1
วจิ ยั ในช้นั เรยี น
เรอื่ ง การแก้ปัญหาในชน้ั เรียนโดยการสอนแบบร่วมแรงรว่ มใจ
เพือ่ ยกระดับผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี น ของนักเรียนชน้ั ประถมศกึ ษาปีท่ี 6
วชิ าการงานอาชพี เรื่องงานประดษิ ฐ์
จัดทำโดย
นางสายใจ สกุ ค้มุ
กล่มุ สาระการเรียนรู้ การงานอาชพี
โรงเรยี นบา้ นหินคอกควาย
อำเภอปะเหลยี น จังหวดั ตรงั
สำนักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศกึ ษาตรงั เขต
ก
คำนำ
เอกสารงานวจิ ัยฉบบั นจี้ ัดทำขึ้นเพ่ือเป็นส่วนหนึ่ง ในงานวิจยั ชนั้ เรียนของการเรียนการสอนในรายวิชาของ
นักเรยี น ซงึ่ งานวิจัยช้นิ นีไ้ ด้ถกู พัฒนาข้นึ เพ่อื พฒั นาปรับปรุงการเรียนการสอนในโรงเรียนใหด้ ยี ิ่งขึ้น
จากปัญหาการเรียนการสอนในห้องเรียนท่ีครูผู้สอนได้พบเจอพบว่า ปัญหาการเรียนรู้ของนักเรียนเนื่อง
ด้วยความไม่รับผิดชอบของนักเรียนและวุฒิภาวะ ทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ และนักเรียนเกิดความเบ่ือ
หน่ายในการเรียนในรายวิชา ครูผู้สอนจึงได้ใช้เทคนิคการเรียนการสอนที่เหมาะสมในการแก้ปัญหาดังกล่าวหวัง
เปน็ อย่างยง่ิ ว่า จะเปน็ เอกสารท่กี ่อให้เกิดประโยชนต์ อ่ ผ้อู ่านทุกทา่ น
สายใจ สุกคุ้ม
ผจู้ ดั ทำ
สารบญั ข
เรือ่ ง หนา้
คำนำ ก
สารบัญ ข
บทคัดย่อ ค
กิตตกิ รรมประกาศ ง
บทท่ี 1 บทนำ 1
บทที่ 2 หลักการ แนวคดิ และทฤษฎที ี่เกยี่ วข้อง 7
บทท่ี 3 การดำเนินงาน 37
บทท่ี 4 ผลการดำเนนิ งาน 44
บทที่ 5 สรปุ ผลการดำเนนิ งาน 47
บรรณานุกรม 49
ภาคผนวก
ค
บทคดั ยอ่
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อพัฒนาชุดการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ ตรง
กับ มาตรฐานท่ีกำหนดไว้ 80/80 2) เพือ่ ศกึ ษาผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนที่ไดร้ บั จากการจดั การเรยี นรูโ้ ดยใชช้ ุดการ
เรียนสำเรจ็ รปู ทงั้ ก่อนเรียน และหลังเรยี น 3) เพื่อยกระดับคุณภาพผู้เรียนให้เป็นผู้ที่มีความสุข ก้าวทันต่อโลกยุค
ใหม่ และสามารถปรับตวั ให้เขา้ กับสภาพสังคมท่ตี นเองอยู่
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยชุดกิจกรรมการเรียน ได้แก่ แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน ตลอดจนชุด
กิจกรรมและแบบฝึกหัดต่างๆ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบสังเกตพฤติกรรมนักเรียน และแบบ
ประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียน ค่าสถิติ ที่ใช้ในการวิเคราะห์ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วน
เบย่ี งเบนมาตรฐาน (S.D.) และคา่ (t-test แบบ Dependent)
จากการศึกษาการเรียนการสอนแบบร่วมแรงร่วมใจเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรวมถึงปรับ
พฤติกรรมนักเรียนท่ีขาดความรับผิดชอบในการเรยี นของช้นั เรยี น จากการสงั เกตนักเรียนก่อนการใช้การสอนแบบ
STAD มีค่าคะแนนเฉลี่ยของการทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอยู่ที่ 14.07 คะแนน แต่หลังจากการใช้การสอน
แบบ STAD ทำใหค้ ะแนนเฉลย่ี อยู่ที่ 15.14 คะแนน ซ่ึงเพม่ิ ข้นึ 1.07 คะแนน คิดเป็นร้อยละที่เพิ่มข้ึน 7.60% และ
มีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนนสอบเท่ากับ 1.82 ซึ่งลดลงจากเดิม 0.26 ทำให้ข้อมูลที่ได้มีการกระจายตัวที่
ลดลงแสดงถึงคุณภาพของข้อมลู ที่ดี ผู้เรียนมีคะแนนเกาะกลุ่มใกล้เคยี งกันมากขึ้นส่งผลต่อการพัฒนาการเรียนใน
ดา้ นอ่ืนๆ ซึง่ จะทำให้สอนทักษะต่างๆ ได้ง่ายข้นึ
*******************************************
ง
กิตตกิ รรมประกาศ
รายงานการวิจัยชั้นเรียนฉบับนี้ เป็นการวิจัยเชิงพัฒนาเพื่อพัฒนาการเรียนการสอนของนักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปีที่ 6 สำเร็จลุล่วงได้ด้วยคณะครู ผู้เชี่ยวชาญ และผู้อำนวยการโรงเรียน ที่กรุณาให้คำปรึกษาพร้อม
ทั้งช่วยเหลอื แนะนำตรวจสอบ แกไ้ ขข้อบกพร่องต่างๆ ผรู้ ายงานขอขอบพระคุณเป็นอยา่ งสงู ขอขอบคุณคณะ
ครู นักเรยี นในโรงเรยี นทกุ คน ท่ใี ห้ความรว่ มมือในการเก็บรวบรวมข้อมลู ในการพฒั นาการจดั การเรยี นรู้สู่งานวิจัย
ในคร้งั นด้ี ้วยดี และเป็นแนวทางในจัดการเรยี นการสอนให้ผ้วู ิจัยได้สรา้ งสรรคว์ ิธีการสอนทด่ี ีต่อไป
คุณค่าและประโยชน์ของรายงานฉบับนี้ ผู้รายงานขอมอบเป็นเครื่องแสดงความกตัญญู ต่อบิดา มารดา
ที่ให้การศึกษา อบรมสั่งสอน ให้มีสติปัญญาและคุณธรรมทั้งหลาย อันเป็นเครื่องมือนำไปสู่ความสำเร็จในชีวิ ต
ของผรู้ ายงาน
สายใจ สกุ คุ้ม
ผู้จัดทำ
1
บทท่ี 1
บทนำ
ความเป็นมาและความสำคัญ
การเรียนการสอนในรายวิชาการงานอาชีพ ของนักเรียนในห้องเรียน ในช่วงตลอดภาคเรียนที่ผ่านมา
พบว่านักเรียน มีความรับผิดชอบต่อการเรียนค่อนข้างน้อย จึงทำให้มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ต่ำซึ่งก่อให้เกิด
ความเสียหายต่อการเรียน จากการศึกษาเอกสารพบวา่ นวัตกรรมการสอนที่เน้นผู้เรียนเปน็ สำคัญหลายๆ อย่างที่
ไดม้ กี ารสร้างขน้ึ เชน่ รปู แบบการสอนแบบร่วมแรงรว่ มใจระหว่างครกู ับนักเรียน เปน็ การจัดการเรียนการสอนท่ี
เนน้ สภาพแวดลอ้ มทางการเรยี นให้กับผเู้ รียนเป็นการผสมผสานระหวา่ งทกั ษะการอยูร่ ว่ มกันในสงั คมกับทักษะด้าน
เนื้อหาวิชาการต่าง ๆ เข้าด้วยกันเป็นอย่างดี โดยให้ผู้เรียนได้อยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน ได้ช่วยกันทำงานและ
แลกเปลี่ยนความคิดเห็นส่วนตัวซึ่งกันและกัน โดยแต่ละกลุ่มต้องประกอบไปด้วยผู้เรียนที่มีความรู้เป็นตวั นำการ
คิดและเป็นผู้ควบคุมเพื่อนได้หรือเพื่อนๆ ให้ความไว้วางใจ ซึ่งความสามารถแตกต่างกันจะให้ผู้เรียนที่เก่ง
ช่วยเหลือผู้เรียนที่อ่อนได้ส่วนหนึ่ง และความสำเร็จของบุคคล คือความสำเร็จของกลุ่ม ดังนั้นเพื่อให้ผู้เรียนมี
ความรบั ผดิ ชอบตอ่ การเรยี นในรายวิชาวิชามากยิ่งขนึ้
ห้องเรียนบรรยากาศในชั้นเรียนมีส่วนสำคัญในการส่งเสริมความสนใจใคร่รู้ใคร่เรียนให้แก่ผู้เรียน ช้ัน
เรียนที่มีบรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่น ความเห็นอกเห็นใจ และความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกันและกัน ย่อมเป็น
แรงจงู ใจภายนอกทีก่ ระตุ้นใหผ้ ้เู รียนรักการเรียน รกั การอย่รู ่วมกนั ในช้ันเรียน และชว่ ยปลูกฝงั คุณธรรม จริยธรรม
ความประพฤติอันดีงามให้แก่นักเรียน นอกจากนี้การมีห้องเรียนที่มีบรรยากาศแจ่มใส สะอาด สว่าง กว้างขวาง
พอเหมาะ มีโต๊ะเก้าอี้ที่เป็นระเบียบเรียบร้อย มีมุมวิชาการส่งเสริมความรู้ มีการตกแต่งห้องให้สดใส ก็เป็นอีกสิ่ง
หนึ่งที่ส่งผลทำให้ผู้เรียนพอใจมาโรงเรียน เข้าห้องเรียนและพร้อมที่จะมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนการสอน
ดังนั้น ผู้เป็นครูจึงต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความหมาย ความสำคัญ ประเภทของบรรยากาศ หลักการจัด
บรรยากาศในชั้นเรียนและการจัดการเรียนรู้อย่างมีความสุข เพ่ือพัฒนาผู้เรียนให้มีลักษณะตามที่หลักสูตรได้
กำหนดไว้
ความหมายของการจัดบรรยากาศในชั้นเรียนการจัดบรรยากาศในชั้นเรียน หมายถึง การจัด
สภาพแวดลอ้ มในชั้นเรยี นให้เอื้ออำนวยต่อการเรียนการสอน เพอื่ ช่วยสง่ เสริมให้กระบวนการเรียนการสอนดำเนิน
ไปอย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยสร้างความสนใจใฝ่รู้ ใฝ่ศึกษา ตลอดจนช่วยสร้างเสริมความมีระเบียบวินัยใหแ้ ก่
ผเู้ รยี นด้วยหลักสตู รการศกึ ษาขน้ั พื้นฐานฉบบั ปัจจุบัน มุ่งหวงั ให้ผเู้ รียนเปน็ คนดี คนเก่ง มีสขุ ภาพอนามัยท่ีสมบูรณ์
ทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ทำงานและอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุขครูจึงเป็นบุคคลที่สำคัญอย่างยิ่งที่จะต้อง
สร้างบรรยากาศให้ผู้เรียนได้เกิดการเรียนรู้อย่างมีความสุขความหมายของการสร้างบรรยากาศการเรียนรู้อย่างมี
2
ความสุขบรรยากาศการเรียนรู้อย่างมีความสุข คือ การจัดสภาพการเรียนการสอนให้มีบรรยากาศที่ผ่อนคลาย
นกั เรยี นรู้สึกเป็นอสิ ระ ไดเ้ รยี นรูโ้ ดยวิธกี ารต่างๆ อยา่ งหลากหลาย ครยู อมรบั ความแตกต่างระหว่างบุคคลและเปิด
โอกาสให้ผเู้ รียนได้พฒั นาตนเองอย่างเตม็ ศักยภาพ ความสำคญั ของการสรา้ งบรรยากาศการเรียนรู้อย่างมีความสุข
ให้ผเู้ รยี นได้เรยี นรู้อย่างมีความสุข กอ่ ให้เกิดประโยชน์ต่อผู้เรียนทั้งปัจจุบันและอนาคต การเรียนรู้อย่างมีความสุข
พระธรรมปฎิ ก ได้จดั แบบของการเรียนร้อู ย่างมีความสขุ ไว้ 2 แบบคอื
1. ความสุขที่อาศัยปัจจัยภายนอก เป็นความสุขที่เกิดจากสภาพแวดล้อม คือมีกัลยาณมิตร เช่นครู
อาจารย์ เป็นผู้สร้างบรรยากาศแห่งความรัก ความเมตตา และช่วยให้สนุก ซึ่งต้องระวังเพราะถ้าควบคุมไม่ดี
ความสุขแบบนี้จะทำให้นักเรียนอ่อนแอลง ยิ่งถ้ากลายเป็นการเอาใจ หรือตามใจ จะยิ่งอ่อนแอลงไปทำให้เกิด
ลักษณะพงึ่ พา
2. ความสุขที่เกิดจากปัจจัยภายใน เป็นความสุขที่เกิดจากภายในตัวผู้เรียนเอง ซึ่งเป็นอิสระ ไม่ต้องพ่ึง
ผอู้ ืน่ กล่าวคือ ผู้เรยี นเกดิ นิสัยใฝ่รู้ ใฝ่เรียน ใฝ่สร้างสรรค์ และมคี วามสขุ จากการสนองความใฝ่รู้ ความสุขแบบน้ีทำ
ใหค้ นเขม้ แขง็ เขาจะมคี วามสุขเมือ่ ได้เรยี นรู้ เม่อื ยง่ิ ทำก็ย่งิ มคี วามสุข และย่ิงมีความเขม้ แขง็
ดังนั้น การสร้างบรรยากาศให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีความสุขจึงควรมุ่งสร้างความสุขจากปัจจัยภายใน
โดยมปี จั จัยภายนอกเปน็ องคป์ ระกอบนำทาง ก็จะชว่ ยพฒั นานกั เรียนใหเ้ ปน็ ผรู้ ักการเรยี นรอู้ ย่างแท้จริง
พระราชบญั ญัตกิ ารศึกษาแหง่ ชาติ พ.ศ. 2542 ซง่ึ เป็นกฎหมายหลกั ทางดา้ นศึกษาฉบับแรกของประเทศ
ไทยที่ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและให้ขอ้ มูลอย่างกว้างขวาง เพื่อกำหนดเนื้อหาสาระตา่ งๆ
เกี่ยวกับการจัดการศึกษาของประเทศ อันส่งผลกระทบที่สำคัญในการจัดการเปลี่ยนแปลงการจัดการศึกษาของ
ชาติอย่างมาก โดยในการจัดการศึกษายึดหลักว่าผู้เรยี นสำคัญที่สุด มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้พฒั นาตามธรรมชาติ ความ
สนใจและเต็มศักยภาพ เน้นความรู้คู่คุณธรรม กระบวนการเรียนรู้ และการบูรณาการความรู้ ความสัมพันธ์
ระหว่างตนเองกับสังคมเพื่อพัฒนาทักษะด้านต่างๆ ที่จำเป็นสำหรับการประกอบอาชีพและการดำรงชีวิตอย่างมี
ความสขุ กำหนดใหส้ ถานศึกษาใช้วธิ ีการที่หลากหลายในการประเมินผลผู้เรยี น และการพฒั นากระบวนการเรียน
การสอนท่ีมปี ระสทิ ธิภาพ
ด้วยเหตุนี้ผู้สอนจึงเลือกวิธีการสอนแบบร่วมแรงร่วมใจ โดยใช้รูปแบบ STAD เพื่อนำมาปรับพฤติกรรม
ความรับผิดชอบ และยกระดับผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี นของนักเรยี น ซึ่งจะเป็นแนวทางในการพฒั นาผ้เู รียนได้อย่าง
ยง่ั ยนื ตามหลกั การของยุทธศาสตร์ชาตทิ ี่ไดว้ างไว้ และเปน็ แนวทางในการเรียนรู้ของนกั เรียนท่ีดีอีกรูปแบบหน่ึงซ่ึง
สามารถนำไปประยกุ ต์ใชก้ บั การเรียนได้อย่างยง่ั ยืน
3
วัตถปุ ระสงค์ของการวิจัย
1. เพ่ือพฒั นาผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นของนักเรียนระดับประถมศึกษาปีที่ 6 วชิ าการงานอาชีพ จำนวน
19 คน เรือ่ งงานประดิษฐ์
2. เพอื่ เปรียบเทยี บผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นกอ่ นเรียนและหลังเรียนในรายวิชาด้วยรูปแบบการสอนแบบ
ปกตแิ ละการสอนโดยใชว้ ิธี STAD
สมมติฐานของการวิจยั
การเรียนการสอนแบบร่วมแรงร่วมใจ โดยใช้วิธี STAD จะมีผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแตกตา่ ง จาก
การเรยี นแบบปกตขิ องนักเรียน
ขอบเขตของการวิจยั
ประชากร นกั เรยี นช้ันประถมศกึ ษาปีท่ี 6 วชิ าการงานอาชีพ จำนวน 19 คน
กลุ่มตวั อยา่ ง นักเรยี นชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 วิชาการงานอาชีพ จำนวน 19 คน
ตัวแปรที่ใชใ้ นการวจิ ยั
ตัวแปรอิสระ (Independent Variables) ไดแ้ ก่ การเรียนการสอนแบบรว่ มแรงรว่ มใจ
โดยใช้วธิ ี STAD
ตวั แปรตาม (Dependent Variables) ไดแ้ ก่ ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนวิชาการงานอาชีพ
เนอื้ หาท่ใี ช้ในการวจิ ยั
เน้ือหาทีใ่ ชใ้ นการวิจยั ครั้งน้ี ไดแ้ ก่ บทเรยี นเร่ืองงานประดิษฐ์ ใบงาน ใบความรู้ แบบทดสอบ
วิชาการงานอาชีพ ช้นั ประถมศกึ ษาปีที่ 6
เครือ่ งมอื ในการวจิ ัย
1. รูปแบบการสอนแบบร่วมแรงรว่ มใจ โดยวิธี STAD
2. แผนการจัดการเรยี นรู้ ใบงาน แบบฝกึ ทักษะ
3. แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน
4. แบบสังเกตพฤติกรรมความรบั ผิดชอบ
ระยะเวลาการดำเนินงานวิจัย
เดือนสงิ หาคม – เดอื นกันยายน ของภาคเรียนที่ 1 ปกี ารศึกษา 2564
4
นยิ ามศพั ทเ์ ฉพาะ
ผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี น หมายถงึ ความสามารถในการเรียนของนักเรยี น ในรายวิชา ซงึ่ วดั ไดจ้ ากคะแนน
จากการทำแบบทดสอบก่อนและหลังเรียน แบบทดสอบย่อยในแต่ละหัวข้อ แบบประเมินการ ปฏิบัติการทดลอง
และแบบประเมินการนำเสนอผลงานหนา้ ช้ันเรียน
ความสามารถในการทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ หมายถึง พฤติกรรมการเรียนในการทำงานกลุ่ม ได้แก่ การ
ช่วยเหลือกลุ่ม มีความรับผิดชอบ การแสดงความคิดเหน็ รับฟังความคิดเห็น และสามารถระบุบทบาท หน้าที่ของ
ตนเองในการทำงานร่วมกับเพื่อนในกลุ่มได้ ตั้งแต่วางแผนการทำงาน การดำเนินตามแผนที่วางไว้ ตลอดจนการ
นำเสนอผลงาน ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ โดยการสัมภาษณ์ แบบประเมินตนเองและเพื่อนในกลุ่ม ในการทำงาน
เปน็ กลุ่ม และแผนภาพสังคมมติ ิ
การเรียนแบบร่วมแรงร่วมใจ STAD หมายถึง วิธีการเรียนที่ส่งเสริมนักเรียนได้ร่วมมือกันในการเรียน
เพื่อช่วยให้เกิด การเรียนรู้และสามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุข โดยเน้นรูปแบบการต่อบทเรียน
(Jigsaw) และ การศึกษาค้นคว้าเป็นกลุ่ม (Group Investigation) ที่มีการประเมินทั้งด้านปริมาณและคุณภาพ
โดยให้ผเู้ รยี นมสี ่วนรว่ มในการประเมินดว้ ย
แบบฝึกทักษะ หมายถงึ สื่อหรือเอกสารการเรียนประเภทหนึ่ง ท่ีผู้วิจยั สรา้ งขึ้นเพ่ือให้นักเรียนฝึกปฏิบัติ
เพอ่ื ใหเ้ กิดความรู้ ความเขา้ ใจและทักษะเพ่ิมขึ้น เพอื่ พัฒนาทกั ษะในด้านหน่ึงๆ ทผ่ี ูว้ จิ ัยต้องการศึกษาพัฒนาการ
ใหก้ บั นักเรียน และเรยี งลำดับจากง่ายไปหายาก โดยเนน้ การฝึกทกั ษะตามกระบวนการท่ีได้กำหนดไว้และสามารถ
นำไปใชไ้ ดใ้ นชีวิตประจำวัน
ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะ หมายถึง อัตราส่วนระหว่างค่าร้อยละของค่าเฉลี่ยจาก การปฏิบัติ
กิจกรรมระหว่างเรียน โดยใช้แบบฝึกทกั ษะกับค่าร้อยละของคะแนนที่ได้จากการทำแบบทดสอบหลังเรียน โดยใช้
ประสิทธิภาพ 80/80 เปน็ เกณฑต์ ัดสิน
80 ตัวแรก หมายถึง ประสิทธิภาพของกระบวนการโดยพิจารณาจากร้อยละของคะแนนเฉลี่ยของ
นกั เรียนจากการเรียนโดยใช้แบบฝึกทกั ษะการอ่านจบั ใจความ
80 ตัวหลัง หมายถึง ประสิทธิภาพของผลผลิตโดยพิจารณาจากร้อยละของคะแนนเฉลี่ยจาก
แบบทดสอบหลงั เรยี น ของนกั เรยี นหลังเรียนทุกแผนโดยมีคะแนนเฉลี่ยรอ้ ยละ 80 ขนึ้ ไป
กรอบแนวคิดในการวิจัย 5
ตวั แปรต้น ตัวแปรตาม
นกั เรียนมผี ลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นทีด่ ีข้นึ
การเรียนการสอนแบบร่วมแรงรว่ มใจ
โดยใช้วธิ ี STAD และมีค่าผ่านเกณฑม์ าตรฐาน
ประโยชน์ที่คาดว่าจะไดร้ ับ
1. นกั เรยี นชนั้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 6 มผี ลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี นใฝร่ ู้ ใฝเ่ รยี น และมีทักษะทางวชิ าการสงู ขึ้น
2. การเรยี นแบบรว่ มแรงร่วมใจ STAD และแบบฝกึ ทักษะทางวิชาการ ส่งเสรมิ ใหน้ ักเรียนใช้เวลาวา่ งให้เป็น
ประโยชน์ เป็นเคร่อื งมือในการแสวงหาความรู้ เป็นประโยชนต์ ่อครูผูส้ อน ซึ่งสามารถนำไปใช้ในการพัฒนาการเรียน
การสอนใหม้ ีคณุ ภาพไดอ้ ยา่ งต่อเน่ือง
รูปแบบการวจิ ัย (Research Design)
รูปแบบการวิจัยที่เหมาะสม จะช่วยป้องกัน หรือลดอคติ หรือความคลาดเคลื่อนอย่างมีระบบ
(systematic error) อันอาจจะเกิดขึ้น จากการวิจัยได้ รูปแบบการวิจัย เปรียบเสมือนโครงสร้างของบ้าน จะมี
ลักษณะอย่างไร ขึ้นกับคำถาม และวัตถุประสงค์ของการวิจัย ส่วนระเบียบวิธีวิจัย (research methodology)
เปรียบเสมือนการตกแต่งภายใน ซึ่งจำเป็นต้องสอดคล้องกับโครงสร้างของบ้าน (design) ดังนั้น ในการเขียนโครง
ร่างการวจิ ัย จงึ จำเป็นต้อง กำหนดรปู แบบการวจิ ัยที่เหมาะสม
การจำแนกรูปแบบการวิจัย ตามวิธกี ารดำเนินการวิจัย สามารถแบ่งการวิจัยไดเ้ ป็น 2 รูปแบบใหญ่ ๆ คือ
การวิจัยโดยการสังเกต (observational research) และการวิจัยเชิงทดลอง (experimental research) ขึ้นอยู่
กับว่า ตัวแปรอิสระ ซึ่งอาจได้แก่ ปัจจัยเสี่ยง (risk factor หรือ exposure) หรือสิ่งที่เราต้องการประเมิน หรือ
ทดสอบ (เชน่ ยา วธิ ีการรักษา โครงการตา่ ง ๆ) ซ่งึ เรียกว่า "ส่ิงแทรกแซง" (intervention) นนั้ ผู้วิจยั เป็นผู้กำหนด
(assign) ให้กับตัวอย่างที่นำมาศึกษา หรือตัวอย่างที่นำมาศึกษานั้น ได้รับปัจจัยเสี่ยงน้ันอยู่แล้ว ในชีวิตประจำวัน
หรือได้รับอยูแ่ ล้ว ตามธรรมชาติ (ท่ีเรยี กว่า natural exposure) โดยท่ผี ู้วิจัย ไม่ได้เขา้ ไปควบคมุ หรอื แทรกแซงแต่
อย่างใดการวิจัยใดก็ตาม ที่ผู้วิจัยมีการ กำหนดปัจจัยเสี่ยง หรือกำหนดสิ่งแทรกแซง ให้กับตัวอย่างที่นำมาศึกษา
6
แล้วติดตามดูผล ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต การวิจัยชนิดน้ี เรียกว่า การวิจัยเชิงทดลอง ซึ่งสามารถปรับปรงุ เนือ้ หาให้
กลายเปน็ วิจยั เชงิ พัฒนาในทสี่ ดุ
การเลือกรูปแบบการวิจัยที่เหมาะสมนั้น ขึ้นอยู่กับคำถาม หรือปัญหาการวิจัย ที่ต้องการหาคำตอบ ใน
การศึกษา เพื่อแสวงหา คำตอบของคำถาม ควรประกอบไปด้วย กระบวนการศึกษาที่ครบวงจร โดยเริ่มตั้งแต่
การศึกษาขนาดของปัญหา ว่ามีมากน้อยเพียงใด (ศึกษาเกี่ยวกับทุกข์) เมื่อทราบว่าโรคนั้นเป็นปัญหา ขั้นต่อไปก็
คือการศึกษา ต้นเหตุของปัญหา (สมมุทัย) การศึกษาหาต้นเหตุของปัญหา ทำให้สามารถกำหนดกลยุทธ ในการ
แก้ปัญหา (นิโรธ) และข้ันตอ่ ไปก็คือ การเลอื กแนวทางแกไ้ ขปญั หา
ภาพที่ 8 ลำดับข้นั ตอนของวธิ กี ารคดิ วิเคราะหเ่์ พ่ือแกป้ ญั หา
7
บทท่ี 2
หลกั การ แนวคิด และทฤษฎที ่ีเก่ยี วข้อง
การศึกษาคน้ คว้าคร้งั น้ผี ู้ศึกษาค้นควา้ ได้ศกึ ษาเอกสารทเ่ี กี่ยวข้องกับการศึกษาค้นควา้ โดย เรยี งลำดับตาม
หัวข้อดงั ต่อไปน้ี
1. ผลสัมฤทธิท์ างการเรียน
2. ความหมายของจุดประสงค์การเรยี นรู้
3. พฤติกรรมท่คี าดหวังทางด้านสติปัญญา
4. การสอนรูปแบบตา่ งๆ
5. การวดั ผลประเมนิ ผล
6. การเรียนแบบร่วมแรงรว่ มใจ STAD
7. งานวิจัยที่เกีย่ วข้อง
1. ผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี น
ความหมายของผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียน
ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี นเปน็ ความสามารถของนกั เรยี นในดา้ นต่างๆ ซึง่ เกดิ จากนักเรียนได้รับประสบการณ์
จากกระบวนการเรียนการสอนของครู โดยครูตอ้ งศึกษาแนวทางในการวัดและประเมนิ ผล การสรา้ งเครื่องมือวัดให้
มคี ุณภาพนัน้ ไดม้ ผี ้ใู หค้ วามหมายของผลสัมฤทธิท์ างการเรยี นไว้ดงั น้ี
สมพร เชื้อพันธ์ (2547) สรุปว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ หมายถึงความสามารถ
ความสำเร็จและสมรรถภาพด้านต่างๆของผูเ้ รยี นที่ได้จากการเรยี นรู้อนั เปน็ ผลมาจากการเรียนการสอน การฝึกฝน
หรอื ประสบการณ์ของแต่ละบุคคลซงึ่ สามารถวัดไดจ้ ากการทดสอบดว้ ยวิธกี ารต่างๆ
พิมพันธ์ เดชะคุปต์ และพเยาว์ ยินดีสุข (2548) กล่าวว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหมายถึงขนาดของ
ความสำเรจ็ ทีไ่ ด้จากกระบวนการเรยี นการสอน
ปราณี กองจินดา (2549) กล่าว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความสามารถหรือผลสำเร็จที่ได้รับ
จากกิจกรรมการเรียนการสอนเป็นการเปล่ียนแปลงพฤติกรรมและประสบการณ์เรียนรู้ทางดา้ นพุทธิพิสัย จิตพิสัย
และทักษะพิสัย และยังได้จำแนกผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไว้ตามลักษณะของวัตถุประสงค์ของการเรียนการสอนท่ี
แตกตา่ งกนั
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (2546) ให้ความหมายว่า การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นการวัด
ความสำเร็จทางการเรียน หรือวัดประสบการณ์ทางการเรียนที่ผู้เรียนได้รับจากการเรียนการสอน โดยวัดตาม
จุดมุ่งหมายของการสอนหรอื วดั ผลสำเรจ็ จากการศกึ ษาอบรมในโปรแกรมต่าง ๆ
8
ไพโรจน์ คะเชนทร์ (2556) ให้คำจำกัดความผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนว่า คือคุณลักษณะ รวมถึงความรู้
ความสามารถของบุคคลอันเป็นผลมาจากการเรียนการสอน หรือ มวลประสบการณ์ทั้งปวงที่บุคคลได้รับจากการ
เรียนการสอน ทำใหบ้ ุคคลเกิดการเปล่ยี นแปลงพฤติกรรมในด้านต่างๆ ของสมรรถภาพทางสมอง ซึ่งมีจุดมุ่งหมาย
เพื่อเป็นการตรวจสอบระดับความสามารถสมองของบคุ คลว่าเรียนแล้วรูอ้ ะไรบ้าง และมีความสามารถด้านใดมาก
น้อยเท่าไร ตลอดจนผลที่เกิดขึ้นจากการเรียนการฝึกฝนหรือประสบการณ์ต่างๆ ทั้งในโรงเรียน ที่บ้าน และ
สิง่ แวดลอ้ มอน่ื ๆ รวมท้ังความรู้สึก คา่ นยิ ม จริยธรรมต่างๆ ก็เป็นผลมาจากการฝกึ ฝนดว้ ย
ดังนั้นจึงสรุปได้ว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ผลที่เกิดจากกระบวนการเรียนการสอนที่จะทำให้
นกั เรียนเกดิ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม และสามารถวดั ได้โดยการแสดงออกมาท้งั 3 ดา้ น คอื ดา้ นพทุ ธิพิสัย ด้าน
จิตพสิ ัย และด้านทกั ษะพสิ ยั
การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
การวัดผลสมั ฤทธิท์ างการเรียนมคี วามจำเปน็ ต่อการเรียนการสอน หรอื การตัดสนิ ผลการเรียน เพราะเป็น
การวัดระดับความสามารถในการเรียนรู้ของบุคคลหลังจากที่ได้รับการฝึกฝน โดยอาศัยเครื่องมือประเภท
แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธ์ิซงึ่ เป็นเครื่องมือที่นยิ มมากทสี่ ดุ
การวัดผลสัมฤทธิท์ างการเรียนตามแนวคิดของ Bloom (1982) ถือวา่ สิง่ ใดกต็ าม ทม่ี ปี รมิ าณอยู่จริงส่ิงนั้น
สามารถวัดได้ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก็อยู่ภายใต้กรอบแนวคิดดังกล่าว ซึ่งผลการวัดจะเป็นประโยชน์ในลักษณะ
ทราบและประเมินระดับความรู้ ทักษะและเจตคติของนักเรียน และระดับความรู้ความสามารถตามแนวคิดของ
Bloom มี 6 ระดับ ดังน้ี
1) ความจำ คือ สามารถจำเรื่องต่าง ๆ ได้ เช่น คำจำกัดความสูตรต่าง ๆ วิธีการ เช่น นักเรียนสามารถ
บอกชอ่ื สารอาหาร 5 ชนดิ ได้ นักเรยี นสามารถบอกชอื่ ธาตุท่เี ป็นองค์ประกอบของโปรตีนได้ครบถ้วน
2) ความเขา้ ใจ คือ สามารถแปลความ ขยายความ และสรุปใจความสำคญั ได้
3) การนำไปใช้ คือ สามารถนำความรู้ ซ่งึ เป็นหลักการ ทฤษฎี ฯลฯ ไปใชใ้ นสภาพการณท์ ่ตี า่ งออกไปได้
4) การวิเคราะห์ คือ สามารถแยกแยะข้อมูลและปัญหาต่าง ๆ ออกเป็นส่วนย่อยเช่น วิเคราะห์
องคป์ ระกอบ ความสมั พนั ธ์ หลักการดำเนนิ การ
5) การสังเคราะห์ คือ สามารถนำองค์ประกอบ หรือส่วนต่าง ๆ เข้ามารวมกันเป็นหมวดหมู่อย่างมี
ความหมาย
6) การประเมินค่า คือ สามารถพิจารณาและตัดสินจากข้อมูล คุณค่าของ หลักการโดยใช้มาตรการที่ผ้อู ื่น
กำหนดไว้หรอื ตวั เองกำหนดข้นึ
9
เยาวดี วิบูลย์ศรี (2540) ได้กล่าวถึงข้อตกลงเบื้องต้นที่ควรคำนงึ ถึงในการสร้างแบบทดสอบผลสัมฤทธ์ไิ ว้
ดังนี้
1) เนื้อหา หรือทักษะภายในขอบเขตที่ครอบคลุมในแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์นั้น จะต้อง
สามารถจำกดั อยู่ในรูปของพฤติกรรม ซึ่งมคี วามเฉพาะเจาะจงในลักษณะท่ีจะส่ือสารไปยังบุคคลอื่นได้ ถ้า
เปา้ หมายทางการศึกษาไมส่ ามารถจำกัดอยู่ในรูปของพฤติกรรมแล้ว ย่อมไม่สามารถที่จะวัดได้ในลักษณะ
ของผลสมั ฤทธไิ์ ดอ้ ย่างชัดเจน
10
2) ผลิตผลท่แี บบทดสอบวดั ผลสัมฤทธว์ิ ัดนน้ั จะต้องเป็นผลติ ผลเฉพาะทเ่ี กิดข้ึนจากการเรียนการ
สอนตามวัตถุประสงค์ท่ีต้องการเทา่ น้ัน จะวดั ผลผลติ ผลอยา่ งอื่นไม่ได้
3) ผลสัมฤทธิ์หรือความรู้ต่าง ๆ ที่แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์วัดได้นั้น ถ้าจะนำไปเปรียบเทียบกัน
แล้ว ผูเ้ ข้าสอบทุกคนจะต้องมโี อกาสได้เรียนรู้ในเรือ่ งน้นั ๆ เทา่ เทยี มกนั
แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี น
สมบรู ณ์ ตนั ยะ (2545) ไดใ้ หค้ วามหมายวา่ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรยี นเป็นแบบทดสอบท่ีใช้
สำหรับวัดพฤติกรรมทางสมองของผู้เรียนว่ามีความรู้ ความสามารถใน เรื่องที่เรียนรู้มาแล้ว หรือได้รับการฝึกฝน
อบรมมาแล้วมากน้อยเพียงใด ส่วน พิชิต ฤทธิ์จรูญ (2544) กล่าวว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็น
แบบทดสอบที่ใชว้ ดั ความรู้ ทักษะ และความสามารถทางวิชาการที่ผู้เรียนได้เรียนรูม้ าแล้ว ว่า บรรลุผลสำเร็จตาม
จุดประสงคท์ กี่ ำหนดไว้เพียงใด
พิชิต ฤทธิ์จรูญ (2545) กล่าวว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึงแบบทดสอบที่ใช้วัด
ความรู้ ทักษะ และความสามารถทางวชิ าการทนี่ ักเรยี นได้เรียนรู้มาแล้วว่าบรรลุผลสำเร็จตามจุดประสงค์ที่กำหนด
ไว้เพยี งใด
สิริพร ทิพย์คง (2545) กล่าวว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึงชุดคำถามที่มุ่งวัด
พฤติกรรมการเรียนของนักเรียนว่ามีความรู้ ทักษะ และสมรรถภาพด้านสมองด้านต่างๆ ในเรื่องที่เรียนรู้ไปแล้ว
มากนอ้ ยเพียงใด
สมพร เชื้อพันธ์ (2547) กล่าวว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึงแบบทดสอบหรือชุด
ของข้อสอบที่ใช้วัดความสำเร็จหรือความสามารถในการทำกจิ กรรมการเรียนรู้ของนกั เรียนที่เปน็ ผลมาจากการจดั
กจิ กรรมการเรยี นการสอนของครผู ู้สอนว่าผา่ นจุดประสงคก์ ารเรยี นรู้ท่ตี งั้ ไวเ้ พียงใด
ดังนั้นสรุปได้ว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คือแบบทดสอบที่ใช้วัดความรู้ และทักษะ
ความสามารถจากการเรียนรู้ในอดีตหรอื ในสภาพปจั จบุ ันของแตล่ ะบุคคล
ประเภทของแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธิท์ างการเรียน
ไพโรจน์ คะเชนทร์ (2556) ได้จัดประเภทของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบ่งออกเป็น 2
ประเภท คือแบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้นเอง (Teacher made tests) และแบบทดสอบมาตรฐาน (Standardized
tests) ซึ่งทั้ง 2 ประเภทจะถามเนื้อหาเหมือนกัน คือถามสิ่งที่ผู้เรียนได้รับจากการเรียนการสอนซึ่งจัดกลุ่ม
พฤติกรรมได้ 6 ประเภท คือ ความรู้ ความจำ ความเข้าใจ การนำไปใช้ การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ และการ
ประเมนิ
11
1. แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้นเป็นแบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้นเองเพื่อใช้ในการทดสอบผู้เรียนในชั้นเรียน
แบง่ เป็น 2 ประเภท คือ
1.1 แบบทดสอบปรนัย (Objective tests) ได้แก่ แบบถูก – ผิด (True-false) แบบจับคู่
(Matching) แบบเติมคำให้สมบูรณ์ (Completion) หรือแบบคำตอบสั้น (Short answer) และแบบ
เลอื กตอบ (Multiple choice)
1.2 แบบอัตนัย (Essay tests) ได้แก่ แบบจำกัดคำตอบ (Restricted response items) และ
แบบไมจ่ ำกดั ความตอบ หรือ ตอบอยา่ งเสรี (Extended response items)
2. แบบทดสอบมาตรฐาน (Standardized tests) เป็นแบบทดสอบที่สร้าง โดยผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ใน
เนื้อหา และมีทักษะการสร้างแบบทดสอบ มีการวิเคราะห์หาคุณภาพของแบบทดสอบ มีคำชี้แจงเกี่ยวกับการ
ดำเนินการสอบ การให้คะแนนและการแปลผล มีความเป็นปรนัย (Objective) มีความเที่ยงตรง (Validity) และ
ความเชื่อมั่น (Reliability) แบบทดสอบมาตรฐาน ได้แก่ California Achievement Test, Iowa Test of Basic
Skills, Standford Achievement Test และ the Metropolitan Achievement tests เปน็ ต้น
สว่ นพวงรตั น์ ทวีรัตน์ (2543) ไดจ้ ดั ประเภทแบบทดสอบไว้ 3 ประเภท ดงั น้ี
3. แบบปากเปล่า เป็นการทดสอบที่อาศัยการซักถามเป็นรายบุคคล ใช้ได้ผลดีถ้ามีผู้เข้าสอบจำนวนน้อย
เพราะต้องใชเ้ วลามาก ถามได้ละเอยี ด เพราะสามารถโตต้ อบกนั ได้
4. แบบเขียนตอบ เป็นการทดสอบที่เปลี่ยนแปลงมาจากการสอบแบบปากเปล่า เนื่องจากจำนวนผู้เข้า
สอบมากและมจี ำนวนจำกัด แบ่งได้เป็น 2 แบบ คอื
1. แบบความเรียง หรืออัตนัย เป็นการสอบที่ให้ผู้ตอบได้รวบรวมเรียบเรียงคำพูดของตนเองใน
การแสดงทศั นคติ ความรูส้ ึก และความคดิ ได้อย่างอสิ ระภายใต้หัวเร่อื งท่ีกำหนดให้ เป็นข้อสอบที่สามารถ
วัดพฤติกรรมด้านการสังเคราะห์ได้อย่างดี แต่มีข้อเสียที่การให้คะแนน ซึ่งอาจไม่เที่ยงตรง ทำให้มีความ
เปน็ ปรนยั ไดย้ าก
2. แบบจำกัดคำตอบ เปน็ ขอ้ สอบ ท่มี ีคำตอบถกู ใต้เง่ือนไขท่ีกำหนดให้อย่างจำกัด ข้อสอบแบบน้ี
แบง่ ออกเปน็ 4 แบบ คือ แบบถูกผดิ แบบเติมคำ แบบจับคู่ และแบบเลือกตอบ
5. แบบปฏิบัติ เป็นการทดสอบที่ผู้สอบได้แสดงพฤติกรรมออกมาโดยการกระทำหรือลงมือปฏิบัติจริงๆ
เช่น การทดสอบทางดนตรี ช่างกล พลศกึ ษา เปน็ ตน้
สรปุ ได้วา่ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน แบ่งได้ 2 ประเภท คือ แบบทดสอบมาตรฐาน ซึ่งสร้าง
จากผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหาและด้านวัดผลการศึกษา มีการหาคุณภาพเป็นอย่างดี ส่วนอีกประเภทหนึ่ง คือ
12
แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้น เพื่อใช้ในการทดสอบในชั้นเรียน ในการออกแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
คำศัพท์เพื่อการสื่อสาร ผู้วิจัยได้เลือกแบบทดสอบที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น แบบปฏิบัติ ในการวัดความสามารถในการนำ
คำศพั ทไ์ ปใช้ในการส่ือสารด้านการการพูดและการเขียน และเลือกแบบทดสอบแบบเขียนตอบทจี่ ำกัดคำตอบโดย
การเลือกตอบจากตวั เลือกที่กำหนดให้ ในการวัดความรู้ความเข้าใจความหมายของคำศัพท์ และการนำคำศัพท์ไป
ใชใ้ นการฟงั และการอ่าน
การวางแผนการสร้างและการเลือกชนดิ ของแบบทดสอบใหเ้ หมาะสมกบั เน้อื หา
ในการสร้างแบบทดสอบให้ครอบคลุมเนื้อหาและสามารถวัดพฤติกรรมได้เหมาะสมกับเนื้อหา ควรมีการ
สร้างตารางวิเคราะห์หลักสูตร (Developing the table of specifications) เพื่อเป็นแนวทางในการสร้าง
เหมือนกับการเขียนแบบสร้างบ้าน ที่เรียกกันว่า Test blueprint ตารางวิเคราะห์หลักสูตรประกอบด้วยหัวข้อ
เน้ือหา และวัตถปุ ระสงคก์ ารเรียนร้กู ับพฤติกรรมท่ีตอ้ งการจะวดั
การสร้างตารางวิเคราะห์หลักสูตรเริ่มที่การสร้างตาราง 2 มิติ คือแนวตั้งเป็นพฤติกรรมที่ต้องการจะวัด
ประกอบด้วย ความจำ ความเข้าใจ การนำไปใช้ การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ และการประเมินค่า ส่วนแนวนอน
เป็นหัวข้อเนื้อหาหรือวัตถุประสงค์การเรียนรู้ ซึ่งขึ้นอยู่กับเนื้อหาและ/หรือวัตถุประสงค์ของวิชานั้น จากนั้นจึง
กำหนดน้ำหนกั ของเนื้อหา พิจารณาจากความสำคัญของเน้ือหาน้ันๆ โดยอาจกำหนดนำ้ หนักเปน็ ร้อยละ พร้อมกับ
กำหนดพฤติกรรมที่ต้องการจะวัดและกำหนดความสำคัญ โดยพิจารณาจากจุดประสงค์การเรียนรู้ควบคู่ไปกับ
เนื้อหา สุดท้ายจึงกำหนดแบบทดสอบที่จะใช้วัด เช่น แบบถูกผิด แบบจับคู่ แบบเติมคำ แบบเลือกตอบ หรือแบบ
อตั นัย เปน็ ตน้
2. ความหมายของจดุ ประสงค์การเรียนรู้
จุดประสงค์การเรียนรู้ คือ ข้อความที่ระบุคุณลักษณะการเรียนรู้และความสามารถที่ครูต้องการให้เกิด
ขึน้ กบั นกั เรียน หลงั จากทนี่ ักเรยี นได้ผา่ นกจิ กรรมการเรียนการสอนในเรอื่ ง หรือบทหนึง่ ๆแล้ว
ความสำคญั ของจดุ ประสงคก์ ารเรยี นการสอน
จุดประสงค์การเรียนรู้ เปน็ จุดหมายปลายทางของการเรียนการสอนที่ได้แนวทางมาจากความคิดรวบยอด
การเรียนการสอน ดงั น้นั จดุ ประสงคก์ ารเรียนการสอนจงึ มคี วามสำคญั ตอ่ การจดั การเรยี นการสอน
ลกั ษณะของจุดประสงค์การเรียนการสอน
จดุ ประสงคก์ ารเรยี นการสอนแบ่งได้ 2 ระดบั คอื
1. จดุ ประสงค์ทว่ั ไป
เป็นจุดประสงค์ที่มีความหมายกว้างไม่เฉพาะเจาะจง ได้แก่ จุดประสงค์การเขียนหลักสูตร จุดประสงค์
ของแผนการศึกษาชาติ ซึ่งมีคำที่เรียกแตกต่างกันออกไป เช่น จุดมุ่งหมาย ความมุ่งหมาย จุดหมาย
วัตถปุ ระสงค์ และผลการเรยี นรู้ท่คี าดหวงั
ตวั อยา่ งจุดประสงค์ของหลักสูตร
13
1. เพ่ือใหม้ ีนสิ ัยใฝ่หาความรู้และมคี วามคิดสรา้ งสรรค์
2. เพือ่ ใหม้ คี วามร้คู วามเขา้ ใจและเหน็ คณุ คา่ ในศิลปวฒั นธรรม
3. เพอ่ื ปลกู ฝังใหม้ ีความภาคภุมใิ จในความเปน็ ไทย
2. จุดประสงค์เฉพาะ
เป็นจุดประสงค์ที่มีความหมายเฉพาะเจาะจง และเป็นจดประสงค์ที่ตั้งขึ้น เพื่อแสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้ง
ตรวจสอบได้ ตัวอย่างเชน่
1. นกั เรยี นสามารถอธิบายถึงขอ้ ควรปฏบิ ตั ิในการฟังและพูดในโอกาสตา่ งๆได้
2. นักเรยี นสามารถเขียนแผนภูมแิ ท่งได้
3. นักเรียนสามารถบอกไดว้ ่าอาหารชนิดใดอยูใ่ นหมวดหมใู่ ดไดถ้ ูกต้อง 8 ชนดิ
จุดประสงค์เฉพาะจะชี้ให้เห็นสิ่งที่ต้องการจากการศึกษาอย่างเฉพาะเจาะจงและเกี่ยวข้องกับเนื้อหาวิชา
โดยตรง
จุดประสงค์การเรียนการสอนนอกจากจะแบ่งเป็น 2 ระดับแล้วดังกล่าวแล้วยังแบ่งตามลักษณะการ
เรยี นรู้ได้ 3 ดา้ นดงั น้ี
พทุ ธพสิ ยั
เป็นจดุ ประสงค์ทางการศกึ ษาท่ีเก่ียวกับการเรียนรู้ทางด้านปัญญา คือ ความร้คู วามเข้าใจ การใช้ความคิด
แบ่งได้ออกเป็น 6 ระดบั คือ
1. ความรู้ หมายถึง ความสามารถในการจำเนื้อหาความรู้ และระลึกได้เมื่อต้องการนำมาใช้
ความรู้ที่เกีย่ วกับวธิ กี าร และความรเู้ กี่ยวกบั หลักการ เชน่
-นกั เรยี นสามารถบอกคำแปลของเครอ่ื งหมายได้
-นักเรียนสามารถอธบิ ายความหมายของการอนรุ ักษ์ทรัพยากรธรรมชาตไิ ด้ถกู ต้อง
2. ความเข้าใจ เปน็ ความสามารถในการจับใจความสำคัญของสื่อได้ และสามารถแสดงออกมาใน
รูปของการแปลความ ตีความ คาดคะเน ขยายความ หรือ การกระทำอื่น ๆเช่น
-นกั เรียนสามารถเขียนรปู จากโจทย์ทีก่ ำหนดไว้อย่าถูกต้อง
-นกั เรียนสามารถอธบิ ายความหมายของการอนรุ ักษ์ทรพั ยากรธรรมชาติได้ถกู ต้อง
3. การนำความรู้ไปใช้หมายถึง การนำเอาเนื้อหาสาระ หลักการ ความคิดรวบยอด เป็นขั้นที่
ผู้เรียนสามารถนำความรู้ ประสบการณ์ไปใช้ในการแก้ปัญหาในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ ซึ่งจะต้องอาศัย
ความรู้ความเขา้ ใจ จงึ จะสามารถนำไปใช้ได้ เชน่
-นำหลักของการใช้ภาษาไทยไปใชส้ ่ือความหมายในชีวติ ประจำวนั ได้ถกู ต้องและเหมาะสม
-นักเรยี นสามารถเสนอความคิดในการอนรุ ักษ์ทรัพยากรธรรมชาติได้
4. การวิเคราะห์ เป็นขั้นที่ผู้เรียนสามารถคิด หรือ แยกแยะเรื่องราวสิ่งต่าง ๆ ออกเป็นส่วนย่อย
เป็นองค์ประกอบที่สำคัญได้ และมองเห็นความสัมพันธ์ของส่วนที่เกี่ยวข้องกัน ความสามารถในการ
วเิ คราะหจ์ ะแตกต่างกนั ไปแล้วแต่ความคดิ ของแต่ละคนซึ่งนักเรียนจะสามารถวิเคราะห์ฃเน้ือหาสาระได้ก็
ต่อเมอื่ นักเรยี นเขา้ ใจเนอ้ื หาสาระทีเ่ รียนมาแลว้ เช่น
14
-นักเรียนสามารถแยกองคป์ ระกอบของหลกั สูตรได้
-นักเรียนสามารถจำแนกวธิ ีของการอนุรกั ษท์ รัพยากรธรรมชาตไิ ด้
5. การสังเคราะห์ หมายถึง ความสามารถที่จะนำองค์ประกอบส่วนย่อยๆเข้ามารวมกันเพื่อให้
เปน็ ภาพที่สมบูรณ์เกิดความกระจา่ งใสในส่ิงเหล่านั้น เชน่
-หลังจากที่ครูให้ตัวอย่าง 5 ตัวอย่างเรื่องการหาร นักเรียนสามารถสรุปได้ว่าการหารคือการหัก
ออกทีละเท่าๆกัน
6. การประเมินคา่ หมายถงึ ความสามารถในการพจิ ารณาตัดสนิ คุณค่าของสิ่งต่างๆโดยท่ีผู้ตัดสิน
กำหนดเกณฑข์ ้ึนมาเอง หรือเกณฑท์ ผี่ ู้อ่ืนกำหนดขนึ้ เชน่
-หลงั จากทีอ่ า่ นบทความแล้วนกั เรยี นสามารถวจิ ารณ์ความรูส้ กึ ของผเู้ ขยี นได้
จิตพิสยั
จิตพสิ ัยเปน็ อารมณ์ หรอื ความรู้สกึ ของแตล่ ะบุคคล ท่ไี ด้แสดงออกมา ท้ังดา้ นการกระทำ การแสดงความ
คดิ เห็นเจตคติ คา่ นยิ มและคุณธรรมกระบวนการเกิดขน้ึ ภายในเหล่านจ้ี ะเกิดตามลำดับขน้ั ตอนตอ่ ไปน้ี
1.การรับคือการที่นักเรียนได้รับประสบการณ์จากสิ่งแวดล้อม เช่น นักเรียนยอมรับความแตกต่างทาง
วฒั นธรรมในสังคม
2.การตอบสนอง คือ การมีปฏิกิริยาโต้ตอบกับสิ่งแวดล้อมที่รับเข้ามาด้วยความเต็มใจ เช่น นักเรียนได้
แสดงความคิดเหน็ เพ่มิ เติมในเรอื่ งทค่ี รูบรรยาย
3.การเห็นคุณค่า เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่ได้รับรู้สิ่งแวดล้อมและมีปฏิกิริยาโต้ตอบสังเกตได้จาก
พฤติกรรมทีย่ อมรับค่านิยมใดนิยมหน่ึง เชน่
-นักเรียนแสดงความสนใจในวัฒนธรรมโดยติดตามอา่ นหนงั สือเกยี่ วกับวัฒนธรรมอย่างสมำ่ เสมอ
4.การจดั รวบรวม เปน็ การคดิ พจิ ารณา และรวบรวมค่านิยมใหเ้ ป็นระบบคา่ นยิ ม เชน่
-นกั เรียนสามารถจัดโครงสรา้ งของวัฒนธรรมได้
5.การพจิ ารณาคุณลักษณะจากค่านิยม เปน็ เร่ืองความประพฤติ คุณสมบัติ คุณลักษณะของแต่ละบุคคลท่ี
เปน็ ผลของความรสู้ ึก เชน่
-นกั เรียนสามารถสร้างคา่ นิยมต่อวฒั นธรรมได้
ทักษะพสิ ยั
จุดประสงค์เกี่ยวกับทักษะในการเคลอ่ื นไหว และใชอ้ วยั วะต่างๆของร่างกาย มลี ำดบั การพฒั นา
ทักษะดังน้ี
การเลยี นแบบเปน็ การทำตามตวั อยา่ งที่ครใู ห้ หรือดขุ องจรงิ เช่น นักเรยี นวาดภาพเหมือนตวั อย่าง
การทำตามคำบอก เป็นการทำตามคำสงั่ ของครูโดยไมม่ ตี ัวอย่างใหด้ ุ เช่น นักเรยี นวาดภาพสง่ิ ทคี่ รู
บอกช่อื ได้
การทำอย่างถูกต้องและเหมาะสม เป็นการทำโดยอาศัยความรู้ทีเ่ คยทำมาก่อนแล้วเพิม่ เติม เช่น นักเรียน
สามรถออกแบบภาพได้
15
การทำได้ถูกต้องหลายรูปแบบ เป็นการทำเรื่องที่คล้ายๆกันและแยกแยะรูปแบบได้เช่น นักเรียนสามารถ
วาดภาพส่งิ ทีม่ ีชีวิตได้หลายประเภท
การทำอยา่ งเปน็ ธรรมชาติ เป็นการทำทเ่ี กิดจากความรู้ ความชำนาญ และเสร็จได้ในเวลาอนั รวดเร็ว
เช่นนกั เรยี นสามารถวาดรปู ภาพไดถ้ กู วธิ แี ละรวดเร็ว
จุดประสงคเ์ ฉพาะมบี ทบาทท่ีสำคัญต่อการเรียนการสอน คือ จุดประสงคเ์ ชิงพฤติกรรม
จดุ ประสงค์เชิงพฤติกรรม
การกำหนดจุดประสงค์เชิงพฤตกิ รรที่ชดั เจนทำใหค้ รสู ามารถ
-หาวิธีการสอนได้อยา่ เหมาะสม
-หาวธิ กี ารสอนไดอ้ ยา่ งเหมาะสม
-เลอื กส่ือการเรยี นการสอนไดส้ อดคล้องกบั เนื้อหาสาระที่จะเรียน
-จดั กจิ กรรมการเรยี นการสอนไดเ้ หมาะสม
-เตรยี มการวดั ผลและประเมนิ ผลได้เหมาะสม
-ทำใหก้ ารสอนบรรลุจดุ ประสงค์ท่ีต้งั ไว้
ความหมาย
จุดประสงค์เชิงพฤตกรรมเป็นจุดประสงค์การศึกษาที่บ่งบอกถึงการกระทำของนัก เรียนอย่างชัดเจนว่า
นักเรยี นสามารถทำอะไรได้บา้ ง หลังจากท่ไี ด้เรียน บทเรยี นน้ันๆ ไปแล้ว
องคป์ ระกอบ
จดุ ประสงคเ์ ชงิ พฤตกรรมประกอบด้วยองคป์ ระกอบ 3 ส่วน
1.สถานการณ์ที่ครูตั้งขึ้น เพื่อให้นักเรียนแสดงพฤติกรรมออกมา มักใช้คำว่า กำหนดให้…., ภายหลัง
จากท่…ี .., ถ้ามี….., เมื่อ…
2.พฤติกรรมของนักเรียนที่ครูคาดหวังให้แสดงออกมา ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่สามารถสังเกตได้ ได้แก่
อธิบาย บรรยาย บอก วาด เขียน ช้ี คำนวณ ตอบ ทอ่ ง เปรียบเทียบ สร้าง รายงาน ฯลฯ
คำทีไ่ มค่ วรใช้ในจุดประสงค์เชงิ พฤตกรรม ไดแ้ ก่ รูเ้ ขา้ ใจ วาบซง้ึ ตระหนัก จนิ ตนาการฯลฯ
3.เกณฑ์ระดับความสามารถของพฤติกรรมที่นักเรียนแสดงออก มักใช้คำว่า ได้ ถูกต้อง ถูกหมด ได้
ทกุ ขอ้
ตวั อย่างจดุ ประสงคเ์ ชงิ พฤตกิ รรม
1.เมื่อกำหนดโจทย์เลขเศษสว่ นให้ 10 ข้อ นกั เรยี นสามารถทำไดถ้ กู ต้องอย่างน้อย 8 ข้อ
2.เมื่อนำแผนมาใหน้ กั เรยี นดู นกั เรียนสามารถบอกชือ่ เครื่องหมายในแผนทไี่ ด้อย่างน้อย 5 ชอื่
3.เมือ่ นำชอ่ื สตั วต์ า่ งๆมาติดบนกระดานดำ นกั เรยี นสามารถแยกช่อื สัตวท์ เ่ี ล้ียงไวใ้ ชง้ านได้ถูกต้อง
4.จากการสงั เกตจากดวงอาทิตย์ นกั เรยี นสามารถช้ีทศิ ท้ังส่ีทศิ ได้
16
สรุปความหมายของจุดประสงคก์ ารเรียนรู้ คือ เพื่อให้มีความรู้ ความเข้าใจในวิชาที่เรียน ข้อมูลที่ปรากฏ
ในส่งิ แวดลอ้ ม สามารถคดิ อย่างมีเหตุผล และใช้เหตผุ ลในการแสดงความคดิ เห็นอย่างมรี ะเบยี บ ชัดเจนและรัดกุม
เพื่อให้มีทักษะในการเรียนเพิ่มขึ้น เพื่อให้เห็นประโยชน์ของวิชาคณิตศาสตร์ทั้งที่มีต่อชีวิตประจำวัน และเป็น
เครื่องมือแสวงหาความรู้ เพื่อให้สามารถนำความรู้ ความเข้าใจ และทักษะทางคณิตศาสตร์ไปใช้ในชีวิตประจำวัน
และเปน็ พน้ื ฐานในการศึกษาคณิตศาสตร์และวิชาอ่นื ๆ ทีอ่ าศยั ความเชือ่ มโยงของวชิ า
3. พฤตกิ รรมทค่ี าดหวังทางดา้ นสติปัญญา
การกำหนดผลการเรียนรู้ที่คาดหวังให้ครอบคลุมจุดมุ่งหมายแต่ละด้าน มีข้อยุ่งยากอยู่ที่การกำหนด
พฤติกรรมที่คาดหวัง จำเป็นที่ผูก้ ำหนดจะต้องเขา้ ใจก่อนวา่ ในแต่ละด้านนั้นมจี ุดมุ่งหมายย่อย ๆ อะไรบ้าง และมี
พฤติกรรมอะไรบ้าง ทั้งนี้เพื่อมิให้พฤติกรรมที่คาดหวังเป็นเพียงพฤติกรรมง่าย ๆ ในระดับต่ำ เพราะจะเป็นผลให้
การเรียนการสอนไม่สง่ เสรมิ พฤติกรรมชั้นสงู ทม่ี ีคุณคา่ มากกว่า ในเอกสารนี้จะกล่าวถึงพฤติกรรมที่คาดหวังสำหรับ
ดา้ นสติปญั ญาเท่านั้น (นวลน้อยเจริญผล. 2538 : 44-48)
เมเกอร์ (Mager, 1975, p. 21) ได้เสนอว่าองค์ประกอบของจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมมี 3 องค์ประกอบ
ไดแ้ ก่
1) พฤติกรรมหรือทักษะที่ผู้เรียนแสดงออก จุดประสงค์จะต้องอธิบายสิ่งที่ผู้เรียนสามารถทำได้ ไม่ใช่
กิจกรรมการเรียนการสอนที่ครูให้ทำความของจุดประสงค์ประกอบด้วย การกระทำและเนื้อหา ยกตัวอย่างเช่น
วาดภาพเหมอื นของตวั เอง วเิ คราะห์โจทยเ์ ลข
2) เงอ่ื นไขการแสดงพฤติกรรมหรอื การทำงานของผเู้ รียน จดุ ประสงค์จะตอ้ งระบสุ ภาพของ การทำงานซึ่ง
เป็นสิ่งเร้าภายนอก หรืออุปกรณ์/เครื่องมือที่ให้ผู้เรียนใช้ในขณะปฏิบัติงาน ยกตัวอย่างเช่น อนุญาตให้ผู้เรียนใช้
เครื่องคิดเลขในการคำนวณเลข หลังการอา่ นหนังสอื จบ นักเรยี นสามารถสรปุ สาระสำคัญได้
3) เกณฑ์ในการแสดงพฤติกรรมเพื่อใช้ในการประเมินการปฏิบัติงานของผู้เรียน เกณฑ์มักระบุ ในรูปของ
ความถกู ต้อง เวลาท่ใี ช้ หรือระดบั คุณภาพในการแสดงพฤติกรรมของผู้เรียนซึ่งเปน็ ท่ียอมรบั เกณฑ์อาจระบุในเชิง
ปริมาณที่สามารถแจงนับได้ หรือเกณฑ์ในเชิงคุณภาพซึ่งบอกลักษณะของพฤติกรรม ซึ่งเป็นที่ยอมรับของ
ผู้เชี่ยวชาญ ดังนั้นหากต้องการเขียนจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมที่แสดงถึงความสามารถ ในระดับใดก็ควรเลือกใช้
คำกริยาที่ชี้บ่งให้เห็นข้ันพฤติกรรมในระดับนั้น หรือกำหนดเกณฑ์ที่ชี้ให้เห็นสภาพ ที่ต้องการพัฒนา ยกตัวอย่าง
เชน่ แกป้ ัญหาไดถ้ กู ต้อง 2 ใน 3 ข้อ โยนลกู บอลได้ 10 ครง้ั ภายใน 1 นาที
หลักการเขียนจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม
การเขยี นจุดประสงคเ์ ชิงพฤติกรรมในแต่ละองคป์ ระกอบ ควรมีหลกั การดังน้ี
1) ข้อความที่ใช้บรรยายพฤติกรรมต้องชัดเจน เฉพาะเจาะจง ไม่สับสน เป็นพฤติกรรมที่ สามารถ
สงั เกตเห็นได้ เช่น คำทแ่ี สดงพฤติกรรมดา้ นความรู้ ใช้คำว่า ระบุ บอก อธบิ าย ใหน้ ยิ าม สาธติ เปน็ ต้น แทนคำท่ีมี
ลักษณะกำกวม ไม่สามารถสังเกตพฤติกรรมได้ เช่น คำว่า “รู้” “เข้าใจ” ส่วนคำที่ แสดงพฤติกรรมที่บอกเจตคติ
นิยมใช้คำที่ให้ผู้เรียนเลือก ตัดสินใจแสดงพฤติกรรมทีม่ าจากความรูส้ กึ แทน คำว่า “ซาบซึ้ง” ซึ่งไม่เห็นพฤติกรรม
17
จงึ เป็นคำท่ีไม่ควรใช้ สำหรบั พฤติกรรมเก่ยี วกบั ทักษะทางกาย มี ลกั ษณะที่ชดั เจนในตวั เองเพราะผู้เรียนต้องแสดง
พฤติกรรมให้ปรากฏจงึ ไมเ่ ปน็ ปัญหา ตวั อย่างเชน่
นักเรยี นแต่งประโยคทม่ี อี งคป์ ระกอบ 3 ส่วน คอื ประธาน กริ ยิ า และกรรมไดถ้ กู ต้อง
นักเรียนเลยี้ งลูกวอลเลย์บอลได้ต่อเนอื่ งอย่างนอ้ ย 50 ลกู
นกั เรียนส่งงานทุกช้ินทคี่ รมู อบหมายในเวลาที่กำหนด
2) การบอกเงื่อนไขของการแสดงพฤติกรรม พิจารณาจากสิ่งเร้าหรือตัวช่วยที่ผู้เรียนนำไป เชื่อมโยงกับ
ความรู้/ความคิดรวบยอดที่เก็บไว้ในโครงสร้างทางปัญญา ทำให้ผู้เรียนสามารถระลึกได้และ นำกลับมาใช้ในการ
ปฏบิ ตั งิ าน
เงือ่ นไขการเรียนรู้ พฤตกิ รรมท่แี สดงออก
ตัวอย่าง เช่น นกั เรียนบวกเลขสองหลักโดยคิดในใจได้ถกู ตอ้ ง จำนวน 8 ข้อ ใน 10 ข้อ
นักเรียนยนื ตรงแสดงความเคารพทกุ ครง้ั เมื่อไดย้ นิ เสยี งเพลงชาติไทย
3) การกำหนดเกณฑ์ในการแสดงพฤติกรรม สามารถเขียนเกณฑ์ได้หลายลักษณะขึ้นกับเกณฑ์ ที่ใช้และ
ประเภทของพฤติกรรมการเรยี นรู้ ไดแ้ ก่
(1) เกณฑ์ความถูกต้องความรูท้ ี่เป็นข้อเท็จจริง กฎหรือทฤษฎีที่เป็นเนือ้ หาซึ่งมีคำตอบที่ ถูกต้อง
แน่นอนอยแู่ ลว้ เกณฑก์ ค็ อื ความถูกตอ้ งตรงตามเน้ือหา
(2) เกณฑ์ความรอบรู้ หมายถึง เกณฑ์ที่แสดงว่ารู้จริง ทำได้จริง ใช้เกณฑ์การแสดง พฤติกรรมท่ี
ทำได้ถกู ตอ้ งเท่ากบั หรอื ต้ังแต่ร้อยละ 80 ขึ้นไป
(3) เกณฑ์ด้านทักษะ จะพิจารณาจากรายการของพฤติกรรมท่ีคาดหวังใหแ้ สดงได้ซ่ึงใช้
ระยะเวลาหรือความถี่ในการแสดงพฤติกรรมหรือลกั ษณะของการตอบสนองซงึ่ เป็นทย่ี อมรบั จาก ผลการวจิ ัย
(4) เกณฑด์ ้านเจตคติ พจิ ารณาจากจำนวนคร้ังของการแสดงพฤติกรรมทน่ี ่าพอใจ ในสถานการณ์
ที่จัดขึ้นโดยใช้แบบตรวจสอบรายการพฤติกรรมจากการสังเกตขณะทำงาน ตัวอย่างจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมที่
กำหนดเกณฑ์ในการแสดงพฤติกรรม เช่น นักเรยี นเลี้ยงลูกวอลเลย์บอลได้ต่อเน่ืองอย่างน้อย 50 ลูก นักเรียนจัด
พานไหว้ครูดว้ ยวัสดุอปุ กรณ์ที่กำหนดไดส้ ำเรจ็ ในเวลา 3 ช่วั โมง
ประเภทของจุดประสงค์การเรียนรู้
จุดประสงค์การเรียนรู้แบ่งตามลักษณะการแสดงออกทางพฤติกรรมที่เสนอโดยบลูม (Bloom) แครทโรล
(Krathrohl) และแฮร์โรว์ (Harrow) ออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่ ด้านพุทธิพิสัย (cognitive domain) ด้านทักษะพิสัย
(psychomotor domain) และดา้ นจิตพิสัย (affective domain) (Kellough & Roberts, 1991, pp. 210-218)
1. ด้านพุทธิพิสัย จุดประสงค์การเรียนรู้ด้านพุทธิพิสัย หมายถึง จุดประสงค์ที่แสดง ความสามารถของ
สติปญั ญาในการประมวลข้อมลู พฤติกรรมท่ีช้บี ง่ ความสามารถในด้านน้สี ามารถแบ่งได้ 6 ระดับ จากระดับพื้นฐาน
ไปสรู่ ะดับทซี่ บั ซอ้ น ดงั นี้
18
1) ความรู้ ความจำ (knowledge) หมายถึง การรับรู้ขอ้ มูล ความรู้ความสามารถในการ ระลึกได้
จำได้ ซึ่งเป็นพื้นฐานในการพัฒนาความสามารถระดับสูงข้ึนไป คำกริยาที่ใช้บ่งบอกพฤติกรรม ในระดับนี้
ไดแ้ ก่ เลือก ระบุ อธบิ าย เติมคำใหส้ มบรู ณ์ ชบี้ ง่ จัดทำรายการ จบั คู่ เรยี กชอื่ ระลกึ จำ บอก และกำหนด
เปน็ ตน้
2) ความเข้าใจ (comprehension) หมายถึง ความสามารถในการแปลความ อธิบาย ความรู้
ตีความ คาดคะเน คำกริยาที่ใช้ ได้แก่ เปลี่ยน อธิบาย ประมาณการ ขยายความ สรุป อ้างอิง แปล
ความหมาย คาดคะเน ตีความ ขยายความ อปุ มาอปุ มยั ลงสรุป และยกตัวอย่าง เปน็ ตน้
3) การนำไปใช้ (application) หมายถึง ความสามารถในการนำข้อมูลไปใช้ คำกริยาที่ใช้ ได้แก่
การประยุกต์ การคำนวณ การสาธิต การพัฒนา การค้นพบ การดัดแปลง การดำเนินการ การมีส่วนร่วม
การแสดง วางแผน ทำนาย เช่อื มโยง แสดงและทำใหด้ ู เปน็ ตน้
4) การวิเคราะห์ (analysis) หมายถึง ความสามารถในการพิจารณาแยกแยะองค์ประกอบย่อย
ด้วยเกณฑ์หรือคุณสมบัตทิ ่ีกำหนด คำกริยาที่ใช้ ไดแ้ ก่ วเิ คราะห์ แยกแยะ จัดพวก จดั ชั้น จดั ประเภท จดั
กลุ่ม เปรียบเทียบ หาความแตกตา่ ง วิจารณ์ แสดงแผนภมู ิ จำแนก สรุปอ้างอิง และกำหนดองค์ประกอบ
เปน็ ตน้
5) การสงั เคราะห์ (synthesis) หมายถึง ความสามารถในการรวบรวมองคป์ ระกอบย่อย เพ่ือการ
สรา้ งส่งิ ใหม่ทม่ี คี ุณลักษณะแตกต่างจากเดิม ไดแ้ ก่ การออกแบบ วางแผน และนำเสนอโครงการ คำกริยา
ที่แสดงทักษะการสังเคราะห์ ได้แก่ จัดเตรียม จัดประเภท แบ่งพวก ผสมผสาน รวบรวม กำหนด สร้าง
ออกแบบ พัฒนา ผลิต ดัดแปลง จัดระบบ วางแผน ปฏิรูป วางระบบ ปรับปรุง ทบทวน สรุปรวบยอด
สงั เคราะห์ ประพันธ์ แต่ง นำเสนอ และจัดการแสดง เปน็ ต้น
6) การประเมินคุณค่า (evaluation) เป็นระดับขั้นสูงสุดของความสามารถทางสติปัญญา
หมายถึง การแสดงความคิดเห็นและการตัดสินคุณค่า คำกริยาที่ใช้ ได้แก่ โต้แย้ง ประเมิน เปรียบเทียบ
สรปุ ความ วิจารณ์ ตดั สิน อธิบาย ตีความ จัดลำดับท่ี จดั ชน้ั และเทียบกับมาตรฐาน เปน็ ตน้
2. ด้านจิตพิสัย จุดประสงค์การเรียนรู้ด้านจิตพิสัย หมายถึง จุดประสงค์ที่แสดงพฤติกรรม ที่เกี่ยวกับ
ความรู้สึก เจตคติและค่านิยม ซ่ึงการเรยี นรู้ด้านเจตคตแิ ละคา่ นยิ ม มลี ำดบั ขนั้ ของการเกิด พฤติกรรมดังนี้
1) การรับรู้ (receiving) เป็นลำดับของการตระหนัก รับรู้ต่อสิ่งเร้า ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้น ของ
ความรู้สึกพึงพอใจ นักเรียนจะแสดงออกให้เห็นถึงความตั้งใจ ความสนใจ ต่อสิ่งเร้าหรือประสบการณ์ ท่ี
ไดร้ ับคำกรยิ าทใี่ ช้ ไดแ้ ก่ ถาม เลือก อธิบาย ตอบ บอกชื่อ สาธิต ระบุ บอกความแตกต่าง และบอกจดุ เด่น
เป็นตน้
19
2) การตอบสนอง (responding) เป็นขั้นของการตอบสนองต่อสิ่งเร้า ซึ่งอาจเนื่องมาจาก การ
ถูกควบคุมซึ่งเป็นปัจจยั จากภายนอก หรือโดยความสนใจของนักเรยี นเองซึง่ เป็นปัจจัยภายใน เพราะเห็น
ว่าส่ิงเร้านั้นน่าสนใจ หรอื เกิดความพึงพอใจต่อส่งิ เรา้ น้ัน คำกรยิ าท่ีใช้ ได้แก่ พิสูจน์ รวบรวม ทำตามคำสั่ง
แสดง ฝกึ ปฏิบัติ นำเสนอ และเลือก เป็นต้น
3) การเห็นคุณค่า (valuing) เป็นขั้นที่นักเรียนแสดงพฤติกรรมด้วยความเชื่อ ความประทับใจ
ความซาบซึ้ง และศรัทธาที่มีต่อสิ่งนั้นด้วยตัวของนักเรียนเอง คำกริยาที่ใช้ ได้แก่ อธิบาย ทำตาม ริเร่ิม
เขา้ ร่วม นำเสนอ และทำให้สมบูรณ์ เป็นตน้
4) การจัดระเบียบ (organizing) เป็นขั้นที่นักเรียนสร้างระบบค่านิยมส่วนตนขึ้นมา โดยการ
ยอมรับและจัดระเบียบคุณค่าตา่ ง ๆ ให้เชื่อมโยงเข้ากับคา่ นิยมเดิมทีม่ ีมาก่อนของตนเอง เป็นค่านิยม ใน
ชีวิต คำกริยาที่ใช้ ได้แก่ จัดระเบียบ รวบรวม สรุป บูรณาการ ดัดแปลง จัดลำดับ สังเคราะห์ สร้าง และ
จัดระบบ เป็นต้น
5) การสร้างระบบคา่ นิยมของตนเอง (internalization of values) เปน็ จุดประสงค์ ระดบั สงู สุด
พฤติกรรมในระดับนี้มีความคงเส้นคงวา แน่นอนไม่เปลี่ยนแปลงต่อความเชื่อของตนเอง คำกริยาที่ใช้
ได้แก่ ปฏิบัติ แสดงออก แก้ปัญหา ประกาศตวั แสดงตน อทุ ศิ ตน ทุ่มเท ยอมรบั และเกิดสำนึก เปน็ ตน้
3. ด้านทักษะพิสัย ทักษะเป็นความสามารถทางกาย ที่อาศัยการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ ในการทำงาน
เชน่ ทกั ษะทอ่ี าศยั การทำงานของกลา้ มเน้ือมดั ใหญ่เปน็ หลัก ได้แก่ การเล่นกฬี าตา่ ง ๆ การเต้นรำ เปน็ ต้น ทักษะท่ี
อาศยั การทำงานของกล้ามเน้ือมัดเล็กเป็นหลัก ไดแ้ ก่ การใชม้ ือและสายตา ประกอบกนั ได้แก่ งานชา่ งฝมี ือต่าง ๆ
การประกอบอาหาร การทำงานประดิษฐ์ การเล่นเครื่องดนตรี เป็นต้น การจัดประเภทของจุดประสงค์ด้านทักษะ
พิสัยนี้ยงั ไม่เปน็ ทีย่ อมรับอย่างกว้างขวาง แต่ได้มี การนำเสนอทักษะทีเ่ ป็นความสามารถทางกายที่มีการพัฒนามา
เปน็ ลำดับขน้ั ต้งั แต่เกิดดงั น้ี
1) การเคลื่อนไหวสะท้อน (reflex movement) เป็นพฤติกรรมทแ่ี สดงการตอบสนอง โดยไม่ตง้ั ใจ เป็นไป
เองเมอ่ื ได้รับส่งิ กระตุน้
2) การเคลื่อนไหวพื้นฐาน (fundamental movement) เป็นพฤติกรรมการเคลื่อนไหว พื้นฐานท่ี
พัฒนาข้ึนในขวบปแี รกของชีวิต เปน็ สง่ิ ที่เกดิ ขนึ้ เองตามพฒั นาการตามวยั โดยไมต่ ้องสอน
3) ความสามารถรับรู้ (perception abilities) เป็นพฤติกรรมที่พัฒนาจากการรับรู้ ดังนั้นในวัยเด็กเล็ก
ควรส่งเสรมิ ให้เด็กสำรวจ และมีส่วนรว่ มในกิจกรรมท่ีใช้ประสาทสัมผัสเพ่ือพัฒนา ความสามารถในการรับรู้อย่างมี
ประสทิ ธภิ าพ
20
4) ความสามารถทางกาย (physical abilities) เป็นพฤติกรรมที่แสดงความสามารถ ของการเคลื่อนไหว
ร่างกาย ประกอบดว้ ย ความทนทาน ความแข็งแรง ความยืดหยุ่น และความคลอ่ งแคล่ว
5) การเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่ว (skilled movement) เป็นพฤติกรรมที่แสดงถึง ทักษะในการ
เคลอื่ นไหว ทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพ คือได้ทงั้ ผลงานและการประหยดั พลงั งานในการทำงาน
6) การสื่อสารโดยไม่อาศัยการพูดหรือการเขียน (nondiscursive communication) เป็นพฤติกรรมทาง
กายที่แสดงออกหรือสื่อถึงความรู้สึกนึกคิดด้วยท่าทางหรือภาษาใบ้ การพัฒนาทักษะต้องอาศัยการพัฒนาเป็น
ลำดับขั้น จากระดับที่ทำได้พื้นฐานไปสู่การปฏิบัติ อย่างเชี่ยวชาญชำนาญการ ซึ่งเริ่มต้นจากการทำได้โดยอาศัย
การทำตามแบบ หรือตามกรอบที่กำหนดไว้ และพัฒนามาเป็นการทำได้ด้วยตนเอง มาสู่ขั้นที่ทำได้อย่าง
คล่องแคล่ว การทำได้อย่างชำนาญการและสุดท้ายทำได้อย่างสร้างสรรค์ คือสามารถคิดประดิษฐ์สร้างงานหรือ
ออกแบบการทำได้ถึงขั้นที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ เป็นของตนเอง สามารถสื่อถึงหลักการและแนวคิดที่แฝงอยู่ในการ
แสดงพฤตกิ รรมน้ันได้
ข้นั ตอนการเขยี นจดุ ประสงค์เชิงพฤตกิ รรม
การเขียนจุดประสงคเ์ ชิงพฤติกรรมมีลำดับขน้ั ตอนในการดำเนนิ งาน ดงั นี้
1) กำหนดเป้าหมายการเรียนรู้หรือผลการเรียนรู้ทีต่ ้องการให้เกดิ กบั ผูเ้ รียนจากแหล่งขอ้ มูล เชน่
การวเิ คราะห์จากมาตรฐานการเรยี นรแู้ ละตัวบง่ ชี้การเรียนรขู้ องสาระการเรียนรู้ต่าง ๆ ในหลักสูตร
2) เขียนจุดประสงค์ปลายทางที่แสดงพฤติกรรมที่คาดหวังให้ผู้เรียนมีความรู้และความสามารถ
ในการปฏบิ ัตซิ งึ่ วเิ คราะห์จากผลการเรยี นรู้ทีค่ าดหวงั
3) เขียนจุดประสงค์นำทางซึ่งวิเคราะห์ได้จากทักษะย่อยที่ผู้เรียนพึงมี พึงปฏิบัติได้เพื่อทำให้
บรรลุจุดประสงค์ปลายทาง
4) เขยี นจุดประสงคข์ องทกั ษะทีผ่ ู้เรียนควรมีติดตัวกอ่ นเรียนรเู้ รอื่ งใหม่
5) เขยี นจดุ ประสงคข์ องความรู้เดมิ ซ่ึงเป็นพืน้ ฐานในการเรยี นรู้เรื่องใหม่
หนา้ ท่ีของจดุ ประสงคเ์ ชิงพฤติกรรม
จุดประสงค์เชิงพฤตกิ รรมมีหนา้ ทหี่ ลายประการที่มีความสำคัญต่อการออกแบบการเรยี นการสอน ดงั นี้
1) บอกให้รู้ว่าหลังเรียน ผู้เรียนรู้อะไรและสามารถทำอะไรได้เพื่อใช้เป็นพฤติกรรมบ่งชี้
ความสำเรจ็ ของการเรียนการสอน
2) ใช้ในการส่ือสารระหว่างผู้สอนและผูเ้ รยี น ให้รู้จดุ หมายปลายทางของการเรยี นการสอน
21
3) ใช้เป็นเกณฑ์ในการประเมินคุณภาพและประสิทธิภาพขององค์ประกอบเชิงระบบใน
กระบวนการออกแบบการเรียนการสอนได้
4) ใช้เป็นแนวทางในการสรา้ งเครอื่ งมือเพ่ือวัดประเมนิ ผลผเู้ รยี นกอ่ นเรยี น ทำใหไ้ ด้ขอ้ มูลท่ีใช้ ใน
การออกแบบขั้นตอนการเรียนการสอน กิจกรรมการเรียนรู้ สื่อการเรียนรู้ และการจัดกลุ่มผู้เรียน เป็นต
จุดประสงค์เชิงพฤติกรรมท่ีเขียนขน้ึ จะทำให้ทราบวา่ ผู้เรียนจะมีพฤติกรรมท่ีสะท้อนความรู้ ความสามารถ
อะไรภายหลงั การเรียนรู้ ซง่ึ ใชเ้ ปน็ แนวทางในการออกแบบการเรียนการสอนไดอ้ ยา่ ง เหมาะสม
4. การสอนรปู แบบต่างๆ
การสอนวิชาการ
การสอนวิชาการ เป็นภาวะอันหนักแก่ผู้สอนอย่างยิ่ง เพราะนักเรียนในชั้นมีทั้งเรียนเก่งและนักเรียนท่ี
เรียนอ่อน ถ้าครูคณิตศาสตร์สอนโดยวธิ เี ดียวกันนักเรียนที่เรียนเก่งก็สามารถ เข้าใจได้รวดเรว็ และไม่มีปญั หามาก
นัก แต่นักเรียนที่เรียนอ่อนอาจไม่เข้าใจมากนัก จึงทำให้เกิดความเบื่อหน่าย ไม่อยากเรียน จึงมีความจำเป็นที่
จะต้องหาวิธีการสอนท่ีจะใหน้ ักเรยี นทุกคนสามารถเข้าใจได้ และสนองตอบตอ่ ความแตกต่างทางสติปัญญา (ยุพิน
พิพิธกุล. 2527 : 276) ดังนั้น การสอนวิชาคณิตศาสตร์เพื่อให้ได้ผลดี และเป็นไปตามความสามารถหรือความ
แตกต่างระหว่างบุคคล ยพุ นิ พพิ ธิ กุล (2530 : 174) ได้เสนอวิธีการสอนคณิตศาสตร์ไวห้ ลายวธิ ีคอื
1. วิธีสอนแบบบอกให้รู้ เป็นวิธีสอนที่ครูเป็นผู้บอกให้นักเรียนเป็นผู้ตีความ เมื่อครูปรารถนาท่ีจะให้นัก
เรียนรู้เรื่องใด ครูก็จะอธิบายและมักจะสรุปเสียเอง ในขณะที่ครูอธิบายนั้น ครูจะวิเคราะห์ แยกแยะให้เห็น และ
ตีความให้นักเรียนเข้าใจ ครูอาจจะมีวัสดุการสอนมาแสดงให้ดู แต่ครูใช้ประกอบการอธิบายหรือการบอกของครู
เพื่อให้นักเรียนติดตามในการสอนกฏหรือสูตร ครูมักจะบอกสูตรนั้นและบอกว่านำไปใช้อย่างไร โดยยกตัวอย่าง
ประกอบ เสรจ็ แล้วครูก็ให้นักเรียนลองทำแบบฝึกหดั โดยใชส้ ูตรนนั้ ถา้ นกั เรียนทำไดก้ ็แสดงวา่ นกั เรยี นเข้าใจ
2. วิธีสอนแบบบรรยาย เป็นการสอนแบบบอกให้รู้เช่นเดียวกัน การสอนแบบนี้ครูจะเป็นฝ่ายพูดเป็น
ส่วนมาก โดยมุ่งจะป้อนเนื้อหาวิชาให้แก่นักเรียนเพียงฝ่ายเดียว นักเรียนจะเป็นผู้ฟังครูอาจจะใช้สื่อการสอน
ประกอบการบรรยายกไ็ ด้
3. วิธีสอนแบบสาธติ เป็นการแสดงให้นักเรียนดู ซึ่งผู้แสดงจะใช้วัสดปุ ระกอบการสอนหรือจะแสดงโดยวิธี
ใดก็ตาม ใหน้ ักเรียนสามารถสรปุ บทเรยี นได้จากการแสดงน้ัน ๆ การแสดงนน้ั อาจจะแสดงโดยครู หรอื โดยนักเรียน
กไ็ ด้ และในบางครง้ั ครแู ละนกั เรียนอาจจะรว่ มกันแสดงกจิ กรรม
นัน้ ๆ
22
4. วิธีสอนแบบทดลอง เป็นการสอนที่ให้นักเรียนได้กระทำด้วยตนเอง เพื่อค้นหาข้อสรุปการทดลองนั้น
อาจทดลองเปน็ รายบุคคลหรอื เปน็ กล่มุ ก็ได้
5. วิธีสอนแบบถาม – ตอบ เป็นกลวิธีสอนท่ีใช้แทรกกับวิธีสอนอืน่ ๆ ซึ่งนับว่า เป็นวิธีที่สำคัญวิธีหน่ึง ครู
บางคนคิดว่า วิธีสอนที่ดีนั้นจะต้องมีสื่อการสอนเสมอ ความจริงแล้ว ยังมีวิธีสอนที่ดีอีกคือ “วิธีสอนแบบถาม –
ตอบ” ถ้าครูสามารถใชค้ ำถามทด่ี นี กั เรียนสามารถเขา้ ใจกย็ อ่ มใช้ได้
6. วิธีสอนแบบฮิวริสติค ได้รับมาจากภาษากรีก ซึ่งหมายความว่า “ฉันพบ” นักเรียนจะต้องเป็นผู้ค้นพบ
นักเรียนจะเป็นผู้ค้นหาคำตอบดว้ ยตนเองแทนการบอกครวู ธิ ีน้ตี ้องการให้นกั เรียนได้กระทำด้วยตนเอง เป็นวิธีการ
ท่ีนักเรียนจะไดใ้ หเ้ หตุผลด้วยตัวของเขาเอง
7. วิธีสอนแบบวเิ คราะห์ – สังเคราะหว์ ธิ ีสอนแบบวเิ คราะห์ เปน็ การแยกแยะปญั หาน้ันออกมาจากสิ่งท่ีไม่
รู้ไปสู่สิ่งที่รู้หรือการแยกสิ่งต่าง ๆ อยู่รวมกันออกจากกัน ผู้ที่วิเคราะห์นั้น จะต้องพยายามคิดอยู่เสมอว่าต้องการ
คน้ พบอะไรเป็นอันดบั แรก และคดิ ต่อไปว่าอะไรทจ่ี ะค้นพบต่อไปวิธีสอนแบบสงั เคราะห์ เปน็ ขบวนการตรงกันข้าม
กับการวิเคราะห์ การสังเคราะห์ประกอบด้วย การนำข้อสรุปย่อยที่จำเป็นต่าง ๆ มารวมกัน จนกระทั่งได้ข้อสรุป
รวมที่ต้องการ หรืออีกนัยหนึ่ง การวิเคราะห์จะต้องเริ่มจากสิ่งที่รู้แล้ว เพื่อจะนำมาช่วยในการหาสิ่งที่ยังไม่รู้ มา
ชว่ ยในการพสิ จู นเ์ นือ้ หาใหม่ เรียกว่า เปน็ การสงั เคราะห์
8. วิธีสอนแบบนริ นัย - อุปนัยอุปนัย หมายถงึ การนำไปสู่ ในระหวา่ งกระบวนการสอน ครจู ะชว่ ยนกั เรียน
ให้ตีวงแคบเข้า จนสามารถกำหนดนัยทั่วไปได้นิรนัย วิธีนิรนัยนี้สัมพันธ์กับวิธีบอกให้รู้ ครูที่ใช้วิธีน้ี จะบอกกฏ
หลกั เกณฑ์ หรอื นยั ทว่ั ไป ซ่งึ เปน็ เรอ่ื งทจ่ี ะนำมาใช้ประโยชน์ แลว้ นักเรยี นก็ถูกถาม เพอื่ ใชค้ ำบอกนัน้ มาแก้ปญั หา
9. วิธสี อนแบบแก้ปัญหา หมายถึง วธิ ีสอนทจี่ ะให้นักเรียนไดใ้ ช้เหตุผลในการแกป้ ัญหาวธิ ีการแกป้ ัญหาน้นั
ข้นึ อย่กู ับเนอื้ หา หรือโจทย์ปัญหาทจี่ ะใหน้ ักเรียนคดิ วิธกี ารแกป้ ญั หาทางคณติ ศาสตร์ ย่อมมีกลวิธแี ตกต่างกันตาม
ลักษณะปญั หาน้นั ๆ
10. วธิ ีสอนแบบคน้ พบ มคี วามหมายเป็น 2 ประการ คือ
10.1 เปน็ กระบวนการค้นพบ ครจู ะมอบปญั หาให้แกน่ ักเรียน แล้วใหน้ กั เรียนเสาะแสวงหาวิธีการท่จี ะ
แก้ปญั หานน้ั โดยครจู ะใหป้ ญั หาที่ง่ายก่อนแลว้ ก็ให้นักเรียนทำปัญหาท่ีคลา้ ยกัน ซ่ึงเชื่อว่านักเรียนจะค้นพบได้ แต่
ครูก็ไมค่ าดหวงั วา่ นกั เรียนจะคน้ พบอะไร
10.2 เป็นการเนน้ ไปทนี่ ักเรียนจะค้นพบอะไร เชน่ คน้ พบสูตรคณู นิยาม ฯลฯนักเรยี นจะเกดิ มโนมติ และ
กำหนดนัยทว่ั ไปได้ การค้นพบนจ้ี ะเป็นการคน้ พบโดยวธิ ใี ดก็ได้ เชน่ การถามตอบ สาธติ การทดลอง การอภปิ ราย
โดยเฉพาะอยา่ งย่ิงการสอนโดยวธิ อี ุปนยั หรือนริ นยั
23
การเรียนการสอนแบบเพ่อื นชว่ ยเพ่ือน
“เพื่อนช่วยเพ่ือน” หรือ “Peer Assist” เป็นการจดั การความรูก้ ่อนลงมือทำกิจกรรม (Learning Before
Doing) เพื่อแสวงหาผู้ช่วยทีม่ ีความแตกต่าง มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ความรู้ เพื่อขยายกรอบความคิดให้กว้าง
และมีประสิทธิภาพมาย่ิงข้ึน โดยอาศัย “คน” เป็นธงนำ (People Driven) เปิดมุมมองความคิดท่ีหลากหลายจาก
การแลกเปลี่ยนระหว่างทีมที่มีทักษะ ความสามารถ และประสบการณ์ที่แตกต่างกัน ทำให้ไม่มองอะไรเพียงด้าน
เดียว
หลักการเรียนรดู้ ว้ ยกลมุ่ ร่วมมือ
1. การทำงานเป็นชีวติ จรงิ เป็นการทำงานร่วมกับผู้อื่น ผู้เรียนจึงควรได้ฝึกการทำงานแบบร่วมมอื เพื่อเปน็
การเตรียมผูเ้ รยี นไดร้ ้จู กั การทำงานรว่ มกับผูอ้ ่นื
2. การทำงานเป็นทีมเปน็ ลกั ษณะหน่งึ ของการทำงานของนักสงั คมศาสตร์
3. การเรียนรู้ด้วยกลุ่มร่วมมือเปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนสอนทุกคนและต้อง ลง
มือทำงานกับเพื่อนสมาชิกอย่างจริงจัง จึงเปน็ การสนับสนนุ ให้ผ้เู รียนเป็นศูนยก์ ลางวิธหี นึ่ง
4. การเรียนรดู้ ้วยกลมุ่ รว่ มมอื อาจจัดเป็นกจิ กรรมการเรยี นการสอนประกอบหรอื เปน็ กจิ กรรมย่อย ของวิธี
สอนสงั คมศึกษาแบบตา่ ง ๆ ได้อยา่ งดี
หน้าทคี่ รูของผสู้ อน
1. จัดผูเ้ รยี นให้มสี มาชิกแตกต่างกัน กลมุ่ ละประมาณ 3 – 5 คน
2. ทบทวนบทบาทการทำงานกลมุ่ หน้าท่ขี องสมาชกิ การช่วยเหลอื ซึ่งกนั และกัน
3. ช้แี จงวัตถุประสงค์ในการเรยี นใหเ้ ข้าใจชดั เจนเกีย่ วกับเน้อื หาในบทเรียนทต่ี ้องศึกษา
4. ให้ความร่วมมอื กลุ่มในการทำงาน
5. ประเมินผล
5. การวดั ผลประเมนิ ผล
การประเมนิ
1. การเสนอผลงานของผเู้ รยี นดว้ ยวธิ ตี ่าง ๆ
2. การทดสอบ
3. การสังเกตการณ์ทำงานของผูเ้ รียนแตล่ ะกลุม่
4. การแสดงความคดิ เห็นของผเู้ รียนในชั้นระดมสมอง
24
แนวคดิ เก่ียวกับการวดั และประเมินผล
ความหมายของการวัดผล
นักการศึกษาหลายท่านให้ความหมายของการวัดผลไว้ดังนี้
Guilford (1976: 8) ได้ให้ความหมายของการวัดผลไว้ว่า “การวัดผล หมายถึงกระบวนการที่กำหนด
จำนวน ตัวเลขให้กับวัตถุสิ่งของ หรือบุคคลตามความหมายที่จะวัดสอบและเปรียบเทียบลักษณะความแตกต่างท่ี
ปรากฏอย่ใู นส่ิงท่จี ะวดั น้ัน ๆ”
ภัทรา นิคมานนท์ (2522: 1) ได้ให้ความหมายของการวัดผลไว้ว่า “การวัดผล หมายถึง การ ใช้เครื่องมือ
อย่างใดอย่างหนึ่ง ที่จะค้นหา หรือการตรวจสอบเพื่อให้ได้ปริมาณจำนวนหรือคุณภาพ ที่มีความหมายแทน
พฤติกรรม หรอื ผลงานที่แตล่ ะคนแสดงออกมา”
วเิ ชียร เกตุสิงห์ (2514: 5) ได้ใหค้ วามหมายของการวดั ผลไว้ว่า “การวดั ผล หมายถงึ ขบวนการทจ่ี ะนำมา
ซึ่งตัวเลข จำนวนปริมาณ โดยจำนวนหรือปรมิ าณนั้นมีความหมายแทน พฤติกรรมอย่างหนึ่งหรือแทนผลงานที่แต่
ละคนแสดงปฏิกิรยิ าโตต้ อบสงิ่ เร้าออกมา”
จากที่กล่าวมาพอสรุปได้ว่า การวัดผล หมายถึงวิธีการที่จะทำให้ทราบปริมาณและคุณภาพ โดยอาศัย
เครอ่ื งมอื หรอื วิธีการต่าง ๆ เชน่ การสงั เกต การตรวจผลงาน การสอบถาม หรอื สมั ภาษณ์ และการใช้แบบทดสอบ
ความหมายของการประเมนิ ผล
มีนักวิชาการหลายท่านได้ใหค้ วามหมายของการประเมินผลไวด้ งั นี้
วิทยา ประชากลุ (2548: 30 อ้างอิงใน พระนมิ ิตร กลิ่นดอกแกว้ . 2549: 113) กลา่ วว่า “การ ประเมินผล
หมายถึง การะบวนการทีผ่ ู้สอนใช้พฒั นาคุณภาพผู้เรยี น สถานศึกษาและดำเนนิ การประเมินผลโดยแบ่งออกเป็น 2
ลักษณะ ได้แก่ การประเมินผลระดับชั้นเรียน เป็นการวัด ความก้าวหน้าของผู้เรียนและการประเมินผลระดับ
สถานศกึ ษาเป็นการประเมินเพ่อื ตรวจสอบ ความก้าวหน้าด้านการเรียนรู้เป็นรายชั้นปีและช่วงช้ันของสถานศึกษา”
กรมวิชาการ (2546: 24) กล่าวว่า “การประเมินผลการเรียนรู้ หมายถึงกระบวนการที่ให้ ครูผู้สอนให้
พัฒนาคุณภาพผู้เรียนเพราะจะช่วยให้ได้ข้อมูลสารสนเทศที่แสดงถึงพัฒนาการ ความก้าวหน้าและความสำเร็จ
ทางการเรียนของผู้เรียน รวมทงั้ ข้อมูลที่เป็นประโยชนต์ ่อการส่งเสริมให้ ผเู้ รียนเกดิ การพัฒนาและเรียนรู้อย่างเต็ม
ศกั ยภาพ”
สุวิมล ว่องวาณิช (2546: 171) กล่าวว่า “การประเมินผล หมายถึงกระบวนการตีความหรือ ตัดสินคุณคา่
ของสารสนเทศที่รวบรวมมาได้โดยสารสนเทศทรี่ วบรวมมาได้จากกระบวนการประเมนิ นัน้ เปน็ เสมอื นภาพจากกก
25
ระจกเงาทส่ี ะท้อนให้เหน็ ภาพผู้เรยี นในห้องเรยี นเท่าน้ัน สารสนเทศ เหลา่ นั้นไดส้ ะท้อนคุณค่าในตัวผู้เรียนที่เราต้ัง
ไว้หรอื ไม่ กลา่ วคอื นกั เรยี นไดเ้ รยี นรใู้ นสิง่ ท่ีเรามุ่งม่ันให้ เขาเรียนร้หู รอื ไม่ มากน้อยเพยี งใด”
ประเสริฐ ธรรมโวรหาร (2542: 107) กล่าวว่า “การประเมินผล หมายถึง การประเมินเพื่อ ปรับปรุงการ
เรียนรู้และเพื่อการตัดสินผลการเรียนรู้ของนักเรียน จัดเป็นเครื่องมือสำคัญยิ่งจะช่วยให้ ครูได้ทราบระดับความ
เจริญงอกงามของเด็กแต่ละคนว่ามกี ารเปลี่ยนเพิ่มขึ้น หรือลดลงอย่างไร ผู้เรียนได้เกิดความรู้ความเข้าใจ มีทักษะ
เจตคตแิ ละการปฏบิ ัติตามจุดประสงคข์ องการเรยี นรู้ เพียงใดหรอื ไม”่
มหาวทิ ยาลยั สุโขทัยธรรมาธิราช (2540: 207) กล่าววา่ “การประเมนิ หมายถึง การตรวจสอบดูว่าผู้เรียน
ไดเ้ กิดการเปล่ียนแปลงความรู้ เจตคติ และทักษะไปตามจุดมุ่งหมายของ หลักสูตรหรอื ไม่เพยี งใดภายหลังจากท่ีได้
ผ่านประสบการณ์ทหี่ ลักสูตรจดั ให้แลว้ ”
ดังนนั้ จึงอาจกล่าวโดยสรุปไดว้ า่ การประเมนิ ผล หมายถึง กระบวนการทผ่ี ูส้ อนใชว้ ัดความรู้ ความสามารถ
การพัฒนาการ การเปลี่ยนแปลงทางเจตคติทักษะ รวมทั้งผลสำเร็จทางการเรียนรู้ของ ผู้เรียน เพื่อนำมาสู่การ
ปรบั ปรงุ เปลี่ยนแปลงการจดั กิจกรรมการเรยี นการสอน
องคป์ ระกอบดา้ นการประเมินผล
วศิน กาญจนวณชิ ยก์ ุล (2545: 26-27) ไดก้ ลา่ ววา่ การประเมินผลเปน็ กระบวนการตอ่ เนื่อง ของการเรียน
การสอน แบ่งเปน็ 3 ขนั้ ตอน ดงั นี้
1. การประเมินผลก่อนเรียน เพื่อช่วยให้ผู้สอนได้ทราบความสามารถของแต่ละคน เพื่อเป็นข้อมูลในการ
พิจารณาตัดสินว่า จะมีความสามารถเพียงพอในการศกึ ษาต่อหรือไม่ ถ้าไม่ดีพอจะได้ทำการปรับปรุงแก้ไขใหด้ ีขึน้
ได้
2. การประเมินผลระหว่างเรียนเมื่อมีการสอนไประยะหนึ่งๆ ควรจะได้มีการ ประเมินผลผู้เรียนตาม
จดุ ประสงคข์ องรายวิชานัน้ ๆ เพื่อจะได้ทราบวา่ มีความร้เู พียงพอหรือควรจะ กา้ วไปขา้ งหนา้ ไดห้ รือยงั
3. การประเมินผลหลังเรียน เป็นการประเมินผลรวม ครอบคลุมจุดประสงค์ต่างๆ หลายจุดประสงค์ เป็น
การประเมินเพื่อตัดสินความสามารถ เพื่อดูว่าตั้งแต่ต้นจนบัดนี้ ผู้เรียนมีความสามารถตามจุดประสงค์เชิง
พฤตกิ รรมตา่ งๆ มากน้อยเพยี งใด
26
ขน้ั ตอนของการประเมินผล
สมคดิ (2532) ได้กล่าวถึงข้นั ตอนและลำดบั ขนั้ ของการประเมินผลการเรยี น สรปุ ไดด้ งั นี้
ขั้นที่ 1 ทำความเข้าใจ พฤติกรรมที่ต้องประเมิน โดยแปลความหรือตีความในรูป ของการแสดงออกของ
เดก็ ซึง่ เป็นข้นั ทำความเขา้ ใจจดุ ประสงค์ในการสอน
ข้นั ที่ 2 ตง้ั เกณฑโ์ ดยการกำหนดวา่ การแสดงออกของนักเรยี นตอ้ งอย่ใู นระดบั ใดครู จงึ ยอมรับว่านักเรียน
มีพฤติกรรมน้ันจรงิ
ขั้นที่ 3 วัดผลนักเรียนโดยเลือกใช้วิธีการ และเครื่องมือที่เหมาะสมเพื่อให้ได้ข้อมูลที่บอกให้ทราบว่าผล
พฤติกรรมของนักเรียนอยู่ในระดับใด สถานศึกษาจะต้องสนใจศึกษาหาความรู้และจัดดำเนินการภายใน
สถานศึกษาอยา่ งมปี ระสิทธิภาพ
ขั้นที่ 4 ลงความเห็นว่านักเรียนมีพฤติกรรมนั้นจริงหรือไม่ โดยการนำข้อมูลในขั้นที่ 3 เปรียบเทียบกับ
เกณฑ์ในขั้นที่ 2 ถ้าพฤติกรรมของนักเรียนถึงระดับที่เป็นเกณฑ์ก็ยอมรับว่านักเรียน มีพฤติกรรมนั้นจริงโดย
สมบรณู ์ ถ้าพฤตกิ รรมของนักเรยี นไม่ถงึ ระดับทเี่ ปน็ เกณฑ์ กว็ ินิจฉยั หา ขอ้ บกพรอ่ งของการเรียนการสอน
จากการที่ได้ศึกษาแนวคิดที่เกี่ยวกับการวัดและประเมินผลในเบื้องต้นนั้น ผู้ทำการวิจัยได้ทำการสรุป
ความหมายของการวัดและประเมนิ ผลไว้วา่ การวดั และประเมินผล หมายถงึ กระบวนการตรวจสอบเพื่อให้ได้มาซ่ึง
ตัวเลข หรือสัญลักษณ์ที่มีความหมายแทนคุณลักษณะ หรือคุณภาพของสิ่งที่วัด โดยใช้เครื่องมือวัดผลที่มี
ประสิทธิภาพ และวินิจฉัยตัดสินลงสรุปคุณค่าเพื่อพิจารณาตัดสินใจที่ได้ จากการวัดผลอย่างมีกฎเกณฑ์ และมี
คณุ ธรรม ซง่ึ ผู้ทำการวจิ ัยได้แบ่งการประเมนิ ผลไวด้ ังน้ี
1. การประเมินระหว่างเรียน (Formative Evaluation) เป็นการประเมินเพื่อใช้ผลการประเมินในการ
ปรับปรุงกระบวนการจัดการเรียนการสอน การประเมินประเภทนี้ใช้ระหว่างการจัดการเรียนการสอน เพ่ือ
ตรวจสอบว่าผู้เรียนมคี วามรู้ความสามารถตามจดุ ประสงค์ที่กำหนดไว้ใน ระหว่างการจัดการเรียนการสอนหรอื ไม่
หากผู้เรยี นไม่ผ่านจุดประสงค์ท่ตี ั้งไวผ้ ูส้ อนกจ็ ะหาวิธีการที่จะช่วยให้ผู้เรยี นเกดิ การเรยี นรตู้ ามเกณฑ์ที่ต้ังไว้ ผลการ
ประเมินยังเป็นการตรวจสอบผู้สอนเองว่าเป็นอย่างไร แผนการสอนรายครั้งที่เตรียมมาดีหรือไม่ ควรปรับปรุง
อย่างไร กระบวนการจัดการเรยี นการสอนเปน็ อยา่ งไร มีจุดใดบกพรอ่ งท่ีต้องปรบั ปรงุ แก้ไขต่อไป
2. การประเมินเพื่อตัดสิน (Summative Evaluation) เป็นการประเมินเพื่อตัดสินผลการ จัดการสอน
เป็นการประเมนิ หลังจากผเู้ รียนได้เรยี นไปแลว้ อาจเป็นการประเมนิ หลงั จบเรือ่ งใดเรอื่ งหนึง่ หรือหลายเร่ือง รวมทงั้
การประเมินปลายภาคเรียนหรือปลายปี ผลจากการประเมินประเภทน้ีใช้ในการตดั สินผลการจัดการเรียนการสอน
หรอื ตัดสนิ ใจว่าผู้เรียนคนใดควรจะได้รบั ระดับคะแนนใด
27
6. การเรียนแบบรว่ มแรงร่วมใจ STAD
1. ความหมายการเรยี นแบบร่วมแรงร่วมใจ STAD (Co-operative Learning)
อารี สัณหฉวี (2543 : 33) กล่าวว่า การเรียนรู้ด้วยกลุ่มร่วมมือ หมายถึงเป็นวิธีการเรียนที่ให้นักเรียน
ทำงานด้วยกนั เปน็ กลุม่ เลก็ ๆ เพ่อื ให้เกิดผลการเรียนรูท้ งั้ ทางดา้ นความรแู้ ละทางด้านจติ ใจช่วยใหน้ ักเรยี นเห็น ด้าน
จิตใจคุณค่าในความแตกต่างระหว่างบุคคลของเพื่อนๆเคารพความคิดเห็นและความสามารถของผู้อ่ืนท่ี แตกต่าง
จากตนตลอดจนรจู้ ักชว่ ยเหลอื และสนบั สนนุ เพื่อน ๆ
สลาวนิ (พมิ พพ์ นั ธ์ เดชะคุปต์ : 2544) กลา่ ววา่ การเรียนรูด้ ้วยกลุ่มร่วมมือ หมายถึง วิธกี ารสอนอีก แบบ
หนึ่ง ซึ่งกำหนดให้นักเรียนที่มีความสามารถแตกต่างกัน ทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มเล็กๆ โดยปกติจะมี 4 คน เป็น
นักเรียนที่เรียนเก่ง 1 คน เรียนปานกลาง 2 คน และเรียนอ่อน 1 คน การทดสอบของนักเรียนจะแบ่ง ออกเป็น 2
ตอน ตอนแรกจะพจิ ารณาค่าเฉลี่ยของทัง้ กลุ่มตอนท่ี 2 จะพิจารณาคะแนนทดสอบเป็นรายบุคคล โดยการทดสอบ
นักเรียนต่างคนต่างทำแต่เวลาเรียนต้องเรียนร่วมกัน รับผิดชอบงานของกลุ่มร่วมกัน โดยที่กลุ่ม จะประสบ
ผลสำเร็จได้ เม่ือสมาชิกทุกคนไดเ้ รยี นรู้ บรรลตุ ามจดุ มุ่งหมาย เช่นเดยี วกนั
มานพ ประธรรมสาร (2546) กล่าวว่า การเรียนรู้ด้วยกลุ่มร่วมมือ คือการทำงานร่วมกันเพื่อบรรลุ
เปา้ หมายท่ีมีอยดู่ ้วยกนั ภายในกิจกรรมทร่ี ว่ มทำน้ี แตล่ ะคนจะแสวงหาผลลัพธ์ที่เปน็ ประโยชน์ต่อตนเองและ เป็น
ประโยชนต์ ่อสมาชิกคนอนื่ ๆในกลุ่มการเรียนรแู้ บบร่วมมือ ใช้ในการสอนกลุ่มเล็ก ๆ ให้ทำงานร่วมกันตามท่ีได้รับ
มอบหมายจนกระทั่งสมาชิกในกลุ่มทุกคนมีความเข้าใจถูกต้องและทำงานจนเสร็จสมบูรณ์สมาชิก ทุกคนในกลุ่ม
ได้รบั ประโยชนจ์ ากความพยายามรว่ มกัน
สมบตั ิ กาญจนารกั พงค์ (2547) กล่าวว่า การเรียนรดู้ ้วยกลมุ่ รว่ มมือเปน็ การจัดกจิ กรรมการเรียนรู้ที่ เน้น
ให้ผู้เรยี นร่วมมือและชว่ ยเหลือกันในการเรยี นรู้ โดยแบ่งนกั เรยี นออกเป็นกลุม่ เล็ก ๆ 4 - 5 คน ที่มี ความสามารถ
แตกตา่ งกันทำงานรว่ มกนั เพื่อเปา้ หมายกลุ่มสมาชิกมปี ฏิสมั พนั ธส์ ่งเสริมซ่ึงกนั และกันรบั ผิดชอบ รว่ มกันทั้งในส่วน
ตนและส่วนรวม ผลงานของกลุ่มขึ้นอยู่กับผลงานของสมาชิกแต่ละคนในกลุ่ม ความสำเร็จ ของแต่ละคนคือ
ความสำเร็จของกลมุ่
จากการศึกษาความหมายการเรียนแบบร่วมมือ สามารถสรุปได้ว่าการจัดการเรียนรู้ด้วยกลุ่มร่วมมือ กัน
เรียนรู้ หมายถึง การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่ช่วยให้ผู้เรียนใช้ความสามารถเฉพาะตัวในการร่วมมือ กัน
แกป้ ญั หาตา่ ง ๆ นกั เรยี นรู้จักวิธกี ารทำงานกลุ่มการช่วยเหลือซ่ึงกนั และกนั ตลอดจนมปี ฏสิ ัมพนั ธ์ที่ดีต่อกัน เพื่อให้
บรรลุผลสำเร็จตามเปา้ หมายโดยสมาชิกในกล่มุ ตระหนกั ว่าแต่ละคนเป็นส่วนหน่ึงของกล่มุ
28
หลกั การเรยี นร้ดู ้วยกลมุ่ ร่วมมอื
1. การทำงานเป็นชวี ิตจริงเป็นการทำงานร่วมกับผู้อืน่ ผู้เรียนจงึ ควรไดฝ้ ึกการทำงานแบบร่วมมอื เพื่อเปน็
การเตรยี มผู้เรยี นได้รจู้ กั การทำงานร่วมกบั ผู้อ่ืน
2. การทำงานเป็นทมี เป็นลักษณะหนึง่ ของการทำงานของนักวชิ าการ
3. การเรียนรู้ด้วยกลุ่มร่วมมือเปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนสอนทุกคนและต้อง ลง
มือทำงานกบั เพ่ือนสมาชกิ อยา่ งจริงจงั จึงเป็นการสนับสนนุ ใหผ้ ู้เรยี นเปน็ ศูนยก์ ลางวธิ ีหนึ่ง
4. การเรียนรดู้ ้วยกลมุ่ รว่ มมอื อาจจดั เป็นกจิ กรรมการเรยี นการสอนประกอบหรือเปน็ กจิ กรรมย่อย ของวิธี
สอนผูเ้ รียนแบบต่าง ๆ ได้อยา่ งดี
ขัน้ ตอนการเรียนรดู้ ว้ ยกลุ่มร่วมมือ
1. ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน ใช้เวลาประมาณ 8 – 15 นาที เพื่อทบทวนเรื่องที่มาเรียนแล้วและทบทวน
บทบาทสมาชิกภายในกลมุ่
2. ขัน้ การทำงานกลุม่ ใชเ้ วลา 25 – 30 นาที เปน็ ขั้นทค่ี รแู จกอุปกรณ์หรอื สือ่ การเรยี น ผเู้ รยี น ปฏิบัตติ าม
บทบาทที่ได้รับมอบหมาย ใช้เวลา 25 – 30 นาที เป็นขั้นที่ครู แจกอุปกรณ์หรือสื่อการเรียน ผู้เรียน ปฏิบัติตาม
บทบาททไี่ ดร้ ับมอบหมาย
3. ขนั้ ระดมสมอง ใช้เวลา 10 – 15 นาที เปน็ การเสนอผลงาน เสนอแนะร่วมกันทั้งห้อง ใหแ้ ตล่ ะกลุ่มได้มี
โอกาสแสดงความคดิ เหน็ โดยครูคอยถามใหผ้ ูเ้ รียนเสนอความคิดเห็นได้อย่างเต็มท่แี ละทวั่ ถงึ
การประเมิน
1. การเสนอผลงานของผ้เู รยี นด้วยวธิ ตี า่ ง ๆ
2. การทดสอบ
3. การสงั เกตการณท์ ำงานของผู้เรยี นแตล่ ะกลมุ่
4. การแสดงความคดิ เหน็ ของผเู้ รยี นในชน้ั ระดมสมอง
ความหมายของการสอนแบบรว่ มแรงร่วมใจ
ท่นี ิยมใช้ในปจั จุบนั มี 7 รปู แบบ ดงั น้ี
1. จกิ ซอ (Jigsaw) เป็นการสอนท่ีอาศัยแนวคิดการต่อภาพ นักเรยี นแต่ละคนจะได้ศึกษาจากหัวข้อย่อย
ของเนอื้ หาทัง้ หมดจากเอกสารท่ีครจู ัดให้ นกั เรียนจะทำงานเป็นกลมุ่ กับเพอื่ นที่ไดร้ บั มอบหมายใหศ้ ึกษาหัวข้อย่อย
เดยี วกนั และกลับไปอธิบายใหเ้ พ่อื นสมาชกิ ในกลุ่มพน้ื ฐานของตนเอง
29
2. STAD (Student Teams – Achievement Division) เป็นการสอนแบบเป็นทีม การนำเสนอสิ่งที่
เรียน ทำงานเป็นกลุ่ม ทดสอบย่อยโดยนักเรียนต่างคนต่างทำ และมีการรับรองผลงานของกลุ่มโดยการประกาศ
คะแนนของ แต่ละกลุ่มให้ทราบ ซึ่งการทดสอบย่อยเพื่อประเมินความรู้จะเป็นตัวกระตุ้นความรับผิด ชอบของ
นกั เรียนแตล่ ะคน
3. LT (Learning Together: LT) เป็นการสอนที่มีการกำหนดสถานการณ์และเงื่อนไขให้นักเรียนทำ
ผลงานเปน็ กลุ่ม ให้แลกเปลีย่ นความคิดเห็น แบง่ ปนั เอกสาร แบง่ งานทเี่ หมาะสมและการให้รางวลั
4. TAI (Team Assisted Individualization) เป็นการสอนโดยให้นักเรียนได้ลงมือทำกิจกรรมในการ
เรียน ได้ด้วยตนเอง และส่งเสริมความร่วมมือภายในกลุ่ม มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์เรียนรู้และปฏิสัมพันธ์
ทางสงั คม
5. TGT (Team – Games - Tournaments) เป็นการสอนแบบร่วมมือกันแข่งขันทำกิจกรรม กลุ่มใดมี
แตม้ โบนัสสูงสุดจะให้รางวลั หรอื ตดิ ประกาศ ไวใ้ นมุมขา่ วของหอ้ ง
6. GI (Group Investigation) เป็นการสอนที่มอบหมายความรับผดิ ชอบอย่างสูงให้กับนักเรียน ในการ
ที่จะ บ่งชี้ว่าเรียนอะไร ในการรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์และตีความหมายสิ่งที่เราจะศึกษาโดยเน้นการสื่อ
ความหมายและ การแลกเปลี่ยนความคดิ เห็นของกนั และกันในการทำงาน
7. โปรแกรม CIRC (Cooperative Intergrated Reading and Composition) เปน็ โปรแกรมสำหรบั
สอนการอ่าน การเรียนและทกั ษะทางภาษา โดยเน้นทีห่ ลกั สตู รและวิธกี ารสอน มีการนำมาใชค้ วบคู่กับการสอน
แบบร่วมแรงรว่ มใจ โดยครูสอนแลว้ ให้นักเรยี นฝึกปฏิบัติภายในกลุ่ม และประเมนิ ผลการเรยี นร้ไู ด้เอง
เอกสารที่เกี่ยวข้องทเ่ี กยี่ วกับชดุ กิจกรรม
การศกึ ษาเกย่ี วกบั ชดุ กิจกรรม
ความหมายของกิจกรรม
กิจกรรมเป็นสิ่งที่มีคุณค่าสามารถช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ซึ่งโดยมากจะ
แทรกอย่ใู นรปู ของความสนุกสนาน ได้มีผใู้ ห้ความหมายไวห้ ลายทา่ น ดงั นี้
จรนิ ทร์ ธานีรตั น์ (อา้ งใน วราภรณ์ ภลู ะคร, 2533: 12) ได้ให้ความหมายของคำวา่ กิจกรรมดงั นี้
กิจกรรม หมายถงึ สภาพการเรียนรูใ้ ดๆ ทไ่ี ดก้ ระทำด้วยความเตม็ ใจทงั้ ทางสมองและทางกาย เพอ่ื เปน็ การ
สนองความต้องการของผกู้ ระทำให้บรรลุถงึ จุดมงุ่ หมาย เช่น การคน้ คว้าการอภิปราย การแกป้ ญั หา หรือการท่ีเด็ก
ได้ใชส้ ่วนตา่ งๆ ของรา่ งกายและสมองประกอบก็นบั เป็นกิจกรรมแล้ว
30
สมศักดิ์ สินธุระเวชญ์ (2544: 1) ให้ความหมายกิจกรรมว่าการปฏิบัติด้วยตนเอง คือ เป็นชุดของการ
ปฏิบัตกิ ารตา่ งๆ ท่ีมีการเตรยี มการหรอื วางแผนไว้เรียบร้อยแล้วผู้ปฏิบตั บิ ังเกดิ ผลตามที่คาดหวังไว้
โรม วงศ์ประเสริฐ (2545: 9) กล่าวว่ากิจใดๆ ที่ผู้ดำเนินการจัดการข้ึนมาอย่างมีจุดมุ่งหมาย โดยมุ่งหมาย
หวังเพื่อใช้กระบวนการของกิจกรรมพัฒนาผู้เข้ากิจกรรมต่อไปโดยที่กิจกรรมอาจจะจัดในร่มหรือกลางแจ้งก็ได้
ขึน้ อยู่กบั ความเหมาะสมของแต่ละกจิ กรรมทเ่ี ลือกนำมาใช้
จากความคิดดังกล่าวพอสรุปได้ว่า กิจกรรม หมายถึง สภาพการณ์หรือการกระทำที่ครูจัดขึ้นเพ่ื อให้
นักเรียนสามารถเข้าใจบทเรียนได้ง่ายกว่า การสอนแบบธรรมดา ได้รับทั้งความรู้ความสนุกสนานและผู้เรียนต้อง
กระทำด้วยความเต็มใจ และเป็นสิ่งที่ผู้ดำเนินการจัดเตรียมให้ผู้เข้าร่วมลงมือปฏิบัติเพื่อให้เกิดผลตามที่ต้ัง
วตั ถปุ ระสงค์ไว้
ในการพัฒนาชุดกิจกรรมเพื่อพัฒนาด้านคุณธรรมจริยธรรมนั้น ใช้หลักการพัฒนาชุดการสอน ดังนั้นใน
การศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง จึงศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับชุดการสอนชุดกิจกรรมน้ัน
เป็นนวัตกรรมการศึกษาชนิดหนึ่ง ที่ได้รับความสนใจจากนักการศึกษาและผู้สอนเป็นอย่างมาก ตามลักษณะและ
ความหมายของชุดกิจกรรม ได้มีนักการศึกษาได้ให้ความหมายไวห้ ลายทา่ น ซึ่งนักการศึกษาได้ศึกษาและรวบรวม
ไวด้ ังนี้
ชัยยงค์ พรหมวงศ์ ( 2523: 118 ) ได้ให้ความของชุดกิจกรรมไว้ว่า “ชุดกิจกรรม เป็นสื่อประสมที่ได้จาก
กระบานการผลติ และนำสอื่ การสอนทีส่ อดคล้องกับวชิ าหน่วยการสอนและหวั เร่ืองเพ่ือจะช่วยให้การเปล่ียนแปลง
การเรยี นรูเ้ ป็นไปอย่างมีประสทิ ธภิ าพมากยิ่งขึน้ ”
วชิ ยั วงษ์ใหญ่ ( 2525: 115 ) กล่าวถึงชดุ กิจกรรมไว้ว่า “เปน็ ระบบการผลิตส่ือและนำส่ือการสอนหลายๆ
อย่างมาสัมพันธ์กันและมีคุณค่าเสริมซึ่งกันและกัน สื่อการเรียนอย่างหนึ่งอาจใช้เพื่อเร้าความสนใจ ในขณะที่อีก
อย่างหนึ่งใชเ้ พือ่ อธิบายข้อเท็จจริงของเน้ือหาและอีกอยา่ งหนึง่ อาจใช้เพื่อเกิดการเสาะแสวงหาอนั นำไปสู่ความใจ
ลกึ ซ้งึ ”
ธีระชัย ปูรณโชติ ( 2532: 4-16 ) ได้กล่าวไว้ว่า “ชุดกิจกรรมเป็นสื่อประสมที่ได้จัดรวมการผลิตที่มีความ
สอดคล้องกบั วิชาหนว่ ย ตัวเรอื่ งและวตั ถุประสงคข์ องวิชาน้ันๆเพือ่ ใหผ้ เู้ รยี นเกิดการเรยี นอยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ
กรองกาญจน์ อรุณรัตน์ ( 2536: 265 ) ได้ให้ความหมายของชุดกิจกรรมว่า “ชุดของสื่อประสมที่สอดคล้องกับ
เนื้อหาวิชาและประสบการณ์ในแต่ละหน่วย โดยนำวิธีการจัดระบบ เอาไว้ทั้งนี้เพื่อช่วยในการเปลี่ยนแปลง
พฤติกรรมของผูเ้ รยี นให้บรรลุตามจดุ มุง่ หมายและชว่ ยให้การสอนของครดู ำเนนิ ไปโดยสะดวกและมีประสทิ ธิภาพ
31
จากความหมายดังกลา่ วพอสรปุ ไดว้ ่า ชดุ กิจกรรม หมายถึงชดุ ของส่อื ประสมที่มกี ารจัดโปรแกรมการเรียน
การสอนด้วยวิธีการที่เป็นระบบ โดยมีจุดมุ่งหมายเฉพาะที่สอดคล้องกับหน่วยการเรียน เพื่อทำให้ผู้เรียนเกิดการ
เรียนรอู้ ย่างมปี ระสทิ ธภิ าพ และเกิดความสะดวกต่อการนำไปใช้ในชุดกิจกรรมแตล่ ะชดุ ประกอบดว้ ย
ชุดการเรียน หมายถึง ชุดของโปรแกรมสื่อประสมที่มีการนำวิธีการจัดระบบมาใช้ในเนื้อหาการนำเสนอ
เน้อื หา และจัดกิจกรรมการเรียนเพื่อให้ผู้เรยี นได้ศึกษาดว้ ยตนเองตามความสามารถในอัตราการเรียนและรูปแบบ
การเรียน ( Learning Style ) ของแตล่ ะคน
ชดุ กจิ กรรม หมายถึง ชุดของสื่อประสม ( Multi Media ) ท่สี อดคลอ้ งกับเน้ือหาวิชาและประสบการณ์ใน
การเรียนแต่ละหน่วย โดยนำวิธีการจัดระบบเอาไว้ ทั้งนี้เพื่อช่วยในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเรียนรู้ของ
ผ้เู รยี นใหบ้ รรลุตามจุดม่งุ หมายท่วี างไวแ้ ละช่วยให้การสอนของครูดำเนนิ ไปโดยสะดวกและมปี ระสิทธภิ าพ
หลักเกณฑ์ในการเลอื กกิจกรรม
การวางแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ผู้สอนจะต้องเลือกกิจกรรมที่มีความเหมาะสม เพื่อให้การเรียนรู้
เปน็ ไปอย่างมปี ระสทิ ธิภาพ มีผู้ให้หลกั เกณฑใ์ นการเลอื กกจิ กรรมดังนี้
สิริวรรณ ศรีพหล (2540: 477) กล่าวว่าการเลือกกิจกรรมการเรียนในวิชาการสิ่งที่ผู้สอนควรจะคำนึงถึง
คือ กิจกรรมนั้นๆ จะก่อให้ผู้เรียนได้ประโยชน์อย่างเต็มที่ได้อย่างไร ดังนั้นการจัดกิจกรรมการเรียนใดก็ตามสิ่งท่ี
ผ้สู อนจะต้องถามตนเองก่อนอ่นื ว่ากิจกรรมนั้นๆ มคี ุณค่าหรอื ไม่เพียงใดดังน้ี
- กิจกรรมน้ันๆ กระต้นุ ความสนใจของผูเ้ รยี นหรอื ไม่
- กจิ กรรมนั้นๆ กระตนุ้ ให้ผเู้ รยี นรู้จกั คิดหรือไม่
- กิจกรรมนน้ั ๆ เปดิ โอกาสให้ผู้เรียนสว่ นใหญ่ไดม้ สี ่วนรว่ มด้วยหรอื ไม่
- กิจกรรมน้ันๆ สง่ เสรมิ ประสบการณ์ของผู้เรียนให้กวา้ งขวางขึ้นกวา่ เดมิ หรือไม่
- กจิ กรรมนัน้ ๆ ส่งเสรมิ ความสามารถเชิงสร้างสรรค์ของผเู้ รยี นหรือไม่
- กจิ กรรมนั้นๆ เช่อื มหรอื สัมพันธก์ บั กิจกรรมอืน่ ๆ ของโรงเรยี นหรือไม่
- กจิ กรรมนั้นๆ ตอบสนองความตอ้ งการของผู้เรียนหรอื ไม่
นอกจากนี้ วนั ทนยี ์ จนั ทร์เอย่ี ม (2541, หนา้ 1) ได้เสนอเพม่ิ เตมิ วา่ แนวทางการเลอื กกจิ กรรมควร
1. เป็นกิจกรรมที่สอดคล้องกับวัตถุที่ต้องการเรียนรู้และสอดคล้องกับความต้องการของสมาชิกและควร
พิจารณาถงึ ผลทเี่ กดิ ข้ึนวา่ จะมีประโยชน์หรอื โทษตอ่ สมาชกิ กล่มุ อย่างไร
32
2. เป็นกิจกรรมเหมาะสมกับระดับความสามารถของสมาชิก สามารถสอดแทรกความสนุกสนานเพื่อให้ผู้
รว่ มกิจกรรมเพลดิ เพลินต่อการเรยี นรหู้ รือเกิดการเรยี นร้โู ดยไม่ร้ตู วั
3. เป็นกิจกรรมที่สอดคล้องกับสภาพของผู้เข้าร่วมกิจกรรม เช่น เพศ อายุ เหมาะสมกับวุฒิภาวะและอยู่
ในความสนใจของสมาชกิ
4. เป็นกิจกรรมที่เหมาะสมกบั สถานทแ่ี ละเวลา
5. เปน็ กจิ กรรมทส่ี มาชกิ ทุกคนมีโอกาสเข้าร่วมทำกจิ กรรมและไดแ้ สดงออกโดยท่ัวถงึ
สรุปได้ว่า การเลือกกิจกรรมควรตั้งอยู่บนหลักเกณฑ์ที่มีความเหมาะสมของตัวผู้เรียนเนื้อหาวิชาและ
สภาพแวดลอ้ มทเ่ี ก่ยี วข้อง
ความสำคัญของกจิ กรรม
กิจกรรมการเรียนการสอน หมายถึง การดำเนินการต่างๆ ในโรงเรียนทั้งโดยครู อาจารย์ นักเรียน การ
สอนให้นักเรียนค้นควา้ อภิปราย การบรรยาย การอบรม การสาธิต การปฏิบัติงาน การจัดนิทรรศการ การศึกษา
นอกสถานที่ และการทำกจิ กรรมตา่ งๆ ตามทกี่ ำหนดไว้ในหลักสูตร (ดนัย ไชยโยธา, 2534: 7)
การจัดกิจกรรมนับว่าเป็นหัวใจสำคัญที่จะส่งเสริมให้การเรียนการสอนประสบผลสำเร็จและบรรลุตาม
จุดประสงค์ทีว่ างไว้ การจดั กิจกรรมต้องเน้นให้ผูเ้ รียนเป็นธรรมชาติ เป็นผูค้ ดิ และเป็นผู้ปฏิบัตเิ องให้มากที่สุดเท่าที่
จะทำได้ ครูทำหน้าที่ช่วยเหลือและดำเนินกิจกรรมให้เป็นไปตามจุดมุ่งหมายที่เรียกว่านักเรียนเป็นศูนย์กลางการ
เรียนรูส้ ่งิ ทผ่ี สู้ อนจะตอ้ งเตรียมการใหม้ ากที่สุด คอื กจิ กรรมการเรยี นการสอน
ข้อควรคำนงึ ในการจดั กจิ กรรมการเรยี นการสอน
1. ช่วยสนองความสามารถในการเรียนรูข้ องผู้เรียนได้อย่างทวั่ ถึง
2. ผเู้ รียนมีสว่ นรว่ มและสนุกสนาน
3. ชว่ ยใหผ้ ้เู รียนคดิ เป็น ทำเป็น แกป้ ญั หาเปน็
4. ช่วยสนองพฒั นาการทางด้านรา่ งกาย อารมณ์ สังคม และสตปิ ญั ญาของผ้เู รยี นประโยชน์ของกิจกรรม
ความสำคัญของชุดกจิ กรรม
ได้มีการเผยแพร่แนวคิดเร่ืองส่ือการสอนและศึกษาวิจัยโดยนักศึกษาพบว่าชุดกิจกรรม มีประโยชน์ต่อการ
จัดการเรียนการสอนดังที่ สุนันท์ ปัทมาคม ( อ้างใน นิพนธ์ ประพินพงศกร, 2527: 32-33 ) ได้กล่าวว่าไม่ว่าชุด
กิจกรรมประเภทใดยอ่ มมคี ุณค่าและประโยชนต์ อ่ การเพิ่มคุณภาพการเรียนรูใ้ นการเรียนการสอน คือ
33
1. ช่วยผู้สอนให้ถ่ายทอดเนื้อหาและประสบการณ์ที่สลับซับซ้อน และมีลักษณะเป็นนามธรรมสูง เช่น
อวัยวะในร่างกาย การทำงานของเครือ่ งกล ฯลฯ ซึ่งผสู้ อนไม่สามารถถา่ ยทอดดว้ ยการบรรยายได้ดี
2. ทำให้การเรียนการสอนเกิดประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะชุดกิจกรรมผลิตขึ้นจากกลุ่มบุคคลทีม่ ีความรู้
ความชำนาญหลายดา้ น และมกี ารทดลองใชจ้ นแน่ใจแลว้ วา่ ได้ผลดีจึงนำออกมาใช้
3. ชุดกิจกรรมลดภาระของผู้สอน เมื่อมีชุดการเรียนสำเร็จรูปแล้ว ผู้สอนจะดำเนินการสอนตาม
คำแนะนำที่บอกไว้ในชุดกิจกรรมตามลำดับขั้น แต่ละขั้นจะมีอุปกรณ์ กิจกรรมตลอดจนข้อแนะนำไว้ให้พร้อม
ผู้สอนไม่จำเปน็ ตอ้ งทำใหม่อกี หรอื ทำเพมิ่ จะใชไ้ ด้ทันที
4. ผู้เรียนจะได้ความรู้ในแนวเดียวกันกับการสอนปกติ เมื่อมีผู้สอนหลายคนท่ีทำการสอนในวชิ าเดียวกนั
ก็อาจเกิดความแตกต่างในด้านประสิทธิภาพของการสอน การมีชุดกิจกรรมจะแก้ปัญหาในเรื่องนี้ได้ทั้งหมด แม้
ผ้เู รียนจะมจี ำนวนมากเทา่ ใดก็ช่วยแกป้ ญั หาได้เป็นอยา่ งดี
5. ช่วยเร้าความสนใจของนักเรียนต่อสิ่งที่กำลังศึกษา เพราะชุดการเรียนเปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วม
ในการเรยี นด้วยตนเอง
6. ประหยดั เวลา แรงงาน และรายจ่าย ครูไมต่ ้องเตรยี มงานสอนหนักมาก ไม่ตอ้ งจัดทำใหม่ ใช้สะดวกได้
นานหลายปี
7. แก้ปญั หาในโรงเรียนท่มี คี รูไมค่ รบช้นั
8. ใช้ไดท้ กุ ระดับการศึกษา
9. เปดิ โอกาสใหผ้ ู้เรยี นตามความสามารถและความต้องการตน อัตราการเรยี นของแตล่ ะคนจะมีมากน้อย
แตกต่างกันไปตามความสามารถ ชุดการเรียนนี้จะช่วยให้ทุกคนได้ประสบความสำเร็จทางการเรียนได้ทั้งสิ้น ตาม
อตั ราการเรียนของผ้นู นั้
7. งานวจิ ัยทเ่ี กยี่ วข้อง
งานวจิ ัยในประเทศ
นุชนาฎ วรยศศรี (2558) ได้ศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วัตถุประสงค์เพื่อ
ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านตัวผู้เรียนคือนิสัยในการเรียนและเจตคติต่อการเรียน ปัจจัยด้านสังคม คือ
ฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัวและการส่งเสริมของทางบ้าน ปัจจัยด้านการเรียนการสอน คือ บรรยากาศทาง
วชิ าการและการรับรพู้ ฤตกิ รรมการเรียนการสอน กบั ผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนของนกั ศึกษา พบว่าตัวแปรที่สามารถ
ส่ง ผลสัมฤทธท์ิ างการเรียน คือ เจตคตติ อ่ การเรียนซึ่งเปน็ ตัวแปรหน่ึงของ ปจั จัยด้านตัวผเู้ รียนทมี่ อี ำนาจพยากรณ์
34
ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี นภาษาอังกฤษไดร้ ้อยละ 21.80 อยา่ งมนี ยั สำคญั ทางสถติ ทิ ี่ระดับ 0.01 และปัจจยั ดา้ นสังคม
ได้แก่ การส่งเสริมทางการเรียนของทางบ้าน มีความสัมพันธ์ทางบวกกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอย่างมีนัยส ำคัญ
ทางสถติ ิท่ี ระดบั 0.01 และปัจจยั ด้านตวั ผู้เรียนได้แก่ เจตคติตอ่ การเรียนวิชาต่างๆ เปน็ ปจั จัยที่สามารถพยากรณ์
ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นของนกั เรียนไดร้ อ้ ยละ 21.80 อย่างมนี ยั สำคัญทางสถิตทิ ี่ระดบั 0.01
สุกัญญา จันทร์แดง (2559) ได้ศึกษาผลการจัดการเรียนด้วยชุดการสอนแบบร่วมมือที่มีต่อผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนและความสามารถ ในการทางานร่วมกัน วิชาการงานอาชีพ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
ผลการวิจัยพบว่า 1. ผลการเรียนรู้ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยชุดการสอนแบบร่วมมือ มีผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 2. ความสามารถในการทางานร่วมกันของ
นักเรยี นช้ันประถมศึกษาปีที่ 6 ทเี่ รียนดว้ ยชุดการสอนแบบรว่ มมือ มีพฤติกรรมในการทางานร่วมกนั อยูใ่ นระดับ ดี
มาก 3. ความคดิ ของนกั เรยี นเหน็ ตอ่ การเรยี นการสอนด้วยชุดการสอนแบบรว่ มมือ อยู่ในระดบั ดีมาก
นิภาพร ปาระแกว้ (2560) ได้ทำการศึกษาวิจัยเรื่องความคิดเห็นเกี่ยวกับปัจจัยที่ส่งเสริมการใช้ส่ือการ
สอนของครูโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกดักรมสามัญศึกษาจังหวัดขอนแก่น มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความคิดเห็น
เกี่ยวกับปัจจัยที่ส่งเสริมการใช้ส่ือการสอนของครูใน 3 ปัจจัยคือ 1) ปัจจัยเกี่ยวกับสื่อการสอน 2) ปัจจัยเกี่ยวกับ
สภาพแวดล้อมภายในโรงเรียน 3) ปัจจัยเกี่ยวกับแรงจูงใจกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งน้ีคือครูผู้สอนใน
โรงเรยี นมธั ยมศกึ ษา สังกดักรมสามัญศึกษา จังหวัดขอนแกน่ ซ่ึงไดจ้ ากการสุ่มแบบหลายข้ันตอน จำนวน 346 คน
จากประชากรจำนวน 3,461 คน ซ่ึงผลการวิจัยพบวา่ ปัจจัยเก่ียวกับสอื่ การสอน เป็นปจั จัยท่สี ง่ เสรมิ การใช้ส่ือการ
สอนของครู ในระดับมาก ปัจจัยเก่ยี วกบั สภาพแวดล้อมภายในโรงเรยี น เป็นปัจจัยทีส่ ่งเสรมิ การใช้สื่อการสอน ของ
ครูในระดบั ปานกลาง และปัจจัยเกย่ี วกับแรงจูงใจ เป็นปัจจัยทส่ี ่งเสรมิ การใชส้ อ่ื สอนของครใู นระดับปานกลาง
อรวรรณ สมั ฤทธ์ิ (2561) การศึกษาวิจยั เรื่องน้ีมวี ัตถุประสงค์เพ่ือศึกษาปัจจัยที่มผี ลต่อการใช้ส่ือการสอน
ตามความคิดเห็นของครูโรงเรียนประถมศกึ ษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจยั ได้แก่ครูผู้ปฏิบตั ิหน้าทีส่ อนในโรงเรยี น
จำนวน 286 คน เครอื่ งมอื ท่ใี ช้ในการเก็บข้อมูลเป็นแบบตรวจรายการและแบบมาตราส่วนประมาณค่าสถิติท่ีใช้ใน
การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าร้อยละค่าเฉลี่ยค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ระดับ ปัจจัยและการใช้ส่ือการสอน
ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยที่มีผลต่อการใช้สื่อการสอนตามความคิดเห็นของครูอยู่ในระดับ ปานกลางและเม่ือ
พิจารณาแต่ละปจั จัย พบว่าปัจจัยดา้ นตัวครแู ละปัจจัยด้านผู้เรยี นเป็นปจั จยั ทม่ี ผี ลต่อการใช้ส่ือการสอนตามความ
คดิ เห็นของครูอยู่ในระดับมาก ส่วนปัจจัยดา้ นการสนับสนุนส่งเสริมจากโรงเรียน เป็นปัจจัยทีม่ ผี ลต่อการใช้ส่ือการ
สอนตามความคิดเหน็ ของครูอยู่ในระดบั ปานกลาง 2) ระดบั การใช้สอื่ การสอนของครมู ีสภาพการปฏบิ ัตโิ ดยรวมอยู่
ในระดับมาก เม่ือพิจารณาเปน็ รายข้นั ตอนพบวา่ สภาพการปฏบิ ัติทกุ ขนั้ ตอนอย่ใู นระดับมาก
35
งานวิจยั ในตา่ งประเทศ
โพลิทเซอร์ (Politzer 2014 : 54-68) ศึกษาพฤติกรรมการเรียนรู้ภาษาและความสัมพันธ์ ของพฤติกรรม
การเรียนรู้ภาษากับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาของนักเรียนที่เรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษา ที่สองในระดับ
มหาวทิ ยาลัย พบวา่ สาขาวิชาเปน็ องค์ประกอบทสี่ ำคัญในการเรยี นภาษา แบบเข้มของนักศกึ ษา ซึ่งมคี วามแตกต่าง
กันระหว่างนักศึกษาที่เรียนสาขาวิชาวิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์กับสาขาธุรกิจสังคมและการศึกษา ต่อมา
โพลทิ เซอร์ ( Politzer 2014 : 67-68) ได้ศึกษาในทำนองเดียวกัน พบว่าสาขาวิชาเอกของนกั ศึกษามหาวิทยาลัยมี
อิทธิพลต่อการเลือกใช้ กลวิธีการเรียนภาษาที่สอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักศึกษาสาขาวิชาเอกมนุษยศาสตร์ สังคม
วิทยาและ สาขาการศึกษาสามารถใช้กลวิธีการเรียนได้ดีกว่านักศึกษาสาขาวิชาคอมพิวเตอร์ สาขาวิชาเอก
คณิตศาสตร์และคณติ ศาสตร์
โอมอลลี่และคณะ (O’Malley and others 2016 : 32-41) ศึกษาการประยุกต์ใช้กลวิธีการเรียน
ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาที่เรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สอง จำนวน 70 คนและครูสอน
ภาษาอังกฤษจำนวน 22 คน เกบ็ ขอ้ มูลโดยการสัมภาษณ์และบันทึกเสยี ง แบบสมั ภาษณ์ประกอบดว้ ยคำถามต่างๆ
ท่ีใหน้ ักเรยี นอธบิ ายประเภทของกลวิธีการเรยี นภาษาอังกฤษใน การพดู การออกเสียงคำศัพท์ การปฏิบัตติ ามคำสั่ง
การใช้ภาษานอกชัน้ เรยี นและการฟงั นอกจากน้ีผวู้ ิจัยไดส้ ังเกตการเรยี นการสอนในชั้นเรยี นและสมั ภาษณค์ รูผู้สอน
แต่ละคนว่าได้สอน กลวิธีการเรียนภาษาอังกฤษให้แก่นักเรียนหรือสังเกตการณ์การใช้กลวิธีการเรียนของนักเรียน
หรือไม่ ผลการศึกษาพบว่า นกั เรยี นใช้กลวธิ ีการเรยี นภาษาองั กฤษอยใู่ นระดับต่ำและปานกลาง และนกั เรียนมักใช้
กลวิธีการเรียนภาษากับการเรียนแบบจุลภาษา (Discrete tasks) ซึง่ เปน็ การเรียนรูค้ ำศัพท์ การฟัง การออกเสียง
และการเรียนไวยากรณ์เฉพาะเรื่องมากกว่าการเรยี นแบบ ทักษะสัมพันธ์ (integrative tasks) ทั้งนี้อาจเปน็ เพราะ
ขณะที่เรียนในชั้นเรียนนักเรียนมีโอกาสได้ ฝึกกิจกรรมทางภาษาน้อยมาก นอกจากนี้ยังพบว่าครูส่วนใหญ่ไม่มี
ความรู้เรื่องกลวิธีการเรียน ภาษา ไม่เคยแนะนำกลวิธีการเรียนให้นักเรียนในขณะที่สอนและไม่เคยสังเกตการใช้
กลวิธี การเรียนของนักเรียน
กิลเลตต์ (Gillette 2017 : 268-278) ศึกษาวิธีการเรียนรู้และแรงจูงใจในการเรียนของผู้ที่ประสบ
ผลสำเร็จในการเรียนภาษาต่างประเทศ 2 คน เป็นการศึกษาเฉพาะกรณี โดยใช้วิธีการที่ ให้ผู้เรียนทั้ง 2 คน
พิจารณาการเรียนของตนเอง การสังเกตการณ์การเรียนในชั้นเรียน การสัมภาษณ์ แบบสอบถามวัดทัศนคติและ
แรงจูงใจในการเรียนภาษาต่างประเทศ ผลการศึกษา พบว่า ผู้เรียนทั้งสองเรียนภาษาโดยเน้นที่ความหมายของ
ภาษามากกว่ากฎเกณฑ์ มีความกล้าที่จะ ลองใช้ภาษา สนใจพื้นฐานทางสังคมและวัฒนธรรมของเจ้าของภาษา
ต่นื ตัวตอ่ การเรยี นรู้อยู่เสมอ สามารถควบคุมกระบวนการเรยี นรูข้ องตนเองได้อย่างเตม็ ที่ ใช้กลวิธกี ารเรียนภาษาท่ี
เปน็ ของ ตนเอง ไม่เคยเลยี นแบบกลวธิ ีการเรียนของผู้อ่ืน นอกจากน้ี ยังมคี วามอดทนต่อความกำกวมของภาษา มี
บุคลิกภาพกลา้ แสดงออก มคี วามเข้าใจ พงึ พอใจในการเรยี นภาษาและมกี ารรับรู้เกยี่ วกบั ความภาคภูมใิ จในตนเอง
36
(Self-esteem) ส่วนเรื่องแรงจูงใจนั้นผู้เรียนมีแรงจูงใจเชิงเครื่องมือ (Instrumental motivation) มากกว่า
แรงจูงใจเชิงบูรณาการ (Integrative motivation) และมีรูปแบบ ของการเรียนแบบมองภาพรวม เป็นการเรียน
ภาษาแบบทกั ษะสมั พันธม์ ากกว่าการมองรายละเอยี ด ซึ่งเป็นการศกึ ษาขอ้ ปลีกย่อยของภาษา
ซู (Su 2018 : 351) ได้ทำการวิจัยถึงคุณค่าและประโยชน์ของบทบาทสมมติ (Role-play) ซึ่งช่วยให้
นักเรียนมีสมรรถภาพในการสอื่ สาร (Communicative competence) ในชัน้ เรียน บทบาทสมมตทิ ำให้นักเรียนที่
เรยี นวิชาตา่ งๆ ในฐานะของภาษาต่างประเทศ (EFL) อยู่ในสถานการณ์ การพูดเพ่ือการส่ือสารที่คล้ายคลึงกับชีวิต
จรงิ สถานการณเ์ ช่นน้ีทำใหน้ กั เรยี นพัฒนาทักษะการพูด ผลการวจิ ัยพบว่า บทบาทสมมติมีประสทิ ธภิ าพในการลด
ความกลัวของนักเรียนในการพูดและช่วยให้นักเรียนรู้พฤติกรรมการเรียนวิชาต่างๆ ยิ่งไปกว่านั้นนักเรียนมี
ประสิทธภิ าพในการสื่อสารมากขน้ึ สามารถเชื่อมโยงเนอ้ื หาหลายวิชาเข้าดว้ ยกนั ไดเ้ ปน็ อย่างดี
37
บทที่ 3
วิธกี ารดำเนนิ การวจิ ยั
กล่มุ เป้าหมาย
ประชากร นกั เรียนช้ันประถมศกึ ษาปที ี่ 6 วชิ าการงานอาชพี จำนวน 19 คน
กลมุ่ ตวั อย่าง นกั เรยี นชนั้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 6 วชิ าการงานอาชีพ จำนวน 19 คน
วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล
1. ชี้แจงวิธีการเรียนการสอนแบบร่วมแรงร่วมใจต่อนักเรียนในชั้นเรียน โดยครูผู้สอนทำการแบ่งกลุ่ม
นักเรยี นเปน็ กล่มุ ยอ่ ยๆ โดยแตล่ ะกลมุ่ มีสมาชกิ จำนวนเท่าๆ กนั หรือใกล้เคียงกนั
2. ผู้สอนพิจารณาความเหมาะสมของกลุ่มเพื่อให้สมาชิกของกลุ่มมีความรู้ความสามารถแตกต่างกันโดย
พิจารณาจากคะแนนเฉลี่ยในชั้นเรียน ผลการเรียนและผลการปฏิบัติงานมอบหมายในรายวิชา ในเดือนสิงหาคม
ของการเรยี นประกอบการพจิ ารณา
3. ผ้สู อนช้แี จงระเบยี บการเรียนการสอนแบบรว่ มแรงรว่ มใจ โดยรูปแบบ STAD ตลอดจนการทำงาน ที่
มอบหมายจากผูส้ อนและการทำงานทม่ี อบหมายจากกล่มุ
4. งานที่มอบหมายจากกลุ่มมอบหมายหน้าที่ให้ปฏิบัติงานและความรับผิดชอบการทำงานในกลุ่มและ
กระตนุ้ ให้เหน็ ความสำคัญของความสำเรจ็ ของกลุ่ม
5. ติดตามสงั เกตพฤติกรรมหลังจากปรับเปล่ยี นวิธีการสอน
6. เก็บรวบรวมคะแนนประเมนิ ผลทง้ั ก่อนเรยี นและหลังเรียนมาทำการเปรียบเทยี บกนั
เครื่องมอื ในการวิจัย
1. รปู แบบการสอนแบบรว่ มแรงร่วมใจ โดยวธิ ี STAD
2. แผนการจัดการเรยี นรู้ ใบงาน แบบฝกึ ทักษะ
3. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน
4. แบบสงั เกตพฤติกรรมความรับผดิ ชอบ
เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลสำหรับการวิจัยครั้งนี้ เป็นแบบสอบถาม (Questionnaire) โดย
ผู้วิจัยสร้างจากแนวคดิ ท่ีได้จากการศึกษาเอกสารและงานวิจยั ที่เกี่ยวข้อง มีเนื้อหาเกี่ยวกับการวจิ ยั ของครู ในด้าน
ความเชื่อ ทัศนคติ และค่านิยมในการทำวิจัยของครู เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันด้านนโยบาย การบริหารงานวิจัย
ปัจจัยที่เอื้อต่อการทำวิจัยของครู และพัฒนาจากเครื่องมือการวิจัยของ ภัทรวดี เทพพิทักษ์ (2550 : 103 - 112)
พงศ์พชั รินทร์ พธุ วฒั นะ (2545 : 258 - 266) พฤกษวรรณ ทองมาก (2549 : 105) โดยแบ่งเปน็ 5 ตอน ดงั นี้
38
ตอนท่ี 1 ปัจจัยสว่ นบคุ คลของครแู บบตรวจสอบรายการ (Check List) และแบบให้เตมิ คำในชอ่ งวา่ ง รวม
7 ขอ้
ตอนที่ 2 สภาพการทำวิจัยของครูแบบตรวจสอบรายการ (Check List) และแบบให้เติมคำ ในชอ่ งวา่ ง
รวม 22 ขอ้
ตอนที่ 3 ความเชือ่ ทัศนคติ และค่านยิ มด้านการทำวจิ ัยของครู จำนวน 34 ข้อ แบบมาตราส่วนประมาณ
คา่ (Rating Scale) มี 5 ระดับ โดยมหี ลักเกณฑ์การให้คะแนน ดงั น้ี
1. กรณีทขี่ ้อความมลี กั ษณะในทางบวก (Positive) ซง่ึ ไดแ้ กค่ ำถามข้อท่ี 1, 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8, 9, 10,
11, 12, 15, 16, 17, 18, 20, 22, 26, 28, 30, 31, 32,34 มีหลักเกณฑ์การใหค้ ะแนน ดังน้ี
ครูมีทศั นะต่อความเช่ือ ทัศนคติ และค่านยิ มการทำวจิ ยั ในระดับมากที่สดุ เทา่ กบั 5 คะแนน
ครมู ีทศั นะต่อความเช่ือ ทัศนคติ และค่านยิ มการทำวิจัย ในระดับมาก เทา่ กบั 4 คะแนน
ครูมที ศั นะต่อความเชื่อ ทัศนคติ และค่านิยมการทำวจิ ยั ในระดบั ปานกลาง เทา่ กับ 3 คะแนน
ครมู ีทัศนะต่อความเชื่อ ทศั นคติ และค่านยิ มการทำวิจัย ในระดบั น้อย เท่ากับ 2 คะแนน
ครูมีทัศนะต่อความเช่ือ ทัศนคติ และคา่ นยิ มการทำวิจัย ในระดับนอ้ ยทีส่ ุด เทา่ กบั 1 คะแนน
2. กรณีที่ข้อความมลี กั ษณะในทางลบ (Negative) ซ่งึ ได้แกค่ ำถามข้อท่ี 13, 14, 19, 21, 23, 24, 27, 29,
33 มีหลกั เกณฑ์การให้คะแนน ดงั นี้
ครมู ที ศั นะต่อความเชื่อ ทัศนคติ และค่านิยมการทำวจิ ัย ในระดบั มากท่ีสุด เท่ากบั 1 คะแนน
ครมู ีทัศนะต่อความเช่ือ ทศั นคติ และค่านิยมการทำวิจยั ในระดับมาก เท่ากับ 2 คะแนน
ครมู ที ศั นะต่อความเชื่อ ทัศนคติ และค่านิยมการทำวิจัย ในระดับปานกลาง เท่ากับ 3 คะแนน
ครูมที ศั นะต่อความเชื่อ ทศั นคติ และค่านยิ มการทำวิจัย ในระดบั นอ้ ย เทา่ กบั 4 คะแนน
ครูมีทศั นะต่อความเช่อื ทศั นคติ และค่านิยมการทำวิจัย ในระดบั น้อยท่ีสดุ เทา่ กบั 5 คะแนน
ตอนที่ 4 ความคดิ เห็นเกย่ี วกับปัจจยั ท่ีเอื้อตอ่ การทำวิจยั เป็นแบบสอบถามมาตราสว่ นประมาณคา่
(Rating Scale) ตามแบบของลคิ เอริ ์ท (Likert, อา้ งถงึ ในผ่องศรี วาณิชย์ศุภวงศ์, 2546 : 132) แบ่งเปน็ 5 ระดบั
โดยใช้เกณฑ์การใหค้ ะแนนดงั น้ี
ระดับ 5 หมายถึง ครูมที ัศนะต่อปจั จยั ท่เี อื้อต่อการทำวิจัยในระดับมากท่สี ดุ
ระดับ 4 หมายถึง ครูมที ัศนะต่อปัจจยั ทเ่ี อือ้ ต่อการทำวจิ ยั ในระดบั มาก
ระดับ 3 หมายถึง ครมู ีทัศนะตอ่ ปัจจยั ที่เอื้อต่อการทำวจิ ัยในระดับปานกลาง
ระดบั 2 หมายถึง ครมู ที ัศนะตอ่ ปัจจยั ทเี่ ออ้ื ต่อการทำวิจัยในระดับน้อย
ระดับ 1 หมายถึง ครูมีทัศนะต่อปัจจยั ทเี่ อือ้ ต่อการทำวจิ ัยในระดับนอ้ ยท่สี ุด
ตอนที่ 5 เปน็ แบบสอบถาม มีลักษณะเป็นแบบสอบถามปลายเปิดเกยี่ วกบั ขอ้ เสนอแนะในการพฒั นา
วัฒนธรรมวจิ ยั ของครู
39
การสรา้ งและการหาคุณภาพเครอ่ื งมือ
การสร้างเครอื่ งมอื ที่ใชใ้ นการวิจัย มีรายละเอียดการสร้างเครอ่ื งมือ ดงั นี้
1. คู่มือการใช้เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ โดยใช้ฐานทฤษฎีความคิดสร้างสรรค์ในชุดกิจกรรม ของ
นกั เรยี น ผู้วิจยั ไดด้ ำเนนิ การสรา้ งค่มู อื ตามขัน้ ตอน ดงั นี้
1.1 กำหนดเน้ือหาทีจ่ ะเขียนในคมู่ ือการใช้ชุดกิจกรรมตา่ งๆ
1.2 ศกึ ษารายละเอยี ดต่างๆ ของชุดกิจกรรมวาดทีผ่ ู้วิจยั สร้างข้นึ ทั้ง 4 ชดุ
1.3 ดำเนินการเขียนส่วนประกอบต่างๆ ที่กำหนดไว้ในคู่มือการใช้ชุดกิจกรรม ซึ่งมีรายละเอียด
ตามขนั้ ตอนดงั นี้
1.3.1 ขอ้ แนะนำในการใช้ชุดกจิ กรรม
1.3.2 กำหนดการจัดการเรยี นรู้ สำหรบั นกั เรยี น
1.3.3 แผนการจัดการเรียนรู้โดยกำหนดเป็นแผนการจัดการเรียนรู้ ซึ่งในแต่ละแผน
ประกอบดว้ ย
- มาตรฐานการเรยี นรู้
- สาระสำคญั ของเนื้อหา
- ผลการเรยี นรู้ทคี่ าดหวัง
- จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้
- สาระการเรยี นรู้
- กจิ กรรมการเรยี นรู้
- ภาระชิ้นงาน
- สื่อการเรยี นรู้
- การวดั ผล และประเมินผล
- เคร่ืองมือท่ีใช้ประเมนิ
- เกณฑ์การให้คะแนน
- บนั ทกึ หลังสอน
- ขอ้ เสนอแนะของอาจารย์ทีป่ รึกษา
1.4 นำคู่มือการใช้ชุดกิจกรรมต่างๆ ที่ผู้ศึกษาได้จัดทำขึ้นไปให้ผู้เชี่ยวชาญ ตรวจสอบคุณภาพ
ของคมู่ ือการใช้แบบฝกึ เสรมิ ทักษะทางวชิ าการในดา้ นต่าง ๆ ประกอบดว้ ย
1.4.1 ดา้ นความเหมาะสมของกำหนดการจัดการเรียนรู้
40
1.4.2 ดา้ นข้อแนะนำในการใช้แบบตามความคิดสรา้ งสรรค์
1.4.3 ด้านความเหมาะสมของเนือ้ หาสาระการเรียนรู้
1.4.4 ด้านความสอดคลอ้ งของจุดประสงคก์ ารเรียนร้กู ับสาระการเรยี นรู้
1.4.5 ด้านความเหมาะสมของกจิ กรรมการจดั การเรยี นรู้
1.5 นำผลการตรวจสอบของผู้เชี่ยวชาญมาหาค่าเฉลี่ยของความสอดคล้อง หรือค่า IOC โดยใช้
เกณฑ์
คะแนน 1 สำหรับข้อความทมี่ คี วามสอดคล้องกบั เน้อื หา
คะแนน 0 สำหรบั ข้อความทไี่ ม่แนใ่ จว่ามคี วามสอดคลอ้ งกบั เน้ือหา
คะแนน -1 สำหรบั ข้อความทไ่ี มม่ คี วามสอดคลอ้ งกบั เนื้อหา
การใช้สถติ ิวเิ คราะหข์ อ้ มลู
วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้ ค่าสถิติพื้นฐานทั่วไป เช่น ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน โดยใช้
t – test ประเภท Dependent Samples ทนี่ ยั สำคัญทางสถติ ิท่ี .05 เพอ่ื เปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉล่ีย
แบบทดสอบ ของการทำแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนจากการใช้กิจกรรมการสอนแบบร่วมแรงร่วมใจ
STAD มคี ่าสถติ ิตา่ งๆ ดงั น้ี
1. สถติ ิพื้นฐาน ทน่ี ำมาใช้วเิ คราะห์ข้อมูลในการวจิ ัยครง้ั นม้ี ีดงั ตอ่ ไปนี้ ค่าเฉลี่ย
∑
̅ =
แทนค่า ̅ คือ ค่าเฉล่ีย
∑ คอื ผลรวมของคะแนนของผ้เู รียน
คอื จำนวนผู้เรียน
2. สถิติพน้ื ฐานทีใ่ ชใ้ นการหาคุณภาพเครอ่ื งมอื
∑
=
แทนค่า คือ ดชั นคี วามสอดคล้องระหว่าง -1 ถึง +1
∑ คือ ผลรวมคะแนนความคิดเห็นของผ้เู ช่ียวชาญท้งั หมด
คือ จำนวนผู้เชี่ยวชาญท้ังหมด
41
3. สถติ ิทใ่ี ช้ในการทดสอบสมมตฐิ าน
ขน้ั ตอนการทดสอบสมมติฐานทางสถติ ิมีดังน้ี
1. ต้งั สมมติฐานหลกั (H0) และสมมตฐิ านทางเลอื ก (H1) ให้มคี วามหมายตรงขา้ มกันเสมอ
2. กำหนดระดับนยั สำคญั α
3. เลือกตวั สถติ ทิ ดสอบท่ีเหมาะสม แล้วหาจุดวิกฤตเพ่อื กำหนดบรเิ วณปฏิเสธ H0 ให้ สอดคล้อง
กบั H0 และ α
4. คำนวณคา่ สถติ ิท่ีใช้ทดสอบจากตวั อย่างขนาด n ท่สี ุ่มมา
5. ตดั สินใจยอมรับหรอื ปฏเิ สธ H0 โดยพิจารณาจากเง่อื นไขน้ี ถ้าคา่ สถติ ิทดสอบที่คำนวณได้จาก
ขัน้ ตอนท่ี 4 ตกอยู่ในบริเวณยอมรบั เราจะตัดสินใจยอมรบั H0 แต่หากตกอยู่บริเวณปฏเิ สธ จะตดั สนิ ใจ
ปฏเิ สธ H0
6. สรปุ ผล
4. คา่ ร้อยละ (Percentage) ใชส้ ตู รดงั นี้
= 100
แทนคา่ คือ ร้อยละ
∑ คอื ความถีท่ ตี่ ้องการแปลงใหเ้ ปน็ ร้อยละ
คอื จำนวนความถ่ที ง้ั หมด
5. ค่าเบีย่ งเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) โดยใชส้ ตู ร Ferguson (Ferguson, 1981 : 49)
2 ∑ 2 − (∑ )2
. . = √ ( − 1)
แทนค่า . . คือ ค่าความเบ่ยี งเบนมาตรฐาน
∑ 2 คือ ผลรวมของกำลงั สองของคะแนน
(∑ )2 คือ ผลรวมของคะแนนทั้งหมดยกกาลังสอง
42
คอื จำนวนคนในกลุ่มตวั อย่าง
นำข้อมูลที่ได้จากการทำแบบทดสอบก่อนเรียนและแบบทดสอบหลังเรียนมาสร้างตาราง
เปรียบเทียบคะแนนสอบก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนของนักเรียนรายบุคคลมา เพื่อดูพัฒนาการ
ของนักเรียนและจดุ บกพรอ่ งตอ่ ไป
ค่าความยากงา่ ยของขอ้ สอบ
เป็นการตรวจสอบคุณภาพของข้อสอบเป็นรายข้อ เพื่อพิจารณาว่าข้อสอบแต่ละข้อนั้น มีระดับความ
ยากหรือค่าความง่าย ( Difficulty index or Easiness ) และค่าอำนาจจำแนกของข้อสอบ ( Disciminant
index ) เพียงใด รวมทั้งพิจารณาถึงประสิทธิภาพของตัวลวงในข้อเลือกตอบของข้อสอบข้อนั้นด้วย ผลการ
วิเคราะหจ์ ะทำใหท้ ราบว่าขอ้ สอบแต่ละข้อมีความเหมาะสมมากน้อยเพียงใด ข้อสอบท่ีมคี ุณภาพจะสามารถนำไป
วดั และประเมนิ ผลได้อย่างเทย่ี งตรงและเช่ือมั่นได้ แบบทดสอบท่ีดีต้องมีความยากงา่ ยพอเหมาะ คือ ไม่ยากเกินไป
และไม่ง่ายเกินไป ความยากง่ายของ แบบทดสอบพิจารณาได้จากผลการสอบของแบบทดสอบฉบับนั้นเป็นสำคัญ
การพจิ ารณาความยากง่าย พิจารณาดังนี้
1. การพิจารณาความยากง่ายของแบบทดสอบทัง้ ฉบบั
1.1 พิจารณาจากคะแนนรวมของแบบทดสอบทั้งฉบับ โดยพิจารณาจากคะแนนเฉลี่ยของ
คะแนนรวมทัง้ ฉบบั
- หากคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าครึ่งหนึ่งของคะแนนเต็ม แสดงว่าแบบทดสอบฉบับนั้นง่ายหรือ
คอ่ นขา้ งง่าย
- หากคะแนนเฉลี่ยต่ำกว่าครึ่งหนึ่งของคะแนนเต็ม แสดงว่าแบบทดสอบฉบับนั้นยากหรือ
คอ่ นขา้ งยาก
1.2 พิจารณาจากค่าความยากง่ายของข้อคำถามรายข้อ โดยพิจารณาค่าเฉลี่ยของความยากราย
ข้อ ทง้ั ฉบับ ความยากง่ายของข้อสอบรายขอ้ มีค่าอย่รู ะหวา่ 0 – 1.00
- หากค่าเฉลี่ยค่าความยากง่ายรายข้อทั้งฉบับสูงกว่า .50 แสดงว่าแบบทดสอบฉบับนั้นง่าย หรือ
ค่อนข้างง่าย
- ถ้าค่าเฉลี่ยของค่าความยากง่ายรายข้อทั้งฉบับต่ำกว่า .50 แสดงว่าแบบทดสอบฉบับนั้น ยาก
หรอื ค่อนขา้ งยาก
2. การพิจารณาความยากงา่ ยของแบบทดสอบรายข้อ
พจิ ารณาจำนวนผู้ตอบถกู ในแตล่ ะข้อ
- ถ้าขอ้ ใดท่ีมผี ู้ตอบถูกมากกว่าครง่ึ หนึ่งของผู้สอบ แสดงว่าเปน็ ผู้สอบทีง่ า่ ยหรอื คอ่ นขา้ งง่าย
43
- ถ้ามีจำนวนผู้ตอบถูกน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของผู้สอบทั้งหมด แสดงว่ายากหรือค่อนข้างยาก ค่า
ความยากง่ายของข้อสอบ หมายถึง สัดส่วนของผู้ที่ตอบข้อคำถามนั้นถูก ซึ่งนิยมให้แทนค่า “ P ” มี ค่า
ตงั้ แต่ 0 ถึง 1.00
การแปลความหมายค่า P : อาจแบ่งได้เปน็ 5 ชว่ ง ดงั นี้
ค่า P ระดบั ความยาก ความหมายเทียบสอบจาก การพิจารณา
ผู้สอบ 100 คน
0 - .19 ยากมาก มีผูต้ อบถูกไม่ถงึ 20 คน ควรปรบั ปรงุ หรือตดั ทิ้ง
.20 - .39 คอ่ นข้างยาก มีผตู้ อบถูก 20 - 39 พอใช้ได้
.40 - .59 ยากพอเหมาะ มีผตู้ อบถูก 40 - 59 ใช้ได้
.60 - .80 ค่อนข้างงา่ ย มีผตู้ อบถูก 60 - 80 พอใช้ได้
.81 - 1.00 งา่ ยมาก มผี ตู้ อบถูก 81 - 100 ควรปรับปรุงหรอื ตัดท้ิง
ดังนั้น ค่า ความยากง่าย ( p ) ของข้อสอบทคี่ วรนามาใช้ควรมาคา่ ระหว่าง .20 - .80
ประโยชนข์ องการวิเคราะหข์ ้อสอบ
1. ทำให้ทราบขอ้ มูลพื้นฐานของตวั ข้อสอบและคำตอบ รวมถึงข้อสอบแต่ละข้อได้ทำหน้าที่วัดผล
สมั ฤทธ์ิอยา่ งมีคุณภาพเพยี งใด
2. ช้ีให้เห็นถึงจุดอ่อนทีผ่ ู้สอนหรือผเู้ รยี นต้องปรับปรุงแก้ไข เพือ่ พฒั นาความสามารถและทักษะ
ของผ้เู รยี นให้เป็นตามท่คี าดหวงั
3. เป็นพืน้ ฐานสำคัญในการปรับปรุงพฒั นาการเรียนการสอน โดยเฉพาะอย่างยิง่ ด้านพฤติกรรม
การเรยี นรทู้ ่ีเหมาะสมสำหรบั เนื้อหาวชิ าน้ัน ๆ
4. ช่วยเพิ่มทักษะในการสร้างข้อสอบ ทำให้ทราบถึงอำนาจการจำแนก ระดับความยากง่าย
ประสทิ ธภิ าพของตวั ลวง ตลอดจนการเขียนขอ้ สอบในลักษณะใดจงึ จะได้ข้อสอบท่ีดี
5. ทำให้สามารถคัดเลือกข้อสอบที่มีคุณภาพมารวมเป็นฉบับข้อสอบที่ดี สามารถจัดทำข้อสอบ
คขู่ นานและเปน็ รากฐานสำคญั ในการพัฒนาแบบสอบมาตรฐาน
44
บทที่ 4
ผลการดำเนนิ การ
วเิ คราะหข์ ้อมูล
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาวิธีการเรียนของนักเรียนให้เอื้อต่อการเรียนรู้ ของนักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปีที่ 6 โดยมีเป้าหมายให้นักเรียนทุกคนมีผลการเรียนผ่านเกณฑ์ที่กำหนด โดยเสนอผลการวิเคราะห์
ขอ้ มูลเปน็ ลำดบั ในลกั ษณะตารางประกอบคำบรรยายดังนี้
วิเคราะห์ผล
ตารางท่ี 1 แสดงค่าคะแนนและผลต่างของการทดสอบของนกั เรียนชั้นประถมศกึ ษาปีท่ี 6 จำนวน 19 คน
การทดสอบ คะแนนเต็ม คะแนนเฉลีย่ ( x ) รอ้ ยละของคะแนนที่เพ่ิมขึ้น สว่ นเบ่ยี งเบนมาตรฐาน
ก่อนสอนแบบ 20 14.07 - 2.08
STAD
หลังสอนแบบ 20 15.14 7.60 1.82
STAD
จากการสังเกตนกั เรยี นกอ่ นการใช้การสอนแบบ STAD มีค่าคะแนนเฉลย่ี อยู่ท่ี 14.07 คะแนน แตห่ ลังจาก
การใช้การสอนแบบ STAD ทำให้คะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 15.14 คะแนน ซึ่งเพิ่มขึ้น 1.07 คะแนน คิดเป็นร้อยละท่ี
เพิ่มขึ้น 7.60% และมีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.82 ซึ่งลดลงจากเดิม 0.26 ทำให้ข้อมูลมีการกระจายที่
ลดลงแสดงถึงคณุ ภาพของขอ้ มูลทด่ี ี
45
ตารางท่ี 2 เปรียบเทยี บคะแนนสอบก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรยี น
ที่ ชอื่ -สกุล คะแนนก่อนเรยี น คะแนนหลงั เรยี น
13
1 เด็กชายสัตยา ชว่ ยเกล้ียง 12 13
15
2 เด็กชายไชยณรงค์ หยงสตาร์ 12 15
14
3 เดก็ ชายธนภทั ร จีนประชา 12 13
17
4 เด็กชายคณิศร ชว่ ยเกล้ียง 12 12
16
5 เดก็ ชายนฐั วฒุ ิ จิตรเท่ยี ง 14 12
16
6 เดก็ ชายสนั ตภิ าพ ชว่ ยเกลี้ยง 11 12
12
7 เด็กชายรอมหลี บลิ โอะ 15 15
15
8 เดก็ ชายนภัสกร ช่วยเกลยี้ ง 11 15
15
9 เด็กหญิงนัฐพร นาคสวุ รรณ์ 14 16
15
10 เด็กหญิงพัชรพร ทมิ เทพ 11 15.14
11 เด็กหญงิ จริยา เหลก็ เกดิ ผล 14
12 เด็กหญิงพรรณชนก ชายภักตร์ 11
13 เด็กหญิงเสาวลกั ษณ์ พลประสิทธิ์ 10
14 เดก็ หญิงจิตรลดา บุตรหมนั 13
15 เดก็ หญิงจันทิมา ทองเอยี บ 14
16 เดก็ หญงิ กัญญาวรี ์ ขาวช่วย 15
17 เดก็ หญิงธัญชนก ศรีสุข 12
18 เด็กหญงิ ชุติกาญจน์ ปราบเสร็จ 12
19 เด็กหญงิ ณฐั ธดิ า ช่วยเกลี้ยง 13
ค่าเฉล่ยี ผลรวมคะแนน 14.07
ผลต่างคะแนนพฒั นาการ +1.07
+7.60%
รอ้ ยละของคะแนนทเี่ พ่มิ ข้ึน
จากตารางท่ี 2 เปรยี บเทยี บคะแนนสอบก่อนเรยี นและหลังเรียนของนักเรียน ผลปรากฎวา่ นักเรียนทุกคน
มีผลคะแนนที่ดีขึ้นหลังจากใช้แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนในภาพรวม ซึ่งมีค่าเฉลี่ยผลรวมคะแนนก่อน
เรียนเป็น 14.07 คะแนน และค่าเฉลี่ยผลรวมคะแนนหลังเรียนเป็น 15.14 คะแนน และมีค่าผลต่างคะแนน
พัฒนาการ +1.07 คะแนน ซง่ึ ผลการวจิ ัยน้จี ะช่วยยกระดบั ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นในรายวชิ าของนักเรียนให้สูงขึ้น
ไดต้ ่อไป