123 Anywhere St., Any City | 8:00AM - 9:00PM
Whether you need clothes, accessories, books, toys, household
items, and more, San Dias Flea Market has you covered!
การศึกษาคน้ คว้าอสิ ระ
การมสี ่วนร่วมของสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์
พนกั งานธนาคารทหารไทย จากัด
MEMBERS PARTICIPATION OF TMB BANK EMPLOYEES
SAVINGS AND CREDIT COOPERATIVE LIMITED
นางสาวชุติมา สขุ ตาแย
บณั ฑิตวทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์
พ.ศ. 2563
การศึกษาค้นควา้ อสิ ระ
เร่อื ง
การมีสว่ นร่วมของสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์พนกั งานธนาคารทหารไทย จากดั
MEMBERS PARTICIPATION OF TMB BANK EMPLOYEES
SAVINGS AND CREDIT COOPERATIVES LIMITED
โดย
นางสาวชุตมิ า สขุ ตาแย
เสนอ
บณั ฑิตวทิ ยาลยั มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
เพอื่ ความสมบูรณแ์ ห่งปริญญาศิลปศาสตรมหาบณั ฑิต
พ.ศ. 2563
ชุติมา สุขตาแย 2563: การมสี ว่ นรว่ มของสมาชกิ สหกรณ์ออมทรัพย์พนกั งานธนาคารทหารไทย จากัด
ปรญิ ญาศิลปศาสตรมหาบณั ฑิต (เศรษฐศาสตร์สหกรณ์) สาขาเศรษฐศาสตรส์ หกรณ์ ภาควิชาสหกรณ์
อาจารย์ทป่ี รึกษาการศึกษาคน้ คว้าอสิ ระ : ผู้ช่วยศาสตราจารย์ณคุณ ธรณีนติ ิญาณ, Ph.D. 66 หน้า
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ เพ่ือศึกษาระดับการมีส่วนร่วมและปัจจัยที่มีผลต่อการมีส่วน
ร่วมของสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์พนักงานธนาคารทหารไทย จากัด รวมถึงศึกษาแนวทางในการ
ปรับปรุงเพื่อพัฒนาการมีส่วนร่วมของสมาชิกสหกรณ์ฯ โดยใช้วิธีการศึกษาเชิงสารวจ รวบรวมข้อมูล
จากแบบสอบถาม ใช้กลุ่มตัวอย่างจากสมาชิกสหกรณ์ จานวน 323 คน สถิติในการวิเคราะห์ผลใช้
สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉล่ีย ค่าเบ่ียงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ข้อมูล
เชิงปริมาณ ทดสอบความสัมพันธ์จากค่า Chi – Square test และวัดระดับความสัมพันธ์โดยค่าสถิติ
Contingency Coefficient ประมวลผลข้อมูลจากโปรแกรมคอมพวิ เตอร์สาเรจ็ รปู ทางสถติ ิ
ผลการวิจัยพบว่า สมาชิกสหกรณ์ฯ ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุมากกว่า 45 ปี มีระดับ
การศึกษาปริญญาตรี สังกดั สานักงานใหญ่ รายได้เฉล่ียต่อเดือน 30,001-45,000 บาท และระยะเวลา
การเป็นสมาชิก 10 ปีข้ึนไป ระดับการมีส่วนร่วมของสมาชิกสหกรณ์ โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง
และระดับการมีส่วนร่วมมากท่ีสุด ในด้านการมีส่วนร่วมในการใช้สิทธิเลือกต้ังกรรมการดาเนินการ
ดา้ นการทาธรุ กจิ ระหว่างสมาชิกกับสหกรณ์ พบว่า ส่วนใหญ่จะเป็นเงินกูส้ ามัญและเงินฝากออมทรัพย์
พิเศษ สาหรับปัจจัยท่ีมีผลต่อการมีส่วนร่วมของสมาชิกมีความสัมพันธ์ต่อการมีส่วนร่วมของสมาชิก
ด้านการบริหารงานสหกรณ์อย่างมีนัยสาคัญ คือ การท่ีสหกรณ์มีสวัสดิการที่เหมาะสมให้กับสมาชิก
และปัจจัยที่มีผลต่อการมีส่วนร่วมของสมาชิกมีความสัมพันธ์ต่อการมสี ่วนร่วมของสมาชิกด้านการทา
ธุรกิจกับสหกรณ์อย่างมีนัยสาคัญ คือ การท่ีสหกรณ์มีบริการเงินกู้ประเภทต่าง ๆ ที่ตอบสนองความ
ตอ้ งการของสมาชิก
___________________ _________________________________________ ___/___/___
ลายมอื ชอื่ นสิ ติ ลายมอื ชื่ออาจารย์ท่ปี รึกษาการศึกษาคน้ ควา้ อสิ ระหลัก
Chutima Suktumyae 2020: MEMBERS PARTICIPATION OF TMB BANK EMPLOYEES SAVINGS
AND CREDIT COOPERATIVE LIMITED. Master of Arts (Cooperative Economics), Major Field:
Cooperative Economics, Department of Cooperatives. Independent Study Advisor: Assistant
Professor Nakhun Thoraneenitiyan, Ph.D 66 Pages
The purposes of this research were to study the level of the members’
participation, and factors affecting the members’ participation in the TMB Bank
Employees Savings and Credit Cooperative Limited. Also, this study intend to
improve members’ participation of the cooperative. The data were collected
from the 323 questionnaires distributed to the members of the cooperative. The
statistics used in the analysis included frequency, percentage, mean, standard
deviation, quantitative data analysis, and correlation test from Chi-Square test. The
correlations were measured by the contingency coefficient statistics with a computer
software.
From the research findings, it was found that most of the sample are female
older than 45 years old, graduated at bachelor's degree level, work at Head Office
with average monthly income about Baht 30,001-45,000 and being membership
longer than 10 years. On average, the participation of the members are at moderate
level. The most contribution to the participation is the election of management
directors. With respect to the business transactions between the members’ and the
cooperative, it is found that the most of them are the ordinary loans and special
saving accounts. The key factor that may affect the members’ participation to the
cooperatives’ management is the cooperative welfare for members. Also, the key
factor that may affect the members’ participation with the cooperatives’ business is
that the cooperative provides various loans in response to its members’
requirements.
_______________________ ____________________________________ ___/___/___
Student’s signature Independent Study Advisor’s Signature
กิตติกรรมประกาศ
การศึกษาค้นคว้าอิสระฉบับนี้สาเร็จสมบูรณ์ได้ด้วยดี เพราะได้รับความกรุณาเป็นอย่างสูง
จาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณคณุ ธรณีนิติญาณ ประธานกรรมการที่ปรึกษาเป็นอย่างสูง ทไี่ ด้กรุณา
ให้คาปรึกษา แนะนา ปรับปรงุ แก้ไขข้อบกพรอ่ งต่าง ๆ ในการทาวิจัยต้ังแต่ต้นตลอดจนเสรจ็ สมบูรณ์
ผู้ศึกษาขอกราบขอบพระคุณอย่างสูง
ความสาเร็จในการทางานวิจัยฉบับน้ีผู้วิจัยขอน้อมลาลึกถึง พระคุณบิดามารดาที่ได้ส่งเสริม
สนับสนุน และได้รับกาลังใจเป็นอย่างดีจากครอบครัว และขอราลึกถึงครูอาจารย์ทุกท่านท่ีประสิทธิ์
ประสาทวิชาความร้ใู หแ้ กผ่ ู้ศึกษาตง้ั แต่อดตี จนถึงปจั จบุ นั
ผศู้ ึกษาขอขอบคุณ ผู้ทรงคุณวุฒิในการประชุมวิชาการระดับบัณฑิตศึกษาด้านเศรษฐศาสตร์
คร้ังที่ 14 คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (บางเขน) ท่ีให้คาแนะนาเพ่ือนามาปรับใช้
ในงานวิจัยครั้งน้ี และขอขอบคุณคณะกรรมการดาเนินการ เจ้าหน้าที่สหกรณ์ออมทรัพย์พนักงาน
ธนาคารทหารไทย จากัด ตลอดจนสมาชิกสหกรณ์ ณ สานักงานใหญ่และสาขาในเขตพ้ืนที่
กรุงเทพมหานครทุกคนทีเ่ ป็นกลมุ่ ตวั อย่างและให้ความรว่ มมือเปน็ อย่างดีในการเก็บรวบรวมข้อมูล
สุดท้ายน้ี คุณประโยชน์ใดท่ีได้จากงานวิจัยฉบับนี้ ผู้ศึกษาขอมอบแด่ผู้มีพระคุณทุกท่านและ
ขอขอบพระคุณ ผู้ท่ีเป็นเจ้าของแนวคิดและทฤษฎีต่าง ๆ ของวิทยานิพนธ์ งานวิจัย วารสาร และ
บทความ ท่ีผศู้ กึ ษานามาอ้างอิงในการทาวจิ ยั ฉบบั นี้ไว้ ณ โอกาสนีด้ ้วย
ชตุ ิมา สขุ ตาแย
มิถนุ ายน 2563
สารบัญ (1)
สารบัญตาราง หนา้
บทท่ี 1 บทนา (3)
ความสาคญั ของปัญหา
วัตถปุ ระสงค์ของการศึกษา 1
ประโยชนท์ ค่ี าดวา่ จะได้รับ 2
ขอบเขตของการศกึ ษา 2
นยิ ามศัพท์ 2
3
บทท่ี 2 การตรวจเอกสาร
แนวคดิ เกย่ี วกับสหกรณ์ 4
แนวคดิ ทฤษฎกี ารมีส่วนรว่ ม 5
แนวคิดทฤษฎีการบริหารแบบมสี ่วนรว่ ม 7
ผลงานวิจยั ท่ีเกย่ี วข้อง 13
กรอบแนวคิดในการวิจยั 18
บทท่ี 3 วิธกี ารศึกษา 20
ประชากรและกล่มุ ตัวอยา่ ง 21
การเก็บรวบรวมข้อมลู 21
เคร่ืองมือท่ีใช้ในการวิจัย 22
การวเิ คราะหข์ ้อมลู 24
สถติ ทิ ่ใี ชใ้ นการวิจัย
26
บทท่ี 4 ผลการศึกษา
ส่วนที่ 1 ปัจจัยสว่ นบุคคลของสมาชิกสหกรณ์ออมทรพั ย์พนักงาน 28
ธนาคารทหารไทย จากัด
สว่ นท่ี 2 ระดบั การมีส่วนร่วมของสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์พนักงาน
ธนาคารทหารไทย จากัด
(2)
สารบญั (ตอ่ )
หนา้
ส่วนที่ 3 การทาธุรกิจกับสหกรณ์ของสมาชกิ สหกรณ์ออมทรัพย์พนักงาน 29
ธนาคารทหารไทย จากัด
33
สว่ นที่ 4 ปจั จยั การมีสว่ นร่วมของสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์พนักงาน 34
ธนาคารทหารไทย จากัด
ส่วนท่ี 5 ทดสอบสมมติฐาน
บทที่ 5 สรุปผล อภปิ รายผล ขอ้ เสนอแนะ 50
สรุปผลการศึกษา 53
อภิปรายผล 55
ขอ้ เสนอแนะ
เอกสารและสงิ่ อ้างอิง 57
ภาคผนวก 61
66
ภาคผนวก ก แบบสอบถามเพื่อการศึกษา
ประวตั ิการศึกษาและทางาน
(3)
สารบญั ตาราง
หนา้
ตารางที่ 1 จานวนและร้อยละของปัจจยั ลักษณะส่วนบุคคลของสมาชกิ สหกรณ์ออมทรพั ย์
พนักงานธนาคารทหารไทย จากัด 26
ตารางที่ 2 คา่ เฉล่ยี ค่าเบีย่ งเบนมาตรฐาน ระดบั การมสี ่วนร่วมของสมาชิกสหกรณอ์ อมทรพั ย์ 28
พนักงานธนาคารทหารไทย จากัด
ตารางท่ี 3 จานวนและรอ้ ยละการทาธุรกิจกับสหกรณ์ของสมาชิกสหกรณอ์ อมทรพั ย์พนกั งาน 29
ธนาคารทหารไทย จากัด ด้านการกเู้ งินกับสหกรณ์
ตารางท่ี 4 จานวนและร้อยละการทาธรุ กิจกับสหกรณ์ของสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์พนกั งาน 31
ธนาคารทหารไทย จากดั ด้านการฝากเงนิ กบั สหกรณ์
ตารางท่ี 5 ค่าเฉล่ยี ค่าเบ่ียงเบนมาตรฐาน ปจั จยั ทม่ี ีผลต่อการมสี ว่ นร่วมของสมาชิก 33
สหกรณ์ออมทรัพย์พนักงานธนาคารทหารไทย จากัด
ตารางที่ 6 เปรียบเทียบความสมั พันธ์ปัจจยั ลกั ษณะส่วนบุคคลด้านเพศกับการมสี ่วนร่วม 34
ของสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์พนักงานธนาคารทหารไทย จากัด
ด้านการบรหิ ารงานสหกรณ์
ตารางที่ 7 เปรยี บเทียบความสัมพันธ์ปจั จยั ลักษณะสว่ นบุคคลด้านอายุกับการมีส่วนร่วม 35
ของสมาชิกสหกรณอ์ อมทรัพย์พนักงานธนาคารทหารไทย จากัด
ด้านการบริหารงานสหกรณ์
ตารางท่ี 8 เปรียบเทียบความสัมพนั ธ์ปัจจยั ลักษณะส่วนบุคคลด้านระดบั การศึกษา 36
กับการมสี ว่ นร่วมของสมาชิกสหกรณอ์ อมทรัพยพ์ นกั งานธนาคารทหารไทย จากดั
ดา้ นการบริหารงานสหกรณ์
ตารางท่ี 9 เปรียบเทยี บความสัมพันธป์ ัจจัยลกั ษณะสว่ นบคุ คลดา้ นสงั กดั หรอื หน่วยงาน 37
กบั การมสี ่วนร่วมของสมาชกิ สหกรณ์ออมทรัพยพ์ นักงานธนาคารทหารไทย จากัด
ดา้ นการบริหารงานสหกรณ์
(4)
สารบญั ตาราง (ตอ่ )
หน้า
ตารางท่ี 10 เปรียบเทยี บความสัมพันธ์ปจั จัยลกั ษณะสว่ นบุคคลด้านรายไดต้ ่อเดือนกับการ 38
มีส่วนร่วมของสมาชิกสหกรณอ์ อมทรัพยพ์ นกั งานธนาคารทหารไทย จากัด 39
ดา้ นการบริหารงานสหกรณ์ 40
41
ตารางที่ 11 เปรยี บเทยี บความสมั พนั ธป์ ัจจยั ลักษณะส่วนบุคคลด้านระยะเวลาการเปน็ สมาชกิ 42
กบั การมสี ่วนรว่ มของสมาชกิ สหกรณอ์ อมทรัพยพ์ นักงานธนาคารทหารไทย จากดั 43
ด้านการบรหิ ารงานสหกรณ์ 44
ตารางที่ 12 เปรยี บเทียบความสมั พันธป์ ัจจัยลักษณะส่วนบุคคลด้านเพศกบั การมสี ว่ นรว่ ม
ของสมาชิกสหกรณ์ออมทรพั ย์พนักงานธนาคารทหารไทย จากัด
ด้านการทาธุรกิจกับสหกรณ์
ตารางท่ี 13 เปรยี บเทียบความสัมพันธป์ จั จัยลกั ษณะสว่ นบุคคลด้านอายุกับการมีส่วนร่วม
ของสมาชกิ สหกรณอ์ อมทรพั ย์พนักงานธนาคารทหารไทย จากดั
ดา้ นการทาธรุ กจิ กบั สหกรณ์
ตารางที่ 14 เปรียบเทยี บความสมั พันธป์ จั จยั ลักษณะสว่ นบุคคลด้านระดบั การศึกษา
กบั การมีส่วนร่วมของสมาชิกสหกรณ์ออมทรพั ย์พนกั งานธนาคารทหารไทย จากดั
ด้านการทาธุรกจิ กบั สหกรณ์
ตารางท่ี 15 เปรยี บเทียบความสมั พนั ธ์ปจั จัยลกั ษณะส่วนบุคคลดา้ นสังกดั หรือหน่วยงาน
กับการมีสว่ นร่วมของสมาชกิ สหกรณ์ออมทรพั ย์พนกั งานธนาคารทหารไทย จากดั
ด้านการทาธรุ กจิ กับสหกรณ์
ตารางที่ 16 เปรยี บเทยี บความสัมพนั ธ์ปัจจยั ลักษณะสว่ นบุคคลด้านรายไดต้ อ่ เดือน
กบั การมสี ว่ นรว่ มของสมาชิกสหกรณ์ออมทรพั ยพ์ นกั งานธนาคารทหารไทย จากัด
ด้านการทาธรุ กิจกบั สหกรณ์
(5)
สารบญั ตาราง (ต่อ)
หน้า
ตารางท่ี 17 เปรยี บเทยี บความสัมพนั ธ์ปจั จยั ลักษณะส่วนบคุ คลดา้ นระยะเวลาการเปน็ สมาชิก
กบั การมสี ว่ นร่วมของสมาชกิ สหกรณ์ออมทรพั ย์พนักงานธนาคารทหารไทย จากัด
ด้านการทาธุรกจิ กับสหกรณ์ 45
ตารางท่ี 18 ความสัมพนั ธ์ปัจจยั การมีส่วนร่วมของสมาชกิ กับการมสี ่วนร่วมของสมาชิก 46
สหกรณอ์ อมทรัพย์พนกั งานธนาคารทหารไทย จากัด
ดา้ นการบริหารงานสหกรณ์
ตารางที่ 19 ความสัมพันธป์ จั จัยการมีสว่ นรว่ มของสมาชิกกับการมสี ่วนรว่ มของสมาชกิ 48
สหกรณ์ออมทรัพย์พนกั งานธนาคารทหารไทย จากดั
ด้านการทาธรุ กจิ กบั สหกรณ์
บทท่ี 1
บทนา
ความสาคญั ของปญั หา
สหกรณ์ออมทรัพย์ คือ สถาบันการเงินรูปแบบหน่ึง ที่มีสมาชิกเป็นบุคคลซ่ึงมีอาชีพอย่าง
เดียวกัน อยู่ในองค์กรเดียวกัน เช่น หน่วยราชการ รัฐวิสาหกิจ โรงงาน สถานศึกษาและสถาบัน
การเงิน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้สมาชิกรู้จักออมเงินและให้เงินกู้ยืมเมื่อยามจาเป็น เพ่ือ
ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับสมาชิก ซ่ึงการดาเนินธุรกิจในรูปแบบสหกรณ์ออมทรัพย์จะมีความ
แตกต่างจากการดาเนินธุรกิจโดยท่ัวไป คอื สหกรณ์เปน็ ของสมาชิก บริหารโดยสมาชิก และให้บริการ
แก่สมาชิก ดังน้ันการดาเนินธุรกิจต้องได้รับความร่วมมือจากสมาชิกในการมีส่วนร่วม เพราะอานาจ
ต่างๆ ขึ้นอยู่กับสมาชิก การที่สหกรณ์จะประสบความสาเร็จในการดาเนินธุรกิจนั้นต้องได้รับความ
ร่วมมือจากสมาชิก ท้ังในด้านการมีส่วนร่วมในการดาเนินธุรกิจกับสหกรณ์ การมีส่วนร่วมในการ
บริหารงาน เขา้ ร่วมกิจกรรมตา่ งๆ ที่ทางสหกรณ์จัดขน้ึ ตลอดจนร่วมกาหนดนโยบาย ร่วมแสดงความ
คิดเห็นและแก้ไขปัญหาต่างๆ ดังน้ันการมีส่วนร่วมของสมาชิกจึงมีความสาคัญต่อการดาเนินงานของ
สหกรณ์ใหป้ ระสบความสาเร็จและมีความมั่นคง (นยั นา เทยี มทนั , 2548)
สหกรณ์ออมทรัพย์พนักงานธนาคารทหารไทย จากัด ได้จดทะเบียนจัดตั้งตาม
พระราชบัญญัติสหกรณ์ เม่ือวันท่ี 9 กันยายน 2523 เดิมมีชื่อว่า สหกรณ์ออมทรัพย์พนักงานบรรษัท
เงนิ ทุนอุตสาหกรรม จากัด มีวตั ถปุ ระสงคเ์ พอ่ื สง่ เสรมิ ผลประโยชนท์ างเศรษฐกิจและสังคมของบรรดา
สมาชิก โดยมุง่ หวังใหส้ มาชกิ ออมทรัพย์ โดยการถือหุ้นหรอื ฝากเงินในสหกรณ์ และใหเ้ งนิ กแู้ กส่ มาชิก
เพ่ือการอนั จาเป็นหรือมีประโยชน์ โดยสหกรณ์ได้ดาเนินกิจการมาจนถึงปัจจุบันเป็นระยะเวลา 38 ปี
แต่อย่างไรก็ตาม การดาเนินงานของสหกรณ์ยังมีปัญหาในเร่ืองการมีส่วนร่วมของสมาชิกในด้านการ
บรหิ ารงานสหกรณ์ ได้แก่ การลงสมัครเลอื กต้ังกรรมการ การเข้าร่วมประชุมใหญ่ การลงคะแนนเสยี ง
เลือกตั้ง ซึ่งจากการที่สมาชิกไมล่ งสมัครเลือกตั้งกรรมการนั้น อาจทาให้ขาดความสมดุล ขาดการค้าน
อานาจ เน่ืองจากไดก้ รรมการคนเดิมซึ่งทาให้มีการผูกขาด ทาให้ระบบบริหารขาดการตรวจสอบ เช่น
กรณที ีไ่ ม่มีการเปล่ียนแปลงผู้บริหารเปน็ เวลานาน อาจทาให้เกิดความบกพร่องด้านการตรวจสอบและ
อาจทาให้เกดิ ปัญหาเหมอื นเชน่ สหกรณ์อื่นในอดีตท่ีผ่านมา ส่วนด้านการทาธุรกิจกับสหกรณ์นั้นก็ยงั มี
สัดส่วนท่ีน้อยมาก ดังน้ัน จึงเป็นเร่ืองท่ีน่าสนใจว่าปัจจัยท่ีมีผลต่อการมีส่วนร่วมของสมาชิกประกอบ
ไปด้วยปัจจัยใดบ้าง เพอื่ นาไปพฒั นาการมสี ่วนร่วมของสมาชิกใหเ้ ปน็ ไปตามหลกั การของสหกรณ์
2
วตั ถุประสงค์ของการศึกษา
1. เพอ่ื ศกึ ษาระดับการมสี ว่ นรว่ มของสมาชิกสหกรณอ์ อมทรัพยพ์ นักงานธนาคารทหารไทย จากดั
2. เพอื่ ศกึ ษาปจั จัยการมีส่วนรว่ มของสมาชิกสหกรณอ์ อมทรัพย์พนักงานธนาคารทหารไทย จากดั
3. เพื่อศึกษาแนวทางในการปรับปรุงเพ่ือพัฒนาการมีส่วนร่วมของสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์
พนักงานธนาคารทหารไทย จากัด
ประโยชนท์ ่คี าดวา่ จะได้รับ
1. เพ่ือให้สมาชิกเห็นความสาคัญของการมีส่วนร่วมของสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์พนักงาน
ธนาคารทหารไทย จากัด
2. ทราบถงึ ปจั จัยการมีส่วนร่วมของสมาชกิ สหกรณ์ออมทรพั ยพ์ นักงานธนาคารทหารไทย จากัด
3. เป็นข้อมูลกับสหกรณ์เพื่อใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุงและพัฒนาในการวางแผนการ
ดาเนินงานของสหกรณ์ให้มปี ระสทิ ธิภาพมากข้นึ
ขอบเขตการศึกษา
1. ในการศึกษาครั้งน้ีศึกษาเฉพาะการมีส่วนร่วมของสมาชิก ด้านการบริหารงานสหกรณ์
การทาธุรกิจกบั สหกรณ์ และปจั จัยทม่ี ีผลต่อการมสี ว่ นร่วมของสมาชกิ เท่าน้ัน
2. ศึกษาเฉพาะสมาชกิ สหกรณ์ออมทรัพย์พนักงานธนาคารทหารไทย จากัด
เขตกรงุ เทพมหานคร
3. ในการวิจยั ครง้ั นี้จะเก็บข้อมูลในชว่ งระหวา่ งเดอื น ธันวาคม 2561- มีนาคม 2562
3
นยิ ามศพั ท์
สหกรณ์ หมายถงึ สหกรณ์ออมทรพั ยพ์ นักงานธนาคารทหารไทย จากัด
สมาชิก หมายถึง พนักงานธนาคารทหารไทย จากดั (มหาชน) และเป็นสมาชิกสหกรณ์
ออมทรพั ย์พนกั งานธนาคารทหารไทย จากัด
การมีส่วนร่วมของสมาชิก หมายถึง การมีส่วนรว่ มที่เปน็ อิสระโดยความสมัครใจ ในด้าน
การบริหารงานสหกรณ์ ได้แก่ การเข้าร่วมประชุมใหญ่ การลงสมัครเลือกตั้งกรรมการ การลงคะแนน
เสียงเลอื กต้งั และด้านการทาธรุ กิจกับสหกรณ์ ได้แก่ การก้เู งินและฝากเงินกับสหกรณ์
ปัจจัยการมีส่วนร่วม หมายถึง ปัจจัยท่ีมีผลต่อการมีส่วนร่วม ประกอบด้วยปัจจัยภายใน
ได้แก่ ความม่ันคงของสหกรณ์ มีความเช่ือม่ันในการบริหารงานของคณะกรรมการ สหกรณ์ให้
ผลตอบแทนท่ีสูงกว่าธนาคาร / สถาบันการเงินอ่ืน มีความรู้สึกเป็นเจ้าของ สหกรณ์มีการ
ประชาสัมพันธ์และแจ้งข้อมูลข่าวสารให้สมาชิกทราบอย่างสม่าเสมอ และปัจจัยภายนอก ได้แก่การ
ให้บริการของเจ้าหน้าท่ีสหกรณ์ สหกรณ์มีบริการเงินกู้ที่เพียงพอต่อความต้องการของสมาชิก
สหกรณ์มีสวสั ดิการท่ีเหมาะสมใหก้ ับสมาชิก ความเต็มใจและความพร้อมในการให้บริการอย่างสุภาพ
การใหบ้ รกิ ารเหมอื นกันทกุ รายโดยไม่เลอื กปฏบิ ตั ิ
บทท่ี 2
การตรวจเอกสาร
แนวคดิ และทฤษฎีทีเ่ ก่ียวข้อง
การศึกษาการมีส่วนร่วมของสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์พนักงานธนาคารทหารไทย จากัด
ในคร้ังนี้ ผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้าเอกสารต่าง ๆ เกี่ยวกับแนวความคิด ทฤษฎีและงานวิจัยที่เก่ียวข้อง
เพ่อื ใช้เปน็ แนวทางในการศึกษา ดังน้ี
1. แนวคดิ เกี่ยวกบั สหกรณ์
2. แนวคิดทฤษฎกี ารมีส่วนร่วม
3. แนวคดิ ทฤษฎีการบริหารแบบมสี ว่ นรว่ ม
4. ผลงานวิจัยทีเ่ ก่ียวข้อง
5. กรอบแนวคดิ ในการวิจัย
แนวคดิ เก่ียวกบั สหกรณ์
“สหกรณ์” (Cooperatives) คือ องค์การของบรรดาบุคคล ซึ่งรวมกลุ่มกันโดยสมัครใจใน
การดาเนินวสิ าหกิจที่พวกเขาเป็นเจ้าของร่วมกัน และควบคุมตามหลักประชาธิปไตย เพื่อสนองความ
ต้องการ ( อันจาเป็น ) และความหวังร่วมกันทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ดังน้ัน สหกรณ์จึง
ต้ังขึ้นมาเพื่อทาหน้าท่ีแก้ปัญหาในด้านการทามาหากินท่ีเหมือนหรือคล้ายๆ กัน หรือความต้องการ
บริการท่ีเหมือนกันและเป็นปัญหาท่ีสมาชิกแต่ละคนไม่สามารถแก้เองได้ตามลาพัง หรือตั้งขึ้นมาเพ่ือ
ดาเนินการ ให้สมาชิกได้รับประโยชน์ในการประกอบอาชีพของตนมากกว่าท่ีแต่ละคนเคยได้จากการ
ดาเนินกิจการเองตามลาพัง โดยสมาชิกมีสิทธิที่จะกระทาการใด ๆ ได้ตามพระราชบัญญัติสหกรณ์
พ.ศ. 2542 ข้อบังคับหรือระเบียบของสหกรณ์ เช่น เข้าร่วมประชุมแสดงความคิดเห็นและความ
ตอ้ งการของตนต่อท่ีประชุมใหญ่ ตลอดจนสามารถซักถามข้อขอ้ งใจสงสัย ข้อเสนอแนะ และออกเสียง
ในที่ประชุมใหญ่ได้เท่าเทียมกัน ออกเสียงเลือกต้ังกรรมการดาเนินการและมีสิทธิได้รับเลือกต้ังเป็น
กรรมการดาเนินการในท่ีประชุมใหญ่ได้ จะเห็นได้ว่า สมาชิกมีความสาคัญต่อความสาเร็จหรือหรือ
ความล้มเหลวของสหกรณ์เป็นอย่างมาก สมาชิกเป็นท้ังเจ้าของและลูกค้าของสหกรณ์ จึงต้อง
5
ควบคุมดูแลกิจการของสหกรณ์ โดยสมาชิกต้องใช้สิทธิของตนเองอย่างเต็มท่ี ท้ังในด้านเข้าไปมีส่วน
ในการดาเนินงานของสหกรณ์ และทาธรุ กจิ กับสหกรณ์อยา่ งเขม้ แขง็ (กรมส่งเสรมิ สหกรณ์, 2559)
วิธีการสหกรณ์ (Cooperative Practices) คือ การนาหลักการสหกรณ์มาประยุกต์ใช้ใน
การดาเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และสังคม เพื่อประโยชน์ของมวลสมาชิกและชุมชน โดยไม่ละเลย
หลกั การธุรกิจท่ีดี
อุดมการสหกรณ์ (Cooperative ldeology) คือ ความเช่ือร่วมกันว่าการช่วยตนเองและ
การช่วยเหลือซึ่งกันและกันตามหลัการสหกรณ์ซึ่งจะนาไปสู่การกินดี อยู่ดี มีความเป็นธรรม และสันติสุข
ในสังคม
แนวคดิ ทฤษฎกี ารมีส่วนร่วม
วันชัย วัฒนศัพท์ (2523) ได้กล่าวว่า ยุคของการเปล่ียนแปลงจากประชาธิปไตยแบบ
ตัวแทน เป็นประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม การทางานแบบมีส่วนร่วมน้ันไม่ว่าจะเป็นระดับครอบครัว
ระดับโรงเรียน ระดับชุมชน ระดับองค์กร หรือระดับประเทศนั้น มีความสาคัญอย่างยิ่งในกระบวน
ทัศนป์ ัจจุบัน เพราะจะช่วยใหผ้ ู้มสี ่วนรว่ มเกิดความร้สู ึกความเป็นเจ้าของ (Ownership) และจะทาให้
ผู้มีส่วนร่วมหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียนั้น ยินยอมปฏิบัติตาม (Compliance) และรวมถึงตกลงยอมรับ
(Commitment) ได้อย่างสมัครใจ เต็มใจ และสบายใจ ได้มีการดาเนินการแก้ปัญหาความไม่
เรียบรอ้ ยในห้องเรยี นโดยกระบวนการมีส่วนรว่ ม
นรินทร์ชัย พัฒนพงศา (2546) ได้กล่าวว่า การเข้ามามีส่วนร่วมนั้น จาเป็นจะต้องมขี ั้นตอน
เสียก่อน โดยคนจะเข้าร่วมในกิจกรรมทุกอย่าง อย่างน้อยต้องมีพื้นฐานคติความคิดในเรื่องของการมี
ส่วนร่วมอยู่ภายในใจไม่มากก็น้อย ทั้งน้ี หลักการพื้นฐานของการมีส่วนร่วมจะรวมถึงการให้
ความสาคัญตอ่ มนุษย์ไม่นอ้ ยไปกวา่ เทคโนโลยี และควรคดิ ว่ามนุษย์ทุกคนต่างมีความคิดและมศี ักดิ์ศรี
เท่าเทียมกันมาต้ังแต่เกิด มีภูมิปัญญาที่สอดคล้องกับวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ของตนในระดับหน่ึง มี
ความสามารถพฒั นาชีวิตให้ดไี ดถ้ ้าได้รบั โอกาสทจี่ ะร่วมคิด ร่วมเข้าใจ และรว่ มจัดการเทคโนโลยีอยา่ ง
เหมาะสม
ประทีป จันทรสิงห์ (2549) ได้กล่าวว่า การมีส่วนร่วมมีความสาคัญอย่างยิ่งในการพัฒนา
องค์กร เพราะเมื่อบุคคลได้เข้ามามีส่วนร่วมแล้วจะไม่ค่อยเกิดการต่อต้านเกี่ยวกับแนวคิดและการ
6
ดาเนินงาน รวมท้ังช่วยลดความขัดแย้งจากการทางาน และร่วมกันพิจารณาแกไ้ ขปัญหาที่เกิดข้ึนจาก
การทางาน เพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมายและสร้างความสาเร็จให้กับองค์กร ซ่ึงบุคลากรจะรู้สึกพึงพอใจใน
ผลงานท่เี กดิ ขนึ้ มคี วามรู้สึกเปน็ เจา้ ของและผูกพันกับองค์กร
อดินันท์ บัวภักดี (2552) กล่าวว่า แนวคิดทฤษฎีท่ีนามาใช้ในการศึกษาเกี่ยวกับการมีส่วน
รว่ ม คอื ทฤษฎีสองปัจจยั (Two Factors Theory) หรอื ทฤษฎกี ารจูงใจของ เฮิร์ซเบิรก์ (Herzberg’s
Theory of Motivation) ซึ่งเป็นทฤษฎีท่ีเก่ียวข้องและสามารถเชื่อมโยงไปสู่การมีส่วนร่วมได้ เป็น
แนวคิดเกี่ยวกับการจูงใจให้ผู้ปฏิบัติงานเกิดความพึงพอใจ ซ่ึงทฤษฎีน้ีเช่ือว่าผู้ปฏิบัติงานจะ
ปฏิบตั ิงานได้ผลดีและมีประสิทธิภาพย่อมขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของผู้ปฏิบัติงาน หากเปน็ งานท่ีชอบ
หรือมีความชานาญก็จะมีความสนใจ กระตือรือร้น และทาให้ผลงานที่ออกมามีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็น
ปัจจัยภายนอกของบุคคลท่ีมีอิทธิพลต่อการสร้างความพึงพอใจในการทางาน เช่น ความก้าวหน้า
ความสาเร็จและได้รับการยกย่อง ในทางตรงกันข้ามหากผู้ปฏิบัติงานไม่พึงพอใจในงานท่ีทา ก็จะเกิด
ความท้อถอย และทาให้งานออกมาไม่มีประสิทธิภาพ ซ่ึงอาจเกิดจากปัจจัยภายในที่เกี่ยวข้องกับการ
ทางาน เช่น นโยบายองค์กร การบังคับบัญชา ความม่ันคงในงาน ค่าตอบแทน สภาพการทางาน
ทฤษฎดี ังกล่าวสอดคล้องกับการมีสว่ นรว่ มในกิจกรรมของบุคคลากรในองค์กร กล่าวคือ ถา้ บุคคลากร
เข้ามามีส่วนร่วมในการดาเนินงาน ร่วมคิดและตัดสินใจ ก็จะส่งผลให้บุคคลากรในองค์กรเกิด
ความรสู้ กึ เปน็ เจ้าของในกจิ การมากขน้ึ ทาให้องคก์ รประสบผลสาเรจ็ ในการพัฒนาได้
ความหมายของการมสี ว่ นร่วม
การมีส่วนรว่ ม หมายถึง เปน็ การกระจายอานาจให้ประชาชนได้มีโอกาสเข้ามามีส่วนรว่ มใน
การพจิ ารณาปัญหาความตอ้ งการรว่ มกัน ตัดสินใจร่วมกัน วางแผนดาเนินงานหรอื แก้ไขปัญหาร่วมกัน
ดาเนินการหรอื ปฏบิ ัตงิ านรว่ มกัน ตลอดจนรับรู้ผลดี ผลเสีย จนเกิดความภาคภูมิใจรว่ มกัน (พรี ะ พรนวม, 2544)
การมีส่วนร่วม หมายถึง กระบวนการให้บุคคลเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในการดาเนินงานพัฒนา
ความคิด ตัดสินใจ แก้ไขปัญหาด้วยตนเอง เน้นการมีส่วนร่วมของบุคคล แก้ไขปัญหาร่วมกับวิทยาการท่ี
เหมาะสมและสนบั สนนุ ติดตามการปฏบิ ตั งิ านขององคก์ รและบคุ คลทีเ่ กย่ี วข้อง (ยุพาพร รูปงาม, 2545)
การมีส่วนร่วม หมายถึง การที่บุคคลที่มีความสนใจหรือมีส่วนเกี่ยวข้องในเร่ืองเดียวกันเข้า
มารว่ มกัน เพ่ือปฏิบตั ิภารกจิ ไม่ว่าจะเป็นการวางแผน การดาเนนิ งาน การรับทราบผลการดาเนินงาน
7
การติดตามประเมินผล หรือร่วมกันทากิจกรรมต่างๆ เพ่ือบรรลุเป้าหมายตามที่ได้ตกลงกันไว้
(จิราภรณ์ ศรีคา, 2547)
การมีส่วนร่วม หมายถึง กระบวนการดาเนินงานรวมพลังประชาชนกับองค์กรของรัฐหรือ
องคก์ รเอกชน เพ่ือประโยชนใ์ นการพฒั นาหรือแก้ไขปัญหาของชมุ ชนโดยให้สมาชิกเข้ามาร่วมวางแผน
ปฏบิ ัตแิ ละประเมนิ งาน เพ่ือแก้ไขปญั หาของชมุ ชน (จนิ ตนา สุจจานนั ท,์ 2549)
การมีส่วนรว่ ม หมายถึง การเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกภาคส่วนที่เก่ียวข้องเข้ามามีบทบาท
ร่วมในกิจกรรมทุกประการตามกาลังความสามารถของสมาชิก ไม่ว่าจะเป็นเร่ืองการตัดสินใจ การ
ดาเนินกิจกรรม การติดตามตรวจสอบตลอดจนการประเมินผลร่วมกัน นาผลที่ได้มาพัฒนางานและ
ปรบั ปรงุ แก้ไขให้มีประสทิ ธิภาพยง่ิ ข้ึน (ทรงวุฒิ เรืองวาทศลิ ป,์ 2550)
การมีส่วนร่วม หมายถึง การที่สมาชิกได้มีโอกาสร่วมคิด ร่วมวางแผน ร่วมปฏิบัติตามโครงการ
ร่วมตัดสินใจ ร่วมติดตามประเมินผลเพื่อให้บรรลุเป้าหมายท่ีพึงประสงค์ ซึ่งจะต้องมาจากความสมัครใจ
พงึ พอใจ และได้รบั ผลประโยชน์ที่เกดิ จากชุมชนโดยส่วนรวมรว่ มกัน (สญั ญา เคณาภมู ,ิ 2551)
โดยสรุป การมีส่วนร่วม หมายถึง การเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกภาคส่วนมีการร่วมมือกัน
ร่วมตัดสินใจ โดยใช้ความคิดสร้างสรรค์และความเช่ียวชาญของแต่ละคนในการวางแผนดาเนินงาน
หรือแก้ไขปัญหาร่วมกัน เพื่อนามาปรับปรุงแก้ไขพัฒนาของชุมชนและพัฒนางานกลุ่มให้มีความ
โปรง่ ใสและให้มปี ระสทิ ธภิ าพมากขน้ึ
แนวคดิ ทฤษฎีการบรหิ ารแบบมีสว่ นรว่ ม
แนวคิดการบริหารแบบมีส่วนร่วม (Participative Management) เป็นแนวคิดท่ีให้
ความสาคัญกับพนักงาน ในฐานที่เป็นทรัพยากรท่ีสาคัญอย่างย่ิงขององค์กร และเปิดโอกาสให้
พนักงานเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารและจัดการองค์กร ซ่ึงแนวคิดน้ีสอดคล้องกับสภาพแวดล้อม
ทางธุรกิจและสภาวการณ์ในปัจจุบัน และองค์กรให้การยอมรับและนามาประยุกต์ใช้เป็นจานวนมาก
นอกจากน้ีแนวคิดการบริหารแบบมีส่วนร่วมยังเกี่ยวข้องกับเรื่องต่าง ๆ ในองค์กร ได้แก่ เรื่องการ
ตัดสินใจ การส่ือสาร การสร้างทักษะและพัฒนาความรู้ ความสามารถ โดยให้สมาชิกทุกคนในองค์กร
เขา้ มามสี ่วนร่วมในการกาหนดหรอื แสดงความคดิ เห็นในเรอ่ื งตา่ ง ๆ
8
เดวิด แมคเคลแลนด์ (David McClelland 1961 : 100-112) นักจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยฮาร์
วารด์ ได้ทาการวิจัยเกยี่ วกบั สงิ่ จงู ใจของมนุษย์ในการทางานใหเ้ กิดผลสาเร็จ ในหลายระดับ ได้แก่
1. ระดับบุคคลและระดับสังคม ผลของการศึกษาสรุปได้ว่าคนเรามีระดับความต้องการอยู่
3 ประการ คือความต้องการสัมฤทธิผล (need for achievement) เป็นความปรารถนาจะทาส่ิงหนึ่ง
สง่ิ ใดให้สาเร็จลุล่วงไปด้วยดี พยายามเอาชนะอุปสรรคต่าง ๆ มีความสบายใจเม่ือประสบความสาเร็จ
มีความวติ กกงั วลเมื่อประสบความไมส่ าเรจ็
2. ความต้องการความผูกพัน (need for affiliation) เป็นความต้องการการอยู่ร่วมกับ
ผู้อนื่ ในสังคม ต้องการความเปน็ มติ รและสมั พนั ธภาพที่อบอุ่น
3. ความต้องการมีอานาจบารมี (need for power) ได้แก่ความต้องการรับผิดชอบบุคคล
อื่น ต้องการควบคุมและให้คุณให้โทษแก่ผู้อื่นได้โดยสาระสาคัญอีกประการของทฤษฎีแรงจูงใจใฝ่
สัมฤทธ์ิของเดวิด แมคเคลแลนด์ (David McClelland) คือ ผ้ทู ่ีจะทางานให้ประสบความสาเร็จต้องมี
แรงจงู ใจในด้านความต้องการสมั ฤทธิผลอย่ใู นระดับสงู หรือกลา่ วได้ว่าความสาเรจ็ ของงานจะทาไดโ้ ดย
การกระตุ้นความต้องการด้านสัมฤทธิผลเป็นสาคัญ ถ้าแต่ละคนมีความต้องการด้านสัมฤทธิผลสูงก็
สามารถทางานไดส้ าเรจ็ และชว่ ยใหง้ านของหน่วยงานสาเรจ็ ไปดว้ ย
เรนซิส ไลเคิร์ท (Rensis Likert 1967 : 16-24) เสนอทฤษฎีการบริหารซ่ึงมีลักษณะ
แตกต่างกนั 4 รปู แบบ และเรียกวา่ การบริหาร 4 ระบบ (System 4) ประกอบด้วย
ระบบท่ี 1 : เผด็จการ (System 1 : Exploitative Authoritative) เป็นการใช้อานาจ
เพ่อื แสวงหาประโยชนส์ ว่ นตวั เปน็ การบรหิ ารองคก์ ารท่ีเนน้ หนา้ ที่และโครงสรา้ งแบบอานาจนยิ มสงู
ระบบท่ี 2 : เผดจ็ การแบบมีศิลป์ (System 2 : Bebevolent Authoritative) เป็นการ
ใช้อานาจแบบเมตตา ใช้ระบบความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง นายจ้างต้องทาให้ลูกจ้างมี
ความเชอื่ มนั่
ระบบท่ี 3 : การปรึกษาหารอื (System 3 : Consultative) ระบบนี้เป็นการบรหิ ารงาน
แบบมีความม่ันคง แตฝ่ ่ายบริหารไมม่ ีความเชื่อมั่นและความไวว้ างใจอย่างเต็มทใี่ นตวั ผูใ้ ตบ้ ังคับบัญชา
ระบบท่ี 4 : กลุ่มท่ีมีส่วนร่วม (System 4 : Participative Group) เป็นระบบการ
ขยายขอบเขตความสัมพันธ์และความเป็นมิตรกันระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างในระดับสูงจากการมีส่วน
ร่วมในการทางานแบบกล่มุ
9
อุทัย บุญประเสริฐ (2543) กล่าวถึงการบริหารแบบมีส่วนร่วมว่ามีแนวความคิดพื้นฐาน
ดงั น้ี
1. ความเชื่อของมนุษย์เร่ืองธรรมชาติ ตามแนวคิดของ แมค เกรเกอร์ (Mc Gregor) มี
2 แนวทาง คือ ทฤษฎี x และทฤษฎี y ตามแนวคิดของทฤษฎี x เช่ือว่ามนุษย์ขี้เกียจและขาดความ
รบั ผิดชอบ ดังน้ันตอ้ งใช้วิธกี ารบงั คับหรอื ควบคมุ การทางานอย่างใกล้ชิด ส่วนทฤษฎี y เชื่อว่ามนษุ ย์
มีความขยัน ชอบทางานโดยเฉพาะอย่างย่ิงถ้าสภาพการทางานท่ีมีความเหมาะสม และคนมีส่วนร่วม
ในการทางานโดยไม่ถกู บงั คบั ก็จะมีความรบั ผดิ ชอบมากข้ึน
2. ความคิดเก่ียวกับความเป็นองค์การของโรงเรียน (Concept of School Organization)
แนวความคิดของการบริหารปัจจุบันเช่ือว่า องค์การมิใช่เป็นเพียงเคร่ืองมือสาหรับการบรรลุเป้าหมายหรือ
ผลผลิตเชิงปรมิ าณเทา่ น้นั แต่องค์การเปน็ สถานที่สาหรบั การดารงชีวติ และการพฒั นาด้วย
3. ในด้านรูปแบบการตัดสินใจ (Decision Making Style) การตัดสินใจสั่งการในระดับ
สถานศึกษาควรมีลักษณะร่วมมือกันใช้อานาจระหว่างครู ผู้ปกครอง นักเรียน ตลอดจนศิษย์เก่าเพื่อ
สะท้อนสภาวการณ์ปัจจุบัน ความต้องการในอนาคต ซึ่งจะต้องระดมสติปัญญาและแนวคิดให้สมาชิกได้มี
โอกาสเรียนรู้และพัฒนาให้บรหิ ารโรงเรียนได้สาเร็จ อีกท้งั ยังสรา้ งความรูส้ ึกผูกพันกับโรงเรยี นด้วย
4. แบบภาวะผู้นา (Leadership Style) ตามทฤษฎีของ Sergiovanni ได้จัดระดับภาวะ
ผู้นาของผู้บริหารสถานศึกษาไว้ 5 ระดับ คือ ภาวะผู้นาด้านเทคนิค ภาวะผู้นาด้านมนุษย์ ภาวะผู้นา
ทางการศึกษา ภาวะผนู้ าเชงิ สญั ลกั ษณ์ และภาวะผู้นาทางวฒั นธรรม
5. กลยุทธ์การใช้อานาจ (Use of Power) ในการบริหารโดยทั่วไปมีความจาเป็นที่ จะต้องใช้
อานาจเป็ นส่ิ งที่ ขาดไม่ ได้ แต่ ตามทฤษฎี ที่ ว่าด้ วยที่ มาของอานาจ (Source of Power) ของ
French และ Raven น้ันได้แบ่งท่ีมาของอานาจพ้ืนฐานเป็น 5 แบบ ได้แก่ อานาจจากการให้รางวัล อานาจ
จากการบังคับ อานาจตามกฎหมาย อานาจจากการอา้ งอิง และอานาจจากความรคู้ วาม เช่ยี วชาญ
6. ทักษะเฉพาะในการบริหาร (Management Skills) ทักษะการบริหารแบบใหม่ ๆ
ทไ่ี ด้รับการพัฒนาและนามาใช้ในองคก์ าร เช่น การใชว้ ิธีการทางวิทยาศาสตร์ในการวิเคราะห์เพ่ือการ
ตัดสินใจ ใช้ทักษะการแก้ไขความขัดแย้ง ใช้กลยุทธ์เพ่อื การเปล่ียนแปลงและพฒั นาองค์การ เปน็ ต้น
7. การใช้ทรพั ยากร (Use of Resources) สถาบันการศกึ ษามีอานาจในการใช้และบรหิ าร
ทรัพยากรด้วยตนเองมากขึ้น ทาให้สถานศึกษาได้บริหารงานตามสถานการณ์ของตนเองอย่างมี
ประสทิ ธิผล ไมต่ อ้ งสิ้นเปลอื งบคุ ลากร งบประมาณ เวลาในการควบคมุ และตรวจสอบ
โดยสรุปแล้ว การบริหารแบบมีส่วนร่วมมีแนวคิดพ้ืนฐานมาจากความเช่ือเรื่องธรรมชาติ
ของมนุษย์ที่มีความต้องการพ้ืนฐาน ความคิดเกี่ยวกับความเป็นองค์การของโรงเรยี น รูปแบบของการ
10
ตัดสินใจ การสร้างแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ แบบภาวะผู้นา กลยุทธ์ในการใช้อานาจ ทักษะเฉพาะในการ
บริหารตามทฤษฎีการบรหิ าร ตลอดจนความมอี สิ ระในการใชแ้ ละบรหิ ารทรัพยากรด้วยตนเอง
ดวงแกว้ กอแกว้ (2543 : 17) กล่าวว่าการบรหิ ารแบบมสี ่วนรว่ ม ประกอบดว้ ย
1. การมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นด้วยการที่ผู้บังคับบัญชาได้ขอความร่วมมือจาก
ผู้ใตบ้ ังคบั บัญชา หรอื ผใู้ ตบ้ ังคับบัญชาไดม้ สี ่วนร่วมในการกาหนดนโยบาย เปา้ หมายและวตั ถุประสงค์
ขององค์การ มีการเปดิ โอกาสใหผ้ ้ใู ต้บงั คับบัญชามสี ่วนรว่ มในการกาหนดเปา้ หมายของงาน
2. การกระจายอานาจในการบริหาร ได้แก่ การใช้คณะกรรมการและกลุ่มงานเฉพาะกจิ ใน
การปฏิบตั ิงาน การให้อิสระกับพนักงานในการดาเนินงานท่รี บั ผิดชอบ
3. การให้อานาจในการตัดสินใจ ได้แก่ การให้พนักงานมีสิทธิในการตัดสินใจในงานที่
รับผิดชอบโดยไมต่ ้องปรึกษาผู้บงั คบั บญั ชา ผบู้ รหิ ารระดับสงู ใหก้ ารสนับสนุนผ้บู รหิ ารทกุ คนในการใช้
การบริหารแบบมีสว่ นรว่ ม
4. การไว้วางใจซึ่งกันและกันในองค์การ ได้แก่ การมอบหมายงานให้ตรงตามความรู้
ความสามารถและมีการมอบหมายให้พนกั งานได้ปฏิบัติงานใหม่ ๆ
ดังน้ันจึงสรุปว่า การบริหารแบบมีส่วนร่วมมีความสาคัญในการบริหารองค์การเป็นอย่าง
มาก เพราะผู้บริหารระดับสูงเปิดโอกาสให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเข้ามามีส่วนเก่ียวข้องในการบริหาร มี
อิสระในการทางาน ตลอดจนมีสิทธิในการเสนอแนะความคิดเห็นเพื่อร่วมกันแก้ปัญหา ซ่ึงลักษณะ
ดังกล่าวย่อมเป็นแรงจูงใจให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเกิดความรู้สึกผูกพันและร่วมกันรับผิดชอบต่อส่ิงที่
ร่วมกนั ตดั สินใจดาเนินงานใหอ้ งคก์ ารประสบผลสาเร็จต่อไป
ความหมายของการบรหิ ารแบบมีส่วนร่วม
การบริหารแบบมีส่วนร่วม (Praticipative Managment) มีนกั การศึกษารวมถึงนกั วิชาการ
ได้ให้ความหมายในบริบททแ่ี ตกตา่ งกนั ไวห้ ลายประการ ดังนี้
สมยศ นาวีการ (2545 : 1) กล่าวว่า การบริหารแบบมีส่วนร่วม เป็นกระบวนการที่ให้
ผู้ใตบ้ ังคับบญั ชามสี ว่ นร่วมในกระบวนการตัดสินใจ เน้นการมสี ว่ นเกี่ยวข้องของบคุ คลอยา่ งแข็งขัน โดยพวก
เขาใช้ความคิดสร้างสรรค์และความเช่ยี วชาญในการแก้ปัญหาของการบริหารทสี่ าคัญ ซงึ่ อยู่บนพ้นื ฐานของ
แนวความคิ ดของการแบ่ งอ าน าจหน้ าท่ี ที่ ถื อว่ าผู้ บริ หารแบ่ งอ านาจห น้ าท่ี กา รบ ริ หารให้ เข้ ากั บ
ผู้ใต้บังคับบัญชาและต้องการให้ผู้ใต้บังคับบัญชามีส่วนเก่ียวข้องอย่างแท้จริงในกระบวนการตัดสินใจที่
สาคญั ขององคก์ ารไม่ใชเ่ พียงแตส่ ัมผสั ปญั หาหรือแสดงความหว่ งใย
11
วันชัย โกลละสุต (2549) กล่าวว่า การบริหารแบบมีส่วนร่วม หมายถึง การท่ีบุคคลในองค์กร
หรือต่างองค์กรได้ร่วมกันเพ่ือจัดการงานให้บรรลุเป้าหมายท่ีต้องการร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพและ
สาเร็จ ท้ังนี้การมีส่วนร่วมน้ัน ๆ จะอยู่ในขั้นตอนใดๆ ก็ตาม โดยข้ึนอยู่กับความรู้ ความสามารถ
ประสบการณ์ ขอ้ จากัดขององค์กรในแต่ละกระบวนการของการดาเนินการบริหารเป็นเกณฑ์
ทานอง ภเู กิดพิมพ์ (2551) กล่าวว่า การบริหารแบบมีสว่ นร่วม เป็นการทางานร่วมกันเพ่ือให้
บรรลุวัตถุประสงค์ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพความคิด ความเชื่อและความยึดมั่นของแต่ละบุคคล แต่ละ
หนว่ ยงาน แตล่ ะองค์กร อกี ทง้ั ยงั ข้ึนอยกู่ ับกาลเวลาแต่ละยคุ แตล่ ะสมยั อกี ด้วย โดยการมีส่วนร่วมเป็นหวั ใจ
สาคัญในการเสริมสร้างพลังการทางานรว่ มกันเปน็ กลุ่ม (Teamwork) ที่มปี ระสิทธิภาพในการพัฒนา เพราะ
ทาให้ผเู้ กีย่ วขอ้ งหรือผู้มีสว่ นร่วมเขา้ ใจสถานการณแ์ ละอุทิศตนมากยิ่งขน้ึ เพอื่ การเปล่ยี นแปลงและพฒั นา
จากความหมายที่กล่าวมาข้างต้นสรุปได้ว่าการบริหารแบบมีส่วนร่วม (Praticipative
Management) หมายถึง กระบวนการที่บุคคลได้มีส่วนเก่ียวข้องในการปฏิบัติงานทั้งทางด้านการแสดง
ความคิดเห็น การตัดสินใจ การรับผิดชอบ การวางแผนการปฏิบัติงานตลอดจนการประเมินผล โดยใช้
ความคดิ สร้างสรรค์และความเช่ียวชาญในการปฏิบัติงานเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์หรือแกไ้ ข ปัญหาต่าง ๆ
ทอี่ าจเกดิ ข้ึนจากการบรหิ ารงานในองคก์ าร
ประโยชน์ของการบรหิ ารแบบมสี ่วนร่วม
การบริหารแบบมีส่วนร่วมมีผลต่อการเพ่ิมประสิทธิภาพในการทางานขององค์การ น้ี
จนั ทรานี สงวนนาม (2545 : 71) ไดก้ ล่าวถงึ ประโยชนข์ องการบริหารแบบมีสว่ นรว่ มไว้ ดังน้ี
1. ก่อใหเ้ กิดความสามัคครี ะหวา่ งผู้บริหารและผรู้ ่วมงานทุกระดับในองค์การ
2. ลดความขดั แย้งในการทางาน เพม่ิ ความไวว้ างใจซงึ่ กนั และกนั มากขนึ้
3. สร้างบรรยากาศทดี่ ีในการทางาน
4. ชว่ ยให้ผู้ร่วมงานมสี ุขภาพจิตดี ทกุ คนมงี านทา
5. สรา้ งความเป็นประชาธิปไตยในองคก์ าร
6. ลดค่าใชจ้ า่ ยและใชท้ รัพยากรอย่างทะนถุ นอม
7. ช่วยให้การใชง้ บประมาณเป็นไปอยา่ งมปี ระสิทธิภาพ
8. ช่วยใหพ้ นกั งานเกิดความรสู้ ึกวา่ เขาเปน็ ส่วนหนง่ึ ขององค์การ
12
สัมฤทธ์ิ กางเพง็ (2545 : 9-10) กลา่ วถงึ ประโยชนข์ องการบรหิ ารแบบมีสว่ นร่วมไว้ดงั นี้
1. การมีส่วนรว่ มก่อใหเ้ กดิ การระดมความคิดและอภปิ รายร่วมกันระหวา่ งผู้เกี่ยวขอ้ ง ทาให้เกิด
ความคดิ เห็นท่หี ลากหลาย ทาใหก้ ารปฏิบตั ิมคี วามเป็นไปไดม้ ากกวา่ การคิดคนเดียว
2. การมีส่วนร่วมในการบริหารมีผลในทางจิตวิทยาคือทาให้เกิดการต่อต้านน้อยลงใน
ขณะเดียวกนั กจ็ ะเกิดการยอมรบั มากขน้ึ
3. เปิดโอกาสให้มีการสื่อสารที่ดีกว่า สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลและประสบการณ์ในการทางาน
รว่ มกัน ตลอดจนการเสรมิ สรา้ งความสัมพันธ์ท่ดี ีตอ่ กนั
4. เปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงานหรือผู้เกี่ยวข้องมีโอกาสได้ใช้ความสามารถและทักษะในการ ทางาน
ร่วมกันเกดิ ความมนี ้าใจและความจงรกั ภักดตี ่อหนว่ ยงานมากขึ้น
5. การมีส่วนร่วมจะทาให้ผลการปฏิบัติงานดีขึ้น การตัดสินใจมีคุณภาพมากข้ึนและส่งเสริมให้มี
การปรบั ปรุงงาน ตลอดจนผ้รู ว่ มงานมีความพงึ พอใจในการปฏิบัติงานมากขนึ้
จากแนวคดิ ท่ีกล่าวขา้ งต้น สามารถสรปุ ประโยชน์ของการบริหารแบบมีส่วนรว่ มไดด้ งั นี้
1. ประโยชน์ต่อองค์การ ซ่ึงการบริหารแบบมีส่วนร่วมช่วยให้บรรยากาศและการส่ือสารใน
องคก์ ารดีข้ึน ลดความขัดแย้ง ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และองค์การมีความพรอ้ มที่จะรับการเปลี่ยนแปลงได้ดี
ข้ึน
2. ประโยชน์ต่อผู้บริหาร โดยฝ่ายบริหารสามารถบริหารพนักงานได้ง่ายขึ้น การตัดสินใจมี
ประสทิ ธภิ าพและประสิทธิผลมากขึน้ เนอ่ื งจากได้รบั ข้อมลู และความคิดเห็นจากทุกฝ่าย
3. ประโยชน์ต่อพนักงาน โดยความสัมพันธ์ระหว่างพนักงานกับฝ่ายบริหารและระหว่างพนักงาน
ด้วยกันดีข้ึน มีความไว้วางใจกันสูง มีความรับผิดชอบและผูกพันกับองค์การมากข้ึน รวมทั้งมีความเข้าใจ
กฎระเบียบและขอ้ จากัดขององคก์ าร
ขอ้ จากัดและอุปสรรคของการบรหิ ารแบบมีส่วนรว่ ม
ถึงแม้ว่าการบริหารแบบมีส่วนร่วมจะมีประโยชน์ แต่การที่ผู้บริหารจะนาการบริหาร
รูปแบบน้ีมาใช้ควรคานึงถึงข้อจากัดและอุปสรรคของการบริหารแบบมีส่วนร่วม ซึ่งจันทรานี สงวน
นาม (2545 : 71) ได้สรุปว่าการที่ผู้บริหารจะนาการบริหารในรูปแบบนี้มาใช้ควรจะระมัดระวังถึง
ข้อจากัดของการให้กลุ่มมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและตัดสินใจ เพราะอาจทาให้เกิดกลุ่ม
อทิ ธิพลขน้ึ ได้ และกอ่ ให้เกดิ ความขัดแยง้ กัน ความรับผดิ ชอบและการกระทาของกลุ่มไม่มีหลกั ประกัน
แน่ชัดเพราะทุกอย่างข้ึนอยู่กับการตัดสินใจของกลุ่ม ผู้บริหารจึงควรคานึงถึงผลได้ผลเสีย เช่น
ค่าใช้จ่าย เวลา ปัญหา และสถานการณ์ การกาหนดนโยบายและวัตถุประสงค์ขององค์การควรได้รับ
การพจิ ารณาอย่างรอบคอบก่อนจะให้กลมุ่ มีสว่ นร่วมในการตดั สนิ ใจ ในทานองเดยี วกัน
13
สมยศ นาวีการ (2545ข : 25-36) ได้กล่าวถึงอุปสรรคของการใช้การบริหารแบบมีส่วน
ร่วมอย่างมีประสิทธิภาพว่า อุปสรรคเหล่านี้อาจเกิดขึ้นกับหลาย ๆ ปัจจัย ดังนี้ อุปสรรคทางด้าน
องค์การซึ่งจะยึดติดกับประเพณี ปรัชญาและค่านิยมขององค์การ คุณภาพของนโยบายและระเบียบ
วิธีปฏิบัติงาน คุณภาพของเจ้าหน้าที่ โครงสร้างขององค์การ การขาดบรรยากาศสนับสนุน การขาด
ระบบการให้รางวัลในการมีส่วนร่วม นอกจากอุปสรรคทางด้านองค์การแล้ว อุปสรรคบางอย่างอาจ
เกิดข้ึนจากตัวผู้บริหารเองที่ขัดขวางการใช้การบริหารแบบมีส่วนร่วม เช่น ความไม่เข้าใจ การขาด
ความม่ันคงหรือความกลัวท่ีสูญเสียอานาจการบริหารไป เป็นต้น ส่วนอุปสรรคทางด้าน
ผู้ใต้บังคับบัญชาน้ัน อาจเกิดข้ึนจากการขาดความสามารถ ขาดความต้องการ การไม่รับรู้ว่าถูก
คาดหวังให้มีส่วนร่วมและความกลัว นอกจากนี้ยังมีอุปสรรคทางด้านสถานการณ์ที่ขึ้นอยู่กับข้อจากัด
ดา้ นเวลา งานและอิทธพิ ลทางดา้ นสภาพแวดล้อม
โดยสรุปแลว้ การบริหารแบบมีส่วนร่วมเป็นวิธีการบริหารทีช่ ่วยให้ผู้มสี ่วนเก่ียวข้องกับการ
ทางานได้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิด การตัดสินใจหรือการปฏิบัติงานในหลากหลาย
รูปแบบ เพื่อให้เกิดความผูกพันและความรับผิดชอบต่อองค์การมากยิ่งขึ้น ท้ังน้ีผู้บริหารจะต้องเห็น
ความสาคัญ พร้อมท้ังมีความรู้ความเข้าใจในแนวคิดพื้นฐานและองค์ประกอบที่สาคัญของการบริหาร
แบบมีส่วนร่วม และสิ่งสาคัญจะต้องทราบถึงประโยชน์ ข้อจากัดและอุปสรรคของการบริหารแบบมี
สว่ นรว่ มเพือ่ ให้สามารถนาไปใชไ้ ด้อย่างเหมาะสมและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อองค์การ
ผลงานวจิ ยั ทีเ่ กีย่ วขอ้ ง
ชุติมา ตุ๊นาราง, บุญจง ขาวสิทธิวงษ์ และ กานตพันธ์ุ พิศาลสุขสกุล (2544) ได้ทาการศึกษาเร่ือง
ปจั จัยที่มผี ลต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนและแนวทางในการพัฒนาการบริหารจดั การมูลฝอยชุมชนในเขต
เทศบาลนครสมุทรปราการ โดยมีวัตถุประสงค์เพ่ือศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนในการ
จดั การมูลฝอยชุมชนในเขตเทศบาลนครสมุทรปราการ โดยทาแบบสอบถามกับกลุ่มตัวอย่างจานวน 400 คน
และสัมภาษณ์เชิงลึกเจ้าหน้าที่ท่ีเกี่ยวข้อง สถิติท่ีใช้ในการวเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ความถี่ ค่าเฉล่ีย
ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน t-test F-test Welch-test และ Pearson’s Correlation ผลการศึกษาพบว่า กลุ่ม
ตวั อย่างมีส่วนร่วมจัดการมูลฝอยชุมชนอยูใ่ นระดบั กลาง ปจั จัยที่มีผลต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนในการ
จัดการมูลฝอย ได้แก่ สถานภาพในครัวเรือน ระดับการศึกษา อาชีพ รายได้ต่อเดือน จานวนปีที่อยู่อาศัย
ความรคู้ วามเข้าใจเกยี่ วกับมลู ฝอย ทัศนคติ และความายนิ ดเี ขา้ รว่ มในการจดั การมลู ฝอยชมุ ชน
14
ชนวน เสือท้วม (2547) ได้ทาการศึกษาเร่ืองปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการมีส่วนร่วมของ
สมาชิกสหกรณ์ในการดาเนินธุรกิจของสหกรณ์การเกษตรสามโคก จากัด กลุ่มตัวอย่างคือสมาชิก
สหกรณ์การเกษตรสามโคก จากดั จานวน 284 คน ใช้แบบสอบถามเปน็ เครือ่ งมือ สถิตทิ ใ่ี ชไ้ ด้แก่ ร้อย
ละ ค่าเฉล่ีย การทดสอบค่า t-test ผลการศกึ ษาพบว่า กลุ่มตวั อย่างส่วนใหญ่มอี ายุ 50 ปีข้ึนไป สมรส
แลว้ จบการศกึ ษาในระดับประถมศึกษา รายได้สทุ ธิของครอบครวั ต่อปีต่ากว่า 50,000 บาท และสว่ น
ใหญ่เข้าร่วมกิจกรรมกลุ่มที่เป็นสมาชิกด้วยการประชุมกลุ่ม ทั้งนี้สมาชิกส่วนใหญ่เห็นประโยชน์ท่ีจะ
ได้รับจากการเข้าร่วมกิจกรรมที่สหกรณ์ สาหรบั การรับรู้ข่าวสารความเคล่ือนไหวของสหกรณ์จากสื่อ
บุคคลอยู่ในระดับสูง โดยสมาชิกปรึกษาหารือในกิจกรรมการซื้อสินค้ามากที่สุด ในขณะเดียวกัน
ปรึกษาหารือในกิจกรรมต่างๆ กับบุคคลในสหกรณ์อยู่ในระดับต่า ซ่ึงสมาชิกส่วนใหญ่เลือกติดต่อใน
การทาธุรกจิ กบั สหกรณ์ คือประธานกลุม่ และเจ้าหนา้ ที่สหกรณ์
ธรรมรัตน์ อรุณประเสรฐิ (2554) ไดท้ าการศกึ ษาวจิ ัยเร่ือง การมีส่วนร่วมของสมาชกิ ในการ
ดาเนินงานของสหกรณ์ กรณีศึกษาสหกรณ์หมู่บ้านสหพร จากัด จังหวัดนครปฐม โดยมีวัตถุประสงค์
เพื่อศึกษาทัศนคติต่อผู้นาของสหกรณ์ในการดาเนินงาน ศึกษาการมีส่วนร่วมของสมาชิกในการ
ดาเนินงาน ศึกษาปัจจัยท่ีส่งผลต่อการมีส่วนร่วมของสมาชิกสหกรณ์ และเพ่ือศึกษาความสัมพันธ์ของ
ทศั นคติต่อผู้นาของสมาชิกกับการมีส่วนรว่ มของสมาชิกในการดาเนนิ งาน ประชากรท่ีใช้ในการศึกษา
คือ สมาชิกสหกรณ์หมู่บ้านสหพร จากัด จังหวัดนครปฐม จานวน 224 คน ใช้แบบสอบถามเป็น
เคร่ืองมือในการวิจัย สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบ่ียงเบน
มาตรฐานและค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน (Pearson’s product moment correlation)
ผลการศกึ ษาพบวา่ ทัศนคติต่อผู้นาของสมาชิกในการดาเนินงานและการมีสว่ นร่วมของสมาชิกในการ
ดาเนินงานของสหกรณ์หมบู่ ้านสหพร จากัด โดยรวมอยู่ในระดบั มาก ผลการศึกษาการมีส่วนร่วมและ
การมีส่วนร่วมของสมาชิกในการดาเนินงานของสหกรณ์หมู่บ้านสหพร จากัด โดยรวมอยูใ่ นระดับปาน
กลาง และการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ พบว่า ความสัมพันธ์ของทัศนคติต่อผู้นาของสมาชิกกับการมี
สว่ นร่วมของสมาชกิ ในการดาเนนิ งานมคี วามสมั พนั ธ์กนั
สิรินทิพย์ สิทธิศักด์ิ (2554) ได้ศึกษาเร่ือง การมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการบริหาร
โรงเรียนอาชีวศึกษา : กรณีศึกษาเขตภาษีเจริญและเขตบางกอกใหญ่ โดยมีวัตถุประสงค์เพ่ือศึกษา
ระดับการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการบริหารโรงเรียนอาชีวศึกษา และปัจจัยที่มีผลต่อการมีส่วน
ร่วมของผู้ปกครองในการบริหารโรงเรยี นอาชวี ศึกษา : กรณีศกึ ษาเขตภาษีเจริญและเขตบางกอกใหญ่
ประชากรในการศึกษาคร้ังน้ี คือ ผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนอาชีวศึกษาในเขตภาษีเจริญและเขต
บางกอกใหญ่ โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบหลายข้ันตอน โดยใช้วิธีจับฉลากเลือกแผนก เลือกห้อง
15
และเลือกหมายเลขประจาตัวนักเรียน ตามอัตราส่วนจานวนประชากร 1:36 ของแต่ละโรงเรียน โดย
ได้ขนาดตัวอย่างจานวน 400 คน เคร่ืองมือท่ีใช้ในการศึกษาในคร้ังน้ีคือแบบสอบถาม สถิติท่ีใช้ใน
การศึกษาได้แก่ ค่าความถ่ี (Frequency) ค่าร้อยละ (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard
Deviation) t-test F-test และสหสัมพันธ์ Pearson ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็น
เพศหญิง อายุ 41-50 ปี ระดับการศึกษาปริญญาตรีหรือสูงกว่าปริญญาตรี อาชีพส่วนตัว / รับจ้าง
รายได้เฉลี่ย 5,001-10,000 บาท อยู่ในท้องถ่ินระยะเวลา 1-10 ปี ระดับการมีส่วนร่วมเกี่ยวกับการ
ร่วมกิจกรรม โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง ในขณะท่ีความเชื่อถือในโรงเรียนอยู่ในระดับมาก
ความสัมพันธ์กับบุคคลากรในโรงเรยี น ความคาดหวังท่ีจะได้ประโยชน์ และความรู้ความเข้าใจในการ
บริหาร อยู่ในระดับปานกลาง ส่วนปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการ
บริหารโรงเรียนอาชีวศึกษา ได้แก่ อายุ ความสัมพันธ์กับบุคคลากรในโรงเรียน ความเช่ือถือใน
โรงเรียน ความคาดหวังท่ีจะได้ประโยชน์ ความรู้ความเข้าใจในการบริหาร แ ละปัจจัยที่ไม่มี
ความสัมพันธ์ต่อการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการบริหารโรงเรียนอาชีวศึกษา ได้แก่ เพศ ระดับ
การศกึ ษา อาชพี รายได้ ระยะเวลาที่อยใู่ นทอ้ งถ่นิ
สุธรรม จรรทา (2556) ได้ทาการศึกษาการมีส่วนร่วมของเกษตรกรในการจัดการทรพั ยากร
น้าจากกรมชลประทานแม่น้าชี กรณีศึกษาโครงการสถานีสูบน้าด้วยไฟฟ้าบ้านกุดแข้ จังหวัดร้อยเอ็ด
โดยมีวัตถุประสงคเ์ พ่อื ศึกษาระดับการมสี ่วนร่วมและปัจจัยที่มีอทิ ธิพลต่อการมีส่วนร่วม รวมทัง้ ศึกษา
ปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะในการมีส่วนร่วมของเกษตรกร ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือใน
การศึกษา กลุ่มตวั อย่างคอื เกษตรกรท่เี ปน็ หัวหน้าครวั เรอื นหรือตัวแทนหวั หนา้ ครัวเรือนอายุตง้ั แต่ 18
ปขี ึ้นไป จานวน 300 คน ทาการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถติ ิพรรณา การเปรยี บเทียบค่าเฉล่ีย และการ
วิเคราะห์การผันแปรทางเดียว ส่วนของการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้การ
สัมภาษณ์เจาะลึก จานวน 20 คน ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีส่วนร่วมในการจดั การทรัพยากร
นา้ ในระดับสงู โดยปัจจยั ที่มผี ลตอ่ การมีสว่ นรว่ มในการจัดการทรัพยากรนา้ อย่างมนี ยั สาคัญทางสถติ ิที่
ระดับ 0.05 ได้แก่ จานวนสมาชิกในครัวเรือน ลักษณะการถือครองที่ดิน ระยะเวลาการเป็นสมาชิก
ผใู้ ชน้ ้า ส่วนปัญหาและอุปสรรค พบว่า เกษตรกรไม่ได้รบั ข้อมูลขา่ วสารเก่ียวกับการจัดการทรัพยากร
น้า ปัญหาการขาดแคลนความรู้ ความเข้าใจที่ถกู ต้องเกี่ยวกบั การจัดการทรพั ยากรน้า ปัญหาการขาด
ความร่วมมือ และการประสานงานกับหน่วยงานรฐั
อัจฉรา ใสบาล และ นิวัฒน์ มาศวรรณา (2557) ได้ทาการศึกษาเร่ือง การมีส่วนร่วมของ
สมาชิกในการดาเนินงานวิสาหกิจชุมชน : กรณีโรงสีชุมชนครบวงจรตาบลไก่คา อาเภอเมือง จังหวัด
อานาจเจริญ โดยมีวัตถุประสงค์เพ่ือ ศึกษาการมีส่วนร่วมของสมาชิกในการดาเนินงานวิสาหกิจชุมชน
16
โรงสีชุมชนครบวงตาบลไก่คา อาเภอเมือง จังหวัดอานาจเจริญ ประกอบด้วย สภาพพ้ืนฐานทาง
เศรษฐกิจและสงั คมบางประการของสมาชิก สภาพการดาเนนิ งานวสิ าหกจิ ชมุ ชน ศกึ ษาการมสี ่วนร่วม
ของสมาชิกในการดาเนินงานวิสาหกิจชุมชน และเพื่อเปรียบเทียบการมีส่วนร่วมของสมาชิกในการ
ดาเนินงานวิสาหกิจชุมชน ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือใน ที่ได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นโดย
การสัมภาษณ์สมาชิกวิสาหกิจชุมชนฯ จานวน 177 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ร้อยละ ค่าเฉล่ีย ส่วน
เบ่ยี งเบนมาตรฐาน และใช้ t-test เพื่อทดสอบสมมตฐิ าน ผลการศกึ ษาพบว่า โดยภาพรวมสมาชิกเข้า
ร่วมในกิจกรรมการดาเนินงานวิสาหกิจชุมชนอยู่ในระดับน้อย ท้ังน้ีอาจเพราะว่าขาดการ
ประชาสัมพันธ์จากผู้นาวิสาหกิจชุมชนและกิจกรรมส่วนใหญ่คณะกรรมการดาเนินงานโดยลาพัง จึง
ทาให้สมาชกิ คดิ วา่ เปน็ หน้าทขี่ องคณะกรรมการ สมาชิกจึงไมเ่ ข้าร่วมกิจกรรม
ธัญรัตน์ มาลัย (2558) ได้ทาการศึกษาเร่ือง การศึกษาปัจจัยท่ีมีผลต่อการมีส่วนร่วมของ
สมาชิกในการดาเนินธุรกิจของสหกรณ์การเกษตรพร้าว จากัด อาเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ โดยมี
วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยท่ีมีผลต่อการมีส่วนร่วมของสมาชิก และศึกษาระดับการมีส่วนร่วมใน
การดาเนินธุรกิจของสหกรณ์การเกษตรพร้าว จากัด อาเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ใช้แบบสอบถาม
เป็นเคร่ืองมือในการวิจัย โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง จานวน 362 คน วิเคราะห์ข้อมูล
โดยใช้สถิติความถึ่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ผล
การศึกษา พบว่า สมาชิกสหกรณ์ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย อายุมากกว่า 51 ปีขึ้นไป มีระดับการศึกษา
ประถมศึกษา รายเฉล่ียต่อเดือน 8,001-11,000 บาท ระยะเวลาการเป็นสมาชิก 20 ปีขึ้นไป ปัจจัยที่
มีผลต่อการมีส่วนรว่ มของสมาชิกโดยรวมอย่ใู นระดับมาก โดยปจั จัยการมีสว่ นร่วมในการดาเนินธุรกิจ
ท่ีมีความสาคัญระดับมากเรียงจากค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ดังน้ี ความรู้สึกเป็นเจ้าของสหกรณ์
ความสะดวกในการทาธุรกิจกับสหกรณ์ ผลตอบแทนที่ได้รับ (เงนิ ปันผล/เฉลี่ยคืน) การให้บริการของ
เจ้าหน้าที่สหกรณ์ ความม่ันคงของสหกรณ์ สถานท่ีตั้งของสหกรณ์เหมาะสม ความน่าเชื่อถือของ
กรรมการดาเนินการ เป็นแหล่งเงินทุน (กู้ยืม) มีการประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารของสหกรณ์
สวัสดิการ (เช่น ค่ารักษาพยาบาล) ส่วนระดับการมีส่วนร่วมในการดาเนินธุรกิจของสมาชิก พบว่า
การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ส่วนร่วมในการดาเนินงานอยู่ในระดับมาก ได้แก่ การมีส่วนร่วมในการ
ใช้สิทธิออกเสียงเลือกต้ังคณะกรรมการ การมีส่วนร่วมในการควบคุมตรวจสอบและการมีส่วนร่วมใน
ผลประโยชน์ อยู่ในระดับปานกลาง ได้แก่ การถือหุ้นตามข้อบังคับของสหกรณ์ ธุรกิจสินเชื่อ/เงินกู้
ธุรกิจเงินรับฝาก ธรุ กิจจัดหาสินค้ามาจาหน่าย ธุรกิจการรวมรวมผลผลิต และการปฏิบัตติ ามแผนงาน
ประจาปี
17
กัญญาณัฐ เทียนหลา (2560) ได้ทาการวิจัยเร่ือง แนวทางการพัฒนาการมีส่วนร่วมในการ
ดาเนินงานของสหกรณ์ออมทรัพย์สานักงานข่าวกรองแห่งชาติ จากัด โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา
ปัจจัยการมีส่วนร่วม ศึกษาระดับการมีส่วนร่วมของสมาชิก และศึกษาแนวทางการพัฒนาการมีส่วน
รว่ มในการดาเนินงานของสหกรณ์ออมทรัพย์สานักข่าวกรองแห่งชาติ จากัด กลุ่มตัวอย่างเป็นสมาชิก
สหกรณ์ออมทรัพย์สานักข่าวกรองแห่งชาติ จากัด จานวน 288 คน ใช้แบบสอบถามเป็นเคร่ืองมือใน
การวิจัย การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการสัมภาษณ์
คณะกรรมการดาเนินงานสหกรณ์ ฝ่ายจัดการสหกรณ์ฯ จานวน 7 คน ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยที่
ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมในการดาเนินงานของสหกรณ์ออมทรัพย์สานักข่าวกรองแห่งชาติ จากัด ส่วน
ใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุ 50 ปี ขึ้นไป มีสถานะภาพโสด มีระดับการศึกษาในระดับปริญญาตรี มี
รายได้อยู่ระหว่าง 18,001-28,000 บาท ซึ่งมีระยะการเป็นสมาชกิ สหกรณ์ฯ มากกว่า 10 ปี และรับรู้
ข่าวสารจากสหกรณ์ของหนังสือเวียน ระดับการมีส่วนร่วมของสมาชิกในด้านการตัดสินใจ การร่วมมี
ผลประโยชน์ การติดตามและประเมินผล อยู่ในระดับปานกลาง และการมีส่วนร่วมในการปฏิบัติการ
หรือการดาเนินงานอยู่ในระดับน้อย ส่วนแนวทางการพัฒนาการมีส่วนร่วมในการดาเนินงานของ
สหกรณ์ฯ คือสหกรณ์ควรให้ความรู้แก่สมาชิก โดยการจัดประชุม ให้การศึกษาอบรม เพื่อให้สมาชิก
ได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารด้านต่าง ๆ ของสหกรณ์ รวมถึงข้อมูลด้านธุรกิจของสหกรณ์ จัดให้มีสวัสดิการ
มากข้ึน รวมไปถงึ ประชาสัมพันธแ์ ละเพิม่ ชอ่ งทางการติดตอ่ กับสหกรณ์ใหม้ ากขนึ้
จากการศึกษาแนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เก่ียวข้อง จะเหน็ ได้ว่าการท่ีสหกรณ์จะประสบ
ความสาเร็จได้นั้น ข้ึนอยู่กับการมีส่วนร่วมของสมาชิกสหกรณ์ ทั้งในด้านการมีส่วนร่วมในการ
บริหารงาน การดาเนินธุรกิจกับสหกรณ์ เข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ท่ีทางสหกรณ์จัดข้ึน ตลอดจนร่วม
กาหนดนโยบาย ร่วมแสดงความคิดเห็นและแก้ไขปัญหาต่างๆ ดังน้ันการมีส่วนร่วมของสมาชิกจึงมี
ความสาคัญต่อการดาเนินงานของสหกรณ์และเกดิ การพัฒนาสหกรณ์อยา่ งย่ังยืน
กรอบแนวคิดในการวจิ ัย 18
ตวั แปรอิสระ ตัวแปรตาม
ระดับ การมีส่วนร่วมของสมาชิ ก
ปจั จัยส่วนบคุ คล สหกรณ์ออมทรัพย์พนักงานธนาคาร
1. เพศ ทหารไทย จากัด
2. อายุ 1. ดา้ นการบริหารงานสหกรณ์
3. ระดบั การศึกษา 2. ด้านการทาธุรกจิ กับสหกรณ์
4. สงั กดั /หน่วยงาน
5. รายได้
6. ระยะเวลาการเป็นสมาชกิ
ปจั จัยการมสี ่วนรว่ มของสมาชกิ สหกรณ์
ออมทรัพย์พนักงานธนาคารทหารไทย จากัด
1. ความม่ันคงของสหกรณ์
2. มีความเชอ่ื มนั่ ในการบริหารงานของ
คณะกรรมการ
3. สหกรณ์ให้ผลตอบแทนในภาพรวมทีส่ ูงกว่าธนาคาร
4. มีความรสู้ กึ เปน็ เจา้ ของสหกรณ์
5. สหกรณ์มีการประชาสมั พนั ธ์และแจ้งขอ้ มูล
ขา่ วสารให้สมาชกิ ทราบอยา่ งสม่าเสมอ
6. การใหบ้ รกิ ารของเจา้ หน้าทสี่ หกรณ์
7. สหกรณ์มบี ริการเงนิ กปู้ ระเภทตา่ ง ๆ ท่ี
ตอบสนองความต้องการของสมาชกิ
สม89ม.. ตสคิฐหวาากนมรใเณตน็มม์ กใสี าจวรแสั ศลดกึะกิ ษคาวราาทมี่เหพมร้อาะมสในมกใหารก้ ใบั หส้บมรากิ ชาิกร
10. การใหบ้ ริการอยา่ งเท่าเทยี มกนั โดยไม่เลอื ก
ปฏิบัติ
19
สมมติฐานที่ 1 ปัจจัยลักษณะส่วนบุคคล มีความสัมพันธ์ต่อการมีส่วนร่วมของสมาชิก
สหกรณ์ออมทรพั ยพ์ นกั งานธนาคารทหารไทย จากดั ด้านการบริหารงานสหกรณ์ แตกต่างกัน
สมมติฐานที่ 2 ปัจจัยลักษณะส่วนบุคคล มีความสัมพันธ์ต่อการมีส่วนร่วมของสมาชิก
สหกรณ์ออมทรัพยพ์ นกั งานธนาคารทหารไทย จากดั ดา้ นการทาธรุ กจิ กบั สหกรณ์ แตกตา่ งกัน
สมมติฐานท่ี 3 ปจั จัยการมีสว่ นรว่ มของสมาชกิ มคี วามสัมพนั ธต์ ่อการมีสว่ นรว่ มของสมาชกิ ดา้ น
การบริหารงานสหกรณแ์ ละดา้ นการทาธุรกจิ กบั สหกรณ์ แตกต่างกัน
บทท่ี 3
วิธกี ารศึกษา
การศึกษาครั้งน้ีมีวัตถุประสงค์เพ่ือศึกษาการมีส่วนร่วมของสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์
พนักงานธนาคารทหารไทย จากัด เป็นการศึกษาเชิงสารวจ (Survey Study) ในภาคสนามเพื่อให้
ได้มาซึ่งข้อมูลปฐมภูมิ (Primary Data) ซ่ึงใช้แบบสอบถามเป็นเคร่ืองมือในการจัดเก็บข้อมูลเกี่ยวกับ
ระดับการมีส่วนรว่ มของสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์พนักงานธนาคารทหารไทย จากัด และปจั จัยทมี่ ผี ล
ต่อการมีส่วนรว่ มของสมาชิกสหกรณอ์ อมทรัพย์พนักงานธนาคารทหารไทย จากดั
ประชากรและกลุม่ ตัวอย่าง
ประชากรท่ีใช้ในการศึกษาคร้ังนี้ คือ สมาชิกสหกรณ์ออมทรพั ย์พนักงานธนาคารทหารไทย
จากัด เฉพาะเขตกรุงเทพมหานคร ณ วันท่ี 30 มิถุนายน 2561 มีจานวนท้ังส้ิน 1,679 คน ทาการสุ่ม
ตัวอยา่ งแบบหลายขั้นตอน (Multistage Sampling) ดาเนินการตามข้นั ตอน ดงั น้ี
1. การหาขนาดตัวอย่างจากจานวนสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์พนักงานธนาคารทหารไทย
จากัด ทั้งหมด 1,679 คน โดยใช้สูตรทาโร ยามาเน่ (Taro Yamane, 1973) ที่ระดับความเช่ือม่ัน
95% ดงั น้ี
สูตร n =
โดย n = จานวนตวั อยา่ ง
N = จานวนประชากรทงั้ หมด
e = คา่ ความคลาดเคลอ่ื นของการส่มุ ตัวอย่าง (e = 0.05)
แทนคา่ สตู ร n =
n = 322.88
ดังนั้น ขนาดตวั อย่างทค่ี านวณได้สาหรับการศกึ ษาในครง้ั น้ี เท่ากบั 323 ตัวอย่าง
21
2. เม่ือได้จานวนของกลุ่มตัวอย่างเท่ากับ 323 คนแล้ว จึงทาการคานวณเพื่อหาสัดส่วน
ตัวอย่างของแต่ละสาขาจากจานวนสมาชิกเฉพาะเขตกรุงเทพมหานคร จานวนทั้งส้ิน 1,679 คน
(ประกอบด้วยสานักงานใหญ่ จานวน 1,459 คน และสาขาจานวน 101 สาขา จานวน 220 คน) แล้ว
ทาการสุ่มตัวอย่างโดยใช้แบบเจาะจง (Purposive Sampling) เลือกเฉพาะสาขาที่มีจานวนสมาชิก
ตั้งแต่ 2 คนขน้ึ ไป ไดจ้ านวนกลมุ่ ตวั อยา่ ง 11 สาขา ดังน้ี
2.1. สาขาพหลโยธิน (สานักงานใหญ่) จานวนตัวอยา่ ง 280 คน
2.2 สาขาบางเขน จานวนตัวอย่าง 2 คน
2.3 สาขาโชคชยั 4 จานวนตวั อย่าง 3 คน
2.4. สาขามีนบุรี จานวนตัวอย่าง 9 คน
2.5. สาขามหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร์ จานวนตวั อยา่ ง 3 คน
2.6. สาขาลาดพร้าว 6 จานวนตวั อยา่ ง 3 คน
2.7. สาขาสะพานควาย จานวนตัวอยา่ ง 6 คน
2.8. สาขาเอนเนอร์ยี่ คอมเพล็กซ์ จานวนตวั อยา่ ง 5 คน
2.9. สาขายอ่ ยเซ็นทรลั บางนา จานวนตวั อย่าง 5 คน
2.10. สาขาย่อยเซ็นทรลั ลาดพร้าว จานวนตวั อย่าง 4 คน
2.11. สาขาหัวหมาก จานวนตัวอยา่ ง 3 คน
รวม 323 คน
การเก็บรวบรวมข้อมลู
นาแบบสอบถามทีผ่ า่ นการทดสอบและปรบั ปรุงแลว้ ไปสอบถามยังสมาชิกของสหกรณ์ออม
ทรัพย์พนักงานธนาคารทหารไทย จากัด ซึ่งเป็นกลุม่ ตัวอย่าง จานวน 323 คน โดยเริ่มเก็บขอ้ มลู ต้งั แต่
เดือนธันวาคม 2561–กมุ ภาพันธ์ 2562 และเกบ็ รวบรวมข้อมลู ด้วยตนเอง
เครื่องมอื ทใี่ ช้ในการศกึ ษา
การศึกษาครั้งน้ี ผู้ศึกษาได้สร้างแบบสอบถาม (Questionnaire) เป็นเคร่ืองมือท่ีใช้ในการ
เก็บรวบรวมข้อมลู โดยได้ดาเนนิ การตามขนั้ ตอน ดงั นี้
22
1. การหาความเที่ยงตรง โดยนาแบบสอบถามไปหาความเท่ียงตรงตามโครงสร้างเน้ือหา
โดยนาแบบสอบถามท่ไี ด้เรียบเรียงแล้วให้อาจารย์ท่ปี รกึ ษา เป็นผู้ตรวจสอบความเท่ียงตรงตามเนื้อหา
และหาความเหมาะสมของภาษาทีใ่ ช้ เพื่อขอคาแนะนาในการปรบั ปรุงแกไ้ ข และเลือกเฉพาะขอ้ ความ
ทมี่ ีความเทย่ี งตรง มาใช้ในการสอบถามเพ่อื เก็บข้อมลู จริง
2. เปน็ แบบสอบถามท่สี ร้างขึน้ จากแนวคิด ทฤษฎี และผลงานทีเ่ กี่ยวขอ้ ง ซ่ึงแบ่งออกเป็น
4 ส่วน ดงั นี้
ส่วนที่ 1 เปน็ คาถามเกีย่ วกับข้อมูลพ้ืนฐานของสมาชกิ
ส่วนท่ี 2 เปน็ คาถามเกี่ยวกบั ระดบั การมสี ่วนร่วมของสมาชกิ สหกรณอ์ อมทรพั ย์
พนักงานธนาคารไทย จากัด โดยแบ่งเป็น 2 ดา้ น คอื ด้านการบริหารงาน
สหกรณ์ และด้านการทาธรุ กจิ กบั สหกรณ์
สว่ นท่ี 3 เป็นคาถามเกี่ยวกบั ปจั จัยการมสี ่วนร่วมของสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์
พนักงานธนาคารทหารไทย จากดั
สว่ นท่ี 4 ขอ้ เสนอแนะทีต่ ้องการให้สหกรณ์ปรับปรงุ และพัฒนา โดยกาหนดเป็น
คาถามปลายเปดิ เพ่ือใหต้ อบได้อย่างอิสระ
การวเิ คราะห์ข้อมูล
นาแบบสอบถามท่ีผ่านการตรวจสอบความครบถ้วนและถูกต้องของข้อมูลในแบบสอบถาม
มาบันทึกลงในเครื่องคอมพิวเตอร์และใช้โปรแกรม SPSS วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณา
(Descriptive Statistics) ได้แก่ การแจกแจงความถ่ี ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบ่ียงเบนมาตรฐาน
โดยการวเิ คราะห์ขอ้ มูลในคร้ังนแ้ี บง่ เป็น 4 ส่วน ดงั น้ี
1. ขอ้ มลู ส่วนบคุ คล ใชก้ ารวิเคราะห์โดยการแจกแจงจานวนรอ้ ยละ
2. ข้อมูลเก่ียวกับระดับการมีส่วนร่วมของสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์พนักงานธนาคาร
ทหารไทย จากัด ในด้านการทาธุรกิจกับสหกรณ์ ใช้การวิเคราะห์โดยการแจงแจงจานวนร้อยละและ
ในด้านการบริหารงานสหกรณ์ ซ่ึงเป็นคาถามที่ใช้มาตรวัดประมาณค่า 5 ระดับ แบบ (Likert Scale)
โดยมีเกณฑก์ ารให้คะแนน ดังน้ี
23
มสี ว่ นรว่ มมากท่ีสุด ให้ 5 คะแนน
มีสว่ นรว่ มมาก ให้ 4 คะแนน
มีส่วนรว่ มปานกลาง ให้ 3 คะแนน
มีสว่ นร่วมน้อย ให้ 2 คะแนน
ไม่มสี ่วนรว่ ม/มีนอ้ ยทส่ี ดุ ให้ 1 คะแนน
การแปลผลคา่ เฉลี่ย ผ้ศู ึกษาได้ใช้เกณฑจ์ าแนกตามช่วงของระดบั คะแนน โดยกาหนดอันตร
ภาคชั้นเท่ากัน เพ่ือปรับค่าคะแนนเฉลี่ยในแต่ละด้านให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน คือ ปรับค่าคะแนน
สูงสุดเท่ากับ 5 คะแนน และต่าสุดเท่ากับ 1 คะแนน โดยใช้สูตรคานวณในการหาความกว้างของ
อนั ตรภาคชั้น ดงั นี้
ความกวา้ งอันตรภาคชัน้ = (คะแนนสงู สดุ – คะแนนต่าสดุ )
จานวนชนั้
= 5 – 1 = 0.8
5
ค่าที่คานวณไดจ้ ากสตู รดังกล่าว จะเทา่ กบั 0.8 ซง่ึ จะไดช้ ่วงของระดบั คะแนน ดังน้ี
ค่าเฉล่ยี 4.21 - 5.00 หมายถึง มีส่วนรว่ มมากทีส่ ุด
คา่ เฉลี่ย 3.41 - 4.20 หมายถึง มีสว่ นร่วมมาก
ค่าเฉล่ีย 2.61 - 3.40 หมายถึง มีส่วนรว่ มปานกลาง
ค่าเฉล่ีย 1.81 - 2.60 หมายถึง มีส่วนร่วมน้อย
ค่าเฉลย่ี 1.00 - 1.80 หมายถึง มสี ว่ นรว่ มนอ้ ยทสี่ ดุ
3. ข้อมูลเกี่ยวกับปัจจัยการมีสว่ นร่วมของสมาชิกสหกรณ์ออมทรพั ย์พนักงานธนาคารทหารไทย จากัด
เปน็ คาถามทใ่ี ชม้ าตรวดั ประมาณคา่ 5 ระดบั แบบ (Likert Scale) โดยมเี กณฑ์การใหค้ ะแนน ดงั นี้
ปจั จัยท่มี สี ่วนรว่ มมากท่สี ุด ให้ 5 คะแนน
ปจั จัยที่มีส่วนรว่ มมาก ให้ 4 คะแนน
ปจั จยั ที่มีส่วนรว่ มปานกลาง ให้ 3 คะแนน
มีปัจจัยท่สี ว่ นรว่ มนอ้ ย ให้ 2 คะแนน
ปัจจยั ท่ีมสี ว่ นร่วมน้อยท่สี ุด ให้ 1 คะแนน
24
การแปลผลค่าเฉลี่ย ผ้ศู ึกษาได้ใช้เกณฑ์จาแนกตามช่วงของระดับคะแนน โดยกาหนดอันตร
ภาคชั้นเท่ากัน เพ่ือปรับค่าคะแนนเฉลี่ยในแต่ละด้านให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน คือ ปรับค่าคะแนน
สูงสุดเท่ากับ 5 คะแนน และต่าสุดเท่ากับ 1 คะแนน โดยใช้สูตรคานวณในการหาความกว้างของ
อันตรภาคช้ัน ดังน้ี
ความกวา้ งอันตรภาคชน้ั = (คะแนนสูงสุด – คะแนนตา่ สุด)
จานวนชัน้
= 5 – 1 = 0.8
5
คา่ ท่คี านวณได้จากสูตรดงั กลา่ ว จะเทา่ กบั 0.8 ซ่ึงจะได้ช่วงของระดบั คะแนน ดังน้ี
ค่าเฉล่ีย 4.21 - 5.00 หมายถึง มสี ว่ นรว่ มมากท่ีสุด
ค่าเฉลีย่ 3.41 - 4.20 หมายถึง มีสว่ นรว่ มมาก
ค่าเฉลี่ย 2.61 - 3.40 หมายถึง มสี ่วนร่วมปานกลาง
ค่าเฉลย่ี 1.81 - 2.60 หมายถงึ มสี ่วนร่วมน้อย
คา่ เฉลยี่ 1.00 - 1.80 หมายถงึ มีสว่ นรว่ มนอ้ ยท่สี ดุ
4. ข้อเสนอแนะ เปน็ คาถามปลายเปดิ
สถติ ิที่ใช้ในการศึกษา
1. วิเคราะห์สถิติเชิงพรรณา ท่ีได้จากแบบสอบถามเป็นค่าร้อยละ ความถี่ ค่าเฉลี่ย ค่า
เบี่ยงเบนมาตรฐาน เพื่อศึกษาลักษณะส่วนบุคคลและระดับการมีส่วนร่วมของสมาชิกสหกรณ์ออม
ทรัพย์พนกั งานธนาคารทหารไทย จากดั
2. วิเคราะห์สถิติเชิงอนุมานด้วยสถิติ Chi-Square เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะ
ส่วนบุคคลและปจั จยั ท่ีมีผลตอ่ การมีสว่ นร่วมของสมาชกิ สหกรณอ์ อมทรพั ย์พนักงานธนาคารทหารไทย จากดั
3. วิเคราะห์การวัดระดับความสัมพันธ์ด้วยค่าสัมประสิทธิ์ Contingency Coefficient
กรณสี รุปผลการทดสอบสมมตฐิ าน พบว่า ตัวแปรมีความสัมพนั ธก์ ัน อยา่ งมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
บทที่ 4
ผลการศึกษา
งานวิจัยเรือ่ งการมีสว่ นรว่ มของสมาชิกสหกรณอ์ อมทรพั ย์พนักงานธนาคารทหารไทย จากัด
ระเบียบวิธีวิจัยเป็นงานวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) โดยใช้วิธีการศึกษาเชิงสารวจ
(Survey Research) เป็นการศึกษาเชิงพรรณ นา รวบรวมข้อมูลที่ได้รับจากแบบสอบถาม
(Questionnaire) ใช้กลุ่มตัวอย่าง คือ สมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์พนักงานธนาคารทหารไทย จากัด
จานวน 323 ตวั อยา่ ง
วิเคราะห์ผลใช้สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistic) อธิบายผลการวิเคราะห์ ได้แก่
การแจงความถ่ี ร้อยละ ค่าเฉล่ีย ค่าเบ่ียงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ (Quantitative
Analysis) ทดสอบความสัมพันธ์จากค่า Chi – Square test และวัดระดับความสัมพันธ์โดยค่าสถิติ
Contingency Coefficient ประมวลผลข้อมลู จากโปรแกรมคอมพิวเตอร์สาเร็จรปู ทางสถิติ ผู้วิจัยได้
กาหนดใชส้ ญั ลกั ษณ์ ในการวิเคราะห์ขอ้ มลู ดังน้ี
n แทน จานวนผู้ตอบแบบสอบถามที่เปน็ กลุม่ ตวั อยา่ ง
x แทน ค่าเฉล่ยี
S.D. แทน คา่ เบ่ยี งเบนมาตรฐาน
X2 แทน คา่ สถิตทิ ดสอบความสัมพันธโ์ ดยค่าสถิติ Chi – Square test
C. แทน คา่ สถติ วิ ดั ระดับความสัมพันธ์จากค่าสถิติ Contingency
Coefficient test
sig. แทน คา่ ความน่าจะเป็นอย่างมนี ัยสาคญั ทางสถติ ิ
* แทน ผลทดสอบอยา่ งมนี ยั สาคญั ทางสถิตทิ รี่ ะดับ 0.05
H0 แทน สมมติฐานหลัก
H1 แทน สมมตฐิ านรอง
การนาเสนอผลการวิเคราะหข์ ้อมูล
การนาเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล และการแปลผลการวิเคราะห์ข้อมูลของการวิจัยคร้ังน้ี
ผู้วิจัยได้วิเคราะห์และนาเสนอในรูปแบบตารางประกอบคาอธิบายโดยเรียงลาดับเป็น 5 ส่วน
ดงั ตอ่ ไปนี้
26
ส่วนท่ี 1 ปัจจัยสว่ นบคุ คลของสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ของพนักงานธนาคารทหารไทย จากดั
ส่วนที่ 2 ระดบั การมสี ่วนรว่ มของสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพยพ์ นกั งานธนาคารทหารไทย จากดั
ส่วนท่ี 3 การทาธุรกิจกับสหกรณ์ของสมาชกิ ออมทรัพย์พนักงานธนาคารทหารไทย จากดั
สว่ นท่ี 4 ปัจจยั ทีม่ ีผลต่อการมสี ว่ นร่วมของสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์พนกั งานธนาคาร
ทหารไทย จากดั
สว่ นที่ 5 การทดสอบสมมตฐิ าน
ส่วนที่ 1 ปัจจยั สว่ นบคุ คลของสมาชิกสหกรณอ์ อมทรพั ย์พนกั งานธนาคารทหารไทย จากัด
แสดงผลการวิเคราะหป์ จั จัยลกั ษณะสว่ นบุคคล ได้แก่ เพศ อายุ สถานภาพ ระดบั การศึกษา
สงั กัด /หนว่ ยงาน รายไดต้ ่อเดือน และระยะเวลาการเป็นสมาชกิ สรุปผลการวเิ คราะห์ดงั น้ี
ตารางที่ 1 จานวนและรอ้ ยละปจั จยั ลักษณะส่วนบคุ คลของสมาชกิ สหกรณ์ออมทรัพยพ์ นักงาน
ธนาคารทหารไทย จากัด
(n = 323)
ปัจจัยสว่ นบุคคล จานวน รอ้ ยละ
เพศ ชาย 107 33.13
หญิง 216 66.87
รวม 323 100.00
อายุ น้อยกวา่ หรอื เท่ากบั 25 ปี 11 3.41
อายุ 26 - 35 ปี 47 14.55
อายุ 36 - 45 ปี 80 24.77
มากกว่า 45 ปี 185 57.28
รวม 323 100.00
ระดับการศกึ ษา ตา่ กว่าปริญญาตรี 20 6.19
ปริญญาตรี 235 72.76
ปรญิ ญาโท 68 21.05
รวม 323 100.00
สังกัด /หน่วยงาน สานักงานใหญ่ 295 91.33
สาขา 28 8.67
รวม 323 100.00
27
ตารางที่ 1 (ต่อ)
รายไดต้ อ่ เดือน ปจั จยั สว่ นบคุ คล จานวน ร้อยละ
ระยะเวลาการเป็นสมาชกิ 15,000 - 30,000 บาท 60 18.58
30,001 - 45,000 บาท 113 34.98
45,001 - 60,000 บาท 97 30.03
มากกว่า 60,000 บาท 53 16.41
รวม 323 100.00
จานวน 1 – 3 ปี 51 15.79
จานวน 4 – 6 ปี 69 21.36
จานวน 7 – 9 ปั 71 21.98
10 ปี ขึ้นไป 132 40.87
รวม 323 100.00
ผลการวิเคราะห์ปัจจัยท่ีลกั ษณะส่วนบุคคลของสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์พนักงานธนาคาร
ทหารไทย จากดั จานวน 323 คน มีดงั น้ี
ด้านเพศ พบว่า เพศหญิง มากกว่าเพศชาย โดยเพศหญิง มีจานวน 216 คน คิดเปน็ รอ้ ยละ
66.87 และเพศชาย จานวน 107 คน คดิ เป็นร้อยละ 33.13 ตามลาดับ
ด้านอายุ พบว่า อายุ มากกว่า 45 ปี มากที่สุด จานวน 185 คน คิดเป็นร้อยละ 57.28
รองลงมา อายุ 36-45 ปี จานวน 80 คน คิดเป็นร้อยละ 24.77 และน้อยท่ีสุด อายุน้อยกว่าหรือ
เท่ากับ 25 ปี จานวน 11 คน คดิ เป็นรอ้ ยละ 3.41 ตามลาดับ
ด้านระดับการศึกษา พบว่า ปริญญาตรี มากที่สุด จานวน 235 คน คิดเป็นร้อยละ 72.76
รองลงมา ปริญญาโท จานวน 68 คน คิดเป็นร้อยละ 21.05 และน้อยท่ีสุด ต่ากว่าปริญญาตรี จานวน
20 คน คดิ เปน็ ร้อยละ 6.19 ตามลาดับ
ด้านสังกัด/หน่วยงาน พบว่า สังกัด/หน่วยงาน สานักงานใหญ่ มากกว่าสังกัด/หน่วยงาน
สาขา จานวน 295 คน คิดเป็นร้อยละ 91.33 และ สังกัด/หน่วยงาน สาขา จานวน 28 คน คิดเป็น
ร้อยละ 8.67 ตามลาดบั
28
ด้านรายได้ต่อเดือน พบว่า รายได้ต่อเดือน 30,001-45,000 บาท มากที่สุด จานวน 113
คน คิดเป็นร้อยละ 34.98 รองลงมา รายได้ต่อเดือน 45,001-60,000 บาท จานวน 97 คน คิดเป็น
ร้อยละ 30.03 และน้อยท่ีสุด รายได้ต่อเดือน มากกว่า 60,000 บาท จานวน 53 คน คิดเป็นร้อยละ
16.41 ตามลาดับ
ด้านระยะเวลาการเป็นสมาชิก พบว่า ส่วนใหญ่มีระยะเวลาการเป็นสมาชิก 10 ปี ขึ้นไป
มากทส่ี ุด จานวน 132 คน คิดเป็นร้อยละ 40.87 รองลงมา ระยะเวลาการเป็นสมาชิก 7-9 ปี จานวน
71 คน คดิ เป็นร้อยละ 21.98 และน้อยที่สุด ระยะเวลาการเป็นสมาชกิ 1-3 ปี จานวน 51 คน คิดเป็น
รอ้ ยละ 15.79 ตามลาดับ
ส่วนที่ 2 ระดับการมสี ่วนร่วมของสมาชกิ สหกรณอ์ อมทรัพยพ์ นักงานธนาคารทหารไทย จากัด
ในส่วนนแ้ี สดงผลวิเคราะห์ระดบั การมสี ว่ นรว่ มของสมาชิกสหกรณอ์ อมทรัพย์พนกั งาน
ธนาคารทหารไทย จากัด สรุปผลได้ดังนี้
ตารางที่ 2 คา่ เฉล่ยี คา่ เบ่ียงเบนมาตรฐาน ระดับการมีสว่ นรว่ มของสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์พนกั งาน
ธนาคารทหารไทย จากดั
(n = 323)
ระดับการมสี ่วนรว่ มของสมาชกิ สหกรณ์ออมทรพั ย์ x SD. ระดับความ อนั ดับ
พนักงานธนาคารทหารไทย จากัด คดิ เหน็
(2)
มสี ่วนร่วมในการเข้ารว่ มประชมุ ใหญ่สามญั ประจาปี 3.36 1.24 ปานกลาง (6)
ปานกลาง (1)
มสี ว่ นร่วมในการลงสมัครเลือกตงั้ กรรมการดาเนนิ การ 2.66 1.47 (5)
มาก (3)
มสี ว่ นรว่ มในการใชส้ ทิ ธเิ ลอื กตัง้ กรรมการดาเนินการ 3.63 1.25 ปานกลาง (4)
ปานกลาง
มีสว่ นรว่ มในการเสนอแนะและแสดงความคิดเห็นในทปี่ ระชมุ ใหญ่ 2.67 1.22 ปานกลาง
มีส่วนร่วมในการประชาสมั พนั ธข์ อ้ มลู ขา่ วสารของสหกรณ์ 3.07 1.10
มสี ว่ นร่วมในการเสนอแนะข้อคิดเห็นอันเป็นประโยชนใ์ นการ 2.80 1.15
ปรบั ปรงุ พัฒนาสหกรณ์
ค่าเฉล่ยี 3.03 1.04 ปานกลาง
ผลการวิเคราะห์ ระดบั การมีส่วนร่วมของสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพยพ์ นักงานธนาคารทหาร
ไทย จากัด ในภาพรวม มีระดับการมีส่วนร่วมในระดับปานกลาง ( x = 3.03, S.D.= 1.04) ในราย
ด้าน มีความคิดเห็นในระดับมาก คือ มีส่วนร่วมในการใช้สิทธิเลือกต้ังกรรมการดาเนินการ
29
( x = 3.63) และมีความคิดเห็นในระดับปานกลาง จานวน 5 ด้าน เรียงอันดับตามค่าเฉลี่ย ได้แก่ มี
ส่วนร่วมในการเข้าร่วมประชุมใหญ่สามัญประจาปี ( x = 3.36) มีส่วนร่วมในการประชาสัมพันธ์
ข้อมลู ข่าวสารของสหกรณ์( x = 3.07) มีสว่ นร่วมในการเสนอแนะข้อคิดเห็นอันเป็นประโยชนใ์ นการ
ปรับปรุงพัฒนาสหกรณ์( x = 2.80) มีส่วนร่วมในการเสนอแนะและแสดงความคิดเห็นในที่ประชุม
ใหญ(่ x = 2.67) และมสี ว่ นรว่ มในการลงสมคั รเลอื กตง้ั กรรมการดาเนินการ( x = 2.66) ตามลาดบั
สว่ นท่ี 3 การทาธรุ กจิ กบั สหกรณ์ของสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์พนกั งานธนาคารทหารไทย จากดั
ผลการวิเคราะห์การทาธุรกิจกับสหกรณ์ของสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์พนักงานธนาคาร
ทหารไทย จากดั สรุปผลการวิเคราะห์ดังน้ี
ตารางท่ี 3 จานวนและรอ้ ยละการทาธุรกิจกับสหกรณ์ของสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพยพ์ นกั งานธนาคาร
ทหารไทย จากัด ด้านการกเู้ งินกบั สหกรณ์
การทาธรุ กิจกบั สหกรณอ์ อมทรพั ย์ จานวน ร้อยละ
99 25.52
ประเภทเงินกู้กบั สหกรณ์ เงนิ กูฉ้ ุกเฉิน 143 36.86
109 28.09
(ตอบได้มากกวา่ หนง่ึ ข้อ) เงินกสู้ ามัญ 9 2.32
15 3.87
เงินกูส้ ามญั โครงการพิเศษ 13 3.35
388 100.00
เงนิ กู้เพ่ือการศึกษา 7 7.14
19 19.39
เงินกพู้ เิ ศษเพ่อื อสงั หารมิ ทรัพย์ 24 24.49
48 48.98
เงินกพู้ ิเศษเอนกประสงค์ 98 100.00
20 13.99
รวม 64 44.76
24 16.78
วงเงนิ กฉู้ กุ เฉิน ตา่ กว่า 25,000 บาท 24 16.78
11 7.69
25,001 - 50,000 บาท 143 100.00
50,001 - 70,000 บาท
70,000 - 100,000 บาท
รวม
วงเงินกสู้ ามญั ตา่ กว่า 200,000 บาท
200,001 - 400,000 บาท
400,001 - 600,000 บาท
600,000 - 800,000 บาท
800,001 - 1,000,000 บาท
รวม
30
ตารางที่ 3 (ตอ่ )
วงเงนิ กู้เพอื่ การศึกษา การทาธรุ กิจกับสหกรณอ์ อมทรัพย์ จานวน ร้อยละ
ต่ากวา่ 100,000 บาท 3 33.33
วงเงินกพู้ เิ ศษเพือ่ 100,001 - 200,000 บาท 6 66.67
อสังหารมิ ทรัพย์ รวม 9 100.00
ต่ากวา่ 1,000,000 บาท 11 73.33
วงเงนิ กพู้ ิเศษ 1,000,001 - 2,000,000 บาท 3 20.00
เพ่อื เอนกประสงค์ 2,000,001 - 3,000,000 บาท 1 6.67
รวม 15 100.00
ต่ากว่า 1,000,000 บาท 9 69.23
1,000,001 - 2,000,000 บาท 4 30.77
รวม 13 100.00
ผลการวิเคราะห์การทาธุรกิจกับสหกรณ์ออมทรัพย์ของพนักงานธนาคารทหารไทย จากัด
ด้านการกู้เงินกับสหกรณ์ พบว่า สมาชิกส่วนใหญ่กู้เงินประเภทสามัญ มากท่ีสุด จานวน 143 คน คิด
เป็นร้อยละ 36.86 รองลงมา เงินกู้สามัญโครงการพิเศษ จานวน 109 คน คิดเป็นร้อยละ 28.09 และ
น้อยทส่ี ดุ เงินกู้เพอื่ การศึกษา จานวน 9 คน คดิ เปน็ รอ้ ยละ 2.32 ตามลาดับ
วงเงินฉุกเฉนิ พบวา่ สมาชกิ ส่วนใหญ่กู้เงินฉุกเฉนิ ในวงเงิน 70,000-100,000 บาท จานวน
จานวน 48 คน คิดเป็นร้อยละ 48.98 รองลงมา วงเงินกู้ฉกุ เฉนิ 50,001-70,000 บาท จานวน 24 คน
คิดเป็นร้อยละ 24.49 และน้อยที่สุด ต่ากว่า 25,000 บาท จานวน 7 คน คิดเป็นร้อยละ 7.14
ตามลาดบั
วงเงินกู้สามัญ พบว่า สมาชิกส่วนใหญ่กู้เงินสามัญในวงเงิน 200,001-400,000 บาท
จานวน 64 คน คิดเป็นร้อยละ 44.76 รองลงมา วงเงนิ กู้สามัญ 400,001-600,000 บาท และวงเงินกู้
สามัญ 600,000-800,000 บาท จานวน 24 คน คิดเป็นร้อยละ 16.78 และน้อยท่ีสุด วงเงินกู้สามัญ
800,001-1,000,000 บาท จานวน 11 คน คิดเปน็ ร้อยละ 7.69 ตามลาดบั
วงเงินกู้เพื่อการศึกษา พบว่า สมาชิกส่วนใหญ่กู้เงินเพื่อการศึกษาในวงเงิน 100,001-
200,000 บาท จานวน 6 คน คิดเป็นร้อยละ 66.67 และวงเงินกเู้ พ่อื การศึกษา ตา่ กวา่ 100,000 บาท
จานวน 3 คน คิดเป็นรอ้ ยละ 33.33 ตามลาดับ
31
วงเงินกู้พิเศษเพื่ออสังหาริมทรพั ย์ พบว่า สมาชิกส่วนใหญ่กู้เงินพเิ ศษเพ่ืออสังหารมิ ทรัพย์
ในวงเงิน ต่ากว่า 1,000,000 บาท จานวน 11 คน คิดเป็นร้อยละ 73.33 รองลงมาวงเงินกู้พิเศษเพื่อ
อสังหาริมทรัพย์ 1,000,001-2,000,000 บาท จานวน 3 คน คิดเป็นร้อยละ 20.00 และน้อยที่สุด
วงเงิน 2,000,001-3,000,000 บาท จานวน 1 คน คิดเป็นร้อยละ 6.67 ตามลาดับ
วงเงินกู้พิเศษเพื่อเอนกประสงค์ พบว่า สมาชิกส่วนใหญ่กู้เงินพิเศษเพื่อเอนกประสงค์ใน
วงเงิน ต่ากว่า 1,000,000 บาท จานวน 9 คน คิดเป็นร้อยละ 69.23 และวงเงินกู้พิเศษเพ่ือ
อเนกประสงค์ 1,000,001-2,000,000 บาท จานวน 4 คน คดิ เป็นร้อยละ 30.77 ตามลาดับ
ตารางที่ 4 จานวนและรอ้ ยละการทาธรุ กจิ กับสหกรณ์ของสมาชกิ สหกรณ์ออมทรัพย์พนกั งานธนาคาร
ทหารไทย จากัด ด้านการฝากเงินกับสหกรณ์
ประเภทเงนิ ฝากกบั สหกรณ์ การฝากเงินกบั สหกรณอ์ อมทรัพย์ จานวน ร้อยละ
(ตอบได้มากกวา่ หนง่ึ ขอ้ ) เงนิ ฝากออมทรพั ย์ 93 37.50
วงเงินฝากออมทรัพย์ เงนิ ฝากออมทรพั ย์พเิ ศษ 131 52.82
เงินฝากทวีทรัพย์ 24 9.68
วงเงนิ ฝากออมทรพั ย์พิเศษ รวม 248 100.00
ตา่ กว่า 5,000 บาท 29 31.18
5,001 - 25,000 บาท 16 17.20
25,001 - 50,000 บาท 12 12.90
มากกว่า 50,000 บาท 36 38.72
รวม 93 100.00
ตา่ กว่า 50,000 บาท 7 5.34
50,001-200,000 บาท 39 29.77
200,001-400,000 บาท 9 6.87
400,001-600,000 บาท 26 19.85
600,001-800,000 บาท 8 6.11
800,001-1,000,000 บาท 4 3.05
1,000,001-5,000,000 บาท 32 24.43
5,000,001-10,000,000 บาท 5 3.82
32
ตารางท่ี 4 (ต่อ)
วงเงนิ ฝากออมทรัพยพ์ ิเศษ การฝากเงนิ กับสหกรณอ์ อมทรัพย์ จานวน รอ้ ยละ
วงเงินฝากทวที รัพย์ มากกวา่ 10,000,000 บาท 1 0.78
รวม 131
100.00
ตา่ กวา่ 10,000 บาท 6
10,001 - 30,000 บาท 8 26.08
30,001 - 60,000 บาท 4 34.78
60,001 - 90,000 บาท 2 17.39
มากกวา่ 120,000 บาท 3 8.70
รวม 23 13.04
100.00
ผลการวิเคราะห์การทาธุรกิจกับสหกรณ์ของสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์พนักงานธนาคาร
ทหารไทย จากัด ด้านการฝากเงินกับสหกรณ์ พบว่า สมาชิกส่วนใหญ่ฝากเงินประเภทออมทรัพย์
พเิ ศษ มากที่สุด จานวน 131 คน คิดเปน็ ร้อยละ 52.82 รองลงมา เงนิ ฝากออมทรัพย์ จานวน 93 คน
คิดเปน็ รอ้ ยละ 37.50 และน้อยทีส่ ดุ เงนิ ฝากทวีทรพั ย์ จานวน 24 คน คิดเปน็ รอ้ ยละ 9.68
เงินฝากออมทรัพย์ พบว่า สมาชิกฝากเงินออมทรัพย์มากท่ีสุด คือ มากกว่า 50,000 บาท
จานวน 36 คน คิดเป็นร้อยละ 38.72 รองลงมา ต่ากว่า 5,000 บาท จานวน 29 คน คิดเป็นร้อยละ
31.18 และนอ้ ยทสี่ ดุ 25,001-50,000 บาท จานวน 12 คน คดิ เปน็ ร้อยละ 12.90 ตามลาดับ
เงินฝากออมทรัพย์พิเศษ พบว่า สมาชิกฝากเงินออมทรัพย์พิเศษมากท่ีสุด คือ 50,001-
200,000 บาท จานวน 39 คน คิดเป็นร้อยละ 29.77 รองลงมา 1,000,001-5,000,000 บาท จานวน
32 คน คิดเปน็ ร้อยละ 24.43 และน้อยท่ีสุด มากกวา่ 10,000,000 บาท จานวน 1 คน คดิ เปน็ ร้อยละ
0.76 ตามลาดบั
เงินฝากทวีทรัพย์ พบว่า สมาชิกฝากเงินทวีทรัพย์มากที่สุด คือ 10,000-30,000 บาท จานวน
8 คน คิดเป็นรอ้ ยละ 34.78 รองลงมา ต่ากว่า 10,000 บาท จานวน 6 คน คิดเป็นร้อยละ 26.08 และ
น้อยท่สี ดุ 60,001-90,000 บาท จานวน 2 คน คดิ เปน็ ร้อยละ 8.70 ตามลาดับ
33
ส่วนท่ี 4 ปจั จยั การมสี ว่ นร่วมของสมาชกิ สหกรณ์ออมทรพั ย์พนกั งานธนาคาร ทหารไทย จากัด
ผลการวเิ คราะห์ปัจจัยการมีส่วนรว่ มของสมาชิกสหกรณ์ออมทรพั ย์พนักงานธนาคารทหารไทย จากัด
มดี งั น้ี
ตารางท่ี 5 ค่าเฉล่ีย ค่าเบ่ียงเบนมาตรฐาน ปัจจยั การมีส่วนร่วมของสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์พนักงาน
ธนาคารทหารไทย จากดั
(n = 323)
ปจั จัยการมสี ว่ นรว่ มของสมาชกิ สหกรณ์ออมทรพั ย์ x SD. ระดบั ความ อนั ดบั
พนกั งานธนาคารทหารไทย จากดั คิดเหน็
1. ความม่ันคงของสหกรณ์ 4.02 0.75 มาก (5)
2. มคี วามเชอื่ มั่นในการบรหิ ารงานของคณะกรรมการ
3. สหกรณใ์ หผ้ ลตอบแทนในภาพรวมทสี่ งู กวา่ ธนาคาร 3.97 0.75 มาก (6)
4. มคี วามรสู้ ึกเป็นเจ้าของสหกรณ์ 4.11 0.75 มาก (1)
5. สหกรณม์ ีการประชาสมั พนั ธแ์ ละแจง้ ขอ้ มูลขา่ วสาร 3.60 0.88 มาก (10)
3.80 0.80 มาก (7)
ให้สมาชกิ ทราบอย่างสมา่ เสมอ
6. การใหบ้ รกิ ารของเจา้ หน้าทส่ี หกรณ์ 4.04 0.73 มาก (4)
7. สหกรณม์ ีบริการเงนิ กู้ประเภทต่าง ๆ ท่ีตอบสนองความ 3.67 0.85 มาก (8)
ต้องการของสมาชิก 3.62 0.89 มาก (9)
8. สหกรณม์ ีสวสั ดกิ ารทเี่ หมาะสมให้กบั สมาชิก 4.04 0.74 มาก (3)
9. ความเตม็ ใจและความพรอ้ มในการใหบ้ รกิ าร 4.04 0.74 มาก (2)
10. การใหบ้ รกิ ารอยา่ งเทา่ เทยี มกนั โดยไมเ่ ลอื กปฏบิ ัติ 3.89 0.62 มาก
ค่าเฉลี่ยรวม
ผลการวิเคราะห์ ปัจจัยที่มีผลต่อการการมีส่วนรว่ มของสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์พนักงาน
ธนาคารทหารไทย จากัด ในภาพรวม ให้ความสาคัญในระดับมาก ( x = 3.89, S.D. = 0.62) ในราย
ดา้ น มีความคิดเห็นระดับมากท้ัง 10 ด้าน โดยมคี ่าเฉล่ียสูงสุด ( x = 4.11) สหกรณ์ให้ผลตอบแทน
ในภาพรวมที่สูงกว่าธนาคาร รองลงมา การให้บริการอย่างเท่าเทียมกันโดยไม่เลือกปฏิบัติ ( x =
4.04), ความเต็มใจและความพร้อมในการให้บริการ ( x = 4.04) การใหบ้ รกิ ารของเจ้าหน้าที่สหกรณ์
( x = 4.04),ความม่ันคงของสหกรณ์ ( x = 4.02), มีความเชื่อม่ันในการบริหารงานของ
คณะกรรมการ ( x = 3.97) สหกรณม์ กี ารประชาสัมพันธแ์ ละแจ้งข้อมูลข่าวสารใหส้ มาชิกทราบอยา่ ง
34
สม่าเสมอ ( x = 3.80) สหกรณ์มีบริการเงินกู้ประเภทต่าง ๆ ท่ีตอบสนองความต้องการของสมาชิก
( x = 3.67) สหกรณ์มีสวัสดิการที่เหมาะสมให้กับสมาชิก ( x = 3.62) และน้อยสุดมีความรู้สึกเป็น
เจ้าของสหกรณ์ ( x = 3.60) ตามลาดบั
ส่วนท่ี 5 ทดสอบสมมติฐาน
สมมติฐานท่ี 1 ปัจจัยลักษณะส่วนบุคคล มีความสัมพันธ์ต่อการมีส่วนร่วมของสมาชิก
สหกรณอ์ อมทรัพย์พนักงานธนาคารทหารไทย จากดั ดา้ นการบรหิ ารงานสหกรณ์ แตกตา่ งกัน
H0: ปัจจัยลกั ษณะส่วนบุคคลมีความสัมพันธต์ ่อการมีสว่ นร่วมของสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์
พนกั งานธนาคารทหารไทย จากดั ด้านการบริหารงานสหกรณ์ ไมแ่ ตกตา่ งกัน
H1: ปัจจัยลักษณะส่วนบุคคลมีความสัมพันธต์ ่อการมีส่วนร่วมของสมาชกิ สหกรณ์ออมทรัพย์
พนักงานธนาคารทหารไทย จากัด ด้านการบรหิ ารงานสหกรณ์ แตกตา่ งกัน
1.1 ปัจจยั ลักษณะส่วนบุคคล ดา้ นเพศ มีความสัมพันธ์ตอ่ การมีส่วนร่วมของสมาชิกสหกรณ์
ออมทรัพย์พนักงานธนาคารทหารไทย จากดั ดา้ นการบริหารงานสหกรณ์
ตารางท่ี 6 เปรียบเทียบความสมั พันธ์ปจั จยั ลกั ษณะสว่ นบุคคลดา้ นเพศ กบั การมสี ่วนรว่ มของสมาชิก
สหกรณ์ออมทรัพยพ์ นักงานธนาคารทหารไทย จากัด ด้านการบริหารงานสหกรณ์
(n = 323)
ปัจจยั ลักษณะ ด้านการบริหารงานสหกรณ์
สว่ นบคุ คล ตา่ ปานกลาง สูง รวม
ดา้ นเพศ จานวน รอ้ ยละ จานวน ร้อยละ จานวน ร้อยละ จานวน รอ้ ยละ
ชาย 16 (21.62) 54 (35.53) 37 (38.14) 107 (33.13)
หญิง 58 (78.38) 98 (64.47) 60 (61.86) 216 (66.87)
รวม 74 (100.00) 152 (100.00) 97 (100.00) 323 (100.00)
Chi-Square (X2) = 5.919 df. = 2.0 sig. = 0.052 > 0.05
ผลการทดสอบเปรียบเทียบความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยลักษณะส่วนบุคคล ด้านเพศ กับ
การมีส่วนร่วมของสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์พนักงานธนาคารทหารไทย จากัด ด้านการบริหารงาน
สหกรณ์ ทร่ี ะดับนยั สาคัญทางสถติ ิ 0.05 มคี า่ Chi-Square (X2) = 5.919, Sig. = 0.052 > 0.05
35
สรุปผลการทดสอบ ได้ว่า เป็นการยอมรับ H0 หรือ ปัจจัยลักษณะส่วนบุคคล ด้านเพศ ที่
ต่างกัน ไม่มีความสัมพันธ์ต่อการมีส่วนร่วมของสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์พนักงานธนาคารทหารไทย
จากัด ด้านการบริหารงานสหกรณ์ อยา่ งมีระดับนยั สาคญั ทางสถิตทิ ่ี 0.05
1.2 ปัจจัยลักษณะส่วนบุคคล ด้านอายุ มีความสัมพันธ์ต่อการมีส่วนร่วมของสมาชิก
สหกรณอ์ อมทรัพยพ์ นกั งานธนาคารทหารไทย จากดั ด้านการบรหิ ารงานสหกรณ์
ตารางที่ 7 เปรยี บเทยี บความสัมพันธป์ จั จัยลักษณะส่วนบุคคลด้านอายกุ บั การมสี ่วนรว่ มของสมาชกิ
สหกรณ์ออมทรัพย์พนักงานธนาคารทหารไทย จากดั ดา้ นการบรหิ ารงานสหกรณ์
(n = 323)
ปัจจัยลักษณะสว่ น ดา้ นการบริหารงานสหกรณ์
บุคคล ดา้ นอายุ
ต่า ปานกลาง สงู รวม
จานวน รอ้ ยละ จานวน ร้อยละ
จานวน รอ้ ยละ จานวน รอ้ ยละ
น้อยกว่าหรือ 25 ปี 4 (5.41) 1 (0.66) 6 (6.19) 11 (3.41)
อายุ 26 - 35 ปี 20 (27.03) 19 (12.50) 8 (8.25) 47 (14.55)
อายุ 36 - 45 ปี 15 (20.27) 36 (23.68) 29 (29.90) 80 (24.77)
มากกว่า 45 ปี 35 (47.30) 96 (63.16) 54 (55.67) 185 (57.28)
รวม 74 (100.00) 152 (100.00) 97 (100.00) 323 (100.00)
Chi-Square (X2) = 21.339 df. = 6.0 sig. = 0.002 < 0.05
Contingency Coefficient (C) = 0.249
* มนี ยั สาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
ผลการทดสอบเปรียบเทียบความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยลักษณะส่วนบุคคล ด้านอายุกับ
การมีส่วนร่วมของสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์พนักงานธนาคารทหารไทย จากัด ด้านการบริหารงาน
สหกรณ์ ท่รี ะดบั นัยสาคัญทางสถติ ิ 0.05 มีค่า Chi-Square (X2) = 21.339, Sig. = 0.002 < 0.05
สรุปผลการทดสอบ ได้ว่า เป็นการยอมรับ H1 หรือ ปัจจัยลักษณะส่วนบุคคล ด้านอายุ ท่ี
ต่างกัน มีความสัมพันธ์ต่อการมีส่วนร่วมของสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์พนักงานธนาคารทหารไทย
จากัด ด้านการบริหารงานสหกรณ์ อย่างมีระดับนัยสาคัญทางสถิติท่ี 0.05 มีค่า Contingency
Coefficient (C) = 0.249 กล่าวได้ว่า สมาชิกท่ีมีอายุมากกว่า 45 ปี มีส่วนร่วมด้านการบริหารงาน
สหกรณ์ ในระดบั ตา่ ร้อยละ 47.30 ระดบั ปานกลางร้อยละ 63.16 และระดับสงู รอ้ ยละ 55.67
กลุ่มสมาชิกอายุ น้อยกว่าหรือเท่ากับ 25 ปี มีส่วนร่วมด้านการบริหารงานสหกรณ์ ใน
ระดับต่า ร้อยละ 5.41 ระดบั ปานกลางรอ้ ยละ 0.66 และระดับสูงรอ้ ยละ 6.19
36
แสดงให้เหน็ ว่ากลุ่มสมาชิกสหกรณ์อายุน้อยกว่าหรือเท่ากับ 25 ปี จะมีสว่ นร่วมตอ่ สหกรณ์
ออมทรัพย์พนักงานธนาคารทหารไทย จากดั ด้านการบริหารงานสหกรณ์ ตา่ กว่า สมาชิกสหกรณ์อายุ
26-35 ปี อายุ 36-45 ปี และอายุมากกวา่ 45 ปี
1.3 ปัจจัยลักษณะส่วนบุคคล ด้านระดับการศึกษา มีความสัมพันธ์ต่อการมีส่วนร่วมของ
สมาชิกสหกรณอ์ อมทรัพยพ์ นกั งานธนาคารทหารไทย จากดั ด้านการบรหิ ารงานสหกรณ์
ตารางท่ี 8 เปรียบเทยี บความสมั พันธ์ปัจจยั ลกั ษณะส่วนบุคคลดา้ นระดับการศึกษากบั การมีส่วนรว่ ม
ของสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์พนักงานธนาคารทหารไทย จากดั ด้านการบริหารงานสหกรณ์
(n = 323)
ปัจจยั ลักษณะสว่ น ดา้ นการบรหิ ารงานสหกรณ์
บคุ คล ดา้ นระดับ ตา่ ปานกลาง สูง รวม
การศึกษา จานวน ร้อยละ จานวน รอ้ ยละ จานวน ร้อยละ จานวน รอ้ ยละ
ตา่ กวา่ ปรญิ ญาตรี 2 (2.70) 8 (5.26) 10 (10.31) 20 (6.19)
ปรญิ ญาตรี 53 (71.62) 114 (75.00) 68 (70.10) 235 (72.76)
ปรญิ ญาโท 19 (25.68) 30 (19.74) 19 (19.59) 68 (21.05)
รวม 74 (100.00) 152 (100.00) 97 (100.00) 323 (100.00)
Chi-Square (X2) = 5.510 df. = 4.0 sig. = 0.239 > 0.05
* มนี ยั สาคญั ทางสถิติท่ีระดับ 0.05
ผลการทดสอบเปรียบเทียบความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยลักษณะส่วนบุคคล ด้านระดับ
การศึกษา กับ การมีส่วนร่วมของสมาชิกสหกรณอ์ อมทรัพยพ์ นักงานธนาคารทหารไทย จากดั ด้านการ
บริหารงานสหกรณ์ ทร่ี ะดบั นัยสาคัญทางสถิติ 0.05 มีค่า Chi-Square (X2) = 5.510, Sig. = 0.239 > 0.05
สรุปผลการทดสอบ ได้ว่า เป็นการยอมรับ H0 หรือ ปัจจัยลักษณะส่วนบุคคล ด้านระดับ
การศึกษาท่ีต่างกัน ไม่มีความสัมพันธ์ต่อการมีส่วนร่วมของสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์พนักงาน
ธนาคารทหารไทย จากดั ดา้ นการบรหิ ารงานสหกรณ์ อยา่ งมีระดับนัยสาคญั ทางสถติ ิท่ี 0.05
1.4 ปัจจัยลักษณะส่วนบุคคล ด้านสังกัดหรือหน่วยงาน มีความสัมพันธ์ต่อการมีส่วนร่วม
ของสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพยพ์ นักงานธนาคารทหารไทย จากัด ดา้ นการบรหิ ารงานสหกรณ์
37
ตารางที่ 9 เปรียบเทียบความสมั พนั ธ์ปจั จยั ลักษณะสว่ นบุคคลด้านสังกัดหรือหนว่ ยงานกับการมีสว่ น
รว่ มของสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์พนักงานธนาคารทหารไทย จากัด ดา้ นการบริหารงานสหกรณ์
(n = 323)
ปจั จยั ลักษณะ ด้านการบริหารงานสหกรณ์ รวม
ส่วนบุคคล ตา่ ปานกลาง สูง
ดา้ นสงั กดั หรอื
หน่วยงาน จานวน ร้อยละ จานวน ร้อยละ จานวน ร้อยละ จานวน ร้อยละ
สานักงานใหญ่ 54 (72.97) 147 (96.71) 94 (96.91) 295 (91.33)
สาขา 20 (27.03) 5 (3.29) 3 (3.09) 28 (8.67)
รวม 74 (100.00) 152 (100.00) 97 (100.00) 323 (100.00)
Chi-Square (X2) = 48.650 df. = 1.0 sig. = 0.000 < 0.05
Contingency Coefficient (C) = 0.335
* มีนยั สาคญั ทางสถติ ิท่ีระดับ 0.05
ผลการทดสอบเปรียบเทียบความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยลักษณะส่วนบุคคล ด้านสังกัดหรือ
หน่วยงานกับการมีส่วนร่วมของสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพยพ์ นักงานธนาคารทหารไทย จากัด ดา้ นการ
บริหารงานสหกรณ์ ที่ระดบั นยั สาคญั ทางสถติ ิ 0.05 มีคา่ Chi-Square (X2) = 48.650, Sig. = 0.001 < 0.05
สรุปผลการทดสอบ ได้ว่า เป็นการยอมรับ H1 หรือ ปัจจัยลักษณะส่วนบุคคล ด้านสังกัด
หรือหน่วยงานท่ีต่างกัน มีความสัมพันธ์ต่อการมีส่วนร่วมของสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์พนักงาน
ธนาคารทหารไทย จากัด ด้านการบริหารงานสหกรณ์ อย่างมีระดับนัยสาคัญทางสถิติท่ี 0.05 มีค่า
Contingency Coefficient (C) = 0.335 กล่าวได้ว่า สมาชิกสังกัดหรือหน่วยงานสานักงานใหญ่
ส่วนมากมีส่วนร่วมด้านการบริหารงานสหกรณ์ ในระดับต่า ร้อยละ 72.97 ระดับปานกลางร้อยละ
96.71 และระดบั สงู รอ้ ยละ 96.91
สมาชกิ ที่สังกัดหรอื หน่วยงานสาขา มีส่วนรว่ มด้านการบริหารงานสหกรณ์ ในระดับต่า รอ้ ย
ละ 27.03 ระดับปานกลางร้อยละ 3.29 และระดบั สงู รอ้ ยละ 3.09
แสดงให้เห็นสัดส่วนการมีส่วนร่วมของสมาชิกที่ปฏิบัติงานสังกัดหรือหน่วยงานสานักงาน
ใหญ่ มสี ่วนรว่ มดา้ นการบริหารงานสหกรณ์ สูงกว่า สมาชกิ ท่ีปฏิบัตงิ านสงั กัดหรอื หนว่ ยงานสาขา
38
1.5 ปัจจัยลักษณะส่วนบุคคล ด้านรายได้ต่อเดือน มีความสัมพันธ์ต่อการมีส่วนร่วมของ
สมาชกิ สหกรณอ์ อมทรพั ย์พนกั งานธนาคารทหารไทย จากดั ดา้ นการบรหิ ารงานสหกรณ์
ตารางท่ี 10 เปรยี บเทยี บความสมั พันธ์ปจั จัยลักษณะสว่ นบคุ คลดา้ นรายไดต้ ่อเดอื นกับการมีส่วนรว่ ม
ของสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพยพ์ นักงานธนาคารทหารไทย จากัด ดา้ นการบรหิ ารงานสหกรณ์
(n = 323)
ปัจจยั ลักษณะ ดา้ นการบรหิ ารงานสหกรณ์
สว่ นบคุ คลดา้ นรายได้ ตา่ ปานกลาง สูง รวม
ตอ่ เดอื น จานวน ร้อยละ จานวน ร้อยละ จานวน รอ้ ยละ จานวน ร้อยละ
15,000-30,000 บาท 10 (13.51) 29 (19.08) 21 (21.65) 60 (18.58)
30,001-45,000 บาท 28 (37.84) 52 (34.21) 33 (34.02) 113 (34.98)
45,001-60,000 บาท 20 (27.03) 50 (32.89) 27 (27.84) 97 (30.03)
มากกวา่ 60,000 บาท 16 (21.62) 21 (13.82) 16 (16.49) 53 (16.41)
รวม 74 (100.00) 152 (100.00) 97 (100.00) 323 (100.00)
Chi-Square (X2) = 4.401 df. = 6.0 sig. = 0.623 > 0.05
ผลการทดสอบเปรียบเทียบความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยลักษณะส่วนบุคคล ด้านรายได้ต่อ
เดือนกับ การมีส่วนร่วมของสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์พนักงานธนาคารทหารไทย จากัด ด้านการ
บรหิ ารงานสหกรณ์ ท่ีระดับนัยสาคญั ทางสถิติ 0.05 มคี า่ Chi-Square (X2) = 4.401, Sig. = 0.623 > 0.05
สรุปผลการทดสอบ ได้ว่า เป็นการยอมรบั H0 หรือ ปจั จยั ลักษณะสว่ นบุคคล ดา้ นรายได้ต่อ
เดือนที่ต่างกัน ไม่มีความสัมพันธ์ต่อการมีส่วนร่วมของสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์พนักงานธนาคาร
ทหารไทย จากัด ดา้ นการบริหารงานสหกรณ์ อยา่ งมีระดับนยั สาคญั ทางสถิตทิ ี่ 0.05
1.6 ปัจจยั ลักษณะส่วนบุคคล ด้านระยะเวลาการเป็นสมาชิก มีความสัมพันธ์ตอ่ การมีส่วน
ร่วมของสมาชิกสหกรณอ์ อมทรัพยพ์ นักงานธนาคารทหารไทย จากดั ดา้ นการบรหิ ารงานสหกรณ์
39
ตารางที่ 11 เปรียบเทียบความสัมพันธป์ ัจจยั ลักษณะส่วนบุคคลด้านระยะเวลาการเป็นสมาชกิ กบั การมี
สว่ นรว่ มของสมาชิกสหกรณ์ออมทรพั ย์พนกั งานธนาคารทหารไทยจากัดด้านการบรหิ ารงานสหกรณ์
(n = 323)
ปัจจัยลกั ษณะ ด้านการบริหารงานสหกรณ์
สว่ นบคุ คล ด้าน ต่า ปานกลาง สูง รวม
ระยะเวลาการ จานวน รอ้ ยละ จานวน ร้อยละ จานวน รอ้ ยละ จานวน รอ้ ยละ
เปน็ สมาชกิ
จานวน 1 - 3 ปี 18 (24.32) 24 (15.79) 9 (9.28) 51 (15.79)
จานวน 4 - 6 ปี 21 (28.38) 33 (21.71) 15 (15.46) 69 (21.36)
จานวน 7 - 9 ปี 12 (16.22) 34 (22.37) 25 (25.77) 71 (21.98)
10 ปี ข้ึนไป 23 (31.08) 61 (40.13) 48 (49.48) 132 (40.87)
รวม 74 (100.00) 152 (100.00) 97 (100.00) 323 (100.00)
Chi-Square (X2) = 14.593 df. = 6.0 sig. = 0.024 < 0.05
Contingency Coefficient (C) = 0.208
* มนี ยั สาคญั ทางสถติ ิที่ระดับ 0.05
ผลการทดสอบเปรียบเทียบความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยลักษณะส่วนบุคคล ด้านระยะเวลา
การเป็นสมาชิก กับ การมีส่วนร่วมของสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์พนักงานธนาคารทหารไทย จากัด
ด้านการบริหารงานสหกรณ์ ท่รี ะดับนัยสาคญั ทางสถิติ 0.05 มีคา่ Chi-Square (X2) = 14.593, Sig. = 0.024 < 0.05
สรุปผลการทดสอบ ได้ว่า เป็นการยอมรับ H1 หรือ ปัจจัยลักษณะส่วนบุคคล ด้าน
ระยะเวลาการเป็นสมาชิก ท่ีต่างกัน มีความสัมพันธ์ต่อการมีส่วนร่วมของสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์
พนกั งานธนาคารทหารไทย จากัด ด้านการบริหารงานสหกรณ์ อย่างมีระดับนัยสาคัญทางสถิตทิ ่ี 0.05
มีค่า Contingency Coefficient (C) = 0.208 กล่าวไดว้ ่า สมาชกิ ที่มีระยะเวลาการเป็นสมาชกิ 10 ปี
ข้ึนไป มีส่วนร่วมด้านการบริหารงานสหกรณ์ ในระดับต่า ร้อยละ 31.08 ระดับปานกลางร้อยละ
40.13 และระดับสงู ร้อยละ 49.48
สาหรับสมาชิกที่มีระยะเวลาการเป็นสมาชิก จานวน 1-3 ปี มีส่วนรว่ ม ด้านการบริหารงาน
สหกรณ์ ในระดบั ตา่ รอ้ ยละ 24.32 ระดับปานกลางร้อยละ 15.79 และระดับสูงรอ้ ยละ 9.28
สมาชิกที่มีระยะเวลาการเป็นสมาชิก จานวน 4-6 ปี มีส่วนร่วมกับสหกรณ์ด้านการ
บริหารงานสหกรณ์ ในระดับตา่ รอ้ ยละ 28.38 และระดบั ปานกลาง รอ้ ยละ 21.71 และระดบั สงู ร้อยละ 15.46
แสดงให้เห็นสัดส่วนการมีส่วนร่วมของสมาชิกท่ีมีระยะเวลาการเป็นสมาชิก จานวน 1-3 ปี
จะมสี ่วนร่วมต่อสหกรณ์ออมทรพั ย์พนักงานธนาคารทหารไทย จากดั ด้านการบริหารงานสหกรณ์ ต่า
กว่า สมาชิกทีม่ ีระยะเวลาการเป็นสมาชกิ จานวน 7-9 ปี และ 10 ปี ข้นึ ไป