ่มีเครื่องสีข้าวที่มีประสิทธิภาพสูง (ทำให้ข้าวหักเพียง 5-10 % และมีกำลังการผลิตสูง) ราคา แพงมาก (หลายล้านบาท) เกษตรกรจึงไม่สามารถเป็นเจ้าของโรงสีข้าวได้ชาวนาจึงนิยมขายข้าวเปลือกเข้า โรงสีข้าวขนาดใหญ่ แล้วซื้อข้าวสารราคาแพงมาบริโภค โรงสีข้าวขนาดเล็กที่มีอยู่ทั่วไปราคาไม่แพงแต่ เปอร์เซ็นข้าวหักสูงมาก ทำให้ข้าวสารเต็มเมล็ดเดิมประมาณ 10-20 บาทต่อกิโลกรัม แต่เมื่อเป็นข้าวสารหัก (ปลายข้าว) ราคาจะเหลือเพียง 2 บาทต่อกิโลกรัม โรงสีข้าวขนาดเล็กจะสีข้าวโดยไม่คิดค่าจ้างสีแต่จะขอ ปลายข้าว และรำข้าวแทนค่าจ้าง จึงขัดสีข้าวจนเป็นผลให้วิตามินและเกลือแร่สูญเสียไปกับรำข้าว ซึ่งจะมี ผลกระทบต่อสุขภาพของคนไทย กรมส่งเสริมการเกษตรได้ศึกษาและค้นหาโรงสีข้าวขนาดเล็กที่มี ประสิทธิภาพสูง และพบว่าโรงสีข้าวขนาดเล็กของอำเภอชนแดนจังหวัดเพชรบูรณ์มีความสามารถและข้อดี ใกล้เคียงโรงสีข้าวขนาดใหญ่ ราคาหลายล้านบาท คือ มีราคาเพียง 100,000 -200,000 บาทต่อเครื่อง แต่มีประสิทธิภาพดีคือ ข้าวหักเพียง 5-10% เท่ากับ โรงสีข้าวขนาดใหญ่และมีกำลังสีข้าวได้1 ตันต่อ ชั่วโมง (4 ตันต่อวันต่อ 8 ชั่วโมง) ซึ่งแม่บ้านเกษตรกรหรือผู้หญิงก็สามารถดำเนินธุรกิจโรงสีข้าวขนาดเล็กได้ เพราะมีอุปกรณ์ทุ่นแรง มีกระพ้อตักข้าวอัตโนมัติรวมทั้งเสียค่าไฟฟ้าถูกมาก ดังนั้น เกษตรกรผู้พักชำระหนี้ อย่างน้อย 30 คน (ควรมีสมาชิกสมทบอีกประมาณ 200 คน) มารวมกันเป็นกลุ่มโดยนำข้าวเปลือก มารวมกันเป็นค่าหุ้นและเงินทุนหมุนเวียน ก็สามารถร่วมกันเป็นเถ้าแก่โรงสีข้าวได้เพราะทุกครอบครัว ต้องซื้อข้าวสารบริโภคกันอยู่แล้ว ดังนั้น ผู้ที่มีอาชีพทำนาสามารถรวมกลุ่มทำธุรกิจโรงสีข้าวขนาดเล็ก ในทุกตำบล ๆ ละ 1-3 จุด ปัจจัยที่จำเป็นต้องใช้ 1. วางแผนการผลิต และการตลาด • ร้านขายข้าว/ร้านอาหาร • ห้างสรรพสินค้า/ร้านค้า • ขายให้พ่อค้าคนกลาง/ห้างร้าน • สมาชิกรับไปจำหน่าย • ตลาดนัดทั่วไป/ตลาดนัดริมทาง • สถานที่ท่องเที่ยว/ผู้บริโภคทั่วไป • สำรวจประสานงานผู้รับซื้อ • ดูแลการจำหน่าย • ประชาสัมพันธ์ตามโอกาสและสื่อต่าง ๆ ธุรกิจโรงสีข้าวขนาดเล็ก (แปรรูปข้าวเปลือกเป็นข้าวสาร)


302 2) พัฒนาคุณภาพสินค้าและบรรจุภัณฑ์ของสินค้าเครื่องบรรจุสุญญากาศ พร้อมถุงพลาสติก สูญญากาศ ขั้นตอนการดำเนินงาน การติดตั้งโรงสีขนาดเล็กประสิทธิภาพสูง ต่อแปรรูปข้าวเปลือกเป็นข้าวสารดังนี้ 1. เครื่องสีข้าวขนาดเล็ก (ขนาด 10 แรงม้า) เป็นเงิน 200,000 บาทต่อเครื่อง ซึ่งสีข้าวได้ทั้ง ข้าวกล้อง และข้าวสารขาว (เครื่องสีข้าวกล้องอย่างเดียวไม่ขัดขาว ราคาเพียงเครื่องละ 100,000 บาท) 2. เครื่องชั่งน้ำหนักขนาด 500 กิโลกรัม เป็นเงิน 5,000 บาทต่อเครื่อง 3. เครื่องชั่งน้ำหนักขนาด 15 กิโลกรัม เป็นเงิน 1,000 บาทต่อเครื่อง 4. เครื่องปิดผนึกถุงพลาสติก เป็นเงิน 4,500 บาทต่อเครื่อง 5. ถุงพลาสติกบรรจุข้าวสารแบบธรรมดา (ถุงเย็น) จำนวน 100 กิโลกรัมๆ ละ 80 บาท เป็นเงิน 8,000 บาท 6. กระสอบป่าน 1,000 ใบๆ ละ 25 บาท เป็นเงิน 25,000 บาท ผลผลิต กรณี1 การผลิตข้าวสารกล้อง ลงทุน 7,510 บาท ต่อ ข้าวเปลือก 1 ตัน รายละเอียดต้นทุนผันแปร การผลิตข้าวสารกล้อง ต่อ ข้าวสารขาวจากข้าวเปลือกหอมมะลิหนัก 1,000 กิโลกรัม มีมูลค่าการลงทุนเท่ากันคือ 7,510 บาท ดังรายละเอียดดังนี้ 1. ข้าวเปลือกหอมมะลิราคา 6,500 บาทต่อตัน 2. ค่าแรงงานใส่กระสอบ และค่ารถ 500 บาทต่อตัน 3. ค่าแรงงานสำหรับสีข้าว 100 บาทต่อตัน 4. ค่าแรงงานบรรจุถุง 100 บาทต่อตัน 5. ค่าถุงพลาสติกธรรมดา 260 บาท ต่อ ข้าวสารหนัก 1 ตัน 6. ค่าพลังงาน และอื่นๆ 20-50 บาทต่อตัน กรณี2 การผลิตข้าวสาร จากข้าวเปลือก 1 ตัน จะได้ผลลิต ดังนี้ 1. ได้ข้าวสารประมาณ 600 กิโลกรัม 2. ได้ปลายข้าวและรำประมาณ 130 กิโลกรัม ตลาดและผลตอบแทน กรณี1 การผลิตข้าวสารกล้อง 1 ตัน จะได้ดังนี้ (ค่าผลผลิต-ค่าลงทุน) = 10,560-7,510 บาท กำไร = 3,050 บาทต่อตัน กรณี2 การผลิตข้าวสารขาว 9,260-7,510 บาท กำไร = 1,750 บาทต่อตัน หมายเหตุ : ราคาของวัสดุอุปกรณ์และวัตถุดิบ อาจมีการเปลี่ยนแปลงตามสภาวะเศรษฐกิจและ แหล่งจัดซื้อซึ่งจะส่งผลต่อต้นทุนและผลตอบแทน


303 ไอศกรีม น้ำข้าวกล้องงอก “ข้าวคือชีวิตของคนไทย” เนื่องจากข้าวกล่าวได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนไทย มีความผูกพันกับ วิถีชีวิต ขนบธรรมเนียมประเพณีมาช้านาน ในทางโภชนาการข้าวเป็นธัญพืชชนิดเดียวที่คนนิยมบริโภค ดังนั้นข้าวจึงเปรียบเสมือนเม็ดยา ซึ่งข้าวเมล็ดเล็กๆ มีอะไรมากกว่าที่คุณคิด “เมล็ดข้าว” ประกอบด้วย เมล็ดข้าวขาว รำข้าว (เยื่อหุ้มเมล็ด) และเปลือกข้าว สารอาหารในเมล็ดข้าวประกอบด้วยคาร์โบไฮเดรตเป็น ส่วนประกอบหลัก โดยมีโปรตีน วิตามินบีวิตามินอีและแร่ธาตุ ที่แยกไปอยู่ในส่วนต่างๆ ของเมล็ดข้าว ข้าวกล้องงอก (germinated brown rice) ข้าวกล้องที่ผ่านกระบวนการงอก ซึ่งมีปริมาณสาร GABA (Gamma Amino-Butyric Acid) เพิ่มขึ้นในข้าวกล้องเป็นสารที่เป็นประโยชน์มาก เป็นสารอาหาร บำรุงสมองช่วยคลายความเครียดของสมอง ชะลอการเกิดโรคอัลไซเมอร์ ไอศกรีมน้ำข้าวกล้องงอก ไอศกรีมเพื่อสุขภาพจากข้าวไทย ข้าวกล้องทุกพันธุ์ในเมืองไทยสามารถ ใช้ทำข้าวกล้องงอก และทำไอศกรีมน้ำข้าวกล้องงอกได้การเลือกข้าวกล้องงอกจะใช้ข้าวกล้องงอกชนิด สำเร็จรูปที่มีจำหน่ายตามห้างสรรพสินค้า หรือจะทำเองที่เรียกว่าข้าวกล้องงอกสด โดยการเลือกซื้อข้าว กล้องที่เพิ่งสีใหม่ๆ แต่ที่สำคัญข้าวจะต้องยังเป็นข้าวที่ยังมีชีวิต นำมาล้างฝุ่นละอองและสิ่งสกปรกออก และแช่น้ำไว้4-6 ชั่วโมง จากนั้นล้างข้าว สะเด็ดน้ำห่อผ้าขาวบาง ใส่ภาชนะมีฝาปิด บ่มไว้นาน 6 ชั่วโมง เมื่อครบเวลาล้างน้ำอีกครั้ง ปล่อยให้สะเด็ดน้ำ บ่มไว้อีก 14 ชั่วโมง จะเกิดตุ่มงอกเล็กๆ ก็จะได้ เมล็ดข้าวกล้องงอกสด นำมาทำน้ำข้าวกล้องงอกเพื่อเป็นส่วนผสมไอศกรีม


304 วิธีทำไอศกรีม 1. นำข้าวกล้องงอก 100 กรัม ปั่นกับน้ำสะอาด 1 ลิตร จะได้น้ำข้าวกล้องงอก 1 กิโลกรัม 2. ผสมน้ำข้าวกล้องงอก กับน้ำตาลทราย คนให้ละลาย แล้วเติมกะทิคนให้เข้ากัน 3. นำส่วนผสมไปปั่นในถังปั่นไอศกรีม ใช้เวลา 45 นาทีได้ไอศกรีมน้ำข้าวกล้องงอกประมาณ 2.2 กิโลกรัม 4. นำไอศกรีมใส่กล่องแช่แข็ง อย่างน้อย 3 ชั่วโมง ก่อนนำมารับประทาน ไอศกรีมน้ำข้าวกล้องงอก (สูตรดั้งเดิม) ส่วนผสม 1. น้ำข้าวกล้องงอก 1 กิโลกรัม 2. หัวกะทิ 1 กิโลกรัม 3. น้ำตาลทราย 230 กรัม


305 พลังงาน กิโลแคลอรี 202.96 193 229.34 231.67 221.91 223.85 พลังงานจากไขมัน กิโลแคลอรี 131.76 128 130.50 149.85 148.23 137.25 ไขมันทั้งหมด กรัม 14.64 14.2 14.50 16.65 16.47 15.25 ไขมันอิ่มตัว กรัม 2.50 7.3 2.53 5.49 2.79 2.17 โคเลสเตอรอล มิลลิกรัม 0.00 ND 0.00 0.00 0.00 0.00 โปรตีน กรัม 1.76 1.5 1.97 2.58 2.19 2.09 (แฟคเตอร์6.25) คาร์โบไฮเดรตทั้งหมด กรัม 16.04 14.7 22.74 17.85 16.23 19.96 ใยอาหาร กรัม 0.54 0.3 0.00 1.82 0.29 0.26 น้ำตาล กรัม 12.60 11.0 20.70 5.18 9.34 10.56 โซเดียม มิลลิกรัม 4.20 9 8.08 4.18 4.14 6.18 วิตามินเอ ไมโครกรัม < 0.50 ND < 0.50 < 0.50 < 0.50 < 0.50 อาร์อี วิตามินบี1 มิลลิกรัม 0.04 0.02 0.06 0.02 0.03 0.02 วิตามินบี2 มิลลิกรัม 0.004 < 0.01 < 0.004 < 0.004 < 0.004 < 0.004 แคลเซียม มิลลิกรัม 3.62 5 10.64 3.43 3.66 5.49 เหล็ก มิลลิกรัม 0.34 0.6 0.90 0.26 0.32 0.29 เถ้า กรัม 0.57 0.5 0.43 0.47 0.56 0.52 ความชื้น กรัม 66.99 69.1 60.36 62.45 64.55 62.58 ที่มา : วิเคราะห์จากสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ปี 2551 และ สถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ปี 2552 ** ข้าวปทุมธานีมอลท์ ตารางผลวิเคราะห์คุณค่าทางโภชนาการผลิตภัณฑ์ไอศกรีม (ต่อ 100 กรัม) ไอศกรีม ข้าวกล้อง งอก** ไอศกรีม ข้าวกล้อง หอมมะลิ 105 ไอศกรีม ข้าวเหนียว ฮาง ไอศกรีม ข้าว สังข์หยด ผสมรำ จมูกข้าว ไอศกรีม ข้าวกล้อง งอก หอมมะลิ 105 ไอศกรีม ข้าวก่ำ อินทรีย์ รายการวิเคราะห์ หน่วย


306 ไอศกรีมน้ำข้าวกล้องงอก (สูตรเชิงพาณิชย์) ส่วนผสม 1. น้ำข้าวกล้องงอก 340 กรัม (34%) 2. น้ำกะทิ 310 กรัม (31%) 3. น้ำตาลทราย 130 กรัม (13%) 4. แป้งมัน 20 กรัม (2%) 5. หางกะทิ 100 กรัม (10%) 6. นมข้นจืด 100 กรัม (10%) วิธีทำไอศกรีม 1. นำน้ำข้าวกล้องงอกขึ้นตั้งไฟ ใช้ไฟอ่อนๆ ผสมน้ำตาลทราย คนให้ละลาย 2. นำแป้งมันละลายกับหางกะทิผสมลงในน้ำข้าวกล้องงอก คนจนแป้งมันสุก ลักษณะน้ำข้าว กล้องงอกจะข้นหนืด 3. ยกน้ำข้าวกล้องงอกลงเติมหัวกะทิและนมข้นจืด คนจนส่วนผสมเข้ากันดีแล้วลดอุณหภูมิลง โดยการแช่ด้วยน้ำแข็ง 4. นำส่วนผสมไปปั่นในถังปั่นไอศกรีม ใช้เวลา 45 นาทีได้ไอศกรีมน้ำข้าวกล้องงอก 5. ได้ไอศกรีมประมาณ 1 กิโลกรัม 6. นำไอศกรีมใส่กล่องแช่แข็ง อย่างน้อย 3 ชั่วโมง


307 หมายเหตุ : ราคาต้นทุนการผลิต จะผันแปรแตกต่างไปตามราคาวัตถุดิบและราคาผลิตภัณฑ์ในแต่ละท้องถิ่น กลุ่มพัฒนาการแปรรูปและพัฒนาผลิตภัณฑ์กองพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าว กรมการข้าว โทร. 0 2561 5253 หรือ www.Ricethailand. go.th น้ำข้าวกล้องงอก กิโลกรัม 100 10 10 หัวกะทิ กิโลกรัม 120 120 120 น้ำตาลทราย กิโลกรัม 25 6 7 แป้งมัน 500 กรัม 22 - 1 หางกะทิ - - - - นมข้นจืด 385 กรัม 21 - 6 ต้นทุนรวม 136 บาท 144 บาท ต้นทุน ต่อไอศกรีม 1 กิโลกรัม 68 บาท 72 บาท ข้อมูลด้านต้นทุน โดยประมาณ รายการ หน่วย ราคา ต่อหน่วย (บาท) ต้นทุนไอศกรีมน้ำข้าวกล้องงอก 2 กิโลกรัม (บาท) สูตรดั้งเดิม สูตรเชิงพาณิชย์


308 กองนโยบายเทคโนโลยีเพื่อการเกษตรและเกษตรกรรมยั่งยืน สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โทรศัพท์ : 0-2629-8972 โทรสาร : 0-2281-6599 E-mail : [email protected] www.ops.moac.go.th


1 เมนูอาหาร 1. การอบหรือตาก เป็นการใช้เทคโนโลยีการตากแห้งหรืออบแห้ง อุณหภูมิที่ใช้ไม่เกิน 70 องศาเซลเซียส เป็นการระเหยน้้าออก ท้าให้น้้าตาลในกล้วยเพิ่มขึ้น แล้วบ่มในขั้นตอนสุดท้ายก่อนน้าออกสู่ตลาด 2. การทอด เป็นการใช้เทคโนโลยีการระเหยน้้าออก โดยการทอดใน น้้ามันที่ร้อน อุณหภูมิที่ใช้ 160 - 180 องศาเซลเซียส หากเป็นกล้วยดิบมี ส่วนประกอบเป็นแป้งการทอดท้าให้แห้ง และกรอบ เช่น กล้วยฉาบ หากเป็นชิ้นหนา จะกรอบนอกนุ่มใน เช่น กล้วยทอด 3. การปิ้ง เป็นการใช้ความร้อนต่้าโดยตรงในการปิ้งให้กล้วยสุกและ ร้อนระอุภายใน ผิวนอกจะแห้งแข็ง และเนื้อนุ่ม อุณหภูมิความร้อนที่ใช้ปิ้ง จะสูงเกิน 100 องศาเซลเซียสจะแห้งแข็ง 4. การต้มหรือนึ่ง กล้วยที่ห่ามจะไปต้มน้้าร้อนหรือน้้าเดือด หรือนึ่ง ด้วยไอน้้าจนสุกและลอก เปลือกออก ได้ง่ายหากต้มหรือนึ่งจนสุกจะ ใช้ท้ากล้วยต้มผสมมะพร้าวคลุกน้้าตาล 5. การแปรรูปเชือกกล้วย จะใช้มือ หรือเครื่องฉีก หรือดึงกาบกล้วย ออกเป็นเส้นๆ ตามยาว รมด้วยก้ามะถันแล้วตากหรืออบจนแห้งสนิท 1.1 กล้วยกรอบแก้วหวาน 1. เตรียมท้าน้้าเชื่อม โดยใช้น้้าตาล 1 กิโลกรัม ต่อน้้าเปล่า 2 กิโลกรัม ใส่ลงในหม้อตั้งไฟ เคี่ยวจนเป็นน้้าเชื่อมใสๆ แล้วพักทิ้งไว้ให้เย็น 2. น้าน้้าเปล่าใส่กะละมัง เติมน้้าส้มสายชูลงไปเล็กน้อย แล้วชิมรสให้ น้้าพอมีรสกร่อยๆ ไม่ต้องออกรสเปรี้ยว 3. น้ากล้วยดิบมาปอกเปลือก เสร็จแล้วน้าไปแช่น้้าที่ผสมน้้าส้มสายชู จะท้าให้กล้วยไม่ฝาดและด้าในเวลาทอด 4. น้ากล้วยที่แช่น้้าผสมน้้าส้มสายชูไปล้างให้สะอาด แล้วแช่น้้าเปล่า ทิ้งไว้ 5 นาที 5. น้ากระทะใส่น้้ามันพืชลงไปตั้งไฟให้ร้อน จากนั้นก็น้าผลกล้วยที่แช่ อยู่ในน้้ามาไสเป็นแผ่นบางๆ ผ่านลงไปทอดเลย จนกล้วยนิ่ม มีสีเหลือง ลอยขึ้นมา ใช้ตระแกรงตักขึ้นเขย่าให้สะเด็ดน้้ามัน 6. น้ากล้วยที่ทอดแล้วก้าลังร้อนๆ มาเทลงในน้้าเชื่อม แล้วใช้ตระแกง อันใหม่กดให้กล้วยจมลง ในน้้าเชื่อมทั่วถึงกัน แล้วตักออกมาใส่กระจาดไม้ ไผ่ พึ่งไว้ให้กล้วยสะเด็ดน้้าเชื่อมสักครู่แล้วน้ากล้วยกลับมาทอดอีกครั้งโดย ใช้กระทะใบใหม่ ตั้งน้้ามันให้ร้อน ทอดให้กล้วยมีสีเหลืองเข้มกว่าเดิม เล็กน้อย น้าขึ้นมาพึ่งให้สะเด็ดน้้ามันอีกครั้ง ทิ้งไว้ให้เย็นแล้วน้ามาบรรจุถุง พร้อม จ้าหน่ายทันที 1.2 กล้วยกรอบแก้วแบบเค็ม วิธีการท้าเหมือนกับแบบหวาน แต่จะทอดครั้งเดียวเท่านั้น การทอด แบบกรอบเค็มต้องทอดให้มีสีเหลืองกว่าแบบกรอบหวาน ในระหว่างที่ ทอดก็เตรียมถาดสแตนเลสทาด้วยเนยเค็มให้ทั่ว แล้วน้ากล้วยที่เพิ่งทอด เสร็จร้อนๆ เทคลุกเคล้าให้เนยเข้ากับกล้วยในถาด ชิมรสชาติดูหาก ต้องการเค็มเพิ่มขึ้น ให้โรยเกลือไอโอดีนเล็กน้อย คลุกให้เข้ากันอีกครั้ง ทิ้ง ไว้ให้เย็นก่อนบรรจุถุงขาย ข้อมูลการดําเนินการ เงินลงทุน : ประมาณ 2,000 บาท รายได้ : 30 - 40 บาท/ 1 กิโลกรัม วัสดุ/อุปกรณ์ : กระทะใบบัว 2 ใบ ตะแกรงลวด 3 อัน กะละมัง ถาดสแตนเลส ถุงบรรจุที่ใส่กล้วย หม้อ แหล่งจ้าหน่ายวัสดุอุปกรณ์ : ร้านค้า และห้างสรรพสินค้าทั่วไป ตลาดจ้าหน่าย : แหล่งชุมชน สถานศึกษา ร้านค้าทั่วไป ข้อแนะนํา 1. ควรเลือกใช้กล้วยหอม เพราะมีคุณภาพเนื้อกล้วยที่ดีมีกลิ่นหอมใน ตัวทอดแล้วไม่กระด่าง มีสีสวย 2. น้้ามันที่ใช้ทอดไม่ควรเกิน 2 ครั้ง เพราะอาจมีกลิ่นของน้้ามันติด เนื้อกล้วย 3. การบรรจุถุงควรให้ดูสวยงาม น่ารับประทาน น้าไปขายเอง หรือส่งขาย เมนูอาชีพทางเลือก 1. การแปรรูปกล้วย


2 1.3 กล้วยน้ําว้าฉาบเค็ม ส่วนประกอบ 1. กล้วยน้้าว้าดิบแก่ (ฝานแล้ว) 8 ถ้วยตวง 2. น้้ามันพืช 12 ถ้วยตวง 3. น้้าปูนใส 12 ถ้วยตวง 4. น้้าเกลือ 12 ถ้วยตวง 5. มาการีน 20 ช้อนโต๊ะ ขั้นตอน/ วิธีท้า 1. ปอกเปลือกกล้วย แช่ลงในน้้าเกลือประมาณ 8 - 10 นาที 2. ฝานกล้วยตามขวางหรือตามความยาวให้บางพอเหมาะ แล้ว แช่ในน้้าปูนใส 15 - 20 นาที น้าขึ้นล้างด้วยน้้าให้สะอาด ทิ้งไว้ให้ สะเด็ดน้้า 3. น้าลงทอดด้วยไฟอ่อนปานกลาง พอเหลืองกรอบ ตักขึ้นให้ สะเด็ดน้้ามันก่อนน้าลงคลุกเคล้ากับเนย หรือ มาการีนจนทั่ว หมายเหตุ : ถ้าต้องการกล้วยฉาบรสหวาน ให้เคี่ยวน้้าตาลทรายแดง 4 ถ้วยตวง ใส่เกลือป่น 3 ช้อนชา เคี่ยวจนเป็นยางมะตูม น้ากล้วยที่ทอด แล้วลงคลุกเคล้ากับน้้าตาลให้ทั่วจนขึ้นเกล็ด ตักขึ้นผึ่งลมให้แห้งและหาย ร้อน เก็บไว้ในภาชนะปิดฝาให้สนิท หรือใส่ถุงพลาสติกรัดให้แน่น อย่าให้ อากาศเข้าจะเก็บความกรอบไว้ได้นาน ส้าหรับกล้วยหักมุก หรือกล้วยหอม วิธีการท้าเหมือนกัน วัตถุดิบ ขนุน 1 กิโลกรัม (หั่นเป็นชิ้นบาง) น้้ามัน น้้าตาล ตู้อบลมร้อน 2.1 ขนุนทอดกรอบ 1. ปอกเปลือกขนุน เอามีดออก น้ามาล้างให้สะอาด ผึ่งให้แห้ง 2. น้าขนุนมาหั่นเป็นชิ้นพอค้า น้ามาทอดในน้้ามัน แล้วตักขึ้น ให้สะเด็ดน้้ามัน 3. ท้าน้้าเชื่อม น้าขนุนที่ได้มาจุ่มน้้าเชื่อม ตักขึ้นให้สะเด็ดน้้า น้ามาทอดอีกครั้ง 4. พอให้ขนุนที่ทอดเสร็จแล้วเอาเข้าเตาอบลมร้อน รอจนแห้งน้ามา บรรจุภาชนะที่ปิดสนิท 2.2 ขนุนอบแห้ง 1. น้าขนุนมาแกะเอาเม็ดออก ล้างให้สะอาด และน้าขนุนที่ได้แช่ใน สารละลายโซเดียม คาร์บอเนต 2% นาน 5 นาที กวนเบาๆ 2. ล้างน้้าสะอาด 2 ครั้ง และน้ามาแช่ในน้้าเชื่อมเข้มข้น 45% และ 50% ทุกๆ 20 ชั่วโมง ข้อมูลประกอบการลงทุน ขนุนอบแห้ง ราคาจ้าหน่ายประมาณ กิโลกรัมละ 180 บาท ขนุนทอด กรอบ ราคาจ้าหน่ายประมาณ กิโลกรัมละ 200 บาท 3.1 มะม่วงแช่อิ่ม ส่วนประกอบ 1. มะม่วงดิบอ่อน 1 กิโลกรัม 2. เกลือเม็ด 3 ขีด 3. น้้าตาลทรายแดง 0.50 กิโลกรัม ขั้นตอน/ วิธีทํา 1. ปอกมะม่วง หั่น ล้างให้สะอาด เคล้าเกลือ หมักไว้ 1 คืน 2. น้ามะม่วงขึ้นจากน้้าเกลือ ล้างน้้าให้หายเค็ม 2. การแปรรูปขนุน 3. การแปรรูปมะม่วง


3 3. น้ามะม่วงขึ้นพักให้สะเด็ดน้้า แล้วคลุกกับน้้าตาลทราย หมักไว้ 1 คืน เอาน้้าตาลทรายที่ละลาย แล้ว มาเคี่ยวให้ข้น พักให้เย็น เทลง ใ ห้ น้้ า ท่ ว ม ม ะ ม่ ว ง ป รุ ง ร ส ต า ม ใ จ ช อ บ แ ช่ ไ ว้ อีกประมาณ 2 - 3 คืน รับประทานได้ 3.2 มะม่วงดองแช่อิ่ม ส่วนประกอบ 1. มะม่วงดองได้อายุ 3 สัปดาห์ขึ้นไป 2. น้้าเชื่อม (น้้า 1 ส่วนต่อน้้าตาลทราย 1 ส่วน) ขั้นตอน/วิธีทํา 1. ใช้ภาชนะที่เป็นแก้ว หรือสเตนเลส พลาสติก (ยกเว้นอะลูมิเนียม) ล้างภาชนะให้สะอาด บรรจุ น้้าเชื่อมครึ่งหนึ่งของภาชนะ 2. ปอกมะม่วง นั่นขวางหรือเป็นเส้นตามยาว บรรจุลงในน้้าเชื่อมที่ เตรียมไว้หากต้องการรสหวาน อมเปรี้ยว แช่ค้าง 1 คืน 3. ตักมะม่วงขึ้นใส่ตะแกรง ให้สะเด็ดน้้าเชื่อม 4. ต้องการให้กรอบ ก่อนน้ามะม่วงลงแช่น้้าเชื่อม แช่ในน้้าสารส้ม หรือน้้าปูนใส 30 นาที 5. น้้าเชื่อมที่เหลือน้าไปตั้งไฟเคี่ยวจนข้น แล้วน้ามะม่วงมาแช่อีกครั้ง หนึ่ง ท้าไปจนกว่ามะม่วงจะดูด ความหวานจากน้้าเชื่อมไปหมด ก่อนน้า น้้าเชื่อมไปเคี่ยวให้กรองเศษผงให้สะอาด 3.3 มะม่วงดอง ส่วนประกอบ 1. มะม่วงแก้วดิบล้างสะอาด 10 กิโลกรัม 2. เกลือ 1 กิโลกรัม 3. น้้าสะอาด (ยกเว้นน้้าฝน) 9 กิโลกรัม ขั้นตอน/ วิธีทํา 1. ต้มน้้าเกลือ แล้วพักทิ้งไว้ให้เย็น 2. ถ้ า ต้ อ ง ก า ร ใ ห้ เ นื้ อ ม ะ ม่ ว ง แ ข็ ง ใ ห้ แ ช่ ม ะ ม่ ว ง ในน้้าปูนใสก่อนประมาณ 1 ชั่วโมง 3. น้าขึ้นผึ่งให้สะเด็ดน้้า บรรจุลงในถังพลาสติก แล้วเทน้้าเกลือในข้อ 1 ลงไป 4. ก่อนปิดฝา ต้องขัดด้วยไม้ไผ่ป้องกันมะม่วงลอย เพื่อป้องกัน เชื้อจุลินทรีย์ ซึ่งอาจท้าให้มะม่วง เน่าเสียหายได้ 5. สามารถเก็บไว้ได้นาน 3 สัปดาห์ จนถึง 1 ปี ห ม า ย เ ห ตุ : ภ า ช น ะ ใ น ก า ร ด อ ง ใ ช้ ถั ง พ ล า ส ติ ก จะดีกว่าโอ่ง ไห หรือภาชนะอื่น ๆ เนื่องจากภาชนะอื่น มีรูพรุน อาจท้าให้ มะม่วงเสียหายได้ วิธีการทํา 1. ใช้มะนาว ซึ่งเก็บเกี่ยวในช่วงกึ่งอ่อนกึ่งแก่ (เก็บมะนาวสาว) น้ามา แช่เกลือเพื่อลดความขม ประมาณ 10 วัน 2. น้าไปอบแห้งผสมน้้าผึ้ง ช่วยให้มีความนุ่มและหวาน มีวิตามินซี ช่วยสร้างภูมิต้านทาน บรรเทาอาการไอช่วยให้ชุ่มคอ ช่วยละลายไขมัน ช่วยท้าให้ระบบย่อยอาหารท้างานได้ดีขึ้น ก้าจัดกลิ่นปาก รักษาระดับ pH ในร่างกาย เครื่องดื่มที่มีแคลอรี่ต่้า ปลุกความสดชื่นด้วยเมนูมะนาวน้้าผึ้ง โซดา น้้าแข็ง 4. การทํามะนาวน้ําผึ้งอบแห้ง


4 ส่วนประกอบ 1. ขิงอ่อน 5 กิโลกรัม 2. น้้าตาลทรายแดง 1.3 กิโลกรัม 3. เกลือ - 4 ทัพพี 4. น้้าส้มสายชู 1 ขวดใหญ่ ขั้นตอน/ วิธีทํา 1. น้าขิงอ่อนมาล้างขูดเอาผิวออก ฝานเป็นชิ้นบาง แล้วเคล้าออกกับ เกลือให้นิ่ม จากนั้นคั้นเอาน้้าออกให้แห้ง น้าใส่ภาชนะปากกว้าง หรือขวดโหลก็ได้ 2. เคี่ยวน้้าตาล น้้าส้มสายชู ให้เป็นยางมะตูม ยกพักไว้ให้อุ่น แล้วเทใส่ ขิง ปิดฝาให้สนิท แช่ค้างไว้ 2 คืน ก็รับประทานได้ 6.1 การทําเมี่ยงคําบัวหลวง วัตถุดิบ 1. กลีบบัวหลวง 2. หอมแดงหั่นเต๋า 3. ขิงหันเต๋า 4. มะนาวหั่นเต๋า 5. พริกขี้หนูซอย 6. ถั่วลิสงคั่ว 7. กุ้งแห้ง 8. มะพร้าวคั่ว ส่วนผสมน้ําราดเมี่ยงคํา 1. น้้าตาลปี๊บ 1 ถ้วยตวง 2. กะปิ 1/2 ช้อนโต๊ะ 3. น้้าปลา 1/4 ถ้วยตวง 4. ข่าหั่นละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ 5. น้้าเปล่า 1/4 ถ้วยตวง 6. พริกไทย 10-12 เมล็ด วิธีทําเมี่ยงคําบัวหลวง 1. ตั้งหม้อใส่ข่าลงไปคั่วให้หอม หลังจากนั้น ใส่น้้าตาลปี๊บ กะปิ น้้าปลา และน้้าเปล่า เคี่ยวจนข้นเหนียว ปิดไฟ พักไว้ 2. เด็ดกลีบบัวออกเป็นใบ ๆ และล้างในน้้าเกลือ สะเด็ดน้้าเตรียมไว้ 3. เสิร์ฟเป็นค้าๆ โดยห่อเครื่องต่างๆ ด้วยใบบัวแล้วตักน้้าราดเมี่ยงค้า ใส่ถ้วยแยกไว้ต่างหากหรือราดลงไปเลยก็ได้ 6.2 การทําน้ํากลีบบัว วัตถุดิบ 1. กลีบดอกบัวหลวง 2. น้้าสะอาด วิธีทําน้ํากลีบบัว 1. ท้าความสะอาดดอกบัวด้วยน้้าเปล่า และตากแห้ง 2-3 วัน 2. น้ากลีบบัวตากแห้งมาชงกับน้้าร้อน ดื่มได้ทั้งร้อนและเย็น 6.3 การทําน้ํารากบัว วัตถุดิบ 1. รากบัวหลวง 100 กรัม 2. น้้าตาลทราย 2 ถ้วย 3. น้้าเปล่า 2 – 3 ถ้วย วิธีทําน้ํารากบัว 1. น้ารากบัวปอกเปลือกแล้วล้างน้้าให้สะอาด หั่นเป็นแว่น ไม่หนา ไม่บางเกินไป 2. น้้าเปล่าต้ม ใส่รากบัวลงไปต้ม เคี่ยวไปจนรากบัวนิ่ม 3. ใส่น้้าตาลลงไป ค่อยคนจนน้้าตาลทรายละลาย 5. การทําขิงดอง 6. การแปรรูปบัว


5 6.4 การทําชาเกสรบัวหลวง ส่วนผสม 1. เกสรบัวหลวง 1 ถ้วย 2. น้้าสะอาด วิธีทํา 1. เอาเกสรบัวหลวงมาอบ หรือคั่วก่อน หรือจะน้าไปตากแห้งไว้ก็ได้ 2. เวลาจะท้าชาให้ต้มน้้าก่อนจนเดือดแล้วยกลง เอาเกสรบัวหลวง มา 1 หยิบมือ ใส่ลงไปในถ้วยน้้าร้อนเอาฝาปิดไว้สัก 5 นาที แล้วค่อยเสิร์ฟ หมายเหตุ : เกสรบัวหลวงเป็นยาบ้ารุงหัวใจ เหมาะส้าหรับผู้สูงอายุ และคนที่มีอาการทางหัวใจ ดื่มเป็นประจ้า จะให้ความรู้สึกชุ่มชื่น จะ ดื่มแบบร้อนหรือแบบเย็นก็ได้แล้วแต่ถนัด วัสดุ/อุปกรณ์ ภาชนะถาดอะลูมิเนียมหรือสแตนเลส หม้อขนาดกลางและขนาดใหญ่ เตาแก๊ส เครื่องปั่นผลไม้ กระทะทองเหลือง ไม้พาย กระดาษแก้ว สีเหลือง/แดง ส่วนผสม 1. เนื้อเยื่อส่วนกลางของผลส้มโอ (หรือนวม) บดละเอียด 5 ถ้วย 2. น้้าตาลทรายขาว 3 ถ้วย แบะแซ 1/2 ถ้วย 3. เกลือไอโอดีน 1 ช้อนโต๊ะ 4. กรดซิตริก 1 ช้อนโต๊ะ 5. พริกขี้หนูสด 3 ผล วิธีทํา 1. ปอกเปลือกผิวส้มโอให้หมด เหลือแต่เนื้อเยื่อส่วนกลางของส้มโอ 2. หั่นเนื้อเยื่อส่วนกลางหรือนวมเป็นชิ้นแล้วน้าไปขย้ากับน้้าเปล่า 2 - 3 ครั้ง 3. น้าเนื้อเยื่อส่วนกลางที่ขย้ากับน้้าแล้วไปต้มให้เดือด แล้วตักใส่ น้้าเย็น ท้าสัก 2 - 3 ครั้ง จนหายขมแล้วน้าไปบดและปั่นให้ละเอียด 4. น้าเนื้อเยื่อส่วนกลางที่บดละเอียดแล้ว ผสมกับน้้าตาลทราย เกลือ และกรดซิตริกตามอัตราส่วน ที่ก้าหนด ลงในกระทะทองเหลือง แล้วใช้ไม้ พายกวนโดยใช้ไฟให้ความร้อนระดับปานกลาง กวนไปเรื่อย ๆ จนเหลือง 5. ใส่แบะแซและพริกขี้หนูสดที่บดละเอียด ตักขึ้นมาทดลองปั้นดู ถ้าปั้น เป็นก้อนได้ ก็ยกลงจากเตาแก๊ส แล้วน้ามาปั้นเป็นลูกกลมๆ คลุกด้วยน้้าตาล ทรายขาวปนเกลือ 6. ห่อด้วยกระดาษแก้ว เพียงเท่านี้ก็จะได้ส้มโอแก้วสี่รส ทั้งหวาน เปรี้ยวเผ็ดผสมกัน บรรจุ ใส่ถุงพลาสติกขาย ข้อมูลดําเนินการ - เงินลงทุน : ประมาณ 500 - 1,500 บาท - รายได้ : 200 - 500 บาท/วัน - ตลาด / แหล่งจ้าหน่าย : ร้านขายของที่ระลึก ร้านกิ๊ฟท์ช้อป - แหล่งจ้าหน่ายวัสดุอุปกรณ์ : ร้านขายเครื่องครัวเรือนทั่วไป ข้อแนะนํา วั ต ถุ ดิ บ เ ป ลื อ ก ส้ ม โ อ ใ ห้ ซื้ อ จ า ก พ่ อ ค้ า แ ม่ ค้ า ที่ขายเนื้อ เนื้อส้มโอ และควรใช้เปลือกส้มโอพันธ์ ท่าข่อย ซึ่งมีมาก แถบจังหวัดชัยนาท เพราะมีเปลือกหนามีเนื้อส่วนกลางส้มโอเยอะ สิ่งที่ต้องเตรียม 1. ส่วนผสม ซอสหมี่กรอบ 2. น้้ามันพืช 2-3 ช้อนโต๊ะ 3. หอมแขกสับหยาบ 50 กรัม 4. ไข่ไก่ 2 ฟอง 5. น้้าตาลมะพร้าว 350 กรัม 6. น้้าตาลทราย 150 กรัม 7. น้้ากระเทียมดอง 60 กรัม 8. น้้าปลา 70 กรัม 9. ซอสพริก 100 กรัม 10. น้้ามะนาว หรือ น้้าส้มซ่า 2 ช้อนโต๊ะ 11. สีผสมอาหารสีส้มแดงชนิดผง ตามชอบ 12. น้้ามะขามเปียก 100 กรัม (น้้าร้อน 200 ml.+มะขามเปียก 60 กรัม) ส่วนผสม หมี่กรอบสามรส 1. เส้นหมี่แห้ง 2. ซอสหมี่กรอบ 3. ใบมะกรูดทอด 4. พริกแห้งทอด 5. เม็ดมะม่วงหิมพานต์ทอด วิธีทํา หมี่กรอบสามรส 1. ท้าซอสหมี่กรอบ เริ่มจากตั้งกระทะเปิดแก๊สใช้ไฟกางค่อนอ่อน ใส่ น้้ามันพืชลงไป 7. ส้มโอแก้วสี่รส 8. การทําหมี่กรอบสามรส


6 2. พอน้้ามันร้อนให้ใส่หอมแขก ผัดจนสุกใส แล้วใส่ไข่ไก่ลงไปแล้วคน ให้เข้ากัน 3. พอไข่แห้งดี ก็ใส่ส่วนผสมที่เหลือลงไปให้หมด 4. คนส่วนผสมทุกอย่างให้เข้ากันดี แล้วเคี่ยวต่อไปเรื่อยๆ จน ส่วนผสมข้นขึ้น (ตามคลิป) 5. พอซอสได้ที่ เดือดเป็นฟองละเอียด ใส่สีผสมอาหารลงไป คนให้ เข้ากันแล้วปิดเตา น้าซอสมาพักไว้ให้เย็นสนิท 6. ทอดเส้นหมี่ โดยใช้เส้นหมี่แห้งไม่ต้องแช่น้้า 7. ตั้งกระทะ ใส่น้้ามันปาล์ม ใช้ไฟกลางค่อยอ่อน รอจนน้้ามันร้อนจัด 8. คลี่เส้นหมี่ออกจากกัน เพื่อให้เส้นหมี่ฟูทั่วถึง 9. พอน้้ามันร้อนให้น้าเส้นหมี่ลงทอด 10. น้้ามันที่เหลือ น้ามาทอดใบมะกรูดและพริกแห้ง 1 1 . ตั้ ง ก ร ะ ท ะ ใ ส่ น้้ า มั น พื ช เ ล็ ก น้ อ ย เ ปิ ด แ ก๊ ส ใช้ไฟอ่อน ใส่ซอสลงไปผัดให้ละลาย (ตามคลิป) 12. พอน้้าซอสเดือด ให้น้าเส้นหมี่ลงไปผัดทีละน้อยคลุกเคล้าให้ซอสเข้ากับ เส้น 13. พอเส้นกับซอสเข้ากันดี ให้น้าขึ้นมาพัก รอให้อุ่นแพ็คใส่กล่อง โรย หน้าตามชอบ พร้อมทาน วัสดุ/อุปกรณ์ 1.ใบตะไคร้หั่นฝอย 1 ถ้วย 2. โคนตะไคร้ซอย 2 ถ้วย 3. น้้า 5 ถ้วย 4. น้้าเชื่อม 5. ต้นตะไคร้ส้าหรับตกแต่ง 6. น้้าแข็งก้อน ขั้นตอนการทํา เมื่อเตรียมส่วนผสมครบเรียบร้อยแล้ว ทีนี้ก็มาเข้าสู่ขั้นตอนการท้ากัน เลยดีกว่า ซึ่งก็ต้องบอกเลยว่าไม่ยากเลย แถมใช้เวลาในการท้าเพียงไม่ นาน โดยมีขั้นตอนการท้า ดังนี้ 1. น้าน้้าที่เตรียมไว้ 5 ถ้วย มาตั้งไฟจนเดือด โดยใช้ไฟ ระดับปานกลาง 2. ใส่โคนตะไคร้ที่เตรียมไว้ 2 ถ้วยลงไปต้มในน้้าเดือดประมาณ 7 นาที และตามด้วยใบตะไคร้หั่นฝอย 1 ถ้วย ประมาณ 3 นาที 3. ตั้งไฟจนน้้าเป็นสีเขียวอ่อนๆ หรือมีกลิ่นหอมของตะไคร้ แล้วจึงปิด ไฟ ยกขึ้นจากเตา 4. น้าน้้าตะไคร้ที่ได้มากรองด้วยกระชอนอีกที เพื่อเอาแต่น้้าใส่เหยือก เก็บไว้ 5. เสิร์ฟด้วยการน้าน้้าแข็งใส่แก้ว เทน้้าตะไคร้ลงไป แล้วแต่งหน้า ด้วยตะไคร้เล็กน้อย เพื่อให้ดูน่าดื่มยิ่งขึ้น 6. เติมน้้าเชื่อมเล็กน้อย ตามชอบ พร้อมดื่มได้เลย ส่วนผสม 1. ใบบัวบก 500 กรัม 2. เกลือป่น 2 ช้อนชา 3. น้้าตาลทราย 2 ถ้วยตวง 4. น้้าต้มสุก 6 ถ้วยตวง วิธีทํา 1. ตัดก้านบัวบกห่างจากโคน 2 นิ้ว จากนั้นล้างน้้าให้สะอาด แล้วแช่น้้าทิ้งไว้ 2. น้าใบบัวบกมาหั่นหยาบๆ แล้วน้าไปใส่ลงในเครื่องปั่น 3. เติมน้้าสุกครั้งละ 2 ถ้วยตวง ต่อใบบัวบก 150 กรัม ปั่นให้ละเอียด 4. เทน้้าใบบัวบกที่ปั่นแล้ว กรองในกระชอนที่มีผ้าขาวบาง ซ้อนกัน 2ชั้น 5. ใส่เกลือป่นลงไป 2 ช้อนชา ลงในน้้าที่กรองไว้ แล้วน้ามาแช่เย็น เก็บไว้ 6. ท้าน้้าเชื่อมโดยการใช้น้้า 1 ถ้วยตวง และน้้าตาล 2 ถ้วยตวง จั้งไฟ ท้าน้้าเชื่อมเข้มข้น 7. ใส่น้้าเชื่อมลงไปในน้้าใบบัวบกที่กรองเรียบร้อยแล้ว ก็จัดเสิร์ฟได้ 9. การทําน้ําตะไคร้ใบเตย 10. การทําน้ําใบบัวบก


7 ส่วนประกอบ 1. ดอกอัญชันสด 100 กรัม 2. ใบเตย 30 กรัม 3. น้้าผึ้ง 30 กรัม วิธีทํา 1. น้ าด อก อั ญ ชั น แ ละ ใ บเ ต ย ล้า ง น้้ า ให้ สะ อ าด ใ ส่ห ม้ อ เติมน้้าเปล่า 1 ลิตร 2. ต้มจนเดือด ปิดฝาทิ้งไว้ 2-3 นาที แล้วกรองเอาดอกอัญชัน และใบเตยออก 3. เติมน้้าผึ้ง คนให้ละลายเข้ากันดี ดื่มได้ทั้งร้อนและเย็น ส่วนผสม ส้าหรับ 1-2ท่าน 1. ปลาร้าปลานิล1ตัว 2. มะนาวครึ่งลูก 3. หอมแดง5หัว 4. ตะไคร้1ต้น 5. ใบมะกรูด5ใบ 6. พริกแห้ง4เม็ด วิธีทํา 1. น้าปลาร้ามาล้างเอาข้าวออก การล้างปลาร้าจะท้าให้รสชาติเค็ม น้อยลง ใช้กระดาษทิชชู่ซับปลาร้าให้แห้ง 2. ตั้งกระทะไฟปานกลาง พอน้้ามันเดือดน้าปลาร้าลงไปทอดทั้งตัว ทอดจนสุกเหลืองกรอบ แล้วตักพักไว้จนสะเด็ดน้้ามัน เคล็ดลับ: ทอดจนสุก1ด้านแล้วค่อยกลับ ปลาจะได้เป็นตัวสวยงาม 3. หั่นหอมแดงเตรียมไว้เจียว 4. หั่นตะไคร้เป็นท่อนยาวพอประมาณแล้วทุบให้เป็นเส้น 5. เจียวหอมแดง ตะไคร้ใบมะกรูดและพริกแห้ง พักให้สะเด็ดน้้า ทอดเลียงล้าดับตามนี้ 6. จัดจานเสริฟพร้อมมะนาว รสชาติออกเค็มๆหน่อยๆ ตัดกับรส เปรี้ยวของมะนาว วัตถุดิบ 1. ปลาตะเพียนหรือปลาน้้าจืดอื่นๆ ที่หาได้ 2. เกลือป่น 3. กระเทียมบดหรือต้า 4. ข้าวสุก (ข้าวเหนียวหรือข้าวเจ้าก็ได้) วิธีทํา/ขั้นตอน 1. ขอดเกล็ดปลาและควักไส้ออกให้หมด แล้วบั้งปลา ข้างละ 4-5 บั้ง หรือตามต้องการ ถ้าปลาตัวใหญ่ตัดปลาเป็น 2-3 ชิ้น ล้างปลาให้สะอาด แล้วเอาปลาไปแช่ในน้้าซาวข้าว (ใช้แป้งข้าวเจ้าละลายก็ได้ค่ะ) แช่ปลาไว้ สัก 20-30 นาที แล้วล้างให้สะอาดพักไว้ให้สะเด็ดน้้า (ท้าให้เนื้อปลาแข็ง และลดความคาวลง) จากนั้นน้าเกลือมาผสมกับปลา ทิ้งไว้สัก 3 ชั่วโมง 11. การทําน้ําอัญชัน 12. การทําปลาร้าทอดอบกรอบสมุนไพร 13. การทําปลาส้ม


8 2. ข้าวสุกเอาไปล้างน้้าและผึ่งให้แห้งพอหมาดๆ จากนั้นน้าเกลือป่น ข้าวสุก และกระเทียมผสมให้เข้ากัน แล้วน้าไปคลุกกับปลา นวดให้เข้ากัน น้าปลาที่ได้ใส่ในกล่องหรือภาชนะ กดตัวปลาให้แน่น และปิดฝาทิ้งไว้ 1-5 วัน หรือจนกระทั่งมีน้้าออกจากปลาหรือปลามีรสเปรี้ยว วัตถุดิบ 1. น้้าตาลทราย 2 ช้อนชา 2. เกลือ 1/3 ช้อนชา 3. น้้ามะขามเปียก 2 ช้อนโต๊ะ 4. น้้ามันพืช หรือน้้ามันเจียวกระเทียม 2-3 ช้อนโต๊ะ 5. กุ้งแห้ง อบกรอบ 1 ถ้วย 6. หอมแดงทอด 1 ถ้วย 7. กระเทียมเจียว 1 ถ้วย 8. ปลาช่อนทะเลแห้ง อบกรอบ 1 ถ้วย 9. พริกแห้งเม็ดเล็ก 1 ถ้วย 10. พริกแห้งเม็ดใหญ่ 1.5 ถ้วย วิธีทํา น้ําพริกนรก 1. เตรียมเครื่องปั่น หรือครก แยกปั่นส่วนผสมต่อไปนี้ให้ละเอียด แล้วเทใส่ชามผสมไว้ ได้แก่ กุ้งแห้ง หอมเจียว กระเทียมเจียว ปลาช่อน ทะเลอบกรอบ พริกเม็ดเล็กและเม็ดใหญ่ที่อบแห้งแล้ว ผสมทุกอย่างให้เข้า กัน แล้วน้ามาปั่นอีกรอบ และลองชิมรสชาติดูว่าเค็มประมาณไหน จะได้ ใส่เกลือเพิ่มได้เหมาะสม 2. ตั้งกระทะใส่น้้ามันพืชที่ได้จากการเจียวกระเทียมลงไป ใช้ไฟอ่อนๆ ในการผัด 3. ใส่พริกที่เราผสมไว้ลงไปในกระทะ ปรุงรสด้วยน้้าตาลทราย เกลือ น้้ามะขามเปียก ผัดไปมาให้เข้ากันเพื่อให้มีความหอมดี จากนั้นลองชิมรส แล้วปรุงให้ได้ตามชอบ 4. เ ส ร็ จ แ ล้ ว เ ท ใ ส่ ช า ม พั ก ไ ว้ ใ ห้ เ ย็ น แ ล้ ว จึ ง ตั ก ใส่กระปุกปิดฝา เก็บไว้กินได้นาน วัตถุดิบ 1. ปลานิล1ตัว 2. พริกแดง,เขียว 3. กระเทียม 4. หอมแดง 5. น้้าปลาร้า 6. มะนาว 7. ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด 8. น้้าปลา 9. ชูรส วิธีทํา ขั้นตอนที่ 1 น้าปลามาล้างน้้าให้สะอาด จากนั้น ตั้งหม้อต้มน้้าให้ เดือด ใส่ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด และใส่ปลาลงไปต้ม ขั้นตอนที่ 2 ระหว่างรอปลาสุก น้ากระเทียม หอมแดงมาปลอก เด็ด ขั่วพริกออก หั่นกระเทียมกับหอมแดงออกครึ่งนึง เพื่อที่เวลาคั่วจะได้สุก อย่างทั่วถึง เมื่อปลอกเสร็จน้าไปคั่วใสกระทะ 14. การทําน้ําพริกนรกปลาแห้ง 15. การทําน้ําพริกปลานิลปลาร้า


9 ขั้นตอนที่ 3 เมื่อปลาสุกก็เทน้้าทิ้งและพักไว้ให้เย็น เมื่อเย็นลงให้แกะ เนื้อปลาออกมา ขั้นตอนที่ 4 น้ากระเทียมมาต้าพอแหลกจากนั้นน้าพริกมาต้าให้พอ แหกเช่นกัน ต้าพริกเสร็จใส่หอมแดง ขั้นตอนสุดท้ายใส่เนื้อปลาลงไปต้าค่ะ ขั้นตอนที่ 5 ตักใส่ภาชนะที่ปิดมิดชิด เมื่อเราจะน้ามากิน ก็ตักใส่ถ้วย ปรุงรสด้วย น้้าปลาร้า น้้าปลา ผงชูรส น้้ามะนาว น้้าเปล่า ส้าหรับคนที่ ไม่ชอบกินปลาร้าก็ตัดส่วนที่ใส่น้้าปลาร้าไปได้เลย ส่วนผสม 1. ปลานิลทอด 1ตัว 2. พริกแดง 15-20เม็ด 3. หอมแดง 5-6หัว 4. น้้าปลา 2-3ช้อน 5. มะนาว 1ลูก 6. น้้าตาลทรายปลายช้อน 7. ผักชี 2-3ต้น วิธีการทํา 1. โดยน้าพริกหอมแดงมาคั่วจนมีบางส่วนเกรียมจากนั้นน้าไปต้าให้ ละเอียดหรือถ้าชอบแบบหยาบก็ตามชอบ 2. แกะก้างปลานิลทอดออกเอาแต่เนื้อปลานิลใส่ลงไปในครกต้า พร้อมกับเครื่องน้้าพริกให้ละเอียด 3. จากนั้นก็เริ่มปรุงรสด้วยน้้าปลามะนาวตัดด้วยน้้าตาลปลายช้อน คลุกให้เข้ากันปรุงรสแต่ตามชอบถ้าน้้าพริกที่ต้านั้นแห้งไปก็สามารถเติมน้้า ต้มสุกลงไปเล็กน้อยได้ค่ะ 4. สุดท้ายใส่ผักชีลงไปใช้ช้อนคลุกเคล้าให้เข้ากันจากนั้นตักใส่ถ้วย เสิร์ฟพร้อมผักสดเช่นผักกาดขาว,ถั่วฝักยาว,แตงกวา 16. การทําน้ําพริกปลานิลทอด


10 วัตถุดิบ 1. ปลาร้า 500 กรัม 2. น้้าสะอาด 500 มิลลิลิตร 3. กะปิ 3 ช้อนโต๊ะ 4. น้้ากระเทียมดอง 100 มิลลิลิตร 5. กระเทียมดอง 2 หัว 6. กระเทียม 3 หัว 7. น้้าตาลปี๊บ 250 กรัม 8. สับปะรด 50 กรัม 9. ผงกาแฟ 1 ช้อนโต๊ะ 10. ชาใบหม่อน 2 ช้อนโต๊ะ วิธีทํา ขั้นตอนที่ 1 : เคี่ยว น้าส่วนผสมทุกอย่างเทลงหม้อ เติมน้้าสะอาด เคี่ยวจนเนื้อปลาร้าเปื่อยเหลือแต่ก้าง ขั้นตอนที่ 2 : ต้ม เมื่อเนื้อปลาร้าเปื่อยได้ที่แล้ว แล้วน้ามากรองผ่านตะแกรง เอาแต่น้้า พักไว้ให้เย็น ขั้นตอนที่ 3 : น้าไปใช้ เมื่อพักให้เย็นได้ที่แล้ว กรอกใส่ขวดสามารถเก็บไว้ได้ในตู้เย็นช่อง ธรรมดาและสามารถน้าไปใช้ได้ทุกเวลา วัตถุดิบ 1. เนื้อหมู 1 กก. 2. หนังหมู 8 ขีด 3. ข้าวเหนียว 1 ขีด 4. กระเทียมโขลกละเอียด 1 ขีด 5. เกลือ 1 ขีด 6. ใบตองประมาณ 1-2 กก. วิธีทํา/ขั้นตอน 1. น้าเนื้อหมูส่วนสะโพก เนื้อหมูต้องไม่ช้้า ฉ่้าน้้า เอาแต่เนื้ออย่างเดียว แยกเอาพังพืดออกให้หมด ไม่ต้องล้างน้้าจากนั้นน้ามา มาสับหรือบดให้ละเอียด 2. จากนั้นน้าหนังหมูมาล้างท้าให้สะอาดแล้วน้ามาต้มให้สุกแล้วหั่น เป็นชิ้นเล็กๆ 3. น้ากระเทียม มาโขลกให้ละเอียด ผสมกับเกลือหรือผงปรงรสตามชอบ 4. น้าข้าวสวยมาล้างให้สะอาด พักไว้ให้สะเด็ดน้้า ผสมกับเครื่องปรุง ต่างๆดังกล่าวที่ผสมแล้ว 5. จากนั้นน้าเนื้อหมูที่บดแล้วผสมกับเครื่องปรุง นวดจนเหนียวแล้ว น้าหนังหมูที่ซอยมาผสมกัน นวดจนเหนียว ได้ที่ก็มาบรรจุภัณฑ์หรือน้ามาห่อด้วยใบตองให้เรียบร้อย ทิ้งไว้ประมาณ 1 คืนก็สามารถรับประทานได้ กรณีชอบทานแหนมหมู ที่ มีรสเปรี้ยวเป็นพิเศษ ให้เก็บไว้ 2 คืน (อุณหภูมิปกติ) จะท้าให้แหนมหมูมี รสชาติที่เปรี้ยวมากขึ้น หรือถ้าจะเก็บไว้ทานนานๆ สามารถเก็บไว้ในตู้เย็น ซึ่งเก็บได้ประมาณ 1 เดือน 17. การทําน้ําปลาร้าปรุงรส 18. การทําแหนมหมูส้ม 19. การทําหมูฝอย


11 วัตถุดิบ 1. ซอสปรุงรสฝา 1.5 ช้อนชา 2. ซีอิ๊วขาว 0.5 ช้อนชา 3. หอมแดง 8-10 ลูก (ขึ้นอยู่กับปริมาณของหมู ) 4. เกลือป่น 0.5 ช้อนชา 5. เนื้อหมูส่วนสะโพกส่วนบน 500 กรัม 6. น้้าตาลทรายแดง 125 กรัม วิธีทํา/ขั้นตอน 1. น้าเนื้อหมูลงไปต้มในน้้าร้อน ใช้เวลาประมาณต้ม 45 นาที 2. น้าหอมแดงที่เตรียมไว้มาซอยเป็นชิ้นเล็ก ๆ เป็นแว่น ๆ จากนั้น น้าไปผึ่งให้แห้ง เพื่อให้เวลาทอดหอมแดงจะได้กรอบ เพื่อน ๆ สามารถใช้ กระดาษซับน้้ามันรองที่หอมแดง เพื่อดูดน้้าที่หอมแดงได้ดียิ่งขึ้นแต่ถ้าไม่มี สามารถวางไว้บนเขียงหรือบนจานก็ได้ 3. เมื่อต้มหมูได้แล้วประมาณ 30 นาที เราจะเอาเนื้อหมูลงมาน็อคน้้า เย็น หลังจากนั้นฉีก เป็นชิ้นเพื่อดูว่าเนื้อหมูสุกหรือยัง ถ้ายังมีเลือด สีแดงๆ อยู่ เราจะน้าเนื้อหมูกลับลงไปต้มอีกครั้งประมาณ 15 นาที 4. เมื่อต้มหมูเรียบร้อยแล้วน้าเนื้อหมูไปแช่น้้าเย็นอีก 1 ครั้ง เพื่อให้ หนูคลายความร้อนออกมา หลังจากนั้นน้าหมูที่ได้ไปทุบเป็นแผ่น เพื่อจะได้ ง่ายต่อการฉีกหลังจากเราทุบเรียบร้อยแล้ว เราก็น้าเนื้อหมูที่ทุบเสร็จแล้ว นั้นมาฉีก เป็นชิ้นเล็กๆ โดยการฉีกนั้นจะฉีกตามรอยเส้นของเนื้อหมู 5. หลังจากฉีกหมูเรียบร้อยแล้วเราจะมาท้าน้้าหมักหมูหรือเรียกว่าน้้า ปรุงรสหมู เนื้อหมูหลังจากต้มเสร็จแล้วจะเหลือน้้าหนักประมาณ 250 กรัม เราจะใช้น้้าตาลทรายแดงประมาณ 125 กรัม ถ้าเพื่อน ๆ ไม่มีน้้าตาล ทรายแดงสามารถใช้น้้าตาลทรายขาวแทนได้ แต่ทางเราขอแนะน้าให้ใช้ น้้าตาลทรายแดง ใส่เกลือป่นประมาณครึ่งช้อนชา ซอสปรุงรสฝาเขียว ประมาณ 1.5ช้อนชา ซีอิ๊วขาวครึ่งช้อนชา หลังจากนั้นเราน้าส่วนผสมทั้งหมด ไปตั้งเตาด้วยไฟอ่อนค่อย ๆ เคี่ยวจนน้้าตาลละลายดี ถ้าส่วนผสมน้้าหมักหมู แห้งเกินไปเราสามารถเติมน้้าสะอาดลงไปได้เล็กน้อย ค่อย ๆ คนเพื่อไม่ให้ น้้าตาลไหม้เมื่อน้้าตาลละลายเรียบร้อยแล้วก็เป็นอันเสร็จ 6. น้าน้้าเครื่องปรุงที่เราเตรียมไว้ลงมาคลุกกับเนื้อหมูฝอยที่เราท้าการฉีก เรียบร้อยแล้ว เพื่อน ๆ คลุกให้เข้ากันดี เราสามรถใช้มือได้ เพื่อให้ง่ายต่อการคลุก เมื่อทุกอย่างเข้ากันดีแล้วเราก็ไปเตรียมทอดกันได้เลย 7. ขั้นตอนการทอดเราจะใส่น้้ามันค่อนข้างเยอะและใช้ไฟกลางค่อน ไปทางสูง เพื่อที่จะให้เวลาทอดหมูแล้วหมูจะไม่อมน้้ามัน เวลาทอดเราจะ น้าหอมแดงลงไปทอดก่อนหลังจากนั้นตามด้วยหมูฝอยที่เราหมัก เครื่องปรุงไว้เรียบร้อยแล้ว ลงไปทอดพร้อมกันเพื่อให้เนื้อหมูมีกลิ่นหอม ของหอมแดง เพื่อน ๆ ค่อย ๆ ทอดแล้วคนอย่าให้หมูติดใต้ก้นกระทะ ท้า อย่างนี้ไปเรื่อย ๆ จนหมูเริ่มสุกเหลืองดีแล้ว ( วิธีการกลับหมูเราจะใช้ ตะเกียบดึงเนื้อหมูเข้าหาตัวแล้วก็ช้อนกับออกไปด้านนอก เพื่อไม่ให้น้้ามัน กระเด็นเข้าหาตัว ) 8. เมื่อหมูฝอยเริ่มสุกเรียบร้อยแล้วปิดแก๊สแล้วน้าหมูขึ้นมาพักไว้ใน ตะแกรง หลังจากนั้นน้าถ้วยหรือภาชนะแข็งมากดเพื่อรีดน้้ามันออกจาก เนื้อหมูให้มากที่สุด เท่าที่จะท้าได้ วิธีนี้จะท้าให้เนื้อหมูของเราไม่อมน้้ามัน เมื่อรีดน้้ามันออกเรียบร้อยแล้วเราจะน้าเนื้อหมูที่ทอดเสร็จ น้าไปวางไว้บน กระดาษซับน้้ามันโดยเพื่อน ๆ พยายาม กระจายเนื้อหมูให้ออกจากการให้ มากที่สุดเพื่อไม่ให้เวลาหมูหายร้อนแล้วจะจับตัวกันเป็นก้อน เพื่อน ๆ ต้อง ท้าในจังหวะที่หมูก้าลังร้อนอยู่ ไม่เช่นนั้นถ้าหมูเย็นแล้วจับตัวเป็นก้อนจะ ไม่สามารถกระจายเนื้อหมูออกจากกันได้ วัตถุดิบ 1. เนื้อหมูส่วนสะโพกหั่นบาง 1,000 กรัม (หั่นหนา 2 มิล) 2. น้้าตาลทรายไม่ฟอกสี 150 กรัม 3. น้้าตาลมะพร้าว 150 กรัม 4. เกลือป่น 1 ช้อนตวง 5. ซอสปรุงรสฝาเขียว 1 ช้อนตวง 6. ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนตวง 7. น้้าปลา 1 ช้อนตวง 8. ซอสหอยนางรม 1 ช้อนตวง 9. น้้ามันงา 1 ช้อนตวง 10. ลูกผักชีโขลกหยาบ 3 ช้อนตวง 11. ยี่หร่าโขลกหยาบ 1 ช้อนชา วิธีทํา/ขั้นตอน 1. น้าหมูมาล้างให้สะอาดหั่นพังผืดหมูออกให้หมด น้าไปแช่ให้แข็ง พอประมาณ แล้วน้ามาออกหั่นเป็นแนวยาว ความหนา 2 มิลลิเมตร 2. น้ามาใส่น้้าตาลทรายแดง น้้าตาลมะพร้าว เกลือป่น น้้ามันงา น้้าปลา ซีอิ๊วขาว ซอสฝาเขียว ซอสหอยนางรม 3. จ า ก นั้ น น้ า ม า น ว ด ค ลุ ก เ ค ล้ า ใ ห้ เ ข้ า กั น ดี จนน้้าตาลละลาย 4. จากนั้นใส่ยี่หร่า และลูกผักชี คลุกเคล้าให้เข้ากันอีกครั้ง แรปด้วย พลาสติก น้าแช่ตู้เย็นช่องธรรมดา 1 ชั่วโมง 5. จากนั้นน้าหมูเรียงใส่กระด้ง ตากแดดประมาณ 2 ชั่วโมง กลับด้าน เมื่อครบ 1 ชั่วโมงแรก ตั้งกระทะใส่น้้ามันให้เยอะ เปิดแก๊สใช้ไฟกลางค่อนอ่อน ไม่ต้องรอให้น้้ามัน ร้อน ใส่หมูลงไปได้เลยระหว่างทอดไม่ต้องคนบ่อย ไม่เช่นนั้นน้้าตาลจะตก ทราย ทอดไปเรื่อยๆ จนกว่าหมูจะมีสีเข้มขึ้น จากนั้นตักขึ้นไปพักให้สะเด็ด น้้ามัน 6. จากนั้นปิดแก๊ส เพื่อให้น้้ามันลดอุณหภูมิ แล้วน้าหมูลงทอดรอบ สอง ตักมาสะเด็ดน้้ามัน พักให้เย็น เป็นอันเสร็จ 20. การทําหมูแผ่น


12 สิ่งที่ต้องเตรียม 1. ไข่เป็ดดิบ 10 ฟอง 2. ภาชนะส้าหรับดองไข่ (เลือกภาขนะที่ไม่ท้าปฏิกิริยากับเกลือ เช่น โหลแก้ว แก้วพลาสติก กะละมัง หรือเครื่องเคลือบดินเผา) 3. เกลือ 1 ถ้วย 4. น้้าส้าหรับต้มน้้าเกลือ 4 ถ้วย (หรือ 1 ลิตร) วิธีทํา/ขั้นตอน 1. ล้างไข่เป็ดให้สะอาด สะเด็ดน้้าจนแห้งสนิท ใส่ลงในโหลแก้ว เตรียมไว้ 2. ท้าน้้าเกลือส้าหรับดองไข่ โดยใส่เกลือกับน้้าลงในหม้อ น้าขึ้นตั้งไฟ จนเดือด และคนให้เกลือละลายจนหมด ยกลงจากเตา พักทิ้งไว้จนเย็น สนิท 3. เทน้้าเกลือที่เย็นแล้วลงในโหลไข่จนท่วมไข่ จากนั้นใช้ถุงพลาสติกใส่ น้้าวางทับลงไปให้ไข่เป็ดจมอยู่ใต้น้้า ตลอดเวลา ปิดฝาให้สนิท เก็บไว้ในที่ ร่ม นานประมาณ 2-3 อาทิตย์ ส้าหรับท้าไข่ดาว เก็บไว้นานประมาณ 2 อาทิตย์ ส้าหรับท้าไข่ต้ม เก็บไว้นานประมาณ 3 อาทิตย์ 21. การทําไข่เค็ม การที่จะต้มไข่เค็มให้อร่อยนั้น มีเคล็ดลับอยู่ที่ "สารส้ม" ท้าได้โดยใส่น้้าลงในหม้อ ใส่สารส้ม 1 ก้อน หรือสารส้มป่นประมาณ 1/2 ช้อนโต๊ะ ตามด้วยไข่ไก่ น้าขึ้นตั้ง ไฟปานกลาง ต้มจนเดือดนานประมาณ 8-10 นาที ก็จะได้ไข่เค็มต้มสุดอร่อยไว้กิน แล้ว


13 สิ่งที่ต้องเตรียม 1. ไข่เป็ดดิบ 2. ภาชนะขวดโหลที่มีฝาปิดมิดชิด 3. เกลือ 4. มะพร้าวขูด 5. ใบเตยสด 6. ดินสอพอง 7. พลาสติกแรป 8. น้้าสะอาด วิธีทํา/ขั้นตอน 1. ล้างไข่เป็ดให้สะอาด สะเด็ดน้้าจนแห้งสนิท ใส่ลงในโหลแก้ว เตรียมไว้ 2. น้าใบเตยสดมาหั่นเป็นชิ้นเล็ก จากนั้นน้าใบเตยไปปั่น ใส่น้้า เล็กน้อย ปั่นให้ละเอียดเล็กน้อย จากนั้นน้ามาแยกน้้าออกจากกากใบเตย 3. น้ามะพร้าวขูด ผสมกับน้้าใบเตยที่เตรียมไว้ ท้าการคั้นน้้ากะทิ ออกมา น้ากากมะพร้าวออกไปบ้างส่วนให้เหลือไว้เล็กน้อย 4. น้าดินสอพองาผสมกับเกลือ ในอัตราส่วน 3 ต่อ 1 ถ้วยตวง คลุกเคล้าส่วนผสมให้เข้ากันจากนั้นพักไว้ 5. น้าน้้ากะทิใบเตยมาผสมกบแป้งกินสอพองคลุกเคล้าให้เข้ากัน ลอง จับดูว่าดินสามารปั้นเป็นก้อนได้ 6. น้าดินที่เราผสมไว้มาห่อไข่เป็ดให้เต็มฟอง เอามือสองข้างคลึงๆ ไข่ เค็มเพื่อให้ดินเสมอกันทั่วทั้งใบ น้าไปคลุกกับกากใบเตยที่เราเตรียมไว้ 7. น้าไข่เป็ดที่เราห่อเรียบร้อยแล้ว มาคลุมด้วยพลาสติกแรป 8. น้าไข่เค็มไปเก็บในกล่อง หรือขวดโหลที่มีฝาปิดมิดชิด ปิดฝาให้ สนิท เก็บไว้ในที่ร่ม ประมาณ 12 – 15 วัน จะได้ไข่เค็มที่พอดี ไม่เค็มมาก พร้อมกับมีกลิ่นหอมใบเตย 22. การทําไข่เค็มกะทิใบเตยสด 23. การทําไข่เค็มดินสอพอง


14 สิ่งที่ต้องเตรียม 1. ไข่เป็ดสดประมาณ 37-40 ฟอง 2. ดินสอพอง 1.2 กิโลกรัม 3. เกลือป่น 375 กรัม 4. น้้าสะอาด วิธีทํา/ขั้นตอน 1. น้าไข่เป็ดมาท้าความสะอาด จากนั้นผึ่งทิ้งไว้ให้เปลือกแห้ง 2. น้ า ดิ น ส อ พ อ ง ใ ส่ ใ น ก ะ ล ะ มั ง เ ติ ม น้้ า ส ะ อ า ด ลงไป แช่ทิ้งไว้ 1 คืน 3. จากนั้นเทน้้าที่แช่ดินสอพองออกให้หมด เหลือไว้แต่ดินสอพอง 4. เติมเกลือป่นลงไปในดินสอพอง คนให้เกลือป่นละลายจนเป็นเนื้อ เดียวกันกับดินสอพอง 5. จากนั้นน้าไข่เป็ดสดลงไปจุ่มกับดินสอพอง เมื่อดินสอพองพอกทั่ว ทั้งฟองไข่แล้ว น้าไข่ไปคลุกกับขี้เถ้าหรือใบเตยสับอีกครั้งหนึ่งตามที่ ต้องการ จากนั้นน้าไข่มาวางในตะกร้าหรือภาชนะที่เตรียมไว้ ปล่อยทิ้งไว้ ประมาณ 20 วัน 6. เมื่อครบก้าหนดเวลาก็น้ามาต้มกินได้หรือจะท้าขายเป็นรายได้ได้ เช่นกั การต้มไข่เค็มให้อร่อย ไม่ใช่ว่าต้มในน้้าเดือดได้เลย แต่จะต้องใส่ “สารส้ม” ลงไปผสมกับน้้าในหม้อด้วย โดยให้ใส่สารส้ม 1 ก้อน หรือ สารส้มป่นประมาณ 1 ½ ช้อนโต๊ะ จากนั้น น้าไปต้ม โดยให้ใช้ไฟกลาง ค่อนไฟแรง ต้มนานประมาณ 10 นาที ก็จะได้ไข่เค็มแสนอร่อย ไว้ รับประทานแล้ว วัตถุดิบ 1. พริกแห้งแดงจินดา 2. กระเทียม 3. ใบมะกรูด 4. ใบเตยหอม 5. ถั่วลิสง 6. งาขาว 7. น้้ามันพืช 8. แป้งทอดกรอบอเนกประสงค์ 9. เครื่องปรุงรส (เกลือ, น้้าตาลทราย) วิธีการทํา 1. การเตรียมวัตถุดิบ - แกะเปลือกกระเทียมและซอยเป็นแว่นๆ แนะน้าให้ใส่ถุงมือ เพราะว่าจะเหนียวมือบางคนอาจจะแสบได้ - เด็ดใบมะกรูด - หั่นใบเตยหอม ขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่เกินไป - พริกแห้งแดงจินดา ให้น้ามาผ่ากลางเพื่อน้าไส้และเม็ดออก ถ้า น้าออกได้มากจะลดความเผ็ดไปได้เยอะ 2. การต้มพริกเพื่อลดความเผ็ด ตั้งน้้าให้เดือด ปริมาณน้้าแค่พอท่วมพริก น้าพริกแห้งที่แกะไส้และ เม็ดลงในน้้าเดือด ต้มประมาณ 20 นาที ให้สังเกตสีน้้าเริ่มเปลี่ยน ลักษณะ เม็ดพริกเริ่มตึง ก็ปิดไฟและตักขึ้นพักไว้ 3. การทอด - เริ่มทอดกระเทียม ใบเตย ใบมะกรูด ก่อน โดยตั้งน้้ามันใช้ไฟ กลาง เมื่อน้ามันเริ่มเดือดให้เริ่มทอดได้ ประมาณ 10-15 นาที สังเกตจาก สีเริ่มมีสีเหลืองนวลๆและก่อนน้าขึ้นให้เร่งไฟแรงในช่วงท้ายเพื่อเพิ่มความ กรอบ ตักขึ้นมาพักไว้บนกระดาษซับน้ํามัน 24. การทําพริกทอดสมุนไพร


15 - น้าพริกที่ต้มแล้วมาคลุกงาขาวและแป้งอเนกประสงค์ แป้งจะ ช่วยเพิ่มความกรอบและช่วยให้งาขาวเกาะติดได้ดีขึ้น - เริ่มทอดพริก สามารถใช้น้้ามันเดิมได้นะคะตั้งไฟกลางอย่าแรง เพราะพริกจะไหม้ เมื่อน้ามันเริ่มเดือดใส่พริกที่คลุกแล้วลงทอดสังเกตสีเริ่ม ออกส้มๆก็ใช้ได้แล้ว ตักขึ้นมาพักไว้บนกระดาษซับน้้ามัน 4. คลุกทั้งหมดให้เข้ากันและปรุงรสตามชอบ เมนูของใช้ วัสดุ/อุปกรณ์ 1. ตาข่ายพลาสติก 2. แผ่นยางสร้างแบบ 3. เศษผ้า 4. กรรไกร วิธีการทํา 1. ตัดเศษผ้าขนาด กว้าง 1-2 นิ้ว ยาว 5 นิ้ว 2. ตัดแบบตาข่ายพลาสติกตามต้องการ เช่น แบบรูปหัวใจ แบบ สี่เหลี่ยม แบบวงกลม ตามความต้องการ 3. น้าเศษผ้าที่ตัดไว้แล้วสอดเข้าช่องตาข่ายพลาสติกแล้วมัดตามแบบ ที่ต้องการจนเสร็จ 1. การทําพรมเช็ดเท้า


16 2.1 สูตรดินปลูกครอบจักรวาล 1. ใช้ดินร่วน 2 ส่วน ใช้ภาชนะ อะไรตวงก็ได้ กระถาง, กระป๋อง เป็นต้น 2. ใช้กาบมะพร้าวสับ 1 ส่วน เพื่อใช้ในการรักษาความชื้น 3. ใช้ ขี้เถ้าแกลบ , แกลบด้า หรือ แกลบดิบก็ได้ เพื่อช่วยให้ดิน ปลูกมีความโปร่ง พรุน มีช่องระบายอากาศ และช่วยให้รากของต้นไม้ ขยายได้ดียิ่งขึ้น 4. ใช้ปุ๋ยคอก ,ขี้วัว, มูลไก่, มูลไส้เดือน 1 ส่วน 5. คลุกเคล้า ส่วนผสมต่างๆให้เข้ากัน 6. เตรียมน้้า สะอาด แล้วผสมด้วย น้้าหมักจุลินทรีย์แล้วรด ลงไป บนกองดินที่ผสมกันเพื่อเพิ่มจุลินทรีย์ จากนั้น คลุกเคล้าให้เข้ากัน 2.2 สูตรดินปลูกไม้ประดับ 1. ดินใบก้ามปู 1 ส่วน 2.กาบมะพร้าวสับ เพื่อเพิ่มความอุ้มน้้า 1ส่วน 3. แกลบขาว 1 ส่วน 4. ปุ้ยคอกหมัก ร่อนละเอียด 1 ส่วน 5. คลุกเคล้าส่วนผสมให้เข้ากัน 2.3 สูตรดินปลูกผัก 1. แกลบด้า 1 ส่วน 2. แกลบดิบ 1 ส่วน 3. ปุ๋ยคอก/มูลไส้เดือน/มูลไก่ 1 ส่วน (ใช้อะไรก็ได้) 4. ดิน 1 ส่วน 5. เปลือกไข่แห้ง ส่วนผสม 1. ผลไม้ หรือ ผัก 3 ส่วน 2. กากน้้าตาล หรือ น้้าตาลทรายแดง 1 ส่วน 3. หัวเชื้อจุลินทรีย์ 1 ส่วน 4. น้้าสะอาด 10 ส่วน วิธีทํา 1. ใส่ผลไม้ลงในภาชนะทึบแสงมีฝาปิด 2. ละลายน้้าและกากน้้าตาลหรือน้้าตาลทรายแดงให้เข้ากัน และเติม ลงในภาชนะใส่ผลไม้ที่เตรียมไว้คลุกเคล้าให้เข้ากัน 3. เติมหัวเชื้อจุลินทรีย์ คนให้ทั่ว 4. ปิดฝาให้สนิทเก็บให้มิดชิดในที่ร่มทิ้งไว้3 เดือน และเปิดใช้งาน 2. การผสมดินปลูก 3. การทําปุ๋ยอินทรีย์ 4. การทํายาดมสมุนไพร


17 การนําก้านใบผักตบชวามาทําเป็นวัสดุกันกระแทกทดแทนพลาสติก วิธีการทํา 1. น้าก้านใบผักตบชวามาหั่นความยาวประมาณ 10 เซนติเมตรต่อ หนึ่งชิ้น 2. น้าไปตากแดดประมาณ 1 วัน (อุณหภูมิประมาณ 40 องศา) ซึ่ง ก้านใบผักตบชวาสด 1 กิโลกรัม จะได้ก้านใบผักตบชวาแห้งที่น้ามา ท้าเป็นวัสดุกันกระแทกประมาณ 100 กรัม ประโยชน์ของการนําก้านใบผักตบชวามาทําเป็นวัสดุกันกระแทก ทดแทนพลาสติก 1. สามารถลดต้นทุนในการซื้อพลาสติกกันกระแทก ยกตัวอย่างเช่น พลาสติกกันกระแทกชนิดม้วน ขนาดความกว้าง 60 เซนติเมตร ความยาว 100 เมตร ราคา 450 บาท หากน้าก้านใบผักตบชวา มาท้าเป็น วัสดุกันกระแทก จะไม่มีค่าใช้จ่ายในส่วนนี้เลย 2. ลดปัญหามลพิษที่เกิดจากการใช้พลาสติก 3. ลดปัญหาโลกร้อน วัสดุ/อุปกรณ์ 1. ดอกหญ้า จะเป็นดอกหญ้าตองกง ดอกอ้อ หรือดอกแขมก็ได้ 2. ไม้ไผ่ความยาวประมาณ 80 เซนติเมตร 3. เชือกฟาง 4. เข็มเย็บกระสอบ 5.ตะปู วิธีทํา/ขั้นตอน 1. ขั้นตอนแรกในการท้าไม้กวาดดอกหญ้าคือ น้าดอกหญ้ามาท้า ความสะอาดและตากให้แห้งสนิท ก็จะได้ไม้กวาดที่แข็งแรง คงทน และไม่ หลุดง่ายเมื่อน้าไปใช้งาน 2. จากนั้นจึงน้าดอกหญ้าประมาณ 1 ก้ามือมามัดรวมกันเป็นวงกลม 3. น้าเข็มเย็บกระสอบที่ร้อยเชือกฟางแล้วแทงกลางช่อดอกหญ้าที่มัด รวมไว้ แล้วถักขึ้น-ลงแบบหางปลาให้ได้ 3 ชั้น พร้อมจัดดอกหญ้าให้แบน 4. เมื่อได้ทรงเรียบร้อยก็ตัดโคนดอกหญ้าให้เสมอกัน จากนั้นน้าด้าม ไม้ไผ่เสียบลงตรงกลางมัดดอกหญ้า แล้วน้าเชือกฟางมามัดไว้ด้วยกัน 5. จากนั้นก็ตอกตะปูยึดดอกหญ้ากับด้ามไม้ไผ่ให้แน่น เพื่อให้ไม้กวาด มีความแข็งแรงมากขึ้น วัสดุ/อุปกรณ์ 1. กระดาษกลีบดอกไม้จันทน์ เทียนเล่มเล็ก ธูป กระดาษย่นสีด้า ไม้ เสียบลูกชิ้น 2. กาวลาเท็กซ์ ด้ายสีด้า กรรไกร แผ่นพลาสติกมีสีและลวดลายต่าง ๆ ดอกไม้ส้าเร็จรูป แม่พิมพ์ท้าดอกไม้ วงหรีดน้้าหยด วิธีทํา/ขั้นตอน 1. น้ากลีบดอกไม้จันทน์มาจัดกลีบที่แม่แบบ (น้าขวดนมยาคูลล์มาตัด ส่วนหัวออกเพื่อเป็นแม่แบบ) 2. น้ากระดาษมาตัดเป็นเกสรแล้วน้ามาเสียบตรงกลางรู แล้วดึงออก จากแม่แบบ 5. การแปรรูปผักตบชวาเป็นวัสดุกัน กระแทก 6. การทําไม้กวาดดอกหญ้า 7. การทําดอกไม้จันทน์และพวงหรีด


18 3. น้าไม้ลูกชิ้นที่ตัดตามขนาด มาเสียบกับดอกไม้จันทน์ที่จัดกลีบ เสร็จแล้ว มัดด้วยด้ายสีด้า 4. น้าธูป เทียน ที่ตัดตามขนาดที่ต้องการมาห่อรวมกับดอกไม้จันทน์ แล้วพันด้วยกระดาษด้าติดกาว 5. น้าดอกไม้จันทน์มาปักที่วงพวงหรีดน้้าหยดเป็นแถวจ้านวน ๔ แถว ให้สวยงามจัดเรียงเป็นสีต่าง ๆ ที่ได้ออกแบบไว้ 6. น้าแผ่นพลาสติกสี หุ้มไม้เสียบลูกชิ้น แล้วจัดให้สวยงาม น้ามาปัก รอบวงพวงหรีด 7. น้าดอกไม้ส้าเร็จรูปสวมกับไม้เสียบลูกชิ้น มาจัดห่อหุ้มให้สวยงาม เพื่อน้ามาปักด้านล่างของวงพวงหรีด เป็นอันเสร็จเรียบร้อย เทคนิค/เคล็ดลับ คือ การมัดดอกไม้จันทน์ให้เป็นดอกสวยงาม ต้อง จัดให้พอดี จัดกลีบดอกให้สวย ถ้าน้อยกลีบก็จะบางและลีบแบน แต่ละ ดอกที่ปักลงไปในวงพวงหรีด ทุกดอกจะประกอบด้วยธูป เทียน เพื่อ สะดวก วัตฤดิบ 1. หยวกกล้วยสับละเอียด 100 กิโลกรัม 2. เกลือเม็ด 1 กิโลกรัม 3. กากน้้าตาล 4 กิโลกรัม อุปกรณ์ที่จ้าเป็น - ถังหมักมีฝาปิด วิธีท้า น้าหยวกกล้วย เกลือ กากน้้าตาล แบ่งออกเป็น 10 ส่วนเท่าๆ กันจะได้ หยวกกลัวย10 กิโลกรัม 10 ส่วน, เกลือ 1 ขีด 10 ส่วน, กากน้้าตาล 4 ขีด 10 สวน โดยการหมักจะหมักเป็นชั้นๆ ให้ใส่หยวกกล้วย ไปก่อน 10 กิโลกรัม ตามด้วยเกลือ 1 ขีด กากน้้าตาล 4 ขีด ท้าอย่างนี้ ไปเป็นจนหมด แล้วปิดฝาถังหมักทิ้งไว้ 5 วัน จะได้หยวกกล้วยหมักส้าหรับเลี้ยงสัตว์ การน้าหยวกกล้วยหมักไปเลี้ยงสัตว์ หยวกกล้วยที่หมักแล้วสามารถน้าไปเป็นอาหารสัตว์ได้หลายชนิดทั้ง หมู, เป็ด, ไก่, วัว, แพะ ฯลฯ จะให้สัตว์กินโดนตรงหรือน้าไปผสมกับอาหารสัตว์ ส้าเร็จรูปเพื่อลดต้นทุนก็ได้ แต่ถ้าน้าไปผสมอาหารสัตว์ส้าเร็จรูปควรให้ สัตว์กินให้หมดภายในมื้อเดียว เพราะหยวกกล้วยหมักอาจจะท้าให้อาหาร สัตว์ส้าเร็จรูปเสียได้จากความชื้น การท้าเชือกกล้วยจากล้าต้นของต้นกล้วยที่เรียกว่า “กาบกล้วย” วิธีท้า 1. เอามีดตัดต้นกล้วยที่เราตัดเอาเครือไปขายหรือไปกินแล้ว ให้หัวท้ายดู เหมาะสม จะใช้เชือกแค่ไหนก็ตัดแค่นั้นแล้วกันเอาให้ยาวที่สุดก็แล้วกัน 2. ลอกกาบกล้วยออกมาจากต้นกล้วยให้เป็นแผ่น ๆ 3. เอากาบกล้วยขึ้นพาดบนราว ที่อยู่กลางแจ้งให้มันโดนแดดตรง ๆ โดย พาดกาบกล้วย ให้มันเขย่งกัน คือให้ข้างหนึ่งยาวกว่าอีกข้างหนึ่ง 4. เอามีดเล็ก ๆ ที่เรียกว่า มีดบาง มา 1 เล่ม (ทื่อ ๆ หน่อยไม่ต้องคม เพราะมันจะบาดกาบกล้วยท้าให้เชือกไม่เท่ากัน) มากรีดข้างที่เราพาดเขย่ง ไว้ กรีดด้านยาวก่อน ให้เป็นเส้น ๆ กว้าง เส้นละราว 1 เซนติเมตร ถ้าท้า เชือกเยอะก็คงต้องเอาตะปูมาตอกไม้เรียง ๆ กันหลาย ๆ ตัว ท้าคล้าย แปรง ๆ ผม(ยักษ์) ตอกตะปูห่างกันประ มาณ 1 เซนติเมตร ประมาณ 5-6 ตัว ท้าเป็นตัวกรีดเชือก 5. เมื่อกรีดข้างหนึ่งเสร็จแล้ว ก็ขยับกาบกล้วย เอาพาดราวใหม่ คราวนี้กะ ให้ชายทั้งสองเสมอกัน แล้วเอามีดกรีดส่วนที่ยังไม่ได้กรีดให้เป็นส้น ๆ เพื่อให้เป็นเส้นเชือก 6. ปล่อยตากแดดไว้ประมาณ 2-3 วัน ให้พอแห้ง ถ้าฝนตก ก็ต้องเก็บไม่ให้ โดนฝน ไม่งั้นจะขึ้นรา ไม่ต้องตากให้แห้งกรอบนักเพราะเชือกจะขาดง่าย เมื่อแห้งแล้วก็เก็บมัดให้เป็นระเบียบไว้ใช้งานต่อไป วิธีการท้าเชือกกล้วยให้มีสีขาวโดยมีขั้นตอนการท้าดังนี้ 1. ให้เลือกต้นกล้วยตานีที่มีอายุประมาณ 1 ปี 5 เดือน แล้วให้เลือก ต้นกล้วยที่ออกปลีกล้วยแล้วเท่านั้น 2. ให้ลอกกาบกล้วยแล้วน้ามากรีดเป็นเส้น ความกว้างเส้นละ 1 นิ้ว หลังจากนั้นน้าไปตากแดดให้แห้งประมาณ 5 วัน ห้ามให้โดนฝนเด็ดขาด เพราะจะท้าให้เชือกกล้วยขึ้นราและมีสีด้า 8. การทําหยวกหมัก-อาหารสัตว์ 9. การทําเชือกกล้วย


19 3. พอเชือกกล้วยแห้งแล้วให้เราน้ามาอบในโอ่ง โดยน้าถ่านที่ติดไฟใส่ ไว้ในไหแล้วน้าก้ามะถันใส่เข้าไปประมาณ 1 แก้ว โดยการอบเราจะใช้ควัน จากก้ามะถัน พยายามอย่าให้เชือกกล้วยโดนไหที่ใส่ถ่านที่ติดไฟ เพราะจะ ท้าให้เชือกไหม้ได้ การใส่ก็ให้ใส่เชือกกล้วยไว้บริเวณผิวโอ่งใส่ให้เต็มโอ่ง แล้วใช้ผ้าขนหนูปิดปากโอ่งและเอาฝาโอ่งปิดทับอีกครั้ง อบไว้ 1 วัน การ อบเพื่อป้องกันเชื้อราและท้าให้เชือกกล้วยมีสีขาว 4. หลังจากนั้นก็ให้น้าขึ้นมารีดให้เรียบด้วยเครื่องรีด 5. จากนั้นก็น้าไปจักสานได้แล้ว ผลิตภัณฑ์จากต้นกกถือเป็นวิถีการด้ารงชีวิตอีกอาชีพหนึ่งของชุมชน เพราะหลังจากการท้านาแล้ว ชาวบ้านจะหาต้นกกจากแหล่งน้้าต่างๆ ทั้ง ในพื้นที่และนอกพื้นที่มาท้าผลิตภัณฑ์ต่างๆ ใช้ในครัวเรือน ต้นกก ใน ธรรมชาติหายากขึ้น จึงมีการปลูกใช้ในครัวเรือนเพิ่มมากขึ้น เพราะถ้า ไม่ ผลิตเองก็สามารถจ้าหน่ายต้นสดได้ กระบวนการผลิต โดยปกติจะน้าต้นกกมาแปรรูปเพื่อเป็นของใช้สอยในครัวเรือน เช่น ทอเสื่อ สานกระเป๋าแต่ที่นิยมท้าคือ เสื่อจากต้นกก และมีพัฒนาเรื่อยมา เช่น สานรองเท้า กระเป๋าถือ ที่รองแก้ว หมวก เป็นต้น วัตถุดิบและส่วนประกอบ 1.ต้นกกตากแห้ง 2. เข็มเก็บริม 3. ขันน้้าพลาสติก 4. แลคเกอร์ 5. พิมพ์ไม้ 6. กล่องกระดาษ 7. สีตามต้องการ 8. มีดคัทเตอร์ 9. กรรไกร 10. ตะปูเล็ก 11. พิมพ์โฟม 12. กระสอบป่าน 13. ก้ามะถัน 14. จานสังกะสี 15. ภาชนะสังกะสีส้าหรับใส่ถ่าน 16, ไม้ ขั้นตอนการผลิต 1. เลือกต้นกกที่สมบูรณ์ อายุ ประมาณ 4 - 5 เดือน แล้วน้ากกมาฉีก ให้มีขนาดพอเหมาะ 2. น้าไปตากแดดจัดให้แห้ง ประมาณ 5 วัน แล้วน้าเส้นกกไปย้อมสี ตามความต้องการ และผึ่งให้แห้ง 3. เ ต รี ย ม แ บ บ พิ ม พ์ ส่ ว น หั ว ห ม ว ก น้ า เ ส้ น ก ก ไปพรมน้้าให้อ่อนนุ่มเพื่อไม่ให้เส้นกกหัก 4. เริ่มลายสานหมวกโดยใช้ต้นกกเป็นแกนหลัก จ้านวน 4 ต้น เริ่มต้น สานส่วนหัวของหมวก ตอกหมุดยึด แล้ว สานขึ้นเป็นรูปวงกลม โดยใช้ลาย ขัดเรียงเส้นให้เต็มพิมพ์ สานรอบพิมพ์รัศมีประมาณ 4 นิ้ว 5. ถอดจากพิมพ์ไม้มาใส่พิมพ์โฟมเพื่อท้าปีกขนาดตามต้องการ เก็บ ริมให้สวยงามเพื่อให้คงทน ไม่หลุดง่าย แล้วน้าไปตากแดด 6. น้าไปอบก้ามะถัน เพื่อป้องกันเชื้อรา โดยอบในลังกระดาษ ใช้ถ่าน ที่จุดไฟแล้ว 3 - 4 ก้อน ใส่ผงก้ามะถัน ในจานสังกะสี น้าหมวกลงอบใน ลังกระดาษ ทิ้งไว้ 9 วัน และน้าไปใช้ประโยชน เทคนิค/เคล็ดลับในการผลิต - หมวกที่ได้ผลิตมาจากวัสดุเส้นใยธรรมชาติถ้าสัมผัสความชื้นอาจท้า ให้เกิดเชื้อราจึงควรอบก้ามะถันก่อน หรือควรเก็บไว้ในที่แห้ง - การใช้แลคเกอร์เคลือบหมวกท้าให้รูปทรงของหมวกสวยงาม และ ป้องกันเชื้อราได้ 10. การแปรรูปผลิตภัณฑ์จากกก


– ชื่อหลักสูตร เกริ่นน า / ความเป็นมา ถ้าคุณต้องการของพวงมาลัยไปไหว้ในส าคัญต่างๆ เช่น วันครู วันพ่อหรือวันแม่ “ดอกมะลิประดิษฐ์ จากกระดาษ ทิชชู่”พวงมาลัยที่ท ามาจากดอกมะลิที่มีอยู่ทั่วไปอาจจะเป็น ค าตอบของใครหลายคน ถือเป็นหนึ่งผลิตภัณฑ์โอทอปที่มีต้น ไอเดียที่น่าสนใจ โดยการน าของธรรมดา ๆ อย่างกระดาษทิชชู่ มาผสมผสานรวมกับงานหัตถกรรมที่ดูไม่หวือหว่าอย่าง พวงมาลัยให้ดูมีมูลค่ามากขึ้นและสวยงามไม่เหมือนใครอีกด้วย วัสดุ / อุปกรณ์ / ส่วนผสม 1. กระดาษทิชชู่ 2. เข็มร้อยมาลัย 3. ด้ายดิบ 4. ฟลอร่าเทปสีเขียว 5. กาวลาแท็ค 6. ไม้จิ้มฟัน 7. ขั้วชบา และ ดอกรักปลอม ต้นทุนการผลิต ......100...... บาท /ชิ้น หรือ บาท/ครั้ง ราคาผลิตภัณฑ์ ......250...... บาท /ชิ้น หรือ บาท/ครั้ง ขั้นตอน / วิธีการท า 1. ตัดกระดาษทิชชู่ ให้เท่าขนาดเหรียญ 10บาทตัดกระดาษ ทิชชู่ อีกขนาดเป็นรูปทรง 4 เหลี่ยมจัตุรัส และให้มีขนาดใหญ่ กว่า กระดาษทิชชู่ ที่ตัดไว้ที่เป็นรูปทรงกลมขนาดเหรียญ 10 2. น ากระดาษทิชชู่ที่ตัดขนาดเหรียญ 10 บาทมาหุ้มไม้จิ้มฟัน ให้ไม้จิ้มฟันอยู่ตรงกลางกระดาษทิชชู่ น ากระดาษ4 เหลี่ยมที่ ตัดมาหุ้มทับ อีกครั้ง 3. น าด้ายมาพันกานดอกมะลิ แล้วน าฟลอร่าเทปมาพันกาน ดอกมะลิอีกครั้งน าดอกมะลิที่ท าแล้วไปชุบกาว แล้วน าไปตาก แดดให้แห้ง พอแห้งแล้วให้ดึงไม้จิ้มฟันออกจากตัวดอกมะลิ 4. น ามะลิที่ได้มาลอย 5 แฉก พอครบตามจ านวนชั้นที่ต้องการ ให้มัดพวงมาลัยแล้วน าดอกรักปลอม 3 ดอก ร้อยใส่ขั้วชบา อุบะ จะได้ อุบะ 1 เส้น ท าทั้งหมด 3 เส้น 5. ขั้นตอนสุดท้ายน าอุบะที่ได้ทั้งสามเส้นร้อยเข้ากับพวงมาลัย ทิชชู่ที่ท าไว้ เทคนิค / ค าแนะน า / ข้อเสนอแนะ - กาวที่ใช้ในการเคลือบกระดาษทิชชู่ ต้องเป็นกาวลา แท็คเท่านั้นและควรเคลือบ2 ชั้น - ในการผสมกาวเคลือบดอกควรใส่กลิ่นมะลิลงในกาว เพื่อให้มีกลิ่นหอมเหมือนดอกมะลิจริง ชื่อหลักสูตร การแปรรูปกระดาษทิชชูสู่ผลิตภัณฑ์


– ช่องทางการติดต่อ Facebook ครูต๊ะ กศน.ต าบลนครสวรรค์ออก กศน.ต าบล นครสวรรค์ออก ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้อ าเภอ เมืองนครสวรรค์ เบอร์โทรศัพท์ 087-9892593 Facebook / Line ครูต๊ะ กศน.ต าบลนครสวรรค์ออก


– ชื่อหลักสูตร ความเป็นมา เนื่องจากในชุมชน มีปริมาณถังน้้ายาแอร์เก่า เป็นวัสดุ เหลือใช้จ้านวนมาก จึงคิดค้นหาแนวทางใน การสร้าง สิ่งประดิษฐ์จากวัสดุเหลือใช้ที่เป็นขยะ คือ ถังน้้ายาแอร์เก่า ที่ไม่ได้ใช้แล้วมาสร้างเป็นเตา ‘เตาซุปเปอร์อั้งโล่’ ที่ใช้ในการ ประกอบอาหารด้ารงชีวิตในครัวเรือน และประหยัดค่าใช้จ่าย ได้ดี อีกทั้งเป็นการน้ามารีไซเคิลให้เกิดประโยชน์ เพื่อให้ ประชาชนที่สนใจ กลุ่มผู้มีรายได้น้อย และในวิถีชนบท ได้น้าไปใช้เพื่อเป็นทางเลือกในการลดค่าใช้จ่ายเชื้อเพลิง ซึ่งเตา ซุปเปอร์อั้งโล่ดังกล่าว ให้ความร้อนต่อเนื่อง ทนทาน เคลื่อนย้ายได้สะดวก ประหยัดค่าใช้จ่ายและสร้างคุณค่าให้กับ สิ่งแวดล้อม และยังเป็นการสร้างรายได้อาชีพเสริม วัสดุ / อุปกรณ์ / ส่วนผสม 1. ถังน้้ายาแอร์ 2. ลูกหมูตัดเหล็ก ขนาด 4 นิ้ว 3. ไฟเบอร์ตัดเหล็ก ขนาด 4 นิ้ว 4. เหล็ก 2 หุน ขนาด 2 เมตร 5. ตู้เชื่อม ต้นทุนการผลิต 100 บาท /ชิ้น หรือ บาท/ครั้ง ราคาผลิตภัณฑ์ 290 บาท /ชิ้น หรือ บาท/ครั้ง ขั้นตอน / วิธีการท า 1. น้าถังน้้ายาแอร์มาวัดขนาด 11.5 ซม. และ 7.5 ซม. ในการตัดถังน้้ายาแอร์ 2. น้าไฟเบอร์ลูกหนู ตัดถังน้้ายาแอร์ตามสัดส่วนขนาดที่วัดไว้ 3. น้าไม้ฉากมาวัดก้นถัง เพื่อท้าปากเตา ความสูง 6 ซม. ความยาว 15 ซม. จ้านวน 2 ช่อง เมื่อวัดขนาด เรียบร้อย ใช้ไฟเบอร์ลูกหนูตัดถังน้้ายาแอร์ตามขนาดที่วัดไว้ 4. น้าเหล็กที่ตัดปากถังแล้วน้ามาเป็นนฐานรอง และตัดให้ลด ขนาดความยาวลง 8 ซม. เพื่อให้เป็นฐานรองของเตา 5. ตัดเหล็กเส้น เชื่อมยึดติดกับขอบด้านบน และเชื่อมฐานรอง เชื้อเพลิง 6. เจาะตะปูเกลียวยึดติดกับเตาเพื่อเป็นที่กันความร้อน กับหูหิ้วเตา เทคนิค / ค าแนะน า / ข้อเสนอแนะ หากต้องการพ่นสี ให้ใช้สีทนความร้อน เพราะหากเป็น สีน้้ามัน เมื่อจุดไฟใช้เตาแล้ว สีของเตาจะไหม้เป็นสีด้า ช่องทางการติดต่อ กศน.ต้าบลปางสวรรค์ ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้อ้าเภอชุมตาบง เบอร์โทรศัพท์ 056-293102 Facebook : ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้อ้าเภอชุมตาบง/ ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ต้าบลปางสวรรค์ ชื่อหลักสูตร การท้าเตาจากถังน้้ายาแอร์


– เกริ่นน า / ความเป็นมา ในพื้นที่ต าบลหนองเต่า หมู่ที่ 7 บ้านป่ายายมุ้ย มีชาวบ้านได้ รวมกลุ่มกัน และมีความต้องการที่จะเรียนการท าดอกไม้จันทน์ กศน.ต าบลหนองเต่า จึงได้เปิดกลุ่มอาชีพรูปแบบกลุ่มสนใจ และต่อยอดมาเปิดอาชีพรูปแบบชั้นเรียน หลังจากนั้นได้ จดทะเบียนวิสาหกิจชุมชน และจ าหน่ายในหมู่บ้าน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้กับคนชุมชน วัสดุ / อุปกรณ์ / ส่วนผสม 1. กลีบกระดาษอัด 2. พวงฟาง 3. ฟอรัสเทปสีด า 4. เทปในหนา 2 นิ้ว 5. ไม้ลูกชิ้นเบอร์ 6, 8 6. กระดาษสาบางสีพื้นคละสี 7. กาวลาเทค 8. ด้าย ต้นทุนการผลิต 5 บาท /ชิ้น หรือ บาท/ครั้ง ราคาผลิตภัณฑ์ 10 บาท /ชิ้น หรือ บาท/ครั้ง ขั้นตอน / วิธีการท า 1.เริ่มจากการท าเกสรโดยใช้กลีบเกสรท าการจับกลีบเข้ากับ ก้านดอก 2.น ากลีบดอกที่เตรียมไว้แล้วมาท าการเข้าดอกโดยใช้ประมาณ 4 กลีบ จับเป็น 1 ดอก 3.ทากาวที่ดอกให้แน่นแล้วใช้ด้ายมัด 4.น าหนวดดอกไม้จันทน์ที่เตรียมไว้พันคู่กับธูปและเทียนที่ เตรียมไว้ 5.น ากระดาษย่นสีด าพันก้านดอกให้แน่น เทคนิค / ค าแนะน า / ข้อเสนอแนะ อาจให้กลีบดอกที่เป็นสีเพื่อเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ ให้มีสีสรร หลากหลายให้ตรงกับความต้องการของลูกค้า ช่องทางการติดต่อ กศน.ต าบลหนองเต่า ม.7 บ้านป่ายายมุ้ย ต าบลหนองเต่า อ าเภอเก้าเลี้ยว จังหวัดนครสวรรค์ กศน.ต าบล หนองเต่า ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้อ าเภอเก้าเลี้ยว เบอร์โทรศัพท์ 0852486594 Facebook / Line กศน.ต าบลหนองเต่า ชื่อหลักสูตร การท าดอกไม้จันทน์รูปแบบต่างๆ ในงานอวมงคล


– ชื่อหลักสูตร เกริ่นน า / ความเป็นมา (สั้นๆ) จากสภาพแวดล้อมปัจจุบันมีความทันสมัย การสานตะกร้าจาก เส้นหวายเทียม ได้เกิดจากแนวความคิดจากสมัยก่อนปู่ ย่า ตา ยาย ได้ท าการจักสานของใช้ในการประกอบอาชีพและการ ด ารงชีวิต โดยน าวัสดุจากวัสดุธรรมชาติมาใช้ในการจักสาน เช่นไม้ไผ่ หญ้าแฝก กก ผือ และอีกหลายๆ อย่าง จนก่อให้เกิด งานอาชีพสืบต่อกันมาเป็นภูมิปัญญาสู่ลูกหลาน แต่วัสดุ อุปกรณ์จากธรรมชาติเหล่านั้นไม่คงทนเท่าที่ควร ปัจจุบัน ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีต่างๆ เกิดขึ้น มากมายท าให้มีการดัดแปลงจากอุปกรณ์เหล่านี้ไปเป็นเส้น พลาสติกแทนเส้นหวาย โดยได้น าเอาเส้นพลาสติกที่มีลักษณะ คล้ายตอกแต่มีสีสันลวดลายที่ สวยงามและคงทนมาท าการ สานเป็นตะกร้าเป็นการเพิ่มมูลค่าและประโยชน์ในการใช้งาน เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่เกิด จากความคิดสร้างสรรค์ซึ่งมีลักษณะที่ สวยงามและจ าหน่ายได้นับเป็นช่องทางหนึ่งในการประกอบ อาชีพ วัสดุ / อุปกรณ์ / ส่วนผสม 1. เส้นหวายถัก ใช้ขนาดของเส้นหวายประมาณ 0.5 เซนติเมตร ส่วนสีของเส้นหวายขึ้นอยู่กับลวดลายและและการ ออกแบบของผู้สาน 2.โครงตะกร้าที่ท าจากหวาย มีหลายขนาดและรูปทรง ผู้สาน สามารถเลือกและสั่งซื้อจากตัวแทนจ าหน่าย ส่วนใหญ่ที่นิยม ทรงกลม ทรงรี และทรงเหลี่ยม 3. เหล็กหมาดปลายแหลม และเหล็กหมาด ปลายหอก เป็น อุปกรณ์สาหรับการแทงเส้น หวายเพื่อสาน มัดแบบ และขึ้น ลายตะกร้า 4. น้ ายาเคลือบเงา น้ ามันวานิช ต้นทุนการผลิต 240 บาท /ชิ้น หรือ บาท/ครั้ง ราคาผลิตภัณฑ์ 359 บาท /ชิ้น หรือ บาท/ครั้ง ขั้นตอน / วิธีการท า 1.การถักขอบปากตะกร้าและหูหิ้วตะกร้า ด้วยลายดอกแก้ว ผู้ สานต้องอ่านลายและใช้ เทคนิคดังนี้ ใช้เส้นหวายถัก1เส้นพัน รอบ ขอบปากตะกร้าเพื่อปิดโครงปากตะกร้าก่อน ท าการสาน ลายดอก ด้วยการน าเส้นหวายเทียมอีก 3 เส้นสอดในช่องที่เว้น ไว้ให้เส้นกลางเป็นเส้น ที่ 1 โดยลายเกิดจากเส้นยก 1 ข้าม 1 ข้าม 3 เส้นที่ 2 และ3 เป็นเส้นข้างซ้ายและขวา ข้าม1 ยก 1 ข้าม 1 ก าหนดความห่างระหว่างดอกโดยสานยกข้ามตั้งแต่ 2-4 เส้น สานจนครบรอบขอบปากและหูหิ้วตะกร้า จนได้ ลวดลายดอกแก้ว ที่สวยงาม 2. การสานลายตัวตะกร้า ผู้สานสามารถ ออกแบบลายและมี ทักษะการอ่านลาย เช่น ลายน้ าไหล ลายไทย ลายดอกที่นิยม ใช้เทคนิคเช่นเดียวกันกับการถักลายดอก หูหิ้วตะกร้า แต่ ต่างกันในพื้นที่และขนาดที่ต้องใช้ทักษะและความช านาญระดับ หนึ่งเพื่อให้งานเส้นหวายถักออกมาเรียบร้อยและสวยงาม โดด เด่นเป็นที่ พึงพอใจของลูกค้า เทคนิค / ค าแนะน า / ข้อเสนอแนะ เทคนิคการทาน้ ามันเคลือบเงาครั้งแรกทารองพื้นเพื่อให้ตะกร้า อยู่ทรง โดยให้ทาพอหมาดๆ แล้วน าไปตากแดดให้แห้ง แล้วทา ซ้ าอีกรอบเพื่อความคงทน ความมันวาว ชื่อหลักสูตร ผลิตภัณฑ์จากเส้นหวายเทียม


– ช่องทางการติดต่อ 065-8163496 กศน.ต าบลห้วยร่วม ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้อ าเภอหนองบัว เบอร์โทรศัพท์ 096-2182327 Facebook / Line -


– ชื่อหลักสูตร เกริ่นน า / ความเป็นมา ในชุมชนมีกลุ่มผู้สูงอายุและผู้ที่ว่างงานซึ่งจะมีการรวมกลุ่มกัน ท าเป็นอาชีพเสริมการทอผ้าท าตามออเดอร์ที่ได้รับโดยแบ่ง กระจายงานให้กับสมาชิกทอผ้าซึ่งอยู่ที่บ้าน ซึ่งมีที่ส าหรับ ทอผ้า และน าผ้าทอมาส่งให้กับทางกลุ่มมีผลิตภัณฑ์ผ้าทอ ประกอบด้วย ผ้ามัดย้อม ผ้าพันคอ ผ้าตัดเสื้อ(ผ้าลาย) ผ้าถุง ผ้าขาวม้า และผ้าลายยกขิต แต่เนื่องจากชาวบ้านส่วนใหญ่ท า อาชีพเกษตรกรรมและอาชีพรับจ้าง จึงท าให้ไม่มีเวลาและไม่ สะดวกในการน าไปจ าหน่ายได้อย่างต่อเนื่องจึงน าผลิตภัณฑ์ผ้า ทอ มาสร้างมูลค่าเพิ่มโดยการท าเป็นพวงมาลัย จัดท าเป็นของ ฝากเพื่อสร้างรายได้ให้กับชุมชน วัสดุ / อุปกรณ์ / ส่วนผสม 1. ผ้าขาวม้า 2. ลวดริบบิ้น 3. หลอดดูด 4. ริบบิ้นผ้า/ดิ้นทอง/กระดิ่งทอง 5. กล่องส าหรับแพ็ค ต้นทุนการผลิต 110 บาท /ชิ้น หรือ บาท/ครั้ง ราคาผลิตภัณฑ์ 150 - 160 บาท /ชิ้น หรือ บาท/ครั้ง ขั้นตอน / วิธีการท า 1.น าผ้าทอ กางออกจากนั้นพับสลับไปมาเป็นลักษณะพัดแล้ว ใช้คลิปหนีบจีบไว้ให้สวยงาม 2.ให้พับครึ่งผ้าที่จับจีบแล้วตัดลวดริบบิ้นวัดจากความยาวผ้าให้ เกิน 1 คืบ 3.ดูลายผ้าด้านที่สวยลายเด่นชัดให้เอาขึ้นด้านบนจากนั้นเว้น ช่วงระยะปลายผ้าเหลือไว้เป็นชายพวงมาลัยแล้วตัดแบ่งหลอด ดูดน้ าเป็นท่อนสอดไว้ใต้ผ้า พับทับหลอด จากนั้นน าลวดริบบิ้น มามัดเพื่อล็อกให้ผ้าเป็นทรงจนสุดเส้นของผ้า 4.ตัดลวดริบบิ้นประมาณ 1 ช่วงแขน สอดเข้าไปในหลอด จากนั้นบิดหลอดออกแล้วดึงลวดให้แน่นท าจนสุดปลายผ้า 5.ประกบผ้าโดยให้ชายทั้ง 2 ข้างเท่า ๆ กันแล้วใช้ลวดริบบิ้น มัดรวมทั้ง 2 ข้างให้ติดกัน 6.ท าการตกแต่งด้วยโบว์ริบบิ้น น าใส่กล่องเพื่อความสวยงาม เทคนิค / ค าแนะน า / ข้อเสนอแนะ การก าหนดราคา ขึ้นอยู่กับคุณภาพและการเลือกผ้าแต่ละชนิด ที่มาจัดท าเป็นพวงมาลัยและพับกลีบผ้าต้องให้เท่ากันถึงจะ สวยงาม ช่องทางการติดต่อ กศน.ต าบลหัวดง ต าบลหัวดง อ าเภอเก้าเลี้ยว จังหวัดนครสวรรค์ กศน.ต าบลหัวดง ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้อ าเภอเก้าเลี้ยว เบอร์โทรศัพท์ 093-2948210 Facebook / Line กศน.ต าบลหัวดง ชื่อหลักสูตร การท ามาลัยกร


– ชื่อหลักสูตร เกริ่นน า / ความเป็นมา ไอเดียการท าของช าร่วยที่ท าจากผ้าในรูปแบบต่างๆสามารถ น ามาสร้างอาชีพใหม่และเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเป็นการสร้าง รายได้ให้กับผู้ผลิตโดยใช้กระบวกการคิดที่สร้างสรรค์และงาน ฝีมือที่ต้องอาศัยความประณีต เพื่อให้ได้ผลงานที่น่าประทับใจ และเพิ่มมูลค่าให้กับชิ้นงานที่ผลิตออกมากจากความสร้างสรรค์ เป็นธุรกิจขนาดเล็กที่สามารถสร้างรายได้ ได้จริง วัสดุ / อุปกรณ์ / ส่วนผสม 1. ปืนกาว เข็ม ด้าย 2. ผ้าเช็ดฝืน หรือ ผ้าขนหนู 3. ริบบิ้นผ้าคละสี 4. ถุงแก้ว ก้านลูกโป่ง 5. ริบบิ้นลวด สติ๊กเกอร์ตกแต่ง ต้นทุนการผลิต .....15-30........ บาท /ชิ้น หรือ บาท/ครั้ง ราคาผลิตภัณฑ์ .....40-60........ บาท /ชิ้น หรือ บาท/ครั้ง ขั้นตอน / วิธีการท า 1. น าผ้ามาพับม้วนเป็นแนวยาวให้แน่น และม้วนเป็นวงกลม 2. น าก้านลูกโป่งมาติดด้านหลังผ้าขนหนู 3. น าอมยิ้มมาห่อด้วยถุงพลาสติก 4. น าริบบิ้นมาผูกเป็นโบว์แล้วติดด้วยปืนยิงกาว 5. ติดสติ๊กเกอร์ตกแต่งให้สวยงาม เทคนิค / ค าแนะน า / ข้อเสนอแนะ การเลือกวัสดุและอุปกรณ์ที่เหมาะสมสามารถช่วยลดต้นทุนได้ ช่องทางการติดต่อ กศน.ต าบลช่องแค ต าบลช่องแค หมู่ 4 บ้านเขาฝา อ าเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ 094-4664995 กศน.ต าบล ช่องแค ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้อ าเภอ ตาคลี เบอร์โทรศัพท์ 094-4664995 Facebook / Line เพจกศน.ต าบลช่องแค ชื่อหลักสูตร วิชาการท าของช าร่วยงานแต่งจากผ้าเช็ดหน้า


– ชื่อหลักสูตร เกริ่นน า / ความเป็นมา กศน.ต าบลพิกุล ได้การจัดท าโครงการจัดท าหลักสูตรเพื่อการ พัฒนาอาชีพ Re - Skill และ Up - Skill เพื่อพัฒนาประชาชน ให้มีความรู้ ความเข้าใจในการพัฒนาและต่อยอด ประกอบ อาชีพของตนเอง รวมถึงการส่งเสริมการรวมกลุ่มเพื่อผลิตและ พัฒนาผลิตภัณฑ์ในชุมชน วัสดุ / อุปกรณ์ / ส่วนผสม 1. ลูกปัดแก้ว 2. ลวดเส้นเล็ก 3. ด้ายเย็บผ้า ต้นทุนการผลิต ......30....... บาท /ชิ้น หรือ บาท/ครั้ง ราคาผลิตภัณฑ์ ......50....... บาท /ชิ้น หรือ บาท/ครั้ง ขั้นตอน / วิธีการท า 1. ร้อยลูกปัดกับลวดตามความยาวที่ต้องการจ านวน 3 เส้น 2. น าลูกปัดทั้ง 3 เส้นมาบิดเกลียวรวมกันให้เป็นวงกลม..... 3. น าลูกปัดที่เหลือน ามาร้อยกับเส้นดาย จ านวน 5 เส้น เพื่อ ท าเป็นอุบะ 4. น าอุบะจ านวน 5 เส้น ต่อกับตัวพวงมาลัยให้สวยงาม........ เทคนิค / ค าแนะน า / ข้อเสนอแนะ ควรเลือกสี และขนาดของลูกปัดให้มีความพอดี เพื่อง่ายต่อ การร้อยพวงมาลัยและท าให้มีสีสันที่สวยงาม ช่องทางการติดต่อ กลุ่มผลิตภัณฑ์จากดินไทย บ้านห้วงสรวง หมู่ 8 ต าบลพิกุล อ าเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ กศน.ต าบลพิกุล ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้อ าเภอชุมแสง เบอร์โทรศัพท์ 094-0245422 Facebook / Line กศน.ต าบลพิกุล อ าเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ ชื่อหลักสูตร การท าพวงมาลัยจากลูกปัด แนบรูปภาพ แนบรูปภาพ แนบรูปภาพ แนบรูปภาพ


Click to View FlipBook Version