ปฏกิ ิริยาเคมแี ละ
วสั ดใุ นชีวิตประจาวนั
สอนโดย
นางสาวทพิ ากร ลัน่ นาวา
Lesson 1
ปฏิกริ ิยาเคมี
ภาพยางรถจักรยานยนต์
นกั เรยี นคดิ วา่ ยางรถจกั รยานยนต์ทาจากวสั ดชุ นดิ ใด
ภาพการจุดพลุ
- ขณะทชี่ มพลุในงานเฉลมิ ฉลองตา่ ง ๆ นักเรียนสงั เกตพบอะไรบา้ ง
- แสงสีจากการจุดพลเุ กดิ ข้ึนไดอ้ ยา่ งไร
จดุ ประสงคข์ องบทเรียน
การเกดิ ปฏิกริ ิยาเคมกี ารเปลยี่ นแปลงความร้อนของปฏิกริ ยิ าเคมี
ปฏิกิริยาที่พบในชีวิตประจาวัน ประโยชน์และโทษของปฏิกิริยาเคมีท่ีมีต่อ
สิง่ มีชวี ิตและสง่ิ ตา่ ง ๆ รอบตัว วิธีการป้องกันและแก้ปัญหาท่ีเกิดจากปฏิกิริยา
เคมีโดยบูรณาการวิทยาศาสตร์คณิตศาสตร์ เทคโนโลยี และกระบวนการ
ออกแบบเชิงวิศวกรรม
เร่อื งท่ี 1 การเกดิ ปฏิกริ ยิ าเคมีCREDITS: This presentation template was
created by Slidesgo, including icons by
Flaticon, and infographics & images by
Freepik
ภาพน้ายาซักผ้าขาว
รอยเป้อื นบนผา้ หายไปไดอ้ ยา่ งไร เกี่ยวขอ้ งกบั ปฏิกริ ยิ าเคมหี รือไม่
ทบทวนความรกู้ อ่ นเรยี น
เขียนเครื่องหมาย ✓หน้าข้อความใตภ้ าพ เพื่อระบวุ ่าภาพใดเป็นการเปล่ียนแปลง
ทางกายภาพ หรอื การเปลย่ี นแปลงทางเคมี
การเกดิ สนมิ ของตะปเู หลก็
การเปลย่ี นแปลงทางกายภาพ การเปลีย่ นแปลงทางเคมี
ทบทวนความรกู้ อ่ นเรยี น
เขียนเครอ่ื งหมาย ✓หนา้ ข้อความใต้ภาพ เพือ่ ระบุว่าภาพใดเป็นการเปล่ียนแปลง
ทางกายภาพ หรอื การเปลย่ี นแปลงทางเคมี
การผสมน้าหวานสแี ดงกับนา้
การเปลยี่ นแปลงทางกายภาพ การเปลย่ี นแปลงทางเคมี
ทบทวนความรกู้ อ่ นเรยี น
เขยี นเครื่องหมาย ✓หน้าข้อความใตภ้ าพ เพ่อื ระบวุ า่ ภาพใดเป็นการเปลย่ี นแปลง
ทางกายภาพ หรอื การเปลย่ี นแปลงทางเคมี
การจุดไมข้ ดี
การเปลย่ี นแปลงทางกายภาพ การเปล่ียนแปลงทางเคมี
ทบทวนความรกู้ อ่ นเรยี น
เขียนเคร่ืองหมาย ✓หนา้ ขอ้ ความใต้ภาพ เพ่อื ระบวุ า่ ภาพใดเปน็ การเปลี่ยนแปลง
ทางกายภาพ หรอื การเปลย่ี นแปลงทางเคมี
การหลอมเหลวของน้าแข็ง
การเปลยี่ นแปลงทางกายภาพ การเปล่ยี นแปลงทางเคมี
ทบทวนความรกู้ อ่ นเรยี น
เขียนเครื่องหมาย ✓หน้าข้อความใตภ้ าพ เพือ่ ระบวุ า่ ภาพใดเปน็ การเปล่ยี นแปลง
ทางกายภาพ หรอื การเปลย่ี นแปลงทางเคมี
การผสมน้าอัญชนั กบั มะนาว
การเปลย่ี นแปลงทางกายภาพ การเปล่ยี นแปลงทางเคมี
ทบทวนความรกู้ อ่ นเรยี น
เขยี นเครือ่ งหมาย ✓หนา้ ข้อความใตภ้ าพ เพอ่ื ระบวุ ่าภาพใดเป็นการเปล่ยี นแปลง
ทางกายภาพ หรอื การเปล่ียนแปลงทางเคมี
การตม้ นา้
การเปลยี่ นแปลงทางกายภาพ การเปล่ียนแปลงทางเคมี
การเกิดปฏกิ ริ ยิ าเคมี
การเกดิ ปฏกิ ิรยิ าเคมเี ปน็ การเปล่ยี นแปลงทีท่ าให้เกิดสารใหม่ โดยอาจสังเกตได้จาก
การเปลี่ยนสี กล่นิ หรืออุณหภูมิ มฟี องแก๊สหรอื มตี ะกอนเกดิ ขนึ้
หากใช้สมบัติของสารเป็นเกณฑ์จะสามารถจาแนกประเภทของการเปล่ียนแปลงได้
2 ประเภท คอื การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพและการเปล่ียนแปลงทางเคมี หากสารมีสมบัติ
ทางกายภาพเปลยี่ นไป เชน่ การเปลย่ี นสถานะ การละลาย การมีรปู รา่ งเปลี่ยนไป จัดว่าการ
เปล่ียนแปลงดังกล่าวเป็นการเปล่ียนแปลงทางกายภาพ หลังการเปล่ียนแปลงทางกายภาพ
สมบัตทิ างเคมแี ละองคป์ ระกอบทางเคมีของสารจะยังคงเหมือนเดิม ส่วนการเปลี่ยนแปลงของ
สารบางอย่างหลงั การเปลี่ยนแปลง สมบัติทางเคมีและองค์ประกอบทางเคมีของสารเปลี่ยนไป
คือ มสี ารใหม่เกดิ ขนึ้ จัดว่าการเปลย่ี นแปลงดงั กล่าวเป็นการเปลี่ยนแปลงทางเคมี
ตารางท่ี 1.1 เปรียบเทยี บระหวา่ งการเปลย่ี นแปลงทางกายภาพกบั
การเปลย่ี นแปลงทางเคมขี องสาร
การเปลยี่ นแปลงทางกายภาพ การเปลย่ี นแปลงทางเคมี
1. ไมม่ สี ารใหมเ่ กดิ ข้นึ 1. มสี ารใหม่เกิดขนึ้
2. ภายหลังการเปลย่ี นแปลงองคป์ ระกอบ 2. ภายหลังการเปล่ยี นแปลงสารใหมท่ ีไ่ ดจ้ ะ
และสมบตั ิทางเคมีของสารจะเหมือนเดมิ แต่ มอี งคป์ ระกอบและสมบัติทางเคมแี ตกตา่ ง
รปู ร่างภายนอกอาจแตกต่างจากเดิม จากเดิม
3. ทาให้กลบั คืนสสู่ ภาพเดมิ ได้งา่ ย 3. ทาใหก้ ลบั คืนสสู่ ภาพเดมิ ไดย้ าก
กิจกรรมที่ 5.1 การเกดิ ปฏกิ ริ ยิ าเคมเี ปน็ อยา่ งไร
● หนงั สือเรยี น หนา้ 6
● ใหน้ ักเรยี นแบ่งกล่มุ ๆ ละ 3 คน ให้แตล่ ะกลุ่ม
อา่ นชอื่ กจิ กรรม จุดประสงค์ และวิธดี าเนิน
กิจกรรม จากนน้ั ตรวจสอบความเข้าใจ
● https://www.youtube.com/watch?v=
6rI6im5G_SU
ตารางบนั ทกึ ผล ผลทีส่ งั เกตได้
สาร
ผลการสบื คน้
...........................................................................................................
...........................................................................................................
...........................................................................................................
ผลการสรา้ งแบบจาลอง
คาถามทา้ ยกจิ กรรม
1. การเปลยี่ นแปลงทเ่ี กดิ ขน้ึ เปน็ การเกดิ ปฏิกริ ิยาเคมหี รอื ไม่ ทราบไดอ้ ยา่ งไร
ตอบ..............................................................................................................................
.....................................................................................................................................
2. สารทไ่ี ดจ้ ากการเปลย่ี นแปลงดงั กลา่ วมสี ารใดบา้ ง
ตอบ..............................................................................................................................
.....................................................................................................................................
คาถามทา้ ยกิจกรรม
3. ใชแ้ บบจาลองอธบิ ายการเปลยี่ นแปลงนไ้ี ดอ้ ยา่ งไร
ตอบ..............................................................................................................................
............................................................................................................................. .......
............................................................................................................................. .......
............................................................................................................................. .......
4. จากกจิ กรรม สรปุ ไดว้ า่ อยา่ งไร
ตอบ..............................................................................................................................
............................................................................................................................. .......
............................................................................................................................. .......
............................................................................................................................. .......
............................................................................................................................. .......
............................................................................................................................. .......
กิจกรรมเสรมิ
ทดสอบแกส๊ คารบ์ อนไดออกไซดไ์ ด้อยา่ งไร
แคลเซยี มคาร์บอเนต (calcium carbonate หรือ CaCO3) พบมากใน
หินปูน หินงอก หินย้อย แคลเซียมคาร์บอเนต สามารถนามาใช้ประโยชน์ได้อย่าง
กว้างขวาง นอกจากนามาใช้ในยาลดกรดแล้วยังใช้ผลิตสารต่าง ๆ เช่น ปูนขาว
ปูนซีเมนต์ ปูนยาแนวกระเบ้ือง สารที่มีแคลเซียมคาร์บอเนตเป็นองค์ประกอบ
เม่ือสัมผัสกับสารที่มีสมบัติเป็นกรด แคลเซียมคาร์บอเนตจะกร่อนบางลงและเกิดฟอง
แก๊สไม่มีสี การเปลี่ยนแปลงท่ีเกิดจากแคลเซียมคาร์บอเนตสัมผัสกับกรด เป็นการ
เกิดปฏิกิริยาเคมี (chemical reaction) เพราะเป็นการเปล่ียนแปลงที่มีสารใหม่
เกดิ ข้ึน
กจิ กรรมเสรมิ
ทดสอบแกส๊ คารบ์ อนไดออกไซดไ์ ด้อยา่ งไร
การอธบิ ายปฏิกิรยิ าเคมที ี่เกิดขึน้ สามารถใช้แบบจาลองท่ีเป็นสมการข้อความ
(word equation) ซึ่งเขยี นแสดงสารทเี่ ข้าทาปฏกิ ิริยาหรอื สารต้ังตน้ (reactant)
และสารใหมท่ ่เี กิดขึน้ หรอื ผลิตภัณฑ์ (product) เชน่ สมการขอ้ ความได้ดงั น้ี
กรดไฮโดรคลอรกิ + แคลเซียมคาร์บอเนต → แคลเซยี มคลอไรด์ + น้า + แกส๊ คารบ์ อนไดออกไซด์
สารตง้ั ตน้ → ผลติ ภณั ฑ์
คาถาม 1
สมการข้อความตอ่ ไปน้ี มสี ารใดบ้างเปน็ สารตง้ั ตน้ สารใดบา้ งเป็นผลิตภณั ฑ์
แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ + แคลเซียมไฮดรอกไซด์ → แคลเซียมคาร์บอเนต + น้า
คาถาม 2
การเกิดปฏกิ ิรยิ าเคมรี ะหวา่ งโซเดยี มไฮโดรเจนคารบ์ อเนตกบั กรดไฮโดรคลอรกิ ได้
ผลิตภณั ฑเ์ ป็นโซเดยี มคลอไรด์ แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์และน้า เขยี นแทนด้วยสมการ
ข้อความได้อยา่ งไร
การเกิดปฏิกิริยาเคมี อะตอมแต่ละชนิดก่อนและหลัง
เกิดปฏิกิริยาเคมีมีจานวนเท่ากัน โดยอะตอมไม่สูญหายหรือเกิดขึ้นใหม่
แตม่ กี ารจดั เรียงตวั กันใหม่
คลปิ วดี ที ศั น์ : การจัดเรยี งตวั ใหม่ของอะตอมเมื่อเกิดปฏิกริ ิยาเคมี
ipst.me/10603
สมการเคมี
การเกดิ ปฏกิ ริ ิยาเคมีตอ้ งเกดิ จากสารตัง้ ต้น (reactant) ทาปฏกิ ิรยิ ากนั แลว้
เกิดผลิตภณั ฑ์ (product) เช่น แกส๊ ไฮโดรเจน (H2) ทาปฏิกริ ิยากับแกส๊ ออกซเิ จน
(O2) แลว้ เกดิ นา้ (H2O) แกส๊ ไฮโดรเจนและแกส๊ ออกซิเจนเปน็ สารตง้ั ตน้ สว่ นน้าเป็น
ผลิตภณั ฑ์
2H2 + O2 → 2H2O
สารตั้งต้น ผลติ ภัณฑ์
สารตั้งตน้ และผลิตภณั ฑใ์ นปฏิกิรยิ าเคมี
การเขียนสมการเคมี
การเขียนสมการเคมี มหี ลักการดงั น้ี
1. เขียนสารตัง้ ต้นไว้ทางซา้ ยมือ ผลิตภัณฑไ์ วท้ างขวามอื ของเครอ่ื งหมายลกู ศร (→)
2. ถ้าตอ้ งการแสดงสถานะของสารตง้ั ตน้ และผลติ ภัณฑ์ ใหใ้ ช้ตัวยอ่ อยใู่ นวงเล็บ ท้ายสตู ร
โมเลกุลของสาร เชน่
(s) แทน ของแข็ง (l) แทน ของเหลว
(g) แทน แก๊ส (aq) แทน สารละลาย
3. อาจระบเุ ง่ือนไขอนื่ ในสมการเคมี เช่น
Δ
แสดงวา่ ปฏิกิรยิ าน้ันต้องใชค้ วามร้อน
→
hv แสดงวา่ ปฏิกริ ยิ านนั้ ต้องใชแ้ สง
การเขยี นสมการเคมี
4. ดลุ สมการใหถ้ ูกตอ้ ง หลักของการดลุ สมการเคมี คือ ตอ้ งมีจานวนอะตอมของแตธ่ าตุ
เทา่ กันทงั้ สองด้านของลูกศร เชน่ ปฏกิ ิรยิ าเคมอี ยา่ งง่ายแสดงการรวมกนั ของแก๊สไฮโดรเจน
และแกส๊ ออกซเิ จนกลายเป็นน้า ดงั น้ี
2H2 + O2 → 2H2O
Ex.1 ปฏกิ ิริยาการเผาไหม้ของแก๊สมีเทน (CH4) และแก๊สออกซิเจน (O2) เกิดแกส๊
คารบ์ อนไดออกไซด์ (CO2) และน้า (H2O) มีสมการเคมี ดงั นี้
______________________________________________________________________
Ex.2 สมการเคมีแทนการเผาโทแทสเซยี มคลอเรต (KClO3) แล้วไดโ้ พแทสเซยี มคลอไรด์
(KCl) และแก๊สออกซเิ จน (O2) เปน็ วธิ กี ารเตรยี มออกซเิ จนในหอ้ งปฏบิ ัติการ เป็นดังนี้
______________________________________________________________________________
แบบฝกึ หดั เร่ือง การเขยี นสมการเคมี
คาชี้แจง : ให้นกั เรยี นเขยี นสมการเคมีแทนปฏิกิริยาเคมีที่กาหนดใหพ้ รอ้ มดลุ สมการให้ถกู ต้อง
1.แก๊สบิวเทน (C4H10) ทาปฏกิ ริ ิยากบั แก๊สออกซเิ จน (O2) ไดแ้ กส๊ คารบ์ อนไดออกไซด์
(CO2) และไอนา้ (H2O) เป็นผลติ ภณั ฑ์
______________________________________________________________________________
2.สารละลายกรดไฮโดรคลอริก (HCl) ทาปฏกิ ิริยากับซงิ ค์ซลั ไฟด์ (ZnS) ไดส้ ารละลายซิงค์
คลอไรด์ (ZnCl2) และแกส๊ ไฮโดรเจนซัลไฟด์ (H2S) เป็นผลิตภณั ฑ์
______________________________________________________________________________
3.กามะถนั (S) ทาปฏกิ ิริยากับสารละลายกรดซลั ฟวิ ริก (H2SO4) ได้น้า (H2O) และ
แกส๊ ซัลเฟอรไ์ ดออกไซด์ (SO2) เป็นผลิตภณั ฑ์
______________________________________________________________________________
4.สารละลายแอมโมเนีย (NH3) ทาปฏกิ ิริยากับแก๊สออกซิเจน (O2) ได้แกส๊ ไนโตรเจนมอนอก
ไซด์ (NO) และนา้ (H2O) เป็นผลิตภัณฑ์
______________________________________________________________________________
5.ซิลเวอร์ (I) ออกไซด์ (Ag2O) ทาปฏิกิรยิ ากบั สารละลายไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ (H2O2)
ไดโ้ ลหะเงนิ (Ag) น้า (H2O) และแกส๊ ออกซิเจน (O2) เป็นผลติ ภัณฑ์
______________________________________________________________________________
มวลรวมของสารกอ่ นและหลงั เกดิ ปฏกิ ริ ยิ าเคมี
การทดลอง เรื่อง ปฏกิ ริ ยิ าเคมสี ง่ ผลตอ่ มวลสารอยา่ งไร
อ้างองิ จาก : https://www.scimath.org/video-science/item/9902-2019-02-28-08-14-10
เมือ่ เกดิ ปฏกิ ริ ยิ าคมี อะตอมของสารต้งั ต้นจะมกี ารจัดเรียงตัวใหม่
ได้เป็นผลิตภัณฑ์ โดยไม่มีอะตอมใดสูญหายใหม่ ดังน้ันมวลรวมของสาร
ก่อนเกิดปฏิกิริยาเคมีจะเท่ากับมวลรวมของสารหลังเกิดปฏิกิริยาเคมี ซ่ึง
เป็นไปตาม กฎทรงมวล (law of conservation of mass)
กฎทรงมวล
(law of conservation of mass)
“มวลของสารต้ังตน้ ทท่ี าปฏกิ ริ ยิ าพอดกี นั เทา่ กบั มวลของสาร
ผลิตภณั ฑท์ เ่ี กดิ จากปฏกิ ริ ยิ า”
อองตวน-โลรอง ลาวัวซีเย
มวลของสารตง้ั ต้นทท่ี าปฏิกริ ยิ าพอดกี ัน = มวลของสารผลิตภัณฑ์ทีท่ าปฏิกิริยาพอดีกัน
A+ B C +D
มวลสาร A + มวลสาร B = มวลสาร C + มวลสาร D
ภาพแสดง ปฏกิ ิรยิ าเคมรี ะหว่างกรดไฮคลอรกิ และแคลเซียมคารบ์ อเนตในภาชนะปดิ
ภาพแสดง ปฏกิ ริ ิยาเคมีระหวา่ งกรดไฮคลอรกิ และแคลเซยี มคารบ์ อเนตในภาชนะเปดิ
นักเรียนคนหนึ่งต้ังน้าปูนใสในภาชนะเปิด พบว่าเกิดตะกอนสีขาว เน่ืองจากแก๊ส
คาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศลงไปทาปฏิกิริยากับน้าปูนใส ได้ผลิตภัณฑ์เป็นแคลเซียม
คาร์บอเนตซงึ่ ไมล่ ะลายในน้า เมอื่ นาไปช่งั พบว่ามวลรวมทีไ่ ดห้ ลังจากน้าปูนใสเกิดตะกอน
สีขาวจะเพมิ่ ขึน้ นักเรยี นคนนี้กลา่ ววา่ ปฏิกิรยิ าดังกล่าวไม่เปน็ ไปตามกฎทรงมวล ข้อสรุป
ดงั กลา่ วถกู ต้องหรือไม่ อย่างไร
ในการเกดิ ปฏกิ ิริยาเคมี มวลรวมของสารหลังเกิดปฏิกิริยาเคมีอาจ
เพมิ่ ขน้ึ หรือลดลงเป็นแนวคิดท่ถี ูกต้องหรอื ไม่
กจิ กรรมตรวจสอบความเขา้ ใจ
โจทย์ 1 เผาแคลเซียมคาร์บอเนต 20 กรมั ในภาชนะปิดได้แคลเซยี มออกไซด์ 11.2 กรัม กบั
แกส๊ คาร์บอนไดออกไซด์ แก๊สคารบ์ อนไดออกไซดท์ ่เี กิดข้นึ มมี วลเทา่ ไร
_______________________________________________________________________________
_______________________________________________________________________________
_______________________________________________________________________________
_______________________________________________________________________________
_______________________________________________________________________________
กิจกรรมตรวจสอบความเขา้ ใจ
โจทย์ 2 เผาแมกนีเซยี ม 2.4 กรมั ในอากาศไดแ้ มกนเี ซยี มออกไซดม์ วล 4 กรัม มวลของ
ออกซิเจนในอากาศทท่ี าปฏิกริ ิยากบั แมกนีเซยี มมคี า่ เทา่ ไร
_______________________________________________________________________________
_______________________________________________________________________________
_______________________________________________________________________________
_______________________________________________________________________________
_______________________________________________________________________________
กิจกรรมตรวจสอบความเขา้ ใจ
โจทย์ 3 เผาเหล็กจานวนหนึ่งกบั กามะถัน 3.2 กรัม เมือ่ สิ้นสุดปฏกิ ิริยาเคมไี ดเ้ หล็กซัล
ไฟต์ 8.8 กรัม และมีเหล็กเหลืออยู่ 3 กรมั เหล็กที่นามาทาปฏกิ ิริยามีมวลเท่าไร
_________________________________________________________________________
_________________________________________________________________________
_________________________________________________________________________
_________________________________________________________________________
_________________________________________________________________________
_________________________________________________________________________
การถ่ายโอนความรอ้ นของปฏกิ ริ ยิ าเคมี
การทดลอง เรอ่ื ง ปฏิกริ ยิ าดดู ความรอ้ นและคายความรอ้ น
อ้างอิงจาก : ipst.me/10604
เมื่อเกิดปฏิกิริยาเคมีจะมีการถ่ายโอนความร้อนจากส่ิงแวดล้อมเข้าสู่ระบบหรือจาก
ระบบไปยังสิ่งแวดล้อม ถ้ามีการถ่ายโอนความร้อนจากส่ิงแวดล้อมเข้าสู่ระบบ อุณหภูมิของ
ส่ิงแวดล้อมจะต่าลง ปฏิกิริยาประเภทนี้เรียกว่า ปฏิกิริยาดูดความร้อน (endothermic
reaction) แต่ถ้ามีการถ่ายโอนความร้อนจากระบบไปยังส่ิงแวดล้อม อุณหภูมิของ
สิ่งแวดล้อมจะสูงขึ้น ปฏิกิริยาประเภทนี้เรียกว่า ปฏิกิริยาคายความร้อน (exothermic
reaction)
เมื่อเกิดปฏิกิริยาเคมี นอกจากจะมีการจัดเรียงตัวใหม่ของอะตอมแล้ว ยังมี
การถ่ายโอนความร้อนอีกด้วย ทาให้พลังงานของสารมีการเปล่ียนแปลง ในการศึกษา
การถา่ ยโอนความรอ้ นของปฏกิ ิริยาเคมี ตอ้ งกาหนดขอบเขตที่ต้องการศึกษา ส่วนที่อยู่
ภายในขอบเขตที่ต้องการศึกษา เช่น สารตั้งต้น และผลิตภัณฑ์ในปฏิกิริยา เรียกว่า
ระบบ (system) ส่วนท่ีอยู่นอกระบบ เช่น ภาชนะ เทอร์มอมิเตอร์ อุปกรณ์อื่น ๆ
ผูท้ าการทดลอง เรยี กว่า สิ่งแวดล้อม (environment)
การเกิดปฏกิ ิริยาเคมที กุ ชนดิ จะมกี ารถ่ายโอนพลงั งาน 2 ทิศทางเสมอ
1. ระบบจะดดู พลงั งานเข้าไปใชเ้ พอ่ื ใช้ทาใหอ้ นภุ าคของสารต้งั ต้นแยกออกจากกนั
2. ระบบจะคายพลงั งานออกมาเมื่อสารต้ังตน้ ตา่ งชนิดกนั ทาปฏิกริ ิยากัน
ชนิดของปฏิกิริยาเคมี
ปฏกิ ริ ยิ าดดู ความรอ้ น ปฏิกริ ยิ าคายความรอ้ น
(endothermic reaction) (exothermic reaction)
ภาพแสดง การถ่ายโอนความรอ้ นและปฏกิ ิรยิ าดดู ความรอ้ น
ปฏิกริ ยิ าดูดความร้อน เช่น ปฏิกริ ยิ าระหวา่ งกรดแอชีตกิ กบั โซเดยี มไฮโดรเจน
คารบ์ อเนต ถา้ พจิ ารณาความรอ้ นในปฏกิ ิริยา สามารถเขียนสมการขอ้ ความแสดงการ
เกิดปฏกิ ริ ยิ าได้ ดังน้ี
กรดแอซตี ิก + โซเดียมไฮโดรเจนคาร์บอเนต + ความร้อน → โซเดยี มแอซีเตต + น้า + แก๊สคารบ์ อนไดออกไซด์
สารต้งั ตน้ + ความรอ้ น → ผลิตภณั ฑ์
ภาพแสดง การถ่ายโอนความรอ้ นและปฏกิ ิรยิ าคายความรอ้ น
ปฏิกริ ิยาคายความรอ้ น เชน่ ปฏิกิริยาระหว่างกรดแอชีตกิ กบั โซเดียมไฮดรอกไซด์
ถ้าพจิ ารณาความรอ้ นในปฏิกิรยิ า สามารถเขียนสมการขอ้ ความแสดงการเกดิ ปฏกิ ิริยาได้
ดงั น้ี
กรดแอชีติก + โซเดียมไฮดรอกไซด์ → โซเดยี มแอชีเตต + นา้ + ความรอ้ น
สารตัง้ ตน้ → ผลิตภณั ฑ์ + ความรอ้ น
เร่อื งท่ี 2 ปฎิกิริยาเคมรี อบตวั
CREDITS: This presentation template was
created by Slidesgo, including icons by
Flaticon, and infographics & images by
Freepik
ผลของปฏกิ ริ ยิ าเคมที มี่ ตี อ่ สง่ิ มชี วี ติ และสง่ิ ตา่ ง ๆ รอบตวั
อ้างอิงจาก : https://www.youtube.com/watch?v=zUckPeOZV-g
1. ปฏิกิรยิ าของกรดกบั เบส
การเกดิ ปฏิกริ ยิ าเคมีของกรดกบั เบส (acid-base reaction) จะทาให้
สารละลายที่ไดม้ ีความเปน็ กรด-เบสลดลงเมอ่ื เทยี บกับสารต้งั ต้น ปฏกิ ริ ยิ าน้สี ว่ นใหญ่
จะไดผ้ ลิตภัณฑเ์ ปน็ สารประกอบประเภทเกลอื และนา้ ถา้ เกลือทีเ่ กิดขึ้นละลายในน้าได้
นอ้ ยหรือไม่ละลาย จะเหน็ เปน็ ตะกอน ถ้าเกลอื ท่ีเกิดขึ้นละลายได้ดใี นน้าจะเหน็ เป็น
สารละลายใส ปฏิกริ ยิ าที่เกิดขนึ้ สามารถเขยี นแทนได้ดว้ ยสมการขอ้ ความ ดังนี้
ปฏิกิรยิ าของกรดกบั เบส
กรดซัลฟวิ รกิ + แบเรียมไฮดรอกไซด์ → แบเรยี มซลั เฟต + น้า
(กรด) (เบส) เกลือ (ตะกอน)
กรดแอซตี กิ + โซเดยี มไฮดรอกไซด์ → โซเดยี มแอซเี ตต + น้า
(กรด) (เบส) เกลอื (ละลายนา้ )
กรดไฮโดรคลอรกิ + โซเดยี มไฮดรอกไซด์ → โซเดยี มคลอไรด์ + น้า
(กรด) (เบส) เกลอื (ละลายนา้ )
กรด + เบส → เกลือ + น้า