The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by rtn.museum, 2022-05-09 06:53:13

Ebook 80 years Siam France Wars

๘๐ ปี ยุทธนาวีเกาะช้าง พ.ศ. ๒๔๘๔


กับทฤษฎีสงคราม และการรบทางเรือสมัยใหม่




พลเรือเอก กฤษฎา เฟื่องระบิล


ตอนที่ ๑ ท�าไมทหารเรือไทย-ฝรั่งเศส จึงท�ายุทธนาวีกันที่เกาะช้าง ?



มูลเหตุทางประวัติศาสตร์ และการเมือง ในอินโดจีนฝร่งเศส (ลาว เขมร และญวน) โดย

เหตุการณ์การสูญเสียดินแดนประเทศลาว และกัมพูชา อ้างว่าเพ่อป้องปรามมิให้ จอมพล เจียง ไคเชก


ให้แก่ฝร่งเศสใน พ.ศ. ๒๔๓๖ (๑๒๘ ปีมาแล้ว) (Chiang Kai-Shek) ของจีนคณะชาต ซ่งเป็นใหญ่







โดยฝรงเศสได้ใช้กาลงรบทางเรอบกรกเข้ามาในแม่นา บนแผ่นดินจีนในขณะน้น ส่งทหารเข้าไปในมณฑลยูนนาน







เจ้าพระยา เพ่อดาเนินการ “การทูตบีบบังคับ (Coercive ทางภาคใต้ของจีน และอาจเป็นไปได้อย่างย่งที่




Diplomacy)” หรือ “การทูตด้วยเรือรบเล็กจ๋ว จีนคณะชาติจะส่งทหารเข้าอินโดจีนฝร่งเศสด้วย สาหรับ
(Gunboat Diplomacy)” ฝ่ายไทยเรียกว่า “กรณ ี ไทยกับฝรั่งเศสนั้น ได้ท�าสนธิสัญญาไม่รุกรานกัน แต่สภา


ร.ศ. ๑๑๒” ได้ทาความเสียใจ และเจ็บใจให้แก่ประชาชน ของท้งสองฝ่ายยังมิได้ให้สัตยาบันกัน การท่รัฐบาลวิช ี

คนไทยเป็นอย่างยิ่ง ของฝร่งเศสตกลงยอมให้ญ่ปุ่นส่งทหารจานวนมาก





ต่อมาเม่อเกิดสงครามโลกคร้งท ๒ ในวันท ี ่ ในอินโดจีนฝร่งเศส สร้างความวิตกให้แก่รัฐบาลไทย








๑ กันยายน พ.ศ. ๒๔๘๓ ฝร่งเศสต้องพ่ายแพ้ต่อเยอรมัน (ซ่งในขณะน้นม พลตร แปลก พิบูลสงคราม เป็น
เมื่อวันที่ ๒๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๓ ต้องตั้งรัฐบาลใหม่ นายกรัฐมนตรี) เป็นอย่างย่ง เกรงว่าหากฝร่งเศสไม่สามารถ




ภายใต้การดูแลของเยอรมันเรียกว่ารัฐบาลวิช (Vichy รักษาอานาจอธิปไตยเหนืออินโดจีนได้ ลาว เขมร










ช่อเมืองทางตอนกลางของฝร่งเศสท่ใช้เป็นท่ทาการ และญวน กอาจตกเปนของญปน ซงอาจกระทบความมนคง






ของรัฐบาลภายใต้การนาของ จอมพล เปแตง แม่ทัพฝร่งเศส ของชาต ดังน้น เพ่อเป็นการปกป้องผลประโยชน์ของ










จากสงครามโลกครงท ๑) ขณะเดยวกันทางด้านเอเชย ชาติ และป้องกันมิให้ประชาชนชาวอินโดจีนฝรั่งเศส ซึ่ง


ตะวันออกไกล ญ่ปุ่นก็เร่มดาเนินนโยบายขยายอานาจ เดิมเป็นคนไทยจะต้องตกอยู่ในการปกครองของญ่ปุ่น





ทางการทหารไปสู่ดินแดนประเทศอ่น ข้นแรกได้ยึด จึงมีการส่งทูต คือ พันเอก หลวงพรหมโยธิน (ต่อมาเป็น
แมนจูเรียไปจากจีน ต่อมารบกับจีนโดยตรง และต่อมา แม่ทัพบูรพา) และ พันตรี ไชย ประทีปเสน (ท่านนี้ต่อมา
ญ่ปุ่นได้ทาความตกลงกับรัฐบาลวิชีของฝร่งเศส ขอส่ง ได้เป็นเอกอัครราชทูตไทย/ปารีส ใน พ.ศ. ๒๔๙๙-๒๕๐๐



ทหารจานวน ๒๕,๐๐๐ นาย เข้าไปดูแลสถานการณ์ ขณะน้นผู้เขียนได้ติดตามบิดาซ่งไปเป็นรองผู้ช่วย



นาวิกศาสตร์ 8
ปีที่ ๑๐๕ เล่มที่ ๑ มกราคม ๒๕๖๕


ทูตทหารเรือท่นั่น) ไปเจรจากับรัฐบาลอินโดจีน




ฝร่งเศสท่ฮานอย ในวันท ๑๑ กันยายน พ.ศ. ๒๔๘๓

โดยย่นข้อเสนอ ๓ ข้อ อันเป็นข้อแม้ว่าจะยินยอมให้
สัตยาบันในสัญญาไม่รุกรานกันระหว่างไทย-ฝร่งเศส

ถ้าฝรั่งเศสยินยอม

๑) ปักปันเขตแดนระหว่างไทย-ฝร่งเศส ให้ถือ
ร่องน�้าลึก (Thalweg) ของแม่น�้าโขงเป็นเกณฑ์
๒) ปักปันเขตแดนไทย-ฝร่งเศส ให้ใช้ธรรมชาติแบ่ง






คือ แม่นาโขง ดังน้น ดินแดนอินโดจีนฝร่งเศสท่อยู่ฝั่งขวา


ของแม่นาโขงตรงข้ามหลวงพระบาง และปากเซ ท่ไทย



ใน พ.ศ. ๒๔๕๐ จาต้องมอบให้ฝร่งเศสหลังกรณ ี

ร.ศ. ๑๑๒ เพ่อแลกกับการท่ฝร่งเศสต้องถอนตัวจาก


การยึดจันทบุรี-ตราด คืนให้แก่ไทย
๓) ถ้าอนโดจน (ลาว เขมร และญวนทงหมด)













ต้องเปลยนอธปไตยเป็นของญป่น ฝรงเศสต้องคนลาว
เขมร ให้แก่ไทย (เพราะเคยเป็นของไทยมาก่อน)
ในวันท ๑๗ กันยายน พ.ศ. ๒๔๘๓ ฝร่งเศสได้ปฏิเสธ




ไทยท้ง ๓ ข้อเรียกร้อง โดยอ้างว่าสามารถปกป้องอธิปไตย



ฝร่งเศส ท้งยังส�าทับว่า “ยกดินแดนท่เคยเป็นของสยาม
“แผนที่สยามและอินโดจีนใน ค.ศ. ๑๘๑๕ (พ.ศ. ๒๓๙๔





ให้ญ่ปุ่นดีกว่าคืนให้สยาม” เม่อฝร่งเศสมาไม้น และม ี ปีสุดท้ายในรัชสมัย ร.๓) พิมพ์โดยฝรั่งเศส แสดงให้เห็น ดังนี้
การลงข่าวในหนังสือพิมพ์แพร่กระจายไป คนไทยซ่งม ี สีเขียว แสดงอาณาจักรสยามแท้ ๆ (เหนือสุดแค่พิษณุโลก ตะวันออก



ความตื่นตัวตอกระแสชาตินิยมอันเปนผลจากการปฏิรูป ไปถึงสุวรรณเขต ป่าสัก พระตะบอง)
วัฒนธรรมไทย จึงแสดงความไม่พอใจ สีเหลือง แสดงประเทศราชของสยามเดี่ยว ๆ (เชียงใหม่ เถิงเดียนเบียนฟู
ปัตตานี หลวงพระบาง เคดะ กลันตัน ตรังกานู นครวัด และเสียมราฐ)

หลังจากน้น ฝร่งเศสได้เคล่อนขบวนทหารญวนมา สีชมพู แสดงเขตที่ทั้งสยามและญวนร่วมกันเป็นเจ้าประเทศราช





ประชดเขตแดนไทยทางด้านอรญประเทศ ปราจนบร ี (เขมรส่วนใหญ่เกือบทั้งหมดยกเว้น นครวัด เสียมราฐ)




ทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือได้เคล่อนพลมาประชิด และ เรือเอก สวัสด คงศิริ) ไปเจรจากับ รัฐบาล

ชายแดนไทยท่ป้อมสาโรง จังหวัดเสียมราฐของเขมร เยอรมันท่เบอร์ลิน และผู้บัญชาการทหารเยอรมัน


ติดกับจังหวัดสุรินทร์ ท่เมืองเก่าตรงข้ามปากเซของลาว ในการยึดครองกรุงปารีส คณะทูตได้ออกเดินทาง

ท่สุวรรณเขตของลาวติดกับชายแดนจังหวัดอุบลราชธาน ี เมื่อวันที่ ๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๘๓ ในการเจรจากับรัฐบาล



ที่เขตลาวตรงข้ามมุกดาหาร และที่ท่าแพของลาว เยอรมน คณะนายทหารไทยได้พบกบ จอมพลอากาศ








เม่อเหตุการณ์เป็นเช่นน คนไทยได้ออกมาเดินขบวน เกอรง ซงเกอรงได้ให้ไฟเขยวกบไทยในการเรียกร้อง





เรียกร้องดินแดนคร้งส�าคัญ เม่อวันท ๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๘๓ ดินแดนคืน ขอแต่เพียงให้เป็นดินแดนที่เคยเป็นของไทย


และรัฐบาลไทยได้ส่งทูตอันประกอบด้วยนายทหารบก เท่าน้น เพราะเกรงว่าเร่องจะบานปลายขยายแนวรบ



๒ นาย (พันโท ประยูร ภมรมนตร และ พันตร ไชย ประทีปเสน) ท่เยอรมันไม่อาจช่วยได้ นอกจากน้น จอมพลอากาศ

และนายทหารเรือ ๒ นาย (เรือเอก ชล สินธโสภณ เกอริง เสืออากาศ เหรียญกล้าหาญ Blue Max


นาวิกศาสตร์ 9
ปีที่ ๑๐๕ เล่มที่ ๑ มกราคม ๒๕๖๕



ของเยอรมัน ในสงครามโลกคร้งท ๑ ผู้นาเบอร์ ๒ รองจาก


ฮิตเลอร์ ยังได้กล่าวว่ายินดีช่วยเหลือไทยในการเรียกร้อง

ดินแดนเมืองมะริด และทวาย ท่เสียให้แก่อังกฤษ
อย่างไม่เป็นธรรมด้วย
ส่วนการเจรจากับผู้บัญชาการทหารเยอรมันท ่ ี
ยึดครองกรุงปารีส ดรีทริซ ฟอน โชลทิช (Dietrich von



Choltitz ต่อมานายพลผู้น้ได้ขัดคาส่งฮิตเลอร์ไม่ยอม


ทาลายกรุงปารีส เม่อกองทัพพันธมิตรเคล่อนพลจาก











หาดนอรมงดจะเขากรงปารส) ใหชวยสงการไปยงรฐบาล







วิชีของฝร่งเศส เพ่อช่วยยับย้งความพยายามท่จะใช้กาลัง
ทหารตามชายแดนกับไทย ปรากฏว่าไม่เป็นผล คณะทูตไทย

ได้ถือโอกาสเข้าเย่ยมชมป้อมมายิโนต์ (Maginot Line)
ท่สร้างข้นตามแนวชายแดนฝร่งเศส เยอรมัน ด้วย



ความคิดจะเอามาใช้ในการป้องกันประเทศฝร่งเศส

จากเยอรมันด้วยป้อมมายิโนต์อันใหญ่โตแข็งแกร่ง

จะเปนปราการปองกนการบกของเยอรมนได แตเยอรมัน






กลับใช้ยุทธวิธีสงครามสายฟ้าแลบ (Blitzkrieg)


นารถถังอ้อมเข้าเบลเย่ยมมาตียึดกรุงปารีสได้เกือบ






ทนททระเบดฉากการสงคราม ในการเข้าเยยมชม

แผนที่เขตแดนไทยสมัยต้นรัตนโกสินทร์ตามที่ไทยระบุเอง
จากหนังสือ “บุกเขมร” ของนายหนหวย ป้อมมายิโนต์ คณะทูตทหารไทยได้พบคณะนายทหาร
จอมพลอากาศ แฮร์มานน์ เกอริง พลเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน)
อธิบายภาพ จากการท่พลตรี (ต่อมาเป็นพลเอก) พระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) เคยเป็นเพ่อนร่วมรุ่น


กับจอมพลอากาศ เกอริง ของนาซีเยอรมัน การประสานงานเพ่อเจรจาความเมืองจึงเป็นไปอย่างสะดวกราบร่น จอมพลอากาศ


เกอริง ผู้นี้ เคยเรียนศิลปะมวยไทยจาก พลตรี พระศักดาพลรักษ์ นักเรียนนายร้อยคนดังอื่น ๆ ใน “นายร้อยเยอรมันรุ่นไกเซอร์” นี้ ก็มี
จอมพล รอมเมล, พลเอก โตโจ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นในสมัยสงครามอินโดจีน และสงครามโลกครั้งที่ ๒
นาวิกศาสตร์ 10
ปีที่ ๑๐๕ เล่มที่ ๑ มกราคม ๒๕๖๕

พันโท ประยูร ภมรมนตรี งานเลี้ยงต้อนรับคณะทูตของไทยที่ไปเยือนกรุงเบอร์ลิน
ก�าลังเจรจากับนายพลเยอรมัน เมื่อเดือนพฤศจิกายน ๒๔๘๓ (ถ่ายโดยเรือเอก สวัสดิ์ คงศิริ)









ญป่นทมาชมป้อมนเหมอนกน จงทราบว่าญป่นมแผน กองทัพบูรพา กองทัพอิสาน กองพลผสมปักษ์ใต้ กองพลพายัพ





ที่จะบุกเอเชียอาคเนย์ในอนาคตอันใกล้ และกองพลผสมกรุงเทพฯ โดยกองทัพบูรพาม พันเอก




เม่อการดาเนินการทางการทูต และการเมืองเพ่อ หลวงพรหมโยธ เป็นแม่ทัพ มีภารกิจเข้าตีด้านประเทศเขมร

หาสันติวิธีในการตกลงกันมาถึงทางตัน ฝร่งเศสได้ม ี เพ่อเข้ายึดกรุงพนมเปญ โดยรบบรรจบกับกองทัพอิสานท ่ ี





การเคล่อนไหวอย่างคึกคักเพ่อเตรียมกาลังรบ โดยโยกย้าย พนมเปญ แล้วจะให้ทั้งสองกองทัพกวาดล้างข้าศึกขึ้นไป
กาลังทหารจากอ่าวตังเก๋ยมายังชายแดนไทยพร้อมอาวุธ ตามแนวแม่นาโขงเพ่อบรรจบกับกองพลพายัพ กองทัพ







ยุทธภัณฑ์ และเสบียงอาหาร บางแห่งวางท่ต้งปืนใหญ่ บูรพามีการประกอบก�าลัง ๕ กองพล โดย ๑ ใน ๕ คือ

หันปากกระบอกมายังฝั่งไทย มีการเคล่อนไหวทางอากาศ กองพลจันทบุร ประกอบกาลังด้วยกองพันนาวิกโยธิน







ใช้เคร่องบินมาบินสอดแนมเข้ามาในเขตไทยอย่างต่อเน่อง ท ๑ ๒ และ ๓ กองพันทหารม้าท ๔ (ม.พัน.๔ ซ่งม ี




ในวันท ๒๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๘๓ ท่บ้านพร้าว และท ่ ี ที่ตั้งอยู่ที่ค่ายตากสิน จังหวัดจันทบุรี ปัจจุบัน) กองพัน

อ�าเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย วันที่ ๒๓ ตุลาคม ทหารปืนใหญ่นาวกโยธน กองทหารข่าวทหารบก





พ.ศ. ๒๔๘๓ เคร่องบินท้งระเบิดบินเข้ามาเหนืออาเภอ
โพนพิสัย จังหวัดหนองคาย วันท ๒๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๘๓



มีการบินลาแดนเข้ามาทางก่งอาเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด





ลกเข้ามา ๕ กโลเมตร แล้วบนกลบไปทางทะเล วนท ่ ี




๒๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๘๓ ทหารไทยจับทหารฝร่งเศสท่เข้ามา

ลาดตระเวนในเขตแดนไทยที่บ้านโคกสูง อรัญประเทศ
วันที่ ๑๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๘๓ มีการแต่งตั้ง
หน่วยสนาม โดย พลตร หลวงพิบูลสงคราม นายกรัฐมนตร ี

เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด และแม่ทัพบก พลเรือตร ี
หลวงสินธุสงครามชัย (นักเรียนนายเรือ หมายเลข ๒๔๗
รุ่น พ.ศ. ๒๔๕๘ จบการศึกษาโรงเรียนนายเรือเดนมาร์ก
พ.ศ. ๒๔๗๒) ผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นแม่ทัพเรือ
นาวาอากาศเอก หลวงอธึกเทวราช รองผู้บัญชาการ พลตรี หลวงพิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี
ทหารอากาศ เป็นแม่ทัพอากาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และผู้บัญชาการทหารสูงสุด
หลังวันที่ ๑๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๘๔


วันท ๒๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๘๓ ผู้บัญชาการ ไทยได้รับมณฑลบูรพาคืนจากฝรั่งเศส ได้รับโปรดเกล้าฯ ข้ามขั้น



ทหารสูงสด ไดออกคาสงจดตงกองทพบกสนาม ประกอบดวย จากพลตรี เป็นจอมพล (กระทรวงกลาโหมเสนอแค่พลโท)







นาวิกศาสตร์ 11
ปีที่ ๑๐๕ เล่มที่ ๑ มกราคม ๒๕๖๕



และกองทหารส่อสาร กองทัพบก สาหรับทหารนาวิกโยธิน



ท้งหมด มีท่ตั้งท่สัตหีบ จังหวัดชลบุร และกรุงเทพมหานคร



การเคล่อนทัพของนาวิกโยธินไปประจาการรบ ต้องกระทา �
ด้วยการลาเลียงทางเรือจากท่ต้งสัตหีบ และกรุงเทพมหานคร





กองพลนาวิกโยธินจันทบุร (กองพลจันทบุรี) ม นาวาตร ี



ทองหล่อ (ต่อมาเปล่ยนช่อเป็นทหาร) ขาหิรัญ
(นักเรียนนายเรือ หมายเลข ๒๘๓ รุ่น พ.ศ. ๒๔๖๑)
เป็นผู้บัญชาการกองพล





พลเรือตรี หลวงสินธุสงครามชัย ผู้บัญชาการทหารเรือ
และแม่ทัพเรือ ท่านเป็นเจ้าภาพงานมงคลสมรสของบิดา มารดา
ผู้เขียนที่ราชนาวิกสภา เมื่อวันที่ ๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๐ และเมื่อ เรือหลวงช้าง (ล�าที่ ๑) เป็นเรือล�าเลียง ประจ�าการตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๔๗



พ.ศ. ๒๕๑๗ บิดาเคยพาไปไหว้ท่านท่วัดเครือวัลย์ หลังสาเร็จการศึกษา ถง พ.ศ. ๒๕๐๕ ต่อจากสก๊อตแลนด์ เคร่องยนต์ม ๓ สูบ ม ๔ ชอ





คือ เดิมชื่อจ�าเริญ --->บุ๊ก--->วิเทศกิจการ-->ช้าง ในสงครามอินโดจีน

เป็นเรือหลักในการลาเลียงนาวิกโยธินและทหารอากาศไปสถาปนา

กาลังท่จันทบุร และป้อนเช้อเพลิงเคร่องบินให้ทหารอากาศ หลังการรบ






๑๗ มกราคม ๒๔๘๔ เป็นเรือลาแรกท่เข้าไปช่วยเหลือดับไฟ
บนเรือหลวงธนบุรี และจูงเรือหลวงธนบุรีมาเกยตื้นที่แหลมงอบ
การลาเลียงทหารแห่งกองพันท ๑ ๒ และ ๓



นาวิกโยธิน จากกรุงเทพมหานครและสัตหีบ ไปสถาปนา
ก�าลังรบที่จันทบุรีและตราด เริ่มตั้งแต่วันที่ ๓ ธันวาคม
พ.ศ. ๒๔๘๓ ไปสิ้นสุดในวันที่ ๒๕ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๔



รวม ๗ เท่ยว โดยเรือหลวงอ่างทอง (ลาท ๑ คือ









เรือพระที่น่งจักร ลาท ๒ ท่ปลดจากเรือพระท่น่งแล้ว)





เรือหลวงช้าง (ลาท ๑) เรือหลวงเจ้าพระยา (ลาท ๑)

เรือหลวงพงัน (ล�าที่ ๑) และเรือหลวงคราม (ล�าที่ ๑)
ตลอดเดือนพฤศจิกายน ๒๔๘๓ ฝร่งเศสได้


เคล่อนพล และยุทโธปกรณ์เข้ามาประชิดตลอดชายแดนไทย

และมีการส่งเคร่องบินมาลาดตระเวนตรวจการณ์





นาวาตรี ทองหล่อ (ทหาร) ข�าหิรัญ อย่างต่อเนอง โดยวนท ๒๗-๒๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๘๓
ผู้บัญชาการกองพลจันทบุรี บินเข้ามาถ่ายภาพ และท้งระเบิดพ้นท่จังหวัดนครพนม



เมื่อ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ เหล่าทหารนาวิกโยธิน อินทรธนูไม่มี


“หูกระทะ” หูกระทะแบบอังกฤษจึงเป็นเครื่องหมายนักรบในทะเล วันท ๓๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๘๓ บินเข้ามาตรวจการณ์
นาวิกศาสตร์ 12
ปีที่ ๑๐๕ เล่มที่ ๑ มกราคม ๒๕๖๕






อาเภอศรีเชียงใหม่ อาเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย อันสาคัญกว่า ซ่งอาจจะเกิดข้นได้ในภายหลัง เพราะ
และในวันที่ ๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๓ เวลา ๐๘.๓๐ น. สถานการณ์ของโลกกาลังอยู่ในวิกฤตกาล (สงครามโลก






นาวิกโยธินฝรั่งเศสยกพลมาทางเรือ พยายามที่จะขึ้นบก คร้งท ๒ ในยุโรประเบิดข้นแล้ว ต้งแต่เยอรมันบุกโปแลนด์




ที่ฝั่งทะเลจังหวัดตราด เมื่อไทยเราทราบ กองบินจังหวัด เม่อวันท ๑ กันยายน พ.ศ. ๒๔๘๒ และญ่ปุ่นบุกแมนจูเรีย
จันทบุร จึงส่งเคร่องบินขับไล่โดยม นาวาอากาศตร ี จีน กับส่งทหาร ๒๕,๐๐๐ นาย เข้ามาในอินโดจีนฝร่งเศส




หลวงล่าฟ้าเริงรณ (ก่ง ผลานุสนธิ) เป็นผู้บังคับฝูง แล้ว) ในระหว่างน้เราไม่สามารถหากาลังเพ่มจากท่อ่นได้








เข้าถล่มกองเรือนาวิกโยธินฝร่งเศส ทาให้ข้าศึกไม่สามารถ นอกจากน้นจักต้องออมเช้อเพลิงไว้สาหรับงานใหม่



ยกพลข้นบกได้ และถอยไปจังหวัดเกาะกง (เร่องน้ทัพเรือ ต่อไปเช่นกัน



ส่งนายทหารข้นไปตรวจสอบแล้วไม่เป็นความจริง ๒. ทาการรักษาเส้นทางคมนาคมภายในทะเล


-ผู้เขียน) ไว้ส�าหรับการล�าเลียงทหาร อาวุธยุทโธปกรณ์ และยุทธ
สัมภาระที่ประสงค์จะส่งไปยังจุดที่ต้องการ
หน้าท่กองทัพเรือ และยุทธศาสตร์ทางเรือของไทย ๓. ป้องกันมิให้ข้าศึกทาการรังควานเส้นทาง






ในสงครามอินโดจีน คมนาคม หรอมาลาเลียงทหารข้นบนดนแดนของเราได้














รัฐบาล และผู้บัญชาการทหารสูงสุดได้กาหนดหน้าท ี ่ เพอเปนการปองกนปก และดานหลงของกาลงททาการรบ
กองทัพเรือสงคราม ดังนี้ บนบกอย่าให้ต้องชะงักลง

๑. หาโอกาสใช้กาลังส่วนใหญ่ทาลายกาลังส่วนย่อย ๔. ให้ความอบอุ่นใจแก่ราษฎรชายแดนริมฝั่งทะเล







ของข้าศึก ในย่านที่สามารถจะไปด�าเนินการได้ ในขณะ ในการดาเนินการตามหลักท่กล่าวมาน ให้ทา
เดียวกันต้องออมกาลังไว้เพ่อเหตุการณ์ฉุกเฉิน การร่วมมือกับกองทัพอากาศ นอกจากน้น พลตร พลเรือตร ี




ทหารฝรั่งเศสชักธงขึ้นที่ตราดใน ร.ศ. ๑๑๒ เพื่อเป็นหลักประกัน วันที่ ๒๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๔๙ สยามต้องยกพระตะบอง
มิให้สยามบิดพลิ้วไม่ยอมรับเงื่อนไขการชดใช้ค่าเสียหาย ศรีโสภณ เสียมราฐ เพ่อแลกเอาตราดและเกาะต่าง ๆ คืน

(ที่ไปฆ่า Grosgurin จเรทหารฝรั่งเศสตายเมื่อไปปราบฮ่อ วันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๕๐ ยกไชยะบุรี จ�าปาศักดิ์






และก้าวร้าวยิงเรือฝร่งเศสจมเสียหายเม่อบุกเข้ามาในแม่นาเจ้าพระยา) ในลาวเพ่อแลกเอาจันทบุรีคืนมา (รวม ๑๑ ปี ต้องอยู่ในอาณัติฝร่งเศส)
นาวิกศาสตร์ 13
ปีที่ ๑๐๕ เล่มที่ ๑ มกราคม ๒๕๖๕




หลวงพิบูลสงคราม นายกรัฐมนตร รัฐมนตรีว่าการ และโดยท่เรือรบท่ต่อด้วยเหล็ก ไทยยังไม่สามารถต่อเองได้
กระทรวงกลาโหม และผู้บัญชาการทหารสูงสุด ยังได้ ทั้งยังไม่สามารถหามาเพิ่มเติมจากที่อื่นได้ เรือรบจึงเป็น



กล่าวสาทับยืนยันเม่อวันท ๒๓ เมษายน พ.ศ. ๒๔๘๔ ทรัพยากรท่มีค่าสาหรับประเทศไทย และเรือรบยังเป็น









หลังเหตุการณ์การรบว่า “กองทพเรอมหน้าททาการ อาวุธส้นเปลืองนามันเช้อเพลิงมาก หากไทยบุกทางเรือ







รักษาฝั่ง ไม่ต้องการรุกรานใคร ฉะนั้น จึงมิได้รับค�าสั่ง ไปทาการรบในน่านนาอ่น อาจจะเป็นการเสยงภัยต่อ







ให้ทาการล่วงลาเข้าไปในน่านนาข้าศึก” และน่คือ การป้องกนประเทศได้อย่างอเนกอนนต์ ยทธศาสตร์





ภาพพจน์ลักษณะสงครามทางเรือท่ผู้บังคับบัญชา ทางเรือจึงก�าหนดให้มีบทบาทแค่การป้องกันฝั่ง ป้องกัน

ต้องการให้เกิดขึ้น การถูกตีตลบหลัง ท้งยังต้องพิจารณาการยุทธ์มิให้ม ี





การกาหนดยุทธศาสตร์ทางเรือเช่นน้ก็นับได้ว่า การเส่ยงต่อการสูญเสียเรือรบอันมีค่าสาหรับชาติด้วย









มีเหตุผลท่ด เพราะไทยต้องเสียดินแดนฝั่งขวาแม่นาโขง การยทธทางเรอจงต้องดาเนนการแบบถนอมกาลงทเรยกวา







พ.ศ. ๒๔๔๖ และเสียดินแดนพระตะบอง ศรีโสภณ “กองเรือคงชีพ (Fleet in Being)” เปรียบเทียบกับ
การลงทุนในตลาดหุ้นก็คือ ลงทุนแบบเส่ยงมากไม่ได้

มิฉะน้นจะหมดตัว ในขณะเดียวกันอากาศยานรบ




ในขณะน้นมีเทคโนโลยีระดับพ ๆ รถจักรยานยนต์
โครงทาด้วยไม้ บุด้วยผ้าใบ กรมช่างอากาศไทยผลิตเองได้



จึงสามารถเส่ยงได้มากข้น บุกได้มากข้น การสูญเสีย

เครื่องบินอาจถือได้ว่าเป็นเรื่องขี้ปะติ๋ว หากเปรียบเทียบ

กับการสูญเสียเรือรบ การมอบหน้าท่กองทัพเรือ


ในสงครามอินโดจีนว่า “จักต้องออมเช้อเพลิงไว้สาหรับ
การสร้างเครื่องบินเองของกองทัพอากาศไทยยุค พ.ศ. ๒๔๘๔

งานใหม่ต่อในภายภาคหน้า” ทาให้เรือรบไทยท่ไป

มณฑลบูรพาในเขมร เน้อท่ประมาณ ๕๑,๐๐๐ ตาราง ป้องกันประเทศเป็นด่านหน้า (Forward Defense)






กิโลเมตร เพ่มเติมให้แก่ฝร่งเศสเพ่อแลกกับการเอา ณ บริเวณเกาะช้าง ไม่ติดไฟเม่อจอดเรือ เรือตอร์ปิโดใหญ่
ดินแดนจันทบุรี-ตราด คืนมาจากฝร่งเศส จันทบุร ี เช่น เรือหลวงสงขลา (ล�าที่ ๑) เรือหลวงชลบุรี (ล�าที่ ๑)








และตราดจึงเป็นดินแดนท่เคยอยู่ภายใต้ธงชาติฝร่งเศส หากตดไอนากพรอมจะเปลองนามนชวโมงละ ๑ ตน หรอ








หากฝร่งเศสสามารถยกพลข้นบกท่จันทบุรี-ตราดได้ ๑,๐๐๐ ลิตร ราคานามันดีเซลปัจจุบัน (พ.ศ. ๒๕๖๔) ราคา





ก็อาจยกทัพมายังกรุงเทพฯ หรือบุกตลบหลังกองทัพบก ลิตรละ ๓๐ บาท น้น หากเรือตอร์ปิโดใหญ่ติดไฟพร้อมไว้



และกองทัพอากาศท่กาลังยาตราทัพเข้าไปในมณฑล ตลอดเวลา จะเปลืองนามันเช้อเพลิงเป็นเงินช่วโมงละ





บูรพาในเขมรได้โดยง่าย ๓๐,๐๐๐ บาท ถ้าติดไฟตลอดท้งวัน จะส้นเปลือง


อีกประการ สงครามโลกในยุโรป เยอรมันกาลัง เชื้อเพลิงวันละ ๗.๒ แสนบาทต่อล�า ถ้าเรือทุกล�าติดไฟ







แผ่ขยายอานาจไปครอบครองดนแดนประเทศอน มีไอนาพร้อมทุกลา จะเห็นว่าจะต้องหมดเปลืองเงิน



อย่างกว้างขวาง การท่ญ่ปุ่นบุกแมนจูเรีย และจีน ตลอดจน เป็นจานวนมากมายนัก แต่การหมดเปลืองเงินยังเป็น


ส่งทหารเข้ามาประจาการในอินโดจีนมากถึง ๒๕,๐๐๐ นาย ปัญหาน้อยกว่าการไม่มีนามันใช้ในสถานการณ์สงคราม

แล้วก็มีแนวโน้มว่าการสงครามใหญ่อาจจะแผ่ขยายมาถึง มีวิกฤตการณ์ หรือประเทศโดนควาบาตร แม้มีเงิน


ประเทศไทยได้ในไม่ช้า ซึ่งก็เป็นความจริงในระยะต่อมา ก็ไม่อาจซื้อน�้ามันได้ เพราะเขาไม่ยอมขายให้

คือ ญ่ปุ่นบุกประเทศไทยในวันท ๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๔


นาวิกศาสตร์ 14
ปีที่ ๑๐๕ เล่มที่ ๑ มกราคม ๒๕๖๕

สถานการณ์การรบทางบก และทางอากาศก่อนเกิด
ยุทธนาวีเกาะช้าง

วันที่ ๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๓ รัฐบาลไทยตัดสินใจ


ใช้กาลังทหารเพ่อปกป้องอธิปไตย โดยประกาศระดมกาลังพล




และส่งเคล่อนกาลังทหารส่วนใหญ่เข้าประจาการในพ้นท ่ ี



ชายแดน เพ่อเข้าตีตอบโต้ด้วยกองทัพบูรพาให้บุกเข้า





เขมรตงแต่อรญประเทศไปจรดฝงทะเล เข้าตตามทิศแนว

ถนนอรัญประเทศ ปอยเปต ศรีโสภณ พระตะบอง และ




เตรยมรกเข้าพนมเปญ และอกทางทาการยทธ์บรรจบ


กับกองทัพอีสานเพ่อเข้ายึดเสียมราฐ นครวัด กาปงทม


และพนมเปญ กองพลนาวิกโยธินจันทบุรีได้รับคาส่งให้

ทาการเข้าตีทางไพลินไปบรรจบกับกองพลลพบุรีของ




ของกองทัพบูรพาท่พระตะบอง วันท ๙ และ ๑๒ ธันวาคม



พ.ศ. ๒๔๘๓ มีเหตุการณ์รุกลาอธิปไตยด้วยกาลัง

ทางอากาศหลายแห่ง โดยนครพนมถูกท้งระเบิด


เกือบโดนศาลากลางจังหวัด และการท้งระเบิดท่อุดรธาน ี
วันที่ ๒๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๓ เวลา ๑๑.๕๐ น.


กองร้อยท ๖ กองพันทหารราบท ๒ นาวิกโยธิน ได้ปะทะ



กับข้าศึกท่บ้านบึงชะนัง ทาให้ข้าศึกเสียชีวิต และบาดเจ็บ

จ�านวนมาก แต่ฝ่ายเราปลอดภัย วันที่ ๕ มกราคม พ.ศ.
๒๔๘๔ เวลา ๑๐.๐๐ น. ข้าศึกก�าลังประมาณ ๖๐๐ คน วันท่ ๑๖ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๔ ทหารไทย ๑ กองพัน นาโดย










ได้เข้าตีท่ม่นของกองร้อยท ๓ กองพันทหารราบท ๑ พันตรี นิ่ม ชโยดม มิได้ปฏิบัติตามคาส่งอย่างเคร่งครัด แต่ปฏิบัต ิ


ด้วยไหวพริบทาให้ได้รับชัยชนะต่อฝร่งเศสอย่างงดงาม สามารถยึด










ธงไชยเฉลมพลฝรงเศสทตดเหรยญชยสมรภมฝรงเศสได้ (แต่ผ้บงคบ







กองพันเกือบจะมีโทษฐานขัดคาส่ง) ในภาพทางซ้ายคือ นาวาเอก
หลวงยุทธศาสตร์โกศล นนร.หมายเลข ๑๓๖ รุ่นปีราว พ.ศ. ๒๔๕๔–๒๔๕๕
(ต่อมา จอมพลเรือ ผู้บัญชาการทหารเรือ พ.ศ. ๒๔๙๔–๒๕๐๐)
หลังสงครามโลกคร้งท่ ๒ จบลงแล้ว ฝร่งเศสชนะสงครามได้มา



ขอธงนี้คืน
นาวิกโยธิน ท่บ้านโป่งสลาถึงข้นตะลุมบอน และการต่อส ู้


ในระยะประชิด

วนท ๖ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๔ กองทพไทยโดย




พลตร หลวงพิบูลสงคราม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด


ได้โจมตีฝร่งเศสทางด้านกัมพูชา นครจาปาศักด และ



ทางด้านลาวท่เวียงจันทร์ และสะหวันนะเขต วันท ี ่
๗ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๔ รัฐบาลไทยตัดสินใจประกาศ
พันตรี นิ่ม ชโยดม
(ยศครั้งสุดท้าย พันเอก) สงครามกับอินโดจีน
นาวิกศาสตร์ 15
ปีที่ ๑๐๕ เล่มที่ ๑ มกราคม ๒๕๖๕


การตกลงใจทางการเมืองของฝร่งเศสในการตอบโต้ไทย และกาลังพลประจาเรือไทยท้งหมดมีจานวน ๒,๓๐๐ คน




ในวันที่ ๑๕ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๔ เมื่อ พลเรือโท ส่วนฝรั่งเศสมีก�าลังพลแค่ ๙๕๐ คน ส�าหรับเรือรบไทย


ฌ็อง เดอกูซ์ (Jean Decoux) ข้าหลวงใหญ่ฝร่งเศส ท้งหมดฝร่งเศสพิจารณาแล้วเห็นว่าเกือบทุกลาเป็นเรือ









ประจาอินโดจีนได้ประจักษ์ชัดว่า กองทัพไทยกาลัง ทใหม่และทนสมัยมาก เพราะเพงเข้าประจาการต้งแต่




ทาการรบเพ่อรุกเข้ามายึดครองดินแดนท่เคยเสียไป พ.ศ. ๒๔๗๘-๒๔๘๑ โดยเฉพาะเรือหลวงธนบุร และ



ในอินโดจีนกลับมาคืนให้ได้ เพ่อท่จะสามารถหยุดย้ง เรือหลวงศรีอยุธยาน้น ฝร่งเศสจัดเป็นเรือรบประเภท




ความก้าวร้าวของไทยนี้ได้ จึงจ�าเป็นที่จะต้องตีแสกหน้า “เรือประจัญบานรักษาฝั่ง” garde-côte cuirassé



พลเรือโท เดอกูซ์ (Decoux) ข้าหลวงใหญ่อินโดจีนฝรั่งเศส ต�าแหน่งเทียบเกือบเท่าประธานาธิบดีอินโดจีนฝรั่งเศส
(ลาว เขมร และญวน ซึ่งยอมสวามิภักดิ์เป็นปึกแผ่นกับฝรั่งเศสที่อ้างว่าเป็นผู้คุ้มครอง (protector) ประชาชนลาว เขมร และญวณ
ให้รอดพ้นจากภัยของกองทัพสยามที่เคยมีพฤติกรรมในการไปปราบฮ่อ พ.ศ. ๒๔๓๐)
ประเทศไทย โดยการมอบภารกิจ “ค้นหา และท�าลาย ในภาษาฝรั่งเศส หรือเท่ากับ coast guard battleship
กองเรือสยาม (Rechercher et détruire les forces ทีเดียว ปืนใหญ่ก็มีขนาดใหญ่ถึง ๘ นิ้ว (๒๐๓ มิลลิเมตร)


navales de siamoises) ต้งแต่สัตหีบจนถึงพรมแดน ถึง ๒ ป้อม ๔ กระบอก ใหญ่กว่าปืนของเรือรบฝรั่งเศส






กัมพูชา” ส้น ๆ และง่าย ๆ แต่เป็นวลีท่แสดงถึงผลสาเร็จ ท้งหมด อินโดจีนฝร่งเศสน้น แม้จะมีเรือธงเป็นเรือ



(term of accomplishment) ให้แก่ พลเรือตร จูล แตโร้ ลาดตระเวนเบาขนาดใหญ่ ระวางขับนาเต็มท ๙,๓๕๐ ตัน


(Jules Terraux) ผู้บัญชาการทหารเรืออินโดจีนฝรั่งเศส แต่ก็เป็นเรือเก่า ต่อเสร็จตั้งแต่ ๑ กันยายน พ.ศ. ๒๔๖๙
(ลาว เขมร และญวน) และ นาวาเอก เรจีส์ เบรองเช่ และมีอยู่ลาเดียว ท่เหลือก็เป็นเรือสัพเพเหระหลากหลาย


(Régis Bérenger) ผู้บังคับการเรือลาดตระเวนเบา ประเภทเข้ามาประสมประสานกันเป็นกองทัพเรือจับฉ่าย
ลามอตต์ปิเกต์ (La Motte-Picquet) (hétéroclité) เพ่อเป็นการเตรียมการ กองทัพเรือ



จากรายงานการรบของ นาวาเอก เรจีส์ เบรองเช่ ฝร่งเศสอินโดจีนได้จัดต้ง “กลุ่มเรือปฏิบัติการตามโอกาส










ผบงคบการเรอลามอตต์ปเกตกระทาขนภายหลง ปรากฏวา (groupe occasionnel)” ไว้สาหรับเผชิญหน้าและ



ฝร่งเศสเห็นว่าไทยมีกาลังรบทางเรือเหนือกว่ากาลังรบ ปฏิบัติภารกิจตามท่จะได้รับมอบหมายให้ดาเนินการ







ทางเรืออินโดจีนฝร่งเศส โดยเม่อคิดระวางขับนาของ กับกาลังรบทางเรือสยาม ต้งแต่วันท ๑๙ พฤศจิกายน






เรือรบไทยท้งหมดจะมีระวางขับนารวมกันถึง ๑๖,๖๐๐ ตัน พ.ศ. ๒๔๘๓ ประกอบด้วยเรือรบ ๕ ล�า คือ



มากกว่าเรือรบฝรั่งเศสที่มีรวมกันแล้วแค่ ๑๒,๕๐๐ ตัน
นาวิกศาสตร์ 16
ปีที่ ๑๐๕ เล่มที่ ๑ มกราคม ๒๕๖๕

๑) เรือลาดตระเวนเบา “ลามอตต์ปิเกต์ (La Motte-Picquet)” มี นาวาเอก เรจีส์ เบรองเช่ (Régis Bérenger)
เป็นผู้บังคับการเรือ และผู้บังคับบัญชาหมู่เรือ






























๒) เรอสลป (Aviso) “ดม้องต ดรวิลล (Dumont d’ Urville)” ม นาวาเอก ตสแซง เดอ คเวรอกรด (Toussaint de



Quievrecourt) เป็นผู้บังคับการเรือ























๓) เรอสลป (Aviso) “อะมรล ชารเน (Amiral Charner)” ม นาวาโท เลอ กลเวซ (Le Calvez) เปนผบงคบการเรอ




นาวิกศาสตร์ 17
ปีที่ ๑๐๕ เล่มที่ ๑ มกราคม ๒๕๖๕

๔) เรือสลุป (Aviso) เก่า “มาร์น (Marne)” มี นาวาตรี มาร์ก (Marc) เป็นผู้บังคับการเรือ























๕) เรือสลุป (Aviso) เก่า “ตาอูร์ (Tahure)” มี นาวาตรี แมกกาดิเอ้ (Mercadier) เป็นผู้บังคับการเรือ

นอกจากเรือลาดตระเวนเบาลามอตต์ปิเกต์ และเรือ


สลุปอีก ๔ ลา ยังมีเรือปืนขนาดเล็กสาหรับปฏิบัติการ
ในแม่น�้าอีก ๕ ล�า (5 Canonnières fluviales) ส�ารอง
ไว้ด้วย แต่ไม่ได้เข้าร่วมปฏิบัติการ อาวุธสาคัญท ่ ี




ฝร่งเศสม และเป็นกุญแจสาคัญทางการรบทางเรือท ี ่ เครื่องบินทะเลแบบลัวร์ ๑๓๐
เกาะช้างของฝรั่งเศส คือ เครื่องบินทะเลแบบลัวร์ ๑๓๐ กุญแจส�าคัญของฝรั่งเศสในการรบที่เกาะช้าง

(Loire 130) ๒ เคร่อง เรือลาดตระเวนเบาของฝร่งเศสอีกลา







ทมาเยยมไซง่อน (โฮจิมนตซิตในปัจจุบน) ชอ “ซุฟเฟรง”









(Suffren) ท้งไว้ให้ และท่ฐานทัพเรียม ยังมีเคร่องบินแบบ


โปเตช ๔๕๒ (Potez 452) อีก ๓ เคร่อง และเคร่องบินแบบ

กูรดู ๘๓๒ (Gourdur 832) อีก ๓ เครื่อง เครื่องบินโปเตซ ๔๕๒ ของฝรั่งเศส
นาวิกศาสตร์ 18
ปีที่ ๑๐๕ เล่มที่ ๑ มกราคม ๒๕๖๕





เรือหลวงช้าง (ลาท ๑) สาหรับเรือหลวงรัตนโกสินทร์
เข้าอู่ซ่อมตลอดช่วงเวลาพิพาท









การจดดงกลาวเปนคาสงหลก แตในการปฏบตงานจรง





ก็อาจมีการเปล่ยนแปลงนาเรือบางลาจากกองเรือ



หมวดเรืออ่น ๆ ไปปฏิบัติงานแทนเรือท่ไม่สามารถ

ออกปฏิบัติการได้
เครื่องบินแบบกูรดู ๘๓๒ ส�าหรับเรือในหมวดเรือที่ ๓ กองเรือที่ ๑ ซึ่งออกไป
การจัดก�าลังทางเรือของไทยในกรณีพิพาทอินโดจีน เปลี่ยนก�าลัง ณ เกาะช้าง กับหมวดเรือที่ ๑ กองเรือที่ ๑




มีการจัดต้งหน่วย “ทัพเรือ” โดย พลเรือตรี เม่อวันท ๑๔ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๔ มผู้บังคับการเรือดังน ี ้

สินธุ์ กมลนาวิน เป็นแม่ทัพเรือ นาวาโท หลวงพร้อมวีรพันธุ์ (นักเรียนนายเรือ


เรือหลวงอ่างทอง (ลาท ๑) เป็นกองบัญชาการ หมายเลข ๒๒๗ รุ่น พ.ศ. ๒๔๕๘) ผู้บังคับการเรือหลวง

ทัพเรือ (เรือธง) มีกองเรือในบังคับบัญชา คือ ธนบุรี

๑. กองเรือท ๑ หมวดเรือท ๑ ประกอบด้วยเรือ นาวาตร ใบ เทศนะสดับ (นักเรียนนายเรือ หมายเลข




๖ ล�า คือ เรือหลวงศรีอยุธยา เรือหลวงภูเก็ต (ล�าที่ ๑) ๓๒๑ รุ่น พ.ศ. ๒๔๖๒) ผู้บังคับการเรือหลวงระยอง
เรือหลวงปัตตานี (ล�าที่ ๑) เรือหลวงสุราษฎร์ เรือหลวง นาวาตรี ชั้น สิงหชาญ (นักเรียนนายเรือ หมายเลข





มัจฉาณ และเรือหลวงสินสมุทร (๒ ลาหลังเป็นเรือดานา) ๒๘๖ รุ่น พ.ศ. ๒๔๖๑) ผู้บังคับการเรือหลวงสงขลา






กองเรือท ๑ หมวดเรือท ๓ ประกอบด้วยเรือ ๕ ลา เรอเอก ประทิน ไชยปัญญา (นักเรียนนายเรือ
คือ เรือหลวงธนบุร เรือหลวงระยอง เรือหลวงสงขลา หมายเลข ๔๕๒ รุ่น พ.ศ. ๒๔๖๓) ผู้บังคับการเรือหลวงชลบุร ี








(ลาท ๑) และเรอหลวงบางระจน (ลาท ๑) (ไม่มเรอดานา) เรือเอก ดาว เพชรชาติ (นักเรียนนายเรือ หมายเลข









๒. กองเรือท ๒ หมวดเรือท ๒ ประกอบด้วยเรือ ๓๗๓ รุ่น พ.ศ. ๒๔๖๒) ผู้บังคับการเรือหลวงหนองสาหร่าย

๖ ลา คือ เรือหลวงท่าจีน (ลาท ๑) เรือหลวงตราด เรือเอก สนิธ เวสารัชชนันท์ ผู้บังคับการเรือหลวง




เรือหลวงชลบุรี (ล�าที่ ๑) เรือหลวงชุมพร เรือหลวงวิรุณ เทียวอุทก
และเรือหลวงพลายชุมพล (๒ ล�าหลังเป็นเรือด�าน�้า)


กองเรือท ๒ หมวดเรือท ๔ ประกอบด้วยเรือ ๕ ลา





คือ เรือหลวงแม่กลอง เรือหลวงคลองใหญ่ (ลาท ๑)



เรือหลวงตากใบ (ลาท่๑) เรือหลวงกันตัง (ลาท ๑)



และเรือหลวงหนองสาหร่าย (ล�าที่ ๑)


๓. กองเรือท ๓ ประกอบด้วยเรือ ๑๙ ลา คือ

เรือหลวงสุโขทัย (ลาท ๑) เรือหลวงพระร่วง เรือหลวง




เจ้าพระยา (ล�าท ๑) เรือหลวงสารสินธ (ล�าท ๒)





เรือหลวงเทียวอุทก เรือหลวงตระเวนวาร (ลาท ๑)



เรือยามฝั่งตอร์ปิโด ๖ ล�า คือ เรือยามฝั่ง ๖ เรือยามฝั่ง ๗
เรือยามฝั่ง ๘ เรือยามฝั่ง ๙ เรือยามฝั่ง ๑๐ เรือยามฝั่ง ๑๑


เรือหลวงบริพานพาหน เรือหลวงจวง (ลาท ๑)






เรือหลวงเสม็ด (ลาท ๑) เรือหลวงคราม (ลาท ๑) นาวาโท หลวงพร้อมวีรพันธุ์

นาวิกศาสตร์ 19
ปีที่ ๑๐๕ เล่มที่ ๑ มกราคม ๒๕๖๕

เรือหลวงธนบุรี


















นาวาตรี ชั้น สิงหชาญ ผู้บังคับการเรือหลวงสงขลา (ต่อมา พลเรือโท รองสมุหราชองครักษ์ ๑๘ กรกฎาคม ๒๔๙๕ ถึง ๓๐ กันยายน ๒๕๐๐)





















เรือเอก ประทิน ไชยปัญญา ผู้บังคับการเรือหลวงชลบุรี (ภาพวาดน้มีข้อผิดพลาด ไม่มีรังกาท่ตรวจการณ์บนเสากระโดง ท่พลทหาร

ป่อไล้ แซ่เฮง ตกลงมาขาขาด ๒ ข้าง แต่ร้องเชียร์เพื่อนให้รบจนขาดใจตาย)
นาวิกศาสตร์ 20
ปีที่ ๑๐๕ เล่มที่ ๑ มกราคม ๒๕๖๕


การเตรียมรบ: ทหารเรือไทย-ฝรั่งเศส ท�าอะไรกันก่อน เป็นคนแรกคือ นาวาตร หลวงสินธุสงครามชัย
เกิดการรบ ๑๗ มกราคม ๒๔๘๔ ผู้จบจากโรงเรียนนายเรือเดนมาร์ก พ.ศ. ๒๔๗๒





เน่องจากประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม (มหาอานาจตอนน้นไม่รับไทยเข้าเรยนโรงเรยนนายเรือ)

การรบทางเรือด้วยอาวุธท่เป็นผลิตผลอุตสาหกรรม ซ่งในเดือนพฤศจิกายน ๒๔๘๓ ได้รับยศเป็นพลเรือตร ี

(Interstate Industrial War) จึงเป็นเร่องแปลกใหม่ ผู้บัญชาการทหารเรือ และแม่ทัพเรือในกรณีพิพาท







ไม่มใครทราบ และชาตตะวนตกมกปกปิดยทธวธ ี อินโดจีน การเตรียมรบของกองเรือไทยจึงมุ่งไปที่การฝึก




ทางเรือเป็นความลับช้นสูง โดยเฉพาะอย่างย่งหลังยุทธนาว ี เป็นสาคัญ โดยมีคาขวัญว่า “ฝึกให้ชานาญจะย้มได้





ท่ซูชิมา (Tsushima) ค.ศ. ๑๙๐๕ หรือ พ.ศ. ๒๔๔๘ เม่อภัยมา” นอกจากท่านได้แต่งตาราทางยุทธวิธ ี

ที่ญี่ปุ่นสามารถคว�่าเอาชนะกองเรือรบรัสเซียซึ่งเป็นชาติ ไว้หลายเล่มแล้ว เช่น ตาราปืนใหญ่ สมุดคู่มือเรือ


ตะวันตกได้อย่างราบคาบ เรือรบได้กลายเป็นอาวุธสาคัญ ใช้ตอร์ปิโด พ.ศ. ๒๔๗๙ ท่านยังได้จัดทาเอกสารท ี ่

ในการเปรียบเทียบกาลังรบระหว่างประเทศ การเปรียบเทียบ เรียกว่า “ภาครวม” ไว้อีก ๓ เล่ม คือ “ภาครวม ๑”

เช่นน้อาจเรียกได้ว่าเป็นการคิดท่จะทาสงครามด้วย “ภาครวม ๒” และ “ภาครวม ๓” เอกสารน้หากเปรียบ





การยึดหลักของจานวน ประเภทเรือรบ อากาศยาน หรือ กับสมัยปัจจุบันก็คือ ระเบียบปฏิบัติประจา หรือ รปจ.



ท่เรียกว่า Platform Centric Warfare เป็นสาคัญ น้นเอง มีการกาหนดหลักปฏิบัติทางยุทธการ กาลังพล









ซงต่างกบปัจจบนทถอว่าจะต้องทาการรบด้วยระบบ ยุทธการ การส่งก�าลังบ�ารุง ในระหว่างการฝึก ตลอดจน



เครือข่าย หรือ Network Centric Warfare เป็นสาคัญ ระบุก�าหนดข้อมูลต่าง ๆ จากยุทธวิธี เช่น แนวป้องกัน




ในอดีตยุค พ.ศ. ๒๔๘๔ การเหนือกว่าด้านกาลังรบ เรือดานา นอกจากน้นใน พ.ศ. ๒๔๘๓ กรมเสนาธิการทหาร





จะดูท่จานวน ขนาดของเรือ ปืน อากาศยาน หรือท่เรียกว่า ได้จัดทา “คู่มือแปรขบวนทัพเรือ ๘๓” ข้นมา




ความเหนือกว่าด้านจานวน (Numerical Superiority) เป็นหลักปฏิบัติอีกเล่มหน่ง ด้วยการเป็นผู้นาฝึกหัดศึกษา
เช่น มีเรือหนักก่หม่นตัน ปืนใหญ่ขนาดก่น้ว จะม ี ทางยุทธวิธใช้งานรบตามยุทธวิธทางเรอสมัยใหม่ดงกล่าว









ความสาคัญเป็นข้อได้เปรียบอย่างย่งยวดต่อการรบ ทหารเรือจึงนิยมเรียกท่านว่า “ครู” และยังเป็นการน�า

ทางทะเล เน่องจากเรือรบเหล็ก และยุทธวิธีทางเรือ ค�าว่า “ครู” มาเป็นสมญานามเรียกผู้บังคับบัญชา และ









ยุคอุตสาหกรรมเป็นเร่องใหม่สาหรับไทย จึงไม่มีใครทราบ นายทหารชนผ้ใหญ่ในกองทพเรอเป็นประเพณสบมา

ผู้นายุทธวิธีทางเรือสมัยใหม่เข้ามาในกองทัพเรือไทย จนถึงทุกวันนี้ด้วย

พลเรือตรี หลวงสินธุสงครามชัย (สินธุ์ กมลนาวิน) รักษาราชการผู้บัญชาการทหารเรือ ต้งแต่วันท่ ๑๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๗๖ ถึงวันท่ ๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๗๗








และดารงตาแหน่งผู้บัญชาการทหารเรือ ต้งแต่วันท่ ๒๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๘๑ ถึงวันท่ ๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๙๔ รวมครองตาแหน่งราว ๑๔ ปี เป็นผู้ริเร่ม



นาเอายุทธวิธีการรบทางเรือสมัยใหม่มาใช้ในกองทัพเรือไทย เป็นแม่ทัพเรือในกรณีพิพาทอินโดจีน ในยุค พ.ศ. ๒๔๘๐ กองทัพเรือไทยมีนายพล

อย่เพยงคนเดยว คอ ผู้บญชาการทหารเรอ ในภาพท่านไปกากบดแลการฝึกทางยทธวธด้วยตวเองอย่างเข้มงวด พลเรอตร สนธ์ กมลนาวน เป็น

















ผู้บัญชาการทหารเรือ ท่านเดียวที่เชี่ยวชาญด้านยุทธวิธีทางเรืออย่างยิ่ง
นาวิกศาสตร์ 21
ปีที่ ๑๐๕ เล่มที่ ๑ มกราคม ๒๕๖๕

คือ เรือหลวงตราด เรือหลวงภูเก็ต เรือหลวงสุราษฎร์


และเรอทุนระเบิด เรือหลวงบางระจน ไปทาการลาดตระเวน



บริเวณเกาะช้าง เกาะกูด และคลองใหญ่ เพ่อป้องกัน



การรกรานของฝรงเศสในบรเวณนน ในบังคับบัญชาของ



นาวาเอก หลวงสังวรยุทธกิจ (นักเรียนนายเรือ
หมายเลข ๒๗๖ ร่น พ.ศ. ๒๔๖๑) ในการปฏิบติการ




ตามโอวาทยุทธการน แม่ทัพเรือได้ส่งให้ปฏิบัติการภายใน



น่านนาไทยเท่าน้น ทางกองบังคับการทหารสูงสุด


ห้ามกองทัพเรือรุกลาเข้าไปในเขตน่านนาอินโดจีน




เป็นอันขาด และให้ทาการยิงต่อสู้ได้ต่อเม่อฝ่ายเราถูก





พลเรือเอก หลวงพลสินธวาณัติก์ โจมตีก่อนเท่าน้น ท้งน นับว่าเป็นการบังคับให้ทัพเรือ


ผู้จดบันทึกโอวาท คาส่ง การปฏิบัติการทัพเรือในยุทธการ พ.ศ. ๒๔๘๔ ท�างานในเขตจ�ากัด


เจตนารมณ์แม่ทัพเรืออนุมานจากโอวาท คาส่งยุทธการ ในการยาตรากาลงทอาวสตหบเมอวนท ๒ ธนวาคม













จากบทความ “การปฏบตการของกองทพเรอ พ.ศ. ๒๔๘๓ เรือด�าน�้า เรือหลวงวิรุณ ได้ชนกับเรือหลวง





ในกรณีพิพาทอินโดจีน” ในวารสาร “นาวิกศาสตร์ ชลบุรีท่บริเวณใกล้แหลมปู่เฒ่า ขณะว่งสวนกันในเวลา


ฉบับเดือนพฤศจิกายน ๒๕๐๔” โดย พลเรือเอก กลางคืน และต่างพรางไฟมืด (ผู้เขียนได้รับการบอกเล่า
หลวงพลสินธวาณัติก์ (เปล่ง พลสินธ์ สมิตเมฆ) จากคุณลุง พลเรือโท สิทธ สุรักขกะ ผู้บังคับการเรือหลวง




นักเรียนนายเรือหมายเลข ๒๔๖ รุ่น พ.ศ. ๒๔๕๘ ชลบุรีในขณะน้นโดยตรงว่า เหล็กเรือดานาแข็งแรงมาก


อดีตผู้บัญชาการทหารเรือ ตั้งแต่ ๒ กรกฏาคม ๒๔๙๔ เรือหลวงชลบุรีถึงกับหัวพับ)


ถึง ๓๐ พฤศจิกายน ๒๔๙๔ มีประเด็นส�าคัญสรุปได้ดังนี้ หลังจากน้นได้มีการออก “คาส่งยุทธการ” ให้เรือ


ในวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๘๓ แม่ทัพเรือ ต่าง ๆ ออกลาดตระเวนรักษาด่าน คุ้มกันเรือลาเลียง

ได้ออกโอวาทยุทธการเฉพาะท ๑ ให้เรือหลวงธนบุร ี ทหารนาวิกโยธินไปข้นบกท่ท่าแฉลบ ตลอดจนมีการส่งการ




เรือหลวงศรีอยุธยา เรือดานา ๔ ลา เรือตอร์ปิโดใหญ่ ๓ ลา ให้มีการสับเปลี่ยนก�าลังอีกหลายครั้ง





เกาะง่ามปลายเกาะช้าง มีระดับน�้าลึกติดฝั่ง แม่ทัพเรือมีประสงค์จะใช้ที่นี่เป็นฐานทัพหน้าส�าหรับ“หน่วยทัพเรือ” ในฉาก “ยุทธนาวีที่เกาะกง”
นาวิกศาสตร์ 22
ปีที่ ๑๐๕ เล่มที่ ๑ มกราคม ๒๕๖๕




ในวันท ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๓ ได้มีการส่งนายทหาร ลาเลียง โดยต้องย้ายกองบัญชาการทัพเรือไปอยู่ท่ ี
คือ นาวาตรี สงวน รุจิราภา และ เรือเอก โกมล สีตะกลิน เรือหลวงแม่กลองเป็นการช่วคราวด้วย) ลาเลียงนาวิกโยธิน







(ต่อมาคือผู้บัญชาการทหารเรือ ต้งแต่วันท ๑ ตุลาคม ๗๐๐ คน ไปส่งท่จันทบุรีเพ่อเตรียมรุกเข้าอินโดจีน







พ.ศ. ๒๕๑๕ ถงวนท ๓๐ กนยายน พ.ศ. ๒๕๑๖) ทางด้านไพลน และให้ทัพเรอเตรยมรักษาชายฝั่งทะเล





ไปหาข้อเท็จจริงเก่ยวกับข่าวการยกพลข้นบกของฝร่งเศส ด้านตะวันออก วนท ๓๐ ธนวาคม พ.ศ. ๒๔๘๓ แม่ทัพเรือ






เม่อวันท ๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๓ ท่คลองใหญ่ รองเสนาธิการทัพเรือ และผู้บังคับกองโยธาสัตหีบ






ปรากฏว่าข่าวน้นไม่เป็นความจริง เรือฝร่งเศส ข้นตรวจเกาะง่าม เพ่อเตรียมทาโรงพักเคร่องบิน

ท่มาอยู่นอกน่านนาไทยเข้ามาประชุมราษฎร (ฝร่งเศส คานเรือยามฝั่งช่วคราว และสถานีวิทย การก่อสร้าง






ประชุมราษฎรไทย-แปลกมาก) มีการระบุว่าแมทพเรอ เช่นน เพราะต้องการใช้เคร่องบินลาดตระเวนไกลออกไป











ได้ไปตรวจดูแม่นาตราด เพ่อใช้เป็นท่ให้เคร่องบิน ในน่านนาศัตร เป็นหูเป็นตาป้องกันการถูกโจมตีจาก



ทะเลข้นลงเม่อวันท ๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๓ ในวันท ่ ี ข้าศึก วันท ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๓ มีการออก “โอวาท









๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๓ ส่งนายทหารช้นยศนาวาเอก ยุทธการเฉพาะท ๓” เตรียมการวางสนามทุ่นระเบิดโดยให้



ู้





๔ นาย ไปตรวจสถานท่ต้งกระโจมไฟพิเศษ โรงพัก เรือหลวงบางระจันเป็นผดาเนินการ ทงน เพ่อเป็นการฝึก




เคร่องบินทะเล สถานีวิทย บริเวณเกาะหมาก และ และป้องกันกองเรือใหญ่ท่จอดอยู่ท่เกาะช้างเป็นจานวนมาก

เกาะกระดาด วันที่ ๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๓ แม่ทัพเรือ วันท ๒ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๔ เรือยามฝั่ง (ร.ย.ฝ.)


ไปจันทบุรีเย่ยมนาวิกโยธิน ทหารม้า และทหารอากาศ ๓ ล�า เดินทางไปแม่น�้าตราด เครื่องบินทะเลหมายเลข ๓

ท่สนามบินเขาพลอยแหวน และตกลงเร่องการปฏิบัติการ หมายเลข ๔ และหมายเลข ๑ บินมาสมทบที่เกาะง่าม


บางอย่างเก่ยวกับการบินเข้าหากองเรือของเคร่องบิน (เรือตรี กระวิน ธรรมพิทักษ์ เรือโท ทวี พุทธินันท์ และ




ในวันท ๒๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๓ มีการออก “โอวาท เรือตรี จินต์ จุลชาติ นักบิน) เวลา ๑๖.๐๕ น. เครื่องบิน








ยุทธการเฉพาะท ๒” ให้เรือสลุป ๒ ลา (ช้นเรือหลวงแม่กลอง) ทะเลท้งหมดเดินทางไปลงจอดท่แม่นาตราด (จอดใน
เรือตอร์ปิโดใหญ่ (ช้นเรือหลวงตราด) และเรือตอร์ปิโดเล็ก แม่น�้าปลอดภัยกว่าจอดในทะเล)

(ช้นเรือหลวงคลองใหญ่) ออกฝึกหัดลาดตระเวน และ

ทาการกวาดทุ่นระเบิดในบริเวณเกาะกูด และเกาะช้าง




เพราะมความประสงค์จะใชเปนฐานทพหนาเพอทาการรก






เข้าไปในเขตอินโดจีนต่อไป เม่อได้รับคาส่งจาก





กองบังคับการทหารสูงสุด วันท ๒๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๓

เวลาเย็นได้มีการจัดการลาเลียงเคร่องก่อสร้างท่จะ



ไปสร้างท่พักนักบิน คานเรือยามฝั่ง และสถานีวิทย ุ
ลงเรือหลวงสีชังที่สัตหีบ



จาก “โอวาทยุทธการเฉพาะท ๒” ออกเม่อวันท ่ ี
๒๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๓ ให้เรือปืนเบา (เรือหลวงสโขทัย) เรือยามฝั่ง (ร.ย.ฝ.)

เรือปืนหนัก ๒ ล�า (ชั้นเรือหลวงธนบุรี) เรือตอร์ปิโดใหญ่ ในวันที่ ๒ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๔ ได้ออก “โอวาท
(ช้นเรือหลวงตราด) เรือดานา (ช้นเรือหลวงมัจฉานุ) ยุทธการเฉพาะท ๔” ให้ นาวาโท หลวงพร้อมวีรพันธุ์







ท้งหมดเดินทางไปรวมกาลังท่เกาะง่าม ให้เรือลาเลียง นากองเรือท ๑ ไปลาดตระเวนตรวจภูมิประเทศ







๓ ล�า (รวมทั้งเรือหลวงอ่างทอง (เรือธง) ต้องมาท�าหน้าที่ เพ่อท่จะใช้ท้องถ่นเกาะช้าง เกาะกูดเป็นฐานทัพหน้า



นาวิกศาสตร์ 23
ปีที่ ๑๐๕ เล่มที่ ๑ มกราคม ๒๕๖๕


การชุมนุมเรือรบจานวนมากมายรวมท้งเรือธง



ณ เกาะน้ เม่อวันท่ ๕ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๔ แต่อาจจะเป็น


เพราะอุปสรรคในด้านเสบียงอาหาร และการส่งกาลังบารุง


ซ่งตลาดเมืองตราดไม่สามารถท่จะสนองความต้องการ









ของคนท่มเพมจากการตงทพเรอทน่อย่างปัจจบัน





ทันด่วน หลังจากวันท่ ๕ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๔ ไปแล้ว
เรือส่วนใหญ่ของ “หน่วยทัพเรือ” จึงถูกถอนกลับไป
เครื่องบินทะเลแบบ “วานาตาเบ” สัตหีบจนหมด เหลือแต่เพียงหมู่เรือรักษาการณ์เพียง
หรือ บ.รน.๑ ในภาพหมายเลข ๓ ที่ภูเก็ต ๑ หมู่เท่าน้น สาหรับเรือดานาในระหว่างท่จอดอยู่ท ี ่






สาหรับส่งทหารเข้ายึดเกาะสะเก็ด ชายฝั่งทางทิศเหนือ เกาะช้าง ได้เข้าไปลาดตระเวนในน่านนาอินโดจีน




ของเกาะกงและหวังว่าจะได้ทาการยุทธ์ทางเรือกับฝ่ายศัตร ู บริเวณเกาะกงหลายครั้ง เพื่อส�ารวจภูมิประเทศและหา




ในตาบลทท่เราประสงค์ เม่อได้รับคาส่งจากรัฐบาล ความชานาญในน่านนาศัตร เรือดานา และเรือยามฝั่งไม่ม ี










ในวันที่ ๒ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๔ เช่นกันได้ออก “โอวาท เรือพี่เลี้ยง (เรือ tender) ไปด้วย ตามหลักนิยมของชาติ

ยุทธการเฉพาะที่ ๕” ให้เรือยามฝั่ง และเรือตอร์ปิโดเล็ก ตะวันตก จึงไม่มีท่หลับท่นอน ท่อยู่อาศัยท่เหมาะสม (ไม่ม ี



(ชุดเรือหลวงตากใบ กันตัง คลองใหญ่) ไปลาดตระเวน habitability) ในสภาพแวดล้อม พ.ศ. ๒๔๘๔ ที่บริเวณ

และตรวจภูมิประเทศทางเหนือเกาะกง เพ่อหาความชานาญ สตหบถึงเกาะช้าง เกาะกด ยงมแต่ป่าเขา สตว์ร้าย








ส�าหรับการโจมตีฝ่ายศัตรูในเวลาค�่าคืน วันที่ ๓ มกราคม จึงต้องถอนตัวกลับสัตหีบ ต่อมาในวันท่ ๕ มกราคม

พ.ศ. ๒๔๘๔ เคร่องบินทะเลหมายเลข ๔ ทุ่นร่ว พ.ศ. ๒๔๘๔ กองบัญชาการทหารสูงสุดแจ้งทัพเรือว่า



ขณะร่อนลงในแม่นาตราด เข้าใจว่าถูกซากไม้หัก ทัพบกไทยเร่มเข้ายึดปอยเปตในกัมพูชาแล้ว กาลัง




ท่มต้องส่งเรือหลวงตระเวนวาร (เรือโท จวบ รุกคืบหน้าไปเรื่อย ๆ และสั่งส�าทับมายังทัพเรือว่ามิให้
หงสกุล ผู้บังคับการเรือ) ไปจัดการกู้เคร่องบิน ด�าเนินการอย่างไร ให้คงอยู่ในน่านน�้าไทย ถ้าถูกต่อตี



และส่งเคร่องบินทะเลอีก ๑ เคร่อง ไปลาดตระเวนค้นหา จึงให้ท�าการต่อสู้ป้องกันตัว ค�าสั่งอันนี้ท�าให้ทหารเรือ

กองเรือฝ่ายตรงข้ามท่บริเวณเกาะกง และเกาะเรียม วิพากษ์วิจารณ์กันมากว่าไม่เหมาะสม แต่ก็ได้ต้งใจ


เวลา ๑๙.๓๐ น. เรือหลวงช้างออกจากกรุงเทพฯ ไปรับ ตรงกันหมดว่า ถ้าเห็นศัตรูเราจะดาเนินการรบทันท ี









สรรพาวุธ และรางรถทป้อม (พระจลฯ) เพอนามา วนท ๖ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๔ กองทัพอากาศส่งเคร่องบน










สร้างคานสาหรับลากเคร่องบินข้นเก็บบนเกาะง่าม มาประจาท่สัตหีบ ๕ เคร่อง เคร่องบินเหล่าน้ข้นตรง

วันที่ ๔ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๔ เวลา ๑๕.๐๐ น. เรือหลวง กองทัพอากาศ ดังนั้น ทัพเรือจึงไม่มีส่วนที่จะใช้เคร่องบินนี ้

อ่างทอง (เรือธง) เล่อนเรือจากเกาะหมากไปจอดเกาะกระดาด เข้าท�าการร่วมมือด้วย วันที่ ๑๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๔





ด้านเหนือ เพ่อสารวจท่ต้งกระโจมไฟช่วคราวบนเกาะ เรือหลวงภูเก็ตจอดบริเวณเกาะหมาก รายงานพบเคร่องบิน


และหาท่เก็บน�ามันเช้อเพลิงต่าง ๆ วันท ๕ มกราคม ฝรั่งเศส ๒ เครื่อง บินจากเกาะช้างไปเกาะกงที่ความสูง





พ.ศ. ๒๔๘๔ เรือหลวงอ่างทอง (เรือธง) ออกเรือจาก ๑,๐๐๐ เมตร วันท ๑๖ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๔


เกาะกระดาดไปเกาะง่าม เวลา ๒๑.๓๐ น. เรือหลวงศรีอยุธยา เวลา ๑๕.๓๐ น. เครื่องบินทะเลปีกชั้นเดียวของฝรั่งเศส
เรือหลวงภูเก็ต เรือหลวงปัตตานี และเรือหลวงสุราษฎร์ บินผ่านมาทางสัตหีบ จึงโทรเลขให้ฝูงบินกองทัพอากาศ




เดินทางจากเกาะกูดไปเกาะง่าม ส่วนเรือหลวงธนบุร ี ท่จันทบุรีข้นขับไล่ทาลาย ฝูงบินจันทบุรีส่งเคร่องบิน



เรอหลวงระยอง เรอหลวงสงขลา และเรอดานา ๓ ลา ๓ เครื่อง เข้าสกัดกั้น พบเครื่องบินฝรั่งเศสทางตะวันตก





เดินทางกลับสัตหีบ จากบันทึกดังกล่าวเราอาจพบว่า ของเกาะกูดเม่อเวลา ๑๗.๒๐ น. ทาการยิง แต่ปืนขัดข้อง

เกาะง่ามคือฐานทัพหน้าของ “หน่วยทัพเรือ” ไทยม ี ไม่สามารถสกัดไว้ได้
นาวิกศาสตร์ 24
ปีที่ ๑๐๕ เล่มที่ ๑ มกราคม ๒๕๖๕







เคร่องบินตรวจการณ์ลัวร์ ๑๓๐ (Loire130) ของฝร่งเศส ท่ไปบินตรวจการณ์ท่สัตหีบและท่เกาะช้างในวันท่ ๑๖ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๔ และ
ตรวจซ�้าในเช้ามืดของวันที่ ๑๗ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๔ เป็นบทบาทกุญแจส�าคัญในการรบ เป็นการปฏิบัติการบินเตรียมข่าวกรองก่อนการรบ (IPB)











ให้กล่มเรอปฏบติการตามโอกาสท ๗ (groupe occasionnel No7) ในการ์ตูน “ยทธนาวเกาะช้างของฝรงเศส” มเสยงนกบนพูดว่า “ยังอย่ ู



กันเหมือนเดิม, ไม่มีร่องรอยการออกไปลาดตระเวนที่ไหนกันเลย”
การตัดสินใจของฝรั่งเศส เบา ๒ ล�า และเรือเร็วขนาดใหญ่ ๓ ล�า
ทางด้านฝร่งเศส เม่อ นาวาเอก เบรองเช่ เรือท่จอดอยู่ทางใต้ของเกาะช้าง คือ เรือประจัญบาน



ผู้บังคับการเรือลาดตระเวนลามอตต์ปิเกต์ และ รักษาฝั่ง ๑ ลา (เรือหลวงธนบุรี) เรือขนาดเบา ๓ ลา



ผู้บัญชาการหมู่เรือปฏิบัติการตามโอกาส(Groupe (เรือตอร์ปิโดใหญ่) และเรือตรวจฝั่ง ๑ ลา (เรียกประเภทเรือ
Occasionnel) ได้รับมอบการกิจจากข้าหลวงใหญ่ ไม่เหมือนกันเพราะนักบินคนละคน)
อินโดจีนฝรั่งเศสเมื่อวันที่ ๑๕ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๔ ให้ จากบทความ “ชัยชนะท่เกาะช้าง” (La Victoire de

“ค้นหาและท�าลายกองเรือสยาม ตั้งแต่สัตหีบไปจนถึง Koh Chang) ที่ นายจ๊าก มอร์ดัล (Jacques Mordal)




พรมแดนกัมพูชา” แล้ว ส่งแรกท นาวาเอก เบรองเช่ เขียนลงวารสาร “กองทัพเรืออินโดจีนฝร่งเศส” (Marine


ต้องทาคือ การได้ภาพสถานการณ์กาลังรบทางเรือ Indochine) ตีพิมพ์ใน พ.ศ. ๒๔๙๖ ซึ่ง นาวาตรี กฤษฎา
ของไทยท้งหมด ต้งแต่สัตหีบไปจนถึงพรมแดนกัมพูชาว่า เฟื่องระบิล นักเรียนนายเรือ หมายเลข ๒๔๕๔ รุ่น ๖๔


มีอยู่ที่ไหน จ�านวนเท่าใด และก�าลังท�าอะไรกันอยู่บ้าง พ.ศ. ๒๕๐๙ ได้น�ามาแปล และเขียนลงวารสารกระดูกงู

การท่จะได้ภาพสถานการณ์ท่ด ถูกต้อง ครบถ้วนท่สุด คือ ฉบับเดือนมกราคม ๒๕๒๗ ดังนี้



ต้องส่งเครื่องบินไปลาดตระเวน “วันท ๑๖ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๔ เรือตร แป๊ลงแมซอง




ตามรายงานการรบของ นาวาเอก เบรองเช่ ได้ระบุว่า (Plainemaison) ทาการบินลาดตระเวนบริเวณเกาะช้าง


ในการค้นหาข้าศึก ในช่วงบ่ายของวันท ๑๖ มกราคม พบเรือรบ ๔ ลา รูปลักษณะคล้ายเรือญ่ปุ่น ในเวลา


พ.ศ. ๒๔๘๔ หน่วยลาดตระเวนทางอากาศซ่งมีเคร่อง ใกล้เคียงกัน เรือตร นูกาเรด (Nougarede) ได้รายงานว่า




บินทะเล ๒ เครื่อง ซึ่งขึ้นอยู่กับกองเรืออินโดจีนฝรั่งเศส กองเรือไทยจานวนท่เหลือจอดรวมกันท่สตหบ ฝ่ายฝร่งเศส






โดยตรง ได้บินไปดูลาดเลาท่สัตหีบ ๑ เคร่อง และอีก ได้คาดคะเนใจฝ่ายไทยว่า คงจะไม่คิดผิดสังเกตใด ๆ

๑ เคร่อง บินไปลาดตระเวนท่เกาะกูด เกาะช้าง และ ที่มีเครื่องบินออกมาบินลาดตระเวน เพราะฝรั่งเศสได้ส่ง


ฝั่งทะเลสยามจนถึงพรมแดน การลาดตระเวนค้นหา เครื่องบินมาลาดตระเวนอยู่เสมอ ๆ อยู่แล้ว”


ข้าศกทาให้ นาวาเอก เบรองเช่ มภาพสถานการณ์ การบินเพ่อลาดตระเวนหาข่าวความเคล่อนไหว



การวางก�าลังทางเรือของไทยตามรายงานการรบ ดังนี้ ทางเรือของฝร่งเศสใน พ.ศ. ๒๔๘๔ ดังกล่าว ปัจจุบันเรยกวา






เรือท่จอดอยู่ท่สัตหีบ เรือปืนหุ้มเกราะ ๑ ลา (เรือหลวง Maritime Patrol and Reconnaissance - MPR



ศรีอยุธยา) เรือตอร์ปิโด ๔ ล�า เรือด�าน�้า ๒ ล�า เรือขนาด จะกระทาเพ่อภารกิจสาคัญก่อนทาการรบท่เรียกว่า


นาวิกศาสตร์ 25
ปีที่ ๑๐๕ เล่มที่ ๑ มกราคม ๒๕๖๕


การข่าวกรองเพื่อเตรียมยุทธภูมิ (IPB - Intelligence โอกาส (Groupe Occassionel) ออกเป็น ๒ กล่ม



for Preparation of the Battlefield) เพื่อให้ได้มา เพ่อแยกกันเข้าโจมตีเรือรบสยามท้งท่สัตหีบ และท่เกาะช้าง





ซ่งพาหะ (Means) สาคัญทางยุทธศาสตร์คือ ความเหนือกว่า ในเวลาเดียวกัน อีกท้งการเข้าโจมตีเรือสยามท่สัตหีบ
ด้านความรู้ (Knowledge Superiority) ซ่งเป็นปัจจัย จะอยู่ใกล้ฐานทัพท่มีอาวุธยุทโธปกรณ์ครบถ้วนดูจะ








สาคัญท่จะนาไปสู่ชัยชนะในการรบท้งในอดีต ปัจจุบัน ลาบาก และมีการเส่ยงภัยมากเกินไป อีกท้งยังเป็นการยาก

อนาคต ท่เรืออีกกลุ่มจะต้องเร่งความเร็วให้ถึงสัตหีบในตอน

Means, Ways, Ends ของยุทธศาสตร์ทางทะเล เช้าตรู่ เพื่อเข้าโจมตีพร้อม ๆ กันกับที่เกาะช้าง ข้าพเจ้า

สหรัฐอเมริกาปัจจุบัน หรือตามท่ซุนวูกล่าวไว้เม่อ ๒,๔๐๐ ปี จึงตัดสินใจท่จะผนึกกาลังท้งหมดมุ่งเข้าโจมตีข้าศึกท ี ่




ก่อนนี้ว่า “ใครก็ตามที่รู้จักตัวเอง และข้าศึก จะไม่มีทาง ทอดสมออยู่ที่เกาะช้าง”
ที่จะมีความเสี่ยงในยุทธการร้อยครั้ง (He who knows การรบท่เกาะช้างจึงเกิดจากการมอบหน้าท่กองทัพเรือ


himself and the enemy will never be at risk in และการตัดสินใจของ นาวาเอก เบรองเช่ ด้วยประการฉะน ้ ี
a hundred of battles.) หรือ “รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้ง (จบตอนที่ ๑)
ชนะร้อยคร้ง” น่นเอง ความเหนือกว่าในด้านความรู้




(Knowledge Superiority) จะมีความสาคัญย่งกว่า
ความเหนือกว่าด้านจานวนตัวเลข (Numerical

Superiority) ตามที่เคยเชื่อในการรบสมัยเก่าด้วย

เม่อ นาวาเอก เบรองเช่ เห็นภาพสถานการณ์
การวางกาลังรบทางเรือของไทย ต้งแต่สัตหีบจนถึงพรมแดน




กัมพูชาแล้ว จึงตัดสินใจรวมกาลังท้งหมดของตนเข้าโจมต ี


หมวดเรือไทยท่เกาะช้างเท่าน้น ตามท่ปรากฏในรายงาน

การรบของเบรองเช่ ว่า
“วันไหน วันดี บานคลี่พร้อมอยู่”
“ข้าพเจ้าจึงตัดสินใจว่า จะเป็นการเส่ยงอันตราย ทหารประจ�าเรือหลวงธนบุรีร่วมกันถ่ายรูปบริเวณท้ายเรือ ก่อน พ.ศ. ๒๔๘๔

มากเกินไป หากจะแบ่งเรือในกลุ่มเรือปฏิบัติการตาม ไม่แน่ใจว่าเรือตรีที่ยืนคือใคร (เรือตรี เฉลิม สถิรถาวร ต้นหน ?)
นาวิกศาสตร์ 26
ปีที่ ๑๐๕ เล่มที่ ๑ มกราคม ๒๕๖๕

๘๐ ปี ยุทธนาวีเกาะช้าง พ.ศ. ๒๔๘๔


กับทฤษฎีสงคราม และการรบทางเรือสมัยใหม่




พลเรือเอก กฤษฎา เฟื่องระบิล

ตอนที่ ๒ การรบ (ตามรายงานของ นาวาเอก เบรองเช่ และฝ่ายไทย)















กลุ่มเรือปฏิบัติการตามโอกาสท่ ๗ (Groupe อนเปนความเรวสงสดทเรอสลปจะทาได กอนออกเดนทาง


Occasionnel/No 7) ของฝร่งเศสอันมีความหมายตรงกับ ได้มีการประชุมเพ่อเตรียมการรบท่ตาบลบางห้อย (Banghoi)





“หมู่เรือเฉพาะกิจท ๗” ของสหรัฐอเมริกา อังกฤษ เมื่อวันที่ ๑๓ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๔ ก�าหนดว่าเครื่องบิน
หรือไทย ได้มีการจัดต้ง ต้งแต่วันท่ ๑๙ พฤศจิกายน ทะเลแบบลัวร์ ๑๓๐ (Loire 130) จะบนไปดูลาดเลา





พ.ศ. ๒๔๘๓ เพ่อปฏิบัติการรบกับกาลังทางเรือสยาม คร้งสุดท้ายเพ่อยืนยันจานวน ตาแหน่ง ชนิด ประเภทของ





เรือในกลุ่มมีคุณลักษณะแตกต่างกันมาก (hétéroclité = เรือรบไทยแบบต่าง ๆ ณ บริเวณเกาะช้าง ในตอนเช้าตรู่







จบฉ่าย ไม่มศลปะ) แต่เม่อมาถงวันท ๑๓ มกราคม ของวันนัดหมายท่จะเข้าโจมตีด้วย ในเช้าตรู่ของวันท่ ๑๗


พ.ศ. ๒๔๘๔ ได้มความชดเจนเพมขนว่าจะต้องออก มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๔ นาวาเอก เบรองเช่ รายงานการรบ








ปฏิบัติการ จึงมีการรวมตัวกันเป็นอย่างดี และได้ ว่า “เวลา ๐๕.๔๕ น. พนักงานวิทยุได้ต้งคล่นความถ่วิทย ุ





ทาการฝึกซ้อมท่ทาให้สามารถปฏิบัติการรบได้ทุก ไว้ท่ ๖๗๕ Hz และได้ยินเสียงเคร่องบินลัวร์ ๑๓๐




รูปแบบ (เรือรบคือผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมหนัก เรยกเรอลามอตตปเกต แตเพอเปนการซอนเรนการเคลอน










จะไม่มีทางปฏิบัติงานจริงได้เลยหากไม่มีการฝึกซ้อม) โดย กาลังทางเรือเป็นความลับ เราจึงไม่ส่งวิทยุตอบ


นาวาเอก เบรองเช่ ได้วางหลกการในการปฏิบัตการ เครื่องบิน”

บางประการไว้ล่วงหน้าแล้ว
เรือลาดตระเวนลามอตต์ปิเกต์ ออกจากไซ่ง่อน ยุทธการตะบันหน้าสยาม (Opération coup de point
(โฮจิมินห์ซิตี้ ปัจจุบัน) ด้วยความเร็วเต็มฝีจักร ๓๓ นอต = act of punch Operation)





เพื่อไปรวมกาลงกบเรอสลุป (Aviso) ท่เหลือท่จอด คาส่งของ นาวาเอก เบรองเช่ ไปยังเรือในบังคับ



ทอดสมออยู่ในอ่าวทางตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะบูโล บัญชาให้ยาตราก�าลังไปท�าลายเรือรบของไทย เมื่อเวลา
คอนดอ (Poulo Condore ปัจจุบันเรียกว่า Côn Dào) ๒๑.๐๐ น. เวลาอินโดจีน ของวันท่ ๑๖ มกราคม

เกาะปลายแหลมญวน ในเวลา ๒๑.๐๐ น. ของวันท ี ่ พ.ศ. ๒๔๘๔ หรือเวลา ๑๔.๐๐ น. ที่กรุงปารีส “ยาตรา
๑๖ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๔ หมู่เรือรบฝร่งเศสก็เร่ม ก�าลังเริ่มใน ๒๑.๐๐ น. เข็ม ๓๒๕ ความเร็ว ๑๓.๕ นอต


o
ออกเดินทางมุ่งเข้าสู่เกาะช้าง ด้วยความเร็ว ๑๓.๕ นอต (ความเร็วสูงสุดของเรือสลุป)”
นาวิกศาสตร์ 5
ปีที่ ๑๐๕ เล่มที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕

ค�าสั่งหมายเลข ๕๐ ให้เรือทุกล�าเข้าโจมตีเรือที่จอด เรือลาดตระเวนลามอตต์ปิเกต์ (La Motte-Picquet)
ทอดสมออยู่ทางใต้ของเกาะช้าง ในเวลารุ่งเช้า ให้ใช้ เข้าโจมตีทางช่องระหว่างเกาะจาน และเกาะกระดาด






แผนท่หมายเลข ๒๓๐๗ และ ๒๓๐๘ ให้เรอทกลา ให้เร่มยิงทันทีท่พอจะมองเห็นพอสมควร (พระอาทิตย์








พร้อมทตะวนตกเฉยงใต้ของเกาะคลุ้ม จากนนให้ ข้นเวลา ๐๖.๓๐ น. วันท่ ๑๗ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๔



แยกย้ายกันไปปฏิบัติหน้าท่ เพ่อเตรียมเข้ายิงเป้าหมาย หน้าหนาว)



ดังนี้ การกาหนดเป้าหมายน้นจะต้องทาเม่อถึงยุทธ



กลุ่มเรือท ๑ เรือตาอูร์ (Tahure) และเรือมาร์น บริเวณแล้ว


(Marne) บุกเข้าโจมตีทางช่องระหว่างเกาะช้าง และ หยุดยิง เม่อได้รับสัญญาณโดยให้เรือทุกลาแล่นมุ่งหน้า

เกาะคลุ้ม กลับทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ เวลา ๐๕.๔๕ น. เวลาท้องถ่น



กลุ่มเรือท ๒ เรือดูม้องต์ ดูร์วิลล์ (Dumont d’ ของวนท ๑๗ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๔ ให้เรอทกลาท ่ ี





Urville) และเรืออะมิรัล ชารเน่ (Amiral Charner) แล่นมาถึงต�าบลที่เป็นมุมฉากกับเกาะคลุ้มแล้ว ก็ให้แยก
เข้าโจมตีระหว่างช่องเกาะคลุ้ม และเกาะหวาย ย้ายกันเข้าโจมตี ๓ ช่องทางตามที่ได้สั่งการไว้





























นาวิกศาสตร์ 6
ปีที่ ๑๐๕ เล่มที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕

เวลา ๐๕.๔๕ น. เรือลามอตต์ปิเกต์ ชักธงสัญญาณ โผล่ออกมาทางช่องระหว่างแหลมบังเบ้า เกาะช้างกับ
ให้เรือต่าง ๆ ในกระบวนเรือปฏิบัติการโดยอิสระ เกาะคลุ้ม เรือหลวงชลบุรีซึ่งไม่มีมุมยิงเรือลามอตต์ปิเกต์


(แสดงว่า ๑) พอมีแสงราไรเห็นในระยะใกล้ และ ๒) เพราะเรือหลวงสงขลาบัง ให้ปืน ๑ หันมายิงเรือตาอูร์
การบังคับบัญชาการรบเป็นแบบมอบภารกิจ (mission และเรือมาร์น ส่วนปืนท้ายให้ยิงเรือสลุปดูม้องต์ ดูร์วิลล์






type tactics) ซ่งจะอธิบายต่อในภายหลัง –ผู้เขียน) และเรอสลป อะมรล ชารเน่ ท่โผล่ออกมาระหว่าง
จากนั้นเรือลามอตต์ปิเกต์ก็เลี้ยวไปถึงเข็ม ๐๘๕ ระหว่าง ช่องเกาะคลุ้มกับเกาะหวาย ส่วนเรือหลวงสงขลายังคง
เกาะคลุ้ม และเกาะรัง เกาะหมาก เรือสลุปดูม้องต์ ยิงต่อสู้กับเรือลามอตต์ปิเกต์ ปรากฏว่ากระสุนตกตามาก



ดูร์วิลล์ และเรือสลุปอะมิรัล ชารเน่ แล่นเข้าหาเรือหลวง จึงแก้ศูนย์เป็น ๑๔,๐๐๐ เมตร ซ่งสูงเกินไปจึงปรับมาเป็น
ชลบุรี เรือหลวงสงขลา และเกาะง่ามซ่งฝร่งเศสคิดว่าเป็น ๑๒,๐๐๐ เมตร ซึ่งเรือหลวงสงขลารายงานว่าถูกเป้าเรือ








เรือหลวงธนบุรหรือเรือหลวงศรอยธยา ทางชองเกาะคลม ลามอตต์ปิเกต์ แต่ฝร่งเศสบอกไม่ถูกเลย เวลา ๐๖.๑๕ น.

และเกาะหวาย เรือสลุปเก่าตาอูร์ และมาร์น แล่นเข้าหา เรือดูม้องต์ ดูร์วิลล์ เริ่มยิงไปยังเรือตอร์ปิโดใหญ่ของไทย
เรือหลวงชลบุรี และเรือหลวงสงขลา ทางช่องระหว่าง ยงไปแล้วไม่ปรากฏว่าเป้าหมายเคลอนไปไหน เวลา





แหลมบังเบ้า เกาะช้างกับเกาะคลุ้ม เวลา ๐๖.๑๔ น. ๐๖.๒๓ น. เรอสลุปอะมรัล ชารเน่ เร่มยงเรือตอร์ปิโดใหญ่





เรือต่าง ๆ ของฝรั่งเศสมาถึงจุดท่กาหนดในแผน และ ส่วนเรือตาอูร์ ผู้บังคับการเรือได้ส่งยิงว่า “ยิงให้ข้าศึก






พร้อมท่จะทาการยิง ขณะน้นเรือลามอตต์ปิเกต์ซ่งเป็น ประทับใจ และเพ่อให้กาลังพลเรามีขวัญกาลังใจ (Tire



เรือลาท่เคล่อนตัวเข้าไปใกล้เรือไทยมากท่สุด ยังคงไม่เห็น pour impressioner adversaire et mettre entrain


เป้าหมายเพราะเกาะคลุ้มยังบังอยู่ สาหรับข้อมูลฝ่ายไทย mon personnel)” เวลา ๐๖.๑๙ น. เรือลามอตต์ปิเกต์






เรือหลวงสงขลาท่เห็นเคร่องบนลัวร์ ๑๓๐ มาตรวจการณ์ เร่มยิงเรือตอร์ปิโดใหญ่ ส่วนเรือมาร์นซ่งยังตรวจไม่พบเป้า


จึงประจาสถานีรบยิงเคร่องบิน พร้อม ๆ กันน้นก็เห็น ได้เร่มยิงเวลา ๐๖.๒๕ น. ในการยิงตับท่สามของเรือดูม้องต์



เรือลามอตต์ปิเกต์โผล่ออกมาจากเกาะหวาย (ตอนแรก ดูร์วิลล์ พนักงานวัดระยะได้รายงานว่า “ถูกเป้าหมายแล้ว”

เข้าใจว่าเป็นเรือธนบุรี) คะเนความเร็วได้ประมาณ ๒๐ นอต เวลา ๐๖.๒๔ น. ทหารฝร่งเศสสังเกตเห็นว่าเรือตอร์ปิโดใหญ่


ต่อมาจึงเข้าใจว่าเป็นเรือฝร่งเศสช่อพลีโมเก้ (Primauquet) ของไทยเร่มติดไฟหม้อนา เรือฝร่งเศสในหมู่เรือ





เรือพ่เรือน้องกับลามอตต์ปิเกต์ เม่อพิเคราะห์ว่าไม่ใช่ ดูม้องต์ ดูร์วิลล์ และเรืออะมิรัล ชารเน่ ท่แล่นมาทางช่อง



เรือหลวงธนบุรีแต่เป็นเรือฝร่งเศสแน่นอนแล้ว เรือเอก เกาะคลุ้มและเกาะหวาย ได้แล่นเข้าทางเรือไทยอย่าง




นย นพคณ ต้นเรอท�าหน้าท่ต้นปืนจงส่งเปลยนการยง ลาพองใจโดยไม่ได้พะวงเก่ยวกับทุ่นระเบิดท่ฝ่ายไทย









จากเป้าเคร่องบินเป็นเป้าเรือฝร่งเศสระยะ ๑๐,๐๐๐ เมตร อาจวางไว้ได้ เรือดูม้องต์ ดูร์วิลล์ ได้แล่นเข้าไปใกล้

เป็นการยิงนัดแรกของยุทธนาวี ส่วนเรือลามอตต์ปิเกต์ เรือตอร์ปิโดใหญ่ของไทยในระยะไม่เกิน ๕,๐๐๐ เมตร

ได้อาศัยแสงไฟท่แวบออกมาจากกระบอกปืนเรือหลวง และเห็นกลุ่มกระสุนท่ถูกเป้าชัดเจน เรืออะมิรัล ชารเน่


สงขลาเป็นเป้าหมายในการยิงตอบในตับแรก แต่กระสุน ซ่งแล่นตามเข้าไปได้ยิงถูกเรือหมายเลข ๓๒ (เรือหลวง

ไปตกท่เกาะง่าม ซ่งฝร่งเศสเข้าใจว่าเป็นเรือหลวง ชลบุรี) ชัดเจน ทางด้านเรือลาดตระเวนลามอตต์ปิเกต์


ศรีอยุธยาซ่งยังไม่ได้กลับไปสัตหีบหลังเปล่ยนเวรกับ นาวาเอก เบรองเช่ ผู้บังคับการเรือได้เขียนรายงาน


เรือหลวงธนบุรีในวันท่ ๑๕ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๔ การรบตอนนี้ว่า


ในเวลาเดยวกัน เรือหลวงสงขลากเร่มเหนเรอสลปดม้องต์ “สภาวะอากาศและทัศนวิสัย ลมสงบ ท้องฟ้า






ดูร์วิลล์ และอะมิรัล ชารเน่ โผล่ออกมาทางช่องระหว่าง แจ่มใสเพราะเพิ่งรุ่งเช้า แต่ทัศนวิสัยไม่ดในทิศท่เรือ









เกาะคลุ้มกับเกาะหวาย และเรือสลุปตาอูร์กับมาร์น จอดอย่ เนองจากเทอกเขายงบงอย่ทางทศตะวนออก


นาวิกศาสตร์ 7
ปีที่ ๑๐๕ เล่มที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕


พระอาทิตย์จะต้องข้นเวลา ๐๖.๔๓ น. แต่พระจันทร์ หลังเปลี่ยนเวร) จึงสั่งยิงไปที่เกาะง่าม ๓ ลูก นาวาเอก
ยังคงฉายแสงเรือง ๆ อยู่ทางฝากตะวันตกเฉียงใต้” เบรองเช่ ได้เขียนในรายงานว่า


ส่วนเรือของเราซ่งแล่นอยู่ตัดกับขอบฟ้าไม่มีอะไรบัง “เวลา ๐๖.๒๐ น. เรือลามอตต์ปิเกต์ได้ยิงตอร์ปิโด


คงจะเป็นที่เห็นชัดจากเรือข้าศึกที่จอดอยู่ ไป ๑ ตับ ๓ ลูก โดยบังคับให้ตอร์ปิโดว่งใต้นา ๒.๕๐ เมตร

ชาวสยามเร่มยิงมายังเรือต่าง ๆ ของ “หมู่เรือปฏิบัติการ” ตอร์ปิโดได้วิ่งไปอย่างเร็ว ไปยังเรือที่เราเริ่มจะเห็นลาง ๆ

เมื่อเวลา ๐๖.๑๔ น. ไม่มีทางระบุได้เลยว่าเรือล�าใดที่ยิง ว่าจอดอยู่ (แท้จริงแล้วคือเกาะง่าม) และยังยิงปืนขนาด









การยงตอบโต้ เกอบจะทนททนใดนน เรอสลป ๗๕ มิลลิเมตร ติด ๆ กันหลายชุดไปยังเรือตอร์ปิโดใหญ่



ทั้ง ๒ หมู่ ก็เริ่มยิงข้าศึกเหมือนกัน ของไทยลาหน่ง ท่ยังไม่สามารถอ่านหมายเลขข้างตัวเรือได้


“เวลา ๐๖.๑๙ น. เรือลามอตต์ปิเกต์ได้เริ่มยิงด้วย ตอนน้ข้าพเจ้าส่งให้เรือลามอตต์ปิเกต์ลอยน่งอยู่ปลาย

ปืนใหญ่ขนาด ๑๕๕ มิลลิเมตร ชุดแรกด้วยการส่องกล้อง กลุ่มเกาะ ระยะห่างจากกลุ่มเรือข้าศึกประมาณ ๙,๐๐๐ -

วัดระยะ และหันทิศทางไปยังทิศท่มีไฟแลบยิงมาทางเรา ๑๐,๐๐๐ เมตร ระหว่างเวลา ๐๖.๒๕ น. ถึง ๐๖.๓๕ น.
ข้าพเจ้าได้ส่งสัญญาณรหัส (เป็นตัวเลข) แจ้งกองทัพเรือ หลังจากได้เล็งเป้าเรือที่อยู่ทางขวาสุด (เรือหลวงสงขลา)


อนโดจีนฝรงเศสว่า กล่มเรอปฏบตการตามโอกาส และยิงด้วยป้อมปืนใหญ่ขนาด ๑๕๕ มิลลิเมตร แล้วด ู






(groupe occasionnel) ได้เข้าท�าการรบที่เกาะช้างแล้ว เหมือนว่ากระสุนปืนจะถูกเป้าหมายทางท้ายเรือ ต่อจากน้น


(ข่าวนี้กองทัพเรืออินโดจีนฝรั่งเศสไม่ได้รับ) และข้าพเจ้า ท้งป้อมปืนใหญ่ ๑๕๕ มิลลิเมตร และปืนรองขนาด
ยังได้ส่งข่าววิทยุไปยังกลุ่มเรือท้งสาม ให้เปล่ยนศูนย์ ๗๕ มิลลิเมตร ก็ได้เล็งยิงไปยังเรือตอร์ปิโดใหญ่ท่เห็น



การยิงอย่างสม�่าเสมอเมื่อเรือเคลื่อนไปทางขวามือ” ชัดเจน”



ตอนน้น นาวาเอก เบรองเช่ คิดว่าเกาะง่ามท่เห็น (เมอเวลา ๐๖.๒๐ น. เรือตอร์ปิโดใหญ่ของไทย

เป็นเงา ๆ นั้น คือเรือปืนล�าหนึ่งของไทย (เข้าใจว่าเป็น (เรือหลวงชลบุรี และเรือหลวงสงขลา) เริ่มติดไฟหม้อน�้า



เรือหลวงศรีอยุธยาท่ยังคงอยู่ท่เกาะช้าง ไม่ได้กลับสัตหีบ ไฟควันพลุ่งข้นสูงจากปล่องทาให้หมู่เรือฝร่งเศสท่แล่น





เรือลาดตระเวนเบาชั้นเดียวกันมี ๓ ลำา เรือลามอตต์ปิเกต์ยิงตอร์ปิโด นาวาเอก เบรองเช่
เรือหลวงสงขลาเข้าใจผิดว่า ถือกล้อง ๒ ตา
ลำาที่รบกับตนคือเรือพรีโมเก้ต์



นาวิกศาสตร์ 8
ปีที่ ๑๐๕ เล่มที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕





เข้ามาทง ๓ ช่องเกาะ สามารถจบเป้าเรอตอร์ปิโดใหญ่ เวลา ๐๖.๓๐ น. กลุ่มเรือดูม้องต์ ดูร์วิลล์ และ
ได้อย่างชัดเจน) เรืออะมิรัล ชารเน่ อยู่ห่างข้าศึกเพียง ๕,๐๐๐ เมตร และ
นาวาเอก เบรองเช่ ได้รายงานการรบต่อไปว่า กลุ่มเรือตาอูร์ และเรือมาร์น อยู่ห่าง ๘,๐๐๐ เมตร และ
“ ตอร์ปิโด เวลาประมาณ ๐๖.๓๐ น. เรามองเห็น เมื่อเวลา ๐๖.๕๐ น. ได้เคลื่อนเข้าไปใกล้ข้าศึกลึกไปกว่า

แสงไฟสามสายพุ่งสูงมาก (ประมาณ ๒๐๐ เมตร) ซ่งทาให้ ๓,๐๐๐ เมตร



เราแน่ใจว่าลูกตอร์ปิโด ๓ ลูกของเราระเบิดเม่อถึงพ้น เวลา ๐๖.๕๐ น. เรือทุกล�าสังเกตเห็นเรือหมายเลข

หรือเม่อชนกราบเรือ แสงไฟ ๒ สายออกสีเหลือง ๆ ๓๒ และ ๓๓ มีควันพุ่งขึ้น และเริ่มมีการตอบโต้ช้าลง ๆ

ส่วนสายท่ ๓ ขาวมาก ข้าพเจ้ามองด้วยกล้องส่องทางไกล เห็นว่า เวลา ๐๖.๕๘ น. ข้าศึก (เรือตอร์ปิโดใหญ่ของไทย)
ลูกตอร์ปิโดระเบิดเมื่อตอนชนกราบเรือล�าหนึ่ง” หยุดยิง เรือสลุปเห็นว่าลูกเรือของเรือหมายเลข ๓๒ และ




การยิงจากเรือสลุป ในช่วงเวลาน้น เรือสลุปท้ง ๔ ลา ๓๓ ซงยงพอมองเห็นได้ถนดเรมถ่ายลงเรือเล็ก หรอ










ซ่งต่างแล่นเข้าไปตามช่องระหว่างเกาะท่ได้รับมอบหมาย ว่ายนา (ในขณะน้นเรือตาอูร์เตรียมหย่อนเรือบดลงไป

ก็พยายามแล่นเรือให้เข้าไปใกล้ข้าศึก (เรือตอร์ปิโดใหญ่ ช่วยเหลอ แต่นาวาเอก เบรองเช่ สงห้าม และสงให้ยง ิ






ของไทย) ให้มากท่สุดเท่าน้นจะทาได้โดยเตรียมปืนพร้อม ทาลายต่อไปจะได้ตายอย่างไม่ทรมาน หรือ coup de



gruce –ผู้เขียน) เรือสลุปหยุดยิงช่วคราวประมาณ

๒–๓ นาที แล้วเริ่มยิงใหม่
เรือตอร์ปิโด ๒ ล�า จมหรือระเบิดก่อน ๐๗.๐๐ น.
เล็กน้อย
เวลา ๐๗.๐๐ น. ไม่มีเรือตอร์ปิโดใหญ่ของไทย
จอดให้เห็นต่อไป

กล่มเรือสลป ๒ กล่มเข้าประจาตาแหน่งตาบลท ี ่





หมู่เรือฝรั่งเศสรุมยิงเรือไทย B2 และ C2
เวลา ๐๖.๔๕ น. เรือหลวงสงขลาสละเรือใหญ่
ห่างไปจากน้นประมาณ ๓๐๐ เมตร เรือหลวงชลบุร ี




ถูกยิงท่บริเวณคลังเช้อเพลิงท้ายเรืออย่างจัง ทาให้เกิด
ไฟไหม้ลุกลามไปอย่างกว้างขวาง เรือตาอูร์ได้แล่นเข้าไป
ใกล้เรือตอร์ปิโดทั้งสองในระยะ ๓,๗๐๐ เมตร และได้ยิง


ปืนใหญ่เข้าใส่อีก เรือสลุปมาร์นก็ได้เข้าไปยิงซาเติมอีก

ในระยะ ๒,๖๐๐ เมตร เรือหลวงสงขลาเอียงพลิกควา

ในเวลา ๐๖.๔๓ น. ในขณะน้นเรือหลวงชลบุรีกาลังจม


ปร่มนา มีควันลุกไหม้อย่างหนัก การรบระหว่างเรือ








ส่วนหนึ่งของทหารประจำาเรือหลวงสงขลา ฝรงเศสกบเรอตอร์ปิโดใหญ่ของไทยเป็นเพยงฉากแรก
ที่ทำาการรบที่เกาะช้างและไม่ได้รับบาดเจ็บ ของยุทธนาวีที่เกาะช้าง โดยฝรั่งเศสได้กล่าวชมเชยว่า
จากเรือลามอตต์ปิเกต์ได้ส่องกล้องตรวจบันทึกการ “เรือตอร์ปิโดของสยามได้เข้าทาการรบอย่างกล้าหาญ

ยิงถูกเป้าหมายหลายคร้ง นายทหารควบคุมการยิงดูจะ และสู้จนถึงท่สุดด้วยจิตใจท่เสียสละ ซ่งสมควรได้รับ




ไม่มีปัญหาใด ๆ เลยในการจับเป้า การยกย่องตามประเพณีของนาวีใหญ่ ๆ ในโลก...
นาวิกศาสตร์ 9
ปีที่ ๑๐๕ เล่มที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕

เรือหลวงชลบุรีถูกยิงไฟไหม้ควันขึ้นสูง เรือตาอูร์กำาลังยิงปืนใหญ่


ยามยอดเสาเรือหลวงชลบุรี ถูกกระสุนปืนของฝ่ายเรา นายทหารควบคุมการยิงของเรือลาดตะเวนลามอตต์ปิเกต์



ตกลงมาขาขาด แต่ปากยงร้องเชยร์เพอนให้รบจน ก็ได้ตรวจพบเรือหลวงธนบุรี แต่ก็มิได้ใส่ใจเพราะกาลัง




ขาดใจตาย เราขอคารวะทหารท่านนี้อย่างจริงใจ” สาละวนอย่กบการระดมยงเรอตอร์ปิโดใหญ่ ต่อมา


(เรือหลวงชลบุรี และเรือหลวงสงขลา ไม่ได้รับ ภาพเรือหลวงธนบุรีก็ได้ถูกเกาะต่าง ๆ บังอีก (เกาะไม้ซ้ใหญ่)

พระราชทานเหรียญกล้าหาญ อาจจะพิจารณาจากการ


ท่เรือจอดทอดสมอเป็นเป้าน่งไม่ได้แสดงความกล้าหาญ ฉากที่ ๒ เรือลามอตต์ปิเกต์ต่อสู้กับเรือหลวงธนบุรี

ด้วยการแล่นเรือเข้าใส่ข้าศึก อันท่จริงแม้อยู่ในสภาวะ เวลา ๐๖.๐๕ น. เมื่อเรือหลวงธนบุรีเห็นเครื่องบิน



จายอมต้องรบ แต่ก็รบอย่างกล้าหาญไม่แพ้เรือหลวง ข้าศึกจึงประจาสถานีต่อสู้อากาศยาน เม่อเคร่องบิน

ธนบุรี -ผู้เขียน) บินกลับไปทางเกาะง่ามแล้ว จึงออกคาส่งให้ห้องเคร่อง






เพลิงไหม้เรือหลวงสงขลา เรือลามอตต์ปิเกต์ขณะแล่นด้วยความเร็ว ๒๗ นอต ที่เกาะช้าง

ขณะน้นเรือหลวงธนบุรี ยังจอดทอดสมออยู่อีก ติดเคร่องใหญ่แล้วส่งวิทยุแจ้งไปยังกองบินทหารอากาศ


ด้านหน่งของเกาะช้าง และฝ่ายฝร่งเศสยังตรวจไม่พบ จันทบุรี แต่ปรากฏว่าทหารอากาศไม่ได้รับข่าวนี้ ต่อมา





เน่องจากตัวเกาะช้างบังอยู่ เม่อเวลา ๐๖.๒๔ น. เรือสลุป เม่อได้ยินเสียงปืนทางเกาะง่ามยิงกันสน่นแต่ไม่มีกระสุน



อะมิรัล ชารเน่ จึงตรวจพบเรือลาหน่ง มีปล่องสูงตรง ระเบิดในอากาศ จึงสันนิษฐานว่ามีการรบทางเรือเกิดข้น


มีป้อมปืนลักษณะน่าเกรงขามโผล่ออกมาจากหลัง จึงออกเรือเพ่อไปช่วยเหลือ ต่อมายามบนสะพานเดินเรือ
เกาะช้าง เวลา ๐๖.๒๙ น. เรือเอก ตุยยีเอ้ (Thuillier) รายงานว่า เห็นเรือข้าศึกทางใต้เกาะช้างตรงช่องระหว่าง
นาวิกศาสตร์ 10
ปีที่ ๑๐๕ เล่มที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕











เกาะช้างกับเกาะไม้ซ้ใหญ่ กาลังแล่นเข็ม ๖๕° และ ยงตอบมาทนท กระสนตบแรก (๔ นด) ของฝรงเศส
เห็นไฟแลบจากปากกระบอกปืนด้วย เม่อเรือหลวงธนบุร ี ตกสูงห่างเรือ ๓๐๐ เมตร ตับที่ ๒ ตกตรง แต่ห่างเรือ

ออกเรือไปสักครู่โดยถือเข็ม ๑๓๕° และประจาสถานีรบแล้ว ๕๐ เมตร เวลา ๐๖.๔๘ น. เรือหลวงธนบุรีตกอยู่สถานะ

เมื่อสอบศูนย์เพื่อใช้ยิงจากศูนย์รวบ ปรากฏว่าป้อมท้าย “เข้าซ่อม” ของเรือลามอตต์ปิเกต์
ไม่พร้อม (ยังไม่ได้ synchronize ป้อมกับศูนย์) เมื่อเวลา ๐๖.๔๘ น. เรือฝรั่งเศสยิงมาแล้ว ๒ ตับ
ผู้บังคับการเรือจึงสั่งหยุดเครื่องหางเสือซ้ายหมด เพื่อให้ เรือหลวงธนบุรี ได้ยิงตับที่ ๒ ด้วยป้อมหัวและป้อมท้าย

เกาะไม้ซี้ใหญ่บังตัวเรืออยู่ก่อน เวลา ๐๖.๔๐ น. เมื่อปืน โดยต้งระยะ ๑๓,๐๐๐ เมตร ฝร่งเศสบอกว่ากระสุน



๒ ป้อมพร้อม เรือหลวงธนบุรีจึงเดินหน้าเต็มตัว เข็ม ๑๓๕° ปืนไทยตกตาไป ๒,๐๐๐ เมตร เม่อเรือหลวงธนบุรีถูก






และส่งเตรียมรบกราบขวาท่หมายเรือลาดตระเวนข้าศึก “เข้าซ่อม” แล้ว กระสุนตับท่ ๔ (๔ นด) ของฝรงเศส

เวลา ๐๖.๔๕ น. เมื่อเรือลามอตต์ปิเกต์โผล่ออกมาจาก มีนัดหน่งโดนผนังห้องนายพลตรงมุมห้องกราบขวา





ด้านตะวันออกของเกาะไม้ซี้ใหญ่ บนช่องเล็ก ๆ ระหว่าง แล้วระเบดกลางห้อง อานาจระเบดน้นเองทาให้ทะล ุ



เกาะไม้ซ้ใหญ่ เรือหลวงธนบุรีเร่มยิงเข้าใส่เรือลามอตต์ปิเกต์ ข้นข้างบนตรงพ้นของหอบังคับการเรือหลวงธนบุรีพอด ี


กระสุนตกตาไป ๒,๐๐๐ เมตร และเรือลามอตต์ปิเกต์ ทาให้ผู้บังคับการเรือหลวงธนบุรี (หลวงพร้อมวีรพันธุ์)



แผนที่เกาะช้าง ช่องเล็ก ๆ ที่ลามอตต์ปิเกต์ยิงผ่านช่องเกาะไม้ซี้ใหญ่ ถ่ายที่ยุทธภูมิเกาะช้างแล่นขนาบด้วยเรือสลุป ดูม้องต์ ดูร์วิลล์
และเกาะไม้ซี้เล็ก โดนเรือหลวงธนบุรี ที่หอบังคับการพอดี และเรืออะมิรัล ชารเน่ ถ่ายจากเรือตาอูร์




















ฝรั่งเศสถือว่ายุทธนาวีเกาะช้างเป็นการรบระหว่าง สะพานเดินเรือของเรือลามอตต์ปิเกต์
ไทย-ฝรั่งเศส พ.ศ. ๒๔๘๓-๒๔๘๔ ที่โลกลืม ขณะกำาลังรบกับไทย



นาวิกศาสตร์ 11
ปีที่ ๑๐๕ เล่มที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕



และทหารในหอบังคับการเสียชีวิตและบาดเจ็บ (การยิง (เรือโท เฉลิม สถิรถาวร) ต้องว่งไปห้องเคร่องหางเสือท้ายเรือ

โดนเรือหลวงธนบุรีนัดน้เปรียบได้กับนักฟุตบอลกองหน้า เพ่อใช้บังคับเรือให้แล่นตรงต่อไป แต่ปรากฏว่าไม่มีไฟฟ้า



ฝรั่งเศสชื่อดัง ซีดาน ยิงผ่านแบ็คหลังช่องเล็ก ๆ ระหว่าง จึงพยายามบังคับเรือด้วยการส่งจักรแต่ก็ไม่สาเร็จ ต้นหน

เกาะไม้ซ้ใหญ่และเกาะไม้ซ้เล็กเข้าประตูพอดี การท ่ ี จึงเปล่ยนมาถือท้ายเรือด้วยมือโดยตรงซ่งหนักมาก



เรือหลวงธนบุรีป้อมปืนท้ายไม่พร้อมโดยขาดพลหันป้อม ต้นปืนและผู้ช่วยต้นปืนจึงส่งการมาจากหอบังคับยิงปืนเบา

และป้อมปืนไม่ได้ synchronize ให้เข้ามุมกันได้พอด ี บนเสากระโดงท่ ๒ เรือจึงหยุดหมน และบังคับเรือให้


กับศูนย์รวบ ต้องเสียเวลาปรับแต่ง โดยเรือหลวงธนบุรี แล่นตรงได้
ต้องหยุดเคร่องรอบังอยู่หลังเกาะไม้ซ้ใหญ่ เป็นช่วงเวลา ขณะท่เรือหลวงธนบุรีหมุนคว้าง กระสุนอีกลูก




นาทีทองของเรือลามอตต์ปิเกต์เหมือนกัน เพราะ ก็ตกลงมาท่ดาดฟ้ากราบซ้ายริมห้องรับแขกนายพล

สามารถปรับแต่งระยะการเล็งยิงเรือหลวงธนบุรีให้ถูก กระสุนทะลุลงใต้ดาดฟ้า ตัดแป๊ปนาดับเพลิงขาดจน




ต้องแม่นยาได้มากข้น ๆ ดังน้น พอเรือหลวงธนบุรีออกเรือ ใช้การไม่ได้ น�้านองไปทั่ว กระสุนได้ระเบิดในห้องพันจ่า
จากการบังของเกาะไม้ซ้ใหญ่แล่นเข้ามาในช่องเล็กนิดเดียว กราบขวา ฉีกเนื้อเรือโหว่


ระหว่างเกาะไม้ซ้ใหญ่ และเกาะไม้ซ้เล็ก เรือลามอตต์ปิเกต์ กระสุนนัดท่ ๓ ตกลงหีบพักกระสุนปืน ๗๕ ระหว่าง


จึงได้จังหวะยิงถูกหอบังคับการเรือหลวงธนบุรีอันเป็น กระบอก ๑ และ กระบอก ๓ กระสุนได้ระเบิดเข้าห้อง

จุดศูนย์ดุลแห่งการรบ (Center of gravity) ของเรือหลวง บัญชาการ ทะลุลงใต้ดาดฟ้าตรงห้องต้นปืน ทาให้

ธนบุรี และเรือหลวงธนบุรียังเป็น Center of gravity นายแพทย์ประจาเรือ (นาวาตรี นายแพทย์อัชฌา

ของกาลังรบทางเรือของไทยท้งหมดด้วย จึงถือว่าเป็น พัฒนวิบูลย์) ถูกสะเก็ดระเบิดจนขาขาด ทหารบาดเจ็บ

โชค ๒ ชั้นของฝรั่งเศส และความเสียหาย ๒ ชั้นของไทย หลายนาย
-ผู้เขียน) กระสุนนัดที่ ๔ ถูกเรือหลวงธนบุรีราว ๐๖.๕๐ น.


การถูกยิงคร้งน้ของฝร่งเศสทาให้เกิดไฟไหม้ และ บริเวณแนวนากราบขวาท้ายเรือ ได้ระเบิดบนพ้นห้อง










เครองถอท้ายในหอบงคบการใช้ไม่ได้ เรอต้องหมนซ้าย กะลาสี ๔ ทาให้นาเร่มเอ่อเข้าเรือ กระสุนนัดท่ ๕










เป็นวงกลมอยู่ ๔ รอบ ด้วยความเร็ว ๑๕ นอต แล่น ถกช่องกระจกทางกราบขวาตอนท้ายเรอ ได้ระเบดท ่ ี

เข้าไปในบริเวณท่นาลึกเพียง ๔-๕ เมตร ด้วยต้นหน ฐานป้อมปืนท้าย ฉีกตะเข็บฐานป้อม ทาให้นาในห้อง





เคลาเซวิทซ์เป็นผู้กำาหนด นาวาตรี นายแพทย์อัชฌา พัฒนวิบูลย์ กระสุนฝรั่งเศสที่ยิงถูกบริเวณ
จุดศูนย์ดุลแห่งการรบ (Center of gravity) ถูกกระสุนเสียชีวิต ท้ายเรือหลวงธนบุรี แต่ไม่ระเบิด
ในทฤษฎีสงคราม (พิพิธภัณฑ์ทหารเรือ)
นาวิกศาสตร์ 12
ปีที่ ๑๐๕ เล่มที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕

กะลาสี ๔ ไหลเข้าสู่คลังดิน คลังกระสุน พลทหาร อ้างว่าไม่ได้ยิงต่อสู้กับเรือสลุป ยิงเฉพาะเรือลามอตต์ปิเกต์



ชุน แซ่ฉ่ว พลลาเลียงกระสุนแขนขาดเพราะถูกเส้อ ล�าเดียว ไม่สนใจล�าอื่น)
หัวกระสุนกระเด็นเข้าตัดแขน ในห้องกะลาสี ๔ ไฟได้ไหม้ ตามรายงานการรบของ นาวาเอก เบรองเช่ ระบุว่า



เส้อชูชีพ เส้อผ้าทหาร และพ้นยาง ทาให้ควันตลบไปหมด เวลา ๐๗.๑๒ น. เรือสลุปเห็นเรือประจัญบานรักษาฝั่ง


ไม่มีใครสามารถเข้าไปได้ โชคดีท่กระสุนนัดน้ไม่ระเบิด (เรือหลวงธนบุรี) เรือล�าที่ข้าพเจ้ายิงใส่เม่อสักครู่ เรือสลุป





ถ้าระเบิดข้น นัดดินอาจทาให้เรือท้งลาระเบิดเป็นจุลทันท ี จึงยิงใส่เรือประจัญบานรักษาฝั่ง เม่อเวลา ๐๗.๑๓ น.











เวลา ๐๖.๕๕ น. เรือลามอตต์ปิเกต์กลัวจะติดต้น พอถงเวลา ๐๗.๑๕ น. เรอดรมองต ดรวลล และเรออะมรล





เล้ยวหัวกลับหลังหันมาถือเข็ม ๒๓๐° จึงพ้นระยะยิง และ ชารเน่ ก็ระดมยิงอย่างหนัก

มองไม่เห็นเรือหลวงธนบุรี เนื่องจาก นาวาเอก เบรองเช่

ไม่เห็นเรือสลุปลูกหมู่ของตนท้งหมดว่าอยู่ไหน นาวาเอก นาวาเอก เบรองเซ่ รายงานว่า เรือสลุปอะมิรัล

เบรองเช่ จึงตัดสินใจนาเรือลามอตต์ปิเกต์ไปทางตะวันตก ชารเน่ ถูกเรือหลวงธนบุรียิงไฟไหม้

อ้อมไปใต้เกาะใบต้ง เพ่อหาเรือลูกน้องจนเจอ จึงแล่นวน นาวาเอก เบรองช่ รายงานว่า “ข้าพเจ้าสามารถ



รอบเกาะใบต้ง และเล้ยวฉกาจใต้เกาะจานว่งกลับมาทาง ส่องทางไกลเห็นว่า วิถีกระสุนของเรืสลุปยิงดีมาก

เกาะไม้ซี้ใหญ่ และเกาะไม้ซี้เล็กอีกครั้ง เวลา ๐๗.๐๐ น. แต่ทว่าเรือประจัญบานรักษาฝั่งก็ยิงตอบโต้ด้วยปืนใหญ่
เรือลามอตต์ปิเกต์พบเรือสลุป ๒ ล�า เรือดูม้องต์ ดูร์วิลล์ ๒๐๓ มิลลิเมตร ข้าพเจ้าจึงแล่นเรือลามอตต์ปิเกต์เข้าไป
และเรืออะมิรัล ชารเน่ ติดตามด้วยเรือมาร์น และเรือตาอูร์ ช่วยเหลือโดยแทรกไปตรงกลางระหว่างเรือสลุปกับ
ในเขตปฏิบัติการ B3 (ในประมวลของ พลเรือโท พัน รักษ์แก้ว เป้ายิง (เรือหลวงธนบุรี) เรือสลุป (อะมิรัล ชารเน่) เมื่อ

ลงว่า เรือสลุปตามเรือลามอตต์ปิเกต์ไม่ทัน เบรองเซ่ ถูกระดมยิงอย่างหนัก และแม่นยาจากเรือประจัญบาน
จึงสั่งให้เรือทั้ง ๔ แยกขบวนไปถือเข็ม ๒๓๐°) ในการรบ รักษาฝั่ง (เรือหลวงธนบุรี) จึงทาการท้งวัตถุระเบิดต่าง ๆ





ประจัญบานในช่วงดังกล่าว เรือหลวงธนบุรีอ้างว่าได้ยิง ลงน�า (ดานาดูปะการังแถวเกาะช้างต้องระวัง -ผู้เขียน)


ถูกเรือลามอตต์ปิเกต์ บริเวณสะพานเดินเรือ ๒ นัด ดังท่เคยนัดแนะกันไว้ เรือลามอตต์ปิเกต์ได้ยิงปืนใหญ่


เห็นประกายระเบิด และควันพลุ่งข้นมาจากบริเวณน้น เข้าใส่เรือหลวงธนบุรีอีกครั้งเมื่อเวลา ๐๗.๒๒ น. ขณะที่
ชัดเจนจนพลประจ�าป้อมท้ายต่างโห่ร้องไชโย เรือลอยลาอยู่ระหว่างเกาะคลุ้มและเกาะ Bidang



(เกาะใบต้ง) ใกล้ ๆ กันน้นห่างออกไปทางทิศตะวันตก

ลามอตต์ปิเกต์ผละออกจากการรบ เรือสลุปเข้ามาแทน เรือสลุป ดูร์ม้องต์ ดูร์วิลล์ และเรืออะมิรัล ชารเน่ ท่อยู่ทาง

หลังจากน้นเสียงปืนจากลามอตต์ปิเกต์สงบลง ด้านเหนือเกาะหวายก็ช่วยระดมยิงเรือหลวงธนบุรีด้วย
โดยเรือแล่นออกไปทางเข็ม ๑๓๕° แต่เรือสลุปดูม้องต์ ไฟไหม้ลุกลามเรือธนบุรีใต้ดาดฟ้า และดูเหมือนว่า
ดูร์วิลล์ และ อะมิรัล ชารเน่ ยังอยู่ โดยรวมก�าลังกันทาง ในชั่วครู่เดียวป้อมปืนท้ายจะยิงไม่ได้อีกเลย
ตะวันตกของเกาะเหลาใน แล่นลงมาทางใต้พอผ่านเกาะ เวลา ๐๗.๒๕ น. เป้าหมายของเราพยายาม
เหลานอกจึงเล้ยวซ้ายถือเข็มประมาณ ๑๐๐° ระหว่าง หันเรือเบนไปหลบหลังเกาะไม้ซี้ใหญ่ เรือลามอตต์ปิเกต์


เกาะหวายกับเกาะหินลูกหวายนอก ในเวลา ๐๗.๑๒ น. แล่นอย่างเร็วมาทางขวาชิดเกาะจานใกล้เกาะไม้ซ้ใหญ่

เรือสลุปท้งหมดเห็นเรือหลวงธนบุรีตรงช่องระหว่างเกาะง่าม เพื่อจะใช้ตั้งหลักยิงอย่างถนัดทางทิศตะวันออก

และเกาะไม้ซ้ใหญ่ จึงช่วยกันระดมยิงเรือหลวงธนบุร ี เป้าหมายของเราท่เห็นระหว่างเกาะต่าง ๆ น้นมีท่าท ี



ซ่งเรือหลวงธนบุรีก็ยิงต่อสู้กับเรือสลุป (แต่ฝ่ายไทย อยู่ในสภาวะล�าบาก ข้าพเจ้าจึงสั่งต้นเรือให้เตรียมพร้อม
นาวิกศาสตร์ 13
ปีที่ ๑๐๕ เล่มที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕



ที่จะลั่นระฆังแสดงความดีใจขณะเรือหลวงธนบุรีจมลง ทาให้คดว่าต้องใช้กาลังคนหมุน ส่วนท้ายเรือจมลงไป




แต่แล้วเรือประจัญบานรักษาฝั่งเป้าหมายของเรา บ้างแล้ว และส่วนหัวเรือเชิดข้น มีนาเข้าเรือทางกราบขวา

ท่เอียงไปทางกราบขวา และมีไฟไหม้บนหอรบ และท่อ่น ๆ เวลา ๐๘.๐๕ น. ข้าพเจ้า (นาวาเอก เบรองเช่) สั่งให้เรือ




อีก ๓ แห่ง กลับหันหัวเรือกลับมาสู้ และยิงมาจาก ทุกลา “มุ่งหน้าไปท่เข็ม ๒๘๐°” เวลา ๐๘.๓๐ น.
ป้อมปืนหัว ในขณะที่เรือลามอตต์ปิเกต์ก็ยิงเข้าถล่มใส่ต่อ เรือทุกลาของ “กลุ่มปฏิบัติการตามโอกาส” บ่ายหัวไป


อีกเกือบ ๑๕ นาที จนเรือแล่นเกือบจะเกยต้น เวลา ในทะเลลึก มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตก (๒๗๐°)
๐๗.๑๕ น. ข้าพเจ้าส่งสัญญาณไปยังเรือสลุป ดูม้องต์
ดูร์วิลล์ ให้ยิงเรือประจัญบานรักษาฝั่งลาน้ให้จมให้ได้ เรือหลวงธนบุรีถูกเครื่องบินฝ่ายเดียวกันทิ้งระเบิด


แต่เนื่องจากเรือดูม้องต์ ดูร์วิลล์ เกรงว่าจะติดต้น ตามข้อมูลประวัติการยุทธของไทยระบุว่า “เวลา

จึงไม่ได้ปฏิบัติตามค�าสั่ง ๐๗.๓๐ น. (น่าจะผิดพลาด เวลา ๐๗.๓๐ น. ก�าลังรบกับ


เวลา ๐๗.๔๘ น. ข้าพเจ้าต้องเล้ยวเรือลามอตต์ปิเกต์ ลามอตต์ปิเกต์ น่าจะเป็นเวลา ๐๘.๓๐ น.) เรอหลวงธนบร ุ ี



ไปทางขวาอย่างรวดเร็ว เพราะใบจักรเร่มพัดเอาดินโคลน ได้ยินเสียง และแลเห็นเคร่องบิน ๑ เคร่อง (น่าจะเป็น







ขึ้นมาบนผิวน�้าแล้ว เครองบนแบบฮอร์ค ๓ ของฝงบนขบไล่ สนามบน


เวลา ๐๗.๕๐ น. ในขณะที่มุ่งหน้าไปทางเข็ม ๒๓๐° เนินพลอยแหวน จนทบรี) บินอย่เหนือเรือ ทุกคนตางดใจ



ข้าพเจ้ายังสามารถยิงไปที่เรือหลวงธนบุรี และยิงตอร์ปิโด ว่าเป็นเครื่องบินฝ่ายเรามาท�าการช่วยเหลือ แต่กลับเป็น
ต้งความลึก ๒.๕๐ เมตร เข้าใส่เรือหลวงธนบุรีอีกชุด ตรงกันข้าม เสียงระเบิดสนั่นดังขึ้นในเรือ ระเบิด ๑ นัด




ในขณะท่เรือหลวงธนบุรีว่งห่างออกไปทางทิศตะวันออก ได้ตกลงมาถูกห้องสูท (ห้องครัว) ทาให้ไฟไหม้หนักข้นอีก






เฉยงเหนอ ข้าพเจ้าได้สงการให้เรอทกลา “ถอนตวจาก ทหารบริเวณนั้นเสียชีวิตทันที ๓ นาย บางคนถูกไฟลวก




การรบ” ตามหน้าและค้ว มองเห็นหนังกาพร้าสีขาว บางคนก ็


เวลา ๐๘.๐๐ น. ณ ท่จุดสมมุติ A4 ข้าพเจ้า ไหม้เกรียม คนท่ไม่บาดเจ็บก็ถึงกับตะลึงกันไปช่วขณะหน่ง ึ






(นาวาเอก เบรองเช่) ออกคาส่งให้หยุดยิง เน่องจากเช่อม่น

ว่าไม่มทางตดตามเรอหลวงธนบรได้แล้ว เพราะสภาพ การปฏิบัติการของฝูงบินขับไล่ และฝูงบินตรวจการณ์






เรือหลวงธนบุรีท่ถูกบังคับด้วยหมู่เกาะเล็ก ๆ ติดกับ ทหารอากาศ
ile du Pic (เกาะแห่งยอดแหลม = เกาะไม้ซี้ใหญ่) คือ จากบันทึกของ เรืออากาศโท ประสงค์ คุณะดิลก
เกาะไม้ซ้เล็ก และเกาะฝาละมีใต้ เกาะฝาละมีเหนือ (ต่อมา ยศพลอากาศเอก อดีตเสนาธิการทหารอากาศ)





เกาะฝาละมีนอก จงเป็นไปไม่ได้ทจะนาเรือลามอตต์ปิเกต์ ระบุว่า






และเรือสลุปเข้าไปในเขตนาต้นเพ่อท่จะเข้าสู้รบ ก่อนท่จะมีการรบท่เกาะช้าง เม่อวันท่ ๑๗ มกราคม







ย่งไปกว่าน้นควรจะคาดการณ์ว่าจะมีการโจมตีโต้ตอบ พ.ศ. ๒๔๘๔ น้น ในตอนเย็นวันท่ ๑๖ เวลาประมาณ
ทางอากาศ ในไม่ช้าภาพสุดท้ายของเรือหลวงธนบุรีท ี ่ ๑๖.๐๐ น. ทางฝูงบินได้รับการติดต่อจากกองทัพเรือว่า

ข้าพเจ้า (นาวาเอก เบรองเช่) เห็นคือภาพของเรือท่ม ี มีเคร่องบินข้าศึกเข้ามาตรวจการณ์ถึงสัตหีบ และกาลัง


ไฟไหม้ลุกลามหลายจุดบน le pond (สะพานเดินเรือ) บ่ายโฉมหน้าไปทางทิศตะวันออก ขอให้ช่วยสกัด
จุดหน่งท่ไฟไหม้เหนได้ถนัดคือหอบังคับการ ป้อมปืน เรืออากาศโท บุญนา สงขภติ (รองผ้บังคบฝูงบินขบไล่)










ท้ายเรือเคล่อนไหวไม่ได้ และหยุดการยิงไปต้งแต่ เวลา ได้ขนทาการบนสกดทนท บนไล่ออกไปในทะเลลก










๐๗.๒๐ น. ป้อมหน้าซ่งเคยเล็งยิงอย่างรวดเร็วในตอน ตามแนวเกาะช้าง เกาะกง ไม่พบ จึงบินกลับตามแนวเดิม


แรก ๆ แต่พอเวลาผ่านไปนานเข้าชักจะดูเคล่อนไหวได้ช้า ถึงแนวเกาะกูด ก็ได้เห็นเคร่องบินข้าศึกกาลังบินกลับ


นาวิกศาสตร์ 14
ปีที่ ๑๐๕ เล่มที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕

แผนที่ยุทธบริเวณยุทธนาวีที่เกาะช้าง ๑๗ มกราคม ๒๔๘๔
ตามรายงานของ นาวาเอก เบรองเช่ จัดทำาโดย พลเรือเอก กฤษฎา เฟื่องระบิล


เห็นชัดเพราะว่าทาสีขาว ในทางยุทธวิธีได้เปรียบข้าศึก ยิงขาด หากล่นกระสุนไปเร่อย ๆ จะถูกใบพัดเครื่อง


ทกอย่าง อย่สงกวา ห่างฝังกว่า (มองกลบเขาฝ่งจะเหนชัด) ตัวเองขาด จึงบินกลับผ่านเกาะช้าง เห็นเรือรบของเรา










ด้วยความดีใจและต่นเต้น จึงบินเข้าหาท่หมายทันท ี จอดอยู่ในอ่าวแคบ ๆ ของเกาะช้างทางตะวันออกฉียงใต้

เม่อได้ระยะ และเล็งศูนย์หน้าศูนย์หลังดีแล้วก็ล่นไก ๔ ล�า



ปล่อยกระสุนชุดแรก แต่กระสุนเฉียดไปท้ายเป้าหมาย และแล้วในตอนเช้าของวันรุ่งข้น ๑๗ มกราคม

จึงแก้เล็งดักหน้า แล้วยิงชุดท่ ๒ แนวกระสุนเฉียดไป ๒๔๘๔ ขณะยังมืดอยู่ประมาณ ๐๕.๐๐ น. เศษ

หน้าข้าศึก จึงเล่อนเส้นเล็งเข้ามาเล็กน้อยแล้วปล่อย พวกเราก็ต้องตกใจต่นเพราะได้ยินเสียงปืนดังพรึม ๆ



ชุด ๓ โชคดีของข้าศึก และโชคร้ายของเรา คือ สายอานวยการ ติดต่อเน่องกันไม่ขาดระยะ ก็ได้แต่คิดในใจว่ากองเรือ
นาวิกศาสตร์ 15
ปีที่ ๑๐๕ เล่มที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕




ของเราซ่งจอดอยู่ท่อ่าวเกาะช้างคงถูกเรือข้าศึกจู่โจม กองบิน ๒ (บน.๒) โคกกระเทียม จังหวัดลพบุรี ใช้เคร่องบิน
ทาการยิงแน่ และคงอยู่ในฐานะเสียเปรียบอย่างมาก โจมตีแบบ ๑ คอร์แซร์ ท้งฝูงบินขับไล่และฝูงบินตรวจการณ์





ท้ง ๆ ท่ไม่ได้รับการติดต่อขอความช่วยเหลือจากกองทัพเรือ ต่างก็เป็นอิสระไม่ข้นต่อกัน ถึงแม้จะอยู่ร่วมกันใน
แต่ทางฝูงบินก็มีความเห็นว่าจะต้องออกไป ผู้ทาการแทน สนามบินเดียวกัน แต่ต่างฝูงก็ต่างปฏิบัติหน้าท่ของตน






ผู้บังคับฝูงบินขับไล่ได้ส่งให้ พันจ่าอากาศเอก อนันต์ จนกระท่งการรบท่เกาะช้างผ่านไปแล้ว ท้งสองฝูงบิน



พุทธจริยะวงค์ นาหมู่แรกไปทาการท้งระเบิดเรือข้าศึก จึงได้รวมกันเป็นกองบินน้อย (บน.) ผสมพิเศษจันทบุร ี
โดยติดลูกระเบิดขนาด ๕๐ กิโลกรัม เรืออากาศโท มี นาวาอากาศตรี หม่อมหลวงประเวศ ชุมสาย เป็น

ประสงค์ ยังนึกอยู่ว่าผู้ทาการแทนผู้บังคับการฝูง ผู้บังคับการ (จาก “บทบาทของกองทัพอากาศในการรบท ่ ี
น่าจะสั่งให้ตนเองไปเป็นหมู่แรกจะดีกว่า เพราะเมื่อวาน เกาะช้าง” ดร.วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร รุ้งหลายสี เล่มท่ ๔)

ได้ไปลาดตระเวน รู้ท่ต้งของกองเรือเราดี และอาจคาดคะเน บันทึกของ เรืออากาศโท ประสงค์ คุณะดิลก


ว่ากองเรือข้าศึกควรอยู่บริเวณใด และให้ความเห็นว่าควร ยังระบุว่า ฝูงบินอิสระจันทบุรีนี้มีหน้าที่หลักคือ ท�าการ


ติดระเบิดขนาด ๒๕๐ กิโลกรัม เพราะท้งระเบิดเรือรบ ร่วมรบกับกองทัพเรือ ฝูงบินน้มีหน่วยต่าง ๆ สามารถ



จะเป็น พันจ่าอากาศเอก อนันต์ หรือลูกหมู่ของ ช่วยตัวเองได้ หน่วยซ่อม หน่วยอาวุธ นามันเช้อเพลิง

พันจ่าอากาศเอก อนันต์ จ�าไม่ได้แน่ ถามว่าจะไปที่ไหน ต้องส่งทางเรือไปข้นท่ท่าแฉลบ การติดต่อกับกองทัพเรือ

เรืออากาศโท ประสงค์ ก็ได้บอกว่าให้ไปท่บริเวณ และกองทัพอากาศใช้วิทยุได้ท้งสัญญาณและคาพูด



เกาะช้างเพราะกองเรือของเราอยู่ที่เกาะช้าง ต้งแต่ไปอยู่สนามบินจันทบุรี ผู้บัญชาการทหารเรือและ

ในตอนน้นรู้สึกว่ามีการชุลมุนกันบ้าง ฝูงตรวจการณ์ แม่ทัพเรือ (พลเรือตรี หลวงสินธุสงครามชัย) และคณะ




ก็ส่งให้ไปท้งระเบิด ฝูงขับไล่ก็จะไปท้งระเบิด ต่างฝูงต่างส่ง ได้ไปเย่ยมสนามบินคร้งหน่งและได้มอบหนังสือสาคัญคือ






ไม่มีการประสานงานกัน หัวหน้าหมู่บางคนก็อาจไม่รู้ว่า หนังสือรูปเรือรบฝร่งเศสขนาดต่าง ๆ และหนังสือรหัส


กองเรือเราอยู่ท่ไหน และกองเรือข้าศึกท่จู่โจมกองเรือ ของกองทัพเรือ ตลอดเวลาได้มีการติดต่อกันอยู่เสมอ


ของเราน่าจะอยู่ท่ใด (ท่สนามบินเนินพลอยแหวน จันทบุร ี ที่เป็นรหัสก็มาก ฝูงบินนี้ได้ท�าการบินลาดตระเวน หรือ



มีฝูงบินทหารอากาศประจาการอยู่ ๒ ฝูง คือ ฝูงบินขับไล่ บนรกษาเขตอย่เสมอ บางครงยงได้พบเรอดานาของเรา








อิสระ ใช้เครื่องบินรบแบบ ๑๗ (ฮอร์ค ๓) ซึ่งมีสมรรถนะ เคยโฉบลงไปดูเพื่อให้แน่ใจ และโบกไม้โบกมือกัน



ดีเย่ยมในสมัยน้นกับฝูงบินตรวจการณ์ท่ ๓๒ จาก
นักบินฝูงบินขับไล่จันทบุรี นักบิน ๒ ฝูงเมื่อรวมกันเป็นกองบินน้อยพิเศษจันทบุรี
แต่งกายทั้งขาสั้นและขายาว
นาวิกศาสตร์ 16
ปีที่ ๑๐๕ เล่มที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕

เครื่องบินขับไล่แบบ ๑๗ ฮอร์ค ๓ เก็บล้อได้แบบแรกในโลก เครื่องบินตรวจการณ์ทิ้งระเบิดแบบ ๒๓ คอร์แซร์
(โจมตีแบบที่ ๑ - จ๑) คอร์แซร์ หัวถาด





ต่อมาฝูงบินจันทบุรีโจมตีท้งระเบิดกลุ่มเรือรบ เครองบนลาทสองบนมาตด ๆ (จ่าอากาศโท จารส)








ฝร่งเศสอีกคร้งขณะเดินทางกลับ ตามรายงานการรบ ทิ้งระเบิด ๒ ลูกห่างท้ายเรือประมาณ ๒๐๐ เมตร



ของนาวาเอก เบรองเซ่ ตามรายงานการรบฝร่งเศส จากรายงานของ นาวาเอก เบรองเซ่ ตรงกับบันทึก




ระบุว่า: เวลาประมาณ ๐๘.๔๕ น. เรือทุกลาภายใต้ ของ จ่าอากาศโท จารส ม่วงประเสรฐ (ยศครงสุดท้าย


การบังคับบัญชาของข้าพเจ้า แล่นมุ่งหน้าไปทางเข็มทิศ นาวาอากาศโท ปลดเกษียณ) นักบินฝูงบินตรวจการณ์
ตะวันตกเฉียงใต้ (ทิศ ๒๒๕°) ซึ่งเป็นเส้นทางตั้งฉากกับ ทิ้งระเบิดที่ ๓๒ จันทบุรี ดังนี้

ชายฝั่งทะเลตราด ซ่งข้าพเจ้า (นาวาเอก เบรองเซ่) (หลังจากท่เคร่องบินขับไล่แบบ ๑๗ ฮอร์ค ๓ เวร






เลือกใช้เพ่อท่จะตีจากข้าศึกอย่างเร็วท่สุดเท่าท่จะ เตรยมพร้อมของฝูงบินขับไล่ออกไปปฏิบัติการบริเวณ


กระทาได้ โดยท้งให้ข้าศึกเดายากว่าเราต้งใจจะปฏิบัติการ เกาะช้างตามด้วยหมู่บินในบังคับบัญชาของ เรืออากาศ


อย่างไรในภายภาคหน้า (หลอกฝ่ายไทยให้ติดตามผิดทิศ ตรี ประสงค์ คุณะดิลก รวม ๓ เครื่อง บินลับไป ๓๐ นาที
แต่นักบินของฝูงบินจันทบุรีไม่หลงกล การลวงเป็นหลัก และกลับมาโดยปราศจากระเบิด และรายงานว่าพบเรือธนบุร ี
การสงครามของซุนวู -ผู้เขียน) ถูกข้าศึกยิงไฟไหม้แล้ว ผู้บังคับฝูงตรวจการณ์จึงส่งการให้



เรือสลุป ๔ ลา แล่นด้วยความเร็ว ๑๓ นอต เคร่องบินโจมตีตรวจการณ์ออกไปท้งระเบิดข้าศึกบ้าง


(เรือดูม้องต์ ดูร์วิลล์ แจ้งว่ากระบอกลูกสูบร้าว ทาให้ -ผู้เขียน)



แล่นเร็วกว่าน้ไม่ได้) เรือลามอตต์ปิเกต์ต้องรักษาความเร็ว ต่อมาได้รับคาส่งจาก เรืออากาศเอก ถนอม บิณฑแพทย์

๒๕ นอต และแล่นแยกเด่ยวออกจากกลุ่ม เรือท่เหลือ ผู้บัญชาการฝูงบินตรวจการณ์ ๓๒ ให้ พันจ่าอากาศเอก อัจน์






อยู่ภายใต้การนาของเรอดูม้องต์ ดูร์วิลล์ ซ่งได้สงการ สุริโยธิน เป็นหัวหน้าหมู่ จ่าอากาศโท จารัส ม่วงประเสริฐ

เมื่อเวลา ๐๙.๐๐ น. ให้เรือทุกล�าแยกขบวน เพื่อมีอิสระ เป็นหมายเลข ๒ บินหมู่ไป ๒ เคร่อง ตรวจการณ์ค้นหา







ในการป้องกันตนเอง เน่องจากเกรงว่าจะมีเรือดานา ข้าศึก เม่อพบเห็นก็ให้ท้งระเบิดทาลายทันที เคร่องบิน


อยู่แถบนั้น ขณะเดียวกันเรือทุก ๆ ล�าท�าการเตรียมการ ติดระเบิดเครื่องละ ๒ ลูก ๆ ละ ๕๐ กิโลกรัม ซ้าย ขวา

รับการโจมตีทางอากาศ ลูกระเบิดท่ติดไปท่หัวลูกระเบิด เข็มแทงชนวน


เวลา ๐๘.๕๘ น. เครื่องบินปีกสองชั้นแบบคอร์แซร์ เป็นชนิดแหลม ใช้ท้งระเบดบนพ้นดิน ไม่ใช่หัวเข็ม


เข้าโจมตแบบดงลงมาทเรอลามอตต์ปิเกต์ เนองจาก แทงชนวนแบบดอกจอกสาหรับท้งระเบดในนา ท่เป็น

















พระอาทิตย์ข้นสูงแล้วจึงมองไม่เห็นเรือบินในตอนแรก เช่นน้เพราะกาลังอลม่านในการติดลูกระเบิด เพราะ
เครื่องบินทิ้งลูกระเบิด ๑ ลูก ห่างจากกราบเรือด้านซ้าย มาติดเอายามฉุกเฉินเลยลืมคิดถึงเข็มแทงชนวนท ี ่
ไป ๕ เมตร และระเบิดอีกลูกตกที่ท้ายเรือ (แต่ไม่ระเบิด) จะไปกระทบดินระเบิด (การทงใส่ท้ายเรอลามอตต์ปิเกต ์



นาวิกศาสตร์ 17
ปีที่ ๑๐๕ เล่มที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕





จึงไม่ระเบิด ความผิดพลาดจากการทาการอย่างฉุกละหุก เวลา ๐๙.๒๘ น. เคร่องบินลาท่ ๕ บินอยู่เหนือ
ในการรบมีได้เสมอ เพราะมนุษย์ก็คือมนุษย์) ในขณะท ี ่ เรือลามอตต์ปิเกต์ระยะสูงประมาณ ๓,๐๐๐ เมตร แต่ถูก

เรอลามอตต์ปิเกต์โผล่ออกมาด้านตะวันออกของเกาะ ระดมยงจาก D.C.A. (Directeur Contre Avion =


ไม้ซใหญ่ และเร่มยิงเรือหลวงธนบุรทันทีท่ระยะ ศูนย์ควบคุมต่อสู้อากาศยาน) เลยรีบบินห่างออกไป






๑๒,๐๐๐ เมตร เม่อเวลา ๐๖.๔๕ น. ปืนเบาทางกราบขวา เวลา ๐๙.๔๐ น. เคร่องบินอีกหน่งเคร่องซ่ง






ของเรอหลวงธนบุรีลืมต้งศูนย์ใหม่ (ต้งศูนย์เก่าไว้เพียง อาจเป็นล�าเมื่อสักครู่ก็ได้ ท�าท่าบินดิ่งลงมาที่เรือดูม้องต์


๘,๐๐๐ เมตร) พลประจาปืนได้ยินคาส่งผิดคิดว่าส่งให้ ดูร์วิลล์ และเรืออะมิรัล ชาร์เน่ แต่ไม่ได้รบกวนอยู่นาน




เร่มยิง จึงเป็นเหตุให้เสียกระสุนไปเปล่า ๆ ๒๐ นัด เท่าใด เพราะเรือสลุป ๓ ลา ระดมยิงโต้ตอบ จึงรีบบินหนีไป


-ผู้เขียน) หลังจากท่บินด่งลงมาได้คร่งทางก็รีบเบนหัวออก

เวลาประมาณ ๐๙.๐๐ น. นาวาเอก เบรองเซ่ กลับอย่างรวดเร็ว เรือมาร์น (Marne) เห็นว่าเครื่องบิน




ระบุว่าระเบิดลูกหน่งตกห่างจากกราบเรือด้านซ้ายของเรอ ลาน้ปล่อยระเบิดลงมา ๒ ลูก ซ่งตกห่างจากกลุ่มเรือ

อะมิรัล ชาร์เน่ เวลา ๐๙.๑๒ น. เรามองเห็นเครื่องบิน ของเราไปทางด้านหลังประมาณ ๕,๐๐๐ เมตร ต่อจากน้น

ฝ่ายสยาม ๒ ล�า พร้อมที่จะเข้าโจมตี (บินย้อนแสงแดด ก็ไม่มีการโจมตีใด ๆ
เข้ามา) แต่ถูกยิงตอบได้อย่างหนักหน่วงจากปืน ๗๕ ในวันท่ ๑๘ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๔ นาวาเอก เบรองเซ่


และปืนกลของเรือลามอตต์ปิเกต์ ทาให้เคร่องบิน ๒ ลาน ี ้ ได้ออกคาส่งประจาวัน (ordre de jours) ของเรือ





ดิ่งลงมาทิ้งระเบิดไม่ได้ จึงบินวนกลับไป ลามอตต์ปิเกต์ ขณะท่เรือแล่นกลางทะเลกาลังกลับเข้า


เวลาประมาณ ๐๙.๒๐ น. เรือดูม้องต์ ดูร์วิลล์ ไซ่ง่อน (โฮจิมินห์ซิตี้) มีใจความโดยสรุปว่า
มองเห็นลูกระเบิดตกลงมาห่างจากเรือลามอตต์ปิเกต์ เหตุการณ์รบระยะเวลาประมาณ ๑ ช่วโมง ๔๐ นาท ี

เป็นพัน ๆ เมตร และเห็นเรือลามอตต์ปิเกต์หันเรือ ที่จบลงในตอนเช้าของวันที่ ๑๗ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๔
ออกขวางล�ากับทิศทางมาของข้าศึก เป็นชัยชนะท่ไม่มีการปฏิเสธได้น้น เกิดจากความร่วมมือ




๒ เสืออากาศไทยที่เคยร่วมรบทิ้งระเบิดใส่ข้าศึก
คำาสั่งประจำาวันของเรือลามอตต์ปิเกต์ (ซ้าย) พลอากาศเอก ประสงค์ คุณะดิลก
วันที่ ๑๘ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๔ (ขวา) นาวาอากาศโท จำารัส ม่วงประเสริฐ




นาวิกศาสตร์ 18
ปีที่ ๑๐๕ เล่มที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕


กันอย่างแน่นแฟ้นของเรือรบทุกลาในบังคับบัญชาของ หลังจากการรบได้มีการมอบเหรียญกล้าหาญให้ฝ่ายไทย
ข้าพเจ้า ทาให้เรือข้าศึกต้องจมลงก้นทะเล เหลือแต่ และเหรียญเกียรติยศ (Légion d’ Honneur) ให้ฝ่าย




ท่จอดเรือท่ว่างเปล่ามีแค่ลาควันมหึมาพุ่งสูงข้นบนฟ้า ฝรั่งเศส

เรือประจัญบานรักษาฝั่ง แม้จะต้องพยุงสังขารหลบไป
ท่นาต้นทาให้เราไม่สามารถติดตามไปโจมตีได้ แต่ก็ควร





ได้รับความเคารพจากการปฏิบัติการ (อันกล้าหาญ)
ของเรือล�านี้
ผลส�าเร็จอันประเสริฐนี้ก่อให้เกิดเกียรติยศ

เรื่องต่าง ๆ ท่เกิดข้นจะไม่มีทางเป็นไปได้เลย

หากขาดความยึดเหน่ยวร่วมแรงร่วมใจกันต่อสู้

(Cohésion) ความพยายาม และวนัยของทหารทกคน




ภายใต้การโจมตีท้งระเบิดของเคร่องบินข้าศึก ทหารทุกคน

ได้ทาการรบด้วยความกล้าหาญ (qui s’est battu พิธีมอบเครื่องรัฐอิสริยาภรณ์
โดย พลเรือตรี แตโร้ (Terreaux) คนซ้าย
avec vaillance) ตามตัวอย่างของบรรพบุรุษของเรา ผู้บัญชาการทหารเรืออินโดจีนฝรั่งเศส คนขวา
ข้าพเจ้า (นาวาเอก เบรองเซ่) ศรัทธาในตัวท่าน ฝรั่งเศส นาวาเอก เบรองเช่ (Bérenger) ถือกระบี่หน้าป้อมปืน
จงเจริญ
นาวาเอก R. BÉRENGER
ผู้บังคับการเรือลาดตระเวนลามอตต์ปิเกต์











เรือสลุปแล่นเข้าไซ่ง่อน
โดยมีกองเกียรติยศทำาความเคารพต้อนรับ



พลเรือโท เดอกูซ์ (Decoux) ข้าหลวงใหญ่อินโดจีนฝรั่งเศส
กำาลังติดเหรียญตราให้แก่ นาวาเอก เบรองเช่
ซึ่งกำาลังทำาท่าวันทยาวุธ (วางอาวุธ มอบอาวุธ) ด้วยกระบี่
เมื่อเมษายน ๒๔๘๔

ชะตากรรมของเรือรบ และนักรบฝร่งเศส-ไทย

หลังยุทธนาวีที่เกาะช้าง




เม่อใกล้จะส้นสุดสงครามโลกคร้งท่ ๒ อินโดจีน
แถวทหารฝรั่งเศสจากเรือรบทั้งหมู่เรือ ฝร่งเศสมีทหารญ่ปุ่นประจาอยู่ ๘๐,๐๐๐ นาย ได้กลายเป็น



เดินแถวขึ้นจากเรือ
นาวิกศาสตร์ 19
ปีที่ ๑๐๕ เล่มที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕




รัฐเหยียบเรือ ๒ แคม เช่นเดียวกันกับรัฐบาลไทย หลังยุทธนาวีเกาะช้าง ญ่ปุ่นนาเรือไปซ่อมท่เมืองโอซะกะ
ในสมัยน้น หน้าฉากก็ทาตัวเป็นมิตรกับญ่ปุ่น แต่หลังฉาก ต่อมาถูกจากัดบทบาทลง และถูกปลดอาวุธเป็นเรือฝึก





ก็เป็นมิตรกับสหรัฐอเมริกา อังกฤษ (ที่มีฝรั่งเศสพลัดถิ่น ของจักรวรรดิญ่ปุ่น ต้งแต่เดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๔




โดยนายพลเดอโกล พานักอยู่) ญ่ปุ่นท่พอจะทราบ ในวันท ๑๒ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๘ ปลายสงครามโลก






ระแคะระคายของการทรยศของอินโดจีนฝร่งเศส คร้งท่ ๒ ถูกจมในแม่นาไซ่ง่อน จากลูกระเบิดของเคร่องบินรบ













ไดจดงานเลยงขนเมอ ๙ มนาคม พ.ศ. ๒๔๘๘ ทโรงแรมโตวา ของกองก�าลังเฉพาะกิจที่ ๕๘ ของสหรัฐอเมริกา

เมือง Lang-son เวียดนามเหนือ โดยเชิญนายพลฝร่งเศส
ชื่อ เลอมองนิเอ้ (Lemonnier) ไปร่วมงาน แต่ไม่ได้ไป

ให้ลูกน้องไปแทน เวลา ๒๐.๐๐ น. ใกล้ส้นสุดงาน





ทหารญป่นประกาศยดอานาจจบตวทหารฝรงเศสทงหมด






และบุกยึดกองทหารฝร่งเศสท่วอินโดจีนฝร่งเศสทุกค่าย




นายพลเลอมองนิเอ้ ซ่งไม่ไปงาน ต่อสู้ในท่ล้อมจน

กระสุนหมด และไม่มีนากิน ต้องถูกญ่ปุ่นจับได้ในท่สุด




ญี่ปุ่นบังคับให้ลงนามในเอกสารยอมแพ้ แต่เลอมองนิเอ้



ไม่ยอม จึงถูกนาไปท่ถา Kylua บังคับให้เลอมองนิเอ้ เรือลามอตต์ปิเกต์กำาลังจม





ขดหลมฝังศพตวเอง แล้วบงคับให้เลอมองนิเอ้ลงนาม
ในเอกสารยอมแพ้อีกคร้ง แต่เลอมองนิเอ้ปฏิเสธอีก จึงถูก


ส่งให้คุกเข่าเอามือไขว้หลังแล้วถูกตัดหัว ญ่ปุ่นเรียก

ปฏิบัติการนี้ว่า “ยุทธการเดือนเพ็ญ (Meigo gukusen)”



สวน นาวาเอก เบรองเช่ หลงการรบท่เกาะชางแลว ได้รบ




ตาแหน่งผู้บัญชาการทหารเรือฝร่งเศสอินโดจีน แทน

พลเรือตรี แตรโร่ (Terreaux) ท่เกษียณอายุ ได้รับ เรือตาอูร์

เล่อนยศเป็นพลเรือโท ใน พ.ศ. ๒๔๘๖ ในยุทธการ เรือสลุปตาอูร์ (Tahure) ซ่งมีลักษณะคล้ายเรือ





เดือนเพ็ญถูกญ่ปุ่นจับข้นไปกล่าวหน้าแถวบนเรือ สินค้าแต่ติดปืนใหญ่ขนาดหนัก ๑๓๘ มิลลิเมตร (๕.๕ น้ว)
ลามอตต์ปิเกต์ให้ทุกคนยอมแพ้ พวกนักบินไม่ยอมก่อกบฏ ถึง ๒ กระบอก เป็นเรือท่แล่นเฉียดเข้าใกล้เรือหลวง

และบินหนีไปทางจีนคณะชาติ พลเรือโท เบรองเช่ สงขลา และเรือหลวงชลบุรีมากที่สุด (๒,๘๐๐ เมตร)

กลายเป็นเชลยสงครามของญ่ปุ่นจนส้นสุดสงคราม ในยุทธนาวีเกาะช้าง เกือบจะปล่อยเรือช่วยชีวิตลงนา




เดือนสิงหาคม ๒๔๘๘ จึงถูกปล่อยตัว ต่อมาถูกนาตัว ไปช่วยลูกเรือไทยแต่ถูกห้าม ใน พ.ศ. ๒๔๘๗ เรือตาอูร์




ข้นศาลทหารแต่ได้รับการพิจารณาว่าไม่มีความผิด ขณะท่กาลังคุ้มกันเรือสินค้าช่อ ซองเชียงโก (Song Giango)



ปจจบนกลางกรงปารส มถนนสายหนงมชอวา “Avenue ซึ่งแล่นตามขอบฝั่งเวียดนาม ถูกยิงด้วยตอร์ปิโดจากเรือ









de général Lemonnier” และที่เมือง Dinard ใกล้ ๆ ด�าน�้าญี่ปุ่น ๑ ครั้ง แต่ลูกตอร์ปิโดพลาดเป้าหมายหมด
หาดนอร์มังดีทสมพนธมตรยกพลข้นบกฝรงเศส มถนน ต่อมาในวันที่ ๒๙ เมษายน พ.ศ. ๒๔๘๗ ก็ถูกเรือด�าน�้า










สายหนึ่งชื่อ Rue Amiral Béranger (ถนนนายพลเรือ อเมริกันช่อ “USS Flasher” ยิงด้วยตอร์ปิโดหลายลูก
เบรองเช่) เบรองเช่ถึงแก่กรรม พ.ศ. ๒๕๑๔ ลูกหน่งถูกคลังกระสุนทาให้เกิดระเบิด เรือหักเป็นสองท่อน











สาหรับเรือลาดตระเวนลามอตต์ปิเกต์ ๘ เดือน และจมลง ลกเรอตายเกือบทงหมด รวมท้งผบังคบการเรอ

นาวิกศาสตร์ 20
ปีที่ ๑๐๕ เล่มที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕






ช่อ นาวาตรี แมกาดิเอ้ (Mercadier) - การเมืองนก ๒ หัว ท่เกาะช้าง ทาให้เกิดเหตุการณ์ทางการเมือง คือ นาญ่ปุ่น


เหยียบเรือสองแคม เรือตาอูร์ จึงกลายเป็นเป้าหมาย เข้ามาแทรกแซงทางการเมือง ให้ไทยและฝร่งเศสมาทา
ของญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา สัญญาพักรบกันบนเรือลาดตระเวนญ่ปุ่นช่อนาโตร ิ




อีก ๑๐ ปีหลังยุทธนาวีท่เกาะช้าง ได้เกิดกบฏ หน้าอ่าวเมืองไซ่ง่อน (โฮจิมินห์ซิต้) เวียดนาม เม่อวันท ี ่

“แมนฮัตตัน” ขึ้น ระหว่าง ๒๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๙๔- ๒๗ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๔ ต่อมาได้มีการเจรจาสันติภาพ










๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๙๔ โดยการริเร่มของนายทหารเรือ และปรบปรงเขตแดนระหวางไทย-อนโดจน ทกรงโตเกยว


ช้นผู้น้อย หลังเหตุการณ์ พลเรือเอก สินธุ์ กมลนาวิน ต้งแต่วันท่ ๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๘๔ ถึงวันท่ ๑๑ มีนาคม





ผู้บัญชาการทหารเรือ และนายธง นาวาโท เฉลิม สถิรถาวร พ.ศ. ๒๔๘๔ ผลการเจรจาปรากฏว่าฝรงเศสยอมยกดนแดน




อดีตต้นหนเรือหลวงธนบุรีถูกจับ หลังจากนั้น พลเรือเอก ฝั่งขวาแม่นาโขงของลาว และแคว้นจาปาศักด์ในเขมร
สินธุ์ กมลนาวิน ถูกปลดออกจากราชการ แต่นาวาโท คืนให้ไทย โดยไทยจะต้องเสียเงิน ๖ ล้านเปียสตร์ (เงินอินโดจีน)
เฉลิม สถิรถาวร ยังคงรับราชการต่อจนได้เป็นพลเรือตร ี ให้ฝรั่งเศสชดเชยค่าสาธารณูปโภคต่าง ๆ เช่น ทางรถไฟ
เจ้ากรมพลาธิการทหารเรือ และถึงแก่อนิจกรรมเม่อ ท่ฝร่งเศสสร้างให้เขมรและลาว ซ่งทาให้คนไทยโห่ร้อง





พ.ศ. ๒๕๑๔ ในช้นยศพลเรือโท ท่านผู้น้เป็นนักเขียน ยินดีกันทั่วหน้า ดินแดนลาว เขมรที่ไทยได้รับกลับคืนมา


คนสาคัญของนิตยสารนาวิกศาสตร์ ในยุค พ.ศ. ๒๕๐๐-๒๕๐๙ ได้รับการต้งช่อใหม่ว่าจังหวัดพระตะบอง พิบูลสงคราม



นครจ�าปาศักดิ์ และจังหวัดลานช้าง อนุสัญญาโตเกียวนี้







ผลทางการเมืองจากการรบในอินโดจีน และยุทธนาว ี ประกาศใชเมอวนท ๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๘๔ ทาใหไทย

ที่เกาะช้าง ได้รับดินแดนคืนประมาณ ๙๐,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร



ยุทธนาวีที่เกาะช้าง พ.ศ. ๒๔๘๔ เป็นการสงคราม อีก ๕ ปีต่อมา เม่อญ่ปุ่นแพ้สงครามโลกคร้งท่ ๒ ไทย-ฝร่งเศส


การนามสัญญาพักรบไทย-ฝรั่งเศส ธงชาติไทย ธงชาติญี่ปุ่น การลงนามอนุสัญญาสันติภาพ
บนเรือลาดตระเวนนาโตริ ถูกชักขึ้นคู่กันหน้าพระที่นั่งอนันตสมาคม ไทย-ฝรั่งเศส ณ กรุงโตเกียว
๒๗ มกราคม ๒๔๘๔ แม่นาไซ่ง่อน ๑๒-๑๔ มีนาคม ๒๔๘๔ รวม ๓ วัน ๑๑ มีนาคม ๒๔๘๔






ทางเรือเพ่อทาลายกาลังรบของฝ่ายตรงข้าม หรือท่เรียกว่า ต้องมาทาอนุสัญญาวอชิงตัน คืนดินแดน ๙ หม่น






Attrition Warfare เพ่อให้ได้มาซ่งวัตถุประสงค์ทางการเมือง ตารางกิโลเมตรน้กลับไปเป็นของฝร่งเศสเหมือนเดิม
(end) ของฝร่งเศส คือ การดารงรักษาอินโดจีนให้เป็น (แต่เงิน ๖ ล้านเปียสตร์อินโดจีน ไทยไม่ได้คืน เสียเงิน


ของฝร่งเศสต่อไป และวัตถุประสงค์ทางการเมืองของไทย ฟรีอีกแล้ว)

คือ การให้ได้มาซ่งดินแดนสยามเก่าในเขมร และลาว อย่างไรก็ดีก็ยังเป็นท่กังขาว่า ยุทธนาวีเกาะช้างท่ พลเรือโท





ท่เสียให้แก่ฝร่งเศสอย่างไม่ชอบธรรม ให้กลับมาเป็น เดอกูซ์ (Decoux) ข้าหลวงใหญ่อินโดจีน นายทหารเรือ


ของไทยตามเดิม การรบท่บ้านพร้าว และยุทธนาว ี ริเร่มมอบภารกิจให้ นาวาเอก เบรองเช่ (Bérenger) กระทา

นาวิกศาสตร์ 21
ปีที่ ๑๐๕ เล่มที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕






การยงกระทาด้วยการปรบระยะกระสนตก แม้กระนน









กด กยงมการยงผดหรอทงระเบดใส่ฝ่ายเดยวกนทเรยกว่า









friendly fire ไปยังเรือหลวงธนบุรี ซ่งบางคนอาจนึก
ประณามว่าเป็นความผิดพลาดท่โง่เขลาไม่น่าเป็นไปได้

และไม่น่าให้อภัย แต่ในความเป็นจริง friendly fire
เป็นเรื่องจริงที่ต้องมีเกิดขึ้นในการรบแทบทุกครั้ง ฝูงบิน
ทหารอากาศจันทบุรีท่รีบออกไปท้งระเบิดก็ด้วยจิตใจรัก


แห่งความเป็นพ่เป็นน้องกับทหารเรือ แต่ด้วยทัศนวิสัย











ทเลว และไมทราบสถานการณการรบทแทจรง ทาใหเกด

ข้อผิดพลาด ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ สหรัฐอเมริกา


บุกยกพลข้นบกท่เกาะซิซิลี (Sicily) อิตาลี จากฝร่ง ั

อาฟริกาในคืนวันท่ ๑๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๘๕ เม่อกาลังรบ



ท่ข้นไปอยู่บนฝั่งแล้ว มีเคร่องบินจานวนมากบินเหนือหัว



บรรดาเรือสหรัฐอเมริกาคิดว่าเป็นเคร่องบินเยอรมันแบบ


“ชตูก้า (Stuka)” กาลังเข้าโจมตีพวกตน จึงระดมยิงเข้าใส่
แผนที่ประเทศไทยแสดงอาณาเขตลานช้าง พระตะบอง พิบูลสงคราม



จำาปาศักดิ์ ที่ไทยได้คืนมา ๕ ปี (พ.ศ. ๒๔๘๔-๒๔๘๙) อย่างหนัก ปรากฏว่าแท้จริงเคร่องบินเหล่าน้นคือเคร่องบิน
ล�าเลียง C-47 และ C-54 ของสหรัฐอเมริกาเองที่ก�าลัง
“ยุทธการต่อยหน้าสยาม (coup de point)” นั้น น�าเอาพลร่มไปโดดหลังแนวรบ ท�าให้เครื่องบินถูกยิงตก




มความถูกต้องเพ่อวัตถประสงค์ (end) ทางการเมอง โดยฝ่ายเดียวกันจานวนมาก เป็นผลให้มีทหารบาดเจ็บ



ท่ดีแก่ฝร่งเศสหรือไม่ หรือต้องการให้มียุทธนาวีน ้ ี เสียชีวิตถึง ๓๘๐ นาย เป็นการสูญเสียด้วย friendly fire
เพ่อความสาแก่ใจเท่าน้น จึงทาให้เสียดินแดน คร้งย่งใหญ่ ปัจจุบันอาวุธและอุปกรณ์การตรวจจับ






คืนไทย เช่นกันหากญ่ปุ่นไม่มาแทรกแซงให้สงบศึก (Sensor) เป็นเทคโนโลยีท่ทันสมัย ต้องมีระบบ GPS


เสยก่อน ทหารเรอไทยกอาจคดแก้แค้น หรอแก้ตว ช่วยการยิงอาวุธเป็นแบบระยะไกลมาก (Stand off) และ





ด้วยการเตรียมโจมตีกองเรือฝร่งเศสกลับด้วย “ยุทธการ มีความแม่นยาสูงมาก (Precision) ท้งอาจมีการบังคับ



ฮาเตียน” ซึ่งหากด�าเนินการไปก็อาจจะเป็นแค่ยุทธการ หักเล้ยว (Way Point) ส่งกีดขวางต่าง ๆ หรือบินเลาะเล้ยว



เพื่อความสาแก่ใจที่ไม่มีผลทางการเมืองเช่นกัน ไปตามภูมิประเทศที่สูงต�่า ขึ้น ๆ ลง ๆ ได้โดยอัตโนมัติ
โดยมนุษย์ไม่ต้องไปปรับแต่งอะไรเลย อาวุธมันจะแต่ง
การรบทางทะเลสมัยใหม่ในปัจจุบัน ของมันเองดูง่าย ๆ แต่ท่ยากคือการพิจารณาล็อคเป้าหมาย


การรบทางเรือในยุทธนาวีท่เกาะช้างเป็นสงคราม ในตอนแรก ท่จะต้องเป็นการวินิจฉัยของมนุษย์

Attrition Warfare ต้องการทาลายกาลังรบฝ่ายตรงข้าม ซึ่งต้องน�ามาพิจารณาสัญญาณ (Signature) ต่าง ๆ ทาง



เพ่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ทางการเมืองตามหลักทฤษฎ ี อิเล็กทรอนิกส์ และเสียงใต้นาท่อุปกรณ์ตรวจจับเป้า



สงครามของเคลาเซวิตซ์ ยุทธนาวีเกาะช้างเป็นการรบ (Sensor) รับได้มาวิเคราะห์ ซึ่งอาจมีการ Hack การลวง


ด้วยอาวธอุตสาหกรรมหนกท่ามกลางธรรมชาตอันร่มเย็น IO การสร้างภาพเสมือนจริง Virtual Reality-VR

ของเกาะช้างยามปลายฤดูหนาว เซ็นเซอร์ (Sensors) ประกอบเข้าไปด้วย ความผิดพลาดจึงอาจเกิดได้ง่ายกว่า


อุปกรณ์การตรวจจับท่สาคัญคือ สายตา (Visual) การวัดระยะ อดีตมากมายหลายเท่า อีกประการหน่งข้อมูล Data Base

นาวิกศาสตร์ 22
ปีที่ ๑๐๕ เล่มที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕















ของการแพร่คล่นมักถูกปิดเป็นความลับ ทาเนียบกาลังรบ กจะไมมใครสามารถตรสรไดวาเปนเรอดานาไทย แตการแพร ่





อเลกทรอนกส์ (Electronic Order of Battle) คล่นเสียงอันเป็นอัตลักษณ์ของตัวเรือ (Acoustic


















สาหรับการรบผิวนา และทาเนยบกาลงรบคลนเสยงใตนา Signature) ท่ว่งมาใต้นาจะเป็นตัวบ่งบอกว่าเป็น

(Acoustic Order of Battle) ท่ถูกต้องทันสมัย เรือดานาของใคร ชาติไหน ซ่งอาจผิดพลาดได้ง่ายมาก เช่น






จึงจัดทาได้ยาก เรือรบผิวนา และเรือดานาหากปราศจาก เรือดานาท่ต่อจากจีนก็จะมีการแพร่ Acoustic Signature











๒ ส่งน้ ก็จะรบไม่ได้ในสงครามทางเรือสมัยใหม่ และเส่ยง เป็นเรือจีน ท้ง ๆ ท่อาจไม่ใช่เรือจีน ศูนย์สงคราม



ที่จะฆ่าฟันกันเอง อิเล็กทรอนิกส์ (Electronics Warfare Center) และ




เรือดานาท่แล่นใต้นา ถึงแม้จะชักธงชาติ ธงราชนาว ี ศูนย์สงครามเสียงใต้น�้า (Acoustic Warfare Center)


Network Centric Warfare




นาวิกศาสตร์ 23
ปีที่ ๑๐๕ เล่มที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕



จึงเป็นกุญแจสาคัญในการสร้างทาเนียบกาลังรบทาง ฮอร์มูซ (Strait of Hormuz) สงครามยุคปัจจุบันเป็น




สัญญาณ การลาดตระเวนหาข่าวทางอิเล็กทรอนิกส์ สงครามท่เกิดข้นในถ่นท่อยู่อาศัยของคนจานวนมาก






(ELINT - Electronics Inteilligence) และ การลาดตระเวน (War among People) หากมยทธนาวทเกาะช้าง








หาขาวเสยงใตนา (Acoustic Intelligence) จึงมีบทบาท ยุค พ.ศ. ๒๕๖๔ อาจมีการยิงอาวุธนาวิถฮาร์ปูน ผ่านเลาจน์
สาคัญในการเสาะแสวงหาความเหนือกว่าด้านความรู้ โฮมสเตย์ โรงแรม บาร์ ร้านค้าบนเกาะ ทิ้งสมอจอดเรือ





(Knowledge Superiority) ในการรบสมัยใหม่และ ก็อาจเก่ยวกับสายเคเบิลใต้นา มนุษย์ในโลกทวีจานวน
การข่าวกรองเพ่อเตรียมยุทธภูมิ (IPB) หากไม่มี Data Base มหาศาลมากข้น แต่มนุษย์ก็มีค่ามากข้น มีระบบสิทธ ิ



ทถูกต้องทนสมย การใช้อาวธแม้จะแม่นกจะเป็นไปอย่าง มนุษยชน กฎหมายทางทะเล กฎหมายระหว่างประเทศ






สะเปะสะปะ ตัวอย่างผิดพลาดที่เห็นบ่อย ๆ คือการยิง ศาลทะเล ศาลอาชญากรรมสงคราม สหประชาชาต ิ


เครื่องบินโดยสารพาณิชย์ อาเซียน เป็น regime ท่เกิดข้นมากมาย หากมีการใช้


เคร่องบินโดยสารมาเลเซียแอร์ไลน์ เท่ยวบินท ่ ี อาวุธผิดพลาดก็จะก่อผลเสียหายท้งทางทหาร ทางการเมือง



MH17 ถูกยิงตกเหนือยูเครน เม่อวันท่ ๑๗ กรกฎาคม เศรษฐกิจ สังคมอย่างที่เราคาดไม่ถึง

พ.ศ. ๒๕๕๗ ผู้เสียชีวิต ๒๙๘ ศพ และก่อนหน้าน้น
เรือลาดตระเวน USS Vincennes (CG-49) ของ
สหรัฐอเมริกาได้ยิงเคร่องบินโดยสารอิหร่านเท่ยวบินท่ ๖๕๕



ตกเมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๓๑ เหนือช่องแคบ
Death of Naval Strategy
การตายของยุทธศาสตร์ทางเรือ

เน่องจากอาวุธ (Effector) และอุปกรณ์การตรวจจับ





สญญาณ (Sensors) มระยะไกลถงกนหมดทงทางบก

Crafting a new maritime strategy ทางเรือ และทางอากาศ การรบเด่ยว ๆ โดยกองทัพเดียว

การร่างยุทธศาสตร์ทะเลของสหรัฐอเมริกาขึ้นมาเป็นครั้งแรก
จึงไม่อาจทาได้อย่างเหมาะสมต่อไป การรบสมัยใหม่



ทมีประสิทธภาพคอ การรบร่วม (Joint Operation)


หรือการรบผสม (Combined Operation) ระหว่างชาติ
สาหรับสหรัฐอเมริกาได้ยกเลิกยุทธศาสตร์ทางเรือ

(Naval Strategy) ไปต้งแต่หลังสงครามอ่าว




คร้งท่ ๑ ค.ศ. ๑๙๙๑ (พ.ศ. ๒๕๓๔) และจัดต้งยุทธศาสตร์
ทางทะเล (Maritime Strategy) สาหรับการรบร่วม

ทุกเหล่าทัพขึ้นมาแทน
อาวุธนำาวิถีโทมาฮอว์ก
นาวิกศาสตร์ 24
ปีที่ ๑๐๕ เล่มที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕


ตอนท่ ๓ ความมืดมัวสับสน (Fog) และอุปสรรคผันแปร (Friction) ของสงครามในยุทธนาวีเกาะช้าง



เคลาเซวิตซ์ (Clausewitz) นักรบ นักคิด

นักสังเกตการณ์รบ และนักวิพากษ์วิจารณ์การรบ


ชาวปรัสเซียน-เยอรมัน ราวยุคสมัยธนบุรีและรัชกาลท ๑
ได้บรรยายเก่ยวกับ Fog และ Friction ไว้ในหนังสือ

On War ว่า “อันท่จริงแล้วสงคราม การยุทธ์ก็เป็นเร่องของ




Fog กับ Friction ท้งน้น” ปัจจุบันการรบมีปีกทางไซเบอร์
(Cyber flank) เทคโนโลยีต่างกับการรบในรัชสมัย
รัชกาลท ๑ ลิบลับ แต่ Fog กับ Friction ก็คือเร่องประจา




ท่ต้องมีในการรบเสมอ ยุทธนาวีเกาะช้างเป็นเหตุการณ์เดียว




ท่สามารถแสดงเร่องน้ในการรบทางเรือไทยอย่างเด่นชัด

เคลาเซวิตซ์ (Clausewitz) ใช้คาศัพท์ Fog of War
(Nebels des Krieges ในภาษาเยอรมัน) มาบรรยาย
ความพร่ามัวในสถานการณ์การรบ และความไม่แน่นอน

ในการรบ การสงคราม ท้งปัจจุบันยังหมายถึง

ความไม่น่าเช่อถือของการข่าวสารในสงครามด้วย
ส่วนคาว่า อุปสรรคผันแปร (Friction) เคลาเซวิตซ์


หมายถึงเร่องง่ายแบบปอกกล้วยเข้าปากในยามปกต ิ
แต่ในการรบกลับท�าได้ยากมาก
นาวิกศาสตร์ 5
ปีที่ ๑๐๕ เล่มที่ ๓ มีนาคม ๒๕๖๕

Fog กับ Friction ที่ท�าให้การรบของไทยมีความเสียเปรียบอย่างอเนกอนันต์ในยุทธนาวีเกาะช้าง ดังนี้


























ภาพเรือหลวงธนบุรีตอนถูกยิง “เข้าซ่อม”
(“เข้าซ่อม” เป็นศัพท์ทหารเรือโบราณ หมายถึง กระสุนยิงคร่อมเป้าหมายแล้วจึงสามารถยิงเร็วหวังผลได้)
๑. รบไม่ได้เหมือนอย่างที่ฝึก การฝึกท�านองยุทธ์เรือตอร์ปิโดใหญ่ให้วิ่งแปรขบวนเข้าต่อตีข้าศึก แต่ในการรบจริง





ท่เกาะช้างถูก Surprise ขณะเรือจอดทอดสมอท่บ้านอ่าวลึก เกาะช้าง หันหัวเข้าเกาะหนท้ายเข้าหาข้าศก ทาให้ยงตอร์ปิโด

ไม่ได้ เรือปืน เรือหลวงธนบุรีถูกฝึกให้ยิงเป็นตับเพื่อวัดระยะ เมื่อกลุ่มกระสุน “เข้าซ่อม” จึงยิงหวังผล ในการรบจริง








เรือหลวงธนบุรียิงเปนตับไมได เพราะใชคนบรรจุลูกปน ๘ นิ้ว ที่หนักและชา จึงยิงไดทีละ ๒ นัด สวนเรือลามอตตปเกต ์


มีการวัดระยะที่ดี แม่นย�า ยิงเป็นตับได้เร็ว จึงยิงหวังผลได้รวดเร็ว
๒. Fog กับ Friction อันเกิดจากป้อมปืนท้ายไม่ได้ปรับ (Synchronize) การหันป้อมให้ตรงกับหอควบคุม
การยิงทุกประการ













พลเรือเอก จิตต์ สังขดุลย์
เรือโท จิตต์ สังขดุลย์ ในงานวิวาห์ของผู้เขียน
นายป้อมท้ายเรือหลวงธนบุรี เมื่อ ๒๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๔

6
นาวิกศาสตร์
ปีที่ ๑๐๕ เล่มที่ ๓ มีนาคม ๒๕๖๕

เรือโท จิตต์ สังขดุลย์ นายป้อมท้าย บรรยายสภาพการณ์






กอนเรมทาการรบวา: “ขณะน้นพลกระดกท้งสองกระบอก





ได้สับสวิตซ์ไฟเคร่องรับมุมกระดกไปแล้ว ท้งในขณะน้ลูกปืน

และนัดดินก็ได้บรรจุเข้าไปในลากล้อง และพลลูกเล่อนก็ได้

สับสวิตซ์ไฟแสดงปืนพร้อมไปยังหอควบคุมการยิงแล้ว









ทาให้ทางหอควบคมการยงได้เรมหนไปจบทหมายเรอ



ข้าศึกแล้ว แต่ขณะน้น เข็มรับมุมหันกับเข็มส่งมุมหัน




คลาดเคล่อนกน ขณะนข้าพเจ้าร้สึกพะว้าพะวังใจเป็น


ที่สุด นึกว่าอย่างไรเสียในวันนี้ปืนป้อมของข้าพเจ้าคงจะ กายบริหารแบบราชนาวี หรือ “ระบาหลวงสินธุ์”



ไม่ได้ทาการยิงเป็นแน่ แทบจะร้องไห้ออกมาดัง ๆ เพราะ บนเรือปืนหนักเม่อรับเรือท่ญ่ปุ่น














ถ้าเป็นเช่นน้น ก็หมายความว่าเราเสียเปรียบข้าศึกเป็นท่สุด “ความรสกตนเตนอยางถงขนาดไดบงเกดแกพวกเรา


ปฏิภาณอันเกดจากการฝึกหดอย่เสมอ เตอนให้ข้าพเจ้า ทุกคนในเม่อได้ยินเสียงว่า “เรือข้าศึกลามอตต์ปิเกต์”







รีบหันป้อมไปทางกราบขวาเป็นมุม ๙๐ องศา พร้อมกับหัน ตะโกนดังข้น ขณะท่ทหารทุกคนกาลังเสร็จจากการฝึก


เข็มรับมุมหันไปท่กราบขวา ๙๐ องศา เสร็จแล้วรีบตะโกน กายบริหารในตอนเช้าพอด ทหารประจาป้อมท้ายของ

ให้คนติดต่อโทรศัพท์ไปยังหอควบคุมการยิงให้หันหอไว้ ข้าพเจ้ากระโดดเข้าไปในป้อมทีละคนอย่างรวดเร็ว ทุกคน










ทมม ๙๐ องศา เมอตรงกนแล้วข้าพเจ้ากสับสวตซ์ไฟ เม่อเข้าไปแล้วถอดเส้อและเข้าประจาหน้าท่ของตน







เคร่องรับมุมหันทันท ทาให้ปืนป้อมของข้าพเจ้าอยู่ใน โดยเคร่งครัด ไม่มีเลยแม้แต่คนเดียวท่จะแสดงหนาตาวตก





ลักษณะท่พร้อมท่จะทาการยิงในบังคับของศูนย์รวบได้” หรือหวาดเกรงแม้แต่น้อย ข้าพเจ้าทาการตรวจสอบมมหน



ของป้อม และมุมกระดกของปืนให้ตรงกับเขมของศนย์

รวบท่หอควบคุมการยิง ก็ได้รับคาตอบว่า “ตรงแล้ว”






ข้าพเจ้าจึงหันไปถามพลหันป้อมท่น่งประจาท่อยู่ระหว่าง



ปืนท้งสอง เพ่อท่จะถามว่า “ตรงหรือไม่” ก็ต้อง
ใจหายวูบ เพราะมองไม่เห็น สอบถามได้ความว่า

ข้นไปราชการบนเกาะง่าม จึงรีบกระโดดเข้าไปท่น่ง


ท�าหน้าที่แทน”
เรือหลวงธนบุรี พบเรือลามอตต์ปิเกต์
๓. Fog กับ Friction ในป้อมปืน ๘ นิ้ว ท้าย
เรือโท จิตต์ สังขดุลย์ นายป้อม: พลหันของป้อม
ปืนท้ายไม่ปรากฏตัวประจาสถานีรบ เพราะถูกใช้ให้ไป

ราชการวัดระดับน�้าลึกบนเกาะง่าม กระสุนนัดหน่งทะลวงเข้าห้องส่งกระสุนป้อมท้าย

นาวิกศาสตร์ 7
ปีที่ ๑๐๕ เล่มที่ ๓ มีนาคม ๒๕๖๕



๔. Fog กับ Friction อันเกิดจากห้องกะลาสีท้ายถูก จนครู่หน่งรู้สึกว่าเข็มส่งมุมหันจากศูนย์รวบหมุนเร็ว










กระสุนปืนข้าศึกเจาะทะลุใต้แนวนา เรือโท จิตต์ สังขดุลย์ ผิดปกต ประเดยวหมนไปยงทางกราบขวา ประเดยวหมน







นายป้อมท้าย: “ในขณะท่เราทาการยิงเป็นเวลานาน ไปยงทางกราบซ้าย รวดเรวเหลอเกิน (ผดกบธรรมดาท ่ ี


พอสมควร ข้าพเจ้าได้รับรายงานว่านาท่วมห้องส่งนัดดิน เมื่อเรือแล่นขนานยิงกัน การเปลี่ยนทางข้างจะมีไม่ค่อย



เราเรมถกยิงแล้วหรือ! (Fog) ชางมน! ตราบใดท่ปืนเรายง ั มากนัก เข็มสั่งมุมหันจากศูนย์รวบจะค่อย ๆ เคลื่อนไป)





ทาการยิงอยู่ได้ต้องทาการยิงมันเร่อยไป เราจะหยุดยิง ความรู้สึกของข้าพเจ้าในขณะนั้นรู้สึกว่า ผู้บังคับการเรือ

ก็เม่อปืนเราขัดข้อง ทาการยิงไม่ได้เท่าน้น ข้าพเจ้ารีบ คงน�าเรือเลี้ยวหลบกระสุนปืนข้าศึก หารู้ไม่ว่าเรือเราถูก





ตะโกนส่งไปว่า ให้ขนนัดดินออกจากคลังให้มากท่สุด ยิงบริเวณหอบังคับการ จนเคร่องถือท้ายเสีย และเรือ

แล้วเอาข้นไว้ในห้องส่งกระสุน ท้งน เพ่อว่า ถ้านา หมุนเป็นวงกลมอยู่หลายรอบ และถึงแม้ว่าเข็มสั่งมุมหัน







จะท่วมห้องส่งนัดดิน และคลังนัดดิน เราจะได้มีนัดดิน จากศูนย์รวบจะหมุนเร็ว ข้าพเจ้าก็ท�าการหมุนป้อมตาม
ท่จะทาการยิงได้ตลอดเวลา กระสุนปืนของข้าศึกเจาะ ด้วยความเร็วเต็มที่ และเหยียบปุ่มยิงทุก ๆ คราวที่ได้รับ




ทะลุใต้แนวนาเข้าไประเบิดในห้องกะลาสีท้ายเรือ และ สัญญาณให้ท�าการยิง ทั้ง ๆ ที่บางมุมหันของป้อมจะไม่สู้



เปลวไฟได้แลบลงไปในห้องเคร่องแรงนามันตามท่อ ตรงกับเข็มส่งมุมหันจากศูนย์รวบ ท้งน เพ่อเป็นการปลุกขวัญ





ระบายลม แต่เคราะห์ดีเป็นท่สุด ท่ไฟไม่ได้แลบไปถึง ทหารในป้อมว่าเรือเราไม่เป็นไร คงทาการยิงอยู่ได้








ถุงนัดดินที่ทาการลาเลียงอยู่ มิฉะน้นแล้วป้อมท้งป้อม ตลอดเวลา ในตับแรก ๆ ของการยิงตอนนี “ลูกเล่อนซ้าย

คงเกิดระเบิด และถอนยกพ้นเป็นแน่ แต่กระน้นควัน ปิดไม่เข้า” จึงตะโกนบอกไปว่า ให้ใช้ผ้าชุบนาเช็ดกากดิน




อันเกิดจากอานาจระเบิดของกระสุนก็เร่มไหลไปตามท่อ ที่ลูกเลื่อนให้เรียบร้อย”


ระบายอากาศ เข้าคลุ้งอยู่ภายในป้อม รบกวนการทางาน จาโท เพยม สกลมน (พลยงปนใหญทายกระบอกซาย):















ของเราตั้งแต่บัดนี้” “พอบรรจนดตอไป ลกเลอนของเราเกดขัดของปิดไมเข้า









เหตุอุบัติน้จะเน่องด้วยความร้อนทาให้หยุ่นกับอากาศ
ธาตุขยายตัวได้รับก�าลังกระแทกของดินขับ หรือม ี

กากดินตกอยู่ตามช่องลูกเล่อนก็หาเหตุผลไม่ได้

ในขณะน้น ถึงแม้พลบรรจุนัดดินจะเอาผ้าชุบนาเช็ดหัวเห็ด


และช่องลูกเล่อนให้หมดกากดินแล้วก็ตาม ก็ยังปิดไม่เข้า



น่นเอง ข้าพเจ้าหัวเสียอย่างท่สุดกระโดดออกจาก

ท่น่งเข้าไปแก้ไขเอง ได้พยายามทาด้วยวิธีต่าง ๆ


ก็ไม่ยอมเข้า ข้าพเจ้าฉิวจนร้องไห้สองคนกับ พลทหาร หร็อง



ใช้กาลังท้งหมดโถมกระแทกเข้าไป ยังผลให้มันเคล่อน



กระสุนนัดหน่งระเบิดใต้สะพานเดินเรือ เรือหลวงธนบุรีเล้ยวเป็นวงกลม เข้าสู่ท่ของมันอย่างสนิทแน่น แล้วนัดต่อ ๆ ไปก็เข้า

๕. Fog กับ Friction ในป้อมปืนท้าย เม่อเรือหลวง ง่ายดายไม่ติดขัด”


ธนบุรีถูกยิงเข้าไปท่หอบังคับการ ทาให้ผู้บังคับการเรือ ๖. Fog กับ Friction ณ ป้อมปืนหน้าเมื่อกระสุน
เสียชีวิต และเรือบังคับไม่ได้ ต้องแล่นเป็นวงกลมหลายรอบ ตับแรกโดนเรือหลวงธนบุรี
ยิงนานลูกเลื่อนปิดไม่เข้า จ่าโท วิเชียร บุญญนิมิตร (นายปืนกระบอก ๑):



เรือโท จิตต์ สังขดุลย์ นายป้อมท้าย: “เราทาการยิง “ข้าพเจ้ากับพลประจาปืนท้งหมดว่งไปทางหน้าห้อง

ด้วยการบังคับจากหอควบคุมการยิงอยู่พักใหญ่ บัญชาการ และหันหน้ามาดูเรือข้าศึก ก็แลเห็นไฟแวบ
8
นาวิกศาสตร์
ปีที่ ๑๐๕ เล่มที่ ๓ มีนาคม ๒๕๖๕

เรือโท เฉลิม สถิรถาวร ต้นหน เรือหลวงธนบุรี
(ซ้าย) ขณะเป็นนักเรียนนายเรือ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๙
(ขวา) ขณะเป็น เรือตรี เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๑

สะพานเดินเรือของเรือหลวงธนบุรีระหว่างท�าการรบ


ออกจากปากกระบอกปืนเรือข้าศึก ช่วสักครู่กระสุนปืน

ก็มาระเบิดตรงห้องนายพลพอด เปลวไฟของกระสุน


ท่ระเบิดแลบมาถูกข้าพเจ้าเต็มตัว กาลังดันของอากาศธาต ุ
อันเนื่องมาจากการระเบิดทาให้ข้าพเจ้า และพลประจาปืน


ล้มทับกันระเนระนาด บานประตูห้องนายพลปลิวว่อน
มาทับศีรษะข้าพเจ้า หมวกเหล็กกระเด็นหายไปไหน
ไม่ทราบ รองเท้ายางที่ใส่หลุดออกไปข้างหนึ่งโดยไม่รู้ตัว
ท่หน้าตา แขน และขารู้สึกร้อนชา และตึงไปหมด

ปวดแสบปวดร้อนเป็นอย่างย่ง รู้สึกขัดท่เอว และขาซ้าย




เม่อรู้สึกตัวก็ผลักบานประตูออกจากศีรษะ แข็งใจลุกข้นยืน
เดินกะเผลกออกไปขาเดียว ข้ามพวกเราบางคนท่นอน ต้นหนออกไปถือหางเสืออะไหล่ท้ายเรือ

เกะกะอยู่”





















กระสุนปืนระเบิดห้องนายพล เรือหลวงธนบุรีแก้ไขหางเสือขัดข้องยังไม่ได้

นาวิกศาสตร์ 9
ปีที่ ๑๐๕ เล่มที่ ๓ มีนาคม ๒๕๖๕

ของเราขัดข้องใช้ไม่ได้ เรือไม่อยู่ในบังคับ เริ่มหมุนเลี้ยว
เป็นวงกลม บางคร้งเรือเราเข้าไปใกล้ข้าศึกประมาณ

๑๐ กิโลเมตร การยิงปืนอยู่ในลักษณะที่เสียเปรียบที่สุด


เพราะการเล็งลาบากมาก เน่องจากเรือหมุน ขณะน้พอด ี


กับเรือข้าศึกลามอตต์ปิเกต์เข้าบังเกาะไม้ซ้ไปเสีย แต่มีเรือ
สลุป ๒ ล�าคือ อะมิรัล ชารเน่ (Amiral Charner) และ
ดูม้องต์ ดูร์วิลล์ (Dumont d’Urville) และเรือปืนตาอูร์
เรือสลุปฝรั่งเศสก�าลังดวลปืนกับเรือหลวงธนบุรีขณะหมุน (Tahure) อีกหน่งลาโผล่ออกมาทาการยิงแทน เรือข้าศึก



๗. Fog กับ Friction ณ หอบังคับการเมื่อกระสุน ทั้ง ๓ ล�า ท�าการยิงมาที่เรือเราอย่างหูดับตับไหม้ (เสียง
ตับแรกโดนเรือหลวงธนบุรี อึงคนึงไปทั่วท้องน�้า) แต่กระสุนส่วนมากตกไม่ถูกเรือเรา

เรือโท จิตต์ สังขดุลย์ นายป้อมท้ายเล่าในเร่อง เราคงท�าการยิงต่อสู้เรือทั้ง ๓ นี้ ทั้ง ๆ ที่เรือเราหมุนเป็น
“เม่อธนบุรีรบ”: “กระสนของขาศึกนดนี นอกจากระเบิด วงกลมเช่นนั้น ผลการยิงของเราตอนนี้ไม่สู้ดีนัก”





ทาอันตรายแก่พวกปืนเบาท่หลบเข้าท่กาบังในห้องนายพล ๘. Fog กับ Friction ณ บริเวณหอกลาง (Transmitting





ดังกล่าวแล้ว ส่วนหน่งของกระสุนได้ระเบิดเข้าไปใน station) เรือหลวงธนบุรี









หอบงคบการ ผบงคบการเรอ (นาวาโท หลวงพรอมวระพนธ ์ ุ จ่าโท ประดิษฐ์ รัตนรัฏ ประจานาฬิการะยะใน





นักเรียนนายเรือ เลขท ๒๒๗ พ.ศ. ๒๔๕๘ รุ่นก่อนแมทพเรอ) หอกลาง เล่าว่า: “ลูกปืน ๑ นัด ได้มาระเบิดบริเวณท่ลาเลียง




ท่รักของพวกเราถูกสะเก็ดระเบิดตัดขาขวาขาด ไมไดสต ิ ลูกปืนเบาเกิดไฟลุกข้น ลูกไฟร่วงไปท่หน้าหอกลาง






ในทันท จ่าเอก ทองม จ่าประจาพังงาถือท้าย ขาขาดสองข้าง ซ่งบริเวณน้นมีห้องไพรเมอร์ (primer คือ ชนวนต้นเพลิง




อยู่กับท พันจ่าเอก เทียม พันจ่าคุมเข็มถือท้ายกระดูกขาแหลก สาหรับจุดนัดดินขับกระสุนออกจากลากล้องปืนใหญ่)
















จาเอก จน ซงทาหนาททวนคาสงตดต่อจากผบงคับการเรอ และคลังลูกปืนเบาอยู่ด้วย ข้าพเจ้าเหลียวมาเห็นเข้า




ลงท่อพูด ก้นหวะเป็นแผลลึก ก็ถอดกางเกงขายาวฟาดลงไปท ๆ ไฟกาลังลุกอยู่จนไฟดับ



ต้นหน (เรือโท เฉลิม สถิรถาวร นักเรียนนายเรือ เลขท ี ่ ขณะท่ทหารประจาห้องไฟฟ้าคนหน่งว่งผ่านข้าพเจ้าไป




๕๙๕ รุ่น ๓๐, ๓๑ พ.ศ. ๒๔๗๖) และทหารอีกคนเท่านั้น และบอกข้าพเจ้าว่าจะไปช่วยลาเลียงลูกปืน พอก้าวข้น


ท่เคราะห์ดีท่สุด ถูกสะเก็ดระเบิดช้นเล็ก ๆ ท่หน้า ๒ - ๓ แห่ง บันไดไปก็ถูกสะเก็ดกระสุนท่ระเบิด โลหิตหยดตรงบันได





แต่ก็มีเลือดไหลอาบหน้า และออกจากหอบังคับการไปยัง แต่มิได้ปริปากขอความช่วยเหลือแต่ประการใด ข้าพเจ้า









ทายเรอ เพอเปลยนใชเครองถอทายอะไหล เครองถอทาย













เอากางเกงน้นเช็ดโลหิตเสีย เพ่อมิให้ทหารท่กาลังทาหน้าท่อย ู่
เสียขวัญ และเหยียบลื่น พวกทหารที่อยู่ในบังคับบัญชา
ข้าพเจ้า ได้ถามข้าพเจ้าว่า เรือถูกลูกปืนหรือ ข้าพเจ้า
พูดปลอบใจว่าไม่เป็นไร เรือเรายิง แล้วข้าพเจ้าก็งับ


ประตูหอกลางเสีย...ขณะน้ควันซ่งเกิดจากการระเบิด
ได้โชยเข้ามาทางท่อระบายอากาศมากเข้าทุกท พัดลม


พิเศษท่ติดอยู่ข้างฝาก็ไม่สามารถเป่าอากาศเสียให้พ้น
จากนั้นได้ ครั้นเปิดประตูหอกลาง ควันนั้นก็กลับเข้ามา

สภาพการรบบนเรือหลวงธนบุรี ทางประตูอีก จนดูมืดคร้มไปหมด ทหารทุกคนยังคง






แม้เต็มไปด้วยควันพิษ และกลิ่นเลือด ก็ต้องรบต่อไปให้ได้ ประจาหน้าท่โดยเคร่งครัด คนหน่งในจานวนน้นได้น่ง
10
นาวิกศาสตร์
ปีที่ ๑๐๕ เล่มที่ ๓ มีนาคม ๒๕๖๕



เอาหน้าซบกับท่อพูด เน่องจากแก๊สพิษ และกล่นดินระเบิด

ส่วนตัวข้าพเจ้าเองในขณะน้นามูกนาตาไหลออกมาริน ๆ







ข้าพเจ้ากัดฟันอดทนกระทาหน้าท่จนในท่สุดก็อาเจียน

และสาลักควัน ในบริเวณน้ไม่มีอากาศดีเหลืออยู่เลย

หน้าปัทม์ต่าง ๆ มองไม่เห็นตัวเลข โทรศัพท์ และท่อพูด
ติดต่อกับหอควบคุมการยิงขาดหมด ติดต่อกันไม่ได้”
กระสุน ๑ นัด ระเบิดบริเวณที่ล�าเลียงลูกปืนเบา ท�าให้เกิดไฟลุกขึ้น
นักเรียนนายเรือ หมายเลข ๓๖๙ รุ่น พ.ศ. ๒๔๖๒)
ต้นเรืออนุญาต (ให้ท้งหน้าท่ได้) ข้าพเจ้าจึงบอกให้




คนท่อยู่ในห้องข้นมาโดยเร็ว พวกทหารพร้อมท้ง

ข้าพเจ้าได้รับอากาศดีตรงห้องพันจ่าพรรคนาวินท่พัด



ผ่านเข้ามาทางรูซ่งถูกลูกปืนข้าศึกทางกราบขวาตากว่า

เรือเอก เปลี่ยน นิ่มเนื้อ เรือเอก ทองอยู่ สว่างเนตร รูช่องกระจกเล็กน้อย ขนาดพอคนรอดได้ เมื่อสูดอากาศ
ต้นปืนเรือหลวงธนบุรี ต้นเรือเรือหลวงธนบุรี
เล็กน้อยแล้ว ข้าพเจ้าไม่พักให้เสียเวลารีบลากลูกปืนเบา




ทหารคนหน่งได้เตือนให้ข้าพเจ้าข้นมาขออนุญาต ซ่งวางอยู่เกล่อนกลาดไปไว้อีกกราบหน่ง แล้วเอาผ้าม่าน




เพราะหอกลางทางานไม่ได้แล้ว (แสดงว่าทหารหอกลางม ี ห้องพันจ่าชุบนาให้เปียกคลุมไว้ ต่อจากน้นก็อยู่ช่วยต่อ









วนยการรบทดเลศ หากไมมคาสงจากผบงคบบญชา กจะไม ่ สายสูบฉีดน�้าขึ้นไปข้างบนเพื่อหล่อเลี้ยงส่วนที่ไหม้ มิให้












ท้งหน้าท แม้จะมีความลาบากอย่างแสนสาหัส -ผู้เขียน) ลุกลามต่อไป ขณะนี้ไฟกลับไหม้หนักขึ้น ท่อน�้าดับเพลิง


ข้าพเจ้าตัดสินใจเด็ดขาดว่งผ่าความร้อนและกลุ่มควันข้นมา ทุกท่อถูกกระสุนขาดหมด (Friction ในการดับไฟ) ด้วย




ก่อนหน้าท่ข้าพเจ้าจะข้นมาน ต้นปืน (เรือเอก เปล่ยน น่มเน้อ ความไม่ทันใจ ข้าพเจ้าถอดสายสูบออก เอาหมวกเหล็ก










นักเรียนนายเรือ หมายเลข ๕๓๐ รุ่น พ.ศ. ๒๔๖๕) ส่งยิง ท่ข้าพเจ้าสวมอยู่รองนาจากท่อท่ทะล เอาไปสาด (เพลิงไหม้)


อิสระแล้ว (การท้งหน้าท่ข้นมาขออนุญาตไม่มีผล ภาชนะชามข้าว ชามใส่อาหาร มีอยู่ท่ใดข้าพเจ้าส่งให้



ต่อการยิงปืนใหญ่ เพราะไม่ต้องการนาฬิการะยะต่อไปแล้ว ทหารเอามาช่วยดับไฟจนสิ้น เมื่อสายสูบใช้การไม่ได้






-ผเขยน) ขาพเจาขนมาพบตนเรอ (เรอเอก ทองอย สวางเนตร ๙. Fog กับ Friction ณ ป้อมหน้า










จ่าโท ทองสุข สุวรรณ์ ผู้ควบคุมห้องเคร่องแรงนามัน


ท่ใช้ในการเคล่อนไหวส่วนต่าง ๆ ของป้อมปืน ๑

(ปืนหน้า): “ข้าพเจ้าได้ยินเสียงผู้บังคับการเรือส่งให้ออกเรือ

และประจาสถานีรบ ข้าพเจ้ามีหน้าท่เดินกว้านหะเบสสมอ

และเดินเคร่องกว้านสมอเอาสมอข้นโดยเร็ว ตาม



ความรู้สึกว่าสายสมอข้นช้าไม่ทันใจ ย่งกว่าน้นสมอยัง


ทาพิษสง ไม่ยอมพลิกตัวไปขัดรูสมอ เน่องจากเวลาสาคัญ







และคับขันเต็มท จึงส่งให้พวกประจากว้านใส่ปากจับใส่
เรือหลวงธนบุรีเมื่อจะเข้าอู่ธนบุรีก่อน พ.ศ. ๒๔๘๔



จะเห็นสมอเรือมีขนาดใหญ่มาก หม้อมิให้ไหล เสร็จแล้วรีบลงไปยังห้องเคร่องแรงนามัน
นาวิกศาสตร์ 11
ปีที่ ๑๐๕ เล่มที่ ๓ มีนาคม ๒๕๖๕

ของป้อมปืนพบ พลทหาร ประหยัด และพลทหาร พ้อง ล่างลงไปนั้น คือ คลังดินระเบิด เสียงกริ่งบอกอันตราย




กาลังปฏิบัติหน้าท่อยู่แล้ว จึงรีบเดินเคร่องยนต์ คลังดินดังรัวอยู่ ข้าพเจ้าเกรงการระเบิดอย่างย่ง จึงรีบ



ในเวลาส้นท่สุด และรายงานความพร้อมไปยังนายป้อม ช่วยดับไฟอีกแรงหนึ่ง
เสียงกระสุนปืนของข้าศึกกระทบกับส่วนต่าง ๆ ของเรือ

และระเบิดดังสน่นหว่นไหว และทุก ๆ คร้งท่เสียงปืนป้อมเรา



ลั่นตูม ๆ ออกไปทุก ๆ ตับ ได้ท�าความโล่งใจแก่ข้าพเจ้า

ข้าพเจ้าม่นใจในสมรรถภาพของปืน และความม่นคงของ





เรืออยู่เสมอ เบ้องหน้าพวกลาเลียงนัดดินกาลังทางาน
อย่างเต็มที่ ทุกคนมั่นใจ และพร้อมใจกันปฏิบัติงานของ

ตนอยู่อย่างขะมักเขม้น สังเกตเห็นบางอย่างของการลาเลียง

นัดดินปืนยังมีขลุกขลักอยู่บ้าง มีช่องลาเลียงขัดข้อง ก�าลังพลช่วยกันดับไฟ ในขณะที่การรบยังคงด�าเนินต่อไป


และลาเลียงไม่ค่อยทัน ข้าพเจ้าเห็นว่าเคร่องแรงนามัน



ในความควบคุมคงเดินเป็นปกต จึงเข้าไปร่วมมือแก้ไข

เม่อได้ยินเสียงกระสุนปืนข้าศึกกระทบกับเรืออย่างแรง
ดังสน่น ทหารใหม่ได้ถามว่าเราถูกยิงใช่ไหม ข้าพเจ้า

บอกปัดไปเสีย เพราะเกรงจะเสียกาลังใจ และบอกว่า

น่าจะเป็นเสียงปืนเรายิงมากกว่า ไม่เป็นไร ทางานของเรา


ต่อไป การยิงได้ดาเนินไปอย่างรวดเร็ว รู้สึกว่าเป็นเวลา
นานมาก เสียงกระสุนปนที่กระทบตัวเรือหางไปบางแลว




ข้างบนทางห้องกะลาส ๓ ข้าพเจ้าได้ยินบอกว่าไฟไหม้


เสียงต้นเรือ (เรือเอก ทองอยู่ สว่างเนตร) ส่งดับไฟ เรือโท บุญช่วย (ชาย) พุกกะรัตน์ นายป้อมหัว
เรือหลวงธนบุรี นักเรียนนายเรือ เลขที่ ๕๗๙
และเสียงพูดข้างบนว่า กระสุนข้าศึกได้ตกลงมาระเบิดถูก รุ่น ๒๗ พ.ศ. ๒๔๗๓




ห้องนายพล และตรงที่ล�าเลียงกระสุนเบาเกิดไฟลุกใหญ่ ขณะน้ไฟกาลังไหม้ห้องดาดฟ้าช้นบนท่วไปหมด



และมีนาไหลร่วลงมาจากข้างบน รู้สึกว่าเรือเร่มเอียงใน เสียงกระสุนปืนของข้าศึกได้ระเบิดทะลุพ้นตรงเหนือ




ขณะน ต่อมาเสียงต้นเรือพูดลงมาจากข้างบนว่า ใครท ่ ี เคร่องลาเลียงนัดดินจนปรุพรุน และเสียงดังเปร้ยงสน่น





พอปลีกตัวมาได้ ให้แบ่งมาช่วยดับไฟเร็ว ข้าพเจ้าเห็นว่า หว่นไหวแสบแก้วห กระสุนได้ตก ระเบิดเจาะพ้นเหนือ


เคร่องแรงนามัน และการลาเลียงนัดดินปืนข้างล่าง ทุกอย่าง ศีรษะข้าพเจ้า ความแรงของมันคล้ายกับมีวัตถุหนัก ๆ




ได้ดาเนินอย่างเคร่งครัดตามเดิมดีแล้ว จึงก�าชับทหาร มากระแทกบนหลังจนข้าพเจ้าล้มลง ข้าพเจ้าลุกข้นเห็น





ประจาเคร่องยนต์ไฟฟ้าอีก ๑ คร้ง แล้วโผล่ข้นไป ถังใส่อาหาร ๑ ใบ ตกอยู่ใกล้ ๆ สูบน�้านั้น บัดนี้ไม่มีแรง






มองข้างบน เห็นต้นเรือกาลังอานวยการดับไฟอย ข้าพเจ้า พอท่จะใช้การได้ เข้าใจว่ากระสุนคงตัดแป๊ปนาดับไฟ
ู่











ไดเห็นพนองทหารถกกระสุนปนบาดเจบ โลหตไหลโชกตว ท่ใดท่หน่งเสียแล้ว จึงใช้ถังใบน้นรองนาสาดเข้าไปท่ไฟท ่ ี






บางคนจาไม่ได้เพราะถูกไฟลวกหน้า และตามตัวจนพอง กาลังลุก แต่นาท่สาดไปกลับกระเด็นมาบนหลังของข้าพเจ้า








ไปหมด ผมเกรียนเกือบติดหนังศีรษะ ผู้ท่ทาการดับไฟใน แม้จะมีเคร่องแบบกากีสวมอยู่ก็ยังรู้สึกร้อนฉ่ดุจนาต้ม


ขณะน้นมีน้อยเหลือเกิน และทุกคนได้รับบาดเจ็บโลหิต ข้าพเจ้าจึงฉวยได้ผ้าม่านผืนหน่งท่ตกอยู่แช่นาใกล้ ๆ เท้า








ไหลทุกคน บางคนอ่อนเพลียมาก และท่ไหม้ตรงพ้น เอาข้นมาคลุมทับลงไปบนหลัง และท�าการดับไฟต่อไป
12
นาวิกศาสตร์
ปีที่ ๑๐๕ เล่มที่ ๓ มีนาคม ๒๕๖๕







ไฟค่อย ๆ ดบลงไปแล้ว แต่มเสยงระเบดทเหนอศรษะ





ความกระเทือนคร้งน้รุนแรงมาก จนทาให้หมวกบนศีรษะ


ของข้าพเจ้าปลิว และถังนาท่อยู่ในมือกระเด็นหลุดไป




ข้าพเจ้ากลับล้มไปข้างหน้า ความกระเทือนคร้งน้ทาให้
ขาพเจาเปนหวงเครองแรงนามนทอยในความควบคมของ














ทหารในบังคับบัญชาของข้าพเจ้าในห้องเครองยนต์อยใต ้

ู่

ดาดฟ้าลงไปใต้ป้อมปืน ๑ ลงไปจากดาดฟ้าเกรงว่าจะ
เกิดความขัดข้องขึ้น และเห็นมีทหารอีกหลายคนมาช่วย
ดับไฟอีก จึงรีบกลับลงไปดูเหตุการณ์ในห้องเคร่องยนต์

ขับป้อมปืน ๑ ถามทหารท่ควบคุมอย ได้รับรายงานว่ายัง นาวาตรี โสภณ ทิมกระจ่าง ต้นกล เรือหลวงธนบุรี

ู่
เรียบร้อยดีอยู่ แต่อีกประมาณสัก ๕ นาทีต่อมาก็ได้ยิน ๑๐. Fog กับ Friction และภาวะผู้น�า วีรกรรม











เสยงเปรยงสนน ครงนรนแรงกวาครงใด ๆ ทงหมด จนเรอ ทหารพรรคกลินในห้องเครื่องเรือหลวงธนบุรี








สะท้านไปท้งลา จนทาให้ข้าพเจ้า และทหารท่อยู่ด้วยกัน ทหารเหล่าพรรคกลินเรือหลวงธนบุร ทางานในห้องเคร่อง




เซล้มปะทะกัน ไฟฟ้าแสงสว่างกับสวิตซ์เคร่องต่าง ๆ ขณะท่มีการรบติดพัน ทางานในท่ามกลางกลุ่มควันไฟและ



ตกหมด มืดดุจเข้าถา เคร่องแรงนามันในความควบคุม ควันแก๊สพลุ่งลงไปในห้องเคร่องไม่ขาดสายด้วยความอดทน






หยุดน่ง เสียงนาไหลเข้ามาในเรือได้ยินถนัด ทาให้คิดไปว่า และเสียสละท่สุด เพราะห้องเคร่องเรือหลวงธนบุรีในขณะ









พวกเราท้งหมดอยู่ในน้นคงจะถูกขังในห้องใต้นาเสียแน่ ท�าการรบคือนรกชัด ๆ ทีเดียว



เพราะห้องเคร่องก็อยู่ใต้ระดับน้าลึกประมาณ ๔ เมตร เรือตรี อุดม สุทัศน์ ณ อยุธยา นายช่างกล

อยู่แล้ว แต่ยังแข็งใจรีบพูดปลอบพวกเราท้งหมดให้สงบสติไว้ เรือหลวงธนบุรี (นักเรียนนายเรือ เลขที่ ๖๒๓ รุ่น ๓๓


ด้วยความเช่อม่นอย่างหน่งของข้าพเจ้าคิดว่ายังคงจะพอแก้ไข ต้น พ.ศ. ๒๔๗๘ ต่อมา พลเรอโท เจ้ากรมอ่ทหารเรอ







ได้นิดหน่อยเท่าน้น พวกเราอย่าท้งหน้าท ความคาดหมาย ๑ ตุลาคม ๒๕๐๗ ถึง ๑๙ ธันวาคม ๒๕๑๔) ได้รายงาน

ของข้าพเจ้าตรงกับความจริง เพราะไฟฟ้าได้ติดสว่าง สถานการณ์รบในห้องเคร่องเรือหลวงธนบุรีดังน ้ ี





อีกครั้งหนึ่ง แต่ในห้องเครื่องของข้าพเจ้าไฟขาดมืดสนิท “ก่อนท่จะว่งจากท้ายเรือลงไปปฏิบัติหน้าท ทหารคนหน่ง






คงมีเฉพาะไฟของเครื่องแรงน�้ามันยังติดอยู่ จึงสับสวิตซ์ ได้ชให้ข้าพเจ้าดเรือลามอตต์ปิเกต์ซงกาลงบงเกาะอยู่







อีกครั้งหนึ่ง โชคยังเข้าข้างเรา เครื่องได้เดินอีกครั้งหนึ่ง” คร่งลา ข้าพเจ้าลงไปท่ห้องเคร่อง ส่งทหารปลดเกียร์



หมุนเคร่องออก ขณะน้ทางห้องเคร่องจักรช่วย ได้เดินเคร่อง



ดีเซล ๒๕๐ kw จ่ายไฟมาท่ห้องเคร่องแล้ว นาวาตร ี

โสภณ ทิมกระจ่าง (นักเรียนนายเรือ หมายเลข ๔๑๐
รุ่น พ.ศ. ๒๔๖๒) เรือเอก อู๊ด นุชเนตร รองต้นกล
เรือตรี แฉ่ง เพื่อนสา สรั่งช่างกล (แม่บ้านแผนกช่างกล)



พร้อมท้งข้าพเจ้า ได้ประจาอยู่ในห้องเคร่องหมด

ู่


เรือกาลังหะเบสสมออย ทหารคนหน่งว่งลงมาท่ห้องเคร่อง



บอกต้นกลว่า แผนกปืนให้เปิดลม จ่าเอก เพ่อน สุดสงวน

ได้จัดการเปิดให้ ในขณะน้ทุกคนแทบไม่หายใจ สายตาต่างก ็





เรือตรี อุดม สุทัศน์ ณ อยุธยา จับจ้องดูท่เคร่องส่งคาส่งจากสะพานเดินเรือ ทุกคนพร้อม
นาวิกศาสตร์ 13
ปีที่ ๑๐๕ เล่มที่ ๓ มีนาคม ๒๕๖๕


Click to View FlipBook Version