The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หนังสือเสริมประสบการณ์ พันธุศาสตร์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by 0321, 2021-04-18 05:01:16

หนังสือเสริมประสบการณ์ พันธุศาสตร์

หนังสือเสริมประสบการณ์ พันธุศาสตร์



หนงั สอื เสรมิ ประสบการณ์

รายวชิ าวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี

ประกอบดว้ ย
▪ การถ่ายทอดลักษณะทางพันธกุ รรม
▪ กระบวนการถา่ ยทอดลักษณะทางพนั ธกุ รรม
▪ ความผิดปกตทิ างพนั ธกุ รรม
▪ การดัดแปรทางพันธกุ รรม

ทพิ ากร ลน่ั นาวา



หนงั สอื เสรมิ ประสบการณ์

รายวชิ าวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี

ประกอบดว้ ย

▪ การถา่ ยทอดลกั ษณะทางพนั ธกุ รรม
▪ กระบวนการถ่ายทอดลักษณะทางพนั ธกุ รรม
▪ ความผิดปกติทางพนั ธุกรรม
▪ การดัดแปรทางพนั ธุกรรม



คำนำ

หนังสือเสริมประสบการณ์ เรื่อง พันธุศาสตร์ รายวิชาวิทยาศาสตร์ 5 รหัสวิชา ว23101 กลุ่มสาระ
การเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 4 เรื่อง ประกอบด้วย การถ่ายทอด
ลักษณะทางพนั ธุกรรม กระบวนการถ่ายทอดลกั ษณะทางพันธุกรรม ความผดิ ปกติทางพนั ธกุ รรมและการดัด
แปรพันธุกรรม จัดทำขึ้นเพื่อให้นักเรยี นได้ศึกษาความรู้เพ่ิมเติมจากการเรียนรู้ในบทเรียน หรือใช้ซ่อมเสริม
หรือพัฒนาศักยภาพของนักเรียนให้มีความรู้ ความเข้าใจ ความชำนาญในการฝึกประสบการณ์การเรียนรู้
โดยผู้เรยี นสามารถศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง ทำใหเ้ กิดทักษะการเรียนรู้อยา่ งถูกวิธีและมปี ระสทิ ธิภาพ

ผู้จัดทำหวังเป็นอย่างยิ่งว่า หนังสือเสริมประสบการณ์ เรื่อง พันธุศาสตร์ รายวิชา วิทยาศาสตร์ 5
รหัสวชิ า ว23101 กลุ่มสาระการเรียนรูว้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้นั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 3 นี้จะเปน็ ประโยชนต์ อ่
นักเรียนในการเรียนรู้ สามารถนำนักเรียนไปสู่จุดหมายตามศักยภาพ เป็นผู้ที่มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์
นำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวติ ประจำวนั ไดแ้ ละเป็นแนวทางสำหรับผูท้ ี่มคี วามสนใจตอ่ ไป

ขอขอบพระคุณผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกท่านที่ให้คำปรึกษาและกำลังใจตลอดมา ทำให้หนังสือเสริม
ประสบการณ์ เร่ือง พันธศุ าสตรเ์ ล่มน้ีสำเร็จลลุ ่วงดว้ ยดี ขอขอบคุณไว้ ณ โอกาสน้ี

ทพิ ากร ลัน่ นาวา

สารบญั ข

เรอ่ื ง หนา้

คำนำ ก
สารบัญ ข
คำชี้แจง 1
คำแนะนำสำหรบั ครู 2
คำแนะนำสำหรับนักเรียน 3
มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวช้ีวัด 4
จดุ ประสงค์การเรียนรู้ 5
พันธศุ าสตร์ 6
หน่วยยอ่ ยท่ี 1 การถา่ ยทอดลักษณะทางพนั ธกุ รรม 7
กจิ กรรมที่ 1 17
หน่วยยอ่ ยท่ี 2 กระบวนการถา่ ยทอดลักษณะทางพันธุกรรม 19
กิจกรรมท่ี 2 27
หนว่ ยยอ่ ยท่ี 3 ความผดิ ปกติทางพนั ธุกรรม 29
กิจกรรมท่ี 3 36
หน่วยย่อยที่ 4 การใช้ประโยชนจ์ ากความรดู้ า้ นพันธุกรรม 38
กจิ กรรมที่ 4 44
เฉลยกจิ กรรมท่ี 1-4 46
แบบทดสอบ 54
เฉลยแบบทดสอบ 57
คำศัพทน์ ่ารู้ 58
บรรณานกุ รม 60
ประวัติผู้เขียน 61

1

คำชแี้ จง

หนังสือประสบการณห์ นังสอื เสรมิ ประสบการณ์ เร่อื ง พันธุศาสตร์ รายวิชาวิทยาศาสตร์ 5
รหัสวชิ า ว23101 กลุ่มสาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้นั มัธยมศึกษาปที ่ี 3 ผู้ใช้ควร
ปฏบิ ัติดงั น้ี

1. ศึกษาคำแนะนำในการใชห้ นงั สือเสรมิ ประสบการณ์
2. ทำแบบทดสอบกอ่ นเรยี น
3. ศกึ ษาจุดประสงค์การเรยี นร้แู ละเนอ้ื หาตามลำดับข้นั ให้เขา้ ใจ
4. ศึกษาความรู้และทำแบบฝึกหัดแต่ละหน่วยย่อย
5. ทดสอบความรู้หลงั เรียน หลังจากท่ีเรยี นจบเลม่
6. ซอื่ สัตย์ต่อตนเอง ไมเ่ ปิดดเู ฉลยทา้ ยเล่ม
7. เมือ่ ทำผิดให้กลับไปศึกษาเนื้อหาใหมอ่ ีกครงั้

2

คำแนะนำสำหรบั ครู

เมอื่ ครไู ดน้ ำหนงั สอื เสรมิ ประสบการณไ์ ปใช้ ควรปฏบิ ตั ดิ งั น้ี

1. ทดสอบความรกู้ อ่ นเรยี น เพ่อื วัดพ้นื ฐานความรูข้ องนักเรียนแต่ละคน
2. ดำเนินการจัดกระบวนการเรียนรู้โดยใช้หนงั สือเสรมิ ประสบการณ์ควบคูก่ ับคมู่ ือการใช้
3. หลังจากสอนเนอ้ื หาแลว้ ให้นกั เรียนตอบคำถามเพ่ือประเมินความรู้แต่ละเรอ่ื ง
4. ควรใหน้ กั เรยี นปฏิบัติกจิ กรรม โดยครดู แู ลและใหค้ ำแนะนำอย่างใกล้ชดิ
5. ใหน้ ักเรียนทำแบบทดสอบทา้ ยบทเรียนเมือ่ เรยี นจบ เพื่อทบทวนความรู้
6. ทดสอบความรหู้ ลงั เรียน หลังจากทน่ี ักเรยี นเรยี นจบเลม่
7. ใช้เปน็ สื่อการสอนสำหรบั ครู
8. ใช้เปน็ แบบเรียนที่ให้นกั เรยี นได้เรยี นรู้และเสริมความรู้ของตนเอง

3

คำแนะนำสำหรบั นกั เรยี น

1. หนงั สือเสรมิ ประสบการณ์นี้ ประกอบด้วยเน้ือหาและแบบฝกึ หัด
2. ให้นักเรียนศึกษาหนังสอื เสริมประสบการณน์ โ้ี ดยทำแบบทดสอบกอ่ นเรยี น อา่ นเน้อื หา
ทำแบบฝึกหัดทา้ ยหนว่ ยและแบบทดสอบหลังเรยี น
3. สว่ นทเ่ี ปน็ เนอื้ หาจะเรียงลำดับตามเนอื้ หา ใหน้ กั เรยี นอา่ นทำความเขา้ ใ้ จในแตล่ ะเร่อื งใหด้ ีที่สุด
4. ส่วนท่ีเปน็ แบบฝกึ หดั จะเปน็ คำถามใหน้ ักเรยี นคดิ หาคำตอบเอง โดยนักเรียนไมค่ วรเปิดดเู ฉลยก่อน
แล้วจึงตรวจคำตอบทีเ่ ฉลยไว้พรอ้ มทั้งทำความเข้าใจถา้ ไมเ่ ข้าใจใหก้ ลับไปอ่านบทเรยี นน้นั อกี คร้ัง
5. เมื่อศกึ ษาจบแตล่ ะเรอื่ งให้ทำแบบฝึกหดั ท้ายบทเรยี น
6. เมอ่ื ศึกษาจบแลวให้ทำแบบทดสอบหลังเรียนพรอ้ มทั้งตรวจคำตอบแบบทดสอบก่อนเรยี นและหลัง
เรยี นจากเฉลยท่ีใหไ้ ว้

4

มาตรฐานการเรียนร/ู้ ตวั ชว้ี ดั

มาตรฐานการเรยี นรู้

ว1.3 เข้าใจกระบวนการและความสำคัญของการถา่ ยทอดลักษณะทางพันธุกรรม สารพันธกุ รรม
การเปล่ยี นแปลงทางพันธุกรรมทมี่ ีผลตอ่ สิ่งมชี วี ิต ความหลากหลายทางชวี ภาพและววิ ัฒนาการของสิง่ มชี ีวิต
รวมทั้งนำความรไู้ ปใช้ประโยชน์

ตวั ชวี้ ดั

ว1.3 ม.3/1 อธิบายความสมั พนั ธร์ ะหว่างยีน ดเี อ็นเอและโครโมโซมโดยใช้แบบจำลอง
ว1.3 ม.3/2 อธบิ ายการถา่ ยทอดลกั ษณะทางพนั ธกุ รรมจากการผสมโดยพจิ ารณาลกั ษณะเดยี วทแ่ี อลลี
ลเด่นขม่ แอลลีลด้อยอย่างสมบรู ณ์
ว1.3 ม.3/3 อธบิ ายการเกดิ จีโนไทป์และฟีโนไทป์ของลูกและคำนวณอตั ราสว่ นการเกิดจีโนไทป์และฟโี นไทป์
ของรนุ่ ลกู
ว1.3 ม.3/4 อธิบายความแตกต่างของการแบ่งเซลลแ์ บบไมโทซสิ และไมโอซิส
ว1.3 ม.3/5 บอกไดว้ า่ การเปลีย่ นแปลงของยีน หรอื โครโมโซมอาจทำใหเ้ กิดโรคทางพนั ธกุ รรมพรอ้ มท้งั
ยกตวั อยา่ งโรคทางพันธุกรรม
ว1.3 ม.3/6 ตระหนกั ถึงประโยชนข์ องความรู้เรือ่ งโรคทางพนั ธุกรรม โดยรู้วา่ กอ่ นแตง่ งานควรปรึกษา
แพทย์เพอ่ื ตรวจและวินจิ ฉยั ภาวะเสยี่ งของลกู ทอ่ี าจเกดิ โรคทางพนั ธกุ รรม
ว1.3 ม.3/7 อธิบายการใชป้ ระโยชน์จากสงิ่ มีชีวติ ดดั แปรพนั ธกุ รรมและผลกระทบทอี่ าจมีต่อมนุษยแ์ ละ
สิ่งแวดลอ้ ม โดยใช้ข้อมูลท่รี วบรวมได้
ว1.3 ม.3/8 ตระหนกั ถงึ ประโยชน์และผลกระทบของสง่ิ มีชวี ติ ดดั แปรพันธุกรรมท่อี าจมตี อ่ มนุษย์และ
สิง่ แวดลอ้ ม โดยการเผยแพร่ความร้ทู ี่ไดจ้ ากการโต้แย้งทางวิทยาศาสตรซ์ ึ่งมีข้อมูลสนับสนุน

5

จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้

1. อธบิ ายความสมั พันธ์ระหว่างยีน ดีเอน็ เอและโครโมโซมโดยใชแ้ บบจำลอง
2. อธบิ ายการถา่ ยทอดลักษณะทางพันธุกรรมจากการผสมโดยพิจารณาลกั ษณะเดยี ว
ทแ่ี อลลีลเด่นข่มแอลลลี ด้อยอย่างสมบรู ณ์
3. อธบิ ายการเกดิ จโี นไทป์และฟโี นไทป์ และคำนวณหาอตั ราส่วนการเกิดจโี นไทปแ์ ละ
ฟโี นไทป์ของรุ่นลูก
4. อธิบายความแตกต่างของการแบง่ เซลล์แบบไมโทซสิ และไมโอซสิ
5. บอกได้วา่ การเปลีย่ นแปลงของยนี หรือโครโมโซมอาจทำใหเ้ กดิ โรคทางพนั ธุกรรม
พรอ้ มทง้ั ยกตวั อย่างโรคทางพนั ธกุ รรม
6. ตระหนักถงึ ประโยชนข์ องความรู้เรือ่ งโรคทางพันธุกรรม โดยรูว้ ่าก่อนแตง่ งานควร
ปรึกษาแพทย์ เพ่ือตรวจและวนิ ิจฉัยภาวะเสย่ี งของลูกท่ีอาจเกดิ โรคทางพันธุกรรม
7. อธิบายการใชป้ ระโยชน์จากสง่ิ มชี วี ติ ดัดแปรพนั ธุกรรม และผลกระทบทอ่ี าจมตี ่อ
มนษุ ย์และสง่ิ แวดล้อม
8. ตระหนักถงึ ประโยชนแ์ ละผลกระทบของสิ่งมีชวี ติ ดดั แปรพนั ธกุ รรมที่อาจมตี ่อมนุษย์
และส่งิ แวดล้อม โดยการเผยแพรค่ วามรทู้ ไี่ ดจ้ ากการโตแ้ ยง้ ทางวทิ ยาศาสตร์ ซึ่งมีข้อมลู สนับสนนุ

6

พันธุศาสตร์ (genetics)

การดำารงเผ่าพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตจะมีการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมจากรุ่นพ่อแม่ไปสู่รุ่นลูกและ
หลานต่อ ๆ ไป ลักษณะทางพนั ธกุ รรมมีทัง้ ลกั ษณะเด่นและลกั ษณะด้อยซึง่ หน่วยทท่ี ำหนา้ ท่ีถ่ายทอดลักษณะ
ทางพันธกุ รรม คือ ยนี ทอ่ี ยูบ่ นโครโมโซมในเซลล์ของสง่ิ มชี ีวติ โครโมโซมจะอยูเ่ ป็นคซู่ ่ึงได้จากพ่อและแม่การ
ถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมค้นพบโดย เกรเกอร์ โยฮันน์ เมนเดล ซึ่งนำไปสู่หลักการพื้นฐานของการ
ถ่ายทอดลักษณะทางพนั ธกุ รรม การเปลี่ยนแปลงของยีนหรือโครโมโซมสง่ ผลใหเ้ กดิ การเปลีย่ นแปลงลกั ษณะ
ทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต อาจก่อให้เกิดโรคทางพันธุกรรม เช่น โรคทาลัสซีเมียกลุ่มอาการดาวน์และการ
แปรผันทางพันธกุ รรม ปัจจุบันมีการนำความรูท้ างด้านพันธุกรรมมาใช้ประโยชน์ ในขณะเดียวกันกอ็ าจเกดิ
ผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตจากการดัดแปรพันธุกรรม ซึ่งจากองค์ความรู้พันธุศาสตร์ สามารถแบ่งออกเป็น
4 หน่วย ดังนี้

1. การถา่ ยทอดลักษณะทางพนั ธกุ รรม
2. กระบวนการถา่ ยทอดลกั ษณะทางพันธกุ รรม
3. ความผิดปกตทิ างพันธกุ รรม
4. การดัดแปรทางพนั ธุกรรม

7

หนว่ ยท่ี 1 การถา่ ยทอดลกั ษณะทางพนั ธกุ รรม

การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม เป็นการถ่ายทอดลักษณะของบรรพบุรุษไปสู่รุ่นลูกรุ่นหลานซ่ึง
ลักษณะทางพันธุกรรมมีท้ังลักษณะเด่นและลักษณะด้อยที่ถูกควบคุมด้วยหน่วยพันธุกรรมหรือยีนบน
โครโมโซม การเจริญเติบโตของส่ิงมีชีวิตมกี ารแบ่งเซลล์ 2 แบบ คือ การแบ่งเซลล์แบบไมโทซิสท่เี ป็นการแบ่ง
เซลล์เพ่ือเพิ่มจำนวนเซลล์ร่างกาย และการแบ่งเซลล์แบบไมโอซิสที่เป็นการแบ่งเซลล์เพื่อสร้างเซลล์สืบพันธ์ุ
การถา่ ยทอดลักษณะต่าง ๆ ไปสูล่ ูกหลาน เรียกว่า พนั ธุกรรม (heredity)

1. ลกั ษณะทางพนั ธกุ รรม

ลกั ษณะทางพันธุกรรม (genetic characteristic) หมายถึง ลักษณะองค์ประกอบของยีน
(gene) ของส่ิงมีชีวิตท่มี กี ารแสดงออกเป็นลกั ษณะท่แี ตกตา่ งกนั และสามารถถ่ายทอดจากบรรพบุรษุ ไปสู่ลูก
หลานได้ เช่น สผี วิ ลักษณะเส้นผมหรอื ขน รูปร่าง ขนาด ความสงู เสยี งรอ้ ง

สุนขั และลกู สุนขั นกและลกู นก

ปลาทอง กลว้ ยไม้

กระบองเพชร ขา้ วโพด

รปู ท่ี 1 ลกั ษณะทางพันธกุ รรมของสิง่ มชี ีวิต

8

ความแปรผนั ทางพนั ธกุ รรม (genetic variation)
ความแปรผนั ทางพนั ธุกรรม หมายถงึ ความแตกตา่ งของลักษณะที่พบในกลุ่มสิง่ มชี ีวติ ชนดิ เดียวกัน
เน่อื งจากมีลักษณะพันธกุ รรมแตกต่างกนั ซง่ึ สามารถจำแนกได้เป็น 2 ประเภทดังนี้
1. ลกั ษณะทม่ี คี วามแปรผนั ไมต่ อ่ เนอ่ื ง (Discontinuous variation) เปน็ ลักษณะพนั ธกุ รรมท่ี
สามารถแยกความแตกตา่ งกันได้อย่างเดน่ ชดั เกดิ จากอิทธิพลทางพันธกุ รรมเพียงอยา่ งเดียวมกั ถูกควบคมุ ดว้ ย
ยนี นอ้ ยคู่ เช่น การมีลกั ยม้ิ การมตี ่ิงหู การหอ่ ล้นิ หมเู่ ลอื ด เป็นต้น

รปู ที่ 2 แสดงลกั ษณะทม่ี ีความแปรผันไมต่ ่อเนื่องของหมเู่ ลือด

2. ลกั ษณะทม่ี คี วามแปรผนั ตอ่ เนอื่ ง (Continuous variation) เปน็ ลักษณะทางพนั ธกุ รรมทีไ่ ม่
สามารถแยกความแตกตา่ งไดอ้ ยา่ งเด่นชดั ไดร้ ับอิทธพิ ลจากพนั ธุกรรมและสงิ่ แวดล้อม มกั ถูกควบคุมดว้ ยยนี
หลายคู่ (Polygenes or Multiple genes) เช่น ความสูง นำ้ หนัก โครงร่าง สีผิว เปน็ ตน้

รปู ที่ 3 แสดงลักษณะทมี่ คี วามแปรผนั ตอ่ เน่ืองของความสงู ของมนุษย์

9

2. โครโมโซม ยนี และดเี อน็ เอ

สง่ิ มชี วี ติ ทกุ ชนิดประกอบด้วยเซลลซ์ ึง่ มีสว่ นประกอบสำคญั 3 สว่ น คอื นิวเคลยี ส ไซโทพลาซึม และ
เยอ่ื ห้มุ เซลล์ โดยส่วนประกอบท่ีมีความเกย่ี วข้องกับการถา่ ยทอดลกั ษณะทางพนั ธุกรรม คอื นิวเคลียส ซ่งึ เป็น
ออรแ์ กเนลลท์ ี่มีหน้าท่ีควบคมุ การทำงานของเซลล์ เนอ่ื งจากภายในมสี ารพนั ธุกรรมบรรจุอยู่

2.1 โครโมโซม
เซลล์ของสงิ่ มชี วี ติ ส่วนใหญ่มนี ิวเคลียส ภายในนวิ เคลียสมเี สน้ ใยเลก็ ๆ ท่ีเรยี กวา่ โครมาทิน
(chromatin) พนั กันเปน็ ร่างแห ประกอบด้วยโปรตนี และดเี อน็ เอ ในระยะทีม่ กี ารแบง่ เซลลเ์ สน้ ใยโครมาทิน
จะขดสน้ั เข้าจนมลี กั ษณะเป็นทอ่ นกระจายอย่ทู ัว่ ๆ ไป เป็นคู่ ๆ เรียกว่า โครโมโซม (chromosome) ซึ่ง
ประกอบด้วยโครมาทิด (chromatid) 2 โครมาทิด ท่ีเหมอื นกนั ทุกประการโดยเชือ่ มติดกนั ตรงตำแหน่ง
เซนโทรเมียร์ (centromere)

รูปท่ี 4 โครโมโซม

10

วธิ กี ารศกึ ษารปู รา่ งและขนาดของโครโมโซม
ทำไดโ้ ดยนำเอาเซลล์รา่ งกาย เช่น เม็ดเลือดขาวชนิดหนึง่ มาเพาะในนำ้ ยาแล้วกระตนุ้ ใหเ้ ซลล์แบ่งตัวจนถึง
ระยะที่โครโมโซมจัดเรียงตวั อยู่กลางเซลล์ ซึ่งเป็นระยะที่สามารถเห็นแต่ละโครโมโซมไดช้ ดั เจน นำมาส่องด้วย
กล้องจุลทรรศน์แล้วถ่ายถาพผ่านกล้องจุลทรรศนแ์ ล้วถ่ายภาพผา่ นกลอ้ งจลุ ทรรศนน์ ำไปขยายให้ใหญ่ หลังจาก
นนั้ จึงตัดภาพโครโมโซมแต่ละอันออก แลว้ นำมาเรียงคูโ่ ดยอาศัยความยาวและลกั ษณะรปู รา่ งของโครโมโซม

(ก) (ข) (ค)

รปู ท่ี 5 แสดงตำแหนง่ ตา่ ง ๆ ของเซนโทรเมยี รใ์ นโครโมโซม (ก) อยกู่ ึ่งกลาง (ข) ใกลก้ ง่ึ กลาง (ค) ใกลป้ ลาย

เมื่อใช้ตำแหน่งของเซนโทรเมียรเ์ ป็นเกณฑ์ จะแบง่ รปู ร่างของโครโมโซมออกเปน็ 4 ชนิด ดงั น้ี
1. เมตาเซนตรกิ (metacenric) เปน็ โครโมโซมท่ีมแี ขนย่ืนออกมาจากเซนโทรเมยี รเ์ ท่ากนั หรอื

เกือบเท่ากัน 2 ข้าง
2. ซบั เมตาเซนตรกิ (submetacenric) เปน็ โครโมโซมทมี่ ีแขนย่ืนออกมาจากเซนโทรเมียร์ไม่

เท่ากัน 2 ข้าง
3. อะโครเซนตรกิ (acrocentric) เป็นโครโมโซมที่มลี กั ษณะเป็นแท่ง โดยมเี ซนโทรเมยี ร์อยูใ่ กล้

กับปลายขา้ งใดขา้ งหนงึ่ ทำให้เห็นโครโมโซมเป็นสว่ นเล็ก ๆ ย่ืนออกมาจากเซนโทรเมยี ร์
4. เทโลเซนตรกิ (telocentric) เปน็ โครโมโซมที่มีลักษณะเป็นแทง่ โดยมีเซนโทรเมยี รอ์ ยู่ตอน

ปลายสดุ ของโครโมโซม

โครโมโซมในสง่ิ มีชีวิตแตล่ ะชนิดจะมจี ำนวนไมเ่ ทา่ กนั และเปน็ จำนวนค่ซู ึ่งจะอยู่เป็นคู่ ๆ ดังตารางท่ี 1

ตารางที่ 1 จำนวนโครโมโซมของสงิ่ มีชีวิตบางชนดิ จำนวนโครโมโซมของเซลล์รา่ งกาย
46 โครโมโซม หรือ 23 คู่
สงิ่ มชี วี ติ 48 โครโมโซม หรอื 24 คู่
มนุษย์ 78 โครโมโซม หรอื 39 คู่
ลงิ ชิมแปนซี 38 โครโมโซม หรือ 19 คู่
สนุ ขั 26 โครโมโซม หรอื 13 คู่
แมว 8 โครโมโซม หรือ 4 คู่
กบ 14 โครโมโซม หรอื 7 คู่
แมลงหวี่ 24 โครโมโซม หรอื 12 คู่
ถ่ัวลันเตา
มะเขือเทศ

11

รปู ท่ี 6 ลงิ ชมิ แพนซมี จี ำนวนโครโมโซมใกลเ้ คยี งมนุษย์ รูปที่ 7 มะเขือเทศมจี ำนวนโครโมโซม 24 แทง่

โครโมโซมในเซลลข์ องรา่ งกายมนษุ ยม์ ี 46 โครโมโซม นำามาจดั ได้ 23 คู่ แบง่ ออกเปน็ 2 ชนดิ คอื
1. ออโตโซม (autosome) คือ โครโมโซมคู่ที่ 1 ถึงคู่ที่ 22 ที่เหมือนกันทั้งเพศหญิงและเพศชาย

เป็นโครโมโซมที่แสดงลักษณะต่าง ๆ ของร่างกายมีทั้งหมด 22 คู่ถ้าขาดหรือเกินจะเกิดความผิดปกติของ
รา่ งกาย ซ่งึ จะสามารถถา่ ยทอดลกั ษณะผดิ ปกตินนั้ จากบรรพบรุ ุษทางพันธุกรรม

2. โครโมโซมเพศ (sex chromosome) เปน็ โครโมโซมคู่ท่ี 23 ของมนุษยล์ ักษณะของเพศหญงิ
หรือเพศชายขึ้นอยู่กับโครโมโซมเพศที่มาจับคู่กัน เพศหญิงจะมีโครโมโซมเพศเป็น XX และเพศชายมี
โครโมโซมเพศเปน็ XY โดยที่โครโมโซม Y จะมีขนาดเลก็ กว่าโครโมโซม X

เซลล์สืบพันธมุ์ ีจำนวนโครโมโซมเป็นคร่งึ หนง่ึ ของเซลลร์ า่ งกาย เพราะกล่มุ เซลลท์ ท่ี ำหนา้ ทีส่ ร้างเซลล์
สบื พันธ์ุ จะมีการแบง่ เซลล์แบบไมโอซสิ ทำใหโ้ ครโมโซมทอ่ี ยูเ่ ป็นคู่ ๆ แยกออกจากกนั ไปอย่ใู นเซลลไ์ ข่หรือ
เซลล์อสุจิ

เม่ือเซลล์ไข่และอสุจิผสมกัน โครโมโซม 23 แท่ง จากอสุจแิ ละโครโมโซม 23 แท่งจากเซลลไ์ ข่ จะมา
จบั คกู่ นั ไดเ้ ปน็ ไซโกต ซึ่งมจี ำนวนโครโมโซม 23 คู่ หรอื 46 แท่งเท่าเดิม

อสจุ ิ + ไข่ + ไซโกต
(23 โครโมโซม)
(23 โครโมโซม) (46 โครโมโซม)

ตารางท่ี 2 แสดงจำนวนโครโมโซมในเซลล์ร่างกายและเซลลส์ ืบพันธ์ขุ องสิง่ มีชวี ติ บางชนิด

จำนวนโครโมโซม (แทง่ )

สงิ่ มชี วี ติ เซลล์รา่ งกาย เซลล์สบื พนั ธ์ุ

แมลงหวี่ “Autosome” (2n) “Sex Chromasome” (n)
ถั่วลันเตา
84
ข้าว
คน 14 7
สุนขั
24 12

46 23

78 39

12

ข้อควรจำ : โครโมโซมในคนมี 46 แท่ง แต่ในเซลล์สืบพันธุ์ คือ เซลล์อสุจิและเซลล์ไข่ จะเหลือ 23 แท่ง
ส่วนเซลล์ในอัณฑะและเซลล์ในรังไข่ ยังถือว่าเป็นเซลล์ร่างกายไม่ใช่เซลล์สืบพันธุ์ จึงมีโครโมโซม 46 แท่ง
ส่วนพชื เซลล์ร่างกายคอื ทุกส่วนของพืช ยกเว้นเซลลล์ ะอองเรณูในเกสรตัวผู้ และเซลลไ์ ข่ในเกสรตวั เมยี

รปู ท่ี 6 โครโมโซมปกติของเพศชายและเพศหญิง

จากรูปที่ 6 พบวา่ โครโมโซมจะอยู่เป็นคู่ แตล่ ะคู่จะมีรปู รา่ งและลกั ษณะเหมือนกัน และมคี วามยาว
เทา่ กัน เรียกวา่ ฮอมอโลกัสโครโมโซม (homologous chromosome)

2.2 หนว่ ยพันธกุ รรมหรือยนี คำสำคญั :

หนว่ ยพนั ธกุ รรมหรอื ยีน (gene) หมายถงึ หน่วยควบคมุ ลักษณะต่าง ๆ - ยนี
- ยีนเด่น
ของส่ิงมีชวี ติ เช่น สีผม สีตาสีผวิ ความสูงสตปิ ัญญา ลกั ษณะเสน้ ผม ฯลฯ
- ยีนดอ้ ย
สว่ นยีนทีผ่ ดิ ปกตเิ ชน่ ยีนทท่ี ำใหเ้ กดิ โรคเลอื ดผิดปกติชนิดทาลัสซีเมีย

โรคปัญญาอ่อนบางชนิด ในคนปกติอาจมียีนลักษณะเช่นน้ีแฝงอยู่ซึง่ ยีนที่ผิดปกติเหลา่ นี้ส่วนมากเป็นยีนดอ้ ย

และอาจแสดงลกั ษณะดอ้ ยปรากฏใหเ้ หน็ ในรนุ่ ลกู หลานไดย้ ีนจะอยู่บนสารพันธุกรรมหรือดเี อน็ เอ

ยนี ที่เปน็ แอลลีลกนั ประกอบดว้ ยยีนที่ควบคุมลกั ษณะทางพันธุกรรมลกั ษณะหนงึ่ ท่ีอยู่บนตำแหน่ง

เดยี วกันของฮอมอโลกสั โครโมโซม มี 2 แบบ ดงั น้ี

1. ยีนเด่น (Dominant gene) คือ ยีนที่สามารถแสดงลักษณะนั้น ๆ ออกมาได้แม้จะมีเพียงยีน

เดียว เชน่ ยีนผมหยักศกกบั ยีนผมเหยียดตรง เมือ่ มาเขา้ ค่กู นั สามารถแสดงลักษณะผมหยักศกได้

13

2. ยีนดอ้ ย (Recessive gene) คือ ยีนที่แสดงลักษณะออกมาได้เมื่อมียีนด้อยท้ังจากพ่อและแม่
มาเขา้ คู่กัน เชน่ โรคทาลัสซเี มยี บนโครโมโซมต้องมยี นี ของโรคทาลสั ซเี มียจากพ่อและแม่ ลกู ท่เี กิดมาจงึ จะเปน็
โรคทาลัสซเี มีย

ตารางท่ี 3 ตัวอยา่ งลักษณะต่าง ๆ ที่ถ่ายทอดโดยยีนเด่นและยีนด้อย

ลกั ษณะทางพนั ธกุ รรม ลกั ษณะเดน่ ลกั ษณะดอ้ ย
หไู ม่มตี ง่ิ
ติง่ หู หูมตี งิ่ แนวผมตรง
ไมม่ ี
แนวผมที่หน้าผาก แนวผมหยัก ไม่มีลกั ยม้ิ
ปกติ
ขนทนี่ ้ิวมือข้อที่ 2 มี บาง
สันจมกู ตรง
ลักย้มิ มลี ักย้มิ สัน้
ไม่ตก
ผิวหนงั ตกกระ ตกกระ
ผมเหยยี ดตรง
ริมฝีปาก หนา หอ่ ล้ินไมไ่ ด้

สันจมูก สนั จมกู โค้ง

สายตา ปกติ

หนงั ตา ตก

เสน้ ผม ผมหยักศก

การหอ่ ลน้ิ หอ่ ลิ้นได้

รูปท่ี 7 มตี ิง่ หู ลกั ษณะเดน่ รปู ที่ 8 ผมเหยยี ดตรง ลกั ษณะด้อย

ตำแหนง่ ยีนบนฮอมอโลกัสโครโมโซม เรยี กว่า โลคสั (locus) ซง่ึ แต่ละโลคสั จะมียีนทีค่ วบคุมลกั ษณะ
ของสิ่งมีชีวติ เพยี ง 1 ลักษณะ ซ่ึงแต่ละยีนมรี ูปแบบของยีนที่ต่างกัน เรียกวา่ แอลลลี (allele) ซ่ึงแต่ละโลคัส
ของฮอมอโลกัสโครโมโซมจะมีแอลลีลที่มีรูปแบบเหมอื นกันหรือแตกต่างกัน ในกรณีที่ฮอมอโลกัสโครโมโซมมี
แอลลลี ท่ีรปู แบบทแ่ี ตกตา่ งกนั แอลลีลหนึ่งอาจขม่ อีกแอลลีลหน่ึง เรยี กแอลลลี ทข่ี ม่ วา่ แอลลีลเดน่ (dominant
allele) สว่ นแอลลีลที่ถูกข่ม เรียกว่า แอลลีลด้อย (recessive allele)

14

2.3 ดเี อน็ เอ คำสำคญั :

ดเี อน็ เอ (DNA : deoxyribonucleic acid) หรือ - ดีเอ็นเอ

กรดดอี อกซไี รโบนิวคลอี ิก เปน็ สารพนั ธุกรรมของสิ่งมชี ีวิตทำหน้าท่ีเปน็ ยนี - กรดดีออกซไี รโบนิวคลีอิก

ควบคมุ ลกั ษณะทางพันธุกรรมของสิง่ มชี วี ิต โครงสรา้ งของดีเอ็นเอมลี ักษณะ - นวิ คลโี อไทด์

เปน็ เกลียวคู่ (double helix) ประกอบดว้ ย สายพอลนิ ิวคลโี อไทด์ 2 สาย - พอลนิ วิ คลโี อไทด์

เช่ือมต่อกันด้วยเบสอินทรีย์คสู่ มทยี่ ึดเหน่ยี วกันด้วยพันธะเคมีทเ่ี รียกว่า

พนั ธะไฮโดรเจน (hydrogen bond) ดงั รูป

รูปท่ี 9 โครงสร้างของดเี อ็นเอ

นิวคลีโอไทด์ (nucleotide) เปน็ มอนอเมอร์ของดเี อ็นเอ ประกอบด้วย
น้ำตาลดีออกซไี รโบส หม่ฟู อสเฟต และเบสอนิ ทรยี ์ (มี 4 ชนิด คือ อะดนี ีน
ไทมนี กวานนี และไซโทซนี )

พอลินิวคลโี อไทด์ (polynucleotide) เกดิ จากนวิ คลโี อไทด์จำนวนมาก
เกดิ ปฏกิ ริ ยิ าเชื่อมตอ่ เปน็ สายเดียวกัน

3. การแบง่ เซลล์ คำสำคญั :
- การแบง่ เซลล์
การแบ่งเซลล์ (cell division) เปน็ การเพ่มิ - การแบ่งเซลลแ์ บบไมโทซสิ (mitosis)
จำนวนเซลลข์ องส่งิ มีชีวิตเพ่อื การเจริญเตบิ โตหรือ - การแบง่ เซลล์แบบไมโอซสิ (meiosis)
การสบื พนั ธุ์ซ่ึงมี 2 แบบ คือ การแบง่ เซลล์แบบไมโทซสิ
และการแบง่ เซลล์แบบไมโอซสิ ดังนี้

15

3.1 การแบง่ เซลลแ์ บบไมโทซสิ
ไมโทซสิ (mitosis) เปน็ การแบง่ นวิ เคลียสเพื่อเพิม่ ปริมาณเซลลร์ า่ งกาย (somatic cell) ของ
สิง่ มชี ีวิต โดยในเซลลร์ ่างกายมีจำนวนโครโมโซมอยู่ 2 ชุด (2n) เมอ่ื ผา่ นกระบวนการแบง่ เซลล์แบบไมโทซสิ
จนสมบูรณจ์ ะไดเ้ ซลล์ลกู จำนวน 2 เซลล์ ทม่ี โี ครโมโซมเท่าเดมิ ทำใหม้ ีจำนวนเซลลใ์ นรา่ งกายเพิ่มขึน้ แต่มี
ลักษณะทางพันธกุ รรมเหมอื นเดิมทุกประการ การแบง่ เซลล์แบบไมโทซิส มี 2 ระยะ คือ

1. ระยะอินเตอรเ์ ฟส (interphase) เปน็ ระยะแรกของการแบ่ง
เซลล์ นวิ เคลยี สค่อนข้างกลมมีการจำาลองโมเลกลุ ของดเี อ็นเอ
เพ่ิมขนึ้

2. ระยะแบง่ เซลล์ (cell division) เป็นระยะหลงั จากทีเ่ ซลล์จำาลองดีเอน็ เอแลว้ แบง่ เป็น 4 ระยะ คือ

2.1 ระยะโพรเฟส (prophase) เป็นระยะทีเ่ ยื่อหุ้มนวิ เคลียสเรม่ิ
สลายออก แลว้ โครมาทนิ หดส้นั ลงกลายเปน็ โครโมโซม

2.2 ระยะเมทาเฟส (metaphase) เปน็ ระยะท่ีโครโมโซม
เคล่ือนท่ไี ปเรียงอยู่ก่งึ กลางเซลลท์ ำาให้เหน็ โครโมโซมชัดเจน

2.3 ระยะแอนาเฟส (anaphase) เป็นระยะท่ีเสน้ ใยสปินเดิลดึง
โครโมโซมให้โครมาทดิ แยกออกจากกนั ไปยังคนละข้วั ของเซลล์

2.4 ระยะเทโลเฟส (telophase) เป็นระยะที่โครมาทิดถูกดงึ
มายงั ข้ัวเซลลแ์ ล้วเกาะกลุ่มกันมกี ารสร้างเยอ่ื หุม้ นิวเคลียสและนิวคลี-
โอลัสโครโมโซมยดื ตวั เป็นสายยาวพนั กนั เมือ่ แบง่ นวิ เคลยี สแล้วกจ็ ะมี
การแบง่ ไซโทพลาซมึ ตอ่ ไป ซึ่งจะได้เซลลใ์ หม่ 2 เซลลท์ มี่ ลี กั ษณะ
เหมอื นเซลล์เดิม

รูปที่ 10 การแบ่งเซลล์แบบไมโทซสิ

3.2 การแบง่ เซลลแ์ บบไมโอซสิ
ไมโอซิส (meiosis) เป็นการแบง่ นวิ เคลยี สเพื่อลดจำนวนโครโมโซมลงคร่ึงหนึง่ ซึ่งเป็นการแบ่งเซลล์
เพื่อสร้างเซลลส์ ืบพนั ธข์ุ องทัง้ สัตว์และพืช และได้เซลล์ลกู จำนวน 4 เซลล์ กระบวนการแบง่ เซลล์แบบไมโอซสิ จะ
มีการแบง่ เซลล์ต่อเนื่องกนั 2 รอบ คอื ไมโอซสิ I (meiosis I) และไมโอซสิ II (meiosis II)

16

1.  ระยะอินเตอรเ์ ฟส มกี ารจำาลองดเี อ็นเอและสงั เคราะห์สารต่าง ๆ ไวใ้ ชใ้ นการแบง่ เซลล์
2. ระยะแบง่ เซลล์ แบง่ ออกเปน็ 2 ระยะ คอื

2.1 ระยะไมโอซสิ I (meiosis I) เปน็ ระยะท่ีจำนวนโครโมโซมลดลงครึ่งหนง่ึ จาก 2n เปน็ n
โดยเมื่อจบระยะไมโอซิส I จะเกิดเซลล2์ เซลล์ ทม่ี ีจำนวนโครโมโซมลดลงเทา่ กบั n

2.2 ระยะไมโอซิส II (meiosis II) เปน็ ระยะทเ่ี กิดขน้ึ หลังจากผ่านการแบง่ นวิ เคลยี สที่ทำาให้
จำนวนโครโมโซมลดลงครงึ่ หนง่ึ แล้ว (ไม่ผา่ นระยะอนิ เตอรเ์ ฟส) การเปล่ยี นแปลงที่เกิดขึ้นภายในเซลล์จะคลา้ ย
กบั การแบ่งเซลลแ์ บบไมโทซสิ เมือ่ จบระยะไมโอซสิ II จะเกิดเซลล4์ เซลลท์ ี่มจี ำนวนโครโมโซมเท่าเดมิ (n)

รูปท่ี 11 การแบง่ เซลลแ์ บบไมโอซิส

ตารางที่ 4 ความแตกตา่ งระหวา่ งไมโทซิสกับไมโอซสิ

ไมโทซสิ ไมโอซสิ
1. เปน็ การแบ่งเซลล์รา่ งกาย (somatic cell) 1. เป็นการแบง่ เซลลเ์ พศ (sex cell)
2. ผลท่ีได้จากการแบง่ เซลลจ์ าก 1 เปน็ 2 เซลล์ 2. ผลทไ่ี ดจ้ ากการแบง่ เซลลจ์ าก 1 เปน็ 4 เซลล์
3. จำนวนโครโมโซมเซลล์ลูกเท่ากับเซลลแ์ ม่ 3. จำนวนโครโมโซมเซลลล์ ูกเป็นครง่ึ หนึ่งของเซลล์แม่
4. ไม่มีการแนบชิดของโครโมโซมท่ีเป็นคกู่ นั 4. มกี ารแนบชดิ ของโครโมโซมทีเ่ ปน็ คู่กนั
5. โครมาทดิ แยกออกจากกนั ในระยะแอนาเฟส 5. โครมาทิดแยกออกจากกนั ในระยะแอนาเฟส 2
6. เซลลล์ ูกมพี นั ธุกรรมเหมอื นกบั เซลล์แม่ 6. เซลล์ลกู มีพนั ธุกรรมต่างกับเซลล์แม่
7. มกี ารแบง่ ไซโทพลาซมึ 1 ครัง้ ฯลฯ 7. มีการแบ่งไซโทพลาซึม 2 ครัง้ ฯลฯ

กกจิ ิจกกรรรรมมท่ี ท1 ี่ 1 17

คำชแ้ี จง : .
1. ใหน้ กั เรยี นศกึ ษาภาพทางซา้ ย แลว้ เตมิ ขอ้ ความลงในชอ่ งวา่ งทางขวาใหถ้ กู ตอ้ ง .
.
1. โครโมโซมอยู่บรเิ วณใดของเซลล์ .
ตอบ .
2. โครโมโซม ประกอบด้วย
ตอบ
3. สารพันธุกรรมทคี่ วบคมุ ลักษณะต่าง ๆ ของสิ่งมีชวี ติ คอื
ตอบ
4. แตล่ ะชว่ งของดีเอน็ เอมีหนว่ ยพนั ธกุ รรม คอื
ตอบ
5. ลกั ษณะทางพันธุกรรมทีค่ วบคุมด้วยยีนจากพอ่ แมส่ ามารถ
ถ่ายทอดสู่ลกู ผา่ นทาง
ตอบ

2. ใหน้ กั เรียนนำคำทก่ี ำหนดใหเ้ ตมิ ลงในชอ่ งวา่ งตามหมายเลขสว่ นประกอบของโครโมโซมใหถ้ กู ตอ้ ง

โครโมโซม (Chromosome) ยนี (gene) ดเี อน็ เอ (DNA) โปรตีนฮิสโตน (histone protein)
โครมาทนิ (Chromatin) เซนโทรเมยี ร์ (centromere) โครมาทิด (Chromatid)

หมายเลข 1 คอื .
หมายเลข 2 คอื .
หมายเลข 3 คอื .
หมายเลข 4 คอื .
หมายเลข 5 คอื .
หมายเลข 6 คอื .
หมายเลข 7 คอื .

18

3. ใหน้ กั เรยี นนำคำทกี่ ำหนดใหเ้ ตมิ ลงในชอ่ งวา่ งใหถ้ กู ตอ้ ง

4. ใหน้ กั เรยี นเปรยี บเทยี บการแบง่ เซลล์แบบไมโทซสิ และการแบง่ เซลลแ์ บบไมโอซสิ ตามประเดน็ ตอ่ ไปน้ี

ประเดน็ Mitosis Meiosis
แบง่ เซลลร์ า่ งกาย/เซลลส์ บื พันธ์ุ
ลกั ษณะของเซลลล์ ูกทไี่ ด้
จำนวนเซลล์ลูกทีไ่ ด้
จำนวนโครโมโซมของเซลลล์ กู
จำนวนการแบง่ นิวเคลยี ส
การเจรญิ เตบิ โตของเซลล์ลูก

19

หนว่ ยที่ 2 กระบวนการถา่ ยทอดลกั ษณะทางพนั ธกุ รรม

1. บดิ าแหง่ พนั ธศุ าสตร์ คำสำคญั : - พันธแ์ุ ท้ - พันทาง
- บดิ าพันธุศาสตร์ - ลักษณะเดน่ - ลกั ษณะด้อย
- กฎของเมนเดล - ฟโี นไทป์
- จีโนไทป์

เมนเดลได้ศึกษาการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมของ รูปท่ี 12 เกรเกอร์ โยฮนั น์ เมนเดล
ต้นถั่วลันเตาทำาให้ได้ความรู้ เกี่ยวกับหลักการพื้นฐานของการ
ถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตซึ่งสิ่งมีชีวิตจะมี
โครโมโซม 2 ชุด แอลลีลบนฮอมอโลกัส โครโมโซมจะเป็นยนี ที่มา
จากพอ่ ยนี หนึ่งและยีนทม่ี าจากแม่ยีนหนึ่ง โดยยนี ท่ีเป็นแอลลีลกัน
อาจจะเปน็ ยนี เด่นหรือยนี ด้อยทั้งคู่หรือเป็นยนี เด่นและยีนด้อยก็ได้
เมื่อมีการปฏิสนธยิ ีนของเซลลส์ ืบพันธุ์เพศผู้และเพศเมยี จะมาเข้าคู่
กันเป็นแอลลีลซึ่งทำให้เกิดจีโนไทป์ (ลักษณะของยีน) ที่แสดง
ฟโี นไทป์ (ลกั ษณะทปี่ รากฏ) ในสิ่งมชี ีวิตรุน่ ลกู

เมนเดล ไดท้ ดลองผสมพันธ์ถุ ว่ั ลนั เตา ซงึ่ มคี วามเหมาะสมหลายประการ คอื
1. ปลกู ง่าย มเี มล็ดมาก อายุส้ัน
2. มีลกั ษณะของลำต้น ดอก ฝกั และเมล็ด แตกต่างกนั อย่าง

เด่นชดั เปน็ แบบแปรผนั ไม่ต่อเน่อื ง
3. มกี ารถ่ายละอองเรณใู นดอกเดยี วกนั

เพราะมโี ครงสร้างของดอกมีลกั ษณะป้องกนั การผสมพนั ธ์ุขา้ มดอก
โดยมกี ลีบดอกชั้นในหอ่ หุม้ เกสรตวั ผูแ้ ละเกสรตัวเมยี ไวด้ ว้ ยกัน ซึ่งเปน็ ดอกสมบรู ณ์เพศ

ลกั ษณะของตน้ ถวั่ ลนั เตาทเี่ มนเดลสงั เกต
เมนเดลทดลองผสมถ่วั ลันเตาที่มลี กั ษณะตา่ ง ๆ กัน 7 ลักษณะ นานถงึ 7 ปี จึงได้ค้นพบกฎการ

ถ่ายทอดลกั ษณะพนั ธกุ รรมของเมนเดล

20

ตารางท่ี 5 ลกั ษณะของต้นถ่ัวลันเตา จำแนกตามลกั ษณะเด่นลกั ษณะด้อย

ลกั ษณะ รูปรา่ ง สขี อง สขี อง รปู ร่าง สขี องฝักถว่ั ตำแหน่ง ความสูงของ
ของเมล็ด เมลด็ ดอก ของฝกั ถ่วั ทเ่ี กิดดอก ลำตน้

เดน่ เรียบ สีเหลือง สีม่วง ฝกั อวบ สเี ขียว ดอกเกิด
ทล่ี ำต้น
สงู

ด้อย ขรขุ ระ สเี ขยี ว สขี าว ฝกั แฟบ สเี หลือง ดอกเกดิ
ทีย่ อด
เต้ยี

หลังจากนั้น เมนเดลเลือกพิจารณาศึกษาทีละลักษณะ ตัวอย่างเช่น สีของดอก โดยการนำต้นถ่ัว
ลันเตาทมี่ ลี ักษณะตามต้องการไปปลูกและผสมพนั ธ์ภุ ายในดอกเดียวกนั เมือ่ ต้นถ่ัวลนั เตาออกฝักจึงนำเมล็ดไป
ปลูกและคดั เลือกต้นท่ีมีลักษณะเหมือนรุ่นพ่อแม่มาผสมพนั ธุ์ภายในดอกเดยี วกันต่อไปอีกหลายรุ่น จนกระทั่ง
เมลด็ ท่ีนำไปเพาะได้ตน้ ถ่วั ลนั เตาทมี่ ลี กั ษณะเหมอื นรนุ่ พ่อแมท่ กุ ต้น เรยี กว่า ต้นถัว่ ลนั เตาพนั ธแ์ุ ท้

เกรด็ ความรเู้ พม่ิ เตมิ
ลกั ษณะของพนั ธแ์ุ ทก้ บั พนั ทาง
ลกั ษณะพนั ธแุ์ ท้ คอื ลกั ษณะท่ปี รากฏใหเ้ หน็ โดยพันธ์ุแทจ้ ะมียีนที่เหมือนกันมาเขา้ คู่กนั เป็นแอลลีล
เชน่ ลกั ษณะเดน่ หรือลักษณะด้อยเหมอื นกนั กำาหนดให้ T เป็นยนี ของลักษณะเดน่ ควบคมุ ลักษณะต้นสูง
ของตน้ ถว่ั ลนั เตา t เป็นยีนของลกั ษณะด้อย ควบคมุ ลกั ษณะตน้ เตยี้ ของต้นถ่วั ลันเตา

ลกั ษณะต้นสูงพันธุแ์ ท้จะมีแอลลีล คือ TT
ลักษณะตน้ เต้ียพนั ธุ์แท้จะมีแอลลีล คอื tt
ลกั ษณะพนั ทาง คือ ลักษณะที่ปรากฏให้เห็นเป็นลกั ษณะเด่น แตม่ ลี ักษณะดอ้ ยแฝงอยู่ แอลลีลของ
ยนี ที่เข้าคกู่ ันจะมลี กั ษณะท่แี ตกต่างกนั เช่น ลักษณะต้นสูงพันทางจะมรี ูปแบบแอลลลี คือ Tt

วธิ กี ารทดลองของเมนเดล
1. ผสมพนั ธุ์ถั่วลันเตาพนั ธ์ุแท้ 2 ต้น ซึง่ มลี กั ษณะแตกต่างกนั เรียกถ่ัวลันเตาในขัน้ นวี้ ่า รนุ่ พอ่ แม่

(parent generation หรอื P)
2. สงั เกตลักษณะของลกู ผสม (hybrid) รุ่นท่ี 1 (the first filial generation หรือ F1)
3. นำลูกผสมรุ่นที่ 1 มาผสมพนั ธุใ์ นดอกเดียวกัน
4. สงั เกตลักษณะของลูกผสมรุ่นท่ี 2 (the secondary filial generation หรือ F2)

21

รูปท่ี 13 การทดลองของเมนเดล

ผลการทดลองของเมนเดล
▪ ถา้ นำรนุ่ พอ่ แม่ที่เป็นพนั ธแ์ุ ท้ซ่งึ มลี กั ษณะแตกตา่ งกันมาผสมพนั ธก์ุ นั จะไดล้ ูกผสมรุน่ ที่ 1 ที่มลี กั ษณะหนึ่ง
เรยี กลักษณะทป่ี รากฏในลกู ผสมรนุ่ ที่ 1 ว่า ลักษณะเดน่ (dominance)
▪ ถ้านำลกู ผสมรนุ่ ท่ี 1 ซึง่ มลี กั ษณะเหมือนกนั มาผสมพนั ธุ์กัน จะได้ลูกผสมรนุ่ ท่ี 2 ทมี่ ีลักษณะอืน่ ๆ เรยี ก
ลกั ษณะท่ีปรากฏในลูกผสมร่นุ ที่ 2 แตไ่ ม่ปรากฏในลูกผสมรุ่นที่ 1 ว่า ลกั ษณะดอ้ ย (recessive)
▪ อตั ราส่วนระหวา่ งลกั ษณะเด่นและลกั ษณะดอ้ ยในลูกผสมรนุ่ ที่ 1 คอื 1:0 สว่ นในลูกผสมร่นุ ท่ี 2 คือ 3:1

2. กฎของเมนเดล

กฎขอ้ ท่ี 1 กฎแหง่ การแยก (Law of segregation)
“แอลลีลของยีนท่ีอยูเ่ ปน็ ค่กู นั จะมกี ารแยกตัวออกจากกันในระหวา่ งท่มี ีการสรา้ งเซลล์สืบพันธ์ุ” จากกฎ
นสี้ ามารถเขียนแผนภาพเพื่ออธิบายไดด้ ังนี้

เซลลส์ ืบพันธ์ุ

เซลล์สืบพันธุ์

รปู ที่ 14 การแยกตวั ของแอลลลี ท่ีอยู่เป็นคตู่ ามกฎการแยกตัว

กฎขอ้ น้ี เมลเดลไดศ้ กึ ษาการถา่ ยทอดลักษณะโดยพจิ ารณายีนคูเ่ ดยี ว ( Monohybrid cross )

22

กฎขอ้ ที่ 2 กฎแหง่ การรวมกลมุ่ อยา่ งอสิ ระ (Law of independent assortment)

“แอลลีลของยีนท่ีควบคมุ ลักษณะทแี่ ตกตา่ งกนั มีความเป็นอสิ ระท่จี ะไปรวมกนั หรอื จับคูก่ ันกบั แอลลีล
ของยีนคู่อนื่ ซ่ึงทำให้รนุ่ ลกู หรอื รุ่นหลานมรี ูปแบบของยีนและลกั ษณะทีป่ รากฏหลากหลายรปู แบบ” จากกฎน้ี
สามารถเขยี นแผนภาพและอธบิ ายกฎการจับคขู่ องยนี อยา่ งอิสระไดด้ งั นี้

เซลล์สบื พันธ์ุที่
เกดิ ขึน้ มีแอลลลี
ตา่ งกัน 4 แบบ

รปู ที่ 15 การจบั คขู่ องแอลลีลของยีนอยา่ งอสิ ระตามกฎการจับค่กู นั อยา่ งอสิ ระ

จโี นไทป์ (genotype) ฟโี นไทป์ (phenotype) คือ
คือ ลักษณะของยนี ที่ การแสดงออกของจโี นไทปท์ ี่
ควบคมุ การแสดงออก เชน่ สังเกตเห็นได้ (ลกั ษณะที่
GG เปน็ ลกั ษณะฝักสเี ขยี ว ปรากฏ)

23

ตัวอยา่ งท่ี 1 เม่ือผสมพนั ธุ์ตน้ มะเขือเทศผลสีแดงพันทางกบั ต้นมะเขือเทศผลสีเหลืองพันธ์ุแทเ้ ขา้ ดว้ ยกนั จงเขยี น
แผนภาพเพือ่ หาจโี นไทป์และฟโี นไทปข์ องรุ่นลูก โดยกำหนดให้ R แทนแอลลีลเดน่ ท่ีควบคมุ ลักษณะผลสีแดง
และ r แทนแอลลีลดอ้ ยที่ควบคมุ ผลสีเหลือง โดยที่แอลลีลเดน่ ขม่ แอลลีลด้อยอย่างสมบูรณ์

มะเขอื เทศผลสแี ดง x มะเขอื เทศผลสีเหลอื ง
Rr rr

เซลล์สืบพันธ์ุ R r rr

จีโนไทปร์ นุ่ ลกู Rr Rr rr rr

ฟโี นไทปร์ ุ่นลกู

อตั ราส่วนของจโี นไทป์ Rr : rr คอื 1 : 1
อัตราสว่ นของฟโี นไทปผ์ ลสแี ดง : ผลสเี หลอื ง คือ 1 : 1

นอกจากนี้ ยังมีวิธีการหาอัตราส่วนของจีโนไทป์และฟีโนไทป์ พิจารณาเพียงลักษณะเดียว โดยใช้
ตารางพนั เนตต์ ซึง่ ทำได้โดยนำเซลลส์ ืบพันธุ์เพศผมู้ าจัดเรียงในตารางตามแนวตั้ง และเซลล์สืบพันธ์เุ พศเมียมา
จดั เรยี งในตารางตามแนวนอน แลว้ เอาเซลล์สบื พนั ธใ์ุ นแต่ละช่องมารวมกัน ผลรวมของเซลลส์ ืบพนั ธุท์ ัง้ 2 ช่อง
ในแต่ละช่องจะเป็นจีโนไทป์ที่ได้จากการปฏิสนธิ จากนั้นให้นำจีโนไทป์ที่เหมือนกันมารวมกัน เพื่อนำไป
คำนวณเป็นอัตราส่วน ตวั อยา่ งเชน่ ผสมพันธตุ์ น้ ถั่วลนั เตาเมล็ดกลม (RR) และเมลด็ ขรุขระ (rr)

เซลล์สืบพนั ธุ์ต้นถว่ั ลันเตาเมลด็ กลม R R
เซลล์สืบพนั ธุต์ น้ ถว่ั ลนั เตาเมลด็ ขรุขระ
Rr Rr
r Rr Rr

r

24

ตวั อย่างที่ 2

กำหนดให้ สดี อก M = ดอกสมี ่วง ลักษณะเมลด็ H = เมลด็ เรยี บ

m = ดอกสขี าว h = เมล็ดยน่

รนุ่ พ่อแม่ ดอกสีม่วง เมล็ดเรยี บ ดอกสขี าว เมลด็ ยน่

จีโนไทป์ MMHH mmhh จโี นไทปม์ ี 2 ลักษณะ

เซลล์สบื พันธ์ุ MH MH mh mh กฎการแยกตัว

ลกู รุ่นที่ 1 MmHh MmHh MmHh MmHh กฎการจบั คู่กนั อยา่ งอสิ ระ
จโี นไทป์

ฟโี นไทป์ ดอกสมี ว่ ง เมลด็ เรียบทุกตน้

จากแผนภาพ ถว่ั ลันเตาร่นุ พอ่ แม่ดอกสมี ว่ ง เมลด็ เรียบมแี อลลลี เป็น MMHH และดอกสีขาว เมลด็ ยน่
มแี อลลีลเปน็ mmhh เมือ่ สรา้ งเซลล์สืบพันธุด์ อกสีมว่ ง เมลด็ เรยี บจะมยี ีนเปน็ MH ส่วนดอกสขี าว เมลด็ ยน่ จะ
มยี นี เป็น mh จากนัน้ เมื่อมกี ารปฏิสนธิทำาให้ไดล้ ูกรุ่นท่ี 1 มรี ปู แบบของแอลลีลเปน็ MmHh ทุกตน้ โดยมี
ลกั ษณะท่ีปรากฏเปน็ ดอกสมี ว่ ง เมลด็ เรียบทกุ ต้น

ต่อมาเมือ่ นำลกู รนุ่ ท่ี 1 มาผสมกนั ผลท่ีเกิดขึ้นจะมลี กั ษณะ ดังแผนภาพ

กำาหนดให้ สดี อก M = ดอกสีมว่ ง ลกั ษณะเมล็ด H = เมล็ดเรียบ

m = ดอกสขี าว h = เมลด็ ย่น

ลกู รนุ่ ที่ 1 ดอกสีมว่ ง เมล็ดเรียบ ดอกสีมว่ ง เมลด็ เรียบ

จโี นไทป์ MmHh MmHh

เซลลส์ บื พนั ธุ์ MH mH Mh mh MH mH Mh mh

mh mh
Mh mmhh Mh
ลกู รุ่นที่ 2
จโี นไทป์ mH Mmhh Mmhh mH

MH mmHh MMhh mmHh MH

MmHh MmHh MmHh MmHh

MMHh MmHH MMHh

MmHH MmHH

MMHH

25

จากแผนภาพสรปุ จากลกั ษณะของแอลลีลได้ ดงั น้ี
1. ถัว่ ลันเตาร่นุ ลูกรุ่นท่ี 1 (F1) มฟี โี นไทป์เปน็ ดอกสมี ่วง เมล็ดเรียบ และมีจโี นไทปท์ มี่ แี อลลีลเปน็

MmHh ทง้ั พ่อและแม่
2. เม่ือสร้างเซลลส์ บื พนั ธต์ุ ามกฎการแยกตัวของเมนเดลจะไดค้ ยู่ นี M และ m กบั ค่ยู นี H และ h
3. เมอื่ มีการจับคกู่ ันอย่างอิสระตามกฎของเมนเดลจะไดเ้ ซลลส์ ืบพนั ธท์ุ มี่ ียีนเป็น MH, Mh, mH

และ mh ในอตั ราส่วนท่เี ทา่ กัน
4. เมอื่ เซลล์สบื พนั ธ์ุเกิดการปฏสิ นธยิ นี จากเซลลส์ ืบพันธ์ุจากของพ่อและแมจ่ ะเข้าคูก่ นั อยา่ งอิสระ

ทำให้เกิดลูกร่นุ ท่ี 2 (F2) ซง่ึ แสดงลักษณะจีโนไทป์และฟโี นไทป์ ดงั น้ี
- จโี นไทป์: MMHH (1 ตน้ ) MMHh (2 ตน้ ) MmHH (2 ต้น) MmHh (4 ตน้ )
ฟโี นไทป์ : ดอกสมี ่วง เมลด็ เรียบ (9 ตน้ )
- จีโนไทป์ : MMhh (1 ตน้ ) Mmhh (2 ต้น)
ฟีโนไทป์ : ดอกสมี ่วง เมลด็ ย่น (3 ต้น)
- จโี นไทป์ : mmHH (1 ต้น) mmHh (2 ตน้ )
ฟีโนไทป์ : ดอกสีขาว เมล็ดเรยี บ (3 ต้น)
- จโี นไทป์ : mmhh (1 ตน้ )
ฟีโนไทป์ : ดอกสขี าว เมลด็ ยน่ (1 ตน้ )

ลกั ษณะทางพนั ธกุ รรมทนี่ อกเหนือกฎเมลเดล

- มลั ตเิ ปลิ แอลลลี
มัลติเปิลแอลลีล คือ ยีนที่ประกอบด้วยแอลลีลมากกว่า 2 ชนิดขึ้นไป ในการควบคุมลักษณะใด

ลกั ษณะหนึ่งของสง่ิ มีชีวิต เช่น แอลลลี ทีค่ วบคุมหมู่เลือด A B O ประกอบดว้ ยแอลลีล 3 ชนิด บนตำแหน่ง
เดยี วกันบนโครโมโซม แต่จะควบคมุ ลักษณะฟีโนไทปน์ ี้โดยยีนทลี ะ 2 แอลลลี เท่านนั้

- หมเู่ ลอื ดของคน
กำหนดให้ IA เป็นยีนท่ีควบคุมเลือดหมู่ A IB เป็นยีนท่ีควบคมุ เลือดหมู่ B ii เปน็ ยนี ทคี่ วบคุมเลือดหมู่ O

IA , IB เป็นยนี เดน่ ท้ังคู่ ดงั นั้น เมอื่ อย่รู วมกันจะแสดงฟีโนไทปท์ ้ังคู่ ส่วน i เปน็ ยีนดอ้ ย จีโนไทป์

และฟโี นไทป์ของหมู่เลือด มีดงั นี้

ตารางที่ 6 แสดงจีโนไทปแ์ ละฟีโนไทปข์ องหมูเ่ ลือด ฟโี นไทป์
หมเู่ ลอื ด A
จโี นไทป์ หมู่เลอื ด A
IAIA หมู่เลอื ด B
IAi หมู่เลอื ด B
IBIB หมูเ่ ลอื ด AB
IBi หมเู่ ลือด O
IAIB

ii

26

หมเู่ ลอื ดของคน (blood group)
เลือดของคนเราโดยปกติจะมี Antigen อยู่ในเม็ดเลือดแดงและมี Antibody อยู่ในพลาสมา

แอนติเจนAแnลtะigแอeนnตบิคอือดีเสหิง่ ลแา่ปนลี้ กทปำลใอหม้เกทิดเ่ี (ขหต้ามสัวเู่ อลูร่ ยือา่ ่างดงกทกาแี่ ายตรแกหลตว้าทห่างำมกใ่เู หลันือ้รขดา่ ึ้นง)ใกนาคยสนร้างสารใหม่ขนึ้ มาตอ่ ตา้ น เรยี กว่า
Antibody

- เพดดกี รี (Pedigree) หรอื พงศาวลี
พงศาวลี คอื การเขยี นแผนภูมิแสดงการถา่ ยทอดลกั ษณะทางพนั ธกุ รรมจากบรรพบรุ ุษไปยังลกู หลาน

= เพศชาย = เพศหญิง = ไมร่ ะบุเพศ

= แตง่ งานกัน , = ปรากฏลักษณะอาการหรอื เป็นโรค

= แตง่ งานในเครอื ญาติ I, II, III, IV = รนุ่

= แฝดต่างไข่ = แฝดรว่ มไข่

รูปที่ 16 แผนภูมแิ สดงการถา่ ยทอดลกั ษณะทางพนั ธกุ รรม

27

กกจิ จิ กกรรรรมทมี่ ท1 ี่ 2

คำชแี้ จง : จากการทดลองของเมนเดลให้นักเรียนตอบคำถามต่อไปน้ี

1. เมอ่ื ผสมพนั ธ์ถุ วั่ ลนั เตาแตล่ ะลักษณะ
ลกั ษณะใดท่ีไมป่ รากฏในรนุ่ ที่ 1 แต่
ปรากฏในรุ่นที่ 2
……………………………………………………………
……………………………………………………………
2. เหตุใดเมนเดลจงึ ทดลองผสมพนั ธ์ถุ ว่ั
ลันเตาเป็นจำนวนมาก
……………………………………………………………
……………………………………………………………
3. ลกั ษณะเด่นของตน้ ถว่ั ลนั เตาทเ่ี มน
เดลศึกษา 7 ลักษณะ มีอะไรบ้าง
……………………………………………………………
……………………………………………………………

4. เมนเดลทดลองผสมพนั ธตุ์ ้นถัว่ ลันเตาพนั ธ์ุแท้ โดยศกึ ษาเฉพาะลกั ษณะท่ีแตกต่างกันอย่างชดั เจนเพียง
1 ลกั ษณะ โดยไมพ่ จิ ารณาลักษณะอืน่ เรยี กการผสมลักษณะนวี้ ่าอะไร
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
5. ผลการทดลองพบวา่ รุ่นที่ 1 มีลักษณะของรนุ่ พอ่ แมป่ รากฏเพยี งลักษณะเดียว และรนุ่ ท่ี 2 มลี ักษณะ
ของรุ่นพ่อแม่ปรากฏท้งั สองลักษณะในอัตราส่วนทีไ่ มเ่ ท่ากนั เมนเดลเรียกลักษณะท่ปี รากฏในรุ่นท่ี 1 ว่าอะไร
และลกั ษณะที่ไม่ปรากฏในรนุ่ ที่ 1 แต่ปรากฏในรุ่นท่ี 2 วา่ อะไร ตามลำดับ และเปน็ อัตราส่วนเท่าไร
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

คำชแ้ี จง : ให้นักเรยี นใส่เครอ่ื งหมาย ✓ หนา้ ข้อความทถ่ี ูก และใสเ่ ครื่องหมาย  หนา้ ขอ้ ความที่ผิด
..........1. ยนี เดน่ (dominant gene) เปน็ ยีนท่แี สดงลกั ษณะเด่น แทนดว้ ยตัวอักษรพิมพ์ใหญ่
..........2. ยนี ด้อย (recessive gene) เป็นยนี ทแ่ี สดงลกั ษณะดอ้ ย แทนด้วยตัวอักษรพมิ พเ์ ล็ก
..........3. จโี นไทป์ (Genotype) คอื คู่ของยนี ทค่ี วบคมุ ลักษณะทแ่ี สดงออก มี 2 ประเภท คือ พันธุ์แท้
และพนั ทาง เช่น ผมหยิก ผวิ ดำ มลี ักยิม้ เปน็ ต้น
..........4. ฟีโนไทป์ (Phenotype) คอื ลักษณะท่ีแสดงออก เช่น Tt , Bb
..........5. BB หรือ bb เรยี กว่า Homozygous และ Bb เรยี กว่า Heterozygous

28

คำชแ้ี จง : ใหน้ กั เรียนเตมิ ตัวอกั ษรและคำลงในแผนภาพใหถ้ กู ตอ้ ง เมอ่ื นำตน้ ถั่วลนั เตาท่มี ตี ้นสงู และตน้ เตี้ยมา
ผสมพันธ์ุกนั โดยกำหนดให้ T แทนแอลลลี ควบคมุ ตน้ สูง และ t แทนแอลลีลที่ควบคุมต้นเตย้ี

คำชแ้ี จง : ให้นักเรยี นเขยี นแผนภาพเพ่ือคำนวณหาอตั ราสว่ นของจีโนไทป์และฟโี นไทป์ในรุ่นลูก เมอื่ กำหนดให้
ถ่ัวลนั เตาท่ีมแี อลลลี ควบคมุ เมลด็ กลม (R) เป็นแอลลีลเด่น และแอลลลี ควบคุมเมล็ดขรขุ ระ (r) เป็นแอลลลี
ด้อย ถ้านำถ่วั ลันเตาเมล็ดกลมท่ีมีจโี นไทป์ RR ผสมพันธ์ุกบั ถั่วลันเตาเมล็ดกลมท่ีมจี ีโนไทป์ Rr
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

29

หนว่ ยที่ 3 ความผดิ ปกตทิ างพนั ธกุ รรม

การเปลี่ยนแปลงของยีนหรือโครโมโซม ส่งผลให้เกิดการ คำสำคญั :
เปลีย่ นแปลงลักษณะของสิ่งมชี ีวิตหรือเกิดโรคทางพันธุกรรม เช่น - ความผดิ ปกตทิ างพนั ธุกรรม
โรคธาลัสซีเมีย กลุ่มอาการดาวน์โรคทางพันธุกรรมสามารถ - โรคทางพันธุกรรม
ถ่ายทอดจากพ่อแม่ไปสู่ลูกได้ดังนั้นก่อนแต่งงานและมีบุตรควร
ตรวจและวินิจฉัยภาวะเสี่ยงจากการถ่ายทอดโรคทางพันธุกรรม
เพื่อเป็นการปอ้ งกนั ไว้กอ่ น

1. ความผดิ ปกตทิ จ่ี ำนวนออโตโซม

ความผดิ ปกติทจี่ ำนวนออโตโซม เปน็ ความผดิ ปกติที่จำนวนออโตโซมบางคูเ่ กนิ มา 1 โครโมโซมทำให้
มีโครโมโซมเซลลร์ า่ งกายท้งั หมดเป็น 47 โครโมโซม ซ่ึงความผดิ ปกตเิ หล่านั้นมีลกั ษณะ

- กลุ่มอาการดาวน์ (Down's syndrome)
สาเหตุ : โครโมโซมคูท่ ่ี 21 เกนิ มา 1 แทง่
ลกั ษณะอาการของผปู้ ่วย : หางตาช้ีขึ้น ลิ้นจกุ ปาก ศีรษะแบนด้งั จมกู แบน ปัญญาออ่ น พบบอ่ ยใน

แมต่ ัง้ ครรภต์ อนอายมุ าก

รูปที่ 17 กลุ่มอาการดาวน์

30

- กลมุ่ อาการเอด็ เวิร์ด (Edwards syndrome)
สาเหตุ : โครโมโซมคู่ที่ 18 เกนิ มา 1 โครโมโซม
ลกั ษณะอาการของผปู้ ว่ ย : ปัญญาออ่ น หูแหลม คางเล็ก ปากแคบ ใบหูเล็กผดิ ปกติ หวั ใจผิดปกติ

ขอ้ มอื และขอ้ เทา้ บิด

รปู ท่ี 18 กล่มุ อาการเอ็ดเวิรด์

- กลมุ่ อาการพาเทา (Patau syndrome)
สาเหตุ : โครโมโซมค่ทู ่ี 13 เกนิ มา 1 โครโมโซม
ลักษณะอาการของผ้ปู ว่ ย : ปัญญาอ่อน ตาเลก็ ศีรษะเล็ก ปากแหว่ง เพดานโหว่ มนี วิ้ เกนิ หัวใจรั่ว

อวัยวะภายในพกิ าร มักเสียชวี ิตต้ังแตแ่ รกเกิด

รปู ท่ี 19 กลุ่มอาการพาเทา

31

- กลุ่มอาการครดิ ชู าตห์ รอื กล่มุ อาการแคทคราย (Cri-du-chat/cat cry syndrome)
สาเหตุ : โครโมโซมคู่ท่ี 5 หายไปบางส่วน
ลักษณะอาการของผู้ปว่ ย : ศีรษะเลก็ กว่าปกติหน้ากลม ใบหูตำ่ ากวา่ ปกติตาหา่ งกัน หางตาช้ขี นึ้

ด้งั จมกู แบน คางเลก็ นิว้ มอื สนั้ รอ้ งเสยี งเหมอื นแมว ปัญญาออ่ น

รปู ท่ี 20 กลุ่มอาการคริดชู าต์

2. ความผดิ ปกตขิ องโครโมโซมเพศ

2.1 ความผดิ ปกตทิ ่เี กดิ ขนึ้ กบั โครโมโซม X ตวั อยา่ งเช่น
- กลุ่มอาการเทอร์เนอร์ (Turner's syndrome) เป็นความผดิ ปกติท่เี กิดจากโครโมโซม X ขาด

หายไป 1 แท่ง ในเพศหญิง ทำใหเ้ พศหญงิ มีรูปรา่ งเตย้ี มแี ผ่นหลังคลา้ ยปีกจากตน้ คอลงมาจรดหัวไหล่ คอส้นั
และต้นคอกวา้ งกวา่ ปกติ รงั ไข่ไมเ่ จรญิ ทำใหไ้ มม่ ปี ระจำเดือนและเป็นหมนั

รูปที่ 21 กลมุ่ อาการเทอรเ์ นอร์

- กลมุ่ อาการทริปเปลิ เอกซ์ (Triple X syndrome)

เป็นความผดิ ปกติทีเ่ กดิ จากโครโมโซม X เกินมา 1 แท่ง ในเพศหญิง

โครโมโซมท่ี 23 จึงมีจโี นไทปแ์ บบ XXX เรียกผู้ป่วยกลุ่มนีว้ า่

ซเู ปร์ฟเี มล (super female) ผปู้ ว่ ยจะมีลกั ษณะภายนอกเหมือน

ผูห้ ญิงทว่ั ไป ไมเ่ ป็นหมนั กระดกู หน้าอกโคง้ เลก็ น้อย เทา้ แบน รูปท่ี 22 ผปู้ ่วยกลมุ่ อาการทรปิ เปลิ เอกซ์

ปญั ญาอ่อน ในบางรายจะมีนิว้ ก้อยโก่งงอ บางรายมีนิ้วก้อยโก่งงอ

32

- กลุ่มอาการไคลเฟลเตอร์ (Klinefelter's syndrome) เปน็ ความผิดปกติทเี่ กดิ ขึ้นจาก
โครโมโซม X เกินมา 1 แทง่ ในเพศชาย ทำใหเ้ พศชายมรี ูปรา่ งและลกั ษณะคลา้ ยกับเพศหญิง เช่น
หน้าอกโต สะโพกผาย รปู รา่ งสูงกวา่ ปกติ อณั ฑะและองคชาตมขี นาดเล็กผดิ ปกติ เป็นหมันและปญั ญาอ่อน

รูปท่ี 23 กล่มุ อาการไคลเฟลเตอร์เกิดข้ึนเฉพาะเพศชาย

2.2 ความผิดปกติท่ีเกิดข้ึนกับโครโมโซม Y ได้แก่ กลุ่มอาการเอกซ์วายวายหรือดับเบิลวาย (double Y
syndrome) เป็นความผิดปกติที่เกิดจากโครโมโซม Y เกินมา 1 แท่ง ทำให้โครโมโซมคู่ที่ 23 มีจีโนไทป์
แบบ XYY เรียกผู้ป่วยกลุ่มนี้ว่า ซูเปอร์เมน (super men) ทำให้ผู้ป่วยมีรูปร่างสูงกว่าปกติ ไม่เป็นหมัน
มอี ารมณร์ ้าย โมโหง่าย และมีแนวโนม้ เป็นอาชญากร

รูปท่ี 24 กลุม่ อาการซเู ปอร์เมน

33

3. โรคทางพันธกุ รรมทถี่ า่ ยทอดทางโครโมโซมเพศ

การถ่ายทอดพนั ธุกรรมของโครโมโซมเพศเกิดจากยีนทคี่ วบคมุ ลกั ษณะต่าง ๆ ซงึ่ อยบู่ นโครโมโซม X
จากการศึกษาพบว่า มีลักษณะทางพันธุกรรมหรือโรคบางโรคทีค่ วบคุมด้วยยีนด้อยบนโครโมโซม X ทำให้
เพศหญิงซ่งึ มีโครโมโซม X อยู่ 2 โครโมโซม เมอ่ื มยี ีนด้อย 1 ยีน จะไม่แสดงอาการของโรคพันธุกรรมน้ันให้
ปรากฏ แต่เพศหญิงจะเป็นพาหะของโรคทางพันธุกรรมนั้น ส่วนเพศชายมีโครโมโซม X อยู่ 1 โครโมโซม
ถ้าไดร้ ับยีนด้อยเพยี งยนี เดยี วกส็ ามารถแสดงลกั ษณะของโรคพันธุกรรมนั้นให้ปรากฏได้ ดังแผนภาพ

โรคเลอื ดไหลไมห่ ยุด
(ฮโี มฟเิ ลีย)

โรคตาบอดสี โรคทางพนั ธกุ รรม โรคกลา้ มเนอ้ื ลบี
ทถี่ า่ ยทอดทางโครโมโซมเพศ

รปู ท่ี 25 โรคทางพนั ธกุ รรมที่ถา่ ยทอดทางโครโมโซมเพศ

3.1 โรคตาบอดสี เปน็ อาการที่ตาของผู้ป่วยแปรผลของภาพสีผดิ ไปจากคนตาปกตกิ ารถ่ายทอด
ลกั ษณะตาบอดสีท่ีควบคมุ โดยยนี ที่อย่บู นโครโมโซม X ลกั ษณะตาบอดสเี ปน็ ยนี ด้อย ดงั ตัวอย่าง

ตัวอยา่ งที่ 3 ชายตาปกติ (XY) แตง่ งานกบั หญงิ ตาปกตทิ เ่ี ป็นพาหะของโรคตาบอดสี (XX) แฝงอยู่

ดังนน้ั ลูกทีเ่ กดิ มามโี อกาสตาปกตติ าบอดสแี ละเปน็ พาหะของตาบอดสตี ามสัดสว่ น ดงั แผนภาพ

กำหนดให้ แทน ยนี เด่นท่ีควบคมุ ลกั ษณะตาปกติ

แทน ยนี ดอ้ ยทค่ี วบคมุ ลักษณะตาบอดสี

รุ่นพอ่ แม่ พ่อตาปกติ แมต่ าปกติ (พาหะโรคตาบอดสี)

จโี นไทป์ XY XX

เซลลส์ บื พนั ธุ์ X Y XX

ร่นุ ลูก XX XX XY XY
จีโนไทป์

ฟีโนไทป์ หญิงตาปกติ หญิงตาปกติ ชายตาปกติ ชายตาบอดสี

(พาหะตาบอดสี)

รปู ท่ี 26 การถ่ายทอดลกั ษณะตาบอดสี

จากแผนภาพ สรุปได้ดังนี้

1. ลกู เพศชายแต่ละคนมโี อกาสตาบอดสรี อ้ ยละ 50 ตาปกตริ ้อยละ 50

2. ลูกเพศหญิงทกุ คนท่ีเกดิ มาตาปกติ

3. ลกู เพศหญิงมโี อกาสเป็นพาหะของโรคตาบอดสีรอ้ ยละ 50

34

3.2 โรคฮโี มฟเิ ลยี (hemophilia) เปน็ โรคท่ีมอี าการของเลือดไหลไม่หยดุ เปน็ โรคท่ถี า่ ยทอดทาง
พันธกุ รรมที่ถูกควบคมุ โดยยนี ดอ้ ยบนโครโมโซม X ดงั ตวั อยา่ ง

ตัวอยา่ งท่ี 4 ชายเปน็ โรคฮโี มฟิเลยี แต่งงานกบั หญงิ ปกตแิ ตเ่ ปน็ พาหะของโรคฮีโมฟเิ ลีย

กำหนดให้ แทน ยนี เดน่ ท่คี วบคมุ ลักษณะปกติ

แทน ยีนด้อยทคี่ วบคุมลักษณะโรคฮโี มฟิเลยี

รนุ่ พอ่ แม่ พ่อเป็นโรคฮีโมฟเิ ลีย แม่ปกติ (พาหะโรคฮโี มฟเิ ลยี )

จีโนไทป์ XY XX

เซลลส์ ืบพนั ธุ์ X Y XX

รนุ่ ลกู XX XX XY XY
จีโนไทป์

ฟีโนไทป์ หญิงปกติ หญิงเปน็ โรค ชายปกติ ชายเป็นฮีโมฟเิ ลีย
(พาหะฮีโมฟเิ ลยี ) ฮีโมฟเิ ลีย

รปู ท่ี 27 การถ่ายทอดลกั ษณะฮโี มฟิเลยี

จากแผนภาพ สรุปไดด้ งั น้ี
1. ลกู ที่เกดิ มามโี อกาสเปน็ โรคฮีโมฟิเลยี ร้อยละ 50
2. ลกู ที่เกิดมามีโอกาสปกตแิ ละไม่เป็นพาหะของโรคฮโี มฟิเลียร้อยละ 25
3. อตั ราสว่ นของลูกเพศหญงิ และลกู เพศชายท่เี ป็นโรคฮโี มฟเิ ลยี เป็น 1 : 1

4. โรคทางพนั ธกุ รรมถา่ ยทอดทางออโตโซม

โรคทางพันธุกรรมที่เกิดจากการถ่ายทอดทางโครโมโซมเกิดจากความผิดปกติของโครงสร้างยีนและ
โครโมโซมเนือ่ งมาจากกระบวนการสร้างโปรตนี และเอนไซมซ์ งึ่ ลักษณะผดิ ปกติน้ันมผี ลทำใหเ้ กิดโรคที่สามารถ
ถ่ายทอดทางโครโมโซมได้ แบ่งเป็น 2 ชนิด ดงั น้ี

4.1 ถ่ายทอดทางออโตโซม ควบคมุ โดยยีนเดน่ บนออโตโซม
- โรคท้าวแสนปม (Neurofibromatosis) เกิดจาก

การกลายพนั ธุข์ องยนี ในรา่ งกายพ่อหรอื แม่ แลว้ ได้ถ่ายทอดพันธุกรรม
ผดิ ปกตผิ า่ นทางโครโมโซมคทู่ ่ี 17 หรอื คูท่ ี่ 22 ซ่ึงหากพ่อหรอื แมเ่ ปน็
โรคท้าวแสนปม ลกู กอ็ าจได้รบั ยนี ของโรคท้าวแสนปม

รปู ท่ี 28 ลกั ษณะผปู้ ่วยโรคทา้ วแสนปม

35

- ลักษณะนิ้วเกิน เกิดจากความผิดปกติของ Autosome เป็นความผิดปกติที่เกิดจากยีนเด่น
บนโครโมโซมคู่ท่ี 7 ทำให้มนุษยม์ ลี ักษณะน้วิ มอื น้วิ เท้าเกนิ

รูปท่ี 29 ลกั ษณะภาวะน้วิ เกิน

4.2 ถา่ ยทอดทางออโตโซม ควบคมุ โดยยนี ด้อยบนออโตโซม รปู ที่ 30 ผู้ป่วยโรคทาลสั ซีเมีย

- โรคธาลัสซีเมีย (thalassemia) เกิดจากการ
สรา้ งเฮโมโกลบนิ ลดนอ้ ยลง เซลล์เม็ดเลอื ดแดงผิดปกติแตกง่าย
ทำใหเ้ กิดภาวะเลอื ดจางเรื้อรังซีด ผูเ้ ปน็ โรคนี้ไดร้ บั ยีนทคี่ วบคมุ
การสร้างเซลลเ์ ม็ดเลือดแดงผิดปกติมาจากพ่อและแม่ อาการที่
พบ คือ ตับและมา้ มโตต้งั แต่เด็ก รา่ งกายเจรญิ เตบิ โตชา้ แคระ
แกร็น ตัวเตี้ย หน้าแปลก จมูกแบน ตาอยู่ห่างกันมากกว่า
ปกติกระดูกแก้มและขากรรไกรกวา้ ง ฟนั ยื่น

- ลกั ษณะผวิ เผอื ก (Albinism) เกิดจากการไดร้ ับ
Recessive allele ทำใหไ้ มส่ ามารถสรา้ งเอนไซมท์ ี่ใช้ในการ
สงั เคราะห์เม็ดสเี มลานนิ จึงส่งผลทำให้ผิวหนัง เสน้ ผม นัยนต์ า
และเซลล์ผวิ หนงั มสี ีขาว

รปู ท่ี 31 ลกั ษณะผวิ เผือก

36

กกิจจิ กกรรรรมทมี่ ท1 ี่ 3

คำชแ้ี จง : ให้นักเรยี นทำเคร่อื งหมาย ✓ ลงในข้อทถ่ี กู และทำเครือ่ งหมาย  ลงในขอ้ ทีผ่ ดิ เก่ยี วกบั การ
ถา่ ยทอดลักษณะทางพนั ธุกรรมโดยยนี ทางออโตโซม (Autosomal inheritance)

ถกู /ผดิ ขอ้ ความ
1. การถา่ ยทอดลกั ษณะทางพันธกุ รรมโดยยีนบนออโตโซม แบ่งเป็น 2 ชนิด คอื ทค่ี วบคุม
โดยยีนเด่นบนออโตโซม และยนี ดอ้ ยบนออโตโซม
2. โรคท้าวแสนปม (Neurofibromatosis) เปน็ ผวิ หนังทถี่ ่ายทอดโดยโครโมโซมค่ทู ่ี 17
หรอื คู่ท่ี 22

3. กล่มุ อาการดาวน์ (Down' s syndrome) เกดิ จากโครโมโซมคทู่ ี่ 21 ขาดหายไป
4. โรคเลือดจางจากเมด็ เลอื ดรูปเคียว (Sickle cell anemia) ทำใหเ้ ซลล์เมด็ เลอื ดแดงไม่
สามารถลำเลยี งแกส๊ ออกซิเจนได้ดเี หมอื นเซลล์เม็ดเลอื ดแดงปกติ เป็นผลทำให้ขาดออกซิเจนใน
เลอื ด อ่อนเพลีย
5. ลักษณะนิ้วเกิน (Polydactyly) คอื มนุษยท์ ีม่ ีนว้ิ มือน้วิ เท้ามากกวา่ คนปกติ

6. โรคธาลัสซีเมีย (Thalasemia) เปน็ ลักษณะท่ถี กู ควบคุมโดยยนี เดน่ บนโครโมโซม
7. ผปู้ ่วยโรคธาลัสซีเมีย จะมีลกั ษณะเลือดจาง เนอ่ื งจากเกดิ ความผิดปกติของการสรา้ ง
ฮโี มโกลบนิ ซึ่งเปน็ ส่วนประกอบของเมด็ เลือดแดงผดิ ปกติ
8. โรคเตย้ี แคระ (Achondroplasia) เกิดจากความผดิ ปกตขิ องยนี ด้อยบนออโตโซม
9. โรคผิวเผอื ก (Albinos) เกิดจากความผิดปกตขิ องยนี ดอ้ ยบนออโตโซม
10. กลุ่มอาการเอ็ดเวริ ด์ (Edward's syndrome) เกดิ จากโครโมโซมค่ทู ี่ 18 เกินมา 1
โครโมโซม

คำชแ้ี จง : ให้นกั เรยี นเตมิ แผนภาพการถา่ ยทอดลกั ษณะทางพันธุกรรมใหส้ มบรู ณ์และตอบคำถามจาก
สถานการณ์ต่อไปนี้ สามีภรรยาค่หู นง่ึ เป็นพาหะของโรคธาลัสซีเมียเหมือนกนั โอกาสที่ลูกคนแรกจะเปน็
โรคธาลัสซีเมยี เป็นเทา่ ใด

แทนยีนควบคมุ ลกั ษณะปกติ
แทนยีนควบคมุ โรคตาบอดสี

ตอบ : โอกาสท่ลี ูกคนแรกจะ
เป็นโรคธาลสั ซีเมยี เทา่ กับรอ้ ยละ……..

37

คำชแี้ จง : ให้นักเรียนเตมิ แผนภาพการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมใหส้ มบรู ณแ์ ละตอบคำถามจาก
สถานการณต์ อ่ ไปนี้

โรคฮโี มฟีเลยี ควบคมุ ด้วยยนี ด้อยบนโครโมโซม X หญงิ คนหนง่ึ เปน็ พาหะโรคฮโี มฟีเลียแต่งงานกับชายปกติ
ลกู ของพวกเขาจะมีลักษณะอย่างไร กำหนดให้ H แทนยีนควบคุมลักษณะปกติ h แทนยีนควบคมุ โรคฮีโมฟเี ลีย

รอ้ ยละของลูกชายท่ีเปน็ โรคฮีโมฟีเลีย.............. รอ้ ยละของลูกสาวทีเ่ ป็นโรคฮโี มฟเี ลยี ..............
คำชแ้ี จง : พิจารณาแผนผังพงศาวลวี ่าคู่แตง่ งานใดมีความเสี่ยงทีล่ ูกจะเปน็ โรคธาลสั ซีเมียมากทส่ี ุด เพราะเหตุใด

ตอบ.......................................................................................................................... .....

38

หนว่ ยท่ี 4 การใชป้ ระโยชนจ์ ากความรดู้ า้ นพนั ธกุ รรม

การเปลี่ยนแปลงพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตอาจเกิดขึ้นตาม คำสำคญั :
ธรรมชาติ เชน่ การกลายหรอื มวิ เทชนั ทำให้หน่วยพันธุกรรมหรือ - การกลาย
ยนี เปลย่ี นไปจากเดมิ ถา้ เกดิ ในเซลล์สบื พันธ์ุสามารถถ่ายทอดไปยัง - การกลาย หรือมิวเทชนั
รุ่นต่อไปได้ ถ้าเกิดในเซลล์ร่างกายไม่สามารถถ่ายทอดไปยังรุ่น - การโคลน
ต่อไปได้ ส่วนที่เกิดขึ้นจากมนุษย์เปลี่ยนแปลงพันธุกรรมของ - การเพาะเลีย้ งเนอ้ื เยือ่ พชื
สิ่งมีชีวิตเพื่อให้ได้สิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะตามต้องการ เรียกว่า - พันธวุ ศิ วกรรม
การดดั แปรพนั ธุกรรม เรียกสงิ่ มชี ีวติ ที่เกิดขึ้นวา่ ส่ิงมีชีวิตดัดแปร
พันธุกรรม ในปัจจุบันมนุษย์มีการใช้ประโยชน์จากสิ่งมีชีวิตดัด
แปรพันธุกรรมในด้านการผลิตอาหาร ยารักษาโรค การเกษตร
ซ่ึงอาจเกิดผลกระทบตอ่ สงิ่ มชี วี ติ และสง่ิ แวดลอ้ ม

การเปลี่ยนแปลงพันธกุ รรมของสง่ิ มีชีวิตมี 2 แบบ คือการเกดิ โดยธรรมชาติ เรยี กว่า การกลาย
หรอื มวิ เทชนั (mutation) หรอื อาจเกดิ จากมนษุ ยด์ ัดแปรพันธกุ รรมซึ่งจะได้ศกึ ษาตอ่ ไปน้ี

4.1 การกลาย

การกลายหรอื มวิ เทชัน (mutation) คอื ความผดิ ปกติท่เี กิดกบั หน่วยพนั ธกุ รรมหรอื ยีน ทำให้หน่วย
พันธุกรรมเปลี่ยนไปจากเดิม ถ้าเกิดในเซลล์สืบพันธุ์สามารถถ่ายทอดไปยังรุ่นต่อไปได้อาจทำให้เกิดโรคบาง
ชนิด เช่น โรคทาลัสซีเมีย โรคโลหิตจางชนิดเม็ดเลือดรูปเคียว โรคผิวเผือก แต่ถ้าเกิดในเซลล์ร่างกายจะไม่
สามารถถ่ายทอดไปยงั รนุ่ ตอ่ ไปได้แตจ่ ะสามารถถ่ายทอดไปยงั เซลลท์ ีเ่ กดิ จากการแบ่งเซลล์ของเซลล์น้ตี อ่ ไป

สาเหตทุ ีท่ ำให้เกิดการกลาย คอื การไดร้ ับรงั สบี างชนดิ เชน่ รงั สีเอกซ์ (X-ray) รงั สีอัลตราไวโอเลต
(ultraviolet) หรือสารเคมีบางชนิด เช่น กรดไนตรัส (HNO2) สารอะฟลาทอกซิน (aflatoxin)
สารเหล่านช้ี ักนำให้เกดิ การกลายได้

4.2 การดัดแปรพันธุกรรม

การดดั แปรพันธกุ รรมที่เกดิ จากมนุษย์เพ่อื ใหไ้ ดพ้ นั ธุ์พืชหรอื พันธุ์สัตวต์ ามทตี่ อ้ งการ โดยคัดเลือกยีน
และโครโมโซมทีม่ ีลักษณะตามที่ต้องการ แล้วใช้ความรู้ด้านเทคโนโลยีชีวภาพทำาให้เกิดสัตว์หรือพชื ลักษณะ
ใหม่ตามที่ต้องการ เช่น การโคลน การเพาะเลย้ี งเน้อื เย่อื พชื พนั ธวุ ศิ วกรรม

- การโคลน (cloning) เป็นการผลิตสิ่งมีชีวิตให้มีลักษณะทางพันธุกรรมเหมือนกันทุกประการ
ทำให้ได้สิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะเหมือนกันเป็นจำนวนมากภายในระยะเวลาอันสั้น ทำได้ทั้งในพืชและสัตว์
การโคลนพืชซึ่งเป็นที่รู้จักกันมากเนื่องจากมีการนำมาใช้ในวงการอุตสาหกรรมอย่างแพร่หลาย เรียกว่า
การเพาะเลี้ยงเนอื้ เยือ่ พชื

39

- การเพาะเลีย้ งเน้อื เย่อื พชื
หลักการเพาะเล้ียงเน้อื เย่อื พชื มดี งั น้ี

1. นำชน้ิ ส่วนของพืชมาเพาะเลีย้ งในอาหารสังเคราะห์ซึ่งมนี ้ำตาล
ฮอร์โมนและแรธ่ าตุทสี่ ำคญั ตอ่ การเจริญเติบโต ให้พลงั งานแก่เซลล์
และช่วยให้เน้อื เยอื่ เกดิ การแบง่ เซลล์และขยายเซลล์

2. จดั สภาพแวดลอ้ มทีใ่ ชใ้ นการเพาะเลยี้ งเนือ้ เยอื่ พืชให้
เหมาะสมสะอาดและปลอดเชื้อจุลนิ ทรยี ์

3. มอี ุณหภูมิ 23-28 องศาเซลเซียส 4. ตัดแบ่งเนอ้ื เยอื่ ออกเป็นชน้ิ เพื่อเพม่ิ จำนวนหรอื
มคี วามสวา่ ง 1,000-2,000 ลักซ์ ถา้ เจรญิ เปน็ ต้นแล้วตอ้ งแยกไปเลยี้ งในอาหารสงั เคราะห์
ใหม่ทุก 1 เดอื น

การโคลนสัตว์เกดิ ข้ึนใน พ.ศ. 2540 ดร.เอียน วลิ มตุ นกั วิทยาศาสตรช์ าวสกอต ได้โคลนแกะ
ดอลลสี ำเรจ็ ดว้ ยวธิ กี ารตามขั้นตอนดังนี้

40

รูปท่ี 29 การโคลนแกะดอลลี

ดอลลีเป็นสัตว์ที่เกิดจากการโคลน โดยวิธีการถ่ายนิวเคลียสจากเซลล์ร่างกายอย่างแท้จริงดอลลี
สามารถสืบพันธุ์แบบอาศยั เพศได้ตามปกติและให้กำาเนิดลกู ตวั แรกท่ีมีชื่อว่า บอนนี

ดร.ยานากิมาชิและคณะแห่งมหาวิทยาลัยฮาวาย ประเทศสหรฐั อเมรกิ า ได้ทำาการโคลนหนู โดยใช้
วิธที ี่แตกต่างจากการโคลนดอลลี คอื ฉดี นวิ เคลยี สจากเซลล์ร่างกายของหนเู ข้าสู่เซลลไ์ ขท่ ่ีปราศจากนิวเคลียส
โดยตรงแทนการใช้กระแสไฟฟา้ เรียกวา่ เทคนิคฮอโนลลู ู (Honolulu technique)

41

ความรู้เพิ่มเตมิ
มีการพัฒนาการโคลนแกะโดยใช้ดีเอ็นเอพาหะที่มียีนของมนุษย์ที่สร้างโปรตีนทำให้เลือดแข็งตัว
เรยี กว่า ยนี สรา้ งแฟกเตอรเ์ ก้า โดยให้มกี ารผลิตโปรตีนออกมาทางนำ้ นมแกะเพื่อนำาไปใช้รักษาโรคฮีโมฟิเลีย
ชนิดบีแกะทโ่ี คลนไดม้ ีชือ่ วา่ พอลลแี ละมอลลี ดงั รูป

รปู ที่ 30 แสดงข้นั ตอนการสร้างแกะตัดแตง่ พันธุกรรมท่ีมยี นี สร้างแฟกเตอรเ์ กา้ ของมนุษย์โดยวธิ ีการโคลน

42

- พนั ธวุ ศิ วกรรม
พนั ธุวิศวกรรม หมายถงึ การนำยนี จากสงิ่ มีชีวิตหนึ่ง

ไปถา่ ยฝากให้กบั สงิ่ มชี ีวิตอื่น โดยมียนี พาหะพาไปทำให้เกิด
การเปลี่ยนแปลงลักษณะต่างไปจากพันธุ์เดิมที่มีอยู่ใน
ธรรมชาติ เช่น การนำยีนบางยีนจากปลาใหญ่มาใส่ปลา
เลก็ แลว้ ทำาให้ปลาเล็กมขี นาดใหญ่กว่าเดมิ หนตู วั เลก็ ได้รับ
ยีนที่สร้างโกรทฮอร์โมน (growth hormone) ของ
มนษุ ยเ์ ขา้ ไปทำใหม้ ีขนาดใหญ่ข้ึน

รูปท่ี 31 หนไู ดร้ ับยีนที่สรา้ งโกรทฮอร์โมนของมนษุ ย(์ ซา้ ยมอื ) ทำาใหม้ ีขนาดใหญ่กว่าหนูปกต(ิ ขวามือ) 2 เท่า

ดีเอ็นเอพาหะหรือดีเอ็นเอเวกเตอร์ (DNA vector) เป็นตัวรับชิ้นส่วนของยีนที่ต้องการศึกษาแล้ว
นำไปสอดแทรกในดีเอ็นเอหรือโครโมโซมเป้าหมาย ดีเอ็นเอพาหะที่นิยมใช้กัน คือ พลาสมิด (plasmid)
ตามปกติพบอย่ใู นเซลล์แบคทีเรีย มีขนาดเลก็ รูปร่างกลม สามารถจำลองตัวเองได้ พบอยูเ่ ป็นอสิ ระไม่รวมกับ
โครโมโซมของแบคทีเรยี มีสมบัติทำให้แบคทเี รียสามารถต้านยาปฏิชีวนะ ต้านโลหะหนักและชักนำใหเ้ กิดปม
ขึ้นในพืช

ข้นั ตอนของกระบวนการพันธวุ ศิ วกรรม มีดงั นี้

เซลลข์ องผ้ใู หอ้ าศยั ทม่ี ดี ีเอ็นเอโมเลกลุ ผสม
รูปท่ี 32 ขัน้ ตอนการตัดต่อยนี ในสง่ิ มชี ีวิต

43

1. สกัดดีเอ็นเอพาหะและดีเอ็นเอทต่ี อ้ งการศึกษา ดีเอน็ เอพาหะท่ีแสดงในรปู คอื พลาสมิด
2. ตดั ดเี อ็นเอพาหะและดีเอ็นเอท่ตี ้องการศึกษาดว้ ยเอนไซม์ตัดจำาเพาะ
3. เชอ่ื มต่อดีเอ็นเอทตี่ ้องการเข้ากับพลาสมดิ โดยใช้เอนไซมด์ เี อ็นเอไลเกส (DNA ligase) ซง่ึ จะ
ทำให้เกดิ ดเี อน็ เอโมเลกลุ ผสม (recombinant DNA)
4. นำดีเอน็ เอโมเลกุลผสมเขา้ สเู่ ซลลผ์ ู้ให้อาศัย
5. โคลนเซลล์แบคทีเรยี ทมี่ ีดีเอน็ เอโมเลกุลผสม เพาะเลย้ี งเซลลแ์ บคทีเรียบนจานเพาะเชอื้ ที่มอี าหาร
สงั เคราะห์ผสมยาปฏชิ ีวนะ ซง่ึ ใชใ้ นการคัดเลือกเซลลแ์ บคทเี รียท่ีมีดีเอ็นเอโมเลกลุ ผสม
6. คดั เลอื กเซลลแ์ บคทเี รียที่มีดเี อ็นเอโมเลกลุ ผสมด้วยวิธอี ื่น ๆ ตอ่ ไป

ประโยชนข์ องพนั ธวุ ศิ วกรรม มดี งั น้ี
1. ผลติ ฮอรโ์ มน เชน่ ฮอรโ์ มนอนิ ซลู ิน เอนดอร์ฟิน ฮอรโ์ มนดงั กลา่ วแตก่ อ่ นอาจสกดั ไดจ้ ากเนื้อเยอ่ื

หรอื ต่อมไร้ทอ่ ของสตั วแ์ ตใ่ นปจั จุบนั ผลติ ได้จากแบคทเี รียและยสี ต์
2. สร้างวัคซีน ใช้สรา้ งวคั ซนี ทป่ี ราศจากสารแอนตเิ จนทม่ี พี ิษ ปอ้ งกันโรคตับอกั เสบ โรคเท้าเป่ือยใน

สัตว์และโรคกลัวนำ้
3. แกไ้ ขโรคพนั ธุกรรมบางชนดิ โดยการตรวจพนั ธุกรรมของทารกกอ่ นเกิดโดยใชน้ ำ้ ครำ่ เพ่ือตรวจหา

ดเี อ็นเอทีผ่ ิดปกตแิ ล้วทำาการแก้ไขดีเอน็ เอ
4. ปรับปรงุ พันธ์พุ ชื และพนั ธส์ุ ัตว์ เชน่ การสรา้ งสตั วใ์ หม้ ีขนาดใหญข่ ึน้ โตเร็ว มปี รมิ าณเนือ้ มาก

หรือให้ได้พนั ธ์ุพืชทที่ นทานตอ่ แมลงศตั รพู ชื ให้ผลผลติ มาก

44

กกิจจิ กกรรรรมมที่ท1ี่ 4

คำชแี้ จง : ใหน้ กั เรียนโยงเสน้ จับคชู่ ่อื ประโยชน์ และผลกระทบของสิง่ มีชวี ติ ดดั แปรพันธุกรรมให้ถกู ต้อง

(สามารถตอบได้มากกวา่ 1 ข้อ)

ประโยชนท์ ไี่ ดจ้ าก สง่ิ มชี วี ติ ดดั แปรพนั ธกุ รรม ผลกระทบทอี่ าจเกดิ ขนึ้ ตอ่

สงิ่ มชี วี ติ ดดั แปรพนั ธกุ รรม มนษุ ยแ์ ละสงิ่ แวดลอ้ ม

45

คำชแ้ี จง : ใหน้ ักเรียนนำคำทีก่ ำหนดเตมิ ลงในชอ่ งว่างให้ถกู ตอ้ ง

46

เฉลยกจิ กรรม

กกิจจิ กกรรรรมมท่ี ท1 ี่ 1

คำชแ้ี จง :
1. ใหน้ กั เรยี นศกึ ษาภาพทางซา้ ย แลว้ เตมิ ขอ้ ความลงในชอ่ งวา่ งทางขวาใหถ้ กู ตอ้ ง

1. โครโมโซมอยู่บรเิ วณใดของเซลล์ .
ตอบ ในนิวเคลยี ส .
2. โครโมโซม ประกอบด้วย .
ตอบ ดเี อน็ เอและโปรตนี .
3. สารพันธกุ รรมทคี่ วบคุมลกั ษณะต่าง ๆ ของส่งิ มชี ีวิต คือ
ตอบ ดีเอ็นเอ .
4. แต่ละชว่ งของดเี อ็นเอมีหนว่ ยพนั ธกุ รรม คอื
ตอบ ยีน
5. ลกั ษณะทางพันธุกรรมท่คี วบคุมด้วยยนี จากพ่อแม่สามารถ
ถ่ายทอดสู่ลกู ผา่ นทาง
ตอบ เซลลส์ ืบพันธแุ์ ละการปฏิสนธิ

2. ใหน้ กั เรยี นนำคำทก่ี ำหนดใหเ้ ตมิ ลงในชอ่ งวา่ งตามหมายเลขสว่ นประกอบของโครโมโซมใหถ้ กู ตอ้ ง

โครโมโซม (Chromosome) ยีน (gene) ดเี อน็ เอ (DNA) โปรตนี ฮิสโตน (histone protein)
โครมาทิน (Chromatin) เซนโทรเมียร์ (centromere) โครมาทดิ (Chromatid)

หมายเลข 1 คอื ยีน .
หมายเลข 2 คอื ดีเอ็นเอ .
หมายเลข 3 คอื โปรตนี ฮิสโตน .
หมายเลข 4 คอื โครมาทิน .
หมายเลข 5 คอื โครมาทิด .
หมายเลข 6 คอื เซนโทรเมยี ร์ .
หมายเลข 7 คอื โครโมโซม .


Click to View FlipBook Version