๔๒ พิพิธภัณฑ์ทหารค่ายจักรพงษ์ ในปัจจุบัน (ถ่ายเมื่อ พ.ศ.๒๕๖๒)
๔๓
๔๔ อนุสาวรีย์วีรไทย อนุสาวรีย์วีรไทย ตั้งอยู่ในค่ายจักรพงษ์ ใกล้ศาลหมื่นศรีวิเศษเทพฤทธิ์(ศาลเจ้าพ่อ ต้นกระบก) และโรงเรียนกองทัพบกอุปถัมภ์จักรพงษ์พิทยาลัย มีลักษณะเป็นดาบปลายปืนตั้งขึ้น ทั้ง ๔ ด้านมีแผ่นทองเหลืองจาลึกรายชื่อของทหารที่น าอัฐิมาบรรจุไว้ อนุสาวรีย์แห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อ ๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๙๒ โดย พลตรีครวญ สุทธานินทร์ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ ๒ ในขณะนั้น เพื่อสนองนโยบายของกองทัพบก เนื่องจากทหารไทยได้ท าการรบในแถบอ่าวตังเกี๋ยในกรณีพิพาท - อินโดจีนฝรั่งเศส และมหาสงครามเอเชียบูรพา โดยมี พลเอก มังกร พรหมโยธี เป็นแม่ทัพ ภาคบูรพา ได้น าทหารไทยสู้รบจนกระทั่งมีทหารเสียชีวิต จ านวน ๗๖๐ นาย ต่อมาหลังจาก พลเอก มังกร พรหมโยธีได้เสียชีวิตลง ทางญาติโดยความคิดเห็นชอบของทางราชการจึงได้น าอัฐิ มาบรรจุไว้ณ อนุสาวรีย์แห่งนี้จึงรวมอัฐิทั้งหมด ๗๖๑ นาย ครั้งกรณีพิพาทอินโดจีนฝรั่งเศส (พ.ศ.๒๔๘๓ - ๒๔๘๔) สาเหตุจากข้อพิพาทเรื่องการ จัดการเส้นแบ่งเขตแดนด้านอินโดจีนระหว่างประเทศไทยและฝรั่งเศส จนเกิดการปะทะกันโดยเริ่ม จากฝรั่งเศสทิ้งระเบิดในจังหวัดนครพนม ประเทศไทยจึงได้จัดก าลังกองทัพบกสนาม ดังนี้ กองทัพบูรพา มีพันเอก มังกร พรหมโยธี (ยศในขณะนั้น) เป็นแม่ทัพ พันเอก หลวงเสรีเริงฤทธิ์ และ พันเอก หลวงไพรีระย่อเดช เป็นรองแม่ทัพ ก าลัง ประกอบด้วย กองพลผสมปราจีน (กองพลวัฒนาและ กองพลลพบุรี) กองพลผสมอรัญ (กองพลพระนคร) ก อ ง พ ล จั น ท บุ รี แ ล ะ ก อ ง ห นุ น บู ร พ า มีภารกิจด้านตะวันออก กองทัพอิสาน มี พันเอก หลวงเกรียงศักดิ์พิชิต เป็นแม่ทัพ พันเอก หลวงช านาญ ยุทธศิลปะ และ พันโท ขุนปลดป รปักษ์ เป็น รองแม่ทัพ ก าลัง ประกอบด้วย กองพลอุดร กองพลสุรินทร์ กองพล อุบล และกองหนุนอิสาน มีภารกิจในการเข้าตี ด้านลาว ( ปากเซและจ าปาศักดิ์) กองทัพพายัพ มี พันโท หลวงหาญสงคราม เป็นผู้บังคับบัญชา พันโท ขุนเรืองวีรยุทธ เป็นรอง ผู้บังคับบัญช า ก าลังป ระกอบด้วย ร .พัน ๒๘ (นครสวรรค์) ร.พัน ๒๙ (พิษณุโลก) ร.พัน ๓๐ ( ล าปาง ) และ ร.พัน ๓๑ ( เชียงใหม่ ) มีภารกิจใน การเข้าตีด้านลาว ( ฝั่งตรงข้ามหลวงพระบาง ) ๑ ๑ นายพลตรีหลวงพิบูลสงคราม (ยศในขณะนั้น) ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ตรวจแนวรบกองทัพบูรพา (2483 - 2484) ซ้าย : พันเอก มังกร พรหมโยธี กลาง : พันเอก หลวงเสรีเริงฤทธิ์ ขวา : นายพลตรีหลวงพิบูลสงคราม
๔๕ กรณีพิพาทอินโดจีน ได้ก่อให้เกิดวีรกรรมของทหารไทยมากมายหลายครั้ง ในส่วนของ ค่ายจักรพงษ์ใช้เป็นกองบัญชาการในช่วงต้นของการสงคราม ก่อนจะย้ายกองบัญชาการไปโรงแรม รถไฟอรัญประเทศ และสนามบินจักรพงษ์ ถือเป็นสนามบินที่มีความส าคัญของการรบในกรณีพิพาท อินโดจีนฝรั่งเศส จากบทความ “ความทรงจ าบางเรื่องเกี่ยวกับ ล้อต๊อก ศิลปินแห่งชาติ” โดย พลอากาศเอก ศรีศักดิ์ สุจริตธรรม ได้กล่าวถึงสนามบินจักรพงษ์โดยสรุปได้ดังนี้ ในคราวนั้นฝูงบินของเราได้รับค าสั่งให้ไปขึ้นกับกองบินผสมภาคบูรพามีที่ตั้งอยู่ ณ สนามบินดงพระราม ( สนามบินจักรพงษ์ในปัจจุบัน ) จังหวัดปราจีนบุรี ในความบังคับบัญชาของ นาวาอากาศโท หลวงเชิดวุฒากาส ( พลอากาศโท ) กองบินผสมภาคบูรพานี้มีหน้าที่ป้องกัน ทางอากาศด้านตะวันออกของประเทศ และสนับสนุนการเข้าตีของก าลังกองทัพบูรพา มีหน้าที่เข้าตี และยึดดินแดนคืนทางด้านตะวันออกของประเทศ โดยรุกไล่เข้าตีก าลังทหารของฝรั่งเศสในอินโดจีน ซึ่งประกอบด้วยทหารแขกมอรอคโค ไนจีเรีย และทหารพื้นเมืองชาวกัมพูชาและเวียดนาม บังคับบัญชาโดยนายทหารฝรั่งเศสทั้งสิ้น รวมทั้งก าลังทางอากาศมีเครื่องบินขับไล่แบบโมราน ประมาณ ๙ เครื่อง เครื่องบินทิ้งระเบิดแบบปอร์เต้ เครื่องบินขนส่ง และเครื่องบินตรวจการณ์อีก จ านวนหนึ่ง ส าหรับพลฯ สวง ซึ่งรู้จักกันในนาม " ล้อต๊อก " ถูกบรรจุครั้งแรกให้ประจ าหมู่ปืนกลหนัก ป้องกันสนามบิน ตั้งอยู่ท้ายสนามบินติดกับหมวดกสิกรรมของกองร้อยสัมภาระของมณฑลทหารบก ปราจีนบุรี ที่นี่มีการเลี้ยงหมู - ไก่ และท าสวนครัวด้วย กระทั่งคืนหนึ่งเวลาประมาณ 03.00 น. มีเครื่องบินข้าศึกเข้ามาโจมตีทิ้งระเบิดถึงจังหวัดปราจีนบุรี เข้าใจว่าเป็นเครื่องบินทิ้งระเบิดปอร์เต้ เพียงล าเดียว ได้ทิ้งลูกระเบิดลงในบริเวณค่ายทหารดงพระรามอย่างสะเปะสะปะ แต่ไม่ได้สร้างความ เสียหายมากนัก ได้รับการต่อต้านขัดขวางจากหมู่ปืนกลหนักพอประมาณ แต่ก็ไม่ได้ถูกยิงเสียหายแต่ อย่างใด เพราะบินอยู่ในระยะสูงมาก การทิ้งระเบิดกลางคืนครั้งนี้เป็นครั้งแรก และได้มีผลทางท าลาย ขวัญและก าลังใจพอสมควร เครื่องบินข้าศึกกลับไปเมื่อเกือบรุ่งเช้า ๒ สงครามกรณีพิพาทอินโดจีนได้สงบลงโดยมี ญี่ปุ่นเป็นคนกลางในการเจรจาสงบศึก โดยไทย ได้รับดินแดนฝั่งขวาแม่น้ าโขง ๖๙,๐๒๙ ตารางกิโลเมตร คืนจากฝรั่งเศส ๒ ขวัญเรือน ปีที่ 28 ฉบับที่ 580 ปักษ์หลังเดือนมกราคม 2539 “ความทรงจ าบางเรื่องเกี่ยวกับ ล้อต๊อก ศิลปินแห่งชาติ” ทหารบกเดินสวนสนามฉลองชัย ในกรณีพิพาทอินโดจีน ที่มา : 2483 Reenactment Group
๔๖ ครั้นต่อมาในปี พ.ศ.๒๔๘๔ ญี่ปุ่นได้ยกพลขึ้นบกตามฝั่งทะเลอ่าวไทย เพื่อเป็นทางผ่านเข้า ยึดพม่า และมาลายูของอังกฤษ อีกทั้งยังส่งก าลังพลทางรถไฟ เพื่อเข้าสู่อ าเภออรัญประเทศ จังหวัดปราจีนบุรี เป็นเหตุสู่ สงครามมหาเอเชียบูรพา ไทยได้ต่อสู่ป้องกันการรุกรานของญี่ปุ่น อย่างเต็มความสามารถ จนกระทั่งวันที่ ๙ ธันวาคม ๒๔๘๔ รัฐบาลไทยได้ยุติการรบ และยินยอม ให้กองทัพญี่ปุ่นเดินทางผ่านประเทศไทย และรัฐบาลไทยจึงจ าเป็นต้องท าสนธิสัญญาทางทหาร ร่วมกับญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม ๒๔๘๔ ประเทศไทยได้จัดตั้ง “กองทัพพายัพ” ขึ้นเป็นกองทัพบก สนาม โดยมีพลเอก หลวงเสรีเริงฤทธิ์ ( จรูญ รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ ) เป็นแม่ทัพ ซึ่งประกอบด้วย ทหารราบ ๓ กองพล และทหารม้า ๑ กองพล ดังนี้ กองพลที่ ๒ ประกอบด้วย กรมทหารราบที่ ๔ กรมทหารราบที่ ๕ กรมทหารราบที่ ๑๒ และหน่วยขึ้นตรงกองพล ( กองทหารสื่อสาร และกองทหารปืนใหญ่สนาม) ซึ่งก าลังพลหลักมาจาก ปราจีนบุรี โดยมี พลตรี กี๋ ชมะบูรณ์ ( หลวงไพรีระย่อเดช ) เป็นผู้บัญชาการกองพลที่ ๒ กองพลที่ ๓ ประกอบด้วย กรมทหารราบที่ ๗ กรมทหารราบที่ ๘ และกรมทหารราบที่ ๙ ซึ่งก าลังพลหลักมาจากนครราชสีมา โดยมี พลตรี ผิน ชุณหะวัณ ( หลวงช านาญยุทธศาสตร์ ) เป็นผู้บัญชาการกองพลที่ ๓ กองทหารไทยเดินผ่านประตูชัยนครเชียงตุง ที่มา : https://www.silpa-mag.com/history/article_77265
๔๗ กองพลที่ ๔ ประกอบด้วย กรมทหารราบที่ ๓ กรมทหารราบที่ ๑๓ และหน่วยขึ้นตรง กองพล ( กองพันทหารที่ ๑ ร.อ. และกองพันทหารช่างที่ ๔ ) ซึ่งก าลังพลหลักมาจากนครสวรรค์ โดยมีพันเอก พิชัย หาญสงคราม ( หลวงหาญสงคราม ) เป็นผู้บัญชาการกองพลที่ ๔ กองพลทหารม้า ประกอบด้วย กองพันทหารม้าที่ ๓ กองพันทหารม้าที่ ๔ กองพัน ทหารม้าที่ ๕ และกองพันทหารม้าที่ ๖ โดยมี พันโท ทวน วิชัยขัทคะ เป็นผู้บัญชาการกองพลทหารม้า จนกระทั่งกองทัพญี่ปุ่นได้ยุติการรบ ในวันที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๔๘๘ และยอมจ านนต่อฝ่าย สัมพันธมิตรอย่างไม่มีเงื่อนไข และในวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๔๘๘ มีบรมราชโองการว่า การประกาศ สงครามกับอังกฤษและสหรัฐอเมริกาเป็นโมฆะ เพราะเป็นการท าผิดต่อเจตจ านงของประชาชนไทย อีกทั้งขบวนการเสรีไทยซึ่งปฏิบัติงานใต้ดินต่อต้านญี่ปุ่น และให้ความช่วยเหลือแก่ฝ่ายสัมพันธมิตร นับว่าเป็นส่วนช่วยให้สหรัฐอเมริกามีความเห็นใจต่อประเทศไทยอย่างมาก ๓ ตลอดระยะเวลาในการสงคราม ประเทศไทยต้องสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน เป็นจ านวนมาก เพื่อระลึกถึงวีรกรรมความกล้าของเหล่าทหารบก ค่ายจักรพงษ์จึงได้จัดพิธีท าบุญ บ าเพ็ญกุศลและวางพวงมาลา เพื่อสดุดีความกล้าของเหล่าทหารที่สละชีพเพื่อชาติ ใน “วันวีรไทย” และ “วันทหารผ่านศึก” เป็นประจ าทุกปีจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ๓ องค์การสงเคราะทหารผ่านศึก ในพระบรมราชูปถัมภ์. (๒๕๖๒). มหาสงครามเอเชียบูรพา. ผ่านศึกสาร, (ฉบับพิเศษ), ๓๘-๔๑. ผบ.พล.๒ วางพวงมาลา ณ อนุสาวรีย์วีรไทย ประมาณปี พ.ศ.๒๔๙๐ - ๒๔๙๙ ที่มา : 2483 Reenactment Group
๔๘ อนุสาวรีย์วีรไทย ที่มา : จ.ส.อ.สิทธิชัย ค าเอก ถ่ายเมื่อ พ.ศ.๒๕๖๒ ทหารผ่านศึก วางพวงมาลา ณ อนุสาวรีย์วีรไทย วันที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๖๕ ที่มา : ศูนย์ประชาสัมพันธ์มณฑลทหารบกที่ ๑๒
๔๙
๕๐ นอกจากพระประวัติของ จอมพล สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนารถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานารถ ที่ทรงมีพระคุณ เป็นอเนกประการต่อชาวค่ายจักรพงษ์ดังที่กล่าวไปแล้วนั้น ยังมีปูชนียวัตถุ และ สถานที่ส าคัญในค่ายจักรพงษ์ที่ควรกล่าวถึงเป็นอย่างยิ่ง จากการศึกษาเอกสาร จารึก และหนังสือที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการสัมภาษณ์ผู้ที่มีความรู้ สามารถ รวบรวมประวัติ และเรื่องราวต่าง ๆได้ดังนี้ ๑. ศาลหมื่นศรีวิเศษเทพฤทธิ์ ๒. อนุสาวรีย์กรมพระต ารา ๓. อนุสาวรีย์พระรามแผลงศร ๔. พระพุทธจักรชัย ๕. พระพุทธสุพรรณรังษี (หลวงพ่อขาว) ๖. ศาสนสถานค่ายจักรพงษ์ ๗. ศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ๘. ศาลเจ้าแสงหมึก (ศาลพ่อปื๊ด) ๙. เจ้าพ่อทองดี ๑๐. อุโมงค์โบราณ
๕๑ ศาลหมื่นศรีวิเศษเทพฤทธิ์ ศาลหมื่นศรีวิเศษเทพฤทธิ์ หรือ ศาลเจ้าพ่อต้นกระบก ในค่ายจักรพงษ์มีศาลเจ้าส าคัญ อยู่ศาลหนึ่ง ชาวค่ายและประชาชนในละแวกบ้านดงพระราม ได้พากันให้ความเคารพนับถือ ศาลแห่งนี้มาช้านาน แต่ไม่มีใครทราบประวัติที่แท้จริงของศาลแห่งนี้ เพียงแต่ได้ถ่ายทอดสืบต่อกันมา เดิมทีมีศาลเจ้าขนาดเล็ก ตั้งอยู่ใต้ต้นกระบก สันนิษฐานว่าก่อสร้างขึ้นพร้อมกับการก่อตั้งค่ายฯ ในปี พ.ศ.๒๔๖๐ โดย ขุนโยธาช านิ ผู้เป็นนายงานสร้างค่าย จากหนังสือ “จักรพงษานุสรณ์ ครบรอบ ๖๓ ปี แห่งการสถาปนาค่ายจักรพงษ์ ปราจีนบุรี ๒๕๒๕” ผู้เขียนได้สอบถามผู้ที่มีอายุมากกว่า ๘๐ ปี ในขณะนั้น เช่น ท่านเจ้าคุณ พระราชปฏิภาณโสภณ วัดแก้วพิจิตร (อายุ ๘๙ ปี) พระครูสมุห์ฟุ้ง วัดแจ้ง (อายุ ๘๘ ปี) ซึ่งเคยเป็น พลทหารในค่ายจักรพงษ์ และ ร.อ. ย้อม แก้วทอง (อายุ ๘๕ ปี) และได้ศึกษาประวัติศาตร์ไทย ที่มีความเกี่ยวข้องกับเมืองปราจีนบุรี และได้เรียบเรียงไว้ดังต่อไปนี้ เมื่อ พ.ศ.๒๕๐๕ - ๒๕๐๖ พลทหารกองรักษาการณ์ค่ายจักรพงษ์ ได้กระท าอัตวินิบาตกรรม อยู่บ่อยครั้ง ด้วยสาเหตุจากปัญหาของทางครอบครัว และความประมาทที่ท าอาวุธยุทโธปกรณ์ ของทางราชการสูญหาย นอกจากนี้ยังมีเหตุนายทหารส่งก าลังบ ารุงของกองพันที่ ๑๐ กรมทหารม้าที่ ๒ ซึ่งอยู่ในค่ายจักรพงษ์ ชื่อ ร.อ. ช านิ ได้ถูกสอบเรื่องคลังกระสุนของกองพันแตก ท าให้กระสุนหายไป หลายพันนัด จึงได้จบชีวิตด้วยการยิงตัวตาย และยังเกิดเหตุการณ์ที่ไม่ดีหลายครั้ง จึงท าให้ พลตรี สว่าง กาญจนเสถียร ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ ๒ ในขณะนั้น มีความเดือดเนื้อร้อนใจ จากเหตุทั้งหมดที่เกิดขึ้นในค่ายจักรพงษ์ ได้ปรึกษากับ พันตรี อาภรณ์ ดิลกโสภณ อนุศาสนาจารย์ มณฑลทหารบกที่ ๒ ในขณะนั้น เพื่อหาทางคลี่คลายและฟื้นฟูขวัญและก าลังใจของชาวค่ายให้ดีขึ้น อนุศ าสน าจ า รย์ ได้ค้นห าพ ร ะสงฆ์ผู้ที่มี ความช านาญในการเจริญกรรมฐาน และมีผู้แนะน า ให้ไปหาองค์สรภาณมธุรส (หลวงพ่อบ๋าวเอิง) แห่งวัด สมณ านัม ส ะพ านข า ว ก รุงเทพฯ เป็นพ ร ะญ วน ในพระพุทธศาสนา นิกายมหายาน หลังจากนั้นได้นิมนต์ หลวงพ่อบ๋าวเอิงมากระท าพิธีที่สโมสรนายทห า ร ค่ายจักรพงษ์ (สโมสรหลังไม้) เมื่อวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๐๖ หลวงพ่อบ๋าวเอิง ได้กระท าพิธีการเข้าทรงด้วยตัวท่านเองและคนทรง ที่ติดตามมาด้วย เมื่อถึงเวลาท่านได้ประกาศในที่ประชุมว่า “ผู้ใดที่ไม่เชื่อให้ยกมือขึ้น” ได้มีนายสิบและพลทหาร ยกมือขึ้น ท่านจึงให้ทั้งสองคนออกมาข้างหน้าเพื่อท าพิธี และท าพิธีอัญเชิญวิญญาณผู้เป็นใหญ่ในค่ายฯ มาเข้าร่าง ของทั้งสองคน และสัมภาษณ์วิญญาณที่เข้าร่างนายสิบคนนั้นว่า “ท่านเป็นใคร มาจากไหน เล่าเรื่องของท่านให้คนในค่ายฟังด้วย” วิญญาณที่เข้าสิงอยู่นั้นได้เล่าว่า “ตนชื่อ ขุนพาหน
๕๒ ภายหลังได้เลื่อนเป็น หมื่นศรีวิเศษเทพฤทธิ์ เป็นชาวจีนเกิดที่ปราจีนบุรี เคยเป็นพ่อค้าทางเรือ ระหว่างปราจีนบุรีกับพระนครศรีอยุธยา ถูกชักชวนจาก หลวงอภัยพัฒน์จีน ขุนนางผู้ใหญ่ชาวจีน ในพระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์ ให้รับราชการ ต่อมากรุงศรีอยุธยาเกิดระส่ าระสาย ขุนนางแบ่งเป็นก๊ก เป็นเหล่า จนพม่าได้ตีกรุงศรีจนใกล้จะแตก ตนเองมีความช านาญในการเดินเรือจึงพาขุนนางชั้นผู้ใหญ่ มาตั้งค่ายที่ปราจีนบุรี แต่พม่ายังได้เข้าตีกระหน่ าไม่หยุด ตนเองจึงต้องปกป้องเจ้านายผู้ใหญ่ โดยพาหนีข้ามแม่น้ าเดินเข้าไปในดงป่าทึบทางทิศเหนือ พม่าจึงได้ถอยกลับลงแม่น้ า ตนเองเห็นว่า ชีวิตนี้คงไม่รอดแน่แล้ว จึงแนะน าขุนนางผู้ใหญ่ให้ไปอยู่ที่เมืองพิมาย ส่วนตนเองคงยืนถืออาวุธ พิงต้นมะรื่น (ต้นกระบก) ตายกลางดงนี้ และไม่มีผู้ใดสร้างที่อยู่ให้เลย นึกเดือดดาลจึงเอาชีวิตทหาร หลายคนไปเป็นลูกน้อง” หลังจากนั้นหลวงพ่อบ๋าวเอิงได้สัมภาษณ์พลทหาร ซึ่งเป็นพระวิญญาณเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ หลวงพ่อจึงได้ถามว่า “ในค่ายแห่งนี้จะให้ใครเป็นใหญ่” คนทรงที่เป็นนายสิบซึ่งหมื่นศรีวิเศษเทพฤทธิ์ สิงอยู่นั้นกล่าวว่า “เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ แม้จะมาอยู่ค่ายจักรพงษ์แห่งนี้ทีหลัง แต่เป็นผู้บุกเบิกในการ สร้างค่าย และเป็นเชื้อเจ้าเชื้อแผ่นดิน จึงขอให้ท่านเป็นใหญ่ในค่าย” หลวงพ่อบ๋าวเอิงจึงได้ถาม พลทหารที่ดวงพระวิญญาณเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ สิงอยู่ว่า “หน้าตาของขุนพาหน หรือ หมื่นศรีวิเศษ - เทพฤทธิ์ มีหน้าตาอย่างไร” ได้รับค าตอบว่า “เป็นคนคางใหญ่ จมูกหนา ปากกว้าง คิ้วเชิด หนวดโง้ง มือหนึ่งถือหอก และมีดาบ ๒ เล่มไขว้หลัง” หลังจากเลิกสะกดจิตแล้ว ทั้งนายสิบและพลทหาร ไม่รู้เรื่องอะไรที่เกิดขึ้นเลย จ า กนั้น พล ต รี ส ว่ าง ก าญ จนเ ส ถี ย ร จึงได้ด าเนินการสร้างศาลเจ้าแบบทรงไทย ให้ช่างแกะไม้ เป็นรูปเจ้าพ่อยืนถือหอก มีดาบ ๒ เล่ม ไขว้หลัง แล้วจึงนิมนต์หลวงพ่อบ๋าวเอิงมาอัญเชิญวิญญาณ ของ หมื่นศรีวิเศษเทพฤทธิ์ มาสถิตอยู่ในรูปไม้สลัก ดังกล่าว เมื่อวันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๐๗ นอกจากค าบอกเล่าดังกล่าว ผู้เขียนได้ศึกษา ประวัติศาสตร์ในสมัยอยุธยาตอนปลาย ที่มีความ คล้ายคลึงกับเรื่องเล่าจากการเข้าทรงดังกล่าว สามารถ สรุปได้ดังนี้ เมื่อ พ.ศ.๒๓๑๐ พม่ายกศึกปิดล้อมกรุงศรี อยุธยาในระหว่างฤดูน้ าท่วม ในขณะนั้นหลวงอภัยพัฒน์ จีน เป็นขุนนางผู้หนึ่ง ได้รวบรวมพรรคพวกท าการตั้ง ค่ายอยู่ใกล้วัดชัยวัฒนาราม ได้พบกับขุนศรีนาวา ซึ่งบวช เป็นพระอยู่ในวัดนั้น จึงได้ชักชวนให้สึกมารับราชการ และเสนอให้พระเจ้าอยู่หัวพระราชทานบรรดาศักดิ์ จาก ขุนศรีนาวา เป็น หมื่นศรีนาวา ได้ออกรบกับพม่า หมื่นศรีวิเศษเทพฤทธิ์ แกะจากไม้ ประดิษฐานภายในศาลหมื่นศรีวิเศษเทพฤทธิ์
๕๓ หลายครั้ง จนเป็นที่ครั่นคร้ามของแม่ทัพเรือพม่าสุดที่จะต้านทานฝีมือของหมื่นศรีนาวาได้ ต่อมาข่าวนี้ ได้แพร่ออกไปทั่วกรุง สมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์ทรงกลัวว่าหลวงอภัยพัฒน์จีนจะคิดกบฏ จึงได้ส่งทหารหลวงไปปราบแต่ก็พ่ายแพ้กลับมา หลังจากนั้นทัพพม่าได้ยกทหาร ๓๕,๐๐๐ คน มาตีค่ายของหลวงอภัยพัฒน์จีน ด้วยจ านวนคนที่น้อยกว่าจึงต้องถอยหนีลงเรือมาตั้งหลัก อยู่ที่ปราจีนบุรี รวบรวมพลจาก ชลบุรี นครนายก สระบุรี ปราจีนบุรี และฉะเชิงเทรา เข้ามาฝึก ในค่ายอิสระปราจีนบุรี หลังจากรวบรวมพลจนมีก าลังพร้อมที่จะสู้รบกับพม่าได้ จึงได้แต่งตั้ง หมื่นศรีนาวา เป็น หมื่นศรีวิเศษเทพฤทธิ์จากนั้นได้ท าการสู้รบกับพม่าจนหลวงอภัยพัฒน์จีนสิ้นชีวิต ส่วนหมื่นศรีวิเศษเทพฤทธิ์ได้รบปกป้องกรมหมื่นเทพพิพิธและพระยารัตนาธิเบตด้วยชีวิต จนทัพพม่า ได้ถอยก าลังกลับค่ายโพธิ์สามต้น หมื่นศรีวิเศษเทพฤทธิ์หมดก าลังกายจากการต่อสู้กับพม่า เป็นร้อยเป็นพัน จึงแนะน าให้ขุนหลวงทั้งสองเดินทางสู่เมืองพิมาย ส่วนตนได้ยืนพิงต้นมะรื่น และสิ้นชีพลงในที่สุด และผู้เขียนได้อธิบายว่า ขุนพาหน และ ขุนศรีนาวา คือคนเดียวกัน ด้วยความหมาย ของค าว่า พาหน และ ศรีนาวา นั้นมีความหมายว่า พาหนะ เช่นเดียวกัน เป็นชื่อก่อนที่จะได้รับแต่งตั้ง เป็น หมื่นศรีวิเศษเทพฤทธิ์โดยได้อ้างอิงจากหนังสือ ประวัติศาสตร์สากล เล่มที่ ๗ (สยามตอนปลาย) โดย หลวงวิจิตรวาทการ ๑ ๑ พลตรี จรวย วงศ์สายัณห์. (๒๕๒๕). จักรพงษานุสรณ์ ครบรอบ ๖๓ ปี แห่งการสถาปนา ค่ายจักรพงษ์ ปราจีนบุรี (น. ๑ - ๑๘). กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์กรมยุทธศึกษาทหารบก ศาลหมื่นศรีวิเศษเทพฤทธิ์ ที่มา : จ.ส.อ.สิทธิชัย ค าเอก ถ่ายเมื่อ พ.ศ.๒๕๖๒
๕๔ อนุสาวรีย์กรมพระต ารา อนุสาวรีย์กรมพระต ารา ตั้งอยู่ในค่ายจักรพงษ์ หน้าอาคารพิพิธภัณฑ์ทหารค่ายจักรพงษ์ เป็นเทวรูปยืนพนมมือ ถือกงจักรและกระบอง มีจารึก พ.ศ. ๒๔๖๑ ไว้ที่ฐานด้านข้างทั้งฝั่งซ้ายและ ฝั่งขวาพร้อมรูปม้า และจารึก พ.ศ.2462 ไว้ที่ฐานด้านหน้าของอนุสาวรีย์ฯ มีรูปหนังสือสลักไว้ว่า “กรมพระต ารา” ซึ่งความเป็นมาของการสร้างอนุสาวรีย์แห่งนี้ได้จากบันทึกค าบอกเล่าของผู้รู้เห็น เหตุการณ์ในอดีต และจากการสันนิษฐานตามความเป็นจริง โดยได้แยกเป็น ๒ ประเด็น คือ ประเด็นที่ ๑ ความเป็นมาจากการบอกเล่า ของท่านเจ้าคุณพระราชปฏิภาณโสภณ เจ้าคณะ จังหวัดปราจีนบุรีฝ่ายธรรมยุตแห่งวัดแก้วพิจิตร ว่า ในปี พ . ศ . ๒๔๖๑ เ จ้ าพ ร ะ ย า อภั ยภู เ ษ ศ ร์ ได้บูรณะวัดแก้วพิจิตรครั้งใหญ่ ซึ่งนายช่างได้ท าการ ปั้นเทวรูปต่าง ๆ มีจุดประสงค์ที่จะน าไปเรียงไว้ รอบพระอุโบสถ เช่น รูปพระนารายณ์ รูปพระราม รูปพระพิฆเนศ รูปท้าวกุเวรถือกระบอง เป็นต้น ซึ่งเป็นเทวรูปตามความเชื่อของศาสนาพราหมณ์ ต่อมาในขณะที่นายช่างก าลังปั้นเทวรูปต่าง ๆ อยู่นั้น สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส สมเด็จพระสังฆราช วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพฯ ทรงมาตรวจกิจการคณะสงฆ์ด้านมณฑลบูรพา ทรงเห็นว่า การน าเทวรูปต่าง ๆ มาวางตากแดด รอบอุโบสถเช่นนั้น เห็นเป็นก า รไม่ที่สมคว ร เพราะผู้ที่นับถือศาสนาพราหมณ์จะหาว่าดูถูก สิ่งศักดิ์สิท ธิ์ท างศ าสน า ของเข าได้ พ ร ะองค์ จึงทรงขอร้องมิให้ปั้นเทวรูปอีกต่อไป ส่วนที่ปั้นแล้ว ก็ทรงให้ตั้งกองไว้ใต้ต้นไม้แดง (ปัจจุบันเทวรูปต่าง ๆ ตั้งอยู่หน้าพิพิธภัณฑสถานวัดแก้วพิจิตร) อนุสาวรีย์กรมพระต ารา ด้านหลังมีแผ่นเสมาจารึก และต้นสักที่ปลูกทดแทนต้นเดิม ครั้งที่ จอมพล สมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ ทรงปลูกไว้ เทวรูปต่าง ๆ หน้าพิพิธภัณฑสถานวัดแก้วพิจิตร (ถ่ายเมื่อ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖)
๕๕ ในช่วงปีนั้นเป็นปีแห่งการก่อสร้างค่ายจักรพงษ์จอมพล สมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ ทรงริเริ่ม ที่จะปรับปรุงกิจการทหารที่ต่างจังหวัด โดยทรงมอบให้พ.อ. พระยาพิชัยณรงค์สงคราม (ทองดี จารุทัต) เป็นผู้บัญชาการ โดยให้ ร.อ. ขุนโยธาช านิ เป็นนายงานก่อสร้าง (เข้าใจว่า เป็นนายทหารฝ่ายยุทธโยธา มณฑลทหารบกที่ ๒) ขุนโยธาช านิได้สร้างตึกกองบัญชาการ มณฑลทหารบกที่ ๒ สร้างอนุสาวรีย์พระรามแผลงศร และอนุสาวรีย์กรมพระต ารา ซึ่งได้น ารูปปั้น จากวัดแก้วพิจิตรมาสร้างอนุสาวรีย์พระรามแผลงศร และอนุสาวรีย์กรมพระต ารา ตามพระบัญชา ของ จอมพล สมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ หลังจากขุนโยธาช านิ ได้สร้างสิ่งเหล่านี้เรียบร้อยแล้ว จึงได้สร้างวัดโยธาราษฎร์ขึ้นทางด้านทิศตะวันออกของค่ายจักรพงษ์ ในวันที่ ๑๔ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๖๒ จอมพล สมเด็จฟ้าจักรพงษ์ฯ ได้เสด็จมาทรงประกอบพิธี เปิดค่ายจักรพงษ์ ทรงปลูกตันสักเพื่อเป็นอนุสรณ์ไว้ ๑ ต้น พร้อมแผ่นจารึก (ลักษณะเป็นใบเสมา) ว่า “ต้นสักนี้ปลูกไว้เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๒” ซึ่งต่อมาในปีพ.ศ.๒๕๑๐ ต้นสักได้โค่นลง และในปีพ.ศ.๒๕๒๕ ได้ปลูกต้นสักทดแทนต้นเดิม โดย พลเอก จรวย วงศ์สายัญ และยังคงอยู่คู่กับแผ่นจารึกจนถึงปัจจุบัน ซึ่งตั้งอยู่หลังอนุสาวรีย์กรมพระต าราแห่งนี้ ประเด็นที่ ๒ จากการสันนิษฐาน การที่พระองค์ทรงให้สร้างอนุสาวรีย์กรมพระต ารานั้น มีพระประสงค์จะให้ชาวไทยรู้ว่าพระองค์ได้ทรงปรับปรุงกิจการทหารใหม่ โดยได้ขยายหน่วยทหาร ระดับใหญ่ขึ้นที่ต่างจังหวัด ไม่ควรให้แออัดอยู่เฉพาะกรุงเทพ ฯ เท่านั้น หน่วยทหารในค่ายจักรพงษ์ เป็นหน่วยแรกของกองทัพบกไทย เป็นหน่วยตัวอย่าง เป็นแบบอย่าง เป็นต้นคิดต้นต ารับต ารา เพราะ ต ารา แปลว่า ตัวอย่างแบบอย่าง หรือแบบธรรมเนียม เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งค่ายจักรพงษ์ แต่มีสิ่งที่น่าเสียดายอีกประการหนึ่ง คือ เอกสารการสร้างค่ายจักรพงษ์ได้สูญหายไปหรือถูกเผาทิ้ง เมื่อคราวที่ย้ายมณฑลทหารบกที่ ๒ หลังเดิมไปไว้ที่หลังปัจจุบัน ด้านข้างอนุสาวรีย์ฯ จารึก พ.ศ.๒๔๖๑ (ปีที่เริ่มก่อสร้างค่ายฯ) ด้านข้างอนุสาวรีย์ฯ จารึก พ.ศ.๒๔๖๒ (ปีที่สถาปนาค่าย) ใบเสมาจารึก ต้นสักนี้ปลูกไว้เมื่อ พ.ศ.๒๔๖๒
๕๖ อนุสาวรีย์พระรามแผลงศร อนุสาวรีย์พระรามแผลงศร เป็นเทวรูปปูนที่น ามาจากวัดแก้วพิจิตร ในปี ๒๔๖๑ เมื่อครั้งก าลังสร้างค่ายจักรพงษ์ เช่นเดียวกับอนุสาวรีย์กรมพระต ารา โดยอนุสาวรีย์แห่งนี้ เป็นรูปพระรามแผลงศร ผินหน้าไปทางตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งอยู่ข้างสนามบิน(ฝั่งตะวันตก) บริเวณบ้านพักก าลังพล ชุมชนพระรามแผลงศร ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๒๕ พลตรี จรวย วงศ์สายัณห์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ ๒ ได้บูรณะและสร้างเป็นวงเวียน ต่อมาในวันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๓๒ พลตรี การุณ ฉายเหมือนวงศ์ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ ๒ ได้พัฒนาปรับปรุง พร้อมทั้งสร้าง พระนารายณ์บรรทมสินธ์ไว้บริเวณอนุสาวรีย์ฯ และต่อมาได้มีการสร้างแผ่นหินจารึกคาถาบูชา พร้อมทั้งบูรณะปรับภูมิทัศน์อีกครั้งในปีพ.ศ.๒๕๖๒ โดย พันเอก วรยศ เหลืองสุวรรณ ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ ๒ รักษาพระองค์ ส่วนการสร้างอนุสาวรีย์พระรามแผลงศร จากการสันนิษฐานแล้ว มีเหตุผล ดังนี้ เหตุผลประการที่ 1 : ดงพระรามนี้เคยเป็นป่า ดงดิบมีไข้ป่าชุกชุม คนสมัยก่อนเข้าใจและเชื่อถือว่า ผีป่าแรง หรือเจ้าที่แรง ภูตผีปีศาจดุร้ายมาก วิธีที่จะแก้ อาถรรพณ์ต่าง ๆ เหล่านี้ได้นั้น ต้องอาศัยพระบารมี ของพระเจ้าแผ่นดิน เพราะภูตผีปีศาจกลัวพระเจ้าแผ่นดิน ข่าวว่าเมืองปราจีนบุรีปีศาจร้ายแรง ยาสั่ง ยาเบื่อชุกชุม ข่าวนี้เลื่องลือถึงพระกรรณของสมเด็จพระปิยมหาราช รัชกาลที่ 5 เสวกามาตย์จึงทูลเชิญเสด็จมาที่ปราจีนบุรี แม่พ ริ้ง แห่งหมู่บ้ าน ดงพ ร ะ ร า มพอท ร าบ ข่ า ว ว่ า พระเจ้าแผ่นดินจะเสด็จมาที่ดงพระราม และอ าเภอ ศรีมหาโพธิ์ จังหวัดปราจีนบุรี จึงได้น้อมเกล้าถวาย คันศรโลหะที่ขุดได้นั้นแด่รัชกาลที่ 5 จากสาเหตุนี้จอมพล สมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ ได้ทรงบัญชาให้ ร.อ. ขุนโยธาช านิ สร้างรูปพระรามยืนผินพระพักตร์ ไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ และโก่งธนูไปทางอ าเภอศรีมหาโพธิ เพื่อแก้อาถรรพ์ต่าง ๆ ตามที่คนสมัยนั้นเชื่อว่าเป็นจริง การสร้างเทวรูปพระรามแผลงศร ทรงให้สร้าง ในที่ใกล้เคียงกับสถานที่แม่พริ้งขุดคันศรได้ เพราะระยะเวลาจากรัชกาลที่ 5 ถึงรัชกาลที่ ๖ ก็ไม่ห่างไกลกันเท่าไรนัก มีคนเล่าว่า แม่พริงขุดคันศรได้ที่เนินสูงสุดของดงพระราม จากการสังเกต จะเห็นว่าพื้นที่สนามบินเป็นพื้นที่สูงมาก เมื่อฝนตกจะมีฟ้าผ่าบริเวณสนามบินด้วยทุกครั้ง ด้วยเหตุนี้ พระองค์ฯ จึงทรงให้สร้างอนุสาวรีย์พระรามแผลงศรเหนือสนามบินดังที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน " พระรามแผลงศร " ในความหมายข้อนี้ หมายถึงสมเด็จพระปิยมหาราชเจ้า เสด็จมา ทรงแก้อาถรรพ์ต่าง ๆ ที่ประชาชนเชื่อว่าเป็นจริงนั้น ให้เรื่องร้ายกลับกลายเป็นดี เปรียบเสมือน พระรามแผลงศรในเรื่องรามเกียรติ์ หากมีเรื่องร้ายพระรามจะแผลงศรไปสักครั้งหนึ่งเรื่องก็จะสงบ
๕๗ เหตุผลประการที่ ๒ : สืบเนื่องมาจากวรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์ ที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ ๑ ได้ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นจากเค้าโครงเรื่องมหาภารตยุทธ ของอินเดีย โดยน าเค้าเรื่องมาเพียงเล็กน้อย และทรงน าเอาเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่พระองค์ทรงประสบมา ด้วยพระองค์เองในโอกาสพักแรมตามสถานที่ต่าง ๆ ที่พระองค์ทรงออกศึกกับพม่าและคนไทย ที่ตั้งตนเป็นใหญ่ หรือประเทศใกล้เคียง พระองค์ทรงมีแนวความคิดเป็นนักประพันธ์และด้วย จินตนาการต่าง ๆ จึงเกิดขึ้นมาเป็นภาพพจน์ในการประพันธ์เรื่องรามเกียรติ์ จากประสบการณ์ที่พระองค์ทรงปราบข้าศึกทั้งภายในและภายนอกประเทศ เช่น พม่า ลาว ตลอดจนถึงหัวเมืองต่าง ๆ ในประเทศ พระองค์ทรงเป็นที่ครั่นคร้ามของคนทั่วสารทิศ แต่ในทาง ด้านตะวันออกนั้นปราบยาก เพราะเขมรและญวนมีนิสัยไม่กล้าประจัญบานในการรบแต่ละครั้ง เมื่อจวนตัวก็สวามิภักดิ์ แต่หากมีโอกาสก็จะหาช่องทางเพื่อโจมตีกลับ ท าให้การรบกันจึงเป็นเรื่องยืดยาว รัชกาลที่ 1 ทรงพิจารณาเห็นว่า บ้านเมืองค่อนข้างจะสงบสุขดีแล้ว คงมีแต่ศึกเล็ก ๆ กับญวน และเขมร ซึ่งมีก าลังไม่มากนัก พระองค์จึงทรงพระราชนิพนธ์ให้ความหมายของ ยักษ์คือ ญวน และเขมร ด้วยเหตุผลนี้อาจจะเป็นหนึ่งเหตุผลที่ท าให้จอมพล สมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ ทรงให้สร้าง อนุสาวรีย์พระรามแผลงศรยืนผินพระพักตร์ไปทางด้านตะวันออกเฉียงใต้ มีความหมายเพื่อปราบศัตรู ให้สิ้นชาก ในท านองเดียวกันกับพระรามแผลงศรปราบยักษ์นั่นเอง เพราะในขณะนั้นบ้านเมือง ในรัชกาลที่ 6 มีทั้งศึกภายในและศึกภายนอก ซึ่งจอมพล สมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ มีพระประสงค์ เพื่อต้องการน าก าลังของค่ายจักรพงษ์ ไปปกป้องกรุงเทพมหานคร หากว่าทหารในพระนคร เกิดมีการเพลี่ยงพล้ าแก่ข้าศึกในและนอกประเทศด้วยประการใดก็ตาม ค่ายจักรพงษ์ก็พร้อม ที่จะพิทักษ์รักษาพระราชบัลลังก์ของพระเชษฐาล้นเกล้ารัชกาลที่ ๖ โดยทันที จุดที่ส าคัญ ของเทวรูปแผลงศรไปทางทะเล ก็เพื่อที่จะก าจัดกองก าลังของยุโรปที่ชอบล่าเมืองขึ้น รวมทั้งกองก าลัง ของประเทศแถบอ่าวตังเกี๋ย กล่าวคือ ญวน และเขมร นอกจากนี้ ท่านเจ้าคุณพระราชปฏิภาณโสภณ แห่งวัดแก้วพิจิตร เล่าต่อไปอีกว่า ถนนทหารเริ่มต้นจากรัวค่ายทหารด้านหลังศาลเจ้าพ่อต้นกระบกตรงไปกลางทุ่งนา และเลี้ยวขวา เข้าวัดแก้วพิจิตร ที่เป็นเช่นนั้น เพราะสมัยก่อนนั้น ค่ายจักรพงษ์ ได้น าทหารไปประกอบพิธี ทางศาสนาในวันส าคัญทางศาสนา ที่วัดแก้วพิจิตรเป็นประจ า โดยทหารทุกคนจะเดินไปและเดินกลับ แต่ในสมัย พ.อ. ปิ่น มุทุกันต์ เมื่อครั้งเป็นอนุศาสนาจารย์มณฑลทหารบกที่ ๒ ได้เสนอแนะให้ทหาร เดินไปประกอบพิธีทางศาสนาที่วัดแจ้ง เนื่องการเดินไปวัดแก้วพิจิตรมีระยะทางที่ไกล นับตั้งแต่นั้นมา ทหารได้ประกอบพิธีที่วัดแจ้ง โดยให้ถือเป็นวัดทหารของค่ายจักรพงษ์ ๑ ๑ พลตรี จรวย วงศ์สายัณห์. (๒๕๒๕). จักรพงษานุสรณ์ ครบรอบ ๖๓ ปี แห่งการสถาปนา ค่ายจักรพงษ์ ปราจีนบุรี (น. ๒๗ - ๓๙). กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์กรมยุทธศึกษาทหารบก
๕๘ อนุสาวรีย์พระรามแผลงศร (ถ่ายเมื่อ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖) นายรายบรรทมสินธ์ สร้างในปี พ.ศ.๒๕๓๒ แผนหินจารึกคาถาบูชา สร้างในปี พ.ศ.๒๕๖๒
๕๙ พระพุทธจักรชัย พระพุทธจักรชัย เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ลงรักปิดทองทั้งองค์ หน้าตัก ๖ ฟุตครึ่ง เป็นพระศิลปะ ๓ สมัย ผสมผสานอยู่ในองค์พระ คือ ศิลปะสมัยเชียงแสน สมัยสุโขทัย และ สมัยรัตนโกสินทร์ ประดิษฐานอยู่ที่ศาสนสถาน ค่ายจักรพงษ์ ซึ่ง พล.ต.เชิดชัย ทองสิงห์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ ๒ เป็นผู้ริเริ่ม และมีบรรดาข้าราชการ พ่อค้า ประชาชนทั่วไป ร่วมกัน หล่อขึ้น จากมวลสารและปลอกกระสุนปืนทุกชนิด โดยมี พล.อ.กฤษณ์ สีวะรา รองผู้บัญชาการ ทหารบก เดินทางมาเป็นประธานเททองหล่อ เมื่อ ๒๘ กันยายน พ.ศ.๒๕๑๐ และลงรักปิดทองเสร็จ สมบูรณ์เมื่อ ๒๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๑๑ และได้น ามาประดิษฐาน ณ ศาสนสถานค่ายจักรพงษ์ พระศรีสัจจญาณมุนี (อาจารย์ ประหยัด ) วัดสุทัศน์เทพวราราม ได้ถวายนามแก่พระพุทธรูปองค์นี้ ว่า “พระพุทธเนรมิต จักรชัยสันติมาสามัคคี นระบูชาโสตถิปฏิมา” เรียกย่อๆ ว่า “พระพุทธจักชัย” เป็นปูชนียวัตถุมิ่งขวัญที่ส าคัญ เป็นที่เคารพสักการะของชาวค่ายจักรพงษ์ และพุทธศาสนิกชนทั่วไป
๖๐ หลังจากสร้างพระพุทธจักร ได้น ามวลสารจากการหล่อพระพุทธจักรชัยมาจัดสร้างพระบูชา และวัตถุมงคล เพื่อมอบให้กับผู้ที่ร่วมบริจาคสร้างศาสนสถาน ค่ายจักรพงษ์ และผู้ที่ได้สั่งจอง โดยน ามาแจกจ่ายเมื่อ ๑๔ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๑๔ หนึ่งในวัตถุมงคลดังกล่าว คือ พระกริ่งจักรพงษ์หรือ พระกริ่งพุทธจักรชัย เป็นพระกริ่งที่ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จฯทรงเป็น ประธานในการเททอง เป็นพระกริ่งหล่อโบราณเนื้อทองเหลืองรมด า ซึ่งมีการจัดสร้าง ๒ ครั้ง ครั้งแรก จัดสร้าง จ านวน 4,800 องค์ และครั้งที่ 2 จ านวน 514 องค์ มีพระเกจิอาจารย์ที่ร่วมปลุกเสก อาทิ หลวงปู่โต๊ะ หลวงพ่อเอีย และอาจารย์ฝั้น เป็นต้น กริ่งจักรพงษ์จะมีโค้ตแบบตัวนูน และแบบตอก (ซึ่งพบเจอน้อยกว่าแบบนูน) จากการศึกษาและสอบถามผู้ที่มีความรู้เกี่ยวกับกริ่งจักรพงษ์ พบว่ามีพิธี พุทธาภิเษก ๒ ครั้ง คือ ครั้งแรกในปี พ.ศ.๒๕๑๐ (พร้อมการสร้างพระพุทธจักรชัยองค์ใหญ่) และอีก ครั้งในปี พ.ศ. ๒๕๑๔ พระพุทธจักรชัย ขนาดหน้าตัก ๕ นิ้ว ด้านหน้ามีตรา “จักรกับ กระบอง”และสลักชื่อ “พระพุทธจักรชัย” ด้านหลังสลัก “ที่ระลึก ในการสร้างศาสนสถาน ๑๔ ตุลาคม ๑๔” ที่มา : Facebook ร้านอวัธยปุระ
๖๑ zzzzzzzzzz พระกริ่งจักรพงษ์โค้ต “จพ” แบบนูน พระกริ่งจักรพงษ์โค้ต “จพ” แบบนูน ปิดทองหลังองค์พระ โดยพระเกจิอาจารย์ในพิธี และใต้ฐานจะกระดาษเขียนชื่อ “พล.ต.เชิดชัย ทองสิงห์ มอบแด่ ................” เหรียญจอมพลสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลกประชานารถ ด้านหลังเป็นพุทธจักรชัย ปี พ.ศ.๒๕๑๔ (จัดสร้างพร้อมกริ่งจักรพงษ์) ที่มา : จ.ส.อ.แหลมสิงห์ ขันทอง พระกริ่งจักรพงษ์โค้ต “จพ” แบบตอก ที่มา : จ.ส.อ.ธนะรัชต์ อ่ าคต
๖๒ พระพุทธสุพรรณรังษี พระพุทธสุพรรณรังษี ( หลวงพ่อขาว ) เป็นพระพุทธรูปโบราณ เนื้อหินทราย ศิลปะสมัย กรุงศรีอยุธยา แต่เดิมนั้น สภาพพระพุทธรูปหักช ารุดอยู่ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ต่อมาได้มีคหบดี ท าการช่อมให้อยู่ในสภาพดี ผู้ซ่อมต้องการให้ผู้อื่นน าไปสักการะบูชา เมื่อปี พ.ศ.2510 พล.ต. เชิดชัย ทองสิงห์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ ๒ ทราบเรื่อง จึงให้น ามาประดิษฐาน ไว้ที่โรงพยาบาลค่ายจักรพงษ์ เพื่อเป็นมิ่งขวัญแก่ทหารที่เจ็บป่วย และเมื่อถึงเทศกาลสงกรานต์ ชาวโรงพยาบาลจะจัดท าบุญเลี้ยงพระ และสรงน้ าเป็นประจ าทุกปี
๖๓ ศาสนสถานค่ายจักรพงษ์ ศาสนสถานค่ายจักรพงษ์ เป็นอาคารทรงไทย ด้านหน้ามี ๓ มุข ก่อสร้างตามนโยบายของ กองทัพบก ที่ให้หน่วยในกองทัพบก จัดสร้าง “ศาสนสถาน” ขึ้น ตามระเบียบกรมยุทธศึกษาทหารบก ว่าด้วยการอบรมศีลธรรม วัฒนธรรมทหาร และประกอบพิธีกรรมทางศาสนา พ.ศ. ๒๕๐๒ พลตรี เทศ ยศไกร ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ ๒ ในสมัยนั้น จึงได้ประกาศเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธา บริจาคเงินร่วมสร้างศาสนสถาน มีผู้ร่วมบริจาค เป็นเงิน ๒๖๘,๒๑๐ บาท และเงินรายได้จากการ ให้เช่าพระพุทธจักรชัยจ าลอง (กริ่งจักรพงษ์) และเหรียญพระพุทธจักรชัย เป็นเงิน ๕๐,๐๐๐ บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๓๑๘,๒๑๐ บาท จึงได้ด าเนินการก่อสร้างโดยได้น าไม้ส่วนหนึ่งมาจากการรื้อถอน อาคารสโมสรนายทหารหลังเก่า ตั้งแต่ ๖ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๑๔ ถึง ๑๕ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๑๔ รวมเวลาในการก่อสร้าง ๖ เดือน และประกอบพิธีเปิดป้ายอาคารเมื่อ ๒๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๑๕ เวลา ๑๗.๓๐ น. โดยมีพลเอก กฤษณ์ สีวะรา รองผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธาน หลังจากนั้นได้ น าพระพุทธจักรชัยมาประดิษฐานไว้ในศาสนสถานแห่งนี้
๖๔ ศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราชแห่งนี้ พระองค์เคยใช้เป็นที่พัก เมื่อครั้งที่กรีฑาทัพจาก กรุงศรีอยุธยา เพื่อไปปราบนักพระสัฏฐาแห่งเมืองละแวก กัมพูชา ระหว่างการเดินทางทัพได้หยุด พักทัพในเขตปราจีนบุรี ศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ประดิษฐานอยู่ ณ สี่แยกวงเวียนนเรศวร ทางขึ้นเขาใหญ่ เมื่อ พ.ศ.2138 สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงเกณฑ์ชาวเมืองปราจีนบุรี, สระบุรี, นครนายก, และฉะเชิงเทรา ไปปราบนักพระสัฎฐา โอรสของพระบรมราชากัมพูชา (พระยาละแวก) ซึ่งโอรสองค์นี้เคยยกก าลังมาเกณฑ์ชาวเมืองดังกล่าวไปเป็นเชลย สมเด็จพระนเรศวรมหาราชจึงได้ ยกตราทัพมาที่ค่ายท านบปราจีนบุรี (ค่ายนี้อยู่ในเขตแดนของปราจีนบุรี ซึ่งสันนิษฐานว่าคงจะอยู่ใน พื้นที่อ าเภอตาพระยา เพราะเมื่อก่อนเรียกทัพพระยา) ด้วยเหตุนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี จึงได้สร้าง พระรูปของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ไว้ที่ต้นทางถนนสุวรรณศรเพื่อเป็นอนุสรณ์ แด่พระองค์ท่าน เมื่อ 25 มกราคม 2514 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเสด็จมากระท าพิธีเปิดศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ในปี พ.ศ.2519 ทางจังหวัดได้มอบให้ทหารเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบเพราะได้สร้างไว้ ในเขตทหาร โดยภายในจะพบศาลพระบรมรูปฯ จ านวน 3 แห่งด้วยกัน ได้แก่ ศาลหลักตรงกลาง ประดิษฐานพระบรมรูปสมเด็จพระนเรศวรมหาราชในท่าประทับยืน ส่วนสองศาลซ้ายและขวานั้น ประดิษฐานพระบรมรูปสมเด็จพระนเรศวรมหาราชในอิริยาบททรงหลั่งน้ าลงสู่แผ่นดิน ด้วยสุวรรณภิงคาร (พระน้ าเต้าทองค า) เพื่อประกาศอิสรภาพจากพม่า และพระรูปพระสุพรรณกัลยา
๖๕ พระบรมรูปสมเด็จพระนเรศวรมหาราชในอิริยาบททรงหลั่งน้ าลงสู่แผ่นดินด้วยสุวรรณภิงคาร พระรูปพระสุพรรณกัลยา
๖๖ ศาลเจ้าแสงหมึก ศาลเจ้าแสงหมึก เป็นศาลพระภูมิธรรมดา ซึ่งมีมานานแล้ว ต่อมามีพลทหารคนหนึ่ง ชื่อ “ปื๊ด” ถูกฆาตกรรมเสียชีวิตข้างทางรถไฟ และถูกลากมาไว้ใกล้ศาลพระภูมิดังกล่าว นับตั้งแต่ นั้นมามีประชาชนเห็นอภินิหาร จึงได้พากันแกะสลักรูปเจ้าพ่อปื๊ดด้วยไม้แก่นขนุน พล.ต. เทศ ยศไกร เห็นว่ามีประชาชนเลื่อมใสมาก จึงได้สร้างเป็นรูปศาลเจ้า เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๓ ศาลนี้บางคนเรียกว่า “ศาลเจ้าพ่อปื๊ด” ศาลนี้อยู่หน้าค่ายจักรพงษ์ใกล้ท างรถไฟ ปัจจุบันพ่อค้าแม่ค้าตล าด หน้าค่ายจักรพงษ์ให้ความเลื่อมใสศรัทธามาก ซึ่งได้ร่วมกันบูรณะครั้งใหญ่ ในเดือนสิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๖ ดังที่ประกฎในปัจจุบัน
๖๗ เจ้าพ่อทองดี เจ้าพ่อทองดี ประวัติของเจ้าพ่อองค์นี้ ไม่มีหลักฐานยืนยันที่แน่ชัด เพียงแต่มีการบอกเล่า ต่อกันมาว่า ในค่ายจักรพงษ์นี้เจ้าพ่อด่านหน้า คือ เจ้าพ่อต้นกระบก เจ้าพ่อด่านหลัง คือ เจ้าพ่อทองดี ซึ่งสถิตอยู่ที่ต้นโพธิ์ ใหญ่ ตรงสี่แยกวงเวียนใกล้กับกองร้อยทหารสารวัตรมณฑลทหารบกที่ ๑๒ ใกล้กับต้นโพธิ์นี้มีบ้านพักผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ ๑๒ มาหลายยุคหลายสมัย โดยมีความเชื่อ ว่าหากผู้ใดเคารพนับถือแล้วจะมีความเจริญก้าวหน้าในชีวิต ในวันที่ ๒๐ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๖ ต้นโพธิ์ได้โค่นลงจากพายุฝน และในปัจจุบัน ได้มีการปลูกต้นโพธิ์ต้นใหม่ทดแทนต้นเดิม โดยให้นามว่า “พระศรีมหาโพธิ์ภูวนาทบริบาล” ต้นโพธิ์ที่โค่นลงจากพายุฝน เมื่อ ๒๐ กันยายน ๒๕๕๖ ต้นโพธิ์ที่ปลูกทดแทนให้นามว่า “พระศรีมหาโพธิ์ภูวนาทบริบาล” ที่มา : ส.อ.ศรัญญู ชูแดง ถ่ายเมื่อ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖
๖๘ อุโมงค์โบราณ อุโมงค์โบราณแห่งนี้ อยู่บริเวณใกล้โรง กรองน้ าประปาเก่าของมณฑลทหารบกที่ ๒ สร้างขึ้นราวปี พ.ศ.๒๔๗๗ – ๒๔๗๘ ในสมัยที่ พันเอก หลวงสฤษดิ์ ยุทธศิลป์ เป็นผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ ๒ อุโมงค์มีขนาด กว้าง ๓.๙๕ เมตร ยาว ๘ เมตร ลึก ๓.๕๐ เมตร ภายในมี รางรถไฟ ยาว ๓.๘๕ เมตร กว้าง ๗๕ เซนติเมตร ด าเนินก า รขุดโดยใช้ก าลังของผู้ต้องโทษ ในเรือนจ าทหารมณฑลทหารบกที่ ๒ เป็นผู้ขุด และให้ ร้อยเอก หลวงภูเบญ ผู้บังคับกองเรือนจ า เป็นผู้ควบคุมการขุด โดยวัตถุประสงค์ ใ น ก า ร ส ร้ าง เ พื่อ ใ ช้ เ ป็ น ที่ เ ก็ บ ก ร ะ สุ น และวัตถุระเบิดของคลังแสงมณฑลทหารบกที่ ๒ ในสมัยนั้น ส าหรับรางรถไฟที่พบ ใช้ส าหรับการ เคลื่อนย้ ายกระสุนและวัตถุระเบิดต่ าง ๆ ภายในอุโมงค์
๖๙ อาคารโบราณในค่ายจักรพงษ์ ค่ายจักรพงษ์เริ่มก่อสร้างในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๖) การก่อสร้างตึกอาคารต่าง ๆ ส่วนใหญ่เป็นสถาปัตยกรรมแบบยุโรป ซึ่งในปัจจุบันยังคงพบเห็นอยู่ และบางอาคารยังใช้งานมาจนถึงปัจจุบัน บ้านพักรับรองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ ๒ (หลังเก่า) พ.ศ.๒๔๖๙ ปัจจุบันใช้เป็นที่ท าการสหกรณ์ออมทรัพย์ มณฑลทหารบกที่ ๑๒ ตั้งอยู่บริเวณ ฝั่งตะวันออกของ สนามหญ้าหน้ากองบัญชาการมณฑลทหารบกที่ ๑๒ อาคาร “สู้ทุกทิศ” เคยใช้เป็นบ้านพักรับรองนายทหาร พ.ศ.๒๔๖๘
๗๐ อาคารไม้ หน้าแผนกยุทธโยธา มณฑลทหารบกที่ ๑๒ (ไม้ทราบปีที่สร้าง) อาคารแผนกสรรพาวุธ มณฑลทหารบกที่ ๑๒ สร้างปี พ.ศ.๒๔๗๐
๗๑ อาคารหน่วยฝึกทหารใหม่ กองพันทหารราบที่ ๒ กรมทหารราบที่ ๒ รักษาพระองค์ สร้างเมื่อปี พ.ศ.๒๔๖๖
๗๒ รายพระนามและรายนามผู้บังคับบัญชามณฑลทหารบกที่ ๑๒ ๑. พล.ต.พระยาพิชัยณรงค์สงคราม (ทองดี จารุทัต) ๒๔๖๔ - ๒๔๖๗ ๒. พล.ต.พระยาวรเดชศักดาวุธ ๒๔๖๗ - ๒๔๗๐ ๓. พล.ต.พระยาวิเศษสงคราม ๒๔๗๐ - ๒๔๗๓ ๔. พล.ต.พระยาพิชัยสงคราม (แก๊บ สรโยธิน) ๒๔๗๓ - ๒๔๗๕ ๕. พ.อ.มจ.ทองฑีฆายุ ทองใหญ่ ๒๔๗๕ - ๒๔๗๖ ๖. พ.อ.พระประยุทธอรยัน ๒๔๗๖ ๗. พ.อ.พระศรีราชสงคราม ๒๔๗๖ - ๒๔๗๗ ๘. พ.ท.พระพินิจเสนาการ ๒๔๗๗ ๙. พ.อ.สฤษดิ์ยุทธศิลป์ ๒๔๗๗ - ๒๔๗๙ ๑๐. พ.อ.หลวงรวบรัตสุบัตรพล ๒๔๗๙ ๑๑. พล.ต.หลวงไพรีระย่อเดช ๒๔๗๙ - ๒๔๘๗ ๑๒. พล.ต.มล.จวง เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา ๒๔๘๗ - ๒๔๘๘ ๑๓. พล.ต.หลวงสุทธิสารรณกร ๒๔๘๘ - ๒๔๙๐ ๑๔. พล.ต.จุล หลวงยุทธยรรยงค์ ๒๔๙๐ - ๒๔๙๒ ๑๕. พล.ต.ครวญ สุทธานินทร์ ๒๔๙๒ - ๒๔๙๓ ๑๖. พล.ต.ผ่อง บุญสม ๒๔๙๓ - ๒๔๙๕ ๑๗. พล.ต.ชลอ จารุกลัส ๒๔๙๕ - ๒๕๐๐ ๑๘. พล.ต.ขุนชิต ผดุงพล ๒๕๐๐ - ๒๕๐๔ ๑๙. พล.ต.กระแสร์ เสนาพลสิทธิ์ ๒๕๐๔ - ๒๕๐๖ ๒๐. พล.ต.สว่าง กาญจนเสถียร ๒๕๐๖ - ๒๕๐๗ ๒๑. พล.ต.สะอาด ศิริรักษ์ ๒๕๐๗ - ๒๕๐๘ ๒๒. พล.ต.เชิดชัย ทองสิงห์ ๒๕๐๘ - ๒๕๑๔ ๒๓. พล.ต.เทศ ยศไกร ๒๕๑๔ - ๒๕๑๘ ๒๔. พล.ต.กมล ภู่อารีย์ ๒๕๑๘ - ๒๕๒๑
๗๓ ๒๕. พล.ต.จรูญ ขาวเทียมสังข์ ๒๕๒๑ – ๒๕๒๔ ๒๖. พล.ต.จรวย วงศ์สายัณห์ ๒๕๒๔ - ๒๕๒๖ ๒๗. พล.ต.ค ารณ กาญจนาคม ๒๕๒๖ - ๒๕๒๙ ๒๘. พล.ต.แผ้ว แผ้วพิษากุล ๒๕๒๙ - ๒๕๓๐ ๒๙. พล.ต.การุญ ฉายเหมือนวงศ์ ๒๕๓๐ - ๒๕๓๓ ๓๐. พล.ต.อ านาจ บุรินทรามาตย์ ๒๕๓๓ - ๒๕๓๕ ๓๑. พล.ต.สมพันธ์ บุญกังวาล ๒๕๓๕ - ๒๕๓๕ ๓๒. พล.ต.สนอง ศุภประเสริฐ ๒๕๓๕ - ๒๕๓๗ ๓๓. พล.ต.สุรพงษ์ สินธุวงศานนท์ ๒๕๓๗ - ๒๕๓๙ ๓๔. พล.ต.พรชัย เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา ๒๕๓๙ - ๒๕๔๐ ๓๕. พล.ต.วิรุณ อุดมสุข ๒๕๔๐ - ๒๕๔๓ ๓๖. พล.ต.สุธน กลิ่นอดุง ๒๕๔๓ - ๒๕๔๖ ๓๗. พล.ต.อิสระ วัชรประทีป ๒๕๔๖ - ๒๕๔๗ ๓๘. พล.ต.ปริญญา สมสุวรรณ ๒๕๔๗ - ๒๕๔๘ ๓๙. พล.ต.จรินทร์ วงษ์ประกอบ ๒๕๔๘ - ๒๕๔๙ ๔๐. พล.ต.วิชิต ศรีประเสริฐ ๒๕๔๙ - ๒๕๕๒ ๔๑. พล.ต.สุรพันธ์ พวงเพ็ชร์ ๒๕๕๒ - ๒๕๕๓ ๔๒. พล.ต.ประสงค์ ฟักสังข์ ๒๕๕๓ - ๒๕๕๕ ๔๓. พล.ต.ถกลเกียรติ นวลยง ๒๕๕๕ - ๒๕๕๗ ๔๓. พล.ต.สิทธิพล ชินส าราญ ๒๕๕๗ - ๒๕๕๘ ๔๔. พล.ต.ประวิตร ฉายะบุตร ๒๕๕๘ - ๒๕๕๙ ๔๕. พล.ต.ศตวรรษ รามดิษฐ์ ๒๕๕๙ - ๒๕๖๑ ๔๖. พล.ต.ชัยวัฒน์ บุญธรรมเจริญ ๒๕๖๑ - ๒๕๖๒ ๔๗. พล.ต.ดิฐพงษ์ เจริญวงศ์ ๒๕๖๒ - ๒๕๖๕ ๔๘. พล.ต.ไพรัช แก้วศรี ๒๕๖๕ - ปัจจุบัน
บรรณานุกรม
๗๕ บรรณานุกรม กรมผสมที่ ๒. (๒๕๑๘). อนุสรณ์ พิธีมอบการบังคับบัญชากรมผสมที่ ๒ ๘ เม.ย.๑๘. กรุงเทพฯ : กรุงสยามการพิมพ์. กรมยุทธการทหารบก กองทัพบก กระทรวงกลาโหม. (๒๕๔๑). การทหารไทยในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์กรมยุทธศึกษาทหารบก กองทัพบก. (๒๔๙๖). วันกองทัพบก ๒๕ มกราคม ๒๔๙๖. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์กรมแผนที่ทหารบก กองทัพอากาศ. (๒๕๖๓). ๑๐๐ ปี ทิวงคต “พระบิดาแห่งกองทัพอากาศ” . ม.ป.ท. กองประวัติศาสตร์ กรมยุทธการทหารบก. (2505). ประวัติของหน่วยทหารในกองทัพบก. (ม.ป.ท.) กองประวัติศาสตร์และพิพิธภัณฑ์ทหาร. (๒๕๒๕). ประวัติกองทัพไทย ในรอบ ๒๐๐ ปีพ.ศ. ๒๓๒๕ - ๒๕๒๕. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์กรมแผนที่ทหารบก ก าหนดบริเวณเขตต์ปลอดภัยในราชการทหารแห่งกองพันทหาร ในท้องที่อ าเภอเมืองปราจีนบุรี จังหวัดปราจีนบุรี พุทธศักราช ๒๔๘๓. (๒๔๘๓). ราชกิจจานุเบกษา. เล่มที่ ๕๗, หน้า ๕๗๒ ขวัญเรือน ปีที่ 28 ฉบับที่ 580 ปักษ์หลังเดือนมกราคม 2539 “ความทรงจ าบางเรื่องเกี่ยวกับ ล้อต๊อก ศิลปินแห่งชาติ” ค าสั่งทหารบก ที่ ๑/๒๙ ลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม ร.ศ. ๑๒๙ เรื่อง เปลี่ยนแปลงชื่อกรม และต าแหน่งบางอย่าง จิราภรณ์ ไชยกัณฑา. (2521). การจัดราชการทหารในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้า เจ้าอยู่หัว. (วิทยานิพนธ์ปริญญาอักษรศาสตรบัณฑิต). กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แจ้งความกระทรวงกลาโหม เรื่องเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ถวายที่ดิน. (๒๑ ธันวาคม ๒๔๖๒). ราชกิจจานุเบกษา. เล่มที่ ๓๖, หน้า ๒๗๗๖ - ๒๗๗๗ ประกาศกรมศิลปากร เรื่อง ขึ้นทะเบียบและก าหนดเขตที่ดินโบราณสถาน. (๒๕๓๖). ราชกิจจานุเบกษา. เล่มที่ ๑๑๐ ตอนที่ ๑๗๔, หน้า ๒๖ ประกาศตั้งกระทรวงทหารบก. (ร.ศ.๑๒๙). ราชกิจจานุเบกษา. เล่มที่ ๒๗, ตอนที่ ๔๗ แผนที่ปราจีนบุรี มาตราส่วน 1 : ๑00,000 กรมแผนที่รวบรวมเมื่อ พ.ศ.2470 (2483) สืบค้นเมื่อ 10 มกราคม 2566 จาก, https://nla.gov.au:443/tarkine/nla.obj-2815194028 แผนที่ปราจีนบุรี มาตราส่วน 1 : ๑00,000 พิมพ์ ค.ศ.1944 (2483) สืบค้นเมื่อ 10 มกราคม 2566, จาก https://nla.gov.au:443/tarkine/nla.obj-1042931984
๗๖ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงศ์. (๒๔๖๓). กระแสร์พระด ารัส และค าชี้แจง ของ จอม พล สมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนารถ กรมหลวงพิศณุโลกประชานารถ. (ม.ป.ท.) พระมหาวิชมัย ปุญญาราโม (บุญมาก). (๒๔๙๔). สักวาตามเสด็จ คราวเจ้าพระคุณสมเด็จ พระสังฆราช เสด็จประพาสเมืองนครนายกและเมืองปราจีนบุรี วันที่ ๕-๘ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๙๔. พิมพ์ครั้งที่ ๒. พระนคร : โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย. พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์. (๒๕๔๐). เกิดวังปารุสก์ ฉบับสมบูรณ์. พิมพ์ครั้งที่ ๑๑. กรุงเทพฯ : บริษัท ส านักพิมพ์ริเวอร์ บุ๊คส์ จ ากัด พลตรี จรวย วงศ์สายัณห์. (๒๕๒๕). จักรพงษานุสรณ์ ครบรอบ ๖๓ ปี แห่งการสถาปนา ค่ายจักรพงษ์ ปราจีนบุรี. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์กรมยุทธศึกษาทหารบก พันโท อุดม จิตรภักดี. (๒๕๓๒). นามสกุลที่ จอมพล สมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนารถ กรมหลวง พิศณุโลกประชานารถ ทรงประทาน. กรุงเทพฯ : ห้างหุ้นส่วนจ ากัด ป. สัมพันธ์พาณิชย์ มณฑลทหารบกที่ ๑๒. “สถานที่ส าคัญ”. สืบค้นเมื่อ ๒๐ มกราคม ๒๕๖๖, จาก https://mtb12.rta.mi.th/web/ เรื่องราษฎรต าบลดงพรามถวายที่ดิน. (๒๔๖๒). ราชกิจจานุเบกษา. เล่มที่ ๓๖, หน้า ๒๗๗๗ - ๒๗๗๙ โรงเรียนเสนาธิการทหารบก. (๒๕๓๖). โรงเรียนเสนาธิการทหารบก ครบรอบ ๘๔ ปี ๓ เมษายน ๒๕๓๖. กรุงเทพฯ : ห้างหุ้นส่วนจ ากัด อุดมศึกษา วัดแก้วพิจิตร. (๒๕๐๗). ประวัติวัดแก้วพิจิตร และ ประวัติจังหวัดปราจีนบุรี. พระนคร : โรงพิมพ์รัฐภักดี สถานบันด ารงราชานุภาพ ส านักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย. (๒๕๕๑). พระทรงเป็นพลังแผ่นดิน. พิมพ์ครั้งที่ ๑. กรุงเทพฯ : บริษัท รุ่งศิลป์การพิมพ์ (๑๙๗๗) จ ากัด ส านักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ. เอกสาร รหัส (๔) ศธ ๒.๒.๓.๑/๖๖ เรื่อง การสร้างอนุสาวรีย์จอมพล เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานารถ ของกองบัญชาการ มณฑลทหารบกที่ ๒. องค์การสงเคราะทหารผ่านศึก ในพระบรมราชูปถัมภ์. (๒๕๖๒). กรณีพิพาทอินโดจีน. ผ่านศึกสาร. (ฉบับพิเศษ), ๔๒-๔๗. องค์การสงเคราะทหารผ่านศึก ในพระบรมราชูปถัมภ์. (๒๕๖๒). มหาสงครามเอเชียบูรพา. ผ่านศึกสาร. (ฉบับพิเศษ), ๓๘-๔๑.
หนังสือ “ค่ายจักรพงษ์ ค่ายทหารแบบตะวันตกแห่งแรกของกองทัพบก” คณะผู้จัดท า กองยุทธการ มณฑลทหารบกที่ ๑๒ ๑. พ.อ.กฤตณ์พัทธ์ กรกัน ๒. ร.ต.บัญชา เดชเหลา ๓. จ.ส.อ.ภาณุวัฒน์ นิลกล ่า ๔. จ.ส.อ.ธนะรัชต์ อ ่าคต ๕. จ.ส.อ.สิทธิชัย ค่าเอก ๖. ส.อ.ศรัญญู ชูแดง ๗. ส.อ.สิทธิกร แก้วแสน ๘. ส.ท.หญิง จารุวรรณ กลับประทุม ๙. น.ส.ณัฐธิดา เครือเพ็ชร์