ร า ย วิ ช า ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ ำ วั น ท ๓ ๐ ๑ ๐ ๕ | ๕๑
อักษรไทย
อักษรไทย จำแนกออกเปน ๓ หมู ซึ่งเรียกวา ไตรยางค ไดแก อักษรสูง อักษรกลาง และอักษรต่ำ
โดยจัดแยกมาจากพยัญชนะ ๔๔ ตวั ดังน้ี
อกั ษรกลาง ๙ ตัว อักษรสูง ๑๑ ตวั อักษรต่ำ ๒๔ ตัว
อักษรคู อักษรเด่ยี ว
ก ขฃ คฅฆ ง
จ ฉ ชซฌ ญ
ฏฎ ฐ ฑฒ ณ
ดต ถ ทธ น
บป ผฝ พฟภ ม
อ ศษสห ฮ ยรลวฬ
ขอ สังเกตชวยจำ
อกั ษรกลาง ๙ ตัว ไกจิกเฎ็กฏายเดก็ ตายบนปากโอง
อักษรสูง ๑๑ ตวั ผฝี ากถุงขาวสารใหฉ ันฐานฃวด
อกั ษรต่ำเด่ยี ว ๑๐ ตัว งใู หญนอนอยู ณ ริมวัดโมีโลก
วิธีผนั อกั ษร ๓ หมู
อกั ษร เสียง สามัญ เอก โท ตรี จตั วา
อักษรสงู คำเปน - ขา ขา - ขา
ขะ --
คำตาย - ขะ กา กา กา
กก กก กก
อกั ษรกลาง คำเปน กา กา คา คา -
คะ คะ -
คำตาย - กก คาบ คา บ -
อกั ษรต่ำ คำเปน คา -
คำตาย เสยี งส้นั - -
คำตาย เสยี งยาว - -
หมายเหตุ การผันอักษร ๓ หมู จำเปน ตองมคี วามรูในเรอ่ื งคำเปนและคำตาย จะชวยใหอ า นออกเสยี ง
และเขียนสะกดคำไดถูกตอง
ร า ย วิ ช า ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ ำ วั น ท ๓ ๐ ๑ ๐ ๕ | ๕๒
พยางคแ ละคำในภาษาไทย
พยางค เกดิ จากการเปลง เสียงพยญั ชนะ สระ และวรรณยุกต ประกอบกนั อาจมคี วามหมายหรอื ไมมี
ความหมาย
ประเภทของพยางค มี ๒ ประเภท คือ พยางคเ ปด และพยางคป ด
๑. พยางคเปด คอื พยางคท ไี่ มมเี สียงพยัญชนะปดทา ย และประสมดว ย แม ก กำ เชน แม หา มา เธอ
พอ เกะ กะ
ขอควรจำ พยางคที่ประสมดวยสระ ออ เออ เอือ เอีย อัว เปนพยางคเปด เพราะตัว อ ย ว จัดเปน
รูปสระ ไมใ ชรูปพยญั ชนะ เชน เสีย เรือ วัว ขอ ร่วั เสอื เขยี่
๒. พยางคปด คือ พยางคที่มีเสียงตัวสะกด ในมาตราตัวสะกด แม กก กด กบ กม กง กน เกย เกอว
และพยางคท่ปี ระสมดว ยสระ อำ ใอ ไอ เอำ เชน
- พยางคท่มี ตี ัวสะกด เลอื ก บา น จอด อนิ ทร องค
- พยางคท ป่ี ระสมดว ยสระเกนิ ใหญ ใจ เรา เผา ไกล ไทร
ขอ ควรจำ สระเกิน อำ ไอ ใอ เอา ไมม ีรปู พยัญชนะทา ยพยางค แตมีเสยี งพยญั ชนะทายอยู ดังนี้
อำ = อะ + ม หรือ อำ + ม (แมกม)
ไอ , ใอ = อะ + ย หรือ อำ + ย (แมเกย)
เอา = อะ + ว หรือ อำ + ว (แมเ กอว)
อักษรประสม
อักษรประสม คือ พยัญชนะ ๒ ตัว ควบกันและใชสระรวมกัน บางคำก็ออกเสียงพรอมกันเปน
อักษรกล้ำ และบางคำก็อานออกเสียง ๒ พยางค อักษรประสมแบงออกเปน ๒ ชนิด คืออักษรควบ
และอกั ษรนำ
๑. อักษรควบ แบง เปน ๒ ชนิด คอื
๑.๑ อักษรควบแท คืออักษรควบที่เกิดจากพยัญชนะ ๒ ตัวที่ควบกล้ำอยูในสระตัวเดียวกัน แลว
ออกเสียงพยัญชนะทั้งสองพรอม ๆ กัน ประกอบดวยรูปพยัญชนะ ก ข ค ต ป ผ พ และรูปพยัญชนะ ร ล ว
ออกเสียงกลำ้ กนั ในภาษาไทยมพี ยญั ชนะตนควบ ๑๕ รปู ดังตารางตอไปนี้
เสยี งพยญั ชนะตน ก ข ค ต ป ผพ
เสียงพยญั ชนะควบ
ร กร ขร คร ตร ปร - พร
ล กล ขล คล - ปล ผล พล
ว กว ขว คว - - - -
ร า ย วิ ช า ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ ำ วั น ท ๓ ๐ ๑ ๐ ๕ | ๕๓
๑.๒ อักษรควบไมแท คือ อักษรควบที่เกิดจากพยัญชนะ ๒ ตัว ที่ควบหรือกล้ำอยูในสระตัวเดียวกัน
แลว ออกเสยี งพยญั ชนะตัวหนา ตัวเดียว หรอื ออกเสยี งเปน พยัญชนะตวั อื่น พยญั ชนะท่ีนำมาควบคือ ตัว ร แลว
ออกเสยี งเปน ซ เชน สรา ง เสริม ศรี เศรา สระ ไซร ทราย ทรง ทราบ แทรก
๒. อักษรนำ คือ พยัญชนะ ๒ ตัว เรียงกันและตัวหนามีอิทธิพลนำเสียงวรรณยุกตของตัวที่ตามมา
ตวั หนาจะเปนอักษรสูงหรอื อักษรกลาง ตัวท่ตี ามมาเปนอกั ษรต่ำเด่ียวเทานน้ั
๒.๑ ไมออกเสียงตัวอักษรที่นำ เมื่อ ห นำ อักษรต่ำเดี่ยว หรือ อ นำ ย ไมออกเสียงตัว ห หรือ อ น้ัน
แตเ สียงวรรณยกุ ตข องพยางคเปนไปตามเสยี งตัว ห หรอื อ ทน่ี ำ เชน
ห นำ ง เชน หงิก แหงน หงาย หงอก
ญ เชน หญิง ใหญ หญา
น เชน หนี หนู หนาม หนกั หนอง ไหน หนอย หนา
ม เชน หมู หมี หมา หมอ แหม หมาย หมอง หมกั หมม
ย เชน หยกิ หยดุ หยัก หยอก หยาม หยี แหย
ร เชน หรือ หรู หรา หร่ี หรอก
ล เชน หลาน หลอก หลับ หลกี หลัด หลดุ หลงใหล
ว เชน หวาน แหวน แหวก หวิด หวา ไหว หวี หวอื หวา
อ นำ ย มอี ยู ๔ คำ คือ อยา อยู อยา ง อยาก
๒.๒ ออกเสียงตัวอักษรที่นำ พยัญชนะตัวที่นำออกเสียงประสมกับสระอะ และออกเปนพยางคเบา
พยัญชนะตัวที่สองประสมกับสระและพยัญชนะสะกดตามที่ปรากฏ โดยมีเสียงวรรณยุกตตามพยัญชนะตัวที่
หนง่ึ ท่นี ำมานัน้
อกั ษรสูงนำ เชน
ขนม อานวา ขะ-หนม แขยง อานวา ขะ-แขยง
ฉมวก อานวา ฉะ-หมวก ฉลาด อานวา ฉะ-หลาด
ถนดั อานวา ถะ-หนัด ถวลิ อา นวา ถะ-หวิน
ผนวก อานวา ผะ-หนวก ผลติ อา นวา ผะ-หลิด
ผลึก อา นวา ผะ-หลึก ฝรั่ง อานวา ฝะ-หรั่ง
สงบ อานวา สะ-หงบ สนาน อานวา สะ-หนาน
สนกุ อานวา สะ-หนุก สมคั ร อา นวา สะ-หมกั
สมจุ จัย อา นวา สะ-หมุด-จัย สมุฏฐานอานวา สะ-หมดุ -ถาน
สมทุ ัย อา นวา สะ-หม-ุ ทยั สยมภู อา นวา สะ-หยม-พู
สลบ อานวา สะ-หลบ สวัสดิ์ อา นวา สะ-หวัด
ร า ย วิ ช า ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ ำ วั น ท ๓ ๐ ๑ ๐ ๕ | ๕๔
คำบางคำมรี ปู เขยี นแบบอักษรนำ แตไมอ อกเสยี งแบบอักษรนำทั่วไป เขา ใจวา เพราะเปน คำท่ีเกิดใหม
หรือเสยี งไปพองกับคำท่ีไมพึงประสงค เชน
สมชั ชา อานวา สะ-มัด-ชา สมัญญา อานวา สะ-มนั -ยา
สมาคม อานวา สะ-มา-คม สมาชกิ อานวา สะ-มา-ชกิ
สมิต อา นวา สะ-มดิ
อกั ษรกลางนำ เชน
กนก อา นวา กะ-หนก จรวด อานวา จะ-หรวด
จรติ อานวา สะ-หรดิ ตนุ อา นวา ตะ-หนุ
ตลาด อา นวา ตะ-หลาด ตวาด อานวา ตะ-หวาด
ปรอท อานวา ปะ-หรอด ปริตร อา นวา ปะ-หริด
อรอ ย อา นวา อะ-หรอ ย
การประสมอกั ษร
ในภาษาไทยมี ๔ ประเภท คือ
๑. ประสม ๓ สว น มี พยญั ชนะ สระ เสยี งวรรณยุกต
คำ พยัญชนะตน สระ เสยี งวรรณยุกต
นา น อา สามัญ
ดี ด อี สามญั
ขา ข อา จัตวา
๒. ประสม ๔ สว นปกติ มพี ยัญชนะตน สระ เสียงวรรณยุกต ตัวสะกด
คำ พยญั ชนะตน สระ เสยี งวรรณยกุ ต ตัวสะกด
น
กิน ก อิ สามญั น
ด
ปน ป อะ เอก
วาด ว อา โท
๓. ประสม ๔ สวนพิเศษ มพี ยัญชนะตน สระ เสียงวรรณยกุ ต ตัวการันต
คำ พยัญชนะตน สระ เสยี งวรรณยุกต ตวั สะกด
ห
เลห ล เอ โท ย
ห
เกย ก เอ สามัญ
เทห ท เอ โท
ร า ย วิ ช า ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ ำ วั น ท ๓ ๐ ๑ ๐ ๕ | ๕๕
๔. ประสม ๕ สวน มพี ยญั ชนะตน สระ เสียงวรรณยกุ ต ตัวสะกด ตัวการันต
คำ พยญั ชนะตน สระ เสยี งวรรณยกุ ต ตวั สะกด ตวั การนั ต
ฆ
สงฆ ส โอะ จตั วา ง ทร
ร
จันทร จ อะ สามัญ น
ศกุ ร ศ อุ เอก ก
คำเปน คำตาย
หลกั สังเกตคำเปน คำตาย ดังน้ี
คำเปน
๑. พยางคท ่ปี ระสมดว ยสระเสียงยาวในแม ก กา เชน นา ดี มี ปลา
๒. พยางคท ม่ี ีตัวสะกด แม กง กน กม เกย เกอว เชน สาย คง นม ดาว
๓. พยางคท ่ีประสมดวยสระ อำ ไอ ใอ เอา เชน นำ้ ใจ ใส ไหล เรา
คำตาย
๑. พยางคท ป่ี ระสมดวยสระเสียงสั้นใน แม ก กา เชน กระทะ ปรุ และ เจาะ นิ
๒. พยางคท ่ีมตี ัวสะกด แม กก กด กบ เชน ภาค กด พทุ ธ ตก ภพ
หนวยคำ
ความหมายของหนวยคำ
หนวยคำ คือ หนวยที่เล็กที่สุดในภาษาที่มีความหมาย คำ ๑ คำ จะตองมีหนวยคำเปนองคประกอบ
อยางนอย ๑ หนวย เชน จาน กะทิ มรสุม ทุลักทุเล คำบางคำอาจประกอบขึ้นจากหนวยคำหลายหนวย เชน
นกั เลง ตมโคลง ปลาทู คำวา ขาราชการพลเรอื น ประกอบข้ึนจากหนว ยคำ ๕ หนว ย
ลกั ษณะของหนวยคำ
หนว ยคำเปน หนวยท่มี คี วามหมาย สงั เกตตัวอยางตอไปน้ี
๑. เขาเกิดประกา
๒. เขากนิ กาแฟแลว มกั ใจสั่น
๓. พระรปู น้มี าจากลงั กา
๔. ลูกเจยี๊ บถูกอีกาคาบไป
๕. ถานำ้ เดอื ด ใหย กกาลงแลวตง้ั กระทะแทน
๖. อยา กาคะแนนใหพวกหวา นเงินซื้อเสยี ง
๗. เขาไปบรจิ าคเลอื ดใหสภากาชาด
ร า ย วิ ช า ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ ำ วั น ท ๓ ๐ ๑ ๐ ๕ | ๕๖
จากตัวอยา งขางตน กา ในขอ ๑ – ๓ ไมใชห นว ยคำ เพราะไมมีความหมาย เปน แตเพยี งสวนหนึ่งของ
หนว ยคำ สวน กา ในขอ ๔ – ๗ เปนหนวยคำ เพราะมีความหมายของหนว ยคำ
หนวยคำเปนองคประกอบยอยของคำ คำ ๑ คำ ตองมีองคประกอบเปนหนวยคำอยางนอย ๑ หนวย
เสมอ ในภาษาไทยคำมีหนวยคำเปนองคประกอบได ๑ – ๔ หนวยคำที่มีหนวยคำมากกวา ๕ หนวย มักเปน
ศพั ททางวชิ าการ ศพั ทบ ญั ญตั ิ ช่ือเฉพาะหรือราชาศพั ท ตัวอยาง
คำท่ีมีหนวยคำ ๑ หนวย เชน ตา รอง แมลง สะพาน ไตฝุน กะทัดรัด สังกะสี
คำทีม่ ีหนวยคำ ๒ หนว ย เชน ตาขาว ติดตอ แมแ รง แมลงวัน รองไห สะพานไฟ
คำท่มี ีหนว ยคำ ๓ หนว ย เชน นกั การเมือง ดาวคา งฟา ตกุ ตาลมลุก ทองคำขาว แบบฝกหัด วงจรปด
คำท่มี ีหนวยคำ ๔ หนว ย เชน นักโทษการเมือง นำ้ พระพพิ ัฒนส ัตยา ทนุ สำรองระหวางประเทศ
คำที่มีหนวยคำ ๕ หนวย เชน บุคคลเสมือนไรความสามารถ ปนตอสูอากาศยาน ภาษีรายไดบุคคล
ธรรมดา
คำทมี่ ีหนวยคำหลายหนวย เชน ใตฝา ละอองธลุ ีพระบาท ผลติ ภณั ฑมวลรวมภายในประเทศ หนวยคำ
อาจมีพยางคไดมากกวา ๑ พยางค หนวยคำอาจมีพยางคเดียว เชน ฟาง เอว ชาย หรือมีหลายพยางค เชน
ขนม มรดก สภาวะ กระวีกระวาด กระเหยี้ นกระหือรอื
ประเภทของหนว ยคำ หนวยคำแบง เปน ๒ ประเภท ไดแก หนวยคำอิสระ และหนว ยคำไมอสิ ระ
๑. หนวยคำอิสระ คือ หนวยคำที่สามารถปรากฏตามลำพังเปนคำหรือใชโดยไมตองมีหนวยคำอื่นมา
ประกอบ เชน ไฟ กระชาย กระดาษ ผลิต กำแพง ตลาด การต ูน ห่งิ หอ ย กำมะหยี่ ฯลฯ
๒. หนวยคำไมอิสระ คือ หนวยคำที่ตอ งใชป ระกอบกับหนวยคำอืน่ เสมอ ไมปรากฏวาใชตามลำพังได
กลาวคือ ตองใชรวมกับหนวยคำอื่นเสมอ และเมื่อรวมกับคำอื่นแลวจะใชเปน คำคำเดียว เชน หนวยคำ (ที่) มี
ความหมายวา อุปกรณ เครื่องมือ ภาชนะ ไมสามารถใชตามลำพังได ตองใชรวมกับหนวยคำอื่น เชน ที่เปด
กระปอง ที่เย็บกระดาษ ที่คั่นหนังสือ ที่เขี่ยบุหรี่ หรือ หนวยคำ (กร) ซึ่งมีความหมายวา “ผูกระทำ” ไม
สามารถใชต ามลำพังได ตองมหี นวยคำอ่นื อยูขา งหนา เชน จิตรกร เกษตรกร ปฏมิ ากร พฒั นากร บรกิ ร
การประกอบหนวยคำเปน คำในภาษาไทย ทำใหภาษาไทยมโี ครงสรางแตกตางกนั เปน ๓ แบบ ดงั น้ี
๑. หนวยคำอสิ ระ + หนว ยคำอสิ ระ เชน นำ้ + สม , หนิ + โสโครก , ประวตั ิ + ศาสตร
๒. หนวยคำไมอิสระ + หนวยคำอิสระ เชน ผู + พิพากษา , การ + สอบ , สุ + ภาพ หรือ
หนว ยคำอิสระ + หนวยคำไมอ ิสระ เชน พัฒนา + กร , ชาติ + นิยม , ผี + กองกอย , ยืด + เยื้อ
๓. หนวยคำไมอ ิสระ + หนว ยคำไมอ สิ ระ เชน นัก + เลง , ข้ี + เกียจ , พิพิธ + ภณั ฑ
ร า ย วิ ช า ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ ำ วั น ท ๓ ๐ ๑ ๐ ๕ | ๕๗
เสียงหนักเสียงเบา
คำสองพยางค การออกเสียงคำที่มีพยางคมากกวา ๑ พยางค ใหมีเสียงหนักเบาเปนธรรมชาติ
อยางหนึ่งของภาษาไทย คำสองพยางคในภาษาไทยมักออกเสียงพยางคหนาเปนพยางคเบา (คือไมลงน้ำหนัก
เสยี ง) และพยางคหลังเปน พยางคห นัก (คือลงนำ้ หนักเสยี ง) เชน ประกาศ ประตู ละลาย สภุ าพ สพุ รรณ ขนม
สมดุ หนงั สือ แมมด น้ำตก รองเทา โรงเรียน
คำหลายพยางค คำในภาษาไทยท่มี ีตงั้ แต ๓ พยางค ขึ้นไป มกั มีพยางคเบาแทรกอยู แตพ ยางคสุดทาย
ตองเปนพยางคหนักเสมอ เชน ประชาชน ประเทศไทย ทหารมา หนังสือเรียน โรงเรียนชาย ผูปวยนอก
สุพรรณบุรี อาหารกระปอ ง ประธานาธิบดี นาิกา บรกิ าร ทุจริต วฒั นธรรม ศิลปกรรม ศิลปกรรมไทย
คำบางคำที่ออกเสียงพยางคที่ ๑ และ พยางคที่ ๒๑ เปนพยางคเบา มักเปนคำยืมจากภาษาอื่น เชน
ธรุ กรรม วนศาสตร สหรัฐ วริ ยิ ะ ปรกติ
คำครุ – ลหุ
คำครุ ( ั ) คอื คำทม่ี ลี ักษณะ ตอ ไปนี้
๑. คำทม่ี ีตวั สะกด
๒. คำท่ปี ระสมแม ก กา สระเสียงยาว
๓. คำท่ีประสมสระ อำ ไอ ใอ เอา
คำลหุ ( ุ ) คือ คำท่มี ลี ักษณะ ตอ ไปน้ี
๑. คำที่ประสมแม ก กา สระเสียงสั้น ทั้งลดรูปและคงรปู เชน อรอย ( ออกเสียง อะ ลดรูป ) รวมท้งั
ธ ณ ก็ บ บ ฤ
๒. คำท่ีไมม ีตัวสะกด
ขอ สงั เกต บรม บ เปน คำครุ
ร า ย วิ ช า ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ ำ วั น ท ๓ ๐ ๑ ๐ ๕ | ๕๘
แบบฝก เสริมทักษะ เรอื่ ง เสียงในภาษาไทย
๑. นักเรยี นแยกโครงสรา งของพยางคและลักษณะการประกอบของพยางคตอไปน้ี
โครงสรางของพยางค
คำ วรรณยุกต ลักษณะการ
พยัญชนะ สระ รูป เสียง ตวั สะกด/มาตรา ประกอบของพยางค
ตน วรรณยกุ ต วรรณยุกต ตวั สะกด
กลวย .................... ............. .................... .................. ............................. .................................
หนู .................... ............. .................... .................. ............................. .................................
เปลอื ก .................... ............. .................... .................. ............................. .................................
พา ห .................... ............. .................... .................. ............................. .................................
ศิษย .................... ............. .................... .................. ............................. .................................
ปราชญ .................... ............. .................... .................. ............................. .................................
เคราะห .................... ............. .................... .................. ............................. .................................
สวน .................... ............. .................... .................. ............................. .................................
ปกษ .................... ............. .................... .................. ............................. .................................
เปร้ียว .................... ............. .................... .................. ............................. .................................
ร า ย วิ ช า ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ ำ วั น ท ๓ ๐ ๑ ๐ ๕ | ๕๙
๒. นักเรยี นวเิ คราะหสว นประกอบของพยางคห รอื คำจากขอความตามเง่ือนไขทก่ี ำหนด
ชาติบานเมือง คือ ชีวิต เลือดเนื้อ และสมบัติของเราทุกคน และการดำรงรักษาชาติประเทศนั้น
มิใชหนาที่ของบุคคลผูใด หมูใดโดยเฉพาะ หากแตเปนหนาที่ของทุก ๆ ฝาย ทุก ๆ คน ที่จะตองรวมมือ
กระทำพรอ มกันไป โดยสอดคลอ งเกือ้ กลู กัน...
พระบรมราโชวาทพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภมู ิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพติ ร
พระราชทานแกทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ ตำรวจ และอาสาสมัครพลเรือน ในพธิ ีตรวจพลสวนสนาม
เนอ่ื งในโอกาสพระราชพิธรี ชั ดาภเิ ษก เมื่อวันท่ี ๘ มิถนุ ายน พ.ศ. ๒๕๑๔
๑. คำหรือพยางคท มี่ ีพยัญชนะตนควบกล้ำ..........................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
๒. คำหรือพยางคที่มีพยัญชนะตนเปนอักษรนำ....................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
๓. คำหรอื พยางคท ่มี เี สียงสระประสม...................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
๔. คำหรอื พยางคทีเ่ ปน การใชสระลดรูป...............................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
๕. คำหรอื พยางคทเ่ี ปน การใชสระเปลยี่ นรปู ........................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
๖. คำหรือพยางคทมี่ รี ปู และเสยี งวรรณยกุ ตไ มตรงกัน..........................................................................................
..............................................................................................................................................................................
๗. คำหรือพยางคทม่ี ีเสยี งวรรณยุกตโท................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
๘. คำหรอื พยางคท ีม่ ีเสียงวรรณยกุ ตจ ตั วา............................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
๙. คำหรือพยางคที่เปน คำตาย..............................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
๑๐. คำหรอื พยางคท่ีไมมีเสยี งตวั สะกดและประสมดว ยสระเสยี งสน้ั ....................................................................
..............................................................................................................................................................................
ร า ย วิ ช า ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ ำ วั น ท ๓ ๐ ๑ ๐ ๕ | ๖๐
๓. นักเรยี นวเิ คราะหค ำตอไปน้ี พรอ มทงั้ อธิบายความหมาย
คำ จำนวน หนว ยคำ ความหมาย
พยางค จำนวน แยกหนวยคำ
นาิกาทราย ................. ....................... .......................... .....................................................................
................. ....................... .......................... .....................................................................
................. ....................... .......................... .....................................................................
................. ....................... .......................... .....................................................................
................. ....................... .......................... .....................................................................
จนิ ตกวี ................. ....................... .......................... .....................................................................
................. ....................... .......................... .....................................................................
................. ....................... .......................... .....................................................................
................. ....................... .......................... .....................................................................
................. ....................... .......................... .....................................................................
................. ....................... .......................... .....................................................................
................. ....................... .......................... .....................................................................
ฉิมพลี ................. ....................... .......................... .....................................................................
................. ....................... .......................... .....................................................................
................. ....................... .......................... .....................................................................
สพุ รรณบฏั ................. ....................... .......................... .....................................................................
................. ....................... .......................... .....................................................................
................. ....................... .......................... .....................................................................
................. ....................... .......................... .....................................................................
................. ....................... .......................... .....................................................................
ทรัพยสนิ ทาง ................. ....................... .......................... .....................................................................
ปญญา ................. ....................... .......................... .....................................................................
................. ....................... .......................... .....................................................................
................. ....................... .......................... .....................................................................
................. ....................... .......................... .....................................................................
ร า ย วิ ช า ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ ำ วั น ท ๓ ๐ ๑ ๐ ๕ | ๖๑
๔. นักเรียนสรางคำจากพยัญชนะตนตอไปนีใ้ หต รงกับเงือ่ นไขทีก่ ำหนด พรอมทั้งบอกเสียงวรรณยุกตของ
คำน้ัน
ประสมสระ เสียงวรรณยกุ ต
พยญั ชนะ สระเสยี งส้นั สระเสียงยาว สระประสม คำที่ ๑ คำท่ี ๒ คำที่ ๓
ม ..................... ...................... ..................... ..................... ...................... ......................
ส ..................... ...................... ..................... ..................... ...................... ......................
ขว ..................... ...................... ..................... ..................... ...................... ......................
ปล ..................... ...................... ..................... ..................... ...................... ......................
หล ..................... ...................... ..................... ..................... ...................... ......................
๕. นกั เรียนเขียนคำอา นของคำตอไปนี้ พรอ มทงั้ ขดี เสน ใตพ ยางคที่ออกเสียงหนกั
๑. อคติ อา นวา ....................................................................................................................................
๒. สลัด อานวา ....................................................................................................................................
๓. โทรศัพท อานวา ....................................................................................................................................
๔. มนุษย อานวา ....................................................................................................................................
๕. มหานคร อานวา ....................................................................................................................................
๖. คุณภาพ อานวา ....................................................................................................................................
๗. ยานอวกาศ อา นวา ....................................................................................................................................
๘. ปรมิ ณฑล อานวา ....................................................................................................................................
๙. มหาดไทย อา นวา ....................................................................................................................................
๑๐. มหรรณพ อา นวา ....................................................................................................................................
ช่อื -สกุล......................................................................................................เลขที่................ช้นั ...................
ร า ย วิ ช า ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ ำ วั น ท ๓ ๐ ๑ ๐ ๕ | ๖๒
ร า ย วิ ช า ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ ำ วั น ท ๓ ๐ ๑ ๐ ๕ | ๖๓
ชนิดและหนาทีข่ องคำ
คำเปนหนวยพื้นฐานที่สำคัญในการเรียนรูเรื่องประโยค โดยเฉพาะอยางยิ่งในภาษาไทยเปน
ภาษาคำโดด คำในภาษาไทยไมมีการเปลี่ยนแปลงรูปเพื่อบอกหนาที่ที่แตกตางทางไวยากรณหรือเพื่อบอก
ความสัมพันธของคำที่เรียงกันอยูในประโยค ความสัมพันธของคำแสดงดวยการปรากฏรวมกันของคำและ
ตำแหนงหรือลำดับที่ปรากฏกอนหลังของคำ เมื่อคำปรากฏรวมกันอาจทำหนาที่แยกกันหรือรวมเขาดวยกัน
เปน หนว ยเดยี วและทำหนาที่เดยี วกนั ก็ได การจำแนกคำในหนงั สือเลม น้ีจะจำแนกเปน ๑๒ ชนิด ไดแก คำนาม
คำสรรพนาม คำกริยา คำชวยกริยา คำวิเศษณ คำที่เกี่ยวกับจำนวน คำบอกกำหนด คำบุพบท คำเชื่อม
คำลงทา ย คำอุทาน และคำปฏเิ สธ
๑. คำนาม คำนามเปนคำที่หมายถึง บุคคล สัตว วัตถุ สิ่งของ สภาพธรรมชาติ สถานที่ ความคิด ความเชื่อ
คานิยม คือรวมทั้งสิ่งมีชีวิตและไมมีชีวิต ทั้งที่เปนรูปธรรมและนามธรรม คำนาม ทำหนาที่เปนสวนหลักของ
นามวลี คำนามจำแนกเปน ๔ ชนดิ คอื คำนามสามัญ คำนามวสิ ามญั คำลักษณนาม คำอาการนาม
๑.๑ คำนามสามัญ คือ คำนามที่ใชเรียกสิ่งตาง ๆ โดยทั่วไป มิไดระบุแนนอนวาเปนสิ่งนี้มีชื่อเรียก
อยางนี้ หรือสิ่งนั้นมีชื่อเรียกอยางนั้น เชน คน บาน วัด โรงเรียน สัตว ขาว ชาง แมว อาหาร ทหาร ตำรวจ
รถไฟ ไกย า ง ประชาธปิ ไตย คุณธรรม เศรษฐกิจพอเพียง ภมู ศิ าสตร จิตวทิ ยา ฯลฯ
คำนามสามัญอาจมีความหมายแคบกวางตางกัน คำนามสามัญที่มีความหมายแคบอาจเปนประเภท
ยอยของคำนามสามัญที่มีความหมายกวาง เชน ผลไม ทุเรียน มะมวง ชมพู กานยาว หมอนทอง ฟาล่ัน
เขียวเสวย ฯลฯ ตางก็เปนคำนามสามัญแตมีความหมายแคบกวางตางกัน คือ ผลไม มีความหมายกวาง
เมื่อเทียบกับ ทุเรียน มะมวง ชมพู ซึ่งมีความหมายแคบ ทุเรียน มีความหมายกวางเมื่อเทียบกับ กานยาว
หมอนทอง ซึง่ มีความหมายแคบ มะมวง มคี วามหมายกวางเม่อื เทียบกับ ฟาล่ัน เขียวเสวย เปน ตน
๑.๒ คำนามวิสามัญ คือคำที่เปนชื่อซึ่งตั้งขึ้นเฉพาะสำหรับเรียกคำนามสามัญหนึ่ง ๆ เชน สมชาย
สมร เกษมสันต เปนชื่อเฉพาะของคน เปนคำนามวิสามัญ เจาแตม ยาเหล ทองแดง เปนชื่อเฉพาะของสุนัข
เปน คำนามวสิ ามัญ เปนตน
คำนามวิสามญั จำนวนมากมักใชตามหลงั คำนามสามัญ เชน (ประเทศ)ไทย (เรือพระที่น่ัง)สุพรรณหงส
(สวน)ลุมพินี (ถนน)ราชดำเนิน (สะพาน)ผานฟาลีลาศ (ประตู)วิเศษไชยศรี (วัด)พระศรีรัตนศาสดาราม
(โรงเรียน)จุฬาภรณราชวิทยาลัย ชลบุรี
แมจะกลาววาคำนามวิสามัญเปนชื่อเฉพาะใชเรียกคำนามสามัญ แตมิใชวาคำนามสามัญทุกคำตองมี
ชื่อเฉพาะ คำนามสามัญจำนวนมาก เชน ประชาธิปไตย วัตถุนิยม คุณธรรม จิตวิทยา ดวงอาทิตย อากาศ
รุง กินนำ้ ฯลฯ เปนนามสามญั ที่ไมมีชอ่ื เฉพาะ
ร า ย วิ ช า ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ ำ วั น ท ๓ ๐ ๑ ๐ ๕ | ๖๔
๑.๓ คำลักษณนาม คือ คำที่ใชบอกลักษณะของคำนามหรือคำกริยา อาจปรากฏอยูหนาหรือหลัง
คำนามและอยูติดกับคำนาม เชน ฝูงผึง้ เขาจโู จมศตั รูทนั ท,ี เขาติดแผนกระดาษเลก็ ๆ ไวท ีผ่ นงั , สง จานใหใบสิ,
แมบ อกไมใ หก นิ ขา วคำนำ้ คำ
สวนคำลักษณนามที่บอกลักษณะของคำกริยาจะปรากฏหลังและอยูติดกับคำกริยา เชน ขอกอดที,
ชว ยหยุดที
คำลักษณนามที่ปรากฏหลังคำนามและคำกริยาจะแสดงความหมายวา “หนึ่ง” จากตัวอยาง สงจาน
ใหใ บสิ ( คอื สงจานให ๑ ใบสิ ) ขอกอดที ( คือ ขอกอด ๑ ที )
นอกจากปรากฏหลังคำนาม และหลังคำกริยาทนั ทีแลว สามารถปรากฏในตำแหนง ตาง ๆ ท่แี นนอน
- ปรากฏหลงั คำบอกจำนวน เชน เกา อ้ี ๑๐ ตวั , เดิน ๒ กา ว
- ปรากฏหนาคำบอกลำดับ เชน บา นหลังแรก, แขง คร้งั ท่ี ๒
- ปรากฏหนาคำกริยาคณุ ศพั ท เชน บา นหลังใหม, รอเทีย่ วพิเศษ
- ปรากฏหนา คำบอกกำหนดชเี้ ฉพาะ เชน ลูกคนน้,ี ไปเทยี่ วคราวน้นั
- ปรากฏหนา คณุ านุประโยค เชน แมวตัวทน่ี อนอยู, ตอนไปเทยี่ วครั้งท่ีมีเธอไปดว ย
คำลักษณนามที่ใชบอกลักษณะของคำนามอาจมีรูปเหมือนคำนามหรือมีรูปตางกับคำนามก็ได เชน
คนเรามีน้วิ ๑๐ นว้ิ , ขอซองเปลา ๒ ซอง
คำลกั ษณนามมรี ูปตางกับคำนาม เชน หอ งฉันมหี นา ตาง ๓ บาน, ถวยใบน้บี ิ่น
คำนามคำเดยี วกนั อาจใชคำลักษณนามไดห ลายคำ เชน
ผา ๒ ชิน้ นกั เรยี น ๓ คน หนงั สือ ๔ หนา
ผา ๒ ผืน นักเรียน ๓ แถว หนังสือ ๔ เลม
ผา ๒ หลา นกั เรยี น ๓ หอง หนงั สอื ๔ ต้งั
ผา ๒ หอ นกั เรยี น ๓ ช้นั หนงั สือ ๔ ชดุ
ผา ๒ พบั นักเรียน ๓ โรงเรียน หนังสอื ๔ มัด
ผา ๒ ชนดิ นกั เรยี น ๓ กลุม หนังสือ ๔ ประเภท
สว นคำลักษณนามท่ใี ชบอกลักษณะของคำกรยิ า มรี ูปตา งกบั คำกริยาเสมอ เชน คอยจนหลบั ไป ๒ ต่ืน
แลว , ตอนเดนิ แห พวกเราโหข ึ้น ๓ ลำ, ขอเตะซับปา บเถอะ, ถกู ตหี ลายที แตไ มรองสกั แอะ
คำลักษณนามสามารถใชบอกกลุม หมู พวก ของคำนามที่อยูรวมกันได เชน นักเรียน ๒ กลุม, ทหาร
๓ กอง, บคุ คล ๕ คณะ, นกฝงู สุดทา ย, โขลงชา ง, ประทดั หลายตบั , ดนิ สอโหลหนึ่ง
ร า ย วิ ช า ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ ำ วั น ท ๓ ๐ ๑ ๐ ๕ | ๖๕
คำบางคำมีลักษณนามเฉพาะ ลักษณนาม
แม , ตวั
นามทัว่ ไป ลกู , ดอก
๑. แมกุญแจ รูป
๒. ลกู กุญแจ ตน
๓. ภิกษุ สามเณร นักพรต นักบวช นกั บุญ เลา
๔. ยักษ ภูตผีปศาจ ษี เชือก
๕. ป ขลยุ เรอื น
๖. ชางบาน ดอก ฝก
๗. นากิ า เลม
๘. ขาวโพด โรง
๙. หนังสอื สมุด เกวยี น อาวุธมคี ม เทียน เข็ม กรรไกร สิ่ว วง
๑๐. ผูแสดงมหรสพทมี่ โี รง เชน ละคร ลิเก ตบั
๑๑. คณะบคุ คลทเี่ ลน เปน วง เชน ตะกรอ ดนตรี เพลง สักวา วง
๑๒. ของทอ่ี ยตู ิดกันเปนพดื เชน จำก พลุ ลูกปน ปลายา ง หลงั
๑๓. แหวน กำไล แผน
๑๔. ของทีม่ รี ปู เปน หลงั คา เรือน ตกึ กบู ประทุน เกง บุษบก ผืน
๑๕. ของแบน ๆ เชน กระดาษ กระดาน กระเบ้อื ง อฐิ บาน
๑๖. ของแบนกวางใหญ เชน ผา เสื่อ พรม กระแชง หนังสตั วทใี่ ชปู แทง
๑๗. ของแผน ที่มีกรอบ เชน ประตู หนาตา ง กระจกเงา กรอบรปู คัน
๑๘. ของทึบหนารปู ยาว ๆ เชน เหล็ก ตะกั่ว ดินสอ ตน
๑๙. ของท่มี ีสวนถือและลากรูปยาว เชน รม ฉตั ร ธนู หนา ไม ชอ น สอ ม ขอ เบด็ แรว ไถ รถ ลำ
๒๐. ของทเี่ ปนตน เชน ไม เสา ซงุ กระบอก
๒๑. ของกลมยาวเปน ปลอ ง เชน ไมไ ผ ออ ย สาย
๒๒. ของกลมยาวกลวง เชน ปลองไมไ ผ ขาวหลาม พลุ ปน ปาก
๒๓. ส่ิงทเ่ี ปนทางยาว เชน ถนน ทาง ลำน้ำ สายวา ว ดวง
๒๔. ของท่มี ปี ากกวา ง เชน แห อวน สวงิ โพงพาง ปน
๒๕. ของเปนดวงกลม ๆ เชน ตรา ตะวนั เดือน ดาว ไฟ จติ วญิ ญาณ
๒๖. ของแบนเปน พดื ยาว เชน เลอ่ื ย ตอก
ร า ย วิ ช า ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ ำ วั น ท ๓ ๐ ๑ ๐ ๕ | ๖๖
๑.๔ คำอาการนาม คือ คำนามท่เี กิดจากกระบวนการแปลงคำกรยิ าเปนคำนาม โดยการเติมหนว ยคำ
เตมิ หนา การ- หรอื ความ- หนา คำกริยา คำอาการนามจะมีความหมายเปนนามธรรมเสมอ
คำอาการนามที่ขึ้นตนดวยหนวยคำเติมหนา การ- เชน การกิน การเดิน การทำงาน การลงมติ
การประทวง การกินดอี ยดู ี ฯลฯ มกั แสดงกระบวนการในการทำกริยา
คำอาการนามที่ขึ้นตนดวยหนวยคำเติมหนา ความ- เชน ความเปนอยู ความโลภ ความโกรธ ความดี
ความสขุ ความยาว ฯลฯ มกั แสดงสภาพของกรยิ า หรอื แสดงลักษณะรวม ๆ ของกรยิ า
- การตายของเขามเี งอื่ นงำ - ไมม ีใครหนคี วามตายไดพน
- การฝน ชว ยลดความเครียดได - ฉนั จำความฝนเมือ่ คืนกอนไดแ มน ยำ
- การคดิ อยา งรอบคอบจะทำใหป ระสบความสำเรจ็
- ความคิดทร่ี อบคอบจะชวยผานอปุ สรรคน้ไี ปได
- การจำทำใหไ ดฝ ก สมอง - ความจำของเขาทำใหหลายคนประหลาดใจ
๒. คำสรรพนาม คือ คำที่ใชแทนคำนาม คำสรรพนามทำหนาที่เปนสวนหลักของนามวลีได เชนเดียวกับ
คำนาม คำสรรพนาม แบง ได ๕ ชนดิ
๒.๑ คำบุรุษสรรพนาม หรือคำสรรพนามแทนบุคคล คือ คำสรรพนามที่ใชระบุแทนบุคคลเพื่อบอก
วาเปนผูพูด ผูที่พูดดวยหรือผูที่กลาวถึง คำบุรุษสรรพนามอาจใชระบุแทนคน สัตว ตนไม วัตถุ หรือ ความคิด
กไ็ ด เชน เขาปลูกตน กามปไู วทางตะวันตกกะใหม นั บงั แดดตอนบา ย (มนั เปนคำสรรพนามแทน ตน กา มปู)
กำกอ นหินไวใหมน่ั แลวขวา งมันออกไปแรง ๆ (มันเปน สรรพนามแทนวัตถุคือกอ นหนิ ) แบงออกเปน ๓ ชนิด
ก. คำสรรพนามบุรุษที่ ๑ คือคำสรรพนามใชแทนตัวผูพูดหรือผูเขียน เชน ฉัน ดิฉัน ผม กระผม
ขา พเจา หมอมฉัน ขาพระพทุ ธเจา ขา กู ฯลฯ
ข. คำสรรพนามบุรุษท่ี ๒ คอื คำสรรพนามท่ใี ชแ ทนผทู พี่ ูดดว ยไดแ ก ผูฟงและผูอ าน เชน เธอ คุณ ทา น
ฝา บาท ใตฝ าพระบาท เอ็ง มึง ฯลฯ
ค. คำสรรพนามบุรุษท่ี ๓ คือคำสรรพนามทใ่ี ชแทนผทู กี่ ลาวถึง เชน เขา เธอ ทาน เธอ มัน ฯลฯ
๒.๒ คำสรรพนามถาม คือ คำสรรพนามที่ใชแทนนามและใชแสดงคำถามในขณะเดียวกันใน
ภาษาไทยมเี พยี ง ๓ คำ ไดแก ใคร อะไร ทไี่ หน เชน
- ใครเขยี นจดหมายฉบบั นี้ - คุณตองการพดู กบั ใคร
- อะไรตกลงไปในนำ้ - นองกำลงั ทำอะไรอยู
- รมอยูไหน - ไหนขนมที่เธอซอ้ื มา
ร า ย วิ ช า ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ ำ วั น ท ๓ ๐ ๑ ๐ ๕ | ๖๗
๒.๓ คำสรรพนามชี้เฉพาะ คือ คำสรรพนามที่ใชบอกระยะใกลไกล มีเพียง ๘ คำ ไดแก นี่ นั่น โนน
นนู นี้ นน้ั โนน นนู
คำกริยา นี่ นั่น โนน นูน สามารถใชตามหลังกริยาหรือใชขึ้นตนประโยคก็ได เมื่อใชขึ้นตนประโยค
อาจตามดวยคำนามหรอื คำกรยิ าก็ได เชน
- ใชต ามหลงั คำกรยิ า เชน นงั่ น่ีไหม , รมอยนู นั่ ไง , ดูโนนซิ , ดาวลูกไกอ ยูน นู
- ใชขึ้นตนประโยคและมีคำนามตามมา เชน นี่กระเปาของใคร, นั่นที่ทำการไปรษณีย,
โนนโรงพยาบาล, นูนสถานรี ถไฟ
- ใชข นึ้ ตนประโยคและมีคำกริยาตามมา เชน น่กี ินเสยี ของอรอ ยนะ, นั่นทำผดิ อกี แลว, โนนวิ่งไปไกล
แลว , นนู ตามไปใหท ันนะ
คำสรรพนามชีเ้ ฉพาะ นี้ นั้น โนน นูน ตองใชตามหลังบุพบทเสมอ เชน มีอะไรอยูใตน้ี, ตรงนั้นไมควร
วางของ , นกเกาะอยูบ นโนน , เขาเดนิ เขาไปในนูน
๒.๔ คำสรรพนามไมชี้เฉพาะ คือ คำสรรพนามที่ไมระบุหรือกำหนดแนนอนวาหมายถึง ผูใด อะไร
สิ่งใด หรือสถานที่ใด ไดแก ใคร อะไร ไหน เชน เรื่องนี้เขาไมไดบอกใคร , เขาจะพูดอะไรก็เรื่องของเขา,
อยไู หนกไ็ มส ะดวกเทาบานเรา
คำสรรพนามไมชี้เฉพาะอาจมีรูปซ้ำกับคำสรรพนามแทนบุคคลบางคำ ไดแก ทาน เรา เขา แตจะมี
ความหมายตางกัน เชน ทานวาไกงามเพราะขนคนงามเพราะแตง, เขาลือกันวาพี่ชายฉันปวยหนัก, เทศกาล
สงกรานตเ ราเลน สาดน้ำกันทง้ั ประเทศ
คำสรรพนามไมชี้เฉพาะบางคำอาจอยูในรูปของคำซ้ำ เชน ใคร ๆ ก็ชอบขนมปงไสสังขยารานนี้,
อะไร ๆ เขากก็ นิ ได, ใด ๆ ในโลกลว นอนิจจงั , แมค รัวซ้ือผกั หมู ไก ไข ผลไม และอืน่ ๆ
๒.๕ คำสรรพนามแยกฝาย คือ คำสรรพนามที่ใชแทนคำนามหรือบุรุษสรรพนามที่อยูขางหนาเพ่ือ
แสดงวามีหลายฝายหลายสวน แตละฝายแตละสวนแยกกันทำกิริยาใดกิริยาหนึ่ง คำสรรพนามแยกฝายมี
จำนวนเพยี ง ๓ คำ ไดแ ก ตาง บาง กนั
- ตาง ใชแทนนามขางหน้ำเพอ่ื แสดงวามีหลายฝา ย แตละฝายทำกริ ิยาเดียวกนั เชน ชาวนาตางก็เกี่ยว
ขา วแลวนำขาวข้นึ ยุง ฉาง, คนเหนอื คนใตหรอื คนอสี าน เราตา งก็เปนคนไทยดวยกนั ทงั้ ส้นิ , เราตา งคนตา งอยูจะ
ดีกวา
- บาง ใชแทนนามขางหนาเพื่อแสดงวามีหลายฝาย แตละฝายแยกทำกิริยาตางกันหรือเปนกรรมของ
กิริยาตางกัน คำวา บาง มักใชเปนคูปรากฏในประโยค ๒ ประโยคที่มีโครงสรางคลายคลึงกัน เชน นักเรียน
เหลา น้ันบางก็นอน บา งก็นั่ง, เงนิ ทองท่ีหามาได ฉนั ก็ใชบาง เก็บบา ง
เมื่อ บาง ปรากฏหลังคำนามหรือคำบุรุษสรรพนามและปรากฏหนาคำกริยา จะแสดงความหมายวา
แตล ะฝายแยกทำกริ ยิ าตางกัน เชน คนสวนบา งรดนำ้ บางพรวนดนิ , เด็ก ๆ บางกด็ ูทวี ี บางก็เลนเกม
ร า ย วิ ช า ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ ำ วั น ท ๓ ๐ ๑ ๐ ๕ | ๖๘
เมอื่ บา ง ปรากฏหลังคำกรยิ า จะแสดงความหมายวา แตละสวนถูกกระทำไมเ หมือนกนั เชน ของท่ีซื้อ
เกบ็ ไวใ นตูเย็น ก็กินบา ง ทงิ้ บาง , เสอื้ ผา ที่ซักแลว ก็รดี บา ง ไมรดี บา ง ตามสะดวก
- กัน ใชแทนคำนามหรือคำบุรุษสรรพนามขางหนา เพื่อแสดงวามีหลายฝาย แตละฝายทำกิริยา
อยา งเดียวกนั กับอีกฝา ยหน่ึง เชน มวยวันน้ตี อยกันมันทกุ คู , ผัวเมียคนู ที้ ะเลาะกนั เกือบทุกวัน , เขานัดปรึกษา
งานกันทา ยโรงเรยี น , พี่นอ งคนู ้จี ากกันไปนาน พอเจอหนา กนั ก็กอดกนั แนน
๓. คำกริยา คือ คำที่ทำหนาที่เปนสวนหลักของกริยาวลีซึ่งเปนหัวใจของประโยค คำกริยา มี ๒ ประเภท คือ
ประเภทที่มีหนวยกรรมกับประเภทที่ไมมีหนวยกรรม คำกริยาประเภทท่ีมีหนวยกรรม ไดแก คำกริยาสกรรม
และคำกรยิ าทวกิ รรม สว นคำกริยาประเภททไี่ มมีหนวยกรรม ไดแ ก คำกรยิ าอกรรม คำกริยาคุณศพั ท คำกริยา
ตอ งเตมิ เต็ม คำกรยิ านำ และคำกรยิ าตาม
๓.๑ คำกรยิ าทม่ี หี นว ยกรรม
๓.๑.๑ คำกริยาสกรรม คือ คำกริยาท่มี ีนามวลีตามหลงั นามวลีนนั้ ทำหนา ท่เี ปนหนว ยกรรม เชน กิน
ฟง อาน เกยี่ ว เชน ฉนั กินขนม , พอ ฟง ขา ว , นอ งอานหนังสือ , ชาวนาเกย่ี วขา ว
นามวลี ขนม ขาว หนังสือ ขาว ทำหนาที่เปนหนวยกรรมของคำกริยาสกรรม กิน ฟง อาน เกี่ยว
ตามลำดบั
๓.๑.๒ คำกริยาทวิกรรม คือ คำกริยาที่มีนามวลี ๒ นามวลีตามหลัง นามวลีแรกทำหนาที่กรรมตรง
สวนนามวลีที่สองทำหนาที่กรรมรอง เชน สอน ปอน ให แจก อบรม เชน เขาสอนภาษาไทยเด็ก ๆ , พี่ปอน
ขาวนอง , แมใหเงินลูก , ผบ.ตร.แจกรางวัลตำรวจดเี ดน , อาจารยใ หญอ บรมมารยาทนักเรยี น
นามวลีแรก คือ ภาษาไทย ขาว เงิน รางวัล มารยาท ทำหนาที่เปนกรรมตรงของคำกริยาสอน ปอน
ให แจก อบรม ตามลำดับ สวนนามวลีที่สอง คือ เดก็ ๆ นอ ง ลูก ตำรวจดเี ดน นักเรียนทำหนาท่เี ปนกรรมรอง
๓.๒ คำกรยิ าทีไ่ มม หี นวยกรรม
๓.๒.๑ คำกริยาอกรรม คือ คำกริยาที่ไมตองมีนามวลีทำหนาที่เปนหนวยกรรม หนวยเติมเต็ม หรือ
หนวยเสริมความตามหลัง เชน หัวเราะ ตก ขึ้น ตาย ยืน เดิน เสียใจ ดีใจ วิตก กังวล เซ็ง สนุก หัวแตก
ปวดทอง เชน เด็กหัวเราะ , เพื่อน ๆ ดีใจ , ฝนตก , นายกรัฐมนตรีวิตก , พระอาทิตยขึ้น , ลูก ๆ กังวล ,
นาิกาตาย , วัยรุนเซ็ง , ตำรวจยืน , นักทองเที่ยวสนุก , พอเดิน , พี่สาวปวดทอง , เราเสียใจ , เด็กนักเรียน
หัวแตก
๓.๒.๒ คำกริยาคุณศัพท คือ คำกรยิ าท่ีไมต องมีนามวลีทำหนาท่ีเปนหนวยกรรม หนวยเติมเต็ม หรือ
หนวยเสรมิ ความตามหลัง และเปนคำกริยาท่ีแสดงคุณสมบัติหรือสภาพของคำนามหรือคำบุรุษสรรพนาม เชน
ดี สวย วองไว สูง เชน เด็กคนนี้ดี , บานแถวนี้สวยทุกหลัง , นักกีฬาเหลานี้วองไว , เขาสูงขึ้นมากทีเดียว
คำกริยาคุณศพั ทมีลักษณะคลายกบั คำกรยิ าอกรรมมาก แตตา งกบั คำกรยิ าอกรรม ๒ ประการ ดงั นี้
ร า ย วิ ช า ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ ำ วั น ท ๓ ๐ ๑ ๐ ๕ | ๖๙
๑. คำกริยาคุณศัพทสามารถใชรว มกบั คำวา กวา ท่สี ดุ ได คำวา กวา ใชเพ่ือเปรยี บเทียบระดับวาผูใด
หรอื ส่ิงใดมีระดบั ของคำกรยิ าคณุ ศัพทมากหรือนอย เมื่อเปรยี บเทยี บกบั ผอู นื่ หรอื สิ่งอ่นื
สวนคำวา ที่สุด ใชระบุวาผูใดหรือสิ่งใดมีระดับของคำกริยาคุณศัพทนั้น ๆ เหนือกวาผูอื่นหรือสิ่งอ่ืน
ท้ังหมด สวนคำกรยิ าอกรรมใชร วมกับคำวา กวา และ ทีส่ ุด เพ่อื เปรียบเทียบอยา งคำกรยิ าคณุ ศัพทไมได เชน
- มาตัวนสี้ วยกวาตัวนน้ั - มาตวั นว้ี ิง่ กวา ตัวนน้ั
- มาตัวโนนสวยที่สุด - มาตัวนีว้ งิ่ ท่สี ุด
- วนั นฝ้ี นดูทาจะหนกั กวาเมอ่ื วาน - วันนฝ้ี นดูทาจะตกกวาเม่ือวาน
- วันนฝ้ี นดทู าจะหนกั ท่สี ดุ - วนั น้ีฝนดูทา จะตกที่สดุ
คำวา สวย และ หนัก ใชรวมกับ กวา และ ที่สุด ได จึงวิเคราะหใหเปนคำกริยาคุณศัพท สวนคำวา
วง่ิ กบั ตก ใชร ว มกบั กวา และ ท่ีสดุ ไมได จงึ วิเคราะหใหเปน คำกริยาอกรรม
๒. คำกริยาคุณศัพทสามารถปรากฏตามหลังคำลักษณนามได แตคำกริยาอกรรมไมสามารถปรากฏ
หลงั คำลกั ษณนามได ตอ งมคี ำเช่ือมคุณานุประโยคอยหู นาคำกริยาอกรรม เชน
- หมาตวั อว น - หมาตัวนอนอยู , หมาตัวทีน่ อนอยู
- คณุ แมค นเกง - คณุ แมค นยม้ิ อยู , คุณแมคนที่ยิ้มอยู
- นำ้ แขง็ กอ นเลก็ - นำ้ แข็งกอ นละลาย , นำ้ แข็งกอ นทีล่ ะลาย
- บา นหลงั ใหญ - บา นหลงั ไฟไหม , บา นหลงั ที่ไฟไหม
คำวา อว น เกง เล็ก ใหญ ปรากฏหลงั คำลกั ษณนามได จงึ วิเคราะหใหเ ปน คำกริยาคุณศัพท สวนคำวา
นอน ยม้ิ ละลาย ไฟไหม ปรากฏหลงั คำลักษณนามไมไ ด จงึ วิเคราะหใหเ ปนคำกรยิ าอกรรม
๓.๒.๓ คำกริยาตองเติมเต็ม คือ คำกริยาที่ตองมีนามวลีทำหนาที่เปนหนวยเติมเต็มตามหลังเสมอ
ไดแก เปน เหมือน คลาย เทา ใช มี เกดิ ปรากฏ เชน
- เขาเปน ครูอยชู ายแดนมาเปนสิบป - เขาเหมือนพอ มาก
- สุมนหนาตาคลายแม - ขันใบนีข้ นาดเทา ใบนั้น
- เด็กคนน้ันใชสมศกั ดิ์แนน ะ - เขามบี านอยูอทุ ยั ธานี
- ปท ่ีแลวเกิดภาวะฝนแลง - คอยไมน าน เด๋ยี วกป็ รากฏเงาราง ๆ ขน้ึ มา
นามวลี ครู พอ แม ใบนนั้ สมศกั ดิ์ บา น ภาวะฝนแลง เงาราง ๆ ทตี่ ามหลงั คำกริยาเปน เหมอื น คลา ย เทา ใช
มี เกิด ปรากฏ ไมไ ดทำหนา ท่เี ปนหนวยกรรมหรือหนว ยเสรมิ ความบอกสถานที่ แตท ำหนาที่เปนหนวยเติมเต็ม
ของคำกริยาที่มาขางหนาคำกริยาเติมเต็มมีลักษณะคลายกับคำกริยาสกรรม ตางกันที่คำกริยาตองเติมเต็มไม
สามารถปรากฏหลังคำวา ถกู ไดอ ยางคำกริยาสกรรม เชน
- ครถู กู เปน เปรียบเทียบกับ ครถู กู สมั ภาษณ
- แมถูกคลา ย เปรียบเทียบกบั แมถูกตอวา
ร า ย วิ ช า ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ ำ วั น ท ๓ ๐ ๑ ๐ ๕ | ๗๐
- สมศกั ด์ถิ กู ใช เปรยี บเทยี บกับ สมศกั ดิ์ถูกตาม
- ภาวะฝนแลงถูกเกิด เปรยี บเทยี บกับ ภาวะฝนแลง ถูกขจดั ไป
เปน คลา ย ใช เกดิ เปน คำกรยิ าตองเตมิ เตม็ สวน สัมภาษณ ตอวา ตาม ขจัด เปน คำกรยิ าสกรรม
๓.๒.๔ คำกริยานำ คือ คำกริยาที่ตองปรากฏหนาคำกริยาอื่นเสมอ คำกริยานำรวมกับคำกริยาท่ี
ตามมาปรากฏในโครงสรางกริยาเรียง เชน ชอบ พลอย พยายาม อยาก ฝน หัด ตั้งใจ หาม ชวย กริยา วาน
เชน
- เขาชอบเปน หวัด - คนไขฝนกินยาจนหมด
- วนั นเี้ ด็กพลอยเปยกฝนดวย - เราพยายามเตือนเขาแลว
- ตอนนเ้ี ขาอยากพกั ผอนมาก - เขาฝน กินน้ำมะเขอื เทศท้ัง ๆ ทไี่ มช อบ
- เดก็ หัดข่จี ักรยาน - นักเรียนตัง้ ใจฟงครู
- แถวนี้หา มสูบบหุ ร่ี - คณุ ชว ยขยบั ไปหนอ ยนะคะ
- กรณุ ากดกริ่ง - ผมวานซอ้ื บัตรโทรศพั ทใหห นอย
๓.๒.๕ คำกริยาตาม คือ คำกริยาที่ปรากฏตามหลังกริยาอื่นเสมอ อาจปรากฏหลังคำกริยาโดยตรง
หรอื ปรากฏหลังหนว ยกรรมของกรยิ ากไ็ ด
คำกริยาตามบางคำมีรูปเหมือนคำกริยาอกรรม เชน ไป มา ขึ้น ลง เขา ออก บางคำก็มีรูปเหมือน
คำกรยิ าสกรรม เชน ให ไว เสีย เอา เชน
- เขาสง พัสดไุ ปแลว - พวกเรากลบั จากเที่ยวกันมา
- ลูกโปง คอย ๆ ลอยข้ึน - น้ำลดลงมากแลว
- พยายามเขา อยาไดท อถอย - เขาเกง ออก
- เขาหยิบยนื่ ไมตรีใหกอ น - ขอเตอื นไวก อ นวา อยา พยายามแหกกฎ
แมจะมีรูปเหมือนคำกริยาอกรรมและคำกริยาสกรรม แตคำกริยาตามมีความหมายไมเหมือนกับคำกริยา
อกรรมและคำกริยาสกรรมที่เปนคำกริยาหลัก ความหมายของคำกริยำตามอาจแตกตางกับความหมายของ
คำกริยาอกรรมหรือคำกริยาสกรรมที่เปนคำกริยาหลักมากบาง นอยบาง การออกเสียงตางกันบาง ไมตางกัน
บา ง กรณที ี่ออกเสียงตา งกนั คำกริยาตามมกั ไมล งเสียงหนัก ดังรายละเอยี ดตอ ไปน้ี
คำกริยาตาม ไป มา ขึ้น ลง ที่ตามหลังคำกริยาแสดงการเคลื่อนไหว จะแสดงทิศทางของกิริยาแสดง
การเคลือ่ นไหวน้นั เชน
- เขาสงจดหมายไปเมอื งนอก - นอ งขน้ึ มากรุงเทพฯ เม่ือ ๒ วนั กอน
- เขาน่งั ลง - เงยหนา ขนึ้ อกี นิด
คำกริยาตาม ขึ้น ลง แสดงความหมายวา เพม่ิ ข้นึ หรอื นอยลงจากเดมิ เชน
- สุมนอวนขึ้นมาก - วัฒนาผอมลงแลว
ร า ย วิ ช า ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ ำ วั น ท ๓ ๐ ๑ ๐ ๕ | ๗๑
คำกรยิ าตาม เขา มีความหมายวาใหเรง ทำ เชน
- เรงมอื เขาพวกเรา เวลาเหลอื นอยแลว - รีบ ๆ เขา จะถงึ เสนชัยอยูแลว
คำกรยิ าตาม เขา เอา มคี วามหมายวาอาจเกดิ เหตุการณบ างอยา งทีไ่ มคาดคิดข้นึ เชน
- เด๋ียวใครมาเหน็ เขา - มองซายมองขวาใหดี ระวังจะถูกรถเฉยี่ วเอา
คำกรยิ าตาม เสีย เชน
- กนิ เสียหนอยจะไดม ีแรง - แกว ใบนร้ี าวเสยี แลว
- ฉันรำคาญ จึงลุกออกไปเสยี เลย - มโี ทรศัพทเขา มาไมห ยดุ ฉันจงึ ปดเคร่อื งเสยี เลย
คำกรยิ าตาม ออก เชน
- เสอื้ ยืดออก - นักเรยี นคนนขี้ ยันออกไมไดเกยี จครา นอยา งคุณคดิ
คำกริยาตาม ดู เชน
- ลองเลน ดหู นอยก็ไมเห็นเสียหายอะไร - ชมิ ดกู อนเด๋ยี วจะติดใจ
คำกรยิ าตาม ให เชน
- มอื บอนแบบนเ้ี ดย๋ี วตใี หหรอก - เขาสงย้มิ ใหแตฉ นั แกลง คอ นกลบั ไป
คำกริยาตาม ไป เชน
- ฉันเผลอหลบั ไปงีบหนึ่ง - เราคุยกนั เพลินไปเลย
คำกริยาตาม ไว เชน
- นิง่ ไวก ด็ แี ลว - เลง็ ๆ ไววา จะออกรถคนั ใหม แตยงั หาที่ถูกใจไมไ ด
๔. คำชวยกริยา คือ คำที่ไมใชคำกริยาและไมปรากฏตามลำพัง แตจะปรากฏรวมกับคำกริยาและอยูขางหนา
คำกรยิ าเสมอเพือ่ บอกความหมายทางไวยากรณข องกริยา ไดแก
- แสดงความหมายบอกกาลวา เปน อดีตหรืออนาคต เชน หมอไดผาเอาเนื้อรายออกหมดแลว , ฉันจะ
ไปหาเขาพรุง น้ี
- แสดงความหมายวาเกิดเหตุการณอยูในขณะใดขณะหนึ่ง เกิดเหตุการณเปนประจำ หรือเหตุการณ
เพ่ิงส้ินสุดไป เชน ผมกำลงั อาบนำ้ อยู เลยรบั โทรศพั ทไมไ ด , เขามกั ออกไปวง่ิ ทสี่ วนสาธารณะทุกเย็น
- แสดงมาลาคาดคะเน ขอรอง บังคับ เชน เย็นนี้ฝนคงตกแน , เราจวนถึงบานแลว , คุณตองคืนเงิน
ผมใหไ ด , โปรดงดสบู บุหรใี่ นอาคาร
- แสดงวาจกวา เปน ผรู ับการกระทำ เชน รถเราถกู รถคันน้นั เฉ่ยี วเอา , เจาตูบโดนขงั
- คำชว ยกริยาบางคำมักใชรวมกับคำวา ไม เพอ่ื บอกความหมายปฏเิ สธ เชน เขาไมคอยออกกำลังกาย
งานน้ีเขาไมย ักกะมา , เขาไมส ูจ ะแขง็ แรงเทา ไรนกั
ร า ย วิ ช า ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ ำ วั น ท ๓ ๐ ๑ ๐ ๕ | ๗๒
๕. คำวิเศษณ คือ คำซึ่งทำหนาที่เปนหนวยขยายกริยา และเปนสวนหลักของวิเศษณวลี คำวิเศษณซึ่งเปน
สวนประกอบของวิเศษณวลีมักปรากฏหลังหนวยกริยา หากเปนคำกริยาอกรรมหรือคำกริยาคุณศัพท
คำวิเศษณมักปรากฏหลังคำกริยาโดยตรง เชน นกเขาบินสูง , ลมพัดแรง แตหากเปนคำกริยาสกรรม
คำวิเศษณม ักปรากฏหลังคำนามท่ีทำหนาที่เปนกรรมของคำกรยิ าน้นั เชน แมเขาทำกับขา วเกง , ตองตอกตะปู
แรง ๆ หนอย คำวิเศษณแบงยอ ยเปน ๔ ประเภท
๕.๑ คำวิเศษณสามญั หมายถงึ คำวิเศษณท ่ีขยายคำกริยาโดยท่ัวไป เชน
- วนั นร้ี ถติดจงั - เขามาตรงเวลาทีเดยี ว
- นอ งนอนแลว - แมบ า นทำกบั ขา วเอง
- เพอ่ื นมากอน - ขอน้ำหนอ ย
- ขา วแฉะอกี - นอ งสูงกวาพ่ีแน ๆ
๕.๒ คำวเิ ศษณข ยายเฉพาะ หมายถึง คำวเิ ศษณท่ีใชข ยายคำกรยิ าคำใดคำหนง่ึ โดยเฉพาะคำวิเศษณ
ประเภทนีจ้ ะแสดงลักษณะเฉพาะอยางใดอยางหน่งึ ของคำกรยิ า เชน
- แดงแจ - เปย กซก
- แหลมเปย บ - กัดฟนกรอด ๆ
- คมกริบ - คลานกระดึ๊บ ๆ
- แพงหูฉ่ี - ผอมกระหรองกอง
- พดู นำ้ ไหลไฟดบั - นอนกินบา นกนิ เมือง
๕.๓ คำวิเศษณแสดงคำถาม หมายถึง คำวิเศษณที่ใชแสดงคำถามเกี่ยวกับการกระทำ วากระทำไป
เพราะเหตุผลอะไรหรือเพอื่ วตั ถุประสงคอ ะไร กระทำลงไปเวลาใด กระทำไปลกั ษณะใด เชน
- ทำไมสตั วป า หลายชนดิ จึงสญู พันธุ - เหตุใดจึงไมแ จงกำหนดการลวงหนา
- เพราะอะไรจงึ ไมเ ปดเผยความจรงิ - ไยมาเอาปานนี้
- เครอื่ งบนิ จะลงเมื่อไร - อุบตั เิ หตนุ เี้ กดิ ข้ึนไดอ ยางไร
- ทำไมปด วิทยุ - เขาจะมาทน่ี ีเ่ มื่อไร
๕.๔ คำวิเศษณบอกเวลา หมายถึง คำวิเศษณที่ใชเพื่อบงบอกเวลาที่เกิดเหตุการณหรือการกระทำ
อยา งใดอยางหน่งึ เชน กลางคืน กลางวนั คำ่ ๆ เชา ๆ พรุงนี้ มะรืนนี้ ตะก้ี ฯลฯ
- กลางวันถนนสายน้รี ถแนนมาก - ถนนสายนร้ี ถแนน มากตอนกลางวัน
- คำ่ ๆ เรากต็ ดิ ตอ เขาได - เราติดตอเขาไดค ่ำ ๆ
- พรงุ นเี้ ขาจะไปเชียงใหม - เขาจะไปเชยี งใหมพรงุ นี้
- ตะก้ีใครโทรศัพทม า - ใครโทรศัพทมาตะก้ี
ร า ย วิ ช า ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ ำ วั น ท ๓ ๐ ๑ ๐ ๕ | ๗๓
๖. คำท่ีเก่ยี วกับจำนวน จำแนกเปน ๔ ชนิด
๖.๑ คำบอกจำนวน คือ คำที่มีความหมายถึงจำนวน ๑ ๒ ๓ ฯลฯ และคำวา ทุก หลาย กี่ บาง ครึ่ง
ฯลฯ คำบอกจำนวนมักปรากฏหนาคำลักษณนาม หนาคำนาม หรือปรากฏหลังคำกริยาตองเติมเต็ม เปนตน
- เราจะซ้ือหนงั สือ ๒ เลม - เขามีลูก ๓ คน
- เรามีสองมอื สองเทา เทา กัน - สพี่ ีน่ อ งตระกลู หวางลงทุนรวมกัน
- มคี นมาประชมุ เปน รอ ย - สงครามโลกทำใหป ระชากรโลกลม ตายกนั เปนลา น
๖.๒ คำบอกลำดับ คือ คำที่แสดงลำดับที่ ไดแก คำบอกจำนวนประเภทตัวเลขที่ปรากฏกับคำวา ที่
เชน ที่หนึ่ง ที่สอง ที่สาม ฯลฯ และคำวา หนึ่ง เดียว แรก สุดทาย หนา หลัง กลาง ที่โหล บวย รั้งทาย เชน
- เขาสอบไดท่โี หลเสมอ - ไดที่ ๓ ยอมดกี วาไดท่ี ๔ แน
- ผูจัดการจะน่ังรถคนั ที่สอง - เขามลี ูกคนเดยี ว
- รถไฟเทีย่ วสดุ ทา ยจะออกตอน ๔ ทุม - ผมจะไปนั่งคันหนาเอง คณุ ไปน่ังรถคนั กลางกแ็ ลวกนั
๖.๓ คำหนาจำนวน คือ คำที่ปรากฏอยูหนาคำบอกจำนวน และมักมีคำลักษณนามตามคำหนา
จำนวนจะขยายความหมายของคำบอกจำนวนอีกทีหนึ่ง คำหนาจำนวนที่พบบอย เชน อีก สัก ตั้ง ทั้ง เพียง
ประมาณ เกอื บ ราว เชน
- เราจะซ้อื เสอื้ อีก ๒ ตัว - สมฤทยั มลี ูกต้งั ๕ คน
- บริษัทน้ีมีคนงานราว ๆ ๕๐๐ คน - เขาสง หนังสอื มาใหกวา ๒๐๐ เลม
- เขามอบเงนิ ใหโ รงเรียนซ้ือหนังสือตัง้ หลายแสน - มีคนมารว มประชุมราว ๆ ๒๐๐
๖.๔ คำหลงั จำนวน คอื คำท่ปี รากฏอยหู ลังคำบอกจำนวน อาจปรากฏอยูหนาหรอื หลังคำลักษณนาม
กไ็ ด เชน
- มีคนมาชุมนมุ พันกวา คน - เสอื้ ตัวน้รี าคา ๕๐๐ กวาบาท
- เขาตองการซื้อผา ๓ หลาเศษ - ไกต วั นห้ี นัก ๒ กโิ ลพอดี
๗. คำบอกกำหนด คอื คำขยายนามที่อยตู ำแหนง ทา ยสดุ ในนามวลี แบงไดเ ปน ๒ ชนดิ
๗.๑ คำบอกกำหนดชี้เฉพาะ คือ คำขยายนามเพื่อกำหนดชี้เฉพาะวาคำนามนั้นอยูใกลหรือไกล คำ
บอกกำหนดจะใชเปนคำในตำแหนง ทายสุดของนามวลีเสมอ คำบอกกำหนดมีจำนวน ๘ คำ ไดแก น่ี นั่น โนน
นูน และ น้ี น้นั โนน นนู เชน
- นวนยิ ายน่ีใครเปน คนแตง - เส้ือน่ันยังไมไดซัก
- ผมไมช อบรสนี้ มันปรา ๆ ชอบกล - บานนน้ั อยูก ันหลายคน
ร า ย วิ ช า ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ ำ วั น ท ๓ ๐ ๑ ๐ ๕ | ๗๔
๗.๒ คำบอกกำหนดไมชีเ้ ฉพาะ คือ คำขยายนามที่ไมระบุระยะใกลไกลอยางคำบอกกำหนดชี้เฉพาะ
และไมระบุแนชัดหรือเจาะจงลงไปวาเปนผูใด ชิ้นใด ตัวใด เปนตน เชน อื่น อื่น ๆ ใด ไหน นำนำ ตาง ๆ
ตาง ๆ นานา เชน
- รถอ่ืนเขา อหู มด - ของอื่น ๆ มคี นจองแลวทั้งน้นั
- ธัญพชื ตาง ๆ ลว นแตม ปี ระโยชน - บานไหนถูกโจรข้ึน กใ็ หไ ปแจง ทางการเสยี
๘. คำบุพบท คือ คำที่ปรากฏหนานามวลีและประกอบกันเขาเปนบุพบทวลี คำบุพบท มักมีความหมายเพ่ือ
บอกตำแหนง หนาที่ ความเกี่ยวของ ความมุงหมาย ความเปนเจาของ ฯลฯ ของนามวลีที่สัมพันธกับคำกริยา
หรือบอกความสัมพันธระหวางนามวลีกับนามวลีในประโยคเดียวกัน คำบุพบทใชบอกความหมายหลาย
ประการ ทีพ่ บมากไดแก คำบพุ บทท่ีบอกความหมาย ดังตอไปน้ี
- บอกตำแหนง ท่ตี ั้ง สถานท่ี เชน ผมขอลงตรงสะพานลอย , พวกเราแวะซอื้ ขนมขางทาง
- บอกสาเหตุ เชน เขามีกำลังใจตอ สูโรครายเพราะคำพดู ของเธอ
- บอกความมุงหมาย เชน นองตัง้ ใจเรยี นตอเพือ่ อนาคตของตวั เอง
- บอกความเปน เจาของ เชน แมวของคุณแหววหายไปจากบา น
- บอกผูท่ีทำกริยารว มกัน เชน เขาวางแผนไปเทย่ี วกับเพอื่ น ๆ
- บอกผรู บั ผลประโยชน เชน ในหลวงพระราชทานพรแกปวงชนชาวไทย
- บอกเวลา เชน เขากลับมาเมืองไทยเม่ือวันกอ น
- บอกเครื่องมอื ท่ีใชทำ เชน เขาจับปลาดวยมือเปลา
- บอกส่ิงทต่ี อ งการเปรยี บเทยี บ เชน เขารักเหายิง่ กวา ผม
การใชค ำ กับ แก แต ตอ ใกลกันกบั แขง กันกบั คลายกันกับ
คำตอไปน้ีใหใชบุพบท “กับ” เคยี งกนั กบั คิดอา นกันกบั คละกนั กบั
คลอ งจองกันกบั เจือปนกนั กับ เจรจากนั กับ
กินดว ยกันกับ ชิดกันกับ ชวยกันกับ ชกตกี นั กบั
คกู นั กับ ซำ้ กนั กับ ดเู หมอื นกนั กับ โดนกันกบั
คราวเดยี วกันกบั ตอกันกบั ตรงกันกับ ตลอดถึงกนั กับ
ชอบกันกบั เทากนั กับ ทำดวยกนั กบั นับถือกนั กบั
เชนเดียวกนั กบั ปรกึ ษากนั กบั ไปดวยกันกับ เปน ไมตรกี นั กบั
เหน็ ดว ยกันกับ
ถูกตอ งกนั กับ
ประจวบกนั กับ
ร า ย วิ ช า ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ ำ วั น ท ๓ ๐ ๑ ๐ ๕ | ๗๕
ผสมกนั กบั ผูกพนั กันกับ เพอ่ื นกันกบั พูดกนั กับ
พบปะกันกบั พรอมกนั กับ มาดวยกันกบั อยูดว ยกันกบั
แยงชิงกันกบั รกั ใครกันกบั รวมกันกบั เรื่องเดยี วกนั กบั
รวมกนั กับ เลน ดว ยกนั กับ ววิ าทกันกับ สรา งดวยกันกับ
เสมอกันกบั สมทบกนั กับ สมคบกันกับ สำหรับกันกับ
คำตอไปนี้ใหใ ชคำบุพบท “ แก”
เกิดแก ขนึ้ แก ขายไวแก ควรแก จงมีแก
แจกใหแก เจริญแก
จำนำไวแก แจงความแก แจกจายแก ถึงแก ทับถมแก
ทำอะไรแก ทุมเทแก
ชแี้ จงแก ตัดสนิ ใหแ ก ตอวาแก แบง ปน แก แบง ใหแก
เปนโทษแก เปนสทิ ธแ์ิ ก
ทำคณุ แก ทำโทษแก ทำรายแก มอบไวแ ก ยอมใหแ ก
วาแก ไวใจแก
บอกไปแก บอกเลาแก บอกใหแก เสียเงนิ ใหแก เสียของไปแก
สมควรแก ใหแก
ปรบั ไหมแก ปรากฏแก ปลงใจแก เอน็ ดูแก อนเุ คราะหแก
ฝากไวแ ก แพค วามแก แพรูแก
ลุแก ลมุ หลงแก ลงโทษแก
ไวธ รุ ะแก ส่ังใหแ ก เสยี กลแก
เสยี ทีแก เสยี อะไร ๆ แก สงเคราะหแ ก
ใหก ารแก ใหถอยคำแก เหน็ แก
อายดั ไวแ ก อยูแ ก
คำตอไปนใี้ หใ ชบพุ บท “แต”
กลวั แต เกิดแต ขอแต ขอโทษแต ชอบแต
ไดอ นุเคราะหแ ต น่งั แต ฟง แต
เชา แต ไดมาแต รแู ต เรยี กภาษแี ต รับพระราชทานแต
เอาแต พูดแต
มาแต รบั แต
เรียกแต เอามาแต
คำตอ ไปนใ้ี หใ ชบุพบท “ตอ” ฟองตอ เรยี นตอ ใหก ารตอ
กราบทูลตอ แจง ความตอ ใหก ารตอ
ยืน่ คำรอ งตอ รายงานตอ
ร า ย วิ ช า ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ ำ วั น ท ๓ ๐ ๑ ๐ ๕ | ๗๖
๙. คำเชื่อม คือ คำที่ใชเชื่อมคำ วลี หรือประโยคเขาดวยกัน คำเชื่อมมี ๔ ชนิด คือ คำเชื่อมสมภาค คำเชื่อม
อนปุ ระโยค คำเชือ่ มเสริม และคำเชื่อมสมั พันธสาร
๙.๑ คำเชือ่ มสมภาค (อา นวา สะ-มะ-พาก) คือ คำเช่อื มที่ใชเชื่อมหนวยทางภาษาต้ังแต ๒ หนวยข้ึน
ไปเขาเปนหนวยเดียวกัน หนวยภาษาที่เชื่อมดวยคำเชื่อมสมภาคตองเปนหนวยภาษาประเภทเดียวกัน อาจ
เปนคำนามกับคำนาม วเิ ศษณวลกี ับวเิ ศษณวลี ประโยคยอ ยกับประโยคยอ ย หนวยภาษา ๒ หนว ย ทเี่ ช่อื มดว ย
คำเชื่อมสมภาคยังคงมีหนาที่เหมือนกับหนวยภาษาที่มารวมกันนั้นเพียงแตเปนหนวยที่ใหญกวา คำเชื่อมสม
ภาค ไดแก กบั (หรือ กะ ) และ หรือ แต เชน
- น้ำกะนำ้ มันเขา กันไมได - พอ และแมเ ปนผูใหก ำเนดิ ลูก
- ฉันกบั เขาชว ยกันกอ ต้ังบริษัทน้ขี ้ึนมา - เขาจะไปดหู นงั หรอื ฟง เพลง
- นอ งชอบดูฟุตบอลแตพีช่ อบดูเทนนสิ - เขาบอกวา เธอเปนคนมีน้ำใจแตก ็ชอบเอาแตใ จตนเอง
๙.๒ คำเชื่อมอนุประโยค หมายถึง คำที่นำหนาอนุประโยคในประโยคซอนและทำหนาที่รวมกันเปน
สวนประกอบสวนใดสวนหนึ่งของประโยคหลัก คือ อาจเปนหนวยประธาน หนวยกรรม หนวยเติมเต็ม หรือ
เปนสวนขยายสว นใดสว นหนึ่งของประโยคหลกั คำเชอื่ มอนปุ ระโยคมี ๓ ชนิด
๙.๒.๑ คำเชื่อมนามานุประโยค ไดแ ก ที่ วา ให ที่วา ซึ่งนำหนา นามานปุ ระโยค คือ อนุประโยคที่ทำ
หนาทเี่ ปน หนวยประธาน หนว ยกรรม หรือหนวยเติมเต็มของประโยคซอน
- เขาพดู วาเขาจะมา - แมบ อกใหน องไปตลำด
- เขาดใี จทวี่ า พอ จะยกท่ดี นิ ใหเขา - ที่เธอทำอยา งนั้นดแี ลว
๙.๒.๒ คำเชื่อมคุณานุประโยค ไดแก ที่ ซึ่ง อัน ซึ่งนำหนาคุณานุประโยค คือ อนุประโยคที่ขยาย
นามวลใี นประโยคซอ น เชน
- เด็กทไี่ ดรับรางวัลเปนนองฉัน - เหตุการณซ ่งึ ไมน าเกิดขึ้นก็เกดิ ขึ้นได
- เขาสนับสนนุ โครงการอนั จะเปน ประโยชนแกเ ยาวชน
๙.๒.๓ คำเชื่อมวิเศษณานุประโยค คือ คำเชื่อมซึ่งนำหนาวิเศษณานุประโยค คือ อนุประโยคที่
ทำหนา ทีข่ ยายกรยิ าวลีและทำหนาทเี่ ปนสว นหนง่ึ ของกรยิ าวลีในประโยคซอน เชน
- เขาไมม าทำงานเพราะลกู ไมสบาย - เราจะไปชายหาดกนั ถา ฝนไมต ก
- เธออยูท ี่ทำงานจนเสร็จงาน - เพราะฝนตกแตเ ชา รถจึงติดหนกั
- จนถงึ เม่อื วาน เขากย็ งั ไมต ดิ ตอมา - ถาเขาไมม า ก็ใหค นอนื่ ทำแทนไดเลย
๙.๓ คำเช่ือมเสรมิ หมายถงึ คำเชอื่ มท่เี พม่ิ ข้ึนเพ่ือทำใหหนวยภาษา ๒ หนว ย สมั พันธก ันไดชัดเจนขึ้น
คำเชอ่ื มเสรมิ ไดแ ก จงึ เลย ถงึ ก็ เชน
- กเ็ ธอไมยอมไปกินขาวกับพวกเราเองนนี่ า - ฉนั กอ็ ยากรูเ รือ่ งนเี้ หมือนกัน
- ก็ใช - กถ็ กู ของคุณ
ร า ย วิ ช า ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ ำ วั น ท ๓ ๐ ๑ ๐ ๕ | ๗๗
๙.๔ คำเชอ่ื มสมั พันธสาร หมายถึง คำเช่ือมประโยคต้งั แต ๒ ประโยคข้นึ ไปใหรวมกันเปน สัมพนั ธสาร
เดยี วกนั เชน กลาวคอื อยางไรกต็ าม อยา งไรก็ดี อยา งไรเสยี แมก ระน้ัน ในที่สดุ แตท วา อน่ึง ฯลฯ
๑๐. คำลงทาย หมายถึง คำที่ปรากฏในตำแหนงทายสุดของประโยค ไมมีความหมายเดนชัดในตัวและไมมี
หนา ที่สมั พนั ธก บั สว นใดสวนหนึ่งของประโยคแตละคำอาจมีหลายรปู ซ่งึ แตกตางกันทีเ่ สียงวรรณยุกต ความส้ัน
ยาวของเสียงสระเรื่องใดเรื่องหนึ่งหรือทั้งสองเรื่องก็ได คำลงทายอาจแบงยอยเปน ๒ กลุม คือ กลุมแสดง
ทัศนภาวะและกลุมแสดงมารยาท
๑๐.๑ คำลงทายแสดงทัศนภาวะ หมายถึง คำลงทายที่แสดงเจตนาหรือความรูส ึกดวยการออกเสียง
ตาง ๆ กัน จะสังเกตไดวา ถาออกเสียงสระสั้นและลงน้ำหนักเสียง มักเปนคำส่ังหรือแสดงอารมณโ กรธ ถาออก
เสียงสระยาวหรือไมลงน้ำหนัก มักแสดงเจตนาชักชวน ขอรอง โนมนาว ออดออน เปนตน คำลงทายแสดง
ทัศนภาวะ เชน ซิ นะ เถอะ ละ เชน
- เงินทอนละ - ทำไมเขาไมมาละ - พรงุ นี้เปน วันหยุดนะ
- เขามาเถอะ - เขา มานา - เขาคงเห็นดวยกบั เธอละซินะ
๑๐.๒ คำลงทายแสดงมารยาท หมายถึง คำลงทายแสดงความสุภาพ หรือไมสุภาพขณะเดียวกัน
กอ็ าจแสดงสถานะและความสัมพนั ธร ะหวางผพู ดู ดว ย ดังนี้
- ใชแสดงความสุภาพ ไดแ ก ครับ คะ คะ ขา เชน รถมาแลว ครับ , ดิฉนั ไมสบายคะ
- ใชแ สดงความไมสภุ าพ ไดแ ก วะ หวะ ยะ ยะ เชน จะไปไหนกนั ดีวะ , เขา ใจแลว ยะ
- ใชแ สดงจริตหรือแสดงการประชด ไดแก ยะ ยะ เชน วนั น้ลี มอะไรหอบมาถงึ ทีน่ ีไ่ ดละยะ
- ใชแ สดงวา ผูพูดเปนผูชาย หรอื ผูหญงิ เชน ผมอาสาไปแจง เขาใหครบั , คณุ มาคนเดียวหรอื คะ
- ใชเพราะไมตอ งการระบเุ พศท่ีแนช ัดของตนเอง เชน อายุ ๑๔ แลว ฮะ
๑๑. คำอุทาน คือ คำที่เปลงออกมาเพื่อแสดงอารมณความรูสึกตาง ๆ เชน สะเทือนใจ ตกใจ ดีใจ เห็นใจ
ประหลาดใจ สงสาร สงสยั เจบ็ ปวด เปนตน
คำอุทานมักปรากฏหนาประโยค ในการเขียนมักมีเครื่องหมายอัศเจรีย ( ! ) กำกับหลังคำอุทานน้ัน
เชน
- โถ ! เจาเขี้ยวเงินไมน าตายเลย - วาย ! ชวยดวย
- โธ ! ไมน า เปนเชน นัน้ เลย - โอโฮ ! แตงตวั สวยจัง
- เชอะ ! สอบไดแคน้ีเองเหรอ - ทุเรศ ! พดู อะไรหยาบคายอยา งนัน้
คำอทุ านไมจ ดั เปน สวนหน่ึงของประโยค กลา วคอื ไมเ ปน สวนหนึ่งของนามวลหี รอื กริยาวลี
ร า ย วิ ช า ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ ำ วั น ท ๓ ๐ ๑ ๐ ๕ | ๗๘
คำอุทานทำใหผูฟงหรือผูอานรูวา ผูพูดหรือผูเขยี นมีความรสู ึกอยางไร ในการพิจารณาความหมายของ
คำอุทาน จึงตองพิจารณาใหส มั พนั ธก บั เนื้อความของประโยคทีต่ ามหลังคำอุทานนนั้ ๆ
๑๒. คำปฏิเสธ คือ คำที่ใชบอกปดหรือไมยอมรับ คำปฏิเสธจำแนกเปน ๒ ชนิด คือ คำปฏิเสธกริยา และ
คำปฎิเสธขอความ
๑๒.๑ คำปฏิเสธกริยา ไดแก คำวา มิ ไม หาไม หา...ไม เชน
- ผมมิใชค นดอี ะไร - คนหลายคนไมชอบทุเรียน
- เขาเดินไมร ะวงั รถ - วนั นท้ี องฟา ไมแ จมใส
- ตอนเท่ยี งไมค อ ยมีเจาหนา ทีอ่ ยใู นหอ ง - รถคนั ใหมไมน า กินนำ้ มัน
- เขาจะสำนกึ ผดิ กห็ าไม - เธอหารไู มว ากำลงั ทำลายชื่อเสยี งของตัวเอง
๑๒.๒ คำปฏิเสธขอความ ไดแก หามไิ ด มไิ ด เปลา มกั ใชป ฏเิ สธคำถาม เชน
ก : คุณมากบั ภรรยาหรอื
ข : หามิได
ก : ถา อยา งนั้นคงมากับเพอ่ื น ๆ
ข : มิได
ก : คณุ ดูทาทางเหนอื่ ยนะ
ข : เปลา
ร า ย วิ ช า ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ ำ วั น ท ๓ ๐ ๑ ๐ ๕ | ๗๙
ใบความรู เร่อื ง คําซำ้
๑. ความหมายของคำซ้ำ
คาํ ซ้ำ หมายถึง คาํ ท่ีประกอบดว ยหนว ยคํา ๒ หนวย ซ่งึ เหมือนกันทกุ ประการ หรืออีกนัยหนง่ึ การพูด
หรือเขียนคําใดคาํ หนึ่งอีกครงั้ ทำใหเ กิดคาํ ซ้ำ เชน เด็ก ๆ, สาว ๆ, หนุม ๆ, หลาน ๆ, ดำ ๆ แดง ๆ, สวย ๆ ดี ๆ
ในการเขียนคาํ ซำ้ จะใชเคร่ืองหมายไมย มกแทนคําที่ซ้ำ ในภาษาไทยคําทุกชนิดซ้ำได แตไมใชวา คาํ ทุกคาํ ในแต
ละชนดิ จะซ้ำได ทง้ั น้ีขึน้ อยูกับความหมายของคําและปริบท
๒. การออกเสียงคําซำ้
๑. คําซำ้ ประเภทไมเ ปลีย่ นเสียง
ถา คําเดิมเปน คาํ พยางคเ ดยี วจะลงเสียงหนักที่พยางคห ลังเหมือนคําสองพยางค เชน หลาน ๆ, แดง ๆ,
สวย ๆ ถา คําเดมิ เปนคําสองพยางคหรือคาํ หลายพยางคเม่ือเปนคําซ้ำก็จะออกเสยี งเหมือนคําเดมิ เพ่มิ อีก
ครั้งหนึง่ เชน พอดี ๆ สัปดาห ๆ, ระบบ ๆ
๒. คําซำ้ ประเภทเปลยี่ นเสียง
คําซำ้ ประเภททเี่ นน ความหมายหรือเพิ่มความหมายขนึ้ จะเปลยี่ นเสียงวรรณยกุ ตข องพยางคห นาเปน
วรรณยกุ ตเนน พเิ ศษ คําซ้ำประเภทเปลย่ี นเสียงท่ีเปน คาํ นามเมื่อซำ้ แลวอาจใชเ ปน คำกริยาคณุ ศัพทห รือ คํา
วิเศษณได คําประเภทน้มี ที ้ังคําภาษาไทยและคําภาษาอื่น คําซ้ำประเภทนจ้ี ะซำ้ คําโดยไมใชไมยมก ดังตัวอยา ง
ตอ ไปน้ี
คาํ ซ้ำที่นําคํานามมาซำ้ เชน
ผูหญิงคนนท้ี า ทางนางเอก นางเอก
คนอะไรไมรูตลาดตลาด
ใครๆ ก็ชมวาทาทางเขาดูแมนแมน
ผูชายคนน้สี มถะ สมถะ
คําซ้ำทีน่ ําคำกรยิ ามาซำ้ เชน
คนใชบานนีข้ ยน๊ั ขยัน ทำงานไมไดห ยุดเลย
วันนี้ฉนั เบลอ เบลอ
ทา เดนิ ของนางแบบวยั รนุ ดูเกเก
๓. ชนิดของคําและลกั ษณะความหมายของคาํ ซำ้
คําท่นี าํ มาซ้ำกันมีคําชนดิ ตา งๆ ไดแ ก คํานาม คําสรรพนาม คําลักษณนาม คำกริยา คําชวยกริยา คํา
บุพบท คําวิเศษณ คาํ บอกจำนวน คาํ บอกลำดบั คําหนา จำนวน คาํ หลงั จำนวน และคําบอกกำหนด ไมชีเ้ ฉพาะ
คาํ ทซ่ี ำ้ แลว จะมีความหมายตางไปจากคาํ เดิม ไดแก เปน พหพู จน ไมเ ฉพาะเจาะจง เนนวามเี ฉพาะ สงิ่ นนั้
ทำซำ้ ๆ คลายๆ อยา งน้ัน แยกพวกน้ำหนักออนลง น้ำหนกั เพ่ิมขนึ้ และเปลย่ี นไปหรือเปนสาํ นวนที่มี
ความหมายเฉพาะ ในหลายกรณคี วามหมายของคําซ้ำจะข้ึนกับปรบิ ท เชน คาํ ซำ้ คําเดยี วกนั ในปริบทหนง่ึ
อาจมคี วามหมายเปน พหพู จน แตใ นอีกปริบทหน่ึงอาจมีความหมายเปนลกั ษณะกลาง ๆ เปน ทํานองน้นั ก็ได
ดงั ตวั อยางตอไปน้ี
ร า ย วิ ช า ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ ำ วั น ท ๓ ๐ ๑ ๐ ๕ | ๘๐
๑. คาํ นาม คาํ นามทีน่ ํามาซำ้ มักเปนคาํ นามทบี่ อกเครอื ญาติ เชน พี่, นอ ง, ลกู , หลาน, ลงุ , ปา ฯลฯ
และคํานามทั่วไปบางคาํ เชน หนมุ , สาว, เพือ่ น, แปง , เน้อื , น้ำ, คํานามที่ซ้ำแลวจะมีความหมาย ดงั ตอไปนี้
๑) มีความหมายเปน พหูพจน เชน
เพ่อื นๆ รุนเดียวกับฉนั ทำงานสว นตัวทั้งนน้ั
คณุ ยายอยูกบั หลาน ๆ
๒) มีความหมายคลายอยา งน้ัน มีลักษณะทํานองนั้น เชน
อายมุ ากแลว ยงั แตง ตวั เหมือนสาว ๆ
ลูกช้นิ นีเ้ ปน แปง ๆ ไมอรอย
ผา ผนื น้ีดูเปนไหม ๆ แตกไ็ มใชไ หม
แกงนีน่ าจะเสยี น้ำแกงเปน ยาง ๆ แลว
๓) มคี วามหมายเนน เชน
แมครวั ใชห มูเนอ้ื ๆ ทาํ อาหาร
ตักขาวตม ใหฉนั เอาแตน้ำ ๆ นะ
อาหารบานนม้ี ีแตผัก ๆ ท้งั นั้น
๒. คาํ สรรพนาม คาํ สรรพนามท่ซี ำ้ แลวจะมคี วามหมาย ดังตอ ไปน้ี
๑) มคี วามหมายเปนพหูพจน เชน
เรา ๆ คนกนั เองไมตองมพี ิธีรีตองมากมาย
หนู ๆ ท้ังหลาย นง่ั ใหเปน ระเบยี บหนอ ย
บริกรมาแลว คุณ ๆ จะกนิ อะไรกนั จะ
๒) มีความหมายไมเฉพาะเจาะจง เชน
อะไร ๆ ฉันก็กินไดทั้งน้ัน แตอยา ใหเมด็ ก็แลว กัน
ขา วนีอ้ อกโดง ดัง ใคร ๆ กร็ ู
ไปเท่ยี วไหน ๆ แลวก็ตองกลบั มาซ้อื ของท่กี รงุ เทพฯ
ท่ไี ปทำเสยี ช่ือ นั่นนะ เรา ๆ ทา น ๆ ทั้งนน้ั
๓. คําลักษณนาม คาํ ลักษณนามสว นมากจะซ้ำได และมักมีคาํ วา เปน อยูดวย เม่อื ซ้ำแลวมี
ความหมายดงั ตอไปน้ี
๑) มคี วามหมายเปนพหูพจน เชน
คนสมัยกอนเกบ็ ทองเปน หบี ๆ
คณุ หญิงบานน้นั มีเสอ้ื ผาเปนผู ๆ
ชางมากนั เปน โขลง ๆ
ร า ย วิ ช า ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ ำ วั น ท ๓ ๐ ๑ ๐ ๕ | ๘๑
๒) มีความหมายวาแยกทีล่ ะสวนและเปนพหูพจน เชน
แมครัวน่ันเน้อื เปนชิ้น ๆ
ตำรวจสอบสวนเปนคดี ๆ ไป
บริษทั จายคา จางคนงานเปน วัน ๆ
กนิ ขนมใหห มดเปนจาน ๆ ไป แลว คอ ยไปตักใหม
๔. คำกรยิ า คำกรยิ าทกุ ชนดิ มักนํามาซำ้ ได เม่ือซำ้ คำกริยานั้นแลวทำใหม คี วามหมาย ดังน้ี
๑) มคี วามหมายวาหลายคร้ังและตอ เน่ือง เชน
ฉันเดิน ๆ อยเู ขากว็ งิ่ เขา มาหา
เขาไดแตพดู ๆ แลวไมเห็นทำ
เร่อื งนีฟ้ ง ๆ ดูกน็ า สนใจดี
๒) มคี วามหมายวาหลายครั้ง เชน
เตอื น ๆ เขาหนอย เขาชักจะเกเรขึ้น
เขยี น ๆ ไปเด๋ยี วกเ็ กง เอง
หนงั สอื นะทอง ๆ เขา จะไดสอบได
๓) เนน ความหมายของกรยิ านั้น เชน
กิน ๆ เขาไปอยาเรื่องมาก
เรว็ ๆ เขา เด๋ยี วไปไมทัน
ฉันอยากใหเ ขาไป ๆ เสยี ใหพน
๔) มีความหมายเบาลง เชน
คณุ แมยังโกรธ ๆ เขาอยู
คนไขยังเพลยี ๆ ไมค อยมแี รง
เขาชกั เคือง ๆ เพื่อนอยูไ มน อย
คนชอบ ๆ กนั ไมน ามาโกงกันได
ใส ๆ เขา เถอะ เสอ้ื ตัวไหนกด็ ูดที ้งั นัน้ แหละ
๕. คําชวยกรยิ า คําชว ยกรยิ าทนี่ ํามาซำ้ ได เชน เกอื บ, จวน, คลา ย, ชัก คําชว ยกริยาเมอ่ื ซำ้ แลวทำให
มคี วามหมายเบาลง เชน
เดก็ คนน้เี กือบ ๆ จมน้ำตาย
ลูกชายของเขาจวนๆ จะจบปริญญาโทแลว
ฉนั รสู กึ คลาย ๆ จะเปนไข
เพงิ่ หายไข คอย ๆ เดิน อยารีบรอน
ร า ย วิ ช า ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ ำ วั น ท ๓ ๐ ๑ ๐ ๕ | ๘๒
๖. คําบุพบท คําบุพบททน่ี าํ มาซ้ำไดมักเปนคําบุพบทบอกสถานที่ เชน รมิ , แถว, ขา ง, ใกล ฯลฯ เมอื่
ซำ้ แลว มกั จะมคี วามหมายไมเฉพาะเจาะจง ไมกำหนดบริเวณแนชัด เชน
เขาไปซ้ือหนงั สือแถวๆ ศนู ยการคาทเ่ี ปด ใหม
รัฐบาลมีนโยบายใหน ักเรยี นโรงเรียนใกลๆ บา น
อซู อมรถอยูข า งๆ วดั
๗. คําวเิ ศษณ คําวเิ ศษณท่นี ํามาซ้ำได เชน คําวา เสมอ, บอย, ชา , เชา, สาย เมื่อซำ้ แลว มีความหมาย
ดงั ตอ ไปน้ี
๑) มคี วามหมายบอกความเนน หรือทำซำ้ เกิดซ้ำ เชน
เขาออกกาํ ลังกายเสมอๆ จงึ แขง็ แรง
เดก็ คนนีป้ ว ยบอย ๆ เพราะไมค อยออกกําลังกาย
เค้ียวอาหารชา ๆ อาหารจะไดย อยงาย
๒) มคี วามหมายไมเฉพาะเจาะจง หรอื ไมกำหนดแนชัดลงไป เชน
เขานัดใหฉนั ไปหาเชา ๆ
ตอนสาย ๆ รถจะติดมากกวา ตอนเชา
8. คาํ บอกจำนวน คาํ บอกจำนวนท่นี าํ มาซำ้ ไดมกั เปนตัวเลขจำนวนหลกั เชน สิบ, รอย, พนั , หมื่น,
แสน, ลาน และมกั จะใชกับคาํ วา เปน เม่อื ซ้ำแลวมักจะมีความหมายเปน พหูพจน เชน
รถยนตยีห่ อ นร้ี าคาเปนลา น ๆ
คนมาเชียรฟ ุตบอลกนั เปนพนั ๆ คน
ในหา งสรรพสินคามีของลดราคาเปน รอย ๆ ประเภท
9. คําบอกลำดบั คาํ บอกลำดับทีท่ ่ีนาํ มาซำ้ เชน คาํ วา แรก, หลัง, ทา ย เมอื่ ซ้ำแลวมคี วามหมาย ไม
เจาะจง เชน
ฉันชอบนง่ั แถวหนา ๆ
เขาไมสบาย เดือนหลงั ๆ นีอ้ าการทรุดลงมาก
วนั แรก ๆ ก็ขยันดี วันหลัง ๆ ชักข้ีเกียจ
ลกู ชายเขาสอบไดท ่ีทาย ๆ เปนประจำ
๑๐. คาํ หนา จำนวน คาํ หนา จำนวนทนี่ าํ มาซำ้ ได เชน คําวา ราว, เกอื บ เมื่อซ้ำแลว มคี วามหมาย ไม
กำหนดแนนอน มักใชเมอ่ื ผูพูดไมแนใจ เชน
เขากลับถึงบานราว ๆ ๓ ทมุ
นอ งชายของเขาสูงเกือบๆ 5 ฟุต
๑๑. คาํ หลงั จำนวน คําหลงั จำนวนทนี่ ํามาซำ้ ได เชน เต็ม, พอดี, พนู , ถวน, กวา , เศษ มีความหมาย
ดังตอ ไปน้ี
ร า ย วิ ช า ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ ำ วั น ท ๓ ๐ ๑ ๐ ๕ | ๘๓
๑) มคี วามหมายเนน เชน
เขาปว ยอยู ๒ อาทติ ยเต็มๆ
แมจ า ยเงนิ ไป ๕๐,000บาทถวน ๆ
หองนีจ้ คุ นได ๑๐๐ คนพอดี ๆ
เขากนิ ขาวไป ๓ ชามพนู ๆ
๒) มคี วามหมายไมเฉพาะเจาะจง เชน
เขาขับรถไป ๒ ชว่ั โมงกวา ๆ
แมครัวจายเงนิ คากบั ขาว ๕๐๐ บาทเศษ ๆ
๑๒. คาํ บอกกำหนดไมชเี้ ฉพาะ คําบอกกำหนดไมชี้เฉพาะท่ีนํามาซ้ำได คือ คําวา ไหน เม่ือซ้ำแลว มี
นัยความหมายเปนพหพู จน เชน
ละครเรอ่ื งไหน ๆ ฉนั ก็ดูไดทงั้ นัน้
ปากกาดามไหน ๆ ก็เขยี นไมลื่นเทาดา มน้ี
คําซ้ำที่กลาวมาแลวน้เี ปน คําซ้ำประเภทที่ออกเสียงคงเดิมไมมกี ารเปล่ียนแปลงเสยี ง ของหนวยคาํ หนา
คาํ ซำ้ ประเภทน้มี ักเรียกวา คาํ ซำ้ ประเภทคงรูป
๔. คําซ้ำที่เปลีย่ นความหมาย
เมอ่ื พจิ ารณาคําท่ปี รากฏในภาษาไทยแลว จะพบวา คําท่ีมรี ูปซำ้ บางคํา มีความหมายตา งไปจากคําที่ ไม
ซำ้ เชน
เขาทำงานวจิ ยั มาตง้ั นาน แลว กลบั เลิกทำเอาด้ือๆ
ไปๆ มาๆ เขาก็มาคา ขายอยูท่ีบานเดมิ
เรือ่ งกลวยๆ แคน ้ีเขากท็ ำใหเปนเรอื่ งยากไปได
เขามคี วามรภู าษาอังกฤษแบบงูๆ ปลาๆ
ไหน ๆ กม็ าแลว อยูชว ยงานเขาสกั สองวนั เถอะ
๕. คําท่มี เี สียงซำ้ กนั แตไ มใ ชค าํ ซำ้
คาํ ที่มีรูปซ้ำบางคําแตไ มใชค ําซ้ำ มี ๒ ประเภท ดงั น้ี
๑) คําบางคาํ ดเู หมือนจะมีลักษณะเปนคาํ ซำ้ เพราะออกเสยี งซำ้ กันและใชร ูป ๆ เขียน เชน ฉอด ๆ ,
ปาว ๆ, หลกั ๆ, ยอง ๆ, หยก ๆ แตค าํ เหลา นไ้ี มสามารถนําคําเดมิ คือ ฉอด, ปาว, หลดั , ยอง, หยก มาใชโดย
ไมซำ้ โดยปรกติจะตองใชใ นรูปทอ่ี อกเสียงซ้ำกันเทาน้ัน คาํ เหลา นี้จงึ ไมน ับเปนคําซำ้
๒) คาํ ทอ่ี อกเสียงซำ้ กันและเขียนซำ้ กนั โดยไมใชไมย มก เชน จะจะ ซึ่งมีความหมายวา “ใหช ดั เจน
กระจา ง” เชน ในขอความวา “เห็นอยูจ ะจะแลว วา อะไรเปนอะไร ไมตองพูดกันใหม ากเร่ือง” กรณีเชนน้ี คําวา
จะจะ ไมใ ชค ําซ้ำ นอกจากนค้ี ําตา งประเทศอน่ื ๆ ทเี่ ขยี นซ้ำกนั โดยไมใชไมย มก เชน นานา หรือชอื่ เฉพาะท่มี า
จากภาษาจนี เชน หวอี นั อัน, อิง๋ อิง, เชาเชา, ชงิ ชงิ เปนตน ก็ไมน ับวาเปนคําซำ้
ร า ย วิ ช า ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ ำ วั น ท ๓ ๐ ๑ ๐ ๕ | ๘๔
ใบความรู เรอ่ื ง คําซอน
๑. ความหมายของคําซอน
คาํ ซอ น หมายถงึ คําที่เกิดจากการนําคําตง้ั แต ๒ คาํ ข้ึนไปมาเรยี งตอกันโดยแตล ะคาํ น้ัน มี
ความสมั พันธกนั ในดา นความหมาย อาจเปน ความหมายเหมอื นกัน คลา ยกนั ทาํ นองเดียวกัน หรอื ตรงกันขาม
ก็ได จดุ ประสงคข องการซอนคาํ เพื่อใหไดความหมายท่ีชดั เจน ไดแก แยกคาํ ทีม่ ีเสยี งพอ งกนั เชน ฆา ฟน, ราคา
คางวด, ขา ทาส เพ่ือเสรมิ ความหมาย เชน เล็กนอ ย, นมุ น่มิ และเพื่ออธบิ ายความหมายของคาํ ในภาษาถิน่
หรอื ภาษาตา งประเทศ เชน พัดวี, เส่ือสาด, ภตู ผ,ี ทรพั ยส ิน, แสวงหา เปนตน
เม่ือพจิ ารณาความหมายของคําซอนแลว จะเหน็ ไดว า คําซอนบางคํามีความหมายแตกตางจากคาํ เดิม
บาง ดังตวั อยางตอไปนี้
๑) คําซอนมีความหมายชัดเจนข้นึ ในคําท่ีมีเสียงพองกนั จะซอ นคาํ เพอื่ ใหความหมายของคาํ ชัดเจน
ข้ึน เชน ขาไท, ขาทาส, ฆา ฟน, ราคาคางวด
๒) คําซอนมคี วามหมายเฉพาะเจาะจงชดั เจนขน้ึ เชน ออ นโยน, ออนนอม, ขัดขวาง, ขดั ขนื , ขดั ขอ ง
๓) คาํ ซอ นแปลความหมายของคําในภาษาถิ่นหรอื คาํ ตางประเทศ เชน ทรัพยสมบตั ,ิ ทรัพยส ิน, ภตู ผี
โจรผรู า ย, ศกึ สงคราม, เลหกล, ทรวงอก, ดแู ล, งวงเหงา, แปดเปอ น
๒. ลกั ษณะความหมายของคําซอ น
๑. ความหมายเหมอื นกัน หมายถึง คาํ ทีน่ ํามาซอนกันน้ันหมายถงึ สิง่ เดียวกนั หรือเปน อยางเดียวกัน
เชน
เรว็ ไว ทรพั ยสิน นมุ นิม่ เลอื กสรร
ใหญโ ต สญู หาย ดแู ล หยาบชา
๒. ความหมายคลา ยกัน หมายถงึ คําท่นี าํ มาซอนกนั นนั้ มคี วามหมายใกลเคียงกนั หรือเปนไป ใน
ทาํ นองเดยี วกัน พอทจี่ ะจดั เขาในกลมุ เดียวกันได เชน
ออ นนุม ใจคอ เล็กนอ ย เขตแดน
ยักษมาร ไรนา ศีลธรรม ถวยโถโอชาม
แขงขา ภาษอี ากร หนา ตา เย็บปกถักรอย
๓. ความหมายตรงกนั ขาม หมายถงึ คาํ ที่นาํ มาซอ นกันนน้ั มีความหมายเปนคนละลักษณะหรือ
คนละฝา ยกนั เชน
ใกลไกล ชว่ั ดี เหตผุ ล ผิดถกู
สงู ต่ำดำขาว ต้นื ลึกหนาบาง ตดั เปน ตดั ตาย ท่ีหนา ท่หี ลัง
๓. จำนวนคาํ ในคาํ ซอน
๑. คำซอ น ๒ คำ หมายถงึ คำซอ นท่ีประกอบดว ยคำ ๒ คำ เชน
ชา งมา บา นเมอื ง คุกตะราง ววั ควาย
กูยืม ภาษีอากร ปากคอ ฝนฟา ประเทศชาติ
ร า ย วิ ช า ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ ำ วั น ท ๓ ๐ ๑ ๐ ๕ | ๘๕
๒. คําซอ น ๔ คาํ หมายถงึ คําซอนท่ปี ระกอบดว ยคํา ๔ คาํ อาจมบี างคําท่ีมีมากกวา ๑ พยางคก็ได
เชน
๑) คาํ ซอน ๔ คาํ เรยี งกนั เชน
ชางมา ววั ควาย กุงหอยปปู ลา หมูเหด็ เปด ไก ตับไตไสพงุ
ตีรันฟน แทง ต้นื ลึกหนาบาง ถว ยโถโอชาม เสอื สิงหกระทิงแรด
๒) คําซอ นทป่ี ระกอบดว ยคาํ ๔ คาํ ที่แยกเปน ๒ คู ซ่ึงมกั จะมเี สียงคลองจองระหวา งพยางคท่ี ๒
กับ ๓ เชน
โบกปด พัดวี รวบรดั ตัดความ ทุกขโศกโรคภยั ใสร า ยปา ยสี
สอบสวนทวนความ อกไหมไสขม รวบรดั ตัดความ
๓) คาํ ซอ น ๔ คํา ที่มีคาํ ท่ี ๑ กับคําท่ี ๓ หรอื คําที่ ๒ กบั คําท่ี ๔ ซ้ำกัน เชน
ออ นอกออนใจ มากหมอมากความ อดขา วอดน้ำ
ปากหอยปากปู หนาสวิ่ หนา ขวาน ผดิ ฝาผิดตวั
กนิ ทิ้งกินขวาง กินลางกินผลาญ กงเกวียนกําเกวียน
๓. คําซอน ๖ คาํ หมายถงึ คาํ ซอ นท่ีประกอบดวยคาํ 5 คํา โดยทบ่ี างคาํ อาจมีมากกวา ๑ พยางค ก็ได
คําซอ น 5 คาํ จะแบง เปนสว นละ ๓ มีเสยี งคลองจองระหวางสว นหนากับสว นหลังและมีคาํ ซำ้ กัน อยูในสว นทั้ง
สองนัน้ ดว ย เชน
คดในขอ งอในกระดูก เลอื กทร่ี ัก มกั ที่ชัง
จับไมไ ด ไลไ มท นั ฆา ไมตาย ขายไมขาด กําแพงมีหู ประตูมชี อ ง
๔. ทม่ี าของคาํ ท่ีมาซอ นกนั
๑. คําไทยซอนกบั คําไทย
๑) คาํ ไทยกลางซอนกบั คาํ ไทยกลาง เชน
กยู มื ปากคอ เดอื ดรอ น
บา นเมือง ฝนฟา เยบ็ ปก
๒) คาํ ไทยกลางซอนกบั คําไทยถนิ่ เชน
ไทยกลาง + ไทยถิน่ ไทยถน่ิ + ไทยกลาง
เข็ดหลาบ อดทน
แกเ ฒา แปดเปอ น
๒. คาํ ไทยซอนกับคําตา งประเทศ
๑) คาํ ไทยซอ นกับคําภาษาบาลี สนั สกฤต เชน
ไทย + บาลี + สนั สกฤต บาลี + สันสกฤต + ไทย
ขา ทาส โจรผูร าย
ร า ย วิ ช า ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ ำ วั น ท ๓ ๐ ๑ ๐ ๕ | ๘๖
ศึกสงคราม อามสิ สนิ จา ง
แกนสาร ภูตผี
๒) คาํ ภาษาไทยซอนกับคาํ ภาษาเขมร เชน
ไทย + เขมร เขมร + ไทย
ลา งผลาญ ทรวงอก
เขียวขจี แสวงหา
ฝาผนัง ขจัดปดเปา
ซอ่ื ตรง
๓) คาํ ภาษาไทยซอนกับคําภาษาองั กฤษ เชน
พกั เบรก แจกฟรี แถมฟรี เล้ยี วกลบั ยเู ทริ น
๓. คําตา งประเทศซอนกนั
๑) คําบาลีสันสกฤตซอนกัน เชน
ยกั ษม าร ภาษอี ากร ศลี ธรรม ทกุ ขโ ศกโรคภยั
สบถสาบาน ประเทศชาติ
๒) คําเขมรซอนกนั เชน
ตําหนติ ิเตยี น ละเอียดลออ กระจดั กระจาย
๕. ตำแหนง ของคําท่ีบอกความหมายของคาํ ซอน
คาํ ซ่ึงมารวมกนั เปนคําซอน อาจมเี พยี งคําใดคาํ หนึ่งใชต รงกับความหมายของคาํ ซอนทัง้ คํา อีกคําหนง่ึ
เปนเพยี งคําท่ีเขา มาประกอบเทาน้ัน คําท่ใี ชในความหมายตรงกับความหมายของคาํ ซอนทั้งคํา อาจเปน คําท่ี
อยสู วนหนาหรือสวนหลงั ของคาํ ซอ นก็ได
๑. ความหมายของคําซอนตรงกับคาํ ทีอ่ ยูส ว นหนา เชน คาํ วา ใจคอ ความหมายตรงกับคาํ วา ใจ
ตัวอยาง
ใจคอ ในประโยควา ใจคอเขาโหดเหีย้ มเหลอื เกิน
เขตแดน ” รัฐบาลกำหนดเขตแดนใหผ ูลี้ภัยอยู
ประเทศชาติ ” ถาคนไมพัฒนาประเทศชาตจิ ะเจรญิ ไดอยางไร
๒. ความหมายของคาํ ซอนตรงกับคําท่ีอยสู วนหลัง เชน คําวา แขง ขา ความหมายตรงกับคาํ วา ขา
ตัวอยาง
แขง ขา ในประโยควา เด็กคนน้แี ขง ขายาวเกง กา ง
น้ำหูนำ้ ตา ” พอไดฟงเร่อื งเศรา ทีไรเธอเปน ตอ งนำ้ หูน้ำตาไหล
เท็จจริง ” ขอเทจ็ จริงเปน อยา งไรไมม ีใครรู
ร า ย วิ ช า ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ ำ วั น ท ๓ ๐ ๑ ๐ ๕ | ๘๗
ใบความรู เร่อื ง คาํ ประสม
๑. ความหมายของคาํ ประสม
คําประสม หมายถึง คาํ ทเ่ี กิดจากการนาํ หนวยคําอิสระท่ีมีความหมายตา งกันอยา งนอย ๒ หนว ย มา
รวมกัน เกิดเปน คําใหมคาํ หน่ึงมีความหมายใหม เกณฑทใ่ี ชแยกคําประสมออกจากคาํ ประเภทอืน่ กลุม คําและ
ประโยค มดี งั น้ี
๑.๑ คําประสมเปน คาํ ที่มคี วามหมายใหม ตา งจากความหมายท่ีเปนผลรวมของหนว ยคําทมี่ ารวมกนั
แตมกั มีเคา ความหมายของหนว ยคาํ เดมิ อยู เชน
ผา ข้รี วิ้ เปน คําประสม มีความหมายวา “ผาเกาขาดทใ่ี ชเ ชด็ ถูพน้ื เปนตน” เปน
ความหมายใหมทมี่ ีเคาความหมายของหนวยคําเดิมวา ผา และ ขีร้ ิ้ว
น้ำแขง็ เปนคําประสม มีความหมายวา “น้ำท่ีแข็งเปนกอนเพราะถูกความเย็นจดั ” เปน
ความหมายใหมที่มีเคาความหมายเดิมของหนวยคาํ นำ้ และ แข็ง
หนงั สือพิมพ เปนคาํ ประสม มีความหมายวา “สิง่ พมิ พทีเ่ สนอขาวสารและความเห็นแกประชาชน
มักออกเปนรายวัน” เปนความหมายใหมทีม่ เี คาความหมายเดมิ ของหนวยคําวา
๑.๒ คําประสมจะแทรกคําใดๆ ลงระหวางหนว ยคําท่มี ารวมกันนนั้ ไมได ถา สามารถแทรกคาํ อน่ื ลงไป
ได คาํ ทรี่ วมกนั นนั้ จะไมใชคาํ ประสม เชน
ลกู ชา งเดนิ ตามแมชาง ขอ ความวา ลูกชาง แปลวา “ลกู ของชา ง” สามารถแทรกคําวา
ของระหวา งคาํ วา ลกู กับ ชาง เปน ลกู ของชา ง ได ดงั นน้ั ลูกชา ง
ในประโยคน้จี งึ ไมใ ชค ําประสม
หมอใชผ า ปดปากเวลาตรวจคนไข ขอ ความวา ปดปาก สามารถแทรกคําวา ท่ี หรอื ตรง
ระหวา งคําวา ปด กับ ปาก ได เปน ปด ทปี่ าก หรือ ปด
ตรงปาก ปดปาก ในประโยคนจี้ งึ ไมใชค าํ ประสม
๑.๓ คาํ ประสมเปน คําคําเดียว หนวยคาํ ทเ่ี ปน สว นประกอบของคําประสมไมส ามารถยา ยท่ี หรือสลบั ที่
ได เชน
ฉันกินขาวมาแลว สามารถยา ยคําวา ขาว ไปไวตนประโยคเปน ขา วฉนั กินมาแลว ไดข อ ความ
กนิ ขาว จึงไมใชคําประสม ไมสามารถยายคําวา กนิ หรือที่ ไปไวท ี่อ่ืนได
คาํ วา กนิ ท่ี จึงเปนคําประสม
เขานัง่ กินที่ ไมส ามารถยายคำวา กิน หรือ ที่ ไปไวท ่ีอืน่ ได คำวา กนิ ทจี่ ึงเปนคำประสม
๑.๔ คําประสมจะออกเสียงตอเนอ่ื งกนั ไปโดยไมห ยดุ หรือเวนจงั หวะระหวางหนวยคํา ท่ีเปน
สวนประกอบ เชน
ดินเหนยี ว ถา ออกเสยี งตอเน่ืองกนั ไป หมายถึง “ดินชนิดหน่งึ มีเนื้อเหนียว” เปน คาํ
ประสมถา มชี ว งเวนจงั หวะระหวา ง ดนิ กบั เหนยี ว หมายถึง “ดินมีสภาพ
เหนยี ว”เปนประโยค
ร า ย วิ ช า ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ ำ วั น ท ๓ ๐ ๑ ๐ ๕ | ๘๘
กาแฟเยน็ ถา ออกเสยี งตอเน่ืองกนั ไป หมายถึง “กาแฟใสน มใสนำ้ แข็ง” เปน คํา
ประสมถามชี ว งเวนจงั หวะระหวา ง กาแฟ กับ เย็น หมายถึง “กาแฟรอนท่ี
ทิ้งไวจ นเยน็ ” เปน ประโยค
๑.๕ คําประสมบางคําไมมีความสมั พนั ธท างวากยสัมพันธร ะหวา งหนว ยคาํ ทเ่ี ปน สวนประกอบ
(วากยสัมพนั ธ ศึกษาวาดวยความสมั พันธของคาํ ในประโยค) เชน
กนิ น้ำ ไมเปนคําประสม เพราะหนว ยคาํ วา กนิ กับ น้ำ มีความสัมพันธท าง
วากยสมั พันธแบบ กรยิ า - กรรม
ใจเสยี เปน คําประสม หนว ยคาํ วา ใจ กบั เสยี ไมมีความสัมพนั ธท างวากยสัมพันธ
รถเสีย ไมเปนคําประสม เพราะหนว ยคําวา รถ กบั เสยี มคี วามสัมพันธท าง
วากยสมั พันธแบบ ประธาน - กรยิ า
๒. สว นประกอบของคําประสม
หนวยคําทม่ี ารวมกนั เปนคําประสมอาจจะเปน คํานาม คำกรยิ า คําจำนวนนบั คําลำดับที่ หรอื คําบพุ
บท เม่อื นําคาํ ชนดิ นน้ั ๆ มาประกอบกันแลวสว นใหญจ ะไดคําประสมที่เปน คํานาม หรือคำกรยิ า ดังตัวอยาง
ตอไปน้ี
๑. คําประสมทเ่ี ปน คาํ นาม
๑) นาม + นาม
ดอกฟา หญงิ ทส่ี ูงศักด์ิ
ตีนกา รอยยน ซ่ึงปรากฏท่หี างตา มีลักษณะคลา ยตีนของกา
บตั รโทรศพั ท บัตรที่มีมลู คา ใชส อดในเครอื่ งโทรศพั ทบางประเภทเม่ือตอ งการ โทรศพั ท
หมูกระทะ ช่อื อาหารประเภทหนงึ่
๒) นาม + นาม + นาม
แมยา นาง ผผี ูหญงิ ประจำเรอื
รถไฟฟา รถไฟทีแ่ ลนบนรางยกระดับ
ปากนกกระจอก แผลเปอยที่มุมปาก เกิดจากขาดวติ ามินบี ๒
เดก็ หลอดแกว เดก็ ท่ีเกดิ จากการผสมไขและเชอ้ื อสจุ ิในหลอดทดลอง
๓) นาม + ลกั ษณนาม
นำ้ ขวด น้ำหรือน้ำอดั ลมท่บี รรจใุ นขวด
ไอติมแทง ไอศกรมี ท่ีทำเปนแทง
นำ้ แข็งกอน นำ้ แขง็ ชนดิ ที่ทำเปนกอนเลก็ ๆ
บะหมีซ่ อง บะหมกี่ ่ึงสําเรจ็ รปู ท่ีบรรจใุ นซอง
ร า ย วิ ช า ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ ำ วั น ท ๓ ๐ ๑ ๐ ๕ | ๘๙
๔) นาม + กริยา
มือถือ โทรศพั ทที่ถือตดิ ตวั ไปได, โทรศพั ทเ คลอ่ื นท่ี
กลองดำ กลองบรรจุขอมลู เกี่ยวกบั การบินในเครอ่ื งบนิ
ยีนสฟ อก ผา ยีนสท ฟ่ี อกดวยสารเคมีท าใหเน้ือผา นิม่ ลง
หมูหนั ลกู หมูยา งท้ังตัว
๕) นาม + กริยา + นาม
คนเดินโตะ พนักงานเสริ ฟอาหารในรา นอาหาร
คนเดนิ ดิน บุคคลที่มีความเปน อยูธรรมดา
ลิงชิงหลัก ชอ่ื การเลน ชนดิ หนึง่ ผเู ลน ทีส่ มมตใิ หเปนลิงตองชงิ หลักจากผูอนื่
แปรงสีฟน แปรงท่ีใชสำหรับทำความสะอาดฟน
6) นาม + กรยิ า + กรยิ า
สารฟอกขาว สารเคมที ี่ทำใหวตั ถมุ สี ขี าว
สารกนั บดู สารเคมที ี่ใชผสมอาหารเพื่อใหเ กบ็ ไดนาน
นำ้ แข็งไส นำ้ แขง็ ท่ีทำใหเ ปนเกล็ดเลก็ ๆ สำหรับใสข นม
บา นจัดสรร บา นซ่ึงรัฐหรือเอกชนสรา งขายเงนิ ผอน
บา นเออื้ อาทร บา นจัดสรรทร่ี ัฐจดั ขายราคาถูกใหผูม ีรายไดนอย
๗) นาม + บุพบท + นาม
รถใตดนิ รถไฟที่แลน อยูใตด ิน
คนหลังเขา คนท่ไี มท ันความเจรญิ ของโลก
บวั ใตน้ำ คนที่ส่ังสอนใหร ูธรรมไมได, คนโง
๘) กรยิ า + กริยา
กนั สาด เพงิ่ ทต่ี อชายคาสำหรับกันฝนไมใหส าดเขา บาน
พมิ พดดี อุปกรณส ำหรับพมิ พต วั หนงั สือดวยปลายน้ิวมือ
กรอบเคม็ ชื่อขนม ทำจากแปงผสมกับเกลอื แลวนํามาทอดใหกรอบแลวฉาบดว ย
นำ้ ตาล
๔) กริยา + นาม
เทาแขน สว นของเกาอีส้ ำหรับวางแขน
รองพืน้ เครอ่ื งสาํ อางประเภทหนง่ึ ใชท าผวิ หนา กอนผัดแปง
๑๐) บพุ บท + นาม
ในหลวง พระเจา แผน ดนิ
ร า ย วิ ช า ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ ำ วั น ท ๓ ๐ ๑ ๐ ๕ | ๙๐
ทบี่ า น สรรพนามบุรุษท่ี ๓ แทนสามีหรือภรรยา
ใตเ ทา สรรพนามบุรุษท่ี ๒ แทนผทู นี่ ับถืออยางสูง
หลงั บา น ภรรยา
๒. คําประสมท่ีเปน กริยา
๑) กรยิ า + กรยิ า
ผสมเทยี ม ทำใหส งิ่ มีชีวติ เกดิ โดยการผสมไขและเชอื้ อสจุ ิดว ยวธิ ี ทางวิทยาศาสตร
ซกั ฟอก ซกั ถามใหไ ดความชัดเจนวาไดทำความผดิ ไวหรือไม
กวาดลา ง กาํ จดั ใหส ิน้ ไป
บรรยายสด แสดงปาฐกถา, พูดออกรายการวิทยโุ ทรทศั นในขณะท่ีเผยแพร
๒) กรยิ า + นาม
ปดปาก ไมพูด, ทำใหไมไดพูด
โยงใย มสี ว นเกย่ี วของโยงกันไปมาราวกบั ใยของแมงมมุ
ยกเมฆ พดู ใหน าเชือ่ โดยคดิ สรางหลักฐานประกอบข้ึนมาเอง
เทคะแนน ลงคะแนนออกเสียงใหเ ปน จำนวนมาก
ซ้ือเสยี ง จา ยเงินหรือใหส่ิงของเพ่ือแลกกับคะแนนเสยี ง
๓) กรยิ า + นาม + กรยิ า
ขีดเสนตาย ใหโ อกาสเปน ครัง้ สุดทาย กําหนดเวลาสดุ ทา ยท่ีจะตองทำส่ิงหนึง่ สง่ิ ใดให
เสร็จ เปน ตน
ลดชอ งวา ง ทำตัวใหเขา กันไดโ ดยไมม ีความแตกตา งระหวางบุคคล
ตบี ทแตก แสดงไดส มบทบาท
๔) กรยิ า + บพุ บท
เปนกลาง ไมเขาขา งใดขางหนึ่ง
๕) กริยา + บุพบท + นาม
กนิ ตามน้ำ โกงกนิ รวมไปกบั ผูอ่นื ทง้ั ๆ ที่อาจจะไมม เี จตนาโกงกินแตแรก
ตีทา ยครัว เขา ติดตอกับภรรยาผอู ่ืนในทางชูส าว
6) นาม + กรยิ า
ตาแข็ง ไมง วง
มือสะอาด มีความซื่อสตั ยส จุ ริต
หวั โบราณ นยิ มตามแบบเกา
หนา ออ น ดอู ายุนอยกวาอายุจริง
ร า ย วิ ช า ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ ำ วั น ท ๓ ๐ ๑ ๐ ๕ | ๙๑
๗) นาม + กริยา + นาม
เลือดเขาตา หาทางออกไมได, สอู ยา งไมกลวั ตาย
น้ำทวมปาก พดู ไมออกเพราะเกรงจะมีภัยแกต นหรอื แกผูอื่น
๓. ลักษณะความหมายของคําประสม
คําประสมมีความหมายเปน ๓ ลกั ษณะ คอื
๑. มีความหมายเปรียบเทยี บ
๒. มคี วามหมายเฉพาะ ซง่ึ แตกตา งกับความหมายของหนว ยคําเดิม
๓. มคี วามหมายใกลเคียงกบั หนวยคําเดิมที่มาประกอบกัน
๑. ความหมายเปรยี บเทยี บ
คาํ ประสม ความหมาย
ตีนแมว นกั ยองเบา
เหยีย่ วขาว นกั ขาวที่มีความสามารถในการหาขาว เชน เดยี วกบั
เหยีย่ วทโ่ี ฉบลงหาอาหาร
หวั สูง มีรสนิยมสูง
ขึ้นคาน ไมไดแตง งานทัง้ ท่ีมีอายุมากพอควรแลว (ใชกบั ผูหญิง)
๒. ความหมายเฉพาะ เมื่อนําคาํ มารวมกันแลว มคี วามหมายซงึ่ ตอ งขยายความ เชน
คําประสม ความหมาย
ขา วตม มัด, ขา วตมผดั ช่อื ขนมประเภทหนึง่ ทำจากขาวเหนยี วนําไปผดั กับกะทิ
ปรุงรสหวานเค็มนอ ยๆ หมุ ไสกลวย หรือไสอ ่ืนๆ หอดว ย
ใบตองแลวนาํ ไปตม หรือนึ่ง
เบาใจ ไมห นกั ใจ, โลง ใจ
ออนใจ เหนือ่ ยใจ, ทอใจ, ระอาใจ
หอ หมก ชือ่ อาหารคาว ใชเ น้ือปลาผสมกับน้ำพรกิ และกะทิกวนให
เขากัน แลว หอ ดว ยใบตองแลวนึง่
๓. ความหมายใกลเ คยี งกับคำเดิม เชน ความหมาย
คำประสม งูประเภทหนึ่งที่มีพิษ
งพู ษิ
ยางทใ่ี ชส ำหรบั ลบขอ ความ
ยางลบ
ผงซักฟอก ผงทใ่ี ชสำหรบั ซกั ผา
ผา เชด็ หนา ผาทใ่ี ชเชด็ หนา
เข็มฉดี ยา เข็มท่ีใชฉ ดี ยา
ร า ย วิ ช า ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ ำ วั น ท ๓ ๐ ๑ ๐ ๕ | ๙๒
อนึ่ง คำประสมบางคำอาจจะมีความหมายเปน ๒ อยา ง เชน ความหมายเปรยี บเทยี บกับ ความหมาย
ใกลเ คียงกับคำเดิม หรือความหมายใกลเคยี งกบั คำเดิมกับความหมายเฉพาะ ดงั ตวั อยางตอไปน้ี
ไขแดง หมายถงึ สวนประกอบของไขทมี่ สี เี หลอื ง ความหมายเฉพาะ
หรอื สีแดงจะเจริญเปนตวั ออน
ไขแ ดง หมายถึงผชู ายท่ีเดน อยูทา มกลางผหู ญงิ ความหมายเปรียบเทียบ
งูพิษ หมายถงึ งูประเภทหนึ่งท่ีมพี ิษ ความหมายใกลเ คียงกบั คำเดิม
งพู ิษ หมายถึงคนทีม่ ีพษิ สงสามารถ ความหมายเปรียบเทียบ
ทำรายผอู ืน่ ไดเชนเดียวกบั งูพิษ
ตีนผี หมายถงึ สวนของจกั รเยบ็ ผา ซึ่งกดผา ความหมายเฉพาะ
ใหแนบกบั ตวั เครื่อง
ตนี ผี หมายถงึ คนทข่ี ับรถเร็ว ซึง่ มกั กอ ความหมายเปรียบเทียบ
อุบัตเิ หตุ มีผูเสยี ชีวิต
จากตัวอยางขางตนจะเห็นไดวาคำประสมบางคำมีทั้งความหมายเปรียบเทียบและ ความหมาย
ใกลเคียงกับคำเดิม หรือความหมายเปรียบเทียบและความหมายเฉพาะ แตบางคำจะมีเฉพาะ ความหมาย
เปรียบเทียบเทา นนั้ เชน ตาหวาน, ใจดำ, หวั สูง, ตาต่ำ, ปอดแหก, ปากจัด, รอบจดั , เขี้ยวลากดิน เปนตน
ร า ย วิ ช า ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ ำ วั น ท ๓ ๐ ๑ ๐ ๕ | ๙๓
แบบฝกหัด
เรือ่ ง คำซำ้ คำซอ น คำประสม
1. คำซำ้
คำช้แี จง ใหน ักเรียนจดั ประเภทของคำซ้ำทกี่ ำหนดใหในตาราง เตมิ ลงในชองวางคำถาม ตอไปนี้
ผชู ายผชู าย วนั ๆ แถว ๆ เกเ ก เด็ก ๆ
เพ่อื น ๆ น้ำ ๆ ผกั ๆ ไหน ๆ ชนิ้ ๆ
อะไร ๆ ขาง ๆ เบลอเบลอ แมน แมน
คำซำ้ ทีน่ ำคำนามมาซ้ำ_______________________________________________________
คำซำ้ ทน่ี ำคำกริยามาซ้ำ______________________________________________________
คำซ้ำที่มคี วามหมายเปนพหูพจน________________________________________________
คำซ้ำที่มคี วามหมายเนน ______________________________________________________
คำซ้ำท่ีมคี วามหมายไมเ ฉพาะเจาะจง_____________________________________________
คำซ้ำที่มคี วามหมายแยกทลี ะสว นและเปนพหพู จน___________________________________
คำซำ้ ทเ่ี ปน คำบุพบทบอกสถานท_ี่ _______________________________________________
2. คำซอ น
คำช้ีแจง ใหน กั เรียนขดี เสนใตข อความทเ่ี ปน “คำซอน” ในประโยคท่ีกำหนด (1-10) และ
ทำเครือ่ งหมาย (/) ถูก หนาขอ ความท่ีใชค ำซอนไดถ กู ตอง
ทำเคร่ืองหมาย (×) ผิด หนา ขอความทใี่ ชค ำซอนไมถูกตอง
............1. บา นของฉนั คบั แคบเกินไป ไมสามารถรับรองแขกไดเลย
............2. มีแขกมารวมในมงคลสมรสงานแนน หนา
............3. เธอเปนคนมนี ำ้ ใจเออ้ื เฟอ เผอ่ื แผตอทุก ๆ คน
............4. เขาเปน คนออนโยนทำอะไรก็ไมคอยไหว
............5. ดวงสุดาตบแตง ทรงผมใหเ ขา รปู
............6. เธอชอบจอดรถขัดขวางทางจราจรเปน ประจำ
............7. ครูกลาวชมเชยนกั เรยี นทไ่ี ดรบั รางวลั
............8. เขาตองชดใชกรรมท่เี ขาไดกระทำไว
............9. ดวงอาทติ ยกำลงั เคล่อื นยายลบั ขอบฟา
............10. รากฐานของตึกหลงั นี้ดูหนาแนนดี
ร า ย วิ ช า ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ ำ วั น ท ๓ ๐ ๑ ๐ ๕ | ๙๔
3.คำประสม
คำช้แี จง ใหนกั เรยี นพจิ ารณาคำตอ ไปน้ี แลวนำคำท่ีเปน คำประสมไปเขยี นลงในกรอบสีเ่ หลย่ี มตามที่
กำหนดให
ลงแดง วุนเสน เนอ้ื ตวั มมู มาม ซซู า
แพรวพราว เทอะทะ นอกคอก ยมิ้ หวาน เพ่ือนฝูง
รวดเร็ว เฮฮา พมึ พำ ภาคเหนอื เยอะแยะ
เขยี วหวาน ปง ปง กกั ขงั ยูย่ี
คำประสม
.....................................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................................
ร า ย วิ ช า ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ ำ วั น ท ๓ ๐ ๑ ๐ ๕ | ๙๕
แบบทดสอบเก็บคะแนน 5 คะแนน
เรอ่ื ง คำซำ้ คำซอ น คำประสม
๑. คำทีข่ ดี เสน ใตในขอ ใดตองใชเ ปนคำซ้ำเสมอ
ก. ฉนั บอกตรง ๆ วา ไมชอบคำพดู ของเขาเลย
ข. เวลาเปน หวดั ควรจิบนำ้ อนุ ๆ อยา งนเี้ สมอแหละ
ค. แมบอกใหเ ขาพดุ เบา ๆ หนอ ยเพราะพระกำลงั สวดอยู
ง. เมอ่ื วานฉนั เหน็ เขาวิ่ง ๆ อยหู นาบา น วันน้ตี อ งเขา ผา ไสต่ิงแลว
๒. คำท่ขี ีดเสนใตใ นขอใดตอ งใชเปน คำซ้ำเทา นั้น
ก. คนเกง ๆ อยางเขาทำงานท่ไี หนก็ได
ข. ชาวบานทนี่ ส่ี งขา วถงึ กนั โดยการบอกตอ ๆ กันไป
ค. ถนนสายน้เี ปล่ยี วมากนาน ๆ ถงึ จะมรี ถผา นมาสกั คนั
ง. ตอนท่สี รางบานใหม เขาปลกู ตน ไมไวร อบ ๆ บริเวณบา น
๓. ขอความใดไมมีคำประสม
๑) ตลาดนัดยามเย็นแหง นี้เปนตลาดท่ีเปด โลง / ๒) ขายสนิ คาและอาหารใหคนเดินงา ย ๆ /
๓) ดา นบนมีรานอาหารและเครอ่ื งด่ืมหลากหลาย / ๔) ใครหวิ ก็ไปน่ังกิน อิม่ แลวก็เดินกันใหม
ก. สวนท่ี ๑
ข. สว นท่ี ๒
ค. สว นท่ี ๓
ง. สว นท่ี ๔
๔. ขอ ใดเปน คําซอ นทกุ คํา
ก. เบอ่ื หนาย อดทน ดอกไม
ข. ทง้ิ ขวาง เส้อื ผา ทรพั ยส ิน
ค. นกึ คดิ ขดั ขวาง รมู าก
ง. เขา ใจ การงาน ขนั้ ตอน
๕. ขอใดไมมคี ําซอ น
ก. ตอนบายโมงแดดรอ นเปร้ียงเลย
ข. พอฝนตกดอกไมกเ็ รมิ่ ผลบิ าน
ค. อากาศตอนเชา สดชน่ื ดีนะ
ง. เวลามดื คำ่ อยา ออกไปนอกบานจะมีอนั ตราย
ร า ย วิ ช า ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ ำ วั น ท ๓ ๐ ๑ ๐ ๕ | ๙๖
๖. คําซ้ำในขอใดมีความหมายเปนพหพู จน
ก. เสอื้ สฟี า ๆ ตัวน้ันสวยดีนะ
ข. เดก็ ๆ กาํ ลงั เลนกนั อยางสนุกสนาน
ค. ฉนั ไปเดินเลน แถว ๆ สวนสาธารณะ
ง. พรุงน้ีตน่ื เชา ๆ จะไดร ีบไปตลาด
๗. ขอใดเปน คำประสมทุกคำ
ก. คนครัว คนรถ คนเดิน
ข. ตาปลา ตาน้ำ ตาชำ้
ค. รถราง รถขยะ รถเมล
ง. เรือพวง เรือหางยาว เรอื ผุ
๘. คำประสมในขอใดเกิดจากคำกริยากบั คำกริยา
ก. นำ้ กะทิ วงแขน
ข. มา น่งั บานนอก
ค. ของกลาง ดวงตรา
ง. กันชน ตชี ิง
๙. คำประสมในขอใดเกดิ จากคำนามกับคำวิเศษณ
ก.วากลา ว ดถู ูก
ข. มดแดง มาเรว็
ค. อยไู ฟ ไฟฉาย
ง. ยนิ ดี วง่ิ เรว็
๑๐. ขอ ความตอไปน้ีมีการใชคำซอนก่ีคำ
ความทุกขของหมีในแถบเอเชียไมหมดสิ้นไป องคกรพิทักษสัตวแหงโลกยังทำงานเพื่อหยุดยั้ง
การทารุณกรรมหมีในรูปแบบตาง ๆ เชน การใชหมีแสดงละครสัตวหรือการบริโภคดีหมีในขณะนี้มีหมี
กวา ๒๒,๐๐๐ ตัว ถูกกักขังไวในกรงแคบ ๆ ทุกตัวถูกเจาะรูคาไวที่ทองเพราะดูดเอาน้ำดีของมันออกมาอยาง
ตอ เน่ือง
ก. ๓ คำ
ข. ๔ คำ
ค. ๕ คำ
ง. ๖ คำ
ร า ย วิ ช า ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ ำ วั น ท ๓ ๐ ๑ ๐ ๕ | ๙๗
เรอ่ื ง ภาษาบาลี สนั สกฤต และคำสมาส
๑. ภาษาบาลี
คำภาษาบาลี มหี ลักการสังเกต ดังนี้
๑. สระมี ๘ เสียง คอื อะ อา อิ อี อุ อู เอ โอ
๒. พยญั ชนะมี ๓๓ รูป คือ พยัญชนะวรรค ๒๕ รปู พยัญชนะเศษวรรค ๘ รูป
๓. หลกั เกณฑตวั สะกดตัวตามแนนอน คือ
วรรค แถวท่ี ๑ แถวท่ี ๒ แถวท่ี ๓ แถวที่ ๔ แถวที่ ๕
วรรค กะ ก ข คฆ ง
ญ
วรรค จะ จ ฉ ชฌ ณ
น
วรรค ฏะ ฏ ฐ ฑฒ ม
วรรค ตะ ต ถ ทธ
วรรค ปะ ป ผ พภ
เศษวรรค ย ร ล ว ส ห ฬ (อัง) นฤคหิต
- แถวที่ ๑ สะกด ๑ , ๒ ตาม เชน ทุกข มจั ฉา วฏั (ฏ)สงสาร วตั ถุ บปุ ผา
- แถวท่ี ๓ สะกด ๓ , ๔ ตาม เชน อัคคี มัชฌมิ วุ(ฑ)ฒิ นพิ พาน ทุพภกิ ขภัย
- แถวท่ี ๕ สะกด ๑ – ๕ ตาม เชน สงั ข เบญจะ กญั ญา เกณฑ กนิ นร กัมปนาท สมั ผัส
- พยญั ชนะเศษวรรคตัวใดเปนตัวสะกดตัวนนั้ ตามตวั เอง เชน มัสสุ มลั ลกิ า อยั ยิกา
วลั ลภ อสั สาสะ
๔. ภาษาบาลีนยิ มใช ฬ
๕. ภาษาบาลีไมน ิยมคำควบกลำ้
๖. คำเดมิ มีตวั สะกดตัวตามซ้ำกัน นยิ มตัดตวั สะกด เชน กิจจ - กิจ , เขตต - เขต , วชิ ชา - วชิ า
สูตรพชิ ิตบาลี
๑. ซ้ำ ตดิ ใกล เชน กญั ญา มัจฉา มณฑล
๒. ริ เสือ ไข ไมควบ จฬุ า เชน ภรยิ า อริยะ สกิ ขา
ภกิ ขุ เขต ขัตตยิ ะ จนั ทบุรี ปฐม มนต กฬี า
๓. ณห , ญห , อยั เชน อณุ หภมู ิ ปญ หา ตัญหา รตั น
ร า ย วิ ช า ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ ำ วั น ท ๓ ๐ ๑ ๐ ๕ | ๙๘
๒. ภาษาสันสกฤต
ภาษาสนั สกฤต มีหลักสงั เกต ดังน้ี
๑. สระมี ๑๔ เสยี ง คือ อะ อา อิ อี อุ อู เอ โอ ไอ เอา ฤ ฦ
๒. พยญั ชนะมี ๓๕ รูป คอื พยัญชนะวรรค ๒๕ รปู พยัญชนะเศษวรรค ๑๐ รูป เพมิ่ ศ ษ
๓. หลักเกณฑตวั สะกดและตัวตามไมแ นน อน
๔. ภาษาสนั สกฤตนยิ มใช ฑ ยกเวน กณั ฑ
๕. ภาษาสันสกฤตนิยมการควบกล้ำ
๖. ภาษาสนั สกฤตมีการใชคำวา “เคราะห”
๗. ภาษาสันสกฤตมกี ารใชต ัว รฺ (ร เรผะ) ไทยนำมาใชเปน รร
๘. คำไทยท่ีใชส ระ แอ มกั แผลงมาจากสระไอในภาษาสันสกฤต เชน ไวทย – แพทย
ไสนย – แสนยา ไพศย - แพศยา
สตู รพิชติ สนั สกฤต
๑. ไ- , ไ-ย , ฤ , เ-า เชน ไมตรี ไปรษณยี คฤหาสน เคารพ
๒. ฑ , ศ , ษ เชน กรีฑา ศิลปะ ษมา
๓. รร เชน กรรม จกั รวรรดิ ครรภ
๔. ควบ เคราะห เชน โกรธ มิตร จกั ร ปราสาท
ภาษาบาลีสันสกฤตใชใ นความหมายเดยี วกัน แตเงื่อนไขตางกัน
บาลี สนั สกฤต
ภรยิ า (ใชเ ปน คำทางการ) ภรรยา (ใชเ ปนคำสภุ าพทั่วไป)
อชั ฌาสัย ( มีความหมายวา นสิ ยั ใจคอ) อัธยาศยั (ใชร ว มกับ ถูก เปน ถูกอัธยาศัย)
อิตถี (มีความหมายวา ผหู ญิง) สตรี (ใชรว มกบั สุภาพ หรือ สิทธิ)
อคั คี (ใชหนาคำวา ภัย ) อัคนี (ใชรวมกับคำวา หนิ เปน หนิ อคั น)ี
คำบาลสี นั สกฤตที่มีความหมายคลายกนั
บาลี สนั สกฤต
ปฐม ประถม
อุตุ ฤดู
ปกติ ปรกติ
อิจฉา ริษยา
สุญญ ศนู ย
จรยิ า จรรยา
ร า ย วิ ช า ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ ำ วั น ท ๓ ๐ ๑ ๐ ๕ | ๙๙
คำบาลีและสนั สกฤตท่ีใชร วมกัน
กบาล กบี่(ลิง) กมล คณนา คุณ จร จารุ(ทองคำ) จีวร ฉล(ฉอโกง)
ชฎา ชล ชยั ชีวะ ชวี ิต ดถิ ี ดลิ ก เดช ทวาร ทายาท ธน ธรณี ธาตุ
ธานี ธูป นคร นาฏ นารี นิติ นิล บรม บริบาล บริวาร บาท บาป
ปูชนีย พสุธา พาชี พาณิช พิการ พิฆาต พิจารณา พิรุธ เพดาน ภัย
ภาพ ภาชนะ ภาวะ โภชนา มณฑล มณี มรณะ โมหะ ยุค โยชน
รัตนะ ราชา โรค ลิขิต เลขา โลก วาจา วาทะ สาธารณะ สาธิต
สาร สารภี สินธุ สุนทร สุรา เสนา หงส เหตุ โหร อดีต อธิการ
๓. คำสมาส
คำสมาส มี ๒ แบบ คอื คำสมาสแบบไมมสี นธิกบั คำสมาสแบบมีสนธิ
๑. คำสมาสแบบไมมีสนธิ คือ การนำคำบาลี สันสกฤตมาตอกับคำบาลี สันสกฤตแลวเกิดความหมายใหม
คำสมาสมลี กั ษณะดงั น้ี
๑ พยางคสุดทายของคำหนาประวิสรรชนีย กอนสมาสตองตัดทิ้งแลวอานออกเสียงอะกึ่งเสียง เชน
ธรุ ะ + กจิ = ธรุ กจิ ลกั ษณะ + นาม = ลักษณนาม
ปย ะ + มติ ร = ปย มิตร พละ + ศกึ ษา = พลศึกษา
๒. พยางคสุดทายของคำหนามีตัวการันต กอนสมาสใหตัดทิ้ง แลวอานออกเสียง อะ กึ่งเสียง เชน
มนุษย + ศาสตร = มนษุ ยศาสตร แพทย + ศาสตร = แพทยศาสตร
๓. พยางคส ุดทายของคำหนาทเ่ี ปน สระอ่ืน ไมใ ชส ระอะ ไมตอ งตัดทิ้ง แลวอา นออกเสยี งตอเนื่องกัน เชน
อบุ ตั ิ + เหตุ = อุบตั ิเหตุ ประวตั ิ + ศาสตร = ประวัติศาสตร
วตั ถุ + ธรรม = วตั ถธุ รรม ชาติ + วฒุ ิ = ชาตวิ ฒุ ิ
๔. คำสมาสสว นมากตอ งแปลจากคำหลงั มาหาคำหนา เชน
ยุทธ + วธิ ี = ยุทธวธิ ี ( วิธแี หงการรบ ) ดรุณ + วัย = ดรณุ วยั ( วัยเดก็ )
ดารา + ศาสตร = ดาราศาสตร ( วิธคี วามรูเกี่ยวกบั เรอื่ งดวงดาว )
๕. มคี ำวา “พระ” แผลงมาจาก“วร” นำหนา เชน
พระกร พระหตั ถ พระบาท พระพทุ ธ พระธรรม
๖. คำบางคำเปน คำสมาส แมจะเรยี งลำดบั แบบคำไทย ใหอ า นออกเสียงตอเนอ่ื ง เชน
บตุ รภรรยา เศรษฐีภรรยา ทาสกรรมกร สมณพราหมณ
ร า ย วิ ช า ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ ำ วั น ท ๓ ๐ ๑ ๐ ๕ | ๑๐๐
๗. คำสมาสมักจะมคี ำลงทา ย ดวยคำตอ ไปนี้ เชน
กร เชน กรรมกร จิตรกร ฆาตกร วศิ วกร อาชญากร
การ เชน กรรมการ กิจการ ธุรการ ราชการ สมการ สวสั ดกิ าร
กิจ เชน เทศกจิ ธรุ กจิ ภารกจิ ฌาปนกิจ เศรษฐกจิ
กรรม เชน กจิ กรรม คหกรรม ธรุ กรรม มโนกรรม ศิลปกรรม อุตสาหกรรม
ธรรม เชน มโนธรรม พุทธธรรม วัฒนธรรม โลกธรรม ศีลธรรม อารยธรรม
ภยั เชน วาตภยั อคั คีภยั อทุ กภัย อบุ ัตภิ ัย โอษฐภัย
ภาพ เชน กายภาพ มโนภาพ สถานภาพ สมรรถภาพ สวัสดิภาพ
วทิ ยา เชน กฏี วทิ ยา จิตวทิ ยา ชีววิทยา วาทวิทยา สุขวทิ ยา
ศาสตร เชน คหกรรมศาสตร มนษุ ยศาสตร ศิลปศาสตร เศรษฐศาสตร
ศลิ ป เชน ดุรยิ ศลิ ป นาฏศิลป วาทศลิ ป วิจติ รศิลป พทุ ธศลิ ป
ศกึ ษา เชน พลศกึ ษา สขุ ศกึ ษา อาชวี ศกึ ษา อุดมศกึ ษา
สถาน เชน ฌาปนสถาน ทัณฑสถาน โบราณสถาน ศาสนสถาน
ขอสงั เกต คำตอไปนไ้ี มใชค ำสมาสแบบไมมสี นธิ เชน
คณุ คา มลู คา พลเมือง พลความ ทุนทรพั ย สรรพสิ่ง กลเมด็
กระยาสารท พระพทุ ธเจา ตรสั รู พระราชวงั ราชดำเนนิ
ผลไม ศลิ ปากร ศลุ กากร คณุ ากร ประชากร สรรพากร
ประวตั ชิ ีวิต กิจธุระ นายกสมาคม กิจจะลักษณะ
คำสมาสที่ใชกันมาก โทรภาพ ชวี ภาพ
ภมู ิศาสตร ปย มิตร ประวตั ศิ าสตร
วรี กรรม ธรรมศาสตร ปฐมวัย
อนั ธพาล สาธารณสขุ อบุ ตั ิเหตุ
ภาพยนตร อตุ นุ ยิ ม จิตวทิ ยา
โจรกรรม สังฆราช ธรรมชาติ
วัฒนธรรม วทิ ยฐานะ กายกรรม
อารยธรรม จตปุ จจัย คณุ ภาพ
กาลเทศะ