The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ที่ระลึกงานพระราชทานเพลิงศพ ศ ดร ปรีดี เกษมทรัพย์ เล่ม 2

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by aram.du, 2021-10-27 09:08:49

ที่ระลึกงานพระราชทานเพลิงศพ ศ ดร ปรีดี เกษมทรัพย์ เล่ม 2

ที่ระลึกงานพระราชทานเพลิงศพ ศ ดร ปรีดี เกษมทรัพย์ เล่ม 2

194 “ปรดี ี เกษมทรพั ย์ คนสามวัฒนธรรม บดิ าแหง่ นติ ปิ รัชญาไทย”

ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจนั ทร์

195

ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอร่าม ดวงจันทร์

196 “ปรดี ี เกษมทรพั ย์ คนสามวัฒนธรรม บดิ าแหง่ นติ ปิ รัชญาไทย”

ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจนั ทร์

197

ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอร่าม ดวงจันทร์

198 “ปรีดี เกษมทรพั ย์ คนสามวฒั นธรรม บดิ าแห่งนติ ิปรัชญาไทย”

ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอร่าม ดวงจนั ทร์

พธิ ีหล่อพระและพทุ ธาภิเษก “พระเกษมศานตป์ ติ ิมุนี”

199

คำ�ประกาศสดดุ เี กยี รตคิ ณุ

ศาสตราจารย์ ดร.ปรดี ี เกษมทรพั ย์

นติ ิศาสตรดษุ ฎีบณั ฑิตกิตตมิ ศักดิ์
ปกี ารศกึ ษา ๒๕๓๘

ศาสตราจารย์ ดร.ปรีดี เกษมทรัพย์ นับเป็นผู้ทรงเกียรติและทรงคุณธรรม
เป็นผู้อุทิศตนปฏิบัติหน้าที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งแก่ประเทศชาติและมีผลงานทาง
วชิ าการดเี ดน่ ก่อคุณูปการแกว่ งวิชาการนติ ศิ าสตร์ของประเทศไทยอย่างส�ำ คญั ควร
แกก่ ารยกย่องใหเ้ ป็นแบบอย่างแกน่ กั วิชาการนติ ิศาสตรใ์ นปัจจุบนั

ความเป็นนักวิชาการท่ียึดมั่นในความถูกต้องเป็นธรรมอย่างแน่นแฟ้นโดย
ไม่ยอมลดละให้แก่ส่ิงท่ีตนพิจารณาแล้วเห็นว่ายุติธรรม นับเป็นคุณลักษณะสำ�คัญ
ประการหน่ึงของศาสตราจารย์ ดร.ปรดี ี เกษมทรัพย์ ดังทไี่ ดป้ รากฏแกส่ าธารณชนมา
แลว้ หลายครง้ั กรณีทศ่ี าสตราจารย์ ดร.ปรดี ี ได้ยืนหยดั ต่อสกู้ บั ความมิชอบ ปรากฏให้
เหน็ ไดช้ ดั ทีส่ ุดได้แก่ กรณพี พิ าทระหว่างบรษิ ทั เอกชนกับรัฐ เมอ่ื พ.ศ. ๒๕๑๘ เกี่ยว
กับสิทธิสัมปทานของบริษัทไทยแลนด์เอ็กซพลอเรชั่น แอนด์ไมน่ิง จำ�กัด (เทมโก้)
ซ่ึงเป็นบรรษัทข้ามชาติผู้ได้รับสัมปทานเหมืองแร่ กรณีพิพาทดังกล่าวเป็นคดีท่ี
สาธารณชนได้ให้ความสนใจอย่างยิ่ง เพราะเกี่ยวพันกับผลประโยชน์ของชาติจำ�นวน
มหาศาล ศาสตราจารย์ ดร.ปรีดี เกษมทรัพย์ ได้มีส่วนแสดงความคิดเห็นและเสนอ
ทางออกทางกฎหมายในเรอื่ งนอ้ี ยา่ งส�ำ คญั จนน�ำ ไปสกู่ ารเพกิ ถอนประทานบตั รในทส่ี ดุ
โดยศาสตราจารย์ ดร.ปรีดี เกษมทรัพย์ สามารถแสดงเหตุผลและหลักกฎหมายให้
คกู่ รณที ง้ั สองฝา่ ยเหน็ ไดอ้ ยา่ งแจม่ แจง้ สมั ปทานดงั กลา่ วจงึ ถกู ยกเลกิ โดยบรษิ ทั เอกชน
เจา้ ของสมั ปทานกย็ อมรบั มตดิ งั กลา่ ว ดงั ทม่ี ไิ ดด้ �ำ เนนิ การฟอ้ งรอ้ งรฐั บาลใหร้ บั ผดิ ชดใช้
ค่าเสียหายแต่ประการใด นับว่าศาสตราจารย์ ดร.ปรีดี เกษมทรัพย์ สามารถใช้วิชา
ความรู้ทางนิติศาสตร์ช่วยผดุงรักษาความถูกต้องและช่วยรักษาประโยชน์ทรัพยากร
ดาวนโ์ หลดธจารกรรมะบชบาTตUอิ Dนั Cมโดีคย่านขาอยองรชา่ มาตดวมิ งจลู นั คท่าร์นับพนั ลา้ นบาทไวไ้ ด้

200 “ปรีดี เกษมทรพั ย์ คนสามวฒั นธรรม บดิ าแหง่ นิตปิ รชั ญาไทย”

ในแงข่ องการอทุ ศิ ตนเพอ่ื กอ่ คณุ ปู การทางวชิ าการนติ ศิ าสตรน์ น้ั ศาสตราจารย์
ดร.ปรีดี เกษมทรัพย์ นับเป็นนักวิชาการผู้ที่อุทิศตนแก่วงวิชานิติศาสตร์คนสำ�คัญใน
ช่วง ๒๐ ปที ผ่ี า่ นมา โดยได้เร่มิ เข้าชว่ ยราชการมหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตรม์ าตัง้ แต่ยงั
รบั ราชการเปน็ ผพู้ พิ ากษาในกระทรวงยตุ ธิ รรมไดม้ สี ว่ นส�ำ คญั ในการสอน และเขา้ ชว่ ย
ปรบั ปรงุ หลกั สตู รคณะนติ ศิ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์ มาตง้ั แตค่ รงั้ ศาสตราจารย์
สัญญา ธรรมศกั ดิ์ เป็นคณบดี เร่ือยมาจนสมัยของศาสตราจารย์ จิตติ ตงิ ศภทั ยิ ์ เปน็
คณบดีและตอ่ มาเมื่อ ศาสตราจารย์ ดร.ปรดี ี เกษมทรพั ย์ ได้โอนมาเป็นอาจารยป์ ระจำ�
คณะนติ ศิ าสตร์ ก็ตอ้ งนบั ว่าได้อทุ ศิ ตนในการสอน เป็นก�ำ ลังสำ�คญั ในการปลูกฝงั วิชา
นติ ศิ าสตรท์ ั้งในระดับปริญญาตรี และระดบั บณั ฑติ ศกึ ษามาตลอด

เมอ่ื ครง้ั ทศ่ี าสตราจารย์ ดร.ปรดี ี เกษมทรพั ย์ ไดร้ บั ค�ำ เชญชวนของคณาจารย์
ในคณะนติ ศิ าสตรโ์ ดยการสนับสนุนจาก ดร.ปว๋ ย อ๊ึงภากรณ์ อธกิ ารบดีมหาวิทยาลยั
ธรรมศาสตร์ ให้เข้าด�ำ รงต�ำ แหน่งคณบดีคณะนติ ศิ าสตร์ เมือ่ พ.ศ. ๒๕๑๘ นนั้ ท่านได้
ตดั สนิ ใจโอนจากต�ำ แหนง่ ผพู้ พิ ากษามารบั ราชการเปน็ อาจารยป์ ระจ�ำ ในคณะนติ ศิ าสตร์
อย่างเต็มตัว นับเป็นครั้งแรกที่ผู้ดำ�รงตำ�แหน่งคณบดีคณะนิติศาสตร์ซ่ึงมาจากบุคคล
ภายนอกได้โอนเข้ามารับราชการเป็นอาจารย์ประจำ� จนถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติท่ี
คณาจารย์ในคณะนิติศาสตร์ถือปฏิบัติต่อมา และนับเป็นการให้เกียรติ และยกย่อง
ศักดิ์ศรี ทางวิชาการของอาจารย์ประจำ�คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
อย่างย่ิง เป็นการเริ่มต้นยุคของการผลิตและการส่งเสริมนักวิชาการนิติศาสตร์ที่เป็น
อาจารยป์ ระจ�ำ ทร่ี บั เอาภารกจิ ในการสรา้ งสรรคว์ ชิ าการนติ ศิ าสตรเ์ ปน็ ภารกจิ ส�ำ คญั ใน
ชวี ติ กอ่ ให้เกดิ บรรยากาศของการรวมตัวเปน็ คณะ (Faculty) และเปน็ เพื่อนร่วมงาน
วิชาการ (Colleague) ในแวดวงผู้ใฝ่ใจทางวิชาการ และอุทิศตนทำ�งานทางวิชาการ
เปน็ ฐานสำ�คญั ของการต้ังคณะนติ ิศาสตร์ อยา่ งเปน็ หลักเป็นฐานสืบมาจนปัจจบุ ันเปน็
การแสดงออกถงึ ความใฝใ่ จและอทุ ศิ ตนทางวชิ าการทค่ี วรคา่ แกก่ ารเปน็ แบบอยา่ งยง่ิ นกั

ผลงานทส่ี �ำ คัญในทางวชิ าการของศาสตราจารย์ ดร.ปรดี ี เกษมทรพั ย์ ทไี่ ด้
สรา้ งไวเ้ ปน็ ทเี่ หน็ ประจกั ษต์ งั้ แตเ่ มอื่ กวา่ ๒๐ ปกี อ่ นและยงั คงไดร้ บั การยกยอ่ งเปน็ แบบ
อย่างมาถึงปัจจุบัน ก็คือการปรับปรุงหลักสูตรคณะนิติศาสตร์ ทั้งระดับปริญญาตรี
และระดบั บณั ฑติ ศกึ ษาใหม้ มี าตรฐานทางวชิ าการทดั เทยี มกบั คณะนติ ศิ าสตรใ์ นประเทศ

ดาวนโ์ หลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจันทร์

201

ที่เจริญแล้วท้ังหลาย โดยมุ่งปรับปรุงแก้ไขหลักสูตรให้เอ้ือเฟื้อต่อการปลูกฝังทัศนคติ
อย่างใหม่แก่นักนิติศาสตร์ไม่ให้คับแคบและติดยึดอยู่กับตัวบทกฎหมายตามตัวอักษร
จนเกินไป โดยไม่คำ�นึงถึงความเป็นจริง ไม่คำ�นึงถึงความเปล่ียนแปลงของบ้านเมือง
และสงั คมน้ี ประการหนึง่ กับม่งุ ตอ่ การสง่ เสริมใหม้ ีการปลกู ฝงั คณุ ธรรม จรรยาบรรณ
และอุดมคตดของวชิ าชพี นกั กฎหมายแกน่ กั ศกึ ษากฎหมายอีกประการหนงึ่

ศาสตราจารย์ ดร.ปรดี ี เกษมทรัพย์ ไดบ้ รรยายยวชิ ากฎหมายแพ่ง : หลัก
ท่ัวไป อันเป็นวิชาหลักสำ�หรับนักศึกษาวิชากฎหมายภาคแรกมานานกว่า ๒๐ ปี ใน
การบรรยายวชิ าน้ี เปน็ ทย่ี อมรบั วา่ ทา่ นไดว้ างพน้ื ฐานความรแู้ ละทศั นคตทิ างนติ ศิ าสตร์
โดยแท้ให้เป็นหลักม่ันคงทางวิชาการอย่างที่ไม่เคยมีผู้ใดได้เคยทำ�ไว้ก่อน ด้วยการ
เนน้ ใหเ้ หน็ วา่ วชิ านติ ศิ าสตรโ์ ดยแทม้ งุ่ โดยตรงตอ่ การศกึ ษากฎหมายให้ “รกู้ ฎหมาย”
และ “การใช้กฎหมายเป็น” ในการน้ีนักกฎหมายจะต้องเข้าใจถึงนิติวิธี (jurisitic
method) ที่ถูกต้องตามระบบประมวลกฎหมาย (civil law system) คือจะต้องใช้
กฎหมายให้สอดคล้องกับตัวอักษร และความมุ่งหมายแห่งกฎหมายอย่างซ่ือสัตย์ ไม่
ยดึ อยกู่ บั ถอ้ ยค�ำ ตามตวั อกั ษรของบทบญั ญตั แิ ตถ่ า่ ยเดยี ว หากยงั ตอ้ งค�ำ นงึ ถงึ หลกั การ
และเหตผุ ลทแ่ี ฝงอยใู่ นบทบญั ญตั แิ หง่ กฎหมายนน้ั ๆ เสมอไปดว้ ย กลา่ วไดว้ า่ การปลกู
ฝังทัศนคติดังกล่าวได้กระตุ้นให้นักศึกษากฎหมายกล้าท่ีจะพิเคราะห์บทบัญญัติแห่ง
กฎหมายให้ลึกซึ้งลงไปในทางวิชาการ และอาศัยเหตุผลทางวิชาการมาตีความ และ
ปรบั ใชก้ ฎหมายใหส้ อดคลอ้ งกบั เหตผุ ลของเรอื่ ง สอดคลอ้ งกบั ความเปน็ จรงิ และความ
เปลี่ยนแปลงทางสังคมย่ิงข้ึน อันจะช่วยให้สามารถผดุงความยุติธรรมตามความเป็น
จรงิ ให้เกิดมีขึ้นได้ในทสี่ ุด

เคียงคู่กับการปลูกฝังทัศนคติพ้ืนฐานทางวิชานิติศาสตร์โดยผ่านทางวิชา
กฎหมายแพ่ง : หลกั ท่วั ไป ศาสตราจารย์ ดร.ปรีดี เกษมทรพั ย์ ได้เป็นผบู้ รรยายวชิ า
นิตปิ รัชญาในคณะนติ ิศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์ ตดิ ตอ่ กนั มากกว่า ๒๐ ปเี ช่น
กัน ในการสอนวชิ าดังกล่าว ทา่ นไดพ้ ฒั นาคำ�สอนวา่ ด้วย “ทฤษฎกี ฎหมายสามชั้น”
ขึ้นเพ่ืออธิบายให้นักศึกษาเข้าใจพัฒนาการของกฎหมายและปรากฏการณ์ทาง
กฎหมายในสมยั ใหม่ สามารถใชเ้ ปน็ ฐานแหง่ การท�ำ ความเขา้ ใจปญั หารากฐานและการ
ศกึ ษาวจิ ยั ในกฎหมายในหลายสาขา นบั ได้ว่าทา่ นเป็นผูบ้ ุกเบกิ ใหม้ ีการปลกู ฝงั ให้นกั

ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอร่าม ดวงจันทร์

202 “ปรีดี เกษมทรัพย์ คนสามวฒั นธรรม บดิ าแห่งนติ ิปรัชญาไทย”

กฎหมายเขา้ ใจถงึ ธาตแุ ท้ (essence) ของกฎหมายและวชิ ากฎหมาย สถานะ และภารกจิ
ของกฎหมายและวชิ ากฎหมายในสงั คม บา้ นเมอื ง และโลกชนดิ ทไ่ี มเ่ คยมนี กั นติ ศิ าสตร์
ไทยทา่ นใดไดเ้ คยท�ำ ไวก้ อ่ น ผทู้ ใี่ ฝใ่ จศกึ ษาวชิ านจี้ ะสามารถมองเหน็ ปรมิ ณฑลของวชิ า
กฎหมายว่ามิได้ส้ินสุดยุติอยู่เพียงแค่การศึกษากฎหมายในแง่วิชานิติศาสตร์โดยแท้
เทา่ นน้ั ทงั้ ยงั จะเขา้ ใจถงึ ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งกฎหมายกบั ปรากฏการณอ์ น่ื ๆ ในสงั คม
อันนำ�ไปสู่ความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างวิชากฎหมายกับวิชาการแขนงอ่ืนๆ ได้
ชดั เจนขนึ้ นบั เปน็ การปพู นื้ ฐานทางทฤษฎขี องการศกึ ษาวชิ ากฎหมายในลกั ษณะทเ่ี ออ้ื
อ�ำ นวยตอ่ การขยายปรมิ ณฑลของการศกึ ษาออกไปสกู่ ารศกึ ษาแบบสหวทิ ยาการอยา่ ง
สำ�คัญ ดังจะเห็นได้จากการแสดงให้เห็นความสำ�คัญของวิชาประวัติศาสตร์กฎหมาย
วิชาสังคมวิทยากฎหมาย วิชากฎหมายเปรียบเทียบ และวิชานิติปรัชญา เคียงคู่กับ
การศกึ ษาวชิ านติ ศิ าสตรโ์ ดยแท้ ผลแหง่ ความเขา้ ใจทางวชิ าการและความเปลย่ี นแปลง
ทางทัศนคติข้อน้ี ได้แสดงให้เห็นความก้าวหน้าที่เกิดขึ้นในผลงานค้นคว้าวิจัยใน
วิทยานิพนธ์ของนักศึกษาชั้นปริญญาโทของคณะนิติศาสตร์ซึ่งได้ขยายตัวกว้างขวาง
อย่างยงิ่ ในปัจจุบนั

เม่ือคำ�นึงถึงว่า ผลงานวิชาการที่สำ�คัญไม่ได้จำ�กัดอยู่เฉพาะการเผยแพร่
ความรู้ แตย่ ังรวมไปถงึ การกอ่ ใหเ้ กดิ ความเปล่ยี นแปลงแลว้ กล่าวได้ว่า คำ�สอน และ
ตำ�ราของศาสตราจารย์ ดร.ปรีดี เกษมทรัพย์ ท้ังในวิชากฎหมายแพ่ง : หลักทั่วไป
และในวชิ านติ ปิ รชั ญา ไมเ่ พยี งแตม่ ผี ลในการขยายขอบเขตความรทู้ างกฎหมายเทา่ นนั้
แต่ยังมีผลเป็นการชี้ทางและก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางทัศนคติของนักนิติศาสตร์
ในประเทศไทยอย่างใหญ่หลวง ทำ�ให้วิชาการนิติศาสตร์ในประเทศไทยมีฐานความ
เข้าใจทางทฤษฎีท่ีมั่นคงไม่น้อยหน้าวงวิชานิติศาสตร์ในประเทศท่ีเจริญแล้วท้ังหลาย
ประเทศใดในโลก

จากเกยี รตปิ ระวตั สิ ว่ นตวั และเกยี รตปิ ระวตั ใิ นการท�ำ งานทม่ี ผี ลงานดเี ดน่ เปน็
ประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติ สภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จึงมีมติให้
ศาสตราจารย์ ดร.ปรีดี เกษมทรัพย์ ได้รับปริญญานิติศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์
ประจ�ำ ปกี ารศกึ ษา ๒๕๓๘ เพอ่ื เชดิ ชคู ณุ งามความดแี ละความสามารถใหเ้ ปน็ ทป่ี ระจกั ษ์

ดาวนโ์ หลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจนั ทร์

203

ศาสตราจารย์ ดร.ปรีดี เกษมทรพั ย์
(Prof.Dr.Preedee Kasemsup)

เป็นบุตรของ นายกิมฮงและนางบัวทอง เกษมทรัพย์ เกิดเมื่อวันที่ ๑๔
พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๗๐ ณ ตำ�บลในเมือง อำ�เภอเมือง จังหวัดร้อยเอ็ด สมรสกับ
นางองั คณา เกษมทรัพย์ (สกุลเดิมไตรวิทยาคุณ) เมื่อวนั ท่ี ๒๘ กนั ยายน พ.ศ. ๒๕๐๙
ณ กรงุ บอนน์ ประเทศเยอรมันนี มีบุตรจ�ำ นวน ๔ คน และหลานปู่ ๙ คนดงั น้ี

๑. นายบรรณ เกษมทรัพย์ สมรสกับนางอษุ ณษี ์ เกษมทรพั ย์ มบี ตุ รสามคน
คือ ด.ช.อรญั , ด.ช.กฤษณ์ และ ด.ช.ตฤณ เกษมทร้พย์

๒. นายปัญญ์ เกษมทรัพย์ สมรสกับนางวรพรรณ เกษมทรัพย์ มีบุตรธิดา
๓ คนคือ นายปรญิ ญ,์ นางสาวปณั ฑติ า และ ด.ช.ปรชั ญ์ เกษมทรพั ย์

๓. ดร.นพ.วิชช์ เกษมทรัพย์ สมรสกับ พญ.รัชดา เกษมทรัพย์ มีบุตรธิดา
๒ คนคอื นายทัศน์พล และ ด.ญ.วีรยา เกษมทรพั ย์

๔. นายวัตร เกษมทรพั ย์ สมรสกับนางปทมภทั เจรญิ ร่งุ เรอื ง มีบตุ ร ๑ คน
คอื ด.ช.กวินสิทธ์ิ เกษมทรัพย์

ดาวนโ์ หลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจนั ทร์

204 “ปรดี ี เกษมทรัพย์ คนสามวัฒนธรรม บิดาแหง่ นติ ปิ รัชญาไทย”

การศึกษา

ชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ี่ ๖ โรงเรียนประจำ�จงั หวดั ร้อยเอด็ “ร้อยเอ็ดวทิ ยาลยั ”
ชัน้ มธั ยมศึกษาปที ี่ ๘ โรงเรยี นอัสสัมชัญ อำ�เภอบางรัก กรงุ เทพฯ
ปริญญาตรี นิตศิ าสตรบณั ฑติ (เกยี รตินยิ มด)ี
ปริญญาโท นติ ศิ าสตรมหาบณั ฑิต (M.C.L.) จาก Tulane University,
New Orleans, La., U.S. พ.ศ. ๒๕๐๒
ปริญญาเอก นิติศาสตรดุษฎีบัณฑิต (Dr. jur.) จาก มหาวิทยาลัยแห่ง
กรงุ บอนน์ (University at Bonn, Germany) พ.ศ. ๒๕๑๐
ดษุ ฎบี ณั ฑติ กิตติมศกั ด ์ิ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์ ๒๕๓๘
วิชาชพี เนติบัณฑิตไทย
ประกาศนยี บัตรครสู อนภาษาจนี กระทรวงศกึ ษาธกิ าร

เปน็ “นายตำ�รวจ”

รับราชการยศนายร้อยตำ�รวจโท (ร.ต.ท.) ในประจำ�กองการต่างประเทศ
และแถลงข่าว กรมตำ�รวจ พ.ศ. ๒๔๙๖-๒๔๙๘

เปน็ “ตลุ าการ”

เป็นราชการตุลาการในตำ�แหน่งผู้พิพากษาในศาลระดับช้ันต่างๆ เป็นเวลา
๒๐ ปี ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๙๘-๒๕๑๗

เปน็ หวั หนา้ กองการคดี (ปจั จบุ นั เปน็ ส�ำ นกั สง่ เสรมิ ตลุ าการ) กระทรวงยตุ ธิ รรม
พ.ศ. ๒๕๑๓-๒๕๑๕

ผู้ชว่ ยพิพากษาศาล พ.ศ. ๒๕๑๕-๒๕๑๗
ผพู้ พิ ากษาหัวหนา้ ศาลจงั หวัดกาญจนบรุ ี พ.ศ. ๒๕๑๖ - ๒๕๑๗

ดาวนโ์ หลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจนั ทร์

205

เป็นฝา่ ย “นิตบิ ัญญตั ิ”

สมาชกิ สมัชชาแห่งชาติ (สภาสนามมา้ ) พ.ศ. ๒๕๑๖
สมาชิกสภานิตบิ ัญญตั แิ ห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๑๖-๒๕๑๘
กรรมการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ (ฉบับ ๒๕๑๗) ของสภานิติบัญญัติแห่ง
ชาติ พ.ศ. ๒๕๑๖-๒๕๑๗
กรรมการในคณะกรรมการปกครองของสภานติ บิ ญั ญตั แิ หง่ ชาติ พ.ศ. ๒๕๑๖-
๒๕๑๘

เปน็ ฝา่ ย “วิชาการ”

มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์ อาจารยพ์ ิเศษคณะนติ ศิ าสตร์ พ.ศ. ๒๕๑๑-๒๕๑๖
อาจารย์ประจำ�คณะนิตศิ าสตร์ พ.ศ. ๒๕๑๗-๒๕๓๑
อาจารยพ์ เิ ศษคณะนติ ิศาสตร์ พ.ศ. ๒๕๓๒-ปัจจุบัน
คณบดีคณะนติ ศิ าสตร์ พ.ศ. ๒๕๑๗-๒๕๑๙
อธกิ ารบดมี หาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ. ๒๕๑๙-๒๕๒๑
ประธานคณะกรรมการบัณฑิตศกึ ษาคณะนิติศาสตร์ พ.ศ. ๒๕๑๘-๒๕๓๒
นติ ศิ าสตรดษุ ฎีบณั ฑติ กติ ตมิ ศกั ด์ิ ปกี ารศึกษา ๒๕๓๘
จฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลัย อาจารยพ์ ิเศษ (สอนวชิ ากฎหมายแพง่ : ลักษณะ
ละเมดิ ) พ.ศ. ๒๕๑๒-๒๕๑๗
มหาวทิ ยาลยั รามค�ำ แหง อาจารยพ์ เิ ศษ (สอนวชิ าสมั มนากฎหมายแพง่ ) พ.ศ.
๒๕๑๔-๒๕๒๔
วทิ ยาลยั ปอ้ งกนั ราชอาณาจกั ร การแพรข่ ยายตวั ของลทั ธคิ อมมวิ นสิ ตใ์ นตะวนั ออก
สถาบันจติ วิทยาความมนั่ คง ลัทธกิ ารเมอื ง เศรษฐกิจเปรยี บเทยี บ
มหาวทิ ยาลัยสงฆ์ สภาการศกึ ษา (วดั บวรฯ) และสถาบนั อบรมพระธรรมทตู
"ประวัตคิ วามคดิ และความสัมพนั ธ์ระหว่างประเทศ"
อธิการวทิ ยสถานแห่งวัฒนธรรมตะวนั ออก (Oriental Culture Academy)

ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอร่าม ดวงจนั ทร์

206 “ปรีดี เกษมทรพั ย์ คนสามวฒั นธรรม บิดาแหง่ นติ ิปรชั ญาไทย”

ประธานกรรมการอาศรมวัฒนธรรมไทย - ภารต (Thai Bharata Cultural
Lodge, Bangkok)

รองประธานสหพันธ์คีตาอาศรมแห่งโลก (International Federation of
Geeta Ashrames) สำ�นกั งานใหญ่ทนี่ วิ เดลี ประเทศอนิ เดยี

ประธานคตี าอาศรมแหง่ ประเทศไทย (Feeta Ashrams, Bangkok Thailand)
อุปนายกสภามหาวิทยาลัยหวั เฉยี วเฉลมิ พระเกยี รติ
กรรมการสภามหาวิทยาลยั สงฆ์ (มหามงกุฎราชวทิ ยาลัย วดั บวรนิเวศ)
ประธานกรรมการกิตติมศักด์ิ คณะกรรมการบัณฑิตศึกษาทางนิติศาสตร์
มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์ (Graduate Committee of Legal Study, Thammasat
University)
กรรมการในคณะกรรมการวา่ ดว้ ยการปฏบิ ตั ริ าชการเพอื่ ประชาชนของหนว่ ย
งานของรัฐ (ปปร.)
ประธานกรรมการพจิ ารณาค�ำ รอ้ งเรยี นการปฏบิ ตั ริ าชการเพอื่ ประชาชนของ
หนว่ ยงานของรัฐ (อนุ ปปร.)

วชิ าท่บี รรยาย

“กฎหมายแพง่ : หลักทว่ั ไป”
“ปญั หารากฐานในศาสนา” (วิชาในคณะศลิ ปศาสตร)์
“นิตปิ รชั ญา”
“ประวตั ศิ าสตร์กฎหมายไทย”
“หลกั วชิ าชพี นักกฎหมาย”
“กฎหมายระหว่างประเทศพิศดาร” (ช้ันปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์
มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร)์
“กฎหมายแพ่ง : ลกั ษณะละเมดิ ”

ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอร่าม ดวงจนั ทร์

207

ผลงานทางวชิ าการ

หนงั สอื แปล “คมั ภีรก์ ตัญญตุ ากถาของปรมาจารยข์ งจื๊อ”
หนงั สือแปล “ลัทธไิ ตรประชาของ ดร.ซุน ยัด เซ็น”
ตำ�ราวชิ า “กฎหมายแพ่ง : หลักทว่ั ไป”
ต�ำ รา “นิตปิ รชั ญา”
หนังสือ “Asia Indigenous Law", London. 1986
หนงั สือ “ประชาธิปไตย กฎหมาย หลกั นติ ธิ รรม” (Democracy Law and
the Rule of Law)
หนังสือ “ประชาธปิ ไตยกบั ชนช้ันกลาง” (Democracy and tha Middly
Class)
หนงั สอื ทคี่ ณะนติ ศิ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์ จดั ทำ�ขนึ้ เพอ่ื เชดิ ชเู กยี รติ
ศาสตราจารย์ ดร.ปรีดี เกษมทรัพย์
รวมบทความในโอกาสครบรอบ ๖๐ ปี ดร.ปรีดี เกษมทรพั ย์, ๒๕๓๑
รวมบทความในโอกาสครบรอบ ๗๒ ปี ศาสตราจารย์ ดร.ปรดี ี เกษมทรัพย์,
๒๕๔๓

เครื่องราชอสิ รยิ าภรณ์

เครอื่ งราชอสิ รยิ าภรณอ์ นั เปน็ ทเี่ ชดิ ชยู ง่ิ ชา้ งเผอื ก ชน้ั มหาปรมาภรณช์ า้ งเผอื ก
(ม.ป.ช.)

เครอื่ งราชอสิ รยิ าภรณอ์ นั มเี กยี รตยิ ศยง่ิ มงกฎุ ไทย ชนั้ มหาวชริ มงกฏุ (ม.ว.ม.)
เหรยี ญจักรพรรดิมาลา (ร.จ.พ.)

ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจันทร์

208 “ปรดี ี เกษมทรพั ย์ คนสามวัฒนธรรม บดิ าแหง่ นติ ปิ รัชญาไทย”

ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจนั ทร์

209

บทความวิชาการ

ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจันทร์

210 “ปรีดี เกษมทรพั ย์ คนสามวัฒนธรรม บดิ าแหง่ นติ ปิ รัชญาไทย”

ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจนั ทร์

สารบัญ

1. นติ ิปรชั ญา......................................................................... ๒๑๓

• ค�ำ นำ�................................................................................................. ๒๑๕
• บทน�ำ ทางทฤษฎ.ี ............................................................................... ๒๑๙

(จากหนังสอื นิติปรัชญา พิมพ์ครง้ั ที่ ๑๕ หนา้ ๑๙-๒๔)

• กฎหมายคอื อะไร ในแง่นิติปรัชญา....................................................... ๒๒๕

(จากหนังสอื นติ ปิ รัชญา พมิ พค์ รง้ั ท่ี ๑๕ หน้า ๓๒๙-๓๔๑)

• หลักการของวชิ าชีพนักกฎหมาย : หลกั ความยตุ ิธรรม......................... ๒๓๙

(จากหนงั สอื นิติปรัชญา พมิ พ์ครง้ั ที่ ๑๕ หนา้ ๓๔๓-๓๕๕)

2. ทฤษฎีกฎหมายสามช้ัน....................................................... ๒๕๕

• ทฤษฎกี ฎหมายสามชั้นของ ดร.ปรดี ี เกษมทรัพย์................................. ๒๕๗

(จากหนังสอื นิตปิ รัชญา พิมพ์ครั้งท่ี ๑๕ หน้า ๓๕๙-๓๗๑)

• ทฤษฎกี ฎหมายสามช้นั มองในแง่กฎหมายอาญา................................... ๒๗๓

(จากหนังสือนิตปิ รัชญา พิมพค์ รัง้ ท่ี ๑๕ หน้า ๓๗๒-๓๗๘)

3. ประชาธิปไตยกบั ชนชัน้ กลาง............................................... ๒๘๑
4. Reception of Law in Thailand – A Buddhist Society... ๓๐๕

ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจันทร์

ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจันทร์

นิติปรชั ญา

PHILOSOPHY OF LAW

ศาสตราจารย์ ดร.ปรีดี เกษมทรพั ย์

• คำ�น�ำ …………………………………………………………….................. ๒๑๕
• บทนำ�ทางทฤษฎ.ี ....................................................................................... ๒๑๙

(จากหนังสอื นติ ิปรัชญา พิมพ์ครงั้ ท่ี ๑๕ หน้า ๑๙-๒๔)

• กฎหมายคอื อะไร ในแง่นติ ปิ รัชญา............................................................... ๒๒๕

(จากหนงั สือนิตปิ รชั ญา พิมพค์ รัง้ ท่ี ๑๕ หน้า ๓๒๙-๓๔๑)

• หลักการของวชิ าชพี นกั กฎหมาย : หลักความยุติธรรม................................. ๒๓๙

(จากหนังสอื นติ ิปรชั ญา พิมพ์ครง้ั ที่ ๑๕ หน้า ๓๔๓-๓๕๕)

ดาวนโ์ หลดจากระบบ TUDC โดย นายอร่าม ดวงจนั ทร์

ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจันทร์

215

คำ�น�ำ

(พิมพ์ครัง้ ท่ี ๒)

หนังสือเล่มน้ีเป็นผลจากการบรรยายวิชานิติปรัชญาในคณะนิติศาสตร์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นเวลาร่วม ๒ ทศวรรษ แต่ละปีข้าพเจ้าบรรยายไปศึกษา
ค้นคว้าไปพร้อมกับทำ�บันทึกหัวข้อบรรยายไปด้วยในขณะเดียวกัน  มีการเพิ่มเติม
ปรบั ปรงุ มาเรอ่ื ยๆ จากการสอนและอภปิ รายกบั อาจารยผ์ ชู้ ว่ ยและนกั ศกึ ษาตดิ ตอ่ กนั เปน็
เวลาหลายปี ท�ำ ใหค้ วามรคู้ วามเขา้ ใจในวชิ านไ้ี ดส้ ะสมเพม่ิ พนู ขน้ึ เรอื่ ยๆ ยงิ่ ท�ำ ใหต้ ระหนกั
วา่ อันความรนู้ ช้ี า่ งเปน็ เรอื่ งไม่มีทสี่ ิ้นสุด และท�ำ ให้วิตกว่าคงจะไมม่ ีวันท่จี ะทำ�ให้ความรู้
วชิ านสี้ มบรู ณพ์ อทจี่ ะน�ำ ออกมาตพี มิ พเ์ ผยแพรเ่ ปน็ ต�ำ ราได้ แตด่ ว้ ยความจ�ำ เปน็ ทจี่ ะตอ้ ง
มีหนังสือประกอบการสอนให้นักศึกษาได้อ่านเตรียมตัวสอบ และด้วยความขยันหมั่น
เพยี รของลกู ศษิ ยแ์ ละอาจารยผ์ ชู้ ว่ ยของขา้ พเจา้ ไดช้ ว่ ยบนั ทกึ และเรยี บเรยี งค�ำ บรรยายของ
ขา้ พเจา้ ออกมา จงึ ไดม้ กี ารจดั ท�ำ บนั ทกึ ค�ำ สอนใหน้ กั ศกึ ษาไดอ้ า่ นศกึ ษาในแตล่ ะภาคการ
ศึกษาเปน็ เวลาหลายปีตดิ ตอ่ กนั อาจารย์สมยศ เช้อื ไทย เปน็ ผจู้ ดั ท�ำ บันทกึ คำ�สอนวิชา
นิติปรชั ญาข้นึ เป็นคร้ังแรกเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๗ ก่อนทจ่ี ะไปศกึ ษาต่อในประเทศเยอรมนั
และอาจารยว์ รพจน์ วศิ รตุ พชิ ญ์ ไดท้ �ำ บนั ทกึ ค�ำ สอนขยายความเพม่ิ เตมิ ในปี พ.ศ. ๒๕๒๑
ก่อนท่ีจะไปศึกษาต่อในประเทศฝรั่งเศส อาจารย์กิตติศักด์ิ ปรกติ ได้ทำ�บันทึกคำ�สอน
เพ่ิมเตมิ อกี ในปี พ.ศ. ๒๕๒๓ และในปี พ.ศ. ๒๕๒๕ อาจารย์กิตตศิ กั ด์ิ ปรกติ กบั
อาจารยจ์ �ำ ปี โสตถพิ นั ธุ์ ไดช้ ว่ ยกนั จดั ท�ำ บนั ทกึ ค�ำ สอนเพม่ิ ขนึ้ อกี ครง้ั ถงึ ปี พ.ศ. ๒๕๒๖
อาจารยก์ ติ ตศิ กั ดิ์ ปรกติ รบั เปน็ บรรณาธกิ ารรวบรวมบนั ทกึ ค�ำ สอน และรวบรวมบทความ
ที่เป็นเอกสารประกอบการศึกษาตีพิมพ์เป็นหนังสือนิติปรัชญา ๒ เล่ม เล่มแรกว่าด้วย
บทนำ�ทางทฤษฎแี ละเล่มทสี่ องว่าด้วยบทนำ�ทางประวัตศิ าสตร์ หนังสือเล่มน้ีตีพิมพ์เปน็
รปู เลม่ ออกมาได้ก็ด้วยความวริ ิยะอตุ สาหะของอาจารยก์ ิตติศักด์ิ ปรกติ ทม่ี ิได้เพยี งแต่
ทำ�งานเป็นบรรณาธิการ แต่ยังมีส่วนบันทึกและเรียบเรียงคำ�สอนของข้าพเจ้าบางส่วน

ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอร่าม ดวงจนั ทร์

216 “ปรีดี เกษมทรัพย์ คนสามวฒั นธรรม บดิ าแห่งนิติปรัชญาไทย”

หนังสือเล่มที่ว่านี้ได้ใช้เป็นตำ�ราในวิชานิติปรัชญาของคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัย
ธรรมศาสตร์ ตั้งแต่นน้ั มา

บดั นีห้ นังสอื นิตปิ รัชญา ๒ เล่ม ฉบับ ๒๕๒๖ ไดข้ าดตลาดไปนาน เสยี งเรยี ก
ร้องให้ตีพิมพ์ข้ึนใหม่มีหนาหูยิ่งขึ้น แต่ข้าพเจ้าได้พยายามผัดผ่อนเพราะต้องการแก้ไข
เพม่ิ เตมิ ทงั้ อาจารยก์ ติ ตศิ กั ด์ิ ปรกติ ตอ้ งเดนิ ทางไปศกึ ษาตอ่ ทป่ี ระเทศสหพนั ธส์ าธารณรฐั
เยอรมนั ตง้ั แตป่ ี ๒๕๒๗ จงึ ขาดมอื ส�ำ คญั ทจี่ ะใหค้ วามชว่ ยเหลอื บดั นอ้ี าจารยก์ ติ ตศิ กั ดิ์
ปรกติ ได้เดินทางกลับประเทศไทยโดยสำ�เร็จการศึกษาปริญญา Magister Juris จาก
มหาวทิ ยาลยั กรงุ บอนน ์ อนั เปน็ ส�ำ นกั ศกึ ษาแหง่ เดยี วกบั ทข่ี า้ พเจา้ เคยศกึ ษามา ขา้ พเจา้
จึงได้ขอร้องให้เธอมาช่วยแก้ไขเพิ่มเติมหนังสือน้ีอีกครั้งหนึ่ง อาจารย์กิตติศักดิ์ได้สละ
เวลาทมุ่ เทกบั งานชนิ้ นจ้ี นส�ำ เรจ็ ลงในเวลาไมก่ เี่ ดอื น และตอ้ งมาท�ำ งานรว่ มกบั ขา้ พเจา้ อยู่
ที่คณะนิติศาสตร์ จนดึกด่ืนเที่ยงคืนหลายๆ วัน ต้องอดทนคอยจดบันทึกคำ�บอกของ
ข้าพเจา้ ที่คอ่ นขา้ งจะวกวน และแกซ้ ้ำ�แกซ้ าก ในที่สุดกไ็ ด้เรยี บเรียงออกมาเปน็ รปู พอใช้
ได้อย่างที่ท่านเห็นอยู่น้ี ข้าพเจ้ารู้สึกซาบซึ้งในความเสียสละและความเอาใจใส่อุทิศตน
ของอาจารย์ผู้ช่วยของข้าพเจ้าผู้นี้เป็นอย่างมาก ถ้าหากไม่ได้ความช่วยเหลือที่เข้มแข็ง
ของเธอ หนังสือนี้คงจะไม่สามารถพิมพ์ออกสู่สาธารณชนได้อย่างที่เห็นอยู่นี้ การท่ีเธอ
ได้ชว่ ยเรียบเรยี งรวบรวมและตดั ต่อหนงั สอื เลม่ น้จี นส�ำ เรจ็ นับว่ามสี ่วนช่วยเหลอื ข้าพเจา้
อยู่มาก จนอยากจะเรียกเธอว่าเป็นผูร้ ว่ มประพันธ์หนังสือเล่มนี้ทเี ดียว

ข้าพเจ้ามีความช่ืนชมและภูมิใจในความรู้ความคิดของอาจารย์รุ่นหนุ่มท่ีได้
สนใจติดตามแนวความคิดทางวิชาการชั้นสูงอย่างไม่ลดละ และรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณต่อ
ความเสยี สละอทุ ศิ ตนในการท�ำ งานทางวชิ าการของอาจารยห์ นมุ่ เหลา่ นนั้ ในฐานะอาจารย์
ผ้ชู ว่ ยเป็นอยา่ งมาก จึงขอขอบคณุ ต่ออาจารย์ผู้ช่วยบรรยายวชิ านิตปิ รัชญาของขา้ พเจา้
ท้ังสาม คืออาจารย์สมยศ เชื้อไทย อาจารย์วรพจน์ วิศรุตพิชญ์ และอาจารย์กิตติศักด์ิ
ปรกติที่อุตส่าห์ติดตามศึกษาวิชาน้ีกับข้าพเจ้าและช่วยข้าพเจ้าสอนวิชานี้เป็นเวลา
หลายปีอย่างขยันหม่ันเพียรไม่ท้อถอยและด้วยความอุทิศตนต่อวิชาการ ข้าพเจ้าหวน
ระลกึ ดว้ ยความขอบใจบรรดานกั ศกึ ษาในอดตี และปจั จบุ นั ทอ่ี ตุ สา่ หอ์ ดทนฟงั ค�ำ บรรยาย
วิชานี้มาด้วยความสนใจ หลายคนได้ซักไซ้ไต่ถามข้าพเจ้าท้ังในและนอกห้องเรียน โดย
ดาวนโ์ หลดวจาชิ การนะบีเ้ บป็นTUวDิชCาโทดยเ่ี พนิ่งายจอะรนา่ ม�ำ เดขวา้งจมนั าทสร์ู่ประเทศไทยเป็นครัง้ แรกทค่ี ณะนติ ิศาสตร์ มหาวิทยาลัย

217

ธรรมศาสตร์ เมอ่ื ไมน่ านมาน้ี ทง้ั เปน็ วชิ าทจ่ี ะตอ้ งใชว้ ธิ คี ดิ ในแนวปรชั ญาทพี่ วกเราไมค่ อ่ ย
คุ้นเคยกันนักจึงทำ�ให้หลายคนเห็นไปว่าเป็นวิชาที่น่าเบ่ือหน่ายและไม่มีคุณค่า อาจารย์
ผู้ช่วยผู้ร่วมงานของข้าพเจ้าที่กล่าวนามมาและนักศึกษาผู้ศึกษาทุกรุ่นในวิชาน้ีจึงเป็น
ผู้มีส่วนให้กำ�ลังใจแก่ข้าพเจ้าที่ต้องประสบกับความทุกข์ ความเสียใจอันมักเกิดขึ้นแก่
ผู้ทีเ่ ร่มิ งานช้ินใหม่อยู่เสมอ การได้รับก�ำ ลงั ใจจากบรรดาเพ่ือนและศิษย์เหลา่ นีจ้ งึ มคี ณุ คา่
อยา่ งสงู ส�ำ หรับขา้ พเจ้า

อนง่ึ ตลอดระยะเวลา ๒๐ ปมี านี้ ขา้ พเจา้ ไดห้ มกมนุ่ อยกู่ บั การงานทางวชิ าการ
ของคณะนติ ศิ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์ มาตลอด โดยเฉพาะตอ้ งรบั ผิดชอบงาน
สอนทั้งระดับปริญญาตรีและระดับปริญญาโท บังเอิญวิชาระดับปริญญาโท และวิชาใน
ระดับปริญญาตรีภาคบัณฑิตจะต้องสอนในเวลาหัวค่ำ� ทำ�ให้ข้าพเจ้าเกือบจะไม่มีโอกาส
ร่วมโต๊ะอาหารเย็นกับครอบครัวเลย นับว่าได้ห่างเหินจากครอบครัวติดต่อกันเป็นเวลา
นานทเี ดยี วตงั้ แตล่ กู ๆ ยงั เดก็ ๆ จนบดั นเี้ ปน็ หนมุ่ กนั หมดแลว้ แตค่ ณุ องั คณา เกษมทรพั ย์
ภริยาของข้าพเจ้าก็ยอมรับสภาวะเช่นน้ีด้วยน้ำ�ใจแม่ศรีเรือนตามธรรมเนียมไทยโบราณ
ทง้ั ๆ ทเี่ ธอกไ็ ดร้ บั การศกึ ษาแบบใหมจ่ ากประเทศองั กฤษ เธอกไ็ มเ่ คยปรปิ ากบน่ หรอื เรยี ก
ร้องส่ิงท่ีพึงเรียกร้องได้ตามสมัยนิยม นับว่าเป็นการให้กำ�ลังใจและเป็นแรงสนับสนุนท่ี
ส�ำ คญั ยิ่งในชีวิตขา้ พเจา้ ข้าพเจา้ ขอจารกึ ความซาบซ้ึงในน�้ำ ใจของเธอไว้ ณ ที่น้ี

หนงั สอื นเ้ี ปน็ ฉบบั ปรบั ปรงุ จากนติ ปิ รชั ญา ๒ เลม่ ทไ่ี ดต้ พี มิ พใ์ นปี ๒๕๒๕ แม้
จะมีการเรียบเรียงปรับปรุงเพิ่มเติมข้ึนไม่น้อยและตัดส่วนท่ีเป็นความประกอบการศึกษา
ออกไปทงั้ หมด แตโ่ ดยรวมแลว้ หนงั สอื เลม่ นก้ี ย็ งั เปน็ หนงั สอื บนั ทกึ ค�ำ สอนฉบบั รวบรวม
และตัดต่ออยู่น่ันเอง เน้ือหาของหนังสือก็เป็นส่วนที่ได้บรรยายในชั้นจนถึงปี ๒๕๒๖
เท่านนั้ หลังจากปี ๒๕๒๖ แลว้ การบรรยายวิชานติ ปิ รัชญาไดพ้ ฒั นาขยายขอบเขตและ
เพิม่ ความละเอยี ดออ่ นยิง่ ขนึ้ ในปีต่อๆ มา โดยเฉพาะในสว่ นความรู้ความคดิ ทีเ่ ก่ียวกับ
วิวัฒนาการของกฎหมาย ทฤษฎีกฎหมาย ๓ ชั้น (Three-Layer Theory of Law)
การวิวัฒนาการของสังคมจากสถาบันครอบครัวไปสู่รัฐและวิวัฒนาการของกฎหมาย
จาก Pre-Modern Law มาสู่ Modern Law และการศึกษาทาง Macro-Cultural
Comparison เปรียบเทียบความแตกต่างและวิวัฒนาการวัฒนธรรมกฎหมาย (Legal
ดาวน์โหลดCจาuกlรtะuบrบeT)UDรCะหโดวย่านงาตยอะรว่ามันดอวองจกนั แทลร์ะตะวันตก เหล่าน้ียังไม่ทันนำ�มาเรียบเรียงตีพิมพ์ไว้ใน

218 “ปรดี ี เกษมทรัพย์ คนสามวัฒนธรรม บดิ าแห่งนติ ิปรัชญาไทย”

หนงั สือน้ี ขอใหน้ ักศึกษาผู้ศึกษาวิชานีผ้ เู้ ตรียมตัวเข้าสอบประจ�ำ ภาคได้สนใจศึกษาเร่อื ง
ดังกล่าวน้ีเป็นพิเศษจากบันทึกการเรียนของตนหรือของเพื่อท่ีได้ฟังคำ�บรรยายโดยตรง
เพ่ือจะได้ความรู้ท่ีสมบูรณ์ตามท่ีบรรยายไว้ หวังว่าในการตีพิมพ์ครั้งต่อไปจะสามารถ
เพิม่ เตมิ ข้อความให้หนงั สือนี้สมบรู ณ์ข้นึ อีก

โดยท่วี ิชานิติปรัชญาเป็นวิชาใหม่ในประเทศไทยและหนังสือเล่มน้กี ็มีลักษณะ
เปน็ งานบุกเบิก ด้วยความยากลำ�บากของนักศึกษาท่ีมีรากฐานทางวัฒนธรรมแบบหนึ่ง
(ตะวันออก) ที่ข้ามไปศึกษาวิชาการชั้นสูงในวัฒนธรรมอีกวัฒนธรรมหนึ่ง (ตะวันตก)
และด้วยสติปัญญาอันจำ�กัดของตัวข้าพเจ้าเอง ข้าพเจ้าตระหนักดีว่างานชิ้นน้ีคงจะต้อง
มีข้อบกพร่องและผิดพลาดอยู่ไม่น้อย ขอท่านผู้รู้ได้โปรดเมตตาและเห็นใจข้าพเจ้าใน
ความบกพร่องและข้อผิดพลาดที่มีอยู่ในหนังสือน้ีด้วย หากท่านผู้รู้จะกรุณาให้คำ�ชี้แนะ
สง่ั สอนขา้ พเจา้ เพอื่ จะไดน้ �ำ ไปครนุ่ คดิ และแกไ้ ขเพม่ิ เตมิ ในการตพี มิ พค์ ราวหนา้ กจ็ ะเปน็
พระคณุ อยา่ งยิง่

ปรดี ี เกษมทรัพย์
บา้ นถนนสลี ม กรงุ เทพฯ

มีนาคม ๒๕๓๑

ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจนั ทร์

219

บทน�ำ ทางทฤษฎี

ธรรมเป็นของที่คนจะคดิ ขึ้นเองไม่ได้ ด้วยเปน็ ของคน
ตงั้ พนั ชวั่ คน เขาคดิ มาแลว้ จะตง้ั เอาเองโดยปญั ญาของ
คนคนเดยี วนั้นไม่ได้ คนใดทวี่ า่ ตงั้ ได้ คนน้ันอวดดี

พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลา้ เจ้าอยหู่ ัว
ในหนังสอื เทศนาเสอื ป่า

ความเปน็ มาและความมุ่งหมายของวชิ านี้

ในระหวา่ งปี พ.ศ. ๒๕๑๔ - ๒๕๑๕ มกี ารปรบั ปรงุ หลกั สตู รในคณะนิติศาสตร์
มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์ ทา่ นอาจารยส์ ญั ญา ธรรมศกั ด์ิ คณบดคี ณะนติ ศิ าสตรใ์ นสมยั
น้ันมอบหมายให้ข้าพเจ้าศึกษาและเสนอโครงการปฏิรูปหลักสูตรนิติศาสตร์ในระดับ
ปริญญาตรีเพื่อยกมาตรฐานทางวิชาการให้เท่าเทียมกับของประเทศท่ีเจริญแล้ว
ทงั้ หลาย มคี วามรสู้ กึ ทว่ั ไปในวงผรู้ ทู้ งั้ หลายในสมยั นนั้ วา่ นกั นติ ศิ าสตรใ์ นประเทศไทย
มักจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นผู้มีทัศนคติคับแคบ และมีแนวโน้มท่ีจะยึดม่ันตัวบท
กฎหมายตามตัวอักษรจนเกินไปโดยไม่คำ�นึงถึงความเป็นจริงและความเปลี่ยนแปลง
ของสงั คมและบา้ นเมอื ง กบั ทง้ั รสู้ กึ กนั วา่ คณุ ธรรมจรรยาบรรณของวชิ าชพี นกั กฎหมาย
ก็เส่ือมโทรมลงอย่างน่าวิตก ในการร่างหลักสูตรใหม่ให้คณะนิติศาสตร์ในครั้งน้ัน
มคี วามตระหนักถึงปญั หาทีก่ ล่าวนอี้ ยู่มาก จงึ พยายามท่จี ะจดั หลักสูตรใหม่ในลักษณะ
ทจี่ ะสกดั กนั้ ความเสอ่ื มโทรมและแกข้ อ้ ต�ำ หนเิ หลา่ นนั้ ในทส่ี ดุ จงึ ไดม้ กี ารบรรจวุ ชิ าใหม่
ดาวนโ์ หลด๒จากวระิชบาบ TลUงDใCนโหดยลนักาสยอูตรรา่ มใหดมวง่ขจนั อทงรค์ ณะนิติศาสตร์คือวิชานิติปรัชญาและวิชาหลักวิชาชีพ

220 “ปรีดี เกษมทรพั ย์ คนสามวัฒนธรรม บิดาแหง่ นติ ิปรัชญาไทย”

นักกฎหมาย ดงั ทีป่ รากฏในหลักสตู รปจั จุบัน
สำ�หรับวิชาหลักวิชาชีพนักกฎหมายน้ัน เห็นได้ชัดว่าเป็นวิชาสอนศีลธรรม

ของนักกฎหมายให้แก่นักศกึ ษานิตศิ าสตร์ โดยคาดหวังว่าการศึกษาวิชานีจ้ ะชว่ ยหลอ่
หลอมชีวิตจิตใจของอนุชนผู้ศึกษากฎหมายให้ยึดมั่นในจรรยาบรรณ คุณธรรมและ
อดุ มการณข์ องวชิ าชพี สว่ นวชิ านติ ปิ รชั ญานน้ั เปน็ วชิ าทจ่ี ดั ขนึ้ เพอ่ื แกไ้ ขขอ้ ต�ำ หนทิ ว่ี า่
นกั กฎหมายเปน็ ผมู้ คี วามคดิ และทศั นคตคิ บั แคบ โดยคาดหวงั วา่ เมอ่ื นกั ศกึ ษาไดศ้ กึ ษา
กฎหมายมาเปน็ เวลา ๓-๔ ปี มคี วามรกู้ ฎหมายพอสมควรแลว้ เมอ่ื ไดม้ าศกึ ษาวชิ านติ ิ
ปรัชญาเพม่ิ ข้นึ อกี วชิ าหนึ่งจะทำ�ใหเ้ ขามคี วามรอบร้เู กยี่ วกบั กฎหมายย่ิงขน้ึ ท�ำ ให้เขา
มองเหน็ สาระแกน่ แทข้ องกฎหมายรถู้ งึ สถานะและภารกจิ ของกฎหมายในสงั คมถอ่ งแท้
ยง่ิ ขึน้ โสกราตีสกล่าวไว้เมือ่ สองพนั ปกี อ่ นว่า “ชีวิตท่ีไม่มีการคดิ ทบทวนสำ�รวจตนเอง
น้นั เป็นชีวิตทีไ่ มพ่ งึ จะมี” (an unexamined life is not worth living) เป็นท่ีหวังกัน
วา่ วชิ านติ ปิ รชั ญานจี้ ะชว่ ยใหน้ กั ศกึ ษากฎหมายไดเ้ ปน็ นกั กฎหมายทค่ี ดิ ทบทวนส�ำ รวจ
ชีวติ ของตนเองอย่บู ้าง

บางท่านอาจแปลกใจว่าทำ�ไมหนังสือนิติปรัชญาเล่มนี้ข้ึนต้นด้วยบทนำ�ทาง
ทฤษฎโี ดยบรรยายเรือ่ งการแบ่งแยกวิชาเสยี ยาว ดเู หมอื นเปน็ เรื่องทหี่ ่างไกลจากวชิ า
นติ ปิ รชั ญาไปมาก ในต�ำ รานติ ปิ รชั ญาในตา่ งประเทศในสมยั นี้ กม็ ไิ ดก้ ลา่ วถงึ ความรใู้ น
ส่วนน้ีกันนัก๑ ที่จริงเรื่องการแบ่งแยกวิชาน้ีเป็นเร่ืองที่ศึกษากันในวิชาปรัชญาว่าด้วย
ศาสตร์ (Philosophy of Science) อนั เปน็ สว่ นหนง่ึ ของวชิ าญาณวทิ ยา (Epistemology)
ผทู้ ศ่ี กึ ษาวชิ าไมว่ า่ วชิ าใดกต็ าม ถา้ หากตอ้ งการศกึ ษาทางทฤษฎใี หถ้ งึ แกน่ แลว้ จ�ำ เปน็
จะต้องสนใจศึกษาปัญหาในส่วนน้ีด้วย จึงจะมีความเข้าใจถึงธรรมชาติ (Nature :
Wesen) และสถานะ (Position) ของวิชาทศ่ี กึ ษาน้นั พอสมควร สังเกตดูในวงวชิ าการ
ของประเทศทเี่ พง่ิ รบั วชิ าของตะวนั ตกมาตง้ั แตศ่ ตวรรษที่ ๑๙ เปน็ ตน้ มา มกั จะมงุ่ ศกึ ษา
แตเ่ นอ้ื หาของแตล่ ะวชิ าใหไ้ ดค้ วามรมู้ ากทสี่ ดุ เทา่ ทจี่ ะมากได้ แตจ่ ะละเลยและมองขา้ ม

๑ เท่าที่ข้าพเจ้ารู้มีหนังสือนิติปรัชญาภาษาอังกฤษท่ีกล่าวถึงหลักการแบ่งแยกวิชาอยู่เล่มหน่ึงคือ
Frede Castberg, Problems of Legal Philosophy, 1957 ในบทที่ 1 : Some Theoretical Principles of
ดาวนโ์ หลดSจcาiกeรnะcบeบสT่วUนDตCำ�รโาดนยติ นิปารยัชอญร่าามในดภวางษจนัาเทยรอ์ รมนั จะกล่าวถึงเรื่องนีอ้ ยู่บา้ งในตำ�รารุ่นกอ่ นเมื่อต้นศตวรรษที่ ๒๐

221

รากฐานทางทฤษฎขี องวชิ าทศี่ กึ ษาไปเสยี ทง้ั ในต�ำ ราวชิ ากฎหมายและการเมอื งทเี่ ปน็
ภาษาอังกฤษ โดยทวั่ ไปก็ละเลยเรือ่ งนี้ดว้ ย หากจะมีกลา่ วถึงอยู่บา้ งก็เพยี งแต่ในต�ำ รา
ช้ันสูงบางเล่มเท่านั้น๒ ในตำ�รานติ ปิ รัชญาของเยอรมนั ในปลายศตวรรษท่แี ล้วและตน้
ศตวรรษนี้มักเริ่มต้นด้วยการอภิปรายถึงปัญหาทฤษฎีและวิธีวิทยา (Methodology)
ซึง่ เป็นเร่ืองของปรชั ญาว่าด้วยศาสตร์ (Philosophy of Science) อย่างละเอยี ด ใน
หนังสือเล่มนี้มีการอภิปรายถึงปัญหาเหล่านี้ในภาคบทนำ�ทางทฤษฎีก็เป็นเพียงเป็น
ความรเู้ บอื้ งตน้ เพอื่ เปน็ บทน�ำ ทางในการท�ำ ความเขา้ ใจปญั หาประเภทนพ้ี อเปน็ สงั เขป
เท่านั้น แต่ก็มีความสำ�คัญสำ�หรับผู้เร่ิมศึกษาความรู้ในระดับท่ีเป็นวิชาการอย่างย่ิง
ขอนักศึกษาผ้ใู ฝ่รู้จริงๆ จงอย่าได้มองขา้ มความรภู้ าคทฤษฎนี ไ้ี ปเป็นอันขาด

อาจจะมีผู้ถามว่าทำ�ไมนักศึกษาจึงต้องหันมาสนใจทางด้านทฤษฎีและทาง
ปรัชญาเราเรียนกฎหมายเพ่ือให้รู้กฎหมายและใช้กฎหมายเป็นอย่างท่ีเคยกระทำ�ใน
สมยั กอ่ นไมไ่ ดห้ รอื กต็ อ้ งขอตอบวา่ ในความเขา้ ใจของโลกสมยั ใหม่ มหาวทิ ยาลยั
มภี ารกจิ ทางวชิ าการทจ่ี ะตอ้ งรบั ผดิ ชอบตอ่ ชาตบิ า้ นเมอื งของตน เปรยี บเสมอื น
เปน็ กองทพั ทางวชิ าการของชาตทิ จ่ี ะตอ้ งท�ำ การศกึ ษาคน้ ควา้ และวจิ ยั ใหค้ วาม
รแู้ ละวชิ าการของชาตใิ หท้ ดั เทยี มกบั กองทพั วชิ าการของชาตอิ นื่ อนั ทจ่ี รงิ แกน่
แทข้ องงานทางวชิ าการกค็ อื การศกึ ษาคน้ ควา้ และวจิ ยั หรอื อกี นยั หนงึ่ กค็ อื การ
เพาะวิชาและขยายอาณาเขตของวิชาความรู้นั่นเอง งานหลักของอาจารย์ใน

๒ ตำ�ราทางสังคมศาสตร์และรัฐศาสตร์ท่ีกล่าวถึงรากฐานทางทฤษฎีในแง่ปรัชญาว่าด้วยศาสตร์
(Philosophy of Science) เท่าท่ขี ้าพเจา้ ไดผ้ า่ นพบมากม็ ีเชน่ A.D. Lindsay, Modern Democratic State, 1961
ซ่ึงตีพิมพ์ครั้งแรกตั้งแต่ช่วงปี 1930 ตำ�ราทางรัฐศาสตร์ท่ีได้กล่าวถึงปัญหาน้ีอย่างจริงจังเห็นจะได้แก่ Science,
Language and the Human Condition, 1984 ของ Morton R. Kaplan แห่งมหาวิทยาลัยชคิ าโก นอกนนั้ ตำ�รา
ภาษาอังกฤษที่กล่าวถึงเรื่องน้ีเป็นตำ�ราทางวิชาปรัชญาว่าด้วยศาสตร์ (Philosophy of Science) ล้วนๆ เช่น
Cohen, M.R., Reason and Nature : An Essay on the Meaning of Scientific Method, 2nd ed., 1953 ;
Maritain, J., Degrees of Knowledge, 1959 ; Popper, K., The Logic of Scientific Discovery, 1959 ;
The Poverty of Historicism, 2nd ed., 1960 ; Conjectures and Refutations, 3rd ed., 1969 ; Carnap, R.,
Introduction to Symbolic Logic and its Applications, 1958, etc. แตก่ เ็ ปน็ ต�ำ ราในวิชาปรชั ญาทอี่ ภปิ ราย
ปญั หาทาง Epistemology, Philosophy of Science และปญั หา Methodology ลว้ นๆ ผทู้ ศี่ กึ ษาวชิ าทางนติ ศิ าสตร์
รฐั ศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์น้อยคนนกั ทีจ่ ะให้ความสนใจ แต่ส�ำ หรับนกั ศึกษานติ ิปรชั ญาที่ต้องการศึกษาปรัชญาใน
ระดับลึกจำ�ต้องให้ความสนใจและทำ�ความเข้าใจความรู้ในแดนวิชาเหล่านี้อย่างจริงจังไว้สักระยะหนึ่งก่อน จึงจะ
ดาวนโ์ หลดเจปา็นกกระาบรเบตรTยี UมDตCวั ทโดายงวนชิ าายกอารรา่ ทม่ีถดกู วตงจ้อนังทร์

222 “ปรดี ี เกษมทรัพย์ คนสามวฒั นธรรม บดิ าแห่งนิติปรชั ญาไทย”

มหาวทิ ยาลัยต้องเป็นงานทางวิชาการทก่ี ลา่ วนี้ ดงั นน้ั มหาวทิ ยาลัยจงึ จะพอใจ
อยู่แต่การถ่ายทอดวิชาความรู้เพื่อนำ�ไปใช้ให้เป็นประโยชน์ในการทำ�งาน
โดยตรงอย่างเช่นโรงเรียนฝึกหัดวิชาชีพเท่านั้นไม่ได้ กล่าวส้ันๆ ก็คือ
มหาวิทยาลัยจะพอใจท่ีจะถ่ายทอดความรู้ที่เป็นศาสตร์ประยุกต์ (วิชาชีพ)
เท่านั้นไม่ได้ แต่จะต้องทำ�งานที่เป็นภารกิจสำ�คัญของมหาวิทยาลัยในฐานะท่ี
เป็นสถาบันอุดมศึกษาของชาติ คืองานศึกษาและถ่ายทอดวิชาการทางทฤษฎี
ท่ีเรยี กศาสตรท์ างทฤษฎีดว้ ย๓ วิชานิตศิ าสตรท์ ่สี อนให้ “รู้กฎหมายและใชก้ ฎหมาย
เป็น” นั้นเป็นวิชานิติศาสตร์ภาคประยุกต์ คือเป็นการศึกษาและมองกฎหมายในแง่
ปฏบิ ตั เิ ทา่ นน้ั แตว่ ชิ านติ ศิ าสตรจ์ ะตอ้ งท�ำ ความเขา้ ใจกฎหมายในแงม่ มุ ตา่ งๆ ไมเ่ ฉพาะ
ในดา้ นทางปฏบิ ัตเิ ท่าน้ัน วชิ านติ ิศาสตร์ท่สี อนให้ “ร้กู ฎหมายและใช้กฎหมายเปน็ ” ที่
เราเรียกวา่ เปน็ วชิ า “นิตศิ าสตรโ์ ดยแท”้ (Legal Science Proper) นน้ั ๔ แมจ้ ะเป็น
สว่ นส�ำ คญั ของหลกั สตู รนติ ศิ าสตร์ แตก่ ม็ ไิ ดเ้ ปน็ ทง้ั มวล (the whole) ของวชิ านติ ศิ าสตร์
เพ่ือให้รู้กฎหมายในทุกแง่ทุกมุมอย่างที่เราเรียกว่าเป็น “ความรอบรู้” จำ�เป็นจะต้อง
สอนวิชานิติศาสตร์ทางทฤษฎีซึ่งเป็นวิชาที่แสวงหาความรู้เพ่ือให้รู้และเข้าถึงสัจธรรม
ของกฎหมาย เป็นการแสวงหาความรู้โดยไม่มุ่งแสวงหาประโยชน์ใดๆ โดยเฉพาะ
(Disinterested Pursuit of Knowledge) ความรเู้ ช่นน้ีในท่สี ุดกถ็ อื ไดว้ ่าเป็นรากฐาน
ของศาสตร์ประยุกต์และเสริมความรู้ทางนิติศาสตร์ประยุกต์ให้สามารถอำ�นวยคุณ
ประโยชน์ได้อย่างแท้จริงและกว้างขวางจึงมีความจำ�เป็นสำ�หรับนักศึกษานิติศาสตร์
ทกุ คน ทง้ั นร้ี วมทง้ั นกั นติ ศิ าสตรท์ ม่ี งุ่ ประกอบวชิ าชพี ทางกฎหมายดว้ ย ทร่ี องลงมาไดแ้ ก่
ประวัติศาสตร์กฎหมาย สังคมวิทยากฎหมาย กฎหมายเปรียบเทียบ เป็นต้น วิชา
เหล่านี้จึงเป็นวิชาที่ขาดเสียมิได้ในหลักสูตรนิติศาสตร์ถ้าหากเราต้องการพัฒนา
คณะนิติศาสตร์ให้เป็นสถาบันวิชาการชั้นสูงทางกฎหมายของชาติให้ทัดเทียมกับ
คณะนติ ิศาสตรอ์ ่ืนๆ ของโลก

๓ เรอื่ งความหมายทางทฤษฎใี หอ้ า่ นบทท่ี ๑ ของหนงั สอื เลม่ นี้ และโปรดอา่ นบทความเรอ่ื ง “ขอ้ สงั เกต
เก่ียวกับหลักสตู รคณะนติ ิศาสตร”์ ในนติ ิปรชั ญา เลม่ ๑ ฉบบั พิมพ์ พ.ศ. ๒๕๒๖ หนา้ ๖๑-๗๑
ดาวน์โหลดจากระบบ TU๔D Cเกโดย่ี ยวกนบั ายคอวราา่มมหมดวางยจขันอทงรว์ ิชานิตศิ าสตรโ์ ดยแท้ โปรดอา่ นบทที่ ๒ ของหนังสอื เลม่ นี้

223

เมื่อเริ่มต้นศึกษาวิชานิติปรัชญา นักศึกษาคงจะมีความฉงนใจว่า วิชา
นติ ปิ รชั ญานเ้ี ปน็ วชิ าวา่ ดว้ ยเรอ่ื งอะไร ความฉงนใจนต้ี อ้ งนบั วา่ เปน็ ความฉงนใจทถ่ี กู ตอ้ ง
เพราะเมอื่ เราหวนไปส�ำ รวจบรรดาวชิ าทส่ี อนกนั อยใู่ นคณะนติ ศิ าสตรเ์ ทา่ ทน่ี กั ศกึ ษาได้
เรยี นผา่ นมาแลว้ กจ็ ะพบวา่ แตล่ ะวชิ ามเี นอ้ื หาเฉพาะทช่ี ดั เจน เชน่ วชิ ากฎหมายอาญา
วิชากฎหมายแพ่งลกั ษณะทรัพย์สิน ลกั ษณะหน้ี วชิ ากฎหมายวิธีพิจารณาความ หรอื
แม้แต่วิชาประวัติศาสตร์กฎหมาย แต่ละวิชาท่ีกล่าวนี้ นักศึกษาพอที่จะจับความได้
คร่าวๆ วา่ เป็นวิชาเกยี่ วกบั เรอื่ งอะไร แต่สำ�หรับวิชานิตปิ รัชญา เราไม่สามารถทจ่ี ะช้ี
ชดั ลงไปวา่ เกยี่ วกบั กฎหมายแผนกใด ถา้ เราส�ำ รวจต�ำ ราวชิ านติ ปิ รชั ญา (Philosophy
of Law) หรือวิชาธรรมศาสตร์ (Jurisprudence) ในภาษาต่างประเทศแล้ว ก็จะ
เห็นได้ว่าแต่ละเล่มมีเนื้อหาแตกต่างกันออกไปเป็นอันมาก จนยากที่จะหาขอบเขตท่ี
แนน่ อนได้

โดยปกตเิ มอ่ื เรม่ิ ตน้ ศกึ ษาวชิ าใดกต็ าม มกั จะขนึ้ ตน้ ดว้ ยการใหค้ �ำ จ�ำ กดั ความ
ของวชิ านน้ั เสยี กอ่ น เพอ่ื ใหท้ ราบถงึ เนอื้ หาและขอบเขตแหง่ การศกึ ษาคน้ ควา้ ของวชิ า
นน้ั ๆ แตส่ ำ�หรับวิชานติ ปิ รัชญาแลว้ การให้ค�ำ จ�ำ กดั ความต้ังแตเ่ รมิ่ ต้นคงจะท�ำ ใหเ้ กิด
ความเข้าใจไดย้ าก ความเข้าใจจะค่อยๆ เกิดขนึ้ เป็นระยะๆ ระหว่างทเี่ ราศึกษาวิชานี้
ไปเร่ือยๆ ข้าพเจ้าเห็นว่าหนทางที่จะนำ�ไปสู่ความเข้าใจในวิชานี้คงจะต้องเร่ิมต้นด้วย
การศกึ ษาพน้ื ฐานทางทฤษฎวี า่ ดว้ ยการแบง่ แยกศาสตรแ์ ละการแบง่ แยกวชิ านติ ศิ าสตร์
ออกเปน็ สาขาตา่ งๆ เสยี กอ่ น การศกึ ษาความรเู้ บอื้ งตน้ เชน่ นเี้ รยี กไดว้ า่ เปน็ บทน�ำ ทาง
ทฤษฎี (Theoretical Introduction)

ค�ำ วา่ ทฤษฎหี รอื Theory นปี้ จั จบุ นั มผี เู้ ขา้ ใจตา่ งกนั เปน็ หลายทาง แมก้ ารใช้
คำ�นี้ในตำ�ราภาษาอังกฤษก็ยังสับสนอยู่ไม่น้อย ดังนั้นเราจึงควรทำ�ความเข้าใจ
ความหมาย ของค�ำ นีใ้ หถ้ กู ตอ้ งเสียกอ่ น Theory มีรากมาจากคำ�กรีกว่า Theorei ซง่ึ
หมายถงึ การมองดู แปลเปน็ ไทยว่า “ทฤษฎี” อนั เป็นค�ำ สนั สกฤต (บาลเี ปน็ “ทิฏฐิ”)
การมองดกู ค็ อื การเพง่ ใหเ้ หน็ หรอื ใหเ้ กดิ ความเขา้ ใจ ในทางวชิ าการจงึ หมายถงึ หลกั การ
วิธีการและระบบในการมองดูหรือในการทำ�ความเข้าใจ ในการมองสิ่งใดส่ิงหนึ่งให้เข้า
ใจจรงิ ๆ นั้น จะต้องมองอย่างพินิจพิเคราะหเ์ พ่อื หยงั่ ใหถ้ งึ รากฐานของสิง่ นนั้ การมอง
ดาวน์โหลดสจาิ่งกตระ่าบงบๆTUอDCย่าโดงยพนินายิจอรพ่ามิเคดรวงาจะนั หทร์เ์ พื่อให้หยั่งให้ถึงรากฐานน้ันต้องมองอย่างเป็นระบบ

224 “ปรีดี เกษมทรพั ย์ คนสามวัฒนธรรม บดิ าแห่งนิติปรัชญาไทย”

น่นั คอื จะต้องใชค้ วามคดิ พิจารณาอยา่ งมี Framework คอื มโี ครงสรา้ งหรือตารางทาง
ความคิดสำ�หรับเท้าความและเชื่อมโยงข้อเท็จจริงในประสบการณ์เข้าด้วยกัน เพื่อให้
มองเห็นความหมายหรือเหตุผลที่แฝงอยู่ในข้อเท็จจริงเหล่านั้น เทียบได้กับการมอง
แผนที่ของคนที่ไร้การศึกษาท่ีมองเห็นรูปแผนท่ีด้วยตาเปล่า เป็นการมองเห็นภาพ
ต่างกับคนท่ีมีความรู้ในการอ่านแผนที่ ที่อ่านแผนที่โดยใช้ความรู้เรื่องแผนท่ี (เส้นรุ้ง
เสน้ แวง ทศิ และอตั ราย่อส่วน เป็นตน้ ) เป็น Frame of Reference คือเปน็ โครงรา่ ง
แห่งการเท้าความอันจะทำ�ให้อ่านเข้าใจความหมายของแผนท่ีได้ การอ่านอย่างมี
Frame of Reference เชน่ นแี้ หละทเี่ ราเรยี กวา่ การมองหรอื ท�ำ ความเขา้ ใจอยา่ งมที ฤษฎี
ทฤษฎจี งึ เปน็ เรอ่ื งสำ�คญั ทางวชิ าการทก่ี ลุ บตุ รผใู้ ฝใ่ จศกึ ษาจะตอ้ งศกึ ษาใหเ้ ปน็ พน้ื ฐาน
ไว้ มิฉะนั้นการแสวงหาความรู้ทางวิชาการไม่ว่าวิชาแขนงใดก็ตามจะให้แตกฉานคง
ไม่ได้ การอ่านแต่ตัวบทกฎหมายโดยไม่มีโครงสร้างทางความคิด (ทฤษฎี) สำ�หรับ
เช่ือมโยงความรับรู้ประการต่างๆ เข้าด้วยกันย่อมไม่อาจหยั่งถึงความหมายของ
กฎหมายน้นั ๆ ได้ การมองใหเ้ ข้าใจจริงๆ นนั้ ตอ้ งอาศยั การมองอย่างเป็นระบบและมี
โครงร่างทางความคิดท่ีถูกต้อง การมองกฎหมายจึงต้องมองให้เห็นถึงโครงสร้างของ
กฎหมาย (The Structure of The Law) ทีพ่ เิ คราะหถ์ ึงบอ่ เกดิ ตา่ งๆ ของกฎหมาย
ล�ำ ดบั ชน้ั ของบอ่ เกดิ เหลา่ นนั้ ประเภทและชนดิ ของตวั บทกฎหมาย การมองเชน่ นก้ี ค็ อื
การมองกฎหมายทางทฤษฎีนั่นเอง

การศึกษาวิชานิติปรัชญาในภาคบทนำ�ทางทฤษฎีน้ีจึงมีความมุ่งหมายท่ีจะ
วางรากฐานให้แกน่ กั ศึกษาในทางทฤษฎี คอื เพอ่ื ใหเ้ ข้าใจถงึ สถานะ เนือ้ หา ขอบเขต
ของวิชานิติปรัชญา รวมทั้งความแตกต่างและความเก่ียวข้องของวิชานี้กับวิชาอ่ืนๆ
ด้วยโดยเฉพาะความสมั พันธร์ ะหวา่ งวิชานติ ปิ รัชญากบั วชิ านติ ิศาสตร์ เพื่อใหผ้ ศู้ กึ ษา
ได้เห็นภาพรวมของวิชานิติปรัชญาและของวิชานิติศาสตร์ อันจะเป็นเครื่องช่วย
ประเทืองปัญญาในการใช้ความคิดตรึกตรองและเป็นแนวทางในการแสวงหาความรู้
ทางวิชาการเพมิ่ เตมิ ในวนั ขา้ งหน้า

ดาวนโ์ หลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจันทร์

225

กฎหมายคอื อะไร
ในแงข่ องนติ ปิ รัชญา๑



ปญั หาเรอื่ งกฎหมายคอื อะไร รฐั มคี วามชอบธรรมอยา่ งไรในการออกกฎหมาย
และแกป้ ัญหาว่าอำ�นาจบญั ญัติกฎหมายมขี อบเขตจำ�กดั เพียงใด ทีจ่ ะกลา่ วถึงในบทนี้
เปน็ ปญั หาทาง “นติ ปิ รชั ญา” และ “ทฤษฎกี ารเมอื ง” ทมี่ กี ารอภปิ รายกนั มาตงั้ แตส่ มยั
โบราณจนกระทั่งปัจจุบนั มีความเหน็ หลายส�ำ นกั หลายกระแสแตกตา่ งและขดั แยง้ กนั
ปญั หาทางทฤษฎนี เี้ หน็ จะชช้ี ดั ใหแ้ นน่ อนเดด็ ขาดเปน็ เรอ่ื งยาก ในบทนผ้ี เู้ ขยี นจะยกแต่
เพียงประเด็นเบื้องต้นในทางทฤษฎีและประวัติศาสตร์มากล่าวพอเป็นสังเขป เพื่อ
ประกอบการพิจารณาของผู้สนใจและเพือ่ ชใ้ี ห้เห็นถงึ การมองปัญหาในอีกแง่หน่งึ

กฎหมายเป็นค�ำ สงั่ ของรฏั ฐาธิปัตย์จรงิ หรือ ?

เม่ือมีผู้ถามข้ึนว่า “กฎหมายคืออะไร” นักกฎหมายไทยส่วนมากก็จะหวน
คดิ ถงึ ค�ำ สอนในต�ำ รากฎหมายทตี่ นเคยเรยี นมาสมยั เปน็ นกั ศกึ ษา และกใ็ หค้ �ำ ตอบอยา่ ง
ตรงไปตรงมา ปราศจากขอ้ กงั ขาใดๆ ทงั้ สน้ิ วา่ “กฎหมายคอื ค�ำ สง่ั ของรฏั ฐาธปิ ตั ย์ เมอ่ื
ไม่ปฏิบัติตามย่อมต้องได้รับโทษ” การตอบปัญหาในทำ�นองน้ีหากไม่ไปตรึกตรองให้
ลึกซึ้ง ก็จะเห็นว่าทำ�ให้ท้ังผู้ถามและผู้ตอบหายสงสัย เพราะได้ถามและได้ตอบกัน
เรยี บรอ้ ยแล้ว หมดหน้าทก่ี ันเพียงเท่านั้น แต่ถา้ คดิ กันใหล้ ึกซงึ้ ลงไปแลว้ ก็จะต้องถาม
ต่อไปวา่ “รัฏฐาธปิ ัตย์คอื ใคร” กจ็ ะได้ค�ำ ตอบวา่ “รฏั ฐาธปิ ัตย์ คอื ผู้มอี ำ�นาจในบา้ น
เมอื ง” ผลก็จะออกมาเป็นท่นี ่าตกใจเป็นอย่างมาก เพรากฎหมายจะกลายเป็น “ส่ิงท่ี

๑ ปรบั ปรงุ จากบทความของผเู้ ขยี นซง่ึ ตพี มิ พใ์ นวารสารนติ ศิ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์ ฉบบั ท่ี ๓
ดาวน์โหลดปจีทาก่ี ๑ระ๑บพบ.ศT.U๒D๕C๒โด๔ยหนนาา้ ยอ๓ร๗่าม๙-ด๓ว๙งจ๒ันทร์

226 “ปรีดี เกษมทรพั ย์ คนสามวัฒนธรรม บดิ าแห่งนติ ิปรัชญาไทย”

ผมู้ อี ำ�นาจสั่ง” และส่ังอยา่ งไร ตามอ�ำ เภอใจอยา่ งไรก็จะเปน็ กฎหมายทั้งนั้น เมือ่ เปน็
เช่นน้ี คำ�กล่าวทีว่ า่ “กฎหมายเปน็ ท่ีพึ่งของประชาชน” ก็ดี หรือ “หลักนิตธิ รรม” หรอื
The Rule of Law ซ่ึงอาจารย์ ดร.หยดุ แสงอทุ ัย เคยแปลไว้อยา่ งนา่ ฟังวา่ “กฎหมาย
เป็นใหญ่” หรือมีผู้แปลตรงๆ ว่า “การปกครองของกฎหมาย” ก็ดี ก็จะกลายเป็น
คำ�กล่าวท่ีไร้ความหมายไปท้ังหมด ถ้าเรายอมรับคำ�ตอบท่ีว่ากฎหมายคือคำ�ส่ังของ
รัฏฐาธิปัตย์แล้ว “การปกครองของกฎหมาย” ก็จะหมายความว่าเป็นการปกครอง
ของผู้มีอำ�นาจ กฎหมายเป็นใหญ่ก็คือผู้มีอำ�นาจเป็นใหญ่ นักกฎหมายเป็นผู้รับใช้
กฎหมายก็แปลว่า นักกฎหมายเป็นผู้รับใช้ผู้มีอำ�นาจ ถ้าผลเป็นอย่างน้ีแล้ว ทุกคนก็
ตอ้ งหวนกลบั มาถามวา่ ทว่ี า่ “กฎหมายเปน็ ค�ำ สงั่ ของรฏั ฐาธปิ ตั ย”์ นน้ั ถกู ตอ้ งจรงิ หรอื

ส�ำ นักกฎหมายบา้ นเมือง (Legal Positivism)

“กฎหมายเป็นคำ�ส่ังของรัฏฐาธิปัตย์” เป็นคำ�สอนของสำ�นักความคิดทาง
กฎหมายท่เี รียกวา่ “ส�ำ นักกฎหมายบา้ นเมือง” (Legal Positivism) บุคคลทีม่ ีความ
สำ�คัญย่ิงในสำ�นักน้ีคือ John Austin (ค.ศ. ๑๗๙๐-๑๘๕๙) เป็นผู้ตั้งและสอนวิชา
Jurisprudence ในประเทศองั กฤษในศตวรรษท่ี ๑๙ ค�ำ สอนของ Austin เปน็ ทยี่ อมรบั
นบั ถอื ในวงการกฎหมายองั กฤษอเมรกิ าโดยทวั่ ไปในศตวรรษท่ี ๑๙ จนกระทงั่ ศตวรรษ
น้ี ครน้ั เมอ่ื ประเทศไทยเรมิ่ ตง้ั โรงเรยี นกฎหมายขนึ้ ในสมยั รชั กาลที่ ๕ ค�ำ สอนของ John
Austin ดังกล่าวจึงได้รับการถ่ายทอดเข้ามาในวงการกฎหมายในประเทศไทยด้วย
ความคดิ สำ�นักนไ้ี มเ่ พียงแตเ่ ป็นทย่ี อมรบั ในประเทศองั กฤษอเมริกาเท่านนั้ แต่กไ็ ด้รบั
ความนิยมในภาคพ้ืนยุโรป เรียกได้ว่าความคิดสำ�นักกฎหมายบ้านเมืองมีอิทธิพล
ครอบงำ�ไปทุกประเทศท่ีเจริญแล้วในศตวรรษท่ี ๑๙ และในต้นศตวรรษนี้ ทั้งน้ีเพราะ
เป็นสมัยท่รี ัฐประชาชาติสมัยใหม่ (The Modern Nation State) กำ�ลงั เจริญร่งุ เรอื งถงึ
ข้ันสุดยอด ความคิดเรื่องอำ�นาจอธิปไตยของรัฐกำ�ลังได้รับความยกย่องนับถือในวง
วชิ าการ คนในยคุ นนั้ จงึ เชอ่ื มนั่ วา่ การจดั การบา้ นเมอื งใหเ้ จรญิ รงุ่ เรอื งจะตอ้ งกระท�ำ โดย
อำ�นาจสิทธิขาดของรัฐ รัฐเป็นผู้มีอำ�นาจสูงสุดบนพ้ืนพิภพน้ี กฎหมายซ่ึงรัฐสมัยใหม่
ใช้เป็นเคร่ืองมือในการจัดระเบยี บสงั คมก็ควรมลี กั ษณะมอี ำ�นาจสิทธิขาด และสมบรู ณ์
อยู่ในตัวของมันเอง โดยไม่ต้องอยู่ใต้อาณัติหรือข้อจำ�กัดของศีลธรรมความยุติธรรม

ดาวนโ์ หลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจนั ทร์

227

หรอื สงิ่ อน่ื ใด ดว้ ยความเชอ่ื เชน่ นี้ จงึ มกี ารยอมรบั ขอ้ ความคดิ (Concept) ของกฎหมาย
ทวี่ ่า “กฎหมายเปน็ คำ�ส่ังของรฏั ฐาธิปัตย์” ดังปรากฏในค�ำ ตอบที่กล่าวมาในตอนต้นน้ี
โดยเฉพาะเมื่อความคิดเร่ือง “อำ�นาจอธิปไตยเป็นของประชาชน” (Doctrine of
Popular Sovereignty) ไดร้ บั ชยั ชนะในการตอ่ สทู้ างการเมอื งในประเทศยโุ รปอเมรกิ า
เป็นส่วนใหญ่ ทำ�ให้คนเชื่อต่อไปว่า เมื่ออำ�นาจอธิปไตยเป็นของประชาชนแล้ว แม้
ยกย่องอำ�นาจอธิปไตยให้เป็นอำ�นาจสูงสุดมีอาญาสิทธิ์ที่สมบูรณ์ไม่มีขอบเขตจำ�กัด
เพยี งใดกค็ งไมก่ อ่ ใหเ้ กดิ อนั ตรายแกป่ ระชาชนได้ ค�ำ สอนของส�ำ นกั กฎหมายบา้ นเมอื ง
(Legal Positivism) จงึ ไดร้ บั ความนยิ มนบั ถอื และยกยอ่ งวา่ เปน็ ค�ำ สอนทถี่ กู ตอ้ งเพยี ง
ส�ำ นกั เดยี ว ถงึ ขนาดเอามาสอนในโรงเรยี นกฎหมาย หรอื ในมหาวทิ ยาลยั ในรปู ของการ
ใหค้ �ำ จ�ำ กัดความ และถอื ว่าเป็นการใหค้ �ำ จำ�กัดความกฎหมายทถ่ี ูกต้องและไมม่ ที างที่
จะให้คำ�จ�ำ กัดความเป็นอยา่ งอ่นื จึงมอี ทิ ธพิ ลต่อความคิดของนกั กฎหมายไทยทไี่ ด้รบั
การสงั่ สอนเชน่ นเ้ี ป็นเอามาก

ค�ำ สอนของสำ�นักกฎหมายบ้านเมอื ง (Legal Positivism) ท่กี ลา่ วมาน้ีกอ่
ให้เกิดผลสำ�คัญ ๔ ประการ

(๑) ยกยอ่ งว่า “รฐั ”มอี ำ�นาจสงู สดุ ไมอ่ ยู่ใตก้ ฎเกณฑ์ใดๆ ทัง้ สิ้น
(๒) เมอื่ กฎหมายเปน็ เรอ่ื งของค�ำ สง่ั ท�ำ ใหต้ อ้ งคดิ ตอ่ ไปวา่ กฎหมายเปน็ เรอื่ ง
ของ “อ�ำ นาจ” แทนทีจ่ ะเปน็ เรื่องของ “ความถูก-ผดิ ” เปน็ เรือ่ งของความชอบธรรม
กับความไม่ชอบธรรม เป็นเรื่องของความยุติธรรมกับความไม่ยุติธรรม เพราะคำ�ส่ัง
นั้นจะต้องเป็นเรอื่ งท่ี “ผู้มีอำ�นาจเหนือ” สามารถท่จี ะบังคับผู้อยูใ่ ต้อำ�นาจให้ “จ�ำ ใจ”
ทีจ่ ะตอ้ งปฏิบัติตามเจตจ�ำ นงของผูม้ ีอ�ำ นาจ
(๓) เมอ่ื เป็นเรอื่ งของอำ�นาจแลว้ ผู้สงั่ จะสัง่ อยา่ งไรก็ได้ กฎหมายจึงมาจาก
“เจตจ�ำ นง (Will)” ของมนษุ ย์ ผลจงึ เป็นวา่ “กฎหมาย” จะมีเนอ้ื ความเป็นอยา่ งไร
มคี วามถกู ตอ้ งเปน็ ธรรมหรอื ไม่ ไมใ่ ชเ่ รอื่ งทนี่ กั นติ ศิ าสตรจ์ ะตอ้ งพจิ ารณา นกั นติ ศิ าสตร์
จะพิจารณาเพียงเฉพาะว่า กฎหมายมาจาก Will ของผู้ทรงอำ�นาจอธิปไตยหรือไม่
ถ้ามาจากการตัดสินใจขององค์อธิปัตย์แล้ว กฎเกณฑ์นั้นก็เป็นกฎหมาย เนื้อความ
ของกฎหมายจะดีชว่ั อยา่ งไรไม่ใช่เรอ่ื งท่ีนกั นิติศาสตรจ์ ะกา้ วลว่ งไปพจิ ารณา
(๔) ด้วยเหตุน้ีกฎหมายจึงเป็นกฎเกณฑ์ที่แยกจากและเป็นคนละเรื่องกับ

ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจนั ทร์

228 “ปรีดี เกษมทรัพย์ คนสามวฒั นธรรม บดิ าแห่งนิติปรัชญาไทย”

กฎเกณฑท์ างศลี ธรรม เรามกั จะไดย้ นิ นกั กฎหมายพดู อยเู่ สมอวา่ “นเ่ี ปน็ ความยตุ ธิ รรม
ตามกฎหมาย” ซ่ึงมีความหมายโดยปริยายว่าความยุติตามกฎหมายน้ัน อาจไม่เป็น
ธรรมกไ็ ด้

เป็นส่งิ ท่เี หน็ ได้ชดั วา่ ผลสรุปเชน่ นี้ขดั ตอ่ สามัญสำ�นกึ และขดั ต่อความเข้าใจ
ของมนุษยชาติ ไม่ว่าชาติใด ภาษาใดหรือวัฒนธรรมใด และก่อให้เกิดผลเสียหาย
นานัปการ เช่น ทำ�ให้นักกฎหมายไม่พยายามอย่างสุดความสามารถในการแสวงหา
ความเปน็ ธรรม เพราะไดร้ บั การสง่ั สอนมาวา่ กฎหมายกบั ความยตุ ธิ รรมเปน็ คนละเรอื่ ง
เมือ่ ผลในทางกฎหมายหรือผลในการตัดสินคดขี องศาลขัดแย้งต่อความรู้สึกท่ีฝังลกึ อยู่
ในจติ ใจกไ็ มเ่ กดิ ความทกุ ขร์ อ้ น แตจ่ ะกลา่ วค�ำ แกต้ วั งา่ ยๆ วา่ “มนั เปน็ เรอ่ื งทช่ี ว่ ยไมไ่ ด้
เพราะกฎหมายเป็นอย่างน้ี” เม่ือได้มีการประทุษร้ายต่อกฎหมายสูงสุดของบ้านเมือง
(คือการปฏิวัติรัฐประหาร) นักกฎหมายที่เชื่อในคำ�สอนเช่นนี้ก็จะไม่มีความกระดาก
อายหรืออิดเอ้ือนท่ีจะร่วมมือและพร้อมท่ีจะรับใช้ผู้ท่ีทำ�การประทุษร้ายรัฐธรรมนูญ
เหล่านัน้

ถา้ เราพจิ ารณาในแงป่ ระวตั ศิ าสตรก์ จ็ ะเหน็ ไดว้ า่ ความคดิ แบบส�ำ นกั กฎหมาย
บ้านเมือง (Legal Positivism) น้ีเป็นความคิดท่ีมีผู้นิยมนับถืออย่างจริงจังและแพร่
หลายก็เฉพาะในประเทศที่อยู่ในความครอบงำ�ของวัฒนธรรมตะวันตกในยุคสมัยใหม่
เพียงไม่เกินสองสามร้อยปีมานี้เอง ในวัฒนธรรมตะวันตกยุคก่อน คือ ในยุคโบราณ
สมัยกรีกและโรมัน และสมัยกลาง ความคิดแบบสำ�นักกฎหมายบ้านเมือง (Legal
Positivism) นน้ั แมจ้ ะมนี กั ปราชญบ์ างคนกลา่ วถงึ บา้ งกห็ าไดร้ บั การยอมรบั นบั ถอื แต่
อยา่ งใดไม่ สว่ นในวฒั นธรรมอื่น เชน่ ในวฒั นธรรมจนี อินเดีย และของไทย ไมเ่ คย
แยกเร่ืองธรรมะและกฎหมายออกจากกันโดยเด็ดขาด และไม่เคยให้เกียรติแก่อำ�นาจ
ของมนุษย์บนพ้ืนพิภพถึงขนาดยกย่องว่าเป็นอำ�นาจสูงสุด ไม่อยู่ภายใต้อาณัติของ
กฎเกณฑใ์ ดๆ ความคดิ แบบส�ำ นกั กฎหมายบา้ นเมอื งจงึ ไมม่ ที างไดร้ บั ความนยิ มนบั ถอื
ในประเทศตา่ งๆ ในตะวันออกในสมัยกอ่ น จนกระทั่งมาถึงศตวรรษท่ี ๑๙ เม่ืออทิ ธิพล
ของชนชาติตะวันตกครอบงำ�ไปทั่วโลก รวมท้ังประเทศต่างๆ ในเอเชีย อิทธิพล
ความคิดของสำ�นักกฎหมายบ้านเมืองซ่ึงครอบงำ�ความคิดของชาวตะวันตกอยู่ในยุค
นั้น จึงแผ่เข้ามาครอบง�ำ ในภาคพนื้ ทวปี เอเชยี ด้วย

ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจนั ทร์

229

ส�ำ นกั ธรรมนิยม (Natural Law School)

สำ�นักความคิดที่ตรงกันข้ามกับสำ�นักกฎหมายบ้านเมือง พอท่ีจะรวมเรียก
อย่าง กว้างๆ ว่า “สำ�นักธรรมนิยม” หรือแปลตรงๆว่า “สำ�นักกฎหมายธรรมชาติ
(Natural Law school)” ในภาษาไทยเรามกั จะกลา่ ววา่ เรือ่ งน้นั เปน็ ธรรมหรือเร่อื งนี้
ไมเ่ ปน็ ธรรม โดยเปน็ ทเ่ี ขา้ ใจกนั วา่ ในโลกนม้ี รี ะบบความเปน็ ธรรมและความไมเ่ ปน็ ธรรม
อยู่โดยภาวะวสิ ัยหรอื เรยี กสนั้ ๆ วา่ “ระบบธรรมะ” ระบบธรรมะน้ดี �ำ รงอย่ใู นสากลโลก
ธาตนุ ต้ี ลอดมา โดยมนษุ ยม์ ไิ ดส้ รา้ งขนึ้ มาและไมเ่ ปน็ ไปตามอ�ำ เภอใจของใคร กฎเกณฑ์
ในระบบธรรมะนอี้ าจมคี วามเขม้ ขน้ และความส�ำ คญั ตา่ งเปน็ ล�ำ ดบั ชน้ั กไ็ ด้ สว่ นทเี่ ขม้ ขน้
สูงมนษุ ยไ์ ปเปล่ยี นแปลงแก้ไข ไมไ่ ด้เลย แต่บางส่วนแตกตา่ งกนั ไปตามสภาพท้องถน่ิ
หรือตามยคุ ตามสมัยกไ็ ด้ ความคดิ เช่นน้ีมอี ยใู่ นวัฒนธรรมไทยมาแต่ดัง้ เดิม กฎหมาย
ช้ันธรรมะที่มีความสำ�คัญสูงยิ่งเราเรียกว่า “พระธรรมศาสตร์” ส่วนนี้แม้พระราชา
ก็เปล่ียนแปลงแก้ไขหรือยกเลิกไม่ได้ ส่วนมาตรการท่ีมนุษย์กำ�หนดข้ึนเพื่อให้
เหมาะสมกบั กาลเทศะนน้ั เรียกกันว่า “พระราชบญั ญัต”ิ “พระราชก�ำ หนด” “พระบรม
ราชโองการ” แสดงใหเ้ ห็นวา่ ความคิดกฎหมายไทยแบบโบราณน้ันกม็ องเห็นและรบั รู้
ว่ากฎหมายท่มี ีอยู่ในบ้านเมอื ง (Positive Law) นน้ั มหี ลายประเภทตา่ งล�ำ ดับช้นั กัน
แต่ก็มีความสัมพันธก์ ันอยา่ งแนบเนยี นและใกล้ชดิ

ท่ีว่ากฎหมายช้ันสูงระดับ “พระธรรมศาสตร์” แม้พระเจ้าแผ่นดินก็แก้ไข
เปลย่ี นแปลงไมไ่ ดน้ น้ั เพราะพระเจา้ แผน่ ดนิ ตามความคดิ ของไทยโบราณเปน็ ผดู้ �ำ เนนิ การ
และบังคับการตามกฎหมาย (พระธรรมศาสตร์) และชี้ขาดตัดสินคดีตามกฎหมาย
ความคดิ เรอ่ื งนิตบิ ัญญตั ิแบบสมัยใหม่ (Modern Idea of Legislation) จึงไม่มี จาก
ค�ำ วา่ “ธรรมศาสตร”์ เราจะเหน็ ไดช้ ดั วา่ “กฎหมาย” กบั “ธรรมะ” หรอื ความเปน็ ธรรม
เปน็ สงิ่ ทแี่ ยกจากกนั ไมไ่ ด้ ความคดิ เกย่ี วกบั กฎหมายของไทยทกี่ ลา่ วมานจี้ ะเหน็ ไดว้ า่
มีหลักการพนื้ ฐานท่ตี รงกับความคดิ โบราณของชาติอื่นๆ ไม่วา่ จนี แขกหรอื ฝรง่ั โดย
เฉพาะตรงกับความคิดพ้ืนฐานของสำ�นัก Natural Law ตามที่เข้าใจในวัฒนธรรม
ตะวันตก

เพื่อทำ�ความเขา้ ใจความคดิ ส�ำ นกั ธรรมนยิ ม (Natural Law School) ของ

ดาวนโ์ หลดจากระบบ TUDC โดย นายอร่าม ดวงจันทร์

230 “ปรดี ี เกษมทรพั ย์ คนสามวฒั นธรรม บิดาแหง่ นิตปิ รัชญาไทย”

ชาวตะวันตก ข้าพเจ้าขอยกค�ำ กลา่ วของซเิ ซโร (Cicero, 106-43 B.C.) นกั ปราชญ์
นักนิติศาสตร์และรัฐบุรุษของโรมันที่อธิบายถึงความคิดกฎหมายธรรมชาติที่ได้รับ
ยกย่องเป็นคำ�อธิบายระดับตน้ ตำ�รบั (classical) ของชาวตะวนั ตกมาแตโ่ บราณ ซ่ึงมี
ขอ้ ความว่า :

“กฎหมายทแี่ ทจ้ รงิ คอื เหตผุ ลทถ่ี กู ตอ้ ง สอดคลอ้ งกบั ธรรมชาติ แผซ่ า่ นไปใน
ทุกส่ิงทุกอย่าง สมำ่�เสมอเป็นนิรันดร ก่อให้เกิดหน้าท่ีที่จะต้องไม่บัญญัติกฎหมายให้
ขดั แยง้ กบั กฎหมายน้ี เราไมอ่ าจยกเลกิ หรอื ท�ำ ใหก้ ฎหมายนเี้ สอ่ื มทรามลงได้ อนั ทจ่ี รงิ
แลว้ ไมว่ า่ วุฒิสภาหรอื ประชาชนก็ไม่มอี �ำ นาจทจ่ี ะปลดปล่อยเราใหพ้ ้นจากกฎหมายน้ี
และเราไม่จำ�ต้องพ่ึงบุคคลอื่นหรือสิ่งอ่ืนใดนอกจากตัวเราเองที่จะเป็นผู้แสดงออกว่า
กฎหมายนนั้ เปน็ อยา่ งไร หรอื ตคี วามวา่ กฎหมายนนั้ มคี วามหมายวา่ อยา่ งไร กฎหมาย
นจ้ี ะไมเ่ ปน็ อยา่ งหนง่ึ ทก่ี รงุ โรมและเปน็ อกี อยา่ งหนง่ึ ทก่ี รงุ เอเธนส์ เปน็ อยา่ งหนง่ึ ในสมยั น้ี
แต่อีกอย่างหน่ึงในสมัยต่อมา แต่จะยังคงเป็นกฎหมายอันหน่ึงอันเดียวชั่วนิรันดร
ไม่เปลย่ี นแปลงและผูกพันบงั คับทกุ ชาติ ทกุ ภาษา ทุกยุคทุกสมยั ”๒

ข้อความสำ�คญั ของค�ำ กลา่ วของซเิ ซโร อยทู่ ี่ประโยคทีว่ ่า “กฎหมายทแ่ี ท้จรงิ
คอื เหตผุ ลทถี่ กู ตอ้ ง....” ค�ำ วา่ เหตผุ ล (Ratio, Reason) น้ี ตามความหมายทางปรชั ญา
ส�ำ นกั Stoicism ของกรกี ทซี่ เิ ซโรรบั มา หมายถงึ ระบบทเี่ ปน็ ระเบยี บทม่ี อี ยเู่ ปน็ อนั หนงึ่
อนั เดยี วกนั กบั ระบบของจกั รวาล ทเ่ี รยี กวา่ “เหตผุ ลสากล (Universal Reason)” สว่ น
เหตผุ ลทม่ี อี ยใู่ นจติ ใจของมนษุ ยท์ ท่ี �ำ ใหม้ นษุ ยร์ ผู้ ดิ ชอบชว่ั ดี กถ็ อื วา่ เปน็ ประกายชน้ิ หนง่ึ
จากเหตผุ ลสากลทม่ี นษุ ยไ์ ดร้ บั มา ดว้ ยเหตผุ ลทม่ี อี ยใู่ นจติ ใจนี้ มนษุ ยจ์ งึ สามารถเขา้ ถงึ
เหตุผลสากลที่มอี ยใู่ นสากลจักรวาลนี้ได้

เราพอสรปุ หลกั การบางประการของความคดิ สำ�นักนไ้ี ด้ดงั ต่อไปน้ี

๒ ข้อความเดมิ เป็นภาษาลาติน แปลเป็นภาษาอังกฤษมีขอ้ ความดงั น้ี “True law is right reason,
harmonious with nature, diffuses among all, constant eternal. A law which calls to duty by its
command and restrains form evil by its prohibition….. It is a sacred obligation not to legislate in
contradiction to this law. Nor may it be derogated nor abrogated. Indeed by neither the senate nor
the people can we be released from this law. Nor does it require any but oneself to be its expositor
or interpreter, nor is it one law at Rome and another at Athens, one now and another at a time, but
ดาวน์โหลดoจnาeกรeะtบerบnaTlUaDnCdโuดnยcนhาaยnอgรeา่aมblดe,วงbจinนั dทiรn์ g all nation through all times….”

231

(๑) สำ�นักน้ียืนยันว่าโลกหรือจักรวาลเป็นส่ิงท่ีมีระบบระเบียบทางศีลธรรม
(Moral Order) ไมใ่ ชส่ งิ่ ทม่ี รี ะบบระเบยี บทางกายภาพลว้ นๆ (Pure Physical Order)
ตามกฎเกณฑท์ างวิทยาศาสตรท์ างธรรมชาติเท่านน้ั

(๒) ระบบระเบียบสากลนี้ ตามศัพท์ของชาวตะวันตกเรียกว่า “กฎหมาย
ธรรมชาติ (Natural Law, Law of Nature, Naturrecht, Jus Naturale)” มีอยูโ่ ดย
ภาวะวสิ ยั ของมนั เอง ไมข่ น้ึ อยกู่ บั เจตจ�ำ นงหรอื อ�ำ เภอใจของมนษุ ย์ ระบบระเบยี บสากล
นเ้ี ปน็ ระบบเหตุผล (Ratio, Reason) ท่มี นุษย์เข้าถึงได้ดว้ ยเหตุผลและสติปญั ญา

(๓) เพราะสำ�นกั นีย้ นื ยันว่า ธรรมชาตขิ องมนุษย์ (Human Nature) เปน็ ส่งิ
ทมี่ ีเหตุผล (Ratio, Reason) สามารถรู้ผิดชอบชั่วดีได้ จงึ รกู้ ฎหมายธรรมชาติ ถ้าใช้
สตปิ ัญญาค้นหาโดยถกู ต้อง

(๔) กฎเกณฑ์ท่ีใช้อยู่ในสังคมมนุษย์รวมทั้งกฎหมายบ้านเมือง มีต้นตอมา
จากเหตผุ ลของมนุษยท์ กี่ ล่าวน้ีและเป็นส่วนหน่งึ ของระบบกฎหมายธรรมชาติ

(๕) ธรรมะ ความยุติธรรม และศีลธรรม จึงเป็นส่ิงท่ีมีความสัมพันธ์อย่าง
ใกลช้ ดิ กบั กฎหมายบา้ นเมอื งหนา้ ทส่ี �ำ คญั ของวชิ านติ ศิ าสตรโ์ ดยเฉพาะวชิ านติ ปิ รชั ญา
คือคน้ คว้าให้เขา้ ใจถงึ ความสัมพนั ธ์เหลา่ นัน้

คำ�สอนสำ�นักธรรมนิยมนี้ มีปัญหาซับซ้อนเป็นอันมาก เช่น ปัญหาความ
สมั พนั ธร์ ะหวา่ งกฎหมายธรรมชาตกิ บั กฎหมายบา้ นเมอื ง วา่ เปน็ ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ ง
กฎหมายทส่ี งู กวา่ กบั กฎหมายทต่ี �่ำ กวา่ หรอื วา่ เปน็ ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งกฎหมายทว่ั ไป
กับกฎหมายพิเศษ หรอื ว่าเป็นความสมั พันธร์ ะหว่างกฎหมายหลกั กับขอ้ ยกเว้น เมื่อมี
ความขดั แยง้ ระหวา่ งกฎหมายธรรมชาตกิ บั กฎหมายบา้ นเมอื ง กฎหมายใดจะมผี ลบงั คบั
สำ�หรับคดีน้ันๆ ความเป็นสากลเป็นนิรันดรของกฎหมายธรรมชาติหมายความว่า
อย่างไร ปัญหาเหล่านี้ล้วนแต่เป็นปัญหาที่จะต้องค้นคิดกันอยู่ต่อไปไม่เป็นที่ยุติได้ใน
ทางปฏบิ ตั ิ ความคดิ กฎหมายธรรมชาตจิ งึ มจี ดุ ออ่ นใหผ้ โู้ จมตคี ดั คา้ นไดม้ าก โดยเฉพาะ
ในยคุ ศตวรรษท่ี ๑๙ และตน้ ศตวรรษน้ี จนมผี สู้ รปุ เอางา่ ยๆ ในยคุ กอ่ นสงครามโลกครง้ั
ท่ี ๒ วา่ ความคดิ ส�ำ นกั กฎหมายธรรมนยิ มดงั กลา่ วนไี้ มม่ มี ลู ความจรงิ ไมม่ คี วามหมาย
และจะตอ้ งเสอ่ื มสญู ไปในทส่ี ดุ แตจ่ ากประสบการณท์ ไ่ี ดร้ บั จากระบบเผดจ็ การฮติ เลอร์
ซึ่งได้ก่อกรรมทำ�เข็ญโดยชอบด้วยกฎหมายของบ้านเมือง ทำ�ให้นักคิดในยุโรปสมัย

ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจนั ทร์

232 “ปรดี ี เกษมทรพั ย์ คนสามวัฒนธรรม บิดาแหง่ นติ ปิ รัชญาไทย”

หลังสงครามกลับมานิยมนับถือและเน้นความสำ�คัญของกฎหมายธรรมชาติ เพราะ
มนุษย์จะต้องพยายามหาหลักการบางอย่างเพ่ือมาวินิจฉัยความถูกผิดของการกระทำ�
ของรัฐ ในเมื่อกฎหมายบ้านเมืองไม่สามารถจะช่วยเหลือได้ทำ�ให้ความคิดของสำ�นัก
ธรรมนิยมได้กลับฟ้ืนคืนชีพและรุ่งเรืองอีกคร้ังหน่ึง แม้ในระยะหลังน้ีมีผู้กล่าวถึงเร่ือง
สิทธิมนุษยชนกันมาก หากเราไม่ถูกเหตุการณ์เฉพาะหน้าในทางการเมืองระหว่าง
ประเทศและการเมอื งภายในพรางตาใหเ้ สยี สมาธแิ ลว้ เพยี งแตม่ องดว้ ยจติ ใจเปน็ กลาง
ประกอบกบั มที ศั นะทางประวตั ศิ าสตรแ์ ลว้ เรากพ็ อจะสรปุ วา่ กระบวนการตอ่ สเู้ พอื่ สทิ ธิ
มนุษย์ก็เป็นส่วนหน่ึงของการฟ้ืนฟูความคิดสำ�นักธรรมนิยมด้วยเหมือนกัน การต่อสู้
เพอื่ สทิ ธมิ นษุ ยชนในดา้ นความคดิ จะตอ้ งตอ่ สกู้ บั ความคดิ ของส�ำ นกั กฎหมายบา้ นเมอื ง
(Legal Positivism) อย่างหลีกเล่ียงไม่พ้น หากความคิดสำ�นักกฎหมายบ้านเมือง
ยงั มีผ้นู ิยมนับถอื อย่อู ยา่ งเหนยี วแนน่ ในประเทศไทยอยูต่ ราบใด ความคดิ เรอื่ ง “สทิ ธิ
มนุษยชน” ก็ยงั จะไมม่ ีทางจะหย่งั รากลงในผนื แผน่ ดนิ ไทยไดอ้ ยู่ตราบน้นั

ส�ำ นักประวัติศาสตร์ (Historical School)

สำ�นักความคิดทางกฎหมายที่สำ�คัญอีกสำ�นักหน่ึงคือ สำ�นักประวัติศาสตร์
(Historical School) ซึง่ สอนวา่ กฎหมายนนั้ เกดิ ข้ึนจาก “จติ วิญญาณของประชาชาติ
(Volksgeist)” หมายถงึ ความรสู้ ึกผดิ ชอบชัว่ ดีทมี่ ีอยใู่ นชนชาติใดชนชาติหนึ่ง ซงึ่ เกดิ
ขนึ้ ตัง้ แต่ดงั้ เดิมเริม่ ตน้ ของชนชาติและววิ ัฒนาการไปตามกาลเวลา ไดร้ บั การปรงุ แต่ง
และววิ ฒั นาการการจากขอ้ เทจ็ จรงิ ตา่ งๆ ในทางประวตั ศิ าสตร์ ภมู ศิ าสตร์ แตล่ ะชนชาติ
จงึ มคี วามรู้สึกผิดชอบชวั่ ดี ทัศนคตติ ่อความสมั พนั ธป์ ระเภทตา่ งๆ ของสงั คมแตกต่าง
ไปตามสภาพของแตล่ ะชาตคิ วามรสู้ กึ ผดิ ชอบชวั่ ดเี หลา่ นจ้ี ะปรากฏออกมาในรปู ศลี ธรรม
และจารตี ประเพณี ตอ่ มาเมอื่ สงั คมเจรญิ ขน้ึ กฎเกณฑค์ วามประพฤตใิ นรปู จารตี ประเพณี
ทีป่ รากฏในสถาบนั สงั คมตา่ งๆ เชน่ ครอบครัว จะถูกปรุงแตง่ ใหส้ ลับซบั ซอ้ นจนกลาย
เป็นหลักกฎหมายในวิชานิติศาสตร์ ด้วยเหตุน้ีกฎหมายของแต่ละชาติจึงแตกต่างกัน
ไมส่ ามารถทจ่ี ะเอากฎหมายของประเทศหนงึ่ มาใชเ้ ปน็ กฎหมายของประเทศอกี ประเทศ
หนึ่งได้ การทำ�ประมวลกฎหมายจึงไม่ควรทำ�โดยพลการ โดยถือเอาอำ�นาจและ
เจตจำ�นงของรัฐเพียงอย่างเดียว หรือใช้เหตุผลท่ีมีอยู่ในความคิดของนักปราชญ์สร้าง

ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอร่าม ดวงจนั ทร์

233

เป็นกฎเกณฑ์เป็นระเบียบขึ้นแล้วบัญญัติออกมาในรูปกฎหมายด้วยอำ�นาจของรัฐก็
ไม่ได้เช่นเดียวกัน ประมวลกฎหมายที่ดีนั้นจะต้องเป็นผลจากการศึกษาค้นคว้าทาง
ประวัติศาสตร์ให้หย่ังลึกถึงจิตวิญญาณของประชาชาติและหลักนิติศาสตร์ที่พัฒนา
ต่อเน่ืองจากจิตใจความรู้สึกนึกคิดชองประชาชนในชาตินั้น แล้วนำ�เอาความรู้ท่ีศึกษา
ท้ังสองส่วนมาผสมผสานเรียบเรียงออกมาอย่างเป็นระบบระเบียบ จนเป็นกฎหมายที่
เรียกว่า “ประมวลกฎหมาย” จึงจะได้กฎหมายที่สอดคล้องกับจิตวิญญาณของ
ประชาชาติอย่างแท้จรงิ

เปรยี บเทยี บความคดิ ของส�ำ นกั ธรรมนยิ มกบั ส�ำ นกั ประวตั ศิ าสตร์

คำ�สอนของส�ำ นักประวตั ิศาสตร์ (Historical School) น้ี ในแง่หนงึ่ ต้องนับ
วา่ มคี วามคดิ พ้ืนฐานทีต่ รงกบั ความคดิ ของส�ำ นักธรรมนยิ ม (Natural Law School)
ในประการสำ�คัญคือ สำ�นักธรรมนิยมและสำ�นักประวัติศาสตร์ต่างก็เชื่อว่ากฎหมายที่
ใช้บังคับอยู่ในบ้านเมืองน้ัน จะอย่างไรก็ไม่ใช่ส่ิงที่ขึ้นอยู่กับอำ�นาจหรือเจตจำ�นงของ
ผู้ใด ท้ังสองสำ�นักต่างปฏิเสธอำ�นาจของรัฐในการที่จะบังคับและบัญญัติกฎหมาย
ตามอ�ำ เภอใจ รัฐจะตอ้ งอย่ใู นกรอบอะไรสกั อยา่ งหนึง่ ทอ่ี ย่นู อกเหนอื อ�ำ นาจของรัฐเอง
แตส่ องสำ�นักนี้มคี วามคดิ แตกตา่ งกันในขอ้ ส�ำ คัญบางประการเชน่

(๑) จติ วิญญาณของประชาชาติ (Volksgeist) แม้จะมีความคล้ายคลงึ กับ
เหตุผล (Reason) ในความคิดของส�ำ นักธรรมนยิ ม (Natural Law School) อยบู่ า้ ง
แต่คำ�ว่าจิตวิญญาณมีความหมายซับซ้อนมากกว่า เพราะความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของ
ชนชาตนิ น้ั นอกจากเกดิ ขน้ึ จากเหตผุ ลแลว้ ยงั ประกอบดว้ ยความรสู้ กึ และอารมณภ์ ายใน
จิตใจเข้าผสมผสานด้วยประกอบกับข้อเท็จจริงทางสังคม ทางประวัติศาสตร์ ทาง
ภมู ศิ าสตร์ และทางชวี วทิ ยาของชนชาติ ทเี่ ปน็ องคห์ ลอ่ หลอมปรงุ แตง่ ดว้ ย จติ วญิ ญาณ
ของประชาติ (Volksgeist) จงึ มีลักษณะรวมถงึ เหตุผล (Reason) ในความหมายของ
สำ�นกั ธรรมนิยม (Natural Law School) แต่ก็มีความอดุ มสมบูรณห์ ลากหลายกว่า
ในเน้ือหา ดว้ ยขอ้ ความคิด (Concept) เรอื่ งจติ วญิ ญาณของประชาชาติ (Volksgeist)
น้เี อง ทที่ ำ�ให้ส�ำ นกั ประวตั ิศาสตรส์ ามารถอธิบายวา่ เหตใุ ดกฎหมายของชาติตา่ งๆ จึง

ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจนั ทร์

234 “ปรดี ี เกษมทรัพย์ คนสามวัฒนธรรม บดิ าแห่งนิตปิ รัชญาไทย”

มคี วามแตกต่างกัน
(๒) สำ�นกั ประวตั ิศาสตร์ (Historical School) ยืนยนั ว่ากฎหมายเร่ิมตน้

ในรูปจารีตประเพณี ซ่ึงตรงกับความเป็นจริงที่สนับสนุนจากการค้นคว้าทางวิชา
มนุษยศาสตร์ทางสังคมละมนุษยศาสตร์ทางวัฒนธรรม (Social Anthropology,
Cultural Anthropology) ข้อเท็จจริงในประวัติศาสตร์ยืนยันได้อย่างชัดเจนว่า
กฎเกณฑค์ วามประพฤติของมนษุ ยใ์ นสังคมท่ตี ่อมาไดว้ ิวฒั นาการมาเป็นกฎหมายนั่น
เรมิ่ ตน้ ในรปู ของ ขนบธรรมเนยี มจารีตประเพณี (Custom) ท้ังนัน้ โดยไม่มีขอ้ ยกเวน้
ไม่มีชาติใดท่ีเริ่มมีกฎหมายในรูปของกฎหมายที่บัญญัติข้ึน ความคิดของสำ�นัก
ประวตั ศิ าสตรส์ ามารถอธบิ ายการเปลย่ี นแปลงววิ ฒั นาการทางกฎหมายเปน็ ขน้ั ตอนซง่ึ
ทฤษฎขี องส�ำ นักธรรมนยิ ม (Natural Law School) ไมอ่ าจอธบิ ายได้

(๓) ความคิดสำ�นักประวัตศิ าสตร์ (Historical School) สอดคล้องกบั
ปรากฏการณ์ในทางการเมืองของโลก ทแ่ี ยกชมุ ชนทางการเมอื งเป็นรฐั (State) ตาม
หลักประชาชาติ (Principle of Nationality) ที่เรียกว่ารัฐประชาชาติสมัยใหม่
(Modern Nation State) ท่ีเรม่ิ อุบัติขน้ึ ในยโุ รปกอ่ นและในศตวรรษนไี้ ด้แผก่ ระจายไป
ยงั ทวปี อน่ื ๆ ทว่ั โลก รฐั ประชาชาตนิ เี้ ปน็ ขอ้ เทจ็ จรงิ ในทางการเมอื งของทว่ั โลกจะปฏเิ สธ
ไม่ได้ แต่ส�ำ นักประวัตศิ าสตร์มขี อ้ บกพร่องอยา่ งสำ�คัญอกี ประการหนึ่ง คือขาดทฤษฎี
ว่าด้วยการนิติบัญญัติท่ีสามารถอธิบายปรากฏการณ์แห่งนิติบัญญัติที่มีอยู่ในโลก
ปัจจุบัน สำ�นักน้ีมองไม่เห็นว่ารัฐอาจจะสามารถดำ�เนินกิจการทางนิติบัญญัติได้มาก
และกว้างขวางมากในสภาพยุคปัจจุบัน แต่โดยท่ีสำ�นักประวัติศาสตร์ (Historical
School) มองการนติ บิ ญั ญตั เิ ปน็ แตเ่ พยี งการบนั ทกึ กฎหมายบา้ นเมอื งทมี่ อี ยใู่ นปจั จบุ นั
ลงเป็นลายลักษณ์อักษรเท่านั้น จึงเป็นความคิดท่ีไม่ตรงต่อความเป็นจริงใน
ประวัติศาสตร์

กฎหมายเกดิ ข้ึนได้อย่างไร

จนกระท่ังบัดนี้ เราไดก้ ลา่ วถึงแตค่ วามเห็นของสำ�นกั กฎหมายตา่ งๆ ตอ่ ไป
ขอให้เรามาพจิ ารณาปัญหาว่าตามความเป็นจริงแลว้ “กฎหมาย” คืออะไรกนั แน่

ดาวนโ์ หลดจากระบบ TUDC โดย นายอร่าม ดวงจันทร์

235

จากผลการค้นคว้าล่าสุดของวิชามนุษยศาสตร์ (Anthropology) และวิชา
วา่ ดว้ ยพฤตกิ รรมของสตั ว์ (Ethology) พอสรปุ ไดว้ า่ กฎเกณฑค์ วามประพฤตใิ นสงั คม
มนุษย์หรือสังคมของสัตว์เกิดขึ้นจากการปฏิบัติของสัตว์หรือมนุษย์ต่อกันในสภาวะที่
แตกตา่ งกนั โดยไมส่ ามารถทจี่ ะชไี้ ดว้ า่ หลกั ปฏบิ ตั เิ หลา่ นน้ั เกดิ ขน้ึ จากการบญั ญตั หิ รอื
กำ�หนดข้ึนด้วยความจงใจ โดยเฉพาะกฎเกณฑ์ในสังคมมนุษย์ในรูปของหลักปฏิบัติ
ของขนบธรรมเนียมจารีตประเพณีนั้นเกิดขึ้นจากความสะดวก (Expediency) ตาม
สภาวะและเกดิ จากเหตผุ ล (Reason) คอื ความสามารถทจ่ี ะรสู้ กึ ผดิ ชอบชว่ั ดขี องมนษุ ย์
อกี ดา้ นหนง่ึ การปฏบิ ตั ติ อ่ กนั ในแบบเดยี วกนั ซ�้ำ ๆ กนั หลายครง้ั กอ่ ใหเ้ กดิ ความเคยชนิ
เปน็ อปุ นสิ ยั (Habit) ของผทู้ เ่ี กย่ี วขอ้ งอปุ นสิ ยั เหลา่ นเ้ี มอ่ื ปฏบิ ตั กิ นั มานานเขา้ และจาก
การเลียนแบบของบุคคลอ่ืนก็กลายเป็นขนบธรรมเนียม (Tradition, Custom) ที่
สามารถใชไ้ ด้กับสภาวการณต์ า่ งๆ ในสังคม เมื่อมขี ้อพพิ าทเกิดขน้ึ ระหวา่ งสมาชิกใน
สงั คมกจ็ ะตอ้ งมกี ารช้ขี าดโดยคนกลาง ที่ไดร้ บั ความนบั ถือจากท้ังสองฝา่ ยซง่ึ อาจเปน็
พระสงฆ์ คนเฒา่ คนแก่ หรอื หวั หน้าชนเผา่ การชข้ี าดขอ้ พพิ าทเช่นนีน้ านๆ เขา้ กจ็ ะ
ท�ำ ใหก้ ฎเกณฑเ์ หลา่ นน้ั มคี วามแนน่ อนชดั เจนมรี ายละเอยี ดและเกดิ มลี กั ษณะบงั คบั ขน้ึ
และในทสี่ ดุ ขนบธรรมเนียมเหลา่ นนั้ กจ็ ะกลายเปน็ กฎหมายจารีตประเพณี กฎหมาย
จารีตประเพณีจึงเป็นสิ่งที่มีการประพฤติมาเป็นเวลานานในชุมชนใดชุมชนหนึ่ง จาก
คนรนุ่ หนง่ึ ไปสคู่ นอกี รนุ่ หนง่ึ จงึ เปน็ ทร่ี ใู้ นชมุ ชนนน้ั โดยทว่ั กนั จงึ ไดช้ อ่ื วา่ เปน็ กฎหมาย
ชาวบา้ น (Volksrechts) เพราะชาวบ้านทกุ คนรู้กฎหมายประเพณดี ี ตอ่ มาเมือ่ มนุษย์
เจริญขึ้นถึงขั้นมีการบันทึกกฎหมายประเพณีเหล่าน้ันเป็นลายลักษณ์อักษร เพ่ือให้มี
ความแนน่ อนและชดั เจนยงิ่ ขนึ้ เมอ่ื มกี ารชขี้ าดตดั สนิ คดโี ดยกฎหมายลายลกั ษณอ์ กั ษร
ติดต่อกันเป็นเวลานาน ผู้ใช้และผู้ตีความกฎหมายก็จะพัฒนาวิธีใช้ วิธีตีความท่ีมี
หลักเกณฑ์ต่างๆ อย่างละเอียด ก่อให้เกิดกฎหมายท่ีสลับซับซ้อนประกอบด้วยหลัก
กฎหมายต่างๆ จึงก่อให้มีวิชานิติศาสตร์ขึ้นกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่นักกฎหมายได้พัฒนา
จากการใช้การตีความและการอธิบายกฎหมายเป็นการพัฒนากฎหมายให้สูงข้ึนอีก
ระดบั หนงึ่ กฎหมายประเภทนมี้ คี วามสลบั ซบั ซอ้ นยง่ิ กวา่ ขนบธรรมเนยี มประเพณจี ะรู้
ได้ก็ด้วยการศึกษาเล่าเรียนอย่างจริงจัง การศึกษาการใช้และตีความกฎหมายเหล่าน้ี
ดาวน์โหลดไจดากก้ ระลบาบยTมUาDเCปโน็ดยวชินาายชอรพี า่ มขอดวงงนจันกั ทกร์ฎหมาย กฎหมายในชน้ั นจ้ี งึ เรยี กวา่ เปน็ กฎหมายของ

236 “ปรดี ี เกษมทรพั ย์ คนสามวัฒนธรรม บิดาแห่งนิตปิ รัชญาไทย”

นักกฎหมาย (Juristenrechts) คร้นั เม่ือสงั คมเจริญขนึ้ เป็นอันมาก ชีวติ ความเป็นอยู่
ในสังคมสลับซับซ้อนเพ่ิมขึ้น เกิดมีข้อเท็จจริงและเทคนิคขึ้นใหม่ ทำ�ให้กฎหมาย
ประเพณีและหลักกฎหมายท่ีมีอยู่แต่เดิมน้ันไม่สามารถจะแก้ข้อขัดข้องและข้อพิพาท
ของสังคมท่ีเกิดขึ้นใหม่ได้ สังคมจำ�เป็นจะต้องบัญญัติหรือกำ�หนดกฎเกณฑ์ความ
ประพฤตขิ องมนษุ ยเ์ พอื่ แกไ้ ขความยงุ่ ยากของมนษุ ยท์ เ่ี กดิ ขนึ้ มาใหม่ กฎหมายทมี่ นษุ ย์
ก�ำ หนดเพ่อื บงั คบั นเี้ ราเรยี กวา่ กฎหมายที่บญั ญัติขึ้น (Enacted Law) มาถึงตอนนี้
กฎหมายจึงเร่ิมพัฒนาเข้าสู่ยุคนิติบัญญัติ จากการอธิบายถึงข้ันตอนของวิวัฒนาการ
ของกฎหมายน้ีเราจะเห็นได้ว่า คำ�ว่า กฎหมายนั้นมีความหมายซับซ้อนหลาย
ประการ เพราะเป็นสิ่งท่ีเกิดข้ึนจากเหตุผล (Reason) ความสะดวกของสถานการณ์
(Expediency) ก่อให้เกิดการปฏิบัตซิ ้�ำ ๆ กฎหมายจงึ หมายถงึ จารตี ประเพณหี มายถงึ
กฎหมายที่พัฒนาเป็นหลักกฎหมายโดยนักกฎหมายและประกอบด้วยกฎเกณฑ์ท่ี
กำ�หนดขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะทางเทคนิคที่มีผู้เรียกว่า กฎหมายเทคนิค ในการ
บัญญัติกฎหมายเหล่าน้ีในสมัยใหม่ ย่อมเป็นหน้าท่ีของรัฏฐาธิปัตย์ เม่ือเรามอง
กฎหมายในแงน่ ก้ี ฎหมายจงึ เปน็ สง่ิ ทเ่ี กดิ ขน้ึ ไดห้ ลายทางและไดห้ ลายรปู แบบ

สำ�หรับปัญหาว่า เมื่อรับกันว่ารัฏฐาธิปัตย์มีส่วนท่ีจะกำ�หนดหรือบัญญัติ
กฎหมายได้ในสมัยนี้ จึงมีปัญหาต่อไปว่า ผู้ที่จะบัญญัติกฎหมายออกมาน้ัน บัญญัติ
กฎหมายโดยไมม่ ขี อ้ จำ�กดั ใดๆ ได้หรอื ไม่

ศาสตราจารยเ์ รเฟลด์ (Professor Rehfeld) แห่งมหาวิทยาลยั โคโลญจ์ได้
กลา่ วไวใ้ นหนงั สอื “รากเหงา้ ของกฎหมาย (Die Wurzeln des Rechts, Berlin 1951)๓
ว่า การเกิดข้ึนของกระบวนการนิติบัญญัติหมายความว่า ในประวัติศาสตร์ของ
มนุษยชาตินั้น มนุษย์ได้ค้นพบศิลปะในการที่จะก่อให้เกิดความเป็นธรรมและอธรรม
โดยน�้ำ มอื มนษุ ยเ์ อง กอ่ นทจี่ ะมกี ารคน้ พบน้ี มนษุ ยเ์ คยเชอ่ื วา่ กฎหมายไมใ่ ชส่ ง่ิ ทม่ี นษุ ย์
เองจะกำ�หนดข้ึนมาได้ แตเ่ ป็นสิ่งท่มี อี ยู่แล้วแตไ่ หนแต่ไร มนุษย์เปน็ แต่เพียงผู้ใชแ้ ละ
ปฏิบัติตามกฎหมายเท่าน้ัน เมื่อเราพิเคราะห์ถึงทัศนคตินี้แล้ว เราก็จะได้เห็นว่าการ

๓ Bernhard Rehfeld, Die Wurzeln des Rechts, Berlin (1951) p.67 อา้ งจาก F.A Hayek,
ดาวนโ์ หลดLจาaกwระLบeบgiTslUaDtiConโดaยndนาLยiอbรeา่ rมtyดวvงoจlนั. ท1,ร์London 1973 p.162

237

คน้ พบกระบวนการนิตบิ ญั ญตั ิเป็นการคน้ พบทมี่ ีผลรา้ ยแรงทสี่ ุด ยิง่ กวา่ การคน้ พบไฟ
และดินปืนเสียอีก เพราะการค้นพบน้หี มายถงึ เปน็ การมอบชะตากรรมของมนุษยชาติ
ให้ไวใ้ นอุ้งมือของมนุษย์เอง” เม่อื เราส�ำ รวจประวตั คิ วามคดิ เกยี่ วกบั การนติ บิ ญั ญัติใน
ประวตั ศิ าสตร์ในยุโรป เราก็จะเหน็ ได้วา่ ในยคุ กรกี ซึง่ เป็นยคุ ทองของประชาธปิ ไตยท่ี
นักปราชญ์นักคิดของยุโรปได้ใฝ่ฝันอยู่ตลอดมานั้น ในนครรัฐเอเธนส์ประชาชนมีสิทธิ
ร่วมประชุมในการตัดสินพิจารณาคดี มีสิทธิร่วมประชุมในการช้ีขาดเลือกนโยบาย
เก่ียวกับนครรัฐของตน และมีสิทธิท่ีจะบัญญัติกฎเกณฑ์ความประพฤติของประชาชน
ในนครรฐั ได้ดว้ ย ขอ้ เท็จจริงนี้ทำ�ให้มีผูเ้ ขา้ ใจว่า ได้เริม่ มกี ระบวนการนติ ิบัญญตั ติ ามท่ี
เราเขา้ ใจในสมยั ใหมแ่ ล้วในนครเอเธนสใ์ นสมยั นั้น แตค่ วามเปน็ จริงแล้วหาใช่เปน็ เช่น
น้ันไม่เพราะในรัฐธรรมนูญของเอเธนส์ได้กำ�หนดไว้ว่า “บุคคลใดเสนอกฎหมายที่
ท�ำ ลายนติ ปิ ระเพณขี องบา้ นเมอื งแลว้ ผนู้ นั้ ตอ้ งถกู ลงโทษ ฐานท�ำ ลายนติ ปิ ระเพณขี อง
นครรัฐ” โดยที่ในสมัยนั้นจารีตประเพณีกับกฎหมายในกรุงเอเธนส์ยังเป็นอันหน่ึงอัน
เดยี วกนั อยู่ แสดงวา่ กฎหมายทีเ่ สนอน้ันจะตอ้ งจำ�กัดอยู่ในเรื่องที่ไมเ่ ก่ียวกบั กฎหมาย
บ้านเมืองทเี่ ปน็ จารตี ประเพณี ขอบเขตของนิตบิ ญั ญัติในสมยั กรกี จึงมจี �ำ กัดอย่างมาก
ครนั้ มาสมยั กลาง ความเชอื่ ทางศาสนาครสิ ตท์ �ำ ใหศ้ าสนจกั รและค�ำ สอนของศาสนจกั ร
เกี่ยวกับทางด้านศีลธรรมมีอิทธิพลเหนือฝ่ายอาณาจักรอยู่ตลอดมา ความคิดเรื่อง
นิติบัญญัติแบบสมัยใหม่จึงเกิดขึ้นไม่ได้ นักเทววิทยาในสมัยกลางจึงยืนยันแข็งแรง
ตลอดมาว่า กฎหมายของบ้านเมืองจะขัดกับกฎหมายธรรมชาติไม่ได้ กฎหมายบ้าน
เมืองทข่ี ดั กับกฎหมายธรรมชาตนิ ้นั ขาดลกั ษณะความเปน็ กฎหมายอยา่ งแท้จริง คร้ัน
โลกยา่ งเข้าสสู่ มยั ใหม่ในศตวรรษที่ ๑๖ รัฐประชาชาตสิ มยั ใหม่ได้ประกาศตนเป็นอสิ ระ
จากการควบคมุ ของศาสนจกั รและเทววทิ ยาจงึ ไดเ้ กดิ มที ฤษฎอี ธปิ ไตยคอื อ�ำ นาจสงู สดุ
ของรฐั ทีล่ กั ษณะเด็ดขาดสมบูรณ์ (Absolute) และเปน็ นริ นั ดร (Perpetual) เสนอโดย
ฌอง โบแดง (Jean Bodin ค.ศ. ๑๕๓๐-๑๕๙๗) อนั เปน็ การสนับสนนุ ในทางความคดิ
แก่ระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ข้ึน ความคิดท่ีว่ารัฐมีอำ�นาจนิติบัญญัติสูงสุดโดยไม่มี
ขอบเขตจ�ำ กดั จงึ ไดเ้ กดิ ขน้ึ เปน็ ครงั้ แรกในประวตั ศิ าสตรม์ นษุ ยชาติ จนกระทง่ั มผี กู้ ลา่ ว
ในตำ�รากฎหมายวา่ “รฐั สภาอังกฤษจะออกกฎหมายอย่างไรก็ได้นอกจากจะกฎหมาย
มาบังคับผหู้ ญิงให้ผู้ชายไมไ่ ดเ้ ทา่ นัน้ ” ความคิดเช่นนี้ นำ�ไปส่คู วามคดิ สำ�นักกฎหมาย

ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอร่าม ดวงจันทร์

238 “ปรดี ี เกษมทรพั ย์ คนสามวฒั นธรรม บดิ าแหง่ นติ ปิ รชั ญาไทย”

บ้านเมอื ง (Legal Positivism) ท่ีวา่ กฎหมายเป็นคำ�สัง่ ของรฏั ฐาธปิ ตั ยด์ ังกลา่ วมา
ข้างต้น ในอีกด้านหน่ึงความคิดเรื่อง “สัญญาประชาคม (Social Contract)” ของ
Hobbes ของ Locke และของ Rousseau ทไ่ี ดเ้ กดิ ขนึ้ ในสมยั เดยี วกนั โดยเฉพาะความ
คิดของ Locke ได้เป็นรากฐานที่ก่อให้เกิดความคิดเร่ือง “สิทธิธรรมชาติ (Natural
Right)” และประชาธปิ ไตยไดย้ นื ยนั วา่ รฐั เกดิ ขน้ึ เพราะสญั ญาประชาคมทมี่ อบอ�ำ นาจ
หน้าที่ให้แก่รัฐปกครองบ้านเมืองเพ่ือรักษาชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ และ ทรัพย์สิน
ดังนัน้ ชวี ติ ร่างกาย เสรีภาพและทรพั ย์สนิ จงึ เปน็ สทิ ธิโดยธรรมชาติ (Natural Right)
ที่รัฐจะละเมิดมิได้ ส่วนมองเตสกิเออร์ ก็เสนอหลักเรื่องการแบ่งแยกอำ�นาจ เพื่อเป็น
การจำ�กัดอำ�นาจรัฐอีกด้านหนึ่ง ส่วนทางธรรมเนียมคอมมอนลอว์ของอังกฤษก็มีการ
เน้นหลกั นติ ธิ รรม (The Rule of Law) ทีย่ นื ยนั หลักเรือ่ งอิสรภาพของตลุ าการ และ
ทางสหรัฐอเมริกาก็ได้พัฒนาหลักการควบคุมกระบวนการนิติบัญญัติโดยตุลาการ
(Judicial Review) ความพยายามประการต่างๆ ดงั ท่กี ลา่ วมานมี้ ลี กั ษณะตรงกนั อยู่
ทพ่ี ยายามจ�ำ กดั อ�ำ นาจรฐั สมยั ใหมใ่ หอ้ ยใู่ นกรอบของรฐั ธรรมนญู ซงึ่ ถอื วา่ เปน็ สว่ นหนงึ่
ของระบบกฎหมายบ้านเมือง (Positive Law) เราจะเรียกความพยายามเหล่าน้ีว่า
“ลทั ธริ ฐั ธรรมนญู นยิ ม (Constitutionalism)” กไ็ ด้ ประเทศใดทม่ี หี ลกั รฐั ธรรมนญู นยิ ม
ท่ีมั่นคงแข็งแรงแล้ว ภัยอันตรายของการใช้อำ�นาจบาตรใหญ่ของรัฐก็จะมีข้ึนไม่ได้
เพราะในประเทศน้ันยังสามารถที่จะใช้กฎหมายที่มีผลบังคับอยู่ในขณะน้ัน (หมายถึง
กฎหมายรัฐธรรมนูญ) มาป้องกันปกปักรักษาสิทธิของประชาชนและหลักรัฐธรรมนูญ
นยิ มจะมีความมนั่ คงแขง็ แรงหรอื ไม่เพียงใด ยอ่ มขึน้ อย่กู บั ประวัตศิ าสตร์ ความเขา้ ใจ
และความสนใจของประชาชนส่วนใหญ่ต่อระบบการปกครองและรัฐธรรมนูญ ในการ
สรา้ งพลงั เพอื่ สนบั สนนุ หลกั รฐั ธรรมนญู นยิ มบทบาทของนกั กฎหมายและนกั วชิ าการท่ี
มีความหวงั ดตี ่อประเทศชาติบ้านเมือง และระบบประชาธปิ ไตยอย่างแท้จริงจึงมีความ
ส�ำ คญั เป็นอนั มาก แต่ถ้าในประเทศทหี่ ลกั รัฐธรรมนูญนยิ มยังลม้ ลุกคลุกคลานอยู่ เชน่
ประเทศไทย การต่อสู้เพ่ือสิทธิเสรีภาพของประชาชน นอกจากจะใช้เครื่องมือตาม
กฎหมายบ้านเมืองท่ีมีอยู่แล้ว ความคิดของสำ�นักกฎหมายธรรมนิยมที่เชื่อมโยง
กฎหมายให้ประสานเข้ากับระบบศีลธรรมและความยุติธรรมยังจะต้องมีบทบาทสำ�คัญ
ในเรอื่ งนต้ี ่อไปเป็นแน่

ดาวนโ์ หลดจากระบบ TUDC โดย นายอร่าม ดวงจันทร์

239

หลักการของวิชาชีพนักกฎหมาย :
หลักความยตุ ิธรรม

กฎหมายและความยตุ ิธรรม

ท่านศาสตราจารย์ จิตติ ตงิ ศภทั ยิ ์ ผู้เปน็ ต้นต�ำ รบั ของการใหก้ ารศกึ ษาอบรม
หลกั วิชาชีพนกั กฎหมายแกน่ ักศกึ ษากฎหมายไทย ได้กลา่ วไว้ในตำ�ราของทา่ นตอนที่
กลา่ วถงึ ความหมายของความยตุ ิธรรมว่า :๑

“ความยุติธรรมในที่น้ีมุ่งหมายถึง Justice ท่ีจริงก็หมายความเช่นเดียวกับ
Equity ซง่ึ ใชส้ �ำ หรบั กฎหมายองั กฤษแผนกหนง่ึ ทใ่ี ชแ้ กค้ วามเครง่ ครดั ของ Common
Law ในบางกรณีท่ี Common Law ไมเ่ ปิดโอกาสใหท้ �ำ ได.้ ...”

และทา่ นยงั ไดย้ กเอาความหมายของความยตุ ธิ รรมตามทมี่ กี ลา่ วถงึ ในทตี่ า่ งๆ
มาแสดงและวิเคราะห์วิจารณ์อย่างน่าสนใจทีเดียว ควรท่ีนักศึกษากฎหมายทุกคนจะ
ไปอา่ นและทำ�ความเข้าใจอย่างพนิ จิ พเิ คราะห์ ทง้ั นีก้ ็เพราะปัญหาข้อถกเถียงว่าความ
ยุตธิ รรมคืออะไรน้ีนอกจากจะเป็นปญั หาใหญใ่ นวชิ านิติปรัชญาแล้ว ยงั นบั วา่ เป็นเรอ่ื ง
สำ�คัญสำ�หรับนักกฎหมายทุกคนท่ีปรารถนาจะเป็นนักกฎหมายท่ีดี ควรจะไตร่ตรอง
ทบทวนดูวา่ ทศั นคติหรือความเข้าใจของตัวเองในเรื่องนี้เปน็ อย่างไรดว้ ย

การทยี่ กเอาค�ำ สอนของทา่ นศาสตราจารย์ จติ ติ ตงิ ศภทั ยิ ์ ขน้ึ มากลา่ วอา้ งไว้
ในทน่ี ีก้ ็เพือ่ จะช้ีใหเ้ หน็ ว่า ความยุติธรรมหรือ Equity ตามความเขา้ ใจน้มี ลี กั ษณะเป็น
หลักการในการแกไ้ ขปรบั ปรุงตวั กฎหมายหรอื Common Law ของอังกฤษทใี่ ชบ้ งั คบั
อยูใ่ นกรณนี ้ันๆ ใหเ้ ปน็ ธรรมเหมาะสมย่งิ ข้ึน ซงึ่ นับวา่ เปน็ ทัศนะที่แตกตา่ งจากความ

ดาวน์โหลดจากระบบ TU๑D Cจติโดตยิ ตนิงาศยภอทัรา่ ิยม,์ ดหวลงกั จวนั ชิ ทารช์ ีพนกั กฎหมาย (๒๕๒๔) หนา้ ๕๔

240 “ปรีดี เกษมทรพั ย์ คนสามวัฒนธรรม บิดาแห่งนติ ิปรชั ญาไทย”

เข้าใจของนกั กฎหมายไทยรนุ่ เก่าๆ หลายทา่ น ซึ่งกล่าวถงึ ความยุตธิ รรมในท�ำ นองวา่
“ความยุติธรรมเป็นส่ิงที่ไม่ควรกล่าวถึง เราควรสนใจกล่าวถึงเฉพาะกฎหมายเท่าน้ัน
เพราะความยุติธรรมนั้นเป็นความเห็นของแต่ล่ะคน จับเอาความแน่นอนไม่ได้” หรือ
อะไรทำ�นองน้ี๒ ผลจากความคิดเช่นนี้ก็คือความยุติธรรมนั้นมีแต่ยุติธรรมตามบท
กฎหมาย (Justice According to Law) เทา่ น้นั น่นั คือกล่าวแต่กฎหมายกพ็ อ คดิ
คำ�นึงถึงแต่กฎหมายก็พอ ผลก็คือ นักกฎหมายจะละทิ้งความยุติธรรม หันมาว่ากัน
แต่ตัวบทกฎหมายเท่านั้น เมื่อละทิ้งความยุติธรรมแต่หันไปยึดถือตัวบทผลก็คือ
กฎหมายและนักกฎหมายจะพูดถึงแต่ความชอบด้วยกฎหมายโดยไม่กล่าวถึงความ
ยุติธรรมเลย (Legality not Justice) การศึกษากฎหมายจึงเป็นไปเพื่อรู้ตัวบทใช้
ตวั บทตามทเ่ี ปน็ อยู่ โดยไมต่ อ้ งท�ำ ความเขา้ ใจวา่ หลกั ความยตุ ธิ รรมมอี ะไรทน่ี อกเหนอื
ไปกวา่ นี้อีกหรือไม่เลย

เม่ือนักกฎหมายไทยสมัยก่อนเข้าใจอย่างนี้ เราจึงอาจสรุปว่าทัศนะและ
ความเข้าใจของท่านเหล่าน้ันเก่ียวกับกฎหมายและความยุติธรรมจึงมีลักษณะสำ�คัญ
๒ ประการคือ

๑. สนใจแต่ปัญหาว่า ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ไม่สนใจและไม่คำ�นึงว่ามี
ความยตุ ธิ รรมหรอื ไม่

๒. ถอื วา่ ความยตุ ธิ รรมเปน็ สง่ิ ทเ่ี ชอ่ื ไมไ่ ด้ วางใจไมไ่ ด้ เพราะเปน็ สง่ิ ทไ่ี มแ่ นน่ อน
เปน็ เรอ่ื งนานาจติ ตงั แลว้ แตค่ นแตล่ ะคนจะคดิ เอาตามใจ ความยตุ ธิ รรมจงึ เปน็ ทพ่ี ง่ึ ของ
นักกฎหมายไม่ได้ สิง่ ทีน่ กั กฎหมายจะพึง่ ได้กแ็ ตบ่ ทกฎหมายเท่านนั้ เพราะกฎหมาย
ใหค้ วามแน่นอนสม�่ำ เสมอมากกว่า

ตามความขอ้ หลงั น้ี เทา่ กบั วา่ นกั กฎหมายไทยสมยั ใหม่ หลังจากกรมหลวง
ราชบรุ ีฯ เริ่มสอนกฎหมายใหแ้ ก่คนไทยเม่ือประมาณร้อยปีมาน้ี ปฏิเสธความยุติธรรม
ไปเลยทเี ดยี ว โดยเหน็ วา่ ความยตุ ธิ รรมเปน็ สงิ่ ทขี่ นึ้ ตอ่ อตั วสิ ยั ความยตุ ธิ รรมไมม่ สี ภาวะ

๒ โปรดดูวามเหน็ ของศาลฎีกาที่ ๑๔๔/๒๔๕๙ บส. ๑๓๕ “ความยุติธรรมแปลว่า ความประพฤตอิ ัน

ชอบดว้ ยดว้ ยพระราชก�ำ หนดกฎหมายเทา่ นนั้ ความเหน็ สว่ นตวั บคุ คลยอ่ มแปรปรวนไปตา่ งๆ ไมม่ ยี ตุ เิ ปน็ ยตุ ธิ รรม
ดาวนโ์ หลดไจมา่ไกดรเ้ะลบยบ”TซUงึ่ DทC่านโดศยาสนตารยาอจราา่ รมย์จดติวงตจิ ันไดทน้ร์�ำ มาอา้ งไว้ในหนงั สือของทา่ นด้วย ดหู ลักวชิ าชพี นกั กฎหมาย หนา้ ๕๔

241

ที่เป็นสัจธรรมอยู่ในตัวของมันเอง ไม่เป็นสภาวะวิสัย และถ้าความคิด ๒ ประการ
ข้างต้นนี้เป็นส่ิงท่ีเรารับได้ว่าถูกต้องโดยไม่สงสัย เราก็ไม่จำ�เป็นต้องพูดหรืออภิปราย
ปัญหาหลักความยุติธรรมกันต่อไป เพราะสิ่งท่ีเราจะพูดถึงมันไม่มีเสียแล้ว พูดไปก็
ป่วยการเป็นอันจบกัน นิติศาสตร์ช้ันสูงก็ดี นิติปรัชญาก็ดี หลักวิชาชีพนักกฎหมาย
เหลา่ นี้ เป็นสิง่ ทีไ่ ร้ความหมายทัง้ ส้นิ ความพยายามของวชิ านติ ศิ าสตร์ตลอดสองพันปี
ที่ผ่านมาซ่ึงตั้งอยู่บนรากฐานของความยุติธรรมก็ต้องเลิกพูดเลิกศึกษากันได้แล้ว
ความพยายามของมนษุ ยท์ แ่ี สดงออกในรปู ของอารยธรรมและวฒั นธรรมในการแสวงหา
ความเป็นธรรมก็ลว้ นแต่เปน็ ความโงเ่ ขลาเบาปัญญาน�ำ ไปใช้ไมไ่ ด้ไรส้ าระไปหมด

ในระยะ ๒๐-๓๐ ปีมาน้ี มีความเข้าใจว่าความยุติธรรมกด็ ี สัจธรรมกด็ ไี มม่ ี
อยู่จริงแพร่หลายทั่วไป ผู้ท่ีมีความคิดเช่นนี้ยังเที่ยวชี้แจงให้ใครต่อใครคิดตามไปว่า
ความเช่ือในเรื่องความดีความยุติธรรมของคนในอดีต เป็นความเข้าใจผิดอันเน่ืองมา
จากความโง่เขลา เบาปัญญาไม่เป็นวิทยาศาสตร์ของโบราณท้ังน้ัน ข้อกล่าวหาของ
คนเหล่าน้ีกล่าวหาแม้พระพุทธเจ้าเร่ือยลงมาจนถึง พลาโต อริสโตเติ้ล ซิเซโร หาว่า
ค�ำ สอนของทา่ นเหลา่ นผี้ ดิ หมด ผมเองเม่ือเปน็ นักศกึ ษาเหมือนอย่างพวกคุณทย่ี งั เปน็
ผแู้ สวงหาอยู่ ตอนนนั้ เรายงั รนู้ อ้ ยกเ็ ชอ่ื ตามอาจารยท์ ส่ี อนวา่ ความยตุ ธิ รรมนนั้ หาอะไร
เปน็ แกน่ สารถอื เปน็ เกณฑไ์ มไ่ ด้ แตพ่ อเรยี นๆไปนานๆเขา้ ท�ำ ใหเ้ กดิ สงสยั วา่ ทส่ี อนกนั
อยวู่ า่ อยา่ งนนั้ ไม่รู้ใครกันแน่ทเ่ี ปน็ ฝ่ายโง่ ฝ่ายผิด คนโบราณเขาโง่ หรอื คนสมัยใหม่
โง่กนั แน่ นักกฎหมายทรี่ ้แู ต่บทกฎหมายอย่างแมน่ ย�ำ อ่านตวั บทและหนังสอื ไม่กี่เลม่
อยา่ งพวกเรานเี่ ปน็ ฝา่ ยถกู คนโบราณเกา่ แกท่ ส่ี อนสง่ั สมกนั มาเปน็ ฝา่ ยผดิ หรอื อะไรกนั
แน่ แลว้ กค็ ดิ ไดใ้ นทสี่ ุดวา่ ถ้าเช่อื ในความคดิ ทว่ี ่าความยตุ ธิ รรมไมม่ ีอย่จู รงิ ๆ โลกนี้คง
เปน็ โลกที่นา่ เศรา้ อย่างยิง่ และเหลอื ทจ่ี ะทนมชี ีวิตอย่ตู ่อไปได้ ฆ่าตัวตายหนีโลกแบบ
นี้ตามกันไปดีกวา่

หลักการของวชิ านิติศาสตรค์ ืออะไร

เมอื่ หวนคดิ ไดเ้ ชน่ น้ี แลว้ เราหนั ไปดปู ระวตั ศิ าสตรเ์ ราจะพบวา่ ในอารยธรรม
ของโลกเรานมี้ กี ารสอนและนบั ถอื กนั มานานแลว้ วา่ หลกั ยตุ ธิ รรมเปน็ สง่ิ ทม่ี อี ยจู่ รงิ และ

ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอร่าม ดวงจนั ทร์

242 “ปรีดี เกษมทรัพย์ คนสามวฒั นธรรม บิดาแห่งนติ ิปรชั ญาไทย”

วิชาที่เปน็ สอื่ ในการเข้าถึงและน�ำ หลกั แห่งความยตุ ธิ รรมให้ปรากฏแก่มนษุ ย์กค็ อื วชิ า
นติ ศิ าสตรข์ องเรานเ่ี อง การสอนเชน่ นยี้ อมรบั อยา่ งนไี้ มใ่ ชม่ มี ายส่ี บิ สามสบิ ปหี รอื รอ้ ยปี
แต่ทวา่ มีมานานแล้ว ยอมรบั กันมานานนบั ได้สองพนั ปแี ลว้ ในประมวลกฎหมายของ
จกั รพรรดจิ สั ตเิ นียนซงึ่ รวบรวมไว้ต้ังแต่สมัยโรมัน เมอ่ื ๑,๕๐๐ ปมี าแล้ว ได้กลา่ วเอา
ไวใ้ นบทแรกของมูลบทนิติศาสตร์ (Institute) ว่า๓

“ความยุติธรรมคือเจตจำ�นงอันแน่วแน่ตลอดกาล ที่จะให้แก่ทุกคนในส่วนท่ี
เขาพึงจะได”้

“วิชานิติศาสตร์เป็นวิชาท่ีว่าด้วยความถูกต้องและความไม่ถูกต้อง เป็นวิชา
ทีว่ า่ ดว้ ยความเป็นธรรมและความอยุติธรรม”

และในบทตอ่ มากก็ ลา่ ววา่ ๔
“หลักกฎหมายก็คือ ดำ�รงชีวิตด้วยความซ่ือสัตย์ ไม่ทำ�ร้ายผู้อื่น และให้แก่
ทุกคนในส่วนทเี่ ขาพึงจะได”้
ขอ้ ความเหลา่ นเ้ี ปน็ ภาษาลาตนิ ทไ่ี ดร้ อ้ ยกรองกนั ไวอ้ ยา่ งสละสลวย ซง่ึ กลุ บตุ ร
ทเี่ รยี นวชิ ากฎหมายในยโุ รปตลอดเวลาพนั ปที ผี่ า่ นมา เขาจะตอ้ งเรยี นและทอ่ งจนขน้ึ ใจ
การทอ่ งตดิ ตอ่ กนั มาเปน็ เวลานบั พนั ปวี า่ “ความยตุ ธิ รรมคอื เจตจ�ำ นงอนั แนว่ แนต่ ลอด
กาลทจี่ ะใหแ้ กท่ กุ คนในสว่ นทเ่ี ขาพงึ จะได”้ น้ี กอ่ ใหเ้ กดิ จติ ส�ำ นกึ เกย่ี วกบั ความยตุ ธิ รรม
ขึ้นในจิตใจของนักกฎหมายเหล่าน้ันและเป็นหลักยึดที่เหนียวแน่นเสมอมา ถือกันว่า
เป็นคุณธรรมของนกั กฎหมายที่ส�ำ คัญอย่างย่ิงในวัฒนธรรมตะวนั ตก
อนั ทจ่ี รงิ ถา้ จะพจิ ารณาในแงค่ �ำ นยิ ามของความยตุ ธิ รรม ขอ้ ความทวี่ า่ “ความ
ยุติธรรมคือเจตจำ�นงอันแน่วแน่ตลอดกาลที่จะให้แก่ทุกคนในส่วนท่ีเขาพึงจะได้” นี้
แมจ้ ะเปน็ นยิ ามทม่ี ผี อู้ า้ งตดิ ตอ่ กนั มานมนาน กต็ อ้ งยอมรบั วา่ เปน็ นยิ ามทไี่ มช่ ดั เจนนกั

๓ D.i. 1.10 “Justice is the constant and perpetual wish to render everyone his due”
D.i. 1.10.2 “Jurisprudence is the knowledge of things divine and human; the science of
the just and the unjust”
๔ D.i 1.1.2 “The maxims of law are these : to live honestly, to hurt no one, to give
ดาวนโ์ หลดeจvาeกrรyะoบnบe ThUisDdCuโeด”ย นายอร่าม ดวงจนั ทร์

243

แต่หากพจิ ารณาในแง่ของคณุ ธรรมนกั กฎหมายแล้ว ขอ้ ความง่ายๆ สัน้ ๆ น้ี นบั เปน็
สตปิ ญั ญาส�ำ คญั (Wisdom) ของอารยธรรมมนษุ ยท์ เี ดยี ว การปลกู ฝงั วา่ นกั นติ ศิ าสตร์
หรอื ตลุ าการผ้วู ินจิ ฉัยคดจี ะต้องตง้ั ใจหมนั่ ฝกึ ตน ฝกึ จติ ให้ต้ังมัน่ อยู่ในเจตจ�ำ นงเช่นน้นั
จงึ จะไดช้ อ่ื วา่ เปน็ ผอู้ �ำ นวยความยตุ ธิ รรมอยา่ งแทจ้ รงิ การปฏบิ ตั ติ นเชน่ นนั้ สง่ ตอ่ กนั มา
นับพันปีนี้นับเป็นเสาเอกคำ้�สถาบันยุติธรรมให้ได้รับการยกย่องและยอมรับนับถือให้
เปน็ สถาบันสำ�หรับชข้ี าดกรณพี พิ าทจากคูก่ รณอี ยา่ งเตม็ ใจตลอดมา

ปัญหามีตอ่ ไปวา่ การต้งั ม่นั ตามเจตจ�ำ นงเช่นนีเ้ ปน็ ไปได้หรือไม่ ขอ้ นีเ้ ราคง
ต้องรบั กันว่าคนเราอาจจะสามารถฝึกจิตใหม้ ัน่ คงแนว่ แน่ต่างกันไป แต่แมก้ ระนน้ั เราก็
คงไม่ปฏิเสธข้อเท็จจริงที่ว่า คนเราต่างจากสัตว์อยู่ตรงท่ีมีสติปัญญาสามารถคิดและ
วินิจฉัยถูกผิดได้ เช่น เห็นสุนัขสองตัวแย่งกระดูกกัน เราซ่ึงเป็นผู้สังเกตอยู่นอกวง
ย่อมสามารถวินิจฉัยได้ว่า ฝ่ายใดเป็นฝ่ายแย่ง ฝ่ายใดเป็นฝ่ายผิด ถ้าเราไม่ได้เป็น
คู่กรณีโดยตรง เหน็ คนตกี ัน โดยเราไมไ่ ด้ถกู ข่มเหง เราก็ยงั รูว้ ่าใครผิดใครถกู จากการ
พิจารณาข้อเท็จจริงท่ีปรากฏขึ้นตามลำ�ดับต่อหน้าเราได้ และแม้เราจะเป็นคู่กรณีเสีย
เองเมอ่ื ไดฝ้ กึ จติ มาดี คอื ตง้ั มนั่ อยใู่ นเจตจ�ำ นงอนั แนว่ แนว่ า่ จะใหแ้ กท่ กุ คนในสว่ นทเ่ี ขา
พึงจะไดเ้ ชน่ นี้ เราก็สามารถแยกตนออกได้ รไู้ ด้วา่ เป็น กลางเปน็ ธรรมได้อยา่ งไร แม้
กรณีขัดแย้งต่อผลประโยชน์ของตัวเองเราก็สามารถรู้ได้ด้วยใจว่าเราทำ�ผิดหรือไม่
เหมือนกับว่ามพี ลังบางอย่างทจ่ี ะเอาชนะกิเลสมาขม่ ใจเราอย่างนัน้ อยา่ งไรก็ดีพลังอัน
นจี้ ะชนะกิเลสหรือไม่เป็นอกี เร่อื งหนง่ึ เรื่องของเรอ่ื งมันอย่ทู ีว่ า่ สติปญั ญาที่จะมองเห็น
จดุ นขี้ องมนุษยเ์ รามอี ยจู่ ริง วชิ าการทางดา้ นสังคมวัฒนธรรมทงั้ หลายท่ีมีอยูส่ ่วนใหญ่
ล้วนเป็นพยานรับรองหลักข้อน้ีได้เป็นอย่างดี และคุณธรรมข้อนี้ก็เป็นสิ่งที่ได้รับการ
ยกยอ่ งเสมอมา

ลักษณะของความยุติธรรม

ค�ำ สอนวา่ ดว้ ยความยตุ ธิ รรมทน่ี บั ถอื กนั วา่ เปน็ ค�ำ อธบิ ายทดี่ เี ปน็ ทย่ี อมรบั กนั
ทวั่ ไปนี้ กค็ อื ค�ำ สงั่ สอนของอรสิ โตเตล้ิ ซงึ่ มชี วี ติ อยกู่ อ่ นจะมกี ารจดั ท�ำ ประมวลกฎหมาย
โรมันท่ไี ด้กล่าว ไปแล้วเสียอีก ท่านเปน็ คนแรกทอี่ ธบิ ายวา่ ความยุติธรรมอาจแบง่ ออก

ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจันทร์


Click to View FlipBook Version