5.นิยามค าศัพท์เฉพาะ การวิจัยนี้มีนิยามคําศัพท์ดังนี้ 5.1 วิธีการเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อน หมายถึง กิจกรรมการสอนอีกประเภทหนึ่งที่จัดให้ ผู้เรียนได้ ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน คือ เพื่อนช่วยเพื่อนในลักษณะ เก่ง ช่วยอ่อน เป็นวิธีการที่คนเก่งจะ ช่วยอธิบาย แนะนํา และช่วยแก้ไขปัญหาให้แก่คนที่มีผลการเรียนอ่อนกว่า การจัดกิจกรรมในลักษณะ นี้ เป็นการ จัดเพื่อให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในการคิดและวางแผน 5.2 วิธีการเรียนรู้ร่วมกัน หมายถึง วิธีการเรียนรู้ร่วมกันโดยวิธีการเรียนแบบเพื่อนช่วย เพื่อน ซึ่งพัฒนาจากวิธีการเรียนแบบร่วมมือ 3 แบบ ได้แก่วิธีเรียนแบบจิ๊กซอว์1 ทรีสเต็บอิน เทอร์วิว และส แตด โดยจัดกลุ่มนักศึกษาคละความสามารถในการเรียนสูงและต่ําที่ต่างกัน เป็นการเรียนการสอนที่มี องค์ประกอบสําคัญคือ การสร้างให้เกิดความรู้สึกพึ่งพากันในกลุ่ม การมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างนักเรียน การมีความรับผิดชอบต่อส่วนรวม การได้ความรู้และมีทักษะทาง สังคม โดยใช้กระบวนการกลุ่ม และ มีเพื่อนหรือคุณครูเป็นที่ปรึกษา 5.3 นักเรียน หมายถึง ผู้เรียนในโรงเรียนมัธยมศึกษาโรงเรียนหนองบัวพิทยาคาร 5.4 ทักษะการปฏิบัติท่ารํา หมายถึง ลีลาการรําและทักษะการรําของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่๑ โรงเรียนหนองบัวพิทยาคาร 6. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ ผลการวิจัยเรื่องนี้คาดว่าจะได้รับประโยชน์ดังนี้ 6.1 นักเรียนได้วิธีการเรียนที่พัฒนาความรู้และทักษะทางสังคมของนักเรียนซึ่งนํามาใช้พัฒนา วิธีการเรียนในวิชานาฏศิลป์ 6.2 ผลของการวิจัยนําไปใช้เป็นแนวทางการแนะแนวการศึกษาและการให้คําปรึกษาแก่ผู้ที่ ศึกษาในหัวข้อนี้เพื่อนําไปใช้ในพัฒนาทักษะการเรียนของนักเรียน 6.3 มีวิธีแก้ไขปัญหานักเรียนที่ปฏิบัติท่ารําไม่ได้โดยใช้การสอนแบบเพื่อนช่วยเพื่อน
7. กรอบแนวคิดในการวิจัย ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดในการศึกษาค้นคว้า การจัดการเรียนรู้ทักษะปฏิบัติ ของเดวีส์เสริมด้วยเทคนิค เพื่อนช่วยเพื่อน ทักษะนาฏศิลป์และผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้าเอกสารตลอดจนงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อนํามาใช้ ในการ วิจัย และนําเสนอตามหัวข้อต่อไปนี้ 1. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับรูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ 1.1 วัตถุประสงค์ของรูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ 1.2 กระบวนการเรียนการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ 2. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อน 2.1 ความหมายของการจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มเพื่อนชวยเพื่อน 2.2 วัตถุประสงค์ของการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อน 2.3 รูปแบบวิธีการจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อน 2.4 หลักเกณฑ์ในการจัดกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อน 3. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับทักษะนาฏศิลป์ 4. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 4.1 ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 4.2 องค์ประกอบ ตัวบ่งชี้และการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน 4.3 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 4.4 ประเภทของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 5. งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับรูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ 5.1 งานวิจัยในประเทศ 5.2 งานวิจัยในต่างประเทศ 6. งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อน 6.1 งานวิจัยในประเทศ 6.2 งานวิจัยในต่างประเทศ
1. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับรูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ Davies (1971: 50-56) ได้นําเสนอแนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาทักษะปฏิบัติไว้ว่า ทักษะ ส่วนใหญ่จะ ประกอบไปด้วยทักษะย่อย ๆ จํานวนมาก การฝึกให้ผู้เรียนสามารถทําทักษะย่อย ๆ เหล่านั้นได้ก่อนแล้วค่อย เชื่อมโยงต่อกันเป็นทักษะใหญ่ จะช่วยให้ผู้เรียนประสบผลสําเร็จได้ดี และรวดเร็วขึ้น ทิศนา แขมมณี (2551: 243 – 247) ได้กล่าวถึงรูปแบบการเรียนการสอนที่เน้นการ พัฒนาด้านทักษะปฏิบัติ เป็นรูปแบบที่มุ่งช่วย พัฒนาความสามารถของผู้เรียนการปฏิบัติการกระทํา หรือการแสดงออกต่าง ๆ ซึ่งจําเป็นต้องใช้หลักการ วิธีการที่แตกต่างไปจากการพัฒนาทางด้าน จิตพิสัยหรือพุทธิพิสัย กระบวนการเรียนการสอนของรูปแบบการ เรียนการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์มีดังนี้ 1.1 วัตถุประสงค์ของรูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ วัตถุประสงค์ของรูปแบบ Davies รูปแบบนี้มุ่งช่วยให้ผู้เรียนเกิดความสามารถทางด้าน ทักษะ ปฏิบัติของผู้เรียน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทักษะที่ประกอบด้วยทักษะย่อยจํานวนมาก 1.2 กระบวนการเรียนการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ ขั้นที่ 1 ขั้นสาธิตทักษะหรือการกระทํา เป็นขั้นที่ให้ผู้เรียนได้เห็นทักษะ หรือการกระทํา ที่ ต้องการให้ผู้เรียนทําได้ในภาพรวม โดยการสาธิตให้ผู้เรียนได้เห็นภาพรวมของการกระทํา หรือทักษะทั้งหมด ตั้งแต่ต้นจนจบ ทักษะหรือการกระทําที่สาธิตให้ผู้เรียนดูนั้น จะต้องเป็นการกระทํา ในลักษณะที่เป็นธรรมชาติ ไม่ช้าหรือเร็วเกินปกติ ก่อนการสาธิต ครูควรให้คําแนะนําแก่ผู้เรียนในการสังเกต ควรชี้แนะจุดสําคัญที่ควรให้ ความสนใจเป็นพิเศษในการสังเกต ขั้นที่ 2 ขั้นสาธิต และให้ผู้เรียนปฏิบัติทักษะย่อย เมื่อผู้เรียนได้เห็นภาพรวมของการกระทําหรือ ทักษะทั้งหมดแล้ว ผู้สอนควรแตกทักษะทั้งหมดให้เป็นทักษะย่อยๆ หรือแบ่งสิ่งที่กระทําออกเป็นส่วนย่อยๆ และสาธิตส่วนย่อยแต่ละส่วนให้ผู้เรียนสังเกต และทําตามไปทีละส่วนอย่างช้า ๆ ขั้นที่ 3 ขั้นให้ผู้เรียนปฏิบัติทักษะย่อย ผู้เรียนลงมือปฏิบัติทักษะย่อย โดยไม่มีการสาธิตหรือมี แบบอย่างให้ดู หากติดขัดจุดใด ผู้สอนควรให้คําชี้แนะ และช่วยแก้ไขจนกระทั่งผู้เรียน ทําได้ เมื่อทําได้แล้ว ผู้สอนจึงเริ่มสาธิตทักษะย่อยส่วนต่อไป และให้ผู้เรียนปฏิบัติทักษะย่อยนั้น จนทําได้ ทําเช่นนี้เรื่อยไปจนกระทั่ง ครบทุกส่วน ขั้นที่ 4 ขั้นให้เทคนิควิธีการ เมื่อผู้เรียนปฏิบัติได้แล้ว ผู้สอนอาจแนะนําเทคนิควิธีการ ที่จะช่วยให้ ผู้เรียนสามารถทํางานนั้นได้ดีขึ้น ขั้นที่ 5 ขั้นให้ผู้เรียนเชื่อมโยงทักษะย่อยๆ เป็นทักษะที่สมบูรณ์ เมื่อผู้เรียนสามารถ ปฏิบัติแต่ละ ส่วนได้แล้ว จึงให้ผู้เรียนปฏิบัติทักษะย่อยๆ ต่อเนื่องกันตั้งแต่ต้นจนจบ และฝึกปฏิบัติ หลายๆ ครั้งจนกระทั่ง สามารถปฏิบัติทักษะที่สมบูรณ์ได้อย่างชํานาญ ผลที่ผู้เรียนจะได้รับจากการเรียนตามรูปแบบ Davies ผู้เรียนจะสามารถปฏิบัติทักษะ ได้อย่างดี มีประสิทธิภาพ
สรุปได้ว่า เป็นกระบวนการการเรียนรู้ที่เน้นทักษะการปฏิบัติงานที่ครูผู้สอนจะต้องแบ่งเนื้อหาของ หน่วยใหญ่ ออกเป็นเนื้อหาย่อยให้ละเอียด และให้มีจํานวนเนื้อหาย่อยมากที่สุด เพื่อให้ผู้เรียนฝึกทักษะ เหล่านั้น ให้ได้ดีจนเกิดความชํานาญ ในแต่ละขั้นตอนการฝึกทักษะย่อยแต่ละส่วน ครูจะเป็นผู้สาธิตการ ปฏิบัติก่อนที่จะให้นักเรียนลงมือปฏิบัติ แล้วปล่อยให้นักเรียนฝึกปฏิบัติด้วยตนเองโดยไม่มีการสาธิตให้ดู เมื่อ ครูผู้สอนเห็นว่านักเรียนปฏิบัติได้แล้ว จึงสอนเทคนิคและวิธีการ ที่ช่วยให้ปฏิบัติงาน ได้รวดเร็วและดีขึ้น เมื่อ นักเรียนฝึกทักษะย่อยต่าง ๆ ที่เป็นองค์ประกอบย่อยของงานทั้งหมดแล้ว จึงนํามาสู่การปฏิบัติเต็มรูปแบบ ครูผู้สอนสามารถนําไปใช้เป็นแนวการสอนในสาระต่าง ๆ ที่เน้นทักษะการปฏิบัติ เช่น กลุ่มการงานอาชีพและ เทคโนโลยี สาระงานบ้าน งานประดิษฐ์ หรือกลุ่มสุขศึกษาและพลศึกษา ที่เน้นการออกกําลังกาย การ เคลื่อนไหว 2. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อน 2.1 ความหมายของการจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มเพื่อนชวยเพื่อน การจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อน เป็นอีกประการหนึ่งในวิธีการจัดการเรียนรู้แบบ ร่วมมือ ซึ่งรูปแบบจะคล้ายคลึงกับการจัดการเรียนรู้แบบ Team Assisted Individualization (TAI) แล้ว นํามาปรับเป็นการจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อน ซึ่งได้มีผู้รู้และนักวิชาการได้ให้ความความของการ จัดการเรียนรู้แบบกลุ่มเพื่อนชวยเพื่อน ไว้ดังนี้ ฮัลท์ (Hurley, 1972: 604 – A อ้างอิงจาก พิกุล ภูมิแสน, 2539: 28) กล่าวว่า กิจกรรมการ เรียนการสอนแบบกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อน เป็นแนวคิดที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยตนเอง เป็นการกระจาย บทบาทการสอนของครูไปสู่นักเรียน นับว่าเป็นกิจกรรมการเรียนการสอนที่ยึดเด็กนักเรียนเป็นศูนย์กลาง วิธีการจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อนได้รับความ สนใจจากนักศึกษาเป็นจํานวนมาก เพราะเทคนิค วิธีการจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อนเป็นวิธีการที่ครูผู้สอนพยายามเข้าถึงตัวนักเรียนแต่ละคน เป็น แนวความคิดที่ส่งเสริมและโน้มน้าวให้เด็กนักเรียนเกิดทัศนคติที่ดีภายในกลุ่ม วิธีการจัดการเรียนรู้ดังกล่าวนี้ ครูผู้สอนต้องมีการวางแผนไว้การเรียนรู้ของเด็กนักเรียน กรมวิชาการ (2544: 61 – 63) กล่าวว่า การจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อน หรือการให้ ผู้เรียนช่วยสอนกันเองนี้เป็นวิธีการที่จะช่วยให้ผู้เรียนได้รับประโยชน์ทางด้านวิชาการด้วยกันทั้งสองฝ่าย วิธีการให้ผู้เรียนสอนกันเองนี้ได้มีการพัฒนาและนํามาใช้ในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไปตามจุดมุ่งหมายและ วิธีการของครูโดยมุ่งเน้นเพื่อช่วยเหลือผู้เรียนที่ช้าและมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ต่ํา มีปัญหาในด้านความ ประพฤติและปัญหาด้านอื่นๆ โดยมีความเชื่อว่า วิธีการให้ผู้เรียนสอนกันเองนี้ผู้เรียนจะเรียนรู้อะไรต่างๆได้ จากกันและกัน และการเรียนรู้แบบนี้ทําให้ผู้ที่เรียน รู้ช้าเกิดการเรียนรู้ได้เนื่องจากภาษาที่ใช้ในการพูดจา สื่อสารกันนั้น สามารถสื่อความหมายระหว่างกันและกันได้เป็นอย่างดีเนื่องจากเพื่อนนักเรียนเป็นวัยเดียวกัน ซึ่งสามารถช่วยในการถ่ายทอดสิ่งที่เขาได้เรียนรู้มาให้เพื่อนๆฟังด้วยภาษาและรูปแบบของเขาเอง ก็จะทําให้ นักเรียนเข้าใจในความรู้นั้นได้แจ่มแจ้งมากยิ่งขึ้น ผู้เรียนซึ่งได้รับฟังจากเพื่อนก็จะได้รับประโยชน์ด้วย
สรุปได้ว่า การจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อน หมายถึง การจัดการเรียน การสอนให้แก่ นักเรียนโดยเป็นวิธีการรวมกลุ่มของนักเรียน เพื่อการทํางานหรือปฏิบัติกิจกรรม ร่วมกันในการเรียนการสอน โดยเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้สอนกันเอง เรียนรู้จากการรวมกลุ่ม ซึ่งผู้เรียน จะมีการถ่ายทอดด้วยภาษาของเขา เอง เป็นการช่วยให้ผู้เรียนที่เรียนช้าเกิดการเรียนรู้ได้และยังมี เจตคติที่ดีต่อการเรียน 2.2 วัตถุประสงค์ของการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อน การจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อน เป็นวิธีการที่มุ่งให้นักเรียนเกิดแรงจูงใจ ต่อการเรียน มากขึ้น เนื่องจากนักเรียนทุกคนเป็นผู้มีบทบาทในกิจกรรมการเรียนการสอน วิธีการสอน ดังกล่าวมี วัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้ 1. เพื่อเป็นการส่งเสริมในเรื่องกระบวนการกลุ่มของนักเรียนให้เน้นการให้นักเรียน ช่วยเหลือกัน ตลอดจนเห็นคุณค่าของการศึกษาหาความรู้ด้วยตนเอง (พรรณรัศมิ์เง่าธรรมสาร. 2533: 35-37) 2. เพื่อให้นักนักเรียนที่มีระดับความแตกต่าง สามารถเรียนจากประสบการณ์อย่างเดียวกันได้ (วิธาดา สินประจักษ์ผล, 2536: 23 - 28) 3. เพื่อให้นักเรียนสามารถเรียนรู้จากแหล่งต่างๆมากขึ้น เช่น จากเพื่อนนักเรียนด้วยกัน หรือจาก อุปกรณ์ต่างๆที่นํามาประกอบการเรียนการสอน (Young, 1972: 630 - 634) 4. เพื่อสร้างทัศนคติที่ดีรวมทั้งแรงจูงใจในการเรียน เนื่องจากนักเรียนผู้สอนนั้นจะรู้สึก ภาคภูมิใจในตนเอง หรือรู้สึกว่าตนเองได้รับความสําเร็จในการเรียน เนื่องจากมีโอกาสได้ทําประโยชน์ 5. เพื่อให้การเรียนการสอนมีลักษณะเป็นการสื่อสารมากขึ้น ลักษณะดังกล่าวจะทําให้ ปฏิสัมพันธ์ระหว่างนักเรียนดีขึ้น เนื่องจากบรรยากาศในชั้นเรียนจะมีความเป็นกันเอง (Calani, 1975: 197 - 199) 6. ครูจะเป็นผู้ให้คําแนะนํา ให้คําปรึกษา และคอยสังเกตตลอดจนทําการแก้ไขปัญหา ที่เกิดใน การเรียนการสอนของนักเรียนแต่ละกลุ่ม (วิไล พิพัฒน์มงคลพร, 2535: 26) 2.3 รูปแบบวิธีการจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อน การจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อน เป็นวิธีการจัดการเรียนรู้วิธีหนึ่งที่สืบทอดแนวคิดของ John Dewey ที่ว่า Learning by Doing โดยการเน้นให้นักเรียนมีการรวมกลุ่มเพื่อการทํางานหรือการปฏิบัติ กิจกรรมการเรียนการสอน อาจกล่าวได้ว่าวิธีการจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อนเป็นการส่งเสริม ระบอบประชาธิปไตยและยังมุ่งให้นักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอยู่ในเกณฑ์ที่ต่ําได้รับประโยชน์จาก เพื่อนนักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่เก่งหรือมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่อยู่ในเกณฑ์ที่สูงกว่า ได้มี นักวิชาการและผู้รู้กล่าวถึงรูปแบบวิธีการจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อนไว้ดังนี้ อุทัย เพชรช่วย (2530: 16 - 19) การจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อนสามารถนํามา ประยุกต์ใช้ได้กับการจัดชั้นเรียนตามปกติหรืออาจจะจัดชั้นเรียนพิเศษ โดยให้นักเรียนเรียนรู้จากเพื่อนในวัย
เดียวกัน (Peer Tutoring) หรืออาจจัดชั้นเรียนให้นักเรียนที่มีคุณวุฒิหรือวัยที่สูงกว่า นักเรียนผู้เรียน (Cross Age Tutoring) นอกจากนี้ครูผู้สอนยังสามารถนําไปใช้กับเนื้อหาตามปกติหรือใช้ในการทบทวนหรือสอนซ่อม เสริมได้ตามความเหมาะสม การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อนนั้น ครูผู้สอนจะต้องทําการแบ่ง นักเรียนออกเป็นกลุ่ม โดยการจําแนกออกเป็นกลุ่มเก่ง กลุ่มปานกลาง และกลุ่มอ่อน คละกัน โดยการ มุ่งเน้น ให้เด็กเก่งของแต่ละกลุ่มทําหน้าที่เป็นผู้ช่วยครู(Teacher Assistants) หรือในบางครั้งก็อาจ จัดเป็นกลุ่มง่ายๆ ตามที่นั่งของนักเรียน ทัศนา ประสานศรี(2536: 20 - 22) ได้จัดรูปแบบการแบ่งกลุ่มการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรม กลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อน ออกเป็น 3 แบบ ดังต่อไปนี้ 1. แบ่งกลุ่มแบบ 4 คน ได้แก่ เก่ง 1 คน ปานกลาง 2 คน และอ่อน 1 คน 2. แบ่งกลุ่มแบบ 3 คน ได้แก่ เก่ง 1 คน ปานกลาง 1 คน และอ่อน 1 คน 3. แบ่งกลุ่มแบบ 2 คน ได้แก่ เก่ง 1 คนอ่อน 1 คน ดังภาพที่ 2
ภาพที่2 รูปแบบการแบ่งกลุ่ม 2.4 หลักเกณฑ์ในการจัดกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อน หลักเกณฑ์ในการจัดกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อน มีดังนี้ 1. นําคะแนนผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนในวิชาที่ต้องการสอน มาเรียงลําดับจากมากไป 2. นําคะแนนผู้ที่ได้เท่ากัน หรือใกล้เคียงกันมาจัดกลุ่มตามจํานวนกลุ่มที่ต้องการ หลังจาก นั้นครูผู้สอนจึงมอบหมายงานให้นักเรียนรับผิดชอบร่วมกัน และต้องรายงานผลเกี่ยวกับกิจกรรม นั้นๆ ใน บางครั้งครูอาจจะให้อ่านบทสนทนา อ่านข้อความเนื้อหา หรือเขียนสรุปบทความ หลังจากนั้น จะให้นักเรียน แต่ละกลุ่มสรุปใจความ หรือให้เตรียมคําถามในเรื่องที่อ่าน หรือคิดกิจกรรมต่างๆเพื่อความเหมาะสม ก่อนที่จะดําเนินการเรียนการสอนนั้นครูผู้สอนจะต้องพิจารณาและดําเนินการตามลําดับขั้นตอน ต่อไปนี้(อุทัย เพชรช่วย, 2528: 27 - 30) 1. ชี้แนะและกระตุ้นให้นักเรียนได้มองเห็นความสําคัญ และเกิดความเชื่อมั่นว่าตนจะได้รับ ประโยชน์จากการจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อน
2. ชี้แจงเกี่ยวกับวิธีการสอน โดยการจัดกลุ่มให้มีผู้นําในการเรียนแก่นักเรียนที่เป็นผู้นํา ในการ เรียน และให้คําแนะนําเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของผู้นําในการเรียน เพื่อให้เข้าใจอย่างชัดเจน 3. คอยให้คําแนะนําและเปิดโอกาสให้นักเรียนที่เป็นผู้นําในการเรียนได้มีโอกาสพบปะ เพื่อ ปรึกษาได้ทุกช่วงเวลาที่เด็กนักเรียนต้องการ หรือมีปัญหาเกิดขึ้น 4. การประเมินผลการเรียนของนักเรียนแต่ละกลุ่มสัปดาห์ละครั้ง เพื่อกระตุ้นให้นักเรียน ในแต่ละ กลุ่มได้แข่งขันกันเอง 5. มีการเตรียมแหล่งข้อมูลให้เพียงพอ เช่น หนังสือ คู่มือ หนังสือพิมพ์และวารสารต่างๆ ตลอดจนวัสดุ - อุปกรณ์ในการเรียน ได้แก่ วิทยุ เทปบันทึกเสียงและอื่นๆ เป็นต้น 6. การกระจายเนื้อหาในรายวิชาที่จะสอนให้เป็นบทย่อยๆแล้วจัดเรียงลําดับตามความเหมาะสม 7. เตรียมแบบฝึกหัดประกอบการเรียน ตลอดจนการเตรียมแบบทดสอบและในขณะเดียวกัน จะต้องมีการกําหนดเรื่องการให้คะแนน การตีความผลสอบ เพื่อความสะดวกในการดําเนินกิจกรรมการเรียน การสอน 8. ในการเลือกนักเรียนผู้สอน (Tutors) นักเรียนที่เรียนในกลุ่ม (Tutees) เพื่อจัดกลุ่ม หรือจัดคู่ ระหว่างนักเรียนผู้สอนและผู้เรียนนั้นครูผู้สอนต้องแนะนําหรืออธิบายให้นักเรียนเข้าใจบทบาทหน้าที่ของ ตนเอง 8.1 หลักเกณฑ์ในการเลือกนักเรียนผู้สอน มีดังนี้ 8.1.1 เป็นผู้มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอยู่ในเกณฑ์สูง 8.1.2 เป็นผู้มีความเสียสละ และมีความสมัครใจที่จะสอน 8.1.3 เป็นผู้มีความประพฤติและนิสัยดีเป็นที่ยอมรับของผู้เรียนภายในกลุ่ม 8.2 หลักเกณฑ์ในการเลือกนักเรียนผู้เรียน มีดังนี้ 8.2.1 เป็นผู้มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอยู่ในเกณฑ์ต่ํา 8.2.2 เป็นนักเรียนที่มีปัญหาในเรื่องการเรียน หรือขาดเรียนบ่อยๆ อนึ่งเมื่อครูผู้สอนคัดเลือกตัวผู้เรียนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ต่อไปก็คือการจัดกลุ่มนักเรียนโดย ให้มี อัตราจํานวนนักเรียนผู้สอนต่อนักเรียนผู้เรียนอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ในกรณีที่จัดให้นักเรียนมีการเรียนแบบ เป็นคู่ๆ ครูผู้สอนควรเลือกนักเรียนที่เป็นเพศเดียวกันหรืออายุไล่เลี่ยกัน ในการเตรียมนักเรียนผู้สอนให้เข้าใจถึงวิธีการจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อนนั้น ครู จะต้องอธิบายให้นักเรียนผู้สอนเข้าใจถึงบทบาทหน้าที่ ตลอดจนการเตรียมตัวในการสอน รวมทั้งการ แก้ไข ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นระหว่างเรียน จากที่กล่าวมาข้างต้น ทําให้เห็นบทบาทหน้าที่ของครูและนักเรียนในกิจกรรมการเรียนการสอนที่ ได้เปลี่ยนแปลงไป โดยครูได้เปลี่ยนหน้าที่จากผู้สอนมาเป็นผู้กํากับการสอนโดยอาศัยนักเรียน ผู้สอนฝึกให้กับ นักเรียนผู้เรียน เมื่อนักเรียนผู้สอนเกิดความชํานาญในการสอนเพิ่มมากขึ้นแล้ว ครูจะลดบทบาทในการ ควบคุมดูแล ดังนั้น ตัวนักเรียนเองจะมีส่วนร่วมเป็นอย่างมากต่อกิจกรรมการเรียนการสอน
3. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับทักษะนาฏศิลป์ ท่ารําไทยทั้งตัวพระ ตัวนาง ยักษ์ ลิง มีลักษณะสําคัญที่สุดในการฝึกทักษะอยู่ที่การทรงตัวให้ตั้งตรงไว้ เสมอ การใช้กล้ามเนื้อช่วยให้ส่วนต่างๆ เกิดความสวยงาม การใช้ข้อต่าง ๆ แทบทุกส่วนของร่างกาย นับแต่ ศีรษะ ถึงเท้าแสดงจังหวะในการร่ายรํา ข้อมือ ข้อเท้าเป็นลักษณะ ตึง และหักข้อขึ้นหรือเข้า (อรวรรณ ขม วัฒนาม, 2539: 61) การทรงตัว การตั้งตัวตรงหัวไหล่ ไปถึงบั้นเอวและต้องทับหน้าไว้ด้วย และต้องทับที่ ตรงกระเบน เหน็บให้แข็งไว้ เพราะจะทําให้สง่า งดงาม การใช้กล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อที่บริเวณด้านข้าง ด้านหน้าและด้านหลัง ซึ่งทางภาษาละคร การใช้ขา ให้จังหวะการยืดยุบ การยึด คือการเหยียดเข่าตรง การยุบคือการย่อเข่าลง ในการรําส่วน ใหญ่จะให้ขาแต่ละข้างรับน้ําหนักตัวสลับกันไป แต่โอกาสที่จะใช้ขาทั้งสองมีน้ําหนักเท่ากันก็มี การใช้มือ สูงที่สุดไม่เกินศีรษะ แบมือตั้งเรียกว่า ตั้งวง มีหลักต้องให้นิ้วชี้ นิ้ว นิ้วกลาง นิ้วก้อย ชิด ติดกันและเหยียดตึงให้หักข้อออกเสมอ และเก็บหัวแม่มือเข้าหาฝ่ามืออีกลักษณะหนึ่ง คือ จีบใช้นิ้วชี้กับ นิ้วหัวแม่มือจรดกัน นอกนั้นกรีดออกไปเป็นรูปพัด และต้องหักข้อมือเข้าเสมอ การใช้แขน ช่วงแขนจะทิ้งไว้ให้อ่อนไหว การเคลื่อนไหวของแขนส่วนใหญ่มักจะไม่ทํากิริยาเดียวกัน มักจะสลับขึ้น หรือสลับหน้าหลัง หรือบางท่าใช้แขนทํากิริยาเดียวกัน ก็ต้องใช้ข้อมือสลับกัน คอ ต้องตั้งตรง ไม่อ่อนไปมา ถ้าจะมีการเอียงซ้ายหรือเอียงขวาก็ใช้ลักษณะอ่อนศีรษะ ลงแต่พอควร คาง ต้องยกขึ้นพอประมาณเพื่อให้สายตามองตรงไปข้างหน้าได้สบาย โดยไม่ต้อง เหลือบสายตาขึ้น หรือลง เรียกกันทั่วไปว่าเปิดปลายคาง หมายถึงไม่ก้มหน้ารํา ข้อต่อ ๆ ของร่างกายจะนํามาใช้ในการร่ายรํามาก มีข้อบังคับคือ ข้อเท้าต้องหักข้อเสมอ ไม่ว่าจะยก ข้างหน้า หรือข้างหลังที่เรียกว่ากระดูกส้นเท้าต้องเก็บให้พ้นสายตาผู้ดูหรือที่เรียก ชักส้นเท้าเสมอ ข้อมือ ต้อง หักข้อให้ตึงท้องแขน ถ้านิ้วเป็นลักษณะจีบข้อมือต้องหักเข้าเสมอ ข้อศอก ต้องให้ตกปลายศอกลงพื้นและไม่ โก่งข้อศอกหรือหักศอกเข้ามาจนเกินงาม เท้า การยกเท้าต้องหักข้อเท้าขึ้น โดยให้ปลายเท้างอเข้าหาส่วนลําแข้งเสมอ นางไม่กัน เหลี่ยม แต่ ต้องหลบเข่าเสมอแม้แต่ขณะก้าวเท้าลงเท้าที่อยู่ด้านหลังจะต้องเปิดส้นเท้าหลังด้วย เพื่อแสดงถึงความนุ่มนวล สมกิริยาผู้หญิง 4. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 4.1 ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (Leaning Achievement) เป็นผลที่เกิดจากปัจจัยต่าง ๆ ในการจัด การศึกษา นักการศึกษาหลายท่าน จึงได้ให้ความสําคัญกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเนื่องจากผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนเป็นดัชนีประการหนึ่งที่สามารถบอกถึงคุณภาพการศึกษา ซึ่งนักการศึกษาหลายท่าน ได้ให้ความหมาย ของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไว้ดังนี้
ไพโรจน์ คะเชนทร์ (2556) ให้คําจํากัดความผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนว่า คือ คุณลักษณะ รวมถึง ความรู้ ความสามารถของบุคคลอันเป็นผลมาจากการเรียนการสอน หรือมวลประสบการณ์ทั้งปวงที่บุคคล ได้รับจากการเรียนการสอน ทําให้บุคคลเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในด้านต่าง ๆ ของสมรรถภาพทาง สมอง ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นการตรวจสอบระดับความสามารถสมองของบุคคลว่าเรียนแล้วรู้อะไรบ้าง และมี ความสามารถด้านใดมากน้อยเท่าไร ตลอดจนผลที่เกิดขึ้นจากการเรียน การฝึกฝนหรือประสบการณ์ต่าง ๆ ทั้ง ในโรงเรียน ที่บ้าน และสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ รวมทั้งความรู้สึก ค่านิยม จริยธรรมต่าง ๆ ก็เป็นผลมาจากการฝึกฝน ด้วย สุพัตรา เกษมเรืองกิจ (2551 : 32) กล่าวว่า ความหมาย ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความรู้ความเข้าใจ ความสามารถในการแก้ปัญหาและทักษะทางวิชาการ รวมทั้งสมรรถภาพทางสมองด้านต่าง ๆ ที่ได้จากการอบรมสั่งสอนและวัดได้โดยอาศัยเครื่องมือและวิธีการที่หลากหลาย สิริสรณ์สิทธิรินทร์ (2554 : 18) กล่าวว่า ความหมาย ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความสําเร็จทางการเรียนของบุคคลที่วัดได้จากกระบวนการทดสอบหรือกระบวนการที่ไม่ต้องอาศัยการ ทดสอบด้วยวิธีการอย่างหลากหลาย เช่น การตรวจผลงานของผู้เรียนการสังเกตพฤติกรรมเป็นต้น กูด (Good, 1993 : 7 อ้างอิงจาก รสริน พันธุ, 2550 : 42) กล่าวว่าผลสัมฤทธิ์คือ การทําให้ สําเร็จ (accomplishment) หรือประสิทธิภาพทางด้านการกระทําที่กําหนดให้หรือในด้านความรู้ส่วน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง การซึ้งความรู้(knowledge attained) การพัฒนาทักษะในการเรียน ซึ่ง อาจจะพิจารณาจากคะแนนสอบที่กําหนดให้คะแนนที่ได้จากงานที่ครูมอบหมายให้หรือทั้งสองอย่าง สรุปได้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความสําเร็จ ความสามารถของบุคคล ในด้านต่าง ๆ ทั้งด้านความรู้ทักษะกระบวนการ ตลอดจนค่านิยม ความเห็นต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นหลังจาก ผ่านกระบวนการเรียน การสอน การฝึกฝนอบรมมาแล้ว 4.2 องค์ประกอบ ตัวบ่งชี้และการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน ในการจัดการเรียนการสอนจะเน้นการพัฒนาผู้เรียนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมใน 3 ด้าน คือ พุทธิพิสัย (Cognitive domain) จิตพิสัย (Affective domain) และทักษะพิสัย (Psycho-motor domain) ตามแนวคิดของ Smith & Piele (2006, : 292-294) ซึ่งแต่ละด้านมีรายละเอียดดังนี้ 1. พฤติกรรมด้านพุทธิพิสัย เป็นพฤติกรรมด้านความสามารถทางสติปัญญาของบุคคลจําแนกได้ ดังนี้ 1.1 ความรู้ความจํา (Knowledge) เป็นความสามารถในการระลึกได้ถึงเรื่องราว ต่าง ๆ ที่ เคยมีประสบการณ์มาก่อนจะโดยวิธีใดก็ตาม ซึ่งพฤติกรรมด้านนี้ยังจําแนกออกเป็น 3 ลักษณะใหญ่คือ ความรู้ เฉพาะเรื่อง ความรู้ในวิธีดําเนินการ ความรู้รวบยอดในเนื้อเรื่อง 1.2 ความเข้าใจ (Comprehension) เป็นผลสืบเนื่องมาจากการเอาความรู้จากประสบการณ์ ในขั้นความรู้ความจํา มาผสมผสานจนกลายเป็นสมรรถภาพสมองชนิดใหม่ ซึ่งความเข้าใจมี3 ลักษณะ คือ การแปลความ การตีความ และการขยายความ
1.3 การนําไปใช้(Application) เป็นความสามารถนําความรู้ความเข้าใจในเรื่อง ที่เรียน มาแล้ว ไปแก้ปัญหาที่แปลกใหม่หรือสถานการณ์ใหม่ที่ไม่เคยพบมาก่อน แต่อาจใกล้เคียงหรือคล้ายคลึงกับ เรื่องที่เคยพบเห็นมาก่อนก็ได้ 1.4 การวิเคราะห์(Analysis) เป็นความสามารถในการแยกแยะเรื่องราวต่าง ๆ ออกเป็น ส่วนย่อย ๆ ได้ทําให้สามารถมองเห็นความสัมพันธ์ได้อย่างชัดเจน สามารถค้นหาความจริงต่าง ๆ ที่แอบแฝงอยู่ ในเนื้อเรื่องนั้น ๆ ได้การวิเคราะห์มี3 ลักษณะ ได้แก่ การวิเคราะห์ความสําคัญ การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ และการวิเคราะห์หลักการ 1.5 การประเมิน (Evaluation) เป็นความสามารถในการตัดสินคุณค่าของแนวความคิด ได้ ตรงตามจุดมุ่งหมายใดจุดมุ่งหมายหนึ่ง โดยเฉพาะพร้อมกับสามารถแสดงเหตุผลที่ถูกต้องและเหมาะสมสําหรับ การตัดสินนั้น ๆ 1.6 การสร้างสรรค์ (Creation) เป็นการนําเอาองค์ประกอบย่อยต่าง ๆ ตั้งแต่ 2 สิ่งขึ้นไปมา รวมกันเข้าเป็นเรื่องราวเดียวกัน เพื่อให้เห็นโครงสร้างที่ชัดเจน แปลกใหม่ไปจากเดิมหรือสร้างสรรค์ความคิด จากองค์ประกอบดังกล่าวซึ่งก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่แปลกใหม่ มีคุณค่าและเป็นประโยชน์ 2. พฤติกรรมด้านจิตพิสัย เป็นพฤติกรรมที่เกี่ยวกับความรู้สึกนึกคิดทางจิตใจ อารมณ์และ คุณธรรมของบุคคล สามารถจําแนกเป็น 5 ระดับ คือ 2.1 การรับรู้ (Receiving of attending) มีลักษณะการตอบสนอง 3 ลักษณะ คือ การ ยอมรับ การตั้งใจที่จะรับรู้และการเลือกสิ่งเร้าที่ต้องการรับรู้ 2.2 การตอบสนอง (Responding) เป็นพฤติกรรมที่ต่อเนื่องจากความตั้งใจที่จะรับรู้โดยไม่ เพียงแต่จะตั้งใจรับรู้เท่านั้น แต่มีความปรารถนาหรือปฏิกิริยาที่จะโต้ตอบต่อสิ่งเร้านั้นอย่าง เต็มใจ และเกิด ความพึงพอใจจากการตอบสนอง พฤติกรรมขั้นนี้จําแนกเป็น 3 ลักษณะ คือ การยินยอมที่จะตอบสนอง ความ เต็มใจที่จะตอบสนอง และความพอใจในการตอบสนอง 2.3 การสร้างคุณค่า (Valuing) เป็นขั้นที่บุคคลสามารถมองเห็นคุณค่าของการตอบสนองต่อ สิ่งเร้าหรือประสบการณ์ที่ได้ขั้นนี้มีพฤติกรรมการแสดง 3 ลักษณะ ได้แก่ การยอมรับในคุณค่า การนิยม ชมชอบในคุณค่า และการสร้างคุณค่า 2.4 การจัดระบบคุณค่า (Organization) หลังจากที่บุคคลได้สร้างค่านิยมของตนขึ้นมาแล้ว ก็ พยายามนําค่านิยมนั้น มาจัดระบบให้เกิดเป็นระบบระเบียบขึ้น ลักษณะการจัดระบบคุณค่ามี2 ลักษณะคือ การสร้างความคิดรวบยอดของคุณค่า และการจัดระบบของคุณค่า 2.5 การสร้างลักษณะนิสัย (Characterization by a value complex) เป็นการจัดระบบ คุณค่าที่มีอยู่ในตัวเข้าเป็นระบบที่ถาวรซึ่งจะทําหน้าที่ควบคุมพฤติกรรมการแสดงของบุคคลไม่ว่าจะอยู่ใน สถานการณ์ใด ๆ ก็จะแสดงพฤติกรรมตามค่านิยมที่ยึดถือตลอดไป การสร้างลักษณะนิสัยมี2 ลักษณะ คือการ สร้างลักษณะนิสัยชั่วคราว และการสร้างลักษณะนิสัยถาวร 3. พฤติกรรมด้านทักษะพิสัย เป็นพฤติกรรมที่เกี่ยวกับความสามารถเชิงปฏิบัติการพฤติกรรม เรียนรู้ด้านทักษะพิสัย จําแนกเป็น 5 ระดับ คือ
3.1 การรับรู้(Perception) เป็นขั้นที่แสดงอาการรับรู้ที่จะเคลื่อนไหว โดยอาศัยประสาท สัมผัสทั้ง 5 คือ หูตา จมูก ลิ้น และสัมผัสทางกายแม้จะมีสิ่งเร้าเข้ามากระตุ้น โดยผ่านทางประสาทสัมผัสพร้อม ๆ กัน ก็อาจเลือกที่จะรับรู้มีการแปลความหมายสิ่งเร้าเพื่อตอบสนอง 3.2 การเตรียมพร้อม (Set) เป็นสภาพของบุคคลที่พร้อมจะแสดงพฤติกรรมออกมา สภาพ ความพร้อม มี3 ด้าน คือ ความพร้อมด้านร่างกาย ด้านสมอง และด้านอารมณ์ 3.3 การตอบสนองตามแนวทางที่กําหนดให้(Guided response) เป็นการแสดงออกใน ลักษณะของการเลียนแบบและการลองผิดลองถูก 3.4 ความสามารถด้านกลไก (Mechanism) เป็นขั้นที่ผู้เรียนได้กระทําตามที่เรียนมาและ พัฒนาขึ้นมาจนมีสัมฤทธิผล สามารถสร้างเทคนิควิธีสําหรับตนเองขึ้นมาเพื่อปฏิบัติต่อไป 3.5 การตอบสนองที่ซับซ้อน (Complex overt response) เป็นความสามารถ ในการปฏิบัติ ในสิ่งยุ่งยากซับซ้อนมากขึ้น และสามารถกระทําได้อย่างมั่นใจ ไม่ลังเลและทําได้ดีจนเป็นอัตโนมัติ 4.3 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีนักการศึกษาได้กล่าวถึงแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไว้ดังนี้ สมพร เชื้อพันธ์ (2547 : 59) กล่าวว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง แบบทดสอบหรือชุดของข้อสอบที่ใช้วัดความสําเร็จหรือความสามารถในการทํากิจกรรมการเรียนรู้ของนักเรียน ที่เป็นผลมาจากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนของครูผู้สอนว่าผ่านจุดประสงค์การเรียนรู้ที่ตั้งไว้เพียงใด ปราณี กองจินดา (2549 : 42) กล่าว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความสามารถหรือ ผลสําเร็จที่ได้รับจากกิจกรรมการเรียนการสอนเป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและประสบการณ์เรียนรู้ ทางด้านพุทธิพิสัย จิตพิสัย และทักษะพิสัย และยังได้จําแนกผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไว้ตามลักษณะของ วัตถุประสงค์ของการเรียนการสอนที่แตกต่างกัน รสริน พันธุ (2550 : 38) กล่าวว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง แบบทดสอบ วัดสมรรถภาพทางสมองต่าง ๆ ที่นักเรียนได้รับการเรียนรู้ผ่านมาแล้ว ซึ่งแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ แบบทดสอบที่ครูสร้างกับแบบทดสอบมาตรฐาน ศิริชัย นามบุรี (2550 : 31) กล่าวว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์คือ แบบทดสอบที่ใช้วัดระดับ ความรู้ความสามารถ ทักษะและสมรรถภาพทางสมอง ซึ่งได้เรียนรู้ในช่วงเวลาที่กําหนด สุพัตรา เกษมเรืองกิจ (2551 : 33) กล่าวว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบ่งได้เป็น 2 ลักษณะ คือ การทดสอบแบบอิงกลุ่มหรือการวัดผลแบบอิงกลุ่ม และการทดสอบแบบอิงเกณฑ์หรือการวัด แบบอิงเกณฑ์ สรุปได้ว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ที่นักการศึกษามีความเห็นสอดคล้องกัน นั่นคือ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นแบบทดสอบ ที่มุ่งวัดความรู้และสมรรถภาพทางสมองด้านต่าง ๆ ที่ นักเรียนได้รับการเรียนรู้ผ่านมาแล้ว 4.4 ประเภทของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
นักการศึกษาได้กล่าวถึงประเภทของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ดังนี้ ไพโรจน์ คะเชนทร์ (2556) ได้จัดประเภทของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบ่ง ออกเป็น 2 ประเภท คือ แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้นเอง (Teacher made tests) และแบบ ทดสอบมาตรฐาน (Standardized tests) ซึ่งทั้ง 2 ประเภทจะถามเนื้อหาเหมือนกัน คือ ถามสิ่งที่ผู้เรียนได้รับจากการเรียนการ สอน ซึ่งจัดกลุ่มพฤติกรรมได้ 6 ประเภท คือ ความรู้ความจํา ความเข้าใจ การนําไปใช้ การวิเคราะห์ การ สังเคราะห์ และการประเมิน 1. แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้นเป็นแบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้นเองเพื่อใช้ในการทดสอบ ผู้เรียนในชั้นเรียน แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ 1) แบบทดสอบปรนัย (Objective tests) ได้แก่ แบบถูก–ผิด (True-false) แบบจับคู่ (Matching) แบบเติมคําให้สมบูรณ์(Completion) หรือแบบคําตอบสั้น (Short answer) และแบบเลือกตอบ (Multiple choices) 2) แบบอัตนัย (Essay tests) ได้แก่ แบบจํากัดคําตอบ (Restricted response items) และ แบบไม่จํากัดความตอบ หรือ ตอบอย่างเสรี (Extended response items) 2. แบบทดสอบมาตรฐาน (Standardized tests) เป็นแบบทดสอบ ที่สร้างโดยผู้เชี่ยวชาญที่มี ความรู้ในเนื้อหา และมีทักษะการสร้างแบบทดสอบ มีการวิเคราะห์หาคุณภาพของแบบทดสอบ มีคําชี้แจง เกี่ยวกับการดําเนินการสอบ การให้คะแนนและการแปลผล มีความเป็นปรนัย (Objective) มีความเที่ยงตรง (Validity) และความเชื่อมั่น (Reliability) แบบทดสอบมาตรฐาน ได้แก่ California Achievement Test, Iowa Test of Basic Skills, Stanford Achievement Test และ the Metropolitan Achievement tests เป็นต้น สมนึก ภัททิยธนีและคนอื่น ๆ (2549 : 73-98) กล่าวว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีหลายรูปแบบ แต่ที่นิยมใช้มี6 รูปแบบ ได้แก่ 1. ข้อสอบแบบอัตนัยหรือความเรียง (Subjective or Essay Test) เป็นข้อสอบที่มีเฉพาะ คําถาม แล้วให้นักเรียนเขียนตอบแบบเสรีเขียนบรรยายตามความรู้และข้อคิดเห็นของแต่ละคน 2. ข้อสอบแบบกา ถูก ผิด (True False Test) คือ ข้อสอบแบบเลือกตอบที่มี2 ตัวเลือก แต่ ตัวเลือกดังกล่าวเป็นแบบคงที่ มีความหมายตรงกันข้าม เช่น ถูก-ผิด, ใช่-ไม่ใช่, จริง- ไม่จริง, เหมือนกันต่างกัน เป็นต้น 3. ข้อสอบแบบเติมคํา (Completion Test) เป็นข้อสอบที่ประกอบด้วยประโยคหรือข้อความที่ ยังไม่สมบูรณ์แล้วให้ผู้ตอบเติมคํา หรือประโยค หรือข้อความลงในช่องว่างที่เว้นไว้นั้นเพื่อให้มีใจความสมบูรณ์ และถูกต้อง 4. ข้อทดสอบแบบตอบสั้น ๆ (Short Answer Test) ข้อทดสอบประเภทนี้คล้ายกับข้อสอบแบบ เติมคํา แต่แตกต่างกันที่ข้อสอบแบบตอบสั้น ๆ เขียนเป็นประโยคคําถามสมบูรณ์(ข้อสอบเติมคําเป็นประโยค หรือข้อความที่ยังไม่สมบูรณ์) แล้วให้ผู้ตอบเป็นคนเขียนตอบคําตอบที่ต้องการ จะสั้นและกะทัดรัดได้ใจความ สมบูรณ์ไม่ใช่เป็นการบรรยายแบบข้อสอบอัตนัย
5. ข้อสอบแบบจับคู่ (Matching Test) เป็นข้อสอบเลือกตอบชนิดหนึ่ง โดยมีคําหรือข้อความ แยกออกจากกันเป็น 2 ชุด แล้วให้ผู้ตอบเลือกจับคู่ว่า แต่ละข้อความในชุดหนึ่ง (ตัวยืน) จะคู่กับคําหรือ ข้อความใดในอีกชุดหนึ่ง (ตัวเลือก) ซึ่งมีความสัมพันธ์กันอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่ผู้ออกข้อสอบกําหนดไว้ 6. ข้อสอบแบบเลือกตอบ (Multiple Choice-Test) คําถามของข้อสอบประเภทแบบเลือกตอบ โดยทั่วไป ประกอบด้วย 2 ตอน คือ ตอนนําหรือตอนถาม (Stem) กับตอนเลือก (Choice) ในตอนเลือกจะ ประกอบด้วย ตัวเลือกที่เป็นคําตอบถูกและตัวเลือกที่เป็นตัวลวง ปกติจะมีคําถามที่กําหนดให้นักเรียนพิจารณา แล้วหาตัวเลือกที่ถูกต้องมากที่สุดเพียงตัวเลือกเดียวจากตัวเลือกอื่น ๆและคําถามแบบเลือกตอบที่ดีนิยมใช้ ตัวเลือกที่ใกล้เคียงกัน ดูเผิน ๆ จะเห็นว่าตัวเลือกถูกหมด แต่ความจริงมีน้ําหนักถูกมากน้อยต่างกัน สรุปได้ว่า ประเภทของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ที่นักการศึกษามีความ เห็นสอดคล้อง กัน แบ่งได้ 2 รูปแบบ คือ แบบอัตนัย แบบทดสอบลักษณะนี้จะให้ผู้เรียนเขียนบรรยายคําตอบ ตามความรู้ และความคิดเห็น และแบบปรนัยจะเป็นแบบทดสอบที่ให้ผู้ตอบเลือกคําตอบที่ถูกจากคําตอบหรือตัวเลือกที่ กําหนดให้ 5. งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับรูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ 5.1 งานวิจัยในประเทศ รวีวรรณ โขนงนุช (2551 : บทคัดย่อ) ได้พัฒนาชุดกิจกรรมการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การเขียน ลายสังคโลกโดยใช้รูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ สําหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 พบว่าชุด กิจกรรมการจัดการเรียนรู้ มีประสิทธิภาพเท่ากับ 82.38/87.50 และมีความพึงพอใจของนักเรียนต่อชุด กิจกรรมอยู่ในระดับมาก ซ่อนกลิ่น เรื่องยังมี (2552 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาผลการจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยใช้แบบฝึก ทักษะการปฏิบัติตามแนวคิดของเดวีส์ ที่มีต่อความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ของเด็กปฐมวัย พบว่า ผลการ เปรียบเทียบความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ของเด็กปฐมวัย ก่อนและหลังจัดประสบการณ์ มีคะแนนความ แตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01 มีคะแนนหลังเรียน สูงกว่าก่อนเรียน มีความสามารถด้านมิติ สัมพันธ์แต่ละด้านมีคะแนนเฉลี่ยร้อยละ 79.05-85.18 อยู่ในระดับที่ดี นันทนา ทองมูล (2554 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทักษะปฏิบัติตาม แนวคิดของเดวีส์ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่อง การจับจีบผ้าประดับโต๊ะ ชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 พบว่า มีประสิทธิภาพเท่ากับ 83.31/81.33 นักเรียนมีความก้าวหน้าทางการเรียนโดยรวม อยู่ในระดับมาก แสงจันทร์ หนองหารพิทักษ์ (2555 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นทักษะ ปฏิบัติตามแนวคิดของเดวีส์ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่องการประดิษฐ์ของใช้จาก เศษวัสดุ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 พบว่า มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมี นัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01
5.2 งานวิจัยในต่างประเทศ เบสรี่ (Beasly, 1979) ได้ศึกษาเรื่อง ผลการฝึกทักษะภาคปฏิบัติซึ่งเน้นการเรียนการสอนทักษะ ปฏิบัติของเดวีส์ ในกิจกรรมการเรียนการสอน โดยเฉพาะวิชาที่เน้นการปฏิบัติจริงและการทดลองปฏิบัติทาง เคมีของนักเรียน ในรายวิชาเคมีพื้นฐานโดยผลของการฝึกทักษะด้วยการคิดอย่างเดียวและผลของการฝึกทักษะ ด้วยการปฏิบัติการทดลองการคิดร่วมกัน โดยแบ่งนักศึกษาออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มทดลอง 2 กลุ่ม กลุ่ม ควบคุม 1 กลุ่ม การปฏิบัติการทดลองใช้เกณฑ์ในการประเมิน 2 เกณฑ์ คือความถูกต้องแม่นยําและความคงที่ โดยใช้วิธีการสังเกตพฤติกรรมของนักศึกษาขณะทําการทดลอง ทําการสังเกต 3 สัปดาห์ แล้วนําข้อมูลมา วิเคราะห์ความแปรปรวน จากการศึกษาว่า ทักษะภาคปฏิบัติขอนักศึกษาที่ได้รับการฝึกทักษะแบบต่างๆ ทั้ง 3 กลุ่ม ไม่แตกต่างอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ และนักศึกษาที่ฝึกทักษะภาคปฏิบัติการทดลองแตกต่างจากกลุ่มที่ ไม่ได้รับการฝึกอย่างมีนัยสําคัญ ซึ่งแสดงว่าการฝึกทักษะในการปฏิบัติการทดลอง ทําให้มีเทคนิคการทดลอง ถูกต้อง แม่นยํา เกลสสัน (Glasson, 1989) ได้ศึกษา เรื่องการศึกษาเปรียบเทียบความสัมพันธ์จากผลของการใช้ วิธีสอนโดยให้นักเรียนลงมือปฏิบัติการทดลองและครูสาธิตการปฏิบัติการทดลองต่อความรู้ทาง วิทยาศาสตร์ และการใช้ความรู้กระบวนการแก้ปัญหาซึ่งสอดคล้องกับรูปแบบการเรียนการสอน ทักษะปฏิบัติของเดวีส์ โดย กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนระดับ 9 ในวิชาฟิสิกส์ จํานวน 54 คน เป็นชาย 27 คน และเป็นหญิง 27 คน ใน โรงเรียนของรัฐผลการศึกษาพบว่า การสอนทั้งสองวิธีไม่แตกต่าง อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ เบอร์ดอน (Burdon, 2001) ได้ศึกษาเรื่อง กระบวนการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมที่เป็นแบบฝึก ปฏิบัติงานจริงตามรูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ ในสตูดิโอของพิพิธภัณฑ์ศิลปะซึ่งมี ความสัมพันธ์กับ ผู้เรียนที่เป็นนักศึกษาผู้ใหญ่ โดยทําการเก็บรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์จาก กลุ่มตัวอย่างของผู้เข้าร่วมใน การวิจัยที่เป็นนักศึกษาผู้ใหญ่ จํานวน 6 คน หลังจากที่เข้าร่วมใน กิจกรรมที่เป็นการฝึกปฏิบัติงานจริงใน สตูดิโอ ผลการวิจัยพบว่ากลุ่มตัวอย่างของนักศึกษาผู้ใหญ่สามารถเรียนรู้ได้ดีที่สุดเมื่อได้รับโอกาสให้เข้าไปทา การศึกษาหาความรู้โดยการสัมผัส จับต้องและ ฝึกปฏิบัติโดยใช้วัสดุจริงการได้เชื่อมโยงกับงานศิลปะที่เป็น ต้นแบบ ผู้มีประสบการณ์ที่มีชีวิตชีวาการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมที่เป็นการฝึกปฏิบัติจริง คือตัวเร่งปฏิกิริยาให้ นักศึกษามุ่งที่จะทําการศึกษา สืบเสาะและค้นหาโอกาสในการเรียนรู้ที่มากยิ่ง ๆ ขึ้นไปอีกเมื่อผู้เรียนได้มีส่วน ร่วมในกิจกรรมทั้งในการใช้วัสดุจริงและด้านอารมณ์ทาให้มีแนวโน้มที่เป็นไปได้สูง ผู้เรียนสามารถรักษาความ ทรงจําในส่วนที่เกี่ยวข้องกับประสบการณ์ทุกอย่างได้ โอเวน (Owen, 2002: 563 –A) ได้ทําการศึกษาความสามารถในการเชื่อมโยงระหว่างทฤษฎี กับ การปฏิบัติ เพื่อศึกษาว่านักศึกษาครู จํานวน 2 คน สามารถเชื่อมโยงช่องว่างระหว่างสิ่งที่พวกเขา ได้รับการ สอนในรายวิชาอุดมศึกษากับสิ่งที่เขาได้สังเกตจากการปฏิบัติจริงในห้องเรียนระดับ ประถมศึกษาโดยใช้การ ปฏิรูปที่อาศัยแนวความคิดเชิงพัฒนาการมาประยุกต์ใช้กับการสอนแบบ โครงงาน การเก็บข้อมูลใช้การ สัมภาษณ์ การสังเกตและการศึกษาเอกสาร ผลการศึกษาพบว่า นักศึกษาผู้มีความคิดเชิงบวกต่อการวิจัย และ ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาเพิ่มมากขึ้น แต่ปัญหาที่ พบ ได้แก่ เวลาการเขียนแผนการสอน การขาด
ต้นแบบให้ศึกษาและการฝึกสอนเป็นทีม 3 คน อย่างไรก็ตาม การกําหนดกรอบการปฏิบัติงานในการนําทฤษฎี มาใช้มีส่วนช่วยให้นักศึกษาสามารถ ใช้ทฤษฎีได้อย่างเหมาะสม แม็คเครด (Macleod, 2009) ได้นําวิธีการสอนทักษะปฏิบัติของการสอนเป่าฟลุตเบลคานโต (Bel Canto Flute) แบบ เด ลาโซนาริเต( De la sonarite) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสอนเทคนิค พื้นฐานการเป่าฟ ลุตเบล คานโตแบบ เด ลาโซนาริเต ให้สามารถเป่ารูปแบบการแสดงออกของเสียง ที่มีพลังและควบคุมระดับ เสียงการร้องโอเปร่า รูปแบบการสอนมีผลในการเพิ่มระดับเสียงการร้อง โอเปร่าและการเป่าฟลุตเบล คานโต ได้ถึง 2 ช่วงเสียง มันเป็นไปได้ที่ค่านัยสําคัญเพิ่มขึ้นจาก ความรู้ความเข้าใจของพวกเขา จากการฝึกการเป่าฟ ลุตเบล คานโตแบบ เด ลาโซนาริเต มุมมองของ การศึกษาในปัจจุบัน รวมถึงทักษะปฏิบัติขั้นพื้นฐานกับ ความเห็นในวิธีการสอนนี้ สามารถยืนยัน ได้จาก 3 นักเป่าฟลุตและครูที่ทํางานในออสเตรเลีย สรุปได้ว่า การสอนรูปแบบทักษะปฏิบัติเดวีส์เป็นวิธีสอนที่มุ่ง ให้ผู้เรียนสามารถปฏิบัติทักษะย่อยๆ ได้ อย่างดี มีประสิทธิภาพ ผู้เรียนเกิดความกระตือรือร้นและ ร่วมทํากิจกรรมอย่างสนุกสนาน และยังช่วยให้ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น 6. งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อน 6.1 งานวิจัยในประเทศ ชีวัน บุญตั๋น (2546 : บทคัดย่อ) ได้ใช้กลวิธีการเรียนแบบกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อนเพิ่มพูน ความ เข้าใจในการอ่านภาษาอังกฤษและมองเห็นคุณค่าในตนเองของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4สรุปได้ว่า นักเรียนที่ใช้กลวิธีแบบเพื่อนช่วยเพื่อน เข้าใจในการอ่านภาษาอังกฤษและมองเห็นคุณค่าในตนเองหลังการ ทดลองสูงกว่าก่อนการทดลอง สุนันทา โพธิ์ชัย (2547 : บทคัดย่อ) ได้พัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อน เรื่องเศษส่วน วิชาคณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูง กว่าก่อน เรียนอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทัศนี สนธิ (2550 : บทคัดย่อ) ได้วิจัยเรื่อง การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เจตคติต่อ การเรียนและความคงทนในการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่องเศษส่วนของชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนโดยใช้เทคนิคกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อนกับการสอนตามคู่มือของ สสวท. พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ เรียนโดยใช้เทคนิคกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อนสูงกว่านักเรียนที่เรียนโดยใช้ การสอนตามคู่มือของ สสวท. อย่างมี นัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ฐิตารีย์ ผลเจริญ (2550 : บทคัดย่อ) ศึกษาการพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มเพื่อนช่วย เพื่อน เรื่อง พื้นฐานนาฏศิลป์ไทย พบว่ามีประสิทธิภาพ 82.13/85.11 และมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียน เพิ่มขึ้นจากก่อนเรียนอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นักเรียนมีเจตคติที่ดีนักเรียนมีความพึงพอใจต่อ การจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อน ในวิชานาฏศิลป์โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด นิพนธ์ โพธิ์ไทร (2552 : บทคัดย่อ) ศึกษาการพัฒนาแบบฝึกทักษะการเขียนกลอนสี่โดยใช้ กิจกรรมแบบกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อน สําหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 พบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนของ
นักเรียนหลังใช้แบบฝึกทักษะโดยใช้กิจกรรมกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อนสูงกว่าก่อนใช้ ร้อยละ 20 อย่างมีนัยสําคัญ ทางสถิติที่ระดับ 0.01 สุทธิพงษ์ เริ่มรักษ์ (2555 : บทคัดย่อ) ได้การศึกษาผลการสอนทางตรงร่วมกับเทคนิคเพื่อนช่วย เพื่อน วิชางานเขียนแบบเทคนิคเบื้องต้น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ปีการศึกษา 2554 รวม 1 ห้อง จํานวน 31 คน โรงเรียนบ้านผือพิทยาสรรค์ อําเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี เครื่องมือที่ใช้ใน แผนการจัดการเรียนรู้วิชาเขียน แบบเทคนิคเบื้องต้น โดยใช้การสอนทางตรงร่วมกับเทคนิคเพื่อนช่วย เพื่อน จํานวน 9 แผน แผนละ 2 ชั่วโมง รวม 18 ชั่วโมง พบว่าคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเฉลี่ยหลัง เรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ ที่ระดับ 0.01 6.2 งานวิจัยในต่างประเทศ เซรานี่ (Celani, 1979) ศึกษาการประยุกต์วิธีการสอนแบบกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อนไปใช้กับการ พัฒนาทักษะในการสื่อสารของนักเรียน (Communication Skills) พบว่า การแบ่งกลุ่ม ๆ ย่อมทําให้เกิดการ แข่งขันระหว่างนักเรียนผู้สอนในแต่ละกลุ่ม ซึ่งส่งผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและนักเรียนส่วนใหญ่มีความสามารถ ในการสื่อสารขึ้นกว่าเดิม ประการสําคัญพบว่านักเรียน ผู้สอนที่เป็นมีความสามารถในการพูดดีขึ้นมาก เนื่องจากเป็นการทบทวนทักษะการพูดไปในตัว ชานเชส (Sanchez, 1985) ทําการศึกษาเกี่ยวกับวิธีการสอนแบบเพื่อนช่วยเพื่อนโดย การให้ นักเรียนผู้สอนมีวัยวุฒิสูงกว่านักเรียนที่มีคุณวุฒิต่ําในวิชาคณิตศาสตร์ ประชากรที่ใช้เป็น ตัวอย่างในการศึกษา ได้แก่เด็กอินโดจีน ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มนักเรียนผู้เรียนและนักเรียนผู้สอนมีผลสัมฤทธิ์การเรียน คณิตศาสตร์ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ในขณะที่กลุ่มนักเรียนผู้สอนมีผลสัมฤทธิ์การ เรียนวิชาคณิตศาสตร์เพิ่มขึ้น ฟรัชม, ฟรัช, แมทท์ และซิมมอนท์ (Fuchs, Fuchs, Mathes & Simmons, 1997) ได้ทําการ วิจัยเพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านของนักเรียนเกรด 2 ถึง เกรด 6 ที่มีความสามารถ ทางการเรียนแตกต่าง กันที่เรียน โดยใช้กลวิธีแบบเพื่อนและการสอนแบบปกติ ซึ่งกลุ่มเป้าหมายที่ ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียน 3 กลุ่ม ได้แก่ นักเรียนกลุ่มอ่อน นักเรียนที่มีความบกพร่อง ในการเรียนรู้ และนักเรียนกลุ่มปานกลาง ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มนักเรียนที่เรียนโดยใช้กลวิธีการเรียน แบบเพื่อนช่วยเพื่อนมีผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านสูงกว่ากลุ่ม นักเรียนที่เรียนโดยการสอนแบบปกติ เมตท์, โฮวาร์ด, อัลเลนและฟัชช์ (Mathes, Howard, Allen, & Fuchs, 1998) ได้ศึกษา ผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านของนักเรียนเกรด 1 จํานวน 20 ห้องเรียน ระหว่างนักเรียนที่เรียนโดยใช้ กลวิธีการ เรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อนและนักเรียนที่ได้รับการสอนแบบปกติ โดยกลุ่มเป้าหมายที่ ศึกษาเป็นนักเรียน 3 กลุ่ม ได้แก่ นักเรียนกลุ่มอ่อน กลุ่มปานกลางและกลุ่มเก่ง จํานวน 96 คน แบ่งเป็นนักเรียนกลุ่มอ่อน จํานวน 46 คน นักเรียนกลุ่มปานกลางจํานวน 20 คน และนักเรียนกลุ่ม เก่งจํานวน 20 คน โดยให้ครู 10 คน ใช้กลวิธี การเรียนแบบเพื่อนช่วยเพื่อน และห้องเรียนอีก 10 ห้องเรียนใช้วิธีสอนอ่านแบบปกติ ผลการวิจัยพบว่า
นักเรียนกลุ่มทดลองที่เรียนโดยใช้กลวิธีการเรียนแบบเพื่อนช่วยเพื่อนมีผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านสูงกว่านักเรียน กลุ่มควบคุมที่ได้รับการสอนอ่าน ตามปกติด้านการวิจัยเพื่อการเปรียบเทียบของการใช้กลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อนนั้น ฟรัช, ฟรัช, และคาซเดน (Fuchs, Fuchs & Kazdan, 1999) ได้ทําการศึกษาเพื่อ เปรียบเทียบ ความสามารถทางการอ่านและความคิดเห็นต่อการอ่านของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่มีปัญหาในการ อ่าน ที่ได้รับการสอนโดยใช้กลวิธีการเรียนแบบเพื่อนช่วยเพื่อนเป็นเวลา ทั้งสิ้น 16 สัปดาห์ และนักเรียนที่ ได้รับการสอนแบบปกติ ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนที่ได้รับการ สอนโดยใช้ กลวิธีการเรียนแบบเพื่อนช่วยเพื่อน มีความเข้าใจในการอ่านเพิ่มขึ้น และอ่านคล่องขึ้น มีทัศนคติที่ดีต่อการอ่าน และมีความต้องการเป็นนักอ่านที่มี ประสิทธิภาพมากขึ้นรวมทั้งมีทักษะในการทํางานร่วมกับผู้อื่น ไอ เชาว์ ลี (I-Chao Lee, 2010) ได้ทําการศึกษาผลของแรงจูงใจในการเรียนการสอนที่มี คุณภาพโดยรวม และการเรียนแบบเพื่อนช่วยเพื่อน ต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน: การวิเคราะห์เชิง ประจักษ์ จากนักศึกษามหาวิทยาลัยหรือวิทยาลัยการอาชีพในไต้หวัน ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า 1) แรงจูงใจในการ เรียนของนักศึกษามีผลในเชิงบวกต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอย่างมีนัยสําคัญ 2) การสอนที่มีคุณภาพโดยรวม มีผลในเชิงบวกต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอย่างมีนัยสําคัญ 3) การเรียนแบบเพื่อนช่วยเพื่อนมีผลในเชิงบวก ต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอย่างมีนัยสําคัญ สรุปได้ว่า การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคเพื่อนช่วยเพื่อนเป็นการสอนที่มีประสิทธิภาพมี ความเหมาะสมเป็นเทคนิคการสอนที่เน้นนักเรียนเป็นสําคัญ ก่อให้เกิดปฏิสัมพันธ์ที่ดี ระหว่างครูผู้สอนกับ ผู้เรียนและผู้เรียนกับผู้เรียนด้วยกัน ช่วยให้นักเรียนมีเจตคติที่ดีต่อวิชาที่เรียนมีความเชื่อมั่นกล้าแสดงออก ยอมรับนับถือในความสามารถตนเอง
บทที่ 3 วิธีด าเนินการวิจัย การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลการจัดการเรียนรู้ทักษะปฏิบัติของเดวีส์เสริมด้วยเทคนิค เพื่อนช่วยเพื่อน ที่มีต่อทักษะนาฏศิลป์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ซึ่งในการ วิจัย ผู้วิจัยได้ดําเนินการตามขั้นตอน ดังต่อไปนี้ 1. การกําหนดประชากรและการเลือกกลุ่มตัวอย่าง 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 3. การสร้างและการหาคุณภาพของเครื่องมือ 4. แบบแผนและวิธีดําเนินการทดลอง 5. การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 1. การก าหนดประชากรและการเลือกกลุ่มตัวอย่าง ประชากร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนที่กําลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ปี การศึกษา 2566 โรงเรียนหนองบัวพิทยาคาร อําเภอเมืองหนองบัวลําภู จังหวัดหนองบัวลําภูสังกัดสํานักงาน เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเลย หนองบัวลําภู กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นที่กําลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/2 ภาคเรียนที่ 1 ปี การศึกษา 2566 โรงเรียนหนองบัวพิทยาคาร อําเภอเมืองหนองบัวลําภู จังหวัดหนองบัวลําภูสังกัดสํานักงาน เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเลย หนองบัวลําภูจํานวน 40 คน จากการเลือกแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ใช้เครื่องมือในการวิจัยดังต่อไปนี้ 1. แผนการจัดการเรียนรู้ทักษะปฏิบัติของเดวีส์เสริมด้วยเทคนิคเพื่อนช่วยเพื่อน 2. แบบประเมินทักษะนาฏศิลป์ 3. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชานาฏศิลป์
3. การสร้างและการหาคุณภาพของเครื่องมือ 1. แผนการจัดการเรียนรู้ทักษะปฏิบัติของเดวีส์เสริมด้วยเทคนิคเพื่อนช่วยเพื่อน ผู้วิจัยได้ ดําเนินการสร้าง ดังนี้ 1.1 ศึกษาและวิเคราะห์สาระการเรียนรู้มาตรฐานการเรียนรู้ตัวชี้วัด ของรายวิชานาฏศิลป์ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 ตามที่กําหนดในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 1.2 ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี เอกสาร ตํารา และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้ กระบวนการปฏิบัติ และทักษะพื้นฐานและการฝึกหัดการแสดงนาฏศิลป์สําหรับนักเรียนมัธยมต้น 1.3 ดําเนินการสร้างคู่มือการใช้แผน และสร้างแผนการจัดการเรียนรู้ทักษะปฏิบัติของเดวีส์เสริม ด้วยเทคนิคเพื่อนช่วยเพื่อน จํานวน 11 แผน รวม 20 ชั่วโมง ดังนี้ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง ความหมายและความเป็นมาของนาฏศิลป์2 ชั่วโมง เรื่อง อิทธิพลด้านการแสดงของไทย(โขน) 1 ชั่วโมง เรื่อง อิทธิพลด้านการแสดงของไทย(ละครรํา) 1 ชั่วโมง เรื่อง การพัฒนารูปแบบการแสดง(ลิเก) 1 ชั่วโมง เรื่อง ฝึกท่าเบื้องต้น 1 ชั่วโมง เรื่อง นาฏยศัพท์หรือศัพท์ทางการละครในการแสดง 2 ชั่วโมง เรื่อง ภาษาท่าทาง 2 ชั่วโมง เรื่อง ระบําเบ็ดเตล็ด 2 ชั่วโมง เรื่อง รําวงมาตรฐาน 4 ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง องค์ประกอบของนาฏศิลป์2 ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 เรื่อง ประเภทของละครไทย 2 ชั่วโมง 1.4 นําคู่มือการใช้แผนและแผนการจัดการเรียนรู้ทักษะปฏิบัติของเดวีส์เสริมด้วยเทคนิคเพื่อน ช่วยเพื่อนที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น เสนอต่อผู้เชี่ยวชาญด้านนาฏศิลป์ไทยจํานวน 3 ท่านคือ 1. อาจารย์ก้องเกียรติ ใจเย็น อาจารย์สาขาวิชานาฏศิลป์ไทย คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2. นายกฤษฎา อาจแก้ว ครูชํานาญการ โรงเรียนหนองบัวพิทยาคาร 3. นางสาวชนมพรรษ เทียมดวงแข ครูคศ.1 โรงเรียนหนองบัวพิทยาคาร เพื่อพิจารณาตรวจสอบความเหมาะสมและสอดคล้องขององค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้ ตาม จุดประสงค์ แล้วนํามาปรับปรุงแก้ไข โดยให้ผู้เชี่ยวชาญพิจารณาลงความคิดเห็น ซึ่งมีเกณฑ์ การพิจารณา การให้คะแนน ดังนี้ ให้คะแนน +1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบนั้นเหมาะสมและสอดคล้อง ให้คะแนน 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าองค์ประกอบเหมาะสมและสอดคล้อง
ให้คะแนน -1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบนั้นไม่เหมาะสมและไม่สอดคล้อง 1.5 นําแผนการจัดการเรียนรู้ทักษะปฏิบัติของเดวีส์เสริมด้วยเทคนิคเพื่อนช่วยเพื่อน ที่ผ่านการ ตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญมาปรับปรุงแก้ไขตามความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ 1.6 นําแผนการจัดการเรียนรู้ทักษะปฏิบัติของเดวีส์เสริมด้วยเทคนิคเพื่อนช่วยเพื่อน ที่ปรับปรุง แก้ไขตามคําแนะนําของผู้เชี่ยวชาญไปทดลองสอนกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง เพื่อหา ข้อบกพร่องของแผนแล้วปรับปรุงแก้ไขอีกครั้งให้สมบูรณ์ 1.7 นําแผนการจัดการเรียนรู้ทักษะปฏิบัติของเดวีส์เสริมด้วยเทคนิคเพื่อนช่วยเพื่อน ที่แก้ไข สมบูรณ์แล้ว ไปทดลองใช้กับนักเรียนกลุ่มตัวอย่างตามเนื้อหาที่กําหนดต่อไป 2. แบบประเมินทักษะนาฏศิลป์ผู้วิจัยได้ดําเนินการสร้าง ดังนี้ 2.1 ศึกษาและวิเคราะห์สาระการเรียนรู้มาตรฐานการเรียนรู้ตัวชี้วัด ของรายวิชานาฏศิลป์ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 ตามที่กําหนดในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 และศึกษาทฤษฎี หลักการ และ วิธีการสร้างเครื่องมือประเมินทักษะนาฏศิลป์ 2.2 วิเคราะห์เนื้อหา มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด ให้ครอบคลุมเนื้อหาวิชานาฏศิลป์ 2.3 กําหนดจุดประสงค์และวิธีการสร้างแบบประเมินทักษะนาฏศิลป์ 2.4 ดําเนินการสร้างคู่มือการใช้แบบประเมินและสร้างแบบประเมินทักษะนาฏศิลป์ตามรูปแบบ วิธีการสร้างเครื่องมือวัดพฤติกรรมทักษะพิสัย 2.5 นําแบบประเมินทักษะนาฏศิลป์ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น เสนอต่อผู้เชี่ยวชาญด้านนาฏศิลป์ไทย จํานวน 3 ท่าน คือ 1. อาจารย์ก้องเกียรติ ใจเย็น อาจารย์สาขาวิชานาฏศิลป์ไทย คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2. นายกฤษฎา อาจแก้ว ครูชํานาญการ โรงเรียนหนองบัวพิทยาคาร 3. นางสาวชนมพรรษ เทียมดวงแข ครูคศ.1 โรงเรียนหนองบัวพิทยาคาร เพื่อตรวจสอบความเหมาะสมและสอดคล้องของข้อคําถาม แล้วนํามาปรับปรุงแก้ไขโดยให้ผู้เชี่ยวชาญพิจารณา ลงความคิดเห็น ซึ่งมีเกณฑ์การพิจารณาการให้คะแนน ดังนี้ ให้คะแนน +1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบนั้นเหมาะสมและสอดคล้อง ให้คะแนน 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าองค์ประกอบเหมาะสมและสอดคล้อง ให้คะแนน -1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบนั้นไม่เหมาะสมและไม่สอดคล้อง 2.6 นําแบบประเมินทักษะนาฏศิลป์ ที่ผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญมาปรับปรุงแก้ไขตาม ความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ
2.7 นําแบบประเมินทักษะนาฏศิลป์ที่ปรับปรุงแก้ไขตามคําแนะนําของผู้เชี่ยวชาญไปทดลองใช้ กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง เพื่อหาข้อบกพร่องของแบบประเมินแล้วปรับปรุงแก้ไข อีกครั้งให้สมบูรณ์ 2.8 นําแบบประเมินทักษะนาฏศิลป์ที่แก้ไขสมบูรณ์แล้ว ไปทดลองใช้กับนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง ตามเนื้อหาที่กําหนดต่อไป 3. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชานาฏศิลป์ผู้วิจัยได้ดําเนินการสร้าง ดังนี้ 3.1 ศึกษาและวิเคราะห์สาระการเรียนรู้มาตรฐานการเรียนรู้ตัวชี้วัด ของรายวิชานาฏศิลป์ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 ตามที่กําหนดในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 และศึกษาทฤษฎี หลักการ และ วิธีการสร้างเครื่องมือวัดผลทางการศึกษา 3.2 วิเคราะห์เนื้อหา มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด ให้ครอบคลุมเนื้อหาวิชานาฏศิลป์ 3.3 กําหนดจุดประสงค์และวิธีการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชานาฏศิลป์ 3.4 ดําเนินการสร้างคู่มือการใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชานาฏศิลป์ เป็น แบบทดสอบก่อนเรียน (Pre-test) และหลังเรียน (Post-test) เพื่อวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จํานวน 1 ฉบับ เป็นแบบทดสอบปรนัยชนิด 4 ตัวเลือก ทั้งหมด 30 ข้อ 2.5 นําแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชานาฏศิลป์ ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น เสนอต่อ ผู้เชี่ยวชาญด้านนาฏศิลป์ไทยจํานวน 3 ท่าน คือ 1. อาจารย์ก้องเกียรติ ใจเย็น อาจารย์สาขาวิชานาฏศิลป์ไทย คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2. นายกฤษฎา อาจแก้ว ครูชํานาญการ โรงเรียนหนองบัวพิทยาคาร 3. นางสาวชนมพรรษ เทียมดวงแข ครูคศ.1 โรงเรียนหนองบัวพิทยาคาร เพื่อตรวจสอบความเหมาะสมและสอดคล้องของข้อคําถาม แล้วนํามาปรับปรุงแก้ไขโดยให้ผู้เชี่ยวชาญพิจารณา ลงความคิดเห็น ซึ่งมีเกณฑ์การพิจารณาการให้คะแนน ดังนี้ ให้คะแนน +1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบนั้นเหมาะสมและสอดคล้อง ให้คะแนน 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าองค์ประกอบเหมาะสมและสอดคล้อง ให้คะแนน -1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบนั้นไม่เหมาะสมและไม่สอดคล้อง 2.6 นําแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชานาฏศิลป์ ที่ผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญ มาปรับปรุงแก้ไขตามความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ
2.7 นําแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชานาฏศิลป์ที่ปรับปรุงแก้ไขตามคําแนะนําของ ผู้เชี่ยวชาญไปทดลองสอนกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง เพื่อหาข้อบกพร่องของ แบบทดสอบแล้วปรับปรุงแก้ไขอีกครั้งให้สมบูรณ์ 2.8 นําแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชานาฏศิลป์ที่แก้ไขสมบูรณ์แล้ว ไปทดลองใช้กับ นักเรียนกลุ่มตัวอย่างตามเนื้อหาที่กําหนดต่อไป 4. แบบแผนและวิธีด าเนินการทดลอง 4.1 แบบแผนการทดลอง การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Design) ซึ่งผู้วิจัยได้ดําเนินการทดลอง โดยอาศัยการวิจัยแบบการทดลองกลุ่มเดียว วัดผลก่อนและหลังการทดลองตามแบบแผนการวิจัยแบบ (One Group Pretest – Posttest Design) ดังตารางที่ 1 ตารางที่ 1 แบบแผนการทดลอง กลุ่ม สอบก่อน ทดลอง สอบหลัง E T1 X T2 สัญลักษณ์ที่ใช้ในแบบแผนการทดลอง E แทน กลุ่มทดลอง T1 แทน การทดสอบก่อนเรียน (Pretest) X แทน การจัดการเรียนรู้ทักษะปฏิบัติของเดวีส์เสริมด้วยเทคนิคเพื่อนช่วยเพื่อน T2 แทน การทดสอบหลังเรียน (Posttest) 4.2 วิธีการด าเนินการทดลอง การทดลองครั้งนี้ดําเนินการในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โดยกลุ่มทดลอง จะได้รับการ จัดการเรียนรู้ทักษะปฏิบัติของเดวีส์เสริมด้วยเทคนิคเพื่อนช่วยเพื่อน ซึ่งมีขั้นตอน ดังนี้ 1. ทําหนังสือขออนุญาตดําเนินการศึกษาเรื่อง ผลการจัดการเรียนรู้ทักษะปฏิบัติของ เดวีส์ เสริมด้วยเทคนิคเพื่อนช่วยเพื่อน ที่มีต่อทักษะนาฏศิลป์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 เสนอต่อผู้อํานวยการโรงเรียนหนองบัวพิทยาคาร 2. สร้างความคุ้นเคยกับนักเรียนกลุ่มตัวอย่างในห้องเรียน เป็นระยะเวลา 1 สัปดาห์ 3. ก่อนทําการทดลองผู้วิจัยทําการทดสอบ (Pretest) กับกลุ่มตัวอย่าง 30 คน โดยใช้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชานาฏศิลป์เป็นรายบุคคล จํานวน 40 ข้อ 4. ผู้วิจัยดําเนินการทดลองกับเด็กที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง ตามการจัดการเรียนรู้ทักษะปฏิบัติของเด วีส์เสริมด้วยเทคนิคเพื่อนช่วยเพื่อนผู้วิจัยสร้างขึ้น พร้อมทั้งประเมินทักษะนาฏศิลป์
5. เมื่อครบ 8 สัปดาห์แล้ว ทําการทดสอบหลังการทดลอง (Posttest) ด้วยแบบทดสอบวัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชานาฏศิลป์ฉบับเดียวกับก่อนการทดลอง 6. เมื่อสิ้นสุดการทดลองแล้ว นําข้อมูลที่ได้จากแบบทดสอบในข้อ 3 และข้อ 5 มาวิเคราะห์ด้วย วิธีการทางสถิติ 5. การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยนําข้อมูลที่ได้จากการทดลองไปวิเคราะห์ด้วยวิธีการทางสถิติต่าง ๆ ดังนี้ 1. สถิติพื้นฐาน 1.1 ค่าร้อยละ (Percentage) 1.2 ค่าเฉลี่ย ( ̅) 1.3 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ซึ่งในการคํานวณหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน จะคํานวณผลโดยใช้ โปรแกรมสําเร็จรูปทางสถิติสําหรับวิเคราะห์ข้อมูลทางสังคมศาสตร์ (Statistical Package for the Social Sciences for Windows) 2. สถิติที่ใช้ในการหาประสิทธิภาพของเครื่องมือ 2.1 การแสดงหลักฐานความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาของการจัดการเรียนรู้ทักษะปฏิบัติของเดวีส์ เสริมด้วยเทคนิคเพื่อนช่วยเพื่อน แบบประเมินทักษะปฏิบัตินาฏศิลป์ และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนวิชานาฏศิลป์ (บุญเชิด ภิญโญอนันตพงษ์, 2526 : 89) โดยใช้สูตร IOC ดังนี้ IOC = เมื่อ IOC แทน ค่าดัชนีความสอดคล้องของข้อความนั้น ๆ แทน การรวมของคะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ N แทน จํานวนผู้เชี่ยวชาญ 2.2 หาค่าความยากง่าย (p) ค่าอํานาจจําแนก (r) ค่าความเชื่อมั่น ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวิชานาฏศิลป์คํานวณโดยใช้โปรแกรมวิเคราะห์ข้อสอบ TAp (Test Analysis program) 2.3 หาค่าความเชื่อมั่นของแบบประเมินและเกณฑ์การประเมินทักษะนาฏศิลป์โดยใช้ผู้ตรวจ 2 คน คํานวณหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สันโดยใช้โปรแกรมสําเร็จรูปทางสถิติสําหรับวิเคราะห์ข้อมูลทาง สังคมศาสตร์ 3. สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน
เปรียบเทียบความแตกต่างของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชานาฏศิลป์ ที่ได้รับการจัด การเรียนรู้ ทักษะปฏิบัติของเดวีส์เสริมด้วยเทคนิคเพื่อนช่วยเพื่อน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ระหว่างก่อนเรียน และหลังเรียน ของนักเรียนด้วยการทดสอบที่ไม่เป็นอิสระจากกัน (ttest for Dependent Sample)