The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by buddhistwelfare.th, 2022-09-17 09:40:13

เล่ม 5 สภาลานวัดตะโหมด ต้นแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร

สภาลานวัดตะโหมด


ตŒนแบบงานสังฆพัฒนา

พลังบวร





โดย
พินิจ ลาภธนานนท และพระครูประยุตธรรมธัช

สํานักงานกองทุนสนับสนุนการสรŒางเสริมสุขภาพ (สสส.)
สภาลานวัดตะโหมด ตําบลตะโหมด อําเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง
สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย




ิ ั ิ

ั เลมที่ ิ ี
ุ 5 ุ
ชดหนงสอ: ปฏบตการสาธารณสงเคราะหวถพทธ

คํานํา






สภาลานวัดตะโหมด
ตŒนแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร สภาลานวัดตะโหมด ต�าบลตะโหมด อ�าเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง

โดย พินิจ ลาภธนานนท และพระครูประยุตธรรมธัช


เป็นองค์กรชุมชนที่มีบทบาทส�าคัญ ทั้งเปนศูนย์รวมใจของชาวตะโหมด เปน
ส�านักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ศนยกลางการพฒนาของชมชน และเป็นแบบอยางของพระสงฆ์นกพฒนาใน







สภาลานวัดตะโหมด ต�าบลตะโหมด อ�าเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง ภาคใต้ พระสงฆ์ในฐานะผู้น�าสภาลานวัดตะโหมดสามารถประสานความร่วม
สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

มือของชาวบ้านและผู้น�าชุมชนเพ่อสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจในงานสังฆ
ชุดหนังสือ: ปฏิบัติการสาธารณสงเคราะหวิถีพุทธ เล‹มที่ 5
พัฒนาและงานสาธารณสงเคราะห์ให้ประสบความส�าเร็จได้อย่างดี สภาลาน
พ�มพครั้งที่ 1 : มีนาคม 2565 วัดตะโหมดได้รับการยกย่องว่ามีผลงานโดดเด่น ทั้งด้านเศรษฐกิจ, ด้านการ
จัดพ�มพโดย : โครงการขับเคล่อนงานสาธารณสงเคราะห์วิถีพุทธเพ่อเสริมสร้างสุขภาวะในสังคมไทย ศึกษา ศาสนา วัฒนธรรม, ด้านสังคม และด้านสิ่งแวดล้อม ด�าเนินกิจกรรม


สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้สอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการของชาวบ้านตะโหมด
ส�านักสนับสนุนสุขภาวะองค์กร กิจกรรมที่โดดเด่นของสภาลานวัดตะโหมด ได้แก่ ธนาคารน�้า, การอนุรักษ์
ส�านักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ป่าต้นน้าและส่งแวดล้อม, การพัฒนาเด็กและเยาวชนต้นหญ้า, ประเพณีงาน


จัดรูปเล‹ม : วิโรจน์ จิรวิทยาภรณ์
พ�มพที่ : หจก. นิติธรรมการพิมพ์ บุญสองศาสนา, เกษตรอินทรีย์ และกลุ่มเกษตรกรท�านาตะโหมด เป็นต้น
76/251-3 หมู่ที่ 15 ต�าบลบางม่วง อ�าเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี การด�าเนินงานของสภาลานวัดตะโหมดมุ่งเน้นให้เป็นเวทีในการ





โทรศัพท์ : 02 403 4567-8, 08 1309 5215 แลกเปลียนเรียนร้ของพระสงฆ์ ผ้นาชุมชน ชาวบ้าน องค์กรชมชน และ
E-mail : [email protected] หน่วยงานราชการ เพ่อขับเคล่อนงานพัฒนาเชิงบูรณาการพลังบวร (บ้าน วัด



คํานํา






สภาลานวัดตะโหมด
ตŒนแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร สภาลานวัดตะโหมด ต�าบลตะโหมด อ�าเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง

โดย พินิจ ลาภธนานนท และพระครูประยุตธรรมธัช


เป็นองค์กรชุมชนที่มีบทบาทส�าคัญ ทั้งเปนศูนย์รวมใจของชาวตะโหมด เปน
ส�านักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ศนยกลางการพฒนาของชมชน และเป็นแบบอยางของพระสงฆ์นกพฒนาใน







สภาลานวัดตะโหมด ต�าบลตะโหมด อ�าเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง ภาคใต้ พระสงฆ์ในฐานะผู้น�าสภาลานวัดตะโหมดสามารถประสานความร่วม
สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

มือของชาวบ้านและผู้น�าชุมชนเพ่อสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจในงานสังฆ
ชุดหนังสือ: ปฏิบัติการสาธารณสงเคราะหวิถีพุทธ เล‹มที่ 5
พัฒนาและงานสาธารณสงเคราะห์ให้ประสบความส�าเร็จได้อย่างดี สภาลาน
พ�มพครั้งที่ 1 : มีนาคม 2565 วัดตะโหมดได้รับการยกย่องว่ามีผลงานโดดเด่น ทั้งด้านเศรษฐกิจ, ด้านการ
จัดพ�มพโดย : โครงการขับเคล่อนงานสาธารณสงเคราะห์วิถีพุทธเพ่อเสริมสร้างสุขภาวะในสังคมไทย ศึกษา ศาสนา วัฒนธรรม, ด้านสังคม และด้านสิ่งแวดล้อม ด�าเนินกิจกรรม


สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้สอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการของชาวบ้านตะโหมด
ส�านักสนับสนุนสุขภาวะองค์กร กิจกรรมที่โดดเด่นของสภาลานวัดตะโหมด ได้แก่ ธนาคารน�้า, การอนุรักษ์
ส�านักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ป่าต้นน้าและส่งแวดล้อม, การพัฒนาเด็กและเยาวชนต้นหญ้า, ประเพณีงาน


จัดรูปเล‹ม : วิโรจน์ จิรวิทยาภรณ์
พ�มพที่ : หจก. นิติธรรมการพิมพ์ บุญสองศาสนา, เกษตรอินทรีย์ และกลุ่มเกษตรกรท�านาตะโหมด เป็นต้น
76/251-3 หมู่ที่ 15 ต�าบลบางม่วง อ�าเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี การด�าเนินงานของสภาลานวัดตะโหมดมุ่งเน้นให้เป็นเวทีในการ





โทรศัพท์ : 02 403 4567-8, 08 1309 5215 แลกเปลียนเรียนร้ของพระสงฆ์ ผ้นาชุมชน ชาวบ้าน องค์กรชมชน และ
E-mail : [email protected] หน่วยงานราชการ เพ่อขับเคล่อนงานพัฒนาเชิงบูรณาการพลังบวร (บ้าน วัด



โรงเรียน/ราชการ) โดยเน้นกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนและภาค ี
เครือข่ายเพื่อศึกษาปัญหา เหตุปัจจัยของปัญหา แนวทางที่เหมาะสมในการ

แก้ไขปัญหา การวางแผน การตัดสินใจด�าเนินงานโครงการหรือกิจกรรม
การติดตามประเมินผล และการร่วมรับผลประโยชน์ของการพัฒนา ด้วยการ สารบัญ :


ประสานความร่วมมือให้ชาวบ้านตะโหมดสามารถขับเคล่อนกิจกรรมการ
พัฒนาชุมชนได้อย่างเป็นระบบ และยังเป็นแบบอย่างของชุมชนพหุวัฒนธรรม



ท่สามารถประสานความร่วมมือระหว่างประชาชนท่นับถือศาสนาพุทธและ บทนํา : วัดตะโหมดและบทบาททางสังคม
01 7
ศาสนาอิสลาม ให้สามารถด�าเนินชีวิต ปฏิบัติกิจทางศาสนา งานบุญประเพณ ี
และการท�ากิจกรรมการพัฒนาชุมชนร่วมกันได้อย่างสามัคคีปรองดอง ดังท ่ ี 02 สภาลานวัดตะโหมด 19
สะท้อนให้เห็นได้จากกิจกรรม “ประเพณีงานบุญสองศาสนา” และกิจกรรม : บูรณาการพัฒนาชุมชนพลัง “บวร”

ส่งเสริมการด�าเนินชีวิตท่ดีของชาวตะโหมดโดยการคัดเลือก “คนดีศรีตะโหมด” โครงสรŒางสภาลานวัดตะโหมด 22


เพ่อประกาศเกียรติคุณเป็นประจ�าทุกปี การด�าเนินงานของสภาลาน กิจกรรมพัฒนาชุมชนของสภาลานวัดตะโหมด 27
วัดตะโหมดจึงได้รับการยอมรับและยกย่องจากหน่วยงานและองคก์รต่าง ๆ - ฝ†ายเศรษฐกิจ 28

ในระดับท้องถ่นและอ�าเภอต่าง ๆ ในจังหวัดพัทลุงและจังหวัดใกล้เคียง - ฝ†ายการศึกษา ศาสนา วัฒนธรรม 39
ตลอดถึงสถาบันการศึกษาส่งนิสิตนักศึกษาเข้ามาเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง - ฝ†ายสังคม 49

เอกสารวิชาการน้เป็นการบันทึกบทเรียนการด�าเนินงานของสภา - ฝ†ายสิ่งแวดลŒอม 54
ลานวัดตะโหมดในบริบทของงานสังฆพัฒนาและงานสาธารณสงเคราะห์ ท ี ่
03 สรุปบทเรียน : 68

เน้นกระบวนการมีส่วนร่วมของชาวบ้านและองค์กรชุมชน เพ่อให้สามารถ งานสังฆพัฒนาเชิงบูรณาการแนวทางพลัง “บวร”

น�าไปเป็นแบบอย่างให้วัดและชุมชนอ่นได้น�าไปประยุกต์ใช้เพ่อการพัฒนา

ชุมชนได้สืบไป 04 เอกสารอŒางอิง 83


พินิจ ลาภธนานนท์

มกราคม 2565

โรงเรียน/ราชการ) โดยเน้นกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนและภาค ี
เครือข่ายเพื่อศึกษาปัญหา เหตุปัจจัยของปัญหา แนวทางที่เหมาะสมในการ

แก้ไขปัญหา การวางแผน การตัดสินใจด�าเนินงานโครงการหรือกิจกรรม
การติดตามประเมินผล และการร่วมรับผลประโยชน์ของการพัฒนา ด้วยการ สารบัญ :


ประสานความร่วมมือให้ชาวบ้านตะโหมดสามารถขับเคล่อนกิจกรรมการ
พัฒนาชุมชนได้อย่างเป็นระบบ และยังเป็นแบบอย่างของชุมชนพหุวัฒนธรรม



ท่สามารถประสานความร่วมมือระหว่างประชาชนท่นับถือศาสนาพุทธและ บทนํา : วัดตะโหมดและบทบาททางสังคม
01 7
ศาสนาอิสลาม ให้สามารถด�าเนินชีวิต ปฏิบัติกิจทางศาสนา งานบุญประเพณ ี
และการท�ากิจกรรมการพัฒนาชุมชนร่วมกันได้อย่างสามัคคีปรองดอง ดังท ่ ี 02 สภาลานวัดตะโหมด 19
สะท้อนให้เห็นได้จากกิจกรรม “ประเพณีงานบุญสองศาสนา” และกิจกรรม : บูรณาการพัฒนาชุมชนพลัง “บวร”

ส่งเสริมการด�าเนินชีวิตท่ดีของชาวตะโหมดโดยการคัดเลือก “คนดีศรีตะโหมด” โครงสรŒางสภาลานวัดตะโหมด 22


เพ่อประกาศเกียรติคุณเป็นประจ�าทุกปี การด�าเนินงานของสภาลาน กิจกรรมพัฒนาชุมชนของสภาลานวัดตะโหมด 27
วัดตะโหมดจึงได้รับการยอมรับและยกย่องจากหน่วยงานและองคก์รต่าง ๆ - ฝ†ายเศรษฐกิจ 28

ในระดับท้องถ่นและอ�าเภอต่าง ๆ ในจังหวัดพัทลุงและจังหวัดใกล้เคียง - ฝ†ายการศึกษา ศาสนา วัฒนธรรม 39
ตลอดถึงสถาบันการศึกษาส่งนิสิตนักศึกษาเข้ามาเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง - ฝ†ายสังคม 49

เอกสารวิชาการน้เป็นการบันทึกบทเรียนการด�าเนินงานของสภา - ฝ†ายสิ่งแวดลŒอม 54
ลานวัดตะโหมดในบริบทของงานสังฆพัฒนาและงานสาธารณสงเคราะห์ ท ี ่
03 สรุปบทเรียน : 68

เน้นกระบวนการมีส่วนร่วมของชาวบ้านและองค์กรชุมชน เพ่อให้สามารถ งานสังฆพัฒนาเชิงบูรณาการแนวทางพลัง “บวร”

น�าไปเป็นแบบอย่างให้วัดและชุมชนอ่นได้น�าไปประยุกต์ใช้เพ่อการพัฒนา

ชุมชนได้สืบไป 04 เอกสารอŒางอิง 83


พินิจ ลาภธนานนท์

มกราคม 2565

01 บทน�า :

วัดตะโหมด



และบทบาททางสงคม





สภาลานวัดตะโหมด

ตŒนแบบ

งานสังฆพัฒนา

ชุมชนตะโหมด ต�าบลตะโหมด อ�าเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง เป็น
พลังบวร ชุมชนเก่าแก่ต้งมาในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น ซ่งในอดีตต้องเผชิญกับปัญหา


การพัฒนาที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการจ�าเป็น (basic needs) ของชาว










บานและชมชน เชนเดยวกบปญหาทพบในชมชนชนบทหางไกลในทกภมภาค




ของสังคมไทย ชาวบ้านตะโหมดจึงต้องพยายามพึ่งตนเอง โดยมีวัดตะโหมด




เป็นศนย์กลางความร่วมมอร่วมใจกนของชาวบ้านและภาคเครอข่ายมานาน

กว่า 50 ปี เจ้าอาวาสและพระสงฆ์ในวัดได้แสดงบทบาทเป็นผู้น�าการพัฒนา


ในฐานะเป็นท่พ่งของชาวบ้าน เพ่อแก้ไขปัญหาของการเป็นชุมชนกันดารท ่ ี

อยู่ห่างไกล ซ่งในตอนน้นหากคนตะโหมดเดินทางออกไปยังตัวเมืองในจังหวัด


พัทลุง จะถูกเรียกว่าเป็นคนเหนือหรือคนนอก (หมายความว่า ห่างไกลความ

เจริญ) เจ้าอาวาสวัดตะโหมดจึงได้เร่มให้การสนับสนุนด้านการศึกษาในชุมชน
6 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท และพระครูประยุตธรรมธัช 7
ตŒนแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร

01 บทน�า :

วัดตะโหมด



และบทบาททางสงคม





สภาลานวัดตะโหมด

ตŒนแบบ

งานสังฆพัฒนา

ชุมชนตะโหมด ต�าบลตะโหมด อ�าเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง เป็น
พลังบวร ชุมชนเก่าแก่ต้งมาในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น ซ่งในอดีตต้องเผชิญกับปัญหา


การพัฒนาที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการจ�าเป็น (basic needs) ของชาว










บานและชมชน เชนเดยวกบปญหาทพบในชมชนชนบทหางไกลในทกภมภาค




ของสังคมไทย ชาวบ้านตะโหมดจึงต้องพยายามพึ่งตนเอง โดยมีวัดตะโหมด




เป็นศนย์กลางความร่วมมอร่วมใจกนของชาวบ้านและภาคเครอข่ายมานาน

กว่า 50 ปี เจ้าอาวาสและพระสงฆ์ในวัดได้แสดงบทบาทเป็นผู้น�าการพัฒนา


ในฐานะเป็นท่พ่งของชาวบ้าน เพ่อแก้ไขปัญหาของการเป็นชุมชนกันดารท ่ ี

อยู่ห่างไกล ซ่งในตอนน้นหากคนตะโหมดเดินทางออกไปยังตัวเมืองในจังหวัด


พัทลุง จะถูกเรียกว่าเป็นคนเหนือหรือคนนอก (หมายความว่า ห่างไกลความ

เจริญ) เจ้าอาวาสวัดตะโหมดจึงได้เร่มให้การสนับสนุนด้านการศึกษาในชุมชน
6 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท และพระครูประยุตธรรมธัช 7
ตŒนแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร


ตั้งแต่ปี 2464 โดยให้ใช้ศาลาการเปรียญเป็นที่เรียนหนังสือชั่วคราว (พระมิ่ง อย่างหลากหลาย โดยกลุ่มท่โดดเด่นมากคือสภาลานวัดตะโหมด ซ่งเป็นแบบ




ศิษฐ์ สังข์บริสุทธิ์, 2561: 84, ประภาพรรณ วงศาโรจน, 2548: 5) จนถึงใน อย่างท่สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของพระสงฆ์ท่สามารถร้อยรัดความสัมพันธ์
ปัจจุบนวัดก็ยังมีบทบาทส่งเสรมงานด้านการศกษา การสร้างเสริมภมิปัญญา ของคนในชุมชน ให้ร่วมกันขับเคล่อนกิจกรรมแก้ไขปัญหาของชุมชนอย่าง







ท้องถ่น การพัฒนาชุมชน รวมถึงการแก้ปัญหาในด้านจิตใจให้กับชาวบ้าน เป็นประชาธิปไตย ทาให้เกิดความเข้มแข็งด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมของ



เจ้าอาวาสวัดตะโหมดเป็นท่เคารพศรทธาของชาวบ้านมาก เพราะเป็นแกน ชาวบ้านและกลุ่ม/องค์กรชุมชน สภาลานวัดตะโหมดเป็นท่รวมของบุคคล



นาสาคัญท่เปิดโอกาสให้ชาวบ้านใช้ทรัพยากรของวัดในการพัฒนาความเจริญ ผู้มีจิตอาสาในส่วนต่าง ๆ ของชุมชนให้ออกมาแสดงความรับผิดชอบร่วมกัน

ให้แก่ท้องถิ่น ท�าให้ชาวบ้านเกิดความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพระสงฆ์ และใช้วัด พัฒนาท้องถ่นอย่างเข้มแข็งบนพ้นฐานภูมิปัญญาชุมชน อย่างมีเอกลักษณ์


เป็นศูนย์กลางกิจกรรมของชุมชนเพ่อช่วยกันพัฒนาท้องถ่นในด้านต่าง ๆ สืบ และน่าภาคภูมิใจ โดยมีสภาลานวัดตะโหมดเป็นสื่อกลางขับเคลื่อนกิจกรรม

มา ภายใต้การทางานเชิงบูรณาการและส่งเสริมให้เกิดการมีส่วนร่วมตาม การพัฒนาชุมชนร่วมกันระหว่างพระสงฆ์ ผู้นาชุมชน ชาวบ้าน หน่วยงาน


แนวทางพลัง “บวร” (บ้าน วัด โรงเรียน/ราชการ) โดยวัดตะโหมดได้เข้ามา ราชการ และภาคีเครือข่ายต่าง ๆ จากภายนอกชุมชน
มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนและแก้ปัญหาของชุมชนในด้านต่าง ๆ ชุมชนตะโหมดมีลักษณะเด่นคือเป็นชุมชน 2 ศาสนา (ชาวไทยพุทธ
ชุมชนตะโหมดต้งอยู่ห่างจากจังหวัดพัทลุงไปทางทิศใต้ตามเส้นทาง และชาวไทยมุสลิม) ท่มีพ้นฐานทางสังคมท่สาคัญ คือ ความเป็นเครือญาต ิ





ถนนสายเพชรเกษม (พัทลุง-หาดใหญ่) ระยะทางประมาณ 39 กิโลเมตร ซ่งในระยะแรกมีไม่ก่ตระกูล ต่อมาได้ขยายออกไปพร้อมกับต้งบ้านเรือนท่อย ู่





ห่างจากกรุงเทพมหานคร ประมาณ 884 กิโลเมตร ชุมชนตะโหมดมีพ้นท ่ ี อาศัยใหม่ แต่ยังคงรักษาความสัมพันธ์ทางเครือญาติไว้อย่างเหนียวแน่น



ส่วนใหญ่เป็นที่ราบและภูเขา บริเวณที่ตั้งของชุมชนเป็นที่ราบเหมาะส�าหรับ อันเป็นเง่อนไขสาคัญท่ท�าให้เกิดความกลมกลืนทางวัฒนธรรมระหว่าง 2

ท�าการเกษตร ได้แก่ ท�าสวนยางพารา ท�านา และท�าสวนผลไม้ โดยมีสายน�้า ศาสนา และเกิดประเพณีงานบุญสองศาสนาท่เป็นวัฒนธรรมร่วม อันถือเป็น

สาคัญท่หล่อเล้ยงชุมชนถึง 5 สาย จึงทาให้คนในชุมชนได้เห็นคุณค่าของ เอกลักษณ์ของชุมชนท่โดดเด่นและแปลกจากชุมชนอ่นท่เป็นชุมชน 2 ศาสนา







สายน�้าและทรัพยากรธรรมชาติของชุมชน (เรณุมาศ รอดเนียม, 2556: 38) เช่นเดียวกัน ชาวบ้านตะโหมดท้ง 2 ศาสนามีความช่วยเหลือเก้อกูลกัน ม ี




ตลอดเวลาท่ผ่านมาชาวบ้านตะโหมดมีวิถีชีวิตอันอุดมสมบูรณ์อยู่กับ อะไรก็แบ่งกันกนกันใช้ ดาเนินชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ไม่เกิดความแปลก


ธรรมชาติ ป่าไม้ และสายนา เป็นวิถีชีวิตแบบเรียบง่ายและพ่งพาอาศัยกัน แยก ไม่มีความขัดแย้งท่รุนแรง ชาวไทยพุทธและชาวไทยมุสลิมอยู่ร่วมกัน



แต่สภาพการเปล่ยนแปลงท่เกิดข้นจากการเพ่มข้นของประชากร ทาให้ อย่างสมานฉันท์และสามัคคี ช่วยให้สามารถร่วมกันฝ่าฟันปัญหาท่ถาโถม






ธรรมชาติลดความอุดมสมบรูณ์ลง และเกิดปัญหาน�้าหลาก น�้าท่วม น�้าแล้ง เข้ามา ต้งแต่ยุคสัมปทานป่า วิกฤติภัยธรรมชาติ หรือวิกฤติท่เกิดจากนโยบาย


การพังทลายของหน้าดิน ชาวบ้านจึงมีการรวมกลุ่มทากิจกรรมของชุมชน ภาครัฐ ซึ่งกิจกรรมของชุมชนมีทั้งความล้มเหลวและความส�าเร็จ แต่ได้เป็น

8 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท์ และพระครูประยุตธรรมธัช 9
ต้นแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร


ตั้งแต่ปี 2464 โดยให้ใช้ศาลาการเปรียญเป็นที่เรียนหนังสือชั่วคราว (พระมิ่ง อย่างหลากหลาย โดยกลุ่มท่โดดเด่นมากคือสภาลานวัดตะโหมด ซ่งเป็นแบบ




ศิษฐ์ สังข์บริสุทธิ์, 2561: 84, ประภาพรรณ วงศาโรจน, 2548: 5) จนถึงใน อย่างท่สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของพระสงฆ์ท่สามารถร้อยรัดความสัมพันธ์
ปัจจุบนวัดก็ยังมีบทบาทส่งเสรมงานด้านการศกษา การสร้างเสริมภมิปัญญา ของคนในชุมชน ให้ร่วมกันขับเคล่อนกิจกรรมแก้ไขปัญหาของชุมชนอย่าง







ท้องถ่น การพัฒนาชุมชน รวมถึงการแก้ปัญหาในด้านจิตใจให้กับชาวบ้าน เป็นประชาธิปไตย ทาให้เกิดความเข้มแข็งด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมของ



เจ้าอาวาสวัดตะโหมดเป็นท่เคารพศรทธาของชาวบ้านมาก เพราะเป็นแกน ชาวบ้านและกลุ่ม/องค์กรชุมชน สภาลานวัดตะโหมดเป็นท่รวมของบุคคล



นาสาคัญท่เปิดโอกาสให้ชาวบ้านใช้ทรัพยากรของวัดในการพัฒนาความเจริญ ผู้มีจิตอาสาในส่วนต่าง ๆ ของชุมชนให้ออกมาแสดงความรับผิดชอบร่วมกัน

ให้แก่ท้องถิ่น ท�าให้ชาวบ้านเกิดความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพระสงฆ์ และใช้วัด พัฒนาท้องถ่นอย่างเข้มแข็งบนพ้นฐานภูมิปัญญาชุมชน อย่างมีเอกลักษณ์


เป็นศูนย์กลางกิจกรรมของชุมชนเพ่อช่วยกันพัฒนาท้องถ่นในด้านต่าง ๆ สืบ และน่าภาคภูมิใจ โดยมีสภาลานวัดตะโหมดเป็นสื่อกลางขับเคลื่อนกิจกรรม

มา ภายใต้การทางานเชิงบูรณาการและส่งเสริมให้เกิดการมีส่วนร่วมตาม การพัฒนาชุมชนร่วมกันระหว่างพระสงฆ์ ผู้นาชุมชน ชาวบ้าน หน่วยงาน


แนวทางพลัง “บวร” (บ้าน วัด โรงเรียน/ราชการ) โดยวัดตะโหมดได้เข้ามา ราชการ และภาคีเครือข่ายต่าง ๆ จากภายนอกชุมชน
มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนและแก้ปัญหาของชุมชนในด้านต่าง ๆ ชุมชนตะโหมดมีลักษณะเด่นคือเป็นชุมชน 2 ศาสนา (ชาวไทยพุทธ
ชุมชนตะโหมดต้งอยู่ห่างจากจังหวัดพัทลุงไปทางทิศใต้ตามเส้นทาง และชาวไทยมุสลิม) ท่มีพ้นฐานทางสังคมท่สาคัญ คือ ความเป็นเครือญาต ิ





ถนนสายเพชรเกษม (พัทลุง-หาดใหญ่) ระยะทางประมาณ 39 กิโลเมตร ซ่งในระยะแรกมีไม่ก่ตระกูล ต่อมาได้ขยายออกไปพร้อมกับต้งบ้านเรือนท่อย ู่





ห่างจากกรุงเทพมหานคร ประมาณ 884 กิโลเมตร ชุมชนตะโหมดมีพ้นท ่ ี อาศัยใหม่ แต่ยังคงรักษาความสัมพันธ์ทางเครือญาติไว้อย่างเหนียวแน่น



ส่วนใหญ่เป็นที่ราบและภูเขา บริเวณที่ตั้งของชุมชนเป็นที่ราบเหมาะส�าหรับ อันเป็นเง่อนไขสาคัญท่ท�าให้เกิดความกลมกลืนทางวัฒนธรรมระหว่าง 2

ท�าการเกษตร ได้แก่ ท�าสวนยางพารา ท�านา และท�าสวนผลไม้ โดยมีสายน�้า ศาสนา และเกิดประเพณีงานบุญสองศาสนาท่เป็นวัฒนธรรมร่วม อันถือเป็น

สาคัญท่หล่อเล้ยงชุมชนถึง 5 สาย จึงทาให้คนในชุมชนได้เห็นคุณค่าของ เอกลักษณ์ของชุมชนท่โดดเด่นและแปลกจากชุมชนอ่นท่เป็นชุมชน 2 ศาสนา







สายน�้าและทรัพยากรธรรมชาติของชุมชน (เรณุมาศ รอดเนียม, 2556: 38) เช่นเดียวกัน ชาวบ้านตะโหมดท้ง 2 ศาสนามีความช่วยเหลือเก้อกูลกัน ม ี




ตลอดเวลาท่ผ่านมาชาวบ้านตะโหมดมีวิถีชีวิตอันอุดมสมบูรณ์อยู่กับ อะไรก็แบ่งกันกนกันใช้ ดาเนินชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ไม่เกิดความแปลก


ธรรมชาติ ป่าไม้ และสายนา เป็นวิถีชีวิตแบบเรียบง่ายและพ่งพาอาศัยกัน แยก ไม่มีความขัดแย้งท่รุนแรง ชาวไทยพุทธและชาวไทยมุสลิมอยู่ร่วมกัน



แต่สภาพการเปล่ยนแปลงท่เกิดข้นจากการเพ่มข้นของประชากร ทาให้ อย่างสมานฉันท์และสามัคคี ช่วยให้สามารถร่วมกันฝ่าฟันปัญหาท่ถาโถม






ธรรมชาติลดความอุดมสมบรูณ์ลง และเกิดปัญหาน�้าหลาก น�้าท่วม น�้าแล้ง เข้ามา ต้งแต่ยุคสัมปทานป่า วิกฤติภัยธรรมชาติ หรือวิกฤติท่เกิดจากนโยบาย


การพังทลายของหน้าดิน ชาวบ้านจึงมีการรวมกลุ่มทากิจกรรมของชุมชน ภาครัฐ ซึ่งกิจกรรมของชุมชนมีทั้งความล้มเหลวและความส�าเร็จ แต่ได้เป็น

8 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท์ และพระครูประยุตธรรมธัช 9
ต้นแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร

บทเรียนช่วยผลักดันให้ชาวบ้านเกิดความตระหนักและร่วมกันต่อสู้เพ่อมุ่งไป ทางวัฒนธรรม การศึกษานี้ได้เก็บรวบรวมข้อมูลทั้งจากพระสงฆ์ ผู้น�าชุมชน



สู่เป้าหมายเดียวกัน บนพ้นฐานของการทางานแบบมีส่วนร่วม ไม่แบ่งแยก ชาวบ้าน รวมถึงภาคีเครือข่ายจิตอาสาพัฒนาของสภาลานวัดตะโหมด และ


















ผ้คนและศาสนาออกจากกน ด้วยการใช้สภาลานวดตะโหมดเป็นศนย์กลาง จากการศกษาเอกสารอ้างองท่เกยวข้อง เพอนาข้อมลทงเชิงปฐมภมิและทตย
ในการระดมสมอง เป็นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ร่วมกันวางแผนพัฒนา ภูมิมาประมวลและวิเคราะห์การด�าเนินกิจกรรมสังฆพัฒนา ขับเคล่อนตาม




และแก้ไขปัญหาความขัดแย้งท่เกิดข้นในชุมชน ซ่งท่ผ่านมาแผนงานและ แนวทางพลังบวร



กิจกรรมขับเคลื่อนทั้งหลายล้วนเกิดจากเวทีน้ และเป็นศูนย์กลางการทางาน

ของชุมชนตะโหมด แนวทางการพัฒนาท่เกิดข้นในชุมชมตะโหมดสะท้อนให้ ประวัติชุมชนและบทบาททางสงคม


เห็นถึงความสามัคคีของคนในชุมชน ซึ่งสามารถผลักดันให้เกิดความร่วมมือ ของวัดตะโหมด

และร่วมใจในการสร้างความม่นคงทางเศรษฐกิจ การฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ใน
ชุมชน การพัฒนากลุ่มเด็กและเยาวชน และกิจกรรมการพัฒนาอื่น ๆ ซึ่งแม้ การต้งบ้านเรือนชุมชนตะโหมดในยุคแรกมีลักษณะอยู่ร่วมกันเป็น


บางคร้งปัญหาจะไม่สามารถแก้ไขได้ในทันที แต่ก็ได้หายุทธวิธีร่วมกันในการ กลุ่มบ้าน ได้แก่ บ้านใน บ้านออก บ้านนอก บ้านปากพลี บ้านเกาะเรียน และ

บรรเทาผลกระทบหรือลดความขัดแย้ง และหาหนทางในการเยียวยา กลุ่มบ้านท่อยู่ห่างไกลออกไปคือบ้านหัวช้างและบ้านโหล๊ะจันกระ สันนิษฐาน




ธรรมชาติไม่ให้ถูกท�าลายไป เป็นต้น ว่าช่วงแรกเป็นชุมชนชาวไทยพุทธท่มาอย่ก่อนและได้สร้างท่พักสงฆ์เพ่อ


ชุมชนตะโหมดท่กล่าวมาข้างต้นนับเป็นตัวอย่างท่ดีของชุมชนชนบท ปฏิบัติธรรม ต่อมาชาวมุสลิมได้เข้ามาอยู่อาศัย ชาวไทยพุทธก็ย้ายไปอยู่ใน

ท่ชาวบ้านสามารถดารงชีวิตอยู่ร่วมกันบนพ้นฐานของความแตกต่างทาง ชุมชนอื่น แต่ไม่ห่างไกล หลังจากนั้นได้มีการขยายกลุ่มบ้านออกไปและแบ่ง





ศาสนาและชาติพันธุ์ ซ่งอาจเป็นต้นแบบส�าหรับการด�าเนินชีวิตในพ้นท่อ่น ท ี ่ การปกครองตามกฎหมายลักษณะการปกครองท้องท่เป็นหมู่บ้าน ตาบล และ





มีลักษณะทางกายภาพและวัฒนธรรมประเพณีของชุมชนท่คล้ายคลึงกัน ทา อ�าเภอ ดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน














ให้เกดประเดนข้อสงเกตขนว่า “มเงอนไขใดบ้างท่ทาให้ชาวบ้านในชมชน บ้านตะโหมดในปัจจุบันต้งอยู่หมู่ท่ 3 ตาบลตะโหมด เป็นเเหล่ง

ตะโหมดสามารถดารงชีวิตอยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นสุข ภายใต้บริบทของความ ประวัติศาสตร์ที่ส�าคัญทั้งในด้านประเพณีวัฒนธรรม ความเชื่อ และศาสนา




แตกต่างทางศาสนา จนกระท่งท�าให้คนในชุมชนสามารถท�ากิจกรรมการ ท้งน้จากหลักฐานต่าง ๆ เช่อกันว่าคาว่า “ตะโหมด” เรียกเพ้ยนมาจากชุมชน





พัฒนาร่วมกันได้ และสามารถสร้างองค์กรชุมชนให้เกิดข้นจนเป็นท่ยอมรับ “โต๊ะหมูด” ของชาวไทยมุสลิม รวมถึงปรากฏหลักฐานหลายอย่างท่ม ี


จากสังคมภายนอก” ข้อสังเกตดังกล่าวน้มีความน่าสนใจท่จะค้นหาเหตุปัจจัย ส่วนเก่ยวข้องกับช่อของชาวไทยมุสลิม เช่น นาปะเจ๊ะ (ท่ต้งของโรงเรียน




ที่ทาให้ชุมชน 2 ศาสนาแห่งนี้สามารถดารงชีวิตอยู่ร่วมกันได้อย่างกลมกลืน วัดตะโหมดปัจจุบัน) นาโคกแขกเจ้ย หนองโต๊ะอ่อน หนองโต๊ะโล่ง ห้วยโต๊ะเล็ม


10 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท์ และพระครูประยุตธรรมธัช 11
ต้นแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร

บทเรียนช่วยผลักดันให้ชาวบ้านเกิดความตระหนักและร่วมกันต่อสู้เพ่อมุ่งไป ทางวัฒนธรรม การศึกษานี้ได้เก็บรวบรวมข้อมูลทั้งจากพระสงฆ์ ผู้น�าชุมชน



สู่เป้าหมายเดียวกัน บนพ้นฐานของการทางานแบบมีส่วนร่วม ไม่แบ่งแยก ชาวบ้าน รวมถึงภาคีเครือข่ายจิตอาสาพัฒนาของสภาลานวัดตะโหมด และ


















ผ้คนและศาสนาออกจากกน ด้วยการใช้สภาลานวดตะโหมดเป็นศนย์กลาง จากการศกษาเอกสารอ้างองท่เกยวข้อง เพอนาข้อมลทงเชิงปฐมภมิและทตย
ในการระดมสมอง เป็นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ร่วมกันวางแผนพัฒนา ภูมิมาประมวลและวิเคราะห์การด�าเนินกิจกรรมสังฆพัฒนา ขับเคล่อนตาม




และแก้ไขปัญหาความขัดแย้งท่เกิดข้นในชุมชน ซ่งท่ผ่านมาแผนงานและ แนวทางพลังบวร



กิจกรรมขับเคลื่อนทั้งหลายล้วนเกิดจากเวทีน้ และเป็นศูนย์กลางการทางาน

ของชุมชนตะโหมด แนวทางการพัฒนาท่เกิดข้นในชุมชมตะโหมดสะท้อนให้ ประวัติชุมชนและบทบาททางสงคม


เห็นถึงความสามัคคีของคนในชุมชน ซึ่งสามารถผลักดันให้เกิดความร่วมมือ ของวัดตะโหมด

และร่วมใจในการสร้างความม่นคงทางเศรษฐกิจ การฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ใน
ชุมชน การพัฒนากลุ่มเด็กและเยาวชน และกิจกรรมการพัฒนาอื่น ๆ ซึ่งแม้ การต้งบ้านเรือนชุมชนตะโหมดในยุคแรกมีลักษณะอยู่ร่วมกันเป็น


บางคร้งปัญหาจะไม่สามารถแก้ไขได้ในทันที แต่ก็ได้หายุทธวิธีร่วมกันในการ กลุ่มบ้าน ได้แก่ บ้านใน บ้านออก บ้านนอก บ้านปากพลี บ้านเกาะเรียน และ

บรรเทาผลกระทบหรือลดความขัดแย้ง และหาหนทางในการเยียวยา กลุ่มบ้านท่อยู่ห่างไกลออกไปคือบ้านหัวช้างและบ้านโหล๊ะจันกระ สันนิษฐาน




ธรรมชาติไม่ให้ถูกท�าลายไป เป็นต้น ว่าช่วงแรกเป็นชุมชนชาวไทยพุทธท่มาอย่ก่อนและได้สร้างท่พักสงฆ์เพ่อ


ชุมชนตะโหมดท่กล่าวมาข้างต้นนับเป็นตัวอย่างท่ดีของชุมชนชนบท ปฏิบัติธรรม ต่อมาชาวมุสลิมได้เข้ามาอยู่อาศัย ชาวไทยพุทธก็ย้ายไปอยู่ใน

ท่ชาวบ้านสามารถดารงชีวิตอยู่ร่วมกันบนพ้นฐานของความแตกต่างทาง ชุมชนอื่น แต่ไม่ห่างไกล หลังจากนั้นได้มีการขยายกลุ่มบ้านออกไปและแบ่ง





ศาสนาและชาติพันธุ์ ซ่งอาจเป็นต้นแบบส�าหรับการด�าเนินชีวิตในพ้นท่อ่น ท ี ่ การปกครองตามกฎหมายลักษณะการปกครองท้องท่เป็นหมู่บ้าน ตาบล และ





มีลักษณะทางกายภาพและวัฒนธรรมประเพณีของชุมชนท่คล้ายคลึงกัน ทา อ�าเภอ ดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน














ให้เกดประเดนข้อสงเกตขนว่า “มเงอนไขใดบ้างท่ทาให้ชาวบ้านในชมชน บ้านตะโหมดในปัจจุบันต้งอยู่หมู่ท่ 3 ตาบลตะโหมด เป็นเเหล่ง

ตะโหมดสามารถดารงชีวิตอยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นสุข ภายใต้บริบทของความ ประวัติศาสตร์ที่ส�าคัญทั้งในด้านประเพณีวัฒนธรรม ความเชื่อ และศาสนา




แตกต่างทางศาสนา จนกระท่งท�าให้คนในชุมชนสามารถท�ากิจกรรมการ ท้งน้จากหลักฐานต่าง ๆ เช่อกันว่าคาว่า “ตะโหมด” เรียกเพ้ยนมาจากชุมชน





พัฒนาร่วมกันได้ และสามารถสร้างองค์กรชุมชนให้เกิดข้นจนเป็นท่ยอมรับ “โต๊ะหมูด” ของชาวไทยมุสลิม รวมถึงปรากฏหลักฐานหลายอย่างท่ม ี


จากสังคมภายนอก” ข้อสังเกตดังกล่าวน้มีความน่าสนใจท่จะค้นหาเหตุปัจจัย ส่วนเก่ยวข้องกับช่อของชาวไทยมุสลิม เช่น นาปะเจ๊ะ (ท่ต้งของโรงเรียน




ที่ทาให้ชุมชน 2 ศาสนาแห่งนี้สามารถดารงชีวิตอยู่ร่วมกันได้อย่างกลมกลืน วัดตะโหมดปัจจุบัน) นาโคกแขกเจ้ย หนองโต๊ะอ่อน หนองโต๊ะโล่ง ห้วยโต๊ะเล็ม


10 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท์ และพระครูประยุตธรรมธัช 11
ต้นแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร




โคกสุเหร่า (ท่ต้งวัดตะโหมดปัจจุบัน) และห้วยทุ่งแขก เป็นต้น (เรณุมาศ รอด เขาชัยสน จังหวัดพัทลุง) ว่าเป็นวัดหน่งข้นกับคณะป่าแก้วหัวเมืองพัทลุง

เนียม, 2556: 36) โดยมีหลักฐานจากต�านานที่เล่าสืบต่อกันมาและหลักฐาน บริเวณวัดมีถ�้าแห่งหนึ่งเรียกว่าถ�้าหัวช้าง ปากถ�้าหันไปทางทิศใต้ ภายในถ�้า

ทางโบราณคดีที่ค้นพบ ดังนี้ มีพระพุทธรูปปั้นปางไสยาสน์หน่งองค์ขนาดยาว 14 เมตร มีพระพุทธรูปปาง




(1) ตานานท่เล่าสืบต่อกันมาของผู้เฒ่าผู้แก่ ได้กล่าวถึงเส้นทางค้าขาย มารวิชัยและพระพุทธรูปไม้จาหลักอีกหลายองค์ แต่น่าเสียดายท่พระพุทธรูป


ของชาวอินเดียซ่งเดินทางมาจากฝั่งทะเลอันดามัน (อาเภอปะเหลียน จังหวัด เหล่านี้ได้ถูกท�าลายไปหมดแล้วราวปี 2484 นอกจากนั้นได้พบขวานหินขัด
ตรัง) ข้ามเทือกเขาบรรทัดทางช่องเขาตระ ผ่านชุมชนตะโหมดบริเวณบ้าน หรือขวานหินใช้ส�าหรับทุบเปลือกไม้เพื่อน�ามาทอผ้า โดยพบที่บ้านโหล๊ะจัน


เขาหัวช้าง ซึ่งมีล�าคลองหัวช้าง (คลองโหล๊ะหนุน) คลองสายนี้ไหลไปรวมกับ กระ ต�าบลตะโหมด (ชื่นกมล ขุนจันทร, 2552 อางถึงใน เรณุมาศ รอดเนียม,



คลองสายอ่นอีกหลายสายเป็นคลองท่ามะเด่อ ไหลลงสู่ทะเลสาบสงขลา 2556: 35-36) หลักฐานทางโบราณคดีเหล่าน้ช่วยยืนยันว่ามีศาสนสถานและ

บริเวณอาเภอบางแก้ว ซ่งเส้นทางสายน้ไปข้นท่เมืองสทิงพระ (ในปัจจุบันคือ ชุมชนชาวไทยพุทธอยู่อาศัยในพ้นท่ชุมชนตะโหมดมาอย่างน้อยเกือบ 200







อาเภอสทิงพระ จังหวดสงขลา) ทางฝั่งอ่าวไทย จากการเดินทางด้วยเส้นทาง ปีผ่านมาแล้ว


ดังกล่าวก็เกิดมีชุมชนเล็ก ๆ ข้น และพัฒนาเป็นชุมชนตะโหมดในปัจจุบัน ในปัจจุบันชุมชนตะโหมดยังมีความโดดเด่นในการเป็นแหล่งท่องเท่ยว



นอกจากนี้ยังมีท่าวัดเป็นชื่อท่าน�้าของบ้านหัวช้าง และถ�้าพระอยู่บริเวณเขา เชิงวัฒนธรรมประเพณีท่น่าสนใจแห่งหน่งของจังหวัดพัทลุง โดยเฉพาะ






หวชาง ซงเปนทางผานของเสนทางเดมน และเสนทางสายนยงเปนทางทีชาว กิจกรรม “ประเพณีงานบุญสองศาสนา” ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 15 เมษายน ของ











บ้านใช้เป็นเส้นทางเดินป่าล่าสัตว์ และหาของป่า จากชุมชนตะโหมดไปยังฝั่ง ทุกปี กิจกรรมน้เป็นงานทาบุญของคนไทยพุทธและไทยมุสลิมท่อยู่ร่วมกันใน



ตะวันตกของเทือกเขาบรรทัด จากตานานบอกเล่าท่ปรากฎน่าจะเช่อได้ว่า ชุมชนด้วยความสามัคคี รักใคร่ปรองดอง ช่วยเหลือซ่งกันและกัน โดยไม่ม ี





ตะโหมดเป็นชุมชนชาวไทยมุสลมท่มการต้งถ่นฐานมานาน อย่างน้อยน่าจะ กรอบทางประเพณและศาสนามากนขวาง มการจัดแสดงของเยาวชนและ










เป็นช่วงสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น การจัดนิทรรศการ นอกจากน้ในชุมชนตะโหมดยังมีตลาดพ้นบ้านท่ให้
(2) หลักฐานทางโบราณคดีที่ปรากฎ เช่น พบพระพุทธรูปส�าริดปาง บรรยากาศง่าย ๆ เดินสบาย ๆ เป็นแหล่งรวมสินค้าพื้นบ้านหลากหลายชนิด


มารวิชัย ขนาดหน้าตัก 20 เซนติเมตร ศิลปะอู่ทอง ขุดพบภายในสระนา ท้งอาหาร พืชผักปลอดสารพิษ สินค้าท่มีเอกลักษณ์ของความเป็นชุมชน





ของวัดเหนือ (ซ่งปัจจุบันเป็นวัดร้างท่อยู่ทางทิศใต้ของวัดตะโหมด ห่างกัน ตะโหมด ร้านค้าภายในตลาดได้นาสินค้าพ้นบ้านมาวางขาย โดยมีซุ้มขายของ

ไม่มากนัก) และมีวัดถ�้าพระเป็นวัดร้างตั้งอยู่ที่เขาพระ บ้านหัวช้าง หมู่ที่ 2 ท่ตกแต่งอย่างเรียบง่าย แต่มีเอกลักษณ์และเต็มไปด้วยบรรยากาศอบอุ่นเป็น

ต�าบลตะโหมด ซึ่งติดกับเขาหลักไก่และเขาตีนป่า เป็นวัดที่สร้างขึ้นสมัยกรุง กันเองของชาวบ้านในพื้นที่

ศรีอยุธยา ปรากฎหลักฐานในเพลาวัดเขียนบางแก้ว (ปัจจุบันอยู่ในเขตอาเภอ
12 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท์ และพระครูประยุตธรรมธัช 13
ต้นแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร




โคกสุเหร่า (ท่ต้งวัดตะโหมดปัจจุบัน) และห้วยทุ่งแขก เป็นต้น (เรณุมาศ รอด เขาชัยสน จังหวัดพัทลุง) ว่าเป็นวัดหน่งข้นกับคณะป่าแก้วหัวเมืองพัทลุง

เนียม, 2556: 36) โดยมีหลักฐานจากต�านานที่เล่าสืบต่อกันมาและหลักฐาน บริเวณวัดมีถ�้าแห่งหนึ่งเรียกว่าถ�้าหัวช้าง ปากถ�้าหันไปทางทิศใต้ ภายในถ�้า

ทางโบราณคดีที่ค้นพบ ดังนี้ มีพระพุทธรูปปั้นปางไสยาสน์หน่งองค์ขนาดยาว 14 เมตร มีพระพุทธรูปปาง




(1) ตานานท่เล่าสืบต่อกันมาของผู้เฒ่าผู้แก่ ได้กล่าวถึงเส้นทางค้าขาย มารวิชัยและพระพุทธรูปไม้จาหลักอีกหลายองค์ แต่น่าเสียดายท่พระพุทธรูป


ของชาวอินเดียซ่งเดินทางมาจากฝั่งทะเลอันดามัน (อาเภอปะเหลียน จังหวัด เหล่านี้ได้ถูกท�าลายไปหมดแล้วราวปี 2484 นอกจากนั้นได้พบขวานหินขัด
ตรัง) ข้ามเทือกเขาบรรทัดทางช่องเขาตระ ผ่านชุมชนตะโหมดบริเวณบ้าน หรือขวานหินใช้ส�าหรับทุบเปลือกไม้เพื่อน�ามาทอผ้า โดยพบที่บ้านโหล๊ะจัน


เขาหัวช้าง ซึ่งมีล�าคลองหัวช้าง (คลองโหล๊ะหนุน) คลองสายนี้ไหลไปรวมกับ กระ ต�าบลตะโหมด (ชื่นกมล ขุนจันทร, 2552 อางถึงใน เรณุมาศ รอดเนียม,



คลองสายอ่นอีกหลายสายเป็นคลองท่ามะเด่อ ไหลลงสู่ทะเลสาบสงขลา 2556: 35-36) หลักฐานทางโบราณคดีเหล่าน้ช่วยยืนยันว่ามีศาสนสถานและ

บริเวณอาเภอบางแก้ว ซ่งเส้นทางสายน้ไปข้นท่เมืองสทิงพระ (ในปัจจุบันคือ ชุมชนชาวไทยพุทธอยู่อาศัยในพ้นท่ชุมชนตะโหมดมาอย่างน้อยเกือบ 200







อาเภอสทิงพระ จังหวดสงขลา) ทางฝั่งอ่าวไทย จากการเดินทางด้วยเส้นทาง ปีผ่านมาแล้ว


ดังกล่าวก็เกิดมีชุมชนเล็ก ๆ ข้น และพัฒนาเป็นชุมชนตะโหมดในปัจจุบัน ในปัจจุบันชุมชนตะโหมดยังมีความโดดเด่นในการเป็นแหล่งท่องเท่ยว



นอกจากนี้ยังมีท่าวัดเป็นชื่อท่าน�้าของบ้านหัวช้าง และถ�้าพระอยู่บริเวณเขา เชิงวัฒนธรรมประเพณีท่น่าสนใจแห่งหน่งของจังหวัดพัทลุง โดยเฉพาะ






หวชาง ซงเปนทางผานของเสนทางเดมน และเสนทางสายนยงเปนทางทีชาว กิจกรรม “ประเพณีงานบุญสองศาสนา” ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 15 เมษายน ของ











บ้านใช้เป็นเส้นทางเดินป่าล่าสัตว์ และหาของป่า จากชุมชนตะโหมดไปยังฝั่ง ทุกปี กิจกรรมน้เป็นงานทาบุญของคนไทยพุทธและไทยมุสลิมท่อยู่ร่วมกันใน



ตะวันตกของเทือกเขาบรรทัด จากตานานบอกเล่าท่ปรากฎน่าจะเช่อได้ว่า ชุมชนด้วยความสามัคคี รักใคร่ปรองดอง ช่วยเหลือซ่งกันและกัน โดยไม่ม ี





ตะโหมดเป็นชุมชนชาวไทยมุสลมท่มการต้งถ่นฐานมานาน อย่างน้อยน่าจะ กรอบทางประเพณและศาสนามากนขวาง มการจัดแสดงของเยาวชนและ










เป็นช่วงสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น การจัดนิทรรศการ นอกจากน้ในชุมชนตะโหมดยังมีตลาดพ้นบ้านท่ให้
(2) หลักฐานทางโบราณคดีที่ปรากฎ เช่น พบพระพุทธรูปส�าริดปาง บรรยากาศง่าย ๆ เดินสบาย ๆ เป็นแหล่งรวมสินค้าพื้นบ้านหลากหลายชนิด


มารวิชัย ขนาดหน้าตัก 20 เซนติเมตร ศิลปะอู่ทอง ขุดพบภายในสระนา ท้งอาหาร พืชผักปลอดสารพิษ สินค้าท่มีเอกลักษณ์ของความเป็นชุมชน





ของวัดเหนือ (ซ่งปัจจุบันเป็นวัดร้างท่อยู่ทางทิศใต้ของวัดตะโหมด ห่างกัน ตะโหมด ร้านค้าภายในตลาดได้นาสินค้าพ้นบ้านมาวางขาย โดยมีซุ้มขายของ

ไม่มากนัก) และมีวัดถ�้าพระเป็นวัดร้างตั้งอยู่ที่เขาพระ บ้านหัวช้าง หมู่ที่ 2 ท่ตกแต่งอย่างเรียบง่าย แต่มีเอกลักษณ์และเต็มไปด้วยบรรยากาศอบอุ่นเป็น

ต�าบลตะโหมด ซึ่งติดกับเขาหลักไก่และเขาตีนป่า เป็นวัดที่สร้างขึ้นสมัยกรุง กันเองของชาวบ้านในพื้นที่

ศรีอยุธยา ปรากฎหลักฐานในเพลาวัดเขียนบางแก้ว (ปัจจุบันอยู่ในเขตอาเภอ
12 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท์ และพระครูประยุตธรรมธัช 13
ต้นแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร

ในเชิงธรรมชาติชุมชนตะโหมดมีสถานที่ท่องเที่ยวตามธรรมชาติ เช่น ปี 2450 หลวงพ่อเปียซึ่งเป็นพระที่ชอบแสวงหาที่สงัดในการบ�าเพ็ญภาวนา




นาตกลานหม่อมจุ้ย มีจุดชมวิวควนตาดม ซ่งมีลักษณะเป็นเนินเขาสูงราว 120 คือชอบอยู่ตามป่าช้า ได้เดินทางมาจากวัดดอนคัน ตาบลคูขุด อาเภอสทิงพระ



เมตร มีพ้นท่ตรงกลางโล่งไว้สาหรับเป็นพ้นท่ชมวิวได้โดยรอบ ท้งทิศเหนือ จังหวัดสงขลา มาจัดตั้งที่พักสงฆ์ในป่าช้าแห่งนี้ (บริเวณวัดตะโหมดปัจจุบัน)





ทิศตะวันออก ทิศตะวันตก และทิศใต้ ซ่งแต่ละทิศล้วนมีความสวยงามเชิง โดยมีชาวบ้านมาช่วยกันบุกเบิกและ ชาวบ้านเรียกว่าวัดใต้ เพราะอยู่ด้านใต้

ธรรมชาติท่น่าสนใจแตกต่างกัน เหมาะสาหรบนักท่องเท่ยวท่ช่นชอบการถ่าย ของล�าธาร ตอนนั้นบ้านตะโหมดจึงมีถึง 2 ส�านักสงฆ์ คือวัดเหนือและวัดใต้






ภาพหรือช่นชอบบรรยากาศของท้องทุ่งนาและผืนป่าในตอนเช้า สามารถชม เม่อหลวงพ่อเปียชราภาพมากแล้วท่านก็กลับไปสู่ภูมิลาเนาเดิม ต่อมาในปี


พระอาทิตย์ยามเช้า บางวันมีสายหมอกบางเบาสลับกับสายหมอกหนาเข้า 2452 “พ่อท่านช่วย อินฺทสโร” ได้ระดมศรัทธาชาวบ้านมาช่วยกันพัฒนาวัด





ปกคลุม หรือแม้แต่ในยามเย็นท้องฟ้าท่น่จะดูปลอดโปร่ง โล่งสบายตา อีกท้ง ใต้ใหมีความม่นคงถาวร เจริญก้าวหน้าข้นเป็นล�าดับ รวมถึงการจัดสร้างศาลา

ยังมองเห็นก้อนเมฆเป็นรูปลักษณ์ต่าง ๆ สวยงาม ชุมชนตะโหมดจึงเป็น ลงในแม่น�้า เพื่อท�าหน้าที่เป็นอุโบสถน�้า ซึ่งจะสามารถท�าการอุปสมบทและ
สถานท่หน่งท่นักท่องเท่ยวเชิงธรรมชาติให้ความสนใจร่วมไปกับแหล่ง เป็นที่ท�าสังฆกรรมได้ จนกระทั่งในปี 2453 พระอธิการช่วย อินฺทสโร ได้รับ





ท่องเที่ยวทะเลน้อยในจังหวัดพัทลุง การแต่งต้งเป็นเจ้าอาวาสรูปแรกของวัดตะโหมดอย่างเป็นทางการ ในปี 2477
วัดใต้ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาและสร้างอุโบสถจนส�าเร็จ เมื่อพ่อท่าน
ช่วยมรณภาพในป 2481 ต�าแหน่งเจ้าอาวาสว่างอยู่ระยะหนึ่ง จนถึงปี 2485

ประวัติและบทบาททางสงคม พระครูพมลชยานุรกษ์ (หมุน ธมมปาโล) ได้รบแต่งต้งเป็นเจ้าอาวาสรปทสอง









ของวัดตะโหมด
ของวัดตะโหมด ในปี 2510 พระครูอุทิตกิจจาทร (จ้วน อตฺตมโน) เข้ามารับ
วัดตะโหมดตั้งอยู่ในหมู่ที่ 3 ต�าบลตะโหมด เป็นวัดเก่าแก่ของชุมชน ตาแหน่งเจ้าอาวาสจนถงปี 2556 (ประภาพรรณ วงศาโรจน์, 2548: 1-3;


ตะโหมด เป็นศูนย์กลางของชุมชนมาต้งแต่อดีต และมีบทบาทสาคัญในฐานะ วัดตะโหมด, 2552) หลังจากนั้นพระครูสุนทรกิจจานุโยคเข้ามารับต�าแหน่ง





เป็นศูนย์รวมจิตใจและศูนย์รวมกิจกรรมของชุมชนเร่อยมาจนถึงปัจจุบัน เจ้าอาวาสจนถึงปัจจุบัน และดารงตาแหน่งเจ้าคณะอาเภอตะโหมด โดยม ี

ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์วัดตะโหมดมีปรากฏมานานเกือบ 200 ปีแล้ว พระปลัดบุญเชิด อาทโร เป็นรองเจ้าอาวาส และพระครูประยุตธรรมธัช



ซึ่งเดิมมีวัด 2 แหง แหงหนึ่งเปนที่พักสงฆตั้งอยู่ทางทิศใตของชุมชน อยู่ห่าง เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดตะโหมดในปัจจุบันมีเนื้อที่ 26 ไร่ 3 งาน 2 ตารางวา





จากวัดปัจจุบันประมาณ 5 เส้น วัดน้ประชาชนเรียกโดยอิงกับลาแม่นาว่า มีท่ดินธรณีสงฆ์ 1 ไร่ 3 งาน และยังคงได้รับความเล่อมใสศรัทธาจากชาวบ้าน



วัดเหนือ เพราะอยู่เหนือต้นล�าธาร ช่วงราวปี 2370 หลวงพ่อไชยทองหรือ ตะโหมดเเละชาวบ้านในชุมชนใกล้เคียง

ชาวบ้านมักเรียกท่านว่าพ่อแก่ไชยทอง ได้อยู่ปกครองวัดเหนือ เม่อประมาณ
14 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท์ และพระครูประยุตธรรมธัช 15
ต้นแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร

ในเชิงธรรมชาติชุมชนตะโหมดมีสถานที่ท่องเที่ยวตามธรรมชาติ เช่น ปี 2450 หลวงพ่อเปียซึ่งเป็นพระที่ชอบแสวงหาที่สงัดในการบ�าเพ็ญภาวนา




นาตกลานหม่อมจุ้ย มีจุดชมวิวควนตาดม ซ่งมีลักษณะเป็นเนินเขาสูงราว 120 คือชอบอยู่ตามป่าช้า ได้เดินทางมาจากวัดดอนคัน ตาบลคูขุด อาเภอสทิงพระ




เมตร มีพ้นท่ตรงกลางโล่งไว้สาหรับเป็นพ้นท่ชมวิวได้โดยรอบ ท้งทิศเหนือ จังหวัดสงขลา มาจัดตั้งที่พักสงฆ์ในป่าช้าแห่งนี้ (บริเวณวัดตะโหมดปัจจุบัน)



ทิศตะวันออก ทิศตะวันตก และทิศใต้ ซ่งแต่ละทิศล้วนมีความสวยงามเชิง โดยมีชาวบ้านมาช่วยกันบุกเบิกและ ชาวบ้านเรียกว่าวัดใต้ เพราะอยู่ด้านใต้





ธรรมชาติท่น่าสนใจแตกต่างกัน เหมาะสาหรบนักท่องเท่ยวท่ช่นชอบการถ่าย ของล�าธาร ตอนนั้นบ้านตะโหมดจึงมีถึง 2 ส�านักสงฆ์ คือวัดเหนือและวัดใต้



ภาพหรือช่นชอบบรรยากาศของท้องทุ่งนาและผืนป่าในตอนเช้า สามารถชม เม่อหลวงพ่อเปียชราภาพมากแล้วท่านก็กลับไปสู่ภูมิลาเนาเดิม ต่อมาในปี


พระอาทิตย์ยามเช้า บางวันมีสายหมอกบางเบาสลับกับสายหมอกหนาเข้า 2452 “พ่อท่านช่วย อินฺทสโร” ได้ระดมศรัทธาชาวบ้านมาช่วยกันพัฒนาวัด






ปกคลุม หรือแม้แต่ในยามเย็นท้องฟ้าท่น่จะดูปลอดโปร่ง โล่งสบายตา อีกท้ง ใต้ใหมีความม่นคงถาวร เจริญก้าวหน้าข้นเป็นล�าดับ รวมถึงการจัดสร้างศาลา
ยังมองเห็นก้อนเมฆเป็นรูปลักษณ์ต่าง ๆ สวยงาม ชุมชนตะโหมดจึงเป็น ลงในแม่น�้า เพื่อท�าหน้าที่เป็นอุโบสถน�้า ซึ่งจะสามารถท�าการอุปสมบทและ


สถานท่หน่งท่นักท่องเท่ยวเชิงธรรมชาติให้ความสนใจร่วมไปกับแหล่ง เป็นที่ท�าสังฆกรรมได้ จนกระทั่งในปี 2453 พระอธิการช่วย อินฺทสโร ได้รับ



ท่องเที่ยวทะเลน้อยในจังหวัดพัทลุง การแต่งต้งเป็นเจ้าอาวาสรูปแรกของวัดตะโหมดอย่างเป็นทางการ ในปี 2477
วัดใต้ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาและสร้างอุโบสถจนส�าเร็จ เมื่อพ่อท่าน

ช่วยมรณภาพในป 2481 ต�าแหน่งเจ้าอาวาสว่างอยู่ระยะหนึ่ง จนถึงปี 2485

ประวัติและบทบาททางสงคม พระครูพมลชยานุรกษ์ (หมุน ธมมปาโล) ได้รบแต่งต้งเป็นเจ้าอาวาสรปทสอง








ของวัดตะโหมด
ของวัดตะโหมด ในปี 2510 พระครูอุทิตกิจจาทร (จ้วน อตฺตมโน) เข้ามารับ


วัดตะโหมดตั้งอยู่ในหมู่ที่ 3 ต�าบลตะโหมด เป็นวัดเก่าแก่ของชุมชน ตาแหน่งเจ้าอาวาสจนถงปี 2556 (ประภาพรรณ วงศาโรจน์, 2548: 1-3;
ตะโหมด เป็นศูนย์กลางของชุมชนมาต้งแต่อดีต และมีบทบาทสาคัญในฐานะ วัดตะโหมด, 2552) หลังจากนั้นพระครูสุนทรกิจจานุโยคเข้ามารับต�าแหน่ง




เป็นศูนย์รวมจิตใจและศูนย์รวมกิจกรรมของชุมชนเร่อยมาจนถึงปัจจุบัน เจ้าอาวาสจนถึงปัจจุบัน และดารงตาแหน่งเจ้าคณะอาเภอตะโหมด โดยม ี


ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์วัดตะโหมดมีปรากฏมานานเกือบ 200 ปีแล้ว พระปลัดบุญเชิด อาทโร เป็นรองเจ้าอาวาส และพระครูประยุตธรรมธัช



ซึ่งเดิมมีวัด 2 แหง แหงหนึ่งเป็นที่พักสงฆตั้งอยู่ทางทิศใตของชุมชน อยู่ห่าง เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดตะโหมดในปัจจุบันมีเนื้อที่ 26 ไร่ 3 งาน 2 ตารางวา

จากวัดปัจจุบันประมาณ 5 เส้น วัดน้ประชาชนเรียกโดยอิงกับลาแม่นาว่า มีท่ดินธรณีสงฆ์ 1 ไร่ 3 งาน และยังคงได้รับความเล่อมใสศรัทธาจากชาวบ้าน






วัดเหนือ เพราะอยู่เหนือต้นล�าธาร ช่วงราวปี 2370 หลวงพ่อไชยทองหรือ ตะโหมดเเละชาวบ้านในชุมชนใกล้เคียง

ชาวบ้านมักเรียกท่านว่าพ่อแก่ไชยทอง ได้อยู่ปกครองวัดเหนือ เม่อประมาณ
14 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท์ และพระครูประยุตธรรมธัช 15
ต้นแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร










วดตะโหมดมบทบาทดานการสาธารณสงเคราะหในฐานะทเปนศนยกลางของ
การพัฒนาและเป็นแหล่งเรียนรู้ของชุมชน เพ่อพัฒนาชุมชนตะโหมดให้ทัน




ต่อการเปล่ยนแปลงท่เกิดข้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างย่งในการสร้าง

วัฒนธรรมความร่วมมือและร่วมแรงร่วมใจกันท�ากิจกรรมจิตอาสา จนเกิดการ
รวมตัวกันเป็นองค์กรชุมชนท่เข้มแข็ง ท่สามารถประสานความร่วมมือและ


ร่วมกันผลักดันกิจกรรมการพัฒนาและสงเคราะห์ช่วยเหลือชาวบ้าน จนกลาย


เป็นแหล่งเรียนรู้ท่ส�าคัญคือ “สภาลานวัดตะโหมด” ท่มีปรัชญาการด�าเนิน
งานว่า “สร้างสรรค์ ปัญญา พัฒนาสังคม ระดมความคิด เพ่อชีวิตประชาชน”

(ประภาพรรณ วงศาโรจน์, 2548: 18-19) กิจกรรมการพัฒนาในช่วงแรกนั้น
เน้นการศึกษาท้งทางโลกและทางธรรมให้ลูกหลานและคนในชุมชน ในทาง

โลกได้ขยายการศึกษาเป็นระดับประถมศึกษาตอนปลาย (ป.5 - ป.7) ในปี

2513 หลังจากน้นยังได้ขอรับบริจาคท่ดินสร้างโรงเรียนมัธยมศึกษา (โรงเรียน

ประชาบ�ารุงอุทิตกิจจาทร) ส่วนในทางธรรมได้ส่งเสริมการเรียนนักธรรมเป็น

ประจ�าทุกปี ให้แก่พระสงฆ์ทุกรูปท่อยู่จ�าพรรษาในวัดตะโหมด จนมีค�าพูด
ติดปากว่า “วันดีของผู้อุปสมบทวัดตะโหมดท่ต้องการจะลาสิกขา คือหลัง

การสอบนักธรรมแล้ว” (พระครูประยุตธรรมธัช, สัมภาษณ์, 11 มกราคม

2565) อีกท้งวัดตะโหมดยังได้ส่งเสริมการเรียนนักธรรมศึกษาของเด็กและ
ชาวบ้านเป็นวัดแรกในจังหวัดพัทลุงอีกด้วย

นอกจากน้มีองค์กรเครือข่ายท้งภาครัฐและเอกชนมากมายเข้ามาร่วม


กิจกรรมของสภาลานวัดตะโหมด โดยมาร่วมปฏิบัติภารกิจพัฒนาชุมชนให้ม ี
ความเจริญก้าวหน้าทางกายภาพหลายด้าน ได้แก่่ ถนน ไฟฟ้า น้าประปา การ


สร้างความเข้มแข็งขององค์กรปกครองส่วนท้องถ่น การส่งเสริมเศรษฐกิจของ

ชุมชน การจัดต้งกลุ่มส่งเสริมอาชีพต่าง ๆ ตลอดจนการอนุรักษ์ทรัพยากร




16 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท และพระครูประยุตธรรมธัช 17
ตŒนแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร










วดตะโหมดมบทบาทดานการสาธารณสงเคราะหในฐานะทเปนศนยกลางของ
การพัฒนาและเป็นแหล่งเรียนรู้ของชุมชน เพ่อพัฒนาชุมชนตะโหมดให้ทัน




ต่อการเปล่ยนแปลงท่เกิดข้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างย่งในการสร้าง

วัฒนธรรมความร่วมมือและร่วมแรงร่วมใจกันท�ากิจกรรมจิตอาสา จนเกิดการ
รวมตัวกันเป็นองค์กรชุมชนท่เข้มแข็ง ท่สามารถประสานความร่วมมือและ


ร่วมกันผลักดันกิจกรรมการพัฒนาและสงเคราะห์ช่วยเหลือชาวบ้าน จนกลาย


เป็นแหล่งเรียนรู้ท่ส�าคัญคือ “สภาลานวัดตะโหมด” ท่มีปรัชญาการด�าเนิน
งานว่า “สร้างสรรค์ ปัญญา พัฒนาสังคม ระดมความคิด เพ่อชีวิตประชาชน”

(ประภาพรรณ วงศาโรจน์, 2548: 18-19) กิจกรรมการพัฒนาในช่วงแรกนั้น
เน้นการศึกษาท้งทางโลกและทางธรรมให้ลูกหลานและคนในชุมชน ในทาง

โลกได้ขยายการศึกษาเป็นระดับประถมศึกษาตอนปลาย (ป.5 - ป.7) ในปี

2513 หลังจากน้นยังได้ขอรับบริจาคท่ดินสร้างโรงเรียนมัธยมศึกษา (โรงเรียน

ประชาบ�ารุงอุทิตกิจจาทร) ส่วนในทางธรรมได้ส่งเสริมการเรียนนักธรรมเป็น

ประจ�าทุกปี ให้แก่พระสงฆ์ทุกรูปท่อยู่จ�าพรรษาในวัดตะโหมด จนมีค�าพูด
ติดปากว่า “วันดีของผู้อุปสมบทวัดตะโหมดท่ต้องการจะลาสิกขา คือหลัง

การสอบนักธรรมแล้ว” (พระครูประยุตธรรมธัช, สัมภาษณ์, 11 มกราคม

2565) อีกท้งวัดตะโหมดยังได้ส่งเสริมการเรียนนักธรรมศึกษาของเด็กและ
ชาวบ้านเป็นวัดแรกในจังหวัดพัทลุงอีกด้วย

นอกจากน้มีองค์กรเครือข่ายท้งภาครัฐและเอกชนมากมายเข้ามาร่วม


กิจกรรมของสภาลานวัดตะโหมด โดยมาร่วมปฏิบัติภารกิจพัฒนาชุมชนให้ม ี
ความเจริญก้าวหน้าทางกายภาพหลายด้าน ได้แก่่ ถนน ไฟฟ้า น้าประปา การ


สร้างความเข้มแข็งขององค์กรปกครองส่วนท้องถ่น การส่งเสริมเศรษฐกิจของ

ชุมชน การจัดต้งกลุ่มส่งเสริมอาชีพต่าง ๆ ตลอดจนการอนุรักษ์ทรัพยากร




16 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท และพระครูประยุตธรรมธัช 17
ตŒนแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร

ธรรมชาติและส่งแวดล้อม การส่งเสริมวัฒนธรรมประเพณี การส่งเสริม

กระบวนการเรียนรู้ของชุมชน ด้วยกิจกรรมท่ด�าเนินการร่วมกันระหว่าง

วัดตะโหมดและสภาลานวัดตะโหมด เช่น ประเพณีงานบุญสองศาสนา

การประกาศเกียรติคุณยกย่องคนดีศรีตะโหมด การจัดต้งกลุ่มเกษตรกร สภาลานวัดตะโหมด :
บ้านตะโหมด การจัดสัปดาห์พัฒนาท�าความสะอาดหมู่บ้าน การจัดท�า 02

โครงการท่องเที่ยวเชิงนิเวศต�าบลตะโหมด เป็นต้น บูรณาการพฒนา

การมีส่วนร่วมแลกเปล่ยนเรียนรู้ของสมาชิกสภาลานวัดตะโหมดและ
ภาคีเครือข่าย มีความเด่นชัดในกิจกรรมการพัฒนาชุมชน การปกป้องรักษา ชุมชนพลัง “บวร”


ส่งแวดล้อมของชุมชน และการสร้างจิตส�านึกความเป็นเจ้าของทรัพยากร
ธรรมชาติร่วมกัน โดยใช้สภาลานวัดเป็นเวทีการจัดประชุมและปรึกษา

ร่วมกัน เพื่อติดตามการท�างานและการจัดการปัญหาด้านต่าง ๆ ที่อาจเกิด


ข้นในกระบวนการพัฒนา มีการน�าผลการติดตามประเมินผลการด�าเนน
กิจกรรมมาใช้วิเคราะห์หาเหตุปัจจัยของปัญหา ก�าหนดและปรับปรุง




แนวทางพฒนาหรอมาตรการ เพอให้ชมชนสามารถแก้ไขปัญหาของตนเอง ในปัจจุบันถ้าหากกล่าวถึงชุมชนตะโหมด ผู้คนมักจะนึกถึง “สภาลาน

ได้ โดยเน้นการใช้ทุนทรัพยากรธรรมชาติของชุมชน ทุนทางสังคมและ วัดตะโหมด” ซ่งมีช่อเสียงในฐานะท่เป็นต้นแบบของการบูรณาการพัฒนา




วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น ขับเคลื่อนกิจกรรมตามวิถีการพัฒนาเชิง ชุมชนตามแนวทางพลัง “บวร” อันเป็นผลการด�าเนินงานขับเคล่อนกิจกรรม
บูรณาการพลังบวร ระหว่างพระสงฆ์ ชาวบ้าน ผู้น�าชุมชน หน่วยงานราชการ ร่วมกันของชาวบ้าน ผู้น�าชุมชน คณะสงฆ์ หน่วยงานราชการ โรงเรียน ภาคี

องค์กรชุมชน และภาคีเครือข่ายภาคประชาสังคมจากภายนอกชุมชน เครือข่าย และองค์กรภาคประชาสังคมในระดับท้องถ่นและจังหวัด สภาลาน
วัดตะโหมดด�าเนินกิจกรรมโดยมีวัดเป็นศูนย์กลางหรือศูนย์รวมความคิดเห็น








ของชาวบ้าน ซงมีพนฐานความสมพนธ์ทางสงคมทใกล้ชิด มการไปมา


หาสู่และท�ากิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกัน ในระยะเริ่มแรกเมื่อชุมชนมีปัญหาเดือด
ร้อนหรือมีข้อเสนอการจัดกิจกรรม ชาวบ้านจะมาปรึกษาหารือกับพระคร ู


อุทิตกิจจาทร อดีตเจ้าอาวาส ซ่งเป็นบุคคลท่ชาวบ้านตะโหมดให้ความเคารพ
18 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท และพระครูประยุตธรรมธัช 19
ตŒนแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร

ธรรมชาติและส่งแวดล้อม การส่งเสริมวัฒนธรรมประเพณี การส่งเสริม

กระบวนการเรียนรู้ของชุมชน ด้วยกิจกรรมท่ด�าเนินการร่วมกันระหว่าง

วัดตะโหมดและสภาลานวัดตะโหมด เช่น ประเพณีงานบุญสองศาสนา

การประกาศเกียรติคุณยกย่องคนดีศรีตะโหมด การจัดต้งกลุ่มเกษตรกร สภาลานวัดตะโหมด :
บ้านตะโหมด การจัดสัปดาห์พัฒนาท�าความสะอาดหมู่บ้าน การจัดท�า 02

โครงการท่องเที่ยวเชิงนิเวศต�าบลตะโหมด เป็นต้น บูรณาการพฒนา

การมีส่วนร่วมแลกเปล่ยนเรียนรู้ของสมาชิกสภาลานวัดตะโหมดและ
ภาคีเครือข่าย มีความเด่นชัดในกิจกรรมการพัฒนาชุมชน การปกป้องรักษา ชุมชนพลัง “บวร”


ส่งแวดล้อมของชุมชน และการสร้างจิตส�านึกความเป็นเจ้าของทรัพยากร
ธรรมชาติร่วมกัน โดยใช้สภาลานวัดเป็นเวทีการจัดประชุมและปรึกษา

ร่วมกัน เพื่อติดตามการท�างานและการจัดการปัญหาด้านต่าง ๆ ที่อาจเกิด


ข้นในกระบวนการพัฒนา มีการน�าผลการติดตามประเมินผลการด�าเนน
กิจกรรมมาใช้วิเคราะห์หาเหตุปัจจัยของปัญหา ก�าหนดและปรับปรุง




แนวทางพฒนาหรอมาตรการ เพอให้ชมชนสามารถแก้ไขปัญหาของตนเอง ในปัจจุบันถ้าหากกล่าวถึงชุมชนตะโหมด ผู้คนมักจะนึกถึง “สภาลาน

ได้ โดยเน้นการใช้ทุนทรัพยากรธรรมชาติของชุมชน ทุนทางสังคมและ วัดตะโหมด” ซ่งมีช่อเสียงในฐานะท่เป็นต้นแบบของการบูรณาการพัฒนา




วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น ขับเคลื่อนกิจกรรมตามวิถีการพัฒนาเชิง ชุมชนตามแนวทางพลัง “บวร” อันเป็นผลการด�าเนินงานขับเคล่อนกิจกรรม
บูรณาการพลังบวร ระหว่างพระสงฆ์ ชาวบ้าน ผู้น�าชุมชน หน่วยงานราชการ ร่วมกันของชาวบ้าน ผู้น�าชุมชน คณะสงฆ์ หน่วยงานราชการ โรงเรียน ภาคี

องค์กรชุมชน และภาคีเครือข่ายภาคประชาสังคมจากภายนอกชุมชน เครือข่าย และองค์กรภาคประชาสังคมในระดับท้องถ่นและจังหวัด สภาลาน
วัดตะโหมดด�าเนินกิจกรรมโดยมีวัดเป็นศูนย์กลางหรือศูนย์รวมความคิดเห็น








ของชาวบ้าน ซงมีพนฐานความสมพนธ์ทางสงคมทใกล้ชิด มการไปมา


หาสู่และท�ากิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกัน ในระยะเริ่มแรกเมื่อชุมชนมีปัญหาเดือด
ร้อนหรือมีข้อเสนอการจัดกิจกรรม ชาวบ้านจะมาปรึกษาหารือกับพระคร ู


อุทิตกิจจาทร อดีตเจ้าอาวาส ซ่งเป็นบุคคลท่ชาวบ้านตะโหมดให้ความเคารพ
18 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท และพระครูประยุตธรรมธัช 19
ตŒนแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร







เช่อฟัง และเป็นพลังสาคัญในการพัฒนาชุมชนตะโหมด โดยมีผู้นาชุมชนและ 3 รูปน้และคณะกรรมการสภาลานวัดตะโหมดช่วยให้วัดตะโหมดเป็นท่พ่งพิง







ุ่
ชาวบ้านยินดีเข้ามาร่วมพบปะกันท่วัดเดือนละคร้ง เพ่อพูดคุยปรึกษาหารือ สาคญของชาวบ้าน ด้วยการม่งม่นทมเทพลังกาย พลังใจ พลงทรัพย์ และพลง




และแลกเปล่ยนความคิดเห็นเก่ยวกับแนวทางการพัฒนาหรือแก้ไขปัญหาต่าง สติปัญญา เพ่อการพัฒนาวัดตะโหมดให้เป็นศูนย์รวมศรัทธาของฆราวาส


ๆ ในชุมชน โดยเน้นการสร้างเสริมสุขภาวะท่ดของชาวบ้านและความสงบสุข (ศิริชัย พรหมทอง, 2557) รวมถึงมีบทบาทสาคัญในการเปิดโอกาสให้



ของชุมชน ชาวบ้านใช้ทรัพยากรของวัดในการพัฒนาท้องถิ่น และใช้วัดเป็นที่ร่วมแสดง




พระครูอุทิตกิจจาทรเป็นผู้นาท่มีบทบาทสาคัญต่อการบุกเบิกงาน ความเห็นเพ่อช่วยกันพัฒนาท้องถ่น สนับสนุนให้ชาวบ้านมีความสนใจใฝ่รู้

พัฒนาในชุมชนตะโหมด โดยเร่มจากได้สร้างอาคารเสนาสนะให้เอ้อต่อการ ใฝ่ศึกษาและมีวิสัยทัศน์กว้างไกลท้งทางโลกและทางธรรม พร้อมกับการอุทิศ



บาเพ็ญบุญและการจัดประชุมหรืออบรมการพัฒนาชุมชนอย่างหลากหลาย ตนในการพัฒนาชุมชนตะโหมดด้วยการน�าความรู้และประสบการณ์มาปรับ






พระสงฆ์และชาวบ้านตะโหมดได้ร่วมกันจัดต้งสภาลานวัดตะโหมดขนในปี ใช้กับชุมชนตะโหมดได้อย่างเหมาะสม เอ้อให้เกิดการพัฒนาชุมชนท่เข้มแข็ง

2538 โดยเร่มจากเน้นการส่งเสริมการศึกษาของเด็กและเยาวชน และ และยั่งยืน

ใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านในการแก้ไขปัญหาและการพัฒนาท้องถ่น สภาลาน ในภาพรวมกล่าวได้ว่า วัดตะโหมดมีพระสงฆ์ที่มีปฏิปทาใช้หลักธรรม





วดตะโหมดจดตงขนเพอใหเปนเวททคนในชมชนไดมารวมกนคดและรวมกน ทางพุทธศาสนาในการพัฒนาชุมชน จนเป็นที่ศรัทธาและเปนศูนยรวมจิตใจ




















พัฒนาชุมชนให้สอดคล้องกับบริบทเชิงพ้นท่และสภาพปัญหาของชุมชน เพ่อ ของพุทธบริษัท สามารถประสานการพัฒนาชุมชนตะโหมดรวมกับผู้น�าฝ่าย

นาเสนอปัญหาและความต้องการให้หน่วยงานราชการท่เก่ยวข้องได้เข้ามา ฆราวาส ซ่งบุคคลท่สาคัญได้แก นายวรรณ ขุนจันทร คนไทยตัวอย่างป 2527,












ร่วมรับรู้และดาเนินการช่วยเหลือหรือจัดโคงการพัฒนาได้อย่างเหมาะสมกับ นายสวาท ทองรกษ ผนาอาชพกาวหนาป 2533, กานนสม อกษรพนธ กานน



















สถานการณ์ปัญหาท่เกิดข้นในชุมชนตะโหมด (พระครูประยุตธรรมธัช, แหนบทองคาปี 2543 ภายใต้องคก์รท่ช่อว่า “สภาลานวัดตะโหมด” ซ่ง



สัมภาษณ์, 7 ธันวาคม 2564) โดยคณะกรรมการชุดแรกมีพระครูอุทิตกิจจา ประกอบไปดวยสมาชิกจากหลากหลายอาชีพมาร่วมกันขับเคล่อนการพัฒนา

ทร เป็นประธานสภาลานวัดตะโหมด มีรองประธาน 3 รูป/คน ฝ่ายสงฆ์คือ ชุมชนตะโหมดให้มีความเข้มแข็งและสามารถระดมสรรพกาลังท้งจากสถาบัน


พระครูสุนทรกิจจานุโยค ฝ่ายฆราวาสคือนายวรรณ ขุนจันทร์ และก�านันสม ศาสนา สถาบันการศึกษา สถาบันการปกครอง กลมและองคกรชุมชน มารวม








อักษรพันธ์ นายเด่น รุ่งเรือง เป็นเลขานุการ และพระครูสังฆรักษ์วิชาญ แก้ไขปัญหาและพัฒนาทองถ่นใหมีความกาวหนาในดานตาง ๆ ควรคาแกการ





(ปัจจุบันคือพระครูประยุตธรรมธัช) เป็นผู้ช่วยเลขานุการ ส�าหรับในปัจจุบัน ยกย่องและเผยแพร่ช่อเสียงเกียรติคุณให้เป็นแบบอย่างของชุมชนอ่น การ

มีพระครูประยุตธรรมธัช ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดตะโหมด เป็นประธานสภาลาน ดาเนินภารกิจและกิจกรรมการพัฒนาวัดและชุมชนของชาวตะโหมดเกือบ

วัดตะโหมด และนายเด่น รุ่งเรือง เป็นรองประธาน จึงกล่าวได้ว่าพระสงฆ์ ทุกด้านดาเนินการโดยมีสภาลานวัดเป็นศูนย์กลางการเรียนรของชุมชน เป็น



20 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท์ และพระครูประยุตธรรมธัช 21
ต้นแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร







เช่อฟัง และเป็นพลังสาคัญในการพัฒนาชุมชนตะโหมด โดยมีผู้นาชุมชนและ 3 รูปน้และคณะกรรมการสภาลานวัดตะโหมดช่วยให้วัดตะโหมดเป็นท่พ่งพิง







ุ่
ชาวบ้านยินดีเข้ามาร่วมพบปะกันท่วัดเดือนละคร้ง เพ่อพูดคุยปรึกษาหารือ สาคญของชาวบ้าน ด้วยการม่งม่นทมเทพลังกาย พลังใจ พลงทรัพย์ และพลง




และแลกเปล่ยนความคิดเห็นเก่ยวกับแนวทางการพัฒนาหรือแก้ไขปัญหาต่าง สติปัญญา เพ่อการพัฒนาวัดตะโหมดให้เป็นศูนย์รวมศรัทธาของฆราวาส


ๆ ในชุมชน โดยเน้นการสร้างเสริมสุขภาวะท่ดของชาวบ้านและความสงบสุข (ศิริชัย พรหมทอง, 2557) รวมถึงมีบทบาทสาคัญในการเปิดโอกาสให้



ของชุมชน ชาวบ้านใช้ทรัพยากรของวัดในการพัฒนาท้องถิ่น และใช้วัดเป็นที่ร่วมแสดง




พระครูอุทิตกิจจาทรเป็นผู้นาท่มีบทบาทสาคัญต่อการบุกเบิกงาน ความเห็นเพ่อช่วยกันพัฒนาท้องถ่น สนับสนุนให้ชาวบ้านมีความสนใจใฝ่รู้

พัฒนาในชุมชนตะโหมด โดยเร่มจากได้สร้างอาคารเสนาสนะให้เอ้อต่อการ ใฝ่ศึกษาและมีวิสัยทัศน์กว้างไกลท้งทางโลกและทางธรรม พร้อมกับการอุทิศ



บาเพ็ญบุญและการจัดประชุมหรืออบรมการพัฒนาชุมชนอย่างหลากหลาย ตนในการพัฒนาชุมชนตะโหมดด้วยการน�าความรู้และประสบการณ์มาปรับ






พระสงฆ์และชาวบ้านตะโหมดได้ร่วมกันจัดต้งสภาลานวัดตะโหมดขนในปี ใช้กับชุมชนตะโหมดได้อย่างเหมาะสม เอ้อให้เกิดการพัฒนาชุมชนท่เข้มแข็ง
2538 โดยเร่มจากเน้นการส่งเสริมการศึกษาของเด็กและเยาวชน และ และยั่งยืน


ใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านในการแก้ไขปัญหาและการพัฒนาท้องถ่น สภาลาน ในภาพรวมกล่าวได้ว่า วัดตะโหมดมีพระสงฆ์ที่มีปฏิปทาใช้หลักธรรม
วดตะโหมดจดตงขนเพอใหเปนเวททคนในชมชนไดมารวมกนคดและรวมกน ทางพุทธศาสนาในการพัฒนาชุมชน จนเป็นที่ศรัทธาและเป็นศูนยรวมจิตใจ






















พัฒนาชุมชนให้สอดคล้องกับบริบทเชิงพ้นท่และสภาพปัญหาของชุมชน เพ่อ ของพุทธบริษัท สามารถประสานการพัฒนาชุมชนตะโหมดรวมกับผู้น�าฝ่าย











นาเสนอปัญหาและความต้องการให้หน่วยงานราชการท่เก่ยวข้องได้เข้ามา ฆราวาส ซ่งบุคคลท่สาคัญได้แก นายวรรณ ขุนจันทร คนไทยตัวอย่างป 2527,








ร่วมรับรู้และดาเนินการช่วยเหลือหรือจัดโคงการพัฒนาได้อย่างเหมาะสมกับ นายสวาท ทองรกษ ผนาอาชพกาวหนาป 2533, กานนสม อกษรพนธ กานน













สถานการณ์ปัญหาท่เกิดข้นในชุมชนตะโหมด (พระครูประยุตธรรมธัช, แหนบทองคาปี 2543 ภายใต้องคก์รท่ช่อว่า “สภาลานวัดตะโหมด” ซ่ง




สัมภาษณ์, 7 ธันวาคม 2564) โดยคณะกรรมการชุดแรกมีพระครูอุทิตกิจจา ประกอบไปดวยสมาชิกจากหลากหลายอาชีพมาร่วมกันขับเคล่อนการพัฒนา

ทร เป็นประธานสภาลานวัดตะโหมด มีรองประธาน 3 รูป/คน ฝ่ายสงฆ์คือ ชุมชนตะโหมดให้มีความเข้มแข็งและสามารถระดมสรรพกาลังท้งจากสถาบัน





พระครูสุนทรกิจจานุโยค ฝ่ายฆราวาสคือนายวรรณ ขุนจันทร์ และก�านันสม ศาสนา สถาบันการศึกษา สถาบันการปกครอง กลมและองคกรชุมชน มารวม






อักษรพันธ์ นายเด่น รุ่งเรือง เป็นเลขานุการ และพระครูสังฆรักษ์วิชาญ แก้ไขปัญหาและพัฒนาทองถ่นใหมีความกาวหนาในดานตาง ๆ ควรคาแกการ





(ปัจจุบันคือพระครูประยุตธรรมธัช) เป็นผู้ช่วยเลขานุการ ส�าหรับในปัจจุบัน ยกย่องและเผยแพร่ช่อเสียงเกียรติคุณให้เป็นแบบอย่างของชุมชนอ่น การ

มีพระครูประยุตธรรมธัช ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดตะโหมด เป็นประธานสภาลาน ดาเนินภารกิจและกิจกรรมการพัฒนาวัดและชุมชนของชาวตะโหมดเกือบ

วัดตะโหมด และนายเด่น รุ่งเรือง เป็นรองประธาน จึงกล่าวได้ว่าพระสงฆ์ ทุกด้านดาเนินการโดยมีสภาลานวัดเป็นศูนย์กลางการเรียนรของชุมชน เป็น



20 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท์ และพระครูประยุตธรรมธัช 21
ต้นแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร


เวทีระดมความคิดเห็น เป็นแบบอย่างความคิดสร้างสรรค์ มีการด�าเนินงาน อยู่ภายใต้การบริหารจัดการของคณะกรรมการ ซ่งคัดเลือกจากสมาชิก



และกิจกรรมที่ประสบความส�าเร็จหลายดาน สามารถประสานความร่วมมือ แรกเร่มจานวน 50 คน ในช่วงแรกเป็นการพบปะร่วมประชุมอย่างไม่เป็น
ร่วมใจของชาวบ้านไทยพุทธและไทยมุสลิมท�ากิจกรรมสาธารณะร่วมกันมา ทางการ จากนั้นในปี 2538 ไดจัดตั้งเป็นสภาลานวัดตะโหมด หลังจากนั้น

โดยตลอด (ประภาพรรณ วงศาโรจน, 2548: 25-26) จนเกิดการรวมตัวกัน ในเดือนมิถุนายน 2541 ได้พัฒนามาส่การจัดท�าโครงสร้าง ข้อบังคับ และ






เป็นองค์กรชุมชนท่มีบทบาทเป็นเครือข่ายร่วมขับเคล่อนกิจกรรมของสภา ทิศทางการบริหารท่ชัดเจนข้น ด้วยรูปแบบคณะกรรมการบริหาร 18 คน



ลานวัดตะโหมด ประกอบด้วย กลุ่มเกษตรกรทานาตะโหมด ชมรมไม้ผล ทาหน้าท่ประธาน 1 คน เลขานุการ 1 คน และผู้ช่วยเลขานุการ 1 คน
ตะโหมด สหกรณ์กองทุนสวนยาง กลุ่มส่งเสริมอาชีพระบบวนเกษตร กลุ่ม เพื่อด�าเนินงานบริหารงาน 4 ฝ่าย แต่ละฝ่ายมีสมาชิกฝ่ายละ 20 คน ได้แก่
แม่บ้านเกษตรกร กลุ่มนิคมเกษตรนาแค-โป๊ะต้นเลียบ ชมรมผู้สูงอายุ กลุ่ม (1) ฝ่ายสังคม ดูแลสุขภาพอนามัยและคุณภาพชีวิตของเด็ก เยาวชน ผู้ใหญ่
พิทักษ์ป่า และกลุ่มเยาวชนต้นหญ้า โดยมุ่งเน้นการทางานบนหลักการ ผู้สูงอายุ ฯลฯ (2) ฝ่ายเศรษฐกิจ ดูแลในเรื่องอาชีพ การตลาด ธุรกิจชุมชน

ช่วยเหลือเกื้อกูล ภายใต้กระบวนการมีส่วนร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้และเสริม การออมทรัพย์ ฯลฯ (3) ฝ่ายการศึกษา ศาสนา วัฒนธรรม ดูแลเร่องการ

สร้างศักยภาพในการพัฒนาตนเองของชาวบ้านและองค์กรชุมชน ศึกษา ส่งเสริมประเพณี วัฒนธรรม คุณธรรม จริยธรรม ศูนย์เรียนรู้ของชุมชน
หลักสูตรตะโหมดศึกษา ฯลฯ และ (4) ฝ่ายส่งแวดล้อม ดูแลเร่องป่าไม้


แหล่งน�้า สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ฯลฯ
โครงสร้างสภา (ศิริชัย พรหมทอง, 2557)


ลานวัดตะโหมด


วัตถุประสงค์หลักของสภาลานวัดตะโหมด คือเพ่อช่วยเหลือและ


สนับสนุนการพัฒนาชุมชน ประสานการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าท่รัฐและ






องค์กรพฒนาในท้องถน ส่งเสรมการศกษา ศาสนา วฒนธรรม และ

ขนบธรรมเนียมประเพณีท่ดีงาม กระตุ้นให้ทุกคนมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อการ
พัฒนาชุมชน สร้างความรักความสามัคคีในชุมชน และสามารถนาภูมิปัญญา






ท้องถนมาประยุกต์ใช้ในการปรับปรุงคณภาพชีวตและสภาพความเป็นอย่ของ
ชาวบ้านให้ดีย่งข้น ท้งน้การขับเคล่อนกิจกรรมของสภาลานวัดตะโหมดจะ





22 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท์ และพระครูประยุตธรรมธัช 23
ต้นแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร

เวทีระดมความคิดเห็น เป็นแบบอย่างความคิดสร้างสรรค์ มีการด�าเนินงาน อยู่ภายใต้การบริหารจัดการของคณะกรรมการ ซ่งคัดเลือกจากสมาชิก




และกิจกรรมที่ประสบความส�าเร็จหลายดาน สามารถประสานความร่วมมือ แรกเร่มจานวน 50 คน ในช่วงแรกเป็นการพบปะร่วมประชุมอย่างไม่เป็น
ร่วมใจของชาวบ้านไทยพุทธและไทยมุสลิมท�ากิจกรรมสาธารณะร่วมกันมา ทางการ จากนั้นในปี 2538 ได้จัดตั้งเป็นสภาลานวัดตะโหมด หลังจากนั้น
โดยตลอด (ประภาพรรณ วงศาโรจน์, 2548: 25-26) จนเกิดการรวมตัวกัน ในเดือนมิถุนายน 2541 ได้พัฒนามาส่การจัดท�าโครงสร้าง ข้อบังคับ และ





เป็นองค์กรชุมชนท่มีบทบาทเป็นเครือข่ายร่วมขับเคล่อนกิจกรรมของสภา ทิศทางการบริหารท่ชัดเจนข้น ด้วยรูปแบบคณะกรรมการบริหาร 18 คน



ลานวัดตะโหมด ประกอบด้วย กลุ่มเกษตรกรทานาตะโหมด ชมรมไม้ผล ทาหน้าท่ประธาน 1 คน เลขานุการ 1 คน และผู้ช่วยเลขานุการ 1 คน
ตะโหมด สหกรณ์กองทุนสวนยาง กลุ่มส่งเสริมอาชีพระบบวนเกษตร กลุ่ม เพื่อด�าเนินงานบริหารงาน 4 ฝ่าย แต่ละฝ่ายมีสมาชิกฝ่ายละ 20 คน ได้แก่
แม่บ้านเกษตรกร กลุ่มนิคมเกษตรนาแค-โป๊ะต้นเลียบ ชมรมผู้สูงอายุ กลุ่ม (1) ฝ่ายสังคม ดูแลสุขภาพอนามัยและคุณภาพชีวิตของเด็ก เยาวชน ผู้ใหญ่

พิทักษ์ป่า และกลุ่มเยาวชนต้นหญ้า โดยมุ่งเน้นการทางานบนหลักการ ผู้สูงอายุ ฯลฯ (2) ฝ่ายเศรษฐกิจ ดูแลในเรื่องอาชีพ การตลาด ธุรกิจชุมชน
ช่วยเหลือเกื้อกูล ภายใต้กระบวนการมีส่วนร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้และเสริม การออมทรัพย์ ฯลฯ (3) ฝ่ายการศึกษา ศาสนา วัฒนธรรม ดูแลเร่องการ

สร้างศักยภาพในการพัฒนาตนเองของชาวบ้านและองค์กรชุมชน ศึกษา ส่งเสริมประเพณี วัฒนธรรม คุณธรรม จริยธรรม ศูนย์เรียนรู้ของชุมชน
หลักสูตรตะโหมดศึกษา ฯลฯ และ (4) ฝ่ายส่งแวดล้อม ดูแลเร่องป่าไม้


แหล่งน�้า สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ฯลฯ
โครงสร้างสภา (ศิริชัย พรหมทอง, 2557)


ลานวัดตะโหมด


วัตถุประสงค์หลักของสภาลานวัดตะโหมด คือเพ่อช่วยเหลือและ


สนับสนุนการพัฒนาชุมชน ประสานการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าท่รัฐและ






องค์กรพฒนาในท้องถน ส่งเสรมการศกษา ศาสนา วฒนธรรม และ
ขนบธรรมเนียมประเพณีท่ดีงาม กระตุ้นให้ทุกคนมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อการ

พัฒนาชุมชน สร้างความรักความสามัคคีในชุมชน และสามารถนาภูมิปัญญา






ท้องถนมาประยุกต์ใช้ในการปรับปรุงคณภาพชีวตและสภาพความเป็นอย่ของ
ชาวบ้านให้ดีย่งข้น ท้งน้การขับเคล่อนกิจกรรมของสภาลานวัดตะโหมดจะ





22 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท์ และพระครูประยุตธรรมธัช 23
ต้นแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร

แผนภูมิการบริหารงาน






สภาลานวัดตะโหมด คณะกรรมการบรหารสภาลานวดตะโหมดมเป้าหมายจะดาเนนกจกร

รมที่เปนสาธารณประโยชน์ ได้แก่ (1) เปนที่ปรึกษาและชวยเหลือสนับสนุน



การพัฒนาชุมชนทุกด้าน (2) ช่วยเหลือสนับสนุนการปฏิบัติงานของภาครัฐ
ที่ปรึกษา ประธานสภา ที่ปรึกษา องค์กรเอกชน และกลุ่มอาชีพต่าง ๆ (3) ส่งเสริมการศึกษา ศาสนา ศิลป

วัฒนธรรมของท้องถ่น (4) สร้างความรัก ความสามัคคี ความรับผิด

ฝายบริหาร ชอบต่อส่วนรวม และจิตสานึกในการดูแลสภาพแวดล้อมและการอนุรักษ์


ธรรมชาติ (5) สนับสนุนการนาภูมิปัญญาท้องถ่นมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนา

ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านในชุมชน โดยมี 29 ภาคีเครือข่ายร่วมด�าเนิน



ฝายเศรษฐกิจ ฝายการศกษาศาสนา งานกับคณะกรรมการบริหารท้ง 4 ฝายดังกล่าวข้างต้น ทั้งน้ในภาพรวมกล่าว


วัฒนธรรม



ได้ว่าลักษณะของสภาลานวัดเป็นการรวมตัวเพ่อการแก้ไขปัญหาท่เกิดข้น
- งานอาชีพและส่งเสริมอาชีพ - งานวันส�าคัญ ด้วยภมปัญญาชาวบ้าน และได้พยายามปรบเปลยนให้มรูปแบบและ






- งานการตลาด - งานการศึกษา โครงสร้างที่ชัดเจนขึ้น มาร่วมระดมความคิดเห็นและขับเคลื่อนกิจกรรมการ
- งานการออมทรัพย์ - งานส่งเสริมธรรมเนียมประเพณี


- งานธุรกิจชุมชน - งานพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม พัฒนา โดยแบ่งออกเป็นฝ่ายเพ่อจัดการประชุมนาเสนอปัญหาและร่วมกัน

- งานกีฬากรีฑา คิดพิจารณาเก็บรวบรวมข้อมูล แล้วจึงตัดสินใจดาเนินการ และติดตาม

ผลการทางาน คณะกรรมการบรหารได้จัดสภาลานวดตะโหมดให้เป็น


โครงสร้างอย่างมีแบบแผนขึ้นมา โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่

ฝายสงคม ฝายส่งแวดล้อม (1) สมาชิกสภา ประกอบด้วยตัวแทนหมู่บ้าน ซ่งทางวัดเลือกและ




- งานสาธารณูปโภค - งานป่าไม้ เชิญ มีจ�านวนราว 120 คน ที่มาร่วมประชุม และลงชื่อไว้ โดยไม่ต้องมีการ
- งานการคมนาคม - งานแหล่งน�้า สมัครหรือเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น
- งานความปลอดภัย - งานรักษาความสะอาด (2) คณะกรรมการบริหาร 18 คน ได้รับเลือกจากผู้ท่เป็นสมาชิก เป็น

- งานยาเสพติด - งานการท่องเที่ยว ตัวแทนของหมู่บ้าน โดยในปัจจุบันมีพระครูประยุตธรรมธัชเป็นประธาน
- งานอนามัย - งานระเบียบชุมชน
- งานบุคคลดีเด่น - งานรักษาทรัพยากรธรรมชาติ สภาฯ
24 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท์ และพระครูประยุตธรรมธัช 25
ต้นแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร

แผนภูมิการบริหารงาน






สภาลานวัดตะโหมด คณะกรรมการบรหารสภาลานวดตะโหมดมเป้าหมายจะดาเนนกจกร



รมที่เป็นสาธารณประโยชน์ ได้แก่ (1) เปนที่ปรึกษาและชวยเหลือสนับสนุน
การพัฒนาชุมชนทุกด้าน (2) ช่วยเหลือสนับสนุนการปฏิบัติงานของภาครัฐ
ที่ปรึกษา ประธานสภา ที่ปรึกษา องค์กรเอกชน และกลุ่มอาชีพต่าง ๆ (3) ส่งเสริมการศึกษา ศาสนา ศิลป
วัฒนธรรมของท้องถ่น (4) สร้างความรัก ความสามัคคี ความรับผิด


ฝายบริหาร ชอบต่อส่วนรวม และจิตสานึกในการดูแลสภาพแวดล้อมและการอนุรักษ์

ธรรมชาติ (5) สนับสนุนการนาภูมิปัญญาท้องถ่นมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนา


ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านในชุมชน โดยมี 29 ภาคีเครือข่ายร่วมด�าเนิน


ฝายเศรษฐกิจ ฝายการศกษาศาสนา งานกับคณะกรรมการบริหารท้ง 4 ฝายดังกล่าวข้างต้น ทั้งน้ในภาพรวมกล่าว



วัฒนธรรม



ได้ว่าลักษณะของสภาลานวัดเป็นการรวมตัวเพ่อการแก้ไขปัญหาท่เกิดข้น
- งานอาชีพและส่งเสริมอาชีพ - งานวันส�าคัญ ด้วยภมปัญญาชาวบ้าน และได้พยายามปรบเปลยนให้มรูปแบบและ






- งานการตลาด - งานการศึกษา โครงสร้างที่ชัดเจนขึ้น มาร่วมระดมความคิดเห็นและขับเคลื่อนกิจกรรมการ
- งานการออมทรัพย์ - งานส่งเสริมธรรมเนียมประเพณี


- งานธุรกิจชุมชน - งานพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม พัฒนา โดยแบ่งออกเป็นฝ่ายเพ่อจัดการประชุมนาเสนอปัญหาและร่วมกัน

- งานกีฬากรีฑา คิดพิจารณาเก็บรวบรวมข้อมูล แล้วจึงตัดสินใจดาเนินการ และติดตาม


ผลการทางาน คณะกรรมการบรหารได้จัดสภาลานวดตะโหมดให้เป็น

โครงสร้างอย่างมีแบบแผนขึ้นมา โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่



ฝายสงคม ฝายส่งแวดล้อม (1) สมาชิกสภา ประกอบด้วยตัวแทนหมู่บ้าน ซ่งทางวัดเลือกและ


- งานสาธารณูปโภค - งานป่าไม้ เชิญ มีจ�านวนราว 120 คน ที่มาร่วมประชุม และลงชื่อไว้ โดยไม่ต้องมีการ
- งานการคมนาคม - งานแหล่งน�้า สมัครหรือเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น
- งานความปลอดภัย - งานรักษาความสะอาด (2) คณะกรรมการบริหาร 18 คน ได้รับเลือกจากผู้ท่เป็นสมาชิก เป็น

- งานยาเสพติด - งานการท่องเที่ยว ตัวแทนของหมู่บ้าน โดยในปัจจุบันมีพระครูประยุตธรรมธัชเป็นประธาน
- งานอนามัย - งานระเบียบชุมชน
- งานบุคคลดีเด่น - งานรักษาทรัพยากรธรรมชาติ สภาฯ
24 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท์ และพระครูประยุตธรรมธัช 25
ต้นแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร




(3) ฝ่ายท่ปรึกษา ท้งฝ่ายสงฆ์และฝ่ายฆราวาส รวมถึงตัวแทนของ กิจกรรมพฒนาชุมชน

ภาคราชการ เพ่อให้เกิดการเช่อมโยง ให้หน่วยงานราชการสามารถเข้ามา ของสภาลานวัดตะโหมด


ร่วมกันช่วยแก้ปัญหาให้ชาวบ้านได้อีกทางหน่งด้วย (เรณุมาศ รอดเนียม,


2556: 42, ศิริชัย พรหมทอง, 2557) ท้งน้ชาวบ้านและผู้น�าชุมชนส่วนใหญ่มีความเห็นร่วมกันว่า การมีสภา
ลานวดช่วยเสรมสร้างความเข้มแขงให้กบชมชน เพราะสามารถเป็นแหล่ง





รวบรวมข้อมูลและความคิดเห็นท่จะช่วยงานพัฒนาชุมชน ช่วยตรวจสอบให้

โครงการและกิจกรรมการพัฒนาสามารถแก้ไขปัญหาของชาวบ้านได้ และที่
ส�าคัญคือการท่คณะกรรมการสภาลานวัดเป็นคนในชุมชนเดียวกัน ท�าให้

สามารถใช้กระบวนการทางสังคมในการตรวจสอบการท�างานพัฒนาชุมชน

เพ่อให้กิจกรรมการพัฒนาสามารถตอบสนองความต้องการของชาวบ้านและ


ตลอดช่วงเวลาท่ผ่านมาการด�าเนินกิจกรรมของสภาลานวัดตะโหมด ชุมชน ชาวบ้านส่วนใหญ่ท้งชาวพุทธและชาวมุสลิมมองว่าสภาลานวัดเป็น
มีพระสงฆ์ท่มีปฏิปทาใช้หลักธรรมทางพุทธศาสนาเป็นธงน�าในการพัฒนา ส่วนหน่งของชุมชน ซ่งจะต้องคอยดูแลและสนับสนุนตามก�าลังความสามารถ



ชุมชน คือ พระครูอุทิตกิจจาทร อดีตเจ้าอาวาส, พระครูสุนทรกิจจานุโยค เม่อชาวบ้านรู้ว่ากรรมการคนไหนท�างานไม่โปร่งใส หรือเบียดเบียนผล

เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบันและเจ้าคณะอ�าเภอตะโหมด, พระครูประยุตธรรมธัช ประโยชน์บนความทุกข์ยากของชาวบ้าน สภาลานวัดจะช่วยกันพิจารณาว่า
ผู้ช่วยเจ้าอาวาส เป็นแกนน�าประสานการพัฒนาชุมชนตะโหมดร่วมกับ เม่อไม่สร้างประโยชน์ให้ชุมชนควรจะท�าอย่างไร ควรจะยอมรับให้อยู่ใน


ปราชญ์ชาวบ้านและสมาชิกจากหลากหลายอาชีพ ร่วมกันขับเคล่อนการ คณะกรรมการอีกต่อไปหรือไม่ หรือควรจะปรับปรุงการท�างานอย่างไร เพื่อ

พัฒนาชุมชนด้วยการระดมสรรพก�าลังท้งในชุมชนและท้องถ่น จึงกล่าวได้ว่า ให้เกิดการสร้างสรรค์ประโยชน์ของชุมชนอย่างแท้จริง กระบวนการขับเคล่อน


การด�าเนินภารกิจและกิจกรรมการพัฒนาของชุมชนตะโหมดเกือบทุกด้าน กิจกรรมการพัฒนาของสภาลานวัดตะโหมดจึงมีพลังประชาชนคอยก�ากับ
ด�าเนินการโดยมี “สภาลานวัด” เป็นศูนย์กลาง เป็นแหล่งเรียนรู้ของชุมชน ดูแลอย่างใกล้ชิด
เป็นเวทีระดมความคิดเห็น มีการด�าเนินกิจกรรมท่ประสบความส�าเร็จ เม่อพิจารณาในเชิงบริบทการบริหารจัดการกิจกรรมพัฒนาชุมชน




หลายด้าน โดยเฉพาะอย่างย่งเป็นกิจกรรมท่สามารถประสานความร่วมมือ สภาลานวัดตะโหมดถือว่าเป็นองค์กรไม่เป็นทางการที่เกิดข้นจากความ

ร่วมใจของชาวบ้านต่างวัฒนธรรมต่างศาสนาท่อยู่ด้วยกันในชุมชน และสร้าง ต้องการของชาวบ้านในชุมชน โดยมีวัดเป็นศูนย์กลาง การบริหารจัดการของ


วัฒนธรรมความร่วมมือท�ากิจกรรมเพื่อสาธารณประโยชน์ได้อย่างเข้มแข็ง สภาลานวัดตะโหมดเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชน เป็นเวทีแลกเปล่ยนเรียนร ู้



26 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท และพระครูประยุตธรรมธัช 27
ตŒนแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร




(3) ฝ่ายท่ปรึกษา ท้งฝ่ายสงฆ์และฝ่ายฆราวาส รวมถึงตัวแทนของ กิจกรรมพฒนาชุมชน

ภาคราชการ เพ่อให้เกิดการเช่อมโยง ให้หน่วยงานราชการสามารถเข้ามา ของสภาลานวัดตะโหมด


ร่วมกันช่วยแก้ปัญหาให้ชาวบ้านได้อีกทางหน่งด้วย (เรณุมาศ รอดเนียม,


2556: 42, ศิริชัย พรหมทอง, 2557) ท้งน้ชาวบ้านและผู้น�าชุมชนส่วนใหญ่มีความเห็นร่วมกันว่า การมีสภา
ลานวดช่วยเสรมสร้างความเข้มแขงให้กบชมชน เพราะสามารถเป็นแหล่ง





รวบรวมข้อมูลและความคิดเห็นท่จะช่วยงานพัฒนาชุมชน ช่วยตรวจสอบให้

โครงการและกิจกรรมการพัฒนาสามารถแก้ไขปัญหาของชาวบ้านได้ และที่
ส�าคัญคือการท่คณะกรรมการสภาลานวัดเป็นคนในชุมชนเดียวกัน ท�าให้

สามารถใช้กระบวนการทางสังคมในการตรวจสอบการท�างานพัฒนาชุมชน

เพ่อให้กิจกรรมการพัฒนาสามารถตอบสนองความต้องการของชาวบ้านและ


ตลอดช่วงเวลาท่ผ่านมาการด�าเนินกิจกรรมของสภาลานวัดตะโหมด ชุมชน ชาวบ้านส่วนใหญ่ท้งชาวพุทธและชาวมุสลิมมองว่าสภาลานวัดเป็น
มีพระสงฆ์ท่มีปฏิปทาใช้หลักธรรมทางพุทธศาสนาเป็นธงน�าในการพัฒนา ส่วนหน่งของชุมชน ซ่งจะต้องคอยดูแลและสนับสนุนตามก�าลังความสามารถ



ชุมชน คือ พระครูอุทิตกิจจาทร อดีตเจ้าอาวาส, พระครูสุนทรกิจจานุโยค เม่อชาวบ้านรู้ว่ากรรมการคนไหนท�างานไม่โปร่งใส หรือเบียดเบียนผล

เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบันและเจ้าคณะอ�าเภอตะโหมด, พระครูประยุตธรรมธัช ประโยชน์บนความทุกข์ยากของชาวบ้าน สภาลานวัดจะช่วยกันพิจารณาว่า
ผู้ช่วยเจ้าอาวาส เป็นแกนน�าประสานการพัฒนาชุมชนตะโหมดร่วมกับ เม่อไม่สร้างประโยชน์ให้ชุมชนควรจะท�าอย่างไร ควรจะยอมรับให้อยู่ใน


ปราชญ์ชาวบ้านและสมาชิกจากหลากหลายอาชีพ ร่วมกันขับเคล่อนการ คณะกรรมการอีกต่อไปหรือไม่ หรือควรจะปรับปรุงการท�างานอย่างไร เพื่อ

พัฒนาชุมชนด้วยการระดมสรรพก�าลังท้งในชุมชนและท้องถ่น จึงกล่าวได้ว่า ให้เกิดการสร้างสรรค์ประโยชน์ของชุมชนอย่างแท้จริง กระบวนการขับเคล่อน


การด�าเนินภารกิจและกิจกรรมการพัฒนาของชุมชนตะโหมดเกือบทุกด้าน กิจกรรมการพัฒนาของสภาลานวัดตะโหมดจึงมีพลังประชาชนคอยก�ากับ
ด�าเนินการโดยมี “สภาลานวัด” เป็นศูนย์กลาง เป็นแหล่งเรียนรู้ของชุมชน ดูแลอย่างใกล้ชิด
เป็นเวทีระดมความคิดเห็น มีการด�าเนินกิจกรรมท่ประสบความส�าเร็จ เม่อพิจารณาในเชิงบริบทการบริหารจัดการกิจกรรมพัฒนาชุมชน




หลายด้าน โดยเฉพาะอย่างย่งเป็นกิจกรรมท่สามารถประสานความร่วมมือ สภาลานวัดตะโหมดถือว่าเป็นองค์กรไม่เป็นทางการที่เกิดข้นจากความ

ร่วมใจของชาวบ้านต่างวัฒนธรรมต่างศาสนาท่อยู่ด้วยกันในชุมชน และสร้าง ต้องการของชาวบ้านในชุมชน โดยมีวัดเป็นศูนย์กลาง การบริหารจัดการของ


วัฒนธรรมความร่วมมือท�ากิจกรรมเพื่อสาธารณประโยชน์ได้อย่างเข้มแข็ง สภาลานวัดตะโหมดเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชน เป็นเวทีแลกเปล่ยนเรียนร ู้



26 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท และพระครูประยุตธรรมธัช 27
ตŒนแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร

ซึ่งกระบวนการเหล่านี้ได้น�าไปสู่แนวคิดการพัฒนาที่โดดเด่นทั้ง 4 ฝ่าย คือ เน้นด้านการส่งเสริมเศรษฐกิจการเกษตรของชุมชนแบบองค์รวม ส�าหรับ

ฝ่ายเศรษฐกิจ, ฝ่ายการศึกษา ศาสนา วัฒนธรรม, ฝ่ายสังคม และฝ่าย กิจกรรมท่โดดเด่นและมีผลลัพธ์ท่ดีของฝ่ายเศรษฐกิจในสภาลานวัดตะโหมด



ส่งแวดล้อม แต่ละกิจกรรมมีกระบวนการดาเนินงานและมีผลลัพธ์ท่สอดคล้อง คือการพัฒนาเกษตรอินทรีย์และกลุ่มเกษตรกรท�านาตะโหมด ดังนี้

หรือประสานเสริมกันอย่างเหมาะสม ดังรายละเอียดต่อไปนี้

การพฒนาเกษตรอินทรีย์


ในช่วงเวลาท่สถานการณ์การแพร่ระบาดของเช้อไวรัสโควิด-19 รุนแรง
ขึ้นตั้งแต่ต้นปี 2563 ส่งผลให้ชาวบ้านตะโหมดประสบความยากล�าบากมาก

ก. ฝายเศรษฐกิจ
ในการท�ามาหากิน เช่นเดียวกับคนส่วนใหญ่ในสังคม ชาวบ้านมีรายได้น้อย
ในภาพรวมชุมชนตะโหมดมีทรัพยากรป่าไม้ท่มีความอุดมสมบูรณ์ และ ลง พระครูสุนทรกิจจานุโยค เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบันของวัดตะโหมด ได้ชวน








มีลาคลองหลายสายท่ไหลผ่านหมู่บ้าน ชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพ ชาวบานทดลองปลูกเมลอนตามแนวทางเกษตรอนทรย์ ซงเป็นพชผลทมีราคา





ทางการเกษตร ทานาและทาสวน ตามความเหมาะสมของสภาพพ้นท่ใน สูงโดยไม่จาเป็นต้องใช้พ้นท่ปลูกจานวนมาก แต่สามารถสร้างรายได้เพ่มให้










ู้


ชุมชน ชาวบ้านส่วนมากทานาเพ่อการบริโภคในครอบครว ผท่ทานาเพ่อขาย แก่ครัวเรือนได้ โดยชักชวนให้ชาวบ้านมาร่วมกันสร้างโรงเรือนที่วัด เป็นโรง



มีบ้างแต่เป็นเพียงส่วนน้อย การทาสวนยางพาราถือเป็นอาชีพหลักของชาว เรือนระบบปิดอย่างง่ายท่ใช้ระบบเกษตรอินทรีย์วิถีพอเพียง ซ่งเป็นองค์ความ




บ้านเกือบทุกครัวเรือน (เริ่มปลูกยางพารามาตั้งแต่ปี 2484) อีกทั้งมีการทา รู้ท่สถาบันปฏิบัติการชุมชนเพ่อการศึกษาแบบบูรณาการ มหาวิทยาลัย




สวนผลไม้เกือบทุกครัวเรือนเช่นเดียวกัน ไม้ผลท่นิยมปลูกคือทุเรียน เงาะ ทักษิณ นามาถ่ายทอดให้กลุ่มเกษตรกรทานาอินทรีย์ หลวงพ่อเห็นว่าหาก
ลองกอง ลางสาด มังคุด สะตอ และมีการทดลองปลูกล�าไย สละ และส้ม โดย น�าความรู้นี้ไปแนะน�าให้ชาวบ้านร่วมกันปลูกนอกเหนือจากกลุ่มท�านา ก็จะ


เฉพาะอย่างย่งทุเรียนจากตาบลตะโหมดมีรสชาติดีเป็นท่นิยมรับประทานของ เกิดประโยชน์ในวงกว้างย่งข้น จึงมีความต้งใจปลูกเมล่อนในพ้นท่วัดให้






ประชาชนภายในจังหวัดพัทลุงและจังหวัดใกล้เคียง นอกจากน้ยังมีบาง ชาวบ้านดูเป็นตัวอย่าง ดังที่พระครูสุนทรกิจจานุโยคอธิบายว่า



ครอบครัวประกอบอาชีพค้าขายของช�า ค้าขายอาหาร มีการเล้ยงสัตว์เพ่อ
การบริโภคด้วย การดาเนินกิจกรรมของสภาลานวัดตะโหมดฝ่ายเศรษฐกิจ

มุ่งเน้นสร้างความอยู่ดีกินดี และการมีคุณภาพชีวิตที่ดีของชาวบ้านในชุมชน
ตะโหมด โดยมีแนวทางการด�าเนินกิจกรรมประกอบด้วย งานส่งเสริมอาชีพ
งานการตลาด งานการออมทรัพย์ และงานธุรกิจชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
28 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท์ และพระครูประยุตธรรมธัช 29
ต้นแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร

ซึ่งกระบวนการเหล่านี้ได้น�าไปสู่แนวคิดการพัฒนาที่โดดเด่นทั้ง 4 ฝ่าย คือ เน้นด้านการส่งเสริมเศรษฐกิจการเกษตรของชุมชนแบบองค์รวม ส�าหรับ

ฝ่ายเศรษฐกิจ, ฝ่ายการศึกษา ศาสนา วัฒนธรรม, ฝ่ายสังคม และฝ่าย กิจกรรมท่โดดเด่นและมีผลลัพธ์ท่ดีของฝ่ายเศรษฐกิจในสภาลานวัดตะโหมด



ส่งแวดล้อม แต่ละกิจกรรมมีกระบวนการดาเนินงานและมีผลลัพธ์ท่สอดคล้อง คือการพัฒนาเกษตรอินทรีย์และกลุ่มเกษตรกรท�านาตะโหมด ดังนี้

หรือประสานเสริมกันอย่างเหมาะสม ดังรายละเอียดต่อไปนี้

การพฒนาเกษตรอินทรีย์


ในช่วงเวลาท่สถานการณ์การแพร่ระบาดของเช้อไวรัสโควิด-19 รุนแรง
ขึ้นตั้งแต่ต้นปี 2563 ส่งผลให้ชาวบ้านตะโหมดประสบความยากล�าบากมาก

ก. ฝายเศรษฐกิจ
ในการท�ามาหากิน เช่นเดียวกับคนส่วนใหญ่ในสังคม ชาวบ้านมีรายได้น้อย
ในภาพรวมชุมชนตะโหมดมีทรัพยากรป่าไม้ท่มีความอุดมสมบูรณ์ และ ลง พระครูสุนทรกิจจานุโยค เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบันของวัดตะโหมด ได้ชวน








มีลาคลองหลายสายท่ไหลผ่านหมู่บ้าน ชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพ ชาวบานทดลองปลูกเมลอนตามแนวทางเกษตรอนทรย์ ซงเป็นพชผลทมีราคา





ทางการเกษตร ทานาและทาสวน ตามความเหมาะสมของสภาพพ้นท่ใน สูงโดยไม่จาเป็นต้องใช้พ้นท่ปลูกจานวนมาก แต่สามารถสร้างรายได้เพ่มให้










ู้



ชุมชน ชาวบ้านส่วนมากทานาเพ่อการบริโภคในครอบครว ผท่ทานาเพ่อขาย แก่ครัวเรือนได้ โดยชักชวนให้ชาวบ้านมาร่วมกันสร้างโรงเรือนที่วัด เป็นโรง

มีบ้างแต่เป็นเพียงส่วนน้อย การทาสวนยางพาราถือเป็นอาชีพหลักของชาว เรือนระบบปิดอย่างง่ายท่ใช้ระบบเกษตรอินทรีย์วิถีพอเพียง ซ่งเป็นองค์ความ




บ้านเกือบทุกครัวเรือน (เริ่มปลูกยางพารามาตั้งแต่ปี 2484) อีกทั้งมีการท�า รู้ท่สถาบันปฏิบัติการชุมชนเพ่อการศึกษาแบบบูรณาการ มหาวิทยาลัย




สวนผลไม้เกือบทุกครัวเรือนเช่นเดียวกัน ไม้ผลท่นิยมปลูกคือทุเรียน เงาะ ทักษิณ นามาถ่ายทอดให้กลุ่มเกษตรกรทานาอินทรีย์ หลวงพ่อเห็นว่าหาก
ลองกอง ลางสาด มังคุด สะตอ และมีการทดลองปลูกล�าไย สละ และส้ม โดย น�าความรู้นี้ไปแนะน�าให้ชาวบ้านร่วมกันปลูกนอกเหนือจากกลุ่มท�านา ก็จะ

เฉพาะอย่างย่งทุเรียนจากตาบลตะโหมดมีรสชาติดีเป็นท่นิยมรับประทานของ เกิดประโยชน์ในวงกว้างย่งข้น จึงมีความต้งใจปลูกเมล่อนในพ้นท่วัดให้







ประชาชนภายในจังหวัดพัทลุงและจังหวัดใกล้เคียง นอกจากน้ยังมีบาง ชาวบ้านดูเป็นตัวอย่าง ดังที่พระครูสุนทรกิจจานุโยคอธิบายว่า



ครอบครัวประกอบอาชีพค้าขายของช�า ค้าขายอาหาร มีการเล้ยงสัตว์เพ่อ

การบริโภคด้วย การดาเนินกิจกรรมของสภาลานวัดตะโหมดฝ่ายเศรษฐกิจ
มุ่งเน้นสร้างความอยู่ดีกินดี และการมีคุณภาพชีวิตที่ดีของชาวบ้านในชุมชน
ตะโหมด โดยมีแนวทางการด�าเนินกิจกรรมประกอบด้วย งานส่งเสริมอาชีพ
งานการตลาด งานการออมทรัพย์ และงานธุรกิจชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
28 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท์ และพระครูประยุตธรรมธัช 29
ต้นแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร

ได้ราว 75-80 วัน หลังจากจัดท�าแปลงทดลองขึ้นที่วัดได้มีเกษตรกรที่สนใจ

วดไม่ได้เน้นเชงเศรษฐกจ แต่ต้องการส่งเสรมระบบเกษตร เข้ามาถามไถ่ ขอเรียนรู้วิธีการเพาะปลูกเมล่อน (พรไทย ศิริสาธิตกิจ, 2564)



อินทรีย์ตามนโยบายของจังหวัด คนในชุมชนจะได้บริโภค ในภาพรวมกล่าวได้ว่ากิจกรรมนี้ประสบความส�าเร็จพอสมควร และสะท้อน

อาหารที่ปลอดภัย เราท�าแบบพอเพียงเน้นบริโภค ที่เหลือจึง ให้เห็นว่าวัดตะโหมดสามารถทาหน้าท่เป็นแหล่งเรียนรู้ของชุมชน เสริมสร้าง



ขายเป็นรายได้เสริม ท่ต้องทาให้ดูเพราะถ้าเขาไม่เห็นความ ปัญญาให้แก่ชาวบ้าน ตลอดจนเป็นข้อพิสูจน์ได้ว่าวัดซ่งเป็นแหล่งถ่ายทอด



ส�าเร็จเขาจะไม่กล้า เมื่อชาวบ้านเห็นว่าวัดก็ยังปลูกได้ อาศัย ความรู้และพัฒนาชุมชนมาตงแต่อดตน้น ยังสามารถปรับบทบาทให้ตอบ


พระลูกวัดช่วยกันดูแล จนเป็นผลส�าเร็จอย่างที่เห็น ชาวบ้าน สนองการใช้ชีวิตของผู้คน และไม่ว่ายุคสมัย

จะได้ม่นใจ โรงเรือนน้ได้พัฒนาชุมชนมาช่วย ใช้ทุนไม่มาก แต่ จะเปล่ยนไปอย่างไรหรือในสถานการณ์




หากชาวบ้านไม่มีทุน ขอให้คิดจะท�า วัดยินดีสนับสนุน จะให้ ปัญหาใด วัดก็ยังคงเป็นท่พ่งของชุมชนได้

ปลูกในพื้นที่แปลงรวมที่จัดให้ เสมอ อันเป็นบทบาททสะท้อนให้เหนว่า


วัดตะโหมดยังคงเป็นศูนย์กลางของชาวบ้าน

(พรไทย ศิริสาธิตกิจ, 2564) เพราะวัดตะโหมดมักจะเป็นแหล่งเร่มต้นของ


ความคิดและกิจกรรมสาคัญ ๆ ท่สามารถ


พระครูสุนทรกิจจานุโยคใช้ปุ๋ยอินทรีย์ นาพาความเปล่ยนแปลงมาสู่ชาวบ้านและ
ท่มหาวิทยาลัยทักษิณพัฒนาข้น และได้รับ ชุมชนได้เสมอ




คาแนะน�าเก่ยวกับปัญหาเร่องโรคและแมลง

รวมถึงระบบการจัดการในแปลงเพาะปลูก

การปลูกในโรงเรือนจะทาให้ปลูกเมล่อนได้
ตลอดทั้งปี ไม่ต้องกังวลเรื่องฝนฟ้าอากาศ
และยังช่วยลดการรบกวนของแมลงศัตร ู


พืช อย่างไรก็ตามเมล่อนเป็นพชท่ต้อง


อาศยการเอาใจใส่และดแลเป็นพิเศษ เช่น ต้องคอยระวงโรครานาค้างและ



โรคเห่ยวในเมล่อน และต้องใช้เวลาต้งแต่เพาะเมล็ดจนถึงเก็บเก่ยวผลผลิต



30 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท์ และพระครูประยุตธรรมธัช 31
ต้นแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร

ได้ราว 75-80 วัน หลังจากจัดท�าแปลงทดลองขึ้นที่วัดได้มีเกษตรกรที่สนใจ

วดไม่ได้เน้นเชงเศรษฐกจ แต่ต้องการส่งเสรมระบบเกษตร เข้ามาถามไถ่ ขอเรียนรู้วิธีการเพาะปลูกเมล่อน (พรไทย ศิริสาธิตกิจ, 2564)



อินทรีย์ตามนโยบายของจังหวัด คนในชุมชนจะได้บริโภค ในภาพรวมกล่าวได้ว่ากิจกรรมนี้ประสบความส�าเร็จพอสมควร และสะท้อน

อาหารที่ปลอดภัย เราท�าแบบพอเพียงเน้นบริโภค ที่เหลือจึง ให้เห็นว่าวัดตะโหมดสามารถทาหน้าท่เป็นแหล่งเรียนรู้ของชุมชน เสริมสร้าง



ขายเป็นรายได้เสริม ท่ต้องทาให้ดูเพราะถ้าเขาไม่เห็นความ ปัญญาให้แก่ชาวบ้าน ตลอดจนเป็นข้อพิสูจน์ได้ว่าวัดซ่งเป็นแหล่งถ่ายทอด



ส�าเร็จเขาจะไม่กล้า เมื่อชาวบ้านเห็นว่าวัดก็ยังปลูกได้ อาศัย ความรู้และพัฒนาชุมชนมาตงแต่อดตน้น ยังสามารถปรับบทบาทให้ตอบ


พระลูกวัดช่วยกันดูแล จนเป็นผลส�าเร็จอย่างที่เห็น ชาวบ้าน สนองการใช้ชีวิตของผู้คน และไม่ว่ายุคสมัย

จะได้ม่นใจ โรงเรือนน้ได้พัฒนาชุมชนมาช่วย ใช้ทุนไม่มาก แต่ จะเปล่ยนไปอย่างไรหรือในสถานการณ์




หากชาวบ้านไม่มีทุน ขอให้คิดจะท�า วัดยินดีสนับสนุน จะให้ ปัญหาใด วัดก็ยังคงเป็นท่พ่งของชุมชนได้

ปลูกในพื้นที่แปลงรวมที่จัดให้ เสมอ อันเป็นบทบาททสะท้อนให้เหนว่า


วัดตะโหมดยังคงเป็นศูนย์กลางของชาวบ้าน

(พรไทย ศิริสาธิตกิจ, 2564) เพราะวัดตะโหมดมักจะเป็นแหล่งเร่มต้นของ


ความคิดและกิจกรรมสาคัญ ๆ ท่สามารถ


พระครูสุนทรกิจจานุโยคใช้ปุ๋ยอินทรีย์ นาพาความเปล่ยนแปลงมาสู่ชาวบ้านและ
ท่มหาวิทยาลัยทักษิณพัฒนาข้น และได้รับ ชุมชนได้เสมอ




คาแนะน�าเก่ยวกับปัญหาเร่องโรคและแมลง

รวมถึงระบบการจัดการในแปลงเพาะปลูก

การปลูกในโรงเรือนจะทาให้ปลูกเมล่อนได้
ตลอดทั้งปี ไม่ต้องกังวลเรื่องฝนฟ้าอากาศ
และยังช่วยลดการรบกวนของแมลงศัตร ู


พืช อย่างไรก็ตามเมล่อนเป็นพชท่ต้อง


อาศยการเอาใจใส่และดแลเป็นพิเศษ เช่น ต้องคอยระวงโรครานาค้างและ



โรคเห่ยวในเมล่อน และต้องใช้เวลาต้งแต่เพาะเมล็ดจนถึงเก็บเก่ยวผลผลิต



30 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท์ และพระครูประยุตธรรมธัช 31
ต้นแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร



โครงการเกษตรอินทรีย์เป็นกิจกรรมหน่งท่สภาลานวัดตะโหมดให้

ความส�าคัญมาก พยายามสนับสนุนและขับเคล่อนอย่างจริงจังผ่านกลุ่ม
เกษตรกรท�านาตะโหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปลูกข้าวสังข์หยดปลอดสาร







พิษ เน่องจากพ้นท่นาของชุมชนตะโหมดเป็นพ้นท่นาข้าวท่ต้งอยู่ท่ามกลาง
ต้นน�้าของเทือกเขาบรรทัด ที่มีแหล่งน�้าอุดมสมบูรณ์ ส่งผลให้สามารถเพาะ
ปลูกข้าวสังข์หยดที่มีคุณภาพดี ทั้งนี้ข้าวสังข์หยดเป็นพันธุ์ข้าวเฉพาะถิ่นที่มี

แหล่งปลูกด้งเดิมอยู่ในจังหวัดพัทลุง ปลูกกันมานาน และมีลักษณะพิเศษคือ
ข้าวกล้องมีสีแดงเข้ม นิยมบริโภคในรูปแบบข้าวซ้อมมือ ส่วนของจมูกข้าวมี

คุณค่าทางอาหารสูง และเป็นพันธุ์ข้าวสังข์หยดท่ยังคงอนุรักษ์ไว้ตาม
ภูมิปัญญาของชาวบ้านตะโหมด (ผู้จัดการออนไลน์, 2562) นอกจากนี้ในปี


2562 กลุ่มเกษตรกรท�านาตะโหมดยังร่วมมือกับส่วนราชการในพ้นท่จัด

กิจกรรม “บุญประเพณีกองข้าวเปลือก ทานอาหารอินทรีย์ ของดีตะโหมด”
ข้นท่วัดตะโหมด เพ่อส่งเสริมและประชาสัมพันธ์ถึงการท�านาอินทรีย์ของ



ชาวนาในพื้นที่ตะโหมด ว่าเป็นพื้นที่ปลูกข้าวสังข์หยดอินทรีย์ปลอดสารพิษ
ที่มีคุณภาพดี สามารถลดต้นทุน และไม่มีสารเคมีตกค้าง เหมาะส�าหรับการ
บริโภคเป็นอย่างย่ง อีกท้งในงานยังได้รวบรวมข้าวสารท่ได้จากชาวบ้านมา





ท�าเป็นข้าวสารบรรจุถุง เพ่อมอบให้เป็นท่ระลึกแก่ชาวบ้านและแขกผู้มีเกียรต ิ
ที่เดินทางมาร่วมงาน ได้น�าข้าวอินทรีย์ไปหุงรับประทานที่บ้าน พร้อมทั้งยัง
น�าไปมอบให้แก่ผู้ป่วยตามโรงพยาบาลต่าง ๆ ได้รับประทานอาหารปลอด
สารพิษ เพื่อการมีสุขภาพที่ดีอีกด้วย













32 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท และพระครูประยุตธรรมธัช 33
ตŒนแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร



โครงการเกษตรอินทรีย์เป็นกิจกรรมหน่งท่สภาลานวัดตะโหมดให้

ความส�าคัญมาก พยายามสนับสนุนและขับเคล่อนอย่างจริงจังผ่านกลุ่ม
เกษตรกรท�านาตะโหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปลูกข้าวสังข์หยดปลอดสาร







พิษ เน่องจากพ้นท่นาของชุมชนตะโหมดเป็นพ้นท่นาข้าวท่ต้งอยู่ท่ามกลาง
ต้นน�้าของเทือกเขาบรรทัด ที่มีแหล่งน�้าอุดมสมบูรณ์ ส่งผลให้สามารถเพาะ
ปลูกข้าวสังข์หยดที่มีคุณภาพดี ทั้งนี้ข้าวสังข์หยดเป็นพันธุ์ข้าวเฉพาะถิ่นที่มี

แหล่งปลูกด้งเดิมอยู่ในจังหวัดพัทลุง ปลูกกันมานาน และมีลักษณะพิเศษคือ
ข้าวกล้องมีสีแดงเข้ม นิยมบริโภคในรูปแบบข้าวซ้อมมือ ส่วนของจมูกข้าวมี

คุณค่าทางอาหารสูง และเป็นพันธุ์ข้าวสังข์หยดท่ยังคงอนุรักษ์ไว้ตาม
ภูมิปัญญาของชาวบ้านตะโหมด (ผู้จัดการออนไลน์, 2562) นอกจากนี้ในปี


2562 กลุ่มเกษตรกรท�านาตะโหมดยังร่วมมือกับส่วนราชการในพ้นท่จัด

กิจกรรม “บุญประเพณีกองข้าวเปลือก ทานอาหารอินทรีย์ ของดีตะโหมด”
ข้นท่วัดตะโหมด เพ่อส่งเสริมและประชาสัมพันธ์ถึงการท�านาอินทรีย์ของ



ชาวนาในพื้นที่ตะโหมด ว่าเป็นพื้นที่ปลูกข้าวสังข์หยดอินทรีย์ปลอดสารพิษ
ที่มีคุณภาพดี สามารถลดต้นทุน และไม่มีสารเคมีตกค้าง เหมาะส�าหรับการ
บริโภคเป็นอย่างย่ง อีกท้งในงานยังได้รวบรวมข้าวสารท่ได้จากชาวบ้านมา





ท�าเป็นข้าวสารบรรจุถุง เพ่อมอบให้เป็นท่ระลึกแก่ชาวบ้านและแขกผู้มีเกียรต ิ
ที่เดินทางมาร่วมงาน ได้น�าข้าวอินทรีย์ไปหุงรับประทานที่บ้าน พร้อมทั้งยัง
น�าไปมอบให้แก่ผู้ป่วยตามโรงพยาบาลต่าง ๆ ได้รับประทานอาหารปลอด
สารพิษ เพื่อการมีสุขภาพที่ดีอีกด้วย













32 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท และพระครูประยุตธรรมธัช 33
ตŒนแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร

กลุ่มเกษตรกรท�านาตะโหมด ตะโหมดมีการรณรงค์ส่งเสริม ท�าให้มีเกษตรกรหันมาท�านากันมากขึ้น และ



กลุ่มเกษตรกรทานาตะโหมดเกิดจากการรวมตัวกันของเกษตรกร ในปัจจุบันไม่มีพ้นท่นาร้างในอาเภอตะโหมด (กรมส่งเสริมการเกษตร, 2557)








ต้งแต่ปี 2517 เน่องจากในช่วงเวลาน้นเกษตรกรไม่เข้าใจว่าเหตุใดยาง นับเป็นความสาเร็จประการหน่งของกลุ่มเกษตรกรทานาตะโหมดท่สมาชิก






แผ่นดิบท่มีนาหนักเท่ากันจึงมีราคาต่างกัน ทาอย่างไรจึงจะไม่ถูกโกงนาหนัก ให้การยอมรับ และร่วมกันขับเคลื่อนกิจกรรมอยู่ในปัจจุบัน
หรือถูกกดราคาจากพ่อค้าคนกลาง และเพ่อช่วยเหลือสมาชิกท่มีอาชีพทานา กิจกรรมของกลุ่มเกษตรกรท�านาตะโหมดสามารถจ�าแนกได้ ดังนี้






ซ่งมีพ้นท่เพาะปลูกมากรองลงมาจากการปลูกยางพารา ด้วยการซ้อปุ๋ยนา 1) กิจกรรมการบรการ ผ่านวิสาหกิจชมชนกลุ่มเกษตรกรทานา






ข้าวราคาถูกจากองค์การตลาดเพ่อเกษตรกรมาจาหน่ายให้แก่สมาชิก และ ตะโหมด
เม่อมีพระราชบัญญัติวิสาหกิจชุมชน พ.ศ.2548 กลุ่มได้จดทะเบียนเป็น 1.1) ระดมทุน/ลงหุ้น หุ้นละ 50 บาท

วิสาหกิจชุมชน มีกิจกรรมที่ด�าเนินการให้บริการแก่สมาชิก ตั้งแต่การจัดหา 1.2) รับฝากเงิน โดยให้ดอกเบ้ยเงินฝากออมทรัพย์พิเศษ ร้อย

สิ่งของมาจ�าหน่าย การรวบรวมผลผลิต การรับฝากเงิน และการให้เงินกู้แก่ ละ 3.5 ต่อปี เงินฝากออมทรัพย์ร้อยละ 2.5 ต่อปี และเงิน
สมาชิก การส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรกลุ่มจะดาเนินการอยู่บนพ้นฐาน ฝากเผื่อเรียกร้อยละ 1.5 ต่อปี ซึ่งสูงกว่าธนาคารทั่วไป



ความต้องการและความจ�าเป็นของสมาชิก โดยไม่มุ่งพึ่งพาแหล่งเงินทุนจาก 1.3) ให้บริการสินเช่อแก่สมาชิก เพ่อเป็นทุนในการประกอบ

ภายนอก ซ่งวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรทานาตะโหมดได้ทาให้สมาชิกกลุ่ม อาชีพการเกษตร ลดปัญหาการกู้นอกระบบ โดยให้สมาชิก



เช่อม่น และยึดการเกษตรเป็นอาชีพหลักตลอดมา จนน่าจะเรียกได้ว่ากลุ่ม กู้ระยะสั้น ระยะปานกลาง และระยะยาว คิดดอกเบี้ยร้อย


เกษตรกรท�านาตะโหมดช่วยให้อาชีพการเกษตรของสมาชิกยืนยงมาได้ การ ละ 9 ต่อปี



ดาเนินงานท่ผ่านมาย่อมเป็นแรงจูงใจให้เกษตรกรท่ยังไม่ได้เป็นสมาชิก 1.4) จัดหาปัจจัยการผลิตบริการจาหน่ายแก่สมาชิก เพ่อลด


ปรารถนาเข้ามาเป็นสมาชิก แม้ว่ากลุ่มจะเข้มงวดในการรับสมาชิกก็ตาม แต่ ต้นทุนของสมาชิก





ก็ยังมีสมาชิกเพ่มข้นทุกปี และสมาชิกเองก็มีความพึงพอใจต่อการขับเคล่อน 1.5) จัดต้งปั๊มนามัน เพ่อให้สมาชิกและบุคคลท่วไปได้ใช้นามัน






และพัฒนาการเกษตรของกลุ่ม โดยเฉพาะการท�านาซึ่งเป็นอาชีพที่ก�าลังจะ ท่มีคุณภาพ และราคาเป็นธรรม โดยกลุ่มได้ติดต่อกับบริษัท
หมดไปจากอาเภอตะโหมด ปัจจุบันกลุ่มได้มีการรณรงค์ส่งเสริมให้สมาชิก บางจากปิโตรเลียม จ�ากัด (มหาชน) ในการจัดตั้งปั้มน�้ามัน









และคนในชุมชนหันกลับมาทานา เพ่อให้คนในชุมชนได้บริโภคข้าวอินทรีย์ท ี ่ 1 แห่ง ซงกลุ่มได้ทาบัตรเครดตให้กับสมาชิกเพอใช้เตม









ปลอดภัย เดิมพ้นท่นาของอาเภอตะโหมดเกือบท้งหมดท่ไม่ได้เปล่ยนไปปลูก นามันแต่ละคร้ง ยอดจาหน่ายประมาณ 50,000 บาท/





พืชชนิดอ่น จะถูกปล่อยให้เป็นพ้นท่นาร้าง แต่ปัจจุบันกลุ่มเกษตรกรทานา วัน ซึ่งมีส่วนเฉลี่ยคืนให้กับสมาชิก ลิตรละ 15 สตางค์

34 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท์ และพระครูประยุตธรรมธัช 35
ต้นแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร

กลุ่มเกษตรกรท�านาตะโหมด ตะโหมดมีการรณรงค์ส่งเสริม ท�าให้มีเกษตรกรหันมาท�านากันมากขึ้น และ



กลุ่มเกษตรกรทานาตะโหมดเกิดจากการรวมตัวกันของเกษตรกร ในปัจจุบันไม่มีพ้นท่นาร้างในอาเภอตะโหมด (กรมส่งเสริมการเกษตร, 2557)








ต้งแต่ปี 2517 เน่องจากในช่วงเวลาน้นเกษตรกรไม่เข้าใจว่าเหตุใดยาง นับเป็นความสาเร็จประการหน่งของกลุ่มเกษตรกรทานาตะโหมดท่สมาชิก






แผ่นดิบท่มีนาหนักเท่ากันจึงมีราคาต่างกัน ทาอย่างไรจึงจะไม่ถูกโกงนาหนัก ให้การยอมรับ และร่วมกันขับเคลื่อนกิจกรรมอยู่ในปัจจุบัน
หรือถูกกดราคาจากพ่อค้าคนกลาง และเพ่อช่วยเหลือสมาชิกท่มีอาชีพทานา กิจกรรมของกลุ่มเกษตรกรท�านาตะโหมดสามารถจ�าแนกได้ ดังนี้






ซ่งมีพ้นท่เพาะปลูกมากรองลงมาจากการปลูกยางพารา ด้วยการซ้อปุ๋ยนา 1) กิจกรรมการบรการ ผ่านวิสาหกิจชมชนกลุ่มเกษตรกรทานา






ข้าวราคาถูกจากองค์การตลาดเพ่อเกษตรกรมาจาหน่ายให้แก่สมาชิก และ ตะโหมด
เม่อมีพระราชบัญญัติวิสาหกิจชุมชน พ.ศ.2548 กลุ่มได้จดทะเบียนเป็น 1.1) ระดมทุน/ลงหุ้น หุ้นละ 50 บาท

วิสาหกิจชุมชน มีกิจกรรมที่ด�าเนินการให้บริการแก่สมาชิก ตั้งแต่การจัดหา 1.2) รับฝากเงิน โดยให้ดอกเบ้ยเงินฝากออมทรัพย์พิเศษ ร้อย

สิ่งของมาจ�าหน่าย การรวบรวมผลผลิต การรับฝากเงิน และการให้เงินกู้แก่ ละ 3.5 ต่อปี เงินฝากออมทรัพย์ร้อยละ 2.5 ต่อปี และเงิน
สมาชิก การส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรกลุ่มจะดาเนินการอยู่บนพ้นฐาน ฝากเผื่อเรียกร้อยละ 1.5 ต่อปี ซึ่งสูงกว่าธนาคารทั่วไป



ความต้องการและความจ�าเป็นของสมาชิก โดยไม่มุ่งพึ่งพาแหล่งเงินทุนจาก 1.3) ให้บริการสินเช่อแก่สมาชิก เพ่อเป็นทุนในการประกอบ

ภายนอก ซ่งวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรทานาตะโหมดได้ทาให้สมาชิกกลุ่ม อาชีพการเกษตร ลดปัญหาการกู้นอกระบบ โดยให้สมาชิก



เช่อม่น และยึดการเกษตรเป็นอาชีพหลักตลอดมา จนน่าจะเรียกได้ว่ากลุ่ม กู้ระยะสั้น ระยะปานกลาง และระยะยาว คิดดอกเบี้ยร้อย


เกษตรกรท�านาตะโหมดช่วยให้อาชีพการเกษตรของสมาชิกยืนยงมาได้ การ ละ 9 ต่อปี



ดาเนินงานท่ผ่านมาย่อมเป็นแรงจูงใจให้เกษตรกรท่ยังไม่ได้เป็นสมาชิก 1.4) จัดหาปัจจัยการผลิตบริการจาหน่ายแก่สมาชิก เพ่อลด


ปรารถนาเข้ามาเป็นสมาชิก แม้ว่ากลุ่มจะเข้มงวดในการรับสมาชิกก็ตาม แต่ ต้นทุนของสมาชิก





ก็ยังมีสมาชิกเพ่มข้นทุกปี และสมาชิกเองก็มีความพึงพอใจต่อการขับเคล่อน 1.5) จัดต้งปั๊มนามัน เพ่อให้สมาชิกและบุคคลท่วไปได้ใช้นามัน






และพัฒนาการเกษตรของกลุ่ม โดยเฉพาะการท�านาซึ่งเป็นอาชีพที่ก�าลังจะ ท่มีคุณภาพ และราคาเป็นธรรม โดยกลุ่มได้ติดต่อกับบริษัท
หมดไปจากอาเภอตะโหมด ปัจจุบันกลุ่มได้มีการรณรงค์ส่งเสริมให้สมาชิก บางจากปิโตรเลียม จ�ากัด (มหาชน) ในการจัดตั้งปั้มน�้ามัน









และคนในชุมชนหันกลับมาทานา เพ่อให้คนในชุมชนได้บริโภคข้าวอินทรีย์ท ี ่ 1 แห่ง ซงกลุ่มได้ทาบัตรเครดตให้กับสมาชิกเพอใช้เตม









ปลอดภัย เดิมพ้นท่นาของอาเภอตะโหมดเกือบท้งหมดท่ไม่ได้เปล่ยนไปปลูก นามันแต่ละคร้ง ยอดจาหน่ายประมาณ 50,000 บาท/





พืชชนิดอ่น จะถูกปล่อยให้เป็นพ้นท่นาร้าง แต่ปัจจุบันกลุ่มเกษตรกรทานา วัน ซึ่งมีส่วนเฉลี่ยคืนให้กับสมาชิก ลิตรละ 15 สตางค์

34 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท์ และพระครูประยุตธรรมธัช 35
ต้นแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร




1.6) จัดต้งร้านค้าจานวน 1 แห่ง เพ่อจัดหาสินค้าอุปโภคและ 3) กิจกรรมการจัดระบบสวัสดิการแก่สมาชิกและชุมชน

บริโภค มาจาหน่ายให้กับสมาชิกและบุคคลท่วไปในราคา 3.1) เงินสงเคราะห์สมาชิกและคู่สมรสสมาชิกเสียชีวิต แรกเข้า

ยุติธรรม – 5 ปี 10,000 บาท/ศพ สมาชิก 5 ปี – 10 ปี 12,000
1.7) โรงสีข้าว กลุ่มมีโรงสีข้าวขนาดก�าลังการผลิต 2 ตัน/วัน ให้ บาท/ศพ สมาชิก 10 ปี ขึ้นไป 15,000 บาท/ศพ
บริการรับสีข้าวให้สมาชิก และกลุ่มรบซอข้าวของสมาชิก 3.2) เงินชดเชยสมาชิกท่เจ็บป่วยนอนโรงพยาบาล ลูกค้าช้น 1









ในราคาท่สูงกว่าท้องตลาด 2 บาทต่อกิโลกรัม เพ่อนามา คืนละ 400 บาท ลูกค้าช้น 2 คืนละ 200 บาท คนละไม่เกิน
แปรรูปเป็นข้าวสารจ�าหน่าย 10 คืน/ปี



1.8) รับซ้อนายางแปรรูปเป็นยางแผ่นดิบรมควัน และผลผลิต 3.3) เงินช่วยเหลือสังคม หน่วยงานราชการท่ขอสนับสนุน



ด้านการเกษตรอ่น ๆ โดยกลุ่มจะให้ราคาสูงกว่าพ่อค้าท่วไป ประมาณ 20,000–50,000 บาทต่อปี
กิโลกรัมละ 2 บาท เช่น ถั่วหรั่ง ผลไม้ เป็นต้น 3.4) สนับสนุนสวัสดิการผู้สูงอายุและผู้ด้อยโอกาส ประมาณ
1.9) บริการรถแทรกเตอร์ไถนา ให้บริการแก่สมาชิกราคาท ่ ี 30,000–50,000 บาทต่อปี (กรมส่งเสริมการเกษตร, 2557)
ถูกกว่าทั่วไป 200 บาทต่อไร่

1.10) บริการรับตัดหญ้าในสวนยางพารา 250 บาทต่อไร่ ในภาพรวมกล่าวได้ว่ากล่มเกษตรกรทานาตะโหมดมกจกรรมให้





1.11) บริการให้เช่าเต็นท์ โต๊ะและเครื่องครัว บริการทางด้านการเงินท่ม่นคงและทันสมัย คล้ายกับระบบท่ธนาคารพาณิชย์



1.12) บริการเคาร์เตอร์เซอวิส ให้บริการ และยังให้ดอกเบ้ยเงินฝากในอัตราท่สูงกว่าธนาคารพาณิชย์ ใน


ขณะเดียวกันยังมีการปันผลคืนแก่สมาชิก ทาให้สมาชิกในอาเภอตะโหมด





2) กิจกรรมด้านการผลิต ไม่ต้องเดนทางไปใช้บรการของธนาคารพาณชย์ เนองจากมสถาบนการเงน





2.1) การทานา มีการรณรงค์ฟื้นฟูนาร้างให้เป็นนาข้าวจากพ้นท ่ ี เป็นของตนเองต้งอยู่ในชุมชน สมาชิกสามารถใช้บริการได้อย่างสะดวก คนใน



นาท่เคยรกร้างมาเป็นเวลา 10 ปี มีการผลิตข้าวเพ่อ ต�าบลส่วนใหญ่เป็นสมาชิกของกลุ่ม และจะน�าเงินมาฝากกับกลุ่ม เนื่องจาก


จ�าหน่ายให้กับชุมชนและตลาดทั่วไป ให้ผลตอบแทนท่ดีกว่าธนาคารพาณิชย์ อย่างไรก็ตามกิจกรรมสาคัญท่สุดของ




2.2) การแปรรูปข้าว จาหน่ายให้สมาชิก คนในชุมชน และลูกค้า กลุ่มยังคงเป็นกิจกรรมด้านการผลิตท่ช่วยส่งเสริมให้สมาชิกมีรายได้ท่ม่นคง


ทั่วไป มากข้น และการส่งเสริมการทาเกษตรอินทรีย์ยังช่วยให้ชาวบ้านตะโหมดม ี

2.3) ส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตร ได้แก่ ถั่วหรั่ง และไม้ผล อาหารปลอดภัยบริโภคอีกด้วย จึงกล่าวได้ว่าวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกร
36 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท์ และพระครูประยุตธรรมธัช 37
ต้นแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร




1.6) จัดต้งร้านค้าจานวน 1 แห่ง เพ่อจัดหาสินค้าอุปโภคและ 3) กิจกรรมการจัดระบบสวัสดิการแก่สมาชิกและชุมชน

บริโภค มาจาหน่ายให้กับสมาชิกและบุคคลท่วไปในราคา 3.1) เงินสงเคราะห์สมาชิกและคู่สมรสสมาชิกเสียชีวิต แรกเข้า

ยุติธรรม – 5 ปี 10,000 บาท/ศพ สมาชิก 5 ปี – 10 ปี 12,000
1.7) โรงสีข้าว กลุ่มมีโรงสีข้าวขนาดก�าลังการผลิต 2 ตัน/วัน ให้ บาท/ศพ สมาชิก 10 ปี ขึ้นไป 15,000 บาท/ศพ
บริการรับสีข้าวให้สมาชิก และกลุ่มรบซอข้าวของสมาชิก 3.2) เงินชดเชยสมาชิกท่เจ็บป่วยนอนโรงพยาบาล ลูกค้าช้น 1









ในราคาท่สูงกว่าท้องตลาด 2 บาทต่อกิโลกรัม เพ่อนามา คืนละ 400 บาท ลูกค้าช้น 2 คืนละ 200 บาท คนละไม่เกิน
แปรรูปเป็นข้าวสารจ�าหน่าย 10 คืน/ปี



1.8) รับซ้อนายางแปรรูปเป็นยางแผ่นดิบรมควัน และผลผลิต 3.3) เงินช่วยเหลือสังคม หน่วยงานราชการท่ขอสนับสนุน



ด้านการเกษตรอ่น ๆ โดยกลุ่มจะให้ราคาสูงกว่าพ่อค้าท่วไป ประมาณ 20,000–50,000 บาทต่อปี
กิโลกรัมละ 2 บาท เช่น ถั่วหรั่ง ผลไม้ เป็นต้น 3.4) สนับสนุนสวัสดิการผู้สูงอายุและผู้ด้อยโอกาส ประมาณ
1.9) บริการรถแทรกเตอร์ไถนา ให้บริการแก่สมาชิกราคาท ่ ี 30,000–50,000 บาทต่อปี (กรมส่งเสริมการเกษตร, 2557)
ถูกกว่าทั่วไป 200 บาทต่อไร่

1.10) บริการรับตัดหญ้าในสวนยางพารา 250 บาทต่อไร่ ในภาพรวมกล่าวได้ว่ากล่มเกษตรกรทานาตะโหมดมกจกรรมให้





1.11) บริการให้เช่าเต็นท์ โต๊ะและเครื่องครัว บริการทางด้านการเงินท่ม่นคงและทันสมัย คล้ายกับระบบท่ธนาคารพาณิชย์



1.12) บริการเคาร์เตอร์เซอวิส ให้บริการ และยังให้ดอกเบ้ยเงินฝากในอัตราท่สูงกว่าธนาคารพาณิชย์ ใน


ขณะเดียวกันยังมีการปันผลคืนแก่สมาชิก ทาให้สมาชิกในอาเภอตะโหมด





2) กิจกรรมด้านการผลิต ไม่ต้องเดนทางไปใช้บรการของธนาคารพาณชย์ เนองจากมสถาบนการเงน





2.1) การทานา มีการรณรงค์ฟื้นฟูนาร้างให้เป็นนาข้าวจากพ้นท ่ ี เป็นของตนเองต้งอยู่ในชุมชน สมาชิกสามารถใช้บริการได้อย่างสะดวก คนใน



นาท่เคยรกร้างมาเป็นเวลา 10 ปี มีการผลิตข้าวเพ่อ ต�าบลส่วนใหญ่เป็นสมาชิกของกลุ่ม และจะน�าเงินมาฝากกับกลุ่ม เนื่องจาก


จ�าหน่ายให้กับชุมชนและตลาดทั่วไป ให้ผลตอบแทนท่ดีกว่าธนาคารพาณิชย์ อย่างไรก็ตามกิจกรรมสาคัญท่สุดของ




2.2) การแปรรูปข้าว จาหน่ายให้สมาชิก คนในชุมชน และลูกค้า กลุ่มยังคงเป็นกิจกรรมด้านการผลิตท่ช่วยส่งเสริมให้สมาชิกมีรายได้ท่ม่นคง


ทั่วไป มากข้น และการส่งเสริมการทาเกษตรอินทรีย์ยังช่วยให้ชาวบ้านตะโหมดม ี

2.3) ส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตร ได้แก่ ถั่วหรั่ง และไม้ผล อาหารปลอดภัยบริโภคอีกด้วย จึงกล่าวได้ว่าวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกร
36 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท์ และพระครูประยุตธรรมธัช 37
ต้นแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร




ทานาตะโหมดสามารถสร้างเสริมสุขภาวะท่ดีให้แก่ชาวตะโหมด ท้งท่เป็น ข. ฝายการศกษา ศาสนา วัฒนธรรม










สมาชิกและไม่ได้เป็นสมาชิก โดยสามารถสร้างคุณประโยชน์ให้แก่ชาวบ้าน ชมชนตะโหมดเป็นชมชนหนงทมลกษณะเป็นสงคมพหวฒนธรรม




ตะโหมด ดังรายละเอียดในแผนภาพ ประกอบด้วยชุมชนชาวพุทธและชาวมุสลิม แต่ความแตกต่างทางศาสนาและ

ความเช่อไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการดาเนินชีวิตอยู่ร่วมกันของชาวบ้านใน


ชุมชนตะโหมด ท้งน้ชาวบ้านตะโหมดได้พยายามใช้ประโยชน์จากคุณลักษณะ

การท�านายังคงอยู่ คนในชุมชนได้บริโภค
ข้าวที่ปลอดภัย ของความหลากหลายทางศาสนาและวัฒนธรรมประเพณีมาใช้เป็นองค์


ประกอบท่มีคุณค่าในเชิงการพัฒนาสังคม เพราะเช่อม่นว่าศาสนาและ



พฒนา ยกระดับคุณภาพ วัฒนธรรมประเพณีสามารถแลกเปล่ยนและสามารถปรับปรุงให้มีความ
ความเปนผู้น�า และราคายางแผ่นดิบ

สอดคล้องกับการด�าเนินชีวิตอยู่ร่วมกันของศาสนิกชนทั้ง 2 ศาสนาได้ ทั้งนี้
ชาวบ้านตะโหมดทั้ง 2 ศาสนาสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ ผู้น�าศาสนา

พฒนาการปกครอง สมาชิกและ


ในระบอบประชาธิปไตย ลูกหลานมีเงิน ท้ง 2 ศาสนาร่วมกันเป็นพลังยึดเหน่ยวจิตใจและประสานความรักความ
วิสาหกิจชุมชน



กลุ่มเกษตรกรท�านา สามัคคี ส่งผลใหชาวตะโหมดอาศัยอยู่รวมกันอย่างสงบสุข และสามารถรวม



ก่อให้เกิดความเกื้อกูล ตะโหมด สมาชิกมีเงินกู้ กันดาเนินกิจกรรมการพัฒนาในตาบลตะโหมดด้วยดี สาหรับแนวทางในการ

ระหว่างกันในชุมชน เพ่อลงทุน ด�าเนินกิจกรรมพัฒนาชุมชนของสภาลานวัดตะโหมดฝ่ายการศึกษา ศาสนา







วฒนธรรม ประกอบดวย การจดงานวนสาคญทางศาสนา งานการศกษา งาน
ก่อให้เกิดความสามัคคี กลุ่มมีก�าไรสมาชิก ส่งเสริมขนบธรรมเนียมประเพณี งานพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม งานกีฬาและ

ในชุมชน ในสวนแบ่งผลก�าไร
สันทนาการ กิจกรรมเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการพัฒนาที่ช่วยกระ



ตุ้นใหชาวบ้านตะโหมดมีความต่นตัวและให้ความสาคัญต่อการศึกษามาต้งแต่
ลดค่าใช้จ่ายในการ
ซื้อวัสดุอุปกรณ์ด้านการเกษตร อดีต ดังจะเห็นได้จากที่พระครูอุทิตกิจจทรและคณะสงฆ์วัดตะโหมดร่วมกัน

ผลักดันให้มีการจัดการศึกษาท้งระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาในตาบล


ตะโหมด ส่งผลให้ชาวบ้านตะโหมดทุกครอบครัวให้ความสาคัญกับการ

สนับสนุนให้บุตรหลานได้รับการศึกษาสูงอย่างเต็มความสามารถ แม้ว่าเม่อ
จบการศึกษาแล้วบางคนก็ไปประกอบอาชีพอยูในท้องถิ่นอื่น แต่หลายคนก็
38 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท์ และพระครูประยุตธรรมธัช 39
ต้นแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร




ทานาตะโหมดสามารถสร้างเสริมสุขภาวะท่ดีให้แก่ชาวตะโหมด ท้งท่เป็น ข. ฝายการศกษา ศาสนา วัฒนธรรม










สมาชิกและไม่ได้เป็นสมาชิก โดยสามารถสร้างคุณประโยชน์ให้แก่ชาวบ้าน ชมชนตะโหมดเป็นชมชนหนงทมลกษณะเป็นสงคมพหวฒนธรรม




ตะโหมด ดังรายละเอียดในแผนภาพ ประกอบด้วยชุมชนชาวพุทธและชาวมุสลิม แต่ความแตกต่างทางศาสนาและ

ความเช่อไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการดาเนินชีวิตอยู่ร่วมกันของชาวบ้านใน


ชุมชนตะโหมด ท้งน้ชาวบ้านตะโหมดได้พยายามใช้ประโยชน์จากคุณลักษณะ

การท�านายังคงอยู่ คนในชุมชนได้บริโภค
ข้าวที่ปลอดภัย ของความหลากหลายทางศาสนาและวัฒนธรรมประเพณีมาใช้เป็นองค์


ประกอบท่มีคุณค่าในเชิงการพัฒนาสังคม เพราะเช่อม่นว่าศาสนาและ



พฒนา ยกระดับคุณภาพ วัฒนธรรมประเพณีสามารถแลกเปล่ยนและสามารถปรับปรุงให้มีความ

ความเปนผู้น�า และราคายางแผ่นดิบ
สอดคล้องกับการด�าเนินชีวิตอยู่ร่วมกันของศาสนิกชนทั้ง 2 ศาสนาได้ ทั้งนี้
ชาวบ้านตะโหมดทั้ง 2 ศาสนาสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ ผู้น�าศาสนา

พฒนาการปกครอง สมาชิกและ


ในระบอบประชาธิปไตย ลูกหลานมีเงิน ท้ง 2 ศาสนาร่วมกันเป็นพลังยึดเหน่ยวจิตใจและประสานความรักความ
วิสาหกิจชุมชน



กลุ่มเกษตรกรท�านา สามัคคี ส่งผลใหชาวตะโหมดอาศัยอยู่รวมกันอย่างสงบสุข และสามารถรวม



ก่อให้เกิดความเกื้อกูล ตะโหมด สมาชิกมีเงินกู้ กันดาเนินกิจกรรมการพัฒนาในตาบลตะโหมดด้วยดี สาหรับแนวทางในการ

ระหว่างกันในชุมชน เพ่อลงทุน ด�าเนินกิจกรรมพัฒนาชุมชนของสภาลานวัดตะโหมดฝ่ายการศึกษา ศาสนา







วฒนธรรม ประกอบดวย การจดงานวนสาคญทางศาสนา งานการศกษา งาน
ก่อให้เกิดความสามัคคี กลุ่มมีก�าไรสมาชิก ส่งเสริมขนบธรรมเนียมประเพณี งานพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม งานกีฬาและ

ในชุมชน ในสวนแบ่งผลก�าไร
สันทนาการ กิจกรรมเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการพัฒนาที่ช่วยกระ



ตุ้นใหชาวบ้านตะโหมดมีความต่นตัวและให้ความสาคัญต่อการศึกษามาต้งแต่
ลดค่าใช้จ่ายในการ
ซื้อวัสดุอุปกรณ์ด้านการเกษตร อดีต ดังจะเห็นได้จากที่พระครูอุทิตกิจจทรและคณะสงฆ์วัดตะโหมดร่วมกัน

ผลักดันให้มีการจัดการศึกษาท้งระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาในตาบล


ตะโหมด ส่งผลให้ชาวบ้านตะโหมดทุกครอบครัวให้ความสาคัญกับการ

สนับสนุนให้บุตรหลานได้รับการศึกษาสูงอย่างเต็มความสามารถ แม้ว่าเม่อ
จบการศึกษาแล้วบางคนก็ไปประกอบอาชีพอยูในท้องถิ่นอื่น แต่หลายคนก็
38 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท์ และพระครูประยุตธรรมธัช 39
ต้นแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร





กลับมาประกอบอาชีพอยู่ท่บ้าน และเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาการศึกษา เน่องจากโรงเรียนวัดตะโหมดต้งอยู่ในท่ดินของวัดตะโหมด ตามอานาจ



















ของเด็กและเยาวชนรุ่นหลัง รวมถึงวัดตะโหมดยังจัดให้เยาวชนได้มีการศึกษา หนาทของเจาอาวาสจะตองเปนเปนผใหการอปถมภ หลงจากทไดสรางอาคาร






หลักธรรมในพระพุทธศาสนามาอย่างต่อเน่อง ดังน้นเด็กและเยาวชนในชุมชน เรียนหลังใหม่และมีนักเรียนจานวนมากข้น นักเรียนท่เรียนจบช้นประถมปีท ี ่


ตะโหมดส่วนใหญ่จึงได้รับการศึกษาท้งทางโลกและทางธรรมมาโดยตลอด 4 แล้วจะต้องเดินทางออกไปเรียนท่อ่น ไม่สะดวกต่อการเดินทางไปเรียน



อีกตัวอย่างกิจกรรมโดดเด่นในฝ่ายน้ท่สภาลานวัดตะโหมดให้การสนับสนุน โรงเรียนวัดตะโหมดจึงได้พยายามติดต่อขอขยายช้นเรียนถึงช้นประถมศึกษา



คือ “ประเพณีงานบุญสองศาสนา” ซ่งเป็นกิจกรรมอนุรักษ์วัฒนธรรม ปีที่ 7 แต่เนื่องจากอาคารเรียนที่จะสร้างใหม่นั้นที่ดินของวัดก็มีจ�ากัด ต่อมา
ประเพณีร่วมกันระหว่างชาวบ้าน 2 ศาสนาในชุมชนตะโหมด เจ้าอาวาสจึงได้เชิญผู้นาชุมชนและครูโรงเรียนวัดตะโหมดมาร่วมปรึกษาหารือ





ในการจัดการท่ดินเพ่อจะสร้างอาคารหลังใหม่ ท่ประชุมได้เสนอท่ธรณีสงฆ์

ด้านการศกษา คือวัดเหนือเป็นสถานท่สร้างอาคารเรียน ซ่งอยู่ห่างไกลจากโรงเรียนวัดตะ


วัดตะโหมดเป็นศูนย์กลางของการศึกษาในชุมชนมาต้งแต่อดีต ในสมัย โหมดไปทางทิศใต้ประมาณ 300 เมตร คณะครูอาจารย์เห็นว่าไม่สะดวกต่อ

ที่ยังไม่มีโรงเรียนพระสงฆ์ได้ท�าหน้าที่เป็นผู้สอนเด็กที่วัดตะโหมด จนกระทั่ง การจดการเรยนการสอน ทประชมเสนอให้แลกทดนธรณสงฆ์กบทดนของ















ในปี 2484 ทางราชการได้เปิดโรงเรียนประชาบาลขึ้นที่ชุมชนตะโหมด โดย นายจัด ฤทธิเดช ท่อยู่ติดกับวัดตะโหมดทางตะวันตกและมีเน้อท่ดินใกล้เคียง


ใช้ศาลาโรงธรรมของวัดเป็นสถานท่เรียน ต่อมาในปี 2496 ได้รับงบประมาณ กัน โดยคณะกรรมการจะด�าเนินการปรับที่ดินธรณีสงฆ์ให้เป็นที่นา สามารถ





ก่อสร้างอาคารเรียนหลังใหม่ แต่เน่องด้วยงบประมาณมีน้อยทางวัดตะโหมด ทานาได้ตามฤดูกาล ซ่งนายจัดได้ตอบตกลงแลกเปล่ยนท่ดินด้วย เพ่อเห็นแก่

โดยพระครูพิมลชยานุรักษ์ (เจ้าอาวาสวัดตะโหมดในขณะนั้น) จึงเข้าไปช่วย ประโยชน์ของการศึกษา ต่อมาพระครูอุทิตกิจจาทรในฐานะเจ้าอาวาสได้


ด�าเนินการจนกระทั่งส�าเร็จ อาคารหลังนี้ให้ชื่อว่าโรงเรียนวัดตะโหมด (หมุน ติดต่อประสานงานกับกรมการศาสนาเร่องการแลกเปล่ยนท่ธรณีสงฆ์กับท่ดิน



คณานุสรณ์) นับจากน้นเป็นต้นมาวัดตะโหมดได้เป็นศูนย์กลางของการศึกษา ของเอกชน ทางกรมการศาสนาก็ไม่ขัดข้อง แต่ติดปัญหาในแง่ของกฎหมาย

ท้งทางโลกและทางธรรม นับเป็นภารกิจท่ส�าคัญ เพราะต้องการพัฒนา การแลกเปล่ยน เพราะต้องออกเป็นพระราชบัญญัติผ่านสภาผู้แทนราษฎร ม ี





คุณภาพชีวิตของคนในท้องถ่นด้วยการให้การศึกษา ท้งน้พระครูประยุตธรรม นักกฎหมายหลานท่านเห็นว่าไม่สามารถด�าเนินการได้ พระครูอุทิตกิจจาทร





ธัช ประธานสภาลานวัดตะโหมด ให้ความเห็นต่อความสาคัญในการ จึงได้ปรึกษากับนายอา รองเงิน ซ่งเป็นผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง นายอาได้


พัฒนาการศึกษาว่า “พวกเราเหมือนเป็นไผ่ลาแก่ ไม่สามารถจะมีความ พูดในท่ประชุมวัดตะโหมดว่า “ส่งใดมนุษย์ทาข้นได้ ส่งน้นมนุษย์ต้องแก้ไข






เจริญงอกงามได้แล้ว จึงควรส่งเสริมให้เกิดหน่อใหม่ข้นมา ซ่งก็คือการ ได้” (พระครูประยุตธรรมธัช, สัมภาษณ์, 11 มกราคม 2565) พร้อมกับ



พัฒนาการศึกษา” (พระครูประยุตธรรมธัช, สัมภาษณ์, 11 มกราคม 2565) พยายามนาเรื่องผลักดันเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร และสามารถออกพระราช
40 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท์ และพระครูประยุตธรรมธัช 41
ต้นแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร





กลับมาประกอบอาชีพอยู่ท่บ้าน และเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาการศึกษา เน่องจากโรงเรียนวัดตะโหมดต้งอยู่ในท่ดินของวัดตะโหมด ตามอานาจ



















ของเด็กและเยาวชนรุ่นหลัง รวมถึงวัดตะโหมดยังจัดให้เยาวชนได้มีการศึกษา หนาทของเจาอาวาสจะตองเปนเปนผใหการอปถมภ หลงจากทไดสรางอาคาร






หลักธรรมในพระพุทธศาสนามาอย่างต่อเน่อง ดังน้นเด็กและเยาวชนในชุมชน เรียนหลังใหม่และมีนักเรียนจานวนมากข้น นักเรียนท่เรียนจบช้นประถมปีท ี ่


ตะโหมดส่วนใหญ่จึงได้รับการศึกษาท้งทางโลกและทางธรรมมาโดยตลอด 4 แล้วจะต้องเดินทางออกไปเรียนท่อ่น ไม่สะดวกต่อการเดินทางไปเรียน



อีกตัวอย่างกิจกรรมโดดเด่นในฝ่ายน้ท่สภาลานวัดตะโหมดให้การสนับสนุน โรงเรียนวัดตะโหมดจึงได้พยายามติดต่อขอขยายช้นเรียนถึงช้นประถมศึกษา



คือ “ประเพณีงานบุญสองศาสนา” ซ่งเป็นกิจกรรมอนุรักษ์วัฒนธรรม ปีที่ 7 แต่เนื่องจากอาคารเรียนที่จะสร้างใหม่นั้นที่ดินของวัดก็มีจ�ากัด ต่อมา
ประเพณีร่วมกันระหว่างชาวบ้าน 2 ศาสนาในชุมชนตะโหมด เจ้าอาวาสจึงได้เชิญผู้นาชุมชนและครูโรงเรียนวัดตะโหมดมาร่วมปรึกษาหารือ





ในการจัดการท่ดินเพ่อจะสร้างอาคารหลังใหม่ ท่ประชุมได้เสนอท่ธรณีสงฆ์

ด้านการศกษา คือวัดเหนือเป็นสถานท่สร้างอาคารเรียน ซ่งอยู่ห่างไกลจากโรงเรียนวัดตะ


วัดตะโหมดเป็นศูนย์กลางของการศึกษาในชุมชนมาต้งแต่อดีต ในสมัย โหมดไปทางทิศใต้ประมาณ 300 เมตร คณะครูอาจารย์เห็นว่าไม่สะดวกต่อ

ที่ยังไม่มีโรงเรียนพระสงฆ์ได้ท�าหน้าที่เป็นผู้สอนเด็กที่วัดตะโหมด จนกระทั่ง การจดการเรยนการสอน ทประชมเสนอให้แลกทดนธรณสงฆ์กบทดนของ















ในปี 2484 ทางราชการได้เปิดโรงเรียนประชาบาลขึ้นที่ชุมชนตะโหมด โดย นายจัด ฤทธิเดช ท่อยู่ติดกับวัดตะโหมดทางตะวันตกและมีเน้อท่ดินใกล้เคียง


ใช้ศาลาโรงธรรมของวัดเป็นสถานท่เรียน ต่อมาในปี 2496 ได้รับงบประมาณ กัน โดยคณะกรรมการจะด�าเนินการปรับที่ดินธรณีสงฆ์ให้เป็นที่นา สามารถ





ก่อสร้างอาคารเรียนหลังใหม่ แต่เน่องด้วยงบประมาณมีน้อยทางวัดตะโหมด ทานาได้ตามฤดูกาล ซ่งนายจัดได้ตอบตกลงแลกเปล่ยนท่ดินด้วย เพ่อเห็นแก่

โดยพระครูพิมลชยานุรักษ์ (เจ้าอาวาสวัดตะโหมดในขณะนั้น) จึงเข้าไปช่วย ประโยชน์ของการศึกษา ต่อมาพระครูอุทิตกิจจาทรในฐานะเจ้าอาวาสได้


ด�าเนินการจนกระทั่งส�าเร็จ อาคารหลังนี้ให้ชื่อว่าโรงเรียนวัดตะโหมด (หมุน ติดต่อประสานงานกับกรมการศาสนาเร่องการแลกเปล่ยนท่ธรณีสงฆ์กับท่ดิน



คณานุสรณ์) นับจากน้นเป็นต้นมาวัดตะโหมดได้เป็นศูนย์กลางของการศึกษา ของเอกชน ทางกรมการศาสนาก็ไม่ขัดข้อง แต่ติดปัญหาในแง่ของกฎหมาย

ท้งทางโลกและทางธรรม นับเป็นภารกิจท่ส�าคัญ เพราะต้องการพัฒนา การแลกเปล่ยน เพราะต้องออกเป็นพระราชบัญญัติผ่านสภาผู้แทนราษฎร ม ี





คุณภาพชีวิตของคนในท้องถ่นด้วยการให้การศึกษา ท้งน้พระครูประยุตธรรม นักกฎหมายหลานท่านเห็นว่าไม่สามารถด�าเนินการได้ พระครูอุทิตกิจจาทร





ธัช ประธานสภาลานวัดตะโหมด ให้ความเห็นต่อความสาคัญในการ จึงได้ปรึกษากับนายอา รองเงิน ซ่งเป็นผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง นายอาได้


พัฒนาการศึกษาว่า “พวกเราเหมือนเป็นไผ่ลาแก่ ไม่สามารถจะมีความ พูดในท่ประชุมวัดตะโหมดว่า “ส่งใดมนุษย์ทาข้นได้ ส่งน้นมนุษย์ต้องแก้ไข






เจริญงอกงามได้แล้ว จึงควรส่งเสริมให้เกิดหน่อใหม่ข้นมา ซ่งก็คือการ ได้” (พระครูประยุตธรรมธัช, สัมภาษณ์, 11 มกราคม 2565) พร้อมกับ



พัฒนาการศึกษา” (พระครูประยุตธรรมธัช, สัมภาษณ์, 11 มกราคม 2565) พยายามนาเรื่องผลักดันเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร และสามารถออกพระราช
40 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท์ และพระครูประยุตธรรมธัช 41
ต้นแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร


บัญญัติจนส�าเร็จในปี 2516 ในปีต่อมาจึงได้ของบประมาณสนับสนุนการสร้าง ต่อมาในปี 2522 เม่อมีนักเรียนจบช้นประถมศึกษาตอนปลายแล้ว



อาคารเรียน 1 หลัง แต่มี 2 โรงเรียนท่ต้องการใช้อาคารเรียน โรงเรียนวัด ส่วนมากหากต้องการเรียนต่อช้นมัธยมศึกษา จะต้องเดินทางไปเรียนต่าง
ตะโหมดต้องแข่งขันกับโรงเรียนแม่ขรี เพราะทางอ�าเภอไม่กล้าตัดสินใจ อ�าเภอ ทางครอบครัวต้องมีค่าใช้จ่ายสูง ผู้น�าชุมชนจึงคิดต้องการจะหาสถาน
พร้อมเสนอให้มีการประชุมคณะกรรมการศึกษาและครูอาจารย์ท้ง 2 โรงเรียน ที่จัดตั้งโรงเรียนมัธยมศึกษา ซึ่งนายเคลื่อน เพชรหนู และนายไชย พลเพชร


หลังจากการอภิปรายเสร็จสิ้น ผลการลงคะแนนแบบเปิดเผยด้วยการยกมือ ได้ร่วมบริจาคท่ดินให้โดยไม่คิดมูลค่า รวมขนาดท่ดินประมาณมากกว่า

ผลปรากฎว่าฝ่ายสนับสนุนโรงเรียนวัดตะโหมดเป็นฝ่ายชนะ นับเป็นชัยชนะ 30 ไร่ ต้งอยู่ทางทิศตะวันตกของวัดตะโหมด ก�านันต�าบลตะโหมดและพระคร ู





ตามวถประชาธปไตยโดยใชเหตและผลในการพจารณา ทาใหผน�าชมชนและ อุทิตกิจจาทรร่วมกันติดตามและผลักดันการขอจัดต้งโรงเรียนมัธยมศึกษา











โรงเรียนในขณะน้นมีขวัญ จนกระท่งได้รับการอนุมัติจัดต้ง “โรงเรียนประชาบ�ารุง (อุทิตกิจจาทร)”

และก�าลังใจท่จะร่วมกัน ชาวบ้านตะโหมดร่วมมือกับผู้น�าชุมชนและพระครูอุทิตกิจจาทรก่อสร้าง

ด�าเนินกิจกรรมเพ่อการ อาคารเรียนชั่วคราวขึ้นโดยไม่ใช้งบประมาณของทางราชการแต่อย่างใด จน


พัฒนาการศึกษาสืบต่อไป กระท่งสามารถเปิดเรียนได้เป็นผลส�าเร็จ นอกจากน้พระครูอุทิตกิจจาทรและ


สภาลานวัดตะโหมดมีความมุ่งม่นท่จะผลักดันให้โรงเรียนประชาบ�ารุงสามารถ
จดการศกษาได โดยไดประกาศวา “ถ้ารัฐไม่สามารถจัดงบประมาณส�าหรับ





จ้างครูมาสอนได้ ทางวัดจะจ่าย

เงินเดือนให้ครูในปแรก เพ่อให้
สามารถจัดการเรยนการสอนได้”

(พระครูประยุตธรรมธัช, สัมภาษณ์,
11 มกราคม 2565)






42 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท และพระครูประยุตธรรมธัช 43
ตŒนแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร


บัญญัติจนส�าเร็จในปี 2516 ในปีต่อมาจึงได้ของบประมาณสนับสนุนการสร้าง ต่อมาในปี 2522 เม่อมีนักเรียนจบช้นประถมศึกษาตอนปลายแล้ว



อาคารเรียน 1 หลัง แต่มี 2 โรงเรียนท่ต้องการใช้อาคารเรียน โรงเรียนวัด ส่วนมากหากต้องการเรียนต่อช้นมัธยมศึกษา จะต้องเดินทางไปเรียนต่าง
ตะโหมดต้องแข่งขันกับโรงเรียนแม่ขรี เพราะทางอ�าเภอไม่กล้าตัดสินใจ อ�าเภอ ทางครอบครัวต้องมีค่าใช้จ่ายสูง ผู้น�าชุมชนจึงคิดต้องการจะหาสถาน
พร้อมเสนอให้มีการประชุมคณะกรรมการศึกษาและครูอาจารย์ท้ง 2 โรงเรียน ที่จัดตั้งโรงเรียนมัธยมศึกษา ซึ่งนายเคลื่อน เพชรหนู และนายไชย พลเพชร


หลังจากการอภิปรายเสร็จสิ้น ผลการลงคะแนนแบบเปิดเผยด้วยการยกมือ ได้ร่วมบริจาคท่ดินให้โดยไม่คิดมูลค่า รวมขนาดท่ดินประมาณมากกว่า

ผลปรากฎว่าฝ่ายสนับสนุนโรงเรียนวัดตะโหมดเป็นฝ่ายชนะ นับเป็นชัยชนะ 30 ไร่ ต้งอยู่ทางทิศตะวันตกของวัดตะโหมด ก�านันต�าบลตะโหมดและพระคร ู





ตามวถประชาธปไตยโดยใชเหตและผลในการพจารณา ทาใหผน�าชมชนและ อุทิตกิจจาทรร่วมกันติดตามและผลักดันการขอจัดต้งโรงเรียนมัธยมศึกษา











โรงเรียนในขณะน้นมีขวัญ จนกระท่งได้รับการอนุมัติจัดต้ง “โรงเรียนประชาบ�ารุง (อุทิตกิจจาทร)”

และก�าลังใจท่จะร่วมกัน ชาวบ้านตะโหมดร่วมมือกับผู้น�าชุมชนและพระครูอุทิตกิจจาทรก่อสร้าง

ด�าเนินกิจกรรมเพ่อการ อาคารเรียนชั่วคราวขึ้นโดยไม่ใช้งบประมาณของทางราชการแต่อย่างใด จน


พัฒนาการศึกษาสืบต่อไป กระท่งสามารถเปิดเรียนได้เป็นผลส�าเร็จ นอกจากน้พระครูอุทิตกิจจาทรและ


สภาลานวัดตะโหมดมีความมุ่งม่นท่จะผลักดันให้โรงเรียนประชาบ�ารุงสามารถ
จดการศกษาได โดยไดประกาศวา “ถ้ารัฐไม่สามารถจัดงบประมาณส�าหรับ





จ้างครูมาสอนได้ ทางวัดจะจ่าย

เงินเดือนให้ครูในปแรก เพ่อให้
สามารถจัดการเรยนการสอนได้”

(พระครูประยุตธรรมธัช, สัมภาษณ์,
11 มกราคม 2565)






42 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท และพระครูประยุตธรรมธัช 43
ตŒนแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร


นอกจากน้ในภายหลังสภาลานวัดตะโหมดและโรงเรียนประชาบารุง อนุรักษวัฒนธรรมประเพณี




ยังได้ร่วมกันจัดทาเอกสารความรูเกี่ยวกับท้องถิ่น “ตะโหมดศึกษา” ขึ้นเปน ดังท่กล่าวมาแล้วว่าลักษณะเด่นของชุมชนตะโหมดคือเป็นแหล่งรวม




หลักสูตรท้องถ่นส�าหรับให้การศึกษาแก่เด็กและเยาวชนในปัจจุบันและใน ของวัฒนธรรม 2 ศาสนา คือชาวไทยพุทธและชาวไทยมุสลิม กิจกรรมท่ส�าคัญ


อนาคต โดยมุ่งเน้นให้วัดตะโหมดเป็นศูนย์กลางกิจกรรมการพัฒนาของเด็ก และโดดเด่นของชุมชนคือ “ประเพณีงานบุญสองศาสนา” ซ่งสามารถดาเนิน




และเยาวชน เพ่อเป็นโอกาสท่จะปลูกฝังจิตสานึกผ่านกระบวนการทางาน การได้อย่างประสบผลสาเร็จเพราะชาวชุมชนตะโหมดมีการนับถือบรรพบุรุษ












แบบมีส่วนร่วม โดยมีเด็กและเยาวชนเป็นแกนหลักในการขับเคล่อนกิจกรรม ร่วมกน มการทาบญร่วมกน มการช่วยงานประเพณและพธกรรมร่วมกน


และพยายามนาหลักธรรมมาเป็นหลักปฏิบัติเพ่อให้เด็กและเยาวชนสามารถ (เช่น งานแต่งาน งานศพ) มีความสัมพันธ์ทางสังคมท่แนบแน่นในการด�าเนิน





ซึมซับแนวทางบูรณาการพัฒนาวิถีพุทธอย่างต่อเน่อง ท้งพระสงฆ์และผู้นา ชีวิตประจาวันร่วมกัน มีการช่วยเหลือและไปมาหาสู่กัน ความสาคัญของ



ชุมชนร่วมกันสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้กับเด็กและเยาวชน ด้วยการท�าให้ “ประเพณีงานบุญสองศาสนา” สะท้อนให้เห็นได้จากเม่อถามถึงสิ่งท่บ่งบอก

ดู แนะนาให้ปฏิบัติได้ และสนับสนุนความร่วมมือในกิจกรรม โดยเฉพาะอย่าง สัญลักษณ์ความเป็นชุมชน 2 ศาสนา ทุกคนจะตอบเรื่องงานบุญประเพณีนี้








ย่งพยายามสนับสนุนกิจกรรมให้เป็นเสมือนการเปิดห้องเรียนเชิงปฏิบัติให้แก่ เป็นเรองแรก จึงถือเป็นเร่องโดดเด่นทสุดในชุมชนตะโหมด ท้งน้จากความ

เด็กและเยาวชน เช่น สอนเรื่องการท�าเกษตรอินทรีย์โดยให้เรียนรู้แล้วน�าไป เป็นชุมชนท่มีลักษณะความสัมพันธ์ทางสังคมใกล้ชิดแบบเครือญาติส่งเสริม
ให้คนในชุมชนทั้ง 2 ศาสนามีความเข้าใจซึ่งกันและกัน ชาวบ้านส่วนใหญ่มี

ปฏิบัติท่บ้าน มีการฝึกฝนให้เด็กได้รู้จักการบันทึกข้อมูล ฝึกคิดวิเคราะห์ข้อมูล พ้นฐานจิตใจท่รักความสงบ มีความเช่อถือและยอมรับในตัวผู้น�าชุมชนและ








นามารวมกนพดคยแลกเปลยน และวางแผนการดาเนนกจกรรมใหเหมาะสม ผู้นาศาสนา นอกจากน้ชุมชนยังมีพ้นฐานสาคัญจากการให้อิสระทางความคิด










กับความต้องการและบริบทเชิงปัญหาของชุมชน กระบวนการท่สาคัญท่สุด โดยไม่กีดกันทางศาสนา สามารถปรับประยุกต์ให้สอดคล้องกันระหว่าง











คอการสนบสนนให้เดกและเยาวชนได้พฒนาตนเอง ทงเรองทกษะชวต วิถีการดาเนินชีวิตและวัฒนธรรมประเพณีทางศาสนา โดยมีผู้ใหญ่ในชุมชน





จิตอาสา และการสร้างฐานอาชีพ โดยคาดหวังให้เด็กและเยาวชนเติบโตเป็น ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างท่ดีให้เด็กเห็นเป็นตัวอย่าง ชาวบ้านจึงสามารถเรียน

คนดี มีคุณธรรม มีความภาคภูมิใจในตนเอง สามารถด�ารงชีวิตอยู่ในชุมชน รู้ท่จะอยู่ร่วมกันโดยไม่มีความขัดแย้งท้งในเชิงวัฒนธรรมและประเพณ ี


อย่างมีคุณค่า มีศักดิ์ศรี มีความสุข และเป็นพลังส�าคัญในการพัฒนาชุมชน จนกลายเป็นการผสมผสานที่เหมาะสม (เรณุมาศ รอดเนียม, 2556: 82-83)
เหล่าน้ล้วนมีเป้าหมายสาคัญเพ่อพัฒนาศักยภาพเด็กและเยาวชนให้พร้อม นอกจากน้ประเพณีงานบุญสองศาสนายังสามารถดึงดูดความสนใจของ




ต่อการเป็นแกนน�าในการพัฒนาชุมชนตะโหมดในอนาคต นกทองเทยวเชงวฒนธรรมไดมาก ชาวบานตะโหมดจงพยายามจะบารงรกษา












และอนุรักษ์วัฒนธรรมชุมชน เพ่อให้สามารถร่วมกันสืบทอดวิถีวัฒนธรรม

ประเพณีเช่นนี้ให้ต่อเนื่องไปในอนาคต
44 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท์ และพระครูประยุตธรรมธัช 45
ต้นแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร




นอกจากน้ในภายหลังสภาลานวัดตะโหมดและโรงเรียนประชาบารุง อนุรักษวัฒนธรรมประเพณี



ยังได้ร่วมกันจัดทาเอกสารความรูเกี่ยวกับท้องถิ่น “ตะโหมดศึกษา” ขึ้นเป็น ดังท่กล่าวมาแล้วว่าลักษณะเด่นของชุมชนตะโหมดคือเป็นแหล่งรวม


หลักสูตรท้องถ่นส�าหรับให้การศึกษาแก่เด็กและเยาวชนในปัจจุบันและใน ของวัฒนธรรม 2 ศาสนา คือชาวไทยพุทธและชาวไทยมุสลิม กิจกรรมท่ส�าคัญ


อนาคต โดยมุ่งเน้นให้วัดตะโหมดเป็นศูนย์กลางกิจกรรมการพัฒนาของเด็ก และโดดเด่นของชุมชนคือ “ประเพณีงานบุญสองศาสนา” ซ่งสามารถดาเนิน




และเยาวชน เพ่อเป็นโอกาสท่จะปลูกฝังจิตสานึกผ่านกระบวนการทางาน การได้อย่างประสบผลสาเร็จเพราะชาวชุมชนตะโหมดมีการนับถือบรรพบุรุษ












แบบมีส่วนร่วม โดยมีเด็กและเยาวชนเป็นแกนหลักในการขับเคล่อนกิจกรรม ร่วมกน มการทาบญร่วมกน มการช่วยงานประเพณและพธกรรมร่วมกน



และพยายามนาหลักธรรมมาเป็นหลักปฏิบัติเพ่อให้เด็กและเยาวชนสามารถ (เช่น งานแต่งาน งานศพ) มีความสัมพันธ์ทางสังคมท่แนบแน่นในการด�าเนิน



ซึมซับแนวทางบูรณาการพัฒนาวิถีพุทธอย่างต่อเน่อง ท้งพระสงฆ์และผู้นา ชีวิตประจาวันร่วมกัน มีการช่วยเหลือและไปมาหาสู่กัน ความสาคัญของ




ชุมชนร่วมกันสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้กับเด็กและเยาวชน ด้วยการท�าให้ “ประเพณีงานบุญสองศาสนา” สะท้อนให้เห็นได้จากเม่อถามถึงสิ่งท่บ่งบอก

ดู แนะนาให้ปฏิบัติได้ และสนับสนุนความร่วมมือในกิจกรรม โดยเฉพาะอย่าง สัญลักษณ์ความเป็นชุมชน 2 ศาสนา ทุกคนจะตอบเรื่องงานบุญประเพณีนี้







ย่งพยายามสนับสนุนกิจกรรมให้เป็นเสมือนการเปิดห้องเรียนเชิงปฏิบัติให้แก่ เป็นเรองแรก จึงถือเป็นเร่องโดดเด่นทสุดในชุมชนตะโหมด ท้งน้จากความ


เด็กและเยาวชน เช่น สอนเรื่องการท�าเกษตรอินทรีย์โดยให้เรียนรู้แล้วน�าไป เป็นชุมชนท่มีลักษณะความสัมพันธ์ทางสังคมใกล้ชิดแบบเครือญาติส่งเสริม
ให้คนในชุมชนทั้ง 2 ศาสนามีความเข้าใจซึ่งกันและกัน ชาวบ้านส่วนใหญ่มี

ปฏิบัติท่บ้าน มีการฝึกฝนให้เด็กได้รู้จักการบันทึกข้อมูล ฝึกคิดวิเคราะห์ข้อมูล พ้นฐานจิตใจท่รักความสงบ มีความเช่อถือและยอมรับในตัวผู้น�าชุมชนและ







นามารวมกนพดคยแลกเปลยน และวางแผนการดาเนนกจกรรมใหเหมาะสม ผู้น�าศาสนา นอกจากน้ชุมชนยังมีพ้นฐานสาคัญจากการให้อิสระทางความคิด












กับความต้องการและบริบทเชิงปัญหาของชุมชน กระบวนการท่สาคัญท่สุด โดยไม่กีดกันทางศาสนา สามารถปรับประยุกต์ให้สอดคล้องกันระหว่าง







คอการสนบสนนให้เดกและเยาวชนได้พฒนาตนเอง ทงเรองทกษะชวต วิถีการดาเนินชีวิตและวัฒนธรรมประเพณีทางศาสนา โดยมีผู้ใหญ่ในชุมชน







จิตอาสา และการสร้างฐานอาชีพ โดยคาดหวังให้เด็กและเยาวชนเติบโตเป็น ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างท่ดีให้เด็กเห็นเป็นตัวอย่าง ชาวบ้านจึงสามารถเรียน

คนดี มีคุณธรรม มีความภาคภูมิใจในตนเอง สามารถด�ารงชีวิตอยู่ในชุมชน รู้ท่จะอยู่ร่วมกันโดยไม่มีความขัดแย้งท้งในเชิงวัฒนธรรมและประเพณ ี


อย่างมีคุณค่า มีศักดิ์ศรี มีความสุข และเป็นพลังส�าคัญในการพัฒนาชุมชน จนกลายเป็นการผสมผสานที่เหมาะสม (เรณุมาศ รอดเนียม, 2556: 82-83)



เหล่าน้ล้วนมีเป้าหมายสาคัญเพ่อพัฒนาศักยภาพเด็กและเยาวชนให้พร้อม นอกจากน้ประเพณีงานบุญสองศาสนายังสามารถดึงดูดความสนใจของ

ต่อการเป็นแกนน�าในการพัฒนาชุมชนตะโหมดในอนาคต นกทองเทยวเชงวฒนธรรมไดมาก ชาวบานตะโหมดจงพยายามจะบารงรกษา












และอนุรักษ์วัฒนธรรมชุมชน เพ่อให้สามารถร่วมกันสืบทอดวิถีวัฒนธรรม

ประเพณีเช่นนี้ให้ต่อเนื่องไปในอนาคต
44 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท์ และพระครูประยุตธรรมธัช 45
ต้นแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร

ชาวบ้านตะโหมดได้ร่วมกันจัดงานบุญสองศาสนาทุกปีในช่วงวันท่ 15






เมษายน เป็นงานในลกษณะกจกรรมวฒนธรรมย้อนยคของชมชน เพอให้


เด็กสมัยใหม่ได้เรียนรู้ถึงวิถีชีวิตของปู่ย่าตายาย และเพ่อให้ลูกหลานได้ร่วม

สนุกกันภายในชุมชน แทนที่จะออกไปตระเวนหาความสนุกที่เสี่ยงอันตราย
นอกชุมชน โดยในช่วงกลางวันมีการแข่งขันกีฬา เช่น ชักคะเย่อ การแข่ง
“ทูนเพร้ง” (เพร้งหมายถึงหม้อดินใส่น�้ากินสมัยโบราณ ทูนเพร้งคือการวาง

หม้อดินไว้บนศีรษะไม่ให้หล่น) ตอนกลางคืนก็จะจัดสาธิตวิถีชีวิต ท้งการ
ต�าข้าว และการละเล่นท้องถิ่น เช่น มโนห์รา ลิเกป่า โดยบรรยากาศในงาน


จะไม่มีการใช้ไฟฟ้า แต่ใช้ไต้จุดท่วอาณาบริเวณแทน นักท่องเท่ยวจึงมีโอกาส


ได้สัมผัสกับวัฒนธรรมท้องถ่นด้งเดิม ซ่งชาวบ้านจัดข้นตามความเป็นจริงและ



วิถีชีวิตที่ด�าเนินไปในอดีต (จ�าเป็น เรืองหิรัญ, 2564) นอกจากนั้นยังได้มีการ

ค้นหาและรือฟื้นภูมิปัญญาหรือองค์ความรู้ของบรรพบุรุษ เพ่อเก็บไว้และ
ถ่ายทอดสู่ลูกหลาน ด้วยการให้วัดเป็นศูนย์กลางในการเรียนรู้ของชุมชน
โดยมีคณะกรรมการเข้ามาช่วยดูแลการจัดกิจกรรมให้เหมาะสมตามความ

ต้องการของชุมชนท่มุ่งหวังจะอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีของชาวตะโหมด

ให้สามารถสืบทอดต่อถึงลูกหลาน























46 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท และพระครูประยุตธรรมธัช 47
ตŒนแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร

ชาวบ้านตะโหมดได้ร่วมกันจัดงานบุญสองศาสนาทุกปีในช่วงวันท่ 15






เมษายน เป็นงานในลกษณะกจกรรมวฒนธรรมย้อนยคของชมชน เพอให้


เด็กสมัยใหม่ได้เรียนรู้ถึงวิถีชีวิตของปู่ย่าตายาย และเพ่อให้ลูกหลานได้ร่วม

สนุกกันภายในชุมชน แทนที่จะออกไปตระเวนหาความสนุกที่เสี่ยงอันตราย
นอกชุมชน โดยในช่วงกลางวันมีการแข่งขันกีฬา เช่น ชักคะเย่อ การแข่ง
“ทูนเพร้ง” (เพร้งหมายถึงหม้อดินใส่น�้ากินสมัยโบราณ ทูนเพร้งคือการวาง

หม้อดินไว้บนศีรษะไม่ให้หล่น) ตอนกลางคืนก็จะจัดสาธิตวิถีชีวิต ท้งการ
ต�าข้าว และการละเล่นท้องถิ่น เช่น มโนห์รา ลิเกป่า โดยบรรยากาศในงาน


จะไม่มีการใช้ไฟฟ้า แต่ใช้ไต้จุดท่วอาณาบริเวณแทน นักท่องเท่ยวจึงมีโอกาส


ได้สัมผัสกับวัฒนธรรมท้องถ่นด้งเดิม ซ่งชาวบ้านจัดข้นตามความเป็นจริงและ



วิถีชีวิตที่ด�าเนินไปในอดีต (จ�าเป็น เรืองหิรัญ, 2564) นอกจากนั้นยังได้มีการ

ค้นหาและรือฟื้นภูมิปัญญาหรือองค์ความรู้ของบรรพบุรุษ เพ่อเก็บไว้และ
ถ่ายทอดสู่ลูกหลาน ด้วยการให้วัดเป็นศูนย์กลางในการเรียนรู้ของชุมชน
โดยมีคณะกรรมการเข้ามาช่วยดูแลการจัดกิจกรรมให้เหมาะสมตามความ

ต้องการของชุมชนท่มุ่งหวังจะอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีของชาวตะโหมด

ให้สามารถสืบทอดต่อถึงลูกหลาน























46 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท และพระครูประยุตธรรมธัช 47
ตŒนแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร



งานบุญสองศาสนานับเป็นประเพณีสาคัญท่สามารถรวมจิตใจของ พ่อ แม่ และลูกจะต้องไม่ฝักใฝ่อบายมุข ประการท่สองคือต้องขยันหม่นเพียร


ชาวไทยพุทธและชาวไทยมุสลิมไว้ด้วยกันอย่างแนบแน่น และนามาซ่ง ในการประกอบอาชีพ ประการที่สามเป็นผู้บ�าเพ็ญตนเพื่อสังคมส่วนรวมพอ









ความเขมแขงของชมชน นอกจากการทาบญตามหลกศาสนาของแตละศาสนา สมควร และประการท่ส่มีความสัมพันธ์ท่ดีระหว่างพ่อแม่ลูก เพราะถือว่าหาก




แล้ว ประเพณีนี้มีกิจกรรมท�าร่วมกันมากมาย เช่น สัมมนาผู้น�าศาสนาและ มีปัญหาในครอบครัวย่อมก่อผลกระทบให้ชุมชน บุคคลตัวอย่างน้จะคัดเลือก
ผู้นาชุมชน การแสดงของยุวชนจาก 2 ศาสนา นิทรรศการวัฒนธรรมและ หมู่บ้านละ 2 คน ผู้หญิง 1 คน ผู้ชาย 1 คน เมื่อได้รับการคัดเลือกแล้วจะ


ประเพณีท้องถิ่น ตลอดจนการร่วมพัฒนาฌาปณสถานร่วมกันทั้ง 2 ศาสนา ประกาศเกียรติคุณระหว่างการประชุมในช่วงข้นปีใหม่ กิจกรรมน้เป็นส่วน



และส่งเสริมวิถีชีวิตความเป็นอยู่บนพ้นฐานการแบ่งปันของผู้คนท้ง 2 ศาสนา หน่งของการสร้างเสริมให้ชุมชนเข้มแข็ง บนพ้นฐานการผสมผสานทาง



เพ่อเป้าหมายให้สามารถอยู่ร่วมกันด้วยความสงบสุข มีผู้นาศาสนาอิสลาม วัฒนธรรมประเพณีท่เหมาะสมระหว่าง 2 ศาสนา (ประภาพรรณ วงศาโรจน,



เดินทางไปวัด พระสงฆ์วัดตะโหมดก็เดินทางไปร่วมกิจกรรมทางศาสนา 2548: 49; ศิริชัย พรหมทอง, 2557)

อสลามอย่เป็นประจา และบางครงกนมนต์พระสงฆ์ไปปาฐกถาธรรมให้ผ้ท ี ่







นับถือศาสนาอิสลามฟังด้วย (จาเป็น เรืองหิรัญ, 2564) ล้วนเป็นภาพของการ




ผสมผสานทางวัฒนธรรมท่ลงตัวอย่างมาก จนกลายเป็นส่วนหน่งท่ช่วยเสริม ค. ฝายสงคม


ให้ชุมชนตะโหมดมีความสัมพันธ์ทางสังคมอย่างเข้มแข็ง การดาเนินกิจกรรมของสภาลานวัดตะโหมดฝ่ายสังคมประกอบด้วย

ในภาพรวมจึงกล่าวได้ว่าบนพ้นฐานความเข้มแข็งทางสังคมของชุมชน งานสาธารณูปโภค งานคมนาคม งานความปลอดภัย งานยาเสพติด





ตะโหมด ได้สนับสนุนให้เกิดกระบวนการเรียนรู้และสืบทอดส่งท่ดีของ งานอนามัย และงานบุคคลดีเด่น ท้งน้พระครูอุทิตกิจจาทรเป็นผ้น�าในการ

ชุมชนตะโหมด เพราะแม้ว่าชุมชนตะโหมดจะมีปัญหาหลากหลายภายใต้ รวมพลังประชาชนสร้างความเจริญก้าวหน้าและพัฒนาคุณภาพชีวิตของคน

สถานการณ์ท่เปล่ยนแปลงไปในสังคมปัจจุบัน แต่ปัญหาบางอย่างทางชุมชน ในทองถิ่นมากมายหลายด้านจนเป็นที่ยกย่องของคนในชุมชน ได้แก ่





ไม่สามารถจะใช้มาตรการทางกฎหมายหรือระเบียบราชการได้ แนวทางหนึ่ง - เป็นผ้นาประชาชนสร้างถนนจากชุมชนตะโหมดเช่อมต่อกับถนน







ทเหมาะสมคอการแก้ไขปัญหาด้วยวถวฒนธรรมชมชน ดงนันทางสภาลาน เพชรเกษม ระยะทาง 10 กิโลเมตร แล้วเสร็จในป 2498 รวมทั้งสร้างถนน




วัดตะโหมดจึงพยายามจะสร้างเสริมแบบอย่างการดาเนินชีวิตท่ดีของชาวบ้าน สายอื่น ๆ ในชมุชนอีกหลายสาย ช่วยอ�านวยความสะดวกด้านการเดินทาง

ตะโหมด ด้วยการเลือกสรรคนดีแล้วเอามาประกาศให้ปรากฎในชุมชน จึง และด�าเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจของชาวตะโหมด









เกดโครงการคดเลือก “คนดีศรีตะโหมด” ซ่งเร่มจัดต้งแต่ปี 2532 โดยม ี - เปนผประสานการยกฐานะตาบลตะโหมดขนเปนกงอ�าเภอ และเปน






หลักเกณฑ์ในการคัดเลือกหลายประการ ประการแรกคือในครอบครัวน้นท้ง ั อาเภอตะโหมดได้ส�าเร็จในป 2518 โดยเชิญผู้น�าท้องถิ่นเข้ามาปรึกษาหารือ



48 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท์ และพระครูประยุตธรรมธัช 49
ต้นแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร


Click to View FlipBook Version