The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Sunny Strong, 2023-02-02 21:38:25

ชีวา ณ 1

ชีวา ณ 1

101 ค าว่า ลิ่วจิง นั้น มาจาก...หนังสือ...เน่ยจิง ใน...บท...เย่อลุ่น ซึ่งได้กล่าวไว้เฉพาะไท่หยาง หยางหมิง และซ่าวหยาง เท่านั้น แต่ใน...ซางหางลุ่น ได้เพิ่ม ไท่ยิน ซ่าวยิน และเจ ี ย ๋ ยนิ เข้าไปด้วย


102 นอกจากนี้ ซางหางลุ่น ยังได้ก าหนดกฎเกณฑ์ทั่วๆ ไป ในการวินิจฉัยโรค ไว้ดังนี้ คือ ยิน หยาง นอก ใน เย็น ร้อน พร่อง1 และแกร่ง2 ทั้งหมดนี้ เรียกว่า ปากัง (หลัก 8 ประการในการวินิจฉัยโรค)


103 ซางหางลุ่น ได้สรุปอาการต่างๆของ โรคติดต่อ ซง ึ่เกด ิ จากปัจจยัภายนอก โดยอาศัย ความแข็งแรงและความอ่อนแอของร่างกาย ในการต้านทานโรค เป็นหลัก แล้วน ามาอธิบาย อาการของโรคที่เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันหรือเรื้อรัง ด้วยการแบ่งอาการของโรคที่เกิดขึ้นเป็น 2 ขั้นตอน ซึ่งมีทั้งหมด 6 ระยะดังนี้คือ


104 ขั้นตอนที่ 1 โรคเกิดขึ้น ในขณะที่ภูมิต้านทานของร่างกายยังแข็งแรงอยู่และ โรคอยู่ในระยะก าลังพัฒนา เรียกว่า ซานหยาง (โรคหยางสามประการ) ซึ่งหมายถึง ก. โรคไท่หยาง ข. โรคหยางหมิง ค. โรคซ่าวหยาง


105 ขั้นตอนที่ 2 โรคเกิดขึ้น ในขณะที่ภูมิต้านทานของร่างกายอ่อนแอลง และโรคอยู่ในสภาวะที่ก าลังเสื่อมถอย เรียกว่าซานยิน (โรคยินสามประการ) ซึ่งหมายถึง ก. โรคไท่ยิน ข. โรคซ่าวยิน ค. โรคเอี๋ยยิน


106 การแบ่งโรคด้วยวิธีนี้ ท าให้การวินิจฉัยโรค มีขั้นตอนและมีกฎเกณฑ์ยิ่งขึ้น นบัเป็ นพฒันาการกา ้ วสา คญั ของการแพทย์จีน ในการใช้ทฤษฎี มาชน ี ้ า การวเิคราะหโ์ รคในทางคลนิกิ และสามารถชน ี ้ า การใชย ้ าสมน ุ ไพร ได้อย่างมีประสิทธิภาพ


107 ทฤษฎจ ี ง ิ ล่ัว (เส้นลมปราณ) เป็นทฤษฎีพื้นฐาน ที่สอดแทรกอยู่ทั่วไปในทฤษฎีการแพทย์จีน และเป็นทฤษฎีส าคัญในการชี้น าการปักเข็ม ทฤษฎจ ีิงลว่ั ทปี่รากฏอย ู่ในซางหางล่น ุ นนั้ ไม่จา กดัตวั อย ู่เฉพาะ ในแวดวงของการปักเขม ็ เทา่นนั้ ซางหางลุ่น ได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจน ว่าอาการของโรคนั้น มีความสัมพันธ์กับลิ่วจิง (เส้นลมปราณ 6 เส้น) อย่างใกล้ชิด จนไม่สามารถแยกออกจากกันได้


108 หนังสือที่เขียนขึ้น เพื่ออรรถาธิบายซางหางลุ่นนั้น มีมากมาย จนถึงสมัยชิง มีทั้งหมดไม่น้อยกว่า 400 เล่ม สรุปแล้ว เราสามารถแบ่งได้2 พวกใหญ่ๆ คือ พวกแรก ยกย่องผลงานของซางหางลุ่น อีกพวกหนึ่งได้แสดงทรรศนะของตนผสมเข้าไป และน าเอาทฤษฎีของซางหางลุ่นเข้าไปประยุกต์ ท าให้ทฤษฎีซางหางลุ่น ได้รับการพัฒนาให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น


109 หนังสือ...จินกุ่ยเอี้ยวเลี้ย เป็นผลงานอีกเล่มหนึ่งของ...จางจงจิ่ง เป็นหนังสือที่กล่าวถึงวิธีการรักษาโรคภายใน โดยอาศัยเน่ยจิงและหนางจิงเป็นพื้นฐาน จางจงจิ่ง ได้รวบรวมข้อคิดเห็นต่างๆ ในการรักษาโรคของแพทย์รุ่นเก่า ประสานกับความคิดและประสบการณ์ของตน อย่างเป็นระบบ หนังสือเล่มนี้ เขียนถึงการรักษาโรคต่างๆ กว่า 40 ชนิด


110 จุดเด่นของหนังสือเล่มนี้ คือใช้ทรรศนะที่มองสรรพสิ่งอย่างเป็นเอกภาพ และน าเอาทฤษฎีวิเคราะห์โรคอย่างรอบด้าน และด าเนินการรักษา มาอธิบายถึงสาเหตุของโรค การรักษาและการป้องกันอย่างเป็นระบบ เป็นพื้นฐานส าคัญ ในทางทฤษฎีที่แพทย์รุ่นหลัง ยึดถือสืบต่อกันมา


111 ปรัชญาการแพทย์ตะวันออก – ตะวันตก https://www.doctor.or.th/article/detail/6344 ความแตกต่างของปรัชญาตะวันออกและตะวันตกนั้น สามารถสะท้อนออกให้เห็นอย่างชัดเจน ในเรื่องการแพทย์ ทั้งนี้เพราะการแพทย์ เป็นวิชาที่น าเอาความรู้ และความเจริญของมนุษย์ในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นความรู้ทางวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ วิทยาศาสตร์สังคม และปรัชญามาใช้กับมนุษย์


112 ดังนั้น ปรัชญาความคิดทางการแพทย์ ในแต่ละยุคสมัย จึงเป็นการสะท้อนออก ของระบบความคิดทั้งหมด อย่างเป็นรูปธรรม ในแง่ของวิธีมองปัญหา วิธีการศึกษา ตลอดจนมรรควิธีในการแก้ปัญหาของคนในยุคนั้น ๆ ได้อย่างชัดเจน


113 แหล่งองค์ความรู้ของการแพทย์ทั้งสองระบบ การแพทย์ตะวันออกนั้น เป็นการแพทย์ที่เกิด จากประสบการณ์ ในการต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บ โดยตัวมนุษย์เอง จากการลองผิดลองถูก (trial and error) ที่มีการปฏิบัติที่ซ ้าแล้วซ ้าอีก แล้วค่อย ๆ สะสมเป็นบทเรียน และสรุปเป็นเกณฑ์ขึ้น วิธีการศึกษาแบบนี้ เป็นแบบการศึกษาโดยทางตรง


114 ส าหรับการแพทย์ตะวันตกนั้น เป็นผลจากการทดลองในห้องปฏิบัติการ จากการทดลองกับสัตว์เช่น หนูกระต่าย ลิง เป็นต้น แล้วน าผลสรุป จากการทดลองในสัตว์มาใช้กับมนุษย์ (ซึ่งมีคุณภาพต่างจากสัตว์) เป็นการศึกษาโดยทางอ้อม


115 ปรัชญาการแพทย์ตะวันออก-ตะวันตก ดังที่เคยกล่าวไว้ในหมอชาวบ้าน ฉบับที่ 116 ประจ าเดือนธันวาคม 2531 ว่า ทรรศนะการมองปัญหา แบบจุลภาค อันเป็นลักษณะเดิม ของการแพทย์ตะวันตก (สมัยใหม่) นั้น ใช้วิธีการศึกษาแบบวิเคราะห์ ก่อให้เกิดการแก้ปัญหาเป็ นส่วน ๆ หรือจุด ๆ หร ื อกลไกขน ึ ้


116 การวิเคราะห์ คือ การศึกษา โดยแยกแยะคุณสมบัติส่วนประกอบ หรือปัจจัยต่าง ๆออกจากกัน วิธีการศึกษาแบบวิเคราะห์ จะเห็นได้ชัด ในเรื่องยาสมุนไพร ซึ่งจะมีการวิเคราะห์แยกแยะ สารในสมุนไพรออกมาว่า มีสารอะไรบ้าง ตวัไหนเป็ นสารออกฤทธิ์ (active ingredient) สารออกฤทธิ์ ม ี กลไกในการออกฤทธิ์ อย่างไร เป็นต้น


117 เมื่อรู้ผลที่แน่นอนว่า สามารถน าไปใช้ได้ ก็จะท าการสกัดสารตัวนั้น ออกมา เป็ นสารท่ี บรสิท ุ ธิ์ วิธีการศึกษาแบบนี้ ก่อให้เกิดการแก้ปัญหาเป็นส่วน ๆ หรือจุด ๆ หรือกลไกขึ้น ซึ่งปรากฏออกมาอย่างเป็นรูปธรรม ของการใช้ยาสมุนไพรตัวเดียว หรือสารเดี่ยวๆ ดังนั้น ถา ้ เป็ นกรณท ีปี่ัญหาเกดิเฉพาะท ี่ การแก้ปัญหาแบบนี้ ก็จะสามารถแก้ได้


118 แตเ่นอ ื่งจากร่างกายมนษ ุ ยน ์ นั้ เป็ นระบบทม ี่ค ี วามเกย ี่วพนัธ ์ และสมัพนัธ ์ กนั มีการเคลื่อนไหว เปลย ี่นแปลงอย ู่ตลอดเวลา ถ้าปัญหาเฉพาะที่ที่เกิดขึ้น เป็นผลเนื่องมาจากความผิดปกติของระบบ การแก้ปัญหาแบบกลไก ก็จะแก้ปัญหาได้ชั่วคราวเท่านั้น ไม่สามารถแก้ปัญหาให้ถึงที่สุดได้ จ าเป็นจะต้องแก้ปัญหาแบบองค์รวม การมองปัญหาแบบมหภาค จะต้องใช้วิธีการศึกษาแบบสังเคราะห์


119 การสังเคราะห์ คือวิธีการศึกษา โดยการผสมผสาน (intregrate) คุณสมบัติส่วนประกอบ หรือปัจจัยของสิ่ง ในลักษณะขององค์รวม ถ้าเราใช้ทฤษฏีกล่องด า (black box theory) มาอธิบายการศึกษาแบบนี้ก็จะได้ดังภาพที่ 1


120 เมื่อเราใส่วัตถุ เข้าไปในกล่องทางด้านเข้า (input) หลังจากผ่านกระบวนการต่างๆในกล่องด า ก็จะได้วัตถุทางด้านออก (output) ออกมา การแพทย์ตะวันออก ได้ใช้วิธีการศึกษาแบบนี้กับมนุษย์ ซ ้าแล้วซ ้าเล่า แล้วจึงสรุปออกมาเป็นกฎเกณฑ์


121 โดยสามารถบอกได้ว่า ถ้าร่างกายผิดปกติมีอาการอย่างไร แล้วใส่ข้อมูลหรือวัตถุ กลุ่มยาหรือต ารับยา (input) เข้าไป ก็จะได้ผลลัพธ์(output) ที่แน่นอนออกมา เป็นการศึกษาโดยสรุปหัวและท้าย โดยไม่ต้องเปิดกล่อง (ไม่จ าเป็น ต้องมีความรู้ทางกายวิภาคมากมาย เหมือนแพทย์ตะวันตก) แต่ศึกษาถึงความสัมพันธ์ของอวัยวะ ในด้านกว้าง ไม่ลงในรายละเอียด


122 ส าหรับ การศึกษาสมุนไพร ก็เช่นกัน จะไม่วิเคราะห์สาร แต่จะศึกษายา เป็ นกล่ม ุ ยาหรอ ื ตา รบัยา แลว ้ ตรวจสอบดว ้ ยการด ู ความสมัพนัธ ์ ระหวา่ง ขอ ้ ม ู ลปอ ้ นเขา ้ (input) กับ ผลลัพธ์(output)


123 ดังนั้น การศึกษายาสมุนไพร เราควรจะแยกแยะทรรศนะทั้งสองแบบ ซึ่งมีพื้นฐานความคิดทางปรัชญา ที่ต่างกันให้ชัดเจน จึงจะสามารถน าเอาสมุนไพร ไปรับใช้ปรัชญา ความคิดของการแพทย์ทั้งสองระบบ ได้อย่างสมบูรณ์


124 ไม่ควรน าเอาปรัชญา ความคิดของการแพทย์อย่างใดอย่างหนึ่ง ไปครอบง าอีกอย่างหนึ่ง แต่ควรน าเอาปรัชญาการแพทย์ทั้งสอง มาผสมผสานกัน (intregrate) ให้กลายเป็น การแพทย์แบบใหม่ ที่มีคุณภาพใหม่ขึ้น แต่ก่อนที่จะผสมผสาน การแพทย์ทั้งสองแบบเข้าด้วยกันนั้น ควรจัดระบบความคิดของการแพทย์ตะวันออก ให้เป็นระบบการแพทย์ที่มีลักษณะเป็นตัวของตัวเอง และมีเอกลักษณ์เฉพาะของตนก่อน


125 ถ้าการแพทย์ตะวันออก ยังไม่มีหลักทฤษฎีหลักการวินิจฉัยโรค หลักการรักษา หลักการใช้ยาและต ารับยาที่เป็นของตนเองแล้ว การรวมกัน (combine) ของการแพทย์ทั้งสอง ก็จะเกิดการพัฒนาในเชิงปริมาณ (quantity) เท่านั้น การก้าวกระโดดในเชิงคุณภาพ (quality) ก็จะไม่เกิดขึ้น ขณะเดียวกัน การแพทย์ตะวันตก ซึ่งเป็นระบบการแพทย์ที่แข็งกว่า ก็จะครอบง าการแพทย์ตะวันออก ท าให้การแพทย์ตะวันออกตกอยู่ในสังกัด และจะถูกท าลายไปในที่สุด


126 เราจะต้องท าความเข้าใจ กับทัศนะทางปรัชญาที่กล่าวมา ให้แจ่มชัด ซึ่งสามารถสืบทอด และพัฒนาการแพทย์ตะวันออก ให้กลายเป็นอาวุธอันทรงประสิทธิภาพ ในการต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บ เคียงบ่าเคียงไหล่ กับการแพทย์ตะวันตก สืบต่อไป


127 癸卯 ปี เถาะ พ.ศ. 2566 https://bit.ly/3RhN7jZ วันที่เป็นวันเปลี่ยนนักษัตรปีใหม่ จะตรงกับวันที่ 4 ก.พ. 2566 เวลา 10.47 น.


128 ดังนั้น ผู้ที่ไปไหว้ขอพรจากองค์ไท้ส่วยเอี๊ยะ ในวันตรุษจีน 22 ม.ค.2566 ที่ผ่านมา หรือไปไหว้ก่อนวันที่4 ก.พ.2566 จึงเป็นการไหว้องค์ไท้ส่วยเอี๊ยะ ประจ าปีขาล 壬寅


129 ถ้าจะไหว้ขอพร จาก องค์ไท้ส่วยเอี๊ยะ ประจ าปีเถาะ 癸卯 จะต้องไปไหว้ ในวันที่ 4 ก.พ.2566 เวลา 10.47 น. เป็นต้นไป


130 วันตรุษจีน 22 ม.ค.2566 อุปมาเหมือนเป็นวันตรุษจีน ตามนิตินัย ตามปฏิทินสุริยคติ วันที่ 4 ก.พ.2566 เป็นวนัเปลย ี่นนักษัตรปีใหม่ อุปมาเหมือนเป็นวันตรุษจีน ตามพฤตินัย


131 สมัยโบราณฤดูใบไม้ผลิ เป็นฤดูของการเริ่มต้นแห่งการเพาะปลูก จึงถือฤกษ์นี้เป็นปีใหม่ ปีแห่งการเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ 寅卯辰 ฤดูใบไม้ผลิ วันตรุษจีน ส่วนใหญ่ จึงเป็นวันที่อยู่ในช่วงต้น เดือน ก.พ. (寅 คือเดือนก.พ.)


132 ไม่ว่าโชคชะตาจะเป็นอย่างไร ปีนี้หรือ ปีไหนก็ตาม เมื่อดวงดีก็ไม่หลงเพลิดเพลิน เมื่อดวงไม่ดีก็ไม่ท้อแท้ ควรด าเนินชีวิตด้วยสติ และตั้งอยู่บนความไม่ประมาท ด้วยปัญญา มีสติเป็นตัวปรับสมดุล ในทุกเรื่องราวของชีวิต มีปัญญาในการพิจารณาแก้ไขปัญหาต่างๆ และด าเนินชีวิตอยู่ในทางสายกลาง ไม่ต้องเสียเงินเสียเวลาไปแก้กรรม สะเดาะเคราะห์ แก้ชง หรือ ท าพิธีกรรมต่างๆ


133 ควรมาเลี้ยงดูมารดาบิดาที่บ้าน และ เจริญกุศล คุณความดีประการต่างๆ มีการให้ทาน รักษาศีล เป็นต้น ผู้ที่ประมาทมัวเมาในชีวิต ไม่สะสมคุณความดีประการต่างๆ ย่อมเป็นผู้ไม่มีที่พึ่ง เมื่อความตายมาถึง ก็ย่อมหวาดกลัวหวาดหวั่น เดือดร้อน เพราะไม่ได้สะสมความดี เป็นที่พึ่งในระหว่างที่ยังมีชีวิตอยู่ เปรียบเหมือนกับผู้ที่เห็นอสรพิษ เมื่อจวนตัวแล้ว ย่อมเกิดความกลัวเป็นอย่างยิ่งและ ไม่มีเวลาที่จะป้องกันได้เลย


134 ในทางตรงกันข้าม บุคคลที่ระลึกถึงความตายอยู่เสมอ ว่าเราจะต้องตายแน่แท้อาจจะเป็นเมื่อใดก็ได้ทั้งนั้น ก็ย่อมจะเป็นผู้ไม่ประมาทมัวเมาในชีวิต เป็นผู้ที่เจริญกุศล สะสมความดีอบรมเจริญปัญญา ด้วยการฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรมที่พระสัมมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง สะสมเป็นที่พึ่งส าหรับตนเอง เมื่อถึงคราวใกล้ตาย ก็ย่อมจะไม่หวาดหวั่น หรือไม่เดือดร้อน เพราะเหตุว่าได้เจริญกุศลทุกประการไว้แล้ว เตรียมที่พึ่งส าหรับตนเองไว้พร้อมแล้ว เนื่องจากว่าตั้งอยู่ในความไม่ประมาทอยู่เสมอนั่นเอง


135 อุปมาเหมือนกับผู้ที่เห็นอสรพิษมาแต่ไกล ย่อมมีเวลาที่จะหาทางป้องกัน ให้ตนเองรอดพ้นจากอันตราย ที่อาจจะเกิดขึ้นจากอสรพิษดังกล่าว ได้อย่างทันท่วงที อบรมเจริญกุศล สะสมความดีทุกประการโดยไม่มีเว้นในชีวิตประจ าวัน ไม่ควรรีรอหรือไม่ควรที่จะผลัดวันประกันพรุ่ง 寧河 หนิงเหอ: สายน ้าที่สงบเงียบ


136


137 โหราศาสตร์จีน 12 นักษัตร – ว ั นเปล ี ่ ยนปี น ั กษ ั ตร ปี ขาล ตามคติจีน-ไทย ปี2565 http://bit.ly/3Jt4Mn1


138 การนับปีเกิดตามปี12 นักษัตร มีความสับสนกันมาก ทั้งแบบจีนแบบไทย เพราะจีนกับไทยก็นับไม่เหมือนกัน ต่างกันเป็นเดือน บางคนก็นึกว่า ปีขาล 2565 เริ่มตั้งแต่1 มกราคม บางคนก็นึกว่านับจากวันตรุษจีน บางคนก็นึกว่านับจากวันสงกรานต์แบบนี้เป็นต้น แม้ปฏิทินโหราศาสตร์เอง ก็มักท าให้คนสับสน ว่าตกลงแล้ว ปีขาลเริ่มนับเมื่อไหร่กันแน่


139 ปีขาล(จีน)ไม่ได้เริ่มต้นนับจากวันตรุษจีน อ้างอิงตามคติจีนโบราณ และอ้างอิงตามหลักโหราศาสตร์จีน การเปลย ี่นปีนักษัตรใหม่ จะเริ่มต้นนับจาก สารทลิบชุน เป็นต้นไป (ปกติจะตรงกับวันที่ 3 หรือ 4 หรือ 5 ของเดือน กุมภาพันธ์ของทุกปี) ไม่วา่ ปี นนั้ ตรุษจีนจะเป็นวันไหน กไ็ ม่เกย ี่วกบัการเปลย ี่นปี นกัษัตร


140 ตัวอย่าง เช่น ปี2565 สารทลิบชุน 立春 เริ่มเข้าสู่ ปีขาล วันที่4 ก.พ. 2565 เวลา 03:50:36 น. ดังนั้น ลูกใคร เกิดก่อนวันที่4 ก.พ. 65 เวลา 03:49:36 น. ก็ยังถือว่าเป็นเกิดปีฉลู แต่หากเด็ก เกิดเวลา 03:50:36 น. เป็นต้นไป ก็นับว่าเป็นคนเกิดปีขาล (ตามคติจีน)


141 ส่วนของไทย ก็ยังเป็นปีฉลูอยู่เหมือนเดิม ระบบ 24 สารทฤดูของจีน จะใช้มุมลองติจูดอิคลิปติค (Ecliptic Longitude) แบ่งเป็น 24 ส่วน แต่ละส่วน คือ 1 สารทฤดู


142 สารทลี่ชุน(立春 ลิบชุน)คืออะไร สารทลี่ชุน(立春 ลิบชุน) ถือเป็นสารทอันดับแรกของปี ในระบบ 24 สารทของจีน 二十四节气 (1 สารทฤดูมีระยะเวลา 15 วัน) ซึ่งค านวณตามระบบสุริยคติ นั่นคือเมื่อดวงอาทิตย์ โคจรถึง มุมลองติจูดอิคลิปติค (Ecliptic Longitude) ตรงกับองศา 315 °


143 ซึ่งอยู่ระหว่างวันที่ 3 ถึง 5 กุมภาพันธ์ของทุกปี ในปฏิทินสากล ช่วงเวลาตั้งแต่วันนี้จนถึง ต้นฤดูร้อน เรียกว่า ฤดูใบไม้ผลิ และสารทลี่ชุน(立春 ลิบชุน) ก็ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของฤดูใบไม้ผลิที่แท้จริง ซึ่งเรียกกันว่า เทศกาลฤดูใบไม้ผลิในสมัยโบราณ


144 และถือว่าเป็นการเริ่มต้นปีใหม่ของจีน มาแต่โบราณ ด้วยเช่นกัน ดังนั้น การเปลี่ยนปีนักษัตรชวด ฉลูขาล ฯลฯ จึงเปลี่ยนในวันนี้ตามแบบโบราณ


145 ระบบ 24 สารทฤดูของจีน二十四节气 จีนโบราณเป็นสังคมเกษตรกรรม การแบ่งออกเป็น 24 สารทฤดู ช่วยก าหนดฤดูกาลต่างๆ ซึ่งประเทศจีนมี4 ฤดู และแบ่งออกเป็น 24 สารทฤดู เพื่อบ่งบอกสภาพภูมิอากาศ ฟ้าฝน และความแห้งแล้ง และเพื่อให้ชาวบ้าน รู้ว่าจะควรเพาะปลูกเมื่อใด เก็บเกี่ยวผลผลิตเมื่อใด และสารทไหนควรปลูกพืชผลอะไร และไม่ควรปลูกอะไร ซึ่งใช้กันมากว่า 5000 ปีมาแล้ว


146 24 สารทฤดูใช้ระบบสุริยคติ และใช้มุมลองติจูด อิคลิปติค (Ecliptic Longitude) ก าหนดค่าเป็นระยะทางเชิงมุม มีหน่วยเป็นองศา รวมเป็น 360 องศา


147 จากนั้น แบ่ง 360 องศา เป็น 24 ส่วน ส่วนละ 15 องศา แต่ละส่วนก็จะมีชื่อเรียกว่า节气 หรือ สารทฤดู


148 ท าไมจึงไม่ใช้วันตรุษจีนในการเปลี่ยนปีนักษัตร อันดับแรก ก็คือวันตรุษจีนนั้น ใช้ระบบจันทรคติในการค านวณ ส่วน 24 ฤดูสารท ใช้ระบบสุริยะคติ เพราะเกี่ยวข้องกับฤดูกาลและภูมิอากาศ ในการค านวณ เนื่องจากปีสุริยคติ1 ปีจะมี365 วัน ถ้านับวันปีทางจันทรคติจะมีเพียง 354 วัน ซึ่ งมีวันน้อยกว่าปีทางสุริยะคติถึง 11 วันต่อปี เมื่อรวม 3 ปีจะได้33 วัน


149 ทางไทย จึงได้เพิ่ม เดือนจันทรคติอีก 1 เดือน เพื่อให้ตรงกับระบบสุริยะคติ และตรงกับฤดูกาลให้มากที่สุด ดังนั้น ในทุกๆ3 ปีทางจันทรคติ จะมีเดือน 8 สองหน คือจะมี13 เดือน เรียกปีนั้นว่า ปี อธิกมาส ปีอธิกมาส


150 ส่วนจันทรคติจีน ก็จะมีการทดวันเพม ิ่(อธิกมาส) เรียกว่า闰月 ลุ่นเยว่ (หยุ่งหง่วย) เข้าไปอีก 1 เดือน โดยทุกๆ19 ปี จะมีอธิกมาสหรือ闰月 ลุ่นเยว่7 ครั้ง หรือประมาณ 2-3 ปีต่อครั้ง ซึ่งอธิกมาสของจีน มีตั้งแต่เดือน2 สองหน หรือเดือน 3,4,5,6,7,8,9,10, 11 สองหน ปีไหน จะมีเดือนไหน สองหน รวมเป็น 13 เดอ ื น กข ็ น ึ ้ กบัวธิี คา นวณ


Click to View FlipBook Version