The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รายงานการประเมินกักเก็บคาร์บอนในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ พ.ศ. 2565 โดยส่วนสำรวจและวิเคราะห์ทรัพยากรป่าไม้ สำนักวิจัยการอนุรักษ์และพันธุ์พืช กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Umaphorn P., 2022-10-31 00:13:54

รายงานการประเมินกักเก็บคาร์บอนในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ พ.ศ. 2565

รายงานการประเมินกักเก็บคาร์บอนในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ พ.ศ. 2565 โดยส่วนสำรวจและวิเคราะห์ทรัพยากรป่าไม้ สำนักวิจัยการอนุรักษ์และพันธุ์พืช กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

lรายงานการประเมนิ ปรมิ าณกกั เกบ็ คาร์บอน
ในพน้ื ทปี่ าอนุรกั ษ์ พ.ศ. 2565

ส่วนสารวจและวเิคราะห์ทรพั ยากรปl าไม้
สานกั วจิ ยั การอนุรกั ษ์ปl าไมแ้ ละพนั ธ์ุพชื
กรมอุทยานแห่งชาติ สตั ว์ปl า และพนั ธ์ุพชื

รายงานการประเมนิ ปริมาณกักเกบ็ คารบ์ อน
ในพนื้ ที่ป่าอนุรกั ษ์ พ.ศ. 2565

ส่วนสารวจและวเิ คราะหท์ รพั ยากรป่าไม้
สานักวิจยั การอนุรักษ์ปา่ ไมแ้ ละพนั ธ์ุพืช
กรมอุทยานแห่งชาติ สัตวป์ า่ และพันธ์พุ ชื

สารบญั หน้า

เรอื่ ง 1
1
บทที่ 1 บทนา 2
หลักการและเหตผุ ล 4
นยิ ามศพั ท์ 4
วตั ถปุ ระสงค์ 7
ข้อมลู พน้ื ฐาน 7
บทท่ี 2 วธิ ีการศกึ ษา 8
วิธีการศกึ ษา 9
กรอบการศึกษา 12
ข้ันตอนการดาเนนิ งาน 35
วธิ กี ารในการประเมนิ ปริมาณกักเกบ็ คาร์บอนในพน้ื ที่ป่าอนรุ ักษ์ 35
บทท่ี 3 ผลการศกึ ษา
ค่าสัมประสิทธิ์การปลดปลอ่ ยและการดดู กลบั กา๊ ซเรือนกระจก (Emission and Removal 38
Factors) 40
พน้ื ท่ีปา่ ปกคลุม ในพ้ืนทปี่ ่าอนรุ ักษ์ (Activity Data) 40
ปรมิ าณกกั เกบ็ คารบ์ อนในพ้ืนทป่ี า่ อนุรกั ษ์
เปรยี บเทยี บอตั ราการเปลี่ยนแปลงปริมาณการกกั เกบ็ คารบ์ อนในพื้นที่ป่าอนรุ กั ษ์ ปี พ.ศ. 2565 41
เทยี บกับปี พ.ศ. 2560 42
บทท่ี 4 สรปุ ผลการศกึ ษา 43
สรปุ ผลการศึกษา 44
ข้อเสนอแนะ
ภาคผนวก

1

บทที่ 1 บทนำ

หลักการและเหตุผล

ประเทศไทยได้ลงนามในอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในการ
ประชมุ ส่ิงแวดล้อมกับการพัฒนา ณ กรงุ รีโอเดจาเนโร ประเทศบราซลิ เดือนธนั วาคม พ.ศ. 2537 ซึ่งอนุสัญญา
นี้เป็นข้อตกลงความร่วมมือระหว่างประเทศที่มีเป้าหมายในการรักษา และควบคุมระดับการปล่อย
ก๊าซเรือนกระจกของโลกให้อยู่ในระดับที่ไม่ไปรบกวนระบบภูมิอากาศ และที่ประชุมรัฐภาคี อนุสัญญาฯ
สมัยที่ 21 ณ กรุงปารีส สาธารณรัฐฝร่ังเศส ได้มีมติเห็นชอบความตกลงปารีส (paris agreement)
ซึ่งเป็นพันธกรณีใหม่ เพื่อกระตุ้นให้ทุกประเทศดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายในการควบคุมการเพิ่มของ
อุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 2 องศาเซลเซียส หรือหากเป็นไปได้ไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส โดยจะมีการกำหนด
กลไกการดำเนนิ การขนึ้ ภายใต้พนั ธกรณีใหมน่ ี้ ประเทศไทยไดล้ งนามให้สตั ยาบันในความตกลงปารสี มีผลบังคับ
ใช้ในวันที่ 4 พฤศจิกายน 2559 ครอบคลุมการดำเนินการในประเด็นดังนี้ 1) การลดก๊าซเรือนกระจก
2) การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 3) การเพิ่มความสามารถในการฟื้นตัวจากผลกระทบของ
การเปล่ียนแปลงสภาพภมู ิอากาศ 4) ความโปร่งใสของการดำเนนิ การ และ 5) การใหก้ ารสนับสนนุ ในด้านต่างๆ
รวมถึงทางการเงินโดยประเทศสมาชิกต้องมีข้อเสนอการดำเนินการที่เรียกว่า nationally determined
contribution (NDC) ของประเทศทุก ๆ 5 ปี โดยประเทศไทยมีการดำเนินการเพื่อบรรลุเป้าหมายการลด
ก๊าซเรือนกระจกของประเทศ เป็น 2 ระยะ ได้แก่ 1) ระยะก่อน ปี 2563 ซึ่งดำเนินการตามแผนการลด
ก๊าซเรือนกระจกที่เหมาะสมของประเทศ (NAMAs) โดยต้องการลดก๊าซเรือนกระจก 7-20 % จากกรณีปกติ
ภายในปี พ.ศ. 2563 ซึ่งผลการลดก๊าซเรือนกระจกในปี พ.ศ. 2559 และ 2560 สามารถลดได้ 12 % และ
14 % ตามลำดับ 2) ระยะภายหลังปี พ.ศ. 2563 ซึ่งดำเนินการภายใต้การมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด
(nationally determined contribution, NDC) โดยกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก 20 - 25 %
จากกรณีปกติ ภายในปี 2573 โดยภาคการใช้ประโยชน์ที่ดิน และป่าไม้ ยังไม่ได้กำหนดเป้าหมายเนื่องจากยัง
ข า ด ข ้ อม ู ล ท ี ่ เ พี ย ง พอส ำ ห ร ั บ ก า รพิ จ า รณ า ต ั ้ง เ ป้ า หม า ย ระเ บ ี ย บว ิ ธี ก า รใ น ก า ร ค าด ก า ร ณ ์ ก า รป ล อย
กา๊ ซเรือนกระจก และระเบียบวิธีทจ่ี ะใช้ตดิ ตามการลดกา๊ ซเรอื นกระจกจากสาขานีย้ งั มคี วามซับซอ้ น

กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เป็นหน่วยงานประสานงานหลักในกรอบงานเรดด์พลัส
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศภาคป่าไม้ และการจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกภาคป่าไม้ของประเทศไทย
ปัจจุบันได้ดำเนินการจัดทำระดับการปล่อยอ้างอิงภาคป่าไม้ (forest reference emission level: FREL)
และระดับอ้างอิงภาคป่าไม้ (forest reference level: FRL) ของประเทศไทยโดยได้รับการสนับสนุนทาง
วิชาการจากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (food and agriculture organization of the
united nations: FAO) โดยระดับการปล่อยอ้างอิงภาคป่าไม้ (FREL) ของประเทศไทยมีค่าการปลดปล่อย
รายปีของก๊าซเรือนกระจกในภาคป่าไม้ มีค่าประมาณ 12,341,444 ตนั คารบ์ อนไดออกไซดเ์ ทยี บเทา่ (tCO2eq)
สำหรับระดับอ้างอิงภาคป่าไม้ (FRL) ของประเทศไทยมีค่าการดูดกลับรายปีของก๊าซเรือนกระจกในภาคป่าไม้
มีค่าประมาณ -28,622,811 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2eq) และเมื่อนำค่าสัมประสิทธิก์ ารปลดปล่อย
กา๊ ซเรือนกระจก (emission factor) มาคำนวณปริมาณกกั เกบ็ คาร์บอนในพน้ื ทปี่ ่าอนุรกั ษ์

2

พบว่าในปี พ.ศ. 2560 ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ของประเทศไทยมีพื้นที่ป่าปกคลุม 61,363,414.13 ล้านไร่
(ไม่รวมพ้ืนทีป่ า่ ชายเลน) มปี รมิ าณกกั เกบ็ คารบ์ อนในพ้ืนท่ปี า่ เท่ากับ 637.30 ลา้ นตนั คาร์บอน

การประเมินปริมาณกักเก็บคาร์บอนในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ เป็นการวัดประสิทธิภาพในการป้องกัน
การบุกรุกทำลายป่า และการทำให้ป่าเสื่อมโทรม ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการวางแผน และพัฒนาประสิทธิภาพ
การบริหารจัดการพื้นที่ป่าอนุรักษ์แต่ละแห่ง ทั้งในด้านของการลดการสูญเสียพื้นที่ป่า การแก้ไขปัญหาความ
ขัดแย้งในการใช้พื้นที่ป่าอนุรักษ์ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงการสร้างความมั่นคงของฐาน
ทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างถูกต้องเหมาะสมตามสภาพความเป็นจริง ตลอดจนเป็นข้อมูลพ้ืนฐานสำคัญที่ใช้ใน
การประเมิน และติดตามการเปลี่ยนแปลงของทรัพยากรป่าไม้ ทั้งในด้านปริมาณ และคุณภาพ รวมถึงการ
เปลี่ยนแปลงโครงสร้างของระบบนิเวศป่าไม้ ความหลากหลายทางชีวภาพของพรรณไม้ในพื้นที่ป่า และยัง
สามารถใช้ในระบบการตรวจติดตามการเปลี่ยนแปลงของทรัพยากรป่าไม้ (national forest monitoring
systems: NFMS) สำหรับประเทศไทยได้

นยิ ามศพั ท์

การสำรวจทรัพยากรป่าไม้ หมายถึง การเก็บ รวบรวมข้อมูลต่าง ๆ เช่น ชนิดไม้ ขนาดความโต
ความสูง จาํ นวนกล้าไม้ และลกู ไม้ ชนดิ ป่า รวมท้ังข้อมูล ลักษณะภูมิประเทศ เช่น ระดับความสงู ความลาดชัน
เปน็ ต้น

ฐานข้อมูลสำรวจทรัพยากรป่าไม้ในพื้นที่อนุรักษ์ หมายถึง ระบบที่รวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ด้านป่าไม้
และประมวลผลความเช่อื มโยงให้เห็นภาพรวมของทรพั ยากรปา่ ไม้ในพ้ืนที่อนุรักษ์

ความหนาแน่น (density) หมายถึง จำนวนต้นไม้ทั้งหมดของชนิดพันธุ์ที่ศึกษาที่ปรากฏในแปลง
ตวั อย่างต่อหนว่ ยพนื้ ทที่ ท่ี ำการสำรวจ

มวลชีวภาพเหนือพื้นดิน (above ground biomass: AGB) หมายถึง มวลทุกส่วนของต้นไม้ ทั้งลำต้น
กิ่ง ก้าน ใบ ดอก ผล ทอี่ ยูใ่ นระดับเหนือพน้ื ดิน นยิ มวัดคา่ ออกมาในรูปของน้ำหนักสดชีวภาพ (fresh weight)
น้ำหนักแห้ง (dry weight) น้ำหนักคาร์บอน (carbon weight) โดยคิดเป็นน้ำหนักชีวภาพต่อต้นหรือคิดเป็น
น้ำหนกั ตอ่ พน้ื ที่

มวลชีวภาพใต้พื้นดิน (below ground biomass: BGB) หมายถึง มวลของต้นไม้ที่อยู่ในระดับ
ใต้พื้นดิน ได้แก่ ลำต้นใต้พื้นดิน ราก รากฝอย นิยมวัดค่าออกมาในรูปของน้ำหนักสดชีวภาพ (fresh weight)
น้ำหนักแห้ง (dry weight) น้ำหนักคาร์บอน (carbon weight) โดยคิดเป็นน้ำหนักชีวภาพต่อต้นหรือคิดเป็น
น้ำหนกั ตอ่ พนื้ ท่ี

ปริมาณกักเก็บคาร์บอน (carbon stocks) หมายถึง การประเมินการกักเก็บคาร์บอนในมวลชีวภาพ
ต่าง ๆ ทั้งในส่วนที่อยู่เหนือพื้นดิน และส่วนที่อยู่ใต้พื้นดินของต้นไม้ โดยคำนวณจากค่ามาตรฐานซึ่งเท่ากับ
รอ้ ยละ 47 ของนำ้ หนกั แหง้ (IPCC 2006)

3

พ้นื ที่ป่าอนรุ ักษ์ (protected area) หมายถึง พน้ื ท่ใี นความรบั ผิดชอบของกรมอุทยานแหง่ ชาติ สัตว์ป่า
และพันธุ์พืช ประกอบด้วย อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขตห้ามล่าสัตว์ป่า เตรียมการ
อุทยานแห่งชาติ เตรยี มการเขตห้ามลา่ สัตว์ปา่ วนอุทยาน สวนพฤกษศาสตร์ และสวนรกุ ขชาติ

ป่าปกคลุม (forest cover) หมายถึง บริเวณที่มีไม้ยืนต้นขึ้นต่อเนื่องครอบคลุมพื้นที่ไม่น้อยกว่า
3.125 ไร่ (0.5 เฮกตาร์) รวมถึงสวนป่าทกุ ประเภท และถนนที่ตัดผ่านในพื้นท่ีปา่ โดยไม่รวมพ้ืนทีป่ ่าชายเลน
สวนยางพารา ทุ่งหญ้าและพลาญหนิ

ป่าผลัดใบ (deciduous forest) เป็นป่าไม้ที่ผลัดใบตามฤดูกาล พบทั่วไปทุกภาคที่มีช่วงฤดูแล้ง
ยาวนานชดั เจน ระหวา่ ง 4 – 7 เดือน ยกเว้นภาคใต้ และภาคตะวนั ออกเฉยี งใต้ (จันทบรุ ี-ตราด) เมอ่ื ถึงฤดูแล้ง
ท่ีมีความช่มุ ชืน้ ในดนิ และบรรยากาศลดลงอยา่ งมาก ต้นไม้ในป่าประเภทนี้จะผลดั ใบร่วงลงสูพ่ ้นื ดิน และเตรยี ม
ผลิใบอ่อนขึ้นมาใหม่ เมื่อถึงต้นฤดูฝนหรือเมื่อป่ามีความชุ่มชื้นมากขึ้น พืชพรรณในป่าผลัดใบส่วนใหญ่เป็น
พรรณไม้ผลัดใบ (deciduous species) แทบทั้งสิ้น ป่าผลัดใบในช่วงฤดูฝนมีเรือนยอดเขียวชอุ่มเช่นเดียวกับ
ป่าไม่ผลัดใบในฤดูแล้ง (มกราคม - มีนาคม) ใบไม้แห้งจะกองทับถมบนพื้นป่าทำให้เกิดไฟป่าลุกลามใน
ป่าผลัดใบได้ง่ายแทบทุกปี ป่าผลัดใบขึ้นทั่วไปบนที่ราบเชิงเขา และบนภูเขาที่สูงไม่เกินระดับ 1,000 เมตร
(ยกเว้น ป่าเต็งรัง - ไม้สน) จำแนกออกเป็น 3 ชนิด ดังนี้ ป่าเบญจพรรณ หรือป่าผลัดใบผสม ป่าเต็งรัง และ
ปา่ เต็งรัง - ไม้สน (ธวัชชัย, 2549)

ป่าไม่ผลัดใบ (evergreen forest) ป่าประเภทนี้มีเรือนยอดที่ดูเขียวชอุ่มตลอดปี เนื่องจากต้นไม้ที่ข้นึ
แทบท้ังหมดเป็นประเภทไมผ่ ลัดใบ เช่น ปา่ ดิบช้นื อยา่ งไรก็ตาม จะพบไมต้ ้นผลัดใบขึน้ แทรกในชั้นเรือนยอดท่ี
เขียวชอุ่มอยู่บ้าง ขึ้นอยู่กับดินฟ้าอากาศ และความชุ่มชื้นในดิน พื้นที่ใดที่มีความชุ่มชื้นไม่สม่ำเสมอตลอดปี
หรอื มีชว่ งฤดูแล้งนาน จะพบไม้ต้นผลดั ใบขนึ้ ปะปนกระจายอยู่ในชนั้ เรอื นยอดมากข้ึน เช่น ปา่ ดบิ แลง้ แต่กล่าว
โดยรวมแล้ว เรือนยอดของป่าดบิ แล้งยังคงปรากฎเป็นสีเขยี วต่อเน่อื งตลอดทัง้ ปี จำแนกออกเปน็ ชนดิ ใหญ่ๆ ได้
14 ชนิด ดังนี้ ป่าดิบชื้น ป่าดิบแล้ง ป่าดิบเขาต่ำ ป่าไม้ก่อ ป่าไม้ก่อ-ไม้สน ป่าไม้สนเขา ป่าละเมาะเขาต่ำ
ป่าดิบเขาสูง หรือป่าเมฆ ป่าละเมาะเขาสูง แอ่งพรุภูเขา ป่าชายเลนหรือป่าโกงกาง ป่าพรุ ป่าบึงน้ำจืด หรือ
ป่าบ่งุ – ป่าทาม และสงั คมพืชชายหาด (ธวัชชยั , 2549)

4

วัตถปุ ระสงค์

เพ่อื ศึกษาและประเมนิ ปริมาณกกั เก็บคารบ์ อนในพน้ื ท่ปี ่าอนรุ ักษ์

ขอ้ มูลพ้ืนฐาน

ข้อมูลการกักเกบ็ คาร์บอนที่นำมาใช้เป็นค่าการกักเก็บคาร์บอนเฉลี่ยในพ้ืนทีป่ า่ อนรุ กั ษ์ จากรายงาน
ระดับการปล่อยอ้างอิงภาคป่าไม้ (forest reference emission level: FREL) และระดับอ้างอิงภาคป่าไม้
(forest reference level: FRL) ของประเทศไทย ที่เสนอต่อสำนักงานเลขาธิการอนุสัญญาสหประชาชาติ
วา่ ดว้ ยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (united nations framework convention on climate change)
ซึ่งข้อมูลระดับการปล่อยอ้างอิงภาคป่าไม้ และระดับอ้างอิงภาคป่าไม้ (FREL/FRL) ที่จัดทำขึ้นอยู่ภายใต้
การกำกับดูแลของคณะกรรมการกำกับทางวิชาการ (technical working group: TWG) ภายใต้
การดำเนินการเตรียมความพร้อมต่อกลไกเรดด์พลัสของประเทศไทย ซึ่งอยู่ในความดูแลของ
กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ( department of national parks, wildlife and plant
conservation: DNP) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม (ministry of natural resources and
environment: MONRE) คณะกรรมการกำกับทางวิชาการ ประกอบด้วย กรมป่าไม้ (royal forest
department: RFD) สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน)
( geo-informatics and space technology development agency (public organization): GISTDA)
กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ( department of marine and coastal resources: DMCR)
กรมพัฒนาทด่ี นิ (land development department: LDD) และหน่วยงานภาครฐั อื่น ๆ ที่เกีย่ วขอ้ ง

5

ขอ้ มลู ปริมาณการกักเกบ็ คาร์บอนจำแนกตามประเภทปา่ (ไมร่ วมป่าชายเลน) ปี พ.ศ. 2560

ประเภทปา่ มวลชีวภาพ มวลชวี ภาพ ปริมาณกกั ปรมิ าณดดู กลับก๊าซ ปรมิ าณกัก ปริมาณดดู กลบั ก๊าซ
เหนือพ้ืนดิน ใต้พืน้ ดิน เกบ็ คารบ์ อน คาร์บอนไดออกไซด์ เกบ็ คาร์บอน คารบ์ อนไดออกไซด์
ปา่ ผลดั ใบ AGB (t/ha.) BGB (t/ha.)
ป่าไมผ่ ลดั ใบ (tC/ha.) (tCO2eq /ha.) (tC/rai) (tCO2eq /rai)
72.69 14.54
41.00 150.33 6.56 24.05
148.09 54.79
95.35 349.63 15.26 55.94

ขอ้ มลู พน้ื ทป่ี ่าอนรุ กั ษจ์ ำแนกตามประเภทป่า (ไมร่ วมป่าชายเลน) ปี พ.ศ. 2560

ประเภทพน้ื ท่ี ประเภทปา่ พื้นที่ (ha.) พื้นท่ี (rai)

พ้นื ทอ่ี นุรกั ษ์ ปา่ ผลดั ใบ 5,499,101.07 34,369,381.69
ปา่ ไมผ่ ลดั ใบ 4,319,045.19 26,994,032.44
9,818,146.26 61,363,414.13
รวม

6

ขอ้ มลู ปริมาณการกกั เกบ็ คาร์บอนในพน้ื ที่อนรุ ักษ์ (ไมร่ วมป่าชายเลน) ปี พ.ศ. 2560

ประเภทพื้นที่ ประเภทปา่ พืน้ ที่ (rai) ปรมิ าณกกั เกบ็ ปรมิ าณกักเกบ็

พื้นท่อี นรุ ักษ์ ปา่ ผลดั ใบ 34,369,381.69 คารบ์ อน (tC/rai) คาร์บอน (tC)
ป่าไมผ่ ลดั ใบ 26,994,032.44
61,363,414.13 6.56 225,456,830.90
รวม 15.26 411,840,425.24
637,297,256.14
-

ขอ้ มูลพ้นื ฐาน ปี พ.ศ. 2560
ปริมาณกักเกบ็ คารบ์ อนในพื้นท่ีปา่ อนุรักษ์ 637.30

(ขอ้ มลู จาก FREL/FRL) (ล้านตันคารบ์ อน)

7

บทที่ 2 วธิ ีการศกึ ษา

วิธีการศกึ ษา

เนื้อหาของรายงานการประเมินปริมาณกักเก็บคาร์บอนในพื้นที่ป่าอนุรักษ์จัดทำขึ้นตามรูปแบบ
และแนวทางที่กำหนดภายใต้ข้อตัดสินใจที่ 12 / CP.17 ส่วนที่ 2 ของภาคผนวกของข้อตกลง (section II)
และปฏิบัติตามแนวทางสำหรับ “การจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกของประเทศ (national greenhouse gas
inventories) ที่กำหนดในคู่มือ IPCC 2006 ซึ่งจัดทำโดย “คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการ
เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (intergovernmental panel on climate change: IPCC)” รายงานฉบับน้ี
ได้นำเสนอข้อมูล และวิธีการทั้งหมดที่แสดงถึงความโปร่งใส สมบูรณ์ และแม่นยำ ตามหลักการของ
“ความโปร่งใส ความถูกต้อง ความสมบูรณ์ สามารถเปรียบเทียบได้ และความสอดคล้อง (transparency,
accuracy, completeness, comparability and consistency: TACCC)” ในส่วนขององค์ประกอบของ
วธิ กี าร เช่น นยิ ามของคำวา่ “ป่าไม”้ ไดใ้ ชน้ ิยามเดยี วกันกบั ของประเทศไทยทีใ่ ช้ในกจิ กรรม REDD+

8

กรอบการศกึ ษา

การประเมนิ ปริมาณกกั เกบ็ คาร์บอนในพื้นท่ีปา่ อนรุ กั ษ์

การคำนวณหาคา่ สมั ประสิทธกิ์ ารปลดปลอ่ ยและ การประเมินพน้ื ท่ีปกคลมุ
การดดู กลบั กา๊ ซเรือนกระจก (forest cover assessment)

(emission and removal factors) การจดั ทำแผนทีป่ า่ ปกคลมุ
1.คัดเลอื กขอ้ มลู จากดาวเทยี ม (เมฆ < 10 เปอร์เซน็ ต)์
การวางแปลงสำรวจทรัพยากรป่าไม้ (forest inventory) 2.ประมวลผลและปรบั ปรงุ คุณภาพของขอ้ มลู จากดาวเทยี ม
-วางแปลงตัวอยา่ งแบบเป็นระบบ (systematic sampling) ในพืน้ ที่ 3.แปลตคี วามดว้ ยสายตา (visual interpretation) ทม่ี าตราสว่ น 1:50,000
ป่าอนุรกั ษท์ วั่ ประเทศ
-ระยะหา่ งระหว่างแปลงสำรวจ 10 x 10 กม. การจดั ทำแผนท่ปี า่ ผลดั ใบ – ไมผ่ ลดั ใบ
-แปลงวงกลมขนาด 17.84 ม. (0.1 เฮกตาร์) ซอ้ นทบั แผนทปี่ า่ ปกคลมุ ดว้ ยแผนท่ีชนดิ ปา่ จากกรมปา่ ไม้
-จำนวน 686 แปลง
-เพิ่มเตมิ ขอ้ มลู สำรวจในปี 2564 จำนวน 23 แปลง ตรวจสอบความถกู ต้อง (accuracy assessment)

การคำนวณหาคา่ สมั ประสทิ ธก์ิ ารปลดปลอ่ ยและการดูดกลบั ก๊าซเรือน ข้อมลู กิจกรรม (activity data) : พื้นท่ปี า่ ปกคลุมจำแนกตามประเภทปา่
กระจก (emission and removal factors) 1.ป่าไม่ผลดั ใบ
1.มวลชวี ภาพเหนอื พ้นื ดิน (ABG), มวลชวี ภาพใตด้ นิ (BGB) 2.ปา่ ผลดั ใบ
2.ปริมาณการกักเกบ็ คารบ์ อน (Cstocks) รายแปลง
3.ปริมาณการกกั เกบ็ คารบ์ อนจำแนกตามประเภทป่า

คา่ สมั ประสทิ ธก์ิ ารปลดปลอ่ ยและการดูดกลบั กา๊ ซเรือนกระจก (emission
and removal factors) จำแนกตามประเภทปา่
1.ป่าไมผ่ ลัดใบ
2.ปา่ ผลัดใบ

Emission factors x activity data

ปริมาณการกกั เก็บคาร์บอนในพ้นื ท่ปี ่าอนรุ ักษ์

9

ขน้ั ตอนการดำเนินงาน

1. การคำนวณค่าสัมประสิทธิ์การปลดปล่อยก๊าซเรอื นกระจก (emission and removal factors)

ลำดบั ข้นั ตอน ต.ค. พ.ย. ธ.ค. ม.ค. ก.พ. มี.ค. เม.ย. พ.ค. มิ.ย. ก.ค. ส.ค. ก.ย.

จดั ทำแผนการปฏิบตั งิ านสำหรับ
1.1 หนว่ ยงานสว่ นกลางและสำนัก

บริหารพื้นทอ่ี นรุ กั ษ์

จัดประชมุ ช้ีแจงและซกั ซ้อมความ

1.2 เขา้ ใจเกยี่ วกับการปฏิบัติงานสำรวจ
ทรัพยากรป่าไม้ (ผา่ นระบบ

online)

1.3 ดำเนนิ การวางแปลงสำรวจ
ทรพั ยากรป่าไม้

ตดิ ตาม ตรวจสอบ และควบคุมผล
1.4 การปฏบิ ัติงานสำรวจทรพั ยากร

ปา่ ไมภ้ าคสนาม

รวบรวม แกไ้ ขและนำเข้าขอ้ มลู โดย
1.5 ใช้โปรแกรมเฉพาะ (ระบบ

สารสนเทศสำรวจทรพั ยากรปา่ ไม้)

ประมวลและวเิ คราะหผ์ ลการสำรวจ
1.6 ทรัพยากรป่าไม้ โดยใช้โปรแกรม

เฉพาะฯ

คำนวณคา่ สัมประสทิ ธก์ิ าร
1.7 ปลดปล่อยก๊าซเรอื นกระจก

(emission factor)

10

2. การประเมินพนื้ ทป่ี ่าปกคลุม และการเปลย่ี นแปลงพน้ื ที่ปา่ ไม้ (activity data)

ลำดับ ข้นั ตอน ต.ค. พ.ย. ธ.ค. ม.ค. ก.พ. ม.ี ค. เม.ย. พ.ค. ม.ิ ย. ก.ค. ส.ค. ก.ย.

2.1 คัดเลอื กขอ้ มูลจากดาวเทยี ม

2.2 การประมวลผลและการปรบั ปรงุ
คุณภาพขอ้ มลู จากดาวเทยี ม

2.3 แปลตีความดว้ ยสายตาที่มาตราส่วน
1:50,000

2.4 กำหนดรหสั ขอ้ มูลเชิงพน้ื ทแี่ ละ
ขอ้ มลู เชิงบรรยาย

2.5 ควบคมุ คุณภาพของงาน

- ตรวจซำ้ การซ้อนทับของเวคเตอร์
กับข้อมลู จากดาวเทยี ม

-ตรวจซ้ำความครบถว้ นถูกตอ้ งของ
ขอ้ มลู และรหัสขอ้ มูลเชิงพน้ื ที่

- ตรวจสอบ topology ของขอ้ มูล

2.6 ประเมนิ ความถกู ตอ้ งของผลการ
แปลตคี วามขอ้ มลู จากดาวเทยี ม

2.7 พ้นื ทป่ี ่าปกคลมุ

3. การคำนวณปรมิ าณกักเกบ็ คารบ์ อนในพื้นทีป่ ่าอนุรักษ์

ลำดับ ขน้ั ตอน ต.ค. พ.ย. ธ.ค. ม.ค. ก.พ. ม.ี ค. เม.ย. พ.ค. มิ.ย. ก.ค. ส.ค. ก.ย.

3.1 คำนวณปรมิ าณกกั เกบ็ คาร์บอน
ในพื้นท่ปี ่าอนรุ ักษ์

วเิ คราะห์ผลการเปลีย่ นแปลง
3.2 ปรมิ าณกกั เก็บคาร์บอนในพน้ื ที่

ปา่ อนุรกั ษ์

3.3 จัดทำรายงานการประเมนิ ปรมิ าณ
กักเก็บคาร์บอนในพนื้ ท่ปี า่ อนุรกั ษ์

3.4 จดั ทำรายงานสำหรับผ้บู ริหาร

เผยแพรแ่ ละจัดทำ e-book
3.5 รายงานการประเมนิ ปรมิ าณกกั เก็บ

คารบ์ อนในพน้ื ท่ปี า่ อนรุ กั ษ์

11

4. การสำรวจทรัพยากรป่าไม้เพอ่ื การประเมนิ ปริมาณกักเก็บคาร์บอนในพื้นท่ีปา่ อนุรักษ์ (หนว่ ยงานสนบั สนุน:
สำนักบริหารพืน้ ที่อนุรักษ์)

ลำดบั ขน้ั ตอน ต.ค. พ.ย. ธ.ค. ม.ค. ก.พ. ม.ี ค. เม.ย. พ.ค. ม.ิ ย. ก.ค. ส.ค. ก.ย.

4.1 วางแผนการปฏบิ ัตงิ านสำรวจทรพั ยากร
ปา่ ไม้ในพืน้ ท่อี นรุ ักษ์

4.2 จัดเตรียมวสั ดุอุปกรณ์และเครอ่ื งมอื ในการ
ปฏบิ ตั งิ านสำรวจทรัพยากรปา่ ไม้

4.3 ดำเนนิ การวางแปลงสำรวจทรัพยากรป่าไม้

4.4 รวบรวม ตรวจสอบ และแก้ไขขอ้ มลู ในแบบ
บนั ทึกขอ้ มูล

4.5 นำเข้าขอ้ มลู การสำรวจจากแบบบันทึกขอ้ มูล

4.6 ตรวจสอบ และแกไ้ ขข้อมลู ที่นำเข้าใน
ฐานข้อมลู การสำรวจทรัพยากรป่าไม้

4.7 จดั สง่ ข้อมลู ผลการสำรวจทรพั ยากรปา่ ไม้
ใหก้ ับหน่วยงานสว่ นกลาง

จัดทำรายงานผลการปฏบิ ัติงานสำรวจ
4.8 ทรัพยากรปา่ ไมเ้ พื่อการประเมินปริมาณกัก

เกบ็ คาร์บอนในพ้ืนที่ป่าอนรุ กั ษ์

12

วิธกี ารในการประเมินปริมาณกักเก็บคาร์บอนในพนื้ ท่ปี า่ อนุรกั ษ์ แบ่งออกเป็น
1. การคำนวณหาค่าสัมประสิทธิ์การปลดปล่อยและการดูดกลับก๊าซเรือนกระจก (emission and

removal factors)
1.1 ดำเนินการวางแปลงสำรวจทรัพยากรป่าไม้ (forest inventory) ในพื้นท่ีป่าอนุรักษ์

ทั่วประเทศ โดยใช้การวางแปลงตัวอย่างแบบเป็นระบบ (systematic sampling) และใช้การวางแปลง
ตัวอย่างถาวร (permanent sample plot) ที่ระยะห่าง 10 x 10 กิโลเมตร ด้วยแปลงวงกลมขนาดรัศมี
17.84 เมตรครอบคลุมพื้นที่ 0.1 เฮกตาร์ ตามรูปแบบ และวิธีการสำรวจทรัพยากรป่าไม้ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
ของกรมอุทยานแหง่ ชาติ สตั วป์ า่ และพันธ์ุพืช (ภาคผนวก 1) ดงั น้ี

ภาพท่ี 1 จดุ สำรวจทรัพยากรปา่ ไม้ในพน้ื ที่อนรุ กั ษ์ทีร่ ะยะห่าง 10 x 10 กิโลเมตร

13

รูปร่างและขนาดของแปลงตวั อย่าง (plot design) แปลงตวั อยา่ งที่ใชใ้ นการสำรวจ เป็นแปลงตัวอย่างถาวรที่มี
ขนาดคงที่ (fixed–area plot) ประกอบด้วย รปู ร่าง 2 ลักษณะอยดู่ ว้ ยกนั คอื

1.1.1 ลักษณะรปู วงกลม (circular plot)

- วงกลมที่มีจุดศูนย์กลางร่วมกันแต่รัศมีต่างกัน จำนวน 3 วง คือ วงกลมรัศมี 3.99 12.62
และ 17.84 เมตร ตามลำดบั

- วงกลมที่มีรัศมีเท่ากัน แต่จุดศูนย์กลางต่างกัน จำนวน 4 วง รัศมี 0.631 เมตร เท่ากัน
มจี ดุ ศนู ยก์ ลางของวงกลมอยู่บนเส้นรอบวงของวงกลมรศั มี 3.99 เมตร ตามทิศหลักทัง้ 4 ทิศ เหนอื ตะวันออก
ใต้ และตะวนั ตก

1.1.2 ลักษณะแนวเส้นตรง (transect line) จำนวน 2 เส้น ความยาวเส้นละ 17.84 เมตร
มีจุดเริ่มต้นร่วมกัน ณ จุดศูนย์กลางของแปลงตัวอย่างโดยทำมุมฉากซึ่งกันและกันดังนั้นจึงมีค่ามุม azimuth
ของเสน้ ที่ 1 และเส้นที่ 2 ตา่ งกัน 90 องศา โดยคา่ มมุ azimuth เสน้ ท่ี 1 ไดม้ าจากการสุ่ม แสดงในภาพที่ 2

Transect line 0.631 เมตร

3.99 เมตร
12.62 เมตร
17.84 เมตร

ภาพท่ี 2 รปู ร่างและขนาดแปลงตัวอย่าง

14

ขนาดของแปลงตัวอยา่ งและขอ้ มลู ท่ที ำการศึกษา

รศั มขี องวงกลม พน้ื ที่ หรือ จำนวน ขอ้ มูลที่ศกึ ษา
หรอื ความยาว (ม.) ความยาว

0.631 0.0005 เฮกตาร์ 4 วง กลา้ ไม้ (seedling)
3.99 0.005 เฮกตาร์ 1 วง ลกู ไม้ (sapling) และการปกคลมุ พน้ื ทขี่ อง
ไลเคน มอส และไมพ้ นื้ ลา่ ง
12.62 0.05 เฮกตาร์ 1 วง ไมไ้ ผ่ หวายทยี่ งั ไม่เล้ือย และตอไม้
17.84 0.1 เฮกตาร์ 1 วง ตน้ ไม้ และปจั จยั ที่รบกวนพ้นื ทปี่ า่
17.84 (เสน้ ตรง) 17.84 เฮกตาร์ 2 เส้น
ไม้ล้มขอนนอนไพร (coarse woody debris ; CWD)
ทีเ่ ส้น transect ผา่ น

การเก็บรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ที่สำคัญของป่า เพื่อให้สามารถเก็บรวบรวมข้อมูลรายละเอียดต่าง ๆ
ที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรป่าไม้ และสภาพพื้นที่ป่าไม้ ซึ่งมีองค์ประกอบที่สำคัญ และปัจจัยต่าง ๆ อยู่มากมาย
ดังนั้นเพื่อให้การเก็บรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ มีความเป็นหมวดหมู่ง่ายต่อการวิเคราะห์ และประมวลผลตาม
วตั ถุประสงคข์ องการสำรวจ จงึ ได้มกี ารกำหนดแบบบันทึกข้อมลู (tally sheets) สำหรับบันทึกข้อมูลต่าง ๆ ใหเ้ ปน็
หมวดหมู่ขึ้นจำนวน 8 แบบ ซึ่งแต่ละแบบจะมีรายละเอียดต่าง ๆ แตกต่างกันไปตามชนิดของข้อมูลที่ต้องการ
บนั ทกึ และแบบบนั ทึกขอ้ มลู ทั้ง 8 แบบนี้ จัดเปน็ 1 ชุด สำหรบั บันทึกข้อมูลในแปลงตวั อย่าง 1 แปลง ดงั นี้

แบบบนั ทกึ ข้อมูล (tally sheets)

แบบบนั ทึกข้อมูล (tally sheets) 1 ชดุ (8 แบบ) ประกอบดว้ ย
แบบท่ี 1 หัวขอ้ general information (ขอ้ มูลทวั่ ไป)
แบบที่ 2 หวั ขอ้ cluster centre access & site features

(การเข้าถึงจดุ ศูนยก์ ลางแปลงตัวอย่างและลกั ษณะทัว่ ไปของพืน้ ท่ี)
แบบที่ 3 หัวข้อ lichen, moss, seedlings & saplings (ไลเคน มอส กล้าไม้ และลกู ไม้)
แบบท่ี 4 หวั ข้อ trees (ไมต้ น้ )
แบบที่ 5 หัวข้อ bamboo, erect rattan & tree stump (ไมไ้ ผ่ หวายเส้นตัง้ และตอไม้)
แบบที่ 6 หวั ขอ้ coarse woody debris, climbing rattan & climbers : transect 1

(ไม้ล้มขอนนอนไพร หวายเลื้อย และไมเ้ ถา) เสน้ ที่ 1
แบบที่ 7 หัวขอ้ coarse woody debris, climbing rattan & climbers : transect 2

(ไม้ล้มขอนนอนไพร หวายเล้ือย และไม้เถา) เสน้ ที่ 2
แบบท่ี 8 หัวข้อ site disturbance (ปจั จยั ทม่ี ีผลกระทบต่อพ้ืนท่ี)

15

แบบบันทึกข้อมูล (tally sheets)

16

1.2 การวางแปลงเกบ็ ขอ้ มลู สำรวจทรัพยากรปา่ ไมภ้ าคสนาม

17

ใช้หมุดเหล็กฝังไว้ตรงจุดศูนย์กลางแปลงตามพิกัดที่วางแผนไว้เพื่อใช้เป็นจุดอ้างอิงในการวางแปลง
ตัวอย่างถาวรพร้อมทั้งติดหมายเลขต้นไม้ทุกต้นโดยเรียงลำดับจากต้นไม้ที่มีมุมจาก 0 – 359 องศา และเรียง
ระยะจาก 0 – 17.84 เมตร เพอ่ื ใช้ในการตดิ ตามการเปลี่ยนแปลงทรพั ยากรปา่ ไม้

1.3 นำเข้าขอ้ มูลผา่ นระบบสารสนเทศสำรวจทรพั ยากรป่าไม้

18

1.4 ตรวจสอบความถกู ตอ้ งของข้อมูล (cleansing data) โดยใชโ้ ปรแกรม R-Studio

1.5 คำนวณหาค่าสัมประสิทธิ์การปลดปล่อย และการดูดกลับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (emission
and removal factors) โดยแยกตามชนดิ ป่า ด้วยโปรแกรม R-Studio

1.6 นำค่าสัมประสิทธิ์การปลดปล่อย และการดูดกลับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (emission and
removal factors) และข้อมูลกิจกรรม (activity data) ที่ได้มาคำนวณหาปริมาณกักเก็บคาร์บอนในพื้นท่ี
ป่าอนรุ ักษข์ องประเทศไทย

19

การจำแนกประเภทป่า

ในการประเมินปริมาณการกักเก็บคาร์บอนในพื้นท่ีป่าอนุรักษ์ได้ทำการจำแนกประเภทป่าไม้ออกเป็น
2 ประเภท ได้แก่ ป่าไม่ผลัดใบ (evergreen forest) และป่าผลัดใบ (deciduous forest) มีรายละเอียด
ดังต่อไปน้ี

1. ป่าไม่ผลัดใบ (evergreen forest) ประกอบด้วย ป่าดิบเขตร้อนชื้น (tropical evergreen forest)
ป่าสนเขา (pine forest) และป่าชายหาด (beach forest)

1.1) ป่าดิบเขตร้อนชื้น (tropical evergreen forest) พบกระจายบรเิ วณที่มีความชุ่มชื้นของประเทศ
ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น ป่าดิบชื้น (moist evergreen forest) ป่าดิบแล้ง (dry evergreen forest) และ
ป่าดบิ เขา (hill evergreen forest)

- ป่าดิบชื้น (moist evergreen forest) ประกอบพรรณไม้ที่อุดมสมบูรณ์ และมีความหนาแน่นมาก
ป่าชนิดนี้พบได้ทั่วไปในภาคใต้ และภาคตะวันออก ที่มีปริมาณน้ำฝนมากกว่า 2,000 มม. ป่าชนิดนี้ ยังพบ
ได้ตามลำน้ำ หรือบริเวณหุบเขา ในบริเวณส่วนอืน่ ๆ ของประเทศ โดยมีพันธุ์ไม้เด่น (ไม้เรือนยอดชั้นบน) เช่น
ไม้สกุลยาง (Dipterocarpus spp.) ไม้สกุลตะเคียน (Hopea spp.) ไม้สกุลตะแบก (Lagerstroemia spp.)
และไม้สกุลพะยอม (Shorea spp.) ในขณะท่ีพรรณไม้ช้ันล่างเปน็ พชื จากพวกไผ่ ปาล์ม และหวายต่าง ๆ

- ป่าดิบแล้ง (dry evergreen forest) กระจายอยู่พื้นที่ทั่วประเทศที่ที่มีปริมาณน้ำฝนระหว่าง
1,000 - 2,000 มม. พรรณไม้เด่น ได้แก่ ไม้สกุลยาง (Dipterocarpus spp.) ไม้สกุลพะยอม (Shorea spp.)
ไม้สกุลมะเกลือ (Diospyros spp.) ไม้สกุลมะค่าโมง (Afzelia spp.) ไม้สกุลสมอ (Terminalia spp.)
และไมส้ กลุ ขนุน (Artocarpus spp.) พรรณไม้เด่นชนั้ ลา่ งเป็นพืชจากพวกไผ่ และหวายตา่ ง ๆ

- ป่าดิบเขา (hill evergreen forest) พบกระจายในพื้นที่ภูเขาสูง (มากกว่า 1,000 เมตร
จากระดับน้ำทะเล) เป็นที่ที่มีสภาพภูมิอากาศเป็นแบบกึ่งร้อนชื้น (humid subtropical) ในป่าชนิดน้ี
จะพบ มอส และไลเคน ปรากฏอยู่บนต้นไม้ใหญ่และบนก้อนหิน ซึ่งเป็นดัชนี (index) บ่งชี้ป่าชนิดนี้ สำหรับ
พรรณไม้เด่นประกอบด้วย ไม้สกุลก่อ (Quercus spp.) ไม้สกุลเกาลัด (Chestnut) (Castanopsis spp.)
และไมส้ กุลก่อ (Lithocarpus spp.)

1.2) ป่าสนเขา (pine forest) ป่าชนิดนี้ประกอบด้วยไม้สนเขตร้อน 2 ชนิด คือ สนสองใบ
(Pinus merkusii) (มีใบย่อยแบบเข็ม 2 ใบ ใน 1 ช่อใบ) และสนสามใบ (Pinus kesiya) (มีใบย่อยแบบเข็ม
3 ใบ ใน 1 ช่อใบ) สนสองใบ พบได้บริเวณพื้นที่ตอนเหนือ และตะวันตกของภาคกลาง บริเวณที่ที่ดินไม่มี
ความอุดมสมบูรณ์ และเป็นดินลูกรัง ส่วนสนสามใบพบได้เฉพาะในบริเวณพื้นที่เขาสูงของภาคเหนือ
และภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ

1.3) ป่าชายหาด พบกระจายบนพนื้ ทีด่ ินทรายตามท่ีราบชายฝ่ังทะเล โดยเฉพาะบรเิ วณชายฝั่งภาคใต้
ฝั่งตะวันออก พรรณไม้หลักของป่าไม้ชนิดนี้คือ ไม้สกุลมะพลับ (Diospyros spp.) ไม้สกุลเปล้า (Croton spp.)
ไมส้ กลุ ตะแบก (Lagerstroemia spp.) และไมส้ กลุ สนทะเล (Casuarina spp.)

20

2. ป่าผลัดใบ (deciduous forest) มีองค์ประกอบหลักเป็นพรรณไม้ที่มีการผลัดใบในช่วงฤดูแล้ง ป่าชนิดนี้
พบกระจายทั่วประเทศ สามารถแบ่งแยกย่อยตามองค์ประกอบของชนิดพรรณไม้ ออกเป็น 2 ชนิด คือ
ป่าเบญจพรรณ (mixed deciduous forest) และป่าเตง็ รัง (dry dipterocarp forest)

2.1) ป่าเบญจพรรณ (mixed deciduous forest) เป็นป่าที่มีมูลค่าเชิงพาณิชย์สูงที่สุด เมื่อเทียบกับ
ป่าชนิดอื่นของประเทศไทย ในภาคเหนือจะเรียกป่าชนิดน้ีว่า ป่าสัก พรรณไม้เด่นและพบได้ทั่วไปของป่านี้
คือ สัก (Tectona grandis) แดง (Xylia kerrii) ประดู่ (Pterocarpus marcrocarpus) มะค่าโมง (Afzelia
xylocarpus) และ ไมส้ กุลพะยูง (Dalbergia spp.)

2.2) ป่าเต็งรัง (dry dipterocarp forest) กระจายอยู่ในพื้นที่แห้งแล้งปริมาณน้ำฝนต่ากว่า 1,000 มม.
พื้นดินเป็นดินทรายหรือดินที่มกี รวดลกู รังผสมอยูม่ าก ชนิดพรรณไม้เด่นคือ ไม้วงศ์ DIPTEROCARPACEAE เชน่
ยางพลวง (Dipterocarpus tuberculatus) ยางเหียง (Dipterocarpus obtusifolius) เต็ง (Shorea obtusa)
รัง (Shorea siamensis) และยังพบไม้สกุลพะยูง (Dalbergia spp.) ไม้สกุลตะแบก (Lagerstroemia spp.)
ไมส้ กลุ รกฟ้า (Terminalia spp.) และพรรณไมอ้ ืน่ ๆ

การจัดกลุ่มประเภทปา่ สำหรับการประเมินปริมาณกักเก็บคาร์บอนในพนื้ ทีป่ ่าอนุรักษ์

การประเมินปรมิ าณกักเกบ็ คารบ์ อนในพ้นื ท่ปี า่ อนรุ กั ษ์ ปี พ.ศ. 2565 ได้ทำการจำแนกประเภทป่า
ออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้

ประเภทป่า ชนิดปา่

ปา่ ผลดั ใบ ปา่ เบญจพรรณ
ป่าเต็งรัง
ป่าไมผ่ ลดั ใบ
ปา่ ดิบช้นื
ป่าดิบแล้ง
ปา่ ดิบเขา
ปา่ สนเขา
ป่าพรุ
ป่าบงึ นำ้ จืด/ป่าบงุ่ - ป่าทาม

21

Main Forest Type

EV

Evergreen Forest

Tropical Evergreen Forest
Dry Evergreen Forest
Hill Evergreen Forest
Pine Forest
Freshwater Swamp Forest
Peat Swamp Forest

Freshwater Swamp
Forest

DE

Deciduous Forest

Mixed Deciduous Forest
Dry Dipterocarp Forest

22

2. การประเมนิ พ้ืนทปี่ า่ ปกคลุม และการเปลีย่ นแปลงพื้นท่ีป่าไม้ (activity data)
ขนั้ ตอนการจัดทำแผนทีป่ ่าปกคลุม

1 คัดเลือกข้อมลู จากดาวเทียม (เมฆ < 10 เปอร์เซน็ ต์)

2 ประมวลผล และปรับปรงุ คณุ ภาพของขอ้ มลู - ข้อมลู พ้ืนทป่ี า่ ในอดีต
3 แปลตคี วามดว้ ยสายตา ท่ีมาตราสว่ น 1:50,000 - ข้อมลู ในภูมปิ ระเทศจรงิ
4 กำหนดรหสั ข้อมลู เชงิ พ้นื ที่ และเชงิ บรรยาย - ขอบเขตพ้นื ทีป่ ่าอนุรักษ์
- แผนทีภ่ มู ิประเทศ

5 การตรวจสอบ และควบคมุ คณุ ภาพของงาน

- ตรวจซ้ำการซ้อนทบั ของเวคเตอร์กับขอ้ มลู จากดาวเทยี ม
- ตรวจซำ้ ความครบถว้ นถกู ตอ้ งของขอ้ มลู เชงิ พน้ื ท่ีและขอ้ มลู เชงิ บรรยาย
- ตรวจสอบ Topology ของขอ้ มูล

แผนท่ีชนดิ ป่า (กรมปา่ ไม้)

แผนท่ีปา่ ปกคลมุ - ขอ้ มูลในภมู ิประเทศจรงิ
- ข้อมูลจากดาวเทยี มท่มี รี ายละเอยี ดสูงกวา่
ประเมนิ ความถูกต้องของแผนท่ี - ข้อมูลจากการสำรวจทรพั ยากรปา่ ไม้
ทว่ั ประเทศ

23

1. เลือกข้อมูลจากดาวเทยี ม
ในการประเมินพื้นที่ป่าปกคลุมในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ปี 2565 ได้ใช้ข้อมูลจากดาวเทียม

landsat 8 และ landsat 9 เนื่องจากเป็นดาวเทียมที่ให้ข้อมูลหลายช่วงคลื่น (multispectral data) ทำให้
สามารถนำมาวิเคราะห์แยกวัตถุต่าง ๆ บนพื้นโลกได้ดี และมีวงโคจรที่บันทึกภาพบริเวณเดิมอย่างสม่ำเสมอ
ทำให้มีข้อมูลสนับสนุนการดำเนินงานได้ทุกฤดูกาลตลอดปี สามารถประเมินพื้นที่ป่าปกคลุม และติดตามการ
เปลี่ยนแปลงของพื้นที่ป่าไม้ได้ทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง ร่วมกับข้อมูลภาพรายละเอียดสูงจาก google earth
โดยขอ้ มูลจากดาวเทียม landsat 8 และ landsat 9 มีคณุ ลกั ษณะ ดงั น้ี

คุณลกั ษณะของขอ้ มูลที่ไดจ้ ากดาวเทยี ม landsat 8 และ landsat 9

การผลิต landsat 8 landsat 9
pixel size - OLI multispectral bands 1- 7,9 30 - OLI- 2 multispectral bands 1- 7,9
meters 30 meters
- OLI panchromatic bands 8 15 - OLI- 2 panchromatic bands 8 15
meters meters
- TIRS bands 10-11 : collected 100 - TIRS- 2 bands 10- 11 : collected
meters but resampled to 30 100 meters but resampled to 30
meters to match OLI meters to match OLI- 2
multispectral bands multispectral bands
- Universal transverse Mercator - Universal transverse Mercator
(UTM) map projection (UTM) map projection
- World geodetic system (WGS) 84 - World geodetic system ( WGS) 84
datum datum
- 12 meters circular error, 90% - 12 meters circular error, 90%
confidence global accuracy for confidence global accuracy for
OLI OLI-2
- 41 meters circular error, 90% - 41 meters circular error, 90%
confidence global accuracy for confidence global accuracy for
TIRS TIRS-2
- 16 bits pixel values 16 bits pixel values

data GeoTIFF data format GeoTIFF data format
characteristics Cubic Convolution resampling Cubic Convolution resampling

ทม่ี า: https://landsat.usgs.gov/landsat-8

https://www.usgs.gov/landsat-missions/landsat-9

24

คุณลกั ษณะชว่ งคลืน่ ของขอ้ มูลจากดาวเทียม landsat 8 และ landsat 9

operational land imager (OLI) and thermal infrared sensor (TIRS)

ช่วงคลืน่ ความยาวคลนื่ (ไมโครเมตร) ขนาดจดุ ภาพ (เมตร)
Band 1 Coastal aerosol 0.435 – 0.451 30
Band 2 Blue 0.452 – 0.512 30
Band 3 Green 0.533 – 0.590 30
Band 4 Red 0.636 – 0.673 30
Band 5 Near Infrared (NIR) 0.851 – 0.879 30
Band 6 SWIR 1 1.566 – 1.651 30
Band 7 SWIR 2 2.107 – 2.294 30
Band 8 Panchromatic 0.503 – 0.676 15
Band 9 Cirrus 1.363 – 1.384 30
Band 10 Thermal Infrared (TIRS) 1 10.60 – 11.19 100
Band 11 Thermal Infrared (TIRS) 2 11.50 – 12.51 100

ที่มา: https://www.usgs.gov/faqs/what-are-band-designations-landsat-satellites

ข้อมูลจากดาวเทียมที่ใช้ในการแปลตีความพื้นที่ป่าปกคลุม ครอบคลุมพื้นที่ป่าอนุรักษ์ทั่ว
ประเทศปี 2565 มจี ำนวนท้งั ส้ิน 48 scenes ประกอบดว้ ย

- ข้อมูลจากดาวเทียม landsat 8 จำนวน 24 scenes เป็นข้อมูลในระดับ level 1T
บันทึกในช่วงเดือนตุลาคม 2564 ถึงเดือนมีนาคม 2565 โดยดาวเทียมมีระบบบันทึกภาพ 2 ชนิด
คือ operational land imager (OLI) และ thermal infrared sensor (TIRS) มี 11 ช่วงคลื่น ความละเอียด
จุดภาพ 30 เมตร (visible, NIR, SWIR), 100 เมตร (thermal) และ 15 เมตร (panchromatic) บริเวณพื้นที่
ปา่ อนรุ ักษ์ทั้งประเทศ

- ข้อมูลจากดาวเทียม landsat 9 จำนวน 24 scenes เป็นข้อมูลในระดับ level 1T
บันทึกในช่วงเดือนธันวาคม 2564 ถึงเดือนมีนาคม 2565 โดยดาวเทียมมีระบบบันทึกภาพ 2 ชนิด
คือ operational land imager (OLI) และ thermal infrared sensor (TIRS) มี 11 ช่วงคลื่น ความละเอียด
จุดภาพ 30 เมตร (visible, NIR, SWIR), 100 เมตร (thermal) และ 15 เมตร (panchromatic) บริเวณ
พืน้ ท่ีปา่ อนรุ กั ษท์ ั้งประเทศ

ซึ่งข้อมูลจากดาวเทียมมีการปรับแก้โดยใช้แบบจำลองระดับความสูงเชิงเลข (digital
elevation model: DEM) และหมุดหลักฐานภาคพื้นดิน (ground control point: GCP) ในระบบพิกัดฉาก
UTM (universal transverse mercator) บนพื้นหลักฐาน WGS84 (world geodetic system 1984) โดยมี
ค่าความคลาดเคลื่อนทางตำแหน่ง (root mean square error: RMSE) 3 - 6 เมตร และมีเมฆปกคลุม
ไมเ่ กิน รอ้ ยละ 10

25

2. ประมวลผล และปรับปรุงคุณภาพของขอ้ มลู

2.1 การประมวลผลภาพ (digital image processing) ทำการแปลงข้อมูลภาพดาวเทียม
landsat 8 และ landsat 9 จากไฟล์ TIFF เป็นไฟล์ IMG สำหรับรวมชั้นข้อมูลภาพหลายช่วงคล่ืน
(layer stacking) เพอื่ ง่ายตอ่ การใช้งาน

2. 2 การปรับปรุงคุณภ าพของข้อมูลภาพ ( image enhancement) โ ดยการทำ
pan - sharpened เพื่อต้องการให้ได้ภาพที่มีความคมชัดของรายละเอียดจุดภาพ (resolution) นิยมใช้กับ
ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมรายละเอียดสูงที่มีระบบการบันทึกภาพขาวดำ (panchromatic) และภาพสี
(multispectral) พร้อมกัน เป็นการปรับปรุงภาพให้ดีขึ้น กล่าวคือ เป็นการนำข้อมูลภาพดาวเทียมที่มี
รายละเอียดเชิงคลื่น และรายละเอียดเชิงพื้นที่ มารวมไว้ในภาพเดียวโดยให้ค่าของจุดภาพใหม่ที่มีความคมชัด
มากขึน้

2.3 การเชอื่ มต่อขอ้ มลู ภาพ (mosaic) และการตัดข้อมูลภาพ (subset)
- การเชื่อมต่อข้อมูลภาพ (mosaic) เพื่อแก้ปัญหากรณีบริเวณขอบภาพที่มีการ
ซ้อนทบั กัน (overlap)
- ตัดข้อมูลภาพ (subset) โดยตัดตามสารบัญระวางแผนที่ 1: 250,000 เพื่อลดงานการ
เชื่อมต่อขอ้ มูลระหวา่ งขอบเขตการทำงาน

3. แปลตีความด้วยสายตา ทีม่ าตราส่วน 1: 50,000 โดยมีขัน้ ตอน ดงั น้ี

3.1 ทำสีผสมเท็จของภาพดาวเทียม (false color composite) โดยการผสมข้อมูลภาพจาก
ดาวเทียมสีขาวดำในแต่ละช่วงคลื่น (แบนด์) ซึ่งสามารถนำมาซ้อนทับกันได้ครั้งละ 3 แบนด์ โดยทำให้
แต่ละแบนด์ที่เป็นสีขาวดำแทนด้วย 3 สีหลัก คือ สีแดง เขียว และน้ำเงิน โดยมีหลักการดังนี้ แทนข้อมูล
ดาวเทียมที่บันทึกในช่วงคลื่นสีแดง (Red Band) ด้วยแบนด์ 5 (near infrared: NIR) ข้อมูลดาวเทียมที่บันทึก
ในช่วงคลื่นสีเขียว (green band) ด้วยแบนด์ 6 (short wave infrared: SWIR) และข้อมูลดาวเทียมที่บันทึก
ในช่วงคลืน่ สีน้ำเงนิ (blue band) ด้วยแบนด์ 4 (RED)

3.2 การนำเข้าข้อมูลโดยวิธี 2D digitizers ด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปทางด้านภูมิสารสนเทศ
โดยใช้องค์ประกอบการวิเคราะห์ข้อมูลจากดาวเทียมด้วยสายตา (visual interpretation) โดยจำแนกตาม
รูปร่าง และตำแหน่งที่เห็นจากภาพถา่ ยดาวเทียม ที่ต้องอาศัยประสบการณ์ และความรู้ในพื้นที่ของผูแ้ ปลเป็น
หลักร่วมกบั ข้อมลู อืน่ ๆ เช่น ขอ้ มลู พืน้ ท่ีป่าในอดตี ข้อมูลในภมู ปิ ระเทศจรงิ (ขอ้ มูลภาคสนาม) รวมไปถึงข้อมูล
ขอบเขตพื้นที่ป่าอนุรักษ์ แผนที่ภูมิประเทศ และขอบเขตการปกครองมาประกอบการตัดสินใจในการจำแนก
พื้นท่ีป่าปกคลุม โดยกำหนดข้อมูลสารสนเทศภูมิศาสตร์ (shapefile) ให้อยู่ในรูปแบบของข้อมูลเวกเตอร์
(vector) ประเภทรูปปิด (polygon) ในระบบพิกัดฉาก UTM บนพื้นหลักฐาน WGS84 เขตโซน 47 หรือ
48 เหนือ ตามพื้นที่การทำงานจริง โดยข้อมูลทั้งประเทศที่รวมเป็นชิ้นเดียวได้กำหนดเป็นเขตโซน 47 เหนือ
เทา่ น้ัน

26

4. กำหนดรหสั ข้อมลู เชงิ พื้นท่ี และเชิงบรรยาย

กำหนดรหสั การนำเข้าข้อมลู เชิงพื้นท่ีในรูปแบบเวกเตอร์ (vector) ในลักษณะพน้ื ที่ รูปปิด
(polygon) ตามประเภทที่จำแนกไว้ พร้อมทั้งกำหนดโครงสร้างของข้อมูลเชิงบรรยาย (attribute Data)
ของข้อมูลท่ไี ด้ไว้ ดงั นี้

รหัสการนำเข้าข้อมูลเชงิ พืน้ ท่ี

รหสั ประเภทการใช้ทีด่ นิ ประเภทการใช้ท่ีดิน land use/land cover
10 ปา่ บก forest

โครงสรา้ งของข้อมูลเชงิ บรรยาย (attribute data)

ช่ือฟลิ ด์ คำอธิบาย ชนดิ ขอ้ มูล หมายเหตุ
FID OBJECTID object ID
SHAPE polygon geometry รปู ปดิ หลายเหลีย่ ม
PERIMETER double หนว่ ย: เมตร
LU_CODE ขนาดเสน้ รอบวง string
NAME_TH string หนว่ ย: ตารางกิโลเมตร
NAME_EN รหัสประเภทการใช้ท่ีดิน string หนว่ ย: ไร่
AREA_SQKM double
AREA_RAI ชอื่ การใช้ท่ดี นิ (ภาษาไทย) double
AUTHOTITY_CODE string
satellite data ชอื่ การใชท้ ีด่ นิ (ภาษาองั กฤษ) string

ขนาดพนื้ ที่

ขนาดพน้ื ท่ี

รหัสหนว่ ยงานถือครอง: DNP

ภาพดาวเทยี มทใี่ ช้

block หรอื path/row

27

5. การตรวจสอบ และควบคมุ คุณภาพของงาน

5.1 ตรวจซ้ำการซ้อนทับของเวกเตอร์กับข้อมูลภาพดาวเทียม ซึ่งจะต้องตรง และสอดคล้องกับ
ภาพถา่ ยดาวเทียม รวมถึงเส้นขอบเขตการใช้ทีด่ นิ ต้องตรงตามแนวทเ่ี หน็ ในภาพ

5.2 ตรวจซ้ำความครบถ้วนถูกต้องของข้อมูลเชิงพื้นที่ และข้อมูลเชิงบรรยาย กล่าวคือ
ข้อมูลเชิงพื้นที่ทุกรายการที่ระบุต้องมีข้อมูลครบทุกรายการ ได้แก่ พื้นที่ของรูปปิด พื้นที่เส้นรอบรูปปิด
รหัสของพื้นที่รูปปิด และชื่อของพื้นที่รูปปิด รวมถึงตรวจสอบข้อมูลเชิงบรรยายซึ่งจะต้องสอดคล้องกับ
รหสั ประเภทการใช้ประโยชนท์ ่ดี นิ

5.3 ตรวจสอบ topology ของข้อมูล ดังน้ี
- ไม่มีการซอ้ นทบั ของช้ันขอ้ มูลเดียวกนั (must not overlap)
- ไม่มีการซอ้ นทบั ของช้นั ขอ้ มูลอืน่ ที่กำหนด (must not overlap with..)
- ขอ้ มลู จะต้องไมม่ ชี ่องวา่ ง (must not have gaps)

5.4 การเชื่อมต่อข้อมูล (merge) เป็นการเชื่อมต่อข้อมูลเพื่อให้ได้ข้อมูลพื้นที่ป่าปกคลุมใน
พื้นที่อนุรักษ์ทั้งประเทศ โดยข้อมูลสุดท้ายต้องอยู่ในระบบพิกัดฉาก UTM บนพื้นหลักฐาน WGS84
เขตโซน 47 เหนือ เท่านน้ั เพราะพนื้ ท่ีส่วนใหญข่ องประเทศไทยอยู่ในเขตโซน 47 เหนอื

6. แผนที่ปา่ ปกคลุม

28

6.1 นำชั้นข้อมูลชนิดป่า ปี พ.ศ. 2563 ของกรมป่าไม้ มาจัดกลุ่มใหม่เป็นประเภทป่าผลัดใบ
และป่าไมผ่ ลัดใบ

การจัดกลุ่มชนิดป่า

ลำดับ ชนดิ ปา่ (กรมปา่ ไม)้ ประเภทปา่ (ตัวชี้วดั )
1 ป่าเต็งรงั ป่าผลดั ใบ
2 ปา่ เบญจพรรณ ปา่ ผลดั ใบ
3 ปา่ ไผ่ ปา่ ผลดั ใบ
4 ป่าดิบชื้น ปา่ ไมผ่ ลดั ใบ
5 ปา่ ดิบแลง้ ปา่ ไมผ่ ลดั ใบ
6 ปา่ ดบิ เขา ป่าไมผ่ ลดั ใบ
7 ปา่ สนเขา ปา่ ไมผ่ ลดั ใบ
8 ป่าชายหาด ปา่ ไมผ่ ลดั ใบ
9 ปา่ พรุ ป่าไมผ่ ลดั ใบ
10 ป่าบงึ นำ้ จืด ปา่ ไมผ่ ลดั ใบ

6.2 ทำการซ้อนทับชั้นข้อมูลป่าผลัดใบ – ไม่ผลัดใบกับชั้นข้อมูลป่าปกคลุม ปี พ.ศ. 2565
ซง่ึ เปน็ ขอ้ มลู ต้ังตน้ เพ่อื จดั ทำขอ้ มูลป่าผลัดใบ และปา่ ไมผ่ ลดั ใบในพน้ื ทอ่ี นรุ กั ษท์ ้ังหมด

6.3 ทำการตรวจสอบ topology ของข้อมูลไม่ให้มีการซ้อนทับของชั้นข้อมูลเดียวกัน
(must not overlap) และขอ้ มูลจะตอ้ งไม่มชี อ่ งวา่ ง (must not have gaps)

29

แผนท่ปี า่ ผลัดใบและป่าไมผ่ ลัดใบ

7. การประเมนิ ความถกู ต้องของแผนท่ี (accuracy assessment)

การประเมินความถูกต้องเป็นการนำผลการจำแนกข้อมูลภาพมาเปรียบเทียบกับข้อมูล
อ้างอิงที่เชื่อถือได้ โดยข้อมูลอ้างอิง (reference data) จะต้องมีคุณภาพสูงกว่าข้อมูลที่ใช้ในการสร้างแผนที่
เช่น ข้อมูลในภูมิประเทศจริง (การสำรวจภาคสนาม) ภาพถ่ายทางอากาศ ภาพถ่ายจากดาวเทียม
รายละเอียดสูง ข้อมูลจากการสำรวจทรัพยากรป่าไม้ทั่วประเทศ เป็นต้น โดยประเมินความถูกต้อง
ผลการจำแนก 2 วิธี ประกอบด้วย

7.1 สถิติเชิงพรรณนาแบบง่าย (simple descriptive statistics) เป็นวิธีการประเมินค่า
ความถูกต้องโดยการนำข้อมูลที่ได้จากข้อมูลอ้างอิง (reference data) มาเปรียบเทียบกับผลการจำแนกภาพ
ในรูปของตารางค่าความคลาดเคลื่อน (error matrix or confusion matrix) ประกอบด้วย (story and
congalton, 1986; Jensen, 1996)

- ค่าความถกู ตอ้ งของผ้ผู ลติ (producer’s accuracy) เป็นการประเมินคา่ ความผดิ พลาด
ของข้อมลู ที่ทำการจำแนกขาดหายไป (แปลไม่หมดข้อมูลขาดหายไป) หรอื omission error เป็นอัตราสว่ นของ
จำนวนจดุ ภาพทีเ่ คร่ืองไม่ได้จำแนกเขา้ กลุ่มต่อจำนวนจุดภาพท้ังหมดของชั้นข้อมลู ทนี่ ำมาทดสอบ หรือจำนวน
จุดภาพทีจ่ ำแนกถกู ตอ้ งของชั้นขอ้ มูลหนึ่ง ๆ หารด้วยผลรวมจำนวนจดุ ภาพตามแนวตง้ั ในตาราง

30

- ค่าความถูกต้องของผู้ใช้งาน (user’s accuracy) เป็นการประเมินค่าความผิดพลาด
ของข้อมูลที่ทำการจำแนกเกินมา (รวมพื้นที่ประเภทอื่นเข้ามา) หรือ commission error เป็นอัตราส่วนของ
จำนวนจุดภาพจากขอ้ มลู ท่นี ำมาทดสอบตอ่ จำนวนจุดภาพทีจ่ ำแนกถูกตอ้ งท้งั หมดของชั้นขอ้ มลู นั้น

- คา่ ความถูกต้องโดยรวม (overall accuracy) คือ การประเมนิ ค่าความถูกต้องโดยรวม
ของการจำแนก โดยคำนวณจากสัดสว่ นระหว่างจำนวนของจุดภาพท่จี ำแนกได้ถูกต้อง และจำนวนของจุดภาพ
ท้ังหมดทน่ี ำมาจำแนกประเภท

7.2 ค่าสถิติแคปปา (kappa statistics) เป็นการแสดงความถูกต้องโดยรวมเช่นกัน
แต่มีการพิจารณาลักษณะของความผิดพลาดที่เกิดขึ้นใน error matrix ด้วย การใช้สถิติแคปปาเป็นการ
ประเมินความถูกต้องที่ถือว่ามีการพิจารณาทั้งความสอดคล้องกันระหว่างข้อมูลตรวจสอบกั บข้อมูลอ้างอิง
ที่เป็นไปตามโอกาส (change agreement) และที่เป็นไปตามจริง (actual agreement) มักวิเคราะห์เพื่อ
แสดงควบคู่ไปกับค่าความถูกต้องโดยรวม โดยหากค่าทั้งสองมีค่าที่ใกล้เคียงกันไปในทิศทางสูงก็ถือว่าผลการ
จำแนกข้อมูลนั้นดีกล่าวคือ การท่ีความถูกต้องโดยรวมมีค่า (%) ที่สูง ไม่ได้หมายความว่าผลการจำแนก
ครัง้ นั้นดี หากคา่ สถิตแิ คปปามคี า่ ทีต่ ำ่ เพราะน่ันแสดงว่าความถูกต้องทส่ี ูงเปน็ ไปโดยบังเอญิ

3. การคำนวณปรมิ าณกักเก็บคาร์บอนในพืน้ ทป่ี ่าอนุรักษ์ของประเทศไทย
การคำนวณหาปริมาณกักเก็บคาร์บอนโดยนำพื้นที่ที่คำนวณได้จากการประเมินการเปลี่ยนแปลงพื้นท่ี

ป่าไม้ไปคูณค่าสัมประสิทธิ์การปลดปล่อย และการดูดกลับก๊าซเรือนกระจก (emission and removal factors)
เพ่ือคำนวณหาปริมาณกักเก็บคารบ์ อนในพืน้ ทีป่ ่าอนุรักษ์

การประเมนิ การกักเก็บคาร์บอน
โดยปกตมิ ีการประเมนิ ได้ 2 วิธีการ ได้แก่
1. ประเมินด้วยการเก็บตัวอย่างพืชพรรณทั้ง กิ่ง ก้าน ใบ ลำต้นและราก ทำการอบแห้งเพ่ือ
ใชห้ านำ้ หนักแหง้ จากนั้นวิเคราะหห์ าปริมาณคาร์บอนในแตล่ ะส่วนของพชื ทีส่ ามารถกักเกบ็ ได้ ผลทไี่ ด้สามารถ
นำไปวิเคราะห์การกักเก็บคาร์บอนของพืชได้ทั้งเหนือดิน (above ground carbon stock) และ ใต้ดิน
(below ground carbon stock)
2. ประเมินด้วยการคำนวณหาจากมวลชีวภาพของพืชพรรณแต่ละชนิด โดยใช้ค่าความสูง
และเส้นผ่านศูนย์กลางลำต้น (DBH) คำนวณหามวลชีวภาพ จากนั้นจึงนำค่าที่ได้ไปใช้คำนวณต่อในค่า
สัมประสทิ ธกิ์ ารปลดปลอ่ ยและการดดู กลับ (emission and removal factors)

31

การคำนวณค่ามวลชีวภาพเหนือพื้นดิน (AGB) ของต้นไม้รายต้นด้วยสมการอัลโลเมทรีพื้นฐาน
ของประเทศไทยตามสมการพืน้ ฐานของประเทศไทยไดร้ บั การพัฒนาในปี พ. ศ. 2508 และ 2526 ดังน้ี

Tropical Evergreen Forest (Ogawa 1965 trop.):

= + 1
1 8 . 0+0.025

with = 0.0396 × ( 2 × )0.9326 + 0.006002 ×
( 2 × )1.027

Mixed Deciduous Forest (Ogawa 1965 md.):

= + 1

28.0 + 0.025


with = 0.0396 × ( 2 × )0.9326 + 0.003487 × ( 2 × )1.027

Hill and Dry Evergreen Forest (Tsutsumi 1983) (*):

= 0.0509 × ( 2 × )0.919 + 0.00893 × ( 2 × )0.977
+ 0.0140 × ( 2 × )0.669

(*) Tsutsumi was also applied to Pine forests.

Calculation
of Above
Ground
Biomass

32

33

1. ประมวลข้อมูลจากระดับรายต้นสู่รายแปลง (propagation to plot level) : ค่ามวลชีวภาพ
เหนือพื้นดิน (AGB) ของตน้ ไม้ เป็นผลรวมในระดับแปลง และแปลงหน่วยจากกิโลกรัมเป็นตันต่อ
เฮกตาร์

AGBplot = ∑AGBtree × 1000
Aplot

โดยท่ี AGBplot หน่วยเป็นตันต่อเฮกตาร์ ( ton/ha), AGBtree หน่วยเปน็ กิโลกรัม (Kg.) and Aplot หนว่ ยเป็น
เฮกตาร์ (ha.)

2. สรุปรวบรวมข้อมูลไปสรู่ ะดบั ชนดิ ป่าไม้ (aggregation to forest type level) : โดยใช้การส่มุ
ตัวอยา่ งแบบการจัดกลุ่ม (stratified random sampling) ของ Cochran 1997 ซง่ึ มี 2 ขน้ั ตอน
ดงั น้ี
a. ดำเนินการคำนวณหาค่าเฉลี่ย (averages) และค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (standard
deviations) ของพื้นที่ป่า โดยดำเนนิ การกบั ของทกุ แปลงตวั อยา่ งในปา่ แตล่ ะชนิด
b. ดำเนินการคำนวณค่าถ่วงค่าน้ำหนักของค่าเฉลี่ย ระหว่างประชั้นข้อมูล (strata) เพื่อรวมผล
ความแตกตา่ งของความหนาแนน่ การสมุ่ ตวั อยา่ ง ในแตล่ ะช้นั ขอ้ มลู :

AGBi = ∑A GBi,j × Ai,j
Ai
j

โดยท:ี่ AGBi คือมวลชีวภาพเหนอื พื้นดนิ ของชนดิ ป่า i, AGBi,j คอื มวลชีวภาพเหนือพ้นื ดินของชนดิ ปา่ i
ในช้ันประเภท j, Ai,j คอื พน้ื ทีข่ องชนิดป่า i ในชน้ั ประเภท j,, และ Ai พื้นทที่ ั้งหมดของชนดิ ปา่ i. โดยที่

CIi = 1.96 × √∑ A2i,j × σi2,j
A2i ni,j
j

โดยท:ี่ σi,j คอื คา่ เบี่ยงเบนมาตรฐานมวลชวี ภาพเหนอื พ้นื ดนิ ของชนิดป่า i ในชนั้ ประเภท j และ ni,j คือ
จำนวนแปลงตัวอย่างในขนิดปา่ i ในชั้นประเภท j

3. คำนวณค่าการกักเก็บคาร์บอน (carbon stock calculations): คำนวณจากมวลชีวภาพ
เหนือพื้นดิน (AGB) และอัตราส่วนระหว่างลำต้นต่อราก (root-to-shoot ratios: RS) ตามคู่มือ
ของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC guidelines)
ค่าเศษส่วนคาร์บอนเท่ากับ 0.47 (IPCC guidelines 2006) และอัตราส่วนของมวลอะตอม
ธาตุคารบ์ อนตอ่ กา๊ ซคารบ์ อนไดออกไซด์

44
Cstock(tCO2/ha) = AGB × (1 + RS) × CF × 12

34

อตั ราสว่ นระหวา่ งลำต้นตอ่ ราก (IPCC guidelines 2006)

Forest type RS Source

evergreen 0.37 IPCC 2006, Vol. 4, Table
0.20 4.4
deciduous
(above-ground biomass <125 tones/ha) 0.24

deciduous
(above-ground biomass >125 tones/ha)

Calculation of Carbon Stock

35

บทที่ 3 ผลการศึกษา

1. ค่าสัมประสทิ ธก์ิ ารปลดปลอ่ ยและการดูดกลับก๊าซเรอื นกระจก (emission and removal factors)
1.1 การรวบรวมข้อมูลสำรวจทรัพยากรป่าไม้ (forest inventory) โดยการวางแปลงสำรวจทรัพยากรป่าไม้
ในพื้นท่ีอนุรักษ์ของประเทศไทย ด้วยการวางแปลงตัวอย่างถาวรแบบเป็นระบบ (systematic sampling)
ตามแผนการปฏิบัติงานปี พ.ศ. 2565 ดังน้ี

หน่วยงานรับผดิ ชอบ จำนวนแปลง รวม
10x10 2.5x2.5
หนว่ ยงานสว่ นกลาง 90
- สำนักวจิ ัยการอนรุ กั ษป์ ่าไมแ้ ละพันธพ์ุ ชื 75 + (15)*
40
หนว่ ยงานส่วนภมู ภิ าค 40 9 45
- สำนกั บรหิ ารพน้ื ทอ่ี นุรกั ษ์ท่ี 1 ปราจีนบุรี 45 7 30
- สำนกั บริหารพน้ื ที่อนุรกั ษท์ ี่ 3 บา้ นโปง่ 30 8 30
- สำนกั บริหารพน้ื ที่อนรุ ักษ์ที่ 4 สุราษฎรธ์ านี 21 30
- สำนกั บริหารพน้ื ที่อนุรกั ษ์ที่ 5 นครศรธี รรมราช 23 4 35
- สำนักบรหิ ารพื้นทอ่ี นรุ ักษ์ที่ 6 สงขลา 27 30
- สำนกั บรหิ ารพื้นท่ีอนุรกั ษท์ ่ี 7 นครราชสมี า 30 5 20
- สำนักบริหารพนื้ ที่อนรุ ักษ์ที่ 8 ขอนแก่น 20 20
- สำนกั บรหิ ารพน้ื ที่อนรุ ักษท์ ี่ 9 อบุ ลราชธานี 16 1 55
- สำนกั บริหารพ้ืนทีอ่ นุรกั ษ์ที่ 10 อดุ รธานี 55 34 35
- สำนักบริหารพื้นทอ่ี นรุ กั ษ์ท่ี 11 พษิ ณุโลก 35 50
- สำนักบริหารพน้ื ที่อนรุ ักษ์ที่ 12 นครสวรรค์ 45 30
- สำนักบริหารพน้ื ที่อนุรักษ์ท่ี 13 แพร่ 30 45
- สำนักบรหิ ารพื้นทีอ่ นรุ ักษ์ท่ี 13 สาขาลำปาง 45 55
- สำนักบรหิ ารพื้นทอ่ี นรุ กั ษท์ ่ี 14 ตาก 55 50
- สำนักบรหิ ารพนื้ ทีอ่ นุรกั ษ์ที่ 15 เชยี งราย 50 45
- สำนักบรหิ ารพน้ื ที่อนรุ ักษท์ ี่ 16 เชยี งใหม่ 44 735
- สำนักบรหิ ารพื้นที่อนุรกั ษท์ ่ี 16 สาขาแมส่ ะเรยี ง
รวม 686 + (15)*

* ตรวจสอบการปฏิบัติงานภาคสนาม จำนวน 15 แปลง
หมายเหตุ จำนวนแปลงสำรวจทรัพยากรป่าไม้ขึ้นกับจำนวนงบประมาณที่ได้รับจัดสรร และความพร้อมของ
หน่วยงานส่วนภูมิภาคในการรองรบั การปฏิบัติงาน

36

1.2 รวบรวมข้อมูลแปลงสำรวจทรัพยากรป่าไม้จากฐานข้อมูลสำรวจทรัพยากรป่าไม้ในพื้นท่ีป่าอนุรักษ์ระยะ
2.5x2.5 กิโลเมตร ที่ดำเนินการแลว้ ซงึ่ ตรงกบั จดุ สำรวจระยะ 10x10 กโิ ลเมตร เพ่มิ เติมจำนวน 23 แปลง

1.3 ข้อมูลผลการสำรวจทรพั ยากรป่าไม้ ทร่ี ะยะ 10 x 10 กิโลเมตร จำแนกตามชนดิ ป่า

ประเภทพน้ื ท่ี ชนดิ ปา่ จำนวนแปลง รอ้ ยละ
ปา่ ผลดั ใบ
ป่าเบญจพรรณ 293 41.33
ปา่ เตง็ รงั 106 14.95

ปา่ ไมผ่ ลดั ใบ ป่าดบิ ช้นื 399 56.28
ปา่ ดิบแลง้
ปา่ ดิบเขา 82 11.57
ปา่ สนเขา 145 20.45
ป่าพรุ 61 8.60
2 0.28
พนื้ ทอี่ ่นื ๆ* ป่าชายเลน 1 0.14
พนื้ ที่เกษตรกรรม
ไมส่ ามารถดำเนนิ การไดช้ ว่ั คราว 290 41.04
ไมส่ ามารถดำเนนิ การได้ถาวร
3 0.42
รวม 5 0.71
* พืน้ ทอี่ ่นื ๆ ไม่นำมาคดิ รวมในการประเมิน 5 0.71
6 0.85

19 2.68

709 100.00

37

แผนที่แสดงจดุ สำรวจทรพั ยากรปา่ ไม้

1.4 ปรมิ าณการกักเกบ็ คารบ์ อนเฉลีย่ (carbon stocks) จำแนกตามประเภทปา่

ประเภทปา่ จำนวนแปลง ค่ามวลชีวภาพ คา่ มวลชีวภาพ ปรมิ าณกักเก็บ ค่าชว่ งความ
เหนือพ้นื ดิน ใตพ้ น้ื ดิน คาร์บอน เชอ่ื ม่นั (CI)
ป่าผลดั ใบ 399 เฉล่ยี (t/rai) เฉล่ยี (t/rai)
ป่าไม่ผลดั ใบ 290 เฉลย่ี (tC/rai) 0.41
12.137 2.427 1.26
6.845
26.564 9.829
17.104

38

1.5 เปรียบเทียบอตั ราการเปล่ียนแปลงปริมาณการกักเกบ็ คารบ์ อนเฉล่ยี ปี พ.ศ. 2565 เทียบกับปี พ.ศ. 2560

ประเภทป่า ปรมิ าณกักเกบ็ คารบ์ อนเฉลี่ย (tC/rai) อตั ราการเปลย่ี นแปลงเฉลีย่
ปี พ.ศ. 2560 ปี พ.ศ. 2565
ปา่ ผลดั ใบ (tC/rai) %
ป่าไม่ผลัดใบ 6.560 6.845
15.257 17.104 + 0.285 + 4.35

+ 1.847 + 12.11

2. พ้นื ท่ปี ่าปกคลุมในพืน้ ท่ีปา่ อนุรักษ์ (activity data)
ผลการแปลตีความภาพถ่ายดาวเทียม ปี พ.ศ. 2565 พบว่า มีพื้นที่ป่าปกคลุมในเขตพื้นท่ีป่าอนุรักษ์

61,976,715 ไร่ ซึ่งจำแนกขอ้ มลู ออกเป็นป่าผลัดใบ 33,501,500 ไร่ และปา่ ไมผ่ ลดั ใบ 28,475,214 ไร่

พน้ื ทีป่ า่ ปกคลุมในพื้นทป่ี า่ อนรุ กั ษ์ จำแนกตามประเภทป่า ปี พ.ศ. 2565

ประเภทปา่ พื้นที่ (rai) พืน้ ที่ (ha.)
ปา่ ผลดั ใบ 33,501,500.47 5,360,240.07
ป่าไม่ผลัดใบ 28,475,214.45 4,556,034.31
รวม 61,976,714.92 9,916,274.39

พ้นื ท่ปี า่ ปกคลมุ ในพ้นื ที่ป่าอนรุ กั ษ์ จำแนกตามประเภทป่า ปี พ.ศ. 2565 แยกรายภาค

ประเภทป่า ปา่ ผลัดใบ ปา่ ไมผ่ ลัดใบ
ภาค พื้นท่ี (rai) พน้ื ที่ (ha.) พืน้ ที่ (rai) พ้นื ท่ี (ha.)
5,485,068.09 877,610.89 2,318,864.45 371,018.31
ภาคกลาง 8,393,201.00 1,342,912.16 5,878,580.33 940,572.85
ภาคตะวนั ตก 646,089.39 103,374.30 2,651,940.73 424,310.52
ภาคตะวนั ออก 4,412,101.80 705,936.29 4,522,743.94 723,639.03
ภาคตะวันออกเฉยี งเหนือ 122,605.90 19,616.94 7,403,400.82 1,184,544.13
ภาคใต้ 14,442,434.29 2,310,789.49 5,699,684.17 911,949.47
ภาคเหนือ 33,501,500.47 5,360,240.07 28,475,214.45 4,556,034.31
รวม

39

จากการนำผลการจำแนกชั้นข้อมูลที่ได้ไปเปรียบเทียบกับข้อมูลในพื้นที่จริง ข้อมูลจากดาวเทียมที่มี
รายละเอียดที่สูงกว่า จำนวน 496 จุด และข้อมูลการสำรวจทรัพยากรป่าไม้ทั่วประเทศ (national forest
inventory) จำนวน 654 จุด รวมทั้งสิ้น 1,150 จุด แล้วนำมาแจกแจงให้อยู่ในรูป error matrix (confusion
matrix) และหาค่าสัมประสิทธิ์แคปปา (kappa coefficient) เพื่อประเมินความถูกต้อง และความสอดคล้อง
ของผลการจำแนกชั้นข้อมูลกับจุดตรวจสอบ เพื่อให้ผู้ใช้ข้อมูลได้วางแผนการดำเนินงานให้ครอบคลุมความ
ผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นพบว่ามีค่าความถูกต้องโดยรวม (overall accuracy) เท่ากับร้อยละ 97.57 และค่าสถิติ
kappa เทา่ กับ 0.98

ผลการประเมนิ ความถกู ต้องของการจำแนกข้อมูล (accuracy assessment)

ขอ้ มลู ตรวจสอบ ไม่ปา่ map total user’s accuracy (%)

การจำแนก ปา่ ปา่ 2 938 99.79

ไมป่ า่ 936 186 212 87.74
26
Reference total 962 118 1,150
Producer’s accuracy (%) 97.30
Overall Accuracy (%) 97.57 98.94
Kappa Coefficient 0.98

เปรยี บเทียบพื้นทปี่ า่ ไมใ้ นพื้นทปี่ า่ อนุรกั ษ์ ปี พ.ศ. 2565 เมือ่ เทยี บกบั ปี พ.ศ. 2560

ประเภทปา่ พืน้ ท่ี (rai) การเปลี่ยนแปลง
ปี พ.ศ. 2560 ปี พ.ศ. 2565
ป่าผลดั ใบ 34,369,381.69 33,501,500.47 Rai %
ปา่ ไมผ่ ลดั ใบ 26,994,032.44 28,475,214.45
รวม 61,363,414.13 61,976,714.92 -867,881.22 -2.53

1,481,182.01 5.49

613,300.79 1.00

40

3. ปรมิ าณกกั เก็บคาร์บอนในพนื้ ท่ีป่าอนรุ กั ษ์

ปริมาณกกั เกบ็ คาร์บอนในพืน้ ทป่ี า่ อนุรักษ์ ปี พ.ศ. 2565 ทง้ั ประเทศ

ค่ามวล ค่ามวล ปรมิ าณกกั
เกบ็
ชีวภาพ ชีวภาพใต้ ปริมาณกักเก็บคารบ์ อน
คาร์บอน (tC)
ประเภทป่า พืน้ ท่ี (rai) พืน้ ท่ี (ha.) เหนือ พืน้ ดิน เฉลีย่
(tC/rai) 229,319,181.10
พื้นดินเฉลี่ย เฉลี่ย 487,052,751.76
6.845 716,371,932.85
(t/rai) (t/rai)
17.104
ปา่ ผลัดใบ 5,360,240.07 33,501,500.47 12.137 2.427
-
ปา่ ไมผ่ ลัดใบ 4,556,034.31 28,475,214.45 26.564 9.829

รวม 9,916,274.39 61,976,714.92 - -

ปริมาณกักเกบ็ คาร์บอนในพ้ืนทปี่ ่าอนุรกั ษ์ ปี พ.ศ. 2565 แยกรายภาค

ประเภทป่า พื้นที่ (rai) ป่าผลดั ใบ ปรมิ าณกักเก็บ พื้นที่ (rai) ป่าไมผ่ ลดั ใบ ปริมาณกักเกบ็
ปริมาณ คารบ์ อน (tC) คาร์บอน (tC)
ภาค 5,485,068.09 กกั เก็บ 2,318,864.45 ปรมิ าณ (รวมปา่ ผลดั ใบ -
ภาคกลาง 8,393,201.00 คารบ์ อน 37,545,291.07 5,878,580.33 กักเกบ็ ปริมาณกักเกบ็ ไมผ่ ลดั ใบ)
ภาคตะวันตก 646,089.39 เฉล่ีย 57,451,460.84 2,651,940.73 คาร์บอน คาร์บอน (tC)
ภาคตะวันออก 4,412,101.80 (tc/rai) 4,422,481.84 4,522,743.94 เฉลีย่ 77,207,148.60
ภาคตะวันออกเฉยี งเหนอื 122,605.90 30,200,836.83 7,403,400.82 (tc/rai) 157,998,698.84
ภาคใต้ 14,442,434.29 6.845 839,237.38 5,699,684.17 49,781,276.06
ภาคเหนอื 98,858,462.72 17.104 39,661,857.54 107,557,849.25
100,547,238.00 127,467,005.04
45,358,794.21 196,345,860.78
77,357,012.42
126,627,767.66
97,487,398.06

4. เปรยี บเทียบอัตราการเปล่ยี นแปลงปริมาณการกักเกบ็ คาร์บอนในพ้นื ท่ีอนรุ ักษ์ ปี พ.ศ. 2565 เทียบกับปี
พ.ศ. 2560

ประเภทปา่ ปริมาณกักเกบ็ คาร์บอน (tC) อตั ราการเปล่ียนแปลง
(tC) %
ป่าผลดั ใบ ปี พ.ศ. 2560 ปี พ.ศ. 2565 +3,862,350.20 +1.71
ป่าไม่ผลดั ใบ +75,212,326.52 +18.26
รวม 225,456,830.90 229,319,181.10 +79,074,676.71 +12.41

411,840,425.24 487,052,751.76

637,297,256.14 716,371,932.85

41

บทท่ี 4 สรปุ ผลการศึกษา

สรปุ ผลการศกึ ษา
1. ค่าสัมประสิทธิ์การปลดปล่อยและการดูดกลับก๊าซเรือนกระจก (emission and removal

factors)
การคำนวณค่าสัมประสิทธิ์การปลดปล่อย และการดูดกลับก๊าซเรือนกระจก (emission and

removal factors) ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ พบว่ามีอัตราการเปลี่ยนแปลงปริมาณการกักเก็บคาร์บอนเฉลี่ย
ปี พ.ศ. 2565 เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปี พ.ศ. 2560 โดย ป่าผลัดใบ เพิ่มขึ้น 0.285 ตันคาร์บอน/ไร่ คิดเป็น
ร้อยละ 4.35 และในป่าไม่ผลัดใบเพิ่มขึ้น 1.847 ตันคาร์บอน/ไร่ คิดเป็นร้อยละ 12.11 โดยการเพิ่มข้ึน
ของปริมาณการกักเก็บคาร์บอนเฉลี่ยโดยเฉพาะในป่าไม่ผลัดใบมีสัดส่วนที่สูงขึ้นเมื่อเทียบกับปี พ.ศ. 2560
เนื่องจากจำนวนแปลงสำรวจทรัพยากรป่าไม้ที่เพิ่มมากขึ้น และครอบคลุมพื้นที่อนุรักษ์มากขึ้น จากเดิมใน
ป่าผลัดใบมีข้อมูลจำนวน 347 แปลง เพิ่มเป็น 399 แปลง เพิ่มขึ้นร้อยละ 14.99 และป่าไม่ผลัดใบ
จำนวน 225 แปลง เปน็ 290 แปลง เพิม่ ข้นึ ร้อยละ 28.89 ในรอบการสำรวจปี พ.ศ. 2565

2. การประเมินพื้นท่ีป่าปกคลุม และการเปลี่ยนแปลงพน้ื ท่ปี า่ ไม้ (activity data)
ผลจากการแปลตีความภาพถ่ายดาวเทียม ปี พ.ศ. 2565 พบว่า มีพื้นที่ป่าปกคลุมในเขตพื้นที่อนุรักษ์
61,976,715 ไร่ ซึ่งจำแนกข้อมูลออกเป็นป่าผลัดใบ 33,501,500 ไร่ และป่าไม่ผลัดใบ 28,475,215 ไร่
เมื่อเปรียบเทียบกับปี พ.ศ. 2560 พบว่ามีพื้นที่ป่าปกคุลมเพิ่มข้ึน 613,300.79 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 1.00
โดยมที ี่มาของพ้นื ทป่ี า่ ปกคลุ มที่เพิ่มขน้ึ ดังนี้

2.1 การเปลีย่ นแปลงแนวเขตพน้ื ทีอ่ นุรักษ์

ประเภทพน้ื ทีอ่ นุรักษ์ แนวเขตที่ใช้ในปี 2560 แนวเขตท่ีใช้ในปี 2565 พืน้ ทตี่ า่ งกนั
(rai)
อุทยานแห่งชาติ จำนวน (แหง่ ) เน้อื ท่ี (rai) จำนวน (แห่ง) เนื้อท่ี (rai) 0
เขตรกั ษาพนั ธุส์ ัตวป์ ่า -5,422
เขตหา้ มลา่ สัตว์ป่า 133 41,063,675 133 41,063,675
วนอุทยาน 59 23,405,129 60 23,399,707 498,932
สวนพฤกษศาสตร์ 80 3,756,894 96 4,255,826 -199,659
สวนรกุ ขชาติ 114 855,490 91 655,830 9,520
เตรยี มการอทุ ยานแหง่ ชาติ 14 21,296 16 30,816 1,258
เตรยี มการเขตห้ามลา่ สตั ว์ปา่ 56 20,128 50 21,387 17,651
22 3,935,609 22 3,953,259 -194,070
รวม 6 294,969 5 100,899 128,210
484 73,353,189 473 73,481,399

42

หมายเหตุ:
- การเปลี่ยนแปลงแนวเขตพื้นที่เตรียมการอุทยานแห่งชาติ มีการเปลี่ยนแปลงตามมติคณะกรรมการ

อุทยานแหง่ ชาติ และหน่วยงานเจา้ ของพื้นท่ี ข้อมลู จากสว่ นอนุรกั ษ์ทรัพยากร สำนักอุทยานแห่งชาติ
- การเปลี่ยนแปลงแนวเขตพื้นที่เตรียมการเขตห้ามล่าสัตว์ป่า มีการเปลี่ยนแปลงแนวเขตตามมติ

คณะกรรมการฯ และหน่วยงานเจ้าของพื้นที่ ข้อมูลจากส่วนจัดการพื้นที่อนุรักษ์สัตว์ป่า สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า
- การปลี่ยนแปลงแนวเขตวนอุทยาน ส่วนพฤกษศาสตร์ และสวนรุกขชาติ มีการรังวัดแนวเขตใหม่

ตามพ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 ดำเนินการโดยส่วนรังวัดแนวเขตที่ดินป่าไม้ สำนักฟื้นฟูและพัฒนา
พน้ื ทอี่ นุรกั ษ์

- จำนวนพื้นที่สวนพฤกษศาสตร์ และสวนรุกขชาติ ได้รับข้อมูลจากกลุ่มงานพฤกษศาสตร์ป่าไม้
สำนักวิจัยการอนรุ ักษ์ป่าไม้

2.2. มีข้อมูลสนับสนุนการตัดสินใจมากขึ้น (ภาพรายละเอียดสูง) และครอบคลุมพื้นที่มากขึ้นสำหรับ
ตัดสนิ ใจ เชน่ ป่าฟ้นื ฟูตามธรรมชาติ หรอื พน้ื ท่ปี ลูกปา่ และในพ้นื ทีส่ งั คมพชื ลานหินท่ีมีต้นไม้ข้นึ ปกคลุม ซึ่งเป็น
พื้นที่ที่ยากในการจำแนกด้วยข้อมูลจากดาวเทียม landsat-8 และ 9 ที่มีรายละเอียดจุดภาพ 30 เมตร
พื้นที่ดังกล่าวได้รับอิทธิพลการสะท้อนแสงจากพื้นดิน และหินในช่วงเวลาที่ต้นไม้ทิ้งใบหรือหน้าแล้ง มากกว่า
คา่ การสะท้อนจากใบไม้ ทำให้คา่ การสะทอ้ นแสงใกลเ้ คียงกับพื้นที่เกษตรกรรมหรือพืน้ ที่อ่ืนที่ไมใ่ ชป่ า่

3. ปรมิ าณการกกั เกบ็ คารบ์ อนในพน้ื ท่ีปา่ อนุรักษ์
เมื่อนำค่าสัมประสิทธิ์การปลดปล่อย และการดูดกลับก๊าซเรือนกระจก (emission and removal
factors) ของแต่ละชนิดป่า และข้อมูลการประเมินพื้นท่ีป่าปกคลุมในเขตพื้นที่อนุรักษ์ (activity data)
ที่ได้ มาคำนวณหาปริมาณกักเก็บคาร์บอน พบว่าปริมาณการกักเก็บคาร์บอนในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ของ
ประเทศไทย ปี พ.ศ. 2565 มีค่าเท่ากับ 716,371,932.85 ตันคาร์บอน เพิ่มขึ้น 79,074,676.71 ตันคาร์บอน
คดิ เปน็ รอ้ ยละ 12.41 เม่ือเทียบกับปี พ.ศ. 2560 โดยมีปจั จยั ของการเพิ่มขึ้นของคา่ การกักเก็บคาร์บอนดงั นี้

1. การเพิม่ ขน้ึ ของค่าสัมประสิทธ์กิ ารปลดปล่อยและการดูดกลับก๊าซก๊าซเรือนกระจก (emission and
removal factors) ทั้งในป่าผลัดใบและไม่ผลัดที่เพิ่มสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปี พ.ศ. 2560 โดยเฉพาะใน
ป่าไม่ผลัดใบ เกิดจากการเพิ่มขึ้นของสัดส่วนข้อมูลแปลงสำรวจของป่าดิบชื้นซึ่งเป็นชนิดป่าที่มีปริมาณกักเกบ็
คาร์บอนท่สี ูงกว่าป่าชนดิ อน่ื

2. การเพิ่มขึ้นของพื้นที่ป่าอนุรักษ์จากการผนวกพื้นที่อนุรักษ์เพิ่มขึ้น ประกอบกับการใช้เทคโนโลยี/
วิธีการ/กระบวนการในการแปลภาพ ตลอดจนภาพถ่ายดาวเทียมที่มีความละเอียดสูงขึ้นส่งผลทำให้
การแปลตคี วามพ้ืนทปี่ ่าปกคลมุ มีความถกู ต้อง และแม่นยำมากข้ึน

43

ข้อเสนอแนะ

1. สำหรับการประเมินปริมาณกักเก็บคาร์บอนในอนาคตการจำแนกพื้นที่ป่าปกคลุมควรจำแนก
ในระดบั ของชนดิ ปา่ มากกวา่ ประเภทปา่ ผลดั ใบ และป่าไม่ผลดั ใบ เพื่อความถูกต้องและแมน่ ยำของข้อมูล

2. การประเมนิ ปรมิ าณกักเก็บคารบ์ อนในระดบั พื้นท่ี (ท่ไี ม่ใช่ระดับภาพรวมของประเทศ) การคำนวณ
ค่าสัมประสิทธิ์การปลดปล่อย และการดูดกลับก๊าซเรือนกระจก นั้นจำเป็นต้องใช้ข้อมูลการสำรวจทรัพยากร
ป่าไม้ในระยะห่างที่น้อยกว่า 10 x 10 กิโลเมตร เพื่อให้มีข้อมูลที่ครอบคลุมทุกชนิดป่า และจำนวนที่เพียงพอ
และเหมาะสมต่อการคำนวณสัมประสิทธ์ิการปลดปล่อย และการดูดกลับก๊าซเรือนกระจก ทั้งนี้ข้ึนอยู่กับขนาด
ของพืน้ ท่ีและจำนวนงบประมาณ

44

ภาคผนวก



ค่มู อื การสารวจทรัพยากรปา่ ไม้

Forest Inventory Guideline

ส่วนสารวจและวิเคราะห์ทรพั ยากรปา่ ไม้
สานักวิจัยการอนรุ ักษป์ า่ ไมแ้ ละพันธพ์ุ ืช
กรมอุทยานแหง่ ชาติ สตั วป์ ่า และพนั ธพุ์ ชื

พ.ศ. 2565

สารบญั

หน้า

สารบัญ บทนา i
บทที่ 1 การสารวจทรัพยากรป่าไม้ 1-1
บทท่ี 2 รปู รา่ งและขนาดของแปลงตวั อยา่ ง (Plot Design) 2-1
อุปกรณใ์ นการสารวจทรพั ยากรป่าไม้ 2-1
บทที่ 3 การเตรียมงานในสานกั งาน 2-2
แบบบันทกึ ข้อมลู 2-3
แบบบันทึกข้อมลู (Tally Sheets) 3-1
วิธีการบนั ทึกข้อมลู ในแบบบนั ทกึ ข้อมลู (Tally Sheets) แบบตา่ งๆ 3-1
แบบบนั ทกึ ขอ้ มลู แบบที่ 1 ขอ้ มูลทัว่ ไป (General information) 3-2
แบบบนั ทกึ ข้อมลู แบบท่ี 2 การเดนิ ทางเขา้ จดุ ศูนย์กลางของกลุ่มแปลงตัวอย่าง 3-2
และลกั ษณะท่วั ไปของพื้นที่ (Cluster centre access & Site features) 3-4
แบบบนั ทกึ ข้อมลู แบบที่ 3 การเกบ็ ขอ้ มลู ไลเคน มอส กล้าไม้ และลูกไม้
(Herb, Shrub, Seedlings & Saplings) 3-8
แบบบนั ทกึ ขอ้ มลู แบบท่ี 4 การเก็บข้อมลู ไม้ต้น (Trees)
แบบบนั ทึกขอ้ มลู แบบท่ี 5 การเกบ็ ขอ้ มลู ไมไ้ ผ่ หวาย และตอไม้ 3-9
(Bamboo, Erect Rattan & Tree Stump) 3-14
แบบบันทกึ ขอ้ มลู แบบที่ 6 และ 7 การเกบ็ ขอ้ มลู ไมล้ ม้ ขอนนอนไพร เศษไม้ปลายไม้
หวายเลอื้ ยและไมเ้ ถา (Coarse woody debris, Creeping rattan & Climbers: 3-16
Transect 1&2)
แบบบนั ทกึ ขอ้ มลู แบบท่ี 8 การเกบ็ ขอ้ มลู ปจั จัยทมี่ ีผลกระทบต่อพน้ื ทป่ี า่ 3-20
(Site disturbance)


Click to View FlipBook Version