สภาลานวัดตะโหมด
ตนแบบงานสังฆพัฒนา
พลังบวร
โดย
พินิจ ลาภธนานนท และพระครูประยุตธรรมธัช
สํานักงานกองทุนสนับสนุนการสรางเสริมสุขภาพ (สสส.)
สภาลานวัดตะโหมด ตําบลตะโหมด อําเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง
สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย
ิ ั ิ
ื
ั เลมที่ ิ ี
ุ 5 ุ
ชดหนงสอ: ปฏบตการสาธารณสงเคราะหวถพทธ
คํานํา
สภาลานวัดตะโหมด
ตนแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร สภาลานวัดตะโหมด ต�าบลตะโหมด อ�าเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง
โดย พินิจ ลาภธนานนท และพระครูประยุตธรรมธัช
็
็
เป็นองค์กรชุมชนที่มีบทบาทส�าคัญ ทั้งเปนศูนย์รวมใจของชาวตะโหมด เปน
ส�านักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ศนยกลางการพฒนาของชมชน และเป็นแบบอยางของพระสงฆ์นกพฒนาใน
ุ
ู
์
ั
ั
ั
่
สภาลานวัดตะโหมด ต�าบลตะโหมด อ�าเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง ภาคใต้ พระสงฆ์ในฐานะผู้น�าสภาลานวัดตะโหมดสามารถประสานความร่วม
สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ื
มือของชาวบ้านและผู้น�าชุมชนเพ่อสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจในงานสังฆ
ชุดหนังสือ: ปฏิบัติการสาธารณสงเคราะหวิถีพุทธ เลมที่ 5
พัฒนาและงานสาธารณสงเคราะห์ให้ประสบความส�าเร็จได้อย่างดี สภาลาน
พ�มพครั้งที่ 1 : มีนาคม 2565 วัดตะโหมดได้รับการยกย่องว่ามีผลงานโดดเด่น ทั้งด้านเศรษฐกิจ, ด้านการ
จัดพ�มพโดย : โครงการขับเคล่อนงานสาธารณสงเคราะห์วิถีพุทธเพ่อเสริมสร้างสุขภาวะในสังคมไทย ศึกษา ศาสนา วัฒนธรรม, ด้านสังคม และด้านสิ่งแวดล้อม ด�าเนินกิจกรรม
ื
ื
สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้สอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการของชาวบ้านตะโหมด
ส�านักสนับสนุนสุขภาวะองค์กร กิจกรรมที่โดดเด่นของสภาลานวัดตะโหมด ได้แก่ ธนาคารน�้า, การอนุรักษ์
ส�านักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ป่าต้นน้าและส่งแวดล้อม, การพัฒนาเด็กและเยาวชนต้นหญ้า, ประเพณีงาน
�
ิ
จัดรูปเลม : วิโรจน์ จิรวิทยาภรณ์
พ�มพที่ : หจก. นิติธรรมการพิมพ์ บุญสองศาสนา, เกษตรอินทรีย์ และกลุ่มเกษตรกรท�านาตะโหมด เป็นต้น
76/251-3 หมู่ที่ 15 ต�าบลบางม่วง อ�าเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี การด�าเนินงานของสภาลานวัดตะโหมดมุ่งเน้นให้เป็นเวทีในการ
ู
ุ
่
ู
�
โทรศัพท์ : 02 403 4567-8, 08 1309 5215 แลกเปลียนเรียนร้ของพระสงฆ์ ผ้นาชุมชน ชาวบ้าน องค์กรชมชน และ
E-mail : [email protected] หน่วยงานราชการ เพ่อขับเคล่อนงานพัฒนาเชิงบูรณาการพลังบวร (บ้าน วัด
ื
ื
คํานํา
สภาลานวัดตะโหมด
ตนแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร สภาลานวัดตะโหมด ต�าบลตะโหมด อ�าเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง
โดย พินิจ ลาภธนานนท และพระครูประยุตธรรมธัช
็
็
เป็นองค์กรชุมชนที่มีบทบาทส�าคัญ ทั้งเปนศูนย์รวมใจของชาวตะโหมด เปน
ส�านักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ศนยกลางการพฒนาของชมชน และเป็นแบบอยางของพระสงฆ์นกพฒนาใน
ุ
ู
์
ั
ั
ั
่
สภาลานวัดตะโหมด ต�าบลตะโหมด อ�าเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง ภาคใต้ พระสงฆ์ในฐานะผู้น�าสภาลานวัดตะโหมดสามารถประสานความร่วม
สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ื
มือของชาวบ้านและผู้น�าชุมชนเพ่อสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจในงานสังฆ
ชุดหนังสือ: ปฏิบัติการสาธารณสงเคราะหวิถีพุทธ เลมที่ 5
พัฒนาและงานสาธารณสงเคราะห์ให้ประสบความส�าเร็จได้อย่างดี สภาลาน
พ�มพครั้งที่ 1 : มีนาคม 2565 วัดตะโหมดได้รับการยกย่องว่ามีผลงานโดดเด่น ทั้งด้านเศรษฐกิจ, ด้านการ
จัดพ�มพโดย : โครงการขับเคล่อนงานสาธารณสงเคราะห์วิถีพุทธเพ่อเสริมสร้างสุขภาวะในสังคมไทย ศึกษา ศาสนา วัฒนธรรม, ด้านสังคม และด้านสิ่งแวดล้อม ด�าเนินกิจกรรม
ื
ื
สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้สอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการของชาวบ้านตะโหมด
ส�านักสนับสนุนสุขภาวะองค์กร กิจกรรมที่โดดเด่นของสภาลานวัดตะโหมด ได้แก่ ธนาคารน�้า, การอนุรักษ์
ส�านักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ป่าต้นน้าและส่งแวดล้อม, การพัฒนาเด็กและเยาวชนต้นหญ้า, ประเพณีงาน
�
ิ
จัดรูปเลม : วิโรจน์ จิรวิทยาภรณ์
พ�มพที่ : หจก. นิติธรรมการพิมพ์ บุญสองศาสนา, เกษตรอินทรีย์ และกลุ่มเกษตรกรท�านาตะโหมด เป็นต้น
76/251-3 หมู่ที่ 15 ต�าบลบางม่วง อ�าเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี การด�าเนินงานของสภาลานวัดตะโหมดมุ่งเน้นให้เป็นเวทีในการ
ู
ุ
่
ู
�
โทรศัพท์ : 02 403 4567-8, 08 1309 5215 แลกเปลียนเรียนร้ของพระสงฆ์ ผ้นาชุมชน ชาวบ้าน องค์กรชมชน และ
E-mail : [email protected] หน่วยงานราชการ เพ่อขับเคล่อนงานพัฒนาเชิงบูรณาการพลังบวร (บ้าน วัด
ื
ื
โรงเรียน/ราชการ) โดยเน้นกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนและภาค ี
เครือข่ายเพื่อศึกษาปัญหา เหตุปัจจัยของปัญหา แนวทางที่เหมาะสมในการ
แก้ไขปัญหา การวางแผน การตัดสินใจด�าเนินงานโครงการหรือกิจกรรม
การติดตามประเมินผล และการร่วมรับผลประโยชน์ของการพัฒนา ด้วยการ สารบัญ :
ื
ประสานความร่วมมือให้ชาวบ้านตะโหมดสามารถขับเคล่อนกิจกรรมการ
พัฒนาชุมชนได้อย่างเป็นระบบ และยังเป็นแบบอย่างของชุมชนพหุวัฒนธรรม
ี
ี
ท่สามารถประสานความร่วมมือระหว่างประชาชนท่นับถือศาสนาพุทธและ บทนํา : วัดตะโหมดและบทบาททางสังคม
01 7
ศาสนาอิสลาม ให้สามารถด�าเนินชีวิต ปฏิบัติกิจทางศาสนา งานบุญประเพณ ี
และการท�ากิจกรรมการพัฒนาชุมชนร่วมกันได้อย่างสามัคคีปรองดอง ดังท ่ ี 02 สภาลานวัดตะโหมด 19
สะท้อนให้เห็นได้จากกิจกรรม “ประเพณีงานบุญสองศาสนา” และกิจกรรม : บูรณาการพัฒนาชุมชนพลัง “บวร”
ส่งเสริมการด�าเนินชีวิตท่ดีของชาวตะโหมดโดยการคัดเลือก “คนดีศรีตะโหมด” โครงสรางสภาลานวัดตะโหมด 22
ี
ื
เพ่อประกาศเกียรติคุณเป็นประจ�าทุกปี การด�าเนินงานของสภาลาน กิจกรรมพัฒนาชุมชนของสภาลานวัดตะโหมด 27
วัดตะโหมดจึงได้รับการยอมรับและยกย่องจากหน่วยงานและองคก์รต่าง ๆ - ฝายเศรษฐกิจ 28
ิ
ในระดับท้องถ่นและอ�าเภอต่าง ๆ ในจังหวัดพัทลุงและจังหวัดใกล้เคียง - ฝายการศึกษา ศาสนา วัฒนธรรม 39
ตลอดถึงสถาบันการศึกษาส่งนิสิตนักศึกษาเข้ามาเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง - ฝายสังคม 49
ี
เอกสารวิชาการน้เป็นการบันทึกบทเรียนการด�าเนินงานของสภา - ฝายสิ่งแวดลอม 54
ลานวัดตะโหมดในบริบทของงานสังฆพัฒนาและงานสาธารณสงเคราะห์ ท ี ่
03 สรุปบทเรียน : 68
ื
เน้นกระบวนการมีส่วนร่วมของชาวบ้านและองค์กรชุมชน เพ่อให้สามารถ งานสังฆพัฒนาเชิงบูรณาการแนวทางพลัง “บวร”
ื
น�าไปเป็นแบบอย่างให้วัดและชุมชนอ่นได้น�าไปประยุกต์ใช้เพ่อการพัฒนา
ื
ชุมชนได้สืบไป 04 เอกสารอางอิง 83
พินิจ ลาภธนานนท์
มกราคม 2565
โรงเรียน/ราชการ) โดยเน้นกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนและภาค ี
เครือข่ายเพื่อศึกษาปัญหา เหตุปัจจัยของปัญหา แนวทางที่เหมาะสมในการ
แก้ไขปัญหา การวางแผน การตัดสินใจด�าเนินงานโครงการหรือกิจกรรม
การติดตามประเมินผล และการร่วมรับผลประโยชน์ของการพัฒนา ด้วยการ สารบัญ :
ื
ประสานความร่วมมือให้ชาวบ้านตะโหมดสามารถขับเคล่อนกิจกรรมการ
พัฒนาชุมชนได้อย่างเป็นระบบ และยังเป็นแบบอย่างของชุมชนพหุวัฒนธรรม
ี
ี
ท่สามารถประสานความร่วมมือระหว่างประชาชนท่นับถือศาสนาพุทธและ บทนํา : วัดตะโหมดและบทบาททางสังคม
01 7
ศาสนาอิสลาม ให้สามารถด�าเนินชีวิต ปฏิบัติกิจทางศาสนา งานบุญประเพณ ี
และการท�ากิจกรรมการพัฒนาชุมชนร่วมกันได้อย่างสามัคคีปรองดอง ดังท ่ ี 02 สภาลานวัดตะโหมด 19
สะท้อนให้เห็นได้จากกิจกรรม “ประเพณีงานบุญสองศาสนา” และกิจกรรม : บูรณาการพัฒนาชุมชนพลัง “บวร”
ส่งเสริมการด�าเนินชีวิตท่ดีของชาวตะโหมดโดยการคัดเลือก “คนดีศรีตะโหมด” โครงสรางสภาลานวัดตะโหมด 22
ี
ื
เพ่อประกาศเกียรติคุณเป็นประจ�าทุกปี การด�าเนินงานของสภาลาน กิจกรรมพัฒนาชุมชนของสภาลานวัดตะโหมด 27
วัดตะโหมดจึงได้รับการยอมรับและยกย่องจากหน่วยงานและองคก์รต่าง ๆ - ฝายเศรษฐกิจ 28
ิ
ในระดับท้องถ่นและอ�าเภอต่าง ๆ ในจังหวัดพัทลุงและจังหวัดใกล้เคียง - ฝายการศึกษา ศาสนา วัฒนธรรม 39
ตลอดถึงสถาบันการศึกษาส่งนิสิตนักศึกษาเข้ามาเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง - ฝายสังคม 49
ี
เอกสารวิชาการน้เป็นการบันทึกบทเรียนการด�าเนินงานของสภา - ฝายสิ่งแวดลอม 54
ลานวัดตะโหมดในบริบทของงานสังฆพัฒนาและงานสาธารณสงเคราะห์ ท ี ่
03 สรุปบทเรียน : 68
ื
เน้นกระบวนการมีส่วนร่วมของชาวบ้านและองค์กรชุมชน เพ่อให้สามารถ งานสังฆพัฒนาเชิงบูรณาการแนวทางพลัง “บวร”
ื
น�าไปเป็นแบบอย่างให้วัดและชุมชนอ่นได้น�าไปประยุกต์ใช้เพ่อการพัฒนา
ื
ชุมชนได้สืบไป 04 เอกสารอางอิง 83
พินิจ ลาภธนานนท์
มกราคม 2565
01 บทน�า :
วัดตะโหมด
ั
และบทบาททางสงคม
สภาลานวัดตะโหมด
ตนแบบ
งานสังฆพัฒนา
ชุมชนตะโหมด ต�าบลตะโหมด อ�าเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง เป็น
พลังบวร ชุมชนเก่าแก่ต้งมาในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น ซ่งในอดีตต้องเผชิญกับปัญหา
ั
ึ
การพัฒนาที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการจ�าเป็น (basic needs) ของชาว
ุ
่
่
ั
ั
่
ี
ี
ู
บานและชมชน เชนเดยวกบปญหาทพบในชมชนชนบทหางไกลในทกภมภาค
ุ
ุ
ิ
้
ของสังคมไทย ชาวบ้านตะโหมดจึงต้องพยายามพึ่งตนเอง โดยมีวัดตะโหมด
ื
ี
ู
ื
เป็นศนย์กลางความร่วมมอร่วมใจกนของชาวบ้านและภาคเครอข่ายมานาน
ั
กว่า 50 ปี เจ้าอาวาสและพระสงฆ์ในวัดได้แสดงบทบาทเป็นผู้น�าการพัฒนา
ี
ึ
ในฐานะเป็นท่พ่งของชาวบ้าน เพ่อแก้ไขปัญหาของการเป็นชุมชนกันดารท ่ ี
ื
อยู่ห่างไกล ซ่งในตอนน้นหากคนตะโหมดเดินทางออกไปยังตัวเมืองในจังหวัด
ึ
ั
พัทลุง จะถูกเรียกว่าเป็นคนเหนือหรือคนนอก (หมายความว่า ห่างไกลความ
ิ
เจริญ) เจ้าอาวาสวัดตะโหมดจึงได้เร่มให้การสนับสนุนด้านการศึกษาในชุมชน
6 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท และพระครูประยุตธรรมธัช 7
ตนแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร
01 บทน�า :
วัดตะโหมด
ั
และบทบาททางสงคม
สภาลานวัดตะโหมด
ตนแบบ
งานสังฆพัฒนา
ชุมชนตะโหมด ต�าบลตะโหมด อ�าเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง เป็น
พลังบวร ชุมชนเก่าแก่ต้งมาในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น ซ่งในอดีตต้องเผชิญกับปัญหา
ั
ึ
การพัฒนาที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการจ�าเป็น (basic needs) ของชาว
ุ
่
่
ั
ั
่
ี
ี
ู
บานและชมชน เชนเดยวกบปญหาทพบในชมชนชนบทหางไกลในทกภมภาค
ุ
ุ
ิ
้
ของสังคมไทย ชาวบ้านตะโหมดจึงต้องพยายามพึ่งตนเอง โดยมีวัดตะโหมด
ื
ี
ู
ื
เป็นศนย์กลางความร่วมมอร่วมใจกนของชาวบ้านและภาคเครอข่ายมานาน
ั
กว่า 50 ปี เจ้าอาวาสและพระสงฆ์ในวัดได้แสดงบทบาทเป็นผู้น�าการพัฒนา
ี
ึ
ในฐานะเป็นท่พ่งของชาวบ้าน เพ่อแก้ไขปัญหาของการเป็นชุมชนกันดารท ่ ี
ื
อยู่ห่างไกล ซ่งในตอนน้นหากคนตะโหมดเดินทางออกไปยังตัวเมืองในจังหวัด
ึ
ั
พัทลุง จะถูกเรียกว่าเป็นคนเหนือหรือคนนอก (หมายความว่า ห่างไกลความ
ิ
เจริญ) เจ้าอาวาสวัดตะโหมดจึงได้เร่มให้การสนับสนุนด้านการศึกษาในชุมชน
6 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท และพระครูประยุตธรรมธัช 7
ตนแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร
ี
ตั้งแต่ปี 2464 โดยให้ใช้ศาลาการเปรียญเป็นที่เรียนหนังสือชั่วคราว (พระมิ่ง อย่างหลากหลาย โดยกลุ่มท่โดดเด่นมากคือสภาลานวัดตะโหมด ซ่งเป็นแบบ
ึ
ี
์
ี
ศิษฐ์ สังข์บริสุทธิ์, 2561: 84, ประภาพรรณ วงศาโรจน, 2548: 5) จนถึงใน อย่างท่สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของพระสงฆ์ท่สามารถร้อยรัดความสัมพันธ์
ปัจจุบนวัดก็ยังมีบทบาทส่งเสรมงานด้านการศกษา การสร้างเสริมภมิปัญญา ของคนในชุมชน ให้ร่วมกันขับเคล่อนกิจกรรมแก้ไขปัญหาของชุมชนอย่าง
ู
ึ
ื
ั
ิ
ิ
�
ท้องถ่น การพัฒนาชุมชน รวมถึงการแก้ปัญหาในด้านจิตใจให้กับชาวบ้าน เป็นประชาธิปไตย ทาให้เกิดความเข้มแข็งด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมของ
ี
ั
ี
เจ้าอาวาสวัดตะโหมดเป็นท่เคารพศรทธาของชาวบ้านมาก เพราะเป็นแกน ชาวบ้านและกลุ่ม/องค์กรชุมชน สภาลานวัดตะโหมดเป็นท่รวมของบุคคล
�
�
ี
นาสาคัญท่เปิดโอกาสให้ชาวบ้านใช้ทรัพยากรของวัดในการพัฒนาความเจริญ ผู้มีจิตอาสาในส่วนต่าง ๆ ของชุมชนให้ออกมาแสดงความรับผิดชอบร่วมกัน
ิ
ให้แก่ท้องถิ่น ท�าให้ชาวบ้านเกิดความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพระสงฆ์ และใช้วัด พัฒนาท้องถ่นอย่างเข้มแข็งบนพ้นฐานภูมิปัญญาชุมชน อย่างมีเอกลักษณ์
ื
ื
เป็นศูนย์กลางกิจกรรมของชุมชนเพ่อช่วยกันพัฒนาท้องถ่นในด้านต่าง ๆ สืบ และน่าภาคภูมิใจ โดยมีสภาลานวัดตะโหมดเป็นสื่อกลางขับเคลื่อนกิจกรรม
ิ
มา ภายใต้การทางานเชิงบูรณาการและส่งเสริมให้เกิดการมีส่วนร่วมตาม การพัฒนาชุมชนร่วมกันระหว่างพระสงฆ์ ผู้นาชุมชน ชาวบ้าน หน่วยงาน
�
�
แนวทางพลัง “บวร” (บ้าน วัด โรงเรียน/ราชการ) โดยวัดตะโหมดได้เข้ามา ราชการ และภาคีเครือข่ายต่าง ๆ จากภายนอกชุมชน
มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนและแก้ปัญหาของชุมชนในด้านต่าง ๆ ชุมชนตะโหมดมีลักษณะเด่นคือเป็นชุมชน 2 ศาสนา (ชาวไทยพุทธ
ชุมชนตะโหมดต้งอยู่ห่างจากจังหวัดพัทลุงไปทางทิศใต้ตามเส้นทาง และชาวไทยมุสลิม) ท่มีพ้นฐานทางสังคมท่สาคัญ คือ ความเป็นเครือญาต ิ
ี
ื
ี
ั
�
ถนนสายเพชรเกษม (พัทลุง-หาดใหญ่) ระยะทางประมาณ 39 กิโลเมตร ซ่งในระยะแรกมีไม่ก่ตระกูล ต่อมาได้ขยายออกไปพร้อมกับต้งบ้านเรือนท่อย ู่
ี
ึ
ี
ั
ื
ห่างจากกรุงเทพมหานคร ประมาณ 884 กิโลเมตร ชุมชนตะโหมดมีพ้นท ่ ี อาศัยใหม่ แต่ยังคงรักษาความสัมพันธ์ทางเครือญาติไว้อย่างเหนียวแน่น
ี
�
ื
ส่วนใหญ่เป็นที่ราบและภูเขา บริเวณที่ตั้งของชุมชนเป็นที่ราบเหมาะส�าหรับ อันเป็นเง่อนไขสาคัญท่ท�าให้เกิดความกลมกลืนทางวัฒนธรรมระหว่าง 2
ี
ท�าการเกษตร ได้แก่ ท�าสวนยางพารา ท�านา และท�าสวนผลไม้ โดยมีสายน�้า ศาสนา และเกิดประเพณีงานบุญสองศาสนาท่เป็นวัฒนธรรมร่วม อันถือเป็น
ี
สาคัญท่หล่อเล้ยงชุมชนถึง 5 สาย จึงทาให้คนในชุมชนได้เห็นคุณค่าของ เอกลักษณ์ของชุมชนท่โดดเด่นและแปลกจากชุมชนอ่นท่เป็นชุมชน 2 ศาสนา
ี
ื
�
ี
�
ี
ื
สายน�้าและทรัพยากรธรรมชาติของชุมชน (เรณุมาศ รอดเนียม, 2556: 38) เช่นเดียวกัน ชาวบ้านตะโหมดท้ง 2 ศาสนามีความช่วยเหลือเก้อกูลกัน ม ี
ั
�
ี
ิ
ตลอดเวลาท่ผ่านมาชาวบ้านตะโหมดมีวิถีชีวิตอันอุดมสมบูรณ์อยู่กับ อะไรก็แบ่งกันกนกันใช้ ดาเนินชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ไม่เกิดความแปลก
ึ
้
ธรรมชาติ ป่าไม้ และสายนา เป็นวิถีชีวิตแบบเรียบง่ายและพ่งพาอาศัยกัน แยก ไม่มีความขัดแย้งท่รุนแรง ชาวไทยพุทธและชาวไทยมุสลิมอยู่ร่วมกัน
ี
�
ึ
แต่สภาพการเปล่ยนแปลงท่เกิดข้นจากการเพ่มข้นของประชากร ทาให้ อย่างสมานฉันท์และสามัคคี ช่วยให้สามารถร่วมกันฝ่าฟันปัญหาท่ถาโถม
ี
ี
ี
ึ
�
ิ
ธรรมชาติลดความอุดมสมบรูณ์ลง และเกิดปัญหาน�้าหลาก น�้าท่วม น�้าแล้ง เข้ามา ต้งแต่ยุคสัมปทานป่า วิกฤติภัยธรรมชาติ หรือวิกฤติท่เกิดจากนโยบาย
ั
ี
การพังทลายของหน้าดิน ชาวบ้านจึงมีการรวมกลุ่มทากิจกรรมของชุมชน ภาครัฐ ซึ่งกิจกรรมของชุมชนมีทั้งความล้มเหลวและความส�าเร็จ แต่ได้เป็น
�
8 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท์ และพระครูประยุตธรรมธัช 9
ต้นแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร
ี
ตั้งแต่ปี 2464 โดยให้ใช้ศาลาการเปรียญเป็นที่เรียนหนังสือชั่วคราว (พระมิ่ง อย่างหลากหลาย โดยกลุ่มท่โดดเด่นมากคือสภาลานวัดตะโหมด ซ่งเป็นแบบ
ึ
ี
์
ี
ศิษฐ์ สังข์บริสุทธิ์, 2561: 84, ประภาพรรณ วงศาโรจน, 2548: 5) จนถึงใน อย่างท่สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของพระสงฆ์ท่สามารถร้อยรัดความสัมพันธ์
ปัจจุบนวัดก็ยังมีบทบาทส่งเสรมงานด้านการศกษา การสร้างเสริมภมิปัญญา ของคนในชุมชน ให้ร่วมกันขับเคล่อนกิจกรรมแก้ไขปัญหาของชุมชนอย่าง
ู
ึ
ื
ั
ิ
ิ
�
ท้องถ่น การพัฒนาชุมชน รวมถึงการแก้ปัญหาในด้านจิตใจให้กับชาวบ้าน เป็นประชาธิปไตย ทาให้เกิดความเข้มแข็งด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมของ
ี
ั
ี
เจ้าอาวาสวัดตะโหมดเป็นท่เคารพศรทธาของชาวบ้านมาก เพราะเป็นแกน ชาวบ้านและกลุ่ม/องค์กรชุมชน สภาลานวัดตะโหมดเป็นท่รวมของบุคคล
�
�
ี
นาสาคัญท่เปิดโอกาสให้ชาวบ้านใช้ทรัพยากรของวัดในการพัฒนาความเจริญ ผู้มีจิตอาสาในส่วนต่าง ๆ ของชุมชนให้ออกมาแสดงความรับผิดชอบร่วมกัน
ิ
ให้แก่ท้องถิ่น ท�าให้ชาวบ้านเกิดความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพระสงฆ์ และใช้วัด พัฒนาท้องถ่นอย่างเข้มแข็งบนพ้นฐานภูมิปัญญาชุมชน อย่างมีเอกลักษณ์
ื
ื
เป็นศูนย์กลางกิจกรรมของชุมชนเพ่อช่วยกันพัฒนาท้องถ่นในด้านต่าง ๆ สืบ และน่าภาคภูมิใจ โดยมีสภาลานวัดตะโหมดเป็นสื่อกลางขับเคลื่อนกิจกรรม
ิ
มา ภายใต้การทางานเชิงบูรณาการและส่งเสริมให้เกิดการมีส่วนร่วมตาม การพัฒนาชุมชนร่วมกันระหว่างพระสงฆ์ ผู้นาชุมชน ชาวบ้าน หน่วยงาน
�
�
แนวทางพลัง “บวร” (บ้าน วัด โรงเรียน/ราชการ) โดยวัดตะโหมดได้เข้ามา ราชการ และภาคีเครือข่ายต่าง ๆ จากภายนอกชุมชน
มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนและแก้ปัญหาของชุมชนในด้านต่าง ๆ ชุมชนตะโหมดมีลักษณะเด่นคือเป็นชุมชน 2 ศาสนา (ชาวไทยพุทธ
ชุมชนตะโหมดต้งอยู่ห่างจากจังหวัดพัทลุงไปทางทิศใต้ตามเส้นทาง และชาวไทยมุสลิม) ท่มีพ้นฐานทางสังคมท่สาคัญ คือ ความเป็นเครือญาต ิ
ี
ื
ี
ั
�
ถนนสายเพชรเกษม (พัทลุง-หาดใหญ่) ระยะทางประมาณ 39 กิโลเมตร ซ่งในระยะแรกมีไม่ก่ตระกูล ต่อมาได้ขยายออกไปพร้อมกับต้งบ้านเรือนท่อย ู่
ี
ึ
ี
ั
ื
ห่างจากกรุงเทพมหานคร ประมาณ 884 กิโลเมตร ชุมชนตะโหมดมีพ้นท ่ ี อาศัยใหม่ แต่ยังคงรักษาความสัมพันธ์ทางเครือญาติไว้อย่างเหนียวแน่น
ี
�
ื
ส่วนใหญ่เป็นที่ราบและภูเขา บริเวณที่ตั้งของชุมชนเป็นที่ราบเหมาะส�าหรับ อันเป็นเง่อนไขสาคัญท่ท�าให้เกิดความกลมกลืนทางวัฒนธรรมระหว่าง 2
ี
ท�าการเกษตร ได้แก่ ท�าสวนยางพารา ท�านา และท�าสวนผลไม้ โดยมีสายน�้า ศาสนา และเกิดประเพณีงานบุญสองศาสนาท่เป็นวัฒนธรรมร่วม อันถือเป็น
ี
สาคัญท่หล่อเล้ยงชุมชนถึง 5 สาย จึงทาให้คนในชุมชนได้เห็นคุณค่าของ เอกลักษณ์ของชุมชนท่โดดเด่นและแปลกจากชุมชนอ่นท่เป็นชุมชน 2 ศาสนา
ี
ื
�
ี
�
ี
ื
สายน�้าและทรัพยากรธรรมชาติของชุมชน (เรณุมาศ รอดเนียม, 2556: 38) เช่นเดียวกัน ชาวบ้านตะโหมดท้ง 2 ศาสนามีความช่วยเหลือเก้อกูลกัน ม ี
ั
�
ี
ิ
ตลอดเวลาท่ผ่านมาชาวบ้านตะโหมดมีวิถีชีวิตอันอุดมสมบูรณ์อยู่กับ อะไรก็แบ่งกันกนกันใช้ ดาเนินชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ไม่เกิดความแปลก
ึ
้
ธรรมชาติ ป่าไม้ และสายนา เป็นวิถีชีวิตแบบเรียบง่ายและพ่งพาอาศัยกัน แยก ไม่มีความขัดแย้งท่รุนแรง ชาวไทยพุทธและชาวไทยมุสลิมอยู่ร่วมกัน
ี
�
ึ
แต่สภาพการเปล่ยนแปลงท่เกิดข้นจากการเพ่มข้นของประชากร ทาให้ อย่างสมานฉันท์และสามัคคี ช่วยให้สามารถร่วมกันฝ่าฟันปัญหาท่ถาโถม
ี
ี
ี
ึ
�
ิ
ธรรมชาติลดความอุดมสมบรูณ์ลง และเกิดปัญหาน�้าหลาก น�้าท่วม น�้าแล้ง เข้ามา ต้งแต่ยุคสัมปทานป่า วิกฤติภัยธรรมชาติ หรือวิกฤติท่เกิดจากนโยบาย
ั
ี
การพังทลายของหน้าดิน ชาวบ้านจึงมีการรวมกลุ่มทากิจกรรมของชุมชน ภาครัฐ ซึ่งกิจกรรมของชุมชนมีทั้งความล้มเหลวและความส�าเร็จ แต่ได้เป็น
�
8 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท์ และพระครูประยุตธรรมธัช 9
ต้นแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร
บทเรียนช่วยผลักดันให้ชาวบ้านเกิดความตระหนักและร่วมกันต่อสู้เพ่อมุ่งไป ทางวัฒนธรรม การศึกษานี้ได้เก็บรวบรวมข้อมูลทั้งจากพระสงฆ์ ผู้น�าชุมชน
ื
�
ื
สู่เป้าหมายเดียวกัน บนพ้นฐานของการทางานแบบมีส่วนร่วม ไม่แบ่งแยก ชาวบ้าน รวมถึงภาคีเครือข่ายจิตอาสาพัฒนาของสภาลานวัดตะโหมด และ
ึ
ิ
ี
ู
ั
ั
ู
ี
ั
้
ู
ิ
ุ
ื
่
่
ู
�
ผ้คนและศาสนาออกจากกน ด้วยการใช้สภาลานวดตะโหมดเป็นศนย์กลาง จากการศกษาเอกสารอ้างองท่เกยวข้อง เพอนาข้อมลทงเชิงปฐมภมิและทตย
ในการระดมสมอง เป็นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ร่วมกันวางแผนพัฒนา ภูมิมาประมวลและวิเคราะห์การด�าเนินกิจกรรมสังฆพัฒนา ขับเคล่อนตาม
ื
ี
ี
ึ
และแก้ไขปัญหาความขัดแย้งท่เกิดข้นในชุมชน ซ่งท่ผ่านมาแผนงานและ แนวทางพลังบวร
ึ
�
ี
กิจกรรมขับเคลื่อนทั้งหลายล้วนเกิดจากเวทีน้ และเป็นศูนย์กลางการทางาน
ึ
ของชุมชนตะโหมด แนวทางการพัฒนาท่เกิดข้นในชุมชมตะโหมดสะท้อนให้ ประวัติชุมชนและบทบาททางสงคม
ี
ั
เห็นถึงความสามัคคีของคนในชุมชน ซึ่งสามารถผลักดันให้เกิดความร่วมมือ ของวัดตะโหมด
ั
และร่วมใจในการสร้างความม่นคงทางเศรษฐกิจ การฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ใน
ชุมชน การพัฒนากลุ่มเด็กและเยาวชน และกิจกรรมการพัฒนาอื่น ๆ ซึ่งแม้ การต้งบ้านเรือนชุมชนตะโหมดในยุคแรกมีลักษณะอยู่ร่วมกันเป็น
ั
ั
บางคร้งปัญหาจะไม่สามารถแก้ไขได้ในทันที แต่ก็ได้หายุทธวิธีร่วมกันในการ กลุ่มบ้าน ได้แก่ บ้านใน บ้านออก บ้านนอก บ้านปากพลี บ้านเกาะเรียน และ
ี
บรรเทาผลกระทบหรือลดความขัดแย้ง และหาหนทางในการเยียวยา กลุ่มบ้านท่อยู่ห่างไกลออกไปคือบ้านหัวช้างและบ้านโหล๊ะจันกระ สันนิษฐาน
ื
ี
ู
ี
ธรรมชาติไม่ให้ถูกท�าลายไป เป็นต้น ว่าช่วงแรกเป็นชุมชนชาวไทยพุทธท่มาอย่ก่อนและได้สร้างท่พักสงฆ์เพ่อ
ี
ี
ชุมชนตะโหมดท่กล่าวมาข้างต้นนับเป็นตัวอย่างท่ดีของชุมชนชนบท ปฏิบัติธรรม ต่อมาชาวมุสลิมได้เข้ามาอยู่อาศัย ชาวไทยพุทธก็ย้ายไปอยู่ใน
ี
ท่ชาวบ้านสามารถดารงชีวิตอยู่ร่วมกันบนพ้นฐานของความแตกต่างทาง ชุมชนอื่น แต่ไม่ห่างไกล หลังจากนั้นได้มีการขยายกลุ่มบ้านออกไปและแบ่ง
�
ื
ื
ี
ื
ศาสนาและชาติพันธุ์ ซ่งอาจเป็นต้นแบบส�าหรับการด�าเนินชีวิตในพ้นท่อ่น ท ี ่ การปกครองตามกฎหมายลักษณะการปกครองท้องท่เป็นหมู่บ้าน ตาบล และ
�
ี
ึ
�
ี
มีลักษณะทางกายภาพและวัฒนธรรมประเพณีของชุมชนท่คล้ายคลึงกัน ทา อ�าเภอ ดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
ี
ั
ื
่
ิ
ึ
ั
�
ี
้
็
ุ
ี
�
ให้เกดประเดนข้อสงเกตขนว่า “มเงอนไขใดบ้างท่ทาให้ชาวบ้านในชมชน บ้านตะโหมดในปัจจุบันต้งอยู่หมู่ท่ 3 ตาบลตะโหมด เป็นเเหล่ง
�
ตะโหมดสามารถดารงชีวิตอยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นสุข ภายใต้บริบทของความ ประวัติศาสตร์ที่ส�าคัญทั้งในด้านประเพณีวัฒนธรรม ความเชื่อ และศาสนา
ั
ี
ี
ื
แตกต่างทางศาสนา จนกระท่งท�าให้คนในชุมชนสามารถท�ากิจกรรมการ ท้งน้จากหลักฐานต่าง ๆ เช่อกันว่าคาว่า “ตะโหมด” เรียกเพ้ยนมาจากชุมชน
ั
�
ี
ี
ึ
พัฒนาร่วมกันได้ และสามารถสร้างองค์กรชุมชนให้เกิดข้นจนเป็นท่ยอมรับ “โต๊ะหมูด” ของชาวไทยมุสลิม รวมถึงปรากฏหลักฐานหลายอย่างท่ม ี
ั
ี
จากสังคมภายนอก” ข้อสังเกตดังกล่าวน้มีความน่าสนใจท่จะค้นหาเหตุปัจจัย ส่วนเก่ยวข้องกับช่อของชาวไทยมุสลิม เช่น นาปะเจ๊ะ (ท่ต้งของโรงเรียน
ี
ื
ี
ี
ที่ทาให้ชุมชน 2 ศาสนาแห่งนี้สามารถดารงชีวิตอยู่ร่วมกันได้อย่างกลมกลืน วัดตะโหมดปัจจุบัน) นาโคกแขกเจ้ย หนองโต๊ะอ่อน หนองโต๊ะโล่ง ห้วยโต๊ะเล็ม
�
�
10 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท์ และพระครูประยุตธรรมธัช 11
ต้นแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร
บทเรียนช่วยผลักดันให้ชาวบ้านเกิดความตระหนักและร่วมกันต่อสู้เพ่อมุ่งไป ทางวัฒนธรรม การศึกษานี้ได้เก็บรวบรวมข้อมูลทั้งจากพระสงฆ์ ผู้น�าชุมชน
ื
�
ื
สู่เป้าหมายเดียวกัน บนพ้นฐานของการทางานแบบมีส่วนร่วม ไม่แบ่งแยก ชาวบ้าน รวมถึงภาคีเครือข่ายจิตอาสาพัฒนาของสภาลานวัดตะโหมด และ
ึ
ิ
ี
ู
ั
ั
ู
ี
ั
้
ู
ิ
ุ
ื
่
่
ู
�
ผ้คนและศาสนาออกจากกน ด้วยการใช้สภาลานวดตะโหมดเป็นศนย์กลาง จากการศกษาเอกสารอ้างองท่เกยวข้อง เพอนาข้อมลทงเชิงปฐมภมิและทตย
ในการระดมสมอง เป็นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ร่วมกันวางแผนพัฒนา ภูมิมาประมวลและวิเคราะห์การด�าเนินกิจกรรมสังฆพัฒนา ขับเคล่อนตาม
ื
ี
ี
ึ
และแก้ไขปัญหาความขัดแย้งท่เกิดข้นในชุมชน ซ่งท่ผ่านมาแผนงานและ แนวทางพลังบวร
ึ
�
ี
กิจกรรมขับเคลื่อนทั้งหลายล้วนเกิดจากเวทีน้ และเป็นศูนย์กลางการทางาน
ึ
ของชุมชนตะโหมด แนวทางการพัฒนาท่เกิดข้นในชุมชมตะโหมดสะท้อนให้ ประวัติชุมชนและบทบาททางสงคม
ี
ั
เห็นถึงความสามัคคีของคนในชุมชน ซึ่งสามารถผลักดันให้เกิดความร่วมมือ ของวัดตะโหมด
ั
และร่วมใจในการสร้างความม่นคงทางเศรษฐกิจ การฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ใน
ชุมชน การพัฒนากลุ่มเด็กและเยาวชน และกิจกรรมการพัฒนาอื่น ๆ ซึ่งแม้ การต้งบ้านเรือนชุมชนตะโหมดในยุคแรกมีลักษณะอยู่ร่วมกันเป็น
ั
ั
บางคร้งปัญหาจะไม่สามารถแก้ไขได้ในทันที แต่ก็ได้หายุทธวิธีร่วมกันในการ กลุ่มบ้าน ได้แก่ บ้านใน บ้านออก บ้านนอก บ้านปากพลี บ้านเกาะเรียน และ
ี
บรรเทาผลกระทบหรือลดความขัดแย้ง และหาหนทางในการเยียวยา กลุ่มบ้านท่อยู่ห่างไกลออกไปคือบ้านหัวช้างและบ้านโหล๊ะจันกระ สันนิษฐาน
ื
ี
ู
ี
ธรรมชาติไม่ให้ถูกท�าลายไป เป็นต้น ว่าช่วงแรกเป็นชุมชนชาวไทยพุทธท่มาอย่ก่อนและได้สร้างท่พักสงฆ์เพ่อ
ี
ี
ชุมชนตะโหมดท่กล่าวมาข้างต้นนับเป็นตัวอย่างท่ดีของชุมชนชนบท ปฏิบัติธรรม ต่อมาชาวมุสลิมได้เข้ามาอยู่อาศัย ชาวไทยพุทธก็ย้ายไปอยู่ใน
ี
ท่ชาวบ้านสามารถดารงชีวิตอยู่ร่วมกันบนพ้นฐานของความแตกต่างทาง ชุมชนอื่น แต่ไม่ห่างไกล หลังจากนั้นได้มีการขยายกลุ่มบ้านออกไปและแบ่ง
�
ื
ื
ี
ื
ศาสนาและชาติพันธุ์ ซ่งอาจเป็นต้นแบบส�าหรับการด�าเนินชีวิตในพ้นท่อ่น ท ี ่ การปกครองตามกฎหมายลักษณะการปกครองท้องท่เป็นหมู่บ้าน ตาบล และ
�
ี
ึ
�
ี
มีลักษณะทางกายภาพและวัฒนธรรมประเพณีของชุมชนท่คล้ายคลึงกัน ทา อ�าเภอ ดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
ี
ั
ื
่
ิ
ึ
ั
�
ี
้
็
ุ
ี
�
ให้เกดประเดนข้อสงเกตขนว่า “มเงอนไขใดบ้างท่ทาให้ชาวบ้านในชมชน บ้านตะโหมดในปัจจุบันต้งอยู่หมู่ท่ 3 ตาบลตะโหมด เป็นเเหล่ง
�
ตะโหมดสามารถดารงชีวิตอยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นสุข ภายใต้บริบทของความ ประวัติศาสตร์ที่ส�าคัญทั้งในด้านประเพณีวัฒนธรรม ความเชื่อ และศาสนา
ั
ี
ี
ื
แตกต่างทางศาสนา จนกระท่งท�าให้คนในชุมชนสามารถท�ากิจกรรมการ ท้งน้จากหลักฐานต่าง ๆ เช่อกันว่าคาว่า “ตะโหมด” เรียกเพ้ยนมาจากชุมชน
ั
�
ี
ี
ึ
พัฒนาร่วมกันได้ และสามารถสร้างองค์กรชุมชนให้เกิดข้นจนเป็นท่ยอมรับ “โต๊ะหมูด” ของชาวไทยมุสลิม รวมถึงปรากฏหลักฐานหลายอย่างท่ม ี
ั
ี
จากสังคมภายนอก” ข้อสังเกตดังกล่าวน้มีความน่าสนใจท่จะค้นหาเหตุปัจจัย ส่วนเก่ยวข้องกับช่อของชาวไทยมุสลิม เช่น นาปะเจ๊ะ (ท่ต้งของโรงเรียน
ี
ื
ี
ี
ที่ทาให้ชุมชน 2 ศาสนาแห่งนี้สามารถดารงชีวิตอยู่ร่วมกันได้อย่างกลมกลืน วัดตะโหมดปัจจุบัน) นาโคกแขกเจ้ย หนองโต๊ะอ่อน หนองโต๊ะโล่ง ห้วยโต๊ะเล็ม
�
�
10 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท์ และพระครูประยุตธรรมธัช 11
ต้นแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร
ั
ี
ึ
โคกสุเหร่า (ท่ต้งวัดตะโหมดปัจจุบัน) และห้วยทุ่งแขก เป็นต้น (เรณุมาศ รอด เขาชัยสน จังหวัดพัทลุง) ว่าเป็นวัดหน่งข้นกับคณะป่าแก้วหัวเมืองพัทลุง
ึ
เนียม, 2556: 36) โดยมีหลักฐานจากต�านานที่เล่าสืบต่อกันมาและหลักฐาน บริเวณวัดมีถ�้าแห่งหนึ่งเรียกว่าถ�้าหัวช้าง ปากถ�้าหันไปทางทิศใต้ ภายในถ�้า
ึ
ทางโบราณคดีที่ค้นพบ ดังนี้ มีพระพุทธรูปปั้นปางไสยาสน์หน่งองค์ขนาดยาว 14 เมตร มีพระพุทธรูปปาง
ี
�
�
ี
(1) ตานานท่เล่าสืบต่อกันมาของผู้เฒ่าผู้แก่ ได้กล่าวถึงเส้นทางค้าขาย มารวิชัยและพระพุทธรูปไม้จาหลักอีกหลายองค์ แต่น่าเสียดายท่พระพุทธรูป
ึ
�
ของชาวอินเดียซ่งเดินทางมาจากฝั่งทะเลอันดามัน (อาเภอปะเหลียน จังหวัด เหล่านี้ได้ถูกท�าลายไปหมดแล้วราวปี 2484 นอกจากนั้นได้พบขวานหินขัด
ตรัง) ข้ามเทือกเขาบรรทัดทางช่องเขาตระ ผ่านชุมชนตะโหมดบริเวณบ้าน หรือขวานหินใช้ส�าหรับทุบเปลือกไม้เพื่อน�ามาทอผ้า โดยพบที่บ้านโหล๊ะจัน
์
้
เขาหัวช้าง ซึ่งมีล�าคลองหัวช้าง (คลองโหล๊ะหนุน) คลองสายนี้ไหลไปรวมกับ กระ ต�าบลตะโหมด (ชื่นกมล ขุนจันทร, 2552 อางถึงใน เรณุมาศ รอดเนียม,
ื
ี
ื
คลองสายอ่นอีกหลายสายเป็นคลองท่ามะเด่อ ไหลลงสู่ทะเลสาบสงขลา 2556: 35-36) หลักฐานทางโบราณคดีเหล่าน้ช่วยยืนยันว่ามีศาสนสถานและ
�
บริเวณอาเภอบางแก้ว ซ่งเส้นทางสายน้ไปข้นท่เมืองสทิงพระ (ในปัจจุบันคือ ชุมชนชาวไทยพุทธอยู่อาศัยในพ้นท่ชุมชนตะโหมดมาอย่างน้อยเกือบ 200
ี
ึ
ื
ี
ี
ึ
ั
อาเภอสทิงพระ จังหวดสงขลา) ทางฝั่งอ่าวไทย จากการเดินทางด้วยเส้นทาง ปีผ่านมาแล้ว
�
ึ
ดังกล่าวก็เกิดมีชุมชนเล็ก ๆ ข้น และพัฒนาเป็นชุมชนตะโหมดในปัจจุบัน ในปัจจุบันชุมชนตะโหมดยังมีความโดดเด่นในการเป็นแหล่งท่องเท่ยว
ี
ี
ึ
นอกจากนี้ยังมีท่าวัดเป็นชื่อท่าน�้าของบ้านหัวช้าง และถ�้าพระอยู่บริเวณเขา เชิงวัฒนธรรมประเพณีท่น่าสนใจแห่งหน่งของจังหวัดพัทลุง โดยเฉพาะ
้
้
ี
้
ี
่
หวชาง ซงเปนทางผานของเสนทางเดมน และเสนทางสายนยงเปนทางทีชาว กิจกรรม “ประเพณีงานบุญสองศาสนา” ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 15 เมษายน ของ
ั
็
ั
ิ
่
ึ
้
็
่
้
�
บ้านใช้เป็นเส้นทางเดินป่าล่าสัตว์ และหาของป่า จากชุมชนตะโหมดไปยังฝั่ง ทุกปี กิจกรรมน้เป็นงานทาบุญของคนไทยพุทธและไทยมุสลิมท่อยู่ร่วมกันใน
ี
ี
ื
ตะวันตกของเทือกเขาบรรทัด จากตานานบอกเล่าท่ปรากฎน่าจะเช่อได้ว่า ชุมชนด้วยความสามัคคี รักใคร่ปรองดอง ช่วยเหลือซ่งกันและกัน โดยไม่ม ี
ึ
�
ี
ี
ั
ตะโหมดเป็นชุมชนชาวไทยมุสลมท่มการต้งถ่นฐานมานาน อย่างน้อยน่าจะ กรอบทางประเพณและศาสนามากนขวาง มการจัดแสดงของเยาวชนและ
ี
ิ
ี
ิ
ี
ั
้
ี
ื
ี
เป็นช่วงสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น การจัดนิทรรศการ นอกจากน้ในชุมชนตะโหมดยังมีตลาดพ้นบ้านท่ให้
(2) หลักฐานทางโบราณคดีที่ปรากฎ เช่น พบพระพุทธรูปส�าริดปาง บรรยากาศง่าย ๆ เดินสบาย ๆ เป็นแหล่งรวมสินค้าพื้นบ้านหลากหลายชนิด
ี
้
มารวิชัย ขนาดหน้าตัก 20 เซนติเมตร ศิลปะอู่ทอง ขุดพบภายในสระนา ท้งอาหาร พืชผักปลอดสารพิษ สินค้าท่มีเอกลักษณ์ของความเป็นชุมชน
ั
�
ื
ี
ึ
ของวัดเหนือ (ซ่งปัจจุบันเป็นวัดร้างท่อยู่ทางทิศใต้ของวัดตะโหมด ห่างกัน ตะโหมด ร้านค้าภายในตลาดได้นาสินค้าพ้นบ้านมาวางขาย โดยมีซุ้มขายของ
�
ไม่มากนัก) และมีวัดถ�้าพระเป็นวัดร้างตั้งอยู่ที่เขาพระ บ้านหัวช้าง หมู่ที่ 2 ท่ตกแต่งอย่างเรียบง่าย แต่มีเอกลักษณ์และเต็มไปด้วยบรรยากาศอบอุ่นเป็น
ี
ต�าบลตะโหมด ซึ่งติดกับเขาหลักไก่และเขาตีนป่า เป็นวัดที่สร้างขึ้นสมัยกรุง กันเองของชาวบ้านในพื้นที่
�
ศรีอยุธยา ปรากฎหลักฐานในเพลาวัดเขียนบางแก้ว (ปัจจุบันอยู่ในเขตอาเภอ
12 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท์ และพระครูประยุตธรรมธัช 13
ต้นแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร
ั
ี
ึ
โคกสุเหร่า (ท่ต้งวัดตะโหมดปัจจุบัน) และห้วยทุ่งแขก เป็นต้น (เรณุมาศ รอด เขาชัยสน จังหวัดพัทลุง) ว่าเป็นวัดหน่งข้นกับคณะป่าแก้วหัวเมืองพัทลุง
ึ
เนียม, 2556: 36) โดยมีหลักฐานจากต�านานที่เล่าสืบต่อกันมาและหลักฐาน บริเวณวัดมีถ�้าแห่งหนึ่งเรียกว่าถ�้าหัวช้าง ปากถ�้าหันไปทางทิศใต้ ภายในถ�้า
ึ
ทางโบราณคดีที่ค้นพบ ดังนี้ มีพระพุทธรูปปั้นปางไสยาสน์หน่งองค์ขนาดยาว 14 เมตร มีพระพุทธรูปปาง
ี
�
�
ี
(1) ตานานท่เล่าสืบต่อกันมาของผู้เฒ่าผู้แก่ ได้กล่าวถึงเส้นทางค้าขาย มารวิชัยและพระพุทธรูปไม้จาหลักอีกหลายองค์ แต่น่าเสียดายท่พระพุทธรูป
ึ
�
ของชาวอินเดียซ่งเดินทางมาจากฝั่งทะเลอันดามัน (อาเภอปะเหลียน จังหวัด เหล่านี้ได้ถูกท�าลายไปหมดแล้วราวปี 2484 นอกจากนั้นได้พบขวานหินขัด
ตรัง) ข้ามเทือกเขาบรรทัดทางช่องเขาตระ ผ่านชุมชนตะโหมดบริเวณบ้าน หรือขวานหินใช้ส�าหรับทุบเปลือกไม้เพื่อน�ามาทอผ้า โดยพบที่บ้านโหล๊ะจัน
์
้
เขาหัวช้าง ซึ่งมีล�าคลองหัวช้าง (คลองโหล๊ะหนุน) คลองสายนี้ไหลไปรวมกับ กระ ต�าบลตะโหมด (ชื่นกมล ขุนจันทร, 2552 อางถึงใน เรณุมาศ รอดเนียม,
ื
ี
ื
คลองสายอ่นอีกหลายสายเป็นคลองท่ามะเด่อ ไหลลงสู่ทะเลสาบสงขลา 2556: 35-36) หลักฐานทางโบราณคดีเหล่าน้ช่วยยืนยันว่ามีศาสนสถานและ
�
บริเวณอาเภอบางแก้ว ซ่งเส้นทางสายน้ไปข้นท่เมืองสทิงพระ (ในปัจจุบันคือ ชุมชนชาวไทยพุทธอยู่อาศัยในพ้นท่ชุมชนตะโหมดมาอย่างน้อยเกือบ 200
ี
ึ
ื
ี
ี
ึ
ั
อาเภอสทิงพระ จังหวดสงขลา) ทางฝั่งอ่าวไทย จากการเดินทางด้วยเส้นทาง ปีผ่านมาแล้ว
�
ึ
ดังกล่าวก็เกิดมีชุมชนเล็ก ๆ ข้น และพัฒนาเป็นชุมชนตะโหมดในปัจจุบัน ในปัจจุบันชุมชนตะโหมดยังมีความโดดเด่นในการเป็นแหล่งท่องเท่ยว
ี
ี
ึ
นอกจากนี้ยังมีท่าวัดเป็นชื่อท่าน�้าของบ้านหัวช้าง และถ�้าพระอยู่บริเวณเขา เชิงวัฒนธรรมประเพณีท่น่าสนใจแห่งหน่งของจังหวัดพัทลุง โดยเฉพาะ
้
้
ี
้
ี
่
หวชาง ซงเปนทางผานของเสนทางเดมน และเสนทางสายนยงเปนทางทีชาว กิจกรรม “ประเพณีงานบุญสองศาสนา” ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 15 เมษายน ของ
ั
็
ั
ิ
่
ึ
้
็
่
้
�
บ้านใช้เป็นเส้นทางเดินป่าล่าสัตว์ และหาของป่า จากชุมชนตะโหมดไปยังฝั่ง ทุกปี กิจกรรมน้เป็นงานทาบุญของคนไทยพุทธและไทยมุสลิมท่อยู่ร่วมกันใน
ี
ี
ื
ตะวันตกของเทือกเขาบรรทัด จากตานานบอกเล่าท่ปรากฎน่าจะเช่อได้ว่า ชุมชนด้วยความสามัคคี รักใคร่ปรองดอง ช่วยเหลือซ่งกันและกัน โดยไม่ม ี
ึ
�
ี
ี
ั
ตะโหมดเป็นชุมชนชาวไทยมุสลมท่มการต้งถ่นฐานมานาน อย่างน้อยน่าจะ กรอบทางประเพณและศาสนามากนขวาง มการจัดแสดงของเยาวชนและ
ี
ิ
ี
ิ
ี
ั
้
ี
ื
ี
เป็นช่วงสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น การจัดนิทรรศการ นอกจากน้ในชุมชนตะโหมดยังมีตลาดพ้นบ้านท่ให้
(2) หลักฐานทางโบราณคดีที่ปรากฎ เช่น พบพระพุทธรูปส�าริดปาง บรรยากาศง่าย ๆ เดินสบาย ๆ เป็นแหล่งรวมสินค้าพื้นบ้านหลากหลายชนิด
ี
้
มารวิชัย ขนาดหน้าตัก 20 เซนติเมตร ศิลปะอู่ทอง ขุดพบภายในสระนา ท้งอาหาร พืชผักปลอดสารพิษ สินค้าท่มีเอกลักษณ์ของความเป็นชุมชน
ั
�
ื
ี
ึ
ของวัดเหนือ (ซ่งปัจจุบันเป็นวัดร้างท่อยู่ทางทิศใต้ของวัดตะโหมด ห่างกัน ตะโหมด ร้านค้าภายในตลาดได้นาสินค้าพ้นบ้านมาวางขาย โดยมีซุ้มขายของ
�
ไม่มากนัก) และมีวัดถ�้าพระเป็นวัดร้างตั้งอยู่ที่เขาพระ บ้านหัวช้าง หมู่ที่ 2 ท่ตกแต่งอย่างเรียบง่าย แต่มีเอกลักษณ์และเต็มไปด้วยบรรยากาศอบอุ่นเป็น
ี
ต�าบลตะโหมด ซึ่งติดกับเขาหลักไก่และเขาตีนป่า เป็นวัดที่สร้างขึ้นสมัยกรุง กันเองของชาวบ้านในพื้นที่
�
ศรีอยุธยา ปรากฎหลักฐานในเพลาวัดเขียนบางแก้ว (ปัจจุบันอยู่ในเขตอาเภอ
12 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท์ และพระครูประยุตธรรมธัช 13
ต้นแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร
ในเชิงธรรมชาติชุมชนตะโหมดมีสถานที่ท่องเที่ยวตามธรรมชาติ เช่น ปี 2450 หลวงพ่อเปียซึ่งเป็นพระที่ชอบแสวงหาที่สงัดในการบ�าเพ็ญภาวนา
ึ
�
้
�
นาตกลานหม่อมจุ้ย มีจุดชมวิวควนตาดม ซ่งมีลักษณะเป็นเนินเขาสูงราว 120 คือชอบอยู่ตามป่าช้า ได้เดินทางมาจากวัดดอนคัน ตาบลคูขุด อาเภอสทิงพระ
�
ี
ื
เมตร มีพ้นท่ตรงกลางโล่งไว้สาหรับเป็นพ้นท่ชมวิวได้โดยรอบ ท้งทิศเหนือ จังหวัดสงขลา มาจัดตั้งที่พักสงฆ์ในป่าช้าแห่งนี้ (บริเวณวัดตะโหมดปัจจุบัน)
ี
ั
ื
�
ึ
ทิศตะวันออก ทิศตะวันตก และทิศใต้ ซ่งแต่ละทิศล้วนมีความสวยงามเชิง โดยมีชาวบ้านมาช่วยกันบุกเบิกและ ชาวบ้านเรียกว่าวัดใต้ เพราะอยู่ด้านใต้
ื
ธรรมชาติท่น่าสนใจแตกต่างกัน เหมาะสาหรบนักท่องเท่ยวท่ช่นชอบการถ่าย ของล�าธาร ตอนนั้นบ้านตะโหมดจึงมีถึง 2 ส�านักสงฆ์ คือวัดเหนือและวัดใต้
ี
ี
ี
�
ั
ื
ภาพหรือช่นชอบบรรยากาศของท้องทุ่งนาและผืนป่าในตอนเช้า สามารถชม เม่อหลวงพ่อเปียชราภาพมากแล้วท่านก็กลับไปสู่ภูมิลาเนาเดิม ต่อมาในปี
ื
�
พระอาทิตย์ยามเช้า บางวันมีสายหมอกบางเบาสลับกับสายหมอกหนาเข้า 2452 “พ่อท่านช่วย อินฺทสโร” ได้ระดมศรัทธาชาวบ้านมาช่วยกันพัฒนาวัด
ึ
้
ี
ั
ั
ปกคลุม หรือแม้แต่ในยามเย็นท้องฟ้าท่น่จะดูปลอดโปร่ง โล่งสบายตา อีกท้ง ใต้ใหมีความม่นคงถาวร เจริญก้าวหน้าข้นเป็นล�าดับ รวมถึงการจัดสร้างศาลา
ี
ยังมองเห็นก้อนเมฆเป็นรูปลักษณ์ต่าง ๆ สวยงาม ชุมชนตะโหมดจึงเป็น ลงในแม่น�้า เพื่อท�าหน้าที่เป็นอุโบสถน�้า ซึ่งจะสามารถท�าการอุปสมบทและ
สถานท่หน่งท่นักท่องเท่ยวเชิงธรรมชาติให้ความสนใจร่วมไปกับแหล่ง เป็นที่ท�าสังฆกรรมได้ จนกระทั่งในปี 2453 พระอธิการช่วย อินฺทสโร ได้รับ
ี
ี
ึ
ี
ั
ท่องเที่ยวทะเลน้อยในจังหวัดพัทลุง การแต่งต้งเป็นเจ้าอาวาสรูปแรกของวัดตะโหมดอย่างเป็นทางการ ในปี 2477
วัดใต้ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาและสร้างอุโบสถจนส�าเร็จ เมื่อพ่อท่าน
ช่วยมรณภาพในป 2481 ต�าแหน่งเจ้าอาวาสว่างอยู่ระยะหนึ่ง จนถึงปี 2485
ี
ประวัติและบทบาททางสงคม พระครูพมลชยานุรกษ์ (หมุน ธมมปาโล) ได้รบแต่งต้งเป็นเจ้าอาวาสรปทสอง
ั
ี
่
ู
ั
ั
ั
ฺ
ิ
ของวัดตะโหมด
ของวัดตะโหมด ในปี 2510 พระครูอุทิตกิจจาทร (จ้วน อตฺตมโน) เข้ามารับ
วัดตะโหมดตั้งอยู่ในหมู่ที่ 3 ต�าบลตะโหมด เป็นวัดเก่าแก่ของชุมชน ตาแหน่งเจ้าอาวาสจนถงปี 2556 (ประภาพรรณ วงศาโรจน์, 2548: 1-3;
�
ึ
ตะโหมด เป็นศูนย์กลางของชุมชนมาต้งแต่อดีต และมีบทบาทสาคัญในฐานะ วัดตะโหมด, 2552) หลังจากนั้นพระครูสุนทรกิจจานุโยคเข้ามารับต�าแหน่ง
�
ั
ื
�
�
เป็นศูนย์รวมจิตใจและศูนย์รวมกิจกรรมของชุมชนเร่อยมาจนถึงปัจจุบัน เจ้าอาวาสจนถึงปัจจุบัน และดารงตาแหน่งเจ้าคณะอาเภอตะโหมด โดยม ี
�
ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์วัดตะโหมดมีปรากฏมานานเกือบ 200 ปีแล้ว พระปลัดบุญเชิด อาทโร เป็นรองเจ้าอาวาส และพระครูประยุตธรรมธัช
็
์
่
ซึ่งเดิมมีวัด 2 แหง แหงหนึ่งเปนที่พักสงฆตั้งอยู่ทางทิศใตของชุมชน อยู่ห่าง เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดตะโหมดในปัจจุบันมีเนื้อที่ 26 ไร่ 3 งาน 2 ตารางวา
่
้
�
้
ี
จากวัดปัจจุบันประมาณ 5 เส้น วัดน้ประชาชนเรียกโดยอิงกับลาแม่นาว่า มีท่ดินธรณีสงฆ์ 1 ไร่ 3 งาน และยังคงได้รับความเล่อมใสศรัทธาจากชาวบ้าน
ี
�
ื
วัดเหนือ เพราะอยู่เหนือต้นล�าธาร ช่วงราวปี 2370 หลวงพ่อไชยทองหรือ ตะโหมดเเละชาวบ้านในชุมชนใกล้เคียง
ื
ชาวบ้านมักเรียกท่านว่าพ่อแก่ไชยทอง ได้อยู่ปกครองวัดเหนือ เม่อประมาณ
14 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท์ และพระครูประยุตธรรมธัช 15
ต้นแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร
ในเชิงธรรมชาติชุมชนตะโหมดมีสถานที่ท่องเที่ยวตามธรรมชาติ เช่น ปี 2450 หลวงพ่อเปียซึ่งเป็นพระที่ชอบแสวงหาที่สงัดในการบ�าเพ็ญภาวนา
�
ึ
้
�
นาตกลานหม่อมจุ้ย มีจุดชมวิวควนตาดม ซ่งมีลักษณะเป็นเนินเขาสูงราว 120 คือชอบอยู่ตามป่าช้า ได้เดินทางมาจากวัดดอนคัน ตาบลคูขุด อาเภอสทิงพระ
�
ื
ั
ื
เมตร มีพ้นท่ตรงกลางโล่งไว้สาหรับเป็นพ้นท่ชมวิวได้โดยรอบ ท้งทิศเหนือ จังหวัดสงขลา มาจัดตั้งที่พักสงฆ์ในป่าช้าแห่งนี้ (บริเวณวัดตะโหมดปัจจุบัน)
�
ี
ี
ทิศตะวันออก ทิศตะวันตก และทิศใต้ ซ่งแต่ละทิศล้วนมีความสวยงามเชิง โดยมีชาวบ้านมาช่วยกันบุกเบิกและ ชาวบ้านเรียกว่าวัดใต้ เพราะอยู่ด้านใต้
ึ
�
ี
ี
ื
ธรรมชาติท่น่าสนใจแตกต่างกัน เหมาะสาหรบนักท่องเท่ยวท่ช่นชอบการถ่าย ของล�าธาร ตอนนั้นบ้านตะโหมดจึงมีถึง 2 ส�านักสงฆ์ คือวัดเหนือและวัดใต้
ั
ี
ื
ภาพหรือช่นชอบบรรยากาศของท้องทุ่งนาและผืนป่าในตอนเช้า สามารถชม เม่อหลวงพ่อเปียชราภาพมากแล้วท่านก็กลับไปสู่ภูมิลาเนาเดิม ต่อมาในปี
�
ื
พระอาทิตย์ยามเช้า บางวันมีสายหมอกบางเบาสลับกับสายหมอกหนาเข้า 2452 “พ่อท่านช่วย อินฺทสโร” ได้ระดมศรัทธาชาวบ้านมาช่วยกันพัฒนาวัด
ี
ี
ั
ึ
ั
้
ปกคลุม หรือแม้แต่ในยามเย็นท้องฟ้าท่น่จะดูปลอดโปร่ง โล่งสบายตา อีกท้ง ใต้ใหมีความม่นคงถาวร เจริญก้าวหน้าข้นเป็นล�าดับ รวมถึงการจัดสร้างศาลา
ยังมองเห็นก้อนเมฆเป็นรูปลักษณ์ต่าง ๆ สวยงาม ชุมชนตะโหมดจึงเป็น ลงในแม่น�้า เพื่อท�าหน้าที่เป็นอุโบสถน�้า ซึ่งจะสามารถท�าการอุปสมบทและ
ึ
ี
สถานท่หน่งท่นักท่องเท่ยวเชิงธรรมชาติให้ความสนใจร่วมไปกับแหล่ง เป็นที่ท�าสังฆกรรมได้ จนกระทั่งในปี 2453 พระอธิการช่วย อินฺทสโร ได้รับ
ี
ี
ั
ท่องเที่ยวทะเลน้อยในจังหวัดพัทลุง การแต่งต้งเป็นเจ้าอาวาสรูปแรกของวัดตะโหมดอย่างเป็นทางการ ในปี 2477
วัดใต้ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาและสร้างอุโบสถจนส�าเร็จ เมื่อพ่อท่าน
ี
ช่วยมรณภาพในป 2481 ต�าแหน่งเจ้าอาวาสว่างอยู่ระยะหนึ่ง จนถึงปี 2485
ั
ประวัติและบทบาททางสงคม พระครูพมลชยานุรกษ์ (หมุน ธมมปาโล) ได้รบแต่งต้งเป็นเจ้าอาวาสรปทสอง
ฺ
ั
ั
ู
ั
ิ
ี
่
ของวัดตะโหมด
ของวัดตะโหมด ในปี 2510 พระครูอุทิตกิจจาทร (จ้วน อตฺตมโน) เข้ามารับ
�
ึ
วัดตะโหมดตั้งอยู่ในหมู่ที่ 3 ต�าบลตะโหมด เป็นวัดเก่าแก่ของชุมชน ตาแหน่งเจ้าอาวาสจนถงปี 2556 (ประภาพรรณ วงศาโรจน์, 2548: 1-3;
ตะโหมด เป็นศูนย์กลางของชุมชนมาต้งแต่อดีต และมีบทบาทสาคัญในฐานะ วัดตะโหมด, 2552) หลังจากนั้นพระครูสุนทรกิจจานุโยคเข้ามารับต�าแหน่ง
�
ั
ื
�
เป็นศูนย์รวมจิตใจและศูนย์รวมกิจกรรมของชุมชนเร่อยมาจนถึงปัจจุบัน เจ้าอาวาสจนถึงปัจจุบัน และดารงตาแหน่งเจ้าคณะอาเภอตะโหมด โดยม ี
�
�
ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์วัดตะโหมดมีปรากฏมานานเกือบ 200 ปีแล้ว พระปลัดบุญเชิด อาทโร เป็นรองเจ้าอาวาส และพระครูประยุตธรรมธัช
่
้
์
ซึ่งเดิมมีวัด 2 แหง แหงหนึ่งเป็นที่พักสงฆตั้งอยู่ทางทิศใตของชุมชน อยู่ห่าง เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดตะโหมดในปัจจุบันมีเนื้อที่ 26 ไร่ 3 งาน 2 ตารางวา
่
จากวัดปัจจุบันประมาณ 5 เส้น วัดน้ประชาชนเรียกโดยอิงกับลาแม่นาว่า มีท่ดินธรณีสงฆ์ 1 ไร่ 3 งาน และยังคงได้รับความเล่อมใสศรัทธาจากชาวบ้าน
ื
ี
้
�
ี
�
วัดเหนือ เพราะอยู่เหนือต้นล�าธาร ช่วงราวปี 2370 หลวงพ่อไชยทองหรือ ตะโหมดเเละชาวบ้านในชุมชนใกล้เคียง
ื
ชาวบ้านมักเรียกท่านว่าพ่อแก่ไชยทอง ได้อยู่ปกครองวัดเหนือ เม่อประมาณ
14 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท์ และพระครูประยุตธรรมธัช 15
ต้นแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร
ี
่
็
ั
้
ี
์
ู
์
วดตะโหมดมบทบาทดานการสาธารณสงเคราะหในฐานะทเปนศนยกลางของ
การพัฒนาและเป็นแหล่งเรียนรู้ของชุมชน เพ่อพัฒนาชุมชนตะโหมดให้ทัน
ื
ึ
ี
ิ
ต่อการเปล่ยนแปลงท่เกิดข้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างย่งในการสร้าง
ี
วัฒนธรรมความร่วมมือและร่วมแรงร่วมใจกันท�ากิจกรรมจิตอาสา จนเกิดการ
รวมตัวกันเป็นองค์กรชุมชนท่เข้มแข็ง ท่สามารถประสานความร่วมมือและ
ี
ี
ร่วมกันผลักดันกิจกรรมการพัฒนาและสงเคราะห์ช่วยเหลือชาวบ้าน จนกลาย
ี
ี
เป็นแหล่งเรียนรู้ท่ส�าคัญคือ “สภาลานวัดตะโหมด” ท่มีปรัชญาการด�าเนิน
งานว่า “สร้างสรรค์ ปัญญา พัฒนาสังคม ระดมความคิด เพ่อชีวิตประชาชน”
ื
(ประภาพรรณ วงศาโรจน์, 2548: 18-19) กิจกรรมการพัฒนาในช่วงแรกนั้น
เน้นการศึกษาท้งทางโลกและทางธรรมให้ลูกหลานและคนในชุมชน ในทาง
ั
โลกได้ขยายการศึกษาเป็นระดับประถมศึกษาตอนปลาย (ป.5 - ป.7) ในปี
ี
2513 หลังจากน้นยังได้ขอรับบริจาคท่ดินสร้างโรงเรียนมัธยมศึกษา (โรงเรียน
ั
ประชาบ�ารุงอุทิตกิจจาทร) ส่วนในทางธรรมได้ส่งเสริมการเรียนนักธรรมเป็น
ี
ประจ�าทุกปี ให้แก่พระสงฆ์ทุกรูปท่อยู่จ�าพรรษาในวัดตะโหมด จนมีค�าพูด
ติดปากว่า “วันดีของผู้อุปสมบทวัดตะโหมดท่ต้องการจะลาสิกขา คือหลัง
ี
การสอบนักธรรมแล้ว” (พระครูประยุตธรรมธัช, สัมภาษณ์, 11 มกราคม
ั
2565) อีกท้งวัดตะโหมดยังได้ส่งเสริมการเรียนนักธรรมศึกษาของเด็กและ
ชาวบ้านเป็นวัดแรกในจังหวัดพัทลุงอีกด้วย
นอกจากน้มีองค์กรเครือข่ายท้งภาครัฐและเอกชนมากมายเข้ามาร่วม
ั
ี
กิจกรรมของสภาลานวัดตะโหมด โดยมาร่วมปฏิบัติภารกิจพัฒนาชุมชนให้ม ี
ความเจริญก้าวหน้าทางกายภาพหลายด้าน ได้แก่่ ถนน ไฟฟ้า น้าประปา การ
�
ิ
สร้างความเข้มแข็งขององค์กรปกครองส่วนท้องถ่น การส่งเสริมเศรษฐกิจของ
ั
ชุมชน การจัดต้งกลุ่มส่งเสริมอาชีพต่าง ๆ ตลอดจนการอนุรักษ์ทรัพยากร
16 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท และพระครูประยุตธรรมธัช 17
ตนแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร
ี
่
็
ั
้
ี
์
ู
์
วดตะโหมดมบทบาทดานการสาธารณสงเคราะหในฐานะทเปนศนยกลางของ
การพัฒนาและเป็นแหล่งเรียนรู้ของชุมชน เพ่อพัฒนาชุมชนตะโหมดให้ทัน
ื
ึ
ี
ิ
ต่อการเปล่ยนแปลงท่เกิดข้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างย่งในการสร้าง
ี
วัฒนธรรมความร่วมมือและร่วมแรงร่วมใจกันท�ากิจกรรมจิตอาสา จนเกิดการ
รวมตัวกันเป็นองค์กรชุมชนท่เข้มแข็ง ท่สามารถประสานความร่วมมือและ
ี
ี
ร่วมกันผลักดันกิจกรรมการพัฒนาและสงเคราะห์ช่วยเหลือชาวบ้าน จนกลาย
ี
ี
เป็นแหล่งเรียนรู้ท่ส�าคัญคือ “สภาลานวัดตะโหมด” ท่มีปรัชญาการด�าเนิน
งานว่า “สร้างสรรค์ ปัญญา พัฒนาสังคม ระดมความคิด เพ่อชีวิตประชาชน”
ื
(ประภาพรรณ วงศาโรจน์, 2548: 18-19) กิจกรรมการพัฒนาในช่วงแรกนั้น
เน้นการศึกษาท้งทางโลกและทางธรรมให้ลูกหลานและคนในชุมชน ในทาง
ั
โลกได้ขยายการศึกษาเป็นระดับประถมศึกษาตอนปลาย (ป.5 - ป.7) ในปี
ี
2513 หลังจากน้นยังได้ขอรับบริจาคท่ดินสร้างโรงเรียนมัธยมศึกษา (โรงเรียน
ั
ประชาบ�ารุงอุทิตกิจจาทร) ส่วนในทางธรรมได้ส่งเสริมการเรียนนักธรรมเป็น
ี
ประจ�าทุกปี ให้แก่พระสงฆ์ทุกรูปท่อยู่จ�าพรรษาในวัดตะโหมด จนมีค�าพูด
ติดปากว่า “วันดีของผู้อุปสมบทวัดตะโหมดท่ต้องการจะลาสิกขา คือหลัง
ี
การสอบนักธรรมแล้ว” (พระครูประยุตธรรมธัช, สัมภาษณ์, 11 มกราคม
ั
2565) อีกท้งวัดตะโหมดยังได้ส่งเสริมการเรียนนักธรรมศึกษาของเด็กและ
ชาวบ้านเป็นวัดแรกในจังหวัดพัทลุงอีกด้วย
นอกจากน้มีองค์กรเครือข่ายท้งภาครัฐและเอกชนมากมายเข้ามาร่วม
ั
ี
กิจกรรมของสภาลานวัดตะโหมด โดยมาร่วมปฏิบัติภารกิจพัฒนาชุมชนให้ม ี
ความเจริญก้าวหน้าทางกายภาพหลายด้าน ได้แก่่ ถนน ไฟฟ้า น้าประปา การ
�
ิ
สร้างความเข้มแข็งขององค์กรปกครองส่วนท้องถ่น การส่งเสริมเศรษฐกิจของ
ั
ชุมชน การจัดต้งกลุ่มส่งเสริมอาชีพต่าง ๆ ตลอดจนการอนุรักษ์ทรัพยากร
16 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท และพระครูประยุตธรรมธัช 17
ตนแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร
ธรรมชาติและส่งแวดล้อม การส่งเสริมวัฒนธรรมประเพณี การส่งเสริม
ิ
กระบวนการเรียนรู้ของชุมชน ด้วยกิจกรรมท่ด�าเนินการร่วมกันระหว่าง
ี
วัดตะโหมดและสภาลานวัดตะโหมด เช่น ประเพณีงานบุญสองศาสนา
ั
การประกาศเกียรติคุณยกย่องคนดีศรีตะโหมด การจัดต้งกลุ่มเกษตรกร สภาลานวัดตะโหมด :
บ้านตะโหมด การจัดสัปดาห์พัฒนาท�าความสะอาดหมู่บ้าน การจัดท�า 02
ั
โครงการท่องเที่ยวเชิงนิเวศต�าบลตะโหมด เป็นต้น บูรณาการพฒนา
ี
การมีส่วนร่วมแลกเปล่ยนเรียนรู้ของสมาชิกสภาลานวัดตะโหมดและ
ภาคีเครือข่าย มีความเด่นชัดในกิจกรรมการพัฒนาชุมชน การปกป้องรักษา ชุมชนพลัง “บวร”
ิ
ส่งแวดล้อมของชุมชน และการสร้างจิตส�านึกความเป็นเจ้าของทรัพยากร
ธรรมชาติร่วมกัน โดยใช้สภาลานวัดเป็นเวทีการจัดประชุมและปรึกษา
ร่วมกัน เพื่อติดตามการท�างานและการจัดการปัญหาด้านต่าง ๆ ที่อาจเกิด
ึ
ิ
ข้นในกระบวนการพัฒนา มีการน�าผลการติดตามประเมินผลการด�าเนน
กิจกรรมมาใช้วิเคราะห์หาเหตุปัจจัยของปัญหา ก�าหนดและปรับปรุง
ื
ุ
่
ื
แนวทางพฒนาหรอมาตรการ เพอให้ชมชนสามารถแก้ไขปัญหาของตนเอง ในปัจจุบันถ้าหากกล่าวถึงชุมชนตะโหมด ผู้คนมักจะนึกถึง “สภาลาน
ั
ได้ โดยเน้นการใช้ทุนทรัพยากรธรรมชาติของชุมชน ทุนทางสังคมและ วัดตะโหมด” ซ่งมีช่อเสียงในฐานะท่เป็นต้นแบบของการบูรณาการพัฒนา
ึ
ี
ื
ื
วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น ขับเคลื่อนกิจกรรมตามวิถีการพัฒนาเชิง ชุมชนตามแนวทางพลัง “บวร” อันเป็นผลการด�าเนินงานขับเคล่อนกิจกรรม
บูรณาการพลังบวร ระหว่างพระสงฆ์ ชาวบ้าน ผู้น�าชุมชน หน่วยงานราชการ ร่วมกันของชาวบ้าน ผู้น�าชุมชน คณะสงฆ์ หน่วยงานราชการ โรงเรียน ภาคี
ิ
องค์กรชุมชน และภาคีเครือข่ายภาคประชาสังคมจากภายนอกชุมชน เครือข่าย และองค์กรภาคประชาสังคมในระดับท้องถ่นและจังหวัด สภาลาน
วัดตะโหมดด�าเนินกิจกรรมโดยมีวัดเป็นศูนย์กลางหรือศูนย์รวมความคิดเห็น
ั
ี
ั
ี
่
ั
่
ึ
ของชาวบ้าน ซงมีพนฐานความสมพนธ์ทางสงคมทใกล้ชิด มการไปมา
้
ื
หาสู่และท�ากิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกัน ในระยะเริ่มแรกเมื่อชุมชนมีปัญหาเดือด
ร้อนหรือมีข้อเสนอการจัดกิจกรรม ชาวบ้านจะมาปรึกษาหารือกับพระคร ู
ึ
ี
อุทิตกิจจาทร อดีตเจ้าอาวาส ซ่งเป็นบุคคลท่ชาวบ้านตะโหมดให้ความเคารพ
18 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท และพระครูประยุตธรรมธัช 19
ตนแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร
ธรรมชาติและส่งแวดล้อม การส่งเสริมวัฒนธรรมประเพณี การส่งเสริม
ิ
กระบวนการเรียนรู้ของชุมชน ด้วยกิจกรรมท่ด�าเนินการร่วมกันระหว่าง
ี
วัดตะโหมดและสภาลานวัดตะโหมด เช่น ประเพณีงานบุญสองศาสนา
ั
การประกาศเกียรติคุณยกย่องคนดีศรีตะโหมด การจัดต้งกลุ่มเกษตรกร สภาลานวัดตะโหมด :
บ้านตะโหมด การจัดสัปดาห์พัฒนาท�าความสะอาดหมู่บ้าน การจัดท�า 02
ั
โครงการท่องเที่ยวเชิงนิเวศต�าบลตะโหมด เป็นต้น บูรณาการพฒนา
ี
การมีส่วนร่วมแลกเปล่ยนเรียนรู้ของสมาชิกสภาลานวัดตะโหมดและ
ภาคีเครือข่าย มีความเด่นชัดในกิจกรรมการพัฒนาชุมชน การปกป้องรักษา ชุมชนพลัง “บวร”
ิ
ส่งแวดล้อมของชุมชน และการสร้างจิตส�านึกความเป็นเจ้าของทรัพยากร
ธรรมชาติร่วมกัน โดยใช้สภาลานวัดเป็นเวทีการจัดประชุมและปรึกษา
ร่วมกัน เพื่อติดตามการท�างานและการจัดการปัญหาด้านต่าง ๆ ที่อาจเกิด
ึ
ิ
ข้นในกระบวนการพัฒนา มีการน�าผลการติดตามประเมินผลการด�าเนน
กิจกรรมมาใช้วิเคราะห์หาเหตุปัจจัยของปัญหา ก�าหนดและปรับปรุง
ื
ุ
่
ื
แนวทางพฒนาหรอมาตรการ เพอให้ชมชนสามารถแก้ไขปัญหาของตนเอง ในปัจจุบันถ้าหากกล่าวถึงชุมชนตะโหมด ผู้คนมักจะนึกถึง “สภาลาน
ั
ได้ โดยเน้นการใช้ทุนทรัพยากรธรรมชาติของชุมชน ทุนทางสังคมและ วัดตะโหมด” ซ่งมีช่อเสียงในฐานะท่เป็นต้นแบบของการบูรณาการพัฒนา
ึ
ี
ื
ื
วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น ขับเคลื่อนกิจกรรมตามวิถีการพัฒนาเชิง ชุมชนตามแนวทางพลัง “บวร” อันเป็นผลการด�าเนินงานขับเคล่อนกิจกรรม
บูรณาการพลังบวร ระหว่างพระสงฆ์ ชาวบ้าน ผู้น�าชุมชน หน่วยงานราชการ ร่วมกันของชาวบ้าน ผู้น�าชุมชน คณะสงฆ์ หน่วยงานราชการ โรงเรียน ภาคี
ิ
องค์กรชุมชน และภาคีเครือข่ายภาคประชาสังคมจากภายนอกชุมชน เครือข่าย และองค์กรภาคประชาสังคมในระดับท้องถ่นและจังหวัด สภาลาน
วัดตะโหมดด�าเนินกิจกรรมโดยมีวัดเป็นศูนย์กลางหรือศูนย์รวมความคิดเห็น
ั
ี
ั
ี
่
ั
่
ึ
ของชาวบ้าน ซงมีพนฐานความสมพนธ์ทางสงคมทใกล้ชิด มการไปมา
้
ื
หาสู่และท�ากิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกัน ในระยะเริ่มแรกเมื่อชุมชนมีปัญหาเดือด
ร้อนหรือมีข้อเสนอการจัดกิจกรรม ชาวบ้านจะมาปรึกษาหารือกับพระคร ู
ึ
ี
อุทิตกิจจาทร อดีตเจ้าอาวาส ซ่งเป็นบุคคลท่ชาวบ้านตะโหมดให้ความเคารพ
18 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท และพระครูประยุตธรรมธัช 19
ตนแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร
ื
�
ึ
ี
ี
�
เช่อฟัง และเป็นพลังสาคัญในการพัฒนาชุมชนตะโหมด โดยมีผู้นาชุมชนและ 3 รูปน้และคณะกรรมการสภาลานวัดตะโหมดช่วยให้วัดตะโหมดเป็นท่พ่งพิง
ี
ุ
ั
ั
�
ั
ื
ุ่
ชาวบ้านยินดีเข้ามาร่วมพบปะกันท่วัดเดือนละคร้ง เพ่อพูดคุยปรึกษาหารือ สาคญของชาวบ้าน ด้วยการม่งม่นทมเทพลังกาย พลังใจ พลงทรัพย์ และพลง
ั
ั
ี
ี
และแลกเปล่ยนความคิดเห็นเก่ยวกับแนวทางการพัฒนาหรือแก้ไขปัญหาต่าง สติปัญญา เพ่อการพัฒนาวัดตะโหมดให้เป็นศูนย์รวมศรัทธาของฆราวาส
ื
�
ๆ ในชุมชน โดยเน้นการสร้างเสริมสุขภาวะท่ดของชาวบ้านและความสงบสุข (ศิริชัย พรหมทอง, 2557) รวมถึงมีบทบาทสาคัญในการเปิดโอกาสให้
ี
ี
่
ของชุมชน ชาวบ้านใช้ทรัพยากรของวัดในการพัฒนาท้องถิ่น และใช้วัดเป็นที่ร่วมแสดง
�
�
ื
ี
พระครูอุทิตกิจจาทรเป็นผู้นาท่มีบทบาทสาคัญต่อการบุกเบิกงาน ความเห็นเพ่อช่วยกันพัฒนาท้องถ่น สนับสนุนให้ชาวบ้านมีความสนใจใฝ่รู้
ิ
พัฒนาในชุมชนตะโหมด โดยเร่มจากได้สร้างอาคารเสนาสนะให้เอ้อต่อการ ใฝ่ศึกษาและมีวิสัยทัศน์กว้างไกลท้งทางโลกและทางธรรม พร้อมกับการอุทิศ
ั
ื
ิ
บาเพ็ญบุญและการจัดประชุมหรืออบรมการพัฒนาชุมชนอย่างหลากหลาย ตนในการพัฒนาชุมชนตะโหมดด้วยการน�าความรู้และประสบการณ์มาปรับ
�
ึ
้
ั
ี
ื
พระสงฆ์และชาวบ้านตะโหมดได้ร่วมกันจัดต้งสภาลานวัดตะโหมดขนในปี ใช้กับชุมชนตะโหมดได้อย่างเหมาะสม เอ้อให้เกิดการพัฒนาชุมชนท่เข้มแข็ง
ิ
2538 โดยเร่มจากเน้นการส่งเสริมการศึกษาของเด็กและเยาวชน และ และยั่งยืน
ิ
ใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านในการแก้ไขปัญหาและการพัฒนาท้องถ่น สภาลาน ในภาพรวมกล่าวได้ว่า วัดตะโหมดมีพระสงฆ์ที่มีปฏิปทาใช้หลักธรรม
็
ั
่
ั
ิ
วดตะโหมดจดตงขนเพอใหเปนเวททคนในชมชนไดมารวมกนคดและรวมกน ทางพุทธศาสนาในการพัฒนาชุมชน จนเป็นที่ศรัทธาและเปนศูนยรวมจิตใจ
ี
์
็
่
ั
ั
่
้
ึ
ื
ุ
่
้
ั
้
้
ี
ื
ื
่
พัฒนาชุมชนให้สอดคล้องกับบริบทเชิงพ้นท่และสภาพปัญหาของชุมชน เพ่อ ของพุทธบริษัท สามารถประสานการพัฒนาชุมชนตะโหมดรวมกับผู้น�าฝ่าย
ี
นาเสนอปัญหาและความต้องการให้หน่วยงานราชการท่เก่ยวข้องได้เข้ามา ฆราวาส ซ่งบุคคลท่สาคัญได้แก นายวรรณ ขุนจันทร คนไทยตัวอย่างป 2527,
่
ี
ี
�
�
ี
ี
์
ึ
้
ั
ั
ร่วมรับรู้และดาเนินการช่วยเหลือหรือจัดโคงการพัฒนาได้อย่างเหมาะสมกับ นายสวาท ทองรกษ ผนาอาชพกาวหนาป 2533, กานนสม อกษรพนธ กานน
ี
ั
้
�
ี
ู
้
ั
ั
์
�
�
�
์
ี
�
ึ
ึ
ื
สถานการณ์ปัญหาท่เกิดข้นในชุมชนตะโหมด (พระครูประยุตธรรมธัช, แหนบทองคาปี 2543 ภายใต้องคก์รท่ช่อว่า “สภาลานวัดตะโหมด” ซ่ง
ี
้
ื
สัมภาษณ์, 7 ธันวาคม 2564) โดยคณะกรรมการชุดแรกมีพระครูอุทิตกิจจา ประกอบไปดวยสมาชิกจากหลากหลายอาชีพมาร่วมกันขับเคล่อนการพัฒนา
�
ทร เป็นประธานสภาลานวัดตะโหมด มีรองประธาน 3 รูป/คน ฝ่ายสงฆ์คือ ชุมชนตะโหมดให้มีความเข้มแข็งและสามารถระดมสรรพกาลังท้งจากสถาบัน
ั
์
พระครูสุนทรกิจจานุโยค ฝ่ายฆราวาสคือนายวรรณ ขุนจันทร์ และก�านันสม ศาสนา สถาบันการศึกษา สถาบันการปกครอง กลมและองคกรชุมชน มารวม
่
่
ุ
่
่
้
้
ิ
อักษรพันธ์ นายเด่น รุ่งเรือง เป็นเลขานุการ และพระครูสังฆรักษ์วิชาญ แก้ไขปัญหาและพัฒนาทองถ่นใหมีความกาวหนาในดานตาง ๆ ควรคาแกการ
้
่
้
้
ื
(ปัจจุบันคือพระครูประยุตธรรมธัช) เป็นผู้ช่วยเลขานุการ ส�าหรับในปัจจุบัน ยกย่องและเผยแพร่ช่อเสียงเกียรติคุณให้เป็นแบบอย่างของชุมชนอ่น การ
ื
มีพระครูประยุตธรรมธัช ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดตะโหมด เป็นประธานสภาลาน ดาเนินภารกิจและกิจกรรมการพัฒนาวัดและชุมชนของชาวตะโหมดเกือบ
�
วัดตะโหมด และนายเด่น รุ่งเรือง เป็นรองประธาน จึงกล่าวได้ว่าพระสงฆ์ ทุกด้านดาเนินการโดยมีสภาลานวัดเป็นศูนย์กลางการเรียนรของชุมชน เป็น
ู
้
�
20 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท์ และพระครูประยุตธรรมธัช 21
ต้นแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร
ื
�
ึ
ี
ี
�
เช่อฟัง และเป็นพลังสาคัญในการพัฒนาชุมชนตะโหมด โดยมีผู้นาชุมชนและ 3 รูปน้และคณะกรรมการสภาลานวัดตะโหมดช่วยให้วัดตะโหมดเป็นท่พ่งพิง
ี
ุ
ั
ั
�
ั
ื
ุ่
ชาวบ้านยินดีเข้ามาร่วมพบปะกันท่วัดเดือนละคร้ง เพ่อพูดคุยปรึกษาหารือ สาคญของชาวบ้าน ด้วยการม่งม่นทมเทพลังกาย พลังใจ พลงทรัพย์ และพลง
ั
ั
ี
ี
และแลกเปล่ยนความคิดเห็นเก่ยวกับแนวทางการพัฒนาหรือแก้ไขปัญหาต่าง สติปัญญา เพ่อการพัฒนาวัดตะโหมดให้เป็นศูนย์รวมศรัทธาของฆราวาส
ื
�
ๆ ในชุมชน โดยเน้นการสร้างเสริมสุขภาวะท่ดของชาวบ้านและความสงบสุข (ศิริชัย พรหมทอง, 2557) รวมถึงมีบทบาทสาคัญในการเปิดโอกาสให้
ี
ี
่
ของชุมชน ชาวบ้านใช้ทรัพยากรของวัดในการพัฒนาท้องถิ่น และใช้วัดเป็นที่ร่วมแสดง
�
�
ื
ี
พระครูอุทิตกิจจาทรเป็นผู้นาท่มีบทบาทสาคัญต่อการบุกเบิกงาน ความเห็นเพ่อช่วยกันพัฒนาท้องถ่น สนับสนุนให้ชาวบ้านมีความสนใจใฝ่รู้
ิ
พัฒนาในชุมชนตะโหมด โดยเร่มจากได้สร้างอาคารเสนาสนะให้เอ้อต่อการ ใฝ่ศึกษาและมีวิสัยทัศน์กว้างไกลท้งทางโลกและทางธรรม พร้อมกับการอุทิศ
ั
ื
ิ
บาเพ็ญบุญและการจัดประชุมหรืออบรมการพัฒนาชุมชนอย่างหลากหลาย ตนในการพัฒนาชุมชนตะโหมดด้วยการน�าความรู้และประสบการณ์มาปรับ
�
ึ
้
ั
ี
ื
พระสงฆ์และชาวบ้านตะโหมดได้ร่วมกันจัดต้งสภาลานวัดตะโหมดขนในปี ใช้กับชุมชนตะโหมดได้อย่างเหมาะสม เอ้อให้เกิดการพัฒนาชุมชนท่เข้มแข็ง
2538 โดยเร่มจากเน้นการส่งเสริมการศึกษาของเด็กและเยาวชน และ และยั่งยืน
ิ
ิ
ใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านในการแก้ไขปัญหาและการพัฒนาท้องถ่น สภาลาน ในภาพรวมกล่าวได้ว่า วัดตะโหมดมีพระสงฆ์ที่มีปฏิปทาใช้หลักธรรม
วดตะโหมดจดตงขนเพอใหเปนเวททคนในชมชนไดมารวมกนคดและรวมกน ทางพุทธศาสนาในการพัฒนาชุมชน จนเป็นที่ศรัทธาและเป็นศูนยรวมจิตใจ
้
ั
่
ั
่
ั
ั
ิ
ั
่
ี
ื
็
ี
้
้
ึ
้
่
์
ุ
่
พัฒนาชุมชนให้สอดคล้องกับบริบทเชิงพ้นท่และสภาพปัญหาของชุมชน เพ่อ ของพุทธบริษัท สามารถประสานการพัฒนาชุมชนตะโหมดรวมกับผู้น�าฝ่าย
ื
ื
ี
่
์
�
ี
ึ
ี
ี
ี
นาเสนอปัญหาและความต้องการให้หน่วยงานราชการท่เก่ยวข้องได้เข้ามา ฆราวาส ซ่งบุคคลท่สาคัญได้แก นายวรรณ ขุนจันทร คนไทยตัวอย่างป 2527,
�
ี
ั
้
ี
ั
้
�
ร่วมรับรู้และดาเนินการช่วยเหลือหรือจัดโคงการพัฒนาได้อย่างเหมาะสมกับ นายสวาท ทองรกษ ผนาอาชพกาวหนาป 2533, กานนสม อกษรพนธ กานน
�
ั
ั
�
ั
์
ู
์
�
้
ึ
ื
ึ
สถานการณ์ปัญหาท่เกิดข้นในชุมชนตะโหมด (พระครูประยุตธรรมธัช, แหนบทองคาปี 2543 ภายใต้องคก์รท่ช่อว่า “สภาลานวัดตะโหมด” ซ่ง
ี
ี
�
ื
สัมภาษณ์, 7 ธันวาคม 2564) โดยคณะกรรมการชุดแรกมีพระครูอุทิตกิจจา ประกอบไปดวยสมาชิกจากหลากหลายอาชีพมาร่วมกันขับเคล่อนการพัฒนา
้
ทร เป็นประธานสภาลานวัดตะโหมด มีรองประธาน 3 รูป/คน ฝ่ายสงฆ์คือ ชุมชนตะโหมดให้มีความเข้มแข็งและสามารถระดมสรรพกาลังท้งจากสถาบัน
�
ั
่
์
่
พระครูสุนทรกิจจานุโยค ฝ่ายฆราวาสคือนายวรรณ ขุนจันทร์ และก�านันสม ศาสนา สถาบันการศึกษา สถาบันการปกครอง กลมและองคกรชุมชน มารวม
ุ
่
่
้
้
ิ
อักษรพันธ์ นายเด่น รุ่งเรือง เป็นเลขานุการ และพระครูสังฆรักษ์วิชาญ แก้ไขปัญหาและพัฒนาทองถ่นใหมีความกาวหนาในดานตาง ๆ ควรคาแกการ
้
่
้
้
ื
(ปัจจุบันคือพระครูประยุตธรรมธัช) เป็นผู้ช่วยเลขานุการ ส�าหรับในปัจจุบัน ยกย่องและเผยแพร่ช่อเสียงเกียรติคุณให้เป็นแบบอย่างของชุมชนอ่น การ
ื
มีพระครูประยุตธรรมธัช ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดตะโหมด เป็นประธานสภาลาน ดาเนินภารกิจและกิจกรรมการพัฒนาวัดและชุมชนของชาวตะโหมดเกือบ
�
วัดตะโหมด และนายเด่น รุ่งเรือง เป็นรองประธาน จึงกล่าวได้ว่าพระสงฆ์ ทุกด้านดาเนินการโดยมีสภาลานวัดเป็นศูนย์กลางการเรียนรของชุมชน เป็น
ู
้
�
20 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท์ และพระครูประยุตธรรมธัช 21
ต้นแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร
ึ
เวทีระดมความคิดเห็น เป็นแบบอย่างความคิดสร้างสรรค์ มีการด�าเนินงาน อยู่ภายใต้การบริหารจัดการของคณะกรรมการ ซ่งคัดเลือกจากสมาชิก
�
ิ
้
และกิจกรรมที่ประสบความส�าเร็จหลายดาน สามารถประสานความร่วมมือ แรกเร่มจานวน 50 คน ในช่วงแรกเป็นการพบปะร่วมประชุมอย่างไม่เป็น
ร่วมใจของชาวบ้านไทยพุทธและไทยมุสลิมท�ากิจกรรมสาธารณะร่วมกันมา ทางการ จากนั้นในปี 2538 ไดจัดตั้งเป็นสภาลานวัดตะโหมด หลังจากนั้น
้
โดยตลอด (ประภาพรรณ วงศาโรจน, 2548: 25-26) จนเกิดการรวมตัวกัน ในเดือนมิถุนายน 2541 ได้พัฒนามาส่การจัดท�าโครงสร้าง ข้อบังคับ และ
์
ู
ึ
ื
ี
ี
เป็นองค์กรชุมชนท่มีบทบาทเป็นเครือข่ายร่วมขับเคล่อนกิจกรรมของสภา ทิศทางการบริหารท่ชัดเจนข้น ด้วยรูปแบบคณะกรรมการบริหาร 18 คน
�
ี
�
ลานวัดตะโหมด ประกอบด้วย กลุ่มเกษตรกรทานาตะโหมด ชมรมไม้ผล ทาหน้าท่ประธาน 1 คน เลขานุการ 1 คน และผู้ช่วยเลขานุการ 1 คน
ตะโหมด สหกรณ์กองทุนสวนยาง กลุ่มส่งเสริมอาชีพระบบวนเกษตร กลุ่ม เพื่อด�าเนินงานบริหารงาน 4 ฝ่าย แต่ละฝ่ายมีสมาชิกฝ่ายละ 20 คน ได้แก่
แม่บ้านเกษตรกร กลุ่มนิคมเกษตรนาแค-โป๊ะต้นเลียบ ชมรมผู้สูงอายุ กลุ่ม (1) ฝ่ายสังคม ดูแลสุขภาพอนามัยและคุณภาพชีวิตของเด็ก เยาวชน ผู้ใหญ่
พิทักษ์ป่า และกลุ่มเยาวชนต้นหญ้า โดยมุ่งเน้นการทางานบนหลักการ ผู้สูงอายุ ฯลฯ (2) ฝ่ายเศรษฐกิจ ดูแลในเรื่องอาชีพ การตลาด ธุรกิจชุมชน
�
ช่วยเหลือเกื้อกูล ภายใต้กระบวนการมีส่วนร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้และเสริม การออมทรัพย์ ฯลฯ (3) ฝ่ายการศึกษา ศาสนา วัฒนธรรม ดูแลเร่องการ
ื
สร้างศักยภาพในการพัฒนาตนเองของชาวบ้านและองค์กรชุมชน ศึกษา ส่งเสริมประเพณี วัฒนธรรม คุณธรรม จริยธรรม ศูนย์เรียนรู้ของชุมชน
หลักสูตรตะโหมดศึกษา ฯลฯ และ (4) ฝ่ายส่งแวดล้อม ดูแลเร่องป่าไม้
ื
ิ
แหล่งน�้า สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ฯลฯ
โครงสร้างสภา (ศิริชัย พรหมทอง, 2557)
ลานวัดตะโหมด
วัตถุประสงค์หลักของสภาลานวัดตะโหมด คือเพ่อช่วยเหลือและ
ื
ี
สนับสนุนการพัฒนาชุมชน ประสานการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าท่รัฐและ
ั
ึ
่
ิ
ั
ิ
องค์กรพฒนาในท้องถน ส่งเสรมการศกษา ศาสนา วฒนธรรม และ
ี
ขนบธรรมเนียมประเพณีท่ดีงาม กระตุ้นให้ทุกคนมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อการ
พัฒนาชุมชน สร้างความรักความสามัคคีในชุมชน และสามารถนาภูมิปัญญา
�
ิ
ิ
่
ุ
ู
ท้องถนมาประยุกต์ใช้ในการปรับปรุงคณภาพชีวตและสภาพความเป็นอย่ของ
ชาวบ้านให้ดีย่งข้น ท้งน้การขับเคล่อนกิจกรรมของสภาลานวัดตะโหมดจะ
ั
ี
ื
ิ
ึ
22 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท์ และพระครูประยุตธรรมธัช 23
ต้นแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร
เวทีระดมความคิดเห็น เป็นแบบอย่างความคิดสร้างสรรค์ มีการด�าเนินงาน อยู่ภายใต้การบริหารจัดการของคณะกรรมการ ซ่งคัดเลือกจากสมาชิก
ึ
�
ิ
้
และกิจกรรมที่ประสบความส�าเร็จหลายดาน สามารถประสานความร่วมมือ แรกเร่มจานวน 50 คน ในช่วงแรกเป็นการพบปะร่วมประชุมอย่างไม่เป็น
ร่วมใจของชาวบ้านไทยพุทธและไทยมุสลิมท�ากิจกรรมสาธารณะร่วมกันมา ทางการ จากนั้นในปี 2538 ได้จัดตั้งเป็นสภาลานวัดตะโหมด หลังจากนั้น
โดยตลอด (ประภาพรรณ วงศาโรจน์, 2548: 25-26) จนเกิดการรวมตัวกัน ในเดือนมิถุนายน 2541 ได้พัฒนามาส่การจัดท�าโครงสร้าง ข้อบังคับ และ
ู
ึ
ื
ี
ี
เป็นองค์กรชุมชนท่มีบทบาทเป็นเครือข่ายร่วมขับเคล่อนกิจกรรมของสภา ทิศทางการบริหารท่ชัดเจนข้น ด้วยรูปแบบคณะกรรมการบริหาร 18 คน
�
ี
�
ลานวัดตะโหมด ประกอบด้วย กลุ่มเกษตรกรทานาตะโหมด ชมรมไม้ผล ทาหน้าท่ประธาน 1 คน เลขานุการ 1 คน และผู้ช่วยเลขานุการ 1 คน
ตะโหมด สหกรณ์กองทุนสวนยาง กลุ่มส่งเสริมอาชีพระบบวนเกษตร กลุ่ม เพื่อด�าเนินงานบริหารงาน 4 ฝ่าย แต่ละฝ่ายมีสมาชิกฝ่ายละ 20 คน ได้แก่
แม่บ้านเกษตรกร กลุ่มนิคมเกษตรนาแค-โป๊ะต้นเลียบ ชมรมผู้สูงอายุ กลุ่ม (1) ฝ่ายสังคม ดูแลสุขภาพอนามัยและคุณภาพชีวิตของเด็ก เยาวชน ผู้ใหญ่
�
พิทักษ์ป่า และกลุ่มเยาวชนต้นหญ้า โดยมุ่งเน้นการทางานบนหลักการ ผู้สูงอายุ ฯลฯ (2) ฝ่ายเศรษฐกิจ ดูแลในเรื่องอาชีพ การตลาด ธุรกิจชุมชน
ช่วยเหลือเกื้อกูล ภายใต้กระบวนการมีส่วนร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้และเสริม การออมทรัพย์ ฯลฯ (3) ฝ่ายการศึกษา ศาสนา วัฒนธรรม ดูแลเร่องการ
ื
สร้างศักยภาพในการพัฒนาตนเองของชาวบ้านและองค์กรชุมชน ศึกษา ส่งเสริมประเพณี วัฒนธรรม คุณธรรม จริยธรรม ศูนย์เรียนรู้ของชุมชน
หลักสูตรตะโหมดศึกษา ฯลฯ และ (4) ฝ่ายส่งแวดล้อม ดูแลเร่องป่าไม้
ื
ิ
แหล่งน�้า สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ฯลฯ
โครงสร้างสภา (ศิริชัย พรหมทอง, 2557)
ลานวัดตะโหมด
วัตถุประสงค์หลักของสภาลานวัดตะโหมด คือเพ่อช่วยเหลือและ
ื
ี
สนับสนุนการพัฒนาชุมชน ประสานการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าท่รัฐและ
ึ
ั
ิ
ิ
่
ั
องค์กรพฒนาในท้องถน ส่งเสรมการศกษา ศาสนา วฒนธรรม และ
ขนบธรรมเนียมประเพณีท่ดีงาม กระตุ้นให้ทุกคนมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อการ
ี
พัฒนาชุมชน สร้างความรักความสามัคคีในชุมชน และสามารถนาภูมิปัญญา
�
ุ
่
ิ
ิ
ู
ท้องถนมาประยุกต์ใช้ในการปรับปรุงคณภาพชีวตและสภาพความเป็นอย่ของ
ชาวบ้านให้ดีย่งข้น ท้งน้การขับเคล่อนกิจกรรมของสภาลานวัดตะโหมดจะ
ั
ี
ื
ิ
ึ
22 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท์ และพระครูประยุตธรรมธัช 23
ต้นแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร
แผนภูมิการบริหารงาน
ิ
�
ิ
ี
ั
ิ
สภาลานวัดตะโหมด คณะกรรมการบรหารสภาลานวดตะโหมดมเป้าหมายจะดาเนนกจกร
่
รมที่เปนสาธารณประโยชน์ ได้แก่ (1) เปนที่ปรึกษาและชวยเหลือสนับสนุน
็
็
่
การพัฒนาชุมชนทุกด้าน (2) ช่วยเหลือสนับสนุนการปฏิบัติงานของภาครัฐ
ที่ปรึกษา ประธานสภา ที่ปรึกษา องค์กรเอกชน และกลุ่มอาชีพต่าง ๆ (3) ส่งเสริมการศึกษา ศาสนา ศิลป
ิ
วัฒนธรรมของท้องถ่น (4) สร้างความรัก ความสามัคคี ความรับผิด
�
ฝายบริหาร ชอบต่อส่วนรวม และจิตสานึกในการดูแลสภาพแวดล้อมและการอนุรักษ์
่
�
ธรรมชาติ (5) สนับสนุนการนาภูมิปัญญาท้องถ่นมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนา
ิ
ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านในชุมชน โดยมี 29 ภาคีเครือข่ายร่วมด�าเนิน
ึ
่
่
ฝายเศรษฐกิจ ฝายการศกษาศาสนา งานกับคณะกรรมการบริหารท้ง 4 ฝายดังกล่าวข้างต้น ทั้งน้ในภาพรวมกล่าว
ี
ั
วัฒนธรรม
ื
ี
ึ
ได้ว่าลักษณะของสภาลานวัดเป็นการรวมตัวเพ่อการแก้ไขปัญหาท่เกิดข้น
- งานอาชีพและส่งเสริมอาชีพ - งานวันส�าคัญ ด้วยภมปัญญาชาวบ้าน และได้พยายามปรบเปลยนให้มรูปแบบและ
ั
ี
่
ู
ี
ิ
- งานการตลาด - งานการศึกษา โครงสร้างที่ชัดเจนขึ้น มาร่วมระดมความคิดเห็นและขับเคลื่อนกิจกรรมการ
- งานการออมทรัพย์ - งานส่งเสริมธรรมเนียมประเพณี
ื
�
- งานธุรกิจชุมชน - งานพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม พัฒนา โดยแบ่งออกเป็นฝ่ายเพ่อจัดการประชุมนาเสนอปัญหาและร่วมกัน
�
- งานกีฬากรีฑา คิดพิจารณาเก็บรวบรวมข้อมูล แล้วจึงตัดสินใจดาเนินการ และติดตาม
ั
ผลการทางาน คณะกรรมการบรหารได้จัดสภาลานวดตะโหมดให้เป็น
�
ิ
โครงสร้างอย่างมีแบบแผนขึ้นมา โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่
่
ฝายสงคม ฝายส่งแวดล้อม (1) สมาชิกสภา ประกอบด้วยตัวแทนหมู่บ้าน ซ่งทางวัดเลือกและ
ั
ิ
่
ึ
- งานสาธารณูปโภค - งานป่าไม้ เชิญ มีจ�านวนราว 120 คน ที่มาร่วมประชุม และลงชื่อไว้ โดยไม่ต้องมีการ
- งานการคมนาคม - งานแหล่งน�้า สมัครหรือเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น
- งานความปลอดภัย - งานรักษาความสะอาด (2) คณะกรรมการบริหาร 18 คน ได้รับเลือกจากผู้ท่เป็นสมาชิก เป็น
ี
- งานยาเสพติด - งานการท่องเที่ยว ตัวแทนของหมู่บ้าน โดยในปัจจุบันมีพระครูประยุตธรรมธัชเป็นประธาน
- งานอนามัย - งานระเบียบชุมชน
- งานบุคคลดีเด่น - งานรักษาทรัพยากรธรรมชาติ สภาฯ
24 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท์ และพระครูประยุตธรรมธัช 25
ต้นแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร
แผนภูมิการบริหารงาน
ี
ั
ิ
�
ิ
ิ
สภาลานวัดตะโหมด คณะกรรมการบรหารสภาลานวดตะโหมดมเป้าหมายจะดาเนนกจกร
่
็
่
รมที่เป็นสาธารณประโยชน์ ได้แก่ (1) เปนที่ปรึกษาและชวยเหลือสนับสนุน
การพัฒนาชุมชนทุกด้าน (2) ช่วยเหลือสนับสนุนการปฏิบัติงานของภาครัฐ
ที่ปรึกษา ประธานสภา ที่ปรึกษา องค์กรเอกชน และกลุ่มอาชีพต่าง ๆ (3) ส่งเสริมการศึกษา ศาสนา ศิลป
วัฒนธรรมของท้องถ่น (4) สร้างความรัก ความสามัคคี ความรับผิด
ิ
�
ฝายบริหาร ชอบต่อส่วนรวม และจิตสานึกในการดูแลสภาพแวดล้อมและการอนุรักษ์
่
ธรรมชาติ (5) สนับสนุนการนาภูมิปัญญาท้องถ่นมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนา
�
ิ
ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านในชุมชน โดยมี 29 ภาคีเครือข่ายร่วมด�าเนิน
่
ึ
ฝายเศรษฐกิจ ฝายการศกษาศาสนา งานกับคณะกรรมการบริหารท้ง 4 ฝายดังกล่าวข้างต้น ทั้งน้ในภาพรวมกล่าว
่
ี
ั
วัฒนธรรม
ึ
ี
ื
ได้ว่าลักษณะของสภาลานวัดเป็นการรวมตัวเพ่อการแก้ไขปัญหาท่เกิดข้น
- งานอาชีพและส่งเสริมอาชีพ - งานวันส�าคัญ ด้วยภมปัญญาชาวบ้าน และได้พยายามปรบเปลยนให้มรูปแบบและ
่
ั
ี
ี
ิ
ู
- งานการตลาด - งานการศึกษา โครงสร้างที่ชัดเจนขึ้น มาร่วมระดมความคิดเห็นและขับเคลื่อนกิจกรรมการ
- งานการออมทรัพย์ - งานส่งเสริมธรรมเนียมประเพณี
ื
�
- งานธุรกิจชุมชน - งานพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม พัฒนา โดยแบ่งออกเป็นฝ่ายเพ่อจัดการประชุมนาเสนอปัญหาและร่วมกัน
�
- งานกีฬากรีฑา คิดพิจารณาเก็บรวบรวมข้อมูล แล้วจึงตัดสินใจดาเนินการ และติดตาม
�
ิ
ผลการทางาน คณะกรรมการบรหารได้จัดสภาลานวดตะโหมดให้เป็น
ั
โครงสร้างอย่างมีแบบแผนขึ้นมา โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่
ิ
่
ั
ฝายสงคม ฝายส่งแวดล้อม (1) สมาชิกสภา ประกอบด้วยตัวแทนหมู่บ้าน ซ่งทางวัดเลือกและ
่
ึ
- งานสาธารณูปโภค - งานป่าไม้ เชิญ มีจ�านวนราว 120 คน ที่มาร่วมประชุม และลงชื่อไว้ โดยไม่ต้องมีการ
- งานการคมนาคม - งานแหล่งน�้า สมัครหรือเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น
- งานความปลอดภัย - งานรักษาความสะอาด (2) คณะกรรมการบริหาร 18 คน ได้รับเลือกจากผู้ท่เป็นสมาชิก เป็น
ี
- งานยาเสพติด - งานการท่องเที่ยว ตัวแทนของหมู่บ้าน โดยในปัจจุบันมีพระครูประยุตธรรมธัชเป็นประธาน
- งานอนามัย - งานระเบียบชุมชน
- งานบุคคลดีเด่น - งานรักษาทรัพยากรธรรมชาติ สภาฯ
24 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท์ และพระครูประยุตธรรมธัช 25
ต้นแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร
ั
ี
ั
(3) ฝ่ายท่ปรึกษา ท้งฝ่ายสงฆ์และฝ่ายฆราวาส รวมถึงตัวแทนของ กิจกรรมพฒนาชุมชน
ื
ภาคราชการ เพ่อให้เกิดการเช่อมโยง ให้หน่วยงานราชการสามารถเข้ามา ของสภาลานวัดตะโหมด
ื
ึ
ร่วมกันช่วยแก้ปัญหาให้ชาวบ้านได้อีกทางหน่งด้วย (เรณุมาศ รอดเนียม,
ี
ั
2556: 42, ศิริชัย พรหมทอง, 2557) ท้งน้ชาวบ้านและผู้น�าชุมชนส่วนใหญ่มีความเห็นร่วมกันว่า การมีสภา
ลานวดช่วยเสรมสร้างความเข้มแขงให้กบชมชน เพราะสามารถเป็นแหล่ง
ั
ุ
ิ
็
ั
รวบรวมข้อมูลและความคิดเห็นท่จะช่วยงานพัฒนาชุมชน ช่วยตรวจสอบให้
ี
โครงการและกิจกรรมการพัฒนาสามารถแก้ไขปัญหาของชาวบ้านได้ และที่
ส�าคัญคือการท่คณะกรรมการสภาลานวัดเป็นคนในชุมชนเดียวกัน ท�าให้
ี
สามารถใช้กระบวนการทางสังคมในการตรวจสอบการท�างานพัฒนาชุมชน
ื
เพ่อให้กิจกรรมการพัฒนาสามารถตอบสนองความต้องการของชาวบ้านและ
ี
ั
ตลอดช่วงเวลาท่ผ่านมาการด�าเนินกิจกรรมของสภาลานวัดตะโหมด ชุมชน ชาวบ้านส่วนใหญ่ท้งชาวพุทธและชาวมุสลิมมองว่าสภาลานวัดเป็น
มีพระสงฆ์ท่มีปฏิปทาใช้หลักธรรมทางพุทธศาสนาเป็นธงน�าในการพัฒนา ส่วนหน่งของชุมชน ซ่งจะต้องคอยดูแลและสนับสนุนตามก�าลังความสามารถ
ึ
ี
ึ
ชุมชน คือ พระครูอุทิตกิจจาทร อดีตเจ้าอาวาส, พระครูสุนทรกิจจานุโยค เม่อชาวบ้านรู้ว่ากรรมการคนไหนท�างานไม่โปร่งใส หรือเบียดเบียนผล
ื
เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบันและเจ้าคณะอ�าเภอตะโหมด, พระครูประยุตธรรมธัช ประโยชน์บนความทุกข์ยากของชาวบ้าน สภาลานวัดจะช่วยกันพิจารณาว่า
ผู้ช่วยเจ้าอาวาส เป็นแกนน�าประสานการพัฒนาชุมชนตะโหมดร่วมกับ เม่อไม่สร้างประโยชน์ให้ชุมชนควรจะท�าอย่างไร ควรจะยอมรับให้อยู่ใน
ื
ื
ปราชญ์ชาวบ้านและสมาชิกจากหลากหลายอาชีพ ร่วมกันขับเคล่อนการ คณะกรรมการอีกต่อไปหรือไม่ หรือควรจะปรับปรุงการท�างานอย่างไร เพื่อ
ื
พัฒนาชุมชนด้วยการระดมสรรพก�าลังท้งในชุมชนและท้องถ่น จึงกล่าวได้ว่า ให้เกิดการสร้างสรรค์ประโยชน์ของชุมชนอย่างแท้จริง กระบวนการขับเคล่อน
ั
ิ
การด�าเนินภารกิจและกิจกรรมการพัฒนาของชุมชนตะโหมดเกือบทุกด้าน กิจกรรมการพัฒนาของสภาลานวัดตะโหมดจึงมีพลังประชาชนคอยก�ากับ
ด�าเนินการโดยมี “สภาลานวัด” เป็นศูนย์กลาง เป็นแหล่งเรียนรู้ของชุมชน ดูแลอย่างใกล้ชิด
เป็นเวทีระดมความคิดเห็น มีการด�าเนินกิจกรรมท่ประสบความส�าเร็จ เม่อพิจารณาในเชิงบริบทการบริหารจัดการกิจกรรมพัฒนาชุมชน
ี
ื
ี
ิ
หลายด้าน โดยเฉพาะอย่างย่งเป็นกิจกรรมท่สามารถประสานความร่วมมือ สภาลานวัดตะโหมดถือว่าเป็นองค์กรไม่เป็นทางการที่เกิดข้นจากความ
ึ
ร่วมใจของชาวบ้านต่างวัฒนธรรมต่างศาสนาท่อยู่ด้วยกันในชุมชน และสร้าง ต้องการของชาวบ้านในชุมชน โดยมีวัดเป็นศูนย์กลาง การบริหารจัดการของ
ี
ี
วัฒนธรรมความร่วมมือท�ากิจกรรมเพื่อสาธารณประโยชน์ได้อย่างเข้มแข็ง สภาลานวัดตะโหมดเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชน เป็นเวทีแลกเปล่ยนเรียนร ู้
26 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท และพระครูประยุตธรรมธัช 27
ตนแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร
ั
ี
ั
(3) ฝ่ายท่ปรึกษา ท้งฝ่ายสงฆ์และฝ่ายฆราวาส รวมถึงตัวแทนของ กิจกรรมพฒนาชุมชน
ื
ภาคราชการ เพ่อให้เกิดการเช่อมโยง ให้หน่วยงานราชการสามารถเข้ามา ของสภาลานวัดตะโหมด
ื
ึ
ร่วมกันช่วยแก้ปัญหาให้ชาวบ้านได้อีกทางหน่งด้วย (เรณุมาศ รอดเนียม,
ี
ั
2556: 42, ศิริชัย พรหมทอง, 2557) ท้งน้ชาวบ้านและผู้น�าชุมชนส่วนใหญ่มีความเห็นร่วมกันว่า การมีสภา
ลานวดช่วยเสรมสร้างความเข้มแขงให้กบชมชน เพราะสามารถเป็นแหล่ง
ั
ุ
ิ
็
ั
รวบรวมข้อมูลและความคิดเห็นท่จะช่วยงานพัฒนาชุมชน ช่วยตรวจสอบให้
ี
โครงการและกิจกรรมการพัฒนาสามารถแก้ไขปัญหาของชาวบ้านได้ และที่
ส�าคัญคือการท่คณะกรรมการสภาลานวัดเป็นคนในชุมชนเดียวกัน ท�าให้
ี
สามารถใช้กระบวนการทางสังคมในการตรวจสอบการท�างานพัฒนาชุมชน
ื
เพ่อให้กิจกรรมการพัฒนาสามารถตอบสนองความต้องการของชาวบ้านและ
ี
ั
ตลอดช่วงเวลาท่ผ่านมาการด�าเนินกิจกรรมของสภาลานวัดตะโหมด ชุมชน ชาวบ้านส่วนใหญ่ท้งชาวพุทธและชาวมุสลิมมองว่าสภาลานวัดเป็น
มีพระสงฆ์ท่มีปฏิปทาใช้หลักธรรมทางพุทธศาสนาเป็นธงน�าในการพัฒนา ส่วนหน่งของชุมชน ซ่งจะต้องคอยดูแลและสนับสนุนตามก�าลังความสามารถ
ึ
ี
ึ
ชุมชน คือ พระครูอุทิตกิจจาทร อดีตเจ้าอาวาส, พระครูสุนทรกิจจานุโยค เม่อชาวบ้านรู้ว่ากรรมการคนไหนท�างานไม่โปร่งใส หรือเบียดเบียนผล
ื
เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบันและเจ้าคณะอ�าเภอตะโหมด, พระครูประยุตธรรมธัช ประโยชน์บนความทุกข์ยากของชาวบ้าน สภาลานวัดจะช่วยกันพิจารณาว่า
ผู้ช่วยเจ้าอาวาส เป็นแกนน�าประสานการพัฒนาชุมชนตะโหมดร่วมกับ เม่อไม่สร้างประโยชน์ให้ชุมชนควรจะท�าอย่างไร ควรจะยอมรับให้อยู่ใน
ื
ื
ปราชญ์ชาวบ้านและสมาชิกจากหลากหลายอาชีพ ร่วมกันขับเคล่อนการ คณะกรรมการอีกต่อไปหรือไม่ หรือควรจะปรับปรุงการท�างานอย่างไร เพื่อ
ื
พัฒนาชุมชนด้วยการระดมสรรพก�าลังท้งในชุมชนและท้องถ่น จึงกล่าวได้ว่า ให้เกิดการสร้างสรรค์ประโยชน์ของชุมชนอย่างแท้จริง กระบวนการขับเคล่อน
ั
ิ
การด�าเนินภารกิจและกิจกรรมการพัฒนาของชุมชนตะโหมดเกือบทุกด้าน กิจกรรมการพัฒนาของสภาลานวัดตะโหมดจึงมีพลังประชาชนคอยก�ากับ
ด�าเนินการโดยมี “สภาลานวัด” เป็นศูนย์กลาง เป็นแหล่งเรียนรู้ของชุมชน ดูแลอย่างใกล้ชิด
เป็นเวทีระดมความคิดเห็น มีการด�าเนินกิจกรรมท่ประสบความส�าเร็จ เม่อพิจารณาในเชิงบริบทการบริหารจัดการกิจกรรมพัฒนาชุมชน
ี
ื
ี
ิ
หลายด้าน โดยเฉพาะอย่างย่งเป็นกิจกรรมท่สามารถประสานความร่วมมือ สภาลานวัดตะโหมดถือว่าเป็นองค์กรไม่เป็นทางการที่เกิดข้นจากความ
ึ
ร่วมใจของชาวบ้านต่างวัฒนธรรมต่างศาสนาท่อยู่ด้วยกันในชุมชน และสร้าง ต้องการของชาวบ้านในชุมชน โดยมีวัดเป็นศูนย์กลาง การบริหารจัดการของ
ี
ี
วัฒนธรรมความร่วมมือท�ากิจกรรมเพื่อสาธารณประโยชน์ได้อย่างเข้มแข็ง สภาลานวัดตะโหมดเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชน เป็นเวทีแลกเปล่ยนเรียนร ู้
26 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท และพระครูประยุตธรรมธัช 27
ตนแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร
ซึ่งกระบวนการเหล่านี้ได้น�าไปสู่แนวคิดการพัฒนาที่โดดเด่นทั้ง 4 ฝ่าย คือ เน้นด้านการส่งเสริมเศรษฐกิจการเกษตรของชุมชนแบบองค์รวม ส�าหรับ
ี
ฝ่ายเศรษฐกิจ, ฝ่ายการศึกษา ศาสนา วัฒนธรรม, ฝ่ายสังคม และฝ่าย กิจกรรมท่โดดเด่นและมีผลลัพธ์ท่ดีของฝ่ายเศรษฐกิจในสภาลานวัดตะโหมด
ี
ิ
ี
ส่งแวดล้อม แต่ละกิจกรรมมีกระบวนการดาเนินงานและมีผลลัพธ์ท่สอดคล้อง คือการพัฒนาเกษตรอินทรีย์และกลุ่มเกษตรกรท�านาตะโหมด ดังนี้
�
หรือประสานเสริมกันอย่างเหมาะสม ดังรายละเอียดต่อไปนี้
ั
การพฒนาเกษตรอินทรีย์
ี
ื
ในช่วงเวลาท่สถานการณ์การแพร่ระบาดของเช้อไวรัสโควิด-19 รุนแรง
ขึ้นตั้งแต่ต้นปี 2563 ส่งผลให้ชาวบ้านตะโหมดประสบความยากล�าบากมาก
่
ก. ฝายเศรษฐกิจ
ในการท�ามาหากิน เช่นเดียวกับคนส่วนใหญ่ในสังคม ชาวบ้านมีรายได้น้อย
ในภาพรวมชุมชนตะโหมดมีทรัพยากรป่าไม้ท่มีความอุดมสมบูรณ์ และ ลง พระครูสุนทรกิจจานุโยค เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบันของวัดตะโหมด ได้ชวน
ี
ี
้
�
ึ
่
ี
ื
มีลาคลองหลายสายท่ไหลผ่านหมู่บ้าน ชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพ ชาวบานทดลองปลูกเมลอนตามแนวทางเกษตรอนทรย์ ซงเป็นพชผลทมีราคา
่
ี
ิ
่
ิ
ทางการเกษตร ทานาและทาสวน ตามความเหมาะสมของสภาพพ้นท่ใน สูงโดยไม่จาเป็นต้องใช้พ้นท่ปลูกจานวนมาก แต่สามารถสร้างรายได้เพ่มให้
ื
ี
ื
�
�
�
ี
�
ื
ื
ู้
ั
�
ชุมชน ชาวบ้านส่วนมากทานาเพ่อการบริโภคในครอบครว ผท่ทานาเพ่อขาย แก่ครัวเรือนได้ โดยชักชวนให้ชาวบ้านมาร่วมกันสร้างโรงเรือนที่วัด เป็นโรง
�
ี
�
มีบ้างแต่เป็นเพียงส่วนน้อย การทาสวนยางพาราถือเป็นอาชีพหลักของชาว เรือนระบบปิดอย่างง่ายท่ใช้ระบบเกษตรอินทรีย์วิถีพอเพียง ซ่งเป็นองค์ความ
ึ
ี
�
ื
บ้านเกือบทุกครัวเรือน (เริ่มปลูกยางพารามาตั้งแต่ปี 2484) อีกทั้งมีการทา รู้ท่สถาบันปฏิบัติการชุมชนเพ่อการศึกษาแบบบูรณาการ มหาวิทยาลัย
ี
�
ี
�
สวนผลไม้เกือบทุกครัวเรือนเช่นเดียวกัน ไม้ผลท่นิยมปลูกคือทุเรียน เงาะ ทักษิณ นามาถ่ายทอดให้กลุ่มเกษตรกรทานาอินทรีย์ หลวงพ่อเห็นว่าหาก
ลองกอง ลางสาด มังคุด สะตอ และมีการทดลองปลูกล�าไย สละ และส้ม โดย น�าความรู้นี้ไปแนะน�าให้ชาวบ้านร่วมกันปลูกนอกเหนือจากกลุ่มท�านา ก็จะ
ื
ั
เฉพาะอย่างย่งทุเรียนจากตาบลตะโหมดมีรสชาติดีเป็นท่นิยมรับประทานของ เกิดประโยชน์ในวงกว้างย่งข้น จึงมีความต้งใจปลูกเมล่อนในพ้นท่วัดให้
ึ
ิ
ี
ี
ิ
�
ประชาชนภายในจังหวัดพัทลุงและจังหวัดใกล้เคียง นอกจากน้ยังมีบาง ชาวบ้านดูเป็นตัวอย่าง ดังที่พระครูสุนทรกิจจานุโยคอธิบายว่า
ี
ื
ี
ครอบครัวประกอบอาชีพค้าขายของช�า ค้าขายอาหาร มีการเล้ยงสัตว์เพ่อ
การบริโภคด้วย การดาเนินกิจกรรมของสภาลานวัดตะโหมดฝ่ายเศรษฐกิจ
�
มุ่งเน้นสร้างความอยู่ดีกินดี และการมีคุณภาพชีวิตที่ดีของชาวบ้านในชุมชน
ตะโหมด โดยมีแนวทางการด�าเนินกิจกรรมประกอบด้วย งานส่งเสริมอาชีพ
งานการตลาด งานการออมทรัพย์ และงานธุรกิจชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
28 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท์ และพระครูประยุตธรรมธัช 29
ต้นแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร
ซึ่งกระบวนการเหล่านี้ได้น�าไปสู่แนวคิดการพัฒนาที่โดดเด่นทั้ง 4 ฝ่าย คือ เน้นด้านการส่งเสริมเศรษฐกิจการเกษตรของชุมชนแบบองค์รวม ส�าหรับ
ี
ฝ่ายเศรษฐกิจ, ฝ่ายการศึกษา ศาสนา วัฒนธรรม, ฝ่ายสังคม และฝ่าย กิจกรรมท่โดดเด่นและมีผลลัพธ์ท่ดีของฝ่ายเศรษฐกิจในสภาลานวัดตะโหมด
ี
ิ
ี
ส่งแวดล้อม แต่ละกิจกรรมมีกระบวนการดาเนินงานและมีผลลัพธ์ท่สอดคล้อง คือการพัฒนาเกษตรอินทรีย์และกลุ่มเกษตรกรท�านาตะโหมด ดังนี้
�
หรือประสานเสริมกันอย่างเหมาะสม ดังรายละเอียดต่อไปนี้
ั
การพฒนาเกษตรอินทรีย์
ี
ื
ในช่วงเวลาท่สถานการณ์การแพร่ระบาดของเช้อไวรัสโควิด-19 รุนแรง
ขึ้นตั้งแต่ต้นปี 2563 ส่งผลให้ชาวบ้านตะโหมดประสบความยากล�าบากมาก
่
ก. ฝายเศรษฐกิจ
ในการท�ามาหากิน เช่นเดียวกับคนส่วนใหญ่ในสังคม ชาวบ้านมีรายได้น้อย
ในภาพรวมชุมชนตะโหมดมีทรัพยากรป่าไม้ท่มีความอุดมสมบูรณ์ และ ลง พระครูสุนทรกิจจานุโยค เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบันของวัดตะโหมด ได้ชวน
ี
ี
้
�
ึ
่
ี
ื
มีลาคลองหลายสายท่ไหลผ่านหมู่บ้าน ชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพ ชาวบานทดลองปลูกเมลอนตามแนวทางเกษตรอนทรย์ ซงเป็นพชผลทมีราคา
่
ี
ิ
่
ิ
ทางการเกษตร ทานาและทาสวน ตามความเหมาะสมของสภาพพ้นท่ใน สูงโดยไม่จาเป็นต้องใช้พ้นท่ปลูกจานวนมาก แต่สามารถสร้างรายได้เพ่มให้
ื
ี
ื
�
�
�
ี
�
ื
ั
ู้
ื
�
�
ชุมชน ชาวบ้านส่วนมากทานาเพ่อการบริโภคในครอบครว ผท่ทานาเพ่อขาย แก่ครัวเรือนได้ โดยชักชวนให้ชาวบ้านมาร่วมกันสร้างโรงเรือนที่วัด เป็นโรง
ี
มีบ้างแต่เป็นเพียงส่วนน้อย การทาสวนยางพาราถือเป็นอาชีพหลักของชาว เรือนระบบปิดอย่างง่ายท่ใช้ระบบเกษตรอินทรีย์วิถีพอเพียง ซ่งเป็นองค์ความ
ึ
ี
�
ี
บ้านเกือบทุกครัวเรือน (เริ่มปลูกยางพารามาตั้งแต่ปี 2484) อีกทั้งมีการท�า รู้ท่สถาบันปฏิบัติการชุมชนเพ่อการศึกษาแบบบูรณาการ มหาวิทยาลัย
ื
�
ี
�
สวนผลไม้เกือบทุกครัวเรือนเช่นเดียวกัน ไม้ผลท่นิยมปลูกคือทุเรียน เงาะ ทักษิณ นามาถ่ายทอดให้กลุ่มเกษตรกรทานาอินทรีย์ หลวงพ่อเห็นว่าหาก
ลองกอง ลางสาด มังคุด สะตอ และมีการทดลองปลูกล�าไย สละ และส้ม โดย น�าความรู้นี้ไปแนะน�าให้ชาวบ้านร่วมกันปลูกนอกเหนือจากกลุ่มท�านา ก็จะ
ึ
เฉพาะอย่างย่งทุเรียนจากตาบลตะโหมดมีรสชาติดีเป็นท่นิยมรับประทานของ เกิดประโยชน์ในวงกว้างย่งข้น จึงมีความต้งใจปลูกเมล่อนในพ้นท่วัดให้
ั
�
ี
ิ
ิ
ื
ี
ประชาชนภายในจังหวัดพัทลุงและจังหวัดใกล้เคียง นอกจากน้ยังมีบาง ชาวบ้านดูเป็นตัวอย่าง ดังที่พระครูสุนทรกิจจานุโยคอธิบายว่า
ี
ื
ี
ครอบครัวประกอบอาชีพค้าขายของช�า ค้าขายอาหาร มีการเล้ยงสัตว์เพ่อ
�
การบริโภคด้วย การดาเนินกิจกรรมของสภาลานวัดตะโหมดฝ่ายเศรษฐกิจ
มุ่งเน้นสร้างความอยู่ดีกินดี และการมีคุณภาพชีวิตที่ดีของชาวบ้านในชุมชน
ตะโหมด โดยมีแนวทางการด�าเนินกิจกรรมประกอบด้วย งานส่งเสริมอาชีพ
งานการตลาด งานการออมทรัพย์ และงานธุรกิจชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
28 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท์ และพระครูประยุตธรรมธัช 29
ต้นแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร
ได้ราว 75-80 วัน หลังจากจัดท�าแปลงทดลองขึ้นที่วัดได้มีเกษตรกรที่สนใจ
ิ
วดไม่ได้เน้นเชงเศรษฐกจ แต่ต้องการส่งเสรมระบบเกษตร เข้ามาถามไถ่ ขอเรียนรู้วิธีการเพาะปลูกเมล่อน (พรไทย ศิริสาธิตกิจ, 2564)
ิ
ิ
ั
อินทรีย์ตามนโยบายของจังหวัด คนในชุมชนจะได้บริโภค ในภาพรวมกล่าวได้ว่ากิจกรรมนี้ประสบความส�าเร็จพอสมควร และสะท้อน
ี
อาหารที่ปลอดภัย เราท�าแบบพอเพียงเน้นบริโภค ที่เหลือจึง ให้เห็นว่าวัดตะโหมดสามารถทาหน้าท่เป็นแหล่งเรียนรู้ของชุมชน เสริมสร้าง
�
�
ี
ขายเป็นรายได้เสริม ท่ต้องทาให้ดูเพราะถ้าเขาไม่เห็นความ ปัญญาให้แก่ชาวบ้าน ตลอดจนเป็นข้อพิสูจน์ได้ว่าวัดซ่งเป็นแหล่งถ่ายทอด
ึ
ั
ั
ส�าเร็จเขาจะไม่กล้า เมื่อชาวบ้านเห็นว่าวัดก็ยังปลูกได้ อาศัย ความรู้และพัฒนาชุมชนมาตงแต่อดตน้น ยังสามารถปรับบทบาทให้ตอบ
้
ี
พระลูกวัดช่วยกันดูแล จนเป็นผลส�าเร็จอย่างที่เห็น ชาวบ้าน สนองการใช้ชีวิตของผู้คน และไม่ว่ายุคสมัย
ี
จะได้ม่นใจ โรงเรือนน้ได้พัฒนาชุมชนมาช่วย ใช้ทุนไม่มาก แต่ จะเปล่ยนไปอย่างไรหรือในสถานการณ์
ั
ี
ี
ึ
หากชาวบ้านไม่มีทุน ขอให้คิดจะท�า วัดยินดีสนับสนุน จะให้ ปัญหาใด วัดก็ยังคงเป็นท่พ่งของชุมชนได้
ี
ปลูกในพื้นที่แปลงรวมที่จัดให้ เสมอ อันเป็นบทบาททสะท้อนให้เหนว่า
็
่
วัดตะโหมดยังคงเป็นศูนย์กลางของชาวบ้าน
ิ
(พรไทย ศิริสาธิตกิจ, 2564) เพราะวัดตะโหมดมักจะเป็นแหล่งเร่มต้นของ
ี
�
ความคิดและกิจกรรมสาคัญ ๆ ท่สามารถ
ี
�
พระครูสุนทรกิจจานุโยคใช้ปุ๋ยอินทรีย์ นาพาความเปล่ยนแปลงมาสู่ชาวบ้านและ
ท่มหาวิทยาลัยทักษิณพัฒนาข้น และได้รับ ชุมชนได้เสมอ
ี
ึ
ื
�
คาแนะน�าเก่ยวกับปัญหาเร่องโรคและแมลง
ี
รวมถึงระบบการจัดการในแปลงเพาะปลูก
�
การปลูกในโรงเรือนจะทาให้ปลูกเมล่อนได้
ตลอดทั้งปี ไม่ต้องกังวลเรื่องฝนฟ้าอากาศ
และยังช่วยลดการรบกวนของแมลงศัตร ู
ื
ี
พืช อย่างไรก็ตามเมล่อนเป็นพชท่ต้อง
ั
ั
อาศยการเอาใจใส่และดแลเป็นพิเศษ เช่น ต้องคอยระวงโรครานาค้างและ
ู
้
�
โรคเห่ยวในเมล่อน และต้องใช้เวลาต้งแต่เพาะเมล็ดจนถึงเก็บเก่ยวผลผลิต
ี
ี
ั
30 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท์ และพระครูประยุตธรรมธัช 31
ต้นแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร
ได้ราว 75-80 วัน หลังจากจัดท�าแปลงทดลองขึ้นที่วัดได้มีเกษตรกรที่สนใจ
ิ
วดไม่ได้เน้นเชงเศรษฐกจ แต่ต้องการส่งเสรมระบบเกษตร เข้ามาถามไถ่ ขอเรียนรู้วิธีการเพาะปลูกเมล่อน (พรไทย ศิริสาธิตกิจ, 2564)
ิ
ิ
ั
อินทรีย์ตามนโยบายของจังหวัด คนในชุมชนจะได้บริโภค ในภาพรวมกล่าวได้ว่ากิจกรรมนี้ประสบความส�าเร็จพอสมควร และสะท้อน
ี
อาหารที่ปลอดภัย เราท�าแบบพอเพียงเน้นบริโภค ที่เหลือจึง ให้เห็นว่าวัดตะโหมดสามารถทาหน้าท่เป็นแหล่งเรียนรู้ของชุมชน เสริมสร้าง
�
�
ี
ขายเป็นรายได้เสริม ท่ต้องทาให้ดูเพราะถ้าเขาไม่เห็นความ ปัญญาให้แก่ชาวบ้าน ตลอดจนเป็นข้อพิสูจน์ได้ว่าวัดซ่งเป็นแหล่งถ่ายทอด
ึ
ั
ั
ส�าเร็จเขาจะไม่กล้า เมื่อชาวบ้านเห็นว่าวัดก็ยังปลูกได้ อาศัย ความรู้และพัฒนาชุมชนมาตงแต่อดตน้น ยังสามารถปรับบทบาทให้ตอบ
้
ี
พระลูกวัดช่วยกันดูแล จนเป็นผลส�าเร็จอย่างที่เห็น ชาวบ้าน สนองการใช้ชีวิตของผู้คน และไม่ว่ายุคสมัย
ี
จะได้ม่นใจ โรงเรือนน้ได้พัฒนาชุมชนมาช่วย ใช้ทุนไม่มาก แต่ จะเปล่ยนไปอย่างไรหรือในสถานการณ์
ั
ี
ี
ึ
หากชาวบ้านไม่มีทุน ขอให้คิดจะท�า วัดยินดีสนับสนุน จะให้ ปัญหาใด วัดก็ยังคงเป็นท่พ่งของชุมชนได้
ี
ปลูกในพื้นที่แปลงรวมที่จัดให้ เสมอ อันเป็นบทบาททสะท้อนให้เหนว่า
็
่
วัดตะโหมดยังคงเป็นศูนย์กลางของชาวบ้าน
ิ
(พรไทย ศิริสาธิตกิจ, 2564) เพราะวัดตะโหมดมักจะเป็นแหล่งเร่มต้นของ
ี
�
ความคิดและกิจกรรมสาคัญ ๆ ท่สามารถ
ี
�
พระครูสุนทรกิจจานุโยคใช้ปุ๋ยอินทรีย์ นาพาความเปล่ยนแปลงมาสู่ชาวบ้านและ
ท่มหาวิทยาลัยทักษิณพัฒนาข้น และได้รับ ชุมชนได้เสมอ
ี
ึ
ื
�
คาแนะน�าเก่ยวกับปัญหาเร่องโรคและแมลง
ี
รวมถึงระบบการจัดการในแปลงเพาะปลูก
�
การปลูกในโรงเรือนจะทาให้ปลูกเมล่อนได้
ตลอดทั้งปี ไม่ต้องกังวลเรื่องฝนฟ้าอากาศ
และยังช่วยลดการรบกวนของแมลงศัตร ู
ื
ี
พืช อย่างไรก็ตามเมล่อนเป็นพชท่ต้อง
ั
ั
อาศยการเอาใจใส่และดแลเป็นพิเศษ เช่น ต้องคอยระวงโรครานาค้างและ
ู
้
�
โรคเห่ยวในเมล่อน และต้องใช้เวลาต้งแต่เพาะเมล็ดจนถึงเก็บเก่ยวผลผลิต
ี
ี
ั
30 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท์ และพระครูประยุตธรรมธัช 31
ต้นแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร
ี
ึ
โครงการเกษตรอินทรีย์เป็นกิจกรรมหน่งท่สภาลานวัดตะโหมดให้
ื
ความส�าคัญมาก พยายามสนับสนุนและขับเคล่อนอย่างจริงจังผ่านกลุ่ม
เกษตรกรท�านาตะโหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปลูกข้าวสังข์หยดปลอดสาร
ี
ื
ื
ื
ี
ี
ั
พิษ เน่องจากพ้นท่นาของชุมชนตะโหมดเป็นพ้นท่นาข้าวท่ต้งอยู่ท่ามกลาง
ต้นน�้าของเทือกเขาบรรทัด ที่มีแหล่งน�้าอุดมสมบูรณ์ ส่งผลให้สามารถเพาะ
ปลูกข้าวสังข์หยดที่มีคุณภาพดี ทั้งนี้ข้าวสังข์หยดเป็นพันธุ์ข้าวเฉพาะถิ่นที่มี
ั
แหล่งปลูกด้งเดิมอยู่ในจังหวัดพัทลุง ปลูกกันมานาน และมีลักษณะพิเศษคือ
ข้าวกล้องมีสีแดงเข้ม นิยมบริโภคในรูปแบบข้าวซ้อมมือ ส่วนของจมูกข้าวมี
ี
คุณค่าทางอาหารสูง และเป็นพันธุ์ข้าวสังข์หยดท่ยังคงอนุรักษ์ไว้ตาม
ภูมิปัญญาของชาวบ้านตะโหมด (ผู้จัดการออนไลน์, 2562) นอกจากนี้ในปี
ื
2562 กลุ่มเกษตรกรท�านาตะโหมดยังร่วมมือกับส่วนราชการในพ้นท่จัด
ี
กิจกรรม “บุญประเพณีกองข้าวเปลือก ทานอาหารอินทรีย์ ของดีตะโหมด”
ข้นท่วัดตะโหมด เพ่อส่งเสริมและประชาสัมพันธ์ถึงการท�านาอินทรีย์ของ
ื
ึ
ี
ชาวนาในพื้นที่ตะโหมด ว่าเป็นพื้นที่ปลูกข้าวสังข์หยดอินทรีย์ปลอดสารพิษ
ที่มีคุณภาพดี สามารถลดต้นทุน และไม่มีสารเคมีตกค้าง เหมาะส�าหรับการ
บริโภคเป็นอย่างย่ง อีกท้งในงานยังได้รวบรวมข้าวสารท่ได้จากชาวบ้านมา
ิ
ั
ี
ี
ื
ท�าเป็นข้าวสารบรรจุถุง เพ่อมอบให้เป็นท่ระลึกแก่ชาวบ้านและแขกผู้มีเกียรต ิ
ที่เดินทางมาร่วมงาน ได้น�าข้าวอินทรีย์ไปหุงรับประทานที่บ้าน พร้อมทั้งยัง
น�าไปมอบให้แก่ผู้ป่วยตามโรงพยาบาลต่าง ๆ ได้รับประทานอาหารปลอด
สารพิษ เพื่อการมีสุขภาพที่ดีอีกด้วย
32 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท และพระครูประยุตธรรมธัช 33
ตนแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร
ี
ึ
โครงการเกษตรอินทรีย์เป็นกิจกรรมหน่งท่สภาลานวัดตะโหมดให้
ื
ความส�าคัญมาก พยายามสนับสนุนและขับเคล่อนอย่างจริงจังผ่านกลุ่ม
เกษตรกรท�านาตะโหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปลูกข้าวสังข์หยดปลอดสาร
ี
ื
ื
ื
ี
ี
ั
พิษ เน่องจากพ้นท่นาของชุมชนตะโหมดเป็นพ้นท่นาข้าวท่ต้งอยู่ท่ามกลาง
ต้นน�้าของเทือกเขาบรรทัด ที่มีแหล่งน�้าอุดมสมบูรณ์ ส่งผลให้สามารถเพาะ
ปลูกข้าวสังข์หยดที่มีคุณภาพดี ทั้งนี้ข้าวสังข์หยดเป็นพันธุ์ข้าวเฉพาะถิ่นที่มี
ั
แหล่งปลูกด้งเดิมอยู่ในจังหวัดพัทลุง ปลูกกันมานาน และมีลักษณะพิเศษคือ
ข้าวกล้องมีสีแดงเข้ม นิยมบริโภคในรูปแบบข้าวซ้อมมือ ส่วนของจมูกข้าวมี
ี
คุณค่าทางอาหารสูง และเป็นพันธุ์ข้าวสังข์หยดท่ยังคงอนุรักษ์ไว้ตาม
ภูมิปัญญาของชาวบ้านตะโหมด (ผู้จัดการออนไลน์, 2562) นอกจากนี้ในปี
ื
2562 กลุ่มเกษตรกรท�านาตะโหมดยังร่วมมือกับส่วนราชการในพ้นท่จัด
ี
กิจกรรม “บุญประเพณีกองข้าวเปลือก ทานอาหารอินทรีย์ ของดีตะโหมด”
ข้นท่วัดตะโหมด เพ่อส่งเสริมและประชาสัมพันธ์ถึงการท�านาอินทรีย์ของ
ื
ึ
ี
ชาวนาในพื้นที่ตะโหมด ว่าเป็นพื้นที่ปลูกข้าวสังข์หยดอินทรีย์ปลอดสารพิษ
ที่มีคุณภาพดี สามารถลดต้นทุน และไม่มีสารเคมีตกค้าง เหมาะส�าหรับการ
บริโภคเป็นอย่างย่ง อีกท้งในงานยังได้รวบรวมข้าวสารท่ได้จากชาวบ้านมา
ิ
ั
ี
ี
ื
ท�าเป็นข้าวสารบรรจุถุง เพ่อมอบให้เป็นท่ระลึกแก่ชาวบ้านและแขกผู้มีเกียรต ิ
ที่เดินทางมาร่วมงาน ได้น�าข้าวอินทรีย์ไปหุงรับประทานที่บ้าน พร้อมทั้งยัง
น�าไปมอบให้แก่ผู้ป่วยตามโรงพยาบาลต่าง ๆ ได้รับประทานอาหารปลอด
สารพิษ เพื่อการมีสุขภาพที่ดีอีกด้วย
32 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท และพระครูประยุตธรรมธัช 33
ตนแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร
กลุ่มเกษตรกรท�านาตะโหมด ตะโหมดมีการรณรงค์ส่งเสริม ท�าให้มีเกษตรกรหันมาท�านากันมากขึ้น และ
ี
ื
�
กลุ่มเกษตรกรทานาตะโหมดเกิดจากการรวมตัวกันของเกษตรกร ในปัจจุบันไม่มีพ้นท่นาร้างในอาเภอตะโหมด (กรมส่งเสริมการเกษตร, 2557)
�
ั
ื
�
ี
ึ
ั
�
ต้งแต่ปี 2517 เน่องจากในช่วงเวลาน้นเกษตรกรไม่เข้าใจว่าเหตุใดยาง นับเป็นความสาเร็จประการหน่งของกลุ่มเกษตรกรทานาตะโหมดท่สมาชิก
ี
้
�
�
้
�
แผ่นดิบท่มีนาหนักเท่ากันจึงมีราคาต่างกัน ทาอย่างไรจึงจะไม่ถูกโกงนาหนัก ให้การยอมรับ และร่วมกันขับเคลื่อนกิจกรรมอยู่ในปัจจุบัน
หรือถูกกดราคาจากพ่อค้าคนกลาง และเพ่อช่วยเหลือสมาชิกท่มีอาชีพทานา กิจกรรมของกลุ่มเกษตรกรท�านาตะโหมดสามารถจ�าแนกได้ ดังนี้
ี
ื
�
ี
ื
ุ
ซ่งมีพ้นท่เพาะปลูกมากรองลงมาจากการปลูกยางพารา ด้วยการซ้อปุ๋ยนา 1) กิจกรรมการบรการ ผ่านวิสาหกิจชมชนกลุ่มเกษตรกรทานา
�
ิ
ึ
ื
�
ื
ข้าวราคาถูกจากองค์การตลาดเพ่อเกษตรกรมาจาหน่ายให้แก่สมาชิก และ ตะโหมด
เม่อมีพระราชบัญญัติวิสาหกิจชุมชน พ.ศ.2548 กลุ่มได้จดทะเบียนเป็น 1.1) ระดมทุน/ลงหุ้น หุ้นละ 50 บาท
ื
วิสาหกิจชุมชน มีกิจกรรมที่ด�าเนินการให้บริการแก่สมาชิก ตั้งแต่การจัดหา 1.2) รับฝากเงิน โดยให้ดอกเบ้ยเงินฝากออมทรัพย์พิเศษ ร้อย
ี
สิ่งของมาจ�าหน่าย การรวบรวมผลผลิต การรับฝากเงิน และการให้เงินกู้แก่ ละ 3.5 ต่อปี เงินฝากออมทรัพย์ร้อยละ 2.5 ต่อปี และเงิน
สมาชิก การส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรกลุ่มจะดาเนินการอยู่บนพ้นฐาน ฝากเผื่อเรียกร้อยละ 1.5 ต่อปี ซึ่งสูงกว่าธนาคารทั่วไป
ื
�
ื
ความต้องการและความจ�าเป็นของสมาชิก โดยไม่มุ่งพึ่งพาแหล่งเงินทุนจาก 1.3) ให้บริการสินเช่อแก่สมาชิก เพ่อเป็นทุนในการประกอบ
ื
ภายนอก ซ่งวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรทานาตะโหมดได้ทาให้สมาชิกกลุ่ม อาชีพการเกษตร ลดปัญหาการกู้นอกระบบ โดยให้สมาชิก
�
ึ
�
เช่อม่น และยึดการเกษตรเป็นอาชีพหลักตลอดมา จนน่าจะเรียกได้ว่ากลุ่ม กู้ระยะสั้น ระยะปานกลาง และระยะยาว คิดดอกเบี้ยร้อย
ื
ั
เกษตรกรท�านาตะโหมดช่วยให้อาชีพการเกษตรของสมาชิกยืนยงมาได้ การ ละ 9 ต่อปี
�
ื
�
ดาเนินงานท่ผ่านมาย่อมเป็นแรงจูงใจให้เกษตรกรท่ยังไม่ได้เป็นสมาชิก 1.4) จัดหาปัจจัยการผลิตบริการจาหน่ายแก่สมาชิก เพ่อลด
ี
ี
ปรารถนาเข้ามาเป็นสมาชิก แม้ว่ากลุ่มจะเข้มงวดในการรับสมาชิกก็ตาม แต่ ต้นทุนของสมาชิก
ึ
ื
ื
้
ั
ก็ยังมีสมาชิกเพ่มข้นทุกปี และสมาชิกเองก็มีความพึงพอใจต่อการขับเคล่อน 1.5) จัดต้งปั๊มนามัน เพ่อให้สมาชิกและบุคคลท่วไปได้ใช้นามัน
�
�
ั
ิ
้
ี
และพัฒนาการเกษตรของกลุ่ม โดยเฉพาะการท�านาซึ่งเป็นอาชีพที่ก�าลังจะ ท่มีคุณภาพ และราคาเป็นธรรม โดยกลุ่มได้ติดต่อกับบริษัท
หมดไปจากอาเภอตะโหมด ปัจจุบันกลุ่มได้มีการรณรงค์ส่งเสริมให้สมาชิก บางจากปิโตรเลียม จ�ากัด (มหาชน) ในการจัดตั้งปั้มน�้ามัน
�
�
ื
ิ
่
ิ
ื
�
ึ
และคนในชุมชนหันกลับมาทานา เพ่อให้คนในชุมชนได้บริโภคข้าวอินทรีย์ท ี ่ 1 แห่ง ซงกลุ่มได้ทาบัตรเครดตให้กับสมาชิกเพอใช้เตม
่
�
ั
ี
ี
ี
�
ื
�
ปลอดภัย เดิมพ้นท่นาของอาเภอตะโหมดเกือบท้งหมดท่ไม่ได้เปล่ยนไปปลูก นามันแต่ละคร้ง ยอดจาหน่ายประมาณ 50,000 บาท/
้
ั
ี
ื
ื
พืชชนิดอ่น จะถูกปล่อยให้เป็นพ้นท่นาร้าง แต่ปัจจุบันกลุ่มเกษตรกรทานา วัน ซึ่งมีส่วนเฉลี่ยคืนให้กับสมาชิก ลิตรละ 15 สตางค์
�
34 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท์ และพระครูประยุตธรรมธัช 35
ต้นแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร
กลุ่มเกษตรกรท�านาตะโหมด ตะโหมดมีการรณรงค์ส่งเสริม ท�าให้มีเกษตรกรหันมาท�านากันมากขึ้น และ
ี
ื
�
กลุ่มเกษตรกรทานาตะโหมดเกิดจากการรวมตัวกันของเกษตรกร ในปัจจุบันไม่มีพ้นท่นาร้างในอาเภอตะโหมด (กรมส่งเสริมการเกษตร, 2557)
�
ั
ื
�
ี
ึ
ั
�
ต้งแต่ปี 2517 เน่องจากในช่วงเวลาน้นเกษตรกรไม่เข้าใจว่าเหตุใดยาง นับเป็นความสาเร็จประการหน่งของกลุ่มเกษตรกรทานาตะโหมดท่สมาชิก
ี
้
�
�
้
�
แผ่นดิบท่มีนาหนักเท่ากันจึงมีราคาต่างกัน ทาอย่างไรจึงจะไม่ถูกโกงนาหนัก ให้การยอมรับ และร่วมกันขับเคลื่อนกิจกรรมอยู่ในปัจจุบัน
หรือถูกกดราคาจากพ่อค้าคนกลาง และเพ่อช่วยเหลือสมาชิกท่มีอาชีพทานา กิจกรรมของกลุ่มเกษตรกรท�านาตะโหมดสามารถจ�าแนกได้ ดังนี้
ี
ื
�
ี
ื
ุ
ซ่งมีพ้นท่เพาะปลูกมากรองลงมาจากการปลูกยางพารา ด้วยการซ้อปุ๋ยนา 1) กิจกรรมการบรการ ผ่านวิสาหกิจชมชนกลุ่มเกษตรกรทานา
�
ิ
ึ
ื
�
ื
ข้าวราคาถูกจากองค์การตลาดเพ่อเกษตรกรมาจาหน่ายให้แก่สมาชิก และ ตะโหมด
เม่อมีพระราชบัญญัติวิสาหกิจชุมชน พ.ศ.2548 กลุ่มได้จดทะเบียนเป็น 1.1) ระดมทุน/ลงหุ้น หุ้นละ 50 บาท
ื
วิสาหกิจชุมชน มีกิจกรรมที่ด�าเนินการให้บริการแก่สมาชิก ตั้งแต่การจัดหา 1.2) รับฝากเงิน โดยให้ดอกเบ้ยเงินฝากออมทรัพย์พิเศษ ร้อย
ี
สิ่งของมาจ�าหน่าย การรวบรวมผลผลิต การรับฝากเงิน และการให้เงินกู้แก่ ละ 3.5 ต่อปี เงินฝากออมทรัพย์ร้อยละ 2.5 ต่อปี และเงิน
สมาชิก การส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรกลุ่มจะดาเนินการอยู่บนพ้นฐาน ฝากเผื่อเรียกร้อยละ 1.5 ต่อปี ซึ่งสูงกว่าธนาคารทั่วไป
ื
�
ื
ความต้องการและความจ�าเป็นของสมาชิก โดยไม่มุ่งพึ่งพาแหล่งเงินทุนจาก 1.3) ให้บริการสินเช่อแก่สมาชิก เพ่อเป็นทุนในการประกอบ
ื
ภายนอก ซ่งวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรทานาตะโหมดได้ทาให้สมาชิกกลุ่ม อาชีพการเกษตร ลดปัญหาการกู้นอกระบบ โดยให้สมาชิก
�
ึ
�
เช่อม่น และยึดการเกษตรเป็นอาชีพหลักตลอดมา จนน่าจะเรียกได้ว่ากลุ่ม กู้ระยะสั้น ระยะปานกลาง และระยะยาว คิดดอกเบี้ยร้อย
ื
ั
เกษตรกรท�านาตะโหมดช่วยให้อาชีพการเกษตรของสมาชิกยืนยงมาได้ การ ละ 9 ต่อปี
�
ื
�
ดาเนินงานท่ผ่านมาย่อมเป็นแรงจูงใจให้เกษตรกรท่ยังไม่ได้เป็นสมาชิก 1.4) จัดหาปัจจัยการผลิตบริการจาหน่ายแก่สมาชิก เพ่อลด
ี
ี
ปรารถนาเข้ามาเป็นสมาชิก แม้ว่ากลุ่มจะเข้มงวดในการรับสมาชิกก็ตาม แต่ ต้นทุนของสมาชิก
ึ
ื
ื
้
ั
ก็ยังมีสมาชิกเพ่มข้นทุกปี และสมาชิกเองก็มีความพึงพอใจต่อการขับเคล่อน 1.5) จัดต้งปั๊มนามัน เพ่อให้สมาชิกและบุคคลท่วไปได้ใช้นามัน
�
�
ั
ิ
้
ี
และพัฒนาการเกษตรของกลุ่ม โดยเฉพาะการท�านาซึ่งเป็นอาชีพที่ก�าลังจะ ท่มีคุณภาพ และราคาเป็นธรรม โดยกลุ่มได้ติดต่อกับบริษัท
หมดไปจากอาเภอตะโหมด ปัจจุบันกลุ่มได้มีการรณรงค์ส่งเสริมให้สมาชิก บางจากปิโตรเลียม จ�ากัด (มหาชน) ในการจัดตั้งปั้มน�้ามัน
�
�
ื
ิ
่
ิ
ื
�
ึ
และคนในชุมชนหันกลับมาทานา เพ่อให้คนในชุมชนได้บริโภคข้าวอินทรีย์ท ี ่ 1 แห่ง ซงกลุ่มได้ทาบัตรเครดตให้กับสมาชิกเพอใช้เตม
่
�
ั
ี
ี
ี
�
ื
�
ปลอดภัย เดิมพ้นท่นาของอาเภอตะโหมดเกือบท้งหมดท่ไม่ได้เปล่ยนไปปลูก นามันแต่ละคร้ง ยอดจาหน่ายประมาณ 50,000 บาท/
้
ั
ี
ื
ื
พืชชนิดอ่น จะถูกปล่อยให้เป็นพ้นท่นาร้าง แต่ปัจจุบันกลุ่มเกษตรกรทานา วัน ซึ่งมีส่วนเฉลี่ยคืนให้กับสมาชิก ลิตรละ 15 สตางค์
�
34 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท์ และพระครูประยุตธรรมธัช 35
ต้นแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร
�
ื
ั
1.6) จัดต้งร้านค้าจานวน 1 แห่ง เพ่อจัดหาสินค้าอุปโภคและ 3) กิจกรรมการจัดระบบสวัสดิการแก่สมาชิกและชุมชน
�
บริโภค มาจาหน่ายให้กับสมาชิกและบุคคลท่วไปในราคา 3.1) เงินสงเคราะห์สมาชิกและคู่สมรสสมาชิกเสียชีวิต แรกเข้า
ั
ยุติธรรม – 5 ปี 10,000 บาท/ศพ สมาชิก 5 ปี – 10 ปี 12,000
1.7) โรงสีข้าว กลุ่มมีโรงสีข้าวขนาดก�าลังการผลิต 2 ตัน/วัน ให้ บาท/ศพ สมาชิก 10 ปี ขึ้นไป 15,000 บาท/ศพ
บริการรับสีข้าวให้สมาชิก และกลุ่มรบซอข้าวของสมาชิก 3.2) เงินชดเชยสมาชิกท่เจ็บป่วยนอนโรงพยาบาล ลูกค้าช้น 1
ี
ั
ื
ั
้
�
ี
ั
ื
ในราคาท่สูงกว่าท้องตลาด 2 บาทต่อกิโลกรัม เพ่อนามา คืนละ 400 บาท ลูกค้าช้น 2 คืนละ 200 บาท คนละไม่เกิน
แปรรูปเป็นข้าวสารจ�าหน่าย 10 คืน/ปี
ื
้
�
1.8) รับซ้อนายางแปรรูปเป็นยางแผ่นดิบรมควัน และผลผลิต 3.3) เงินช่วยเหลือสังคม หน่วยงานราชการท่ขอสนับสนุน
ี
ั
ื
ด้านการเกษตรอ่น ๆ โดยกลุ่มจะให้ราคาสูงกว่าพ่อค้าท่วไป ประมาณ 20,000–50,000 บาทต่อปี
กิโลกรัมละ 2 บาท เช่น ถั่วหรั่ง ผลไม้ เป็นต้น 3.4) สนับสนุนสวัสดิการผู้สูงอายุและผู้ด้อยโอกาส ประมาณ
1.9) บริการรถแทรกเตอร์ไถนา ให้บริการแก่สมาชิกราคาท ่ ี 30,000–50,000 บาทต่อปี (กรมส่งเสริมการเกษตร, 2557)
ถูกกว่าทั่วไป 200 บาทต่อไร่
ุ
1.10) บริการรับตัดหญ้าในสวนยางพารา 250 บาทต่อไร่ ในภาพรวมกล่าวได้ว่ากล่มเกษตรกรทานาตะโหมดมกจกรรมให้
�
ิ
ี
ั
ี
1.11) บริการให้เช่าเต็นท์ โต๊ะและเครื่องครัว บริการทางด้านการเงินท่ม่นคงและทันสมัย คล้ายกับระบบท่ธนาคารพาณิชย์
ี
ี
ี
1.12) บริการเคาร์เตอร์เซอวิส ให้บริการ และยังให้ดอกเบ้ยเงินฝากในอัตราท่สูงกว่าธนาคารพาณิชย์ ใน
�
�
ขณะเดียวกันยังมีการปันผลคืนแก่สมาชิก ทาให้สมาชิกในอาเภอตะโหมด
ิ
ี
ั
ิ
ื
2) กิจกรรมด้านการผลิต ไม่ต้องเดนทางไปใช้บรการของธนาคารพาณชย์ เนองจากมสถาบนการเงน
่
ิ
ิ
ั
ื
2.1) การทานา มีการรณรงค์ฟื้นฟูนาร้างให้เป็นนาข้าวจากพ้นท ่ ี เป็นของตนเองต้งอยู่ในชุมชน สมาชิกสามารถใช้บริการได้อย่างสะดวก คนใน
�
ี
ื
นาท่เคยรกร้างมาเป็นเวลา 10 ปี มีการผลิตข้าวเพ่อ ต�าบลส่วนใหญ่เป็นสมาชิกของกลุ่ม และจะน�าเงินมาฝากกับกลุ่ม เนื่องจาก
ี
ี
จ�าหน่ายให้กับชุมชนและตลาดทั่วไป ให้ผลตอบแทนท่ดีกว่าธนาคารพาณิชย์ อย่างไรก็ตามกิจกรรมสาคัญท่สุดของ
�
ั
ี
ี
2.2) การแปรรูปข้าว จาหน่ายให้สมาชิก คนในชุมชน และลูกค้า กลุ่มยังคงเป็นกิจกรรมด้านการผลิตท่ช่วยส่งเสริมให้สมาชิกมีรายได้ท่ม่นคง
�
ึ
ทั่วไป มากข้น และการส่งเสริมการทาเกษตรอินทรีย์ยังช่วยให้ชาวบ้านตะโหมดม ี
�
2.3) ส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตร ได้แก่ ถั่วหรั่ง และไม้ผล อาหารปลอดภัยบริโภคอีกด้วย จึงกล่าวได้ว่าวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกร
36 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท์ และพระครูประยุตธรรมธัช 37
ต้นแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร
�
ื
ั
1.6) จัดต้งร้านค้าจานวน 1 แห่ง เพ่อจัดหาสินค้าอุปโภคและ 3) กิจกรรมการจัดระบบสวัสดิการแก่สมาชิกและชุมชน
�
บริโภค มาจาหน่ายให้กับสมาชิกและบุคคลท่วไปในราคา 3.1) เงินสงเคราะห์สมาชิกและคู่สมรสสมาชิกเสียชีวิต แรกเข้า
ั
ยุติธรรม – 5 ปี 10,000 บาท/ศพ สมาชิก 5 ปี – 10 ปี 12,000
1.7) โรงสีข้าว กลุ่มมีโรงสีข้าวขนาดก�าลังการผลิต 2 ตัน/วัน ให้ บาท/ศพ สมาชิก 10 ปี ขึ้นไป 15,000 บาท/ศพ
บริการรับสีข้าวให้สมาชิก และกลุ่มรบซอข้าวของสมาชิก 3.2) เงินชดเชยสมาชิกท่เจ็บป่วยนอนโรงพยาบาล ลูกค้าช้น 1
ี
ั
ื
ั
้
�
ี
ั
ื
ในราคาท่สูงกว่าท้องตลาด 2 บาทต่อกิโลกรัม เพ่อนามา คืนละ 400 บาท ลูกค้าช้น 2 คืนละ 200 บาท คนละไม่เกิน
แปรรูปเป็นข้าวสารจ�าหน่าย 10 คืน/ปี
ื
้
�
1.8) รับซ้อนายางแปรรูปเป็นยางแผ่นดิบรมควัน และผลผลิต 3.3) เงินช่วยเหลือสังคม หน่วยงานราชการท่ขอสนับสนุน
ี
ั
ื
ด้านการเกษตรอ่น ๆ โดยกลุ่มจะให้ราคาสูงกว่าพ่อค้าท่วไป ประมาณ 20,000–50,000 บาทต่อปี
กิโลกรัมละ 2 บาท เช่น ถั่วหรั่ง ผลไม้ เป็นต้น 3.4) สนับสนุนสวัสดิการผู้สูงอายุและผู้ด้อยโอกาส ประมาณ
1.9) บริการรถแทรกเตอร์ไถนา ให้บริการแก่สมาชิกราคาท ่ ี 30,000–50,000 บาทต่อปี (กรมส่งเสริมการเกษตร, 2557)
ถูกกว่าทั่วไป 200 บาทต่อไร่
ุ
1.10) บริการรับตัดหญ้าในสวนยางพารา 250 บาทต่อไร่ ในภาพรวมกล่าวได้ว่ากล่มเกษตรกรทานาตะโหมดมกจกรรมให้
�
ิ
ี
ั
ี
1.11) บริการให้เช่าเต็นท์ โต๊ะและเครื่องครัว บริการทางด้านการเงินท่ม่นคงและทันสมัย คล้ายกับระบบท่ธนาคารพาณิชย์
ี
ี
ี
1.12) บริการเคาร์เตอร์เซอวิส ให้บริการ และยังให้ดอกเบ้ยเงินฝากในอัตราท่สูงกว่าธนาคารพาณิชย์ ใน
�
�
ขณะเดียวกันยังมีการปันผลคืนแก่สมาชิก ทาให้สมาชิกในอาเภอตะโหมด
ิ
ี
ั
ิ
ื
2) กิจกรรมด้านการผลิต ไม่ต้องเดนทางไปใช้บรการของธนาคารพาณชย์ เนองจากมสถาบนการเงน
่
ิ
ิ
ั
ื
2.1) การทานา มีการรณรงค์ฟื้นฟูนาร้างให้เป็นนาข้าวจากพ้นท ่ ี เป็นของตนเองต้งอยู่ในชุมชน สมาชิกสามารถใช้บริการได้อย่างสะดวก คนใน
�
ี
ื
นาท่เคยรกร้างมาเป็นเวลา 10 ปี มีการผลิตข้าวเพ่อ ต�าบลส่วนใหญ่เป็นสมาชิกของกลุ่ม และจะน�าเงินมาฝากกับกลุ่ม เนื่องจาก
ี
ี
จ�าหน่ายให้กับชุมชนและตลาดทั่วไป ให้ผลตอบแทนท่ดีกว่าธนาคารพาณิชย์ อย่างไรก็ตามกิจกรรมสาคัญท่สุดของ
�
ั
ี
ี
2.2) การแปรรูปข้าว จาหน่ายให้สมาชิก คนในชุมชน และลูกค้า กลุ่มยังคงเป็นกิจกรรมด้านการผลิตท่ช่วยส่งเสริมให้สมาชิกมีรายได้ท่ม่นคง
�
ึ
ทั่วไป มากข้น และการส่งเสริมการทาเกษตรอินทรีย์ยังช่วยให้ชาวบ้านตะโหมดม ี
�
2.3) ส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตร ได้แก่ ถั่วหรั่ง และไม้ผล อาหารปลอดภัยบริโภคอีกด้วย จึงกล่าวได้ว่าวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกร
36 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท์ และพระครูประยุตธรรมธัช 37
ต้นแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร
ึ
่
ั
ทานาตะโหมดสามารถสร้างเสริมสุขภาวะท่ดีให้แก่ชาวตะโหมด ท้งท่เป็น ข. ฝายการศกษา ศาสนา วัฒนธรรม
�
ี
ี
่
ี
ี
ุ
่
ึ
ุ
สมาชิกและไม่ได้เป็นสมาชิก โดยสามารถสร้างคุณประโยชน์ให้แก่ชาวบ้าน ชมชนตะโหมดเป็นชมชนหนงทมลกษณะเป็นสงคมพหวฒนธรรม
ั
ั
ั
ุ
ตะโหมด ดังรายละเอียดในแผนภาพ ประกอบด้วยชุมชนชาวพุทธและชาวมุสลิม แต่ความแตกต่างทางศาสนาและ
�
ความเช่อไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการดาเนินชีวิตอยู่ร่วมกันของชาวบ้านใน
ื
ี
ชุมชนตะโหมด ท้งน้ชาวบ้านตะโหมดได้พยายามใช้ประโยชน์จากคุณลักษณะ
ั
การท�านายังคงอยู่ คนในชุมชนได้บริโภค
ข้าวที่ปลอดภัย ของความหลากหลายทางศาสนาและวัฒนธรรมประเพณีมาใช้เป็นองค์
ี
ั
ประกอบท่มีคุณค่าในเชิงการพัฒนาสังคม เพราะเช่อม่นว่าศาสนาและ
ื
ี
ั
พฒนา ยกระดับคุณภาพ วัฒนธรรมประเพณีสามารถแลกเปล่ยนและสามารถปรับปรุงให้มีความ
ความเปนผู้น�า และราคายางแผ่นดิบ
็
สอดคล้องกับการด�าเนินชีวิตอยู่ร่วมกันของศาสนิกชนทั้ง 2 ศาสนาได้ ทั้งนี้
ชาวบ้านตะโหมดทั้ง 2 ศาสนาสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ ผู้น�าศาสนา
ั
พฒนาการปกครอง สมาชิกและ
ี
ั
ในระบอบประชาธิปไตย ลูกหลานมีเงิน ท้ง 2 ศาสนาร่วมกันเป็นพลังยึดเหน่ยวจิตใจและประสานความรักความ
วิสาหกิจชุมชน
่
่
้
กลุ่มเกษตรกรท�านา สามัคคี ส่งผลใหชาวตะโหมดอาศัยอยู่รวมกันอย่างสงบสุข และสามารถรวม
�
�
�
ก่อให้เกิดความเกื้อกูล ตะโหมด สมาชิกมีเงินกู้ กันดาเนินกิจกรรมการพัฒนาในตาบลตะโหมดด้วยดี สาหรับแนวทางในการ
ื
ระหว่างกันในชุมชน เพ่อลงทุน ด�าเนินกิจกรรมพัฒนาชุมชนของสภาลานวัดตะโหมดฝ่ายการศึกษา ศาสนา
ั
ั
�
ั
ั
้
ึ
วฒนธรรม ประกอบดวย การจดงานวนสาคญทางศาสนา งานการศกษา งาน
ก่อให้เกิดความสามัคคี กลุ่มมีก�าไรสมาชิก ส่งเสริมขนบธรรมเนียมประเพณี งานพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม งานกีฬาและ
่
ในชุมชน ในสวนแบ่งผลก�าไร
สันทนาการ กิจกรรมเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการพัฒนาที่ช่วยกระ
�
ั
ื
ตุ้นใหชาวบ้านตะโหมดมีความต่นตัวและให้ความสาคัญต่อการศึกษามาต้งแต่
ลดค่าใช้จ่ายในการ
ซื้อวัสดุอุปกรณ์ด้านการเกษตร อดีต ดังจะเห็นได้จากที่พระครูอุทิตกิจจทรและคณะสงฆ์วัดตะโหมดร่วมกัน
ั
ผลักดันให้มีการจัดการศึกษาท้งระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาในตาบล
�
�
ตะโหมด ส่งผลให้ชาวบ้านตะโหมดทุกครอบครัวให้ความสาคัญกับการ
ื
สนับสนุนให้บุตรหลานได้รับการศึกษาสูงอย่างเต็มความสามารถ แม้ว่าเม่อ
จบการศึกษาแล้วบางคนก็ไปประกอบอาชีพอยูในท้องถิ่นอื่น แต่หลายคนก็
38 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท์ และพระครูประยุตธรรมธัช 39
ต้นแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร
ึ
่
ั
ทานาตะโหมดสามารถสร้างเสริมสุขภาวะท่ดีให้แก่ชาวตะโหมด ท้งท่เป็น ข. ฝายการศกษา ศาสนา วัฒนธรรม
�
ี
ี
่
ี
ี
ุ
่
ึ
ุ
สมาชิกและไม่ได้เป็นสมาชิก โดยสามารถสร้างคุณประโยชน์ให้แก่ชาวบ้าน ชมชนตะโหมดเป็นชมชนหนงทมลกษณะเป็นสงคมพหวฒนธรรม
ั
ั
ุ
ั
ตะโหมด ดังรายละเอียดในแผนภาพ ประกอบด้วยชุมชนชาวพุทธและชาวมุสลิม แต่ความแตกต่างทางศาสนาและ
�
ความเช่อไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการดาเนินชีวิตอยู่ร่วมกันของชาวบ้านใน
ื
ี
ชุมชนตะโหมด ท้งน้ชาวบ้านตะโหมดได้พยายามใช้ประโยชน์จากคุณลักษณะ
ั
การท�านายังคงอยู่ คนในชุมชนได้บริโภค
ข้าวที่ปลอดภัย ของความหลากหลายทางศาสนาและวัฒนธรรมประเพณีมาใช้เป็นองค์
ี
ั
ประกอบท่มีคุณค่าในเชิงการพัฒนาสังคม เพราะเช่อม่นว่าศาสนาและ
ื
ี
ั
พฒนา ยกระดับคุณภาพ วัฒนธรรมประเพณีสามารถแลกเปล่ยนและสามารถปรับปรุงให้มีความ
็
ความเปนผู้น�า และราคายางแผ่นดิบ
สอดคล้องกับการด�าเนินชีวิตอยู่ร่วมกันของศาสนิกชนทั้ง 2 ศาสนาได้ ทั้งนี้
ชาวบ้านตะโหมดทั้ง 2 ศาสนาสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ ผู้น�าศาสนา
ั
พฒนาการปกครอง สมาชิกและ
ี
ั
ในระบอบประชาธิปไตย ลูกหลานมีเงิน ท้ง 2 ศาสนาร่วมกันเป็นพลังยึดเหน่ยวจิตใจและประสานความรักความ
วิสาหกิจชุมชน
่
่
้
กลุ่มเกษตรกรท�านา สามัคคี ส่งผลใหชาวตะโหมดอาศัยอยู่รวมกันอย่างสงบสุข และสามารถรวม
�
�
�
ก่อให้เกิดความเกื้อกูล ตะโหมด สมาชิกมีเงินกู้ กันดาเนินกิจกรรมการพัฒนาในตาบลตะโหมดด้วยดี สาหรับแนวทางในการ
ื
ระหว่างกันในชุมชน เพ่อลงทุน ด�าเนินกิจกรรมพัฒนาชุมชนของสภาลานวัดตะโหมดฝ่ายการศึกษา ศาสนา
ั
ั
�
ั
ั
้
ึ
วฒนธรรม ประกอบดวย การจดงานวนสาคญทางศาสนา งานการศกษา งาน
ก่อให้เกิดความสามัคคี กลุ่มมีก�าไรสมาชิก ส่งเสริมขนบธรรมเนียมประเพณี งานพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม งานกีฬาและ
่
ในชุมชน ในสวนแบ่งผลก�าไร
สันทนาการ กิจกรรมเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการพัฒนาที่ช่วยกระ
�
ั
ื
ตุ้นใหชาวบ้านตะโหมดมีความต่นตัวและให้ความสาคัญต่อการศึกษามาต้งแต่
ลดค่าใช้จ่ายในการ
ซื้อวัสดุอุปกรณ์ด้านการเกษตร อดีต ดังจะเห็นได้จากที่พระครูอุทิตกิจจทรและคณะสงฆ์วัดตะโหมดร่วมกัน
ั
ผลักดันให้มีการจัดการศึกษาท้งระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาในตาบล
�
�
ตะโหมด ส่งผลให้ชาวบ้านตะโหมดทุกครอบครัวให้ความสาคัญกับการ
ื
สนับสนุนให้บุตรหลานได้รับการศึกษาสูงอย่างเต็มความสามารถ แม้ว่าเม่อ
จบการศึกษาแล้วบางคนก็ไปประกอบอาชีพอยูในท้องถิ่นอื่น แต่หลายคนก็
38 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท์ และพระครูประยุตธรรมธัช 39
ต้นแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร
�
ี
ื
ั
กลับมาประกอบอาชีพอยู่ท่บ้าน และเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาการศึกษา เน่องจากโรงเรียนวัดตะโหมดต้งอยู่ในท่ดินของวัดตะโหมด ตามอานาจ
ี
้
้
้
่
้
ี
้
็
ุ
้
ั
ั
์
่
ี
็
้
ู
ของเด็กและเยาวชนรุ่นหลัง รวมถึงวัดตะโหมดยังจัดให้เยาวชนได้มีการศึกษา หนาทของเจาอาวาสจะตองเปนเปนผใหการอปถมภ หลงจากทไดสรางอาคาร
ั
�
ึ
ั
ื
ี
หลักธรรมในพระพุทธศาสนามาอย่างต่อเน่อง ดังน้นเด็กและเยาวชนในชุมชน เรียนหลังใหม่และมีนักเรียนจานวนมากข้น นักเรียนท่เรียนจบช้นประถมปีท ี ่
ั
ี
ตะโหมดส่วนใหญ่จึงได้รับการศึกษาท้งทางโลกและทางธรรมมาโดยตลอด 4 แล้วจะต้องเดินทางออกไปเรียนท่อ่น ไม่สะดวกต่อการเดินทางไปเรียน
ื
ั
ั
อีกตัวอย่างกิจกรรมโดดเด่นในฝ่ายน้ท่สภาลานวัดตะโหมดให้การสนับสนุน โรงเรียนวัดตะโหมดจึงได้พยายามติดต่อขอขยายช้นเรียนถึงช้นประถมศึกษา
ี
ี
ึ
คือ “ประเพณีงานบุญสองศาสนา” ซ่งเป็นกิจกรรมอนุรักษ์วัฒนธรรม ปีที่ 7 แต่เนื่องจากอาคารเรียนที่จะสร้างใหม่นั้นที่ดินของวัดก็มีจ�ากัด ต่อมา
ประเพณีร่วมกันระหว่างชาวบ้าน 2 ศาสนาในชุมชนตะโหมด เจ้าอาวาสจึงได้เชิญผู้นาชุมชนและครูโรงเรียนวัดตะโหมดมาร่วมปรึกษาหารือ
�
ี
ี
ี
ื
ในการจัดการท่ดินเพ่อจะสร้างอาคารหลังใหม่ ท่ประชุมได้เสนอท่ธรณีสงฆ์
ึ
ด้านการศกษา คือวัดเหนือเป็นสถานท่สร้างอาคารเรียน ซ่งอยู่ห่างไกลจากโรงเรียนวัดตะ
ึ
ี
วัดตะโหมดเป็นศูนย์กลางของการศึกษาในชุมชนมาต้งแต่อดีต ในสมัย โหมดไปทางทิศใต้ประมาณ 300 เมตร คณะครูอาจารย์เห็นว่าไม่สะดวกต่อ
ั
ที่ยังไม่มีโรงเรียนพระสงฆ์ได้ท�าหน้าที่เป็นผู้สอนเด็กที่วัดตะโหมด จนกระทั่ง การจดการเรยนการสอน ทประชมเสนอให้แลกทดนธรณสงฆ์กบทดนของ
ุ
ี
่
ี
่
่
ี
ั
ิ
ิ
ั
ี
ี
ี
ื
ในปี 2484 ทางราชการได้เปิดโรงเรียนประชาบาลขึ้นที่ชุมชนตะโหมด โดย นายจัด ฤทธิเดช ท่อยู่ติดกับวัดตะโหมดทางตะวันตกและมีเน้อท่ดินใกล้เคียง
ี
ี
ใช้ศาลาโรงธรรมของวัดเป็นสถานท่เรียน ต่อมาในปี 2496 ได้รับงบประมาณ กัน โดยคณะกรรมการจะด�าเนินการปรับที่ดินธรณีสงฆ์ให้เป็นที่นา สามารถ
ึ
ื
ี
�
ี
ก่อสร้างอาคารเรียนหลังใหม่ แต่เน่องด้วยงบประมาณมีน้อยทางวัดตะโหมด ทานาได้ตามฤดูกาล ซ่งนายจัดได้ตอบตกลงแลกเปล่ยนท่ดินด้วย เพ่อเห็นแก่
ื
โดยพระครูพิมลชยานุรักษ์ (เจ้าอาวาสวัดตะโหมดในขณะนั้น) จึงเข้าไปช่วย ประโยชน์ของการศึกษา ต่อมาพระครูอุทิตกิจจาทรในฐานะเจ้าอาวาสได้
ี
ี
ด�าเนินการจนกระทั่งส�าเร็จ อาคารหลังนี้ให้ชื่อว่าโรงเรียนวัดตะโหมด (หมุน ติดต่อประสานงานกับกรมการศาสนาเร่องการแลกเปล่ยนท่ธรณีสงฆ์กับท่ดิน
ื
ี
ั
คณานุสรณ์) นับจากน้นเป็นต้นมาวัดตะโหมดได้เป็นศูนย์กลางของการศึกษา ของเอกชน ทางกรมการศาสนาก็ไม่ขัดข้อง แต่ติดปัญหาในแง่ของกฎหมาย
ั
ท้งทางโลกและทางธรรม นับเป็นภารกิจท่ส�าคัญ เพราะต้องการพัฒนา การแลกเปล่ยน เพราะต้องออกเป็นพระราชบัญญัติผ่านสภาผู้แทนราษฎร ม ี
ี
ี
ิ
ี
ั
คุณภาพชีวิตของคนในท้องถ่นด้วยการให้การศึกษา ท้งน้พระครูประยุตธรรม นักกฎหมายหลานท่านเห็นว่าไม่สามารถด�าเนินการได้ พระครูอุทิตกิจจาทร
่
�
ึ
�
่
ธัช ประธานสภาลานวัดตะโหมด ให้ความเห็นต่อความสาคัญในการ จึงได้ปรึกษากับนายอา รองเงิน ซ่งเป็นผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง นายอาได้
�
�
พัฒนาการศึกษาว่า “พวกเราเหมือนเป็นไผ่ลาแก่ ไม่สามารถจะมีความ พูดในท่ประชุมวัดตะโหมดว่า “ส่งใดมนุษย์ทาข้นได้ ส่งน้นมนุษย์ต้องแก้ไข
ิ
ั
ึ
ิ
�
ี
เจริญงอกงามได้แล้ว จึงควรส่งเสริมให้เกิดหน่อใหม่ข้นมา ซ่งก็คือการ ได้” (พระครูประยุตธรรมธัช, สัมภาษณ์, 11 มกราคม 2565) พร้อมกับ
ึ
ึ
�
พัฒนาการศึกษา” (พระครูประยุตธรรมธัช, สัมภาษณ์, 11 มกราคม 2565) พยายามนาเรื่องผลักดันเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร และสามารถออกพระราช
40 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท์ และพระครูประยุตธรรมธัช 41
ต้นแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร
�
ี
ื
ั
กลับมาประกอบอาชีพอยู่ท่บ้าน และเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาการศึกษา เน่องจากโรงเรียนวัดตะโหมดต้งอยู่ในท่ดินของวัดตะโหมด ตามอานาจ
ี
้
้
้
่
้
ี
้
็
ุ
้
ั
ั
์
่
ี
็
้
ู
ของเด็กและเยาวชนรุ่นหลัง รวมถึงวัดตะโหมดยังจัดให้เยาวชนได้มีการศึกษา หนาทของเจาอาวาสจะตองเปนเปนผใหการอปถมภ หลงจากทไดสรางอาคาร
ั
�
ึ
ั
ื
ี
หลักธรรมในพระพุทธศาสนามาอย่างต่อเน่อง ดังน้นเด็กและเยาวชนในชุมชน เรียนหลังใหม่และมีนักเรียนจานวนมากข้น นักเรียนท่เรียนจบช้นประถมปีท ี ่
ั
ี
ตะโหมดส่วนใหญ่จึงได้รับการศึกษาท้งทางโลกและทางธรรมมาโดยตลอด 4 แล้วจะต้องเดินทางออกไปเรียนท่อ่น ไม่สะดวกต่อการเดินทางไปเรียน
ื
ั
ั
อีกตัวอย่างกิจกรรมโดดเด่นในฝ่ายน้ท่สภาลานวัดตะโหมดให้การสนับสนุน โรงเรียนวัดตะโหมดจึงได้พยายามติดต่อขอขยายช้นเรียนถึงช้นประถมศึกษา
ี
ี
ึ
คือ “ประเพณีงานบุญสองศาสนา” ซ่งเป็นกิจกรรมอนุรักษ์วัฒนธรรม ปีที่ 7 แต่เนื่องจากอาคารเรียนที่จะสร้างใหม่นั้นที่ดินของวัดก็มีจ�ากัด ต่อมา
ประเพณีร่วมกันระหว่างชาวบ้าน 2 ศาสนาในชุมชนตะโหมด เจ้าอาวาสจึงได้เชิญผู้นาชุมชนและครูโรงเรียนวัดตะโหมดมาร่วมปรึกษาหารือ
�
ี
ี
ี
ื
ในการจัดการท่ดินเพ่อจะสร้างอาคารหลังใหม่ ท่ประชุมได้เสนอท่ธรณีสงฆ์
ึ
ด้านการศกษา คือวัดเหนือเป็นสถานท่สร้างอาคารเรียน ซ่งอยู่ห่างไกลจากโรงเรียนวัดตะ
ึ
ี
วัดตะโหมดเป็นศูนย์กลางของการศึกษาในชุมชนมาต้งแต่อดีต ในสมัย โหมดไปทางทิศใต้ประมาณ 300 เมตร คณะครูอาจารย์เห็นว่าไม่สะดวกต่อ
ั
ที่ยังไม่มีโรงเรียนพระสงฆ์ได้ท�าหน้าที่เป็นผู้สอนเด็กที่วัดตะโหมด จนกระทั่ง การจดการเรยนการสอน ทประชมเสนอให้แลกทดนธรณสงฆ์กบทดนของ
ุ
ี
่
ี
่
่
ี
ั
ิ
ิ
ั
ี
ี
ี
ื
ในปี 2484 ทางราชการได้เปิดโรงเรียนประชาบาลขึ้นที่ชุมชนตะโหมด โดย นายจัด ฤทธิเดช ท่อยู่ติดกับวัดตะโหมดทางตะวันตกและมีเน้อท่ดินใกล้เคียง
ี
ี
ใช้ศาลาโรงธรรมของวัดเป็นสถานท่เรียน ต่อมาในปี 2496 ได้รับงบประมาณ กัน โดยคณะกรรมการจะด�าเนินการปรับที่ดินธรณีสงฆ์ให้เป็นที่นา สามารถ
ึ
ื
ี
�
ี
ก่อสร้างอาคารเรียนหลังใหม่ แต่เน่องด้วยงบประมาณมีน้อยทางวัดตะโหมด ทานาได้ตามฤดูกาล ซ่งนายจัดได้ตอบตกลงแลกเปล่ยนท่ดินด้วย เพ่อเห็นแก่
ื
โดยพระครูพิมลชยานุรักษ์ (เจ้าอาวาสวัดตะโหมดในขณะนั้น) จึงเข้าไปช่วย ประโยชน์ของการศึกษา ต่อมาพระครูอุทิตกิจจาทรในฐานะเจ้าอาวาสได้
ี
ี
ด�าเนินการจนกระทั่งส�าเร็จ อาคารหลังนี้ให้ชื่อว่าโรงเรียนวัดตะโหมด (หมุน ติดต่อประสานงานกับกรมการศาสนาเร่องการแลกเปล่ยนท่ธรณีสงฆ์กับท่ดิน
ื
ี
ั
คณานุสรณ์) นับจากน้นเป็นต้นมาวัดตะโหมดได้เป็นศูนย์กลางของการศึกษา ของเอกชน ทางกรมการศาสนาก็ไม่ขัดข้อง แต่ติดปัญหาในแง่ของกฎหมาย
ั
ท้งทางโลกและทางธรรม นับเป็นภารกิจท่ส�าคัญ เพราะต้องการพัฒนา การแลกเปล่ยน เพราะต้องออกเป็นพระราชบัญญัติผ่านสภาผู้แทนราษฎร ม ี
ี
ี
ิ
ี
ั
คุณภาพชีวิตของคนในท้องถ่นด้วยการให้การศึกษา ท้งน้พระครูประยุตธรรม นักกฎหมายหลานท่านเห็นว่าไม่สามารถด�าเนินการได้ พระครูอุทิตกิจจาทร
่
�
ึ
�
่
ธัช ประธานสภาลานวัดตะโหมด ให้ความเห็นต่อความสาคัญในการ จึงได้ปรึกษากับนายอา รองเงิน ซ่งเป็นผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง นายอาได้
�
�
พัฒนาการศึกษาว่า “พวกเราเหมือนเป็นไผ่ลาแก่ ไม่สามารถจะมีความ พูดในท่ประชุมวัดตะโหมดว่า “ส่งใดมนุษย์ทาข้นได้ ส่งน้นมนุษย์ต้องแก้ไข
ิ
ั
ึ
ิ
�
ี
เจริญงอกงามได้แล้ว จึงควรส่งเสริมให้เกิดหน่อใหม่ข้นมา ซ่งก็คือการ ได้” (พระครูประยุตธรรมธัช, สัมภาษณ์, 11 มกราคม 2565) พร้อมกับ
ึ
ึ
�
พัฒนาการศึกษา” (พระครูประยุตธรรมธัช, สัมภาษณ์, 11 มกราคม 2565) พยายามนาเรื่องผลักดันเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร และสามารถออกพระราช
40 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท์ และพระครูประยุตธรรมธัช 41
ต้นแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร
ั
บัญญัติจนส�าเร็จในปี 2516 ในปีต่อมาจึงได้ของบประมาณสนับสนุนการสร้าง ต่อมาในปี 2522 เม่อมีนักเรียนจบช้นประถมศึกษาตอนปลายแล้ว
ื
ี
ั
อาคารเรียน 1 หลัง แต่มี 2 โรงเรียนท่ต้องการใช้อาคารเรียน โรงเรียนวัด ส่วนมากหากต้องการเรียนต่อช้นมัธยมศึกษา จะต้องเดินทางไปเรียนต่าง
ตะโหมดต้องแข่งขันกับโรงเรียนแม่ขรี เพราะทางอ�าเภอไม่กล้าตัดสินใจ อ�าเภอ ทางครอบครัวต้องมีค่าใช้จ่ายสูง ผู้น�าชุมชนจึงคิดต้องการจะหาสถาน
พร้อมเสนอให้มีการประชุมคณะกรรมการศึกษาและครูอาจารย์ท้ง 2 โรงเรียน ที่จัดตั้งโรงเรียนมัธยมศึกษา ซึ่งนายเคลื่อน เพชรหนู และนายไชย พลเพชร
ั
ี
หลังจากการอภิปรายเสร็จสิ้น ผลการลงคะแนนแบบเปิดเผยด้วยการยกมือ ได้ร่วมบริจาคท่ดินให้โดยไม่คิดมูลค่า รวมขนาดท่ดินประมาณมากกว่า
ี
ผลปรากฎว่าฝ่ายสนับสนุนโรงเรียนวัดตะโหมดเป็นฝ่ายชนะ นับเป็นชัยชนะ 30 ไร่ ต้งอยู่ทางทิศตะวันตกของวัดตะโหมด ก�านันต�าบลตะโหมดและพระคร ู
ั
ู
�
้
ุ
ตามวถประชาธปไตยโดยใชเหตและผลในการพจารณา ทาใหผน�าชมชนและ อุทิตกิจจาทรร่วมกันติดตามและผลักดันการขอจัดต้งโรงเรียนมัธยมศึกษา
้
ุ
ี
ิ
้
ั
ิ
ิ
ั
ั
ั
โรงเรียนในขณะน้นมีขวัญ จนกระท่งได้รับการอนุมัติจัดต้ง “โรงเรียนประชาบ�ารุง (อุทิตกิจจาทร)”
ี
และก�าลังใจท่จะร่วมกัน ชาวบ้านตะโหมดร่วมมือกับผู้น�าชุมชนและพระครูอุทิตกิจจาทรก่อสร้าง
ื
ด�าเนินกิจกรรมเพ่อการ อาคารเรียนชั่วคราวขึ้นโดยไม่ใช้งบประมาณของทางราชการแต่อย่างใด จน
ั
ี
พัฒนาการศึกษาสืบต่อไป กระท่งสามารถเปิดเรียนได้เป็นผลส�าเร็จ นอกจากน้พระครูอุทิตกิจจาทรและ
ั
ี
สภาลานวัดตะโหมดมีความมุ่งม่นท่จะผลักดันให้โรงเรียนประชาบ�ารุงสามารถ
จดการศกษาได โดยไดประกาศวา “ถ้ารัฐไม่สามารถจัดงบประมาณส�าหรับ
้
่
้
ึ
ั
จ้างครูมาสอนได้ ทางวัดจะจ่าย
ื
เงินเดือนให้ครูในปแรก เพ่อให้
สามารถจัดการเรยนการสอนได้”
ี
(พระครูประยุตธรรมธัช, สัมภาษณ์,
11 มกราคม 2565)
42 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท และพระครูประยุตธรรมธัช 43
ตนแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร
ั
บัญญัติจนส�าเร็จในปี 2516 ในปีต่อมาจึงได้ของบประมาณสนับสนุนการสร้าง ต่อมาในปี 2522 เม่อมีนักเรียนจบช้นประถมศึกษาตอนปลายแล้ว
ื
ี
ั
อาคารเรียน 1 หลัง แต่มี 2 โรงเรียนท่ต้องการใช้อาคารเรียน โรงเรียนวัด ส่วนมากหากต้องการเรียนต่อช้นมัธยมศึกษา จะต้องเดินทางไปเรียนต่าง
ตะโหมดต้องแข่งขันกับโรงเรียนแม่ขรี เพราะทางอ�าเภอไม่กล้าตัดสินใจ อ�าเภอ ทางครอบครัวต้องมีค่าใช้จ่ายสูง ผู้น�าชุมชนจึงคิดต้องการจะหาสถาน
พร้อมเสนอให้มีการประชุมคณะกรรมการศึกษาและครูอาจารย์ท้ง 2 โรงเรียน ที่จัดตั้งโรงเรียนมัธยมศึกษา ซึ่งนายเคลื่อน เพชรหนู และนายไชย พลเพชร
ั
ี
หลังจากการอภิปรายเสร็จสิ้น ผลการลงคะแนนแบบเปิดเผยด้วยการยกมือ ได้ร่วมบริจาคท่ดินให้โดยไม่คิดมูลค่า รวมขนาดท่ดินประมาณมากกว่า
ี
ผลปรากฎว่าฝ่ายสนับสนุนโรงเรียนวัดตะโหมดเป็นฝ่ายชนะ นับเป็นชัยชนะ 30 ไร่ ต้งอยู่ทางทิศตะวันตกของวัดตะโหมด ก�านันต�าบลตะโหมดและพระคร ู
ั
ู
�
้
ุ
ตามวถประชาธปไตยโดยใชเหตและผลในการพจารณา ทาใหผน�าชมชนและ อุทิตกิจจาทรร่วมกันติดตามและผลักดันการขอจัดต้งโรงเรียนมัธยมศึกษา
้
ุ
ี
ิ
้
ั
ิ
ิ
ั
ั
ั
โรงเรียนในขณะน้นมีขวัญ จนกระท่งได้รับการอนุมัติจัดต้ง “โรงเรียนประชาบ�ารุง (อุทิตกิจจาทร)”
ี
และก�าลังใจท่จะร่วมกัน ชาวบ้านตะโหมดร่วมมือกับผู้น�าชุมชนและพระครูอุทิตกิจจาทรก่อสร้าง
ื
ด�าเนินกิจกรรมเพ่อการ อาคารเรียนชั่วคราวขึ้นโดยไม่ใช้งบประมาณของทางราชการแต่อย่างใด จน
ั
ี
พัฒนาการศึกษาสืบต่อไป กระท่งสามารถเปิดเรียนได้เป็นผลส�าเร็จ นอกจากน้พระครูอุทิตกิจจาทรและ
ั
ี
สภาลานวัดตะโหมดมีความมุ่งม่นท่จะผลักดันให้โรงเรียนประชาบ�ารุงสามารถ
จดการศกษาได โดยไดประกาศวา “ถ้ารัฐไม่สามารถจัดงบประมาณส�าหรับ
้
่
้
ึ
ั
จ้างครูมาสอนได้ ทางวัดจะจ่าย
ื
เงินเดือนให้ครูในปแรก เพ่อให้
สามารถจัดการเรยนการสอนได้”
ี
(พระครูประยุตธรรมธัช, สัมภาษณ์,
11 มกราคม 2565)
42 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท และพระครูประยุตธรรมธัช 43
ตนแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร
์
นอกจากน้ในภายหลังสภาลานวัดตะโหมดและโรงเรียนประชาบารุง อนุรักษวัฒนธรรมประเพณี
�
ี
ี
็
ยังได้ร่วมกันจัดทาเอกสารความรูเกี่ยวกับท้องถิ่น “ตะโหมดศึกษา” ขึ้นเปน ดังท่กล่าวมาแล้วว่าลักษณะเด่นของชุมชนตะโหมดคือเป็นแหล่งรวม
�
้
ี
ิ
หลักสูตรท้องถ่นส�าหรับให้การศึกษาแก่เด็กและเยาวชนในปัจจุบันและใน ของวัฒนธรรม 2 ศาสนา คือชาวไทยพุทธและชาวไทยมุสลิม กิจกรรมท่ส�าคัญ
�
ึ
อนาคต โดยมุ่งเน้นให้วัดตะโหมดเป็นศูนย์กลางกิจกรรมการพัฒนาของเด็ก และโดดเด่นของชุมชนคือ “ประเพณีงานบุญสองศาสนา” ซ่งสามารถดาเนิน
�
ี
�
�
และเยาวชน เพ่อเป็นโอกาสท่จะปลูกฝังจิตสานึกผ่านกระบวนการทางาน การได้อย่างประสบผลสาเร็จเพราะชาวชุมชนตะโหมดมีการนับถือบรรพบุรุษ
ื
ิ
ี
ั
ี
ี
ั
ั
�
ี
ุ
ื
แบบมีส่วนร่วม โดยมีเด็กและเยาวชนเป็นแกนหลักในการขับเคล่อนกิจกรรม ร่วมกน มการทาบญร่วมกน มการช่วยงานประเพณและพธกรรมร่วมกน
ี
ื
และพยายามนาหลักธรรมมาเป็นหลักปฏิบัติเพ่อให้เด็กและเยาวชนสามารถ (เช่น งานแต่งาน งานศพ) มีความสัมพันธ์ทางสังคมท่แนบแน่นในการด�าเนิน
�
�
�
ั
ื
ซึมซับแนวทางบูรณาการพัฒนาวิถีพุทธอย่างต่อเน่อง ท้งพระสงฆ์และผู้นา ชีวิตประจาวันร่วมกัน มีการช่วยเหลือและไปมาหาสู่กัน ความสาคัญของ
�
ี
ื
ชุมชนร่วมกันสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้กับเด็กและเยาวชน ด้วยการท�าให้ “ประเพณีงานบุญสองศาสนา” สะท้อนให้เห็นได้จากเม่อถามถึงสิ่งท่บ่งบอก
�
ดู แนะนาให้ปฏิบัติได้ และสนับสนุนความร่วมมือในกิจกรรม โดยเฉพาะอย่าง สัญลักษณ์ความเป็นชุมชน 2 ศาสนา ทุกคนจะตอบเรื่องงานบุญประเพณีนี้
่
ื
ื
ั
่
ี
ี
ิ
ย่งพยายามสนับสนุนกิจกรรมให้เป็นเสมือนการเปิดห้องเรียนเชิงปฏิบัติให้แก่ เป็นเรองแรก จึงถือเป็นเร่องโดดเด่นทสุดในชุมชนตะโหมด ท้งน้จากความ
ี
เด็กและเยาวชน เช่น สอนเรื่องการท�าเกษตรอินทรีย์โดยให้เรียนรู้แล้วน�าไป เป็นชุมชนท่มีลักษณะความสัมพันธ์ทางสังคมใกล้ชิดแบบเครือญาติส่งเสริม
ให้คนในชุมชนทั้ง 2 ศาสนามีความเข้าใจซึ่งกันและกัน ชาวบ้านส่วนใหญ่มี
ี
ปฏิบัติท่บ้าน มีการฝึกฝนให้เด็กได้รู้จักการบันทึกข้อมูล ฝึกคิดวิเคราะห์ข้อมูล พ้นฐานจิตใจท่รักความสงบ มีความเช่อถือและยอมรับในตัวผู้น�าชุมชนและ
ื
ื
ี
ุ
ู
่
ี
�
นามารวมกนพดคยแลกเปลยน และวางแผนการดาเนนกจกรรมใหเหมาะสม ผู้นาศาสนา นอกจากน้ชุมชนยังมีพ้นฐานสาคัญจากการให้อิสระทางความคิด
ั
่
�
้
ิ
ิ
ี
ื
�
�
กับความต้องการและบริบทเชิงปัญหาของชุมชน กระบวนการท่สาคัญท่สุด โดยไม่กีดกันทางศาสนา สามารถปรับประยุกต์ให้สอดคล้องกันระหว่าง
�
ี
ี
่
้
ั
ี
ั
ื
ั
ื
คอการสนบสนนให้เดกและเยาวชนได้พฒนาตนเอง ทงเรองทกษะชวต วิถีการดาเนินชีวิตและวัฒนธรรมประเพณีทางศาสนา โดยมีผู้ใหญ่ในชุมชน
ั
็
ุ
ิ
�
จิตอาสา และการสร้างฐานอาชีพ โดยคาดหวังให้เด็กและเยาวชนเติบโตเป็น ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างท่ดีให้เด็กเห็นเป็นตัวอย่าง ชาวบ้านจึงสามารถเรียน
ี
คนดี มีคุณธรรม มีความภาคภูมิใจในตนเอง สามารถด�ารงชีวิตอยู่ในชุมชน รู้ท่จะอยู่ร่วมกันโดยไม่มีความขัดแย้งท้งในเชิงวัฒนธรรมและประเพณ ี
ี
ั
อย่างมีคุณค่า มีศักดิ์ศรี มีความสุข และเป็นพลังส�าคัญในการพัฒนาชุมชน จนกลายเป็นการผสมผสานที่เหมาะสม (เรณุมาศ รอดเนียม, 2556: 82-83)
เหล่าน้ล้วนมีเป้าหมายสาคัญเพ่อพัฒนาศักยภาพเด็กและเยาวชนให้พร้อม นอกจากน้ประเพณีงานบุญสองศาสนายังสามารถดึงดูดความสนใจของ
�
ี
ื
ี
ต่อการเป็นแกนน�าในการพัฒนาชุมชนตะโหมดในอนาคต นกทองเทยวเชงวฒนธรรมไดมาก ชาวบานตะโหมดจงพยายามจะบารงรกษา
ุ
�
ั
่
ี
ั
ิ
ั
้
่
ึ
้
และอนุรักษ์วัฒนธรรมชุมชน เพ่อให้สามารถร่วมกันสืบทอดวิถีวัฒนธรรม
ื
ประเพณีเช่นนี้ให้ต่อเนื่องไปในอนาคต
44 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท์ และพระครูประยุตธรรมธัช 45
ต้นแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร
์
�
ี
นอกจากน้ในภายหลังสภาลานวัดตะโหมดและโรงเรียนประชาบารุง อนุรักษวัฒนธรรมประเพณี
ี
�
้
ยังได้ร่วมกันจัดทาเอกสารความรูเกี่ยวกับท้องถิ่น “ตะโหมดศึกษา” ขึ้นเป็น ดังท่กล่าวมาแล้วว่าลักษณะเด่นของชุมชนตะโหมดคือเป็นแหล่งรวม
ี
ิ
หลักสูตรท้องถ่นส�าหรับให้การศึกษาแก่เด็กและเยาวชนในปัจจุบันและใน ของวัฒนธรรม 2 ศาสนา คือชาวไทยพุทธและชาวไทยมุสลิม กิจกรรมท่ส�าคัญ
ึ
�
อนาคต โดยมุ่งเน้นให้วัดตะโหมดเป็นศูนย์กลางกิจกรรมการพัฒนาของเด็ก และโดดเด่นของชุมชนคือ “ประเพณีงานบุญสองศาสนา” ซ่งสามารถดาเนิน
�
ื
ี
�
และเยาวชน เพ่อเป็นโอกาสท่จะปลูกฝังจิตสานึกผ่านกระบวนการทางาน การได้อย่างประสบผลสาเร็จเพราะชาวชุมชนตะโหมดมีการนับถือบรรพบุรุษ
�
ี
ุ
ี
ี
ั
�
ั
ิ
ี
ั
ื
แบบมีส่วนร่วม โดยมีเด็กและเยาวชนเป็นแกนหลักในการขับเคล่อนกิจกรรม ร่วมกน มการทาบญร่วมกน มการช่วยงานประเพณและพธกรรมร่วมกน
ี
ื
�
และพยายามนาหลักธรรมมาเป็นหลักปฏิบัติเพ่อให้เด็กและเยาวชนสามารถ (เช่น งานแต่งาน งานศพ) มีความสัมพันธ์ทางสังคมท่แนบแน่นในการด�าเนิน
�
�
�
ซึมซับแนวทางบูรณาการพัฒนาวิถีพุทธอย่างต่อเน่อง ท้งพระสงฆ์และผู้นา ชีวิตประจาวันร่วมกัน มีการช่วยเหลือและไปมาหาสู่กัน ความสาคัญของ
ั
ื
ี
ื
ชุมชนร่วมกันสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้กับเด็กและเยาวชน ด้วยการท�าให้ “ประเพณีงานบุญสองศาสนา” สะท้อนให้เห็นได้จากเม่อถามถึงสิ่งท่บ่งบอก
�
ดู แนะนาให้ปฏิบัติได้ และสนับสนุนความร่วมมือในกิจกรรม โดยเฉพาะอย่าง สัญลักษณ์ความเป็นชุมชน 2 ศาสนา ทุกคนจะตอบเรื่องงานบุญประเพณีนี้
ี
ื
ั
ี
่
่
ื
ย่งพยายามสนับสนุนกิจกรรมให้เป็นเสมือนการเปิดห้องเรียนเชิงปฏิบัติให้แก่ เป็นเรองแรก จึงถือเป็นเร่องโดดเด่นทสุดในชุมชนตะโหมด ท้งน้จากความ
ิ
ี
เด็กและเยาวชน เช่น สอนเรื่องการท�าเกษตรอินทรีย์โดยให้เรียนรู้แล้วน�าไป เป็นชุมชนท่มีลักษณะความสัมพันธ์ทางสังคมใกล้ชิดแบบเครือญาติส่งเสริม
ให้คนในชุมชนทั้ง 2 ศาสนามีความเข้าใจซึ่งกันและกัน ชาวบ้านส่วนใหญ่มี
ี
ปฏิบัติท่บ้าน มีการฝึกฝนให้เด็กได้รู้จักการบันทึกข้อมูล ฝึกคิดวิเคราะห์ข้อมูล พ้นฐานจิตใจท่รักความสงบ มีความเช่อถือและยอมรับในตัวผู้น�าชุมชนและ
ี
ื
ื
ู
ุ
่
ั
นามารวมกนพดคยแลกเปลยน และวางแผนการดาเนนกจกรรมใหเหมาะสม ผู้น�าศาสนา นอกจากน้ชุมชนยังมีพ้นฐานสาคัญจากการให้อิสระทางความคิด
�
่
ิ
ิ
้
ี
�
ี
�
ื
ี
ี
กับความต้องการและบริบทเชิงปัญหาของชุมชน กระบวนการท่สาคัญท่สุด โดยไม่กีดกันทางศาสนา สามารถปรับประยุกต์ให้สอดคล้องกันระหว่าง
�
ั
ื
่
้
ั
ื
คอการสนบสนนให้เดกและเยาวชนได้พฒนาตนเอง ทงเรองทกษะชวต วิถีการดาเนินชีวิตและวัฒนธรรมประเพณีทางศาสนา โดยมีผู้ใหญ่ในชุมชน
ั
็
ุ
ั
ิ
ี
�
จิตอาสา และการสร้างฐานอาชีพ โดยคาดหวังให้เด็กและเยาวชนเติบโตเป็น ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างท่ดีให้เด็กเห็นเป็นตัวอย่าง ชาวบ้านจึงสามารถเรียน
ี
คนดี มีคุณธรรม มีความภาคภูมิใจในตนเอง สามารถด�ารงชีวิตอยู่ในชุมชน รู้ท่จะอยู่ร่วมกันโดยไม่มีความขัดแย้งท้งในเชิงวัฒนธรรมและประเพณ ี
ี
ั
อย่างมีคุณค่า มีศักดิ์ศรี มีความสุข และเป็นพลังส�าคัญในการพัฒนาชุมชน จนกลายเป็นการผสมผสานที่เหมาะสม (เรณุมาศ รอดเนียม, 2556: 82-83)
�
ื
ี
เหล่าน้ล้วนมีเป้าหมายสาคัญเพ่อพัฒนาศักยภาพเด็กและเยาวชนให้พร้อม นอกจากน้ประเพณีงานบุญสองศาสนายังสามารถดึงดูดความสนใจของ
ี
ต่อการเป็นแกนน�าในการพัฒนาชุมชนตะโหมดในอนาคต นกทองเทยวเชงวฒนธรรมไดมาก ชาวบานตะโหมดจงพยายามจะบารงรกษา
ั
ี
�
ุ
่
้
ิ
้
ั
ั
่
ึ
และอนุรักษ์วัฒนธรรมชุมชน เพ่อให้สามารถร่วมกันสืบทอดวิถีวัฒนธรรม
ื
ประเพณีเช่นนี้ให้ต่อเนื่องไปในอนาคต
44 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท์ และพระครูประยุตธรรมธัช 45
ต้นแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร
ชาวบ้านตะโหมดได้ร่วมกันจัดงานบุญสองศาสนาทุกปีในช่วงวันท่ 15
ี
ั
ิ
ั
ื
่
เมษายน เป็นงานในลกษณะกจกรรมวฒนธรรมย้อนยคของชมชน เพอให้
ุ
ุ
เด็กสมัยใหม่ได้เรียนรู้ถึงวิถีชีวิตของปู่ย่าตายาย และเพ่อให้ลูกหลานได้ร่วม
ื
สนุกกันภายในชุมชน แทนที่จะออกไปตระเวนหาความสนุกที่เสี่ยงอันตราย
นอกชุมชน โดยในช่วงกลางวันมีการแข่งขันกีฬา เช่น ชักคะเย่อ การแข่ง
“ทูนเพร้ง” (เพร้งหมายถึงหม้อดินใส่น�้ากินสมัยโบราณ ทูนเพร้งคือการวาง
ั
หม้อดินไว้บนศีรษะไม่ให้หล่น) ตอนกลางคืนก็จะจัดสาธิตวิถีชีวิต ท้งการ
ต�าข้าว และการละเล่นท้องถิ่น เช่น มโนห์รา ลิเกป่า โดยบรรยากาศในงาน
ั
จะไม่มีการใช้ไฟฟ้า แต่ใช้ไต้จุดท่วอาณาบริเวณแทน นักท่องเท่ยวจึงมีโอกาส
ี
ึ
ได้สัมผัสกับวัฒนธรรมท้องถ่นด้งเดิม ซ่งชาวบ้านจัดข้นตามความเป็นจริงและ
ึ
ั
ิ
วิถีชีวิตที่ด�าเนินไปในอดีต (จ�าเป็น เรืองหิรัญ, 2564) นอกจากนั้นยังได้มีการ
ื
ค้นหาและรือฟื้นภูมิปัญญาหรือองค์ความรู้ของบรรพบุรุษ เพ่อเก็บไว้และ
ถ่ายทอดสู่ลูกหลาน ด้วยการให้วัดเป็นศูนย์กลางในการเรียนรู้ของชุมชน
โดยมีคณะกรรมการเข้ามาช่วยดูแลการจัดกิจกรรมให้เหมาะสมตามความ
ต้องการของชุมชนท่มุ่งหวังจะอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีของชาวตะโหมด
ี
ให้สามารถสืบทอดต่อถึงลูกหลาน
46 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท และพระครูประยุตธรรมธัช 47
ตนแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร
ชาวบ้านตะโหมดได้ร่วมกันจัดงานบุญสองศาสนาทุกปีในช่วงวันท่ 15
ี
ั
ิ
ั
ื
่
เมษายน เป็นงานในลกษณะกจกรรมวฒนธรรมย้อนยคของชมชน เพอให้
ุ
ุ
เด็กสมัยใหม่ได้เรียนรู้ถึงวิถีชีวิตของปู่ย่าตายาย และเพ่อให้ลูกหลานได้ร่วม
ื
สนุกกันภายในชุมชน แทนที่จะออกไปตระเวนหาความสนุกที่เสี่ยงอันตราย
นอกชุมชน โดยในช่วงกลางวันมีการแข่งขันกีฬา เช่น ชักคะเย่อ การแข่ง
“ทูนเพร้ง” (เพร้งหมายถึงหม้อดินใส่น�้ากินสมัยโบราณ ทูนเพร้งคือการวาง
ั
หม้อดินไว้บนศีรษะไม่ให้หล่น) ตอนกลางคืนก็จะจัดสาธิตวิถีชีวิต ท้งการ
ต�าข้าว และการละเล่นท้องถิ่น เช่น มโนห์รา ลิเกป่า โดยบรรยากาศในงาน
ั
จะไม่มีการใช้ไฟฟ้า แต่ใช้ไต้จุดท่วอาณาบริเวณแทน นักท่องเท่ยวจึงมีโอกาส
ี
ึ
ได้สัมผัสกับวัฒนธรรมท้องถ่นด้งเดิม ซ่งชาวบ้านจัดข้นตามความเป็นจริงและ
ึ
ั
ิ
วิถีชีวิตที่ด�าเนินไปในอดีต (จ�าเป็น เรืองหิรัญ, 2564) นอกจากนั้นยังได้มีการ
ื
ค้นหาและรือฟื้นภูมิปัญญาหรือองค์ความรู้ของบรรพบุรุษ เพ่อเก็บไว้และ
ถ่ายทอดสู่ลูกหลาน ด้วยการให้วัดเป็นศูนย์กลางในการเรียนรู้ของชุมชน
โดยมีคณะกรรมการเข้ามาช่วยดูแลการจัดกิจกรรมให้เหมาะสมตามความ
ต้องการของชุมชนท่มุ่งหวังจะอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีของชาวตะโหมด
ี
ให้สามารถสืบทอดต่อถึงลูกหลาน
46 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท และพระครูประยุตธรรมธัช 47
ตนแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร
ี
ี
งานบุญสองศาสนานับเป็นประเพณีสาคัญท่สามารถรวมจิตใจของ พ่อ แม่ และลูกจะต้องไม่ฝักใฝ่อบายมุข ประการท่สองคือต้องขยันหม่นเพียร
�
ั
ชาวไทยพุทธและชาวไทยมุสลิมไว้ด้วยกันอย่างแนบแน่น และนามาซ่ง ในการประกอบอาชีพ ประการที่สามเป็นผู้บ�าเพ็ญตนเพื่อสังคมส่วนรวมพอ
ึ
�
้
็
ี
ี
ี
ั
่
ความเขมแขงของชมชน นอกจากการทาบญตามหลกศาสนาของแตละศาสนา สมควร และประการท่ส่มีความสัมพันธ์ท่ดีระหว่างพ่อแม่ลูก เพราะถือว่าหาก
ุ
ุ
�
ี
แล้ว ประเพณีนี้มีกิจกรรมท�าร่วมกันมากมาย เช่น สัมมนาผู้น�าศาสนาและ มีปัญหาในครอบครัวย่อมก่อผลกระทบให้ชุมชน บุคคลตัวอย่างน้จะคัดเลือก
ผู้นาชุมชน การแสดงของยุวชนจาก 2 ศาสนา นิทรรศการวัฒนธรรมและ หมู่บ้านละ 2 คน ผู้หญิง 1 คน ผู้ชาย 1 คน เมื่อได้รับการคัดเลือกแล้วจะ
�
ี
ประเพณีท้องถิ่น ตลอดจนการร่วมพัฒนาฌาปณสถานร่วมกันทั้ง 2 ศาสนา ประกาศเกียรติคุณระหว่างการประชุมในช่วงข้นปีใหม่ กิจกรรมน้เป็นส่วน
ึ
ื
ื
และส่งเสริมวิถีชีวิตความเป็นอยู่บนพ้นฐานการแบ่งปันของผู้คนท้ง 2 ศาสนา หน่งของการสร้างเสริมให้ชุมชนเข้มแข็ง บนพ้นฐานการผสมผสานทาง
ึ
ั
ี
เพ่อเป้าหมายให้สามารถอยู่ร่วมกันด้วยความสงบสุข มีผู้นาศาสนาอิสลาม วัฒนธรรมประเพณีท่เหมาะสมระหว่าง 2 ศาสนา (ประภาพรรณ วงศาโรจน,
์
�
ื
เดินทางไปวัด พระสงฆ์วัดตะโหมดก็เดินทางไปร่วมกิจกรรมทางศาสนา 2548: 49; ศิริชัย พรหมทอง, 2557)
ิ
อสลามอย่เป็นประจา และบางครงกนมนต์พระสงฆ์ไปปาฐกถาธรรมให้ผ้ท ี ่
็
ู
ิ
ู
้
ั
�
นับถือศาสนาอิสลามฟังด้วย (จาเป็น เรืองหิรัญ, 2564) ล้วนเป็นภาพของการ
�
่
ั
ึ
ผสมผสานทางวัฒนธรรมท่ลงตัวอย่างมาก จนกลายเป็นส่วนหน่งท่ช่วยเสริม ค. ฝายสงคม
ี
ี
ให้ชุมชนตะโหมดมีความสัมพันธ์ทางสังคมอย่างเข้มแข็ง การดาเนินกิจกรรมของสภาลานวัดตะโหมดฝ่ายสังคมประกอบด้วย
�
ในภาพรวมจึงกล่าวได้ว่าบนพ้นฐานความเข้มแข็งทางสังคมของชุมชน งานสาธารณูปโภค งานคมนาคม งานความปลอดภัย งานยาเสพติด
ื
ู
ิ
ี
ั
ตะโหมด ได้สนับสนุนให้เกิดกระบวนการเรียนรู้และสืบทอดส่งท่ดีของ งานอนามัย และงานบุคคลดีเด่น ท้งน้พระครูอุทิตกิจจาทรเป็นผ้น�าในการ
ี
ชุมชนตะโหมด เพราะแม้ว่าชุมชนตะโหมดจะมีปัญหาหลากหลายภายใต้ รวมพลังประชาชนสร้างความเจริญก้าวหน้าและพัฒนาคุณภาพชีวิตของคน
ี
สถานการณ์ท่เปล่ยนแปลงไปในสังคมปัจจุบัน แต่ปัญหาบางอย่างทางชุมชน ในทองถิ่นมากมายหลายด้านจนเป็นที่ยกย่องของคนในชุมชน ได้แก ่
้
ี
ื
�
ู
ไม่สามารถจะใช้มาตรการทางกฎหมายหรือระเบียบราชการได้ แนวทางหนึ่ง - เป็นผ้นาประชาชนสร้างถนนจากชุมชนตะโหมดเช่อมต่อกับถนน
ี
ี
ั
ั
ี
ุ
่
ทเหมาะสมคอการแก้ไขปัญหาด้วยวถวฒนธรรมชมชน ดงนันทางสภาลาน เพชรเกษม ระยะทาง 10 กิโลเมตร แล้วเสร็จในป 2498 รวมทั้งสร้างถนน
ื
ิ
้
ี
วัดตะโหมดจึงพยายามจะสร้างเสริมแบบอย่างการดาเนินชีวิตท่ดีของชาวบ้าน สายอื่น ๆ ในชมุชนอีกหลายสาย ช่วยอ�านวยความสะดวกด้านการเดินทาง
�
ตะโหมด ด้วยการเลือกสรรคนดีแล้วเอามาประกาศให้ปรากฎในชุมชน จึง และด�าเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจของชาวตะโหมด
็
้
็
ึ
ิ
่
ึ
ิ
ั
เกดโครงการคดเลือก “คนดีศรีตะโหมด” ซ่งเร่มจัดต้งแต่ปี 2532 โดยม ี - เปนผประสานการยกฐานะตาบลตะโหมดขนเปนกงอ�าเภอ และเปน
ิ
ั
้
ู
�
็
หลักเกณฑ์ในการคัดเลือกหลายประการ ประการแรกคือในครอบครัวน้นท้ง ั อาเภอตะโหมดได้ส�าเร็จในป 2518 โดยเชิญผู้น�าท้องถิ่นเข้ามาปรึกษาหารือ
ั
�
ี
48 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท์ และพระครูประยุตธรรมธัช 49
ต้นแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร