บันทกึ ข้อความ
ส่วนราชการ โรงเรียนบา้ นป่าแดง (ไชยอปุ ถัมภ์)
ที่ -/2565 วนั ที่ 17 พฤษภาคม 2565
เรื่อง ขออนมุ ัติใชแ้ ผนการจัดการเรยี นรู้ ภาคเรียนท่ี 1 ปีการศึกษา 2565
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
เรียน ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านป่าแดง (ไชยอปุ ถัมภ์)
ดว้ ยข้าพเจา้ นางสาวนพวรรณ ศรบี านชืน่ ตำแหนง่ ครผู ชู้ ่วย โรงเรยี นบ้านป่าแดง (ไชยอปุ ถมั ภ์)
ไดจ้ ัดทำแผนการจัดการเรยี นรู้รายวิชา สงั คมศึกษา 1 รหสั วิชา ส 21101 สาระพระพุทธศาสนา หน่วยท่ี
1 – 7 เพื่อใชใ้ นการจดั กิจกรรมการเรยี นรู้สำหรบั นกั เรียนช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ่ี 1
จงึ เรียนมาเพ่ือทราบและโปรดพจิ ารณา
ขอแสดงความนบั ถือ
(นางสาวนพวรรณ ศรบี านชน่ื )
ผ้จู ดั ทำแผนการจดั การเรยี นรู้
ลงชือ่ .........................................................
(นางวัชรภี รณ์ ธนะกลู บริภณั ฑ์)
หัวหนา้ กลมุ่ สาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
บนั ทึกความเหน็ ของหัวหน้าฝ่ายบริหารงานวิชาการ
........................................................................................................ ......................................................................
ลงชือ่ .........................................................
(นางศิรพิ รรณ วริ ยิ สถาพรพงษ์)
หวั หนา้ ฝา่ ยบรหิ ารงานวชิ าการ
บันทึกความเหน็ ของผูอ้ ำนวยการโรงเรยี น
........................................................................................................ ......................................................................
อนญุ าต
ไม่อนญุ าต
(นายสนใจ ดา่ นปาน)
ผู้อำนวยการโรงเรยี นบา้ นปา่ แดง (ไชยอปุ ถัมภ)์
โครงสร้างรายวิชา
ภาคเรียนท่ี 1 วิชาสังคมศกึ ษาพ้ืนฐาน ๑ ส 21101
ช้นั มัธยมศกึ ษาปีท่ี 1 จำนวน 1.5 หน่วยกิต เวลา 60 ชั่วโมง
ลำดับ ชือ่ หน่วยการเรียนรู้ มาตรฐานการ สาระสำคัญ เวลา น้ำหนกั
ที่ เรยี นรู้/ (ชว่ั โมง) คะแนน
ตัวช้ีวดั
1. ประวัตแิ ละ ส 1.1 ม.1/1 พระพทุ ธศาสนาไดเ้ ผยแผเ่ ข้าสปู่ ระเทศ 5 ๕
ความสำคัญ ม.1/2 ไทยทำใหพ้ ระพุทธศาสนาเป็นศาสนา
ของพระพุทธศาสนา ประจำชาตไิ ทย เป็นสถาบันหลักของ
สงั คมไทย และมผี ลต่อสภาพแวดล้อม
ในสังคมไทยรวมท้ังการพฒั นาตน และ
ครอบครัว
2. พทุ ธประวตั ิ พระ ส 1.1 ม.1/3 การศึกษาพทุ ธประวัตติ ัง้ แตป่ ระสูติ 4๕
สาวก ศาสนิกชน ม.1/4 จนถึงบำเพ็ญทกุ กรกิรยิ า ประวัติสาวก
ตัวอย่างและชาดก ชาดก เรอื่ งเลา่ ศาสนิกชนตัวอยา่ งย่อม
ทำให้ได้ขอ้ คดิ สำคัญเกยี่ วกบั การ
ประพฤติตนและคณุ ธรรมอนั เปน็
แบบอย่างของท่าน ซง่ึ ทุกคนควรนำไป
ปฏบิ ัตใิ นการดำเนนิ ชีวติ
3. หน้าท่ชี าวพทุ ธและ ส 1.2 ม.1/1 ชาวพุทธทุกคนควรบำเพ็ญประโยชน์ 3 ๕
มารยาทชาวพุทธ ม.1/2 ม.1/3 ต่อศาสนสถานของพระพุทธศาสนา
ปฏบิ ตั ติ นต่อสาวกของพระพุทธศาสนา
และบุคคลตา่ ง ๆ ตามหลัก
พระพุทธศาสนาอย่างเหมาะสม โดย
ยดึ ถือพระจริยวตั รของพระสงฆ์สาวก
เปน็ แบบอย่าง
4. วนั สำคญั ทาง ส 1.2 ม.1/4 วนั สำคญั ทางพระพุทธศาสนา มี 55
พระพทุ ธศาสนา ม.1/5 ความสำคัญต่อศาสนกิ ชนทุกคน ซงึ่ ชาว
และศาสนพธิ ี พทุ ธจะต้องกลา่ วคำอาราธนาตา่ ง ๆ เขา้
รว่ มพธิ ีกรรม และปฏบิ ัตติ นในศาสนพิธี
และพธิ กี รรมของพระพทุ ธศาสนาได้
อยา่ งถูกต้อง
ลำดบั ชื่อหน่วยการเรยี นรู้ มาตรฐานการ สาระสำคัญ เวลา นำ้ หนัก
ท่ี เรียนรู้/ (ชว่ั โมง) คะแนน
5. การบรหิ ารจิตและ ตัวช้ีวัด การสวดมนต์ แผเ่ มตตา บรหิ ารจิต
การเจริญปญั ญา และเจรญิ ปัญญาด้วยอานาปานสติ ๖ ๕
ส 1.1 ม. และการคดิ แบบคุณค่าแท้-คุณคา่ เทยี ม
6. หลกั ธรรมทาง 1/6 ม. และวธิ คี ดิ แบบคุณ-โทษ และทางออก 5 3
ศาสนา และพทุ ธ 1/7 นั้น เป็นสว่ นสำคัญของการพัฒนาจติ
ศาสนสุภาษิต เพอ่ื การดำเนินชวี ติ อยา่ งถกู ต้อง
ส 1.1 ม. ขอ้ ธรรมสำคญั ในกรอบอริยสัจ 4
1/5 รวมถงึ พุทธศาสนสภุ าษติ เปน็ หลกั
สำคญั ในการดำเนนิ ชวี ิตทน่ี ำไปสู่ความ
พ้นทกุ ข์ ชาวพุทธทุกคนควรมีจิตสำนึก
ในพทุ ธคุณ และปฏบิ ัตติ นตาม
หลกั ธรรมทางพระพุทธศาสนาในการ
พัฒนา แกป้ ัญหาของตนเองและ
ครอบครัว
7. ศาสนสมั พันธ์ ส 1.1 การปฏิบตั ติ นตามหลักธรรมทางศาสนา 1 ๒
ม.1/8 ที่ตนนับถือในการดำรงชวี ติ แบบ 1 10
4 5
ม.1/9 พอเพยี ง ดูแลรกั ษาส่งิ แวดล้อม และ
ม.1/10 ปฏิบตั ติ นต่อศาสนิกชนอนื่ ได้อย่าง
ม.1/11 เหมาะสม การเรียนรศู้ าสนาอื่น ๆ และ
การกระทำของบุคคลทเี่ ปน็ แบบอย่าง
ด้านศาสนสมั พันธ์ ย่อมส่งผลต่อการอยู่
ร่วมกนั ได้อย่างสันตสิ ุข
สอบกลางภาค
8. เคร่ืองมือทาง ส 5.1 1. ระบบพกิ ัดภูมิศาสตรใ์ นการอา้ งอิง
ภมู ิศาสตร์และเวลา ม.1/2 ตำแหน่ง และการคำนวณวัน เวลา
โลก
ลำดบั ชื่อหน่วยการเรยี นรู้ มาตรฐานการ สาระสำคัญ เวลา นำ้ หนกั
ท่ี เรยี นรู้/ (ช่ัวโมง) คะแนน
ตัวชี้วดั
9. ทวปี เอเชีย ส 5.1 ม.1/1 1. ลักษณะทางกายภาพของทวีปเอเชยี 9 ๖
ม.1/3 สง่ ผลตอ่ การเกิดภยั พบิ ตั ิและผลกระทบ
ที่แตกต่างกัน
ส 5.2 2. ทำเลที่ตัง้ ของกิจกรรมทางเศรษฐกจิ
ม. 1/1 และสงั คมในทวปี เอเชยี มีความสัมพนั ธ์
ม. 1/2 กับ ลกั ษณะภมู ิประเทศ ภูมิอากาศ
ม. 1/4 และทรัพยากรธรรมชาติ
3. ปจั จยั ทางกายภาพและปัจจัยทาง
สงั คมมผี ลต่อการเปล่ยี นแปลงทาง
ประชากร เศรษฐกิจ สงั คม และ
วัฒนธรรมในทวีปเอเชีย
4. สงิ่ แวดล้อมทางกายภาพมีอทิ ธพิ ล
ตอ่ กจิ กรรมของมนุษย์ และก่อใหเ้ กิด
ปญั หาการ ทำลายสิง่ แวดล้อมในทวีป
เอเชยี
5. การจดั การภัยพิบัตแิ ละการจดั การ
ทรพั ยากรและ สิง่ แวดล้อมในทวีปเอชี
จะชว่ ย ให้มนุษยอ์ าศยั อยูร่ ว่ มกับ
ธรรมชาตไิ ด้อย่างย่ังยนื
10. ทวปี ออสเตรเลียและ ส 5.1 ม.1/1 1. เครื่องมอื ทางภูมิศาสตร์สามารถ 8 8
โอเชยี เนีย ม.1/3 นำไปใชใ้ นการสืบค้นข้อมลู เพ่ือ
ส 5.2 วิเคราะหล์ ักษณะภมู ิประเทศ
ม. 1/1 ภมู ิอากาศ และทรัพยากรธรรมชาติของ
ม. 1/2 ทวีปออสเตรเลียและโอเชยี เนีย
ม. 1/3 2. ลกั ษณะทางกายภาพของทวีป
ม. 1/4 ออสเตรเลียและโอเชยี เนยี สง่ ผลตอ่
การเกิดภัยพิบัติและผลกระทบที่
แตกตา่ งกัน
3. ทำเลท่ีต้ังของกิจกรรมทางเศรษฐกจิ
และสงั คมในทวีปออสเตรเลยี และโอ
ลำดบั ชอื่ หน่วยการเรยี นรู้ มาตรฐานการ สาระสำคัญ เวลา นำ้ หนกั
ท่ี เรยี นรู้/ (ชั่วโมง) คะแนน
ตวั ชวี้ ดั
เชยี เนียมีความสัมพันธ์กับ ลกั ษณะภมู ิ
ประเทศ ภูมิอากาศ และ
ทรพั ยากรธรรมชาติ
4. ปจั จยั ทางกายภาพและปัจจยั ทาง
สงั คมมผี ลตอ่ การเปล่ยี นแปลงทาง
ประชากร เศรษฐกิจ สังคม และ
วฒั นธรรมในทวปี ออสเตรเลียและโอ
เชียเนยี
11 ภัยพบิ ัติทาง ส 5.2 ส่งิ แวดลอ้ มทางกายภาพมีอิทธิพลตอ่ 4 6
ธรรมชาตใิ นทวปี ม. 1/1 กิจกรรมของมนษุ ย์ ขณะเดียวกัน
ออสเตรเลยี และ ม. 1/2 กจิ กรรมของมนุษย์ก็ส่งผลตอ่
โอเชียเนีย สง่ิ แวดลอ้ มทางกายภาพ และก่อใหเ้ กดิ
ปัญหาการ ทำลายสิง่ แวดล้อมในทวปี
ออสเตรเลยี และโอเชยี เนยี
12 ปัญหา ส 5.2 ม.1/4 การจดั การภยั พิบัตแิ ละการจัดการ 45
ทรพั ยากรธรรมชาติ ทรพั ยากรและ สิง่ แวดล้อมในทวปี
และส่ิงแวดลอ้ มใน ออสเตรเลยี และโอเชยี เนีย จะชว่ ย ให้
ทวปี ออสเตรเลยี และ มนษุ ยอ์ าศยั อย่รู ่วมกับธรรมชาติได้
โอเชยี เนยี อย่างยง่ั ยืน
สอบปลายภาคเรยี นที่ ๑ 1 ๓๐
รวมคะแนนระหวา่ งภาคเรยี น ๗๐
รวมภาคเรียนที่ ๑ ๖๐ ๑๐0
แผนการจัดการเรยี นรู้
สาระท่ี ศาสนา ศลี ธรรม จรยิ ธรรม
กลุ่มสาระการเรียนรู้สงั คมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม
แผนปฐมนิเทศปฐมนิเทศ
และขอ้ ตกลงในการเรยี นรายวชิ าพ้นื ฐาน ศาสนาศ ศลี ธรรม จริยธรรม ม.1
สาระที่ 1 ศาสนา ศลี ธรรม จรยิ ธรรม ช้นั มธั ยมศึกษาปีที่ 1
ปฐมนิเทศและข้อตกลงในการเรยี น เวลา 1 ชั่วโมง
1. มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ส 1.1 รูแ้ ละเขา้ ใจประวัติ ความสำคญั ศาสดา หลกั ธรรมของพระพทุ ธศาสนาหรือศาสนาท่ี
ตนนบั ถอื และศาสนาอื่น มศี รัทธาท่ีถูกตอ้ ง ยึดมน่ั และปฏิบตั ิตามหลักธรรมเพ่อื อยรู่ ว่ มกนั อย่างสันตสิ ุข
มาตรฐาน ส 1.2 เข้าใจ ตระหนักและปฏิบัติตนเป็นศาสนิกชนที่ดี และธำรงรักษาพระพุทธศาสนา
หรอื ศาสนาท่ีตนนับถอื
2. ตัวชวี้ ัดชน้ั ปี
1. อธบิ ายการเผยแผพ่ ระพุทธศาสนาหรือศาสนาท่ตี นนับถือสู่ประเทศไทย (ส 1.1 ม. 1/1)
2. วิเคราะห์ความสำคัญของพระพุทธศาสนาหรือศาสนาที่ตนนับถือที่มีต่อสภาพแวดล้อมในสังคมไทย
รวมทง้ั การพฒั นาตนและครอบครัว (ส 1.1 ม. 1/2)
3. วิเคราะหพ์ ุทธประวัติตัง้ แตป่ ระสตู จิ นถงึ บำเพญ็ ทุกกรกิริยา หรือประวัติศาสดาทต่ี นนบั ถอื ตาม
ที่กำหนด (ส 1.1 ม. 1/3)
4. วิเคราะห์และประพฤติตนตามแบบอยา่ งการดำเนนิ ชีวิตและข้อคิดจากประวัติสาวก ชาดก เรื่องเล่า
และศาสนกิ ชนตวั อย่างตามทกี่ ำหนด (ส 1.1 ม 1/4)
5. อธบิ ายพทุ ธคณุ และข้อธรรมสำคญั ในกรอบอริยสัจ 4 หรอื หลักธรรมของศาสนาท่ตี นนับถือ
ตามท่กี ำหนด เหน็ คณุ คา่ และนำไปพัฒนาแกป้ ัญหาของตนเองและครอบครวั (ส 1.1 ม. 1/5)
6. เห็นคุณค่าของการพฒั นาจติ เพอื่ การเรียนรู้และการดำเนนิ ชวี ติ ด้วยวธิ คี ิดแบบโยนโิ สมนสกิ าร
คอื วิธคี ดิ แบบคุณค่าแท–้ คุณคา่ เทียม และวธิ คี ดิ แบบคุณ–โทษ และทางออก หรอื การพฒั นาจติ ตามแนวทางของ
ศาสนาท่ตี นนับถือ (ส 1.1 ม. 1/6)
7. สวดมนต์ แผเ่ มตตา บรหิ ารจติ และเจรญิ ปัญญาด้วยอานาปานสติ หรอื ตามแนวทางของศาสนาท่ีตน
นบั ถือตามท่กี ำหนด (ส 1.1 ม. 1/7)
8. วิเคราะห์และปฏิบัติตนตามหลักธรรมทางศาสนาที่ตนนบั ถือในการดำรงชีวิตแบบพอเพียง และดูแล
รกั ษาส่ิงแวดลอ้ มเพอื่ การอยู่รว่ มกนั ได้อย่างสนั ติสขุ (ส 1.1 ม. 1/8)
9. วเิ คราะห์เหตุผลความจำเป็นที่ทุกคนตอ้ งศึกษาเรยี นรศู้ าสนาอืน่ ๆ (ส 1.1 ม. 1/9)
10. ปฏิบตั ิตนต่อศาสนิกชนอื่นในสถานการณ์ต่าง ๆ ไดอ้ ย่างเหมาะสม (ส 1.1 ม. 1/10)
11. วเิ คราะหก์ ารกระทำของบุคคลท่ีเปน็ แบบอย่างด้านศาสนสัมพันธ์ และการนำเสนอแนวทาง
การปฏิบตั ิของตนเอง (ส 1.1 ม. 1/11)
12. บำเพญ็ ประโยชนต์ อ่ ศาสนสถานของศาสนาท่ีตนนบั ถือ (ส 1.2 ม. 1/1)
13. อธิบายจริยวัตรของสาวกเพ่ือเป็นแบบอย่างในการประพฤตปิ ฏบิ ัตติ น และปฏบิ ตั ติ นอย่าง
เหมาะสมต่อสาวกของศาสนาทต่ี นนับถอื (ส 1.2 ม. 1/2)
14. ปฏิบัตติ นอย่างเหมาะสมต่อบคุ คลต่าง ๆ ตามหลักศาสนาทต่ี นนับถือตามท่กี ำหนด
(ส 1.2 ม. 1/3)
15. จดั กจิ กรรมและปฏบิ ตั ิตนในศาสนพิธี พิธีกรรมได้ถูกต้อง (ส 1.2 ม. 1/4)
16. อธิบายประวัติ ความสำคญั และปฏิบัติตนในวนั สำคัญทางศาสนาทต่ี นนับถือตามท่กี ำหนดได้
ถกู ต้อง(ส 1.2 ม. 1/5)
3. สาระสำคัญ/ความคดิ รวบยอด
การจัดการเรียนรู้รายวิชาพื้นฐาน พระพุทธศาสนา ม. 1 เป็นไปตามนโยบายของสำนักงาน
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่ได้ให้สถานศึกษาจัดการเรียนรู้อีกรายวิชาหนึ่งในกลุ่มสาระการ
เรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม โดยได้กำหนดสาระและมาตรฐานการเรียนรู้ของรายวิชาพื้นฐาน
พระพุทธศาสนา ม. 1 เป็น 2 มาตรฐาน และยังได้กำหนดตัวชี้วัดชั้นปีและสารการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับ
มาตรฐานการเรียนรู้ รวมทั้งยังได้จัดทำคำอธิบายรายวิชา เพื่อให้สถานศึกษานำไปกำหนดเป็นหลักสูตร
สถานศกึ ษาของตนให้เป็นไปในทศิ ทางเดยี วกนั
4. สาระการเรียนรู้
1. เทคนิคและวิธกี ารจดั การเรียนรู้ รายวชิ าพ้ืนฐาน พระพุทธศาสนา
2. แนวทางการวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรูร้ ายวชิ าพ้ืนฐาน พระพทุ ธศาสนา
3. ตารางวิเคราะห์มาตรฐานการเรียนรแู้ ละตวั ชว้ี ัดช้นั ปกี บั สาระในหน่วยการเรยี นรู้
4. คำอธิบายรายวิชาพืน้ ฐาน พระพทุ ธศาสนา ม. 1
5. โครงสรา้ งรายวิชาพืน้ ฐาน พระพุทธศาสนา ม. 1
6. โครงสรา้ งเวลาเรยี น รายวิชาพ้ืนฐาน พระพทุ ธศาสนา ม. 1
5. สมรรถนะของผู้เรียน
1. ความสามารถในการส่ือสาร
2. ความสามารถในการคดิ
3. ความสามารถในการแกป้ ญั หา
4. ความสามารถในการใชท้ ักษะชวี ติ
5. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
6. คุณลักษณะอันพงึ ประสงค์
1. รักชาติ ศาสน์ กษตั ริย์
2. ซอ่ื สตั ย์สุจรติ
3. มวี นิ ัย
4. ใฝเ่ รียนรู้
5. อย่อู ยา่ งพอเพยี ง
6. มุ่งม่ันในการทำงาน
7. รกั ความเป็นไทย
8. มีจิตสาธารณะ
7. ภาระงาน/ชนิ้ งาน
ภาระงานรวบยอด
– การตอบคำถามเกี่ยวกบั การจัดการเรยี นรรู้ ายวชิ าพื้นฐาน พระพทุ ธศาสนา
– การอภปิ รายแสดงความคิดเหน็ เกย่ี วกบั การจดั การเรียนร้รู ายวิชาพน้ื ฐาน พระพทุ ธศาสนา
8. การวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรู้
ด้านความรู้ (K) ดา้ นคุณธรรม จริยธรรม ดา้ นทกั ษะ/กระบวนการ (P)
และคา่ นิยม (A)
1. ซักถามความรูเ้ รื่อง
ปฐมนเิ ทศและข้อตกลงในการ ประเมินพฤติกรรมในการ ประเมินพฤติกรรมในการ
เรียนรายวิชาพ้ืนฐาน ทำงานเป็นรายบุคคลในดา้ น ทำงานเป็นรายบุคคลหรือ
พระพทุ ธศาสนา ม. 1 ความมวี ินยั ความใฝ่เรียนรู้ เป็นกลุ่มในด้านการสื่อสาร
2. ตรวจผลงาน/กิจกรรมเปน็ ฯลฯ การคิด การแก้ปญั หา ฯลฯ
รายบุคคลหรอื เป็นกลุ่ม
9. กระบวนการจัดการเรียนรู้
ชั่วโมงที่ 1
ขน้ั ที่ 1 นำเข้าสู่บทเรียน
1. ครูสร้างบรรยากาศและส่ิงแวดลอ้ มในการเรียนรู้ทีเ่ หมาะสมเพื่อกระตุน้ ให้นักเรียนอยากเรียนรู้ เชน่
จดั นง่ั เรียนแบบตัว U นง่ั เรียนเป็นกลุ่ม นำนกั เรยี นไปเรียนทหี่ ้องประชุม ห้องโสตทัศนศึกษา สนามหญ้าใต้ร่ม
ไม้
2. ครูแนะนำตนเอง แล้วให้นักเรียนแนะนำตนเองตามลำดับตัวอักษร หรือตามลำดับหมายเลข
ประจำตวั หรอื ตามแถวทนี่ งั่ ตามความเหมาะสม
3. ครูให้ความรู้ทั่ว ๆ ไปเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้ รายวิชาพื้นฐาน พระพุทธศาสนา พร้อมซักถาม
นกั เรยี นในประเด็นต่าง ๆ เช่น
1) ทำไมเราจึงตอ้ งเรียนสังคมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม
2) รายวชิ าพ้นื ฐาน พระพุทธศาสนามีความสำคญั และจำเป็นต่อเราหรือไม่ เพราะอะไร
4. ครสู รุปความร้แู ลว้ เชอ่ื มโยงไปสู่เนอื้ หาที่จะเรียน
ขนั้ ที่ 2 กิจกรรมการเรยี นรู้
5. ครูระบุสิ่งที่ต้องเรียนในรายวิชาพื้นฐาน พระพุทธศาสนา ม. 1 โดยใช้ข้อมูลจากหน้าสารบัญใน
หนงั สือเรยี น รายวชิ าพ้นื ฐาน พระพุทธศาสนา ม. 1 ของบรษิ ทั สำนักพมิ พว์ ฒั นาพานชิ จำกัด จากน้ันอธิบาย
เพื่อทำความเขา้ ใจกับนักเรยี นในเร่ืองต่อไปน้ี (โดยใชข้ ้อมลู จากตอนที่ 1)
1) คำอธิบายรายวิชาพืน้ ฐาน พระพทุ ธศาสนา ม. 1
2) โครงสร้างรายวิชาพนื้ ฐาน พระพทุ ธศาสนา ม. 1
3) โครงสรา้ งเวลาเรียน รายวิชาพนื้ ฐาน พระพทุ ธศาสนา ม. 1
6. ครูบอกเทคนิคและวิธีการจัดการเรียนรู้รายวิชาพื้นฐาน พระพุทธศาสนา ม. 1 โดยสรุปว่ามีเทคนิค
และวธิ ีการเรยี นรูอ้ ะไรบ้าง (โดยใช้ขอ้ มูลจากตอนที่ 1)
7. ครูสนทนาและซักถามนักเรียนเพื่อทำความเข้าใจถึงแนวทางการวัดและประเมินผลการเรียนรู้
รายวิชาพื้นฐาน พระพุทธศาสนา ม. 1 (โดยใช้ข้อมูลจากตอนที่ 1) รวมทั้งเกณฑ์ตัดสินผลการเรียนรู้ ใน
ประเดน็ ตา่ ง ๆ เชน่
1) รายวชิ าพน้ื ฐาน พระพุทธศาสนา ม. 1 มีเวลาเรียนเท่าไร
2) รายวิชาน้จี ะสอบและเก็บคะแนนอยา่ งไร และเท่าไร
3) รายวิชานี้จะตดั สนิ ผลการเรียนอย่างไร
8. ครแู นะนำสอ่ื การเรียนรู้และแหลง่ การเรียนรู้ที่จะใชป้ ระกอบการเรียนรูร้ ายวชิ าพ้นื ฐาน ภูมศิ าสตร์ ม.
1 โดยใช้ข้อมูลจากหน้าบรรณานุกรมในหนังสือเรียน รายวิชาพื้นฐาน พระพุทธศาสนา ม. 1 ของบริษัท
สำนักพิมพว์ ัฒนาพานชิ จำกดั นอกจากนค้ี รคู วรแนะนำแหลง่ สืบคน้ ความรูข้ ้อมลู เพิม่ เตมิ เกย่ี วกบั เร่ืองตา่ ง ๆ ที่
ได้ระบุไว้ในแต่ละหน่วยการเรียนรู้ในหนังสือเรียน รายวิชาพื้นฐาน พระพุทธศาสนา ม. 1 ของบริษัท
สำนักพิมพ์วัฒนาพานิช จำกดั เพอ่ื ทำความเข้าใจถึงแหล่งสบื คน้ ความร้แู ตล่ ะอย่าง
9. ครูสนทนากบั นกั เรยี นและรว่ มกนั ทำข้อตกลงในการเรยี น รายวชิ าพ้นื ฐาน พระพทุ ธศาสนา ม. 1 ใน
ประเดน็ ต่าง ๆ ดังน้ี
1) เวลาเรียน ต้องเข้าเรียนไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของเวลาเรียนในรายวิชานี้ หรือไม่ขาดเรียนเกิน
3 คร้งั กรณปี ว่ ยต้องส่งใบลาโดยผู้ปกครองลงชื่อรับรองการลา
2) ควรเข้าหอ้ งเรยี นตรงเวลาและรกั ษามารยาทในการเรียน
3) เมื่อเริ่มเรียนแต่ละหน่วยการเรียนรู้จะมีการทดสอบก่อนเรียน และหลังจากเรียนจบแต่ละหน่วย
การเรยี นรู้แล้วจะมีการทดสอบหลงั เรียน
4) ในชั่วโมงที่มีการฝึกปฏิบัติงาน ควรเตรียมวัสดุ อุปกรณ์ และเครื่องมือให้พร้อม โดยจัดหาไว้
ลว่ งหนา้
5) รบั ผิดชอบการเรยี น การสรา้ งช้นิ งาน และการสง่ งานตามเวลาท่กี ำหนด
6) รักษาความสะอาดบริเวณทปี่ ฏบิ ตั กิ จิ กรรม วัสดุ อุปกรณ์ และเครอื่ งมือทใ่ี ช้ทำงานทุกครงั้
ขั้นที่ 3 ฝกึ ฝนผูเ้ รยี น
10. ครูให้นักเรียนร่วมกันอภิปรายแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับแหลง่ การเรียนรู้และแหล่งสืบค้นความรู้
อื่น ๆ ที่จะนำมาใช้ในการจัดการเรียนรู้รายวิชาพืน้ ฐาน พระพุทธศาสนา ม. 1 จากนั้นครูและนักเรียนร่วมกัน
สรุปและบันทึกผล
ข้ันที่ 4 นำไปใช้
11. ครูใหน้ ักเรียนพจิ ารณาว่า จากหวั ขอ้ ทีเ่ รยี นมาและการปฏบิ ัติกิจกรรมมเี รื่องอะไรบา้ งท่ียังไม่เข้าใจ
หรอื มีขอ้ สงสัย ถ้ามีครูชว่ ยอธบิ ายเพ่ิมเติมใหน้ ักเรียนเข้าใจ
12. นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการแก้ไขอย่างไร
บ้าง
13. ครูให้นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประโยชน์ที่ได้รับจากการเรียนหัวข้อนี้และการ
ปฏบิ ตั ิกิจกรรม
14. ครทู ดสอบความเข้าใจของนักเรยี นโดยการใหต้ อบคำถาม เช่น
1) รายวิชาน้ีมเี กณฑ์ตดั สินผลการเรยี นร้อู ยา่ งไร
2) ขอ้ ตกลงในการเรียนมอี ะไรบ้าง
15. ครูให้นกั เรยี นนำประโยชน์จากการเรียนรู้เรื่อง ปฐมนิเทศและข้อตกลงในการเรียนรายวิชาพื้นฐาน
พระพุทธศาสนา ม. 1 ไปประพฤติปฏิบตั ิใหถ้ ูกต้องเหมาะสมและสอดคล้องกบั การจัดการเรียนรู้
ขั้นท่ี 5 สรุป
16. ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปความรู้เรื่อง ปฐมนิเทศและข้อตกลงในการเรียนรายวิชาพื้นฐาน
พระพุทธศาสนา ม. 1 โดยให้นักเรียนบันทึกข้อสรุปลงในแบบบันทึกความรู้ หรือสรุปเป็นแผนท่ีความคิดหรือผงั
มโนทัศนล์ งในสมดุ พรอ้ มทั้งตกแต่งให้สวยงาม
17. ครูให้นักเรียนอ่านเนื้อหาในหน่วยการเรียนรู้ที่ 1 พระพุทธ เรื่อง การสังคายนา เป็นการบ้านเพื่อ
เตรยี มจัดการเรยี นรใู้ นครั้งต่อไป
10. สอื่ การเรยี นรแู้ ละแหลง่ การเรียนรู้
1. หนงั สือเรียน รายวชิ าพน้ื ฐาน พระพุทธศาสนา ม.1
2. คู่มอื การสอน พระพุทธศาสนา ม.1
3. สอ่ื การเรยี นรู PowerPoint รายวิชาพนื้ ฐาน พระพทุ ธศาสนา ม.1
แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ ๑
กลุม่ สาระการเรยี นรู้ สงั คมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปที ่ี 1
รายวชิ า ศาสนา ศลี ธรรม จริยธรรม ส 21101 ภาคเรยี นท่ี 1 ปีการศกึ ษา 2565
หนว่ ยการเรยี นรูท้ ่ี 1 ประวัตแิ ละความสำคญั ของพระพุทธศาสนา เวลา ๕ ช่ัวโมง
เรอ่ื ง ประวตั ิและความสำคัญของพระพุทธศาสนา เวลา 2 ช่ัวโมง
ผูส้ อน นางสาวนพวรรณ ศรบี านชนื่ วันที่ ……… เดอื น …………………. พ.ศ. ……………
1. สาระสำคญั
พทุ ธประวตั ิ คือ ประวัติของพระพุทธเจา้ การศกึ ษาพทุ ธประวัติตัง้ แต่ประสตู จิ นถึงบำเพ็ญทุกกรกิริยา ช่วย
ให้เกดิ ศรัทธาในพระพุทธเจ้า พระพทุ ธศาสนา และไดแ้ บบอยา่ งในการดำเนินชีวติ ในทางท่ีถูกต้อง
2. ตวั ชีว้ ดั ช้นั ปี
วเิ คราะหพ์ ุทธประวตั ิตั้งแต่ประสตู ิจนถงึ บำเพ็ญทุกกรกิริยา หรือประวตั ศิ าสดาทต่ี นนับถอื ตามท่ี
กำหนด (ส 1.1 ม. 1/3)
3. จดุ ประสงค์การเรียนรู้
1. เลา่ พทุ ธประวตั ิตง้ั แต่ประสตู ิจนถึงบำเพ็ญทุกกรกริ ิยาได้อย่างถูกต้อง (K)
2. มคี วามสนใจอยากศกึ ษาพุทธประวัติ (A)
3. สืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับพทุ ธประวตั แิ ละนำแบบอย่างการดำเนนิ ชีวิตของพระพุทธเจ้าไปประยกุ ต์
ใช้ในทางที่ถูกต้อง (P)
4. การวดั และประเมินผลการเรียนรู้
ด้านความรู้ (K) ดา้ นคุณธรรม จรยิ ธรรม ดา้ นทักษะ/กระบวนการ (P)
และคา่ นิยม (A)
1. ซักถามความรเู้ ร่ือง พทุ ธ- • ประเมินพฤตกิ รรมในการ
ประวตั ิ • ประเมนิ พฤตกิ รรมในการ ทำงานเป็นรายบุคคลหรอื
2. ตรวจผลงาน/กิจกรรม ทำงานเปน็ รายบุคคลในด้าน เปน็ กล่มุ ในดา้ นการสอื่ สาร
เปน็ รายบคุ คลหรอื เปน็ กลมุ่ ความซอ่ื สตั ย์สจุ รติ ความมี การคดิ การแกป้ ญั หา ฯลฯ
วนิ ัย ความใฝเ่ รยี นรู้ ความมี
เหตผุ ล ฯลฯ
5. สาระการเรียนรู้
พุทธประวตั ิ
1. การประสตู ิ
2. การเห็นเทวทตู 4
3. การแสวงหาความรู้
4. การบำเพ็ญทุกกรกริ ยิ า
6. กระบวนการจดั การเรียนรู้
ชัว่ โมงที่ ๑
ขัน้ ที่ 1 นำเข้าสบู่ ทเรียน
1. ครสู รา้ งบรรยากาศและสิง่ แวดล้อมในการเรียนรเู้ พ่อื ให้เกดิ ความศรัทธาเล่ือมใสในพระรัตนตรยั
ท่เี หมาะสม เช่น จัดนงั่ เรียนแบบตวั U นำนกั เรยี นไปเรียนทหี่ อ้ งประชมุ ห้องจรยิ ธรรมสนามหญ้าใต้ร่มไม้ กอ่ น
เรียนใหน้ ักเรยี นสวดมนตไ์ หวพ้ ระ นง่ั สมาธิ และแผเ่ มตตา
2. ครแู จง้ ตัวชีว้ ดั ช้ันปแี ละจุดประสงค์การเรียนรใู้ หน้ ักเรียนทราบ
3. ครใู หน้ กั เรยี นจบั คู่ทำใบงานท่ี 3 เรอื่ ง พุทธประวัติ โดยให้เวลา 10 นาที
4. เม่อื หมดเวลาท่กี ำหนด ให้นกั เรียนแลกเปล่ียนใบงานกับคู่อ่นื เพ่ือตรวจคำตอบโดยครูและนกั เรยี น
ช่วยกนั เฉลยคำตอบ
5. ครกู ล่าวชมเชยนกั เรียนคู่ท่ีทำใบงานไดค้ ะแนนสงู สุด จากน้นั เชอ่ื มโยงไปสูเ่ นอ้ื หาท่ีจะเรียน
ข้นั ที่ 2 กิจกรรมการเรียนรู้
6. ครสู มุ่ เลือกนักเรียน 2–3 คน ให้ออกมานำเสนอเรื่องทไี่ ดไ้ ปอา่ นและสรปุ มาในชวั่ โมงท่ีแล้ว โดยครูคอย
เพิ่มเติมในสิ่งท่ีนกั เรียนขาดหรือยงั ไม่เข้าใจ
7. ครซู กั ถามนักเรยี นเกี่ยวกับพุทธประวัติในประเดน็ ต่อไปน้ี
1) พุทธประวตั คิ ืออะไร
2) เหตกุ ารณส์ ำคัญที่เกี่ยวกับพทุ ธประวตั มิ เี หตุการณ์ใดบา้ ง ยกตัวอย่าง
3) เทวทูต 4 มีอะไรบา้ ง
8. ครูให้ความรแู้ ก่นักเรยี นเก่ยี วกับพุทธประวัตเิ รื่อง การประสูตแิ ละการเห็นเทวทตู 4 โดยใช้ข้อมูลจาก
หนังสือเรียน รายวิชาพื้นฐาน พระพุทธศาสนา ม. 1 ของบริษัท สำนักพิมพ์วัฒนาพานิช จำกัด พร้อมซักถาม
นักเรียนเป็นระยะ เพื่อทบทวนความรู้และเพิ่มเติมความรู้ เมื่อบรรยายถึงการเห็นเทวทูต 4 ครูจัดให้นักเรียน
ร่วมกันอภิปรายกลุ่มย่อย โดยให้นักเรียนแบ่งเป็น 2 กลุ่ม อภิปรายในประเด็นที่ว่า “การศึกษาพุทธประวัติ
เรือ่ ง การประสตู แิ ละการเหน็ เทวทูต 4 มีประโยชนต์ ่อเราอย่างไร”
9. ครใู หน้ ักเรยี นนง่ั แยกเป็นกลุ่ม อภิปรายในประเดน็ ดงั กล่าวภายใน 10 นาที แต่ละกลุ่มบนั ทึกผลการ
อภปิ ราย และสง่ ตวั แทนนำเสนอผลการอภิปรายหนา้ ชนั้ เรียน กลุ่มละ 3–5 นาที
10. ครแู ละนกั เรียนร่วมกันสรปุ เกี่ยวกับพุทธประวตั ิเร่อื ง การประสูติและการเหน็ เทวทูต 4 โดยครู
เขียนขอ้ สรุปลงบนกระดานดำ ใหน้ กั เรยี นบนั ทึกลงในสมดุ
ชั่วโมงที่ ๒
11. ครูทบทวนความรู้ของนักเรยี นเก่ียวกับพุทธประวัตเิ รื่อง การประสตู แิ ละการเหน็ เทวทูต 4
12. ครูให้ความรู้แก่นักเรียนเกี่ยวกับพุทธประวัติเรื่อง การแสวงหาความรู้และการบำเพ็ญทุกกรกิริยา
โดยใช้ข้อมูลจากหนังสือเรียน รายวิชาพื้นฐาน พระพุทธศาสนา ม. 1 ของบริษัท สำนักพิมพ์วัฒนาพานิช จำกัด
พร้อมซกั ถามนักเรียนเปน็ ระยะ เพ่ือทบทวนความร้แู ละเพ่มิ เตมิ ความรู้ เมอ่ื บรรยาย
ถึงการบำเพญ็ ทกุ กรกิริยา ครูจัดใหน้ ักเรียนรว่ มกันอภปิ รายกลุม่ ยอ่ ย โดยใหน้ ักเรยี นแบ่งเป็น 2 กลุ่ม อภิปราย
ในประเดน็ ที่ว่า “การบำเพ็ญทุกกรกิริยามีผลตอ่ การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าอย่างไร”
13. ครูให้นักเรยี นนัง่ แยกเป็นกลมุ่ อภปิ รายในประเดน็ ดงั กล่าวภายใน 10 นาที แต่ละกลมุ่ บนั ทึก
ผลการอภิปราย และสง่ ตวั แทนนำเสนอผลการอภปิ รายหน้าช้ันเรียน กลุม่ ละ 3–5 นาที
14. เมื่อนกั เรยี นนำเสนอผลการอภิปรายครบทุกกลุ่มแล้ว ครสู รุปผลการอภิปรายและให้คำติ–ชม
นกั เรียนแต่ละกลมุ่ แล้วสรุปเพ่ิมเติมในสิ่งทนี่ ักเรียนยังไมเ่ ข้าใจ เช่น ครูสรุปเรือ่ ง มชั ฌมิ าปฏิปทาที่พระพระ
สิทธตั ถะทรงใช้ในการบำเพญ็ เพยี รทางจิตจนไดต้ รสั รู้เปน็ พระพุทธเจา้ ว่าเร่ืองดังกล่าวน้ี พระบาทสมเดจ็ พระ
เจ้าอยู่หวั ได้นำมาเป็นปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี งที่สามารถนำมาประยกุ ต์ใช้ในการดำเนนิ ชีวิตประจำวันได้
15. ครูใหน้ ักเรียนหาภาพหรือวาดภาพศาสดาของศาสนาต่าง ๆ ท่นี ับถือกันในประเทศสมาชิกอาเซียน
พรอ้ มท้ังเขยี นบรรยายว่า เปน็ ศาสดาของศาสนาอะไร และมีประเทศสมาชิกอาเซียนประเทศไหนบ้างท่ีประชากร
สว่ นใหญน่ บั ถอื ศาสนาน้ี จากน้นั ชว่ ยกนั คดั เลือกผลงานท่ีดีทสี่ ดุ นำมาติดป้ายนเิ ทศ พร้อมตกแต่งใหส้ วยงาม
16. ในขณะปฏิบตั ิกิจกรรมของนักเรียน ให้ครูสงั เกตพฤติกรรมในการทำงานและการนำเสนอผลงาน
ของนักเรยี นตามแบบประเมินพฤติกรรมในการทำงานเปน็ รายบุคคลหรือเปน็ กลุ่ม
ข้นั ท่ี 3 ฝกึ ฝนผ้เู รยี น
17. ครูให้นกั เรยี นทำกจิ กรรมท่เี กี่ยวกบั พุทธประวตั ิ ในแบบฝึกทักษะ รายวิชาพื้นฐาน พระพทุ ธศาสนา ม.
1 ของบรษิ ัท สำนักพิมพ์วฒั นาพานิช จำกดั แลว้ ชว่ ยกนั เฉลยคำตอบท่ีถูกต้อง
18. ครูให้นักเรยี นคน้ ควา้ ข้อมูลความรู้เก่ยี วกบั พุทธประวัติเพมิ่ เตมิ จากแหลง่ การเรยี นร้ตู ่าง ๆ เชน่
หอ้ งสมุดสอบถามพระสงฆ์หรอื ผู้รู้ แล้วบันทกึ สรุปลงในแบบบนั ทึกความรู้
ขนั้ ท่ี 4 นำไปใช้
19. ครูแนะนำให้นักเรยี นนำข้อคิดหรือคุณธรรมและแบบอย่างการดำเนินชวี ิตท่ีได้จากการเรยี นเรื่อง พุทธ
ประวตั ิ ไปปฏิบัตหิ รือประยกุ ตใ์ ชใ้ นชีวิตประจำวนั
ข้นั ที่ 5 สรปุ
20. ครแู ละนกั เรียนร่วมกันสรปุ ความรเู้ ร่ือง พทุ ธประวัติ โดยให้นกั เรียนบันทึกข้อสรุปลงในสมุด
หรืออาจสรปุ เป็นความเรียง แผนท่ีความคดิ หรือผังมโนทศั นก์ ็ได้
21. ครูบอกกับนักเรียนว่า ชาดก คือ เรือ่ งราวที่เกยี่ วกับอดีตชาติของพระพุทธเจา้ กอ่ นทีพ่ ระองคจ์ ะมา
ประสตู ิและตรัสรู้เปน็ พระพทุ ธเจา้ ในชาตสิ ดุ ท้าย แลว้ มอบหมายให้นักเรียนอ่านและสรปุ เนื้อหาเกย่ี วกับชาดก เรื่อง
อมั พชาดก เปน็ การบ้านเพื่อเตรยี มจัดการเรียนรู้ในครงั้ ต่อไป
7 . กิจกรรมเสนอแนะ
1. ครูใหน้ ักเรยี นเขียนเรียงความ 1 เร่ืองที่เก่ยี วกบั พุทธประวัตใิ นตอนทต่ี นสนใจหรือชน่ื ชอบมากท่สี ดุ
จากนน้ั รว่ มกนั คัดเลอื กผลงานและจัดปา้ ยนิเทศ
2. ครใู ห้นกั เรยี นทำแผ่นพับเพื่อเผยแพร่ความรเู้ กยี่ วกบั พุทธประวัติ
8 . สอ่ื /แหล่งการเรียนรู้
1.ใบงาน เรอ่ื ง พทุ ธประวัติ
2. แบบประเมนิ พฤติกรรมในการทำงานเปน็ รายบุคคลหรือเป็นกลุ่ม
3. แบบบันทกึ ความรู้
4. หนังสอื เรยี น รายวิชาพน้ื ฐาน พระพุทธศาสนา ม.1
5. สือ่ การเรยี นรู้ PowerPoint รายวิชาพ้ืนฐาน พระพทุ ธศาสนา ม.1
6. ค่มู ือการสอน พระพทุ ธศาสนา ม.1
แผนการจัดการเรยี นร้ทู ี่ 2
กลุม่ สาระการเรียนรู้ สงั คมศกึ ษา ศาสนาและวฒั นธรรม ชนั้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 1
รายวิชา ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม ส 21101 ภาคเรยี นท่ี 1 ปีการศกึ ษา 2565
หน่วยการเรยี นรทู้ ่ี 1 ประวัติและความสำคญั ของพระพุทธศาสนา เวลา ๕ ช่ัวโมง
เร่อื ง การเผยแผ่พระพทุ ธศาสนาเขา้ สูป่ ระเทศไทย เวลา 2 ช่ัวโมง
ผ้สู อน นางสาวนพวรรณ ศรบี านชนื่ วันท่ี ……… เดอื น …………………. พ.ศ. ……………
1. สาระสำคญั
หลงั จากการสังคายนาครั้งท่ี 3 พระพุทธศาสนาได้แผข่ ยายไปสดู่ ินแดนต่าง ๆ รวมทงั้ ประเทศไทย
ทำให้คนไทยนับถือพระพทุ ธศาสนามาเปน็ เวลาชา้ นาน ผา่ นยคุ สมยั ตา่ ง ๆ จนกลา่ วได้ว่า ประวตั ิศาสตร์
ของประเทศไทยเป็นประวัตศิ าสตร์ของพระพทุ ธศาสนา
2. ตวั ชี้วดั ชน้ั ปี
อธิบายการเผยแผ่พระพทุ ธศาสนาหรอื ศาสนาทต่ี นนบั ถือสู่ประเทศไทย (ส 1.1 ม. 1/1)
3. จุดประสงค์การเรยี นรู้
1. เลา่ ประวัตคิ วามเป็นมาและระบหุ ลกั ฐานทเ่ี ก่ยี วกบั การเผยแผพ่ ระพุทธศาสนาเขา้ สปู่ ระเทศไทย
ในยคุ ตา่ ง ๆ ได้ (K)
2. อธิบายพระพุทธศาสนาในประเทศไทยตั้งแตส่ มยั สโุ ขทยั จนถงึ ปจั จุบันได้ (K)
3. เหน็ ความสำคัญของการเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนาเขา้ สปู่ ระเทศไทย (A)
4. สอื่ สารและเผยแผ่ความรเู้ กย่ี วกับการเผยแผ่พระพทุ ธศาสนาเขา้ ส่ปู ระเทศไทย (P)
4. การวดั และประเมินผลการเรียนรู้
ดา้ นความรู้ (K) ดา้ นคณุ ธรรม จริยธรรม ดา้ นทกั ษะ/กระบวนการ (P)
และคา่ นยิ ม (A)
1. ซักถามความรู้เรื่องการเผย • ประเมินพฤติกรรมในการ
แผ่พระพุทธศาสนาเขา้ สู่ • ประเมินพฤตกิ รรมในการ ทำงานเปน็ รายบุคคลหรือเป็น
ประเทศไทย ทำงานเป็นรายบุคคลในดา้ น กล่มุ ในด้านการส่ือสารการคดิ
2. ตรวจผลงาน/กิจกรรม ความซ่ือสัตย์สจุ ริต ความมี การแกป้ ัญหา ฯลฯ
เปน็ รายบุคคลหรือเป็นกลุ่ม วนิ ยั ความใฝ่เรยี นรู้ ความมี
เหตุผล ฯลฯ
5. สาระการเรียนรู้
การเผยแผพ่ ระพุทธศาสนาเขา้ ส่ปู ระเทศไทย
– พระพทุ ธศาสนาในประเทศไทยต้ังแตส่ มยั สุโขทยั จนถึงปัจจบุ ันเขา้ สูป่ ระเทศไทย
6. กระบวนการจัดการเรียนรู้
ชั่วโมงท่ี 3
ขั้นที่ 1 นำเข้าสู่บทเรยี น
1. ครูสรา้ งบรรยากาศและสง่ิ แวดลอ้ มในการเรียนร้เู พื่อใหเ้ กิดความศรทั ธาเลือ่ มใสในพระรตั นตรัย
ทีเ่ หมาะสม เชน่ จัดน่งั เรียนแบบตวั U นำนักเรียนไปเรียนท่ีหอ้ งประชุม ห้องจริยธรรม สนามหญา้ ใตร้ ม่ ไม้ กอ่ น
เรยี นให้นกั เรียนสวดมนต์ไหว้พระ นั่งสมาธิ และแผ่เมตตา
2. ครูแจง้ ตัวช้วี ัดช้นั ปแี ละจุดประสงค์การเรียนรู้ใหน้ ักเรียนทราบ
3. ครใู ห้นักเรียนดแู ผนท่แี สดงลกั ษณะทางรัฐกจิ ของเอเชียตะวันออกเฉยี งใต้ แลว้ ซักถามนักเรยี นวา่
เอเชียตะวนั ออกเฉยี งใต้ประกอบดว้ ยประเทศอะไรบา้ ง ให้นกั เรยี นชว่ ยกันตอบ โดยครคู อยจดช่ือประเทศเปน็
ภาษาไทยและภาษาอังกฤษลงบนกระดานดำ จากน้ันซักถามนกั เรยี นวา่ ประเทศเหลา่ นี้ประเทศใดบา้ งท่ี
ประชากรส่วนใหญ่ของประเทศนับถอื พระพุทธศาสนา อาสาสมคั รนักเรยี น 3–4 คน ออกมาเขียนวงกลม
ล้อมรอบช่ือประเทศเหล่านน้ั
4. ครเู ฉลยคำตอบและสรุปโดยใชข้ ้อมูลในใบความรู้ที่ 1 เรือ่ ง ประเทศในเอเชยี ตะวนั ออกเฉยี งใต้
และเช่ือมโยงความรไู้ ปสูเ่ น้ือหาเรื่องทจ่ี ะเรียน
ขัน้ ที่ 2 กจิ กรรมการเรยี นรู้
5. ครูอาสาสมคั รนักเรยี น 2–3 คน ออกมานำเสนอผลงานจากเรื่องท่ีไดร้ บั มอบหมายให้ไปอ่านและสรปุ
มา ให้เพ่ือน ๆ ฟงั ในชั้นเรยี น จากนั้นครอู าจสรุปใหน้ ักเรียนฟงั อีกคร้ัง
6. ครใู ห้นักเรยี นแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 4–6 คน โดยจัดแบบคละความสามารถและเพศ
7. ครมู อบหมายประเด็นที่ศกึ ษาให้แต่ละกลุ่มร่วมกันคิด
ประเด็นศึกษา:
1) การสังคายนาเก่ยี วข้องกับการเผยแผ่พระพทุ ธศาสนาเข้าสู่ประเทศไทยอย่างไร
2) ถ้าไมม่ ีพระโสณเถระและพระอตุ ตรเถระ การเผยแผ่และการนับถือพระพุทธศาสนาในประเทศไทย
จะเป็นอย่างไร
3) มหี ลักฐานอะไรบา้ งท่สี ามารถยืนยนั ได้ว่า พระพทุ ธศาสนาไดเ้ ผยแผเ่ ข้ามาสปู่ ระเทศไทย
ต้งั แต่ก่อน พ.ศ. 500
4) การเผยแผแ่ ละการนับถือพระพุทธศาสนาของคนไทยเป็นไปในลักษณะใด
8. สมาชิกในกลุ่มจับคกู่ ันคดิ ตามประเดน็ ดงั กล่าวภายใน 10 นาที จากนนั้ สลบั ค่กู นั ภายในกล่มุ
แล้วรว่ มกันคิดในประเด็นดังกล่าวอกี ครัง้
9. เม่ือสลับคู่กันครบภายในกล่มุ แล้ว รว่ มกันอภปิ รายกลุ่มเพื่อสรุปเปน็ ความคิดของกลุ่ม และ
บนั ทึกผลการอภปิ ราย
10. ครใู หน้ กั เรียนแตล่ ะกลุ่มสง่ ตวั แทนนำเสนอความคิดของกลุ่มหนา้ ชัน้ เรยี น พร้อมท้ังเปดิ โอกาส
ใหเ้ พื่อนนักเรยี นกลุ่มอื่นซักถามข้อสงสยั
ช่วั โมงที่ 4
11. ครูทบทวนความรู้ของนกั เรยี นเก่ยี วกับการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเขา้ สูป่ ระเทศไทย
12. ครูใหน้ ักเรียนกลุ่มเดิมรว่ มกนั ศึกษาและอภิปรายเกย่ี วกบั พระพุทธศาสนาในประเทศไทยตั้งแตส่ มัย
สุโขทัยถึงปจั จุบัน โดยมอบหมายประเด็นทศี่ ึกษาให้แต่ละกลุม่ ร่วมกันคิด
ประเด็นศึกษา:
การนับถือพระพทุ ธศาสนาในประเทศไทยตง้ั แต่สมยั สุโขทัยจนถงึ ปจั จุบนั เป็นอยา่ งไร
13. สมาชิกในกลุ่มจับคูก่ ันคิดตามประเด็นดังกลา่ วภายใน 10 นาที จากน้ันสลบั คูก่ ันภายในกลุม่
แล้วรว่ มกนั คิดในประเดน็ ดังกลา่ วอีกครั้ง
14. เม่ือสลบั คู่กนั ครบภายในกลุ่มแลว้ ร่วมกนั อภปิ รายกลุ่มเพ่ือสรปุ เปน็ ความคิดของกลุ่ม และ
บนั ทึกผลการอภปิ ราย
15. ครใู หน้ ักเรยี นแต่ละกลุ่มสง่ ตวั แทนนำเสนอความคิดของกลุม่ หน้าชน้ั เรียน พรอ้ มทั้งเปดิ โอกาส
ให้เพื่อนนักเรียนกลุ่มอืน่ ซักถามข้อสงสัย
16. หลงั จากการนำเสนอผลการอภปิ รายครบทุกกลุ่มแลว้ ครสู รปุ สาระสำคัญของประเด็นที่อภิปราย
จากนนั้ ครแู ละนกั เรียนร่วมกันแสดงความคิดเหน็ ว่า ศาสนาอ่ืน ๆ เชน่ ศาสนาอิสลาม คริสต์ศาสนา ทน่ี ับถือกนั
ในประเทศสมาชกิ อาเซียนมีการเผยแผ่เข้าสู่ประเทศไทยในลกั ษณะใด ครูใหค้ วามร้เู พ่มิ เติมเกีย่ วกับการเผยแผ่
พระพุทธศาสนาเข้าสู่ประเทศสมาชิกอาเซียนอ่ืน ๆ สรุปและบันทึกผล
17. ในขณะปฏบิ ตั กิ ิจกรรมของนักเรียน ให้ครสู ังเกตพฤติกรรมในการทำงานและการนำเสนอ
ผลงานของนักเรียนตามแบบประเมินพฤติกรรมในการทำงานเป็นรายบุคคลหรือเป็นกลุ่ม
ขัน้ ท่ี 3 ฝกึ ฝนผู้เรียน
18. ครูใหน้ กั เรียนทำใบงานที่ 1 เรื่อง อะไรเอ่ย และใบงานท่ี 2 เร่ือง พระราชกรณียกิจด้านพระพุทธ-
ศาสนาของพระมหากษตั รยิ ์ไทยสมัยรตั นโกสนิ ทร์ แลว้ ชว่ ยกนั เฉลยคำตอบท่ีถูกต้อง
19. ครูให้นักเรียนฝึกคดิ คำนวณเปรียบเทียบปี พ.ศ. กับปี ค.ศ. ของการเผยแผพ่ ระพุทธศาสนา
เขา้ สูป่ ระเทศไทย
20. ครใู ห้นกั เรยี นทำกจิ กรรมทเ่ี กีย่ วกบั การเผยแผ่พระพุทธศาสนาเข้าสปู่ ระเทศไทย ในแบบฝึกทักษะ
รายวชิ าพ้นื ฐาน พระพทุ ธศาสนา ม. 1 บริษัท สำนกั พมิ พว์ ัฒนาพานิช จำกัด แล้วช่วยกันเฉลยคำตอบที่
ถูกต้อง
ข้นั ท่ี 4 นำไปใช้
21. ครูใหน้ ักเรยี นนำความร้เู รือ่ งการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเข้าสปู่ ระเทศไทย ไปเผยแผ่ให้กับคนใน
ครอบครวั เพื่อนบา้ น หรือคนในชมุ ชนของตน
ขัน้ ท่ี 5 สรปุ
22. ครแู ละนักเรยี นรว่ มกนั สรปุ ความรูเ้ รอ่ื ง การเผยแผพ่ ระพุทธศาสนาเขา้ สู่ประเทศไทย โดยให้
นกั เรยี นสรปุ ลงในแบบบันทึกความรู้ หรืออาจสรุปเปน็ ความเรยี ง แผนทค่ี วามคิด หรือผังมโนทศั น์
ก็ได้
23. ครูบอกกับนักเรียนว่า นับตง้ั แต่พระพุทธศาสนาไดเ้ ขา้ มาเผยแผ่ในประเทศไทย พระพุทธศาสนาไดม้ ี
ความสำคัญตอ่ สังคมไทยอย่างมาก แลว้ มอบหมายใหน้ ักเรยี นอ่านและสรุปเน้ือหาเกี่ยวกับความสำคญั ของ
พระพุทธศาสนาต่อสงั คมไทย พรอ้ มทง้ั วิเคราะห์ว่า พระพทุ ธศาสนามคี วามสำคัญต่อจติ ใจของ ชาวพทุ ธ
อยา่ งไร เปน็ การบา้ นเพื่อเตรียมจดั การเรยี นรู้ในครัง้ ตอ่ ไป
7. กจิ กรรมเสนอแนะ
ครูให้นกั เรียนศึกษาข้อมูลเกยี่ วกับเรอื่ งการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเข้าสู่ประเทศไทย แล้วนำมา
สนทนาแลกเปลย่ี นความรู้กันในห้องเรยี น
8. สอ่ื /แหลง่ การเรียนรู้
1. แผนทีแ่ สดงลกั ษณะทางรัฐกิจของเอเชยี ตะวนั ออกเฉยี งใต้
2. ใบงาน เรื่อง การเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนาสู่ประเทศไทย
3. แบบประเมนิ พฤติกรรมในการทำงานเป็นรายบุคคลหรือเป็นกลุ่ม
4. หนงั สือเรียน รายวชิ าพนื้ ฐาน พระพทุ ธศาสนา ม.1
5. ส่อื การเรยี นรู้ PowerPoint รายวชิ าพื้นฐาน พระพทุ ธศาสนา ม.1
แผนการจดั การเรียนรู้ที่ 3
กล่มุ สาระการเรยี นรู้ สังคมศึกษา ศาสนาและวฒั นธรรม ชน้ั มัธยมศึกษาปีท่ี 1
รายวชิ า ศาสนา ศลี ธรรม จริยธรรม ส 21101 ภาคเรยี นท่ี 1 ปีการศกึ ษา 2565
หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 ประวัติและความสำคญั ของพระพุทธศาสนา เวลา ๕ ชั่วโมง
เรื่อง ความสำคัญของพระพุทธศาสนาต่อสงั คมไทย เวลา 2 ช่ัวโมง
ผู้สอน นางสาวนพวรรณ ศรบี านชื่น วันท่ี ……… เดอื น …………………. พ.ศ. ……………
1. สาระสำคัญ
การท่คี นไทยนับถือพระพทุ ธศาสนามาเป็นเวลาช้านานทำใหพ้ ระพุทธศาสนามคี วามสำคัญตอ่ สงั คมไทย
ในฐานะเป็นศาสนาประจำชาติ เปน็ สถาบนั หลักของสงั คมไทย เป็นสภาพแวดลอ้ มทีก่ ว้างขวางและครอบคลุม
สังคมไทย และเปน็ หลักในการพัฒนาตนเองและครอบครัว
2. ตัวช้วี ัดช้นั ปี
วเิ คราะห์ความสำคญั ของพระพุทธศาสนาหรอื ศาสนาท่ีตนนบั ถือที่มีต่อสภาพแวดล้อมในสังคมไทย
รวมทงั้ การพฒั นาตนและครอบครวั (ส 1.1 ม. 1/2)
3. จุดประสงค์การเรียนรู้
1. อธบิ ายความสำคญั ของพระพุทธศาสนาต่อสังคมไทยในด้านตา่ ง ๆ ได้ (K)
2. เห็นความสำคัญของพระพุทธศาสนาทีม่ ีต่อสังคมไทยในดา้ นต่าง ๆ (A)
3. เผยแผ่ความรู้และปฏิบตั ิตนไดถ้ ูกต้องเหมาะสมต่อความสำคญั ของพระพทุ ธศาสนาในดา้ น
ตา่ ง ๆ (P)
4. การวัดและประเมนิ ผลการเรียนรู้
ดา้ นคณุ ธรรม จรยิ ธรรม
ดา้ นความรู้ (K) และค่านิยม (A) ด้านทกั ษะ/กระบวนการ (P)
1. ซักถามความรู้เรื่อง ความ • ประเมนิ พฤตกิ รรมในการ • ประเมินพฤติกรรมในการ
ทำงานเปน็ รายบุคคลหรอื
สำคญั ของพระพุทธศาสนาต่อ ทำงานเป็นรายบุคคลในด้าน เป็นกลุ่มในด้านการสอื่ สาร
การคดิ การแก้ปญั หา ฯลฯ
สงั คมไทย ความซือ่ สตั ยส์ จุ รติ ความมี
2. ตรวจผลงาน/กจิ กรรม เป็น วินยั ความใฝ่เรยี นรู้ ความมี
รายบคุ คลหรอื เปน็ กลุ่ม เหตุผล ฯลฯ
5. สาระการเรยี นรู้
1. พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ
2. พระพุทธศาสนาเป็นสถาบันหลักของสงั คมไทย
3. พระพทุ ธศาสนาเป็นสภาพแวดล้อมท่ีกวา้ งขวางและครอบคลุมสงั คมไทย
4. พระพุทธศาสนาเปน็ หลกั ในการพัฒนาตนเองและครอบครวั
6. กระบวนการจดั การเรียนรู้
ช่ัวโมงท่ี 5
ข้นั ที่ 1 นำเขา้ สูบ่ ทเรียน
1. ครสู รา้ งบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมในการเรยี นรเู้ พื่อใหเ้ กิดความศรัทธาเลื่อมใสในพระรัตนตรยั
ทีเ่ หมาะสม เช่น จัดนง่ั เรียนแบบตัว U นำนักเรียนไปเรียนท่ีห้องประชมุ ห้องจริยธรรม สนามหญ้าใต้ร่มไม้ กอ่ น
เรียนให้นกั เรียนสวดมนต์ไหว้พระ นัง่ สมาธิ และแผ่เมตตา
2. ครูแจง้ ตัวชี้วดั ช้ันปีและจุดประสงคก์ ารเรียนรใู้ ห้นักเรียนทราบ
3. ครูสนทนาทบทวนความรู้หรือประสบการณ์เดิมของนักเรียนเกยี่ วกับความสำคญั ของพระพทุ ธ-
ศาสนาตอ่ สังคมไทยวา่ มีอะไรบ้าง จากนั้นสรปุ การสนทนาว่า พระพทุ ธศาสนาไม่เพียงแต่มีความสำคญั ต่อ
ชาวพุทธทางด้านจิตใจและทางด้านศิลปวัฒนธรรมเทา่ น้นั แตย่ ังมีความสำคญั ทางด้านอนื่ ๆ อีกได้แก่
1) พระพทุ ธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ
2) พระพทุ ธศาสนาเปน็ สถาบันหลักของสงั คมไทย
3) พระพุทธศาสนาเป็นสภาพแวดลอ้ มท่ีกว้างขวางและครอบคลุมสงั คมไทย
4) พระพทุ ธศาสนาเปน็ หลักในการพัฒนาตนเองและครอบครวั
ขนั้ ท่ี 2 กิจกรรมการเรยี นรู้
4. ครสู ุ่มเลือกนกั เรยี น 2–3 คน ให้ออกมานำเสนอเรื่องท่ีไดไ้ ปอ่าน วเิ คราะห์ และสรปุ มา โดยครูคอย
เพม่ิ เติมในสิ่งทีน่ ักเรยี นขาดหรือยงั ไมเ่ ขา้ ใจ
5. ครูใหน้ กั เรยี นแบ่งกลุ่มออกเป็น 4 กลุ่ม โดยใชว้ ธิ ีนบั หมายเลข 1–4 ผู้ท่นี บั หมายเลข 1 อยูก่ ลุม่ ที่ 1
หมายเลข 2 อยู่กลุม่ ที่ 2 หมายเลข 3 อยู่กลมุ่ ท่ี 3 และหมายเลข 4 อย่กู ลมุ่ ท่ี 4 ให้แต่ละกล่มุ เลอื กประธาน
กล่มุ เลขานุการกล่มุ และผู้อภิปราย
6. ครูชีแ้ จงบทบาทหนา้ ท่ีของสมาชิกในกลมุ่ พรอ้ มทง้ั แจ้งประเดน็ หรอื หวั ข้อการอภิปรายให้แต่ละ
กลุม่ ทราบ ดงั น้ี
กลมุ่ ที่ 1 อภิปรายในหวั ขอ้ พระพทุ ธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ
กลุม่ ท่ี 2 อภปิ รายในหวั ขอ้ พระพทุ ธศาสนาเปน็ สถาบนั หลักของสังคมไทย
กลมุ่ ท่ี 3 อภปิ รายในหวั ขอ้ พระพุทธศาสนาเปน็ สภาพแวดล้อมที่กว้างขวางและครอบคลุม
สงั คมไทย
กลมุ่ ที่ 4 อภิปรายในหวั ขอ้ พระพุทธศาสนาเปน็ หลกั ในการการพัฒนาตนเองและครอบครวั
7. ครแู นะนำส่อื การเรยี นรแู้ ละแหลง่ การเรยี นรู้สำหรับให้นักเรยี นใช้เปน็ แหลง่ คน้ ควา้ ข้อมูลหรือ
รายละเอยี ดของหวั ขอ้ อภิปราย
8. ครใู หน้ ักเรยี นแตล่ ะกลุ่มศึกษาข้อมลู หรือรายละเอียดของหัวข้อการอภปิ รายทก่ี ลมุ่ ได้มอบหมาย นำ
ขอ้ มลู หรอื รายละเอียดท่ีได้มาอภิปรายร่วมกนั ในกลุ่ม สรุปบันทึกผล และเตรียมนำเสนอผลการอภปิ รายในช้ัน
เรยี นในครงั้ ต่อไป
ชั่วโมงที่ 6
9. ก่อนการนำเสนอผลการอภปิ ราย ครทู บทวนประเดน็ หรอื หวั ข้อการอภิปราย วตั ถุประสงค์ และ
รูปแบบของการอภิปราย พร้อมท้ังชแ้ี จงกฎ กติกาหรือหลักเกณฑ์การอภิปราย เช่น เวลาท่ีใช้ในการอภิปราย
(กลมุ่ ละ10 นาที) บทบาทหน้าทขี่ องสมาชกิ ในกล่มุ
10. ครูให้นกั เรียนแต่ละกลมุ่ นำเสนอผลการอภปิ ราย
11. หลงั จากการนำเสนอผลการอภปิ รายของนักเรียนแต่ละกลุ่มแลว้ ก็โอกาสให้เพื่อนนักเรียนกลุ่ม อืน่ ๆ
ซักถามและผอู้ ภิปรายเป็นผตู้ อบ จากนนั้ ครูสรปุ สาระสำคัญของหัวข้อที่อภิปราย
12. ครใู ห้นักเรียนกล่มุ ท่ี 2 กลุ่มท่ี 3 และกลมุ่ ท่ี 4 นำเสนอผลการอภปิ ราย
13. หลังจากนักเรยี นอภปิ รายครบทุกกลมุ่ แล้ว ครูและนักเรียนร่วมกนั แสดงความคิดเหน็ วา่ ศาสนาอืน่ ๆ
เช่น ศาสนาอสิ ลาม คริสต์ศาสนา มีความสำคัญตอ่ ประชาชนในประเทศสมาชิกอาเซยี นที่นบั ถืออยา่ งไร สรุป
และบนั ทึกผล
14. ในขณะปฏิบตั ิกิจกรรมของนักเรยี น ให้ครสู ังเกตพฤตกิ รรมในการทำงานและการนำเสนอผลงานของ
นกั เรียนตามแบบประเมนิ พฤติกรรมในการทำงานเป็นรายบคุ คลหรือเป็นกลุม่
ขั้นท่ี 3 ฝึกฝนผเู้ รยี น
15. ครูให้นักเรยี นทำกจิ กรรมท่เี ก่ียวกับความสำคัญของพระพุทธศาสนาตอ่ สังคมไทย ในแบบฝึกทักษะ
รายวิชาพ้นื ฐาน พระพุทธศาสนา ม. 1 ของบริษทั สำนักพมิ พ์วฒั นาพานิช จำกดั แลว้ ช่วยกนั เฉลยคำตอบที่
ถูกต้อง
16. ครใู หน้ กั เรยี นหาภาพจากสอื่ สิง่ พิมพ์ตา่ ง ๆ ทเ่ี กยี่ วขอ้ งกับความสำคัญของพระพทุ ธศาสนาตอ่
สังคมไทย แลว้ นำมาสนทนาแลกเปลยี่ นความรู้กนั ว่า ภาพดังกลา่ วสอดคล้องกับเร่ืองทเี่ รียนอยา่ งไร
ข้ันท่ี 4 นำไปใช้
17. ครูใหน้ กั เรยี นนำความร้เู รื่อง ความสำคัญของพระพทุ ธศาสนาตอ่ สงั คมไทย ไปเผยแผ่ให้กบั
คนในครอบครวั เพื่อนบ้านหรือคนในชุมชนของตน
18. ครใู หน้ กั เรียนนำความรเู้ รื่อง ความสำคัญของพระพทุ ธศาสนาต่อสังคมไทย ไปประยุกต์ใชใ้ น
ชวี ติ ประจำวนั
ข้นั ท่ี 5 สรุป
19. ครูและนักเรยี นรว่ มกนั สรปุ ความรูเ้ รื่อง ความสำคัญของพระพทุ ธศาสนาต่อสงั คมไทย โดยให้
นกั เรยี นสรุปลงในแบบบันทึกความรู้ หรอื อาจสรุปเปน็ ความเรียง แผนที่ความคิด หรอื ผังมโนทศั น์ก็ได้
20. ครูบอกกบั นักเรียนว่า พุทธประวัติ คอื ประวัติของพระพุทธเจ้า เริม่ ตั้งแต่ประสตู ิ ตรัสรู้ และ
ปรนิ พิ พาน แลว้ มอบหมายให้นักเรียนอ่านและสรปุ เนื้อหาเกีย่ วกบั พุทธประวัติ เป็นการบ้านเพอ่ื เตรยี มจัดการ
เรียนรู้ในครง้ั ต่อไป
7. กิจกรรมเสนอแนะ
ครูใหน้ ักเรยี นทำแผน่ พบั เพ่ือเผยแพร่ความรู้เก่ียวกบั ความสำคัญของพระพุทธศาสนาต่อสังคมไทย
8. สอ่ื /แหล่งการเรียนรู้
1. แบบประเมินพฤติกรรมในการทำงานเป็นรายบคุ คลหรือเป็นกลุม่
2. แบบบนั ทึกความรู้
3. หนังสอื เรยี น รายวิชาพื้นฐาน พระพุทธศาสนา ม.1
4. ใบงาน เร่ือง ความสำคัญของพระพุทธศาสนา
5. สือ่ การเรียนรู้ PowerPoint รายวิชาพ้นื ฐาน พระพุทธศาสนา ม.1
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ่ี ๔
กลุม่ สาระการเรียนรู้ สังคมศกึ ษา ศาสนาและวฒั นธรรม ชนั้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 1
รายวิชา ศาสนา ศลี ธรรม จริยธรรม ส 21101 ภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2565
หน่วยการเรียนรูท้ ี่ ๒ พทุ ธประวัติ พระสาวก ศาสนิกชนตัวอย่างและชาดก เวลา ๕ ชวั่ โมง
เร่ือง พุทธสาวกและพุทธสาวกิ า เวลา 3 ชั่วโมง
ผูส้ อน นางสาวนพวรรณ ศรบี านชนื่ วันท่ี ……… เดือน …………………. พ.ศ. ……………
1. สาระสำคัญ
พระมหากสั สปะเป็นพุทธสาวกท่ไี ดร้ บั การยกย่องจากพระพุทธเจา้ วา่ เป็นผ้มู กั น้อย สันโดษ
พระอบุ าลีเปน็ พุทธสาวกทไ่ี ด้รับการยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่าเป็นผู้ท่มี คี วามสามารถแตกฉานในพระวนิ ยั
อนาถบิณฑิกเศรษฐเี ปน็ พทุ ธสาวกทเ่ี ปน็ กำลังสำคัญของพระพุทธเจ้าในการอปุ ถัมภ์บำรงุ พระพุทธศาสนา
ส่วนนางวิสาขามหาอบุ าสิกาเป็นพุทธสาวิกาที่มีศรทั ธาในพระพทุ ธศาสนาอยา่ งแรงกลา้ และได้บำรงุ
พระพทุ ธศาสนายงิ่ กวา่ อุบาสกิ าคนอน่ื ๆ การประพฤตติ นตามแบบอย่างการดำเนินชวี ิตของพทุ ธสาวก
และพุทธสาวกิ าจะชว่ ยใหป้ ระสบความสำเร็จในชวี ิตและอยู่ร่วมกับผู้อน่ื ได้อย่างมีความสุข
2. ตัวช้วี ดั ชั้นปี
วเิ คราะหแ์ ละประพฤติตนตามแบบอย่างการดำเนนิ ชีวติ และข้อคิดจากประวัตสิ าวก ชาดก เร่ืองเล่า
และศาสนิกชนตัวอยา่ งตามท่ีกำหนด (ส 1.1 ม. 1/4)
3. จดุ ประสงค์การเรียนรู้
1. เลา่ ประวัตแิ ละผลงานของพระมหากสั สปะ พระอบุ าลี อนาถบิณฑิกเศรษฐี และนางวิสาขามหา-
อุบาสกิ าได้ (K)
2. วิเคราะห์ขอ้ คิดและคุณธรรมท่คี วรยดึ ถือเปน็ แบบอยา่ งของพระมหากัสสปะ พระอบุ าลี
อนาถบิณฑิกเศรษฐี และนางวสิ าขามหาอุบาสิกาได้ (K, P)
3. ช่ืนชม นำข้อคิดและคณุ ธรรมท่ีควรยึดถือเปน็ แบบอย่างของพระมหากสั สปะ พระอุบาลี อนาถ-
บณิ ฑกิ เศรษฐี และนางวิสาขามหาอุบาสิกามาประพฤติปฏิบัตใิ นชวี ติ ประจำวนั (A, P)
4. การวัดและประเมนิ ผลการเรียนรู้
ดา้ นความรู้ (K) ดา้ นคุณธรรม จรยิ ธรรม ด้านทักษะ/กระบวนการ (P)
และค่านยิ ม (A)
1. ทดสอบก่อนเรียน • ประเมินพฤตกิ รรมในการ
2. ซกั ถามความรเู้ รื่อง พทุ ธ • ประเมนิ พฤตกิ รรมในการ ทำงานเปน็ รายบุคคลหรอื
สาวก และพุทธสาวิกา ทำงานเปน็ รายบุคคลในด้าน เปน็ กลุ่มในด้านการสื่อสาร
3. ตรวจผลงาน/กจิ กรรม ความซือ่ สัตยส์ จุ ริตความมี การคิด การแกป้ ัญหา ฯลฯ
เปน็ รายบคุ คลหรือเปน็ กลุ่ม วนิ ัย ความใฝ่เรียนรู้ ความมี
เหตผุ ล ฯลฯ
5. สาระการเรยี นรู้
1. พทุ ธสาวก
1.1 พระมหากัสสปะ
1.2 พระอบุ าลี
1.3 อนาถบณิ ฑิกเศรษฐี
2. พทุ ธสาวิกา
• นางวสิ าขามหาอุบาสกิ า
6. กระบวนการจัดการเรียนรู้
ชั่วโมงท่ี ๗
ข้นั ที่ 1 นำเข้าสบู่ ทเรยี น
1. ครสู รา้ งบรรยากาศและสงิ่ แวดลอ้ มในการเรียนรู้เพ่ือให้เกดิ ความศรทั ธาเลื่อมใสในพระรัตนตรยั
ทีเ่ หมาะสม เช่น จดั น่ังแบบตัว U นำนักเรยี นไปเรยี นทห่ี ้องประชมุ ห้องจริยธรรม สนามหญา้ ใตร้ ่มไม้ ก่อน
เรยี นให้นักเรียนสวดมนต์ไหวพ้ ระ นงั่ สมาธิ และแผ่เมตตา
2. ครแู จ้งตัวช้ีวดั ชนั้ ปีและจดุ ประสงคก์ ารเรยี นรูใ้ ห้นกั เรยี นทราบ
3. ครใู หน้ กั เรยี นทำแบบทดสอบก่อนเรยี น โดยแจกแบบทดสอบให้นกั เรยี นทกุ คน และให้นกั เรียนทำ
แบบทดสอบ โดยเขยี นเครอื่ งหมาย ทบั ตัวอกั ษร (ก–ง) หนา้ คำตอบท่ถี ูกตอ้ งท่ีสุดเพยี งคำตอบเดยี ว
จากนั้นตรวจให้คะแนน แตย่ ังไม่เฉลยคำตอบ
4. ครูสนทนาซักถามนักเรยี นเก่ยี วกับพุทธสาวกและพุทธสาวกิ าในประเดน็ ตา่ ง ๆ เชน่
1) พทุ ธสาวกและพุทธสาวิกาคอื ใคร
2) นักเรียนรจู้ ักพุทธสาวกหรือพุทธสาวกิ าทา่ นใดบ้าง
3) นกั เรียนประทับใจพุทธสาวกและพุทธสาวกิ าคนใดมากท่สี ดุ เพราะเหตุใด
5. หลังจากสนทนาซักถามแล้ว ครสู รุปความหมายของพุทธสาวกและพุทธสาวิกาและบอกให้
นกั เรยี นทราบถึงพุทธสาวกและพทุ ธสาวิกาทีจ่ ะศึกษาในชน้ั นี้ ได้แก่ พระมหากัสสปะ พระอบุ าลี
อนาถบิณฑิกเศรษฐี และนางวสิ าขามหาอุบาสิกา
ขั้นที่ 2 กิจกรรมการเรยี นรู้
พุทธสาวก: พระมหากสั สปะและพระอบุ าลี
6. ครูสมุ่ เลือกนักเรียนใหอ้ อกมาแสดงความคดิ เห็นเกย่ี วกบั เรอ่ื งทไี่ ดร้ บั มอบหมายให้ไปอ่านในช่ัวโมง ที่แลว้
ให้เพอ่ื น ๆ ฟัง โดยครสู รุปความคดิ เห็นของนักเรียนและให้คำแนะนำหรือความรเู้ พ่ิมเตมิ
7. ครใู หค้ วามรแู้ กน่ ักเรยี นเกี่ยวกับพทุ ธสาวกเรื่อง พระมหากสั สปะและพระอบุ าลี โดยใช้ข้อมลู จาก
หนังสอื เรียน รายวชิ าพน้ื ฐาน พระพทุ ธศาสนา ม. 1 ของบริษัท สำนักพมิ พว์ ัฒนาพานิช จำกดั
8. ครใู ห้นกั เรียนแบ่งกล่มุ กลุ่มละ 2 คน คละความสามารถและเพศ โดยกำหนดหมายเลขประจำตัว
ของนักเรียนแต่ละคนเป็น 1 และ 2
9. ครูให้แต่ละกลุ่มสง่ ตัวแทนกลมุ่ 1 คน ออกมาจบั สลากเลอื กชือ่ พุทธสาวก กลมุ่ ละ 1 ชื่อ
10. ครูแจ้งประเดน็ ศึกษาให้นกั เรยี นแตล่ ะกลุ่มทราบ พร้อมท้งั แนะนำสือ่ การเรียนรู้และสารสนเทศ
ทเ่ี ก่ียวข้องกับเร่ืองดังกล่าวให้นักเรยี นไปศึกษาค้นควา้ ข้อมูลเพิ่มเติม
11. ครูให้สมาชกิ ภายในกลมุ่ จบั คู่เล่าประวตั ิ ผลงาน และคุณธรรมของพุทธสาวก ท่ีกลุ่มจับสลากได้
โดยใช้เวลาเท่า ๆ กนั และปฏบิ ตั ิตามขน้ั ตอนดังน้ี
ขน้ั ท่ี 1 สมาชกิ หมายเลข 1 จับคกู่ ับหมายเลข 2 โดยหมายเลข 1 เปน็ ผูเ้ ลา่ สว่ นหมายเลข 2 เปน็ ผ้ฟู งั
ขน้ั ที่ 2 ให้เปล่ยี นผ้เู ล่าและผู้ฟงั โดยให้สมาชกิ หมายเลข 2 เปน็ ผู้เล่า ส่วนหมายเลข 1 เปน็ ผฟู้ ัง
ข้ันท่ี 3 รวมกล่มุ กนั ให้แต่ละคนผลัดกันเลา่ ใหส้ มาชิกภายในกล่มุ ฟงั โดยเร่มิ จากหมายเลข 1 และ 2
ตามลำดบั
12. ครูให้นักเรยี นรวมกลุ่มกัน โดยกล่มุ ท่เี ลา่ เรือ่ งเดียวกันอยู่กลุ่มเดยี วกนั และกำหนดหมาย เลข
ประจำตวั ของนกั เรยี นในแต่ละกลุม่ ใหม่
13. ครูซกั ถามปญั หาเกยี่ วกบั ประเดน็ ท่ีศึกษา โดยสุ่มหมายเลขประจำตวั สมาชิกในกลุ่มเป็นผตู้ อบ
ปัญหา
14. ครแู ละนักเรียนรว่ มกันสรปุ เกย่ี วกบั พทุ ธสาวกเรอื่ ง พระมหากัสสปะและพระอบุ าลี โดยครูให้
นักเรยี นเขยี นบนั ทึกลงในสมดุ
ช่วั โมงท่ี ๘
พุทธสาวก: อนาถบณิ ฑกิ เศรษฐี
15. ครทู บทวนความรู้ของนักเรยี นเกย่ี วกบั พุทธสาวก เร่อื ง พระมหากัสสปะและพระอุบาลี
16. ครูให้ความร้แู กน่ กั เรยี นเกี่ยวกับพุทธสาวกเรอ่ื ง อนาถปณิ ฑิกเศรษฐี โดยใช้ข้อมูลจากหนงั สอื เรยี น
รายวชิ าพนื้ ฐาน พระพุทธศาสนา ม. 1 ของบรษิ ัท สำนักพิมพว์ ัฒนาพานชิ จำกดั
17. ครูใหน้ กั เรยี นแบ่งกลุ่ม กลมุ่ ละ 2 คน คละความสามารถและเพศ โดยกำหนดหมายเลขประจำตวั
ของนักเรียนแต่ละคนเปน็ 1 และ 2
18. ครูแจง้ ประเด็นศึกษาให้นกั เรยี นแตล่ ะกล่มุ ทราบ พร้อมทง้ั แนะนำสือ่ การเรยี นรู้และสารสนเทศ
ทเี่ กี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวให้นกั เรยี นไปศึกษาค้นคว้าขอ้ มูลเพิ่มเติม
19. ครใู ห้สมาชิกภายในกลุ่มจบั ค่เู ลา่ ประวตั ิ ผลงาน และคุณธรรมของพุทธสาวก ที่กลุ่มจบั สลากได้
โดยใช้เวลาเทา่ ๆ กนั และปฏิบตั ิตามขั้นตอนดงั นี้
ขัน้ ท่ี 1 สมาชิกหมายเลข 1 จับคกู่ ับหมายเลข 2 โดยหมายเลข 1 เป็นผเู้ ลา่ ส่วนหมายเลข 2 เป็น
ผูฟ้ ัง
ขนั้ ท่ี 2 ให้เปลี่ยนผู้เลา่ และผู้ฟัง โดยให้สมาชกิ หมายเลข 2 เป็นผู้เล่า ส่วนหมายเลข 1 เปน็ ผฟู้ ัง
ขน้ั ที่ 3 รวมกลุม่ กัน ให้แตล่ ะคนผลัดกันเล่าใหส้ มาชิกภายในกลุ่มฟัง โดยเรมิ่ จากหมายเลข
1 และ 2 ตามลำดับ
20. ครใู ห้นักเรียนรวมกลุ่มกัน โดยกล่มุ ท่ีเลา่ เร่อื งเดียวกันอยกู่ ลุม่ เดียวกัน และกำหนดหมายเลข
ประจำตัวของนกั เรยี นในแต่ละกลมุ่ ใหม่
21. ครูซกั ถามปญั หาเกีย่ วกับประเดน็ ท่ีศึกษา โดยส่มุ หมายเลขประจำตวั สมาชิกในกลมุ่ เป็นผู้ตอบ
ปญั หา
22. ครแู ละนักเรยี นร่วมกันสรปุ เก่ียวกับพุทธสาวกเรือ่ ง อนาถปิณฑิกเศรษฐี โดยครูให้นักเรยี นเขยี น
บนั ทกึ ลงในสมุด
23. ครูบอกกับนกั เรยี นว่า นางวสิ าขามหาอุบาสิกาเป็นพุทธสาวิกาที่มคี วามเฉลียวฉลาด รู้จกั ใช้
หลกั ธรรมแก้ปัญหาท่ีเกิดขึ้นในครอบครวั ได้ แลว้ มอบหมายให้นักเรยี นอ่านและสรุปเน้ือหาเก่ียวกับประวตั ิของ
นางวิสาขามหาอุบาสกิ า เป็นการบ้านเพ่ือเตรยี มจดั การเรียนรใู้ นครั้งต่อไป
ชว่ั โมงท่ี ๙
พุทธสาวกิ า: นางวิสาขามหาอบุ าสกิ า
24. ครสู มุ่ เลือกนกั เรยี นใหอ้ อกมานำเสนอบทสรปุ เก่ียวกับเรอ่ื งท่ีได้รบั มอบหมายให้ไปอา่ นและสรุปในชวั่ โมง
ท่ีแลว้ ให้เพอ่ื น ๆ ฟัง โดยครูสรปุ ความคิดเห็นของนักเรยี นและให้คำแนะนำหรือความรู้เพิ่มเตมิ
25. ครใู หค้ วามรู้แก่นกั เรยี นเกย่ี วกับพุทธสาวิกาเรอื่ ง นางวิสาขามหาอุบาสิกา โดยใชข้ ้อมูลจากหนงั สอื
เรียน รายวิชาพืน้ ฐาน พระพุทธศาสนา ม. 1 ของบรษิ ัท สำนักพิมพ์วฒั นาพานชิ จำกดั
26. ครใู หน้ ักเรียนแบง่ กลุม่ กล่มุ ละ 2 คน คละความสามารถและเพศ โดยกำหนดหมายเลขประจำตวั
ของนักเรยี นแต่ละคนเปน็ 1 และ 2
27. ครแู จง้ ประเด็นศึกษาให้นกั เรียนแต่ละกลมุ่ ทราบ พรอ้ มทั้งแนะนำสือ่ การเรยี นรแู้ ละสารสนเทศ
ที่เกี่ยวข้องกบั เร่ืองดังกล่าวให้นกั เรียนไปศึกษาคน้ คว้าขอ้ มูลเพม่ิ เตมิ
28. ใหส้ มาชกิ ภายในกลมุ่ จบั คเู่ ล่าประวัติ ผลงาน และคุณธรรมของพุทธสาวก ท่กี ลุ่มจับสลากได้ โดย
ใชเ้ วลาเท่า ๆ กนั และปฏิบตั ิตามขั้นตอนดังน้ี
ข้นั ที่ 1 สมาชกิ หมายเลข 1 จับคกู่ บั หมายเลข 2 โดยหมายเลข 1 เปน็ ผูเ้ ลา่ สว่ นหมายเลข 2 เป็น
ผู้ฟัง
ขน้ั ท่ี 2 ให้เปลีย่ นผูเ้ ล่าและผู้ฟงั โดยใหส้ มาชิกหมายเลข 2 เปน็ ผเู้ ลา่ สว่ นหมายเลข 1 เปน็ ผู้ฟงั
ขน้ั ท่ี 3 รวมกลุ่มกัน ให้แตล่ ะคนผลัดกนั เลา่ ใหส้ มาชิกภายในกลุ่มฟัง โดยเริ่มจากหมายเลข
1 และ 2 ตามลำดับ
29. ครใู ห้นักเรียนรวมกลุ่มกัน โดยกล่มุ ท่ีเล่าเรือ่ งเดยี วกันอยูก่ ลมุ่ เดียวกัน และกำหนดหมาย เลข
ประจำตัวของนกั เรยี นในแต่ละกลุ่มใหม่
30. ครูซักถามปญั หาเก่ียวกับประเด็นที่ศกึ ษา โดยสุม่ หมายเลขประจำตัวสมาชกิ ในกลุม่ เปน็ ผูต้ อบ
ปัญหา จากน้ันครูใหน้ ักเรยี นสบื ค้นประวัติสาวกและคุณธรรมทคี่ วรยึดถือเป็นแบบอยา่ งของศาสนาอ่ืน ๆ ที่
ประชาชนในประเทศสมาชกิ อาเซียนนับถือ เชน่ ศาสนาอิสลาม คริสต์ศาสนา เขยี นสรุปในสมดุ บนั ทึก แล้ว
นำมาเล่าใหเ้ พ่ือน ๆ ฟังในชั้นเรยี น
31. ครแู ละนักเรียนรว่ มกันสรุปเกีย่ วกบั พทุ ธสาวกิ าเร่อื ง นางวิสาขามหาอุบาสิกา โดยให้นกั เรียนเขยี น
บนั ทึกลงในสมุด
32. ครใู หน้ กั เรยี นแต่ละกลุ่มทำใบงานที่ 1 เร่ือง ข้อคดิ และคุณธรรมจากพุทธสาวกและพทุ ธสาวิกา
แล้วนำเสนอผลงานหน้าชนั้ เรยี น พร้อมเปิดโอกาสให้เพ่ือน ๆ ซกั ถามข้อสงสัย
33. ในขณะปฏิบัตกิ จิ กรรมของนักเรยี น ให้ครสู ังเกตพฤติกรรมในการทำงานและการนำเสนอผลงาน
ของนักเรยี นตามแบบประเมินพฤติกรรมในการทำงานเป็นรายบุคคลหรือเปน็ กลมุ่
ข้นั ที่ 3 ฝกึ ฝนผเู้ รยี น
34. ครูให้นกั เรียนทำกจิ กรรมที่เก่ียวกับพุทธสาวกและพุทธสาวกิ า ในแบบฝึกทักษะ รายวชิ าพืน้ ฐาน
พระพทุ ธศาสนา ม. 1 ของบริษทั สำนักพมิ พว์ ัฒนาพานิช จำกดั แลว้ ช่วยกันเฉลยคำตอบทถ่ี กู ต้อง
ขน้ั ท่ี 4 นำไปใช้
35. ครูแนะนำให้นักเรยี นนำข้อคิดและคณุ ธรรมท่ีควรยึดถือเป็นแบบอยา่ งของพระมหากสั สปะ
พระอุบาลี อนาถบณิ ฑกิ เศรษฐี และนางวสิ าขามหาอบุ าสกิ า ไปประพฤตปิ ฏิบัติในชวี ิตประจำวนั บนั ทึกผล
แล้วนำผลการปฏบิ ัตมิ ารายงานหนา้ ชนั้ เรยี นเปน็ ระยะ ๆ
ข้ันท่ี 5 สรปุ
36. ครูและนักเรียนรว่ มกนั สรุปความรเู้ รอื่ ง พุทธสาวกและพุทธสาวิกา โดยให้นกั เรยี นสรปุ ลงใน
แบบบันทึกความรู้ หรือสรุปเปน็ แผนทีค่ วามคิด พร้อมตกแต่งให้สวยงาม
37. ครูบอกกบั นักเรียนว่า พระเจ้าอโศกมหาราชเดิมเป็นพระราชาผู้โหดร้าย ตอ่ มาเม่ือพระองค์หนั มา
นับถอื พระพทุ ธศาสนาทรงทำคณุ งามความดเี ป็นอนั มาก จนได้พระนามใหม่วา่ ธรรมมาโศก แล้วมอบหมายให้
นกั เรยี นอ่านและสรปุ เนือ้ หาเก่ียวกับชาวพุทธตวั อยา่ งเรอ่ื ง พระเจา้ อโศกมหาราช เปน็ การบ้านเพ่ือเตรียม
จดั การเรียนร้ใู นครั้งต่อไป
7. กิจกรรมเสนอแนะ
1. ครใู หน้ ักเรียนศกึ ษาค้นคว้าเพิม่ เติมเกย่ี วกับประวัติและผลงานของพระมหากัสสปะ พระอบุ าลี
อนาถบิณฑิกเศรษฐี และนางวสิ าขามหาอุบาสิกา บนั ทึกความรทู้ ไ่ี ดร้ บั และนำเสนอหน้าชนั้ เรยี น
2. ครใู หน้ กั เรียนเขยี นเรยี งความ 1 เรอ่ื ง เกย่ี วกับพทุ ธสาวกและพุทธสาวิกาทตี่ นเองชื่นชอบ โดย
ระบเุ หตุผลให้ชดั เจนว่าชน่ื ชอบเพราะอะไร และจะนำขอ้ คิดและคุณธรรมที่ไดจ้ ากพทุ ธสาวกหรือพุทธ-
สาวิกาทา่ นน้ันไปประยุกต์ใชใ้ นชวี ิตประจำวันอยา่ งไร
8. สอ่ื /แหล่งการเรียนรู้
1. แบบทดสอบก่อนเรียน
2. ใบงาน เรอ่ื ง พุทธสาว
3. ใบงาน เรื่อง พุทธสาวกิ า
4. แบบบันทกึ ความรู้
5. แบบประเมินพฤติกรรมในการทำงานเป็นรายบคุ คลหรือเปน็ กลุ่ม
6. หนังสือเรียน รายวิชาพนื้ ฐาน พระพทุ ธศาสนา ม.1
7. สอื่ การเรียนรู้ PowerPoint รายวชิ าพืน้ ฐาน พระพทุ ธศาสนา ม.1
8. คมู่ ือการสอน พระพทุ ธศาสนา ม.1
แผนการจดั การเรยี นรทู้ ี่ ๕
กลุ่มสาระการเรียนรู้ สงั คมศกึ ษา ศาสนาและวฒั นธรรม ชน้ั มัธยมศึกษาปีที่ 1
รายวชิ า ศาสนา ศีลธรรม จรยิ ธรรม ส 21101 ภาคเรยี นที่ 1 ปกี ารศึกษา 2565
หน่วยการเรยี นรู้ท่ี ๒ พทุ ธประวตั ิ พระสาวก ศาสนกิ ชนตัวอย่างและชาดก เวลา ๕ ชั่วโมง
เรอื่ ง ชาดก เวลา 2 ชั่วโมง
ผู้สอน นางสาวนพวรรณ ศรีบานชื่น วันที่ ……… เดอื น …………………. พ.ศ. ……………
1. สาระสำคญั
ชาดก คอื เรื่องราวในอดตี ของพระพุทธเจ้า ก่อนทีจ่ ะมาประสูติและตรัสร้เู ป็นพระพุทธเจ้าในชาติ
สุดท้าย การศึกษาอมั พชาดกและติตติรชาดกจะทำให้เราไดข้ ้อคดิ เก่ียวกับคนท่ีกตญั ญูรู้คณุ คนอน่ื ย่อมเปน็ คน
เจริญในทท่ี ุกสถานในกาลทุกเม่อื และคนที่ฉลาดในธรรม มีความนอบน้อมถอ่ มตนต่อผู้ใหญ่จักเปน็ ผไู้ ดร้ ับการ
สรรเสรญิ ในปัจจุบันน้ีและอนาคตต่อ ๆ ไป ซง่ึ ข้อคิดเหล่าน้ีสามารถนำไปประพฤตปิ ฏิบตั ิในชีวติ ประจำวนั ได้
2. ตัวชีว้ ดั ชั้นปี
วเิ คราะห์และประพฤตติ นตามแบบอย่างการดำเนินชวี ิตและขอ้ คิดจากประวตั สิ าวก ชาดก เร่อื งเล่า
และศาสนกิ ชนตวั อย่างตามที่กำหนด (ส 1.1 ม. 1/4)
3. จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้
1. อธบิ ายเรอ่ื งราวเกีย่ วกับอัมพชาดกและติตติรชาดกได้ (K)
2. เหน็ คณุ คา่ ในการศึกษาของอมั พชาดกและตติ ติรชาดก (A)
3. วเิ คราะหข์ ้อคิดจากอัมพชาดกและติตตริ ชาดก และนำข้อคดิ ดงั กลา่ วไปประยุกต์ใช้ในชวี ติ
ประจำวัน (P)
4. การวดั และประเมินผลการเรยี นรู้
ดา้ นคณุ ธรรม จรยิ ธรรม
ด้านความรู้ (K) และค่านยิ ม (A) ดา้ นทกั ษะ/กระบวนการ (P)
1. ทดสอบหลังเรยี น • ประเมินพฤติกรรมในการ • ประเมนิ พฤติกรรมในการ
ทำงานเปน็ รายบุคคลหรอื เป็น
2. ซักถามความรู้เรื่อง อัมพ ทำงานเปน็ รายบุคคลในด้าน กลุ่มในดา้ นการสอ่ื สาร
การคิด การแก้ปญั หา ฯลฯ
ชาดก และตติ ตริ ชาดก ความซอ่ื สัตย์สจุ รติ ความมี
3. ตรวจผลงาน/กจิ กรรม เป็น วนิ ยั ความใฝ่เรียนรู้ ความมี
รายบคุ คลหรือเป็นกลมุ่ เหตุผล ฯลฯ
5. สาระการเรียนรู้
ชาดก
1. อมั พชาดก
2. ตติ ติรชาดก
6. กระบวนการจัดการเรยี นรู้
ช่วั โมงท่ี ๑๐
ขน้ั ที่ 1 นำเข้าส่บู ทเรียน
1. ครูสร้างบรรยากาศและสิง่ แวดล้อมในการเรียนรูเ้ พื่อให้เกิดความศรัทธาเล่อื มใสในพระรัตนตรัย
ท่เี หมาะสม เช่น จัดนงั่ เรยี นแบบตัว U นำนักเรยี นไปเรียนที่ห้องประชมุ ห้องจริยธรรม สนามหญ้าใตร้ ม่ ไม้ ก่อน
เรยี นให้นกั เรยี นสวดมนต์ไหว้ พระนั่งสมาธิ และแผ่เมตตา
2. ครแู จ้งตวั ชวี้ ัดชน้ั ปีและจดุ ประสงค์การเรยี นรู้ใหน้ ักเรียนทราบ
3. ครูซกั ถามนักเรียนวา่ เคยฟงั นทิ านเก่ยี วกับอดีตชาตขิ องพระพุทธเจา้ บ้างหรือไม่ ใหน้ ักเรียนร่วมกนั
แสดงความคดิ เหน็
4. ครสู นทนากบั นักเรียนเพอ่ื ใหไ้ ด้ข้อสรปุ วา่ พระพุทธเจา้ กวา่ จะตรสั ร้เู ป็นพระพุทธเจ้าได้นน้ั
พระองค์ต้องบำเพ็ญเพียรตัง้ หลายรอ้ ยชาติ ซ่ึงเราเรยี กเร่ืองราวท่มี คี วามเก่ยี วขอ้ งกับพระพทุ ธเจา้ ใน
ชาตติ า่ ง ๆ วา่ ชาดก ชาดกมีหลายเรอื่ ง ในพระไตรปิฎกระบุไวม้ มี ากกว่า 500 เรอ่ื ง สำหรบั ในช้นั น้ี
กำหนดให้ศึกษา 2 เรอื่ ง คือ อมั พชาดกและตติ ตริ ชาดก
ขน้ั ที่ 2 กิจกรรมการเรียนรู้ (ครูจดั การเรียนรู้โดยใช้เทคนิคเล่าเรอื่ งรอบวง)
5. ครใู หน้ ักเรียนแบ่งกลมุ่ กลุ่มละ 4 คน โดยสมาชกิ แตล่ ะคนมีหมายเลข 1, 2, 3 และ 4
6. ครแู จ้งประเดน็ ทีจ่ ะศึกษาให้แต่ละกล่มุ ทราบ ได้แก่
1) พระพทุ ธเจา้ ตรสั เลา่ อัมพชาดกโดยทรงปรารภเร่ืองใด
2) ตัวละครทสี่ ำคญั ในอัมพชาดกมใี ครบ้าง
3) ตวั ละครใดบ้างควรเอาเป็นแบบอยา่ งและไม่ควรเอาเป็นแบบอย่าง เพราะเหตุใด
4) การศกึ ษาอมั พชาดกได้ข้อคดิ อะไรบา้ งทส่ี ามารถนำไปประยกุ ต์ใชใ้ นชวี ติ ประจำวันได้
7. ครใู ห้สมาชิกภายในกลุ่มจับค่กู นั เล่าเร่ืองราวในอัมพชาดกทศี่ ึกษาโดยใชเ้ วลาเทา่ ๆ กนั ตามลำดับ
ขั้นตอนต่อไปนี้
ขั้นที่ 1 สมาชิกหมายเลข 1จับคู่กับหมายเลข 2 และหมายเลข 3 จบั คกู่ ับหมายเลข 4 โดยหมายเลข
1 และ 3 เป็นผ้เู ลา่ สว่ นหมายเลข 2 และ 4 เป็นผฟู้ ัง
ขน้ั ท่ี 2 เปล่ยี นผ้เู ลา่ และผู้ฟัง โดยสมาชิกหมายเลข 2 และ 4 เปน็ ผ้เู ลา่ สว่ นหมายเลข 1 และ 3
เป็นผู้ฟัง
ขน้ั ท่ี 3 รวมกลมุ่ กันให้แตล่ ะคนผลดั กนั เลา่ ให้สมาชกิ ภายในกล่มุ ฟงั โดยเรม่ิ จากหมายเลข 1, 2, 3
และ 4 ตามลำดบั
8. ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปเก่ียวกับชาดกเร่ือง อัมพชาดก โดยครเู ขยี นข้อสรุปลงบนกระดานดำ ให้
นกั เรยี นเขียนบันทึกลงในสมุด
ชว่ั โมงที่ 1๑
9. ครใู หน้ กั เรียนกลมุ่ เดิมร่วมกันศึกษาตติ ตริ ชาดก โดยครูแจง้ ประเดน็ ทจ่ี ะศึกษาให้แต่ละกลุ่มทราบ
ได้แก่
1) พระพทุ ธเจา้ ตรัสเล่าติตติรชาดกโดยทรงปรารภเร่ืองใด
2) ตวั ละครท่ีสำคญั ในติตติรชาดกมีใครบ้าง
3) ตัวละครใดบ้างควรเอาเป็นแบบอยา่ งและไม่ควรเอาเป็นแบบอย่าง เพราะเหตุใด
4) การศกึ ษาตติ ติรชาดกได้ข้อคิดอะไรบา้ งทสี่ ามารถนำไปประยุกตใ์ ชใ้ นชวี ิตประจำวนั ได้
10. ครูให้สมาชกิ ภายในกลมุ่ จับคกู่ ันเล่าเร่ืองราวในชาดกท่ศี ึกษาโดยใช้เวลาเท่า ๆ กนั ตามลำดบั ข้นั ตอน
ต่อไปนี้
ข้นั ท่ี 1 สมาชกิ หมายเลข 1จบั คกู่ บั หมายเลข 2 และหมายเลข 3 จับคกู่ บั หมายเลข 4 โดยหมายเลข
1 และ 3 เปน็ ผเู้ ล่า ส่วนหมายเลข 2 และ 4 เปน็ ผฟู้ ัง
ข้ันท่ี 2 เปลีย่ นผูเ้ ลา่ และผู้ฟัง โดยสมาชิกหมายเลข 2 และ 4 เป็นผเู้ ลา่ สว่ นหมายเลข 1 และ 3
เป็นผู้ฟัง
ข้ันท่ี 3 รวมกลุม่ กันให้แตล่ ะคนผลดั กนั เลา่ ให้สมาชิกภายในกลุม่ ฟัง โดยเรมิ่ จากหมายเลข 1, 2, 3
และ 4 ตามลำดับ
11. ครูซักถามนักเรยี นตามประเด็นท่ีศึกษาโดยสมุ่ หมายเลขประจำตวั สมาชกิ ในกลมุ่ เปน็ ผตู้ อบปัญหา
จากนั้นครใู ห้นักเรยี นชว่ ยกันสืบคน้ หรอื สำรวจขอ้ มูลว่า ประเทศสมาชกิ อาเซียนที่นบั ถอื ศาสนา
อืน่ ๆ เช่น ศาสนาอสิ ลาม ครสิ ต์ศาสนา มเี รื่องราวที่มีลักษณะคลา้ ยกบั ชาดกของพระพุทธศาสนาหรือไม่
รวบรวมขอ้ มลู ไว้สำหรับจดั ปา้ ยนเิ ทศร่วมกนั ในชั้นเรียน
12. ครูและนักเรยี นรว่ มกนั สรปุ เกีย่ วกบั ชาดกเรื่อง ติตติรชาดก โดยครเู ขยี นขอ้ สรปุ ลงบนกระดานดำ
ใหน้ กั เรียนเขยี นบันทึกลงในสมุด
13. ครปู ระเมนิ ผลนักเรียนแตล่ ะกลมุ่ และให้กำลงั ใจดว้ ยการช่ืนชมนักเรยี นท่ตี อบปญั หาได้ถูกต้อง
14. ครใู หน้ ักเรยี นทำใบงานท่ี 4 เรอ่ื ง ข้อคิดจากชาดก
15. ในขณะปฏิบัตกิ ิจกรรมของนักเรยี น ให้ครูสังเกตพฤติกรรมในการทำงานและการนำเสนผลงานของ
นกั เรียนตามแบบประเมนิ พฤติกรรมในการทำงานเป็นรายบุคคลหรือเป็นกลมุ่
ขัน้ ท่ี 3 ฝึกฝนผเู้ รียน
16. ครใู ห้นักเรียนทำกิจกรรมที่เก่ียวกบั อัมพชาดกและติตติรชาดก ในแบบฝึกทักษะ รายวชิ าพื้นฐาน
พระพุทธศาสนา ม. แลว้ ช่วยกันเฉลยคำตอบที่ถูกต้อง
ขนั้ ท่ี 4 นำไปใช้
17. ครูแนะนำใหน้ ักเรียนนำขอ้ คิดหรือคุณธรรมที่ไดจ้ าการเรียนรเู้ รอ่ื ง อมั พชาดกและติตติรชาดก
ไปปฏบิ ัติหรือประยุกต์ใช้ในชีวติ ประจำวัน พร้อมท้ังสังเกตและบนั ทึกผลการปฏบิ ัติ
18. นักเรยี นนำขอ้ คดิ หรือคุณธรรมทไี่ ดจ้ ากการเรียนชาดกและจากการปฏิบัตติ นไปแนะนำผอู้ นื่ ให้
เขา้ ใจและปฏบิ ัตติ ามในทางที่ถกู ต้อง
ขนั้ ท่ี 5 สรปุ
19. ครแู ละนักเรียนรว่ มกนั สรปุ สาระสำคัญและข้อคิดหรือคตเิ ตอื นใจที่ดจ้ ากการศกึ ษาเรอ่ื ง อัมพชาดกและ
ตติ ตริ ชาดก โดยให้นักเรยี นสรปุ ลงในแบบบันทึกความรู้
20. ครูให้นกั เรยี นทำแบบทดสอบหลงั เรียนและชว่ ยกันเฉลยคำตอบท่ถี ูกตอ้ ง
21. ครใู หน้ กั เรยี นทำแบบทดสอบการวัดและประเมินผลการเรยี นรู้ ประจำหนว่ ยการเรยี นร้ทู ่ี 1 ใน
แบบฝึกทกั ษะ รายวชิ าพืน้ ฐาน พระพทุ ธศาสนา ม. 1 ของบรษิ ทั สำนักพมิ พ์วัฒนาพานิช จำกัด เพื่อ
ประเมนิ ผลการเรียนรู้ดา้ นความรู้ ดา้ นคณุ ธรรม จริยธรรม และคา่ นยิ ม และดา้ นทกั ษะ/กระบวนการของ
นกั เรยี น
22. ครมู อบหมายใหน้ ักเรยี นอ่านเนื้อหาในหน่วยการเรียนร้ทู ่ี 2 พระธรรม เรือ่ ง พระรัตนตรัย แล้ว
สรุปสาระสำคัญเปน็ แผนท่ีความคดิ เป็นการบ้านเพ่ือเตรียมจัดการเรยี นรู้ในครง้ั ตอ่ ไป
7. กจิ กรรมเสนอแนะ
1. ครูแบง่ นักเรยี นออกเป็น 2 กลุ่ม โดยใหก้ ล่มุ ท่ี 1 แสดงนิทานชาดกเร่อื ง อัมพชาดก และกลมุ่ ท่ี 2
แสดงเร่อื ง ตติ ติรชาดก ให้เพื่อน ๆ ชว่ ยกนั ประเมนิ ผล
2. ครใู หน้ กั เรียนร่วมกนั จดั ป้ายนเิ ทศเก่ยี วกบั ชาดก เพื่อเผยแพร่ความรู้และคุณธรรมจากชาดกให้คนอื่น
ได้รแู้ ละนำไปปฏิบตั ิ
8. สอ่ื /แหลง่ การเรยี นรู้
1. แบบทดสอบหลังเรยี น
2. ใบงาน เร่ือง ชาดก
3. แบบประเมนิ พฤติกรรมในการทำงานเปน็ รายบุคคลหรือเป็นกลมุ่
4. หนงั สอื เรียน รายวิชาพนื้ ฐาน พระพทุ ธศาสนา ม.1
5. สอื่ การเรยี นรู้ PowerPoint รายวิชาพ้ืนฐาน พระพทุ ธศาสนา ม.1
6. คมู่ ือการสอน พระพุทธศาสนา ม.1
แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ ๕
กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ สงั คมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชน้ั มธั ยมศึกษาปีท่ี 1
รายวิชา ศาสนา ศลี ธรรม จริยธรรม ส 21101 ภาคเรยี นที่ 1 ปีการศกึ ษา 2565
หนว่ ยการเรียนรู้ท่ี ๓ หน้าที่ชาวพุทธและมารยาทชาวพุทธ เวลา ๓ ชั่วโมง
เรอื่ ง หนา้ ท่ชี าวพุทธ เวลา 2 ช่ัวโมง
ผู้สอน นางสาวนพวรรณ ศรีบานชื่น วันที่ ……… เดอื น …………………. พ.ศ. ……………
1. สาระสำคัญ
การบำเพ็ญประโยชนแ์ ละการบำรุงรกั ษาวัด การปฏิบัติตนท่ีเหมาะสมตอ่ เพื่อนตามหลักพระพุทธ-
ศาสนา และการปฏบิ ตั ิตนทเ่ี หมาะสมต่อศาสนิกชนของศาสนาต่าง ๆ เปน็ หน้าที่ทีช่ าวพุทธควรปฏบิ ัตใิ ห้
ถูกต้องเหมาะสมเพือ่ ความเจริญม่ันคงและดำรงอยู่ต่อไปของพระพทุ ธศาสนา
2. ตัวช้ีวัดช้นั ปี
1. วิเคราะห์เหตผุ ลความจำเปน็ ที่ทุกคนต้องศกึ ษาเรยี นรศู้ าสนาอ่ืน ๆ (ส 1.1 ม. 1/9)
2. ปฏบิ ัติตนต่อศาสนิกชนอืน่ ในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อยา่ งเหมาะสม (ส 1.1 ม. 1/10)
3. บำเพ็ญประโยชน์ต่อศาสนสถานของศาสนาที่ตนนับถือ (ส 1.2 ม. 1/1)
4. ปฏบิ ตั ิตนอย่างเหมาะสมต่อบุคคลตา่ ง ๆ ตามหลักศาสนาท่ตี นนับถือตามท่ีกำหนด (ส 1.2 ม. 1/3)
5. วเิ คราะห์การกระทำของบุคคลที่เปน็ แบบอย่างด้านศาสนสัมพนั ธ์ และนำเสนอแนวทางการปฏิบตั ิของ
ตนเอง (ส 1.1 ม. 1/11)
3. จดุ ประสงค์การเรียนรู้
1. อธบิ ายความสำคญั ของวดั และวิธีบำเพ็ญตนใหเ้ ปน็ ประโยชนต์ ่อวดั และการบำรุงรกั ษาวัด
ท่ถี ูกต้องได้ (K)
2. อธิบายลักษณะและวธิ ีปฏิบัติตนท่เี หมาะสมต่อเพ่ือนตามหลกั พระพุทธศาสนาได้ (K)
3. วเิ คราะห์เหตุผลและความจำเป็นทีต่ อ้ งศึกษาเรียนรู้ศาสนาอื่น ๆ (A, P)
4. อธบิ ายวิธีปฏบิ ตั ิตนทเ่ี หมาะสมต่อศาสนกิ ชนอนื่ ในสถานการณ์ตา่ ง ๆ ได้อย่างถูกตอ้ ง (K)
4. การวดั และประเมินผลการเรยี นรู้
ด้านนความรู้ (K) ด้านคณุ ธรรม จรยิ ธรรม ด้านทกั ษะ/กระบวนการ
และค่านิยม (A) (P)
1. ทดสอบกอ่ นเรยี น
2. ซกั ถามความรเู้ ร่ือง หน้าที่ • ประเมินพฤติกรรมในการ • ประเมินพฤตกิ รรมในการ
ทำงานเป็นรายบุคคลในดา้ น ทำงานเปน็ รายบุคคลหรือ
ชาวพุทธ ความซ่ือสัตยส์ ุจรติ ความมี เปน็ กลมุ่ ในด้านการสื่อสาร
3. ตรวจผลงาน/กจิ กรรม วนิ ยั ความใฝ่เรียนรู้ ความมี การคดิ การแก้ปญั หา ฯลฯ
เปน็ รายบคุ คลหรอื เปน็ กลุ่ม
เหตผุ ล ฯลฯ
5.สาระการเรยี นรู้
• หนา้ ที่ชาวพุทธ
1. การบำเพญ็ ประโยชนแ์ ละการบำรุงรักษาวัด
2. การปฏบิ ัติตนทีเ่ หมาะสมตอ่ เพ่อื นตามหลักพระพทุ ธศาสนา
3. การปฏบิ ตั ิตนทเี่ หมาะสมตอ่ ศาสนิกชนของศาสนาต่าง ๆ
6. กระบวนการจัดการเรียนรู้
ข้ันท่ี 1 นำเขา้ สูบ่ ทเรียน
ชว่ั โมงท่ี ๑๒
1. ครูสร้างบรรยากาศและส่ิงแวดล้อมในการเรยี นร้เู พื่อใหเ้ กดิ ศรทั ธาเล่ือมใสในพระรัตนตรยั ที่
เหมาะสม เชน่ จัดน่ังแบบตวั U นำนักเรยี นไปเรียนท่ีหอ้ งประชมุ ห้องจริยธรรม สนามหญ้าใตร้ ่มไม้
ก่อนเรยี นให้นักเรียนสวดมนต์ไหว้พระ น่ังสมาธิ และแผเ่ มตตา
2. ครูใหน้ ักเรยี นทำแบบทดสอบก่อนเรียน โดยแจกแบบทดสอบให้นักเรยี นทุกคน และใหน้ กั เรยี นทำ
แบบทดสอบ โดยเขยี นเครอื่ งหมาย ทับตัวอกั ษร (ก–ง) หนา้ คำตอบที่ถูกต้องทีส่ ดุ เพยี งคำตอบเดียว
จากน้นั ตรวจใหค้ ะแนน แต่ยงั ไม่เฉลยคำตอบ
3. ครแู จง้ ตวั ช้วี ดั ช้นั ปีและจดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้ใหน้ ักเรยี นทราบ
4. ครนู ำภาพเกยี่ วกับการปฏิบตั ิหนา้ ที่ชาวพุทธในด้านต่าง ๆ มาให้นักเรยี นดู เช่น ภาพชาวพุทธ
กำลังฟงั พระแสดงธรรมเทศนา (หนา้ ท่ดี ้านการศึกษาหาความรเู้ กี่ยวกบั หลกั ธรรมและพธิ ีกรรมทาง
พระพุทธศาสนา) ภาพชาวพทุ ธกำลงั น่ังฝึกสมาธิ (หนา้ ทด่ี ้านการปฏบิ ตั ติ ามหลกั ธรรมและพธิ ีกรรมทาง
ศาสนา) ภาพชาวพุทธกำลงั พูดอภิปรายธรรม (หนา้ ท่ดี า้ นการเผยแผ่พระพุทธศาสนา) ภาพชาวพทุ ธยืน่
หนงั สือประท้วงกรณีมผี ู้ดูหม่ินพระพทุ ธศาสนา (หน้าท่ีด้านการปกป้องและคุ้มครองพระพุทธศาสนา)
5. ครูสุ่มเลอื กนกั เรยี น 4 คน ออกมาอธบิ ายให้เพ่ือนฟงั ถงึ หนา้ ทขี่ องชาวพทุ ธในภาพว่าชาวพุทธ
กำลงั ทำอะไร และเปน็ การทำหน้าทดี่ า้ นใดของชาวพุทธ
6. ครูกล่าวชมเชยนกั เรียน จากน้ันสรปุ หนา้ ทีห่ ลัก ๆ ของชาวพุทธ 4 ประการ ไดแ้ ก่ หนา้ ทดี่ า้ น
การศึกษาหาความรเู้ กี่ยวกับหลักธรรมและพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนา หนา้ ทดี่ ้านปฏบิ ัติตามหลักธรรม
และพิธีกรรมทางศาสนา หน้าทีด่ า้ นเผยแผ่พระพุทธศาสนา และหน้าทด่ี า้ นปกป้องและคมุ้ ครอง
พระพุทธศาสนา และชี้แจงให้นักเรียนทราบวา่ นอกจากหน้าที่หลัก ๆ ดงั กล่าวน้ีแลว้ ชาวพุทธยังมหี น้า
ทีย่ อ่ ย ๆ อื่นอีกท่คี วรศึกษาให้เขา้ ใจและปฏบิ ัติตนถูกต้อง เชน่ การบำเพ็ญประโยชนแ์ ละการบำรงุ รักษา
วัด การปฏิบัติตนทเ่ี หมาะสมตอ่ เพื่อนตามหลักพระพุทธศาสนา การปฏิบตั ติ นท่ีเหมาะสมต่อศาสนิกชน
ของศาสนาตา่ ง ๆ
ขนั้ ที่ 2 กิจกรรมการเรียนรู้
หน้าท่ีชาวพุทธ: การบำเพ็ญประโยชน์และการบำรงุ รักษาวดั และการปฏบิ ัติตนที่เหมาะสมตอ่
เพื่อนตามหลกั พระพุทธศาสนา
7. ครูสุ่มเลือกนกั เรยี นให้ออกมาแสดงความคดิ เห็นเกีย่ วกับเรอ่ื งที่ไดร้ ับมอบหมายให้ไปอ่านและสรุปใน
ช่วั โมงทแี่ ล้ว ให้เพอื่ น ๆ ฟงั โดยครสู รปุ ความคดิ เห็นของนักเรียนและให้คำแนะนำหรือความรเู้ พิ่มเติม
8. ครใู หน้ ักเรยี นแบง่ กลุ่ม กลุ่มละ 6–8 คน โดยวธิ ีนับหมายเลข เลือกเฉพาะเจาะจง หรือจบั สลาก
แล้วแต่ความเหมาะสม ใหแ้ ต่ละกลมุ่ สง่ ตัวแทนออกมาจบั สลากเลอื กประเดน็ การอภิปรายท่คี รูได้
กำหนดไว้ ได้แก่
1) วดั มีความสำคญั อยา่ งไร
2) จะปฏิบัตติ นอย่างไรจึงจะไดช้ ือ่ วา่ บำเพ็ญประโยชน์และบำรงุ รกั ษาวดั
3) เพอื่ นแทแ้ ละเพื่อนเทียมมีลักษณะตา่ งกนั อย่างไร
4) อยากได้เพื่อนแท้เป็นเพือ่ นต้องทำอยา่ งไร
9. ครใู หน้ กั เรยี นแต่ละกลุม่ ศึกษาคน้ ควา้ หาข้อมูลเพิ่มเติมเกยี่ วกับประเดน็ การอภปิ รายจากสื่อ
และแหล่งการเรียนรู้ตา่ ง ๆ เชน่ เอกสารความรู้ อินเทอรเ์ น็ต สอบถามผูร้ ู้
10. หลังจากไดข้ อ้ มลู เพยี งพอแลว้ ครูใหน้ ักเรียนมารวมกลุ่มกนั ท่หี อ้ งประชมุ หรือสนามหญา้ ใต้
ต้นไม้ นง่ั แยกเป็นกลุ่มคร่งึ วงกลม แตล่ ะกลมุ่ นงั่ ห่างกันพอสมควร แต่ละกลุ่มเลือกประธาน เลขานกุ าร
จดบันทกึ และผนู้ ำการอภิปราย
11. ครแู จ้งวัตถุประสงค์การอภปิ ราย กฎ กติกา และเวลาในการอภปิ ราย จากน้ันใหแ้ ต่ละกลุ่ม
ดำเนนิ การอภปิ รายตามประเดน็ ท่จี บั สลากได้และตามเวลาทก่ี ำหนด โดยครคู อยเปน็ ผู้ดแู ลและให้
คำแนะนำในการอภิปรายใหด้ ำเนนิ ไปด้วยความเรยี บร้อย
12. แตล่ ะกลุ่มสรปุ และบันทึกผลการอภปิ ราย พร้อมทั้งเตรยี มตัวนำเสนอผลการอภิปรายใน
รปู แบบที่หลากหลาย เชน่ ภาพประกอบ แผน่ ใส วีดทิ ัศน์ PowerPoint ในชว่ั โมงต่อไป
13. แตล่ ะกลุม่ ส่งตวั แทนนำเสนอผลการอภิปราย กลุ่มละ 10 นาที พร้อมเปิดโอกาสใหเ้ พอื่ น
นักเรยี นกลมุ่ อนื่ ซักถามและวิจารณผ์ ลงาน
14. ครูอธบิ ายให้นกั เรียนฟังว่า การบำเพญ็ ประโยชน์และการบำรงุ รักษาวดั หรือศาสนสถานของศาสนา
ต่าง ๆ ดว้ ยการบรจิ าคทรัพย์สนิ เงินทอง เปน็ ค่าก่อสรา้ ง ค่าบำรุงรกั ษาวดั หรือศาสนสถานเปน็ การปฏิบตั ติ นใน
ฐานะเป็นศาสนิกชนที่ดขี องศาสนา และยังเป็นการชว่ ยสบื ทอดศาสนาดว้ ย จากนนั้ ซักถามนกั เรยี นวา่ นกั เรียน
จะนำหลักปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี งมาประยุกต์ใช้กับการบริจาคทรัพย์สินเงนิ ทองในกรณนี ้อี ย่างไร โดยให้
นกั เรียนชว่ ยกนั ตอบ ครูเขียนบนกระดานดำ และให้นักเรยี นบนั ทึกลงในสมุด
15. ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปเนอื้ หาเกย่ี วกับหนา้ ทชี่ าวพุทธเรือ่ ง การบำเพญ็ ประโยชนแ์ ละการ
บำรงุ รกั ษาวดั และการปฏบิ ัติตนที่เหมาะสมต่อเพ่ือนตามหลกั พระพทุ ธศาสนา โดยครูเขียนข้อสรปุ ลงบน
กระดานดำให้นกั เรียนเขยี นบันทกึ ลงในสมุด
ช่วั โมงท่ี ๑๓
หนา้ ทช่ี าวพุทธ: การปฏบิ ตั ิตนท่ีเหมาะสมตอ่ ศาสนิกชนของศาสนาตา่ ง ๆ
16. ครูใหน้ ักเรียนส่งตัวแทนออกมาจับสลากเลือกประเด็นการอภิปรายท่คี รูไดก้ ำหนดไว้ ไดแ้ ก่
1) ทำไมต้องปฏบิ ตั ิต่อศาสนกิ ชนของศาสนาอนื่ ให้ถูกต้องเหมาะสม
2) เมอ่ื อยู่ร่วมกับศาสนกิ ชนของศาสนาอืน่ ๆ ควรปฏบิ ตั ติ นอยา่ งไร
17. ครูให้นกั เรยี นแตล่ ะกลุ่มศึกษาคน้ คว้าหาขอ้ มลู เพ่ิมเตมิ เกีย่ วกบั ประเดน็ การอภิปรายจากสื่อ
และแหล่งการเรียนรตู้ ่าง ๆ เชน่ เอกสารความรู้ อินเทอรเ์ น็ต สอบถามผู้รู้
18. หลงั จากไดข้ ้อมลู เพียงพอแล้ว ครใู หน้ ักเรียนมารวมกลมุ่ กนั ทหี่ ้องประชมุ หรอื สนามหญา้ ใต้
ต้นไม้ นงั่ แยกเป็นกลมุ่ ครง่ึ วงกลม แต่ละกลมุ่ นงั่ ห่างกนั พอสมควร แต่ละกลมุ่ เลือกประธาน เลขานกุ าร
จดบันทึก และผนู้ ำการอภปิ ราย
19. ครูแจ้งวัตถุประสงค์การอภิปราย กฎ กตกิ า และเวลาในการอภิปราย จากนนั้ ใหแ้ ต่ละกลุ่ม
ดำเนนิ การอภิปรายตามประเดน็ ที่จบั สลากไดแ้ ละตามเวลาที่กำหนด โดยครูคอยเปน็ ผู้ดูแลและให้
คำแนะนำในการอภิปรายใหด้ ำเนินไปดว้ ยความเรียบร้อย
20. แตล่ ะกลุ่มสรปุ และบนั ทึกผลการอภปิ ราย พร้อมทง้ั เตรียมตวั นำเสนอผลการอภิปรายใน
รปู แบบที่หลากหลาย เชน่ ภาพประกอบ แผน่ ใส วีดิทัศน์ PowerPoint ในช่วั โมงตอ่ ไป
21. แตล่ ะกล่มุ สง่ ตวั แทนนำเสนอผลการอภปิ ราย กลุ่มละ 10 นาที พรอ้ มเปดิ โอกาสให้เพอ่ื น
นักเรยี นกลมุ่ อื่นซักถามและวจิ ารณ์ผลงาน
22. ครูให้นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นว่า ถ้ามีโอกาสไปทัศนศึกษาในประเทศสมาชิกอาเซียน
นักเรียนจะปฏิบตั ิตนที่เหมาะสมต่อศาสนสถานและศาสนบุคคลของศาสนาอื่น ๆ อย่างไร จากนั้นครูสรุปเป็น
ข้อ ๆ เขยี นบนกระดานดำ แลว้ ให้นักเรยี นบันทกึ ลงในสมุด
23. ครแู ละนกั เรียนรว่ มกันสรุปเน้อื หาเก่ยี วกับเก่ยี วกบั หน้าทช่ี าวพทุ ธเรื่อง การปฏิบตั ติ นที่เหมาะสม
ต่อศาสนิกชนของศาสนาตา่ ง ๆ โดยครเู ขยี นข้อสรุปลงบนกระดานดำใหน้ ักเรียนเขียนบนั ทึกลงในสมุด
24. ในขณะปฏิบตั ิกิจกรรมของนักเรียน ครคู อยให้คำแนะนำ คำติ–ชม และสงั เกตพฤติกรรมการทำงานและ
การนำเสนอผลงานของนกั เรียนตามแบบประเมินพฤตกิ รรมในการทำงานเป็นรายบุคคลและเปน็ กลุ่ม
25. เม่อื นำเสนอผลงานครบทกุ กลุ่มแลว้ ครแู ละนกั เรยี นร่วมกันสรุปความรู้ที่ได้รบั จากการอภิปราย
เก่ียวกับหน้าทช่ี าวพุทธ
ขั้นท่ี 3 ฝกึ ฝนผ้เู รยี น
26. ครใู ห้นกั เรียนทำใบงานที่ 1 เรื่อง การบำเพ็ญประโยชนแ์ ละการบำรุงรกั ษาวดั ใบงานที่ 2 เรื่อง
เพอ่ื นแท้หรอื เพ่ือนเทยี ม และใบงานที่ 3 เรือ่ ง การปฏิบัตติ นทเ่ี หมาะสมต่อศาสนกิ ชนของศาสนาตา่ ง ๆ และ
ช่วยกันเฉลยคำตอบท่ถี ูกตอ้ ง
27. ครใู หน้ ักเรยี นทำกจิ กรรมทเ่ี กี่ยวกบั หน้าทีช่ าวพทุ ธ ในแบบฝึกทักษะ รายวิชาพน้ื ฐาน
พระพุทธศาสนา ม. 1 ของบริษทั สำนกั พิมพว์ ฒั นาพานิช จำกดั แล้วชว่ ยกันเฉลยคำตอบทถ่ี กู ต้อง
ข้นั ที่ 4 นำไปใช้
28. ครูแนะนำให้นักเรียนนำความรู้เกี่ยวกับหน้าที่ชาวพุทธในเรื่อง การบำเพ็ญประโยชน์และการบำรุง รักษา
วดั การปฏิบัติตนที่เหมาะสมต่อเพ่ือนตามหลักพระพุทธศาสนา การปฏิบตั ิตนที่เหมาะสมต่อ ศาสนิกชน
ของศาสนาต่าง ๆ ไปปฏบิ ตั ิในชวี ติ ประจำวนั ให้เหมาะสมและสอดคลอ้ งกบั สถานการณ์
ข้นั ที่ 5 สรปุ
29. ครแู ละนกั เรียนรว่ มกันสรุปความรเู้ รื่อง หน้าทชี่ าวพุทธ โดยใหน้ ักเรยี นสรุปเป็นแผนท่ีความคิด
และตกแต่งให้สวยงาม
30. ครบู อกกับนักเรยี นว่า ชาวพุทธควรมีกริ ยิ าวาจาที่สุภาพเรียบร้อย งดงามทงั้ ทางกายและทางวาจา
แลว้ มอบหมายให้นักเรียนอ่านและสรปุ เน้อื หาเกยี่ วกบั มารยาทชาวพทุ ธ เป็นการบา้ นเพื่อเตรยี มจดั การเรยี นรู้
ในคร้งั ต่อไป
7. กิจกรรมเสนอแนะ
1. ครูนำนกั เรียนไปวัดในโอกาสตา่ ง ๆ เพือ่ ใหน้ กั เรยี นไดบ้ ำเพ็ญประโยชน์และบำรุงรกั ษาวัดใน
สถานการณจ์ ริง
2. ครูใหน้ ักเรียนเขียนเรียงความสน้ั ๆ เกี่ยวกับการคบเพ่อื น
3. ครใู ห้นกั เรียนสำรวจและสอบถามพ่อแม่ ผปู้ กครอง หรือผรู้ เู้ ก่ียวกับวธิ ีปฏิบตั ติ นท่ถี ูกตอ้ ง
เหมาะสมต่อศาสนิกชนของศาสนาตา่ ง ๆ
8. สอ่ื /แหลง่ การเรยี นรู้
1. แบบทดสอบก่อนเรยี น
2. ภาพเกยี่ วกับการปฏิบตั ิหน้าท่ชี าวพทุ ธในดา้ นตา่ ง ๆ เช่น ภาพชาวพุทธกำลงั ฟังพระแสดงธรรม
เทศนา (หน้าท่ีด้านการศึกษาหาความรู้เกย่ี วกบั หลักธรรมและพธิ ีกรรมทางพระพุทธศาสนา) ภาพชาวพทุ ธ
กำลังนั่งฝกึ สมาธิ (หนา้ ที่ดา้ นการปฏบิ ัตติ ามหลักธรรมและพธิ ีกรรมทางศาสนา) ภาพชาวพุทธกำลงั พูด
อภปิ รายธรรม (หน้าทีด่ า้ นการเผยแผ่พระพุทธศาสนา) ภาพชาวพุทธยื่นหนังสอื ประทว้ งกรณีมีผู้ดูหม่ิน
พระพุทธศาสนา (หนา้ ท่ดี ้านการปกป้องและคุ้มครองพระพทุ ธศาสนา)
3. ฉลากประเดน็ การอภปิ ราย
4. ใบงาน เรอ่ื ง การบำเพ็ญประโยชน์ตอ่ ศาสนสถาน
5. แบบประเมนิ พฤติกรรมในการทำงานเปน็ รายบุคคลหรือเปน็ กล่มุ
6. หนังสอื เรยี น รายวิชาพื้นฐาน พระพุทธศาสนา ม.1
7. สือ่ การเรยี นรู้ PowerPoint รายวชิ าพนื้ ฐาน พระพุทธศาสนา ม.1
8. ค่มู ือการสอน พระพทุ ธศาสนา ม.1
แผนการจดั การเรยี นรทู้ ี่ ๖
กล่มุ สาระการเรยี นรู้ สงั คมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 1
รายวชิ า ศาสนา ศลี ธรรม จรยิ ธรรม ส 21101 ภาคเรยี นที่ 1 ปกี ารศึกษา 2565
หน่วยการเรยี นร้ทู ่ี ๓ หนา้ ท่ีชาวพทุ ธและมารยาทชาวพุทธ เวลา ๓ ชั่วโมง
เรื่อง มารยาทชาวพทุ ธ เวลา 2 ชั่วโมง
ผู้สอน นางสาวนพวรรณ ศรบี านชน่ื วันที่ ……… เดือน …………………. พ.ศ. ……………
1. สาระสำคัญ
การเรียนรวู้ ถิ ชี ีวิตของพระสงฆ์ การเรยี นรบู้ ทบาทของพระสงฆ์ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา และ
การปฏิบัตติ นท่ีเหมาะสมในเรอื่ งการเขา้ พบพระสงฆ์ การแสดงความเคารพด้วยการประนมมือ การไหว้
การกราบ และการมีมารยาทในการฟงั เป็นมารยาทชาวพุทธทีค่ วรปฏบิ ตั ใิ หถ้ ูกต้อง ซึ่งจะทำให้อยรู่ ่วมกัน
อยา่ งมีความสขุ และสามารถสืบทอดเอกลักษณ์ที่ดงี ามเอาไว้ได้
2. ตัวชีว้ ดั ช้นั ปี
1. อธบิ ายจริยวตั รของสาวกเพอื่ เปน็ แบบอย่างในการประพฤติปฏบิ ตั ิตน และปฏิบตั ิตนอย่าง
เหมาะสมต่อสาวกของศาสนาท่ีตนนบั ถือ (ส 1.2 ม. 1/2)
2. ปฏิบตั ติ นอยา่ งเหมาะสมต่อบคุ คลต่าง ๆ ตามหลกั ศาสนาท่ตี นนับถือตามที่กำหนด
(ส 1.2 ม. 1/3)
3. จดุ ประสงค์การเรยี นรู้
1. เลา่ วถิ ชี วี ติ ของพระสงฆไ์ ด้ถูกต้อง (K, P)
2. อธบิ ายบทบาทของพระสงฆ์ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาได้ (K)
3. อธิบายวธิ ปี ฏบิ ัติตนและปฏิบตั ติ นไดอ้ ยา่ งถูกต้องเหมาะสมในเรอ่ื งการประนมมือ การไหว้
การกราบ (K, P)
4. มีมารยาทในการฟงั พระเจรญิ พระพทุ ธมนต์ การฟังพระสวดพระพุทธมนต์ การฟังพระสวด
พระอภธิ รรม และการฟังพระแสดงธรรมเทศนา (A, P)
4. การวดั และประเมินผลการเรียนรู้
ดา้ นคณุ ธรรม จรยิ ธรรม
ดา้ นความรู้ (K) และค่านิยม (A) ด้านทกั ษะ/กระบวนการ (P)
1. ซกั ถามความรู้เร่ือง • ประเมนิ พฤติกรรมในการ • ประเมนิ พฤติกรรมในการ
ทำงานเป็นรายบคุ คลและ
มารยาทชาวพุทธ ทำงานเป็นรายบคุ คลใน เปน็ กลุ่มในด้านการส่ือสาร
การคดิ การแก้ปญั หา ฯลฯ
2. ตรวจผลงาน/กิจกรรม ด้านความซื่อสัตย์สจุ รติ ความ
เป็นรายบุคคลหรือเป็กลุ่ม มีวนิ ยั ความใฝ่เรียนรู้ ความมี
เหตุผล ฯลฯ
5. สาระการเรียนรู้
• มารยาทชาวพทุ ธ
1. การเรียนรูว้ ิถีชีวติ ของพระสงฆ์
2. การเรยี นรบู้ ทบาทของพระสงฆ์ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา
3. การปฏิบตั ิตนทเี่ หมาะสม
6. กระบวนการจดั การเรียนรู้
ขั้นท่ี 1 นำเขา้ ส่บู ทเรยี น
ชวั่ โมงที่ 14
1. ครสู รา้ งบรรยากาศและสงิ่ แวดล้อมในการเรียนรูเ้ พ่ือให้เกดิ ศรัทธาเล่ือมใสในพระรตั นตรยั ท่ี
เหมาะสม เช่น จดั น่งั เรยี นเป็นตวั U นำนักเรียนไปเรยี นที่หอ้ งประชุม ห้องจรยิ ธรรม สนามหญ้าใต้ รม่ ไม้
ก่อนเรยี นให้นักเรยี นสวดมนต์ไหวพ้ ระ น่ังสมาธิ และแผเ่ มตตา
2. ครแู จ้งตวั ช้ีวดั ชัน้ ปีและจดุ ประสงค์การเรียนรใู้ หน้ กั เรยี นทราบ
3. ครใู หน้ ักเรียนดูวดี ทิ ศั นเ์ กี่ยวกับวถิ ีชวี ิตของพระสงฆ์ พร้อมอา่ นคำภาษาอังกฤษต่อไปน้ีให้
นักเรียนฟงั และใหน้ ักเรียนอ่านตาม (Sangha/Monk/Bhikkhu) จากนัน้ สนทนากับนกั เรียนในประเดน็
ต่าง ๆ เช่น
1) วีดทิ ศั นท์ น่ี กั เรียนดูเกยี่ วกับเรอ่ื งอะไร
2) นกั เรียนดแู ล้วรู้สกึ อยา่ งไร
3) นักเรยี นได้ความรู้อะไรบ้าง
4) ความรู้นั้นสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวนั ไดห้ รือไม่
4. ครูกลา่ วชมเชยนักเรียนที่ช่วยกนั ตอบคำถาม จากน้นั สรปุ การสนทนาและเชอ่ื มโยงไปสเู่ นื้อหา
ทจ่ี ะเรียน
ขน้ั ที่ 2 กจิ กรรมการเรยี นรู้
มารยาทชาวพุทธ: การเรยี นรู้วิถชี วี ิตของพระสงฆ์
5. ครูแจ้งเน้ือหาทีจ่ ะบรรยายให้นกั เรยี นทราบ
6. ครูสุม่ เลอื กนกั เรียนใหอ้ อกมาแสดงความคิดเหน็ เกย่ี วกับเรอ่ื งท่ไี ด้รับมอบหมายใหไ้ ปอา่ นและสรุปใน
ชั่วโมงทแี่ ลว้ ให้เพือ่ น ๆ ฟงั โดยครสู รุปความคดิ เห็นของนักเรยี นและให้คำแนะนำหรือความรเู้ พ่มิ เติม
7. ครูอธิบายรายละเอียดของเนื้อหาเรือ่ ง วิถชี ีวิต (Way of Life) ของพระสงฆ์ พรอ้ มสนทนาและ
ซกั ถามนักเรียนเป็นระยะ ๆ ประเดน็ คำถาม เช่น
1) อริยสงฆก์ บั สมมตสิ งฆ์ตา่ งกนั อยา่ งไร
2) ต้ังแตส่ มยั พุทธกาลมาจนถึงปัจจุบันการบวชในพระพุทธศาสนามมี าแล้วก่วี ิธี
3) การบวชของพระสงฆใ์ นปัจจุบนั ใช้วิธใี ด
4) ทำไมจึงเรยี กพระสงฆ์วา่ อนาคารกิ
5) กิจวตั รของพระสงฆ์มีอะไรบ้าง
6) นักเรียนเรยี นรู้เรื่องวถิ ชี ีวติ ของพระสงฆ์ นักเรียนไดป้ ระโยชนอ์ ะไร
ในขณะอธบิ ายนอกจากให้นกั เรยี นดูวีดิทศั นแ์ ล้ว ครูควรให้นักเรยี นดภู าพประกอบอื่น ๆ เชน่
ภาพพระอริยสงฆใ์ นสมยั พทุ ธกาล ภาพพระอรยิ สงฆใ์ นสมัยปจั จบุ ัน ภาพความเปน็ อย่ขู องพระสงฆ์ เพ่ือ
เปรียบเทยี บใหน้ ักเรียนเห็นถึงความแตกตา่ งวิถชี ีวิตของพระสงฆ์
8. เมือ่ อธบิ ายเน้อื หาครบทุกหัวข้อแล้ว ครูและนักเรยี นร่วมกนั สรปุ สาระสำคัญของเนื้อหาอีกครงั้
พร้อมเปดิ โอกาสใหน้ กั เรยี นซักถามขอ้ สงสัยต่าง ๆ
ช่ัวโมงที่ 15
มารยาทชาวพทุ ธ: บทบาทของพระสงฆใ์ นการเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนา
9. ครูทบทวนความรขู้ องนกั เรยี นเก่ียวกบั การเรยี นรวู้ ิถชี วี ิตของพระสงฆ์ จากนนั้ อธบิ ายรายละเอียดของ
เนื้อหาเรื่อง บทบาทของพระสงฆ์ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา (Buddhism) พร้อมสนทนาและซักถามนักเรียน
เปน็ ระยะ ๆ ประเด็นคำถาม เชน่
1) การแสดงธรรมหรือการเทศนก์ ับการปาฐกถาธรรมต่างกันอยา่ งไร
2) ระหวา่ งการแสดงธรรมหรือการเทศน์กบั การปาฐกถาธรรม นักเรยี นชอบวิธใี ดมากกว่ากัน
3) ทก่ี ล่าวว่า “พระสงฆแ์ สดงธรรมแกป่ ระชาชน ทา่ นจะมุ่งประโยชนม์ ากกวา่ อามิสสินจ้าง”
นกั เรียนมคี วามเห็นอย่างไรกับคำกล่าวน้ี
4) การเรยี นรเู้ ร่อื งบทบาทของพระสงฆ์ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนามีประโยชนอ์ ยา่ งไร
ในขณะอธบิ ายนอกจากให้นักเรียนดวู ดี ิทศั นแ์ ล้ว ครคู วรให้นกั เรียนดภู าพประกอบอื่น ๆ เช่น
ภาพพระสงฆแ์ สดงธรรมหรือเทศน์ภาพพระสงฆ์ปาฐกถาธรรม เพื่อเปรียบเทยี บให้นักเรยี นเห็นถงึ ความ
แตกตา่ งของกจิ กรรมในภาพ
10. เมอ่ื อธบิ ายเนือ้ หาครบทุกหัวขอ้ แล้ว ครแู ละนักเรยี นร่วมกนั สรุปสาระสำคญั ของเนื้อหาอีกคร้งั
พร้อมเปดิ โอกาสใหน้ ักเรยี นซักถามขอ้ สงสยั ตา่ ง ๆ
11. ครกู ล่าวชมเชยนกั เรยี นและใหน้ ักเรียนทำใบงานที่ 4 เรอื่ ง เรยี นรวู้ ถิ ีชวี ติ และบทบาทของ
พระสงฆใ์ นการเผยแผ่พระพทุ ธศาสนา แล้วช่วยกนั เฉลยคำตอบที่ถูกต้อง
12. ในขณะปฏิบตั ิกจิ กรรมของนักเรียน ครูคอยสังเกตพฤติกรรมการทำงานของนกั เรยี นตามแบบ
ประเมินพฤติกรรมในการทำงานเป็นรายบุคคล
13. ครูบอกกบั นักเรยี นว่า ชาวพุทธควรปฏิบัตติ นตอ่ พระสงฆ์ที่ดีงามทั้งทางกายและทางวาจาเพื่อความ
เป็นสิริมงคลตอ่ ตนเอง แล้วมอบหมายใหน้ ักเรียนไปอ่านและสรปุ เนอื้ หาเก่ียวกบั การปฏิบตั ติ นท่เี หมาะสมต่อ
พระสงฆ์ เป็นการบา้ นเพ่ือเตรียมจัดการเรยี นรูใ้ นครั้งต่อไป
ชัว่ โมงท่ี 16
มารยาทชาวพุทธ: การปฏิบัตติ นที่เหมาะสม
14. ครูสมุ่ เลอื กนักเรียนให้ออกมาแสดงความคดิ เห็นเก่ียวกับเรื่องทไ่ี ด้รบั มอบหมายให้ไปอ่านและสรปุ ใน
ชวั่ โมงทแี่ ล้ว ใหเ้ พ่ือน ๆ ฟัง โดยครสู รปุ ความคิดเหน็ ของนักเรยี นและให้คำแนะนำหรอื ความรเู้ พ่มิ เติม
15. ครใู ห้นักเรยี นอา่ นเนื้อหาเรอ่ื ง การเข้าพบพระสงฆ์ การแสดงความเคารพ และมารยาทใน
การฟัง จากนนั้ ใหน้ ักเรยี นสรุปสาระสำคญั ลงในแบบบนั ทึกความรู้ และทำใบงานท่ี 5 เรื่อง การเขา้ พบ
พระสงฆ์ แล้วชว่ ยกนั เฉลยคำตอบท่ีถกู ต้อง
16. ครูสนทนากับนักเรยี นเพื่อทบทวนความรู้เกยี่ วกับการแสดงความเคารพในเรื่อง การประนมมือ การ
ไหว้ และการกราบ
17. ครูให้นกั เรยี นแบ่งกลุ่ม กลุม่ ละ 6 คน จากนัน้ ครดู ำเนินการสาธิตการประนมมือ การไหว้ และ
การกราบพระรัตนตรยั ให้นกั เรยี นดูอย่างชา้ ๆ ประกอบการอธิบายอยา่ งชดั เจน
18. ครูใหน้ ักเรียนสรุปผลจากทไี่ ด้เหน็ ตามลำดบั ขั้นตอนต่าง ๆ จากการสาธิต เพ่ือประเมนิ ผลวา่
นักเรียนมีความเข้าใจในการเรยี นเร่อื งการประนมมือ การไหว้ และการกราบพระรตั นตรัยมากน้อยเพยี งใด
19. ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มฝกึ การประนมมือ การไหว้ และการกราบพระรัตนตรัย แล้วออกมา
สาธิตใหเ้ พอ่ื น ๆ ดู และผลัดกันประเมนิ ผลตามแบบประเมิน จากน้นั ครใู หน้ กั เรียนร่วมกันแสดงความคิดเหน็
วา่ เราสามารถนำมารยาทชาวพทุ ธทเ่ี กย่ี วกับการประนมมือ การไหว้ และการกราบไปปฏิบัติกับประชาชนใน
ประเทศสมาชกิ อาเซียนได้หรือไม่ อยา่ งไร สรุปและบนั ทึกผล
20. ในขณะปฏบิ ัตกิ ิจกรรมของนกั เรียน ครูคอยให้คำแนะนำ คำติ–ชม และสงั เกตพฤติกรรมการทำงาน
และการสาธิตของนักเรียนตามแบบประเมินพฤตกิ รรมในการทำงานเปน็ รายบุคคลหรอื เป็นกลุ่ม
21. เมอื่ สาธิตครบทกุ กล่มุ แล้ว ครูและนกั เรียนรว่ มกนั สรปุ ความสำคญั การนำไปใช้ และขั้นตอน
ของการประนมมือ การไหว้ และการกราบพระรตั นตรยั
ขั้นท่ี 3 ฝึกฝนผูเ้ รียน
22. ครใู ห้นกั เรยี นทำกิจกรรมที่เก่ียวกบั มารยาทชาวพุทธในเรอ่ื ง การประนมมือ การไหว้ การกราบ
และมารยาทในการฟัง ในแบบฝกึ ทกั ษะ รายวิชาพื้นฐาน พระพุทธศาสนา ม. 1 ของบรษิ ัท สำนักพมิ พว์ ัฒนา
พานิช จำกัด แล้วช่วยกันเฉลยคำตอบทถ่ี ูกต้อง
ข้นั ท่ี 4 นำไปใช้
23. ครแู นะนำให้นักเรยี นนำความร้เู ก่ยี วกับมารยาทชาวพุทธในเรือ่ ง การประนมมือ การไหว้ การกราบ
และมารยาทในการฟังไปประพฤติปฏิบตั ิในชีวิตประจำวนั ให้เกดิ ความเคยชินจนเปน็ นิสัย สามารถนำมาใช้ใน
สถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างถูกตอ้ งเหมาะสม
ขั้นท่ี 5 สรุป
24. ครแู ละนกั เรยี นร่วมกันสรปุ ความรู้เร่อื ง มารยาทชาวพุทธ โดยให้นักเรียนสรุปลงในแบบบนั ทึก
ความรู้ หรอื สรุปเป็นแผนท่ีความคดิ พรอ้ มตกแต่งใหส้ วยงาม
25. ครูบอกกับนักเรยี นว่า การจัดโตะ๊ หมู่บชู านยิ มจัดในงานศาสนพิธีและจัดไวใ้ นบ้านเรือนหรือสถานท่ี
ทำงาน เพื่อแสดงถงึ ความมีศรทั ธามน่ั คงในพระพุทธศาสนา แล้วมอบหมายใหน้ ักเรยี นอ่านและสรุปเน้อื หา
เกยี่ วกับการจดั โต๊ะหม่บู ูชาและเครื่องประกอบโต๊ะหมบู่ ูชา เป็นการบา้ นเพ่ือเตรียมจัดการเรียนรู้ในครง้ั ตอ่ ไป
7. กิจกรรมเสนอแนะ
1. ครนู ำนักเรียนไปวัดในโอกาสต่าง ๆ เพอื่ ใหน้ ักเรียนไดฝ้ ึกปฏิบตั ใิ นสถานการณจ์ รงิ
2. ครใู หน้ ักเรียนเขียนเรียงความสน้ั ๆ ในหวั ขอ้ “พระสงฆ์กบั บทบาททางสังคม”
8. สอ่ื /แหล่งการเรียนรู้
1. วดี ิทัศนเ์ กยี่ วกบั วิถชี วี ติ ของพระสงฆ์
2. ภาพวิถชี ีวิตของพระสงฆ์ เชน่ ภาพพระอริยสงฆใ์ นสมัยพทุ ธกาล ภาพพระอริยสงฆ์ในปัจจุบัน ภาพ
ความเปน็ อยู่ของพระสงฆ์
3. ภาพทเี่ กีย่ วกับบทบาทของพระสงฆ์ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา เชน่ ภาพพระสงฆ์แสดงธรรมหรือ
เทศน์ ภาพพระสงฆป์ าฐกถาธรรม
4. ใบงาน เรือ่ ง วิถีชีวติ และบทบาทพระภกิ ษุ
5. ใบงาน เรื่อง การแสดงความเคารพ
6. แบบประเมินพฤติกรรมในการทำงานเป็นรายบุคคล
7. แบบบนั ทึกความรู้
8. แบบประเมนิ ผลการฝกึ ปฏิบัตกิ ารประนมมือ การไหว้ และการกราบ
9. หนังสอื เรียน รายวิชาพน้ื ฐาน พระพทุ ธศาสนา ม.1
10. สอื่ การเรยี นรู้ PowerPoint รายวชิ าพ้นื ฐาน พระพุทธศาสนา ม.1
11. คู่มือการสอน พระพุทธศาสนา ม.1
แผนการจดั การเรยี นรูท้ ่ี ๗
กลุม่ สาระการเรยี นรู้ สังคมศกึ ษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
รายวชิ า ศาสนา ศลี ธรรม จรยิ ธรรม ส 21101 ภาคเรียนท่ี 1 ปีการศึกษา 2565
หนว่ ยการเรียนร้ทู ่ี ๔ วันสำคญั ทางพระพุทธศาสนาและศาสนพิธี เวลา ๕ ช่ัวโมง
เรื่อง ศาสนพธิ ี เวลา 2 ช่ัวโมง
ผ้สู อน นางสาวนพวรรณ ศรีบานช่นื วันท่ี ……… เดือน …………………. พ.ศ. ……………
1. สาระสำคญั
การจัดโตะ๊ หมบู่ ูชาและเครื่องประกอบโตะ๊ หมบู่ ชู า การจุดธปู เทียน และการอาราธนาตา่ ง ๆ เป็น
ศาสนพิธที ่ชี าวพทุ ธควรปฏิบัตใิ ห้ถูกต้องเพอ่ื แสดงออกถงึ ความมีศรทั ธาในพระรัตนตรยั และเพื่อรักษา
วฒั นธรรมและขนบธรรมเนยี มประเพณที ี่ดีงามของชาตเิ อาไว้
2. ตวั ชีว้ ดั ช้นั ปี
จดั กจิ กรรมและปฏิบัติตนในศาสนพิธี พธิ ีกรรมได้ถูกต้อง (ส 1.2 ม. 1/4)
3. จุดประสงค์การเรียนรู้
1. อธบิ ายวิธีการจัดและจดั โตะ๊ หมบู่ ชู าและเครือ่ งประกอบโต๊ะหมบู่ ูชาไดถ้ ูกตอ้ ง (K, P)
2. อธิบายวิธกี ารจดุ ธูปเทียนและจดุ ธูปเทียนไดถ้ ูกต้อง (K)
3. ฝกึ กลา่ วคำอาราธนาศีล อาราธนาธรรม และอาราธนาพระปรติ รได้ถกู ต้อง (P)
4. มคี วามตง้ั ใจในการฝึกกล่าวคำอาราธนาศลี อาราธนาธรรม และอาราธนาพระปริตร (A)
4. การวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรู้
ดา้ นคณุ ธรรม จริยธรรม
ด้านความรู้ (K) และคา่ นิยม (A) ด้านทกั ษะ/กระบวนการ (P)
1. ซักถามความรูเ้ ร่ือง ศาสน • ประเมินพฤตกิ รรมในการ • ประเมินพฤติกรรมในการ
พธิ ี
2. ตรวจผลงาน/กจิ กรรม ทำงานเปน็ รายบคุ คลใน ทำงานเป็นรายบคุ คลหรือ
เป็นรายบุคคลหรอื เป็น ดา้ น เปน็ กลมุ่ ในดา้ นการส่ือสาร
กลมุ่
ความซ่ือสตั ย์สจุ รติ ความมี การคดิ การแกป้ ญั หา ฯลฯ
วนิ ยั ความใฝ่เรยี นรู้ ความมี
เหตผุ ล ฯลฯ
5. สาระการเรียนรู้
• ศาสนพธิ ี
1. การจดั โต๊ะหม่บู ชู าและเครือ่ งประกอบโต๊ะหม่บู ชู า
2. การจดุ ธูปเทียน
3. การอาราธนาต่าง ๆ
6. กระบวนการจัดการเรยี นรู้
ขน้ั ท่ี 1 นำเข้าสบู่ ทเรียน
ชวั่ โมงท่ี ๑๗
1. ครูสรา้ งบรรยากาศและส่งิ แวดล้อมในการเรียนรู้เพื่อให้เกดิ ศรทั ธาเล่ือมใสในพระรตั นตรยั ที่
เหมาะสม เช่น จัดนกั เรียนน่ังแยกเปน็ กลุ่ม จัดน่ังเรยี นแบบตวั U นำนกั เรยี นไปเรยี นทหี่ ้องประชุม
หรอื ห้องจรยิ ธรรม สนามหญ้าใต้ร่มไม้ กอ่ นเรยี นใหน้ กั เรียนสวดมนตไ์ หว้พระ นัง่ สมาธิ และแผเ่ มตตา
2. ครแู จ้งตัวชวี้ ัดช้ันปแี ละจดุ ประสงคก์ ารเรยี นรใู้ ห้นักเรียนทราบ
3. ครูใหน้ กั เรียนดวู ดี ิทัศน์เกี่ยวกับการประกอบศาสนพธิ ีพธิ ใี ดพธิ หี น่งึ เช่น พธิ ีทำบญุ ขน้ึ บ้านใหม่
พธิ ีทำบญุ วนั เกดิ แล้วสนทนากบั นักเรียนในประเด็นต่าง ๆ เช่น
1) วดี ทิ ัศนท์ นี่ กั เรยี นดเู ก่ียวข้องกับศาสนพธิ ีอะไร
2) ศาสนพิธนี ั้นทำกันในโอกาสใด
3) ในศาสนพธิ นี น้ั มีกิจกรรมและข้นั ตอนท่สี ำคัญอะไรบ้าง
4) นกั เรียนเคยเข้าร่วมศาสนพธิ นี ้นั หรอื ไม่
4. ครกู ล่าวชมเชยนกั เรียนท่ีช่วยกันตอบคำถาม จากนน้ั สรปุ การสนทนาและเชือ่ มโยงไปสเู่ น้อื หา
ท่ีจะเรียน
ขน้ั ท่ี 2 กิจกรรมการเรียนรู้
ศาสนพิธี: การจดั โต๊ะหม่บู ูชาและเครือ่ งประกอบโต๊ะหมู่บูชา และการจุดธูปเทยี น
5. ครสู ่มุ เลอื กนกั เรยี นให้ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกบั เรอ่ื งทไ่ี ด้รับมอบหมายใหไ้ ปอา่ นและสรปุ ในชวั่ โมง
ที่แลว้ ให้เพอื่ น ๆ ฟัง โดยครูสรปุ ความคดิ เห็นของนักเรยี นและให้คำแนะนำหรือความรเู้ พ่มิ เตมิ
6. ครใู ห้นักเรยี นศึกษาเน้ือหาเรือ่ ง การจดั โต๊ะหมู่บชู าและเครอื่ งประกอบโต๊ะหมบู่ ชู า และการจุดธูป
เทียน
7. ครใู หน้ ักเรียนแบ่งกลมุ่ กลุ่มละ 4–6 คน แต่ละกลมุ่ เขยี นแผนทีค่ วามคิดเกี่ยวกบั การจัด
โต๊ะหมูแ่ บบหมู่ 4 แบบหมู่ 5 แบบหมู่ 7 และแบบหมู่ 9 ตกแตง่ แผนที่ความคิดให้สวยงาม
8. ครใู หน้ ักเรียนแตล่ ะกล่มุ ร่วมกันอภปิ รายในประเด็นต่อไปน้ี
1) จะจุดธูปเทยี นบนโตะ๊ หมู่บูชาอยา่ งไรให้ถกู วิธี
2) ถา้ เราจุดธูปเทยี นไมถ่ ูกวธิ ีจะมีผลอยา่ งไร
9. ครูใหน้ กั เรยี นแตล่ ะกลมุ่ ส่งตวั แทนออกมานำเสนอผลการอภปิ รายเรื่อง การจุดธปู เทียนและการ
อาราธนาตา่ ง ๆ
10. ครูใหน้ ักเรียนดภู าพการจัดโตะ๊ หม่บู ชู าแบบต่าง ๆ จากน้ันครูใหน้ กั เรียนแตล่ ะกลุม่ ฝึกจัดโต๊ะหมู่บูชา
แบบหมู่ 7 ซ่งึ เป็นแบบที่นยิ มจดั กนั มากในงานพิธตี ่าง ๆ ด้วยอปุ กรณแ์ ละเครื่องประกอบโต๊ะหมบู่ ชู าท่คี รูได้
เตรียมมา ครูแก้ไขข้อบกพร่องในการฝึกจัดของนักเรยี นแต่ละกลุ่ม พร้อมให้กำลังใจนกั เรียนทกุ คน
11. ครใู ห้นกั เรยี นฝกึ จดุ ธปู เทียนบชู าพระรตั นตรัยบนโตะ๊ หมูบ่ ูชา ครกู ล่าวชมเชยหากนักเรยี น
ปฏบิ ัตถิ กู ต้อง และหากบกพร่องครชู ่วยแก้ไขให้กำลงั ใจ
12. เมื่อนักเรียนฝกึ จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรยั บนโต๊ะหมู่บชู าเรียบร้อยแลว้ ครูและนักเรยี นร่วมกันสรปุ
สาระสำคญั ของเน้ือหาอกี คร้ังพรอ้ มเปดิ โอกาสใหน้ ักเรยี นซักถามข้อสงสยั ตา่ ง ๆ
13. ครูมอบหมายใหน้ ักเรียนศึกษาและฝึกกล่าวคำอาราธนาตา่ ง ๆ เปน็ การบา้ นเพ่ือจัดการเรยี นรู้ใน
ครงั้ ต่อไป
ช่วั โมงท่ี ๑๘
ศาสนพธิ ี: การอาราธนาต่าง ๆ
14. ครูทบทวนความรเู้ กย่ี วกับการจดั โต๊ะหมู่บชู าและเครื่องประกอบโตะ๊ หมู่บูชา และการจดุ ธปู เทียน จากนน้ั
ให้นักเรยี นแตล่ ะกลุ่ม (กล่มุ เดิม) รว่ มกนั อภปิ รายในประเด็นต่อไปนี้
1) การอาราธนาศีล การอาราธนาธรรม และการอาราธนาพระปริตรใช้ต่างกันอย่างไร
2) ในการประกอบศาสนพธิ ีตา่ ง ๆ ถ้าเราไมอ่ าราธนาศลี อาราธนาธรรม หรอื อาราธนาพระปรติ ร
จะได้หรือไม่ เพราะอะไร
15. ครูเปิดบทสวดอาราธนาศลี อาราธนาธรรม และอาราธนาพระปริตรจากเคร่ืองบันทึกเสียงให้
นักเรยี นฟงั
16. ครูใหน้ ักเรียนฝกึ กลา่ วคำอาราธนาศลี อาราธนาธรรม และอาราธนาพระปรติ รพร้อมกับครู
17. ครูใหน้ ักเรียนเขา้ กลมุ่ ฝึกกล่าวคำอาราธนาศลี อาราธนาธรรม และอาราธนาพระปริตร ครชู มเชย
กลมุ่ ทก่ี ล่าวไดถ้ ูกต้อง และให้กำลงั ใจกลมุ่ ท่ียงั มีขอ้ บกพร่อง พร้อมท้งั ชว่ ยแก้ไขข้อบกพร่องนั้น
18. ครใู ห้นักเรียนแต่ละกลุ่มฝกึ กล่าวคำอาราธนาศลี อาราธนาธรรม และอาราธนาพระปริตรให้
เพ่อื น ๆ ฟงั และผลดั กันประเมนิ ผลตามแบบประเมนิ
19. แตล่ ะกลุ่มปรับปรุงแกไ้ ขการกล่าวคำอาราธนาศลี อาราธนาธรรม และอาราธนาพระปริตรตาม
ผลการประเมนิ จากครูและเพ่ือน จากนั้นครมู อบหมายใหน้ ักเรียนไปสืบคน้ ข้อมูลเกีย่ วกบั ศาสนพิธีของศาสนา
ทนี่ บั ถอื กนั ในประเทศสมาชิกอาเซียน เช่น ศาสนาอิสลาม ครสิ ตศ์ าสนาว่ามีอะไรบ้าง สรุปและบนั ทึกผล แลว้
นำมาเลา่ สูก่ ันฟังหน้าชน้ั เรียน
20. ในขณะปฏบิ ัตกิ จิ กรรมของนกั เรยี น ครูคอยสงั เกตพฤตกิ รรมการทำงานของนักเรยี นตามแบบ
ประเมนิ พฤติกรรมในการทำงานเปน็ รายบุคคลหรือเปน็ กลุ่ม
21. เมื่อฝึกครบทุกกลุ่มแล้ว ครูและนักเรียนรว่ มกันสรุปความสำคญั การนำไปใช้ และข้ันตอน
การอาราธนาศลี การอาราธราธรรม และการอาราธนาพระปริตร
ขั้นท่ี 3 ฝึกฝนผู้เรยี น
22. ครใู ห้นกั เรียนทำกจิ กรรมท่เี ก่ียวกบั ศาสนพธิ ใี นเร่ือง การจัดโตะ๊ หมู่บูชาและเครื่องประกอบ
โตะ๊ หมู่บูชา การจุดธปู เทียน และการอาราธนาตา่ ง ๆ ในแบบฝกึ ทักษะ รายวิชาพื้นฐาน พระพทุ ธศาสนา ม. 1
ของบริษทั สำนักพมิ พว์ ฒั นาพานิช จำกัด แลว้ ช่วยกันเฉลยคำตอบทีถ่ ูกตอ้ ง
ขั้นที่ 4 นำไปใช้
23. ครูแนะนำใหน้ ักเรยี นนำความรเู้ กย่ี วกับศาสนพิธีในเร่ือง การจดั โต๊ะหมบู่ ชู าและเคร่ืองประกอบ
โต๊ะหมู่บูชา การจุดธูปเทยี น และการอาราธนาต่าง ๆ ไปปฏบิ ตั ิในชวี ติ ประจำวันใหเ้ กิดความเคยชนิ จนเป็น
นิสยั สามารถนำมาใช้ในสถานการณต์ ่าง ๆ ได้อยา่ งถูกต้องเหมาะสม
ขนั้ ท่ี 5 สรุป
24. ครูและนักเรยี นรว่ มกันสรปุ ความรูเ้ รือ่ ง ศาสนพธิ ี โดยใหน้ กั เรยี นสรุปลงในแบบบันทึกความรู้
25. ครูบอกกับนกั เรียนวา่ วนั สำคญั ทางพระพุทธศาสนาลว้ นเปน็ วันทเ่ี กี่ยวข้องกบั พระพุทธเจา้ พระ
ธรรม และพระสงฆ์ แลว้ มอบหมายใหน้ กั เรยี นอ่านและสรุปเน้อื หาเก่ยี วกับวนั สำคัญทางพระพทุ ธศาสนา เปน็
การบ้านเพ่ือเตรียมจกั การเรียนรใู้ นครงั้ ต่อไป
7. กิจกรรมเสนอแนะ
1. ครูนำนกั เรยี นไปวัดในโอกาสต่าง ๆ เพ่อื ให้นกั เรียนไดฝ้ ึกปฏบิ ัตเิ กย่ี วกับศาสนพิธใี นเร่ือง การจดั โต๊ะ
หมบู่ ูชาและเครื่องประกอบโต๊ะหมบู่ ูชา การจดุ ธปู เทียน และการอาราธนาต่าง ๆ ในสถานการณ์จริง
2. ครูใหน้ ักเรียนเขยี นเรียงความสนั้ ๆ ในหวั ข้อ “เข้ารว่ มศาสนพิธแี ลว้ ได้อะไร”
8. สอ่ื /แหล่งการเรียนรู้
1. วีดิทศั น์เกยี่ วกบั การประกอบศาสนพธิ ีพิธใี ดพธิ ีหนึ่ง เช่น พิธที ำบุญขน้ึ บ้านใหม่ พธิ ีทำบุญวนั เกิด
2. โต๊ะหมบู่ ชู าและเครื่องประกอบโตะ๊ หม่บู ูชา
3. เครอ่ื งบันทึกเสียงบทสวดอาราธนาศีล อาราธนาธรรม และอาราธนาพระปรติ ร
4. แบบประเมนิ ผลการฝึกกล่าวคำอาราธนาศลี อาราธนาธรรม และอาราธนาพระปริตร
5. แบบประเมนิ พฤตกิ รรมในการทำงานเปน็ รายบคุ คลหรือเปน็ กลุ่ม
6. แบบบันทกึ ความรู้
7. หนงั สือเรยี น รายวชิ าพ้ืนฐาน พระพทุ ธศาสนา ม.1
8. สื่อการเรยี นรู้ PowerPoint รายวชิ าพน้ื ฐาน พระพทุ ธศาสนา ม.1
9. ใบงาน เรอ่ื ง การอาราธนาแบบต่าง ๆ
10. ใบงาน เร่อื ง การปฏิบัติตนในศาสนพิธี
11. ใบงาน เรอื่ ง การแสดงความเคารพในศาสนพธิ ี
12. ใบงาน เรอ่ื ง การจัดพิธกี รรมทางศาสนา
แผนการจัดการเรียนรทู้ ี่ ๘
กลมุ่ สาระการเรียนรู้ สังคมศกึ ษา ศาสนาและวฒั นธรรม ช้นั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 1
รายวชิ า ศาสนา ศลี ธรรม จริยธรรม ส 21101 ภาคเรียนท่ี 1 ปีการศกึ ษา 2565
หนว่ ยการเรียนรู้ที่ ๔ วันสำคัญทางพระพุทธศาสนาและศาสนพิธี เวลา ๕ ช่ัวโมง
เรอื่ ง วันสำคญั ทางพระพทุ ธศาสนา เวลา 2 ช่ัวโมง
ผู้สอน นางสาวนพวรรณ ศรบี านชื่น วันที่ ……… เดอื น …………………. พ.ศ. ……………
1. สาระสำคญั
วนั ธรรมสวนะเปน็ วนั ฟังธรรมและเป็นวันหลกั แห่งการทำความดี ซึ่งมมี าต้ังแตส่ มยั พุทธกาล
ในประเทศไทยเรยี กว่า วนั พระ มี 4 วนั เมือ่ ถึงวันธรรมสวนะชาวพุทธจะทำความดีต่าง ๆ เชน่ ตักบาตร
รักษาศีล ฟังธรรม ทำสมาธิ
วันเขา้ พรรษา วันออกพรรษา และวนั เทโวโรหณะ เป็นเทศกาลสำคญั ในพระพทุ ธศาสนา เม่ือถึง
เทศกาลเหล่านชี้ าวพุทธควรปฏิบัตติ นใหถ้ กู ต้องเหมาะสม
วันวิสาขบชู า วนั อาสาฬหบชู า วันมาฆบูชา และวนั อฏั ฐมีบูชา เป็นวันสำคญั ทางพระพุทธศาสนา
เมือ่ ถึงวนั สำคัญเหล่าน้ี ในฐานะทเี่ ราเป็นชาวพุทธควรปฏิบตั ติ นให้ถกู ต้องเหมาะสมด้วยการละเวน้
ความชัว่ ทำความดี และทำจิตใจให้บริสทุ ธิ์ผอ่ งใส
2. ตวั ช้ีวัดชั้นปี
อธบิ ายประวัติ ความสำคญั และปฏบิ ตั ติ นในวนั สำคัญทางศาสนาทตี่ นนบั ถอื ตามท่ีกำหนดได้
ถูกต้อง (ส 1.2 ม. 1/5)
3. จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้
1. อธบิ ายประวตั แิ ละความสำคญั ของวันธรรมสวนะและเทศกาลสำคญั ทางพระพุทธศาสนาได้
ถกู ต้อง (K)
2. อธบิ ายประวัติและความสำคญั ของวนั สำคัญทางพระพุทธศาสนาได้ถกู ต้อง (K)
3. อธิบายระเบยี บพธิ ีเวยี นเทียนในวันสำคญั ทางพระพทุ ธศาสนาได้ถูกต้อง (K)
4. เหน็ คุณคา่ และปฏบิ ตั ิตนไดถ้ ูกต้องเหมาะสมเม่ือถงึ วันธรรมสวนะ เทศกาลสำคญั และวันสำคญั
ทางพระพุทธศาสนา (A, P)
4. การวดั และประเมินผลการเรียนรู้
ดา้ นความรู้ (K) ดา้ นคณุ ธรรม จริยธรรม ดา้ นทกั ษะ/กระบวนการ (P)
และค่านยิ ม (A)
1. ซกั ถามความรู้เร่ือง วนั • ประเมนิ พฤตกิ รรมในการ
สำคญั ทางพระพุทธศาสนา • ประเมินพฤตกิ รรมในการ ทำงานเปน็ รายบคุ คลหรือ
2. ตรวจผลงาน/กิจกรรม ทำงานเปน็ รายบคุ คลใน เป็นกลุ่มในดา้ นการส่ือสาร
การคดิ การแกป้ ัญหา ฯลฯ
เป็นรายบคุ คลหรือเปก็ ลุ่ม ด้านความซื่อสตั ย์สุจรติ ความ
มีวินัย ความใฝ่เรยี นรู้ ความมี
เหตผุ ล ฯลฯ
5. สาระการเรยี นรู้
• วันสำคญั ทางพระพุทธศาสนา
1. ประวัติและความสำคัญของวนั ธรรมสวนะและเทศกาลสำคัญ
2. ประวตั ิและการปฏิบตั ติ นในวันสำคัญทางพระพทุ ธศาสนา
3. ระเบยี บพิธเี วยี นเทยี นในวนั สำคัญทางพระพทุ ธศาสนา
6. กระบวนการจดั การเรยี นรู้
ขน้ั ที่ 1 นำเข้าสู่บทเรียน
ชวั่ โมงที่ ๒๐
1. ครูสร้างบรรยากาศและส่ิงแวดลอ้ มในการเรียนรเู้ พื่อใหเ้ กิดศรทั ธาเล่ือมใสในพระรัตนตรยั ที่
เหมาะสม เชน่ จัดน่ังเรยี นแบบตัว U นำนักเรียนไปเรยี นที่หอ้ งประชุม ห้องจริยธรรม สนามหญ้าใต้ร่มไม้ ก่อน
เรียนให้นักเรียนสวดมนต์ไหว้พระ นั่งสมาธิ และแผ่เมตตา
2. ครูแจง้ ตวั ชวี้ ดั ชั้นปีและจุดประสงคก์ ารเรยี นรูใ้ ห้นักเรยี นทราบ
3. ครใู หน้ กั เรียนแบง่ กลมุ่ กลุ่มละ 4–6 คน ใหแ้ ต่ละกลมุ่ ทำใบงานท่ี 6 เรื่อง วนั อะไร ตามเวลา
ที่กำหนด เม่ือครบกำหนดเวลา ใหน้ ักเรียนสง่ ใบงาน จากน้ันครแู ละนกั เรียนช่วยกันเฉลยคำตอบ ครู
ตรวจใบงาน ชมเชยและใหก้ ำลังใจนักเรียนแต่ละกล่มุ
4. ครูสรปุ ความรูจ้ ากใบงานเพอื่ เช่ือมโยงไปส่เู นื้อหาที่จะเรียน
ขัน้ ที่ 2 กิจกรรมการเรยี นรู้
วนั ธรรมสวนะและเทศกาลสำคัญ: ประวัตแิ ละความสำคัญของวนั ธรรมสวนะและเทศกาลสำคญั
5. ครูสมุ่ เลอื กนักเรยี นใหอ้ อกมาแสดงความคิดเห็นเกย่ี วกับเรอื่ งท่ไี ด้รบั มอบหมายใหไ้ ปอ่านและสรปุ ใน
ช่ัวโมงทีแ่ ลว้ ใหเ้ พอ่ื น ๆ ฟงั โดยครสู รปุ ความคดิ เห็นของนักเรยี นและให้คำแนะนำหรอื ความรู้เพิม่ เติม
6. ครใู หน้ กั เรยี นแตล่ ะกลุม่ ศกึ ษาเก่ยี วกับวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาเร่อื ง ประวตั ิและความสำคัญของวัน
ธรรมสวนะและเทศกาลสำคัญ และบนั ทึกสรุปสาระสำคัญ
7. ครูใหน้ กั เรยี นดวู ีดิทศั นเ์ ก่ยี วกับการทำกจิ กรรมของชาวพุทธในวนั ธรรมสวนะ วนั เขา้ พรรษา
วนั ออกพรรษา และวนั เทโวโรหณะ
8. ครแู จ้งวตั ถปุ ระสงค์การดูให้นกั เรยี นทราบ จากน้นั ใหน้ กั เรียนแต่ละกล่มุ อภปิ รายในหวั ขอ้
ตอ่ ไปนี้
1) วันธรรมสวนะ วนั เขา้ พรรษา วนั ออกพรรษา และวนั เทโวโรหณะ มปี ระวตั ิความเปน็ มา
อยา่ งไร
2) เมอ่ื ถึงวันธรรมสวนะ วันเข้าพรรษา วนั ออกพรรษา และวนั เทโวโรหณะ ชาวพุทธควรทำ
กิจกรรมหรือปฏิบัติตนอย่างไร
9. แต่ละกลมุ่ สรุปและบันทึกผลการอภปิ ราย แลว้ ส่งตวั แทนกลมุ่ ออกมานำเสนอผลการอภิปราย
หน้าช้นั เรยี น พร้อมเปิดโอกาสใหเ้ พื่อนกลุม่ อ่ืนซักถามข้อสงสัย ตัวแทนกลมุ่ ตอบข้อสงสัย โดยครู
คอยช่วยเหลอื เพ่ิมเตมิ ในสาระสำคัญ
10. เมื่อนำเสนอผลการอภิปรายครบทุกกล่มุ แล้ว ครสู รุป กลา่ วชมเชย และใหก้ ำลังใจนักเรียน
แตล่ ะกลุ่ม
11. ครูมอบหมายใหน้ ักเรยี นไปอ่านและสรปุ เน้ือหาเกย่ี วกับวันสำคญั ทางพระพทุ ธศาสนาเรอื่ ง ประวตั ิ
และการปฏบิ ตั ิตนในวันสำคญั ทางพระพุทธศาสนา
ช่ัวโมงที่ ๒๑
วันธรรมสวนะและเทศกาลสำคัญ: ประวัตแิ ละการปฏบิ ัตติ นในวนั สำคญั ทางพระพุทธศาสนา
และระเบยี บพิธเี วียนเทยี นในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา (ครจู ัดการเรียนรโู้ ดยใช้เกม (Game))
12. ครสู นทนาซกั ถามนักเรียนเกยี่ วกบั วนั สำคญั ทางพระพุทธศาสนา เพ่ือตรวจสอบหรือดพู ้ืนฐาน
ของนักเรียนเกี่ยวกบั ความรู้และการปฏิบัตใิ นประเดน็ ต่าง ๆ เชน่
1) วันสำคญั ทางพระพุทธศาสนาได้แก่วันใดบา้ ง และมีความสำคัญอยา่ งไร
2) ใครเคยไปรว่ มพิธกี รรมหรอื กจิ กรรมในวนั สำคญั ทางพระพทุ ธศาสนาบ้าง และไดเ้ ข้ารว่ มทำ
กจิ กรรมอะไรบา้ ง
13. ครใู หน้ กั เรียนแบง่ 4 กลมุ่ โดยใช้วิธีจับสลากวนั สำคัญทางพระพุทธศาสนา ผทู้ ่ีจับสลากไดว้ นั
เดียวกันอยูก่ ลุ่มเดยี วกัน (หรืออาจใช้กล่มุ เดิม) จากน้ันให้แต่ละกล่มุ ศกึ ษาใบความรู้ต่อไปนี้
1) ใบความรูท้ ่ี 1 เรื่อง วนั วสิ าขบชู า
2) ใบความรทู้ ่ี 2 เรอ่ื ง วันอาสาฬหบชู า
3) ใบความรู้ท่ี 3 เรอ่ื ง วันมาฆบูชา
4) ใบความรู้ที่ 4 เรื่อง วันอัฏฐมบี ชู า
14. ครูแจกซองเกมและปา้ ยคำวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา กลุ่มละ 4 ปา้ ยเหมือนกนั คอื
ป้ายวนั วิสาขบูชา ป้ายวันอาสาฬหบูชา ป้ายวันมาฆบชู า และปา้ ยวันอัฏฐมบี ชู าใหแ้ ก่นกั เรียน จากน้ัน
ใหน้ กั เรียนเลน่ เกม: ปริศนาวันสำคญั ทางพระพุทธศาสนา โดยกอ่ นเล่นครชู แ้ี จงกติกาในการเล่นซง่ึ อยู่
ในซองเกมใหน้ ักเรยี นทราบ
15. ในขณะปฏิบัติกิจกรรมของนักเรียน ครูคอยสังเกตพฤตกิ รรมการทำงานของนักเรยี นตามแบบ
ประเมนิ พฤติกรรมในการทำงานเปน็ รายบคุ คลหรือเปน็ กลุ่ม
16. หลงั จากการเลน่ เกมสนิ้ สุด ครูสรปุ คะแนนของแต่ละกลุ่มและประกาศช่ือกลมุ่ ที่ได้คะแนน
มากที่สุดเป็นฝา่ ยชนะ ใหน้ กั เรยี นช่วยกนั ปรบมือ
17. ครูสนทนาซักถามความร้เู ก่ยี วกบั ระเบียบพธิ เี วียนเทยี นในวนั สำคญั ทางพระพทุ ธศาสนา จากน้ันตง้ั
ประเด็นคำถามเพ่ือนำไปสู่การอภิปรายและสรุปสาระสำคัญของวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา เชน่
1) วนั สำคัญทางพระพุทธศาสนาทเ่ี ก่ียวข้องกับพระพทุ ธเจา้ มีวันอะไรบ้าง
2) วนั สำคญั ทางพระพุทธศาสนาวนั ใดเป็นวนั สำคัญสากลของโลก
3) วันสำคัญทางพระพุทธศาสนาวนั ใดเปน็ วนั พระธรรมและวนั พระสงฆ์
4) เม่ือถงึ วนั สำคัญทางพระพทุ ธศาสนา ชาวพทุ ธควรทำกิจกรรมหรือประกอบพธิ กี รรมอะไรบ้าง
5) เมือ่ ถึงวันสำคญั ทางพระพุทธศาสนา ถ้าชาวพุทธไม่ทำกิจกรรมอะไรเลยจะมผี ลอย่างไรบา้ ง
ขัน้ ท่ี 3 ฝกึ ฝนผเู้ รยี น
18. ครใู ห้นักเรยี นคน้ หาคำศัพท์ภาษาองั กฤษคำว่า วนั สำคัญสากลของโลกและคำที่เก่ยี วกับวนั สำคญั
ทางพระพุทธศาสนา และทำกิจกรรมเกีย่ วกบั วันสำคัญทางพระพทุ ธศาสนา ในแบบฝึกทักษะ รายวิชาพ้นื ฐาน
พระพุทธศาสนา ม. 1 ของบริษทั สำนกั พิมพ์วฒั นาพานิช จำกัด แลว้ ช่วยกันเฉลยคำตอบที่ถูกต้อง
19. ครูสืบคน้ ขอ้ มูลเก่ียวกับวันสำคญั ของศาสนาท่นี บั ถือกันในประเทศสมาชิกอาเซยี น เชน่ ศาสนา
อิสลาม คริสตศ์ าสนา จากส่อื การเรยี นรตู้ า่ ง ๆ เช่น หอ้ งสมุด อนิ เทอรเ์ นต็ แล้วนำมาเล่าใหน้ ักเรียนฟงั ในชั้น
เรียน พร้อมทัง้ เปดิ โอกาสให้นักเรียนซักถามข้อสงสยั ตา่ ง ๆ
ขั้นท่ี 4 นำไปใช้
20. ครูใหน้ กั เรยี นจดั ปา้ ยนเิ ทศนำเสนอความรเู้ กี่ยวกับวันสำคญั ทางพระพทุ ธศาสนา และนำความรู้
ทีไ่ ดจ้ ากการเรยี นรู้เรื่อง วันสำคญั ทางพระพุทธศาสนา ไปประพฤติปฏบิ ตั ิให้ถูกต้องเหมาะสมตามโอกาส
เม่ือถึงวันสำคัญนนั้ ๆ
ขน้ั ที่ 5 สรุป
21. ครแู ละนักเรียนรว่ มกันสรุปความร้เู รือ่ ง วนั สำคัญทางพระพทุ ธศาสนา โดยใหน้ ักเรยี นสรุปลง
ในแบบบนั ทึกความรู้
22. ครูบอกกับนักเรยี นวา่ ชวี ิตของเราประกอบดว้ ยสว่ นสำคญั 2 ส่วน ไดแ้ ก่ สว่ นทเี่ ป็นร่างกายและ
สว่ นที่เปน็ จิตใจ ในตอนเชา้ เราดูแลร่างกายด้วยการลา้ งหน้าแปรงฟัน แต่ไม่ได้ดูแลจติ ใจเลย การดแู ลจติ ใจ
สามารถทำไดด้ ว้ ยการฝึกควบคมุ จิต เพราะเมื่อเราควบคมุ จิตใจใหส้ งบนง่ิ ได้แล้วปญั ญาก็จะเกิดขึ้น แล้ว
มอบหมายใหน้ ักเรยี นอ่านและสรุปเน้ือหาเกีย่ วกบั การบริหารจติ และการเจริญปัญญา เป็นการบา้ นเพ่ือเตรยี ม
จดั การเรียนรู้ในครั้งตอ่ ไป
7. กิจกรรมเสนอแนะ
1. ครูให้นักเรียนศกึ ษาหรือสืบคน้ ขอ้ มลู เรื่อง วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา เพม่ิ เติมจากที่
เรยี นมา
2. ครูใหน้ ักเรยี นเขยี นเรยี งความสนั้ ๆ ในหวั ขอ้ “เม่อื ถงึ วนั สำคัญทางพระพุทธศาสนา ฉันได้
ทำความดีอะไรบ้าง”
8. สอ่ื /แหลง่ การเรียนรู้
1. ใบงาน เรื่อง วนั สำคญั ทางพระพทุ ธศาสนา 1
2. ใบงาน เรือ่ ง วนั สำคัญทางพระพุทธศาสนา 2
3. ใบงาน เรอ่ื ง วันสำคัญทางพระพทุ ธศาสนา 3
4. วดี ิทัศน์เกี่ยวกับการทำกจิ กรรมของชาวพทุ ธในวันธรรมสวนะ วันเขา้ พรรษา วันออกพรรษา
และวนั เทโวโรหณะ
5. ใบความรูท้ ่ี 1 เรื่อง วันวิสาขบูชา
6. ใบความรทู้ ี่ 2 เรื่อง วันอาสาฬหบูชา
7. ใบความรู้ท่ี 3 เรอ่ื ง วนั มาฆบชู า
8. ใบความรูท้ ี่ 4 เรอื่ ง วนั อัฏฐมีบูชา
9. ซองเกม: ปริศนาวนั สำคัญทางพระพุทธศาสนา
10. ปา้ ยวันสำคญั ทางพระพุทธศาสนา ได้แก่ ป้ายวันวสิ าขบูชา ปา้ ยวนั อาสาฬหบชู า ป้ายวันมาฆบชู า
และปา้ ยวันอฏั ฐมีบชู า
11. แบบประเมนิ พฤตกิ รรมในการทำงานเปน็ รายบคุ คลหรอื เป็นกลมุ่