The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Sittichai Cokeza, 2023-04-27 05:30:11

ค่ายจักรพงษ์

ค่ายจักรพงษ์

คายจักรพงษ คายทหารแบบตะวันตกแหงแรกของกองทัพบก หนวยที่จัดทํา กองยุทธการ มณฑลทหารบกที่ ๑๒ คายจักรพงษ ต.ดงพระราม อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี ๒๕๐๐๐ จัดทําและเผยแพรครั้งแรก กุมภาพันธ๒๕๖๖


คํานํา คายจักรพงษเปนคายทหารแบบตะวันตกแหงแรกของกองทัพบก ตั้งอยูในพื้นที่ ตําบลดงพระราม อําเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งจอมพล สมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ เจาฟาจักรพงษภูวนารถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานารถ ไดทรงสถาปนาขึ้นเมื่อป พ.ศ.2462 เพื่อเปนคายฝกหัดทหารแบบตะวันตก ไดทรงพระราชทานพระนามของพระองค ใชเปนชื่อ คายจักรพงษ และพระราชทานตรา “จักร กับ กระบอง” เปนตราประจําคายจักรพงษ มาจนถึง ปจจุบัน โดยมีพระดํารัสตอบในการเปดคายจักรพงษ ความวา “ขาพเจามีความยินดีและรูสึกเปนเกียรติยศอันใหญ ในการที่ไดรับเชิญมาเปด คายฝกหัดสั่งสอนทหารที่ตําบลนี้ พอมาเห็นก็มีความรูสึกไดทันทีวาภูมิที่ตําบลนี้ดี เหมาะแกทหารฝกหัด หวังวาการที่ฝกหัดในกองพลนี้ตอไปในภายนาจะไดผลดียิ่งขึ้น ขอขอบใจนายพันเอก พระยาพิชัยรณรงคสงคราม ตลอดตามลําดับชั้นลงไปจนถึง พลทหารทุกคน และในที่สุดขออวยพรใหอยูเย็นเปนสุขปราศจากโรคทั้งปวง นึกอะไรในทางที่ชอบธรรม ขอใหไดสมความปรารถนาจงทั่วกัน...” พระดํารัสตอบในการเปดคายจักรพงษของ จอมพล สมเด็จพระเจาบรมวงศเธอเจาฟาจักรพงษภูวนารถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานารถ ในปจจุบัน ไดครบรอบ ๑๐๔ ป การสถาปนาคายจักรพงษพรอมทั้งครบรอบ ๙๙ ป ของอาคารพิพิธภัณฑทหาร คายจักรพงษ (ที่วาการมณฑลทหารบกที่ 2 ในอดีต ดังนั้น กองยุทธการ มณฑลทหารบกที่ ๑๒ จึงเห็นสมควรที่จะจัดทําประวัติคายจักรพงษ โดยรวบรวมขอมูล และรูปภาพ จากเอกสาร หนังสือ และการสัมภาษณประชาชนในพื้นที่ พรอมทั้งรวบรวมประวัติ ปูชนียวัตถุในคายจักรพงษ และเหตุการณสําคัญที่เกี่ยวของ กองยุทธการ มณฑลทหารบกที่ 12 หวังเปนอยางยิ่งวา หนังสือประวัติคายจักรพงษฉบับนี้ จะเปนประโยชนตอการศึกษาประวัติของหนวยทหารในจังหวัดปราจีนบุรี และสามารถเปนหลักฐาน ทางประวัติศาสตรทหาร รวมทั้งมีสวนรวมในการสรางจิตสํานึก และทําใหเกิดความภาคภูมิใจ ในเกียรติประวัติของหนวย เปนสวนชวยในการเสริมสรางอุดมการณความรักชาติ และความเสียสละ สมดังปณิธานของบรรพชนที่ไดอุทิศตนในการรักษาเอกราช และอธิปไตยของชาติตรานจนถึงปจจุบัน กองยุทธการ มณฑลทหารบกที่ ๑๒ กุมภาพันธ ๒๕๖๖


สารบัญ เรื่อง หน้า พระประวัติ จอมพล สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนารถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานารถ ๑ ประวัติค่ายจักรพงษ์ ๑๑ พระอนุสาวรีย์ จอมพล สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนารถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานารถ ๒๗ พิพิธภัณฑ์ทหารค่ายจักรพงษ์ ๓๕ อนุสาวรีย์วีรไทย ๔๓ ปูชนียวัตถุ และสถานที่ส าคัญในค่ายจักร พงษ์ ๔๙ ศาลหมื่นศรีวิเศษเทพฤทธิ์ ๕๑ อนุสาวรีย์กรมพระต ารา ๕๔ อนุสาวรีย์พระรามแผลงศร ๕๖ พระพุทธจักรชัย ๕๙ พระพุทธสุพรรณรังสี ๖๒ ศาสนสถานค่ายจักรพงษ์ ๖๓ ศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ๖๔ ศาลเจ้าแสงหมึก ๖๖ เจ้าพ่อทองดี ๖๗ อุโมงค์โบราณ ๖๘ อาคารโบราณในค่ายจักรพงษ์ ๖๙ รายพระนามและรายนามผู้บังคับบัญชามณฑลทหารบกที่ ๑๒ ๗๒ บรรณานุกรม ๗๔



๒ พระประวัติ จอมพล สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนารถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานารถ จอมพล สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนารถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานารถ ประสูติเมื่อวันเสาร์ที่ 3 มีนาคม 2425 เป็นพระราชโอรสองค์ที่ 40 ของพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้ าเจ้ าอยู่หัว (รัชก าลที่ 5 ในพระบ รมร าชจักรีวงศ์) และพระองค์ที่ 4 ในสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พระพันปีหลวง ทรงมีพระเชษฐา และพระอนุชาร่วมพระราชมารดา 8 พระองค์ 1. สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระเทพนารีรัตน์ 2. พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๖) 3. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าตรีเพ็ชรุตม์ธ ารง 4. จอมพล สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนารถ กรมหลวง พิษณุโลกประชานารถ 5. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าศิริราชกกุธภัณฑ์ 6. สมเด็จเจ้าฟ้าหญิง (สิ้นพระชนในวันประสูติ) 7. สมเด็จเจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ กรมหลวงนครราชสีมา 8. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก กรมขุนเพ็ชรบูรณ์อินทราไชย 9. พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๗) เมื่อพ ร ะชันษาได้ 9 ปี ได้ท รง รับสถ าปน าเป็น ก รมขุนพิศณุโลกป ร ะช าน า รถ (ต่อม าเลื่อนก รมขึ้นเป็น กรมหลวงพิศณุโลกประชานารถ) ทรงเป็นพระราชโอรสที่รักยิ่ง พระองค์หนึ่งของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระพันปีหลวง พ.ศ.2439 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงส่งพระองค์เสด็จไปศึกษาวิชา ณ ประเทศอังกฤษ ตามธรรมเนียม ที่บรรดาพระราชโอรสในสมัยนั้นทรงเสด็จไปศึกษาวิชาในทวีปยุโรป พ.ศ.2440 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสยุโรปเป็นครั้งแรก และได้เสด็จไปเยี่ยมราชส านัก รัสเซีย ในขณะนั้นได้ทรงเลือก จอมพล สมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ ไปศึกษาวิชาในราชส านักรัสเซีย พร้อมกับ นายพุ่ม สาคร ซึ่งมีอายุ รุ่นราวคราวเดียวกัน เป็นผู้ที่ได้รับคัดเลือกไปศึกษาที่รัสเซีย จอมพล สมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ ขณะทรงพระเยาว์ ที่มา : https://www.pinterest.com/bywiwan/thailandroyal-family/


๓ เมื่อ พ.ศ.๒๔๔๑ พระองค์ และนายพุ่ม สาคร ได้เดินทางไปถึงรัสเซีย พระเจ้าซาร์ นิโคลาสที่ ๒ ทรงจัดให้ทั้งสองเข้าประจ าโรงเรียนนายร้อยมหาดเล็ก นับว่าเป็นการเล่าเรียนที่หนักมาก เพราะต้องเรียนวิชา ต่าง ๆ โดยใช้ภาษารัสเซียอันเป็นภาษาที่นับว่ายากยิ่ง แต่ทั้งสองสามารถเรียนได้ผลที่ดี ดังจะเห็นได้จากผลการ สอบไล่ประจ าปีในเดือนพฤษภาคม ๒๔๔๓ พระองค์ ทรงสอบไล่ได้เป็นอันดับที่สอง ส่วน นายพุ่มฯ สอบได้ เป็นอันดับที่สี่ ครั้นถึงเดือนเมษายน ๒๔๔๕ มีการสอบไล่ ขั้นสุดท้าย พระองค์ทรงสอบไล่ได้เป็นอันดับที่หนึ่ง โดยได้แต้ม ๑๑.๗๕ คะแนน นายพุ่ม ฯ เป็นที่สอง ได้แต้ม ๑๑.๕๐ คะแนน แสดงให้เห็นว่านอกจากมี ความสามารถอย่างมากแล้ว ยังมีความขยันหมั่นเพียร และ ความพยายามอย่างยิ่ง ถือเป็นสถิติของโรงเรียนนายร้อย มหาดเล็กของรัสเซีย พระนามของพระองค์จึงได้รับการ สลักลงบนแผ่นศิลาติดอยู่ในห้องประชุมของโรงเรียน จนถึงทุกวันนี้ เมื่อส าเร็จการศึกษา ทั้งสองได้รับสัญญาบัตรเป็นนายทหารในกองทัพบกรัสเซีย เข้าประจ า กรมทหารม้าฮุสซาร์ของพระจักรพรรดิต่อมาในช่วงกลางปี พ.ศ.๒๔๔๖ คือราวระหว่างเดือนตุลาคม กับกุมภาพันธ์ พระองค์ได้เสด็จกลับมาเยี่ยมกรุงเทพฯ โดยมีนายพุ่ม ฯ ตามเสด็จมาด้วย ในครั้งนั้น พระองค์ได้รับสัญญาบัตรเป็นนายทหารเข้าประจ ากรมทหาราบที่ ๑ มหาดเล็กรักษาพระองค์ ส่วนนายพุ่ม ฯ ได้รับสัญญาบัตร เข้าประจ ากรมทหารม้า และได้เดินทางกลับไปรัสเซียเพื่อเข้าประจ า โรงเรียนนายทหารฝ่ายเสนาธิการ เป็นเวลาอีก ๒ ปี เมื่อจบการศึกษาแล้ว พระจักรพรรดิได้ทรงตั้ง เป็นนายพันเอกพิเศษในกองทัพบกรัสเซีย และเป็นนายทหารพิเศษในกรมทหารม้าฮุสซาร์ของเอมเปอเรอ และพระราชทานสายสะพายตรา เซนต์ อันเดรย์ เป็นตราสูงสุดของรัสเซียในสมัยนั้น จอมพล สมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ และ นายพุ่ม สาคร เมื่อแรกเข้าโรงเรียนนายร้อย ที่มา : หนังสือ “เกิดวังปารุสก์” จอมพล สมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ และ นายพุ่ม สาคร เข้าประจ าโรงเรียนเสนาธิการ ที่มา : หนังสือ “๑๐๐ ปี ทิวงคต พระบิดาแห่งกองทัพอากาศ”


๔ จอมพล สมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ เมื่อคราวเสด็จกลับสยาม วันที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๔๔๒ ในระหว่างนั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศนายร้อยเอก แห่งกรมทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์


๕ จอมพล สมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ ฉลองพระองค์เต็มยศนายพันเอกพิเศษ ประจ ากรมทหารม้าฮุสซาร์


๖ ในระหว่างที่พระองค์อยู่ที่รัสเซียนั้น พระองค์ทรงได้พบกับ คัทริน เดสนิตสกี (Desnitski) ธิดาของ อิวาน สเตปาโนวิช เดสนิตสกี ข้าราชการในกระทรวงยุติธรรม และเป็นประธานผู้พิพากษา ศาลสูงของแคว้นลุตซ์ และมีมารดาเกิดในตระกูลคิชเนียคอฟฟ (Khijniakoff) พระองค์ และ คัทรินฯ ได้ทรงพบกันเสมอในการชุมนุมสังสรรค์กับบรรดานายทหารในกรมทหารม้าที่พระองค์ทรงสังกัดอยู่ และพระองค์ได้ทรงสมรสที่เมืองคอนสตานติโนเปิล และเสด็จกลับประเทศไทย โดยให้หม่อมคัทรินฯ พักอยู่ที่เมืองสิงคโปร์เป็นการชั่วคราว จนกระทั่งเมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทราบว่าพระองค์มีพระชายาเป็นชาวต่างชาติแล้ว พระองค์จึงให้หม่อมคัทรินฯ เดินทางมากรุงเทพฯ ต่อมาในปี พ.ศ.๒๔๕๐ หม่อมคัทรินฯ ได้ประสูติโอรสเป็นชายพระองค์แรกและพระองค์เดียว คือ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ด้านซ้าย : จอมพล สมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ ตรงกลาง : พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ด้านขวา : และหม่อมคัทริน ณ พิศณุโลก ที่มา : https://women.mthai.com/scoop/315297.html


๗ พระประวัติการรับราชการ เมื่อเสด็จกลับสยามแล้ว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ยศนายพันเอก โดยให้ด ารงต าแหน่ง ผู้ช่วยผู้บัญชาการกรมยุทธนาธิการ ในปี พ.ศ. ๒๔๔๙ และได้ทรงเริ่มจัดการงานต่าง ๆ ให้เป็นระเบียบเรียบร้อยเยี่ยงอารยประเทศ ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนพระยศ จาก นายพันเอก เป็น นายพลตรีและทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระองค์เป็น เสนาธิการทหารบก ต่อมาในปีเดียวกัน ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระองค์ทรงด ารงต าแหน่ง ผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยทหารบก อีกต าแหน่งหนึ่ง พระภารกิจของพระองค์มีมากมายที่ต้องทรงปฏิบัติราชการทั้งกลางวันและกลางคืน ยิ่งไปกว่านั้นพระองค์ยังต้องทรงแบ่งเวลาส าหรับแต่งและแปลต าราวิชาการทหาร เพื่อใช้ส าหรับ การสอนนักเรียนนายร้อย ด้วยพระวิริยะอุตสาหะเป็นอย่างยิ่ง กับทั้งได้ทรงจัดระเบียบแบบแผน โรงเรียนนายร้อยขึ้นใหม่ โดยให้มีนักเรียนนายร้อยชั้นประถม และนักเรียนนายร้อยชั้นมัธยมขึ้น ครั้นเมื่อวันที่ ๒๓ ตุลาคม ๒๔๕๓ พระบ าทสมเด็จพระจุลจอมเกล้ าเจ้ าอยู่หัว พระบรมชนกนาถ (รัชกาลที่ ๕) ได้เสด็จสวรรคต สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร พระเชษฐาของพระองค์ เสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็น พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๖) จึงได้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนพระยศให้ สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมขุนพิษณุโลกประชานารถ เป็น นายพลโท เมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๔๕๔ พระองค์ได้ทรงรับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้า ให้เลื่อนพระอิสริยยศจากกรมขุนฯ เป็น กรมหลวงฯ โดยมีพระนามตามจารึกตามพระสุพรรณบัฏว่า จอมพล สมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ ฉลองพระองค์เต็มยศนายพลโท ที่มา : https://www.facebook.com/thairoyalfamily


๘ “สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนารถ นริศราชมหามกุฎวงศ์ จุฬาลงกรณนรินทร์ สยามพิชิตินวรางกูร สมบูรณพิสุทธิชาติ วิมโลภาสอุภัยปักษ์ อรรควรรัตนขัตตยราชกุมาร กรมหลวงพิศณุโลกประชานารถ สิงหนาม” และในเดือนธันวาคมปีเดียวกัน ได้ทรงกรุณาโปรดเกล้า ให้เลื่อนพระยศจาก นายพลโท เป็น พลเอก ๑ ครั้นเมื่อวันที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๔๖๐ ประเทศไทยได้ประกาศเข้าร่วมสงครามโลก ครั้งที่ ๑ อย่างเป็นทางการ พระองค์ในต าแหน่งเสนาธิการทหารบกในขณะนั้น ได้ส่งทหารอาสา ไปร่วมท าสงครามกับฝ่ายสัมพันธมิตรในทวีปยุโรปด้านตะวันตก ซึ่งพระองค์ทรงวางแผน ไว้เป็นอย่างดี ได้จัดก าลังเป็น 2 กอง คือ กองบินทหารบก กองรถยนต์ทหารบก และหน่วยแพทย์ อีก ๑ หน่วย รวมก าลังพลทั้งสิ้น ๑,๒๘๔ นาย และต่อมาในเดือนธันวาคมของปีเดียวกันนี้ ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนพระยศจาก พลเอก เป็น จอมพล ๑ พันโท อุดม จิตรภักดี. (๒๕๓๒). นามสกุลที่ จอมพล สมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนารถ กรมหลวงพิศณุโลก ประชานารถ ทรงประทาน. (น. ๑๓). กรุงเทพฯ: ห้างหุ้นส่วนจ ากัด ป. สัมพันธ์พาณิชย์ จอมพล สมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ ฉลองพระองค์เต็มยศจอมพล


๙ ด้วยพระปรีชาสามารถของพระองค์ ท าให้การปรับปรุงราชการทหารเจริญก้าวหน้า อย่างรวดเร็ว ในปี พ.ศ.๒๔๖๑ ทรงก่อตั้งกองบินทหารบก (ซึ่งต่อมามีการปรับปรุงขยาย จนกลายเป็นกองทัพอากาศ) พระองค์ทรงริเริ่มก่อตั้ง “ค่ายจักรพงษ์” อันเป็นค่ายทหาร แบบตะวันตกแห่งแรกของกองทัพบก โดยพระองค์ทรงเสด็จมาเปิดค่ายฯ ในวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๔๖๒ ครั้นต่อมาในวันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๔๖๒ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพระพันปีหลวง (พระมารดาของพระองค์) ได้เสด็จสวรรคต ซึ่งในคือก่อนหน้านี้ จอมพล สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนารถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานารถ ได้ทรงอยู่ดูแล พระมารดาทั้งคืนจนถึงรุ่งเช้า ต่อมาเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2463 โปรดให้มีพระราชพิธี ถวายพระเพลิง พระบรมศพ ณ พระเมรุมาศ ท้องสนามหลวง จะเห็นได้ว่าพระองค์ต้องทรงรับการงาน ต่าง ๆ อย่างมากมาย ยากที่จะหาเวลาพักผ่อนได้ อย่างพอเพียง จนกระทั่งเดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๔๖๓ หลังเส ร็จสิ้นง านพระร าชพิธีถว ายพระเพลิง พระบรมศพของพระมารดาแล้ว พระองค์ได้รับ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ลาพักผ่อนได้ จึงได้เสด็จประพาสทางฝั่งทะเลตะวันตก ครั้นเมื่อ พระองค์เสด็จไปได้เพียงหนึ่งวัน ก็ประชวรไข้ ไปตลอดทาง เมื่อถึงสิงคโปร์ ในวันที่ ๘ มิถุนายน ๒๔๖๓ พระอาการประชวรยิ่งก าเริบหนักขึ้น จนถึงวันที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๔๖๓ เวลา ๑๓.๕๐ น. พระองค์ได้เสด็จทิวงคตในเวล านั้น ด้วยโรค พระปับผาสะเป็นพิษ ๒ การเสด็จทิวงคตของ จอมพล สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ได้น าความโศกเศร้าอาลัยต่อองค์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า - เจ้าอยู่หัว และข้าราชการฝ่ายทหารอย่างสุดซึ้ง ดังปรากฏข้อความตอนหนึ่งในค าน าหนังสือที่ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พิมพ์แจกในงานพระราชพิธี พระราชทานเพลิงพระศพ มีความว่า ๒ โรคพระปับผาสะเป็นพิษ คือ โรคปอดบวม สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พระพันปีหลวง ที่มา : https://redcross.or.th/uncategorized/8846/


๑๐ “....นอกจากเธอเป็นน้องที่ข้าพเจ้ารักมากที่สุด เธอยังได้เป็นที่ปรึกษาและผู้ช่วยราชการ อย่างดีที่สุดหาผู้ใดเสมอเหมือนมิได้ โดยเหตุที่ข้าพเจ้าเป็นผู้มีอายุมากกว่าเธอ ข้าพเจ้าจึงได้เคย หวังอยู่ว่าจะได้อาศัยก าลังของเธอต่อไปจนตลอดชีวิตของข้าพเจ้า ฉะนั้นเมื่อเธอได้มาสิ้นชีวิตลง โดยด่วนในเมื่อมีอายุยังน้อย ข้าพเจ้าจะมีความเศร้าโศกอาลัยปานใด ขอท่านผู้ที่ได้เคยเสียพี่น้อง และศุภมิตรผู้สนิทชิดใจจงตรองเองเถิด ข้าพเจ้ากล่าวโดยย่อ ๆ แต่เพียงว่าข้าพเจ้ารู้สึกตรงกับ ความที่สมเด็จกรมพระยาปรมานุชิตชิโนรส ได้ทรงไว้ใน เตลงพ่ายว่า “ถนัดดั่งพาหาเหี้ยน หั่นให้ไกลองค์”.......” พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชด าเนินมาพระราชทานเพลิงพระศพ ณ พระเมรุ ท้องสนามหลวง เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2463 พระอังคารของพระองค์ได้บรรจุไว้ที่ อนุสรณ์สถานเสาวภาประดิษฐาน ณ สุสานหลวง วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ๓ ๓ พันโท อุดม จิตรภักดี. (๒๕๓๒). นามสกุลที่ จอมพล สมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนารถ กรมหลวงพิศณุโลก ประชานารถ ทรงประทาน. (น. ๒๓ - ๒๔). กรุงเทพฯ: ห้างหุ้นส่วนจ ากัด ป. สัมพันธ์พาณิชย์ ที่มา : https://www.dek-d.com/board/view/3803892


๑๑


๑๒ ประวัติค่ายจักรพงษ์ จังหวัดปราจีนบุรี เดิมมีหน่วยทหารที่ตั้งขึ้นอยู่เพียงหน่วยเดียวคือ กรมทหารราบที่ 22 ซึ่งตั้งอยู่ทางฝั่งซ้ายของแม่น้้าปราจีนบุรี ที่บริเวณศาลากลางจังหวัดและโรงเรียนปราจิณราษฎรอ้ารุง ในปัจจุบัน ครั้นต่อมาในปี พ.ศ.๒๔๕๑ กรมทหารราบที่ 22 ได้แปรสภาพเป็น กรมทหารราบที่ ๑๙ โดยขึ้นการบังคับบัญชากับ กองพลที่ 9 ที่ตั้งอยู่ในเมืองฉะเชิงเทรา (อยู่ในเขตของมณฑลปราจีนบุรี ในขณะนั้น) เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๕๓ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้เปลี่ยนชื่อกรมยุทธนาธิการเป็น กระทรวงกลาโหม มี พลเอก กรมหมื่นนครไชยศรีสุรเดช ผู้บัญชาการกรมยุทธนาธิการ ด้ารงต้าแหน่งเสนาบดีกระทรวงกลาโหม บังคับบัญชาการทหารบก ทั่วไป ๑ ครั้นต่อมาในปี พ.ศ.๒๔๕๔ โปรดเกล้า ฯ ให้จัดรวมกองพลเป็นกองทัพ และ ๑ กองพลอิสระ ซึ่งจัด กองพลที่ ๙ (มณฑลปราจีนบุรี) ขึ้นการบังคับบัญชากับ กองทัพที่ ๓ (ตั้งกรมบัญชาการ ที่กรุงเทพฯ) ๒ ๑ “ประกาศตั้งกระทรวงทหารบก” ราชกิจจานุเบกษา ๒๗ (ร.ศ.๑๒๙) : ๔๗ และ ค้าสั่งทหารบก ที่ ๑/๒๙ ลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม ร.ศ. ๑๒๙ เรื่อง เปลี่ยนแปลงชื่อกรมและต้าแหน่งบางอย่าง ๒ คณะกรรมการจัดท้าประวัติกองทัพไทยในรอบ 200 ปี. (๒๕๒๕). ประวัติกองทัพไทยในรอบ 200 ปี พ.ศ.๒๓๒๕ – ๒๕๒๕ (พิมพ์ครั้งที่ ๑). (น. 141-142). กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์กรมแผนที่ทหาร โรงทหาร กรมทหารราบที่ ๑๙ เมืองปราจีนบุรี(ส้าเนาจาก ส้านักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ) กองพลที่ ๕ (มณฑลนครราชสีมา) กองพลที่ ๙ (มณฑลปราจีนบุรี) กองพลที่ ๑๐ (มณฑลอีสานและอุดร) กองพลที่ ๖ (มณฑลนครสวรรค์) กองพลที่ ๗ (มณฑลพิษณุโลก) กองพลที่ ๘ (มณฑลพายัพ) กองพลที่ 1 (รักษาพระองค์) (มณฑลกรุงเทพฯ) กองพลที่ ๒ (มณฑลกรุงเทพฯ) กองพลที่ ๓ (มณฑลกรุงเก่า) กระทรวงกลาโหม (พ.ศ.๒๔๕๓) กองทัพที่ 1 (กรุงเทพฯ) กองทัพที่ ๒ (พิษณุโลก) กองทัพที่ ๓ (กรุงเทพฯ) กองพลที่ ๔ (มณฑลราชบุรี)


๑๓ ที่ว่าการ กองพลที่ 9 จังหวัดฉะเชิงเทรา (อยู่ในเขตการปกครองของมณฑลปราจีนบุรีในขณะนั้น) (ส้าเนาจาก ส้านักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ)


๑๔ เมื่อปี พ.ศ. 2460 จอมพล สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนารถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานารถ ทรงด้ารงต้าแหน่งเสนาธิการทหารบก ได้เสด็จตรวจกิจการทหารที่ เมืองปราจีนบุรี ทรงพิจารณาเห็นว่าพื้นที่ดงพราม๓ (ปัจจุบันเรียกว่า “ดงพระราม”) ซึ่งเป็นพื้นที่ ป่าทึบนั้น เหมาะสมส้าหรับเป็นชัยภูมิที่ตั้งหน่วยทหาร จึงได้ทรงก้าหนดเป็นพื้นที่ก่อตั้งค่ายทหาร ต่อมาในปี พ.ศ.2461 พระองค์ทรงเสด็จมา ณ ต้าบลดงพราม เพื่อประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ ก่อตั้งค่ายทหาร ๔ ครั้นถึงปี พ.ศ.2462 ได้โปรดให้ กรมทหารราบที่ ๙ กรมทหารปืนใหญ่ที่ ๙ และทหาร ยานพาหนะ(ขนส่ง) เข้าพักอาศัยเป็นหน่วยแรก ส่วนกรมทหารราบที่ ๑๙ ได้ยุบรวมกับกรมทหารราบที่ ๙ แล้วแปรสภาพเป็นกรมทหารราบที่ ๑๐ เมื่อหน่วยต่าง ๆ ได้เข้าพักอาศัยเรียบร้อยแล้ว พระองค์ได้ทรงประกอบพิธีสถาปนาค่ายทหาร อันเป็นค่ายทหารแบบตะวันตกแห่งแรกของกองทัพบก ในวันที่ ๑๔ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๖๒ และ ทรงประทานนามของค่ายว่า “ค่ายจักรพงษ์” พร้อมทั้งประทานตรา “จักรกับกระบอง” อันเป็น เครื่องหมายประจ้าพระองค์ เป็นสัญลักษณ์แห่งค่าย และทรงปลูกตันสักเพื่อเป็นอนุสรณ์ไว้ ๑ ต้น (มีหลักฐานเป็นแผ่นเสมาจารึก) ๕ ๓ ดงพราม ในปัจจุบันเรียกว่า “ดงพระราม” เป็นพื้นที่เดียวกัน อยู่ใน อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี ๔ วัดแก้วพิจิตร. (๒๕๐๗). ประวัติวัดแก้วพิจิตร และ ประวัติจังหวัดปราจีนบุรี(น. 10). พระนคร : โรงพิมพ์รัฐภักดี ๕ พลตรี จรวย วงศ์สายัณห์. (๒๕๒๕). จักรพงษานุสรณ์ ครบรอบ ๖๓ ปี แห่งการสถาปนา ค่ายจักรพงษ์ ปราจีนบุรี (น. 46-47). กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์กรมยุทธศึกษาทหารบก ตรา “จักรกับกระบอง” อันเป็นเครื่องหมายประจ้าพระองค์ จอมพล สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนารถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานารถ ทรงประทานให้เป็นสัญลักษณ์แห่งค่ายจักรพงษ์ ที่มา : ก้าหนดภาพเครื่องหมายราชการ ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายราชการ พ.ศ. ๒๔๘๒ (๑๘ สิงหาคม ๒๕๑๓). ราชกิจจานุเบกษา. เล่มที่ ๘๕ ตอนที่ ๗๗ หน้า ๕๘๐


๑๕ “ข้าพเจ้ามีความยินดีและรู้สึกเป็นเกียรติยศอันใหญ่ ในการที่ได้รับเชิญมาเปิดค่าย ฝึกหัดสั่งสอนทหารที่ต าบลนี้ พอมาเห็นก็มีความรู้สึกได้ทันทีว่าภูมิที่ต าบลนี้ดี เหมาะแก่ทหารฝึกหัด หวังว่าการที่ฝึกหัดในกองพลนี้ต่อไปในภายน่าจะได้ผลดียิ่งขึ้น ขอขอบใจนายพันเอก พระยาพิชัยรณรงค์สงคราม ตลอดตามล าดับชั้นลงไปจนถึง พลทหารทุกคน และในที่สุดขออวยพรให้อยู่เย็นเป็นสุขปราศจากโรคทั้งปวง นึกอะไรในทางที่ชอบธรรม ขอให้ได้สมความปรารถนาจงทั่วกัน” พระด้ารัสตอบในการเปิดค่ายจักรพงษ์ จอมพล สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนารถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานารถ ๖ ๖ กระแสร์พระด้ารัส และค้าชี้แจง ของ จอมพล สมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนารถ กรมหลวงพิศณุโลกประชานารถ : พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงศ์ ทรงสร้างเพื่ออุทิศส่วนกุศล ทักษิณานุปทาน ถวายแด่ สมเด็จพระชนกนาถ เนื่องในงานพระเมรุท้องสนามหลวง เดือนกันยายน พ.ศ.2463


๑๖ การก่อตั้งค่ายจักรพงษ์ ณ ต้าบลดงพราม(ดงพระราม) อ้าเภอเมือง จังหวัดปราจิณบุรี (ปราจีนบุรี) ในขณะนั้น เจ้าพระยาอภัยภูเบศร ได้พระราชทานถวายที่ดินในพื้นที่ดังกล่าว เป็นเนื้อที่ 38,194 ตารางเมตร เพื่อใช้ทางราชการในกรมทหารบกที่ 19 อีกทั้งราษฎรในพื้นที่ รวม 50 ราย มีความยินดีขอยกที่ดินในต้าบลดงพราม รวมเนื้อที่ 230,917 ตารางเมตรเศษ ส้าหรับ ใช้ราชการทหารบกสืบไป โดยมีรายนาม ดังนี้๗ 1) นายสี นางเลื่อน 8,000 ตารางเมตร 26) นายทอง 19,200 ตารางเมตร 2) นายโต 800 ตารางเมตร 27) นางเปรม 1,600 ตารางเมตร 3) นายเผือก 3,200 ตารางเมตร 28) นายเกิด 1,600 ตารางเมตร 4) นายม่วง 800 ตารางเมตร 29) นายชม 1,600 ตารางเมตร 5) นายหุ่น นางทิม 900 ตารางเมตร 30) นางแปลก 800 ตารางเมตร 6) นายลิ 400 ตารางเมตร 31) นายทุย 25600 ตารางเมตร 7) นายโท้ย 2,400 ตารางเมตร 32) นายนาค 800 ตารางเมตร 8) นายเปล่ง 3,200 ตารางเมตร 33) นางรอด 1,200 ตารางเมตร 9) นายสาย 3,200 ตารางเมตร 34) นายเพ็ง นางนาค 3,200 ตารางเมตร 10) นายโม่ง 800 ตารางเมตร 35) นายจัน 6,400 ตารางเมตร 11) นายพึ่ง 8,400 ตารางเมตร 36) นายจีน 6,400 ตารางเมตร 12) นายลี 500 ตารางเมตร 37) นายเฮ็ง 9,600 ตารางเมตร 13) นายปลื้ม 1,600 ตารางเมตร 38) นายผล 11,200 ตารางเมตร 14) นายอิ่ม 6,400 ตารางเมตร 39) นายวอน 1,600 ตารางเมตร 15) นางจัน 1,200 ตารางเมตร 40) นายรอด 19,200 ตารางเมตร 16) นางโหง 9,600 ตารางเมตร 41) นายทุย 1,600 ตารางเมตร 17) นายแก้ว 9,600 ตารางเมตร 42) นายซับ 9,600 ตารางเมตร 18) นายยวง 3,200 ตารางเมตร 43) นายเตาะ ตะเภาเพ็ชร์ 1,600 ตารางเมตร 19) นายหรั่ง 1,600 ตารางเมตร 44) นายหลี 1,100 ตารางเมตร 20) นายเปลื้อง 800 ตารางเมตร 45) นายซ้า 1,200 ตารางเมตร 21) นายขาว 3,200 ตารางเมตร 46) นายฮี๊ นางกุ่ย 8,000 ตารางเมตร 22) นายอ่อง 3,200 ตารางเมตร 47) นายเมือง 3,600 ตารางเมตร 23) นายสิน 3,200 ตารางเมตร 48) นายฉ่้า 3,200 ตารางเมตร 24) นายมน 1,600 ตารางเมตร 49) นางเพิ่ม 6,000 ตารางเมตร 25) นายหล่้า นางเมือง 2,500 ตารางเมตร 50) นายเพ็ด 4,717 ๑ ๒ ตารางเมตร รวมทั้งสิ้น 230,917 ๑ ๒ ตารางเมตร ๗ แจ้งความกระทรวงกลาโหม เรื่องเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ถวายที่ดิน. (๒๑ ธันวาคม ๒๔๖๒). ราชกิจจานุเบกษา. เล่มที่ ๓๖, หน้า ๒๗๗๖ - ๒๗๗๗ และ เรื่องราษฎรต้าบลดงพรามถวายที่ดิน. (๒๑ ธันวาคม ๒๔๖๒). ราชกิจจานุเบกษา. เล่มที่ ๓๖, หน้า ๒๗๗๗ - ๒๗๗๙


๑๗ แผนที่จังหวัดปราจีนบุรี(รวบรวม พ.ศ.2470)แสดงพื้นที่ มณฑลทหารบกที่ 2 ต.ดงพราม อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี ที่มา : แผนที่ปราจีนบุรี มาตราส่วน 1 : ๑00,000 กรมแผนที่รวบรวมเมื่อ พ.ศ.2470 และพิมพ์ พ.ศ.2483 สืบค้นจาก https://nla.gov.au:443/tarkine/nla.obj-2815194028เมื่อ 10 มกราคม 2566


๑๘ ที่มา : แผนที่ปราจีนบุรี มาตราส่วน 1 : ๑00,000 พิมพ์ ค.ศ.1944 (พ.ศ.2483) สืบค้นจาก https://nla.gov.au:443/tarkine/nla.obj-1042931984เมื่อ 10 มกราคม 2566 แผนที่จังหวัดปราจีนบุรี (พ.ศ.2487) แสดงพื้นที่ทหาร(BARRACKS) ทั้งที่ตั้งเดิม ฝั่งซ้ายแม่น้้าปราจีนบุรี และที่ตั้งปัจจุบัน ต.ดงพราม อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี


๑๙ ปี พ.ศ.2470 เมื่อทางราชการได้เปิดค่ายจักรพงษ์ขึ้นแล้ว จึงได้ย้ายกองบัญชาการ กองพลที่ 9 และกองบัญชาการฝ่ายตะวันออกเฉียงใต้ จากที่ตั้งจังหวัดฉะเชิงเทรา มาอยู่ที่ค่ายจักรพงษ์ ปี พ.ศ.2471 (เดือนมีนาคม 2470)๘ มีการปรับปรุงรูปโครงกองทัพขึ้นใหม่ โดยยุบ กองทัพน้อยที่ 3 แล้วรวมเอากองพลต่าง ๆ มาไว้ในกองทัพน้อยที่ 1 และกองทัพน้อยที่ 2 ได้เปลี่ยนชื่อ กองพลที่ 9 เป็น กองพลที่ 2 และกองบัญชาการฝ่ายตะวันออกเฉียงใต้ เป็นกองบัญชาการมณฑลทหารบกที่ 2 มีเขตรับผิดชอบตลอดพื้นที่ปราจีนบุรี นครนายก และ ฉะเชิงเทรา ๙ ๘ ในสมัยนั้น การนับวันครบรอบปี ถือเอาวันที่ 1 เมษายน เป็นวันขึ้นปีใหม่ ๙ จิราภรณ์ ไชยกัณฑา. (2521). การจัดราชการทหารในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (วิทยานิพนธ์ ปริญญาอักษรศาสตรบัณฑิต). กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ที่มา : จิราภรณ์ ไชยกัณฑา. (2521). การจัดราชการทหารในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (วิทยานิพนธ์ปริญญาอักษรศาสตรบัณฑิต). กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย(หน้า 122) แผนผังการจัดราชการกองทัพบก พ.ศ.2470


๒๐ ครั้นเมื่อเหตุการณ์บ้านเมืองเปลี่ยนแปลงการปกครอง จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช มาเป็นระบอบประชาธิปไตย ในปี พ.ศ.๒๔๗๕ กองทัพที่ ๑ ได้ถูกยุบลง จึงท้าให้ กองพลที่ ๒ ซึ่งเป็น หน่วยขึ้นตรงของกองทัพที่ ๑ ต้องยุบตัวลงเช่นกัน คงเหลือไว้แต่หน่วยทหารที่รักษาพื้นที่ในบางส่วน ที่มีความจ้าเป็น ๓ กองพัน คือ ร. พัน.๑๐, ร. พัน.๑๑ และร. พัน.๑๒ (ขณะนั้นไม่มี บก. กรมด้าเนินการบังคับบัญชาหรือควบคุม) คงขึ้นตรงต่อ กองบัญชาการมณฑลทหารบกที่ ๒ จนถึงปี พ.ศ.๒๔๘๓ ปี พ.ศ.๒๔๘๓ ได้มีการสงครามกรณีพิพาทอินโดจีน ระหว่างไทยกับฝรั่งเศส กองทัพบกไทย ได้จัดตั้งกองทัพสนามขึ้น เพื่อรับสถานการณ์ที่จะต่อสู้กับก้าลังทหารของกองทัพฝรั่งเศส ซึ่งมี กองทัพ บูรพา กองทัพอิสาน และกองทัพพายับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กองทัพบูรพา รับผิดชอบเขตด้านตะวันออกของประเทศไทย ซึ่งได้จัด กองพลผสมขึ้น ๒ กองพล คือ กองพลปราจีนบุรีและ กองพลผสมอรัญ โดยได้มีการจัดและประกอบ ก้าลังรบเป็นรูปแบบผสมเหล่า จากหน่วยในพื้นที่ ปี พ.ศ.๒๔๘๔ ได้เกิดสงครามมหาเอเชียบูรพา กองทัพบกไทยจึงได้จัดกองทัพสนามขึ้น เพื่อ ปฏิบัติราชการสงคราม โดยจัดตั้งกองพลที่ ๒ ขึ้น ซึ่งจัดเป็นหน่วยขึ้นตรงต่อ กองทัพพายัพที่ ๒ ซึ่ง หลังจากสงครามมหาเอเชียบูรพาสิ้นสุดลง กองพลที่ ๒ ได้เคลื่อนก้าลังกลับเข้าที่ตั้งปกติ ณ ปราจีนบุรี แล้วจึงยุบหน่วยลง ปี พ.ศ.๒๔๙๑ กองทัพบกได้รับงบประมาณแผ่นดินเพิ่ม ตามความจ้าเป็นของสถานการณ์ จึงได้มีการจัดตั้งหน่วยในระดับกองทัพขึ้น ๒ กองทัพ คือ กองทัพบภาคที่ ๑ (ตั้งอยู่กรุงเทพมหานคร) และ กองทัพบภาคที่ ๒ (ตั้งอยู่นครราชสีมา) ต่อมาในปีเดียวกันได้จัดตั้งกองพลที่ 2 เป็นหน่วย ขึ้นตรงของ กองทัพบภาคที่ ๒ นครราชสีมา ปี พ.ศ.249๓ มณฑลทหารบกที่ ๒ ได้รับการจัดตั้งขึ้นอีกครั้ง หลังจากที่ได้ถูกยุบไปเมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๐ โดยให้ มณฑลทหารบกที่ ๒ และ กองพลที่ ๒ ไปขึ้นตรงต่อ กองทัพภาคที่ ๑ เช่นเดิม ครั้นปี พ.ศ.2494 ทางราชการได้ขยายเขตรับผิดชอบของมณฑลทหารบกที่ 2 ออกไปถึงชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด จนถึงปี พ.ศ. 2495 จึงลดเขตพื้นที่รับผิดชอบเหลือเพียง ปราจีนบุรี นครนายก และฉะเชิงเทรา ดังเดิม ปี พ.ศ.2499 ได้ยุบ กองพลที่ 2 อีกวาระหนึ่ง เพื่อปรับปรุงอัตราก้าลังและการจัดใหม่ ตาม โครงการช่วยเหลือทางทหารของสหรัฐอเมริกา กองพลที่ ๒ ได้แปรสภาพ ยุบอัตราระดับกองพลลง เป็นในระดับรูป กรมผสมที่ ๒ ปี พ.ศ.๒๕๑๗ กองพลที่ ๒ ได้รับการจัดตั้งขึ้น ตามค้าสั่งกองทัพบก(เฉพาะ) ที่ ๑๑๓/๑๗ ลง ๑๕ ต.ค. ๑๗ (ตั้ง ณ ค่ายพรหมโยธี จนถึงปัจจุบัน)และได้ส่งมอบการบังคับบัญชาหน่วยขึ้นตรง ของกองพล คือ กรมผสมที่ ๒ ให้กับ กองพลที่ ๒ โดยจัดพิธีมอบการบังคับบัญชากรมผสมที่ ๒


๒๑ ในวันที่ ๘ เม.ย. ๑๘ ณ สนามบินมณฑลทหารบกที่ ๒ ค่ายจักรพงษ์และได้ปฏิบัติงานร่วมกับ มณฑลทหารบกที่ 2 ตลอดมา ๑๐ ต่อมาเมื่อวันที่ ๑๒ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๓๓ มณฑลทหารบกที่ 2 ได้เปลี่ยนนามหน่วยเป็น “มณฑลทหารบกที่ 12” ตามค้าสั่ง ทบ.(เฉพาะ) ที่ ๑๒๙/๓๓ ลง ๑๔ ส.ค.๓๓ ณ ปัจจุบันมี หน่วยทหารหลายหน่วยตั้งอยู่ในพื้นที่ค่ายจักรพงษ์ คือ มณฑลทหารบกที่ 12, โรงพยาบาล ค่ายจักรพงษ์, ศูนย์ฝึกนักศึกษาวิชาทหาร มณฑลทหารบกที่ 12, กองพันทหารสารวัตรที่ 12, กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ และหน่วยขึ้นตรง (กองพันทหารราบที่ 1 และกองพันทหารราบที่ 2), กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์, กองร้อยบิน กองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ และ กองร้อยทหารช่างที่ 2 กองพันทหารช่างที่ 2 รักษาพระองค์ ประตูค่ายจักรพงษ์ (เดิม) นี้ ไม่ทราบปีที่ก่อสร้างชัดเจน จากการสอบถามอดีตผู้บัญชาการ มณฑลทหารบกที่ ๑๒ ได้ความว่า “ประตูแห่งนี้ตั้งอยู่บริเวณ ศาลหมื่นศรีวิเศษเทพฤทธิ์ ในปัจจุบัน โดยประตูค่ายฯ หันหน้าไปทางทิศตะวันตก” ซึ่งสอดคล้องกับผลจากการสอบถามก้าลังพลและ ประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณค่ายจักรพงษ์ ได้ความว่า “ประตูแห่งนี้อยู่บริเวณ ศาลหมื่นศรีวิเศษ - เทพฤทธิ์ และได้รื้อประมาณปี พ.ศ.๒๕๓๐ - ๒๕๓๕ เพื่อก่อสร้างประตูค่ายแห่งใหม่ ณ บริเวณ ในปัจจุบัน ๑๐ กรมผสมที่ ๒. (๒๕๑๘). อนุสรณ์ พิธีมอบการบังคับบัญชากรมผสมที่ ๒ ๘ เม.ย.๑๘ (น. ๑-๑7). กรุงเทพฯ : กรุงสยามการพิมพ์ ประตูค่ายจักรพงษ์ (เดิม) พื้นที่ ต.ดงพระราม อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี ที่ตั้งมณฑลทหารบกที่ 2 (ปัจจุบันคือ มณฑลทหารบกที่ ๑๒) ที่มา : กองประวัติศาสตร์ กรมยุทธการทหารบก. (2505). ประวัติของหน่วยทหารในกองทัพบกฐ. (ม.ป.ท.)


๒๒ ที่มา : พระราชกฤษฎีกา ก้าหนดบริเวณเขตต์ปลอดภัยในราชการทหารแห่งกองพันทหาร ในท้องที่อ้าเภอเมืองปราจีนบุรี จังหวัดปราจีนบุรี พุทธศักราช ๒๔๘๓


๒๓ ประตูค่ายจักรพงษ์(เดิม) มีวงเวียนด้านหน้าประตู ตั้งอยู่ใกล้กับศาลหมื่นศรีวิเศษเทพฤทธิ์ ประตูค่ายจักรพงษ์ บริเวณที่ตั้งปัจุบัน (ยังไม่มีหลังคาโดมแบบในปัจจุบัน)


๒๔ ประตูค่ายจักรพงษ์ บริเวณที่ตั้งปัจจุบัน (แบบมีหลังคาโดม) ถ่ายเมื่อ พ.ศ.๒๕๖๒


๒๕ นอกจากประวัติการก่อตั้งค่ายจักรพงษ์อันยาวนานนี้ ยังมีเหตุการณ์ส้าคัญที่ควรบันทึกไว้คือ เมื่อวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๘๐ คณะผู้ส้าเร็จราชการแทนพระองค์ มี พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพยอาภา นายพลเอก เจ้าพระยาพิชเยนทร์โยธิน พร้อมด้วย พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ (พระโอรสพระองค์เดียวของ จอมพล สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนารถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานารถ) และ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีรพงษ์- ภาณุเดช เสด็จมาค่ายจักรพงษ์ เนื่องในงานทหารกระท้าพิธีสาบานธงและเปิดสโมสรทหาร (สโมสรหลังเก่าสร้างด้วยไม้) ณ มณฑลทหารบกที่ ๒ ค่ายจักรพงษ์ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ยังได้กล่าวถึง การเสด็จมาค่ายจักรพงษ์ในครั้งนี้ไว้ในหนังสือเกิดวังปรุสก์ ว่า “ในระหว่างที่ข้าพเจ้าอยู่กรุงเทพฯ ที่ปราจีนบุรีมีการเปิดตึกต่าง ๆ ของจังหวัด และจะมีการเปิดสโมสรสถานที่ค่ายจักรพงษ์ ของกองทัพบก อันบังเอิญมีชื่อว่า ค่ายจักรพงษ์ เพื่อเป็นที่ระลึกถึง พ่อข้าพเจ้า ผู้เป็นเสนาธิการทหารบก ในเมื่อค่ายนั้นสร้างขึ้นเป็นครั้งแรก ขุนจ้านงฯ ผู้เดินทางมากรุงเทพฯ พร้อมกับข้าพเจ้าจากปักษ์ใต้ ผู้เคยเป็นเพื่อนนักเรียนนายร้อยมาด้วยกันกับข้าพเจ้า ขอให้ข้าพเจ้า ไปในงานนั้นให้ได้ ข้าพเจ้าและพีระก็ยินดีรับเชิญ เราจึงเดินทาง โดยรถไฟไปถึงปราจีนบุรี พร้อมด้วยพระองค์อาทิตย์ฯ และ เจ้าพระยาพิชเยนทร์ฯ ในการตกแต่งตึกรามต่าง ๆ ที่ปราจีนบุรีนั้น เพิ่มเติมจากเครื่องหมายคณะผู้ส้าเร็จราชการฯ ขุนจ้านงฯ ยังได้มีติดดาราทองเพื่อเป็นเกียรติยศ แก่พีระ และตราจักรกระบองส้าหรับข้าพเจ้าอีกด้วย ในพิธีวันนี้มีการสาบานธงทหารใหม่ ข้าพเจ้าอดดีใจไม่ได้ที่ได้เห็นครูวิชาทหารเก่าของข้าพเจ้าครั้งอยู่โรงเรียนนายร้อย คือ หม่อมหลวง จวง เสนีย์วงค์ เป็นผู้บังคับการทหารในการสาบานธงในวันนั้น ในตอนค่้ามีการเลี้ยงอาหาร โดยจัดเต็นท์ขึ้น ข้าพเจ้ารู้สึกปลาบปลื้มและซาบซึ้งยิ่งในคืนวันนั้น เมื่อผู้บัญชาการกองพลทหาร ได้กล่าวชมเชยถึงพ่อ ในเมื่อเขาแสดงสุนทรพจน์ภายหลังการกินอาหาร” ๑๑ นอกจากนี้ในปี พ.ศ.๒๕๑๕ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดช มหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้เสด็จฯมายังค่ายจักรพงษ์ เพื่อเปิดพระอนุสาวรีย์ จอมพล สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้าจักรพงษ์- ภูวนารถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานารถ โดยรายละเอียดจะขอกล่าวถึงในหัวข้อ “พระอนุสาวรีย์ จอมพล สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนารถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานารถ” ต่อไป ๑๑ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์. (พิมพ์ครั้งที่ ๑๑). (๒๕๔๐). เกิดวังปารุสก์ ฉบับสมบูรณ์(น. 46๒-4๖๓). กรุงเทพฯ : บริษัท ส้านักพิมพ์ริเวอร์ บุ๊คส์จ้ากัด พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ และ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีรพงษ์ ภาณุเดช เสด็จมาค่ายจักรพงษ์


๒๖


๒๗


๒๘ พระอนุสาวรีย์ จอมพล สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนารถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานารถ พระอนุสาวรีย์แห่งนี้ได้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๒ (๑๔ ต.ค. ๑๒)ซึ่งเป็นวาระครบรอบ ๕0 ปี แห่งการก าเนิดค่ายจักรพงษ์โดย พล.ต. เชิดชัย ทองสิงห์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ ๒ ในขณะนั้น เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งคุณงามความดีที่ จอมพล สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนารถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานารถ ที่ได้ทรงประทานก าเนิดค่ายจักรพงษ์ แบบพระรูป เป็นการปั้นหล่อในแบบ ประทับยืน ทรงเครื่องแบบ และเครื่องราชอิสริยยศ จอมพลเสื้อคลุม พระหัตถ์ขวาทรงคทา พระหัตถ์ซ้าย ทรงกระบี่ และพระมาลา ขนาดพระรูป ขนาดหนึ่งเท่าครึ่งองค์จริง ค ว ามสูงตั้งแต่ ร ะดับ ฐ านพ ร ะ รูป ถึงพ ร ะเศี ย ร สูง ๒.๘๐ เมตร ฐานพระรูปด้านหน้าและด้านหลัง กว้าง ๐.๗๘ เมตร ส่วนด้านข้างซ้ายและขวาของพระ รูป กว้าง ๐.๗๖ เมตร ความหนาของขอบฐานล่างถึง ขอบฐ านบน กว้ าง ๐ .๑๓ เมต ร โดยมีน้ าหนัก ประมาณ ๙๐๐ กิโลกรัม ผู้ปั้นพระรูป นายแหลมเทียน คชะภูติ ช่างศิลปะตรี แผนกช่างปั้น การด าเนินการหล่อพระรูป แผนกช่างหล่อ เป็นผู้ด าเนินการ การด าเนินการจัดสร้างพระอนุสาวรีย์ฯ เมื่อวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๒ คณะทหาร ในค่ายจักรพงษ์ ได้จัดงานฉลองครบรอบ ๕๐ ปี แห่งการก าเนิดค่ายจักรพงษ์ และได้ประกอบพิธี ว างศิล าฤกษ์ พ ร ะอนุส า ว รีย์ จอมพล สมเด็ จ พระเจ้ าบ รมวงศ์เธอ เจ้ าฟ้ าจักรพงษ์ภูวน า ร ถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานารถ ซึ่งการจัดสร้าง พระอนุสาวรีย์ฯ หน่วยได้รับเงินสบทบทุนจากก าลังพลนายทหาร นายสิบ ในค่ายจักรพงษ์ จ านวนเงิน ๑๖,๐๙๒ บาท จากบุคคลภายนอก จ านวนเงิน ๑๐,๕๑๐ บาท และจากส านักงานจัดการผลประโยชน์ ของกองมรดก พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ จ านวนเงิน ๕๓,๔๐๐ บาท รวมทั้งสิ้น เป็นเงิน ๘๐,๐๐๒ บาท


๒๙ ในขั้นแรก ทางหน่วยได้ตั้งความมุ่งหมายไว้ว่า จะสร้าง “พระอนุสาวรีย์” ในขนาด เท่าพระองค์จริง จึงได้ปรึกษากับกรมศิลปากรในเรื่องการจัดสร้าง ทางกรมศิลปากรแจ้งว่า การก่อสร้างพระอนุสาวรีย์ฯ ขนาดเท่าพระองค์จริงนั้น เหมาะส าหรับการตั้งไว้ในอาคาร แต่หาก จะก่อสร้างและตั้งไว้นอกอาคาร ควรจัดสร้างขนาดเท่าครึ่งของพระองค์จริง หน่วยจึงพิจารณาจัดสร้าง ตามขนาดที่กรมศิลปากรให้ค าแนะน า จากนั้นกรมศิลปากรได้เริ่มด าเนินการปั้นพระรูป ตั้งแต่เดือน มกราคม ๒๕๑๓ โดยเริ่มจากการปั้นด้วยดินเหนียว จนกระทั้งเดือน มิถุนายน ๒๕๑๓ ไม่สามารถ ที่จะด าเนินการปั้นเครื่องแบบ เครื่องราชอิสริยยศ ต่อไปได้ เพราะไม่มีต้นแบบเพื่อใช้ประกอบการปั้น แล้วต่อมาในเดือน มีนาคม ๒๕๑๔ ได้รับเครื่องแบบจากมณฑลทหารบกที่ ๒ จึงได้ด าเนินการปั้นต่อได้ ครั้นต่อมาในวันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๑๔ ได้จัดพิธีเททองหล่อพระรูป จอมพล สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนารถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานารถ โดยมี จอมพล ถนอม กิตติขจร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธาน ณ โรงงานปั้นหล่อ กรมศิลปากร พระนคร ในวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๕ กรมศิลปากรได้จัดเจ้าหน้าที่กองหัตถศิลป เดินทางมาที่ ค่ายจักรพงษ์ เพื่อแนะน าช่วยเหลือในการสร้างฐานพระรูป จ านวน ๓ คน คือ ๑. นายสนิท ดิษฐพันธุ์ ช่างศิลปะเอก ๒. นายจ ารัส ชมภูทิพย์ ช่างศิลปะโท ๓. นายแหลมเทียน คชะภูมิ ช่างศิลปะตรี ในวันที่ ๑๔ เมษายน ๒๕๑๕ เวลา ๑๔.๐๙ น. มณฑลทหารบกที่ ๒ ได้เชิญพระรูปฯ ขึ้นประดิษฐานบนฐาน ณ ค่ายจักรพงษ์ จ.ปราจีนบุรี๑ เปิดพระอนุสาวรีย์ฯ วันที่ 13 มิถุนายน 2515 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดช มหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พันปีหลวง ได้เสด็จพระราชด าเนินมายังมณฑลทหารบกที่ 12 ค่ายจักรพงษ์ เพื่อประกอบพิธี เปิดพระอนุสาวรีย์ จอมพล สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนารถ กรมหลวงพิษณุโลก ประชานารถ นอกจากนี้ทั้งสองพระองค์ทรงเยี่ยมราษฎรที่มาเข้าเฝ้ารับเสด็จฯ และทรงลงพระอภิไธย ไว้ในสมุดเนื่องในวันเสด็จมาเปิดพระอนุเสาวรีย์ฯ นับว่าเป็นเกียรติสูงสุดของมณฑลทหารบกที่ 12 ๒ ๑ เรียบเรียงข้อมูลจากชุดเอกสาร รหัส (๔) ศธ ๒.๒.๓.๑/๖๖ ส านักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ เรื่อง การสร้างอนุสาวรีย์ จอมพล เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานารถ ของกองบัญชาการมณฑลทหารบกที่ ๒ ค่ายจักรพงษ์ จ.ปราจีนบุรี ๒ สถานบันด ารงราชานุภาพ ส านักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย. (๒๕๕๑). พระทรงเป็นพลังแผ่นดิน (พิมพ์ครั้งที่ ๑). (น. ๒๘๕). กรุงเทพฯ: บริษัท รุ่งศิลป์การพิมพ์ (๑๙๗๗) จ ากัด


๓๐ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเปิดพระอนุสาวรีย์ฯ


๓๑ คุณครูบุญล้อม ชินมาตร์ ได้น านักเรียนโรงเรียน ทบอ.จักรพงษ์พิทยาลัย เฝ้ารับเสด็จ สมุดลงพระอภิไธย ในวันเปิดพระอนุสาวรีย์ฯ (ปัจจุบันจัดแสดง ณ พิพิธภัณฑ์ทหารค่ายจักรพงษ์)


๓๒


๓๓


๓๔


๓๕


๓๖ พิพิธภัณฑ์ทหารค่ายจักรพงษ์ เป็นอาคาร ๒ ชั้น สีเหลืองสไตล์ยุโรป ตั้งอยู่ในค่ายจักรพงษ์ ตัวอาคารหันหน้าไปทาง ทิศตะวันตก ด้านหน้ามีเสาธงไม้(เสาธงชาติเดิมตั้งแต่ตอนสร้างค่าย) และอนุสาวรีย์กรมพระต ารา ทางทิศเหนือติดกับศาสนสถาน ค่ายจักรพงษ์ ทางทิศใต้ ติดสนามหญ้า อาคารพิพิธภัณฑ์ฯ สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๔๖๗ หลังจากการก่อตั้งค่ายจักรพงษ์ ในอดีตอาคารแห่งนี้เคยใช้เป็น กองบัญชาการ - มณฑลทหารบกที่ ๒ หรือในสมัยนั้นนิยมเรียกว่า ที่ว่าการมณฑลทหารบกที่ ๒ และในช่วงสงครามกรณี พิพาทอินโดจีน อาคารนี้ได้ใช้เป็นกองบัญชาการ(สนาม) ในช่วงต้นของสงคราม ก่อนจะย้ายไปตั้งอยู่ที่ อรัญประเทศ และต่อมาได้ย้ายกองบัญชาการมณฑลทหารบกที่ ๒ ไปอาคารหลังปัจจุบัน และเปลี่ยน นามหน่วยเป็น มณฑลทหารบกที่ ๑๒ พิพิธภัณฑ์ทหารค่ายจักรพงษ์ เกิดขึ้นจากแนวความคิดริเริ่ม ของ พล.อ.จรวย วงศ์สายัณห์ เสนาธิการทหารบก (ต าแหน่งในขณะนั้น) โดยมีแนวความคิดว่า มณฑลทหารบกที่ ๑๒ นั้น เป็นที่ตั้ง ค่ายทหารแห่งแรกของกองทัพบก และเป็นแบบอย่างในการตั้งค่าย ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ประกอบกับ มีวีรกรรม ในสงครามอินโดจีนฝรั่งเศสและสงครามมหาเอเชียบูรพา นอกจากนี้ภายในค่ายจักรพงษ์ยังมี ปูชนียสถาน อาคารสถานที่ อุปกรณ์ ยุทโธปกรณ์ในสมัยโบราณ ที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ควรให้ผู้สนใจได้ศึกษาค้นคว้า และเพื่อเป็นเกียรติประวัติของหน่วย จึงได้ขออนุมัติกองทัพบก ผ่าน กองทัพภาคที่ ๑ จัดตั้งพิพิธภัณฑ์ทหารขึ้น โดยด าเนินการตามค าสั่งกองทัพบก พ.ศ.๒๕๐๐ ให้หน่วยงานระดับกองพันขึ้นไปที่ขึ้นตรงกองทัพบก ด าเนินการเขียนประวัติ และจัดพิพิธภัณฑ์ทหาร กองบัญชาการมณฑลทหารบกที่ ๒ ที่มา : กองประวัติศาสตร์ กรมยุทธการทหารบก. (2505). ประวัติของหน่วยทหารในกองทัพบก. (ม.ป.ท.)


๓๗ ส าหรับหน่วย เพื่อจัดแสดงประวัติหน่วย โบราณวัตถุ ยุทโธปกรณ์ และวิวัฒนาการของแต่ละหน่วย น ามาจัดแสดงในห้องพิพิธภัณฑ์ เพื่อบริการความรู้แก่ข้าราชการภายในหน่วย และบุคคลทั่วไป ในวันที่ ๒๒ กันยายน 2536 กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน และเริ่ม ท าเป็นพิพิธภัณฑ์ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา การจัดแสดงมี 2 ชั้น โดยชั้นล่างจัดเป็นห้องพระบรมรูป ร.5 หนึ่งห้อง ส่วนชั้นบนมีห้องสมเด็จฯเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ มีพระสาทิสลักษณ์ของพระองค์ท่าน วัตถุที่จัดแสดง ตามห้องต่าง ๆ ในพิพิธภัณฑ์นี้ส่วนใหญ่เป็นเครื่องใช้ในการทหาร ได้แก่ อาวุธที่ทหารใช้ในการรบ ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 สงครามโลกครั้งที่ 2 สงครามมหาเอเชียบูรพา ซึ่งมีปืน ดาบปลายปืน กระบี่ โดยอาวุธเหล่านี้ได้ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมสรรพาวุธ มียุทโธปกรณ์ ได้แก่ ใบเลื่อย สาแหรก หมวกเหล็ก อย่างเชือกที่มัดเป็นสาแหรกนั้น มีประโยชน์มากในการทหาร ซึ่งใช้ส าหรับหามคนที่บาดเจ็บหรือโดนยิง โดยจะใช้ไม้คานเสียบเข้ารูร้อย เสร็จแล้วก็ช่วยกันแบกออกมาส่งที่หมอ ถ้าไม่มีคนเจ็บก็จะใช้ส าหรับ แบกข้าวสาร แบกปืน และสัมภาระอื่น ๆ พระสาทิสลักษณ์จอมพล สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนารถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานารถ


๓๘


๓๙


๔๐ นอกจากนี้ยังมีเครื่องครัว เช่น กระทะใบบัวขนาดใหญ่ ปิ่นโตเถาใหญ่ท ามาจากทองเหลือง กระต่ายขูดมะพร้าวท าด้วยไม้ ซึ่งในการประกอบอาหารจะใช้กระทะใบบัวขนาดใหญ่ หุงข้าวในซึ้ง การผัด จะใช้ใบพายส าหรับคน ซึ่งผู้ท าอาหารจะต้องเป็นคนที่แข็งแรงมาก เมื่อปรุงเสร็จก็แบ่งใส่ปิ่นโตเถาใหญ่ อีกส่วนหนึ่งที่มีอยู่เป็นจ านวนมากคือ ถ้วยโถชามกระเบื้องแบบยุโรป ทุกชิ้นมีตรากองทัพบก ใช้ส าหรับการรับรองบุคคลส าคัญ มีความสวยงามคงทน โดยภาชนะมีขนาดใหญ่กว่าที่พบเห็นทั่วไป และที่ใช้กันในปัจจุบัน จาน ชาม ทัพพีช้อนส้อม ล้วนมีขนาดใหญ่เข้าชุดกัน อีกทั้งยังมีภาชนะเครื่องเงิน มี ที่วางขนมปังปิ้ง ที่วางไข่ลวก หม้อไฟที่ท ามาจากเงินแท้และมีลวดลายสวยงาม และยังมีกาน้ าชา ในลูกมะพร้าว เป็นงานช่างฝีมือสมัยราชวงศ์ชิง คริสต์ศตวรรษที่ 20 เจ้าหน้าที่ยุทธการ มณฑลทหารบกที่ ๑๒ บรรยายให้ความรู้ เรื่องยุทโธปกรณ์ที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ฯ ภาชนะใส่อาหารสไตล์ยุโรป จัดแสดงอยู่ชั้นล่างของพิพิธภัณฑ์ฯ


๔๑ นอกจากนี้ยังมีพวกเครื่องใช้ส านักงาน(เก่า) มีเครื่องพิมพ์ดีด ก าปั่นเหล็กส าหรับเก็บทรัพย์สิน และเอกสารมีค่าของทางราชการ มีตู้เก็บพระพุทธรูปโบราณที่ล้ าค่าในทางศิลปกรรม อีกห้องหนึ่งมีเครื่อง ดนตรีไทยที่จากหมวดดุริยางค์มณฑลทหารบกที่ ๑๒ ได้แก่ ฆ้องวง ระนาด โดยเฉพาะกระจังโหมง เป็นไม้ แกะสลักลวดลายไทย มีความวิจิตรงดงาม และสลักตรากองทัพบก พร้อมนามหน่วย “มณฑลทหารบกที่ ๒” อาคารยังมีชั้นใต้ดิน ซึ่งตึกสมัยก่อนมักออกแบบให้มีชั้นใต้ดินก็เนื่องมาจากว่าในช่วงศึกสงคราม คือสถานที่หลบภัยได้เป็นอย่างดี ห้องใต้ดินเป็นห้องกว้าง มีจ านวนห้องมากมาย และโดยรอบจะมีช่องที่ ให้แสงสว่างเข้าได้ และโดยรอบพิพิธภัณฑ์มีปืนใหญ่ภูเขาตั้งอยู่หลายกระบอก ชื่อเต็มว่า ปืนใหญ่ภูเขาแบบ 63 ใช้ในระดับกองพล เข้ามาประจ าการในกองทัพบกไทยเมื่อปี 2463 ในสมัยรัชกาลที่ 6 ปากล ากล้องกว้าง 75 มม. ภายในบรรจุด้วยเกลียวทั้งหมด 32 เกลียว ยิงได้ไกลที่สุด 6 กิโลเมตร ใช้พลยิงทั้งหมด 5 คน ท าหน้าที่ยิงลั่นไก ป้อนกระสุน รับส่งวิทยุ หาต าแหน่งข้าศึก ปืนใหญ่ภูเขาที่นี้ผลิตจากประเทศญี่ปุ่น ปัจจุบันปลดประจ าการแล้ว ก าปั่นเก็บเหล็ก และ กระจังโหม่ง ปืนใหญ่ภูเขา ตั้งอยู่ด้านหน้าของอาคารพิพิธภัณฑ์ฯ


Click to View FlipBook Version