�
งานบุญสองศาสนานับเป็นประเพณีสาคัญท่สามารถรวมจิตใจของ พ่อ แม่ และลูกจะต้องไม่ฝักใฝ่อบายมุข ประการท่สองคือต้องขยันหม่นเพียร
ี
ั
ี
�
ึ
ชาวไทยพุทธและชาวไทยมุสลิมไว้ด้วยกันอย่างแนบแน่น และนามาซ่ง ในการประกอบอาชีพ ประการที่สามเป็นผู้บ�าเพ็ญตนเพื่อสังคมส่วนรวมพอ
ุ
�
้
็
ุ
ั
ี
ี
ี
ความเขมแขงของชมชน นอกจากการทาบญตามหลกศาสนาของแตละศาสนา สมควร และประการท่ส่มีความสัมพันธ์ท่ดีระหว่างพ่อแม่ลูก เพราะถือว่าหาก
่
แล้ว ประเพณีนี้มีกิจกรรมท�าร่วมกันมากมาย เช่น สัมมนาผู้น�าศาสนาและ มีปัญหาในครอบครัวย่อมก่อผลกระทบให้ชุมชน บุคคลตัวอย่างน้จะคัดเลือก
ี
ผู้นาชุมชน การแสดงของยุวชนจาก 2 ศาสนา นิทรรศการวัฒนธรรมและ หมู่บ้านละ 2 คน ผู้หญิง 1 คน ผู้ชาย 1 คน เมื่อได้รับการคัดเลือกแล้วจะ
�
ึ
ประเพณีท้องถิ่น ตลอดจนการร่วมพัฒนาฌาปณสถานร่วมกันทั้ง 2 ศาสนา ประกาศเกียรติคุณระหว่างการประชุมในช่วงข้นปีใหม่ กิจกรรมน้เป็นส่วน
ี
ึ
ั
และส่งเสริมวิถีชีวิตความเป็นอยู่บนพ้นฐานการแบ่งปันของผู้คนท้ง 2 ศาสนา หน่งของการสร้างเสริมให้ชุมชนเข้มแข็ง บนพ้นฐานการผสมผสานทาง
ื
ื
ี
เพ่อเป้าหมายให้สามารถอยู่ร่วมกันด้วยความสงบสุข มีผู้นาศาสนาอิสลาม วัฒนธรรมประเพณีท่เหมาะสมระหว่าง 2 ศาสนา (ประภาพรรณ วงศาโรจน,
์
ื
�
เดินทางไปวัด พระสงฆ์วัดตะโหมดก็เดินทางไปร่วมกิจกรรมทางศาสนา 2548: 49; ศิริชัย พรหมทอง, 2557)
ิ
ิ
็
อสลามอย่เป็นประจา และบางครงกนมนต์พระสงฆ์ไปปาฐกถาธรรมให้ผ้ท ่ ี
ู
ู
ั
้
�
นับถือศาสนาอิสลามฟังด้วย (จาเป็น เรืองหิรัญ, 2564) ล้วนเป็นภาพของการ
�
ั
่
ี
ี
ึ
ผสมผสานทางวัฒนธรรมท่ลงตัวอย่างมาก จนกลายเป็นส่วนหน่งท่ช่วยเสริม ค. ฝายสงคม
ให้ชุมชนตะโหมดมีความสัมพันธ์ทางสังคมอย่างเข้มแข็ง การดาเนินกิจกรรมของสภาลานวัดตะโหมดฝ่ายสังคมประกอบด้วย
�
ื
ในภาพรวมจึงกล่าวได้ว่าบนพ้นฐานความเข้มแข็งทางสังคมของชุมชน งานสาธารณูปโภค งานคมนาคม งานความปลอดภัย งานยาเสพติด
ู
ิ
ี
ั
ตะโหมด ได้สนับสนุนให้เกิดกระบวนการเรียนรู้และสืบทอดส่งท่ดีของ งานอนามัย และงานบุคคลดีเด่น ท้งน้พระครูอุทิตกิจจาทรเป็นผ้น�าในการ
ี
ชุมชนตะโหมด เพราะแม้ว่าชุมชนตะโหมดจะมีปัญหาหลากหลายภายใต้ รวมพลังประชาชนสร้างความเจริญก้าวหน้าและพัฒนาคุณภาพชีวิตของคน
สถานการณ์ท่เปล่ยนแปลงไปในสังคมปัจจุบัน แต่ปัญหาบางอย่างทางชุมชน ในทองถิ่นมากมายหลายด้านจนเป็นที่ยกย่องของคนในชุมชน ได้แก ่
้
ี
ี
ื
ู
ไม่สามารถจะใช้มาตรการทางกฎหมายหรือระเบียบราชการได้ แนวทางหนึ่ง - เป็นผ้น�าประชาชนสร้างถนนจากชุมชนตะโหมดเช่อมต่อกับถนน
ี
ุ
่
ี
ื
ิ
ี
ั
ั
้
ทเหมาะสมคอการแก้ไขปัญหาด้วยวถวฒนธรรมชมชน ดงนันทางสภาลาน เพชรเกษม ระยะทาง 10 กิโลเมตร แล้วเสร็จในป 2498 รวมทั้งสร้างถนน
�
ี
วัดตะโหมดจึงพยายามจะสร้างเสริมแบบอย่างการดาเนินชีวิตท่ดีของชาวบ้าน สายอื่น ๆ ในชมุชนอีกหลายสาย ช่วยอ�านวยความสะดวกด้านการเดินทาง
ตะโหมด ด้วยการเลือกสรรคนดีแล้วเอามาประกาศให้ปรากฎในชุมชน จึง และด�าเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจของชาวตะโหมด
้
ึ
เกดโครงการคดเลือก “คนดีศรีตะโหมด” ซ่งเร่มจัดต้งแต่ปี 2532 โดยม ี - เปนผประสานการยกฐานะตาบลตะโหมดขนเปนกงอ�าเภอ และเปน
็
ิ
็
่
ิ
ู
ิ
้
็
ั
�
ั
ึ
ั
ี
หลักเกณฑ์ในการคัดเลือกหลายประการ ประการแรกคือในครอบครัวน้นท้ง ั อ�าเภอตะโหมดได้ส�าเร็จในป 2518 โดยเชิญผู้น�าท้องถิ่นเข้ามาปรึกษาหารือ
48 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท์ และพระครูประยุตธรรมธัช 49
ต้นแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร
�
ี
ิ
�
ร่วมกับพระสงฆ์ ผู้น�าชุมชน และสมาชิกสภาลานวัดตะโหมด โดยคาดหวังที่ แหล่งเรียนรู้้ของประชาชน เพราะมีปัจจัยท่สาคัญย่งคือภาวะผู้นาของ
�
จะสร้างความเจริญให้กับชุมชนตะโหมด เจ้าอาวาสวัดตะโหมดคือพระครูอุทิตกิจจาทร สาหรับในปัจจุบันกิจกรรมของ
ั
�
ู
ิ
ี
- เป็นผ้ริเร่มให้มีสัปดาห์ท�าความสะอาดบ้านเรือนและชุมชนเป็น ฝ่ายสังคมทเป็นการวางรากฐานสาคญของการพัฒนาชุมชนตะโหมด
่
ประจ�าทุกปี ตั้งแต่ปี 2518 และได้ร่วมกันด�าเนินกิจกรรมเรื่อยมา จนกระทั่ง ในอนาคต คือกิจกรรมสร้างเสริมศักยภาพของเด็กและเยาวชนภายใต้
�
มีชาวตะโหมดพูดกันติดปากว่า “ถ้าบ้านไหนไม่ทา เราจะพาพระไปท�าให้” โครงการค่ายเยาวชนต้นหญ้า
ชาวบ้านทุกครัวเรือนจึงเข้าร่วมกิจกรรมนี้อย่างแข็งขัน
ั
- เป็นประธานและประสานให้มีการระดมทุนสมทบเงิน 30% เพ่อ ค่ายเยาวชนต้นหญ้า : การพฒนาเด็กและเยาวชนในชุมชน
ื
�
เช่อมต่อไฟฟ้าเข้าสู่ชุมชนตะโหมด โดยไม่ต้องรอไฟฟ้าตามโครงการไฟฟ้า แกนนาของสภาลานวัดตะโหมดมีความเห็นท่สอดคล้องกันว่า สังคม
ี
ื
ี
ี
ี
ชนบท เพราะมีความล่าช้ามาก จนกระทั่งป 2525 จึงมีไฟฟ้าใช้ในทุกต�าบล สมัยน้ไม่ได้สนับสนุนวิถีของการพ่งพาอาศัยกันดังเช่นท่ชาวตะโหมดในอดีต
ึ
�
รวมเวลาในการเรียกร้องราว 3 ปี มีความคุ้นเคย แต่มีแนวโน้มท่ดาเนินไปในลักษณะต่างคนต่างอยู่ ต่างคน
ี
่
้
- ริเริ่มโครงการ “คนดีศรีตะโหมด” เพื่อยกยองหัวหนาครอบครัวผูมี ต่างท�ามาหากิน และมีความสนใจวิถีวัฒนธรรมชุมชนลดน้อยลง โดยเฉพาะ
้
่
ี
ิ
�
ี
�
่
์
�
ความประพฤติดีและทาประโยชนใหแกชุมชนตั้งแตป 2532 โดยคาดหวังว่า อย่างย่งในปัจจุบันมีเด็กและเยาวชนจานวนไม่น้อยท่ไม่สนใจการทานาหรือ
้
ิ
�
�
ี
จะเป็นแบบอย่างท่ดีสาหรับชาวตะโหมด โดยเฉพาะอย่างย่งเด็กและเยาวชน ทาสวนยางพารา ต้องการประกอบอาชีพนอกภาคเกษตรมากกว่าการสืบต่อ
ได้ยึดถือเป็นแนวปฏิบัติให้เป็นคนดีในอนาคต ความเป็นเกษตรกร แกนน�าจึงร่วมกันคิดว่าควรจะท�าอย่างไร เพื่อที่จะปลูก
ั
- เป็นผู้วางทิศทางการพัฒนาสังคมในรูปแบบองค์กรชุมชนโดยใช้ ฝังให้เด็กและเยาวชนในตาบลเรียนรู้เร่องการปลูกยางและการทานาต้งแต่
ื
�
�
ิ
ื
วัดเป็นศูนย์กลางและเป็นสถานท่ด�าเนินการประชุม โดยเริ่มจากกล่ม เด็กจนโต เพ่อไม่ให้ละท้งอาชีพของพ่อแม่ อย่างไรก็ตามปัญหาเด็กและ
ี
ุ
�
ื
เกษตรกรทานา กลุ่มชาวสวนยางพารา กลุ่มชาวสวนผลไม้ กลุ่มอนุรักษ์ เยาวชนท่พบคือ เม่อเด็กผ่านการเรียนรู้หรือการอบรมแล้ว พอกลับถึงบ้านก ็
ี
ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม และพัฒนาไปเปนสภาลานวัดตะโหมด จะเหมือนเดิม จึงต้องคิดต่อว่าควรจะทาให้ชุมชนตะโหมดสามารถปรับ
้
็
�
ี
ื
ี
ในป 2538 ซ่งไดขยายขอบเขตของกิจกรรมทางสังคมกว้างขวางข้นเป็นลาดับ เปล่ยนเป็นสังคมท่ดีได้อย่างไรด้วย นอกจากน้เม่อเด็กและเยาวชนออกสู่
้
ึ
ี
ึ
�
ี
จนถึงปัจจุบัน (ประภาพรรณ วงศาโรจน, 2548: 6-7) สังคมภายนอกและไปพบกับตัวแปรอื่น ๆ ที่เข้ามากระทบต่อวิถีการด�าเนิน
์
�
�
ท้งน้จากการดาเนินกิจกรรมของฝ่ายสังคมกล่าวได้ว่าตลอดช่วง 50 ปี ชีวิต ก็อาจจะไม่สามารถปรับตัวเข้ากับสังคมได้ แล้วเราควรจะทาอย่างไร
ี
ั
ท่ผ่านมาชมุชนตะโหมดได้พัฒนาจากดินแดนทุรกันดารห่างไกลความเจริญ เพ่อสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่เด็กและเยาวชนในชุมชนตะโหมด ท่ผ่านมาสภาลาน
ี
ื
ี
้
�
มาเป็นชุมชนแผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง เป็นอู่ข้าวอู่นาทางเศรษฐกิจ เป็น วัดตะโหมดพยายามสร้างความร่วมมือกับคนทุกกลุ่มทุกฝ่าย เพ่อสนับสนุน
ื
50 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท์ และพระครูประยุตธรรมธัช 51
ต้นแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร
ี
�
ิ
ร่วมกับพระสงฆ์ ผู้น�าชุมชน และสมาชิกสภาลานวัดตะโหมด โดยคาดหวังที่ แหล่งเรียนรู้้ของประชาชน เพราะมีปัจจัยท่สาคัญย่งคือภาวะผู้นาของ
�
�
จะสร้างความเจริญให้กับชุมชนตะโหมด เจ้าอาวาสวัดตะโหมดคือพระครูอุทิตกิจจาทร สาหรับในปัจจุบันกิจกรรมของ
ั
�
ู
ิ
ี
- เป็นผ้ริเร่มให้มีสัปดาห์ท�าความสะอาดบ้านเรือนและชุมชนเป็น ฝ่ายสังคมทเป็นการวางรากฐานสาคญของการพัฒนาชุมชนตะโหมด
่
ประจ�าทุกปี ตั้งแต่ปี 2518 และได้ร่วมกันด�าเนินกิจกรรมเรื่อยมา จนกระทั่ง ในอนาคต คือกิจกรรมสร้างเสริมศักยภาพของเด็กและเยาวชนภายใต้
�
มีชาวตะโหมดพูดกันติดปากว่า “ถ้าบ้านไหนไม่ทา เราจะพาพระไปท�าให้” โครงการค่ายเยาวชนต้นหญ้า
ชาวบ้านทุกครัวเรือนจึงเข้าร่วมกิจกรรมนี้อย่างแข็งขัน
ั
- เป็นประธานและประสานให้มีการระดมทุนสมทบเงิน 30% เพ่อ ค่ายเยาวชนต้นหญ้า : การพฒนาเด็กและเยาวชนในชุมชน
ื
ื
เช่อมต่อไฟฟ้าเข้าสู่ชุมชนตะโหมด โดยไม่ต้องรอไฟฟ้าตามโครงการไฟฟ้า แกนนาของสภาลานวัดตะโหมดมีความเห็นท่สอดคล้องกันว่า สังคม
ี
�
ึ
ี
ี
ชนบท เพราะมีความล่าช้ามาก จนกระทั่งป 2525 จึงมีไฟฟ้าใช้ในทุกต�าบล สมัยน้ไม่ได้สนับสนุนวิถีของการพ่งพาอาศัยกันดังเช่นท่ชาวตะโหมดในอดีต
ี
�
ี
รวมเวลาในการเรียกร้องราว 3 ปี มีความคุ้นเคย แต่มีแนวโน้มท่ดาเนินไปในลักษณะต่างคนต่างอยู่ ต่างคน
้
่
- ริเริ่มโครงการ “คนดีศรีตะโหมด” เพื่อยกยองหัวหนาครอบครัวผู้มี ต่างท�ามาหากิน และมีความสนใจวิถีวัฒนธรรมชุมชนลดน้อยลง โดยเฉพาะ
�
่
ี
ี
่
ิ
�
ความประพฤติดีและทาประโยชนใหแกชุมชนตั้งแตป 2532 โดยคาดหวังว่า อย่างย่งในปัจจุบันมีเด็กและเยาวชนจานวนไม่น้อยท่ไม่สนใจการทานาหรือ
�
์
้
ี
ิ
จะเป็นแบบอย่างท่ดีสาหรับชาวตะโหมด โดยเฉพาะอย่างย่งเด็กและเยาวชน ทาสวนยางพารา ต้องการประกอบอาชีพนอกภาคเกษตรมากกว่าการสืบต่อ
�
�
ได้ยึดถือเป็นแนวปฏิบัติให้เป็นคนดีในอนาคต ความเป็นเกษตรกร แกนน�าจึงร่วมกันคิดว่าควรจะท�าอย่างไร เพื่อที่จะปลูก
�
ื
ั
- เป็นผู้วางทิศทางการพัฒนาสังคมในรูปแบบองค์กรชุมชนโดยใช้ ฝังให้เด็กและเยาวชนในตาบลเรียนรู้เร่องการปลูกยางและการทานาต้งแต่
�
ื
ิ
วัดเป็นศูนย์กลางและเป็นสถานท่ด�าเนินการประชุม โดยเริ่มจากกล่ม เด็กจนโต เพ่อไม่ให้ละท้งอาชีพของพ่อแม่ อย่างไรก็ตามปัญหาเด็กและ
ี
ุ
เกษตรกรทานา กลุ่มชาวสวนยางพารา กลุ่มชาวสวนผลไม้ กลุ่มอนุรักษ์ เยาวชนท่พบคือ เม่อเด็กผ่านการเรียนรู้หรือการอบรมแล้ว พอกลับถึงบ้านก ็
ื
�
ี
้
�
็
ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม และพัฒนาไปเปนสภาลานวัดตะโหมด จะเหมือนเดิม จึงต้องคิดต่อว่าควรจะทาให้ชุมชนตะโหมดสามารถปรับ
ี
ึ
�
ในป 2538 ซ่งไดขยายขอบเขตของกิจกรรมทางสังคมกว้างขวางข้นเป็นลาดับ เปล่ยนเป็นสังคมท่ดีได้อย่างไรด้วย นอกจากน้เม่อเด็กและเยาวชนออกสู่
ึ
้
ี
ี
ี
ื
์
จนถึงปัจจุบัน (ประภาพรรณ วงศาโรจน, 2548: 6-7) สังคมภายนอกและไปพบกับตัวแปรอื่น ๆ ที่เข้ามากระทบต่อวิถีการด�าเนิน
�
�
ี
ท้งน้จากการดาเนินกิจกรรมของฝ่ายสังคมกล่าวได้ว่าตลอดช่วง 50 ปี ชีวิต ก็อาจจะไม่สามารถปรับตัวเข้ากับสังคมได้ แล้วเราควรจะทาอย่างไร
ั
ี
ี
ื
ท่ผ่านมาชมุชนตะโหมดได้พัฒนาจากดินแดนทุรกันดารห่างไกลความเจริญ เพ่อสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่เด็กและเยาวชนในชุมชนตะโหมด ท่ผ่านมาสภาลาน
�
้
มาเป็นชุมชนแผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง เป็นอู่ข้าวอู่นาทางเศรษฐกิจ เป็น วัดตะโหมดพยายามสร้างความร่วมมือกับคนทุกกลุ่มทุกฝ่าย เพ่อสนับสนุน
ื
50 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท์ และพระครูประยุตธรรมธัช 51
ต้นแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร
การพัฒนาศักยภาพและส่งเสริมการเรียนรู้ท่เหมาะสมให้แก่เด็กและเยาวชน สืบทอดการพัฒนาชุมชนตะโหมดในอนาคตได้ สภาลานวัดตะโหมดจึงให้
ี
จึงเกิดกลุ่มต้นหญ้า ซึ่งเป็นนักเรียนโรงเรียนประชาบ�ารุง ได้เข้ามามีส่วนร่วม ความส�าคัญมากในการพัฒนาศักยภาพและคุณธรรมของเด็กและเยาวชน
ื
�
ในการดูแลเร่องการจัดการธนาคารน้าร่วมกับชาวบ้านและผู้น�าชุมชนตะ
ื
ิ
โหมด เพ่อสนับสนุนกิจกรรมการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและส่งแวดล้อม
แบบครบวงจรทั้งป่าไม้ น�้า และดิน มาตั้งแต่ปี 2543 (วัดตะโหมด, 2552)
กลุ่มต้นหญ้ามีบทบาทส�าคัญท่เด่นชัดจากการเข้าร่วมโครงการธนาคาร
ี
่
น�้า อันเป็นกิจกรรมที่จะชวยสรางเสริมจิตส�านึก ตระหนัก และเห็นคุณคาใน
่
้
การอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ น�้า และดิน เพื่อลดปัญหาการขาดแคลนน�้าใน
�
ช่วงฤดูแล้งและปัญหาน้าป่าไหลหลากในช่วงฤดูฝน และเพ่อใช้เป็นเคร่องมือ
ื
ื
ในการสร้างความรักความผูกพันระหว่างบ้าน วัด โรงเรียน หน่วยงานราชการ
ิ
ื
องค์กรพัฒนาในระดับท้องถ่น พร้อมกับน�าหลักธรรมมาใช้เพ่อการแสดงออก
ถึงการมีน้าใจ เสียสละ กตัญูต่อธรรมชาติ เด็กและเยาวชนได้ใช้เวลาว่าง
�
ในการฝึกความขยันและอดทน ตระหนักในการรับผิดชอบต่อธรรมชาติและ กรณีตัวอย่างบทบาทส�าคัญในการมีส่วนร่วมพัฒนาชุมชนของเยาวชน
�
สังคม โดยการมีส่วนร่วมแบบสามัคคีธรรมระหว่างภาคีเครือข่าย ลดช่องว่าง กลุ่มต้นหญ้ากับสภาลานวัดตะโหมดในกิจกรรมธนาคารน้า คือในปี 2562
ในความสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างผู้ใหญ่กับเด็ก (วัดตะโหมด, 2552) พระครูประยุตธรรมธัช ในฐานะที่เป็นประธานสภาลานวัดตะโหมด ร่วมมือ
ื
�
กลุ่มต้นหญ้าได้เข้ามา กับกลุ่มเยาวชนต้นหญ้าท�าฝายชะลอน้าเพ่อกักเก็บน้าไว้ใช้ในยามหน้าแล้ง
�
ื
ั
�
มีบทบาทส�าคัญในการ พร้อมท้งสร้างความชุ่มช้นให้กับผิวดินบริเวณป่าต้นน้า การสร้างฝายชะลอ
็
้
�
ุ
่
�
พัฒนาชุมชนร่วมกับ นาเพอเป็นธนาคารนาใหกบชมชนชวยใหตาบลตะโหมดเปนตาบลทชาวบาน
้
ื
�
้
้
ั
้
�
่
่
ี
แกนน�าและภาคีเครือ ไม่ประสบปัญหาการขาดแคลนน�้าในช่วงหน้าแล้ง ทั้งน�้าเพื่อการเกษตรและ
ข่ายของสภาลานวัด น้าเพ่อการอุปโภคบริโภค รวมถึงยังเป็นชุมชนต้นแบบในการอนุรักษ์ป่าและ
ื
�
้
ึ
็
์
ิ
�
้
�
่
์
ตะโหมด และได้รับ อนรกษนาแบบยงยน (บานเมองออนไลน, 2562) กจกรรมธนาคารนาจงเปน
ุ
ั
ื
ื
้
ั
ึ
ี
ิ
การคาดหมายว่าจะ แบบแผนการทางานทเน้นการมส่วนร่วมของภาคเครอข่าย ซ่งเป็นกจกรรม
�
ื
ี
่
ี
เป็นก�าลังส�าคัญในการ ท่ช่วยสร้างเสริมส�านึกจิตอาสาและศักยภาพการพัฒนาของเด็กและเยาวชน
ี
52 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท และพระครูประยุตธรรมธัช 53
ตนแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร
การพัฒนาศักยภาพและส่งเสริมการเรียนรู้ท่เหมาะสมให้แก่เด็กและเยาวชน สืบทอดการพัฒนาชุมชนตะโหมดในอนาคตได้ สภาลานวัดตะโหมดจึงให้
ี
จึงเกิดกลุ่มต้นหญ้า ซึ่งเป็นนักเรียนโรงเรียนประชาบ�ารุง ได้เข้ามามีส่วนร่วม ความส�าคัญมากในการพัฒนาศักยภาพและคุณธรรมของเด็กและเยาวชน
ื
�
ในการดูแลเร่องการจัดการธนาคารน้าร่วมกับชาวบ้านและผู้น�าชุมชนตะ
ื
ิ
โหมด เพ่อสนับสนุนกิจกรรมการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและส่งแวดล้อม
แบบครบวงจรทั้งป่าไม้ น�้า และดิน มาตั้งแต่ปี 2543 (วัดตะโหมด, 2552)
กลุ่มต้นหญ้ามีบทบาทส�าคัญท่เด่นชัดจากการเข้าร่วมโครงการธนาคาร
ี
่
น�้า อันเป็นกิจกรรมที่จะชวยสรางเสริมจิตส�านึก ตระหนัก และเห็นคุณคาใน
่
้
การอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ น�้า และดิน เพื่อลดปัญหาการขาดแคลนน�้าใน
�
ช่วงฤดูแล้งและปัญหาน้าป่าไหลหลากในช่วงฤดูฝน และเพ่อใช้เป็นเคร่องมือ
ื
ื
ในการสร้างความรักความผูกพันระหว่างบ้าน วัด โรงเรียน หน่วยงานราชการ
ิ
ื
องค์กรพัฒนาในระดับท้องถ่น พร้อมกับน�าหลักธรรมมาใช้เพ่อการแสดงออก
ถึงการมีน้าใจ เสียสละ กตัญูต่อธรรมชาติ เด็กและเยาวชนได้ใช้เวลาว่าง
�
ในการฝึกความขยันและอดทน ตระหนักในการรับผิดชอบต่อธรรมชาติและ กรณีตัวอย่างบทบาทส�าคัญในการมีส่วนร่วมพัฒนาชุมชนของเยาวชน
�
สังคม โดยการมีส่วนร่วมแบบสามัคคีธรรมระหว่างภาคีเครือข่าย ลดช่องว่าง กลุ่มต้นหญ้ากับสภาลานวัดตะโหมดในกิจกรรมธนาคารน้า คือในปี 2562
ในความสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างผู้ใหญ่กับเด็ก (วัดตะโหมด, 2552) พระครูประยุตธรรมธัช ในฐานะที่เป็นประธานสภาลานวัดตะโหมด ร่วมมือ
ื
�
กลุ่มต้นหญ้าได้เข้ามา กับกลุ่มเยาวชนต้นหญ้าท�าฝายชะลอน้าเพ่อกักเก็บน้าไว้ใช้ในยามหน้าแล้ง
�
ื
ั
�
มีบทบาทส�าคัญในการ พร้อมท้งสร้างความชุ่มช้นให้กับผิวดินบริเวณป่าต้นน้า การสร้างฝายชะลอ
็
้
�
ุ
่
�
พัฒนาชุมชนร่วมกับ นาเพอเป็นธนาคารนาใหกบชมชนชวยใหตาบลตะโหมดเปนตาบลทชาวบาน
้
ื
�
้
้
ั
้
�
่
่
ี
แกนน�าและภาคีเครือ ไม่ประสบปัญหาการขาดแคลนน�้าในช่วงหน้าแล้ง ทั้งน�้าเพื่อการเกษตรและ
ข่ายของสภาลานวัด น้าเพ่อการอุปโภคบริโภค รวมถึงยังเป็นชุมชนต้นแบบในการอนุรักษ์ป่าและ
ื
�
้
ึ
็
์
ิ
�
้
�
่
์
ตะโหมด และได้รับ อนรกษนาแบบยงยน (บานเมองออนไลน, 2562) กจกรรมธนาคารนาจงเปน
ุ
ั
ื
ื
้
ั
ึ
ี
ิ
การคาดหมายว่าจะ แบบแผนการทางานทเน้นการมส่วนร่วมของภาคเครอข่าย ซ่งเป็นกจกรรม
�
ื
ี
่
ี
เป็นก�าลังส�าคัญในการ ท่ช่วยสร้างเสริมส�านึกจิตอาสาและศักยภาพการพัฒนาของเด็กและเยาวชน
ี
52 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท และพระครูประยุตธรรมธัช 53
ตนแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร
่
ิ
์
�
�
ี
ื
เพ่อการเตรียมพร้อมเป็นผู้ใหญ่ท่ดี เรียนรู้ภาวะผู้นา และเป็นกาลังสาคัญ อนุรักษทรัพยากรปาไม้และส่งแวดล้อม
�
ในการขับเคลื่อนกิจกรรมการพัฒนาชุมชนของสภาลานวัดตะโหมดในทุก ๆ ชุมชนตะโหมดทั้ง 12 หมู่บ้าน เป็นชุมชนที่อยู่ต้นน�้าเทือกเขาบรรทัด
โครงการ ซ่งเป็นแหล่งกาเนิดคลอง 14 สาย ท่ไหลลงไปรวมกันในบริเวณทะเลสาบ
ึ
ี
�
ี
สงขลา เดิมชาวบ้านในชุมชนตะโหมดมีวิถีชีวิตท่อาศัยพ่งพิงทรัพยากร
ึ
ู
ิ
�
ธรรมชาต ชาวบ้านสวนใหญประกอบอาชีพทางการเกษตร ปลกขาว ทาสวน
่
้
่
ิ
ง. ฝายส่งแวดล้อม ยางพารา และปลูกไม้ผล แต่ในช่วงเวลาต่อมาทรัพยากรป่าไม้และทรัพยากร
่
้
ั
่
ด้วยท�าเลที่ตั้งของชมุชนตะโหมดตั้งอยู่เชิงเขาบรรทัด มีธรรมชาติ ป่า นาได้ถูกทาลายอย่างต่อเนอง อนเป็นผลมาจากการใช้ประโยชน์ทีมากจน
�
่
ื
�
่
่
์
เขา ล�าธาร ล�าคลอง น�้าตก เป็นที่อยูอาศัยของสัตวปาและเปนแหลงศึกษา เกินไป มีการบุกเบิกที่ดินท�ากินจนป่าผืนใหญ่ค่อย ๆ ลดลง และแปรเปลี่ยน
็
่
ี
พืชพันธุ์ธรรมชาติท่อุดมสมบูรณ์ มีแหล่งท่องเท่ยวตามธรรมชาติหลายแห่ง เป็นที่ดินเพ่อการเกษตร ผลจากการทาลายป่าทาให้เกิดการเสียสมดุลของ
ื
�
�
ี
ทาให้มีวิถีชีวิตท่ผูกพันกับธรรมชาติ วัดตะโหมดและสภาลานวัดจึงได้กระตุ้น ระบบนิเวศ นาในลาคลองต่าง ๆ ลดลงจนเกิดปัญหาขาดแคลนนาในช่วง
�
�
้
�
ี
้
�
้
�
ื
ื
และสร้างความตระหนักให้ชาวบ้านต่นตัวในเร่องของการอนุรักษ์ธรรมชาต ิ หน้าแล้ง รวมถึงบางปีในช่วงฤดูฝนนาจากเทือกเขาบรรทัดจะไหลลงสู่ชุมชน
่
้
และสิ่งแวดลอม และสนับสนุนการสงเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศของชุมชน ส่งผลให้เกิดปัญหาน�้าท่วม นับวันปัญหาเหล่านี้ยิ่งทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น ส่ง
้
่
โดยก�าหนดแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศในชุมชนไวหลายดาน เชน การเดินทาง ผลกระทบต่อวิถีการดาเนินชีวิตของคนในชุมชนตะโหมดและชุมชนใกล้เคียง
�
้
ั
ศึกษาธรรมชาติบน เทือกเขาบรรทัด การเที่ยวน�้าตก ล่องแกง ปีนเขา ดูนก ท้งยังส่งผลต่อการทาลายทรัพยากรสัตว์นา สัตว์ป่า และพืชพรรณ ดังน้นการ
�
่
้
ั
�
ื
่
ส่องสัตว ตั้งคายพักแรม ควบคู่ไปกับศึกษาวิถีชีวิตของชุมชน แหล่งประวัติ ขับเคล่อนกิจกรรมการจัดการทรัพยากรป่าไม้และทรัพยากรธรรมชาติจึง
์
ั
ศาสตร์และโบราณคดี การศึกษาประเพณีวฒนธรรมย้อนยค การดาเนิน เกิดขึ้นภายใต้กระบวนการมีส่วนร่วมของชาวบ้านผ่านสภาลานวัดตะโหมด
�
ุ
ิ
�
้
กิจกรรมของฝ่ายส่งแวดล้อมประกอบด้วย งานป่าไม้ งานแหล่งนา งานรักษา ในช่วงหลายปีท่ผ่านมาชุมชนตะโหมดประสบปัญหาการบริหารจัดการ
ี
ความสะอาด งานการท่องเท่ยว งานระเบียบชุมชน และงานรักษาทรัพยากร พื้นที่ป่า จนก่อให้เกิดผลกระทบต่อพื้นที่เกษตรกรรม บางปีก็เผชิญกับความ
ี
ี
ั
ี
ี
ธรรมชาติ ท้งน้กิจกรรมท่โดดเด่นของฝ่ายส่งแวดล้อมคือ โครงการอนุรักษ์ แห้งแล้งและบางปีเกิดนาท่วม ส่งเหล่าน้เป็นเหตุปัจจัยให้ชาวบ้านต้องมาคิด
�
ิ
้
ิ
ทรัพยากรป่าไม้และส่งแวดล้อม และโครงการธนาคารนา โดยสภาลาน แก้ไขปัญหา โดยอาศัยหลักการมีส่วนร่วมของชาวบ้านเป็นกลไกในการค้นหา
ิ
้
�
วัดตะโหมดเป็นแกนกลางในการขับเคลื่อนโครงการ แนวทางแก้ไขและร่วมกันดาเนินการตามมาตรการหรือแผนงานท่ร่วมกัน
�
ี
ึ
�
กาหนด โดยตระหนักว่าชุมชนตะโหมดอยู่แบบพ่งพาอาศัยกัน และมีสภาลาน
วัดตะโหมดเป็นศูนย์กลางในการแลกเปล่ยนเรียนรู้ร่วมกันระหว่างพระสงฆ์
ี
54 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท์ และพระครูประยุตธรรมธัช 55
ต้นแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร
ิ
์
่
�
ื
ี
เพ่อการเตรียมพร้อมเป็นผู้ใหญ่ท่ดี เรียนรู้ภาวะผู้นา และเป็นกาลังสาคัญ อนุรักษทรัพยากรปาไม้และส่งแวดล้อม
�
�
ในการขับเคลื่อนกิจกรรมการพัฒนาชุมชนของสภาลานวัดตะโหมดในทุก ๆ ชุมชนตะโหมดทั้ง 12 หมู่บ้าน เป็นชุมชนที่อยู่ต้นน�้าเทือกเขาบรรทัด
ึ
�
โครงการ ซ่งเป็นแหล่งกาเนิดคลอง 14 สาย ท่ไหลลงไปรวมกันในบริเวณทะเลสาบ
ี
ึ
ี
สงขลา เดิมชาวบ้านในชุมชนตะโหมดมีวิถีชีวิตท่อาศัยพ่งพิงทรัพยากร
�
ธรรมชาต ชาวบ้านสวนใหญประกอบอาชีพทางการเกษตร ปลกขาว ทาสวน
ิ
ู
่
้
่
ิ
่
ง. ฝายส่งแวดล้อม ยางพารา และปลูกไม้ผล แต่ในช่วงเวลาต่อมาทรัพยากรป่าไม้และทรัพยากร
ื
ั
่
่
ด้วยท�าเลที่ตั้งของชมุชนตะโหมดตั้งอยู่เชิงเขาบรรทัด มีธรรมชาติ ป่า นาได้ถูกทาลายอย่างต่อเนอง อนเป็นผลมาจากการใช้ประโยชน์ทีมากจน
�
�
้
์
่
่
เขา ล�าธาร ล�าคลอง น�้าตก เป็นที่อยู่อาศัยของสัตวปาและเป็นแหลงศึกษา เกินไป มีการบุกเบิกที่ดินท�ากินจนป่าผืนใหญ่ค่อย ๆ ลดลง และแปรเปลี่ยน
พืชพันธุ์ธรรมชาติท่อุดมสมบูรณ์ มีแหล่งท่องเท่ยวตามธรรมชาติหลายแห่ง เป็นที่ดินเพ่อการเกษตร ผลจากการทาลายป่าทาให้เกิดการเสียสมดุลของ
ื
ี
ี
�
�
�
ี
�
�
ทาให้มีวิถีชีวิตท่ผูกพันกับธรรมชาติ วัดตะโหมดและสภาลานวัดจึงได้กระตุ้น ระบบนิเวศ นาในลาคลองต่าง ๆ ลดลงจนเกิดปัญหาขาดแคลนนาในช่วง
้
�
้
ื
ื
และสร้างความตระหนักให้ชาวบ้านต่นตัวในเร่องของการอนุรักษ์ธรรมชาต ิ หน้าแล้ง รวมถึงบางปีในช่วงฤดูฝนนาจากเทือกเขาบรรทัดจะไหลลงสู่ชุมชน
้
�
้
และสิ่งแวดลอม และสนับสนุนการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศของชุมชน ส่งผลให้เกิดปัญหาน�้าท่วม นับวันปัญหาเหล่านี้ยิ่งทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น ส่ง
้
โดยก�าหนดแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศในชุมชนไวหลายดาน เชน การเดินทาง ผลกระทบต่อวิถีการดาเนินชีวิตของคนในชุมชนตะโหมดและชุมชนใกล้เคียง
�
่
้
่
�
ศึกษาธรรมชาติบน เทือกเขาบรรทัด การเที่ยวน�้าตก ล่องแกง ปีนเขา ดูนก ท้งยังส่งผลต่อการทาลายทรัพยากรสัตว์นา สัตว์ป่า และพืชพรรณ ดังน้นการ
ั
้
ั
�
์
ื
ส่องสัตว ตั้งค่ายพักแรม ควบคู่ไปกับศึกษาวิถีชีวิตของชุมชน แหล่งประวัติ ขับเคล่อนกิจกรรมการจัดการทรัพยากรป่าไม้และทรัพยากรธรรมชาติจึง
�
ศาสตร์และโบราณคดี การศึกษาประเพณีวฒนธรรมย้อนยค การดาเนิน เกิดขึ้นภายใต้กระบวนการมีส่วนร่วมของชาวบ้านผ่านสภาลานวัดตะโหมด
ุ
ั
กิจกรรมของฝ่ายส่งแวดล้อมประกอบด้วย งานป่าไม้ งานแหล่งนา งานรักษา ในช่วงหลายปีท่ผ่านมาชุมชนตะโหมดประสบปัญหาการบริหารจัดการ
ิ
้
ี
�
ความสะอาด งานการท่องเท่ยว งานระเบียบชุมชน และงานรักษาทรัพยากร พื้นที่ป่า จนก่อให้เกิดผลกระทบต่อพื้นที่เกษตรกรรม บางปีก็เผชิญกับความ
ี
ั
ี
ี
ี
ิ
ิ
ธรรมชาติ ท้งน้กิจกรรมท่โดดเด่นของฝ่ายส่งแวดล้อมคือ โครงการอนุรักษ์ แห้งแล้งและบางปีเกิดนาท่วม ส่งเหล่าน้เป็นเหตุปัจจัยให้ชาวบ้านต้องมาคิด
�
้
้
ิ
ทรัพยากรป่าไม้และส่งแวดล้อม และโครงการธนาคารนา โดยสภาลาน แก้ไขปัญหา โดยอาศัยหลักการมีส่วนร่วมของชาวบ้านเป็นกลไกในการค้นหา
�
ี
�
วัดตะโหมดเป็นแกนกลางในการขับเคลื่อนโครงการ แนวทางแก้ไขและร่วมกันดาเนินการตามมาตรการหรือแผนงานท่ร่วมกัน
กาหนด โดยตระหนักว่าชุมชนตะโหมดอยู่แบบพ่งพาอาศัยกัน และมีสภาลาน
�
ึ
วัดตะโหมดเป็นศูนย์กลางในการแลกเปล่ยนเรียนรู้ร่วมกันระหว่างพระสงฆ์
ี
54 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท์ และพระครูประยุตธรรมธัช 55
ต้นแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร
์
็
้
้
่
ชาวบาน ผูน�าชุมชน และองคกรชุมชน จนเกิดเปนแนวทาง “เขา ปา นา เล”
ื
ื
เช่อมร้อยเครือข่ายชุมชนตะโหมดเพ่อช่วยกันดูแลแก้ไขปัญหาทรัพยากร
ี
่
�
ิ
ิ
ี
้
�
่
้
ึ
ื
ู
ธรรมชาตและส่งแวดล้อมทเกิดขน ไม่ว่าจะเป็นพนทป่าต้นน้าถกทาลาย
ื
�
ี
ื
แหล่งน้าในพ้นท่ลุ่มแห้งขอด ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งเส่อมโทรม ท�าให้
ื
เกิดแนวความคิดว่าท่จริงแล้วปัญหาทุกอย่างล้วนเช่อมโยงกัน การแก้ปัญหา
ี
ื
�
ต้องด�าเนินการแบบองค์รวม เช่อมร้อยเครือข่ายลุ่มน้าทะเลสาบสงขลาเข้าไว้
ด้วยกันอย่างเป็นระบบ ทั้งต้นน�้า กลางน�้า และปลายน�้า จนมีการน�าแนวคิด
ื
ี
การบริหารจัดการแบบองค์รวมมาใช้ในการบริหารจัดการพ้นท่ป่าต้นน้า
�
ชุมชนตะโหมด เน้นการจัดการทรัพยากรในทุกด้าน ทั้งเรื่องดิน น�้า ป่า และ
คน มุ่งเน้นการสร้างจิตส�านึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ตลอดจน
ื
ี
ี
เช่อมโยงระบบนิเวศในพ้นท่เข้ากับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ท่สอดคล้องกับ
ื
ธรรมชาติอย่างสอดประสานกัน ต่อมาได้ขยายกิจกรรมจนกลายเป็นเครือ
ข่ายคนรักษ์ลุ่มน้าทะเลสาปสงขลาจังหวัดพัทลุงข้นมา ซ่งภายหลังได้จด
ึ
�
ึ
ั
ั
ุ
�
่
ื
่
ื
ุ
ทะเบียนเป็นองค์กรภายใต้ชอ “สมาคมคนรกษ์ล่มนาพทลง” ขับเคลอน
้
ั
�
�
�
�
กิจกรรมท้งด้านอนุรักษ์ป่าต้นน้า ด้านการจัดการน้า แก้ปัญหาน้าแล้ง น้า
ท่วม และดูแลคุณน�้าภาพ ขณะเดียวกันยังมีงานด้านการจัดการดิน รณรงค์
ิ
ิ
ุ
ี
ี
ี
ให้ชาวบ้านลดใช้สารเคม ส่งเสรมการใช้ป๋ยอนทรีย์ชวภาพ เป็นต้น (อดุลย์ ตลอดระยะเวลาท่ผ่านมาสภาลานวัดตะโหมดเป็นแกนน�าและม ี
ี
แก้วคงธรรม, 2563) นอกจากน้ยังได้พัฒนาคน สร้างเครือข่าย และปลูกสร้าง ส่วนร่วมอย่างส�าคัญในการขับเคลื่อนกิจกรรมอนุรักษ์ดิน น�้า และผืนป่า จน
ิ
ี
ี
จิตส�านึกในการแก้ไขปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและส่งแวดล้อมท่ทุกคนท�า กลายเป็นจุดเด่นเก่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและส่งแวดล้อม
ิ
ั
่
ื
ี
ี
ด้วยใจรกและหวงแหน มีความเสียสละในการท�างาน มความเชอม่นและมอบ ในพ้นท่ทะเลสาปสงขลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการอนุรักษ์ป่าให้มีความอุดม
ั
ื
ื
�
�
ี
ความจริงใจให้แก่กัน โดยเน้นการท�างานบนพื้นฐานการมีส่วนร่วมที่เข้มแข็ง สมบูรณ์ เป็นแหล่งสะสมน้าในพ้นท่ป่าต้นน้า ช่วยให้ชุมชนตะโหมดมีน้าใช้
�
ของชาวชุมชนตะโหมด ทุกคนยินดีร่วมกันท�างานโดยไม่แยกศาสนา เพศ วัย ตลอดทั้งปี สามารถบริหารจัดการน�้าเพื่อการเกษตรได้อย่างเหมาะสม และ
หรือสถานะทางสังคม ส่งผลให้ชุมชนตะโหมดไม่เคยได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากภัยแล้งและ
56 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท และพระครูประยุตธรรมธัช 57
ตนแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร
์
็
้
้
่
ชาวบาน ผูน�าชุมชน และองคกรชุมชน จนเกิดเปนแนวทาง “เขา ปา นา เล”
ื
ื
เช่อมร้อยเครือข่ายชุมชนตะโหมดเพ่อช่วยกันดูแลแก้ไขปัญหาทรัพยากร
ี
่
�
ิ
ิ
ี
้
�
่
้
ึ
ื
ู
ธรรมชาตและส่งแวดล้อมทเกิดขน ไม่ว่าจะเป็นพนทป่าต้นน้าถกทาลาย
ื
�
ี
ื
แหล่งน้าในพ้นท่ลุ่มแห้งขอด ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งเส่อมโทรม ท�าให้
ื
เกิดแนวความคิดว่าท่จริงแล้วปัญหาทุกอย่างล้วนเช่อมโยงกัน การแก้ปัญหา
ี
ื
�
ต้องด�าเนินการแบบองค์รวม เช่อมร้อยเครือข่ายลุ่มน้าทะเลสาบสงขลาเข้าไว้
ด้วยกันอย่างเป็นระบบ ทั้งต้นน�้า กลางน�้า และปลายน�้า จนมีการน�าแนวคิด
ื
ี
การบริหารจัดการแบบองค์รวมมาใช้ในการบริหารจัดการพ้นท่ป่าต้นน้า
�
ชุมชนตะโหมด เน้นการจัดการทรัพยากรในทุกด้าน ทั้งเรื่องดิน น�้า ป่า และ
คน มุ่งเน้นการสร้างจิตส�านึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ตลอดจน
ื
ี
ี
เช่อมโยงระบบนิเวศในพ้นท่เข้ากับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ท่สอดคล้องกับ
ื
ธรรมชาติอย่างสอดประสานกัน ต่อมาได้ขยายกิจกรรมจนกลายเป็นเครือ
ข่ายคนรักษ์ลุ่มน้าทะเลสาปสงขลาจังหวัดพัทลุงข้นมา ซ่งภายหลังได้จด
ึ
�
ึ
ั
ั
ุ
�
่
ื
่
ื
ุ
ทะเบียนเป็นองค์กรภายใต้ชอ “สมาคมคนรกษ์ล่มนาพทลง” ขับเคลอน
้
ั
�
�
�
�
กิจกรรมท้งด้านอนุรักษ์ป่าต้นน้า ด้านการจัดการน้า แก้ปัญหาน้าแล้ง น้า
ท่วม และดูแลคุณน�้าภาพ ขณะเดียวกันยังมีงานด้านการจัดการดิน รณรงค์
ิ
ิ
ุ
ี
ี
ี
ให้ชาวบ้านลดใช้สารเคม ส่งเสรมการใช้ป๋ยอนทรีย์ชวภาพ เป็นต้น (อดุลย์ ตลอดระยะเวลาท่ผ่านมาสภาลานวัดตะโหมดเป็นแกนน�าและม ี
ี
แก้วคงธรรม, 2563) นอกจากน้ยังได้พัฒนาคน สร้างเครือข่าย และปลูกสร้าง ส่วนร่วมอย่างส�าคัญในการขับเคลื่อนกิจกรรมอนุรักษ์ดิน น�้า และผืนป่า จน
ิ
ี
ี
จิตส�านึกในการแก้ไขปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและส่งแวดล้อมท่ทุกคนท�า กลายเป็นจุดเด่นเก่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและส่งแวดล้อม
ิ
ั
่
ื
ี
ี
ด้วยใจรกและหวงแหน มีความเสียสละในการท�างาน มความเชอม่นและมอบ ในพ้นท่ทะเลสาปสงขลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการอนุรักษ์ป่าให้มีความอุดม
ั
ื
ื
�
�
ี
ความจริงใจให้แก่กัน โดยเน้นการท�างานบนพื้นฐานการมีส่วนร่วมที่เข้มแข็ง สมบูรณ์ เป็นแหล่งสะสมน้าในพ้นท่ป่าต้นน้า ช่วยให้ชุมชนตะโหมดมีน้าใช้
�
ของชาวชุมชนตะโหมด ทุกคนยินดีร่วมกันท�างานโดยไม่แยกศาสนา เพศ วัย ตลอดทั้งปี สามารถบริหารจัดการน�้าเพื่อการเกษตรได้อย่างเหมาะสม และ
หรือสถานะทางสังคม ส่งผลให้ชุมชนตะโหมดไม่เคยได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากภัยแล้งและ
56 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท และพระครูประยุตธรรมธัช 57
ตนแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร
ปัญหาการขาดแคลนน�้า รวมถึงสภาลานวัดตะโหมดยังพยายามจัดกิจกรรม
อนุรักษ์ป่าและสิ่งแวดล้อมให้มีความหลากหลาย ทั้งในพื้นที่ต้นน�้า กลางน�้า
และปลายน�้า ตัวอย่างเช่น ในปี 2561 สภาลานวัดตะโหมดได้ร่วมกันท�าพิธี
บวชป่าต้นน�้าขึ้นที่บริเวณผืนป่าต้นน�้าเขาหัวช้าง ในพื้นที่ของหมู่ที่ 9 ต�าบล
ตะโหมด โดยจุดที่บวชป่าต้นน�้าในครั้งนี้เป็นผืนป่าสมบูรณ์อยู่ทางด้านทิศใต้
ึ
ื
�
ของอ่างเก็บน้าคลองหัวช้างอันเน่องมาจากพระราชด�าริ ซ่งฝืนป่าดังกล่าว
เป็นป่าที่มีต้นไม้ขนาดใหญ่และมีสายน�้าไหลลงมาหล่อเลี้ยงชาวบ้านในพื้นที่
ต�าบลตะโหมด (ผู้จัดการออนไลน์, 2561) กิจกรรมนี้เป็นการประยุกต์
ื
พิธีกรรมทางพุทธศาสนาและวัฒนธรรมชุมชนในการประกอบพิธีกรรมเพ่อ
ึ
ิ
การอนุรักษ์ป่าไม้และทรัพยากรธรรมชาติให้มีความอุดมสมบูรณ์ย่งข้น ตลอด
จนมีความพยายามขับเคลื่อนกิจกรรมบริหารจัดการน�้าอย่างยั่งยืน
58 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท และพระครูประยุตธรรมธัช 59
ตนแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร
ปัญหาการขาดแคลนน�้า รวมถึงสภาลานวัดตะโหมดยังพยายามจัดกิจกรรม
อนุรักษ์ป่าและสิ่งแวดล้อมให้มีความหลากหลาย ทั้งในพื้นที่ต้นน�้า กลางน�้า
และปลายน�้า ตัวอย่างเช่น ในปี 2561 สภาลานวัดตะโหมดได้ร่วมกันท�าพิธี
บวชป่าต้นน�้าขึ้นที่บริเวณผืนป่าต้นน�้าเขาหัวช้าง ในพื้นที่ของหมู่ที่ 9 ต�าบล
ตะโหมด โดยจุดที่บวชป่าต้นน�้าในครั้งนี้เป็นผืนป่าสมบูรณ์อยู่ทางด้านทิศใต้
ึ
ื
�
ของอ่างเก็บน้าคลองหัวช้างอันเน่องมาจากพระราชด�าริ ซ่งฝืนป่าดังกล่าว
เป็นป่าที่มีต้นไม้ขนาดใหญ่และมีสายน�้าไหลลงมาหล่อเลี้ยงชาวบ้านในพื้นที่
ต�าบลตะโหมด (ผู้จัดการออนไลน์, 2561) กิจกรรมนี้เป็นการประยุกต์
ื
พิธีกรรมทางพุทธศาสนาและวัฒนธรรมชุมชนในการประกอบพิธีกรรมเพ่อ
ึ
ิ
การอนุรักษ์ป่าไม้และทรัพยากรธรรมชาติให้มีความอุดมสมบูรณ์ย่งข้น ตลอด
จนมีความพยายามขับเคลื่อนกิจกรรมบริหารจัดการน�้าอย่างยั่งยืน
58 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท และพระครูประยุตธรรมธัช 59
ตนแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร
“ธนาคารน�้า” การจัดการน�้าอย่างยั่งยืน เหมาะสมกับบริบทเชิงพ้นท่ บนพ้นฐานการพัฒนาและบริหารจัดการนาให้
้
ื
ี
�
ื
นอกจากการพัฒนาทรัพยากรป่าไม้และสิ่งแวดล้อมแล้ว สภาลานวัด สอดคล้องกันตั้งแต่ต้นน�้าถึงปลายน�้า กิจกรรมนี้นับเป็นตัวอย่างความส�าเร็จ
ื
�
�
�
้
้
�
้
�
ี
�
้
ตะโหมดยังเป็นกาลังสาคัญในการมีส่วนร่วมจัดการทรัพยากรนา เพ่อให้มีนา ของการพยายามพัฒนาแหล่งนาและบริหารจัดการนาระดับชุมชน ท่เกิดจาก
ไว้ใช้ประโยชน์ในชีวิตประจาวัน ท้งในด้านการอุปโภคบริโภคและด้าน การรวมตัวกันของวัด ชุมชน ราชการ และองค์กรภาคประชาชน ใช้เทคนิค
ั
�
้
�
�
้
ื
�
เกษตรกรรม ด้วยการจัดท�าโครงการ “ธนาคารนา” กักเก็บและสะสมนาผ่าน การมีส่วนร่วมบริหารจัดการนาและป่าโดยชุมชน เพ่อให้การดาเนินกิจกรรม
�
้
�
�
ี
ู
้
ิ
ึ
ื
ี
่
่
้
ี
�
�
ฝายชะลอการไหลของนาให้ช้าลง สร้างความร้ความเข้าใจและจตสานกทด ี สอดคล้องกับความต้องการในระดับพ้นท ฝายนาล้นช่วยชะลอนาท่ไหลบ่า
้
�
้
็
ั
ู
ี
้
ื
�
ื
�
ั
ในการอนุรักษ์ทรัพยากรนาเพ่อประโยชน์ส่วนรวม และเป็นการจัดการเพ่อ เข้าท่วมชมชน และยงช่วยให้น้าถกกกเกบไว้ให้เพยงพอต่อการกระจายนา
ุ
ั
�
้
ึ
�
ให้เกิดการเห็นคุณค่าต่อการใช้ทรัพยากรนาอย่างย่งยืน แนวคิดหลักของ ผ่านคูคลองในช่วงหน้าแล้งได้มากข้นอีกด้วย (วสันต์พรรษ จาเริญนุสิต, 2563)
ี
ี
ิ
�
�
�
้
้
้
้
ื
�
ธนาคารนาคือจะทาหน้าท่กักเก็บนา ออมนา รักษาต้นทุนของนา แล้วปล่อย กิจกรรมน้สามารถเพ่มความชุ่มช้นให้กับผืนดินและผืนป่าโดยไม่จาเป็นต้อง
�
�
ี
้
�
ดอกเบ้ยท่เป็นนาออกมาให้ชุมชนได้ใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน ธนาคารนายัง พ่งงบประมาณจากภาครัฐ ผลท่ได้รับคือชุมชนตะโหมดมีแหล่งนาอุดม
้
�
ึ
ี
ี
�
้
้
�
ช่วยชะลอไม่ให้นาไหลลงสู่ชุมชนอย่างรวดเร็ว ช่วยลดปัญหานาท่วมและเป็น สมบูรณ์และชาวบ้านสามารถท�านาได้ปีละ 2 ครั้ง สามารถปลูกพืชสวนและ
�
้
ึ
ท่เก็บปุ๋ยชีวภาพตามธรรมชาติ ถึงฤดูฝนปุ๋ยถูกนาชะล้างลงสู่ลาคลองกระจาย ไม้ผลหลากหลายชนิด ผลการเกษตรดีข้นและชาวบ้านมีรายได้ดีข้นด้วย
�
ี
ึ
้
�
สู่แปลงเกษตรของชุมชนเฉล่ยอย่างเป็นธรรมโดยธรรมชาติ รักษาความ รวมถึงส่งเสริมให้ชุมชนอยู่ร่วมกันด้วยความสามัคคีและสงบสุข
ี
ื
ชุ่มช้นของป่า รักษาระบบนิเวศธรรมชาติของป่า สัตว์น�า และสัตว์บก
้
(วัดตะโหมด, 2552) ธนาคารน�้าได้ด�าเนินการขับเคลื่อนกิจกรรมบนพื้นฐาน
�
ิ
ั
ความร่วมมือของชาวบ้านและภาคีเครือข่าย ท้งในชุมชน ท้องถ่น อาเภอ และ
จังหวัด
้
ื
้
�
�
การบริหารจัดการธนาคารนาเพ่อการอนุรักษ์ป่าต้นนาของสภาลาน
ั
ี
ั
ั
ื
ิ
�
วดตะโหมด เกดจากการรวมตวกนของภาคเครอข่ายภาคประชาชนในอาเภอ
ตะโหมด ดาเนินการโดยมีสภาลานวัดตะโหมดเป็นศูนย์กลางการขบเคล่อน
ื
ั
�
�
้
ื
�
กิจกรรม ด้วยการน้อมนาแนวคิดเร่องฝายนาล้นของพระบาทสมเด็จพระบรม
ชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาใช้เป็นแนวทาง
�
แก้ไขปัญหา การบริหารจัดการนาท่เกิดข้นในชุมชนตะโหมดเน้นให้มีความ
ี
้
ึ
60 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท์ และพระครูประยุตธรรมธัช 61
ต้นแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร
“ธนาคารน�้า” การจัดการน�้าอย่างยั่งยืน เหมาะสมกับบริบทเชิงพ้นท่ บนพ้นฐานการพัฒนาและบริหารจัดการนาให้
้
ื
ี
�
ื
นอกจากการพัฒนาทรัพยากรป่าไม้และสิ่งแวดล้อมแล้ว สภาลานวัด สอดคล้องกันตั้งแต่ต้นน�้าถึงปลายน�้า กิจกรรมนี้นับเป็นตัวอย่างความส�าเร็จ
ื
�
�
�
้
้
�
้
�
ี
�
้
ตะโหมดยังเป็นกาลังสาคัญในการมีส่วนร่วมจัดการทรัพยากรนา เพ่อให้มีนา ของการพยายามพัฒนาแหล่งนาและบริหารจัดการนาระดับชุมชน ท่เกิดจาก
ไว้ใช้ประโยชน์ในชีวิตประจาวัน ท้งในด้านการอุปโภคบริโภคและด้าน การรวมตัวกันของวัด ชุมชน ราชการ และองค์กรภาคประชาชน ใช้เทคนิค
ั
�
้
�
�
้
ื
�
เกษตรกรรม ด้วยการจัดท�าโครงการ “ธนาคารนา” กักเก็บและสะสมนาผ่าน การมีส่วนร่วมบริหารจัดการนาและป่าโดยชุมชน เพ่อให้การดาเนินกิจกรรม
�
้
�
�
ี
ู
้
ิ
ึ
ื
ี
่
่
้
ี
�
�
ฝายชะลอการไหลของนาให้ช้าลง สร้างความร้ความเข้าใจและจตสานกทด ี สอดคล้องกับความต้องการในระดับพ้นท ฝายนาล้นช่วยชะลอนาท่ไหลบ่า
้
�
้
็
ั
ู
ี
ื
้
�
ื
�
ั
ในการอนุรักษ์ทรัพยากรนาเพ่อประโยชน์ส่วนรวม และเป็นการจัดการเพ่อ เข้าท่วมชมชน และยงช่วยให้น้าถกกกเกบไว้ให้เพยงพอต่อการกระจายนา
ุ
ั
�
้
ึ
�
ให้เกิดการเห็นคุณค่าต่อการใช้ทรัพยากรนาอย่างย่งยืน แนวคิดหลักของ ผ่านคูคลองในช่วงหน้าแล้งได้มากข้นอีกด้วย (วสันต์พรรษ จาเริญนุสิต, 2563)
ี
ี
ิ
�
�
�
้
้
้
้
ื
�
ธนาคารนาคือจะทาหน้าท่กักเก็บนา ออมนา รักษาต้นทุนของนา แล้วปล่อย กิจกรรมน้สามารถเพ่มความชุ่มช้นให้กับผืนดินและผืนป่าโดยไม่จาเป็นต้อง
�
�
ี
้
�
ดอกเบ้ยท่เป็นนาออกมาให้ชุมชนได้ใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน ธนาคารนายัง พ่งงบประมาณจากภาครัฐ ผลท่ได้รับคือชุมชนตะโหมดมีแหล่งนาอุดม
้
�
ึ
ี
ี
�
้
้
�
ช่วยชะลอไม่ให้นาไหลลงสู่ชุมชนอย่างรวดเร็ว ช่วยลดปัญหานาท่วมและเป็น สมบูรณ์และชาวบ้านสามารถท�านาได้ปีละ 2 ครั้ง สามารถปลูกพืชสวนและ
�
้
ึ
ท่เก็บปุ๋ยชีวภาพตามธรรมชาติ ถึงฤดูฝนปุ๋ยถูกนาชะล้างลงสู่ลาคลองกระจาย ไม้ผลหลากหลายชนิด ผลการเกษตรดีข้นและชาวบ้านมีรายได้ดีข้นด้วย
�
ี
ึ
้
�
สู่แปลงเกษตรของชุมชนเฉล่ยอย่างเป็นธรรมโดยธรรมชาติ รักษาความ รวมถึงส่งเสริมให้ชุมชนอยู่ร่วมกันด้วยความสามัคคีและสงบสุข
ี
ื
ชุ่มช้นของป่า รักษาระบบนิเวศธรรมชาติของป่า สัตว์น�า และสัตว์บก
้
(วัดตะโหมด, 2552) ธนาคารน�้าได้ด�าเนินการขับเคลื่อนกิจกรรมบนพื้นฐาน
�
ิ
ั
ความร่วมมือของชาวบ้านและภาคีเครือข่าย ท้งในชุมชน ท้องถ่น อาเภอ และ
จังหวัด
้
ื
้
�
�
การบริหารจัดการธนาคารนาเพ่อการอนุรักษ์ป่าต้นนาของสภาลาน
ั
ี
ั
ั
ื
ิ
�
วดตะโหมด เกดจากการรวมตวกนของภาคเครอข่ายภาคประชาชนในอาเภอ
ตะโหมด ดาเนินการโดยมีสภาลานวัดตะโหมดเป็นศูนย์กลางการขบเคล่อน
ื
ั
�
�
้
ื
�
กิจกรรม ด้วยการน้อมนาแนวคิดเร่องฝายนาล้นของพระบาทสมเด็จพระบรม
ชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาใช้เป็นแนวทาง
�
แก้ไขปัญหา การบริหารจัดการนาท่เกิดข้นในชุมชนตะโหมดเน้นให้มีความ
ี
้
ึ
60 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท์ และพระครูประยุตธรรมธัช 61
ต้นแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร
�
ี
ื
นอกจากน้ธนาคารน้ายังมีแนวคิดและหลักการขับเคล่อนกิจกรรม
ั
�
ึ
โดยน�าภูมิปัญญาด้งเดิมของการท�าท�านบน้าหัวนาหรือเหมืองฝายหัวนา ซ่ง
แต่เดิมนั้นใช้คันดินหรือก้อนหินกั้นขวางทางน�้าบริเวณล�าธาร เพื่อเก็บกักน�้า
และชะลอการไหลของน�้า รวมถึงยังได้น�าแนวคิดจากการเรียนรู้วิธีการสร้าง
ื
ี
ท�านบชาวป่า (ชนเผ่าซาไกท่อาศัยอยู่ในบริเวณเทือกเขาบรรทัด) เพ่อต้องการ
ื
ี
จับปลา โดยการน�าก้อนหินมาวางเรียงไว้บริเวณท่เป็นแอ่งเพ่อชะลอการไหล
ของน�้า ต่อมาได้ริเริ่มมีแนวคิดและพัฒนาการท�าธนาคารน�้าให้มีหลากหลาย
รูปแบบมากขึ้น โดยเน้นการมีส่วนร่วมของชาวบ้าน 4 ด้าน ประกอบด้วย
�
1) การร่วมกันก�าหนดกฎระเบียบในการจัดการธนาคารน้าในชุมชน
ี
ในระยะแรกทเรมมการจดการดแลทรพยากรนาในรปแบบของ “ธนาคารนา”
ิ
่
่
ู
ู
ั
้
ั
้
�
�
ี
ชาวบ้านในชุมชนยังไม่มีการจัดตั้งกฎ ระเบียบ หรือข้อบังคับขึ้นมา แต่เมื่อมี
การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรน�้ามากขึ้น ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากร
น�้าเริ่มลดลง และจ�านวนประชากรในชุมชนเพิ่มมากขึ้น ชาวบ้าน พระสงฆ์
ั
และผู้น�าชุมชน จึงได้ร่วมกันคิดจัดต้งกฎระเบียบข้นมาบังคับใช้ร่วมกัน
ึ
ทงภายในชมชนและชมชนใกล้เคยง โดยมการประชมร่วมกนและมการ
ั
ี
ี
ี
ุ
ั
ุ
้
ุ
้
ั
่
ั
่
ื
ั
่
ั
ื
์
ประชาสมพนธทวไปเพอใหชาวบานในชมชนอน ๆ ไดรบทราบโดยทวกน และ
ั
ั
้
ุ
้
่
ั
เพ่อให้เกิดการร่วมรับผิดชอบในเร่องต่าง ๆ ตามระเบียบท่ก�าหนด ท้งน ้ ี
ื
ี
ื
หากมีผู้ใดฝ่าฝืนกฎระเบียบท่น�ามาใช้รักษาทรัพยากรน้าในชุมชน จะถูก
ี
�
ด�าเนินคดีตามกฎระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
2) การร่วมกันดูแลทรัพยากรธรรมชาติในชุมชนแบบองค์รวม โดย
�
ั
การเดินส�ารวจศึกษาป่าไม้และแหล่งน้า การเดินส�ารวจศึกษาธรรมชาติน้น
เริ่มเกิดขึ้นจากการระดมความคิดของชาวบ้านในชุมชน อยากจะให้เด็กและ
เยาวชนในชุมชนได้เห็นความส�าคัญของป่าไม้และทรัพยากรน�้า และได้เรียน
62 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท และพระครูประยุตธรรมธัช 63
ตนแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร
�
ี
ื
นอกจากน้ธนาคารน้ายังมีแนวคิดและหลักการขับเคล่อนกิจกรรม
ั
�
ึ
โดยน�าภูมิปัญญาด้งเดิมของการท�าท�านบน้าหัวนาหรือเหมืองฝายหัวนา ซ่ง
แต่เดิมนั้นใช้คันดินหรือก้อนหินกั้นขวางทางน�้าบริเวณล�าธาร เพื่อเก็บกักน�้า
และชะลอการไหลของน�้า รวมถึงยังได้น�าแนวคิดจากการเรียนรู้วิธีการสร้าง
ื
ี
ท�านบชาวป่า (ชนเผ่าซาไกท่อาศัยอยู่ในบริเวณเทือกเขาบรรทัด) เพ่อต้องการ
ื
ี
จับปลา โดยการน�าก้อนหินมาวางเรียงไว้บริเวณท่เป็นแอ่งเพ่อชะลอการไหล
ของน�้า ต่อมาได้ริเริ่มมีแนวคิดและพัฒนาการท�าธนาคารน�้าให้มีหลากหลาย
รูปแบบมากขึ้น โดยเน้นการมีส่วนร่วมของชาวบ้าน 4 ด้าน ประกอบด้วย
�
1) การร่วมกันก�าหนดกฎระเบียบในการจัดการธนาคารน้าในชุมชน
ี
ในระยะแรกทเรมมการจดการดแลทรพยากรนาในรปแบบของ “ธนาคารนา”
ิ
่
่
ู
ู
ั
้
ั
้
�
�
ี
ชาวบ้านในชุมชนยังไม่มีการจัดตั้งกฎ ระเบียบ หรือข้อบังคับขึ้นมา แต่เมื่อมี
การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรน�้ามากขึ้น ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากร
น�้าเริ่มลดลง และจ�านวนประชากรในชุมชนเพิ่มมากขึ้น ชาวบ้าน พระสงฆ์
ั
และผู้น�าชุมชน จึงได้ร่วมกันคิดจัดต้งกฎระเบียบข้นมาบังคับใช้ร่วมกัน
ึ
ทงภายในชมชนและชมชนใกล้เคยง โดยมการประชมร่วมกนและมการ
ั
ี
ี
ี
ุ
ั
ุ
้
ุ
้
ั
่
ั
่
ื
ั
่
ั
ื
์
ประชาสมพนธทวไปเพอใหชาวบานในชมชนอน ๆ ไดรบทราบโดยทวกน และ
ั
ั
้
ุ
้
่
ั
เพ่อให้เกิดการร่วมรับผิดชอบในเร่องต่าง ๆ ตามระเบียบท่ก�าหนด ท้งน ้ ี
ื
ี
ื
หากมีผู้ใดฝ่าฝืนกฎระเบียบท่น�ามาใช้รักษาทรัพยากรน้าในชุมชน จะถูก
ี
�
ด�าเนินคดีตามกฎระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
2) การร่วมกันดูแลทรัพยากรธรรมชาติในชุมชนแบบองค์รวม โดย
�
ั
การเดินส�ารวจศึกษาป่าไม้และแหล่งน้า การเดินส�ารวจศึกษาธรรมชาติน้น
เริ่มเกิดขึ้นจากการระดมความคิดของชาวบ้านในชุมชน อยากจะให้เด็กและ
เยาวชนในชุมชนได้เห็นความส�าคัญของป่าไม้และทรัพยากรน�้า และได้เรียน
62 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท และพระครูประยุตธรรมธัช 63
ตนแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร
ี
ี
ึ
�
รู้วิถีชีวิตท่ต้องมีการพ่งพิงป่าและแหล่งน�า เพราะคนในชุมชนจะไม่มีทางรู้ได้ 4) การร่วมกันสร้างและบารุงรักษาธนาคารนา ประโยชน์ท่ได้รับใน
้
้
�
�
ี
ี
ั
�
�
้
�
้
�
ื
เลยว่าป่าไม้หรือแหล่งนาถูกทาลายไปมากน้อยเพียงใด จึงต้องมีการเดินเข้าไป การสร้างฝายชะลอนาน้นจะทาในพ้นท่ท่เป็นลาห้วยหรือลาธารขนาดเล็ก ใน
�
็
้
้
ื
สารวจข้างในป่า เพ่อหาเหตุปัจจัยต่าง ๆ จึงจะสามารถคิดหาวิธีรับมือกับ บริเวณที่เปนตนน�้าหรือพื้นที่ที่มีความลาดชันสูง ใหสามารถกักตะกอนอยูได้
่
�
�
้
ปัญหาได้ การเดินสารวจธรรมชาติหากพบว่าต้นไม้และแหล่งนาในบริเวณใด และหากพ้นท่ท่นาไหลแรงก็สามารถชะลอการไหลของนาให้ช้าลง และกัก
�
�
�
ี
ื
้
ี
้
เกิดความเสียหาย ต้องมาร่วมกันดูแลและแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน ซ่ง เก็บตะกอนเอาไว้ไม่ให้ไปทับถมตอนล่าง เป็นวิธีการอนุรักษ์ดินและนาได้ด ี
ึ
้
�
กิจกรรมนี้ก็จะมุ่งเป้าไปที่เด็กและเยาวชน เพื่อเป็นการปลูกฝังจิตส�านึกการ มากวิธีการหน่ง เพราะการทาฝายต้นนาหรือการทาธนาคารนามีความสาคัญ
ึ
�
้
�
�
�
�
้
�
้
ู
่
ู
ุ
ั
่
์
ู
ุ
�
้
อนรกษปาไม้และแหล่งนา โดยอยภายใต้การควบคมดแลของผ้นาชมชนและ ต่อการลดความรุนแรงของกระแสนาในลาห้วย และช่วยลดการพังทลายของ
�
�
ุ
่
่
้
�
ื
ั
แกนนาของสภาลานวดตะโหมด ทงยังมการสารวจเสนทางใหม ๆ เพอค้นหา ดินในช่วงฤดูฝนที่มีปริมาณฝนตกหนัก ส่วนในช่วงฤดูแล้งฝายดักตะกอนจะ
้
ั
�
ี
�
พื้นที่ที่เหมาะสมในการท�าธนาคารน�้าต่อไป ช่วยชะลอการไหลของนา ทาให้สามารถคงความชุ่มช้นในผืนดินให้อยู่นาน
ื
�
้
�
3) การร่วมกันปลูกต้นไม้ทดแทนบริเวณ 2 ข้างลาห้วยท่มีการทา ขึ้น เป็นประโยชน์ต่อทรัพยากรทั้งพืชและสัตว์ได้อาศัยความชุ่มชื้นนั้น รวม
ี
�
ึ
้
�
ื
�
�
้
ธนาคารนา ชาวบ้านและผู้นาชุมชนได้ร่วมกันจัดกิจกรรมน้ข้นทุกปี เพ่อให้ ถึงยังช่วยให้ชาวบ้านในชุมชนได้ตระหนักเห็นความสาคัญของทรัพยากรนา ม ี
�
ี
�
้
ชาวบ้านในชุมชนได้ตระหนักเห็นความสาคัญของป่า มีความรู้สึกหวงแหน ความรสึกหวงแหน และร่วมใช้ประโยชน์จากทรัพยากรนาอย่างเหมาะสมและ
�
ู้
ั
รู้สึกถึงความเป็นเจ้าของ และช่วยกันดูแลรักษาต้นไม้ในชุมชนต่อไป การปลูก ย่งยืน (ปาโมช บุณยะตุลานนท์, ไฉไล ศักดิวรพงศ์ และสากล สถิตวิทยานันท์,
�
�
้
ึ
ต้นไม้ทดแทนบริเวณ 2 ข้างลาห้วยท่มีการทาธนาคารนาเป็นอีกหน่งกิจกรรม 2559: 72-73)
�
ี
ี
ื
�
ท่จะช่วยสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้กับป่าและแหล่งนา โดยจะช่วยเพ่ม ในส่วนของการสร้างฝายชะลอนาในพ้นท่ซ่งไม่ใช่ต้นนาลาธารและม ี
้
�
้
ี
ิ
�
ึ
้
�
ความแข็งแรงให้กับฝายชะลอนา ช่วยลดการพังทลายของหน้าดิน ช่วยในการ กระแสน้าเช่ยวกรากในช่วงฤดูฝน ต้องทาธนาคารนาแบบถาวรท่มีความแข็ง
ี
้
้
�
�
�
ี
�
้
�
ี
้
้
ดูดซับนา อันเป็นภาพท่สะท้อนให้เห็นว่าชาวบ้านในชุมชนเห็นความสาคัญ แรง เพราะต้องทาเป็นเว้งนาท่สามารถมีพ้นท่รับนาได้พอสมควร เพียงพอ
�
ื
ี
�
ี
�
ิ
�
ี
่
่
ั
้
ี
ี
�
ของการมีอยู่ของต้นไม้และแหล่งนา เพราะพ้นท่ป่าไม้ท่มากข้นจะส่งผลดีต่อ ต่อการรบนาทมีจานวนมาก จุดทจะสร้างต้องมีความแข็งแรง ท้งตวของ
ั
ื
ึ
ี
ั
�
�
้
้
ี
่
ื
้
่
ู
ธนาคารนา นอกจากจะชวยฟืนฟสภาพป่าต้นนาทเคยเสอมโทรมใหอุดมสมบรณ ์ ธนาคารน�้าต้องแข็งแรงและดินหรือตลิ่งบริเวณนั้นต้องแข็งแรง เพราะไม่เช่น
่
�
�
้
ู
้
ึ
้
�
้
�
ข้นแล้ว ป่าไม้ท่อุดมสมบูรณ์จะช่วยลดการพังทลายของหน้าดิน ส่งผลให้ช่วย น้นนาจะพัดพาธนาคารนาพังไปพร้อมตล่ง ส่วนด้านต้นนาก็ควรมีการทา
ี
�
ั
ิ
้
�
�
�
้
้
�
ื
ชะลอการไหลของนาในช่วงนาหลากได้ดี และท่สาคัญยังเป็นการกระตุ้นให้ ธนาคารนาแบบใช้ก้อนหิน เพ่อขวางการไหลของนาเป็นระยะ ๆ ตามช่วงจังหวะ
�
ี
้
้
�
ี
ั
้
�
ี
�
ื
�
้
ชาวบ้านเกิดความตระหนักในความสาคัญของการมีส่วนร่วมช่วยกันรักษาป่า ท่เหมาะสม จะเป็นการชะลอนาได้ดีเพ่อช่วยลดการไหลของนา ท้งน้ชุมชน
ตะโหมดนิยมสร้างฝายชะลอน�าแบบไม่ถาวร ด้วยการใช้วัสดุจากธรรมชาต ิ
้
64 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท์ และพระครูประยุตธรรมธัช 65
ต้นแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร
ี
ี
ึ
�
รู้วิถีชีวิตท่ต้องมีการพ่งพิงป่าและแหล่งน�า เพราะคนในชุมชนจะไม่มีทางรู้ได้ 4) การร่วมกันสร้างและบารุงรักษาธนาคารนา ประโยชน์ท่ได้รับใน
้
้
�
�
ี
ี
ั
�
�
้
�
้
�
ื
เลยว่าป่าไม้หรือแหล่งนาถูกทาลายไปมากน้อยเพียงใด จึงต้องมีการเดินเข้าไป การสร้างฝายชะลอนาน้นจะทาในพ้นท่ท่เป็นลาห้วยหรือลาธารขนาดเล็ก ใน
�
็
้
้
ื
สารวจข้างในป่า เพ่อหาเหตุปัจจัยต่าง ๆ จึงจะสามารถคิดหาวิธีรับมือกับ บริเวณที่เปนตนน�้าหรือพื้นที่ที่มีความลาดชันสูง ใหสามารถกักตะกอนอยูได้
่
�
�
้
ปัญหาได้ การเดินสารวจธรรมชาติหากพบว่าต้นไม้และแหล่งนาในบริเวณใด และหากพ้นท่ท่นาไหลแรงก็สามารถชะลอการไหลของนาให้ช้าลง และกัก
�
�
�
ี
ื
้
ี
้
เกิดความเสียหาย ต้องมาร่วมกันดูแลและแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน ซ่ง เก็บตะกอนเอาไว้ไม่ให้ไปทับถมตอนล่าง เป็นวิธีการอนุรักษ์ดินและนาได้ด ี
ึ
�
้
กิจกรรมนี้ก็จะมุ่งเป้าไปที่เด็กและเยาวชน เพื่อเป็นการปลูกฝังจิตส�านึกการ มากวิธีการหน่ง เพราะการทาฝายต้นนาหรือการทาธนาคารนามีความสาคัญ
ึ
�
้
�
�
�
�
้
�
้
ู
่
ู
ุ
ั
่
์
ู
ุ
�
้
อนรกษปาไม้และแหล่งนา โดยอยภายใต้การควบคมดแลของผ้นาชมชนและ ต่อการลดความรุนแรงของกระแสนาในลาห้วย และช่วยลดการพังทลายของ
�
�
ุ
่
่
้
�
ื
ั
แกนนาของสภาลานวดตะโหมด ทงยังมการสารวจเสนทางใหม ๆ เพอค้นหา ดินในช่วงฤดูฝนที่มีปริมาณฝนตกหนัก ส่วนในช่วงฤดูแล้งฝายดักตะกอนจะ
้
ั
�
ี
�
พื้นที่ที่เหมาะสมในการท�าธนาคารน�้าต่อไป ช่วยชะลอการไหลของนา ทาให้สามารถคงความชุ่มช้นในผืนดินให้อยู่นาน
ื
�
้
�
3) การร่วมกันปลูกต้นไม้ทดแทนบริเวณ 2 ข้างลาห้วยท่มีการทา ขึ้น เป็นประโยชน์ต่อทรัพยากรทั้งพืชและสัตว์ได้อาศัยความชุ่มชื้นนั้น รวม
ี
�
ึ
้
�
ื
�
�
้
ธนาคารนา ชาวบ้านและผู้นาชุมชนได้ร่วมกันจัดกิจกรรมน้ข้นทุกปี เพ่อให้ ถึงยังช่วยให้ชาวบ้านในชุมชนได้ตระหนักเห็นความสาคัญของทรัพยากรนา ม ี
�
ี
�
้
ชาวบ้านในชุมชนได้ตระหนักเห็นความสาคัญของป่า มีความรู้สึกหวงแหน ความรสึกหวงแหน และร่วมใช้ประโยชน์จากทรัพยากรนาอย่างเหมาะสมและ
�
ู้
รู้สึกถึงความเป็นเจ้าของ และช่วยกันดูแลรักษาต้นไม้ในชุมชนต่อไป การปลูก ย่งยืน (ปาโมช บุณยะตุลานนท์, ไฉไล ศักดิวรพงศ์ และสากล สถิตวิทยานันท์,
ั
�
้
�
�
ึ
ี
ต้นไม้ทดแทนบริเวณ 2 ข้างลาห้วยท่มีการทาธนาคารนาเป็นอีกหน่งกิจกรรม 2559: 72-73)
�
�
ี
้
ื
้
้
�
ิ
�
ึ
ท่จะช่วยสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้กับป่าและแหล่งนา โดยจะช่วยเพ่ม ในส่วนของการสร้างฝายชะลอนาในพ้นท่ซ่งไม่ใช่ต้นนาลาธารและม ี
ี
�
้
�
ความแข็งแรงให้กับฝายชะลอนา ช่วยลดการพังทลายของหน้าดิน ช่วยในการ กระแสน้าเช่ยวกรากในช่วงฤดูฝน ต้องทาธนาคารนาแบบถาวรท่มีความแข็ง
ี
�
ี
�
้
้
ี
�
้
้
ดูดซับนา อันเป็นภาพท่สะท้อนให้เห็นว่าชาวบ้านในชุมชนเห็นความสาคัญ แรง เพราะต้องทาเป็นเว้งนาท่สามารถมีพ้นท่รับนาได้พอสมควร เพียงพอ
�
ื
ี
�
ี
�
ิ
�
ี
่
่
ั
้
ี
ี
�
ของการมีอยู่ของต้นไม้และแหล่งนา เพราะพ้นท่ป่าไม้ท่มากข้นจะส่งผลดีต่อ ต่อการรบนาทมีจานวนมาก จุดทจะสร้างต้องมีความแข็งแรง ท้งตวของ
ั
ื
ึ
ี
ั
�
�
้
้
ี
่
ื
้
่
ู
ธนาคารนา นอกจากจะชวยฟืนฟสภาพป่าต้นนาทเคยเสอมโทรมใหอุดมสมบรณ ์ ธนาคารน�้าต้องแข็งแรงและดินหรือตลิ่งบริเวณนั้นต้องแข็งแรง เพราะไม่เช่น
่
�
�
้
ู
้
ึ
้
�
้
�
ข้นแล้ว ป่าไม้ท่อุดมสมบูรณ์จะช่วยลดการพังทลายของหน้าดิน ส่งผลให้ช่วย น้นนาจะพัดพาธนาคารนาพังไปพร้อมตล่ง ส่วนด้านต้นนาก็ควรมีการทา
ี
�
ั
ิ
้
�
�
�
้
้
�
ื
ชะลอการไหลของนาในช่วงนาหลากได้ดี และท่สาคัญยังเป็นการกระตุ้นให้ ธนาคารนาแบบใช้ก้อนหิน เพ่อขวางการไหลของนาเป็นระยะ ๆ ตามช่วงจังหวะ
�
ี
้
้
�
ี
ั
้
�
ี
�
ื
้
�
ชาวบ้านเกิดความตระหนักในความสาคัญของการมีส่วนร่วมช่วยกันรักษาป่า ท่เหมาะสม จะเป็นการชะลอนาได้ดีเพ่อช่วยลดการไหลของนา ท้งน้ชุมชน
ตะโหมดนิยมสร้างฝายชะลอน�าแบบไม่ถาวร ด้วยการใช้วัสดุจากธรรมชาต ิ
้
64 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท์ และพระครูประยุตธรรมธัช 65
ต้นแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร
�
้
ั
�
เป็นหลัก เช่น คันดิน หิน หรือนากระสอบทรายมาก้นทางไหลของน�า เพ่อให้ ตลอดจนนาไปใช้ในการเกษตร และลดความรุนแรงของการเกิดไฟป่าในฤด ู
ื
ี
สามารถชะลอนาในหน้าแล้ง (ปาโมช บุณยะตุลานนท์, ไฉไล ศักดิวรพงศ์ แล้ง ประโยชน์เหล่าน้จะส่งผลต่อความกระตือรือร้นของชาวบ้านในการ
�
้
�
้
�
�
้
และสากล สถิตวิทยานันท์, 2559: 73) ผลการดาเนินงานช่วยให้การไหลของ จัดการธนาคารนาในชุมชนให้คงอยู่อย่างยั่งยืน ในการทาธนาคารนาของ
�
ิ
ั
�
้
้
นายังคงไหลอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะไหลอยู่หน้าฝายหรือซึมผ่านฝาย ทาให้ใน ชุมชนตะโหมดน้นชาวบ้านเร่มมองเห็นประโยชน์จากการจัดการธนาคารนา
�
�
ี
ชุมชนตะโหมดมีนาไหลผ่านตลอดเวลา สามารถคงความชุ่มช้นให้ระบบนิเวศ ในชุมชนท่เป็นรูปธรรมมากข้น เพราะชาวบ้านได้รับประโยชน์ในรูปแบบของ
ื
�
้
ึ
ในชุมชนตะโหมดได้ดี การอุปโภคบริโภค หาสัตว์นา อาหาร การเกษตร ลดปัญหาภัยแล้ง และ
้
�
�
ื
�
้
�
้
สาหรับการบารุงรักษาธนาคารน�าน้น เน่องจากธนาคารนาแต่ละชนิด ลดปัญหาน�้าท่วมรุนแรง
ั
ี
มีการใช้วัสดุและมีอายุการใช้งานแตกต่างกัน วัสดุแต่ละอย่างท่ใช้อาจเส่อม
ื
ี
ั
�
สลายตามธรรมชาติ ฉะน้นควรมีการบารุงรักษาให้อยู่ในสภาพท่สมบูรณ์
�
้
ในแต่ละปีก่อนฤดูฝนจะมาถึง เช่น ถ้าหากเป็นธนาคารนาเศษไม้ คันดิน หรือ
ี
กระสอบทราย ควรมีการซ่อมแซมเสาหลักและส่วนประกอบท่ชารุด ธนาคาร
�
นาก่งถาวรและธนาคารนาถาวรน้นควรหม่นตรวจรอยร่วซึมของตัวธนาคาร
ั
้
ั
�
้
�
ึ
ั
�
้
�
ี
ิ
้
�
้
นาและส่งกีดขวางทางนาเป็นประจาทุกปี ส่วนธนาคารนาท่มีเป้าหมาย
�
�
้
ในการเก็บกักนาเพ่อประโยชน์ด้านใดด้านหน่ง ถ้าหากมีตะกอนทับถมมาก
ึ
ื
ควรมีการขุดลอกเพื่อให้มีพื้นที่กักเก็บน�้าได้เพียงพอ
ในภาพรวมจึงกล่าวได้ว่าประโยชน์หลักของธนาคารนาคือการลดการ
�
้
�
ชะล้างพังทลายของดิน ลดความรุนแรงของกระแสนาในลาห้วย เพ่มความ
�
้
ิ
้
ั
ี
ช่มชน และกระจายความช่มชนออกไปเป็นวงกว้างในพนททง 2 ฝั่งของ
่
ุ
้
ื
ุ
้
ื
้
ื
ล�าห้วย นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มปริมาณน�้าใต้ดินด้วย ช่วยกักเก็บตะกอนและ
้
�
้
�
�
ี
วัสดุต่าง ๆ ท่ไหลลงมากับนาในลาห้วยได้ดี และช่วยยืดอายุแหล่งนาตอนล่าง
้
�
ื
ให้ต้นเขินช้าลง คุณภาพของนามีตะกอนปะปนน้อยลง เพ่มความหลากหลาย
ิ
ี
ั
�
ี
ื
ทางชีวภาพของพืชพรรณให้แก่พ้นท่โดยรอบ ท้งยังทาให้เป็นแหล่งท่อยู่อาศัย
ั
ของสัตว์นา และใช้เป็นแหล่งนาเพ่อการอุปโภคบริโภคท้งของคนและสัตว์ป่า
ื
้
�
้
�
66 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท์ และพระครูประยุตธรรมธัช 67
ต้นแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร
�
�
ื
้
เป็นหลัก เช่น คันดิน หิน หรือนากระสอบทรายมาก้นทางไหลของน�า เพ่อให้ ตลอดจนนาไปใช้ในการเกษตร และลดความรุนแรงของการเกิดไฟป่าในฤด ู
ั
ี
สามารถชะลอนาในหน้าแล้ง (ปาโมช บุณยะตุลานนท์, ไฉไล ศักดิวรพงศ์ แล้ง ประโยชน์เหล่าน้จะส่งผลต่อความกระตือรือร้นของชาวบ้านในการ
�
้
�
้
�
�
้
และสากล สถิตวิทยานันท์, 2559: 73) ผลการดาเนินงานช่วยให้การไหลของ จัดการธนาคารนาในชุมชนให้คงอยู่อย่างยั่งยืน ในการทาธนาคารนาของ
�
ิ
ั
�
้
้
นายังคงไหลอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะไหลอยู่หน้าฝายหรือซึมผ่านฝาย ทาให้ใน ชุมชนตะโหมดน้นชาวบ้านเร่มมองเห็นประโยชน์จากการจัดการธนาคารนา
�
�
ี
ชุมชนตะโหมดมีนาไหลผ่านตลอดเวลา สามารถคงความชุ่มช้นให้ระบบนิเวศ ในชุมชนท่เป็นรูปธรรมมากข้น เพราะชาวบ้านได้รับประโยชน์ในรูปแบบของ
ื
้
ึ
�
ในชุมชนตะโหมดได้ดี การอุปโภคบริโภค หาสัตว์นา อาหาร การเกษตร ลดปัญหาภัยแล้ง และ
้
�
�
ื
�
้
สาหรับการบารุงรักษาธนาคารน�าน้น เน่องจากธนาคารนาแต่ละชนิด ลดปัญหาน�้าท่วมรุนแรง
ั
้
�
ื
ี
มีการใช้วัสดุและมีอายุการใช้งานแตกต่างกัน วัสดุแต่ละอย่างท่ใช้อาจเส่อม
�
ี
สลายตามธรรมชาติ ฉะน้นควรมีการบารุงรักษาให้อยู่ในสภาพท่สมบูรณ์
ั
�
้
ในแต่ละปีก่อนฤดูฝนจะมาถึง เช่น ถ้าหากเป็นธนาคารนาเศษไม้ คันดิน หรือ
ี
กระสอบทราย ควรมีการซ่อมแซมเสาหลักและส่วนประกอบท่ชารุด ธนาคาร
�
นาก่งถาวรและธนาคารนาถาวรน้นควรหม่นตรวจรอยร่วซึมของตัวธนาคาร
ั
้
ั
�
้
�
ึ
ั
�
้
�
ี
ิ
้
�
้
นาและส่งกีดขวางทางนาเป็นประจาทุกปี ส่วนธนาคารนาท่มีเป้าหมาย
�
�
้
ในการเก็บกักนาเพ่อประโยชน์ด้านใดด้านหน่ง ถ้าหากมีตะกอนทับถมมาก
ึ
ื
ควรมีการขุดลอกเพื่อให้มีพื้นที่กักเก็บน�้าได้เพียงพอ
ในภาพรวมจึงกล่าวได้ว่าประโยชน์หลักของธนาคารนาคือการลดการ
�
้
�
ชะล้างพังทลายของดิน ลดความรุนแรงของกระแสนาในลาห้วย เพ่มความ
�
้
ิ
้
ั
ี
ช่มชน และกระจายความช่มชนออกไปเป็นวงกว้างในพนททง 2 ฝั่งของ
่
ุ
้
ื
ุ
้
ื
้
ื
ล�าห้วย นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มปริมาณน�้าใต้ดินด้วย ช่วยกักเก็บตะกอนและ
�
้
้
�
�
ี
วัสดุต่าง ๆ ท่ไหลลงมากับนาในลาห้วยได้ดี และช่วยยืดอายุแหล่งนาตอนล่าง
้
�
ื
ให้ต้นเขินช้าลง คุณภาพของนามีตะกอนปะปนน้อยลง เพ่มความหลากหลาย
ิ
ี
ั
�
ี
ื
ทางชีวภาพของพืชพรรณให้แก่พ้นท่โดยรอบ ท้งยังทาให้เป็นแหล่งท่อยู่อาศัย
ั
ของสัตว์นา และใช้เป็นแหล่งนาเพ่อการอุปโภคบริโภคท้งของคนและสัตว์ป่า
ื
้
�
้
�
66 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท์ และพระครูประยุตธรรมธัช 67
ต้นแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร
ี
มาตรการแก้ไขปัญหา เหตุผลหลักท่ต้องมีการจัดต้งสภาลานวัดตะโหมด
ั
ก็เพราะในอดีตชุมชนตะโหมดประสบปัญหาท่หลากหลาย ท้งปัญหา
ั
ี
สาธารณูปโภคในท้องถ่น ปัญหาเร่องถนนหนทาง ปัญหาเร่องไฟฟ้าและ
ื
ื
ิ
03 สรุปบทเรียน ของชาวบ้านตะโหมด สภาลานวดตะโหมดจงเป็นพนททางสงคมทใช้เพอ
�
�
น้าประปา ปัญหาการบริหารจัดการน้าเพ่อการเกษตร ซ่งล้วนเป็นปัญหาร่วม
ึ
ื
ั
่
ึ
ั
ื
่
ื
่
ี
้
ี
ั
งานสงฆพฒนา
ั
ระดมความเห็นและก�าหนดกิจกรรมพัฒนาชุมชน ตัวอย่างเช่น การรวมตัว
ิ
เชิงบูร ณาการ กันขอให้มีไฟฟ้าใช้ในท้องถ่น ความร่วมมือในการสร้างและซ่อมแซมถนน
หนทางเกือบทุกสายในต�าบลตะโหมด เพ่อเป้าหมายให้เกิดความสะดวกใน
ื
แนวทางพลัง “บวร” การเดินทางและการด�าเนินชีวิตของชาวบ้าน เป็นต้น
ในอดีตเมื่อเกิดปัญหาขึ้นในชุมชน ผู้น�าชุมชนและชาวบ้านจะมารวม
กันที่วัดตะโหมด เพื่อมาขอค�าแนะน�าหรือมาร่วมปรึกษาหารือกับเจ้าอาวาส
ี
มาร่วมพูดคุยแลกเปล่ยนความคิดเห็นกัน จนเกิดการรวมตัวกันเป็นกลุ่ม
เกษตรกรท�านาตะโหมด เพ่อร่วมกันแก้ไขปัญหาการเกษตรในท้องถ่น
ื
ิ
หลากหลายประการ กลุ่มเกษตรกรท�านาตะโหมดได้พัฒนาความช่วยเหลือ
สภาลานวัดตะโหมดประกอบด้วยพระสงฆ์ ผู้น�าชุมชน ชาวบ้าน และ เกษตรกรในหลายด้าน และได้ร่วมกันขับเคลื่อนกิจกรรม จนกระทั่งค่อย ๆ
ภาคีเครือข่ายภาคประชาชน เป็นเวทีการแลกเปล่ยนเรียนรู้เพ่อหาข้อมูลท ่ ี พฒนามาเปนสภาลานวดตะโหมด เพอชวยแบงเบาภาระของผนาชมชนและ
ื
่
่
่
ั
็
ุ
�
้
ี
ู
ั
ื
จะน�าไปสู่การวิเคราะห์ร่วมกันว่าปัญหาของชุมชนมีอะไรเป็นเหตุปัจจัย ควร ชาวบ้าน เพ่อให้เป็นท่พบปะแลกเปล่ยนความคิดเห็นกันอย่างต่อเน่อง ท�าให้
ื
ี
ื
ี
จะแก้ปัญหาตรงไหนดี เพราะอะไร และควรจะท�าอย่างไร โดยมีคณะ ชาวบ้านสามารถหารือแนวทางแก้ไขปัญหาท่เหมาะสม และได้น�าไปสู่การ
ี
กรรมการเข้ามามีบทบาทส�าคัญในการน�าความเห็นของสมาชิกและภาคีเครือ ปฏิบัติจริง เพื่อประโยชน์สุขของชาวตะโหมด
ี
ั
ข่ายทุกภาคส่วนมาร่วมกันพิจารณา อย่างไรก็ตามสมาชิกของสภาลานวัดตะ สาหรบในปัจจบนการขบเคลอนกจกรรมการพฒนาทโดดเด่นของ
ั
ุ
�
ั
่
ิ
ื
ั
่
โหมดมีความคาดหวังว่าในอนาคตไม่ควรจะต้องมีสภาลานวัด เพราะถ้าชุมชน สภาลานวัดตะโหมดคือธนาคารน้า ในช่วงแรกชาวบ้านยังไม่มีความรู้จึงท�า
�
ตะโหมดไม่มีปัญหาใด ๆ เกิดขึ้น ย่อมจะเป็นสิ่งที่ดี และไม่จ�าเป็นจะต้องมี กันตามภูมิปัญญาชาวบ้าน เช่น น�าไม้น�าหินมากั้นขวางทางน�้า พอเริ่มท�าก็
ื
ี
ื
ิ
สภาลานวัดเพ่อท�าหน้าท่หาข้อสรุปเพ่อใช้ก�าหนดแนวทาง แผนงาน และ ต้องหาความรู้เพ่มเติมและมีการทดลองท�า จึงเกิดการเรียนรู้และผสานความ
68 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท และพระครูประยุตธรรมธัช 69
ตนแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร
ี
มาตรการแก้ไขปัญหา เหตุผลหลักท่ต้องมีการจัดต้งสภาลานวัดตะโหมด
ั
ก็เพราะในอดีตชุมชนตะโหมดประสบปัญหาท่หลากหลาย ท้งปัญหา
ั
ี
สาธารณูปโภคในท้องถ่น ปัญหาเร่องถนนหนทาง ปัญหาเร่องไฟฟ้าและ
ื
ื
ิ
03 สรุปบทเรียน ของชาวบ้านตะโหมด สภาลานวดตะโหมดจงเป็นพนททางสงคมทใช้เพอ
�
�
น้าประปา ปัญหาการบริหารจัดการน้าเพ่อการเกษตร ซ่งล้วนเป็นปัญหาร่วม
ึ
ื
ั
่
ึ
ั
ื
่
ื
่
ี
้
ี
ั
งานสงฆพฒนา
ั
ระดมความเห็นและก�าหนดกิจกรรมพัฒนาชุมชน ตัวอย่างเช่น การรวมตัว
ิ
เชิงบูร ณาการ กันขอให้มีไฟฟ้าใช้ในท้องถ่น ความร่วมมือในการสร้างและซ่อมแซมถนน
หนทางเกือบทุกสายในต�าบลตะโหมด เพ่อเป้าหมายให้เกิดความสะดวกใน
ื
แนวทางพลัง “บวร” การเดินทางและการด�าเนินชีวิตของชาวบ้าน เป็นต้น
ในอดีตเมื่อเกิดปัญหาขึ้นในชุมชน ผู้น�าชุมชนและชาวบ้านจะมารวม
กันที่วัดตะโหมด เพื่อมาขอค�าแนะน�าหรือมาร่วมปรึกษาหารือกับเจ้าอาวาส
ี
มาร่วมพูดคุยแลกเปล่ยนความคิดเห็นกัน จนเกิดการรวมตัวกันเป็นกลุ่ม
เกษตรกรท�านาตะโหมด เพ่อร่วมกันแก้ไขปัญหาการเกษตรในท้องถ่น
ื
ิ
หลากหลายประการ กลุ่มเกษตรกรท�านาตะโหมดได้พัฒนาความช่วยเหลือ
สภาลานวัดตะโหมดประกอบด้วยพระสงฆ์ ผู้น�าชุมชน ชาวบ้าน และ เกษตรกรในหลายด้าน และได้ร่วมกันขับเคลื่อนกิจกรรม จนกระทั่งค่อย ๆ
ภาคีเครือข่ายภาคประชาชน เป็นเวทีการแลกเปล่ยนเรียนรู้เพ่อหาข้อมูลท ่ ี พฒนามาเปนสภาลานวดตะโหมด เพอชวยแบงเบาภาระของผนาชมชนและ
ื
่
่
่
ั
็
�
ี
ื
ุ
้
ั
ู
ี
ี
ื
จะน�าไปสู่การวิเคราะห์ร่วมกันว่าปัญหาของชุมชนมีอะไรเป็นเหตุปัจจัย ควร ชาวบ้าน เพ่อให้เป็นท่พบปะแลกเปล่ยนความคิดเห็นกันอย่างต่อเน่อง ท�าให้
ื
จะแก้ปัญหาตรงไหนดี เพราะอะไร และควรจะท�าอย่างไร โดยมีคณะ ชาวบ้านสามารถหารือแนวทางแก้ไขปัญหาท่เหมาะสม และได้น�าไปสู่การ
ี
กรรมการเข้ามามีบทบาทส�าคัญในการน�าความเห็นของสมาชิกและภาคีเครือ ปฏิบัติจริง เพื่อประโยชน์สุขของชาวตะโหมด
ั
ี
ข่ายทุกภาคส่วนมาร่วมกันพิจารณา อย่างไรก็ตามสมาชิกของสภาลานวัดตะ สาหรบในปัจจบนการขบเคลอนกจกรรมการพฒนาทโดดเด่นของ
ั
ุ
�
ั
่
ิ
ื
ั
่
โหมดมีความคาดหวังว่าในอนาคตไม่ควรจะต้องมีสภาลานวัด เพราะถ้าชุมชน สภาลานวัดตะโหมดคือธนาคารน้า ในช่วงแรกชาวบ้านยังไม่มีความรู้จึงท�า
�
ตะโหมดไม่มีปัญหาใด ๆ เกิดขึ้น ย่อมจะเป็นสิ่งที่ดี และไม่จ�าเป็นจะต้องมี กันตามภูมิปัญญาชาวบ้าน เช่น น�าไม้น�าหินมากั้นขวางทางน�้า พอเริ่มท�าก็
ื
ี
ื
ิ
สภาลานวัดเพ่อท�าหน้าท่หาข้อสรุปเพ่อใช้ก�าหนดแนวทาง แผนงาน และ ต้องหาความรู้เพ่มเติมและมีการทดลองท�า จึงเกิดการเรียนรู้และผสานความ
68 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท และพระครูประยุตธรรมธัช 69
ตนแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร
ี
ิ
ั
ิ
ั
ู
ิ
ั
ุ
ร้ใหม่กบภูมปัญญาท้องถ่นท่เกดจากการสงสมประสบการณ์ในชมชนจากรน เปล่ยนจากการจับกุมมาเป็นการจับเข่าคุยกัน หลังจากน้นยังร่วมกันจัด
ี
่
ุ่
ู
ุ
ู
ั
ั
ุ
ี
ุ
ส่ร่น โดยผ้อาวโสในชมชนและพระสงฆ์ในวดตะโหมดร่วมกนมบทบาทเป็น กิจกรรม “ผูกผ้าบูชารุกขเทวา” เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2555 เพื่อผูกผ้าสีบน
ิ
�
�
ผู้นา จนกระท่งพัฒนาเป็นองค์ความรู้ในการสร้างธนาคารนา พอเร่มมีการทา ต้นไม้ตลอดแนวเขตป่าไว้เป็นการกาหนดแนวเขตป่า รวมถึงผู้นาชุมชนและ
�
�
�
้
ั
้
ึ
�
ธนาคารนามากข้นชาวบ้านก็เร่มได้รับผลประโยชน์ จึงมีการเสริมสร้าง ชาวบ้านได้ร่วมกันกาหนดกฎระเบียบข้อบังคับข้นมา เพ่อให้ชาวตะโหมดทุก
�
ิ
ึ
ื
�
ศักยภาพชุมชน ความรู้ และจิตสานึกด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาต ิ คนได้ปฏิบัติไปในแนวทางเดียวกัน ชาวบ้านตะโหมดยังให้ความร่วมมือกับ
ี
และส่งแวดล้อมแก่ชาวบ้านและเครือข่ายเด็กและเยาวชนในชุมชน รวมถึง เจ้าหน้าท่คอยสอดส่องดูแล และห้ามไม่ให้บุคคลภายนอกเข้ามาลักลอบบุกรุก
ิ
การให้สมาชิกในชุมชนมีส่วนร่วมในการวิเคราะห์ วางแผน ตัดสินใจ ด�าเนิน ท�าลายทรัพยากรธรรมชาติในชุมชน ในภาพรวมกล่าวได้ว่าโครงการนี้ส่งผล
งานและติดตามประเมินผลธนาคารนา จนเป็นผลให้ธนาคารน�าสามารถใช้ ให้ในปัจจุบันไม่มีชาวบ้านตะโหมดเข้าไปบุรุกพ้นท่ป่าอีกเลย รวมถึงได้ร่วม
ี
ื
้
�
้
ิ
ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล กนผลกดนกจกรรมปลกป่าทดแทน 3 ชนดคอ ไผ่ลมแล้ง ต้นเหรยง และ
ั
ื
ิ
ี
ื
ั
ู
ั
�
ี
้
�
จากผลการศึกษาพบว่าสภาลานวัดตะโหมดช่วยจัดการธนาคารนา ไม้ตะเคยนหรอไม้พะยอม ควบค่ไปกบกาหนดข้อตกลงเพอให้ชาวบ้านใช้
ู
ั
่
ื
ื
้
�
ในชุมชนโดยเน้นกระบวนการมีส่วนร่วมของชาวบ้านให้เข้ามาช่วยกันดูแล ประโยชน์ทรัพยากรนาร่วมกันได้อย่างเท่าเทียม จนเป็นผลให้การจัดการ
ั
ั
�
้
รกษาและร่วมกนใช้ประโยชน์จากธนาคารนาในชมชนอย่างเหมาะสม โดย ธนาคารนาและกิจกรรมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและป่าไม้สามารถ
้
�
ุ
่
ั
่
ื
ื
ื
ื
่
ื
่
ั
�
้
ชาวบ้านตระหนักในความเป็นเจ้าของป่าและแหล่งนาของชุมชน ชาวบ้าน ขบเคลอนเพอการใช้ประโยชน์ของส่วนรวมได้อย่างยงยนสบเนองมาเป็น
ี
ตะโหมดให้ความร่วมมือสูงในทุกกิจกรรมท่เก่ยวกับการดูแลรักษาทรัพยากร เวลาหลายสิบปี
ี
น�้าและป่าต้นน�้า ตัวอย่างเช่น ในปี 2553 ชาวบ้านและสภาลานวัดตะโหมด อีกกิจกรรมหน่งท่มีความโดดเด่นของสภาลานวัดตะโหมด คือกิจกรรม
ึ
ี
ึ
ิ
ได้ร่วมกันผลักดันโครงการ “รักษาป่าเดิม เพ่มเติมป่าใหม่” ซ่งเป็นยุทธศาสตร์ การพัฒนาเด็กและเยาวชนในชุมชนตะโหมด ซ่งพบว่ามีประเด็นท่สะท้อน
ี
ึ
แก้ไขปัญหาความขัดแย้งในเร่องการบุกรุกป่าระหว่างเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ถึงการบูรณาการกิจกรรมการพัฒนาตามแนวทางพลัง “บวร” ดังนี้
ื
ื
เขาบรรทัดกับชาวบ้าน เพราะมีชาวบ้านส่วนหน่งบุกรุกเข้าไปแผ้วถางป่าเพ่อ (1) การสร้างกลไกพลังบวรในชุมชน คือ บ้าน/ชุมชน วัด และโรงเรียน
ึ
ึ
�
ทาการเกษตรและตัดต้นไม้ขายให้แก่โรงไม้และนายทุน จนเกิดความเสียหาย เพ่อร่วมกันสร้างเสริมศักยภาพการพัฒนาให้แก่เด็กและเยาวชนในชุมชน ซ่ง
ื
ื
ี
่
�
ี
้
ของพนทป่าจานวนไม่น้อย สภาลานวดตะโหมดได้เป็นส่อกลางจัดกจกรรม ความยากของการดาเนินงานน้คือ การหาแบบอย่างนักพัฒนาท่ดีสาหรับเด็ก
ั
�
ิ
ื
�
ี
ี
ื
เดินสารวจพ้นท่ป่า โดยมีกลุ่มอนุรักษ์ป่า 6 กลุ่ม เจ้าหน้าท่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ และเยาวชน รวมถึงการกาหนดแนวทางการร่วมกันขับเคล่อนกิจกรรมอย่าง
�
�
ี
ื
ื
ี
�
ี
ื
ื
ป่าเขาบรรทัด และชาวบ้านท่เข้าไปบุกรุกพ้นท่ป่า เพ่อกาหนดเขตป่าห้าม ต่อเน่อง โดยมีพ้นฐานแนวคิดว่าการบ่มเพาะเด็กให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ท่ดีใน
ื
ี
ี
ี
บุกรุกและพ้นท่ป่าท่อนุโลมให้ชาวบ้านเข้าไปใช้ประโยชน์ได้ เป็นกิจกรรมท ่ ี วันข้างหน้า จะต้องมาจากความร่วมมือร่วมใจของผู้นาชุมชน ครอบครัว
�
ื
70 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท์ และพระครูประยุตธรรมธัช 71
ต้นแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร
ี
ิ
ั
ิ
ั
ู
ิ
ั
ุ
ร้ใหม่กบภูมปัญญาท้องถ่นท่เกดจากการสงสมประสบการณ์ในชมชนจากรน เปล่ยนจากการจับกุมมาเป็นการจับเข่าคุยกัน หลังจากน้นยังร่วมกันจัด
ี
่
ุ่
ู
ุ
ู
ั
ั
ุ
ี
ุ
ส่ร่น โดยผ้อาวโสในชมชนและพระสงฆ์ในวดตะโหมดร่วมกนมบทบาทเป็น กิจกรรม “ผูกผ้าบูชารุกขเทวา” เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2555 เพื่อผูกผ้าสีบน
ิ
�
�
ผู้นา จนกระท่งพัฒนาเป็นองค์ความรู้ในการสร้างธนาคารนา พอเร่มมีการทา ต้นไม้ตลอดแนวเขตป่าไว้เป็นการกาหนดแนวเขตป่า รวมถึงผู้นาชุมชนและ
�
�
�
้
ั
้
ึ
�
ธนาคารนามากข้นชาวบ้านก็เร่มได้รับผลประโยชน์ จึงมีการเสริมสร้าง ชาวบ้านได้ร่วมกันกาหนดกฎระเบียบข้อบังคับข้นมา เพ่อให้ชาวตะโหมดทุก
�
ิ
ึ
ื
�
ศักยภาพชุมชน ความรู้ และจิตสานึกด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาต ิ คนได้ปฏิบัติไปในแนวทางเดียวกัน ชาวบ้านตะโหมดยังให้ความร่วมมือกับ
ี
และส่งแวดล้อมแก่ชาวบ้านและเครือข่ายเด็กและเยาวชนในชุมชน รวมถึง เจ้าหน้าท่คอยสอดส่องดูแล และห้ามไม่ให้บุคคลภายนอกเข้ามาลักลอบบุกรุก
ิ
การให้สมาชิกในชุมชนมีส่วนร่วมในการวิเคราะห์ วางแผน ตัดสินใจ ด�าเนิน ท�าลายทรัพยากรธรรมชาติในชุมชน ในภาพรวมกล่าวได้ว่าโครงการนี้ส่งผล
งานและติดตามประเมินผลธนาคารนา จนเป็นผลให้ธนาคารน�าสามารถใช้ ให้ในปัจจุบันไม่มีชาวบ้านตะโหมดเข้าไปบุรุกพ้นท่ป่าอีกเลย รวมถึงได้ร่วม
ี
ื
้
�
้
ิ
ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล กนผลกดนกจกรรมปลกป่าทดแทน 3 ชนดคอ ไผ่ลมแล้ง ต้นเหรยง และ
ั
ื
ิ
ี
ื
ั
ู
ั
�
ี
้
�
จากผลการศึกษาพบว่าสภาลานวัดตะโหมดช่วยจัดการธนาคารนา ไม้ตะเคยนหรอไม้พะยอม ควบค่ไปกบกาหนดข้อตกลงเพอให้ชาวบ้านใช้
ู
ั
่
ื
ื
้
�
ในชุมชนโดยเน้นกระบวนการมีส่วนร่วมของชาวบ้านให้เข้ามาช่วยกันดูแล ประโยชน์ทรัพยากรนาร่วมกันได้อย่างเท่าเทียม จนเป็นผลให้การจัดการ
ั
ั
�
้
รกษาและร่วมกนใช้ประโยชน์จากธนาคารนาในชมชนอย่างเหมาะสม โดย ธนาคารนาและกิจกรรมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและป่าไม้สามารถ
้
�
ุ
่
ั
่
ื
ื
ื
ื
่
ื
่
ั
�
้
ชาวบ้านตระหนักในความเป็นเจ้าของป่าและแหล่งนาของชุมชน ชาวบ้าน ขบเคลอนเพอการใช้ประโยชน์ของส่วนรวมได้อย่างยงยนสบเนองมาเป็น
ี
ตะโหมดให้ความร่วมมือสูงในทุกกิจกรรมท่เก่ยวกับการดูแลรักษาทรัพยากร เวลาหลายสิบปี
ี
น�้าและป่าต้นน�้า ตัวอย่างเช่น ในปี 2553 ชาวบ้านและสภาลานวัดตะโหมด อีกกิจกรรมหน่งท่มีความโดดเด่นของสภาลานวัดตะโหมด คือกิจกรรม
ึ
ี
ึ
ิ
ได้ร่วมกันผลักดันโครงการ “รักษาป่าเดิม เพ่มเติมป่าใหม่” ซ่งเป็นยุทธศาสตร์ การพัฒนาเด็กและเยาวชนในชุมชนตะโหมด ซ่งพบว่ามีประเด็นท่สะท้อน
ี
ึ
แก้ไขปัญหาความขัดแย้งในเร่องการบุกรุกป่าระหว่างเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ถึงการบูรณาการกิจกรรมการพัฒนาตามแนวทางพลัง “บวร” ดังนี้
ื
ื
เขาบรรทัดกับชาวบ้าน เพราะมีชาวบ้านส่วนหน่งบุกรุกเข้าไปแผ้วถางป่าเพ่อ (1) การสร้างกลไกพลังบวรในชุมชน คือ บ้าน/ชุมชน วัด และโรงเรียน
ึ
ึ
�
ทาการเกษตรและตัดต้นไม้ขายให้แก่โรงไม้และนายทุน จนเกิดความเสียหาย เพ่อร่วมกันสร้างเสริมศักยภาพการพัฒนาให้แก่เด็กและเยาวชนในชุมชน ซ่ง
ื
ื
ี
่
�
ี
้
ของพนทป่าจานวนไม่น้อย สภาลานวดตะโหมดได้เป็นส่อกลางจัดกจกรรม ความยากของการดาเนินงานน้คือ การหาแบบอย่างนักพัฒนาท่ดีสาหรับเด็ก
ั
�
ิ
ื
�
ี
ี
ื
เดินสารวจพ้นท่ป่า โดยมีกลุ่มอนุรักษ์ป่า 6 กลุ่ม เจ้าหน้าท่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ และเยาวชน รวมถึงการกาหนดแนวทางการร่วมกันขับเคล่อนกิจกรรมอย่าง
�
�
ี
ื
ื
ี
�
ี
ื
ื
ป่าเขาบรรทัด และชาวบ้านท่เข้าไปบุกรุกพ้นท่ป่า เพ่อกาหนดเขตป่าห้าม ต่อเน่อง โดยมีพ้นฐานแนวคิดว่าการบ่มเพาะเด็กให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ท่ดีใน
ื
ี
ี
ี
บุกรุกและพ้นท่ป่าท่อนุโลมให้ชาวบ้านเข้าไปใช้ประโยชน์ได้ เป็นกิจกรรมท ่ ี วันข้างหน้า จะต้องมาจากความร่วมมือร่วมใจของผู้นาชุมชน ครอบครัว
�
ื
70 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท์ และพระครูประยุตธรรมธัช 71
ต้นแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร
โรงเรียน วัด องค์กรปกครองส่วนท้องถ่น และกลุ่ม/องค์กรในชุมชน และควร (4) การจัดการเรียนรู้เชิงบูรณาการ โดยความร่วมมือของครู พระสงฆ์
ิ
�
ี
ี
ี
ี
ื
�
จะมีระบบการทางานท่เช่อมร้อยกันบนพ้นฐานการจัดการโดยชุมชนเอง ไม่ใช่ ผู้นาชุมชน ปราชญ์ชุมชน ชาวบ้านและผู้เช่ยวชาญจากหน่วยงานท่เก่ยวข้อง
ื
การพึ่งพาหน่วยงาน/องค์กรจากภายนอกชุมชน (หากมีความจ�าเป็น) เพื่อมาร่วมกันสอนเด็ก ต้องให้พ่อแม่มีส่วนร่วมในการ
ี
�
ี
(2) การทางานพัฒนาเด็กและเยาวชน จะต้องดูท่ศักยภาพและความ จัดการเรียนรู้ให้กับเด็กด้วย โดยใช้กระบวนการแลกเปล่ยนเรียนรู้ และจัดการ
ั
ต้องการของตัวเด็กด้วยว่า มีแนวโน้มที่อยากจะด�าเนินกิจกรรมอะไร จึงควร เรียนรู้แบบเรียนปนเล่น พร้อมกับนาทุนทางสังคมท่มีในชุมชน ท้งด้านศาสนา
�
ี
�
จะเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนได้มีส่วนร่วมคิด นาเสนอ วางแผน ร่วม วัฒนธรรม ประเพณี ส่งแวดล้อม ฯลฯ มาใช้จัดการเรียนรู้ให้กับเด็กและ
ิ
ดาเนินการ และร่วมกันติดตามประเมินผล ผู้ใหญ่และแกนนาชุมชนจึงต้อง เยาวชน เน้นการใช้ทุนทางสังคมและทุนทางวัฒนธรรมท่มีอยู่แล้ว และนามา
ี
�
�
�
สร้างความเข้าใจในตัวเด็กและเยาวชน (เจตคติ ความรู้ ทักษะ นิสัย) แล้วค่อย ต่อยอดในเชิงการปฏิบัติ เพื่อให้เด็กและเยาวชนสามารถเรียนรู้และเข้าใจได้
วางหลักสูตรว่าจะต้องมีกระบวนการและกิจกรรมอะไรบ้าง โดยมีเป้าหมาย ง่าย เพ่อให้เป็นทุนทางปัญญา ท่จะนาไปใช้เพ่อการพัฒนาชุมชนตะโหมด
1
ื
ื
�
ี
ั
ั
ทจะให้เดกและเยาวชนได้นาความร้และประสบการณ์กลบบ้านไปชกชวน ในอนาคต
ู
็
ี
�
่
พ่อแม่และญาติพ่น้องมาร่วมขับเคล่อนกิจกรรมด้วยกัน ร่วมปฏิบัติและเรียน (5) การมีส่วนร่วมถอดบทเรียน ในปัจจุบันเด็กและเยาวชนในชุมชน
ี
ื
ี
้
ั
ี
รู้ไปพร้อม ๆ กัน ไม่ค่อยตงคาถามกบตวเอง ว่าทผ่านมามปัญหาอะไร มความต้องการอะไร
่
ี
ั
�
ั
�
(3) การสร้างหลักสูตรตะโหมดศึกษา เพ่อใช้ในโรงเรียนและปรับ กลุ่มอยากจะทาอะไรในปัจจุบัน และในอนาคตจะพัฒนาอะไร จึงน่าจะมีการ
ื
ประยุกต์ใช้กับกลุ่มพ่อแม่ด้วย ให้เกิดเป็น “ห้องเรียนพ่อแม่” โดยใช้ลูกหลาน ฝึกฝนให้เด็กได้เรียนรู้ตนเอง ด้วยการร่วมกันถอดบทเรียนกิจกรรมของกลุ่ม
ื
ิ
เป็นส่อกลาง ปรับประเด็นการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัญหาของ หรือกิจกรรมการพัฒนาของชุมชน โดยอาจเร่มจากการฝึกให้เด็กได้จดบันทึก
ชุมชนในปัจจุบัน ลักษณะหลักสูตรครอบคลุมท้งด้านวิชาการ วิชาชีวิต ข้อมูล ร่วมกันอ่านหรือค้นคว้าประเด็นท่กลุ่มสนใจร่วมกัน เพ่อให้เด็กได้
ี
ื
ั
ั
�
วิชาชีพ และวิชาชุมชน เพื่อให้เด็กและครอบครัวได้มาเรียนรู้ร่วมกัน พร้อม ทบทวนความรู้และนาข้อมูลเหล่าน้นมาวิเคราะห์และสรุปบทเรียน เหล่าน ้ ี
ี
จัดกิจกรรมเชิงปฏิบัติในชุมชน เน้นการสร้างเสริมความรู้ท่กินได้ ใช้ประโยชน์ เป็นกระบวนการที่จะชวยใหเด็กและเยาวชนได้มีโอกาสเรียนรูชุมชนร่วมกัน
้
่
้
ื
ได้ ไม่เน้นความรู้ท่เป็นวิชาการ เพ่อให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้กิจกรรมการ เพ่อเป็นรากฐานและการเสริมสร้างศักยภาพในการพัฒนาชุมชนให้แก่เด็ก
ี
ื
พ่งตนเองและการช่วยเหลือกันในชุมชน การจัดหลักสูตรตะโหมดศึกษา และเยาวชน
ึ
เป็นการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนเพ่อให้เด็กและเยาวชนได้รู้จักชุมชน
ื
�
ของตนเอง ให้มีความสานึกรักชุมชนและร่วมกันพัฒนาชุมชนให้ก้าวหน้า 1 ทุนทางปัญญา (wisdom capital) หมายถึงการมีทรัพยากรบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ
ั
ึ
ี
ต่อไป ท่จะส่งผลให้เกิดการพัฒนาชุมชนในด้านต่าง ๆ ซ่งความรู้ดังกล่าวเป็นท้งความรู้ทางการ
ศึกษาและความรู้ซึ่งเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น
72 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท์ และพระครูประยุตธรรมธัช 73
ต้นแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร
โรงเรียน วัด องค์กรปกครองส่วนท้องถ่น และกลุ่ม/องค์กรในชุมชน และควร (4) การจัดการเรียนรู้เชิงบูรณาการ โดยความร่วมมือของครู พระสงฆ์
ิ
�
ี
ี
ี
ี
ื
�
จะมีระบบการทางานท่เช่อมร้อยกันบนพ้นฐานการจัดการโดยชุมชนเอง ไม่ใช่ ผู้นาชุมชน ปราชญ์ชุมชน ชาวบ้านและผู้เช่ยวชาญจากหน่วยงานท่เก่ยวข้อง
ื
การพึ่งพาหน่วยงาน/องค์กรจากภายนอกชุมชน (หากมีความจ�าเป็น) เพื่อมาร่วมกันสอนเด็ก ต้องให้พ่อแม่มีส่วนร่วมในการ
ี
�
ี
(2) การทางานพัฒนาเด็กและเยาวชน จะต้องดูท่ศักยภาพและความ จัดการเรียนรู้ให้กับเด็กด้วย โดยใช้กระบวนการแลกเปล่ยนเรียนรู้ และจัดการ
ั
ต้องการของตัวเด็กด้วยว่า มีแนวโน้มที่อยากจะด�าเนินกิจกรรมอะไร จึงควร เรียนรู้แบบเรียนปนเล่น พร้อมกับนาทุนทางสังคมท่มีในชุมชน ท้งด้านศาสนา
�
ี
�
จะเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนได้มีส่วนร่วมคิด นาเสนอ วางแผน ร่วม วัฒนธรรม ประเพณี ส่งแวดล้อม ฯลฯ มาใช้จัดการเรียนรู้ให้กับเด็กและ
ิ
ดาเนินการ และร่วมกันติดตามประเมินผล ผู้ใหญ่และแกนนาชุมชนจึงต้อง เยาวชน เน้นการใช้ทุนทางสังคมและทุนทางวัฒนธรรมท่มีอยู่แล้ว และนามา
ี
�
�
�
สร้างความเข้าใจในตัวเด็กและเยาวชน (เจตคติ ความรู้ ทักษะ นิสัย) แล้วค่อย ต่อยอดในเชิงการปฏิบัติ เพื่อให้เด็กและเยาวชนสามารถเรียนรู้และเข้าใจได้
วางหลักสูตรว่าจะต้องมีกระบวนการและกิจกรรมอะไรบ้าง โดยมีเป้าหมาย ง่าย เพ่อให้เป็นทุนทางปัญญา ท่จะนาไปใช้เพ่อการพัฒนาชุมชนตะโหมด
1
ื
ื
�
ี
ั
ั
ทจะให้เดกและเยาวชนได้นาความร้และประสบการณ์กลบบ้านไปชกชวน ในอนาคต
ู
็
ี
�
่
พ่อแม่และญาติพ่น้องมาร่วมขับเคล่อนกิจกรรมด้วยกัน ร่วมปฏิบัติและเรียน (5) การมีส่วนร่วมถอดบทเรียน ในปัจจุบันเด็กและเยาวชนในชุมชน
ี
ื
ี
้
ั
ี
รู้ไปพร้อม ๆ กัน ไม่ค่อยตงคาถามกบตวเอง ว่าทผ่านมามปัญหาอะไร มความต้องการอะไร
่
ี
ั
�
ั
�
(3) การสร้างหลักสูตรตะโหมดศึกษา เพ่อใช้ในโรงเรียนและปรับ กลุ่มอยากจะทาอะไรในปัจจุบัน และในอนาคตจะพัฒนาอะไร จึงน่าจะมีการ
ื
ประยุกต์ใช้กับกลุ่มพ่อแม่ด้วย ให้เกิดเป็น “ห้องเรียนพ่อแม่” โดยใช้ลูกหลาน ฝึกฝนให้เด็กได้เรียนรู้ตนเอง ด้วยการร่วมกันถอดบทเรียนกิจกรรมของกลุ่ม
ื
ิ
เป็นส่อกลาง ปรับประเด็นการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัญหาของ หรือกิจกรรมการพัฒนาของชุมชน โดยอาจเร่มจากการฝึกให้เด็กได้จดบันทึก
ชุมชนในปัจจุบัน ลักษณะหลักสูตรครอบคลุมท้งด้านวิชาการ วิชาชีวิต ข้อมูล ร่วมกันอ่านหรือค้นคว้าประเด็นท่กลุ่มสนใจร่วมกัน เพ่อให้เด็กได้
ี
ื
ั
ั
�
วิชาชีพ และวิชาชุมชน เพื่อให้เด็กและครอบครัวได้มาเรียนรู้ร่วมกัน พร้อม ทบทวนความรู้และนาข้อมูลเหล่าน้นมาวิเคราะห์และสรุปบทเรียน เหล่าน ้ ี
ี
จัดกิจกรรมเชิงปฏิบัติในชุมชน เน้นการสร้างเสริมความรู้ท่กินได้ ใช้ประโยชน์ เป็นกระบวนการที่จะชวยใหเด็กและเยาวชนได้มีโอกาสเรียนรูชุมชนร่วมกัน
้
่
้
ื
ได้ ไม่เน้นความรู้ท่เป็นวิชาการ เพ่อให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้กิจกรรมการ เพ่อเป็นรากฐานและการเสริมสร้างศักยภาพในการพัฒนาชุมชนให้แก่เด็ก
ี
ื
พ่งตนเองและการช่วยเหลือกันในชุมชน การจัดหลักสูตรตะโหมดศึกษา และเยาวชน
ึ
เป็นการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนเพ่อให้เด็กและเยาวชนได้รู้จักชุมชน
ื
�
ของตนเอง ให้มีความสานึกรักชุมชนและร่วมกันพัฒนาชุมชนให้ก้าวหน้า 1 ทุนทางปัญญา (wisdom capital) หมายถึงการมีทรัพยากรบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ
ั
ึ
ี
ต่อไป ท่จะส่งผลให้เกิดการพัฒนาชุมชนในด้านต่าง ๆ ซ่งความรู้ดังกล่าวเป็นท้งความรู้ทางการ
ศึกษาและความรู้ซึ่งเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น
72 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท์ และพระครูประยุตธรรมธัช 73
ต้นแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร
ื
บุญสองศาสนา” มาก โดยเง่อนไขความส�าเร็จในการผสมผสานทางวัฒนธรรม
ในชุมชนตะโหมด คือมีระบบความสัมพันธ์ทางสังคมที่ชาวบ้านทั้ง 2 ศาสนา
ื
ี
ิ
ี
้
ี
่
ู
ั
ั
ื
่
ื
้
มพนฐานมาจากจตใจทรักความสงบและช่วยเหลอเกอกลกน ดงทชาวบ้าน
่
ั
ี
ั
ั
้
่
ั
ื
ตะโหมดเรยกกนวา “ซอมือกน” หรอมารวมลงแขกช่วยกนท�างาน ทงลงแขก
ท�านาท�าสวนและลงแขกช่วยงานในพิธีกรรมหรือกิจกรรมเชิงประเพณ ี
ื
รวมถึงช่วยเหลือกันเม่อชาวบ้านท่านใดประสบปัญหาทุกข์ยากเดือดร้อน
ื
ตัวอย่างเช่น ในช่วงภาวะการแพร่ระบาดของการติดเช้อไวรัสโควิด-19
ื
ชาวบ้านจะมาร่วมช่วยเหลือดูแลผู้ติดเช้อหรือผู้เส่ยงสูงท่ต้องกักตัวแยกจาก
ี
ี
ครอบครัว (พระครูประยุตธรรมธัช, สัมภาษณ์, 7 ธันวาคม 2564) นอกจาก
ื
ี
น้ชาวบ้านยังรู้จักแยกแยะระหว่างวิถีการด�าเนินชีวิตกับเร่องวิถีการปฏิบัต ิ
ทางศาสนา จึงไม่เกิดความขัดแย้งระหว่างชาวบ้าน 2 ศาสนา
ึ
ี
อีกกิจกรรมหน่งท่มีความโดดเด่นในชุมชนตะโหมดคือ “ประเพณีงาน
บุญสองศาสนา” ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการผสมผสานทางวัฒนธรรมในชุมชน
2 ศาสนา คือการอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุขระหว่างชาวไทยพุทธและชาวไทย
มุสลิม มีการไปมาหาสู่กัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ท�าบุญร่วมกัน มีความเข้าใจ
ึ
และเรียนรู้วัฒนธรรมซ่งกันและกัน การท�ากิจกรรมร่วมกันได้โดยไม่ขัดกับ
หลักปฏิบัติทางศาสนา การรับเอาวัฒนธรรมของอีกฝ่ายมาประยุกต์ใช้โดย
ไม่ขัดกับหลักปฏิบัติทางศาสนา การด�าเนินชีวิตประจ�าวันร่วมกัน การ
ประกอบอาชีพร่วมกัน ชาวบ้านตะโหมดให้ความส�าคัญกับ “ประเพณีงาน
74 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท และพระครูประยุตธรรมธัช 75
ตนแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร
ื
บุญสองศาสนา” มาก โดยเง่อนไขความส�าเร็จในการผสมผสานทางวัฒนธรรม
ในชุมชนตะโหมด คือมีระบบความสัมพันธ์ทางสังคมที่ชาวบ้านทั้ง 2 ศาสนา
ื
ี
ิ
ี
้
ี
่
ู
ั
ั
ื
่
ื
้
มพนฐานมาจากจตใจทรักความสงบและช่วยเหลอเกอกลกน ดงทชาวบ้าน
่
ั
ี
ั
ั
้
่
ั
ื
ตะโหมดเรยกกนวา “ซอมือกน” หรอมารวมลงแขกช่วยกนท�างาน ทงลงแขก
ท�านาท�าสวนและลงแขกช่วยงานในพิธีกรรมหรือกิจกรรมเชิงประเพณ ี
ื
รวมถึงช่วยเหลือกันเม่อชาวบ้านท่านใดประสบปัญหาทุกข์ยากเดือดร้อน
ื
ตัวอย่างเช่น ในช่วงภาวะการแพร่ระบาดของการติดเช้อไวรัสโควิด-19
ื
ชาวบ้านจะมาร่วมช่วยเหลือดูแลผู้ติดเช้อหรือผู้เส่ยงสูงท่ต้องกักตัวแยกจาก
ี
ี
ครอบครัว (พระครูประยุตธรรมธัช, สัมภาษณ์, 7 ธันวาคม 2564) นอกจาก
ื
ี
น้ชาวบ้านยังรู้จักแยกแยะระหว่างวิถีการด�าเนินชีวิตกับเร่องวิถีการปฏิบัต ิ
ทางศาสนา จึงไม่เกิดความขัดแย้งระหว่างชาวบ้าน 2 ศาสนา
ึ
ี
อีกกิจกรรมหน่งท่มีความโดดเด่นในชุมชนตะโหมดคือ “ประเพณีงาน
บุญสองศาสนา” ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการผสมผสานทางวัฒนธรรมในชุมชน
2 ศาสนา คือการอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุขระหว่างชาวไทยพุทธและชาวไทย
มุสลิม มีการไปมาหาสู่กัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ท�าบุญร่วมกัน มีความเข้าใจ
ึ
และเรียนรู้วัฒนธรรมซ่งกันและกัน การท�ากิจกรรมร่วมกันได้โดยไม่ขัดกับ
หลักปฏิบัติทางศาสนา การรับเอาวัฒนธรรมของอีกฝ่ายมาประยุกต์ใช้โดย
ไม่ขัดกับหลักปฏิบัติทางศาสนา การด�าเนินชีวิตประจ�าวันร่วมกัน การ
ประกอบอาชีพร่วมกัน ชาวบ้านตะโหมดให้ความส�าคัญกับ “ประเพณีงาน
74 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท และพระครูประยุตธรรมธัช 75
ตนแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร
ชุมชนตะโหมดมีประเพณีวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของชุมชน คือ
เป็นกิจกรรมประเพณีท่สามารถจัดร่วมกันได้ระหว่างชาวไทยพุทธและ
ี
ชาวไทยมุสลิม ชุมชนตะโหมดจึงเป็นแบบอย่างของสังคมพหุวัฒนธรรมท ่ ี
ชาวบ้านทั้ง 2 ศาสนาสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข และสามารถพัฒนา
้
่
้
่
ุ
่
ื
้
่
ี
่
ั
ิ
ั
ั
ี
้
ั
ชมชนไดอยางสอดคลองกน มการแบงหนาทกนรบผดชอบ เพอรวมกนแกไข
ปัญหาและพัฒนาชุมชน โดยใช้สภาลานวัดตะโหมดเป็นศูนย์กลาง มีการเชิญ
ี
ี
ทุกฝ่ายท่เก่ยวข้องเข้ามารับรู้ ร่วมกันรับผิดชอบ และร่วมกันด�าเนินงาน
ั
โดยมีการแบ่งงานเป็นฝ่ายต่าง ๆ ท้งฝ่ายเศรษฐกิจ ฝ่ายการศึกษา ศาสนา
วัฒนธรรม ฝ่ายสังคม และฝ่ายสิ่งแวดล้อม ซึ่งชาวบ้านในแต่ละหมู่บ้านได้ให้
ความร่วมมือและรับผิดชอบงานท่ได้รับมอบหมายเป็นอย่างดี และยังมีการ
ี
รวมกลุ่มกันเป็นองค์กรชุมชนขนาดใหญ่ระดับต�าบล ซึ่งมีการบริหารจัดการ
โดยชาวบ้าน เป็นการสร้างความตื่นตัวของชาวบ้านต่อปัญหาต่าง ๆ การท�า
กิจกรรมของชุมชนจึงเกิดจากความร่วมมือกันของชาวตะโหมดด้วยดี สังเกต
ได้จากการเข้าร่วมประชุมของชาวบ้านก่อนจะจัดกิจกรรมแต่ละกิจกรรมน้น
ั
ั
ึ
ี
ชาวบ้านได้ร่วมกันวิเคราะห์ข้อดี-ข้อเสียท่จะเกิดข้นกับชุมชน รวมท้ง
ศักยภาพและความพร้อมของชุมชนในการด�าเนินกิจกรรมนั้น ๆ
ั
ี
่
ุ
ั
สภาลานวดตะโหมดจงถอเป็นแบบอย่างของการพฒนาชมชนทเน้น
ึ
ื
กระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนตามแนวทางพลังบวร โดยเปิดโอกาสให้
หน่วยงานราชการเข้ามาให้การสนับสนุนภายใต้การก�าหนดมาตรการ
แนวทาง และการก�ากับดูแลลของชาวบ้านและผู้น�าชุมชนตะโหมด ทุก
กิจกรรมต้องผ่านการปรึกษาหารือกันในสภาลานวัด และต้องได้รับความเห็น
�
ชอบหรอการยอมรบจากสมาชกและคณะกรรมการ โดยไม่ถกครอบงาจาก
ิ
ื
ั
ู
หน่วยงานราชการหรือภาคีเครือข่ายจากภายนอกชุมชน แม้ว่าในปัจจุบัน
76 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท และพระครูประยุตธรรมธัช 77
ตนแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร
ชุมชนตะโหมดมีประเพณีวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของชุมชน คือ
เป็นกิจกรรมประเพณีท่สามารถจัดร่วมกันได้ระหว่างชาวไทยพุทธและ
ี
ชาวไทยมุสลิม ชุมชนตะโหมดจึงเป็นแบบอย่างของสังคมพหุวัฒนธรรมท ่ ี
ชาวบ้านทั้ง 2 ศาสนาสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข และสามารถพัฒนา
้
่
้
่
ุ
่
ื
้
่
ี
่
ั
ิ
ั
ั
ี
้
ั
ชมชนไดอยางสอดคลองกน มการแบงหนาทกนรบผดชอบ เพอรวมกนแกไข
ปัญหาและพัฒนาชุมชน โดยใช้สภาลานวัดตะโหมดเป็นศูนย์กลาง มีการเชิญ
ี
ี
ทุกฝ่ายท่เก่ยวข้องเข้ามารับรู้ ร่วมกันรับผิดชอบ และร่วมกันด�าเนินงาน
ั
โดยมีการแบ่งงานเป็นฝ่ายต่าง ๆ ท้งฝ่ายเศรษฐกิจ ฝ่ายการศึกษา ศาสนา
วัฒนธรรม ฝ่ายสังคม และฝ่ายสิ่งแวดล้อม ซึ่งชาวบ้านในแต่ละหมู่บ้านได้ให้
ความร่วมมือและรับผิดชอบงานท่ได้รับมอบหมายเป็นอย่างดี และยังมีการ
ี
รวมกลุ่มกันเป็นองค์กรชุมชนขนาดใหญ่ระดับต�าบล ซึ่งมีการบริหารจัดการ
โดยชาวบ้าน เป็นการสร้างความตื่นตัวของชาวบ้านต่อปัญหาต่าง ๆ การท�า
กิจกรรมของชุมชนจึงเกิดจากความร่วมมือกันของชาวตะโหมดด้วยดี สังเกต
ได้จากการเข้าร่วมประชุมของชาวบ้านก่อนจะจัดกิจกรรมแต่ละกิจกรรมน้น
ั
ั
ึ
ี
ชาวบ้านได้ร่วมกันวิเคราะห์ข้อดี-ข้อเสียท่จะเกิดข้นกับชุมชน รวมท้ง
ศักยภาพและความพร้อมของชุมชนในการด�าเนินกิจกรรมนั้น ๆ
ั
ี
่
ุ
ั
สภาลานวดตะโหมดจงถอเป็นแบบอย่างของการพฒนาชมชนทเน้น
ึ
ื
กระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนตามแนวทางพลังบวร โดยเปิดโอกาสให้
หน่วยงานราชการเข้ามาให้การสนับสนุนภายใต้การก�าหนดมาตรการ
แนวทาง และการก�ากับดูแลลของชาวบ้านและผู้น�าชุมชนตะโหมด ทุก
กิจกรรมต้องผ่านการปรึกษาหารือกันในสภาลานวัด และต้องได้รับความเห็น
�
ชอบหรอการยอมรบจากสมาชกและคณะกรรมการ โดยไม่ถกครอบงาจาก
ิ
ื
ั
ู
หน่วยงานราชการหรือภาคีเครือข่ายจากภายนอกชุมชน แม้ว่าในปัจจุบัน
76 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท และพระครูประยุตธรรมธัช 77
ตนแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร
ี
บทบาทของสภาลานวัดตะโหมดจะลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับในอดีต เพราะ เก่ยวข้อง ผู้นาชุมชน และชาวบ้านจึงได้ตัดสินใจชะลอโครงการออกไป
�
ิ
มีหลายหน่วยงานราชการและองค์กรปกครองส่วนท้องถ่นเข้ามามีบทบาทใน อย่างไรก็ตามในปี 2564 สภาลานวัดตะโหมดได้พยายามด�าเนินกิจกรรมใน
ี
การสนับสนุนการพัฒนาในชุมชนตะโหมด แต่สภาลานวัดตะโหมดยังคงรักษา ส่วนท่ไม่ต้องพ่งพางบประมาณจากหน่วยงานราชการหรือองค์กรปกครอง
ึ
ความเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาชุมชนไว้ได้ กิจกรรมการพัฒนาหากผ่านการ ส่วนท้องถิ่น แต่ใช้เงินบริจาคจากสมาชิก ชาวบ้าน และภาคีเครือข่าย โดย
ั
ิ
ี
พจารณาจากสภาลานวัดตะโหมดจะได้รบการยอมรบและมส่วนร่วมอย่าง ด�าเนินการปรับปรุงถนนเข้าสู่ลานน�้าตก ขยายลานที่จอดรถ ขุดลอกแอ่งน�้า
ั
�
ี
ื
เต็มท่จากชาวบ้าน พระสงฆ์ และผู้นาชุมชน จึงกล่าวโดยสรุปได้ว่าในปัจจุบัน ให้ลึกและมีนาท่ใสสะอาด กาหนดพ้นท่ต้งร้านค้า กาหนดเส้นทางศึกษา
ี
�
ี
้
�
�
ั
ุ
ิ
สมาชิกสภาลานวัดตะโหมดยังคงพยายามรักษาบทบาทส�าคัญในการพัฒนา ธรรมชาต และจัดชดรักษาความสงบเรียบร้อยไว้คอยอานวยความสะดวกแก ่
�
ึ
ี
ชุมชนตามแนวทางพลังบวรไว้ได้อย่างน่าชื่นชม นักท่องเท่ยว โดยยังมีอีกหลายเป้าหมายกิจกรรมท่ต้องพ่งงบประมาณจาก
ี
ี
ี
ึ
พระครูประยุตธรรมธัช ประธานสภาลานวัดตะโหมด ยังคงเชื่อมั่นว่า หน่วยงานราชการหรือองค์กรท่เก่ยวข้อง ซ่งยังไม่มีความชัดเจนว่าจะสามารถ
�
บทบาททางการพัฒนาชุมชนของสภาลานวัดตะโหมดจะยังคงดาเนินสืบต่อ ด�าเนินการได้เมื่อไร
ี
ไปได้ สภาลานวัดตะโหมดจะยังคงเป็นแบบอย่างท่ดีท่ชาวบ้านตะโหมดให้การ
ี
ยอมรับและยึดถือเป็นแนวปฏิบัติ โดยอาจจะมีการปรับเปลี่ยนแนวทางและ
ื
รูปแบบการพัฒนาชุมชนไปบ้าง เพ่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัญหาและ
บริบทของชุมชนท่เปล่ยนแปลงไปตลอดเวลา อย่างไรก็ตามในช่วงภาวะวิกฤต
ี
ี
ี
ื
การแพร่ระบาดของเช้อไวรัสโควิด-19 นี้ นับเป็นอุปสรรคส�าคัญท่ส่งผลให้
สภาลานวัดตะโหมดไม่สามารถดาเนินกิจกรรมต่อยอดการพัฒนาชุมชนได้
�
�
�
เพราะข้อจากัดเร่องการรวมตัวทากิจกรรมของผู้คนจานวนมาก หลาย
ื
�
�
ั
ื
ื
่
ุ
กจกรรมต้องหยดหรอชะลอการขบเคลอนออกไป ตวอย่างเช่น การสารวจ
ั
ิ
ื
สภาพฝายชะลอนาเพ่อการซ่อมแซมหรือบารุงรักษา การจัดกิจกรรมเด็กและ
้
�
�
เยาวชน การจัดประเพณีงานบุญสองศาสนา เป็นต้น รวมถึงโครงการที่ก�าลัง
ึ
ผลักดันคือการพัฒนานาตกลานหม่อมจุ้ย (หรือท่เรียกอีกช่อหน่งว่านาตกตะ
ี
�
�
้
้
ื
โหมด) ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศของชุมชน ซึ่งมีการวางแผนโครงการ
ั
ี
ท่จะด�าเนินการพัฒนาต้งแต่ปี 2563 แต่เกิดปัญหาโควิด-19 หน่วยงานท ่ ี
78 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท์ และพระครูประยุตธรรมธัช 79
ต้นแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร
ี
บทบาทของสภาลานวัดตะโหมดจะลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับในอดีต เพราะ เก่ยวข้อง ผู้นาชุมชน และชาวบ้านจึงได้ตัดสินใจชะลอโครงการออกไป
�
ิ
มีหลายหน่วยงานราชการและองค์กรปกครองส่วนท้องถ่นเข้ามามีบทบาทใน อย่างไรก็ตามในปี 2564 สภาลานวัดตะโหมดได้พยายามด�าเนินกิจกรรมใน
ี
การสนับสนุนการพัฒนาในชุมชนตะโหมด แต่สภาลานวัดตะโหมดยังคงรักษา ส่วนท่ไม่ต้องพ่งพางบประมาณจากหน่วยงานราชการหรือองค์กรปกครอง
ึ
ความเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาชุมชนไว้ได้ กิจกรรมการพัฒนาหากผ่านการ ส่วนท้องถิ่น แต่ใช้เงินบริจาคจากสมาชิก ชาวบ้าน และภาคีเครือข่าย โดย
ั
ิ
ี
พจารณาจากสภาลานวัดตะโหมดจะได้รบการยอมรบและมส่วนร่วมอย่าง ด�าเนินการปรับปรุงถนนเข้าสู่ลานน�้าตก ขยายลานที่จอดรถ ขุดลอกแอ่งน�้า
ั
�
ี
ื
เต็มท่จากชาวบ้าน พระสงฆ์ และผู้นาชุมชน จึงกล่าวโดยสรุปได้ว่าในปัจจุบัน ให้ลึกและมีนาท่ใสสะอาด กาหนดพ้นท่ต้งร้านค้า กาหนดเส้นทางศึกษา
ี
�
ี
้
�
�
ั
ุ
ิ
สมาชิกสภาลานวัดตะโหมดยังคงพยายามรักษาบทบาทส�าคัญในการพัฒนา ธรรมชาต และจัดชดรักษาความสงบเรียบร้อยไว้คอยอานวยความสะดวกแก ่
�
ึ
ี
ชุมชนตามแนวทางพลังบวรไว้ได้อย่างน่าชื่นชม นักท่องเท่ยว โดยยังมีอีกหลายเป้าหมายกิจกรรมท่ต้องพ่งงบประมาณจาก
ี
ี
ี
ึ
พระครูประยุตธรรมธัช ประธานสภาลานวัดตะโหมด ยังคงเชื่อมั่นว่า หน่วยงานราชการหรือองค์กรท่เก่ยวข้อง ซ่งยังไม่มีความชัดเจนว่าจะสามารถ
�
บทบาททางการพัฒนาชุมชนของสภาลานวัดตะโหมดจะยังคงดาเนินสืบต่อ ด�าเนินการได้เมื่อไร
ี
ไปได้ สภาลานวัดตะโหมดจะยังคงเป็นแบบอย่างท่ดีท่ชาวบ้านตะโหมดให้การ
ี
ยอมรับและยึดถือเป็นแนวปฏิบัติ โดยอาจจะมีการปรับเปลี่ยนแนวทางและ
ื
รูปแบบการพัฒนาชุมชนไปบ้าง เพ่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัญหาและ
บริบทของชุมชนท่เปล่ยนแปลงไปตลอดเวลา อย่างไรก็ตามในช่วงภาวะวิกฤต
ี
ี
ี
ื
การแพร่ระบาดของเช้อไวรัสโควิด-19 นี้ นับเป็นอุปสรรคส�าคัญท่ส่งผลให้
สภาลานวัดตะโหมดไม่สามารถดาเนินกิจกรรมต่อยอดการพัฒนาชุมชนได้
�
�
�
เพราะข้อจากัดเร่องการรวมตัวทากิจกรรมของผู้คนจานวนมาก หลาย
ื
�
�
ั
ื
ื
่
ุ
กจกรรมต้องหยดหรอชะลอการขบเคลอนออกไป ตวอย่างเช่น การสารวจ
ั
ิ
ื
สภาพฝายชะลอนาเพ่อการซ่อมแซมหรือบารุงรักษา การจัดกิจกรรมเด็กและ
้
�
�
เยาวชน การจัดประเพณีงานบุญสองศาสนา เป็นต้น รวมถึงโครงการที่ก�าลัง
ึ
ผลักดันคือการพัฒนานาตกลานหม่อมจุ้ย (หรือท่เรียกอีกช่อหน่งว่านาตกตะ
ี
�
�
้
้
ื
โหมด) ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศของชุมชน ซึ่งมีการวางแผนโครงการ
ั
ี
ท่จะด�าเนินการพัฒนาต้งแต่ปี 2563 แต่เกิดปัญหาโควิด-19 หน่วยงานท ่ ี
78 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท์ และพระครูประยุตธรรมธัช 79
ต้นแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร
ท้งน้หากพิจารณาถึงอนาคตของการด�าเนินกิจกรรมสังฆพัฒนาผ่าน
ั
ี
สภาลานวัดตะโหมดในอนาคต อาจกล่าวได้ว่ามีความน่ากังวลใจพอสมควร
ี
เพราะในปัจจุบันแกนน�าฝ่ายสงฆ์และฝ่ายฆราวาสท่มีบทบาทส�าคัญในสภา
ลานวัดตะโหมดล้วนมีอายุสูงวัย หลายคนมีอายุมากกว่า 70-80 ปี ไม่สามารถ
�
ั
ี
่
ี
่
ี
ึ
ี
เข้ามามบทบาทเป็นแกนนาได้ ทาหน้าทเป็นเพยงทปรกษาของสภาลานวด
�
ั
ประกอบกับยังคงไม่สามารถเสาะหาทายาทท้งฝ่ายสงฆ์และฝ่ายฆราวาสท่ม ี
ี
จิตอาสาเข้ามามีบทบาทเป็นแกนน�า เน่องจากความสนใจของคนรุ่นใหม่
ื
ต่อการมีส่วนร่วมในกิจกรรมของสภาลานวัดลดลงกว่าในอดีตมาก อนาคต
ี
ั
ี
ของสภาลานวัดตะโหมดจึงส่นคลอน ประเด็นน้แกนน�าทุกคนพยายามท่จะ
�
จัดกจกรรมสร้างสานึกจิตอาสาและสร้างเสรมศักยภาพการพัฒนาให้แก่กลม
ิ
ิ
ุ่
เด็กและเยาวชนในชุมชนตะโหมด แต่ยังเผชิญอุปสรรคและข้อจ�ากัดหลาย
ประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่
ั
ท�าให้เกิดความไม่ต่อเนื่องในกิจกรรมท้งหลาย ท้งน้แกนน�าของสภาลานวัด
ี
ั
ตะโหมดคาดหวังว่าในอนาคตจะปรับปรุงหลักสูตร “ตะโหมดศึกษา” เพ่อ
ื
เสริมกระบวนการเรียนรู้ในบริบทการพัฒนาชุมชน รวมถึงการจัดเตรียมอีก
ื
หลายกิจกรรมเพ่อเสริมกระบวนการเรียนรู้ของกลุ่มเยาวชนต้นหญ้า เช่น กิน
กาแฟแลเด็ก (ในโรงเรียนประถมศึกษาและมัธยมศึกษาในต�าบลตะโหมด),
เดินตรวจตรา พากันท�า น�ากันปลูกป่า, การจัดการธนาคารน้า เป็นต้น อย่างไร
�
ก็ตามยังคงมีอีกประเด็นหน่งท่แกนน�าสภาลานวัดตะโหมดมีความกังวล
ึ
ี
คือ หากสภาลานวัดตะโหมดขาดพระสงฆ์มาร่วมเป็นแกนน�าด้วย และไม่ม ี
ื
วัดตะโหมดเป็นศูนย์กลางการท�างาน การขับเคล่อนกิจกรรมในนามสภา
ลานวัดตะโหมดน่าจะด�าเนินสืบต่อไปอีกได้ยาก และอาจจะส่งผลกระทบต่อ
ความคงอยู่ของสภาลานวัดตะโหมดและความยั่งยืนของกิจกรรมการพัฒนา
ชุมชนตะโหมดในอนาคต
80 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท และพระครูประยุตธรรมธัช 81
ตนแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร
ท้งน้หากพิจารณาถึงอนาคตของการด�าเนินกิจกรรมสังฆพัฒนาผ่าน
ั
ี
สภาลานวัดตะโหมดในอนาคต อาจกล่าวได้ว่ามีความน่ากังวลใจพอสมควร
ี
เพราะในปัจจุบันแกนน�าฝ่ายสงฆ์และฝ่ายฆราวาสท่มีบทบาทส�าคัญในสภา
ลานวัดตะโหมดล้วนมีอายุสูงวัย หลายคนมีอายุมากกว่า 70-80 ปี ไม่สามารถ
�
ั
ี
่
ี
่
ี
ึ
ี
เข้ามามบทบาทเป็นแกนนาได้ ทาหน้าทเป็นเพยงทปรกษาของสภาลานวด
�
ั
ประกอบกับยังคงไม่สามารถเสาะหาทายาทท้งฝ่ายสงฆ์และฝ่ายฆราวาสท่ม ี
ี
จิตอาสาเข้ามามีบทบาทเป็นแกนน�า เน่องจากความสนใจของคนรุ่นใหม่
ื
ต่อการมีส่วนร่วมในกิจกรรมของสภาลานวัดลดลงกว่าในอดีตมาก อนาคต
ี
ั
ี
ของสภาลานวัดตะโหมดจึงส่นคลอน ประเด็นน้แกนน�าทุกคนพยายามท่จะ
�
จัดกจกรรมสร้างสานึกจิตอาสาและสร้างเสรมศักยภาพการพัฒนาให้แก่กลม
ิ
ิ
ุ่
เด็กและเยาวชนในชุมชนตะโหมด แต่ยังเผชิญอุปสรรคและข้อจ�ากัดหลาย
ประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่
ั
ท�าให้เกิดความไม่ต่อเนื่องในกิจกรรมท้งหลาย ท้งน้แกนน�าของสภาลานวัด
ี
ั
ตะโหมดคาดหวังว่าในอนาคตจะปรับปรุงหลักสูตร “ตะโหมดศึกษา” เพ่อ
ื
เสริมกระบวนการเรียนรู้ในบริบทการพัฒนาชุมชน รวมถึงการจัดเตรียมอีก
ื
หลายกิจกรรมเพ่อเสริมกระบวนการเรียนรู้ของกลุ่มเยาวชนต้นหญ้า เช่น กิน
กาแฟแลเด็ก (ในโรงเรียนประถมศึกษาและมัธยมศึกษาในต�าบลตะโหมด),
เดินตรวจตรา พากันท�า น�ากันปลูกป่า, การจัดการธนาคารน้า เป็นต้น อย่างไร
�
ก็ตามยังคงมีอีกประเด็นหน่งท่แกนน�าสภาลานวัดตะโหมดมีความกังวล
ึ
ี
คือ หากสภาลานวัดตะโหมดขาดพระสงฆ์มาร่วมเป็นแกนน�าด้วย และไม่ม ี
ื
วัดตะโหมดเป็นศูนย์กลางการท�างาน การขับเคล่อนกิจกรรมในนามสภา
ลานวัดตะโหมดน่าจะด�าเนินสืบต่อไปอีกได้ยาก และอาจจะส่งผลกระทบต่อ
ความคงอยู่ของสภาลานวัดตะโหมดและความยั่งยืนของกิจกรรมการพัฒนา
ชุมชนตะโหมดในอนาคต
80 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท และพระครูประยุตธรรมธัช 81
ตนแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร
เอกสารอ้างอิง
สรางเสริม
สุขภาวะพระสงฆ
82 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท และพระครูประยุตธรรมธัช 83
ตนแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร
เอกสารอ้างอิง
สรางเสริม
สุขภาวะพระสงฆ
82 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท และพระครูประยุตธรรมธัช 83
ตนแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร
ปาโมช บุณยะตุลานนท์, ไฉไล ศักดิวรพงศ์ และสากล สถิตวิทยานันท์ (2559)
เอกสารอ้างอิง “การจัดการธนาคารนาแบบมส่วนร่วมของชุมชนตะโหมด อาเภอตะโหมด
ี
้
�
�
จังหวัดพัทลุง” วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัย
ราชพฤกษ์. ปีที่ 2 ฉบับที่ 1 (กุมภาพันธ์–พฤษภาคม 2559), หน้า 68-76.
้
ผู้จัดการออนไลน์ (2561) “กลุ่มสภาลานวัดตะโหมดได้ร่วมกันทาพิธีบวชป่าต้นนา
�
�
กรมส่งเสริมการเกษตร, กองส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน. (2557) “วิสาหกิจชุมชนกลุ่ม เพื่ออนุรักษ์ผืนป่าต้นน�้าคู่ชุมชน” สืบค้นจาก https://mgronline.com/
เกษตรกรท�านาตะโหมด” สืบค้นจาก http://www.sceb.doae.go.th/ south/detail/9610000015883 [สืบค้นเมื่อ 18 ตุลาคม 2564]
qr-code/6_57tamot.html [สืบค้นเมื่อ 20 ตุลาคม 2564] ผู้จัดการออนไลน์. (2562) “สภาลานวัดตะโหมดจัดกิจกรรม งานกองข้าวสาร ทาน
�
�
จาเป็น เรืองหิรัญ. (2564) “ประเพณีทาบุญสองศาสนา” สานักงานวัฒนธรรม อาหารอินทรีย์ ของดีตะโหมด” สืบค้นจาก https://mgronline.com/
�
จังหวัดพัทลุง สืบค้นจาก https://www.m-culture.go.th/phattha- south/detail/9620000027683 [สืบค้นเมื่อ 19 ตุลาคม 2564]
lung/ewt_news.php?nid=3304&filename=index [สืบค้นเม่อ 20 พรไทย ศิริสาธิตกิจ. (2564) “ม.ทักษิณหนุนวัดตะโหมด ส่งเสริมเกษตรกรปลูก
ื
ตุลาคม 2564] เมล่อนอินทรีย์ สร้างรายได้ยุคโควิด-19” สืบค้นจาก https://www.kas-
ู
ั
ี
ธฤษวรรณ นนทพุทธ 2545 “การพฒนากระบวนการเรยนร้โดยชมชนในการ etkaoklai.com/home/2021/06/ [สืบค้นเมื่อ 26 ตุลาคม 2564]
ุ
ิ
ิ
ื
�
ี
จัดการท่องเท่ยวเชิงนิเวศ : กรณีศึกษาป่าชุมชนเขาหัวช้าง ตาบลตะโหมด พระม่งศิษฐ์ สังข์บริสุทธ์. (2561) “พระสงฆ์กับการขับเคล่อนการจัดการ
อาเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง” วิทยานิพนธ์ปริญญาวิทยาศาสตร์มหา ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของชุมชน กรณีศึกษาชุมชนตะโหมด
�
�
�
บัณฑิต (ส่งแวดล้อมศึกษา) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์. สืบค้นจาก ตาบลตะโหมด อาเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง” วิทยานิพนธ์ปริญญา
ิ
ิ
http://kb.psu. ac.th/psukb/handle/2553/2347 [สืบค้นเม่อ 22 วิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการส่งแวดล้อม มหาวิทยาลัย
ื
ตุลาคม 2564] สงขลานครินทร์.
้
บานเมองออนไลน (2562) “พระวดตะโหมดและเยาวชนร่วมทาฝายชะลอนาเพอ เรณุมาศ รอดเนียม. (2556) “ความกลมกลืนทางวัฒนธรรมในชุมชนสองศาสนา
ื
�
�
์
ั
้
่
ื
�
เป็นธนาคารสะสม” สืบค้นจาก https://www.banmuang.co.th/news/ : กรณีศึกษา ชุมชนตะโหมด อาเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง” งานค้นคว้า
ั
ั
ึ
ิ
ิ
region/150596 [สืบค้นเมื่อ 20 ตุลาคม 2564] อสระของการศกษาตามหลกสูตร ศิลปศาสตรมหาบณฑิต (การบรหารการ
ิ
์
�
ประภาพรรณ วงศาโรจน. (2548) วัดตะโหมด อาเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง แหล่ง พัฒนาสังคม) คณะพัฒนาสังคมและส่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิต
�
เรียนรู้ของชุมชนดีเด่น. กรุงเทพฯ: สานักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. พัฒนบริหารศาสตร์. สืบค้นจาก http://library1.nida.ac.th/termpa-
per6/sd/2556/19821.pdf [สืบค้นเมื่อ 28 ตุลาคม 2564]
84 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท์ และพระครูประยุตธรรมธัช 85
ต้นแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร
ปาโมช บุณยะตุลานนท์, ไฉไล ศักดิวรพงศ์ และสากล สถิตวิทยานันท์ (2559)
เอกสารอ้างอิง “การจัดการธนาคารนาแบบมส่วนร่วมของชุมชนตะโหมด อาเภอตะโหมด
ี
้
�
�
จังหวัดพัทลุง” วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัย
ราชพฤกษ์. ปีที่ 2 ฉบับที่ 1 (กุมภาพันธ์–พฤษภาคม 2559), หน้า 68-76.
้
�
ผู้จัดการออนไลน์ (2561) “กลุ่มสภาลานวัดตะโหมดได้ร่วมกันทาพิธีบวชป่าต้นนา
�
กรมส่งเสริมการเกษตร, กองส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน. (2557) “วิสาหกิจชุมชนกลุ่ม เพื่ออนุรักษ์ผืนป่าต้นน�้าคู่ชุมชน” สืบค้นจาก https://mgronline.com/
เกษตรกรท�านาตะโหมด” สืบค้นจาก http://www.sceb.doae.go.th/ south/detail/9610000015883 [สืบค้นเมื่อ 18 ตุลาคม 2564]
qr-code/6_57tamot.html [สืบค้นเมื่อ 20 ตุลาคม 2564] ผู้จัดการออนไลน์. (2562) “สภาลานวัดตะโหมดจัดกิจกรรม งานกองข้าวสาร ทาน
จาเป็น เรืองหิรัญ. (2564) “ประเพณีทาบุญสองศาสนา” สานักงานวัฒนธรรม อาหารอินทรีย์ ของดีตะโหมด” สืบค้นจาก https://mgronline.com/
�
�
�
จังหวัดพัทลุง สืบค้นจาก https://www.m-culture.go.th/phattha- south/detail/9620000027683 [สืบค้นเมื่อ 19 ตุลาคม 2564]
lung/ewt_news.php?nid=3304&filename=index [สืบค้นเม่อ 20 พรไทย ศิริสาธิตกิจ. (2564) “ม.ทักษิณหนุนวัดตะโหมด ส่งเสริมเกษตรกรปลูก
ื
ตุลาคม 2564] เมล่อนอินทรีย์ สร้างรายได้ยุคโควิด-19” สืบค้นจาก https://www.kas-
ั
ี
ุ
ู
ธฤษวรรณ นนทพุทธ 2545 “การพฒนากระบวนการเรยนร้โดยชมชนในการ etkaoklai.com/home/2021/06/ [สืบค้นเมื่อ 26 ตุลาคม 2564]
ิ
ิ
ื
�
จัดการท่องเท่ยวเชิงนิเวศ : กรณีศึกษาป่าชุมชนเขาหัวช้าง ตาบลตะโหมด พระม่งศิษฐ์ สังข์บริสุทธ์. (2561) “พระสงฆ์กับการขับเคล่อนการจัดการ
ี
อาเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง” วิทยานิพนธ์ปริญญาวิทยาศาสตร์มหา ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของชุมชน กรณีศึกษาชุมชนตะโหมด
�
�
�
บัณฑิต (ส่งแวดล้อมศึกษา) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์. สืบค้นจาก ตาบลตะโหมด อาเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง” วิทยานิพนธ์ปริญญา
ิ
ิ
ื
http://kb.psu. ac.th/psukb/handle/2553/2347 [สืบค้นเม่อ 22 วิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการส่งแวดล้อม มหาวิทยาลัย
ตุลาคม 2564] สงขลานครินทร์.
ั
ื
้
์
บานเมองออนไลน (2562) “พระวดตะโหมดและเยาวชนร่วมทาฝายชะลอนาเพอ เรณุมาศ รอดเนียม. (2556) “ความกลมกลืนทางวัฒนธรรมในชุมชนสองศาสนา
�
้
�
่
ื
เป็นธนาคารสะสม” สืบค้นจาก https://www.banmuang.co.th/news/ : กรณีศึกษา ชุมชนตะโหมด อ�าเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง” งานค้นคว้า
ิ
ั
ิ
ั
ึ
region/150596 [สืบค้นเมื่อ 20 ตุลาคม 2564] อสระของการศกษาตามหลกสูตร ศิลปศาสตรมหาบณฑิต (การบรหารการ
ิ
ประภาพรรณ วงศาโรจน. (2548) วัดตะโหมด อาเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง แหล่ง พัฒนาสังคม) คณะพัฒนาสังคมและส่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิต
�
์
เรียนรู้ของชุมชนดีเด่น. กรุงเทพฯ: สานักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. พัฒนบริหารศาสตร์. สืบค้นจาก http://library1.nida.ac.th/termpa-
�
per6/sd/2556/19821.pdf [สืบค้นเมื่อ 28 ตุลาคม 2564]
84 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท์ และพระครูประยุตธรรมธัช 85
ต้นแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร
ั
ิ
วราภรณ์ ทะนงศักด์. (2564) “รูปแบบการต้งรับปรับตัวต่อภัยแล้งของชุมชน
ตะโหมด อ�าเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง” วารสารมหาจุฬานาครทรรศน์. 8(1)
มกราคม 2564. หน้า 162-174. สืบค้นจาก file:///D:/ Downloads/
249597-Article%20Text-880432-2-10-20210207.pdf [สืบค้นเม่อ
ื
22 ตุลาคม 2564]
วสันต์พรรษ จ�าเริญนุสิต. (2563) “สนง.ทรัพยากรน้าแห่งชาติ จัดกิจกรรมการ
�
สร้างการรับรู้ผ่านสื่อ โครงการการศึกษาแก้ไขปัญหาภัยแล้งและบรรเทา
อุทกภัยทะเลสาบสงขลา จังหวัดพัทลุง” สืบค้นจาก https://thainews.
prd.go.th/th/news/detail/TCATG200113164322440 [สืบค้นเม่อ
ื
30 ตุลาคม 2564]
วัดตะโหมด (2552) “การจัดการธนาคารน้าสภาลานวัดตะโหมด” สืบค้นจาก
�
http://wattamod.blogspot.com/2009/07/blog-post.html [สืบค้น
เมื่อ 20 ตุลาคม 2564]
ศิริชัย พรหมทอง (2557) “ท�าความรู้จักสภาลานวัดตะโหมด” สืบค้นจาก https://
www.scbfoundation.com/ discussion/842-7300 [สืบค้นเม่อ 25
ื
ตุลาคม 2564]
อดุลย์ แก้วคงธรรม (2563) “เขา ป่า นา เล” เชื่อมร้อยเครือข่ายชุมชนตะโหมด
จากภูผาสู่มหานที” ไทยรัฐออนไลน์. สืบค้นจาก https://www.
komchadluek.net/news/government-of-thailand/444405
[สืบค้นเมื่อ 27 ตุลาคม 2564]
86 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท และพระครูประยุตธรรมธัช 87
ตนแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร
ั
ิ
วราภรณ์ ทะนงศักด์. (2564) “รูปแบบการต้งรับปรับตัวต่อภัยแล้งของชุมชน
ตะโหมด อ�าเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง” วารสารมหาจุฬานาครทรรศน์. 8(1)
มกราคม 2564. หน้า 162-174. สืบค้นจาก file:///D:/ Downloads/
249597-Article%20Text-880432-2-10-20210207.pdf [สืบค้นเม่อ
ื
22 ตุลาคม 2564]
วสันต์พรรษ จ�าเริญนุสิต. (2563) “สนง.ทรัพยากรน้าแห่งชาติ จัดกิจกรรมการ
�
สร้างการรับรู้ผ่านสื่อ โครงการการศึกษาแก้ไขปัญหาภัยแล้งและบรรเทา
อุทกภัยทะเลสาบสงขลา จังหวัดพัทลุง” สืบค้นจาก https://thainews.
prd.go.th/th/news/detail/TCATG200113164322440 [สืบค้นเม่อ
ื
30 ตุลาคม 2564]
วัดตะโหมด (2552) “การจัดการธนาคารน้าสภาลานวัดตะโหมด” สืบค้นจาก
�
http://wattamod.blogspot.com/2009/07/blog-post.html [สืบค้น
เมื่อ 20 ตุลาคม 2564]
ศิริชัย พรหมทอง (2557) “ท�าความรู้จักสภาลานวัดตะโหมด” สืบค้นจาก https://
www.scbfoundation.com/ discussion/842-7300 [สืบค้นเม่อ 25
ื
ตุลาคม 2564]
อดุลย์ แก้วคงธรรม (2563) “เขา ป่า นา เล” เชื่อมร้อยเครือข่ายชุมชนตะโหมด
จากภูผาสู่มหานที” ไทยรัฐออนไลน์. สืบค้นจาก https://www.
komchadluek.net/news/government-of-thailand/444405
[สืบค้นเมื่อ 27 ตุลาคม 2564]
86 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท และพระครูประยุตธรรมธัช 87
ตนแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร
ยางตามทางพอ ดิน นํ้า ปา
ยางตามทางพอ ดิน นํ้า ปา
ิ
๑๘ สงหาคม ๑๕๖๐
วัดตะโหมด อ.ตะโหมด จ.พัทลุง
สภาลานวัดตะโหมด
สรางสรรคปญญา พัฒนาสังคม
ระดมความคิด เพื่อชีวิตประชาชน