รายงานการวิจัยในชั้นเรียน
เรื่อง พัฒนาทักษะการอ่านของนักเรียนให้สามารถจ าค าศัพท์
ภาษาอังกฤษ โดยใช้ศัพท์ค าพ้อง เพื่อเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนธิดาแม่พระ
อ าเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี
ผู้วิจัย
นางสาวพรชนัน จันทร์ศรี
นางสาวรัชญา รัตนบุรี
นางเอ็นดู เพ่งพินิจ
นางดาวเรือง วรรณเต็ม
โรงเรียนธิดาแม่พระ ปีการศึกษา2564
อ าเภอเมือง จังหวัดสุราษฏร์ธานี
ค าน า
การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้าและจัดทาขึ้น มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและพัฒนาแบบ
ฝึกทักษะพัฒนาทักษะการอ่านของนักเรียนให้สามารถจ าค าศัพท์ภาษาอังกฤษ โดยใช้ศัพทค าพ้อง
์
เพื่อเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท 4 โรงเรียนธิดาแม่พระ
ี่
อ าเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี ให้มีประสิทธิภาพ สามารถเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนให้กับ
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท 4 โรงเรียนธิดาแม่พระในการพัฒนาการเรียนการสอนปีการศึกษา
ี่
ี่
ี่
2564 ให้มีนวัตกรรมทสามารถน ามาใช้ในการจัดการเรียนการสอนทมีประสิทธิภาพ เน้นผู้เรียน
ั้
เป็นส าคัญ โดยใช้กระบวนการวิจัยในชั้นเรียนเข้ามาช่วยในการแก้ปัญหาให้แก่ผู้เรียนทงในด้าน
การเรียนและด้านคุณภาพชีวิตของผู้เรียน รวมทั้งเพื่อส่งเสริมให้ครูในการออกแบบและพัฒนาการ
ี่
จัดการเรียนรู้ทตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคลและพัฒนาการทางสติปัญญา เพื่อให้
สอดคล้องกับกระบวนการเรียนการสอนตามศักยภาพ เหมาะสมกับผู้เรียนในแต่ละระดับ
การศึกษา และผู้เรียนได้รับการฝึกฝน และพัฒนา ให้บรรลุเป้าหมายของหลักสูตรต่อไป
ซึ่งผลการวิจัยและข้อเสนอแนะต่างๆ จะเป็นประโยชน์ต่อผู้เกี่ยวข้อง ในการน าผลการวิจัย
ไปประยุกต์ใช้ เพื่อให้เกิดความเหมาะสม ตลอดจนเกิดแนวทางในการปรับปรุง พัฒนางานวิจัยใน
รายวิชาอื่นๆ
ขอขอบคุณผู้เกี่ยวข้องในการจัดทาเอกสารฉบับนี้ให้ส าเร็จสมบูรณ์ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อ
คุณภาพการจัดการศึกษาของโรงเรียนธิดาแม่พระ ผู้วิจัยจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการวิจัยครั้งนี้ จะมี
ประโยชน์ส าหรับผู้อ่านทุกท่าน
นางดาวเรือง วรรณเต็ม
็
นางเอนดู เพ่งพินิจ
นางสาวพรชนัน จันทร์ศร ี
นางสาวรัชญา รัตนบุรี
ผู้วิจัย
สารบัญ
เรื่อง หน้า
ค าน า ก
สารบัญ ข
กิตติกรรมประกาศ ค
บทคัดย่อ ง
บทที่ 1 ที่มาและความส าคัญของปัญหา 1
วัตถุประสงค์ของการวิจัย 2
ขอบเขตการวิจัย 2
์
นิยามศัพทเฉพาะ 3
บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 4
บทที่ 3 วิธีการด าเนินการวิจัย 33
ประชากร/กลุ่มตัวอย่าง 33
เครื่องมือวิจัย/การสร้างเครื่องมือวิจัย 33
การเก็บรวบรวมข้อมูล 34
บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 37
การวิเคราะห์ข้อมูล 39
สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 41
บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ 43
เอกสารและสิ่งอ้างอิง 44
กิตติกรรมประกาศ
่
งานวิจัยฉบับนี้มีจุดมุ่งหมายเพอพฒนาทักษะการอานของนักเรียนให้สามารถจ าค าศัพท์ภาษาองกฤษ
ั
ั
ื่
ื่
้
ิ่
โดยใช้ศัพท์ค าพอง เพอเพมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนธิดาแม่
พระ อาเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี ผู้วิจัยขอขอบคุณ คุณครูคณะผู้บริหาร และที่ปรึกษาที่ได้ให้ค าแนะน า
สอบถามความคืบหน้าของการท างาน รวมทั้งให้ค าแนะน า ค าปรึกษาตลอดจนการตรวจแก้ไขข้อบกพร่อง
ต่าง ๆ เป็นอย่างดี จนการศึกษาวิจัยในครั้งนี้เสร็จสมบูรณ์ และขอขอบใจนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
โรงเรียนธิดาแม่พระ ทุกคนที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ผู้จัดท าขอขอบคุณอย่างสูงไว้ ณ ที่นี้
ุ
ท้ายนี้ผู้เขียนขอกราบขอบพระคุณบิดา มารดา ที่ให้การอปการะอบรมเลี้ยงดู ตลอดจนส่งเสริม
การศึกษา และให้ก าลังใจเป็นอย่างดี อีกทั้งขอขอบคุณเพื่อน ๆ ที่ให้การสนับสนุนและช่วยเหลือด้วยดีเสมอ
้
มา และขอขอบพระคุณเจ้าของเอกสารและงานวิจัยทุกท่าน ที่ผู้ศึกษาค้นคว้าได้น ามาอางองในการท าวิจัย
ิ
จนกระทั่งงานวิจัยฉบับนี้ส าเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี
นางสาวพรชนัน จันทร์ศรี
นางสาวรัชญา รัตบุรี
นางเอ็นดู เพ่งพินิจ
นางดาวเรือง วรรณเต็ม
ชื่อผู้วิจัย นางสาวพรชนัน จันทร์ศรี,นางสาวรัชญา รัตนบุรี,นางเอ็นดู เพ่งพินิจ และนางดาวเรือง วรรณเต็ม
กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาต่างประเทศ
บทคัดย่อ
การศึกษาวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพอให้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ได้มีความรู้
ื่
่
ั
ื่
ความสามารถ ในการอานภาษาองกฤษ รวมทั้งฝึกการลงมือปฏิบัติในการท าแบบทดสอบเพอทดสอบความรู้
ความเข้าใจ และประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการพฒนาด้านการเรียนรู้การอานภาษาองกฤษตามทักษะกระบวน
ั
ั
่
โดยผู้วิจัยได้จัดท าการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน แบบฝึกพฒนาทักษะ รวมทั้งท าการคิดวิเคราะห์ผล
ั
คะแนนโดยใช้วิธีการหาค่าเฉลี่ยและค่าร้อยละ
ั
จากการศึกษาปรากฏว่า จากการทดสอบการอานภาษาองกฤษ และท าแบบฝึกหัดทุกชุดที่
่
ก าหนดให้นั้น ท าให้นักเรียนมีความรู้ ความจ า และสามารถท าแบบทดสอบหลังเรียนได้ดียิ่งขึ้น ดังจะเห็นได้
จากการเปรียบเทียบผลการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนที่เพิ่มขึ้น
บทที่ 1
บทน า
ที่มาและความส าคัญของปัญหา
ั
ภาษาองกฤษเป็นภาษาสากลที่มีความส าคัญในการติดต่อสื่อสาร การศึกษา การแสวงหาข้อมูลจาก
ั
แหล่งต่างๆ ตลอดจนเป็นสิ่งจ าเป็นส าหรับพฒนาศักยภาพบุคลากรเพอให้ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงในยุค
ื่
โลกาภิวัฒน์ จะเห็นว่าการมีความรู้ความเข้าใจในโครงสร้างไวยากรณ์เป็นส่วนที่มีความส าคัญ ในการฝึกทักษะ
ทั้ง 4 ด้าน ดังที่ ทอร์นบอรี (2547) ได้สรุปว่า ไวยากรณ์เป็นเครื่องมือที่ใช้สร้างประโยค ช่วยปรับความหมาย
และท าให้ความสามารถในการใช้ภาษาไม่หยุดพฒนา ดังนั้นเมื่อนักเรียนมีความรู้ความเข้าใจโครงสร้าง
ั
ั
ู
่
ไวยากรณ์ก็จะส่งผลให้การเรียนภาษาองกฤษทั้ง4 ทักษะคือ ทักษะการฟง พด อานและเขียนมีประสิทธิภาพ
ั
มากขึ้น ในสมัยก่อนการสอนไวยากรณ์ภาษาองกฤษผู้สอนมักใช้วิธีการสอนแบบ Grammar
ั
translationmethod ที่มุ่งสอนโครงสร้าง อธิบายกฎไวยากรณ์และข้อยกเว้นต่างๆ พร้อมทั้งยกตัวอย่าง
ประกอบขณะเดียวกันนักเรียนต้องท่องจ ากฎเกณฑ์ต่างๆ ท่องศัพท์และน าไปแต่งประโยค หรือแปลข้อความ
ั
ภาษาอังกฤษเป็นภาษาของตนเองหรือแปลภาษาของตนเองเป็นภาษาองกฤษสรุปว่า ไวยากรณ์เป็นเครื่องมือที่
ใช้สร้างประโยค ช่วยปรับความหมายและท าให้ความสามารถในการใช้ภาษาไม่หยุดพัฒนา ดังนั้นเมื่อนักเรียนมี
ั
ู
ั
ความรู้ความเข้าใจโครงสร้างไวยากรณ์ก็จะส่งผลให้การเรียนภาษาองกฤษทั้ง 4 ทักษะคือ ทักษะการฟง พด
ั
อ่านและเขียนมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในวิชาภาษาองกฤษ มักเกิดปัญหาที่บ่งชี้ว่านักเรียนไม่สามารถจดจ าส่วน
ส าคัญของภาษาอังกฤษได้ เช่น ค าศัพท์ ไวยากรณ์เป็นต้น ทั้งนี้ เนื่องจากนักเรียนไม่มีหลักที่จะน ามาใช้ช่วยให้
ตนเองจ าได้ ท าให้นักเรียนไม่สามารถต่อยอดความรู้ในระดับที่สูงขึ้นต่อไปได้ ครูผู้สอนจึงได้พยายามสอนซ้ า
ื่
ทบทวน พร้อมอธิบาย เพอท าให้นักเรียนสามารถจดจ าได้มากขึ้น แต่ก็ยังไม่เป็นผลดีเท่าที่ควร ครูผู้สอนจึงให้
ื่
นักเรียนหัดท าแบบฝึกหัดซ้ า หลายครั้งเพอซึมซับความรู้ที่พงได้ไปในตัว วิธีการนี้จะช่วยให้นักเรียนได้ฝึกคิด
ึ
ฝึกตอบ และมีโอกาสใคร่ครวญบทเรียนที่ได้เรียนมาในก่อนหน้านี้ ซึ่งเป็นการส่งเสริมทักษะให้เกิดขึ้น และยัง
จะมีผลดีต่อการพัฒนาการเรียนในระดับสูงต่อไป
(สุมิตรา องวัฒนกุล, 2540)การสอนไวยากรณ์ด้วยวิธีนี้เป็นการยึดผู้สอนเป็นศูนย์กลาง โดยผู้สอน
ั
เป็นผู้ควบคุมชั้นเรียน และให้ความรู้แก่นักเรียนฝ่ายเดียว นักเรียนไม่ได้มีส่วนร่วมในกิจกรรม ท าให้การสอนใน
ภาพรวมมีลักษณะเป็นการสื่อสารทางเดียว (one-way communication) การเรียนการสอนด้วยวิธีการเช่นนี้
ท าให้นักเรียนเกิดความเบื่อหน่าย ไม่มีความกระตือรือร้นที่จะเรียนและไม่มีความสุข จนก่อให้เกิดความคิดที่ว่า
การเรียนไวยากรณ์เป็นเรื่องหนักและยาก ซึ่งส่งผลให้นักเรียนไม่ประสบผลส าเร็จในการเรียนไวยากรณ์
ภาษาองกฤษ และไม่สามารถน าความรู้ไวยากรณ์ที่เรียนไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์จริงได้ท าให้เกิด
ั
ข้อผิดพลาดและความล้มเหลวในการใช้ภาษาองกฤษเพอการสื่อสาร ซึ่งในที่สุดก็จะน าไปสู่การมีทัศนคติทาง
ื่
ั
์
ลบต่อการเรียนภาษาอังกฤษในภาพรวมได้ (ทวีพงษ สืบวัฒนะ, 2544)
ี
ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในภาคเรียนที่ 1 วิชาภาษาอังกฤษ ผู้วิจัยพบว่า การอ่านก็เป็นอก
ปัญหาหนึ่งที่ผู้สอนจะพบได้บ่อยๆนักเรียนบางส่วนยังขาดประสบการณ์ในการอ่าน การตีความ และแปล
ความหมายของประโยคซึ่งในการจัดการเรียนการสอนของชั้นระดับประถมศึกษาจะเป็นการปูพื้นฐานภาษาอังกฤษ
ที่ส าคัญของนักเรียน นักเรียนจะมีสัมฤทธิ์ผลทางการเรียนดีขึ้นได้ก็ต่อเมื่อได้รับการพัฒนาทักษะทั้ง 4 ด้านไป
พร้อมกัน ทั้งในด้านการ ฟัง พูด อ่าน เขียน ควบคู่ไปด้วยกัน จากการสังเกตของผู้วิจัยพบว่าเหตุผลที่นักเรียนไม่
ประสบความส าเร็จในการเรียนภาษาอังกฤษ เนื่องจากนักเรียนละเลยไม่ตระหนักถึงความส าคัญ หรือความ
พยายามในการฝึกอ่านสะกดค าตั้งแต่เริ่มต้น ครูผู้สอนจึงเล็งเห็นถึงความส าคัญในการหากลวิธีเพื่อส่งเสริมกระตุ้น
ท าให้นักเรียนหันกลับมาสนใจฝึกฝนทักษะการอ่านเพิ่มมากขึ้น
ดังนั้น ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะสร้างและพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านโดยใช้ศัพท์ค าพ้องเพื่อเพิ่ม
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนธิดาแม่พระ อ าเภอเมือง จังหวัด
ื่
สุราษฏร์ธานี มาใช้เป็นนวัตกรรมที่จะช่วยปรับปรุงแก้ไขกระบวนจัดการเรียนรู้ เพอช่วยในการจดจ าค าศัพท์ของ
นักเรียนให้มากขึ้น และเป็นแนวทางให้ครูผู้สอนที่เกี่ยวข้องน าไปใช้ในการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนส าหรับนักเรียน
ที่ยังอ่านภาษาอังกฤษไม่คล่อง หรือไม่สามารถอ่านสะกดค าได้ อีกทั้งเป็นแนวทางในการจัดการเรียนรู้แบบ
แก้ปัญหาให้กับนักเรียนที่ประสบปัญหาด้านการอ่านโดยใช้ศัพท์ค าพ้อง ให้มีประสิทธิภาพต่อไป
วัตถุประสงค์การวิจัย
1. เพื่อส่งเสริมและพัฒนาทักษะการอ่านของนักเรียนให้สามารถจ าค าศัพท์ภาษาอังกฤษ โดยใช้ศัพท ์
ค าพองช่วยเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนธิดาแม่พระ ให้มี
้
ประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80
ื่
2. เพอเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน ของนักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปีที่ 4/1-10
่
3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ ในการอานของนักเรียนให้สามารถจ า
ค าศัพท์ภาษาอังกฤษ โดยใช้ศัพท์ค าพ้อง
สมมติฐานการวิจัย
ั
1. ประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้ในการพฒนาทักษะการอานของนักเรียนให้สามารถจ าค าศัพท์
่
ภาษาอังกฤษ โดยใช้ศัพท์ค าพ้องของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนวิชาภาษาอังกฤษ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 หลังจาก
การจัดการเรียนรู้โดยใช้ศัพท์ค าพ้องมีผลการทดสอบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน
3. ความพงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ ในการอานของนักเรียนให้สามารถจ าค าศัพท์
่
ึ
ภาษาอังกฤษ โดยใช้ศัพท์ค าพ้องมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก
ขอบเขตการวิจัย
ประชากร ได้แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/1-10 จ านวน 498 คน ปีการศึกษา 2564 โรงเรียน
ธิดาแม่พระ อ าเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี
กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/1-10 ปีการศึกษา 2564 โรงเรียนธิดาแม่พระ
อาเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี ในภาคเรียนที่ 2 จ านวน 10 คน จากการประเมินผลการทดสอบก่อนเรียน
แล้วมีคะแนนต่ ากว่าเกณฑ ์
เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัย
ั
เนื้อหาที่ใช้ในการท าวิจัยในครั้งนี้เป็นเนื้อหาในรายวิชาภาษาองกฤษ แผนการจัดการเรียนรู้เรื่อง
short story เป็นการอานของนักเรียนให้สามารถจ าค าศัพท์ภาษาองกฤษ โดยใช้ศัพท์ค าพองส าหรับนักเรียน
้
่
ั
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551
ตัวแปรที่ศึกษา
ตัวแปรต้น ได้แก การสอนโดยใช้ศัพท์ค าพ้อง
่
ตัวแปรตาม ได้แก่ ผลสัมฤทธิ์ด้านการอ่านเรื่องสั้นภาษาอังกฤษ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
นิยามศัพท์เฉพาะ
ื่
่
ั
1. แบบฝึกทักษะการอาน หมายถึง เอกสารที่ผู้วิจัยสร้างและพฒนาขึ้น เพอน าไปใช้ประกอบการ
เรียนการสอน ในการพัฒนาความรู้ของนักเรียนเกี่ยวกับการอ่านสะกดค า
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง คะแนนของนักเรียนที่ได้จากการท าแบบทดสอบหลังเรียน
3. ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะ หมายถึง คะแนนที่ได้จากการใช้แบบฝึกทักษะที่มีประสิทธิภาพ
ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 จ าแนกเป็น
- 80 ตัวแรก หมายถึง คะแนนเฉลี่ยของนักเรียนทั้งกลุ่มอย่างน้อยร้อยละ 80 ของคะแนน
เต็ม ซึ่งได้จากการท ากิจกรรมระหว่างเรียนแต่ละชุด
- 80 ตัวหลัง หมายถึง คะแนนเฉลี่ยของนักเรียนทั้งกลุ่มอย่างน้อยร้อยละ 80 ของคะแนน
ั
เต็มท าได้ถูกต้องในการท าแบบทดสอบท้ายแบบฝึกทกษะ
4. นักเรียน หมายถึง ผู้ที่ก าลังศึกษาอยู่ในชั้น ป.4/1-10 ประจ าปีการศึกษา 2564 โรงเรียนธิดาแม่
พระ อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี สังกัดส านักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชนจังหวัดสุราษฎร์ธานีเขต 1
5. ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกนึกคิดที่ดีของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ศัพท์ค า
่
พ้อง ได้แก ความพอใจ ความสนใจ ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และนักเรียนได้น าไปปรับให้เกิดประโยชน์
ต่อตนเองและผู้อื่น
6. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง แบบทดสอบที่ใช้วัดความรู้ภาษาอังกฤษ
้
ั
หลังจากที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านของนักเรียนให้สามารถจ าค าศัพท์ภาษาองกฤษโดยใช้ศัพท์ค าพอง
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนธิดาแม่พระ สังกัดส านักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชนสุราษฎร์ธานี เขต
1 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น เป็นแบบทดสอบแบบ 4 ตัวเลือก
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
้
1. มีแบบฝึกทักษะทักษะการอานของนักเรียนให้สามารถจ าค าศัพท์ภาษาองกฤษ โดยใช้ศัพท์ค าพอง
ั
่
ไว้ใช้ในการฝึกทักษะการอ่านให้กับนักเรียนต่อไป
2. นักเรียนมีความรู้เกี่ยวกับวิธีการอ่านสะกดค า เพิ่มมากขึ้น
ั
3. นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนรายวิชาภาษาองกฤษ หลังจากที่สอนโดยใช้แบบฝึก
ั
ทักษะการอ่านของนักเรียนให้สามารถจ าค าศัพท์ภาษาองกฤษ โดยใช้ศัพท์ค าพ้องเพิ่มสูงขึ้น
4. นักเรียนได้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์โดยการฝึกท่องศัพท์ให้เป็นกิจวัตรประจ าวัน
ึ
่
5. นักเรียนมีความพงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ โดยใช้แบบฝึกทักษะการอานของนักเรียนให้สามารถ
์
จ าค าศัพท์ภาษาอังกฤษโดยใช้ศัพทค าพอง อยู่ในระดับดีขึ้นไป
้
บทที่ 2
เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
ภาษาองกฤษนับว่าเป็นภาษาสากลของโลก ที่ทุกคนให้ความส าคัญอย่างยิ่ง เพราะตั้งแต่ ในอดีต
ั
จนถึงปัจจุบันภาษาอังกฤษมีความส าคัญและความจ าเป็นที่ต้องใช้ โดยเฉพาะการติดต่อสื่อสารไม่ว่าจะเป็นด้าน
ู
ี
การเขียนหรือการพด อกทั้งยังเข้ามาเกี่ยวข้องในชีวิตประจ าวัน เช่น สิ่งของ เครื่องใช้ ยารักษาโรค
รายการวิทยุ โทรทัศน์ อินเทอร์เน็ต (internet) สารเคมีที่ใช้ในการเกษตร เป็นต้น และในปัจจุบันนั้นการ
ั
ื่
สื่อสารยิ่งต้องใช้เครื่องมือที่ทันสมัยและรวดเร็ว เพอการติดต่อสื่อสารกันทั่วโลก ภาษาองกฤษที่แทรกตัวอยู่
กับการใช้เครื่องมือเหล่านั้น ถ้าผู้ใช้เครื่องมือในการสื่อสาร ไม่มีความรู้ทางด้านภาษาดังกล่าว ย่อมท าให้เกิด
ปัญหาการสื่อสารติดขัด ล่าช้า นอกจากนี้ภาษาอังกฤษยังแทรกอยู่ตามสื่อต่างๆ ที่พบเห็นได้ทั่วไป ซึ่งทุกคน
ต้องเรียนรู้และสัมผัสอยู่ทุกวัน ฉะนั้นการเรียนภาษา จึงมีความจ าเป็นอย่างยิ่งที่ทุกคนต้องเรียนรู้ถ้ามีโอกาส
ด้วยเหตุนี้จึงจ าเป็นที่ประเทศไทยต้องพฒนาบุคลากรในประเทศให้มีความรู้ ความสามารถในการใช้
ั
ั
ภาษาองกฤษ เพอจะได้เข้าใจสามารถสื่อสาร รู้จักเลือกรับสารสนเทศที่มีประโยชน์ แล้วน าไปใช้ในการ
ื่
ั
ั
พฒนาการเรียนรู้ การประกอบอาชีพ ตลอดจนน าภาษาองกฤษไปใช้ได้ถูกต้อง อนจะเป็นการพฒนา
ั
ั
ประเทศต่อไป ผู้วิจัยได้ก าหนดหัวข้อเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องไว้ตามหัวข้อดังต่อไปนี
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 สาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ
วิสัยทัศน์
ั
ื้
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพนฐาน มุ่งพฒนานักเรียนทุกคน ซึ่งเป็นก าลังของชาติให้เป็นมนุษย์ที่มี
ความสมดุลทั้งด้านร่างกาย ความรู้ คุณธรรม มีจิตส านึกในความเป็นพลเมืองไทยและเป็นพลโลก ยึดมั่นในการ
ปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีความรู้และทักษะพนฐาน รวมทั้ง เจตคติ
ื้
ที่จ าเป็นต่อการศึกษาต่อ การประกอบอาชีพและการศึกษาตลอดชีวิต โดยมุ่งเน้นนักเรียนเป็นส าคัญบน
พื้นฐานความเชื่อว่า ทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้เต็ม ตามศักยภาพ
หลักการ
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีหลักการที่ส าคัญ ดังนี้
1. เป็นหลักสูตรการศึกษาเพอความเป็นเอกภาพของชาติ มีจุดหมายและมาตรฐานการเรียนรู้ เป็น
ื่
ั
ื้
เป้าหมายส าหรับพฒนาเด็กและเยาวชนให้มีความรู้ ทักษะ เจตคติ และคุณธรรมบนพนฐาน ของความเป็น
ไทยควบคู่กับความเป็นสากล
2. เป็นหลักสูตรการศึกษาเพอปวงชน ที่ประชาชนทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษาอย่างเสมอภาค และมี
ื่
คุณภาพ
3. เป็นหลักสูตรการศึกษาที่สนองการกระจายอานาจ ให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา ให้
สอดคล้องกับสภาพและความต้องการของท้องถิ่น
4. เป็นหลักสูตรการศึกษาที่มีโครงสร้างยืดหยุ่นทั้งด้านสาระการเรียนรู้ เวลาและการจัด การเรียนรู้
5. เป็นหลักสูตรการศึกษาที่เน้นนักเรียนเป็นส าคัญ
6. เป็นหลักสูตรการศึกษาส าหรับการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอธยาศัย ครอบคลุมทุก
ั
กลุ่มเป้าหมาย สามารถเทียบโอนผลการเรียนรู้ และประสบการณ์
จุดหมาย
ั
ื้
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพนฐาน มุ่งพฒนานักเรียนให้เป็นคนดี มีปัญญา มีความสุข
มีศักยภาพในการศึกษาต่อ และประกอบอาชีพจึงก าหนดเป็นจุดหมายเพอให้เกิดกับนักเรียน เมื่อจบ
ื่
การศึกษาขั้นพื้นฐาน ดังนี้
1. มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่พงประสงค์ เห็นคุณค่าของตนเอง มีวินัยและปฏิบัติตนตาม
ึ
หลักธรรมของพระพุทธศาสนา หรือศาสนาที่ตนนับถือ ยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
2. มีความรู้ ความสามารถในการสื่อสาร การคิด การแก้ปัญหา การใช้เทคโนโลยี และมีทักษะชีวิต
3. มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี มีสุขนิสัย และรักการออกก าลังกาย
4. มีความรักชาติ มีจิตส านึกในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ยึดมั่นในวิถีชีวิตและ การ
ปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
5. มีจิตส านึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย การอนุรักษ์และพฒนาสิ่งแวดล้อม มีจิต
ั
สาธารณะที่มุ่งท าประโยชน์และสร้างสิ่งที่ดีงามในสังคม และอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุข
สมรรถนะส าคัญของนักเรียน และคุณลักษณะอันพึงประสงค์
ั
ในการพัฒนานักเรียนตามหลักสูตรแกนกลางการศกษาขั้นพนฐาน มุ่งเน้นพฒนานักเรียนให้มีคุณภาพ
ึ
ื้
ตามมาตรฐานที่ก าหนด ซึ่งจะช่วยให้นักเรียนเกิดสมรรถนะส าคัญและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ดังนี้
สมรรถนะส าคัญของนักเรียน
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งให้นักเรียนเกิดสมรรถนะส าคัญ 5 ประการ ดังนี้
1. ความสามารถในการสื่อสาร
2. ความสามารถในการคิด
3. ความสามารถในการแก้ปัญหา
4. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต
5. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
คุณลักษณะอันพึงประสงค์
ื่
ื้
ึ
ั
ั
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพนฐาน มุ่งพฒนานักเรียนให้มีคุณลักษณะอนพงประสงค์ เพอให้
สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข ในฐานะเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ดังนี้
1. รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์
2. ซื่อสัตย์สุจริต
3. มีวินัย
4. ใฝ่เรียนรู้
5. อยู่อย่างพอเพียง
6. มุ่งมั่นในการท างาน
7. รักความเป็นไทย
8. มีจิตสาธารณะ
นอกจากนี้ สถานศึกษาสามารถก าหนดคุณลักษณะอนพงประสงค์เพมเติมให้สอดคล้องตามบริบทและจุดเน้น
ิ่
ึ
ั
ของตนเอง
แนวการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ
1.1 แนวคิดในการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ
ั
1. การจัดการเรียนการสอนภาษาองกฤษที่เน้นนักเรียนเป็นส าคัญ (Learner-Centered
Language Curriculum)
ื่
ั
2. การจัดการเรียนการสอนภาษาองกฤษเพอการสื่อสาร(Communicative Language
Teaching )
3. การจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษแบบบูรณาการ (Integrate Learning )
4. การจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษแบบมีส่วนร่วม (Cooperative Learning )
5. การจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษแบบโครงงาน (Project - Based Learning )
1.2 ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการวิจัย
2.1 ความหมายของการวิจัย
2.2 ขั้นตอนในการด าเนินการวิจัย
1.3 แหล่งเรียนรู้
3.1 ความหมายของแหล่งเรียนรู้
3.2 บทบาทของแหล่งเรียนรู้กับการเรียนการสอน
1.4 งานวิจัยที่เกี่ยวกับการเรียนการสอนที่ให้นักเรียนใช้กระบวนการวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของ
กระบวนการเรียนรู้ในประเทศไทย
1.5 งานวิจัยที่เกี่ยวกับการเรียนการสอนที่ให้นักเรียนใช้กระบวนการวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของ
กระบวนการเรียนรู้ในต่างประเทศ
1. แนวการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ
ั
ื่
ผู้วิจัยได้ด าเนินการจัดแนวทางการพฒนาการเรียนการสอนภาษาองกฤษเพอปฏิรูปการเรียนรู้ตาม
ั
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ซึ่งถือว่านักเรียนส าคัญที่สุด นักเรียนทุกคนสามารถเรียนรู้และ
ั
พฒนาตนเองได้ การจัดกระบวนการเรียนรู้จึงมุ่งฝึกทักษะการปฏิบัติ การแก้ปัญหา และการเรียนรู้จาก
ประสบการณ์จริง เพอส่งเสริมให้นักเรียนได้พฒนาตนเองตามศักยภาพ โดยครูผู้สอนสามารถจัดการเรียนการ
ื่
ั
สอนไปพร้อมกับการประเมินตามสภาพจริง ซึ่งมีแนวคิดในการจัดเรียนการสอนดังนี้
1.1 แนวคิดในการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ
การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนภาษาองกฤษเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนต้องอาศัยความสัมพนธ์
ั
ั
ระหว่างผู้สอนกับนักเรียน ตลอดจนกระบวนการเรียนการสอนซึ่งมีพนฐานที่อยู่บนทฤษฎีและวิธีการต่างๆ
ื้
มากมายซึ่งได้แก่ การศึกษาถึงความต่อเนื่องของเนื้อหา หน้าที่ของภาษา ความหลากหลายของภาษา
วัฒนธรรม และการวิเคราะห์ปฏิสัมพนธ์ที่ดีต่อกัน ในปัจจุบันมีแนวคิดในด้านการจัดการเรียนการสอน
ั
ั
ภาษาองกฤษหลายแนวความคิดที่เป็นประโยชน์แก่ครูผู้สอน ครูผู้สอนต้องเลือกการจัดการเรียนการสอนให้
สอดคล้องกับนักเรียนของตนเอง ผู้วิจัยได้น าเสนอแนวคิดดังต่อไปนี้
1. การจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษที่เน้นนักเรียนเป็นส าคัญ
( Learner-Centered Language Curriculum )
หัวใจของการปฏิรูปการศึกษา คือการปฏิรูปการเรียนรู้ หัวใจของการปฏิรูปการเรียนรู้ คือ การปฏิรูป
จากการยึดวิชาเป็นตัวตั้งมายึดมนุษย์หรือนักเรียนเป็นตัวตั้ง หรือเรียกว่า นักเรียนส าคัญที่สุด จากการที่กล่าว
ว่านักเรียนส าคัญที่สุด ไม่ได้แปลว่าครูลดบทบาทหรือลดความส าคัญลง ตรงกันข้ามครูกลับมีบทบาทและ
ความส าคัญมากขึ้น อีกทั้งจะท าให้การศึกษามีพลังและศักดิ์ศรีในแก้ปัญหาของมนุษย์ สังคมและสิ่งแวดล้อม
การเรียนโดยการท่องหนังสือหรือเอาวิชาเป็นตัวตั้ง ไม่สามารถท าให้มนุษย์เผชิญและแก้ปัญหาต่างๆ
ได้ เพราะโลกแห่งวิชาและโลกความเป็นจริงต่างกัน การเรียนโดยเอาวิชาเป็นตัวตั้งท าให้แยกตัวออกจากความ
เป็นจริงของชีวิตและสังคมที่ซับซ้อนและเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
มนุษย์ควรเรียนรู้จากสถานการณ์จริง
การเรียนรู้ที่นักเรียนเป็นตัวตั้งหรือยึดนักเรียนส าคัญที่สุดหมายถึง การเรียนรู้ในสถานการณ์จริง
สถานการณ์จริงของแต่ละคนไม่เหมือนกัน จึงต้องเอานักเรียนแต่ละคนเป็นตัวตั้ง ครูจัดให้นักเรียนได้เรียนรู้
์
จากประสบการณ กิจกรรม และการท างาน อันน าไปสู่การพัฒนานักเรียนครบทุกด้าน ทั้งทางกาย ทางจิตหรือ
ั
อารมณ์ ทางสังคมและสติปัญญา ซึ่งรวมถึงพฒนาการทางจิตวิญญาณด้วย มนุษย์ต่างจากสัตว์ที่มีพฒนาการ
ั
ั
ทางจิตวิญญาณ ( Spiritual development ) ความเป็นมนุษย์อยู่ที่พฒนาการทางจิตวิญญาณ วิกฤตการณ์
ของมนุษย์เกิดจากการทอดทิ้งมิติทางจิตวิญญาณ เหลือแต่มิติทางวัตถุจึงพากันวิกฤตทั้งโลก การศึกษา
สมัยใหม่ที่จะพามนุษย์รอดจากวิกฤตการณ์ต้องไปให้ถึงการพัฒนาทางจิตวิญญาณ
ในการจัดการเรียนการสอนแบบเอาวิชาเป็นตัวตั้ง ควรจะเปลี่ยนบทบาทจากการต้องท่องบ่น
เนื้อหาวิชามาถ่ายทอดให้นักเรียนฟง เป็นผู้ให้ความรักความสนใจในชีวิตของนักเรียนแต่ละคน จัด
ั
ั
ั
ประสบการณ์การเรียนรู้อนหลากหลาย และ เหมาะสมกับนักเรียนร่วมเรียนรู้แบบปฏิสัมพนธ์กับนักเรียนใน
สถานการณ์จริง รู้ศักยภาพที่แตกต่างกันของนักเรียนแต่ละคนและส่งเสริมให้นักเรียนน าศักยภาพมาใช้ ข้อนี้
นักเรียนอาจไม่รู้แต่ครูรู้ นักเรียนที่ได้รับการส่งเสริมศักยภาพตามความถนัดของตนจะมีความสุขอย่างยิ่ง และ
ื่
รักครูอย่างยิ่ง นักเรียนแต่ละชั้นจะมีครูที่หลากหลาย เช่น พอแม่ พน้อง เพอนบ้าน ผู้น าชุมชน ปราชญ์
ี่
่
ื่
ชาวบ้าน ศิลปิน ผู้ประกอบอาชีพต่างๆ พระ ครูในสถานการณ์จริงจะไม่โดดเดี่ยว แต่มีเพอนครูหลากหลาย
จ านวนมาก ครูจะมีความสนุกในการเรียนการสอนแบบนี้และเก่งวันเก่งคืน รวมทั้งเปลี่ยนความรู้สึกนึกคิดใหม่
ี
ั
เพราะการเรียนการสอนแบบนี้เป็นกระบวนการอนละเอยดของความเป็นมนุษย์ ซึ่งรวมเอาประชาธิปไตยและ
ธรรมะเข้ามาในกระบวนการนี้ด้วย ชีวิตของครูจึงเปลี่ยนไป น าไปสู่ความสุขและความสร้างสรรค์อย่างยิ่ง (
ประเวศ วะสี 2543 : บทน า )
กระบวนการจัดการเรียนรู้เป็นส าคัญคือ การจัดการเรียนรู้ตามแนวพทธธรรมเน้น “คน”เป็น
ุ
ั
ศูนย์กลาง กระบวนการเรียนรู้เป็นกระบวนการพัฒนา “คน” ทั้งในลักษณะที่เป็นปัจเจกชนและ การพฒนา “
กลุ่มคน” ให้อยู่ร่วมกันอย่างสันติ ซึ่งมีกระบวนการเรียนรู้ตามวิถี วัฒนธรรมไทย สรุปได้คือ
1. กระบวนการบ่มเพาะ ซึมซับลักษณะวิสัย
2. กระบวนการถ่ายทอด ปลูกฝังวัฒนธรรมประเพณีอันดีงาม
3. กระบวนการเรียนวิชาความรู้
4. กระบวนการอบรมกิริยา มารยาททั้งทางกาย วาจา ใจ ตามหลักคุณธรรม
5. กระบวนการฝึกอบรมปฏิบัติด้วยการท าให้ดูแล้วและฝึกให้ท าเป็น
6. กระบวนการส่งเสริม สัมมาทิฐิ ให้ลูกหลานเป็นคนคิดดี คิดชอบ
สื่อประกอบการเรียนรู้ นอกจากเครื่องใช้ในครัวเรือน เครื่องมือท ามาหากินแล้ว เด็กได้เรียนรู้จาก
ธรรมชาติสิ่งแวดล้อม นิทานพื้นบ้าน ของเล่น การละเล่น บทกลอน สุภาษิต ปริศนาค าทาย
ั
การเรียนรู้ของเด็กและเยาวชนไทยมีลักษณะสัมพนธ์และสัมผัสกับสิ่งแวดล้อม บูรณาการระหว่าง
ความรู้ ความสามารถ ปฏิบัติได้จริง และมีคุณธรรม สมควรที่นักการศึกษาจะได้ค้นคว้าเพอน ามาประยุกต์ใช้
ื่
ให้สอดคล้องกับกาลสมัย
2.1 กระบวนการจัดการเรียนการสอนที่เน้นนักเรียนเป็นส าคัญ ควรค านึงถึงประเด็นที่ส าคัญ
ดังต่อไปนี้
1. สมองของมนุษย์ประกอบด้วยเซลล์สมองประมาณหนึ่งแสนเซลล์เป็นโครงสร้างที่มหัศจรรย์
ั
สามารถเรียนรู้ให้บรรลุอะไรก็ได้ กระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ ผู้สอนจะต้องสนใจและนักเรียนได้พฒนา
ความสัมพันธ์ระหว่างสมอง ( Head ) จิตใจ( Heart ) มือ (Hand ) และสุขภาพองค์รวม( Health )
2 ความหลากหลายของสติปัญญา
ั
คนแต่ละคนมีความสามารถหรือความเก่งแตกต่างกัน มีรูปแบบการพฒนาเฉพาะของแต่ละคน
ั
สิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกัน ส่งผลต่อการพฒนาเสริมสร้างความสามารถให้แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด โฮเวิร์ด
การ์ดเนอร์ ได้ศึกษาเกี่ยวกับความหลากหลายของสติปัญญา และได้จ าแนกความสามารถของคนไว้ 10
ประเภท คือ ด้านภาษา ดนตรี ตรรกและคณิตศาสตร์ การเคลื่อนไหว ศิลป/มิติ ด้านความเข้าใจธรรมชาติและ
สิ่งแวดล้อม ด้านจิตวิญญาณและด้านจิตวิทยา
การจัดกระบวนการเรียนรู้ ควรจัดกิจกรรมที่หลากหลาย เพอส่งเสริมศักยภาพ ความเก่ง / ความสามารถของ
ื่
นักเรียนเป็นรายบุคล เพื่อให้นักเรียนได้พัฒนาเต็มตามศักยภาพของแต่ละบุคล ซึ่งสามารถเก่งได้หลายด้าน
3. การเรียนรู้เกิดจากประสบการณ์ตรง
ส านักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ ได้ด าเนินการรวบรวมแนวคิดทฤษฏีการเรียนรู้และแนว
ทางการจัดการกระบวนการเรียนรู้ได้ดังนี้
ั
3.1 จัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับความแตกต่างระหว่างบุคคล ให้นักเรียนได้พฒนา
ตามความสามารถ ทั้งด้านความรู้ จิตใจ อารมณ์และทักษะต่างๆ
3.2 ลดการถ่ายทอดเนื้อหาวิชาลง ให้นักเรียนกับผู้สอนมีบทบาทร่วมกันใช้กระบวนการทาง
วิทยาศาสตร์ในการแสวงหาความรู้ ให้นักเรียนได้เรียนจากสถานการณ์จริงที่เป็นประโยชน์และสัมพนธ์กับชีวิต
ั
จริง เรียนรู้ความจริงในตัวเองและความจริงในสิ่งแวดล้อมจากแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย
3.3 กระตุ้นให้นักเรียนได้เรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยการทดลองปฏิบัติด้วยตนเอง ครูท าหน้าที่
เตรียมการ จัดสิ่งเร้า ให้ค าปรึกษา วางแนวกิจกรรม และประเมินผล
2.2 ความหมายของกระบวนการเรียนรู้ที่นักเรียนส าคัญที่สุด
กระบวนการเรียนรู้ที่นักเรียนส าคัญ หมายถึง การก าหนดจุดหมาย สาระกิจกรรม แหล่งเรียนรู้ สื่อ
การเรียน และการวัดประเมินผลที่มุ่งพัฒนาคนและชีวิต ให้เกิดประสบการณ์เรียนรู้เต็มตามศักยภาพ
ั
กิจกรรมการเรียนรู้ต้องค านึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล ช่วยให้นักเรียนได้สัมผัสและสัมพนธ์กับ
สิ่งแวดล้อมที่เป็นเพื่อนมนุษย์ ธรรมชาติ และเทคโนโลยี นักเรียนได้ค้นคว้าได้ทดลองปฏิบัติ แลกเปลี่ยนเรียนรู้
จนค้นพบสาระส าคัญของบทเรียน ได้ฝึกวิธีคิด วิเคราะห์ สร้างสรรค์ จินตนาการ และสามารถแสดงออกได้
อย่างชัดเจนมีเหตุผลการเรียนรู้เกิดขึ้นได้ทุกที่ ทุกเวลา เกิดขึ้นได้หลายระดับ ทั้งในตัวนักเรียน ในห้องเรียน
และนอกเหนือไปจากห้องเรียนที่ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม
ระดับนักเรียน เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่นักเรียนมีส่วนร่วมในการก าหนดจุดมุ่งหมาย กิจกรรมและ
ั
วิธีการเรียนรู้ ได้คิดเอง ปฏิบัติเอง ได้เรียนรู้ด้วยตนเอง รวมทั้งประเมินผลการพฒนาการเรียนรู้ตามศักยภาพ
ความต้องการ ความสนใจ ความถนัดของแต่ละคน
ระดับห้องเรียน เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่
นักเรียน
- ได้คิดเอง ท าเอง ปฏิบัติเอง และสร้างความรู้ด้วยตนเองในเรื่องที่สอดคล้องกับการด ารงชีวิต
ประจ าวันจากแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย
ื่
- มีส่วนร่วมในการก าหนดจุดมุ่งหมาย กิจกรรม และวิธีการเรียนรู้ สามารถเรียนรู้ร่วมกับผู้อนได้อย่าง
มีความสุข
- มีส่วนร่วมในการประเมินผลการพัฒนาการเรียนรู้
ครู
่
- เป็นผู้วางแผนขั้นตอน เนื้อหา และวิธีการแกนักเรียน
ื้
- จัดบรรยากาศให้เออต่อการเรียนรู้ และช่วยชี้แนะแนวทางการแสวงหาความรู้ที่ถูกต้องให้แก่นักเรียนเป็น
รายบุคคล
ระดับนอกเหนือห้องเรียน
- เป็นกระบวนการที่เปิดโอกาสให้ผู้ปกครองและชุมชนมีส่วนร่วมในการวางแผนการสอน โดยค านึงถึงศักยภาพ
และความต้องการของนักเรียน
- ให้นักเรียนได้เรียนจากแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลายสอดคล้องกับการด ารงชีวิตในครอบครัว ชุมชนและ
ท้องถิ่น รวมทั้งให้นักเรียนมีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนการสอนทุกขั้นตอน (คณะอนุกรรมการการปฏิรูปการ
เรียนรู้ 2543 : 18-21)
ในด้านการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษที่เน้นนักเรียนเป็นส าคัญนั้นมีขั้นตอนดังต่อไปนี้
1. ขั้นวางแผน ( Planning ) ซึ่งประกอบด้วย
1.1 การวิเคราะห์ความต้องการของนักเรียน
1.2 การตั้งเป้าหมายและจุดประสงค์ของรายวิชา
1.3 การเลือกเนื้อหา ต้องด าเนินการเลือกเนื้อหาที่ครอบคลุมทักษะทางด้านภาษา ( Language
Skills ) และทักษะการเรียนรู้ (Learning Skills ) ซึ่งมีแนวทางในการด าเนินการดังนี้
1.3.1 ด้านทักษะทางภาษา ควรด าเนินการดังนี้
1. ให้นักเรียนเข้าใจและเห็นประโยชน์ของสิ่งที่เรียน และมีส่วนร่วมในการเลือกเนื้อหา
2. เปิดโอกาสให้นักเรียนได้ปฏิบัติและฝึกใช้ทักษะความรู้ที่จะน าไปสู่ผลที่วางไว้
3. เปิดโอกาสให้นักเรียนได้ตระหนักถึงบทบาทของตนเองในฐานะนักเรียนภาษา
4. กิจกรรมที่จัดต้องมีความสัมพันธ์กับชีวิตจริงของนักเรียน
5. เน้นให้นักเรียนฝึกทักษะกระบวนการเรียนทางภาษาทีละน้อยในลักษณะที่ค่อยเป็นค่อยไป
1.3.2 ด้านการเรียน ควรด าเนินการดังนี้
1. เอื้อให้นักเรียนได้ใช้กลยุทธ์ในการเรียนภาษาที่มีประสิทธิภาพ
2. ช่วยให้นักเรียนรู้จักวิธีการเรียนที่ตนพอใจ
3. ส่งเสริมให้นักเรียนได้พัฒนาทักษะที่ช่วยให้เรียนตามหลักสูตรได้อย่างราบรื่น
4. ส่งเสริมให้นักเรียนได้รู้จักก าหนดเป้าหมายที่ต้องการและช่วงเวลาที่จะบรรลุเป้าหมาย
5. ช่วยให้นักเรียนได้พัฒนาทักษะในการประเมินตนเอง
1.4 การสร้างกิจกรรมส าหรับการเรียนการสอน กิจกรรมควรให้นักเรียนได้ฝึกทักษะทางด้านการเรียน
ื่
อย่างหลากหลาย เพอให้นักเรียนได้ฝึกทักษะทางความรู้ด้านภาษา (Linguistic Exercises ) กิจกรรมการ
สื่อสาร (Communicative Tasks)ในรูปแบบที่หลากหลายเช่น
1. การแสดงบทบาทสมมุติ ( Role-play )
2. การใช้สถานการณ์จ าลอง ( Simulation )
3. การเรียนรู้จากโครงงาน ( Project-Based Learning )
4. การเรียนแบบสืบสวนสอบสวน ( Inquiry Learning )
5. การเรียนแบบร่วมมือ ( Cooperative Learning )
6. การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม ( Participatory Learning )
7. การเรียนแบบสร้างความรู้ ( Constructive Learning )
8. กิจกรรมการแก้ปัญหา ( Problem-Solving Activities )
1.5 การสร้างแบบทดสอบ
2. ขั้นด าเนินการ ( Implementation ) มีขั้นตอนที่ควรพิจารณาดังต่อไปนี้
1. วิธีการสอน การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนภาษาโดยเน้นนักเรียนเป็นส าคัญ เป็นไปใน
ลักษณะเดียวกับการสอนภาษาเพื่อสื่อสาร ( Communicative Approach )
2. แหล่งความรู้ ควรเป็นการตกลงร่วมมือกันระหว่างผู้สอนกับนักเรียนและเป็นไป
ตามความต้องการของนักเรียน
3. ขั้นการวัดและประเมินผล (Evaluation ) ควรมีการประเมินทั้งรายวิชาและการจัดการเรียนการ
สอน คือ
ื่
1. การประเมินรายวิชา ( Course Evaluation ) เป็นการประเมินเพอศึกษาประสิทธิผลของ
แต่ละวิชาว่า บรรลุจุดมุ่งหมายของรายวิชานั้นหรือไม่ ซึ่งมีการประเมินดังนี้
1.1 วิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน
1.2 เปรียบเทียบผลการประเมินก่อนและหลังการเรียนของวิชานั้นๆในด้านความรู้ ทักษะ
และคุณลักษณะที่พึงประสงค์
1.3 ประเมินโดยใช้แบบสอบถาม สอบถามความคิดเห็นและความพึงพอใจในจากนักเรียน
2. การประเมินผลการจัดการเรียนการสอน มีประเด็นที่ควรพิจารณาดังนี้
ื่
2.1 จุดประสงค์ของการประเมินผล ควรเป็นไปเพอตรวจสอบความก้าวหน้าของนักเรียน
ในการเรียนรู้ตามมาตรฐานการเรียนรู้ของรายวิชานั้นๆ
2.2 ใช้วิธีการวัดและประเมินผลที่หลากหลาย เช่น การทดสอบ การสอบถาม การสังเกต
การสัมภาษณ์ การประเมินตนเอง การบันทึกการเรียนรู้ แฟ้มสะสมงาน
2.3 ควรมีการประเมินพฤติกรรมการเรียน การมีส่วนร่วม และความประพฤติของนักเรียน
2.4 การวัดและประเมินผล ควรด าเนินการควบคู่ไปกับการเรียนการสอนเป็นระยะๆและ
ต่อเนื่อง
ั
สรุป การจัดการเรียนการสอนภาษาองกฤษที่เน้นนักเรียนเป็นส าคัญ ( Learner-Centered
Language Curriculum ) ควรให้นักเรียนได้เรียนจากสถานการณ์จริงให้นักเรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์
กิจกรรม และการท างาน อันน าไปสู่การพัฒนานักเรียนครบทุกด้าน ทั้งทางกาย ทางจิตหรืออารมณ์ ทางสังคม
ั
และสติปัญญา การพฒนาหลักสูตรที่เน้นนักเรียนเป็นส าคัญมี 3 ขั้นตอนคือ ขั้นวางแผน( Planning ) ขั้น
ด าเนินการ ( Implementation ) และขั้นประเมินผล ( Evaluation )
2. การจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร( Communicative Language Teaching )
การสอนภาษาตามแนวการสอนเพอสื่อสาร เป็นการจัดการเรียนการสอนตามทฤษฏีการเรียนรู้ที่เน้น
ื่
ความส าคัญของนักเรียน จัดล าดับการเรียนรู้เป็นขั้นตอนตามกระบวนการใช้ความคิดของนักเรียน โดยเริ่มจาก
่
ู
การฟังไปสู่การพด การอาน การจับใจความส าคัญ ท าความเข้าใจ จดจ าแล้วน าสิ่งที่เรียนรู้ไปใช้ แนวการสอน
ภาษาเพื่อการสื่อสาร ตามค าจ ากัดความที่ ดักกลาส บราวน์ ( H. Douglas Brown, 1993 ) เสนอแนวคิดไว้ 4
ประการคือ
1. เป้าหมายของการสอนเน้นไปที่ องค์ประกอบทั้งหมดของทักษะการสื่อสารและไม่จ ากัดอยู่ภายใน
กรอบของเนื้อหาภาษาหรือไวยากรณ์
ื่
2. เทคนิคทางภาษาได้รับการออกแบบมา เพอน าไปสู่การใช้ภาษาอย่างแท้จริงตามหน้าที่ภาษา และ
ู
ปฏิบัติจริงโดยมีจุดมุ่งหมายในการพด รูปแบบโครงสร้างภาษามิใช่เป้าหมายหลัก แต่ตัวรูปแบบเฉพาะของง
ภาษาต่างหากที่ท าให้นักเรียนสามารถสื่อสารจนส าเร็จตามเป้าหมาย
3. ความคล่องแคล่วและความถูกต้อง เป็นหลักการเสริมที่อยู่ภายใต้เทคนิค การสื่อสารมีหลายครั้งที่
ความคล่องแคล่วอาจจะมีความส าคัญมากกว่าความถูกต้อง เพอที่จะท าให้นักเรียนสามารถน าไปใช้ได้อย่างมี
ื่
ความหมาย
ื่
4. ในการเรียนการสอนภาษาตามแนวการสอนเพอการสื่อสารในตอนท้ายสุดนักเรียนต้องใช้ภาษา
อย่างเข้าใจและสร้างสรรค์ ภายในบริบทที่ไม่เคยฝึกมาก่อน
การจัดการเรียนการสอนภาษาองกฤษเพื่อการสื่อสาร ( Communicative Language
ั
Teaching ) มีขั้นตอนดังต่อไปนี้
1. ขั้นการน าเสนอเนื้อหา ( Presentation )
การน าเสนอเนื้อหาจัดเป็นขั้นตอนที่มีความส าคัญ ในขั้นนี้ครูจะให้ข้อมูลทางภาษาแก่นักเรียน ซึ่ง
นับเป็นการเริ่มต้นการเรียนรู้ มีการน าเสนอเนื้อหาใหม่โดยมุ่งเน้นการให้นักเรียนได้รับรู้และท าความเข้าใจ
เกี่ยวกับความหมายและรูปแบบที่ใช้กันจริงโดยทั่วไป รวมทั้งวิธีการใช้ภาษา ไม่ว่าจะเป็นด้านการออกเสียง
ความหมาย ค าศัพท์ และโครงสร้างไวยากรณ์ ที่เหมาะสมกับสถานการณ์ต่างๆควบคู่ไปกับการเรียนรู้กฎเกณฑ์
2. ขั้นการฝึกปฏิบัติ ( Practice )
ขั้นการฝึกปฏิบัติเป็นขั้นตอนที่ให้นักเรียนได้ฝึกภาษาที่เพิ่งจะเรียนรู้ใหม่ จากขั้นการน าเสนอเนื้อหาใน
ลักษณะของการฝึกแบบควบคุมหรือชี้น า ( Controlled Practice / Directed Activities ) โดยมีผู้สอนเป็น
ผู้น าในการฝึก ไปสู่การฝึกแบบค่อยๆปล่อยให้ท าเองมากขึ้นเป็นแบบกึ่งควบคุม ( Semi - Controlled ) การ
ฝึกในขั้นนี้มีจุดมุ่งหมายให้นักเรียนจดจ ารูปแบบของภาษาได้ จึงเน้นที่ความถูกต้องของภาษาเป็นหลัก ในการ
ฝึกนั้นครูผู้สอนจะเริ่มจากการฝึกปากเปล่า ( Oral ) ซึ่งเป็นการพดตามแบบง่ายๆก่อน จนได้รูปแบบภาษา
ู
ื่
แล้วค่อยเปลี่ยนสถานการณ์ไป สถานการณ์เหล่านี้จะเป็นสถานการณ์ที่สร้างขึ้นภายในห้องเรียน เพอการฝึกใช้
โครงสร้างประโยคตามบทเรียน ทั้งนี้ครูผู้สอนต้องให้ข้อมูลป้อนกลับด้วย เพอให้นักเรียนรู้ว่าตนใช้ภาษาได้
ื่
ถูกต้องหรือไม่ ครูผู้สอนอาจตรวจสอบความเข้าใจในด้านความหมายได้ด้วยหลังจากนั้นจึงให้นักเรียนฝึกด้าน
การเขียน (Written )
3. ขั้นการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร ( Production ) ขั้นการใช้ภาษาเพอการสื่อสาร ( Production )
ื่
ขั้นนี้เปรียบเสมือนการถ่ายโอนความรู้ ภาษาจากสถานการณ์ในชั้นเรียนไปสู่การใช้ภาษาจริงนอกห้องเรียน
ื่
การฝึกใช้ภาษาเพอการสื่อสารโดยทั่วไป มุ่งหวังให้นักเรียนได้ใช้ภาษาในสถานการณ์ต่างๆที่จ าลอง
จากสถานการณ์จริง การฝึกในลักษณะนี้มีประโยชน์ในแง่ที่ช่วยให้ทั้งครูผู้สอนและนักเรียนเข้าใจและเรียนรู้
ภาษาไปแล้วมากน้อยเพยงใด สามารถน าไปปรับใช้ตามความต้องการของตนเองแค่ไหน นอกจากนี้นักเรียน
ี
สามารถใช้ภาษาได้อย่างอิสระ ภายใต้สถานการณ์ต่างๆที่พบในชีวิตจริง
สรุป การจัดการเรียนการสอนภาษาองกฤษเพอการสื่อสาร ( Communicative Language
ื่
ั
Teaching ) ประกอบด้วยขั้นการน าเสนอเนื้อหา ขั้นการฝึกปฏิบัติ และขั้นการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร
3. การจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษแบบบูรณาการ ( Integrate Learning )
การจัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการ คือ ยุทธศาสตร์การเรียนรู้ ซึ่งเปิดโอกาสให้ใช้วิธีการตั้ง
ค าถาม ( Questioning ) และกระบวนการแก้ปัญหา ( Problem Solving ) มาเป็นตัวน ากระบวนการ
ื่
แสวงหาความรู้และทักษะ โดยไม่ยึดติดในโครงสร้างของสาขาวิชาต่างๆทางด้านวิชาการ เพอประโยชน์ในการ
จัดหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอน
หลักการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ ( Integrate Learning )
ในปัจจุบันการจัดการเรียนการสอนที่แยกเป็นวิชาๆ ไม่สามารถท าให้นักเรียนน าเอาความรู้และทักษะ
ั
ื่
ที่ได้จากการเรียนวิชาต่างๆ มาสัมพนธ์หรือเชื่อมโยงเพอใช้ในการแก้ไขปัญหาหรือใช้ในสถานการณ์ใน
ชีวิตประจ าวันได้ การเรียนรู้แบบบูรณาการเป็นการเชื่อมโยงความคิดรวบยอดจากวิชาและประสบการณ์ต่างๆ
เข้าด้วยกัน ช่วยให้เกิดการถ่ายโอนการเรียนรู้จากวิชาหนึ่งไปยังวิชาที่ผสมผสาน เป็นการส่งเสริมให้มีการขยาย
โลกทัศน์และวิสัยทัศน์ให้กว้างขึ้น ตอบสนองความสามารถทางพหุปัญญาของนักเรียน ( Multiple
Intelligence ) และตอบสนองต่อความสามารถที่แสดงออกทางอารมณ์ ( Emotional Intelligence )
นอกจากนี้นักเรียนยังสามารถเชื่อมโยงสิ่งที่เรียนเข้ากับชีวิตจริงและสามารถสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง จน
เกิดการเรียนรู้ที่มีความหมายมากขึ้น สอดคล้องกับการเรียนรู้ในมาตรา 24 ของพระราชบัญญัติการศึกษา
แห่งชาติ พ.ศ. 2542
ประโยชน์ของการจัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการมีดังนี้
1. เปิดโอกาสให้ครูผู้สอนทุกวิชา ได้ท างานร่วมกันหรือร่วมมือกันบูรณาการความรู้
2. ช่วยให้นักเรียนตระหนักถึงคุณค่าในการน าความรู้ที่เรียนไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง
3. ช่วยให้นักเรียน ได้รับความรู้ ความเข้าใจในลักษณะองค์รวม/ภาพรวมมองเห็นความเชื่อมโยงของ
มวลความรู้และประสบการณ ์
4. ช่วยให้นักเรียนสามารถแสวงหาความรู้ ความเข้าใจในสิ่งต่างๆที่อยู่รอบตัว
5. ช่วยให้นักเรียนได้เรียนรู้อย่างมีจุดหมายและมีความหมาย
6. เปิดโอกาสให้นักเรียนท างานเป็นกลุ่ม สามารถแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน
7. พัฒนาศักยภาพของนักเรียนอย่างไม่จ ากัด
8. ช่วยให้นักเรียนสามารถใช้ชุมชนเป็นแหล่งวิทยาการและร่วมกันพัฒนาชุมชนอย่างเหมาะสม
9. ส่งเสริมให้นักเรียนได้วิธีการเรียนรู้ตลอดชีวิต
การด าเนินการจัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการ มีขั้นตอน ดังต่อไปนี้
1. เลือกมาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้น ( Benchmark ) ของวิชาต่างๆที่จะน ามาบูรณาการ โดยค านึงถึง
ความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันระหว่างวิชาและการเสริมการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ก าหนดเป็นจุดประสงค์การเรียนรู้
2. จากจุดประสงค์การเรียนรู้ที่เลือกมา ให้ตั้งค าถามต่างๆที่เป็นค าถามให้คิดวิเคราะห์ และสามารถ
น าไปสู่การเรียนรู้ตามจุดประสงค์การเรียนรู้นั้นๆ
3. ก าหนดผลงานของนักเรียนให้ชัดเจน
ั
สรุป การจัดการเรียนการสอนภาษาองกฤษแบบบูรณาการ( Integrate Learning ) มีขั้นตอนคือ
เลือกมาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้น ตั้งค าถามต่างๆให้มีการคิดวิเคราะห์ และสามารถน าไปสู่การเรียนรู้ตาม
จุดประสงค์และควรมีการก าหนดผลงานให้ชัดเจน
4. การจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษแบบมีส่วนร่วม ( Cooperative Learning )
1. การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมผู้วิจัยได้ก าหนดหัวข้อวิจัยไว้ดังนี้
1.1 ความหมายของการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม
คณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ ( 2544 : 24 ) กล่าวว่าการเรียนแบบมีส่วนร่วมเป็นกระบวนการ
เรียนรู้ที่เน้นการท ากิจกรรมร่วมกันของทุกส่วนคือ ระหว่างนักเรียนกับครู นักเรียนกับนักเรียน นักเรียนกับ
ชุมชน นักเรียนกับสถานประกอบการ นักเรียนกับเทคโนโลยีสื่อต่างๆ
กรมวิชาการ ( 2542 : 14 ) กล่าวว่าการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม เป็นวิธีการเรียนที่จัดให้นักเรียนท างาน
ร่วมกันเป็นกลุ่มย่อย โดยให้สมาชิกรับผิดชอบต่อกลุ่มร่วมกัน ช่วยกันท างานที่ได้รับมอบหมายให้ส าเร็จโดยมี
จุดมุ่งหมายร่วมกัน สมาชิกมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน ท างานเต็มความสามารถ มีการ
ร่วมกันคิด ร่วมกันท างาน มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีต่อกันและร่วมมือกันท างานให้บรรลุผลส าเร็จ
สมใจ ปราบพล ( 2542 : 12 ) กล่าวว่าการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมอาศัยหลักการการเรียนรู้ที่ยึด
นักเรียนเป็นศูนย์กลางคือการเรียนรู้เชิงประสบการณ์และการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ
ื้
กระทรวงสาธารณสุข( 2541 : 63-64 ) กล่าวว่าการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม เป็นการอาศัยพนฐานส าคัญ 2
ประการคือ การเรียนรู้เชิงประสบการณ์และการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ การเรียนรู้เชิงประสบการณ์ มุ่งเน้นอยู่
ที่การให้นักเรียนเป็นผู้สร้างความรู้จากประสบการณ์เดิม การเรียนรู้เชิงประสบการณ์มีหลักส าคัญ 5 ประการ
ั
คือ การเรียนรู้ที่อาศัยประสบการณ์ของนักเรียน ท าให้เกิดการเรียนรู้ใหม่ๆที่ท้าทายอย่างต่อเนื่อง มีปฏิสัมพนธ์
ระหว่างผู้สอนกับนักเรียนท าให้เกิดเครือข่ายการเรียนรู้ มีเครือข่ายมีการสื่อสารโดยการพดหรือการเขียนเป็น
ู
เครื่องมือในการแลกเปลี่ยน การวิเคราะห์และสังเคราะห์ความรู้ การเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพคือความต้องการ
ท าให้เกิดการเรียนรู้สูงสุด นักเรียนมีส่วนร่วมมากที่สุดในทุกองค์ประกอบ คือ การแบ่งปันประสบการณ์ การ
ได้สะท้อนความคิดและถกเถียง การสรุปความคิดรวบยอดตลอดจนได้ทดลองหรือประยุกต์แนวคิดและในทุก
องค์ประกอบนั้นจะเกิดการเรียนรู้
สรุป จากความหมายดังกล่าวข้างต้นสรุปได้ว่าการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมคือการให้ทุกคนมีความ
รับผิดชอบร่วมกัน มีจุดมุ่งหมายแห่งความส าเร็จร่วมกัน การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมอาศัยหลักการเรียนรู้ที่ยึด
นักเรียนเป็นศูนย์กลาง คือ การเรียนรู้เชิงประสบการณ์และการรู้ที่มีประสิทธิภาพ
1.2 องค์ประกอบของการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม
องค์ประกอบของการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม ได้มีผู้เสนอองค์ประกอบการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมไว้ดังนี้
สมใจ ปราบพล ( 2542 : 13 ) กล่าวถึงองค์ประกอบการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ของการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม
ดังนี้
1. ประสบการณ์ ครูช่วยให้นักเรียนน าประสบการณ์เดิมของตนมาพัฒนาเป็นองค์ความรู้
ื่
2. การสะท้อนความคิดและถกเถียง ครูช่วยให้นักเรียนได้มีโอกาสแสดงออก เพอแลกเปลี่ยนความ
คิดเห็นและเรียนรู้ซึ่งกันและกันอย่างลึกซึ้ง
3 .เข้าใจและเกิดความคิดรวบยอด โดยนักเรียนมีความเข้าใจและเกิดความคิดรวบยอด นักเรียนเป็น
ฝ่ายริเริ่มแล้วครูช่วยแต่งเติมให้สมบูรณ์ก็ได้
4. การทดลองหรือการประยุกต์ นักเรียนสามารถน าเอาความรู้ที่เกิดขึ้นใหม่ไปประยุกต์ใช้ใน
สถานการณ์ต่างๆในชีวิตประจ าวันได้ นอกจากนี้ยังสามารถท าให้เกิดแนวปฏิบัติของนักเรียนเอง
กระทรวงสาธารณสุข ( 2541 : 70 ) กล่าวถึงองค์ประกอบการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมไว้ดังนี้
1. ประสบการณ์
2. การสะท้อนความคิดและการอภิปรายกัน
3. การสรุปความคิดรวบยอด
4. การทดลองหรือการประยุกต์แนวคิด
สรุป องค์ประกอบของการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมได้ดังนี้
1. ให้นักเรียนน าประสบการณ์เดิมมาพัฒนาความรู้ สามารถน าประสบการณ์เดิมมา
ประยุกต์ใช้ในการเรียนได้
2. การสะท้อนความคิด( Reflection )และการอภิปราย คือนักเรียนได้มีโอกาสสะท้อนความคิด ได้
อภิปรายโต้แย้งกัน จะท าให้เกิดการเรียนรู้ที่หลากหลาย
3. การสรุปความคิดรวบยอด นักเรียนเกิดความรู้ความเข้าใจแล้วสามารถสรุปความคิดรวบยอดได้เอง
ครูเป็นเพียงแต่ผู้คอยแนะน าเท่านั้น
4. การประยุกต์แนวคิดไปใช้ นักเรียนสามารถน าเอาความรู้ไปประยุกต์ใช้ได้ในชีวิตประจ าวัน
1.3 หลักของการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม
สมใจ ปราบพล ( 2542 : 12 ) ได้กล่าวถึงหลักการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมไว้ดังนี้
1. เป็นการเรียนรู้ที่อาศัยประสบการณ์ของนักเรียน
2.ท าให้เกิดการเรียนรู้ใหม่ๆที่ท้าทายอย่างต่อเนื่องและเป็นการเรียนรู้ที่เรียกว่า Active learning
3. มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างนักเรียนด้วยกันเองและนักเรียนกับผู้สอน
ุ
4. ปฏิสัมพันธ์ที่ท าให้เกิดการขยายตัวของเครือข่ายความรู้ที่ทกคนมีอยู่ออกไป
อย่างกว้างขวาง
5. มีการสื่อสารโดยการพูดหรือการเขียนเป็นเครื่องมือในการแลกเปลี่ยนความรู้
กระทรวงศึกษาธิการ ( 2542 : 14-15 )ได้กล่าวถึงหลักการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมไว้ดังนี้
1. สมาชิกทุกคนในกลุ่มมีความรับผิดชอบร่วมกัน สมาชิกทุกคนต้องช่วยกันท างาน
ู
2. สมาชิกมีการพดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน มีปฏิสัมพนธ์ ( Interaction )กัน
ั
ตลอดเวลา
3. สมาชิกมีความรับผิดชอบงานที่ได้รับมอบหมาย ทุกคนต้องช่วยกันท างาน
4. สมาชิกของกลุ่มมีทักษะในการท างานกลุ่ม ( Small Group Skills ) สมาชิกมีมนุษย
สัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ช่วยเหลือกันท างานเป็นอย่างดี
ส านักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ ( 2544 : 25 ) ได้เสนอแนวคิดและหลักการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม
ไว้ดังนี้
1. จัดการเรียนการสอนที่เน้นกระบวนการกลุ่ม
2. จัดการเรียนการสอนแบบร่วมแรงร่วมใจ
3. จัดการเรียนการสอนที่เน้นการสร้างสรรค์ความรู้
4. จัดการเรียนการสอนที่ดึงศักยภาพของทุกคนได้
5. จัดการเรียนการสอนที่ เสริมสร้างศักยภาพของกลุ่ม
ิ
6. จัดการเรียนการสอนที่ที่สร้างความเป็นประชาธิปไตย ความอสระและมีเสรีภาพในการ
เรียนรู้
กระทรวงสาธารณสุข ( 2541 : 69 ) กล่าวถึงหลักการเรียนรู้แบบมีส่านร่วมไว้โดยกล่าวถึงการสอน
ความรู้ ( knowledge ) มีการสร้างทักษะพื้นฐาน ความคิดสร้างสรรค์ การคิดวิเคราะห์ วิจารณ์ การประยุกต์
แนวคิดดังตาราง 1 ดังนี้
หลักการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม ลักษณะการเรียนรู้แบบมส่วนร่วม
ี
1. ประสบการณ์ 1. ตั้งค าถามเพื่อรวบรวมประสบการณ์ของนักเรียน
2. การสะท้อนความคิดและการอภิปราย 2. นักเรียนได้แลกเปลี่ยนความรู้ ตามงานที่ได้รับมอบหมาย
3. ความคิดรวบยอด 3. การบรรยาย ( โดยครูหรือสื่อ ) การรายงานผลงาน เป็นกลุ่ม
4. การประยุกต์แนวคิดไปใช้ การบูรณาการความรู้ของกลุ่มย่อย การอภิปรายของกลุ่มใหญ่
4. นักเรียนได้น ากิจกรรมต่างๆไปประยุกต์ใช้ เช่น การจัดบอร์ด
นิทรรศการ การท ารายงาน การเขียนเรียงความ
สรุป หลักการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมจากหลักการที่มีผู้เสนอไว้ได้ว่าต้องประกอบด้วย
1. จัดให้นักเรียนท างานเป็นกลุ่ม มีความรับผิดชอบต่องานร่วมกัน
2. จัดให้นักเรียนมีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน ( Interaction ) ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน
3. จัดให้นักเรียนได้รับผิดชอบในงานที่ได้รับมอบหมาย
4. จัดให้นักเรียนมีเสรีภาพในการเรียนรู้ สามารถประยุกต์ความรู้ไปใช้ในชีวิตประจ าวันได้
1.4 กิจกรรมที่ใช้ในการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม
กิจกรรมที่ใช้ในการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม มีความหลากหลาย กรมวิชาการ ( 2542 : 25-28 ) ได้
เสนอไว้ดังนี้
1. กิจกรรมเล่าเรื่องรอบวง ( Roundrobin ) เป็นเทคนิคที่เปิดโอกาสให้นักเรียนทุกคนเล่าเรื่อง
ั
ื่
ประสบการณ์ ความรู้ สิ่งที่ตนก าลังศึกษา สิ่งที่ตนประทับใจให้เพอนๆกลุ่มย่อยฟง การเล่าเรื่องจะพฒนา
ั
ทักษะการสื่อความหมายทางภาษาของนักเรียน
2. มุมสนทนา ( Corners ) เป็นเทคนิคให้นักเรียนช่วยกันสร้างความสามัคคีในชั้นเรียน นักเรียน
ื่
ช่วยกันหาค าตอบ เปิดโอกาสให้สมาชิกในมุมใดมุมหนึ่งอธิบายเรื่องที่เรียนให้เพอนในมุมอื่นฟัง
3. คู่ตรวจสอบ ( Pair checks ) เป็นเทคนิคกลุ่มย่อย 4 หรือ 6 คน นักเรียนจับคู่กันท างาน นักเรียน
คนที่ 1 คอยแก้ปัญหา นักเรียนคนที่ 2 คอยแนะน า เมื่อหาค าตอบได้แล้วให้สลับหน้าที่กัน เมื่อเสร็จแล้ว
ื่
4. คู่คิด ( Think-Pair Share ) เป็นเทคนิคที่ครูตั้งค าถามให้นักเรียนตอบแล้วอภิปรายกับเพอนที่นั่ง
ติดกัน เมื่อได้ค าตอบแล้วจึงน ามาเล่าให้เพื่อนทั้งชั้นฟังหน้าห้อง
ื่
5. เพอนเรียน ( Partner ) นักเรียนจับคู่กันแล้วหาความคิดรวบยอดให้พบ เมื่อได้ความคิดรวบยอด
แล้วจึงน าไปถ่ายทอดให้เพื่อนฟัง
่
6. ปริศนาความคิด ( Jigsaw ) ครูให้เนื้อหานักเรียนคนละตอน ถ้านักเรียนอานได้เร็วก็ให้เนื้อหามาก
ได้ เมื่อนักเรียนได้เนื้อหาแล้วก็น ามาเล่าต่อๆกันและช่วยกันสรุป
7. กลุ่มร่วมมือ ( Co-op Co-op ) นักเรียนในห้องแบ่งเป็นกลุ่มย่อยรับผิดชอบเนื้อหาของแต่ละคน
แล้วน ามารวมกันเป็นกลุ่มหลังจากนั้นก็น าเสนอหน้าชั้น วิธีนี้จะช่วยให้นักเรียนช่วยกันแก้ไขปัญหา การ
ท างานกลุ่มสามารถแบ่งขั้นตอนได้ดังนี้
1. นักเรียนเป็นศูนย์กลางในการอภิปรายหน้าชั้น
2. นักเรียนสร้างทีม
3. นักเรียนแบ่งงานและท างานหัวข้อที่เลือก
4. นักเรียนเลือกหัวข้อย่อย
5. นักเรียนศึกษาหัวข้อย่อย
6. นักเรียนน าเสนอหัวข้อย่อยในกลุ่ม
7. นักเรียนเตรียมทีมที่จะน าเสนอต่อชั้นเรียน
8. นักเรียนส่งทีมไปน าเสนอผลงาน
9. ประเมินผลงาน
8. การร่วมมือกันท างานแบบแข่งขัน ( Team Games Tournament ) แบ่งนักเรียนให้คละ
ความสามารถกัน 3 กลุ่ม กลุ่ม 1 และกลุ่มที่ 2 ศึกษาเนื้อหาและผลัดกันทบทวนเนื้อหา กลุ่มที่ 3 เป็น
กรรมการจัดการตอบปัญหาโดยการจับฉลากให้ กลุ่มที่ 1 และกลุ่มที่ 2 มาผลัดกันตอบค าถาม ถ้าตอบถูกได้ 1
คะแนน เมื่อจบกิจกรรมครูและนักเรียนช่วยกันสรุปผลและสรุปเนื้อหาทั้งหมด
9. ร่วมกันคิด ( Numbered Head Together ) ครูเริ่มต้นด้วยการถามค าถาม แล้วเปิดโอกาสให้
กลุ่มย่อยช่วยกันหาค าตอบ นักเรียนระดมความคิดแล้วช่วยกันตอบค าถาม
สรุปว่ากิจกรรมที่ใช้ในการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมมีความหลากหลายผู้ที่จะน าไปใช้ต้องเลือกกิจกรรมที่
เหมาะสมกับการเรียน นอกจากนี้ยังสามารถใช้กิจกรรมได้มากกว่าหนึ่งกิจกรรมเช่น เริ่มต้นด้วยกิจกรรมการ
เล่าเรื่องแล้วตามด้วยกิจกรรมปริศนาความคิดก็ได้
1.5 ข้อดีของการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม
ข้อดีของการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม คณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ ( 2544 : 24 ) ได้กล่าวถึงข้อดี
ของการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมไว้ดังนี้
1. นักเรียนมีความสนุกสนาน เพลิดเพลิน ไม่เบื่อหน่าย
2. นักเรียนได้มีโอกาสร่วมกันในการท ากิจกรรมการเรียนการสอนในขั้นตอนต่างๆ
กรมวิชาการ ( 2542 : 15 ) กล่าวถึงข้อดีของการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมไว้ดังนี้
2.1. นักเรียนมีความรับผิดชอบต่อกลุ่มร่วมกัน
2.2. นักเรียนในกลุ่มมีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน (Interaction ) อภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน
2.3. นักเรียนแต่ละคนต้องรับผิดชอบงานของตนเองท าให้นักเรียนแต่ละคนท างานได้เต็มตาม
ความสามารถ
ั
2.4. นักเรียนในกลุ่มมีทักษะการท างานกลุ่ม (Small Group Skills) และมีมนุษยสัมพนธ์ที่ดี
ต่อกัน
สรุป ได้ว่าการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม คือนักเรียนมีความสนุกสนาน ได้มีโอกาสร่วมกันท ากิจกรรม มี
ความรับผิดชอบต่อกลุ่ม มีปฏิสัมพันธ์ มีความรับผิดชอบ และมีทักษะการท างานกลุ่มร่วมกัน
5. การจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษแบบโครงงาน ( Project - Based Learning )
โครงงาน คือ งานศึกษาค้นคว้าที่นักเรียนท าร่วมกัน เกี่ยวกับหัวข้อเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่นักเรียนต้องการ
ศึกษา แล้วด าเนินการศึกษาค้นคว้าภายในเวลาที่ตกลงกันไว้จนได้ผลออกมาตามจุดประสงค์ที่ได้ตั้งไว้
Simon Haines ( 2546 :1 ) กล่าวว่าโครงงานหมายถึง กิจกรรมที่ต้องใช้ทักษะหลากหลายและมี
จุดเน้นที่หัวข้อเรื่องมากกว่าที่จะเน้นเป้าหมายทางภาษาที่เฉพาะเจาะจง ความส าคัญของกิจกรรมนี้อยู่ตรงที่
นักเรียนเองเป็นผู้มีบทบาทในขั้นตอนแรกของการเลือกเรื่องที่จะท าและตัดสินว่าควรจะเลือกวิธีท างานแบบใด
จึงจะเหมาะสม ตลอดจนจัดตารางเวลาและชิ้นงานบั้นปลายของโครงงาน โครงงานอาจจัดท าเป็นแบบ "เข้ม "
ในช่วงเวลาสั้นๆหรืออาจเป็นการศึกษาหาความรู้เสริมซึ่งใช้เวลา 1-2 ชั่วโมงต่อสัปดาห์เป็นเวลาหลายสัปดาห์
ติดต่อกัน โครงงานสามารถแบ่งได้เป็น 4 จ าพวกคือ
1. โครงงานค้นคว้าข้อมูล
2. โครงงานส ารวจ
3. โครงงานที่ให้ผลผลิตและชิ้นงาน
4. โครงงานที่ต้องจัดงานหรือการแสดง
ลักษณะของโครงงาน
ลักษณะของโครงงานมีดังต่อไปนี้
1. ยึดนักเรียนเป็นส าคัญ มิใช่ใช้หลักสูตรเป็นส าคัญ
การเลือกท าโครงงานนักเรียนจะต้องเป็นผู้ที่จะต้องเกี่ยวข้องและรับผิดชอบต่อการตัดสินใจหลักทุก
ชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเลือกหัวข้อ วิธีการท างาน และชิ้นงานหรือผลผลิตบั้นปลาย นักเรียนจะต้องมี
โอกาสใช้ภาษาอย่างสร้างสรรค์ นักเรียนจะต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับของจริง
2. ร่วมมือ มิใช่แข่งขัน
ื่
โครงงานจะส าเร็จลงได้ถ้านักเรียนมีการร่วมมือกันท างานเพอให้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้ร่วมกันโดยไม่
ึ่
ต้องพงพาครู เครื่องวัดความส าเร็จของโครงงานอยู่ที่ชิ้นงานบั้นปลายที่ช่วยกันท าออกมา มากกว่าจะขึ้นอยู่
กับระดับคะแนนหรือค าชมเชยจากครู
3. เน้นที่ทักษะมากกว่าเรื่องโครงสร้างไวยากรณ์
โครงงานส่วนใหญ่จะไม่เน้นการฝึกไวยากรณ์หรือโครงสร้างทางภาษาเฉพาะเรื่องอย่างเป็นระบบ การ
ท าโครงงานจะต้องใช้หลายทักษะร่วมกัน
4. ความส าคัญของชิ้นงานบั้นปลาย
โครงงานจะมีการก าหนดชิ้นงานว่าจะท าออกมารูปใด ชิ้นงานบั้นปลายจะเป็นตัวกระตุ้นให้นักเรียน
ท างานอย่างร่วมมือร่วมใจ เพื่อให้ได้ผลงานที่น่าพึงพอใจด้วย
หลักการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษแบบโครงงาน
โครงงานเป็นวิธีการสอนให้นักเรียนเกิดการรู้ด้วยตนเอง ซึ่งจัดอยู่ในแนวการจัดการเรียนการสอนที่
เน้นนักเรียนเป็นส าคัญ การท าโครงงานต้องเริ่มจากนักเรียนเป็นผู้คิด ลงมือปฏิบัติ หาทางแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น
โดยมีครูผู้สอนคอยช่วยเหลือ กระตุ้น แนะน า ให้ค าปรึกษาอย่างใกล้ชิดจนได้ผลงานออกมา แล้วจัดท ารายงาน
วิธีการด าเนินงานและเสนอผลงาน
จุดมุ่งหมายการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษแบบโครงงาน
1. พัฒนาการเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยเลือกหัวข้อและวิธีด าเนินการด้วยตนเอง
2. เชื่อมโยงองค์ความรู้กับชีวิต โดยน าความรู้ที่ได้จากห้องเรียนไปประยุกต์ใช้
หรือปฏิบัติจริง
3. พัฒนาความรับผิดชอบโดยให้เสรีภาพในการคิดและการท าก าหนดภาระงานและการด าเนินงานเอง
ที่มาของหัวข้อโครงงาน
1. จากความสนใจของนักเรียน
2. จากสภาพแวดล้อมในท้องถิ่น
3. จากการสังเกตสิ่งที่พบในชีวิตประจ าวัน
4. จากเนื้อหา ( Content ) ที่เรียนหรือจากหัวข้อเนื้อหา ( Notion ) ในบทเรียน
5. จากปัญหาการสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษ การตั้งชื่อหัวข้อโครงงาน จะตั้งก่อน
และหลังจากการท าโครงงานก็ได้
ขั้นตอนในการด าเนินโครงงาน
การด าเนินงานโครงงานมีขั้นตอนดังต่อไปนี้
1. การวางแผนในห้องเรียน ( Classroom Planning ) ครูผู้สอนและนักเรียนอภิปรายร่วมกันเกี่ยวกับ
เนื้อหาและขอบข่ายของโครงงานที่จะท า คาดคะเนเกี่ยวกับภาษาที่จ าเป็นต้องใช้ แนวคิดในการด าเนินการ
วิธีการด าเนินข้อมูล ฯลฯ
2. การด าเนินโครงงาน ( Carrying Out the Project ) นักเรียนด าเนินการตามขั้นตอนในแผนที่วาง
ไว้
3. การทบทวนและติดตามงาน ( Reviewing and Monitoring the Work ) อภิปรายและ
ประเมินผลย้อนกลับ ทั้งระหว่างและหลังการท าโครงงาน ผู้สอนคอยให้ค าวิพากย์ วิจารณ์และเสนอแนะ กลุ่ม
ช่วยกันวิเคราะห์งานและร่วมกันติดตามผลการท างาน
ทักษะที่จ าเป็นส าหรับโครงงาน
ทักษะที่จ าเป็นส าหรับการด าเนินโครงงานทางภาษาอังกฤษมีดังนี้
1. ขั้นวางแผน : ทักษะการเขียน ( Writing ) ทักษะการพูด ( Speaking )
2. ขั้นปฏิบัติการ : ทักษะฟัง-พูด ( Listening / Speaking ) ทักษะการเขียน ( Writing )
3. ขั้นแลกเปลี่ยนประสบการณ์ : ทักษะฟัง-พูด ( Listening / Speaking )
ประโยชน์ของโครงงาน
โครงงานมีประโยชน์กับนักเรียนดังนี้
ั
1. ได้สัมผัสของจริง โครงงานจะท าให้นักเรียนได้ท าเรื่องเกี่ยวข้องสัมพนธ์กับโลกแห่งความเป็นจริง
เป็นการบังคับกลายๆให้นักเรียนต้องใช้และปรับสิ่งที่รู้มาใช้
2. โครงงานเป็นกิจกรรมที่เน้นการมีส่วนร่วม การที่นักเรียนได้มีโอกาสมีส่วนร่วมในการเลือกและ
ตัดสินใจจะช่วยเพิ่มความสนใจและแรงจูงใจให้แก่นักเรียน
3. โครงงานเปิดโอกาสให้นักเรียนผู้มีความสามารถต่างกันได้แสดงออกอย่างทัดเทียมกัน โครงงาน
่
ส่วนใหญ่จะท าให้นักเรียนได้ร่วมมือกันท างานอย่างทัดเทียมกัน นักเรียนซึ่งออนด้านภาษาอาจใช้
ความสามารถพเศษด้านอนของตนช่วยงานให้ส าเร็จได้ไม่แพผู้ที่เก่งด้านการอานหรือการเขียนภาษาองกฤษ
ื่
ั
ิ
่
้
ั
เพราะโครงงานส่วนใหญ่มักมีงานซึ่งไม่ต้องใช้ความรู้ทางภาษารวมอยู่ด้วย เช่น การท าแผ่นพบ การวาดภาพ
การก าหนดเวลา การดูแล การใช้กล้องถ่ายรูป เป็นต้น
ี
4. โครงงานช่วยให้ภาษาบูรณาการเข้าด้วยกันอกครั้ง โครงงานจะเออให้เกิดบริบทภาษาที่เป็น
ื้
ธรรมชาติ มีการบูรณาการภาษาเข้าด้วยกันไม่แยกเป็นการสอน โครงสร้าง หน้าที่ หรือค าศัพท์
5. โครงงานท าให้รู้สึกผ่อนคลายจากความจ าเจ โครงงานจะท าให้นักเรียนรู้สึกว่าเกิดการผ่อนคลาย ได้
เรียนในสิ่งใหม่ๆและตอบสนองความต้องการของนักเรียนได้เป็นอย่างดี
สรุป การจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษแบบโครงงานมีขั้นตอนในการด าเนินงาน
ดังต่อไปนี้ คือ การวางแผนในห้องเรียน ( Classroom Planning ) การด าเนินโครงงาน
( Carrying Out the Project )และการทบทวนและติดตามงาน ( Reviewing and Monitoring the Work )
2. ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการวิจัย
2.1 ความหมายของการวิจัย
ค าว่า " วิจัย " ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตได้ให้ค าจ ากัดความไว้ว่า หมายถึง การค้นคว้า การตรวจ
ตรา การสอบสวน
พระธรรมปิฎก ( ประยุทธ์ ปยุตโต 2542 : 3 ) ได้ให้ความหมายของการวิจัยว่าเป็นลักษณะหนึ่งของ
ั
การใช้ปัญญาพร้อมทั้งเป็นการท าให้เกิดปัญญาหรือท าให้ปัญญาพฒนาขึ้น จุดส าคัญของการวิจัย ก็คือการ
ค้นหาความจริง หาให้เจอความจริง ซึ่งแบ่งได้เป็น 4 ระดับ คือ
1. ค้นหาความจริง
2. ค้นหาสิ่งดี สิ่งที่ต้องการ สิ่งที่เป็นประโยชน์
3. ค้นหาหนทางที่จะท าให้ดี และวิธีการที่จะท าให้ดี
4. หาวิธีการที่จะท าให้ส าเร็จ
สุวิมล ว่องวาณิช ( 2543 : 34 ) กล่าวว่าการวิจัย หมายถึง การแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในห้องเรียนและน า
ผลมาปรับปรุงการเรียนการสอน การวิจัยต้องท าอย่างรวดเร็ว น าผลไปใช้ทันทีและสะท้อนข้อมูลเกี่ยวกับการ
ื่
ปฏิบัติงานต่างๆของตนเอง ให้ตนเองและกลุ่มเพอนร่วมงานในโรงเรียนได้มีโอกาสอภิปรายแลกเปลี่ยนความ
คิดเห็นในแนวทางที่ได้ปฏิบัติและผลที่เกิดขึ้น เพื่อพัฒนาการเรียนการสอนต่อไป
ื่
ิ
พชิต ฤทธิ์จรูญ ( 2543 : 8 ) กล่าวว่าการวิจัยหมายถึง การปฏิบัติการที่ท าเพอครูและนักเรียน โดย
ั
ื่
ั
การแสวงหาวิธีการ หรือพฒนาทางเลือกในการแก้ปัญหา หรือการพฒนาการเรียนรู้ของนักเรียนเพอให้เกิด
ประโยชน์สูงสุดต่อนักเรียน
ประเวศ วะสี ( 2543 : 22 ) กล่าวว่าการวิจัย หมายถึง การมีค าถาม ต้องหาค าตอบ แสวงหาค าตอบ
ด้วยการวิจัย ช่วยให้เกิดความรู้ใหม่ขึ้น การวิจัยเป็นกระบวนการเดียวกันกับกระบวนการเรียนรู้
ขจิต ฝอยทอง ( 2543 : 36 ) กล่าวว่าการวิจัย หมายถึง การที่ครูผู้สอนในวิชานั้นๆท าขึ้นเพอ
ื่
แก้ปัญหาในชั้นเรียนของตน มีการวางแผนอย่างมีระบบและน าผลการวิจัยไปพฒนาการเรียนการสอนของ
ั
ตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สรุป การวิจัย หมายถึง การแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในห้องเรียนและน าผลมาปรับปรุงการเรียนการสอน
กระบวนการวิจัยเป็นกระบวนการเดียวกับกระบวนการเรียนการสอน การวิจัยต้องมีการวางแผนอย่างเป็น
ระบบ นอกจากนี้ต้องมีการน าผลการวิจัยไปพัฒนาการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2.2 ขั้นตอนในการด าเนินการวิจัย
กาญจนา วัฒายุ ( 2544 : 37 ) กล่าวถึงขั้นตอนในการด าเนินการวิจัยดังต่อไปนี้
1. ชื่อเรื่องหรือหัวข้อปัญหาวิจัย ( Title or Statement of the Problem )
2. ค าน าหรือภูมิหลังของปัญหา ( Introduction or Background )
3. จุดมุ่งหมายของการวิจัย ( Objectives of then Study )
4. ความส าคัญของการวิจัย ( Importance of the Study )
5. ขอบเขตของการศึกษาค้นคว้า ( Limitation of the Study )
6. นิยามศัพท์เฉพาะ ( Definition of the Team )
7. ข้อตกลงเบื้องต้น (Basic Assumption )
8. สมมุติฐาน ( Hypotheses )
ี่
9. เอกสารและงานวิจัยที่เกยวข้อง ( Theoretical and Review of the Study )
10. วิธีด าเนินการวิจัย ( Method )
11. บรรณานุกรม ( Bibliography )
ชัยพจน์ รักงาม ( 2544 : 36-40 ) กล่าวถึงขั้นตอนในการด าเนินการวิจัยดังต่อไปนี้
1. การวางแผนการจัดการเรียนรู้ ( Planning )
2. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ( Do )
3. การประเมินผลการเรียนรู้ ( Check )
4. การน าผลการประเมินมาปรับปรุงงาน ( Action )
Wallace ( 1993 : 49 ) กล่าวถึงขั้นตอนในการด าเนินการวิจัยดังต่อไปนี้
1. การวางแผนการวิจัย
2. การด าเนินการวิจัย
3. การสะท้อนกลับ
4. การสรุป
กานดา พูนลาภทวี ( 2546 : 7 ) กล่าวถึงขั้นตอนในการด าเนินการวิจัยดังนี้
1. ปัญหาการวิจัย
2. วางแผนการแก้ปัญหา
3. ด าเนินการแก้ปัญหา
4. การเก็บรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล
5. สรุปผลการวิจัย
โรงเรียนอนุบาลเมืองเชียงราย ( 2546 : 15 ) กล่าวถึงขั้นตอนในการด าเนินการวิจัยดังนี้
1. วิเคราะห์ปัญหา
2. แสวงหานวัตกรรม
3. ด าเนินการวิจัย
4. สรุป/เขียนรายงาน
5. ติดตาม / ประเมินผล
การด าเนินการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยให้นักเรียนใช้ขั้นตอนการด าเนินการวิจัยดังต่อไปนี้
1 ปัญหาการวิจัย ( Statement of the problem )
2 วัตถุประสงค์การวิจัย ( Research objective )
3 สมมุติฐานการวิจัย ( Research hypothesis )
4 ขอบเขตปัญหาการวิจัย ( Scope of the problem )
5 วิธีด าเนินการวิจัย ( Process )
6 สรุปผลการวิจัย ( Conclusion )
สรุป ขั้นตอนในการด าเนินการวิจัยคือ การตั้งปัญหาการวิจัย การวางแผนการแก้ปัญหา การ
ด าเนินการแก้ปัญหา การเก็บรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล และสรุปการวิจัย
3. แหล่งเรียนรู้
ในสังคมปัจจุบัน ทุกคนมีโอกาสได้เรียนรู้อย่างกว้างขวาง ตามความต้องการอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต
จึงมีการสร้าง แลกเปลี่ยน ถ่ายทอดและกระจายความรู้ ทั้งในระบบโรงเรียน นอกระบบโรงเรียน และระหว่าง
ื่
หน่วยงานอนๆทั้งภาครัฐและเอกชนในระดับต่างๆ ตลอดจนการเรียนรู้อย่างไม่เป็นทางการ เกิดเป็น "
ั
เครือข่ายการเรียนรู้ " ซึ่งเป็นกระบวนการที่ท าให้มนุษย์สามารถพฒนาคุณภาพชีวิตของตน แนวการใช้แหล่ง
เรียนรู้มีลักษณะดังต่อไปนี้
1. เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นได้ของทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย
2. อาศัยองค์ความรู้เดิม หรือภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นฐานในการพัฒนา
3. มีองค์กรชุมชนเป็นหน่วยจัดการศึกษา ชุมชนมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน
ื่
เพอร่วมกันแก้ปัญหา จากพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา 25 กล่าวว่า รัฐต้อง
ิ
ิ
ส่งเสริมการด าเนินงานและการจัดตั้งแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตทุกรูปแบบ ได้แก่ ห้องสมุดประชาชน พพธภัณฑ์
ุ
หอศิลป์ สวนสัตว์ สวนสาธารณะ สวนพฤกษศาสตร์ อทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ศูนย์การกีฬาและ
ี
นันทนาการ แหล่งข้อมูล และแหล่งการเรียนรู้อื่นอย่างพอเพียงและมประสิทธิภาพ จะเห็นได้ว่า แหล่งเรียนรู้มี
่
ความส าคัญแกนักเรียนตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และมีความส าคัญต่อการด าเนินงาน
ของการจัดการศึกษาทุกระดับ
3.1 ความหมายของแหล่งเรียนรู้
ส านักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ ( 2544 : 2-3 )กล่าวว่า แหล่งเรียนรู้ หมายถึง แหล่ง หรือ ที่รวม
ที่อาจมี สภาพ/ สถานที่ หรือ ศูนย์รวมที่ประกอบด้วย ข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ และกิจกรรมที่มีกระบวนการ
เรียนรู้หรือกระบวนการเรียนการสอนที่มีรูปแบบแตกต่างไปจากกระบวนการเรียนการสอนที่มีครูเป็นผู้สอน
ั
หรือศูนย์กลางการเรียนศูนย์พฒนาหนังสือ กรมวิชาการ ( 2544 : 43 ) กล่าว่า แหล่งเรียนรู้ หมายถึง
แหล่งข้อมูล ข่าวสาร สนเทศ และประสบการณ์ที่สนับสนุนส่งเสริมให้นักเรียนใฝ่เรียนใฝ่รู้ แสวงหาความรู้
ั
และเรียนรู้ด้วยตนเองตามอธยาศัยอย่างกว้างขวางและต่อเนื่องเพอเสริมสร้างให้นักเรียน เกิดกระบวนการ
ื่
เรียนรู้และเป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้
สุมน อมรวิวัฒน์ ( 2544 : 2 ) กล่าวว่า แหล่งเรียนรู้ในชุมชน หมายถึง แหล่งเรียนรู้ที่รัฐและ
ุ
ประชาชนจัดตั้งขึ้น เช่น อุทยานการศึกษาในวัดและในชุมชน อุทยานประวัติศาสตร์ อทยานแห่งชาติทางทะเล
ุ
อทยานแห่งชาติในท้องถิ่นแถบภูเขา ศูนย์วัฒนธรรม ศูนย์ศิลปาชีพ ศูนย์เยาวชน ศูนย์หัตถกรรมชุมชน
ิ
ิ
ิ
ื
ื้
หอสมุด ห้องสมุดประชาชน พพธภัณฑ์ท้องถิ่น พพธภัณฑ์พนบ้าน พพธภัณฑ์ธรรมชาติเกี่ยวกับพช สัตว์ ดิน
ิ
ิ
ิ
หิน แร่ เป็นต้น
สรุป แหล่งเรียนรู้ หมายถึง แหล่ง หรือ สถานที่ ที่จัดกระบวนการเรียนรู้ให้นักเรียนได้แสวงหาความรู้
และสามารถเรียนรู้ได้อย่างหลากหลายและเหมาะสมกับนักเรียน
3.2 บทบาทของแหล่งเรียนรู้กับการเรียนการสอน
ประเวศ วะสี ( 2543 : 60-61 ) กล่าวว่าแหล่งเรียนรู้ โดยโรงเรียนควรมีความสัมพนธ์กับชุมชนใน
ั
ั
เรื่องเกี่ยวกับการเรียนรู้ในชุมชน สร้างความรู้เกี่ยวกับชุมชน และร่วมพฒนาชุมชน โดยในส่วนของการเรียนรู้
จากชุมชน ด าเนินการดังต่อไปนี้
1. เรียนรู้จากคนในชุมชน ในชุมชนมีผู้รู้ด้านต่างๆมากมาย มากกว่าครูที่สอนท่องหนังสือมากนัก เช่น
ผู้รู้ทางเกษตรกรรม ทางช่าง มีศิลปิน ผู้รู้ทางศาสนา หมอพนบ้าน มีปัญญา และความดีมากกว่าใครตั้งเยอะใน
ื้
ระดับสูง ๆ ถ้าเปิดโรงเรียนในชุมชน ให้ทั้งครูและนักเรียนได้เรียนรู้จากคนในชุมชน จะมีครูมากมาย
หลากหลาย เป็นครูที่รู้จริง ท าจริง จะท าให้การเรียนรู้เข้าไปเชื่อมโยงกับการปฏิบัติจริง การเรียนรู้จะไม่น่า
เบื่อ ที่ส าคัญจะเป็นการปรับระบบคุณค่า เดิมการศึกษาของเราดูถูกคนที่มีคุณค่าเหล่านี้ เมื่อผู้รู้ในชุมชน
เหล่านี้กลายมาเป็นครู ก็จะเป็นการยกระดับคุณค่า ศักดิ์ศรี และความภูมิใจของชุมชนอย่างแรง เป็นการถัก
ทอทางสังคม
ิ่
2. เรียนรู้จากแหล่งเรียนรู้ในชุมชน ควรส ารวจ และสร้างแหล่งเรียนรู้ในชุมชนเพมขึ้นให้เป็นแหล่ง
ิ
ิ
เรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็นทุ่งนา ป่าเขา แหล่งน้ า วัด แหล่งอนุรักษ์ป่า แหล่งอนุรักษ์สัตว์ กลุ่มอาชีพต่างๆ พพธภัณฑ์
ต าบล ทุกต าบลควรสร้างพิพิธภัณฑ์ของตนเอง เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ ศิลปะ วัฒนธรรม
3. เรียนรู้จากเรื่องของชุมชน การเรียนควรจะเรียนเรื่องของชุมชนให้มากที่สุด เช่น ประวัติศาสตร์
ภูมิศาสตร์ เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม การแพทย์พื้นบ้าน ศาสนา
4. เรียนรู้จากการปฏิบัติงานในชุมชน ครูและนักเรียนควรจะเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติจริงในชุมชน
เช่น ท าการเกษตร หัตถกรรม แปรรูปอาหาร งานช่าง ธุรกิจชุมชน การท่องเที่ยว การแพทย์แผนไทย การท า
ั
ื่
มาหากิน เพอที่จะได้ท างานเป็น จัดการเป็น อยู่ร่วมกันเป็น มีอาชีพ แก้ปัญหาเศรษฐกิจ และการพฒนา
ศีลธรรมไปในตัว เป็นศีลธรรมที่เกิดขึ้นจากการด าเนินชีวิตร่วมกัน แต่ไม่เกิดจากการท่องวิชาศีลธรรม
พจนี เทียมศักดิ์ ( 2543 : 217-226 ) ได้กล่าวถึงบทบาทของแหล่งเรียนรู้กับการเรียนการสอนดังนี้
1. การเปิดโอกาสให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในโรงเรียน จะท าให้การเรียนรู้สอดคล้องกับสภาพแท้จริง
ในชุมชน นอกจากนั้น การเรียนรู้จากวิถีชุมชนรอบตัว จากครอบครัว จากวัด จากผู้รู้ในชุมชน ไม่เลือกเวลา
และสถานที่ จะท าให้นักเรียนได้เรียนรู้ตรงกับสิ่งที่สนใจ เป็นการส่งเสริมให้เกิดกระบวนการเรียนรู้อย่าง
ต่อเนื่องตลอดชีวิต
ั
ั
2. ครูมีบทบาทอย่างยิ่งต่อการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างโรงเรียนกับชุมชน สัมพนธภาพอนดีของครูที่มี
ั
ต่อนักเรียน จะกอให้เกิดความสัมพนธ์อนดีระหว่างโรงเรียนและชุมชน นอกจากนี้ครูจะเป็นตัวประสานหลัก
่
ั
ในการดึงชุมชนเข้ามาร่วมในกิจกรรมของโรงเรียน
3. การจัดการเรียนให้นักเรียนได้สัมผัสประสบการณ์ตรง โดยใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในชุมชนมาใช้จัดการ
เรียนการสอน ทั้งทรัพยากรบุคคลหรือทรัพยากรธรรมชาติในชุมชน เป็นรูปแบบการเรียนรู้ที่จะพฒนา
ั
ศักยภาพของนักเรียนอย่างได้ผลดีมากกว่าการเรียนรู้จากต าราเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้การใช้ทรัพยากรที่มี
อยู่ในชุมชนมาจัดกิจกรรมการเรียนการสอน จะท าให้นักเรียนมีความเข้าใจและภูมิใจในท้องถิ่นชุมชนของตน
4. การเปิดโอกาสให้ปราชญ์หรือผู้รู้ในชุมชนมาร่วมเป็นผู้สอนหรือวิทยากรบางเนื้อหา เช่น การสอน
เรื่องพชสมุนไพร เกษตรผสมผสาน หรือวิทยาการอนๆที่มีอยู่ในชุมชนเป็นรูปแบบของการถ่ายทอดภูมิปัญญา
ื
ื่
ั
ั
ท้องถิ่นสู่คนรุ่นใหม่ที่ดีที่สุดวิธีหนึ่ง นอกจากนี้ยังจะส่งผลให้เกิดความเป็นอนหนึ่งอนเดียวกันของโรงเรียนและ
ชุมชน สร้างความภูมิใจในท้องถิ่น และส่งเสริมให้ชุมชนเข้ามามีส่วนในการจัดการศึกษาอย่างเสมอภาค
โรงเรียนบ้านสะป า " มงคลวิทยา " ( 2545 : 125 ) กล่าวถึงบทบาทของแหล่งเรียนรู้กับการเรียนการ
สอนดังนี้
1. การจัดการเรียนการสอน ควรจัดให้นักเรียนได้ศึกษาเรียนรู้จากแหล่งเรียนรู้ ในชุมชนและ
ธรรมชาติด้วย เพื่อให้การเรียนรู้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของชุมชน และธรรมชาติในสภาพความเป็นจริง
2. การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนไม่ควรมีรูปแบบตายตัว ตามตารางสอนที่จัดไว้เป็นรายคาบในแต่
ละวัน แต่ควรยืดหยุ่นในเรื่องการใช้เวลา มีกิจกรรมการเรียนการสอนที่หลากหลายในรูปแบบบูรณาการ
เพอให้นักเรียนได้เรียนรู้ตามแนวทางการปฏิรูปการศึกษาตามหลักสูตรและตามพระราชบัญญัติการศึกษา
ื่
แห่งชาติ พ. ศ. 2542
สุมน อมรวิวัฒน์ ( 2544 : 7 ) กล่าวถึงบทบาทของแหล่งเรียนรู้กับการเรียนการสอนดังนี้
1. การเรียนรู้เกิดขึ้นได้กับทุกคน ในทุกสถานที่ ทุกเวลา
2. แหล่งการเรียนรู้ของชุมชนมีอยู่มากมาย ทั้งที่เป็นองค์กรจัดตั้งในชุมชน วิถีชีวิต การท ามาหากิน
ประเพณี พิธีกรรม และสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ
3.การเรียนรู้ที่ดีเกิดขึ้นจากการที่ทุกฝ่ายสร้างเครือข่ายของการเชื่อมโยงประสบการณ์เกิดสังคมการ
เรียนรู้และสังคมคุณธรรม
4. การเรียนรู้จากแหล่งการเรียนรู้ในชุมชนและธรรมชาติ เป็นกระบวนการที่มีความสุข สร้างสรรค์
ความคิด และประสบการณ์ชีวิตที่มีคุณค่า
สรุป บทบาทของแหล่งเรียนรู้กับการเรียนการสอน ครูควรจัดการเรียนรู้โดยให้นักเรียนได้ศึกษาจาก
ื่
แหล่งเรียนรู้ในชุมชนและธรรมชาติด้วย เพอให้การเรียนรู้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของชุมชนและการเรียนรู้ตาม
ึ
แนวทางการปฏิรูปการศึกษาตามหลักสูตรและตามพระราชบัญญัติการศกษาแห่งชาติ พ. ศ. 2542
4. งานวจัยที่เกี่ยวกับการเรียนการสอนที่ให้นักเรียนใช้กระบวนการวจัยเป็นส่วนหนึ่งของ
ิ
ิ
กระบวนการเรียนรู้ในประเทศไทย
สิริมา ภิญโญอนันตพงษ์ ( 2547 : 94-96 ) ได้ด าเนินโครงการวิจัยเรื่อง การพฒนาโครงการเด็กวิจัย
ั
และการประเมินเด็กเป็นส าคัญ พบว่า เด็กมีทักษะในการสังเกต มีการสืบค้น มีการค้นคว้าข้อความรู้ ชอบ
ค้นหาค าตอบ มีทักษะการสื่อความหมาย มีความคิดสร้างสรรค์ รู้จักแสดงความคิดเห็น ความรู้สึก ตั้งค าถาม
ตอบค าถาม มีทักษะการท างานกลุ่ม รู้จักการวางแผน ตัดสินใจ แก้ไขข้อขัดแย้ง รู้จักวิเคราะห์ สรุป
รับผิดชอบในบทบาท และมมนุษยสัมพันธ์
ี
โรงเรียนวัดอนทราราม ( 2547 : 143-149 ) ได้ด าเนินการให้นักเรียนจัดท าการวิจัยในรูปแบบของ
ิ
โครงงาน เช่น โครงงานประเภทส ารวจรวบรวมข้อมูล โครงงานประเภททดลอง โครงงานประเภทสิ่งประดิษฐ์
โครงงานประเภททฤษฎี ปรากฏว่านักเรียนได้ด าเนินการได้เป็นอย่างดี
พวงเพญ อนทรประวัติ ( 2546 : 16 ) ได้ด าเนินการจัดการเรียนการสอนรายวิชาการเขียน
ิ
็
ภาษาองกฤษที่ใช้กระบวนการวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ พบว่านักเรียนจ านวนเกินกว่า 85 %
ั
ประสบผลส าเร็จในการเรียนรายวิชานี้เป็นอย่างดี นักเรียนยอมรับความคิดเห็นและรับฟังผู้อื่น ซึ่งเป็นแนวการ
เรียนรู้ร่วมกันของทุกคนที่เกี่ยวข้อง
จุฬาวัลย์ แก้วดวงดี ( 2543 : 67 ) ได้ท างานวิจัยเรื่อง Thai Culture Exhibition in English กับ
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนชัยภูมิ อ าเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ ผลการวิจัยปรากฏว่า นักเรียนมีความ
คิดเห็นว่าการด าเนินงานตามโครงการมีประโยชน์มาก นักเรียนสามารถบูรณาการวิชาภาษาองกฤษกับภูมิ
ั
ปัญญาไทยและรายวิชาอาชีพท้องถิ่น รวมไปถึงรายวิชาสังคมศึกษาได้อีกด้วย
ิ
5. งานวจัยที่เกี่ยวกับการเรียนการสอนที่ให้นักเรียนใช้กระบวนการวจัยเป็นส่วนหนึ่งของ
ิ
กระบวนการเรียนรู้ในต่างประเทศ
Khuchin ( 2546 : 63 ) ได้ท างานวิจัยเกี่ยวกับนักเรียนวัยรุ่น เรื่อง Talent Show โดยให้นักเรียนท า
วิจัยพบว่า นักเรียนประสบความส าเร็จในการแสดงบทบาทสมมุติ นักเรียนมีความคิดเห็นว่าภาษามีชีวิต สนุก
สร้างสรรค์
Palozzo ( 2546 : 63 ) ได้ท างานวิจัยเกี่ยวกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาอายุ 14 ปี โดยให้นักเรียนท า
วิจัยพบว่านักเรียนได้มีการพัฒนาทักษะในด้านการฟัง พูด อ่านและเขียนเป็นอย่างดี
Molina ( 2546 : 64) ได้ท างานวิจัยกับนักเรียนอายุ 17-19 ปี ในโรงเรียนมัธยมศึกษาในประเทศ
สเปน โดยให้นักเรียนเลือกท างานวิจัยเกี่ยวกับหนังสือพิมพพบว่านักเรียนประสบความส าเร็จในด้านการเขียน
์
การอ่านเป็นอย่างดี
สรุป การจัดการเรียนการสอนที่ให้นักเรียนท าวิจัยทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ มีอย่าง
หลากหลาย การจัดการเรียนการสอนที่ใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้จะเป็นผลให้นักเรียนมี
การพัฒนาทักษะในด้านการฟัง พูด อ่านและเขียนได้เป็นอย่างดี
การอ่านออกเสียง
่
่
ู
การอานออกเสียงภาษาองกฤษมีหลายลีลา (Style) เช่น การอานนิทาน ซึ่งมีค าพดโดยตรง ประสม
ั
่
ประสานกับการบรรยายเรื่องราว ก็จะใช้น้ าเสียงแตกต่างกัน การอานกวีนิพนธ์ โคลง กลอนก็จะอานอกแบบ
ี
่
หนึ่ง
การสอนทักษะการอ่าน (Reading Skill)
ทักษะการอ่านแบ่งออกเป็นการออกเสียง (Reading aloud) และการอ่านในใจ (Silent Reading)
เทคนิคการสอนอ่านออกเสียง
1. Basic Step of teaching การสอนอ่านเบื้องต้น
1.1 ครูอ่านที่ละประโยคให้นักเรียนฟัง นักเรียนทั้งหมดอ่านตาม
1.2 ครูอ่านที่ละประโยคให้นักเรียนฟัง นักเรียนอ่านตามที่ละคน
1.3 นักเรียนอ่านคนละประโยคต่อเนื่องกัน
1.4 นักเรียนฝึกอ่านเอง
1.5 สุ่มให้นักเรียนอ่านหน้าชั้น
่
2. Chain – Reading โดยใช้การอ่านข้อ 1.3 เช่นครูเรียก Chain Number One นักเรียนเลขที่ 1 อาน
ครูเรียกเลขที่ต่อไปไม่ให้อ่านขาดตอน
3. Read and Look- up อ่านแล้วเงยหน้า
4. Speed Reading อ่านให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้
5. Reading for Accuracy คือการอานเน้นความถูกต้องชัดเจนในการออกเสียง ทั้ง Stress,
่
Intonation, Cluster and Final Sound
ขบวนการสอนทักษะการอ่าน
ขั้นที่ 1 Pre- Reading (Exercise / Task – Presentation)
ขั้นที่ 2 While Reading (Exercise / Task – Practice)
ขั้นที่ 3 Post Reading (Exercise /Task – Production)
การสอนการออกเสียง (Teaching Pronunciation)
มีขั้นตอนการสอนดังนี้
1. Presentation ครูออกเสียงโดยแสดงรูปปากและวิธีการออกเสียงอย่างช้า ๆ และดังมากกว่าปกติ
3- 5 ครั้ง เสียงสัญญาลักษณ์ ( Phonic Symbols ) และตัวอย่างค า 2 – 3 ค า
2. Practice ครูออกเสียง พร้อมทั้งชี้ตัวอย่างบนกระดาน 2 – 3 ครั้ง นักเรียนฝึก
3. Production ท าแบบฝึกหัด
สิ่งที่ควรรู้ในสาระ ( Strand ) กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ
สาระที่ 1 ภาษาเพื่อการสื่อสาร ( Language for Communication)
ั
ในหลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ( ภาษาองกฤษ) จะมีมาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้น
เกี่ยวกับการออกเสียง การอ่านออกเสียง จึงขอน าเสนอสารที่ครูควรทราบและท าความเข้าใจ ดังนี้
การออกเสียง
การออกเสียงสระ (Vowels) สระในภาษาอังกฤษแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
1. สระเดี่ยว ( สระที่ออกเพียงเสียงเดียว )
2. สระประสม ( สระที่ออกสองเสียงร่วมกัน )
1. สระเดี่ยว ในภาษาอังกฤษมี 12 เสียง คือ
1.1 เสียง /อี / เช่น tree, beat, leaf, piece
1.2 เสียง / อิ / เช่น Iid
1.3 เสียง / เอ/ เช่น dead, many, said
1.4 เสียง / แอ / เช่น pad, tag, cat
1.5 เสียง / อา / เช่น part, heart
1.6 เสียง / ออ / เช่น dog, watch
1.7 เสียง / ออ / เช่น horse, saw , hall
1.8 เสียง / โอ,อู / เช่น possible, woman
1.9 เสียง / เออ / เช่น bird ,her turn
1.10 เสียง / อะ / เช่น some, son, country
1.11 เสียง / อู / เช่น full, pool
1.12 เสียง / อู / เช่น broom , goose
2. สระประสม ในภาษาอังกฤษมี 9 เสียงคือ
2.1 เสียง / อิ / หมายถึง a เช่น hail, hell
2.2 เสียง / แอ/ หมายถึง เช่น where, care
2.3 เสียง / โอ / หมายถึง เช่น so, oak, toe
2.4 เสียง / ออ / หมายถึง เช่น roar, more, four
2.5 เสียง / อา/ หมายถึง เช่น part , heart
2.6 เสียง / ไอ/ หมายถึง เช่น time, dry, high
2.7 เสียง / ออ/ หมายถึง เช่น boil ,boy, noise
2.8 เสียง / เอา/ หมายถึง เช่น sound, cow
2.9 เสียง / อัว / หมายถึง เช่น poor, tour, during
การออกเสียงพยัญชนะ (Consonants)
ื้
พนฐานในการออกเสียงที่ควรทราบ
1. เสียงระเบิด มีทั้งเสียงระเบิดก้อง และเสียงระเบิดไม่ก้อง
2. เสียงนาสิก (Nasals)
3. เสียงกักเสียดแทรก
4. เสียงเสียดแทรก
5. เสียงเปิด
6. เสียงข้างลิ้น
7. เสียงพยัญชนะต้นค า (Initial Sound)
8. เสียงพยัญชนะท้ายค า (Final Sound)
9. เสียงควบกล้ าต้นพยางค ์
10. เสียงควบกล้ าท้ายพยางค์
11. เสียงเน้นหนัก (Stress)
12. เสียงเชื่อมโยง (Linking)
13. ท านองเสียง สูง-ต่ า (Intonation)
14. เสียงในประโยคบอกเล่า ปฏิเสธ ค าสั่ง ค าถาม (Wh- Question) ค าถามเสริม (Tag- Question)
วิธีการสอนออกเสียง ( Teaching Pronunciation)
ท าไมจึงต้องสอนการออกเสียง
ปัญหาและวิธีการในการสอนออกเสียง
เทคนิคและกิจกรรมต่างๆ
ท าไมจึงต้องสอนการออกเสียง
การให้ความส าคัญต่อข้อผิดพลาดในการออกเสียงของนักเรียนและผลกระทบที่ท าให้การสื่อสารไม่
ประสบความส าเร็จนั้น เป็นพนฐานส าคัญที่จะช่วยอธิบายได้ว่าท าไมเราจึงให้ความส าคัญต่อการสอนการออก
ื้
เสียงในห้องเรียน เช่น เมื่อนักเรียนพดว่า “ Soap (สบู่)” ในสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับร้านอาหารซึ่งนักเรียน
ู
น่าจะพูดค าว่า “Soup (ซุป)” การออกเสียงผิดอาจท าให้เกิดการเข้าใจผิดที่ไม่ถูกต้องได้ (อย่างน้อยก็เป็นส่วน
ในคนเสิร์ฟ) นักเรียนที่ออกเสียงผิดเป็นประจ าอาจท าให้ผู้ฟงที่มาจากดินแดนที่ใช้อกภาษาหนึ่งต้องใช้ความ
ั
ี
พยายามอย่างมากที่จะเดาได้ว่าก าลังพดค าว่าอะไรอยู่สิ่งนี้อาจท าให้นักเรียนคนนั้นมีปัญหาในการสื่อสารกับ
ู
เจ้าของภาษาทั้งๆที่อาจจะมีความสามารถในด้านไวยากรณ์และค าศัพท์เป็นอย่างดี
ตัวอย่างข้างต้นแสดงให้เห็นถึงปัญหาที่เกิดจากการออกเสียงผิดพลาด ซึ่งท าให้เกิดปัญหาใน การรับรู้
(reception) หรือการเข้าใจความหมายหรือจุดประสงค์ของค าพูด นอกจากนี้การออกเสียงยังอาจมีผลต่อการ
รับรู้เรื่องอารมณ์ของค าพูดได้เช่นกัน เช่น เวลาคนเยอรมันพูดภาษาอังกฤษ
ู
ู
ั
ู
ส าเนียงเยอรมันอาจท าให้ฟงดูไม่สุภาพ พดแบบห้วนๆในขณะที่คนที่พดภาษาสเปนมักจะพดด้วยท านองเสียง
เรียบๆกว่าเวลาเจ้าของภาษาองกฤษพด บางครั้งอาจฟงดูน่าเบื่อในความคิดของเจ้าของภาษา แม้ว่าปัญหา
ั
ั
ู
เหล่านี้จะเห็นได้ไม่ชัดเจนนัก แต่ก็เป็นปัญหาจริงๆ สมควรที่จะตรวจสอบและหาทางแก้ไขในห้องเรียน
ุ
แน่นอนที่ปัญหาในการออกเสียงไม่ได้เป็นอปสรรคในการสื่อสารไปทั้งหมด เช่น หากนักเรียนชาว
เยอรมันต้องการขออนุญาตเปิดหน้าต่างและออกเสียงค าว่า ‘Window’ ว่า เป็นไปได้ว่าจะไม่เป็นอปสรรคใน
ุ
การสื่อสาร ดังนั้นครูผู้สอนจึงต้องดูความจ าเป็น ไม่ใช่คอยแก้ทุกอย่างเสมอไป อย่างไรก็ตาม ควรระวังไว้ว่า
ถึงแม้นักเรียนจะไม่มีปัญหาเรื่องการสื่อสาร แต่มักจะยินดีให้ผู้สอนคอยเตือนเรื่องข้อผิดพลาดในการออกเสียง
ของตน
ปัญหาและวิธีการในการสอนการออกเสียง
มีปัญหาใหญ่ๆสองประการในการสอนการออกเสียง ประการแรกคือ การสอนออกเสียงมักจะถูก
ละเลย ประการที่สองเมื่อถูกละเลย จึงมักจะมีการสอนก็ต่อเมื่อมีปัญหาใดปัญหาหนึ่งในห้องเรียน แทนที่จะ
วางแผนการสอนอย่างเป็นระบบ
สิ่งที่ขัดแย้งกันเอง (Paradox) ในเรื่องการสอนการออกเสียง
การที่วิธีการออกเสียงถูกละเลยนั้น อาจจะไม่ได้เป็นเพราะครูสอนขาดความสนใจในวิชานี้แต่อาจเป็น
เพราะไม่แน่ใจว่าจะสอนอย่างไร ครูผู้สอนที่มีประสบการณ์จ านวนมากอาจจะยอมรับว่าขาดความรู้ในเรื่อง
ทฤษฎีการออกเสียง ดังนั้นจึงรู้สึกว่าต้องปรับปรุงทักษะที่จ าเป็นในการออกเสียง แม้ว่าครูฝึกสอนและครูที่มี
ประสบการณ์ไม่มากอาจจะสนใจวิชาการออกเสียงเป็นอย่างมากแต่ความกังวลในเรื่องการสอนไวยากรณ์และ
ค าศัพท์มักจะน าหน้าเรื่องอื่นเสมอในขณะเดียวกัน นักเรียนมักจะสนใจใคร่รู้เรื่องการกชออกเสียงเพราะรู้สึกว่า
เป็นสิ่งที่จะช่วยให้ตนสื่อสารได้ดีขึ้น ดังนั้นสิ่งที่ดูขัดแย้งกันก็คือแม้ว่าครูผู้สอนและนักเรียนจะให้ความสนใจใน
วิชานี้ แต่วิชานี้ก็มักจะถูกละเลย
ครูผู้สอนการออกเสียงงจ าเป็นต้องม ี
พื้นฐานที่ดีด้านความรู้ในเรื่องทฤษฎี
ทักษะที่ใช้ได้จริงในห้องเรียน
หนทางที่จะน าไปสู่ความคิดดีๆ ส าหรับกิจกรรมในห้องเรียน
จากการสอนแบบเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าสู่การสอนแบบมีการวางแผน
การสอนออกเสียงส่วนใหญ่มักจะท าเมื่อมีนักเรียนในชั้นออกเสียงผิด แน่นอนที่การสอนแบบแก้ปัญหา
เฉพาะหน้าเช่นนี้เป็นสิ่งจ าเป็นและก็คงจะเป็นเช่นนี้ตลอดไป นักเรียนมักจะท าผิดในเรื่องไวยากรณ์และ
ค าศัพท์เช่นกัน และครูผู้สอนก็จะจัดการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปเรื่อยๆ อย่างไรก็ตาม เมื่อต้องจัดการวาง
แผนการสอนหรือจัดตารางเรื่องที่ต้องท าครูผู้สอนมักจะให้ความส าคัญกับไวยากรณ์เป็นล าดับแรก ตามด้วย
เรื่องศัพท์ โดยจัดเรียงค าศัพท์และรูปประโยคต่างๆ เตรียมไว้ตามที่เห็นสมควร เมื่อมองดูหน้าสารบัญของ
หนังสือเรียนส่วนใหญ่ จะเห็นได้ชัดว่ามักจะคิดถึงการจัดระบบภาษาในด้านโครงสร้างทางไวยากรณ์ ถึงแม้ว่า
ในปัจจุบันมีหนังสือบางเล่มที่จัดเรียงล าดับเนื้อหาของหลักสูตรโดยยึดค าศัพท์เป็นหลักก็ตาม ดังนั้นจึงเป็นเรื่อง
ปกติที่จะให้ความส าคัญกับไวยากรณ์เป็นอันดับแรกในการวางบทเรียน
แต่หากมีการวางแผนให้บทเรียนมีเรื่องการออกเสียงอยู่ด้วยก็จะดี ครูทุกคนควรระลึกเสมอว่าการ
ออกเสียงมีความส าคัญต่อการวิเคราะห์ภาษาและการวางบทเรียนการวิเคราะห์ภาษาครั้งใดที่ไม่ให้ความส าคัญ
หรือกันเรื่องการออกเสียงออกไป ย่อมท าให้การวิเคราะห์นั้นๆไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ ในท านองเดียวกัน บทเรียน
ื่
ิ
ที่เน้นเรื่องไวยากรณ์หรือค าศัพท์ใดๆ เป็นพเศษก็ควรจะสอนเรื่องการออกเสียงไปด้วยเพอให้นักเรียนเห็น
ภาพรวมซึ่งจะท าให้มีโอกาสสื่อสารได้อย่างสมบูรณ์มากขึ้น เมื่อวางแผนการสอนครูผู้สอนควรจะตัดสินใจให้ได้
ว่าการออกเสียงเรื่องงอะไรเกี่ยวข้องกับไวยากรณ์และศัพท์ในบทเรียนนั้นๆ โดยอาจจะคาดการณ์ล่วงหน้าได้ว่า
ื่
นักเรียนจะมีปัญหาการออกเสียงเรื่องใดเพอจะได้วางแผนการสอนได้ตามนั้น แน่นอนที่เราคงจะยังต้องมีการ
สอนแบบแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในห้องเรียนอยู่เช่นเดียวกันกับการสอนไวยากรณ์และค าศัพท์แต่การคาดการณ์
ี
ล่วงหน้า และการวางแผนจะท าให้ครูผู้สอนสามารถวิเคราะห์ให้ผู้เริ่มเรียนทราบได้อย่างละเอยดมากขึ้น ซึ่งจะ
ท าให้นักเรียนมีโอกาสฝึกการใช้ภาษาได้อย่างครบถ้วนมากขึ้น การรวมการออกเสียงเข้าไปในบทเรียน
ไวยากรณ์และค าศัพท์ยังเป็นประโยชน์มากขึ้นอกเนื่องจากนักเรียนจะได้เห็นความส าคัญของการออกเสียง ใน
ี
ส่วนที่จะท าให้การสื่อสารประสบความส าเร็จหรือไม่ด้วย
เมื่อพจารณาถึงประเด็นดังกล่าวแล้ว และเมื่อส ารวจเนื้อหาโดยตลอดของหนังสือเล่มนี้ จึงขอแบ่ง
ิ
บทเรียนออกเป็นสามแบบคร่าวๆดังนี้
บทเรียนรวม (Integrated lessons) ซึ่งการออกเสียงจะเป็นส่วนส าคัญประการหนึ่งของการ
วิเคราะห์ภาษาและขั้นตอนการวางแผนการน าเสนอตัวภาษาและแบบฝึกหัดของบทเรียน
บทเรียนซ่อมเสริม (remedial lessons) หรือบทเรียนที่ใช้ส าหรับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
ื่
(reactive lessons) โดยจะน าเสนอวิธีจัดการปัญหาในการออกเสียงของนักเรียนในชั้น เพอให้
สามารถท ากิจกรรมในห้องเรียนได้อย่างครบถ้วนถูกต้องมากขึ้น
แบบฝึกหัด (practice lessons) ซึ่งจะแยกเสียงที่เป็นปัญหาออกมาโดยเฉพาะ และให้มีการ
ฝึกต่างหาก โดยจะเป็นส่วนที่เน้นในแต่ละบทเรียน
ควรสอนการออกเสียงภาษาอังกฤษแบบใด
ั
นับเป็นเวลานานมาแล้ว ที่ภาษาองกฤษได้แพร่ออกมานอกอาณาเขตของดินแดนที่เป็นต้นก าเนิด ถ้า
เราเปรียบเทียบภาษาองกฤษแบบต่างๆ ที่ใช้เป็นภาษาที่หนึ่งในประเทศและดินแดนทั้งหลาย เราจะได้เห็นว่า
ั
ภาษาอังกฤษนั้นเปลี่ยนแปลงไปมาก เพียงแต่นึกถึงภาษาอังกฤษแบบต่างๆ ที่ใช้ในสหราชอาณาจักร ไอร์แลนด์
ั
สหรัฐอเมริกา และแคนาดา ก็คงจะเห็นภาพความหลากหลายได้ดี เมื่อภาษาองกฤษมีใช้แพร่เข้าไปในประเทศ
ั
ต่างๆ โดยไม่ได้ใช้เป็นภาษาที่หนึ่ง จึงท าให้ยิ่งมีความหลากหลายมากยิ่งขึ้นการที่มีการใช้ภาษาองกฤษกันอย่าง
ั
แพร่หลายประกอบกับการติดต่อสื่อสารที่ท าได้โดยสะดวกรวดเร็วทั่วโลก ท าให้มีการใช้ภาษาองกฤษในการ
สื่อสารมากยิ่งขึ้นในหมู่ผู้ที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่หนึ่ง
สิ่งนี้เป็นประเด็นทั้งด้านทฤษฎีและปฏิบัติส าหรับครูผู้สอน อาจมีข้อโต้แย้งกันว่าควรจะสอน
ั
ภาษาองกฤษแบบใด ค าว่า “แบบ” ( model) ในที่นี้หมายถึงลักษณะการออกเสียงที่ครูผู้สอนใช้ในการสอน
นักเรียนในชั้นของตน
ั
ั
ในอดีตนั้น ภาษาองกฤษแบบที่นิยมสอนกันในสหราชอาณาจักรหรือในหมู่ครูชาวองกฤษที่สอนอยู่ใน
ประเทศต่างๆก็คือ ภาษาอังกฤษแบบมาตรฐาน (Received Pronunciation หรือ RP)
ภาษาอังกฤษแบบอังกฤษนั้นมีส าเนียงในการพดที่แตกต่างกันมากมายหลายรูปแบบ โดยส่วนใหญ่แล้วส าเนียง
ู
ู
ั
ื้
เหล่านี้จะสามารถบอกให้ทราบได้ว่าผู้พดมีพนเพมาจากบริเวณใด แต่ภาษาองกฤษแบบมาตรฐานนั้น ต่าง
ออกไปตรงที่จะบอกให้ทราบถึงพนเพทางด้านสังคมของผู้พดมากกว่าพนเพด้านถิ่นฐานโดยในทุกวันนี้ก็ยังคง
ื้
ู
ื้
ู
ั
ี
สามารถใช้เป็นตัวชี้สถานภาพและระดับการศึกษาของผู้พดได้ ภาษาองกฤษแบบมาตรฐานนี้ทีชื่อเรียกอกว่า
เป็น the Queen’s English หรือ BBC English ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาชื่อ A.J. Ellis เป็นคนตั้งชื่อส าเนียงแบบ
ู
ี
นี้ว่า Received Pronunciation เมื่อ ค.ศ. 1869 อย่างไรก็ตามส าเนียง RP นี้ในปัจจุบันมีผู้พดอยู่เพยง 3
เปอร์เซ็นต์ ในสหราชอาณาจักร และจ านวนก าลังลดลงไปเรื่อยๆ นอกจากนี้ยังไม่ค่อยจะเป็นที่นิยมสอนใน
ู
ห้องเรียนเนื่องจากมีครูผู้สอนจ านวนน้อยมากที่พดส าเนียงนี้เป็นปกติวิสัย อย่างไรก็ตามส าเนียง RP นี้เป็น
พื้นฐานส าคัญในการค้นคว้าเรื่องการออกเสียงในปัจจุบัน ดังนั้นจึงยังคงมีอิทธิพลอยู่
ในฐานะที่เป็นครูสอนภาษา ภาษาที่เราใช้สอนในห้องเรียนมักจะใกล้เคียงกับภาษาที่เราใช้เมื่ออยู่นอก
ห้องเรียน มีครูเป็นจ านวนมากที่ปรับส าเนียงการพูดของตนเล็กน้อยเพื่อประโยชน์ของนักเรียนแต่ก็มีครูจ านวน
น้อยมากที่สามารถสอนโดยใช้ส าเนียงที่ต่างจากที่พดตามปกติได้อย่างสม่ าเสมอ ไม่ว่าจะตั้งใจเพยงใดก็ตาม
ู
ี
อย่างไรก็ดี ครูสอนภาษาจ าเป็นจะต้องรู้เรื่องความหลากหลายและความแตกต่างของภาษา ยิ่งมีความรู้เรื่อง
ส าเนียงต่างๆมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งท าให้สามารถท าให้สอนได้อย่างคนรอบรู้ยิ่งขึ้น
สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงก็คือ เราจะต้องพจารณาถึงความจ าเป็นของนักเรียนซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้ว
ิ
ส าเนียง RP ยังคงเป็นเป้าหมายของการสอนออกเสียง เนื่องจากมีสถานภาพที่เป็นประเพณีนิยม แม้ว่า
สถานภาพนี้จะก าลังมีการเปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆก็ตามนักเรียนมักจะมีภาษาแบบที่ต้องการอยู่ในใจแล้ว ไม่ว่า
จะเป็นภาษาอังกฤษแบบอังกฤษ แบบอเมริกัน แบบไอริช แบบออสเตรเลีย หรือแบบอนๆ เป้าหมายที่อยู่ในใจ
ื่
นี้จะเป็นเรื่องของเหตุผลของแต่ละคน และมักจะเป็นเรื่องที่ค่อนข้างคลุมเครือ ในห้องเรียนหนึ่งๆ อาจมีความ
ั
หลากหลาย โดยนักเรียนที่ต้องเรียนภาษาองกฤษอาจนั่งอยู่ติดกับนักเรียนที่ต้องการเรียนภาษาองกฤษแบบ
ั
อเมริกันก็ได้ (หรือบางทีอาจได้อทธิพลมาจากผู้คนที่พบเห็นหรือท างานด้วยนอกห้องเรียน) และถ้าครูผู้สอน
ิ
เป็นคนออสเตรเลียควรจะสอนภาษาแบบไหน สิ่งนี้อาจเป็นเรื่องของทฤษฎี แต่เราก้ออาจจะมีนักเรียนที่เคย
เรียนกับครูที่พูดภาษาอังกฤษส าเนียงต่างๆมาก่อนหน้านี้แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรรีที่เป็นชั้นเรียนที่นักเรียน
ู
เป็นคนต่างภาษา แม้กระทั่งในชั้นเรียนที่นักเรียนพดภาษาเดียวกันเราจะพบว่านักเรียนมีเป้าหมายส่วนตัวใน
การออกเสียงต่างๆกันไป
เรื่องนี้ไม่มีค าตอบที่ง่ายๆให้ แม้ว่าครูผู้สอนจะสอน การออกเสียง (Production)
และการรับฟัง (Reception) แยกออกจากกันเพอสนองความต้องการของนักเรียนซึ่งจะท าให้นักเรียนสามารถ
ื่
ั
ั
เข้าใจภาษาองกฤษแบบต่างๆได้ และในขณะเดียวกันให้เลือกเรียนภาษาองกฤษแบบที่ต้องการได้ โดยมีข้อ
ั
ั
แม้ว่าจะต้องเป็นแบบที่สามารถฟงเข้าใจได้โดยทั่วไป เช่น ในการสอนการรับฟงครูผู้สอนอาจเน้นเรื่องความ
ั
ั
ั
แตกต่างระหว่างเสียงสระในภาษาองกฤษแบบองกฤษกับภาษาองกฤษแบบอเมริกัน หรือเรื่องท านองเสียงสูง
ในการพูดแบบต่างๆ ให้มากที่สุดเท่าที่จะท าได้
เทคนิคและกิจกรรม
เมื่อครูผู้สอนตัดสินใจแล้วว่าจะให้ความส าคัญต่อการสอนออกเสียงในชั้นเรียน และได้เลือกแล้วว่าจะ
สอนการออกเสียงภาษาองกฤษแบบใด สิ่งที่ต้องคิดต่อไปก็คือ จะใช้เทคนิคและกิจกรรมอะไรในการสอน ทั้ง
ั
เทคนิคและกิจกรรมล้วนมีมากมายหลากหลายรูปแบบตั้งแต่เทคนิคแบบเข้มข้น เช่น การฝึกพดซ้ าๆ จนคล่อง
ู
จนกระทั่งพวกเทคนิคกว้างๆ เช่น ให้นักเรียนฝึกสังเกตการออกเสียงใดเสียงหนึ่งโดยเฉพาะในบทเรียนการฟง
ั
นอกจากนี้แล้ว ยังมีการสอนออกเสียงที่ส าคัญ 2 ประการคือการสอนทักษะการออกเสียง(Productive
ั
skills) และการสอนทักษะการรับฟง (receptive skills) ในเรื่องของการรับฟงนั้น นักเรียนจะต้องสามารถ
ั
ได้ยินความแตกต่างของหน่วยเสียงทั้งหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยเสียงที่ไม่มีในภาษาของตน (L1) จากนั้น
จะต้องสามารถน าความรู้นี้มาใช้ในการออกเสียงได้ด้วย การฝึกพดซ้ าๆจนคล่อง โดยการใช้ตัวอย่างนั้นจะเป็น
ู
ประโยชน์ในการพัฒนาทักษะทั้งสองประการ ในขณะที่กิจกรรมการฟงจะมีผลอย่างยิ่งต่อการพฒนาทักษะการ
ั
ั
รับฟัง
การฝึกพูดซ้ าๆจนคล่อง (Drilling)
ู
วิธีการฝึกออกเสียงที่ส าคัญประการหนึ่งที่ใช้ในห้องเรียนคือ การฝึกพดซ้ าๆจนคล่องในรูปแบบการฝึก
ที่ธรรมดาที่สุดนั้น การฝึกพดจะท าได้โดยครูผู้สอนจะพดค าค าหนึ่งหรือโครงสร้างหนึ่งแล้วจึงให้นักเรียนทั้งชั้น
ู
ู
พูดตาม ความสามารถในการฝึกพูดได้อย่างถูกต้องนั้นเป็นทักษะการสอนพนฐานและมีความส าคัญในการสอน
ื้
ภาษาเทคนิคนี้มีที่มาจากทฤษฎีทางจิตวิทยาด้านพฤติกรรมและวิธีสอนแบบ Audio-lingual ซึ่งบัดนี้ถูกจัดให้
เป็นเรื่องในอดีตไปเสียเป็นส่วนใหญ่ แม้ว่าเทคนิคการฝึกซ้ าๆ ก็เพื่อให้สามารถจ าค าใหม่ๆ ได้ซึ่งเป็นส่วนส าคัญ
ในการสอนออกเสียง และอาจจะเป็นช่วงเวลาในบทเรียนที่นักเรียนจะต้องพึ่งพาครูผู้สอนมากที่สุดด้วย
การฝึกพดซ้ าๆมักจะท าต่อจากขั้นตอนซึ่งเรียกกันว่า การท าให้นักเรียนออกเสียงค าหนึ่งๆออกมา
ู
(eliciting) โดยการกระตุ้นให้นักเรียนออกเสียงค า วลี หรือโครงสร้างที่ได้เรียนมาก่อนหน้านั้น ครูผู้สอนมักจะ
ใช้การกระตุ้น รูปภาพ หรือท่าทางประกอบเพอช่วยในขั้นตอนนี้ และอาจจะช่วยบอกค าที่เกี่ยวข้องได้ในกรณี
ื่
ั
ที่นักเรียนนึกไม่ออกจากการที่ภาษาองกฤษมีการสะกดค าและการออกเสียงซึ่งไม่ค่อยจะสัมพนธ์กันอย่าง
ั
ตรงไปตรงมา การฝึกพูดซ้ าๆที่ดีที่สุดก็คือต้องท าก่อนนักเรียนจะได้เห็นค านั้นในรูปตัวอักษร ทันทีที่นักเรียนพด
ู
ื่
ค าที่ต้องการขึ้นมา ครูผู้สอนจึงค่อยเริ่มฝึกซ้ าๆเพอนเป็นการสอนออกเสียง บทบาทส าคัญของครูในการฝึกก็
ู
ั
คือ เป็นต้นแบบให้นักเรียนพดตาม ไม่ว่าจะเป็นค า วลี หรือโครงสร้าง ท่านสามารถฟงตัวอย่างการฝึกพดซ้ าๆ
ู
ได้ในแผ่นซีดีที่ให้มาในหนังสือ ครูผู้สอนมักจะฝึกพดซ้ าๆกับนักเรียนทั้งห้องพร้อมกัน ซึ่งจะท าให้นักเรียนเกิด
ู
ความมั่นใจและเปิดโอกาสให้นักเรียนฝึกออกเสียงซ้ าๆโดยไม่มีใครรู้ว่าใครเป็นใครท าให้ไม่รู้สึกล าบากใจในการ
ออกเสียง ต่อจากนั้นก็มักจะตามด้วยการฝึกเดี่ยวทีละคน โดยจะให้ฝึกซ้ าๆคนเดียว ในช่วงนี้ครูผู้สอนจะ
ี
สามารถตรวจสอบให้มั่นใจได้ว่านักเรียนแต่ละคนสามารถออกเสียงได้ถูกต้องมากน้อยเพยงใด ครูผู้สอนมักจะ
สุ่มเรียกให้นักเรียนฝึก การกระท าเช่นนี้จะท าให้นักเรียนต้องตั้งใจตลอดเวลา
กิจกรรมการอ่าน (Reading Activities)
่
ในกิจกรรมการอานนั้นแม้ว่าจะใช้ตัวเขียนเป็นสื่อแต่การฝึกออกเสียงก็อาจน ามาผสมผสานได้อย่าง
่
ั
เป็นผลดียิ่ง การอานเป็นกิจกรรมในการรับรู้ (Receptive activities) เช่นเดียวกันกับการฟง (นั่นคือ นักเรียน
่
รับรู้ภาษาแทนที่จะใช้ภาษาสื่อออกไป) ดังนั้นการอานจึงเป็นวิธีที่เหมาะในการสร้างความสนใจให้แก่นักเรียน
ในเรื่องตัวภาษา
่
ครูผู้สอนจ านวนมากมักจะวางแผนกิจกรรมการอาน โดยเริ่มด้วยแบบฝึกหัดให้นักเรียนจับใจความ
ี
่
ู
กว้างๆของเรื่องที่ก าลังจะอานหรือพดถึงประเภทของเรื่องที่จะให้อานแล้วตามด้วยการอานที่เน้นรายละเอยด
่
่
เฉพาะ ในระหว่างนี้เมื่อมีการอานออกเสียงไม่ว่าจะโดยครูผู้สอนหรือโดยนักเรียนก็ตาม การฝึกออกเสียง
่
่
อาจจะท าไปพร้อมๆกันก็ได้ เรื่องที่อานไม่ว่าจะเป็นร้อยกรอง บทกลอน เรื่องย่อของบทละครหรือเนื้อเพลง
เป็นต้นอาจน ามาใช้ในห้องเรียนได้อย่างสร้างสรรค์ และสามารถน าไปใช้สอนออกเสียงได้หลายรูปแบบทั้งนี้
ขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคน งานประพนธ์ตั้งแต่เชคสเปียร์จนถึงค ากลอนตลกๆเบาสมองก็อาจน ามาใช้
ั
ประโยชน์ได้ดี
การอานออกเสียงในห้องเรียนนั้น เป็นกิจกรรมที่เป็นที่ชื่นชอบและเป็นที่รังเกียจของครูผู้สอนใน
่
ช่วงเวลาต่างๆกัน เหตุผลที่ท าให้การอานออกเสียงเป็นที่รังเกียจก็คือ อาจท าให้การสอนออกเสียงไม่ประสบ
่
ความส าเร็จ เพราะการสะกดค ามีผลเสียอย่างยิ่งต่อการฝึกออกเสียงของนักเรียน แต่ที่จริงแล้ว การอานออก
่
เสียงเป็นโอกาสอันดีที่จะเรียนรู้ความสัมพันธ์ระหว่างการสะกดค าและการออกเสียง การลงน้ าหนักและการใช้
ท านองเสียงและการเชื่อมต่อเสียงระหว่างค าต่างๆในการพด ทั้งหมดนี้สามารถน ามาศึกษาและเน้น
ู
ความส าคัญได้อย่างน่าสนใจและไม่น่าเบื่อโดยการอ่านออกเสียง
อย่างไรก็ตามครูผู้สอนจะต้องท าความเข้าใจให้ดีว่า เรื่องที่จะน ามาใช้ฝึกการออกเสียงนั้น มีความ
เหมาะสมเพยงไร เช่น การอานออกเสียงเรื่องจากสารานุกรม อาจท าให้การอานหนังสือไม่น่าเบื่อ ขาดสีสัน
่
่
ี
และชีวิตชีวา ข้อเสนอแนะสุดท้ายเกี่ยวกับกิจกรรมการออกเสียงก็คือ เป็นเรื่องส าคัญมากที่จะต้องให้มี
กิจกรรมที่ไม่เคร่งเครียดเกินไปบ้าง กิจกรรมสนุกส าหรับการฝึกออกเสียงก็คือ การฝึกพดประโยคที่อาจท าให้
ู
ู
เกิดอาการลิ้นพนกันได้ง่าย หรือไม่ก็ฝึกพดประโยคที่คล้องจองกัน ผู้อานส่วนใหญ่คงจะคุ้นกันเป็นอย่างดีกับ
ั
่
ประโยคดังกล่าว เช่น Around the rugged rock the ragged rascal ran (เสียงที่เป็นปัญหาในประโยคนี้
ค่อนข้างจะง่ายต่อการฝึก) และ She sells sea shell on the seashore…
ภาษาอังกฤษนับว่าเป็นภาษาสากลของโลก ที่ทุกคนให้ความส าคัญอย่างยิ่ง เพราะตั้งแต่ ในอดีตจนถึง
ั
ปัจจุบันภาษาองกฤษมีความส าคัญและความจ าเป็นที่ต้องใช้ โดยเฉพาะการติดต่อสื่อสารไม่ว่าจะเป็นด้านการ
ี
เขียนหรือการพด อกทั้งยังเข้ามาเกี่ยวข้องในชีวิตประจ าวัน เช่น สิ่งของ เครื่องใช้ ยารักษาโรค รายการวิทยุ
ู
โทรทัศน์ อนเทอร์เน็ต (internet) สารเคมีที่ใช้ในการเกษตร เป็นต้น และในปัจจุบันนั้นการสื่อสารยิ่งต้องใช้
ิ
เครื่องมือที่ทันสมัยและรวดเร็ว เพื่อการติดต่อสื่อสารกันทั่วโลก ภาษาองกฤษที่แทรกตัวอยู่กับการใช้เครื่องมือ
ั
เหล่านั้น ถ้าผู้ใช้เครื่องมือในการสื่อสาร ไม่มีความรู้ทางด้านภาษาดังกล่าว ย่อมท าให้เกิดปัญหาการสื่อสาร
ติดขัด ล่าช้า นอกจากนี้ภาษาอังกฤษยังแทรกอยู่ตามสื่อต่างๆ ที่พบเห็นได้ทั่วไป ซึ่งทุกคนต้องเรียนรู้และสัมผัส
อยู่ทุกวัน ฉะนั้นการเรียนภาษา จึงมีความจ าเป็นอย่างยิ่งที่ทุกคนต้องเรียนรู้ถ้ามีโอกาส ด้วยเหตุนี้จึงจ าเป็นที่
ั
ื่
ั
ประเทศไทยต้องพฒนาบุคลากรในประเทศให้มีความรู้ ความสามารถในการใช้ภาษาองกฤษ เพอจะได้เข้าใจ
สามารถสื่อสาร รู้จักเลือกรับสารสนเทศที่มีประโยชน์ แล้วน าไปใช้ในการพฒนาการเรียนรู้ การประกอบอาชีพ
ั
ั
ั
ั
ตลอดจนน าภาษาองกฤษไปใช้ได้ถูกต้อง อนจะเป็นการพฒนาประเทศต่อไป จะเห็นได้จาก แผนพฒนา
ั
การศึกษาแห่งชาติฉบับที่ 8 (พ.ศ.2540 – 2544) ได้ระบุวิสัยทัศน์ของการศึกษา หรือการศึกษาที่พงประสงค์
ึ
ั
ในอนาคตไว้ว่า “ต้องพฒนาคนไทยให้มีความรู้ ความสามารถ และทักษะที่จ าเป็นต่อการด ารงชีวิตในยุคโลกา
วิวัฒน์ เช่น มีความรู้ภาษาต่างประเทศเป็นอย่างดี โดยเฉพาะวิชาภาษาองกฤษ” (ส านักงานคณะกรรมการ
ั
ั
การศึกษาแห่งชาติ 2539) หลักสูตรภาษาองกฤษ พ.ศ. 2539 ระบุจุมุ่งหมายของการเรียนการสอน
ู
ภาษาองกฤษว่า “เพอให้มีความสามารถในการฟง พด อาน และเขียน เพอใช้ในการสื่อสารและการแสวงหา
ั
่
ั
ื่
ื่
ความรู้” (กรมวิชาการ, 2539) จากความส าคัญดังกล่าวรัฐจึงก าหนดให้ภาษาต่างประเทศ เป็น 1 ใน 8 กลุ่ม
ื้
ื้
สาระการเรียนรู้พนฐานที่นักเรียนทุกคนต้องเรียนรู้ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพนฐาน ก าหนดให้มี การเรียน
ั
การสอนภาษาองกฤษเป็นภาษาต่างประเทศทุกช่วงชั้น การเรียนภาษาต่างประเทศต้องอาศัยกระบวนการคิด
และการฝึกฝนการใช้
บทที่ 3
วิธีด าเนินการวิจัย
้
ั
ในการศึกษาพัฒนาทักษะการอ่านของนักเรียนให้สามารถจ าค าศัพท์ภาษาองกฤษ โดยใช้ศัพท์ค าพอง
เพอเพมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนธิดาแม่พระ อาเภอเมือง
ิ่
ื่
จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งด าเนินการวิจัยในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 ผู้วิจัยได้ด าเนินการวิจัยโดยล าดับ
ขั้นตอนดังนี้
วิธีการด าเนินการวิจัย
ประชากร ได้แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/1-10 จ านวน 498 คน ปีการศึกษา 2564 โรงเรียน
ธิดาแม่พระ อ าเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี
กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/1-10 ปีการศึกษา 2564 โรงเรียนธิดาแม่พระ
อาเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี ในภาคเรียนที่ 2 จ านวน 10 คน จากการประเมินผลการทดสอบก่อนเรียน
แล้วมีคะแนนต่ ากว่าเกณฑ ์
การสร้างเครื่องมือวิจัย
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วย เครื่องมือที่ใช้ส าหรับการสร้างและพฒนา โดยมี
ั
รายละเอียดดังต่อไปนี้
1. การใช้แบบเทียบตัวอักษรอังกฤษ-ไทย
2. แบบฝึกทักษะการอ่านสะกดค า
3. แบบทดสอบ ก่อนเรียน-หลังเรียนที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้น จ านวน 1 ชุด
4. ศัพท์ค าพ้อง
การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือ
ขั้นตอนการสร้างเครื่องมือและการหาคุณภาพของเครื่องมือ
่
้
ั
1. แบบฝึกทักษะการอานของนักเรียนให้สามารถจ าค าศัพท์ภาษาองกฤษ โดยใช้ศัพท์ค าพองมี
ขั้นตอนในการสร้างดังนี้
1.1 ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี หลักการจากเอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการสร้าง
แบบฝึกทักษะ
1.2 ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ในกลุ่มสาระ
การเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ
1.3 ศึกษาแนวการสร้างแบบฝึกทักษะ
1.4 วิเคราะห์เนื้อหา และตัวชี้วัดรายปี
1.5 จัดท าแบบฝึกทักษะการอ่าน
1.6 น าร่างบทอ่านภาษาอังกฤษที่สร้างขึ้นเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ จ านวน 3 ท่าน คือ
1.6.1 นางสาวรุ่งฤดี อาจคงหาญ หัวหน้าฝ่ายวิชาการโรงเรียนธิดาแม่พระ
ผู้เชี่ยวชาญด้านหลักสูตรและการสอน
1.6.2 นางจินดา ดีเนียม หัวหน้ากลุ่มสาระภาษาต่างประเทศ
ผู้เชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมและภาษา
1.6.3 นางสาวชุลีพร กาฬสุวรรณ รองหัวหน้างานวิชาการระดับประถมศึกษา
ผู้เชี่ยวชาญด้านการวัดและประเมินผล
เพื่อหาความเที่ยงตรงเชิงประจักษ์ (Face Validity) น าข้อเสนอแนะจากผู้เชี่ยวชาญมาปรับปรุงแก้ไข
่
1.7 น าข้อเสนอแนะจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อปรับปรุงแก้ไขแบบทดสอบกอนเรียนและ
หลังเรียน แล้วน าไปจัดพิมพ์เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลต่อไป
2. แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน มีขั้นตอนในการสร้างดังนี้
2.1 ก าหนดน้ าหนักข้อสอบ
ี
ั
2.2 สร้างแบบทดสอบ เป็นแบบอตนัย ให้นักเรียนเขียนตอบซึ่งมีค าตอบที่ถูกต้องเพยงค าตอบเดียว
ครอบคลุมเนื้อหาและวัตถุประสงค์การเรียนรู้ของเนื้อหาการอ่านจ านวน 1 ชุด
2.3 น าร่างแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนที่สร้างขึ้นเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญจ านวน3ท่านคือ
2.3.1 นางสาวรุ่งฤดี อาจคงหาญ หัวหน้าฝ่ายวิชาการโรงเรียนธิดาแม่พระ
ผู้เชี่ยวชาญด้านหลักสูตรและการสอน
2.3.2 นางจินดา ดีเนียม หัวหน้ากลุ่มสาระภาษาต่างประเทศโรงเรียนธิดาแม่พระ
ผู้เชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมและภาษา
2.3.3 นางสาวชุลีพร กาฬสุวรรณ รองหัวหน้างานวิชาการระดับประถมศึกษา
ผู้เชี่ยวชาญด้านการวัดและประเมินผล
เพื่อหาความเที่ยงตรงเชิงประจักษ์ (Face Validity) น าข้อเสนอแนะจากผู้เชี่ยวชาญมาปรับปรุงแก้ไข
2.4 น าข้อเสนอแนะจากผู้เชี่ยวชาญ มาปรับปรุงแก้ไขแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน
แล้วน าไปจัดพิมพ์เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมขอมูลต่อไป
้
การเก็บรวบรวมข้อมูล
การวิจัยในครั้งนี้ผู้วิจัยได้ด าเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล โดยได้ด าเนินการตามขั้นตอนดังนี้
1. ปฐมนิเทศนักเรียนพร้อมชี้แจงวัตถุประสงค์
2. เก็บรวบรวมข้อมูลก่อนการทดลอง ผู้ศึกษาได้น าแบบทดสอบก่อนเรียน จ านวน 1 ชุด ให้นักเรียนท า
การทดสอบ ใช้เวลา 1 ชั่วโมง
3. เก็บรวบรวมข้อมูลขณะด าเนินการทดลอง ผู้วิจัยด าเนินการสอนด้วยตนเองและขณะท าการสอน
ผู้วิจัยได้เก็บรวบรวมข้อมูลจากการประเมินค่าประสิทธิภาพจากการฝึกทักษะ
4. การเก็บรวบรวมข้อมูลหลังการทดลอง หลังจากท าการทดลองสอนครบทุกแบบฝึก นักเรียนท า
แบบทดสอบหลังเรียนและแบบสอบถามความพงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีผลต่อการใช้
ึ
ศัพท์ค าพ้อง
วิธีการรวบรวมข้อมูล
การวิเคราะห์ข้อมูลโดยน าข้อมูลที่ได้มาหาความถี่แล้ววิเคราะห์ บรรยายเป็นความเรียง ประกอบ
ตาราง โดยเปรียบเทียบความแตกต่างคะแนนเฉลี่ย ค่าร้อยละ ระหว่างการทดสอบครั้งแรกกับครั้งหลังของ
กลุ่มตัวอย่างและเปรียบเทียบคะแนนการท าแบบฝึกทักษะกับคะแนนทดสอบหลังเรียน
1. ทดสอบก่อนเรียน (Pretest) ด้วยแบบทดสอบการเขียนตามค าบอก เพื่อวัดทักษะของนักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปีที่ 4 กับนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนธิดาแม่พระ จ านวนนักเรียน 10
คน ใช้เวลาในการทดสอบ 1 ชั่วโมง
้
2. ด าเนินการสอนโดยใช้ศัพท์ค าพองภาษาองกฤษ ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดย
ั
จัดการเรียนรู้เป็นขั้นตอน ดังนี้
1. กิจกรรมขั้นน าเข้าสู่บทเรียน (Warm up)
2. กิจกรรมขั้นก่อนการอ่าน (Pre - reading)
3. กิจกรรมขั้นระหว่างอ่าน (While - reading)
4. กิจกรรมขั้นหลังการอ่าน (Post - reading)
5. กิจกรรมขั้นสรุป (Warm up)
3. การวิเคราะห์ข้อมูล
3.1 ค านวณหาร้อยละ คะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนนที่ได้
่
3.2 วิเคราะห์หาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการอานสะกดค าส าหรับนักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนธิดาแม่พระ ซึ่งก าหนดเกณฑ์เท่ากับ 80/80โดย
80 ตัวแรกหมายถึง ค่าร้อยละของคะแนนเฉลี่ยของนักเรียนที่ได้จากการฝึกทักษะระหว่าง
เรียน ร้อยละ 80
80 ตัวหลังหมายถึง ค่าร้อยละของคะแนนเฉลี่ย ของนักเรียนที่ได้จาก การประเมินหลังการ
ฝึกทักษะ ร้อยละ 80
3.3 เปรียบเทียบคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน ด้วยสถิติทดสอบ t-test (Dependent
Samples) โดยใช้โปรแกรมส าเร็จรูป
4. เมื่อสิ้นสุดการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ผู้รายงานให้
กลุ่มตัวอย่างตอบแบบสอบถามความพึงพอใจและทดสอบหลังเรียน (Posttest) เพื่อดูพัฒนาการของนักเรียน
ขั้นตอนการรวมข้อมูล
1. หลังเลิกเรียน วันที่ 1 ที่เริ่มท าการวิจัย
ื้
ื่
ทดสอบความรู้พนฐานของนักเรียน โดยให้นักเรียนท าแบบทดสอบก่อนท าแบบฝึกทักษะ เป็นครั้งที่ 1 เพอ
่
ั
ทดสอบความเข้าใจ ครูตรวจความถูกต้อง ครูและนักเรียนร่วมกันสนทนา เรื่องการพฒนาทักษะการอานเรื่อง
สั้นโดยการใช้แบบเทียบตัวอักษรอังกฤษ-ไทย
2. วันที่ 2 ที่ท าการวิจัย
่
ั
ั
ให้นักเรียนฝึกอานแบบเทียบตัวอกษรองกฤษ-ไทย ครูตรวจความถูกต้องหลังจากการฝึกปฏิบัติ สังเกต
พฤติกรรม และพัฒนาการของนักเรียนขณะเรียน พร้อมทั้งจดบันทึกคะแนน และให้ค าแนะน าส าหรับนักเรียน
ที่มีปัญหา
3. วันที่ 3 ที่ท าการวิจัย
่
่
ให้นักเรียนอานแบบฝึกทักษะการอานชุดที่ 1 ครูตรวจความถูกต้องหลังจากการฝึกปฏิบัติ สังเกตพฤติกรรม
่
และพัฒนาการของนักเรียนขณะเรียน พร้อมทั้งจดบันทึกคะแนน ครูให้ค าแนะน าและช่วยแก้ไขปัญหาการอาน
ส าหรับนักเรียนที่ยังไม่สามารถปฏิบัติได้
4. วันที่ 4 ที่ท าการวิจัย
่
ให้นักเรียนอ่านแบบฝึกทักษะการอานชุดที่ 2-3 ครูตรวจความถูกต้องหลังจากการฝึกปฏิบัติ สังเกตพฤติกรรม
และพัฒนาการของนักเรียนขณะเรียน พร้อมทั้งจดบันทึกคะแนน ครูให้ค าแนะน าและช่วยแก้ไขปัญหาการอาน
่
ส าหรับนักเรียนที่ยังไม่สามารถปฏิบัติได้
5. วันที่ 5 ที่ท าการวิจัย
ให้นักเรียนอ่านแบบฝึกทักษะการอานชุดที่ 4/5 ครูตรวจความถูกต้องหลังจากการฝึกปฏิบัติ สังเกตพฤติกรรม
่
่
และพัฒนาการของนักเรียนขณะเรียน พร้อมทั้งจดบันทึกคะแนน ครูให้ค าแนะน าและช่วยแก้ไขปัญหาการอาน
ส าหรับนักเรียนที่ยังไม่สามารถปฏิบัติได้
6. วันที่ 6 ที่ท าการวิจัย
ให้นักเรียนอ่านแบบฝึกทักษะการอานชุดที่ 6-7 ครูตรวจความถูกต้องหลังจากการฝึกปฏิบัติ สังเกตพฤติกรรม
่
และพัฒนาการของนักเรียนขณะเรียน พร้อมทั้งจดบันทึกคะแนน ครูให้ค าแนะน าและช่วยแก้ไขปัญหาการอาน
่
ส าหรับนักเรียนที่ยังไม่สามารถปฏิบัติได้
7. วันที่ 7 ที่ท าการวิจัย
ให้นักเรียนอ่านแบบฝึกทักษะการอานชุดที่ 8-9 ครูตรวจความถูกต้องหลังจากการฝึกปฏิบัติ สังเกตพฤติกรรม
่
่
และพัฒนาการของนักเรียนขณะเรียน พร้อมทั้งจดบันทึกคะแนน ครูให้ค าแนะน าและช่วยแก้ไขปัญหาการอาน
ส าหรับนักเรียนที่ยังไม่สามารถปฏิบัติได้
8. วันที่ 8 ที่ท าการวิจัย
่
ให้นักเรียนอานแบบฝึกทักษะการอานชุดที่ 10 ครูตรวจความถูกต้องหลังจากการฝึกปฏิบัติ สังเกตพฤติกรรม
่
และพัฒนาการของนักเรียนขณะเรียน พร้อมทั้งจดบันทึกคะแนน ครูให้ค าแนะน าและช่วยแก้ไขปัญหาการอาน
่
ส าหรับนักเรียนที่ยังไม่สามารถปฏิบัติได้
8. วันที่ 8 ที่ท าการวิจัย
ื่
ให้นักเรียนท าแบบทดสอบหลังเรียน โดยอานให้ครูฟง ครูตรวจความถูกต้อง พร้อมทั้งจดบันทึกคะแนน เพอ
่
ั
ประเมินผลการวิจัย
บทที่ 4
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล
การวิเคราะห์ข้อมูล
การวิเคราะห์ข้อมูลโดยน าข้อมูลที่ได้มาหาความถี่แล้ววิเคราะห์ บรรยายเป็นความเรียง ประกอบ
ตาราง โดยเปรียบเทียบความแตกต่างคะแนนเฉลี่ย ค่าร้อยละ ระหว่างการทดสอบครั้งแรกโดยการทดสอบ
ก่อนเรียนกับครั้งหลังโดยการทดสอบหลังเรียนของกลุ่มตัวอย่างและเปรียบเทียบคะแนนจากการท า
แบบทดสอบดังนี้
ตาราง 1 คะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และคะแนนเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละของคะแนนก่อนเรียนและ
หลังเรียน
คะแนน คะแนน ผลต่าง ผลต่าง
ทดสอบ ทดสอบ ของ
ชื่อ-สกุล ชั้น ยกก าลัง
ก่อนเรียน หลังเรียน คะแนน สอง(D
2
(30) (30) (D) )
1 ด.ช. ภาคภพ ทองสินธุ์ ป.4/1 14 26 12 144
2 ด.ญ. รัชวีญา คุ้มภัย ป.4/2 18 29 11 121
3 ด.ช. ภูผา ขุนบุญจันทร ป.4/3 16 27 11 121
4 ด.ช. ณัฐกิตติ์ ยังรักษ์ ป.4/4 8 28 20 400
5 ด.ญ. ชุติกาญจน์ สถาพรหม ป.4/5 12 22 10 100
6 ด.ช. ชีวธันย์ วาสันต์ ป.4/6 16 26 10 100
7 ด.ญ. ปพิชญา รักชาติ ป.4/7 12 26 14 196
8 ด.ช. ศุภณัฏฐ คะสุดใจ ป.4/8 16 28 12 144
9 ด.ญ. จิรัชญา เรืองเอียด ป.4/9 10 22 12 144
10 ด.ช. นฤบดิน หลักชุม ป.4/10 9 20 11 121
ี่
ตารางท 2 คะแนนทดสอบหลังใช้แบบฝึกทักษะโดยใช้ศัพท์ค าพ้อง
แบบฝึกทักษะการอ่าน คะแนนรวม คะแนนเฉลี่ย คะแนนเฉลี่ยร้อยละ
คนที่ 1 170 8.50 85.00
คนที่ 2 176 8.80 88.00
คนที่ 3 173 8.55 85.50
คนที่ 4 175 8.75 87.50
คนที่ 5 178 8.90 89.00
คนที่ 6 175 8.75 87.50
คนที่ 7 179 9.00 90.00
คนที่ 8 180 9.05 90.50
คนที่ 9 182 9.10 91.00
คนที่ 10 184 9.20 92.00
รวม 1772 88.60 886
เฉลี่ย 8.86 88.60
่
จากตารางที่ 1 พบว่า คะแนนจากการทดสอบย่อยเพอพฒนาทักษะการอานของนักเรียนให้สามารถ
ื่
ั
จ าค าศัพท์ภาษาอังกฤษ โดยใช้ศัพท์ค าพ้อง เพื่อเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษา
ปีที่ 4 โรงเรียนธิดาแม่พระ อาเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานีมีคะแนนเฉลี่ย 8.86 จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน
คิดเป็นร้อยละ 88.60 ของคะแนนเต็ม ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล
่
ตาราง แสดงสรุปผลการประเมินของผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับความเหมาะสมของแบบฝึกทักษะทักษะการอานของ
นักเรียนให้สามารถจ าค าศัพท์ภาษาอังกฤษ โดยใช้ศัพท์ค าพ้อง ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
ระดับความคิดเห็นของ
รายการประเมิน ผู้เชี่ยวชาญคนที่ ค่าเฉลี่ย แปรผล
1 2 3
1. สาระส าคัญ
1.1 สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ 5 4 5 4.80 เหมาะสมมากที่สุด
1.2 สอดคล้องกับเนื้อหา 5 5 5 5.00 เหมาะสมมากที่สุด
1.3 เหมาะสมกับวัยของนักเรียน 5 4 5 4.60 เหมาะสมมากที่สุด
1.4 มีความชัดเจนเข้าใจง่าย 4 5 4 4.40 เหมาะสมมาก
2. จุดประสงค์การเรียนรู้
2.1 สอดคล้องกับเนื้อหา 5 4 5 4.40 เหมาะสมมาก
2.2 ระบุพฤติกรรมที่วัดได้ 5 5 4 4.80 เหมาะสมมากที่สุด
2.3 เหมาะสมกับวัยของนักเรียน 4 5 5 4.80 เหมาะสมมากที่สุด
2.4 ครอบคลุมทั้ง KPA 5 5 5 5.00 เหมาะสมมากที่สุด
3. เนื้อหา
3.1 มีความชัดเจนเข้าใจง่าย 5 4 5 4.40 เหมาะสมมาก
3.2 สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ 5 5 5 5.00 เหมาะสมมากที่สุด
3.3 เหมาะสมกับระดับชั้น 4 4 5 4.40 เหมาะสมมาก
3.4 เหมาะสมกับเวลาที่สอน 5 5 5 4.80 เหมาะสมมากที่สุด
4. ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน
4.1 สอดคล้องกับเนื้อหา 5 5 5 5.00 เหมาะสมมากที่สุด
4.2 สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ 4 5 5 4.60 เหมาะสมมากที่สุด
4.3 เหมาะสมกับเวลาที่สอน 5 5 4 4.80 เหมาะสมมากที่สุด
4.4 เหมาะสมกับวัยของนักเรียน 4 5 4 4.40 เหมาะสมมาก
4.5 ใช้เทคนิคการสอนที่เร้าความสนใจ 5 5 5 4.80 เหมาะสมมากที่สุด
4.6 นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติกิจกรรม 5 5 5 5.00 เหมาะสมมากที่สุด
4.7 เน้นกระบวนการกลุ่ม 4 5 4 4.40 เหมาะสมมาก
4.8 ส่งเสริมให้เกิดทักษะการคิด 4 5 4 4.40 เหมาะสมมาก
4.9 สอดแทรกคุณธรรม จริยธรรม 5 4 5 4.40 เหมาะสมมาก
5. ด้านสื่อการเรียนการสอน
5.1 สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ 5 5 4 4.60 เหมาะสมมากที่สุด
5.2 สอดคล้องกับเนื้อหา 4 5 5 4.80 เหมาะสมมากที่สุด
5.3 มีความคิดสร้างสรรค์ เร้าความสนใจ 5 4 5 4.40 เหมาะสมมาก
ของนักเรียน
5.4 นักเรียนมีส่วนร่วมในการใช้ 5 5 5 4.80 เหมาะสมมากที่สุด
5.5 ส่งเสริมให้เกิดทักษะการคิด 5 5 4 4.40 เห ม าะ ส ม มา ก
5.6 เนื้อหาและภาษาเหมาะสมกับระดับชั้น 4 5 4 4.40 เหมาะสมมาก
5.7 ช่วยให้นักเรียน เรียนรู้ด้วยตนเอง 4 5 5 4.60 เหมาะสมมากที่สุด
6. ด้านการวัดและประเมินผล
6.1 สอดคล้องกับเนื้อหา 5 4 5 4.80 เหมาะสมมากที่สุด
6.2 ครอบคลุมกับจุดประสงค์การเรียนรู้ 5 5 5 4.80 เหมาะสมมากที่สุด
6.3 มีการประเมินตามสภาพจริง 5 4 4 4.40 เห ม าะ ส ม มา ก
6.4 วิธีวัดที่ระบุไว้สามารถประเมินได้ 4 5 5 4.60 เหมาะสมมากที่สุด
6.5 ใช้เครื่องมือวัดได้เหมาะสม 5 4 5 4.80 เหมาะสมมากที่สุด
6.6 ส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม 5 4 5 4.40 เหมาะสมมาก
โดยรวม 4.65 เหมาะสมมากที่สุด
่
ตาราง ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะทักษะการอานของนักเรียนให้
สามารถจ าค าศัพท์ภาษาอังกฤษ โดยใช้ศัพท์ค าพ้องของชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
คะแนนการทดสอบการอ่าน
รวม
แบบฝึกที่ 1 (10) แบบฝึกที่ 2 (10) แบบฝึกที่ 3 (10) แบบฝึกที่ 4 (10) แบบฝึกที่ 5 (10) แบบฝึกที่6 (10) แบบฝึกที่ 7 (10) แบบฝึกที่ 8 (10) แบบฝึกที่ 9 (10) แบบฝึกที่10 (10)
คนที่ (100คะแนน)
1 7 8 8 8 9 8 9 9 9 9 84
2 7 8 8 8 9 8 9 9 9 9 84
3 10 10 10 10 10 10 9 9 10 9 97
4 9 10 9 9 10 9 9 9 9 10 93
5 8 8 8 8 8 8 9 9 9 9 84
6 9 9 8 9 9 9 9 9 9 9 89
7 7 8 8 8 8 8 9 9 9 9 83
8 9 9 8 9 9 9 9 9 9 9 89
9 9 9 9 9 9 9 9 9 9 9 90
10 8 9 9 9 9 9 9 9 9 9 89
สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
เพื่อให้การน าเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลเป็นที่เข้าใจตรงกัน ได้ก าหนดความหมายของสัญลักษณ์ที่ใช้
น าเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลดังนี้
N แทน จ านวนนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง
X แทน คะแนนเฉลี่ย
D แทน ผลบวกของผลต่างของคะแนนครั้งหลังกับครั้งแรก
ั
D 2 แทน ผลบวกของผลต่างของคะแนนครั้งหลังกบครั้งแรกที่แต่ละตัว ยกก าลังสอง
1) หาค่าเฉลี่ย (Mean) ของคะแนนใช้สูตร ล้วน สายยศ และ อังคณา สายยศ (2538)
x = X / N เมื่อ x แทน คะแนนเฉลี่ย
X แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมด
N แทน จ านวนนักเรียนในกลุ่มตัวอย่าง
2) หาค่าร้อยละ (Percentage) ใช้สูตร ศักรินทร์ สุวรรณโรจน์ และคณะ (2538)
ค่าร้อยละ = XN 100
เมื่อ X แทน คะแนนที่ได้
N แทน คะแนนเต็ม
3) หาค่าประสิทธิภาพ ใช้สูตร ชัยยงค์ พรหมวงศ์ (2537)
สูตรที่ 1
E = X / N A 100
1
เมื่อ E แทน ประสิทธิภาพของกระบวนการ
1
X แทน คะแนนรวมของแบบฝึกหัดหรืองาน
A แทน คะแนนเก็บของแบบฝึกหัดทุกชิ้นรวมกัน
N แทน จ านวนนักเรียน
สูตรที่ 2
E = F/N B 100
2
เมื่อ E แทน ประสิทธิภาพของผลลัพธ์
2
F แทน คะแนนรวมของผลลัพธ์หลังเรียน
B แทน คะแนนเต็มของการสอบหลังเรียน
N แทน จ านวนนักเรียน
ตาราง ผลการวิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้ศัพท์ค าพ้อง
X S.D. ระดับความ
ข้อที่ รายการประเมิน
พึงพอใจ
1 แบบฝึกทักษะช่วยให้เรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วและง่าย 4.60 0.52 มากที่สุด
2 แบบฝึกทักษะช่วยเข้าใจเนื้อหาของบทเรียนมากขึ้น 4.60 0.52 มากที่สุด
3 แบบฝึกทักษะช่วยให้นักเรียนสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง 4.60 0.52 มากที่สุด
4 เนื้อหาของแบบฝึกทักษะชัดเจน และเข้าใจง่าย 4.90 0.32 มากที่สุด
5 แบบฝึกหัดในแบบฝึกทักษะแต่ละตอนมีความเหมาะสม 5.00 0.00 มากที่สุด
6 แบบฝึกทักษะช่วยให้นักเรียนมีเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้ 5.00 0.00 มากที่สุด
7 การเรียนด้วนแบบฝึกทักษะเป็นวิธีการเรียนที่น่าสนใจ 4.80 0.42 มากที่สุด
8 แบบฝึกทักษะช่วยให้มีความสนุกสนานกับการเรียนรู้ 5.00 0.00 มากที่สุด
9 แบบฝึกทักษะเปิดโอกาสให้นักเรียนมีอิสระในการเรียนรู้ 4.30 0.48 มากที่สุด
10 แบบฝึกทักษะสร้างแรงจูงใจในการเรียนรู้ 5.00 0.00 มากที่สุด
เฉลี่ยรวม 4.78 0.28 มากที่สุด
้
ึ
จากตาราง ผลการวิเคราะห์ความพงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้ศัพท์ค าพอง ของ
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 พบว่าความพงพอใจของนักเรียนที่มีต่อศัพท์ค าพ้องโดยรวมอยู่ในระดับมาก
ึ
ทุกข้อมีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย 4.78 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.28
บทที่ 5
สรุปผลการวิจัย
งานการวิจัยในชั้นเรียน เรื่องพัฒนาทักษะการอ่านของนักเรียนให้สามารถจ าค าศัพท์ภาษาอังกฤษ
ื่
้
โดยใช้ศัพท์ค าพอง เพอเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนธิดาแม่
พระ อ าเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี ประจ าปีการศึกษา 2564 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะทางการ
เรียนของนักเรียน และวัดประเมินผลก่อนและหลังได้รับการฝึกทักษะการอ่านและเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ของ
นักเรียน
ั
วิชาภาษาองกฤษเป็นวิชาหนึ่งที่นักเรียนคิดว่ายากและน่าเบื่อหน่ายโดยเฉพาะนักเรียนชาย ฉะนั้นใน
ั
การเรียนการสอนภาษาองกฤษ การมีทักษะด้านการอาน การเขียนและการรู้ความหมายของค าศัพท์เป็น
่
ั
ื้
ั
ื่
พนฐานภาษาองกฤษซึ่งจะส่งผลให้นักเรียนมีพฒนาทักษะการเรียนภาษาองกฤษด้านอนๆตามมาด้วย เพราะ
ั
การอ่านที่ถูกต้องนั้นจะท าให้นักเรียนเขียนสะกดค าได้ถูกต้องอกด้วย นอกจากนี้ การรู้ความหมายของค าศัพท์
ี
ที่ถูกต้องจะท าให้นักเรียนเกิดความมั่นใจในการใช้ภาษาองกฤษของตนเอง ท าให้สามารถพฒนาไปสู่ทักษะการ
ั
ั
่
อ่านที่ย่อยออกไป เช่นการอ่านเพื่อความเข้าใจ และการอ่านเพื่อจับใจความ เป็นต้น และการน าการอานโดยใช้
้
ศัพท์ค าพองมาช่วยในการฝึกฝน ย่อมท าให้นักเรียนได้รับการฝึกปฏิบัติอย่างสนุกสนาน เป็นการเรียนรู้อย่างมี
ความสุขด้วย
การมีทักษะด้านการอานการเขียนและการรู้ความหมายของค าศัพท์เป็นทักษะซึ่งจะสัมฤทธิ์ผลได้
่
ั
จะต้องได้รับการฝึกฝนอย่างต่อเนื่องและสม่ าเสมอ ดังนั้น จึงควรมีการพฒนาทักษะการการอานโดยใช้ศัพท์ค า
่
พอง ต่อไป โดยกระตุ้นให้นักเรียนเห็นความส าคัญของการเรียนรู้ความหมายของค าศัพท์และปลูกฝังให้
้
นักเรียนมีนิสัยรักการอาน โดยครูผู้สอนอาจจะเรียกนักเรียนมาฝึกอานการอานโดยใช้ศัพท์ค าพอง ให้ฟงเป็น
ั
่
่
้
่
ั
ระยะๆ และควรให้มีการพฒนาทักษะการเรียนรู้ด้านการอาน การเขียนและการรู้ความหมายของค าศัพท์ใน
่
ระดับชั้นอื่นๆ ด้วย
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล
สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ
ั
่
คะแนนจากการจัดการเรียนรู้เพอพฒนาทักษะการอานของนักเรียนให้สามารถจ าค าศัพท์
ื่
ั
้
ภาษาองกฤษ โดยใช้ศัพท์ค าพองชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้ศัพท์ค าพอง ผู้วิจัยได้ท าการทดสอบย่อยทุก
้
ชั่วโมงหลังจากสอนอ่านได้สรุปผล ดังนี้
สรุปผล
จากการวิจัย เรื่องพัฒนาทักษะการอานของนักเรียนให้สามารถจ าค าศัพท์ภาษาองกฤษโดยใช้ศัพท์ค า
่
ั
้
ิ่
พอง เพอเพมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ผู้วิจัยได้สรุปผลการวิจัยตาม
ื่
ประเด็นที่ศึกษา ดังนี้
1. การจัดการเรียนรู้โดยพฒนาทักษะการอานของนักเรียนให้สามารถจ าค าศัพท์ภาษาองกฤษโดยใช้
่
ั
ั
ศัพท์ค าพอง เพอเพมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมี
ิ่
ื่
้
ประสิทธิภาพ 88.60/86.83 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 80/80
2. นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการใช้แบบฝึกทักษะการอาน โดยใช้ศัพท์ค าพอง โดยรวม
่
้
สูงขึ้นทุกคน
ั
3. นักเรียนมีความพงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ โดยใช้แบบฝึกทกษะการอานโดยใช้ศัพท์ค าพองมี
่
้
ึ
ความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก
อภิปรายผลการวิจัย
ผลการวิจัย พบว่า การจัดการเรียนรู้โดยพฒนาทักษะการอานของนักเรียนให้สามารถจ าค าศัพท์
่
ั
ภาษาองกฤษโดยใช้ศัพท์ค าพอง เพอเพมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่
้
ิ่
ั
ื่
ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ 88.60/86.83 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ หมายความว่า นักเรียนได้คะแนนเฉลี่ยจาก
่
ั
การจัดการเรียนรู้เพอพฒนาทักษะการอานเรื่องสั้นภาษาองกฤษ คิดเป็นร้อยละ 88.60 และได้คะแนนเฉลี่ย
ั
ื่
หลังเรียนคิดเป็นร้อยละ 86.83 แบบฝึกทักษะที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ซึ่งเป็นไป
ตามสมมุติฐานที่ตั้งไว้
ข้อเสนอแนะ
1 สื่อที่พฒนานี้ยังสามารถพฒนาต่อไปให้สมบูรณ์มากขึ้นอกโดยการวิเคราะห์กระบวนการที่น ามาใช้
ั
ั
ี
ในการเรียนรู้และเสริมสร้างคุณลักษณะ เก่ง ดี มีสุข แก่นักเรียนตามแนวปฏิรูปการเรียนรู้
2 ให้นักเรียนได้ปฏิบัติด้วยตนเองซ้ าๆ จะท าให้นักเรียนเกิดทักษะ และความช านาญมากขึ้น
เอกสารและสิ่งอ้างอิง
Gerald Kelly ผู้เขียน รัชนีโรจน์ กุลธ ารง แปล Teach Pronunciation วิธีสอนการออกเสียง
พิมพ์ครั้งที่ 1 ส านักพิมพ์วัฒนาพานิช 2546
์
ิ
ิ
ู
ั
ดร. พณทิพย์ ทวยเจริญ การพดภาษาองกฤษตามหลักภาษาศาสตร์ พมพครั้งที่ 1 ส านักพมพ ์
ิ
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กรุงเทพ 2534
คณะนักวิชาการบริษัท นามมีบุ๊คส์ เกมสนุกฝึกภาษาอังกฤษ พมพครั้งที่ 1 ส านักพมพนามมีบุ๊คส์
ิ
ิ
์
์
จ ากัด กรุงเทพ 2538
ั
ดร. อารีวรรณ เอยมสะอาด คู่มือการพฒนาหลักสูตร กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (
ี่
์
ภาษาอังกฤษ)พิมพครั้งที่ 1 ส านักพิมพ์บู๊คส์ พอยท์ จ ากัด กรุงเทพ 2546
ั
ชมรมพฒนาความรู้ด้านระเบียบกฎหมาย การวิจัยในชั้นเรียน ตามแนวปฎิรูปการเรียนรู้ ของ
พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พิมพ์ครั้งที่ 1 กรุงเทพ 2549
ุ
ื้
กระทรวงศึกษาธิการ. กรมวิชาการ. หลักสูตรการศึกษาขั้นพนฐานพทธศักราช 2544. กรุงเทพฯ:
์
องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ, 2544.
ื้
ส านักงานทดสอบทางการศึกษา, 2546. คู่มือสาระการเรียนรู้พนฐานภาษาองกฤษ กลุ่มสาระ
ั
ภาษาอังกฤษ. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์คุรุสภา ลาดพร้าว, 2542.
ั
ส านักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ. “เทคนิคการสอนภาษาองกฤษ.” ในชุดการฝึกอบรมการ
สอนภาษาอังกฤษชั้นประถมศึกษาปีที่ 3. กรุงเทพฯ :โรงพิมพ์คุรุสภา, 2539.
วรรณี โสมประยูร. การพัฒนาแผนการสอนทักษะการฟังและการพดภาษาอังกฤษ, 2537.
ู
สนิท ตั้งทวี. การสอนภาษาองกฤษเป็นภาษาต่างประเทศในระดับประถมศึกษาคณะศึกษาศาสตร์
ั
มหาวิทยาลัยขอนแก่น, 22426.
่
ี
็
Hadley. วิธีการสอนอาน (How to read). (ส่าหรี กุลสิริสวัสดิ์, ผู้แปล) กรุงเทพฯ: เพยร์สัน เอด
ดูเคชั่น อินโดไชน่า.
ั
กรมวิชาการ, กระทรวงศึกษาธิการ. (2543). คู่มือการพฒนาโรงเรียนเข้าสู่มาตรฐานการศึกษาการ
สอนที่เน้นนักเรียนเป็นศูนย์กลาง. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์การศาสนา.
์
สุปราณี ดาราฉาย. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, พิมพ์ครั้งที่ 2, โรงพิมพพิมพลักษณ, 2535.
์
บันลือ พฤกษะวัน. (2544). มิติใหมในการสอนอาน. กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช
พชนีย หนูคง. (2546). การสรางชุดการสอนการอานจับใจความ ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปที่
ั
1. ปริญญานิพนธ กศ.ม. สาขาหลักสูตรและการสอน คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
ั
ื่
พชรี แซสุน. (2545). การสรางชุดการสอนเพอใชเสริมสมรรถภาพการอานในใจ ส าหรับนักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปที่ 4. ปริญญานิพนธ กศ.ม. สาขาวิชาภาษาไทย คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัย
ทักษิณ.
................................................... ...................................................
( นางดาวเรือง วรรณเต็ม ) ( นางเอ็นดู เพ่งพินิจ )
................................................... ...................................................
(นางสาวรัชญา รัตนบุรี) ( นางสาวพรชนัน จันทร์ศรี )
ผู้ด าเนินงานวิจัย
5 มี.ค. 2565