The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ชุดการเรียนรู้ ศาสนบัญญัติ รหัสวิชาสค23072 ระดับ ม.ต้น

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Supisara R, 2020-08-07 05:59:45

ชุดการเรียนรู้ ศาสนบัญญัติ ระดับ ม.ต้น

ชุดการเรียนรู้ ศาสนบัญญัติ รหัสวิชาสค23072 ระดับ ม.ต้น

Keywords: อิสลามศึกษา

กล่มุ สานักงาน กศน. จงั หวัดชายแดนใต้
สานักงาน กศน.

กระทรวงศกึ ษาธิการ



คานา

ชุดการเรยี นรโู้ ปรแกรมวิชาเลือกอสิ ลามศกึ ษา ตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษา
ข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 มี 3 หมวดวิชา ประกอบด้วย 1) หมวดวิชาศาสนา ได้แก่รายวิชาอัลกุรอาน
อัลฮะดิษ อัลอากีดะฮฺ อัลฟิกฮฺ 2) หมวดวิชาสังคม ได้แก่ อัตตารีด อัลอัคลาก 3) หมวดวิชาภาษา ได้แก่
ภาษามลายู ภาษาอาหรับ รายวิชาดังกล่าวจัดทาขึ้นเพ่ือให้ผู้สอน และผู้นาไปใช้เป็นแนวทางในการจัด
กระบวนการเรียนรู้ สาหรับผู้เรียนที่ลงทะเบียนเรียนรายวิชาดังกล่าว ในลักษณะการเรียนรู้แบบบูรณาการ
โดยการศกึ ษาในความรดู้ ว้ ยตนเอง สอบถามผรู้ ทู้ างด้านศาสนา และเรยี นรูจ้ ากโต๊ะครใู นเน้อื หาทยี่ าก

ชุดการเรียนรูด้ งั กล่าวพฒั นามาจากโครงสรา้ งหลกั สูตรโปรแกรมวิชาเลือกอิสลามศึกษา โดยคณะ
ผู้จัดทาได้พยายามศึกษา รวบรวมสาระจากผู้ทรงคุณวุฒิ และแหล่งเรียนรู้ต่างๆ โดยคานึงถึงความ
สอดคล้องของผู้เรียนในสถาบันศึกษาปอเนาะ ในกลุ่มสานักงาน กศน.จังหวัดชายแดนใต้เป็นหลัก ได้แก่
จังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส สตูล และ 4 อาเภอของจังหวัดสงขลา (อาเภอจะนะ เทพา นาทวี
สะบ้ายอ้ ย) เป็นสาคัญ อย่างไรก็ตามชุดการเรยี นรดู้ ังกลา่ วอาจจะยงั ไมส่ มบรู ณ์ จาเป็นต้องได้รับการปรับแก้
หลังจากการนาไปทดลองใช้เป็นระยะ ๆ กลุ่มสานักงาน กศน.จังหวัดชายแดนใต้ หวังเป็นอย่างย่ิงว่า
จะได้รับคาแนะนาในการปรับปรุงแก้ไขให้สามารถนาไปใชใ้ นการจัดการเรยี นรู้อย่างมคี วามสขุ ต่อไป

ขอขอบคุณสานักงาน กศน. สานักปลัดกระทรวงศึกษาธิการ สานักงาน กศน.จังหวัดปัตตานี
ยะลา นราธิวาส สตูล สงขลา กศน.อาเภอ ในกลุ่มสานักงาน กศน.จังหวัดชายแดนใต้ นายกสมาคม
สถาบันศึกษาปอเนาะ สานักงานศึกษาธิการภาค 8 ผู้ทรงคุณวุฒิ ครูอาสาสมัครการศึกษานอกโรงเรียน
ประจาสถาบันศึกษาปอเนาะ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกคนที่มีส่วนช่วยผลักดันให้โปรแกรมวิชาเลือก
อิสลามศกึ ษารายวิชาตา่ ง ๆ สาเรจ็ ลุลว่ งด้วยดี

กลมุ่ สานกั งาน กศน.จงั หวัดชายแดนใต้
พฤษภาคม 2560

สารบญั หนา้

บทท่ี 1 ความเป็นมาและความสาคัญของกฎหมายอสิ ลาม 1
บทที่ 2 มูอามาลาต 23
บทที่ 3 มนู ากาฮาต 60
บทที่ 4 ญนี าญาต 108
บทที่ 5 เศรษฐศาสตร์อิสลาม 143

รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 2 (อัลฟิกฮฺ 2) ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนต้น 1

บทที่ 1
อลั ฟกิ ฮฺ
หน่วยที่ 1 อัลฟิกฮฺ

ความหมายและความสาคัญของอัลฟกิ ฮฺ
ความหมายทางภาษาแปลว่า เข้าใจ

ความหมายของอัลฟิกฮฺทางวิชาการ คือ การรู้บทบัญญัติของอัลลอฮฺท่ีเกี่ยวกับการกระทาของผู้บรรลุ
นิติภาวะซึ่งมีลักษณะเป็นการส่ังใช้และสั่งห้าม สนับสนุนและไม่สนับสนุน รวมถึงการอนุมัติและไม่อนุมัติให้
ประพฤตปิ ฎบิ ตั ิเป็นความรทู้ ่ไี ดร้ ับมาจากอลั กรุอาน สนุ นะฮฺ อิจมาอฺ และอิจตฮิ าต

ความสาคัญของวิชาอัลฟกิ ฮฺ
วิชาอัลฟิกฮฺ คือ วิชาที่เก่ียวกับการกระทาของผู้บรรลุนิติภาวะทั้งหลายเพ่ือให้การทาอิบาดะฮ์สมบูรณ์

เพราะการทาอามลั อบิ าดาตจะไม่ถูกตอบรบั จากอัลลอฮถา้ ไมม่ คี วามรใู้ นวชิ าฟกิ ฮฺ

หลักฐานทเ่ี กี่ยวขอ้ งจากอลั กรุอานและอลั ฮาดีษ

} ‫{ َف َما ِلِ َه ُؤلأ اَ ْل َق ْو ِِم ِلَ ٌَ َكا ُد ْو َِن ٌَ ْف َق ُه ْو َِن َح ِد ٌْ ًثا‬
ความว่า “ มีอะไรบางอยา่ งท่ที าใหพ้ วกเจา้ น้ันไม่เขา้ ใจในส่ิงที่เปน็ คา กล่าวตักเตือนและคาสั่งสอน”

} ِ‫{ َول ِك ْنِ لِا َت ْف َق ُه ْو َنِ َت ْس ِب ٌْ َح ُه ْم‬
ความวา่ “เพยี งแตพ่ วกเจ้าไมเ่ ขา้ ใจการกล่าวตัสเบยี ะของพวกเขา”

}‫{إِ اِن ُط ْو َِل َص ِلَ ِِة ال ّر ُج ِلِ َو ِق َص َرِ ُخ ْط َب ِت ِِه َم ِئ انةِ ِم ِْن ِف ْق ِه ِِه‬: ‫قال رسول الله صلى الله علٌه وسلم‬
ความวา่ “ แท้จริงผ้ทู ่ีละหมาดสั้นหรอื ยาวในการอ่านคุตบะห์ของเขาข้ึนอยู่กับความเข้าใจของเขานนั่ เอง”

หนว่ ยท่ี 2 การละหมาดรวมและยอ่ (ญมั อ์ – ก็อศร์)

การละหมาดรวม
ความหมายของการละหมาดรวม

1. การละหมาดแบบรวมก่อน(ญาเมาะอฺตักดีม) คือ การเอาละหมาดอัสรีไปรวมทาในเวลาละหมาด
ซุฮรี หรอื การเอาละหมาดอีซาอไปรวมทาในเวลาละหมาดมฆั ริบ

2. การละหมาดแบบรวมหลัง (ญาเมาะอฺตะคีร) คือการเอาละหมาดซุฮ์ริไปรวมทาในเวลาละหมาด
อัสรี หรอื การเอาละหมาดมัฆรบิ ไปรวมทาในเวลาละหมาดอชิ าอฺ

ความหมายตามหลกั ภาษาแปลวา่ มารวมส่งิ หนึง่ ใด
ความหมาย ตามศาสนบัญญัตแิ ปลวา่ รวมระหว่างสองวักตู

ความสาคัญของการละหมาดรวม
คาว่าละหมาดเป็นรูกนอิสลามประการที่สองที่มุสลิมทุกคนต้องปฏิบัติด้วยความบริสุทธิ์ใจถึงแม้ว่าจะ

อยู่ในฐานะใดก็ตามจะจนหรือจะรวย ไม่ว่าจะอยู่ในขนาดเดินทางก็ตามศาสนาอิสลามจึงกาหนดวิธีก าร
ละหมาดรวมและย่อเพ่ือความสะดวกให้แกม่ ุสลิมทุกคน

2 รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 2 (อลั ฟกิ ฮฺ 2) ระดับมัธยมศกึ ษาตอนต้น

หลักฐานของการละหมาดยอ่ และรวม

‫َو ِا َدا َض َر ْب ُت ِْم ِفً ْا َل ْر ِ ِض َف َل ٌْ َسِ َعلَ ٌْ ُك ِْم ُج َناحِ َا ِْن َت ْق ُص ُر ْوا ِم َِن ال اصلَ ِِة ِا ِْن ِخ ْف ُت ِْم َا ْنِ ٌَ ْف ِت َن ُك ُِم ا ال ِد ٌْ َِن‬
(101)‫ اٌة‬:‫َك َف ُر ْوا ِا انِ ا ْل َك ِف ِر ٌْ َنِ َكا ُن ْوا لَ ُك ِْم َع ُد ًّوا ُم ِبِ ٌْ ًنا سورة النساء‬

ความวา่ "และเมอื่ ท่านทัง้ หลายเดินทางไปบนหนา้ แผ่นดิน จะไม่มีบาปใด ๆ ตกอยู่กับพวกท่าน การท่ี
ท่านท้งั หลายจะย่อละหมาด" ( อนั นิซาอฺ : 101)

เงอ่ื นไขของรวมกอ่ น :
1. ตอ้ งเรยี บเรียงระหว่างละหมาดทั้งสองตามลาดับ : โดยต้องเริ่มที่ละหมาดประจาเวลาก่อน, แล้วจึง

นาอีกละหมาดหนง่ึ มารวม
2. ต้องรวมละหมาดที่สองกับละหมาดแรกก่อนละหมาดแรกเสร็จ แต่สุนัติให้เหนียตรวมพร้อมกับ

ตกั บรี รอ่ ตลุ้ เอยี ะห์รอม
3. ต้องปฏิบัตลิ ะหมาดท้ังสองติดต่อกนั โดยต้องรีบละหมาดที่สองทันทีท่ีละหมากแรกเสร็จ และสลาม

จากละหมาดแรกแล้ว, จะต้องไม่ให้มีสิ่งใด ไม่ว่าจะเป็นซิเกร หรือละหมาดสุนัต หรืออื่น ๆ มาค่ันระหว่าง
ละหมาดท้งั สอง และถา้ หากมสี ง่ิ หน่ึงท่ยี าวนานตามประเพณีมาค่ันระหว่างละหมาดท้ังสอง หรือร่นละหมาดที่
สองออกไป โดยตัวเองไม่ได้ยุ่งพะวงอยู่กับสิ่งใดก็ถือว่าเสียการรวมนั้น และจาเป็นต้องร่นละหมาดที่สองไป
ปฏบิ ัตใิ นเวลาของมัน ซ่งึ ท้งั หมดน้นั เปน็ การปฏบิ ตั ิตามทา่ นนบี (ซ.ล.)

สาเหตทุ ีอ่ นญุ าตรวมละหมาด

1. ผเู้ ดนิ ทาง 2. เนือ่ งจากฝนตกหนกั 3. ผู้ปวุ ย

วิธีการปฏิบัตขิ องการละหมาดมีสองอยา่ ง
1. การละหมาดแบบรวมก่อน(ญาเมาะอฺตักดีม)คือการเอาละหมาดอัสริมารวมทาในเวลาละหมาดซุฮ์รี

หรอื การเอาละหมาดอิชาอฺมารวมทาในเวลาละหมาดมฆั รบิ
1.1 ตอ้ งละหมาดฟัรดูก่อน
1.2 ตอ้ งเนียตรวมละหมาดในการละหมาดครงั้ แรกหลังจากตักบีรรอตลุ อิหร์ อมจนถงึ การใหล้ าม
1.3 ปฏิบตั ิต่อเนือ้ งกัน (มูวาลาต)

2. การละหมาดแบบรวมหลงั (ญาเมาะอตฺ ะครี ) คอื การเอาละหมาดซุฮ์ริไปรวมทาในเวลาละหมาดอัสรี
หรือการเอาละหมาดมัฆริบไปรวมทาในเวลาละหมาดอิชาอฺ นยี ะหใ์ นเวลาละหมาดครั้งแรก
หมายเหตุ การเอาละหมาดอัสรีไปรวมทาในเวลาละหมาดซุฮรี หรือการเอาละหมาดอีซาไปรวมทาในเวลา
ละหมาดมฆั ริบทีจะย่อไดเ้ ท่าน้นั

การละหมาดกอ็ ศร์ (ยอ่ ละหมาด)
การละหมาดก็อศรฺ คือ การย่อละหมาดชนิดที่มีสี่รอกาอัต เช่น ดุห์ริ, อัสริ, และอิชาอฺ เหลือเพียง

สองรอกาอัต ดงั จะไดอ้ ธิบายต่อไป
หลักฐานในการบญั ญตั ิก็อศร์ (ยอ่ ละหมาด) คือ คาดารัสของอัลเลาะห์ตาอาลาทวี่ า่ :

ِ‫ان‬.‫َو ِإ َذا َض َر ْب ُت ِْم ِفً ال َأ ْر ِضِ َفلَ ٌْ َسِ َع َل ٌْ ُك ْمِ ُج َناحِ َأن َت ْق ُص ُرو ْاِ ِم َِن ال اصلَ ِِة ِإ ِْن ِخاْف ْلُت َْكِما ِفَأ ِرنٌ ٌََِن ْف ِتَكَنا ُُكن ُمِو ِْاا اَلل ُِذكٌِْم َنِ َع َُدك ًَّفواُر ُّمو ِْباٌِ ًنِإا‬

ความว่า "และเมื่อท่านท้ังหลายเดินทางไปบนหน้าแผ่นดิน จะไม่มีบาปใด ๆ ตกอยู่กับพวกท่าน การ
ทีท่ า่ นทง้ั หลายจะยอ่ ละหมาด" ( อันนซิ าอฺ : 101)

รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 2 (อลั ฟิกฮฺ 2) ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนต้น 3

เงี่อนไขของการละหมาดกอ็ ศรฺ
1. ละหมาดน้ันตกหนักอยู่กับตัวเขาขณะเดินทาง, และเขาจะต้องนาละหมาดน้ันมาปฏิบัติในขณะ

เดินทางอีกด้วย : ดังน้ันจะไม่เข้าอยู่ในเงื่อนไขดังกล่าว ละหมาดที่เข้าเวลาแล้วก่อนท่ีจะเดินทาง และเขาได้
เดนิ ทางไปกอ่ นจะทาละหมาดน้ัน, ดังน้ันจะไม่ยินยอม ให้ผู้เดินทางย่อละหมาดังกล่าว เพราะเขายังไม่ได้เป็น
ผ้เู ดนิ ทาง ขณะทล่ี ะหมาดนั้นวาญิบเหนือตัวเขาและขณะที่ละหมาดนั้นตกหนักอยู่กับตัวเขา และไม่เข้าอยู่ใน
เง่ือนไขดังกล่าวอีกเช่นกัน ละหมาดท่ีเข้าเวลาแล้วขณะท่ีเขาเป็นผู้เดินทาง แต่เขาไม่ได้ทาละหมาด
น้ัน จนกระทั่งกลับสู่ภูมิลาเนาของเขา ก็ไม่ยินยอมให้เขาย่อละหมาดนั้น เพราะขณะที่นาละหมาดน้ันมา
ปฏิบัตเิ ขาไมใ่ ชเ่ ป็นผูเ้ ดินทางแลว้ และเพราะการยอ่ ละหมาดนน้ั ยินยอมใหแ้ กผ่ ูท้ ่ีเดินทางเทา่ นัน้ .

2. เขาจะต้องพ้นเขตกาแพงเมืองที่เขาเดินทางออกไป หรือพ้นเขตชุมชน ถ้าหากเมืองนั้นไม่มีกาแพง
เพราะถือว่าผู้ที่ยังอยู่ในกาแพงหรืออยุ่ในเขตชมชนไมใช่เป็นผู้เดินทาง หมายความว่า การเดินทางจะเริ่มต้น
ตั้งแต่พ้นเขตดังกล่าว เช่นเดียวกับการส้ินสุดการเดินทาง เม่ือผู้เดินทางกลับมาถึงเขตดังกล่าว เขาก็จะย่อ
ละหมาด ไมไ่ ด้
นอกจากละหมาดท่ีตกหนักอยู่กับตวั เขา แต่ต้องกระทาในชว่ งน้ี

3. ผู้เดินทางจะต้องไม่ตั้งเจตนาพานักอยู่เป็นเวลาสี่วัน นอกจากวันท่ีเดินทางเข้าและเดินทาง
ออก ในถิ่นที่เขาเดินทางไป ถ้าหากเขาต้ังเจตนาเช่นนั้น เมื่อที่เขาเดินทางไปน้ันก็จะกลายเป็นภูมิลาเนาและ
ถ่ินพานักของเขาท่ีจะไม่ยินยอมให้เขาย่อละหมาดในเมืองน้ัน สิทธิการย่อละหมาดสาหรับเขาจะคงอยู่เฉพาะ
ขณะเดินทางเท่านั้น สาหรับกรณีท่ีผู้เดินทางตั้งเจตนาจะพานักอยู่น้อยกว่าส่ีวัน หรือเขาไม่รู้จะพานักอยู่ใน
เมืองนั้นก่ีวัน เพื่อทางานบางอย่างที่เขาก็ไม่รู้ว่าจะทาเสร็จเมื่อไหร่ ให้เขาย่อละหมาดได้ในกรณีแรกจนกว่า
เขาจะกลับเข้าเขตชุมชนในถิ่นเดิมของเขา และย่อละหมาดได้ในกรณีที่สองเป็นเวลาสิบแปดวันนอกจากวันที่
เขาเดินทางเข้าและเดินทางออก

4. จะตอ้ งไมล่ ะหมาดตามผทู้ ่ีไม่ได้เดนิ ทาง ดงั น้นั ถ้าหากผู้ที่เดินทางละหมาดตามผู้ไม่ได้เดินทาง เขาก็
จาเป็นจะต้องละหมาดใหค้ รบสมบรู ณจ์ ะย่อละหมาดไม่ไดส้ ว่ นในกรณกี ลบั กนั ไม่มขี ้อหา้ มที่เขาจะยอ่ ละหมาด
คือผู้เดินทางเป็นอิหม่ามนาละหมาดผู้ไม่ได้เดินทาง ยินยอมให้ผู้เดินทางย่อละหมาดได้และสุนัตให้ผู้เดินทางที่
เป็นอิหม่าม เม่ือได้สลามในรอกาอัตท่ีสองแล้ว รีบบอกแก่ผู้ท่ีตามโดยกล่าวแก่พวกเขาว่า :"พวกท่านจง
ละหมาดใหค้ รบสมบรู ณเ์ ถิด เพราะฉนั เป็นคนเดินทาง"

รวมละหมาด
การละหมาดแบ่งออกเปน็ สองแผนก :

รวมก่อน คือ นาละหมาดท่อี ยใู่ นเวลาถดั ไปมารวมไวใ้ นเวลาแรก
และรวมหลัง คือ นาละหมาดท่ีอยู่ในเวลาแรกไปรวมละหมาดไว้ในเวลาท่ีสอง ละหมาดที่นามารวม
ในเวลาเดียวกันได้ : เป็นที่ทราบก่อนแล้วว่า ละหมาดท่ีจะนามารวมในเวลาเดียวกันได้ก็คือ ละหมาดดุห์ริ
กับอัสริ, มัฆริบกับอิชาอฺ ดังนั้นจะนาละหมาดซุบฮิไปรวมกับละหมาดท่ีอยู่ก่อน (คืออิชาอฺ) หรือกับละหมาดที่
อยหู่ ลงั (คอื ละหมาดดุห์ร)ิ ไม่ได้ เช่นเดียวกับทีจ่ ะรวมละหมาด อัสริกับมัฆริบไม่ได้ ในการละหมาดรวม ไม่ว่าจะ
เป็นรวมกอ่ น และรวมหลงั มเี งื่อนไขหลายประการทีจ่ ะตอ้ งรักษาดงั ต่อไปน้ี

เง่อื นไขของรวมก่อน :
1. ตอ้ งเรียบเรยี งระหว่างละหมาดทั้งสองตามลาดับ : โดยต้องเริ่มที่ละหมาดประจาเวลาก่อน, แล้วจึง

นาอีกละหมาดหนึง่ มารวม
2. ต้องรวมละหมาดท่ีสองกับละหมาดแรกก่อนละหมาดแรกเสร็จ แต่สุนัติให้เหนียตรวมพร้อมกับ

ตักบีรร่อตุล้ เอยี ะห์รอม

4 รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 2 (อัลฟกิ ฮฺ 2) ระดบั มัธยมศึกษาตอนตน้

3. ต้องปฏิบัติละหมาดท้ังสองติดต่อกัน โดยต้องรีบละหมาดที่สองทันที ท่ีละหมาดแรกเสร็จ และ
สลามจากละหมาดแรกแล้ว , จะต้องไม่ให้มีสิ่งใด ไม่ว่าจะเป็นซิเกร หรือละหมาดสุนัต หรืออ่ืน ๆ มาคั่น
ระหว่างละหมาดทั้งสอง และถ้าหากมีสิ่งหนึ่งท่ียาวนานตามประเพณีมาคั่นระหว่างละหมาดทั้งสอง หรือร่น
ละหมาดท่ีสองออกไป โดยตัวเองไม่ได้ยุ่งพะวงอยู่กับสิ่งใดก็ถือว่าเสียการรวมน้ัน และจาเป็นต้องร่นละหมาด
ทสี่ องไปปฏบิ ตั ิในเวลาของมัน ซึ่งทง้ั หมดนัน้ เป็นการปฏิบัติตามทา่ นนบี (ซ.ล.)

4. การเดินทางจะตอ้ งยงั คงมีอยู่ จนกว่าจะไดป้ ฏบิ ัติละหมาดที่สอง , หมายความว่า จะไม่มีผลเสียถ้า
หากเขาเขา้ เขตเมือง ขณะที่กาลงั ละหมาดทสี่ องอยู่

เงื่อนไขการรวมหลัง :
1. จะต้องเนียตเอาละหมาดแรกไปรวมไปเวลาหลัง โดยการเนียตน้ันจะต้องอยู่ในเวลาแรก ถ้าหาก

หมดเวลาดหุ ร์ โิ ดยท่เี ขาไมไ่ ด้เนียตเอาละหมาดดุห์ริไปรวมกับละหมาดอิสริในเวลาอิสริแล้ว ละหมาดดุห์ริก็จะ
ตกหนักอย่บู นเขา และตอ้ งนามาปฏบิ ตั ิเปน็ ละหมาดกอดออฺ และมบี าปท่ีทาให้ละหมาดออกนอกเวลาของมนั

2. การเดินทางจะต้องยังมีอยู่จนกว่าจะเสร็จละหมาดทั้งสองโดยสมบูรณ์ ถ้าหากเขาหมดสภาพการ
เปน็ คนเดินทางก่อนเสร็จละหมาดทง้ั สอง ละหมาดทีส่ องนั้นตกเป็นละหมาดกอดออฺ

สาหรับในกรณีของการรวมหลังนี้ ไม่มีเง่ือนไขว่าจะต้องปฏิบัติเรียบเรียงกันไป แต่เขาจะเร่ิมด้วย
ละหมาดใดก่อนก็ได้ และเชน่ เดยี วกับการกระทาอย่างต่อเน่ือง - ในท่ีน้ี - ก็ถือว่าเป็นสุนัต ไม่ใช่เป็นเงื่อนไขท่ี
จะทาให้การรวมละหมาดใช้ได้

เงื่อนไขการละหมาดย่อ :
1. การเดินทางจะต้องเป็นการเดินทางไกลถึงระยะทาง 81 กิโลเมตร หรือเกินกว่านั้นจะไม่พิจารณา

ระยะทางทีต่ า่ กว่าน้นั
2. การเดินทางนั้นจะต้องมีจุดหมายปลายทางท่ีแน่นอน ดังนั้นจะไม่พิจารณาการเดินทางของคนที่

ไม่มจี ดุ หมายปลายทาง และไม่พิจารณาการเดินทางของผู้ท่ีติดตามผู้นา ซึ่งไม่รู้ว่าผู้นาจะไปท่ีไหนและที่กล่าว
นี้หมายความว่า ก่อนที่เขาจะเดินทางในระยะทางที่ไกล แต่ถ้าหากเขาเดินทางได้ระยะทางที่ไกลแล้ว เขาก็
ยอ่ ละหมาดได้ เพราะมนั่ ใจแล้วว่าเป็นการเดินทางไกล

3. การเดินทางนั้นจะต้องไม่มีเปูาหมายในทางที่เป็นความชั่ว ถ้าหากเป็นการเดินทางเพ่ือเปูาหมาย
ดังกล่าว ก็ไม่ถือเป็นการเดินทางท่ีอนุญาตให้รวมและย่อละหมาด เช่น คนที่เดินทางเพื่อค้าขายสุรา หรือ
เพื่อกิจการท่ีมีดอกเบ้ีย (ริบา) หรือเพ่ือปล้นสดมภ์ตามทาง เพราะการย่อละหมาดน้ันเป็นข้อผ่อนผันและข้อ
ผอ่ นผันนนั้ บัญญตั ิขึน้ มาเพอื่ การภักดี ดว้ ยเหตนุ ีจ้ ึงไมเ่ ก่ียวข้องกับความชั่วตา่ ง ๆ

วธิ ีการปฎิบัติละหมาดยอ่
1. เนยี ต (เจตนา ) ละหมาดยอ่ :คากลา่ วด้งั น้ี

" ‫اُ َصلًِ َف ْر َِض ال ُظ ْه ِِر َر ْك َع َت ٌْ ِنِ َق ْص ًرا اَ َدا ًِء ِِ ِِل َت َعالَى‬
ความหมาย ขา้ พเจา้ ละหมาดซุฮรสี องรอกาอัตย่อเพื่ออลั ลอฮฺตาอาลา

2. ละหมาดฟัรฎูท่ีมี 4 รอกาอัตได้ย่อเป็น 2 รอกาอัต นอกจากนั้นปฎิบัติเหมือนกับการละหมาด
ทว่ั ๆ ไป

ความสาคญั ละหมาดยอ่
ละหมาดทย่ี ่อได้ คอื การละหมาด 4 รอกาอัตใหเ้ ป็น 2 รอกาอัต เช่น ละหมาดฟัรฎู ซฮุ รี อสั รีและ อีซา

รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 2 (อลั ฟกิ ฮฺ 2) ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 5

หนว่ ยที่ 3 อัลหัยฎ์ และ อัลอสิ ตหิ าเฎาะฮ์

ความหมายของ อลั หยั ฎ์
อัลหัยฎฺ คือ เลือดธรรมชาติหรือเลือดประจาเดือนท่ีทาความสะอาดมดลูด ซ่ึงหล่ังออกมาจากอวัยวะ

เพศของสตรใี นเวลาทีแ่ นน่ อน โดยปกตแิ ล้วระยะเวลาของการมีเลือดประจาเดอื นน้นั มหี กหรอื เจ็ดวัน
ความสาคญั ของเลือดอลั หยั ฎ์

อัลลอฮฺได้สร้างเลือดอัลหัยฎฺข้ึนมาเพ่ือเป็นอาหารหรือประโยชน์ทางโภชนาการของทารกในท้อง
มารดา ด้วยเหตุนี้จึงไม่ค่อยพบว่าคนท้องมีประจาเดือน เม่ือคนท้องคลอดออกมาเลือดดังกล่าวก็จะกลายเป็น
นา้ นมทสี่ ะสมอยู่ใน เตา้ นมทั้งสองของมารดาด้วยเหตุน้ีอีกเช่นกัน ที่ไม่ค่อยพบว่าคนท่ีอยู่ในระยะให้นมบุตรมี
ประจาเดือน ดังนั้นหากผู้หญิงคนใดปลอดจากระยะการท้องหรือระยะการให้นมบุตรแล้ว จะต้องมีเลือดประ
เดอื นคงอยใู่ นมดลูกอยา่ งหลีกเลี่ยงมไิ ด้ หลงั จากนัน้ กจ็ ะหลัง่ ออกมาในทกุ ๆ เดอื นเปน็ เวลาหกหรือเจ็ดวัน
ไม่สามารถกาหนดระยะเวลาที่แน่นอนสาหรับการหลั่งเลือดอัลหัยฎฺ ไม่สามารถกาหนดระยะเวลาอย่างน้อย
ทส่ี ดุ หรือกาหนดระยะเวลาอย่างมากได้ และไมส่ ามารถกาหนดเวลาเร่ิมต้นและเวลาหมดประจาเดือนได้และไม่
สามารถการกาหนดระยะเวลาทป่ี ลอดหรอื สะอาดจากหัยฏสฺ องคร้ังเป็นระยะเวลาอย่างน้อยท่ีสุดหรือระยะเวลา
อย่างมากได้
เลอื ดอัลหัยฎ์

เลอื ดอลั หยั ฎฺมี 5 สี
1. สีดา
2. สแี ดง
3. สีขาวออกแดง
4. สีเหลือง
5. สขี ุ่น

ระยะเวลาทมี่ าอลั หัยฎ์
ระยะเวลาของการมีเลือดประจาเดือนนั้นอย่างน้อยหนึ่งวัน(24 ช่ัวโมง) และอย่างมากสิบห้าวัน โดย

ปกติแลว้ ระยะเวลาของการมีเลอื ดประจาเดือนน้ันมีหกหรือเจ็ดวนั

ฮูกมของสตรีท่มี าประจาเดอื น
สิ่งที่ตอ้ งห้ามในชว่ งระยะเวลาม่ีสตรีมาประจาเดอื น
ละหมาด สตรีท่ีอยู่ในระยะท่ีมีเลือดอัลหัยฎฺน้ัน เธอจะละหมาดไม่ได้ ไม่ว่าเลือดนั้นจะมาตามปกติ

หรือเกินจากปกติแล้ว หรือน้อยกว่าเวลาปกติก็ตาม ซึ่งเมื่อเลือดดังกล่าวหยุดแล้ว ให้เธออาบน้าและละหมาด
ทา่ นนบี ศ๊อลลลั ลอหุอะลัยหิวาซลั ลมั ไดก้ ลา่ วว่า

(‫اذا أقبلت الحٌضة فدعً الصلة )متفق علٌه‬
ความว่า “ในเม่อื เจา้ มาประจาเดือนจงละจากการละหมาด”

ถือศลี อด สตรที ีอ่ ยูใ่ นระยะท่ีมเี ลือดอลั หยั ฎฺนั้นไมว่ ายิบทต่ี ้องถอื ศลี อด ทา่ นนบี ศ๊อลลัลลอฮูอาลัยอะ
ลยั หิวาซลั ลมั ไดก้ ล่าวว่า

(‫ بلى )رواه البخاري‬: ‫" ألٌست احداكن اذا حاضت لم تصل ولم تصم ؟ قلن‬
ความว่า “ใช่ไหมว่าในหมู่ของพวกเจ้าในเม่ือมาประจาเดือนพวกเจ้าละจากการละหมาดและละจาก
การถือศลี อด?พวกเราตอบวา่ ใช่” (บูคอรแี ละมุสลิม)

6 รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 2 (อัลฟิกฮฺ 2) ระดบั มธั ยมศึกษาตอนต้น

เฏาะวาฟ หะรอม(ห้าม)สาหรับผู้ท่ีมีเลือดอัลหัยฎฺทาการเฏาะวาฟรอบๆ บัยตุลลอฮฺจนกว่าเลือดนั้น
จะหยดุ และอาบนา้ กอ่ น ท่านนบี ศ๊อลลัลลอหอุ ะลัยหิวาซลั ลมั ได้กลา่ วตอ่ อาอซี ะว่า

(‫"فافعلً ماٌفعل الحاج غٌر أن لتطوفً بالبٌت حتً تطهري" )متفق علٌه‬
ความว่า “จงทาเหมอื นกับคนทาพิธีฮัจย์ยกเว้นเฏาะวาฟจนกว่าเจา้ จะส้ินการมาประจาเดือน”

จบั ต้องมศุ หฟั ฺ(อัลกุรอาน) ไม่อนุญาตให้ผู้ท่ีมีเลือดอัลหัยฎฺสจับต้องมุศหัฟฺ นอกจากว่ามีหน้าปกหรือ
สิ่งอ่ืนกันไว้ไมส่ มั ผัสโดยตรง

มีเพศสัมพันธ์ ไม่อนุญาตให้มีเพศสัมพันธ์กับผู้มีประจาเดือนจนกว่าเธอจะสะอาดจากเลือด
ประจาเดือนและอาบน้าชาระร่างกายก่อน หากผู้ใดมีเพศสัมพันธ์กับผู้มีประจาเดือนก่อนการอาบน้าถือว่าเขา
มบี าป

อัลลอห์ ตะอาลา ตรสั ว่า

‫ا ْل َم ِحٌ ِضِ َول َت ْق َر ُبو ُه اِن َح اتى ٌَ ْط ُه ْر َِن‬ ً‫َع ِِن َفإِا َْلذاَم َت ِحٌَط اهِ ْرِض َنُِق َْفلِأْ ُت ُهوَِو ُه َأاِنذ ًِمِى ْنَِفا َحْ ْعٌ َت ُِزِثلُأَو َام َارل ُكن ُمِ َساال اَلءِهُِ ِفإِ اِن‬ ‫« َو ٌَ ْسأَلو َن َِك‬
»‫ال ال َِه ٌُ ِح ُِّب ال ات اوِا ِبٌ َِن َو ٌُ ِح ُِّب ا ْل ُم َت َطه ِرٌ َِن‬

ความวา่ “และพวกเขาจะถามเกี่ยวกับประจาเดือน จงกล่าวเถิดมูฮัมมัดว่าประจาเดือนเป็นส่ิงท่ีมีโทษ
ดังนั้นพวกเจ้าจงปลีกตัวจากหญิงในขณะที่มีประจาเดือนและอย่าเข้าใกล้พวกนาง จนกว่าพวกนางจะสะอาด
คร้ันเม่ือนางได้ชาระร่างกายสะอาดแล้ว ก็จงเข้าหานางตามที่อัลลอฮฺได้ใช้พวกท่าน แท้จริงอัลลอฮฺได้ชอบ
บรรดาผู้สานกึ ผดิ กลบั เนื้อกลบั ตวั และชอบบรรดาผทู้ ี่ทาตนใหส้ ะอาด”(อัลบะเกาะเราะฮ:ฺ 222)

อลั อิสตหิ าเฎาะฮ์
ความหมายของอัลอิสตหิ าเฎาะฮ์

อัลอิสติหาเฎาะฮฺ คือ เลือดที่ไหลออกมาจากส่วนในของปากช่องคลอดเรียกว่า “อาซิลฺ” มีสีแดง
หยาบ ไมม่ กี ลน่ิ เหม็นและจะเกาะตวั เป็นก้อนหลงั จากออกมา

อิสติฮาเฎาะฮฺนั้น คือการไหลของเลือดที่ไม่เป็นปกติ ในลักษณะท่ีออกมาจากเส้นนเลือดเส้นหน่ึง
ทเี่ รียกวา่ อลั อาซิล และหญงิ ท่มี ีอิสตฮิ าเฎาะฮฺนั้น เรอ่ื งของนางนน้ั มีความสับสน เน่ืองจากความคล้ายคลึงของ
เลือดหัยฎ์ และอิสตฮิ าเฎาะฮฺ เมอ่ื เลือดนั้นออกโดยตลอด หรือเกินเวลาแล้ว อันไหนท่ีนางจะถือเป็นรอบเดือน
และอันไหนท่ีนางจะถือเป็นอิสติฮาเฎาะฮฺ ซึ่งจะไม่หยุดการถือศีลอด และการละหมาด เพราะว่าหญิงที่มีอิสติ
ฮาเฎาะฮฺนั้น ให้ถือเอาข้อตัดสินของพวกผู้หญิงที่สะอาดมาใช้ และตามท่ีได้กล่าวมานี้ ผู้ที่มีอิสติฮาเฎาะฮฺนั้น
นางมีสามสภาพด้วยกนั

ฮูกมอลั อสิ ตหิ าเฎาะฮ์
1. อนุญาตให้อัลมุสตะหาเฎาะฮ์(ผู้ที่มีเลือกอิสติหาเฎาะฮ์)ทาการละหมาด ถือศีลอด อิอ์ติกาฟ และ

ทาอิบาดะฮ์อ่ืนๆ ทั้งน้ีมีรายงานจากท่านหญิงอาอิชะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา ว่าท่านฟาฎิมะฮฺ บินตุ หุบัยชฺ ได้
ถามทา่ นนบีว่า

ِ‫ إِالاا ِتنِ ًَذ ِل ُكِِْكن ِِتِع َْتر ِحقٌِ َو َِلض ٌِك َِْنِن ِفَدٌ َِهعاًُث اِمالا ْغاصَت َ ِلس ِلَِة َقً ْد َِوَِر ا َْصللَأ اٌاً ِ»م‬،‫ « َل‬: ‫إِنً أُ ْس َت َحا ُضِ َف َِل أَ ْط ُه ُِر أَ َفأَ َد ُعِ ال اص َل َةِ ؟ َف َقا َِل‬

ความว่า “ฉันมีเลือดอิสติหาเฎาะฮฺ ตัวฉันจึงไม่สะอาด ดังน้ันฉันจะขาดละหมาดได้หรือไม่? ท่านบี
ศ็อลลัลลอฮฺ อาลัยฮิวาซัลลัม จึงตอบว่า "ไม่ได้เพราะเลือดดังกล่าวน้ันเป็นเลือดปกติทั่วไป แต่ทว่าเธอจะขาด

รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 2 (อลั ฟกิ ฮฺ 2) ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 7

ละหมาดได้เพียงช่วงวันท่ีเธอเคยมาประจาเดือนเท่าน้ัน หลังจากน้ันเธอต้องอาบน้าและละหมาด” (มุตตะฟะ
กนุ อะลยั ฮฺ โดยมีบนั ทกึ ใน อลั บคุ อรีย์ เลขท่ี : 325 สานวนนีเ้ ปน็ ของอัลบุคอรยี ์และมสุ ลิม เลขที่: 333)

2. นางจะล้างอวัยวะเพศของนาง เพื่อขจัดสงิ่ ท่ีติดอยู่จากสิ่งท่ีออกมาในทุกเวลาของการละหมาด และ
เอาฝาู ยมาอดุ ทช่ี ่องอวัยวะเพศ เพื่อก้ันไม่ให้เลือดไหลออกมา และรัดมันด้วยสิ่งท่ีทาให้ไม่ตกในเวลาท่ีละหมาด
เนอ่ื งจาก ท่านนบีซอ็ ลลลั ลอฮอู าลัยฮิวาซลั ลมั ไดก้ ลา่ วไว้ว่า...

“ใหเ้ ธอพักการละหมาดในวันที่มคี วามสะอาด หลังจากนั้นให้เธอชาระลา้ งร่างกายและอาบน้าละหมาด
ในทกุ เวลา”(อบูดาวดู อิบนุมาญะฮฺ และติรมีซยี ฺ รายงาน และกล่าวว่ามันเปน็ ฮาดษิ ทซ่ี อเหี๊ยหฺ)

และนบีได้กล่าวอีกว่า “ฉันจะบอกลักษณะฝูายที่เธอนาเอาไปสอดใส่ในท่ีท่ีถูกกาหนด” และสามารถใช้
ผ้าอนามยั ที่มีอยู่ในปัจจบุ ันน้ีได้

หน่วยที่ 4 นิฟาสและวลิ าดะฮฺ

ความหมายของนิฟาส
นฟิ าส คือ เลือดทห่ี ล่งั ออกมาจากอวัยวะเพศของสตรีหลังคลอดบุตรหรือหลั่งออกมาพร้อมๆ กับบุตร

หรือก่อนคลอด
ระยะเวลาของนิฟาส

โดยปกติแล้วเลือดอันนิฟาสจะมีระยะเวลา 40 วัน เม่ือสตรีคนใดหมดเลือดนิฟาสก่อนถึง 40 วันก็
จาเปน็ จะต้องละหมาดและถอื ศีลอดหลังจากอาบน้าเรยี บรอ้ ยแล้วและสาหรับสามีของเธอก็จะมีเพศสัมพันธ์กับ
เธอได้ และหากมเี ลอื ดต่อไปจนถงึ 60 วนั ก็ยงั คงเป็นเลอื ดอนั นิฟาสอยู่ แต่ถ้าเกิน 60 วนั จะถือว่าเปน็ เลือดเสีย
บทบัญญตั ขิ องนิฟาส

ฮาดิษของอมุ ุซาลามะฮฺ รอดยิ ัลลอฮุอันฮา ท่วี า่

‫ِن َفا ِس َها‬ ‫َب ْع َِد‬ ِ‫َت ْق ُع ُد‬ ‫وسلم‬ ‫على‬ ‫ِر ُسول الل ِِه صلى الله‬ ‫ َكا َن ِِت ال ُّن َفسا ُء َعل َىِ َع ْه ِِد‬: ‫قالت‬ ‫عنها‬ ‫الله‬ ً‫رض‬ ‫سلمة‬ ‫أم‬ ‫َعن‬
ً‫والحاكم والبٌهق‬ ‫ رواه ابو داود‬. ‫أَر َب ِعٌ َنِ ٌَو ًما‬

ความว่า “พวกสตรีท่ีมเี ลือดคลอดลูกนั้นจะพัก (หยุดการละหมาด) ในสมัยของท่าน รอซูล ซ็อลลัลลอ

ฮอู าลัย ฮวิ าซลั ลมั สส่ี ิบวนั ” (รายงานโดย ติรมซี ยี ฺและท่านอื่นๆ)

นักวิชาการได้เห็นพ้องต้องกันในเรื่องดังกล่าว เหมือนกับท่ีติรมีซีย์และท่านอ่ืนๆได้รายงานไว้ และ

เม่ือไหร่ท่ีนางสะอาดก่อนสี่สิบวัน ด้วยการท่ีเลือดได้ขาดหายไปจากนาง ก็จงชาระล้างร่างกาย และละหมาด

เนอ่ื งจากไม่มีขดี ต่าสุด เพราะวา่ ไมม่ ีการปรากฏเก่ยี วกบั กาหนดระยะเวลาดังกล่าว เม่ือนางได้เวลาครบสี่สิบวัน

และการไหลของเลอื ดนน้ั ก็ยงั ไมห่ ยดุ และหากไปตรงกับรอบเดอื นปกติก็ถือว่าเป็นรอบเดือน และหากไม่ไปตรง

กับรอบเดอื นปกติ ไหลต่อไปโดยไม่ขาดกถ็ อื ว่าเปน็ อิสติฮาเฏาะฮฺ นางจงอยา่ พักการเคารพภักดี และหากว่าไหล

เกนิ สีส่ บิ วนั แตไ่ ม่ไหลตลอดไปและไมไ่ ปตรงกับรอบเดือน ตรงนน้ั นักวชิ าการมคี วามเหน็ แตกต่างกันออกไป

ขอ้ ตัดสนิ เลอื ดทอ่ี อกมาจากมดลกู ผูห้ ญิงทท่ี ้องอยู่

ผู้หญิงทีท่ ้องอยู่เม่ือมเี ลอื ดออกมาจากมดลกู มากๆ และไม่ได้แท้งลูกแสดงว่าเลือดน้ันเป็นเลือดเสีย เธอ

จะละท้งิ ละหมาดเนอื่ งจากเลือดน้ันไม่ได้ แต่เธอต้องอาบน้าละหมาดในทุกคร้ังที่จะละหมาด แต่หากเธอเห็นว่า

เลือดท่ีออกมาน้ันเป็นประจาเดือนที่มาตามปกติสาหรับเธอก็แสดงว่าเป็นเลือดประจาเดือน เธอจะละทิ้ง

ละหมาดหรือศีลอดหรืออื่นๆเนอ่ื งจากเลือดน้นั ได้

8 รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 2 (อลั ฟิกฮฺ 2) ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น

วลี าดะฮ์ คือ
วีลาดะฮ์ คือ กรณีท่ีผู้หญิงคลอดและหลังจากคลอดเลือดไม่ไหล เม่ือเป็นเช่นนี้ ฮูกมเหมือนกับญะ

นะบะฮฺ เพราะลูกที่คลอดน้ันเกิดจากน้าอสุจิของเพศชายและเพศหญิง ฮูกมเหมือนกันถึงแม้การคลอดจะ
ต่างกนั และหากการคลอดและมเี ลือดไหลหลังจากคลอด เลอื ดดงั กล่าวเรียกวา่ นฟิ าส
หะรอม(ห้าม)สาหรับผทู้ ีม่ ีอันนฟิ าสและวีลาดะฮ์

1. ละหมาด
2. ถอื ศีลอด
3. อ่านอลั กุรอาน
4. สมั ผสั หรือจับต้องมุศหัฟฺ
5. เขา้ ในบริเวณมัสยิด
6. เฏาะวาฟรอบๆ บัยตุลลอฮฺ
7. ร่วมประเวณี

หน่วยที่ 5 การอาบน้าวาญบิ (การทาฆุสลฺ)

ความหมาย
การทาฆุสลฺ (อาบน้า) คือ การชาระล้างทาความสะอาดโดยใช้น้าท่ีสะอาดล้างให้ทั่วทั้งร่างกายด้วย

วธิ ีการที่เฉพาะ ซ่งึ เปน็ สิง่ ทบ่ี ่งบอกถงึ ความประเสรฐิ ของอสิ ลามอกี อยา่ งหนงึ่ วา่ เปน็ ศาสนาท่สี ะอาด บริสุทธ์ิ
ฮูกมการอาบน้าญะนาบะฮฺ

การอาบน้าญะนาบะฮฺ (ยกฮะดัษใหญ่) เป็นวาญิบ (ส่ิงจาเปน็ ) อลั ลอฮฺทรงตรัสว่า

‫ا‬ٚ‫َّ ُش‬َّٙ‫إِ ْْْ ُو ْٕزُ ُْْ ُجُْٕجًب فَبط‬َٚ

ความหมาย : “ และหากพวกเจ้าเป็นผู้มีญะนาบะฮฺ (ฮะดัษใหญ่) พวกเจ้าจงชาระ (อาบน้า) ทา
ความสะอาดเถิด ” ( อัลมาอดิ ะฮ : 6 )

สาเหตุทจี่ าเป็นตอ้ งทาฆุสลฺ (อาบน้า)
1. เมื่อมีการหล่ังน้ากาม จากอวัยวะเพศชายหรือหญิง ท้ังจากการกระทาความสาเร็จความใคร่ด้วย
ตัวเอง การรว่ มประเวณี หรือการฝนั เปียก
2. เมื่อมกี ารสอดใส่ส่วนหัวของอวยั วะเพศชายจมเข้าไปในอวยั วะเพศหญงิ ถึงแมว้ า่ จะไมม่ ีการหล่ัง
น้ากามกต็ าม
3. เม่ือมกี ารตายของมสุ ลมิ นอกจากว่าจะตายชะฮดี ในหนทางของอัลลอฮฺ
4. เม่ือมกี ารเข้ารับอสิ ลามของกาฟริ ฺ
5. เมอ่ื มปี ระจาเดอื น
6. เมอื่ มนี ิฟาส(เลอื ดจากการคลอดบุตร)
รายงานจากทา่ นอะบูฮรุ อ็ ยเราะฮเฺ ราะฎยิ ลั ลอฮุอันฮุกล่าวความวา่ ทา่ นเราะสลู ุลอฮไฺ ด้กล่าวว่า

ًُْ ‫ َج َْت ا ٌْ َغ ْغ‬َٚ ْ‫َ َذَ٘ب فَمَ ْذ‬ٙ‫َب ا ْْلَ ْسثَ ِغْ صُ َُّْ َج‬ِٙ‫إِ َرا َجٍَ َْظ ثَ ٍْ َْٓ ُش َؼج‬
ความว่า : “เม่ือผู้ใดน่ังคร่อมระหว่างอวัยวะทั้งสี่ของสตรี หลังจากนั้นมีการใช้ความพยายามเพื่อให้
สาเร็จต่อนาง ก็ถือว่าวาญิบต้องอาบน้าแล้ว” (มุตตะฟะกุน อะลัยฮฺ โดยมีบันทึกในอัลบุคอรียฺ เลขที่ : 291
สานวนนี้เปน็ ของอัลบคุ อรยี แฺ ละมสุ ลิม เลขท่ี: 348)

รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 2 (อัลฟิกฮฺ 2) ระดบั มัธยมศึกษาตอนต้น 9

วธิ ีการทาฆุสลฺ(อาบนา้ )ทถี่ ือวา่ ใชไ้ ด้
1. ให้ต้ังเจตนาเพือ่ ทาฆุสล(ฺ อาบนา้ )
2. ชาระลา้ งทาความสะอาดให้ทั่วทงั้ ร่างกายเพียงคร้ังเดียว

วิธกี ารทาฆสุ ลฺ(อาบน้า)ทีถ่ อื วา่ สมบรู ณแ์ บบ
1. ให้ต้งั เจตนาเพอ่ื ทาฆุสลฺ แล้วลา้ งมือสามคร้ัง
2. ลา้ งอวยั วะเพศและชาระสิ่งสกปรกจนเกลย้ี ง
3. อาบนา้ ละหมาดยกเว้นการล้างเท้า
4. เอานา้ รดบนศรีษะสามครงั้ พร้อมๆกบั ใชม้ ือสางเสน้ ผม
5. ชาระล้างทาความสะอาดทั้งร่างกายที่เหลือให้ทั่วเพียงครั้งเดียว โดยเร่ิมล้างด้านขวาก่อน ให้ถูใน
ขณะท่ีล้างดว้ ยและไมค่ วรใช้น้าอย่างฟุมเฟือย
6. ลา้ งเทา้ ทัง้ สองข้าง

วธิ กี ารทาฆสุ ลฺของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮูอาลยั ฮวิ าซัลลมั
มรี ายงานจากทา่ นอบิ นุ อบั บาสเราะฎยิ ัลลอฮุอันฮมุ า กลา่ วว่า

ْٗ،ِِْٗ ٌٍِِْٗ َّ‫ْسا ٌْ ُص َََّدُْجفَََٕٕببثَ َضِْخ َْدشفَ َِغَِْة َْغً ِث ََءًْْ ِش َوََوّفِّفب‬،َ ِْٗٓ َ ‫ٍَ َعَغٍَّى ََُْغ ٍََس ُْأغُْٗ ِِثْعغٍَِِْٗشُْٗ َصَّ ََِبِ ٌِل‬ٚ‫َػ‬ََٚ ِْٗ ِْْٗ‫َّىُُْأََف ْف َْػش ٍََش ٍِْج َؽ‬ُٙ‫ٌٍٍََّص‬،‫ُْ َّءَأل َُّْْٖفل ِْا ٌَِشٍ َْؽ َصَّصٍِثَّ ََ ِْٗلى ِحاَػ‬ٛ‫ُضصُْ َِّْي‬ٛ،‫ِءُع‬ُٚ ‫ اُذْلَِّضاٌِْأََٔ َبش‬ًٍَْٛ ََٔ‫َْذذْصُُْٖأََُّْ ِْفدر‬،ٌَ ‫أََْٔد َشْخُ َِذخ َلٌبًًَْذٌَا‬ٛ‫ََِد ٌٍْْصُ ًَُُّّْىب‬،‫ًَبب‬ٙ‫فََخ َذبَصٌٌََ ََزَِىل ًص‬ْْٚ ْ‫ا ََِلداََّّذش َصَْرسْزٍِْٕ ًَِْٓأَض‬
ُْٖ‫ صُ َُّْ أَرَ ٍْزُُْٗ ثِب ٌْ ِّ ْٕ ِذٌ ًِْ فَ َش َّد‬،ِٗ ٍْ ٍَ‫ صُْ َُّْ رََٕ َّذى َػ ْْٓ َِمَب ِِ ِْٗ َرٌِ َْه فَ َغ َغ ًَْ ِس ْج‬،ِٖ ‫صُ َُّْ َغ َغ ًَْ َعبئِ َْش َج َغ ِذ‬

ความวา่ : “ นา้ ของฉนั ทา่ นหญิงมัยมูนะฮฺ(เราะฎยิ ัลลอฮอุ ันฮา)ได้เล่าแก่ฉันว่า ฉันเข้าไปใกล้ท่านรอซู
ลุลอฮฺในขณะท่ีท่านอาบน้าญะนาบะฮฺอยู่ ฉันเห็นท่านล้างมือทั้ง 2 ข้างของท่าน สองหรือสามคร้ัง ต่อจากน้ัน
ท่านจะเอามอื วักนา้ ในภาชนะแลว้ ราดนา้ บนอวยั วะเพศของทา่ น แลว้ ชาระทาความสะอาดอวัยวะเพศโดยใช้มือ
ซ้าย จากน้ันท่านเอามือซ้ายตบดิน แล้วถูมันอย่างแรง แล้วจึงอาบน้าละหมาดเหมือนกับการอาบน้าละหมาด
ของท่านเพ่ือทาละหมาด เสร็จแล้วจึงมาเอามือวักน้ามาราดศีรษะ 3 คร้ัง แล้วราดน้าให้ท่ัวร่างกาย แล้วเล่ือน
จากทเี่ ดิมเลก็ น้อย แล้วจงึ ลา้ งเทา้ ทั้งสองของท่าน หลงั จากนัน้ ฉันได้เอาผ้าเช็ดยื่นให้ท่าน แต่ท่านได้ปฏิเสธมัน”
(มตุ ตะฟะกุน อะลัยฮฺ โดยมีบนั ทึกในอัลบคุ อรยี ฺ เลขที่ : 276 และมุสลิม เลขท่ี: 317 ซึง่ สานวนน้ีเป็นของมสุ ลมิ )

ตามสุนนะฮฺ (แบบอย่างของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮูอาลัยฮิวาซัลลัม)ให้อาบน้าละหมาดเหมือนกับการ
อาบน้าละหมาดเพื่อทาละหมาดก่อนอาบน้า แต่หากอาบน้าโดยมิได้ทาวุฎูอ์ก่อน หรือทาวุฎูอ์ก่อนอาบน้าแล้ว
ในหลกั การอิสลามถอื วา่ ไมจ่ าเปน็ ต้องทาวฎุ ูอ์อีกหลงั อาบน้า

ข้อห้ามสาหรับผูม้ ญี ะนาบะฮฺ
ศาสนาอสิ ลามมบี ญั ญัตหิ ้ามมใิ ห้ผู้มีญะนาบะฮ์ปฎิบัตปิ ระการต่อไปน้ี
1.ห้ามทาละหมาดทุกประเภท สนุ ตั และฟรั ฎู ( รวมทงั้ ละหมาดญะนาซะฮ์ด้วย )

َْ‫ َّضأ‬َٛ ‫إِ َّْْ ّللاَْ رَ َؼبٌَى لاَْ ٌَ ْمجَ ًُْ َصَلَحَْ أَ َد ِذ ُو ُْْ إِ َرا أَ ْد َذ َْس َدزَّى ٌَ َز‬

ความหมาย “ แท้จริงอัลลอฮ์จะไม่ทรงตอบรบั การละหมาดของคนใดในหมพู่ วกทา่ นเม่ือเขามีฮะดัษ
จนกว่าเขาจะอาบน้าละหมาดเสยี กอ่ น”

10 รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 2 (อลั ฟกิ ฮฺ 2) ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น

เมื่อการมีฮะดัษเล็กเป็นอุปสรรคและข้อห้ามสาหรับการละหมาด การมีฮะดัษใหญ่ย่อมต้องถือเป็น
กรณีสาคัญและจาเป็นมากกวา่ สาหรบั การห้ามละหมาด

‫ ْس‬ْٛ ُُٙ‫لاَْ ٌَ ْم َج ًُْ ّللاُْ رَ َؼبٌَى َصَلَْحً ثِ َغ ٍْ ِشْ ط‬َٚ
ความหมาย : “ แท้จริงอัลลอฮ์จะไม่ทรงตอบรับการละหมาดท่ีปราศจากความสะอาด ” (บันทึก
โดยมสุ ลิมและอตั ติรมซิ ยี ์)

ความสะอาดในฮะดีษ หมายถึง ความสะอาดตามศาสนบัญญัติ ผู้ละหมาดจะต้องเป็นผู้สะอาด
ปราศจากฮะดษั เล็กและใหญ่ ( ดหู ลักฐานจากบทอันนิซาอ์ โองการท่ี 43 ที่ผ่านมาประกอบดว้ ย )

2.หา้ มทาพิธฏี อว้าฟทง้ั ฟรั ฎูและสุหนตั ( คือ การเดนิ เวียนรอบบัยตลุ ลอฮฺ )

ََْ َ‫ا ُفْ ثِب ٌْجَ ٍْ ِْذ َصَلَح إِلْاَّ أَ َّْْ ّللْاَ لَ ْذْ أَثَب َْح فِ ٍْ ِْٗ ا ٌْ َىَل‬َٛ َّ‫اٌَط‬

ความหมาย : “การฏอว้าฟ ( เดินเวียนรอบ ) บัยตุลลอฮฺน้ัน ถือเป็นการละหมาด หากแต่อัลลอฮฺ
ทรงอนญุ าตใหพ้ ดู จาในขณะฏอวา้ ฟได้”(จากบนั ทกึ ของอตั ติรมีซีย)์ และบยั ตุลลอฮฺน้ันอยู่ในมัสยิดอัลหะรอม ผู้
มญี ะนาบะฮจฺ ึงไมส่ ามารถเข้าไปในมสั ยดิ ได้

3.ห้ามจับและสัมผสั อลั กุรอาน ( โดยปราศจากความจาเป็น )

‫لاَْ ٌَ َّ ْظ ا ٌْمُ ْشآ َْْ إِلْاَّ َطب ِ٘ ْش‬
ความหมาย : “เฉพาะผู้ที่สะอาด ( ปราศจากฮะดัษเล็กและใหญ่ ) เท่านั้นท่ีจะสัมผัสอัลกุรอานได้”
บนั ทึกโดยอัฏฏ็อบรอนยี ์,อดั ดารุกุฏนียแ์ ละอัลฮาเก็ม
ทา่ นคอลฟี ะฮ์อาลกี ลา่ วว่า “และไม่เคยมีกรณีใดท่ีจะยับยั้งท่านรอซูลไม่ให้อ่านอัลกุรอานได้ นอกจาก
กรณีที่ท่านมีญะนาบะฮฺเท่าน้ัน” “และสาวกของรอซูลบางท่านเล่าว่า ท่านรอซูลจะสอน อัลกุรอานพวกเรา
เสมอตลอดเวลาที่ท่านไม่มีญะนาบะฮฺ” (จากบนั ทกึ ของอัตติรมิซีย์ )
อนึ่ง อนญุ าตให้ผู้มีญะนาบะฮฺจับหรือสัมผัสอัลกุรอานได้เม่ือมีเหตุผลความจาเป็น อาทิเช่น เมื่อพบกุ
รอานตกหล่นอยู่ในท่สี กปรกหรอื เกรงว่าจะถูกทาลายหรือเผาใหม้ และอนุญาตอ่านกุรอานได้เฉพาะโองการที่
เป็นบทราลกึ หรือดุอาอ์ และเมือ่ มคี วามจาเป็นเท่านน้ั เชน่ เพื่อการสอบ

หน่วยท่ี 6 การจดั การญานาซะห์ (การจดั การศพในอสิ ลาม)

ความหมาย
คาว่า “อลั -ญานาซะห์”ความหมายตามหลกั ภาษา แปลวา่ ศพ
และความหมายตามศาสนบญั ญัติ แปลว่า ศพของมสุ ลมิ ทีเ่ สยี ชวี ิต

คณุ ค่าและความสาคัญของละหมาดศพ
1. อิสลามิกาชนทกุ คนมโี อกาสจะขอ“ ซาฟาอะฮฺ ”และขอดอู าอใฺ หแ้ กศ่ พ.
2. ควรให้รับทราบเกยี่ วกบั การเสยี ชวี ิตของพนี อ้ งมุสลิม.
3. พีน่ อ้ งมุสลิมไดม้ ีโอกาสขอดอุ าอฺหรือกล่าวขอลุแก่โทษมสุ ลิมด้วยกัน

*การละหมาดกเ็ ช่นเดียวกนั ทกุ ครั้งทเ่ี ขาทาความผิด แลว้ เขาละหมาด ขอดอุ า แลว้ จงนาฉนั เข้าหลุม ฝังศพฉัน
เสยี *

รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 2 (อัลฟกิ ฮฺ 2) ระดบั มธั ยมศึกษาตอนต้น 11

วธิ กี ารอาบน้าศพ
หลังจากการชาระล้างฟัน จมูก ปาก เรียบร้อยแล้ว ให้ผู้ทาการอาบน้าศพทาการอาบน้าละหมาด

ให้แก่ศพ โดยใหเ้ ขาเหนยี ตวา่ “ข้าพเจา้ อาบนา้ ละหมาดใหแ้ กศ่ พน้ี เพอื่ อลั ลอฮ์
ลักษณะของการละหมาดให้กบั ศพ

ความว่า “ผู้ใดก็ตามท่ีเดินตามไปกับขบวนศพของมุสลิมด้วยใจศรัทธาและหวังในผลบุญ และเขาอยู่
จนกระทง่ั ทาการละหมาดให้กับศพและเสร็จสิน้ จากการฝงั ศพ ...

-การละหมาดแก่ศพจะใช้ไม่ได้ ยกเว้นภายหลังจากได้อาบน้าศพแล้ว และวิธีละหมาดมีดังน้ี
“ขา้ พเจ้าละหมาดศพนีส้ ต่ี ักบรี ฺ ฟัรดฺ กู ฟิ ายะฮ์ เพ่ืออัลลอฮฺ ตะอาลา”
การละหมาด (นมาซ)

ตอ้ งปราศจากหะดัษใหญ่และหะดัษเล็ก คือ ต้องไม่มีญะนาบะฮฺ หัยฎู นิฟาส หรือ วิลาดะฮฺและต้องมี
น้าละหมาด (คือการละหมาดในวันอิดิลฟิตรี และอิดิลอัฎฮา) ละหมาดญะนาซะฮ ก้าซีรอ ว่าซุบฮานัลลอฮ่ี
บุครอเตา ว่า อา้ ซีลา วัจญะห์
การจดั การศพในอิสลาม

1. อาบน้าศพ
2. ห่อศพ
3. ละหมาดใหแ้ กศ่ พ
4. ฝงั ศพทีก่ ูโบร์
5. ดูอาอใฺ ห้แกศ่ พ
การแบกศพและการฝงั ศพ
-ฝัง เสร็จจากการละหมาดแล้วก็นาไปฝังในหลุมศพที่ขุดไว้พอดีกับโลงศพ ลึกพอคะเนไม่ให้กลิ่นโชย
ขึน้ มาได้ โดยประมาณว่าลกึ ทว่ มศีรษะของคนขุด การฝังใหศ้ พนอนตะแคงหนั หน้า
- หา้ มไม่ใหท้ าการสรา้ งสงิ่ ก่อสร้างใดๆ บนหลุมศพ หรอื การกอ่ ปูน หรือการเหยียบลงบนหลุมศพ หรือ
ทาการละหมาด ณ หลมุ ศพ หรือใชส้ ถานที่ดงั กล่าวเป็นมสั ยดิ
การชนั สูตรพลิกศพ
การชันสูตรศพ หมายถึง การตรวจศพว่าผู้ตายเป็นใคร ตายเพราะเหตุใดๆ ในการปฏิบัติต่อผู้ตาย
ไมว่ ่าจะเป็นการอาบนา้ ศพ การหอ่ การละหมาดขอพร และการฝงั ศพ

หนว่ ยท่ี 7 การเยีย่ มกบุ รู ฺ (สุสาน)

ถา้ มนุษย์ตายจากโลกนีไ้ ป เขาจะถูกนาไปยังอีกโลกหนึ่งนั้นคือ อาลัมบัรฺซัคฺ หรืออาลัมกุบูรฺ ณ สถานท่ี
แหง่ น้นั เขาจะได้รับนิอฺมัติ ความโปรดปรานจากอัลลอฮฺ และหรือได้รับโทษจากอัลลอฮฺแล้วแต่ อะมัลฺ หรือการ
กระทาของเขาในโลกดุนยา
หุกม (ข้อตัดสนิ ) การเยยี่ มกุบรู ฺ

การเย่ยี มกบุ ูรเฺ ป็นส่ิงสุนัต เพื่อนามาเป็นบทเรยี นและราลึกถึงวนั อาคีเราะฮฺ
หลักฐานบญั ญตั กิ ารเย่ียมกบุ รู ฺ

ฮะดีษรายงานจากบุรอยดะฮ์ ขออัลลอฮทรงโปรดปรานท่าน ว่า : ท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮูอาลัยฮีวา
ซัลลมั ไดก้ ล่าว :

‫ [ولتزدكم زٌارتكم‬،] ‫ [فإنها تذكركم الآخرة‬،‫ "إنً كنت نهٌتكم عن زٌارة القبور فزوروها‬:
" ]ً‫ ول تقولوا ُه ْجرِا‬،‫ [فمن أراد أن ٌزر فلٌزر‬،]‫خٌرا‬

(321/2 ،285/1)ً‫ والنسائ‬،(131،72/2)‫ وأبو داود‬،(83/6 ،6/53)‫أخرجه مسلم‬

12 รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 2 (อลั ฟิกฮฺ 2) ระดับมัธยมศกึ ษาตอนตน้

ความว่า : "แท้จริงเมื่อก่อนฉันได้ห้ามพวกท่านเยี่ยมกุบูรฺ แต่ตอนน้ีจงไปเยี่ยมกุบูรฺเถิด เพราะการ
เยี่ยมกุบูรฺจะทาให้ท่านทั้งหลายนึกถึงวันอาคิเราะฮ์ และจะทาให้พวกท่านหม่ันทาความดี ฉะน้ันผู้ใดก็ตามที่
ต้องการเยย่ี มกบุ รู ฺ จงทาเถิดและท่านอย่ากล่าวฮจุ รฺ (‫)ال ُه ْجر‬

ท่านอีมาม นะวาวี เราะหิมะฮุลลอฮฺได้กล่าวในหนังสือ อัลมัจญ์มูอฺ (‫ )المجموع‬: 310/5 ว่า“อัลฮุจรฺ
(‫ )ال ُه ْجر‬คอื คาพดู ท่ีโกหกและไร้สาระ”

เป้าหมายการเยีย่ มกบุ รู ฺ
เปูาหมายของการเยย่ี มกบุ ูรฺ มี 2 ประการ คือ
1. ผทู้ เ่ี ย่ียมจะได้ประโยชนจ์ ากการเย่ียมกบุ รู ฺ โดยจะทาให้เขานึกถึงความตาย นึกถึงวันอาคีเราะฮฺและ

จะทาให้เขาราลึกว่าสักวันหน่ึงเขาจะต้องถูกนามาท่ีนี้ และมนุษย์ทุกคนจะถูกให้พานักอยู่ในสวนสวรรค์หรือใน
นรกแลว้ แต่อะมัลทฺ ีเ่ ขา้ ไดท้ าไว้ในโลกน้ี

2. ผตู้ ายจะได้ประโยชนจ์ ากการใหส้ ลาม การขอพร และการขออภยั โทษ ของผมู้ าเย่ยี ม
มารยาทการเยย่ี มกุบูรฺ

สุนตั ใหส้ ลามแก่กบุ รู ขฺ องมสุ ลมิ พร้อมขอพรและขออภยั โทษแก่พวกเขา
การให้สลามโดยกลา่ ววา่

(‫)السلم علٌكم دار قوم مؤمنٌن وإنا إن شاء الله بكم لحقون‬
หรือ

‫ أسأل الله لنا‬،‫ وإنا إن شاء الله تعالى بكم لحقون‬،‫)السلم علً أهل الدٌار من المؤمنٌن والمسلمٌن‬
(‫ ولكم العافٌة‬รายงานโดยมุสลิม

3. ขอพรให้แกผ่ ูต้ ายโดยหันหนา้ ทางกบิ ลัต

รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 2 (อลั ฟิกฮฺ 2) ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนต้น 13

บทที่ 2
ซากาต
หนว่ ยท่ี 1 ซากาต

ความหมายและความสาคญั
คานยิ ามของคาว่าซากาต

ซากาต คอื ชอ่ื ของส่งิ ทมี่ นุษย์จ่ายออกไปใหแ้ ก่คนยากจน โดยถอื วา่ เปน็ สทิ ธขิ องอัลลอห์
บทบญั ญตั ิของการจา่ ยซากาต

อัลลอห์ ตะอาลา ตรสั ไว้ ความว่า
(มุฮัมหมัด)เจ้าจงเอาส่วนหนึ่งจากทรัพย์สินของพวกเขาเป็นทาน เพ่ือทาให้พวกเขาบริสุทธ์ิและล้าง
มลทนิ ของพวกเขาด้วยส่ิงท่ีเป็นทานนน้ั (บทอตั เตาบะห์ โองการท่ี 103)
ทา่ นนบี ศอ๊ ลลัลลอหุอะลัยหิวาซัลลมั ได้กล่าววา่

"‫"ان الله فرض على أغنٌاءالمسلمٌن فً أموالهم بقدرالذي ٌسع فقرائهم‬

ความว่า แทจ้ รงิ อลั ลอห์ ได้บญั ญัติแก่มสุ ลมิ ทร่ี า่ รวยในเรื่องทรพั ยส์ นิ ของพวกเขา โดยให้เขาจา่ ยดว้ ย
ปริมาณทจี่ ะทาให้เกิดความสะดวกแก่คนยากนในหมู่พวกเขา

ความสาคญั ของซากาต
ซากาตน้ัน เป็นหนึง่ ในจานวนหลกั การอิสลาม 5 ประการ อัลลอห์ได้กาหนดให้เปน็ บทบัญญัติบังคับแก่

คนมสุ ลมิ โดยระบุไว้ในคัมภรี ์ของพระองค์ และในซุนนะห์ของทา่ นรอซลู ศอ๊ ลลลั ลอหอุ ะลยั หิวาซลั ลมั
อัลลอห์ ตะอาลา ตรสั ว่า

(103 :‫"خد من أموالهم صدقة تطهرهم وتزكٌهم بها" )التوبة‬
ความว่า (มุฮัมหมัด)เจ้าจงเอาส่วนหน่ึงจากทรัพย์สินของพวกเขาเป็นทาน เพ่ือทาให้พวกเขาบริสุทธ์ิ
และล้างมลทินของพวกเขาดว้ ยสิง่ ทเี่ ปน็ ทานนนั้ (บทอัตเตาบะห์ โองการที่ 103)

หน่วยท่ี 2 ประเภท การจัดการซากาต

ซะกาฮแฺ บ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
1. ซะกาฮฺทรัพย์สิน หมายถึงการท่ีมุสลิมผู้ถือครอบครองทรัพย์สินตามพิกัดที่ศาสนากาหนดไว้จน
ครบรอบ 1 ปี หรือช่วงระยะเวลาหน่งึ โดยจา่ ยทานบงั คบั ให้แก่มสุ ลมิ 8 ประเภท ตามอัตราท่ถี ูกกาหนดไว้
2. ซะกาฮฺฟิตเราะฮฺ หมายถึงการท่ีมุสลิมทุกคน กล่าวคือ ทุกเพศ ทุกวัย ต้องจ่ายทานบังคับให้แก่
มุสลิม โดยใช้อาหารหลกั ของท้องถิน่ บริจาคตามพกิ ัดท่ีถูกกาหนดไว้ สามารถจ่ายได้ทันที่เมื่อเข้าเดือนรอมฎอน
จนถึงกอ่ นเวลาละหมาดอีดล้ิ ฟิตร์

1. ซะกาฮฺทรัพย์สิน

ทรัพยส์ ินทต่ี อ้ งจ่ายซะกาฮฺ
1. ผลติ ผลทางการเกษตร (ผลไม้ และธัญญาหาร)
2. ปศุสัตว์
3. ทองคา เงินแท่ง
4.ธุรกจิ การค้า
5. เงนิ ทอง
6. ขมุ ทรัพย์ และแร่

14 รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 2 (อัลฟิกฮฺ 2) ระดับมัธยมศกึ ษาตอนตน้

ผลติ ผลทางการเกษตร (ผลไม้ และธัญญาหาร)
ผลิตผลทางการเกษตร (ผลไม้ และธัญญาหาร) หมายถึงผลไม้ และธัญญาหาร ที่เป็นอาหารหลักของ

ทอ้ งถน่ิ ใชบ้ รโิ ภคเปน็ อาหารหนกั ได้
ผลไม้ทีต่ อ้ งจ่ายซะกาฮฺ มดี งั น้ี
1. อนิ ทผลมั
2. องนุ่

ส่งิ เพาะปลูกหรือธัญญาหารทตี่ อ้ งจ่ายซะกาฮฺ มดี ังนี้
1. ข้าวสาลี
2. ข้าวจ้าว
3. ถัว่
4. ขา้ วโพด

เงอื่ นไขวาญิบซากาตผลิตผลทางการเกษตร (ผลไม้ และธญั ญาหาร) มีดังน้ี
1. เป็นมสุ ลมิ
2. เป็นอิสระ
3. เป็นเจ้าของกรรมสทิ ธ์ิ
4. ครบจานวนตามบทบัญญตั ขิ องศาสนา

พิกดั การจา่ ยซากาตผลติ ผลทางการเกษตร (ผลไม้ และธัญญาหาร) มดี งั น้ี
พิกัดการจ่ายซะกาฮฺผลิตผลทางการเกษตร คือ 5 อุโซ๊ค หมายถึง 300 กันตัง ของแบกแดด

(เทา่ กับ 200 กนั ตังของไทย ) น้เี ปน็ อตั ราพกิ ัดสาหรบั ผลิตผลทางการเกษตร ท่เี ก็บไว้โดยปราศจากเปลอื กแลว้
แต่ถ้าเป็นผลิตผลทางการเกษตร ท่ีเก็บไว้พร้อมกับเปลือก เช่น ข้าวเปลือก พิกัดการจ่ายซะกาฮฺ คือ

10 อุโซ๊ค เท่ากับ 400 กันตังของไทย ( ประมาณ 92 ถังกับ 6 ลิตร ) หรือถ้าเป็นสิ่งอ่ืนต้องมีน้าหนัก
ประมาณ 1206 กโิ ลกรัม นอ้ ยกว่านีไ้ ม่ตอ้ งจ่ายซะกาฮฺ

สาหรบั อตั ราบริจาคนัน้ หากเพาะปลูกด้วยตนเองและอาศัยน้าตามธรรมชาติซึ่งไหลมาตามธรรมชาติ
เช่น นา้ ฝน นา้ คลอง เป็นตน้ ต้องบริจาค 10 % คือ ขา้ วเปลอื ก 10 ถงั บรจิ าค 1 ถัง

แต่ถ้าหากการเพาะปลูกน้ัน ต้องอาศัยเคร่ืองทุ่นแรง เช่น ใช้เคร่ืองวิดน้า ใช้รถไถนา หรือเสียค่าจ้าง
อัตราการบริจาคกล็ ดเหลอื 5 % คอื ขา้ วเปลอื ก 20 ถัง บรจิ าค 1 ถงั หรอื 10 ถงั บรจิ าค ครง่ึ ถัง
เวลาจา่ ยซากาฮตผลิตผลทางการเกษตร เร่มิ หลังจากเก็บเกี่ยวเสรจ็ ไมจ่ าเปน็ ต้องรอครบรอบ 1 ปี
ซากาตปศุสตั ว์
ปศุสัตว์ทีต่ อ้ งจ่ายซะกาฮฺ มดี ังนี้

1. แพะ และแกะ
2. ววั และ ควาย
3. อฐู
เงื่อนไขวาญบิ ซากาต ปศุสตั ว์ มดี ังน้ี
1. เป็นมสุ ลมิ
2. เป็นอสิ ระ
3. เป็นเจา้ ของกรรมสิทธ์ิ
4. ครบจานวนตามบทบญั ญตั ิของศาสนา
5. ครบรอบปี
6. เป็นสัตวท์ ี่เลี้ยงเพื่อขาย ไม่ใชเ้ ลี้ยงไว้ใชง้ าน เปน็ ต้น

รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 2 (อลั ฟกิ ฮฺ 2) ระดบั มธั ยมศึกษาตอนต้น 15

พิกดั อตั ราการจ่ายซากาต แพะและแกะ จานวนทีต่ อ้ งจา่ ยซากาต
จานวน แพะ อายุ 1 ปี 1 ตวั
40-120 แพะ อายุ 1 ปี 2 ตวั
121-200 แพะ อายุ 1 ปี 3 ตวั
201-300
รอ้ ยละ 1 ตวั
400 ข้นึ ไป

พกิ ดั อัตราการจ่ายซากาต ววั และควาย จานวนท่ีต้องจ่ายซากาต
จานวน ลกู วัวอายุ 1 ปี 1 ตวั
30-39 ลกู วัวตัวผอู้ ายุ 2 ปี 1 ตวั
40-59 ลูกววั ตวั ผ้อู ายุ 1 ปี 2 ตวั
60-69 ลูกวัวตวั ผู้และตวั เมียอายุ 1 ปี 2 ตวั
70-79 ลูกวัวตัวเมยี อายุ 2 ปี 2 ตวั
80-89 ลกู ววั ตัวผอู้ ายุ 1 ปี 3 ตวั
90-99

พกิ ัดอตั ราการจา่ ยซากาต อูฐ จานวนท่ีต้องจ่ายซากาต
จานวน แพะหรือแกะ 1 ตวั
5-9

เวลาจา่ ยซากาต เมอ่ื ครบรอบ 1 ปี และครบจานวนพิกดั ทศ่ี าสนากาหนด

ประโยชน์ของซากาต
การจ่ายซะกาฮฺเป็นการแสดงออกถึงความยาเกรงต่ออัลลอฮฺ และช่วยขัดเกลาจิตใจให้บริสุทธิ์

ปราศจากความตระหน่ี ดังท่อี ัลลอฮฺ ทรงตรสั ไวว้ า่
ความว่า “และส่วนผทู้ ย่ี าเกรงย่งิ นัน้ จะถกู กันไว้ใหห้ า่ งจากไฟนรก คือผ้ทู บ่ี รจิ าคทรัพย์สินของเขาเพื่อ

ขัดเกลาตนเอง ”
ประโยชนข์ องซะกาฮฺด้านสังคม

1. เปน็ การสร้างความสมั พันธอ์ ันดขี องคนในสงั คม
2. เป็นการลดช่องว่างระหวา่ งคนรวยกับคนจน
3. เป็นการขัดเกลาจติ ใจให้รจู้ กั การเสียสละ เอ้ือเฟ้อื เผือ่ แผ่
4. เปน็ การชว่ ยเหลือผู้คนท่ียากจน ขัดสนในสังคมและทาใหส้ ังคมเจริญกา้ วหนา้ เพราะซากาตสามารถ
นามาใช้สรา้ งสาธารณประโยชนเ์ พอ่ื การพฒั นาสังคม
ประโยชนข์ องซากาตด้านเศรษฐกิจ
การจ่ายซะกาฮฺทาให้ทรัพย์สินส่วนหนึ่งของคนร่ารวยไหลไปสู่คนยากจนทาให้เงินหมุนเวียนและ
เศรษฐกิจเจริญเติบโต มีผลต่อการกระจายรายได้เพราะซะกาฮฺเป็นการแบ่งปันทรัพย์สินของผู้มีฐานะทาง
การเงินม่นั คงไปยงั ผมู้ ีฐานะยากจน

16 รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 2 (อลั ฟิกฮฺ 2) ระดับมธั ยมศึกษาตอนต้น

หน่วยท่ี 3 ซากาตฟติ ร์

ความหมาย
ซากาตในเชงิ ภาษา คือ บรสิ ทุ ธิ์ สมบรู ณ์ บารอกะหฺ
ซากาต ในเชงิ ศาสนบญั ญัติ คือ การจ่ายทรัพย์สินในอัตราส่วนของทรัพย์สินด้วยกฎและเกณฑ์ท่ี แน่นอน

โดยจ่ายใหก้ ับผู้มสี ิทธร์ิ บั ซากาตเพอ่ื อลั ลอฮฺ
ซากาตฟติ ร์ คือ การจา่ ยพกิ ดั ในอตั รสว่ นด้วยอาหารพ้ืนเมอื งของประเทศนั้นๆ เร่ิมต้ังแต่วันแรกของเดือน

รอมฎอนจนถงึ การละหมาดอีดลฟิฎร์
บทบญั ญัติ

‫ ِْن‬،‫ َةِ َواال ِلفأُ ْْنط َث ِرِى ِم‬،‫مووسالسللمْد(م َك َ ِزِركا‬،‫خللاوهالرعُحليٌرهو‬،‫ه)ىرالوصَاعل ْبهدىب ا‬.‫مُِلٌ َعا َللنل‬،ٌ‫ َِمر ِمْنِ َنِ َِض َاشل ِعَرمٌ ُسسِرلو‬،ِ‫ا َف‬:‫أَه َووماال َقك َاِصباٌل ًِرِع‬،‫ن‬،‫ع َرنمابضنا َِنعم َرصا ًرعاو ِاضمل ِْنً ََاصتل ِْلغمهٌِرِرِع‬

ความว่า “รายงานจาก อิบนิ อุมัร (รอฎิยัลลอฮุอันฮุมา)กล่าวว่า ท่านรอซูล (ศ็อลลัลลอฮูอาลัยฮิวา
ซัลลมั ) ไดบ้ ญั ญัตซิ ากาตฟติ ร์ ของเดือนรอมฎอน เป็นอินผลัม 1 ศออฺ หรือข้าวบาเลย์ 1 ศออฺโดยบังคับแก่ทาส
คนอิสระ เพศชาย เพศหญิง เด็ก และผูใ้ หญ่ ทเ่ี ปน็ มสุ ลิม

ความสาคัญและเคล็ดลบั ของการจ่ายซากาต
ซากาตฟิตร์ ไดถ้ ูกตราเป็นบญั ญตั ใิ นเดือนซะอบฺ าน(เดือนที่ 8 ของอาหรับ) ปีที่ 2 แห่งฮิจเราะหฺศักราช

เพ่อื ให้เกดิ ความสะอาดแกผทู้ ถี่ ือศิลอด อันอาจจะเกิดความผิดผลาดข้ึน เช่น พูดจาไร้สาระ พูดหยาบคาย และ
เพอื่ เป็นการชว่ ยเหลือแก่คนยากจน และคนขัดสน และอนื่ ๆ เช่น

1. ทาให้เกคิ วามซาบซงึ้ และความรกั ระหว่างมุสลิม
2. ซอ่ มแซมสว่ นทสี่ กึ หร่อของการถอื ศีลอดของเดือนรอมฎอนที่ผ่านมา
3. ชว่ ยเหลอื ผ้ทู ี่มฐี านะยากจนและผมู้ ีสทิ ธร์ิ บั ซากาต
4. ผูกความสมั พันธ์ไมตรีระหวา่ งมุสลมิ
ปริมาณของซากาตฟติ เราะห์ท่ตี ้องจ่าย
ปริมาณของซากาตฟิฎรฺท่ีกาหนดต้องจ่าย คือ สองกิโล เจ็ดกรัม ของอาหารประจาถิ่นสาหรับตนเอง
และผูท้ ี่อย่คู วามดูแลรับผิดชอบ
การจ่ายซากาตฟิตร์สาหรับผ้ทู ่ีอยู่ในความดูแลรบั ผดิ ชอบ ใหจ้ ่ายซากาตฟิฎรเฺ รยี งตามบุคคลดงั ต่อไปน้ี
1. ฟิตร์สาหรบั ตนเอง
2. ฟิตร์สาหรบั ภรรยา
3. ฟิตร์สาหรบั ลูกท่ยี งั ไม่บรรลศุ าสนภาวะ
4. ฟติ ร์สาหรับบิดา
5. ฟติ ร์สาหรับมารดา
6. ฟิตร์สาหรับลกู ท่บี รรลุศาสนภาวะ
7. ฟติ ร์สาหรับบคุ คลอ่นื ท่ีอย่ใู นความรบั ผดิ ชอบ

รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 2 (อัลฟิกฮฺ 2) ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 17

เง่ือนไขทจี่ าเป็น (วาญบิ ) ของซากาตฟิตเราะห์
1. อสิ ลาม
2. เปน็ ผ้คู รองครองปริมาณ 1 ศออฺ ทเี่ ปน็ สว่ นเกนิ จากอาหารของเขา และครอบครัวของเขาในวันหน่ึง

กับคืนหนี่ง และเขายังมีชีวิตอยู่ก่อนดวงอาทิตย์ตกดินในวันสุดท้ายของเดือนรอมฎอนและวันแรกของเดือน
เซาวาล
ส่งิ ทจ่ี าเปน็ (วาญบิ )ซากาตฟิตร์

จาเป็นต้องจ่ายซากาตฟิฎเราะหฺ ด้วยอาหารหลักของประเทศนั้นๆ ถ้าอาหารหลักมีหลายชนิดให้จ่าย
ซากาตอาหารท่มี ีคณุ ภาพและทดี่ ีที่สุด
เวลาจ่ายซากาตฟิตร์

1. สามารถจ่ายซากาตต้ังแตต่ น้ เดอื นรอมฏอน
2. จาเปน็ ตอ้ งจ่ายซากาต น้นั เป็นวายบิ คอื หลังจากดวงอาทิตย์ตกดนิ วนั สดุ ทา้ ยของเดอื น รอมฏอน
3. เวลาทดี่ ที ่ีสดุ คือ หลงั จากละหมาดซบุ ฮีของวนั อดี
4. เวลามกั รูฮฺ คือ หลังละมาดอดี (โดยไมม่ เี หตอุ ันควร)
5. เวลาฮารอม คือหลงั วนั อีด
วิธกี ารจา่ ยซากาตฟิตร์
1. ต้งั เจตนา(เน๊ียต) นคี้ อื ฟฎิ เราะหทฺ จ่ี าเป็นสาหรับขา้ พเจ้า
2. จ่ายซากาตใหแ้ ก่ผ้มู ีสทิ ธร์ิ ับซากาต

18 รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 2 (อลั ฟกิ ฮฺ 2) ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนตน้

บทท่ี 3
การถอื ศลี อด ( ‫) ﺍﻟﺼﻴﺎﻡ‬

หน่วยท่ี 1 การถอื ศีลอด
ความหมาย

การถือศลี อดหมายถงึ การที่ได้ปฏิบัติตามคาบัญชาของ อัลลอฮฺ (ซบ.) โดยหลีกเลี่ยงไม่กระทาในส่ิงท่ี
เป็นสาเหตุให้ศีลอดบาฏาล จากอะซานซุบฮฺจนถึงอะซานมัฆริบ ตามเงือ่ นไขดังต่อไปนี้
ผลจากการถอื ศีลอด

ทาให้เกิดการสารวมทั้งกายวาจาและใจ และเป็นการปกปูองตัวจากความชั่วท้ังมวล เพราะการถือศีล
อดมใิ ช่เพียงแตเ่ ป็นการอดอาหารเท่าน้ัน แต่เป็นการอดกลั้นอวัยวะทุกส่วนมิให้เพลี่ยงพล้าไปในทางช่ัวร้าย ทา
ให้รูจ้ ักความหิวโหย เป็นการฝึกความอดทน และยงั ทาใหร้ ู้ซึ้งถึงสภาพของผู้ยากไร้เป็นอย่างดี เกิดความเห็นอก
เหน็ ใจและชว่ ยเหลอื เกอ้ื กลู กนั อยา่ งเต็มท่ี

เม่ือถึงฤดูกาลแห่งการถือศีลอด มุสลิมทุกคนไม่ว่ายากดีมีจน จะอยู่ในสภาพเดียวกันหมด เป็นการ
ยืนยนั การศรทั ธาโดยทางปฏบิ ตั ิอกี วธิ ีหนึ่ง มิใชส่ กั แต่ปากพูดว่าฉันศรัทธาๆ บรรดาเหล่านี้มิได้แข่งขันในการอด
อาหารเท่านั้น แต่พวกเขาแข่งกันในการอดหรือละเว้นจากการชั่วนานาชนิด ทาให้เกิดความสานึกในการเป็น
บ่าวของพระผ้เู ป็นเจ้าเหมอื นๆ กัน เปน็ การยนื ยันหลักเสมอภาคและภราดรภาพในอิสลามอกี ดว้ ย .
อลั กุรอานได้กล่าวไวว้ า่

}ِ‫{ َش ْه ُِر َر َم َضا َنِ الذي أً ْن ِز َِل ِف ٌْ ِِه ا ْل ُق ْرآن ُه َدى ِلل انا ِِس َو َبٌ َناتِ ِم َِن ا ْل ُه َدى َوا ْل ُف ْر َقا ِِن َف َم ِْن َش ِه َد ِم ْن ُك ْمِ اَل َش ْه َرِ َف ْل ٌَ ُص ْم ُه‬
185 ‫سورة البقرة‬

ความว่า “เดือนรอมฎอนนั้นเป็นเดือนที่อัลกุรอานได้ถูกประทานลงมาในฐานะเป็นข้อแนะนาสาหรับ
มนุษย์และเป็นหลักฐานอันชัดเจนเก่ียวกับข้อแนะนาน้ันและเก่ียวกับส่ิงที่จาแนกระหว่างความจริงกับ
ความเทจ็ ”

นอกจากการถือศีลอดในเดือนรอมฎอน ซึ่งเป็นเดือนที่ 9 ของปีอิสลามทุกๆปีแล้ว ยังมีการถือศีลอดท่ี
เปน็ ซุนนะฮอฺ กี ซงึ่ ท่านนะบี ศอ็ ลลลั ลอฮูอาลยั ฮิวาซัลลัม ได้ปฏิบตั ิเป็นประจา คือ

การถือศีลอดในเดอื นเชาวาล 6 วัน
ดังมีรายงานจากอะบีอัยยู๊บ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ แจ้งว่า ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮูอาลัยฮิวาซัลลัม

กลา่ วว่า

‫ " َم ْنْ َصا َمْ َر َم َضْا َْن ُثمْ أَ ْت َب َع ُْه ِس ّتا ِم ْْن َشوالْ َكا َْن َك ِص َيا ِمْ الد ْه ِْر‬. ‫رواه مسلم‬

"ผู้ใดถือศีลอดเดือนรอมฎอนแล้วถือศีลอดติดตามอีก 6 วันของเดือนเชาวาล เสมือนกับว่าเขาถือศีลอด
ตลอดป"ี
บนั ทกึ โดย : อัลญะมาอะฮฺ นอกจากอลั บคุ อรยี ฺ และอันนะซาอยี ฺ

สาหรับผทู้ ่ถี ือศลี อดเดอื นรอมฎอนทุกๆปี บรรดาผูร้ ้กู ล่าวว่า ความดีหน่งึ มีผลบุญถึง 10 เท่า การถือศีล
อดเดือนรอมฎอนมผี ลบญุ เท่ากบั 10 เดือน แล้วติดตามอีก 6 วนั ของเดือนเชาวาล มีผลบญุ เท่ากบั 2 เดือน

รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 2 (อลั ฟกิ ฮฺ 2) ระดับมัธยมศกึ ษาตอนต้น 19

การถอื ศลี อด 10 วันแรกของเดอื นซุลฮิจญะฮฺ และยนื ยันวันอะรอ่ ฟะฮฺสาหรับผูท้ ่ไี มไ่ ด้ไปทาฮจั ญฺ

‫َوا ْل َبا ِق ٌَ َِة‬ ِ‫ال اس َن َةِ ا ْل َما ِض ٌَ َة‬ ِ‫ٌُ َكف ُر‬ :‫َف َقا َِل‬ ِ‫َع َر َف َة‬ ِ‫ٌَ ْو ِم‬ ِ‫َص ْو ِم‬ ‫َع ِْن‬ ً‫ال ان ِب‬ ِ‫ُس ِئ َل‬ ِ‫َف َقا َل‬ ‫َعا ُشو َرا َِء ؟‬ ‫َو ُس ِئ َِل َع ِْن َص ْو ِمِ ٌَ ْو ِِم‬ ‫َقا َِل‬
‫ا ْل َما ِض ٌَ َِة‬ ‫ٌُ َكف ُرِ ال اس َن َِة‬

ดังมีรายงานจากอะบีก็ตาดะฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ แจ้งว่าท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮูอาลัยฮิวาซัลลัม

กล่าวว่า "

การถอื ศีลอดวันอะร่อฟะฮฺเป็นการลบล้างความผิดสองปี คือในปีที่ผ่านมาและปีต่อไป และการถือ
ศลี อดวันอาชูรออฺ (วันที่ 10 ของเดือนมุหรั รอม) เปน็ การลบลา้ งความผดิ ในปีทผี่ า่ นมา" บันทึกโดย : อัลญะ
มาอะฮฺ นอกจากอลั บุคอรียฺ และอัตติรมซิ ียฺ

และมรี ายงานจากทา่ นหญงิ ฮฟั เซาะฮฺ รอ่ ฎยิ ลั ลอฮุอนั ฮา แจ้งวา่
"4 อย่างท่ีท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮูอาลัยฮิวาซัลลัม ไม่เคยละทิ้งการกระทาเลยคือ การถือศีล
อดวันอาซูรออฺ 10 วันแรกของเดือนซุลฮิจญะฮฺ และ 3 วันของทุกๆเดือน (คือวันท่ี 13, 14 และ 15 ของ
เดือนอะหรับ) และละหมาด 2 รอ๊ กอะฮฺกอ่ นละหมาดฟจั ร"ฺ บนั ทึกโดย : อะหมัด และอนั นะซาอียฺ

การถอื ศลี อดในวนั จนั ทร์
ดังมีรายงานจากอะบีฮุรอยเราะฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ แจ้งว่า ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮูอาลัยฮิวา

ซัลลัม ส่วนใหญ่แล้วท่านจะถือศีลอดในวันจันทร์ และมีผู้ถามถึงสาเหตุท่ีสนับสนุนให้มีการถือศีลอดในวัน
ดงั กลา่ ว ท่านร่อซลู ลุ ลอฮฺ ศ็อลลลั ลอฮอู าลัยฮิวาซลั ลัม กล่าววา่

" แท้จริงการงานต่างๆน้ันจะถูกนาเสนอทุกๆวันจันทร์และวันพฤหัสบดี ดังนั้นอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอา
ลา จะทรงอภัยโทษให้แก่มุสลิมทุกคน หรือมุอฺมินทุกคน เว้นแต่ผู้ท่ีโกรธเคืองกันสองคน แล้วพระองค์ได้
ตรสั ว่า จงใหก้ ารอภัยของทงั้ สองคนล่าออกไปก่อน" บนั ทกึ โดย : อะหมัด ด้วยสาบสบื ท่ีศอ่ ฮีฮ้ ฺ

ในหนังสือศ่อฮ้ีฮฺมุสลิมกล่าวว่า ท่านนะบี ศ็อลลัลลอฮูอาลัยฮิวาซัลลัม ถูกถามถึงการถือศีลอดในวัน
จนั ทร์ ทา่ นกลา่ วว่า "ฉันได้เกดิ ในวนั นั้น และวะฮีย์ถกู ประทานให้แก่ฉันในวันนน้ั "

การถอื ศีลอด 3 วันของทกุ ๆเดอื นอิสลาม
อะบซู ัรริน อัลฆฟิ ารีย์ รอ่ ฎยิ ลั ลอฮุอันฮุ กล่าววา่

" ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮูอาลัยฮิวาซัลลัม ใช้ให้เราถือศีลอดในทุกๆเดือน 3 วันข้างขึ้น คือ
วันท่ี 13, 14, 15 ของเดือนอสิ ลาม และกลา่ วว่า เสมือนกบั การถือศีลอดตลอดปี"

บันทึกโดย : อนั นะซาอยี ฺ และอบิ นฺฮิบบาน กล่าวว่าเป็นฮะดีษศ่อฮฮี ฺ

การถือศีลอดเดือนมุฮัรรอม ยืนยันวันอาชูรออฺ (วันท่ี 10) และหน่ึงวันก่อน (วันท่ี 9) และหนึ่งวันหลัง
(วันท่ี 11)

มีรายงานจากอิบนฺอับบาส ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ แจ้งว่า เมื่อท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮูอาลัยฮิวาซัลลัม
ถือศีลอดวันอาชูรออฺ (วันที่ 10) และท่านได้ใช้ให้ถือศีลอดในวันนั้น มีผู้คนกล่าวข้ึนว่า โอ้ท่านร่อซูลุลลอฮฺ
มันเป็นวันท่ีพวกยะฮูดและพวกนะศอรอยกย่องให้ความยิ่งใหญ่ ท่านร่อซูลุลลอฮฺ กล่าวตอบว่า "ถ้าในปีต่อไป
(อินชาอัลลอฮฺ) เราจะถือวันตาซูอาอฺ (วันที่ 9)" อิบนฺอับบาสกล่าวว่า ปีต่อไปยังมาไม่ถึงท่านร่อซูลุลลอฮฺ
ศ็อลลัลลอฮอู าลัยฮิวาซลั ลัม ได้ส้นิ ชวี ติ เสยี ก่อน บนั ทึกโดย : มุสลิม และอะบูดาวู๊ด

20 รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 2 (อัลฟิกฮฺ 2) ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนตน้

วนั ทห่ี ้าม (หารอม) ถือศีลอด มี 5 วัน
1. วันรอยอออกบวช (อีด๊ลิ ฟิตริ)
2. วนั รอยอฮัจย์ (อีด๊ิลอฎั หา)
3. วนั ท่ี 11 เดือนฮัจย์
4. วนั ท่ี 12 เดอื นฮจั ย์
5. วันท่ี 13 เดือนฮจั ย์

หน่วยท่ี 2 อิอต์ ิกาฟ
ความหมายอิอต์ ิกาฟ

ความหมายในเชิงภาษาอาหรบั คอื ผนั มาจากคาว่า “ อะกะฟะ “กกั ตวั ประจาอยใู่ นบริเวณ
ความหมายในเชิงศาสนบัญญัติ คือ การที่เก็บตัวอยู่ในมัสยิดอย่างสงบตามวิธีการที่ได้กาหนดไว้
เปูาหมายสาคญั ของการอิอฺตกิ าฟคอื
- เพ่ือปลีกตัวออกจากภารกิจทางโลก และครอบครัวอันมากมาย สู่การแสวงความผ่องแผ้วแห่งจิต
วิญญาณเสริมสรา้ งพลังและศกั ยภาพเพื่อเป็นกลไก ท่ีจะเอื้ออานวยให้กิจกรรมต่างๆ ในการดาเนินชีวิตเป็นไป
อยา่ งราบร่ืนและดียงิ่ ขึ้น
- หากว่ารอมฎอนเป็นหน่ึงเดือนแห่งการทดสอบประจาปีที่เปี่ยมล้นด้วยเราะหฺมัตจากอัลลอฮฺแล้ว
การออิ ฺติกาฟในสบิ วันสุดท้ายของรอมฎอนก็เป็นช่วงเวลาแห่งการทดสอบเฉพาะท่ีทวีข้ึนไปอีกสาหรับผู้ท่ีบรรลุ
ความสาเร็จจากการทดสอบแห่งเดือนรอมฎอนโดยภาพรวม เพ่อื ความสาเร็จทรี่ ่งุ โรจน์ยง่ิ ขนึ้
- เพ่ือพยายามแสวงหาลัยละตุล-ก็อดร์ เช่นท่ีมีปรากฏอยู่ในซุนนะฮฺ (แบบอย่าง) ของรอซูลุลลอฮ
ศอ็ ลลลั ลอฮู อาลัยฮวิ าซัลลัม
ความจรงิ แลว้ การออิ ฺติกาฟ เป็นซุนนะฮ และวิถีชวี ิตที่ท่าน รอซูล ศอ็ ลลัลลอฮฺ อาลัยฮวิ าซัลลัม ไม่เคย
ละทิ้งนับต้ังแต่ท่านเร่ิมเข้ามายังนครมาดีนะห์จวบจนกระท่ังท่านเสียชีวิต ในขณะที่เราพบว่า ประชาคมมุสลิม
ในปัจจุบันจานวนน้อยมากท่ีให้ความสาคัญและให้การตอบรับวิถีแห่งการบ่มเพาะจิตใจตามแบบอย่างน้ี
รอมฎอนท้ังเดือนเต็มไปด้วยความบาเราะกัตและความอิ่มเอิบของการใช้ชีวิตเยี่ยงบ่าวผู้ภักดี โดยที่ยากจะหา
คาอธิบายมาพรรณนาได้
ถ้าการอดในชว่ งกลางวนั สอนให้เรารูจ้ กั ความอิคลาศ การลุกขึ้นยืนละหมาดในยามกลางคืนสอนให้เรา
เข้มแข็งและอดทน การอิอฺติกาฟในช่วงสิบวันสุดท้ายของเดือนรอมฎอนก็คือวงจรของการน้อมนอบสมบูรณ์
แบบ ทีเ่ ราสามารถทั้งเข้าใกล้อลั ลอฮฺ ราลกึ ถึงความยงิ่ ใหญข่ องพระองค์ สานึกในคุณอันใหญ่หลวง ขออภัยโทษ
จากมวลบาป ทาให้แผ่นลิ้นชุ่มด้วยการซิกิรและอ่านอัลกุรอาน ดารัสแห่งพระผู้เป็นเจ้า นึกถึงชีวิตหลังความ
ตาย จุดหมายท่ีอาจจะเป็นสวรรค์หรือนรก เรื่องท่ีบ่าวทั้งหมดควรคิดถึงเพราะเราทุกคนต้องเจอมัน และเป็น
เรื่องที่เราหลงลืมมากที่สุด อันเน่ืองด้วยการหมกมุ่นอยู่กับโลกของวัตถุและไม่พยายามปลีกตัวให้ห่างจากส่ิง
ล่อลวง
ผู้ศรัทธาทุกคนเช่ือและยอมรับอย่างมาดมั่นว่า อาคิเราะฮฺ คือ สถานที่สุดท้ายที่มนุษย์ต้องกลับไปหา
และเปน็ สถานที่ที่จะคงถาวรตลอดไป และไม่มีใครปฏิเสธว่า เส้นทางสู่ อาคิเราะฮฺน้ัน ต้องปูด้วยอิบาดะฮฺและ
การงานทดี่ ี จงึ จะพบกับจุดหมายที่เป็นสวนสวรรคอ์ นั เปยี่ มสขุ
ส่ิงที่เราทุกคนควรครุ่นคิดคือ ศาสนทูตผู้นี้ไม่เคยละท้ิงการอิอฺติกาฟในชีวิตของท่านหลังการอพยพสู่
นครมะดีนะฮฺ แม้ว่าจะมีภารกิจท่ีต้องรับผิดชอบมากมาย เพ่ือจะบอกเป็นนัยและกาชับให้เราท่านรู้ว่า สิบวัน
สุดท้ายของเราะมาฎอน คือความลับ คือประตูสาคัญท่ีเปิดรอให้บ่าวทุกคนเข้ารับสิทธิการปลดปล่อยจากโซ่
ตรวนของไฟนรก และจองท่พี านกั ในสวรรคอ์ นั นิรันดรก์ าล

รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 2 (อลั ฟิกฮฺ 2) ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนต้น 21

อิอ์ติกาฟ เป็นการทบทวนตน และการอบรมบ่มจิตใจภายใต้หลังคามัสยิดอันเป็นบ้านของอัลลอฮ
สามารถจะบบี คนั้ น้าตาใหร้ นิ ออกมาชาระลา้ งความโสมมในหวั ใจและสรา้ งพลงั แห่งอีหม่านขึน้ ใหม่ได้

ฉะนั้นอิอฺติกาฟจึงควรจะเป็นความลับแห่งวิถีของมุอ์มินผู้หวังจะเป็นบ่าวท่ีเพียบพร้อมด้ วยความ
แข็งแกร่งของจิตใจ

ฮกู มของการอิอต์ กิ าฟ
อิอตฺ ิกาฟมี 2 ชนิด

1. อิอ์ติกาฟสุนตั บรรดาอีหม่ามทั้งสี่ได้ลงมติว่า การอิอฺติกาฟสิบคืนสุดท้ายของเดือนรอมฏอนเป็นซุน
นะฮฺ มูอ๊ักกะดะฮฺ เพือ่ ตามแบบฉบับของทา่ นรอซูลและเพื่อแสวงหาคืนลยั ละต้ลุ ก๊อดรฺ
อิอฺติกาฟวาญิบ คือในกรณีท่ีมีการนะซัร ( บนบาน ) การอิอฺติกาฟจะกลายเป็นวาญิบ แก่ผู้บนบานคนนั้น
ทั้งนเี้ น่อื งจากคากลา่ วของท่านนบี (ศ็อลลลั ลอฮอู าลยั ฮิวาซลั ลมั ) กลา่ วว่า

» ِْٗ ‫ َِ ْْٓ َٔ َز َْس أَ ْْْ ٌَ ْؼ ِصٍَُْٗ فََل ٌَ ْؼ ِص‬َٚ ,ُْٗ ‫« َِ ْْٓ َٔ َز َْس أَ ْْْ ٌُ ِطٍ َْغ ّل َّلْاَ فَ ٍٍُْ ِط ْؼ‬
ความว่า “ใครก็ตามที่ได้ทาการนะซัรฺ(บนบาน)ว่าจะปฏิบัติในส่ิงท่ีเป็นการเคารพภักดีต่ออัลลอฮฺแล้ว
เขาผ้นู นั้ จงปฏบิ ตั ิตามคาบนบานนั้นๆและใครก็ตามทไี่ ด้ทาการนะซัรฺ(บนบาน)ว่าจะปฏิบัติในสิ่งท่ีเป็นการทรยศ
ต่ออลั ลอฮแฺ ลว้ เขาผู้นนั้ อย่าไดป้ ฏบิ ัติตามคาบนบานนน้ั ๆ” [รายงานโดยอลั บุคอรีย์ (6696)]

และเนื่องจากทา่ นอมุ รั (ฺ เราะฎยิ ลั ลอฮุอันฮุ)เคยกล่าวกับทา่ นนบวี า่

» ْ‫ ِْف ثَِٕ ْز ِس َن‬ْٚ َ‫ « أ‬: ‫ لَب َْي‬. َِْ ‫ إًِِّٔ َٔ َز ْس ُدْ فًِ ا ٌْ َجب ٍٍَِِّ٘ ِخْ أَ ْْْ أَ ْػزَ ِى َْف ٌَ ٍٍَْخًْ فًِ ا ٌْ َّ ْغ ِج ِْذ ا ٌْ َذ َشا‬، ‫ َْي ّللا‬ٛ‫ٌَب َس ُع‬
ความว่า “โอ้ท่านรอซูลุลลอฮ แท้จริงฉันเคยบนบานไว้ก่อนท่ีฉันจะเข้ารับอิสลามว่าฉันจะทาการอิอฺติ

กาฟในมสั ญิดอลั หะรอมหนง่ึ คืน ท่านนบตี อบวา่ “ท่านจงปฏบิ ตั ิตามคาบนบานของท่านเถิด ” [รายงานโดยอัล
บคุ อรีย์ (6697)]

ความสาคัญการอิอตฺ กิ าฟ
1. สามารถยับยั้งบาปต่างๆและมีโอการปฏิบัติความดี อิบนุอับบาส (เราะฎิยัลลอฮฺอันฮุมา) กล่าวว่า

ท่านรอซูลกล่าวแก่ผู้อิอ์ติกาฟว่า เขาคือผู้ที่ยับย้ังบาปต่างๆ และความดีต่างๆ ได้ถูกดาเนินการ( มอบให้ )
สาหรบั เขา เสมือนกับผทู้ ปี่ ฏบิ ัติความดีต่างๆทง้ั หมด . รายงานโดย อบิ นุ มาญะฮ/ฺ 1781

2. อัลลออฺจะทรงกั้น (กาแพง ) ระหว่างเขากับไฟนรก อิบนุอับบาส (เราะฎิยัลลอฮฺอันฮุมา)เล่าว่า
ทา่ นนบี ศ็อลลัลลอฮูอาลัยฮิวาซัลลมั กลา่ ววา่ ผู้ใดออิ ต์ กิ าฟ หน่งึ วันเพื่อหวังความโปรดปรานจากอัลลอฮฺอัลลอฺ
จะทรงกัน้ (กาแพง) ระหวา่ งเขากับไฟนรกสามสนามเพลา ซ่ึงมรี ะยะหา่ งย่งิ กว่าระหว่างตะวันออกและตะวันตก
รายงานโดยอัฎเฎาะบาเราะณีย์ อัลหะกีม และอลั บัยหะกีย์

3. ได้รับอภัยโทษจากความผิดบาปท่ีผ่านมา ท่านหญิงอาอีซะฮฺ(เราะฎิยัลลอฮอันฮุมา) เล่าว่าท่านนบี
ศ็อลลัลลอฮฺ อาลัยฮิวาซัลลัม กล่าวว่า ผู้ใดอิอฺติกาฟ (ในสิบวันสุดท้ายของเดือนรอมาฏอน) ด้วยเป่ียมศรัทธา
และหวงั ในผลบุญเขา จะไดร้ ับอภยั โทษจากความผิดบาปท่ผี ่านมาของเขา . รายงานโดยอดั ดยั ละมยี ์

4. เพ่ือการขัดเกลาจิตใจให้บริสุทธิ์ ท้ังนี้เพ่ือเข้าใกล้อัลลอฮฺในสภาพท่ีสมบูรณ์เพ่ือพยายามแสวงหาลัย
ละตุล-กอ็ ดร์ เช่นที่มปี รากฏอยใู่ นซุนนะฮฺ (แบบอย่าง) ของรอซลู ลุ ลอฮ ศอ็ ลลลั ลอฮอู าลยั ฮิวาซลั ลัม

22 รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 2 (อลั ฟกิ ฮฺ 2) ระดบั มธั ยมศึกษาตอนต้น

หลกั ฐานดา้ นศาสนบญั ญัตทิ ่ีระบถุ ึงการอิอตฺ กิ าฟ
1. หลกั ฐานจากอลั กุรอาน
อัลลอฮไฺ ด้ตรสั ว่า

ความวา่ : และพวกเจ้าจงอย่าร่วมหลับนอนกับพวกนางขณะที่พวกเจ้ากาลังพานักกักตัว (อิอฺตอกาฟ)
อยใู่ นมสั ยิด (อลั บะเกาะเราะฮฺ : 187)

2. หลักฐานจากสนุ นะฮฺ
ฮะดีษท่านหญิงอาอชิ ะฮ(ฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา)กลา่ วว่า

»ِْٖ ‫ا ُج ُْٗ ِِ ْْٓ َث ْؼ ِذ‬َٚ ‫ صُ َُّْ ا ْػزَ َى َفْ أَ ْص‬، ُْ‫فَّبُْٖ ّل َّلا‬َٛ َ‫ا ِخ َْش ِِ ْْٓ َس َِ َضب َْْ َدزَّى ر‬َٚ َ‫« َوب َْْ ٌَ ْؼزَ ِى ُْف ا ٌْ َؼ ْش َشْ اْل‬

ความว่า : “ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮูอาลัยฮิวาซัลลัม) ได้อิอฺติกาฟในสิบวันสุดท้ายของเดือนรอมฎอน
จนกระท่ังท่านเสียชีวิต ต่อมาบรรดาภรรยาของท่านได้ทาการอิอ์ติกาฟ ภายหลังจากท่าน” [บันทึกโดย
อัลบคุ อรีย์ (2026) และมุสลิม (1172)]

อิจญม์ าอฺ (มติเอกฉนั ท์ ) ของอลุ ะมาอฺ
บรรดาอุละมาฮม์ ีมติเป็นเอกฉนั ท์ว่าการออิ ฺตกิ าฟเปน็ สนุ นะฮฺที่ส่งเสริมให้ปฏิบัติและไม่เป็นวาญิบเหนือ

ผูใ้ ดนอกจากเขาผู้นน้ั จะทาตัวเองไปอยู่ในขา่ ยผทู้ ่ีวาญิบต้องปฏิบัติ เช่น การบนบานต่ออัลลอฮฺ(นะซัร) เป็นต้น
การอิอตฺ ิกาฟจงึ จะกลายเป็นวายบิ สาหรับเขา
เงือ่ นไขสาหรบั การออิ ตฺ กิ าฟ

1. เปน็ มุสลมิ
2. มสี ติสัมปชญั ญะทีส่ มบรู ณ์และบรรลศุ าสนภาวะ
3. ปลอดจากฮะดษั ใหญ่
4. ภรยิ าตอ้ งไดร้ บั อนญุ าตจากสามี
5. ตงั้ เจตนา ( เนยี ต )
6. อิอฺติกาฟในมสั ยดิ
7. พานักอยใู่ นมสั ยิด และไม่ออกจากมัสยดิ นอกจากมีความจาเปน็
สงิ่ ทอี่ นุญาตใหก้ ระทาได้ในขณะออิ ฺตกิ าฟ
1. การกินการด่มื ในมสั ยดิ
2. การใชน้ า้ หอม
3. ต้อนรบั ผู้ที่มาเยือน ดว้ ยสนทนาที่ดี
4. สนทนากนั ตามปกติ
5. การเรียนการสอนในมัสยิด
6. สวมใสเ่ สอ้ื ผา้ ปกติธรรมดา
7. หวีผม ตดั เล็บมือเลบ็ เทา้ ตดั ผม
กิจกรรมในช่วงทาการออิ ฺตกิ าฟ ไม่มีกจิ กรรมท่ีเฉพาะเจาะจงมาจากท่านร่อซู้ล นอกจากท่านจะมีความ
ขะมักเขมน้ กบั การทาอิบาดะฮฺ ในช่วงอิอฺติกาฟสิบวันสุดท้ายของเดือนรอมฏอนดัง ปรากฎในฮะดีษที่ว่า : จาก
ท่านหญิงอาอีชะฮฺได้กล่าวว่า "ท่านรอซูลุลลอฮฺ จะมีความขะมักเขม้นกับการทาอิบาดะฮฺ ในสิบวันสุดท้ายของ
เดอื นรอมฏอนยงิ่ กว่าช่วงเวลาอื่น" (บนั ทึกโดยมุสลมิ )

รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 2 (อลั ฟกิ ฮฺ 2) ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนต้น 23

สาเหตุทอี่ นญุ าตใหอ้ อกจากมสั ยิด
1. เพ่อื ทาภาระกิจสว่ นตวั
2. เพอ่ื ชาระร่างกาย อาบนา้ หรอื ทาความสะอาดเสอื้ ผ้า
3. ปวุ ยหนัก
4. มีประจาเดือน
5. เพอ่ื ออกไปรับประทานอาหาร หรอื เครอื่ งดืม่
6. เกิดอันตราย
7. ถกู บงั คบั ใหอ้ อกจากมัสยิด

เวลาเข้าสถานทอ่ี ิอตฺ กิ าฟและเวลาออก
เวลาเขา้ สถานทอี่ ิอฺติกาฟ เรม่ิ เวลาเขา้ สถานท่อี ิอฺติกาฟก่อนตะวันลับขอบฟูาของวันที่ 20 รอมาฏอน

ตามฮะดษี ทเ่ี ล่าโดย สะอีดเราะฎิยัลลอฮุอนั ฮุ ทวี่ ่า
" ‫ا ِخ َْش‬َٚ َ‫" فَ ٍٍَْ ْؼزَ ِى ْفْ ا ٌْ َؼ ْش َْش اْل‬

ความว่า : ดังนน้ั เขาจงออิ ตฺ กิ าฟในสิบคืนสดุ ท้าย
ฮะดีษบ่งชี้วา่ เวลาสาหรบั เขา้ ออิ ฺตกิ าฟ คอื กอ่ นตะวันลบั ขอบฟาู ของคา่ ที่ 21 รอมาฏอน ( เย็นวันท่ี 20 )

เวลาออกจากสถานที่ออิ ์ตกิ าฟ
มอี ุละมาอจฺ านวนมากท่ีส่งเสริมให้ออกจากสถานท่ีอิอฺติกาฟหรือมัสยิดในช่วงเช้าของวันอีดพร้อมๆกับ

การเดินทางสูส่ นามละหมาดอีดและหากผใู้ ดจะออกจากสถานทอ่ี ิอตฺ ิกาฟกอ่ นหนา้ นนั้ ก็ถือว่าเป็นที่อนุญาต และ
เนือ่ งเพราะสบิ วนั สุดท้ายจะส้ินสุดลงด้วยการสิ้นสุดของเดือนและเดือนจะส้ินสุดลงท้ายด้วยการลับขอบฟูาของ
ตะวนั ในคา่ ของวันอดี
สงิ่ ทีท่ าให้การออิ ์ตกิ าฟเสีย

1. ร่วมประเวณโี ดยเจตนา แมไ้ ม่ถงึ ขั้นหลั่งอสจุ กิ ็ตาม อลั ลอฮฺตาอาลาทรงตรัสวา่
ความว่า : “ และท่านท้ังหลายอย่าร่วมประเวณีกับภรรยาของพวกท่าน ขณะที่พวกท่านพานัก
อยู่ (เอยี ะอตฺ ิกาฟ) ในมสั ยิด ” ( อัลบะกอเราะฮฺ : 187 )

2. ออกจากมสั ยดิ โดยเจตนาและโดยไม่มคี วามจาเปน็
3. สิ้นสภาพจากการเปน็ อสิ ลาม, มนึ เมา และหมดสติ ( บา้ )
4. มเี ลอื ดประจาเดือน และเลอื ดนิฟาส เพราะไม่อาจอย่ใู นมสั ยดิ ได้

24 รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 2 (อัลฟกิ ฮฺ 2) ระดบั มธั ยมศึกษาตอนต้น

แบบทดสอบก่อนเรยี น

เรอื่ งฮัจยแ์ ละอุมเราะห์

คาสง่ั จงเลือกคาตอบทถี่ ูกท่ีสดุ
1.ขอ้ ใดทีก่ ล่าวได้ถูกต้องในการประกอบฮจั ย์

ก.การเดินทางไปยังมักกะห์
ข. การเดินทางไปยงั มักกะห์ เพือ่ ประกอบศาสนกจิ
ค. การเดนิ ทางไปยังมักกะห์ ดว้ ยเหตผลใดก็ตาม
ง.การเดนิ ทางไปยังมักกะห์ เพอ่ื ปฏิบัติศาสนกจิ โดยเฉพาะ ในเวลาท่เี ฉพาะ และเงอ่ื นไขเฉพาะ
2.ข้อใดหมายถงึ “อุมเราะห์”
ก.การเดนิ ทางไปยังมักกะห์เพือ่ ประกอบกจิ อหิ รอม
ข.การเดินทางไปยังมักกะห์เพื่อประกอบกิจอิหรอมตอวาฟ สะแอ
ค.การเดินทางไปยังมักกะห์เพ่อื ประกอบกจิ อหิ รอมตอวาฟ สะแอ ตะฮัลโลนโดยมีเงื่อนไขเฉพาะและ

เวลา
ง.การเดนิ ทางไปยังมักกะห์เพ่ือประกอบกิจอหิ รอมตอวาฟ สะแอ ตะฮัลโลนโดยมีเงอ่ื นไขเฉพาะและไม่

จากัดเวลา
3.ข้อใดไมใ่ ชเ่ ง่ือนไขจาเป็นของผปู้ ระกอบพธิ ีฮจั ญ์

ก.ตอ้ งเปน็ ผนู้ บั ถือศาสนาอิสลาม
ข.เปน็ ผมู้ ฐี านะรา่ รวย
ค.มสี ติสมั ปชัญญะ
ง.มคี วามสามารถในการประกอบพธิ ฮี จั ญ์
4.ฮจั ญแ์ บ่งออกเป็นก่ีประเภท
ก.1 ประเภท
ข. 2 ประภท
ค. 3ประภท
ง. 4ประภท
5.ขอ้ ใดคือความหมายของฮัจญ์กรี อน
ก.การทาฮจั ญ์อย่างเดยี ว
ข. การทาอุมเราะในช่วงเวลาฮัจญ์
ค. การเนยี ตอหิ รอมอุมเราะหแ์ ละฮัจญ์ในคราวเดยี วกนั
ง. การทาฮจั ญ์และอุมเราะหใ์ นเวลาและปเี ดยี วกัน

รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 2 (อัลฟิกฮฺ 2) ระดบั มธั ยมศึกษาตอนต้น 25

บทที่ 4
การประกอบพิธีฮจั ย์

หนว่ ยท่ี 1 ฮัจยแ์ ละอมุ เราะห์

ความหมายฮจั ย์ และอุมเราะห์
ฮัจย์ หมายถึง การตั้งเจตนามุ่งไปยังมักกะห์ เพ่ือปฏิบัติ ศาสนกิจ โดยมีคุณสมบัติเฉพาะในเวลาที่

เฉพาะและเงื่อนไขเฉพาะ
อมุ เราะห์ หมายถึง การามุ่งไปยังมักกะห์ เพ่ือประกอบกิจกรรมอิหฺรอม ตอวาฟ สะแอ และตะหัลลูล

โดยมีเง่อื นไขเฉพาะและไม่จากดั เวลา
ฮกู มและหลกั ฐานบัญญัติการประกอบพิธฮี จั ย์

ผทู้ ีม่ ีความสามารถ วาญิบ (จาเป็น) ต้องประกอบพิธีฮจั ย์หน่งึ ครง้ั ในชวี ิต อัลลอฮฺได้กลา่ วว่า:

97 ْ‫سح آي ػّشا‬ٛ‫لله ػٍى إٌبط دج اٌجٍذ ِٓ اعزطبع إٌٍٗ عجٍَل) ع‬ٚ (
ความว่า : และสิทธิของอัลลอฮฺท่ีมีต่อมนุษษย์นั้น คือ การมุ่งสู่บ้านหลังนั้น (กะอฺบะฮฺ) สาหรับผู้ที่
สามารถหาทางไปยังบา้ นหลังนั้นได้

ความประเสรฐิ ของฮัจย์
ฮะดษี ที่ รายงานจากท่านอบูฮรุ อยเราะฮฺ ขออลั ลอฮทรงโปรดปรานท่าน ว่า : ท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮู

อาลยั ฮีวาซลั ลัม ได้กล่าวว่า
.ٍُ‫ِغ‬ٚ ‫اٖ اٌجخبسي‬ٚ‫ٌَ َذ ْر ُْٗ أُُِْٗ ) س‬َٚ َِْ ْٛ ٍَ ‫ٌَ ُْْ ٌَ ْف ُغ ْْك َس َج َغْ َو‬َٚ ْ‫( َِ ْْٓ َد َّْج فٍََ ُْْ ٌَ ْشفُ ْش‬

ความว่า : "ผู้ใดประกอบพิธีฮัจย์ แล้วเขาไม่มีการสมสู่และไม่มีการละเมิด (ทามะอฺศิยะฮฺ) ความผิด
ของเขาจะถูกลบล้างเปรยี บดงั (ทารก) ในวันทมี่ ารดาของเขาใหก้ าเนิด" รายงานโดยอัลบคุ อรี และมุสลิม

ฮะดีษท่ีรายงานจากท่านอบูฮุรอยเราะฮฺ ขออัลลอฮทรงโปรดปรานท่าน ท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮู
อาลยั ฮวี าซลั ลมั ไดก้ ลา่ วว่า:

.ٍُ‫ِغ‬ٚ ‫اٖ اٌجخبسي‬ٚ‫س ٌٍظ ٌٗ جضاء إلا اٌجٕخ) س‬ٚ‫اٌذج اٌّجش‬ٚ،‫ّب‬ٍٕٙ‫( اٌؼّشح إٌى اٌؼّشح وفبسح ٌّب ث‬
ความว่า : “การประกอบอุมเราะห์หน่ึงไปยังอุมเราะห์หน่ึง คือ การลบล้างความผิดระหว่างสองอุม

เราะห์นน้ั และฮจั ย์มับรฺ ูรฺ (ฮัจย์ทอ่ี ัลลลอฮฺทรงรับ) น้ันไม่มีผลตอบแทนใดนอกจากสวรรค์” รายงานโดยอัลบุคอ
รแี ละมุสลิม

เงอื่ นไขวาญบิ (จาเปน็ ) ต้องประกอบพิธีฮจั ย์
1. เป็นผนู้ ับถือศาสนาอสิ ลาม
2. มสี ติสมั ปชัญญะ
3. บรรลุศาสนภาวะ
4. เป็นไท
5. มีความสามารถในการประกอบพิธีฮัจย์
6. รุกนฮจั ย์

26 รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 2 (อัลฟกิ ฮฺ 2) ระดบั มธั ยมศึกษาตอนตน้

รุกุนฮัจย์ หมายถึง ส่ิงที่วาญิบ (จาเป็น) ต้องทาในการประกอบพิธีฮัจย์ ถ้าขาดข้อใดข้อหน่ึงแล้วฮัจย์
ของเขาเปน็ โมฆะ และตอ้ งชดเชยใหม่ในปีตอ่ ไป รุกนฮจั ย์มดี ังนี้

1. การเนยี ตอิหฺรอม (เขา้ พธิ ีฮจั ย์)
2. การวกุ ฟู ทอ่ี ะเราะฟะฮ์
3. การตอวาฟอฟิ าเฎาะฮ์
4. การสะแอระหวา่ งศอฟาและมรั วะฮฺ
5. การโกนหรือตัดเสน้ ผม
6. การปฏิบตั ิเรียงลาดบั ของรุกน (ตัรฺตบี )
สิ่งวาญบิ (พงึ จาเปน็ )
ส่ิงวาญิบในการประกอบพิธีฮัจย์ คือ สิ่งท่ีจาเป็นต้องทา ถ้าขาดข้อใดข้อหน่ึงแล้ว เขาต้องเสียดัม
(คา่ ปรบั ) สิ่งวาญบิ ฮัจย์มดี ังน้ี
1. การเนยี ตอหิ ฺรอมจากมีกอตท่ีกาหนด
2. การคา้ งคนื ทมี่ ซุ ตะลิฟะฮ์
3. การขว้างเสาหิน (ยัมเราะตุลอะกอบะฮ)ฺ
4. การคา้ งคนื ทีม่ ินา
5. การขวา้ งเสาหินทัง้ สามตน้
6. การละทง้ิ ส่ิงตอ้ งหา้ มของการ อหิ ฺรอมขณะทคี่ รองอหิ รฺ อม
รกุ นอุมเราะห์
1. การเนยี ตฮหิ รฺ อม "ข้าพเจา้ ต้ังเจตนาทาอมุ เราะห์ เพอื่ อัลลอฮฺ ตะอาลา"
2. การตอวาฟ
3. การสะแอ
4. วาญิบอมุ เราะห์
5. การเนียตอุมเราะห์จากมกี อตทกี่ าหนด
6. การละทิง้ สง่ิ ต้องหา้ มของการ อหิ รฺ อมขณะท่คี รอง อิหฺรอม
ประเภทของฮจั ยแ์ ละวธิ ีการปฏบิ ัติ ฮจั ย์มี 3 ประเภท ดงั นี้
1. ฮจั ย์อิฟฺรอด คือ การทาฮจั ย์อยา่ งเดยี ว
2. ฮัจย์ตะมัตตุอฺ คือ การทาอุมเระฮ์ในช่วงเวลาฮัจย์ เม่ือเสร็จการทาอุมเราะห์แล้ว ทาพิธีฮัจย์

ในปเี ดียวกนั
3. ฮจั ย์กรี อน คือ การเนียตอิหฺรอมอมุ เราะฮฺ และฮจั ย์ในคราวเดยี วกนั

หน่วยท่ี 2 การเชอื ดสัตว์

ความหมายการเชอื ดสตั ว์
ความหมายในเชิงภาษาคือ ผนั มากคาว่า ‫( اٌزوبح‬อัซซากาต) แปลวา่ การทาใหด้ ี
ความหมายในเชิงศาสนบัญญัติ คือ การเชือดสัตว์บกท่ีกินได้ ด้วยการตัดหลอดลมและหลอดอาหาร

พร้อมกับเส้นเลือดใหญ่สองเส้นหรือเส้นเดียว หรือแทงที่คอถ้าหากเป็นสัตว์ที่เชือดไม่ได้ เช่น สัตว์ท่ีพยศและ
เชอื ดไดย้ าก

ฮูกม(บทบัญญัติ)ของการเชือดเป็น วาญิบ(จาเป็น) กล่าว คือเม่ือเป็นสัตว์ที่สามารถเชือดได้แต่ไม่ได้
เชือด ศาสนาไม่อนุมัติให้นามารับประทาน เพราะว่าสัตว์ที่ไม่ถูกเชือดเป็นเพียงแค่ซากสัตว์ตายเท่าน้ัน โดย
บรรดานักวชิ าการลงมตวิ า่ สตั วท์ ่ตี ายเองโดยไมไ่ ด้ถกู เชือดเปน็ สงิ่ ฮะรอม(ต้องห้าม) ยกเวน้ ในภาวะจาเป็นบังคับ

รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 2 (อัลฟิกฮฺ 2) ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนต้น 27

ดังที่อลั ลอฮทฺ รงตรสั ว่า

ُ‫ ُح ِّر َم ْت َعلَي ُك ُمْ ال َميتَ ْة‬...
ความวา่ : “สัตว์ทีต่ ายเองเป็นทีต่ อ้ งหา้ มแกพ่ วกทา่ น” “นอกจากสตั วท์ ่พี วกท่านเชือด” (อัลมาอิดะฮฺ: 3)
ยกเวน้ ปลา ต๊กั แตนตลอดจนสตั วท์ ุกชนดิ อาศยั อยู่ในนา้ เหล่านี้เป็นท่ีอนุมัติโดยไม่ต้องถูกเชือด โดยฮะ
ดษี ของอิบนอิ มุ รั รอฎยิ ลั ลอฮุอันฮุมาทวี่ ่า

ًَّْ ‫ ُْد ٌَٕبَ َِ ٍْزَزبَ ِْْ أُ ِد‬ْٛ ‫فبَا ٌْ ُذ‬:ِْْ َ‫فَأَ ِّبَا ٌْ َّ ٍْ َززب‬:ِْْ َ‫ َدِب‬َٚ ‫اٌ ّطِ َذب ُْي‬َٚ ‫فَبا ٌْ ِىجَ ُذ‬:ِْْ ‫أَ َِّباٌ َّذ َِب‬َٚ ،‫ا ٌْ َجشاَ ُد‬َٚ

ความว่า : “ สัตว์ที่ตายเองสองชนิดและเลือดสองชนิดเป็นท่ีอนุมัติสาหรับเรา สัตว์ที่ตายเองสองชนิด
ไดแ้ ก่ ปลาวาฬกบั ตก๊ั แตนและเลือดสองชนิดได้แก่ ตับกบั มา้ ม” บันทึกโดย อะฮฺมดั และอบิ นมุ ายะฮฺ
และท่านรอซลู ลุ ลอฮซิ อลลลั ลอฮูอาลยั ฮิวาซลั ลัมได้กล่าวไวเ้ ก่ียวกบั ทะเลว่า

ُْٗ ‫ ُس َِب ُؤُْٖ ا ٌْ ِذ ًْ َِ ٍْ َز َز‬ْٛ َُّٙ‫اٌط‬َٛ ُ٘

ความว่า : “ ของมัน(ทะเล)ใช้ทาความสะอาดได้ ซากสัตว์ของมัน(ทะเล)เป็นที่อนุมัติ ” บันทึกโดย
อิบนญุ ะรรี ,อิบนลุ มนุ ซริ และอิบนอุ บีฮาตมิ

ความสาคญั ของการเชือดสัตว์
1. มคี วามแตกตา่ งกบั ศาสนาอนื่ เพราะศาสนาอ่ืนรบั ประทานโดยไม่ตอ้ งเชือด
2. ปราศจากการตั้งภาคีต่ออัลลอฮฺเพราะการเชือดสัตว์ด้วยวิธีท่ีต้องห้ามในอิสลามเช่นรัดคอ หรือตี

ท่หี ัว หรือถกู ช็อตดว้ ยไฟฟูา หรือแช่ในน้ารอ้ น หรือด้วยแก๊สที่ทาให้ตาย เพราะหมดลมหายใจ ถือว่าไม่อนุญาต
ให้รับประทาน และการเชือดเพ่ือบูชาผู้ที่ตายหรือเพื่อเคารพต่อผู้ตายน้ัน การปฏิบัติดังกล่าวทาให้เขาได้
กลายเป็นผู้ทต่ี งั้ ภาคตี ่ออัลลอฮฺ

3. หา่ งไกลจากเชอ้ื โรคตา่ งๆ

วิธกี ารเชอื ดสัตว์
วธิ ีการปฏบิ ัตทิ ีเ่ ปน็ แบบอย่างของท่านรอซูลุลลอฮฺ ศอ็ ลลัลลอฮฺ อาลยั ฮิวาซัลลัม คือ เชือดอูฐขณะที่มัน

กาลงั ยืนอยู่และผูกเท้าหน้าข้างซา้ ยของมนั โดยการแทงดว้ ยของมคี มท่ตี น้ คอ และนั่นกค็ อื ส่วนที่เรียกว่า อัล-วิฮฺ
ดะฮฺ ท่ีอยู่ระหว่างต้นคอกับส่วนอก ส่วนการเชือดวัว แพะ หรือสัตว์อ่ืนๆ ที่คล้ายกันนั้น ให้เชือดด้วยมีดโดย
พลกิ ใหม้ นั นอนบนลาตัวด้านซา้ ย และหา้ มมใิ หน้ าสัตว์มาเป็นเปาู ยิง

การเชือดตัวอ่อนที่อยู่ในท้อง คือการเชือดแม่ของมัน ถ้าหากตัวอ่อนท่ีอยู่ในท้องออกมาและมีชีวิต
ก็ตอ้ งเชือดมนั ดว้ ย

เงอ่ื นไขของการเชือด สาหรับการเชือดมเี งื่อนไข 4 ประการ คือ
(1) ผู้เชือดต้องมีสติสัมปชัญญะ นับถือศาสนาท่ีมาจากฟากฟูา คือ เป็นมุสลิมหรือเป็นอะฮิลุลกิตาบ

(ยิวและคริสเตียน) ดังนั้นการเชือดของเด็ก คนบ้า และคนเมาถือว่าใช้ไม่ได้เพราะว่าขาดการต้ังใจและ
สติปัญญา และการเชือดของกาเฟร (ผู้สักการะบูชารูปปั้น) คนมยูซี (ผู้บูชาไฟ) คนมุรตัด (ผู้ตกศาสนา) ถือ
ว่าใช้ไม่ได้หรือคนบูชากุโบร (ขอพร ขอความคุ้มครอง ขอความช่วยเหลือต่อคนตาย) ก็ใช้ไม่ได้ เพราะเขาได้
ทาชริ ิกใหญ่ สว่ นกาเฟรทเ่ี ป็น อะฮลฺ ุลกิตาบอันได้แก่ยิวและคริสเตียน การเชือดของพวกเขาถือว่าเป็นท่ีอนุมัติ
ดังคาตรสั ของอลั ลอฮทฺ ี่วา่

28 รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 2 (อลั ฟิกฮฺ 2) ระดบั มัธยมศึกษาตอนต้น

‫ ْاأ ٌْ ِىزَب َْة‬ُٛ‫ر‬ْٚ ُ‫ َط َؼب َُْ اٌَّ ِز ٌْ َْٓ أ‬َٚ ُْْ ٌَُٙ ًْ ‫طَ َؼب ُِ ُى ُْْ ِد‬َٚ ُْْ ‫ِدًْ ٌَّ ُى‬

ความว่า : “ และอาหารของบรรดาผ้ทู ่ไี ดร้ บั คัมภีร์ (ยวิ และคริสเตียน) เป็นท่ีอนุมัติแก่พวกท่าน ” และ
อาการของพวกทา่ นเป็นท่ีอนมุ ตั แิ ก่พวกเขา (อลั มาอดิ ะฮฺ : 5)

หมายความว่า สัตว์เชือดของอะฮฺลุลกิตาบท่ีเป็นยิวและคริสเตียน เป็นท่ีอนุมัติแก่บรรดามุสลิม
ดงั กลา่ วนีเ้ ป็นมตขิ องบรรดามุสลมิ ท่านอหิ มา่ มบุคอรยี บ์ นั ทึก ทา่ นอบิ นอิ ับบาสรอฎยิ ลั ลอฮุอันฮุมา กลา่ วว่า

ُْْ ُْٙ‫ُ ُْْ َرثَبئِ ُذ‬ُِٙ ‫طَ َؼب‬
ความว่า : “ อาหารของพวกเขา คือสัตว์เชือดของพวกเขา ”

และจากมฟั ฮมู (ความหมายตีกลับ)ของโองการนคี้ ือ คนกาเฟรที่ไม่ใชอ่ ะฮฺลุลกิตาบ การเชือดของเขาถือ
วา่ ไม่เป็นทอ่ี นุมัตแิ ก่มสุ ลิม ดังกล่าวนีเ้ ป็นมตขิ องปวงปราชญ์ เหตุท่ีสัตว์เชือดของกาเฟรท่ีเป็นอะฮฺลุลกิตาบเป็น
ที่อนุมัติแก่มุสลิมเพราะว่า พวกเขามี ความเช่ือว่าห้ามเชือดสัตว์โดยกล่าวนามอื่นจากอัลลอฮฺ และห้าม
รับประทานสัตว์ที่ตายเอง ท้ังนี้เป็นการปฏิบัติตามบรรดานบีของพวกเขา ซึ่งแตกต่างกับกาเฟรที่ไม่ใช่ อะฮฺลุล
กิตาบ พวกเขาจะเชือดสตั วเ์ พอ่ื เซ่นไหว้รูปปัน้ และอนุมัตใิ หร้ ับประทานสตั ว์ทตี่ ายเองได้

(2) เคร่ืองมือเชือดต้องพร้อมสมบูรณ์ อนุญาตให้เชือดด้วยเคร่ืองมือทุกชนิดที่มีความคมจนทาให้เลือด
ไหลออกมาได้ ไม่ว่าจะเป็นเหล็ก สเตนเลส อลูมิเนียม ทองเหลือง ทองแดง หินและอ่ืนๆ ยกเว้นฟันกับเล็บ
ท่านรอซลู ุลลอฮซฺ อลลลั ลอฮอู าลัยฮิวาซลั ลมั กลา่ วว่า

ْ‫ ُر ِو َشا ْع ُُْ ّل ّل ِا‬َٚ ََْ ‫َ َشاٌ َّذ‬ْٙٔ َ‫اٌظفُ َشْ َِبأ‬َٚ َّْٓ ‫ُْٖ ٌَ ٍْ َظْ اٌ ِّغ‬ْٛ ٍُ‫َػٍَ ٍْ ِْٗ فَ ُى‬
ความว่า : “ส่ิงที่ทาให้เลือดไหลออกมาได้ และนามของอัลลอฮฺถูกกล่าว พวกท่านจงรับประทานมัน
เถดิ โดยที่ (เครอ่ื งมอื เชือด) ต้องไม่ใช่ฟันและเลบ็ ” (ฮะดีษมุตตะฟกั อลยั ฮ)ฺ
อิหม่ามอิบนุลก็อยยิม กล่าวว่า “ น่ีเป็นการเตือนให้ระวังว่าไม่ให้ทาการเชือดโดยใช้กระดูกเป็น
เครือ่ งมือ” เพราะบางสว่ นของมนั สกปรก หรอื มันจะสกปรกตอ่ ญนิ มุมนิ ซง่ึ ฮะดีษทีส่ มบูรณม์ วี า่

"ْ‫ َعأُ َد ِّذصُ ُى ُْْ َػ ْْٓ رٌِ َه‬: ْٓ ‫" فَ َؼ ْظُْ أَ َِّب اٌ ِّغ‬
ความวา่ : “ ฉันจะบอกแกพ่ วกท่านในเรือ่ งนี้วา่ อนง่ึ ฟนั ก็ คอื กระดูก”
หมายความวา่ กระดูกนัน้ ไมอ่ นญุ าตให้ใช้เป็นเครื่องมือเชอื ด , และท่านรอซลู ไดก้ ล่าวว่า...

"‫أَ َِّب اٌظفُ َشفَ ُّ ِذي‬َٚ ‫"ا ٌْ َذجَ َش ِْخ‬
ความว่า : “และเลบ็ นนั้ เป็นมดี ของชาวฮะบะชะฮฺ(เอธโิ อเปีย)”
หมายความว่า เล็บน้ันเป็นมีดของพวกเขา จึงไม่อนุญาตให้ใช้เป็นเครื่องมือเชือด (อะอฺลามุลมูกิอีน
4/162)

(3) ต้องตดั ลกู กระเดอื กคือหลอดลม หลอดอาหารคือทอ่ ทางเดินอาหารและน้า และตัดหน่ึงในสองเส้น
เลือดคอ ชัยคุลอิสลามอินุตัยมียะฮฺ กล่าวว่า " หลอดอาหาร,หลอดลม,และสองเส้นเลือดคอ ต้องถูกตัด, และ
ทัศนะที่แข็งแรงคือ การตัดสามในส่ีอย่างก็เป็นที่อนุมัติ โดยที่จะมีลูกกระเดือกรวมอยู่ในสิ่งที่ถูกตัดหรือไม่ก็
ตาม, เพราะการตดั สองเสน้ เลือดคอดกี วา่ การตดั กระเดือก และทาให้เลอื ดไหลดี ” อัลอิคติยารอต / 468

เหตุที่การเชือดถูกจากัดให้ตัดหลอดอาหาร หลอดลมและสองเส้นเลือดคอ เพราะจะทาให้เลือดไหล
ออกดี เน่ืองจากเป็นจุดศูนย์รวมของเส้นเลือดและทาให้สัตว์ตายเร็วที่สุดซึ่งจะทาให้เน้ือสัตว์ดี ท่านรอซูลุลอฮิ
ซอลลัลลอฮูอาลยั ฮิวาซัลลมั กล่าวว่า

รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 2 (อัลฟิกฮฺ 2) ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 29

"ُْْ ُ‫ا اٌ ِّز ْث َذ ْخَ إِ َرا َرثَ ْذز‬ُٕٛ‫" فَأَ ْد ِغ‬
ความวา่ : “ เมอื่ พวกทา่ นต้องการเชือดสัตว์ จงทาการเชอื ดให้ดี ” (บันทกึ โดยมุสลิม)

หากไม่สามารถจะเชือดในท่ีที่กาหนดได้จะเนื่องมาจากด้วยการออกล่าสัตว์ หรือสัตว์ตกลงไปในบ่อ
การเชือดมนั กระทาไดโ้ ดยการทาใหเ้ กิดบาดแผลที่อวัยวะใดกไ็ ด้ในร่างกายของมัน ซึ่งถือว่าพอเพียงแล้วในการ
เชือด ท่านรอเฟียะอฺ รอฎิยัลลอฮุอันฮุกล่าวว่า “ อูฐได้หนีไปมีชายคนหน่ึงได้ใช้ลูกศรพุ่งไปท่ีมัน จึงจับมันได้
ท่านจึงกลา่ ววา่ ....

" ْ‫اثِٗ َوزاٌِ َه‬ْٛ ‫" َِبَٔ َّذ َػٍَ ٍْ ُى ُْْ فَب ْصَٕ ُؼ‬
ความว่า : “ สตั วท์ ีม่ นั หนพี วกท่านไป พวกท่านจงทากบั มันเชน่ นี้แหละ” (ฮะดีษมตุ ตะฟักกนุ อลัยฮ)ฺ
หากสตั ว์ประสบกับอบุ ัติเหตุ เช่น ถกู รดั คอ ถกู ตี ตกมาจากที่สูง ตีกัน ชนกัน ถูกสัตว์กัดกินโดยมันยังมี
ชีวิตอย่แู ละถูกเชอื ดทนั ถอื วา่ เปน็ ทีอ่ นุมัติ
(4) ผ้เู ชอื ดตอ้ งกลา่ ว “บสิ ม้ลิ ลาฮฺ” ขณะลงมอื เชือด อลั ลอฮไฺ ด้กล่าววา่

" ُُْ ‫ ْا ِِ َّّبٌَ ُْْ ٌُ ْز َو ِشأ ْع‬ٍُٛ‫ل َاْرَأْ ُو‬َٚ ْ‫أَُِّْٗ ٌَفِ ْغك‬َٚ ِْٗ ٍْ ٍَ‫" أل َّلهِْ َػ‬
ความว่า : “ และพวกท่านจงอย่าบริโภคจากส่ิง (สัตว์เชือด) ท่ีพระนามของ อัลลอฮฺมิได้ถูกกล่าว
(ขณะเชือด) แท้จริง (การบริโภคสัตว์เชือดท่ีมิได้กล่าวนามของอัลลอฮฺขณะเชือด)เป็นการละเมิด ” (อัลอัน
อาม : 121)
ทา่ นอิมามอิบนลุ ก็อยยมิ กลา่ วไวว้ า่ “ไม่ต้องสงสัยเลยว่า แท้จริงการกล่าวพระนามของอัลลอฮฺบนสัตว์
เชือดขณะเชือด จะทาให้เน้ือสัตว์ดี และเป็นการขับไล่ชัยฏอนให้พ้นจากผู้เชือดและสัตว์ที่ถูกเชือด, และถ้าหา
กว่าไม่กล่าวพระนามของอัลลอฮฺ ชัยฏอนมันย่อมมาปั่นปุวนท้ังผู้เชือดและสัตว์ที่ถูกเชือด โดยทาให้สัตว์เชือด
สกปรก
ท่านรอซลู ุลอฮิซอลลลั ลอฮอู าลยั ฮิวาซัลลมั จะกล่าวนามของอัลลอฮฺ เมื่อท่านจะเชือด ดังน้ันโองการ
น่ีจึงเป็นหลักฐานที่มายืนยันว่า สัตว์เชือดน้ันไม่เป็นที่อนุมัติหากไม่ได้กล่าวพระนามของอัลลอฮฺบนมันขณะ
เชือด,แมว้ า่ ผเู้ ชอื ดจะเปน็ มุสลิมกต็ าม ” (ฮาชิยะฮฺ อัรเราฎอตุลมุรอ็ บบะอฺ 7/450)

สัตว์ท่เี ชอื ดโดยชาวคมั ภรี ์ (อะฮฺลลุ กติ าบ)
1. สัตว์ที่เชือดโดยชาวยิวหรือคริสเตียน ถือว่าฮะลาล อนุญาตให้รับประทานได้ เน่ืองจากโองการ

ของอัลลอฮตฺ ะอาลาทวี่ ่า
ความว่า : " วันน้ีส่งิ ดี ๆ ทง้ั หลายได้ถูกอนมุ ตั แิ กพ่ วกเจา้ แล้ว และอาหารของบรรดาผู้ท่ีได้รับคัมภีร์น้ัน

เป็นทอ่ี นุมตั ิแกพ่ วกเจ้าแลว้ และอาหารของพวกเจา้ ก็เป็นท่ีอนมุ ัตแิ ก่พวกเขา " (อลั -มาอิดะฮฺ : 5)
2. เมื่อมุสลิมรู้ว่าสัตว์ท่ีเชือดโดยชาวคัมภีร์น้ัน ถูกเชือดด้วยวิธีท่ีผิดกับหลักศาสนา อย่างเช่น รัดคอ

หรือ ช็อตด้วยไฟฟูา ก็ไม่อนุญาตให้เขารับประทาน ส่วนสัตว์ที่เชือดโดยคนกาฟิรฺท่ีมิใช่ชาวคัมภีร์ไม่อนุญาตให้
รบั ประทานทกุ กรณี

คุณลกั ษณะของการเชอื ดสัตวท์ ี่ดี
1. ต้องเชอื ดด้วยมีดท่ีคม ไม่เชือดด้วยมีดที่ท่ือซึ่งจะเป็นการทรมานสัตว์ และไม่เชือดสัตว์ขณะท่ีคู่ของ

มันหรือสัตว์ตัวอ่ืนๆ กาลังมองดูซึ่งทาให้มันกลัวและไม่ลับมีดต่อหน้าสัตว์ และไม่ตัดคอหรือถลกหนังออกหรือ
ตัดอวัยวะใดๆ ก่อนที่วิญญาณของมันจะออกจากร่างของมัน และการฆ่าอูฐนั้นคือแทงที่ต้นคอ ส่วนสัตว์อื่นๆ
นนั้ ใหเ้ ชอื ด

30 รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 2 (อัลฟิกฮฺ 2) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน้

จากท่านชัดด๊าด บินเอาส์ เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮุ กล่าวว่า สองส่ิงที่ฉันได้จดจาจากท่าน รอซูลุลลอฮฺ
ศอ็ ลลัลลอฮฺ อาลยั ฮวิ าซัลลมั ท่านไดก้ ลา่ ววา่

،‫ا اٌ َّز ْْثـ َخ‬ُٕٛ‫إ َرا َر َثـ ْذزُـ ُْْ َفأَ ْد ِغ‬َٚ ،َ‫ا اٌمِ ْزٍَخ‬ْٛ ُٕ‫ َفإ َرا َلزَ ٍْزُـ ُْْ َفأَ ْد ِغ‬،‫« إ َّْْ ّللا َوزَـ َتْ الإ ْد َغب َْْ َػٍَى ُو ًِّْ َش ًْء‬
.ٍُ‫ أخشجٗ ِغ‬.» ُْٗ‫ ٌٍُْـ ِذ َّذْ أَ َد ُذ ُو ُْْ َش ْف َشرَـُْٗ فَ ٍٍُْ ِش ْْح َرثٍِ َذزَـ‬َٚ

ความว่า : " แท้จริงอัลลอฮฺทรงกาหนดให้ทาดีต่อทุกสิ่ง ดังน้ันเม่ือพวกท่านฆ่าก็จงฆ่าด้วยดี เม่ือพวก
ท่านเชือดสตั วก์ จ็ งเชือดด้วยวธิ ที ีด่ ี พวกทา่ นจงลับมีดให้คมและให้สัตว์เชือดน้ันถูกเชือดในสภาพท่ีผ่อนคลาย "
(บนั ทึกโดยมุสลมิ 1955)

ส่งเสริมให้หันหน้าและตัวสัตว์ที่จะเชือดไปทางกิบลัต และให้เสริมการกล่าวตักบีรพร้อมกับกล่าว
บิสมิลลาฮฺ คือกล่าวว่า "บิสมิลลาฮิ วัลลอฮุอักบัรฺ" หลังจากน้ันจึงลงมือเชือด (ฮะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดย
อบูดาวูด 2810 และ อัต-ตริ มิซีย์ 1521)

สถานที่เชือดสัตว์ควรให้ห่างไกลจากสัตว์อื่น เพราะศาสนาอิสลามนั้น เป็นศาสนาท่ีเมตตากรุณา
แม้กระท่ังสัตว์ ทา่ นรอซูลุลลอฮฺ ศอ็ ลลัลลอฮฺ อะลยั ฮิ วาซัลลัม กล่าววา่

ُ‫بئ‬ٙ‫اسي ػٓ اٌج‬ٛ‫أْ ر‬ٚ ‫عٍُ أِش أْ رذذ اٌشفبس‬ٚ ٍٍٗ‫ي ّللا صٍى ّللا ػ‬ٛ‫ػٓ اثٓ ػّش أْ سع‬

ความว่า : มีรายงานจากทา่ นอิบนุอุมัรเลา่ วา่ ท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิวาซัลลัม ได้ส่ังให้
ลับมดี และใหห้ า่ งไกลจากกนั มองเห็นของสัตว์อ่นื (ในขณะเชือด)

ไมค่ วรตัดอวยั วะของสัตว์ก่อนส้ินลมหายใจ ทา่ นรอซูลลุ ลอฮฺ ศอ็ ลลลั ลอฮฺ อาลัยฮวิ าซัลลัม กล่าวว่า

ْ‫ا اْلٔفظ لجً أ‬ٍٛ‫لا رؼج‬: ‫عٍُ لبي‬ٚ ٍٍٗ‫ي ّللا صٍى ّللا ػ‬ٛ‫ػٓ أثً ٘شٌشح سضً ّللا ػٕٗ أْ سع‬
‫رض٘ك‬

ความว่า : ท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮฺ อาลัยฮิวาซัลลัม กล่าวว่า “ พวกท่านจงอย่าตัดอวัยวะของ
สัตวก์ ่อนส้ินลมหายใจ”

หน่วยที่ 3 กรุ บาน

กุรบาน (อุฎฮียะฮฺ) หมายถึงการเชือดอูฐ, วัว (ควาย) แพะ หรือ แกะในวันอีดอัฎฮาและวันตัชรีกฺ
(หลังวนั อดี อัฎฮา 3 วนั ) เพื่อทาการใกลช้ ดิ พระองค์อลั ลอฮฺ ดังอายะฮอฺ ลั -กรุ อฺ านไดก้ ลา่ วไวว้ า่

ความวา่ : “ แทจ้ รงิ เรา เราได้ประทานอัล-เกาษัรฺแก่ท่าน ดังน้ันจงละหมาดต่อ พระผู้อภิบาล
ของทา่ นและจงเชือดพลี แท้จรงิ ศตั รขู องท่านคือผทู้ ่ีถูกตัดขาด ” (อลั เกาษรั ฺ : 1-3)

ความประเสริญของการทากรุ ฺบาน
จากท่านหญิงอาอชิ ะฮฺ แท้จรงิ ทา่ นรสลู ุลลอฮกฺ ลา่ วว่า

ْ‫فََب ْشَٔ ْفِش ِْٗ ًظ‬ِٙ‫فِا ًْْث‬ْٛ ُ‫ ََْ ا ٌِْضْمِفٍََب ِطَِ ٍْ ِخْج‬ْٛ‫إِمََّٔ َغُْْٗ ٌَِِزَ َأْْٓرِا ًْْْلٌََ ْس‬ٌََٚ ْْ،ْ َ‫إثِِ َّْ٘ َىَشباْْ ِْقلَا ْجٌ ََّذًْ َِْأ‬ ْْٓ ِِ ِ‫ّللْا‬ ‫ذإِ ِْشَّْْأَاٌَد َّذ َََّْْتٌَإٌٍََِمَ ُْغى‬َْٚ َّٕ،ٌ‫ََْبا‬َٙ ِٛ‫ػأََّ ْظًٌَََْل ْف‬ََٚ ‫آَأَد ِْشِ َؼًْب ِِسِ َْْ٘ٓب‬َٚ ًَْ ‫َب‬ِّٙ ِٔ‫ َػ‬ْٚ ‫ثِمُ َِ ُبش‬
ِ‫ِِ َْٓ ّللْا‬

ความว่า : “ไม่มกี ารงานใดสาหรับลูกหลานอาดัมในวันแห่งการเชือด (คือวันอีดอัฎฮา) ซ่ึงเป็นที่รักยิ่ง
ณ พระองค์ ดีย่ิงไปกว่าการหลั่งเลือด (หมายถึงการเชือด กุรบาน) แท้จริงมัน (สัตว์ที่ถูกเชือด) พร้อมเขา, ขน
และกลบี เท้าของมนั จะมาในวันกิยามะฮฺ และเลือด (ของสัตว์ที่ถูกเชือด) จะถึงยังพระองค์อัลลอฮฺก่อนท่ีจะหล่ัง

รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 2 (อัลฟิกฮฺ 2) ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 31

ลงพ้ืนดิน (เป็นการเปรียบเทียบถึงการรับผลบุญท่ีรวดเร็ว) ดังน้ันพวกท่านจงดีใจต่อส่ิงดังกล่าว (หมายถึงดีใจ
ต่อการได้รบั ภาคผลในการทากุรฺบาน) ” (ติรฺมิซีย์ ฮะดีษท่ี 1526, หากิม ฮะดีษท่ี 7523, อิบนุ มาญะฮฺ ฮะดีษท่ี
3126)

ความสาคัญของการกรุ บาน
1. ให้ราลึกถงึ เหตุการณข์ องนบีอิบรอฮีมกบั นบอี สิ มาอีล ดว้ ยการปฏบิ ตั ติ ามในสิง่ ท่ีอลั ลอฮทฺ รงบญั ชา
2. กรุ ฺบานสามารถขจดั ความตระหน่ใี นด้านเงนิ ทอง
3. กุรบฺ านยงั ปลูกฝงั การชว่ ยเหลอื ซง่ึ กนั และกัน โดยเฉพาะการช่วยเหลือคนยากคนจน ท่านรสูลุลลอ

ฮฺ กลา่ วว่า “แทจ้ ริงวันดงั กล่าว (วันอีดอัฎฮา และอีก 3 วัน ) เป็นวันแห่งการกิน การดื่ม และเป็น
วนั แห่งการราลึกถงึ พระองคอ์ ัลลอฮฺ”

4. เป็นการขอบคุณในความเมตตาของอัลลอฮฺ (ซ.บ.) ท่ีทรงประทานริชกีมาให้อย่างมากมาย

ฮูกมของกรุ ฺบาน
กุรฺบาน ถือว่าเป็นสุนนะฮฺมุอักกะดะฮฺ และเป็นที่น่ารังเกียจสาหรับผู้ที่มีความสามารถที่ในการทากุรฺ

บานแตไ่ ม่กระทา จากท่านอมุ มุสะละมะฮฺ แท้จรงิ ท่าน รสลู ลุลลอฮฺกล่าวว่า

ٖ‫ َػ ْْٓ أَ ْظفَب ِس‬َٚ ِْٖ ‫ْ أَ َسا َْد أَ َد ُذ ُو ُْْ أَ ْْْ ٌُ َض ِّذ ًَْ فَ ٍٍُْ ّْ ِغ ْْه َػ ْْٓ َش ْؼ ِش‬َٚ ْ‫إِ َرا َد َخ ًَْ ا ٌْ َؼ ْش ُش‬

ความว่า : “ บุคคลใดประสงค์จะเชือดสัตว์กุรบาน เมื่อเข้าสู่สิบวันแรกของเดือนซุลหิจยะฮฺเขาจงงด
การตัดผมและตัดเล็บ จนกว่าจะเสร็จสิ้น จากการเชือดสัตว์กุรบานเสียก่อน ” จากบันทึกของมุสลิมและ
อาบีดาวดู และทา่ นรสลู ลอฮกฺ ลา่ วว่า

َّْٓ َ‫ٌَ ُْْ ٌُ َض ِّْخ فََْلَ ٌَ ْمْ َشث‬َٚ ‫ُِ َصَلََّٔب َِ ْْٓ َوب َْْ ٌَ ُْٗ َع َؼ ْخ‬

ความวา่ : “บุคคลใดกต็ ามที่มคี วามสามารถ (ในการทากุรฺบาน) แต่เขากลับไม่ทากุรฺบาน ดังนั้นเขาจง
อย่าเข้ามาใกล้ลานละหมาดของเรา . (รายงานโดยอะหฺมัด, อิบนุ มาญะฮฺ ฮะดีษท่ี 3128, หากิม ฮะดีษท่ี
7566 ถือวา่ เป็นฮะดีษเศาะหหี ฺ)

ประเภทและลกั ษณะของสัตว์สาหรบั เชือดกรุ บาน
สัตวท์ ่ีศาสนาอสิ ลามมีบัญญตั ใิ หเ้ ชอื ดสาหรับกุรบานน้ัน ตอ้ งเป็นประเภท ”บะฮีมะตลุ อันอาม”

( ‫ ) بهﻴمة ﺍلأنعﺎﻡ‬เทา่ นั้น คือ อูฐ,ววั ,แพะและแกะ โดยไม่ จากัดหรอื เลือกเพศของสตั ว์ นักวิชา การส่วนมาก
เห็นชอบให้นบั กระบอื (ควาย) รวมเปน็ ประเภทเดียวกับววั

เวลาการเชือดอุฎหิยะฮฺ : ต้ังแต่หลังละหมาดอีดอัดฮา จนถึงวันตัชรีกวันสุดท้าย (วันอีดและสามวัน
หลงั จากนัน้ )

ส่งเสริมให้รับประทานส่วนหน่ึงจากเน้ืออุฎหิยะฮฺ มอบฮะดิยะฮฺให้ผู้อื่นส่วนหน่ึง และบริจาคเป็นกุศล
ทานแก่ผู้ยากไร้อีกส่วนหน่ึง การเชือดอุฎหิยะฮฺน้ันเป็นผลบุญมหาศาล เพราะเป็นการเข้าหาอัลลอฮฺตะอาลา
ด้วยการงานท่ดี ี ทาให้สมาชิกในครอบครัวมคี วามสขุ เปน็ ประโยชนต์ อ่ ผู้ยากไร้ และเป็นการเช่ือมสัมพันธ์ญาติพี่
นอ้ งและเพ่ือนบ้าน

32 รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 2 (อัลฟิกฮฺ 2) ระดับมัธยมศกึ ษาตอนต้น

เม่อื ไหรจ่ งึ จะถอื ว่ากุรบฺ านเปน็ วาญิบ
การทากรุ บฺ านจะถอื วา่ เป็นวาญบิ ใน 2 กรณีตอ่ ไปนี้
1. การบนบาน ( นะซัร ) ท่านรสูลุลลอฮฺกล่าวว่า “บุคคลใดก็ตามท่ีบนบานในเรื่องการเคารพภักดี

อลั ลอฮดฺ ังนนั้ เขาจงกระทาไปตามการเคารพภกั ดอี ัลลอฮฺนั้นๆ ”
ตัวอย่างเช่น นายมุฮัมมัดตั้งใจไว้ว่า “หากฉันหายปุวยครั้งน้ี ฉันจะทากุรฺบานแพะหน่ึงตัว” คร้ันพอ

นายมุฮัมมัดหายปุวย วาญิบสาหรับเขาที่จะต้องทากุรฺบานแพะดังที่เคยบนบานเอาไว้ และถ้าหากเขาสิ้นชีวิต
ก่อนการทากรุ บฺ าน ญาติพนี่ อ้ งของเขาจะต้องกระทากุรบฺ านแทนให้แกเ่ ขา

2. การกล่าวว่า “แพะตัวนี้สาหรับพระองค์อัลลอฮฺ” หรอื กล่าวว่า “แกะตวั น้เี ป็นกุรฺบาน” การพูดด้วย
สานวนท้งั สอง ถือว่าสัตว์ตัวนั้นวาญิบจะต้องนาไปเชือดเป็นกุรฺบานเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถนาไปกระทาใน
เจตนารมณ์อน่ื ไดอ้ ีกแลว้ นอกจากทากรุ บฺ านเทา่ น้ัน

สงิ่ ตอ้ งหา้ มสาหรับผู้ทปี่ ระสงค์จะเชอื ดอุฎหิยะฮฺ
ห้ามมิให้ผู้ที่ต้องการเชือดอุฎหิยะฮฺตัดหรือโกนขนตามร่างกาย หรือตัดเล็บ เมื่อเข้าสู่สิบวันแรกของ

เดือนซุลหิจญะฮฺ หากเขาได้ทาสิ่งหน่ึงส่ิงใดจากข้อห้ามเหล่าน้ันไป ก็ให้อิสติฆฟารฺขออภัยโทษ และไม่ต้องจ่าย
ฟดิ ยะฮฺชดเชยแต่อย่างใด

ทา่ นอุมมสุ ะละมะฮฺ เราะฎยิ ัลลอฮุอนั ฮา เล่าวา่ ท่านนบี ศอ็ ลลลั ลอฮอู าลยั ฮิวาซลั ลัม กลา่ วว่า

»ًْ‫ثَ َش ِش ِْٖ َش ٍْئب‬َٚ ِْٖ ‫ فََل ٌَـ َّ َّظْ ِِ ْْٓ َش ْؼ ِش‬،ًَ ‫أَ َسا َْد أَ َد ُذ ُو ُْْ أَ ْْْ ٌُ َض ِّذ‬َٚ ْ‫«إ َْرا َد َخٍَ ِذْ اٌ َؼ ْش ُش‬
ความว่า : “ เม่ือเรม่ิ เขา้ ส่สู บิ วันแรกของเดอื นซุลหิจญะฮฺ และคนหนึ่งคนใดในหมู่ท่านประสงค์จะเชือด
อุฎหยิ ะฮฺ เขากอ็ ย่าได้ตดั สว่ นหน่งึ ส่วนใดจากเสน้ ผมหรือขนตามรา่ งกายของเขา” (บันทกึ โดยมสุ ลิม 1977)
สตั ว์ท่ีอนุญาตให้นามาทากรุ บฺ าน
1. อฐู
2. วัว, ควาย
3. แพะ, แกะ

ไม่อนญุ าตใหน้ าสัตว์ประเภทอ่นื มาทากรุ บฺ านนอกจากทก่ี ล่าวมาข้างต้น และ อนุญาติให้นาสัตว์เหล่านี้
มาทากุรบฺ านได้ทัง้ ตัวผแู้ ละตัวเมีย โดยมอี ายกุ าหนดไว้ดังน้ี

1. อฐู อายุ 5 ปีขน้ึ ไป
2. ววั , ควาย อายุ 2 ปีขึ้นไป
3. แพะ อายุ 1 ปขี น้ึ ไป
4. แกะ อายุ 6 เดือนขนึ้ ไป

ลักษณะของสตั วท์ ่ีไมอ่ นญุ าตให้ใช้ในการเชือดอุฎหิยะฮฺ
ท่านอัลบัรรออ์ บิน อาซิบ เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ เล่าว่า ท่านได้ยินท่านนบีศ็อลลัลลอฮูอาลัยฮิวาซัลลัม

กลา่ ววา่

ْ‫اٌ َؼ ْش َجب ُء‬َٚ ،‫ب‬ٙ‫اٌ َّ ِشٌ َض ْخُ اٌجٍَِّ ُْٓ َِـ َش ُض‬َٚ ،‫ ُسَ٘ب‬َٛ ‫ َسا ُْء اٌجٍَِّ ُْٓ َػ‬ٛ‫ اٌ َؼ‬،ً‫«أَ ْسثَـ َؼخْ لا ٌَـ ْج ِضٌ َْٓ فًِ اْ َل َضب ِد‬
»ً‫اٌ َى ِغٍ َشحُْ اٌَّزًِ لارُ ْٕ ِم‬َٚ ،‫َب‬ٙ‫اٌجٍَِّ ُْٓ ظَ ٍْ ُؼ‬

ความว่า : “ สัตว์ส่ีประเภทท่ีไม่อนุญาตให้ใช้ในการเชือดอุฎหิยะฮฺ คือ สัตว์ที่ตาบอดอย่างเห็นได้ชัด
สัตว์ท่ีปุวยอย่างเห็นได้ชัด สัตว์ท่ีขาพิการอย่างเห็นได้ชัด และสัตว์ที่ผอมแห้งจนไม่สามารถลุกข้ึนเดินได้ ”
(บันทกึ โดยอบดู าวูด 2802 และอันนะสาอยี ์ 4370)

รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 2 (อัลฟกิ ฮฺ 2) ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนต้น 33

อนญุ าตใหม้ หี นุ้ สว่ นในการทากุรฺบาน
อนุญาตให้มีห้นุ สว่ นในการทากุรฺบาน หากว่าทากรุ ฺบานดว้ ยอฐู หรือวัว ควายและส่วนของอูฐ (หรือวัว)

ควายมี 7 ส่วนดว้ ยกัน
จากทา่ นญาบริ ฺ กล่าวว่า “พวกเราเชือดสัตว์ (ทากุรฺบาน) ด้วยอูฐ ร่วมกับท่านรสูลลอฮฺท่ีตาบลหุดัยบิ

ยะฮจฺ ากจานวน 7 ส่วน และ (กุรบฺ าน) ววั จานวนเจด็ สว่ น” (รายงานโดยมสุ ลิม, อบู ดาวูด ฮะดีษที่ 2806, ติร
มิซีย์ ฮะดษี ท่ี 1068, อิบนุ มาญะฮฺ ฮะดษี ที่ 3147)

สว่ นของแพะหรือแกะ หนง่ึ ตวั ต่อหนงึ่ สว่ น

การแจกจา่ ยเนอื้ กุรบฺ าน
ส่งเสริมให้รับประทานส่วนหนึ่งจากเนื้ออุฎหิยะฮฺ มอบฮะดิยะฮฺให้ผู้อื่นส่วนหน่ึง และบริจาคเป็นกุศล

ทานแก่ผู้ยากไร้อีกส่วนหน่ึง การเชือดอุฎหิยะฮฺนั้นเป็นการทาผลบุญอันย่ิงใหญ่ เพราะเป็นการเข้าหาอัลลอฮฺ
ตะอาลาด้วยการงานที่ดี ทาให้สมาชิกในครอบครัวมีความสุข เป็นประโยชน์ต่อผู้ยากไร้ และเป็นการเชื่อม
สมั พันธ์ญาตพิ นี่ ้องและเพือ่ นบา้ น

หน่วยท่ี 4 อากีเกาะฮ์

ความหมายของอะกเี กาะฮ์
อากเี กาะฮ์ในเชิงภาษาอาหรับ คอื ชื่อของเสน้ ผมท่ีอยบู่ นหวั ของเดก็ แรกเกดิ
อากีเกาะฮ์ ในเชิงศาสนบัญญัติ คือ สิ่งท่ีจะถูกนามาเชือดในวันที่ 7 ของเด็กแรกเกิด โดยจะเชือด

ใหก้ บั เด็กผชู้ ายคือแกะ 2 ตัว และให้กบั เดก็ ผหู้ ญงิ คอื แกะ 1 ตวั

ฮกู มอากีเกาะฮฺ

นกั วชิ าการได้เห็นวา่ เป็นซุนนะฮ์ มอุ ักกดั หลักฐานในการทาอากเี กาะฮ์

อากเี กาะฮฺเปน็ ซนุ นะฮ์ ซงึ่ ไดม้ ีรายงานจากท่านหญิงอาอีชะฮฺ และฮะดีษ จากท่านอนื่ ๆ เช่น

ฮะดีษของท่านสมั เราะฮ์ ได้กลา่ ววา่

ٍُ‫ع‬ٚ ٍٍٗ‫ي ّللا صٍى ّللا ػ‬ٛ‫ لبي سع‬، ‫اٌ َّغبثِ ِْغ‬ َِْ ْٛ ٌٍَ‫َْٓ ثِ َؼ ِم ٍْمَزِ ِْٗ ٌُ ْزثَ ُْخ َػْ ْٕٗ فًِ ا‬َٙ‫اٌ ُغَلَ َُْ ُِ ْشر‬ : ْ‫ٌُ ْذٍَ ُك‬َٚ
‫صذخ‬ٚ ُ‫صذذٗ اٌذبو‬ٚ ‫اٌزشٍِزي‬ٚ ‫اٖ الإِبَ أدّذ‬ٚ‫ٌُ َغ َّّى س‬َٚ ُْٗ ‫إعٕبدٖ َس ْأ ُع‬.

ความวา่ : ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ ได้กลา่ วว่า “ เดก็ นั้นถูกประกันด้วยกับอากีเกาะฮ์ของเขา ซ่ึงอากี
เกาะฮ์ของเขาจะถูกเชือดแทนเขาในวันท่ี 7 (ของวันที่เด็กเกิด) และเด็กจะถูกโกนผมไฟ และถูกตั้งช่ือ (ในวัน
นัน้ )”

อากเี กาะฮจฺ ะเชอื ดใหก้ บั เด็กผ้ชู ายดว้ ยกับแกะ 2 ตวั และใหก้ ับเด็กผู้หญิงแกะ 1 ตัว ดังท่ีมีรายงาน
จากอุมมูกรั ซฺ วา่

ِْٓ ‫ لبي َػ‬- ٍُ‫ع‬ٚ ٍٍٗ‫ صٍى ّللا ػ‬- ً‫ َػ ِْٓ اٌ َجب ِسٌ ِخْ َشبْح أْ إٌج‬ٚ ِْْ ‫اٌ ُغَلَ َِْ َشبرَب‬
‫د‬ٚ‫ دا‬ٛ‫أخشجٗ أث‬.

ความว่า : แท้จริงท่านนะบี ได้กล่าวว่า “ (การอากีเกาะฮ์) แทนเด็กผู้ชายน้ัน แกะ 2 ตัว และ
(การอากเี กาะฮ์) แทนเด็กผู้หญงิ น้ัน แกะ 1 ตวั ” และไดม้ ีฮะดษี จากท่านหญิงอาอีชะฮ์ว่า

ٍٍٗ‫ صٍى ّللا ػ‬- ‫ ُْي ّللا‬ٛ‫اٖ أَ َِ َشَٔب َس ُع‬ٚ‫ َػ ِْٓ اٌ َجب ِسٌ ِخْ ثِ َشبحْ س‬َٚ ِْٓ ٍْ َ‫عٍُ أ ْْْ َٔ ُؼ َّْك َػ ِْٓ اٌ ُغَل َِْ ثِ َشبر‬ٚ
ٗ‫اثٓ دجبْ فً صذٍذ‬ٚ ٗ‫اثٓ ِبج‬ٚ ‫اٌزشٍِزي‬.

34 รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 2 (อัลฟิกฮฺ 2) ระดับมัธยมศกึ ษาตอนต้น

ความว่า : “ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺได้ส่ังใช้เราให้ทาอากีเกาะฮ์ให้กับเด็กผู้ชายด้วยกับแกะ 2 ตัว
และให้กบั เดก็ ผู้หญิงดว้ ยกบั แกะ 1 ตัว ”
เวลาเชือดอะกเี กาะฮ์ :

มีบัญญัติให้เชือดอะกีเกาะฮฺเมื่อมีการคลอดบุตร ดังน้ัน เมื่อใดท่ีบุตรเกิดมามีชีวิต ก็สุนัตให้เชือดอะกี
เกาะฮใ์ ห้ในวันทีเ่ ด็กเกดิ จะถกู นับไป 7 วัน ซ่งึ วันน้ันจะถูกนบั ตงั้ แต่แสงอรุณขึ้นจนถึงพระอาทิตย์ตก หากว่าเด็ก
เกิดหลังจากพระอาทิตย์ตกไปแล้วให้เริ่มนับวันถัดไป ท่านรอฟีอีย์และคนอื่นๆได้กล่าวเสริมว่า “ไม่ควรเกิน 7
วนั ”

ขอ้ ปฏบิ ัตใิ นการทาอากเี กาะฮ์
- ให้ทาการกล่าว ‫إٌٍه‬ٚ ‫ُ ِٕه‬ٌٍٙ‫ ا‬، ‫ ػمٍمخ فَلْ ثبعُ ّللا‬ขณะเชือด ท่านอิหม่ามนาวาวีย์ได้

ให้น้าหนักว่าควรท่ีจะเชือดอากีเกาะฮฺหลังจากโกนผมไฟ เพราะได้ปฏิบัติตามการกล่าวอย่างเป็นลาดับของฮะ
ดษี ที่วา่ “เดก็ น้นั ถูกประกันด้วยกับอากีเกาะฮ์ของเขา ซึ่งอากีเกาะฮ์ของเขาจะถูกเชือดแทนเขาในวันที่ 7 (ของ
วนั ที่เด็กเกดิ ) และเดก็ จะถกู โกนผมไฟ และถกู ตัง้ ชื่อ (ในวนั นนั้ )”

- ให้ห่ันเน้ืออากีเกาะฮฺตามข้อต่างๆ โดยไม่ให้กระดูกแตก เพ่ือเป็นการทาให้เกิดลางดีด้วยกับการมี
อวัยวะท่ีสมบูรณ์และปราศจากข้อตาหนิของเด็ก (อ้างอิงหนังสือ: อัลวาซีต ฟีลมัซฮับ เล่มที่ 7 หน้าท่ี152-153
หนังสือ ต้วั ะฟะตุ้ลอะวัซย)์

ท่านอิบนุ อัซซิบาฆได้กล่าวว่า หากว่ากระดูกแตก ก็ไม่ถือว่าเป็นที่ต้องห้ามแต่อย่างได้ (เพราะการถือ
ลางดีน้ันท่านนบีสนบั สนุน แต่การถือลางรา้ ยน้ันท่านนบีหา้ มเด็ดขาด)

- ให้นาเนอื้ อากีเกาะฮ์ มาทาเป็นอาหารและนาไปแจกจ่ายให้กับคนยากจน ในหนังสืออัลอุดดะห์และ
หนังสอื อัลฮาวีย์ของทา่ นมาวัรดยี ไ์ ด้ระบุวา่ “แทจ้ รงิ อากเี กาะฮ์หลงั วันที่ 7 จะต้องชดใช้ หากเกิน 7 วันไปแล้ว
ที่ดีไม่ให้เกินระยะการหมดนิฟาสของมารดา (นิฟาส คือเลือดที่ออกมาขณะคลอดบุตร ซึ่งอย่างน้อยของนิฟาส
คือ หนึ่งวินาที และอย่างมากไม่เกิน 60 วัน) และหากว่าเกินระยะหมดนิฟาส ท่ีดีก็ไม่ให้เกินระยะการให้นม
เด็ก (2 ปีเต็มตามศาสนบัญญัติ) และหากว่าเกินระยะการให้นมเด็ก ที่ดีก็ไม่ให้เกิน 7 ปี และหากว่าเกิน 7 ปี
ที่ดีก็ไม่ให้เกินบรรลุนิติภาวะของเด็ก และหากว่าเกินบรรลุนิติภาวะการ อากีเกาะฮ์จะพ้นจากการรับผิดชอบ
ของผูถ้ กู กาเนิด ดงั น้ัน เขาจะต้องเป็นผูเ้ ลอื กในการทาอากเี กาะฮ์ให้กบั ตัวเองในตอนโต”

ขั้นตอนหลังจากใหก้ าเนิดบตุ ร
สิ่งที่ควรทาหลงั จากใหก้ าเนดิ บุตร
1. ให้แจ้งขา่ วดี เพราะอลั ลอฮท์ รงตรสั ไว้ว่า

‫ثٍَِ ْذٍَى أَ َّْْ ّل َّلْاَ ٌُجَ ِّش ُش َْن‬
ความวา่ : “แท้จริงอัลลอฮฺทรงแจง้ ขา่ วดีใหก้ ับท่านนบซี ะการยี ากบั ยะห์ยา”

2. ให้อาซานใส่หูขวา และอิกอมะฮ์ใส่หูซ้ายเด็ก ได้มีฮะดีษของท่านอบีรอเฟียะอฺว่า “แท้จริงฉันเห็น
ท่านศาสดาอาซานละหมาดใส่หูท่านหะสัน อิบนุอาลี ในขณะท่ีท่านหญิงฟาติมะห์ให้กาเนิด” และมีสุนัตให้
อ่านอลั กรุ อานบทอาละอมิ รอนโองการที่ 36 ว่า

ความว่า : แล้วข้าพระองค์ขอต่อพระองค์ให้ทรงคุ้มครองนาง และลูกหลานของนางให้พ้นจากชัยฏอน
ที่ถกู ขับไล่

3. ให้ปาู ยเพดานปากดว้ ยกับอินทผลัม มฮี ะดษี จากท่านอบีมซู าว่า “ลกู ชายของฉันไดถ้ ูกให้กาเนิด แล้ว
ฉนั กไ็ ด้นาตัวไปหาทา่ นนะบีแล้วท่านไดต้ ั้งชื่อให้วา่ อิบรอฮมี และไดป้ ูายเพดานปากดว้ ยกบั อนิ ทผลมั ”

รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 2 (อลั ฟกิ ฮฺ 2) ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนต้น 35

สิ่งทีค่ วรทาในวันที่ 7 หลังคลอดบุตร
1. โกนผมไฟ
โกนผมไฟ และให้บริจาคเป็นเงินเท่ากับน้าหนักของเส้นผมท่ีโกน ศาสดามูฮัมมัดได้กล่าวกับท่าน

หญิงฟาตมิ ะหเ์ มื่อคลอดทา่ นหะสันวา่
“จงโกนผมหะสนั และจงจ่ายซอดาเกาะฮฺ เท่ากับนา้ หนกั ของเสน้ ผมเป็นเงินให้กบั คนยากจน”
2. ต้งั ช่ือเด็ก
อนุญาตให้ตั้งชื่อได้ในวันท่ี 1 หรือวันที่ 3 จนวันที่ 7 ซึ่งเป็นวันทาอากีเกาะฮฺและ สุนัตให้เลือกชื่อท่ีดี

ที่สุดและเป็นที่โปรดปรานแก่อัลลอฮฺมากท่ีสุด เช่น อับดุลลอฮฺ หรืออับดุรเราะหฺมาน รวมไปถึงช่ืออ่ืนๆ ที่
แสดงถงึ ความเป็นบ่าว เช่น อบั ดุลอะซีซ อบั ดุลมะลิก เป็นต้น ลาดับถัดมาก็เป็นชื่อบรรดานบี บรรดาเราะสูล
และช่ือบรรดาผู้มีคุณธรรม และชื่อท่ีมีความหมายท่ีเป็นจริงได้สาหรับมนุษย์ เช่น ยะซีด หรือหะสัน เป็นต้น
และจาเป็น ต้องเปลี่ยนชื่อที่ไม่ดีเป็นชื่อท่ีดี ท่านนะบีได้กล่าวว่า “ ในคืนนั้นลูกของฉันถูกให้กาเนิด แล้วฉันก็
เรียกชื่อเขาว่า อิบรอฮีม”

3. ทาการขลบิ อวยั วะเพศ
ซึ่งเวลาของการขลิบ บางทรรศนะได้กล่าวว่า จะต้องอยู่ในช่วงสัปดาห์แรกจากการเกิด บางทรรศนะ
กลา่ วว่า ใหข้ ลิบก่อนบรรลนุ ิติภาวะ และท่ถี กู ตอ้ งและประเสริฐทีส่ ุด คอื วนั ท่ี 7 หลังจากถกู ให้กาเนดิ
ได้มีฮะดีษจากท่านญาบีรว่า “ท่านศาสดามูฮัมมัดได้ทาอากีเกาะฮฺ ในกับท่านหะซันและ หุเซ็น และ
ไดท้ าการขลิบอวัยวะเพศของท้ังสองในวันท่ี 7” แน่นอนการขลิบสาหรับผู้ชายถือว่าเป็น วายิบ สาหรับผู้หญิง
คือ สนุ ตั

ลักษณะของสัตว์ทจ่ี ะนามาทาอะกเี กาะฮฺ
สัตวท์ อ่ี นุญาตใหใ้ ชเ้ ชือดอะกีเกาะฮฺ คือ
- อฐู ทมี่ ีอายุ 5 ปขี น้ึ ไป
- ววั ทม่ี ีอายุ 2 ปขี ้นึ ไป
- แกะทีม่ อี ายุ 6 เดอื นข้ึนไป
- แพะทม่ี ีอายุ 1 ปขี น้ึ ไป

36 รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 2 (อลั ฟิกฮฺ 2) ระดบั มัธยมศึกษาตอนต้น

แบบทดสอบหลงั เรียน

เรือ่ ง ฮัจยแ์ ละอุมเราะห์

คาส่งั จงเลือกคาตอบที่ถูกที่สุด
1.ขอ้ ใดท่ีกล่าวได้ถกู ต้องในการประกอบฮจั ย์

ก. การเดินทางไปยังมักกะห์ เพ่ือปฏิบตั ิศาสนกิจโดยเฉพาะ ในเวลาทีเ่ ฉพาะ และเงอ่ื นไขเฉพาะ
ข. การเดินทางไปยงั มักกะห์ เพือ่ ประกอบศาสนกจิ
ค. การเดินทางไปยงั มักกะห์ ด้วยเหตผลใดก็ตาม
ง. การเดนิ ทางไปยังมกั กะห์
2.ขอ้ ใดหมายถึง “อมุ เราะห์”
ก. การเดินทางไปยังมักกะหเ์ พื่อประกอบกิจอิหรอมตอวาฟ สะแอ ตะฮัลโลนโดยมีเงื่อนไขเฉพาะและไม่

จากดั เวลา
ข. การเดินทางไปยงั มักกะห์เพ่ือประกอบกิจอหิ รอมตอวาฟ สะแอ ตะฮลั โลนโดยมีเง่อื นไขเฉพาะและเวลา
ค. การเดินทางไปยงั มักกะหเ์ พื่อประกอบกิจอิหรอมตอวาฟ สะแอ
ง. การเดนิ ทางไปยังมักกะหเ์ พื่อประกอบกิจอหิ รอม
3.ข้อใดไมใ่ ชเ่ งื่อนไขจาเปน็ ของผปู้ ระกอบพธิ ีฮจั ญ์
ก. มคี วามสามารถในการประกอบพธิ ีฮัจญ์
ข. ตอ้ งเปน็ ผู้นบั ถือศาสนาอิสลาม
ค. เป็นผู้มฐี านะรา่ รวย
ง. มสี ติสมั ปชญั ญะ
4.ฮัจญ์แบ่งออกเปน็ กี่ประเภท
ก. 4 ประเภท
ข. 3 ประภท
ค. 2 ประภท
ง. 1 ประภท
5.ขอ้ ใดคอื ความหมายของฮัจญ์กีรอน
ก. การทาฮจั ญ์อย่างเดียว
ข. การทาอุมเราะในช่วงเวลาฮจั ญ์
ค. การทาฮจั ญ์และอมุ เราะห์ในเวลาและปเี ดียวกัน
ง. การเนยี ตอิหรอมอุมเราะห์และฮัจญ์ในคราวเดยี วกนั

รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 2 (อลั ฟกิ ฮฺ 2) ระดับมธั ยมศึกษาตอนต้น 37

บทท่ี 5
การละหมาดสุนตั
หนว่ ยท่ี 1 การละหมาดสนุ ตั
ความหมายและความสาคัญ

ความหมาย
ละหมาดสุนัต คือละหมาดท่ีศาสนาไม่บังคับ ใครจะละหมาดหรือไม่ละหมาดก็ได้ตามใจสมัครแต่การ

ละหมาดสุนัตก็มีความสาคัญมาก เพราะเป็นการทดแทนความบกพร่องของละหมาดฟัรดู และเพ่ิมผลบุญของ
การละหมาดฟรั ดใู ห้ดีย่ิงข้ึน
ความสาคญั การละหมาดสนุ ตั

1. การละหมาดสุนตั เปน็ การทดแทนความบกพร่องของละหมาดฟัรดู
2. การละหมาดสุนัตเปน็ การเพม่ิ ผลบญุ

‫ إن اول ماٌحاسب الناس به‬: ‫عن ابً هرٌرة رضً الله عنه أن النبً صلً الله علٌه وسلم قال‬
‫ وهوأعلم انظروافً صلة عبدي أتمها أم‬, ‫ ٌقول ربنا لملئكته‬, ‫ٌوم القٌامة من أعمالهم الصلة‬
‫ وإن كان انتقص منها شٌئا قال أنظروا هل لعبدي من‬, ‫نقصها ؟ فإن كانت تامة كتبت له تامة‬
. ‫ ثم تؤخد العمال على دلك‬, ‫ أتموالعبدي فرٌضة من تطوعه‬: ‫تطوع ؟ فان كان له تطوع قال‬
‫رواه أبوداود‬

ความว่า : รายงานจากท่านอบู ฮุรอยเราะฮฺ (ร่อดีย้ัลลอฮู่ อันฮฺ) กล่าวว่า “ สิ่งแรกของบรรดาการ
งานของมนษุ ยท์ ี่จะต้องถูกสอบสวนในวนั กิยามะฮ์ คือการทาละหมาด โดยพระผู้เป็นเจ้าของเราจะทรงกล่าวยัง
มะลาอีกะฮทฺ ง้ั ๆท่พี ระองค์ทรงรอบรวู้ า่ จงมองดูการละหมาดของบา่ วของข้าว่าสมบูรณ์หรือบกพร่อง ? ถ้าหาก
การละหมาดน้ันสมบูรณ์ ก็จงบันทึกให้เขาว่าสมบูรณ์ หากละหมาดของเขามีข้อบกพร่อง ก็จงพิจารณาว่า เขา
ละหมาดสนุ ตั ไว้หรอื เปล่า หากเขาละหมาดสุนัตไว้ ก็จงบันทึกว่าละหมาดฟัรดูของเขาสมบูรณ์ถูกต้องเพราะผล
ของการละหมาดสนุ ัตของเขาและให้ถือว่าการงานของเขา สมบรู ณ์ถูกตอ้ ง (รายงานโดยอบูดาวดู )

ละหมาดสนุ ัตรอวาติบ๊
ละหมาดสุนตั ร่อว่าติบ คอื การละหมาดสุนตั ท่ีทาก่อนหรือหลังละหมาดฟัรดูประจาวัน ซึ่งท่านนบีมุฮัม

มดั ศอ็ ลลลั ลอฮูอาลัยฮิวาซลั ลมั ได้กระทาอยูเ่ ปน็ ประจา ซง่ึ บางเวลาทาก่อนละหมาดฟัรดู บางเวลาทาหลังจาก
ละหมาดฟัรดูและบางเวลาก็ทาทัง้ กอ่ นและหลังละหมาดฟัรดู

การละหมาดร่อวาติบก่อนหรือหลังละหมาดฟัรดูน้ัน มีเคล็ดลับเพื่อเสริมให้สมบูรณ์กับส่ิงท่ีได้กระทา
บกพร่องในละหมาดฟรั ดู เชน่ ละหมาดไม่มสี มาธหิ รอื ละเลยจาการสดับฟงั การอา่ น

การละหมาดสุนัตร่อว่าติบ ที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮูอาลัยฮิวาซัลลัม ละหมาดอยู่เป็นประจาถือว่ามีผล
บุญดีเยีย่ ม
การละหมาดสุนตั แบ่งออกเป็น 2 ประเภท

1. การละหมาดสุนัตมอุ ักกะดะฮ์
2.การละหมาดสนุ ตั ไม่มอุ กั กะดะฮ์

38 รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 2 (อัลฟกิ ฮฺ 2) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน้

1. ละหมาดซุนนะรอวาตบิ อลั มอุ ักกะดาต(ทเี่ นน้ หนัก)นั้นท้ังหมดมี 10 รอกะอะฮฺ
1) 2 รอกะอะฮฺก่อนศุบฮฺ (ซง่ึ 2 รอกะอะฮฺก่อนซบุ ฮฺนี้ถอื ว่าประเสรฐิ ท่สี ุด ส่วนแปดรอกะอะฮฺทเ่ี หลือ

น้ันมีความประเสรฐิ เท่ากัน)
2) 2 รอกะอะฮฺก่อนซุฮรฺ
3) 2 รอกะอะฮฺหลงั ซุฮร
4) 2 รอกะอะฮหฺ ลงั มัฆริบ
5) 2 รอกะอะฮฺหลงั อชิ า

2. สุนัตทีไ่ มม่ ุอกั กะดาต (ไม่เนน้ หนกั ) 12 รอกะอะฮฺ
1) 2 รอกะอะฮกฺ ่อนซุฮรฺ
2) 2 รอกะอะฮฺหลังซฮุ รฺ
3) 4 รอกะอะฮกฺ ่อนอัศรฺ
4) 2 รอกะอะฮกฺ ่อนมัฆริบ
5) 2 รอกะอะฮกฺ ่อนอชี า

สนุ ัตฟัจรฺ (สนุ ัตศุบฮฺ)
ซ่ึงละหมาดรอ่ วาติบที่มอุ ักกะดะฮฺนบีเนน้ ทาเปน็ ประจานน้ั คือ สองรอกะอะฮฺกอ่ นละหมาดศบุ ฮฺ

สนุ ัตซุฮรฺ
สนุ ตั ซฮุ รี คอื ละหมาด สองรอกะอะฮกฺ ่อนละหมาดซุฮรี สองรอกะอะฮหฺ ลังละหมาดซุฮรฺ

สุนัตมัฆริบ
สุนตั มฆั ริบ คือ ละหมาด สองรอกะอะฮหฺ ลงั ละหมาดมัฆริบ

สนุ ตั อชี าอฺ
สุนัตอีชาอฺ คือ ละหมาด สองรอกะอะฮฺหลังละหมาดอีชาอฺ เพราะมีฮะดีษของ บุคอรีย์และมุสลิมได้

รายงานจากท่านอบิ นุอุมรั เขากล่าวว่า
" ฉนั ได้ละหมาดพรอ้ มกบั ท่าน นบี ศอ็ ลลัลลอฮูอาลัยฮิวาซัลลัม สองรอกะอัตก่อนซุฮรี , สองรอกะอัต

หลังซุฮรี , สองรอกะอัตหลังมัฆริบ , สองรอกะอัตหลังอีชาอฺ , และสองรอกะอัตหลังละหมาดญุมุอะฮ์" ใน
บางส่วนรายงานจากท่านอิบนุอุมัร กล่าวว่า น้องสาวของฉันคือฮัฟเซาะฮ์เล่าแก่ฉันว่า "แท้จริงท่านนบีได้ทา
ละหมาดส้ัน ๆ สองรอกะอัตหลังจากแสงอรุณขึน้ แล้ว"

ส่วนละหมาดรอวาติบที่ไม่มุออักกะดะฮฺ (นบีไม่เน้นทาเป็นประจา) คือ บางทัศนะกล่าวว่าละหมาดรอ
วาติบนั้น คือ สี่รอกะอัตก่อนซุฮรี เพราะทาตามท่านนบี ซ่ึงได้รายงานโดยมุสลิม และบางทัศนะบอก
ว่า ละหมาดสรี่ อกะอัตหลงั ซุฮรีดว้ ย เพราะมฮี ะดีษรายรายงานว่า "ผู้ใดรักษาละหมาดส่ีรอกะอัตก่อนซุฮรีและ
สี่รอกะอตั หลงั ซฮุ รี อลั ลอฮจะทรงห้ามเขาจากไฟนรก" รายงานโดยตริ มีซียแ์ ละทา่ นกล่าววา่ ซอฮหิ ์

บางทัศนะกล่าวว่า 4 รอกะอัตก่อนอัศรี เพราะมีฮะดีษซ่ึงรายงานจากท่านอิบนุอุมัรความว่า
" แทจ้ รงิ ทา่ นนบี ศอ็ ลลลั ลอฮูอาลัยฮิวาซัลลัม กลา่ ววา่ ขออัลเลาะฮฺได้โปรดเมตตาแก่ผู้ที่ได้ละหมาดก่อนอัศรร
สร่ี อกะอตั " รายงานโดยท่านอิบนุคุซยั มะฮ์และทา่ นอบิ นฮุ บิ บาน ซง่ึ ทง้ั สองกลา่ วว่าเป็นฮะดษี ซอหหี

บางทัศนะกล่าวว่าละหมาดท่ีท่านนบีไม่เน้นกระทาบ่อยครั้งคือ ละหมาด 2 รอกะอัตก่อน
มัฆริบ เพราะมีฮะดีษบุคอรีย์รายงานว่า "ท่านนบีกล่าวว่า พวกท่านจงละหมาดก่อนละหมาดมัฆริบ" และบุคอ
รยี แ์ ละมสุ ลมิ ได้รายงานฮะดษี จากทา่ นอะนสั ความว่า "เหลา่ ซอฮาบะฮฺผ้อู าวุโสไดร้ ีบไปยังเสา (ในมัสยิด) เพื่อทา
ละหมาดสองรอกะอัตเมื่ออะซานมฆั ริบเสรจ็ แลว้ " ในรายงานหน่ึงจากมุสลมิ บนั ทึกว่า "จนกระท่ังคนจรท่ีเข้าไป
ในมัสยิดคดิ วา่ ไดล้ ะหมาด (มัฆรบิ ) ไปแลว้ เนื่องจากมผี ลู้ ะหมาดสองรอกะอัตนี้มาก"

รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 2 (อลั ฟกิ ฮฺ 2) ระดับมัธยมศกึ ษาตอนต้น 39

ในหนังสือมัจญ์ม๊ัวะอฺ(ของอิมามนะวาวีย์) กล่าวว่า สุนัตให้ละหมาดสองรอกะอัตก่อนอีชาอฺ เพราะมี
ฮะดีษทีว่ ่า "ระหวา่ งสองอะซานนัน้ มีการละหมาด" (รายงานโดยบุคอรียแ์ ละมุสลิม)

และหลังละหมาดญมุ อุ ะฮฺก็สนุ ตั ให้ละหมาดสร่ี อกะอตั ซง่ึ สองรอกะอตั น้ันเป็นสุนัตมุอักกะดะฮ์และอีก
สองรอกะอตั ไม่เป็นสุนตั มุอกั กะดะฮ์ เพราะเหมือนกับละหมาดซุฮรฺ เน่ืองจากมุสลิมรายงานว่า "เมื่อคนใดจาก
พวกทา่ นไดท้ าละหมาดญมุ อุ ะฮ์ ดังนัน้ เขาจงละหมาดหลงั จากนัน้ สร่ี อกะอัต "

เงือ่ นไขการละหมาดรอ่ ว่าติบ
1. ถ้าเปน็ การละหมาดก่อน ต้องละหมาดก่อนอิกอมะฮ์
2. ถา้ เปน็ การละหมาดหลงั ต้องละหมาดฟัรดูกอ่ น
3. ขณะตักบรี ตอ้ งระบุในเนียตวา่ เป็นการละหมาดกอ่ นหรือหลงั ฟัรดู
4. ตอ้ งละหมาดคนเดยี วและอ่านเสียงเบา

วธิ ีละหมาด
วธิ ีละหมาดสุนตั รอวาตบ๊ิ กเ็ หมอื นการละหมาดธรรมดาโดยเนียตในขณะตักบีร เช่น ละหมาดร่อวาติบ

ซุฮรี ให้เนียตว่า
ถ้าทากอ่ นฟัรดู

อ่านว่า " อซู้ อ้ ลลี ซันนา่ ตด๊ั ซฮุ รฺ ร๊อกอาตยั นี กอ๊ บลี้ยา่ ตันลลิ้ ลาฮี่ตา้ อาลา "
ข้าพเจา้ ละหมาดสุนัตกอ่ นละหมาดซุฮรี 2 รอ่ กะอัตเพอ่ื อัลเลาะห์ตะอาลา

ถ้าทาหลังฟัรดู

อ่านวา่ " อู้ซอ้ ลลีซนุ นา่ ตั๊ดซฮุ รฺ ร็อกอาตยั นี่ บะอ์ดี้ย่าตันล้ลิ ลาฮีต่ า้ อาลา "
เนยี ตว่า ข้าพเจา้ ละหมาดสุนัตหลงั ซุฮรฺ 2 รอ่ กะอตั เพ่ืออัลเลาะหต์ ะอาลา

หนว่ ยท่ี 2 การละหมาดกซุ ฟู และการละหมาดคุซูฟ

การละหมาดจันทรปุ ราคาและสุริยปุ ราคา
ความหมายกซุ ูฟและความหมายคุซูฟ

ในภาษาอาหรับเรียกว่า กูซูฟัยนฺ แปลว่า จันทรุปราคา และสุริยุปราคา ถ้าเป็นสุริยุปราคา ให้ใช้
คาวา่ กุซฟู แปลว่า เปลย่ี นแปลง หรอื บังกัน หมายความว่า แสงพระอาทติ ยบ์ งั กนั จากตวั เรา เพราะฉะนั้น จะ
เกิดสุริยุปราคา นั้นในท้ายๆเดือน ถ้าเป็นจันทรุปราคา ให้ใช้คาว่า คุซูฟ แปลว่า หายไป หมายความว่า แสง
สว่างของดวงจนั ทรไ์ ด้หายจากตัวมัน เพราะว่าตัวมันสีดาได้รับแสงสว่างจากดวงอาทิตย์ จะเกิดจันทรุปราคาได้
นั้นในกลางๆเดอื น
หลักฐาน / อ้างอิงเกย่ี วกับการละหมาดจันทรปุ ราคาและสรุ ิยปุ ราคา

1. จากอักรุ ฺอาน
" ‫" لتسجدوا للشمس ول للقمر واسجدوا ِل‬

ความวา่ พวกท่านจงอยา่ สญุ ูดดวงอาทติ ย์ และดวงจันทร์ และพวกท่านจงสุญูดอลั ลอฮเฺ ถิด

40 รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 2 (อลั ฟกิ ฮฺ 2) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน้

1. จากอัลหะดิษ

“ ‫عن إبن عمررضى الله عنهما انه كان رسول الله صلى الله غلٌه وسلم ان الشمس‬
.‫والقمرلٌخسفان لموت احد وللحٌاته ولكنهماأٌتان عن أٌات الله فإدارأٌتموهافصلوا‬

ความว่า “จากอิบนุอุมัรฺ เราะฎิยัลลอฮฺฮุอันอุมา เล่าว่าท่านนบี ( ศ )กล่าวว่า “ แท้จริงดวงอาทิตย์
และดวงจันทร์น้ันจะไม่บดบังกันนั้น ( เกิดจันทรุปราคา และสุริยุปราคา ) ด้วยการตายหรือการเกิดผู้หน่ืงผู้ใด
แตท่ ัง้ สองน้ัน คือสัญญาณสองข้อของบรรดาสัญญาณต่างๆของอัลลอฮฺตะอาลา ดังนั้นเมื่อพวกท่านพบเห็นมัน
ทง้ั สอง ก็จงทาการละหมาด”

ความสาคญั
ชี้ให้เหน็ ว่าความย่งิ ใหญ่ของอลั ลอฮฺ และความสามารถของเหนอื กว่าใดๆทงั้ ส้นิ เกิดความสานึกในตัวเราว่า

ตวั เราเองกต็ ้องมีการเจบ็ ปุวย ไม่สบายโลกดนุ ยาน้ชี ่ัวคราวเทา่ นน้ั กต็ ้องปฏิบตั ิในส่งที่ดีงาม ไม่โลภในสิ่งต่างๆใน
โลกดนุ ยาน้ี

ฮูกมละหมาดสุรยิ ุปราคา และจนั ทรปุ ราคา
ฮกู มละหมาดสุรยิ ปุ ราคา
นักวิชาการส่วนใหญ่เห็นว่า การละหมาดสุริยุปราคานั้น ถือเป็นสุนัตมุอักกะดะฮฺ (สุนัตที่ส่งเสริมให้

กระทาเป็นอยา่ งยงิ่ )
ท่านอิบนุกุดามะฮฺ เราะหิมะฮุลลอฮฺ กล่าวว่า “การละหมาดสุริยุปราคานั้นถือเป็นสุนัตมุอักกะดะฮฺ

เพราะท่านนบี ศอ็ ลลัลลอฮอู าลยั ฮิวาซัลลัม ไดเ้ คยกระทา และใชใ้ ห้กระทา” (อัลมุฆนีย์ 3/330)
ทา่ นนะวะวยี ์ เราะหมิ ะฮลุ ลอฮฺ กลา่ วว่า “และอุละมาอ์ได้มีมติเป็นเอกฉันท์ว่าการละหมาดสุริยุปราคา

น้นั เป็นสุนตั ” (ชัรหฺ อันนะวะวยี ์ อะลา มุสลมิ 6/451)
ท้ังน้ี อุละมาอ์บางท่านมที ัศนะวา่ การละหมาดดังกล่าวเป็นวาญิบ วัลลอฮูอาลัม ส่งเสริมให้ละหมาดใน

รูปญะมาอะฮฺ อุละมาอ์ส่วนใหญ่เห็นว่า อนุญาตให้ทาการละหมาดสุริยุปราคาในรูปญะมาอะฮฺ หรือละหมาด
คนเดียวได้ แต่ละหมาดในรูปญะมาอะฮฺประเสริฐกว่า ดังปรากฏในฮะดีษ ว่าท่านนบี ศ็อลลัลลอฮูอาลัยฮิวา
ซัลลมั ละหมาดสุริยุปราคาในรูปญะมาอะฮฺ (บคุ อรยี ์ 1056 และมุสลิม 901)

ส่งเสรมิ ใหล้ ะหมาดที่มสั ยิด
สุนตั ใหล้ ะหมาดสุริยุปราคาในรูปญะมาอะฮฺที่มัสยิด ท่านหญงิ อาอชิ ะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา กลา่ ววา่

“ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮูอาลัยฮิวาซัลลมั ออกไปยังมสั ยดิ แล้วทา่ นยนื ละหมาด และตักบรี ฺ แลว้ ผคู้ นก็ตงั้ แถว
ขา้ งหลังท่าน” (บุคอรยี ์ 1049 และมุสลิม 903)

ส่งเสริมให้ละหมาดท้ังบุรุษและสตรี
ดังปรากฏในฮะดีษ ว่าท่านหญิงอาอิชะฮฺ และอัสมาอ์ ละหมาดสุริยุปราคา พร้อมกับท่านเราะสูล

ศ็อลลัลลอฮูอาลัยฮิวาซลั ลัม (บคุ อรีย์ 1053)

ประกาศเรียกผ้คู นให้มาละหมาด
สง่ เสริมใหป้ ระกาศเรยี กผูค้ น เพอ่ื ร่วมทาการละหมาดรว่ มกันท่ีมัสยดิ ดงั ปรากฏหลักฐานดังนี้
รายงานจากท่าน อับดุลลอฮฺ บิน อัมรฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา กล่าวว่า “เม่ือเกิดสุริยุปราคาข้ึนในสมัย

ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮูอาลัยฮิวาซัลลัม ก็มีการประกาศเรียกว่า : (‫( )الصلة جامعة‬จงมาละหมาดร่วมกัน
เป็นญะมาอะฮ)ฺ ” (บันทึกโดยบุคอรีย์ และมุสลมิ )

รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 2 (อัลฟกิ ฮฺ 2) ระดับมัธยมศกึ ษาตอนต้น 41

และรายงานจากท่านหญิงอาอิชะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา กล่าวว่า “เกิดสุริยุปราคาขึ้นในสมัยท่านเราะ
สูล ศ็อลลัลลอฮูอาลัยฮิวาซัลลัม ท่านจึงให้คนประกาศว่า (‫ )الصلة جامعة‬ผู้คนจึงรวมตัวกันและตั้งแถวข้าง
หลังทา่ น แลว้ ท่านกน็ าพวกเขาละหมาด” (บนั ทกึ โดย อันนะสาอีย์ และอบดู าวุด)

ไมม่ ีอะซาน ไมม่ ีอกิ อมะฮฺ
ท่านอิบนุ กุดามะฮฺ เราะหิมะฮุลลอฮฺ กล่าวว่า “การละหมาดสุริยุปราคา ไม่มีอะซาน หรืออิกอมะฮฺ

เพราะท่านนบี ศ็อลลัลลอฮูอาลัยฮิวาซัลลัมได้ทาการละหมาดสุริยุปราคาโดยปราศจากการอะซาน หรืออิกอ
มะฮฺ และเนื่องจากเป็นการละหมาดที่นอกเหนือจากละหมาดฟัรฎูทั้งห้า จึงคล้ายกับการละหมาดสุนัตทั่วไป”
(อลั มฆุ นีย์ 3/323)

และท่านอิบนุ ดะกีก อัลอีด กล่าวว่า “บรรดาอุละมาอ์ต่างมีความเห็นพ้องกันว่า การละหมาด
สรุ ยิ ปุ ราคานัน้ ไม่ตอ้ งอะซาน และอิกอมะฮฺ” (ฟตั หลุ บารยี ์ 2/533)

วธิ ีการละหมาดละหมาดสุรยิ ุปราคา และจนั ทรปุ ราคา
วิธกี ารละหมาดสรุ ยิ ปุ ราคา

มีรายงานหลายบทที่ระบุถึงวิธีการละหมาดสุริยุปราคา ซ่ึงพบว่าแต่ละรายงานมีความแตกต่างกันบ้าง
ในรายละเอียดบางส่วน แต่รายงานที่มีน้าหนักมากที่สุด และเป็นทัศนะของอุละมาอ์ส่วนใหญ่ คือรายงานท่ีมี
บันทึกใน บุคอรีย์ (1044,1047,1050,1056) และมุสลิม (901) โดยมีขั้นตอนการละหมาดที่อาจสรุปได้
ดังตอ่ ไปนี้
ร็อกอัตแรก

1. ตกั บีรเฺ ขา้ ส่กู ารละหมาด
2. อา่ นดอุ าออ์ สิ ติฟตาหฺ
3. กลา่ วอะอซู ุบิลลาฮฺ และบิสมลิ ลาฮฺ
4. อา่ นฟาติหะฮฺ ตามดว้ ยสูเราะฮยฺ าวๆ ตามแต่ความสามารถ
5. กล่าวตักบรี ฺ แล้วก้มรกุ ูอยฺ าวๆ และอ่านดุอาอ์รกุ ูอฺ
6. เงยข้นึ กล่าวสะมิอัลลอฮุ ลมิ ันหะมดิ ะฮฺ และ รอ็ บบะนา วะละกลั หัมดฺ
7. จากนั้นใหอ้ ่านฟาตหิ ะฮฺอกี คร้ัง ตามด้วยสูเราะฮยฺ าวๆ แตใ่ หส้ ั้นกวา่ สูเราะฮฺที่อา่ นในครงั้ แรก
8. กลา่ วตักบรี ฺ แลว้ ก้มรุกูอยฺ าวๆอกี ครงั้ แต่ให้สั้นกวา่ รุกูอฺคร้ังแรก
9. เงยหน้าขน้ึ และกลา่ ว สะมิอัลลอฮุ ลมิ ันหะมิดะฮฺ และ ร็อบบะนา วะละกลั หัมดฺ แล้วใหย้ ืนตรงนาน
พอๆกบั การรกุ อู ฺ
10. จากนน้ั กล่าวตกั บรี ฺ แลว้ ลงสุญูด ให้นานพอๆกับรุกูอฺ
11. กล่าวตักบีรฺ แลว้ เงยขึ้นนั่งระหวา่ งสองสุญูด โดยใหน้ ง่ั นานพอๆกบั สุญูด
12. กลา่ วตักบรี ฺ แล้วสุญูดอกี ครง้ั แต่ให้นานน้อยกวา่ สญุ ดู ครั้งแรก
13. กล่าวตักบรี ฺ แล้วลุกขึ้นยืนละหมาดร็อกอัตทส่ี อง

รอ็ กอตั ที่สอง
14. ให้ทาเหมือนร็อกอัตแรก กล่าวคือ อ่านฟาติหะฮฺ+สูเราะฮฺ 2 คร้ัง , รุกูอฺ 2 ครั้ง และสุญูด 2 คร้ัง

โดยทใ่ี หก้ ารอา่ นสเู ราะฮฺ การรุกอู ฺ และการสุญูด ในคร้งั ที่ 2 น้นั ส้นั กวา่ คร้งั แรก
15. จากนน้ั จึงนัง่ ตะชะฮดุ
16. แล้วจึงใหส้ ลาม

42 รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 2 (อลั ฟิกฮฺ 2) ระดบั มธั ยมศึกษาตอนตน้

คาเนยี ตละหมาดสรุ ิยปุ ราคา และจนั ทรปุ ราคา
เนียตลหมาดสุริยุปราคา

" ‫" أصلى سنة كسوف الشمس ركعتٌن ِل تعالى‬
ฉันละหมาดสนุ ัตสุริยุปราคาสองเราะกาอาตเพอ่ื อัลลอฮฺตะอาลา
เนยี ตละหมาดจนั รุปราคา

" ‫" أصلى سنة خسوف القمرركعتٌن ِل تعالى‬
ฉนั ละหมาดสนุ ตั จันทรุปราคาสองเราะกาอาตเพ่ืออลั ลอฮตฺ ะอาลา

หนว่ ยที่ 3 การละหมาดอิสติสกออ์และตสั บีหฺ

ความหมายอสิ ตสิ กออ์
อิสติสกออ์ คอื การขอจากอลั ลอฮฺ เพื่อให้ทรงประทานฝนแก่บ่าวของพระองค์ เม่ือยามท่ีขาดแคลนฝน

ด้วยวิธที กี่ าหนดเฉพาะ เช่น การละหมาด การอ่านคุตบะฮฺ การขออภัยโทษ การสรรเสริญ เป็นตน้

ฮกู มและหลกั ฐานบญั ญตั ิละหมาดอิสตสิ กออ์
ฮกู มการละหมาดอสิ ติสกออ์ คือ สนุ ตั มอุ กั กะดะฮฺ (สุนตั ที่เน้นหนกั ให้ทา)
ดงั ฮะดษิ ที่รายงานจากอิบนอุ ับบาส ว่า

ความวา่ : ทา่ นนบี ศ็อลลัลลอฮอู าลัยฮวี าซัลลัม ละหมาดอิสตสิ กออ์ 2 ร็อกอะฮฺ เหมือนทา่ นละหมาดอีด

ความสาคญั ของการละหมาดอิสตสิ กออ์
เปูาหมายของการละหมาดอิสติสกออ์ คือ เพื่อขอให้องค์อัลลอฮฺทรงประทานฝนและทรงขจัดภัยแล้ง

ซง่ึ ตามปกติแล้วการละหมาดอิสตสิ กออ์จะกระทาตอ่ เม่อื พื้นแผน่ ดินประสบกับความแห้งแล้งหนัก ทาให้พืชผล
และสตั ว์ต่างๆลม้ ตาย เพราะความอดอยากและหิวโหย มนษุ ยเ์ องก็ได้รับผลกระทบเป็นอย่างมากเน่ืองจากน้าที่
ใช้ในการอปุ โภคและบรโิ ภคมีอยอู่ ย่างจากดั
วธิ ีการละหมาดอสิ ติสกออ์

การละหมาดอิสติสกออ์ มี 2 ร็อกอะฮ์ แบบญะมาอะฮ์ท่ีมุศ็อลลา (สนามละหมาด) โดยไม่มีการอา
ซานและอิกอมะฮ์

การเนียต (ตั้งเจตนา) ละหมาดอิสตสิ กออ์

‫أُ َصل ًِْ ُس ان َِة الس ِت ْس َقا ِِء َر ْك َع َت ٌْ ِنِ ِل تعالى‬
(ขา้ พเจา้ ละหมาดสุนัตอิสติสกออ์ 2 ร็อกอะฮ์เพ่ืออลั ลอฮตฺ ะอาลา)

อิหม่ามนาละหมาดด้วยการอ่านซูเราะฮ์ให้ผู้ตามได้ยิน โดยให้อ่านซูเราะฮ์อัลอะลาหรือซูเราะฮ์กอฟ
หลังจากอ่านอัลฟาตีหะฮ์ในร็อกอะฮ์แรก ส่วนในร็อกอะฮ์ท่ีสองให้อ่านซูเราะฮ์อัลกอมัรฺหรือซูเราะฮ์นูหฺ หรือ
ซูเราะฮอ์ ัลฆอชียะฮ์ หลังจากซูเราะฮอ์ ัลฟาติหะฮ์

หลังจากการละหมาดเสร็จส้ินให้อิหม่ามอ่านคุตบะฮ์สองคุตบะฮ์ โดยในคุตบะฮ์แรกเริ่มด้วยการกล่าว
อิสติฆฺฟารฺ (‫ )استغفار‬9 คร้ัง และคุตบะฮ์ทสี่ องให้เรม่ิ ดว้ ยการกลา่ วอสิ ติฆฟาร 7 ครั้ง

สุนตั ใหท้ กุ คนในหมบู่ ้านออกไปยงั มุศอ็ ลลา (สนามละหมาด) ด้วยการสวมเสื้อผา้ ปกติธรรมดา และควร
นาสัตวเ์ ลี้ยงออกไปด้วย

รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 2 (อลั ฟกิ ฮฺ 2) ระดับมธั ยมศึกษาตอนต้น 43

ดุอาละหมาดอิสติสกออ์

‫الحمد ِل رب العالمٌن الرحمن الرحٌم مالك ٌوم الدٌن ل إله إل الله ٌفعل ما ٌرٌد اللهم‬
‫أنت الله ل إله أل الله أنت الغنً ونحن الفقراء أنزل علٌنا الغٌث واجعل ما أنزلت علٌنا قوة‬
‫وبلغا إلى حٌن‬

‫ اللهم اسقنا غٌثا مغٌثا مرٌئا نافعا غٌر ضار عاجل‬.‫ اللهم أغثنا‬،‫ اللهم أغثنا‬،‫اللهم أغثنا‬
.‫ اللهم اسق عبادك وبهائمك وانشر رحمتك وأحً بلدك المٌت‬.‫غٌر آجل‬

ความหมาย การสดุดีท้ังมวลนั้นเป็นสิทธิของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตา ผู้ทรงปราณียิ่งเสมอ ผู้ทรง
ครอบครองในวันแห่งการตอบแทน ไม่มีพระเจ้าท่ีควรแก่การภักดีนอกจากพระองค์ผู้ทรงทาในส่ิงท่ีพระองค์
ประสงค์ โอ้อัลลอฮฺ พระองค์คือผู้เป็นเจ้าที่ไม่มีพระเจ้าอ่ืนใดท่ีควรแก่การภักดีอีกแล้วนอกจากพระองค์
พระองค์ทรงร่ารวยและพวกเราคือผู้ท่ีขัดสน ขอทรงโปรดประทานฝนให้ตกลงมา และขอทรงทาให้ฝนท่ีตกลง
มาเปน็ พละกาลังแก่พวกเราและเปน็ การสารองจนถงึ วาระหนงึ่

โออ้ ลั ลอฮฺขอทรงประทานให้ฝนตก ( 3 ครั้ง ) โอ้อัลลอฮฺ ขอทรงประทานฝนแก่เรา ฝนท่ีช่วยชีวิตพวก
เรา ทสี่ รา้ งความช่มุ ชืน่ ยนิ ดี ชุบเลี้ยงพืชผลของพวกเรา ฝนชุกมีประโยชน์และไม่สร้างความเดือดร้อนทันทีโดย
ไม่ลา่ ชา้

โอ้อัลลอฮฺขอทรงรดน้าให้แก่บ่าวของพระองค์ และสรรพสัตว์ของพระองค์ และได้โปรดโปรยความ
เมตตาของพระองค์ และทรงชบุ ชีวิตให้กับดนิ แดนที่แตกระแหงไรซ้ งึ่ ชีวิต

การละหมาดตัสบหี ฺ
ความหมายและความสาคัญ

ละหมาดนี้ถูกเรียกชื่อว่าละหมาดตัสบีหฺ เพราะจะต้องกล่าวคาตัสบีหฺทุกครั้งท่ีละหมาด จานวน
300 ครัง้

อิสลามส่งเสริมให้มุสลมิ ทาการละหมาด ตัสบีหทฺ ุกวนั ถ้ามภี ารกิจมากไม่มเี วลาพอท่ีจะทาการละหมาด
ทุกวัน ก็ให้ละหมาดสัปดาห์ละ 1 ครั้ง หรือถ้าไม่มีเวลาว่างพอท่ีจะทาการละหมาดทุกสัปดาห์ก็ให้ละหมาด
อย่างนอ้ ยเดือนละครั้งหรือปลี ะคร้ัง หรือไมก่ ็ให้ละหมาดตลอดชว่ั อายขุ องเขาสักหน่ึงครั้ง
คาตสั บีหฺ

‫ُس ْب َحا َنِ الله َوا ْل َح ْم ُِد ِ ِِل َولَِ إل َِه إلِّ اللهُِ َِو اللهُِ أ ْك َبر َولَِ َح ْو َِل َو ِلَ قُ او َةِ إ ِلّ ِباِ ِِل ا ْل َع ِلًِ ا ْل َع ِظ ٌْ ِِم‬

ซบุ หานลั ลอฮฺ วัลหมั ดุลิลลาฮฺ วะลาอิลาฮะอิลฺลาลลอฮฺ วัลลอฮฺอักบัรฺ วะลาเหาละ วะลากุวฺวะตะ อิลลา บิลลา
ฮลิ อาลิยฺยลิ อะซีม
วธิ ีการละหมาดตสั บีหฺ

การละหมาดตัสบีหฺ ประกอบด้วย 4 ร็อกอะฮ์ ในแต่ละร็อกอะฮฺ จะต้องอ่านคาตัสบีหฺ 75 ครั้ง
รวมทัง้ หมด 4 รอ็ กอะฮฺ เทา่ กับ 300 คร้ัง
การกลา่ วคาตสั บีหฺในแตล่ ะร็อกอะฮฺ มดี ังน้ี

1. หลังจากอา่ นดอุ าอิฟติตาห,ฺ อ่านฟาตีหะฮ์และอ่านซเู ราะฮฺ ใหก้ ลา่ วคาตัสบีหฺ 15 คร้ัง
2. ขณะทรี่ ุกอู ฺ ให้กลา่ วคาตสั บหี ฺ 10 ครงั้
3. เมอ่ื ออิ ตฺ ดิ าล (ยืนตรงหลังจากลุกขนึ้ จากการรุกอู )ฺ ใหก้ ล่าวคาตัสบีหฺ 10 ครงั้
4. ขณะท่ซี ุญดู ใหก้ ลา่ วคาตัสบหี ฺ 10 คร้ัง
5. ขณะท่ีนั่งระหว่าง 2 ซุญูด ให้กล่าวคาตสั บหี ฺ 10 ครั้ง

‫‪44 รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 2 (อลั ฟิกฮฺ 2) ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนต้น‬‬

‫้‪6. ขณะทซ่ี ุญูดครัง้ ท่ีสอง ให้กลา่ วคาตสั บหี ฺ 10 ครัง‬‬
‫‪7. ขณะทีน่ ั่งพักก่อนท่ีจะลุกข้ึนยืน หรือหลังอ่านตะชัฮฺฮุดครั้งแรกหรือตะชัฮฺฮุดคร้ังที่สอง ให้กล่าวคา‬‬

‫‪ตัสบหี ฺ 10 คร้ัง‬‬

‫ฺ ี‪การเนยี ตละหมาดตสั บห‬‬

‫أُ َصل ًِْ ُس ان َةِ ال ات ْس ِب ٌْ ِِح أ ْر َب َِع َر َك َعا ِت ِ ِِل َت َعالى‪.‬‬
‫)‪(ขา้ พเจา้ ละหมาดตสั บีหฺ 4 ร็อกอะฮฺเพ่ืออลั ลอฮฺตะอาลา‬‬
‫ฺ‪การดุอาละหมาดตสั บีห‬‬
‫اللهم إنً أسألك توفٌق أهل الهدى ‪ ،‬وأعمال أهل الٌقٌن ‪ ،‬ومناصحة أهل التوبة ‪ ،‬وعزم‬
‫أهل الصبر ‪ ،‬ووجل أهل الخشٌة ‪ ،‬وطلب أهل الرغبة ‪ ،‬وتعبد أهل الورع ‪ ،‬وعرفان أهل العلم‬
‫‪ ،‬حتى أخافك‪ .‬اللهم إنً أسألك مخافة تحجرنً عن معاصٌك حتى أعمل بطاعتك عمل أستحق‬
‫به رضاك حتى أناصحك فً التوبة وخوفا منك حتى أخلص لك النصٌحة وحتى أتوكل علٌك‬
‫فً الأمور كلها وحسن الظن بك ‪ ،‬سبحانك خالق النور ‪ ،‬ربنا أتمم لنا نورنا ‪ ،‬واغفر لنا إنك‬
‫على كل شٌئ قدٌر‪.‬‬

รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 2 (อลั ฟิกฮฺ 2) ระดบั มธั ยมศึกษาตอนต้น 45

บทที่ 6
มูนากาหาต
หน่วยท่ี 1 การแต่งงาน

ความหมายของการแตง่ งาน
การแต่งงาน นิกาห์ หรือ ซะวาญจ์ น้ันคือ พันธะสัญญาตามหลักศาสนา ท่ีจัดให้มีข้ึนเพ่ือให้ฝุายชาย

และหญงิ นั้นสามารถหาความสขุ ซึ่งกันและกันจากคู่ครองของเขาได้

การแต่งงานและการมีครอบครัวเป็นวิถีทางหนึ่งที่อัลลอฮฺได้กาหนดแก่สรรพสิ่งที่พระองค์สร้างข้ึนมา
มนั เปน็ สิ่งทคี่ รอบคลมุ ทงั้ มนุษย์สรรพสัตว์และพืชพรรณตา่ งๆ ดว้ ย
อัลลอฮไฺ ด้กล่าวในอัลกรุ อานไว้ว่า

ความว่า : มหาบรสิ ุทธิย์ ่ิงแด่พระผู้ทรงสรา้ งทกุ ส่ิงท้ังหมดเป็นคู่ ๆ จากสิง่ ท่ีแผ่นดินได้ (ให้มัน) งอกเงย
ขึ้นมา และจากตวั ของพวกเขาเองและจากสง่ิ ทีพ่ วกเขาไม่รู้ (ยาซนี : 36 )

สาหรับมนุษย์น้ันอัลลอฮฺได้ทรงสร้างข้ึนมาแตกต่างจากสรรพส่ิงอื่นๆ ที่ไม่มีขอบเขตด้านการสนอง
ความใคร่โดยสิ้นเชิง และอัลลอฮฺน้ันได้วางกรอบแนวทางและกฎระเบียบที่ชัดเจนเหมาะสมกับการเป็นสัตว์
ประเสรฐิ เพอ่ื ที่จะรักษาชอื่ เสยี งเกียรติยศและวงศ์ตะกูลของมนุษย์เอง ส่ิงเหล่านี้ย่อมจะรักษาได้ก็ต่อเม่ือมีการ
แตง่ งานทีถ่ ูกต้อง และการแตง่ งานนั้นยอ่ มก่อใหเ้ กดิ ความสัมพนั ธ์กนั ระหว่างผชู้ ายกับผู้หญิงที่มีเกียรติ บนฐาน
แห่งความพอใจระหวา่ งกนั การใหแ้ ละการรบั และมคี วามรักใคร่ซ่งึ กนั และกนั

การแต่งงานเป็นการสนองต่ออารมณ์ด้วยทางที่ถูกต้อง และเพ่ือที่จะรักษาเช้ือสายวงศ์ตระกูลให้
สามารถดารงสืบสานตอ่ ไปได้ และปกปอู งสตรเี พศจากการเป็นเหยื่อถูกกระทาจากใครก็ตามท่ีประสงค์ไม่ดีกับ
นาง

‫عن أنس رضً الله عنه أن رسول الله صلى الله علٌه وسلم‬
‫ من رزقه الله امرأة‬: ‫صالحة فقد أعانه على شطر دٌنه قال‬
ً‫(صحٌح الترغٌب والترهٌب) فلٌتق الله فً الشطر الباق‬

ความว่า : จากอนัส รอดยี ัลลอฮฮฺ อู ันฮู เล่าว่า ทา่ นรอซู้ล กลา่ วว่า “ ผู้ใดที่อัลลอฮฺทรงประทานภริยา
ทีด่ ี แท้จรงิ พระองคท์ รงชว่ ยเหลือ ศาสนาของเขา (ให้สมบูรณ์) ครึ่งหนึ่งแล้ว ดังน้ันเขาจงยาเกรงต่ออัลลอฮฺ
ในอกี คร่ึงหนง่ึ ทเี่ หลอื ”
ความสาคัญในการแตง่ งาน

1 .การแต่งงานเป็นวธิ ีการท่ดี ีทสี่ ุดในการใหก้ าเนิดลกู และบตุ รหลาน และเพ่อื สืบสานวงศ์ตระกูลต่อไป
ซงึ่ จะกอ่ ให้เกิดการทาความรู้จกั กัน สัมพนั ธไมตรี การเอื้อเฟื้อเผ่อื แผ่ การช่วยเหลอื ซึ่งกันและกนั
ทา่ นนบี ศ็อลลลั ลอฮอู าลัยฮิวาซัลลมั สง่ เสรมิ ใหป้ ระชาชาติของท่านมีทายาทสืบสกุลใหม้ ากโดยกล่าววา่

‫تزوجوا الودود الولود فإني مكاثرْ بكم الأنبياءيوم القيامة‬
(‫)رواه أبوداود‬

46 รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 2 (อัลฟิกฮฺ 2) ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนตน้

ความว่า : "พวกทา่ นจงแตง่ งานกับสตรีทนี่ า่ รกั และที่มีลูกดก แท้จริงฉันจะได้เอาพวกท่านไปอวดกับ
บรรดานบใี นวนั กยี ามะฮฺ

2 .การแต่งงานสามารถท่ีจะสร้างครอบครัวท่ีดีอันเป็นฐานที่เข้มแข็งสาหรับสังคมได้ ต่างคนก็ต่างมี
หน้าทก่ี นั สามีก็ทาหน้าที่ในการหาเลี้ยงชีพ รับภาระค่าใช้จ่ายและเลี้ยงดู ส่วนภรรยาก็ทาหน้าท่ีอบรมบ่มนิสัย
เล้ียงดลู ูกๆ คอยจดั ระเบยี บสิ่งของต่างๆ ที่มีอยใู่ นบา้ นให้เรียบร้อย และวางระเบียบให้กับชีวิตในบ้าน ด้วยสิ่งน้ี
จะทาใหช้ วี ิตในสงั คมเกดิ ความม่นั คง

3. คนทมี่ คี รอบครัว ชีวติ ความเป็นอยูจ่ ะยืนยาวกว่าคนท่ีไมม่ ีครอบครัว

ฮูกมของการแตง่ งาน
1 .การแต่งงานเป็นสุนัต (ส่งเสริม) สาหรับผู้ที่มีความต้องการทางเพศและไม่วิตกกังวลว่าจะไปซินา

(ประพฤตผิดทางเพศ) เน่ืองจากการแต่งงานนั้นมีคุณค่าและประโยชน์มหาศาล สาหรับชายและหญิง และปวง
ชนทง้ั หลาย

2 .การแตง่ งานเป็นวาญิบ (ส่ิงจาเป็น) สาหรับผู้ที่กลัวว่าตนเองจะไปซินาหรือผิดประเวณี ถ้าเขาไม่ได้
แต่งงาน และเป็นสิ่งที่สมควรสาหรับสองสามีภรรยาท่ีจะต้องตั้งเจตนาในการแต่งงานของเขาทั้งสองนั้นว่าเพื่อ
สร้างความบริสุทธิ์ใจแก่ตัวเองและเพ่ือปูองกันตัวจากการกระทาส่ิงที่พระองค์อัลลอฮฺได้ห้ามไว้ เมื่อตั้งเจตนา
ดังกล่าวแลว้ การมเี พศสัมพนั ธ์ของทัง้ สองก็จะถูกบนั ทกึ วา่ เปน็ เศาะดะเกาะฮฺ

รุก่นการแตง่ งาน มี 5 ประการ คอื
1. สองคู่บ่าวสาว ซึ่งต้องปราศจากข้อห้ามท่ีเป็นโมฆะของการแต่งงาน เช่น เป็นพี่น้องร่วมแม่นม

คนเดียวกัน หรือมีศาสนาแตกตา่ งกนั เป็นตน้
2. ต้องมีการกล่าว อีญาบ (คากล่าวเสนอ) หมายถึง สานวนเสียงท่ีออกจากปากผู้ปกครอง หรือผู้ที่ทา

การแทนผูป้ กครองในการแต่งงาน เช่น ฉันทาการแต่งงานคุณกับ หรือฉันมอบให้คุณครอบครองผู้หญิงคนน้ีชื่อ
เป็นต้น

3. ต้องมีการกล่าว เกาะบูล (คากล่าวสนอง) หมายถึง สานวนเสียงท่ีออกจากปากชายท่ีต้องการ
แตง่ งานหรอื ผ้ทู ร่ี บั แทนเขาในการแตง่ งาน เช่น ฉันตอบรบั การแต่งงานน้ี เมื่อมีการกล่าวมอบและกล่าวตอบรับ
กถ็ อื วา่ เป็นการแตง่ งานทใี่ ชไ้ ดแ้ ล้ว

4. ต้องมีวะลีย์ หมายถงึ พ่อหรอื ผูป้ กครองท่ีมีสทิ ธชิ อบธรรมตามศาสนบัญญัติ ของฝุายหญิง
5. ต้องมีพยานซ่งึ เปน็ ผชู้ าย 2 คน

เง่อื นไขของการแตง่ งาน
1. ต้องระบเุ จาะจงว่าคนใดทจี่ ะแตง่ งาน ท้ังจากฝาุ ยเจา้ บ่าวและเจา้ สาว
2. การยินยอมของท้ังสองค่บู า่ วสาว
3. การแตง่ งานตอ้ งมี (มะฮรั ) สินสอด
4. คู่บ่าวสาวท้ังสองต้องปราศจากข้อห้ามของการแต่งงาน ท่ีห้ามให้มีการแต่งงานได้ ไม่ว่าจะเป็น

เพราะเหตุเช้ือสาย หรอื สาเหตุการร่วมแม่นม หรอื ความแตกตา่ งในดา้ นศาสนาของทั้งสอง เป็นต้น


Click to View FlipBook Version