การเปรียบเทียบความสามารถด้านการพูดของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรม การเล่านิทานพื้นบ้าน ทอฝัน คำพลงาม นักศึกษาสาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย วิจัยในชั้นเรียนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
การเปรียบเทียบความสามารถด้านการพูดของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรม การเล่านิทานพื้นบ้าน ทอฝัน คำพลงาม นักศึกษาสาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย วิจัยในชั้นเรียนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
หัวข้อวิจัยในชั้นเรียน การเปรียบเทียบความสามารถด้านการพูดของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัด กิจกรรมการเล่านิทานพื้นบ้าน ผู้วิจัย นางสาวทอฝัน คำพลงาม สาขาวิชา การศึกษาปฐมวัย อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์กัลยกร ภักดี ครูพี่เลี้ยง นางสาวจันทราพร หว้านเครือ อาจารย์ประจำหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีอนุมัติให้นักวิจัยในชั้นเรียนฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตาม หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย …………………………………………………………หัวหน้าสาขาวิชา (ผู้ช่วยศาสตราจารย์วรัญญา ศรีบัว) วันที่.......…เดือน…….…………พ.ศ…………… คณะกรรมการผู้ประเมินรายงานวิจัยในชั้นเรียน .................................................................................. ประธานคณะกรรมการ (อาจารย์กัลยกร ภักดี) .................................................................................. กรรมการ (นางสาววรดา พรมนาไร่) .................................................................................. กรรมการ (นางสาวมัทนา ศรีสุข) .................................................................................. กรรมการ (นางสาวนวรัตน์ อ้วนแพง)
หัวข้อวิจัยในชั้นเรียน การเปรียบเทียบความสามารถด้านการพูดของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัด กิจกรรมการเล่านิทานพื้นบ้าน ผู้วิจัย นางสาวทอฝัน คำพลงาม สาขาวิชา การศึกษาปฐมวัย อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์ กัลยากร ภักดี ครูพี่เลี้ยง นางสาวจันทราพร หว้านเครือ บทคัดย่อ จากการวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความสามารถด้านการพูดของเด็ก ปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเล่านิทานพื้นบ้าน ก่อนและหลังการจัดกิจกรรม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ครั้งนี้เป็นเด็กปฐมวัย อายุระหว่าง 5 - 6 ปี กำลังศึกษาอยู่ชั้นอนุบาล ปีที่ 3/1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 72 เทศบาล 8 จำนวน 16 คน ซึ่งได้ จากการสุ่มแบบเจาะจง รูปแบบการวิจัย คือ แบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อนและหลัง เครื่องมือที่ใช้ใน การวิจัยประกอบด้วย นิทานพื้นบ้าน ความสามารถด้านการพูดของเด็กปฐมวัย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบที่แบบไม่อิสระ ผลการวิจัยพบว่า เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้การเล่านิทานพื้นบ้าน มีความสามารถด้านการพูด หลังการจัดประสบการณ์สูงกว่าก่อนการจัดประสบการณ์
ก กิตติประกาศ การวิจัยครั้งนี้สำเร็จสมบูรณ์ได้ด้วยความรุณาและความช่วยเหลืออย่างสูงยิ่งจากอาจารย์ กัลยกร ภักดี อาจารย์ปรึกษา ที่ได้ให้คำแนะนำ ข้อคิด และตรวจปรับข้อบกพร่องต่าง ๆ ด้วยความ เอา ใจใส่เป็นอย่างยิ่ง ขอกราบขอบพระคุณ คุณครูมัทนา ศรีสุข คุณครูนวรัตน์ อ้วนแพง และคุณครู บุษบา ศรีสุดตา ที่กรุณาเป็นผู้เชี่ยวชาญในการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ทั้งให้คำแนะนำอย่างดียิ่ง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้การวิจัยนี้สำเร็จลุล่วงด้วยดี ขอกราบขอบพระคุณ คณาจารย์ สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัยทุกท่านที่ได้กรุณา อบรม สั่งสอน ถ่ายทอดความรู้และให้ประสบการณ์ที่ดี และมีคุณค่าอย่างยิ่งกับผู้วิจัยจนทำให้ผู้วิจัยประสบ ความสำเร็จในการศึกษา ขอขอบคุณเพื่อนนักศึกษาปริญญาตรีสาขาวิชาการศึกษาปฐมวัยทุกท่านที่ให้กำลังใจซึ่งกันและ กันด้วยดีเสมอมาและขอขอบพระคุณผู้ที่ให้ความช่วยเหลือในการทำวิจัยอีกหลายท่านที่มิได้ กล่าว นามในที่มีส่วนสนับสนุนในการทำวิจัยสำเร็จด้วยดี ขอกราบขอบพระคุณท่านชูกิจ ผลทิพย์ ผู้อำนวยการโรงเรียนโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 72 เทศบาล 8 ที่กรุณาให้ความอนุเคราะห์ใช้สถานที่และกลุ่มตัวอย่างรวมถึงขอขอบคุณนักเรียนชั้น อนุบาล 3/1 ทุกคน ที่ให้ความร่วมมือแก่ผู้วิจัยในการศึกษาคันคว้าและทดลองในครั้งนี้ คุณค่าอันพึงมีจากปริญญานิพนธ์ฉบับนี้ ขอมอบเป็นเครื่องบูชาแก่พระคุณ บิดามารดาในการ อบรมเลี้ยงดู ให้โอกาสทางการศึกษา และเป็นแบบอย่างของความใฝ่รู้และพากเพียร ซึ่งผู้วิจัยได้ ใช้เป็นเครื่องเตือนสติในความอดทนต่ออุปสรรคทั้งปวง อีกทั้งพระคุณคณาจารย์ทุกท่าน ทั้งในอดีต และปัจจุบันที่ได้ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ ทำให้ผู้วิจัยได้รับประสบการณ์อันทรงคุณค่ายิ่ง ทอฝัน คำพลงาม
ข สารบัญ หน้า กิตติประกาศ ก สารบัญ ข สารบัญภาพ ง สารบัญตาราง จ บทที่ 1 บทน า ความเป็ นมาและความส าคัญของปัญหา 1 วัตถุประสงค์ของการวิจัย 2 สมมติฐานของการวิจัย 3 ขอบเขตของการวิจัย 3 นิยามศัพท์เฉพาะ 3 ประโยชน์ที่จะได้รับ 4 2. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เอกสารที่เกี่ยวข้องกับความสามารถด้านการพูด 7 ความหมายของพัฒนาการ 7 พัฒนาการทางการพูด 8 ความส าคัญของพัฒนาการทางการพูด 8 ทฤษฎีพัฒนาการทางการพูดของเด็กปฐมวัย 9 พัฒนาการทางการพูดของเด็กปฐมวัย 11 กิจกรรมที่ส่งเสริมการพูดของเด็กปฐมวัย 12 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับความสามารถด้านการพูดของเด็กปฐมวัย 13 งานวิจัยต่างประเทศ 13 งานวิจัยในประเทศ 14 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการจัดกิจกรรมการเล่านิทาน 15 ความหมายของนิทาน 15 ความหมายของการเล่านิทาน 16
ค สารบัญ (ต่อ) หน้า ความส าคัญของนิทาน 17 จุดประสงค์ของการเล่านิทาน 18 ประโยชน์ของการเล่านิทาน 19 ประเภทของนิทาน 21 หลักเกณฑ์ในการเลือกนิทาน 23 วิธีการเล่านิทาน 25 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการเล่านิทาน 27 งานวิจัยในประเทศ 27 งานวิจัยในต่างประเทศ 29 เอกสารที่เกี่ยวขอ้งกบันิทานพ้ืนบา้น 30 ความหมายของนิทานพ้ืนบา้น 30 ลกัษณะของนิทานพ้ืนบา้น 31 การแบ่งประเภทของนิทานพ้ืนบา้น 31 คุณค่าและความสา คญัของนิทานพ้ืนบา้น 32 ประเภทของนิทานพ้ืนบา้นในภาคอีสาน 32 งานวิจยัที่เกี่ยวขอ้งกบันิทานพ้ืนบา้น 33 งานวิจัยในประเทศ 33 3. วิธีด าเนินการวิจัย 35 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 35 แบบแผนการทดลอง 35 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 36 การสร้างเครื่องมือและหาคุณภาพของเครื่องมือ 36 การเก็บรวบรวมข้อมูล 42 การวิเคราะห์ข้อมูล 44 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 44
ง สารบัญ (ต่อ) หน้า 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 46 สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 46 การวิเคราะห์ข้อมูล 46 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 47 5 สรุปผลอภิปรายและข้อเสนอแนะ 49 วัตถุประสงค์ของการวิจัย 49 สมมติฐานของการวิจัย 49 ขอบเขตของการวิจัย 49 วิธีการด าเนินวิจัย 50 การวิเคราะห์ข้อมูล 51 สรุปผลการวิจัย 51 อภิปรายผล 51 ข้อสังเกตที่ได้จากการวิจัย 53 ข้อเสนอแนะในการน าผลวิจัยไปใช้ 53 ข้อเสนอแนะในการทา วิจยัคร้ังต่อไป 54 เอกสารอ้างอิง 55 ภาคผนวก 60 ภาคผนวก ก 61 รายชื่อผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบเครื่องมือ 62 ภาคผนวก ข 63 ดัชนีความสอดคล้อง (IOC) 64 ของแบบทดสอบวัดความสามารถด้านการพูดของเด็กปฐมวัย ภาคผนวก ค 66 ตารางกิจกรรมการจดักิจกรรมเล่านิทานพ้ืนบา้น 67 ตัวอย่างแผนการจดักิจกรรมการเล่านิทานพ้ืนบา้น 70
จ ภาคผนวก ง 72 คู่มือแบบทดสอบวัดความสามารถด้านการพูดของเด็กปฐมวัย 73 แบบทดสอบวัดความสามารถด้านการพูดของเด็กปฐมวัย 74 แบบบันทึกการให้คะแนนความสามารถด้านการพูดของเด็กปฐมวัย 80 ภาคผนวก จ 81 ตัวอย่างภาพกิจกรรมการเล่านิทานพ้ืนบ้าน 82 ประวัติผู้วิจัย 85
ฉ สารบัญภาพ หน้า ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดวิจัย 5 ภาพที่ 2 ข้นัตอนการสร้างเเผนการจดักิจกรรมการเล่านิทานพ้ืนบา้น 38 ภาพที่ 3 ข้นัตอนในการสร้างแบบวดัความสามารถด้านการพูด 41 ภาพที่ 4 แบบทดสอบวัดความสามารถด้านการรู้ค าศัพท์ 74 ภาพที่ 5แบบทดสอบวัดความสามารถด้านการพูดเป็ นประโยค 76 ภาพที่ 6แบบทดสอบวัดความสามารถด้านพูดเป็ นเรื่องราว 78 ภาพที่ 7-12 ตวัอยา่งกิจกรรมการเล่านิทานพ้ืนบา้น 82
ช สารบัญตาราง หน้า ตารางที่1 แบบแผนการทดลอง ตารางที่ 2 แบบแผนการทดลองแบบ One-Group Pre-test Post-test Design 42 ตารางที่ 3 กา หนดการทดลองกิจกรรมการเล่านิทานพ้ืนบา้น 43 ตารางที่ 4 ผลการเปรียบเทียบความสามารถด้านการพูดของเด็กปฐมวัย 47 ตารางที่ 5ผลการเปรียบเทียบความสามารถด้านการพูดของเด็กปฐมวยัก่อนและหลัง 48 การจัดกิจกรรมการเล่านิทานพ้ืนบา้น ตารางที่ 6 ดัชนีความสอดคล้อง (IOC) แบบทดสอบด้านการพูดของเด็กปฐมวัย 64 ตารางที่ 7 ตารางการจัดกิจกรรมการเล่านิทานพ้ืนบา้น 67 ตารางที่ 8คะแนนแบบทดสอบวัดความสามารถด้านการพูดของเด็กปฐมวัย 80
1 บทที่ 1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา เด็กปฐมวัยนับเป็นทรัพยากรของสังคมที่มีคุณค่ายิ่ง เพราะเด็กในวัยนี้ต้องเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ในอนาคตและจะต้องสืบทอดวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีของท้องถิ่นเป็นเอกลักษณ์ความโดด เด่นซึ่งความเป็นท้องถิ่นและความเป็นชาติไทยให้คงดำรงไว้ตลอดไป (กระทรวงมหาดไทยสำนัก ประสานและพัฒนาการจัดการศึกษาท้องถิ่น, ม.ป.ป ซึ่งถ้าเด็กในวัยนี้ได้รับการเลี้ยงดูอย่างถูกต้องจะ เจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความสุขและมีสติปัญญา และเด็กมีพัฒนาการไปอย่างมีคุณภาพ (วัฒนา ปุญญฤทธิ์ และอัญชลีไสยวรรณ, 2549: 45) ดังนั้น จึงควรให้เด็กได้รับการพัฒนาอย่าง ครบถ้วน ทั้งด้านการอบรมเลี้ยงดูการเอาใจใส่ ความรัก ความอบอุ่น และจัดประสบการณ์การเรียนรู้ ที่ส่งเสริมพัฒนาการทางด้านสติปัญญา (กรมวิชาการ, 2546: 18) หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546 มีแนวทางในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยยึดหลักการและแนวคิดในการ อบรมเลี้ยงดูให้การศึกษา คำนึงถึงความสนใจและความต้องการของเด็กทุกคนเพื่อให้เด็กพัฒนาทั้ง ด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม สติปัญญาอย่างสมดุล อบรมเลี้ยงดูให้การศึกษาหลากหลาย กิจกรรม บูรณาการผ่านการเล่นและกิจกรรมที่เป็นประสบการณ์ตรงผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้า เหมาะสมกับวัยและความแตกต่างระหว่างบุคคลเพื่อให้เด็กแต่ละคนได้มีโอกาสพัฒนาตนเองนำไปใช้ ในชีวิตประจำวันอย่างมีความสุข เป็นคนดีและคนเก่งของสังคม (กรมวิชาการ, 2546ก:8 ) การพูดเป็นรูปแบบหนึ่งของภาษา ที่มนุษย์ใช้เพื่อสื่อดวามหมาย แสดงความคิด ความรู้สึก ทัศนคติ ความสามารถทางสติปัญญา และการปรับตัวเข้ากับสังคม การพูดจึงเป็นวิธีสื่อความหมายที่ มนุษย์ใช้มากที่สุด และเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ในการสื่อความหมายอีกด้วย ภาษาพูดเป็น พื้นฐานในการเรียนรู้ภาษาอ่านและภาษาเขียน และเป็นประโยชน์ต่อการเรียนในลาขาวิชาต่างๆ (ตันสนีย์ ฉัตรคุปต์. 2543: 35 อ้างถึงใน ณัฐวดีศิลากรณ์. 2556: 1) ดังนั้นการพูดจึงเป็น ความสามารถทางภาษาที่สำคัญ ที่ควรส่งเสริมให้แก่เด็กปฐมวัย เด็กที่พูดได้เร็วจะได้รับประโยชน์ด้าน การสื่อสารมากกว่าเด็กที่พูดช้า การพูดเป็นเครื่องมือช่วยในการส่งเสริมพัฒนาการด้านอื่น ๆ ความสามารถด้านการพูดในเด็กก่อนวัยเรียน จึงเป็นเสมือนกุญแจเปิดทางไปสู่ความเจริญงอกงามทาง สติปัญญา การพัฒนาชีวิตทางสังคม และการช่วยเหลือตนเอง การที่ครูมีความรู้และความเข้าใจ เกี่ยวกับสำดับขั้นของความสามารถทางภาษา จะช่วยให้ครูสามารถส่งเสริมทักษะทางภาษา ให้แก่เด็กปฐมวัยได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ต้องเป็นไปใน ลักษณะของการบูรณาการเพื่อให้เด็กได้รับประสบการณ์ตรง เกิดการเรียนรู้ ได้รับการพัฒนาทุกด้าน
2 ทั้งด้านการฟังและการพูด การเรียนรู้ที่เหมาะสม คือ ให้ผู้เรียนได้เรียนและปฏิบัติ ให้สอดคล้องกับ วัตถุประสงค์ที่กำหนด ด้วยการให้ผู้เรียนมีบทบาทสำคัญในการเรียนรู้ ครูต้องเปิดโอกาสให้นักเรียนมี ส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้ ได้ประพฤติปฏิบัติ ลงมือกระทำจริง การจัดกิจกรรมต่างๆ ต้องให้ นักเรียนมีโอกาสรับรู้ โดยผ่านการรับรู้หลายๆ ทาง อาทิ การฟัง การพูด การถาม การสัมผัส และการ ทดลองการจัดกิจกรรมต้องท้าทาย ชวนคิด มีความยากง่ายพอเหมาะกับวัย และความสามารถของ นักเรียน (สิริมา ภิญโญอนันตพงษ์. 2545: 196 อ้างถึงใน ณัฐวดี ศิลากรณ์. 2556: 1) นิทานเป็นสิ่งที่มีคุณค่าและมีความสำคัญต่อเด็กปฐมวัย การฟังนิทานเป็นสิ่งที่ทุกคน ชอบและยังเป็นการตอบสนองความต้องการตามธรรมชาติของเด็ก ในการจัดการเรียนรู้ให้แก่เด็กโดย ใช้นิทานเป็นสื่อ และยังช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ทางภาษาตามแนวการสอนโดยรวม (Whole Language. อ้างถึงใน นิศารัตน์ ประสานศักดิ์. 2555: 23) นิทานช่วยให้เด็กปรับตัวและแก้ไข พฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ได้ การเลือกนิทานที่หมาะสมกับวัยของเด็กจะช่วยให้เด็กปรับตัวและเตรียม ตัวให้พร้อมกับสถานการณ์ในชีวิตประจำวันสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข อีกทั้งบูรณา การทักษะต่าง ๆ เช่น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ศิลปะ ตลอดจนการปลูกฝังจิตสำนึกในการมีส่วน ร่วมต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม นิทานยังมีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างบุคลิกภาพ ทัศนคติ พฤติกรรมโดยเฉพาะด้านคุณธรรม จริยธรรม ซึ่งตัวละครสามารถดึงดูดให้เด็กเรียนเห็นแบบทัศนคติ และพฤดิกรรมของตัวละครนั้นนอกจากนี้นิทานยังสอดแทรกคติธรรมเสริมสร้างทั้งประสบการณ์ชีวิต และเสริมสร้างอุปนิสัยที่ดีให้แก่เด็กอีกด้วย (กนกกร บูษยะกนิษฐ์ และคณะ. 2550:178: อ้างถึงใน นิศารัตน์ ประสานศักดิ์. 2555: 23) นิทานพื้นบ้านของไทยถ่ายทอดโดย มุขปาฐะ มีลักษณะที่เป็นเรื่องเล่าด้วยถ้อยคำธรรมดา เป็นภาษาร้อยแก้วไม่ใช่ร้อยกรอง เล่ากันด้วยปากสืบกันมาเป็นเวลาช้านาน แต่ต่อมาในระยะหลังเมื่อ การเขียนเจริญขึ้นก็อาจเขียนขึ้นตามเค้าเดิม ที่เคยเล่าด้วยปากเปล่า ไม่ปรากฎว่าผู้เล่าดั้งเดิมนั้นเป็น ใครอ้างแต่ว่าเป็นของเก่า ฟังมาจากผู้เล่าซึ่งเป็นบุคคลสำคัญยิ่งในอดีตอีกต่อหนึ่ง ผิดกับนิยาย สมัยใหม่ที่ทราบตัวผู้แต่ง (ประคอง นิมมานเหมินท์. 2543: 6; อ้างอิงจาก กุหลาบ มัลลิกะมาส. 2515) จากความสำคัญดังกล่าวที่นำเสนอข้างต้น ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะศึกษาการต้องการที่จะศึกษาว่า หลังที่ได้รับการจัดกิจกรรมเล่านิทานพื้นบ้านมีความสามารถด้านการพูด หลังการจัดกิจกรรมสูงกว่า ก่อนการจัดกิจกรรมหรือไม่ อย่างไร
3 วัตถุประสงค์ของการวิจัย ในการวิจัยครั้งนี้ กำหนดวัตถุประสงค์ของการวิจัย ดังนี้ 1. เพื่อศึกษาความสามารถด้านการพูดของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังที่ได้รับการจัดกิจกรรม การเล่านิทานพื้นบ้าน 2. เพื่อเปรียบเทียบความสามารถด้านการพูดของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังได้รับการจัด กิจกรรมการเล่านิทานพื้นบ้าน สมมติฐานของการวิจัย เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเล่านิทานพื้นบ้านมีความสามารถด้านการพูดหลังการ จัดกิจกรรมสูงกว่าก่อนจัดกิจกรรม ขอบเขตของการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยมีขอบเขตของการวิจัย ดังนี้ 1. กลุ่มเป้าหมาย กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นอนุบาล 3/1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 72 เทศบาล 8 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวนนักเรียน 16 คน 2. ตัวแปรที่ศึกษา 2.1 ตัวแปรต้น คือ กิจกรรมการเล่านิทานพื้นบ้าน 2.2 ตัวแปรตาม คือ ความสามารถด้านการพูดของเด็กปฐมวัย 2.2.1 ด้านการรู้คำศัพท์ 2.2.2 ด้านการพูดเป็นประโยค 2.2.3 ด้านการพูดเป็นเรื่องราว 3. ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยใช้ระยะเวลาการทดลองในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 วัน วันละ 30 นาที 9.30-10.00 น. รวมทั้งสิ้น 24 ครั้ง
4 นิยามศัพท์เฉพาะ เพื่อให้การดำเนินวิจัยในครั้งนี้มีความชัดเจน ผู้วิจัยจึงได้กำหนดความหมายของคำศัพท์ที่ใช้ ในการวิจัย ดังนี้ 1. เด็กปฐมวัย หมายถึง เป็นเด็กชาย-หญิง ชั้นอนุบาล 3/1 โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 72 เทศบาล 8 จังหวัดอุดรธานี ปีการศึกษา 2566 จำนวน 16 คน 2. ความสามารถทางการพูด หมายถึง การแสดงออกทางภาษาของเด็กปฐมวัย ด้วยการใช้ ถ้อยคำ เรียบเรียงเป็นภาษาพูด เพื่อถ่ายทอดความคิด เรื่องราว และการสื่อสารเพื่อให้ผู้อื่นได้เข้าใจ แบ่งลักษณะความสามารถทางการพูด ได้ดังนี้ 2.1 การรู้คำศัพท์ คือ ความสามารถในการพูด และบอกความหมายของดำ ที่สอดคล้อง กับหน่วยการเรียนของเด็ก 2.2 การพูดเป็นประโยค คือ ความสามารถในการคิดดำ รู้จักใช้คำที่เหมาะสมเรียบเรียง เป็นประโยดของตนเอง วลีและประโยดที่เคยได้ยิน การพูดเป็นประโยคที่สมบูรณ์ องค์ประกอบไปด้วย ใคร ทำอะไร ที่ไหน 2.3 การพูดเป็นเรื่องราว คือ ความสามารถในการใช้ถ้อยคำที่เหมาะสม เรียบเรียงเป็น ประโยคที่มีความหมาย แล้วถ่ายทอดตามลำดับเหตุการณ์อย่างต่อเนื่องตามจินตนาการ 3. นิทานพื้นบ้าน หมายถึง เรื่องราวที่สืบต่อกันมาเป็นเวลานานหรือเป็นเรื่องราวที่แต่งขึ้น ใหม่โดยอิงจากความจริงหรือจินตนาการ เพื่อให้ผู้ฟังเกิดความสนุกสนาน เกิดจินตนาการ สอดแทรก ความรู้คุณธรรม ข้อปฏิบัติ ตามจุดมุ่งหมายที่ต้องการให้เด็กได้รับและสามารถนำไปปรับใช้ในการ ดำรงชีวิต โดยลำดับขั้นตอนของการจัดกิจกรรมการเล่านิทานพื้นบ้าน มีขั้นตอน ดังนี้ 3.1 ขั้นนำ (5 นาที) 3.1.1 ครูนำเด็กเข้าสู่บทเรียน โดยการร้องเพลงประกอบท่าทาง ใช้ท่าทางเพื่อกระตุ้นให้ เด็กเกิดความสนใจ และมีความพร้อมในการปฏิบัติกิจกรรม 3.1.2 ครูอธิบายข้อตกลงร่วมกันในการฟังนิทานพื้นบ้าน 3.2 ขั้นสอน (20 นาที) 3.2.1 ครูเล่านิทานพื้นบ้าน โดยใช้หนังสือภาพมาประกอบการเล่านิทานพื้นบ้านโดยใช้ หนังสือภาพในระหว่างการเล่านิทาน เด็กจะสามารถสนทนาซักถามเนื้อหาเกี่ยวกับนิทานได้ 3.2.2 ครูใช้คำถามปลายเปิดเพื่อกระตุ้นความคิดของเด็ก 3.2.3 เมื่อครูเล่านิทานพื้นบ้านเสร็จ ครูให้เด็กร่วมกันแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในการ ทำกิจกรรม 3.2.4 ขณะที่เด็กทำกิจกรรมครูให้คำแนะนำหรือให้ความช่วยเหลือเมื่อเด็กต้องการ 3.3 ขั้นสรุป (5 นาที)
5 3.3.1 ครูและเด็กร่วมกันสรุปกิจกรรม โดยครูใช้คำถามเพื่อกระตุ้นให้เด็กคิดและได้แสดง ความคิดเห็น ประโยชน์ที่จะได้รับ ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้รับประโยชน์จากการวิจัย ดังนี้ 1. ได้ทราบผลการเปรียบเทียบความสามารถด้านการพูดของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังได้รับ การจัดกิจกรรมการเล่านิทานพื้นบ้าน 2. ได้พัฒนาทักษะความสามารถในการพูดโดยการจัดกิจกรรมการเล่านิทานพื้นบ้าน 3. ได้แนวทางการจัดประสบการณ์สำหรับครูผู้สอนระดับปฐมวัยในการจัดกิจกรรมการเล่า นิทานพื้นบ้านไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาเด็กปฐมวัยด้านอื่น ๆ อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป กรอบแนวคิดในการวิจัย ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม กิจกรรมการเล่านิทานพื้นบ้าน ความสามารถด้านการพูดของเด็กปฐมวัย ประกอบด้วย 3 ด้าน ได้แก่ - ด้านการรู้คำศัพท์ - ด้านการพูดเป็นประโยค - ด้านการพูดเป็นเรื่องราว ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดในการวิจัย
6 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้าเอกสารตลอดจนงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อนำมาใช้ใน การวิจัย และนำเสนอตามหัวข้อดังต่อไปนี้ 1. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับความสามารถด้านการพูด 1.1 ความหมายของพัฒนาการ 1.2 พัฒนาการทางการพูด 1.3 ความสำคัญของพัฒนาการทางการพูด 1.4 ทฤษฎีพัฒนาการทางการพูดของเด็กปฐมวัย 1.5 พัฒนาการทางการพูดของเด็กปฐมวัย 1.6 กิจกรรมที่ส่งเสริมการพูดของเด็กปฐมวัย 1.7 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับความสามารถด้านการพูด 1.7.1 งานวิจัยต่างประเทศ 1.7.2 งานวิจัยในประเทศ 2. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการจัดกิจกรรมการเล่านิทาน 2.1 ความหมายของนิทาน 2.2 ความหมายของการเล่านิทาน 2.3 ความสำคัญของนิทาน 2.4 จุดประสงค์ของการเล่านิทาน 2.5 ประโยชน์ของการเล่านิทาน 2.6 ประเภทของนิทาน 2.7 หลักเกณฑ์ในการเลือกนิทาน 2.8 วิธีการเล่านิทาน 2.9 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการเล่านิทาน 2.9.1 งานวิจัยในประเทศ 2.9.2 งานวิจัยในต่างประเทศ 3. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับนิทานพื้นบ้าน 3.1 ความหมายของนิทานพื้นบ้าน 3.2 ลักษณะของนิทานพื้นบ้าน 3.3 การแบ่งประเภทของนิทานพื้นบ้าน
7 3.4 คุณค่าและความสำคัญของนิทานพื้นบ้าน 3.5 ประเภทของนิทานพื้นบ้านในภาคอีสาน 3.6 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับนิทานพื้นบ้าน 3.6.1 งานวิจัยในประเทศ 1. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการทางการพูด 1.1 ความหมายของพัฒนาการ ความหมายของพัฒนาการที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาปฐมวัย ตามที่นักการศึกษาให้ความหมาย ไว้มีดังต่อไปนี้ (วงพักตร์ ภู่พันธ์ศรี และ ศิรินันท์ ดำรงผล. 2532: 1; อ้างถึงใน ณัฐวดี ศิลากรณ์. 2556: 16) กล่าวว่า พัฒนาการ หมายถึง การเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกาย ารมณ์ สังคม และสติปัญญาไปใน ทิศทางที่ดี ตามระยะเวลาของมัน และต่อเนื่องกันไปเป็นลำดับขั้นอย่างมีระบบ ไม่มีการย้อนกลับ ลำดับขั้นที่เกิด หลังจากรวบรวมลักษณะของเดิมไว้ด้วย (สิริมา ภิญโญอนันตพงษ์. 2545. 27; อ้างถึงใน ณัฐวดี ศิลากรณ์. 2556: 16) กล่าวว่า พัฒนาการ (Development) หมายถึง การเปลี่ยนแปลงในตัวมนุษย์ ทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ และ สติปัญญา ด้านการทำหน้าที่ (function) และวุฒิภาวะ (maturation) ของอวัยวะระบบต่างๆ ในด้าน โครงสร้าง การจัดระเบียบส่วนต่างๆ ของร่างกาย รวมทั้งพฤติกรรมที่แสดงออก มีลักษณะและทิศทาง ที่แน่นอนสัมพันธ์กับเวลา ทำให้สามารถทำหน้าที่ได้อย่างดีมีประสิทธิภาพ สิ่งที่ยากสลับชับซ้อนมาก ยิ่งขึ้น ตลอดจนเพิ่มทักษะใหม่ๆ เป็นความสามารถในการปรับตัวต่อสภาพแวดล้อม ผสมผสาน ก้าวหน้าเป็นลำดับขั้นต่อเนื่องกันไป โดยพัฒนาการครอบคลุมการเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนแปลงที่ สรีระวิทยา (Physiological development) ของระบบอวัยวะ เป็นการเปลี่ยนแปลงด้านปริมาณ (Quantitative Change) รูปร่าง การขยายส่วนต่างๆของร่างกาย และการเกิดการเปลี่ยนแปลง พัฒนาการของมนุษย์ (Human development) เป็นความสามารถการฟัง พูด อ่าน เขียน การคิด เลข การแก้ปัญหา ทักษะการช่วยตนเอง การทรงตัว การกระโดด การรู้จักแบ่งปัน มีน้ำใจ ยิ้มแย้ม ซึ่ง พัฒนาการทุกด้านของมนุษย์ถ้าได้รับการตอบสนองตรงตามความต้องการแล้ว จะเป็นไปอย่างสมวัย (พัชรี สวนแก้ว. 2545: 108; อ้างถึงใน ณัฐวดี ศิลากรณ์. 2556: 16) พัฒนาการ หมายถึง กระบวนการเปลี่ยนแปลงลักษณะและพฤติกรรมที่มีทิศทาง และรูปแบบที่แน่นอน จากช่วงระยะหนึ่ง ของชีวิตไปสู่อีกระยะหนึ่ง พัฒนาการเป็นผลรวมของการกระทำร่วมกันระหว่างวุฒิภาวะและการ เรียนรู้
8 จากข้อความที่กล่าวมาสรุปได้ว่า พัฒนาการ หมายถึง กระบวนการเปลี่ยนแปลง ในด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และสติปัญญา เป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างเป็นลำดับ ขั้นและไม่มีการย้อนกลับ 1.2 พัฒนาการทางการพูด (Speech Development) นักการศึกษาและนักจิตวิทยาได้ให้ความหมายของพัฒนาการทางการพูดไว้ ดังนี้ (รจนา ทรรทรานนท์. 2537: 10; อ้างถึงใน ณัฐวดี ศิลากรณ์. 2556: 16) พัฒนาการทาง การพูด เป็นการเรียนรู้การเข้าใจคำพูดของผู้อื่น โดยเริ่มจากการเข้าใจคำศัพท์ประเภทต่างๆ เด็กจะ สะสมความเข้าใจคำศัพท์อยู่ระยะหนึ่งก่อนที่จะใช้คำศัพท์เหล่านั้น ในการพูดสื่อภาษากับผู้อื่น (เบญจมาศ พระธานี. 2638: 8; อ้างถึงใน ณัฐวดี ศิลากรณ์. 2556: 16) พัฒนาการทางภาษา (Language Developrnent) หรือพัฒนาการทางการพูด (Speech Development) เป็นความก้าวหน้าในการใช้ภาษา ในการติดต่อสื่อสารกับผู้อื่น เพื่อรับรู้หรือแสดงความรู้สึก ความ คิดเห็น และติดต่อซึ่งกันและกัน แบ่งออกเป็น 2 ด้าน คือพัฒนาการด้านความเข้าใจภาษา และ พัฒนาการด้านการแสดงออกทางภาษา (สถาบันราชานุกูล กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข. 2546: 7; อ้างถึงใน ณัฐวดี ศิลา กรณ์. 2556: 17) พัฒนาการทางภาษาและการพูดเป็นการเรียนรู้ การเข้าใจคำพูดของผู้อื่น โดยเริ่ม จากการเข้าใจคำศัพท์ประเภทง่ายๆ เด็กจะละสมความเข้าใจคำศัพท์อยู่ระยะหนึ่ง ก่อนที่จะใช้ คำศัพท์เหล่านี้ในการพูดสื่อภาษากับผู้อื่น คำศัพท์ที่เด็กเรียนรู้ประกอบด้วยคำนามที่ใช้เรียกชื่อคน สัตว์ สิ่งของ อวัยวะ ร่างกาย ชื่อพืชผักผลไม้ และอาหาร ชื่อสี คำบอกความรู้สึก สัมผัส บอกสถานที่ ทิศทาง เวลา ขนาด จำนวน ระยะทาง กิริยาอาการ คำวิเศษณ์ คำบุพบท และคำสันธาน เด็กปกติ เรียนรู้คำนามได้ก่อนคำประเภทอื่น แต่เมื่ออายุมากขึ้น เมื่ออายุ 4 ปี ในช่วง 2 - 4 ปี เด็กจะมี พัฒนาการด้านการเรียนรู้คำศัพท์ที่รวดเร็วมาก และมีอัดราการพัฒนาสูงกว่าในช่วงอายุอื่นๆ การพัฒนาภาษาและการพูดเป็นไปตามลำดับขั้น จากข้อความที่กล่าวมาสรุปได้ว่า พัฒนาการทางการพูด หมายถึง การเกิดการเรียนรู้เพื่อที่จะ เข้าใจคำพูดของผู้อื่น โดยในช่วงอายุ1 - 4 ปี เด็กจะมีอัตราการพัฒนาด้านการเรียนรู้ และจดจำ คำศัพท์ได้อย่างรวดเร็ว จะช่วยให้เด็กสามารถสื่อสารกับผู้อื่นได้อย่างเข้าใจ เพื่อบอกความต้องการ ความรู้สึกนึกคิดของตนเอง และเพื่อสามารถติดต่อสื่อสารกับผู้อื่นในชีวิตประจำวันได้มากขึ้น 1.3 ความสำคัญของพัฒนาการทางการพูด ภาษาพูดเป็นพื้นฐานในการเรียนรู้ภาษาอ่านและภาษาเขียน และเพื่อที่จะได้ประโยชน์ จากการเรียนในวิชาอื่นๆ (ศันสนีย์ ฉัตรคุปต์. 2543: 35; อ้างถึงใน ณัฐวดี ศิลากรณ์. 2556: 17) ภาษาและการพูดเป็นสิ่งที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการทางด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัย ตามทฤษฎีและ แนวคิดของ การ์ดเนอร์ (Gardner) ในทฤษฎีพหุปัญญา
9 (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ. 2540: 138; อ้างถึงใน ณัฐวดี ศิลากรณ์. 2556: 17) กล่าวถึง สติปัญญาทางด้านภาษา (Linguistic Intelligence) ว่า ทักษะทางภาษานับเป็นส่วน หนึ่งของสติปัญญา ดังนั้นพัฒนาการทางการพูดจึงมีความสำคัญเป็นอย่างมากสำหรับเด็กปฐมวัย ที่ ต้องเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในอนาคต นอกจากนี้ยังมีนักการศึกษากล่าวถึงความสำคัญของการพูดไว้ ดังนี้ (สุภาวดี ศรีวรรธนะ. 2542: 63 – 64; อ้างถึงใน ณัฐวดี ศิลากรณ์. 2556: 17) กล่าวว่า การ พูดเป็นเครื่องมือสำคัญของการติดต่อสื่อสาร ที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในชีวิต การฝึกพูดเป็นพื้นฐานที่ จะช่วยฝึกทักษะด้านกาษาได้อย่างดี ซึ่งจุดประสงค์ของการฝึกพูดมี ดังนี้ 1. เพื่อให้เด็กพัฒนาการพูดได้คล่อง เป็นธรรมชาติ ได้เรียนรู้คำศัพท์ใหม่ๆ 2. พัฒนาความสามารถในการพูดได้ชัดเจน มีความมั่นใจในการพูด 3. พูดถูกต้องจนเป็นนิสัย 4. เพื่อใช้ภาษาเป็นเครื่องมือติดต่อสังคมกับเพื่อนๆ และบุคคลอื่น ๆ การที่เด็กจะเป็นที่น่า คบหาสมาคมด้วย ย่อมต้องมีภาษาที่สุภาพ ดังนั้นการให้การศึกษาเด็กวัยนี้ ย่อมจะฝึกเด็กให้รู้จักใช้คำ สุภาพทั้งหลาย โดยต้องเป็นแบบให้เด็ก และต้องใช้อย่าง 5. เพื่อพัฒนาความสามารถในการติดต่อกับผู้อื่น คือ ไม่เพียงแต่แสดงความคิดเห็นของตน เท่านั้น แต่ยังสามารถเข้าใจสิ่งที่คนอื่นพูด สามารถพูดสิ่งที่มีผู้กล่าวไว้ได้ 6. การฝึกเลียนเสียงดำพูดก่อนที่จะบรรยายเรื่องราวต่าง ๆ หากไม่ฝึกในเรื่องนี้เด็กบางคนจะ เล่าเรื่องไม่ตรงจุด เช่น เด็กอาลาจะเล่าเรื่อง *ไปเที่ยวทะเล" แทนที่จะพูดถึงการไปทะเลเด็กบางคน จะมัวพะวงแต่จุดไม่สำคัญ เช่น การแต่งตัว การซื้อของต่างๆ สำหรับการเดินทาง ครูอาจต้องช่วย เตือนเด็ก ให้พูดเข้ามาหาเรื่องอีกทีหนึ่ง 7. เรียนรู้เกี่ยวกับภาษา เช่น หลักของการออกเสียง เสียงวรรณยุกต์ การเว้นวรรด การเรียบเรียงคำให้เป็นประโยค และคำบางคำมีความหมายได้หลายอย่าง จากข้อความที่กล่าวมาสรุปได้ว่า การพูดเป็นรากฐานที่สำคัญของการพัฒนาทางภาษา การ พูดช่วยส่งเสริมพัฒนาการด้านสติปัญญาเป็นเครื่องมือสื่อสารที่ช่วยให้เด็กเกิดพัฒนาการในการสื่อ ความหมาย ความคิดและสื่อความต้องการของตนเองได้และเพื่อใช้ในการติดต่อกับผู้อื่นและอยู่ ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้ 1.4 ทฤษฎีพัฒนาการทางการพูดของเด็กปฐมวัย มีนักการศึกษาได้คันพบว่า เด็กปฐมวัยที่มีพัฒนาการทางการพูดที่แตกต่างกันนั้น มี กระบวนการเรียนรู้ภาษาของเด็กปฐมวัย ดังต่อไปนี้ (จรรยา สุวรรณทัต และคณะ Suvannathat, et al. 1985: 122; อ้างถึงใน ณัฐวดี ศิลา กรณ์. 2556: 18) กล่าวถึง กระบวนการเรียนรู้ทางภาษาว่า เกิดขึ้นจากความชำนาญ
10 (Empricist Approach) ซึ่งเด็กจะเริ่มเรียนรู้ภาษา อย่างไม่เป็นกฎเกณฑ์ แต่เรียนรู้ภาษาในลักษณะ เดียวกับการฝึกทักษะ ความชำนาญ และความสามารถด้านอื่น ๆ การเรียนรู้คำได้จากการได้ยินคนอื่น พูดซ้ำๆ แล้วนำมาพูด ซึ่งเด็กจะเรียนรู้ได้เร็ว ถ้าคำที่เด็กเรียนรู้เป็นประสบการณ์ใกล้ตัวเด็ก รูปแบบ การเรียนรู้ที่สำคัญสำหรับเด็กปฐมวัย คือ ต้องมีการปฏิสัมพันธ์กับวัตถุ เช่น ครูนำวัตถุสิ่งของ ของเล่น มาจัดวางในห้องเรียน และตั้งคำถาม เพื่อเร้าให้เด็กหาดำตอบ ซึ่งเป็นการให้เด็กสำรวจวัตถุนั้นด้วย ตัวเอง (ศรียา และ ประกัสสร นิยมธรรม. 2541: 27 – 30; อ้างถึงใน ณัฐวดี ศิลากรณ์. 2556: 18) ได้กล่าวถึง ทฤษฎีพัฒนาการทางภาษาและการพูดไว้ ดังนี้ 1. ทฤษฎีเสริมกำลัง (Reinforcement Thecry) ทฤษฎีนี้อาศัยจากหลักทฤษฎีการเรียนรู้ ซึ่งถือว่า พฤติกรรมทั้งหลายถูกสร้างขึ้น โดยอาศัยการวางเงื่อนไข ไรHโกลด์ (Rheingold) และคณะ พบว่า เด็กจะพูดมากขึ้น เมื่อให้รางวัลหรือเสริมกำลัง วินิทซ์ (Winitz) ได้อธิบายถึงการที่เด็กเกิดการ รับรู้ในระยะกาตอนต้น ๆ ว่า เป็นการกระทำตามธรรมชาติของมนุษย์ในการที่จะมีจุดหมายปลายทาง ตัวอย่างเช่น เมื่อเด็กหิวก็เคลื่อนไหวปาก ซึ่งมีจุดหมายปลายทางที่การดูดและการกิน ต่อมาเมื่อโตขึ้น ก็อาจใช้วิธีทำเสียงอ้อแอ้ โดยหวังว่าแม่จะเข้ามาหา และเล่นเสียงคุยตามไปด้วย 2. ทฤษฎีการรับรู้ (Motor Theory of Perception) ในบางครั้งเด็กจะพูดคำที่ไม่เคยพูด หรือไม่เคยถูกสอนให้พูดมาก่อนเลย แม้แต่ในระยะเล่นเสียง ก็มิได้เปลี่ยนแปลงเสียงที่ตล้ายกับคำนั้น จึงสงสัยว่า เด็กเรียนรู้ได้อย่างไร ทฤษฎีนี้ให้คำตอบในแง่นี้ ซึ่งลิเบอร์แมน (Liberman) ตั้งสมมติฐาน ไว้ว่า การรับรู้ทางการฟังขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงเสียง จึงเห็นได้ว่า เด็กมักจ้องหน้าเวลาเราพูดด้วย ทำนองเดียวกับเด็กหูตึง การทำเช่นนี้ อาจเป็นเพราะเด็กฟังพูดซ้ำด้วยตนเอง หรือหัดเปล่งเสียงโดย ใช้อ่านริมฝีปากแล้วจึงเรียนรู้คำ 3. ทฤษฎีสภาวะติดตัวมาแต่กำเนิด (Innateness Theory) ซอมสกี้ (Chomsky) นักภาษาศาสตร์อเมริกันผู้คิดทฤษฎีนี้ เขาอธิบายว่า เด็กทุกคนเกิดมาพร้อมกับเครื่องมือในการเรียนรู้ ภาษา (Language Acquisition Devic) ซึ่งเรียกว่า แอล เอ ดี (L.A.D.) เครื่องมือนี้จะเป็นฝ่ายรับ ข้อมูลทางภาษา ซึ่งมาจากประโยคต่าง ๆ เด็กก็จะเกิดการเรียนรู้กฎต่างๆ ทางไวยากรณ์ที่มีใช้ใน ภาษา กฎทางไวยากรณ์ต่างๆ นี้ก็คือความรู้ในภาษา (Competence) 4. ทฤษฎีความสัมพันธ์ (Interaction Theory) ได้มีนักสังดมวิทยาภาษาศาสตร์และ นักจิตวิทยากลุ่มหนึ่งเสนอขึ้นโดยกล่าวว่า คนเราเกิดมานั้นจะต้องมีบางสิ่งบางอย่างติดตัวมา ทำให้ คนผิดไปจากสัตว์อื่น แต่ไม่ไช่แอล เอ ดีสิ่งนั้นคือ ตวามสามารถในการเรียนภาษา (Language Caparcity) และความรู้เกี่ยวกับโลก (Cognitive Knowledges) 5. ทฤษฎีความบังเอิญจากการเล่นเสียง (Babble Luck) ซึ่งธอร์นไดด์ (Thondike)
11 เป็นผู้คิด โดยอธิบายว่า เมื่อเด็กกำลังเล่นอยู่นั้น เผอิญมีบางเสียงไปคล้ายกับเสียงที่มีความหมายใน ภาษาพูดของพ่อแม่ พ่อแม่จึงให้รางวัลในทันที ด้วยวิธีนี้เด็กจะมีพัฒนาการทางภาษาไปเรื่อย 6. ทฤษฎีชีววิทยา (Biological Theory) ของอิริค เลนเนเบอร์ก (Eric Lenneberg) เชื่อว่า พัฒนาการทางภาษานั้น มีพื้นฐานทางชีวิวิทยาเป็นสำคัญ กระบวนการที่คนพูดได้ ก็เกิดจาก การที่คนสามารถถ่ายทอดภาษากันได้ 7. ทฤษฎีการให้รางวัลของแม่ (Mother Reward Theary) จอห์น ดอลลาร์ด (John Dollard) และ นีล มิลเลอร์(Neel Miller) เป็นผู้คิดตั้งทฤษฎีนี้ โดยย้ำเกี่ยวกับบทบาทของแม่ในการ พัฒนาภาษาของเด็กว่า ภาษาที่แม่ใช้ในการเลี้ยงดู เพื่อสนองความต้องการของลูก จะเป็นเหตุให้เกิด ภาษาพูดแก่ลูก จากการศึกษาทฤษฎีและกระบวนการการเรียนรู้ภาษาดังกล่าวจะเห็นได้ว่า พัฒนาการทาง ภาษาหรือการพูดของเด็กปฐมวัยนั้น จะผ่านกระบวนการพัฒนาตามลำดับขั้น เด็กสามารถเรียนรู้ ภาษาได้อย่างรวดเร็ว ทุกอย่างขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยและองค์ประกอบต่างๆ ทางสังคม เช่น สิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็ก ตัวของเด็กเอง และบุคคลใกล้ตัวหรือคนในครอบครัว ในลักษณะการ เลียนแบบพฤติกรรม การเรียนรู้ภาษาจะดียิ่งขึ้น ถ้าเด็กได้รับการเสริมแรงจากบบุคคลใกล้ตัวเด็ก ก็จะทำให้เด็กมีพัฒนาการทางภาษา หรือพัฒนาการทางการพูดที่ดียิ่งขึ้น 1.5 พัฒนาการทางการพูดของเด็กปฐมวัย พัฒนาการทางการพูดของเด็กปฐมวัย คือ พฤติกรรมที่แสดงถึงความก้าวหน้าในการใช้ ภาษาติดต่อสื่อลารกับผู้อื่น เพื่อรับรู้ หรือแสดงความรู้สึก ความคิดเห็น และติดต่อซึ่งกันและกัน นักการศึกษาได้ให้ความหมายของพัฒนาการทางการพูดของเด็กปฐมวัยไว้ ดังนี้ (เบญจมาศ พระธานี. 2538: 8; อ้างถึงใน ณัฐวดี ศิลากรณ์. 2556: 19) พัฒนาการทางภาษา (Language Development) หรือนำการทางการพูด (Speech Development)เป็นความก้าวหน้า ในการใช้ภาษาในการติดกับผู้อื่น เพื่อรับรู้ หรือแสดงความรู้สึก ความคิดเห็น และติดต่อซึ่งกันและกัน ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ด้าน คือ พัฒนาการด้านความเข้าใจภาษา และพัฒนาการด้านการแลตงออกทาง ภาษา ตามปรัชญาการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษานั้น เป็นการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาเด็กตั้งแต่ 0 - 5 ปี ดังนั้นพัฒนาการทางการพูดของเด็กปฐมวัยจึงได้แสดงไว้ตาม ตารางพัฒนาการทางภาษา และการพู ดใน ด้าน ความเข้าใจและการใช้ภ าษ า (สถาบันราชานุกูล กรมสุขภ าพ จิต กระทรวงศึกษาธิการ. 2546. 7 -10; อ้างถึงใน ณัฐวดี ศิลากรณ์. 2556: 19) สรุป พัฒนาการทางการพูดของเด็กปฐมวัย หมายถึง ความก้าวหน้าในการใช้ภาษา ติดต่อสื่อสารกับผู้อื่นโดยที่ผู้อื่นเข้าใจความหมาย เพื่อรับรู้แสดงความคิดเห็น และติดต่อซึ่งกันและ กัน ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ด้าน คือ พัฒนาการด้านความเข้าใจภาษา และพัฒนาการต้านการแสดงออก ทางภาษา
12 1.6 กิจกรรมที่ส่งเสริมการพูดของเด็กปฐมวัย กิจกรรมที่จะช่วยส่งเสริมพัฒนาการทางการพูดสำหรับเด็กนั้น มีหลายรูปแบบ เป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เด็กได้พูดคุย ชักถาม และแสดงความคิดเห็นอย่างอิสระ เพื่อให้เด็กเกิด ประสบการณ์ตรง เกิดการเรียนรู้ ได้พัฒนาครบทุกด้าน (กรมวิชาการ. 2540: 36 - 37; อ้างถึงใน ณัฐวดี ศิลากรณ์. 2556: 22) ตามแนวการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์ที่สามารถจัดได้หลากหลาย วิธี เช่น 1. การสนทนาอภิปราย เป็นการส่งเสริมพัฒนาการทางภาษา ในการพูด การฟัง รู้จักแสดงความคิดเห็น และยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ซึ่งสื่อที่ใช้อาจเป็นของจริง ของจำลอง รูปภาพ สถานการณ์จำลอง 2. การเล่านิทาน เป็นการเล่าเรื่องต่าง ๆ ส่วนมากจะเป็นเรื่องที่เน้นการปลูกฝังให้ เกิดคุณธรรมจริยธรรม วิธีการนี้จะช่วยให้เด็กเข้าใจได้ดีขึ้น ในการเล่านิทาน สื่อที่ใช้อาจเป็นรูปภาพ หนังสือนิทาน หุ่น การแสดงทำทางประกอบการเล่าเรื่อง 3. การสาธิต เป็นการจัดกิจกรรมที่ต้องการให้เด็กได้สังเกต และเรียนรู้ ตาม ขั้นตอนของกิจกรรมนั้น ๆ ในบางครั้งครูอาจให้เด็กอาลาสมัตรเป็นผู้สาธิตร่วมกับครู เพื่อนำไปสู่การ ปฏิบัติจริง เช่น การเล่นเกมการศึกษา 4. การทดลองปฏิบัติการ เป็นกิจกรรมที่จัดให้เด็กได้รับประสบการณ์ตรง เพราะ ได้ทดลองปฏิบัติด้วยตนเองได้สังเกตการเปลี่ยนแปลง ฝึกการสังเกต การคิดแก้ปัญหา และส่งเสริมให้ เด็กมีความอยากรู้อยากเห็น และคันพบด้วยตัวเอง เช่น การประกอบอาหาร การทดลองวิทยาศาสตร์ ง่าย ๆ 5. การศึกษานอกสถานที่ เป็นการจัดกิจกรรมที่ทำให้เด็กได้รับประลบการณ์ตรง อีกรูปแบบหนึ่ง ด้วยการพาเด็กไปทัศศึกษาสื่อต่าง ๆ รอบโรงเรียน หรือสถานที่นอกโรงเรียน เพื่อเป็น การเพิ่มพูนประสบการณ์แก่เด็ก 6. การเล่นบทบาทสมมติเป็นตัวละครต่าง ๆ ตามเนื้อเรื่องในนิทาน หรือเรื่องราว ต่าง ๆ อาจใช้สื่อประกอบการเล่นสมมติ เพื่อเร้าความสนใจ และก่อให้เกิดความสนุกสนาน เช่น หุ่นสวมศีรษะ ที่คาดศีรษะรูปคนและสัตว์รูปแบบต่างๆ เครื่องแต่งกาย และอุปกรณ์ของจริงชนิด ต่างๆ 7. การร้องเพลง เล่นเกม ท่องคำคล้องจอง เป็นการจัดให้เด็กได้แสดงออก เพื่อ ความสนุกสนานเพลิดเพลินตละเรียนรู้เกี่ยวกับภาษาและจังหวะ (ปริศนา สีริอาชา. 2537: 91 - 96; อ้างถึงใน ณัฐวดี ศิลากรณ์. 2556: 23) กล่าวว่า การจะ ช่วยให้เด็กเป็นนักพูดที่ดี คือ การพูดคุยกับเด็กบ่อยๆ คำพูดต่าง ๆ ของเด็กอายุ 3 ขวบ มักเป็นคำที่ได้ รับมาจากพ่อแม่และผู้ใกล้ชิด หลังจากนั้นเด็กจึงเริ่มเรียนรู้คำต่าง ๆ เอง ดังนั้นการพูดจาของบุดคลที่
13 แวดล้อมเด็กอยู่ จึงเป็นสิ่งสำคัญมาก เช่น การสอนให้เด็กรู้จักความหมายของคำ เช่น หนูกินข้าวด้วย ขันหรือลูกบอลจ๊ะ:? หรือหนูใช้ตามองหรือใช้นิ้วมองจ้ะ? การสอนคำจากท่าทาง สอนจากการอ่าน นิทานให้ฟัง การเล่นเกมสมมติ การร้องเพลงประกอบท่าทาง การหัดให้เด็กได้ตอบคำถาม การเล่นนำทาง การเรียงลำดับเหตุการณ์ประจำวัน เป็นต้น กล่าวโดยสรุป กิจกรรมที่ส่งเสริมการพูดของเด็กปฐมวัย ลามารถทำได้หลายวิธี เช่น การเล่น เกมการเล่นบทบาทสมมติ การร้องเพลง การเล่านิทาน ตลอดจนการทดลองปฏิบัติจริงในการทำ กิจกรรมในห้องเรียนและนอกห้องเรียน ครูในครอบครัวมีส่วนในการช่วยส่งเสริมพัฒนาการพูดของ เด็กปฐมวัยเช่นกัน 1.7 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการทางการพูดของเด็กปฐมวัย มีผู้วิจัยเกี่ยวกับพัฒนาการทางการพูดของเด็กทั้งต่างประเทศและในประเทศหลายท่าน ดังต่อไปนี้ 1.7.1 งานวิจัยต่างประเทศ โลวินเจอร์ (ภรณี คุรุรัตนะ. 2535. 17 - 18; อ้างอิงจาก Lovinger. 1974: 313 -320; อ้างถึงใน ณัฐวดี ศิลากรณ์. 2556: 24) ผู้เชี่ยวชาญทางการพูดได้ทำการทดลอง โดยเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์ กับเด็กวัย 4 - 5 ขวบ ในระหว่างการเล่นอย่างอิสระของเด็กเป็นเวลา 1 ชั่วโมงต่อวัน เป็นเวลา ทั้งหมด 25 สัปดาห์ โดยเขาแบ่งระดับของการปฏิสัมพันธ์ระหว่างเขากับตัวเด็กออกเป็น 2 ระดับ ด้วยกัน คือ 1. เข้าไปมีส่วนร่วมในการเล่นของเด็ก อีกทั้งแนะนำการเล่นต่างๆ ให้กับเด็ก พร้อมทั้งติดตามดูแลอย่างใกล้ชิต 2. ให้เด็กไต้แสดงการเล่นจากประสบการณ์ของตนเอง 3. สร้างสภาพการณ์การเล่น สนับสนุนให้เด็กเล่น ซึ่งในแต่ละชั่วโมงนั้น ไม่ได้เน้น ที่การฝึกฝนและไม่มีการบังคับเด็กให้เล่น แต่เด็กจะได้รับการสนับสนุนให้สนองตอบต่อการเล่นและ การใช้คำพูดที่เด็กต้องการ จากการทดลองเขาพบว่า การที่เขาได้มีโอกาสเข้าไปมีส่วนปฏิสัมพันธ์กับ การเล่นของเด็กทั้ง 3 ระดับนี้ มีผลทำให้การแสดงออกทางภาษาของเด็กเพิ่มขึ้น มีการเล่นที่ชับซ้อน มากยิ่งขึ้น ในขณะที่กลุ่มควบคุม (ไม่มีปฏิสัมพันธ์ใด ๆทั้งสิ้น) ไม่มีการเปลี่ยนแปลง นอกจากนี้เขายัง พบว่า ในการฝึกหัดให้เด็กปฐมวัยได้รู้จักเล่นแบบละคร จะช่วยพัฒนาภาษาของเด็กได้มากยิ่งขึ้น ใน การที่จะช่วยพัฒนาด้านกาษาให้แก่เด็ก ผู้ใหญ่จะต้องรู้ถึงลักษณะของกิจกรรม ดลอดจนรู้จักการใช้ ภาษาของเด็ก คำพูดของผู้ใหญ่จะช่วยทำให้การเล่นดีขึ้น แต่ก็อาจจะมีผลในทางลบได้เช่นกัน ถ้าสิ่งที่ ผู้ใหญ่ชักจูงให้เด็กเล่นนั้น ยังไม่อยู่ในความสนใจของเด็ก การพูดของผู้ใหญ่จะต้องดูเวลาที่เหมาะสม กับสภาพการณ์ การช่วยเหลือของผู้ใหญ่นั้น จำเป็นต่อการเล่นของเด็ก แต่ไม่ควรจะเป็นการช่วย โดยตรงเพราะอาจทำให้เด็กรู้สึกว่าไม่เป็นอิสระ
14 ไพน์ และคณะ (Pine; et al) ศึกษาวิจัยเรื่องรูปแบบที่แตกต่างกันในขั้นตอนการใช้คำเดี่ยวที่มีผลต่อ ความสัมพันธ์ระหว่างการใช้ตำพูดของแม่ และการผสมคำของเด็ก พบว่า ความสัมพันธ์ของการใช้คำ ของเด็กแตกต่างกันไปตามการใช้คำพูดของแม่ โดยศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นแม่และเด็ก 26 ยู่ เด็กผู้หญิง 14 คน และเด็กผู้ชาย 12 คน เริ่มจากคำ 5 ดำ 10 คำและ 100 คำ ดามสำดับ วิธีการพูดของแม่ มีอิทธิพลต่อพัฒนาการการใช้คำพูดของลูกโดยตรง คือ แม่ที่พยายามอธิบาย ความหมายคำศัพท์ โดยอิงสภาพแวดล้อมจะสามารถถ่ายทอดคำพูดใหม่ ๆ ให้ลูกได้มากกว่าแม่ที่พูด โดยวิธีการออกคำาสั่งว่า เช่นนั้น แม่ที่พูดเก่งๆ จะทำให้เด็กเรียนรู้คำต่าง ๆ เช่นดำอุทานคำสั้นๆ ได้ เป็นเปอร์เซ็นต์ที่สูงกว่าแม่ที่ไม่ค่อยพูด โดยมีเช็คลิสต์ให้แม่เช็ดคำต่าง ๆ ที่เด็กเรียนรู้เพิ่มมากขึ้น และมีการอัดเสียงพูดของเด็ก เพื่อดูพัฒนาการทางภาษาพูดของเด็กอย่างเป็นรูปธรรมและชัดเจนมาก ขึ้น (Pine, Lieven; & Roland. 1997 : 807 -819; อ้างถึงใน ณัฐวดี ศิลากรณ์. 2556: 24) 1.7.2 งานวิจัยในประเทศ (จุฬารัตน์ อินนุพัฒน์. 2543: บทคัดย่อ; อ้างถึงใน ณัฐวดี ศิลากรณ์. 2556: 24) ศึกษา พัฒนาการทางการพูดของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์การเล่นมุมบล็อกแบบเต็มรูปและมุม บล็อกแบบปกติ โดยใช้กลุ่มตัวอย่าง เด็กปฐมวัย ชาย - หญิง อายุระหว่าง. 5- 6 ขวบ ผลการวิจัย พบว่า เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์การเล่นมุมบล็อกแบบเต็มรูปแบบและมุมบล็อกแบบ ปกติ มีพัฒนาการทางการพูดที่ไม่แตกต่างกัน (นงเยาว์ คลิกคลาย. 2543: บทคัดย่อ; อ้างถึงใน ณัฐวดี ศิลากรณ์. 2556: 25) ศึกษา ความสามารถต้านการฟังและการพูดของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์โดยการ ใช้เพลงประกอบ โดยใช้กลุ่มตัวอย่าง เด็กปฐมวัยชาย - หญิง อายุระหว่าง 5 - 6 ขวบ ผลการวิจัย พบว่า เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์โดยการใช้เพลงประกอบ มีความสามารถ ด้านการฟังและการพูดสูงกว่าเด็กปฐมวัยที่ได้รับกิจกรรมเสริมประสบการณ์ตามปกติที่ได้รับกิจกรรม เสริมประสบการณ์ตามปกติ จากเอกสารดังกล่าวสรุปได้ว่า ความสามารถในการพูดของเด็ก จะขึ้นอยู่กับความพร้อม ของเด็กแต่ละคน ซึ่งเด็กวัยใกล้เดียงกัน จะพูดได้ไนระดับที่ใกล้เคียงกัน สังเกตได้จากการพูด ความสามารถในการเข้าใจความหมายของคำศัพท์ การที่เด็กอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ต่างกัน ก็จะส่งผล ต่อพัฒนาการทางการพูดที่แตกต่างกันไปด้วย หากเด็กอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เร้าให้เด็กได้คิด ได้พูด ได้เล่นกับเพื่อนหรือการที่มีผู้ใหญ่คอยพูดคุยด้วย รวมทั้งได้รับการส่งเสริมกิจกรรมการพูดต่างๆ เช่น การเล่านิทาน การท่องคำคล้องจอง การร้องเพลง และกิจกรรมศิลปะ เหล่านี้ล้วนมีผลต่อ ความสามารถทางการพูดของเด็กทั้งสิ้น
15 2. การจัดกิจกรรมการเล่านิทาน 2.1 ความหมายของนิทาน นักวิชาการได้ให้ความหมายของนิทานไว้หลายท่าน ดังนี้ (เกริก ยุ้ยพันธ์. 2539: 8; อ้างถึงใน อุ่นเรือน ศรีทับทิม. 2558: 45) กล่าวว่า นิทาน หมายถึง เรื่องราวที่เล่าสืบต่อกันมาตั้งแต่สมัยโบราณเป็นการผูกเรื่องขึ้น เพื่อให้ผู้ฟังเกิดความ สนุกสนานตลอดจนแทรกแนวคิดเพื่อให้เด็กนำไปเป็นแนวทางในการดำรงชีวิต (พจมาน เทียนมนัส. 2539: 8; อ้างถึงใน มานิต ปวริญญานนท์. 2549:124) กล่าวว่า นิทาน หมายถึง เรื่องที่เล่าสืบต่อกันมาช้านาน อิงความจริงหรือจินตนาการ วัตถุประสงค์ทำให้เกิด ความสนุกสนานและคติสอนใจจากเนื้อหาของนิทาน (กุลยา ตันติผลาชีวะ . 2541: 9- 10; อ้างถึงใน อุ่นเรือน ศรีทับทิม. 2558: 45) กล่าวว่า นิทาน หมายถึง สิ่งที่มีประสิทธิภาพสำรับการสร้างการเรียนรู้ให้กับเด็กปฐมวัย นิทนสามารถสร้าง จินตนาการ ความคิด ความเข้าใจให้กับเด็ก (สัณหพัฒน์ อรุณธารี. 2542: 2; อ้างถึงใน มานิต ปวริญญานนท์. 2549:124) กล่าวว่า นิทาน หมายถึง เรื่องที่มีผู้แต่งขึ้นใหม่หรือเป็นการเล่าสืบต่อกันมา เพื่อให้เกิดความสนุกสนาน เพลิดเพลินแก่ผู้ฟังเป็นสำคัญและสอดแทรกคุณธรรมคู่ความรู้ (สุภัสสร วัชรคุปต์. 2543: 35; อ้างถึงใน อุ่นเรือน ศรีทับทิม. 2558: 45) กล่าวว่า นิทาน หมายถึง เรื่องที่เล่าสืบต่อกันมาแล้วมีการบันทึกเป็นเรื่องราว ที่เขียนขึ้นในปัจจุบันเนื้อเรื่องจึง มีความหลากหลายตามจุดมุ่งหมายเพื่อให้ผู้อ่านได้รับ (ฉวีลักษณ์ บุญยกาญจน. 2544: 1 1; อ้างถึงใน อุ่นเรือน ศรีทับทิม. 2558: 46) กล่าวว่า นิทาน หมายถึง วิธีการถ่ายถอดวัฒนธรรมโดยใช้วิธีที่ง่าย ได้ผลคุ้มค่า เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์ ความคิดปลูกฝังค่านิยม สร้างสัมพันธภาพระหว่างผู้เล่าและผู้ฟัง (แม้นมาส ชวลิต. 2548: 1 9; อ้างถึงใน อุ่นเรือน ศรีทับทิม. 2558: 46) กล่าวว่า นิทาน หมายถึง สิ่งที่จำเป็นและเป็นสิ่งที่เด็กต้องการ เป็นประสบการณ์ทางการศึกษาหลายรูปแบบโดยมี ความสุขและความสนุกสนานเป็นองค์ประกอบสำคัญ มานิต ปวริญญานนท์ (2549: 124) กล่าวว่า นิทาน หมายถึง เรื่องราวที่แต่งขึ้นใหม่หรือ เรื่องราวที่เล่าสืบต่อกันมา โดยอิงทั้งความจริงและจินตนาการ โดยเน้นเพื่อให้ความเพลิดเพลินแก่ผู้ฟัง เป็นสำคัญและยังแฝงความรู้ สอดแทรกแนวคิด คุณธรรม จริยธรรม เพื่อให้เด็กสามารถปฏิบัติตนใน การดำรงชีวิตในสังคมได้อย่างเหมาะสม
16 จากข้อความที่กล่าวมาสรุปได้ว่า นิทาน หมายถึง เรื่องราวที่เล่าสืบต่อกันมาหรือเป็น เรื่องราวที่แต่งขึ้นใหม่โดยอิงจากความจริงหรือจินตนาการ เพื่อให้ผู้ฟังได้รับความสนุกนานเกิด จินตนาการสอดแทรกความรู้ คุณธรรม ข้อปฏิบัติ ตามจุดมุ่งหมายที่ต้องการให้เด็กได้รับและสามารถ นำไปปรับใช้ในการดำรงชีวิต 2.2 ความหมายของการเล่านิทาน นิทานเป็นเรื่องราวที่มีความสนุกสนานเพลิดเพลิน ทำให้เด็กมีความสุข สนุกสนาน น่าสนใจและน่าติดตาม ซึ่งได้มีผู้ให้ความหมายของการเล่านิทานไว้หลายท่าน ดังนี้ (ลัดดา นีละมณี. 2527: 248; อ้างถึงใน วรางคณา เครือพิลา. 2558: 24) กล่าวว่า การเล่านิทาน หมายถึง การใช้วัสดุ อุปกรณ์และวิธีการที่นำมาเป็นตัวกลางในการถ่ายทอดความรู้ ความเข้าใจ อารมณ์ ความสนใจ และวิธีการที่ครูควรส่งเสริมให้เด็กเล็ก ใช้เพื่อเล่านิทานให้เพื่อนๆ ชมและฟังบ้าง เนื่องด้วยเด็กมีจิตนาการและมโนภาพ เด็กสามารถจะช่วยกันเล่านิทาน โดยแต่งเรื่อง นิทาน ใหม่ๆ แปลกๆ ขึ้นเอง ซึ่งการเล่านิทานโดยให้เด็กเป็นผู้เล่านั้น สามารถทำได้หลายรูปแบบคือ 1. การเล่านิทาน โดยเด็กเป็นผู้เล่าด้วยตนเอง 2. การเล่านิทานจากหนังสือภาพ 3. การเล่านิทานต่อจากเรื่องที่ไม่จบสมบูรณ์ 4. การขยายเรื่องราวจากนิทานที่ได้ฟัง (พัชรี ไชยะสนิท. 2535: 80; อ้างถึงใน วรางคณา เครือพิลา. 2558: 24) กล่าวว่า การเล่านิทาน หมายถึง การเล่าเรื่องให้เด็กฟังและสนทนาโต้ตอบ แสดงข้อคิดเห็นและแสดงท่าทาง ประกอบเรื่องราวหรือประสบการณ์รอบตัว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับจุดมุ่งหมายของการเล่า (เนื้อน้อง สนับบุญ. 2541: 35; อ้างถึงใน วรางคณา เครือพิลา. 2558: 24) กล่าวว่า การเล่านิทาน หมายถึง การถ่ายทอดเรื่องราวของนิทานให้เด็กฟังด้วยการเล่าให้เด็กเข้าใจ โดยใช้ น้ำเสียงท่าทาง สื่ออุปกรณ์ ตลอดจนวิธีการประกอบการเล่า (ขวัญนุช บุญยู่ฮง. 2546: 18; อ้างถึงใน วรางคณา เครือพิลา. 2558: 24) กล่าวว่า การเล่านิทาน หมายถึง วิธีการในการถ่ายทอดเรื่องราวของนิทานให้เด็กได้ฟัง โดยใช้น้ำเสียง ท่าทาง ประกอบเรื่องราว สื่อวัสดุ อุปกรณ์ตลอดจนการส่งเสริมให้เด็กได้มีโอกาสเป็นผู้เล่าด้วยตนเอง (ศศิพรรณ สำแดงเดช. 2553: 23; อ้างถึงใน วรางคณา เครือพิลา. 2558: 24) กล่าวว่า การเล่านิทาน หมายถึง เรื่องราวที่เล่าสืบต่อกันมาหรือมีผู้แต่งขึ้นเพื่อให้ผู้ฟังได้รับความสนุกสาน เพลิดเพลิน และสามารถนำความคิดไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน (ประภาพิศ ดวงคำจันทร์. 2555: 22; อ้างถึงใน วรางคณา เครือพิลา. 2558: 24) กล่าวว่า การเล่านิทาน หมายถึง การถ่ายทอดเรื่องราวจากนิทานให้เด็กได้เข้าใจ ด้วยการเล่าโดยใช้ น้ำเสียง ท่าทาง สื่อ วัสดุ อุปกรณ์ต่าง ประกอบการเล่า หรือให้เด็กอ่านหนังสือนิทานช่วยให้เด็ก
17 เกิดกระบวนการคิดและเกิดจินตนาการ จากความหมายของการเล่านิทานดังกล่าว สามารถสรุปได้ว่า เป็นวิธีการถ่ายทอด เรื่องราวจากนิทานให้เด็กได้รับฟังด้วยน้ำเสียง ท่าทาง สื่อ วัสดุอุปกรณ์ ประกอบการเล่านิทานให้เด็ก เกิดความสนุกสนานมากยิ่งขึ้น เด็กมีส่วนร่วมในการสนทนาโต้ตอบและเป็นการเสริมสร้างทักษะทาง ภาษาให้แก่เด็ก 2.3 ความสำคัญของนิทาน นิทานเป็นสิ่งที่สำคัญต่อชีวิตเด็ก ช่วยให้เด็กมีความสุขให้แง่คิดและคติสอนใจ การจัดประสบการณ์ให้เด็กโดยใช้นิทานเป็นสิ่งจำเป็นเพราะการเล่านิทาน สามารถใช้เป็นเครื่องมือ ในการพัฒนาและเตรียมความพร้อมให้กับเด็ก ได้มีนักวิชาการกล่าวถึงความสำคัญของนิทานไว้หลาย ท่าน ดังนี้ (นิตยา คชภักดี. 2530; อ้างถึงใน วรัญญา ศรีบัว. 2560: 6) กล่าวว่า กิจกรรมการเล่า นิทานมีความสำคัญต่อพฤติกรรม ตามวัยของเด็กปฐมวัยเป็นอย่างมาก เพราะจะเป็นการรวมกลุ่มฟัง นิทานซึ่งส่งผลต่อการเรียนรู้ทางสังคม เช่น เรียนรู้มารยาทในการฟัง การปรับตัวให้เข้ากับกลุ่มเพื่อน (ณหทัย ทิวไผ่งาม. 2548; อ้างถึงใน วรัญญา ศรีบัว. 2560: 6) กล่าวว่า นิทานนอกจากจะช่วยพัฒนา ทักษะการฟัง การพูดให้ความรู้ ความสนุกสนาน จินตนาการแก่เด็กแล้ว นิทานยังช่วยฝึกสมาธิให้กับ เด็ก ฝึกการจดจำกับเรื่องที่ฟัง ซึ่งเป็นพื้นฐานในการเตรียมความพร้อมด้านการอ่านหนังสือและ ปลูกฝังนิสัยรักการอ่านให้กับเด็ก (สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. 2550: 11-16; อ้างถึงใน วรัญญา ศรีบัว. 2560: 6 กล่าวว่า นิทานเป็นสิ่งที่สำคัญต่อชีวิตเด็ก และผู้ใหญ่ เพราะนอกจากนิทานจะช่วยให้เด็กๆ มีความสุข สนุกหรรษา ให้แง่คิดคติสอนใจและสร้างโลกแห่งจินตนาการที่สมบูรณ์แบบที่คอยช่วยถักทอสายใย ความรัก ความฝัน สานสัมพันธ์อันอบอุ่น ความละมุนละไมในกลุ่มสมาชิกของครอบครัว (ปราณี ปริยวาที. 2551: 27-28; อ้างถึงใน วรัญญา ศรีบัว. 2560: 7) กล่าวว่า เป็น วิธีการให้ความรู้ที่จะทำให้เด็กสนใจเรียนรู้สามารถจดจำและกล้าแสดงออก ปลูกฝังนิสัยรักการอ่าน แก้ไขพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของเด็กจากตัวแบบในนิทานที่เด็กประทับใจ ทำให้เด็กเกิดสมาธิ รู้สึกผ่อนคลาย สร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้เล่าและผู้ฟัง (พัณณ์ชิตา สิรภัทรศรีเสมอ. 2555: 10; อ้างถึงใน วรัญญา ศรีบัว. 2560: 9) กล่าวว่า นิทานช่วยในการพัฒนาทักษะภาษา ทักษะการฟัง รู้จักฟังอย่างมีสมาธิช่วยให้เกิดความรู้ด้านภาษา และการใช้สายตาสื่อความหมายนิทาน ช่วยให้เด็กได้เรียนรู้เกี่ยวกับขนบธรรมเนียมประเพณีในการ ดำเนินชีวิตของบุคคลในสังคม (ณัฐวดี ศิลาภรณ์. 2556: 32; อ้างถึงใน วรัญญา ศรีบัว. 2560:9) กล่าวว่า นิทานเป็น เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้คุณค่าในด้านการฝึกทักษะทางภาษา
18 สร้างกระบวนการคิด ช่วยปรับเปลี่ยนทัศนคติที่ไม่เหมาะสม สร้างสมาธิและให้เด็กได้เกิดความผ่อน คลายอารมณ์ จากความสำคัญของนิทานดังกล่าว สามารถสรุปได้ว่า นิทานเป็นสิ่งที่สำคัญกับเด็ก เป็นวิธีการที่ทำให้เด็กเกิดความสนใจในการเรียนรู้ เพื่อจะช่วยพัฒนาทักษะด้านภาษา ทักษะการฟัง ทักษะการอ่าน เปิดโอกาสให้เด็กกล้าแสดงออก พัฒนาความคิด สร้างจินตนาการและนิทานจะช่วย ปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรมและนิสัยที่ดีงามให้กับเด็ก 2.4 จุดประสงค์ของการเล่านิทาน นอกจากจะช่วยสร้างความสนุกสนานเพลิดเพลินให้กับเด็กแล้ว นิทานยังช่วยให้ความรู้ เสริมสร้างคุณลักษณะที่พึงประสงค์ให้แก่เด็ก สำหรับจุดประสงค์ของการเล่านิทาน นักวิชาการ และนักการศึกษาหลายท่านได้กล่าวถึงจุดประสงค์ของการเล่านิทาน ดังนี้ (ฉวีวรรณ กินาวงศ์. 2536: 124-125; อ้างถึงใน นิศารัตน์ ประสานศักดิ์. 2555: 24) กล่าวถึง จุดประสงค์การเล่านิทานให้แก่เด็กปฐมวัยว่าช่วยเสริมสร้างคุณลักษณะที่ดีให้แก่เด็กหลาย ประเภท ดังนี้ 1. เพื่อตอบสนองความต้องการตามธรรมชาติของเด็ก 2. เพื่อให้เกิดความสนุกสนานเพลิดเพลิน 3. เพื่อช่วยให้เด็กสร้างจินตนาการในเรื่องฝันและเรื่องจริง 4. เพื่อช่วยให้เด็กได้ผ่อนคลายอารมณ์เครียด 5. เพื่อส่งเสริมพัฒนาการทางด้านอารณ์ 6. เพื่อส่งเสริมทางด้านมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี 7. เพื่อส่งเสริมด้านพัฒนาการของเด็ก 8. เพื่อให้เกิดการเรียนรู้วิชาการต่างๆ เช่น วิทยาศาสตร์ สังคมศึกษา 9. เพื่อให้เด็กได้มีส่วนร่วมในการเล่านิทาน แสดงความคิดเห็นและพูดคุยสนทนา 10.เพื่อช่วยกระตุ้นให้เด็กเกิดความสนใจในการอ่านหนังสือ (ขวัญนุช บุญยู่ฮง. 2546: 21; อ้างถึงใน นิศารัตน์ ประสานศักดิ์. 2555: 25) กล่าวว่า จุดประสงค์ของการเล่านิทานคือ ใช้นิทานเป็นสื่อการเรียนรู้ เพื่อช่วยพัฒนาด้านภาษา ด้านความคิด ด้านอารมณ์และจิตใจ สร้างสมาธิ ปลูกฝังจริยธรรม ส่งเสริมพฤดิกรรมที่พึงประสงค์และแก้ไข พฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ (กุลยา ตันติผลาชีวะ. 2547 : 226; อ้างถึงใน นิศารัตน์ ประสานศักดิ์. 2555: 25) กล่าวว่า จุดประสงค์ของการเล่านิทานมี 3 ประการ ดังนี้ 1. ต้องการให้เด็กได้พัฒนาทักษาะทางภาษาและความคิด ช่วยให้เด็กได้แสดงออก ถึงความรู้สึก ได้ขยายความคิดของตนและพัฒนาทางภาษา
19 2. สร้างให้เด็กรู้จักรักการอ่านหนังสือ 3. สร้างการเรียนรู้อย่างมีจุดประสงค์ เพื่อให้เด็กเรียนรู้ได้ เช่น การสร้างวินัยเด็กด้วย นิทานจากจุดประสงค์ของการเล่านิทานดังกล่าว สามารถสรุปได้ว่า เพื่อต้องการให้เด็กได้พัฒนา ภาษาและความคิด ปลูกฝังให้เด็กมีนิสัยรักการอ่านเพื่อเกิดความรู้และความสนุกสนานจากการอ่าน นิทานเป็นเครื่องบันเทิงใจในยามว่างและเสริมสร้างคุณลักษณะที่ดีงามให้แก่เด็กจากเนื้อหาของนิทาน ที่สอดแทรกคติสอนใจและคุณธรรมในการดำเนินชีวิตให้กับเด็กได้อย่างเหมาะสม 1.5 ประโยชน์ของการเล่านิทาน (เกริก ยุ้นพันธ์. 2539: 37; อ้างถึงใน นิศารัตน์ ประสานศักดิ์. 2555: 39) ได้กล่าวถึง ประโยชน์ของการเล่านิทาน ไว้ดังนี้ 1. เด็กจะเกิดความรู้สึกอบอุ่นและใกล้ชิดกับผู้เล่า 2. เด็กจะเกิดความรู้สึกเพลิดเพลินและสดชื่นแจ่มใส 3. เด็กจะมีสมาธิหรือความตั้งใจที่มีระยะนานขึ้น 4. เด็กจะถูกกล่อมเกลาด้วยนิทานที่มีเนื้อหาส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรม 5. นิทานจะทำให้เด็กรู้จักการมองโลกในแง่ดี 6. นิทานจะทำให้เด็กสามารถใช้กระบวนการคิดในการพิจารณาแก้ปัญหาได้ 7. นิทานสามารถสร้างความกล้าแสดงออกให้กับเด็ก 8. เด็กจะได้รับความรู้ที่เป็นประโยชน์ 9. นิทานช่วยเสริมสร้างจินตนาการที่กว้างไกลให้กับเด็ก 10. นิทานช่วยให้เด็กรู้จักการใช้ภาษาที่ถูกต้อง (ภารดี ศรีประยูร. 2542: 30; อ้างถึงใน วรางคณา เครือพิลา. 2558: 25) กล่าวถึง ประโยชน์ของการเล่านิทานไว้ ดังนี้ 1. ให้ความบันเทิงใจ เด็กได้รับความสนุกสนานทำให้เด็กร่าเริงแจ่มใส 2. นิทานใช้นำเข้าสู่บทเรียน 3. นิทานช่วยเปลี่ยนทัศคติที่ไม่ดีของเด็กเกี่ยวกับความเชื่อและสอนจริยธรรมแก่เด็ก 4. นิทานจะทำให้เด็กสามารถคิดพิจารณาแก้ปัญหาได้ 5. ใช้นิทานเป็นเครื่องมือฝึกทักษะทางภาษา 6. ฝึกให้เด็กรู้จักฟัง มีสมาธิ รู้จักการวางตัวให้เหมาะสม 7. ใช้นิทานเพื่อส่งเสริมการอ่าน 8. ใช้นิทานเพื่อสร้างความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับเด็กและครอบครัว (สมศักดิ์ ปริปุรณะ. 2542. 59-62; อ้างถึงใน วรางคณา เครือพิลา. 2558: 27) กล่าวว่า การเล่านิทานเป็นวิธีการให้ความรู้ที่ทำให้เด็กสนใจในการเรียนรู้มากยิ่งขึ้น มีความกล้าแสดงออกและ
20 มีแรงจูงใจที่จะเปิดรับพฤดิกรรมที่พึงประสงค์ นิทานมีความสำคัญและประโยชน์ต่อเด็ก ดังนี้ 1. เป็นเครื่องมือในการสอนที่มีประสิทธิภาพเป็นตัวกระตุ้นแรงจูงใจและความคิด สร้างสรรค์ในตัวผู้เรียน ซึ่งมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและบุคลิกภาพของผู้เรียน 2. เป็นเครื่องโน้มน้าวให้เด็กเปิดใจที่จะยอมรับพฤติกรรมของตนเองและตอบสนองความ ต้องการตามธรรมชาติของเด็กด้วย 3. เป็นตัวแบบในการหล่อหลอมพฤติกรรมและบุคลิกภาพของเด็ก นิทานช่วยสร้างเสริม พัฒนาการของเด็กทั้งร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญาให้เหมาะสมตามวัยรวมทั้งยังเปิดโลก จินตนาการให้กว้างไกลและยังมีสัมพันธภาพที่ดีกับบุคคลรอบข้าง (กุลยา ตันติผลาชีวะ. 2548: 33; อ้างอิงใน ประภาพิศ ดวงคำจันทร์. 2555: 23) กล่าว ว่านิทานเป็นอุปกรณ์สำคัญสำหรับครูปฐมวัยที่ใช้ในการสอน นิทานนับเป็นเครื่องมือการสอนที่มี ประสิทธิภาพ กระตุ้นให้เด็กกล้าแสดงออกและเป็นตัวแบบหล่อหลอมพฤติกรรมต่อการเรียนการสอน นิทานจะช่วยการสอน ดังนี้ 1. ใช้เป็นสื่อนำเข้าบทเรียน 2. ใช้เป็นแหล่งเรียนรู้ 3. ใช้เพื่อบันเทิงใจ ผ่อนคลายอารณ์ 4. ใช้เป็นสื่อการสอนภาษา การคิดแก้ปัญหา 5. ใช้เพื่อฝึกการควบคุมตนเองในด้านอารมณ์ สมาธิ และการฟัง 6. ส่งเสริมการอ่าน 7. ใช้เป็นสื่อประกอบการเรียนเพื่อสร้างแรงจูงใจ (กรมอนามัย. 2549: 12; อ้างถึงใน วรางคณา เครือพิลา. 2558: 27) กล่าวว่า การเล่า นิทาน เป็นการสร้างการเรียนรู้ให้กับเด็กที่มีความสนุกสนาน เพลิดเพลินสอดแทรกอยู่ การเล่านิทาน ให้เด็กฟังจะเป็นการปลูกฝังนิสัยรักการเรียนรู้ ประภาพิศ ดวงคำจันทร์ (2555: 22-23) กล่าวว่า การเล่านิทานมีคุณค่าและประโยชน์ ต่อเด็กปฐมวัยเป็นอย่างมาก นิทานช่วยเสริมสร้างพัฒนาการของเด็กทั้งร่างกาย อารมณ์ สังคมและ สติปัญญาผู้เกี่ยวข้องกับเด็กปฐมวัยจึงมักนำนิทานมาเป็นสื่อในการถ่ายทอดประสบการณ์จากนิทาน เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ให้เข้ากับชีวิตประจำวันตลอดจนช่วยเสริมสร้างบุคลิกภาพและกระตุ้นพฤติกรรม ที่ต้องการให้เด็กได้ประพฤติกรรมที่ต้องการให้เด็ก จากประโยชน์ของการเล่านิทานดังกล่าว สามารถ สรุปได้ดังนี้ นิทานมีประโยชน์ต่อเด็กเป็น อย่างมาก ช่วยเสริมสร้างพัฒนาด้านการฟัง ภาษา ความคิด จินตนาการให้กับเด็ก เด็ก จะได้รับเกิด ความสนุกสนาน บันเทิงใจและทำให้เด็กรู้สึกผ่อนคลาย ร่าเริงแจ่มใส การเล่านิทานให้เด็กฟังบ่อยๆ
21 เด็กจะเกิดการเรียนรู้ จะรักการอ่านหนังสือ มีสมาธิในการรับฟัง การจดจำมากยิ่งขึ้น นิทานจะกระตุ้น ให้เด็กมีลักษณะอันพึงประสงค์เป็นที่ยอมรับของสังคม 2.6 ประเภทของนิทาน การแบ่งประเภทของนิทาน มีวิธีการกำหนดที่แตกต่างกันจึงสามารถแบ่งได้หลายรูป แบบไม่ว่าจะเป็นการแบ่งตามเขตพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ การแบ่งตามรูปแบบของนิทาน แบ่งตามความ เชื่อและขนบธรรมเนียมประเพณี (ประคอง นิมมานเหมินทร์. 2531: 133; อ้างถึงใน อุ่นเรือน ศรีทับทิม. 2558) ได้เสนอแนะว่านิทานมีหลายประเภทตามรูปแบบดังต่อไปนี้ 1. นิทานเทวปกรณ์ (Myh) เนื้อเรื่องอธิบายเกี่ยวกับจักรวาลมนุษย์และสัตว์ เทวดา กษัตริย์ ปรากฎการณ์ธรรมชาติ 2. นิทานศาสนา (Religious tales) เนื้อเรื่องเกี่ยวกับศาสนาและบุคคลสมัยพุทธกาล 3. นิทานคติธรรม (Fable) เนื้อเรื่องไม่ยาว การดำเนินเรื่องไม่ชับซ้อน ตัวละครเป็นคน หรือสัตว์ แนวคิดสำคัญคือ การทำความดีย่อมได้ดี ความชั่วย่อมได้ชั่ว 4. นิทานมหัศจรรย์ (Fairy tales) นิทานประเภทนี้มีขนาดยาว มีเนื้อหาเกี่ยวกับ ความมหัศจรรย์ 5. นิทานชีวิต (Novella มีเนื้อหาค่อนข้างยาว เป็นเรื่องที่มีตัวละครหลายตัว ตัวละคร ส่วนมากเป็นคน อาจมีละครสัตว์หรือมนุษย์ เช่น ผีลาง เทวดา 6. นิทานประจำถิ่น (Saga) ลักษณะเป็นเรื่องเล่าสืบต่อกันมา เชื่อว่าเคยเกิดขึ้นจริง อธิบายความเป็นมาของสิ่งที่มีอยู่ในท้องถิ่น 7. นิทานอธิบายเหตุผล (Explanatory) เป็นนิทานที่มีขนาดสั้นเนื้อเรื่องมักอธิบาย เกี่ยวกับคน สัตว์ ขนบธรรมเนียม ประเพณี และปรากฎการณ์ทางธรรมชาติ 8. นิทานสัตว์ (Tale) เป็นนิทานที่มีตัวละครเป็นสัตว์ เนื้อเรื่องแสดงนิสัยของสัตว์ 9. นิทานเรื่องผี (Ghost tale) เป็นเรื่องเล่าเกี่ยวกับภูตผีต่างๆ 10. นิทานมุขตลก (Jest) เกี่ยวกับเรื่องเล่าที่ให้ความตลกขบขันแก่ผู้ฟัง นิทานประเภทนี้ เป็นการเล่าเรื่องเพื่อความสนุกสนาน (วรรณี ศิริสุนทร. 2532: 13-19; อ้างถึงใน นิศารัตน์ ประสานศักดิ์. 2555: 32-33) แบ่งนิทานสำหรับเด็กออกเป็น 5 ประเภท ได้แก่ 1. นิทานพื้นบ้าน เป็นเรื่อราวที่เล่าสืบต่อกันมาเป็นเวลานาน แบ่งเป็น 1.1 นิทานเกี่ยวกับสัตว์พูดได้ 1.2 นิทานไม่รู้จบ 1.3 นิทานตลกขบขัน
22 1.4 นิทานอธิบายเหตุ 1.5 เทพนิยาย ตัวละครจะมีอิทธิฤทธิ์ 2. นิทานสอนคติธรรม เป็นเรื่องสั้น ตัวละครมีทั้งคนและสัตว์ มีโครงเรื่องบทเรียนที่ สอนใจ เช่น นิทานประเภทนี้จะรวมนิทานเปรียบเทียบสุภาษิต 3. เทพปกรณัม เป็นเรื่องที่แสดงให้เห็นถึงเหตการณ์เกี่ยวกับพื้น โลก ท้องฟ้าและ พฤติกรรมของมนุษย์ที่เป็นเทพเจ้า 4. มหากาพย์เละนิทานวีรบุรุษ ตัวละครของนิทานประเภทนี้มนุษย์ไม่ใช่เทพเจ้า มีการกระทำที่กล้าหาญ 5. หนังสือภาพ เป็นเรื่องอ่านเล่นสมัยใหม่สำหรับเด็กที่มีตัวเอกเป็นสัตว์ (ไพพรรณ อินทนิล. 2534: 27-28; อ้างถึงใน นิศารัตน์ ประสานศักดิ์. 2555: 33) ได้แบ่ง นิทานตามรูปแบบ ได้ดังนี้ 1. นิทานปรัมปราหรือเทพนิยาย มักจะกำหนดสถานที่เลื่อนลอยไม่แน่ชัด เช่น ในกาลครั้งหนึ่งมีเมือง ๆ หนึ่ง ตัวละครมีฤทธิ์เคชมาก ถ้าเป็นชายยากจนก็จะต้องแต่งงานกับเจ้า หญิงสูงศักดิ์ เช่น สังข์ทอง ปลาบู่ 2. นิทานท้องถิ่น มักเป็นเรื่องขนาดสั้นเกี่ยวกับความเชื่อถือ ขนบธรรมเนียมประเพณี เป็นเรื่องพิสดารแต่เชื่อว่าเกิดขึ้นจริง 3. เทพปกรณัม ตัวบุคคลในเรื่องมักจะเกี่ยวกับความเชื่อ 4. นิทานเรื่องสัตว์ แต่มีความประพฤติเช่นเดียวกับคนแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ 4.1 นิทานประเภทสอนคติธรรม คล้ายกับนิทานคติสอนใจ 4.2 นิทานประเภทเล่าซ้ำ ๆ หรือเล่าไม่รู้จบ 5. นิทานตลกขบขัน เป็นเรื่องสั้น เป็นการแสดงออกทางด้านอารมณ์ของมนุษย์ที่ ต้องการหลุดพ้นจากกรอบของวัฒนธรรม ประเพณี ฉะนั้นนิทานประเภทนี้รวมไปถึงนิทานเหลือเชื่อ ซึ่งผู้ฟังและผู้เล่าไม่ติดใจในความไม่สมจริงเหล่านั้น (ตำรา ณ เมืองใต้. 2536: 14; อ้างถึงใน นิศารัตน์ ประสานศักดิ์. 2555: 34) จำแนก นิทานออกเป็น 4 ประเภท ดังนี้ 1. นิทานภาษิต จะผ่านมาในรูปแบบของการยกนิทานมาเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ ผ่านตัวละครต่าง ๆ โดยเฉพาะตัวละครที่เป็นสัตว์ 2. นิทานเทพนิยาย นิทานประเภทนี้มักจะมีตัวละครเป็นมนุษย์ แต่มีศักดิ์สูงเป็น เจ้าหญิง เจ้าชาย 3. นิทานชาดก เป็นนิทานที่มีอยู่ในคัมภีร์ที่มีไว้ยกเป็นคำสอนของผู้แสดงธรรม พระภิกษุ มักนำมาเทศนาสั่งสอนเป็นข้อคิดเตือนใจ
23 4. นิทานชาวบ้าน เป็นนิทานพื้นบ้าน ที่เล่าขานสืบต่อกันมาแต่โบราณ เนื้อหาในนิทาน มักอ้างอิงสถานที่ ๆ มีอยู่จริงในท้องถิ่น (เกริก ยุ้นพันธ์. 2539: 20-22; อ้างถึงใน นิศารัตน์ ประสานศักดิ์. 2555: 34-35) ได้แบ่ง นิทานตามรูปแบบนิทานและตามเนื้อหาสาระที่เป็นเรื่องราวของนิทานได้ดังนี้ 1. เทพนิทานหรือเทพนิยาย เป็นนิทานที่เกินความเป็นจริง เรื่องราวปรัมปราเป็น เรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับอภินิหาร เวทย์มนต์ ฤทธิ์เดช 2. นิทานประจำถิ่นหรือนิทานพื้นบ้าน มักเป็นนิทานที่ถูกเล่าขานต่อเนื่องกันเป็น เรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับตำนานพื้นบ้าน ประวัติความเป็นมาของท้องถิ่น ภูเขา แม่น้ำ เป็นต้น 3. นิทานคติสอนใจ เป็นนิทานที่เปรียบเทียบกับชีวิตและความเป็นอยู่ร่วมกันในสังคมผล ในการดำรงชีวิตและความเป็นอยู่อย่างไม่ประมาท 4. นิทานวีรบุรุษ เป็นนิทานที่กล่าวอ้างถึงบุคคลที่มีความสามารถ กล้าหาญ นิทานวีรบุรุษมักเป็นเรื่องที่ถ่ายทอดเรื่องจริงของบุคคลที่สำคัญไว้ โดยมักสร้างสถานการณ์ให้น่า ตื่นเต้น 5. นิทานอธิบายเหตุ เป็นนิทานที่เป็นเรื่องราวของเหตุที่มาของสิ่งหนึ่งสิ่งใดและพร้อม อธิบายเรื่องราวนั้นๆ ด้วย 6. เทพปกรณัม เป็นนิทานที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อโดยเกี่ยวข้องกับบุคคลที่มีอภินิหาร เหนือความเป็นจริงลึกลับ 7. นิทานที่มีสัตว์เป็นตัวเอก เปรียบเทียบเรื่องราวกับชีวิตมนุษย์เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับ การอยู่ร่วมกันในสังคม สอดแทรกจริยธรรมและแง่คิด 8. นิทานตลกขบขัน เป็นนิทานที่มีเรื่องราวความเป็นอยู่แต่มีมุมที่ตลกขบขันสนุกสนาน ทำให้เกิดความรู้สึกเป็นสุข จากประเภทของนิทานดังกล่าว สามารถสรุปได้ดังนี้ นิทานสามารถแบ่งได้หลายประเภท โดยใช้เกณฑ์การแบ่งที่แตกต่างกันไปตามรูปแบบของนิทาน เช่น แบ่งตามความเชื่อ ขนบธรรมเนียม ประเพณี ภูมิภาค วัฒนธรรม การแสดงออกทางอารณ์และแบ่งตามความเป็นอยู่ของมนุษย์ในสังคม 2.7 หลักเกณฑ์ในการเลือกนิทาน (ฮัค Huck. 1979: 16-17; อ้างใน มานิต ปวริญญานนท์. 2549: 139) กล่าวถึง หลักเกณฑ์การเลือกนิทานสำหรับเด็กไว้ ดังนี้ 1. ต้องเป็นเรื่องที่จัดทำขึ้นสำหรับเด็ก 2. โครงเรื่อง (Plot) การดำเนินเรื่องและการวางโครงเรื่องไว้น่าติดตามอย่างไม่น่าเบื่อ ตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง
24 3. ฉากของเรื่อง สถานที่ เวลาที่เกิดของเรื่อง จุดเริ่มต้นของเรื่องเกิดที่ใด เวลาใดต้อง สอดคล้องกับจุดเริ่มตัน 4. แกนของเรื่อง (Theme) มีจุดเน้นให้เด็กได้คิดใกล้เคียงกับเด็ก 5. ลักษณะของตัวละคร (Characterization) มีลักษณะและพฤติกรรมสร้างสรรค์อยู่ใน วัย 6. ลีลาของเรื่อง (Style) ใช้ภาษาและเรื่องที่เข้าใจง่าย 7. ลักษณะอื่น ๆ เช่น ตรงกับความสนใจ ความต้องการของเด็ก การเลือกนิทานสำหรับเด็กจึงเป็นสิ่งที่สำคัญไม่ควรมองข้าม เพราะนั่นคือประสบการณ์ เพิ่มเดิมที่เด็กจะได้ซึมชับ ภายใต้ความสนุกสนานเพลิดเพลิน ผู้เล่าจำเป็นจะต้องเลือกสรรนิทานที่ดี และเหมาะสมกับเด็ก 1. เลือกให้เหมาะสมกับวัย เช่น เด็กแรกเกิดถึง 2 ขวบ จะต้องมีภาพประกอบที่มี มองเห็นได้ชัดเจน สีสันสดใส เนื้อเรื่องแบบสั้น ถ้อยคำสั้นได้ใจความ เด็กวัยระหว่าง 2 - 4 ปี ควรเป็น นิทานที่มีคำคล้องจอง เด็กวัยระหว่าง 4 - 6 ปี ควรเป็นนิทานเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและสัตว์พูดได้เด็ก วัยระหว่าง 6 - 8 ปี ควรเป็นนิทานจินตนาการที่เกินความจริงและมีเนื้อหาการผจญภัย 2. เน้นความบันเทิง ไม่ควรมีเนื้อเกี่ยวการพลัดพราก โศกเศร้า 3.เนื้อเรื่องสามารถจินตนาการได้กว้างไกล 4. โครงเรื่องไม่สลับชับซ้อน แฝงด้วยสาระสำคัญของเรื่อง 5. ให้คุณค่ากับเด็ก 6. สนองความต้องการตามวัยของเด็ก 7. ตรงความสนใจและดึงดูดความสนใจของเด็ก 8. ดำเนินเรื่องอย่างรวดเร็ว 9. สอดแทรกความรู้ ความคิด ทัศนคติ ค่านิยม คุณธรรม คดิธรรม จริยธรรม 10. ตัวละครไม่มากจนเกินไป 11. ใช้ภาษาแบบง่าย I ไม่ใช้ศัพท์แสลง มีการกล่าวซ้ำคำเพื่อให้จำง่ายและรวดเร็ว 12. เป็นเรื่องที่ใกล้ตัว เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันและไม่ขัดต่อศีลธรรม นิทานสำหรับเด็กมีมากมาย มีทั้งนิทานที่ดี เหมาะสมสำหรับเด็กและนิทานทั่ว ๆ ไป โดยมีหลักในการพิจารณาสรุปได้ดังนี้ (กรมวิชาการ. 2546: 95; อ้างถึงใน ประภาพิศ ดวงคำจันทร์. 2555: 24) 1. เป็นเรื่องง่าย ๆ เหมาะสมกับวัยของเด็ก มีจุดเด่นของเรื่องจุดเดียวเพื่อให้เด็กจับ ประเด็นของเรื่องได้ 2. ใช้คำซ้ำ ๆ คำคล้องจอง และประโยคสั้นๆ ที่เด็กจำได้ง่าย
25 3. มีบทสนทนา 4. ใช้ภาษาที่ถูกต้อง และเหมาะสมกับวัยของเด็ก 5. เหตุการณ์ของเรื่องควรเป็นเหตุการณ์ที่ใกล้ตัวเด็ก 6. ตัวละครเด่นควรมีเพียงตัวเดียว 7. เนื้อหาของเรื่องจะต้องมีสาระ ความคิดสร้างสรรค์ สอดแทรกคุณธรรม จริยธรรม เหมาะสมกับการปลูกฝังความดีงาม 8. ถ้าเป็นเรื่องของศาสนา วัฒนธรรมและเชื้อชาติควรเป็นเรื่องที่ทำให้เห็นภาพพจน์ ที่ถูกต้องและเหมาะสมกับท้องถิ่น 9. มีเนื้อเรื่องสนุกสนานชวนติดตามและใช้เวลาในการเล่าเหมาะสมกับระยะเวลาความ สนใจของเด็กที่ฟัง จากหลักเกณฑ์ในการเลือกนิทานดังกล่าว สามารถสรุปได้ดังนี้ การเลือกนิทานสำหรับ เด็กเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เด็กในแต่ละเพศแต่ละวัยมีความสนใจที่แตกต่างกัน ผู้เล่าจำเป็นต้อง เลือกสรรหนังสือให้ความเหมาะสมกับวัยของเด็ก มีสีสันสดใส เนื้อเรื่องของนิทานต้องมีสาระ ความคิดสร้างสรรค์สอดแทรกคุณธรรม จริยธรรม เด็กสามารถจินตนาการได้กว้างไกล โดยเน้นความ สนุกสนาน เพลิดเพลิน 2.8 วิธีการเล่านิทาน การเล่านิทานให้เด็กได้รับความสนุกสนานเพลิดเพลิน ตลอดจนเกิดความคิดจินตนาการ ผู้เล่าต้องศึกษามีวิธีการเล่านิทานซึ่งมีหลายรูปแบบ เพื่อให้การเล่านิทานบรรลุจุดประสงค์ที่ตั้งใจ (รัชนี ศรีไพวรรณ. 2516: 37-41; อ้างถึงใน; อ้างถึงใน นิศารัตน์ ประสานศักดิ์. 2555:38) ได้กล่าวถึง วิธีการเล่านิทานและการสร้างบรรยากาศในขณะที่เล่านิทาน ดังนี้ 1. การเริ่มต้นเล่า ครูควรจะมีวิธีการที่สร้างแรงจูงใจเด็กด้วยวิธีการที่น่าสนใจ 2. ขณะที่เล่าควรให้เด็กมีอิสระทั้งร่างกายและจิตใจ 3. ครูควรมีการใช้น้ำเสียงในการเล่าตามตัวละคร 4. ผู้เล่าควรมีอารมณ์ร่วมตามเนื้อเรื่อง 5. ควรใช้ภาพหรือท่าทางประกอบในขณะที่เล่า 6. ควรลำดับเรื่องราวให้เข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อนเกินไป 7. ควรให้ความสนใจกับเด็กอย่างทั่วถึง 8. ควรใช้ภาษาที่เหมาะกับเด็ก 9. ไม่ควรเน้นการสั่งสอนนานเกินไปจนเด็กขาดความสนุกสนาน (พงษ์จันทร์ อยู่เป็นสุข. 2524 อ้างถึงใน. สรรชัย ศรีสุข. 2530: 26 ) ได้เสนอรูปแบบ การเล่านิทานว่าสามารถเล่านิทานได้โดย
26 1. การเล่านิทานโดยไม่ใช้อุปกรณ์ ใช้แต่เสียงประกอบการเล่าให้น่าสนใจ 2. การเล่าโดยใช้ภาพประกอบ 3. การเล่าโดยแสดงท่าทางประกอบตามตัวละคร 4. การเล่าโดยแสดงหุ่นประกอบการเล่า เช่น หุ่นนิ้วมือ หุ่นเงา เป็นต้น (ลิโว และริทต์ Livo and Riet. 1986: 384; อ้างถึงใน มานิต ปวริญ ญ านนท์, 2549:144) กล่าวถึง การเล่านิทานว่า ในการเล่านิทานนั้นเป็นการมีประสบการณ์ร่วมกันระหว่างผู้เล่า และผู้ฟังโดยการแสดงออกอย่างสร้างสรรค์ ซึ่งความคิดสร้างสรรค์จากการฟังนิทานเป็นสิ่งที่เกิดจาก ความสามารถดังนั้นวิธิการเล่านิทานจึงควรใช้วิธีการเล่าที่ช่วยให้เด็กเกิดความสบายใจ ทำให้เด็กรู้สึก อิสระทั้งร่างกายและจิตใจ โดยวิธีการเล่านิทานจำเป็นต้องคำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้ 1. เนื้อเรื่องที่ใช้เล่าจะต้องมีความเหมาะสมกับผู้ฟัง 2. สถานที่ในการเล่าไม่ควรมีเสียงรบกวน บรรยากาศถ่ายเท 3. ความพร้อมของผู้เล่า เช่น การไอ การจามอาจทำให้เป็นอุปสรรคในการเล่านิทาน 4. ความพร้อมของสื่อ อปกรณ์ที่ใช้ประกอบการเล่า 5. ความต้องการของผู้ฟัง ผู้เล่าจะต้องสังเกตความต้องการและความสนใจด้วยการเล่า นิทานจะสนองความต้องการและให้ประโยชน์ต่อเด็กได้มากน้อยเพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับวิธีการในการเล่า ซึ่งผู้เล่านิทานควรยึดหลักการที่พอสรุปได้ ดังนี้ 1. อ่านบททวนเรื่องที่ผู้เล่า พร้อมกับใช้วิธีการดึงดูดความสนใจของเด็กด้วยการใช้ ปริศนาคำทาย การใช้เพลง การใช้รูปภาพ 2. ขณะที่เล่าควรใช้วิธีการเล่นเสียง และควรเลือกคำที่ง่าย ๆ เพื่อให้เด็กนึกภาพออก และตามจินตนาการ 3. ผู้เล่ามีสมาธิในการเล่า เล่าตามลำดับของเรื่องไม่วกวน 4. ให้ความเป็นกันเองให้เด็กมีอิสระทั้งร่างกายและจิตใจต 5. หากพบว่ามีเด็กขาดสมาธิในการฟัง รีบให้ความสนใจทันที 6. ระยะเวลาในการเล่าควรเหมาะสมกับเด็ก 7. เล่าให้เป็นธรรมชาติ และมีอารมณ์ร่วมกับเรื่องที่เล่า 8. อาจให้ผู้ฟังมีส่วนร่วมได้ในบางโอกาส เช่น การเข้าร่วมแสดงประกอบการเล่านิทาน 9. ใช้รูปภาพ หุ่น วัสดุ อุปกรณ์ ประกอบการเล่า 10. ไม่ทำลายบรรยากาศโดยการสั่งสอนบอกเล่ามากเกินไป 11. ผู้เล่าควรสบสายตากับผู้ฟังทุกคน ดังนั้นในการนั่งฟังควรจัดเป็นครึ่งวงกลม 12. เปิดโอกาสให้เด็กได้ถามบ้างเป็นบางครั้ง 13. ในกรณีที่เรื่องยาวอาจแบ่งเล่าเป็นตอน
27 14. เปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงความคิดเห็นเมื่อเล่าจบ 15. หลังจากเล่านิทานแล้ว ควรให้เด็กมีส่วนร่วม เช่น เล่าสรุปทบทวน แล้วให้รางวัล เพื่อกระตุ้นให้เด็กเกิดความเข้าใจ 16. ก่อนการเล่าจะต้องเตรียมความพร้อมให้กับตัวเอง 17. บุคลิกภาพของผู้เล่านิทานจะต้องมีความน่าสนใจสำหรับเด็ก 18. เสื้อผ้าที่ผู้เล่าใช้สวมใส่ในการเล่า จะต้องเป็นเสื้อผ้าที่มั่นใจในการแสดงท่าทาง และการเคลื่อนไหวประกอบการเล่า 19. เลือกบรรยากาศในการเล่าให้เหมาะสม อากาศต้องถ่ายเท 20. หากใช้หนังสือประกอบการเล่า จะต้องศึกษาภาพปะกอบที่ปกหน้าปกหลังเพิ่มเติม เพราะเรื่องราวอาจดำเนินตั้งแต่หน้าปกจนถึงปกหลัง 21. ในกรณีที่ใช้ภาพประกอบการเล่าเพื่อให้เห็นภาพชัดเจนกว่าในหนังสือภาพต้องมี ขนาดที่ใหญ่พอเหมาะ ชัดเจนและมีจุดเด่น 22. หากจำเป็นต้องใช้สื่อใกล้ตัวในกรณีที่ไม่ได้เตรียมอุปกรณ์ในการเล่าไว้ล่วงหน้า ก็สามารถกระทำได้โดยหยิบเอาสิ่งที่วางอยู่ใกล้ๆ ตัวได้ 23. ถ้าต้องใช้ศิลปะในการเล่า ไม่ว่าจะเป็นการพับ การตัด การวาด การปั่น ผู้เล่าจะต้อง มีการฝึกฝนและทดลอง ให้มีความสามารถพื้นฐาน 24. ขณะที่เล่าถ้าผู้เล่าต้องใช้หุ่นประกอบการเล่า จะต้องมีการเตรียมตัวล่วงหน้าโดยการ ฝึกทักษะการใช้หุ่นให้เกิดความชำนาญและหุ่นที่ใช้จะต้องตรงกับเนื้อหาที่เล่าด้วย (เนื้อน้อง สนับบุญ. 2541: 35; อ้างถึงใน นิศารัตน์ ประสานศักดิ์. 2555: 39) กล่าวว่า การเล่านิทานเพื่อให้เด็กเกิดความสนใจและได้ประโยชน์จากการฟังนิทานอย่างเต็มที่นั้น ครูควรจะมี การเล่านิทานที่หลากหลาย เปิดโอกาสให้เด็กมีส่วนร่วมในการเล่านิทานซึ่งจะช่วยจูงใจให้เด็กเกิดการ เรียนรู้ได้ดีและเป็นพื้นฐานของความสามารถทางภาษาให้กับเด็กได้เป็นอย่างดี จากวิธีการเล่านิทานดังกล่าว สามารถสรุปได้ดังนี้ การเล่านิทานให้เด็กฟังควรใช้วิธีการ เล่าให้เหมาะสมกับวัยของเด็ก เล่าให้เป็นธรรมชาติและมีอารมณ์ร่วมในเรื่องที่เล่า สนองความต้องการ หรือความสนใจของเด็ก เล่านิทานให้เด็กเกิดจินตนาการอย่างเต็มที่ ภายใต้ความสนุกสนาน เพลิดเพลินผู้เล่าต้องสอดแทรกคำสอนลงในนิทาน พร้อมมีสื่อ อุปกรณ์ที่ใช้ประกอบการเล่าเพื่อเป็น การสร้างแรงจูงใจให้เด็กตั้งใจฟังนิทานมากยิ่งขึ้น 2.9 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการเล่านิทาน 2.9.1 งานวิจัยในประเทศ เนื้อน้อง สนับบุญ (2541) ได้ศึกษาความสามารถทางภาษา ของเด็กปฐมวัยที่ได้รับ การจัดประสบการณ์การเล่านิทาน กลุ่มตัวอย่างเป็นเด็กอายุ 5-6 ปี จำนวน 20 คน ผลของการศึกษา
28 พบว่าคะแนนความสามารถทางภาษาของเด็กปฐมวัยก่อนการทดลองและหลังการทดลองกับวิธีการ จัดประสบการณ์การเล่านิทานที่เด็กเล่าเรื่องตามรูป จากหนังสือที่เด็กเลือกต่อจากครูมีปฏิสัมพันธ์กัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระดับ .01 ประไพ แสงดา (2544) ได้ศึกษาผลการจัดกิจกรรมการเล่านิทานไม่จบเรื่องต่อด้าน การเขียนของเด็กปฐมวัย กลุ่มตัวอย่างเป็นเด็กนักเรียนชาย - หญิง ที่มีอายุ 4- 5 ปี จำนวน 15 คน ผลของการศึกษาพบว่า ความสามารถด้านการเขียน ของเด็กปฐมวัยในแต่ละช่วงระยะเวลาของ กิจกรรมเสริมการเล่านิทานไม่จบเรื่อง มีการเปลี่ยนแปลงขั้นความสามารถด้านการเขียนสูงขึ้นตลอด ระยะเวลาตั้งแต่สัปดาห์ที่ 1 ถึง สัปดาห์ที่ 8 กรรณิการ์ พงศ์เลิศวุฒิ (2547 ได้ศึกษาผลของการจัดกิจกรรมเล่านิทานประกอบ ละครสร้างสรรค์ต่อความมีวินัยในตนเองของเด็กปฐมวัย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็น เด็กปฐมวัยชายหญิงที่มีอายุระหว่าง 5-6 ปี ที่กำลังศึกษาชั้นอนุบาลปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2546 โรงเรียนเปรมฤดีศึกษา เขตบางคอแหลม จำนวน 12 คน ผลการศึกษาพบว่า พฤติกรรมความมีวินัยในตนเองของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมเล่านิทานประกอบละคร สร้างสรรค์ก่อนและระหว่างจัดกิจกรรมโดยเฉลี่ยรวมและจำแนกรายด้านในแต่ละช่วงสัปดาห์มีความ แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 และมีอัตราการเปลี่ยนแปลงระหว่างก่อนจัดกิจกรรม และระหว่างจัดกิจกรรมเพิ่มขึ้นตลอดช่วงเวลา 8 สัปดาห์ อภิรติ ลีนวล (2547) ได้ศึกษาความสามารถในการแก้ปัญหาของเด็กปฐมวัยที่ได้รับ การจัดกิจกรรมเล่านิทานฉงน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นเด็กปฐมวัยชายหญิงที่มีอายุ ระหว่าง 5-6 ปี ที่กำลังศึกษาชั้นอนุบาลปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2546 โรงเรียนปทุมานุกูล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครศรีธรรมราช เขต 4 อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราชใช้ เวลาในการจัดกิจกรรมเล่านิทานฉงน 8 สับดาห์ สับดาห์ละ 3 วัน วันละ 35 นาที รวม 24 ครั้ง ผลการศึกษาพบว่า เด็กปฐมวัยหลังจากได้รับการจัดกิจกรรมเล่านิทานฉงน มีความสามารถในการ แก้ปัญหาตนเอง และความสามารถในการแก้ปัญหาตนเองที่เกี่ยวข้องกับผู้อื่นของเด็กปฐมวัยมีค่าสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และความสามารถในการแก้ปัญหาของเด็กปฐมวัยหลังการจัด กิจกรรมเล่านิทานฉงนมีค่าสูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรมเล่านิทานฉงนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .01 วิลามาศ ขันชัยภูมิ (2549) ได้ทำการศึกษาผลการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมโดยใช้ กิจกรรมการเล่านิทาน ชั้นอนุบาลปีที่ 1 การศึกษาค้นคว้าในครั้งนี้ มีความมุ่งหมายเพื่อพัฒนาแผน การจัดประสบการณ์โดยใช้กิจกรรมการเล่านิทาน ชั้นอนุบาล 1 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 และศึกษาดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดประสบการณ์ โดยใช้กิจกรรมการเล่านิทาน
29 ชั้นอนุบาลปีที่ 1 กลุ่มตัวอย่างคือ เด็กชั้นอนุบาล 1 /1 จำนวน 20 คน โรงเรียนกุดคุ้มสามัคคีวิทยา ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แผนการจัดประสบการณ์การเล่านิทาน และแบบ วัดคุณธรรมจริยธรรม ผลการศึกษาพบว่า แผนการจัดประสบการณ์การเล่านิทาน ชั้นอนุบาลปีที่ 1 มี ประสิทธิภาพเท่ากับ 0.7887 ซึ่งหมายความว่านักเรียนมีความก้าวหน้าในการเรียนร้อยละ 78.87 เกษรินทร์ ก้องเมือง (2551) ผลการศึกษากันคว้าพบว่า แผนการจัดประสบการณ์ พัฒนาความสามารถด้านการจับใจความ ของนักเรียนชั้นอนุบาลสอง ด้วยกิจกรรมการเล่านิทานแบบ เล่าเรื่องซ้ำมีประสิทธิภาพเท่ากับ 89.50/92.00 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ ที่ ตั้งไว้ ค่าดัชนีประสิทธิผลของ แผนการจัดประสบการณ์มีค่าเท่ากับ 0.6631 ซึ่งหมายความว่านักเรียนมีความก้าวหน้าในการเรียน คิดเป็นร้อยละ 66.3 1 และนักเรียนมีความสามารถด้านการจับใจความอยู่ในระดับมาก ดวงสมร ศรีใสคำ (2552 ได้ศึกษาประสิทธิภาพของแผนการจัดกิจกรรมการเล่า นิทานพื้นบ้านที่มีต่อพัฒนาการทางภาษาด้านการพูด ของนักเรียนอนุบาลปีที่ 2 มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 82.77/88.33 ดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดกิจกรรมการเล่านิทานพื้นบ้านที่มีต่อ พัฒนาการทางภาษาด้านการพูด ชั้นอนุบาลปีที่ 2 มีค่าเท่ากับ 0.7558 ผลของกิจกรรมการเล่านิทาน พื้นบ้านที่มีต่อพัฒนาการทางภาษาด้านการพูดของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 มีประสิทธิภาพเหมาะ สำหรับใช้ส่งเสริมพัฒนาทักษะทางภาษาด้านการพูดและเพื่อเป็นการเตรียม ความพร้อมสู่การพัฒนา ทักษะทางภาษาด้านต่าง ๆ อีก ชนาธิป บุบผามาศ (2553) การคิดเชิงเหตุผลของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรม การเล่านิทานอีสปประกอบคำถาม ผลการวิจัยพบว่า การคิดเชิงเหตุผลของเด็กปฐมวัยหลังการ ทดลองจัดกิจกรรมการเล่านิทานอีสปประกอบคาถามสูงกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .01 2.9.2 งานวิจัยต่างประเทศ ติกสันและคนอื่นๆ ( Dixon et al., 1977 ได้ศึกษาการเล่านิทานกับเด็กปฐมวัย จำนวน146 คน โดยแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม จำนวน 3 กลุ่มจะได้รับการเล่านิทานให้ฟัง หลังจากที่ได้ฟัง นิทานแล้วมีการสนทนา การพาไปศึกษานอกสถานที่การแสดงบทบาทเลียนแบบตัวละคร ส่วนกลุ่มที่ 4 เป็นกลุ่มควบคุมที่ได้ฟังนิทานอย่างเดียวผลการทดลองพบว่าในการฟังนิทานนั้น ถ้าเด็กได้แสดง บทบาทเลียนแบบตัวละครในเรื่องไปด้วย จะพัฒนาความคิดต่าง ได้ดีที่สุดแสดงว่าเมื่อเด็กได้ฟัง นิทานแล้วถ้ามีการสนทนาเล่าเรื่องได้ไปศึกษานอกสถานที่จะพัฒนาการคิดได้ดีกว่ากลุ่มควบคุม โดยเฉพาะกลุ่มที่ได้แสดงบทบาทแบบตัวละคร คลอร์ และโรเบิร์ด (Clore & Robert, 1978 ได้ศึกษาผลของการใช้นิทานที่ส่งผล ต่อพฤติกรรมและทัศนคติของเด็ก โดยใช้หุ่นจำลอง และการแสดงบทบาทสมมติ กลุ่มตัวอย่างเป็น
30 นักเรียนชายจำนวน 62 คน จากโรงเรียนประถมศึกษา 2 แห่ง โดยใช้นักเรียนแสดงอุปนิสัยทำทางให้ เหมือนกับละครในนิทานนั้น เมื่อเรียนจบแล้ววัดทัศนคติทันทีพบว่าเด็กชายเหล่านั้นมีทัศนคติที่ดีต่อ สัตว์และหลังจากนั้นอีก 6 สัปดาห์ ทำการวัดอีกครั้งหนึ่งผลปรากฏว่า การวัดทัศนคติของเด็กชายทั้ง สองโรงเรียนมีความมั่นคงเด็กชายที่เคยล่าสัตว์เลิกฆ่าสัตว์โดยแน่นอน ผลการศึกษาครั้งนี้แสดงว่า นิทานมีผลโดยตรงต่อพฤดิกรรมและทัศนคติที่มั่นคงของเด็ก อมอริจจิ (Amoriggi, 1981 ได้ศึกษาความสามารถในการเล่านิทานของเด็กปฐมวัย โดยผู้วิจัยจะเล่านิทานให้เด็กฟังแล้วให้เด็กเล่าเรื่องย้อนกลับและเล่าเรื่องราวต่อจากผู้วิจัยซึ่งทดลอง ครั้งละ 15-20 นาที เป็นเวลา 2 สัปดาห์ ผลการศึกษาพบว่าเด็กสามารถเล่านิทานได้ถูกต้องการ เรียงลำดับเหตุการณ์ต่าง ๆ พัฒนามากขึ้น ในขณะทำการทดลองเด็กสามารถนำเอานิทานที่ฟังไป ประยุกต์และเล่าเรื่องต่อไปหลังการทดลองผ่านไป 3 สัปดาห์ ออดอนเนล (O'Donnel 1, 1999) ได้ศึกษาเรื่องผลของทักษะการเล่าเรื่องจากการ ฟังนิทานและวาดรูปตามการค้นคว้าพบว่า พัฒนาการโครงการสร้างการเล่าเรื่องสามารถพัฒนาได้ดีใน เด็กอายุ 4 ปี เด็กสามารถบอกบรรยายในรูปแบบของเรื่องและนิทาน หลังจากเล่านิทานเด็กสามารถ นำเสนอเรื่องราวของเรื่องที่ได้ฟังได้เป็นอย่างดี และยังพบว่าการวาดภาพหลังจากการได้ยินหรือฟัง นิทานไม่ได้ส่งเสริมการเล่าเรื่องย้อนกลับของเด็กที่มีอายุมากกว่า 7 ปี ดังนั้นจึงควรส่งเสริมการเล่า นิทานในเด็กอายุช่วง 4-6 ปี 3. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับนิทานพื้นบ้าน 3.1 ความหมายของนิทานพื้นบ้าน (ประคอง นิมมาเหมินทร์. 2545 : 16 -17; อ้างถึงใน อัณณ์ชญากร พัฒนประสิทธิ์. 2562: 14 ) กล่าวว่า นิทานพื้นบ้าน หมายถึง เรื่องเล่าที่เล่าสืบต่อ ๆกันมา จากคนรุ่นหนึ่งสู่คนอีกรุ่น หนึ่ง โดยไม่ทราบว่าใครเป็นผู้แต่งนิทานพื้นบ้าน คือ เรื่องเล่าที่เล่าสู่กันฟังในหมู่บ้าน ในท้องถิ่น หรือภาคต่าง ๆ ของประเทศไทยเป็นนิทานพื้นบ้านที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย และมีลักษณะของ นิทานพื้นบ้าน คือ เรื่องเล่าที่เล่าต่อกันมาช้านาน โดยใช้ถ้อยคำธรรมดาหรือภาษาชาวบ้าน มีลักษณะ เป็นร้อยแก้วไม่เป็นร้อยกรอง และไม่ปรากฎว่าผู้เล่า ดั้งเดิมเป็นใคร เป็นเพียงการเล่าต่อ ๆ กันมาเป็นทอดๆ ผู้เล่าก็ไม่ถือว่าเรื่องที่เล่านั้นเป็นเรื่องจริงแต่ อย่างไร ภายหลังมีผู้เขียนขึ้นแต่ก็เขียนขึ้นตามเค้าเดิมที่เล่ากันปากต่อปาก
31 3.2 ลักษณะของนิทานพื้นบ้าน (ประคอง นิมมาเหมินทร์. 2538; อ้างถึงใน อัณณ์ชญากร พัฒนประสิทธิ์. 2562: 14 ) ได้พูดถึงลักษณะของนิทานพื้นบ้าน คือ 1. ต้องเป็นเรื่องเก่า 2. ต้องเล่าด้วยภาษาร้อยแก้ว 3. ต้องเล่าด้วยปากมาก่อน 4. ต้องแสดงความคิดความเชื่อของชาวบ้าน 5. เรื่องจริงที่มีคติก็นับอนุโลมเป็นนิทาน เช่น มะกะโท เป็นต้น 3.3 การแบ่งประเภทของนิทานพื้นบ้าน (ประคอง นิมมาเหมินทร์. 2538; อ้างถึงใน อัณณ์ชญากร พัฒนประสิทธิ์. 2562: 14) กล่าวว่าการแบ่งนิทานพื้นบ้านนั้นมีนักคติชนวิทยาแบ่งไว้หลายคนดังนี้ 1. แบ่งนิทานตามเขตพื้นที่ (area) เป็นการแบ่งโดยอาศัยเขตแดนทางภูมิศาสตร์ 2. แบ่งตามรูปแบบของนิทาน (form) แบ่งได้ 5 ประเภทดังนี้ 2.1 นิทานปรัมปรา (fairy tale) มีลักษณะเป็นเรื่องค่อนข้างยาวมีสารัตถะ (เนื้อหา หลัก ใจความสำคัญหรือความคิดสำคัญของเรื่อง) หลายสารัตถะ ประกอบอยู่ในนิทานนั้นเป็นเรื่อง สมมติว่าเกิดขึ้นในที่ใดที่หนึ่ง แต่สถานที่เลื่อนลอย กำหนดชัดลงไปไม่ได้ว่าที่ไหน ตัวบุคคลไม่ใช่มนุษย์ ธรรมดาที่มีความจริงตามสภาพปกติของมนุษย์ เนื้อเรื่องประกอบอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ ตลอดจนอำนาจ อันพ้นวิสัยมนุษย์ 2.2 นิทานท้องถิ่น (legend) นิทานชนิดนี้มีขนาดสั้นกว่านิทานปรัมปรา มักเป็นอง เหตุการณ์เดียวและเกี่ยวกับความเชื่อ ขนบธรรมเนียมประเพณี โชคลางหรือคตินิยม อย่างหนึ่งอันเป็นพื้นฐานของคนในแต่ละท้องถิ่น 2.3. นิทานเทพนิยาย (myth) เทวตาที่มีเทวดา นางฟ้า เป็นตัวละครในเรื่องนั้น 2.4. นิทานเรื่องสัตว์ (animal tale) มีตัวละครในเรื่องเป็นสัตว์ทั้งที่เป็นสัต สัตว์บ้านและบางเรื่องก็มีคนเกี่ยวข้องอยู่ด้วย 2.5. นิทานตลบขบขัน (Jest) มักเป็นเรื่องสั้นๆ จุดสำคัญของเรื่องอยู่ที่มีเรื่องที่ไม่ น่าจะเป็นไปได้ต่าง ๆ 3. แบ่งตามชนิดของนิทาน (type index) 4. แบ่งนิทานตามสารัตถะ (motif - index) เป็นการแบ่งเพื่อจัดหมวดหมู่ จัดระเบียบ ของนิทานให้ขัดเจนเพื่อสะดวกต่อการสอบสวนค้นคว้าและเปรียบเทียบนิทาน
32 3.4 คุณค่าและความสำคัญของนิทานพื้นบ้าน นิทานพื้นบ้านมีคุณค่าและความสำคัญหลายประการดังนี้ 1. นิทานพื้นบ้านเป็นนิทานที่ให้ความสนุกสนานเพลิดเพลิน เป็นการผ่อนคลาย ความเครียดและช่วยให้เวลาผ่านไปอย่างไม่น่าเบื่อหน่าย 2. นิทานช่วยกระชับความสัมพันธ์ ในครอบครัว 3. นิทานให้การศึกษาและเสริมสร้างจินตนาการ 4. นิทานให้ข้อคิดและคติเดือนใจ 5. นิทานช่วยสะท้อนให้เห็นสภาพของสังคมในอดีตหลายๆด้าน (วิเชียร เกษประทุม. 2541: 9-10; อ้างถึงใน อัณณ์ชญากร พัฒนประสิทธิ์. 2562: 15) 3.5 ประเภทของนิทานพื้นบ้านในภาคอีสาน ตัวอย่างนิทานพื้นบ้านในภาคอีสานที่สามารถนำไปใช้ในการเรียนการสอนเพื่อพัฒนา ทักษะการฟังการพูด เช่น 1. นิทานพื้นบ้านอำเภอบ้านผือเรื่อง ท้าวสะลุ่นกุ้น 2. นิทานพื้นบ้านอำเภอบ้านผือเรื่อง อุสาบารส 3. นิทานพื้นบ้านอำเภอกุมภวาปี ผาแดง นางไอ่ 4. นิทานพื้นบ้านอำเภอวังสามหมอ นางอินทวา 5. นิทานพื้นบ้านอำเภอหนองหาน เชียงงาม 6. นิทานพื้นบ้านอำเภอหนองหาน เชียงมัง 7. นิทานพื้นบ้านอำเภอเพ็ญ นางเพ็ญ 8. นิทานพื้นบ้านอำเภอศรีธาตุ ศรีธาตุ พยานรัก 9. นิทานพื้นบ้านอำเภอกู่แก้ว พญาคันคาก 10. นิทานพื้นบ้านอำเภอเมืองอุดรธานี พระยาโพธิ 11. นิทานพื้นบ้านอำเภอโนนสะอาด ท้าวอุ่นวัวทอง 12. นิทานพื้นบ้านอำเภอนายูง หูตสามเปา 13. นิทานพื้นบ้านอำเภอเมืองอุดรธานี พระธุาติโพนทอง 14. นิทานพื้นบ้านอำเภอบ้านดุง ผีชะโหนด 15. นิทานพื้นบ้านอำเภอสร้างคอม บุญข้าวสาก 16. นิทานพื้นบ้านอำเภอน้ำโสม ท้าวหน้าลาย 17. นิทานพื้นบ้านอำเภอพิบูลย์รักษ์ ท้าวดาวเรือง 18. นิทานพื้นบ้านอำเภอทุ่งฝน จำปาสี่ต้น 19.นิทานพื้นบ้านอำเภอกุดจับ หลงวิชัย คาวี
33 20. นิทานพื้นบ้านอำเภอประจักษ์ศิลปาคม นางหมาขาว 21. นิทานพื้นบ้านอำเภอหนองแสง นางนกกระจาบ 22. นิทานพื้นบ้านอำเภอหนองวัวซอ เห็ดดอกเดียว 23. นิทานพื้นบ้านอำเภอไชยวาน บุญบักแปก 24. นิทานพื้นบ้านอำเภอสร้างคอม นางแตงอ่อน 3.6 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับนิทานพื้นบ้าน 3.6.1 งานวิจัยในประเทศ (สุรี แซ่บู. 2550; อ้างถึงใน อัณณ์ชญากร พัฒนประสิทธิ์. 2562: 43) ได้ศึกษาการ ใช้การเล่านิทานเพื่อเพิ่มทักษะทางคณิตศาสตร์ในเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา ผลการศึกษา พบว่า หลังจากที่เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาได้รับการใช้การเล่านิทาน มีทักษะทาง คณิตศาสตร์ สูงขึ้น (เกษรินทร์ ก้องเมือง. 2551; อ้างถึงใน อัณณ์ชญากร พัฒนประสิทธิ์. 2562: 43) ได้ศึกษาการพัฒนาความสามารถด้านการจับใจความของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 ด้วยกิจกรรมการ เล่านิทานแบบเล่าเรื่องซ้ำ ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่าแผนการจัดประสบการณ์พัฒนาความสามารถ ด้านการจับใจความของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 ด้วยกิจกรรมการเล่านิทานแบบเล่าเรื่องซ้ำ มี ประสิทธิภาพ เท่ากับ89. 50/92 00 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ค่าดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัด ประสบการณ์ มีค่า เท่ากับ 0.6631 ซึ่งหมายความว่า นักเรียนมีความก้าวหนาในการเรียน คิดเป็น ร้อยละ 66.31 และนักเรียนมีความสามารถด้านการจับใจความอยู่ในระดับมากโดยสรุปแผนการจัด ประสบการณ์เพื่อพัฒนาความสามารถด้านการจับใจความของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 ด้วยกิจกรรม การเล่านิทานแบบเล่าเรื่องซ้ำ ที่ผู้ศึกษาค้นคว้าสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสามารถนา ไป ใช้ในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้บรรลุตามจุดประสงค์ของหลักสูตรได้เป็นอย่างดี (ปราณี ปริยวาที. 2551; อ้างถึงใน อัณณ์ชญากร พัฒนประสิทธิ์. 2562: 44) ได้ศึกษา การพัฒนาจริยธรรมของเด็กปฐมวัยโดยการเล่านิทานและการติดตามผลเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัด กิจกรรมการเล่านิทานและการติดตามผลก่อนการทดลองมีการรับรู้จริยธรรมด้านการพูดไพเราะและ การช่วยเหลืออยู่ในระดับดี ด้านการพูด ไม่โกหกและการไม่ก้าวร้าวอยู่ในระดับพอใช้ ส่วนหลังการ ทดลองการรับรู้จริยธรรมด้านการพดูไพเราะ การพูดไม่โกหก และการช่วยเหลืออยู่ในระดับดีมาก ส่วนการไม่ก้าวร้าวอยู่ ในระดับดี แสดงว่าผลการวิจัยหลังการทดลองสูงขึ้นกว่าก่อนการทดลองเด็ก ปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเล่านิทานและการติดตามผลมีการรับรู้จริยธรรมสูงขึ้นและแตกต่าง จากก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01
34 (พิชญาดา ธาตุอินจันทร์. 2551; อ้างถึงใน อัณณ์ชญากร พัฒนประสิทธิ์. 2562: 44) ได้ ศึกษาการใช้นิทานภาพเพื่อพัฒนาทักษะการฟังและการพูดของเด็กปฐมวัย ผลการศึกษาพบว่า นิทาน ภาพที่สร้างขึ้นมีจำนวน 5 เล่ม มีลักษณะการเสนอภาพเป็น 3 แบบคือ เสนอภาพแบบไม่มีคำบรรยาย แบบเสนอภาพสามมิติ แบบเสนอภาพพร้อมคำอ่านและแบบเสนอภาพพร้อมเรื่องราวบรรยายใต้ภาพ หลังจากใช้นิทานภาพเพื่อพัฒนาทักษะการฟังและการพูดทั้ง 5 เล่ม นักเรียนมีทักษะการฟังและการ พูดอยู่ในระดับดีมาก
35 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความสามารถด้านการพูดของเด็กปฐมวัย ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเล่านิทานพื้นบ้านโดยมีหัวข้อวิจัย ดังนี้ 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 3. การสร้างเครื่องมือและการหาคุณภาพของเครื่องมือ 4. การเก็บรวบรวมข้อมูล 5. การวิเคราะห์ข้อมูล 6. สถิติที่ใช้ในการิเคราะห์ข้อมูล ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1. ประชากร เด็กปฐมวัยชั้นอนุบาลปีที่ 3/1 โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 72 (เทศบาล 8) จังหวัดอุดรธานี ปีการศึกษา 2566 2. กลุ่มตัวอย่าง เด็กปฐมวัยชั้นอนุบาลปีที่ 3/1 โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 72 (เทศบาล 8) จังหวัดอุดรธานี จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวน 16 คน ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 แบบแผนการทดลอง การศึกษาครั้งนี้ใช้แบบแผนการทดลองกลุ่มเดียวทดสอบก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการ เล่านิทานพื้นบ้าน ตารางที่ 1 สอบก่อน ทดลอง สอบหลัง T1 X T2
36 สัญลักษณ์ที่ใช้ในแบบแผนการทดลอง T1 แทน การทดสอบก่อนการจัดกิจกรรมการเล่านิทานพื้นบ้าน X แทน การจัดกิจกรรมการเล่านิทานพื้นบ้าน T2 แทน การทดสอบหลังการจัดกิจกรรมการเล่านิทานพื้นบ้าน 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการจัดกิจกรรมการเล่านิทานพื้นบ้าน มีดังนี้ 1. แผนการจัดกิจกรรมการเล่านิทานพื้นบ้าน 2. แบบวัดความสามารถทางการพูดของเด็กปฐมวัย 3. การสร้างเครื่องมือและการหาคุณภาพของเครื่องมือ การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย มีรายละเอียด ดังนี้ 1. แผนการจัดกิจกรรมโดยใช้กิจกรรมการเล่านิทานพื้นบ้าน ดังนี้ 1.1 ศึกษาหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พ.ศ. 2560 และหลักสูตรสถานศึกษาเพื่อวิเคราะห์ จุดมุ่งหมาย หลักการ และแนวดำเนินการของหลักสูตร 1.2 ศึกษาแนวคิดทฤษฎี เอกสารและตำราที่เกี่ยวข้องกับการจัดกิจกรรมการเล่านิทาน พื้นบ้าน 1.3 นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์เพื่อสังเคราะห์เนื้อหาของกิจกรรม จัดทำแผนการจัด ประสบการณ์ให้สอดคล้องกับกระบวนการจัดกิจกรรมการเล่านิทานพื้นบ้านของเด็กปฐมวัย จำนวน 24 แผน โดยมีองค์ประกอบของแผนการจัดกิจกรรมที่สำคัญ ดังนี้ 1.3.1 ชื่อแผนการจัดการเรียนรู้ 1.3.2 สาระสำคัญ 1.3.3 จุดประสงค์การเรียนรู้ 1.3.4 สาระการเรียนรู้ 1.3.5 กระบวนการจัดการเรียนรู้ มี 3 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นที่ 1 ขั้นนำ เป็นการนำเข้าสู่บทเรียน โดยการร้องเพลงประกอบท่าทาง ขั้นที่ 2 ขั้นดำเนินกิจกรรม เป็นการจัดการเรียนรู้โดยการจัดกิจกรรม การเล่านิทานพื้นบ้านโดยมีครูเป็นผู้ดูแลและอำนวยความสะดวกในการทำกิจกรรม ขั้นที่ 3 ขั้นสรุป เด็กและครูร่วมกันสรุปสิ่งที่ได้จากการจัดกิจกรรมการเล่า นิทานพื้นบ้าน
37 1.3.6 สื่อการเรียนรู้ 1.3.7 การวัดและประเมินผล 1.4 นำแผนการจัดกิจกรรมการเล่านิทานพื้นบ้าน เสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ เพื่อปรับปรุงแก้ไข 1.5 นำแผนการจัดกิจกรรมการเล่านิทานพื้นบ้าน นำเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 ท่าน เพื่อตรวจสอบความหมาะสม และความสอดคล้องขององค์ประกอบแผนการจัด กิจกรรมและความเป็นไปได้ระหว่างจุดประสงค์การเรียนรู้ เนื้อหา กิจกรรมการเรียนการสอนและการ วัดผลประเมินผลใช้เกณฑ์การให้คะแนนตามแบบประเมินของลิเคอร์ท (Likert) เป็นมาตราส่วน ประมาณค่า (Rating Scale) กำหนดระดับการประเมินคุณภาพและความเหมาะสม 5 ระดับ (บุญชม ศรีสะอาด. 2545: 112) ระดับ 5 หมายถึง เหมาะสมมากที่สุด ระดับ 4 หมายถึง เหมาะสมมาก ระดับ 3 หมายถึง เหมาะสมปานกลาง ระดับ 2 หมายถึง เหมาะสมน้อย ระดับ 1 หมายถึง เหมาะสมน้อยที่สุด จากนั้นนำคะแนนที่ได้มาวิเคราะห์หามาตราส่วนประมาณค่าระหว่างส่วนประกอบของแผน การประสบการณ์การจัดกิจกรรมการเล่านิทานพื้นบ้าน ปรากฎว่าแผนการจัดประสบการณ์ มีคุณภาพ ความเหมาะสม คะแนนเฉลี่ย การแปลผล 4.51-5.00 มีคุณภาพและความเหมาะสมมากที่สุด 3.51- 4.50 มีคุณภาพและความเหมาะสมมาก 2.51-3.50 มีคุณภาพและความเหมาะสมปานกลาง 1.50-2.50 มีคุณภาพและความเหมาะสมน้อย 1.00-1.50 มีคุณภาพและความเหมาะสมน้อยที่สุด 1.6 นำแผนการจัดประสบการณ์การเล่านิทานพื้นบ้าน ที่แก้ไขปรับปรุงแล้วนำเสนอต่ออาจารย์ที่ ปรึกษาวิทยานิพนธ์ เพื่อตรวจสอบความถูกต้องอีกครั้ง มีการทดลองใช้ก่อนนำไปใช้จริง 1.7 นำแผนการจัดประสบการณ์การเล่านิทานพื้นบ้าน ที่แก้ไขปรับปรุงแล้ว ทดลองใช้กับกลุ่ม ตัวอย่างที่กำหนดต่อไป ดังแสดงขั้นตอนการสร้างแผนการจัดประสบการณ์การเล่านิทานพื้นบ้าน ดังภาพที่ 2
38 ศึกษาหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พ.ศ. 2560 และหลักสูตรสถานศึกษาเพื่อวิเคราะห์ จุดมุ่งหมาย ศึกษาแนวคิดทฤษฎี เอกสารและตำราที่เกี่ยวข้องกับการกิจกรรมการเล่านิทานพื้นบ้านของเด็ก ปฐมวัย นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์เพื่อสังเคราะห์เนื้อหาของกิจกรรม จัดทำแผนการจัดประสบการณ์ให้ สอดคล้องกับกระบวนการจัดกิจกรรมการเล่านิทานพื้นบ้านเด็กปฐมวัยจำนวน จำนวน 24 แผน แผนละ 35 นาที สัปดาห์ละ 3 แผน รวม 8 สัปดาห์ นำแผนการจัดประสบการณ์การเล่านิทานพื้นบ้าน นำเสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์เพื่อ ปรับปรุงแก้ไข นำแผนการจัดกิจกรรมการเล่านิทานพื้นบ้าน นำเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน เพื่อ ตรวจสอบความหมาะสม และความสอดคล้องขององค์ประกอบแผนการจัดกิจกรรมและความเป็นไป ได้ระหว่างจุดประสงค์การเรียนรู้ เนื้อหา กิจกรรมการเรียนการสอน และการวัดผลประเมินผล นำแผนการจัดกิจกรรมการเล่านิทานพื้นบ้าน ที่แก้ไขปรับปรุงแล้วทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่างที่ กำหนดต่อไป นำแผนการจัดกิจกรรมการเล่านิทานพื้นบ้าน ที่แก้ไขปรับปรุง แล้วนำเสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษา วิทยานิพนธ์ เพื่อตรวจสอบความถูกต้องอีกครั้ง มีการทดลองใช้ก่อนนำไปใช้จริง ภาพที่ 2 ขั้นตอนการสร้างแผนการจัดกิจกรรมการเล่านิทานพื้นบ้าน
39 ขั้นตอนในการสร้างแบบวัดความสามารถทางการพูด การสร้างแบบวัดความสามารถทางการพูด มีการดำเนินการตามลำดับ ดังนี้ 1. ศึกษาเอกสาร ตำรา และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการสร้างแบบวัดความสามารถทางการพูด เพื่อเป็นแนวทางในการสร้างแบบวัดความสามารถทางการพูด 2. สร้างแบบวัดความสามารถทางการพูด ประกอบไปด้วย ตอนที่ 1 แบบวัดความสามารถด้าน การรู้คำศัพท์จำนวน 10 ข้อ (ข้อละ 3 คะแนน) ตอนที่ 2 แบบวัดความสามารถด้านการพูดเป็น ประโยคจำนวน 10 ข้อ (ข้อละ 3 คะแนน) และตอนที่ 3 แบบวัดความสามารถด้านการพูดเป็น เรื่องราว จำนวน 10 ข้อ (ข้อละ 3 คะแนน) 3. นำแบบวัดความสามารถทางการพูด และคู่มือดำเนินการวัดที่สร้างขึ้น เสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ ด้านการศึกษาปฐมวัย เพื่อตรวจสอบความเที่ยงตรงตามข้อคำถาม และให้สอดคล้องทางพฤติกรรม จำนวน 3 ท่าน ได้แก่ 3.1 นางบุษบา ศรีสุดตา ตำแหน่งครู วิทยะฐานะครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนทยรัฐวิทยา 72 เทศบาล 8 3.2 นางสาวมัทนา ศรีสุข ตำแหน่งครู วิทยะฐานะครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนทยรัฐวิทยา 72 เทศบาล 8 3.3 นางสาวนวรัตน์ อ้วนแพง ตำแหน่งครู วิทยะฐานะครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนทยรัฐวิทยา 72 เทศบาล 8 4. หาค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาของแบบวัดความสามารถทางการพูด โดยนำแบบวัด ความสามารถทางการพูดไปให้ผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน พิจารณาลงความเห็นและให้คะแนน ดังนี้ +1 หมายถึง ผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นนว่าสอดคล้อง 0 หมายถึง ผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นว่าไม่แน่ใจ -1 หมายถึง ผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นว่าไม่สอดคล้อง แล้วนำคะแนนที่ได้มาหาค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อสอบกับจุดประสงค์แล้ว เลือกข้อที่มีค่า I0C มากกว่าหรือเท่ากับ 0.5 (บุญเชิด ภิญโญอนันตพงษ์. 2526: 89; อ้างถึงใน ณัฐวดี ศิลากรณ์. 2556: 48) ขึ้นไปได้จำนวน 35 ข้อ มีค่า IOC ตั้งแต่ 67 - 1.0 5. นำแบบวัดความสามารถทางการพูดที่ผ่านการปรับปรุงแก้ไขเรียบร้อยแล้ว ไปทดลองใช้ (Try our) กับเด็กอนุบาลชั้นปีที่ 3/1 ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างจำนวน 10 คน โดยผู้วิจัยทำการสังเกต และบันทึกการสังเกตแบบวัดความสามารถทางการพูด เพื่อศึกษาความชัดเจน และหาคุณภาพของ แบบวัดความสามารถทางการพูด 6. นำแบบวัดความสามารถทางการพูดที่ผ่านการทดลองใช้ มาตรวจให้คะแนนตามกฎเกณฑ์ การให้คะแนน