The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Noppawan Sri-banchuen, 2022-10-30 12:39:01

แผนการจัดการเรียนรู้รายวิชาสังคมศึกษา สาระศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1

Keywords: แผนสังคม

12. แบบบนั ทกึ ความรู้
13. หนังสือเรยี น รายวชิ าพน้ื ฐาน พระพุทธศาสนา ม.1
14. สอ่ื การเรยี นรู้ PowerPoint รายวิชาพน้ื ฐาน พระพุทธศาสนา ม.1
15. คู่มอื การสอน พระพุทธศาสนา ม.1


แผนการจดั การเรียนร้ทู ี่ ๙

กล่มุ สาระการเรยี นรู้ สงั คมศึกษา ศาสนาและวฒั นธรรม ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 1

รายวิชา ศาสนา ศลี ธรรม จรยิ ธรรม ส 21101 ภาคเรยี นที่ 1 ปีการศกึ ษา 2565

หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี ๕ การบริหารจิต และการเจรญิ ปัญญา เวลา ๖ ชัว่ โมง

เรื่อง การบริหารจิตและการเจรญิ ปญั ญา เวลา 3 ช่ัวโมง

ผู้สอน นางสาวนพวรรณ ศรบี านชื่น วันท่ี ……… เดือน …………………. พ.ศ. ……………

1. สาระสำคญั
การบริหารจิตและการเจริญปัญญาเปน็ วธิ ีการทำจิตให้สงบ ม่นั คง เข้มแขง็ และเกิดความรู้ความเข้าใจใน

สิ่งต่าง ๆ ตามสภาพท่ีเป็นจริง เราจึงควรหมนั่ ฝึกบริหารจติ และเจรญิ ปญั ญาอยา่ งสม่ำเสมอดว้ ยการยืน การ
เดิน การนั่ง และการนอนอยา่ งมสี ตติ ามหลกั สตปิ ัฏฐานเนน้ อานาปานสติ

2. ตวั ชี้วัดชั้นปี
1. เหน็ คณุ ค่าของการพฒั นาจติ เพือ่ การเรยี นรแู้ ละการดำเนนิ ชีวติ ด้วยวิธคี ิดแบบโยนิโสมนสกิ าร

คือ วธิ ีคิดแบบคุณค่าแท้–คุณค่าเทยี ม และวธิ ีคดิ แบบคุณ–โทษ และทางออก หรอื การพัฒนาจิตตาม
แนวทางของศาสนาท่ตี นนับถือ (ส 1.1 ม. 1/6)

2. สวดมนต์ แผเ่ มตตา บรหิ ารจติ และเจรญิ ปัญญาดว้ ยอานาปานสติหรือตามแนวทางของศาสนา
ทต่ี นนับถือตามท่ีกำหนด (ส 1.1 ม. 1/7)

3. จุดประสงค์การเรียนรู้
1. อธิบายความหมายและประเภทของสติปฏั ฐานได้ถูกต้อง (K)
2. ฝึกกำหนดกาย เวทนา จิต และธรรมตามหลกั สตปิ ัฏฐาน 4 ได้ (P)
3. อธิบายความหมายของอานาปานสตแิ ละฝกึ อานาปานสติดว้ ยวธิ กี ารต่าง ๆ ไดถ้ ูกต้อง (K, P)
4. ระบุประโยชน์ของการบริหารจิตและฝึกบรหิ ารจิตตามหลักสติปฏั ฐานเน้นอานาปานสตไิ ด้

(A, P)
5. อธบิ ายความหมาย แหลง่ เกิด และวธิ กี ารสร้างปัญญาประเภทต่าง ๆ ได้ (K)

4. การวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรู้

ด้านความรู้ (K) ดา้ นนคุณธรรม จรยิ ธรรม ด้านทักษะ/กระบวนการ (P)
และคา่ นยิ ม (A)
1. ซักถามความร้เู ร่ือง • ประเมนิ พฤตกิ รรมในการ
การบรหิ ารจติ และการ • ประเมินพฤตกิ รรมในการ ทำงานเปน็ รายบุคคลหรือ
ทำงานเป็นรายบุคคลใน เป็นกลุ่มในด้านการสื่อสาร
เจรญิ ปญั ญา การคดิ การแกป้ ญั หา ฯลฯ
2. ตรวจผลงาน/กิจกรรม ดา้ นความซื่อสัตย์สจุ รติ ความ
เป็นรายบุคคลหรอื เปน็ กลมุ่ มีวินยั ความใฝ่เรียนรู้ ความมี
เหตผุ ล ฯลฯ


5. สาระการเรยี นรู้
• การบริหารจติ และการเจริญปัญญา
1. การฝกึ บรหิ ารจิตและเจริญปญั ญาตามหลักสติปฏั ฐานเน้นอานาปานสติ
2. ประโยชนข์ องการบริหารจติ และการเจริญปัญญา

6. กระบวนการจดั การเรยี นรู้
ขัน้ ที่ 1 นำเข้าสบู่ ทเรียน
ชว่ั โมงที่ ๒๒
1. ครสู รา้ งบรรยากาศและส่งิ แวดล้อมในการเรียนร้เู พื่อใหเ้ กดิ ศรัทธาเล่ือมใสในพระรัตนตรัยที่

เหมาะสม เชน่ นำนกั เรยี นไปเรยี นทหี่ อ้ งประชมุ หรือห้องจริยธรรม กอ่ นเรียนใหน้ ักเรยี นสวดมนต์ไหวพ้ ระ น่ัง
สมาธิ และแผ่เมตตา

2. ครแู จง้ ตัวชีว้ ัดชั้นปแี ละจุดประสงคก์ ารเรยี นรู้ให้นกั เรียนทราบ
3. ครสู นทนากับนักเรียนเกีย่ วกับพฤติกรรมหรืออาการของคนบางคนว่า เกิดข้ึนเพราะสาเหตุใด
เชน่

1) ดีใจท่ไี ด้รับรางวัลหรือประสบความสำเร็จอย่างใดอยา่ งหนง่ึ จนแสดงอาการบางอยา่ งที่ไม่
ควรแสดงออกมา

2) โกรธจนหน้าดำหนา้ แดง ใชค้ ำดา่ ที่ก้าวร้าว หยาบคาย ซง่ึ ปกตแิ ลว้ จะไม่พูด
3) เสยี ใจกับเหตุการณบ์ างอย่างจนพูดเพอ้ เจ้อ ไม่ไดส้ ติ

4. ครสู รุปใหน้ กั เรยี นฟังวา่ อาการ คอื ความดใี จ ความโกรธ หรือความเสียใจ เหลา่ นเ้ี ป็นส่งิ ท่ี
เกดิ ขน้ึ ได้กบั ทุกคน แต่อาการที่ปรากฏอาจแตกตา่ งกัน คือ บางคนอาจแสดงอาการหรือคำพูดดังกล่าว
ข้างต้น บางคนอาจมอี าการความสงบ เรียบรอ้ ย สามารถควบคมุ อาการและคำพูดให้เป็นปกตหิ รอื อยู่
ในขอบเขตที่พอดี สาเหตุสำคัญทท่ี ำให้เกดิ อาการเชน่ นี้ คือ ความเขม้ แข็งของจติ ใจ กล่าวคือ ผ้ทู ม่ี ีจิตใจ
เขม้ แข็งจะสามารถควบคมุ การกระทำของตนได้ สามารถกำหนดความเป็นไปของพฤติกรรมได้ รวมท้ัง
ยังสามารถควบคุมจิตใจในสถานการณต์ า่ ง ๆ ไดเ้ ปน็ อยา่ งดี ส่วนผ้ทู ม่ี ีจติ ใจอ่อนแอจะไมส่ ามารถควบคุม
การกระทำหรอื พฤตกิ รรมในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ ดังนน้ั หากนกั เรียนมจี ติ ใจอ่อนแอหรืออ่อนไหวงา่ ย
ต้องการแก้ไขใหเ้ ป็นคนที่มจี ติ ใจเขม้ แขง็ หรอื มจี ิตใจเข้มแข็งอย่แู ล้วต้องการทำให้เข้มแข็งยงิ่ ขึ้นจะทำได้
หรอื ไม่ หากทำได้จะทำอย่างไร

5. ครูเปิดโอกาสให้นกั เรียนแสดงความคิดเหน็ จากนั้นสรปุ ว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่ง
ปัญญา ไดแ้ สดงวิธกี ารฝึกจิตใจให้เขม้ แขง็ ไวม้ ากมาย และมิใชใ่ หเ้ ข้มแข็งเพยี งอยา่ งเดียวเท่านน้ั แตย่ ัง
ฝึกให้เกิดปญั ญารแู้ จ้งเห็นจริงตามสภาพความเปน็ จริงอีกดว้ ย นน่ั คือ พระพุทธศาสนาสอนให้ ฝึกบรหิ ารจิต
และเจรญิ ปญั ญานนั่ เอง

ข้นั ที่ 2 กจิ กรรมการเรียนรู้
การฝกึ บริหารจติ และเจรญิ ปัญญาตามหลักสตปิ ฏั ฐานเน้นอานาปานสติ
6. ครูสุ่มเลือกนกั เรยี นให้ออกมาแสดงความคิดเห็นเกยี่ วกับเรอื่ งท่ีได้รบั มอบหมายใหไ้ ปอ่านและสรปุ ใน
ช่ัวโมงที่แลว้ ใหเ้ พือ่ น ๆ ฟงั โดยครูสรปุ ความคิดเห็นของนักเรียนและให้คำแนะนำหรอื ความรู้เพิ่มเติม
7. ครใู ห้นกั เรยี นแบง่ กลุ่ม กลุ่มละ 4–6 คน แต่ละกลมุ่ ชว่ ยกันตอบคำถามในประเดน็ ต่อไปนี้


1) สตปิ ฏั ฐานคอื อะไร มีกปี่ ระเภท
2) สติปฏั ฐานตา่ งจากอานาปานสตอิ ย่างไร
8. แตล่ ะกลุ่มสรุปและบนั ทกึ คำตอบ แลว้ นำเสนอคำตอบหนา้ ช้ันเรยี น จากนัน้ ทั้งชน้ั ร่วมกัน
อภปิ รายเรอ่ื งสตปิ ฏั ฐานและอานาปานสติ
9. ครเู ชญิ วทิ ยากรหรือนมิ นต์พระสงฆ์มาให้ความร้เู รอ่ื ง การบรหิ ารจติ และการเจริญปัญญา
ตามหลกั สติปัฏฐานเนน้ อานาปานสติ หรืออาจให้นักเรียนดูวดี ทิ ัศนเ์ กีย่ วกบั การฝกึ สมาธิของสำนักวปิ สั สนา
กรรมฐาน หรือการฝึกสมาธิของนักเรยี นท่ีเขา้ คา่ ยพุทธบุตร
10. ครูและนกั เรียนร่วมกนั อภปิ รายถงึ ความรทู้ ่ีไดร้ ับจากการฟังวิทยากร พระสงฆ์ หรือจากการดู
วีดทิ ศั น์
11. ครูใหน้ ักเรียนฝึกบรหิ ารจิตดว้ ยวธิ ใี ดวธิ ีหน่ึงท่ตี นเองถนัด เชน่ การนัง่ สมาธิ การเดินจงกรม
การยนื สมาธิ การนอนสมาธิ โดยปฏิบัติตามข้นั ตอนของวธิ ีนั้น ๆ เปน็ เวลา 15 นาที
12. ครูใหน้ ักเรยี นชว่ ยกนั สรปุ ในประเด็นต่อไปนี้
1) การบริหารจติ มขี ัน้ ตอนการฝึกปฏบิ ัติอะไรบา้ ง
2) สภาพจิตของนักเรียนก่อนและหลงั จากการบริหารจติ ตา่ งกันอยา่ งไร
3) ในขณะบริหารจิตมีปัญหาหรอื อปุ สรรคอะไรเกดิ ขึน้ บา้ ง
4) การบรหิ ารจิตนอกจากการน่งั สมาธิ การเดินจงกรม การยืนสมาธิ และการนอนสมาธแิ ลว้
ยังสามารถทำไดด้ ว้ ยวธิ ีใดอีกบา้ ง
13. ครูนำกรณตี วั อยา่ งบุคคลทป่ี ระสบความสำเรจ็ ในดา้ นต่าง ๆ มาเล่าให้นกั เรยี นฟัง เช่น นักเรียน
ทไี่ ด้รับรางวัลเหรยี ญทองโอลิมปิก นกั ร้องที่มชี ื่อเสียงโด่งดัง ดารานกั แสดงท่มี ากฝมี อื นักการเมืองท่ี
ซื่อสตั ยส์ จุ ริตและเปน็ ทนี่ บั ถือของประชาชน แล้วชใี้ หเ้ ห็นวา่ บุคคลเหล่านป้ี ระสบความสำเรจ็ ไดเ้ พราะ
ได้พัฒนาตนเองตามหลกั การพัฒนาปญั ญา 3 ประการ คือ
1) สตุ มยปญั ญา คือ ปญั ญาท่ีเกิดจากการฟัง
2) จนิ ตามยปญั ญา คือ ปญั ญาทีเ่ กดิ จากการคดิ พจิ ารณา
3) ภาวนามยปัญญา คือ ปัญญาท่ีเกดิ จากการลงมือปฏิบตั ิ
14. ครใู หน้ ักเรียนเขียนแผนทคี่ วามคิดเก่ยี วกับวธิ ีการสรา้ งปัญญาประเภทต่าง ๆ แลว้ นำผลงาน
มาแลกเปลยี่ นเรยี นรู้กันในชนั้ เรียน จากนั้นครใู ห้ความร้เู พมิ่ เติมกบั นักเรียนว่า การฝกึ บริหารจิตและเจริญ
ปญั ญาจะต้องปฏบิ ตั ติ นในทางสายกลาง ไมย่ ึดปฏิบตั ใิ น 2 ทาง ไดแ้ ก่ การทำตนเองใหล้ ำบากเกินไปและการ
พวั พันหมกมุน่ อยใู่ นกามสขุ ซ่ึงหลักการปฏบิ ัตติ นในเร่ืองน้ี พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยหู่ ัวได้ทรงนำมาใช้ใน
หลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียงทส่ี อนเนน้ ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการมีภมู ิคมุ้ กนั ในตัวทด่ี ี
ซึ่งจะก่อใหเ้ กดิ การพัฒนาตนเองทีส่ มดุล มั่นคง และย่ังยืนต่อไป
15. ครูและนักเรียนรว่ มกันสรุปเนื้อหาเก่ียวกับการบรหิ ารจติ และการเจรญิ ปัญญาเรื่อง การการฝกึ การ
บริหารจติ และการเจริญปญั ญาตามหลกั สตปิ ัฏฐานเนน้ อานาปานสติ โดยครูให้นกั เรยี นเขียนบันทึกลงในสมดุ

ช่วั โมงท่ี ๒๓
ประโยชน์ของการบรหิ ารจติ และการเจริญปัญญา
16. ครทู บทวนความรขู้ องนกั เรียนเกย่ี วกบั การบริหารจติ และการเจริญปญั ญาที่ได้เรยี นผ่านมา จากน้นั
ใหค้ วามรู้นักเรียนเก่ยี วกับการบริหารจิตและการเจริญปัญญาเรือ่ ง ประโยชนข์ องการบริหารจติ และการเจรญิ
ปญั ญา โดยใช้ข้อมูลในหนงั สือเรียน รายวิชาพนื้ ฐาน พระพทุ ธศาสนา ม. 1


17. ครแู ละนกั เรียนร่วมกนั อภปิ รายถึงประโยชน์ของการบริหารจิตและการเจริญปัญญา
18. ในขณะปฏิบตั ิกิจกรรมของนักเรียน ครูคอยสงั เกตพฤตกิ รรมการทำงานของนักเรียนตามแบบ
ประเมินพฤติกรรมในการทำงานเป็นรายบุคคลหรือเป็นกลุ่ม

ขั้นท่ี 3 ฝึกฝนผู้เรยี น
19. ครใู ห้นักเรียนฝกึ บรหิ ารจิตและเจรญิ ปัญญาด้วยวิธีการตา่ ง ๆ ตามขน้ั ตอนท่ีเรียนมา จากน้ันครใู ห้
ความรเู้ พ่มิ เตมิ เกี่ยวกับวธิ ีการฝึกบรหิ ารจติ และเจรญิ ปัญญาตามแนวทางของศาสนาที่นับถือกนั ในประเทศ
สมาชิกอาเซยี น เช่น ศาสนาอิสลาม คริสต์ศาสนา แลว้ ให้นักเรยี นฝกึ ปฏบิ ตั ติ ามความเหมาะสม
20. ครูให้นักเรียนทำกิจกรรมทเี่ ก่ียวกับการบรหิ ารจิตและการเจริญปัญญา ในแบบฝกึ ทักษะ รายวิชา
พ้ืนฐาน พระพทุ ธศาสนา ม. 1 ของบริษัท สำนกั พิมพ์วฒั นาพานชิ จำกดั แลว้ ชว่ ยกนั เฉลยคำตอบท่ีถูกตอ้ ง

ขนั้ ท่ี 4 นำไปใช้
21. ครูแนะนำให้นักเรยี นหม่ันฝกึ บรหิ ารจติ และเจริญปญั ญาดว้ ยวธิ กี ารตา่ ง ๆ อย่างสม่ำเสมอ และ
ควรหาโอกาสนั่งสมาธิในที่ต่าง ๆ เช่น บริเวณวัดหรอื ในโบสถ์ หอ้ งนอน ใตต้ ้นไม้ แลว้ เปรยี บเทยี บว่า
จิตของนักเรียนเปน็ สมาธิไดง้ า่ ยในสถานทีใ่ ด เพราะเหตใุ ด

ขนั้ ท่ี 5 สรุป
22. ครแู ละนักเรียนร่วมกนั สรุปความรู้เรอื่ ง การบรหิ ารจิตและการเจรญิ ปัญญา โดยให้นักเรยี นสรปุ
ลงในแบบบันทึกความรู้
23. ครูบอกกับนักเรียนว่า โยนิโสมนสิการเปน็ กระบวนการคดิ อีกวิธหี นง่ึ ทีท่ ำให้เกดิ ปัญญาท่เี รยี กวา่
จนิ ตมยปญั ญาหรือปญั ญาที่เกิดจากการคดิ อย่างแยบคาย แลว้ มอบหมายให้นักเรยี นอ่านและสรปุ เนอ้ื หา
เกยี่ วกบั การพฒั นาการเรยี นรูด้ ว้ ยวธิ คี ดิ แบบโยนิโสมนสิการ เป็นการบา้ นเพ่ือเตรียมจัดการเรียนรใู้ นครั้งต่อไป

7. กิจกรรมเสนอแนะ
1. ครใู ห้นักเรียนฝกึ สมาธดิ ว้ ยวธิ กี ารท่ีเรียนมาประมาณวันละ 5 นาที บันทึกผล และนำมา

แลกเปล่ยี นเรยี นรกู้ ันในชัน้ เรียน
2. ครนู ำนกั เรยี นฝึกสมาธิกบั พระสงฆ์ทว่ี ดั ใกลโ้ รงเรยี นในโอกาสต่าง ๆ

8. สอ่ื /แหล่งการเรยี นรู้
1. ใบงาน เรอ่ื ง การฝกึ สตแิ ละสมาธติ ามหลักอาณาปานสติ
2. วีดทิ ัศนเ์ กี่ยวกบั การฝึกสมาธขิ องสำนักวิปัสสนากรรมฐาน หรอื การฝึกสมาธิของนักเรียนทีเ่ ข้า

คา่ ยพุทธบตุ ร
3. แบบประเมินพฤตกิ รรมในการทำงานเป็นรายบคุ คลหรือเป็นกลมุ่
4. แบบบันทกึ ความรู้
5. หนงั สอื เรียน รายวิชาพนื้ ฐาน พระพทุ ธศาสนา ม.1
6. สอ่ื การเรยี นรู้ PowerPoint รายวชิ าพ้นื ฐาน พระพทุ ธศาสนา ม.1
7. คมู่ ือการสอน พระพุทธศาสนา ม.1


แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ ๑๐

กล่มุ สาระการเรียนรู้ สงั คมศกึ ษา ศาสนาและวฒั นธรรม ช้นั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 1

รายวิชา ศาสนา ศลี ธรรม จริยธรรม ส 21101 ภาคเรียนท่ี 1 ปกี ารศกึ ษา 2565

หน่วยการเรยี นรทู้ ี่ ๕ การบริหารจิต และการเจรญิ ปัญญา เวลา ๖ ชว่ั โมง

เรอื่ ง การพัฒนาการเรยี นรูด้ ้วยวธิ ีคิดแบบโยนิโสมนสกิ าร เวลา 2 ชว่ั โมง

ผู้สอน นางสาวนพวรรณ ศรบี านช่ืน วันที่ ……… เดอื น …………………. พ.ศ. ……………

1. สาระสำคญั
วิธคี ดิ แบบคุณค่าแท้–คุณค่าเทียม และวิธแี บบคุณ–โทษ และทางออก เป็นวิธคี ิดแบบโยนโิ สมนสิการท่ชี ่วย

ใหเ้ รารู้จักคดิ วิเคราะห์อย่างมีระบบตอ่ กิจกรรมที่ทำในชีวติ ประจำวนั

2. ตัวช้ีวดั ชั้นปี
 เหน็ คณุ คา่ ของการพฒั นาจิตเพื่อการเรียนรแู้ ละการดำเนินชวี ติ ดว้ ยวธิ คี ดิ แบบโยนิโสมนสิการ คือ

วิธีคดิ แบบคณุ ค่าแท้–คุณค่าเทยี ม และวิธีคิดแบบคุณ–โทษและทางออก หรือการพัฒนาจติ ตามแนวทาง
ของศาสนาทต่ี นนบั ถอื (ส 1.1 ม. 1/6)

3. จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
1. อธิบายความหมายและประเภทของวิธีคดิ แบบโยนโิ สมนสกิ ารได้ถูกต้อง (K)
2. อธบิ ายความหมายของวธิ ีคดิ แบบคุณค่าแท้–คุณคา่ เทียม และวธิ คี ดิ แบบคุณ–โทษและทางออก

ได้ถูกตอ้ ง (K)
3. วิเคราะหก์ รณีตัวอยา่ งโดยใชว้ ธิ ีคิดแบบคุณค่าแท้–คณุ ค่าเทยี ม และวธิ คี ิดแบบคณุ –โทษและ

ทางออกได้ (P)
4. นำวิธีคดิ แบบคุณค่าแท้–คุณคา่ เทียม และวธิ คี ดิ แบบคณุ –โทษ และทางออกไปใชใ้ นชีวติ

ประจำวนั ได้เหมาะสมกบั สถานการณ์ (A, P)

4. การวัดและประเมินผลการเรยี นรู้

ดา้ นคุณธรรม จรยิ ธรรม

ดา้ นนความรู้ (K) และคา่ นิยม (A) ด้านทกั ษะ/กระบวนการ (P)

1. ทดสอบหลังเรยี น • ประเมินพฤตกิ รรมในการ • ประเมินพฤติกรรมในการ

2. ซักถามความรูเ้ รื่อง การ ทำงานเป็นรายบคุ คลใน ทำงานเป็นรายบุคคลหรือ

พฒั นาการเรยี นรู้ด้วยวธิ คี ิด ดา้ นความซื่อสตั ย์สจุ ริต ความ เปน็ กล่มุ ในดา้ นการสือ่ สาร

แบบโยนิโสมนสิการ มวี นิ ัย ความใฝเ่ รียนรู้ ความมี การคิด การแก้ปญั หา ฯลฯ

3. ตรวจผลงาน/กจิ กรรมเป็น เหตผุ ล ฯลฯ

รายบคุ คลหรือเป็นกลมุ่


5. สาระการเรียนรู้
1. วธิ คี ดิ แบบคณุ คา่ แท้–คณุ ค่าเทยี ม
2. วิธีคดิ แบบคุณ–โทษ และทางออก

6. กระบวนการจดั การเรียนรู้
ขน้ั ที่ 1 นำเข้าสู่บทเรยี น
ชวั่ โมงที่ ๒๔
1. ครูสรา้ งบรรยากาศและสิง่ แวดลอ้ มในการเรียนรเู้ พ่ือให้เกดิ ศรทั ธาเล่ือมใสในพระรตั นตรัยท่ี

เหมาะสม เช่น จดั นง่ั เรยี นแบบตวั U นำนักเรยี นไปเรยี นท่ีหอ้ งประชุม ห้องจริยธรรม สนามหญา้ ใตร้ ม่ ไม้
ก่อนเรียนให้นักเรียนสวดมนต์ไหว้พระ น่งั สมาธิ และแผเ่ มตตา

2. ครแู จง้ ตัวชีว้ ดั ชนั้ ปีและจดุ ประสงค์การเรยี นรู้ให้นกั เรียนทราบ
3. ครูสนทนากบั นักเรียนเกยี่ วกบั วิธีคดิ แบบโยนิโสมนสกิ าร 10 วธิ ี โดยใช้แผนภมู ปิ ระกอบการ
สนทนา และช้ใี หน้ กั เรียนเห็นวา่ วิธีคิดเหล่าน้มี ีประโยชน์ตอ่ การดำเนนิ ชีวติ ประจำวันของเรา เพราะเป็น
วธิ คี ิดท่ีมีระบบระเบียบและมีเหตุมผี ล
4. ครสู รปุ การสนทนาแล้วเชอ่ื มโยงไปสู่เน้ือหาท่จี ะเรยี น

ขน้ั ที่ 2 กจิ กรรมการเรยี นรู้
วิธีคิดแบบคณุ ค่าแท้–คุณคา่ เทียม
5. ครสู ุ่มเลือกนกั เรยี นให้ออกมาแสดงความคิดเหน็ เกี่ยวกับเร่ืองท่ีไดร้ บั มอบหมายใหไ้ ปอ่านและสรปุ ใน
ช่วั โมงที่แลว้ ใหเ้ พื่อน ๆ ฟัง โดยครูสรปุ ความคดิ เหน็ ของนักเรียนและให้คำแนะนำหรือความร้เู พิ่มเติม
6. ครใู หน้ ักเรียนแตล่ ะคนศึกษาเนือ้ หาเรื่อง วธิ คี ดิ แบบคุณคา่ แท้–คุณคา่ เทียม โดยใชข้ ้อมูลจากหนังสอื
เรียน รายวิชาพ้ืนฐาน พระพุทธศาสนา ม. 1 ของบรษิ ัท สำนกั พิมพ์วฒั นาพานิช จำกัด จากนนั้ รว่ มกนั
อภปิ รายถึงสาระสำคัญของวิธีคดิ ดังกลา่ วและบันทึกไว้
7. ครใู ห้นกั เรียนชว่ ยกันบอกกิจกรรมที่ทำในชีวติ ประจำวนั วา่ มอี ะไรบ้าง เชน่ การเลือกซื้อหนงั สอื
การเลอื กซื้อเสื้อผา้ การรับประทานอาหาร โดยครูพยายามกระตุน้ ให้นกั เรยี นบอกให้ได้มากทีส่ ุด
8. ครใู ห้นกั เรียนแบ่งกลมุ่ กลุ่มละ 4–6 คน แต่ละกลุ่มชว่ ยกันตอบคำถามในประเด็นต่อไปน้ี

1) กจิ กรรมใดที่เราต้องใช้วิธีคดิ แบบคุณคา่ แท้–คุณค่าเทยี ม และถา้ เราไม่ใช้จะเกิดผลอยา่ งไร
2) การใชว้ ิธคี ิดแบบคุณคา่ แท้–คุณคา่ เทียม มผี ลดีต่อการดำเนนิ ชีวิตของเราและตอ่ สงั คมอยา่ งไร
9. ครูให้นักเรยี นแตล่ ะกลุ่มนำเสนอคำตอบหน้าช้ันเรยี น เมอื่ นำเสนอครบทุกกลุม่ แล้ว ครูกลา่ ว
ชมเชยและให้กำลงั ใจนกั เรยี น พรอ้ มสรปุ ความรูใ้ นประเดน็ ต่าง ๆ
10. ครูและนักเรียนร่วมกนั สรุปเกีย่ วกับการพฒั นาการเรียนรู้ดว้ ยวธิ ีคิดแบบโยนิโสมนสกิ ารเรื่อง วิธคี ิด
แบบคุณค่าแท–้ คุณคา่ เทียม โดยให้นักเรยี นเขยี นบันทึกลงในสมุด

ชั่วโมงท่ี ๒๕
วิธคี ดิ แบบคุณ–โทษ และทางออก
11. ครูทบทวนความรขู้ องนักเรียนเก่ยี วกับวธิ คี ดิ แบบคุณค่าแท้–คุณคา่ เทียมใหน้ ักเรียนกลุ่มเดมิ ชว่ ยกนั
ตอบคำถามในประเด็นต่อไปนี้

1) กจิ กรรมใดทีเ่ ราต้องใช้วิธีคดิ แบบคุณ–โทษ และทางออก และถา้ เราไม่ใชจ้ ะเกิดผลอยา่ งไร
2) การใชว้ ธิ ีคิดแบบคุณ–โทษ และทางออก มผี ลดีต่อการดำเนินชวี ิตของเราและต่อสงั คมอย่างไร


12. ครูให้นักเรียนแตล่ ะกลุ่มนำเสนอคำตอบหน้าชนั้ เรียน เมอื่ นำเสนอครบทุกกลมุ่ แลว้ ครูกล่าว
ชมเชยและให้กำลังใจนักเรียน พร้อมสรุปความรู้ในประเด็นตา่ ง ๆ

13. ครูให้นักเรยี นร่วมกันแสดงความคิดเหน็ ว่า นักเรียนสามารถนำคุณลักษณะข้อใดของหลักปรัชญาของ
เศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้กบั วิธคี ดิ แบบโยนโิ สมนสิการ ในเร่ืองวธิ ีคิดแบบคุณค่าแท้–คุณค่าเทียมมา
ประยุกต์ใช้ได้บา้ ง และจะประยกุ ต์ใช้อย่างไร

14. ครแู ละนักเรียนร่วมกนั สรปุ เกีย่ วกบั การพัฒนาการเรียนรู้ด้วยวิธีคดิ แบบโยนิโสมนสกิ ารเรอ่ื ง วธิ คี ดิ
แบบคณุ ค่าแท–้ คณุ คา่ เทยี ม โดยครูให้นักเรยี นเขียนบันทึกลงในสมุด

15. ครใู หน้ กั เรียนทำใบงานท่ี 7 เรื่อง คดิ แบบโยนิโสมนสิการ แล้วช่วยกันเฉลยคำตอบท่ีถูกต้อง
16. ในขณะปฏิบตั ิกิจกรรมของนกั เรียน ครูคอยสงั เกตพฤตกิ รรมการทำงานของนักเรยี นตามแบบ
ประเมินพฤติกรรมในการทำงานเปน็ รายบุคคลหรือเป็นกลุ่ม

ขั้นที่ 3 ฝึกฝนผู้เรียน
17. ครูใหน้ ักเรียนทำกิจกรรมที่เกยี่ วกับการพัฒนาการเรยี นรูด้ ว้ ยวิธีคดิ แบบโยนโิ สมนสกิ าร
ประจำหนว่ ยการเรยี นรูท้ ี่ 4 ในแบบฝกึ ทักษะ รายวชิ าพนื้ ฐาน พระพุทธศาสนา ม. 1 ของบรษิ ัท สำนักพิมพ์
วฒั นาพานชิ จำกดั แลว้ ช่วยกันเฉลยคำตอบทถี่ ูกตอ้ ง

ขนั้ ท่ี 4 นำไปใช้
18. ครแู นะนำใหน้ กั เรยี นนำความรเู้ รื่อง วิธีคิดแบบโยนิโสมนสกิ าร ไปประยกุ ต์ใช้ในชีวิต
ประจำวนั

ข้นั ท่ี 5 สรุป
19. ครูและนกั เรยี นร่วมกันสรุปความรู้เร่ือง การพัฒนาการเรยี นรูด้ ้วยวิธคี ดิ แบบโยนิโสมนสิการ
โดยให้นักเรียนสรปุ ลงในแบบบนั ทกึ ความรู้
20. ครูใหน้ ักเรียนทำแบบทดสอบหลังเรียนและช่วยกนั เฉลยคำตอบทถ่ี ูกตอ้ ง โดยแจกแบบทดสอบให้
นกั เรียนทุกคน และให้นักเรยี นทำแบบทดสอบ โดยเขยี นเคร่อื งหมาย  ทับตวั อักษร (ก–ง) หน้าคำตอบ ท่ี
ถกู ต้องทีส่ ดุ เพียงคำตอบเดยี ว จากน้ันตรวจใหค้ ะแนน พร้อมเฉลยคำตอบของแบบทดสอบก่อนเรยี นและหลงั
เรียน เพ่ือประเมินผลการเรยี นรขู้ องนักเรยี น

7. กจิ กรรมเสนอแนะ
 ครใู หน้ กั เรยี นสบื ค้นขอ้ มูลเกย่ี วกับวธิ คี ดิ แบบโยนิโสมนสิการที่นอกเหนือจากท่ีเรยี น บนั ทึกผล และ

นำมาแลกเปล่ยี นเรียนรู้กันในชั้นเรยี น

8. สอ่ื /แหล่งการเรียนรู้
1. แผนภูมิวธิ คี ดิ แบบโยนิโสมนสิการ 10 วิธี
2. ใบงาน เรือ่ ง พฒั นาการคิดดว้ ยโยนโสมนสกิ าร
3. แบบประเมินพฤติกรรมในการทำงานเป็นรายบุคคลหรือเปน็ กลุ่ม
4. แบบบนั ทึกความรู้
5. แบบทดสอบหลงั เรียน
6. หนังสือการเรยี น รายวิชาพน้ื ฐาน พระพุทธศาสนา ม.1
7. สื่อการเรยี นรู้ PowerPoint รายวชิ าพน้ื ฐาน พระพทุ ธศาสนา ม.1


แผนการจัดการเรียนรู้ที่ ๑๑

กลมุ่ สาระการเรียนรู้ สังคมศกึ ษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชนั้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 1

รายวชิ า ศาสนา ศลี ธรรม จรยิ ธรรม ส 21101 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565

หนว่ ยการเรียนร้ทู ่ี ๖ หลกั ธรรมทางศาสนา และพทุ ธศาสนสภุ าษติ เวลา ๕ ชัว่ โมง

เรอื่ ง อริยสัจ 4 และการปฏิบตั ิตนตามหลกั ธรรม เวลา ๔ ช่ัวโมง

ผสู้ อน นางสาวนพวรรณ ศรบี านช่ืน วันที่ ……… เดือน …………………. พ.ศ. ……………

1. สาระสำคัญ
อรยิ สจั 4 เปน็ หลักความจริงอนั ประเสริฐ เปน็ หลักแห่งเหตุและผล มี 4 ประการ ได้แก่ ทกุ ข์ สมุทัย

นิโรธ และมรรค อรยิ สัจ 4 เป็นหลักคำสอนท่ีเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา หลกั ธรรมคำสอนทั้งหมด
ไมว่ า่ จะเปน็ ขันธ์ 5 ธาตุ 4 หลักกรรม อบายมุข 6 สุข 2 คหิ สิ ุข 4 กรรมฐาน 2 ไตรสิกขา โกศล 3 ปธาน 4
และมงคล 38 ลว้ นสรุปลงในอรยิ สัจ 4

2. ตัวชี้วดั ช้ันปี
1. อธบิ ายพทุ ธคุณและข้อธรรมสำคญั ในกรอบอริยสัจ 4 หรือหลกั ธรรมของศาสนาที่ตนนับถือ

ตามท่ีกำหนด เห็นคุณค่าและนำไปพัฒนาแก้ปัญหาของตนเองและครอบครัว (ส 1.1 ม. 1/5)
2. วิเคราะหแ์ ละปฏิบัติตนตามหลักธรรมทางศาสนาท่ีตนนับถอื ในการดำรงชีวิตแบบพอเพยี ง และดูแล

รกั ษาส่งิ แวดลอ้ มเพื่อการอยู่ร่วมกนั ได้อยา่ งสนั ติสขุ (ส 1.1 ม. 1/8)

3. จดุ ประสงค์การเรียนรู้
1. อธบิ ายความหมายและประเภทของหลักธรรมในกรอบอริยสัจ 4 ได้ (K)
2. วเิ คราะหค์ ณุ คา่ ของหลักธรรมในกรอบอริยสจั 4 ได้อย่างมเี หตุผล (A, P)
3. นำหลกั ธรรมไปประยุกต์ใช้หรอื ประพฤตปิ ฏบิ ัติตนในชีวติ ประจำวนั ใหเ้ กิดผลดตี ่อตนเองและ

สงั คมได้ (A, P)
4. วเิ คราะหแ์ ละปฏบิ ัติตนตามหลกั ธรรมทางพระพุทธศาสนาทส่ี อนใหด้ ำรงชีวิตแบบพอเพยี งและ

ดแู ลรกั ษาสง่ิ แวดล้อมเพ่ือการอยู่ร่วมกนั ไดอ้ ย่างสนั ตสิ ขุ (A, P)

4. การวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรู้

ด้านคุณธรรม จรยิ ธรรม

ด้านความรู้ (K) และคา่ นิยม (A) ด้านทกั ษะ/กระบวนการ (P)

1. ซักถามความรเู้ รื่อง อริยสัจ • ประเมินพฤติกรรมในการ • ประเมนิ พฤติกรรมในการ

4 และการปฏบิ ัติตนตาม ทำงานเป็นรายบุคคลใน ทำงานเป็นรายบุคคลหรือ

หลักธรรม ดา้ น ความซอื่ สัตยส์ จุ ริต ความ เป็นกล่มุ ในด้านการส่ือสาร

2. ตรวจผลงาน/กิจกรรม มวี ินยั ความใฝ่เรยี นรู้ ความมี การคิด การแก้ปัญหา ฯลฯ

เป็นรายบุคคลหรอื เป็นกลมุ่ เหตุผล ฯลฯ


5. สาระการเรียนรู้
• หลกั ธรรมทางพระพทุ ธศาสนา
1. อรยิ สัจ 4
2. การปฏบิ ตั ิตนตามหลักธรรม

6. กระบวนการจัดการเรียนรู้
ช่ัวโมงท่ี ๒๖

ขั้นที่ 1 นำเข้าส่บู ทเรียน
1. ครสู ร้างบรรยากาศและส่ิงแวดล้อมในการเรยี นรูเ้ พ่ือใหเ้ กิดความศรทั ธาเลอ่ื มใสในพระรตั นตรัย
ทีเ่ หมาะสม เช่น จัดนงั่ เรยี นแบบตวั U นำนักเรียนไปเรียนทห่ี อ้ งประชมุ ห้องจรยิ ธรรม สนามหญ้าใตร้ ม่ ไม้ ท่ี
วดั กอ่ นเรียนให้นกั เรียนสวดมนตไ์ หว้พระ น่งั สมาธิ และแผ่เมตตา
2. ครแู จ้งตัวชี้วัดชนั้ ปีและจุดประสงคก์ ารเรยี นรู้ใหน้ ักเรยี นทราบ
3. ครนู ำหวั ข้อข่าวจากหนังสือพิมพ์ วิทยุ หรอื โทรทัศน์เกยี่ วกับการกระทำของบุคคลท่ีมีลักษณะ
ตอ่ ไปน้ีมาเล่าใหน้ ักเรียนฟงั

1) คนทะเลาะวิวาทและทำรา้ ยรา่ งกายกัน
2) คนเมาสรุ าอาละวาด
3) นักการพนนั ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับ
4) คนกลับจากเท่ยี วกลางคนื แล้วขบั รถได้รบั อุบตั ิเหตุ
5) คนท่ีได้รับรางวัลหรอื เกียรติบตั รจาการทำความดี
6) หนว่ ยงานของรัฐหรือเอกชนนำสงิ่ ของไปบริจาคใหแ้ กผ่ ูป้ ระสบภัยพบิ ัติ เช่น น้ำท่วม
4. ครตู ั้งประเดน็ คำถามใหน้ ักเรียนช่วยกนั แสดงความคิดเห็น เช่น
1) การกระทำในขอ้ ใดเปน็ การกระทำความดี และการกระทำดงั กล่าวก่อให้เกดิ ผลดตี ่อตนเอง
และต่อสว่ นรวมอย่างไร
2) การกระทำในข้อใดเปน็ การกระทำความชั่ว และการกระทำดงั กลา่ วก่อใหเ้ กดิ ผลเสยี ตอ่
ตนเองและตอ่ ส่วนรวมอย่างไร
5. ครกู ล่าวชมเชยนกั เรียน จากน้นั สรปุ ประเดน็ การแสดงความคดิ เหน็ ว่า การกระทำดังกล่าว
ขา้ งต้นมีทัง้ การกระทำความดีและการกระทำความชว่ั ถ้าเป็นการกระทำความดจี ะทำให้ชีวิตมคี วามสุข
สังคมเกิดความสงบสุขและเรียบร้อย แต่ถ้าเปน็ การกระทำความช่วั ชีวิตจะมีแต่ความทุกข์และความเดือดรอ้ น
สังคมไมส่ งบ ขาดความเป็นระเบียบเรยี บรอ้ ย ดังนน้ั เราควรเลือกกระทำแต่ความดแี ละ
หลีกหนคี วามชัว่

ขั้นที่ 2 กิจกรรมการเรยี นรู้
อรยิ สัจ 4
6. ครูสุ่มเลือกนักเรยี น 2–3 คน ให้ออกมานำเสนอเรอ่ื งท่ีไดไ้ ปอา่ นและสรปุ มาในชัว่ โมงท่ีแลว้ โดยครูคอย
เพิ่มเติมในสิ่งที่นักเรยี นขาดหรือยงั ไมเ่ ข้าใจ
7. ครใู หน้ กั เรยี นศึกษาและค้นหาคำศัพทภ์ าษาองั กฤษเก่ยี วกบั อริยสจั 4 จากสอื่ และแหลง่ การเรยี นรู้
ตา่ ง ๆ เช่น หนังสอื เรยี น เอกสารความรู้ อินเทอร์เนต็ ในหัวข้อตอ่ ไปนี้

1) ความหมายและประเภทของอริยสจั 4


2) คุณค่าของอรยิ สัจ 4
3) หลกั ธรรมท่สี รุปลงในอรยิ สัจ4
8. ครใู หน้ กั เรยี นแบง่ กล่มุ กลุ่มละ 4–6 คน โดยวิธนี ับหมายเลข เลอื กเฉพาะเจาะจง หรอื จับสลาก
แล้วแต่ความเหมาะสม ใหแ้ ต่ละกลุ่มทำใบงานท่ี 3 เรือ่ ง ความทกุ ข์ ตามหวั ข้อที่กำหนดให้
9. ครูให้นักเรยี นแต่ละคนในกลมุ่ ผลดั กนั อภปิ รายตามประเดน็ ทกี่ ำหนดในใบงาน โดยมีครคู อย
ตรวจสอบความถูกตอ้ ง แตล่ ะกล่มุ บันทึกผลการอภปิ รายของกล่มุ ตนเพ่อื นำเสนอหน้าชั้นเรียน พรอ้ มท้งั
เตรียมตวั นำเสนอผลการอภิปรายในรปู แบบท่หี ลากหลาย เชน่ ภาพประกอบ แผ่นใส วดี ทิ ัศน์ PowerPoint
10. แต่ละกลุ่มส่งตัวแทนนำเสนอผลการอภิปรายกลุ่มละ 5 นาที พรอ้ มเปิดโอกาสใหเ้ พื่อนนักเรียน
กลุ่มอ่นื ซักถามและวิจารณ์ผลงาน
11. ในขณะปฏบิ ัติกิจกรรมของนกั เรยี น ครูคอยเสริมความรู้ ให้คำแนะนำ คำติ–ชม และสังเกต
พฤติกรรมการทำงานและการนำเสนอผลการอภิปรายของนักเรียนตามแบบประเมนิ พฤติกรรมใน การ
ทำงานเปน็ รายบุคคลหรอื เป็นกลุ่ม
12. เมือ่ นำเสนอผลการอภปิ รายครบทกุ กลมุ่ แล้ว ครแู ละนักเรยี นร่วมกันสรุปความรู้ทไี่ ด้รับจาก
การอภปิ ราย จากน้นั ครใู ห้นักเรียนดแู ผนภูมขิ องอรยิ สจั 4 ที่เกยี่ วกบั หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาที่
สรุปลงในอริยสัจ 4 โดยครูชีแ้ จงให้นกั เรยี นทราบวา่ อรยิ สัจ 4 ถือเปน็ หัวใจของหลกั คำสอนของ
พระพทุ ธศาสนา เป็นความรู้ท่ีสมบูรณ์ด้วยหลกั การ ภาคทฤษฎี ภาคปฏิบตั ิ และการวเิ คราะห์ผลของการ
ปฏบิ ตั ิ ดังน้นั ไมว่ า่ เราจะพจิ ารณาสาระของหลกั ธรรมคำสอนในเรือ่ งใดหรือแง่มมุ ใด เชน่ ในเรอ่ื งของ
ขันธ์ 5 ธาตุ 4 หลกั กรรม อบายมขุ 6 สุข 2 คหิ ิสขุ 4 กรรมฐาน 2 ไตรสกิ ขา โกศล 3 ปธาน 4 และมงคล
38ทุกเรื่องทุกแง่มุมสามารถสรปุ ลงในอริยสจั 4 ได้ทัง้ สิ้น ดงั แผนภูมิ

หลกั ธรรมทศ่ี กึ ษา อรยิ สัจ 4

จดั อย/ู่ สรุปลง

ขนั ธ์ 5, ธาตุ 4 ทกุ ข:์ ธรรมที่ควรรู้
หลกั ธรรม, อบาบมุข 6 สมุทยั : ธรรมที่ควรละ
สุข 2, คหิ ิสุข 4 นิโรธ: ธรรมท่ีควรบรรลุ
กรรมฐาน 2, ไตรสิกขา
โกศล 3, ปธาน 4 มรรค: ธรรมท่ีควรเจริญ
มงคล 38

ทุกข:์ ธรรมทีค่ วรรู้
13. ครูใหน้ กั เรยี นศึกษาและบันทกึ สาระสำคัญเกี่ยวกบั อริยสัจ 4 ทุกข์: ธรรมท่ีควรรู้ เรื่อง ขันธ์ 5 ธาตุ 4

จากสอ่ื และแหลง่ การเรียนรู้ต่าง ๆ เช่น หนงั สือเรียน เอกสารความรู้ อนิ เทอรเ์ น็ต ในหวั ขอ้ ต่อไปน้ี
1) ความหมายและประเภทของขนั ธ์ 5
2) ความหมายและประเภทของธาตุ 4
3) คณุ ค่าของการศึกษาเร่อื งธาตุ 4


14. ครแู ละนกั เรยี นรว่ มกนั สรุปเกยี่ วกบั อริยสัจ 4 ทุกข์: ธรรมท่ีควรรู้ เรื่อง ขนั ธ์ 5 ธาตุ 4 โดยครใู ห้
นักเรียนเขียนบนั ทึกลงในสมุด

15. ครมู อบหมายให้นกั เรยี นอ่านเนอ้ื หาเกยี่ วกบั อรยิ สัจ 4 สมุทัย: ธรรมทีค่ วรละ เร่อื ง หลกั กรรมและ
อบายมขุ 6 เป็นการบา้ นเพื่อเตรียมจักการเรียนรู้ในครงั้ ต่อไป

ชั่วโมงท่ี ๒๗
16. ครูเปดิ โอกาสให้นกั เรยี นซักถามข้อสงสยั ตา่ ง ๆ จากเร่ืองท่ีได้รับมอบหมายให้ไปอ่านมา
โดยครคู อยตอบข้อสงสยั และอธิบายเพ่ิมเตมิ
17. ครใู ห้นักเรยี นศึกษาและบนั ทึกสาระสำคญั เกย่ี วกับอริยสจั 4 ทุกข์: ธรรมที่ควรรู้ เรื่อง หลกั กรรม
และอบายมขุ 6 จากส่ือและแหลง่ การเรียนรู้ตา่ ง ๆ เชน่ หนงั สอื เรยี น เอกสารความรู้ อนิ เทอรเ์ นต็ ในหวั ข้อ
ต่อไปน้ี

1) ความหมายและประเภทของกรรม
2) กฎแหง่ กรรมและคุณค่าของการศกึ ษาเรื่อง กรรม
3) ความหมาย ประเภท และโทษของอบายมขุ 6
4) คุณค่าของการหลีกเลย่ี งจากอบายมขุ 6
18. ครูสุ่มเลือกนกั เรยี น 4–6 คน ใหอ้ อกมานำเสนอผลงานของตนเอง จากนัน้ นำผลงาน
ของนักเรยี นทง้ั หมดมาพิจารณาร่วมกันและเสนอแนวทางปฏิบตั ิ พร้อมท้งั รว่ มกันออกแบบบนั ทึกผล
การปฏบิ ัตติ นตามหลกั ธรรม เพ่ือใหน้ ักเรยี นนำไปบนั ทึกและรายงานผลการปฏิบัตติ ่อครูทกุ สัปดาห์
19. ครมู อบหมายให้นักเรยี นไปหาข่าวการกระทำของบุคคลตา่ ง ๆ ท่ีเกย่ี วข้องกับอบายมขุ 6 เป็น
การบ้าน คนละ 1 ข่าว เพ่ือนำมาจดั ป้ายนิเทศรว่ มกัน
20. ครูให้นกั เรียนทำใบงานที่ 4 เรื่อง รจู้ กั คิด ตามหวั ข้อท่ีกำหนดให้ จากนน้ั ให้แต่ละกลุม่ สง่
ตัวแทนออกมานำเสนอผลงานหน้าชน้ั เรยี น พร้อมเปิดโอกาสให้เพอ่ื นนักเรยี นกลุ่มอ่ืนซักถามและ
วจิ ารณผ์ ลงาน
21. ในขณะปฏิบตั ิกจิ กรรมของนักเรียน ครูคอยเสริมความรู้ ให้คำแนะนำ คำติ–ชม และสังเกต
พฤติกรรมการทำงานและการนำเสนอผลงานของนกั เรียนตามแบบประเมินพฤติกรรมในการทำงานเปน็
รายบคุ คลหรอื เปน็ กลุม่
22. ครูและนักเรียนรว่ มกันสรปุ ความรู้ จากนั้นครมู อบหมายให้นักเรียนแต่ละคนวเิ คราะหผ์ ลทเี่ กิดขน้ึ
จากการกระทำตอ่ ไปนีว้ ่ามผี ลตอ่ ตนเอง ครอบครัว และสงั คมอย่างไร ควรป้องกันแกไ้ ขอย่างไรโดยทำเปน็ แผน
ทค่ี วามคดิ และใช้วิธีคิดแบบสืบสาวเหตปุ ัจจยั

1) การชอบเท่ียวกลางคืน
2) การชอบเทีย่ วดูการละเลน่
3) การเป็นนกั เลงสรุ า
4) การเปน็ นักเลงการพนัน
5) ความเกียจครา้ นทำการงาน
6) การคบคนช่ัวเป็นมิตร
23. ครมู อบหมายใหน้ ักเรยี นอ่านเนือ้ หาเก่ียวกบั อรยิ สัจ 4 นโิ รธ: ธรรมทีค่ วรบรรลุ เร่อื ง สขุ 2 และคหิ สิ ขุ 4
เปน็ การบ้านเพ่อื เตรียมจกั การเรียนรู้ในครงั้ ตอ่ ไป


ชวั่ โมงที่ ๒๘
นิโรธ: ธรรมท่คี วรบรรลุ
24. ครูเปิดโอกาสใหน้ ักเรียนซกั ถามข้อสงสัยต่าง ๆ จากเร่ืองท่ีได้รับมอบหมายใหไ้ ปอ่านมา โดยครู
คอยตอบข้อสงสยั และอธิบายเพิ่มเติม
25. ครูให้นกั เรียนศึกษาและบันทึกสาระสำคญั เกยี่ วกับอรยิ สจั 4 นโิ รธ: ธรรมท่ีควรบรรลุ เร่อื ง สขุ 2
และคหิ ิสุข 4 จากสอื่ และแหลง่ การเรยี นรู้ต่าง ๆ เช่น หนังสอื เรียน เอกสารความรู้ อนิ เทอรเ์ น็ต

1) สุข 2
2) คหิ สิ ุข 4
26. ครูให้นกั เรียนลองสำรวจตนเองและครอบครัวของตนเองว่ามีหรอื ไดป้ ฏบิ ัตติ ามหลักธรรมทาง
พระพุทธศาสนาในเร่อื งอะไรบ้างตามประเดน็ ต่อไปน้ี
1) ครอบครัวของนักเรียนมสี ุขประเภทใดมากกวา่ กนั ระหว่างกายกิ สุขกับเจตสกิ สุข เพราะอะไร
2) คหิ สิ ขุ ข้อใดที่ครอบครัวของนกั เรยี นยังไม่มี เพราะอะไร
3) นกั เรียนอยากใหต้ นเองและครอบครวั มคี หิ ิสุขข้อใดมากที่สุด เพราะอะไร
27. ครูสมุ่ เลอื กนักเรียน 4–6 คน ใหอ้ อกมานำเสนอผลงานของตนเองใหเ้ พื่อนฟัง พร้อมทงั้ เปิดโอกาส
ใหเ้ พ่อื นซกั ถามข้อสงสยั
28. ครแู ละนักเรยี นรว่ มกันสรปุ เน้ือหาเกีย่ วกับเกี่ยวกบั อริยสจั 4 นิโรธ: ธรรมท่คี วรบรรลุ เรอ่ื ง สุข 2
และคิหิสุข 4 โดยครูให้นกั เรียนเขยี นบันทกึ ลงในสมดุ
29. ครูมอบหมายให้นักเรียนอ่านเนือ้ หาเก่ยี วกบั อรยิ สจั 4 มรรค: ธรรมท่คี วรเจริญ เร่อื ง กรรมฐาน 2
ไตรสกิ ขา โกศล 3 ปธาน 4 เปน็ การบา้ นเพ่ือเตรียมจกั การเรยี นรูใ้ นคร้งั ต่อไป

ชวั่ โมงท่ี ๒๙
30. ครูเปดิ โอกาสให้นกั เรยี นซักถามข้อสงสยั ตา่ ง ๆ จากเร่ืองท่ีไดร้ บั มอบหมายใหไ้ ปอ่านมา โดยครูคอย
ตอบข้อสงสัยและอธบิ ายเพ่ิมเติม
31. ครใู ห้นักเรียนศึกษาและบันทึกสาระสำคญั เกย่ี วกับอริยสัจ 4 มรรค: ธรรมท่ีควรเจรญิ เรื่อง กรรมฐาน 2
ไตรสิกขา โกศล 3 ปธาน 4 จากสื่อและแหล่งการเรียนรู้ตา่ ง ๆ เชน่ หนังสือเรียน เอกสารความรู้ อนิ เทอร์เนต็

1) กรรมฐาน 2
2) ไตรสิกขา
3) โกศล 3
4) ปธาน 4
32. ครูใหน้ กั เรียนลองสำรวจตนเองและครอบครวั ของตนเองว่ามหี รอื ไดป้ ฏบิ ตั ิตามหลักธรรมทาง
พระพทุ ธศาสนาในเร่ืองอะไรบ้างตามประเดน็ ต่อไปนี้
1) นกั เรียนได้ปฏบิ ัตติ นตามหลกั ธรรมต่อไปนี้ในเรื่องอะไรบ้าง ได้ผลเปน็ อย่างไร

(1) กรรมฐาน 2
(2) ไตรสิกขา
(3) โกศล 3
(4) ปธาน 4
2) นกั เรียนไดน้ ำหลักธรรมข้อใดบ้างมาปฏบิ ัติเพื่อการดำรงชีวติ ท่พี อเพยี ง และได้ผลเปน็ อย่างไร
3) นกั เรียนได้นำหลกั ธรรมขอ้ ใดบา้ งมาปฏิบัติเพื่อการดแู ลรักษาสิ่งแวดล้อมและได้ผลเปน็ อยา่ งไร


33. ครสู มุ่ เลือกนักเรยี น 4–6 คน ให้ออกมานำเสนอผลงานของตนเองใหเ้ พื่อนฟัง พร้อมทงั้ เปดิ โอกาส
ให้เพื่อนซักถามข้อสงสยั

34. ครแู ละนักเรยี นรว่ มกนั สรุปเน้อื หาเกย่ี วกับเกยี่ วกบั อริยสัจ 4 มรรค: ธรรมทคี่ วรเจรญิ เรอื่ ง กรรมฐาน
2 ไตรสิกขา โกศล 3 ปธาน 4 โดยครูเขยี นบลั งบนกระดานดำใหน้ ักเรยี นเขียนบันทกึ ลงในสมดุ

35. ครูมอบหมายใหน้ กั เรยี นอา่ นเนื้อหาเกี่ยวกบั อรยิ สัจ 4 มรรค: ธรรมท่คี วรเจรญิ เรอ่ื ง มงคล 38 เป็น
การบา้ นเพ่ือเตรียมจกั การเรยี นรใู้ นครง้ั ต่อไป

ชั่วโมงที่ ๓๐
36. ครูเปิดโอกาสให้นักเรียนซกั ถามข้อสงสัยต่าง ๆ จากเรื่องที่ไดร้ บั มอบหมายให้ไปอา่ นมา โดยครู
คอยตอบข้อสงสยั และอธบิ ายเพิม่ เติม
37. ครูใหค้ วามรูแ้ กนกั เรียนเกยี่ วกับอริยสจั 4 มรรค: ธรรมทค่ี วรเจริญ เรื่อง มงคล 38 (ไม่คบตนพาล คบ
บณั ฑิต บชู าคนทคี่ วรบูชา) โดยใชข้ ้อมลู จากหนงั สอื เรยี น รายวิชาพน้ื ฐาน พระพุทธศาสนา ม. 1 ของบริษัท
สำนกั พมิ พว์ ฒั นาพานิช จำกัด
38. ครใู หน้ กั เรียนลองสำรวจตนเองและครอบครวั ของตนเองวา่ มีหรือไดป้ ฏบิ ตั ติ ามหลักธรรมทาง
พระพทุ ธศาสนาในเร่อื งมงคล 38 ตามประเดน็ ต่อไปน้ี พร้อมเขียนบันทกึ วา่ เม่ือนักเรียนไดป้ ฏิบตั ิตนตาม
มงคล 38 ในเรื่องดังกล่าวนแ้ี ล้วไดร้ ับผลดอี ย่างไร
1) ไมค่ บคนพาล
2) คบบณั ฑิต
3) บชู าคนท่คี วรบชู า
39. ครูสุ่มเลือกนักเรียนออกมานำเสนอผลการสำรวจประมาณ 4–6 คน จากนั้นนำผลการสำรวจของ
นักเรียนทั้งหมดมาพิจารณาร่วมกันและเสนอแนวทางปฏิบัติ พร้อมทั้งร่วมกันออกแบบบันทึกผล การปฏิบัติ
ตนตามหลักธรรม เพื่อให้นักเรยี นนำไปบันทึกและรายงานผลการปฏิบัติต่อครทู ุกสัปดาห์ จากนั้นครูให้ความรู้
เสริมแกน่ กั เรียนวา่ หลกั ธรรมทางพระพุทธศาสนา นอกจากเปน็ หลักปฏิบัติตนเพ่ือการอยู่ร่วมกันในสังคมแล้ว
ยงั เป็นหลกั ปฏิบตั ทิ ่เี นน้ ความพอเพียงท่ีประสานกลมกลืนกับวิถีชวี ติ ของประชาชนในทุกระดับ เป็นการสอนให้
ปฏิบัติตนในทางสายกลางหลักหลักมัชฌิมาปฏิปทา คือ สอนให้รู้จักพอประมาณในการใช้สอย
ทรพั ยากรธรรมชาติ และใช้ชีวติ แบบฟมุ่ เฟอื ย ฟุ้งเฟ้อ และสอนเนน้ การลด ละ เลกิ อบายมขุ ด้วยการประพฤติ
ปฏิบัติตามหลกั ธรรมกศุ ลกรรมต่าง ๆ
40. ครใู หน้ ักเรยี นรว่ มกนั แสดงความคิดเห็นว่า ถ้านักเรยี นนำหลกั อริยสัจ 4 และหลักธรรมทเี่ ก่ียวข้องกับ
หลักอริยสัจ 4 ของพระพุทธศาสนาไปประพฤติปฏิบัติจะเป็นผลดีต่อการอยู่ร่วมกันเป็นประชาคมอาเซียน
อยา่ งไร ครเู ขียนสรปุ เป็นขอ้ ๆ บนกระดานดำ และใหน้ กั เรยี นบันทึกลงในสมุดบันทกึ
41. ครูและนกั เรยี นร่วมกันสรปุ เกยี่ วกับอริยสจั 4 มรรค: ธรรมท่ีควรเจรญิ เรอ่ื ง มงคล 38 (ไม่คบตนพาล
คบบัณฑิต บูชาคนทค่ี วรบชู า) โดยครใู ห้นกั เรียนเขยี นบันทึกลงในสมดุ
42. ครูบอกกับนกั เรยี นวา่ หลกั ธรรมทางพระพทุ ธศาสนามคี วามจำเปน็ ต่อการดำเนินชีวติ การนำหลักธรรมมา
ปฏบิ ตั ิตนให้เหมาะสมเปน็ สิง่ ท่ีควรกระทำ แลว้ มอบหมายให้นกั เรียนอา่ นและสรุปเน้อื หาเก่ยี วกบั การปฏบิ ัตติ นตาม
หลักธรรม เป็นการบา้ นเพ่อื เตรยี มจักการเรียนรใู้ นครั้งต่อไป


ชว่ั โมงที่ ๓๑
43. ครเู ปดิ โอกาสใหน้ ักเรียนซักถามข้อสงสยั ต่าง ๆ จากเรื่องที่ไดร้ บั มอบหมายให้ไปอ่านมาโดยครูคอย
ตอบข้อสงสยั และอธิบายเพิ่มเติม จากนัน้ อาสาสมัครนักเรียนใหอ้ อกมาแสดงความคิดเห็นเกย่ี วกับเรอ่ื งทไ่ี ดร้ ับ
มอบหมายให้อา่ นและสรปุ ให้เพื่อน ๆ ฟงั โดยครูสรุปความคิดเห็นของนักเรียนและให้คำแนะนำหรือความรู้
เพมิ่ เติม
44. ครูให้ความรู้แก่นักเรียนเก่ยี วกบั หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาเร่อื ง การปฏบิ ตั ติ นตามหลักธรรม โดย
ใช้ข้อมูลจากหนงั สอื เรยี น รายวชิ าพื้นฐาน พระพุทธศาสนา ม. 1 ของบรษิ ทั สำนักพิมพ์วัฒนาพานิช จำกดั
45. ครใู หน้ กั เรยี นลองสำรวจตนเองและครอบครวั ของตนเองวา่ มหี รอื ได้ปฏิบัตติ ามหลกั ธรรมทาง
พระพทุ ธศาสนาในเร่อื งอะไรบ้างตามประเดน็ ต่อไปนี้

1) นกั เรียนได้นำหลักธรรมข้อใดบ้างมาปฏบิ ตั เิ พื่อการดำรงชวี ิตทีพ่ อเพียง และไดผ้ ลเป็นอยา่ งไร
2) นักเรยี นได้นำหลักธรรมข้อใดบ้างมาปฏบิ ัติเพื่อการดูแลรกั ษาส่งิ แวดล้อม และได้ผลเป็นอย่างไร
46. ครูสุ่มเลือกนกั เรียน 4–6 คน ให้ออกมานำเสนอผลงานของตนเองให้เพื่อนฟัง พร้อมท้ังเปิดโอกาส
ให้เพ่ือนซกั ถามข้อสงสยั
47. ครูและนกั เรยี นรว่ มกนั สรปุ เกีย่ วกับหลกั ธรรมทางพระพทุ ธศาสนาเรอ่ื ง การปฏบิ ตั ิตนตามหลักธรรม โดย
ครใู ห้นักเรยี นเขยี นบนั ทกึ ลงในสมดุ

ขน้ั ที่ 3 ฝึกฝนผู้เรยี น
48. ครูใหน้ กั เรียนรว่ มกนั แสดงความคดิ เหน็ ว่า นักเรียนจะปฏิบตั ิตนตามหลักธรรมขอ้ ใดจงึ จะ
สอดคลอ้ งกับคุณลกั ษณะปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง และเม่ือปฏบิ ัติแลว้ จะมผี ลดีต่อตนเอง ผู้อน่ื และสงั คม
อย่างไร
49. ครูใหน้ กั เรยี นทำกจิ กรรมเกี่ยวกบั อริยสจั 4 และการปฏบิ ตั ติ นตามหลักธรรม ในแบบฝึกทักษะ
รายวชิ าพ้นื ฐาน พระพุทธศาสนา ม. 1 ของบรษิ ัท สำนักพิมพว์ ฒั นาพานชิ จำกัด แลว้ ชว่ ยกันเฉลยคำตอบทีถ่ กู ตอ้ ง

ข้ันท่ี 4 นำไปใช้
50. ครูใหน้ ักเรียนนำหลกั ธรรมที่ได้ศกึ ษามาไปประพฤติปฏบิ ตั แิ ละบนั ทึกผลการปฏิบตั ิลงในแบบ
บนั ทึกผลการปฏิบตั ิตนตามหลักธรรม และรายงานผลการปฏบิ ตั ิตอ่ ครเู ปน็ ระยะ ๆ

ขัน้ ที่ 5 สรุป
51. ครูและนกั เรียนร่วมกันสรุปความรู้เรื่อง อริยสจั 4 และการปฏบิ ตั ติ นตามหลักธรรม โดยให้
นกั เรยี นสรุปลงในแบบบันทึกความรู้ หรือสรุปเปน็ แผนท่ีความคิด พร้อมตกแต่งแผนท่ีความคิดให้
สวยงาม
52. ครูบอกกบั นกั เรียนว่า พทุ ธศาสนสภุ าษิตเป็นคำสอนที่มีลักษณะเปน็ ข้อความส่นั ๆ แตม่ ีความหมายท่ีแฝง
ไปด้วยคตสิ อนใจใหป้ ฏบิ ัติตาม แล้วมอบหมายให้นักเรยี นอา่ นและสรุปเนอ้ื หาเกย่ี วกับพทุ ธศาสนสภุ าษิตเร่อื ง ยํ เว
เสวติ ตาทโิ ส (คบคนเชน่ ใด เปน็ คนเช่นนน้ั ) และ อตตฺ นา โจทยตตฺ านํ (จงเตือนตนด้วยตน) เป็นการบา้ นเพือ่
เตรียมจกั การเรยี นรู้ในครงั้ ต่อไป


7. กจิ กรรมเสนอแนะ
1. ครูให้นักเรียนฝึกนำภาพข่าวหรือเหตุการณท์ ี่ไดพ้ บเห็นเกี่ยวกับพฤตกิ รรมหรือการกระทำของบุคคล

ที่เกิดการปฏิบัติตามและไม่ปฏิบัติตามหลักธรรมมาวิเคราะห์โดยอภิปรายร่วมกับเพื่อน ๆ ในชั้นเรียนว่าหาก
ตอ้ งการใหเ้ กดิ เหตุการณน์ นั้ ขึ้นจะต้องทำอยา่ งไร และหากไมต่ ้องการใหเ้ กดิ เหตกุ ารณน์ น้ั ข้ึนจะต้องทำอย่างไร

2. นักเรียนควรหาโอกาสไปสนทนากับพระสงฆ์หรือท่านผู้รู้เกี่ยวกับหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาเพื่อ
ความเขา้ ใจท่ชี ัดเจนมากยิ่งขนึ้

8. สอ่ื /แหลง่ การเรยี นรู้
1. หัวข้อข่าวจากหนงั สือพมิ พ์ วิทยุ หรือโทรทศั นเ์ กีย่ วกับการกระทำของบคุ คลทมี่ ลี ักษณะต่าง ๆ

เช่น คนทะเลาะววิ าทและทำร้ายรา่ งกายกัน คนเมาสรุ าอาละวาด
2. ใบงาน เรอ่ื ง อริยสจั 4 ธรรมท่ีควรรู้
3. ใบงาน เรื่อง อริยสัจ 4 ธรรมทีค่ วรละ
4. ใบงาน เรื่อง อริยสัจ 4 ธรรมทค่ี วรเจรญิ
5. ใบงาน เรือ่ ง อริยสจั 4 ธรรมทค่ี วรบรรลุ
5. แบบประเมนิ พฤติกรรมในการทำงานเป็นรายบคุ คลหรือเปน็ กลุม่
6. หนงั สือเรียน รายวิชาพ้นื ฐาน พระพทุ ธศาสนา ม.1
7. สื่อการเรียนรู้ PowerPoint รายวชิ าพ้ืนฐาน พระพทุ ธศาสนา ม. 1
8. คู่มือการสอน พระพทุ ธศาสนา ม.1


แผนการจดั การเรยี นรู้ที่ ๑๒

กลุ่มสาระการเรยี นรู้ สังคมศึกษา ศาสนาและวฒั นธรรม ช้ันมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1

รายวชิ า ศาสนา ศลี ธรรม จริยธรรม ส 21101 ภาคเรยี นที่ 1 ปีการศึกษา 2565

หน่วยการเรียนรู้ที่ ๖ หลักธรรมทางศาสนา และพุทธศาสนสภุ าษติ เวลา ๕ ชว่ั โมง

เรอื่ ง พทุ ธสภุ าษิต เวลา ๑ ชว่ั โมง

ผสู้ อน นางสาวนพวรรณ ศรีบานช่ืน วันที่ ……… เดือน …………………. พ.ศ. ……………

1. สาระสำคญั
พทุ ธศาสนสุภาษิตเป็นคำสุภาษติ ทางพระพทุ ธศาสนา เปน็ คำสอนที่มลี ักษณะเป็นข้อความส้นั ๆ

แต่มคี วามหมายลกึ ซง้ึ แฝงไปดว้ ยข้อคิดหรือคตสิ อนใจใหป้ ฏบิ ตั ิตาม ได้แก่ ยํ เว เสวติ ตาทิโส (คบคน
เช่นใด เปน็ คนเชน่ น้นั ) อตฺตนา โจทยตฺตานํ (จงเตือนตนดว้ ยตน) นสิ มฺม กรณํ เสยโฺ ย (ใคร่ครวญกอ่ น
แล้วจงึ ทำ) ทรุ าวาสา ฆรา ทุกฺขา (เรอื นทีค่ รองไมด่ ี นำทุกข์มาให้) การศึกษาพุทธศาสนสุภาษติ ทำให้ได้
ขอ้ คิดหรือคติสอนใจทส่ี ามารถนำไปประยุกต์ใชใ้ ห้เกดิ ผลดีตอ่ การดำเนนิ ชีวติ ได้

2. ตัวชว้ี ดั ชนั้ ปี
 อธบิ ายพุทธคุณและข้อธรรมสำคญั ในกรอบอริยสจั 4 หรอื หลักธรรมของศาสนาทีต่ นนับถือ

ตามท่ีกำหนด เห็นคณุ ค่าและนำไปพฒั นาแก้ปัญหาของตนเองและครอบครวั (ส 1.1 ม .1/5)

3. จดุ ประสงค์การเรยี นรู้
1. อธิบายความหมาย แหลง่ ท่ีมา และคณุ ค่าของพุทธศาสนสภุ าษิตได้ (K)
2. วเิ คราะหข์ ้อคิดหรอื คติสอนใจจากพุทธศาสนสุภาษติ ได้อย่างมเี หตุผล (A, P)
3. นำข้อคิดหรอื คตสิ อนใจจากพทุ ธศาสนสภุ าษติ ไปประพฤติปฏบิ ตั ติ นในชีวิตประจำวนั ได้ (A, P)

4. การวัดและประเมินผลการเรยี นรู้

ด้านความรู้ (K) ด้านคณุ ธรรม จริยธรรม ด้านทกั ษะ/กระบวนการ (P)
และค่านิยม (A)
1. ทดสอบหลงั เรยี น • ประเมินพฤติกรรมในการ
2. ซกั ถามความรู้เร่ือง • ประเมินพฤตกิ รรมในการ ทำงานเปน็ รายบุคคลหรือ
พุทธศาสนสุภาษติ ทำงานเป็นรายบุคคลในด้าน เปน็ กลุ่มในด้านการส่อื สาร
3. ตรวจผลงาน/กิจกรรม ความซอื่ สัตย์สุจรติ ความมี การคิด การแก้ปัญหา ฯลฯ
เป็นรายบุคคลหรือเปน็ กลมุ่ วินัย ความใฝ่เรยี นรู้ ความมี
เหตผุ ล ฯลฯ

5. สาระการเรียนรู้
• พุทธศาสนสภุ าษิต
1. ยํ เว เสวติ ตาทโิ ส (คบคนเช่นใด เป็นคนเช่นน้นั )
2. อตฺตนา โจทยตฺตานํ (จงเตือนตนด้วยตน)
3. นสิ มมฺ กรณํ เสยฺโย (ใคร่ครวญก่อนแลว้ จงึ ทำ)
4. ทุราวาสา ฆรา ทุกขฺ า (เรือนทีค่ รองไม่ดี นำทุกข์มาให้)


6. กระบวนการจดั การเรียนรู้
ชว่ั โมงท่ี ๓๒

ข้ันที่ 1 นำเข้าสู่บทเรยี น
1. ครสู รา้ งบรรยากาศและส่งิ แวดล้อมในการเรียนรู้เพื่อใหเ้ กดิ ความศรทั ธาเลอ่ื มใสในพระรตั นตรัย
ที่เหมาะสม เช่น จดั นง่ั แบบตัว U นำนักเรียนไปเรียนท่ีห้องประชมุ หอ้ งจรยิ ธรรม สนามหญ้าใตร้ ม่ ไม้ ทว่ี ัด
ก่อนเรยี นให้นักเรยี นสวดมนต์ไหว้พระ น่งั สมาธิ และแผ่เมตตา
2. ครแู จง้ ตวั ช้ีวัดช้ันปแี ละจดุ ประสงคก์ ารเรียนรูใ้ หน้ กั เรียนทราบ
3. ครใู หน้ กั เรียนดูภาพสัญลกั ษณ์ของโรงเรยี นหรือหนว่ ยงานตา่ ง ๆ ที่มีการระบุพทุ ธศาสนสภุ าษติ
ไว้ด้วย ซึง่ บางท่ีระบุเป็นภาษาไทย บางทร่ี ะบุเป็นภาษาบาลี แต่บางท่รี ะบุไวท้ ั้งภาษาไทยและภาษาบาลี
เชน่ สุวชิ าโน ภวํ โหติ (ผ้มู คี วามรูด้ ีเป็นผเู้ จริญ) นตฺถิ ปญฺญฺา สมาอาภา (แสงสวา่ งเสมอด้วยปัญญา
ไม่มี) ปญญฺ าฺ นตถฺ ิ อฌายโต (ปัญญาไม่มีแกผ่ ู้ไม่พินิจพจิ ารณา)
4. ครูให้นักเรยี นช่วยกนั ยกตัวอยา่ งพุทธศาสนสุภาษิตอ่นื ๆ ที่นกั เรยี นได้พบเหน็ ตามสถานท่ี
ต่าง ๆ จากนน้ั ชแ้ี จงให้นักเรียนทราบว่า ปจั จบุ ันมสี ถานศึกษาและหน่วยงานหลายหนว่ ยงานไดน้ ำ
พุทธศาสนสภุ าษติ ไปเปน็ ปรัชญาโดยระบุไว้ในสญั ลักษณ์ของสถาบันนัน้
5. ครใู ห้นักเรยี นชว่ ยกนั ค้นหาคำศัพทภ์ าษาองั กฤษคำวา่ พุทธศาสนสภุ าษิต จากนัน้ บอกเล่าแหลง่
ทมี่ าของพทุ ธศาสนสุภาษติ เพื่อเช่อื มโยงไปสเู่ น้อื หาทจี่ ะเรียน

ขนั้ ที่ 2 กจิ กรรมการเรียนรู้
6. ครูเปดิ โอกาสให้นกั เรียนซักถามขอ้ สงสัยต่าง ๆ จากเร่ืองทีไ่ ด้รับมอบหมายให้ไปอ่านมา โดยครูคอย
ตอบข้อสงสยั และอธบิ ายเพิ่มเตมิ จากนนั้ อาสาสมัครนกั เรียนให้ออกมาแสดงความคิดเห็นเกีย่ วกบั เรื่องทไี่ ดร้ บั
มอบหมายให้อ่านและสรปุ ให้เพือ่ น ๆ ฟัง โดยครูสรปุ ความคิดเหน็ ของนักเรียนและให้คำแนะนำหรือความรู้
เพม่ิ เติม
7. ครูเล่าขา่ วเกี่ยวกับนกั ศึกษา 2 สถาบันทะเลาะววิ าทกนั จนถงึ ขน้ั มีผู้เสยี ชวี ิตใหน้ ักเรียนฟงั (ข้ันรูป/ขั้น
กำหนดและเสนอสงิ่ เรา้ )
8. ครเู ล่าข่าวอย่างรายละเอียด พรอ้ มใหด้ ูภาพประกอบ (ข้ันเวทนา/ข้ันรับรู้) จากนน้ั ซักถามนักเรียนใน
ประเดน็ ต่อไปน้ี เชน่
1) นักเรยี นฟังข่าวน้ีแล้วรู้สกึ อยา่ งไร
2) เหตุการณใ์ นข่าวเกดิ ข้ึนที่ไหน เมื่อไร ผลเปน็ อย่างไร
3) มีใครได้รับผลกระทบจากขา่ วนบ้ี า้ ง
9. ครใู ชค้ ำถามกระตนุ้ ใหน้ กั เรยี นคดิ วิเคราะหแ์ ละสงั เคราะห์ถงึ เหตผุ ลของเหตุการณ์ในข่าว (ขนั้ สัญญา/ขนั้
วิเคราะห์และสงั เคราะหก์ ารรับร้)ู โดยถามนกั เรียนต่อเน่ืองจากข้นั เวทนาวา่
1) อะไรเปน็ สาเหตทุ ่ีทำให้เกิดเหตกุ ารณ์เช่นนข้ี ้ึน (อาจได้คำตอบวา่ เพราะศักดิ์ศรขี องสถาบนั หรอื
เพราะมีเรอ่ื งบาดหมางกันมากอ่ น)
2) ถ้าไม่ต้องการให้เกิดเหตกุ ารณ์เช่นนีข้ ึ้นควรทำเชน่ ไร (อาจได้คำตอบว่า ลดการถือศักดิ์ศรี
ของสถาบนั ลง หรือหลกี เลย่ี งการทะเลาะววิ าท)
10. ครูใช้คำถามยั่วยเุ พ่ือใหน้ ักเรียนวจิ ารณ์ (ข้ันสงั ขาร/ขั้นตัดสนิ ความดีงาม) โดยถามต่อว่า

1) เหตุการณใ์ นข่าวเปน็ ผลดีหรอื ผลเสยี แกใ่ คร เพราะอะไร
2) การกระทำของบุคคลในขา่ วนา่ ตำหนหิ รอื น่ายกย่อง เพราะอะไร


11. ครูใชค้ ำถามเพ่ือโนม้ นำเอาความถูกต้อง ความดงี าม ความรู้สึกท่ดี หี รอื คุณธรรมเข้ามาไว้ใน
จิตใจของนักเรียน (ขัน้ วญิ ญาณ/ข้ันก่อเกิดอุปนสิ ัย)โดยใชค้ ำถามท่ีคำนึงถึงความรูส้ ึกและจิตใจของตน
เองเปน็ ท่ตี ั้ง เชน่ ถ้านักเรียนเปน็ นกั ศึกษาของสถาบนั ใดสถาบันหนง่ึ จะทำเช่นนน้ั หรือไม่ เพราะอะไร

12. ครใู หน้ กั เรยี นช่วยกันตอบ (ถา้ นกั เรียนตอบวา่ จะไมท่ ำเชน่ นั้นเด็ดขาด แปลวา่ ความรูส้ กึ
ในใจของนกั เรียนเกิดการยอมรบั ในคณุ ค่าของการไม่ทะเลาะวิวาทกนั ) เม่ือได้คำตอบจากนกั เรยี นแล้ว
ครูสรปุ สาระสำคัญโดยเช่อื มโยงกับพุทธศาสนสุภาษติ บทว่า ยํ เว เสวติ ตาทโิ ส (คบคนเช่นใด เปน็ คนเชน่ นั้น)

13. ครใู หน้ กั เรียนศึกษาและบันทกึ สาระสำคญั ของพทุ ธศาสนสภุ าษติ 2 บท ไดแ้ ก่
1) ยํ เว เสวติ ตาทโิ ส (คบคนเชน่ ใด เป็นคนเชน่ น้ัน)
2) อตฺตนา โจทยตตฺ านํ (จงเตือนตนด้วยตน)

โดยใชข้ ้อมูลจากหนังสือเรยี น รายวิชาพ้นื ฐาน พระพุทธศาสนา ม. 1 ของบริษทั สำนักพิมพว์ ฒั นาพานชิ
จำกดั

14. ครูและนักเรยี นร่วมกันสรปุ เกย่ี วกับพุทธศาสนสภุ าษติ เรอื่ ง ยํ เว เสวติ ตาทิโส (คบคนเชน่ ใด เป็นคน
เช่นน้นั ) และ อตตฺ นา โจทยตฺตานํ (จงเตอื นตนด้วยตน) โดยครใู หน้ ักเรียนเขียนบนั ทกึ ลงในสมดุ

15. ครูมอบหมายให้นักเรียนอ่านและสรุปเนอ้ื หาเก่ยี วกบั พุทธศาสนสุภาษิตเรื่อง นิสมฺม กรณํ เสยฺโย
(ใคร่ครวญกอ่ นแลว้ จงึ ทำ) และ ทรุ าวาสา ฆรา ทุกฺขา (เรือนที่ครองไม่ดี นำทกุ ข์มาให้) เป็นการบา้ นเพ่ือเตรยี ม
จักการเรียนรู้ในครั้งตอ่ ไป

ชัว่ โมงท่ี ๓๓
16. เปดิ โอกาสใหน้ กั เรียนซกั ถามข้อสงสัยตา่ ง ๆ จากเร่อื งท่ไี ดร้ ับมอบหมายให้ไปอา่ นมา โดยครคู อย
ตอบข้อสงสยั และอธบิ ายเพ่ิมเตมิ จากน้นั อาสาสมัครนกั เรยี นใหอ้ อกมาแสดงความคิดเห็นเกยี่ วกับเร่อื งท่ีได้รบั
มอบหมายใหอ้ า่ นและสรปุ ให้เพอ่ื น ๆ ฟงั โดยครูสรุปความคดิ เหน็ ของนักเรียนและให้คำแนะนำหรือความรู้
เพ่ิมเติม
17. ครูให้นักเรยี นศึกษาและบนั ทกึ สาระสำคัญของพุทธศาสนสุภาษิต 2 บท ไดแ้ ก่

1) นสิ มฺม กรณํ เสยฺโย (ใคร่ครวญกอ่ นแล้วจึงทำ)
2) ทุราวาสา ฆรา ทกุ ขฺ า (เรือนที่ครองไมด่ ี นำทุกข์มาให้)
โดยใช้ขอ้ มลู จากหนังสือเรยี น รายวชิ าพืน้ ฐาน พระพุทธศาสนา ม. 1 ของบรษิ ทั สำนักพิมพว์ ัฒนาพานชิ
จำกัด
18. ครแู ละนกั เรยี นรว่ มกนั สรปุ เกีย่ วกบั พุทธศาสนสุภาษติ เร่อื ง นิสมมฺ กรณํ เสยฺโย (ใครค่ รวญกอ่ นแลว้ จงึ
ทำ) และ ทรุ าวาสา ฆรา ทุกฺขา (เรือนท่ีครองไมด่ ี นำทุกข์มาให้) โดยครเู ขยี นข้อสรุปลงบนกระดานดำ ให้
นักเรียนเขียนบันทึกลงในสมุด
19. ครใู ห้นักเรยี นร่วมกนั แสดงความคิดเหน็ ว่า พุทธศาสนสภุ าษติ ทั้ง 4 บทนี้ มพี ุทธศาสนสุภาษติ บท
ใดบ้างท่สี อดคล้องกบั หลักเศรษฐกจิ พอเพียงบนพื้นฐานของเงอื่ นไขคุณธรรม และสอดคล้องอย่างไร สรปุ และ
บันทกึ ผล
20. ครูให้นกั เรียนเลอื กพทุ ธศาสนสภุ าษิตดงั กล่าว 1 บท เขยี นเรยี งความหรือคำขวญั เพอ่ื กระตนุ้
หรือรณรงค์ใหช้ าวพุทธเหน็ คุณคา่ ของข้อคดิ หรือคติสอนใจทไ่ี ดจ้ ากพุทธศาสนสุภาษิตนั้น
21. ครแู ละนกั เรียนร่วมกนั คัดเลอื กเรียงความหรือคำขวญั 5 อันดบั จดั ป้ายนิเทศหรือเผยแพร่ต่อ
ไปตามเวบ็ ไซต์ตา่ ง ๆ


22. ในขณะปฏิบตั ิกจิ กรรมของนกั เรยี น ครสู ังเกตพฤติกรรมการทำงานของนกั เรียนตามแบบประเมิน
พฤติกรรมในการทำงานเป็นรายบุคคล

ขนั้ ที่ 3 ฝึกฝนผู้เรียน
23. ครูใหน้ ักเรยี นสบื ค้นพทุ ธศาสนสุภาษติ ทเ่ี กย่ี วกบั การปฏิบตั ติ น ซงึ่ สามารถนำมาปฏิบัติเพ่ือการอยู่
ร่วมกนั เป็นประชาคมอาเซยี นได้ จากนน้ั คัดเลือกพุทธศาสนสภุ าษิตท่ตี นชน่ื ชอบ 1 พุทธศาสนสภุ าษติ ไป
ปฏิบตั ิ แล้วบนั ทกึ ผลดที ่เี กิดจากการปฏิบัติ แล้วนำมาเลา่ สู่กนั ฟงั ในชัน้ เรียน
24. ครใู หน้ กั เรยี นทำกิจกรรมทเ่ี กีย่ วกับพทุ ธศาสนสภุ าษิต ในแบบฝกึ ทักษะ รายวิชาพ้นื ฐาน
พระพุทธศาสนา ม. 1 ของบริษัท สำนักพิมพว์ ัฒนาพานชิ จำกัด แล้วชว่ ยกันเฉลยคำตอบท่ถี ูกต้อง

ขัน้ ท่ี 4 นำไปใช้
25. ครูแนะนำใหน้ ักเรยี นนำข้อคิดหรือคตสิ อนใจจากพุทธศาสนสภุ าษิตไปประพฤติปฏิบตั ใิ ห้
เหมาะสมและสอดคล้องกันสถานการณ์ในชวี ติ ประจำวัน

ขัน้ ท่ี 5 สรปุ
26. ครูและนักเรยี นรว่ มกันสรปุ ความรูเ้ รอ่ื ง พทุ ธศาสนสภุ าษติ โดยใหน้ กั เรยี นสรปุ ลงในแบบ
บันทกึ ความรู้ หรือสรุปเปน็ แผนท่ีความคดิ พร้อมตกแต่งแผนทคี่ วามคิดใหส้ วยงาม
27. ครใู หน้ ักเรียนทำแบบทดสอบหลังเรยี นและชว่ ยกนั เฉลยคำตอบทถ่ี ูกต้อง โดยแจกแบบทดสอบให้
นกั เรยี นทกุ คน และใหน้ ักเรยี นทำแบบทดสอบ โดยเขียนเครือ่ งหมาย  ทับตวั อักษร (ก–ง) หนา้ คำตอบที่
ถูกต้องทีส่ ุดเพยี งคำตอบเดียว จากนนั้ ตรวจใหค้ ะแนน พร้อมเฉลยคำตอบของแบบทดสอบกอ่ นเรียนและหลงั
เรยี น เพอ่ื ประเมนิ ผลการเรียนรูข้ องนักเรยี น

7. กจิ กรรมเสนอแนะ
 ครใู ห้นักเรยี นศึกษาและสืบคน้ พทุ ธศาสนสุภาษิตท่ีเก่ียวกับตน การคบคน การคิด และการ

ปฏิบัติตนจากหนังสือพทุ ธศาสนสภุ าษิต แล้วสรปุ วา่ พุทธศาสนสภุ าษิตนั้นสอนให้ปฏิบัติตนอย่างไร และ
นักเรียนสามารถนำไปปฏิบัตไิ ดห้ รือไม่ เพราะอะไร

8. สอ่ื /แหลง่ การเรยี นรู้
1. แบบทดสอบหลังเรียน
2. ภาพสญั ลกั ษณ์ของโรงเรยี นหรอื หนว่ ยงานต่าง ๆ ทมี่ ีการระบุพุทธศาสนสภุ าษติ
3. ใบงาน เรอื่ ง พทุ ธสุภาษติ
4. แบบประเมนิ พฤตกิ รรมในการทำงานเปน็ รายบุคคล
5. หนังสือเรยี น รายวิชาพนื้ ฐาน พระพทุ ธศาสนา ม.1
6. แบบฝึกทักษะ รายวิชาพ้ืนฐาน พระพุทธศาสนา ม.1
7. ค่มู อื การสอน พระพุทธศาสนา ม.1
8. สอื่ การเรียนรู้ PowerPoint รายวิชาพ้นื ฐาน พระพุทธศาสนา ม.1


แผนการจัดการเรียนร้ทู ่ี ๑๓

กลมุ่ สาระการเรียนรู้ สงั คมศกึ ษา ศาสนาและวัฒนธรรม ช้ันมัธยมศึกษาปที ี่ 1

รายวิชา ศาสนา ศลี ธรรม จรยิ ธรรม ส 21101 ภาคเรียนท่ี 1 ปีการศึกษา 2565

หนว่ ยการเรยี นร้ทู ี่ ๗ ศาสนสัมพนั ธ์ เวลา ๑ ชว่ั โมง

เรอ่ื ง การปฏิบัตติ นทีเ่ หมาะสมต่อศาสนิกชนของศาสนาตา่ ง ๆ เวลา ๑ ชวั่ โมง

ผ้สู อน นางสาวนพวรรณ ศรบี านชน่ื วันที่ ……… เดือน …………………. พ.ศ. ……………

1. สาระสำคญั
การบำเพ็ญประโยชนแ์ ละการบำรุงรักษาวัด การปฏิบตั ติ นทเี่ หมาะสมตอ่ เพื่อนตามหลักพระพทุ ธ-

ศาสนา และการปฏิบัติตนที่เหมาะสมต่อศาสนิกชนของศาสนาตา่ ง ๆ เปน็ หน้าทท่ี ช่ี าวพุทธควรปฏบิ ัติให้
ถกู ต้องเหมาะสมเพือ่ ความเจรญิ มั่นคงและดำรงอย่ตู ่อไปของพระพุทธศาสนา

2. ตัวช้ีวัดชน้ั ปี
1. วิเคราะห์เหตผุ ลความจำเป็นท่ีทกุ คนต้องศึกษาเรยี นร้ศู าสนาอ่นื ๆ (ส 1.1 ม. 1/9)
2. ปฏิบัติตนตอ่ ศาสนกิ ชนอ่นื ในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อยา่ งเหมาะสม (ส 1.1 ม. 1/10)
3. บำเพ็ญประโยชนต์ อ่ ศาสนสถานของศาสนาที่ตนนบั ถือ (ส 1.2 ม. 1/1)
4. ปฏิบัติตนอย่างเหมาะสมต่อบคุ คลต่าง ๆ ตามหลักศาสนาทีต่ นนับถือตามท่ีกำหนด (ส 1.2 ม. 1/3)
5. วิเคราะหก์ ารกระทำของบคุ คลท่ีเป็นแบบอย่างด้านศาสนสัมพันธ์ และนำเสนอแนวทางการปฏบิ ัติของ

ตนเอง (ส 1.1 ม. 1/11)

3. จดุ ประสงค์การเรียนรู้
1. อธิบายความสำคัญของวัดและวธิ ีบำเพ็ญตนให้เปน็ ประโยชนต์ ่อวัด และการบำรุงรกั ษาวัด

ที่ถกู ต้องได้ (K)
2. อธบิ ายลกั ษณะและวิธปี ฏบิ ตั ติ นท่เี หมาะสมต่อเพ่ือนตามหลักพระพุทธศาสนาได้ (K)
3. วเิ คราะหเ์ หตุผลและความจำเปน็ ท่ีตอ้ งศึกษาเรียนรศู้ าสนาอน่ื ๆ (A, P)
4. อธบิ ายวิธีปฏบิ ัตติ นทเี่ หมาะสมต่อศาสนิกชนอืน่ ในสถานการณ์ตา่ ง ๆ ได้อย่างถูกตอ้ ง (K)

4. การวัดและประเมนิ ผลการเรยี นรู้

ด้านคณุ ธรรม จรยิ ธรรม

ด้านนความรู้ (K) และคา่ นิยม (A) ด้านทักษะ/กระบวนการ (P)

1. ทดสอบกอ่ นเรียน • ประเมินพฤตกิ รรมในการ • ประเมนิ พฤติกรรมในการ
2. ซกั ถามความรู้เรื่อง หน้าที่
ทำงานเป็นรายบุคคลใน ทำงานเป็นรายบุคคลหรือ
ชาวพุทธ
3. ตรวจผลงาน/กิจกรรม ดา้ น เป็นกล่มุ ในด้านการส่ือสาร

เป็นรายบุคคลหรือเปน็ ความซ่ือสตั ยส์ ุจรติ ความมี การคดิ การแก้ปัญหา ฯลฯ
กลมุ่
วนิ ยั ความใฝเ่ รียนรู้ ความมี

เหตผุ ล ฯลฯ


5.สาระการเรยี นรู้
• หนา้ ที่ชาวพุทธ
1. การบำเพ็ญประโยชนแ์ ละการบำรงุ รักษาวัด
2. การปฏิบัตติ นท่เี หมาะสมต่อเพ่อื นตามหลักพระพุทธศาสนา
3. การปฏิบตั ติ นท่เี หมาะสมต่อศาสนิกชนของศาสนาต่าง ๆ

6. กระบวนการจดั การเรยี นรู้
ขัน้ ที่ 1 นำเข้าสูบ่ ทเรียน
ชัว่ โมงท่ี ๓๔
หน้าท่ีชาวพุทธ: การปฏบิ ตั ิตนท่ีเหมาะสมต่อศาสนิกชนของศาสนาต่าง ๆ
1. ครใู ห้นกั เรยี นสง่ ตัวแทนออกมาจับสลากเลือกประเด็นการอภิปรายทค่ี รูไดก้ ำหนดไว้ ได้แก่
1) ทำไมต้องปฏิบตั ติ ่อศาสนกิ ชนของศาสนาอน่ื ใหถ้ ูกตอ้ งเหมาะสม
2) เมือ่ อยรู่ ่วมกับศาสนิกชนของศาสนาอ่นื ๆ ควรปฏบิ ัตติ นอยา่ งไร
2. ครใู หน้ กั เรยี นแตล่ ะกลมุ่ ศึกษาคน้ คว้าหาข้อมลู เพิม่ เติมเกยี่ วกบั ประเดน็ การอภิปรายจากสอื่

และแหล่งการเรียนรู้ต่าง ๆ เชน่ เอกสารความรู้ อินเทอรเ์ น็ต สอบถามผู้รู้
3. หลังจากไดข้ อ้ มลู เพียงพอแลว้ ครใู ห้นกั เรยี นมารวมกลุ่มกนั ทีห่ ้องประชุมหรือสนามหญ้าใต้

ตน้ ไม้ นั่งแยกเป็นกลุ่มครึ่งวงกลม แตล่ ะกลุม่ น่ังหา่ งกันพอสมควร แตล่ ะกลุ่มเลือกประธาน เลขานกุ าร
จดบนั ทึก และผนู้ ำการอภิปราย

4. ครแู จ้งวตั ถปุ ระสงค์การอภิปราย กฎ กติกา และเวลาในการอภปิ ราย จากน้ันให้แต่ละกลุ่ม
ดำเนนิ การอภปิ รายตามประเด็นที่จบั สลากได้และตามเวลาท่กี ำหนด โดยครคู อยเปน็ ผดู้ แู ลและให้
คำแนะนำในการอภปิ รายให้ดำเนนิ ไปด้วยความเรียบร้อย

5. แต่ละกลมุ่ สรุปและบันทกึ ผลการอภปิ ราย พร้อมทง้ั เตรียมตัวนำเสนอผลการอภิปรายใน
รูปแบบทหี่ ลากหลาย เช่น ภาพประกอบ แผ่นใส วดี ิทศั น์ PowerPoint ในชวั่ โมงตอ่ ไป

6. แตล่ ะกลุ่มส่งตัวแทนนำเสนอผลการอภิปราย กลุ่มละ 10 นาที พร้อมเปิดโอกาสให้เพื่อน
นกั เรยี นกลุม่ อน่ื ซกั ถามและวิจารณ์ผลงาน

7. ครใู ห้นักเรยี นร่วมกันแสดงความคดิ เห็นว่า ถ้ามโี อกาสไปทัศนศึกษาในประเทศสมาชิกอาเซยี น
นักเรยี นจะปฏิบตั ติ นที่เหมาะสมต่อศาสนสถานและศาสนบุคคลของศาสนาอน่ื ๆ อย่างไร จากนน้ั ครสู รปุ เปน็
ขอ้ ๆ เขียนบนกระดานดำ แลว้ ใหน้ กั เรียนบันทึกลงในสมุด

8. ครแู ละนักเรียนร่วมกันสรุปเนอื้ หาเกยี่ วกับเกยี่ วกับหนา้ ท่ีชาวพทุ ธเรอื่ ง การปฏิบตั ติ นทเ่ี หมาะสม
ต่อศาสนิกชนของศาสนาตา่ ง ๆ โดยครเู ขยี นข้อสรปุ ลงบนกระดานดำให้นักเรียนเขยี นบันทกึ ลงในสมดุ

9. ในขณะปฏิบัติกิจกรรมของนักเรียน ครูคอยให้คำแนะนำ คำติ–ชม และสังเกตพฤติกรรมการทำงานและ
การนำเสนอผลงานของนักเรยี นตามแบบประเมินพฤตกิ รรมในการทำงานเปน็ รายบุคคลและเปน็ กลุม่

10. เมอื่ นำเสนอผลงานครบทุกกลมุ่ แลว้ ครแู ละนักเรียนรว่ มกนั สรปุ ความรทู้ ่ีได้รับจากการอภิปราย
เกย่ี วกับหนา้ ท่ชี าวพุทธ

ข้นั ท่ี 3 ฝกึ ฝนผู้เรยี น
11. ครใู ห้นักเรยี นทำใบงานท่ี 1 เร่อื ง การบำเพ็ญประโยชน์และการบำรุงรกั ษาวัด ใบงานที่ 2 เรือ่ ง


เพ่ือนแท้หรอื เพ่ือนเทียม และใบงานที่ 3 เร่ือง การปฏบิ ตั ิตนท่ีเหมาะสมตอ่ ศาสนิกชนของศาสนาตา่ ง ๆ และ
ชว่ ยกนั เฉลยคำตอบทีถ่ ูกต้อง

12. ครใู ห้นักเรยี นทำกจิ กรรมท่ีเก่ียวกบั หน้าท่ชี าวพทุ ธ ในแบบฝึกทกั ษะ รายวชิ าพืน้ ฐาน
พระพทุ ธศาสนา ม. 1 ของบริษัท สำนักพิมพ์วัฒนาพานชิ จำกัด แลว้ ช่วยกันเฉลยคำตอบท่ถี ูกต้อง

ข้นั ที่ 4 นำไปใช้
13. ครูแนะนำให้นักเรียนนำความรู้เกี่ยวกับหนา้ ที่ชาวพุทธในเรื่อง การบำเพ็ญประโยชน์และการบำรุง รักษา
วัด การปฏิบัติตนที่เหมาะสมต่อเพื่อนตามหลักพระพุทธศาสนา การปฏิบัติตนที่เหมาะสมต่อศาสนิกชนของ
ศาสนาต่าง ๆ ไปปฏิบัตใิ นชีวิตประจำวันให้เหมาะสมและสอดคลอ้ งกบั สถานการณ์

ขน้ั ที่ 5 สรุป
14. ครแู ละนกั เรยี นร่วมกันสรุปความรู้เรอ่ื ง หน้าท่ีชาวพทุ ธ โดยใหน้ ักเรียนสรุปเป็นแผนทคี่ วามคิด
และตกแต่งใหส้ วยงาม
15. ครูบอกกับนกั เรียนว่า ชาวพุทธควรมกี ิริยาวาจาท่สี ภุ าพเรยี บร้อย งดงามทัง้ ทางกายและทางวาจา
แลว้ มอบหมายใหน้ ักเรียนอ่านและสรุปเน้ือหาเกย่ี วกับมารยาทชาวพุทธ เปน็ การบ้านเพื่อเตรยี มจัดการเรียนรู้
ในครั้งต่อไป

7. กิจกรรมเสนอแนะ
1. ครนู ำนักเรียนไปวดั ในโอกาสต่าง ๆ เพอื่ ให้นักเรียนไดบ้ ำเพ็ญประโยชน์และบำรงุ รกั ษาวดั ใน

สถานการณ์จรงิ
2. ครูให้นักเรยี นเขียนเรียงความส้นั ๆ เกี่ยวกบั การคบเพ่อื น
3. ครใู ห้นักเรียนสำรวจและสอบถามพ่อแม่ ผู้ปกครอง หรือผรู้ ู้เก่ยี วกับวธิ ปี ฏิบตั ติ นทีถ่ ูกตอ้ ง

เหมาะสมต่อศาสนิกชนของศาสนาต่าง ๆ

8. สอ่ื /แหลง่ การเรียนรู้
1. แบบทดสอบก่อนเรยี น
2. ภาพเกี่ยวกับการปฏิบตั หิ น้าท่ชี าวพทุ ธในด้านต่าง ๆ เชน่ ภาพชาวพุทธกำลงั ฟังพระแสดงธรรม

เทศนา (หนา้ ที่ด้านการศกึ ษาหาความร้เู ก่ียวกบั หลักธรรมและพธิ ีกรรมทางพระพุทธศาสนา) ภาพชาวพทุ ธ
กำลงั น่งั ฝึกสมาธิ (หน้าท่ดี ้านการปฏบิ ัตติ ามหลักธรรมและพธิ ีกรรมทางศาสนา) ภาพชาวพทุ ธกำลงั พูด
อภปิ รายธรรม (หน้าทีด่ า้ นการเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนา) ภาพชาวพทุ ธยนื่ หนงั สือประท้วงกรณีมีผ้ดู ูหมน่ิ
พระพุทธศาสนา (หนา้ ที่ด้านการปกป้องและค้มุ ครองพระพุทธศาสนา)

3. ฉลากประเด็นการอภิปราย
4. ใบงาน เรอื่ ง การบำเพ็ญประโยชนต์ ่อศาสนสถาน
5. แบบประเมนิ พฤติกรรมในการทำงานเปน็ รายบุคคลหรือเป็นกลุม่
6. หนงั สือเรียน รายวิชาพื้นฐาน พระพุทธศาสนา ม.1
7. คมู่ อื การสอน พระพุทธศาสนา ม.1
8. ส่อื การเรยี นรู้ PowerPoint รายวิชาพ้ืนฐาน พระพุทธศาสนา ม.1


Click to View FlipBook Version