.. .. .. คำนำ .. .. ..
หนังสือเล่มนี้ เป็นการรวบรวมบทความธรรมจากพระอาจารย์
กฤษณ์ โกวิโท (พระไม่ใช่พระ) และกลั ยาณมิตร กลั ยาณธรรมผทู้ ่ีเคยมา
ทาบุญ ปฏิบัติธรรม ณ วัดหนองแกเล็กสุวรรณาราม ต.สระพัฒนา
อ.กาแพงแสน จ.นครปฐม โดยบอกเล่าเร่ืองราวประสบการณธ์ รรมของ
ตนเอง เพอ่ื เป็นประโยชนต์ อ่ เพือ่ นๆ ผรู้ ว่ มเดินทางธรรมนีต้ อ่ ไป
เพราะธรรมะเป็ นปัจจัตตัง รูเ้ หน็ ไดเ้ ฉพาะตน สง่ิ ที่ผเู้ ขยี นแต่ละ
ท่านถ่ายทอดออกมา อาจมีขอ้ แตกต่างที่ไม่เหมือนกบั สงิ่ ทท่ี า่ นผอู้ ่านรูส้ กึ
หรือไดพ้ บเจอกบั ตนเอง คณะผจู้ ดั ทาจงึ ขออนญุ าตแบ่งปันเรอื่ งราวดๆี นี้
หวังเพื่อแชรเ์ ป็นประสบการณธ์ รรม หากเปรียบการอ่านหนงั สือเล่มนี้ ก็
คงคลา้ ยกบั การอ่านหนังสือท่องเที่ยวหรือตาราอาหาร และความที่ทุกๆ
ท่านไดท้ ราบกนั ดีวา่ ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิติ หมายถึง ผู้รู้ พึงรู้
ได้เฉพาะตน ผู้ปฏิบัติพึงรู้ ผู้อื่นไม่อาจรู้ น่ันแล แปลว่า ต่อให้อ่าน
หนังสือมากเท่าไร และต่อใหอ้ ่านหนงั สือดเี พยี งใด สุดทา้ ยแลว้ ก็ตอ้ งเริ่ม
ท่ีตนเอง เสน้ ทางนีต้ อ้ งเดินดว้ ยกาลงั กาย กาลังใจ และสติปัญญาของ
ตนเอง ด่งั พระท่านว่า อัตตาหิ อัตตะโนนาโถ ตนแลเป็ นที่พ่ึงแห่งตน
เมื่อฟังแลว้ ก็อย่าเพิ่งรูส้ กึ ทอ้ ถอยและโดดเด่ียว เพราะถา้ หากไดเ้ กิดเป็น
คน และมีโอกาสไดอ้ ่านธรรมะ หรอื ไดส้ มั ผสั กบั พระพทุ ธศาสนาแลว้ ถือ
ธรรมะปัจจตั ตงั หน้า ๑
ว่าทุกๆท่านนนั้ เป็นผมู้ ีบญุ วาสนามากแลว้ หนทางธรรมนนั้ จึงไม่ไกลเกนิ
ความพยายาม
คณะผจู้ ัดทาปรารถนาใหห้ นังสือเล่มนีเ้ ป็นด่งั กาลงั ใจจากเพ่ือน
ร่วมทางมอบใหท้ ่านผูอ้ ่านทุกท่านท่ีกาลงั เดินบนเสน้ ทางท่ีมีจุดหมาย
ปลายทางเดยี วกนั น่นั คอื ความดบั ไมเ่ หลือแหง่ ทกุ ข์
คณะผู้จัดทาขอนอบน้อมบูชาต่อคุณพระพุทธ พระธรรมและ
พระสงฆ์ไว้เหนือเศียรเกล้า การกระทาอันใดที่เป็นเหตุให้เกิดความ
ผิดพลาดต่อคุณทงั้ หลายอนั เป็นส่ิงไม่สมควร คณะผจู้ ัดทาขอนอ้ มกราบ
ขอขมาและกราบขอโอกาสอันมีค่าเพ่ือพัฒนาจิตใจให้เขา้ ถึงธรรมอัน
ประเสริฐท่ีองคส์ มเด็จพระสมั มาสมั พุทธเจา้ ไดท้ รงส่งั สอนไวจ้ นถึงท่ีสุด
แหง่ ธรรมคอื พระนพิ พาน ขอความสขุ ความเจรญิ ในธรรมจงมีแด่บุญมิตร
ทกุ ทา่ นดว้ ยเทอญ
อรหันต์ สนั ติสุขขงั
คณะผ้จู ัดทา
( สงิ หาคม ๒๕๖๕)
ธรรมะปัจจตั ตงั หน้า ๒
.. .. .. สารบัญ .. .. .. หน้า
บา้ เพราะฟ้งุ ซา่ นสตติ ามตวั ไม่ทนั (ธรรมะยานอนหลบั )…………………………๔
ธรรมะยามเชา้ (จนั ทร์ โพธิ)……………………………………………………..๘
วจีกรรมทางอินเทอรเ์ น็ต (มชั ฌมิ าชน คนธรรมดา)……………………………..๙
ปัจจบุ นั คอื ความจรงิ (พระกฤษณ์ โกวโิ ท / พระไม่ใช่พระ)…………………....๑๓
บนั ทกึ ธรรม (คณุ ชตุ ิมา บรริ กั ษ)์ ……………………………………………...๑๕
ความสขุ ความทกุ ข์ ใครเกดิ กอ่ น ? (พระกฤษณ์ โกวิโท / พระไม่ใช่พระ)….....๒๑
ธรรมเหนอื สิง่ ทงั้ ปวง (ปญฺญาชีโว)..............................................................๒๔
ธรรมะพระไมใ่ ช่พระ คืออะไร (พระกฤษณ์ โกวิโท / พระไม่ใชพ่ ระ)…………..๒๗
เสน้ ทางสายธรรม (สญุ ญตา....อด๊ี ใหญ่)……………………………..………..๒๙
ธรรมะรวั้ สขี าว (แม่ชีแหมม่ )…………………………………………..………๓๒
ธรรมะจดั สรร (พระกฤษณ์ โกวโิ ท พระไมใ่ ช่พระ)………………………..……๓๖
ธรรรมะท่ยี งั ไมต่ งั้ ม่นั (ในใจ) (โยมเอ๋...คนสวน)……………………………..…๓๘
ธรรมะใจสวา่ ง (พระกฤษณ์ โกวิโท พระไมใ่ ชพ่ ระ)…………………………....๔๒
ธรรมะเตรียมตวั กอ่ นตาย..ตวั ตนไม่ใชข่ องตน (พระกฤษณ์ โกวโิ ท)…………...๔๓
ธรรมะความไม่ประมาท (พระกฤษณ์ โกวโิ ท / พระไมใ่ ชพ่ ระ)………..……….๔๖
ธรรมะมตี ณั หา มีกรรม กม็ ที กุ ข์ (พระกฤษณ์ โกวิโท / พระไม่ใช่พระ)…………๔๘
ธรรมะความปรารถนาดี ดีจริงหรือ ?.. (พระกฤษณ์ โกวโิ ท / พระไมใ่ ชพ่ ระ)…..๕๑
หา…เห็น…พบ (อด๊ี อด๊ี อ๊ดี )…………………………………………………..๕๓
ธรรมที่มาจากใจ (ตามรอยพทุ ธะ)……………………………………………..๕๔
ธรรมะจากการ “ไม่มองผใู้ ดผิด...ไม่มองผใู้ ดถกู ” (ทวิ า)………………………๕๕
คนเหนือดวง (รโช)……………………………………………………………..๕๖
ดอกบวั ..ดอกไมแ้ ห่งบารมี (สญุ ญตา....อีด๊ ใหญ)่ ……………………………..๕๗
ธรรมะปัจจัตตัง หน้า ๓
.. .. .. บ้าเพราะฟ้งุ ซ่านสติตามตัวไม่ทนั .. .. ..
กราบขอขมาครูบาอาจารยท์ ี่เคารพ ครงั้ ตอนท่ีผมไดบ้ วชเรียนใน
พระพทุ ธศาสนา ณ วดั เจรญิ ธรรม (ถา้ ภตู อง) เป็นวดั สายปฏบิ ตั กิ รรมฐาน
ถอื ธุดงควตั รในการปฏิบตั ิ ตอนนนั้ อายุ ๒๓ ปี ไดม้ าบวชวดั นเี้ พราะมีคน
รูจ้ กั และเราก็ศรทั ธาที่จะเรียนรูพ้ ระธรรมและปฏิบตั ิธรรม เพ่ือตอบแทน
คณุ บิดามารดา จึงตงั้ ใจและมีความมานะมาก อีกทงั้ ยงั ไดค้ รูบาอาจารย์
ท่ีเป็นพระสุปฏิปันโน ในการสอนส่งั อีกดว้ ย แต่เพราะความโง่เขลาเบา
ปัญญาของตวั เองทาใหก้ ารปฏิบัตินนั้ ไดผ้ ลดีในช่วงตน้ แต่ขาดสติลงสู่
ทางมิจฉาทิฏฐิในชว่ งปลาย ซงึ่ มเี หตกุ ารณด์ งั ที่จะกลา่ วต่อไป
เม่ือผมเรียนจบชนั้ ปริญญาตรเี ขา้ ทางานไดไ้ ม่นานก็ตอ้ งมีเหตใุ ห้
ออกจากงาน เน่ืองจากบริษทั ทที่ างานมีปัญหาขาดทุนจนตอ้ งปิดกิจการ
จึงไดอ้ อกมาช่วยที่บา้ นขายของ ประจวบเหมาะกับที่อายุไดเ้ กณฑ์ที่จะ
บวชเรียน จึงขออนุญาตพ่อแม่ เขา้ บวชเรียนในวดั ท่ีปฏิบตั ิธรรม เพราะ
เราเห็นว่าวัดใกลบ้ า้ นหรือแถวในเมืองไม่ค่อยมีพระท่ีกระทาความเพียร
ตามหลกั ธรรมวนิ ยั ทถ่ี กู ตอ้ งจงึ ไมต่ อ้ งการท่จี ะบวชที่วดั ใกลบ้ า้ น พอดีคณุ
แม่รูจ้ ักกบั หมอแอนที่นวดใหค้ ณุ แม่เป็นประจา เคา้ ศรทั ธาในการปฏิบตั ิ
ธรรมและแสวงหาธรรมะอยู่ ได้แนะนาวัดที่เคา้ รูจ้ ักให้ลองไปดู ก็ไป
ตามนนั้ เห็นปฏิปทาของคนทว่ี ดั และหลวงตาท่รี ูจ้ กั กบั หมอแอน กเ็ กิด
ธรรมะปัจจัตตัง หน้า ๔
ศรทั ธาท่ีจะบวชในวดั นนั้ โดยไปอย่วู ดั ปฏิบตั ิตามกฎเป็นเวลา ๗ วนั แลว้
จงึ บวช
ผ ม ไ ด้ บ ว ช แ ล ะ ศึ ก ษ า ธ ร ร ม ะ กั บ ห ล ว ง ต า ไ ห ม แ ล ะ เ พื่ อ น
กลั ยาณมิตร ญาติธรรม ณ วดั เจริญธรรม (ถา้ ภูตอง) จ. ลพบรุ ี ท่ีวัดนนั้
ถือสัจจะในการปฏิบัติธรรม เม่ือบวชผมก็ถือสัจจะเช่นเดียวกัน โดย
ปฏิบัติธรรมอย่างน้อย ๖ ช่ัวโมงต่อวัน ซึ่งจะกล่าวสัจจะต่อหน้า
พระพทุ ธรูปองคห์ ลวงพ่อดอกบวั ขาวที่เป็นทเ่ี คารพของผมู้ าปฏบิ ตั ธิ รรมที่
วัดนั้น และใหส้ จั จะกับตัวเองว่าจะดื่มแต่น้าเปล่าทั้งหมดเป็นเวลา ๒
เดอื นในขณะที่บวชอยู่ ในชว่ ง ๒ เดือนทใ่ี หส้ จั จะนนั้ ก็ปฏิบตั ิตามสจั จะได้
ดว้ ยดีมีความตง้ั ม่นั ดี แต่พน้ จากเวลานนั้ รูส้ ึกวา่ มนั เรมิ่ ประคองตวั ไม่ค่อย
อยู่ มีความคิดเขา้ มามากมาย และเราก็ปล่อยใจไปตามอารมณ์ ไปตาม
กระแสความคิดนนั้ จนเราคมุ ไมอ่ ยู่ สิ่งภายนอกทม่ี ากระทบกค็ ิดไปโนน้ ไป
นเี้ ป็นตเุ ป็นตะไปเรื่อยไดแ้ ละคดิ เป็นจริงเป็นจงั กบั มนั อีก สดุ ท้ายรา่ งกาย
ก็รบั ไม่ไหวตอ้ งปลดปล่อยออกมาเหมือนกับคนบา้ ท่ีคดิ เป็นจริงเป็นจังว่า
ตนเองสาเร็จแลว้ เหมือนมนั เป็นจริงตามที่คิดแลว้ ไม่มีใครหา้ มได้ แมน้
กอ่ นหนา้ นนั้ หลวงตาก็เตือนว่าใหป้ ล่อยวางทาจติ ใหว้ า่ ง แต่เพราะมานะ
และทิฐิ ความโง่เขลาเบาปัญญาของตนเองจึงไม่เข้าใจในส่ิงท่ีหลวงตา
ท่านบอก รู้ตัวอยู่ แต่ทาอะไรไม่ได้ ควบคุมร่างกายไม่ได้ปล่อยให้
มนั เป็ นไป ทรุ นทรุ ายเหมือนกบั คนบ้า ว่งิ ไปโน้นไปนี้ ตะโกนเสยี ง
ธรรมะปัจจัตตงั หน้า ๕
ดังจนพระต้องเข้ามาห้าม มาช่วยกันหลายรูปถึงจะเอาอยู่ แล้วก็
พากนั ไปหาหลวงตาให้ยานอนหลบั จงึ จะสงบลงได้
ขณะที่อาศยั อย่กู ับหลวงตา ท่านใหภ้ าวนา พิจารณาตวั ถกู ใจ ไม่
ถกู ใจ อย่าเห็นตนเองดีแลว้ ก็อย่าเห็นคนอ่ืนผิด ตวั ไม่ยอม และอย่าโกรธ
หม่คู ณะ ตวั เราก็พิจารณาอย่วู า่ การกระทาของเราถกู ใจเราไหม ถกู ใจเคา้
ไหม ไม่ถกู ใจเรา ไมถ่ กู ใจเคา้ เราเหน็ ตนเองดีหรือเปลา่ หรอื เห็นคนอนื่ ผดิ
อยู่ การกระทาของเราดีแลว้ หรือยงั หรือตอ้ งทาอยา่ งไรใหด้ ีกว่านี้ กลวั คน
อื่นจะมองเราผิด และกลวั ว่าเราจะมองเคา้ ผิดเช่นกนั ช่วงนนั้ ไม่ค่อยได้
คยุ กบั คนอื่น เอาแต่เก็บตวั เงียบ ถึงคยุ กับคนอ่ืนเราก็ไม่เขา้ ใจทัง้ ตัวเรา
และตัวเคา้ เอง แต่ทุกอย่างที่ทาก็ปฏิบัติตนจมอยู่กับความคิดเท่านั้น
ในขณะท่ีหลวงตาบอกใหพ้ ิจารณาและใหว้ าง แต่เราก็คิดว่าเราวางแลว้
สุดทา้ ยมันก็เป็นเพียงแค่ความคิดที่ว่าวางเท่านัน้ เราเพียงแต่กดมันไว้
ข่มไวไ้ ม่ใหค้ ิด เหมือนกับเอาหินทับหญ้าไว้ แต่หญ้าก็ยังเจริญเติบโตอยู่
อย่างนนั้ เป็นเพยี งความเครยี ดสะสม เครียดโดยไมร่ ูต้ วั เมอ่ื ถงึ เวลากาลงั
เรากดไวไ้ มอ่ ยกู่ ร็ ะเบดิ ออกมา เหมอื นเอาหนิ ออก หญา้ กส็ งู กวา่ ตอนที่ทบั
เอาไวอ้ ีก เพราะเราคิดว่าเราวางแลว้ เอาออกจากใจไปแลว้ มนั ไม่มีแลว้
แต่ก็เป็นเพียงแค่ความคิดเท่านนั้ เอง แต่วางใหอ้ อกจากจิตใจนนั้ ยังตอ้ ง
ศึกษาและเพียรพยายามกนั ต่อไป
ธรรมะปัจจตั ตัง หน้า ๖
การวางไม่ใช่วางจากความเพยี ร
ความว่างไม่ใช่ว่างจากความเป็ นจริง
การต่ืนรู้ มใิ ช่จากความคดิ แต่มาจากปัญญาทรี่ ู้แจ้งในส่ิงต่าง ๆ
ความรู้สึกนึกคิดเป็ นเพยี งสังขารปรุงแต่งให้เกิดขึน้
เป็ นเพยี งมายาทที่ าให้เราดิ้นรนไปตามกระแสของอารมณ์ต่าง ๆ
ส่วนจติ ทฝี่ ึ กดแี ล้วย่อมมีปัญญาทจี่ ะรู้และเข้าใจสังขาร
และใช้สงั ขารนั้นแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้อย่างสนั ตสิ ุขต่อไป
ธรรมะปัจจัตตัง หน้า ๗
การปฏิบตั ิธรรมของแต่ละท่านตามจริตนิสยั ตามบญุ บารมีของแต่
ละท่านมมี าไม่เทา่ กนั บางท่านปฏิบตั ิมากมายกไ็ มส่ าเรจ็ บางทา่ นปฏิบตั ิ
บ้าง หยุดบ้างก็สาเร็จ บางท่านปฏิบัติธรรมเพียงเล็กน้อยก็สาเร็จ
“บุญกุศลบารมีท้งั หลายนีค้ ือการกระทาที่ส่งั สมมาหลายๆภพ
ชาติ” จึงมีไม่เท่ากัน แต่ก็ตอ้ งมีสติสัมปชัญญะและความเพียร เป็น
กาลงั ใจใหน้ ะคะ สาหรบั ท่านท่เี พงิ่ เรม่ิ ตน้ ตงั้ ใจนะคะ ไม่มคี าว่าสายค่ะ
สาเร็จคือรู้เห็นตามความเป็ นจริง อยู่กับปัจจุบันอย่างปกติทัง้ สุข
และทุกข์ ด้วยใจเป็ นกลาง ว่างเบา ปล่อยวางทุกส่ิง ไม่ยึดติด ฯลฯ
ค่ะ .....จันทร์ โพธิ .....
ธรรมะปัจจตั ตัง หน้า ๘
.. .. .. วจีกรรมทางอนิ เทอรเ์ น็ต.. .. ..
เคยคดิ หรือไมว่ า่ วนั นเี้ ราจะมาถึงยคุ ท่ี เราไมต่ อ้ งไปถอนเงนิ โอน
เงินในธนาคาร เราสามารถโอนเงิน ถอนเงิน เข้าบัญชีผ่านทางสิ่งท่ี
เรยี กว่า โมบายโฟน (Mobile Phone) โดยผา่ นโปรแกรมบนมอื ถือท่ีเราๆ
ท่านๆ เรยี กสน้ั ๆ วา่ แอฟ ซง่ึ ยอ่ มาจาก แอพพลิเคช่นั (Application) เรา
สามารถเรียนรูท้ กุ อย่างจากในอินเทอรเ์ นต็ ท่ีบา้ นโดยไม่จาเป็นตอ้ งไปน่งั
เรียนกบั สถาบนั การศึกษา เราก็สามารถมีความรูใ้ นเรื่องท่ีเราสนใจไม่วา่
จะเป็นการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ การทาอาหาร การทาขนม การ
ประดิษฐ์สิ่งของ การสอนแต่งหนา้ การทางานฝีมือ ฯลฯ เราสามารถฝึก
ทกั ษะท่ีสามารถใชใ้ นการเลีย้ งชีพไดโ้ ดยการเรียนรูอ้ ย่บู า้ น เราสามารถ
ซือ้ และขายของผ่านทางออนไลน์ โดยไม่จาเป็นตอ้ งไปเดินหา้ ง หรือมี
หน้ารา้ น เราสามารถคุยกับพ่อคา้ แม่คา้ ผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์
(Social Media) ซอื้ ของไดเ้ กือบทกุ อย่างตามทเ่ี ราตอ้ งการไม่ว่าเราจะอยู่
ท่ีใดในโลก ไปรษณียส์ มยั กอ่ นเป็นสถานทรี่ าชการทไี่ วส้ ่งจดหมาย ส่งโทร
เลข ซงึ่ ดจู ะไม่ว่นุ วายเหมอื นสมยั นที้ ตี่ อ้ งขนสินคา้ ไปส่งตามทตี่ ่าง ๆ ตาม
ออรเ์ ดอรส์ ินค้าท่ีส่ังผ่านทางออนไลน์ปริมาณเพ่ิมขึน้ อย่างมากมาย
มหาศาล ทุกคนบนโลกมีการติดต่อส่ือสารกันอย่างรวดเร็วเพียงเสีย้ ว
วินาทีผ่านเครือข่ายส่ือสารแบบมีสาย หรือหากใช้คาที่สวยหรูคือ
ออนไลน์ (Online) หรือไร้สาย (Wireless) โดยการส่งข้อมูลผ่านทาง
ธรรมะปัจจตั ตงั หน้า ๙
อากาศ ทุกคนสามารถเข้าถึงกันโดยการเชื่อมโยงเข้าหากันด้วย
เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต เครือข่าย 3G 4G 5G ซึ่งเป็ นการเชื่อมโยง
ทุกคนบนโลกใบนีแ้ บบไร้พรมแดน การคน้ หาขอ้ มลู หรือคน้ หาความรู้
ข่าวสารทุกอย่างลว้ นอย่ใู นเครือข่าย ดงั นนั้ หลายคนจึงสาคญั ตวั ไปว่า
“โลกรู้ เรารู้หรือ กูรู้” ขอ้ มลู ข่าวสารมีมากมายมหึมามหาศาลจนยากที่
จะหาคาใดมาบรรยายขนาดของมันได้ เราสามารถแสดงความคิดเห็น
เสนอแนวคิด โต้ตอบกันผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์เหล่านี้ได้อย่าง
ง่ายดาย มีประเด็นใหถ้ กเถียงถึงความถูกตอ้ ง ความไม่สมควร หรือเป็น
การประจานพฤติกรรมหลากหลาย หรือใช้นาเสนอตวั ตนและสิ่งต่าง ๆ
ในหลากหลายแง่มุม เปรียบด่ังสังคมหน่ึงที่ไร้เขตแดน ผู้คนต่างมี
ปฏิสมั พนั ธไ์ ม่ว่าจะเป็นพ่ีนอ้ ง ญาติสนิท มิตรสหาย เพื่อนฝงู หรือแมแ้ ต่
ใครทไี่ มร่ ูจ้ กั หนา้ คา่ ตาเลยก็สามารถส่อื สารกนั ได้ เครอื ขา่ ยเปรียบเหมือน
หน้าต่าง กระบอกเสียง จากตัวเราสู่สังคมโลก เราต่างคิดกันว่า การ
เข้ามานาเสนอ แสดงความคิดเห็นส่วนตัว ได้อย่างอิสระเสรี โดย
ไม่คิดว่า จะเป็ นการสร้างกรรมให้กับตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นทงั้ กรรมดี
และกรรมช่วั โดยคิดวา่ น่นั เป็นการแสดงความคดิ เหน็ ต่าง ๆ ไม่วา่ จะเป็น
ดา้ นดี หรือดา้ นเสีย โดยใชน้ ามแฝง ไม่มีใครรูใ้ ครเห็น คนจบั ผิดไม่ไดว้ ่า
ใคร คงไม่มีความหมายอะไร...แต่กรรมนนั้ เกิดจากเจตนา แมว้ ่าคณุ จะ
นอนคิด น่งั คิดรา้ ยกบั ผอู้ ื่นดว้ ยมโนกรรมท่ีเป็นอกศุ ลกรรม แต่ถา้ คณุ ยงั
ยงั้ ไม่หลดุ ปาก หรือทาการใดท่ีเป็นผลกระทบแก่ผใู้ ด มโนกรรมนนั้ กท็ าให้
ธรรมะปัจจตั ตงั หน้า ๑๐
คณุ ทุกขร์ อ้ นเพียงแค่คนเดยี ว หากคล่ืนกระแสความคิดมีความแรงหลุด
จากความคิดไปกระทบผอู้ ่ืนไม่วา่ จะเป็นภาษาพดู หรือภาษาเขียนจนทา
ให้ผู้อ่านเข้าใจว่าคุณคิดอย่างไร จึงจัดว่าเป็นวจีกรรมไดห้ มด ดังนั้น
“ภาษา” จึงเป็ นเครื่องมือในการสร้างวจีกรรมของมนุษย์ ไม่ว่าคุณ
จะเขียนอะไรลงไปก็จัดว่าเป็นการสรา้ งวจีกรรมแล้ว วจีกรรมในโลก
ของอินเทอร์เน็ตนั้นส่งผลเร็วและแรงกว่าวจีกรรมในโลกแห่ง
ความจริงเสยี อกี ขอใหล้ องนกึ ดู หากคณุ พดู เบาๆว่า “ไอโ้ ง”่ ก็อาจมคี ุณ
คนเดียวในโลกทีไ่ ดย้ ินเสียงอกศุ ลของตวั เอง แตถ่ า้ คณุ พมิ พค์ าวา่ “ไอโ้ ง่”
ลงในกระทขู้ องเว็บบอรด์ ที่มีผูเ้ ขา้ เย่ียมชมคบั ค่งั คณุ ไม่มีทางปรบั ให้ดงั
หรือเบาไดต้ ามใจชอบไดเ้ ลย คุณทาอกุศลกรรมกบั คนแบบไม่เลือกหนา้
เข้าแลว้ คาด่านั้นอาจทาให้คนนบั พนั นับหมื่นเกิดความแสลงใจ ความ
แสลงใจของคนนบั ไม่ถว้ นน่นั แหละ จะยอ้ นกลบั มาก่อเหตใุ หค้ ณุ แสลงใจ
ยิ่งกว่าพวกเขาได้ หรือกระแสการเขียนโพสต์ลงไปในสื่อสังคม
ออนไลน์แบบไม่ยงั้ คิด โดยส่ิงที่รับรู้มาอาจไม่ตรงกับความจรงิ ทา
ตวั เป็นศาลเตยี้ ตดั สนิ ผอู้ ่นื จน
เป็นเหตุใหผ้ อู้ ่ืนเสียโอกาสหลายอย่างในชีวิตเช่น การงาน ช่ือเสียง เงิน
ทอง หรือหนักสดุ คือทนกบั กระแสใหร้ า้ ยไม่ไหวจนตอ้ งฆ่าตวั ตายเลยก็มี
ลองคดิ ดวู า่ กรรมนนั้ จะรา้ ยแรงมากยิง่ ขนึ้ เพียงใด ถา้ ผถู้ กู ว่า ดา่ กลา่ วหา
นัน้ เป็นผู้บริสุทธิ์ โอกาสก่อกรรมในยุคไอทีของพวกเรานี้ มีได้เป็ น
ร้อยเป็ นพันเท่ามากกว่ายคุ อน่ื กระดิกนิว้ ง่ายๆไม่ก่ีที ผล (กรรม) อาจ
ธรรมะปัจจตั ตงั หน้า ๑๑
ใหญ่หลวงย่ิงกว่า พยายามพูดในห้องประชุมใหญ่หลายๆอาทิตย์เสีย
อีก ดังนั้นการที่จะเขียนส่ิงใดลงในโลกอินเทอร์เน็ต ต้ องมี
สติปัญญาไตร่ตรองให้รอบคอบเสียก่อน ในทางกลบั กันถา้ เราเลือก
เขียนสิ่งทเ่ี ป็นประโยชน์ เป็นสาระ หรือแมเ้ ป็นการใหธ้ รรมะ เผยแพรธ่ รรม
ให้ผู้อ่านได้เกิดสติปัญญา เกิดสัมมาทิฏฐิ นาไปปฏิ บัติก่อให้เกิด
ประโยชนแ์ ละปัญญาได้ ก็จะเกิดคณุ อนนั ตเ์ ช่นเดียวกัน ดงั นนั้ “การใช้
เครือข่ายสังคมออนไลน์ (Social Network) ต้องใช้ปัญญา เพราะ
เทคโนโลยีนีอ้ อกแบบมาด้วยปัญญาขั้นสูง อย่าใช้ด้วยภูมิปัญญา
ขั้นต่า” (ว.วชิรเมธี. ๒๕๖๐:๒๑) มัชฌิมาชน คนธรรมดา ๘
มีนาคม ๒๕๖๑
ท่ีมา: ๑. http://www.dhammathai.org/articles/dbview.php?No=6
๒. หนงั สือ ๑๐๐ ธรรมคาคม หนา้ ๒๑ สานกั พิมพอ์ มรนิ ทรธ์ รรมะ
...............................................................................................
สณหฺ คิร อตฺถวติ ปมุญเฺ จ. (สันหัง คริ ัง อดั ถะวะติ ปะมุนเจ.)
ควรเปล่งวาจาไพเราะทมี่ ปี ระโยชน์
พทุ ธศาสนสุภาษิต
ธรรมะปัจจัตตงั หน้า ๑๒
.. .. .. ปัจจุบนั คอื ความจรงิ .. .. ..
การทางานเลีย้ งชีวิตชอบอย่ใู นมรรคมีองคแ์ ปด ทกุ คนเกิดมา
ตอ้ งมีหนา้ ทก่ี ารงานทกุ บทบาทตง้ั แตอ่ ย่ใู นครรภแ์ ละหลงั คลอด วยั ทารก
วัยปฐม วัยมัธยม วัยรุ่น วัยกลางคน วัยแก่ชรา เริ่มตัง้ แต่เกิดก็มีความ
เสื่อม มีการเปลี่ยนแปลงไปตามวยั โดยที่คนเราไม่ไดร้ ูต้ วั ว่าความเสื่อม
เกิดขึน้ แลว้ กับตวั ของเรา ไม่คาดหวังมันก็ตามภพตามชาติตราบใดที่มี
การเกิดขึน้ และดบั ไป ความเส่อื มก็เป็นเช่นนนั้ เกดิ ขึน้ ดบั ไป
ตัวสุดโต่งคือตัวของเราเอง ร่างกายของเรา ชีวิตของเรา
ความคดิ ของเรา อารมณร์ กั โลภ โกรธ หลง เกิดมาจากจิตใจเราทงั้ สนิ้ ไม่
ตอ้ งหาจากท่ไี หน บางช่วงจติ หลดุ โมโหทากรรมใหญ่ถึงฆ่ากนั ตายเพราะ
ขาดสติก็มีมากอยู่ ความวุ่นวาย ความคิดเห็นส่วนตวั สรา้ งกรรมให้กับ
ตวั เอง ไม่ว่าเป็นกรรมดีและกรรมช่วั เพราะขาดสติปัญญาไตร่ตรองก่อน
กระทาทางกาย วาจา ใจ โลกของเราทกุ วนั นกี้ ่อเกิดโทษไดอ้ ยา่ งมากมาย
เพราะความประมาท ยงิ่ เจริญทางเทคโนโลยีแบบไรพ้ รมแดน กเิ ลสกต็ าม
ความเจริญ ทาความผิดอะไรแบบตงั้ ใจและไม่ตง้ั ใจก็ง่าย เพราะโง่ขาด
สติพิจารณาก่อนกระทา สลดั ตวั สลดั ตนของตนออกไป สรา้ งกรรมความ
เดือดร้อนให้ตนเองและผู้อื่น เพราะความคิดอย่างอิสระตามสังคม
ออนไลน์ ตวั กขู องกู ความสขุ ของกู จะเบียดเบียนเพ่ือนมนุษยห์ รือสตั ว์
หรือตน้ ไม้ กไู มร่ บั รู้ สนองตณั หาความอยากของตนเองเป็นใหญ่ กรรมช่วั
จึงสง่ ผลหนกั บางครงั้ ลืมตวั หนกั ไมม่ ีศาสนา ไมม่ ศี ีลธรรม อกตญั ญตู อ่ ผู้
ธรรมะปัจจัตตงั หน้า ๑๓
มีพระคุณ บิดา-มารดา หาความพอใจไม่ได้ หลงอย่ใู นความโลภ ราคะ
ตณั หา อยากมี อยากได้ ไม่ยอมรบั ความจรงิ พระพทุ ธองคท์ ่านส่งั สอนให้
ปล่อยวาง ละทิง้ เพื่อคลายกาหนัด เพ่ือสารวมความประพฤติ ดบั สนิท
จากกิเลสทัง้ ปวง “อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา” เดินทางสายกลางไม่ทาให้
ตวั เองและผู้อ่ืนเดือดรอ้ น ไม่เท่ียง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตวั ตน อยากมีก็ไม่มี
อยากไม่มีก็ไม่มี อยากมีก็มี ไม่อยากมีก็มี หาความแน่นอนไม่ได้ เพราะ
มันเกิดขึน้ ตง้ั อยู่ เส่ือม และดบั ไป ใจของเรารับรูท้ ุกอย่างเกิดและดับ
ความอยาก มีสติม่ันคงอยู่ในใจของเรา สลัดทิง้ ให้ขาดตวั กิเลสความ
อยากและไม่อยาก ชีวิตนีก้ ็จะพบแต่ความสงบทางกายและใจ จริงไหม
โยม
ความจรงิ ในปัจจบุ นั กค็ ือความประพฤติของเราในการทา
ความดีหรือความช่ัว ตวั ของเรารู้ดี สาธุ พระไม่ใช่พระ สอนให้มสี ติ
ที่ใจของตนเอง กรรมดี กรรมช่ัวอยู่ทีผ่ ลของการกระทาของตวั เรา
เอง จริงไหมโยม
พระกฤษณ์ โกวิโท / พระไม่ใช่พระ ๑๑ มี.ค. ๖๑
ธรรมะปัจจัตตงั หน้า ๑๔
.. .. .. บันทึกธรรม (คุณชตุ มิ า บรริ ักษ)์ .. .. ..
ตน้ เดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๙ เกิดสภาวะธรรมเป็นมรรคญาณ ๔
คือเหน็ การแบง่ ออกเป็น ๒ ฝ่ัง ฝ่ังซา้ ยเป็นฝ่ายกเิ ลส ฝ่ังขวาเป็นฝ่ายธรรม
จิตเราอย่รู ะหว่างกลาง กาลงั ดูว่าอะไรจะเกิดขึน้ อยู่ ๆ จิตเขาก็เคลื่อน
ตวั ขึน้ มา (ช่วงที่จิตเคลื่อนขึน้ มา เราไดแ้ ค่เป็นผดู้ ูไม่สามารถทาอะไรได้
เลยคือบงั คบั บญั ชาอะไรไม่ได)้ และจิตเขาก็ประกาศคาว่า “อนัตตา”
อย่างแรงหนักแน่นม่ันคง ขับไล่อัตตาตัวตนจนกระเด็นระเบิดออกไป
อย่างแรงไม่เหลืออปุ าทานขันธ์ ๕ หมดเกลีย้ งเบาโล่งโปร่งสบายนับแต่
นัน้ มา เข้าสู่ภาวะความไม่มีอย่างแทจ้ ริง สูงสุดคืนสู่สามัญเป็นแบบนี้
เอง
จิตคนื ธำตสุ ่ีขนั ธห์ ำ้ ส่ธู รรมชำติ
วนั ท่ี ๓ เมษายน ๒๕๖๐ เวลาประมาณ ๑๑.๓๐ น. ปฏิบตั ิธรรม
ณ ฆราวาสธรรมสถาน บา้ นท่ีแทจ้ ริง วดั ป่าเจริญธรรม อ.บอ่ ทอง จ.ชลบรุ ี
(เขา้ ปฏิบตั ิตงั้ แต่ ๒๙ มี.ค.๒๕๖๐-๔ เม.ย.๒๕๖๐ โดยมคี ณุ ยศยา กมุ ภะ
(ฟ้า) ฆราวาสผบู้ รรลธุ รรมเป็นผชู้ ีแ้ นะในการปฏิบตั ิต่อยอด) ขณะที่น่งั ท่ี
เกา้ อีท้ ่ีกฎุ ิที่พัก น่งั มองไปทางประตเู ห็นใบไมร้ ่วงหล่นทลี ะใบ ทีละใบ ไป
เรื่อย ๆ ใจนอ้ มคิดถึงสาเหตทุ ี่ใบไม้ร่วงหล่น เหตุเกิดจากการเกิดโดยมี
ธาตุทงั้ สี่ประกอบกนั ขึน้ มา ธาตดุ ิน นา้ ไฟ ลม เป็นสารอาหารจึงทาใหม้ ี
การเจริญเติบโตผลิดอกออกใบ ออกผล จนในที่สุดก็ถึงเวลาแก่ผลสุก
ธรรมะปัจจัตตงั หน้า ๑๕
เต็มที่ก็ร่วงหล่นส่พู ืน้ ดิน ใบเหลืองรว่ งหล่นส่ดู ินหมดอายุขยั ไปทีละใบ ที
ละใบ ไปเร่ือยๆไม่มีท่ีสิน้ สดุ และหมนุ วนเกิดใบใหม่ ผลใหม่ขึน้ อีก หมุน
วนเวียนไปไม่สิน้ สุดจนกว่าจะหมดธาตทุ งั้ ส่ีมาเกือ้ หนนุ ตน้ ไมต้ น้ นนั้ ๆก็
จะตายไป
เปรียบไปก็เหมือนคนท่ีเกิดจากธาตุส่ี คือ ดิน นา้ ไฟ ลม เป็นรูป
รา่ งกายคนขึน้ มา เวลาตายก็เส่ือมสลายไปทีละธาตุคือ ลม ไฟ นา้ และ
ดิน สุดท้ายตอ้ งคืนสู่ธรรมชาติ เกิดแลว้ ตาย ตายแลว้ เกิด วนเวียนไม่
สิน้ สุดในวัฏสงสาร อะไรเป็นเหตุในการหมุนเวียนในวัฏสงสารหนอ?
พลนั ไดค้ าตอบปัญญาเริ่มทางาน “การเกิดไง” ถา้ ไม่มีการเกิดก็จะไมม่ ี
การตาย พิจารณาถึงธรรมชาติของทุกสรรพส่ิงลว้ นแลว้ แต่ประกอบกัน
ขึน้ มาจากธาตุทั้งสี่แค่ช่ัวคราวแล้วก็ต้องเส่ือมสลายไปในท่ีสุดตาม
กาลเวลา จึงเปรียบเสมือนไม่มีอยู่จริง มีแค่ช่ัวคราว ยึดม่ันถือม่ันอะไร
ไม่ได้ ถา้ ยดึ วา่ มตี วั ตนก็ทกุ ขด์ งั ทพ่ี ระพทุ ธองคท์ รงตรสั สอนไวไ้ ม่มผี ิด
เมื่อมกี ารเกดิ แลว้ กม็ ีธาตสุ ี่ ขนั ธห์ า้ เป็นองคป์ ระกอบคือ รูป (ธาตุ
ส่ี) เวทนา (ความรูส้ ึกชอบ,ไม่ชอบ, เฉย ๆ) สัญญา (ความจา) สังขาร
(ความคิดนกึ ปรุงแต่ง) และวญิ ญาณ (ธาตรุ ู้ จากทางตา หู จมกู ลนิ้ กาย
ใจ) ขันธ์ทัง้ ห้าทางานอย่างเป็นระบบไล่เลียงไปตามลาดับ โดยมีตวั
สญั ญาเป็นศูนยก์ ลาง วนไปวนมาไม่มีท่ีสิน้ สดุ ไล่เลียงจากเหตุเพราะ
จติ หลงยึดขนั ธ์ (รูป เวทนา สญั ญา สงั ขาร วิญญาณ)
ธรรมะปัจจัตตงั หน้า ๑๖
วญิ ญาณ คอื ขนั ธร์ ู้ (รูไ้ ดท้ างตา หู จมกู ลนิ้ กายรูส้ กึ ใจรูส้ กึ ) สง่ ตวั ขนั ธ์
รูม้ าที่ สงั ขาร
สงั ขาร คือ (นึก คดิ ปรุงแตง่ ต่าง ๆ นานา) และแปลความหมายส่งตอ่ ไป
ท่ี สญั ญา
สัญญา คอื (จาไดห้ มายรู)้ เป็นตวั บนั ทกึ กรรม บนั ทึกอาการของจิต และ
แปลความหมายไปท่ี เวทนา
เวทนา คอื (รูส้ กึ พอใจ ไม่พอใจ เฉย ๆ) และลงมาแสดงอาการท่รี ูป
รูป คือ (ธาตุทัง้ สี่) เป็นอาการของจิต (เงาของจิตท่ีหลงไปยึดขันธ์ว่ามี
ตวั ตน)
แต่ความจริงคือทกุ สรรพสิ่งใน ๓ ไตรโลกนาถ ลว้ นไม่มีตวั ตนอยู่
จริงอย่างถาวร มีแค่ช่ัวคราว คือมีเกิดขึน้ ตัง้ อยู่ และดบั ไป เป็นอนิจจงั
ทุกขัง อนัตตา เป็นสภาวะของไตรลักษณ์ เป็นสภาวะกลาง ๆ คือทาง
สายกลาง
อะไรทาให้ต้องเกิด ? คาตอบก็ตวั ตณั หาความอยาก อุปาทาน
ความยดึ ม่นั ถอื ม่นั ว่ามีตวั ตน ง่าย ๆ คอื ความอยากไง หยดุ อยาก หยดุ
ความชอบใจ หยุดความไม่ชอบใจเสีย ก็จะเกิดสภาวะความเป็นกลาง
คือเฉย เท่านีก้ ็จะไม่ทุกขแ์ ลว้ พระพุทธองคท์ รงสอนใหร้ ู้อริยสัจสี่ คือ
ทกุ ข์ (ความไม่เที่ยง) สมุทยั เหตแุ ห่งทกุ ข์ (ความจางคลาย) นิโรจน์ (การ
ปล่อยวางสลดั ออกจากเหตแุ ห่งทกุ ข)์ มรรค ทางสคู่ วามดบั ทกุ ข์ สรุปได้
ธรรมะปัจจตั ตัง หน้า ๑๗
คือ จิตส่งออกคือเหตุแห่งทุกข์ จิตไม่ส่งออกคือมรรค ตามที่หลวงป่ดู ลู ย์
ทา่ นสอนไวเ้ ป็นความจรงิ ที่สดุ
เม่ือพิจารณาธรรมยอ้ นทวนกลบั ไปกลบั มาจนถึงที่สุดรูแ้ จ้งแทง
ตลอดถึงตน้ สายปลายเหตุแห่งการเกิด การดับ เห็นพระไตรลักษณ์
เกิดขึน้ ตงั้ อยู่ ดบั ไป เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อย่างแจ่มแจง้ ชัดเจน
ทะลุปรุโปรง่ ไม่มีขอ้ กังขาแลว้ ฉับพลนั ก็เกิดพลงั ปิติอย่างลน้ เหลือ และ
ราลกึ ถึงพระคณุ ของพระศาสดาท่ที รงชแี้ นะส่งั สอนและถูกถ่ายทอดต่อ ๆ
กั น ม า จ น ถึ ง ด ว ง จิ ต เ ร า ท่ี ไ ด้ม า รู ้ค ว า ม จ ริ ง ข อ ง สั จ ธ ร ร ม ท่ี ไ ม่ มี วั น
เปลี่ยนแปลงนี้ และขอบคณุ กอ้ นธาตุดินกอ้ นนีท้ ่ีมี ธาตุนา้ ธาตไุ ฟ และ
ธาตุลม มาประกอบกันเป็นรูปร่างตัวเราในภพนี้ ชาตินี้ ขอบคุณบิดา
มารดา ปู่ย่าตายาย และบรรพบุรุษ ครูบาอาจารยท์ ั้งหลายท่ีอบรมส่งั
สอนธรรม นา้ ตาไหล สะอึกสะอนื้ ฮกั ๆ ไมห่ ยดุ พร่าแต่ขอบคณุ อยอู่ ย่าง
นัน้ ท่ีทาใหจ้ ิตดวงนีไ้ ดร้ ูเ้ ห็นความจริงของบ่วงแห่งวัฏสงสาร และจะไม่
กลบั ไปส่วู งลอ้ ของมนั อีกตลอดไป พน้ แลว้ จากทกุ ขท์ งั้ ปวง ทุกสิ่งลว้ น
ไม่มีอย่จู รงิ แลว้ จะใหเ้ ราโง่ยึดติดอะไรอยอู่ ีก ไม่ตอ้ งวาง ไมต่ อ้ งยึดเพราะ
ไม่มีอะไร ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตวั ตน เราเขา ไม่มีตวั ตนทุกอย่างลว้ นเป็น
อนตั ตา ไม่มเี รา ไมม่ เี ขา ไมม่ ตี วั ตน
ไดเ้ หน็ ความจรงิ ในธาตสุ ข่ี นั ธห์ า้ และบญุ คณุ ของขนั ธท์ งั้ หา้ รูเ้ ท่า
ทนั กเิ ลสทงั้ มวล รูแ้ จง้ แทงตลอดในอริยสจั ธรรม และธรรมชาติของธาตุส่ี
ขันธ์ห้า ทุกสิ่งอย่างลว้ นไม่มีตวั ตนไม่มีอย่จู ริง สพั เพ ธรรมา อนัตตาติ
ธรรมะปัจจตั ตงั หน้า ๑๘
ไม่มีสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา สามไตรโลกนาถลว้ นอยู่ในกฎของไตร
ลกั ษณท์ งั้ สิน้ ทา้ ยที่สดุ ก็มีแต่ อนิจจงั ทกุ ขงั อนัตตา ตวั เรานีเ้ ป็นแค่
กอ้ นธาตุรูปกาย ท่ีมีขนั ธ์อีกส่ีขนั ธม์ าใชม้ าทางานตามหนา้ ท่ีของเขาเท่า
นั้นเอง ยึดม่ันถือม่ันอะไรไม่ได้ ทุกส่ิงลว้ นบังคบั บัญชาไม่ได้ เป็นเช่น
นนั้ เอง เพิ่งเขา้ ใจคาว่าจิตอิสระเป็นอย่างนนี้ ่เี อง คือจิตอิสระจากขนั ธท์ งั้
ห้าน่ันเอง ใช้ชีวิตที่มีลมหายใจอยู่กับธรรมชาติกับปัจจุบันขณะไป
จนกวา่ จะหมดลมหายใจ ตราบใดท่ียงั มขี นั ธท์ งั้ หา้ อยู่ ทกุ ข์ สขุ และเฉย
ๆ (พอใจ ไม่พอใจ เฉยๆ) กย็ งั มีอย่ตู ามธรรมชาติของเขา เราบงั คบั บญั ชา
อะไรไม่ได้ แต่จิตนีร้ ูแ้ ละยอมรบั ความจริงของธรรมชาติของขันธแ์ ลว้ จึง
ไม่เขา้ ไปยึดว่าเป็นตัวตน ไม่ไปแทรกแซง อย่อู ย่างเหนือบุญเหนือบาป
ตรงสภาวะไม่มนี ่เี อง จติ จงึ เป็นอิสระจากขนั ธอ์ ยา่ งแทจ้ รงิ
อย่ใู นเป็ นมรรค ออกนอกเป็ นสมทุ ัย (คาสอนหลวงป่ ูดลู ย์ อตโุ ล)
หลงั จากที่เห็นสัจธรรมความจริงในธาตุส่ีขันธห์ ้าทงั้ ปวงแลว้ มา
น่ังอยู่ริมหน้าต่างในกุฏิ สักพักเห็นใบไม้ร่วงหล่นลงมาอย่างต่อเน่ือง
โปรยปรายเหมือนสายฝนสกั พักหนึ่งก็สงบน่ิงดูสงบเย็น เหมือนมีส่ิงที่
มองไม่เห็นดว้ ยตา เขามาอนุโมทนาบุญกับเราดว้ ย และก็มีเสียงฟ้ารอ้ ง
ดงั มาก ๆ มีเมฆดาเหมือนจะมีพายฝุ นอย่สู กั พกั ใหญ่ ๆ แต่ก็ไม่มีฝนตก
ลงมาและกส็ งบไป อาจเป็นเพยี งเหตบุ งั เอิญ แต่ก็เกดิ ขึน้ หลงั จากใบไม้
ร่วงหล่นโปรยปราย จึงไดบ้ นั ทึกไว้ หลงั จากนัน้ ทุกอย่างก็สงบลงที่จิต
ธรรมะปัจจตั ตงั หน้า ๑๙
ดวงนี้ เป็นการสงบอย่างแทจ้ ริงกับคาว่า “ไม่มี” จบการบันทึกธรรมแต่
เพียงเทา่ นเี้ พราะสดุ ทา้ ยก็เหลือแต่ “ความไมม่ ”ี
โยมขวด ผจู้ ดบนั ทึกการปฏิบตั ิธรรมตงั้ แต่เดือน ส.ค. ๒๕๕๙ -
เม.ย. ๒๕๖๐ และปัจจุบนั ทุกขณะจิต ผู้บันทึกธรรม เจตนาแค่ตอ้ งการ
เป็นกาลงั ใจใหก้ บั ผทู้ ี่กาลงั ปฏิบตั ิอยู่ ศึกษาอยู่ ว่าผลการปฏิบตั ินนั้ ยงั มี
อย่จู รงิ ทกุ กาลเวลา เป็นสจั ธรรมไม่เปล่ียนแปลง โดยมีความเพยี รอย่าง
ต่อเน่ืองเป็นกาลังหนุนก็จะถึงจุดหมายไดท้ ุกคน ทุกกาลเวลา เพราะ
ธรรมชาติยุติธรรมเสมอ ทุกคนท่ีไดเ้ กิดมาเป็นมนุษยแ์ ลว้ มีเวลาในการ
หายใจเท่ากันคือวนั ละ ๒๔ ชม.ไม่มีใครไดเ้ ปรียบเสียเปรียบ ไม่เก่ียวกบั
บุญวาสนาท่ีทามาในอดีต แต่เก่ียวกบั ปัจจุบนั นีจ้ ะตงั้ ใจจริง ทาจริงแค่
ไหน อย่าให้เสียโอกาสที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ และได้พบคาสอนใน
พระพทุ ธศาสนาแลว้ ในชาตนิ ี้ ชีวิตนี้
ทา้ ยนีข้ อกราบขอบพระคณุ ครูบาอาจารยห์ ลกั ๆ ทงั้ สท่ี า่ นที่อบรม
ส่งั สอนตามลาดบั ทไ่ี ดเ้ ขา้ ศกึ ษาปฏบิ ตั ธิ รรมคือ
๑. หลวงพอ่ ธี วิจิตฺตธมฺโม สานกั วปิ ัสสนาภาวนาอนตั ตาราม (ถา้ ววั )
ต.เมอื งนะ อ.เชียงดาว จ.เชยี งใหม่
๒. หลวงพอ่ ครรชติ สทุ ธิจิตโฺ ต วดั ป่าภไู มฮ้ าว ต.กกตมู อ.ดงหลวง
จ.มกุ ดาหาร
๓. หลวงพอ่ กฤษณ์ โกวโิ ท วดั หนองแกเลก็ สวุ รรณาราม ต.สระพฒั นา
อ.กาแพงแสน จ.นครปฐม
ธรรมะปัจจัตตงั หน้า ๒๐
๔. หลวงพ่อชานนท์ ชยฺนนั โท วดั ป่าเจรญิ ธรรม ต.เกษตรสวุ รรณ
อ.บอ่ ทอง จ.ชลบรุ ี
และการฟังธรรมะคาสอนของหลวงป่ ูดูลย์ อตุโล, หลวงตามหาบัว
ญาณสมั ปันโน, หลวงพ่อชา สภุ ทั โท และหลวงพ่อองคอ์ ื่น ๆ สายหลวงป่ ู
ม่นั ภรู ทิ ตั โต
.. .. .. ความสขุ ความทกุ ข์ ใครเกดิ ก่อน ?.. .. ..
ไม่อยากมี ไม่อยากสุข ทุกข์ก็หาย หลายคนคนุ้ เคยกบั คาพดู นี้
แต่กลบั ทาใจกับมันไม่ได้ คนเด๋ียวนีต้ ิดคาว่า”สบาย”มากกว่า ไม่มีใคร
อยากทกุ ข์ แต่วง่ิ เขา้ หามนั ดว้ ยความทกุ ข์ ความอยากมี อยากเป็น อยาก
ดัง ตอ้ งการคาชมมีทรัพยส์ ินมาก ๆ คิดว่ามีทรัพยส์ ินเงินทองแลว้ จะมี
ความสุขมาก ตรงกันขา้ มกลับมีความทกุ ขต์ ามมา กลัวคนจะมาปลน้ จี้
ฆ่า สมมุติทงั้ หลายอย่รู อบตวั เราแต่พิจารณาดว้ ยปัญญาธรรมกันไม่ได้
บางคนโกหกตนเอง อวดม่งั อวดมี ชอบหลอกลวงผูอ้ ื่นเพื่อแสวงหาลาภ
ไมส่ นใจเรื่องบาปบญุ คณุ โทษ ขอใหต้ นมกี นิ มีใช้ ใครจะเดอื ดรอ้ นอยา่ งไร
ไม่สนใจ เห็นแก่ความสุขที่ฉาบฉวยแต่ตอ้ งมารับผลกรรมช่ัวหนักหนา
สาหสั ขาดสติคิดกอ่ นทา มนุษยเ์ ราส่วนมากมองความสขุ ที่ภายนอก
ไม่คดิ กลับมาดูทีใ่ จตนเอง จรงิ ๆ แล้ว เม่ือทาความช่ัวขนึ้ มา กเ็ กดิ
ความทุกข์ตามมา ด้วยความกลัวคนจะรู้ กลัวจะโดนลงโทษ มีใจ
ระแวงอยู่ตลอดเวลา จึงต้องวางแผนและคิดอย่างรอบคอบเพอ่ื ให้
ธรรมะปัจจัตตัง หน้า ๒๑
ตนเองพ้นไปจากความผิด ซง่ึ ผิดกับความดี..ทาเม่ือไหร่ก็สุขใจเมื่อ
นั้น เพราะใจนั้นสาคัญ ใจเป็ นใหญ่ ใจเป็ นประธาน ทกุ อย่างเกิดที่
ใจ จะเปลี่ยนสมมุติให้ได้อย่างใจทุกอย่างนั้นยาก สู้เปลี่ยนใจ
ตัวเองให้ยอมรับและเข้าใจในสมมุตินั้นง่ายกว่า ลองนึกดูให้ดี ๆ
คนเราอย่แู บบมีความอยาก (โลภ) นอ้ ย ๆ ไม่เบียดเบียนผอู้ ่ืน ไม่พดู จาดู
หม่ินดูถูก ผิดหูคนอื่น ไม่มองว่าเขาดีหรือรา้ ยต่อเรา ทาตนประพฤติดี
เป็นคนสขุ มุ ปิดวาจา ไมใ่ ส่ใจเรอ่ื งของคนอน่ื เท่านคี้ วามสงบสขุ ก็เกิดขึน้
ที่ใจแลว้ แมว้ า่ จะยากจนก็ตาม เพียงรูจ้ กั ประมาณตน พอใจในสง่ิ ที่ตนมี
ใชป้ ัญญาพิจารณาดตู น้ ตอของปัญหา ความทกุ ขก์ ็คลายและนอ้ ยลง สขุ
และทุกขม์ ันอยู่ท่ีตัวเราทงั้ สิน้ เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นวัฏจักร ความโลภ
ความโกรธ ความหลง ความรกั ในกิเลสตณั หาเกิดขึน้ เมื่อใด ย่อมนาผล
กรรมมาส่ตู นเองและครอบครวั พระพุทธองค์ท่านสอนให้ดับ ให้วาง
เม่ือใดเห็นรูป รส กล่ิน เสียง กส็ กั แต่ว่ารู้ รู้แจ้งในธรรมารมณ์ ก็สัก
แต่ว่ารู้แจ้งแล้ว เมื่อนั้นจักไม่มี เม่ือใดเธอไม่มี เม่ือนั้นเธอก็ไม่
ปรากฎในโลกนี้และโลกหน้า เป็ นคากล่าวของพระตถาคต ความ
ทุกขท์ ัง้ หลายดบั ที่ตัวตัณหาและกิเลส ไม่ยึดม่ันใน รูป เวทนา สญั ญา
สังขาร วิญญาณ ผู้แบกของหนักคือความกาหนัด ความเพลิน ความ
เพลินในกามในตณั หา ก็ถือว่าแบกความทกุ ขไ์ วใ้ นโลก เพราะความไม่รู้
(อวชิ ชา) ย่อมเกดิ ความทกุ ขร์ า่ ไปทกุ ชาติ ใครจะรู้ ใครจะเหน็
ธรรมะปัจจตั ตงั หน้า ๒๒
พระพุทธองค์ทรงสอนให้ไม่ประมาท ไม่มีใครกาหนดลม
หายใจเข้า ลมหายใจออกได้ จะบงั คบั มันก็ไม่ได้ ชีวิตของเรานีม้ ีความ
ตายอย่เู บือ้ งหนา้ จงเป็นผมู้ ีสติ มีศีล มีปัญญา มีความไม่ประมาท แลว้
จะละชาติ ทาท่ีสุดแห่งกองทกุ ขไ์ ด้ ความเบื่อหน่าย ความกาหนัด ตอ้ ง
พิจารณาดว้ ยปัญญาธรรม สุขก็เบื่อหน่าย ทุกขก์ ็เบ่ือหน่าย นักปฏิบัติ
ธรรมเจริญภาวนาทุกคนที่ยังไม่แจง้ ในธรรมก็ยังมีความเบื่อหน่ายเป็น
อารมณข์ องกิเลส แต่ตอ้ งอย่กู บั มนั เม่ือรูแ้ จง้ เห็นเด่นชดั แลว้ ความเบ่ือ
หน่ายมันก็จะหายไปเอง ไม่มีใครหยุดตวั คิดได้ หยุดคิด..ถึงจะรู้ ความ
ไมเ่ ท่ียงของสงั ขารสรีระร่างกายตอ้ งปลง มนั เป็นอนตั ตา รูแ้ ลว้ ปลอ่ ยวาง
มนั มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดาของร่างกาย ตราบใดที่เรายงั มีชีวิต ตอ้ ง
เร่งทากุศลธรรมให้มีในใจ มีหิริโอตตัปปะและวิริยะ เพราะเป็นตวั ดับ
โสมนัสและโทมนสั ของเราได้ สติสมั ปชัญญะจะทาใหเ้ ราปลอดภยั ดว้ ย
ปัญญาของเราเอง หนทางนีต้ อ้ งดบั ความอยาก และไม่อยากที่ใจ สาธุ
พระไม่ใช่พระ เห็นพระธรรมจากการไดป้ ฏิบตั ิจริงดว้ ยตนเอง ภาวนา
พจิ ารณาความไม่มี พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้มสี ุขและทุกข์ พระองค์
ทรงสอนให้สละทิ้ง นิพพานคือของจริง ต้องไม่ยึดติดในทุกส่ิงทุก
อย่างในโลกนี้ มันหาตัวตนจริงไม่ได้ ความจริงคือความไม่มี ความ
ว่างเปล่า เร่ิมต้นพิจารณากายใจของเราตามหลักไตรลักษณ์จนใจ
ยอมรับกฎความเป็ น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จึงนาไปสู่ “ความไม่มี
ของแท้” สาธุ พระไม่ใช่พระ พสิ จู น์ด้วยตนเองในปัจจุบนั ถงึ “ความ
ไม่มี” ภาวนาต่อเนื่องตลอดเวลา แม้แต่ตัวตนในสมมุติเป็ นพระ..ก็
ธรรมะปัจจตั ตัง หน้า ๒๓
ไม่มี... ความสุข ความทุกข์ มันเกิดทีใ่ จ ถ้าใจไม่คิดปรุงแต่งทุกข์ก็
ไม่มี ทกุ อย่างมันเป็ น อนิจจงั ทกุ ขัง อนัตตา จริงไหมโยม...
พระไม่ใช่พระ/โกวิโท ๒๔ มกราคม ๒๕๖๑
คนทีไ่ ม่รูจ้ กั สขุ ไมร่ ูจ้ กั ทกุ ข์นนั้
กจ็ ะเห็นความสขุ กบั ความทกุ ข์ มนั คนละระดบั คนละราคากนั
ถา้ ผรู้ ูท้ งั้ หลายรูแ้ ลว้ ทา่ นจะเห็นวา่ ....
สขุ กบั ทกุ ขม์ นั มรี าคาเท่ากนั .......................หลวงพอ่ ชา สภุ ทฺโท
.. .. .. ธรรมเหนือส่ิงทัง้ ปวง .. .. ..
เม่อื ผมตอ้ งเป็นรา่ งทรงป่นุ เถา้ กง คนื หนึง่ ตน้ ปีพ.ศ.๒๕๒๓ ผมฝัน
ว่า คลองหลงั บา้ นผมนา้ แหง้ ถึงกน้ คลองจนเห็นพืน้ ดิน ผมเดินไปดู อย่ๆู
แผ่นดินก็เริ่มแยกออกแลว้ ก็มีมังกร (เลง้ ) โผล่ขึน้ มาจากดิน ค่อยๆโผล่
ขึน้ มา พอเขาลืมตามองเห็นผม เท่านนั้ เขาก็พ่งุ เขา้ ใส่ผมเกือบถึงตวั ผม
ตกใจมาก วิ่งหนีขึน้ บา้ น เขาก็ตามมาติดๆในฝันผมเห็นปล๊กั ไฟ ผมดึง
สายปล๊กั ไฟ เอาสายไฟที่มีไฟฟ้าอยู่จีไ้ ปที่หัวของมังกรตัวนัน้ ในฝันผม
เห็นเขาสลบ ผมดีใจมาก แต่กลบั มีเหตกุ ารณป์ ระหลาดเกิดขึน้ กบั ตวั ผม
คือ ผมหลบั ไม่รูส้ กึ ตัวเลย จนถึงบ่ายของวนั นนั้ จนคณุ แม่มาปลกุ ท่าน
เห็นผมเป็นอย่างนนั้ ท่านจึงพาผมส่งโรงพยาบาล ใหห้ มอตรวจว่าเป็น
อะไร คณุ หมอท่ีเป็นเพื่อนคณุ พ่อตรวจอย่างละเอยี ด แตก่ ไ็ ม่ทราบสาเหตุ
ธรรมะปัจจตั ตงั หน้า ๒๔
ว่าเกิดจากสาเหตุอะไร เพียงใหแ้ อดมิดที่โรงพยาบาล ใหน้ า้ เกลือ และ
เหตุการณน์ นั้ ก็ทาใหผ้ มไม่รูส้ กึ ตวั อีกเลย เกือบ ๑ เดือนเต็ม จนคุณหมอ
บอกคณุ พอ่ ผมใหร้ บั ผมกลบั ไปตายทีบ่ า้ นดกี ว่า ก่อนที่จะรบั ผมกลบั บา้ น
อาม่าผมไปดเู จา้ ทพ่ี นัสนคิ ม เขา้ ทรงดู ท่านบอกมาวา่ ผมหมดอายุ แต่มี
เจา้ องคห์ นึ่งมาสิงอยู่ จะเอาผมทาร่างทรงครบั อาม่านาเร่ืองทงั้ หมดมา
ปรกึ ษาคณุ พ่อคณุ แม่ผม และใหค้ ณุ พ่อกบั คุณแม่ผมไปจดุ ธูปกลางแจ้ง
ยกผมใหแ้ กอ่ ากงหรือป่นุ เถา้ กงซะแลว้ ผมจะหาย เดมิ ทีคณุ พอ่ กบั คณุ แม่
ผมไม่ค่อยเชื่อเร่ืองแบบนี้ แต่คงไม่มีทางเลือกกระมัง จึงทาตามท่ีอาม่า
บอก พอจุดธูปถวายผมให้อากงเสร็จ ผมก็เร่ิมรูส้ ึกตวั และไดย้ ินคณุ แม่
มากระซิบที่ขา้ งหูว่า ปีนีห้ นูอายุ ๑๙ แลว้ อีกปีเดียวหนกู ็จะบวชใหแ้ ม่ได้
แลว้ แม่ขอนะใหห้ นเู ป็นรา่ งทรงอากงเพ่ือหนจู ะไดม้ ีชีวิตอย่ตู ่อไป แลว้ จะ
ไดบ้ วชใหแ้ มไ่ งลกู
ผมไดย้ ินคานนั้ ก็รูส้ กึ ตวั มากขึน้ รูส้ ึกหิวมาก และรูส้ กึ สบั สนมาก
ว่าเกิดอะไรขนึ้ กบั ชีวิตของเราเน่ียะ เพราะไมเ่ คยคิดวา่ เหตกุ ารณน์ ีจ้ ะเกิด
ขึน้ กับผม แต่พอทบทวนดูคาขอรอ้ งของคุณแม่ ก็เลยตกลงใจว่า จะทา
ตามทคี่ ณุ แม่ขอ หลงั จากนนั้ ผมกห็ ายเป็นปกติครบั แต่อกี ไมน่ านเท่าไหร่
คุณแม่ก็ประสบอุบตั ิเหตเุ สียชีวิต ผมรูส้ ึกผิดตลอดเวลา น่ีเป็นเพราะผม
หรือเปล่าที่มีชีวิตรอดเลยตอ้ งเอาชีวิตคณุ แม่ไปแทน รูส้ ึกทกุ ขม์ าตลอด
ครบั ไม่ค่อยมีความสุขเลย คิดถึงคุณแม่มากๆ จากนั้นไม่นานก็มีงาน
ประจาปีศาลเจา้ อากง ศาลป่ ุนเถา้ กงอาเภอพนัสนิคม อาม่าพาผมไป
ธรรมะปัจจตั ตัง หน้า ๒๕
ร่วมงาน ไปไหวอ้ ย่ดู ีๆ ก็มีเหงื่อไหลออกมาจากมือทงั้ สองขา้ งของผม มนั
ไหลเหมือนมีนา้ ไหลออกมาเหน็ ชัดมาก ผมก็เลยบอกพี่ชายว่า “เฮียดูมือ
ผมสิ ทาไมมีนา้ อะไรไหลออกมา” แค่นนั้ เองผมก็ไม่รูส้ ึกตวั อีกเลยว่าผม
ทาอะไรไปม่งั จนอามา่ มาเล่าภายหลงั ว่า ผมกระโดดตวั ลอยแลว้ ไปหยิบ
ลกู ตมุ้ ตะปูมาเหวี่ยงใส่ตวั เอง แลว้ วิ่งไปน่งั บนเกา้ อีต้ ะปู กระแทกๆๆ ลง
ไปจนยกไม่ขึน้ แลว้ พูดว่า “เราดีใจมากวันนีเ้ ราไดร้ า่ งใหม่แลว้ เรารอเขา
มา 19 ปีแลว้ เราจะใชร้ ่างเขาสรา้ งบารมีช่วยเหลือเพื่อนมนษุ ย์ เราดีใจ
จริงๆ” แลว้ ผมก็รอ้ งไหไ้ ม่หยุดจนอาม่าและคนที่รว่ มงานอย่รู อ้ งตามกัน
หมด อากงมาทรงสกั พกั แลว้ กก็ ลบั ไป หลงั จากเหตกุ ารณน์ นั้ ผมรูส้ กึ ทกุ ข์
ทรมานมาก ไม่ไดย้ ินดีกับการเป็นร่างทรงเลย อายมากๆ ใครมาถามก็
รูส้ กึ ไมด่ เี ลย สขุ ภาพจิตเสยี มากๆแตก่ ท็ าอะไรไม่ได้ เพยี งตอ่ ตา้ นเป็นครงั้
คราวเทา่ นนั้ อะไรทเ่ี ขาใหท้ าก็จะไมท่ า อะไรทีเ่ ขาไม่ใหท้ าก็จะทา ชีวิตผม
รูส้ ึกไม่มีความสุขเลยครับ แค่ไดช้ ่วยเหลือใครก็ตามโดยไม่รับเงินเขา
เท่านนั้ ที่ผมรูส้ กึ ดี คิดว่าช่วยเหลือเขาไดผ้ มก็คงไดบ้ ญุ บา้ ง แต่ถา้ บางคน
ที่ช่วยไม่ไดก้ ็รูส้ กึ ไม่ค่อยดีเทา่ ไหรค่ รบั
ผมเป็นรา่ งทรงตงั้ แต่อายุ ๑๙ ปีจนถงึ ๕๔ ปีรวม ๓๕ ปีเต็มท่เี ป็น
ร่างทรง ถามตวั เองตลอดมาว่า “เรามีความสขุ จริงๆหรือยงั ” ผมตอบ
ตวั เองไดท้ ันทีเลยว่า “ยงั เลย” ในหน่ึงวันเมื่อเปรียบเทียบดูแลว้ เราทุกข์
เยอะกวา่ สขุ นะเน่ีย เราจะทาอย่างไรดจี ึงจะพบความสขุ จริงๆสกั ที คิดอยู่
นาน เคยอา่ นประวตั พิ ระอรยิ สงฆต์ า่ งๆ ท่านเทศนโ์ ปรดญาตโิ ยมไวว้ ่า ถา้
ธรรมะปัจจตั ตัง หน้า ๒๖
เราปฏิบตั ิวิปัสสนากรรมฐานจะทาใหไ้ ดพ้ บเจอวิธีดบั ทกุ ขท์ ี่ถาวร เราจะ
หมดทุกขไ์ ด้ พอมาเทียบกบั ชีวิตเรา ผมก็ปฏิบตั ิมาหลายท่ีหลายแห่งนะ
แต่ทาไมผมไม่เจอจุดนนั้ สกั ที เลยคิดอยากบวชและปฏิบตั ิจริงๆจังๆ สกั
ครงั้ ครบั
และเม่ือวันที่ ๒ เมษายน ๒๕๕๘ ผมก็ไดม้ าบวชในโครงการทวี่ ดั
บวรฯกับหลวงพ่อเยื้อนครับ จากนั้นชีวิตผมเปลี่ยนหมดเลยครับ
สมยั ก่อนตวั ตนสงู มาก มากจนคิดว่าตวั กู ของกู มีอานาจเหนือส่ิงต่างๆ
เราเก่ง เราเย่ียม เราทาไดท้ ุกอย่าง ดีกว่าคนอื่นแบบไม่เคยคิดมองเห็น
ตวั เองเลย ใชช้ วี ิตอยแู่ คก่ ิเลสบงการเท่านัน้ แต่พอมาปฏบิ ตั ริ ูจ้ กั ตวั เอง ดู
ตวั เอง จิตด่ิงถึงฐานจิตแลว้ ลบตวั ตนออก ตดั กิเลสทุกอย่างออกไปจาก
จิต แคน่ นั้ เองครบั ๒๔ ช่วั โมงใน ๑ วัน ผมไม่เคยพบพานความทุกข์
เลยครบั “แคไ่ มม่ ีตวั เรำ ทุกขม์ ันจะเกิดกบั เรำได้เช่นไร”...
จรงิ ไหมครับ สาธุ.....ปญฺญาชีโว (๑ ก.ย.๒๕๖๑)
.. .. .. ธรรมะพระไม่ใช่พระ คืออะไร.. .. ..
ในปัจจุบนั นีอ้ ยู่กันดว้ ยความประมาท คิดอยากจะม่ังมี ร่ารวย
แสวงหาความสขุ ทางกาย กินดอี ย่ดู ี มีเงินทองใชส้ อยอยตู่ ลอด หาความ
พอใจในตนเองไม่ไดส้ กั ที มีแต่กิเลสความตอ้ งการตามใจตนเอง มีแลว้ ก็
อยากมีมากขนึ้ อีก ตอ้ งการ ความสขุ ไมต่ อ้ งการทกุ ข์ พยายามหาเงินทอง
ให้ไดม้ ากๆ ไม่รูจ้ ักคาว่าพอดีพอประมาณ กินอาหารมากก็อึดอัด นอน
ธรรมะปัจจตั ตงั หน้า ๒๗
หลบั กไ็ มส่ บาย ดนิ้ รนกระสบั กระสา่ ยเดือดรอ้ นกระวนกระวาย ความสุข
ที่แท้จริงนั้นมันมีอยู่ตรงไหน ถ้าเราไม่ตั้งใจให้มันเกิดขึน้ ในจิตใจ
การเจริญสติใหเ้ ป็นบุญกศุ ลตง้ั ใจประกอบแต่กรรมดี ไม่เบียดเบียนผอู้ ่ืน
และตนเอง เปรียบเหมือนอยกู่ บั ความมืด เราตอ้ งการแสงสวา่ งเป็นเครื่อง
นาทาง รูจ้ กั ใหอ้ ภยั ทาน และเผื่อแผ่ต่อบคุ คลอื่น มองของทุกอย่างใน
โลกนี้ว่า มันไม่เที่ยง ไม่แน่นอน ใครทาบาปบาปย่อมให้ผล ใคร
ทาบุญกุศลบุญกุศลย่อมตามให้ผล ที่สาคัญเราต้องมีสติและจิตใจ
บริสุทธ์ิ มีเมตตา กรุณา มุทิตาและอุเบกขา เจริญภาวนาด้วยศีล
สมาธิ ปัญญา ตัดกามตัณหา (ความอยากในกาม) ภวตณั หา (ความ
อยากเป็ นอยากมี) วภิ วตัณหา (ความไม่อยากเป็ นไม่อยากมี) อนั นี้
แหละ “ความสุขที่แท้จริง” เดินทางสายกลางคือสงบ วางสุข วาง
ทุกข์ นิพพานคือความว่างเปล่า
สาธุ พระไม่ใช่พระ รูจ้ ักใช้ปัญญา พิจารณารูปนาม ให้เห็นตาม
ความเป็นจริงของสงั ขาร ไม่เท่ียงเป็นทกุ ข์ ไม่ใช่ตวั ตน ควรกาหนดรู้ รูก้ บั
อารมณต์ ่างๆ นนั้ ไม่ว่าอะไรมากระทบ เราควรกาหนดรูใ้ หช้ ัด ใหม้ ีสติ ให้
มีสัมปชัญญะ อย่าไปติดส่ิงภายนอกเพียงอย่างเดียว กล่นั กรองธรรม
เพื่อให้ใสสะอาดด้วยปัญญา สุดท้ายแลว้ ไม่มี จิตสงบเห็นความจริง
ธรรมะของพระพุทธเจา้ ปลดอวิชชา ความรกั ความโลภ ความโกรธ
ความหลง รูป รส กล่ิน เสียง และสมั ผัส ใหร้ ูว้ ่า เพราะร่างกายมันมีอยู่
จึงทาใหเ้ กิดทกุ ขเ์ กิดสุข กิเลสต้องรู้ทันมัน ความพอใจและไม่พอใจ
ในตวั เราต้องดูให้มากกิเลสตวั นี้ มันเกดิ เพราะตวั เรา ความคดิ ของ
ธรรมะปัจจตั ตัง หน้า ๒๘
เราอย่าได้ไปคดิ แทนบคุ คลอนื่ เมื่อเห็นพระธรรมแล้วเร่อื งกรรมดี
กรรมช่ัวให้เขารับรู้ด้ วยตนเอง อยู่กับความจริงในปั จจุบัน
แก้ปัญหาสาเร็จแล้วปล่อยวาง ทาให้สาเร็จตามทีต่ ั้งใจไว้ อย่าท้ิง
ปัญหาแล้วปล่อยวางให้ผู้อื่น เร่ิมต้นที่ใจของเราสุขทุกข์ ดับที่ใจ
ของเรา สาธุ พระไมใ่ ช่พระ รูอ้ ย่อู ย่างเดยี ว คอื ความจรงิ ในปัจจบุ นั
เพราะว่า มนั ไม่มี มนั ไม่มี มแี ลว้ ก็ไมม่ ี เพราะมนั ไมม่ ี จรงิ ไหมโยม...สาธุ
...สาธุ ..................................พระกฤษณ์ โกวิโท ๑ กรกฎาคม ๒๕๖๑
... ดบั ทใี่ จ ... ไม่มอี ะไรย่งิ ใหญ่เท่าใจตนเอง
ดบั ใจ ดบั กเิ ลสไดอ้ ยู่ทใี่ จ...ใจนนั้ สาคญั ทีส่ ดุ ....
ผลสดุ ทา้ ยใจไม่มีกิเลสทง้ั ปวง ใจไม่มี
มองเห็นไดด้ ว้ ยธรรมะ เพราะปญั ญาของตนเอง
.. .. .. เส้นทางสายธรรม .. .. ..
นอบน้อมกราบพระรัตนตรัย น้อมกราบพระอาจารย์กฤษณ์ เจ้าค่ะ
งานที่ทาอยู่ ทาให้เห็นความทุกข์ ความทรมาน ความเจ็บป่ วย
โรคภัยไข้เจ็บของคนจานวนมาก ที่หนักหนาสาหัส จากความทุกขท์ าง
กายของคนไขแ้ ลว้ ก็ยังมีความทุกขท์ างใจ .. ตรงนีส้ าคญั นัก กายที่มี
เวทนามากอย่แู ลว้ ถา้ มีใจท่ีเขม้ แข็ง กายก็จะไม่ทรุดหรือโทรมไปมากนกั
ธรรมะปัจจตั ตัง หน้า ๒๙
ยงั คงประคบั ประคองไปได้ สีหนา้ แววตายังสดใส แต่ถา้ กายก็ทุกขใ์ จก็
ทกุ ข์ ก็จะดทู รุดโทรมลงไปเสยี ทงั้ หมด
จากท่ีโยมไดส้ ัมผัสถึงความเป็นจริงตรงนี้ เหมือนเห็นสังขารที่
ปรากฏอยู่ตรงหน้า เป็นธาตุสี่ขันธ์ห้า ท่ีเกิดก็เป็นทุกข์ ดารงอยู่ก็
ทกุ ข์ เหลือแต่เมอื่ ถงึ เวลาตายจะถึงซ่งึ ความดบั ทกุ ขห์ รือไมเ่ ท่านนั้ เอง ...
การที่ตอ้ งพบเจอกับความจริงของโลก ของธรรมชาติอยู่ทุกวนั ๆ
เป็นเหตใุ หโ้ ยมเดินเขา้ ส่เู สน้ ทางสายธรรมของพระพทุ ธองค์ ทีโ่ ยมศรทั ธา
ลงถึงจิตถึงใจอย่างที่สดุ และเร่ิมศึกษาปฏิบตั ิตามหลกั ธรรมคาสอน ทา
ใหอ้ ยกู่ บั ทกุ ขโ์ ดยไม่ทกุ ข์ ทาความเขา้ ใจถงึ ความเป็นจริงของธรรมชาติ ที่
เกิดขนึ้ ตง้ั อยู่ และดบั ไป ความไม่มีตวั มตี นของสรรพสิ่ง...
ถอ้ ยคาทีโ่ ยมใหก้ าลงั ใจกบั คนไข้ ท่ีไดพ้ บเจอ หรอื ตอ้ งเวียนมาให้
การอนเุ คราะหก์ นั ก็คือ “ใจเราต้องเข้มแขง็ ตัง้ ม่ันกาหนดคาภาวนา..
พุทโธ ไว้เสมอๆ ร่างกายที่เจ็บป่ วยก็ให้หมอรักษาดูแลไป อย่าท้อ
...(กายนีม้ นั กแ็ ค่ธาตุส่ี ขนั ธ์ห้า สกั วนั ก็กลับคนื สู่ทีเ่ ดิม) ทีส่ าคัญคอื
ใจ ต้องเข้มแข็ง จิตจะได้ผ่องใส เป็ นบุญเป็ นกุศล” ถ้าคนไข้มีบุญ
กุศลเดิมก็จะต่อยอดของจิตเขา้ ส่ธู รรมของพระพทุ ธองคไ์ ดด้ ว้ ยตนเอง..
ปัจจตั ตงั ...ทกุ เหตปุ ัจจยั ทีเ่ กิดโยมจะนอ้ มเขา้ มาเพื่อพิจารณาธรรมเจา้
ค่ะ อันนีส้ ่งจิตออกนอก แต่โอปะนะยิโก เมื่อรู้เท่าทันจิตเจ้าค่ะ กราบ
หลวงตาดว้ ยจติ ทีศ่ รทั ธาในธรรมทา่ นเจา้ ค่ะ .......สญุ ญตา....อด๊ี ใหญ่
๕ กรกฎาคม ๒๕๖๒
ธรรมะปัจจัตตงั หน้า ๓๐
.. .. .. ธรรมะ..เกดิ แต่เหตุปัจจยั .. .. ..
นา้ ไหล...แต่นิง่ !!
กายนี้ ธาตสุ ่ีขนั ธห์ า้ มนั ไหลเชี่ยวกราด แต่เม่ือยอ้ นเขา้ ดใู จ กลบั
นิ่ง ไม่กระเพือ่ ม หว่นั ไหว ไปตาม จากนนั้ พจิ ารณาลงไตรลกั ษณค์ ่ะ
ธาตุดิน เจ็บทอ้ งดา้ นขวา ตามวั ๆ ปลายนิว้ ปลายเทา้ รอ้ นเจ็บๆ
หวั มึนๆ กม้ ลงจะเจ็บกระบอกตาเกิดขนึ้ ตงั้ อยู่ หายไป
ธาตนุ า้ ปัสสาวะบอ่ ย เหลอื งเขม้
ธาตุลม ลมหายใจผ่านจมูก รอ้ นผ่าวๆ ผ่านเขา้ ออก เกิด ตงั้ อยู่
ดบั ไป สลบั กนั ไปมา
ธาตไุ ฟ ในกาย บ่งบอกชดั เจน รอ้ น ผา่ วๆไปท่วั รา่ งกาย
พิจารณาธรรมพระอาจารยก์ ฤษณ์ ขึน้ มา ในใจ
...อะระหัง (พระนามพระพทุ ธเจา้ ) สนั ติ (ความสงบ ระงบั จากภายใน)
สขุ ขงั (ความสขุ จากความไม่มีตวั มตี น ไม่ยดึ ม่นั ถอื ม่นั )
เห็นอยู่ รบั รูไ้ ดอ้ ยู่ แต่ไมท่ กุ ขค์ ่ะ....กายใจ มนั สอนเจา้ ของอย่คู ่ะ
ป่วยอยกู่ ็โอปะนะยิโก นอ้ มธรรมะเขา้ หาตนค่ะ สุญญตา....อ๊ีดใหญ่
…………………………………………………………………….
สงฺขำรำ ปรมำ ทกุ ฺขำ. (สงั ขำรำ ปะระมำ ทุกขำ.)
สังขำร เป็ นทกุ ขอ์ ยำ่ งย่งิ
พทุ ธศาสนสภุ าษิต
ธรรมะปัจจตั ตงั หน้า ๓๑
.. .. .. ธรรมะรัว้ สีขาว .. .. ..
เรามีโอกาสไดเ้ ขา้ ไปพานักในรวั้ สีขาวแห่งหนงึ่ ที่คนส่วนมากมกั
มองวา่ เป็นที่ทจ่ี ะสามารถยงั ประโยชนต์ นไดใ้ นระดบั หนึ่ง และยงั พรอ้ มไป
ดว้ ยการสรา้ งทาน ศีล ภาวนา ไดพ้ อสมควรแกเ่ หตขุ องแตล่ ะคน แมข่ าวผู้
มีอายคุ นหนึง่ ทา่ นป่วยดว้ ยโรคมะเรง็ ตดั เตา้ นมไปขา้ งหน่งึ แลว้ หลงั จาก
รกั ษาจนหาย จึงเกิดแรงบนั ดาลใจขอใช้ชีวิตบน้ั ปลายตายท่ีวดั โดยทา
ประโยชนท์ ่านทากิจกรรมตดั แต่งตน้ ไม้ ขดุ ถอน ปลกู ยา้ ย ตามแต่ หลวง
พ่อจะบญั ชา ทงั้ ๆ ท่ีตนเองก็ไม่ไดม้ ีอาชีพทาสวนมาก่อนเลย เราจึงถาม
แมข่ าววา่ “ทาไมเลือกทางานนี”้ แมข่ าวตอบว่า “ไดอ้ ยคู่ นเดียวค่อยๆ ทา
ไปทลี ะเลก็ ละนอ้ ย เหน่อื ยก็พกั ไมม่ คี าส่งั ใดๆ จากหลวงพอ่ หรือคนอื่นมา
บ่งการใหท้ าเวลานีถ้ ึงเวลาไหน ไม่ตอ้ งเรง่ รีบแข่งกับเวลาและกิเลสของ
ใครๆ ไดอ้ ย่กู บั ตวั เอง มีอิสระพอสมควรและที่สาคญั ไดอ้ ย่กู ับธรรมชาติ
ท่านเล่าใหเ้ ราฟังว่า “ไม่ตอ้ งการคาชมใดๆ แต่ถา้ หลวงพ่อตอ้ งการให้
ทาอะไรใหบ้ อกมาไดเ้ ลย”..เราฟังแลว้ อดช่ืนใจไม่ไดเ้ ลย ท่านเล่าว่าท่ี
เลือกวัดนี้ก็เพราะพี่น้องบอกว่าใกล้บ้านจะมาเย่ียมเยียนได้สะดวก
เมื่อก่อนเมื่อมีโอกาสก็จะมาทาบุญวัดนี้ตามแต่โอกาสอานวย ไม่มี
ครอบครัว และไม่อยากอยู่ในเรือน..สาธุ คนที่เป็นมะเร็งที่สาคัญอย่า
เครียดเพราะอาจลุกลามเป็นขึน้ มาอีกก็ได้ เราจงึ มกั ชวนทา่ นสนทนาเมื่อ
มีโอกาส เป็นธรรมเล็กๆ สะกิดเตือนใจ บางครงั้ จงใจใหท้ ่านอารมณ์ดี..
ดว้ ยความคดิ เห็นของคนดอ้ ยปัญญาอย่างเราทพ่ี อจะหาเร่ืองหรือมุมมอง
ธรรมะปัจจตั ตงั หน้า ๓๒
กลบั ให้ท่านไดค้ ิด..พอเป็นธรรม เพ่ือยังจิตยังใจให้มีกาลงั ต่อสูก้ ับโรค
รา้ ยซง่ึ เป็นกรรมท่ีเรามองไม่เห็น เพราะทกุ อย่างในทางพทุ ธศาสนา ความ
บงั เอิญไม่มี มีแต่กรรมใหผ้ ล เหมือนสุนัขไล่เนือ้ ..ถา้ ทาบุญทากศุ ล ให้
ทาน รกั ษาศีลและรูจ้ กั ภาวนา เชอ่ื กฎแห่งกรรม สนุ ขั ก็คงไล่ตามไมท่ นั แต่
พอบญุ หมด ไม่ทาเพิ่มอย่างสม่าเสมอ..มีความเพลิดเพลินว่ากรรมจะยงั
ไม่ใหผ้ ล มคี วามประมาทในการใชช้ วี ติ ไม่ทาทาน ไมร่ กั ษาศลี ไมภ่ าวนา
...ไม่ทาประโยชนท์ ่าน สนุ ขั หรือกรรมท่ที าไวจ้ งึ ใหผ้ ลเรว็ ฉนั ใดกฉ็ นั นนั้ ..
ความเมตตาเป็นเครื่องคา้ จุนโลก หากทุกคนมองเห็นสรรพสตั ว์
และสรรพสิ่งเป็นด่งั เพื่อนเกิดแก่เจ็บตาย วนั หน่ึงเราก็ตอ้ งเจ็บอย่างเขา
หรืออาจมากกวา่ เขา วนั หนึ่งเราตอ้ งแก่และอาจทาอะไรๆไม่เจริญหเู จริญ
ใจ เป็นคนแกข่ บี้ น่ ทม่ี องตนไมอ่ อกคอยใหค้ นอนื่ มาเอาใจ ทาอะไรๆ กท็ า
แบบท่ีเคยทาเหมือนตอนอย่นู อกรวั้ ลืมไปว่าเขา้ มาในรวั้ สีขาวแลว้ ไม่ว่า
ใครหรอื แมแ้ ตส่ ตั ว์ ก็ยอ่ มตอ้ งการความเมตตาซึ่งกนั และกนั ทงั้ นนั้ เพราะ
วันหนึ่งเมื่อเราตายจากโลกนไี้ ปแลว้ อาจไปเกิดเป็นสตั วเ์ หล่านนั้ ก็ได้..จง
อย่าประมาทในกรรมท่ีอาจเกิดขึน้ ได้ ไม่ว่าคนๆนนั้ จะเป็นใคร ไม่ว่าสตั ว์
ตัวไหนๆ ลว้ นมีจิตวิญญาณเดียวกันแต่ต่างรูปเท่านั้น ความเมตตาไม่
ตอ้ งหาซอื้ ดว้ ยเงนิ ทอง หากเป็นคนพดู ไมเ่ ขา้ หคู น (และเขา้ หหู มาแมว) ก็
ขอแค่รอยยิม้ การทกั ทาย การแบ่งปันของกินของใช้ ลาภสกั การะที่มีคน
นามาทานเป็นการเฉพาะตน หากเรารูจ้ กั แบ่งปันไมต่ อ้ งมากแต่อย่าเลือก
ท่ีจะให.้ .จงใหก้ บั ทกุ ๆคนเท่าเทียมกัน อย่าใหแ้ ต่คนของตน พวกของตน
ธรรมะปัจจัตตงั หน้า ๓๓
หรือคนที่ตนชอบ คนเกลียดไม่หยิบยื่นใหห้ รือคนที่ไม่ใช่ก็อย่าหวงั จะได้
กนิ ไดใ้ ช้ คนแบบนเี้ ป็นหวั หนา้ คน เป็นผนู้ าคนหรือเป็นผใู้ หญ่ทคี่ นให้การ
นบั ถือนนั้ ไม่ไดเ้ ลยอย่างแน่นอน ใหเ้ อาใจเขามาใส่ใจเรา เอาใจเรามาใส่
ใจเขาให้มากๆ อยู่วัดไหนวัดนัน้ ก็ร่มเย็น อยู่รวั้ ไหนใครๆ ก็ไปหาเยี่ยม
เยียน ท่ีไหนเย็น นกหนูปูปีกก็บินไปหาอยู่หากินพึ่งร่มเงาท่ีแผ่ไปไม่มี
ประมาณ...ฉันใดกฉ็ ันนนั้
เกิดเป็นคนจงทาตนให้คนอ่ืนสัตวอ์ ่ืนพ่ึงพิงได้ อย่าทาตนเป็น
ภาระหรือตอ้ งพึ่งพาคนอื่นหรือทาใหค้ นอื่นอิดหนาระอาใจ..เพราะการ
กระทากรรมช่ัวของตนดว้ ย กาย วาจา ใจ...หรือเพราะหน้าท่ีของตนก็
ดี ถา้ หากทาจนเป็นปกติจนคนอ่ืนไมก่ ลา้ เตอื น ทาเป็นปกตจิ นเป็นนสิ ยั
และกลายเป็นสันดานไปในท่ีสุดแลว้ ก็ยากต่อการขัดเกลา ขุดลอกแต่
อย่างใด คนดีนั้น..คนอื่นตอ้ งเตือนได้ จงใหค้ นอื่นตดั สินว่าเราเป็นคน
เช่นใด..ใหด้ จู ากคนรอบขา้ งอย่ใู กลแ้ ลว้ อบอ่นุ อย่ใู กลแ้ ลว้ ร่มเย็น อยาก
สนทนาแลกเปล่ียนขอ้ คิดขอ้ ธรรม....จงทาตนเป็นกระบอกไมไ้ ผ่ท่ีขา้ งใน
กลวงนามาลนไฟและเอามาทาดา้ มไม้กวาดได้ แต่อย่าทาตนเหมือน
ตน้ ไมต้ ายยืน หาประโยชนไ์ ม่ได้
คนทีค่ วบคุม “อารมณ์” ได้คอื ผ้ชู นะ
แต่คนที่ “ใช้อารมณ์” กับผู้อน่ื ดเู หมอื นจะชนะ
แต่ทจี่ ริงแล้ว คณุ แพ้ตัง้ แต่เร่มิ ใช้..อารมณ์
(หลวงป่ มู ่ัน ภรู ทิ ัตโต)
ธรรมะปัจจัตตัง หน้า ๓๔
หากควบคุมได้ ก็ให้เห็น แลว้ ดาริลงไปที่ไตรลกั ษณท์ ุกครงั้ ไป น่ี
เป็นการเดินปัญญา ใชป้ ัญญาทกุ ๆครงั้ ท่ีมผี ัสสะมากระทบ หรือสิ่งใดผดุ
ขึน้ กลางใจเป็นความคิดปรุงแต่งที่เรียกว่าสังขาร...อย่าลืมท่ีจะสอน
ตนเองทุกครัง้ ว่า มันไม่เท่ียง..เป็นทุกข.์ .และบังคับไม่ได้ เพราะไม่ใช่
ตวั ตนบุคคลเราเขา..เหมอื นเราตอกหวั ตะปู ตอกยา้ จนมนั ไม่เหน็ หวั ตะปู
(คาถาหลวงตา รวั้ สขี าวเปรยี บไว)้
อย่ามัวน่ังเอาแต่ความสงบเลยมันจะติดสงบจนไม่อยากอยู่กับ
ใคร สุดทา้ ยหลงว่าตนดี ธรรมะอย่ทู ่ามกลางธรรมชาติและความสบั สน
วนุ่ วาย ของมนษุ ย์ สตั ว์ สถานท.่ี .และเขา้ มาก่อตวั ขนึ้ ที่จิตเราน่ีเอง..ทไ่ี หน
มีธรรมชาตทิ นี่ ่นั มธี รรม เปรยี บเหมือนการปรุงแต่งย่อมอย่ดู ว้ ยกนั กับการ
ไม่ปรุงแต่ง..ในเมื่อธรรมชาติมนุษยเ์ ต็มไปดว้ ยกิเลสหมื่นหา้ ตณั หารอ้ ย
แปด แลว้ เราจะหนไี ปไหนได้ ในเมอื่ เราเองก็เป็นมนษุ ยเ์ ช่นนนั้ เหมือนกนั
...จงกลบั มาทตี่ นเองศึกษาธรรมทก่ี ายใจตนเองเถดิ ..จึงไดช้ ื่อว่า..เป็นผไู้ ม่
ประมาท “จงรกั ษาจติ ใหข้ าวรอบ”..
ใครทาเราเจ็บ จงเกบ็ ไว้ เป็ นรายละเอยี ด
ใครทาเราเกลียด จงอย่าเฉียดเข้าไปใกล้
ใครทาเราแค้น จงตอบแทน ด้วยการให้อภยั ..
ใครทาเราร้องให้ จงปล่อยไป อโหสกิ รรม...
กรรมยตุ ธิ รรม และเทีย่ งตรงทีส่ ุด
ธรรมะปัจจตั ตงั หน้า ๓๕
อย่ารอ้ นใจไปใยแค่เขาจาบจวงล่วงเกนิ ใคร ดว้ ย กาย วาจา ใจ...
กรรมกบ็ นั ทึกไวแ้ ลว้ ในใจเขาผนู้ นั้ และจะใหผ้ ลเมื่อถึงเวลา จะชา้ หรือเร็ว
เท่านนั้ ที่สาคญั เราวางไดเ้ รว็ แค่ไหน รูเ้ ท่าทัน..สกั ว่า ไดบ้ ่อยเพียงใด
เมื่อเกดิ ผสั สะ แต่ส่วนมากมกั จะนากรรมของคนอ่ืนที่จวบจว้ งล่วงเกินเรา
เก็บมาคิด เก็บมาเล่าต่อๆ ไม่รูจ้ ักจบเรื่องเอาแกงหม้อเก่ามาอุ่นกิน ๆ
แลว้ ใครเป็นผรู้ บั กรรมอันใหม่นี้ พิจารณาใหด้ ี
ผ้ใู ดอย่ใู น “ พละ๕ ” ชอ่ื ว่าเป็ นคนดี
นอกเหนือออกไปจากพละ๕ นีช้ อ่ื ว่าเป็ นคนช่วั ทัง้ หมด
ข้อคดิ สาหรับนักภาวนาทหี่ วงั ความ “ไม่มี มี และกลับไม่มี”
พงึ พจิ ารณา...อย่เู นืองๆ จนชีวติ หาไม่
แม่ชีแหม่ม
“ ไม่มีการให้ใด ย่งิ ใหญ่กว่า การให้อภยั
ไม่มีส่ิงใดมีค่า ย่ิงกว่าการได้เหน็ พระธรรม ”
พระกฤษณ์ โกวิโท ๕ กค.๖๓
.. .. .. ธรรมะจดั สรร .. .. ..
“พวกเธอทัง้ หลาย จงเที่ยวจารึกไป เพื่อประโยชน์สุขแห่ง
มหาชน” เป็ นคาพูดของพระศาสดา นกั ปฏิบตั ิธรรมท่ีมาวดั หนองแก
เล็กสวุ รรณาราม มีพืน้ ฐานของการปฏิบตั ิและความรูใ้ นธรรมะ ตามภมู ิ
ปัญญาของตน มีความรูม้ ากน้อย แตกต่างกันไป สัมผัสได้เม่ือไดม้ า
สนทนาธรรมกัน ดวงตาบริสุทธิ์งดงาม ทั้งกิริยาและมารยาท มีความ
ธรรมะปัจจัตตงั หน้า ๓๖
เจริญในการศึกษาปฏิบตั ิ มีดวงตาเห็นธรรม ครูบาอาจารยแ์ ต่ละท่าน
อบรมมาดี ชีโ้ ทษ.. ทั้งยังมีความอดทน ความขยันหม่ันเพียรในการทา
ความเพียร รูจ้ กั รกั ษามิตร มีเพื่อนดี มีความเห็นชอบ มีความคิดชอบ มี
การงานชอบ และความต้ังใจม่ันชอบ ตรงใจกันรักษามิตร บุคคลที่จะ
บรรลุธรรม หลุดพ้นได้ ต้องเกิดความเบื่อหน่าย ความคลาย
กาหนัด ความดับ และความไม่ยึดม่ัน ในรูป รส กล่ิน เสียง มีปัญญา
วิมุตติ ส่ิงที่ไม่เที่ยง ส่ิงนั้นเป็ นทุกข์ ส่ิงใดที่เป็ นทุกข์ ส่ิงนั้นเป็ น
อนัตตา น่ันไม่ใช่ของเรา น่ันไม่ใช่เป็ นเรา น่ันไม่ใช่ตวั ของเรา ตอ้ งรู้
ดว้ ยปัญญาโดยชอบ ตรงตามท่ีเป็นจริงนนั้ ๆ จิตของเราท่ีหลดุ พน้ จากอา
สวะ เพราะไม่มีอุปทาน ความหว่ันไหวของกาย พิจารณาอยู่รอบ
ความสุขและความทุกขม์ ันเป็นของไม่เท่ียง ดับตัณหาได้น่ันคือสุขที่
แท้จริง เพราะไม่มีการเกิดและดับ เมื่อเห็นไตรลกั ษณ์ หลดุ พน้ ไม่มี
ยึดม่นั ถอื ม่นั เพราะจติ หลดุ พน้ แลว้ จิตจงึ ดารงอยู่ จิตไม่หวาดสะดงุ้ ย่อม
เขา้ ส่ทู างนิพพาน นกั ปฏิบตั ิธรรมส่วนมาก ตดิ อย่ใู นสมาธิความว่างเปล่า
ความสงสยั ความรู้ ตวั รู้ ไม่รูจ้ กั ปล่อยวาง ฉะนนั้ จงเป็นผไู้ ม่ประมาท มี
สติ มีศีล รกั ษาซ่ึงจิตของตน มีความคิดชอบ มีความดาริชอบ มีสติชอบ
ไม่แกว่งไปแกว่งมา จิตเป็นสมาธิ จิตมีอารมณอ์ ันเดียว ดบั จากกิเลสทั้ง
ปวง ปรินพิ พานอยใู่ นปัจจบุ นั ความเบอ่ื หน่ายในสขุ และทกุ ข์ ความคลาย
กาหนัด ความดบั จากตณั หา เกิด แก่ ชรา มรณะ ก็ไม่มี (ดบั ชาติ ภพ
อุ ป ท า น ตั ณ ห า ) ขั น ธ์ ทั้ ง ๕ ก็ ดั บ รู ป - น า ม ก็ ไ ม่ มี อี ก ต่ อ ไ ป
ธรรมะปัจจัตตงั หน้า ๓๗
สาธุ พระไม่ใช่พระ เห็นธรรมจากสามอ๊ีดและแม่ชีแหม่ม ธรรมะจดั สรร...
เพราะเราไมม่ ี เราจงึ มี เพราะเรามี มนั จึงไม่มี จรงิ ไหมโยม
พระกฤษณ์ โกวิโท ๒๙ พ.ค. ๖๒
.. .. .. ธรรรมะทยี่ ังไม่ตัง้ ม่นั (ในใจ) .. .. ..
ผู้เขียนได้มาวัดหนองแกเล็กฯครั้งแรกเม่ือปี ที่แล้วก่อนวัน
เขา้ พรรษาไมน่ าน โดยคาชกั ชวนของกัลยาณมติ รซึ่งมาวดั แลว้ หลายครงั้
เม่ือมาถึงก็ประทบั ใจในสถานทที่ ี่มคี วามเงียบสงบ เป็นธรรมชาติอยมู่ าก
วันแรกที่มาจาไดว้ ่าพระอาจารยก์ ฤษณ์ โกวิโทไดเ้ มตตาแสดงธรรมให้
คณะโยมท่มี าฟังเป็นเวลาหลายช่วั โมงส่วนใหญ่เก่ียวกับ “อนตั ตา” แบบ
ง่ายๆแต่ลึกซึง้ ก่อนกลับท่านได้เมตตาให้หนังสือธรรมะปัจจัตตังแก่
ผเู้ ขยี นและกาชบั ใหเ้ ขียนบทความมาลงในหนงั สือดว้ ย เมอ่ื ไดอ้ า่ นพบว่า
บทความสนั้ ๆ หรือบทกลอนลว้ นมขี อ้ คิดอนั เป็นประโยชนแ์ ฝงอยู่ ผเู้ ขียน
ไดส้ มั ผสั ถงึ ความตงั้ ใจของเจา้ ของบทความหรือบทกลอน จงึ ไดล้ องเขียน
บทความดบู า้ ง แต่ก็เขียนไดเ้ พยี งนิดหน่อยและรูส้ กึ ว่ายงั ไม่พอใจในสิง่ ที่
เขียนเท่าไร หลงั จากนนั้ ไดม้ ีโอกาสมาปฏิบตั ิท่ีวดั หนองแกเล็กฯ อีกสอง
ครงั้ ครงั้ ละสามวนั ในช่วงวนั เขา้ พรรษา นกึ วา่ จะมาเขียนบทความที่วดั ก็
ไม่ไดเ้ ขียน พระอาจารยก์ ฤษณเ์ ลยถามว่าเมื่อไหร่จะเขียน ก็กราบเรียน
ท่านว่า ไม่รูว้ ่าจะเขียนอะไรดี นอกจากนีย้ ังเรียนท่านว่า ตวั เองควรตงั้ ใจ
ธรรมะปัจจตั ตัง หน้า ๓๘
ปฏิบัติข้อวัตรให้สม่าเสมอ แต่ก็ยังทาไม่สาเร็จ และอยากแก้ไขพระ
อาจารยจ์ ึงแนะนาว่าใหล้ องเขียนเร่อื ง “ธรรรมะทีย่ งั ไมต่ งั้ ม่นั ” ถา้ เขยี นได้
กจ็ ะเป็นการพฒั นาความตง้ั ม่นั ของจติ ใจ
หลงั จากนนั้ มผี ตู้ ดิ ต่อใหผ้ เู้ ขยี นช่วยทางานวิชาการในเรื่องท่ีสนใจ
และมีประสบการณม์ าก่อน จงึ ไดร้ บั งานมาทาเป็นโครงการประมาณหน่ึง
ปี ทาใหม้ ีภาระมากขึน้ (ผเู้ ขียนไดล้ าออกจากงานประจาประมาณสองปี
ก่อนหนา้ แลว้ ) ใจก็รูว้ ่ารบั ปากพระอาจารยเ์ รือ่ งบทความ แต่ไม่ไดล้ งมอื
เขียนซักที อย่างไรก็ตามก็ไดม้ าร่วมงานฝังลูกนิมิตท่ีวัดหนองแกเล็กฯ
(ปลายปี ๖๒) ซึ่งประทับใจในความเรียบง่ายของการจัดงาน รวมถึง
ความรว่ มมือรว่ มใจของทงั้ คณะสงฆ์ แม่ชีและฆราวาสและขออนโุ มทนา
บญุ กบั เจา้ ภาพท่ีสรา้ งโบสถโ์ ดยไมไ่ ดห้ วงั ช่อื เสียงเกียรตยิ ศใดๆ
หลงั จากสถานการณก์ ารระบาดของโรคโควดิ (ปี ๖๓) บรรเทาลง
ผเู้ ขยี นก็ไดม้ ีโอกาสมาวดั หนองแกเล็กฯ ในช่วงก่อนเขา้ พรรษาไม่นาน วนั
นนั้ ไดน้ าเอาตน้ ไมม้ าถวายซ่ึงส่วนหนึ่งเป็นตน้ ไมท้ เี่ พาะแยกเองจากสวน
ในบา้ น ผู้เขียนไดก้ ราบเรียนพระอาจารย์กฤษณ์ว่ามาครงั้ หน้าจะเอา
ตน้ ไมไ้ ปถวายอีกเพ่ือท่ีจะไดป้ ลกู ในช่วงฤดูฝนท่านก็ถามเร่ืองบทความ
อีก ผเู้ ขียนจงึ ตงั้ ใจไวว้ า่ มาวดั คราวหนา้ จะตอ้ งนาบทความมาดว้ ย ถา้ ยงั
เขยี นไมเ่ สรจ็ กจ็ ะยงั ไม่มา
หลังจากนั้นผู้เขียนก็ทางานวิชาการแบบสบาย ๆ ไม่เร่งรีบไป
เรื่อยๆ งานนมี้ ีกาหนดว่าตอ้ งเสรจ็ สมบูรณภ์ ายในตน้ เดือนกนั ยายนที่เพ่ิง
ธรรมะปัจจตั ตงั หน้า ๓๙
ผ่านมา เน่ืองจากขอ้ มูลท่ีตอ้ งรวบรวมและวิเคราะหม์ ีมาก ช่วงก่อนส่ง
รายงานจึงย่งุ มากตอ้ งทางานถึงดึกๆประมาณเท่ียงคืนติดต่อกนั หลายๆ
วัน ผูเ้ ขียนรูต้ ัวว่ามีนิสยั ชอบทางานใปเรื่อยๆ พอใกลส้ ่งแลว้ โหมทาซ่ึง
เป็นนิสยั ที่ไม่ดีเและทาใหเ้ สียสขุ ภาพดว้ ย พอส่งงานเรียบรอ้ ยก็เร่ิมเขียน
บทความเรื่องนีไ้ ดส้ ่ีหา้ บรรทัด นึกต่อไม่ออกก็พักก่อน รอแรงบนั ดาลใจ
เพราะยังพอมีเวลา คราวนีเ้ มื่อสองวันก่อนผู้เขียนไดร้ ับการติดต่อให้
ทางานอีกชิน้ หนึ่งซึ่งจะตอ้ งเร่ิมทาในอีกวันสองวันข้างหนา้ และเป็นงาน
เร่งด่วนกาหนดเสร็จภาย ในสามสัปดาหซ์ ึ่งจะพ้นหน้าฝนหรือวันออก
พรรษาแลว้ พอรบั ปากเร่ืองงานใหม่แลว้ ก็คิดว่ามีเวลาวนั สองวนั คงเขียน
บทความแล้วมาวัดไม่ทัน งานเสร็จค่อยมาวัดก็ได้ แต่คิดไปคิดมาก็
เปล่ียนใจ เพราะต้ังใจว่าจะเอาต้นไม้มาถวายวัดในช่วงฤดูฝนส่วน
บทความก็เร่ิมเขียนมาตง้ั แตก่ ่อนเขา้ พรรษาปีท่ีแลว้ เขียนยงั ไม่เสร็จสกั ที
ดงั นนั้ ลุยเขียนใหเ้ สรจ็ เลยในคืนนีด้ ีกว่าจะไดม้ าวัดในวันรุ่งขึน้ แลว้ ค่อย
เร่ิมลยุ งานใหม่ที่น่าจะส่งมาถึงพอดีตอนกลบั มาจากวดั หากบทความนี้
ไม่ไดเ้ รื่องไดร้ าวเท่าที่ควร ก็หวังว่าผู้อ่านคงใหอ้ ภัย เพราะเขียนอย่าง
เรง่ ดว่ นและยงั เป็นมอื ใหมห่ ดั เขยี นในหนงั สือธรรมะปัจจตั ตงั
ทงั้ หมดท่เี ลา่ ขา้ งตน้ คือท่มี าของบทความนี้ ผเู้ ขยี นมานกึ ดวู ่างาน
ในโลกมีกาหนดว่าใหเ้ สร็จเม่ือใด ปกติแลว้ เราก็สามารถมาลุยใกล้ ๆ ให้
เสร็จตรงเวลา ถึงแมจ้ ะเหน่ือยและเสียสุขภาพบา้ ง แต่การปฏิบตั ิธรรม
เช่น การละกิเลสเครื่องโลเล การใหท้ าน การถือศีล การภาวนา ซึ่งเป็น
ธรรมะปัจจัตตัง หน้า ๔๐
เรื่องที่สาคัญกว่า แต่ไม่มีกาหนดแน่นอนว่าจะตอ้ งเร่ิมทาเม่ือไร เสร็จ
เมื่อไร ดังนัน้ บางคนเช่นผู้เขียนก็เลยผลดั เวลาทาไปเร่ือยๆแต่ชีวิตเป็น
ของไม่เที่ยง หากผลดั วนั ประกนั พรุ่งไปเรื่อยๆ อาจตายก่อน ไม่ไดท้ าใน
สิ่งดี ๆ ท่ีตง้ั ใจไว้ ดงั นนั้ จึงเวียนว่ายตายเกิดในวฏั สงสารหาทางพน้ ทกุ ข์
ไม่ไดส้ กั ที เสียดายโอกาสที่ไดเ้ กิดมาเป็นมนุษย์ ไดพ้ บพระพุทธศาสนา
ในชาตินี้ มีครูบาอาจารยค์ อยแนะนาส่งั สอน...ตรงกันขา้ ม หากผใู้ ดเอา
จรงิ เอาจงั มีจติ ใจที่ตงั้ ม่นั วฏั สงสารสาหรบั ผนู้ นั้ ก็จะสน้ั ลงเรื่อย ๆ จนพน้
ทุกขไ์ ดใ้ นวนั ใดวันหน่ึง ชาติใดชาติหน่ึง ผู้เขียนกราบขอบพระคุณพระ
อาจารยก์ ฤษณท์ ใ่ี หโ้ อกาสไดท้ บทวนเพอ่ื ปรบั ปรุงอปุ นสิ ยั อนั เป็นอปุ สรรค
ในการดาเนินชีวิตทางโลกและทางธรรมของตวั เอง ซึ่งต่อจากนีก้ ็ยังตอ้ ง
พยายามขดั เกลาจิตใจไปเรอ่ื ย ๆ เพ่ือใหธ้ รรมตง้ั ม่นั ในใจใหไ้ ด้
ป.ล. เน่ืองจากช่อื เอ๋ ของผเู้ ขียนเป็นชื่อทไี่ ดร้ บั ความนิยมมากใน
ยุคหน่ึงซึ่งคนยคุ นนั้ ปัจจบุ นั เป็นวยั ทีน่ ิยมเขา้ วดั เพ่ือป้องกันความสบั สน
กับโยมเอ๋อ่ืนๆ พระอาจารยก์ ฤษณ์จึงต้งั นามปากกาข้างล่างใหผ้ ูเ้ ขียน
ด้วย เน่ืองว่าวันนี้ได้ทาภารกิจเป็นผู้ช่วยเอาตน้ ไม้ลงปลูกได้สาเร็จ
..... โยมเอ๋ (คนสวน) .....
วิริเยน ทุกฺขมจฺเจ.
(วิรเิ ยนะ ทกุ ขะมะเจต.ิ )
คนล่วงทุกขไ์ ด้เพราะความเพยี ร
ธรรมะปัจจตั ตัง หน้า ๔๑
.. .. .. ธรรมะใจสว่าง .. .. ..
ทาไมพระพทุ ธเจา้ ผเู้ ป็นเลิศที่สุด จึงทาไดแ้ ค่เป็นเพียงผบู้ อกทาง
ก็ใครเล่าที่เป็นผถู้ ือ ผยู้ ึด ผแู้ บก ก็ผใู้ ดที่รูแ้ ลว้ ว่าเหตคุ ือยึดถือ ไม่ปล่อย
วาง เหตอุ นั เกิดจากการยึดถือในตวั ตนว่าเป็นเรา ก็ตณั หาทงั้ มวลก็ลว้ น
มาเพื่อตัวตนว่าเราทั้งสิน้ ก็น่ันล่ะ ต้นเหตุแห่งความยึดถือ และทาส่ิง
ตา่ งๆเพื่อตน เมือ่ ไมร่ ูป้ ัญญาธรรมยงั ไมพ่ อจกั พิจารณาเหน็ ไดด้ ว้ ยตนเอง
จึงเหมือนคนตาบอด ไม่รูว้ ่าตนยึดถือ และหากเม่ือรูแ้ ลว้ ..จะวางล่ะ..ก็
ใครล่ะจะเป็นผวู้ างมันลงได้ ก็ตวั เจา้ ของเองน่นั แหละ ท่านเท่านนั้ แหละ
เพราะท่านเป็นผยู้ ึดถือ แต่ที่ว่านีก้ ็ไม่ใช่ง่าย เพราะไม่ใช่เราท่ีจะวาง จิต
ต่างหากที่เป็นผู้ท่ีจักปล่อยวาง ส่ิงที่เราจักทาได้คือสอนจิต สร้างเหตุ
ปัจจยั เออื้ ใหจ้ ิตนี้ คลายความยดึ ความถือว่ากายนีใ้ จนเี้ ป็นของเรา
แลว้ อุบายใดท่ีจักช่วยได้ ก็อุบายใดเล่าท่ีทาใหจ้ ิตเห็นความเป็น
จริง ว่ามันมีแต่ทุกข์เท่านั้น หากมันเห็นโทษ เห็นภัยในสิ่งต่างๆ ใน
วัฏสงสาร...มันจะไม่วางไดล้ งอย่างไร...ถ้ามันเห็นโทษเห็นภัย..มันก็
”พอ”..มนั ไมเ่ อาแลว้ ..
บนใบเลื่อยที่หมุนอยู่ตลอดเวลา ตัวท่านนอนไหลบนสายพาน
กาลงั ว่ิงเขา้ ไปหา ท่านจะยงั ยินดีอย่ไู หม โทษและภัยนนั้ ล่ะคือเหตใุ หเ้ รา
ยอมปลอ่ ย ใหเ้ ราไม่ยินดี ในวฏั สงสารนี้ ใครจกั มีอบุ ายดอี ยา่ งไร บอกให้
คนผถู้ ือแบกอยู่ ไม่รูว้ ่าตนแบกอยู่ ก็ว่าไม่ไดแ้ บกอยู่ เมือ่ รูก้ ไ็ ม่วางลงง่ายๆ
ธรรมะปัจจัตตัง หน้า ๔๒
เห็นภัย เห็นโทษ รูต้ ามความจริงเท่านนั้ แหละ ว่าโง่แบกทุกข์มาทาไม
ตงั้ นาน เทา่ นนั้ แหละเป็นใครกว็ าง
สอนจิตใหเ้ ห็นโทษน่นั ล่ะ เห็นทกุ ขน์ ่นั ล่ะ อริยสจั น่นั ล่ะ คือทาง..
พระพทุ ธเจา้ ทกุ พระองคต์ รสั รูอ้ รยิ สจั แลว้ ทา่ นละ่ ..เหน็ ทกุ ขก์ นั พอหรือยัง
ถ้ายังไม่อยากพ้นทุกขจ์ ริงๆ ยังยินดี อาลัยอาวรณ์ ไม่เดินออกจากข้าง
ทางขึน้ มาส่ทู างแลว้ ก็..แสดงว่ายงั ไม่พอ ก็อย่าลืมแลว้ กนั นะ ว่าชีวิตนนั้
ไมแ่ น่นอน..แต่ “ความตาย” จกั มาถึงท่านแน่นอน ..สาธๆุ
พระกฤษณ์ โกวิโท ๒๕ มิย. ๖๓
.........................................................................................................
“ อัชเชวะ กจิ จะมาตปั ปัง โก ชญั ญา มะระณัง สุเว ”
ความเพียรเป็ นกจิ ทตี่ ้องทาวนั นี้ ใครจะรู้ความตายแม้พรุ่งนี้
.. .. .. ธรรมะเตรยี มตวั ก่อนตาย...ตัวตนไม่ใช่ของตน .. .. ..
ทกุ ส่ิงทกุ อย่างในโลกนีม้ ันเป็นแค่สมมตุ ิ ความจริงคือตวั ของเรา
เอง ตายไปก็เอาอะไรไปไม่ไดแ้ มก้ ระท่งั ร่างกายและทรพั ยส์ มบตั ิ ขา้ ทาส
บริวาร เราเป็นเจา้ ของแต่ภายนอก หลงตนเองว่ามีบุญมีวาสนา เชื่อแต่
คาสรรเสริญเยินยอ บา้ ยศ บา้ ตาแหนง่ บา้ อานาจ เลยมองขา้ มความจริง
แทไ้ ป เปรยี บเหมือนคนหหู นวก ตาบอด คนเป็นใบ้ มีความอยากรู้ อยาก
เห็น อยากได้ อยากทา อยากพดู สงั ขารร่างกายภายนอกไม่ไหวแลว้ แต่
จิตใจยังมีความอยากอยู่ เลยตอ้ งทนทุกข์ เราจะบังคับไม่ไดเ้ ลยเรื่อง
ความแก่ ความเจ็บไข้ ความตาย เนือ้ หนังเหี่ยวแหง้ ฟันโยกคลอน ตามวั
ความเจ็บปวดเหล่านั้นเราจะไปบังคับมันก็มิได้ จะให้มันเป็นไปตาม
ธรรมะปัจจัตตงั หน้า ๔๓
ความตอ้ งการ ว่าอย่าปวด อย่าเห่ียว รา่ งกายเรานีเ้ วลาเจ็บป่วยไขม้ ันก็
เป็นไปตามธรรมชาติของมัน ร่างกายและอวัยวะของเรามันก็ทาตาม
หนา้ ท่ีของมนั เมื่อถึงเวลาตาย เราก็หมดอานาจที่จะบงั คบั บญั ชามนั ตวั
เราไดแ้ ตท่ าใจ
...อย่าทกุ ข์ อย่าร้อนใจเลย ร่างกายเรานีม้ แี ต่ของไม่เทีย่ ง...
สรีระร่างกายเป็นไปตามเหตุ ปลงธุระเสีย ทาใจไม่ยึดติด ไม่ใช่ตัวตน
ไม่ใช่ของของตน รูปและนามนีเ้ ป็นอนตั ตา ความอาพาธ ความเจ็บปวด
และทุกขเวทนาก็จักหายไปจากสรีระร่างกาย ทาจิตใจให้ปลงกับรูป
รา่ งกายของตน
...มนั ไม่มี มนั ไม่เทีย่ ง มนั ไม่ใช่ของตน...
พิจารณาอย่อู ยา่ งนกี้ จ็ กั หายเจบ็ ปวดโดยรวดเรว็ ไม่กลวั ความตาย ความ
เจบ็ ปวดเกิดขึน้ มาใหเ้ ราพิจารณาดใู หล้ ะเอยี ดว่าเกิดมาเพอื่ เป็นทกุ ข์ เกดิ
มาเจ็บ เกิดมาใช้ เกิดมาป่วยไข้ เกิดมาแก่ เกิดมาตาย เกิดมาพลดั พราก
จากกนั เกิดมานนั้ หาความสขุ มิได้ ความสขุ มนี อ้ ยนกั นอ้ ยกว่าความทกุ ข์
เหลือประมาณ นอนหลบั คิดว่าสขุ พิจารณาดใู หล้ ะเอียด จริงๆ แลว้ เป็น
ทกุ ขข์ นดั
พระพุทธองค์ท่านให้เจริญอสุภกัมมัฏฐาน เอาอสุภะในตัว
เราเป็ นอารมณ์ของกัมมัฏฐานพิจารณาดูด้วยปัญญา ว่าร่างกาย
ของตนมีแต่ของเน่าเหม็น น่าเกลียด เปื่ อยเน่าผุพังไป จักเป็ น
อาหารให้กับตัวหนอน ความสวยงามในตัวเราไม่มี ลมหายใจเข้า
ลมหายใจออกซึ่งเป็ นเจ้าของชีวิตก็เป็ นอนัตตา ไม่ใช่ตัวไม่ใช่
ธรรมะปัจจตั ตงั หน้า ๔๔
ของๆตน เขาอยากอย่เู ขาก็อยู่ เขาอยากดบั เขาก็ดบั เราจะไปบงั คบั ให้
เป็นไปตามความปรารถนามิได้ ถ้าขาดลมหายใจเข้าออกแลว้ ความ
สวยงามในตน และความสวยงามภายนอก คอื บตุ ร ภรรยา และขา้ วของ
เงินทอง เครื่องอปุ โภคบรโิ ภคทงั้ ปวง ก็ย่อมหายไป ตอ้ งอยู่คนเดียวในป่ า
ชา้ ตวั กิเลสตณั หานามาซึ่งความทกุ ข์ ไม่ควรหลงตน หลงวตั ถุ ทรพั ยส์ นิ
ทั้งปวง ห้ามใจให้ห่างจากกองกิเลสได้ ก็จะพบกับความสุขที่แทจ้ ริงทงั้
ชาตนิ แี้ ละชาตหิ นา้ พระพทุ ธองคท์ ่านส่งั สอนไวว้ ่า เมื่อรูแ้ ลว้ ว่าสิ่งใดเป็น
โทษใหล้ ะเสยี มใิ ชต่ ง้ั ไวเ้ พอ่ื ฟังเล่น พดู เล่น อา่ นเล่น เปรียบเหมือนบุคคล
ผูต้ กเขา้ ไปอยู่ในกองเพลิง เม่ือรูว้ ่าเป็นกองเพลิงก็รีบหนีออกจึงจะพ้น
ความรอ้ น รูว้ ่าตวั ตกอย่ใู นกองเพลิงแต่มิไดพ้ ยายามที่จะหลีกหนี ความ
รอ้ นก็จะเผาไหมต้ นเอง การทาบุญให้ทาน สร้างกุศลมากมายเท่าใด
ก็จักได้ เสวยสุขในมนุษยโลกและเทวโลก ไม่อาจจะไปถึงซ่ึง
นิพพานได้เลยถ้าเราไม่ได้ประพฤตปิ ฏิบัตติ นเพอ่ื ระงบั กิเลสตัณหา
เราต้องเร่ิมทีต่ ัวเราก่อน เพราะรากเหง้าของกิเลสมันฝังลึกอยู่ที่ตัว
เรา ถ้าเราดับตัวกิเลสไม่ได้ก็ไม่ถึงนิพพาน หม่ันเจริญ ศีล สมาธิ
ปัญญา ทาให้รู้แจ้งว่าตวั ตนของเรามันไม่เทีย่ ง ตัวตนไม่ใช่ของตน
ทุกส่ิงทุกอย่างคือความว่างเปล่า ดับใจก่อน ใครจะมาช่วยเราดับ
ได้ ถ้าเราไม่ทาให้มันดบั ด้วยตวั ของเราเอง...จรงิ ไหมโยม...
สำธุ...พระไมใ่ ชพ่ ระ ธันวำคม ๖๐
“ผ้ใู ดเหน็ ธรรม ผ้นู ั้นเหน็ เรา”
ธรรมะปัจจตั ตัง หน้า ๔๕
.. .. .. ธรรมะความไม่ประมาท .. .. ..
ผู้มี ปั ญ ญ า ไ ม่ เ กี ย จ ค ร้า น จ ะ ปร ะ พ ฤ ติต น อ ยู่ ใน ศีล ธ ร รม ค อย
ระมัดระวังตนเองอย่ตู ลอด การพูดจา กิริยา ท่าทาง กิน นอน น่งั ยืน จะ
มองโลกในแง่ดี ไม่เบียดเบียนผูอ้ ื่น มีเมตตากรุณาต่อเพ่ือนมนุษยแ์ ละ
สัตว์ จิตใจงดงาม ชอบช่วยเหลือสังคม เป็นคนมีเหตุผล คิดดีทาดี
ตลอดเวลา รกั ความยุตธิ รรม ญาติโยมท่ีมาหา พระไม่ใช่พระ ลว้ นเป็น
บุคคลท่ีมีความรู้สูง จบการศึกษาที่ดี อาชีพการงานดี เป็นพยาบาล
ทนาย แพทย์ วศิ วกร ทหาร ตารวจ ขา้ ราชการ พลเรือน อบต. เจา้ หนา้ ท่ี
บริษทั ระดบั ผบู้ รหิ าร เจา้ ของบรษิ ัท เซลลแ์ มน ลว้ นแลว้ ผา่ นประสบการณ์
ชีวิต มองเห็นทุกข์ มองเห็นสุข มีความเบ่ือในการเกิดมาเป็นมนุษย์
ตอ้ งการแสวงหาความหลดุ พน้ ไม่อยากกลบั มาเกดิ อกี บางรายปฏิบตั ิมา
กอ่ นตงั้ แตเ่ ด็ก พ่อแมญ่ าตพิ ีน่ อ้ งพาไปทาบญุ ที่วดั ปฏิบตั ธิ รรมน่งั ภาวนา
จะมีใครสกั ก่ีคนที่จะเขา้ ใจ หลกั ธรรมคาส่งั สอนขององคพ์ ระสมั มาสัม-
พทุ ธเจา้ จริง สาธุ พระไม่ใชพ่ ระมองเห็นญาตโิ ยมที่เขา้ มาวดั ลว้ นอยากรู้
อยากสาเร็จนิพพาน (บา้ งก็ตอ้ งการความสุขทางโลก ทรัพยส์ มบัติ ยศ
สรรเสริญ ความม่นั คงทางโลก) พระพทุ ธองคท์ า่ นสอน ความเป็นอนิจจัง
ทุกขัง อนัตตา ความไม่มี ความเปลี่ยนแปลง ทุกอย่างเป็นของไม่เท่ียง
เป็นทกุ ข์ ไม่มีตวั ตน แต่เราคิดอยากได้ อยากสาเร็จ ก่อนไดล้ งมือปฏิบตั ิ
ประพฤติตน ก็เป็นทุกขแ์ ลว้ เพราะความอยากไดอ้ ยากเป็น บางท่าน
ศึกษาธรรมะมามากจากหลายสานัก หลายอาจารยเ์ ป็นพหูสูตซะเอง
ธรรมะปัจจตั ตัง หน้า ๔๖
เพราะความหลงภมู ิธรรมที่ตนไดป้ ฏิบตั ิมาผิดๆ คิดว่าดบั ไดท้ ุกอย่าง รูป
รส กลิ่น เสียง สมั ผสั ธาตทุ งั้ สี่ ดนิ นา้ ลม ไฟ ในรา่ งกาย
ผลสุดท้ายตายตอนจบ มารู้ว่ายังตัดกิเลสได้ไม่หมดจริงๆ
เพราะยังมีความอยากอยู่ ก็แก้ไขไม่ทัน เพราะมารู้ตัวเอาก่อนตาย
ก่อนที่ร่างกายจะหมดลมหายใจ สาธุ พระไม่ใช่พระ เตือนสติ
ตนเองตลอดเวลาปัจจุบัน มันไม่มี มันไม่มี ทุกอย่างเกิดขึน้ ตั้งอยู่
เส่ือม และก็ดับไป มันไม่มีตัวไม่มีตน เพราะมันไม่มี ธรรมธาตุนัน้
ย่อมมีอย่แู ล้วน่ันเอง ความตงั้ อยู่นั้นเป็ นธรรม ความเป็ นกฎตายตวั
สังขารทงั้ หลายนั้นมันไม่เทีย่ งมันเป็ นทุกข์ มันไม่มตี วั ตน นกั ปฏิบตั ิ
ธรรมมักมองขา้ มกฎตายตวั ของธรรมชาติที่อยู่รอบตวั ธรรมชาติมีเกิดก็
ตอ้ งมดี บั ของสองส่งิ อยคู่ ่กู นั เราเปลี่ยนแปลงมนั ไม่ได้ เราไดพ้ จิ ารณาใน
จิตใจของเราดว้ ยปัญญา ตน้ ไม้ สัตว์ มีนิสัยคลา้ ยคน มีความอยากใน
กาม มีการขยายพันธุ์ มีการเกิด มีการตาย มีการเปลี่ยนแปลง พอใจ
และไม่พอใจในตัวของตัวเองนามาซ่ึงกรรมดีกรรมช่ัว เป็ นเหตุให้
เกิดทุกข์ สะสมกิเลสโดยไม่รู้ตัวเอาใจตัวเองเป็ นใหญ่ เบียดเบียน
ผู้อื่น ไม่คิดก่อนทา ถา้ ทกุ คนมสี ตคิ ิดพิจารณากอ่ นกระทา ความว่นุ วาย
ในทกุ ขย์ ่อมไม่เกิดขึน้ รู้จักให้อภยั เออื้ เฟื้ อเผือ่ แผ่ซง่ึ กนั และกัน รู้จกั
ปล่อยวาง เตือนตนเองอย่ตู ลอด พระพุทธเจา้ สอนใหป้ ล่อยวาง เวน้ การ
ทาบาป ทาจิตใจเป็นกุศลขาวรอบ หม่ันเจริญภาวนา จริงไหมโยม จิต
เป็ นเพยี งผ้รู ับรู้ ละปล่อยวาง ดบั รู้..ถึงจะรู้ ว่ามนั ไม่มีตวั มีตน โลกที่
เราอย่นู ี้ ไม่มีอะไร หัวเราะหรือรอ้ งไห้ มันเป็นของธรรมดา มนั เป็นอย่าง
ธรรมะปัจจตั ตัง หน้า ๔๗
นนั้ เกิดแลว้ ดบั จริงไหมโยม ใจของเราที่รู้ ว่ามันเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด
หยุดคิดก็รู.้ .ว่ามันปล่อยวาง...สาธุ สาธุ...ธรรมะของพระพุทธองคร์ ูไ้ ด้
ดว้ ยตนเอง (ปัจจตั ตงั )..พระกฤษณ์ โกวิโท ๒๕ พ.ค. ๖๒ , ๐๒.๕๕ น.
.. .. .. ธรรมะมีตัณหา มีกรรม กม็ ีทุกข์ .. .. ..
องคส์ มเดจ็ พระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ ท่านสอนหนทางทท่ี าใหพ้ น้
ทกุ ข์ ตอ้ งมีสติ – มธี รรม – มวี ิริยะ – มปี ิติ - มีปัสสทั ธิ - มสี มาธิ – มีอเุ บกขา
และเวน้ จากการกระทาบาปทงั้ ปวง หรือท่พี วกเราจกั พน้ ทกุ ขก์ ็ตอ้ งสนิ้
ตณั หา สนิ้ กรรม เมอื่ สนิ้ กรรม ก็สนิ้ ทกุ ข์ (ดงั เช่นในบทสวดโพชฌงคเ์ จด็
คอื ๑. สตสิ มั โพชฌงค์ ๒. สมั มวิจยสมั โพชฌงค์ ๓.วิรยิ สมั โพชฌงค์
๔. ปิติสมั โพชฌงค์ ๕. ปัสสทั ธิสมั โพชฌงค์ ๖. สมาธิสมั โพชฌงค์
๗. อเุ บกขาสมั โพชฌงค)์
คนเราทุกคนลว้ นเกิดมาจากผลกรรมเก่าในอดีตชาติท่ีเราได้
เบยี ดเบียนตนเอง และเบยี ดเบียนผอู้ ื่น ไม่วา่ มนษุ ย์ สตั ว์ และพชื อนั เป็น
วิบากกรรมในกาลต่อมา การประพฤติปฏิบตั ิตนทางกาย วาจา ใจ ที่เรา
กาลงั กระทากนั อย่นู ีเ้ ป็นทงั้ ทกุ ขแ์ ละสุข ถา้ ทากรรมช่วั มาก วิบากกรรมก็
มาก กรรมจะตามทันควนั เหมือนติดจรวด เป็นกรรมที่เกิดในชาตินี้ และ
ตามไปเกิดผลในภพชาติหนา้ เราจึงควรทาความช่วั ใหน้ อ้ ยลงหรือไม่ทา
เลย มุ่งทาความดีให้มากขึน้ ๆ ควรละเว้นการทาบาป การโกง การ
ธรรมะปัจจตั ตัง หน้า ๔๘
ล่อลวง ฉ้อฉล เห็นแก่ประโยชน์ของตน ควรมีจิตใจเมตตา กรุณา
เห็นใจผู้อื่น เห็นใครเดือดร้อนก็ช่วยเหลือ ตั้งใจทาความดีให้
ส่วนรวม
คนท่ีมีศีล สมาธิ ปัญญา สามารถควบคุมความทุกข์ได้ด้วย
ปัญญาจริงๆ ที่อย่ใู นตวั เรา เห็นทุกส่ิงตามความเป็นจริงดว้ ยใจเราน่ีเอง
อนั นีแ้ หละ เรียกว่า ปัญญาอนั บริสุทธิ์แทจ้ ริง ควรเรง่ ความเพียร สะสม
ความดีดว้ ยความไม่ประมาท ประพฤติปฏิบตั ิตนใหเ้ ท่ียงตรง หนักแน่น
สรา้ งสมความดีและสรา้ งสรรคค์ วามดีใหเ้ พิ่มพนู มากขึน้ ยิ่งๆ ขึน้ ไป ไม่
คดิ ถอยหลงั ฟุง้ ซ่าน หลงผิด รีบรอ้ นทาใหเ้ กดิ ความเสยี หาย
วดั หนองแกเล็กสวุ รรณารามเป็นวดั ทส่ี รา้ งดว้ ยจติ ใจบริสทุ ธิ์ของผู้
บริจาคทรพั ยท์ กุ คน ไมว่ ่าจะมากหรือนอ้ ยทรพั ยส์ นิ ก็บรสิ ทุ ธิ์ไมว่ ่าเงินหนึ่ง
บาท หน่ึงพัน หน่ึงหมื่น หน่ึงแสน หน่ึงลา้ น หรือยี่สิบสามสิบลา้ น ก็เป็น
บุญอันบริสุทธิ์เหมือนกัน เพราะทุกคนประพฤติตนอยู่ในความดี มีศีล
รกั ษาใจดี เราสาธุ พระไม่ใช่พระ มาบวชเพราะตอ้ งการทาแต่ความดี
รกั ษาความดี รกั ษาใจ หวงั ตายในผา้ เหลือง ปรารถนานิพพาน อยากให้
ญาติโยมรูจ้ กั พระธรรมคาส่งั สอนของพระพุทธเจา้ ที่แทจ้ ริง จะออกจาก
กองทกุ ขไ์ ดต้ อ้ งดบั ตณั หาความอยากและไม่อยากในตัวเราเองจะไดไ้ ม่
ตกนรก มองเห็นโสดาบนั ดว้ ยปัญญา ควบคุมกิเลส รัก โลภ โกรธ หลง
ดว้ ยใจตนเองท่ีบริสุทธิ์ มูลเหตุของความทุกขก์ ็มาจากความฟุ้งเฟ้อ ไม่
รูจ้ ักคาว่าพอ ใชช้ ีวิตดว้ ยความประมาท ทุกส่ิงทุกอย่างในโลกนลี้ ว้ นเป็น
ธรรมะปัจจัตตัง หน้า ๔๙
ของไม่เท่ียง ถาวรวตั ถุต่างๆ หรือ รา่ งกายของเราก็ลว้ นเป็นของไม่เท่ียง
ความทกุ ขโ์ ศกโรคภยั เป็นของไม่เทีย่ ง ความสุขสมปรารถนาก็เป็นของไม่
เท่ยี งเช่นกนั ใจของเราและความประพฤตกิ ารกระทาของเรานามาซงึ่ ทุกข์
สขุ กรรมดกี รรมช่วั มอี ย่ใู นมนษุ ยท์ กุ คน...จริงไหมโยม...คนทเ่ี ขา้ วดั จะทา
แต่ความดอี ยา่ งเดยี วตลอดทงั้ กาย วาจา ใจนนั้ ก็หาไดย้ าก เราตอ้ งอย่กู ับ
ความจริงในปัจจบุ นั กฎของธรรมชาติ มีเกิด ดบั หากตอ้ งการอย่รู ่วมกนั
ในสงั คมดว้ ยความสงบสขุ มีประโยขนเ์ กือ้ กูลช่วยเหลือซึ่งกันและกนั เรา
ตอ้ งเคารพและปฏิบตั ิตามกฎระเบียบแบบแผนท่ีสงั คมวางไว้ ทาน ศีล
สมาธิ ปั ญญา เป็ นเครื่องพาเราให้พ้นจากความทุกข์ และไป
นิพพาน ดับตัณหา ดับกรรม สาธุ พระไม่ใช่พระ อยู่กับความจริง
ในปัจจุบัน แต่ดวงใจอยู่ในพระธรรมตามคาส่ังสอนขององค์พระ
สัมมาสัมพุทธเจ้า มองของทุกอย่างมันไม่เที่ยง เป็ นทุกข์ ไม่ใช่
ตัวตน ควบคุมความประพฤติของตน ไม่มองความประพฤติของคนอื่น
แลว้ นามาติเตียนว่าเขาทาช่ัวทาผิด ไม่แสดงความฉลาดอวดรูม้ ากกว่า
เขาหรือหลงตนเองว่าเก่งกว่าดีกว่าญาติโยมขอ้ นีต้ อ้ งระวังใหด้ ี กรรมจะ
เกิดได้ คนที่มาปฏิบตั ิธรรม ทาสมาธิ ตอ้ งมีปัญญา เม่ือมีสติแลว้ มีศีล
แลว้ ก็ตอ้ งพ่ึงปัญญา การจะดบั ตณั หาไดต้ อ้ งดูที่ตนเองก่อน คือใจของ
ตนเอง ใจดบั ความทกุ ขด์ บั กเิ ลสดบั ความไมเ่ ทย่ี งเป็นของจริง ความไม่
มตี วั ตนเป็นของจริงแทแ้ นน่ อน อนิจจงั ทกุ ขงั อนตั ตา...
พระกฤษณ์ โกวิโท ๔ เม.ย. ๒๕๖๓
ธรรมะปัจจตั ตงั หน้า ๕๐