The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รายงานการวิจัย รวม 5 บท (completed) ฉบับเผยแพร่

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by khunyingpong, 2022-03-22 10:13:25

รายงานการวิจัย 2564 (ครูพงษ์ลดา)

รายงานการวิจัย รวม 5 บท (completed) ฉบับเผยแพร่

รายงานการวิจัย

ผลของการใช้สื่อประสมปฏิสัมพันธ์เพื่อ
พัฒนาการจัดการเรียนการสอนและยกระดับ

ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ของ
นักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ ๓


ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๖๔




โดย
นางสาวพงษ์ลดา สินสุวรรณ์

ครูชำนาญการ



โรงเรียนสตรีเศรษฐบุตรบำเพ็ญ
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต ๒

คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ

รายงานการวิจัย
เรือ่ ง

ผลของการใชส้ อ่ื ประสมปฏสิ มั พนั ธ์เพื่อพฒั นาการจัดการเรยี นการสอน และยกระดบั ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียน
คณิตศาสตร์ ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปที ่ี 3

โดย
นางสาวพงษ์ลดา สนิ สุวรรณ์

ครูชำนาญการ

โรงเรียนสตรีเศรษฐบตุ รบำเพ็ญ
ภาคเรียนท่ี 2 ปกี ารศึกษา 2564

ชอ่ื เรือ่ งงานวิจยั ผลของการใชส้ ื่อประสมปฏิสมั พนั ธ์เพื่อพัฒนาการจัดการเรยี นการสอน และ
ยกระดบั ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนคณิตศาสตร์ ของนักเรยี นระดับมธั ยมศึกษาปที ่ี 3

ชอื่ ผวู้ ิจยั นางสาวพงษ์ลดา สนิ สวุ รรณ์

ปีการศกึ ษา 2564

บทคัดย่อ

การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการใช้สื่อประสมปฏิสัมพันธ์เพื่อพัฒนาการจัดการ
เรียนการสอน และยกระดบั ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนคณติ ศาสตร์ ของนักเรียนระดับมธั ยมศกึ ษาปีที่ 3

กลุ่มตัวอย่างของการวิจัยในครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ทำการเลือกนักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จาก
จำนวน ห้องเรียนที่ผู้วิจัยรับผิดชอบปฏิบัติหน้าที่สอนทั้งหมด 7 ห้องเรียน โดยแบ่งเป็นสองกลุ่มการเรียนใน
รายวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน จำนวน 5 ห้องเรียน และ คณิตศาสตร์เพิ่มเติม จำนวน 2 ห้องเรียน ซึ่งทำการ
เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงสำหรับงานวิจัยนี้จำนวน 2 ห้องเรียน โดยเป็นกลุ่มนักเรียนที่เรียนใน
รายวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน จำนวน 1 ห้องเรียน และคณิตศาสตร์เพิ่มเติม จำนวน 1 ห้องเรียน รวมคิดเป็น
จำนวนทั้งสิ้น 86 คน และเป็นกลุ่มนักเรียนที่มีระดับผลสัมฤทธิ์ในรายวิชาคณิตศาสตร์น้อยที่สุดเมื่อ
เปรยี บเทยี บจากกล่มุ นักเรียนท่เี รียนในรายวชิ าเดียวกนั

การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลเปรียบเทียบค่าคะแนนจากการทำแบบทดสอบในเรื่องนี้
โดยเปรียบเทียบค่าคะแนนที่ได้จากระยะก่อน และหลังได้รับการจัดการเรยี นรู้โดยการใช้ส่ือประสมปฏิสัมพันธ์
และนำข้อมูลคะแนนท่ีได้จากการทำแบบทดสอบทง้ั ในระยะก่อน และหลังเรียน มาวิเคราะหข์ ้อมลู เปรียบเทียบ
คา่ คะแนน และวเิ คราะห์ขอ้ มลู ดว้ ยการทดสอบค่า T-Test ดว้ ยวธิ ี Paired-Sample T-Test ผลการวิจัยพบว่า

1. ในระยะก่อนได้รับการจัดการเรียนรู้โดยการใช้สื่อประสมปฏิสัมพันธ์ มีจำนวนนักเรียนที่ได้
คะแนนจากการทำแบบทดสอบผ่านเกณฑร์ ้อยละ 50 คิดเป็นร้อยละ 45.35 จากนักเรียนทัง้ หมด โดยส่วนใหญ่
ได้คะแนนเฉลี่ยจากการทำแบบทดสอบต่ำกว่าร้อยละ 50 ของคะแนนเต็ม โดยได้คะแนนเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ
43.90

2. ในระยะหลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยการใช้สื่อประสมปฏิสัมพันธ์ มีจำนวนนักเรียนที่ได้
คะแนนจากการทำแบบทดสอบผ่านเกณฑร์ ้อยละ 50 คิดเป็นรอ้ ยละ 96.51 จากนักเรียนทั้งหมด และมีระดบั
ผลคะแนนเพิ่มขึ้นจากการทำแบบทดสอบโดยมีผลคะแนนเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ 70.64 และคะแนนเฉลี่ยของ
การทดสอบในช่วงกอ่ น และหลงั ไดร้ ับการจดั การเรียนการสอนโดยใชส้ ื่อประสมปฏสิ ัมพนั ธ์นนั้ มคี วามแตกต่าง
อย่างมนี ยั สำคญั ทางสถติ ทิ ่ีระดบั .01



คำนำ

รายงานการวิจัยฉบับนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการวิจัยในชั้นเรียน ประจำปีการศึกษา 2564 โดยการวิจัย
ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการใช้สื่อประสมปฏิสัมพันธ์เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนการสอน และ
ยกระดับผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นคณิตศาสตร์ ของนกั เรียนระดับมธั ยมศึกษาปที ่ี 3

ผ้วู จิ ัยหวังเป็นอยา่ งย่ิงวา่ การวจิ ยั คร้งั นจ้ี ะก่อประโยชน์ให้กบั ผู้เรียน และเป็นแนวทางสำหรับผู้สอนใน
การแก้ปัญหา รวมถึงพัฒนาการจัดการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพ เพื่อให้ผู้เรียนมีระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
คณติ ศาสตร์ท่สี งู ขน้ึ ตอ่ ไป

( นางสาวพงษล์ ดา สินสวุ รรณ์ )
ผู้วิจยั

สารบญั ค

บทคัดย่อ หน้า

คำนำ ก

สารบัญตาราง ข

สารบัญภาพ จ

บทที่ 1 บทนำ ฉ
ความเป็นมาและความสำคญั ของปญั หา
วัตถุประสงค์งานวจิ ยั 1
สมมตฐิ านในการวจิ ัย 1
ขอบเขตในการวจิ ัย 4
นยิ ามศัพทเ์ ฉพาะ 4
ประโยชนท์ ค่ี าดว่าจะไดร้ ับ 5
5
บทที่ 2 เอกสาร และงานวจิ ัยที่เกยี่ วข้อง 6
สอ่ื การเรียนรู้
สื่อประสม 7
สอื่ ประสมปฏิสมั พนั ธ์ 7
แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียน 21
งานวจิ ัยที่เกีย่ วข้อง 25
27
บทที่ 3 วธิ ดี ำเนินการวิจยั 28
แบบแผนการวจิ ัย
ประชากร / กลุ่มตัวอย่าง 32
เครอื่ งมอื ที่ใชใ้ นการวจิ ยั 32
ข้นั ตอนการสร้างเคร่ืองมือแต่ละประเภท 32
การดำเนินการวจิ ยั / การเก็บรวบรวมขอ้ มูล 32
เกณฑ์การให้คะแนน 33
การวเิ คราะห์ข้อมูล 34
สถิตทิ ีใ่ ช้ในการวิเคราะห์ขอ้ มูล 35
35
36

สารบัญ (ต่อ) ง

บทท่ี 4 ผลการวจิ ยั หน้า
ผลการวเิ คราะห์ข้อมูล
38
บทที่ 5 สรุปผลและข้อเสนอแนะ 38
สรปุ ผลการวจิ ยั
- วัตถุประสงค์ของการวิจัย 46
- สมมติฐานการวิจยั 46
- ประชากร / กล่มุ ตวั อย่าง 46
- สรปุ ผลการวจิ ยั 46
อภิปรายผล 46
ขอ้ เสนอแนะ 46
47
รายการเอกสารและสงิ่ อ้างอิง 48

ภาคผนวก 50

55



สารบัญตาราง

ตารางที่ แสดงค่าคะแนนท่ไี ดจ้ ากการทำแบบทดสอบในชว่ งระยะก่อนและหลงั หนา้
4.1 ได้รบั การจัดการเรยี นการสอนโดยใช้สื่อประสมปฏสิ ัมพนั ธ์ 38
4.2 41
แสดงการเปรยี บเทยี บคา่ คะแนน รอ้ ยละ และค่าสถติ ิเชงิ พรรณนา
4.3 ที่ได้จากการทำแบบทดสอบในช่วงระยะก่อน และหลัง 45
ไดร้ ับการจดั การเรยี นการสอนโดยใช้สอ่ื ประสมปฏสิ ัมพันธ์

แสดงผลการทดสอบความแตกต่างของค่าคะแนนเฉลย่ี ของนักเรียน
ทไ่ี ดจ้ ากการทำแบบทดสอบในชว่ งระยะก่อน และหลงั ได้รับ
การจัดการเรียนการสอนโดยใช้ส่อื ประสมปฏสิ ัมพันธ์
ด้วยวธิ ี Paired-Sample T-Test



สารบญั ภาพ

ภาพที่ หน้า

2.1 ความสัมพนั ธข์ องสื่อกบั การเรียนการสอน 10

2.2 กรวยประสบการณ์ของ Dale 14

4.1 แผนภูมิแท่งแสดงการเปรียบเทียบคะแนนก่อนเรยี น และหลังเรียน 42
ที่ได้จากการทำแบบทดสอบในช่วงระยะก่อน และหลงั ได้รับ
การจดั การเรยี นการสอนโดยใช้สือ่ ประสมปฏสิ มั พนั ธ์

4.2 แผนภมู ิแท่งแสดงการเปรยี บเทียบคะแนนก่อนเรยี น และหลังเรยี น 43
คิดเป็นรอ้ ยละท่ีได้จากการทำแบบทดสอบในชว่ งระยะก่อน และหลงั
ไดร้ บั การจัดการเรียนการสอนโดยใชส้ ือ่ ประสมปฏสิ มั พนั ธ์

บทที่ 1
บทนำ

ความเปน็ มาและความสำคัญของปญั หา

คณิตศาสตร์มีบทบาทสำคัญยิ่งต่อความสำเร็จในการเรยี นรใู้ นศตวรรษที่ 21 เนอื่ งจากคณิตศาสตร์ช่วย
ให้มนุษย์มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ คิดอย่างมีเหตุผล เป็นระบบ มีแบบแผน สามารถวิเคราะห์ปัญหาหรือ
สถานการณ์ได้อย่างรอบคอบ และถี่ถ้วน ช่วยให้คาดการณ์ วางแผน ตัดสินใจแก้ปัญหาได้อย่างถูกต้อง
เหมาะสม และสามารถนำไปใช้ในชีวิตจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ คณิตศาสตร์ยังเป็นเครื่องมือใน
การศึกษาดา้ นวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และศาสตร์อ่ืน ๆ อนั เป็นรากฐานในการพัฒนาทรพั ยากรบุคคลของชาติ
ให้มีคุณภาพและพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้ทัดเทียมกับนานาชาติ การศึกษาคณิตศาสตร์จึงจำเป็นต้องมี
การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทันสมัยและสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม และความรู้ทางวิทยาศาสตร์
และเทคโนโลยีที่เจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็วในยุคโลกาภิวัฒน์ (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน,
2560) สอดคล้องกับคำกล่าวของ สิริพร ทิพย์คง (2536) ที่ว่า …คณิตศาสตร์ ช่วยพัฒนาให้แต่ละบุคคล เป็น
คนที่สมบูรณ์ เป็นพลเมืองดี เพราะคณิตศาสตร์ช่วยเสริมสร้างความมีเหตุผล ความเป็นคนช่างคิด ช่างริเริ่ม
สร้างสรรค์มีระเบยี บในการคิด มีการวางแผนในการทำงาน มีความรับผิดชอบต่อกิจการงานที่ได้รับมอบหมาย
ตลอดจนมีลักษณะความเป็นผู้นำในสังคม... และคำกล่าวของ ยุพิน พิพิธกุล (2539) เช่นกัน ที่ว่า “วิชา
คณิตศาสตร์เป็นวิชาที่เกี่ยวข้องกับความคิด กระบวนการและเหตุผล คณิตศาสตร์ฝึกให้คนคิดอย่างมีระเบียบ
และเปน็ รากฐานของวทิ ยาการหลายๆ สาขา ความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี วทิ ยาศาสตรว์ ศิ วกรรมศาสตร์
เปน็ ต้น กล็ ว้ นแตอ่ าศัยคณิตศาสตร์ท้ังสนิ้ ” เช่นเดยี วกันกับ กิรยิ า กองชุน (2554) ทไี่ ดก้ ล่าวไว้ว่าคณิตศาสตร์
เปน็ กลุ่มวิชาทชี่ ว่ ยฝกึ ใหผ้ ู้เรยี นมีเหตผุ ลด้วยตนเอง ในการคน้ พบความจรงิ วา่ สง่ิ ใดถกู ส่ิงใดผิด สง่ิ ใดบกพร่อง
รจู้ ักแกไ้ ขให้ถูกต้องและรู้จักนำความรู้ไปใช้ให้เป็นประโยชน์ ซงึ่ กิจกรรมต่าง ๆ ในชวี ิต ประจำวันน้ันต้องอาศัย
ความรู้ทางคณิตศาสตร์ทั้งสิ้น ดังนั้นคณิตศาสตร์จึงเป็นวิชาที่สำคัญทำให้เป็นคนที่สมบูรณ์ มีความสมดุลท้ัง
ร่างกายจิตใจ สติปัญญาและอารมณ์ สามารถคิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น และสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้
อยา่ งมคี วามสขุ

จากความสำคัญดังกล่าว จึงก่อให้เกิดการพัฒนาหลักสูตรคณิตศาสตร์ขึ้นเพื่อให้ทันสมัย และ
สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลง เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้และทักษะที่จำเป็นในโลกปัจจุบัน และอนาคต โดย
สถาบนั ส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ซ่ึงเป็นหน่วยงานทรี่ บั ผดิ ชอบการพัฒนาหลักสูตร
และการเรียนรู้คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีของประเทศไทย ได้พัฒนาหลักสูตรคณิตศาสตร์โดย
พิจารณาร่างกรอบยุทธศาสตรช์ าติ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579) ที่กำหนดเป้าหมายและลักษณะของคนไทยใน 20
ปีข้างหน้า รวมถึงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 (พ.ศ.2560 – 2564) ที่มุ่งให้การศึกษา
และการเรียนรู้มีคุณภาพได้มาตรฐานสากล พัฒนาคนไทยให้มีทักษะการคิด สังเคราะห์ สร้างสรรค์ ต่อยอดสู่
นวัตกรรม มีทักษะชีวิตและอาชีพ ทักษะสารสนเทศ สื่อ และเทคโนโลยี มีการเรียนรู้ต่อเนื่องตลอดชีวิต และ
ส่งเสริมระบบการเรียนรู้ที่บูรณาการระหว่างวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์
(STEM Education) เพื่อพัฒนาผ้สู อนและผูเ้ รยี นในเชงิ คณุ ภาพ โดยเน้นการเชอื่ มโยงระหวา่ งการเรยี นร้กู บั การ
ทำงาน (Work Integrated Learning) นอกจากนี้ สสวท. ได้ศึกษาแนวโน้มด้านการศึกษาคณิตศาสตร์
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พบว่าประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ให้ความสำคัญกับทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม
(Learning and Innovation Skills) ที่จำเป็นสำหรับคริสต์ศตวรรษที่ 21 (Partnership for the 21st
Century Skills, 2016) ได้แก่ การคิดแบบมีวิจารณญาณและการแก้ปัญหา (Critical Thinking and
Problem-Solving) การสอ่ื สาร (Communication) การร่วมมอื (Collaboration) และการคดิ สรา้ งสรรค์และ

2

นวัตกรรม (Creativity and Innovation) ควบคู่ไปกับความสามารถในการใช้เทคโนโลยีได้อย่างเหมาะสม
(สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี, 2560)

แตเ่ นื่องจากในการเรียนการสอนโดยปกติทว่ั ไปพบวา่ นักเรยี นบางคนมีความสามารถแตกต่างกันไปทั้ง
ทางดา้ นความสามารถในการรบั รู้ อัตราการเรยี นรู้ นกั เรยี นบางคนมคี วามสามารถในการรบั รู้ค่อนข้างชา้ และมี
ระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับนักเรียนบางคนในระดับชั้นเดียวกันที่มีความสามารถใน
การเรียนรู้เร็ว และมีระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูง ซึ่งสำรวจได้จากการสอบระหว่างภาค โดยนักเรียนที่มี
ความสามารถในการรับรู้ค่อนข้างช้ามักจะทำคะแนนได้ค่อนข้างต่ำ หรือไม่ผ่านเกณฑ์ เห็นได้ว่า การจัดการ
เรียนการสอนในรายวิชาคณิตศาสตร์ยังไม่ประสบผลสำเร็จเท่าท่ีควร ซง่ึ ตง้ั แตอ่ ดีตจนถึงปัจจุบันการศึกษาของ
ไทยพบกับปัญหานักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำมาตลอด และมีแนวโน้มตกต่ำเกือบทุกรายวิชา
โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิชาคณิตศาสตร์ในระยะเวลา 30 ปี นักเรียนระดับมัธยมศึกษายังไม่สามารถสอบผ่านการ
ทดสอบวชิ าคณติ ศาสตร์ในระดับชาติไดถ้ ึงร้อยละ 50 (รัตนา ตง้ั ศริ ิชยั พงษ์, 2553) ท้ังน้ีปญั หาทเี่ กดิ ข้ึนน้ี ล้วน
มีปัจจัยหลายอย่างที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเจตคติในด้านการเรียนในรายวิชาคณิตศาสตร์
ของนักเรียน ทั้งนี้เพราะนักเรียนส่วนใหญ่คิดว่า วิชาคณิตศาสตร์เป็นวิชาที่ยาก เนื่องจากวิชาคณิตศาสตร์มี
ลักษณะเป็นนามธรรม ต้องอาศัยความเข้าใจในการคิดคำนวณมากกว่าการท่องจำกฎ และสตู ร เม่ือนักเรียนไม่
สามารถแก้ปัญหาได้ จึงส่งผลให้ไม่ชอบเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ทำให้เกิดปัญหาด้านการเรียนการสอนตามมา
อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังปัจจัยด้านอื่น ๆ อีกมากมายที่อาจเป็นสาเหตุของปัญหาดังกล่าว เช่น ปัญหา
เกี่ยวกับบรรยากาศในชั้นเรียน ปัญหาด้านหลักสูตรที่มีการปรบั ปรุง และเปลี่ยนแปลงอยู่บ่อยครั้ง และปัญหา
ดา้ นครผู ู้สอน เป็นตน้ ดังนน้ั ครจู งึ เป็นผู้ทม่ี บี ทบาทสำคัญในการพฒั นาคุณภาพทางการศึกษาของผู้เรยี น โดยครู
ต้องเป็นผู้สนใจในการศึกษาค้นคว้าความรู้อยู่ตลอดเวลา ปรับปรุงแนวทางในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และ
พัฒนาตนเองให้เกิดความหลากหลาย รวมทั้งก้าวทันต่อสังคมโลกในปัจจุบัน ดังที่ สิริพร ทิพย์คง (2536) ได้
กล่าวไว้ว่า…ครูคณิตศาสตร์ที่ดีจำเป็นต้องรู้จักใช้สื่อการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับเนื้อหา และนักเรียน
เพราะการใช้สื่อการเรียนการสอนสามารถช่วยอธิบายสิ่งที่เป็นนามธรรมได้มาก และช่วยครูในการจัด
ประสบการณ์ให้กับนักเรียนได้หลายรูปแบบ ตลอดจนช่วยเสริมสร้างความเข้าใจให้กับนักเรียนในการเรียน
เนื้อหาต่าง ๆ ทำให้นักเรียนมีความสนใจในการเรียนมากขึ้น และช่วยเสริมสร้างเจตคติที่ดีต่อการเรียนวิชา
คณิตศาสตร์... ซึ่งสอดคล้องกบั พระราชบัญญัตกิ ารศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ฉบับปรับปรงุ พ.ศ.2545 มาตรา
22 (กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ, 2545) กำหนดแนวทางในการจัดการศึกษาไว้ว่า การจดั การศึกษาต้อง
ยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถในการเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนทุกคนสำคัญที่สุด
ดังนั้นครูผู้สอน จะต้องเปลี่ยนแปลงบทบาทจากการเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้สู่นักเรียนโดยตรงไปเป็นผู้ส่งเสริม
และสนับสนุนผู้เรียนในการแสวงหาความรู้จากสื่อและแหล่งเรียนรู้ เพื่อให้ผู้เรียนได้ทั้งกระบวนการและองค์
ความรู้จากสื่อที่หลากหลาย ควบคู่กับพัฒนาการทั้งทางด้านร่างกาย สติปัญญา อารมณ์และสังคมของแต่ละ
บุคคล ดังนั้นการจัดการเรยี น ครูควรใชว้ ิธีการหรือสื่อการเรียนรู้ทีห่ ลากหลายเพือ่ เป็นตัวกลางที่ช่วยในการนำ
ความร้จู ากครหู รือแหล่งเรียนรไู้ ปยังนักเรียน ใหบ้ รรลตุ ามจุดมุ่งหมายทวี่ างไว้

และจากที่กล่าวมาข้างต้นนั้น ส่งผลให้ครูผู้สอนในแต่ละโรงเรียนตระหนัก และพยายามที่จะช่วย
พัฒนาผู้เรียนในเรื่องการเรียนรู้ทางคณิตศาสตร์ให้มีความเหมาะสม มีคุณภาพตรงตามคุณลักษณะที่หลักสูตร
การศึกษากำหนดไว้ โดยได้มีการจัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อช่วยพัฒนาทักษะกระบวนการคิด และแก้ไขปัญหา
ทางการเรียนรู้ของผู้เรียน เช่น กิจกรรมคลินิกคณิตศาสตร์ การทำโครงงานคณิตศาสตร์ การพัฒนาส่ือ
นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ เป็นต้น ดังนั้น ครูจำเป็นต้องมีการจัดเตรียมรูปแบบการสอนต่าง ๆ ที่มีความ
หลากหลาย

3

ดงั เชน่ ที่ กัญญาพชั ร ยอดกลาง (2563) ได้อธิบายเกย่ี วกบั เร่อื งความพร้อมของสิ่งสนับสนุนการเรียนรู้
ก็ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการเรียนรู้ของผู้เรียน เช่น ความพร้อมทางกายภาพ อาทิ ห้องเรียน ห้องปฏิบัตกิ าร
อุปกรณ์เทคโนโลยี สื่อสังคม และสิ่งอำนวยความสะดวกหรือทรัพยากรที่เอื้อต่อการเรียนรู้ เช่น อุปกรณ์การ
เรียนการสอน ห้องสมุด หนังสือ ตำรา สิ่งพิมพ์ วารสาร เป็นต้น รวมถึงสิ่งสนับสนุนการเรียนในยุคปัจจุบัน
ของศตวรรษที่ 21 ควรเน้นไปท่ีสื่อสังคม และอุปกรณ์เทคโนโลยีที่จะช่วยในการอำนวยความสะดวก อาทิเช่น
Google , Youtube , Facebook , Power point เป็นต้น ตัวอยา่ งที่กล่าวมาข้างต้นจะเปน็ สว่ นช่วยให้ผู้เรียน
ทำการสืบค้นและฝึกทักษะในการแสวงหาด้วยตนเอง และยังง่ายต่อการสนทนาติดต่อคุยงาน แลกเปลี่ยน
ระหว่าง ผู้เรียนกับสมาชิกในกลุ่มหรือการปรึกษาสอบถามกับผู้สอน นั่นแสดงให้เห็นว่า ในการจัดการเรียนรู้
ควรต้องมีสื่อท่ีเหมาะสม โดยการใช้สื่อการเรียนรู้นั้น ถือเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการจัดการเรียนรู้ และมีส่วน
ช่วยในพัฒนาคุณภาพทางการศึกษาของผูเ้ รียนได้ดี ดังนั้น ครูจึงควรต้องมีความสนใจในเรื่องการใช้สื่อต่าง ๆ
ทีม่ ีความหลากหลาย ทัง้ ส่ือธรรมชาติ สอื่ สิง่ พมิ พ์ สอ่ื เทคโนโลยี และสอ่ื อ่ืนๆ เพ่อื ให้เกดิ ประโยชน์สูงสุดต่อการ
เรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ของผู้เรียน ทั้งนี้ต้องคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล ซึ่งการใช้สื่อประสม
ประกอบการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ จะทำให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ได้อย่างเต็มที่ เกิดการเรียนรู้และ
ประสบการณ์หลาย ๆ อย่างพร้อมกัน ซึ่งจะช่วยในการยกระดบั ผลสัมฤทธิท์ างการเรียนรูว้ ชิ าคณิตศาสตร์มาก
ขึ้น จากการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับเรือ่ งการใช้สื่อของครูผูส้ อน พบว่ามีผู้ที่สนใจ และนำสื่อไปใช้ในการจัดการ
เรียนการสอนมากมายหลายท่าน ดังที่ หนึ่งฤทัย เดวิเลาะ (2544) ได้ศึกษาความก้าวหน้าทางการเรียนวิชา
คณิตศาสตร์ เรื่อง “อัตราส่วนและร้อยละ” ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบุรารักษ์จังหวัด
สมุทรปราการ โดยใช้สื่อประสม ผลการวิจัยปรากฏว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง
“อัตราส่วนและร้อยละ” โดยใช้สื่อประสมหลังการเรียนสูงกว่าก่อนการเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ
.05 ซึ่งสอดคล้องกับ กนิษฐา เชาว์วัฒนกุล (2548) ได้ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เร่ื อง
“เส้นขนาน” โดยการสอนแบบใช้สื่อประสม ผลการวิจัยพบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง
“เส้นขนาน” หลังการเรียนสูงกว่าก่อนการเรียน และหลังการเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 60 อย่างมีนัยสำคัญ
ทางสถิติที่ระดับ .05 และ วิมลมาศ ถวาย (2551) ได้ศึกษาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง
“บทประยุกต์” ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่จัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยการใช้สื่อประสม ผลการวิจัย
ปรากฏว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง “บทประยุกต์” หลังการเรียนสูงกว่าก่อนการเรียน
และหลังการเรียนสูงกว่าเกณฑ์ ร้อยละ 60 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และสอดคล้องกับ
สมศรี รำพรรณ์ (2552) ที่ได้ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง “สมการ” โดยการใช้ส่ือ
ประสมของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 6 โรงเรียนเซนต์ราฟาแอล จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งผลการศึกษา
ปรากฏว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ หลังการเรียนสูงกว่าก่อนการเรียนอย่างมีนัยสำคัญทาง
สถิติที่ระดับ .05 และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์หลังการเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมี
นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 รวมทั้งนักเรียนส่วนใหญ่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยการ
ใชส้ ่ือประสมวา่ มคี วามเหมาะสม

เห็นได้ว่าสื่อประสม ถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีส่วนช่วยพัฒนาระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนได้
อย่างมีประสิทธิภาพ และปัจจุบันด้วยบทบาทของเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่มีเพิ่มมากขึ้นในการ
ทำงานจึงทำให้ความหมายของสื่อประสมเพิ่มขึ้นจากเดิม ความหมายของสื่อประสมที่เพิ่มขึ้นในปัจจุบันจะ
หมายถึง "สื่อประสมเชิงโต้ตอบ" หรือ “สื่อประสมปฏิสัมพันธ์” (Interactive Multimedia) โดยการเพิ่ม
ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสื่อและผู้ใช้ สื่อประสมสมัยนี้จึงหมายถึง การนำอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น เครื่องเล่มซีดีรอม
เครื่องเสียงระบบดิจิทัล เครื่องเล่นแผ่นวีดิทัศน์ ฯลฯ มาใช่ร่วมกันเพื่อเสนอเนื้อหาข้อมูลที่เป็นตัวอักษร
ภาพกราฟิก ภาพถา่ ย ภาพเคลื่อนไหวแบบวดี ทิ ัศน์ และเสยี งในระบบสเตรโิ อ โดยการใชเ้ ทคโนโลยีคอมพวิ เตอร์
ช่วยในการผลิต การนำเสนอเนอื้ หา เปน็ การใหผ้ ู้ใช้หรือผู้เรียนมิใช่เพยี งแตน่ ั่งดู หรอื ฟังข้อมูลจากสื่อที่เสนอมา
เท่านั้น แต่ผู้ใช้สามารถควบคุมให้คอมพิวเตอร์ทำงานในการตอบสนองต่อคำสั่งและให้ข้อมูลป้อนกลับใน

4

รปู แบบต่าง ๆ ไดอ้ ยา่ งเตม็ ท่ี ผใู้ ช้สอ่ื สามารถมีปฏสิ มั พันธต์ อบสนองซ่งึ กันและกันได้ทนั ที (“คอมพวิ เตอรท์ ีใ่ ช้ใน
สื่อประสม”, ม.ป.ป.) สอดคล้องกับ บทความส่วนหนึ่งของรายวิชานวัตกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศ และการ
สื่อสารทางการศึกษา วิทยาลัยการศึกษา มหาวิทยาลัยพะเยา (2559) ที่กล่าวไว้เกี่ยวกับสื่อ และสื่อประสม
ปฏิสัมพันธ์ ดังน้ี มัลติมีเดีย (MULTIMEDIA) คือ ระบบการสื่อสารข้อมูลข่าวสารหลายชนิด โดยผ่านสื่อทาง
คอมพิวเตอร์ซึ่งประกอบด้วย ข้อความ ฐานข้อมูล ตัวเลข กราฟิก ภาพ เสียง และวีดิทัศน์ รวมถึงการใช้
คอมพิวเตอร์สื่อความหมายโดยการผสมผสานสื่อหลายชนิด เช่น ข้อความ กราฟ ภาพศิลป์ (Graphic Art)
เสียง (Sound) ภาพเคลื่อนไหว (Animation) และวีดิทัศน์ เป็นต้น ถ้าผู้ใช้สามารถควบคุมสื่อเหล่านี้ให้
แสดงออกมาตามต้องการได้ระบบนี้จะเรียกว่า "มัลติมีเดียปฏิสัมพันธ์ (Interactive Multimedia)" กล่าวคือ
อินเทอร์แอคทีฟมัลติมีเดีย (Interactive Multimedia) หมายถึง สื่อประสมที่สามารถโต้ตอบกับผู้ใช้ได้
โปรแกรมคอมพิวเตอร์สามารถจัดการกับข้อมูลภาพและเสียง ให้แสดงผลบนจอในลักษณะที่โต้ตอบกับผู้ใช้ได้
ไม่ใช่การแสดงผลรวดเดียวจบ (run through) แบบวีดิทัศน์หรือภาพยนตร์และไม่ใช่การสื่อสารทางเดียว
(One-way Communication) คือ ผู้ชมเป็นผู้ดูฝ่ายเดียวอีกต่อไป ส่วนมากใช้คำว่า "สื่อประสมปฏิสัมพันธ์"
เก่ยี วกับทางดา้ นเทคโนโลยีการศกึ ษา

และเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า-19 ในปัจจุบัน ส่งผลให้โรงเรียนต้องมี
การจัดการเรียนการสอนในรูปแบบออนไลน์ ซึ่งการปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียนรู้แบบออนไลน์นั้น ครูและ
ผู้เรียนมีความจำเป็นที่ต้องปรับตัวในการเรียนรู้ร่วมกันให้เกิดการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ แต่จากการสังเกต
พฤตกิ รรมการเรยี นรูข้ องผ้เู รียน พบวา่ ผู้เรียนบางส่วนอาจยงั ไมม่ ีความพร้อมในการเรียนแบบออนไลน์ได้อย่าง
เหมาะสม ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะการเรียนรู้แบบออนไลน์นั้น ผู้เรียนมีอิสระในการเรียนรู้ที่มากกว่าแบบออน
ไซต์ ประกอบทั้งไม่จำเป็นต้องเดินทางไปเรียนทีโ่ รงเรียนทต่ี ้องตน่ื แตเ่ ช้า จึงทำใหผ้ ูเ้ รียนนอนดึก ตื่นสาย ขาด
ความสดชน่ื ในการเรียนรู้ เนอื่ งจากพกั ผ่อนไม่เพียงพอ สง่ ผลใหข้ าดปฏสิ ัมพนั ธ์ทางการเรยี นรู้ระหว่างครูผู้สอน
ได้ ดังนั้นครูจึงต้องมีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ในการจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ในรูปแบบออนไลน์ที่ช่วย
กระตุ้น และสร้างแรงจูงใจให้ผู้เรียนมีพฤติกรรมทางการเรียนรู้ที่เหมาะสม รวมถึงครูควรต้องมีความสนใจใน
เรื่องการใชส้ ื่อต่าง ๆ ทม่ี คี วามหลากหลาย เพื่อใหเ้ กดิ ประโยชน์สูงสดุ ต่อการเรยี นรวู้ ิชาคณิตศาสตร์ของผู้เรียน
และสามารถบรรลผุ ลสัมฤทธ์ิทางการเรียนตามทีห่ ลกั สูตรสถานศึกษากำหนดได้อย่างมคี ุณภาพ

จากเหตผุ ลดังกล่าวขา้ งตน้ ผู้วจิ ยั เลง็ เหน็ ว่าการใชส้ อ่ื การเรียนรู้ในรปู แบบ Interactive เช่น
Live Worksheets เกมออนไลน์ รวมถึง โปรแกรม และApplications ต่าง ๆ อาจเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนา
ผู้เรียนให้มีพฤติกรรมทางการเรียนรู้ที่พึงประสงค์ อันส่งผลต่อระดับผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี น ดังนั้น ผู้วิจัยจึงมี
ความสนใจในการศึกษาเกี่ยวกับผลของการใช้สื่อประสมปฏิสัมพันธ์เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนการสอน และ
ยกระดับผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนคณติ ศาสตร์ ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 เพื่อเปน็ การกระตุ้นผู้เรียน
ให้มีพฤติกรรมทางการเรียนรู้ที่เหมาะสม และบรรลุผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ
สามารถนำผลท่ีไดจ้ ากการทำวจิ ยั ไปประยกุ ตใ์ ช้ให้เปน็ ประโยชน์ต่อการจดั การเรยี นการสอนต่อไป

วัตถปุ ระสงค์ของการวิจยั

เพื่อศกึ ษาผลของการใช้สือ่ ประสมปฏิสมั พันธ์เพือ่ พัฒนาการจัดการเรยี นการสอน และยกระดับ
ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนคณิตศาสตร์ ของนักเรียนระดับมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 3

สมมตฐิ านของการวจิ ัย

การจดั การเรยี นการสอนด้วยการใชส้ ื่อประสมปฏิสัมพนั ธ์จะช่วยสง่ ผลใหผ้ เู้ รยี นมีระดับผลสมั ฤทธ์ิ
ทางการเรยี นคณิตศาสตร์ท่สี ูงขึน้

5

ขอบเขตของการวิจัย

1. ขอบเขตดา้ นเน้ือหา ทำการวิจัยในเน้อื หาเร่ือง เรอื่ ง พรี ะมิด กรวย และทรงกลม (สำหรับกลมุ่ ท่ี
เรียนในรายวิชาคณติ ศาสตร์พ้ืนฐาน) และ เรอ่ื ง อัตราสว่ นตรีโกณมิติ (สำหรบั กลุ่มทเี่ รียนในรายวิชา
คณิตศาสตรเ์ พ่มิ เติม) ซ่งึ อยู่ในรายวิชาคณติ ศาสตร์ ระดับชนั้ มัธยมศึกษาปีที่ 3 หลักสตู รกลุม่ สาระการเรียนรู้
คณิตศาสตร์ (ฉบบั ปรบั ปรงุ พ.ศ.2560) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขนั้ พื้นฐาน พุทธศักราช 2551

2. สอื่ ประสมปฏสิ มั พันธ์ของการวจิ ัยครัง้ น้ี เชน่ Live Worksheets Top Worksheets เกมออนไลน์
รวมถงึ โปรแกรมและ Applications ต่าง ๆ
. 3. ประชากรของการวจิ ยั ครั้งนค้ี อื นักเรียนระดับชนั้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 3 ประจำปีการศึกษา 2564
จำนวน 5 ห้องเรยี น ได้แก่ ม.3/3, ม.3/4, ม.3/5, ม.3/6 และ ม.3/8 สำหรบั นกั เรยี นกลุ่มรายวชิ าคณติ ศาสตร์
พ้ืนฐาน และ จำนวน 2 ห้องเรียน ไดแ้ ก่ ม.3/2 และ ม.3/7 สำหรับนกั เรียนกลมุ่ รายวชิ าคณติ ศาสตรเ์ พิ่มเติม
รวมคดิ เป็นจำนวนนักเรยี นทง้ั หมด 293 คน

4. กลมุ่ ตวั อย่างของการวจิ ยั ในครง้ั น้ี ผ้วู จิ ัยไดท้ ำการเลอื กนักเรยี นในระดับช้นั มัธยมศกึ ษาปที ่ี 3 จาก
จำนวน ห้องเรียนทผ่ี ู้วจิ ัยรับผิดชอบปฏิบตั หิ นา้ ท่สี อนท้ังหมด 7 หอ้ งเรียน โดยแบ่งเปน็ สองกลุ่มการเรยี นใน
รายวชิ าคณติ ศาสตร์พื้นฐาน จำนวน 5 หอ้ งเรยี น และ คณิตศาสตรเ์ พิ่มเติม จำนวน 2 ห้องเรียน ซึ่งทำการ
เลอื กกลุ่มตวั อยา่ งแบบเฉพาะเจาะจงสำหรบั งานวจิ ัยนจี้ ำนวน 2 หอ้ งเรยี น โดยเปน็ กล่มุ นักเรยี นท่ีเรียนใน
รายวชิ าคณติ ศาสตร์พ้ืนฐาน จำนวน 1 ห้องเรียน และคณิตศาสตร์เพ่ิมเตมิ จำนวน 1 ห้องเรียน รวมคดิ เป็น
จำนวนทั้งสิ้น 86 คน และเป็นกลุ่มนกั เรยี นท่ีมีระดับผลสัมฤทธิ์ในรายวิชาคณติ ศาสตร์น้อยท่ีสุดเม่ือ
เปรียบเทียบจากกล่มุ นกั เรยี นท่เี รยี นในรายวชิ าเดียวกนั

5. ตวั แปรทีศ่ กึ ษาได้แก่
5.1 ตวั แปรอิสระ
การจัดการเรียนรู้โดยการใชส้ อ่ื ประสมปฏสิ ัมพันธ์
5.2 ตวั แปรตาม
ระดับผลสัมฤทธิท์ างการเรยี นคณติ ศาสตร์ของนักเรยี นระดับชน้ั มธั ยมศึกษาปที ี่ 3

6. การวิจยั ครั้งนี้ดำเนินการในปกี ารศึกษา 2564

นิยามศพั ทเ์ ฉพาะ

ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ หมายถึง คะแนนที่ได้จากการสอบโดยใช้แบบทดสอบวัดผล
สัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์หลังจากการเรียน เรื่อง พีระมิด กรวย และทรงกลม (สำหรับกลุ่มที่เรียนใน
รายวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน) และ เรื่อง อัตราส่วนตรีโกณมิติ (สำหรับกลุ่มที่เรียนในรายวิชาคณิตศาสตร์
เพิ่มเติม) ตรงตามหลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) หลักสูตรแกนกลาง
การศกึ ษาข้ันพื้นฐาน พทุ ธศักราช 2551

สื่อประสมปฏิสัมพันธ์ หมายถึง สื่อการเรียนรู้หลายประเภทที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมาใช้ประกอบการสอน
วิชาคณิตศาสตร์ เพื่อให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ ได้แก่ ใบงาน ใบความรู้ใบกิจกรรม เช่น
Live Worksheets Top Worksheets เกมออนไลน์ โปรแกรมและ Applications ต่าง ๆ รวมถงึ สอ่ื ของจริง
ส่อื เทคโนโลยี E-Learning และสือ่ มลั ติมีเดียต่าง ๆ จากอินเตอรเ์ นต็

6

การจัดการเรียนรู้โดยใช้สื่อประสมปฏิสัมพันธ์ หมายถึง การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อ
เสริมสร้างทักษะกระบวนการคิด การแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ และช่วยชี้แนะแนวทางในการปรึกษาปัญหา
เกี่ยวกับคณิตศาสตร์ของนักเรียน ซึ่งในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้สื่อประสม
ปฏิสมั พนั ธ์ ประกอบการจดั การเรยี นรู้

ประโยชน์ที่คาดวา่ จะไดร้ บั

1. เพื่อทำให้ทราบถึงระดับพัฒนาการด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนใน
ระดบั มัธยมศึกษาปที ่ี 3 โดยการใชส้ ่อื ประสมปฏิสัมพนั ธ์

2. เพื่อเป็นแนวทางสำหรับครู หรือผู้ที่มีความสนใจเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนด้วยการใช้ส่ือ
ประสมปฏิสัมพันธ์เพื่อการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ในระดับชั้นต่างๆ และสามารถนำไป
ประยกุ ต์ใช้ในวิชาอน่ื ๆ ได้

7

บทที่ 2
เอกสารและงานวิจยั ทีเ่ กีย่ วขอ้ ง

การศึกษาเอกสาร และงานวิจัยท่เี กย่ี วข้องกบั การวจิ ัยครั้งน้ี ผวู้ ิจัยได้ศึกษารายละเอียดตา่ งๆ ดงั น้ี

1. สื่อการเรียนรู้

2. สอื่ ประสม และส่อื ประสมปฏิสมั พันธ์

3. แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี น

4. งานวิจยั ที่เกยี่ วข้อง

เอกสารทเ่ี ก่ยี วขอ้ ง

สอื่ การเรียนรู้

ความหมายของส่ือการเรยี นรู้
มีนกั การศกึ ษาไดใ้ ห้ความหมายของสอ่ื การเรยี นรูไ้ ว้มากมาย ดงั นี้

สิริพร ทิพย์คง (2536) กล่าวว่า สื่อการเรียนการสอน หมายถึง สิ่งใดก็ตามที่เป็นตัวกลางในการนำ
ความรู้ไปสู่นักเรียน และทำให้การเรียนการสอนนั้นดำเนินไปตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้เป็นอย่างดี ได้แก่
เอกสารแนะแนวทาง ชุดการเรียนการสอนรายบุคคล แผ่นภาพ แผนภูมิ สไลด์ เทปบันทึกเสียง โทรทัศน์ ฟิล์ม
สตริป ภาพยนตร์ เกม ปริศนา กระดานดำ ตัวนักเรียน เป็นต้น ต่อมา กนิษฐา เชาว์วัฒนกุล (2548) ได้ให้
ความหมายของสื่อการเรียนรู้ไว้ว่า สื่อการเรียนรู้หมายถึง วัสดุอุปกรณ์ หรือกิจกรรมที่เป็นตัวกลางในการนำ
ความรู้จากผู้สอนไปยังผู้เรียน ทำให้การเรียนการสอนมีประสิทธิภาพและประสบความสำเร็จดีมากยิ่งข้ึน
เช่นเดียวกันกับ สุดใจ เหง้าสีไพร (2549) ได้ให้ความหมายของสื่อการเรียนรู้ไว้ว่า สื่อการเรียนรู้ หมายถึง ทุก
สงิ่ ทีอ่ ยู่ในรปู ของวัสดุ อปุ กรณ์ และ/หรอื วธิ กี ารท่นี ำไปใช้ในกระบวนการเรยี นการสอน โดยทำหน้าที่บรรจุและ
ส่งผ่านข้อมูลข่าวสารอันเป็นสาระการเรียนรู้ไปยังผู้เรียนเพื่อก่อให้เกิดการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์อย่างมี
ประสิทธิภาพ ทงั้ น้อี าจมบี ทบาทในฐานะสิ่งท่ีช่วยครูในการถ่ายทอด หรอื ทำหน้าทถี่ ่ายทอดด้วยตัวส่ือเอง ผ่าน
กระบวนการเรียนของผเู้ รยี นทั้งในและนอกหอ้ งเรียน

นอกจากนี้ จิราวรรณ เทพจินดา (2551) ที่ได้กล่าวไว้ว่า สื่อการสอน หมายถึง วัสดุ อุปกรณ์ วิธีการ
และอาจรวมไปถึงบุคคล เหตุการณ์ สถานท่ี ประสบการณ์ หรือกิจกรรมต่างๆ ที่จัดขึ้นเพื่อการเรียนรู้ที่ใช้เป็น
ตัวกลาง ถ่ายทอดข้อมูลข่าวสารไปยังผู้เรียนให้เข้าใจเนื้อหาได้มากที่สุดตามจุดมุ่งหมาย สอดคล้องกันกับ
ณรงค์ฤทธิ์ ฉายา (2552) ได้ให้ความหมายของสื่อการเรียนรู้ไว้ว่า สื่อการเรียนรู้ หมายถึง สิ่งที่เป็นตัวกลางที่
ช่วยให้การสื่อสารระหว่างผู้สอนและผู้เรียนได้รับรู้ข่าวสารซึ่งกันและกัน สื่อการเรียนรู้ เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้
ผู้เรียนเข้าใจเนื้อหาของบทเรียนได้รวดเร็วขึ้น เป็นสิ่งที่ทำให้ผู้เรียนเข้าใจบทเรียนมากยิ่งขึ้น โดยผู้สอน
จำเป็นต้องมีความรู้ด้านการรับรู้ การเรียนรู้ การสื่อความหมาย ความสำคัญและความหมายของสือ่ การเรยี นรู้
ในขั้นพื้นฐานก่อน เพื่อการเลือกสื่อการเรียนรู้ การเลือกสรรสื่อการเรียนรู้ทำได้ง่าย และสอดคล้องกับ
ประสบการณ์เดมิ ของผ้เู รียนเป็นผลให้ผูเ้ รยี นเกดิ การเรียนรูไ้ ดด้ ีย่งิ ขน้ึ

8

ซึ่งจากที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น ถือว่ามีความสอดคล้องกับนักการศึกษาต่างประเทศที่ได้ให้ความสำคัญ
และสนใจเก่ยี วกับเรื่องของสื่อการเรยี นรมู้ าเป็นเวลานานแลว้ ดงั เช่น Page and Thomas (1977 อา้ งใน ยุพิน
พิพิธกุล และ อรพรรณ ตันบรรจง, 2536) กล่าวว่าสื่อการเรียนรู้ หมายถงึ เครือ่ งมอื ทางกายภาพของเทคโนโลยี
ทางการศึกษาหรือเทคโนโลยีทางการเรียนรู้อันประกอบด้วยสิ่งพิมพ์ ฟิล์ม เทปและเครื่องบันทึก ซึ่งนำมาใช้
โดยเฉพาะ เพ่อื ส่งเสรมิ ให้ระบบการเรยี นรเู้ ปน็ ไปอย่างสมบรู ณ์และกว้างขวาง

จากความหมายของสื่อการเรียนรู้ข้างต้น สรุปได้ว่า สื่อการเรียนรู้ หมายถึง วัสดุ อุปกรณ์เทคนิค
วิธีการที่เป็นตัวกลางช่วยให้เกิดการสื่อสาร สื่อความหมาย ถ่ายทอด หรือนำความรู้เพื่อให้เกิดกระบวนการ
เรยี นการสอนอยา่ งมปี ระสิทธภิ าพตามจดุ มุ่งหมายของการสอน
ความสำคัญของสื่อการเรยี นรู้

สมบูรณ์ สงวนญาติ (2534) ได้ให้ความสำคัญของสือ่ การเรียนการสอนดงั นี้
1. ชว่ ยใหผ้ เู้ รียนเรยี นรไู้ ดด้ ขี ึน้ จากประสบการณท์ ี่มคี วามหมายในรูปแบบต่างๆ
2. ช่วยให้ผู้เรียนเรยี นรู้ไดม้ ากข้นึ โดยใช้เวลาน้อยลง
3. ชว่ ยให้ผูเ้ รยี นมคี วามสนใจในการเรียน และมีสว่ นรว่ มในการเรียนอยา่ งกระฉบั กระเฉง
4. ช่วยใหผ้ เู้ รยี นเกิดความประทับใจ มน่ั ใจ และจดจำไดน้ าน
5. ช่วยส่งเสริมการคดิ และการแก้ปัญหาในการเรียนรู้
6. ชว่ ยให้สามารถเอาชนะข้อจำกดั ตา่ งๆ ในการเรียนรไู้ ด้

6.1) ทำส่งิ ที่ซบั ซ้อนให้งา่ ยขนึ้
6.2) ทำสิ่งท่ีเปน็ นามธรรมใหเ้ ป็นรปู ธรรมมากข้นึ
6.3) ทำส่ิงที่เคลอื่ นไหวเร็วให้ดูช้าลง
6.4) ทำสิ่งที่เคลอ่ื นไหวหรอื เปล่ยี นแปลงช้าใหด้ ูเร็วขึ้น
6.5) ทำส่งิ ที่ใหญม่ ากใหเ้ ลก็ เหมาะแก่การศึกษา
6.6) ทำสง่ิ ท่ีเลก็ มากใหม้ องเหน็ ไดช้ ัดเจนข้ึน
6.7) นำสง่ิ ทีเ่ กิดในอดีตมาศึกษาในปจั จุบัน
6.8) นำสิ่งทีอ่ ยู่ไกลมาศกึ ษาในห้องเรยี นได้
7. ชว่ ยลดการบรรยายของผูส้ อนลง แต่ชว่ ยให้ผเู้ รยี นเขา้ ใจได้งา่ ยข้ึน
8. ชว่ ยลดการสญู เปล่าทางการศึกษา เพราะช่วยให้การเรยี นมปี ระสทิ ธิภาพมากข้นึ ผู้เรียนตกน้อยลง

9

ส่วน ยพุ ิน พิพธิ กลุ และ อรพรรณ ตนั บรรจง (2536) ได้กล่าวถึงความสำคัญของสอื่ การเรยี นรู้ดังน้ี

1. ส่ือการเรยี นร้จู ะช่วยใหน้ กั เรียนเขา้ ใจบทเรยี นได้ชัดเจนยง่ิ ขนึ้

2. ชว่ ยในการสอนนกั เรยี นทมี่ คี วามสามารถแตกต่างกัน เชน่ นกั เรยี นบางคนซ่งึ เรยี นออ่ นอาจจะต้อง
ใช้รูปภาพ ส่ือรูปภาพ หรือชุดการเรยี นการสอนรายบุคคล ช่วยให้เขาบรรลจุ ดุ ประสงค์ในการเรียน

3. ช่วยเสรมิ สร้างความสนใจของนกั เรียน

4. ประหยัดเวลาในการสอน บางคนกล่าวว่าทำให้เสียเวลา ความจริงนั้นไม่เสียเวลาเลย คนที่ว่า
เสยี เวลาเพราะใช้สอ่ื การเรยี นร้ไู มเ่ ป็น

5. เพื่อช่วยให้นกั เรียนไดเ้ รยี นรจู้ ากส่ิงทีเ่ ปน็ รปู ธรรม ซงึ่ นำไปสนู่ ามธรรมและทำให้นักเรียนเกิดความ
เข้าใจแนน่ แฟน้ และจำไดน้ าน

6. ใช้ส่ือการสอนน้ันเพื่อชว่ ยในการอธบิ ายขยายข้อความและสรุปข้อความก็ได้

7. เพือ่ เสริมสร้างเจตคตทิ ี่ดีแก่นกั เรยี น

8. สง่ เสริมให้นกั เรียนเกดิ ความคิดรเิ ร่มิ สรา้ งสรรค์

เอกวิทย์ แก้วประดิษฐ์ (2545) ได้กลา่ วถงึ ความสำคญั ของสอ่ื การเรียนการสอนดังนี้

เนอ่ื งจากสือ่ การเรียนการสอนมีบทบาทท้ังต่อระบบการศึกษาโดยรวม ต่อผู้สอนและตอ่ ผูเ้ รียนโดยตรง
จึงถือได้ว่าสื่อที่นำมาใช้ในกระบวนการให้การศึกษาและการเรียนการสอนมีความสำคัญหรือความพิเศษและ
สามารถสรา้ งคุณคา่ ในฐานะตา่ งๆ คอื

1. ความสำคัญในฐานะเป็นเครื่องช่วยการสอนของผู้สอน (teaching aids) โดยสามารถทำให้ผู้สอน
สอนเนื้อหาไดง้ า่ ยขึ้น รวดเรว็ และถูกต้องมากข้ึน สอนบรรลวุ ัตถุประสงคท์ ี่กำหนดไว้ ลดการบรรยายของผู้สอน
ลงได้ ทำให้ผู้สอนมีเวลาดูแลผู้เรียนที่เรียนอ่อนได้มากขึ้น มีเวลาพัฒนาการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพ
ยิ่งข้นึ

2. ความสำคัญในฐานะที่เป็นเครื่องช่วยการเรียนของผู้เรียน (learning aids) โดยสามารถทำให้
ผู้เรียนเรียนรู้ด้วยตนเองได้ดขี ึน้ จากประสบการณท์ ีม่ ีความหมายของสื่อในรูปแบบต่างๆ การเรียนการสอน ครู
สอื่ นักเรียน ผ้เู รียนเรยี นไดม้ ากข้นึ โดยใช้เวลานอ้ ยลง ผูเ้ รียนมีความสนใจในการเรยี นและมีสว่ นร่วมในกิจกรรม
การเรียนอย่างกระฉับกระเฉง เกิดความประทับใจซึ่งนำไปสู่การจดจำได้นาน สร้างเสริมความคิดสร้างสรรค์
สามารถแกไ้ ขปัญหาในการเรยี นรู้ และช่วยใหเ้ อาชนะข้อจำกัดต่างๆ ได้

3. ความสำคัญในฐานะเป็นเครื่องช่วยบริหารและจัดการเรียนการสอน (instructional
administration and management) โดยสามารถปรับเปลี่ยนบทบาทของผู้สอนจากการเป็นผู้บอกหรือ
ถ่ายทอดความรู้มาเป็นผู้จัดการ และกำกับดูแล คอยชี้แนะให้กับผู้เรียนในการใช้สื่อเป็นแหล่งความรู้แทนการ
รับจากครู ทำให้สามารถจัดรูปแบบการเรียนการสอนได้หลายลักษณะ เช่น เรียนเป็นกลุ่มใหญ่ กลุ่มย่อย
รายบคุ คล เรยี นระบบทางไกล การศกึ ษาในระบบโรงเรียน นอกระบบและตามอธั ยาศยั เป็นตน้

10

4. ความสำคัญในฐานะเป็นเคร่ืองชว่ ยเพ่ิมคุณภาพการศึกษา (educational qualities) โดยสามารถ
แกป้ ัญหาเกีย่ วกับจำนวนผูเ้ รยี นท่ีเพมิ่ ขึ้น การมพี ื้นฐานความรูท้ แี่ ตกต่างกันของผเู้ รียนและสร้างความเสมอภาค
แกผ่ เู้ รยี น เป็นต้น

ชาญชัย ยมดิษฐ์ (2548) ได้กล่าวถึงความสำคัญของสื่อการเรียนการสอนว่า สื่อการเรียนการสอนมี
ความสำคัญต่อการเรียนรู้ประดุจเสาหลักของการสอน เพราะเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ได้ง่าย มี
ประสทิ ธิผลและเกิดประสทิ ธภิ าพ มีความเกีย่ วขอ้ งกนั ดงั ภาพที่ 2.1

ภาพที่ 2.1 ความสมั พนั ธ์ของสือ่ กับการเรียนการสอน
ทม่ี า: ชาญชยั ยมดิษฐ์ (2548)
ซึ่งสอดคล้องกับ Erickson (1972 อ้างใน ศิริพงศ์ พะยอมแย้ม, 2533) นักการศึกษาต่างประเทศ ที่
กลา่ วถึงความสำคญั ของสื่อการเรยี นรโู้ ดยสรุปดังน้ี
1. สือ่ การเรียนร้จู ะช่วยเพิม่ พนู ประสบการณใ์ หแ้ กผ่ ้เู รยี นได้เป็นอยา่ งดี
2. สอ่ื การเรียนรจู้ ะชว่ ยให้ผเู้ รียนสามารถจัดประสบการณใ์ หแ้ ก่ผู้เรยี นได้หลายรปู แบบ
3. สอ่ื การเรยี นรจู้ ะชว่ ยใหผ้ เู้ รยี นเกดิ การตอบสนองตามทคี่ าดหวงั จะให้เกดิ ขึน้ ในตัวผเู้ รยี น
4. สื่อการเรียนรจู้ ะชว่ ยสง่ เสริมใหผ้ ู้เรยี นไดท้ ำกจิ กรรมหลายๆ รปู แบบ
5. สื่อการเรียนรู้จะช่วยสอนสิง่ ที่อยูใ่ นที่ลี้ลับ ไมส่ ามารถนำมาใหด้ ูโดยตรงได้
6. สื่อการเรียนรู้จะช่วยในการสื่อความหมายระหว่างผู้เรียนกับผู้สอนให้ชัดเจนเป็นรูปธรรมมาก
ย่ิงขึ้น
7. สอ่ื การเรียนรจู้ ะช่วยวนิ ิจฉยั หรอื การซอ่ มเสริมผู้เรยี นได้
เหน็ ได้วา่ สื่อการเรยี นร้เู ปน็ ส่งิ ท่ชี ว่ ยพัฒนาผู้เรยี นใหเ้ กดิ การเรยี นร้ไู ดอ้ ยา่ งชัดเจนเป็นรูปธรรม เป็นสงิ่
ที่ช่วยให้ผู้เรียนมีความเข้าใจในสิง่ ที่เรียนรูไ้ ด้ด้วยการค้นพบ ทำให้เกิดการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ท่ีหลากหลาย
กอ่ ใหเ้ กดิ ประโยชนท์ างการเรียนรขู้ องผู้เรยี นได้อย่างมปี ระสิทธภิ าพ

11

ประเภทของส่ือการเรียนรู้

บุญทัน อยู่ชมบุญ (2529) ได้กล่าวถึงประเภทของสื่อการเรียนรู้ในปัจจุบันว่ามี 2 ประเภท โดยมี
รายละเอยี ดดังนี้

1. สื่อสำเร็จรูป ได้แก่ สื่อการเรียนรู้ที่มีการผลิตขึ้นจำหน่ายเป็นชิ้นเรียบร้อย เช่น เครื่องตวง
มาตรฐานตา่ งๆ เครื่องชั่งแบบต้ัง หรอื วทิ ยุ สไลด์ ไมโ้ ปรแทรกเตอร์ ฯลฯ

2. สิ่งที่จัดทำขึน้ เอง สื่อการเรียนรู้บางอย่างครสู ามารถประดิษฐ์ขึ้นเองได้ หรือให้นักเรียนช่วยกันทำ
ชว่ ยกันหามา เช่น ตัวนับต่างๆ เครือ่ งตวงที่ไมไ่ ด้มาตรฐาน เครอื่ งช่ังสองแขนอย่างงา่ ย เปน็ ตน้

ยุพิน พพิ ธิ กุล (2539) ได้แบ่งประเภทของสอ่ื การสอนไว้ 4 ประเภท ดงั ต่อไปนค้ี ือ

1. วัสดุ ได้แก่

1.1) วัสดุประกอบการสอนประเภทส่งิ พมิ พ์ ไดแ้ ก่ หนงั สือเรยี น คูม่ ือครู เอกสารประกอบการสอน
โครงการสอน วารสาร จุลสาร หนังสืออ่านประกอบ บทเรียนแบบโปรแกรมเอกสารแนะแนวทาง เอกสาร
ฝกึ หดั บทเรยี นการต์ ูน บทเรียนกิจกรรม บทเรยี นสำหรบั เรียนดว้ ยตนเอง

1.2) วัสดุประดิษฐ์ เป็นสิ่งที่ครูสามารถทำด้วยตนเอง อาจจะใช้กระดาษ ไม้พลาสติก และสิ่งอื่นๆ
ที่ครูนำมาประดิษฐ์ขึ้น เพื่อใช้ประกอบการเรียนการสอน เช่น ใช้กระดาษทำรูปทรงต่างๆหรือภาพเขียน แผ่น
ภาพโปร่งใส ภาพถ่าย แผนภูมิ บัตรคำ กระเป๋าผนัง แผ่นภาพพลิก กระดานตะปูกระดานผ้าสำลี ชุดการเรียน
การสอน สไลด์ประกอบเสียง

1.3) วัสดุถาวร ได้แก่ กระดานดำ กระดานนิเทศ กระดานกราฟ ของจริง ของจำลองของตัวอย่าง
โปสเตอร์ แผนท่ี แผน่ เสยี ง ฯลฯ

1.4) วสั ดุสนิ้ เปลือง ได้แก่ ชอล์ก ฯลฯ

2. อุปกรณ์ เป็นสื่อการเรียนการสอนประเภทเครื่องมือ เช่น เครื่องฉายภาพข้ามศีรษะเครื่องฉาย
สไลด์และฟิล์มสตริป เครื่องบันทึกเสียง เครื่องเล่นจานเสียง เครื่องเทปบันทึกภาพ เครื่องรับวิทยุ เครื่องฉาย
ภาพทบึ เครื่องรบั โทรทัศน์ เครอ่ื งสอน (Teaching machine) เคร่อื งฉายภาพยนตร์

3. กิจกรรม การจัดกิจกรรมต่างๆ ก็ถือว่าเป็นสื่อการเรียนการสอนทั้งสิ้น เช่น การทดลองการสาธติ
การจดั นทิ รรศการ การเล่นละคร การทำโครงการ การศึกษานอกสถานท่ี การเล่าเรอ่ื ง การแสดงบทบาทสมมติ
การร้องเพลง การใชค้ ำประพันธ์ประเภทร้อยกรอง การใชเ้ กม ปรศิ นา การ์ตูน กลลวง

4. สื่อการเรียนการสอนจากสิ่งแวดล้อม เป็นสื่อการเรียนการสอนที่หาได้ง่ายเพราะอยู่รอบๆ ตัวเรา
เมื่อเข้าไปในชั้นเรียนครูอาจจะใช้แผ่นกระเบื้องยางสอนการหาพื้นที่รูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสหรือกระดานดำ ประตู
หน้าต่าง สมดุ หนังสือ กเ็ ป็นรปู ส่เี หลย่ี มผนื ผา้ ทั้งสิน้ ผูท้ ่ีเปน็ ครูควรจะนำสง่ิ ท่ีอยู่รอบๆ ตวั นักเรยี นมาใช้เป็นส่ือ
การเรียนรู้

12

สุดใจ เหง้าสีไพร (2549) ได้กล่าวถึงสื่อการสอนตามแนวคิดและทฤษฎีทาง “เทคโนโลยีการศึกษา”
ประกอบดว้ ยสอื่ 3 ประเภท คอื

1. ส ื ่ อ ว ั ส ดุ (Material, Software or Small Media) ห ร ื อ “ว ั ส ด ุ ก า ร ส อ น ” (Instructional
materials) หมายถงึ สอื่ การสอนท่เี ก็บเน้อื หาความรู้ไว้ในตัวสือ่ เอง แบง่ เป็น 2 ลักษณะย่อย คือ วสั ดทุ ่ีสามารถ
ถ่ายทอดความรู้หรือเนื้อหาได้ด้วยตัวมันเอง โดยไม่ต้องอาศัยอุปกรณ์อื่นช่วย เช่น แผนที่รูปภาพ หุ่นจำลอง
ฯลฯ และวัสดุที่ไม่สามารถถ่ายทอดความรู้ด้วยตนเอง จำเป็นต้องอาศัยอุปกรณ์อื่นช่วย เช่น แผ่นซีดี ฟิล์ม
ภาพยนตร์ แถบบันทึกเสียง แถบวีดิทัศน์ แผ่นเสียง ฯลฯ สื่อวัสดุทั้งสองลักษณะนี้ส่วนใหญ่เป็นสิ่งสิ้นเปลือง
ชำรดุ ผุพงั ค่อนข้างงา่ ย มีท้งั ที่สามารถปรับปรุงเปล่ียนแปลงเน้ือหาสาระใหม่ไดแ้ ละไม่ได้ บรรจุเน้ือหาสาระไวใ้ น
ลักษณะต่างๆ เช่น เป็นตัวอักษรสัญญาณแม่เหล็ก สัญญาณอ่านด้วยแสง และลักษณะทางกายภาพรูปแบบ
อน่ื ๆ

2. สื่ออุปกรณ์ (Hardware, Device, Equipment, Tool or Big Media) บางครั้งเรียกว่าอุปกรณ์
การสอน ซึ่งแต่เดิมใช้เรียกส่ือที่ครูนำไปใช้ในการเรียนการสอนและตรงกับ “Teaching aids” ปัจจุบันถือว่า
เป็นการเรียกชื่อที่คลาดเคล่ือน เพราะสื่ออุปกรณ์เป็นสื่อที่มีลักษณะตรงกันข้ามกับสื่อวัสดุ กล่าวคือ เป็นสื่อท่ี
คงทนถาวร เป็นสิ่งที่ใช้เป็นตัวกลางหรือตัวผ่านทำให้ข้อมูล หรือ ความรู้ที่บันทึกหรือเก็บไว้ในวัสดุสามารถ
ถ่ายทอดมาใหเ้ หน็ และได้ยนิ หรอื สัมผสั ได้ แบง่ ได้เปน็

3. ประเภทย่อย คือ “อุปกรณ์เครื่องฉาย” (Projected aids) ซึ่งเป็นสื่ออุปกรณ์เพื่อนำเสนอเนื้อหา
จากวัสดทุ ีไ่ ม่สามารถถ่ายทอดความรู้ได้ด้วยตนเอง เช่น เครื่องฉายภาพข้ามศีรษะ เครื่องวิชวลไลเซอร์ เป็นตน้
“อุปกรณ์เครื่องเสียง” (Audio aids) เป็นอุปกรณ์ที่ใชถ้ ่ายทอดเสียงจากวัสดุท่ีบรรจุเนื้อหา ประเภทเสียง เชน่
เทปเสียง แผ่นซีดี ฯลฯ ซึ่งต้องใช้อุปกรณ์ ได้แก่ เครื่องเล่นเทปเสียง เครื่องเล่นซีดี ฯลฯในการนำเสนอเสียงท่ี
บันทึกไว้ หรือรับเสียงสัญญาณที่ส่งผ่านทางบรรยากาศ เช่น วิทยุ เป็นต้น และ “อุปกรณ์ที่ไม่เกี่ยวกับการให้
เสียงหรอื การฉาย” เชน่ กระดาษ ชอลก์ สอ่ื แผน่ ปา้ ยต่าง ๆ

4. สื่อวิธีการ (Techniques, Process, Procedure or Method) บางทีเรียกว่า “สื่อที่ซ่อนเร้น”
(Intangible) คลุมไปถึงทฤษฎี หลักการ ข้อค้นพบ ผลการวิจัยและเทคนิควิธี ซึ่งผู้เรยี นอาจมไิ ด้ สัมผัสโดยตรง
และส่วนที่ผู้เรียนได้สัมผัสหรือกระทำด้วยตนเอง เช่น การประกอบกิจกรรมของผู้เรียน การลงมือสาธิต จัด
นิทรรศการ และเรียนจากบทเรยี นโปรแกรมดว้ ยตวั ผเู้ รียนเองเป็นตน้

Dale (1969) ได้แบ่งสื่อการเรียนการสอนเพื่อเป็นแนวทางในการอธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่างสื่อ
โสตทัศนูปกรณ์ต่างๆ ในขณะเดียวกันก็แสดงขั้นตอนของประสบการณ์การเรียนรู้ และการใช้สื่อการเรียนการ
สอนแต่ละประเภทในกระบวนการเรียนรู้ด้วย โดยพัฒนาความคิดของ บรูเนอร์ (Bruner) ซึ่งเป็นนักจิตวิทยา
นำมาสร้างเปน็ “กรวยประสบการณ์” (cone of experiences) โดยการแบง่ เป็นขน้ั ตอน ดงั น้ี

1. ประสบการณ์ตรง เป็นประสบการณ์ที่เป็นรูปธรรมมากทีส่ ุด โดยการให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์
โดยตรงจากของจริง สถานการณ์จริง หรือด้วยกระทำของตนเอง เช่น การจับจ้องและการเหน็ เป็นตน้

2. ประสบการณ์รอง เป็นการเรียนรโู้ ดยใหผ้ ู้เรยี นเรียนจากส่งิ ท่ใี กลค้ วามเป็นจรงิ ท่ีสุดซึ่งอาจเป็นของ
จำลองหรือสถานการณ์จำลองก็ได้

13

3. ประสบการณ์นาฏกรรมหรือการแสดง เป็นการแสดงบทบาทสมมติ หรือการแสดงละคร เพื่อเป็น
การจัดประสบการณ์ให้แก่ผู้เรียนในเรื่องที่มีข้อจำกัดด้วยยุคสมัย เวลาและสถานที่ เช่น เหตุการณ์ใน
ประวตั ศิ าสตร์หรอื เรอ่ื งราวที่เปน็ นามธรรม เป็นต้น

4. การสาธิต เปน็ การแสดงหรือกระทำประกอบคำอธิบาย เพื่อให้เหน็ ลำดับข้นั ตอนการกระทำน้นั

5. การศึกษานอกสถานท่ี เป็นการให้ผู้เรียนได้รับและเรียนรู้ประสบการณ์ต่างๆ ภายนอกสถานที่
เรยี น อาจเป็นการเย่ยี มชมสถานที่ต่างๆ การสัมภาษณบ์ คุ คลตา่ งๆ เปน็ ต้น

6. นิทรรศการ เป็นการจัดแสดงสิ่งของต่างๆ การจัดป้ายนิเทศ ฯลฯ เพื่อให้สาระประโยชน์และ
ความรแู้ ก่ผู้ชม โดยการนำประสบการณ์หลายอยา่ งมาผสมผสานกันมากทส่ี ุด

7. โทรทัศน์ โดยใช้ทางโทรทัศน์การศึกษาและโทรทัศน์เพื่อการสอนให้ข้อมูลความรู้แก่ผู้เรียนหรือ
ผชู้ มท่ีอยใู่ นห้องเรียนหรือทางบ้าน และใชส้ ่งได้ทัง้ ในระบบวงจรเปิดและวงจรปิด การสอนอาจจะเป็นการสอน
สดหรอื บนั ทกึ ลงวีดทิ ศั น์

8. ภาพยนตร์ เปน็ ภาพที่บันทกึ เรอื่ งราวเหตุการณล์ งบนฟลิ ม์ หรือให้ผเู้ รียนได้รบั ประสบการณ์ท้ัง
ภาพและเสียง โดยใช้ประสาทตาและหู

9. การบันทึกเสียง วิทยุ ภาพนิ่ง การบันทึกเสียงอาจเป็นทั้งในรูปของแผ่นเสียงหรือเทปบันทึกเสียง
วิทยเุ ปน็ สอ่ื ทีใ่ ห้เฉพาะเสียง ส่วนภาพนง่ิ อาจเปน็ รปู ภาพ สไลด์ โดยเปน็ ภาพวาดภาพล้อ หรือภาพเหมือนจริงก็
ได้ ข้อมูลที่อยู่ในสื่อนั้นจะให้ประสบการณ์แก่ผู้เรียน ถึงแม้จะอ่านหนังสือไม่ออกแต่ก็สามารถจะเข้าใจเนื้อหา
เร่ืองราวที่สอนได้ เนอ่ื งจากเป็นการฟงั หรอื ดูภาพเทา่ นัน้ ไม่จำเป็นต้องอ่าน

10. ทัศนสัญลักษณ์ เช่น แผนท่ี แผนภูมิ หรือเครื่องหมายต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นสัญลักษณ์แทนความ
จริงของสงิ่ ตา่ งๆ หรือขอ้ มูลทต่ี ้องการใหเ้ รียนรู้

11. วจนสัญลักษณ์ เป็นประสบการณ์ข้ันที่เป็นนามธรรมมากทส่ี ุด ได้แก่ ตัวหนังสือในภาษาเขียนและ
เสยี งของคำพดู ในภาษาพูด

การใช้กรวยประสบการณ์ของ Dale จะเริ่มต้นด้วยการให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมอยู่ในเหตุการณ์ หรือการ
กระทำจริง เพื่อให้ผู้เรียนมีประสบการณ์ตรงเกิดขึ้นก่อน แล้วจึงเรียนรู้โดยการเฝ้าสังเกตในเหตุการณ์จริงท่ี
เกิดขึ้น ซึ่งเป็นขั้นต่อไปของการได้รับประสบการณ์รอง ต่อจากนั้น จึงเป็นการเรียนรู้ด้วยการรับประสบการณ์
โดยผ่านสื่อต่างๆ และท้ายที่สุดเป็นการให้ผู้เรียนเรียนจากสัญลักษณ์ซึ่งเป็นเสมือนตัวแทนของเหตุการณ์ท่ี
เกิดข้นึ ดังภาพที่ 2.2

14

ภาพที่ 2.2 กรวยประสบการณข์ อง Dale
ทม่ี า: Dale (1969)
สุโชติ ดาวสุโข และ สาโรจน์ แพ่งยัง (2535) ได้แบ่งประเภทของสื่อการเรียนรู้ออกเป็น 3 ประเภท
ดังนี้
1. สื่อประเภทวัสดุ (software) หมายถึง สื่อที่มีขนาดเล็กทำหน้าที่เก็บเนื้อหาความรู้ในลักษณะของ
ภาพและเสียง สอ่ื ประเภทน้แี บง่ ไดเ้ ป็น 2 กลุ่ม คือ

1.1) สื่อวัสดุประเภทสิ่งพิมพ์ (printed) เช่น เอกสารประกอบการสอน หนังสือ ตำราและสื่อ
ประเภทท่ตี ้องเขียนหรอื พิมพท์ ุกชนิด

1.2) สอ่ื วสั ดุประเภทไมใ่ ช่สง่ิ พิมพ์ (non-printed) เปน็ สอ่ื อ่ืนๆ ทนี่ อกเหนือจากสง่ิ พิมพ์ เช่น ของ
จริง ของตวั อยา่ ง ของจำลอง กระดานดำ ปา้ ยชนิดตา่ งๆ รวมถึงวสั ดทุ ีต่ ้องใชก้ บั เครอ่ื งมอื

2. สื่อประเภทอุปกรณ์ (hardware) เป็นสื่อประเภทเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ต้องอาศัยกระแสไฟฟ้า
เมื่อจะทำงาน เช่น เครื่องฉายภาพยนตร์ เครื่องฉายสไลด์ เครื่องฉายภาพโปร่งใส เครื่องบันทึกเสียง เครื่องรับ
วิทยุ วิดโี อเทป เครอ่ื งขยายเสียง เครื่องเลน่ แผน่ เสียง คอมพวิ เตอร์ โทรทัศน์

3. ส่อื ประเภทวธิ ีการ (technique) เปน็ สอ่ื ประเภทวธิ กี ารและกจิ กรรม หรือกระบวนการและวิธีการ
ตา่ งๆ เชน่ การบรรยาย การสาธติ การสอนรายบุคคล เกม การแสดงละคร กลุ่มสมั พันธ์การศึกษานอกสถานที่
สถานการณ์จำลอง บทบาทสมมติ

จากที่กล่าวมาข้างต้นนัน้ แสดงให้เห็นว่าสือ่ การเรยี นรู้มีหลายประเภท ดังนั้นครูจะต้องเลอื กใช้ หรือ
สร้างสื่อให้มีความเหมาะสมกับลักษณะการเรียนรู้ และผู้เรียน เพื่อให้เกิดประโยชน์จากการใช้สื่อ และ
พฒั นาการเรยี นรู้ไดอ้ ย่างมีประสทิ ธิภาพ

15

บทบาทของสอื่ การเรียนรู้

สดุ ใจ เหง้าสไี พร (2549) ได้กล่าวถงึ บทบาทของสือ่ การเรยี นการสอนซ่งึ สามารถแยกได้ ดังน้ี

1. บทบาทของสือ่ การเรียนการสอนต่อระบบและกระบวนการทางการศึกษาของชาตแิ ละสงั คม

1.1) บทบาทของสื่อในฐานะที่เป็น “ส่วนหนึ่งของเทคโนโลยีการศึกษา/การสอน”สื่อการเรียนร้มู ี
บทบาทหนา้ ท่ีตามคุณลกั ษณะ 3 ประการของเทคโนโลยีการศกึ ษา คือ

1.1.1) มีบทบาทในการเพิ่มประสิทธิภาพ (efficiency) ของกระบวนการให้การศึกษา เพื่อให้
ระบบการศึกษาบรรลเุ ปา้ หมายอยา่ งรวดเร็ว เท่ียงตรง แมน่ ยำ ไมม่ ีขอ้ บกพร่อง หรืออปุ สรรค หรอื มีน้อยท่ีสดุ

1.1.2) มบี ทบาทในการเพิ่มประสทิ ธผิ ล (productivity) ของกระบวนการใหก้ ารศกึ ษา เพอื่ ให้
ผลิตผลทางการศึกษาเป็นไปอย่างได้ผลสูงสุดหรือใกล้เคียงกบั ปริมาณสูงสุดมีการสูญเปล่าน้อยมากหรือไม่มีเลย
เมอ่ื เทียบกับส่งิ นำเข้า (input)

1.1.3) มีบทบาทในการก่อให้เกิดความประหยัด (economy) หรือคุ้มค่าแก่การลงทุน โดยท่ี
ใช้เวลาสั้นแต่เกิดผลจำนวนมาก ใช้แรงงานน้อยแต่ผลของงานมาก หรือลงทุนในระบบการศึกษาเพยี งเล็กนอ้ ย
แตไ่ ดร้ บั ผลผลติ ทางการศึกษามาก

1.2) บทบาทของสื่อในฐานะที่เป็น “มิติที่ 3 ในระบบการศึกษา” สื่อการเรียนการสอนมีบทบาท
ในการเปน็ เครื่องมอื หรือตัวกลางในการบรกิ ารถา่ ยทอดเน้ือหาสาระประสบการณ์

1.3) บทบาทของส่อื ในการ “แกป้ ัญหาตา่ งๆ ท่ีเกิดขนึ้ ในระบบการศกึ ษา” ได้แก่

1.3.1) แก้ปัญหาความต้องการทางการศึกษา สื่อการเรียนการสอนมีบทบาทในการสร้าง
โอกาสทางการศึกษาแก่สมาชิกของสังคมมากขึ้น โดยอาศัยสื่อนานาชนิด ลักษณะ และรูปแบบ ซึ่งเปิดโอกาส
ท้ังในด้านจำนวนผ้เู รยี น เวลา สถานท่ี วธิ กี ารในเรียนรู้ งบประมาณค่าใช้จ่ายและอน่ื ๆ

1.3.2) แก้ปัญหาผลิตผลทางการศกึ ษาขาดคุณลกั ษณะที่พึงประสงค์ ถ้าหากมีการนำสือ่ มาใช้
ในระบบการศกึ ษาอยา่ งเหมาะสม และเพียงพอ จะสามารถแก้ปญั หาเหลา่ น้ีได้เปน็ อย่างดี

1.3.3) แกป้ ัญหาการขาดแคลนบุคลากรทางการศึกษาทเี่ หมาะสมและจำเป็นสื่อการเรียนการ
สอนนำมาทดแทนและแก้ปัญหาเหลา่ น้ีได้

1.3.4) แก้ปัญหางบประมาณทางการศกึ ษาไมเ่ พียงพอและจำกดั สามารถแก้ไขได้ดว้ ยสื่อการ
เรียนการสอนที่เหมาะสม เช่น สื่อราคาถูกหรือได้เปล่าหรือคิดค้นขึ้นเองในท้องถิ่นสื่อเรียนรู้ด้วยตนเอง
โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ สง่ิ ท่กี อ่ ใหเ้ กิดความประหยดั มปี ระสิทธภิ าพ และประสทิ ธผิ ล

1.3.5) แก้ปัญหาการจัดการศึกษาที่ไม่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อม และความต้องการของ
ทอ้ งถนิ่

16

1.3.6) แก้ปญั หาความเสมอภาพทางการศกึ ษา ทง้ั นเ้ี พราะส่ือการเรียนการสอนสามารถสนอง
การจดั การศึกษาทุกรปู แบบ

1.3.7) แก้ปัญหาการศึกษาที่ไม่สอดคล้องและไม่สนองความแตกต่างระหว่างบุคคลโดยอาศยั
สื่อการเรียนการสอนที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีอิสระในการแสวงหาความรู้ เรียนรู้ตามความสามารถ ความถนัด
ความสนใจ และความต้องการ เปน็ ตน้

1.4) บทบาทของสือ่ ต่อ “การจดั การศึกษาทมี่ ีลักษณะอนั พึงประสงค์”

1.4.1) การจัดการศึกษาที่ช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้อย่างมีความหมาย โดยอาศัยสื่อการเรียน
การสอนอย่างกวา้ งขวาง รวดเร็ว ผเู้ รยี นได้เหน็ ได้สัมผสั เป็นตน้

1.4.2) การจัดการศึกษาที่อยู่บนพื้นฐานของวิธีการทางวิทยาศาสตร์ โดยการวางแผนและ
ออกแบบการเรียนการสอนอยา่ งเป็นระบบ มีการพัฒนาสือ่ การเรียนการสอนทีส่ อดคลอ้ งสัมพันธ์กับระบบการ
เรียนการสอนและหลักการเรียนรู้ที่มีการค้นควา้ พัฒนาขึ้น

1.4.3) การจัดการศึกษาที่ส่งเสริมให้การเรียนรู้อยู่แค่เอื้อม โดยการอาศัยบทบาทของแหล่ง
เรียนรู้จากโลกภายนอกมาสู่ผู้เรียน เป็นการขจัดช่องว่างระหว่างห้องเรียนกับสังคมภายนอก ผู้เรียนสามารถ
เรยี นรผู้ า่ นสือ่ ตา่ งๆ ได้หลากหลายรูปแบบ ณ ที่ใด เวลาใดกไ็ ด้

1.5) บทบาทของสื่อในการทำหน้าที่ช่วยกระจายข่าวสารข้อมูล ปลุกเร้าสำนึกและความร่วมมือ
ถ่ายทอดวัฒนธรรม นวัตกรรม และเทคโนโลยี และอื่นๆ แก่มวลสมาชิกของสังคม เพื่อก่อให้เกิดสังคมแห่ง
สันตสิ ขุ

2. บทบาทของสอ่ื การเรียนการสอนต่อผสู้ อนและกระบวนการสอนของครูโดยตรงในฐานะท่ีครูเป็นผู้
มีบทบาทในการวางแผน การเลือกและผลิต และการใช้สื่อในกระบวนการเรียนการสอนโดยตรง สื่อการเรียน
การสอนจงึ มบี ทบาทและความสำคัญตอ่ ครูผูส้ อนในหลายดา้ น เช่น

2.1) ด้านการถ่ายทอดและนำเสนอเนื้อหาสาระความรู้และประสบการณ์ไปสู่ผู้เรียนโดยสื่อทำ
หน้าที่ช่วยหรอื แทนครูผสู้ อน

2.2) ด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการสอนของครูผู้สอน ให้บรรลุเป้าหมายอย่างถูกต้องแม่นยำ
รวดเร็ว และครอบคลมุ

2.3) ด้านการแบง่ เบาภาระของผูส้ อนใหน้ ้อยลง ผอ่ นแรง และทำหน้าท่ีอ่นื ๆ ได้มากขึน้

2.4) ด้านการเตรียมเนื้อหาประสบการณ์และกิจกรรมที่เหมาะสมและพร้อมมูลเป็นการเตรียมตัว
ลว่ งหนา้ ของผู้สอน

2.5) ดา้ นการควบคมุ ดูแลและกำกบั ชน้ั เรยี นและพฤติกรรมผเู้ รียนผู้สอน

2.6) ด้านความประหยดั ต้นทนุ คา่ ใชจ้ า่ ย เวลา คำพดู และนำเสนอทซ่ี ้ำซาก

17

2.7) ดา้ นการสร้างบรรยากาศที่ดี เอือ้ ตอ่ การเรยี นรอู้ ย่างมคี วามหมาย และนา่ สนใจ

3. บทบาทของสื่อการเรียนการสอนต่อตัวผู้เรียนและกระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียนเนื่องจากตัว
ผูเ้ รียนเปน็ ผ้ทู ี่เรียนรู้เน้ือหาสาระ ทักษะหรือประสบการณ์หรือส่ือการเรียนการสอนโดยตรง ส่ือจึงมีบทบาทใน
หลายดา้ นต่อผู้เรียน เชน่

3.1) ด้านการเพ่มิ ประสิทธิภาพในการเรียนรตู้ ามวัตถปุ ระสงค์ของบทเรียน จากส่ือท่ีเหมาะสมและ
หลากหลาย

3.2) ดา้ นการสง่ เสริม กระตนุ้ สร้างความสนใจ โดยอาศัยคณุ ลักษณะของส่ือนัน้ ๆ

3.3) ด้านการพัฒนาทักษะพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับกระบวนการเรียนรู้ เช่น ทักษะการพูด การ
เขยี น การแก้ปัญหาจากสอ่ื ทใ่ี ช้

3.4) ด้านการเสริมสร้างคุณลักษณะ ทักษะการศึกษาค้นคว้า และความคิดสร้างสรรค์อันเกิดจาก
การใช้ส่ือการเรยี นการสอน

3.5) ด้านการเปดิ โอกาสทางการศกึ ษาสำหรบั ผู้เรยี น โดยการเรยี นรู้ผ่านส่ือหลากหลายรปู แบบ

3.6) ด้านการสนองความแตกต่างระหว่างบุคคลของผู้เรียน โดยที่ผู้เรียนสามารถเลือกศึกษาจาก
สอ่ื ที่สอดคลอ้ งกับความสามารถ ความตอ้ งการ และความสนใจ

3.7) ด้านการพฒั นาพฤตกิ รรมการมีส่วนรว่ มในกระบวนการเรียนการสอน ผ่านสือ่ การเรยี นรู้

3.8) ด้านการสร้างความเช่อื มัน่ มัน่ ใจ ประทับใจ และจดจำจากการเรียนรู้ผา่ นส่อื

3.9) ดา้ นการเรียนรู้ผา่ นประสาทสมั ผัสหลายดา้ น จากสือ่ หลายประเภทและหลายรปู แบบ

สื่อการเรียนรู้จึงนับว่าเป็นสิ่งที่บทบาทสำคัญในการช่วยพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้
ที่เสริมสร้างคุณลักษณะที่เหมาะสมกับการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ อีกทั้งเป็นการพัฒนาคุณภาพในการทำงาน
กระบวนการคิด ความรับผิดชอบ และความมนั่ ใจใหเ้ กิดข้ึนกับครู และผูเ้ รยี นได้

คณุ คา่ ของการสอ่ื การเรยี นรู้

สดุ ใจ เหง้าสไี พร (2549) ไดก้ ล่าวถึงคุณค่าของสือ่ การเรยี นการสอน ซงึ่ สามารถแยกได้ดังนี้

1. คุณค่าของสื่อการเรียนการสอนตอ่ การศึกษา การเรียนการสอนและกระบวนการเรยี นรู้

1.1) คุณคา่ ด้านการเพ่ิมจำนวนผู้เรยี นโดยทีส่ ื่อการเรียนการสอนทำใหผ้ ูเ้ รียนจำนวนมากเรียนรู้ได้
พร้อมกนั ในเวลาเดยี วกันต้งั แต่ระดับกล่มุ ย่อยไปจนถึงระดบั มวลชน

1.2) คุณค่าด้านโอกาสทางการศึกษา เพราะสื่อการเรียนการสอนทำให้สถาบันการศึกษาจัด
การศึกษาไดห้ ลายลกั ษณะและรปู แบบ ผูเ้ รียนสามารถเรยี นรไู้ ดจ้ ากสื่อโดยไม่จำกดั สถานท่ี เวลาพน้ื ฐานความรู้
ฐานะทางเศรษฐกิจและสังคม โดยเลือกศึกษาจากส่อื ท่ีเหมาะสมและเขา้ ถึงผู้เรยี นเหล่าน้ัน

18

1.3) คุณค่าด้านการให้การศึกษาที่สนองความแตกต่างระหว่างบุคคล ทั้งความแตกต่างด้าน
รา่ งกาย สตปิ ญั ญา พื้นฐานความรู้ความสามารถ สภาพแวดล้อมและอ่ืนๆ ทัง้ นโี้ ดยอาศยั สื่อทม่ี ีลักษณะ รูปแบบ
และการจัดการเรยี นรู้ท่ีเหมาะสม

1.4) คุณค่าด้านการเพิ่มประสิทธิภาพและลดการสูญเปล่าทางการศึกษา เพราะสื่อช่วยให้ผู้สอน
สามารถสอนได้ดีและมีประสิทธิภาพ ผู้เรียนเรียนรู้ได้มากขึ้นโดยใช้เวลาสั้นลง รวมถึงความสามารถเรียนรู้ได้
ด้วยตนเองจากสอื่ ตา่ งๆ นำไปสูก่ ารลดปญั หาการสอบตกซ้ำชน้ั และการออกกลางคนั ของผู้เรียน

1.5) คุณค่าด้านการลดปัญหาทางสังคม จากการที่สื่อเปิดโอกาสให้สมาชิกของสังคมได้รับ
การศึกษาและมีความรู้ความเข้าใจในโลกแหง่ ความจริง ปลูกฝังเจตคติทีถ่ ูกต้อง เกิดทักษะความชำนาญ มีงาน
ทำประกอบอาชีพสุจริต มีชวี ิตความเป็นอย่ทู ี่ดขี ึน้

1.6) คุณค่าด้านการส่งเสริมคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผลิตผลทางการศึกษา เช่น การคิดเป็น
ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น ทำงานร่วมกับผู้อื่น มีความเชื่อมั่นและภาคภูมิใจในตนเอง เป็นต้น เพราะสื่อการเรียน
การสอนท่เี หมาะสม สามารถสร้างส่ิงเหล่านี้ให้เกดิ ข้นึ ในตัวผู้เรยี นได้

1.7) คุณค่าด้านวิชาการ ส่ือการเรียนการสอนสามารถให้ประสบการณ์ที่มีคุณค่าช่วยให้ผู้เรียน
เรียนรู้ได้มากและกว้างขวางขึ้น สร้างความประทบั ใจ และจดจำได้แม่นยำตดิ แน่นทนนานและก่อให้เกิดทักษะ
ความชำนาญ รวมถงึ ส่งเสริมการคดิ และการแกป้ ัญหา

1.8) คุณค่าทางจิตวิทยา สื่อการเรียนการสอนสามารถเร้าหรือกระตุ้นให้เกิดความสนใจใฝ่รู้
สอดคล้องกับหลักจิตวิทยาการเรียนรู้ ช่วยสร้างมโนมติที่ถูกต้อง ปลูกฝังเจตคติที่ดีต่อการเรียนและสิ่งที่เรียน
ซงึ่ จะนำไปสู่ความสำเรจ็ ตามเป้าหมายในทส่ี ุด

1.9) คุณค่าด้านเศรษฐกิจการศึกษา สื่อการเรียนการสอนสามารถชว่ ยให้ผู้เรียนชา้ เรียนได้เร็วขึ้น
ในขณะที่ผู้เรียนเร็วสามารถก้าวไปข้างหน้าได้ตามต้องการ สามารถขจัดความสิ้นเปลือง และข้อบกพร่อง
ทางการสอน ประหยดั เวลาและคำพูดของผู้สอน ขจัดปัญหาด้านสถานที่เรียน เวลาและระยะทาง จึงก่อให้เกิด
การคมุ้ คา่ ในแง่เศรษฐศาสตร์

1.10) คุณค่าด้านการส่งเสริมแนวคิดพื้นฐานทางการศึกษาที่เปลี่ยนไป โดยการใช้สื่อเพื่อเตรียม
ความพร้อมของผู้เรียน สื่อที่สอดคล้องกับความแตกต่างระหว่างบุคคล สื่อที่สอดคล้องกับการใชเ้ วลาการเรียน
การสอนและสือ่ ท่เี อือ้ ตอ่ การให้อิสระและขยายโอกาสทางการศึกษาอ่นื ๆ

2. คุณค่าของสอ่ื การเรียนการสอนตอ่ ผสู้ อน

2.1) สื่อช่วยสร้างบรรยากาศการสอนที่ดี น่าสนใจ สนุกสนาน มีความน่าเชื่อถือ จึงสร้างความ
เชือ่ ม่นั ใหก้ บั ครผู สู้ อนได้เป็นอย่างดี และนำไปสูก่ ารสอนท่บี รรลเุ ป้าหมายของครูในทส่ี ุด

2.2) สื่อชว่ ยแบง่ เบาภาระการสอน เชน่ ทำใหผ้ ู้สอนพดู นอ้ ยลง ถ่ายทอดเนื้อหาดว้ ยตนเองน้อยลง
โดยท่ผี เู้ รียนเรียนรู้ได้เองจากส่ือภายใต้การกำกับดูแลหรือเงื่อนไขของครู ไมต่ ้องเตรียมและสอนซ้ำซาก เพราะ
ได้เตรยี มสอื่ และวิธีการใชส้ ่อื ไวแ้ ลว้ เปน็ อย่างดจี นทำให้สามารถนำไปใชใ้ นคร้ังต่อๆ ไปไดท้ นั ที

2.3) สื่อช่วยกระตุ้นให้ผู้สอนเตรียม ผลิตหรือพัฒนาสื่อใหม่ๆ รวมทั้งคิดค้นวิธีการที่น่าสนใจ
เพราะผ้สู อนทราบและมีประสบการณจ์ ากการใช้สื่อวา่ ใหป้ ระโยชน์แกก่ ารสอนของตนอย่างไร

19

2.4) สื่อช่วยแก้ปัญหาและทดแทนสิ่งที่ผู้สอนไม่ถนัด เช่น พูดไม่เก่ง จดจำข้อมูลได้ไม่มากพอ มี
บุคลิกภาพที่ไม่น่าเชื่อถือและสนใจ ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง ขาดประสบการณ์การสอนหรือปรากฏตัวต่อ
หนา้ คนจำนวนมาก เป็นต้น

2.5) สอ่ื ช่วยใหผ้ สู้ อนสามารถจัดประสบการณก์ ารเรียนรู้ไดห้ ลากหลายรปู แบบสำหรับการสอนท้ัง
ที่เปน็ กล่มุ ใหญ่ กล่มุ ย่อย และเป็นรายบุคคล โดยอาศัยสือ่ การเรยี นการสอนทเี่ หมาะสมประกอบ

2.6) สื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการสอนของครูโดยตรง เพราะทำให้ผู้สอนสามารถสอนได้รวดเร็ว
ถกู ต้องแม่นยำ ใช้เวลาส้ันลง แต่ทำให้ผเู้ รยี นเรยี นรู้ได้มากข้นึ

2.7) สื่อช่วยให้ผู้สอนมีปฏิสัมพันธ์และติดตามดูแลผู้เรียนเป็นรายบุคคลโดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหา
ได้มากขึ้น เพราะใช้เวลาในด้านการบรรยายถา่ ยทอดเน้ือหาสาระ การเตรียมการสอน และกิจกรรมการเรยี นรู้
ตา่ งๆ นอ้ ยลงจึงมีเวลาเพ่ิมข้ึน

2.8) สื่อช่วยให้ผู้สอนสามารถวัดและประเมินผลการเรียนรู้ ได้ตรงจุดมุ่งหมายในทุกขั้นตอน
เพราะสื่อมีองค์ประกอบทั้งในด้านจุดมุ่งหมาย เนื้อหา วิธีการและเครื่องมือในการวัดและประเมินผลตาม
ขั้นตอนตงั้ แต่ก่อนการเรยี น ระหวา่ งและหลังการเรยี น จงึ มีความสมบรู ณใ์ นตัวมนั เอง

2.9) สื่อช่วยให้ผู้สอนสามารถนำประสบการณ์จากแหล่งการเรียนรู้ที่มีอยู่มากมายภายนอก
หอ้ งเรยี นมานำเสนอต่อผ้เู รยี นและทำให้ผเู้ รยี นไดร้ ับประสบการณ์ท่มี ีความหมาย

2.10) สื่อช่วยให้ผู้สอนได้รับทราบปฏิกิริยาสะท้อนกลับ (feedback) ของผู้เรียน และนำข้อมูลที่
ได้ไปปรบั ปรุงแก้ไขหรือพัฒนาสอ่ื และกระบวนการสอนของตนไดต้ ลอดเวลา

3. คุณคา่ ของส่อื การเรียนการสอนตอ่ ผูเ้ รียน

3.1) สื่อช่วยให้ผู้เรียนเรียนรู้ได้ดีขึ้นด้วยการเปลี่ยนแปลงประสบการณ์ที่เป็นนามธรรม ให้เป็น
รปู ธรรมท่สี ามารถสมั ผสั และเข้าใจได้ง่ายขึ้น

3.2) สอ่ื ช่วยให้ผู้เรยี นเรียนรู้ไดม้ ากขึ้นในเวลาทก่ี ำหนดหรอื รวดเรว็ กวา่ ไมใ่ ชส้ อ่ื

3.3) ส่อื ชว่ ยกระตุ้นและเป็นแรงจงู ใจใหผ้ เู้ รยี นสนใจ และมสี ่วนรว่ มในกิจกรรมการเรียนรมู้ ากข้ึน

3.4) สื่อช่วยให้ผเู้ รยี นจดจำสง่ิ ทีเ่ รียนได้มาก แม่นยำ และคงทนถาวรย่ิงขึ้น เพราะความประทับใจ
ในประสบการณ์ท่ีไดร้ บั จากสอื่ นนั้ ๆ

3.5) สื่อช่วยให้ผู้เรียนเรียนรู้สิ่งซึ่งปกติเรียนรู้ได้ด้วยความยากลำบาก เพราะสื่อสามารถทำสิ่งท่ี
ซับซ้อนให้ง่ายขึ้น สิ่งที่เป็นนามธรรมให้เป็นรูปธรรม สิ่งที่ช้าเกินไปให้เร็วขึ้น สิ่งที่เร็วเกินไปให้ช้าลง ทำสิ่งท่ี
ใหญเ่ กนิ ไปใหเ้ ล็กลง ทำสิ่งทเี่ ลก็ เกินไปให้ใหญ่ขึ้น นำส่ิงทีเ่ กดิ ขนึ้ ในอดตี มาให้ศกึ ษาได้ และนำสง่ิ ทอ่ี ยู่ไกลหรือล้ี
ลบั มาให้ศึกษาได้ เป็นต้น

20

3.6) สอ่ื ช่วยใหผ้ เู้ รียนเขา้ ใจเรื่องราวต่างๆ ตรงกนั และเกิดประสบการณร์ ่วมในเร่อื งราวเดียวกัน

3.7) ส่ือช่วยใหผ้ ้เู รยี นรู้จักศึกษาค้นคว้า แสวงหาความรู้และมีความคดิ สร้างสรรค์

3.8) สื่อช่วยให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรูอ้ ย่างกระฉับกระเฉงสามารถเรียนรู้จากกนั
และกัน สร้างความคุ้นเคยและเกิดการรักหมู่คณะ อันเป็นกระบวนการเรียนรู้ทางสังคมและสภาพแวดล้อม
รอบๆ ตวั ผู้เรยี นเอง

3.9) สื่อช่วยให้ผู้เรียนเรียนรู้ในรูปแบบที่สอดคล้องกับความสามารถ ความสนใจ และความ
ตอ้ งการของแตล่ ะคน

3.10) สื่อช่วยให้ผู้เรยี นมีโอกาสฝึกทักษะความชำนาญ ฝึกฝนการวินิจฉัย และการเรียนรู้เพือ่ ซ่อม
เสริมสง่ิ ทแ่ี ต่ละคนยังขาดอยู่หรือหายไป

3.11) สื่อช่วยให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์การเรียนรู้อย่างกว้างขวาง ทั้งสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต
ปัจจุบนั และคาดว่าจะเกดิ ข้ึนในอนาคต

3.12) สื่อช่วยใหผ้ ู้เรียนได้รับประสบการณต์ รง แปลกใหม่และมีคุณค่า ซึ่งนำไปสู่การเรียนร้บู รรลุ
เป้าหมายและความคาดหวังของผเู้ รียน

3.13) สื่อช่วยให้ผู้เรยี นมีโอกาสแสดงปฏิกิริยาสะท้อนกลับ ถึงผลการเรียนรู้และข้อขัดข้องต่าง ๆ
ซงึ่ จะนำไปสูก่ ารปรบั ปรงุ แกไ้ ขเพื่อการเรยี นรู้ที่สมบรู ณย์ ่ิงข้นึ

3.14) ส่ือช่วยใหผ้ ูเ้ รยี นสามารถสร้างมโนมติ (concept) ในส่ิงท่ีเรียนได้รวดเรว็ และมีความรู้ความ
เขา้ ใจตรงกนั

3.15) สื่อช่วยแก้ปัญหาเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคลของผู้เรียน โดยการใช้สื่อที่เอื้อต่อ
การศึกษาและเรยี นรดู้ ้วยตนเองและเปน็ รายบุคคลประเภทตา่ ง ๆ

เห็นได้ว่า สื่อการเรียนรู้นั้นเป็นสิ่งที่ช่วยสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ ทำให้เกิดการเรียนรู้ที่มีความเข้าใจ
อย่างชัดเจน เป็นรูปธรรม ทำให้เกิดองค์ความรู้ที่ถูกต้อง นอกจากนี้ สื่อนั้นสร้างให้เกิดความสัมพันธ์อันดีดี
ระหว่างครู และผู้เรียน ซึ่งถือได้ว่าเป็นสิ่งที่มีคุณค่า และเกิดประโยชน์ต่อการจัดการเรียนรู้ได้อย่างมี
ประสิทธภิ าพ และประสิทธิผล

21

สือ่ ประสม

ความหมายของสือ่ ประสม

มีผใู้ หค้ วามหมายของคำวา่ “ส่อื ประสม” ในการจัดกจิ กรรมการเรียนรู้ไว้หลากหลาย ดงั น้ี

ยุพิน พิพิธกุล (2539) ได้กล่าวไว้ว่า ระบบการเรียนการสอนโดยใช้สื่อประสม หมายถึง การเลือกใช้
สอ่ื การเรียนการสอนต่างๆ ท่ีจะทำให้เกิดประสบการณ์ในการเรียนรู้ และสื่อการเรียนรู้ทั้งหลายเหล่าน้ี จะเป็น
เครื่องเสริมซึง่ กันและกัน เมอื่ เลอื กกลวธิ ีในการสอนโดยใช้ส่ือประสมนี้ด้วยความถูกต้องและระมดั ระวงั ก็จะทำ
ใหผ้ ้เู รียนบรรลุจุดประสงคต์ ามต้องการ

กนิษฐา เชาว์วัฒนกุล (2548) ได้ให้ความหมายของสื่อประสมไว้ว่า สื่อประสม หมายถึง วัสดุและ
อปุ กรณห์ ลายประเภททใี่ ช้ประกอบการเรยี นการสอนในหนงึ่ เนอื้ หาอย่างมรี ะบบสัมพันธส์ อดคลอ้ งกัน วสั ดุและ
อุปกรณ์การเรียนการสอนที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเพื่อประกอบการสอน ได้แก่ เอกสารฝึกหัด ใบงาน ใบกิจกรรม
บทเรียนโปรแกรม บทเรียนคอมพิวเตอรช์ ่วยสอน

สุดใจ เหง้าสไี พร (2549) ได้ให้ความหมายของสือ่ ประสมไว้วา่ สื่อประสมหรือสื่อผสม (Multi-media)
หมายถึง การนำสื่อหลายอย่างหรือหลายประเภทซึ่งอาจเป็นวัสดุ อุปกรณ์และ/หรือวิธีการ ที่มีคุณค่าส่งเสริม
ซึ่งกันและกันมาทำหน้าที่ร่วมกัน โดยที่สื่อหนึ่งอาจทำหน้าที่เร้าความสนใจ ในขณะที่อีกสื่อหนึ่งช่วยอธิบาย
ข้อเท็จจริงของเนื้อหาและอีกสื่อหนึ่งทำหน้าที่ตรวจสอบประเมิน หรือทบทวนความรู้ เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อให้การ
เรียนรู้ในกระบวนการเรยี นการสอนเกิดประสทิ ธภิ าพสงู สดุ

Erickson (1972) ได้ให้ความหมายของสื่อประสมไวว้ ่า สื่อประสม หมายถึง การอาศัยหลักการนำเอา
ส่อื การสอนหลายๆ อย่างมาสมั พันธก์ ัน และมคี ณุ คา่ ทีส่ ่งเสริมซึง่ กันและกันส่ือการสอนอย่างหนึ่งอาจจะใช้เพื่อ
เร้าความสนใจ ในขณะที่สื่อการสอนอีกอย่างหนึ่งใช้เพื่ออธิบายข้อเท็จจริงของเนื้อหา และอีกชนิดหนึ่งอาจใช้
เพ่ือก่อให้เกดิ ความเข้าใจท่ีลกึ ซ้ึง และปอ้ งกนั การเข้าใจความหมายผิด

ดังนั้น สื่อประสม จึงเป็นการนำสื่อหลาย ๆ ประเภท มาใช้ในการจัดการเรียนรู้ เพื่อให้เกิดประโยชน์
กับทั้งผู้เรียน และครูผู้สอน โดยคำนึงความเหมาะสมในลักษณะวิชา รูปแบบการจัดการเรียนรู้ รวมถึงผู้เรียน
อกี ทัง้ ยงั เป็นกระตุน้ ให้ผเู้ รยี นเกดิ ความสนใจใฝ่รใู้ นการศึกษาและค้นควา้ ในองค์ความรู้ต่าง ๆ อกี ดว้ ย

ความสำคัญของส่อื ประสม

ยุพิน พิพธิ กุล (2539) ได้กลา่ วถึงความสำคัญของส่ือประสมไวด้ ังนี้

1. ทำใหน้ กั เรยี นเกดิ ความสนใจ ไมเ่ บื่อหนา่ ย เพราะมกี ารเปลี่ยนส่ิงเร้าอยู่ตลอดเวลา

2. ทำใหน้ กั เรียนไดร้ ับความรกู้ วา้ งขวาง และเข้าใจบทเรยี นไดด้ ยี ิ่งข้นึ

3. เป็นการประหยัดเวลา ทำใหน้ กั เรียนเกดิ ความรู้ได้รวดเรว็ เพราะได้เรียนจากสื่อการเรียนการสอน
ท่ีแตกตา่ งกนั หลาย ๆ อยา่ ง

22

4. เป็นแนวทางในการปรับปรุงการเรียนการสอนทั้งวิธีการสอน กลวิธี และการเลือกใช้สื่อการเรียน
การสอนให้ผสมผสานกนั

เช่นเดียวกับ ชัยยงค์ พรหมวงศ์ (2529) ได้กล่าวถึงความสำคัญและบทบาทของสื่อประสมโดยสรุป
ดังน้ี

1. ช่วยให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้เนื้อหาต่างๆ ได้ดีเกือบทุกเรื่องจากหลายแหล่ง โดยถือว่าสื่อแต่ละ
อย่างมีเนือ้ หาตา่ งกัน

2. ช่วยประหยดั เวลาทั้งผเู้ รยี นและผู้สอน

3. ช่วยใหผ้ เู้ รยี นทง้ั เก่ง และอ่อนได้รบั ความรู้ตามความสามารถ และความพรอ้ มของแตล่ ะบคุ คล

แสดงให้เห็นว่า สื่อประสม เป็นสื่อที่มีความหลากหลาย ที่สามารถกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความสนใจใน
การเรียนรู้ อีกท้งั เปน็ การชว่ ยประหยดั เวลาในการเรียนรู้ทั้งผูเ้ รยี น และผู้สอน โดยผเู้ รียนน้ันสามารถเลือกใช้
สื่อที่เหมาะสมกับตนเองตามความรู้ความสามารถ ดังนั้น สื่อประสมจึงเป็นสื่อที่มีประโยชน์ และเอื้อต่อการ
จดั การเรียนรู้ได้อย่างเหมาะสม และมปี ระสิทธภิ าพ

ประเภทของส่อื ประสม

สำนักงานคณะกรรมการประถมศึกษาแห่งชาติ (2531) ไดแ้ บ่งสอื่ ประสมตามจุดมุง่ หมายการใช้ ดังน้ี

1. ใช้เพื่อจุดมุ่งหมายหลายอย่าง สื่อประเภทนี้มักอยู่ในรูปของสื่อหลายชิ้นมาอยู่รวมกันใช้สอนได้
หลายอย่าง เรียกว่า ชดุ อุปกรณ์

2. ใช้เพื่อจุดมุ่งหมายเฉพาะอย่าง สื่อประเภทนี้จัดอยู่ในรูปสื่อหลายชนิดมารวมกัน แต่สอนได้เพียง
เร่อื งเดยี ว เรยี กว่า ชดุ การสอน

ในทำนองเดียวกัน กดิ านันท์ มลทิ อง (2544) ไดแ้ บง่ ส่อื ประสมออกเปน็ 2 รูปแบบหลกั ดงั น้ี

1. สื่อประสมโดยการนำสื่อหลายประเภทมาใช้ร่วมกันโดยไม่มีการปฏิสัมพันธ์ระหว่างสื่อกับผู้เรียน
และมีลกั ษณะเปน็ ส่ือหลายแบบที่ใช้ตามลำดับเนอ้ื หา

2. สื่อประสมที่ใช้คอมพิวเตอร์เป็นฐานในการเสนอสารสนเทศลักษณะต่างๆ เช่น ภาพนิ่ง
ภาพเคลื่อนไหว ตัวอักษร และเสยี งในลักษณะสื่อหลายมิติโดยผู้ใช้ (ผ้เู รยี น) มีการโต้ตอบกับส่ือโดยตรง การใช้
คอมพิวเตอร์เพื่อการควบคุมอุปกรณ์ร่วมต่างๆ ในการทำงาน และ/หรือใช้ ในการผลิตแฟ้มสื่อประสมโดยใช้
โปรแกรมสำเรจ็ รปู

23

นอกจากน้ี สดุ ใจ เหง้าสไี พร (2549) แบง่ สอ่ื ประสมออกเป็น 2 กลุ่ม คอื

1. สื่อประสมขั้นพื้นฐาน เป็นการนำสื่อหลายประเภท หรือหลายแบบมาใช้ร่วมกันในกระบวนการ
เรียนการสอน โดยที่ไม่มีการปฏิสัมพันธ์ (non – interactive) ระหว่างผู้เรียนกับสื่อเช่นการใช้สไลด์ประกอบ
เสียง การใช้ชุดการสอนสื่อประสมสำหรบั ศนู ย์การเรยี น เป็นตน้

2. สอ่ื ประสมเชงิ โต้ตอบ (interactive multimedia) มีความคล้ายคลงึ กับแบบแรกแต่ตัวสื่อสามารถ
มีปฏิสัมพันธ์เชิงโต้ตอบกับผู้เรียนในกระบวนการเรียนการสอน ทั้งนี้เพราะเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์สามารถ
พัฒนาโปรแกรมสำเรจ็ รูป (เชน่ Toolbook, Authoware) ในการนำเสนอบทเรียนโปรแกรมฝึกอบรม นำเสนอ
ผลงานท้งั ในรูปตัวอกั ษร ภาพกราฟกิ ภาพเคลื่อนไหว วดี ทิ ัศน์และเสยี งอยู่ในแฟ้ม (File) เดยี วกนั และนำเสนอ
ได้ในเวลาเดยี วกัน ไล่เล่ยี กันหรอื อย่างสัมพันธก์ ันและมีประสิทธิภาพ เชน่ การใช้บทเรยี นคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
(CAI) เกมคอมพิวเตอรเ์ ชงิ โต้ตอบต่างๆ และอน่ื ๆ

สถาพร สาธกุ าร (2549) ได้จำแนกสอ่ื ประสมตามจุดมงุ่ หมายและลกั ษณะการใช้ไดด้ งั น้ี

1. จำแนกตามจดุ มุง่ หมาย แบ่งเป็น 2 ประเภทคอื

1.1) ใชเ้ พอื่ จดุ มงุ่ หมายหลายอยา่ ง สือ่ ประสมประเภทนี้มักอยู่ในรูปของส่ือหลายชิ้นมาอยู่ร่วมกัน
แล้วใชส้ อนไดห้ ลายเรือ่ งเรยี กว่า “ชุดอปุ กรณ”์ (Kit)

1.2) ใช้เพื่อจุดมุ่งหมายเฉพาะอย่างประเภทนี้มักจะอยู่ในรูปสื่อหลายชนิดมารวมกัน แต่สอนได้
เพยี งเรอ่ื งเดียว เรยี กวา่ “ชดุ การสอน” (Learning package)

2. จำแนกตามลกั ษณะของสอื่ และลักษณะการใช้ แบง่ เป็น 2 ประเภท คอื

2.1) การสอนโดยใช้สื่อประสม เป็นการสอนที่ใช้สื่อหลายอย่าง ทั้งสื่อที่เป็นวัสดุอุปกรณ์และ
วิธกี าร

2.2) การเสนอส่ือประสม (Multi-media presentation) เปน็ การเสนอส่อื ประเภทฉายเช่น สไลด์
ภาพยนตร์ควบคกู่ บั สื่อเสียง

ดังนั้น สื่อประสม จึงเป็นสื่อหลายประเภทที่ครูผู้สอนควรตระหนัก และเลือกใช้ให้เหมาะสมกับ
ลักษณะวิชา การจัดการเรียนการสอน รวมถึงความแตกต่างของผู้เรียน เพื่อให้ผู้เรียนได้เกิดองค์ความรู้ท่ี
ถูกต้อง และสามารถนำสือ่ ไปใชใ้ หเ้ กิดประโยชน์กบั การเรียนรู้ไดอ้ ย่างแท้จรงิ

24

หลักการเลอื กสือ่ ประสมและการผลติ สอ่ื ประสม

ฉลองชยั สุรวฒั นบูรณ์ (2528) ไดก้ ลา่ วถึงหลักในการเลือกใช้ส่ือประสมไว้ ดงั น้ี

1. การใช้สือ่ ประสมจะต้องมัน่ ใจว่าส่ือการเรียนรทู้ ่ีใชไ้ ม่ทำใหน้ ักเรยี นเกดิ ความยงุ่ ยาก

2. การจดั ลำดบั การใช้ส่ือการเรียนรู้จากชนิดหนึง่ ไปยังอีกชนิดหน่ึงจะต้องเป็นไปอย่างเหมาะสมและ
มปี ระสิทธภิ าพ

3. การเลือกสอื่ การเรียนรตู้ า่ งๆ ใหเ้ หมาะสมกับบทเรียน จะทำให้เกิดการเรียนรูไ้ ดอ้ ยา่ งกวา้ งขวาง

สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (2531) กล่าวถึง หลักในการพิจารณาเลือกและ
การผลิตส่ือประสมไวด้ ังน้ี

1. สื่อทีเ่ ลือกหรือผลติ ตอ้ งตอบสนองตามจุดมงุ่ หมายได้อยา่ งแท้จรงิ

2. ในการผลิตสื่อการเรียนรู้ต้องกำหนดจุดมุ่งหมายการเรียนรู้ให้ชัดเจน และควรเขียนเป็น
จุดม่งุ หมายเชิงพฤติกรรม

3. ค่มู ือการใชส้ ื่อการเรยี นรู้ตอ้ งมีคำอธิบาย คำแนะนำในการใชอ้ ยา่ งชดั เจน เปิดโอกาสใหน้ ักเรียนได้
มีส่วนร่วมในกจิ กรรมการเรียนรู้ ไดบ้ ันทึกขอ้ สงั เกตต่างๆ ได้ตอบคำถามและซกั ถามปัญหาต่างๆ ท่ีสนใจ

4. สง่ิ ที่เลอื กใชต้ อ้ งพิจารณาให้เหมาะสมกบั เน้ือหา โดยพิจารณาจากคำถามต่อไปนี้

4.1) สอื่ การเรยี นรูน้ ัน้ ตอบขอ้ สงสัยของนักเรยี นไดห้ รือไม่

4.2) สื่อการเรยี นร้นู ้นั มเี ทคนคิ ต่างๆ ท่เี ร้าความสนใจหรอื ไม่

4.3) ถ้าสื่อการเรียนรู้นั้นเป็นภาพยนตร์หรือวีดิทัศน์ การลำดับเรื่องและเทคนิคการตัดต่อทำได้ดี
หรอื ไม่ นักเรยี นสามารถติดตามเน้ือเร่ืองไดม้ ากน้อยเพียงใด

5. ควรเลือกใช้สื่อการเรียนรหู้ ลายๆ ประเภท ทง้ั ภาพและเสียงตลอดจนสือ่ ประสมที่นกั เรยี นมีโอกาส
สัมผัสได้ด้วยมอื

6. การใช้สื่อการเรียนรู้หลายๆ ชนิดควรจะให้สื่อประสมแต่ละชนิดส่งเสริมซึ่งกันและกัน และต้อง
แนใ่ จว่าส่ือการเรียนร้ชู นดิ หนง่ึ ไมข่ ดั ขวางการเรยี นรูจ้ ากสอื่ การเรียนรู้อีกชนดิ หน่ึง

7. สื่อการเรยี นร้ทู ่ีใช้ในชุดสื่อประสมจะต้องมคี ุณค่าในตวั เองเม่ือใช้อย่างอิสระ และเมื่อใช้ร่วมกับส่ือ
การเรียนรู้อ่ืนก็จะมีคุณค่า

8. เคร่ืองมอื อปุ กรณท์ ีใ่ ช้ในชดุ สือ่ ประสมควรเป็นอุปกรณ์ทห่ี างา่ ย

9. สื่อการเรียนรใู้ นชุดสอ่ื ประสมควรกระตนุ้ ให้นกั เรียนไดเ้ ปน็ ผูก้ ระทำ

10. ชุดสื่อประสมควรกระตุ้นให้นักเรียนได้เรียนรู้ด้วยตนเอง สามารถตัดสินใจเลือกเนื้อหาตามความ
สนใจและความถนดั ของตน

25

11. ชดุ สือ่ ประสมควรออกแบบให้มีประสทิ ธภิ าพในการเรียนรู้

ดังนั้น การเลือกใช้สื่อ ถือเป็นกระบวนการหนึ่งที่สำคัญ ที่จะทำให้การจัดการเรียนการสอนนั้นมี
ประสิทธิภาพ และประสิทธิผล ผู้สอนควรคำนึงถึงองค์ประกอบที่สำคัญกับการจัดการเรียนรู้ ทั้งเรื่องเนื้อหา
ลกั ษณะวิชา การจัดการเรียนรู้ และความรคู้ วามสามารถผเู้ รียนรว่ มด้วย เพอื่ ให้สื่อประสมนั้น สามารถสร้างให้
เกิดประโยชน์ และมคี ุณค่าต่อการจดั การเรียนรู้ได้อยา่ งมีคณุ ภาพ

ส่อื ประสมปฏสิ ัมพันธ์

ความหมายของสื่อประสมปฏสิ มั พันธ์

สำหรับสื่อประสมปฏิสัมพันธ์ (Interactive Multimedia) ได้มีการนิยามจากหน่วยงาน และนักการ
ศึกษาไว้ ดังนี้ กรมวชิ าการ (2544 อ้างใน ดุสติ ขาวเหลอื ง, 2549) ได้อธบิ ายเกย่ี วกับส่ือประสมปฏิสัมพันธ์ว่า
สื่อประสมปฏิสัมพันธ์ เป็นสื่อประสมที่เน้นการให้ผู้ใช้เป็นผู้ควบคุมการนำเสนอ การเลือกเส้นทางเดิน
(Navigator) การโด้ตอบ การให้ความรู้ และกิจกรรมที่มีในบทเรียน การใช้สื่อประสมโดยทั่วไปจะพิจารณา
คุณสมบัติหลัก 2 ประการ คือ การควบคุมการใช้งาน และความสามารถในการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ใช้ โดยได้
อธบิ ายเพ่ิมเตมิ ไวว้ า่

การควบคุมการใช้งานเป็นคุณสมบัติพื้นฐานของระบบสื่อประสม คือ ผู้ใช้ต้องสามารถควบคุมระบบ
และขั้นตอนการนำเสนอได้ง่าย และไมซ่ ับซอ้ น

ความสามารถในการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ใช้ เป็นคุณสมบัติที่เพิ่มขึ้นมาพร้อม ๆ กับพัฒนาการด้าน
เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ ซึ่งช่วยให้ผู้เรียนสามารถตอบโต้กับคอมพิวเตอร์ในรูปแบบต่าง ๆ โดยคอมพิวเตอร์จะ
นำข้อมูลจากผู้ใช้ไปประมวลผล เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการโต้ตอบ หรือการประเมิน ซึ่งจะช่วยให้การเรียนรู้ด้วย
ตนเองมปี ระสิทธิภาพ และนา่ สนใจขน้ึ

วัตถุประสงค์ของสื่อประสมปฏิสัมพันธ์ คือ เพื่อใช้ในการเรียนการสอน และการฝึกอบรมเป็นหลัก
หรือสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาการเรียนการสอนทั้งใน และนอกระบบโรงเรียน สำหรับการ
ออกแบบโปรแกรม ผู้ออกแบบต้องนำความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์บูรณาการเข้ากับแนวคิด
ทฤษฎีการเรียนรู้ และจิตวิทยาการเรียนรู้ เพื่อถ่ายทอดไปยังผู้เรียนโดยผู้เรียนสามารถควบคุมลำดับขั้นตอน
การเรียนรู้ เลอื กเนอื้ หาการเรยี น กจิ กรรมการเรียนตรวจสอบความก้าวหนา้ และทดสอบความรู้ด้วยตนเอง ซ่ึง
เมื่อเปรียบเทยี บกับการเรียนการสอนในช้ันเรียนปกติทีม่ คี รูเป็นศนู ย์กลาง และเป็นผู้ควบคุมกิจกรรมการเรียน
การสอน จะเหน็ ไดว้ ่า การเรยี นการสอนโดยใช้ส่ือประสมปฏิสมั พันธม์ ีจุดเด่นอยู่ทกี่ ารควบคุมกิจกรรมการเรียน
การควบคุมเวลาเรียน และการได้มีปฏิสัมพันธ์กับบทเรียน ซึ่งจะส่งผลดีต่อการเรียนเป็นรายบุคคล และ
สอดคล้องกับทฤษฎีการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ในวงการศึกษาทั่วไปเรียบสื่อประเภทนี้ว่า สื่อประสม
ปฏสิ มั พนั ธ์เพือ่ การเรียนการสอน (Interactive Multimedia Instruction : IMI) (ดุสติ ขาวเหลอื ง, 2549)

ซึ่งในเวลาต่อมา มีนักการศึกษา และผู้ที่สนใจได้เขียนบทความที่เกี่ยวข้องกับสื่อประสมปฏิสัมพันธ์
โดยมีการอธบิ ายที่มีความสอดคล้องกันกับจากท่ีได้กล่าวไว้มาแลว้ ข้างต้น ดังเช่น จากบทความ “การพัฒนาสื่อ
ประสมปฏิสัมพันธ์” (2559) ได้อธิบายไว้ว่า สื่อมัลติมีเดีย หรือสื่อประสม คือ การใช้คอมพิวเตอร์สื่อ
ความหมายโดยการผสมผสานสื่อหลายชนิด เช่น ข้อความ กราฟ ภาพศิลป์ ( Graphic Art) เสียง
ภาพเคลื่อนไหว (Animation) และวีดิทัศน์ เป็นต้น ถ้าผู้ใช้สามารถควบคุมสื่อเหล่านี้ให้แสดงออกมาตาม
ต้องการได้ ระบบนี้จะเรียกว่า มัลติมีเดียปฏิสัมพันธ์ หรือสื่อประสมปฏิสัมพันธ์ (Interactive Multimedia)

26

(Vaughan, 1993) เช่นเดียวกับ Hall (1996 อ้างใน “การพัฒนาสื่อประสมปฏิสัมพันธ์, 2559) กล่าวไว้ว่า สื่อ
มัลติมีเดีย หรือสื่อประสม คือ โปรแกรมซอฟต์แวร์ที่อาศัยคอมพิวเตอร์เป็นสื่อในการนำเสนอโปรแกรม
ประยุกต์ซึ่งรวมถึงการนำเสนอข้อความสีสัน ภาพกราฟิก (Graphic images) ภาพเคลื่อนไหว (Animation)
เสียง (Sound) และภาพยนตร์วีดิทัศน์ (Full motion Video) ส่วนมัลติมีเดียปฏิสัมพันธ์ หรือสื่อประสม
ปฏิสัมพันธ์ (Interactive Multimedia) จะเป็นโปรแกรมประยุกต์ที่รับการตอบสนองจากผู้ใช้คีย์บอร์ด (Key
board) เมาส์ (Mouse) หรอื ตัวชี้ (Pointer)

โดยมีความสอดคล้องกับบทความ “Educational Innovation” ที่วิทยาลัยการศึกษา มหาวิทยาลัย
พะเยา (2559) ได้สรุปเกี่ยวกับสื่อประสมปฏิสัมพันธ์ไว้ว่า อินเทอร์แอคทีฟมัลติมีเดีย หรือ สื่อประสม
ปฏสิ มั พนั ธ์ (Interactive Multimedia) หมายถึง ส่อื ประสมที่สามารถโตต้ อบกบั ผใู้ ชไ้ ด้ โปรแกรมคอมพิวเตอร์
สามารถจัดการกับข้อมูลภาพและเสียง ให้แสดงผลบนจอในลักษณะที่โต้ตอบกับผู้ใช้ได้ ไม่ใช่การแสดงผลรวด
เดียวจบ (run through) แบบวีดิทัศน์หรือภาพยนตร์และไม่ใช่การสื่อสารทางเดียว ( One-way
Communication) คือ ผู้ชมเป็นผู้ดูฝ่ายเดียวอีกต่อไป ส่วนมากใช้คำว่า "สื่อประสมปฏิสัมพันธ์" เกี่ยวกับ
ทางด้านเทคโนโลยีการศึกษา ซึ่งได้กล่าวเพิ่มเติมเกี่ยวกับประโยชน์ของการใช้สื่อประสมในการศึกษาไว้หลาย
ด้าน เช่น

• ดึงดูดความสนใจ บทเรียนสื่อประสมในลักษณะสื่อหลายมิติที่ประกอบด้วย ภาพก ราฟิก
ภาพเคลือ่ นไหวแบบวีดทิ ัศน์ และเสียง นอกเหนอื ไปจากเน้ือหาตัวอักษร จะดงึ ดดู ความสนใจของผู้เรียนได้เป็น
อยา่ งดี และช่วยในการสือ่ สารระหวา่ งผูส้ อนและผเู้ รียนด้วย

• การสืบค้นเช่ือมโยงฉบั ไวดว้ ยสมรรถนะของการเชื่อมโยงหลายมติ ิ ทำให้ผเู้ รยี นสามารถเรียนรู้ในสิ่ง
ตา่ งๆ ได้กวา้ งขวาง และหลากหลายได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่จำเปน็ เรียนไปตามลำดบั เนอื้ หา

• การโต้ตอบระหว่างสื่อและผู้เรียน บทเรียนสื่อประสมจะมีจุดเชื่อมโยงหลายมิติ เพื่อให้ผู้เรียนและ
สือ่ มีปฏสิ มั พันธ์กันไดใ้ นลักษณะส่ือประสมเชิงโต้ตอบได้รับสารสนเทศท่ีหลากหลาย โดยการใชซ้ ีดี และดวี ีดี ใน
การให้ข้อมลู และสารสนเทศในปริมาณทม่ี ากมายและหลากหลายรูปแบบเกยี่ วกบั เนอื้ หาบทเรียนทีส่ อน

• ทดสอบความเข้าใจ ผู้เรียนบางคนอาจจะไม่กล้าถามข้อสงสัยหรือตอบคำถามในห้องเรียน การใช้
สือ่ ประสมจะชว่ ยแกป้ ญั หาในส่ิงนี้ได้ โดยการใชใ้ นลกั ษณะการศึกษารายบคุ คล สนบั สนุนความคดิ รวบยอด ส่ือ
ประสมสามารถแสดงสารสนเทศ เพื่อสนับสนุนความคิดรวบยอดของผู้เรียน โดยการเสนอสิ่งที่ให้ตรวจสอบ
ยอ้ นหลัง และแกไ้ ขจุดอ่อนในการเรยี น

ดังนั้นจึงสามารถสรุปความหมายของสื่อมัลติมีเดียไดว้ ่า ส่ือมัลติมเี ดีย คือ การใช้คอมพิวเตอร์ร่วมกับ
โปรแกรมซอฟต์แวร์ในการสื่อความหมายโดยการผสมผสานสื่อหลายชนิด เช่น ข้อความ กราฟิก ( Graphic)
ภาพเคลื่อนไหว (Animation) เสียง (Sound) และวีดิทัศน์ (Video) เป็นต้น และถ้าผู้ใช้สามารถที่จะควบคุม
สื่อให้นำเสนอออกมาตามต้องการได้จะเรียกว่า สื่อมัลติมีเดียปฏิสัมพันธ์ หรือสื่อประสมปฏิสัมพันธ์
(Interactive Multimedia) การปฏิสัมพันธ์ของผู้ใช้สามารถจะกระทำได้โดยผ่านทางคีย์บอร์ด (Keyboard)
เมาส์ (Mouse) หรือตัวชี้ (Pointer) เป็นต้น การใชส้ ื่อมัลตมิ ีเดยี ในลักษณะปฏสิ มั พันธ์ก็เพ่ือช่วยให้ผู้ใช้สามารถ
เรยี นรหู้ รือทำกจิ กรรม รวมถึงดสู ือ่ ตา่ งๆ ดว้ ยตนเองได้ สือ่ ตา่ งๆ ท่นี ำมารวมไว้ในสื่อมัลติมีเดีย เช่น ภาพ เสียง
วีดิทัศน์ จะช่วยให้เกิดความหลากหลายในการใช้คอมพิวเตอร์อันเปน็ เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ในแนวทางใหม่ที่
ทำให้การใช้คอมพิวเตอรน์ า่ สนใจ และเร้าความสนใจ เพ่มิ ความสนุกสนานในการเรยี นรมู้ ากยิง่ ข้ึน

27

แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี น

ความหมายของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี น

ศริ ชิ ัย กาญจนาวสี (2544) ไดใ้ หค้ วามหมายว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นเป็นเคร่ืองมือ
อย่างหนึ่งสำหรับการวัดผลและประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ของผู้เรียนตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ ทำให้
ผู้สอนทราบว่าผู้เรียนได้พัฒนาความรู้ ความสามารถถึงระดับมาตรฐานที่ผู้สอนกำหนดไว้หรอื ยัง หรือมีความรู้
ความสามารถถึงระดบั ใด เมือ่ เปรยี บเทยี บกบั เพ่ือนๆ ทเี่ รยี นดว้ ยกัน

เช่นเดียวกับ สิริพร ทิพย์คง (2545) ได้ให้ความหมายว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิ หมายถึง ชุด
คำถามที่มุ่งวัดพฤติกรรมการเรียนของนักเรียนว่านักเรียนมคี วามรู้ ทักษะ และสมรรถภาพทางสมองด้านตา่ งๆ
ในเรอ่ื งทเ่ี รียนรูไ้ ปแลว้ มากนอ้ ยเพยี งใด

ประเภทของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์

สิริพร ทิพย์คง (2545) ได้แบ่งประเภทของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยแบ่งเป็น 2
ประเภท ดังน้ี

1. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์มาตรฐาน (Standardized achievement test) เป็นแบบทดสอบท่ี
สร้างขึ้นโดยกลุ่มผู้เช่ียวชาญด้านวัดผลและประเมินผลร่วมกับผู้เชี่ยวชาญในสาขาวชิ าเฉพาะมกี ารวางแผนการ
สรา้ งข้อสอบอย่างมีระบบ กำหนดวัตถปุ ระสงค์ มกี ารทดลองใช้แบบทดสอบที่สร้างขึ้นเพื่อตรวจสอบความเป็น
มาตรฐาน มีการกำหนดเวลาของการทดสอบและวิธีดำเนินการสอน ตลอดจนมีคู่มือประกอบการใช้
แบบทดสอบอย่างละเอียด แบบทดสอบมาตรฐานจะมีการวิเคราะห์และปรับปรุงหลายครั้งจนได้ข้อสอบที่มี
คุณภาพดี

2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ที่ครูสร้าง (Teacher made test) เป็นแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ที่ครู
สร้างขึน้ เองเพ่ือใช้ในการวัดผลการเรียนของนักเรียนในเร่ืองทน่ี ักเรียนได้เรียนรู้ไปแล้ว แบบทดสอบท่ีครูสร้างมี
2 ประเภทดังนี้

2.1) แบบทดสอบเพื่อปรับปรุงการเรียนการสอน (Formative test) เป็นแบบทดสอบที่วัด
ภายหลังการเรียนการสอนในแต่ละหน่วยหรือแต่ละบทย่อยๆ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะนำผลของการวัดไป
แก้ไขข้อบกพร่องของนักเรียน และปรับปรุงวิธีการสอนของครูก่อนที่จะเรียนหน่วยหรือบทใหม่ต่อไป ดังน้ัน
แบบทดสอบนจี้ ึงเปน็ แบบทดสอบทม่ี งุ่ วดั ตามจุดประสงคเ์ ชงิ พฤติกรรม (Behavioral objective) ของการเรยี น
การสอนแต่ละหน่วย

2.2) แบบทดสอบเพื่อประเมินสรุปผลการเรียน (Summative test) เป็นแบบทดสอบที่มุ่งวัด
ความคิดรวบยอดและการนำความรู้ไปใช้ภายหลังการเรียนการสอนในแต่ละเรื่องเสร็จสิ้นลงหรือสิ้นภาค
การศึกษา เพอื่ ตรวจสอบความรู้ทน่ี ักเรียนเรียนไปแลว้ ท้ังหมดวา่ นักเรียนยังสามารถระลึกได้ถึงความรู้เหล่าน้ัน
ท้ังหมดหรือไม่ แบบทดสอบชนิดนีม้ ุ่งวัดตามพฤตกิ รรมในตารางวเิ คราะห์หลักสูตรเฉพาะวิชา

28

จากที่กล่าวมาแล้วข้างต้นเกี่ยวกับ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ แสดงให้เห็นว่า แบบทดสอบวัด
ผลสัมฤทธิ์นั้น ถือเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการวัดผลการเรียนรู้ของผู้เรียนว่าบรรลุตามวัตถุประสงค์ของการ
เรียนรู้หรือไม่ มีความรู้ความเข้าใจอยู่ในระดับใด ดังนั้น การออกแบบทดสอบ และการเลือกใช้แบบทดสอบ
ในการวัดองค์ความรู้ของผู้เรยี นนั้น ครูผู้สอนต้องคำนึงถึงเนื้อหา มาตรฐานในการเรียนรู้ วัตถุประสงค์ และ
ความเหมาะสมของผู้เรียน เพื่อให้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์นั้น เป็นเครื่องมือที่มีคุณภาพ และสามารถนำ
ข้อมูลจากการวัดผลมาใช้ในการพัฒนาการจดั การเรยี นรไู้ ด้อย่างมปี ระสิทธิภาพต่อไป

งานวิจยั ทเี่ กีย่ วขอ้ ง

งานวิจยั ในประเทศ

มีการศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับผลของการใช้สื่อ เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์
ของผู้เรียน ดังเช่น หนึ่งฤทัย เดวิเลาะ (2544) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การศึกษาความก้าวหน้าทางการเรียนวิชา
คณิตศาสตร์ของนักเรียน เรื่อง “อัตราส่วนและร้อยละ” ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียน บุรารักษ์
จงั หวัดสมุทรปราการ โดยกลมุ่ ตัวอย่างเปน็ นักเรียนระดบั ช้นั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 1ภาคเรียนที่ 2 ปีการศกึ ษา 2543
จำนวน 23 คน ซึ่งได้มาจากวิธีสุ่มแบบกลุ่มจากทั้งหมด 8 ห้องเรียนและเรียนโดยใช้สื่อประสม การวิเคราะห์
ข้อมูลใช้ร้อยละ และ match-paired t-test ผลปรากฏว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง
อัตราส่วนและร้อยละ โดยใช้สื่อประสมหลังการเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
และรอ้ ยละ 81.43 ของนกั เรยี นมเี จตคตทิ ่ีดีต่อการเรียนคณิตศาสตร์ที่เรียนโดยใชส้ ่ือประสม ส่วน สุจิตา นุ่ม
สวุ รรณ (2547) ไดท้ ำการวจิ ยั เร่ือง การศกึ ษาเปรยี บเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวชิ าคณติ ศาสตร์ของนักเรียน
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยการใช้ชุดสื่อประสมกับการสอนปกติ และแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 30 คน คือ
กลุ่มทดลองสอนโดยใช้ชุดสื่อประสม และกลุ่มควบคุมสอนแบบการสอนปกติ ผลการวิจัยปรากฏว่า ชุดส่ือ
ประสมมีประสิทธิภาพเท่ากับ 84.17/82.66 การสอนโดยใช้ชุดสื่อประสมทำให้ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนสงู กว่า
การสอนปกติ อยา่ งมีนยั สำคัญทางสถติ ิทรี่ ะดับ .05

เช่นเดียวกันกับ กนิษฐา เชาว์วัฒนกุล (2548) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
วิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนชัน้ มัธยมศึกษาปีท่ี 2 เรื่องเส้นขนาน โดยการสอนแบบใช้สื่อประสมผลปรากฏวา่
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องเส้นขนาน โดยการสอนแบบใช้สื่อประสมของนักเรียนระดับชั้น
มัธยมศึกษาปีท่ี 2 หลังการเรียนสูงกว่าก่อนการเรียนและหลังการเรียนสูงกว่าเกณฑ์ 60 เปอร์เซ็นต์ อย่างมี
นยั สำคญั ทางสถติ ิทร่ี ะดบั .05

สอดคล้องกันกับ จิราวรรณ เทพจินดา (2551) ได้ทำการวจิ ยั เรือ่ ง การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ทฤษฎีบทพีทาโกรัสโดยการใช้สื่อประสม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 2โรงเรียนวัด
เขาศรีวิชัย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ผลปรากฏว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์เรื่อง ทฤษฎีบทพีทา
โกรัสของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนโดยใช้สือ่ ประสมหลังการเรียนสงู กว่าก่อนการเรียนและหลังการ
เรยี นสงู กว่าเกณฑ์ 60 เปอรเ์ ซน็ ต์ อยา่ งมนี ัยสำคัญทางสถิติที่ระดบั .01 ส่วน ณรงคฤ์ ทธิ์ ฉายา (2552) ได้ทำ
การวิจัยเรื่อง การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความคิดเห็นต่อวิชาคณิตศาสตร์ ของนักเรียนช้ัน
มธั ยมศึกษาปีที่ 2 เร่อื ง การแยกตวั ประกอบของพหุนามดีกรสี อง โดยการใช้ส่ือประสม โรงเรียนศรีบุณยานนท์
จังหวัดนนทบุรี ผลการวิจัยปรากฏว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การแยกตัวประกอบของ
พหุนามดกี รีสองของนักเรียนชน้ั มธั ยมศึกษาปีที่ 2 หลงั การเรียนสงู กว่าก่อนการเรียน อยา่ งมีนัยสำคัญทางสถิติ

29

ที่ระดับ.05 และหลังการเรียนสูงกว่าเกณฑ์ 60 เปอร์เซ็นต์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และนักเรียน
สว่ นใหญ่เห็นด้วยกับการเรยี นการสอนโดยการใชส้ ่อื ประสมว่าเหมาะสม

นอกจากนี้ สมศรี รำพรรณ์ (2552) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา
คณิตศาสตร์ เรื่อง สมการ โดยการใช้สื่อประสมของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6 โรงเรียนเซนต์ราฟาแอล
จังหวัดสมุทรปราการ ผลการวิจัยปรากฏว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง สมการ โดยการใช้
สื่อประสมของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6 หลังการเรียนสูงกว่าก่อนการเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติท่ี
ระดับ .05 และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวชิ าคณิตศาสตร์หลังการเรียนสูงกว่าเกณฑ์ 70% อย่างมีนัยสำคัญทาง
สถติ ทิ รี่ ะดบั .05 รวมท้ังนักเรยี นส่วนใหญเ่ ห็นดว้ ยอยา่ งย่ิงกบั การจดั กิจกรรมการเรยี นรูโ้ ดยการใช้ส่ือประสมว่า
มคี วามเหมาะสม

ในเวลาตอ่ มา ก่อเกยี รติ ขวัญสกุล (2561) ได้ทำการศึกษาเก่ียวกบั การพัฒนาส่ือประสม หนังสือ
อิแล็กทรอนิกส์แบบมีปฏิสัมพันธ์ กับวิดีโอโมชั่นกราฟิก เรื่อง พัฒนาการและระบบการพิมพ์ สำหรับนิสิต
สาขาวิชาเทคโนโลยกี ารศึกษา และคอมพิวเตอร์ศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม โดยการ
วจิ ยั คร้ังน้ีมวี ัตถุประสงค์เพอ่ื 1) พัฒนาส่อื ประสม หนังสืออิเล็กทรอนกิ ส์แบบมปี ฏสิ ัมพันธก์ บั วดิ ีโอโมชนั่ กราฟิก
เรือ่ ง พฒั นาการและระบบการพิมพ์ 2) ประเมินคุณภาพสือ่ ประสม หนงั สอื อิเลก็ ทรอนกิ สแ์ บบมีปฏสิ ัมพันธ์กับ
วิดีโอโมช่นั กราฟิก เร่อื ง พัฒนาการและระบบการพมิ พ์ 3) ศึกษาผลสมั ฤทธิ์ก่อนเรยี นและหลงั เรียน จากการ
ใช้ส่ือประสม หนังสอื อเิ ล็กทรอนิกสแ์ บบมีปฏสิ ัมพนั ธ์กบั วดิ โี อโมชน่ั กราฟกิ เรือ่ ง พฒั นาการและระบบการพิมพ์
4) ศึกษาดัชนีประสิทธิผลของการเรียนรู้ด้วยสื่อประสมฯ ที่พัฒนาขึ้น 5) ศึกษาผลการตอบรับของนิสิตทีม่ ีต่อ
การใช้สื่อประสมฯ ที่พัฒนาขึ้น กลุ่มเป้าหมายเป็นนิสิตชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาเทคโนโลยีการศึกษาและ
คอมพิวเตอร์ศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ที่ลงเรียนรายวิชาการผลิตสิ่งพิมพ์การศึกษา
จำนวน 17 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ สื่อประสม หนังสืออิเล็กทรอนิกส์แบบมีปฏิสัมพันธ์กับวิดีโอโมชัน่ กราฟิก
แบบประเมนิ คุณภาพส่ือประสม แบบทดสอบก่อนและหลงั เรียน แบบทดสอบกิจกรรมระหวา่ งเรียน และแบบ
ตอบรับของนิสิตที่มีต่อการใช่สื่อประสมฯ สถิติที่ใช้ได้แก่ สถิติ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ
สถติ ิ t-test (Dependent Sample)

ผลการวจิ ัยพบวา่
1. สือ่ ประสมหนังสืออิเล็กทรอนิกส์แบบมปี ฏสิ ัมพนั ธ์กบั วดิ โี อโมช่ันกราฟกิ เรื่อง พฒั นาการและระบบ
การพิมพ์ทีพ่ ฒั นาขึ้นมปี ระสทิ ธภิ าพสงู กวา่ เกณฑ์ (80.85/83.24)
2. ส่ือประสมฯ ท่ีพัฒนาข้ึนมคี ณุ ภาพในระดับเหมาะสมมากทสี่ ุด ( ̅ = 4.52 ,S.D.= 0.62)
3. ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนของผเู้ รียน หลังเรยี นสงู กวา่ กอ่ นเรยี น อยา่ งมนี ัยสำคญั ทางสถติ ทิ ีร่ ะดบั .05
4. ดัชนปี ระสทิ ธผิ ลการเรยี นรู้ของผเู้ รียน มคี ่าร้อยละ 68.66 (E.I. = 0.6866)
5. นิสติ มีผลตอบรับต่อการใชส้ ือ่ ประสมฯ ทพี่ ฒั นาขนึ้ ในระดับมาก ( ̅ = 4.37 , S.D. = 0.54)

จากผลการพัฒนาสื่อประสม หนังสืออิเล็กทรอนิกส์แบบมีปฏิสัมพันธ์กับวิดีโอโมชั่นกราฟิก สรุปได้วา่
ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในเนื้อหาที่เป็นขั้นตอนกระบวนการทำงานที่เป็นนามธรรมสูงขึ้น ซึ่งเป็นผล
จากการนำเอาสื่อประสมมาใชเ้ ป็นสื่อประกอบการเรียนการสอน อีกทั้ง เมื่อได้มีการทดสอบประสิทธิภาพและ
ประสิทธผิ ลเป็นไปตามเกณฑ์ที่ก าหนด ท าใหเ้ กิดความนา่ เชือ่ มน่ั ในการน าไปใช้ได้สูงยงิ่ ข้ึน

30

งานวจิ ยั ในตา่ งประเทศ

Hiramatsu (1982) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การใช้ชุดการเรียนการสอนรายบุคคลแบบสื่อประสมกับ
นักศึกษาวิทยาลัยชุมชนฟุตฮิลล์ ประเทศญี่ปุ่น นักศึกษาเรียนโดยใช้หนงั สือเรียน เทปโทรทัศน์ เทปวิทยุ และ
เทปแม่เหล็ก ผลการวจิ ัยปรากฏว่า ผลการเรียนรูข้ องนกั ศึกษาเป็นที่น่าพอใจ และนักศึกษามีเจตคตทิ ่ีดตี ่อการ
ใชช้ ดุ การเรียนการสอนรายบคุ คลแบบสอื่ ประสม

ส่วน Lichtenheld (1987) ไดท้ ำการวิจยั ศึกษาเกี่ยวกับแนวคดิ ทัศนคติของครูและนักเรียนที่มีต่อการ
เรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์ โดยการใช้วิธีการเรียนรู้แบบร่วมมือร่วมกับสื่อประสมระดับประถมศึกษา
โรงเรียนอัสติน แห่งรัฐเท็กซัส โดยกลุ่มตัวอย่างการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน
12 คน และครูจำนวน 24 คน ผลการวิจัยปรากฏว่า นักเรียน และครูมีเจตคติที่ดีขึ้นต่อวิชาคณิตศาสตร์
นอกจากนี้ผู้วิจัยได้ให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมว่า ควรมีการปรับเปลี่ยนวิธีการเรียนรู้แบบร่วมมือกับวิธีการสอน
แบบอื่นๆ นอกเหนือจากการใช้ส่ือประสม

ในเวลาต่อมา Bottge, et al. (2006) ได้ทำการศึกษา เพื่อประเมินผลการใช้หลักสูตรสำหรับนักเรียน
ที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณติ ศาสตร์ต่ำ ซึ่งเรียนอยู่ในโรงเรียนการศกึ ษาการศึกษาพิเศษสำหรับเด็กทีม่ ี
ปัญหาด้านพฤติกรรม หลักสูตรนี้ถูกออกแบบมาเพื่อพัฒนาทักษะทางด้านคณิตศาสตร์ของนักเรียนที่มีผลการ
เรียนต่ำ ซึ่งเน้นด้านการใช้สื่อประสม และการแก้ปัญหาโจทย์คณิตศาสตร์เป็นหลักเพื่อส่งเสริมให้เกิด
บรรยากาศของการเรียนรู้ ผลการวจิ ัยพบวา่ นักเรยี นมีผลสัมฤทธิท์ างการเรียน และทกั ษะการแก้ปญั หาสูงขึน้

เชน่ เดยี วกับ Wang (2010) ได้ทำการศึกษาเกยี่ วกับ การใช้เทคโนโลยีส่อื ประสมในจดั การเรยี นรู้ เพื่อ
ช่วยให้ครูได้จำลองผลที่เกิดจากการจัดการเรียนรู้และช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้จากการใช้สื่อประสม ซ่ึง
เป็นวิธีการจัดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพมากกว่าวิธีการสอนแบบเดิมๆ และศึกษาว่าเทคโนโลยีสื่อประสม
เหล่านี้มีประสิทธิภาพมากเพียงใด เมื่อนำมาใช้ในการจัดการเรียนรู้ การศึกษาครั้งนี้ได้พัฒนาสื่อการเรียนร้ขู น้ึ
ในรูปแบบออนไลน์ โดยใช้โปรแกรมแฟลช ซึ่งเป็นลักษณะโต้ตอบ ปฏิสัมพันธ์และใช้งานง่าย รวมทั้งการ
อภิปรายโดยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยในการออกแบบ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง มีการทดสอบ
ก่อนการเรียนและหลังการเรียน ตัวแปรที่ใช้ในการศึกษาคือ ความรู้ความสามารถ ทักษะการปฏิบัติงาน และ
ระดับความพึงพอใจของผู้เรียนในขณะเรียน ผลการวิจัยพบว่า ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญของ
ความรูค้ วามสามารถ และทักษะการปฏิบัตงิ าน แต่มคี วามแตกต่างกนั ในเร่ืองความพึงพอใจในการเรยี น ซ่ึงกลุ่ม
ที่ได้รบั การเรียนโดยใช้สือ่ ประสมมีความพึงพอใจมากกว่ากลมุ่ ที่ไดร้ บั การเรียนร้แู บบเดิม

นอกจากนี้ Nurmawati, Lusi, Edy and Maria (2019) ได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับ การใช้สื่อประสม
ปฏิสัมพันธ์ในการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
SDN Manyaran 01 Semarang ในปีการศึกษา 2019/2020 โดยผลจากการศึกษาพบว่า สื่อการเรียนรู้เป็น
เครื่องมือที่ช่วยครูในการพัฒนาระดับความสำเร็จในการเรียนรู้ของนักเรียน โดยสื่อการเรียนรู้มักได้รับการ
พัฒนาควบคู่ไปกับการพัฒนาเทคโนโลยี ซึ่งวัตถุประสงค์ของการศึกษาในครั้งนี้เพื่อให้ทราบว่า ผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรยี นวิชาคณิตศาสตร์ระหว่างนักเรียนท่ีได้รับการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ส่ือประสมปฏิสัมพันธ์ กับ
นักเรียนที่ได้รับการสอนแบบบรรยายตามปกติ ว่ามีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติหรือไม่ โดยการ
วิจัยคร้งั นี้ เปน็ การวจิ ัยเชิงปริมาณ ในรูปแบบการวจิ ยั เชิงทดลอง โดยศกึ ษาจากการทดสอบก่อนเรยี น และหลัง
เรียน กลุม่ ประชากรในการวิจัยคร้ังน้ี เปน็ นกั เรียนระดบั ชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี 4 โดยแบ่งกลุ่มตัวอยา่ ง

31

ในการวิจัยเป็นสองกลุ่มคือ กลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุม ซึ่งทั้งสองกลุ่มจะได้รับการทดสอบก่อนเรียน และมี
รปู แบบในการจดั การเรียนการสอนท่ีแตกต่างกัน โดยกลมุ่ ทดลองจะได้รบั การจัดการเรียนสอนท่ีใช้ส่ือประสม
ปฏิสัมพันธ์ ในขณะที่กลุ่มควบคุมจะได้รับการสอนแบบบรรยายตามปกติ หลังจากการเรียนการสอนเสร็จสิ้น
ทั้งสองกลุม่ จะได้รับการทดสอบหลังเรียน ซึ่งผลปรากฏวา่ กลุ่มทดลองท่ีไดร้ บั การจัดการเรียนการสอนโดยใช้
สื่อประสมปฏสิ มั พันธ์ มีระดับผลสัมฤทธิ์ทีส่ งู กว่ากลุม่ ควบคุม โดยกลุ่มทดลองมีค่าคะแนนเฉล่ียคิดเป็นรอ้ ยละ
74.88 ในขณะท่ีกลุ่มควบคุมมีค่าคะแนนเฉล่ยี คดิ เปน็ ร้อยละ 64.32 ดังนัน้ จงึ เป็นตวั ชว้ี ดั ได้วา่ การจัดการเรยี น
การสอนโดยใช้สื่อประสมปฏิสัมพันธ์ส่งผลให้ผู้เรียนมีระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้คณิตศาสตร์ที่ดีกว่าการ
จัดการสอนแบบบรรยายตามปกติ และเป็นการยกระดับความรู้ความเข้าใจในการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ของ
ผูเ้ รียนด้วยเช่นกนั

จากผลการวจิ ยั ทั้งในประเทศและต่างประเทศสว่ นใหญ่ จะเหน็ ได้ว่า หลงั จากทนี่ กั เรียนได้รับการสอน
โดยมีการใช้สื่อประสม หรือสื่อประสมปฏิสัมพันธ์นัน้ พบว่าส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนสูงขนึ้
และสูงกว่าการสอนแบบปกติ รวมถึงนักเรียนมีเจตคติที่ดีต่อวิชาคณิตศาสตร์เมื่อได้รับการเรียนรู้โดยใช้สื่อ
ประสม หรือสื่อประสมปฏิสัมพันธ์ ดังนั้น ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะนำรูปแบบการจัดการเรียนการสอนโดยใช้สื่อ
ประสมปฏิสัมพันธ์เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนการสอน และยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นคณิตศาสตร์ ของ
นักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีท่ี 3 และเพื่อเป็นการกระตุ้นผู้เรยี นให้มีพฤติกรรมทางการเรียนรู้ท่ีเหมาะสม และ
บรรลุผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถนำผลที่ได้จากการทำวิจัยไปประยุกต์ใช้ให้เป็น
ประโยชน์ต่อการจัดการเรียนการสอนต่อไป

32

บทท่ี 3
วิธีดำเนินการวจิ ยั

การวจิ ัยเรอ่ื ง ผลของการใชส้ ่ือประสมปฏิสมั พันธเ์ พ่ือพฒั นาการจัดการเรยี นการสอน และยกระดบั
ผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนคณติ ศาสตร์ ของนักเรียนระดับมธั ยมศกึ ษาปที ี่ 3

ผ้วู ิจยั ได้ดำเนนิ การวจิ ัย ตามขั้นตอนดังนี้

1. แบบแผนการวจิ ยั

การวจิ ัยคร้ังนี้ เป็นการวจิ ัยเชงิ ทดลองมีวตั ถุประสงค์เพ่ือศึกษาผลการยกระดับผลสัมฤทธ์ิทางการ
เรยี นคณติ ศาสตร์ระดับช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ี่ 3 โดยใช้ส่อื ประสมปฏสิ ัมพันธ์ในการจัดการเรียนการสอน

2. ประชากร/กล่มุ ตวั อยา่ ง

ประชากรของการวจิ ยั ครงั้ น้ีคือ นกั เรยี นระดบั ช้นั มัธยมศกึ ษาปที ่ี 3 ประจำปีการศึกษา 2564
จำนวน 5 ห้องเรียน ไดแ้ ก่ ม.3/3, ม.3/4, ม.3/5, ม.3/6 และ ม.3/8 สำหรับนักเรียนกลุ่มรายวชิ าคณติ ศาสตร์
พืน้ ฐาน และ จำนวน 2 ห้องเรียน ไดแ้ ก่ ม.3/2 และ ม.3/7 สำหรับนักเรียนกลุ่มรายวิชาคณติ ศาสตร์เพม่ิ เตมิ
รวมคดิ เป็นจำนวนนักเรียนทงั้ หมด 293 คน

กลุ่มตัวอยา่ งของการวจิ ัยในคร้ังน้ี ผวู้ จิ ยั ไดท้ ำการเลือกนักเรยี นในระดบั ชนั้ มัธยมศึกษาปีท่ี 3
จากจำนวน ห้องเรยี นท่ผี วู้ ิจยั รับผิดชอบปฏบิ ัติหนา้ ที่สอนทั้งหมด 7 หอ้ งเรียน โดยแบ่งเป็นสองกลุ่มการเรยี น
ในรายวิชาคณติ ศาสตร์พ้นื ฐาน จำนวน 5 หอ้ งเรียน และ คณิตศาสตร์เพมิ่ เติม จำนวน 2 ห้องเรยี น ซง่ึ ทำการ
เลอื กกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงสำหรับงานวจิ ยั นจี้ ำนวน 2 ห้องเรียน โดยเป็นกลุม่ นกั เรยี นที่เรียนใน
รายวชิ าคณิตศาสตร์พน้ื ฐาน จำนวน 1 ห้องเรียน และคณิตศาสตร์เพ่ิมเตมิ จำนวน 1 หอ้ งเรียน รวมคดิ เปน็
จำนวนทง้ั สน้ิ 86 คน และเป็นกลุม่ นกั เรยี นท่ีมรี ะดับผลสมั ฤทธใ์ิ นรายวิชาคณิตศาสตร์น้อยท่สี ดุ เมื่อ
เปรียบเทียบจากกลุ่มนกั เรียนท่ีเรยี นในรายวชิ าเดียวกนั

3. เครื่องมอื ท่ใี ชใ้ นการวิจยั

เครอื่ งมอื ที่ใชใ้ นการวจิ ยั คร้งั นี้ประกอบด้วย

3.1 แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธก์ิ อ่ นและหลังเรียน เรือ่ ง พรี ะมดิ กรวย และทรงกลม (สำหรับกลมุ่
ทีเ่ รยี นในรายวชิ าคณติ ศาสตร์พืน้ ฐาน) และ เรื่อง อตั ราสว่ นตรโี กณมติ ิ (สำหรบั กลุ่มทีเ่ รียน
ในรายวชิ าคณติ ศาสตรเ์ พ่ิมเติม) ระดบั ช้ันมัธยมศกึ ษาปีท่ี 3

3.2 ส่อื ประสมปฏิสมั พันธ์ ไดแ้ ก่ ใบงาน ใบความรู้ใบกิจกรรม เชน่ Live Worksheets
Top Worksheets เกมออนไลน์ โปรแกรมและ Applications ตา่ ง ๆ รวมถงึ สอื่ ของจรงิ
สอื่ เทคโนโลยี E-Learning และสอื่ มลั ติมเี ดียตา่ ง ๆ จากอินเตอร์เนต็

33

4. ขนั้ ตอนการสร้างเครอ่ื งมอื แต่ละประเภท

1. แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธิก์ ่อนและหลงั เรียน เรอ่ื ง พีระมดิ กรวย และทรงกลม
(คณิตศาสตร์พ้นื ฐาน) และ อตั ราสว่ นตรโี กณมติ ิ (คณิตศาสตรเ์ พิ่มเตมิ ) มขี ้นั ตอนในการสร้างดงั น้ี

1.1 ศกึ ษาเอกสารทเ่ี กีย่ วขอ้ งกบั วธิ ีการสรา้ งแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิ

1.2 วเิ คราะห์ตวั ชว้ี ดั ที่สอดคล้องกับเนอ้ื หา เรอื่ ง พรี ะมดิ กรวย และทรงกลม (คณติ ศาสตร์
พื้นฐาน) และ อัตราส่วนตรีโกณมิติ (คณติ ศาสตรเ์ พิม่ เติม)

1.3 สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธก์ิ ่อนและหลงั เรยี น

1.4 นำแบบทดสอบไปใหผ้ เู้ ชี่ยวชาญจำนวน 3 คน ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญด้านเนือ้ หา ด้านการสอน
คณติ ศาสตร์ และดา้ นการวดั และประเมินผล ตรวจสอบความถกู ต้องของการวัด และใชด้ ุลพินิจเพ่ือตรวจสอบความ
เทย่ี งตรงของเนื้อหา และนำตารางวเิ คราะห์คา่ ดัชนคี วามสอดคล้อง (IOC) ของผู้เชย่ี วชาญมาคำนวณคา่ ดัชนีความ
สอดคลอ้ ง

1.5 นำแบบทดสอบที่แก้ไขปรบั ปรงุ ไปทดลองใชเ้ พ่ือตรวจสอบหาคณุ ภาพของแบบทดสอบกับ
นักเรียนระกลุ่มอนื่ ทไ่ี ม่ใชก่ ลมุ่ ตัวอย่าง

1.6 การตรวจสอบคา่ ความเชอื่ ม่ัน (reliability) ของแบบทดสอบ

1.7 นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ก่อนและหลังเรียนไปทดสอบกับนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งเป็น
นกั เรยี นระดับชั้นมัธยมศกึ ษาปีท่ี 3 ทไ่ี ดท้ ำการคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจงตามเกณฑ์ท่ีผู้วิจยั กำหนด

2. การสรา้ ง และใชส้ ่อื ประสมปฏิสัมพนั ธ์ ในการจัดการเรียนการสอน
มีขัน้ ตอนในการสร้างดังนี้

2.1 ศึกษาวิเคราะห์ปัญหาของนักเรียน ในการเรียนรู้เรื่อง พีระมิด กรวย และทรงกลม
(คณติ ศาสตรพ์ ื้นฐาน) และ อตั ราสว่ นตรีโกณมิติ (คณิตศาสตรเ์ พ่มิ เติม)

2.2 ศกึ ษาหลักสูตรการศึกษาข้ันพนื้ ฐาน และหลักสูตรสถานศกึ ษาโรงเรยี น

2.3 ศึกษาเอกสาร ตำรา งานวิจยั ทเี่ กยี่ วขอ้ ง เพื่อเปน็ แนวทางในการจัดการเรยี นการสอนโดย
ใช้สื่อประสมปฏิสัมพันธ์ เรื่อง พีระมิด กรวย และทรงกลม (คณิตศาสตร์พื้นฐาน) และ อัตราส่วนตรีโกณมิติ
(คณิตศาสตร์เพม่ิ เตมิ )

34

การดำเนนิ การวจิ ยั / การเก็บรวบรวมข้อมลู

การวจิ ัยครง้ั นี้ เปน็ การวิจัยเชงิ ทดลอง โดยผู้วจิ ัยมขี นั้ ตอนในการเกบ็ รวบรวมข้อมูลเพื่อการวิจัย ดังน้ี

1. สร้างเครือ่ งมือทีใ่ ช้ในการวจิ ัย ได้แก่

1.1 แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธิ์ก่อนและหลงั เรียน เรื่อง พรี ะมดิ กรวย และทรงกลม (คณิตศาสตร์
พ้ืนฐาน) และ อตั ราสว่ นตรโี กณมติ ิ (คณติ ศาสตรเ์ พิม่ เตมิ ) ระดับช้นั มัธยมศึกษาปีท่ี 3

1.2 สอ่ื ประสมปฏสิ มั พนั ธ์ ไดแ้ ก่ ใบงาน ใบความรู้ใบกิจกรรม เชน่ Live Worksheets Top
Worksheets เกมออนไลน์ โปรแกรมและ Applications ตา่ ง ๆ รวมถึงสือ่ ของจริง สื่อเทคโนโลยี E-
Learning และสอื่ มลั ตมิ เี ดียต่าง ๆ จากอนิ เตอรเ์ นต็

2. สำรวจผลการประเมนิ การเรียนร้ใู นเรอื่ ง พีระมดิ กรวย และทรงกลม (คณติ ศาสตร์พนื้ ฐาน) ของ
นกั เรยี นระดบั ช้นั มธั ยมศึกษาปที ี่ 3 จำนวน 5 หอ้ งเรียน ได้แก่ ม.3/3, ม.3/4, ม.3/5, ม.3/6 และ ม.3/8
สำหรบั นกั เรยี นกลุ่มรายวชิ าคณติ ศาสตร์พื้นฐาน และสำรวจผลการประเมินการเรียนรใู้ นเรือ่ ง อตั ราสว่ น
ตรีโกณมิติ (คณิตศาสตร์เพ่ิมเติม) จำนวน 2 ห้องเรียน ได้แก่ ม.3/2 และ ม.3/7 สำหรับนักเรียนกลุ่มรายวชิ า
คณิตศาสตร์เพิ่มเติม รวมคิดเปน็ จำนวนนักเรยี นทั้งหมด 293 คน จากแบบทดสอบก่อนเรียน

3. คัดเลอื กกลมุ่ ตัวอยา่ งในการทำวิจัย จากจำนวนหอ้ งเรยี นท่ีผวู้ ิจัยรบั ผิดชอบปฏบิ ตั ิหน้าทีส่ อน
ทัง้ หมด 7 ห้องเรยี น โดยแบ่งเป็นสองกลมุ่ การเรียนในรายวิชาคณติ ศาสตร์พื้นฐาน จำนวน 5 หอ้ งเรยี น และ
คณิตศาสตรเ์ พมิ่ เติม จำนวน 2 ห้องเรยี น ซึ่งทำการเลือกกลมุ่ ตัวอยา่ งแบบเฉพาะเจาะจงสำหรับงานวจิ ยั น้ี
จำนวน 2 ห้องเรยี น โดยเป็นกลุม่ นกั เรียนทเ่ี รียนในรายวิชาคณติ ศาสตรพ์ นื้ ฐาน จำนวน 1 หอ้ งเรยี น และ
คณติ ศาสตรเ์ พม่ิ เตมิ จำนวน 1 หอ้ งเรียน และเป็นกล่มุ นกั เรียนทมี่ ีระดับผลสัมฤทธ์ใิ นรายวิชาคณติ ศาสตร์
นอ้ ยทส่ี ดุ เมื่อเปรียบเทยี บจากกลุ่มนกั เรียนที่เรยี นในรายวิชาเดียวกนั จากการทดสอบก่อนเรียน

4. นำแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี นเรื่อง พรี ะมดิ กรวย และทรงกลม (คณิตศาสตร์
พนื้ ฐาน) และ อัตราสว่ นตรีโกณมิติ (คณติ ศาสตรเ์ พม่ิ เติม) ระดบั ชนั้ มธั ยมศึกษาปีที่ 3
มาทำการทดสอบก่อนการเรียนกบั กลมุ่ ตวั อยา่ ง

5. ดำเนนิ การจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้ เรื่อง พีระมิด กรวย และทรงกลม (คณติ ศาสตรพ์ ื้นฐาน) และ
อตั ราสว่ นตรโี กณมิติ (คณติ ศาสตรเ์ พ่ิมเตมิ ) โดยใช้สอ่ื ประสมปฏสิ มั พนั ธ์ในการจัดการเรียนการสอน

6. นำแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน เร่ือง พรี ะมดิ กรวย และทรงกลม (คณติ ศาสตร์
พื้นฐาน) และ อตั ราส่วนตรโี กณมิติ (คณติ ศาสตรเ์ พ่ิมเติม) ระดับช้นั มธั ยมศึกษาปีท่ี 3
มาทำการทดสอบหลังการเรียนกบั กลมุ่ ตวั อย่าง หลงั จากสอนเนื้อหาทง้ั หมดแล้ว

7. นำผลท่ไี ด้จากการทำแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี น เรอื่ ง พรี ะมดิ กรวย และทรงกลม
(คณิตศาสตรพ์ ืน้ ฐาน) และ อัตราสว่ นตรีโกณมติ ิ (คณิตศาสตร์เพม่ิ เติม) ระดบั ชัน้ มธั ยมศึกษาปีที่ 3 ของก่อน
การเรยี นและหลงั การเรียน มาวเิ คราะห์ทางสถิตเิ พอื่ เปรียบเทียบผลสมั ฤทธิท์ างการเรียน โดยใช้
Paired-Sample T-Test

35

เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน

ผู้วิจยั จะทำการใหค้ ะแนนจากความถูกต้องในการทำแบบทดสอบก่อน และหลังได้รบั การจดั การเรียน
การสอนโดยใช้สื่อประสมปฏิสัมพันธ์ โดยแบบทดสอบในการวิจัยครั้งนี้ เป็นแบบทดสอบแบบเลือกตอบ
(multiple choice) โดยมี 4 ตวั เลือก ซ่งึ มจี ำนวนทง้ั หมด 20 ขอ้ คดิ เปน็ คะแนนขอ้ ละ 1 คะแนนดังนน้ั รวมคิด
เป็น 20 คะแนน

ดังน้ัน ในการวจิ ยั ครง้ั น้ี ผู้วจิ ัยจะนำคะแนนจากการทำแบบทดสอบก่อน และหลงั ได้รับการจัดการ
เรียนการสอนโดยใชส้ ่ือประสมปฏสิ ัมพันธ์ เพ่ือนำมาใชใ้ นการเปรยี บเทียบ และวเิ คราะห์ขอ้ มลู ในการวิจัยตอ่ ไป

การวิเคราะห์ข้อมูล

ในการศึกษาวจิ ยั ครั้งน้เี พ่ือ ศึกษาผลการยกระดับผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนคณิตศาสตร์ระดบั ชัน้
มัธยมศกึ ษาปีที่ 3 โดยใชส้ ื่อประสมปฏิสัมพนั ธ์ในการจัดการเรียนการสอน

ผูว้ จิ ยั ไดด้ ำเนินการวเิ คราะห์ต่างๆดังนี้

1. ตรวจสอบคุณภาพของแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธท์ิ างการเรียน เร่ือง พรี ะมิด กรวย และทรงกลม
(คณติ ศาสตรพ์ ้ืนฐาน) และ เร่ือง อตั ราส่วนตรโี กณมิติ (คณิตศาสตร์เพ่ิมเตมิ ) ดังน้ี

1.1 ตรวจสอบความเท่ียงตรง (Validity) ของแบบทดสอบโดยการหาค่าดชั นีความสอดคลอ้ ง
(index of item objective congruence: IOC)

1.2 ตรวจสอบค่าความเชื่อมน่ั (reliability) โดยการหาค่าสมั ประสทิ ธิแ์ อลฟา
( - Coefficient) ของ Cronbach

2. การทดสอบสมมตฐิ าน

2.1. นำคะแนนที่ได้จากการทำแบบทดสอบในช่วงระยะก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียน
การสอนโดยใช้สื่อประสมปฏสิ มั พันธ์ เพือ่ มาเปรียบเทยี บคา่ คะแนน ร้อยละ และค่าสถติ ิเชิงพรรณนา

2.2. ทดสอบค่าความแตกต่างด้วยวิธี Paired-Sample T-Test ของคะแนนเฉลี่ยของนักเรียนที่ได้
จากการทำแบบทดสอบในช่วงระยะก่อน และหลังได้รับได้รับการจัดการเรียนการสอนโดยใช้สื่อประสม
ปฏิสมั พันธ์ ด้วยการใชโ้ ปรแกรมสำเรจ็ รปู SPSS

36

5. สถิตทิ ใี่ ชใ้ นการวเิ คราะห์ข้อมูล

ในการวิจยั ครั้งนี้ ผูว้ ิจัยได้วิเคราะห์ข้อมลู ต่างๆโดยใช้สูตรทางสถติ ิ ดงั ต่อไปนี้

5.1 ค่ารอ้ ยละ (Percentage)

5.2 คา่ สถิตเิ ชิงพรรณนา ไดแ้ ก่ คา่ เฉลย่ี ( ̅) ค่าสว่ นเบีย่ งเบนมาตรฐาน ( S.D)

37
5.3 การทดสอบสมมติฐานโดยการทดสอบคา่ ความแตกตา่ งดว้ ยวธิ ี Paired-Sample T-Test

*หมายเหตุ : ผวู้ ิจัยเลือกใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS ในการวิเคราะห์ข้อมลู ทางสถติ ิ

38

บทที่ 4
ผลการวิจยั

การวิจยั ครงั้ นีม้ ีวัตถุประสงค์เพ่ือศึกษาผลการยกระดบั ผลสมั ฤทธิท์ างการเรียนคณิตศาสตร์ ระดับชัน้
มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 3 โดยใช้สอ่ื ประสมปฏสิ มั พนั ธใ์ นการจัดการเรียนการสอน โดยเสนอผลการวเิ คราะหข์ ้อมูลเปน็
ลำดบั ในลกั ษณะตารางประกอบคำบรรยายดังนี้

1. แสดงการเปรียบเทียบค่า คะแนน ร้อยละ และค่าสถิติเชิงพรรณนา ที่ได้จากการทำแบบทดสอบ
ในช่วงระยะก่อน และหลังได้รับการจัดการเรียนการสอนโดยใช้สื่อประสมปฏสิ ัมพนั ธ์ โดยนำเสนอข้อมูลในรูปของ
ตาราง และแผนภมู ิแท่ง

2. แสดงผลการทดสอบความแตกต่างของค่าคะแนนเฉลย่ี ของนักเรียน ท่ีไดจ้ ากการทำแบบทดสอบในช่วง
ระยะก่อน และหลังได้รับการจัดการเรียนการสอนโดยใช้สื่อประสมปฏิสัมพันธ์ ด้วยวิธี Paired-Sample T-Test
และนำเสนอในรปู ตาราง ดว้ ยการใชโ้ ปรแกรมสำเรจ็ รูป SPSS

การวจิ ัยครั้งนไ้ี ด้กำหนดสมมตฐิ านไวว้ า่ การจดั การเรยี นการสอนด้วยการใช้ส่ือประสมปฏสิ ัมพันธ์จะ
ช่วยสง่ ผลให้ผ้เู รียนมรี ะดับผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี นคณติ ศาสตรท์ ีส่ ูงข้ึน

ทั้งนี้ ผู้วิจัยได้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลคะแนนจากการทำแบบทดสอบทั้งในช่วงระยะก่อน และ
หลังไดร้ บั การจัดการเรียนการสอนโดยใชส้ อื่ ประสมปฏสิ มั พันธ์ โดยมีผลการวิเคราะหข์ ้อมลู เป็นดงั ต่อไปนี้

ตารางท่ี 4.1 แสดงคา่ คะแนนทีไ่ ดจ้ ากการทำแบบทดสอบในชว่ งระยะก่อนและหลังได้รบั การจัดการเรยี น
การสอนโดยใชส้ ่อื ประสมปฏิสมั พันธ์

ตารางที่ 4.1 (ตอ่ )

นักเรยี น คะแนนก่อนไดร้ ับการสอน คะแนนหลงั ไดร้ ับการสอน
คนที่ คะแนนเต็ม คิดเป็น
คะแนนเต็ม คดิ เปน็
20 รอ้ ยละ
20 ร้อยละ
1 7 35.00
14 70.00
2 11 55.00 17 85.00
17 85.00
3 10 50.00 18 90.00
16 80.00
4 12 60.00 15 75.00
12 60.00
5 11 55.00 11 55.00
8 40.00
6 8 40.00 14 70.00

7 6 30.00

8 5 25.00

9 4 20.00

10 9 45.00

39

ตารางท่ี 4.1 (ตอ่ )

นักเรียน คะแนนก่อนไดร้ บั การสอน คะแนนหลงั ไดร้ บั การสอน
คนที่ คะแนนเต็ม คิดเป็น
คะแนนเต็ม คดิ เปน็
20 ร้อยละ
20 รอ้ ยละ
11 8 40.00
14 70.00
12 4 20.00 10 50.00
13 65.00
13 7 35.00 13 65.00
17 85.00
14 6 30.00 12 60.00
11 55.00
15 10 50.00 14 70.00
12 60.00
16 5 25.00 15 75.00
13 65.00
17 5 25.00 8 40.00
17 85.00
18 8 40.00 18 90.00
12 60.00
19 6 30.00 13 65.00
20 100.00
20 8 40.00 15 75.00
14 70.00
21 7 35.00 14 70.00
11 55.00
22 3 15.00 10 50.00
12 60.00
23 10 50.00 19 95.00
19 95.00
24 12 60.00 17 85.00
15 75.00
25 5 25.00 10 50.00
12 60.00
26 8 40.00 17 85.00

27 19 95.00

28 7 35.00

29 7 35.00

30 7 35.00

31 4 20.00

32 5 25.00

33 5 25.00

34 15 75.00

35 16 80.00

36 10 50.00

37 10 50.00

38 5 25.00

39 6 30.00

40 8 40.00

40

ตารางท่ี 4.1 (ต่อ)

นักเรยี น คะแนนกอ่ นไดร้ ับการสอน คะแนนหลังได้รบั การสอน
คนท่ี คะแนนเต็ม คิดเปน็
คะแนนเต็ม คิดเปน็
20 รอ้ ยละ
20 รอ้ ยละ
41 8 40.00
14 70.00
42 2 10.00 8 40.00
10 50.00
43 5 25.00 16 80.00
11 55.00
44 12 60.00 17 85.00
15 75.00
45 5 25.00 17 85.00
15 75.00
46 12 60.00 16 80.00
14 70.00
47 12 60.00 10 50.00
10 50.00
48 13 65.00 14 70.00
17 85.00
49 12 60.00 18 90.00
15 75.00
50 12 60.00 15 75.00
11 55.00
51 12 60.00 16 80.00
14 70.00
52 5 25.00 12 60.00
17 85.00
53 5 25.00 15 75.00
14 70.00
54 7 35.00 14 70.00
10 50.00
55 10 50.00 15 75.00
16 80.00
56 12 60.00 13 65.00

57 12 60.00

58 7 35.00

59 4 20.00

60 12 60.00

61 8 40.00

62 6 30.00

63 13 65.00

64 12 60.00

65 12 60.00

66 12 60.00

67 6 30.00

68 12 60.00

69 11 55.00

70 7 35.00

41

ตารางท่ี 4.1 (ต่อ)

นกั เรียน คะแนนก่อนได้รบั การสอน คะแนนหลงั ไดร้ บั การสอน
คนที่ คะแนนเต็ม คิดเปน็
คะแนนเต็ม คดิ เปน็
20 รอ้ ยละ
20 ร้อยละ
71 11 55.00
14 70.00
72 9 45.00 14 70.00
16 80.00
73 12 60.00 15 75.00
16 80.00
74 12 60.00 10 50.00
18 90.00
75 12 60.00 17 85.00
16 80.00
76 4 20.00 17 85.00
10 50.00
77 14 70.00 14 70.00
18 90.00
78 13 65.00 11 55.00
19 95.00
79 10 50.00 12 60.00

80 11 55.00

81 5 25.00

82 7 35.00

83 12 60.00

84 5 25.00

85 15 75.00

86 6 30.00

ตารางท่ี 4.2 แสดงการเปรียบเทียบค่าคะแนน ร้อยละ และค่าสถิติเชิงพรรณนา ที่ได้จากการทำแบบทดสอบ
ในช่วงระยะก่อน และหลังได้รบั การจัดการเรยี นการสอนโดยใช้ส่ือประสมปฏิสัมพนั ธ์

Descriptive Statistics

คะแนนก่อนเรยี น N Range Minimum Maximum Mean Std.

Deviation

86 17.00 2.00 19.00 8.7791 3.45867

คะแนนหลงั เรียน 86 12.00 8.00 20.00 14.1279 2.83589

คะแนนกอ่ นเรยี น 86 85.00 10.00 95.00 43.8953 17.29334

(รอ้ ยละ)
คะแนนหลงั เรยี น 86 60.00 40.00 100.00 70.6395 14.17945
(รอ้ ยละ)
Valid N (listwise) 86

42

ภาพท่ี 4.1 แผนภูมิแท่งแสดงการเปรียบเทียบคะแนนก่อนเรียน และหลังเรียนที่ได้จากการทำแบบทดสอบ
ในช่วงระยะกอ่ น และหลงั ไดร้ บั การจัดการเรียนการสอนโดยใช้ส่อื ประสมปฏสิ มั พนั ธ์


Click to View FlipBook Version