The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

3 3_องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับการบริหารจัดการสาธารณภัย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by aram.du, 2021-10-19 09:02:25

3 3_องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับการบริหารจัดการสาธารณภัย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย

3 3_องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับการบริหารจัดการสาธารณภัย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย

Õß§°å √ª°§√Õß «à π∑Õâ ß∂πË‘ °∫— °“√∫√À‘ “√®—¥°“√ “∏“√≥¿¬—

1.3 กองอํานวยการปองกันภัยฝา ยพลเรือนเทศบาลตําบล 2 คนั
- รถดับเพลงิ อาคาร 2 คัน
- รถบรรทกุ นำ้ ชวยดบั เพลงิ ขนาด 10,000 ลติ ร 1 คัน
- รถกูภ ยั เคล่ือนทเี่ รว็ พรอ มอุปกรณ 2-4 ลํา
- เรือทองแบนพรอ มเครือ่ งยนต 2 เคร่ือง
- เครอ่ื งดบั เพลงิ แบบหาบหาม 1-2 คนั
1-2 คัน
1.4 กองอํานวยการปอ งกันภยั ฝา ยพลเรอื นองคการบรหิ ารสว นตาํ บล 2 ลาํ
- รถดับเพลิงอาคาร
- รถบรรทกุ นำ้ ชว ยดับเพลงิ ขนาด (5,000-10,000 ลติ ร)
- เรอื ทองแบนพรอมเคร่ืองยนต

3.2 การจัดทําโครงการ (Zoning) ขององคกรปกครองสวนทองถิ่นเพ่ือบูรณาการการใช
เคร่ืองจักรกล ยานพาหนะ และเคร่ืองมอื อุปกรณในงานดานสาธารณภัยรวมกัน

ปจจุบันสถานการณของการเกิดสาธารณภัยในประเทศไทยมีแนวโนมท่ีจะทวีความรุนแรงและกอใหเกิดความ
สูญเสียแกชีวิต และทรัพยสินของประชาชนเปนจํานวนมาก ซ่ึงองคกรปกครองสวนทองถ่ิน มีหนาท่ีโดยตรงในการ
ปองกันและบรรเทาสาธารณภัย แตองคกรปกครองสวนทองถิ่นแตละแหงจะมีความแตกตางกันในลักษณะพื้นที่และ
ความเส่ียงทแ่ี ตกตางกนั รวมท้ังศกั ยภาพของบุคลากร เครอ่ื งจักรกล ยานพาหนะ และเครอื่ งมอื อปุ กรณใ นการปฏิบตั ิ
งานที่ไมเ หมือนกัน หากจะจัดหาเคร่ืองจกั รกลฯ ใหครบตามประเภทและจาํ นวนทอ่ี งคกรปกครองสวนทอ งถิ่นแตละแหง
มคี วามตองการ จะตองใชง บประมาณลงทนุ เปน จํานวนมาก แตปญหาดงั กลา วสามารถแกไ ขไดด วยการบรหิ ารจดั การ
ใหมีการบูรณาการเพื่อใชเคร่ืองจักรกลฯ รวมกันระหวางทองถ่ินตางๆ ท่ีอยูในพื้นท่ีใกลเคียงกัน โดยวิธีการจัดต้ังกลุม
พน้ื ที่ (Zoning)

แนวทางปฏบิ ัตใิ นการจัดตง้ั กลมุ พื้นที่ (Zoning) ในสว นของจงั หวัด คอื
1. ใหจ งั หวัดดําเนินการแตง ตัง้ คณะกรรมการบริหารเครื่องจักรกลสาธารณภยั ระดบั จงั หวัด ประกอบดว ย

(1) ผวู า ราชการจงั หวดั หรือรองผูวา ราชการจังหวัดท่ไี ดร บั มอบหมาย เปนประธานกรรมการ
(2) นายกองคก ารบริหารสวนจงั หวดั หรอื ผแู ทน เปนรองประธานกรรมการ
(3) ผูอ าํ นวยการศูนยป องกันและบรรเทาสาธารณภัยในเขตพืน้ ทห่ี รอื ผูแทน
(4) นายอําเภอ หรือหัวหนาสวนราชการประจําจังหวัดท่ีผูวาราชการจังหวัดมอบหมายจํานวนไมนอยกวา
5 คน เปน กรรมการ
(5) ทอ งถิ่นจงั หวดั หรอื ผูแ ทน เปนกรรมการ
(6) คณะกรรมการพนักงานเทศบาล ท่ีมาจากผูแทนเทศบาลท่ีคัดเลือกกันเองจํานวนไมนอยกวา 3 คน
เปน กรรมการ
(7) คณะกรรมการพนักงานสวนตําบลที่มาจากผูแทนองคการบริหารสวนตําบลที่คัดเลือกกันเอง จํานวน
ไมนอ ยกวา 5 คน เปน กรรมการ
(8) หัวหนา สาํ นกั งานปองกนั และบรรเทาสาธารณภยั จงั หวัด เปนกรรมการและ เลขานกุ าร
2. ใหคณะกรรมการบริหารเครื่องจักรกลสาธารณภัยระดับจังหวัดดังกลาว มีหนาท่ีสงเสริมและสนับสนุนการ
ดําเนนิ งานขององคก รปกครองสวนทอ งถน่ิ ดังนี้

50

Õß§å°√ª°§√Õß «à π∑âÕß∂Ëπ‘ °—∫°“√∫√‘À“√®¥— °“√ “∏“√≥¿—¬
(1) กําหนดและจัดต้ังกลุมพื้นที่ (Zoning) ขององคกรปกครองสวนทองถ่ินภายในจังหวัดตามขนาดของ
ทองถ่ินที่มีเขตพื้นที่ใกลเคียงกัน หรือตามความเหมาะสมดวยความสมัครใจ พรอมกําหนดหมายเลขกํากับกลุมพ้ืนท่ี
และหมายเลขสมาชกิ ในกลุม เรียงลาํ ดับจนครบทกุ กลมุ ตามแบบรหสั และรายช่ือในกลุมพื้นที่
(2) จัดทําแผนท่ีแสดงขอบเขตของกลุมพ้ืนที่ มาตราสวนตามความเหมาะสม และลงสีในพื้นท่ีใหเห็น
ขอบเขตของแตละกลุมพื้นท่ีอยางชัดเจน พรอมท้ังกําหนดหมายเลขกํากับกลุมพ้ืนที่และช่ือสมาชิกในกลุมจนครบทุก
กลุม
(3) ใหคําแนะนําแตละกลุมพื้นที่ (Zoning) เพ่ือแตงตั้งคณะกรรมการบริหารเครื่องจักรกลสาธารณภัย
กลุมพื้นที่ (Zoning) ของตนเอง ประกอบดวย ประธานกรรมการ กรรมการ และเลขานุการตามจํานวนที่เหมาะสม
เพ่ือทําหนาทีบ่ ริหารจัดการและสั่งการใหใชเ ครื่องจกั รกล ยานพาหนะ และเครอื่ งมืออปุ กรณดานสาธารณภยั ภายใน
กลุมพ้ืนท่ีท่ีมีอยูอยางคุมคาและเกิดประโยชนสูงสุดเพ่ือชวยเหลือซ่ึงกันและกัน โดยใหคณะกรรมการบริหารเคร่ืองจักร
กลสาธารณภัยกลมุ พ้นื ท่ี (Zoning) ดาํ เนนิ การ ดังนี้

(3.1) พิจารณาคัดเลือกองคกรปกครองสวนทองถิ่นในกลุมเดียวกัน ที่มีศักยภาพสูง เชน มีความ
พรอมดา นเครอื่ งจกั รกล ดานบุคลากรและดานงบประมาณ เพ่ือทาํ หนาท่เี ปน หนว ยงานหลกั ในการสนับสนนุ เครอื่ งจักร
กล ยานพาหนะ และเคร่อื งมอื อุปกรณป ฏิบตั กิ ารปองกนั และบรรเทาสาธารณภยั ในกลุมพนื้ ทแ่ี ละชวยเหลือสมาชิกใน
กลุม

(3.2) สํารวจเครื่องจักรกล ยานพาหนะ และเครื่องมืออุปกรณท่ีจําเปนในการปองกันและบรรเทา
สาธารณภัยท่ีมีอยูและตรวจสอบสภาพความพรอมในการปฏิบัติงานหรือตองซอมแซมบํารุงรักษา ตลอดจนจัดทํางบ
ประมาณและแผนการจัดหาเคร่ืองจักรกลประเภทท่ียังขาดแคลน เพื่อใหมีจํานวนที่เหมาะสมและพอเพียงกับความ
ตองการใชงานในพืน้ ท่รี ับผิดชอบของสมาชิกในกลุม

(4) กําหนดแนวทางบูรณาการการใชเครื่องจักรกลรวมกันในการแกไขปญหาสาธารณภัยในดานตางๆ
ตลอดจนความรับผิดชอบเกี่ยวกับคาใชจายที่จะพึงมี เชน คาเบี้ยเลี้ยง คาน้ำมันเช้ือเพลิงและหลอล่ืน และคาซอม
บาํ รงุ รักษา เปนตน

51



3∫∑∑Ë’

°“√‡µ√¬’ ¡æ√âÕ¡ªÑÕß°π— Õÿ∫—µ‘¿¬— ∑“ß∂ππ

Õß§°å √ª°§√Õß «à π∑Õâ ß∂Ë‘π °∫— °“√∫√À‘ “√®—¥°“√ “∏“√≥¿—¬

°“√‡µ√’¬¡æ√âÕ¡ªÑÕß°—πÕ∫ÿ µ— ¿‘ —¬∑“ß∂ππ

1. องคก รปกครองสว นทองถนิ่ กบั ภารกจิ การปอ งกันและลดอุบัติเหตุทางถนน

อุบัติเหตุทางถนนเปนสาธารณภัยประเภทหน่ึง ซึ่งไดกําหนดนิยามไวในมาตรา 4 แหงพระราชบัญญัติปองกัน
และบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 ประกอบกับพระราชบัญญัติกําหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอํานาจใหแก
องคกรปกครองสวนทอ งถิ่น พ.ศ. 2542 มาตรา 16 17 และ 18 ไดกาํ หนดอํานาจหนา ทใ่ี หองคกรปกครองสวนทองถิน่ จดั
ระบบการบรกิ ารสาธารณะ โดยใหก ารปองกันและบรรเทาสาธารณภยั เปนหนาทท่ี ่อี งคกรปกครองสวนทอ งถนิ่ จะตองดํา
เนินการ

รัฐบาลไดมอบหมายใหศูนยอํานวยการความปลอดภัยทางถนน มีหนาท่ีในการกําหนดยุทธศาสตรและ
มาตรการเพือ่ การยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยทางถนนของประเทศไทย ซึ่งมติคณะรัฐมนตรีเม่ือวันที่ 29 กนั ยายน
2552 เห็นชอบแผนแมบทความปลอดภัยทางถนน พ.ศ. 2552-2555 โดยกําหนดใหความปลอดภัยทางถนนเปนวาระ
แหงชาติ มีเปาหมายลดอัตราการเสียชีวิตและบาดเจ็บใหเหลือปละ 14.15 คนตอประชากรหนึ่งแสนคน ในป พ.ศ.
2555

ป พ.ศ. อัตราตอประชากรหนง่ึ แสนคน

2552 17.18
2553 16.17
2554 15.16
2555 14.15

นอกจากนั้น แผนแมบทดังกลาวไดใหความสําคัญกับพื้นที่ในการบริหารจัดการใหเหมาะสมกับสภาพปญหา
ของแตละพื้นท่ี อาจกลาวไดวาการดําเนินการเก่ียวกับการปองกันและแกไขปญหาอุบัติเหตุทางถนนถือเปนหนาท่ีของ
องคกรปกครองสวนทองถิ่นที่จะตองบริหารจัดการปญหาดังกลาว แผนแมบทดังกลาวจึงไดกําหนดยุทธศาสตรการ
ปองกนั และแกไ ขปญหาความปลอดภยั ทางถนนในสว นภูมภิ าคและทอ งถน่ิ ข้นึ โดยใหแตละพืน้ ทวี่ างแผน บริหารจดั การ
การปองกันและแกไขปญหาอุบัติเหตุทางถนน ซึ่งจะสามารถดําเนินการและบริหารจัดการใหเหมาะสมกับสภาพปญหา
ของแตละพ้ืนที่ได

54

Õß§å°√ª°§√Õß «à π∑Õâ ß∂‘πË °∫— °“√∫√À‘ “√®¥— °“√ “∏“√≥¿—¬

2. แนวทางการจดั ทำแผนปฏิบัติการปองกันและลดอุบตั ิเหตทุ างถนน

เน่ืองจากองคกรปกครองสวนทองถิ่นเปนหนวยปฏิบัติงานในพ้ืนท่ี ทําใหทราบถึงสาเหตุของอุบัติเหตุทางถนน
ที่แทจริง และสามารถดําเนินการแกไขและปองกันปญหาไดถูกตอง ทันเวลา โดยแตละชุมชนวางแผนและจัดการแก
ปญหาดวยตนเอง จะชวยใหสามารถแกปญหาไดตรงจุดและทันเหตุการณ เชน ในแตละพ้ืนท่ีดําเนินการวางแผนและ
แกไขปญหาอุบัติเหตุทางถนนในชวงเทศกาลปใหมหรือสงกรานต รวมถึงเทศกาลสําคัญในพ้ืนที่ ดังน้ัน การจัดทําแผน
ปฏิบัติการของแตละพื้นท่ีจะตองยึดยุทธศาสตร แผนงาน กลยุทธ และแนวทางการดําเนินงานในแผนแมบทความ
ปลอดภยั ทางถนน พ.ศ. 2552-2555 เปนกรอบในการจัดทําแผนปฏิบตั ิการฯ เพอ่ื ใหองคก รปกครองสว นทอ งถน่ิ สามารถ
บริหารจัดการและปฏิบตั ิตามแผนปฏบิ ัตกิ ารฯ ไดอยางมปี ระสิทธิภาพและประสิทธิผลท้ังในชว งปกติ และชวงเทศกาล
2.1 การวเิ คราะหสภาพปญหาขององคกรปกครองสวนทอ งถิ่น

จากการนําขอมูลรายละเอียดและตัวเลขผูบาดเจ็บและผูเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนมาวิเคราะหหาปจจัย
เส่ียงดานสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุทางถนน สามารถสรุปปจจัยเสี่ยงได 4 ปจจัย เรียงตามลําดับความสําคัญของ
ปจจัยเสี่ยง ดังนี้ ปจจัยดานพฤติกรรมคน ปจจัยดานรถ/ยานพาหนะ ปจจัยดานถนนและส่ิงแวดลอม และปจจัยดาน
การบริหารจัดการ ซง่ึ หากดาํ เนนิ การปองกันแกไ ขปจจยั เสี่ยงดงั กลาว จะทําใหสามารถลดการเกดิ อุบตั ิเหตุ ลดการบาด
เจบ็ และการเสยี ชีวิตจากอุบตั เิ หตุทางถนนลงได โดยปจจัยเสี่ยงทั้ง 4 ปจจยั ดงั กลาวสามารถพิจารณาประเด็นตา ง ๆ ใน
แตละปจจยั ได ดงั น้ี

(1) ปจ จัยดา นพฤติกรรมคน
1) การสวมหมวกนิรภยั ของผขู บั ข่ี และผซู อ นทายรถจักรยานยนต
2) ระดบั ความเรว็ ของการขบั ขยี่ านพาหนะในเขตเมือง/นอกเมอื งเปนไปตามท่กี ฎหมายกาํ หนด
3) การขับขีร่ ถขณะเมาสุรา
4) กลุมเสี่ยงทเ่ี ปนเดก็ และเยาวชนกบั พฤติกรรม 10 ฐานความผดิ คอื การไมส วมหมวกนริ ภัย การไม

คาดเข็มขดั นริ ภยั เครอื่ งอปุ กรณร ถยนตไ มครบถว นหรอื การแตงรถทีข่ ัดตอระเบียบกฎหมายท่ีกาํ หนด ขับรถขณะเมาสุรา
ไมมใี บขับข่ี ขับรถเรว็ ขับแซงในทคี่ ับขัน ขับรถฝา ไฟแดง ขับรถยอนศร และใชโทรศัพทข ณะขับรถ

5) มคี วามรแู ละทัศนคติของประชาชนตอ การใชถ นนอยางปลอดภยั
6) การบงั คบั ใชกฎหมายอยางเครง ครดั ทวั่ ถงึ
(2) ปจจัยดา นรถ/ยานพาหนะ
1) รถ/ยานพาหนะมีสภาพสมบูรณ ไมม ีการดัดแปลงสภาพตามกฎหมายจราจร
2) ความปลอดภัยของรถขนสงมวลชน
3) ความปลอดภยั ของรถรบั -สงนกั เรียน
4) การขับขี่รถจกั รยานยนตมีความปลอดภยั
5) ทางเลือกในการใชร ะบบโดยสารสาธารณะที่ปลอดภยั
6) ระบบภายในของยานพาหนะท่เี พ่มิ ความปลอดภยั
(3) ปจจัยดา นถนนและสงิ่ แวดลอ ม
1) จุดเส่ยี ง จุดอนั ตราย (เชน จุดตดั ผานทางรถไฟ ทางแยก ทางรวม)
2) การมรี ะบบการวเิ คราะหและประเมินจุดเสีย่ งทีม่ ปี ระสทิ ธภิ าพโดยการกําหนดจดุ เสย่ี ง
ในพ้ืนท่ี
3) การดาํ เนนิ การตามมาตรฐานดานความปลอดภัยขององคกรปกครองสว นทองถน่ิ
4) แตล ะสภาพแวดลอ ม มกี ารสรางชองทางเดินเทา ชอ งทางรถจักรยานยนต และชอ งทางรถจักรยาน

55

Õß§°å √ª°§√Õß à«π∑âÕß∂‘Ëπ °∫— °“√∫√‘À“√®—¥°“√ “∏“√≥¿¬—

5) การมีถนนทป่ี ลอดภยั
6) การออกแบบถนนที่ปลอดภัยและสอดคลอ งตอ ความตองการในการใชข องผใู ชถนนทกุ ประเภท
7) การมกี จิ กรรมเกยี่ วขอ งกบั การแกไขปญ หาจุดเสี่ยง
(4) ปจจยั ดา นการบริหารจดั การ
1) โครงสรา งองคกร การบริหารจัดการ

1.1) การจัดทําแผนงานและคําขอรับการสนับสนุนงบประมาณเพื่อแกปญหาความปลอดภัย
ทางถนนของพน้ื ที่

1.2) มีการจัดตง้ั คณะทํางานทองถิ่น เพ่อื แกไขปญหา โดยมีการประชมุ เปนประจาํ ทกุ เดือน
1.3) ระบบการตรวจเย่ยี มและใหรางวัล เพ่อื เปน การสรา งขวัญและกาํ ลังใจแกผปู ฏิบตั ิงาน
1.4) ศักยภาพในการทํางานของหนวยงานดา นบงั คบั ใชกฎหมาย
1.5) การดูแลผูบาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางถนนอยางมีประสิทธิภาพจากจุดเกิดเหตุถึงโรง
พยาบาล และภายหลังการรักษาจากแพทยตามเกณฑมาตรฐานของสถาบันการแพทยฉุกเฉินแหงชาติ (สพฉ.) (ประ
สิทธภิ าพตามจาํ นวนผรู ับบริการ)
1.6) ความเขมแข็งของพื้นที่และชุมชนในการจัดการและดูแลที่ตอบสนองความตองการของ
ตนเอง
2) นโยบาย/ทศิ ทางการใหความสาํ คญั กับการแกไ ขปญ หา
2.1) การมีสวนรว มขององคกรปกครองสวนทองถิ่น ชมุ ชน และภาคประชาชนในการใหค วาม
สําคัญกบั การแกไขปญ หา โดยจดั ทําประชาคม และมีแผนชมุ ชนเพ่ือปอ งกนั และลดอบุ ตั เิ หตทุ างถนน
2.2) ขาราชการ เจาหนาท่ี และประชาชน ในการประกาศเจตนารมณในการแกไขปญหา
อุบัติเหตุทางถนนและตระหนักถึงความสําคัญโดยเขาใจปญหาอุบัติเหตุทางถนนที่ไมใชเรื่องของโชคชะตาและสามารถ
แกไ ขไดหากทุกคนมีวนิ ัยในการปฏบิ ตั ิตามกฎจราจร
2.3) ขาราชการ เจา หนาที่ และประชาชน รถู งึ และสนบั สนนุ เปา หมายของการลดจาํ นวนอบุ ัติ
เหตทุ างถนนขององคกรปกครองสวนทองถ่นิ
2.4) ความตระหนักถึงความสาํ คัญของความปลอดภัยทางถนนของชมุ ชน หมูบา น
2.5) การมีความรูในการทํางานดานการจัดการความปลอดภัยทางถนนของบุคลากรของ
องคก รปกครองสว นทอ งถ่ิน
2.6) ศกั ยภาพในการทํางานของหนวยงานทีเ่ กีย่ วของดา นการจัดการความปลอดภัยทางถนน
ในพืน้ ที่
3) การมีสวนรวมในการแกไขปญหาขององคกรปกครองสวนทองถิ่น ชุมชน นักวิชาการและ
ภาคประชาชน
3.1) จํานวนเครือขา ยทมี่ ีการจดั กจิ กรรมเพื่อปอ งกันและลดอุบัตเิ หตทุ างถนน
3.2) การมอบหมายการจัดภารกิจแกอาสาสมัครและ อปพร. ในการปองกันและลดอุบัติเหตุ
ทางถนนในการปฏิบัตงิ านเพื่อชวยเจา หนาทต่ี ํารวจจราจร
3.3) การเขามามสี ว นรว มในการแกปญ หาความปลอดภยั ทางถนนของชมุ ชน หมูบา น
3.4) มีการสง เสรมิ การโฆษณา ประชาสมั พันธเพ่อื สนบั สนนุ การใชถ นนอยา งปลอดภัย
4) การนาํ ขอ มูลมาใชใ นการวิเคราะหแกไขปญหา
4.1) การพัฒนาระบบการจดั เกบ็ ขอมลู วิเคราะห สบื สวน และรายงานขอมลู อุบัติเหตทุ างถนน
4.2) การพฒั นาบคุ ลากรดานการจดั เก็บและวเิ คราะหข อ มูล
4.3) มกี ารนําผลงานวิจยั ไปใชป ระโยชนใ นการแกไขปญ หาเพิม่ ประสิทธิภาพในการทํางาน
56

Õß§å°√ª°§√Õß «à π∑âÕß∂‘Ëπ °—∫°“√∫√‘À“√®¥— °“√ “∏“√≥¿¬—

5) เครื่องมือ เคร่ืองใชและเทคโนโลยใี นการบังคบั ใชก ฎหมาย
5.1) การจัดหาเคร่ืองมือ เครื่องใชใหผูปฏิบัติงานไดตามแผนพัฒนาขององคกรปกครองสวน

ทองถิน่
5.2) การนาํ ระบบเทคโนโลย/ี ระบบวิศวกรรมมาใชเ พอื่ ชวยในการบงั คับใชก ฎหมาย เชน การ

ติดต้ังกลองโทรทัศนวงจรปด (CCTV) การใชเคร่ืองตรวจจับความเร็ว (Speed Camera) การใชระบบตรวจจับรถยนต
ฝา ฝน สญั ญาณไฟจราจร (Red Light Camera) เปน ตน

6) การจดั ทาํ แผนงาน/โครงการ และงบประมาณ
การไดรับการจัดสรรงบประมาณจากแหลงเงินทุนตางๆ เพื่อดําเนินการแผนงาน/โครงการดานความ
ปลอดภยั ทางถนน อาทิ

- องคก รปกครองสวนทองถิ่น
- งบประมาณของสํานกั งานกองทนุ สนับสนนุ การสรา งเสรมิ สุขภาพ (สสส.)
- กองทนุ เพอื่ ความปลอดภัยในการใชรถใชถ นน (กปถ.)
- ภาคเอกชน/ภาคประชาชน เชน มูลนิธิ สมาคม บริษัทและเงินบริจาคตางๆ
- จงั หวัดหรอื สว นกลางเพอื่ การแกไขปญ หาอบุ ตั ิเหตุทางถนน
จากการวเิ คราะหสภาพปญหาดงั กลา วขา งตน อุบตั ิเหตุทางถนนทเ่ี กดิ ขึ้นมีมลู เหตุมาจากปจจัยสําคัญ
4 ประการขางตน โดยสวนใหญมีสาเหตุมาจากพฤติกรรมคน อยางไรก็ตาม ทุกปจจัยมีความสําคัญตอความปลอดภัย
ของผูใชร ถใชถ นน จึงควรแกไขปญ หาหรอื ปองกันและลดการเกดิ อบุ ตั ิเหตทุ างถนนอยางเปน ระบบในทกุ ปจ จัยไปพรอม
กันในระดับพ้ืนที่ และมีความจําเปนตองดําเนินการจัดทําแผนปฏิบัติการปองกันและลดอุบัติเหตุทางถนนระดับองคกร
ปกครองสว นทอ งถนิ่ เพือ่ ใหก ารดําเนินการปองกันและลดอุบัตเิ หตุทางถนนสามารถบรรลุเปา หมายทก่ี าํ หนดไว
2.2 การวิเคราะหมูลคา ความสูญเสยี จากอุบตั ิเหตุทางถนน
การวิเคราะหมูลคาความสูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนนเปนการวิเคราะหหามูลคาของความสูญเสียท่ีเกิดจาก
อุบัติเหตุทางถนนของแตละองคกรปกครองสวนทองถ่ิน เพ่ือนํามาใชเปนขอมูลในการวิเคราะหความคุมคาในการดําเนิน
งานตามแผนปฏิบัติการปองกันและลดอุบัติเหตุทางถนนระดับองคกรปกครองสวนทองถิ่น โดยการจัดสรรงบประมาณที่
มีอยูอยา งจํากดั ไดอยางมีประสทิ ธภิ าพ การวิเคราะหมูลคาความสูญเสียจากอบุ ัตเิ หตทุ างถนนของแตล ะองคก รปกครอง
สวนทองถ่ินสามารถวิเคราะหมูลคาสูญเสียไดจากขอมูล 2 สวน คือ (1) จํานวนผูประสบอุบัติเหตุ และจํานวนคร้ังของ
อบุ ตั ิเหตุ (2) คาใชจ ายท่ีเกยี่ วขอ งกบั อบุ ตั เิ หตุ โดยมแี นวทางการวเิ คราะห ดังนี้
(1) จํานวนผูประสบอุบัติเหตุทางถนน และจํานวนคร้ังของอุบัติเหตุเปนการเก็บรวบรวมขอมูลจํานวนผูประสบ
อบุ ัติเหตุในแตละปจาํ แนกตามระดับความรนุ แรงของการเกดิ อบุ ัตเิ หตุ ไดแ ก
- จํานวนผเู สยี ชีวิต
- จาํ นวนผูพกิ าร
- จํานวนผบู าดเจ็บสาหสั
- จํานวนผบู าดเจบ็ เลก็ นอ ย
- จาํ นวนครัง้ ของการเกดิ อบุ ัติเหตุทท่ี าํ ใหทรัพยสนิ เสียหาย
(2) มลู คาความสญู เสยี จากการเกดิ อบุ ตั เิ หตตุ อ ราย เปน การวเิ คราะหห ามูลคา ความสญู เสยี และคา ใชจ า ยที่เกดิ
ข้ึนจากการเกิดอุบัติตอรายหรือตอคร้ัง โดยมีแนวทางการวิเคราะหมูลคาความสูญเสียตอรายหรือคาใชจายที่เกิดขึ้นจาก
การเกดิ อบุ ตั ิเหตทุ างถนนตอ ราย ดังน้ี
- กลุมคาใชจา ยท่เี กยี่ วของกับมนษุ ย (เฉล่ยี ตอ ราย)
- คา ความสามารถในการผลติ แยกตามระดับความรนุ แรง เพศ ชวงอายุ

57

Õß§å°√ª°§√Õß «à π∑âÕß∂Ëπ‘ °∫— °“√∫√À‘ “√®—¥°“√ “∏“√≥¿¬—

- คา หรอื สัดสวนความสญู เสียเชงิ คุณภาพชวี ิต
- คา รกั ษาพยาบาลแยกตามระดบั ความรนุ แรง
- คาบรกิ ารของหนวยบรกิ ารการแพทยฉกุ เฉิน
- คา ใชจา ยในการดแู ละรักษาระยะยาว
- กลมุ คา ใชจายที่เกย่ี วของกบั ทรัพยสินเสยี หาย (เฉล่ยี ตอ ครัง้ )
- คา ใชจ ายทเี่ กี่ยวของกบั ยานพาหนะที่เสยี หาย
- คา ใชจา ยท่ีเกี่ยวของกบั ทรพั ยส ินอน่ื ท่ีเสยี หาย
- กลมุ คาใชจายทีเ่ กีย่ วของกับการชน (เฉลย่ี ตอครง้ั )
- คาใชจ า ยในการจัดการของประกนั ภัย
- คาใชจ ายในการดาํ เนนิ การของตํารวจ
- คาใชจายในการดาํ เนนิ การของศาล
- คา ใชจายของหนวยกภู ยั ฉุกเฉิน
- มูลคา ความลาชา ในการเดินทาง แยกตามระดบั ความรนุ แรงของอุบตั เิ หตุ
การวิเคราะหมูลคาความสูญเสียและคาใชจายท่ีเกิดขึ้นจากการเกิดอุบัติเหตุทางถนน ตอรายหรือตอครั้ง ดัง
กลาวขางตน กรมทางหลวงไดรวมกับคณะวิศวกรรมศาสตร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร ดําเนินการศึกษาวิจัยตาม
โครงการศึกษามูลคาอุบัติเหตุแหงประเทศไทย ไดขอสรุปมูลคาความสูญเสียตอรายจําแนกตามระดับความรุนแรงใน
ป 2547 และเม่ือคํานวณเปนมูลคาความสูญเสียตอรายในป 2551 สามารถคํานวณไดโดยใชขอมูลอัตราเงินเฟอของป
2548-2551 (ขอมูลอัตราเงินเฟอจากธนาคารแหงประเทศไทย) มาคํานวณจะสามารถคํานวณเปนมูลคาความสูญเสีย
ตอ รายของป 2551 ไดดังตารางตอ ไปนี้

ตารางแสดงมลู คา ความสญู เสยี จากอุบัติเหตจุ ราจรเฉล่ียจําแนกตามระดบั ความรนุ แรง

ระดบั ความรนุ แรง มลู คา ความสูญเสียตอราย
กรณตี า งจังหวดั (บาท)
กรณีเสียชีวิต 4,782,993
กรณีพกิ าร 5,697,867
กรณีบาดเจ็บสาหสั 140,731
กรณีบาดเจบ็ เล็กนอ ย
กรณที รพั ยสินเสียหายอยางเดียว 27,523

36,815

2.3 การกาํ หนดตัวชีว้ ดั
การกําหนดตัวช้ีวัดโดยการนําขอมูลรายละเอียดและตัวเลขผูบาดเจ็บและผูเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนมา

วิเคราะหหาปจ จยั เส่ยี งดานสาเหตุของการเกิดอบุ ตั ิเหตุทางถนน สามารถกําหนดตัวชี้วัดจําแนกตามปจ จัยเสยี่ ง 4 ปจจัย
เรยี งตามลาํ ดับความสําคญั ของปจ จัย ดังน้ี

(1) ปจ จัยดา นพฤติกรรมคน
(2) ปจจยั ดานรถ/ยานพาหนะ
(3) ปจ จยั ดานถนนและส่งิ แวดลอ ม
(4) ปจจยั ดานการบรหิ ารจดั การ
โดยสามารถสรปุ ตัวชวี้ ดั ได ดงั นี้

58

Õß§å°√ª°§√Õß «à π∑Õâ ß∂πË‘ °—∫°“√∫√À‘ “√®¥— °“√ “∏“√≥¿—¬

4.1 ตัวชี้วดั ดา นพฤตกิ รรมคน

ท่ี ตัวชี้วัด
1 ผขู ับข่แี ละผูใชรถจักรยานยนตมกี ารสวมหมวกนริ ภัย
2 ประชาชนขับขีย่ านพาหนะมอี ัตราความเรว็ ในเมือง/นอกเมอื งตามทีก่ ฎหมายกาํ หนด
3 ผูขบั ข่ไี มข บั ขีร่ ถขณะเมาสุราหรอื เม่อื มรี ะดบั แอลกอฮอลเ กนิ กวาทก่ี ฎหมายกําหนด
4 กลุมเสีย่ งเด็กและเยาวชนไมมีพฤตกิ รรม 10 ฐานความผิด คือไมสวมหมวกนริ ภัย ไมร ดั เข็มขัดนริ ภยั

เคร่ืองอุปกรณรถยนตไ มค รบถวน ขบั รถขณะเมาสุรา ไมมใี บขบั ขี่ ขับรถเร็ว ขบั แซงในท่ีคบั ขนั
ขบั รถฝาไฟแดง ขบั รถยอนศร และใชโ ทรศพั ทขณะขบั รถ
5 ประชาชนมีความรแู ละทศั นคตทิ ด่ี ตี อ การใชถนนอยา งปลอดภัย
6 ตวั ช้วี ัดอน่ื ๆ

4.2 ตวั ช้วี ัดดานรถ/ยานพาหนะ

ที่ ตวั ช้วี ดั
1 รถรบั -สงนกั เรยี นมคี วามปลอดภัย

2 รถขนสงมวลชนมคี วามปลอดภัย

3 รถ/ยานพาหนะมสี ภาพสมบรู ณ ไมม กี ารดดั แปลงสภาพตามกฎหมายจราจร

4 การขับขีร่ ถจกั รยานยนตม คี วามปลอดภัย
5 ประชาชนมที างเลือกในการใชระบบโดยสารสาธารณะท่ีปลอดภยั

6 ประชาชนมรี ะบบภายในยานพาหนะทีเ่ พิ่มความปลอดภัย
7 ตัวชว้ี ดั อน่ื ๆ

4.3 ตวั ช้ีวัดดานถนนและสิ่งแวดลอม

ที่ ตัวชว้ี ดั
1 องคกรปกครองสว นทองถ่ิน มกี ิจกรรมเกย่ี วกบั การแกไ ขปญหาจุดเส่ียง
2 องคกรปกครองสวนทองถน่ิ มีระบบการวิเคราะหและประเมนิ จดุ เสี่ยงท่ีมีประสิทธภิ าพโดยการกําหนด

จุดเส่ยี งในพืน้ ท่ี
3 องคกรปกครองสว นทอ งถิ่นมีการดาํ เนนิ การตามมาตรฐานดา นความปลอดภัยทางถนนของทองถิ่น

มากยิง่ ขึน้
4 แตละสภาพแวดลอ มมี การสรางชอ งทางเดินเทา รถจกั รยานยนต และรถจักรยาน

59

Õß§å°√ª°§√Õß à«π∑âÕß∂Ëπ‘ °—∫°“√∫√‘À“√®¥— °“√ “∏“√≥¿—¬

4.3 ตัวช้ีวัดดานถนนและสิง่ แวดลอ ม (ตอ)

ท่ี ตวั ช้ีวดั
5 พืน้ ทีเ่ ส่ยี งลดลง และพน้ื ท่ีปลอดภัยเพิม่ ขึน้ (เชน จุดตดั ผานทางรถไฟ ทางแยก ทางรว ม)
6 ระหวางถนนสายหลกั สายรอง ถนนในหมบู านมคี วามปลอดภัยมากข้นึ
7 ถนนมีการออกแบบทป่ี ลอดภัยและสอดคลอ งตอ ความตอ งการในการใชข องผูใชทุกประเภท
8 ผูขบั ข่ีมถี นนท่ปี ลอดภัย
9 ตัวช้ีวัดอื่นๆ

4.4 ตัวช้ีวัดดานการบรหิ ารจดั การ
(1) ตัวช้วี ดั โครงสรางองคกรและการบริหารจดั การ
1) ตวั ช้วี ดั การบรหิ ารจัดการดานโครงสรา งองคก ารและการบรหิ ารจดั การระดับ
ทอ งถนิ่

ที่ ตัวชี้วัด
1 มกี ารประกาศจดั ต้ังศูนยป ฏบิ ตั ิการความปลอดภัยทางถนนในระดบั องคกรปกครองสวนทองถน่ิ
2 ศูนยป ฏิบตั ิการความปลอดภยั ทางถนนระดับองคกรปกครองสว นทองถ่ินมกี ารจัดทาํ แผนงานเพ่อื แก

ปญหาความปลอดภัยทางถนน
3 องคกรปกครองสวนทองถน่ิ และชมุ ชนมคี วามเข็มแข็งในการแกไขปญ หาอุบตั เิ หตทุ างถนนท่ีเหมาะสมกบั

สภาพปญ หาของตนเอง
4 ตวั ชว้ี ดั อ่นื ๆ

2) ตวั ชี้วัดการบรหิ ารจดั การบุคคลในระดับทอ งถิน่
ท่ี ตัวชว้ี ัด
1 หนว ยงานดานบงั คับใชก ฎหมายมีศักยภาพในการทํางานทีส่ ูงขึ้น
2 มกี ารนาํ กฎหมายจราจรไปบังคบั ใชไ ดอยา งมีประสทิ ธิภาพ
3 ผูบ าดเจบ็ จากอุบตั เิ หตุทางถนนไดรบั การดูแลอยา งมีประสทิ ธิภาพจากจุดเกิดเหตถุ งึ โรงพยาบาลและ

ภายหลงั การรักษาจากแพทยตามเกณฑม าตรฐานของ สพฉ. (ประสทิ ธิภาพตามจํานวนผรู บั บรกิ าร)
4 มรี ะบบการตรวจเยีย่ มและใหร างวัล เพอื่ เปน การสรา งขวญั และกําลังใจแกผปู ฏบิ ตั งิ าน
5 ตวั ช้ีวัดอนื่ ๆ

60

Õß§°å √ª°§√Õß «à π∑Õâ ß∂Ë‘π °—∫°“√∫√‘À“√®—¥°“√ “∏“√≥¿—¬

(2) ตัวชว้ี ดั นโยบาย/ทศิ ทาง การใหค วามสําคัญกบั การแกปญ หา
ที่ ตวั ชวี้ ดั
1 องคก รปกครองสว นทองถิน่ ชุมชน และภาคประชาชนมสี ว นรว มใหค วามสาํ คญั กบั การแกไขปญหา โดย

มกี ารจัดทาํ ประชาคม และมแี ผนชมุ ชน เพอ่ื ปอ งกนั และลดอุบัติเหตุทางถนน
2 บุคลากรของทอ งถิน่ ทีเ่ กี่ยวขอ งมคี วามรูใ นการทาํ งานดานการจดั การความปลอดภยั ทางถนน
3 ผบู ริหารทองถน่ิ ทุกระดบั และผนู ําชมุ ชนมีความตระหนกั ถึงความสําคญั ของความปลอดภยั ทางถนน
4 องคกรปกครองสวนทอ งถ่ินในพื้นท่มี ศี กั ยภาพในการทํางานดานการจัดการความปลอดภยั ทางถนนท่ีสูง

ขนึ้
5 ขา ราชการ เจา หนาที่และประชาชน รูถึงและสนับสนนุ เปา หมายของการลดจํานวนอบุ ตั เิ หตทุ างถนนของ

องคก รปกครองสวนทอ งถิน่
6 ขา ราชการ เจาหนาท่ี และประชาชน มีสว นรวมประกาศเจตนารมณในการแกไ ขปญ หาอบุ ัตเิ หตทุ างถนน

และตระหนกั ถงึ ความสําคัญโดยเขา ใจปญ หาอุบัติเหตทุ างถนนทไี่ มใชเ รื่องของโชคชะตาและสามารถ
แกไขไดหากทุกคนมวี นิ ัยในการปฏิบตั ิตามกฎจราจร
7 ตวั ช้ีวัดอืน่ ๆ

(3) ตัวชี้วดั การมีสว นรวมในการแกปญหา องคก รปกครองสว นทอ งถนิ่ ชุมชน
นกั วิชาการและภาคประชาชน

ท่ี ตัวช้วี ดั
1 มีการมอบหมายการจดั ภารกจิ แกอาสาสมัครและ อปพร. ในการปอ งกันและลดอบุ ตั ิเหตุทางถนนในการ

ปฏบิ ตั ิงานเพื่อชว ยเจาหนาทตี่ าํ รวจจราจร
2 นักวชิ าการในระดบั พื้นที่ไดเ ขา มามีสวนรว มในการแกป ญ หาความปลอดภัยทางถนน
3 มจี ํานวนเครือขายทม่ี กี ารจัดกิจกรรมเพือ่ ปองกันและลดอบุ ัติเหตุทางถนน
4 มีการสง เสริมการโฆษณา ประชาสัมพนั ธเพอื่ สนับสนุนการใชถนนอยา งปลอดภัย
5 ตวั ช้วี ดั อ่นื ๆ

61

Õß§å°√ª°§√Õß «à π∑Õâ ß∂Ë‘π °∫— °“√∫√À‘ “√®—¥°“√ “∏“√≥¿¬—

(4) ตัวชี้วดั การนําขอ มลู ในการวิเคราะหแกไขปญ หา
ที่ ตวั ชว้ี ดั
1 มีการพฒั นาระบบการจัดเกบ็ ขอมูล วเิ คราะห สืบสวน และรายงานขอ มลู อบุ ตั ิเหตทุ างถนน
2 มกี ารพัฒนาบุคลากรดานการจดั เก็บและวเิ คราะหขอมลู
3 มีการนําผลงานวิจยั ไปใชป ระโยชนใ นการแกไ ขปญหาเพม่ิ ประสทิ ธิภาพในการทาํ งาน
4 ตวั ชว้ี ัดอน่ื ๆ

(5) ตวั ชว้ี ดั เคร่อื งมือเครอ่ื งใชและเทคโนโลยใี นการบงั คับใชก ฎหมาย
ที่ ตัวชีว้ ดั
1 มีการจัดหาเคร่อื งมอื เคร่อื งใช ไดตามแผนพัฒนาขององคกรปกครองสว นทองถ่ิน
2 มีการนาํ ระบบเทคโนโลยี/ระบบวิศวกรรม เพื่อชว ยในการบังคับใชก ฎหมาย การตดิ ตงั้ กลอ งโทรทัศน

วงจรปด (CCTV) การใชเครื่องตรวจจบั ความเรว็ (Speed Camera) การใชระบบตรวจจับรถยนตฝาฝน
สญั ญาณไฟจราจร (Red Light Camera) เปนตน
3 ตวั ชว้ี ัดอื่นๆ

(6) ตัวชว้ี ดั การจดั ทําแผนงาน โครงการ และงบประมาณ
ที่ ตวั ชว้ี ดั
1 การไดร ับงบประมาณจากองคก รปกครองสวนทอ งถ่ิน
2 การไดรบั งบประมาณจาก สสส. และกองทุนเพอ่ื ความปลอดภัยในการใชรถใชถ นน (กปถ.)
3 การไดรบั งบประมาณจากภาคเอกชน/ภาคประชาชน เชน มลู นธิ ิ สมาคม บริษัทและ

เงนิ บริจาคตา งๆ
4 การไดร ับงบประมาณจากจังหวดั หรือสว นกลาง
5 ตัวชี้วดั อนื่ ๆ

62

4∫∑∑’Ë

°“√®¥— °“√„π ∂“π°“√≥©å ÿ°‡©‘π

Õß§å°√ª°§√Õß «à π∑Õâ ß∂Ë‘π °—∫°“√∫√‘À“√®—¥°“√ “∏“√≥¿¬—

°“√®¥— °“√„π ∂“π°“√≥©å ÿ°‡©π‘

เม่ือเกิดหรือคาดวาจะเกิดสาธารณภัยข้ึนในพื้นท่ี จําเปนอยางยิ่งท่ีจะตองมีการเตรียม การจัดการใน
สถานการณฉ กุ เฉิน โดยจัดใหมศี ูนยอ าํ นวยการเฉพาะกิจชว ยเหลือและแกไ ขปญ หาสาธารณภัย เพือ่ เปนศูนยรวมระดม
ทรัพยากรเพื่อบริหารจัดการในสถานการณฉุกเฉินอยางมีเอกภาพ และบังเกิดประสิทธิภาพ นอกจากน้ันแลวจะตองจัด
ใหมีการแจงเตือนภัย การคนหาและชวยเหลือผูประสบภัย การปฐมพยาบาล การจัดการในศูนยบรรเทาภัย ซึ่งจะมี
รายละเอียดของกิจกรรม ดังน้ี

1. แนวทางการดำเนนิ งานขณะเกดิ ภัย

1.1 ปรับเปลี่ยนกองอํานวยการปองกันและบรรเทาสาธารณภัยเปนศูนยอํานวยการเฉพาะกิจชวยเหลือและ
แกไ ขปญหาสาธารณภัย ในองคกรปกครองสวนทอ งถิน่ เพื่อเปนศูนยประสานงานการใหค วามชว ยเหลือ แกไ ขปญหา
และบรรเทาความเดอื ดรอ นของผปู ระสบภัยโดยเร็ว (มาตรา 16)

1.2 เปน หนาท่ขี องกองอํานวยการปองกันและบรรเทาสาธารณภยั เขตทอ งที่ โดยเมอ่ื เกิดสาธารณภัยข้ึน ในเขต
องคก รปกครองสว นทองถนิ่ ใด ผบู รหิ ารทอ งถิ่นน้ันในฐานะผอู ํานวยการทองถิ่น มีอํานาจหนาท่สี ่ังการใหเปน ไปตามแผน
ปฏิบัติการปองกันและบรรเทาภัยขององคกรปกครอง สวนทองถิ่น (มาตรา 16 (4)) โดยเขาดําเนินการปองกันและ
บรรเทาสาธารณภัย และเขาชวยเหลือผูประสบภัยโดยเร็ว ท้ังน้ี ใหถือวา “การชวยเหลือชีวิตผูประสบภัย” เปนหนาท่ี
สําคัญอันดับแรก พรอมท้ังแจงผูอํานวยการอําเภอ (นายอําเภอ) ที่รับผิดชอบในเขตพื้นท่ีนั้น และผูอํานวยการจังหวัด
(ผูวาราชการจังหวัด) ทราบทันที ท้ังนี้หากเกินขีดความสามารถขององคกรปกครองสวนทองถ่ินน้ันใหแจงผูอํานวยการ
อาํ เภอ/ผูอ ํานวยการจังหวดั เพอ่ื ขอรับความชวยเหลือจากหนวยงานภายนอกเขตพน้ื ท่ี (มาตรา 21)

1.3 ขณะเกิดภัยให องคกรปกครองสวนทองถ่ิน อําเภอและจังหวัด และหนวยงาน ที่เก่ียวของ ตามแผนฯ
จัดหา/สงเครื่องยังชีพ อาหาร น้ำดื่ม สําหรับอุปโภค บริโภค เคร่ืองนุงหม เวชภัณฑ และยารักษาโรค เขาไปยังพื้นท่ี
ประสบภยั ใหแกร าษฎรใหท่วั ถึงและเพียงพอ (มาตรา 21 (6))

1.4 เมื่อเกิดหรือใกลจะเกิดสาธารณภัยขึ้นในพ้ืนที่ใด และมีผูอาศัยในพื้นท่ีนั้นไดรับอันตรายหรือกีดขวางตอ
การปฏิบตั งิ านของเจาหนาท่ี ใหผูอํานวยการมีอาํ นาจสัง่ อพยพผซู ึง่ อาศยั ในพน้ื ท่นี ั้นออกจากพน้ื ท่ดี ังกลา ว (มาตรา 28)
รวมทงั้ จดั หาทพ่ี กั อาศยั /สถานที่ชว่ั คราว เพือ่ รองรับการอพยพประชาชนทป่ี ระสบภยั (มาตรา 17 (1)) และเคลื่อนยาย
ทรัพยส ินของประชาชนและทางราชการไวในพ้ืนท่ีปลอดภัย (มาตรา 27 (5))

1.5 กรณีมีผูบาดเจ็บ สูญหายจากสาธารณภัย ใหประสานชุดเคล่ือนที่เร็วพรอมอุปกรณคนหาและกูภัย ชุด
ปฏิบัติการของ OTOS ชุดเผชิญสถานการณวิกฤต (ERT) รวมท้ังสนธิกําลัง ท้ังหนวยทหาร ตํารวจ ศูนยปองกันและ
บรรเทาสาธารณภยั เขต อาสาสมัคร มลู นิธิ เขา กูภยั และคน หาผูสญู หาย พรอ มท้งั ใหก ารรักษาพยาบาล ในพ้นื ท่ีประสบ
ภัยโดยดวน (มาตรา 21 (1), 41, 42)

1.6 ติดตั้งระบบไฟฟาสํารองในพื้นที่ท่ีเปนที่ตั้งศูนยอํานวยการเฉพาะกิจฯ เพื่อใหสามารถผลิตกระแสไฟฟาได
ทนั ทีท่กี ระแสไฟฟาหลกั ดับ

1.7 ในขณะที่สถานการณภัยพิบัติยังดําเนินอยู ใหรายงานสถานการณ ความเสียหาย และการใหการชวย
เหลือผูประสบภัยเปนระยะ ไปยังอําเภอ จังหวัด เปนลําดับจนกวาเหตุการณจะยุติ รวมท้ังจัดใหมีการประชาสัมพันธ
เพอื่ เปนการทาํ ความเขา ใจกบั ประชาชน (มาตรา 30)

64

Õß§å°√ª°§√Õß à«π∑Õâ ß∂πË‘ °∫— °“√∫√À‘ “√®—¥°“√ “∏“√≥¿¬—

1.8 ระบบการสื่อสาร เปน หวั ใจหลกั ในการประสานงานเมื่อเกิดสถานการณสาธารณภัยขึ้น ซึง่ ชองทางการ
สื่อสารประกอบดวย (1) เครือขายวิทยุส่ือสาร “นิรภัย” (เอกสารแนบ) (2) สายดวนนิรภัย 1784 ของกรมปองกันและ
บรรเทาสาธารณภัย (3) เครอื ขา ยวิทยุในพืน้ ทชี่ มุ ชน ทงั้ น้ี ขณะทีเ่ กดิ สาธารณภยั รุนแรง องคก รปกครองสวนทองถนิ่ แหง
พื้นที่นั้น ตองติดต้ังและเชื่อมโยงระบบการส่ือสารและโทรคมนาคมทุกระบบ ใหสามารถติดตอส่ือสารไดตลอด 24
ช่ัวโมง และจดั ใหม ีระบบส่ือสารพเิ ศษท่ีสามารถใชง านไดใ นกรณีที่ระบบส่อื สาร ทุกระบบใชง านไมได (มาตรา 21 (3))

1.9 ใหอ งคกรปกครองสวนทองถิ่นแหง พ้นื ท่ี ตดิ ปายเตือน/วางแผนปดกัน้ ชองจราจร/ไหลท าง เพ่ือใหประชาชน
ระมัดระวังการใชเ สนทางถนน พรอ มทั้งจัดเจาหนาท่ีตํารวจ อาสาสมัครปอ งกันภยั ฝา ย พลเรอื น (อปพร.) อํานวยความ
สะดวกการจราจรในจดุ อนั ตรายดงั กลาว (มาตรา 27 (2), 29)

1.10 ใหองคกรปกครองสวนทองถ่ินนําเงินงบประมาณที่ไดต้ังไวไปใชจายเพ่ือชวยเหลือประชาชนที่ไดรับความ
เดือดรอน ตามขอ 1. เปนลําดับแรก หากไมเพียงพอ อาจจะโอนเงินงบประมาณเหลือจาย หรือเงินงบประมาณในแผน
งาน/โครงการอื่นที่ยังไมมีความจําเปนตองใชจายหรือมีความจําเปนนอยกวา ไปต้ังจายเพ่ิมเติมไดตามระเบียบกระทรวง
มหาดไทยวาดวยวิธีการงบประมาณขององคกรปกครองสวนทองถิ่น พ.ศ.2541 และหากเงินงบประมาณ ในการชวย
เหลือผูประสบภัยดังกลาว ยังไมมีเพียงพออีก องคกรปกครองสวนทองถ่ินอาจขออนุมัติผูบริหารทองถ่ินจายขาดเงิน
สะสมไปชวยเหลือประชาชนท่ีไดรับความเดือดรอนไดตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย วาดวยการรับเงิน การเบิกจาย
การฝากเงิน การเก็บรักษาเงินและการตรวจเงินขององคกรปกครองสวนทองถิ่น พ.ศ.2547 ไดตามความจําเปน โดยคํา
นึงถึงฐานะทางการเงิน การคลังขององคกรปกครองสวนทอ งถนิ่

2. การดำเนินงานขององคก รปกครองสว นทอ งถิน่

หวงเวลาเกิดภัย การดาํ เนนิ การ วธิ ปี ฏบิ ตั ิ อํานาจตามพ.ร.บ. ปภ.50
ขณะเกิดภัย มาตรา 16
- จัดตง้ั ศนู ยอ าํ นวยการเฉพาะ - หนังสือ/วิทยุ/ประกาศ
กิจชวยเหลอื และแกไขปญหา - ประชุมซักซอมแนวทางการ
สาธารณภยั ปฏบิ ัติงานรวมกัน

- จัดระบบบญั ชาการ - หนังสอื /วิทยุ/โทรสาร มาตรา 21,23
เหตกุ ารณ (ICS) และการ สง่ั การ
บญั ชาการ ณ จดุ เกดิ เหตุ - ประชมุ ซักซอมแนวทางการ
(OSC) ปฏบิ ตั งิ านรว มกนั

- สงั่ ดดั แปลง ทาํ ลาย เคลื่อน - หนังสอื /วทิ ย/ุ โทรสาร มาตรา 25
ยา ย - ประกาศ/คําสัง่ ดวยวาจา

และโดยเอกสารในโอกาสแรก
ทที่ ําได

- การเขาไปในอาคาร สถานท่ี - หนงั สือ/วทิ ย/ุ โทรสาร มาตรา 26
ใกลพ้ืนท่เี กิดภยั - ประกาศ/คาํ สง่ั ดวยวาจา
และโดยเอกสารในโอกาสแรก
ที่ทําได

65

Õß§°å √ª°§√Õß à«π∑Õâ ß∂Ëπ‘ °—∫°“√∫√‘À“√®¥— °“√ “∏“√≥¿¬—

หว งเวลาเกิดภยั การดําเนนิ การ วธิ ีปฏบิ ัติ อํานาจตาม พ.ร.บ. ปภ.50
- จดั หาสถานทีช่ ัว่ คราว เพอ่ื - ประกาศจังหวัด/หนังสอื / มาตรา 27
ใชเ ปน ท่ีพกั อาศยั ,ปฐม วิทย/ุ โทรสาร/สง่ั การ
พยาบาล,บรรเทาทกุ ข

- การสง่ั อพยพ - หนงั สือ/วิทย/ุ โทรสาร มาตรา 28
- ประกาศ/คาํ สั่งดว ยวาจา
และโดยเอกสารในโอกาสแรก
ทท่ี าํ ได

- กําหนดพนื้ ทีอ่ ันตราย เขต - หนังสอื /วทิ ยุ/โทรสาร มาตรา 29
พน้ื ทหี่ า ม - ประกาศ/คาํ สัง่ ดวยวาจาและ
โดยเอกสารในโอกาสแรกทีท่ าํ
ได

- สาํ รวจความเสียหาย และ - หนังสือ/ประกาศ/วทิ ยุ มาตรา 30
จัดทําบญั ชีรายชอ่ื ผปู ระสบ
ภยั

- การสนธกิ าํ ลงั อาสาสมคั ร - หนังสือ/วิทย/ุ โทรสาร ส่งั การ มาตรา 41
มูลนิธิ องคกรการกศุ ล - ประชุมซักซอมแนวทางการ
ปฏิบตั ิงานรว มกนั

3. ระบบบัญชาการเหตกุ ารณ (Incident Command System : ICS)

ระบบการบญั ชาการเหตุการณ คือ ระบบที่ใชเ พอื่ การส่งั การ ควบคุม และประสาน ความรวมมอื ของแตล ะ
หนวยงานในการบริหารสถานการณฉุกเฉินสาธารณภัย ระบบดังกลาวเปนระบบปฏิบัติการเพื่อการระดมทรัพยากรไปยงั
ท่ีเกิดเหตุ เพ่ือบริหารจัดการเหตุฉุกเฉินใหสามารถปกปองชีวิต ทรัพยสินและส่ิงแวดลอมไดอยางบรรลุเปาหมาย และมี
ประสิทธภิ าพ
v ความเปนมาของระบบการบัญชาการเหตุการณ

ระบบการบัญชาการเหตุการณถูกพัฒนาขึ้นในป พ.ศ.2513 เพ่ือตอบโตกับไฟปาทาง ตอนใตของรัฐ
แคลิฟอรเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งหนวยงานที่ปฏิบัติงานฉุกเฉินดานอัคคีภัยของมลรัฐ ไดประสบปญหาที่จะเกิด
จากการจัดการภัยพิบัติ อันมาจากการที่มีหลายหนวยงานมาปฏิบัติงานรวมกัน เชน การใชถอยคําและศัพทที่ไมเปน
มาตรฐานเดียวกัน การส่ือสารท่ีไมเปนมาตรฐานและขาดเอกภาพ ตลอดจนมีหลายระบบ การขาดแผนปฏิบัติที่ขาด
ประสทิ ธิภาพ เปน ตน ซง่ึ จากปญหาดงั กลาวจึงเปนทีม่ า ของการพัฒนารูปแบบของระบบการบญั ชาการเหตกุ ารณ
v แนวความคดิ พน้ื ฐานของระบบบญั ชาการเหตุการณ

1. เปนโครงสรางองคกรในการจัดการกับสาธารณภัย ที่อาศัยทักษะความสามารถดานเทคนิคเฉพาะทางได
ผสมผสานอยใู นองคก ร ICS

66

Õß§°å √ª°§√Õß «à π∑Õâ ß∂Ëπ‘ °—∫°“√∫√À‘ “√®—¥°“√ “∏“√≥¿¬—

2. ICS ถกู ใชเปนพ้ืนฐานในการกูภยั ซงึ่ เปน กจิ วัตร และใชกับภาวะฉุกเฉินที่สาํ คัญๆ ดวย
3. เปนองคก รแบบไมถาวร ไมม โี ครงสรางหรือการบรหิ ารดานองคกรแบบถาวร
4. ในชว งเวลาเหตฉุ กุ เฉนิ เจาหนาท่ีทีม่ ีคณุ สมบตั ดิ าน ICS จะละทิง้ ตาํ แหนง “ท่ีปฏิบตั ปิ ระจาํ ”
5. มีการกระตนุ ICS เพ่อื ตอบโตก ับภาวะฉกุ เฉิน
6. คณะผูแทนที่มีอํานาจบริหาร หมายถึง เจาหนาที่ที่รับผิดชอบมีหนาท่ีกําหนดนโยบาย ทิศทาง การทํางาน
ตัวแปร และแตงต้ังผูแ ทนเปน ผบู ัญชาการ ซ่ึงโดยทั่วไปเจาหนา ท่ที รี่ ับผดิ ชอบ ไมจ าํ เปนตองอยู ณ จดุ เกดิ เหตตุ ลอดเวลา
แตควรตองติดตอ สือ่ สารเพื่อการประสานการปฏิบัติไดต ลอดเวลา
v ประสิทธิภาพของระบบการบญั ชาการเหตุการณ
1. ชวยใหมรี ะบบการจัดการแบบเฉพาะเจาะจงสําหรับการกภู ยั ในขอบเขตอนั หลากหลาย
2. มีการรวมกนั - ยอมใหม กี ารขยายตัวออกหรือหดตัวเขา โดยขน้ึ อยูกบั ขนาดและความซบั ซอนของเหตกุ ารณ
3. ใชไ ดก บั การกภู ัยทกุ ขนาดและทุกชนดิ
4. เปน โครงสรา งทีผ่ สมผสานทรพั ยากรทกุ ชนดิ เขาดว ยกัน รวมถึงตาํ รวจ ทหาร ผเู ชย่ี วชาญทางเทคนคิ และ
NGOs
5. สามารถใชจ ดั การกับภยั พบิ ตั ิท่ีเกิดขึน้ อยา งกะทนั หนั ความพยายามในการฟน ฟูระยะยาว หรือเหตุการณท ่ี
ไมฉ ุกเฉินได
v นยิ ามของ ICS
1. ระบบการจดั การมาตรฐานหนึง่ เดยี วท่ใี ชร ับมอื กับภาวะฉุกเฉินทุกชนิด
2. โครงสรา งทีเ่ ปน ผูนําในการรับมอื กับภยั พบิ ัติเพ่อื การจัดการและบัญชาการ
3. ใหขอมูลท่แี มน ยํา มกี ารวางแผน และคํานวณคา ใชจ า ยทม่ี ีประสิทธิภาพ และมกี ารสนับสนนุ การสง กาํ ลงั
บํารงุ ในการกภู ยั
4. เปน กรอบมาตรฐานในการจัดการสาธารณภยั ทกุ ประเภท
5. เปนระบบท่ีสามารถปรบั ใชระบบการจดั องคกรแบบบรู ณาการใหเหมาะสมกบั ความซับซอนของเหตุการณท่ี
เกิดขึน้
v วตั ถุประสงคของระบบ ICS
ICS best practice จะสามารถทําใหมั่นใจไดว า :
1. ทกุ ฝาย ทง้ั ผูป ฏิบัติงานและผูอ ยูใ นเหตุการณไดรับความปลอดภัย
2. บรรลุวตั ถปุ ระสงคของการใชกลยทุ ธ
3. มีการใชทรพั ยากรไปอยา งคมุ คา และมีประสิทธภิ าพ
v ประโยชนข องระบบ ICS
1. ตรงกบั ความตอ งการในการจัดการสถานการณฉุกเฉินทุกขนาด
2. เจา หนา ท่จี ากหลายองคก ร/หนว ยงานสามารถทาํ งานรว มกนั เปนระบบไดอ ยางรวดเรว็
3. เจา หนาที่ผปู ฏบิ ตั งิ านมกี ลยทุ ธ และการสนับสนนุ จากฝา ยบริหารในการปฏบิ ตั งิ าน
4. เปนการทาํ งานท่มี ีประสิทธภิ าพและประหยัดเนือ่ งจากไมม ีการทาํ งานซำ้ ซอ น
ในปจจุบนั มีประเทศท่ีกาํ ลงั ใช ICS ไดแ ก สหรัฐอเมรกิ า แคนาดา ออสเตรเลีย นิวซแี ลนด
เมก็ ซิโก (ชว งปรับเปลี่ยนสําหรบั ไฟไหมปา ) อนิ เดีย (ชวงปรับเปลี่ยน) ศรลี ังกา (ชว งปรบั เปล่ียน)

67

Õß§å°√ª°§√Õß «à π∑Õâ ß∂Ëπ‘ °—∫°“√∫√‘À“√®—¥°“√ “∏“√≥¿¬—
v คณุ ลกั ษณะของระบบบัญชาการเหตุการณ

1. มคี วามเปน มาตรฐาน (Standardization) ใชศพั ททั่วไป (Common terminology) มีความหมายทเี่ ปนสากล
โดยใหเจา หนา ท่จี ากหนวยงานทเี่ กย่ี วขอ งใชค ําพูดทเ่ี ปนมาตรฐานสากลในระหวา งการปฏบิ ัติงาน

2. การบงั คบั บัญชา (Command)
2.1 มีการสถาปนาและการถา ยโอนการบงั คับบญั ชา (Establishment and transfer of command)
2.2 มีลาํ ดับและเอกภาพของการบงั คับบัญชา (Chain of command and unity of command)
2.3 มกี ารสงั่ การภายใตก รอบเดยี วกนั (Unified command) เปน การส่ังการทที่ กุ หนว ยงานท่เี กี่ยวขอ ง

กาํ หนดวธิ ีการ วัตถปุ ระสงค กลยทุ ธภายใตอ งคก รเดียวกัน
3. การวางแผน/โครงสรางการจัดองคก ร (Planning / Organizational Structure)
3.1 การบรหิ ารจดั การตามวตั ถุประสงค (Management by objectives)
3.2 การวางแผนปฏบิ ัตงิ าน ( Incident Action Plan : IAP)
3.3 โครงสรางองคกรมาตรฐาน (Modular organization) ซึ่งระบบบัญชาการเหตุการณ สามารถ

ขยายและลดขนาดเพ่ือความเหมาะสมกบั เหตุการณ
3.4 ลําดับการบังคับบัญชาท่ีเหมาะสม (Manageable span of control) มีการจํากัดชวงของการ

ควบคมุ ใหอ ยา งระหวาง 3 – 7 โดยชว งของการควบคมุ ท่เี หมาะสมทสี่ ดุ คือ 5
4. สงิ่ อํานวยความสะดวกและทรพั ยากร (Facilities and Resources)
4.1 การบริหารจัดการทรพั ยากรอยา งครบวงจร (Comprehensive resource management) หมาย

ถงึ การคํานึงถงึ การใชท รพั ยากรใหไดประโยชนสูงสุด
4.2 ทต่ี ้งั สิ่งอํานวยสะดวกในทเ่ี กดิ เหตุและศูนยบ ญั ชาการ (Incident locations and facilities)

5. การจัดการการส่อื สารและขอ มูล (Communications/Information Management)
5.1 การบูรณาการดานการสื่อสาร (Integrated communications) เปนการสั่งการที่แตละบุคคล

ภายในองคกรรายงานแกผ ูบงั คบั บญั ชาเหนือตนท่ีมเี พยี งคนเดยี วเทาน้ัน
5.2 การจัดการขอมลู ทว่ั ไปและขาวสาร (Information and intelligence management)

6. การดําเนินงานอยา งมืออาชีพ (Professionalism)
6.1 ความรบั ผิดชอบ (Accountability)
6.2 การสนบั สนุน แจกจาย จัดสงทรพั ยากร เชน บุคลากร วัสดุ อปุ กรณ (Dispatch/Deployment)

v ความเปน มาตรฐาน (Standardization)
หมายถึง การวางมาตรฐานคําศพั ทที่เขาใจรวมกันโดยใชภาษาท่ีเปนท่เี ขาใจงายๆ ทําใหเ ขา ใจถงึ
• หนา ทข่ี ององคกร
• สถานทีต่ า งๆ (Facilities) ท่มี ีอยใู นระบบการบัญชาการ
• ระบุประเภทของทรพั ยากร (อุปกรณ) ไดช ดั เจน (Resources)
• ชือ่ ตําแหนงชดั เจน
โดยเฉพาะอยา งยิ่งในการสถาปนาการส่อื สาร จะใชภ าษา/ศัพท ธรรมดา ไมใชรหัส หรอื คาํ ยอ หรือคําศัพทท่รี ู

เฉพาะหนว ยงาน
v การบงั คบั บัญชา (Command)

การบังคับบัญชา คือการแสดงการช้ีนํา ส่ังการ หรือควบคุมตามหลักของกฎหมาย ที่ชัดเจน ระเบียบ หรือผูมี
อาํ นาจตามทไ่ี ดรบั มอบหมาย ณ ทเี่ กิดเหตุ ผูบญั ชาการเหตุการณ คือ ผมู ีอํานาจสูงสดุ ในการส่งั การ

68

Õß§å°√ª°§√Õß à«π∑Õâ ß∂‘πË °—∫°“√∫√À‘ “√®¥— °“√ “∏“√≥¿—¬
สายการบงั คบั บัญชา (Chain of Command) คอื ผงั การใชอาํ นาจสง่ั การภายในขององคกรเม่อื เกดิ เหตโุ ดยข้ึน
อยูก ับตําแหนง/หนา ทข่ี องบคุ คลในองคก ร

อำนาจส่ังการ

การโอนการบังคบั บญั ชา (Transfer of Command) หมายถึง การโอนอาํ นาจการบังคับบัญชาจากผหู น่งึ สอู ีก
ผูหน่ึง ซ่ึงในการโอนอํานาจการบังคับบัญชานั้น ตองมีการรายงานสรุปสถานการณ กอนโอนอํานาจฯ ทุกครั้ง (เอกสาร
ปากเปลา หรือทัง้ สองอยาง) ทง้ั นี้ การโอนอาํ นาจการบังคบั บญั ชาจะเกดิ ข้นึ เม่ือ :

ß มผี ูสัง่ การท่มี ีความเหมาะสมมากกวา (ไมจ าํ เปนตอ งมตี ําแหนงสงู กวา เสมอไป) เขา มาปฏิบตั ิงาน
ß สถานการณม กี ารเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทําใหต องเปล่ยี นการส่ังการตามกฎหมาย
ß เปนเรือ่ งที่เกดิ ขน้ึ ปกตเิ มอื่ สถานการณยืดเย้อื (อาทิตย/เดือน)
ß การชวยเหลือสนิ้ สดุ ลงและเปลีย่ นอํานาจและความรบั ผดิ ชอบกลับไปยงั หนวยงานเดมิ
v โครงสรางการจัดองคกรของระบบบญั ชาการเหตุการณ
การจัดองคกรเพ่ือตอบโตเหตุฉุกเฉินในระบบบัญชาการเหตุการณ เปนการจัดองคกรตามภารกิจหลัก
(Funcctional Responsibility) โดยแบงออกเปนหนวยยอยประกอบดวยสวนประกอบหลัก 5 สวน ไดแก การสั่งการ /
บญั ชาการ (Command) การวางแผน (Planning) การปฏบิ ตั กิ าร (Operations) การสนบั สนุน (Logistics) และ การเงิน/
การบรหิ าร (Finance/Administration)
การสงั่ การ /บญั ชาการ (Command) : กําหนดวัตถปุ ระสงค/เปาหมาย จัดลาํ ดบั ความสาํ คญั และรบั ผิดชอบ
กบั การตอบโตเหตฉุ ุกเฉนิ โดยรวม (Overall Responsibility)
การวางแผน (Planning) : จัดทําแผนปฏิบัตกิ ารเพือ่ ใหบรรลวุ ตั ถปุ ระสงค รวบรวมและประเมนิ ผลขอ มลู และ
รักษาสถานะของทรพั ยากร (Prepare action Plan – maintain recourse and situation status)
การปฏิบัติการ (Operations) : ดําเนินการตามยุทธวิธี จัดสรรและกํากับดูแลทรัพยากรในการตอบโตเหตุ
ฉุกเฉิน (Direct Tactical Actions)
การสนับสนุน/สงกาํ ลังบํารุง (Logistics) : จัดหาสนบั สนุนตามท่ีตองการเพ่อื การตอบโตเ หตุ จัดหาทรัพยากร
และการบริการทจี่ ําเปน ในการสนับสนนุ การตอบโตเ หตุ (Provide support)
การเงิน/การบริหาร (Finance/Administration) : ตรวจสอบการใชจายที่เก่ียวของกับการตอบโตเหตุฉุกเฉิน
จัดทาํ บญั ชี จดั ซื้อจัดหาวัสดุอปุ กรณบนั ทึกเวลาการปฏิบัตงิ านและประเมินคา ใชจ าย
(Cost Accounting and Procurements)

69

Õß§°å √ª°§√Õß «à π∑Õâ ß∂Ë‘π °—∫°“√∫√‘À“√®—¥°“√ “∏“√≥¿¬—
ซึ่งท้ัง 5 ภารกิจหลักขางตนน้ี เปนพ้ืนฐานที่ระบบบัญชาการเหตุการณท่ีเกิดขึ้นโดยทั่วไป หรือเมื่อมีการเผชิญ

เหตสุ าธารณภัย
หนว ยบัญชาการ

ปฏบิ ตั กิ าร แผนงาน สนับสนุน บรหิ าร

อยางไรก็ตาม สวนตางๆ น้ีสามารถแบงออกเปนหนวยยอยๆ ไดตามความจําเปนรวมท้ังสามารถเพิ่มและลด
ขนาดขององคกรไดตามความเหมาะสมแกก ารตอบโตในแตละเหตุการณอ กี ดวย
1. หนว ยบัญชาการ (Incident Command)

มีหนาทรี่ ับผดิ ชอบในการบรหิ ารจดั การการตอบโตสถานการณฉ ุกเฉิน ซ่งึ อาจกระทําได 2 รปู แบบ คือ
1) การบญั ชาการเดีย่ ว (Single Command)
2) การบัญชาการรวม (Unified Command : UC) เปนการบรหิ ารจดั การเหตุการณที่เกย่ี วของกับหลายหนวย
งาน และ/หรือหลายพนื้ ที่รับผิดชอบ
สําหรับเหตุการณขนาดเล็กหนวยบัญชาการเดี่ยวอาจนํามาใช หัวหนาหนวยท่ีมาถึงท่ีเกิดเหตุหนวยแรกจะทําหนาท่ีเปน
ผบู ญั ชาการเหตกุ ารณ (Incident Commander : IC) จนกวาจะไดรบั การแทนท่ี หรือมีการถายโอนอํานาจการบัญชาการ
ดังนั้น IC จะเปน ผทู าํ หนาที่กํากบั การดาํ เนนิ งานตามภารกิจหลักของ ICS รวมท้งั ภารกิจอื่นๆ ดวย
อยางไรก็ตาม องคกรของ ICS สามารถท่ีจะขยายเพิ่มหรือลดไดตามความเหมาะสมของ แตละเหตุการณท่ี
เกิดข้ึน ซึ่งในทุกเหตุการณไมวาจะมีขนาดใหญหรือเล็ก และสลับซับซอนเพียงใด จะตองมีผูบัญชาการเหตุการณเปน
ผูรับผิดชอบในการปฏิบัติการในสถานที่เกิดเหตุ จนกระท่ังอํานาจในการส่ังการถูกมอบหมายหรือโอนไปยังผูท่ีมีความ
เหมาะสม นอกจากน้ีผูบัญชาการเหตุการณอาจแตงตั้งผูแทนมารับผิดชอบภารกิจเฉพาะอยางเพื่อชวยเหลือการบริหาร
จดั การในสถานการณฉกุ เฉนิ ไดแก
1) เจาหนาที่ขอมูล/ประชาสัมพันธ (Public Information Officer : PIO) เปนศูนยกลางในการแจกจาย
ขอมูลขาวสารแกสื่อมวลชนและหนวยงานอ่ืนๆ โดยจะรวบรวมขอมูลการเกิดเหตุท้ังสาเหตุการเกิดภัย ความเสียหายที่
เกิดข้ึน การชวยเหลือท่ีดําเนินการไปแลว และส่ิงที่กําลังจะเดินการตอไป เพ่ือรายงานผูบังคับบัญชา และเผยแพร
ประชาสัมพันธสูประชาชนไดรับทราบสถานการณที่มีความเปนปจจุบัน โดยในเหตุการณหนึ่งเหตุการณมีเจาหนาท่ี
ขอมลู เพียง 1 คน หากมเี หตกุ ารณคาบเกยี่ วหลายพนื้ ทีอ่ าจมผี ชู ว ยไดต ามความจําเปน
2) เจา หนาทดี่ านความปลอดภยั (The Safety Officer :SO) มหี นา ที่รบั ผดิ ชอบตดิ ตามและรักษาดา นความ
ปลอดภยั แกเ จา หนา ที่ โดยในหน่ึงเหตุการณมเี จา หนาทดี่ า นความปลอดภัยเพยี ง 1 คน และอาจมีผชู ว ยไดตามความจาํ
เปน
3) เจาหนา ทปี่ ระสานงาน (The Liaison Officer: LO) เปนศนู ยกลางการติดตอสอ่ื สารสาํ หรับเจาหนาทีจ่ าก
หนวยงานท่ีใหความชวยเหลือ ตลอดจนประสานงานกับหนวยงานอ่ืนๆ ที่เก่ียวของกับเหตุการณท้ังหมด ท้ังน้ี ในแตละ
เหตุการณมเี จาหนา ที่ดานประสานงานเพยี ง 1 คน และอาจมีผชู วยไดตามความจําเปน เหมาะสม

70

Õß§°å √ª°§√Õß «à π∑Õâ ß∂‘Ëπ °—∫°“√∫√‘À“√®¥— °“√ “∏“√≥¿¬—

อยางไรก็ตาม ในกรณีที่เหตุการณสาธารณภัยท่ีเกิดข้ึนมีความยุงยาก ซับซอนมากข้ึน ผูบัญชาการเหตุการณ
อาจจัดต้ังหนวยตางๆ ข้ึนมาปฏิบัติหนาที่ตามความจําเปนเหมาะสมได อาทิ ฝายปฏิบัติการ ฝายวางแผน ฝาย
สนบั สนุน/สง กาํ ลังบํารงุ ฝา ยการเงนิ และการบรหิ าร เปน เปน ตน
2. สวนปฏบิ ตั กิ าร (Operations Section)

มีหนาท่ีความรับผิดชอบในการอํานวยการและประสานการปฏิบัติทางยุทธวิธีซ่ึงจะดําเนินการตามท่ีไดระบุไว
ในแผนปฏิบัติการท่ีฝายวางแผนจัดทําขึ้น รวมท้ังมีหนาท่ีดูแลความปลอดภัยของเจาหนาท่ีคนหาและกูภัย รวมท้ัง
รายงานสถานการณใ หผบู ญั ชาการเหตุการณท ราบ ฝา ยปฏบิ ตั กิ ารอยภู ายใตก ารกํากบั ดูแลของหัวหนา ฝายปฏิบัติการ
ฝายปฏิบัติการจะพัฒนาหรือขยายตัวจากระดับลางข้ึนบน (Bottom-Up) จากระดับแผนก (Division)/กลุม (Group)
จนถงึ ระดับสาขา (Branch) และมกั เปน หนว ยแรกทไี่ ปถึงทเี่ กิดเหตุ

ÿ เม่อื สถานการณย ดื เยือ้ อาจตองเพ่มิ ระดบั บัญชาการ
ระดบั บัญชาการในโครงสรา งองคก ร ผบู ญั ชาการเหตุการณ
ตามความจำเปน
สว น
หัวหนา สว นปฏบิ ตั กิ าร

Branches (สาขา)

Division (สาขา) Group Unit
Single Resources

71

Õß§°å √ª°§√Õß «à π∑âÕß∂Ë‘π °—∫°“√∫√À‘ “√®¥— °“√ “∏“√≥¿¬—

นอกจากน้ีฝายปฏิบัติการอาจมีพ้ืนที่เตรียมปฏิบัติการ (Staging Area) ซ่ึงเปนสถานที่สําหรับจัดวางเคร่ืองมือ
อปุ กรณ รวมทงั้ เปน ที่รวมพลเพอ่ื รอรับมอบหมายงานทางยทุ ธวิธี และในบางกรณอี าจมีหนวยปฏิบัตกิ ารทางอากาศ (Air
Operation Branch) ทั้งนี้ หนว ยยอ ยดังกลาวมีวิธีการจดั โครงสรา งดงั นี้

1. แผนกแบง ตามพนื้ ท่/ี สภาพทางภูมิศาสตร
เปนการแบง เพอ่ื จาํ กดั ขอบเขตของเหตุการณ ขนาดของการควบคมุ ทีเ่ หมาะสม คือ 1 - 5 คน

สวนปฏบิ ัตกิ าร

Division A Division B

2. กลมุ แบง ตามภารกจิ
เปนการแบงตามการปฏิบัติหนาท่ีในพ้ืนที่หรืองานท่ีไดรับมอบหมาย (Functional) โดยไมจํากัดพ้ืนที่ กลุมภาร
กจิ ท่ีสําคญั อาทิ กลุมบริการทางการแพทยฉ กุ เฉนิ กลุมคน หาและกภู ัย กลุมรกั ษา ความปลอดภัย เปน ตน

สวนปฏิบัตกิ าร

กลุมความปลอดภยั กลมุ คนหาและกภู ัย
และสขุ ภาพ

72

Õß§°å √ª°§√Õß «à π∑Õâ ß∂‘Ëπ °—∫°“√∫√‘À“√®¥— °“√ “∏“√≥¿—¬
3. แผนกและกลมุ
เปนการรวมวิธีการจัดแผนกตามพ้ืนที่และกลุมภารกิจเขาดวยกัน มักใชในกรณีที่กลุมภารกิจมีการดําเนินการ
ขามเขตพน้ื ท่ี

สว นปฏิบัตกิ าร

Division A กลุมสขุ ภาพ & กลุมงานทัว่ ไป
(ฝงตะวนั ออก) ความปลอดภัย

ผูเชี่ยวชาญดานไฟฟา ผเู ชยี่ วชาญดานน้ำ

การแบง โครงสรา งลกั ษณะนต้ี อ งอาศัยการประสานงานอยางใกลช ดิ ระหวางหวั หนาแผนกและกลุม ซึ่งมีอํานาจ
เทา เทียมกนั

4. สาขา Branch
อาจตั้งขึ้นตามพื้นที่หรือภารกิจ สาขาซึ่งแบงตามพ้ืนท่ีอาจเกิดจากการขยายขนาดการควบคุม หากเปนสาขา
ตามภารกจิ อาจเกดิ จากการจดั การภารกิจท่ีหลากหลาย

สว นปฏบิ ัติการ

Branch บรหิ ารฉุกเฉนิ Branch กฎหมาย Branch สาธารณูปโภค

กลุมสขุ ภาพ กลมุ แพทย กลุมควบคมุ กลุม สอบสวน กลมุ ขนยา ย กลุมซอม
& การแพทย เฉพาะทาง ขอบเขต วสั ดุ บำรงุ

73

Õß§°å √ª°§√Õß à«π∑Õâ ß∂‘Ëπ °—∫°“√∫√‘À“√®—¥°“√ “∏“√≥¿¬—

5. หนว ย (Unit)
5.1 ชุดปฏิบัติการผสม (Task Force) ติดตอประสานงานกัน ภายใตการควบคุมดูแลโดยตรงของ

หัวหนา หนว ยปฏบิ ตั ิการเฉพาะกจิ
5.2 ชดุ ปฏบิ ตั กิ าร (Strike Force)
ชุดเจาหนาท่ีซ่ึงปฏิบัติการภายใตภารกิจ หรือวัตถุประสงค

เดยี วกัน (Same type of work) มรี ะบบสอื่ สารและหัวหนา คนเดยี ว ทง้ั น้ี
เจา หนา ทด่ี งั กลา วอาจมาจากหลายหนวย
6. หนว ยปฏบิ ตั กิ าร (Single Resourse)

เจาหนาที่หรือกลุมเจาหนาที่จากหนวยเดียว ซ่ึงรับผิดชอบปฏิบัติ
การภายใตวัตถปุ ระสงคเดยี วกัน
3. สว นวางแผน (Planning Section)
ในเหตุการณท่ีมีขนาดของความรุนแรงเล็ก ผูบัญชาการณเหตุการณมักจะเปนผูรับผิดชอบวางแผนดวยตนเอง
แตเม่ือเหตุการณขยายความรุนแรงมากขึ้น ผูบัญชาการเหตุการณ อาจจําเปนตองกําหนดฝายวางแผนขึ้นมาเปนการ
เฉพาะ ใหมีหนาท่ีในการรวบรวม และประเมินสถานการณ จัดทํารายงานสถานการณ และวิเคราะหสถานะของ
ทรัพยากรทม่ี ีอยูขณะนนั้ แลวจดั ทาํ แผนปฏิบัตกิ ารสําหรับเหตสุ าธารณภัย (Incident Action Plan : IAP) ทเ่ี กิดขึน้ และ
เอกสารอ่นื ๆท่ไี ดรบั มอบหมาย
ฝายวางแผนสามารถจดั หนวยยอยออกไดเ ปน 4 หนวย ประกอบดว ย
1) หนวยทรัพยากร (Resource Unit) รับผิดชอบในการรายงานตัว (Check - in) และรักษาสถานะของเจา
หนา ที่ และเครื่องมืออุปกรณ พัสดุครุภณั ฑท ไ่ี ดร บั มอบหมายใหปฏิบตั งิ าน
2) หนวยสถานการณ (Situation Unit) มีหนาที่รวบรวมและประเมินผลขอมูลสถานการณ จัดเตรียมการ
แสดงสถานการณแ ละรายงานสรปุ จดั ทําแผนที่และแนวการเคลือ่ นตวั ตามการคาดการณ
3) หนวยเอกสาร (Documentation Unit)/สารบรรณ รับผิดชอบจัดเตรียมแผนปฏิบัติการ (Incident Action
Plan : IAP) ตลอดจนเก็บรักษาเอกสารที่เกี่ยวของกับเหตุการณท ัง้ หมด
4) หนว ยถอนกําลัง (Demobilization Unit) ในกรณีท่เี กดิ เหตกุ ารณข นาดใหญและซบั ซอ น หนวยน้จี ะรับผดิ
ชอบถอนกําลังทรัพยากรที่ไมตองปฏิบัติงานตอไปใหเปนไปอยางมีระเบียบเรียบรอย ปลอดภัย ภายหลังการใชงานแลว
และประหยดั งบประมาณ

สว นแผนงาน

หนวยทรัพยากร หนว ยถอนกำลัง
หนวยจัดทำเอกสาร
หนว ยรายงาน
สถานการณ

74

Õß§°å √ª°§√Õß à«π∑âÕß∂πË‘ °—∫°“√∫√À‘ “√®—¥°“√ “∏“√≥¿—¬
นอกจากน้ี ฝายแผนงานยังรับผิดชอบดานผูเชี่ยวชาญเทคนิคจัดเตรียมผูเช่ียวชาญเฉพาะดาน อันจะเปน
ประโยชนต อการจดั การและการรับมอื เม่ือเกดิ เหตขุ ึ้นอกี ดวย
4. สวนสนบั สนนุ /สง กําลงั บํารงุ (Logistics Section)
มีหนาท่จี ดั หาสิง่ อาํ นวยความสะดวก การบริการ และวสั ดุตางๆ รวมถึงบุคลากร ท่สี ามารถใชเครื่องมืออุปกรณ
ยานพาหนะเหลาน้ันเมื่อไดรับการรองขอจากฝายปฏิบัติการหรือตามแผนปฏิบัติการที่วางแผนกําหนดไว หนาท่ีของฝาย
สนับสนุนจะคอยดูแลใหการสนับสนุนแกเจาหนาท่ี ฝายสง กาํ ลงั บาํ รงุ มหี นาทหี่ ลกั ดงั นี้
v การสือ่ สาร
v การบริการทางการแพทยแกเจา หนาที่ปฏบิ ัตกิ าร
v อาหารสาํ หรบั เจา หนา ทป่ี ฏบิ ัตงิ าน
v วัสดุ/อุปกรณ
v สถานที่สนับสนนุ การปฏิบตั งิ าน
v การสนบั สนนุ ภาคพนื้ ดนิ
แตส าํ หรบั กรณเี หตกุ ารณฉกุ เฉินขนาดใหญ อาจจาํ เปน ตองแบงการควบคุมออกเปน 2 สาขา
1) สาขาบริการ (Service Branch)

1.1) หนว ยส่อื สาร (Communication Unit) จัดทําแผนการสือ่ สารแจกจายอุปกรณ/วิธกี ารสอื่ สาร และ
จัดตงั้ ศูนยสอื่ สาร (Incident Communication Center)

1.2) หนวยบริการทางการแพทย (Medical Unit) จัดทําแผนการบริการทางการแพทยใหการปฐม
พยาบาลแกเจา หนาท่ปี ฏิบัตกิ ารฉุกเฉนิ ทีป่ ฏบิ ตั ิงานใน ณ ท่เี กิดเหตุ

1.3) หนวยเสบยี ง (Food Unit) รบั ผิดชอบการจัดหาอาหารและน้ำด่ืมสาํ หรบั แตละสถานท่สี นบั สนนุ
การปฏิบัตกิ าร รวมทง้ั เจา หนาทใ่ี นสว นปฏิบัติการทกี่ ําลังปฏิบัตงิ าน

2) สาขาสนบั สนุน (Support Branch)
2.1) หนวยพัสดุ (Supply Unit) จัดซ้ือและจัดเก็บวัสดุ/อุปกรณ และระดมกําลังเจาหนาท่ีเขาปฏิบัติ

งานในระบบ ICS การสง่ั ซือ้ ทรพั ยากรทุกอยา งตอ งผา นหนวยนี้
2.2) หนว ยสถานทส่ี นับสนุนปฏบิ ัติการ (Facilities unit) จัดต้ังสถานท่ใี นการสนับสนุนการปฏิบัติงาน

ตอบโตเหตุ แตงตั้งผูจัดการเพื่อดูแลฐานปฏิบัติการ (Incident Base) และที่พัก (Camps) รวมท้ังรักษาความปลอดภัย
ในสถานท่ี และบรเิ วณที่เกดิ เหตโุ ดยรวม

2.3) หนวยสนับสนุนภาคพื้นดิน (Ground Support Unit) อํานวยความสะดวกดานการขนสง การ
จดั หาเชื้อเพลงิ สาํ หรบั พาหนะท่ีใชในการปฏิบัติงาน

75

Õß§°å √ª°§√Õß à«π∑Õâ ß∂πË‘ °∫— °“√∫√‘À“√®¥— °“√ “∏“√≥¿—¬

สว นสง กำลงั บำรุง

สาขาบริการ สาขาสนับสนุน

- หนว ยสือ่ สาร - หนว ยพัสดุ
- หนว ยบรกิ าร - หนว ยสถานที่
ทางการแพทย สนบั สนุนปฏิบตั กิ าร
- หนว ยเสบียง - หนวยสนบั สนนุ
ภาคพ้นื ดนิ

5. สว นการเงนิ /การบรหิ าร (Finance/Administration Section)
เมือ่ เกดิ เหตุสาธารณภยั ฝายนีจ้ ะมหี นาทค่ี วามรบั ผดิ ชอบในการตรวจสอบ คาใชจ ายคดิ คํานวณหาตน ทุนมลู คา

ความเสียหาย และการชดใชความเสียหายตามระเบียบกระทรวงการคลังวาดวยเงินทดรองราชการเพ่ือชวยเหลือผู
ประสบภัยในกรณีฉุกเฉิน หรือระเบียบขององคกรปกครองสวนทองถ่ิน หรือระเบียบของหนวยงานที่มีหนาที่ใหการชวย
เหลือสงเคราะหบรรเทาทกุ ข

หนว ยยอ ยภายในสว นการเงิน/การบรหิ ารทีอ่ าจมกี ารจดั ตงั้ ข้ึน
1. หนวยบนั ทึกเวลา (Time Unit) บันทกึ เวลาการปฏบิ ัตงิ านของเจาหนาที่
2. หนวยจัดจาง (Procurement Unit) ดําเนินการเชาเครื่องมือ/อุปกรณ รับผิดชอบในการบันทึกเวลาการใช
เครือ่ งมือ/อปุ กรณ
3. หนวยชดเชย/เรียกรอ งคาสินไหมทดแทน (Compensation/Claims Unit) ไดแก
การชดเชย – รับผิดชอบในการตรวจความถูกตองของเอกสารเกี่ยวกับคาชดเชยของพนักงาน และเก็บบันทึก
การไดรบั บาดเจ็บและหรอื เจ็บปวยทเ่ี ก่ยี วกบั เหตฉุ กุ เฉนิ
การเรียกรองคาสินไหมทดแทน – สืบสวนการเรียกรองคาสินไหมทดแทนกรณีทรัพยสินเสียหายที่เกี่ยวของกับ
เหตฉุ ุกเฉิน
4. หนวยคาใชจาย (Cost Unit) รับผิดชอบในการรวบรวมเอกสารขอมูลคาใชจายทั้งหมด ประมาณการคาใช
จา ยและเสนอแนะแนวทางลดคาใชจ า ย

76

Õß§°å √ª°§√Õß à«π∑Õâ ß∂‘Ëπ °∫— °“√∫√‘À“√®—¥°“√ “∏“√≥¿¬—

Incident Commander
Commander

IOOnfffffoiiccrmeerra:tioIOn } CoSmtmafafnd
Safety Officer :

SO

Liaison Officer
: LO

Operations SePctliaonnnCinhgief Logistics }Finance / Admin (SGUteannfifte5ra)l
Section Chief Section Chief
Section Chief

ส่ิงอาํ นวยความสะดวกในสถานการณวิกฤต
เปนสถานทีท่ ีก่ ําหนดโดยผูบ ัญชาการเหตกุ ารณต ามความตองการ และตามแตละลกั ษณะของเหตกุ ารณ และ

กําหนดขึ้นเม่ือมีความตองการเทาน้ัน บางเหตุการณอาจตองการสถานที่ท่ีไมไดอยูในแบบมาตรฐาน ท้ังน้ี ผูบัญชาการ
เหตกุ ารณ สามารถทีจ่ ะจดั ตงั้ ส่งิ อาํ นวยความสะดวก (Facilities) 3 ประเภท กลาวคอื

1 . ศนู ยบญั ชาการเหตุการณ (Incident Command Post: ICP)/จดุ ส่งั การในทเี่ กดิ เหตุ
ความรับผิดชอบที่ผูบัญชาการเหตุการณจะตองดําเนินการคือ “จัดตั้งระบบส่ังการ” โดยตองกําหนดสายการ
บังคับบัญชาและการส่ือสารในที่เกิดเหตุที่ชัดเจน วิธีการสําคัญอยางหนึ่งในการจัดตั้งระบบสั่งการ คือ “ศูนยบัญชาการ
เหตกุ ารณ/ การกาํ หนดจุดสัง่ การในทเ่ี กดิ เหตุ” เพ่อื เปนสถานที่ ทผ่ี ูบ ญั ชาการใชใ นการดูแลการปฏบิ ัตงิ านทกุ ระดบั ซงึ่ ใน
แตละเหตุการณจะมีศูนยบัญชาการเหตุการณ เพียงจุดเดียวเทานั้น ถึงแมวาเหตุการณดังกลาวนั้นอาจจะเกี่ยวของกับ
การปฏิบัติงานของหนวยงานตางๆ หลายหนวยรวมกันก็ตาม ท้ังนี้ การปฏิบัติการรวมกันนั้นดําเนินการภายใตระบบส่ัง
การที่เปนหนึ่งเดียวหรอื Unified Command ในระยะแรกจดุ สัง่ การในท่เี กดิ เหตอุ าจกําหนดอยูท ่ีจุดดบั เพลงิ หรอื รถของ
องคกรปกครองสวนทองถ่ิน ซ่ึงควรอยูภายในบริเวณท่ีใกลกับจุดเกิดเหตุมากที่สุดเทาท่ีจะเปนไปได แตควรจะอยู
ภายนอกเขตอันตรายซึ่งใกลพอท่ีจะบัญชาการได โดยจุดส่ังการในท่ีเกิดเหตุควรใชสัญลักษณธงสีเขียวและขาวหรือ
เครอ่ื งหมายทชี่ ดั เจนอยา งอน่ื
2. จดุ ระดมพล (Staging Area)/พน้ื ทปี่ ฏบิ ัตกิ าร
เปนสถานที่ต้ังช่ัวคราวในท่ีเกิดเหตุสําหรับการระดมบุคคลหรือพัสดุครุภัณฑในขณะที่รอออกปฏิบัติการในขณะ
ทส่ี ถานการณขยายตัวเพ่มิ ข้ึน การใชทรัพยากรจงึ จําเปนตอ งเพมิ่ มากขึ้นดว ย และเพ่อื หลกี เลีย่ งปญหาที่อาจเกดิ ขนึ้ จาก
การรวมทรัพยากรหลายชนิดเขาดวยกันมากเกินไป รวมท้ังการกําหนดพ้ืนที่ปฏิบัติการยังชวยใหมีพ้ืนที่สําหรับบุคลากร
และอปุ กรณต างๆสามารถรับการตรวจสอบกอนเขา พืน้ ท่ที าํ ใหการจัดการทรัพยากรท่มี อี ยูไ ดอ ยางประสิทธิภาพ ซ่งึ พนื้ ที่
ปฏบิ ัติการอาจมีมากกวาหน่งึ แหงไดต ามความเหมาะสม
สําหรับท่ีตั้งของพื้นท่ีปฏิบัติการควรจะต้ังอยูใกลกับที่เกิดเหตุเพื่อใหสามารถเคลื่อนพลไดทันเวลา และควรมี
ระยะหางพอสมควรเพ่ือใหพนจากผลกระทบจากเหตุการณอยางฉับพลัน อยางไรก็ตาม ผูบัญชาการเหตุการณจะตอง
แตง ต้ังเจาหนา ท่ีรับผดิ ชอบควบคมุ พ้นื ท่ีปฏิบตั กิ ารเพ่ือทาํ หนาที่

77

Õß§°å √ª°§√Õß «à π∑Õâ ß∂‘πË °∫— °“√∫√À‘ “√®—¥°“√ “∏“√≥¿—¬
• รายงานตอ หัวหนา ฝา ยปฏบิ ัตกิ ารหรอื ผูบ ญั ชาการเหตกุ ารณ
• ตรวจสอบขน้ั ตอนการรายงานตัวของบุคลากร และอปุ กรณท ่ีนาํ มา
• ตอบรบั การรองขอทรัพยากรตางๆ โดยมอบหมายทรพั ยากรทีม่ ีอยู
• ติดตามดแู ลสถานการณข องทรัพยากรท่ีมีอยู
• รายงานถึงสถานการณของทรัพยากรในพ้ืนท่ีปฏิบัติการใหหัวหนาฝายปฏิบัติการหรือผูบัญชาการ

กูภยั ไดท ราบ
ปจจัยในการเลือกสถานทต่ี งั้ ของพน้ื ทป่ี ฏบิ ัติการ
ความใกลชิดกับภารกิจการปฏิบัติงานท่ีไดรับมอบหมาย (Proximity to Operational Assignments) พื้นท่ี

ปฏิบัติงานควรจะอยูหางจากสถานท่ีเกิดเหตุ แตตองอยูใกลกับการปฏิบัติงานที่ไดรับมอบหมายมากที่สุดเทาท่ีจะเปนไป
ได พ้นื ท่ีปฏบิ ัติการไมควรอยูหา งจากทเ่ี กดิ เหตุเกนิ กวา 5 นาที
ความใกลชิดกับอนั ตรายทอ่ี าจเกดิ ข้นึ (Proximity to Possible Hazards)

- เสนทางในการเขาถึง (Access Routes) พ้ืนท่ีปฏิบัติการตองมีเสนทางที่เขาถึงพื้นท่ีเกิดเหตุไดงายท้ังที่เปน
ทรพั ยากรที่เขาไปและออกจากพ้นื ที่

- พ้ืนท่ีวาง (Space) พื้นที่ปฏิบัติการ ตองกวางขวางเพียงพอท่ีจะจัดวางทรัพยากรท่ีมีอยูได และควรจะกวาง
พอท่ีจะทําการขยายตวั ถาหากสถานการณมีขนาดใหญ

- ความปลอดภัย (Security) พ้ืนท่ีปฏิบัติการจะตองมีความปลอดภัยตอเจาหนาที่ผูปฏิบัติงาน และทรัพยากร
ตางๆ นอกจากนี้ พื้นที่ปฏิบัติการอาจจะมีการเคล่ือนยายไปยังจุดใหมไดถามีความจําเปน แตตองมีการกําหนดไวอยาง
ชดั เจนเสมอ

พื้นท่ีปฏิบัติการแตละแหงจะถูกกําหนดข้ึนและต้ังช่ือใหตามสถานที่เกิดเหตุเชนเดียวกับจุดศูนยบัญชาการ
เหตุการณ (ICP)

3. ฐาน (Base)
คือ สถานท่ีต้ังซึ่งเปนศูนยประสานงานและบริหารงานฝายตางๆ ที่ปฏิบัติหนาที่ในสถานที่เกิดเหตุ กลาวไดวา
ในกรณีที่สถานการณอุบัติภัยท่ีเกิดข้ึนครอบคลุมพื้นที่บริเวณกวางหรือถาผูบัญชาการเหตุการณคาดการณเหตุการณจะ
ดําเนินการตอไป การใชทรัพยากรจําเปนตองใชจํานวนมาก เพ่ือหมุนเวียนกันเขาไปและออกจากภารกิจที่ไดรับมอบ
หมาย ผูบ ญั ชาการเหตกุ ารณอาจจะจัดตั้งฐานที่ตง้ั หรือ Base ขึน้ เพือ่ ใหบริการพนื้ ฐานและสนบั สนุนกจิ กรรมตางๆ สําห
รับสถานการณ โดยท่ัวไปฐานท่ีต้ังนี้จะใชในการจัดหาสถานที่สําหรับจัดวางทรัพยากรที่หยุดบริการชั่วคราวฐานท่ีตั้งน้ี
เปน ท่ีทฝี่ า ยสนับสนุน (Logistics) ต้งั อยู
โดยปกตใิ นสถานการณห นงึ่ ควรจะมฐี านทต่ี ง้ั เพยี งแหง เดยี วเชนเดียวกบั ICP และพื้นที่ปฏบิ ตั กิ ารอาจมีการตงั้
ชื่อใหกับฐานที่ต้ังตามสถานที่เกิดเหตุก็ได เม่ือผูบัญชาการเหตุการณกําหนด ใหมีฐานท่ีตั้งผูบัญชาการจะแตงตั้งผู
จัดการฐานที่ตั้งข้ึนดวย เพ่ือปฏิบัติหนาที่ภายใตสิ่งอํานวยความสะดวกของฝายสนับสนุนขึ้น ผูจัดการฐานที่ตั้งตอง
รายงานโดยตรงตอผบู ัญชาการเหตุการณ หรือ รองผูบ ญั ชาการแลว แตกรณี สัญลกั ษณมาตรฐานของการกาํ หนดฐานที่
ตง้ั แสดงไดด ังภาพ

B

78

Õß§å°√ª°§√Õß à«π∑âÕß∂π‘Ë °—∫°“√∫√‘À“√®—¥°“√ “∏“√≥¿—¬
สิ่งอํานวยความสะดวกอนื่ ๆ

ในบางสถานการณอาจจําเปนตองมีสิ่งอํานวยความสะดวกอ่ืนๆ ไดแก คาย (Camps) ลานจอดเฮลิคอปเตอร
จุดรวบรวมผูบ าดเจ็บ
คา ย (Camps)

คอื พ้ืนท่ีทางภูมศิ าสตรภ ายในพืน้ ทเี่ กิดเหตุ แยกตางหากจากฐานที่ตงั้ เปนสถานที่เกบ็ ทรัพยากรที่ใชส นับสนนุ
การปฏิบัติการบัญชาการในกรณีที่ฐานไมสามารถใชงานได คายและยังเปนสถานท่ีตั้งชั่วคราวภายในพื้นที่เหตุการณ
ใชใ นการเตรียมอาหาร น้ำ เปน ท่ีใชน อน และท่ีสุขอนามัย ทั้งนี้ คา ยอาจมีหลายแหง บางเหตุการณอาจไมจาํ เปน ตอ งมี
คายก็ได

C

ลานจอดเฮลคิ อปเตอร (Helibases and Helispots)
ลานจอดเฮลิคอปเตอร ใชในกรณีที่เหตุการณท่ีตองมีการปฏิบัติการทางอากาศ ฐานจอดเฮลิคอปเตอร

(Helibase) โดยทั่วไปจะใชในสถานการณท่ีตอเนื่องเปนเวลายาวนาน ใชสําหรับจอดเฮลิคอปเตอร ใหบริการดานเชื้อเพ
ลิงและบาํ รงุ รักษา สวนสนามเฮลิคอปเตอร (Heliports) เปน สนามชวั่ คราวเปนสถานที่ท่ีเฮลคิ อปเตอรจะลงจอดและขึ้น
ไดอ ยางปลอดภัย อาจมีมากกวาหนง่ึ จุดได แสดงดวยสญั ลักษณ ดงั น้ี

H
H-3

79

Õß§å°√ª°§√Õß «à π∑Õâ ß∂Ë‘π °—∫°“√∫√‘À“√®—¥°“√ “∏“√≥¿—¬
จุดรวมพลผูทไ่ี ดรบั บาดเจบ็ (Casualty Collection Points)

แมจ ุดรวมพลผูบ าดเจ็บ หรอื (CCP) จะไมใชส ิ่งอาํ นวยความสะดวกในที่เกดิ เหตอุ ยางเปน ทางการ แตเ ปนสิง่ จาํ
เปนกรณีที่มีผูบาดเจ็บเปนจํานวนมาก CCP จัดต้ังขึ้นเพื่อใชในการรักษาพยาบาลในเบ้ืองตนแกผูไดรับบาดเจ็บ และ
เปนจุดที่นาํ สงโรงพยาบาล ทงั้ นี้ พน้ื ที่ในจุดรวมผบู าดเจบ็ แบง ออกเปน

I (Immediate Treatment) สาํ หรบั ตอ งการการรกั ษาในทันที
D (Delayed Treatment) สําหรบั การรกั ษาท่ไี มเ รง ดว นมาก
Deceased สําหรบั ผูเ สยี ชวี ติ ซ่งึ ควรแยกไวต างหากจากจุดปฐมพยาบาล
Minor สําหรบั การปฐมพยาบาลเพยี งเลก็ นอ ย

80

5∫∑∑’Ë

°“√®¥— °“√À≈ß— °“√‡°‘¥¿—¬

Õß§å°√ª°§√Õß à«π∑Õâ ß∂π‘Ë °—∫°“√∫√‘À“√®¥— °“√ “∏“√≥¿¬—

°“√®—¥°“√À≈ß— °“√‡°‘¥¿—¬

ผูอํานวยการทองถิ่นและเจาพนักงานตามพระราชบัญญัติปองกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ.2550 มีอํานาจ
หนา ท่ีในการดําเนินการหลงั จากการเกดิ สาธารณภยั ดงั ตอไปน้ี

1. การจัดใหมีสถานท่ีช่ัวคราว เพื่อใหผูประสบภัยอยูอาศัย หรือรับการปฐมพยาบาล และการรักษาทรัพยสิน
ของผปู ระสบภยั

2. จดั ระเบียบการจราจรช่ัวคราวในพืน้ ทที่ ่ีเกดิ สาธารณภยั และพ้นื ท่ีใกลเคยี ง เพอื่ ประโยชน
ในการปองกนั และบรรเทาสาธารณภยั

3. ปด กัน้ มิใหผูไมม ีสวนเกี่ยวของเขาไปในพน้ื ท่ที ่เี กดิ สาธารณภัยและพนื้ ท่ใี กลเ คียง
4. จัดใหม กี ารรกั ษาความสงบเรียบรอ ยและปองกันเหตุโจรผรู าย
5. ชวยเหลอื ผปู ระสบภัย และชว ยขนยา ยทรพั ยส ินในพ้ืนทท่ี ี่เกดิ สาธารณภัยและพืน้ ท่ีใกลเ คียง เมือ่ เจา ของหรือ
ผคู รอบครองทรพั ยส ินรอ งขอ
ผูอํานวยการทองถิ่นหรือเจาพนักงาน ควรจะวางแผนในการเตรียมการจัดหาสถานท่ีเปนศูนยบรรเทา
สาธารณภัยของแตล ะชมุ ชน/หมูบาน ตามแผนเตรยี มความพรอ มของชมุ ชนไวลว งหนา และจัดใหม กี ารมอบหมายใหม ีผู
ชวยเหลือรับผิดชอบการจัดระเบียบการจราจร ปดกั้นพ้ืนที่อันตรายมิใหผูไมมีสวนเก่ียวของเขาไปในพื้นท่ีประสบภัย จัด
ใหมีเวรยามรักษาความสงบเรียบรอย และปองกันเหตุลักขโมยทรัพยสินซําเติมผูประสบภัย โดยอาจมอบภารกิจให
ตํารวจหรือฝายปกครอง หรือสมาชกิ อปพร. เขา รว มปฏิบตั ิการ และถา
ในพ้ืนท่ีมีองคกรสาธารณกุศลต้ังอยูควรมอบหมายใหมูลนิธิหรือสมาคม สโมสร องคกรสาธารณกุศล เปนผูชวยในการ
ชว ยเหลอื ผปู ระสบภยั ดว ย
ในการบริหารจัดการสาธารณภัยหลังจากเหตุการณไดยุติลง มีกิจกรรมที่สําคัญที่ผูบริหารทองถิ่นในฐานะผูอํา
นวยการทอ งถน่ิ ในเขตพ้ืนท่ี จะตองดาํ เนนิ การ ดังน้ี

1. การสำรวจและประเมนิ ความเสยี หาย

หลังจากการเกิดสาธารณภัย ยอมตองมีความเสียหายเกิดข้ึน ซ่ึงมีทั้งประเภทบุคคลผูประสบภัย ทรัพยสินผู
ประสบภัย และทรัพยสินของทางราชการ ซึ่งจําเปนตองมีการสํารวจ ประเมินมูลคาทรัพยสิน และจัดทําบัญชีรายช่ือผู
ประสบภัย และบัญชีทรัพยสินที่เสียหาย พรอมทั้งออกหนังสือรับรองใหผูประสบภัยไวใชเปนหลักฐานในการขอรับการ
ชวยเหลือ สงเคราะห และฟนฟูตามสิทธิที่พึงไดรับจากทางราชการ ตามตัวอยางรายงานสรุปการประเมินความเสียหาย
จากภยั พบิ ัติ ดงั น้ี

82

Õß§å°√ª°§√Õß à«π∑âÕß∂‘Ëπ °∫— °“√∫√‘À“√®—¥°“√ “∏“√≥¿—¬

ลาํ ดบั ประเภท รายละเอยี ด มูลคา ความเสยี หาย
ความเสยี หาย ความเสยี หาย
จํานวน ปริมาณ ราคาตอ รวม
หนวย

1 ชีวิตคน 1.1 รายชือ่ ผูเสยี ชีวติ
- ผูใหญ
- เด็ก
- ผสู งู อายุ

1.2 รายช่ือผสู ูญหาย
- ผูใ หญ
- เด็ก
- ผสู ูงอายุ

1.3 รายช่ือผูบาดเจ็บ
1.4 รายชื่อผไู ดร บั ผลกระทบ

2 บานเรือน 2.1 บานพงั เสยี หายท้งั หลัง.
2.2 บานพังเสยี หายบางสว น

3 ทรพั ยส นิ 3.1 โรงเรยี นท่ชี าํ รดุ เสียหาย
ของราชการ 3.2 โรงพยาบาล สถานอี นามยั
3.3 อาคารสาธารณะ (ระบุ)
3.4 คันคลอง เหมือง ฝาย (ระบุ)

4 พน้ื ทีก่ ารเกษตร 4.1 พน้ื ท่ไี รนาเสียหาย
4.2 พื้นที่สวนเสยี หาย
4.3 พนื้ ทีป่ า ไมเสยี หาย
4.4 ฟารมปศสุ ตั วเสียหาย (ระบุ)

5 การประมง 5.1 พนื้ ท่เี ลย้ี งสตั วนำ้ เสียหาย
5.2 จํานวนสตั วน ้ำทต่ี าย
5.3 อุปกรณก ารเสย้ี งสตั วนำ้
ท่เี สยี หาย

6 ระบบการ 6.1 ถนนชาํ รดุ เสียหาย
คมนาคมขนสง 6.2 สะพานเสียหาย
6.3 ยานพาหนะเสยี หาย

7 ระบบ 7.1 ระบบประปาเสยี หาย
สาธารณูปโภค 7.2 บอน้ำตื้น บอ น้ำบาดาลเสีย
หาย
7.3 ผปู ระสบภัยขาดแคลนน้ำ
ดม่ื
8 อืน่ ๆ (ระบ)ุ

83

Õß§å°√ª°§√Õß «à π∑âÕß∂π‘Ë °∫— °“√∫√‘À“√®—¥°“√ “∏“√≥¿¬—

2. การประเมนิ ความตอ งการชว ยเหลอื

การประเมินความตองการชวยเหลือเปนกระบวนการรวบรวม วิเคราะหขอมูลของผลกระทบจากสาธารณภัยตอ
ชุมชน โดยประเมินความสามารถขององคกรปกครองทองถ่ินในการใหความชวยเหลือแตละดาน เพ่ือใหชุมชนสามารถ
ผานพนสถานการณวิกฤติและกลับมาดําเนินชีวิตตามปกติสุขไดตามเดิมอยางรวดเร็ว ซ่ึงสามารถแบงระยะเวลาการดํา
เนินงานได 3 ระยะ ตามลําดับเหตกุ ารณ คอื

1) การชวยเหลือในภาวะฉกุ เฉิน
2) การชวยเหลอื หลังการเกดิ ภัย
3) การชวยเหลือในการฟน ฟูบรู ณะ

2.1 การชว ยเหลอื ในภาวะฉกุ เฉิน
เมื่อมีการประกาศแจงเตือนภัยหรือในชวงที่คาดวาภัยใกลจะเกิดข้ึน มีความจําเปนตองใหมีการวางแผน

จัดหาเครอื่ งมอื อปุ กรณ เพ่อื ลดความสญู เสยี และความเสียหายทง้ั ชีวิตและทรพั ยสิน และเมอื่ เกดิ ภยั ขน้ึ การชว ยเหลอื
จะตองเนนไปที่การใหค วามชวยเหลอื คนใหรอดพนจากการบาดเจ็บ หรือการคน หาและชว ยเหลือนาํ คนบาดเจบ็ ไปรกั ษา
พยาบาล และการจัดใหมีการอพยพเคล่ือนยายประชาชนไปยังที่ปลอดภัย ดังน้ันการใหการชวยเหลือในภาวะฉุกเฉินจะ
มีการเตรยี มการตามตารางดงั นี้

ลาํ ดบั ประเภทความชวยเหลือ รายละเอียดความตอ งการ จาํ นวน แหลง ทีม่ า หมายเหตุ
ท่ตี อ งการ ของการ
ชว ยเหลือ

1 การอพยพประชาชน - ยานพาหนะที่ใชข นสง
- นำ้ มนั เชอ้ื เพลิง
- เจาหนาทีข่ นสง

2 การคนหาและชว ยเหลือผู - หนวยกูชพี กูภัย (OTOS)
ประสบภัย - อาสาสมัคร อปพร.
- รถพยาบาล
- เครื่องมือปฐมพยาบาล
- เครอ่ื งมือกูภยั

3 การจดั การที่พักฉุกเฉนิ - ขาวและอาหารพรอ มรับ
ประทานได
- น้ำด่มื ถัง น้ำ
- เตน็ ท หรืออาคารพกั คาง
- เสือ่ หมอน ผา หม
- เสอื้ ผา (ผูหญิง ผชู าย เด็ก)
- สบู ยาสฟี น
- ผา อนามยั

84

Õß§å°√ª°§√Õß «à π∑Õâ ß∂Ëπ‘ °—∫°“√∫√À‘ “√®—¥°“√ “∏“√≥¿¬—

ลาํ ดบั ประเภทความชว ยเหลือ รายละเอียดความตองการ จํานวน แหลง ที่มา หมายเหตุ
ท่ีตองการ ของการ
ชว ยเหลือ

การจดั การทพี่ กั - หองสขุ า
ฉกุ เฉนิ (ตอ ) - หอ งอาบนำ้
- ยารกั ษาโรค
- อ่นื ๆ

4 การรักษาความ - อปพร.
ปลอดภัยพ้นื ท่เี กิดเหตุ - ตํารวจ
- ทหาร

5 การดแู ลสขุ ภาพอนามัย - แพทย พยาบาล
- อาสาสมัครสาธารณสขุ
หมูบ าน (อสม.)

2.2 การชวยเหลอื หลังการเกดิ ภยั
การชวยเหลือหลังการเกิดภัย กําหนดใหเปนการชวยเหลือตอจากการชวยเหลือระยะฉุกเฉิน เพ่ือบรรเทา

ความเดือดรอนเฉพาะหนา จนกระท่ังสามารถตอบสนองความตองการพื้นฐานของผูประสบภัยได การชวยเหลือระยะนี้
เปนการดําเนินการอยางสอดคลองกับขอมูลการประเมินความเสียหาย โดยการใหความชวยเหลือผูประสบภัยใหใชจาย
เงินเรยี งตามลาํ ดับ ดังนี้

1) เงินงบประมาณขององคก รปกครองสว นทองถิ่น
2) เงินงบประมาณปกติของหนว ยงาน
3) เงินทดรองราชการตามระเบียบกระทรวงการคลังฯ
4) เงินงบกลาง
ระเบียบกระทรวงการคลัง วาดว ยเงินทดรองราชการเพ่ือชว ยเหลอื ผูประสบภัยพบิ ัติกรณฉี ุกเฉนิ พ.ศ.2546 และ
ท่ีแกไ ขเพ่มิ เตมิ ไดก ําหนดใหจ ังหวดั มีวงเงนิ ทดรองราชการ จังหวัดละ 50,000,000 บาท เพอื่ ชว ยเหลือผูป ระสบภัย
พิบัติกรณีฉุกเฉิน สําหรับภัยพิบัติแตละครั้งหรือแตละเหตุการณ ในการใหหรือสนับสนุนการใหความชวยเหลือผูประสบ
ภยั พิบัติ ในระหวา งท่ยี งั ไมไ ดร บั เงินงบประมาณรายจา ย และใหผวู าราชการจังหวดั มอี ํานาจจดั สรรวงเงนิ ทดรองราชการ
ใหแกอําเภอ/ก่ิงอําเภอ ตามความจําเปนและเหมาะสม ซ่ึงแตละแหงตองไมนอยกวา 500,000 บาท ตอภัยพิบัติแตละ
ครง้ั หรอื แตล ะเหตุการณ
ในการสํารวจความเสียหายจากภัยพิบัติ และเสนอบัญชีความตองการรับความชวยเหลือดานตางๆ ของผู
ประสบภัยพบิ ัติ รวมท้ังแกไ ขความเดอื ดรอนเฉพาะหนา โดยใชเงนิ ทดรองราชการในอํานาจของนายอาํ เภอ/ปลดั อาํ เภอผู
เปนหัวหนาประจํากิ่งอําเภอ ใหเปนอํานาจหนาที่ของ “คณะกรรมการใหความชวยเหลือผูประสบภัยพิบัติอําเภอ/ กิ่ง
อาํ เภอ เรียกโดยยอ วา “ก.ช.ภ.อ./ก.ช.ภ.กอ.” ประกอบดว ย
- นายอาํ เภอหรือปลดั อําเภอผูเ ปนหวั หนา ประจํากิง่ อําเภอ เปนประธานกรรมการ
- หวั หนา สว นราชการประจาํ อาํ เภอ/กงิ่ อําเภอทเ่ี ก่ียวขอ งหรือผแู ทน เปนกรรมการ
- ผูแทนกระทรวงกลาโหม หนงึ่ คน เปนกรรมการ
- ผแู ทนกรมปอ งกันและบรรเทาสาธารณภยั หนง่ึ คน เปนกรรมการ
- ผูแทนองคกรปกครองสวนทอ งถ่ินในเขตอาํ เภอ/กง่ิ อําเภอหนึง่ คน เปน กรรมการ

85

Õß§å°√ª°§√Õß à«π∑âÕß∂Ëπ‘ °—∫°“√∫√‘À“√®—¥°“√ “∏“√≥¿¬—
- ปลัดอาํ เภอ หัวหนาฝา ยความม่นั คง เปน กรรมการและเลขานุการ
การจะใหความชวยเหลือตามระเบียบนี้ได จะตองมีการประกาศพื้นที่ประสบภัยพิบัติ ระยะเวลาเกิดเหตุ ระยะ

เวลาการใหค วามชว ยเหลอื ผปู ระสบภัยพิบัตกิ รณฉี ุกเฉนิ
หากองคกรปกครองสวนทองถ่ินไดใชเงินงบประมาณในการใหความชวยเหลือผูประสบภัยกรณีฉุกเฉินไปหมด

แลว และประสงคจะขอรับการสนับสนุนจากคณะกรรมการใหความชวยเหลือผูประสบภัยพิบัติอําเภอ/ก่ิงอําเภอ ใหจัด
ทําหนงั สือเพอ่ื ใหคณะกรรมการ “ก.ช.ภ.อ./กอ.” พจิ ารณาใหก ารชวยเหลืออยา งนอย มีรายการ ดังนี้

1) ประเภทของภยั พบิ ตั ิกรณฉี ุกเฉิน
2) วัน เดอื น ปที่เกิดภยั พบิ ตั กิ รณฉี ุกเฉนิ และวัน เดอื น ป ทเ่ี กดิ ความเสียหาย
3) สถานทเ่ี กิดเหตุ (ใหร ะบชุ อื่ ถนน หมบู า น ตาํ บล อาํ เภอ)
4) จํานวนผูประสบภัยพบิ ัตโิ ดยประมาณ
5) ความเสียหายโดยประมาณ เชน จํานวนบานเรือนที่เสียหาย ทรัพยสินท่ีเสียหาย รวมท้ังมูลคาความเสีย
หายทีเ่ กดิ ข้นึ โดยประมาณ จํานวนผูบ าดเจ็บ ผูเ สียชวี ติ เปนตน
6) การชว ยเหลือแกไ ขปญหาความเดอื ดรอ นเฉพาะหนาที่ไดดําเนนิ การไปแลว
7) ความตอ งการในการขอรับความชว ยเหลือ หรือสนบั สนุนการใหค วามชว ยเหลือ
เมื่ออําเภอ/กิ่งอําเภอใชจายเงินทดรองราชการภายในวงเงินที่ผูวาราชการจังหวัดจัดสรรใหหมดแลว ถาปรากฏ
วา มีความจําเปนตองใชเงินเพื่อดําเนินการชวยเหลือผูประสบภัยพิบัติมากกวาวงเงินที่ไดรับจัดสรร อําเภอ/กิ่งอําเภอสา
มารถขอรับการสนับสนุน โดยเสนอโครงการตอจังหวัด ซึ่งจะมีคณะกรรมการใหความชวยเหลือผูประสบภัยพิบัติจังหวัด
หรือ “ก.ช.ภ.จ.” เปนผพู ิจารณาและเสนอใหผูวาราชการจังหวัดอนมุ ตั จิ ายเงนิ ทดรองราชการของจงั หวดั
การชว ยเหลอื และสงเคราะหผ ปู ระสบภยั พบิ ตั ิ
1. การจายเงินทดรองราชการเพ่ือชวยเหลือผูประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ตามระเบียบกระทรวงการคลัง วา
ดวยเงินทดรองราชการเพื่อชวยเหลือผูประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ.2546 และที่แกไขเพิ่มเติม และหลักเกณฑและ
วธิ ดี าํ เนินการใหค วามชวยเหลอื ผปู ระสบภัยพบิ ตั ิกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2551 มีหลกั เกณฑ วธิ กี าร เงอื่ นไข และอัตรา ดงั นี้

1.1 ดา นการชวยเหลอื ผปู ระสบภยั
เม่ือเกิดภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ใหดําเนินการชวยเหลือเปนสิ่งของหรือจายเปนเงิน โดยคํานึงถึงสภาพ

และเหตุการณต ามความเหมาะสม ดังนี้
1) การจัดหาอาหารและเคร่ืองดืม่
(1) ใหดําเนนิ การชวยเหลอื ผูประสบภัยเปน คาอาหารจัดเลย้ี ง มื้อละไมเกนิ 30 บาทตอวันตอ คน

และชวยเหลอื เปน ถุงยงั ชีพชุดละไมเ กนิ 500 บาทตอ ครอบครัว
(2) ใหชวยเหลือเปนคาเครื่องครัวและอุปกรณในการประกอบอาหารเทาที่จายจริง ครอบครัวละ

ไมเ กิน 3,500 บาท
(3) ใหดําเนินการจัดซื้อหรือจัดหาน้ำสําหรับบริโภคและใชสอยในท่ีอยูอาศัย เทาท่ีจายจริงตาม

ความจําเปน จนกวาเหตกุ ารณประสบภัยพิบัติจะเขาสภู าวะปกติ
2) การจดั หาเครื่องนงุ หม
ใหดําเนินการชวยเหลือเปนคาเคร่ืองนุงหม คนละ 2 ชุด หรือจายเปนเงินใหผูประสบภัยนําไปจัด

ซอ้ื จดั หาเองเทา ทจี่ า ยจรงิ ไมเกิน 1,000 บาท ในกรณที ่ีผปู ระสบภยั พบิ ตั เิ ปนนกั เรียน หรอื นักศึกษา ใหจ ายคาเครื่องแบบ
นกั เรยี น หรือนักศึกษาตามแบบของสถานศึกษาไดอกี คนละ 2 ชดุ เทา ท่ีจา ยจรงิ ไมเ กนิ 1,000 บาท

3) การจัดหาเครือ่ งนอน
เม่ือผูประสบภัยพิบัติ ไดรับความเดือดรอนจากการที่บานพักอาศัยถูกทําลายเสียหาย และไดรับ

ความเดือดรอนไมม ีเครือ่ งนอน เชน เสอ่ื หมอน ผาหม มุง ใหด ําเนินการชวยเหลอื เปน คา เคร่ืองนอน เทา ที่จา ยจรงิ คนละ
ไมเ กนิ 500 บาท

86

Õß§å°√ª°§√Õß à«π∑Õâ ß∂π‘Ë °∫— °“√∫√‘À“√®—¥°“√ “∏“√≥¿¬—

4) การซอ มแซม/กอสรา งทอี่ ยอู าศัยประจํา
กรณีท่ีผูประสบภัยพิบัติหรือพระภิกษุสามเณรที่อยูจําพรรษาในวัดไดรับความเดือดรอนจาก

สาธารณภัย และกุฏิหรือที่อยูอาศัยประจํา ซึ่งพระภิกษุสามเณรหรือผูประสบภัยพิบัติเปนเจาของไดรับความเสียหาย
เพียงบางสว นใหจ า ยเปน เงินหรอื วสั ดสุ ่งิ ของ เพื่อนําไปซอ มแซมท่อี ยูอาศยั ไดเ ทา ทจ่ี า ยจริงหลังละไมเกนิ 20,000 บาท

หากผูประสบภัยพิบัติหรือพระภิกษุสามเณรในวัด ไดรับความเดือดรอนจากท่ีอยูอาศัยประจําที่
ตนเปนเจาของ ไดรบั ความเสยี หายทง้ั หลงั ใหจ ายเปน เงินหรอื วัสดกุ อสรา งไดเทา ท่จี ายจรงิ หลังละไมเ กนิ 30,000 บาท

5) การซอมแซมยุงขาว โรงเรอื นสําหรับเกบ็ พืชผลและคอกสัตว
กรณที ่ีเกิดสาธารณภัย เชน วาตภยั หรืออคั คภี ยั ขึน้ กบั ยุงขา ว โรงเรอื นสําหรับเก็บพืชผล และคอก

สตั ว หากความเสียหายนั้นเกดิ ข้นึ เพียงบางสว นใหจายเงนิ ทดรองราชการเพอื่ นาํ ไปซอมแซมไดเทาที่
จา ยจริง ครอบครัวละไมเกิน 3,000 บาท

แตถ ายุงขาว โรงเรอื นสําหรบั เก็บพืชผล และคอกสัตวน ้ันไดรับความเสียหายทงั้ หลงั
ใหจ ายเงินทดรองราชการเพือ่ นาํ ไปสรา งใหมเ ทา ท่จี ายจริง ครอบครวั ละไมเกิน 8,000 บาท

6) การชวยเหลือดานที่พักอาศยั
หากผูประสบภยั พิบตั ิกรณีฉุกเฉนิ ไดรบั ความเดือดรอ น จนไมมีท่พี ักอาศยั จาํ เปน ตองเชาท่พี ักใหผู

ประสบภัย ใหจ า ยคาเชาท่พี ักระยะเวลาไมเ กนิ 7 วัน เทา ท่จี ายจรงิ ในอตั ราคนละไมเ กิน 100 บาท ตอ วัน
หากผูประสบภัยพิบัติเปนผูเชาบานเรือนของผูอ่ืน และบานเชาหลังน้ันไดรับความเสียหายจากภัย

พิบัติทั้งหลังหรือเสียหายบางสวนจนอยูอาศัยไมได ใหชวยเหลือเปนคาเชาบานแกผูประสบภัยพิบัติเทาที่จายจริงใน
อตั ราครอบครวั ละไมเกินเดอื นละ 1,500 บาท เปน เวลาไมเกนิ 2 เดือน

7) การจดั สรา งท่พี ักช่วั คราวสาํ หรับผูป ระสบภัย
คาใชจายในการจัดสาธารณูปโภคในท่ีพักช่ัวคราว เชน คาไฟฟา ใหจายไดตามท่ีการไฟฟา

นครหลวง หรอื การไฟฟาสว นภมู ภิ าคจะเรยี กเก็บ สําหรบั กรณที ี่ทองท่นี นั้ ไมม ีไฟฟา ใหจ ัดอุปกรณแสงสวา งอ่นื ๆ ทดแทน
ไดเ ทาท่จี ายจริงตามความจําเปน

สาํ หรับการจดั หาน้ำบรโิ ภคและใชสอยใหจดั หาจากหนว ยงานที่มีอยูใ นพนื้ ท่ี เชน การประปาสวน
ภูมภิ าค การประปานครหลวง หนว ยดบั เพลิงเทศบาล เปน ตน หรอื จดั ซือ้ อุปกรณบ รรจุนำ้ ตามความจําเปน ของจาํ นวนผู
ประสบภัยพบิ ัติ รวมทั้งการจดั ซ้ือเพ่ือบรโิ ภคใชสอยเทา ทจ่ี ายจรงิ ตามความจาํ เปน

- ในดานการสรา งหองนำ้ ใหจ ดั สรางหอ งน้ำ 1 ท่ตี อ ผปู ระสบภยั จํานวน 10 คน ตามคา ใชจายเทา
ทจี่ า ยจริง เฉลี่ยที่ละไมเกนิ 1,500 บาท

- ในดานการสรางหองสว ม 1 ท่ตี อผูประสบภยั จํานวน 10 คน ตามคาใชจ า ยเทาที่
จายจรงิ เฉล่ียทล่ี ะไมเกิน 1,500 บาท

- การจัดสรา งโรงครัวและทร่ี บั ประทานอาหารใหจายไดเ ทา ท่จี ายจริงตามความจาํ เปน
- การจัดสรางท่ีรองรับ ทาํ ลาย หรอื กําจดั ขยะมลู ฝอยใหจา ยไดเ ทาทจ่ี า ยจริงตามความจําเปน
8) คา ดัดแปลงสถานท่ี
คาดัดแปลงสถานที่สําหรับเปนที่พักช่ัวคราว เทาท่ีจายจริง ครอบครัวละไมเกิน 2,000 บาท หรือ
คาสรางท่พี กั ช่วั คราว เทา ทจี่ า ยจรงิ ครอบครวั ละไมเ กิน 4,000 บาท หรือคาผาใบหรอื ผาพลาสตกิ หรอื วสั ดอุ น่ื ๆ สาํ หรับ
กันแดดกนั ฝนและปองกนั อุทกภยั เทา ทีจ่ ายจรงิ ครอบครัวละไมเกิน 800 บาท
9) การชว ยเหลือผูบาดเจบ็
ผูประสบภัยพิบัติที่ไดรับบาดเจ็บสาหัสที่ตองรักษาในสถานพยาบาล ต้ังแต 3 วันขึ้นไป ใหจาย
เงนิ ชว ยเหลอื เบ้ืองตน 3,000 บาท และกรณีที่ตองรักษาตวั เกนิ 30 วนั ใหชวยเหลือเปนเงินยงั ชพี อกี คนละ 2,000 บาท
ตอ เดอื น จนกวาจะออกจากสถานพยาบาล

87

Õß§å°√ª°§√Õß à«π∑âÕß∂Ë‘π °∫— °“√∫√‘À“√®¥— °“√ “∏“√≥¿—¬

ผูประสบภัยพิบัติที่ไดรับบาดเจ็บจนถึงข้ันพิการ ไมสามารถประกอบอาชีพตามปกติได ใหชวย
เหลอื เบือ้ งตนเปน เงินจํานวน 10,000 บาท และใหช วยเหลอื เปนเงินยงั ชพี คนละ 2,000 บาทตอ เดือน เปน ระยะเวลาไม
เกนิ 2 ป เวนแตสามารถประกอบอาชีพมีรายไดพอเลี้ยงตนเอง หรือมีหนวยงานอนื่ ชว ยเหลือตอ ใหงดเงนิ ยังชพี ดงั กลาว

กรณีที่เปนสาธารณภัยขนาดใหญ หรือรุนแรงเปนที่สะเทือนขวัญของประชาชนทั่วไป ใหจายเงิน
และหรอื สิ่งของปลอบขวญั ผูทีไ่ ดรบั บาดเจบ็ ทร่ี ักษาตวั ในสถานพยาบาลรายละไมเกิน 2,000 บาท

10) คา จัดการศพผูเสยี ชวี ติ
ในกรณีท่ีเกิดสาธารณภัยและมีผูเสียชีวิต ใหจายเงินทดรองราชการเปนคาจัดการศพผูเสียชีวิต

รายละไมเกนิ 25,000 บาท และในกรณีผูประสบภัยท่ีเสียชีวติ เปนหัวหนา ครอบครวั หรือเปน ผูหารายไดเล้ยี งดคู รอบครัว
ใหพิจารณาชว ยเหลอื เงินสงเคราะหค รอบครวั อกี ไมเกนิ 25,000 บาท

11) คา เคร่ืองมือประกอบอาชีพ
กรณีที่เกิดสาธารณภัยขึ้นแลวทําความเสียหายใหแกเครื่องมือประกอบอาชีพ ใหจายเปนคา

เคร่ืองมือประกอบอาชีพ และหรือเงินทุนประกอบอาชีพสําหรับผูประสบภัยพิบัติเทาท่ีจายจริงครอบครัวละไมเกิน
10,000 บาท

12) คาอปุ กรณอ่ืนๆ
หากอุปกรณแสงสวางไดรับความเสียหาย ใหจายเปนคาอุปกรณแสงสวางในที่อยูอาศัยแทนของ

เดมิ เทาท่จี า ยจรงิ ครอบครัวละไมเ กิน 200 บาท
13) คาจดั ซือ้ เคร่ืองกันหนาว
กรณีอากาศหนาวจัดผิดปกติ มีอุณหภูมิตํากวา 15 องศาเซลเซียส และมีชวงเวลาอากาศหนาว

จัดยาวนานติดตอกันเกิน 3 วัน ใหจายเงินทดรองราชการเปนคาจัดซื้อเคร่ืองกันหนาวสงเคราะหราษฎรไดเทาท่ีจายจริง
คนละไมเกิน 240 บาท ทั้งน้ี จังหวัดหน่ึงไมเกินงบประมาณปละ 1,000,000 บาท

14) คาขนยายครอบครัว
กรณีท่ีผูประสบภัยพิบัติมีความจําเปนตองยายถิ่นที่อยูใหม หรือกลับภูมิลําเนาเดิม ใหจายคาขน

ยายครอบครัวเทา ทีจ่ ายจริง ครอบครัวละไมเ กิน 5,000 บาท
1.2 ดา นสังคมสงเคราะหแ ละฟน ฟผู ูประสบภยั ใหดาํ เนินการชวยเหลือผูป ระสบภัยพบิ ัติดังน้ี
1) ชวยเหลือเปนเงินสงเคราะหแกผูสูงอายุหรือผูพิการ ซึ่งหัวหนาครอบครัวประสบภัยพิบัติจนเสีย

ชีวติ พกิ าร หรือบาดเจบ็ และไมส ามารถดํารงชวี ิตไดอยางปกติสุขเพือ่ เปนคา ใชจ า ยในการจัดหาส่ิงอาํ นวยความสะดวก
ทจี่ ําเปน (ไดแ ก รถเข็น รถโยก ไมเ ทา หรือส่ิงชว ยคนพิการโดยตรงอยา งอื่น และอปุ กรณเสริมพิเศษ เชน แวนตา เคร่ือง
ชว ยฟง เปนตน ) ไดในกรณีเรงดวนตามความเหมาะสมและจาํ เปน ครอบครัวละไมเกิน 5,000 บาท

2) ชวยเหลือเปนเงินสงเคราะหเพ่ือบรรเทาภาวะวิกฤตเฉพาะหนาแกนักเรียน นักศึกษา ท่ีบิดา
มารดาหรอื ผอู ปุ การะเลี้ยงดู หรือผูมรี ายไดหลกั เลีย้ งดูครอบครัวเสยี ชีวิตจากภัยพิบตั ิ ดงั นี้

(1) คา อุปกรณก ารเรยี น การศกึ ษา คนละไมเ กนิ 3,000 บาท
(2) คา ใชจ ายตามภารกิจประจําวันของนักเรยี น นกั ศกึ ษา เชน คา พาหนะเดินทางไปสถานศึกษา
คนละ 500 บาทตอ 1 ภยั หรือ 1 เหตกุ ารณ
3) จัดโครงการฝกอบรมสงเสริมอาชีพระยะส้ันเฉพาะพ้ืนที่ประสบภัยพิบัติแกผูประสบภัยเพ่ือใหมี
รายไดเลยี้ งดูครอบครัวในภาวะวิกฤตโดยใหเบกิ คาใชจ ายในการดําเนินงานเทาทจี่ า ยจรงิ ดงั น้ี
(1) คาใชจา ยสาํ หรับอุปกรณก ารฝกอาชีพ เทา ทีจ่ า ยจรงิ คนละไมเกนิ 2,000 บาท
(2) คาใชจายตอบแทนวิทยากร วันละไมเกิน 500 บาท ไมเ กิน 10 วนั
88

Õß§å°√ª°§√Õß «à π∑âÕß∂‘πË °∫— °“√∫√‘À“√®¥— °“√ “∏“√≥¿—¬

(3) คา ใชจา ยในการดาํ เนนิ งานปฏิบตั กิ ารฝกอบรมเทาที่จา ยจรงิ ภายในวงเงนิ
ไมเ กนิ 10,000 บาท

(4) คาอุปกรณในการลงทุนประกอบอาชีพที่ไดรับการฝกอบรมเทาที่จายจริงครอบครัวละไมเกิน
4,000 บาท

1.3 ดา นการแพทยแ ละการสาธารณสุข ใหดําเนินการชวยเหลอื ผูป ระสบภัยพิบัติ ดงั น้ี
1) จัดใหบรกิ ารรกั ษาพยาบาลฟรแี กประชาชนที่เจบ็ ปวยจากภัยพบิ ัติ ในสถานพยาบาล หรอื จดั หนวย

แพทยเคล่ือนที่ไปใหบริการรักษาพยาบาลโรคทางกายและจิต ณ จุดเกิดเหตุ โดยจายคาใชจายในการรักษาพยาบาล
ผานสถานบริการไดตามที่จายจริง ตามอัตราคาบริการ ของสถานบริการสาธารณสุขท่ีกระทรวงสาธารณสุขประกาศใช
แตท ั้งน้ไี มเกนิ 50,000 บาทตอ คน

2) จัดหาวสั ดุ เคมีภณั ฑ อาหาร และเวชภัณฑ สาํ หรบั แจกจา ยประชาชน เพ่ือใหป ระชาชนไดบริโภค
น้ำ อาหารทปี่ ลอดภยั ดังน้ี

(1) คา วัสดุ เคมีภณั ฑ สาํ หรับไปทาํ ความสะอาดบอ น้ำตน้ื ของประชาชนบอนำ้ ละไมเกนิ 30 บาท
(2) นำ้ ดื่มแกค รอบครวั ท่ีขาดแคลนนำ้ สะอาดบรโิ ภค ครอบครัวละไมเกิน 200 บาท
(3) คาอาหารเสริมโปรตีน และอาหารที่มีประโยชนตอรางกายแกประชาชนผูประสบภัย เพื่อการ
ฟนฟสู ภาพรางกายและเสรมิ สรางภูมิคมุ กันโรค ครอบครวั ละไมเ กิน 500 บาท
3) จัดหาวัสดุ เคมีภัณฑ วัสดุวิทยาศาสตรการแพทย สําหรับไปปฏิบัติงานชวยเหลือประชาชน
ปรับปรุงสขุ าภิบาลและอนามยั สงิ่ แวดลอม รวมทง้ั การควบคมุ ปองกันโรค ไดแ ก
(1) คา วัสดุ เคมีภณั ฑ สําหรับทาํ ความสะอาดบอ น้ำสาธารณะ ตดิ ตง้ั ประปาสนาม ทําลายแหลง
แพรเ ชือ้ โรค เทา ที่จา ยจริงตามความจาํ เปน
(2) คา ใชจายในการเปา ลางบอน้ำบาดาล แหง ละไมเกิน 4,600 บาท
(3) คา ใชจา ยในการปรับปรงุ ซอ มแซมระบบประปาหมบู าน แหง ละไมเ กนิ 26,580 บาท
(4) คา สารเคมแี ละวัสดุในกิจกรรมการลางตลาด ไดแก ผงปูนคลอรนี 65% และ
ถุงดําใสขยะ เทาทจ่ี ายจริงตามความจําเปน
(5) คาวัสดุวิทยาศาสตรการแพทย สําหรับทดสอบเช้ืออุจจาระรวงอยางแรง น้ำ อาหาร และ
เครื่องดื่ม จายไดต วั อยางละไมเ กิน 100 บาท
(6) คาวัสดุวิทยาศาสตรสําหรับเตรียมอาหารเลี้ยงเชื้อเพื่อนําสงอุจจาระ จายไดตัวอยางละไม
เกนิ 15 บาท และเพ่อื นาํ สงตัวอยา งน้ำ จา ยไดไ มเกินตวั อยางละ 25 บาท สําหรบั ตรวจหาเชื้อกอโรคอจุ จาระ
(7) คา วัสดวุ ทิ ยาศาสตรก ารแพทย สาํ หรบั การทดสอบอาหาร จา ยไดตวั อยา งละไมเกิน 30 บาท
(8) คาวสั ดวุ ทิ ยาศาสตรส ําหรับตรวจวนิ ิจฉัยโรคเลปโตสไปโรซีส จา ยไดต ัวอยางละไมเกิน 50 บาท
(9) คายาและเวชภัณฑ สําหรับการรักษาและควบคุมการแพรระบาดของโรค จายไดไมเกิน
คนละ 68 บาท
4) จดั หาวสั ดุในการเก็บตวั อยา งอากาศ
(1) คาวัสดุสําหรับเคร่ืองเก็บตัวอยางฝุนละออง ขนาดเล็กกวา 10 ไมครอน ประกอบดวย แปรง
ถา น 1 คู ปากกา เครื่องบันทึกอตั ราการไหล แผนกราฟวงกลมบนั ทึกอตั ราการไหล กระดาษกรองใยแกว และคาตรวจ
วเิ คราะหทางหอ งปฏิบัติการ ตวั อยา งละไมเ กนิ 4,020 บาท
(2) คาวสั ดุเก็บตวั อยา งและน้ำยาวเิ คราะหต ะกวั่ ตัวอยางละไมเกนิ 500 บาท
(3) คาวัสดุเก็บตัวอยาง น้ำยา และสารเคมี ในการเก็บตัวอยางและวิเคราะหแกสซัลเฟอร
ไดออกไซด ตวั อยา งละไมเ กิน 300 บาท

89

Õß§å°√ª°§√Õß «à π∑âÕß∂πË‘ °∫— °“√∫√‘À“√®—¥°“√ “∏“√≥¿—¬

(4) คาวัสดุเก็บตัวอยาง น้ำยา และสารเคมี ในการเก็บตัวอยางและวิเคราะหแกสไนโตรเจนได
ออกไซด ตวั อยา งละไมเ กนิ 300 บาท

5) ซอมแซมสถานบริการทางสาธารณสุข รวมท้ังครุภัณฑท่ีเสียหายจากภัยพิบัติ หรือระหวางใหการ
ชวยเหลือเฉพาะรายการที่มีความจําเปนเรงดวน เพ่ือใหคืนสูสภาพปกติและสามารถใหบริการแกประชาชนไดโดยเร็ว
เทา น้ัน โดยให ก.ช.ภ.อ. หรอื ก.ช.ภ.กอ. ควบคมุ ดแู ลใหการปฏบิ ตั เิ ปนไปโดยถกู ตอ ง

6) คาเบี้ยเลี้ยง คาตอบแทนการปฏิบัติงานนอกเวลา คาใชจายในการเดินทางสําหรับเจาหนาท่ีท่ี
ออกปฏิบัติงานใหความชวยเหลือผูประสบภัยในพ้ืนท่ีประสบภัย ใหเบิกจายไดเฉพาะกรณีงบประมาณปกติไมเพียงพอ
หรือมไิ ดต ง้ั ไวเพื่อการนี้และใหเบิกจายตามระเบยี บของทางราชการ โดยใหถ ือหลักเกณฑด ังนี้

(1) หนวยแพทยเ คลอื่ นท่ี ออกปฏบิ ัตงิ านไมเ กิน 10 คน/หนว ย/ครัง้
(2) หนวยสาธติ ประปาสนาม ออกปฏิบัตงิ านครงั้ ละไมเกนิ 5 คน
(3) หนวยสาธิตการลา งบอ นำ้ ออกปฏบิ ตั งิ านครั้งละไมเกิน 3 คน
(4) หนว ยเปา ลา งบอ น้ำบาดาล ประปาหมบู าน ออกปฏบิ ัตงิ านครงั้ ละไมเ กิน 3 คน
(5) หนว ยสุขศึกษาและประชาสมั พันธเคลือ่ นท่ี ออกปฏบิ ตั ิงานไมเกนิ 3 คน/หนว ย/ครงั้
(6) หนวยปฏบิ ัตงิ านดานควบคมุ ปองกนั โรค ออกปฏิบัตงิ านคร้ังละไมเ กนิ 3 คน
1.4 ดา นพืช ใหดําเนินการชวยเหลือผูป ระสบภัยพบิ ตั ิ ดงั นี้
1) กรณีพืชอายุสั้นเสียหาย ใหชวยเหลือเปนพันธุพืชอายุสั้นไมเกินรอยละ 100 ของพ้ืนท่ีเสียหาย
หรือพันธุไ มผลไมย ืนตนไมเ กินรอยละ 25 ของพืน้ ทเี่ สยี หาย พรอ มท้งั ชวยเหลอื ในดานสารปองกันกําจดั ศัตรูพืช หรือสาร
เคมี หรืออินทรียวัตถทุ ่ีชว ยในการเจรญิ เติบโตของพืช ในอัตราไมเ กนิ รอ ยละ 50 ของพื้นที่ทีใ่ หความชว ยเหลือ
2) กรณไี มผ ลไมยนื ตนเสียหาย ใหชวยเหลอื เปน พนั ธุไมผลไมยืนตน ไมเ กนิ รอ ยละ 100 ของพื้นทเ่ี สยี
หาย พรอมทั้งชวยเหลือในดานสารปองกันกําจัดศัตรูพืช หรือสารเคมี หรืออินทรียวัตถุท่ีชวยในการเจริญเติบโตของพืช
ในอัตรารอ ยละ 50 ของพน้ื ท่ีท่ใี หความชว ยเหลอื
3) กรณีพืชที่ปลูกไดรับผลกระทบจากภัยพิบัติ ทําใหชะงักการเจริญเติบโตแตไมตาย และยังอยูใน
สภาพฟนฟูใหกลับสูสภาพเดิมได ใหชวยเหลือดานสารปองกันกําจัดศัตรูพืช หรือสารเคมี หรืออินทรียวัตถุที่ชวยในการ
ฟนฟใู หพ ชื ท่ีทรุดโทรมน้ัน ในอตั ราไมเกินรอ ยละ 50 ของพ้ืนที่ทสี่ ามารถฟนฟไู ด
4) กรณีพื้นท่ีทําการเพาะปลูกไดถูกหิน ดิน ทราย ไม โคลน รวมทั้งซากวัสดุทุกชนิดทับถมจนไม
สามารถใชเพาะปลูกได และหนวยงานของรฐั ไมส ามารถเขาไปใหค วามชว ยเหลือกรณดี ังกลา วได ใหชว ยเหลอื คา ใชจ าย
เปนคาจางเหมาในการขุดลอก ขนยายหิน ดิน ทราย ไม โคลน รวมท้ังซากวัสดุที่ทับถมพื้นท่ีแปลงเกษตรกรรม เพื่อให
สามารถใชพ นื้ ทเ่ี พ่ือการเพาะปลูกพืชอายสุ ัน้ ได ในขนาดพน้ื ท่ีไมเกิน 5 ไร
5) กรณีราษฎรมีความจําเปน ตองขนยายปจจยั การผลติ และผลผลิต ทีค่ าดวา จะไดร บั ผลกระทบจาก
ภัยพิบัติ ใหชวยเหลือคาใชจายในการขนยายปจจัยการผลิตและผลผลิตในอัตรารอยละ 50 ของปจจัยการผลิตและ
ผลผลิตของเกษตรกรท่ดี ําเนินการขนยา ย
6) กรณีเกิดการแพรระบาดของศัตรูพืช ใหดําเนินการจัดหายาเคมี สารเคมี หรืออินทรียวัตถุ
ตลอดจนวสั ดอุ ุปกรณใ นการปอ งกนั และกาํ จดั การแพรระบาดของศตั รูพชื ทกุ ชนดิ
7) เกษตรกรที่ไดรับการชวยเหลือ ตองเปนเกษตรกรท่ีขึ้นทะเบียนดานพืชกับหนวยงานของกรม
สง เสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณก อ นเกิดภยั พิบัตแิ ลว เทา นั้น
1.5 ดา นประมง ใหดาํ เนินการชว ยเหลือผปู ระสบภยั พบิ ัติ ดังนี้
1) ใหดําเนินการชวยเหลือผูประสบภัยในกรณีเกิดภัยพิบัติข้ึนในพื้นที่เฉพาะแหงภายในพื้นท่ีจังหวัด
90

Õß§°å √ª°§√Õß à«π∑âÕß∂‘πË °∫— °“√∫√À‘ “√®—¥°“√ “∏“√≥¿—¬

หรอื เปน ภัยพบิ ัติเล็กนอย และมีความเสียหายแกแหลงเพาะเล้ยี งสัตวนำ้ ของเกษตรกร และความเสยี หายนั้นอยใู นระดบั
ทส่ี ามารถใหความชว ยเหลอื ไดโดยอาํ นาจของผวู า ราชการจังหวัด

2) ใหดําเนินการใหความชวยเหลือผูประสบภัย โดย สนับสนุนพันธุสัตวน้ำ อาหารสัตวน้ำ วัสดุ
ทางการประมง สารเคมีและยารักษาโรคท่ีจําเปนไดตามหลักเกณฑ วิธีการ เงื่อนไข และอัตราท่ีกระทรวงเกษตรและ
สหกรณกาํ หนด

3) เกษตรกรท่ีจะไดรับความชวยเหลือตองเปนเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนดานประมงกับหนวยงานของ
กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ กอนเกดิ ภยั พบิ ตั แิ ลว เทา นน้ั

1.6 ดา นปศสุ ตั ว ใหดาํ เนินการชว ยเหลือผูประสบภัยพบิ ัติ ดงั น้ี
1) จัดหาพืชอาหารสัตวหรืออาหารสัตวใหแกสัตวของเกษตรกรในกรณีท่ีขาดแคลนและมีผลกระทบ

ตอชีวิตสัตว ตามความเหมาะสมกับประเภทและจํานวนสัตวของเกษตรกร โดยรวมถึงการจัดหาอาหารสําเร็จรูปท่ีมี
คุณสมบัตเิ หมาะสมกบั คณุ ลักษณะและประเภทของสตั วท ่ใี หค วามชว ยเหลือแตละชนิด ตามราคาทองตลาด

2) จัดหาวัคซีนและเวชภัณฑรักษาสัตว เพ่ือปองกันโรคและกําจัดโรคการฟนฟูสุขภาพสัตวเลี้ยงท่ีได
รบั ผลกระทบจากภัยพบิ ัตติ ามความจําเปนในพนื้ ทจี่ งั หวัดประสบภยั

3) ใหการสนบั สนุนพนั ธุพ ืชอาหารสัตวใ นกรณีแปลงหญา เลย้ี งสตั ว ทุง หญาเลีย้ งสัตวเสยี หาย
4) ใหการชวยเหลือคาพันธุสัตวไดเฉพาะในกรณีท่ีเกิดภัยพิบัติขึ้นในพื้นที่เฉพาะแหงภายในพ้ืนท่ี
จังหวัด หรือเปนภัยพิบัติขนาดเล็ก ทําใหสัตวของเกษตรกรตายหรือสูญหายโดยความเสียหายอยูในระดับที่สามารถให
ความชวยเหลอื ไดโดยอาํ นาจของผวู าราชการจงั หวัด
5) เกษตรกรท่ีจะไดรับการชวยเหลือตองเปนเกษตรกรท่ีข้ึนทะเบียนดานปศุสัตวกับหนวยงานของ
กรมปศสุ ตั ว กระทรวงเกษตรและสหกรณ กอ นเกิดภัยพบิ ตั แิ ลว เทา น้ัน
1.7 ดา นการเกษตรอน่ื
ใหดําเนินการชวยเหลือผูประสบภยั พิบัติ รวมท้ังการปอ งกันภัยพิบตั ิ โดยเบกิ จายคา ใชจายไดดงั น้ี
1) คาใชจายในการดําเนินการปรับเกลี่ยพื้นท่ี การไถพรวน ยกรอง การกอสรางคันดิน เพ่ือการเพาะ
ปลกู พชื หรือประกอบกิจกรรมดานการเกษตร ทเี่ ปน การบรรเทาปญหาความเดือดรอ นของผูป ระสบภัยพบิ ตั ิ
2) คาซอมแซมอาคารชลประทาน และระบบชลประทาน ใหสามารถใชงานไดในชวงฉุกเฉิน โดยให
ดาํ เนินการไดเ ฉพาะในสว นทเี่ ก่ียวกบั การสง และระบายนำ้
3) คาจางเหมารถยนต คาระวางบรรทุกทางรถไฟ และเรือบรรทุกของเอกชน เพื่อใชในการขนยาย
สัตวเลยี้ งทปี่ ระสบภัย และที่นําไปสนับสนนุ หรอื ขนสงพืชหญาอาหารสตั ว หรอื อาหารสตั ว ใหเบิกจายดังน้ี

(1) คา จางเหมารถยนตแ ละเรอื บรรทุกของเอกชน ใหจา ยเปนรายวัน ตามราคาทองถิ่น
(2) คาระวางบรรทุกทางรถไฟ ใหเ บิกจา ยไดเ ทาที่จายจริง ตามความจําเปน
1.8 ดานปองกันและบรรเทาสาธารณภัย ใหดําเนินการชวยเหลือผูประสบภัยพิบัติไดตามความจําเปน
ดังน้ี
1) จัดหาน้ำมันเช้ือเพลิงและหลอล่ืน สําหรับยานพาหนะบรรทุกน้ำของทางราชการ องคกรปกครอง
สวนทองถิ่น และเอกชนที่นํามาชวยเหลือผูประสบภัยพิบัติในกรณีภัยแลง โดยให ก.ช.ภ.อ. หรือ ก.ช.ภ.กอ. กําหนด
ความชวยเหลือ โดยพิจารณาถึงจํานวนราษฎร จํานวนวันที่ตองจาย ระยะทางจากแหลงน้ำถึงหมูบานท่ีจะชวยเหลือ
จํานวนยานพาหนะบรรทกุ นำ้ และความจขุ องการบรรทุก

91

Õß§°å √ª°§√Õß «à π∑Õâ ß∂π‘Ë °—∫°“√∫√À‘ “√®—¥°“√ “∏“√≥¿—¬

2) จัดหาภาชนะรองรับน้ำ เชน โองซีเมนต ถังเหล็กอาบสังกะสี ถังเก็บน้ำ ค.ส.ล. ถังปูนฉาบเสริม
ลวด หรือถงั เก็บน้ำประเภทอ่นื ๆ เพอื่ ชว ยเหลอื ราษฎรทีข่ าดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค

3) ซอมแซมภาชนะรองรับน้ำที่ชํารุดเสียหาย เพื่อใหสามารถใชเก็บน้ำไวอุปโภคบริโภค ตลอดจน
ปรับปรุงซอมแซมบอน้ำบาดาลและบอน้ำต้ืน โดยให ก.ช.ภ.อ. หรือ ก.ช.ภ.กอ. ควบคุมดูแลการซอมแซมใหเปนไปโดย
ถกู ตอ ง

4) จัดหาวัสดุ (ไดแ ก กระสอบทราย ดิน ลูกรัง เสาเขม็ ไมแ บบ เปน ตน) เพือ่ นาํ ไปปอ งกันและแกไข
เหตุการณเฉพาะหนา หรือลดอันตรายจากภัยพิบัติท่ีจะทําความเสียหายตอสิ่งสาธารณประโยชนหรือความเสียหายตอ
ราษฎรโดยสวนรวม

5) ซอมแซมสิ่งสาธารณประโยชนท่ีไดรับความเสียหายจากภัยพิบัติ ซึ่งมิไดอยูในความรับผิดชอบ
ของสวนราชการ ใหกระทําไดเฉพาะกรณีเรงดวนจําเปนเพ่ือใหกลับคืนสูสภาพเดิม โดยการซอมแซมน้ันตองไมซําซอน
กบั โครงการท่ีไดร ับงบประมาณดําเนนิ การในบริเวณน้ันอยูแลว

สําหรับการซอมแซมสิ่งสาธารณประโยชนที่อยูในความรับผิดชอบขององคกรปกครองสวนทองถิ่น
จะตองเปน กรณที ี่งบประมาณเพื่อกรณฉี กุ เฉนิ หรอื จําเปนซึ่งตั้งไวในปนน้ั ไดใชจา ยหมดแลว และหาก
ไมซ อ มแซมจะบงั เกิดความเสียหายตอ สง่ิ สาธารณประโยชน หรือสรา งความเดอื ดรอนแกราษฎรโดยสวนรวม

ส่ิงสาธารณประโยชนที่ตองใชงบประมาณและระยะเวลาดําเนินการซอมแซมนาน ใหใชงบ
ประมาณปกติดาํ เนินการ

สําหรับสะพาน หรือถนน หรือถนนที่มีทอระบายน้ำ ที่ไดรับความเสียหายจนไมสามารถซอมแซม
ใหกลับคืนสสู ภาพเดิมได ใหกอ สรา งสะพานคอนกรตี ทดแทน หรือกอสรา งสะพานไมช ั่วคราว หรือ ทอ เหลีย่ ม ค.ส.ล. ข้นึ
ใหมทดแทนของเดิมไดเทาท่ีจําเปน เรงดวน เพ่ือแกไขปญหาเฉพาะหนา ท้ังน้ี การกอสรางสะพานคอนกรีตทดแทนตอง
ใชระยะเวลาในการกอสรา งไมเกิน 45 วัน

กรณีในเขตชุมชนที่เกิดภัยพิบัติเปนระยะเวลานาน ทําใหราษฎรไดรับความเดือดรอนในการ
สญั จรไปมา ใหจ ดั ทําสะพานไมทางเดินชั่วคราวได เพ่อื บรรเทาความเดือดรอนตามความจําเปน

6) จา งเหมาตัด ราน หรือรดิ ตน ไม หรอื กิ่งไมท ีห่ ักโคน อนั เนอื่ งมาจากภัยพบิ ตั ิ ซ่งึ อาจจะทาํ ความเสีย
หายแกส งิ่ สาธารณประโยชน หรือทรัพยสนิ ของทางราชการ

7) จางเหมากําจัดส่ิงกีดขวางทางน้ำ อันไดแก ส่ิงกอสรางสาธารณประโยชนท่ีกีดขวางทางน้ำ หรือ
กิง่ ไม ตน ไม เศษสวะ กอไผ ฯลฯ ทอี่ ุดชองทางน้ำ เปน อุปสรรคตอ การระบายนำ้ ทาํ ใหสง่ิ สาธารณประโยชนตา นทานนำ้
ไมไหว เกดิ ความชาํ รุดเสยี หาย หรอื เกิดความเสยี หายตอ ชวี ติ และทรพั ยส นิ รวมทัง้ การปอ งกัน

8) จัดหาน้ำมันเช้ือเพลิงและหลอลื่น สําหรับเครื่องจักรกลของทางราชการที่นํามาใชในการขุดดินทํา
คันกน้ั น้ำ หรือกาํ จดั สิ่งกดี ขวางทางนำ้ เพ่อื ปองกนั มใิ หนำ้ ทวมสิ่งสาธารณประโยชนแ ละบา นเรือนราษฎร

9) คาใชจายในการดําเนินการขุดลอกเปดทางน้ำ คาจางในการสรางแนวปองกันหรือจัดซื้อวัสดุเพื่อ
สรางแนวปอ งกนั ในลกั ษณะการเตรยี มการปอ งกนั พน้ื ท่เี กษตรกรรมเพือ่ มใิ หเกิดความเสยี หายหรืออันตรายตอสาธารณะ

1.9 ดา นการปฏิบัติงานใหความชว ยเหลือผปู ระสบภัย ใหเบกิ คา ใชจ า ย ดังน้ี
1) คา ซอ มแซมครุภณั ฑ รวมทง้ั ยานพาหนะของทางราชการหรอื เอกชนท่นี าํ มาชว ยเหลือโดยสมัครใจ

และไมคิดมูลคา ซ่ึงชํารุดเสียหายในระหวางปฏิบัติงานชวยเหลือผูประสบภัย ตามความจําเปนใหอยูในสภาพเดิม
เฉพาะกรณจี าํ เปน เรง ดวน เพ่อื ใหความชวยเหลอื ราษฎร ผูประสบภัยสําเร็จลลุ วงไปได

2) คาน้ำมันเชื้อเพลิงและหลอล่ืน รวมท้ังคากระแสไฟสําหรับเครื่องสูบน้ำของทางราชการ องคกร
ปกครองสวนทองถิ่น เพื่อดําเนินการสูบน้ำเขา/ออก และเครื่องสูบน้ำของเอกชนท่ีนํามาใชชวยเหลือเฉพาะในกรณีท่ี
เคร่อื งสบู นำ้ ของทางราชการมีจํานวนไมเพยี งพอ โดยคาํ นึงถึงความจําเปนและประหยดั และการใหราษฎรมีสวนรวมใน

92

Õß§å°√ª°§√Õß «à π∑Õâ ß∂‘Ëπ °—∫°“√∫√À‘ “√®¥— °“√ “∏“√≥¿—¬

การชว ยเหลอื ตนเองเปนสาํ คญั
3) คาน้ำมันเชื้อเพลิงและหลอล่ืน สําหรับยานพาหนะของทางราชการ องคกรปกครองสวนทองถ่ิน

หรือเอกชนท่ีนํามาใชปฏิบัติงานชวยเหลือโดยสมัครใจและไมคิดมูลคา โดยคํานึงถึงความจําเปนและความประหยัด
และการใหร าษฎรมีสว นรวมในการชวยเหลอื ตนเองเปน สําคัญ

4) กรณีที่เครื่องสูบน้ำ หรือยานพาหนะของทางราชการและเอกชนท่ีนํามาชวยเหลือผูประสบภัย
พิบัติมีไมเพียงพอ และไมสามารถขอความรวมมือจากภาคเอกชนได ใหเชาหรือจางเหมาเคร่ืองสูบน้ำ หรือยานพาหนะ
เพื่อนาํ ไปชวยเหลือผูป ระสบภัยพบิ ตั ิไดเ ทา ท่จี ําเปน เรง ดวน โดยจายคา เชาเปน รายวนั ตามราคาทองถ่นิ

5) คาจางเหมาหรือจางแรงงานแบกหามส่ิงของ รวมท้ังคาจางเหมาแรงงานจัดหีบหอ ใหใชเจา
หนาท่ีของสวนราชการกอน ในกรณีที่มีเจาหนาท่ีไมเพียงพอ ใหจางบุคคลภายนอกไดตามจํานวนท่ีเห็นควร ตามอัตรา
คาจา งแรงงานขนั้ ตาํ ตามประกาศของกระทรวงแรงงาน

6) คาเบ้ียเลี้ยง คาตอบแทน คาตอบแทนการปฏิบัติงานนอกเวลา คาใชจายในการเดินทางสําหรับ
เจา หนาทที่ อี่ อกปฏบิ ตั งิ านใหค วามชว ยเหลือประชาชนในพนื้ ทีท่ ปี่ ระสบภยั พิบัตใิ หเ บิกจา ยดังนี้

(1) คาเบ้ียเล้ียง คาตอบแทนการปฏิบัติงานนอกเวลา คาใชจายในการเดินทางสําหรับเจาหนาที่
ท่ีเปนขาราชการหรือลูกจางของทางราชการ ใหเบิกจายไดในกรณีที่งบประมาณปกติไมเพียงพอ หรือมิไดตั้งไวเพื่อการนี้
และใหเ บิกจายตามระเบียบแบบแผนของทางราชการ

(2) คาตอบแทนสําหรับเจาหนาที่ที่มิใชขาราชการ หรือลูกจางของทางราชการใหเบิกจายตาม
อตั ราคา จางแรงงานขั้นตาํ ตามประกาศของกระทรวงแรงงาน

(3) คาเบี้ยเล้ียงหรือคาตอบแทนสําหรับเจาหนาที่ควบคุมเคร่ืองสูบน้ำใหเบิกจายได 1 คน ตอ
1 จุด ที่ตง้ั เครอ่ื งสบู น้ำ

(4) คาเบ้ียเลี้ยงหรือคาตอบแทนสําหรับเจาหนาท่ีคนขับรถยนตบรรทุกเคร่ืองสูบน้ำ วัสดุ และ
ครุภัณฑ 1 คน ตอรถยนต 1 คนั

7) คาอาหารจัดเลี้ยงเจาหนาท่ีของทางราชการและผูมาใหความชวยเหลือ มื้อละไมเกิน 30 บาทตอ
คน ทงั้ น้ี เจาหนา ทขี่ องทางราชการและผมู าใหความชว ยเหลือตอ งไมไดรับเงินอน่ื ใดจากทางราชการอีก

8) คาใชจ า ยในการรับ-สง และตดิ ตอ สอ่ื สาร เทา ทจ่ี ายจริง
9) คาวัสดุสํานักงานซึ่งเก่ียวเนื่องในการชวยเหลือผูประสบภัย และคาวัสดุในการจัดหีบหอ คาจาง
เหมาบริการอ่ืนๆ ท่ีจําเปน เชน เชาเครื่องถายเอกสาร เครื่องคอมพิวเตอร เปนตน ใหเบิกไดตามระเบียบแบบแผนของ
ทางราชการ
2. การสงเคราะหชวยเหลือผูประสบภัยตามพระราชบัญญัติสงเคราะหผูประสบภัย เน่ืองจากการชวย
เหลอื ราชการการปฏิบัตงิ านของชาติ หรอื การปฏบิ ตั ิตามหนาที่มนุษยธรรม พ.ศ.2543
2.1 ผูประสบภัย ผูประสบภัยท่ีจะไดรับเงินสงเคราะหตามกฎหมายน้ี คือ ผูถูกประทุษรายหรือไดรับ
อันตรายถึงสูญเสียอวัยวะ หรือเส่ือมสมรรถภาพในการทํางานของอวัยวะสวนใดสวนหน่ึง หรือทุพพลภาพหรือปวยเจ็บ
จนไมส ามารถใชกําลังกายหรือความคิดประกอบอาชพี ไดต ามปกติ เพราะเหตุผนู ัน้ ไดก ระทาํ การ
1) ชวยเหลือราชการ หรือ
2) ปฏิบัตงิ านชาติตามทไ่ี ดรับมอบหมายจากทางราชการ หรอื
3) ปฏิบตั ิการตามหนาท่หี รอื ชว ยเหลือบุคคลอนื่ ตามหนา ท่ีท่ีกฎหมายกาํ หนด หรอื
4) ปฏิบัติการตามหนาท่ีมนุษยธรรมซึ่งพลเมืองดีพึงปฏิบัติ ในเม่ือการปฏิบัติการนั้นไมขัดกับคําสั่ง
โดยชอบของเจา พนกั งาน

93

Õß§°å √ª°§√Õß à«π∑âÕß∂πË‘ °∫— °“√∫√À‘ “√®¥— °“√ “∏“√≥¿—¬

ถาผูถูกประทุษราย หรือผูไดรับอันตรายหรือผูปวยเจ็บไดกระทําการดวยความประมาทเลินเลออยาง
รา ยแรงหรือดว ยความผดิ ของตนเอง

2.2 ประเภทของเงินทีจ่ ะไดรบั ผูป ระสบภยั มีสิทธิไดร บั เงินสงเคราะหและสิทธปิ ระโยชนอ ืน่ ดังน้ี
1) เงินสงเคราะห ไดแก
- เงินชดเชย คอื เงินที่จา ยเปน เงนิ กอนครั้งเดยี วใหแ กผูประสบภยั ในกรณที ผี่ ปู ระสบภัยไดรบั บาด

เจบ็ หรือใหแ กทายาทของผูประสบภัยในกรณที ่ผี ปู ระสบภัยถึงแกค วามตาย
- เงินดํารงชีพ คือ เงินท่ีจายแกผูประสบภัยเปนรายเดือน ในกรณีที่ผูประสบภัยตองพิการทุพพล

ภาพขนาดหนัก จนเปนอุปสรรคสําคัญย่ิงในการประกอบอาชีพหรือในการดํารงชีพ (จะไดรับทั้งเงินชดเชยและเงินดํารง
ชีพ)

2) สิทธิประโยชนอ่ืน ไดแก คาใชจายเก่ียวกับการรักษาพยาบาล ไดแก คาใชจายซ่ึงประสบภัยไดใช
จายในการรักษาพยาบาล จากสถานพยาบาลของทางราชการและสถานพยาบาลของเอกชน ตามกฎหมายวาดวยเงิน
สวัสดิการเกีย่ วกบั การรักษาพยาบาลของขา ราชการซง่ึ สถานพยาบาลเรยี กเก็บในการรกั ษาพยาบาล ดังนี้

- คายา คาเลือดและสวนประกอบของเลือดหรือสารทดแทน คาน้ำยา หรืออาหารทางเสนเลือด
คาออกซิเจน และอน่ื ๆ ทํานองเดียวกนั ท่ใี ชในการบําบัดรักษาโรค

- คาอวยั วะเทียมและอุปกรณในการบาํ บัดรกั ษาโรค รวมท้ังคา ซอมแซม
- คาบริการทางการแพทย คาตรวจ คาวิเคราะหโรค แตไมรวมถึงคาจางพยาบาลพิเศษ คา
ธรรมเนยี มพเิ ศษ และคา บริการอ่นื ทาํ นองเดยี วกนั ทีม่ ลี ักษณะเปน เงนิ ตอบแทนพเิ ศษ
- คา หอ งและคา อาหารตลอดเวลาทเ่ี ขารับการรกั ษาพยาบาล
- เงินชวยเหลือคาจัดการศพ คือ เงินชวยเหลือผูประสบภัยซ่ึงถึงแกความตาย โดยจายใหแก
ทายาทซึง่ จดั การศพ หรอื ผจู ัดการศพของผูประสบภัย
2.3 ผูมสี ิทธริ บั เงนิ แยกไดเ ปน 2 กรณี คอื
1) กรณีผปู ระสบภัยไดร ับบาดเจ็บ ผูประสบภัยมสี ิทธิท่จี ะไดร ับเงิน ดงั ตอ ไปน้ี
- เงินชดเชย
- เงินดาํ รงชพี
- คาใชจ า ยเก่ียวกบั การรกั ษาพยาบาล
2) กรณีผปู ระสบภยั ถึงแกค วามตาย ทายาทมีสทิ ธไิ ดรับเงินดงั ตอไปนี้
- เงินชดเชย ผทู มี ีสิทธิรบั เงินชดเชยไดแ ก ทายาทตามหลกั เกณฑการจา ยเงนิ
บําเหน็จตกทอดตามกฏหมายวา ดวยบาํ เหนจ็ บํานาญขาราชการ ไดแก
• บุตร และใหหมายความรวมถึงบุตรซึ่งไดมีคําพิพากษาของศาลวาเปนบุตรชอบดวยกฎหมาย
ของผูประสบภัย ซ่ึงไดมีการฟองคดีขอใหรับเด็กเปนบุตรกอน หรือภายในหน่ึงปนับแตวันที่บิดาตาย หรือนับแตวันท่ีไดรู
หรือควรไดรูถ งึ ความตายของบิดา
• สามี หรอื ภริยา และ
• บดิ า มารดา หรอื บดิ า หรือมารดา
- คาใชจายเก่ียวกับการรักษาพยาบาล ในกรณีท่ีผูประสบภัยถึงแกความตายกอนย่ืนคําขอรับคา
ใชจายเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล คารักษาพยาบาลจึงถือเปนมรดก ผูท่ีมีสิทธิรับเงินคารักษาพยาบาล จึงไดแกทายาท
ตามประมวลกฎหมายแพงและพาณชิ ย
94

Õß§å°√ª°§√Õß à«π∑Õâ ß∂Ë‘π °—∫°“√∫√‘À“√®—¥°“√ “∏“√≥¿¬—
- เงินชวยเหลือคา จัดการศพ ผทู มี่ ีสทิ ธริ ับเงินชวยเหลอื คา จดั การศพ ไดแก
• ทายาทซึ่งจัดการศพ หรือในกรณีที่ทายาทซึ่งจัดการศพมีหลายคน ใหจายเงินชวยเหลือคา
จัดการศพแกทายาทผูซ่ึงทายาทอ่ืนมอบหมาย (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2549 โดยไดนําขั้นตอนการชวยเหลือผูประสบภัยพิบัติ
กรณีฉุกเฉินเดิม ที่ทางกรมปองกันและบรรเทาสาธารณภัยไดจัดทําไวมาเปนกรอบดําเนินการ และไดแสดงรายละเอียด
ของหลักเกณฑการชว ยเหลอื ผปู ระสบภัยพิบัตกิ รณีฉุกเฉินเปนหนังสอื
• หากไมมีทายาท หรือมีแตไมมีผูจัดการศพ ใหจายเงินชวยเหลือคาจัดการศพแกผูจัดการศพ
และหากผูจัดการศพมีหลายคน ใหจายเงินชวยเหลือคาจัดการศพแกผูจัดการศพผูซ่ึงผูจัดการศพอ่ืนมอบหมายเปน
หนังสือ

95

Õß§°å √ª°§√Õß à«π∑Õâ ß∂π‘Ë °—∫°“√∫√‘À“√®¥— °“√ “∏“√≥¿¬—

อัตราคา ใชจ า ยเงินชวยเหลอื ผูประสบภยั พบิ ตั ิ ตามหลกั เกณฑและ
วิธดี ำเนนิ การใหค วามชว ยเหลือผปู ระสบภยั พบิ ัตกิ รณีฉกุ เฉิน พ.ศ.2551

ขอ 5.1 ดานการชว ยเหลือผปู ระสบภัย

ขอ รายการ เงื่อนไข จำนวนเงิน
เทา ทจ่ี ายจรงิ (บาท)
1 คา อาหารจัดเลยี้ ง และถงุ ยังชีพ เทา ที่จายจริง
เทา ที่จายจริง คา อาหารมื้อละไมเ กนิ 30/วัน/คน
2 คาเครอื่ งครัวและอุปกรณใ นการประกอบ เทา ทจ่ี า ยจริง ถงุ ยังชีพชุดละไมเ กนิ 500/ครอบครวั
อาหาร ครอบครวั ละไมเกนิ 3,500
เทา ทจี่ ายจรงิ ตามความจําเปน
3 คาน้ำบรโิ ภคและใชสอย เทา ทจ่ี ายจรงิ หลงั ละไม เกิน 20,000
4 คาวัสดซุ อ มแซมที่อยูอาศัยประจาํ ซึ่งผู เทา ทจ่ี ายจรงิ
เทา ทจ่ี า ยจริง หลงั ละไมเ กิน 30,000
ประสบภัยเปนเจาของ และท่อี ยอู าศยั ของ เทาทจ่ี า ยจรงิ
พระภกิ ษสุ ามเณรในวัดทีไ่ ดรับความเสยี หาย เทา ท่ีจา ยจรงิ ครอบครวั ละไมเกิน 3,000
บางสวน ครอบครัวละไมเกนิ 8,000
5 คาวสั ดกุ อ สรา งท่อี ยอู าศยั ประจํา ซ่ึงผปู ระสบ ครอบครัวละไมเ กนิ 200
ภยั เปนเจา ของ และทีอ่ ยอู าศยั ของพระภกิ ษุ คนละไมเ กนิ 100/วนั
สามเณรในวดั ท่ไี ดร บั ความเสยี หายทง้ั หลัง ครอบครวั ละไมเกนิ 1,500/เดอื น
6 คาวสั ดุซอ มแซมยุง ขาว/โรงเรือน/คอกสัตว ไมเกิน 2 เดือน
ท่ีไดรบั ความเสยี หายบางสว น
7 คา วัสดสุ รางยงุ ขา ว/โรงเรอื น/คอกสัตว
ท่ไี ดรบั ความเสียหายทงั้ หลงั
8 คาอปุ กรณแ สงสวางในทีอ่ ยอู าศัยแทน
ของเดมิ
9 คาเชาทพ่ี กั ไมเกิน 7 วนั
10 คา เชาบานแกผูป ระสบภยั กรณีเชาบา นของ
ผูอ ่ืน และ บา นเชาเสยี หายทงั้ หลังหรือ
บางสว น

96

Õß§å°√ª°§√Õß «à π∑âÕß∂‘Ëπ °—∫°“√∫√À‘ “√®¥— °“√ “∏“√≥¿¬—

ขอ รายการ เงอ่ื นไข จำนวนเงิน
11 - คา ดัดแปลงสถานที่เปน ที่พักชัว่ คราว เทาที่จา ยจริง (บาท)
เทาทจ่ี ายจริง
- คาสรา งทพี่ กั ชว่ั คราว เทา ทจ่ี ายจรงิ ครอบครัวละไมเ กนิ 2,000
- คาผา ใบ/ผาพลาสตกิ /วสั ดอุ ่ืนสาํ หรบั ครอบครวั ละไมเกิน 4,000
กนั แดด กนั ฝน และปอ งกันอทุ กภยั ครอบครัวละไมเ กนิ 800
12 คา ใชจา ยในการจัดสาธารณูปโภคในทพี่ กั
ชัว่ คราว เทาที่จา ยจริง ตามความจาํ เปน
- คาไฟฟา /อปุ กรณแ สงสวา ง เทาที่จา ยจรงิ ตามความจําเปน
- คานำ้ บรโิ ภคและใชสอย เทา ทจี่ ายจรงิ ไมเ กิน 1,500/1 ท่ี
- จดั สรางหองน้ำ 1 ท่ี/ 10 คน เทา ทจ่ี า ยจรงิ ไมเ กนิ 1,500/1 ท่ี
- จัดสรางหอ งสว ม 1 ท/่ี 10 คน เทา ที่จายจรงิ ตามความจําเปน
- จัดสรางโรงครวั /ทร่ี ับประทานอาหาร เทาที่จา ยจริง ตามความจาํ เปน
- จัดสรา งท่ีรองรบั ทาํ ลาย หรอื กําจดั ขยะ เทาที่จา ยจรงิ ไมเ กนิ 1,000
13 - คาเคร่ืองนุงหม คนละ 2 ชดุ เทาที่จา ยจรงิ ไมเกิน 1,000
- คาเคร่ืองแบบนักเรยี นนักศึกษา
คนละ 2 ชดุ เทา ทจ่ี า ยจริง คนละไมเ กิน 500
14 คาเครื่องนอน เทาที่จา ยจรงิ ครอบครัวละไมเ กนิ 10,000
15 คาเครื่องมือประกอบอาชีพและหรอื เงนิ ทุน
ประกอบอาชีพ - รักษาตวั ในสถาน จา ยเงนิ ชวยเหลอื เบือ้ งตน 3,000
16 คา ชว ยเหลือผูบ าดเจบ็ พยาบาล 3 วันขน้ึ ไป
- กรณีบาดเจ็บสาหสั - รักษาตวั เกิน 30 วัน เงนิ ยงั ชีพ 2,000/เดือน
จนกวาจะออกจากสถานพยาบาล
- กรณีบาดเจ็บถึงข้นั พิการ ขึน้ ไป ชว ยเหลอื เบ้อื งตน 10,000
ไมส ามารถประกอบ และเงนิ ยงั ชพี คนละ 2,000/เดอื น/ไม
- กรณีสาธารณภัยขนาดใหญ รนุ แรง เกิน 2 ป
สะเทือนขวญั อาชีพได คา ปลอบขวัญผูบาดเจบ็
17 - คาจดั การศพ รายละไมเ กิน 2,000 บาท
- กรณผี ตู ายเปน ผหู าเล้ียงครอบครัว รกั ษาตวั ในสถาน รายละไมเกิน 25,000
พยาบาล
เสียชีวติ

หวั หนาครอบครวั ชวยเงนิ สงเคราะหครอบครวั อกี
หรอื เปนผหู ารายได ไมเกิน 25,000

เล้ยี งดู

97

Õß§°å √ª°§√Õß à«π∑Õâ ß∂Ë‘π °—∫°“√∫√À‘ “√®¥— °“√ “∏“√≥¿¬—

ขอ รายการ เงอื่ นไข จำนวนเงิน
(บาท)
18 คา จัดซอื้ เครื่องกนั หนาว อุณหภูมิตำ่ กวา
19 คาขนยา ยครอบครัวผูประสบภัยพิบัติทีจ่ ําเปน 15 องศาเซลเซยี ส คนละไมเ กิน 240
ติดตอ กนั เกนิ 3 วัน จังหวดั หนึง่ ไมเกินงบประมาณปล ะ
ตองยายถนิ่ ท่อี ยใู หมหรอื กลบั ภูมลิ าํ เนาเดิม 1,000,000
เทาทจ่ี า ยจรงิ
ครอบครวั ละไมเ กนิ 5,000

98

Õß§°å √ª°§√Õß à«π∑Õâ ß∂‘Ëπ °∫— °“√∫√‘À“√®¥— °“√ “∏“√≥¿—¬

ขอ 5.2 ดานสงั คมสงเคราะหและฟน ฟผู ปู ระสบภัย

ขอ รายการ เงอื่ นไข จำนวนเงนิ
1 คาชวยเหลอื ผสู งู อายหุ รอื ผพู กิ าร ซึ่งหวั หนา ตามความเหมาะสม (บาท)

ครอบครวั ประสบภยั พบิ ตั จิ นเสยี ชีวติ พิการ และจําเปน ครอบครัวละไมเกนิ 5,000
บาดเจบ็ และไมสามารถดํารงชีวติ ไดอยาง
ปกติสุข บิดามารดา คนละไมเกิน 3,000
2 คา ชว ยเหลือนกั เรยี นนกั ศกึ ษากรณีทบ่ี ดิ า หรอื ผมู ีอุปการะ คนละ 500/ 1 ภัย หรอื 1 เหตุการณ
มารดาหรือผูอุปการะ หรือผูมรี ายไดหลัก เสยี ชีวิตจากภยั พิบตั ิ
เลย้ี งดคู รอบครัวเสียชีวิตจากภัยพิบัติ
- คาอปุ กรณการเรียนการศกึ ษา เฉพาะพ้ืนที่ประสบภัย คนละไมเ กิน 2,000
- คา ใชจายตามภารกจิ ประจาํ วัน เชน คา พิบตั ิ วนั ละไมเกนิ 500
พาหนะไปสถานศึกษา (ไมเ กิน 10 วนั )
3 คาใชจ า ยโครงการฝก อบรมสง เสรมิ อาชพี เทาทีจ่ ายจรงิ ไมเ กนิ 10,000
ระยะสน้ั เทาท่จี ายจริง
- คา อปุ กรณการฝกอาชีพ เทาที่จายจรงิ
- คา ตอบแทนวทิ ยากร
เทา ทจ่ี ายจรงิ ครอบครวั ละไมเกนิ 4,000
- คาใชจ า ยในการดําเนินงาน ปฏิบัตกิ ารฝก
อบรม
- คาอปุ กรณใ นการลงทุนประกอบอาชพี

99


Click to View FlipBook Version