The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เอกสารรายวิชา หลักภาษาไทยในชีวิตประจำวัน ท๓๐๑๐๕

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by mameow.anisara, 2022-05-02 03:11:02

เอกสารรายวิชา หลักภาษาไทยในชีวิตประจำวัน ท๓๐๑๐๕

เอกสารรายวิชา หลักภาษาไทยในชีวิตประจำวัน ท๓๐๑๐๕

ร า ย วิ ช า ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ ำ วั น ท ๓ ๐ ๑ ๐ ๕ | ๕๑

อักษรไทย

อักษรไทย จำแนกออกเปน ๓ หมู ซึ่งเรียกวา ไตรยางค ไดแก อักษรสูง อักษรกลาง และอักษรต่ำ

โดยจัดแยกมาจากพยัญชนะ ๔๔ ตวั ดังน้ี

อกั ษรกลาง ๙ ตัว อักษรสูง ๑๑ ตวั อักษรต่ำ ๒๔ ตัว

อักษรคู อักษรเด่ยี ว

ก ขฃ คฅฆ ง

จ ฉ ชซฌ ญ

ฏฎ ฐ ฑฒ ณ

ดต ถ ทธ น

บป ผฝ พฟภ ม

อ ศษสห ฮ ยรลวฬ

ขอ สังเกตชวยจำ

อกั ษรกลาง ๙ ตัว ไกจิกเฎ็กฏายเดก็ ตายบนปากโอง

อักษรสูง ๑๑ ตวั ผฝี ากถุงขาวสารใหฉ ันฐานฃวด

อกั ษรต่ำเด่ยี ว ๑๐ ตัว งใู หญนอนอยู ณ ริมวัดโมีโลก

วิธีผนั อกั ษร ๓ หมู

อกั ษร เสียง สามัญ เอก โท ตรี จตั วา

อักษรสงู คำเปน - ขา ขา - ขา
ขะ --
คำตาย - ขะ กา กา กา
กก กก กก
อกั ษรกลาง คำเปน กา กา คา คา -
คะ คะ -
คำตาย - กก คาบ คา บ -

อกั ษรต่ำ คำเปน คา -

คำตาย เสยี งส้นั - -

คำตาย เสยี งยาว - -

หมายเหตุ การผันอักษร ๓ หมู จำเปน ตองมคี วามรูในเรอ่ื งคำเปนและคำตาย จะชวยใหอ า นออกเสยี ง
และเขียนสะกดคำไดถูกตอง

ร า ย วิ ช า ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ ำ วั น ท ๓ ๐ ๑ ๐ ๕ | ๕๒

พยางคแ ละคำในภาษาไทย

พยางค เกดิ จากการเปลง เสียงพยญั ชนะ สระ และวรรณยุกต ประกอบกนั อาจมคี วามหมายหรอื ไมมี

ความหมาย

ประเภทของพยางค มี ๒ ประเภท คือ พยางคเ ปด และพยางคป ด

๑. พยางคเปด คอื พยางคท ไี่ มมเี สียงพยัญชนะปดทา ย และประสมดว ย แม ก กำ เชน แม หา มา เธอ

พอ เกะ กะ

ขอควรจำ พยางคที่ประสมดวยสระ ออ เออ เอือ เอีย อัว เปนพยางคเปด เพราะตัว อ ย ว จัดเปน

รูปสระ ไมใ ชรูปพยญั ชนะ เชน เสีย เรือ วัว ขอ ร่วั เสอื เขยี่

๒. พยางคปด คือ พยางคที่มีเสียงตัวสะกด ในมาตราตัวสะกด แม กก กด กบ กม กง กน เกย เกอว

และพยางคท่ปี ระสมดว ยสระ อำ ใอ ไอ เอำ เชน

- พยางคท่มี ตี ัวสะกด เลอื ก บา น จอด อนิ ทร องค

- พยางคท ป่ี ระสมดว ยสระเกนิ ใหญ ใจ เรา เผา ไกล ไทร

ขอ ควรจำ สระเกิน อำ ไอ ใอ เอา ไมม ีรปู พยัญชนะทา ยพยางค แตมีเสยี งพยญั ชนะทายอยู ดังนี้

อำ = อะ + ม หรือ อำ + ม (แมกม)

ไอ , ใอ = อะ + ย หรือ อำ + ย (แมเกย)

เอา = อะ + ว หรือ อำ + ว (แมเ กอว)

อักษรประสม

อักษรประสม คือ พยัญชนะ ๒ ตัว ควบกันและใชสระรวมกัน บางคำก็ออกเสียงพรอมกันเปน

อักษรกล้ำ และบางคำก็อานออกเสียง ๒ พยางค อักษรประสมแบงออกเปน ๒ ชนิด คืออักษรควบ

และอกั ษรนำ

๑. อักษรควบ แบง เปน ๒ ชนิด คอื

๑.๑ อักษรควบแท คืออักษรควบที่เกิดจากพยัญชนะ ๒ ตัวที่ควบกล้ำอยูในสระตัวเดียวกัน แลว

ออกเสียงพยัญชนะทั้งสองพรอม ๆ กัน ประกอบดวยรูปพยัญชนะ ก ข ค ต ป ผ พ และรูปพยัญชนะ ร ล ว

ออกเสียงกลำ้ กนั ในภาษาไทยมพี ยญั ชนะตนควบ ๑๕ รปู ดังตารางตอไปนี้

เสยี งพยญั ชนะตน ก ข ค ต ป ผพ
เสียงพยญั ชนะควบ

ร กร ขร คร ตร ปร - พร

ล กล ขล คล - ปล ผล พล

ว กว ขว คว - - - -

ร า ย วิ ช า ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ ำ วั น ท ๓ ๐ ๑ ๐ ๕ | ๕๓

๑.๒ อักษรควบไมแท คือ อักษรควบที่เกิดจากพยัญชนะ ๒ ตัว ที่ควบหรือกล้ำอยูในสระตัวเดียวกัน

แลว ออกเสยี งพยญั ชนะตัวหนา ตัวเดียว หรอื ออกเสยี งเปน พยัญชนะตวั อื่น พยญั ชนะท่ีนำมาควบคือ ตัว ร แลว

ออกเสยี งเปน ซ เชน สรา ง เสริม ศรี เศรา สระ ไซร ทราย ทรง ทราบ แทรก

๒. อักษรนำ คือ พยัญชนะ ๒ ตัว เรียงกันและตัวหนามีอิทธิพลนำเสียงวรรณยุกตของตัวที่ตามมา

ตวั หนาจะเปนอักษรสูงหรอื อักษรกลาง ตัวท่ตี ามมาเปนอกั ษรต่ำเด่ียวเทานน้ั

๒.๑ ไมออกเสียงตัวอักษรที่นำ เมื่อ ห นำ อักษรต่ำเดี่ยว หรือ อ นำ ย ไมออกเสียงตัว ห หรือ อ น้ัน

แตเ สียงวรรณยกุ ตข องพยางคเปนไปตามเสยี งตัว ห หรอื อ ทน่ี ำ เชน

ห นำ ง เชน หงิก แหงน หงาย หงอก

ญ เชน หญิง ใหญ หญา

น เชน หนี หนู หนาม หนกั หนอง ไหน หนอย หนา

ม เชน หมู หมี หมา หมอ แหม หมาย หมอง หมกั หมม

ย เชน หยกิ หยดุ หยัก หยอก หยาม หยี แหย

ร เชน หรือ หรู หรา หร่ี หรอก

ล เชน หลาน หลอก หลับ หลกี หลัด หลดุ หลงใหล

ว เชน หวาน แหวน แหวก หวิด หวา ไหว หวี หวอื หวา

อ นำ ย มอี ยู ๔ คำ คือ อยา อยู อยา ง อยาก

๒.๒ ออกเสียงตัวอักษรที่นำ พยัญชนะตัวที่นำออกเสียงประสมกับสระอะ และออกเปนพยางคเบา

พยัญชนะตัวที่สองประสมกับสระและพยัญชนะสะกดตามที่ปรากฏ โดยมีเสียงวรรณยุกตตามพยัญชนะตัวที่

หนง่ึ ท่นี ำมานัน้

อกั ษรสูงนำ เชน

ขนม อานวา ขะ-หนม แขยง อานวา ขะ-แขยง

ฉมวก อานวา ฉะ-หมวก ฉลาด อานวา ฉะ-หลาด

ถนดั อานวา ถะ-หนัด ถวลิ อา นวา ถะ-หวิน

ผนวก อานวา ผะ-หนวก ผลติ อา นวา ผะ-หลิด

ผลึก อา นวา ผะ-หลึก ฝรั่ง อานวา ฝะ-หรั่ง

สงบ อานวา สะ-หงบ สนาน อานวา สะ-หนาน

สนกุ อานวา สะ-หนุก สมคั ร อา นวา สะ-หมกั

สมจุ จัย อา นวา สะ-หมุด-จัย สมุฏฐานอานวา สะ-หมดุ -ถาน

สมทุ ัย อา นวา สะ-หม-ุ ทยั สยมภู อา นวา สะ-หยม-พู

สลบ อานวา สะ-หลบ สวัสดิ์ อา นวา สะ-หวัด

ร า ย วิ ช า ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ ำ วั น ท ๓ ๐ ๑ ๐ ๕ | ๕๔

คำบางคำมรี ปู เขยี นแบบอักษรนำ แตไมอ อกเสยี งแบบอักษรนำทั่วไป เขา ใจวา เพราะเปน คำท่ีเกิดใหม

หรือเสยี งไปพองกับคำท่ีไมพึงประสงค เชน

สมชั ชา อานวา สะ-มัด-ชา สมัญญา อานวา สะ-มนั -ยา

สมาคม อานวา สะ-มา-คม สมาชกิ อานวา สะ-มา-ชกิ

สมิต อา นวา สะ-มดิ

อกั ษรกลางนำ เชน

กนก อา นวา กะ-หนก จรวด อานวา จะ-หรวด

จรติ อานวา สะ-หรดิ ตนุ อา นวา ตะ-หนุ

ตลาด อา นวา ตะ-หลาด ตวาด อานวา ตะ-หวาด

ปรอท อานวา ปะ-หรอด ปริตร อา นวา ปะ-หริด

อรอ ย อา นวา อะ-หรอ ย

การประสมอกั ษร

ในภาษาไทยมี ๔ ประเภท คือ

๑. ประสม ๓ สว น มี พยญั ชนะ สระ เสยี งวรรณยุกต

คำ พยัญชนะตน สระ เสยี งวรรณยุกต

นา น อา สามัญ

ดี ด อี สามญั

ขา ข อา จัตวา

๒. ประสม ๔ สว นปกติ มพี ยัญชนะตน สระ เสียงวรรณยุกต ตัวสะกด

คำ พยญั ชนะตน สระ เสยี งวรรณยกุ ต ตัวสะกด

กิน ก อิ สามญั น

ปน ป อะ เอก

วาด ว อา โท

๓. ประสม ๔ สวนพิเศษ มพี ยัญชนะตน สระ เสียงวรรณยกุ ต ตัวการันต

คำ พยัญชนะตน สระ เสยี งวรรณยุกต ตวั สะกด

เลห ล เอ โท ย

เกย ก เอ สามัญ

เทห  ท เอ โท

ร า ย วิ ช า ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ ำ วั น ท ๓ ๐ ๑ ๐ ๕ | ๕๕

๔. ประสม ๕ สวน มพี ยญั ชนะตน สระ เสียงวรรณยกุ ต ตัวสะกด ตัวการันต

คำ พยญั ชนะตน สระ เสยี งวรรณยกุ ต ตวั สะกด ตวั การนั ต

สงฆ ส โอะ จตั วา ง ทร

จันทร จ อะ สามัญ น

ศกุ ร ศ อุ เอก ก

คำเปน คำตาย
หลกั สังเกตคำเปน คำตาย ดังน้ี

คำเปน
๑. พยางคท ่ปี ระสมดว ยสระเสียงยาวในแม ก กา เชน นา ดี มี ปลา
๒. พยางคท ม่ี ีตัวสะกด แม กง กน กม เกย เกอว เชน สาย คง นม ดาว
๓. พยางคท ่ีประสมดวยสระ อำ ไอ ใอ เอา เชน นำ้ ใจ ใส ไหล เรา
คำตาย
๑. พยางคท ป่ี ระสมดวยสระเสียงสั้นใน แม ก กา เชน กระทะ ปรุ และ เจาะ นิ
๒. พยางคท ่ีมตี ัวสะกด แม กก กด กบ เชน ภาค กด พทุ ธ ตก ภพ

หนวยคำ
ความหมายของหนวยคำ

หนวยคำ คือ หนวยที่เล็กที่สุดในภาษาที่มีความหมาย คำ ๑ คำ จะตองมีหนวยคำเปนองคประกอบ
อยางนอย ๑ หนวย เชน จาน กะทิ มรสุม ทุลักทุเล คำบางคำอาจประกอบขึ้นจากหนวยคำหลายหนวย เชน
นกั เลง ตมโคลง ปลาทู คำวา ขาราชการพลเรอื น ประกอบข้ึนจากหนว ยคำ ๕ หนว ย
ลกั ษณะของหนวยคำ

หนว ยคำเปน หนวยท่มี คี วามหมาย สงั เกตตัวอยางตอไปน้ี
๑. เขาเกิดประกา
๒. เขากนิ กาแฟแลว มกั ใจสั่น
๓. พระรปู น้มี าจากลงั กา
๔. ลูกเจยี๊ บถูกอีกาคาบไป
๕. ถานำ้ เดอื ด ใหย กกาลงแลวตง้ั กระทะแทน
๖. อยา กาคะแนนใหพวกหวา นเงินซื้อเสยี ง
๗. เขาไปบรจิ าคเลอื ดใหสภากาชาด

ร า ย วิ ช า ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ ำ วั น ท ๓ ๐ ๑ ๐ ๕ | ๕๖

จากตัวอยา งขางตน กา ในขอ ๑ – ๓ ไมใชห นว ยคำ เพราะไมมีความหมาย เปน แตเพยี งสวนหนึ่งของ
หนว ยคำ สวน กา ในขอ ๔ – ๗ เปนหนวยคำ เพราะมีความหมายของหนว ยคำ

หนวยคำเปนองคประกอบยอยของคำ คำ ๑ คำ ตองมีองคประกอบเปนหนวยคำอยางนอย ๑ หนวย
เสมอ ในภาษาไทยคำมีหนวยคำเปนองคประกอบได ๑ – ๔ หนวยคำที่มีหนวยคำมากกวา ๕ หนวย มักเปน
ศพั ททางวชิ าการ ศพั ทบ ญั ญตั ิ ช่ือเฉพาะหรือราชาศพั ท ตัวอยาง

คำท่ีมีหนวยคำ ๑ หนวย เชน ตา รอง แมลง สะพาน ไตฝุน กะทัดรัด สังกะสี
คำทีม่ ีหนวยคำ ๒ หนว ย เชน ตาขาว ติดตอ แมแ รง แมลงวัน รองไห สะพานไฟ
คำท่มี ีหนว ยคำ ๓ หนว ย เชน นกั การเมือง ดาวคา งฟา ตกุ ตาลมลุก ทองคำขาว แบบฝกหัด วงจรปด
คำท่มี ีหนวยคำ ๔ หนว ย เชน นักโทษการเมือง นำ้ พระพพิ ัฒนส ัตยา ทนุ สำรองระหวางประเทศ
คำที่มีหนวยคำ ๕ หนวย เชน บุคคลเสมือนไรความสามารถ ปนตอสูอากาศยาน ภาษีรายไดบุคคล
ธรรมดา
คำทมี่ ีหนวยคำหลายหนวย เชน ใตฝา ละอองธลุ ีพระบาท ผลติ ภณั ฑมวลรวมภายในประเทศ หนวยคำ
อาจมีพยางคไดมากกวา ๑ พยางค หนวยคำอาจมีพยางคเดียว เชน ฟาง เอว ชาย หรือมีหลายพยางค เชน
ขนม มรดก สภาวะ กระวีกระวาด กระเหยี้ นกระหือรอื

ประเภทของหนว ยคำ หนวยคำแบง เปน ๒ ประเภท ไดแก หนวยคำอิสระ และหนว ยคำไมอสิ ระ
๑. หนวยคำอิสระ คือ หนวยคำที่สามารถปรากฏตามลำพังเปนคำหรือใชโดยไมตองมีหนวยคำอื่นมา
ประกอบ เชน ไฟ กระชาย กระดาษ ผลิต กำแพง ตลาด การต ูน ห่งิ หอ ย กำมะหยี่ ฯลฯ
๒. หนวยคำไมอิสระ คือ หนวยคำที่ตอ งใชป ระกอบกับหนวยคำอืน่ เสมอ ไมปรากฏวาใชตามลำพังได
กลาวคือ ตองใชรวมกับหนวยคำอื่นเสมอ และเมื่อรวมกับคำอื่นแลวจะใชเปน คำคำเดียว เชน หนวยคำ (ที่) มี
ความหมายวา อุปกรณ เครื่องมือ ภาชนะ ไมสามารถใชตามลำพังได ตองใชรวมกับหนวยคำอื่น เชน ที่เปด
กระปอง ที่เย็บกระดาษ ที่คั่นหนังสือ ที่เขี่ยบุหรี่ หรือ หนวยคำ (กร) ซึ่งมีความหมายวา “ผูกระทำ” ไม
สามารถใชต ามลำพังได ตองมหี นวยคำอ่นื อยูขา งหนา เชน จิตรกร เกษตรกร ปฏมิ ากร พฒั นากร บรกิ ร

การประกอบหนวยคำเปน คำในภาษาไทย ทำใหภาษาไทยมโี ครงสรางแตกตางกนั เปน ๓ แบบ ดงั น้ี
๑. หนวยคำอสิ ระ + หนว ยคำอสิ ระ เชน นำ้ + สม , หนิ + โสโครก , ประวตั ิ + ศาสตร
๒. หนวยคำไมอิสระ + หนวยคำอิสระ เชน ผู + พิพากษา , การ + สอบ , สุ + ภาพ หรือ

หนว ยคำอิสระ + หนวยคำไมอ ิสระ เชน พัฒนา + กร , ชาติ + นิยม , ผี + กองกอย , ยืด + เยื้อ
๓. หนวยคำไมอ ิสระ + หนว ยคำไมอ สิ ระ เชน นัก + เลง , ข้ี + เกียจ , พิพิธ + ภณั ฑ

ร า ย วิ ช า ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ ำ วั น ท ๓ ๐ ๑ ๐ ๕ | ๕๗

เสียงหนักเสียงเบา
คำสองพยางค การออกเสียงคำที่มีพยางคมากกวา ๑ พยางค ใหมีเสียงหนักเบาเปนธรรมชาติ

อยางหนึ่งของภาษาไทย คำสองพยางคในภาษาไทยมักออกเสียงพยางคหนาเปนพยางคเบา (คือไมลงน้ำหนัก
เสยี ง) และพยางคหลังเปน พยางคห นัก (คือลงนำ้ หนักเสยี ง) เชน ประกาศ ประตู ละลาย สภุ าพ สพุ รรณ ขนม
สมดุ หนงั สือ แมมด น้ำตก รองเทา โรงเรียน

คำหลายพยางค คำในภาษาไทยท่มี ีตงั้ แต ๓ พยางค ขึ้นไป มกั มีพยางคเบาแทรกอยู แตพ ยางคสุดทาย
ตองเปนพยางคหนักเสมอ เชน ประชาชน ประเทศไทย ทหารมา หนังสือเรียน โรงเรียนชาย ผูปวยนอก
สุพรรณบุรี อาหารกระปอ ง ประธานาธิบดี นาิกา บรกิ าร ทุจริต วฒั นธรรม ศิลปกรรม ศิลปกรรมไทย

คำบางคำที่ออกเสียงพยางคที่ ๑ และ พยางคที่ ๒๑ เปนพยางคเบา มักเปนคำยืมจากภาษาอื่น เชน
ธรุ กรรม วนศาสตร สหรัฐ วริ ยิ ะ ปรกติ

คำครุ – ลหุ
คำครุ ( ั ) คอื คำทม่ี ลี ักษณะ ตอ ไปนี้
๑. คำทม่ี ีตวั สะกด
๒. คำท่ปี ระสมแม ก กา สระเสียงยาว
๓. คำท่ีประสมสระ อำ ไอ ใอ เอา
คำลหุ ( ุ ) คือ คำท่มี ลี ักษณะ ตอ ไปน้ี
๑. คำที่ประสมแม ก กา สระเสียงสั้น ทั้งลดรูปและคงรปู เชน อรอย ( ออกเสียง อะ ลดรูป ) รวมท้งั

ธ ณ ก็ บ บ ฤ
๒. คำท่ีไมม ีตัวสะกด

ขอ สงั เกต บรม บ เปน คำครุ

ร า ย วิ ช า ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ ำ วั น ท ๓ ๐ ๑ ๐ ๕ | ๕๘

แบบฝก เสริมทักษะ เรอื่ ง เสียงในภาษาไทย

๑. นักเรยี นแยกโครงสรา งของพยางคและลักษณะการประกอบของพยางคตอไปน้ี
โครงสรางของพยางค

คำ วรรณยุกต ลักษณะการ

พยัญชนะ สระ รูป เสียง ตวั สะกด/มาตรา ประกอบของพยางค
ตน วรรณยกุ ต วรรณยุกต ตวั สะกด

กลวย .................... ............. .................... .................. ............................. .................................

หนู .................... ............. .................... .................. ............................. .................................
เปลอื ก .................... ............. .................... .................. ............................. .................................
พา ห .................... ............. .................... .................. ............................. .................................
ศิษย .................... ............. .................... .................. ............................. .................................
ปราชญ .................... ............. .................... .................. ............................. .................................
เคราะห .................... ............. .................... .................. ............................. .................................
สวน .................... ............. .................... .................. ............................. .................................
ปกษ .................... ............. .................... .................. ............................. .................................
เปร้ียว .................... ............. .................... .................. ............................. .................................

ร า ย วิ ช า ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ ำ วั น ท ๓ ๐ ๑ ๐ ๕ | ๕๙

๒. นักเรยี นวเิ คราะหสว นประกอบของพยางคห รอื คำจากขอความตามเง่ือนไขทก่ี ำหนด

ชาติบานเมือง คือ ชีวิต เลือดเนื้อ และสมบัติของเราทุกคน และการดำรงรักษาชาติประเทศนั้น
มิใชหนาที่ของบุคคลผูใด หมูใดโดยเฉพาะ หากแตเปนหนาที่ของทุก ๆ ฝาย ทุก ๆ คน ที่จะตองรวมมือ
กระทำพรอ มกันไป โดยสอดคลอ งเกือ้ กลู กัน...

พระบรมราโชวาทพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภมู ิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพติ ร
พระราชทานแกทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ ตำรวจ และอาสาสมัครพลเรือน ในพธิ ีตรวจพลสวนสนาม

เนอ่ื งในโอกาสพระราชพิธรี ชั ดาภเิ ษก เมื่อวันท่ี ๘ มิถนุ ายน พ.ศ. ๒๕๑๔

๑. คำหรือพยางคท มี่ ีพยัญชนะตนควบกล้ำ..........................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
๒. คำหรือพยางคที่มีพยัญชนะตนเปนอักษรนำ....................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
๓. คำหรอื พยางคท ่มี เี สียงสระประสม...................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
๔. คำหรอื พยางคทีเ่ ปน การใชสระลดรูป...............................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
๕. คำหรอื พยางคทเ่ี ปน การใชสระเปลยี่ นรปู ........................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
๖. คำหรือพยางคทมี่ รี ปู และเสยี งวรรณยกุ ตไ มตรงกัน..........................................................................................
..............................................................................................................................................................................
๗. คำหรือพยางคทม่ี ีเสยี งวรรณยุกตโท................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
๘. คำหรอื พยางคท ีม่ ีเสียงวรรณยกุ ตจ ตั วา............................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
๙. คำหรือพยางคที่เปน คำตาย..............................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
๑๐. คำหรอื พยางคท่ีไมมีเสยี งตวั สะกดและประสมดว ยสระเสยี งสน้ั ....................................................................
..............................................................................................................................................................................

ร า ย วิ ช า ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ ำ วั น ท ๓ ๐ ๑ ๐ ๕ | ๖๐

๓. นักเรยี นวเิ คราะหค ำตอไปน้ี พรอ มทงั้ อธิบายความหมาย

คำ จำนวน หนว ยคำ ความหมาย
พยางค จำนวน แยกหนวยคำ

นาิกาทราย ................. ....................... .......................... .....................................................................
................. ....................... .......................... .....................................................................
................. ....................... .......................... .....................................................................
................. ....................... .......................... .....................................................................
................. ....................... .......................... .....................................................................

จนิ ตกวี ................. ....................... .......................... .....................................................................
................. ....................... .......................... .....................................................................
................. ....................... .......................... .....................................................................
................. ....................... .......................... .....................................................................
................. ....................... .......................... .....................................................................

................. ....................... .......................... .....................................................................
................. ....................... .......................... .....................................................................
ฉิมพลี ................. ....................... .......................... .....................................................................
................. ....................... .......................... .....................................................................
................. ....................... .......................... .....................................................................

สพุ รรณบฏั ................. ....................... .......................... .....................................................................
................. ....................... .......................... .....................................................................
................. ....................... .......................... .....................................................................
................. ....................... .......................... .....................................................................
................. ....................... .......................... .....................................................................

ทรัพยสนิ ทาง ................. ....................... .......................... .....................................................................
ปญญา ................. ....................... .......................... .....................................................................
................. ....................... .......................... .....................................................................
................. ....................... .......................... .....................................................................
................. ....................... .......................... .....................................................................

ร า ย วิ ช า ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ ำ วั น ท ๓ ๐ ๑ ๐ ๕ | ๖๑

๔. นักเรียนสรางคำจากพยัญชนะตนตอไปนีใ้ หต รงกับเงือ่ นไขทีก่ ำหนด พรอมทั้งบอกเสียงวรรณยุกตของ

คำน้ัน

ประสมสระ เสียงวรรณยกุ ต

พยญั ชนะ สระเสยี งส้นั สระเสียงยาว สระประสม คำที่ ๑ คำท่ี ๒ คำที่ ๓

ม ..................... ...................... ..................... ..................... ...................... ......................

ส ..................... ...................... ..................... ..................... ...................... ......................
ขว ..................... ...................... ..................... ..................... ...................... ......................
ปล ..................... ...................... ..................... ..................... ...................... ......................
หล ..................... ...................... ..................... ..................... ...................... ......................

๕. นกั เรียนเขียนคำอา นของคำตอไปนี้ พรอ มทงั้ ขดี เสน ใตพ ยางคที่ออกเสียงหนกั

๑. อคติ อา นวา ....................................................................................................................................

๒. สลัด อานวา ....................................................................................................................................

๓. โทรศัพท อานวา ....................................................................................................................................

๔. มนุษย อานวา ....................................................................................................................................

๕. มหานคร อานวา ....................................................................................................................................

๖. คุณภาพ อานวา ....................................................................................................................................

๗. ยานอวกาศ อา นวา ....................................................................................................................................

๘. ปรมิ ณฑล อานวา ....................................................................................................................................

๙. มหาดไทย อา นวา ....................................................................................................................................

๑๐. มหรรณพ อา นวา ....................................................................................................................................

ช่อื -สกุล......................................................................................................เลขที่................ช้นั ...................

ร า ย วิ ช า ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ ำ วั น ท ๓ ๐ ๑ ๐ ๕ | ๖๒

ร า ย วิ ช า ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ ำ วั น ท ๓ ๐ ๑ ๐ ๕ | ๖๓

ชนิดและหนาทีข่ องคำ

คำเปนหนวยพื้นฐานที่สำคัญในการเรียนรูเรื่องประโยค โดยเฉพาะอยางยิ่งในภาษาไทยเปน
ภาษาคำโดด คำในภาษาไทยไมมีการเปลี่ยนแปลงรูปเพื่อบอกหนาที่ที่แตกตางทางไวยากรณหรือเพื่อบอก
ความสัมพันธของคำที่เรียงกันอยูในประโยค ความสัมพันธของคำแสดงดวยการปรากฏรวมกันของคำและ
ตำแหนงหรือลำดับที่ปรากฏกอนหลังของคำ เมื่อคำปรากฏรวมกันอาจทำหนาที่แยกกันหรือรวมเขาดวยกัน
เปน หนว ยเดยี วและทำหนาที่เดยี วกนั ก็ได การจำแนกคำในหนงั สือเลม น้ีจะจำแนกเปน ๑๒ ชนิด ไดแก คำนาม
คำสรรพนาม คำกริยา คำชวยกริยา คำวิเศษณ คำที่เกี่ยวกับจำนวน คำบอกกำหนด คำบุพบท คำเชื่อม
คำลงทา ย คำอุทาน และคำปฏเิ สธ

๑. คำนาม คำนามเปนคำที่หมายถึง บุคคล สัตว วัตถุ สิ่งของ สภาพธรรมชาติ สถานที่ ความคิด ความเชื่อ
คานิยม คือรวมทั้งสิ่งมีชีวิตและไมมีชีวิต ทั้งที่เปนรูปธรรมและนามธรรม คำนาม ทำหนาที่เปนสวนหลักของ
นามวลี คำนามจำแนกเปน ๔ ชนดิ คอื คำนามสามัญ คำนามวสิ ามญั คำลักษณนาม คำอาการนาม

๑.๑ คำนามสามัญ คือ คำนามที่ใชเรียกสิ่งตาง ๆ โดยทั่วไป มิไดระบุแนนอนวาเปนสิ่งนี้มีชื่อเรียก
อยางนี้ หรือสิ่งนั้นมีชื่อเรียกอยางนั้น เชน คน บาน วัด โรงเรียน สัตว ขาว ชาง แมว อาหาร ทหาร ตำรวจ
รถไฟ ไกย า ง ประชาธปิ ไตย คุณธรรม เศรษฐกิจพอเพียง ภมู ศิ าสตร จิตวทิ ยา ฯลฯ

คำนามสามัญอาจมีความหมายแคบกวางตางกัน คำนามสามัญที่มีความหมายแคบอาจเปนประเภท
ยอยของคำนามสามัญที่มีความหมายกวาง เชน ผลไม ทุเรียน มะมวง ชมพู กานยาว หมอนทอง ฟาล่ัน
เขียวเสวย ฯลฯ ตางก็เปนคำนามสามัญแตมีความหมายแคบกวางตางกัน คือ ผลไม มีความหมายกวาง
เมื่อเทียบกับ ทุเรียน มะมวง ชมพู ซึ่งมีความหมายแคบ ทุเรียน มีความหมายกวางเมื่อเทียบกับ กานยาว
หมอนทอง ซึง่ มีความหมายแคบ มะมวง มคี วามหมายกวางเม่อื เทียบกับ ฟาล่ัน เขียวเสวย เปน ตน

๑.๒ คำนามวิสามัญ คือคำที่เปนชื่อซึ่งตั้งขึ้นเฉพาะสำหรับเรียกคำนามสามัญหนึ่ง ๆ เชน สมชาย
สมร เกษมสันต เปนชื่อเฉพาะของคน เปนคำนามวิสามัญ เจาแตม ยาเหล ทองแดง เปนชื่อเฉพาะของสุนัข
เปน คำนามวสิ ามัญ เปนตน

คำนามวิสามญั จำนวนมากมักใชตามหลงั คำนามสามัญ เชน (ประเทศ)ไทย (เรือพระที่น่ัง)สุพรรณหงส
(สวน)ลุมพินี (ถนน)ราชดำเนิน (สะพาน)ผานฟาลีลาศ (ประตู)วิเศษไชยศรี (วัด)พระศรีรัตนศาสดาราม
(โรงเรียน)จุฬาภรณราชวิทยาลัย ชลบุรี

แมจะกลาววาคำนามวิสามัญเปนชื่อเฉพาะใชเรียกคำนามสามัญ แตมิใชวาคำนามสามัญทุกคำตองมี
ชื่อเฉพาะ คำนามสามัญจำนวนมาก เชน ประชาธิปไตย วัตถุนิยม คุณธรรม จิตวิทยา ดวงอาทิตย อากาศ
รุง กินนำ้ ฯลฯ เปนนามสามญั ที่ไมมีชอ่ื เฉพาะ

ร า ย วิ ช า ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ ำ วั น ท ๓ ๐ ๑ ๐ ๕ | ๖๔

๑.๓ คำลักษณนาม คือ คำที่ใชบอกลักษณะของคำนามหรือคำกริยา อาจปรากฏอยูหนาหรือหลัง
คำนามและอยูติดกับคำนาม เชน ฝูงผึง้ เขาจโู จมศตั รูทนั ท,ี เขาติดแผนกระดาษเลก็ ๆ ไวท ีผ่ นงั , สง จานใหใบสิ,
แมบ อกไมใ หก นิ ขา วคำนำ้ คำ

สวนคำลักษณนามที่บอกลักษณะของคำกริยาจะปรากฏหลังและอยูติดกับคำกริยา เชน ขอกอดที,
ชว ยหยุดที

คำลักษณนามที่ปรากฏหลังคำนามและคำกริยาจะแสดงความหมายวา “หนึ่ง” จากตัวอยาง สงจาน
ใหใ บสิ ( คอื สงจานให ๑ ใบสิ ) ขอกอดที ( คือ ขอกอด ๑ ที )

นอกจากปรากฏหลังคำนาม และหลังคำกริยาทนั ทีแลว สามารถปรากฏในตำแหนง ตาง ๆ ท่แี นนอน
- ปรากฏหลงั คำบอกจำนวน เชน เกา อ้ี ๑๐ ตวั , เดิน ๒ กา ว
- ปรากฏหนาคำบอกลำดับ เชน บา นหลังแรก, แขง คร้งั ท่ี ๒
- ปรากฏหนาคำกริยาคณุ ศพั ท เชน บา นหลังใหม, รอเทีย่ วพิเศษ
- ปรากฏหนา คำบอกกำหนดชเี้ ฉพาะ เชน ลูกคนน้,ี ไปเทยี่ วคราวน้นั
- ปรากฏหนา คณุ านุประโยค เชน แมวตัวทน่ี อนอยู, ตอนไปเทยี่ วครั้งท่ีมีเธอไปดว ย
คำลักษณนามที่ใชบอกลักษณะของคำนามอาจมีรูปเหมือนคำนามหรือมีรูปตางกับคำนามก็ได เชน
คนเรามีน้วิ ๑๐ นว้ิ , ขอซองเปลา ๒ ซอง
คำลกั ษณนามมรี ูปตางกับคำนาม เชน หอ งฉันมหี นา ตาง ๓ บาน, ถวยใบน้บี ิ่น
คำนามคำเดยี วกนั อาจใชคำลักษณนามไดห ลายคำ เชน

ผา ๒ ชิน้ นกั เรยี น ๓ คน หนงั สือ ๔ หนา
ผา ๒ ผืน นักเรียน ๓ แถว หนังสือ ๔ เลม
ผา ๒ หลา นกั เรยี น ๓ หอง หนงั สอื ๔ ต้งั
ผา ๒ หอ นกั เรยี น ๓ ช้นั หนงั สือ ๔ ชดุ
ผา ๒ พบั นักเรียน ๓ โรงเรียน หนังสอื ๔ มัด
ผา ๒ ชนดิ นกั เรยี น ๓ กลุม หนังสือ ๔ ประเภท
สว นคำลักษณนามท่ใี ชบอกลักษณะของคำกรยิ า มรี ูปตา งกบั คำกริยาเสมอ เชน คอยจนหลบั ไป ๒ ต่ืน
แลว , ตอนเดนิ แห พวกเราโหข ึ้น ๓ ลำ, ขอเตะซับปา บเถอะ, ถกู ตหี ลายที แตไ มรองสกั แอะ
คำลักษณนามสามารถใชบอกกลุม หมู พวก ของคำนามที่อยูรวมกันได เชน นักเรียน ๒ กลุม, ทหาร
๓ กอง, บคุ คล ๕ คณะ, นกฝงู สุดทา ย, โขลงชา ง, ประทดั หลายตบั , ดนิ สอโหลหนึ่ง

ร า ย วิ ช า ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ ำ วั น ท ๓ ๐ ๑ ๐ ๕ | ๖๕

คำบางคำมีลักษณนามเฉพาะ ลักษณนาม
แม , ตวั
นามทัว่ ไป ลกู , ดอก
๑. แมกุญแจ รูป
๒. ลกู กุญแจ ตน
๓. ภิกษุ สามเณร นักพรต นักบวช นกั บุญ เลา
๔. ยักษ ภูตผีปศาจ ษี เชือก
๕. ป ขลยุ เรอื น
๖. ชางบาน ดอก ฝก
๗. นากิ า เลม
๘. ขาวโพด โรง
๙. หนังสอื สมุด เกวยี น อาวุธมคี ม เทียน เข็ม กรรไกร สิ่ว วง
๑๐. ผูแสดงมหรสพทมี่ โี รง เชน ละคร ลิเก ตบั
๑๑. คณะบคุ คลทเี่ ลน เปน วง เชน ตะกรอ ดนตรี เพลง สักวา วง
๑๒. ของทอ่ี ยตู ิดกันเปนพดื เชน จำก พลุ ลูกปน ปลายา ง หลงั
๑๓. แหวน กำไล แผน
๑๔. ของทีม่ รี ปู เปน หลงั คา เรือน ตกึ กบู ประทุน เกง บุษบก ผืน
๑๕. ของแบน ๆ เชน กระดาษ กระดาน กระเบ้อื ง อฐิ บาน
๑๖. ของแบนกวางใหญ เชน ผา เสื่อ พรม กระแชง หนังสตั วทใี่ ชปู แทง
๑๗. ของแผน ที่มีกรอบ เชน ประตู หนาตา ง กระจกเงา กรอบรปู คัน
๑๘. ของทึบหนารปู ยาว ๆ เชน เหล็ก ตะกั่ว ดินสอ ตน
๑๙. ของท่มี ีสวนถือและลากรูปยาว เชน รม ฉตั ร ธนู หนา ไม ชอ น สอ ม ขอ เบด็ แรว ไถ รถ ลำ
๒๐. ของทเี่ ปนตน เชน ไม เสา ซงุ กระบอก
๒๑. ของกลมยาวเปน ปลอ ง เชน ไมไ ผ ออ ย สาย
๒๒. ของกลมยาวกลวง เชน ปลองไมไ ผ ขาวหลาม พลุ ปน ปาก
๒๓. ส่ิงทเ่ี ปนทางยาว เชน ถนน ทาง ลำน้ำ สายวา ว ดวง
๒๔. ของท่มี ปี ากกวา ง เชน แห อวน สวงิ โพงพาง ปน
๒๕. ของเปนดวงกลม ๆ เชน ตรา ตะวนั เดือน ดาว ไฟ จติ วญิ ญาณ
๒๖. ของแบนเปน พดื ยาว เชน เลอ่ื ย ตอก

ร า ย วิ ช า ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ ำ วั น ท ๓ ๐ ๑ ๐ ๕ | ๖๖

๑.๔ คำอาการนาม คือ คำนามท่เี กิดจากกระบวนการแปลงคำกรยิ าเปนคำนาม โดยการเติมหนว ยคำ

เตมิ หนา การ- หรอื ความ- หนา คำกริยา คำอาการนามจะมีความหมายเปนนามธรรมเสมอ

คำอาการนามที่ขึ้นตนดวยหนวยคำเติมหนา การ- เชน การกิน การเดิน การทำงาน การลงมติ

การประทวง การกินดอี ยดู ี ฯลฯ มกั แสดงกระบวนการในการทำกริยา

คำอาการนามที่ขึ้นตนดวยหนวยคำเติมหนา ความ- เชน ความเปนอยู ความโลภ ความโกรธ ความดี

ความสขุ ความยาว ฯลฯ มกั แสดงสภาพของกรยิ า หรอื แสดงลักษณะรวม ๆ ของกรยิ า

- การตายของเขามเี งอื่ นงำ - ไมม ีใครหนคี วามตายไดพน

- การฝน ชว ยลดความเครียดได - ฉนั จำความฝนเมือ่ คืนกอนไดแ มน ยำ

- การคดิ อยา งรอบคอบจะทำใหป ระสบความสำเรจ็

- ความคิดทร่ี อบคอบจะชวยผานอปุ สรรคน้ไี ปได

- การจำทำใหไ ดฝ ก สมอง - ความจำของเขาทำใหหลายคนประหลาดใจ

๒. คำสรรพนาม คือ คำที่ใชแทนคำนาม คำสรรพนามทำหนาที่เปนสวนหลักของนามวลีได เชนเดียวกับ

คำนาม คำสรรพนาม แบง ได ๕ ชนดิ

๒.๑ คำบุรุษสรรพนาม หรือคำสรรพนามแทนบุคคล คือ คำสรรพนามที่ใชระบุแทนบุคคลเพื่อบอก

วาเปนผูพูด ผูที่พูดดวยหรือผูที่กลาวถึง คำบุรุษสรรพนามอาจใชระบุแทนคน สัตว ตนไม วัตถุ หรือ ความคิด

กไ็ ด เชน เขาปลูกตน กามปไู วทางตะวันตกกะใหม นั บงั แดดตอนบา ย (มนั เปนคำสรรพนามแทน ตน กา มปู)

กำกอ นหินไวใหมน่ั แลวขวา งมันออกไปแรง ๆ (มันเปน สรรพนามแทนวัตถุคือกอ นหนิ ) แบงออกเปน ๓ ชนิด

ก. คำสรรพนามบุรุษที่ ๑ คือคำสรรพนามใชแทนตัวผูพูดหรือผูเขียน เชน ฉัน ดิฉัน ผม กระผม

ขา พเจา หมอมฉัน ขาพระพทุ ธเจา ขา กู ฯลฯ

ข. คำสรรพนามบุรุษท่ี ๒ คอื คำสรรพนามท่ใี ชแ ทนผทู พี่ ูดดว ยไดแ ก ผูฟงและผูอ าน เชน เธอ คุณ ทา น

ฝา บาท ใตฝ าพระบาท เอ็ง มึง ฯลฯ

ค. คำสรรพนามบุรุษท่ี ๓ คือคำสรรพนามทใ่ี ชแทนผทู กี่ ลาวถึง เชน เขา เธอ ทาน เธอ มัน ฯลฯ

๒.๒ คำสรรพนามถาม คือ คำสรรพนามที่ใชแทนนามและใชแสดงคำถามในขณะเดียวกันใน

ภาษาไทยมเี พยี ง ๓ คำ ไดแก ใคร อะไร ทไี่ หน เชน

- ใครเขยี นจดหมายฉบบั นี้ - คุณตองการพดู กบั ใคร

- อะไรตกลงไปในนำ้ - นองกำลงั ทำอะไรอยู

- รมอยูไหน - ไหนขนมที่เธอซอ้ื มา

ร า ย วิ ช า ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ ำ วั น ท ๓ ๐ ๑ ๐ ๕ | ๖๗

๒.๓ คำสรรพนามชี้เฉพาะ คือ คำสรรพนามที่ใชบอกระยะใกลไกล มีเพียง ๘ คำ ไดแก นี่ นั่น โนน
นนู นี้ นน้ั โนน นนู

คำกริยา นี่ นั่น โนน นูน สามารถใชตามหลังกริยาหรือใชขึ้นตนประโยคก็ได เมื่อใชขึ้นตนประโยค
อาจตามดวยคำนามหรอื คำกรยิ าก็ได เชน

- ใชต ามหลงั คำกรยิ า เชน นงั่ น่ีไหม , รมอยนู นั่ ไง , ดูโนนซิ , ดาวลูกไกอ ยูน นู
- ใชขึ้นตนประโยคและมีคำนามตามมา เชน นี่กระเปาของใคร, นั่นที่ทำการไปรษณีย,
โนนโรงพยาบาล, นูนสถานรี ถไฟ
- ใชข นึ้ ตนประโยคและมีคำกริยาตามมา เชน น่กี ินเสยี ของอรอ ยนะ, นั่นทำผดิ อกี แลว, โนนวิ่งไปไกล
แลว , นนู ตามไปใหท ันนะ
คำสรรพนามชีเ้ ฉพาะ นี้ นั้น โนน นูน ตองใชตามหลังบุพบทเสมอ เชน มีอะไรอยูใตน้ี, ตรงนั้นไมควร
วางของ , นกเกาะอยูบ นโนน , เขาเดนิ เขาไปในนูน
๒.๔ คำสรรพนามไมชี้เฉพาะ คือ คำสรรพนามที่ไมระบุหรือกำหนดแนนอนวาหมายถึง ผูใด อะไร
สิ่งใด หรือสถานที่ใด ไดแก ใคร อะไร ไหน เชน เรื่องนี้เขาไมไดบอกใคร , เขาจะพูดอะไรก็เรื่องของเขา,
อยไู หนกไ็ มส ะดวกเทาบานเรา
คำสรรพนามไมชี้เฉพาะอาจมีรูปซ้ำกับคำสรรพนามแทนบุคคลบางคำ ไดแก ทาน เรา เขา แตจะมี
ความหมายตางกัน เชน ทานวาไกงามเพราะขนคนงามเพราะแตง, เขาลือกันวาพี่ชายฉันปวยหนัก, เทศกาล
สงกรานตเ ราเลน สาดน้ำกันทง้ั ประเทศ
คำสรรพนามไมชี้เฉพาะบางคำอาจอยูในรูปของคำซ้ำ เชน ใคร ๆ ก็ชอบขนมปงไสสังขยารานนี้,
อะไร ๆ เขากก็ นิ ได, ใด ๆ ในโลกลว นอนิจจงั , แมค รัวซ้ือผกั หมู ไก ไข ผลไม และอืน่ ๆ
๒.๕ คำสรรพนามแยกฝาย คือ คำสรรพนามที่ใชแทนคำนามหรือบุรุษสรรพนามที่อยูขางหนาเพ่ือ
แสดงวามีหลายฝายหลายสวน แตละฝายแตละสวนแยกกันทำกิริยาใดกิริยาหนึ่ง คำสรรพนามแยกฝายมี
จำนวนเพยี ง ๓ คำ ไดแ ก ตาง บาง กนั
- ตาง ใชแทนนามขางหน้ำเพอ่ื แสดงวามีหลายฝา ย แตละฝายทำกริ ิยาเดียวกนั เชน ชาวนาตางก็เกี่ยว
ขา วแลวนำขาวข้นึ ยุง ฉาง, คนเหนอื คนใตหรอื คนอสี าน เราตา งก็เปนคนไทยดวยกนั ทงั้ ส้นิ , เราตา งคนตา งอยูจะ
ดีกวา
- บาง ใชแทนนามขางหนาเพื่อแสดงวามีหลายฝาย แตละฝายแยกทำกิริยาตางกันหรือเปนกรรมของ
กิริยาตางกัน คำวา บาง มักใชเปนคูปรากฏในประโยค ๒ ประโยคที่มีโครงสรางคลายคลึงกัน เชน นักเรียน
เหลา น้ันบางก็นอน บา งก็นั่ง, เงนิ ทองท่ีหามาได ฉนั ก็ใชบาง เก็บบา ง
เมื่อ บาง ปรากฏหลังคำนามหรือคำบุรุษสรรพนามและปรากฏหนาคำกริยา จะแสดงความหมายวา
แตล ะฝายแยกทำกริ ยิ าตางกัน เชน คนสวนบา งรดนำ้ บางพรวนดนิ , เด็ก ๆ บางกด็ ูทวี ี บางก็เลนเกม

ร า ย วิ ช า ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ ำ วั น ท ๓ ๐ ๑ ๐ ๕ | ๖๘

เมอื่ บา ง ปรากฏหลังคำกรยิ า จะแสดงความหมายวา แตละสวนถูกกระทำไมเ หมือนกนั เชน ของท่ีซื้อ
เกบ็ ไวใ นตูเย็น ก็กินบา ง ทงิ้ บาง , เสอื้ ผา ที่ซักแลว ก็รดี บา ง ไมรดี บา ง ตามสะดวก

- กัน ใชแทนคำนามหรือคำบุรุษสรรพนามขางหนา เพื่อแสดงวามีหลายฝาย แตละฝายทำกิริยา
อยา งเดียวกนั กับอีกฝา ยหน่ึง เชน มวยวันน้ตี อยกันมันทกุ คู , ผัวเมียคนู ที้ ะเลาะกนั เกือบทุกวัน , เขานัดปรึกษา
งานกันทา ยโรงเรยี น , พี่นอ งคนู ้จี ากกันไปนาน พอเจอหนา กนั ก็กอดกนั แนน

๓. คำกริยา คือ คำที่ทำหนาที่เปนสวนหลักของกริยาวลีซึ่งเปนหัวใจของประโยค คำกริยา มี ๒ ประเภท คือ
ประเภทที่มีหนวยกรรมกับประเภทที่ไมมีหนวยกรรม คำกริยาประเภทท่ีมีหนวยกรรม ไดแก คำกริยาสกรรม
และคำกรยิ าทวกิ รรม สว นคำกริยาประเภททไี่ มมีหนวยกรรม ไดแ ก คำกรยิ าอกรรม คำกริยาคุณศพั ท คำกริยา
ตอ งเตมิ เต็ม คำกรยิ านำ และคำกรยิ าตาม

๓.๑ คำกรยิ าทม่ี หี นว ยกรรม
๓.๑.๑ คำกริยาสกรรม คือ คำกริยาท่มี ีนามวลีตามหลงั นามวลีนนั้ ทำหนา ท่เี ปนหนว ยกรรม เชน กิน
ฟง อาน เกยี่ ว เชน ฉนั กินขนม , พอ ฟง ขา ว , นอ งอานหนังสือ , ชาวนาเกย่ี วขา ว
นามวลี ขนม ขาว หนังสือ ขาว ทำหนาที่เปนหนวยกรรมของคำกริยาสกรรม กิน ฟง อาน เกี่ยว
ตามลำดบั
๓.๑.๒ คำกริยาทวิกรรม คือ คำกริยาที่มีนามวลี ๒ นามวลีตามหลัง นามวลีแรกทำหนาที่กรรมตรง
สวนนามวลีที่สองทำหนาที่กรรมรอง เชน สอน ปอน ให แจก อบรม เชน เขาสอนภาษาไทยเด็ก ๆ , พี่ปอน
ขาวนอง , แมใหเงินลูก , ผบ.ตร.แจกรางวัลตำรวจดเี ดน , อาจารยใ หญอ บรมมารยาทนักเรยี น
นามวลีแรก คือ ภาษาไทย ขาว เงิน รางวัล มารยาท ทำหนาที่เปนกรรมตรงของคำกริยาสอน ปอน
ให แจก อบรม ตามลำดับ สวนนามวลีที่สอง คือ เดก็ ๆ นอ ง ลูก ตำรวจดเี ดน นักเรียนทำหนาท่เี ปนกรรมรอง
๓.๒ คำกรยิ าทีไ่ มม หี นวยกรรม
๓.๒.๑ คำกริยาอกรรม คือ คำกริยาที่ไมตองมีนามวลีทำหนาที่เปนหนวยกรรม หนวยเติมเต็ม หรือ
หนวยเสริมความตามหลัง เชน หัวเราะ ตก ขึ้น ตาย ยืน เดิน เสียใจ ดีใจ วิตก กังวล เซ็ง สนุก หัวแตก
ปวดทอง เชน เด็กหัวเราะ , เพื่อน ๆ ดีใจ , ฝนตก , นายกรัฐมนตรีวิตก , พระอาทิตยขึ้น , ลูก ๆ กังวล ,
นาิกาตาย , วัยรุนเซ็ง , ตำรวจยืน , นักทองเที่ยวสนุก , พอเดิน , พี่สาวปวดทอง , เราเสียใจ , เด็กนักเรียน
หัวแตก
๓.๒.๒ คำกริยาคุณศัพท คือ คำกรยิ าท่ีไมต องมีนามวลีทำหนาท่ีเปนหนวยกรรม หนวยเติมเต็ม หรือ
หนวยเสรมิ ความตามหลัง และเปนคำกริยาท่ีแสดงคุณสมบัติหรือสภาพของคำนามหรือคำบุรุษสรรพนาม เชน
ดี สวย วองไว สูง เชน เด็กคนนี้ดี , บานแถวนี้สวยทุกหลัง , นักกีฬาเหลานี้วองไว , เขาสูงขึ้นมากทีเดียว
คำกริยาคุณศพั ทมีลักษณะคลายกบั คำกรยิ าอกรรมมาก แตตา งกบั คำกรยิ าอกรรม ๒ ประการ ดงั นี้

ร า ย วิ ช า ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ ำ วั น ท ๓ ๐ ๑ ๐ ๕ | ๖๙

๑. คำกริยาคุณศัพทสามารถใชรว มกบั คำวา กวา ท่สี ดุ ได คำวา กวา ใชเพ่ือเปรยี บเทียบระดับวาผูใด

หรอื ส่ิงใดมีระดบั ของคำกรยิ าคณุ ศัพทมากหรือนอย เมื่อเปรยี บเทยี บกบั ผอู นื่ หรอื สิ่งอ่นื

สวนคำวา ที่สุด ใชระบุวาผูใดหรือสิ่งใดมีระดับของคำกริยาคุณศัพทนั้น ๆ เหนือกวาผูอื่นหรือสิ่งอ่ืน

ท้ังหมด สวนคำกรยิ าอกรรมใชร วมกับคำวา กวา และ ทีส่ ุด เพ่อื เปรียบเทียบอยา งคำกรยิ าคณุ ศัพทไมได เชน

- มาตัวนสี้ วยกวาตัวนน้ั - มาตวั นว้ี ิง่ กวา ตัวนน้ั

- มาตัวโนนสวยที่สุด - มาตัวนีว้ งิ่ ท่สี ุด

- วนั นฝ้ี นดูทาจะหนกั กวาเมอ่ื วาน - วันนฝ้ี นดูทาจะตกกวาเม่ือวาน

- วันนฝ้ี นดทู าจะหนกั ท่สี ดุ - วนั น้ีฝนดูทา จะตกที่สดุ

คำวา สวย และ หนัก ใชรวมกับ กวา และ ที่สุด ได จึงวิเคราะหใหเปนคำกริยาคุณศัพท สวนคำวา

วง่ิ กบั ตก ใชร ว มกบั กวา และ ท่ีสดุ ไมได จงึ วิเคราะหใหเปน คำกริยาอกรรม

๒. คำกริยาคุณศัพทสามารถปรากฏตามหลังคำลักษณนามได แตคำกริยาอกรรมไมสามารถปรากฏ

หลงั คำลกั ษณนามได ตอ งมคี ำเช่ือมคุณานุประโยคอยหู นาคำกริยาอกรรม เชน

- หมาตวั อว น - หมาตัวนอนอยู , หมาตัวทีน่ อนอยู

- คณุ แมค นเกง - คณุ แมค นยม้ิ อยู , คุณแมคนที่ยิ้มอยู

- นำ้ แขง็ กอ นเลก็ - นำ้ แข็งกอ นละลาย , นำ้ แข็งกอ นทีล่ ะลาย

- บา นหลงั ใหญ - บา นหลงั ไฟไหม , บา นหลงั ที่ไฟไหม

คำวา อว น เกง เล็ก ใหญ ปรากฏหลงั คำลกั ษณนามได จงึ วิเคราะหใหเ ปน คำกริยาคุณศัพท สวนคำวา

นอน ยม้ิ ละลาย ไฟไหม ปรากฏหลงั คำลักษณนามไมไ ด จงึ วิเคราะหใหเ ปนคำกรยิ าอกรรม

๓.๒.๓ คำกริยาตองเติมเต็ม คือ คำกริยาที่ตองมีนามวลีทำหนาที่เปนหนวยเติมเต็มตามหลังเสมอ

ไดแก เปน เหมือน คลาย เทา ใช มี เกดิ ปรากฏ เชน

- เขาเปน ครูอยชู ายแดนมาเปนสิบป - เขาเหมือนพอ มาก

- สุมนหนาตาคลายแม - ขันใบนีข้ นาดเทา ใบนั้น

- เด็กคนน้ันใชสมศกั ดิ์แนน ะ - เขามบี านอยูอทุ ยั ธานี

- ปท ่ีแลวเกิดภาวะฝนแลง - คอยไมน าน เด๋ยี วกป็ รากฏเงาราง ๆ ขน้ึ มา

นามวลี ครู พอ แม ใบนนั้ สมศกั ดิ์ บา น ภาวะฝนแลง เงาราง ๆ ทตี่ ามหลงั คำกริยาเปน เหมอื น คลา ย เทา ใช

มี เกิด ปรากฏ ไมไ ดทำหนา ท่เี ปนหนวยกรรมหรือหนว ยเสรมิ ความบอกสถานที่ แตท ำหนาที่เปนหนวยเติมเต็ม

ของคำกริยาที่มาขางหนาคำกริยาเติมเต็มมีลักษณะคลายกับคำกริยาสกรรม ตางกันที่คำกริยาตองเติมเต็มไม

สามารถปรากฏหลังคำวา ถกู ไดอ ยางคำกริยาสกรรม เชน

- ครถู กู เปน เปรียบเทียบกับ ครถู กู สมั ภาษณ

- แมถูกคลา ย เปรียบเทียบกบั แมถูกตอวา

ร า ย วิ ช า ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ ำ วั น ท ๓ ๐ ๑ ๐ ๕ | ๗๐

- สมศกั ด์ถิ กู ใช เปรยี บเทยี บกับ สมศกั ดิ์ถูกตาม

- ภาวะฝนแลงถูกเกิด เปรยี บเทยี บกับ ภาวะฝนแลง ถูกขจดั ไป

เปน คลา ย ใช เกดิ เปน คำกรยิ าตองเตมิ เตม็ สวน สัมภาษณ ตอวา ตาม ขจัด เปน คำกรยิ าสกรรม

๓.๒.๔ คำกริยานำ คือ คำกริยาที่ตองปรากฏหนาคำกริยาอื่นเสมอ คำกริยานำรวมกับคำกริยาท่ี

ตามมาปรากฏในโครงสรางกริยาเรียง เชน ชอบ พลอย พยายาม อยาก ฝน หัด ตั้งใจ หาม ชวย กริยา วาน

เชน

- เขาชอบเปน หวัด - คนไขฝนกินยาจนหมด

- วนั นเี้ ด็กพลอยเปยกฝนดวย - เราพยายามเตือนเขาแลว

- ตอนนเ้ี ขาอยากพกั ผอนมาก - เขาฝน กินน้ำมะเขอื เทศท้ัง ๆ ทไี่ มช อบ

- เดก็ หัดข่จี ักรยาน - นักเรียนตัง้ ใจฟงครู

- แถวนี้หา มสูบบหุ ร่ี - คณุ ชว ยขยบั ไปหนอ ยนะคะ

- กรณุ ากดกริ่ง - ผมวานซอ้ื บัตรโทรศพั ทใหห นอย

๓.๒.๕ คำกริยาตาม คือ คำกริยาที่ปรากฏตามหลังกริยาอื่นเสมอ อาจปรากฏหลังคำกริยาโดยตรง

หรอื ปรากฏหลังหนว ยกรรมของกรยิ ากไ็ ด

คำกริยาตามบางคำมีรูปเหมือนคำกริยาอกรรม เชน ไป มา ขึ้น ลง เขา ออก บางคำก็มีรูปเหมือน

คำกรยิ าสกรรม เชน ให ไว เสีย เอา เชน

- เขาสง พัสดไุ ปแลว - พวกเรากลบั จากเที่ยวกันมา

- ลูกโปง คอย ๆ ลอยข้ึน - น้ำลดลงมากแลว

- พยายามเขา อยาไดท อถอย - เขาเกง ออก

- เขาหยิบยนื่ ไมตรีใหกอ น - ขอเตอื นไวก อ นวา อยา พยายามแหกกฎ

แมจะมีรูปเหมือนคำกริยาอกรรมและคำกริยาสกรรม แตคำกริยาตามมีความหมายไมเหมือนกับคำกริยา

อกรรมและคำกริยาสกรรมที่เปนคำกริยาหลัก ความหมายของคำกริยำตามอาจแตกตางกับความหมายของ

คำกริยาอกรรมหรือคำกริยาสกรรมที่เปนคำกริยาหลักมากบาง นอยบาง การออกเสียงตางกันบาง ไมตางกัน

บา ง กรณที ี่ออกเสียงตา งกนั คำกริยาตามมกั ไมล งเสียงหนัก ดังรายละเอยี ดตอ ไปน้ี

คำกริยาตาม ไป มา ขึ้น ลง ที่ตามหลังคำกริยาแสดงการเคลื่อนไหว จะแสดงทิศทางของกิริยาแสดง

การเคลือ่ นไหวน้นั เชน

- เขาสงจดหมายไปเมอื งนอก - นอ งขน้ึ มากรุงเทพฯ เม่ือ ๒ วนั กอน

- เขาน่งั ลง - เงยหนา ขนึ้ อกี นิด

คำกริยาตาม ขึ้น ลง แสดงความหมายวา เพม่ิ ข้นึ หรอื นอยลงจากเดมิ เชน

- สุมนอวนขึ้นมาก - วัฒนาผอมลงแลว

ร า ย วิ ช า ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ ำ วั น ท ๓ ๐ ๑ ๐ ๕ | ๗๑

คำกรยิ าตาม เขา มีความหมายวาใหเรง ทำ เชน

- เรงมอื เขาพวกเรา เวลาเหลอื นอยแลว - รีบ ๆ เขา จะถงึ เสนชัยอยูแลว

คำกรยิ าตาม เขา เอา มคี วามหมายวาอาจเกดิ เหตุการณบ างอยา งทีไ่ มคาดคิดข้นึ เชน

- เด๋ียวใครมาเหน็ เขา - มองซายมองขวาใหดี ระวังจะถูกรถเฉยี่ วเอา

คำกรยิ าตาม เสีย เชน

- กนิ เสียหนอยจะไดม ีแรง - แกว ใบนร้ี าวเสยี แลว

- ฉันรำคาญ จึงลุกออกไปเสยี เลย - มโี ทรศัพทเขา มาไมห ยดุ ฉันจงึ ปดเคร่อื งเสยี เลย

คำกรยิ าตาม ออก เชน

- เสอื้ ยืดออก - นักเรยี นคนนขี้ ยันออกไมไดเกยี จครา นอยา งคุณคดิ

คำกริยาตาม ดู เชน

- ลองเลน ดหู นอยก็ไมเห็นเสียหายอะไร - ชมิ ดกู อนเด๋ยี วจะติดใจ

คำกรยิ าตาม ให เชน

- มอื บอนแบบนเ้ี ดย๋ี วตใี หหรอก - เขาสงย้มิ ใหแตฉ นั แกลง คอ นกลบั ไป

คำกริยาตาม ไป เชน

- ฉันเผลอหลบั ไปงีบหนึ่ง - เราคุยกนั เพลินไปเลย

คำกริยาตาม ไว เชน

- นิง่ ไวก ด็ แี ลว - เลง็ ๆ ไววา จะออกรถคนั ใหม แตยงั หาที่ถูกใจไมไ ด

๔. คำชวยกริยา คือ คำที่ไมใชคำกริยาและไมปรากฏตามลำพัง แตจะปรากฏรวมกับคำกริยาและอยูขางหนา
คำกรยิ าเสมอเพือ่ บอกความหมายทางไวยากรณข องกริยา ไดแก

- แสดงความหมายบอกกาลวา เปน อดีตหรืออนาคต เชน หมอไดผาเอาเนื้อรายออกหมดแลว , ฉันจะ
ไปหาเขาพรุง น้ี

- แสดงความหมายวาเกิดเหตุการณอยูในขณะใดขณะหนึ่ง เกิดเหตุการณเปนประจำ หรือเหตุการณ
เพ่ิงส้ินสุดไป เชน ผมกำลงั อาบนำ้ อยู เลยรบั โทรศพั ทไมไ ด , เขามกั ออกไปวง่ิ ทสี่ วนสาธารณะทุกเย็น

- แสดงมาลาคาดคะเน ขอรอง บังคับ เชน เย็นนี้ฝนคงตกแน , เราจวนถึงบานแลว , คุณตองคืนเงิน
ผมใหไ ด , โปรดงดสบู บุหรใี่ นอาคาร

- แสดงวาจกวา เปน ผรู ับการกระทำ เชน รถเราถกู รถคันน้นั เฉ่ยี วเอา , เจาตูบโดนขงั
- คำชว ยกริยาบางคำมักใชรวมกับคำวา ไม เพอ่ื บอกความหมายปฏเิ สธ เชน เขาไมคอยออกกำลังกาย
งานน้ีเขาไมย ักกะมา , เขาไมส ูจ ะแขง็ แรงเทา ไรนกั

ร า ย วิ ช า ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ ำ วั น ท ๓ ๐ ๑ ๐ ๕ | ๗๒

๕. คำวิเศษณ คือ คำซึ่งทำหนาที่เปนหนวยขยายกริยา และเปนสวนหลักของวิเศษณวลี คำวิเศษณซึ่งเปน

สวนประกอบของวิเศษณวลีมักปรากฏหลังหนวยกริยา หากเปนคำกริยาอกรรมหรือคำกริยาคุณศัพท

คำวิเศษณมักปรากฏหลังคำกริยาโดยตรง เชน นกเขาบินสูง , ลมพัดแรง แตหากเปนคำกริยาสกรรม

คำวิเศษณม ักปรากฏหลังคำนามท่ีทำหนาที่เปนกรรมของคำกรยิ าน้นั เชน แมเขาทำกับขา วเกง , ตองตอกตะปู

แรง ๆ หนอย คำวิเศษณแบงยอ ยเปน ๔ ประเภท

๕.๑ คำวิเศษณสามญั หมายถงึ คำวิเศษณท ่ีขยายคำกริยาโดยท่ัวไป เชน

- วนั นร้ี ถติดจงั - เขามาตรงเวลาทีเดยี ว

- นอ งนอนแลว - แมบ า นทำกบั ขา วเอง

- เพอ่ื นมากอน - ขอน้ำหนอ ย

- ขา วแฉะอกี - นอ งสูงกวาพ่ีแน ๆ

๕.๒ คำวเิ ศษณข ยายเฉพาะ หมายถึง คำวเิ ศษณท่ีใชข ยายคำกรยิ าคำใดคำหนง่ึ โดยเฉพาะคำวิเศษณ

ประเภทนีจ้ ะแสดงลักษณะเฉพาะอยางใดอยางหน่งึ ของคำกรยิ า เชน

- แดงแจ - เปย กซก

- แหลมเปย บ - กัดฟนกรอด ๆ

- คมกริบ - คลานกระดึ๊บ ๆ

- แพงหูฉ่ี - ผอมกระหรองกอง

- พดู นำ้ ไหลไฟดบั - นอนกินบา นกนิ เมือง

๕.๓ คำวิเศษณแสดงคำถาม หมายถึง คำวิเศษณที่ใชแสดงคำถามเกี่ยวกับการกระทำ วากระทำไป

เพราะเหตุผลอะไรหรือเพอื่ วตั ถุประสงคอ ะไร กระทำลงไปเวลาใด กระทำไปลกั ษณะใด เชน

- ทำไมสตั วป า หลายชนดิ จึงสญู พันธุ - เหตุใดจึงไมแ จงกำหนดการลวงหนา

- เพราะอะไรจงึ ไมเ ปดเผยความจรงิ - ไยมาเอาปานนี้

- เครอื่ งบนิ จะลงเมื่อไร - อุบตั เิ หตนุ เี้ กดิ ข้ึนไดอ ยางไร

- ทำไมปด วิทยุ - เขาจะมาทน่ี ีเ่ มื่อไร

๕.๔ คำวิเศษณบอกเวลา หมายถึง คำวิเศษณที่ใชเพื่อบงบอกเวลาที่เกิดเหตุการณหรือการกระทำ

อยา งใดอยางหน่งึ เชน กลางคืน กลางวนั คำ่ ๆ เชา ๆ พรุงนี้ มะรืนนี้ ตะก้ี ฯลฯ

- กลางวันถนนสายน้รี ถแนนมาก - ถนนสายนร้ี ถแนน มากตอนกลางวัน

- คำ่ ๆ เรากต็ ดิ ตอ เขาได - เราติดตอเขาไดค ่ำ ๆ

- พรงุ นเี้ ขาจะไปเชียงใหม - เขาจะไปเชยี งใหมพรงุ นี้

- ตะก้ีใครโทรศัพทม า - ใครโทรศัพทมาตะก้ี

ร า ย วิ ช า ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ ำ วั น ท ๓ ๐ ๑ ๐ ๕ | ๗๓

๖. คำท่ีเก่ยี วกับจำนวน จำแนกเปน ๔ ชนิด

๖.๑ คำบอกจำนวน คือ คำที่มีความหมายถึงจำนวน ๑ ๒ ๓ ฯลฯ และคำวา ทุก หลาย กี่ บาง ครึ่ง

ฯลฯ คำบอกจำนวนมักปรากฏหนาคำลักษณนาม หนาคำนาม หรือปรากฏหลังคำกริยาตองเติมเต็ม เปนตน

- เราจะซ้ือหนงั สือ ๒ เลม - เขามีลูก ๓ คน

- เรามีสองมอื สองเทา เทา กัน - สพี่ ีน่ อ งตระกลู หวางลงทุนรวมกัน

- มคี นมาประชมุ เปน รอ ย - สงครามโลกทำใหป ระชากรโลกลม ตายกนั เปนลา น

๖.๒ คำบอกลำดับ คือ คำที่แสดงลำดับที่ ไดแก คำบอกจำนวนประเภทตัวเลขที่ปรากฏกับคำวา ที่

เชน ที่หนึ่ง ที่สอง ที่สาม ฯลฯ และคำวา หนึ่ง เดียว แรก สุดทาย หนา หลัง กลาง ที่โหล บวย รั้งทาย เชน

- เขาสอบไดท่โี หลเสมอ - ไดที่ ๓ ยอมดกี วาไดท่ี ๔ แน

- ผูจัดการจะน่ังรถคนั ที่สอง - เขามลี ูกคนเดยี ว

- รถไฟเทีย่ วสดุ ทา ยจะออกตอน ๔ ทุม - ผมจะไปนั่งคันหนาเอง คณุ ไปน่ังรถคนั กลางกแ็ ลวกนั

๖.๓ คำหนาจำนวน คือ คำที่ปรากฏอยูหนาคำบอกจำนวน และมักมีคำลักษณนามตามคำหนา

จำนวนจะขยายความหมายของคำบอกจำนวนอีกทีหนึ่ง คำหนาจำนวนที่พบบอย เชน อีก สัก ตั้ง ทั้ง เพียง

ประมาณ เกอื บ ราว เชน

- เราจะซ้อื เสอื้ อีก ๒ ตัว - สมฤทยั มลี ูกต้งั ๕ คน

- บริษัทน้ีมีคนงานราว ๆ ๕๐๐ คน - เขาสง หนังสอื มาใหกวา ๒๐๐ เลม

- เขามอบเงนิ ใหโ รงเรียนซ้ือหนังสือตัง้ หลายแสน - มีคนมารว มประชุมราว ๆ ๒๐๐

๖.๔ คำหลงั จำนวน คอื คำท่ปี รากฏอยหู ลังคำบอกจำนวน อาจปรากฏอยูหนาหรอื หลังคำลักษณนาม

กไ็ ด เชน

- มีคนมาชุมนมุ พันกวา คน - เสอื้ ตัวน้รี าคา ๕๐๐ กวาบาท

- เขาตองการซื้อผา ๓ หลาเศษ - ไกต วั นห้ี นัก ๒ กโิ ลพอดี

๗. คำบอกกำหนด คอื คำขยายนามที่อยตู ำแหนง ทา ยสดุ ในนามวลี แบงไดเ ปน ๒ ชนดิ

๗.๑ คำบอกกำหนดชี้เฉพาะ คือ คำขยายนามเพื่อกำหนดชี้เฉพาะวาคำนามนั้นอยูใกลหรือไกล คำ

บอกกำหนดจะใชเปนคำในตำแหนง ทายสุดของนามวลีเสมอ คำบอกกำหนดมีจำนวน ๘ คำ ไดแก น่ี นั่น โนน

นูน และ น้ี น้นั โนน นนู เชน

- นวนยิ ายน่ีใครเปน คนแตง - เส้ือน่ันยังไมไดซัก

- ผมไมช อบรสนี้ มันปรา ๆ ชอบกล - บานนน้ั อยูก ันหลายคน

ร า ย วิ ช า ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ ำ วั น ท ๓ ๐ ๑ ๐ ๕ | ๗๔

๗.๒ คำบอกกำหนดไมชีเ้ ฉพาะ คือ คำขยายนามที่ไมระบุระยะใกลไกลอยางคำบอกกำหนดชี้เฉพาะ

และไมระบุแนชัดหรือเจาะจงลงไปวาเปนผูใด ชิ้นใด ตัวใด เปนตน เชน อื่น อื่น ๆ ใด ไหน นำนำ ตาง ๆ

ตาง ๆ นานา เชน

- รถอ่ืนเขา อหู มด - ของอื่น ๆ มคี นจองแลวทั้งน้นั

- ธัญพชื ตาง ๆ ลว นแตม ปี ระโยชน - บานไหนถูกโจรข้ึน กใ็ หไ ปแจง ทางการเสยี

๘. คำบุพบท คือ คำที่ปรากฏหนานามวลีและประกอบกันเขาเปนบุพบทวลี คำบุพบท มักมีความหมายเพ่ือ
บอกตำแหนง หนาที่ ความเกี่ยวของ ความมุงหมาย ความเปนเจาของ ฯลฯ ของนามวลีที่สัมพันธกับคำกริยา
หรือบอกความสัมพันธระหวางนามวลีกับนามวลีในประโยคเดียวกัน คำบุพบทใชบอกความหมายหลาย
ประการ ทีพ่ บมากไดแก คำบพุ บทท่ีบอกความหมาย ดังตอไปน้ี

- บอกตำแหนง ท่ตี ั้ง สถานท่ี เชน ผมขอลงตรงสะพานลอย , พวกเราแวะซอื้ ขนมขางทาง
- บอกสาเหตุ เชน เขามีกำลังใจตอ สูโรครายเพราะคำพดู ของเธอ
- บอกความมุงหมาย เชน นองตัง้ ใจเรยี นตอเพือ่ อนาคตของตวั เอง
- บอกความเปน เจาของ เชน แมวของคุณแหววหายไปจากบา น
- บอกผูท่ีทำกริยารว มกัน เชน เขาวางแผนไปเทย่ี วกับเพอื่ น ๆ
- บอกผรู บั ผลประโยชน เชน ในหลวงพระราชทานพรแกปวงชนชาวไทย
- บอกเวลา เชน เขากลับมาเมืองไทยเม่ือวันกอ น
- บอกเครื่องมอื ท่ีใชทำ เชน เขาจับปลาดวยมือเปลา
- บอกส่ิงทต่ี อ งการเปรยี บเทยี บ เชน เขารักเหายิง่ กวา ผม

การใชค ำ กับ แก แต ตอ ใกลกันกบั แขง กันกบั คลายกันกับ
คำตอไปน้ีใหใชบุพบท “กับ” เคยี งกนั กบั คิดอา นกันกบั คละกนั กบั
คลอ งจองกันกบั เจือปนกนั กับ เจรจากนั กับ
กินดว ยกันกับ ชิดกันกับ ชวยกันกับ ชกตกี นั กบั
คกู นั กับ ซำ้ กนั กับ ดเู หมอื นกนั กับ โดนกันกบั
คราวเดยี วกันกบั ตอกันกบั ตรงกันกับ ตลอดถึงกนั กับ
ชอบกันกบั เทากนั กับ ทำดวยกนั กบั นับถือกนั กบั
เชนเดียวกนั กบั ปรกึ ษากนั กบั ไปดวยกันกับ เปน ไมตรกี นั กบั
เหน็ ดว ยกันกับ
ถูกตอ งกนั กับ
ประจวบกนั กับ

ร า ย วิ ช า ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ ำ วั น ท ๓ ๐ ๑ ๐ ๕ | ๗๕

ผสมกนั กบั ผูกพนั กันกับ เพอ่ื นกันกบั พูดกนั กับ
พบปะกันกบั พรอมกนั กับ มาดวยกันกบั อยูดว ยกันกบั
แยงชิงกันกบั รกั ใครกันกบั รวมกันกบั เรื่องเดยี วกนั กบั
รวมกนั กับ เลน ดว ยกนั กับ ววิ าทกันกับ สรา งดวยกันกับ
เสมอกันกบั สมทบกนั กับ สมคบกันกับ สำหรับกันกับ

คำตอไปนี้ใหใ ชคำบุพบท “ แก”

เกิดแก ขนึ้ แก ขายไวแก ควรแก จงมีแก
แจกใหแก เจริญแก
จำนำไวแก แจงความแก แจกจายแก ถึงแก ทับถมแก
ทำอะไรแก ทุมเทแก
ชแี้ จงแก ตัดสนิ ใหแ ก ตอวาแก แบง ปน แก แบง ใหแก
เปนโทษแก เปนสทิ ธแ์ิ ก
ทำคณุ แก ทำโทษแก ทำรายแก มอบไวแ ก ยอมใหแ ก
วาแก ไวใจแก
บอกไปแก บอกเลาแก บอกใหแก เสียเงนิ ใหแก เสียของไปแก
สมควรแก ใหแก
ปรบั ไหมแก ปรากฏแก ปลงใจแก เอน็ ดูแก อนเุ คราะหแก

ฝากไวแ ก แพค วามแก แพรูแก

ลุแก ลมุ หลงแก ลงโทษแก

ไวธ รุ ะแก ส่ังใหแ ก เสยี กลแก

เสยี ทีแก เสยี อะไร ๆ แก สงเคราะหแ ก

ใหก ารแก ใหถอยคำแก เหน็ แก

อายดั ไวแ ก อยูแ ก

คำตอไปนใี้ หใ ชบพุ บท “แต”

กลวั แต เกิดแต ขอแต ขอโทษแต ชอบแต
ไดอ นุเคราะหแ ต น่งั แต ฟง แต
เชา แต ไดมาแต รแู ต เรยี กภาษแี ต รับพระราชทานแต
เอาแต พูดแต
มาแต รบั แต

เรียกแต เอามาแต

คำตอ ไปนใ้ี หใ ชบุพบท “ตอ” ฟองตอ เรยี นตอ ใหก ารตอ
กราบทูลตอ แจง ความตอ ใหก ารตอ
ยืน่ คำรอ งตอ รายงานตอ

ร า ย วิ ช า ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ ำ วั น ท ๓ ๐ ๑ ๐ ๕ | ๗๖

๙. คำเชื่อม คือ คำที่ใชเชื่อมคำ วลี หรือประโยคเขาดวยกัน คำเชื่อมมี ๔ ชนิด คือ คำเชื่อมสมภาค คำเชื่อม

อนปุ ระโยค คำเชือ่ มเสริม และคำเชื่อมสมั พันธสาร

๙.๑ คำเชือ่ มสมภาค (อา นวา สะ-มะ-พาก) คือ คำเช่อื มที่ใชเชื่อมหนวยทางภาษาต้ังแต ๒ หนวยข้ึน

ไปเขาเปนหนวยเดียวกัน หนวยภาษาที่เชื่อมดวยคำเชื่อมสมภาคตองเปนหนวยภาษาประเภทเดียวกัน อาจ

เปนคำนามกับคำนาม วเิ ศษณวลกี ับวเิ ศษณวลี ประโยคยอ ยกับประโยคยอ ย หนวยภาษา ๒ หนว ย ทเี่ ช่อื มดว ย

คำเชื่อมสมภาคยังคงมีหนาที่เหมือนกับหนวยภาษาที่มารวมกันนั้นเพียงแตเปนหนวยที่ใหญกวา คำเชื่อมสม

ภาค ไดแก กบั (หรือ กะ ) และ หรือ แต เชน

- น้ำกะนำ้ มันเขา กันไมได - พอ และแมเ ปนผูใหก ำเนดิ ลูก

- ฉันกบั เขาชว ยกันกอ ต้ังบริษัทน้ขี ้ึนมา - เขาจะไปดหู นงั หรอื ฟง เพลง

- นอ งชอบดูฟุตบอลแตพีช่ อบดูเทนนสิ - เขาบอกวา เธอเปนคนมีน้ำใจแตก ็ชอบเอาแตใ จตนเอง

๙.๒ คำเชื่อมอนุประโยค หมายถึง คำที่นำหนาอนุประโยคในประโยคซอนและทำหนาที่รวมกันเปน

สวนประกอบสวนใดสวนหนึ่งของประโยคหลัก คือ อาจเปนหนวยประธาน หนวยกรรม หนวยเติมเต็ม หรือ

เปนสวนขยายสว นใดสว นหนึ่งของประโยคหลกั คำเชอื่ มอนปุ ระโยคมี ๓ ชนิด

๙.๒.๑ คำเชื่อมนามานุประโยค ไดแ ก ที่ วา ให ที่วา ซึ่งนำหนา นามานปุ ระโยค คือ อนุประโยคที่ทำ

หนาทเี่ ปน หนวยประธาน หนว ยกรรม หรือหนวยเติมเต็มของประโยคซอน

- เขาพดู วาเขาจะมา - แมบ อกใหน องไปตลำด

- เขาดใี จทวี่ า พอ จะยกท่ดี นิ ใหเขา - ที่เธอทำอยา งนั้นดแี ลว

๙.๒.๒ คำเชื่อมคุณานุประโยค ไดแก ที่ ซึ่ง อัน ซึ่งนำหนาคุณานุประโยค คือ อนุประโยคที่ขยาย

นามวลใี นประโยคซอ น เชน

- เด็กทไี่ ดรับรางวัลเปนนองฉัน - เหตุการณซ ่งึ ไมน าเกิดขึ้นก็เกดิ ขึ้นได

- เขาสนับสนนุ โครงการอนั จะเปน ประโยชนแกเ ยาวชน

๙.๒.๓ คำเชื่อมวิเศษณานุประโยค คือ คำเชื่อมซึ่งนำหนาวิเศษณานุประโยค คือ อนุประโยคที่

ทำหนา ทีข่ ยายกรยิ าวลีและทำหนาทเี่ ปนสว นหนง่ึ ของกรยิ าวลีในประโยคซอน เชน

- เขาไมม าทำงานเพราะลกู ไมสบาย - เราจะไปชายหาดกนั ถา ฝนไมต ก

- เธออยูท ี่ทำงานจนเสร็จงาน - เพราะฝนตกแตเ ชา รถจึงติดหนกั

- จนถงึ เม่อื วาน เขากย็ งั ไมต ดิ ตอมา - ถาเขาไมม า ก็ใหค นอนื่ ทำแทนไดเลย

๙.๓ คำเช่ือมเสรมิ หมายถงึ คำเชอื่ มท่เี พม่ิ ข้ึนเพ่ือทำใหหนวยภาษา ๒ หนว ย สมั พันธก ันไดชัดเจนขึ้น

คำเชอ่ื มเสรมิ ไดแ ก จงึ เลย ถงึ ก็ เชน

- กเ็ ธอไมยอมไปกินขาวกับพวกเราเองนนี่ า - ฉนั กอ็ ยากรูเ รือ่ งนเี้ หมือนกัน

- ก็ใช - กถ็ กู ของคุณ

ร า ย วิ ช า ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ ำ วั น ท ๓ ๐ ๑ ๐ ๕ | ๗๗

๙.๔ คำเชอ่ื มสมั พันธสาร หมายถึง คำเช่ือมประโยคต้งั แต ๒ ประโยคข้นึ ไปใหรวมกันเปน สัมพนั ธสาร
เดยี วกนั เชน กลาวคอื อยางไรกต็ าม อยา งไรก็ดี อยา งไรเสยี แมก ระน้ัน ในที่สดุ แตท วา อน่ึง ฯลฯ

๑๐. คำลงทาย หมายถึง คำที่ปรากฏในตำแหนงทายสุดของประโยค ไมมีความหมายเดนชัดในตัวและไมมี

หนา ที่สมั พนั ธก บั สว นใดสวนหนึ่งของประโยคแตละคำอาจมีหลายรปู ซ่งึ แตกตางกันทีเ่ สียงวรรณยุกต ความส้ัน

ยาวของเสียงสระเรื่องใดเรื่องหนึ่งหรือทั้งสองเรื่องก็ได คำลงทายอาจแบงยอยเปน ๒ กลุม คือ กลุมแสดง

ทัศนภาวะและกลุมแสดงมารยาท

๑๐.๑ คำลงทายแสดงทัศนภาวะ หมายถึง คำลงทายที่แสดงเจตนาหรือความรูส ึกดวยการออกเสียง

ตาง ๆ กัน จะสังเกตไดวา ถาออกเสียงสระสั้นและลงน้ำหนักเสียง มักเปนคำส่ังหรือแสดงอารมณโ กรธ ถาออก

เสียงสระยาวหรือไมลงน้ำหนัก มักแสดงเจตนาชักชวน ขอรอง โนมนาว ออดออน เปนตน คำลงทายแสดง

ทัศนภาวะ เชน ซิ นะ เถอะ ละ เชน

- เงินทอนละ - ทำไมเขาไมมาละ - พรงุ นี้เปน วันหยุดนะ

- เขามาเถอะ - เขา มานา - เขาคงเห็นดวยกบั เธอละซินะ

๑๐.๒ คำลงทายแสดงมารยาท หมายถึง คำลงทายแสดงความสุภาพ หรือไมสุภาพขณะเดียวกัน

กอ็ าจแสดงสถานะและความสัมพนั ธร ะหวางผพู ดู ดว ย ดังนี้

- ใชแสดงความสุภาพ ไดแ ก ครับ คะ คะ ขา เชน รถมาแลว ครับ , ดิฉนั ไมสบายคะ

- ใชแ สดงความไมสภุ าพ ไดแ ก วะ หวะ ยะ ยะ เชน จะไปไหนกนั ดีวะ , เขา ใจแลว ยะ

- ใชแ สดงจริตหรือแสดงการประชด ไดแก ยะ ยะ เชน วนั น้ลี มอะไรหอบมาถงึ ทีน่ ีไ่ ดละยะ

- ใชแ สดงวา ผูพูดเปนผูชาย หรอื ผูหญงิ เชน ผมอาสาไปแจง เขาใหครบั , คณุ มาคนเดียวหรอื คะ

- ใชเพราะไมตอ งการระบเุ พศท่ีแนช ัดของตนเอง เชน อายุ ๑๔ แลว ฮะ

๑๑. คำอุทาน คือ คำที่เปลงออกมาเพื่อแสดงอารมณความรูสึกตาง ๆ เชน สะเทือนใจ ตกใจ ดีใจ เห็นใจ

ประหลาดใจ สงสาร สงสยั เจบ็ ปวด เปนตน

คำอุทานมักปรากฏหนาประโยค ในการเขียนมักมีเครื่องหมายอัศเจรีย ( ! ) กำกับหลังคำอุทานน้ัน

เชน

- โถ ! เจาเขี้ยวเงินไมน าตายเลย - วาย ! ชวยดวย

- โธ ! ไมน า เปนเชน นัน้ เลย - โอโฮ ! แตงตวั สวยจัง

- เชอะ ! สอบไดแคน้ีเองเหรอ - ทุเรศ ! พดู อะไรหยาบคายอยา งนัน้

คำอทุ านไมจ ดั เปน สวนหน่ึงของประโยค กลา วคอื ไมเ ปน สวนหนึ่งของนามวลหี รอื กริยาวลี

ร า ย วิ ช า ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ ำ วั น ท ๓ ๐ ๑ ๐ ๕ | ๗๘

คำอุทานทำใหผูฟงหรือผูอานรูวา ผูพูดหรือผูเขยี นมีความรสู ึกอยางไร ในการพิจารณาความหมายของ
คำอุทาน จึงตองพิจารณาใหส มั พนั ธก บั เนื้อความของประโยคทีต่ ามหลังคำอุทานนนั้ ๆ

๑๒. คำปฏิเสธ คือ คำที่ใชบอกปดหรือไมยอมรับ คำปฏิเสธจำแนกเปน ๒ ชนิด คือ คำปฏิเสธกริยา และ

คำปฎิเสธขอความ

๑๒.๑ คำปฏิเสธกริยา ไดแก คำวา มิ ไม หาไม หา...ไม เชน

- ผมมิใชค นดอี ะไร - คนหลายคนไมชอบทุเรียน

- เขาเดินไมร ะวงั รถ - วนั นท้ี องฟา ไมแ จมใส

- ตอนเท่ยี งไมค อ ยมีเจาหนา ทีอ่ ยใู นหอ ง - รถคนั ใหมไมน า กินนำ้ มัน

- เขาจะสำนกึ ผดิ กห็ าไม - เธอหารไู มว ากำลงั ทำลายชื่อเสยี งของตัวเอง

๑๒.๒ คำปฏิเสธขอความ ไดแก หามไิ ด มไิ ด เปลา มกั ใชป ฏเิ สธคำถาม เชน

ก : คุณมากบั ภรรยาหรอื

ข : หามิได

ก : ถา อยา งนั้นคงมากับเพอ่ื น ๆ

ข : มิได

ก : คณุ ดูทาทางเหนอื่ ยนะ

ข : เปลา

ร า ย วิ ช า ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ ำ วั น ท ๓ ๐ ๑ ๐ ๕ | ๗๙

ใบความรู เร่อื ง คําซำ้
๑. ความหมายของคำซ้ำ

คาํ ซ้ำ หมายถึง คาํ ท่ีประกอบดว ยหนว ยคํา ๒ หนวย ซ่งึ เหมือนกันทกุ ประการ หรืออีกนัยหนง่ึ การพูด
หรือเขียนคําใดคาํ หนึ่งอีกครงั้ ทำใหเ กิดคาํ ซ้ำ เชน เด็ก ๆ, สาว ๆ, หนุม ๆ, หลาน ๆ, ดำ ๆ แดง ๆ, สวย ๆ ดี ๆ
ในการเขียนคาํ ซำ้ จะใชเคร่ืองหมายไมย มกแทนคําที่ซ้ำ ในภาษาไทยคําทุกชนิดซ้ำได แตไมใชวา คาํ ทุกคาํ ในแต
ละชนดิ จะซ้ำได ทง้ั น้ีขึน้ อยูกับความหมายของคําและปริบท
๒. การออกเสียงคําซำ้

๑. คําซำ้ ประเภทไมเ ปลีย่ นเสียง
ถา คําเดิมเปน คาํ พยางคเ ดยี วจะลงเสียงหนักที่พยางคห ลังเหมือนคําสองพยางค เชน หลาน ๆ, แดง ๆ,
สวย ๆ ถา คําเดมิ เปนคําสองพยางคหรือคาํ หลายพยางคเม่ือเปนคําซ้ำก็จะออกเสยี งเหมือนคําเดมิ เพ่มิ อีก
ครั้งหนึง่ เชน พอดี ๆ สัปดาห ๆ, ระบบ ๆ
๒. คําซำ้ ประเภทเปลยี่ นเสียง
คําซำ้ ประเภททเี่ นน ความหมายหรือเพิ่มความหมายขนึ้ จะเปลยี่ นเสียงวรรณยกุ ตข องพยางคห นาเปน
วรรณยกุ ตเนน พเิ ศษ คําซ้ำประเภทเปลย่ี นเสียงท่ีเปน คาํ นามเมื่อซำ้ แลวอาจใชเ ปน คำกริยาคณุ ศัพทห รือ คํา
วิเศษณได คําประเภทน้มี ที ้ังคําภาษาไทยและคําภาษาอื่น คําซ้ำประเภทนจ้ี ะซำ้ คําโดยไมใชไมยมก ดังตัวอยา ง
ตอ ไปน้ี
คาํ ซ้ำที่นําคํานามมาซำ้ เชน

ผูหญิงคนนท้ี า ทางนางเอก นางเอก
คนอะไรไมรูตลาดตลาด
ใครๆ ก็ชมวาทาทางเขาดูแมนแมน
ผูชายคนน้สี มถะ สมถะ
คําซ้ำทีน่ ําคำกรยิ ามาซำ้ เชน
คนใชบานนีข้ ยน๊ั ขยัน ทำงานไมไดห ยุดเลย
วันนี้ฉนั เบลอ เบลอ
ทา เดนิ ของนางแบบวยั รนุ ดูเกเก
๓. ชนิดของคําและลกั ษณะความหมายของคาํ ซำ้
คําท่นี าํ มาซ้ำกันมีคําชนดิ ตา งๆ ไดแ ก คํานาม คําสรรพนาม คําลักษณนาม คำกริยา คําชวยกริยา คํา
บุพบท คําวิเศษณ คาํ บอกจำนวน คาํ บอกลำดบั คําหนา จำนวน คาํ หลงั จำนวน และคําบอกกำหนด ไมชีเ้ ฉพาะ
คาํ ทซ่ี ำ้ แลว จะมีความหมายตางไปจากคาํ เดิม ไดแก เปน พหพู จน ไมเ ฉพาะเจาะจง เนนวามเี ฉพาะ สงิ่ นนั้
ทำซำ้ ๆ คลายๆ อยา งน้ัน แยกพวกน้ำหนักออนลง น้ำหนกั เพ่ิมขนึ้ และเปลย่ี นไปหรือเปนสาํ นวนที่มี
ความหมายเฉพาะ ในหลายกรณคี วามหมายของคําซ้ำจะข้ึนกับปรบิ ท เชน คาํ ซำ้ คําเดยี วกนั ในปริบทหนง่ึ
อาจมคี วามหมายเปน พหพู จน แตใ นอีกปริบทหน่ึงอาจมีความหมายเปนลกั ษณะกลาง ๆ เปน ทํานองน้นั ก็ได
ดงั ตวั อยางตอไปน้ี

ร า ย วิ ช า ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ ำ วั น ท ๓ ๐ ๑ ๐ ๕ | ๘๐

๑. คาํ นาม คาํ นามทีน่ ํามาซำ้ มักเปนคาํ นามทบี่ อกเครอื ญาติ เชน พี่, นอ ง, ลกู , หลาน, ลงุ , ปา ฯลฯ
และคํานามทั่วไปบางคาํ เชน หนมุ , สาว, เพือ่ น, แปง , เน้อื , น้ำ, คํานามที่ซ้ำแลวจะมีความหมาย ดงั ตอไปนี้

๑) มีความหมายเปน พหูพจน เชน
เพ่อื นๆ รุนเดียวกับฉนั ทำงานสว นตัวทั้งนน้ั
คณุ ยายอยูกบั หลาน ๆ

๒) มีความหมายคลายอยา งน้ัน มีลักษณะทํานองนั้น เชน
อายมุ ากแลว ยงั แตง ตวั เหมือนสาว ๆ
ลูกช้นิ นีเ้ ปน แปง ๆ ไมอรอย
ผา ผนื น้ีดูเปนไหม ๆ แตกไ็ มใชไ หม
แกงนีน่ าจะเสยี น้ำแกงเปน ยาง ๆ แลว

๓) มคี วามหมายเนน เชน
แมครวั ใชห มูเนอ้ื ๆ ทาํ อาหาร
ตักขาวตม ใหฉนั เอาแตน้ำ ๆ นะ
อาหารบานนม้ี ีแตผัก ๆ ท้งั นั้น

๒. คาํ สรรพนาม คาํ สรรพนามท่ซี ำ้ แลวจะมคี วามหมาย ดังตอ ไปน้ี
๑) มคี วามหมายเปนพหูพจน เชน
เรา ๆ คนกนั เองไมตองมพี ิธีรีตองมากมาย
หนู ๆ ท้ังหลาย นง่ั ใหเปน ระเบยี บหนอ ย
บริกรมาแลว คุณ ๆ จะกนิ อะไรกนั จะ
๒) มีความหมายไมเฉพาะเจาะจง เชน
อะไร ๆ ฉันก็กินไดทั้งน้ัน แตอยา ใหเมด็ ก็แลว กัน
ขา วนีอ้ อกโดง ดัง ใคร ๆ กร็ ู
ไปเท่ยี วไหน ๆ แลวก็ตองกลบั มาซ้อื ของท่กี รงุ เทพฯ
ท่ไี ปทำเสยี ช่ือ นั่นนะ เรา ๆ ทา น ๆ ทั้งนน้ั

๓. คําลักษณนาม คาํ ลักษณนามสว นมากจะซ้ำได และมักมีคาํ วา เปน อยูดวย เม่อื ซ้ำแลวมี
ความหมายดงั ตอไปน้ี

๑) มคี วามหมายเปนพหูพจน เชน
คนสมัยกอนเกบ็ ทองเปน หบี ๆ
คณุ หญิงบานน้นั มีเสอ้ื ผาเปนผู ๆ
ชางมากนั เปน โขลง ๆ

ร า ย วิ ช า ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ ำ วั น ท ๓ ๐ ๑ ๐ ๕ | ๘๑

๒) มีความหมายวาแยกทีล่ ะสวนและเปนพหูพจน เชน
แมครัวน่ันเน้อื เปนชิ้น ๆ
ตำรวจสอบสวนเปนคดี ๆ ไป
บริษทั จายคา จางคนงานเปน วัน ๆ
กนิ ขนมใหห มดเปนจาน ๆ ไป แลว คอ ยไปตักใหม

๔. คำกรยิ า คำกรยิ าทกุ ชนดิ มักนํามาซำ้ ได เม่ือซำ้ คำกริยานั้นแลวทำใหม คี วามหมาย ดังน้ี
๑) มคี วามหมายวาหลายคร้ังและตอ เน่ือง เชน
ฉันเดิน ๆ อยเู ขากว็ งิ่ เขา มาหา
เขาไดแตพดู ๆ แลวไมเห็นทำ
เร่อื งนีฟ้ ง ๆ ดูกน็ า สนใจดี
๒) มคี วามหมายวาหลายครั้ง เชน
เตอื น ๆ เขาหนอย เขาชักจะเกเรขึ้น
เขยี น ๆ ไปเด๋ยี วกเ็ กง เอง
หนงั สอื นะทอง ๆ เขา จะไดสอบได
๓) เนน ความหมายของกรยิ านั้น เชน
กิน ๆ เขาไปอยาเรื่องมาก
เรว็ ๆ เขา เด๋ยี วไปไมทัน
ฉันอยากใหเ ขาไป ๆ เสยี ใหพน
๔) มีความหมายเบาลง เชน
คณุ แมยังโกรธ ๆ เขาอยู
คนไขยังเพลยี ๆ ไมค อยมแี รง
เขาชกั เคือง ๆ เพื่อนอยูไ มน อย
คนชอบ ๆ กนั ไมน ามาโกงกันได
ใส ๆ เขา เถอะ เสอ้ื ตัวไหนกด็ ูดที ้งั นัน้ แหละ

๕. คําชวยกรยิ า คําชว ยกรยิ าทนี่ ํามาซำ้ ได เชน เกอื บ, จวน, คลา ย, ชัก คําชว ยกริยาเมอ่ื ซำ้ แลวทำให
มคี วามหมายเบาลง เชน

เดก็ คนน้เี กือบ ๆ จมน้ำตาย
ลูกชายของเขาจวนๆ จะจบปริญญาโทแลว
ฉนั รสู กึ คลาย ๆ จะเปนไข
เพงิ่ หายไข คอย ๆ เดิน อยารีบรอน

ร า ย วิ ช า ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ ำ วั น ท ๓ ๐ ๑ ๐ ๕ | ๘๒

๖. คําบุพบท คําบุพบททน่ี าํ มาซ้ำไดมักเปนคําบุพบทบอกสถานที่ เชน รมิ , แถว, ขา ง, ใกล ฯลฯ เมอื่
ซำ้ แลว มกั จะมคี วามหมายไมเฉพาะเจาะจง ไมกำหนดบริเวณแนชัด เชน

เขาไปซ้ือหนงั สือแถวๆ ศนู ยการคาทเ่ี ปด ใหม
รัฐบาลมีนโยบายใหน ักเรยี นโรงเรียนใกลๆ บา น
อซู อมรถอยูข า งๆ วดั
๗. คําวเิ ศษณ คําวเิ ศษณท่นี ํามาซ้ำได เชน คําวา เสมอ, บอย, ชา , เชา, สาย เมื่อซำ้ แลว มีความหมาย
ดงั ตอ ไปน้ี
๑) มคี วามหมายบอกความเนน หรือทำซำ้ เกิดซ้ำ เชน

เขาออกกาํ ลังกายเสมอๆ จงึ แขง็ แรง
เดก็ คนนีป้ ว ยบอย ๆ เพราะไมค อยออกกําลังกาย
เค้ียวอาหารชา ๆ อาหารจะไดย อยงาย
๒) มคี วามหมายไมเฉพาะเจาะจง หรอื ไมกำหนดแนชัดลงไป เชน
เขานัดใหฉนั ไปหาเชา ๆ
ตอนสาย ๆ รถจะติดมากกวา ตอนเชา
8. คาํ บอกจำนวน คาํ บอกจำนวนท่นี าํ มาซำ้ ไดมกั เปนตัวเลขจำนวนหลกั เชน สิบ, รอย, พนั , หมื่น,
แสน, ลาน และมกั จะใชกับคาํ วา เปน เม่อื ซ้ำแลวมักจะมีความหมายเปน พหูพจน เชน
รถยนตยีห่ อ นร้ี าคาเปนลา น ๆ
คนมาเชียรฟ ุตบอลกนั เปนพนั ๆ คน
ในหา งสรรพสินคามีของลดราคาเปน รอย ๆ ประเภท
9. คําบอกลำดบั คาํ บอกลำดับทีท่ ่ีนาํ มาซำ้ เชน คาํ วา แรก, หลัง, ทา ย เมอื่ ซ้ำแลวมคี วามหมาย ไม
เจาะจง เชน
ฉันชอบนง่ั แถวหนา ๆ
เขาไมสบาย เดือนหลงั ๆ นีอ้ าการทรุดลงมาก
วนั แรก ๆ ก็ขยันดี วันหลัง ๆ ชักข้ีเกียจ
ลกู ชายเขาสอบไดท ่ีทาย ๆ เปนประจำ
๑๐. คาํ หนา จำนวน คาํ หนา จำนวนทนี่ าํ มาซำ้ ได เชน คําวา ราว, เกอื บ เมื่อซ้ำแลว มคี วามหมาย ไม
กำหนดแนนอน มักใชเมอ่ื ผูพูดไมแนใจ เชน
เขากลับถึงบานราว ๆ ๓ ทมุ
นอ งชายของเขาสูงเกือบๆ 5 ฟุต
๑๑. คาํ หลงั จำนวน คําหลงั จำนวนทนี่ ํามาซำ้ ได เชน เต็ม, พอดี, พนู , ถวน, กวา , เศษ มีความหมาย
ดังตอ ไปน้ี

ร า ย วิ ช า ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ ำ วั น ท ๓ ๐ ๑ ๐ ๕ | ๘๓

๑) มคี วามหมายเนน เชน
เขาปว ยอยู ๒ อาทติ ยเต็มๆ
แมจ า ยเงนิ ไป ๕๐,000บาทถวน ๆ
หองนีจ้ คุ นได ๑๐๐ คนพอดี ๆ
เขากนิ ขาวไป ๓ ชามพนู ๆ

๒) มคี วามหมายไมเฉพาะเจาะจง เชน
เขาขับรถไป ๒ ชว่ั โมงกวา ๆ
แมครัวจายเงนิ คากบั ขาว ๕๐๐ บาทเศษ ๆ

๑๒. คาํ บอกกำหนดไมชเี้ ฉพาะ คําบอกกำหนดไมชี้เฉพาะท่ีนํามาซ้ำได คือ คําวา ไหน เม่ือซ้ำแลว มี
นัยความหมายเปนพหพู จน เชน

ละครเรอ่ื งไหน ๆ ฉนั ก็ดูไดทงั้ นัน้
ปากกาดามไหน ๆ ก็เขยี นไมลื่นเทาดา มน้ี
คําซ้ำที่กลาวมาแลวน้เี ปน คําซ้ำประเภทที่ออกเสียงคงเดิมไมมกี ารเปล่ียนแปลงเสยี ง ของหนวยคาํ หนา
คาํ ซำ้ ประเภทน้มี ักเรียกวา คาํ ซำ้ ประเภทคงรูป
๔. คําซ้ำที่เปลีย่ นความหมาย
เมอ่ื พจิ ารณาคําท่ปี รากฏในภาษาไทยแลว จะพบวา คําท่ีมรี ูปซำ้ บางคํา มีความหมายตา งไปจากคําที่ ไม
ซำ้ เชน
เขาทำงานวจิ ยั มาตง้ั นาน แลว กลบั เลิกทำเอาด้ือๆ
ไปๆ มาๆ เขาก็มาคา ขายอยูท่ีบานเดมิ
เรือ่ งกลวยๆ แคน ้ีเขากท็ ำใหเปนเรอื่ งยากไปได
เขามคี วามรภู าษาอังกฤษแบบงูๆ ปลาๆ
ไหน ๆ กม็ าแลว อยูชว ยงานเขาสกั สองวนั เถอะ
๕. คําท่มี เี สียงซำ้ กนั แตไ มใ ชค าํ ซำ้
คาํ ที่มีรูปซ้ำบางคําแตไ มใชค ําซ้ำ มี ๒ ประเภท ดงั น้ี
๑) คําบางคาํ ดเู หมือนจะมีลักษณะเปนคาํ ซำ้ เพราะออกเสยี งซำ้ กันและใชร ูป ๆ เขียน เชน ฉอด ๆ ,
ปาว ๆ, หลกั ๆ, ยอง ๆ, หยก ๆ แตค าํ เหลา นไ้ี มสามารถนําคําเดมิ คือ ฉอด, ปาว, หลดั , ยอง, หยก มาใชโดย
ไมซำ้ โดยปรกติจะตองใชใ นรูปทอ่ี อกเสียงซ้ำกันเทาน้ัน คาํ เหลา นี้จงึ ไมน ับเปนคําซำ้
๒) คาํ ทอ่ี อกเสียงซำ้ กันและเขียนซำ้ กนั โดยไมใชไมย มก เชน จะจะ ซึ่งมีความหมายวา “ใหช ดั เจน
กระจา ง” เชน ในขอความวา “เห็นอยูจ ะจะแลว วา อะไรเปนอะไร ไมตองพูดกันใหม ากเร่ือง” กรณีเชนน้ี คําวา
จะจะ ไมใ ชค ําซ้ำ นอกจากนค้ี ําตา งประเทศอน่ื ๆ ทเี่ ขยี นซ้ำกนั โดยไมใชไมย มก เชน นานา หรือชอื่ เฉพาะท่มี า
จากภาษาจนี เชน หวอี นั อัน, อิง๋ อิง, เชาเชา, ชงิ ชงิ เปนตน ก็ไมน ับวาเปนคําซำ้

ร า ย วิ ช า ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ ำ วั น ท ๓ ๐ ๑ ๐ ๕ | ๘๔

ใบความรู เรอ่ื ง คําซอน

๑. ความหมายของคําซอน

คาํ ซอ น หมายถงึ คําที่เกิดจากการนําคําตง้ั แต ๒ คาํ ข้ึนไปมาเรยี งตอกันโดยแตล ะคาํ น้ัน มี
ความสมั พันธกนั ในดา นความหมาย อาจเปน ความหมายเหมอื นกัน คลา ยกนั ทาํ นองเดียวกัน หรอื ตรงกันขาม
ก็ได จดุ ประสงคข องการซอนคาํ เพื่อใหไดความหมายท่ีชดั เจน ไดแก แยกคาํ ทีม่ ีเสยี งพอ งกนั เชน ฆา ฟน, ราคา
คางวด, ขา ทาส เพ่ือเสรมิ ความหมาย เชน เล็กนอ ย, นมุ น่มิ และเพื่ออธบิ ายความหมายของคาํ ในภาษาถิน่
หรอื ภาษาตา งประเทศ เชน พัดวี, เส่ือสาด, ภตู ผ,ี ทรพั ยส ิน, แสวงหา เปนตน

เม่ือพจิ ารณาความหมายของคําซอนแลว จะเหน็ ไดว า คําซอนบางคํามีความหมายแตกตางจากคาํ เดิม
บาง ดังตวั อยางตอไปนี้

๑) คําซอนมีความหมายชัดเจนข้นึ ในคําท่ีมีเสียงพองกนั จะซอ นคาํ เพอื่ ใหความหมายของคาํ ชัดเจน
ข้ึน เชน ขาไท, ขาทาส, ฆา ฟน, ราคาคางวด

๒) คําซอนมคี วามหมายเฉพาะเจาะจงชดั เจนขน้ึ เชน ออ นโยน, ออนนอม, ขัดขวาง, ขดั ขนื , ขดั ขอ ง

๓) คาํ ซอ นแปลความหมายของคําในภาษาถิ่นหรอื คาํ ตางประเทศ เชน ทรัพยสมบตั ,ิ ทรัพยส ิน, ภตู ผี
โจรผรู า ย, ศกึ สงคราม, เลหกล, ทรวงอก, ดแู ล, งวงเหงา, แปดเปอ น

๒. ลกั ษณะความหมายของคําซอ น

๑. ความหมายเหมอื นกัน หมายถึง คาํ ทีน่ ํามาซอนกันน้ันหมายถงึ สิง่ เดียวกนั หรือเปน อยางเดียวกัน

เชน

เรว็ ไว ทรพั ยสิน นมุ นิม่ เลอื กสรร

ใหญโ ต สญู หาย ดแู ล หยาบชา

๒. ความหมายคลา ยกัน หมายถงึ คําท่นี าํ มาซอนกนั นนั้ มคี วามหมายใกลเคียงกนั หรือเปนไป ใน
ทาํ นองเดยี วกัน พอทจี่ ะจดั เขาในกลมุ เดียวกันได เชน

ออ นนุม ใจคอ เล็กนอ ย เขตแดน

ยักษมาร ไรนา ศีลธรรม ถวยโถโอชาม

แขงขา ภาษอี ากร หนา ตา เย็บปกถักรอย

๓. ความหมายตรงกนั ขาม หมายถงึ คาํ ที่นาํ มาซอ นกันนน้ั มีความหมายเปนคนละลักษณะหรือ

คนละฝา ยกนั เชน

ใกลไกล ชว่ั ดี เหตผุ ล ผิดถกู

สงู ต่ำดำขาว ต้นื ลึกหนาบาง ตดั เปน ตดั ตาย ท่ีหนา ท่หี ลัง

๓. จำนวนคาํ ในคาํ ซอน

๑. คำซอ น ๒ คำ หมายถงึ คำซอ นท่ีประกอบดว ยคำ ๒ คำ เชน

ชา งมา บา นเมอื ง คุกตะราง ววั ควาย

กูยืม ภาษีอากร ปากคอ ฝนฟา ประเทศชาติ

ร า ย วิ ช า ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ ำ วั น ท ๓ ๐ ๑ ๐ ๕ | ๘๕

๒. คําซอ น ๔ คาํ หมายถงึ คําซอนท่ปี ระกอบดว ยคํา ๔ คาํ อาจมบี างคําท่ีมีมากกวา ๑ พยางคก็ได

เชน

๑) คาํ ซอน ๔ คาํ เรยี งกนั เชน

ชางมา ววั ควาย กุงหอยปปู ลา หมูเหด็ เปด ไก ตับไตไสพงุ

ตีรันฟน แทง ต้นื ลึกหนาบาง ถว ยโถโอชาม เสอื สิงหกระทิงแรด
๒) คําซอ นทป่ี ระกอบดว ยคาํ ๔ คาํ ที่แยกเปน ๒ คู ซ่ึงมกั จะมเี สียงคลองจองระหวา งพยางคท่ี ๒

กับ ๓ เชน

โบกปด พัดวี รวบรดั ตัดความ ทุกขโศกโรคภยั ใสร า ยปา ยสี
สอบสวนทวนความ อกไหมไสขม รวบรดั ตัดความ

๓) คาํ ซอ น ๔ คํา ที่มีคาํ ท่ี ๑ กับคําท่ี ๓ หรอื คําที่ ๒ กบั คําท่ี ๔ ซ้ำกัน เชน

ออ นอกออนใจ มากหมอมากความ อดขา วอดน้ำ
ปากหอยปากปู หนาสวิ่ หนา ขวาน ผดิ ฝาผิดตวั
กนิ ทิ้งกินขวาง กินลางกินผลาญ กงเกวียนกําเกวียน

๓. คําซอน ๖ คาํ หมายถงึ คาํ ซอ นท่ีประกอบดวยคาํ 5 คํา โดยทบ่ี างคาํ อาจมีมากกวา ๑ พยางค ก็ได
คําซอ น 5 คาํ จะแบง เปนสว นละ ๓ มีเสยี งคลองจองระหวางสว นหนากับสว นหลังและมีคาํ ซำ้ กัน อยูในสว นทั้ง
สองนัน้ ดว ย เชน

คดในขอ งอในกระดูก เลอื กทร่ี ัก มกั ที่ชัง

จับไมไ ด ไลไ มท นั ฆา ไมตาย ขายไมขาด กําแพงมีหู ประตูมชี อ ง

๔. ทม่ี าของคาํ ท่ีมาซอ นกนั

๑. คําไทยซอนกบั คําไทย

๑) คาํ ไทยกลางซอนกบั คาํ ไทยกลาง เชน

กยู มื ปากคอ เดอื ดรอ น

บา นเมือง ฝนฟา เยบ็ ปก

๒) คาํ ไทยกลางซอนกบั คําไทยถนิ่ เชน

ไทยกลาง + ไทยถิน่ ไทยถน่ิ + ไทยกลาง

เข็ดหลาบ อดทน

แกเ ฒา แปดเปอ น

๒. คาํ ไทยซอนกับคําตา งประเทศ

๑) คาํ ไทยซอ นกับคําภาษาบาลี สนั สกฤต เชน

ไทย + บาลี + สนั สกฤต บาลี + สันสกฤต + ไทย

ขา ทาส โจรผูร าย

ร า ย วิ ช า ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ ำ วั น ท ๓ ๐ ๑ ๐ ๕ | ๘๖

ศึกสงคราม อามสิ สนิ จา ง

แกนสาร ภูตผี

๒) คาํ ภาษาไทยซอนกับคาํ ภาษาเขมร เชน

ไทย + เขมร เขมร + ไทย

ลา งผลาญ ทรวงอก

เขียวขจี แสวงหา

ฝาผนัง ขจัดปดเปา

ซอ่ื ตรง

๓) คาํ ภาษาไทยซอนกับคําภาษาองั กฤษ เชน

พกั เบรก แจกฟรี แถมฟรี เล้ยี วกลบั ยเู ทริ น

๓. คําตา งประเทศซอนกนั

๑) คําบาลีสันสกฤตซอนกัน เชน

ยกั ษม าร ภาษอี ากร ศลี ธรรม ทกุ ขโ ศกโรคภยั

สบถสาบาน ประเทศชาติ

๒) คําเขมรซอนกนั เชน

ตําหนติ ิเตยี น ละเอียดลออ กระจดั กระจาย

๕. ตำแหนง ของคําท่ีบอกความหมายของคาํ ซอน

คาํ ซ่ึงมารวมกนั เปนคําซอน อาจมเี พยี งคําใดคาํ หนึ่งใชต รงกับความหมายของคาํ ซอนทัง้ คํา อีกคําหนง่ึ
เปนเพยี งคําท่ีเขา มาประกอบเทาน้ัน คําท่ใี ชในความหมายตรงกับความหมายของคาํ ซอนทั้งคํา อาจเปน คําท่ี
อยสู วนหนาหรือสวนหลงั ของคาํ ซอ นก็ได

๑. ความหมายของคําซอนตรงกับคาํ ทีอ่ ยูส ว นหนา เชน คาํ วา ใจคอ ความหมายตรงกับคาํ วา ใจ
ตัวอยาง

ใจคอ ในประโยควา ใจคอเขาโหดเหีย้ มเหลอื เกิน

เขตแดน ” รัฐบาลกำหนดเขตแดนใหผ ูลี้ภัยอยู

ประเทศชาติ ” ถาคนไมพัฒนาประเทศชาตจิ ะเจรญิ ไดอยางไร

๒. ความหมายของคาํ ซอนตรงกับคําท่ีอยสู วนหลัง เชน คําวา แขง ขา ความหมายตรงกับคาํ วา ขา

ตัวอยาง

แขง ขา ในประโยควา เด็กคนน้แี ขง ขายาวเกง กา ง

น้ำหูนำ้ ตา ” พอไดฟงเร่อื งเศรา ทีไรเธอเปน ตอ งนำ้ หูน้ำตาไหล

เท็จจริง ” ขอเทจ็ จริงเปน อยา งไรไมม ีใครรู

ร า ย วิ ช า ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ ำ วั น ท ๓ ๐ ๑ ๐ ๕ | ๘๗

ใบความรู เร่อื ง คาํ ประสม

๑. ความหมายของคาํ ประสม

คําประสม หมายถึง คาํ ทเ่ี กิดจากการนาํ หนวยคําอิสระท่ีมีความหมายตา งกันอยา งนอย ๒ หนว ย มา
รวมกัน เกิดเปน คําใหมคาํ หน่ึงมีความหมายใหม เกณฑทใ่ี ชแยกคําประสมออกจากคาํ ประเภทอืน่ กลุม คําและ
ประโยค มดี งั น้ี

๑.๑ คําประสมเปน คาํ ที่มคี วามหมายใหม ตา งจากความหมายท่ีเปนผลรวมของหนว ยคําทมี่ ารวมกนั
แตมกั มีเคา ความหมายของหนว ยคาํ เดมิ อยู เชน

ผา ข้รี วิ้ เปน คําประสม มีความหมายวา “ผาเกาขาดทใ่ี ชเ ชด็ ถูพน้ื เปนตน” เปน

ความหมายใหมทมี่ ีเคาความหมายของหนวยคําเดิมวา ผา และ ขีร้ ิ้ว

น้ำแขง็ เปนคําประสม มีความหมายวา “น้ำท่ีแข็งเปนกอนเพราะถูกความเย็นจดั ” เปน

ความหมายใหมที่มีเคาความหมายเดิมของหนวยคาํ นำ้ และ แข็ง

หนงั สือพิมพ เปนคาํ ประสม มีความหมายวา “สิง่ พมิ พทีเ่ สนอขาวสารและความเห็นแกประชาชน

มักออกเปนรายวัน” เปนความหมายใหมทีม่ เี คาความหมายเดมิ ของหนวยคําวา

๑.๒ คําประสมจะแทรกคําใดๆ ลงระหวางหนว ยคําท่มี ารวมกันนนั้ ไมได ถา สามารถแทรกคาํ อน่ื ลงไป
ได คาํ ทรี่ วมกนั นนั้ จะไมใชคาํ ประสม เชน

ลกู ชา งเดนิ ตามแมชาง ขอ ความวา ลูกชาง แปลวา “ลกู ของชา ง” สามารถแทรกคําวา
ของระหวา งคาํ วา ลกู กับ ชาง เปน ลกู ของชา ง ได ดงั นน้ั ลูกชา ง
ในประโยคน้จี งึ ไมใ ชค ําประสม

หมอใชผ า ปดปากเวลาตรวจคนไข ขอ ความวา ปดปาก สามารถแทรกคําวา ท่ี หรอื ตรง

ระหวา งคําวา ปด กับ ปาก ได เปน ปด ทปี่ าก หรือ ปด
ตรงปาก ปดปาก ในประโยคนจี้ งึ ไมใชค าํ ประสม

๑.๓ คาํ ประสมเปน คําคําเดียว หนวยคาํ ทเ่ี ปน สว นประกอบของคําประสมไมส ามารถยา ยท่ี หรือสลบั ที่

ได เชน

ฉันกินขาวมาแลว สามารถยา ยคําวา ขาว ไปไวตนประโยคเปน ขา วฉนั กินมาแลว ไดข อ ความ
กนิ ขาว จึงไมใชคําประสม ไมสามารถยายคําวา กนิ หรือที่ ไปไวท ี่อ่ืนได

คาํ วา กนิ ท่ี จึงเปนคําประสม

เขานัง่ กินที่ ไมส ามารถยายคำวา กิน หรือ ที่ ไปไวท ่ีอืน่ ได คำวา กนิ ทจี่ ึงเปนคำประสม

๑.๔ คําประสมจะออกเสียงตอเนอ่ื งกนั ไปโดยไมห ยดุ หรือเวนจงั หวะระหวางหนวยคํา ท่ีเปน
สวนประกอบ เชน

ดินเหนยี ว ถา ออกเสยี งตอเน่ืองกนั ไป หมายถึง “ดินชนิดหน่งึ มีเนื้อเหนียว” เปน คาํ
ประสมถา มชี ว งเวนจงั หวะระหวา ง ดนิ กบั เหนยี ว หมายถึง “ดินมีสภาพ
เหนยี ว”เปนประโยค

ร า ย วิ ช า ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ ำ วั น ท ๓ ๐ ๑ ๐ ๕ | ๘๘

กาแฟเยน็ ถา ออกเสยี งตอเน่ืองกนั ไป หมายถึง “กาแฟใสน มใสนำ้ แข็ง” เปน คํา
ประสมถามชี ว งเวนจงั หวะระหวา ง กาแฟ กับ เย็น หมายถึง “กาแฟรอนท่ี
ทิ้งไวจ นเยน็ ” เปน ประโยค

๑.๕ คําประสมบางคําไมมีความสมั พนั ธท างวากยสัมพันธร ะหวา งหนว ยคาํ ทเ่ี ปน สวนประกอบ
(วากยสัมพนั ธ ศึกษาวาดวยความสมั พันธของคาํ ในประโยค) เชน

กนิ น้ำ ไมเปนคําประสม เพราะหนว ยคาํ วา กนิ กับ น้ำ มีความสัมพันธท าง
วากยสมั พันธแบบ กรยิ า - กรรม

ใจเสยี เปน คําประสม หนว ยคาํ วา ใจ กบั เสยี ไมมีความสัมพนั ธท างวากยสัมพันธ
รถเสีย ไมเปนคําประสม เพราะหนว ยคําวา รถ กบั เสยี มคี วามสัมพันธท าง

วากยสมั พันธแบบ ประธาน - กรยิ า
๒. สว นประกอบของคําประสม

หนวยคําทม่ี ารวมกนั เปนคําประสมอาจจะเปน คํานาม คำกรยิ า คําจำนวนนบั คําลำดับที่ หรอื คําบพุ
บท เม่อื นําคาํ ชนดิ นน้ั ๆ มาประกอบกันแลวสว นใหญจ ะไดคําประสมที่เปน คํานาม หรือคำกรยิ า ดังตัวอยาง
ตอไปน้ี

๑. คําประสมทเ่ี ปน คาํ นาม
๑) นาม + นาม

ดอกฟา หญงิ ทส่ี ูงศักด์ิ

ตีนกา รอยยน ซ่ึงปรากฏท่หี างตา มีลักษณะคลา ยตีนของกา

บตั รโทรศพั ท บัตรที่มีมลู คา ใชส อดในเครอื่ งโทรศพั ทบางประเภทเม่ือตอ งการ โทรศพั ท
หมูกระทะ ช่อื อาหารประเภทหนงึ่

๒) นาม + นาม + นาม
แมยา นาง ผผี ูหญงิ ประจำเรอื

รถไฟฟา รถไฟทีแ่ ลนบนรางยกระดับ

ปากนกกระจอก แผลเปอยที่มุมปาก เกิดจากขาดวติ ามินบี ๒

เดก็ หลอดแกว เดก็ ท่ีเกดิ จากการผสมไขและเชอ้ื อสจุ ิในหลอดทดลอง

๓) นาม + ลกั ษณนาม
นำ้ ขวด น้ำหรือน้ำอดั ลมท่บี รรจใุ นขวด

ไอติมแทง ไอศกรมี ท่ีทำเปนแทง

นำ้ แข็งกอน นำ้ แขง็ ชนดิ ที่ทำเปนกอนเลก็ ๆ

บะหมีซ่ อง บะหมกี่ ่ึงสําเรจ็ รปู ท่ีบรรจใุ นซอง

ร า ย วิ ช า ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ ำ วั น ท ๓ ๐ ๑ ๐ ๕ | ๘๙

๔) นาม + กริยา

มือถือ โทรศพั ทที่ถือตดิ ตวั ไปได, โทรศพั ทเ คลอ่ื นท่ี

กลองดำ กลองบรรจุขอมลู เกี่ยวกบั การบินในเครอ่ื งบนิ

ยีนสฟ อก ผา ยีนสท ฟ่ี อกดวยสารเคมีท าใหเน้ือผา นิม่ ลง

หมูหนั ลกู หมูยา งท้ังตัว

๕) นาม + กริยา + นาม

คนเดินโตะ พนักงานเสริ ฟอาหารในรา นอาหาร

คนเดนิ ดิน บุคคลที่มีความเปน อยูธรรมดา

ลิงชิงหลัก ชอ่ื การเลน ชนดิ หนึง่ ผเู ลน ทีส่ มมตใิ หเปนลิงตองชงิ หลักจากผูอนื่

แปรงสีฟน แปรงท่ีใชสำหรับทำความสะอาดฟน

6) นาม + กรยิ า + กรยิ า

สารฟอกขาว สารเคมที ี่ทำใหวตั ถมุ สี ขี าว

สารกนั บดู สารเคมที ี่ใชผสมอาหารเพื่อใหเ กบ็ ไดนาน

นำ้ แข็งไส นำ้ แขง็ ท่ีทำใหเ ปนเกล็ดเลก็ ๆ สำหรับใสข นม

บา นจัดสรร บา นซ่ึงรัฐหรือเอกชนสรา งขายเงนิ ผอน

บา นเออื้ อาทร บา นจัดสรรทร่ี ัฐจดั ขายราคาถูกใหผูม ีรายไดนอย

๗) นาม + บุพบท + นาม

รถใตดนิ รถไฟที่แลน อยูใตด ิน

คนหลังเขา คนท่ไี มท ันความเจรญิ ของโลก

บวั ใตน้ำ คนที่ส่ังสอนใหร ูธรรมไมได, คนโง

๘) กรยิ า + กริยา

กนั สาด เพงิ่ ทต่ี อชายคาสำหรับกันฝนไมใหส าดเขา บาน

พมิ พดดี อุปกรณส ำหรับพมิ พต วั หนงั สือดวยปลายน้ิวมือ

กรอบเคม็ ชื่อขนม ทำจากแปงผสมกับเกลอื แลวนํามาทอดใหกรอบแลวฉาบดว ย
นำ้ ตาล

๔) กริยา + นาม

เทาแขน สว นของเกาอีส้ ำหรับวางแขน

รองพืน้ เครอ่ื งสาํ อางประเภทหนง่ึ ใชท าผวิ หนา กอนผัดแปง

๑๐) บพุ บท + นาม

ในหลวง พระเจา แผน ดนิ

ร า ย วิ ช า ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ ำ วั น ท ๓ ๐ ๑ ๐ ๕ | ๙๐

ทบี่ า น สรรพนามบุรุษท่ี ๓ แทนสามีหรือภรรยา

ใตเ ทา สรรพนามบุรุษท่ี ๒ แทนผทู นี่ ับถืออยางสูง

หลงั บา น ภรรยา

๒. คําประสมท่ีเปน กริยา

๑) กรยิ า + กรยิ า

ผสมเทยี ม ทำใหส งิ่ มีชีวติ เกดิ โดยการผสมไขและเชอื้ อสจุ ิดว ยวธิ ี ทางวิทยาศาสตร

ซกั ฟอก ซกั ถามใหไ ดความชัดเจนวาไดทำความผดิ ไวหรือไม

กวาดลา ง กาํ จดั ใหส ิน้ ไป

บรรยายสด แสดงปาฐกถา, พูดออกรายการวิทยโุ ทรทศั นในขณะท่ีเผยแพร

๒) กรยิ า + นาม

ปดปาก ไมพูด, ทำใหไมไดพูด

โยงใย มสี ว นเกย่ี วของโยงกันไปมาราวกบั ใยของแมงมมุ

ยกเมฆ พดู ใหน าเชือ่ โดยคดิ สรางหลักฐานประกอบข้ึนมาเอง

เทคะแนน ลงคะแนนออกเสียงใหเ ปน จำนวนมาก

ซ้ือเสยี ง จา ยเงินหรือใหส่ิงของเพ่ือแลกกับคะแนนเสยี ง

๓) กรยิ า + นาม + กรยิ า

ขีดเสนตาย ใหโ อกาสเปน ครัง้ สุดทาย กําหนดเวลาสดุ ทา ยท่ีจะตองทำส่ิงหนึง่ สง่ิ ใดให
เสร็จ เปน ตน

ลดชอ งวา ง ทำตัวใหเขา กันไดโ ดยไมม ีความแตกตา งระหวางบุคคล

ตบี ทแตก แสดงไดส มบทบาท

๔) กรยิ า + บพุ บท

เปนกลาง ไมเขาขา งใดขางหนึ่ง

๕) กริยา + บุพบท + นาม

กนิ ตามน้ำ โกงกนิ รวมไปกบั ผูอ่นื ทง้ั ๆ ที่อาจจะไมม เี จตนาโกงกินแตแรก

ตีทา ยครัว เขา ติดตอกับภรรยาผอู ่ืนในทางชูส าว

6) นาม + กรยิ า

ตาแข็ง ไมง วง

มือสะอาด มีความซื่อสตั ยส จุ ริต

หวั โบราณ นยิ มตามแบบเกา

หนา ออ น ดอู ายุนอยกวาอายุจริง

ร า ย วิ ช า ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ ำ วั น ท ๓ ๐ ๑ ๐ ๕ | ๙๑

๗) นาม + กริยา + นาม

เลือดเขาตา หาทางออกไมได, สอู ยา งไมกลวั ตาย

น้ำทวมปาก พดู ไมออกเพราะเกรงจะมีภัยแกต นหรอื แกผูอื่น

๓. ลักษณะความหมายของคําประสม

คําประสมมีความหมายเปน ๓ ลกั ษณะ คอื

๑. มีความหมายเปรียบเทยี บ

๒. มคี วามหมายเฉพาะ ซง่ึ แตกตา งกับความหมายของหนว ยคําเดิม

๓. มคี วามหมายใกลเคียงกบั หนวยคําเดิมที่มาประกอบกัน

๑. ความหมายเปรยี บเทยี บ

คาํ ประสม ความหมาย

ตีนแมว นกั ยองเบา

เหยีย่ วขาว นกั ขาวที่มีความสามารถในการหาขาว เชน เดยี วกบั
เหยีย่ วทโ่ี ฉบลงหาอาหาร

หวั สูง มีรสนิยมสูง

ขึ้นคาน ไมไดแตง งานทัง้ ท่ีมีอายุมากพอควรแลว (ใชกบั ผูหญิง)

๒. ความหมายเฉพาะ เมื่อนําคาํ มารวมกันแลว มคี วามหมายซงึ่ ตอ งขยายความ เชน

คําประสม ความหมาย

ขา วตม มัด, ขา วตมผดั ช่อื ขนมประเภทหนึง่ ทำจากขาวเหนยี วนําไปผดั กับกะทิ

ปรุงรสหวานเค็มนอ ยๆ หมุ ไสกลวย หรือไสอ ่ืนๆ หอดว ย

ใบตองแลวนาํ ไปตม หรือนึ่ง

เบาใจ ไมห นกั ใจ, โลง ใจ

ออนใจ เหนือ่ ยใจ, ทอใจ, ระอาใจ

หอ หมก ชือ่ อาหารคาว ใชเ น้ือปลาผสมกับน้ำพรกิ และกะทิกวนให
เขากัน แลว หอ ดว ยใบตองแลวนึง่

๓. ความหมายใกลเ คยี งกับคำเดิม เชน ความหมาย
คำประสม งูประเภทหนึ่งที่มีพิษ
งพู ษิ
ยางทใ่ี ชส ำหรบั ลบขอ ความ
ยางลบ

ผงซักฟอก ผงทใ่ี ชสำหรบั ซกั ผา

ผา เชด็ หนา ผาทใ่ี ชเชด็ หนา

เข็มฉดี ยา เข็มท่ีใชฉ ดี ยา

ร า ย วิ ช า ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ ำ วั น ท ๓ ๐ ๑ ๐ ๕ | ๙๒

อนึ่ง คำประสมบางคำอาจจะมีความหมายเปน ๒ อยา ง เชน ความหมายเปรยี บเทยี บกับ ความหมาย

ใกลเ คียงกับคำเดิม หรือความหมายใกลเคยี งกบั คำเดิมกับความหมายเฉพาะ ดงั ตวั อยางตอไปน้ี

ไขแดง หมายถงึ สวนประกอบของไขทมี่ สี เี หลอื ง ความหมายเฉพาะ

หรอื สีแดงจะเจริญเปนตวั ออน

ไขแ ดง หมายถึงผชู ายท่ีเดน อยูทา มกลางผหู ญงิ ความหมายเปรียบเทียบ

งูพิษ หมายถงึ งูประเภทหนึ่งท่ีมพี ิษ ความหมายใกลเ คียงกบั คำเดิม

งพู ิษ หมายถึงคนทีม่ ีพษิ สงสามารถ ความหมายเปรียบเทียบ

ทำรายผอู ืน่ ไดเชนเดียวกบั งูพิษ

ตีนผี หมายถงึ สวนของจกั รเยบ็ ผา ซึ่งกดผา ความหมายเฉพาะ

ใหแนบกบั ตวั เครื่อง

ตนี ผี หมายถงึ คนทข่ี ับรถเร็ว ซึง่ มกั กอ ความหมายเปรียบเทียบ

อุบัตเิ หตุ มีผูเสยี ชีวิต

จากตัวอยางขางตนจะเห็นไดวาคำประสมบางคำมีทั้งความหมายเปรียบเทียบและ ความหมาย

ใกลเคียงกับคำเดิม หรือความหมายเปรียบเทียบและความหมายเฉพาะ แตบางคำจะมีเฉพาะ ความหมาย

เปรียบเทียบเทา นนั้ เชน ตาหวาน, ใจดำ, หวั สูง, ตาต่ำ, ปอดแหก, ปากจัด, รอบจดั , เขี้ยวลากดิน เปนตน

ร า ย วิ ช า ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ ำ วั น ท ๓ ๐ ๑ ๐ ๕ | ๙๓

แบบฝกหัด
เรือ่ ง คำซำ้ คำซอ น คำประสม

1. คำซำ้
คำช้แี จง ใหน ักเรียนจดั ประเภทของคำซ้ำทกี่ ำหนดใหในตาราง เตมิ ลงในชองวางคำถาม ตอไปนี้

ผชู ายผชู าย วนั ๆ แถว ๆ เกเ ก เด็ก ๆ
เพ่อื น ๆ น้ำ ๆ ผกั ๆ ไหน ๆ ชนิ้ ๆ
อะไร ๆ ขาง ๆ เบลอเบลอ แมน แมน

คำซำ้ ทีน่ ำคำนามมาซ้ำ_______________________________________________________
คำซำ้ ทน่ี ำคำกริยามาซ้ำ______________________________________________________
คำซ้ำที่มคี วามหมายเปนพหูพจน________________________________________________
คำซ้ำที่มคี วามหมายเนน ______________________________________________________
คำซ้ำท่ีมคี วามหมายไมเ ฉพาะเจาะจง_____________________________________________
คำซ้ำที่มคี วามหมายแยกทลี ะสว นและเปนพหพู จน___________________________________
คำซำ้ ทเ่ี ปน คำบุพบทบอกสถานท_ี่ _______________________________________________

2. คำซอ น
คำช้ีแจง ใหน กั เรียนขดี เสนใตข อความทเ่ี ปน “คำซอน” ในประโยคท่ีกำหนด (1-10) และ

ทำเครือ่ งหมาย (/) ถูก หนาขอ ความท่ีใชค ำซอนไดถ กู ตอง
ทำเคร่ืองหมาย (×) ผิด หนา ขอความทใี่ ชค ำซอนไมถูกตอง
............1. บา นของฉนั คบั แคบเกินไป ไมสามารถรับรองแขกไดเลย

............2. มีแขกมารวมในมงคลสมรสงานแนน หนา

............3. เธอเปนคนมนี ำ้ ใจเออ้ื เฟอ เผอ่ื แผตอทุก ๆ คน

............4. เขาเปน คนออนโยนทำอะไรก็ไมคอยไหว

............5. ดวงสุดาตบแตง ทรงผมใหเ ขา รปู

............6. เธอชอบจอดรถขัดขวางทางจราจรเปน ประจำ

............7. ครูกลาวชมเชยนกั เรยี นทไ่ี ดรบั รางวลั

............8. เขาตองชดใชกรรมท่เี ขาไดกระทำไว

............9. ดวงอาทติ ยกำลงั เคล่อื นยายลบั ขอบฟา

............10. รากฐานของตึกหลงั นี้ดูหนาแนนดี

ร า ย วิ ช า ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ ำ วั น ท ๓ ๐ ๑ ๐ ๕ | ๙๔

3.คำประสม
คำช้แี จง ใหนกั เรยี นพจิ ารณาคำตอ ไปน้ี แลวนำคำท่ีเปน คำประสมไปเขยี นลงในกรอบสีเ่ หลย่ี มตามที่

กำหนดให
ลงแดง วุนเสน เนอ้ื ตวั มมู มาม ซซู า
แพรวพราว เทอะทะ นอกคอก ยมิ้ หวาน เพ่ือนฝูง
รวดเร็ว เฮฮา พมึ พำ ภาคเหนอื เยอะแยะ

เขยี วหวาน ปง ปง กกั ขงั ยูย่ี

คำประสม

.....................................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................................

ร า ย วิ ช า ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ ำ วั น ท ๓ ๐ ๑ ๐ ๕ | ๙๕

แบบทดสอบเก็บคะแนน 5 คะแนน

เรอ่ื ง คำซำ้ คำซอ น คำประสม

๑. คำทีข่ ดี เสน ใตในขอ ใดตองใชเ ปนคำซ้ำเสมอ

ก. ฉนั บอกตรง ๆ วา ไมชอบคำพดู ของเขาเลย

ข. เวลาเปน หวดั ควรจิบนำ้ อนุ ๆ อยา งนเี้ สมอแหละ

ค. แมบอกใหเ ขาพดุ เบา ๆ หนอ ยเพราะพระกำลงั สวดอยู

ง. เมอ่ื วานฉนั เหน็ เขาวิ่ง ๆ อยหู นาบา น วันน้ตี อ งเขา ผา ไสต่ิงแลว

๒. คำท่ขี ีดเสนใตใ นขอใดตอ งใชเปน คำซ้ำเทา นั้น

ก. คนเกง ๆ อยางเขาทำงานท่ไี หนก็ได

ข. ชาวบานทนี่ ส่ี งขา วถงึ กนั โดยการบอกตอ ๆ กันไป

ค. ถนนสายน้เี ปล่ยี วมากนาน ๆ ถงึ จะมรี ถผา นมาสกั คนั

ง. ตอนท่สี รางบานใหม เขาปลกู ตน ไมไวร อบ ๆ บริเวณบา น

๓. ขอความใดไมมีคำประสม

๑) ตลาดนัดยามเย็นแหง นี้เปนตลาดท่ีเปด โลง / ๒) ขายสนิ คาและอาหารใหคนเดินงา ย ๆ /

๓) ดา นบนมีรานอาหารและเครอ่ื งด่ืมหลากหลาย / ๔) ใครหวิ ก็ไปน่ังกิน อิม่ แลวก็เดินกันใหม

ก. สวนท่ี ๑

ข. สว นท่ี ๒

ค. สว นท่ี ๓

ง. สว นท่ี ๔

๔. ขอ ใดเปน คําซอ นทกุ คํา

ก. เบอ่ื หนาย อดทน ดอกไม

ข. ทง้ิ ขวาง เส้อื ผา ทรพั ยส ิน

ค. นกึ คดิ ขดั ขวาง รมู าก

ง. เขา ใจ การงาน ขนั้ ตอน

๕. ขอใดไมมคี ําซอ น

ก. ตอนบายโมงแดดรอ นเปร้ียงเลย

ข. พอฝนตกดอกไมกเ็ รมิ่ ผลบิ าน

ค. อากาศตอนเชา สดชน่ื ดีนะ

ง. เวลามดื คำ่ อยา ออกไปนอกบานจะมีอนั ตราย

ร า ย วิ ช า ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ ำ วั น ท ๓ ๐ ๑ ๐ ๕ | ๙๖

๖. คําซ้ำในขอใดมีความหมายเปนพหพู จน

ก. เสอื้ สฟี า ๆ ตัวน้ันสวยดีนะ

ข. เดก็ ๆ กาํ ลงั เลนกนั อยางสนุกสนาน

ค. ฉนั ไปเดินเลน แถว ๆ สวนสาธารณะ

ง. พรุงน้ีตน่ื เชา ๆ จะไดร ีบไปตลาด

๗. ขอใดเปน คำประสมทุกคำ

ก. คนครัว คนรถ คนเดิน

ข. ตาปลา ตาน้ำ ตาชำ้

ค. รถราง รถขยะ รถเมล

ง. เรือพวง เรือหางยาว เรอื ผุ

๘. คำประสมในขอใดเกิดจากคำกริยากบั คำกริยา

ก. นำ้ กะทิ วงแขน

ข. มา น่งั บานนอก

ค. ของกลาง ดวงตรา

ง. กันชน ตชี ิง

๙. คำประสมในขอใดเกดิ จากคำนามกับคำวิเศษณ

ก.วากลา ว ดถู ูก

ข. มดแดง มาเรว็

ค. อยไู ฟ ไฟฉาย

ง. ยนิ ดี วง่ิ เรว็

๑๐. ขอ ความตอไปน้ีมีการใชคำซอนก่ีคำ

ความทุกขของหมีในแถบเอเชียไมหมดสิ้นไป องคกรพิทักษสัตวแหงโลกยังทำงานเพื่อหยุดยั้ง

การทารุณกรรมหมีในรูปแบบตาง ๆ เชน การใชหมีแสดงละครสัตวหรือการบริโภคดีหมีในขณะนี้มีหมี

กวา ๒๒,๐๐๐ ตัว ถูกกักขังไวในกรงแคบ ๆ ทุกตัวถูกเจาะรูคาไวที่ทองเพราะดูดเอาน้ำดีของมันออกมาอยาง

ตอ เน่ือง

ก. ๓ คำ

ข. ๔ คำ

ค. ๕ คำ

ง. ๖ คำ

ร า ย วิ ช า ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ ำ วั น ท ๓ ๐ ๑ ๐ ๕ | ๙๗

เรอ่ื ง ภาษาบาลี สนั สกฤต และคำสมาส

๑. ภาษาบาลี

คำภาษาบาลี มหี ลักการสังเกต ดังนี้

๑. สระมี ๘ เสียง คอื อะ อา อิ อี อุ อู เอ โอ

๒. พยญั ชนะมี ๓๓ รูป คือ พยัญชนะวรรค ๒๕ รปู พยัญชนะเศษวรรค ๘ รูป

๓. หลกั เกณฑตวั สะกดตัวตามแนนอน คือ

วรรค แถวท่ี ๑ แถวท่ี ๒ แถวท่ี ๓ แถวที่ ๔ แถวที่ ๕

วรรค กะ ก ข คฆ ง

วรรค จะ จ ฉ ชฌ ณ

วรรค ฏะ ฏ ฐ ฑฒ ม

วรรค ตะ ต ถ ทธ

วรรค ปะ ป ผ พภ

เศษวรรค ย ร ล ว ส ห ฬ (อัง) นฤคหิต

- แถวที่ ๑ สะกด ๑ , ๒ ตาม เชน ทุกข มจั ฉา วฏั (ฏ)สงสาร วตั ถุ บปุ ผา
- แถวท่ี ๓ สะกด ๓ , ๔ ตาม เชน อัคคี มัชฌมิ วุ(ฑ)ฒิ นพิ พาน ทุพภกิ ขภัย
- แถวท่ี ๕ สะกด ๑ – ๕ ตาม เชน สงั ข เบญจะ กญั ญา เกณฑ กนิ นร กัมปนาท สมั ผัส
- พยญั ชนะเศษวรรคตัวใดเปนตัวสะกดตัวนนั้ ตามตวั เอง เชน มัสสุ มลั ลกิ า อยั ยิกา
วลั ลภ อสั สาสะ

๔. ภาษาบาลีนยิ มใช ฬ
๕. ภาษาบาลีไมน ิยมคำควบกลำ้
๖. คำเดมิ มีตวั สะกดตัวตามซ้ำกัน นยิ มตัดตวั สะกด เชน กิจจ - กิจ , เขตต - เขต , วชิ ชา - วชิ า

สูตรพชิ ิตบาลี

๑. ซ้ำ ตดิ ใกล เชน กญั ญา มัจฉา มณฑล
๒. ริ เสือ ไข ไมควบ จฬุ า เชน ภรยิ า อริยะ สกิ ขา

ภกิ ขุ เขต ขัตตยิ ะ จนั ทบุรี ปฐม มนต กฬี า
๓. ณห , ญห , อยั เชน อณุ หภมู ิ ปญ หา ตัญหา รตั น

ร า ย วิ ช า ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ ำ วั น ท ๓ ๐ ๑ ๐ ๕ | ๙๘

๒. ภาษาสันสกฤต

ภาษาสนั สกฤต มีหลักสงั เกต ดังน้ี
๑. สระมี ๑๔ เสยี ง คือ อะ อา อิ อี อุ อู เอ โอ ไอ เอา ฤ  ฦ 
๒. พยญั ชนะมี ๓๕ รูป คอื พยัญชนะวรรค ๒๕ รปู พยัญชนะเศษวรรค ๑๐ รูป เพมิ่ ศ ษ
๓. หลักเกณฑตวั สะกดและตัวตามไมแ นน อน
๔. ภาษาสนั สกฤตนยิ มใช ฑ ยกเวน กณั ฑ
๕. ภาษาสันสกฤตนิยมการควบกล้ำ
๖. ภาษาสนั สกฤตมีการใชคำวา “เคราะห”
๗. ภาษาสันสกฤตมกี ารใชต ัว รฺ (ร เรผะ) ไทยนำมาใชเปน รร
๘. คำไทยท่ีใชส ระ แอ มกั แผลงมาจากสระไอในภาษาสันสกฤต เชน ไวทย – แพทย

ไสนย – แสนยา ไพศย - แพศยา

สตู รพิชติ สนั สกฤต
๑. ไ- , ไ-ย , ฤ , เ-า เชน ไมตรี ไปรษณยี  คฤหาสน เคารพ
๒. ฑ , ศ , ษ เชน กรีฑา ศิลปะ ษมา
๓. รร เชน กรรม จกั รวรรดิ ครรภ
๔. ควบ เคราะห เชน โกรธ มิตร จกั ร ปราสาท

ภาษาบาลีสันสกฤตใชใ นความหมายเดยี วกัน แตเงื่อนไขตางกัน

บาลี สนั สกฤต

ภรยิ า (ใชเ ปน คำทางการ) ภรรยา (ใชเ ปนคำสภุ าพทั่วไป)

อชั ฌาสัย ( มีความหมายวา นสิ ยั ใจคอ) อัธยาศยั (ใชร ว มกับ ถูก เปน ถูกอัธยาศัย)

อิตถี (มีความหมายวา ผหู ญิง) สตรี (ใชรว มกบั สุภาพ หรือ สิทธิ)

อคั คี (ใชหนาคำวา ภัย ) อัคนี (ใชรวมกับคำวา หนิ เปน หนิ อคั น)ี

คำบาลสี นั สกฤตที่มีความหมายคลายกนั

บาลี สนั สกฤต

ปฐม ประถม

อุตุ ฤดู

ปกติ ปรกติ

อิจฉา ริษยา

สุญญ ศนู ย

จรยิ า จรรยา

ร า ย วิ ช า ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ ำ วั น ท ๓ ๐ ๑ ๐ ๕ | ๙๙

คำบาลีและสนั สกฤตท่ีใชร วมกัน
กบาล กบี่(ลิง) กมล คณนา คุณ จร จารุ(ทองคำ) จีวร ฉล(ฉอโกง)
ชฎา ชล ชยั ชีวะ ชวี ิต ดถิ ี ดลิ ก เดช ทวาร ทายาท ธน ธรณี ธาตุ
ธานี ธูป นคร นาฏ นารี นิติ นิล บรม บริบาล บริวาร บาท บาป
ปูชนีย พสุธา พาชี พาณิช พิการ พิฆาต พิจารณา พิรุธ เพดาน ภัย
ภาพ ภาชนะ ภาวะ โภชนา มณฑล มณี มรณะ โมหะ ยุค โยชน
รัตนะ ราชา โรค ลิขิต เลขา โลก วาจา วาทะ สาธารณะ สาธิต
สาร สารภี สินธุ สุนทร สุรา เสนา หงส เหตุ โหร อดีต อธิการ

๓. คำสมาส

คำสมาส มี ๒ แบบ คอื คำสมาสแบบไมมสี นธิกบั คำสมาสแบบมีสนธิ

๑. คำสมาสแบบไมมีสนธิ คือ การนำคำบาลี สันสกฤตมาตอกับคำบาลี สันสกฤตแลวเกิดความหมายใหม

คำสมาสมลี กั ษณะดงั น้ี

๑ พยางคสุดทายของคำหนาประวิสรรชนีย กอนสมาสตองตัดทิ้งแลวอานออกเสียงอะกึ่งเสียง เชน

ธรุ ะ + กจิ = ธรุ กจิ ลกั ษณะ + นาม = ลักษณนาม

ปย ะ + มติ ร = ปย มิตร พละ + ศกึ ษา = พลศึกษา

๒. พยางคสุดทายของคำหนามีตัวการันต กอนสมาสใหตัดทิ้ง แลวอานออกเสียง อะ กึ่งเสียง เชน

มนุษย + ศาสตร = มนษุ ยศาสตร แพทย + ศาสตร = แพทยศาสตร

๓. พยางคส ุดทายของคำหนาทเ่ี ปน สระอ่ืน ไมใ ชส ระอะ ไมตอ งตัดทิ้ง แลวอา นออกเสยี งตอเนื่องกัน เชน

อบุ ตั ิ + เหตุ = อุบตั ิเหตุ ประวตั ิ + ศาสตร = ประวัติศาสตร

วตั ถุ + ธรรม = วตั ถธุ รรม ชาติ + วฒุ ิ = ชาตวิ ฒุ ิ

๔. คำสมาสสว นมากตอ งแปลจากคำหลงั มาหาคำหนา เชน

ยุทธ + วธิ ี = ยุทธวธิ ี ( วิธแี หงการรบ ) ดรุณ + วัย = ดรณุ วยั ( วัยเดก็ )

ดารา + ศาสตร = ดาราศาสตร ( วิธคี วามรูเกี่ยวกบั เรอื่ งดวงดาว )

๕. มคี ำวา “พระ” แผลงมาจาก“วร” นำหนา เชน

พระกร พระหตั ถ พระบาท พระพทุ ธ พระธรรม

๖. คำบางคำเปน คำสมาส แมจะเรยี งลำดบั แบบคำไทย ใหอ า นออกเสียงตอเนอ่ื ง เชน

บตุ รภรรยา เศรษฐีภรรยา ทาสกรรมกร สมณพราหมณ

ร า ย วิ ช า ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ ำ วั น ท ๓ ๐ ๑ ๐ ๕ | ๑๐๐

๗. คำสมาสมักจะมคี ำลงทา ย ดวยคำตอ ไปนี้ เชน
กร เชน กรรมกร จิตรกร ฆาตกร วศิ วกร อาชญากร
การ เชน กรรมการ กิจการ ธุรการ ราชการ สมการ สวสั ดกิ าร
กิจ เชน เทศกจิ ธรุ กจิ ภารกจิ ฌาปนกิจ เศรษฐกจิ
กรรม เชน กจิ กรรม คหกรรม ธรุ กรรม มโนกรรม ศิลปกรรม อุตสาหกรรม
ธรรม เชน มโนธรรม พุทธธรรม วัฒนธรรม โลกธรรม ศีลธรรม อารยธรรม
ภยั เชน วาตภยั อคั คีภยั อทุ กภัย อบุ ัตภิ ัย โอษฐภัย
ภาพ เชน กายภาพ มโนภาพ สถานภาพ สมรรถภาพ สวัสดิภาพ
วทิ ยา เชน กฏี วทิ ยา จิตวทิ ยา ชีววิทยา วาทวิทยา สุขวทิ ยา
ศาสตร เชน คหกรรมศาสตร มนษุ ยศาสตร ศิลปศาสตร เศรษฐศาสตร
ศลิ ป เชน ดุรยิ ศลิ ป นาฏศิลป วาทศลิ ป วิจติ รศิลป พทุ ธศลิ ป
ศกึ ษา เชน พลศกึ ษา สขุ ศกึ ษา อาชวี ศกึ ษา อุดมศกึ ษา
สถาน เชน ฌาปนสถาน ทัณฑสถาน โบราณสถาน ศาสนสถาน

ขอสงั เกต คำตอไปนไ้ี มใชค ำสมาสแบบไมมสี นธิ เชน
คณุ คา มลู คา พลเมือง พลความ ทุนทรพั ย สรรพสิ่ง กลเมด็
กระยาสารท พระพทุ ธเจา ตรสั รู พระราชวงั ราชดำเนนิ
ผลไม ศลิ ปากร ศลุ กากร คณุ ากร ประชากร สรรพากร
ประวตั ชิ ีวิต กิจธุระ นายกสมาคม กิจจะลักษณะ

คำสมาสที่ใชกันมาก โทรภาพ ชวี ภาพ
ภมู ิศาสตร ปย มิตร ประวตั ศิ าสตร
วรี กรรม ธรรมศาสตร ปฐมวัย
อนั ธพาล สาธารณสขุ อบุ ตั ิเหตุ
ภาพยนตร อตุ นุ ยิ ม จิตวทิ ยา
โจรกรรม สังฆราช ธรรมชาติ
วัฒนธรรม วทิ ยฐานะ กายกรรม
อารยธรรม จตปุ จจัย คณุ ภาพ
กาลเทศะ


Click to View FlipBook Version