The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by buddhistwelfare.th, 2022-09-17 09:40:13

เล่ม 5 สภาลานวัดตะโหมด ต้นแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร


งานบุญสองศาสนานับเป็นประเพณีสาคัญท่สามารถรวมจิตใจของ พ่อ แม่ และลูกจะต้องไม่ฝักใฝ่อบายมุข ประการท่สองคือต้องขยันหม่นเพียร





ชาวไทยพุทธและชาวไทยมุสลิมไว้ด้วยกันอย่างแนบแน่น และนามาซ่ง ในการประกอบอาชีพ ประการที่สามเป็นผู้บ�าเพ็ญตนเพื่อสังคมส่วนรวมพอ









ความเขมแขงของชมชน นอกจากการทาบญตามหลกศาสนาของแตละศาสนา สมควร และประการท่ส่มีความสัมพันธ์ท่ดีระหว่างพ่อแม่ลูก เพราะถือว่าหาก

แล้ว ประเพณีนี้มีกิจกรรมท�าร่วมกันมากมาย เช่น สัมมนาผู้น�าศาสนาและ มีปัญหาในครอบครัวย่อมก่อผลกระทบให้ชุมชน บุคคลตัวอย่างน้จะคัดเลือก

ผู้นาชุมชน การแสดงของยุวชนจาก 2 ศาสนา นิทรรศการวัฒนธรรมและ หมู่บ้านละ 2 คน ผู้หญิง 1 คน ผู้ชาย 1 คน เมื่อได้รับการคัดเลือกแล้วจะ


ประเพณีท้องถิ่น ตลอดจนการร่วมพัฒนาฌาปณสถานร่วมกันทั้ง 2 ศาสนา ประกาศเกียรติคุณระหว่างการประชุมในช่วงข้นปีใหม่ กิจกรรมน้เป็นส่วน



และส่งเสริมวิถีชีวิตความเป็นอยู่บนพ้นฐานการแบ่งปันของผู้คนท้ง 2 ศาสนา หน่งของการสร้างเสริมให้ชุมชนเข้มแข็ง บนพ้นฐานการผสมผสานทาง



เพ่อเป้าหมายให้สามารถอยู่ร่วมกันด้วยความสงบสุข มีผู้นาศาสนาอิสลาม วัฒนธรรมประเพณีท่เหมาะสมระหว่าง 2 ศาสนา (ประภาพรรณ วงศาโรจน,



เดินทางไปวัด พระสงฆ์วัดตะโหมดก็เดินทางไปร่วมกิจกรรมทางศาสนา 2548: 49; ศิริชัย พรหมทอง, 2557)



อสลามอย่เป็นประจา และบางครงกนมนต์พระสงฆ์ไปปาฐกถาธรรมให้ผ้ท ่ ี





นับถือศาสนาอิสลามฟังด้วย (จาเป็น เรืองหิรัญ, 2564) ล้วนเป็นภาพของการ






ผสมผสานทางวัฒนธรรมท่ลงตัวอย่างมาก จนกลายเป็นส่วนหน่งท่ช่วยเสริม ค. ฝายสงคม
ให้ชุมชนตะโหมดมีความสัมพันธ์ทางสังคมอย่างเข้มแข็ง การดาเนินกิจกรรมของสภาลานวัดตะโหมดฝ่ายสังคมประกอบด้วย


ในภาพรวมจึงกล่าวได้ว่าบนพ้นฐานความเข้มแข็งทางสังคมของชุมชน งานสาธารณูปโภค งานคมนาคม งานความปลอดภัย งานยาเสพติด




ตะโหมด ได้สนับสนุนให้เกิดกระบวนการเรียนรู้และสืบทอดส่งท่ดีของ งานอนามัย และงานบุคคลดีเด่น ท้งน้พระครูอุทิตกิจจาทรเป็นผ้น�าในการ

ชุมชนตะโหมด เพราะแม้ว่าชุมชนตะโหมดจะมีปัญหาหลากหลายภายใต้ รวมพลังประชาชนสร้างความเจริญก้าวหน้าและพัฒนาคุณภาพชีวิตของคน
สถานการณ์ท่เปล่ยนแปลงไปในสังคมปัจจุบัน แต่ปัญหาบางอย่างทางชุมชน ในทองถิ่นมากมายหลายด้านจนเป็นที่ยกย่องของคนในชุมชน ได้แก ่





ไม่สามารถจะใช้มาตรการทางกฎหมายหรือระเบียบราชการได้ แนวทางหนึ่ง - เป็นผ้น�าประชาชนสร้างถนนจากชุมชนตะโหมดเช่อมต่อกับถนน










ทเหมาะสมคอการแก้ไขปัญหาด้วยวถวฒนธรรมชมชน ดงนันทางสภาลาน เพชรเกษม ระยะทาง 10 กิโลเมตร แล้วเสร็จในป 2498 รวมทั้งสร้างถนน


วัดตะโหมดจึงพยายามจะสร้างเสริมแบบอย่างการดาเนินชีวิตท่ดีของชาวบ้าน สายอื่น ๆ ในชมุชนอีกหลายสาย ช่วยอ�านวยความสะดวกด้านการเดินทาง
ตะโหมด ด้วยการเลือกสรรคนดีแล้วเอามาประกาศให้ปรากฎในชุมชน จึง และด�าเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจของชาวตะโหมด


เกดโครงการคดเลือก “คนดีศรีตะโหมด” ซ่งเร่มจัดต้งแต่ปี 2532 โดยม ี - เปนผประสานการยกฐานะตาบลตะโหมดขนเปนกงอ�าเภอ และเปน















หลักเกณฑ์ในการคัดเลือกหลายประการ ประการแรกคือในครอบครัวน้นท้ง ั อ�าเภอตะโหมดได้ส�าเร็จในป 2518 โดยเชิญผู้น�าท้องถิ่นเข้ามาปรึกษาหารือ
48 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท์ และพระครูประยุตธรรมธัช 49
ต้นแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร





ร่วมกับพระสงฆ์ ผู้น�าชุมชน และสมาชิกสภาลานวัดตะโหมด โดยคาดหวังที่ แหล่งเรียนรู้้ของประชาชน เพราะมีปัจจัยท่สาคัญย่งคือภาวะผู้นาของ

จะสร้างความเจริญให้กับชุมชนตะโหมด เจ้าอาวาสวัดตะโหมดคือพระครูอุทิตกิจจาทร สาหรับในปัจจุบันกิจกรรมของ





- เป็นผ้ริเร่มให้มีสัปดาห์ท�าความสะอาดบ้านเรือนและชุมชนเป็น ฝ่ายสังคมทเป็นการวางรากฐานสาคญของการพัฒนาชุมชนตะโหมด

ประจ�าทุกปี ตั้งแต่ปี 2518 และได้ร่วมกันด�าเนินกิจกรรมเรื่อยมา จนกระทั่ง ในอนาคต คือกิจกรรมสร้างเสริมศักยภาพของเด็กและเยาวชนภายใต้

มีชาวตะโหมดพูดกันติดปากว่า “ถ้าบ้านไหนไม่ทา เราจะพาพระไปท�าให้” โครงการค่ายเยาวชนต้นหญ้า
ชาวบ้านทุกครัวเรือนจึงเข้าร่วมกิจกรรมนี้อย่างแข็งขัน

- เป็นประธานและประสานให้มีการระดมทุนสมทบเงิน 30% เพ่อ ค่ายเยาวชนต้นหญ้า : การพฒนาเด็กและเยาวชนในชุมชน


เช่อมต่อไฟฟ้าเข้าสู่ชุมชนตะโหมด โดยไม่ต้องรอไฟฟ้าตามโครงการไฟฟ้า แกนนาของสภาลานวัดตะโหมดมีความเห็นท่สอดคล้องกันว่า สังคม





ชนบท เพราะมีความล่าช้ามาก จนกระทั่งป 2525 จึงมีไฟฟ้าใช้ในทุกต�าบล สมัยน้ไม่ได้สนับสนุนวิถีของการพ่งพาอาศัยกันดังเช่นท่ชาวตะโหมดในอดีต


รวมเวลาในการเรียกร้องราว 3 ปี มีความคุ้นเคย แต่มีแนวโน้มท่ดาเนินไปในลักษณะต่างคนต่างอยู่ ต่างคน



- ริเริ่มโครงการ “คนดีศรีตะโหมด” เพื่อยกยองหัวหนาครอบครัวผูมี ต่างท�ามาหากิน และมีความสนใจวิถีวัฒนธรรมชุมชนลดน้อยลง โดยเฉพาะ










ความประพฤติดีและทาประโยชนใหแกชุมชนตั้งแตป 2532 โดยคาดหวังว่า อย่างย่งในปัจจุบันมีเด็กและเยาวชนจานวนไม่น้อยท่ไม่สนใจการทานาหรือ





จะเป็นแบบอย่างท่ดีสาหรับชาวตะโหมด โดยเฉพาะอย่างย่งเด็กและเยาวชน ทาสวนยางพารา ต้องการประกอบอาชีพนอกภาคเกษตรมากกว่าการสืบต่อ
ได้ยึดถือเป็นแนวปฏิบัติให้เป็นคนดีในอนาคต ความเป็นเกษตรกร แกนน�าจึงร่วมกันคิดว่าควรจะท�าอย่างไร เพื่อที่จะปลูก

- เป็นผู้วางทิศทางการพัฒนาสังคมในรูปแบบองค์กรชุมชนโดยใช้ ฝังให้เด็กและเยาวชนในตาบลเรียนรู้เร่องการปลูกยางและการทานาต้งแต่





วัดเป็นศูนย์กลางและเป็นสถานท่ด�าเนินการประชุม โดยเริ่มจากกล่ม เด็กจนโต เพ่อไม่ให้ละท้งอาชีพของพ่อแม่ อย่างไรก็ตามปัญหาเด็กและ




เกษตรกรทานา กลุ่มชาวสวนยางพารา กลุ่มชาวสวนผลไม้ กลุ่มอนุรักษ์ เยาวชนท่พบคือ เม่อเด็กผ่านการเรียนรู้หรือการอบรมแล้ว พอกลับถึงบ้านก ็

ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม และพัฒนาไปเปนสภาลานวัดตะโหมด จะเหมือนเดิม จึงต้องคิดต่อว่าควรจะทาให้ชุมชนตะโหมดสามารถปรับ






ในป 2538 ซ่งไดขยายขอบเขตของกิจกรรมทางสังคมกว้างขวางข้นเป็นลาดับ เปล่ยนเป็นสังคมท่ดีได้อย่างไรด้วย นอกจากน้เม่อเด็กและเยาวชนออกสู่






จนถึงปัจจุบัน (ประภาพรรณ วงศาโรจน, 2548: 6-7) สังคมภายนอกและไปพบกับตัวแปรอื่น ๆ ที่เข้ามากระทบต่อวิถีการด�าเนิน



ท้งน้จากการดาเนินกิจกรรมของฝ่ายสังคมกล่าวได้ว่าตลอดช่วง 50 ปี ชีวิต ก็อาจจะไม่สามารถปรับตัวเข้ากับสังคมได้ แล้วเราควรจะทาอย่างไร


ท่ผ่านมาชมุชนตะโหมดได้พัฒนาจากดินแดนทุรกันดารห่างไกลความเจริญ เพ่อสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่เด็กและเยาวชนในชุมชนตะโหมด ท่ผ่านมาสภาลาน





มาเป็นชุมชนแผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง เป็นอู่ข้าวอู่นาทางเศรษฐกิจ เป็น วัดตะโหมดพยายามสร้างความร่วมมือกับคนทุกกลุ่มทุกฝ่าย เพ่อสนับสนุน

50 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท์ และพระครูประยุตธรรมธัช 51
ต้นแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร




ร่วมกับพระสงฆ์ ผู้น�าชุมชน และสมาชิกสภาลานวัดตะโหมด โดยคาดหวังที่ แหล่งเรียนรู้้ของประชาชน เพราะมีปัจจัยท่สาคัญย่งคือภาวะผู้นาของ


จะสร้างความเจริญให้กับชุมชนตะโหมด เจ้าอาวาสวัดตะโหมดคือพระครูอุทิตกิจจาทร สาหรับในปัจจุบันกิจกรรมของ





- เป็นผ้ริเร่มให้มีสัปดาห์ท�าความสะอาดบ้านเรือนและชุมชนเป็น ฝ่ายสังคมทเป็นการวางรากฐานสาคญของการพัฒนาชุมชนตะโหมด

ประจ�าทุกปี ตั้งแต่ปี 2518 และได้ร่วมกันด�าเนินกิจกรรมเรื่อยมา จนกระทั่ง ในอนาคต คือกิจกรรมสร้างเสริมศักยภาพของเด็กและเยาวชนภายใต้

มีชาวตะโหมดพูดกันติดปากว่า “ถ้าบ้านไหนไม่ทา เราจะพาพระไปท�าให้” โครงการค่ายเยาวชนต้นหญ้า
ชาวบ้านทุกครัวเรือนจึงเข้าร่วมกิจกรรมนี้อย่างแข็งขัน

- เป็นประธานและประสานให้มีการระดมทุนสมทบเงิน 30% เพ่อ ค่ายเยาวชนต้นหญ้า : การพฒนาเด็กและเยาวชนในชุมชน


เช่อมต่อไฟฟ้าเข้าสู่ชุมชนตะโหมด โดยไม่ต้องรอไฟฟ้าตามโครงการไฟฟ้า แกนนาของสภาลานวัดตะโหมดมีความเห็นท่สอดคล้องกันว่า สังคม





ชนบท เพราะมีความล่าช้ามาก จนกระทั่งป 2525 จึงมีไฟฟ้าใช้ในทุกต�าบล สมัยน้ไม่ได้สนับสนุนวิถีของการพ่งพาอาศัยกันดังเช่นท่ชาวตะโหมดในอดีต



รวมเวลาในการเรียกร้องราว 3 ปี มีความคุ้นเคย แต่มีแนวโน้มท่ดาเนินไปในลักษณะต่างคนต่างอยู่ ต่างคน


- ริเริ่มโครงการ “คนดีศรีตะโหมด” เพื่อยกยองหัวหนาครอบครัวผู้มี ต่างท�ามาหากิน และมีความสนใจวิถีวัฒนธรรมชุมชนลดน้อยลง โดยเฉพาะ







ความประพฤติดีและทาประโยชนใหแกชุมชนตั้งแตป 2532 โดยคาดหวังว่า อย่างย่งในปัจจุบันมีเด็กและเยาวชนจานวนไม่น้อยท่ไม่สนใจการทานาหรือ





จะเป็นแบบอย่างท่ดีสาหรับชาวตะโหมด โดยเฉพาะอย่างย่งเด็กและเยาวชน ทาสวนยางพารา ต้องการประกอบอาชีพนอกภาคเกษตรมากกว่าการสืบต่อ


ได้ยึดถือเป็นแนวปฏิบัติให้เป็นคนดีในอนาคต ความเป็นเกษตรกร แกนน�าจึงร่วมกันคิดว่าควรจะท�าอย่างไร เพื่อที่จะปลูก



- เป็นผู้วางทิศทางการพัฒนาสังคมในรูปแบบองค์กรชุมชนโดยใช้ ฝังให้เด็กและเยาวชนในตาบลเรียนรู้เร่องการปลูกยางและการทานาต้งแต่



วัดเป็นศูนย์กลางและเป็นสถานท่ด�าเนินการประชุม โดยเริ่มจากกล่ม เด็กจนโต เพ่อไม่ให้ละท้งอาชีพของพ่อแม่ อย่างไรก็ตามปัญหาเด็กและ


เกษตรกรทานา กลุ่มชาวสวนยางพารา กลุ่มชาวสวนผลไม้ กลุ่มอนุรักษ์ เยาวชนท่พบคือ เม่อเด็กผ่านการเรียนรู้หรือการอบรมแล้ว พอกลับถึงบ้านก ็






ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม และพัฒนาไปเปนสภาลานวัดตะโหมด จะเหมือนเดิม จึงต้องคิดต่อว่าควรจะทาให้ชุมชนตะโหมดสามารถปรับ



ในป 2538 ซ่งไดขยายขอบเขตของกิจกรรมทางสังคมกว้างขวางข้นเป็นลาดับ เปล่ยนเป็นสังคมท่ดีได้อย่างไรด้วย นอกจากน้เม่อเด็กและเยาวชนออกสู่







จนถึงปัจจุบัน (ประภาพรรณ วงศาโรจน, 2548: 6-7) สังคมภายนอกและไปพบกับตัวแปรอื่น ๆ ที่เข้ามากระทบต่อวิถีการด�าเนิน



ท้งน้จากการดาเนินกิจกรรมของฝ่ายสังคมกล่าวได้ว่าตลอดช่วง 50 ปี ชีวิต ก็อาจจะไม่สามารถปรับตัวเข้ากับสังคมได้ แล้วเราควรจะทาอย่างไร




ท่ผ่านมาชมุชนตะโหมดได้พัฒนาจากดินแดนทุรกันดารห่างไกลความเจริญ เพ่อสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่เด็กและเยาวชนในชุมชนตะโหมด ท่ผ่านมาสภาลาน


มาเป็นชุมชนแผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง เป็นอู่ข้าวอู่นาทางเศรษฐกิจ เป็น วัดตะโหมดพยายามสร้างความร่วมมือกับคนทุกกลุ่มทุกฝ่าย เพ่อสนับสนุน

50 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท์ และพระครูประยุตธรรมธัช 51
ต้นแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร

การพัฒนาศักยภาพและส่งเสริมการเรียนรู้ท่เหมาะสมให้แก่เด็กและเยาวชน สืบทอดการพัฒนาชุมชนตะโหมดในอนาคตได้ สภาลานวัดตะโหมดจึงให้

จึงเกิดกลุ่มต้นหญ้า ซึ่งเป็นนักเรียนโรงเรียนประชาบ�ารุง ได้เข้ามามีส่วนร่วม ความส�าคัญมากในการพัฒนาศักยภาพและคุณธรรมของเด็กและเยาวชน



ในการดูแลเร่องการจัดการธนาคารน้าร่วมกับชาวบ้านและผู้น�าชุมชนตะ


โหมด เพ่อสนับสนุนกิจกรรมการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและส่งแวดล้อม
แบบครบวงจรทั้งป่าไม้ น�้า และดิน มาตั้งแต่ปี 2543 (วัดตะโหมด, 2552)
กลุ่มต้นหญ้ามีบทบาทส�าคัญท่เด่นชัดจากการเข้าร่วมโครงการธนาคาร


น�้า อันเป็นกิจกรรมที่จะชวยสรางเสริมจิตส�านึก ตระหนัก และเห็นคุณคาใน


การอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ น�้า และดิน เพื่อลดปัญหาการขาดแคลนน�้าใน

ช่วงฤดูแล้งและปัญหาน้าป่าไหลหลากในช่วงฤดูฝน และเพ่อใช้เป็นเคร่องมือ


ในการสร้างความรักความผูกพันระหว่างบ้าน วัด โรงเรียน หน่วยงานราชการ


องค์กรพัฒนาในระดับท้องถ่น พร้อมกับน�าหลักธรรมมาใช้เพ่อการแสดงออก
ถึงการมีน้าใจ เสียสละ กตัญูต่อธรรมชาติ เด็กและเยาวชนได้ใช้เวลาว่าง

ในการฝึกความขยันและอดทน ตระหนักในการรับผิดชอบต่อธรรมชาติและ กรณีตัวอย่างบทบาทส�าคัญในการมีส่วนร่วมพัฒนาชุมชนของเยาวชน

สังคม โดยการมีส่วนร่วมแบบสามัคคีธรรมระหว่างภาคีเครือข่าย ลดช่องว่าง กลุ่มต้นหญ้ากับสภาลานวัดตะโหมดในกิจกรรมธนาคารน้า คือในปี 2562
ในความสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างผู้ใหญ่กับเด็ก (วัดตะโหมด, 2552) พระครูประยุตธรรมธัช ในฐานะที่เป็นประธานสภาลานวัดตะโหมด ร่วมมือ


กลุ่มต้นหญ้าได้เข้ามา กับกลุ่มเยาวชนต้นหญ้าท�าฝายชะลอน้าเพ่อกักเก็บน้าไว้ใช้ในยามหน้าแล้ง




มีบทบาทส�าคัญในการ พร้อมท้งสร้างความชุ่มช้นให้กับผิวดินบริเวณป่าต้นน้า การสร้างฝายชะลอ






พัฒนาชุมชนร่วมกับ นาเพอเป็นธนาคารนาใหกบชมชนชวยใหตาบลตะโหมดเปนตาบลทชาวบาน











แกนน�าและภาคีเครือ ไม่ประสบปัญหาการขาดแคลนน�้าในช่วงหน้าแล้ง ทั้งน�้าเพื่อการเกษตรและ
ข่ายของสภาลานวัด น้าเพ่อการอุปโภคบริโภค รวมถึงยังเป็นชุมชนต้นแบบในการอนุรักษ์ป่าและ












ตะโหมด และได้รับ อนรกษนาแบบยงยน (บานเมองออนไลน, 2562) กจกรรมธนาคารนาจงเปน









การคาดหมายว่าจะ แบบแผนการทางานทเน้นการมส่วนร่วมของภาคเครอข่าย ซ่งเป็นกจกรรม





เป็นก�าลังส�าคัญในการ ท่ช่วยสร้างเสริมส�านึกจิตอาสาและศักยภาพการพัฒนาของเด็กและเยาวชน

52 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท และพระครูประยุตธรรมธัช 53
ตŒนแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร

การพัฒนาศักยภาพและส่งเสริมการเรียนรู้ท่เหมาะสมให้แก่เด็กและเยาวชน สืบทอดการพัฒนาชุมชนตะโหมดในอนาคตได้ สภาลานวัดตะโหมดจึงให้

จึงเกิดกลุ่มต้นหญ้า ซึ่งเป็นนักเรียนโรงเรียนประชาบ�ารุง ได้เข้ามามีส่วนร่วม ความส�าคัญมากในการพัฒนาศักยภาพและคุณธรรมของเด็กและเยาวชน



ในการดูแลเร่องการจัดการธนาคารน้าร่วมกับชาวบ้านและผู้น�าชุมชนตะ


โหมด เพ่อสนับสนุนกิจกรรมการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและส่งแวดล้อม
แบบครบวงจรทั้งป่าไม้ น�้า และดิน มาตั้งแต่ปี 2543 (วัดตะโหมด, 2552)
กลุ่มต้นหญ้ามีบทบาทส�าคัญท่เด่นชัดจากการเข้าร่วมโครงการธนาคาร


น�้า อันเป็นกิจกรรมที่จะชวยสรางเสริมจิตส�านึก ตระหนัก และเห็นคุณคาใน


การอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ น�้า และดิน เพื่อลดปัญหาการขาดแคลนน�้าใน

ช่วงฤดูแล้งและปัญหาน้าป่าไหลหลากในช่วงฤดูฝน และเพ่อใช้เป็นเคร่องมือ


ในการสร้างความรักความผูกพันระหว่างบ้าน วัด โรงเรียน หน่วยงานราชการ


องค์กรพัฒนาในระดับท้องถ่น พร้อมกับน�าหลักธรรมมาใช้เพ่อการแสดงออก
ถึงการมีน้าใจ เสียสละ กตัญูต่อธรรมชาติ เด็กและเยาวชนได้ใช้เวลาว่าง

ในการฝึกความขยันและอดทน ตระหนักในการรับผิดชอบต่อธรรมชาติและ กรณีตัวอย่างบทบาทส�าคัญในการมีส่วนร่วมพัฒนาชุมชนของเยาวชน

สังคม โดยการมีส่วนร่วมแบบสามัคคีธรรมระหว่างภาคีเครือข่าย ลดช่องว่าง กลุ่มต้นหญ้ากับสภาลานวัดตะโหมดในกิจกรรมธนาคารน้า คือในปี 2562
ในความสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างผู้ใหญ่กับเด็ก (วัดตะโหมด, 2552) พระครูประยุตธรรมธัช ในฐานะที่เป็นประธานสภาลานวัดตะโหมด ร่วมมือ


กลุ่มต้นหญ้าได้เข้ามา กับกลุ่มเยาวชนต้นหญ้าท�าฝายชะลอน้าเพ่อกักเก็บน้าไว้ใช้ในยามหน้าแล้ง




มีบทบาทส�าคัญในการ พร้อมท้งสร้างความชุ่มช้นให้กับผิวดินบริเวณป่าต้นน้า การสร้างฝายชะลอ






พัฒนาชุมชนร่วมกับ นาเพอเป็นธนาคารนาใหกบชมชนชวยใหตาบลตะโหมดเปนตาบลทชาวบาน











แกนน�าและภาคีเครือ ไม่ประสบปัญหาการขาดแคลนน�้าในช่วงหน้าแล้ง ทั้งน�้าเพื่อการเกษตรและ
ข่ายของสภาลานวัด น้าเพ่อการอุปโภคบริโภค รวมถึงยังเป็นชุมชนต้นแบบในการอนุรักษ์ป่าและ












ตะโหมด และได้รับ อนรกษนาแบบยงยน (บานเมองออนไลน, 2562) กจกรรมธนาคารนาจงเปน









การคาดหมายว่าจะ แบบแผนการทางานทเน้นการมส่วนร่วมของภาคเครอข่าย ซ่งเป็นกจกรรม





เป็นก�าลังส�าคัญในการ ท่ช่วยสร้างเสริมส�านึกจิตอาสาและศักยภาพการพัฒนาของเด็กและเยาวชน

52 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท และพระครูประยุตธรรมธัช 53
ตŒนแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร








เพ่อการเตรียมพร้อมเป็นผู้ใหญ่ท่ดี เรียนรู้ภาวะผู้นา และเป็นกาลังสาคัญ อนุรักษทรัพยากรปาไม้และส่งแวดล้อม

ในการขับเคลื่อนกิจกรรมการพัฒนาชุมชนของสภาลานวัดตะโหมดในทุก ๆ ชุมชนตะโหมดทั้ง 12 หมู่บ้าน เป็นชุมชนที่อยู่ต้นน�้าเทือกเขาบรรทัด
โครงการ ซ่งเป็นแหล่งกาเนิดคลอง 14 สาย ท่ไหลลงไปรวมกันในบริเวณทะเลสาบ




สงขลา เดิมชาวบ้านในชุมชนตะโหมดมีวิถีชีวิตท่อาศัยพ่งพิงทรัพยากร




ธรรมชาต ชาวบ้านสวนใหญประกอบอาชีพทางการเกษตร ปลกขาว ทาสวน




ง. ฝายส่งแวดล้อม ยางพารา และปลูกไม้ผล แต่ในช่วงเวลาต่อมาทรัพยากรป่าไม้และทรัพยากร




ด้วยท�าเลที่ตั้งของชมุชนตะโหมดตั้งอยู่เชิงเขาบรรทัด มีธรรมชาติ ป่า นาได้ถูกทาลายอย่างต่อเนอง อนเป็นผลมาจากการใช้ประโยชน์ทีมากจน







เขา ล�าธาร ล�าคลอง น�้าตก เป็นที่อยูอาศัยของสัตวปาและเปนแหลงศึกษา เกินไป มีการบุกเบิกที่ดินท�ากินจนป่าผืนใหญ่ค่อย ๆ ลดลง และแปรเปลี่ยน



พืชพันธุ์ธรรมชาติท่อุดมสมบูรณ์ มีแหล่งท่องเท่ยวตามธรรมชาติหลายแห่ง เป็นที่ดินเพ่อการเกษตร ผลจากการทาลายป่าทาให้เกิดการเสียสมดุลของ




ทาให้มีวิถีชีวิตท่ผูกพันกับธรรมชาติ วัดตะโหมดและสภาลานวัดจึงได้กระตุ้น ระบบนิเวศ นาในลาคลองต่าง ๆ ลดลงจนเกิดปัญหาขาดแคลนนาในช่วง











และสร้างความตระหนักให้ชาวบ้านต่นตัวในเร่องของการอนุรักษ์ธรรมชาต ิ หน้าแล้ง รวมถึงบางปีในช่วงฤดูฝนนาจากเทือกเขาบรรทัดจะไหลลงสู่ชุมชน


และสิ่งแวดลอม และสนับสนุนการสงเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศของชุมชน ส่งผลให้เกิดปัญหาน�้าท่วม นับวันปัญหาเหล่านี้ยิ่งทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น ส่ง


โดยก�าหนดแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศในชุมชนไวหลายดาน เชน การเดินทาง ผลกระทบต่อวิถีการดาเนินชีวิตของคนในชุมชนตะโหมดและชุมชนใกล้เคียง



ศึกษาธรรมชาติบน เทือกเขาบรรทัด การเที่ยวน�้าตก ล่องแกง ปีนเขา ดูนก ท้งยังส่งผลต่อการทาลายทรัพยากรสัตว์นา สัตว์ป่า และพืชพรรณ ดังน้นการ







ส่องสัตว ตั้งคายพักแรม ควบคู่ไปกับศึกษาวิถีชีวิตของชุมชน แหล่งประวัติ ขับเคล่อนกิจกรรมการจัดการทรัพยากรป่าไม้และทรัพยากรธรรมชาติจึง


ศาสตร์และโบราณคดี การศึกษาประเพณีวฒนธรรมย้อนยค การดาเนิน เกิดขึ้นภายใต้กระบวนการมีส่วนร่วมของชาวบ้านผ่านสภาลานวัดตะโหมด





กิจกรรมของฝ่ายส่งแวดล้อมประกอบด้วย งานป่าไม้ งานแหล่งนา งานรักษา ในช่วงหลายปีท่ผ่านมาชุมชนตะโหมดประสบปัญหาการบริหารจัดการ

ความสะอาด งานการท่องเท่ยว งานระเบียบชุมชน และงานรักษาทรัพยากร พื้นที่ป่า จนก่อให้เกิดผลกระทบต่อพื้นที่เกษตรกรรม บางปีก็เผชิญกับความ





ธรรมชาติ ท้งน้กิจกรรมท่โดดเด่นของฝ่ายส่งแวดล้อมคือ โครงการอนุรักษ์ แห้งแล้งและบางปีเกิดนาท่วม ส่งเหล่าน้เป็นเหตุปัจจัยให้ชาวบ้านต้องมาคิด




ทรัพยากรป่าไม้และส่งแวดล้อม และโครงการธนาคารนา โดยสภาลาน แก้ไขปัญหา โดยอาศัยหลักการมีส่วนร่วมของชาวบ้านเป็นกลไกในการค้นหา



วัดตะโหมดเป็นแกนกลางในการขับเคลื่อนโครงการ แนวทางแก้ไขและร่วมกันดาเนินการตามมาตรการหรือแผนงานท่ร่วมกัน




กาหนด โดยตระหนักว่าชุมชนตะโหมดอยู่แบบพ่งพาอาศัยกัน และมีสภาลาน
วัดตะโหมดเป็นศูนย์กลางในการแลกเปล่ยนเรียนรู้ร่วมกันระหว่างพระสงฆ์

54 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท์ และพระครูประยุตธรรมธัช 55
ต้นแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร







เพ่อการเตรียมพร้อมเป็นผู้ใหญ่ท่ดี เรียนรู้ภาวะผู้นา และเป็นกาลังสาคัญ อนุรักษทรัพยากรปาไม้และส่งแวดล้อม


ในการขับเคลื่อนกิจกรรมการพัฒนาชุมชนของสภาลานวัดตะโหมดในทุก ๆ ชุมชนตะโหมดทั้ง 12 หมู่บ้าน เป็นชุมชนที่อยู่ต้นน�้าเทือกเขาบรรทัด


โครงการ ซ่งเป็นแหล่งกาเนิดคลอง 14 สาย ท่ไหลลงไปรวมกันในบริเวณทะเลสาบ



สงขลา เดิมชาวบ้านในชุมชนตะโหมดมีวิถีชีวิตท่อาศัยพ่งพิงทรัพยากร

ธรรมชาต ชาวบ้านสวนใหญประกอบอาชีพทางการเกษตร ปลกขาว ทาสวน







ง. ฝายส่งแวดล้อม ยางพารา และปลูกไม้ผล แต่ในช่วงเวลาต่อมาทรัพยากรป่าไม้และทรัพยากร




ด้วยท�าเลที่ตั้งของชมุชนตะโหมดตั้งอยู่เชิงเขาบรรทัด มีธรรมชาติ ป่า นาได้ถูกทาลายอย่างต่อเนอง อนเป็นผลมาจากการใช้ประโยชน์ทีมากจน






เขา ล�าธาร ล�าคลอง น�้าตก เป็นที่อยู่อาศัยของสัตวปาและเป็นแหลงศึกษา เกินไป มีการบุกเบิกที่ดินท�ากินจนป่าผืนใหญ่ค่อย ๆ ลดลง และแปรเปลี่ยน
พืชพันธุ์ธรรมชาติท่อุดมสมบูรณ์ มีแหล่งท่องเท่ยวตามธรรมชาติหลายแห่ง เป็นที่ดินเพ่อการเกษตร ผลจากการทาลายป่าทาให้เกิดการเสียสมดุลของ









ทาให้มีวิถีชีวิตท่ผูกพันกับธรรมชาติ วัดตะโหมดและสภาลานวัดจึงได้กระตุ้น ระบบนิเวศ นาในลาคลองต่าง ๆ ลดลงจนเกิดปัญหาขาดแคลนนาในช่วง





และสร้างความตระหนักให้ชาวบ้านต่นตัวในเร่องของการอนุรักษ์ธรรมชาต ิ หน้าแล้ง รวมถึงบางปีในช่วงฤดูฝนนาจากเทือกเขาบรรทัดจะไหลลงสู่ชุมชน



และสิ่งแวดลอม และสนับสนุนการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศของชุมชน ส่งผลให้เกิดปัญหาน�้าท่วม นับวันปัญหาเหล่านี้ยิ่งทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น ส่ง

โดยก�าหนดแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศในชุมชนไวหลายดาน เชน การเดินทาง ผลกระทบต่อวิถีการดาเนินชีวิตของคนในชุมชนตะโหมดและชุมชนใกล้เคียง





ศึกษาธรรมชาติบน เทือกเขาบรรทัด การเที่ยวน�้าตก ล่องแกง ปีนเขา ดูนก ท้งยังส่งผลต่อการทาลายทรัพยากรสัตว์นา สัตว์ป่า และพืชพรรณ ดังน้นการ






ส่องสัตว ตั้งค่ายพักแรม ควบคู่ไปกับศึกษาวิถีชีวิตของชุมชน แหล่งประวัติ ขับเคล่อนกิจกรรมการจัดการทรัพยากรป่าไม้และทรัพยากรธรรมชาติจึง

ศาสตร์และโบราณคดี การศึกษาประเพณีวฒนธรรมย้อนยค การดาเนิน เกิดขึ้นภายใต้กระบวนการมีส่วนร่วมของชาวบ้านผ่านสภาลานวัดตะโหมด


กิจกรรมของฝ่ายส่งแวดล้อมประกอบด้วย งานป่าไม้ งานแหล่งนา งานรักษา ในช่วงหลายปีท่ผ่านมาชุมชนตะโหมดประสบปัญหาการบริหารจัดการ




ความสะอาด งานการท่องเท่ยว งานระเบียบชุมชน และงานรักษาทรัพยากร พื้นที่ป่า จนก่อให้เกิดผลกระทบต่อพื้นที่เกษตรกรรม บางปีก็เผชิญกับความ







ธรรมชาติ ท้งน้กิจกรรมท่โดดเด่นของฝ่ายส่งแวดล้อมคือ โครงการอนุรักษ์ แห้งแล้งและบางปีเกิดนาท่วม ส่งเหล่าน้เป็นเหตุปัจจัยให้ชาวบ้านต้องมาคิด




ทรัพยากรป่าไม้และส่งแวดล้อม และโครงการธนาคารนา โดยสภาลาน แก้ไขปัญหา โดยอาศัยหลักการมีส่วนร่วมของชาวบ้านเป็นกลไกในการค้นหา



วัดตะโหมดเป็นแกนกลางในการขับเคลื่อนโครงการ แนวทางแก้ไขและร่วมกันดาเนินการตามมาตรการหรือแผนงานท่ร่วมกัน
กาหนด โดยตระหนักว่าชุมชนตะโหมดอยู่แบบพ่งพาอาศัยกัน และมีสภาลาน


วัดตะโหมดเป็นศูนย์กลางในการแลกเปล่ยนเรียนรู้ร่วมกันระหว่างพระสงฆ์

54 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท์ และพระครูประยุตธรรมธัช 55
ต้นแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร






ชาวบาน ผูน�าชุมชน และองคกรชุมชน จนเกิดเปนแนวทาง “เขา ปา นา เล”


เช่อมร้อยเครือข่ายชุมชนตะโหมดเพ่อช่วยกันดูแลแก้ไขปัญหาทรัพยากร













ธรรมชาตและส่งแวดล้อมทเกิดขน ไม่ว่าจะเป็นพนทป่าต้นน้าถกทาลาย




แหล่งน้าในพ้นท่ลุ่มแห้งขอด ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งเส่อมโทรม ท�าให้

เกิดแนวความคิดว่าท่จริงแล้วปัญหาทุกอย่างล้วนเช่อมโยงกัน การแก้ปัญหา



ต้องด�าเนินการแบบองค์รวม เช่อมร้อยเครือข่ายลุ่มน้าทะเลสาบสงขลาเข้าไว้
ด้วยกันอย่างเป็นระบบ ทั้งต้นน�้า กลางน�้า และปลายน�้า จนมีการน�าแนวคิด


การบริหารจัดการแบบองค์รวมมาใช้ในการบริหารจัดการพ้นท่ป่าต้นน้า

ชุมชนตะโหมด เน้นการจัดการทรัพยากรในทุกด้าน ทั้งเรื่องดิน น�้า ป่า และ
คน มุ่งเน้นการสร้างจิตส�านึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ตลอดจน



เช่อมโยงระบบนิเวศในพ้นท่เข้ากับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ท่สอดคล้องกับ

ธรรมชาติอย่างสอดประสานกัน ต่อมาได้ขยายกิจกรรมจนกลายเป็นเครือ
ข่ายคนรักษ์ลุ่มน้าทะเลสาปสงขลาจังหวัดพัทลุงข้นมา ซ่งภายหลังได้จด












ทะเบียนเป็นองค์กรภายใต้ชอ “สมาคมคนรกษ์ล่มนาพทลง” ขับเคลอน






กิจกรรมท้งด้านอนุรักษ์ป่าต้นน้า ด้านการจัดการน้า แก้ปัญหาน้าแล้ง น้า
ท่วม และดูแลคุณน�้าภาพ ขณะเดียวกันยังมีงานด้านการจัดการดิน รณรงค์






ให้ชาวบ้านลดใช้สารเคม ส่งเสรมการใช้ป๋ยอนทรีย์ชวภาพ เป็นต้น (อดุลย์ ตลอดระยะเวลาท่ผ่านมาสภาลานวัดตะโหมดเป็นแกนน�าและม ี

แก้วคงธรรม, 2563) นอกจากน้ยังได้พัฒนาคน สร้างเครือข่าย และปลูกสร้าง ส่วนร่วมอย่างส�าคัญในการขับเคลื่อนกิจกรรมอนุรักษ์ดิน น�้า และผืนป่า จน



จิตส�านึกในการแก้ไขปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและส่งแวดล้อมท่ทุกคนท�า กลายเป็นจุดเด่นเก่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและส่งแวดล้อม






ด้วยใจรกและหวงแหน มีความเสียสละในการท�างาน มความเชอม่นและมอบ ในพ้นท่ทะเลสาปสงขลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการอนุรักษ์ป่าให้มีความอุดม






ความจริงใจให้แก่กัน โดยเน้นการท�างานบนพื้นฐานการมีส่วนร่วมที่เข้มแข็ง สมบูรณ์ เป็นแหล่งสะสมน้าในพ้นท่ป่าต้นน้า ช่วยให้ชุมชนตะโหมดมีน้าใช้

ของชาวชุมชนตะโหมด ทุกคนยินดีร่วมกันท�างานโดยไม่แยกศาสนา เพศ วัย ตลอดทั้งปี สามารถบริหารจัดการน�้าเพื่อการเกษตรได้อย่างเหมาะสม และ
หรือสถานะทางสังคม ส่งผลให้ชุมชนตะโหมดไม่เคยได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากภัยแล้งและ
56 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท และพระครูประยุตธรรมธัช 57
ตŒนแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร






ชาวบาน ผูน�าชุมชน และองคกรชุมชน จนเกิดเปนแนวทาง “เขา ปา นา เล”


เช่อมร้อยเครือข่ายชุมชนตะโหมดเพ่อช่วยกันดูแลแก้ไขปัญหาทรัพยากร













ธรรมชาตและส่งแวดล้อมทเกิดขน ไม่ว่าจะเป็นพนทป่าต้นน้าถกทาลาย




แหล่งน้าในพ้นท่ลุ่มแห้งขอด ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งเส่อมโทรม ท�าให้

เกิดแนวความคิดว่าท่จริงแล้วปัญหาทุกอย่างล้วนเช่อมโยงกัน การแก้ปัญหา



ต้องด�าเนินการแบบองค์รวม เช่อมร้อยเครือข่ายลุ่มน้าทะเลสาบสงขลาเข้าไว้
ด้วยกันอย่างเป็นระบบ ทั้งต้นน�้า กลางน�้า และปลายน�้า จนมีการน�าแนวคิด


การบริหารจัดการแบบองค์รวมมาใช้ในการบริหารจัดการพ้นท่ป่าต้นน้า

ชุมชนตะโหมด เน้นการจัดการทรัพยากรในทุกด้าน ทั้งเรื่องดิน น�้า ป่า และ
คน มุ่งเน้นการสร้างจิตส�านึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ตลอดจน



เช่อมโยงระบบนิเวศในพ้นท่เข้ากับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ท่สอดคล้องกับ

ธรรมชาติอย่างสอดประสานกัน ต่อมาได้ขยายกิจกรรมจนกลายเป็นเครือ
ข่ายคนรักษ์ลุ่มน้าทะเลสาปสงขลาจังหวัดพัทลุงข้นมา ซ่งภายหลังได้จด












ทะเบียนเป็นองค์กรภายใต้ชอ “สมาคมคนรกษ์ล่มนาพทลง” ขับเคลอน






กิจกรรมท้งด้านอนุรักษ์ป่าต้นน้า ด้านการจัดการน้า แก้ปัญหาน้าแล้ง น้า
ท่วม และดูแลคุณน�้าภาพ ขณะเดียวกันยังมีงานด้านการจัดการดิน รณรงค์






ให้ชาวบ้านลดใช้สารเคม ส่งเสรมการใช้ป๋ยอนทรีย์ชวภาพ เป็นต้น (อดุลย์ ตลอดระยะเวลาท่ผ่านมาสภาลานวัดตะโหมดเป็นแกนน�าและม ี

แก้วคงธรรม, 2563) นอกจากน้ยังได้พัฒนาคน สร้างเครือข่าย และปลูกสร้าง ส่วนร่วมอย่างส�าคัญในการขับเคลื่อนกิจกรรมอนุรักษ์ดิน น�้า และผืนป่า จน



จิตส�านึกในการแก้ไขปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและส่งแวดล้อมท่ทุกคนท�า กลายเป็นจุดเด่นเก่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและส่งแวดล้อม






ด้วยใจรกและหวงแหน มีความเสียสละในการท�างาน มความเชอม่นและมอบ ในพ้นท่ทะเลสาปสงขลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการอนุรักษ์ป่าให้มีความอุดม






ความจริงใจให้แก่กัน โดยเน้นการท�างานบนพื้นฐานการมีส่วนร่วมที่เข้มแข็ง สมบูรณ์ เป็นแหล่งสะสมน้าในพ้นท่ป่าต้นน้า ช่วยให้ชุมชนตะโหมดมีน้าใช้

ของชาวชุมชนตะโหมด ทุกคนยินดีร่วมกันท�างานโดยไม่แยกศาสนา เพศ วัย ตลอดทั้งปี สามารถบริหารจัดการน�้าเพื่อการเกษตรได้อย่างเหมาะสม และ
หรือสถานะทางสังคม ส่งผลให้ชุมชนตะโหมดไม่เคยได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากภัยแล้งและ
56 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท และพระครูประยุตธรรมธัช 57
ตŒนแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร

ปัญหาการขาดแคลนน�้า รวมถึงสภาลานวัดตะโหมดยังพยายามจัดกิจกรรม
อนุรักษ์ป่าและสิ่งแวดล้อมให้มีความหลากหลาย ทั้งในพื้นที่ต้นน�้า กลางน�้า

และปลายน�้า ตัวอย่างเช่น ในปี 2561 สภาลานวัดตะโหมดได้ร่วมกันท�าพิธี
บวชป่าต้นน�้าขึ้นที่บริเวณผืนป่าต้นน�้าเขาหัวช้าง ในพื้นที่ของหมู่ที่ 9 ต�าบล

ตะโหมด โดยจุดที่บวชป่าต้นน�้าในครั้งนี้เป็นผืนป่าสมบูรณ์อยู่ทางด้านทิศใต้



ของอ่างเก็บน้าคลองหัวช้างอันเน่องมาจากพระราชด�าริ ซ่งฝืนป่าดังกล่าว
เป็นป่าที่มีต้นไม้ขนาดใหญ่และมีสายน�้าไหลลงมาหล่อเลี้ยงชาวบ้านในพื้นที่
ต�าบลตะโหมด (ผู้จัดการออนไลน์, 2561) กิจกรรมนี้เป็นการประยุกต์


พิธีกรรมทางพุทธศาสนาและวัฒนธรรมชุมชนในการประกอบพิธีกรรมเพ่อ


การอนุรักษ์ป่าไม้และทรัพยากรธรรมชาติให้มีความอุดมสมบูรณ์ย่งข้น ตลอด
จนมีความพยายามขับเคลื่อนกิจกรรมบริหารจัดการน�้าอย่างยั่งยืน



































58 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท และพระครูประยุตธรรมธัช 59
ตŒนแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร

ปัญหาการขาดแคลนน�้า รวมถึงสภาลานวัดตะโหมดยังพยายามจัดกิจกรรม
อนุรักษ์ป่าและสิ่งแวดล้อมให้มีความหลากหลาย ทั้งในพื้นที่ต้นน�้า กลางน�้า

และปลายน�้า ตัวอย่างเช่น ในปี 2561 สภาลานวัดตะโหมดได้ร่วมกันท�าพิธี
บวชป่าต้นน�้าขึ้นที่บริเวณผืนป่าต้นน�้าเขาหัวช้าง ในพื้นที่ของหมู่ที่ 9 ต�าบล

ตะโหมด โดยจุดที่บวชป่าต้นน�้าในครั้งนี้เป็นผืนป่าสมบูรณ์อยู่ทางด้านทิศใต้



ของอ่างเก็บน้าคลองหัวช้างอันเน่องมาจากพระราชด�าริ ซ่งฝืนป่าดังกล่าว
เป็นป่าที่มีต้นไม้ขนาดใหญ่และมีสายน�้าไหลลงมาหล่อเลี้ยงชาวบ้านในพื้นที่
ต�าบลตะโหมด (ผู้จัดการออนไลน์, 2561) กิจกรรมนี้เป็นการประยุกต์


พิธีกรรมทางพุทธศาสนาและวัฒนธรรมชุมชนในการประกอบพิธีกรรมเพ่อ


การอนุรักษ์ป่าไม้และทรัพยากรธรรมชาติให้มีความอุดมสมบูรณ์ย่งข้น ตลอด
จนมีความพยายามขับเคลื่อนกิจกรรมบริหารจัดการน�้าอย่างยั่งยืน



































58 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท และพระครูประยุตธรรมธัช 59
ตŒนแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร

“ธนาคารน�้า” การจัดการน�้าอย่างยั่งยืน เหมาะสมกับบริบทเชิงพ้นท่ บนพ้นฐานการพัฒนาและบริหารจัดการนาให้





นอกจากการพัฒนาทรัพยากรป่าไม้และสิ่งแวดล้อมแล้ว สภาลานวัด สอดคล้องกันตั้งแต่ต้นน�้าถึงปลายน�้า กิจกรรมนี้นับเป็นตัวอย่างความส�าเร็จ












ตะโหมดยังเป็นกาลังสาคัญในการมีส่วนร่วมจัดการทรัพยากรนา เพ่อให้มีนา ของการพยายามพัฒนาแหล่งนาและบริหารจัดการนาระดับชุมชน ท่เกิดจาก
ไว้ใช้ประโยชน์ในชีวิตประจาวัน ท้งในด้านการอุปโภคบริโภคและด้าน การรวมตัวกันของวัด ชุมชน ราชการ และองค์กรภาคประชาชน ใช้เทคนิค








เกษตรกรรม ด้วยการจัดท�าโครงการ “ธนาคารนา” กักเก็บและสะสมนาผ่าน การมีส่วนร่วมบริหารจัดการนาและป่าโดยชุมชน เพ่อให้การดาเนินกิจกรรม

















ฝายชะลอการไหลของนาให้ช้าลง สร้างความร้ความเข้าใจและจตสานกทด ี สอดคล้องกับความต้องการในระดับพ้นท ฝายนาล้นช่วยชะลอนาท่ไหลบ่า













ในการอนุรักษ์ทรัพยากรนาเพ่อประโยชน์ส่วนรวม และเป็นการจัดการเพ่อ เข้าท่วมชมชน และยงช่วยให้น้าถกกกเกบไว้ให้เพยงพอต่อการกระจายนา






ให้เกิดการเห็นคุณค่าต่อการใช้ทรัพยากรนาอย่างย่งยืน แนวคิดหลักของ ผ่านคูคลองในช่วงหน้าแล้งได้มากข้นอีกด้วย (วสันต์พรรษ จาเริญนุสิต, 2563)












ธนาคารนาคือจะทาหน้าท่กักเก็บนา ออมนา รักษาต้นทุนของนา แล้วปล่อย กิจกรรมน้สามารถเพ่มความชุ่มช้นให้กับผืนดินและผืนป่าโดยไม่จาเป็นต้อง





ดอกเบ้ยท่เป็นนาออกมาให้ชุมชนได้ใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน ธนาคารนายัง พ่งงบประมาณจากภาครัฐ ผลท่ได้รับคือชุมชนตะโหมดมีแหล่งนาอุดม









ช่วยชะลอไม่ให้นาไหลลงสู่ชุมชนอย่างรวดเร็ว ช่วยลดปัญหานาท่วมและเป็น สมบูรณ์และชาวบ้านสามารถท�านาได้ปีละ 2 ครั้ง สามารถปลูกพืชสวนและ



ท่เก็บปุ๋ยชีวภาพตามธรรมชาติ ถึงฤดูฝนปุ๋ยถูกนาชะล้างลงสู่ลาคลองกระจาย ไม้ผลหลากหลายชนิด ผลการเกษตรดีข้นและชาวบ้านมีรายได้ดีข้นด้วย





สู่แปลงเกษตรของชุมชนเฉล่ยอย่างเป็นธรรมโดยธรรมชาติ รักษาความ รวมถึงส่งเสริมให้ชุมชนอยู่ร่วมกันด้วยความสามัคคีและสงบสุข


ชุ่มช้นของป่า รักษาระบบนิเวศธรรมชาติของป่า สัตว์น�า และสัตว์บก

(วัดตะโหมด, 2552) ธนาคารน�้าได้ด�าเนินการขับเคลื่อนกิจกรรมบนพื้นฐาน



ความร่วมมือของชาวบ้านและภาคีเครือข่าย ท้งในชุมชน ท้องถ่น อาเภอ และ
จังหวัด





การบริหารจัดการธนาคารนาเพ่อการอนุรักษ์ป่าต้นนาของสภาลาน







วดตะโหมด เกดจากการรวมตวกนของภาคเครอข่ายภาคประชาชนในอาเภอ
ตะโหมด ดาเนินการโดยมีสภาลานวัดตะโหมดเป็นศูนย์กลางการขบเคล่อน







กิจกรรม ด้วยการน้อมนาแนวคิดเร่องฝายนาล้นของพระบาทสมเด็จพระบรม
ชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาใช้เป็นแนวทาง

แก้ไขปัญหา การบริหารจัดการนาท่เกิดข้นในชุมชนตะโหมดเน้นให้มีความ



60 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท์ และพระครูประยุตธรรมธัช 61
ต้นแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร

“ธนาคารน�้า” การจัดการน�้าอย่างยั่งยืน เหมาะสมกับบริบทเชิงพ้นท่ บนพ้นฐานการพัฒนาและบริหารจัดการนาให้





นอกจากการพัฒนาทรัพยากรป่าไม้และสิ่งแวดล้อมแล้ว สภาลานวัด สอดคล้องกันตั้งแต่ต้นน�้าถึงปลายน�้า กิจกรรมนี้นับเป็นตัวอย่างความส�าเร็จ












ตะโหมดยังเป็นกาลังสาคัญในการมีส่วนร่วมจัดการทรัพยากรนา เพ่อให้มีนา ของการพยายามพัฒนาแหล่งนาและบริหารจัดการนาระดับชุมชน ท่เกิดจาก
ไว้ใช้ประโยชน์ในชีวิตประจาวัน ท้งในด้านการอุปโภคบริโภคและด้าน การรวมตัวกันของวัด ชุมชน ราชการ และองค์กรภาคประชาชน ใช้เทคนิค








เกษตรกรรม ด้วยการจัดท�าโครงการ “ธนาคารนา” กักเก็บและสะสมนาผ่าน การมีส่วนร่วมบริหารจัดการนาและป่าโดยชุมชน เพ่อให้การดาเนินกิจกรรม

















ฝายชะลอการไหลของนาให้ช้าลง สร้างความร้ความเข้าใจและจตสานกทด ี สอดคล้องกับความต้องการในระดับพ้นท ฝายนาล้นช่วยชะลอนาท่ไหลบ่า













ในการอนุรักษ์ทรัพยากรนาเพ่อประโยชน์ส่วนรวม และเป็นการจัดการเพ่อ เข้าท่วมชมชน และยงช่วยให้น้าถกกกเกบไว้ให้เพยงพอต่อการกระจายนา






ให้เกิดการเห็นคุณค่าต่อการใช้ทรัพยากรนาอย่างย่งยืน แนวคิดหลักของ ผ่านคูคลองในช่วงหน้าแล้งได้มากข้นอีกด้วย (วสันต์พรรษ จาเริญนุสิต, 2563)












ธนาคารนาคือจะทาหน้าท่กักเก็บนา ออมนา รักษาต้นทุนของนา แล้วปล่อย กิจกรรมน้สามารถเพ่มความชุ่มช้นให้กับผืนดินและผืนป่าโดยไม่จาเป็นต้อง





ดอกเบ้ยท่เป็นนาออกมาให้ชุมชนได้ใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน ธนาคารนายัง พ่งงบประมาณจากภาครัฐ ผลท่ได้รับคือชุมชนตะโหมดมีแหล่งนาอุดม









ช่วยชะลอไม่ให้นาไหลลงสู่ชุมชนอย่างรวดเร็ว ช่วยลดปัญหานาท่วมและเป็น สมบูรณ์และชาวบ้านสามารถท�านาได้ปีละ 2 ครั้ง สามารถปลูกพืชสวนและ



ท่เก็บปุ๋ยชีวภาพตามธรรมชาติ ถึงฤดูฝนปุ๋ยถูกนาชะล้างลงสู่ลาคลองกระจาย ไม้ผลหลากหลายชนิด ผลการเกษตรดีข้นและชาวบ้านมีรายได้ดีข้นด้วย





สู่แปลงเกษตรของชุมชนเฉล่ยอย่างเป็นธรรมโดยธรรมชาติ รักษาความ รวมถึงส่งเสริมให้ชุมชนอยู่ร่วมกันด้วยความสามัคคีและสงบสุข


ชุ่มช้นของป่า รักษาระบบนิเวศธรรมชาติของป่า สัตว์น�า และสัตว์บก

(วัดตะโหมด, 2552) ธนาคารน�้าได้ด�าเนินการขับเคลื่อนกิจกรรมบนพื้นฐาน



ความร่วมมือของชาวบ้านและภาคีเครือข่าย ท้งในชุมชน ท้องถ่น อาเภอ และ
จังหวัด





การบริหารจัดการธนาคารนาเพ่อการอนุรักษ์ป่าต้นนาของสภาลาน







วดตะโหมด เกดจากการรวมตวกนของภาคเครอข่ายภาคประชาชนในอาเภอ
ตะโหมด ดาเนินการโดยมีสภาลานวัดตะโหมดเป็นศูนย์กลางการขบเคล่อน







กิจกรรม ด้วยการน้อมนาแนวคิดเร่องฝายนาล้นของพระบาทสมเด็จพระบรม
ชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาใช้เป็นแนวทาง

แก้ไขปัญหา การบริหารจัดการนาท่เกิดข้นในชุมชนตะโหมดเน้นให้มีความ



60 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท์ และพระครูประยุตธรรมธัช 61
ต้นแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร




นอกจากน้ธนาคารน้ายังมีแนวคิดและหลักการขับเคล่อนกิจกรรม



โดยน�าภูมิปัญญาด้งเดิมของการท�าท�านบน้าหัวนาหรือเหมืองฝายหัวนา ซ่ง
แต่เดิมนั้นใช้คันดินหรือก้อนหินกั้นขวางทางน�้าบริเวณล�าธาร เพื่อเก็บกักน�้า
และชะลอการไหลของน�้า รวมถึงยังได้น�าแนวคิดจากการเรียนรู้วิธีการสร้าง


ท�านบชาวป่า (ชนเผ่าซาไกท่อาศัยอยู่ในบริเวณเทือกเขาบรรทัด) เพ่อต้องการ


จับปลา โดยการน�าก้อนหินมาวางเรียงไว้บริเวณท่เป็นแอ่งเพ่อชะลอการไหล
ของน�้า ต่อมาได้ริเริ่มมีแนวคิดและพัฒนาการท�าธนาคารน�้าให้มีหลากหลาย
รูปแบบมากขึ้น โดยเน้นการมีส่วนร่วมของชาวบ้าน 4 ด้าน ประกอบด้วย


1) การร่วมกันก�าหนดกฎระเบียบในการจัดการธนาคารน้าในชุมชน

ในระยะแรกทเรมมการจดการดแลทรพยากรนาในรปแบบของ “ธนาคารนา”












ชาวบ้านในชุมชนยังไม่มีการจัดตั้งกฎ ระเบียบ หรือข้อบังคับขึ้นมา แต่เมื่อมี
การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรน�้ามากขึ้น ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากร
น�้าเริ่มลดลง และจ�านวนประชากรในชุมชนเพิ่มมากขึ้น ชาวบ้าน พระสงฆ์

และผู้น�าชุมชน จึงได้ร่วมกันคิดจัดต้งกฎระเบียบข้นมาบังคับใช้ร่วมกัน

ทงภายในชมชนและชมชนใกล้เคยง โดยมการประชมร่วมกนและมการ




















ประชาสมพนธทวไปเพอใหชาวบานในชมชนอน ๆ ไดรบทราบโดยทวกน และ







เพ่อให้เกิดการร่วมรับผิดชอบในเร่องต่าง ๆ ตามระเบียบท่ก�าหนด ท้งน ้ ี



หากมีผู้ใดฝ่าฝืนกฎระเบียบท่น�ามาใช้รักษาทรัพยากรน้าในชุมชน จะถูก


ด�าเนินคดีตามกฎระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
2) การร่วมกันดูแลทรัพยากรธรรมชาติในชุมชนแบบองค์รวม โดย


การเดินส�ารวจศึกษาป่าไม้และแหล่งน้า การเดินส�ารวจศึกษาธรรมชาติน้น
เริ่มเกิดขึ้นจากการระดมความคิดของชาวบ้านในชุมชน อยากจะให้เด็กและ
เยาวชนในชุมชนได้เห็นความส�าคัญของป่าไม้และทรัพยากรน�้า และได้เรียน
62 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท และพระครูประยุตธรรมธัช 63
ตŒนแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร




นอกจากน้ธนาคารน้ายังมีแนวคิดและหลักการขับเคล่อนกิจกรรม



โดยน�าภูมิปัญญาด้งเดิมของการท�าท�านบน้าหัวนาหรือเหมืองฝายหัวนา ซ่ง
แต่เดิมนั้นใช้คันดินหรือก้อนหินกั้นขวางทางน�้าบริเวณล�าธาร เพื่อเก็บกักน�้า
และชะลอการไหลของน�้า รวมถึงยังได้น�าแนวคิดจากการเรียนรู้วิธีการสร้าง


ท�านบชาวป่า (ชนเผ่าซาไกท่อาศัยอยู่ในบริเวณเทือกเขาบรรทัด) เพ่อต้องการ


จับปลา โดยการน�าก้อนหินมาวางเรียงไว้บริเวณท่เป็นแอ่งเพ่อชะลอการไหล
ของน�้า ต่อมาได้ริเริ่มมีแนวคิดและพัฒนาการท�าธนาคารน�้าให้มีหลากหลาย
รูปแบบมากขึ้น โดยเน้นการมีส่วนร่วมของชาวบ้าน 4 ด้าน ประกอบด้วย


1) การร่วมกันก�าหนดกฎระเบียบในการจัดการธนาคารน้าในชุมชน

ในระยะแรกทเรมมการจดการดแลทรพยากรนาในรปแบบของ “ธนาคารนา”












ชาวบ้านในชุมชนยังไม่มีการจัดตั้งกฎ ระเบียบ หรือข้อบังคับขึ้นมา แต่เมื่อมี
การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรน�้ามากขึ้น ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากร
น�้าเริ่มลดลง และจ�านวนประชากรในชุมชนเพิ่มมากขึ้น ชาวบ้าน พระสงฆ์

และผู้น�าชุมชน จึงได้ร่วมกันคิดจัดต้งกฎระเบียบข้นมาบังคับใช้ร่วมกัน

ทงภายในชมชนและชมชนใกล้เคยง โดยมการประชมร่วมกนและมการ




















ประชาสมพนธทวไปเพอใหชาวบานในชมชนอน ๆ ไดรบทราบโดยทวกน และ







เพ่อให้เกิดการร่วมรับผิดชอบในเร่องต่าง ๆ ตามระเบียบท่ก�าหนด ท้งน ้ ี



หากมีผู้ใดฝ่าฝืนกฎระเบียบท่น�ามาใช้รักษาทรัพยากรน้าในชุมชน จะถูก


ด�าเนินคดีตามกฎระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
2) การร่วมกันดูแลทรัพยากรธรรมชาติในชุมชนแบบองค์รวม โดย


การเดินส�ารวจศึกษาป่าไม้และแหล่งน้า การเดินส�ารวจศึกษาธรรมชาติน้น
เริ่มเกิดขึ้นจากการระดมความคิดของชาวบ้านในชุมชน อยากจะให้เด็กและ
เยาวชนในชุมชนได้เห็นความส�าคัญของป่าไม้และทรัพยากรน�้า และได้เรียน
62 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท และพระครูประยุตธรรมธัช 63
ตŒนแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร





รู้วิถีชีวิตท่ต้องมีการพ่งพิงป่าและแหล่งน�า เพราะคนในชุมชนจะไม่มีทางรู้ได้ 4) การร่วมกันสร้างและบารุงรักษาธนาคารนา ประโยชน์ท่ได้รับใน














เลยว่าป่าไม้หรือแหล่งนาถูกทาลายไปมากน้อยเพียงใด จึงต้องมีการเดินเข้าไป การสร้างฝายชะลอนาน้นจะทาในพ้นท่ท่เป็นลาห้วยหรือลาธารขนาดเล็ก ใน





สารวจข้างในป่า เพ่อหาเหตุปัจจัยต่าง ๆ จึงจะสามารถคิดหาวิธีรับมือกับ บริเวณที่เปนตนน�้าหรือพื้นที่ที่มีความลาดชันสูง ใหสามารถกักตะกอนอยูได้




ปัญหาได้ การเดินสารวจธรรมชาติหากพบว่าต้นไม้และแหล่งนาในบริเวณใด และหากพ้นท่ท่นาไหลแรงก็สามารถชะลอการไหลของนาให้ช้าลง และกัก








เกิดความเสียหาย ต้องมาร่วมกันดูแลและแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน ซ่ง เก็บตะกอนเอาไว้ไม่ให้ไปทับถมตอนล่าง เป็นวิธีการอนุรักษ์ดินและนาได้ด ี



กิจกรรมนี้ก็จะมุ่งเป้าไปที่เด็กและเยาวชน เพื่อเป็นการปลูกฝังจิตส�านึกการ มากวิธีการหน่ง เพราะการทาฝายต้นนาหรือการทาธนาคารนามีความสาคัญ





















อนรกษปาไม้และแหล่งนา โดยอยภายใต้การควบคมดแลของผ้นาชมชนและ ต่อการลดความรุนแรงของกระแสนาในลาห้วย และช่วยลดการพังทลายของ









แกนนาของสภาลานวดตะโหมด ทงยังมการสารวจเสนทางใหม ๆ เพอค้นหา ดินในช่วงฤดูฝนที่มีปริมาณฝนตกหนัก ส่วนในช่วงฤดูแล้งฝายดักตะกอนจะ





พื้นที่ที่เหมาะสมในการท�าธนาคารน�้าต่อไป ช่วยชะลอการไหลของนา ทาให้สามารถคงความชุ่มช้นในผืนดินให้อยู่นาน




3) การร่วมกันปลูกต้นไม้ทดแทนบริเวณ 2 ข้างลาห้วยท่มีการทา ขึ้น เป็นประโยชน์ต่อทรัพยากรทั้งพืชและสัตว์ได้อาศัยความชุ่มชื้นนั้น รวม









ธนาคารนา ชาวบ้านและผู้นาชุมชนได้ร่วมกันจัดกิจกรรมน้ข้นทุกปี เพ่อให้ ถึงยังช่วยให้ชาวบ้านในชุมชนได้ตระหนักเห็นความสาคัญของทรัพยากรนา ม ี




ชาวบ้านในชุมชนได้ตระหนักเห็นความสาคัญของป่า มีความรู้สึกหวงแหน ความรสึกหวงแหน และร่วมใช้ประโยชน์จากทรัพยากรนาอย่างเหมาะสมและ

ู้

รู้สึกถึงความเป็นเจ้าของ และช่วยกันดูแลรักษาต้นไม้ในชุมชนต่อไป การปลูก ย่งยืน (ปาโมช บุณยะตุลานนท์, ไฉไล ศักดิวรพงศ์ และสากล สถิตวิทยานันท์,




ต้นไม้ทดแทนบริเวณ 2 ข้างลาห้วยท่มีการทาธนาคารนาเป็นอีกหน่งกิจกรรม 2559: 72-73)





ท่จะช่วยสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้กับป่าและแหล่งนา โดยจะช่วยเพ่ม ในส่วนของการสร้างฝายชะลอนาในพ้นท่ซ่งไม่ใช่ต้นนาลาธารและม ี









ความแข็งแรงให้กับฝายชะลอนา ช่วยลดการพังทลายของหน้าดิน ช่วยในการ กระแสน้าเช่ยวกรากในช่วงฤดูฝน ต้องทาธนาคารนาแบบถาวรท่มีความแข็ง













ดูดซับนา อันเป็นภาพท่สะท้อนให้เห็นว่าชาวบ้านในชุมชนเห็นความสาคัญ แรง เพราะต้องทาเป็นเว้งนาท่สามารถมีพ้นท่รับนาได้พอสมควร เพียงพอ
















ของการมีอยู่ของต้นไม้และแหล่งนา เพราะพ้นท่ป่าไม้ท่มากข้นจะส่งผลดีต่อ ต่อการรบนาทมีจานวนมาก จุดทจะสร้างต้องมีความแข็งแรง ท้งตวของ















ธนาคารนา นอกจากจะชวยฟืนฟสภาพป่าต้นนาทเคยเสอมโทรมใหอุดมสมบรณ ์ ธนาคารน�้าต้องแข็งแรงและดินหรือตลิ่งบริเวณนั้นต้องแข็งแรง เพราะไม่เช่น











ข้นแล้ว ป่าไม้ท่อุดมสมบูรณ์จะช่วยลดการพังทลายของหน้าดิน ส่งผลให้ช่วย น้นนาจะพัดพาธนาคารนาพังไปพร้อมตล่ง ส่วนด้านต้นนาก็ควรมีการทา












ชะลอการไหลของนาในช่วงนาหลากได้ดี และท่สาคัญยังเป็นการกระตุ้นให้ ธนาคารนาแบบใช้ก้อนหิน เพ่อขวางการไหลของนาเป็นระยะ ๆ ตามช่วงจังหวะ














ชาวบ้านเกิดความตระหนักในความสาคัญของการมีส่วนร่วมช่วยกันรักษาป่า ท่เหมาะสม จะเป็นการชะลอนาได้ดีเพ่อช่วยลดการไหลของนา ท้งน้ชุมชน
ตะโหมดนิยมสร้างฝายชะลอน�าแบบไม่ถาวร ด้วยการใช้วัสดุจากธรรมชาต ิ

64 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท์ และพระครูประยุตธรรมธัช 65
ต้นแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร





รู้วิถีชีวิตท่ต้องมีการพ่งพิงป่าและแหล่งน�า เพราะคนในชุมชนจะไม่มีทางรู้ได้ 4) การร่วมกันสร้างและบารุงรักษาธนาคารนา ประโยชน์ท่ได้รับใน














เลยว่าป่าไม้หรือแหล่งนาถูกทาลายไปมากน้อยเพียงใด จึงต้องมีการเดินเข้าไป การสร้างฝายชะลอนาน้นจะทาในพ้นท่ท่เป็นลาห้วยหรือลาธารขนาดเล็ก ใน





สารวจข้างในป่า เพ่อหาเหตุปัจจัยต่าง ๆ จึงจะสามารถคิดหาวิธีรับมือกับ บริเวณที่เปนตนน�้าหรือพื้นที่ที่มีความลาดชันสูง ใหสามารถกักตะกอนอยูได้




ปัญหาได้ การเดินสารวจธรรมชาติหากพบว่าต้นไม้และแหล่งนาในบริเวณใด และหากพ้นท่ท่นาไหลแรงก็สามารถชะลอการไหลของนาให้ช้าลง และกัก








เกิดความเสียหาย ต้องมาร่วมกันดูแลและแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน ซ่ง เก็บตะกอนเอาไว้ไม่ให้ไปทับถมตอนล่าง เป็นวิธีการอนุรักษ์ดินและนาได้ด ี



กิจกรรมนี้ก็จะมุ่งเป้าไปที่เด็กและเยาวชน เพื่อเป็นการปลูกฝังจิตส�านึกการ มากวิธีการหน่ง เพราะการทาฝายต้นนาหรือการทาธนาคารนามีความสาคัญ





















อนรกษปาไม้และแหล่งนา โดยอยภายใต้การควบคมดแลของผ้นาชมชนและ ต่อการลดความรุนแรงของกระแสนาในลาห้วย และช่วยลดการพังทลายของ









แกนนาของสภาลานวดตะโหมด ทงยังมการสารวจเสนทางใหม ๆ เพอค้นหา ดินในช่วงฤดูฝนที่มีปริมาณฝนตกหนัก ส่วนในช่วงฤดูแล้งฝายดักตะกอนจะ





พื้นที่ที่เหมาะสมในการท�าธนาคารน�้าต่อไป ช่วยชะลอการไหลของนา ทาให้สามารถคงความชุ่มช้นในผืนดินให้อยู่นาน




3) การร่วมกันปลูกต้นไม้ทดแทนบริเวณ 2 ข้างลาห้วยท่มีการทา ขึ้น เป็นประโยชน์ต่อทรัพยากรทั้งพืชและสัตว์ได้อาศัยความชุ่มชื้นนั้น รวม









ธนาคารนา ชาวบ้านและผู้นาชุมชนได้ร่วมกันจัดกิจกรรมน้ข้นทุกปี เพ่อให้ ถึงยังช่วยให้ชาวบ้านในชุมชนได้ตระหนักเห็นความสาคัญของทรัพยากรนา ม ี




ชาวบ้านในชุมชนได้ตระหนักเห็นความสาคัญของป่า มีความรู้สึกหวงแหน ความรสึกหวงแหน และร่วมใช้ประโยชน์จากทรัพยากรนาอย่างเหมาะสมและ

ู้
รู้สึกถึงความเป็นเจ้าของ และช่วยกันดูแลรักษาต้นไม้ในชุมชนต่อไป การปลูก ย่งยืน (ปาโมช บุณยะตุลานนท์, ไฉไล ศักดิวรพงศ์ และสากล สถิตวิทยานันท์,







ต้นไม้ทดแทนบริเวณ 2 ข้างลาห้วยท่มีการทาธนาคารนาเป็นอีกหน่งกิจกรรม 2559: 72-73)











ท่จะช่วยสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้กับป่าและแหล่งนา โดยจะช่วยเพ่ม ในส่วนของการสร้างฝายชะลอนาในพ้นท่ซ่งไม่ใช่ต้นนาลาธารและม ี




ความแข็งแรงให้กับฝายชะลอนา ช่วยลดการพังทลายของหน้าดิน ช่วยในการ กระแสน้าเช่ยวกรากในช่วงฤดูฝน ต้องทาธนาคารนาแบบถาวรท่มีความแข็ง










ดูดซับนา อันเป็นภาพท่สะท้อนให้เห็นว่าชาวบ้านในชุมชนเห็นความสาคัญ แรง เพราะต้องทาเป็นเว้งนาท่สามารถมีพ้นท่รับนาได้พอสมควร เพียงพอ
















ของการมีอยู่ของต้นไม้และแหล่งนา เพราะพ้นท่ป่าไม้ท่มากข้นจะส่งผลดีต่อ ต่อการรบนาทมีจานวนมาก จุดทจะสร้างต้องมีความแข็งแรง ท้งตวของ















ธนาคารนา นอกจากจะชวยฟืนฟสภาพป่าต้นนาทเคยเสอมโทรมใหอุดมสมบรณ ์ ธนาคารน�้าต้องแข็งแรงและดินหรือตลิ่งบริเวณนั้นต้องแข็งแรง เพราะไม่เช่น











ข้นแล้ว ป่าไม้ท่อุดมสมบูรณ์จะช่วยลดการพังทลายของหน้าดิน ส่งผลให้ช่วย น้นนาจะพัดพาธนาคารนาพังไปพร้อมตล่ง ส่วนด้านต้นนาก็ควรมีการทา












ชะลอการไหลของนาในช่วงนาหลากได้ดี และท่สาคัญยังเป็นการกระตุ้นให้ ธนาคารนาแบบใช้ก้อนหิน เพ่อขวางการไหลของนาเป็นระยะ ๆ ตามช่วงจังหวะ














ชาวบ้านเกิดความตระหนักในความสาคัญของการมีส่วนร่วมช่วยกันรักษาป่า ท่เหมาะสม จะเป็นการชะลอนาได้ดีเพ่อช่วยลดการไหลของนา ท้งน้ชุมชน
ตะโหมดนิยมสร้างฝายชะลอน�าแบบไม่ถาวร ด้วยการใช้วัสดุจากธรรมชาต ิ

64 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท์ และพระครูประยุตธรรมธัช 65
ต้นแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร





เป็นหลัก เช่น คันดิน หิน หรือนากระสอบทรายมาก้นทางไหลของน�า เพ่อให้ ตลอดจนนาไปใช้ในการเกษตร และลดความรุนแรงของการเกิดไฟป่าในฤด ู


สามารถชะลอนาในหน้าแล้ง (ปาโมช บุณยะตุลานนท์, ไฉไล ศักดิวรพงศ์ แล้ง ประโยชน์เหล่าน้จะส่งผลต่อความกระตือรือร้นของชาวบ้านในการ







และสากล สถิตวิทยานันท์, 2559: 73) ผลการดาเนินงานช่วยให้การไหลของ จัดการธนาคารนาในชุมชนให้คงอยู่อย่างยั่งยืน ในการทาธนาคารนาของ






นายังคงไหลอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะไหลอยู่หน้าฝายหรือซึมผ่านฝาย ทาให้ใน ชุมชนตะโหมดน้นชาวบ้านเร่มมองเห็นประโยชน์จากการจัดการธนาคารนา



ชุมชนตะโหมดมีนาไหลผ่านตลอดเวลา สามารถคงความชุ่มช้นให้ระบบนิเวศ ในชุมชนท่เป็นรูปธรรมมากข้น เพราะชาวบ้านได้รับประโยชน์ในรูปแบบของ




ในชุมชนตะโหมดได้ดี การอุปโภคบริโภค หาสัตว์นา อาหาร การเกษตร ลดปัญหาภัยแล้ง และ








สาหรับการบารุงรักษาธนาคารน�าน้น เน่องจากธนาคารนาแต่ละชนิด ลดปัญหาน�้าท่วมรุนแรง


มีการใช้วัสดุและมีอายุการใช้งานแตกต่างกัน วัสดุแต่ละอย่างท่ใช้อาจเส่อม




สลายตามธรรมชาติ ฉะน้นควรมีการบารุงรักษาให้อยู่ในสภาพท่สมบูรณ์


ในแต่ละปีก่อนฤดูฝนจะมาถึง เช่น ถ้าหากเป็นธนาคารนาเศษไม้ คันดิน หรือ

กระสอบทราย ควรมีการซ่อมแซมเสาหลักและส่วนประกอบท่ชารุด ธนาคาร

นาก่งถาวรและธนาคารนาถาวรน้นควรหม่นตรวจรอยร่วซึมของตัวธนาคาร
















นาและส่งกีดขวางทางนาเป็นประจาทุกปี ส่วนธนาคารนาท่มีเป้าหมาย



ในการเก็บกักนาเพ่อประโยชน์ด้านใดด้านหน่ง ถ้าหากมีตะกอนทับถมมาก


ควรมีการขุดลอกเพื่อให้มีพื้นที่กักเก็บน�้าได้เพียงพอ
ในภาพรวมจึงกล่าวได้ว่าประโยชน์หลักของธนาคารนาคือการลดการ



ชะล้างพังทลายของดิน ลดความรุนแรงของกระแสนาในลาห้วย เพ่มความ






ช่มชน และกระจายความช่มชนออกไปเป็นวงกว้างในพนททง 2 ฝั่งของ









ล�าห้วย นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มปริมาณน�้าใต้ดินด้วย ช่วยกักเก็บตะกอนและ






วัสดุต่าง ๆ ท่ไหลลงมากับนาในลาห้วยได้ดี และช่วยยืดอายุแหล่งนาตอนล่าง



ให้ต้นเขินช้าลง คุณภาพของนามีตะกอนปะปนน้อยลง เพ่มความหลากหลาย






ทางชีวภาพของพืชพรรณให้แก่พ้นท่โดยรอบ ท้งยังทาให้เป็นแหล่งท่อยู่อาศัย

ของสัตว์นา และใช้เป็นแหล่งนาเพ่อการอุปโภคบริโภคท้งของคนและสัตว์ป่า





66 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท์ และพระครูประยุตธรรมธัช 67
ต้นแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร





เป็นหลัก เช่น คันดิน หิน หรือนากระสอบทรายมาก้นทางไหลของน�า เพ่อให้ ตลอดจนนาไปใช้ในการเกษตร และลดความรุนแรงของการเกิดไฟป่าในฤด ู


สามารถชะลอนาในหน้าแล้ง (ปาโมช บุณยะตุลานนท์, ไฉไล ศักดิวรพงศ์ แล้ง ประโยชน์เหล่าน้จะส่งผลต่อความกระตือรือร้นของชาวบ้านในการ







และสากล สถิตวิทยานันท์, 2559: 73) ผลการดาเนินงานช่วยให้การไหลของ จัดการธนาคารนาในชุมชนให้คงอยู่อย่างยั่งยืน ในการทาธนาคารนาของ






นายังคงไหลอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะไหลอยู่หน้าฝายหรือซึมผ่านฝาย ทาให้ใน ชุมชนตะโหมดน้นชาวบ้านเร่มมองเห็นประโยชน์จากการจัดการธนาคารนา



ชุมชนตะโหมดมีนาไหลผ่านตลอดเวลา สามารถคงความชุ่มช้นให้ระบบนิเวศ ในชุมชนท่เป็นรูปธรรมมากข้น เพราะชาวบ้านได้รับประโยชน์ในรูปแบบของ




ในชุมชนตะโหมดได้ดี การอุปโภคบริโภค หาสัตว์นา อาหาร การเกษตร ลดปัญหาภัยแล้ง และ






สาหรับการบารุงรักษาธนาคารน�าน้น เน่องจากธนาคารนาแต่ละชนิด ลดปัญหาน�้าท่วมรุนแรง





มีการใช้วัสดุและมีอายุการใช้งานแตกต่างกัน วัสดุแต่ละอย่างท่ใช้อาจเส่อม


สลายตามธรรมชาติ ฉะน้นควรมีการบารุงรักษาให้อยู่ในสภาพท่สมบูรณ์



ในแต่ละปีก่อนฤดูฝนจะมาถึง เช่น ถ้าหากเป็นธนาคารนาเศษไม้ คันดิน หรือ

กระสอบทราย ควรมีการซ่อมแซมเสาหลักและส่วนประกอบท่ชารุด ธนาคาร

นาก่งถาวรและธนาคารนาถาวรน้นควรหม่นตรวจรอยร่วซึมของตัวธนาคาร
















นาและส่งกีดขวางทางนาเป็นประจาทุกปี ส่วนธนาคารนาท่มีเป้าหมาย



ในการเก็บกักนาเพ่อประโยชน์ด้านใดด้านหน่ง ถ้าหากมีตะกอนทับถมมาก


ควรมีการขุดลอกเพื่อให้มีพื้นที่กักเก็บน�้าได้เพียงพอ
ในภาพรวมจึงกล่าวได้ว่าประโยชน์หลักของธนาคารนาคือการลดการ



ชะล้างพังทลายของดิน ลดความรุนแรงของกระแสนาในลาห้วย เพ่มความ






ช่มชน และกระจายความช่มชนออกไปเป็นวงกว้างในพนททง 2 ฝั่งของ









ล�าห้วย นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มปริมาณน�้าใต้ดินด้วย ช่วยกักเก็บตะกอนและ






วัสดุต่าง ๆ ท่ไหลลงมากับนาในลาห้วยได้ดี และช่วยยืดอายุแหล่งนาตอนล่าง



ให้ต้นเขินช้าลง คุณภาพของนามีตะกอนปะปนน้อยลง เพ่มความหลากหลาย






ทางชีวภาพของพืชพรรณให้แก่พ้นท่โดยรอบ ท้งยังทาให้เป็นแหล่งท่อยู่อาศัย

ของสัตว์นา และใช้เป็นแหล่งนาเพ่อการอุปโภคบริโภคท้งของคนและสัตว์ป่า





66 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท์ และพระครูประยุตธรรมธัช 67
ต้นแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร


มาตรการแก้ไขปัญหา เหตุผลหลักท่ต้องมีการจัดต้งสภาลานวัดตะโหมด

ก็เพราะในอดีตชุมชนตะโหมดประสบปัญหาท่หลากหลาย ท้งปัญหา


สาธารณูปโภคในท้องถ่น ปัญหาเร่องถนนหนทาง ปัญหาเร่องไฟฟ้าและ



03 สรุปบทเรียน ของชาวบ้านตะโหมด สภาลานวดตะโหมดจงเป็นพนททางสงคมทใช้เพอ


น้าประปา ปัญหาการบริหารจัดการน้าเพ่อการเกษตร ซ่งล้วนเป็นปัญหาร่วม














งานสงฆพฒนา

ระดมความเห็นและก�าหนดกิจกรรมพัฒนาชุมชน ตัวอย่างเช่น การรวมตัว

เชิงบูร ณาการ กันขอให้มีไฟฟ้าใช้ในท้องถ่น ความร่วมมือในการสร้างและซ่อมแซมถนน
หนทางเกือบทุกสายในต�าบลตะโหมด เพ่อเป้าหมายให้เกิดความสะดวกใน

แนวทางพลัง “บวร” การเดินทางและการด�าเนินชีวิตของชาวบ้าน เป็นต้น
ในอดีตเมื่อเกิดปัญหาขึ้นในชุมชน ผู้น�าชุมชนและชาวบ้านจะมารวม
กันที่วัดตะโหมด เพื่อมาขอค�าแนะน�าหรือมาร่วมปรึกษาหารือกับเจ้าอาวาส

มาร่วมพูดคุยแลกเปล่ยนความคิดเห็นกัน จนเกิดการรวมตัวกันเป็นกลุ่ม
เกษตรกรท�านาตะโหมด เพ่อร่วมกันแก้ไขปัญหาการเกษตรในท้องถ่น


หลากหลายประการ กลุ่มเกษตรกรท�านาตะโหมดได้พัฒนาความช่วยเหลือ
สภาลานวัดตะโหมดประกอบด้วยพระสงฆ์ ผู้น�าชุมชน ชาวบ้าน และ เกษตรกรในหลายด้าน และได้ร่วมกันขับเคลื่อนกิจกรรม จนกระทั่งค่อย ๆ
ภาคีเครือข่ายภาคประชาชน เป็นเวทีการแลกเปล่ยนเรียนรู้เพ่อหาข้อมูลท ่ ี พฒนามาเปนสภาลานวดตะโหมด เพอชวยแบงเบาภาระของผนาชมชนและ













จะน�าไปสู่การวิเคราะห์ร่วมกันว่าปัญหาของชุมชนมีอะไรเป็นเหตุปัจจัย ควร ชาวบ้าน เพ่อให้เป็นท่พบปะแลกเปล่ยนความคิดเห็นกันอย่างต่อเน่อง ท�าให้




จะแก้ปัญหาตรงไหนดี เพราะอะไร และควรจะท�าอย่างไร โดยมีคณะ ชาวบ้านสามารถหารือแนวทางแก้ไขปัญหาท่เหมาะสม และได้น�าไปสู่การ

กรรมการเข้ามามีบทบาทส�าคัญในการน�าความเห็นของสมาชิกและภาคีเครือ ปฏิบัติจริง เพื่อประโยชน์สุขของชาวตะโหมด


ข่ายทุกภาคส่วนมาร่วมกันพิจารณา อย่างไรก็ตามสมาชิกของสภาลานวัดตะ สาหรบในปัจจบนการขบเคลอนกจกรรมการพฒนาทโดดเด่นของ









โหมดมีความคาดหวังว่าในอนาคตไม่ควรจะต้องมีสภาลานวัด เพราะถ้าชุมชน สภาลานวัดตะโหมดคือธนาคารน้า ในช่วงแรกชาวบ้านยังไม่มีความรู้จึงท�า

ตะโหมดไม่มีปัญหาใด ๆ เกิดขึ้น ย่อมจะเป็นสิ่งที่ดี และไม่จ�าเป็นจะต้องมี กันตามภูมิปัญญาชาวบ้าน เช่น น�าไม้น�าหินมากั้นขวางทางน�้า พอเริ่มท�าก็




สภาลานวัดเพ่อท�าหน้าท่หาข้อสรุปเพ่อใช้ก�าหนดแนวทาง แผนงาน และ ต้องหาความรู้เพ่มเติมและมีการทดลองท�า จึงเกิดการเรียนรู้และผสานความ
68 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท และพระครูประยุตธรรมธัช 69
ตŒนแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร


มาตรการแก้ไขปัญหา เหตุผลหลักท่ต้องมีการจัดต้งสภาลานวัดตะโหมด

ก็เพราะในอดีตชุมชนตะโหมดประสบปัญหาท่หลากหลาย ท้งปัญหา


สาธารณูปโภคในท้องถ่น ปัญหาเร่องถนนหนทาง ปัญหาเร่องไฟฟ้าและ



03 สรุปบทเรียน ของชาวบ้านตะโหมด สภาลานวดตะโหมดจงเป็นพนททางสงคมทใช้เพอ


น้าประปา ปัญหาการบริหารจัดการน้าเพ่อการเกษตร ซ่งล้วนเป็นปัญหาร่วม














งานสงฆพฒนา

ระดมความเห็นและก�าหนดกิจกรรมพัฒนาชุมชน ตัวอย่างเช่น การรวมตัว

เชิงบูร ณาการ กันขอให้มีไฟฟ้าใช้ในท้องถ่น ความร่วมมือในการสร้างและซ่อมแซมถนน
หนทางเกือบทุกสายในต�าบลตะโหมด เพ่อเป้าหมายให้เกิดความสะดวกใน

แนวทางพลัง “บวร” การเดินทางและการด�าเนินชีวิตของชาวบ้าน เป็นต้น
ในอดีตเมื่อเกิดปัญหาขึ้นในชุมชน ผู้น�าชุมชนและชาวบ้านจะมารวม
กันที่วัดตะโหมด เพื่อมาขอค�าแนะน�าหรือมาร่วมปรึกษาหารือกับเจ้าอาวาส

มาร่วมพูดคุยแลกเปล่ยนความคิดเห็นกัน จนเกิดการรวมตัวกันเป็นกลุ่ม
เกษตรกรท�านาตะโหมด เพ่อร่วมกันแก้ไขปัญหาการเกษตรในท้องถ่น


หลากหลายประการ กลุ่มเกษตรกรท�านาตะโหมดได้พัฒนาความช่วยเหลือ
สภาลานวัดตะโหมดประกอบด้วยพระสงฆ์ ผู้น�าชุมชน ชาวบ้าน และ เกษตรกรในหลายด้าน และได้ร่วมกันขับเคลื่อนกิจกรรม จนกระทั่งค่อย ๆ
ภาคีเครือข่ายภาคประชาชน เป็นเวทีการแลกเปล่ยนเรียนรู้เพ่อหาข้อมูลท ่ ี พฒนามาเปนสภาลานวดตะโหมด เพอชวยแบงเบาภาระของผนาชมชนและ
















จะน�าไปสู่การวิเคราะห์ร่วมกันว่าปัญหาของชุมชนมีอะไรเป็นเหตุปัจจัย ควร ชาวบ้าน เพ่อให้เป็นท่พบปะแลกเปล่ยนความคิดเห็นกันอย่างต่อเน่อง ท�าให้

จะแก้ปัญหาตรงไหนดี เพราะอะไร และควรจะท�าอย่างไร โดยมีคณะ ชาวบ้านสามารถหารือแนวทางแก้ไขปัญหาท่เหมาะสม และได้น�าไปสู่การ

กรรมการเข้ามามีบทบาทส�าคัญในการน�าความเห็นของสมาชิกและภาคีเครือ ปฏิบัติจริง เพื่อประโยชน์สุขของชาวตะโหมด


ข่ายทุกภาคส่วนมาร่วมกันพิจารณา อย่างไรก็ตามสมาชิกของสภาลานวัดตะ สาหรบในปัจจบนการขบเคลอนกจกรรมการพฒนาทโดดเด่นของ









โหมดมีความคาดหวังว่าในอนาคตไม่ควรจะต้องมีสภาลานวัด เพราะถ้าชุมชน สภาลานวัดตะโหมดคือธนาคารน้า ในช่วงแรกชาวบ้านยังไม่มีความรู้จึงท�า

ตะโหมดไม่มีปัญหาใด ๆ เกิดขึ้น ย่อมจะเป็นสิ่งที่ดี และไม่จ�าเป็นจะต้องมี กันตามภูมิปัญญาชาวบ้าน เช่น น�าไม้น�าหินมากั้นขวางทางน�้า พอเริ่มท�าก็




สภาลานวัดเพ่อท�าหน้าท่หาข้อสรุปเพ่อใช้ก�าหนดแนวทาง แผนงาน และ ต้องหาความรู้เพ่มเติมและมีการทดลองท�า จึงเกิดการเรียนรู้และผสานความ
68 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท และพระครูประยุตธรรมธัช 69
ตŒนแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร










ร้ใหม่กบภูมปัญญาท้องถ่นท่เกดจากการสงสมประสบการณ์ในชมชนจากรน เปล่ยนจากการจับกุมมาเป็นการจับเข่าคุยกัน หลังจากน้นยังร่วมกันจัด


ุ่








ส่ร่น โดยผ้อาวโสในชมชนและพระสงฆ์ในวดตะโหมดร่วมกนมบทบาทเป็น กิจกรรม “ผูกผ้าบูชารุกขเทวา” เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2555 เพื่อผูกผ้าสีบน



ผู้นา จนกระท่งพัฒนาเป็นองค์ความรู้ในการสร้างธนาคารนา พอเร่มมีการทา ต้นไม้ตลอดแนวเขตป่าไว้เป็นการกาหนดแนวเขตป่า รวมถึงผู้นาชุมชนและ








ธนาคารนามากข้นชาวบ้านก็เร่มได้รับผลประโยชน์ จึงมีการเสริมสร้าง ชาวบ้านได้ร่วมกันกาหนดกฎระเบียบข้อบังคับข้นมา เพ่อให้ชาวตะโหมดทุก





ศักยภาพชุมชน ความรู้ และจิตสานึกด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาต ิ คนได้ปฏิบัติไปในแนวทางเดียวกัน ชาวบ้านตะโหมดยังให้ความร่วมมือกับ

และส่งแวดล้อมแก่ชาวบ้านและเครือข่ายเด็กและเยาวชนในชุมชน รวมถึง เจ้าหน้าท่คอยสอดส่องดูแล และห้ามไม่ให้บุคคลภายนอกเข้ามาลักลอบบุกรุก

การให้สมาชิกในชุมชนมีส่วนร่วมในการวิเคราะห์ วางแผน ตัดสินใจ ด�าเนิน ท�าลายทรัพยากรธรรมชาติในชุมชน ในภาพรวมกล่าวได้ว่าโครงการนี้ส่งผล
งานและติดตามประเมินผลธนาคารนา จนเป็นผลให้ธนาคารน�าสามารถใช้ ให้ในปัจจุบันไม่มีชาวบ้านตะโหมดเข้าไปบุรุกพ้นท่ป่าอีกเลย รวมถึงได้ร่วม






ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล กนผลกดนกจกรรมปลกป่าทดแทน 3 ชนดคอ ไผ่ลมแล้ง ต้นเหรยง และ












จากผลการศึกษาพบว่าสภาลานวัดตะโหมดช่วยจัดการธนาคารนา ไม้ตะเคยนหรอไม้พะยอม ควบค่ไปกบกาหนดข้อตกลงเพอให้ชาวบ้านใช้







ในชุมชนโดยเน้นกระบวนการมีส่วนร่วมของชาวบ้านให้เข้ามาช่วยกันดูแล ประโยชน์ทรัพยากรนาร่วมกันได้อย่างเท่าเทียม จนเป็นผลให้การจัดการ




รกษาและร่วมกนใช้ประโยชน์จากธนาคารนาในชมชนอย่างเหมาะสม โดย ธนาคารนาและกิจกรรมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและป่าไม้สามารถ
















ชาวบ้านตระหนักในความเป็นเจ้าของป่าและแหล่งนาของชุมชน ชาวบ้าน ขบเคลอนเพอการใช้ประโยชน์ของส่วนรวมได้อย่างยงยนสบเนองมาเป็น

ตะโหมดให้ความร่วมมือสูงในทุกกิจกรรมท่เก่ยวกับการดูแลรักษาทรัพยากร เวลาหลายสิบปี

น�้าและป่าต้นน�้า ตัวอย่างเช่น ในปี 2553 ชาวบ้านและสภาลานวัดตะโหมด อีกกิจกรรมหน่งท่มีความโดดเด่นของสภาลานวัดตะโหมด คือกิจกรรม




ได้ร่วมกันผลักดันโครงการ “รักษาป่าเดิม เพ่มเติมป่าใหม่” ซ่งเป็นยุทธศาสตร์ การพัฒนาเด็กและเยาวชนในชุมชนตะโหมด ซ่งพบว่ามีประเด็นท่สะท้อน


แก้ไขปัญหาความขัดแย้งในเร่องการบุกรุกป่าระหว่างเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ถึงการบูรณาการกิจกรรมการพัฒนาตามแนวทางพลัง “บวร” ดังนี้


เขาบรรทัดกับชาวบ้าน เพราะมีชาวบ้านส่วนหน่งบุกรุกเข้าไปแผ้วถางป่าเพ่อ (1) การสร้างกลไกพลังบวรในชุมชน คือ บ้าน/ชุมชน วัด และโรงเรียน



ทาการเกษตรและตัดต้นไม้ขายให้แก่โรงไม้และนายทุน จนเกิดความเสียหาย เพ่อร่วมกันสร้างเสริมศักยภาพการพัฒนาให้แก่เด็กและเยาวชนในชุมชน ซ่ง







ของพนทป่าจานวนไม่น้อย สภาลานวดตะโหมดได้เป็นส่อกลางจัดกจกรรม ความยากของการดาเนินงานน้คือ การหาแบบอย่างนักพัฒนาท่ดีสาหรับเด็ก








เดินสารวจพ้นท่ป่า โดยมีกลุ่มอนุรักษ์ป่า 6 กลุ่ม เจ้าหน้าท่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ และเยาวชน รวมถึงการกาหนดแนวทางการร่วมกันขับเคล่อนกิจกรรมอย่าง










ป่าเขาบรรทัด และชาวบ้านท่เข้าไปบุกรุกพ้นท่ป่า เพ่อกาหนดเขตป่าห้าม ต่อเน่อง โดยมีพ้นฐานแนวคิดว่าการบ่มเพาะเด็กให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ท่ดีใน




บุกรุกและพ้นท่ป่าท่อนุโลมให้ชาวบ้านเข้าไปใช้ประโยชน์ได้ เป็นกิจกรรมท ่ ี วันข้างหน้า จะต้องมาจากความร่วมมือร่วมใจของผู้นาชุมชน ครอบครัว


70 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท์ และพระครูประยุตธรรมธัช 71
ต้นแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร










ร้ใหม่กบภูมปัญญาท้องถ่นท่เกดจากการสงสมประสบการณ์ในชมชนจากรน เปล่ยนจากการจับกุมมาเป็นการจับเข่าคุยกัน หลังจากน้นยังร่วมกันจัด


ุ่








ส่ร่น โดยผ้อาวโสในชมชนและพระสงฆ์ในวดตะโหมดร่วมกนมบทบาทเป็น กิจกรรม “ผูกผ้าบูชารุกขเทวา” เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2555 เพื่อผูกผ้าสีบน



ผู้นา จนกระท่งพัฒนาเป็นองค์ความรู้ในการสร้างธนาคารนา พอเร่มมีการทา ต้นไม้ตลอดแนวเขตป่าไว้เป็นการกาหนดแนวเขตป่า รวมถึงผู้นาชุมชนและ








ธนาคารนามากข้นชาวบ้านก็เร่มได้รับผลประโยชน์ จึงมีการเสริมสร้าง ชาวบ้านได้ร่วมกันกาหนดกฎระเบียบข้อบังคับข้นมา เพ่อให้ชาวตะโหมดทุก





ศักยภาพชุมชน ความรู้ และจิตสานึกด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาต ิ คนได้ปฏิบัติไปในแนวทางเดียวกัน ชาวบ้านตะโหมดยังให้ความร่วมมือกับ

และส่งแวดล้อมแก่ชาวบ้านและเครือข่ายเด็กและเยาวชนในชุมชน รวมถึง เจ้าหน้าท่คอยสอดส่องดูแล และห้ามไม่ให้บุคคลภายนอกเข้ามาลักลอบบุกรุก

การให้สมาชิกในชุมชนมีส่วนร่วมในการวิเคราะห์ วางแผน ตัดสินใจ ด�าเนิน ท�าลายทรัพยากรธรรมชาติในชุมชน ในภาพรวมกล่าวได้ว่าโครงการนี้ส่งผล
งานและติดตามประเมินผลธนาคารนา จนเป็นผลให้ธนาคารน�าสามารถใช้ ให้ในปัจจุบันไม่มีชาวบ้านตะโหมดเข้าไปบุรุกพ้นท่ป่าอีกเลย รวมถึงได้ร่วม






ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล กนผลกดนกจกรรมปลกป่าทดแทน 3 ชนดคอ ไผ่ลมแล้ง ต้นเหรยง และ












จากผลการศึกษาพบว่าสภาลานวัดตะโหมดช่วยจัดการธนาคารนา ไม้ตะเคยนหรอไม้พะยอม ควบค่ไปกบกาหนดข้อตกลงเพอให้ชาวบ้านใช้







ในชุมชนโดยเน้นกระบวนการมีส่วนร่วมของชาวบ้านให้เข้ามาช่วยกันดูแล ประโยชน์ทรัพยากรนาร่วมกันได้อย่างเท่าเทียม จนเป็นผลให้การจัดการ




รกษาและร่วมกนใช้ประโยชน์จากธนาคารนาในชมชนอย่างเหมาะสม โดย ธนาคารนาและกิจกรรมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและป่าไม้สามารถ
















ชาวบ้านตระหนักในความเป็นเจ้าของป่าและแหล่งนาของชุมชน ชาวบ้าน ขบเคลอนเพอการใช้ประโยชน์ของส่วนรวมได้อย่างยงยนสบเนองมาเป็น

ตะโหมดให้ความร่วมมือสูงในทุกกิจกรรมท่เก่ยวกับการดูแลรักษาทรัพยากร เวลาหลายสิบปี

น�้าและป่าต้นน�้า ตัวอย่างเช่น ในปี 2553 ชาวบ้านและสภาลานวัดตะโหมด อีกกิจกรรมหน่งท่มีความโดดเด่นของสภาลานวัดตะโหมด คือกิจกรรม




ได้ร่วมกันผลักดันโครงการ “รักษาป่าเดิม เพ่มเติมป่าใหม่” ซ่งเป็นยุทธศาสตร์ การพัฒนาเด็กและเยาวชนในชุมชนตะโหมด ซ่งพบว่ามีประเด็นท่สะท้อน


แก้ไขปัญหาความขัดแย้งในเร่องการบุกรุกป่าระหว่างเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ถึงการบูรณาการกิจกรรมการพัฒนาตามแนวทางพลัง “บวร” ดังนี้


เขาบรรทัดกับชาวบ้าน เพราะมีชาวบ้านส่วนหน่งบุกรุกเข้าไปแผ้วถางป่าเพ่อ (1) การสร้างกลไกพลังบวรในชุมชน คือ บ้าน/ชุมชน วัด และโรงเรียน



ทาการเกษตรและตัดต้นไม้ขายให้แก่โรงไม้และนายทุน จนเกิดความเสียหาย เพ่อร่วมกันสร้างเสริมศักยภาพการพัฒนาให้แก่เด็กและเยาวชนในชุมชน ซ่ง







ของพนทป่าจานวนไม่น้อย สภาลานวดตะโหมดได้เป็นส่อกลางจัดกจกรรม ความยากของการดาเนินงานน้คือ การหาแบบอย่างนักพัฒนาท่ดีสาหรับเด็ก








เดินสารวจพ้นท่ป่า โดยมีกลุ่มอนุรักษ์ป่า 6 กลุ่ม เจ้าหน้าท่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ และเยาวชน รวมถึงการกาหนดแนวทางการร่วมกันขับเคล่อนกิจกรรมอย่าง










ป่าเขาบรรทัด และชาวบ้านท่เข้าไปบุกรุกพ้นท่ป่า เพ่อกาหนดเขตป่าห้าม ต่อเน่อง โดยมีพ้นฐานแนวคิดว่าการบ่มเพาะเด็กให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ท่ดีใน




บุกรุกและพ้นท่ป่าท่อนุโลมให้ชาวบ้านเข้าไปใช้ประโยชน์ได้ เป็นกิจกรรมท ่ ี วันข้างหน้า จะต้องมาจากความร่วมมือร่วมใจของผู้นาชุมชน ครอบครัว


70 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท์ และพระครูประยุตธรรมธัช 71
ต้นแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร

โรงเรียน วัด องค์กรปกครองส่วนท้องถ่น และกลุ่ม/องค์กรในชุมชน และควร (4) การจัดการเรียนรู้เชิงบูรณาการ โดยความร่วมมือของครู พระสงฆ์








จะมีระบบการทางานท่เช่อมร้อยกันบนพ้นฐานการจัดการโดยชุมชนเอง ไม่ใช่ ผู้นาชุมชน ปราชญ์ชุมชน ชาวบ้านและผู้เช่ยวชาญจากหน่วยงานท่เก่ยวข้อง

การพึ่งพาหน่วยงาน/องค์กรจากภายนอกชุมชน (หากมีความจ�าเป็น) เพื่อมาร่วมกันสอนเด็ก ต้องให้พ่อแม่มีส่วนร่วมในการ



(2) การทางานพัฒนาเด็กและเยาวชน จะต้องดูท่ศักยภาพและความ จัดการเรียนรู้ให้กับเด็กด้วย โดยใช้กระบวนการแลกเปล่ยนเรียนรู้ และจัดการ

ต้องการของตัวเด็กด้วยว่า มีแนวโน้มที่อยากจะด�าเนินกิจกรรมอะไร จึงควร เรียนรู้แบบเรียนปนเล่น พร้อมกับนาทุนทางสังคมท่มีในชุมชน ท้งด้านศาสนา



จะเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนได้มีส่วนร่วมคิด นาเสนอ วางแผน ร่วม วัฒนธรรม ประเพณี ส่งแวดล้อม ฯลฯ มาใช้จัดการเรียนรู้ให้กับเด็กและ

ดาเนินการ และร่วมกันติดตามประเมินผล ผู้ใหญ่และแกนนาชุมชนจึงต้อง เยาวชน เน้นการใช้ทุนทางสังคมและทุนทางวัฒนธรรมท่มีอยู่แล้ว และนามา




สร้างความเข้าใจในตัวเด็กและเยาวชน (เจตคติ ความรู้ ทักษะ นิสัย) แล้วค่อย ต่อยอดในเชิงการปฏิบัติ เพื่อให้เด็กและเยาวชนสามารถเรียนรู้และเข้าใจได้
วางหลักสูตรว่าจะต้องมีกระบวนการและกิจกรรมอะไรบ้าง โดยมีเป้าหมาย ง่าย เพ่อให้เป็นทุนทางปัญญา ท่จะนาไปใช้เพ่อการพัฒนาชุมชนตะโหมด
1






ทจะให้เดกและเยาวชนได้นาความร้และประสบการณ์กลบบ้านไปชกชวน ในอนาคต





พ่อแม่และญาติพ่น้องมาร่วมขับเคล่อนกิจกรรมด้วยกัน ร่วมปฏิบัติและเรียน (5) การมีส่วนร่วมถอดบทเรียน ในปัจจุบันเด็กและเยาวชนในชุมชน






รู้ไปพร้อม ๆ กัน ไม่ค่อยตงคาถามกบตวเอง ว่าทผ่านมามปัญหาอะไร มความต้องการอะไร






(3) การสร้างหลักสูตรตะโหมดศึกษา เพ่อใช้ในโรงเรียนและปรับ กลุ่มอยากจะทาอะไรในปัจจุบัน และในอนาคตจะพัฒนาอะไร จึงน่าจะมีการ

ประยุกต์ใช้กับกลุ่มพ่อแม่ด้วย ให้เกิดเป็น “ห้องเรียนพ่อแม่” โดยใช้ลูกหลาน ฝึกฝนให้เด็กได้เรียนรู้ตนเอง ด้วยการร่วมกันถอดบทเรียนกิจกรรมของกลุ่ม


เป็นส่อกลาง ปรับประเด็นการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัญหาของ หรือกิจกรรมการพัฒนาของชุมชน โดยอาจเร่มจากการฝึกให้เด็กได้จดบันทึก
ชุมชนในปัจจุบัน ลักษณะหลักสูตรครอบคลุมท้งด้านวิชาการ วิชาชีวิต ข้อมูล ร่วมกันอ่านหรือค้นคว้าประเด็นท่กลุ่มสนใจร่วมกัน เพ่อให้เด็กได้





วิชาชีพ และวิชาชุมชน เพื่อให้เด็กและครอบครัวได้มาเรียนรู้ร่วมกัน พร้อม ทบทวนความรู้และนาข้อมูลเหล่าน้นมาวิเคราะห์และสรุปบทเรียน เหล่าน ้ ี

จัดกิจกรรมเชิงปฏิบัติในชุมชน เน้นการสร้างเสริมความรู้ท่กินได้ ใช้ประโยชน์ เป็นกระบวนการที่จะชวยใหเด็กและเยาวชนได้มีโอกาสเรียนรูชุมชนร่วมกัน




ได้ ไม่เน้นความรู้ท่เป็นวิชาการ เพ่อให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้กิจกรรมการ เพ่อเป็นรากฐานและการเสริมสร้างศักยภาพในการพัฒนาชุมชนให้แก่เด็ก


พ่งตนเองและการช่วยเหลือกันในชุมชน การจัดหลักสูตรตะโหมดศึกษา และเยาวชน

เป็นการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนเพ่อให้เด็กและเยาวชนได้รู้จักชุมชน


ของตนเอง ให้มีความสานึกรักชุมชนและร่วมกันพัฒนาชุมชนให้ก้าวหน้า 1 ทุนทางปัญญา (wisdom capital) หมายถึงการมีทรัพยากรบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ



ต่อไป ท่จะส่งผลให้เกิดการพัฒนาชุมชนในด้านต่าง ๆ ซ่งความรู้ดังกล่าวเป็นท้งความรู้ทางการ
ศึกษาและความรู้ซึ่งเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น
72 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท์ และพระครูประยุตธรรมธัช 73
ต้นแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร

โรงเรียน วัด องค์กรปกครองส่วนท้องถ่น และกลุ่ม/องค์กรในชุมชน และควร (4) การจัดการเรียนรู้เชิงบูรณาการ โดยความร่วมมือของครู พระสงฆ์








จะมีระบบการทางานท่เช่อมร้อยกันบนพ้นฐานการจัดการโดยชุมชนเอง ไม่ใช่ ผู้นาชุมชน ปราชญ์ชุมชน ชาวบ้านและผู้เช่ยวชาญจากหน่วยงานท่เก่ยวข้อง

การพึ่งพาหน่วยงาน/องค์กรจากภายนอกชุมชน (หากมีความจ�าเป็น) เพื่อมาร่วมกันสอนเด็ก ต้องให้พ่อแม่มีส่วนร่วมในการ



(2) การทางานพัฒนาเด็กและเยาวชน จะต้องดูท่ศักยภาพและความ จัดการเรียนรู้ให้กับเด็กด้วย โดยใช้กระบวนการแลกเปล่ยนเรียนรู้ และจัดการ

ต้องการของตัวเด็กด้วยว่า มีแนวโน้มที่อยากจะด�าเนินกิจกรรมอะไร จึงควร เรียนรู้แบบเรียนปนเล่น พร้อมกับนาทุนทางสังคมท่มีในชุมชน ท้งด้านศาสนา



จะเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนได้มีส่วนร่วมคิด นาเสนอ วางแผน ร่วม วัฒนธรรม ประเพณี ส่งแวดล้อม ฯลฯ มาใช้จัดการเรียนรู้ให้กับเด็กและ

ดาเนินการ และร่วมกันติดตามประเมินผล ผู้ใหญ่และแกนนาชุมชนจึงต้อง เยาวชน เน้นการใช้ทุนทางสังคมและทุนทางวัฒนธรรมท่มีอยู่แล้ว และนามา




สร้างความเข้าใจในตัวเด็กและเยาวชน (เจตคติ ความรู้ ทักษะ นิสัย) แล้วค่อย ต่อยอดในเชิงการปฏิบัติ เพื่อให้เด็กและเยาวชนสามารถเรียนรู้และเข้าใจได้
วางหลักสูตรว่าจะต้องมีกระบวนการและกิจกรรมอะไรบ้าง โดยมีเป้าหมาย ง่าย เพ่อให้เป็นทุนทางปัญญา ท่จะนาไปใช้เพ่อการพัฒนาชุมชนตะโหมด
1






ทจะให้เดกและเยาวชนได้นาความร้และประสบการณ์กลบบ้านไปชกชวน ในอนาคต





พ่อแม่และญาติพ่น้องมาร่วมขับเคล่อนกิจกรรมด้วยกัน ร่วมปฏิบัติและเรียน (5) การมีส่วนร่วมถอดบทเรียน ในปัจจุบันเด็กและเยาวชนในชุมชน






รู้ไปพร้อม ๆ กัน ไม่ค่อยตงคาถามกบตวเอง ว่าทผ่านมามปัญหาอะไร มความต้องการอะไร






(3) การสร้างหลักสูตรตะโหมดศึกษา เพ่อใช้ในโรงเรียนและปรับ กลุ่มอยากจะทาอะไรในปัจจุบัน และในอนาคตจะพัฒนาอะไร จึงน่าจะมีการ

ประยุกต์ใช้กับกลุ่มพ่อแม่ด้วย ให้เกิดเป็น “ห้องเรียนพ่อแม่” โดยใช้ลูกหลาน ฝึกฝนให้เด็กได้เรียนรู้ตนเอง ด้วยการร่วมกันถอดบทเรียนกิจกรรมของกลุ่ม


เป็นส่อกลาง ปรับประเด็นการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัญหาของ หรือกิจกรรมการพัฒนาของชุมชน โดยอาจเร่มจากการฝึกให้เด็กได้จดบันทึก
ชุมชนในปัจจุบัน ลักษณะหลักสูตรครอบคลุมท้งด้านวิชาการ วิชาชีวิต ข้อมูล ร่วมกันอ่านหรือค้นคว้าประเด็นท่กลุ่มสนใจร่วมกัน เพ่อให้เด็กได้





วิชาชีพ และวิชาชุมชน เพื่อให้เด็กและครอบครัวได้มาเรียนรู้ร่วมกัน พร้อม ทบทวนความรู้และนาข้อมูลเหล่าน้นมาวิเคราะห์และสรุปบทเรียน เหล่าน ้ ี

จัดกิจกรรมเชิงปฏิบัติในชุมชน เน้นการสร้างเสริมความรู้ท่กินได้ ใช้ประโยชน์ เป็นกระบวนการที่จะชวยใหเด็กและเยาวชนได้มีโอกาสเรียนรูชุมชนร่วมกัน




ได้ ไม่เน้นความรู้ท่เป็นวิชาการ เพ่อให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้กิจกรรมการ เพ่อเป็นรากฐานและการเสริมสร้างศักยภาพในการพัฒนาชุมชนให้แก่เด็ก


พ่งตนเองและการช่วยเหลือกันในชุมชน การจัดหลักสูตรตะโหมดศึกษา และเยาวชน

เป็นการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนเพ่อให้เด็กและเยาวชนได้รู้จักชุมชน


ของตนเอง ให้มีความสานึกรักชุมชนและร่วมกันพัฒนาชุมชนให้ก้าวหน้า 1 ทุนทางปัญญา (wisdom capital) หมายถึงการมีทรัพยากรบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ



ต่อไป ท่จะส่งผลให้เกิดการพัฒนาชุมชนในด้านต่าง ๆ ซ่งความรู้ดังกล่าวเป็นท้งความรู้ทางการ
ศึกษาและความรู้ซึ่งเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น
72 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท์ และพระครูประยุตธรรมธัช 73
ต้นแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร


บุญสองศาสนา” มาก โดยเง่อนไขความส�าเร็จในการผสมผสานทางวัฒนธรรม
ในชุมชนตะโหมด คือมีระบบความสัมพันธ์ทางสังคมที่ชาวบ้านทั้ง 2 ศาสนา















มพนฐานมาจากจตใจทรักความสงบและช่วยเหลอเกอกลกน ดงทชาวบ้าน









ตะโหมดเรยกกนวา “ซอมือกน” หรอมารวมลงแขกช่วยกนท�างาน ทงลงแขก
ท�านาท�าสวนและลงแขกช่วยงานในพิธีกรรมหรือกิจกรรมเชิงประเพณ ี

รวมถึงช่วยเหลือกันเม่อชาวบ้านท่านใดประสบปัญหาทุกข์ยากเดือดร้อน

ตัวอย่างเช่น ในช่วงภาวะการแพร่ระบาดของการติดเช้อไวรัสโควิด-19

ชาวบ้านจะมาร่วมช่วยเหลือดูแลผู้ติดเช้อหรือผู้เส่ยงสูงท่ต้องกักตัวแยกจาก


ครอบครัว (พระครูประยุตธรรมธัช, สัมภาษณ์, 7 ธันวาคม 2564) นอกจาก


น้ชาวบ้านยังรู้จักแยกแยะระหว่างวิถีการด�าเนินชีวิตกับเร่องวิถีการปฏิบัต ิ
ทางศาสนา จึงไม่เกิดความขัดแย้งระหว่างชาวบ้าน 2 ศาสนา


อีกกิจกรรมหน่งท่มีความโดดเด่นในชุมชนตะโหมดคือ “ประเพณีงาน
บุญสองศาสนา” ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการผสมผสานทางวัฒนธรรมในชุมชน
2 ศาสนา คือการอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุขระหว่างชาวไทยพุทธและชาวไทย
มุสลิม มีการไปมาหาสู่กัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ท�าบุญร่วมกัน มีความเข้าใจ

และเรียนรู้วัฒนธรรมซ่งกันและกัน การท�ากิจกรรมร่วมกันได้โดยไม่ขัดกับ
หลักปฏิบัติทางศาสนา การรับเอาวัฒนธรรมของอีกฝ่ายมาประยุกต์ใช้โดย
ไม่ขัดกับหลักปฏิบัติทางศาสนา การด�าเนินชีวิตประจ�าวันร่วมกัน การ
ประกอบอาชีพร่วมกัน ชาวบ้านตะโหมดให้ความส�าคัญกับ “ประเพณีงาน





74 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท และพระครูประยุตธรรมธัช 75
ตŒนแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร


บุญสองศาสนา” มาก โดยเง่อนไขความส�าเร็จในการผสมผสานทางวัฒนธรรม
ในชุมชนตะโหมด คือมีระบบความสัมพันธ์ทางสังคมที่ชาวบ้านทั้ง 2 ศาสนา















มพนฐานมาจากจตใจทรักความสงบและช่วยเหลอเกอกลกน ดงทชาวบ้าน









ตะโหมดเรยกกนวา “ซอมือกน” หรอมารวมลงแขกช่วยกนท�างาน ทงลงแขก
ท�านาท�าสวนและลงแขกช่วยงานในพิธีกรรมหรือกิจกรรมเชิงประเพณ ี

รวมถึงช่วยเหลือกันเม่อชาวบ้านท่านใดประสบปัญหาทุกข์ยากเดือดร้อน

ตัวอย่างเช่น ในช่วงภาวะการแพร่ระบาดของการติดเช้อไวรัสโควิด-19

ชาวบ้านจะมาร่วมช่วยเหลือดูแลผู้ติดเช้อหรือผู้เส่ยงสูงท่ต้องกักตัวแยกจาก


ครอบครัว (พระครูประยุตธรรมธัช, สัมภาษณ์, 7 ธันวาคม 2564) นอกจาก


น้ชาวบ้านยังรู้จักแยกแยะระหว่างวิถีการด�าเนินชีวิตกับเร่องวิถีการปฏิบัต ิ
ทางศาสนา จึงไม่เกิดความขัดแย้งระหว่างชาวบ้าน 2 ศาสนา


อีกกิจกรรมหน่งท่มีความโดดเด่นในชุมชนตะโหมดคือ “ประเพณีงาน
บุญสองศาสนา” ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการผสมผสานทางวัฒนธรรมในชุมชน
2 ศาสนา คือการอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุขระหว่างชาวไทยพุทธและชาวไทย
มุสลิม มีการไปมาหาสู่กัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ท�าบุญร่วมกัน มีความเข้าใจ

และเรียนรู้วัฒนธรรมซ่งกันและกัน การท�ากิจกรรมร่วมกันได้โดยไม่ขัดกับ
หลักปฏิบัติทางศาสนา การรับเอาวัฒนธรรมของอีกฝ่ายมาประยุกต์ใช้โดย
ไม่ขัดกับหลักปฏิบัติทางศาสนา การด�าเนินชีวิตประจ�าวันร่วมกัน การ
ประกอบอาชีพร่วมกัน ชาวบ้านตะโหมดให้ความส�าคัญกับ “ประเพณีงาน





74 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท และพระครูประยุตธรรมธัช 75
ตŒนแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร

ชุมชนตะโหมดมีประเพณีวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของชุมชน คือ
เป็นกิจกรรมประเพณีท่สามารถจัดร่วมกันได้ระหว่างชาวไทยพุทธและ

ชาวไทยมุสลิม ชุมชนตะโหมดจึงเป็นแบบอย่างของสังคมพหุวัฒนธรรมท ่ ี
ชาวบ้านทั้ง 2 ศาสนาสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข และสามารถพัฒนา



















ชมชนไดอยางสอดคลองกน มการแบงหนาทกนรบผดชอบ เพอรวมกนแกไข
ปัญหาและพัฒนาชุมชน โดยใช้สภาลานวัดตะโหมดเป็นศูนย์กลาง มีการเชิญ


ทุกฝ่ายท่เก่ยวข้องเข้ามารับรู้ ร่วมกันรับผิดชอบ และร่วมกันด�าเนินงาน

โดยมีการแบ่งงานเป็นฝ่ายต่าง ๆ ท้งฝ่ายเศรษฐกิจ ฝ่ายการศึกษา ศาสนา
วัฒนธรรม ฝ่ายสังคม และฝ่ายสิ่งแวดล้อม ซึ่งชาวบ้านในแต่ละหมู่บ้านได้ให้
ความร่วมมือและรับผิดชอบงานท่ได้รับมอบหมายเป็นอย่างดี และยังมีการ

รวมกลุ่มกันเป็นองค์กรชุมชนขนาดใหญ่ระดับต�าบล ซึ่งมีการบริหารจัดการ
โดยชาวบ้าน เป็นการสร้างความตื่นตัวของชาวบ้านต่อปัญหาต่าง ๆ การท�า
กิจกรรมของชุมชนจึงเกิดจากความร่วมมือกันของชาวตะโหมดด้วยดี สังเกต
ได้จากการเข้าร่วมประชุมของชาวบ้านก่อนจะจัดกิจกรรมแต่ละกิจกรรมน้น




ชาวบ้านได้ร่วมกันวิเคราะห์ข้อดี-ข้อเสียท่จะเกิดข้นกับชุมชน รวมท้ง
ศักยภาพและความพร้อมของชุมชนในการด�าเนินกิจกรรมนั้น ๆ





สภาลานวดตะโหมดจงถอเป็นแบบอย่างของการพฒนาชมชนทเน้น


กระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนตามแนวทางพลังบวร โดยเปิดโอกาสให้
หน่วยงานราชการเข้ามาให้การสนับสนุนภายใต้การก�าหนดมาตรการ
แนวทาง และการก�ากับดูแลลของชาวบ้านและผู้น�าชุมชนตะโหมด ทุก
กิจกรรมต้องผ่านการปรึกษาหารือกันในสภาลานวัด และต้องได้รับความเห็น

ชอบหรอการยอมรบจากสมาชกและคณะกรรมการ โดยไม่ถกครอบงาจาก




หน่วยงานราชการหรือภาคีเครือข่ายจากภายนอกชุมชน แม้ว่าในปัจจุบัน
76 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท และพระครูประยุตธรรมธัช 77
ตŒนแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร

ชุมชนตะโหมดมีประเพณีวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของชุมชน คือ
เป็นกิจกรรมประเพณีท่สามารถจัดร่วมกันได้ระหว่างชาวไทยพุทธและ

ชาวไทยมุสลิม ชุมชนตะโหมดจึงเป็นแบบอย่างของสังคมพหุวัฒนธรรมท ่ ี
ชาวบ้านทั้ง 2 ศาสนาสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข และสามารถพัฒนา



















ชมชนไดอยางสอดคลองกน มการแบงหนาทกนรบผดชอบ เพอรวมกนแกไข
ปัญหาและพัฒนาชุมชน โดยใช้สภาลานวัดตะโหมดเป็นศูนย์กลาง มีการเชิญ


ทุกฝ่ายท่เก่ยวข้องเข้ามารับรู้ ร่วมกันรับผิดชอบ และร่วมกันด�าเนินงาน

โดยมีการแบ่งงานเป็นฝ่ายต่าง ๆ ท้งฝ่ายเศรษฐกิจ ฝ่ายการศึกษา ศาสนา
วัฒนธรรม ฝ่ายสังคม และฝ่ายสิ่งแวดล้อม ซึ่งชาวบ้านในแต่ละหมู่บ้านได้ให้
ความร่วมมือและรับผิดชอบงานท่ได้รับมอบหมายเป็นอย่างดี และยังมีการ

รวมกลุ่มกันเป็นองค์กรชุมชนขนาดใหญ่ระดับต�าบล ซึ่งมีการบริหารจัดการ
โดยชาวบ้าน เป็นการสร้างความตื่นตัวของชาวบ้านต่อปัญหาต่าง ๆ การท�า
กิจกรรมของชุมชนจึงเกิดจากความร่วมมือกันของชาวตะโหมดด้วยดี สังเกต
ได้จากการเข้าร่วมประชุมของชาวบ้านก่อนจะจัดกิจกรรมแต่ละกิจกรรมน้น




ชาวบ้านได้ร่วมกันวิเคราะห์ข้อดี-ข้อเสียท่จะเกิดข้นกับชุมชน รวมท้ง
ศักยภาพและความพร้อมของชุมชนในการด�าเนินกิจกรรมนั้น ๆ





สภาลานวดตะโหมดจงถอเป็นแบบอย่างของการพฒนาชมชนทเน้น


กระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนตามแนวทางพลังบวร โดยเปิดโอกาสให้
หน่วยงานราชการเข้ามาให้การสนับสนุนภายใต้การก�าหนดมาตรการ
แนวทาง และการก�ากับดูแลลของชาวบ้านและผู้น�าชุมชนตะโหมด ทุก
กิจกรรมต้องผ่านการปรึกษาหารือกันในสภาลานวัด และต้องได้รับความเห็น

ชอบหรอการยอมรบจากสมาชกและคณะกรรมการ โดยไม่ถกครอบงาจาก




หน่วยงานราชการหรือภาคีเครือข่ายจากภายนอกชุมชน แม้ว่าในปัจจุบัน
76 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท และพระครูประยุตธรรมธัช 77
ตŒนแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร


บทบาทของสภาลานวัดตะโหมดจะลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับในอดีต เพราะ เก่ยวข้อง ผู้นาชุมชน และชาวบ้านจึงได้ตัดสินใจชะลอโครงการออกไป


มีหลายหน่วยงานราชการและองค์กรปกครองส่วนท้องถ่นเข้ามามีบทบาทใน อย่างไรก็ตามในปี 2564 สภาลานวัดตะโหมดได้พยายามด�าเนินกิจกรรมใน

การสนับสนุนการพัฒนาในชุมชนตะโหมด แต่สภาลานวัดตะโหมดยังคงรักษา ส่วนท่ไม่ต้องพ่งพางบประมาณจากหน่วยงานราชการหรือองค์กรปกครอง

ความเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาชุมชนไว้ได้ กิจกรรมการพัฒนาหากผ่านการ ส่วนท้องถิ่น แต่ใช้เงินบริจาคจากสมาชิก ชาวบ้าน และภาคีเครือข่าย โดย



พจารณาจากสภาลานวัดตะโหมดจะได้รบการยอมรบและมส่วนร่วมอย่าง ด�าเนินการปรับปรุงถนนเข้าสู่ลานน�้าตก ขยายลานที่จอดรถ ขุดลอกแอ่งน�้า




เต็มท่จากชาวบ้าน พระสงฆ์ และผู้นาชุมชน จึงกล่าวโดยสรุปได้ว่าในปัจจุบัน ให้ลึกและมีนาท่ใสสะอาด กาหนดพ้นท่ต้งร้านค้า กาหนดเส้นทางศึกษา









สมาชิกสภาลานวัดตะโหมดยังคงพยายามรักษาบทบาทส�าคัญในการพัฒนา ธรรมชาต และจัดชดรักษาความสงบเรียบร้อยไว้คอยอานวยความสะดวกแก ่



ชุมชนตามแนวทางพลังบวรไว้ได้อย่างน่าชื่นชม นักท่องเท่ยว โดยยังมีอีกหลายเป้าหมายกิจกรรมท่ต้องพ่งงบประมาณจาก




พระครูประยุตธรรมธัช ประธานสภาลานวัดตะโหมด ยังคงเชื่อมั่นว่า หน่วยงานราชการหรือองค์กรท่เก่ยวข้อง ซ่งยังไม่มีความชัดเจนว่าจะสามารถ

บทบาททางการพัฒนาชุมชนของสภาลานวัดตะโหมดจะยังคงดาเนินสืบต่อ ด�าเนินการได้เมื่อไร

ไปได้ สภาลานวัดตะโหมดจะยังคงเป็นแบบอย่างท่ดีท่ชาวบ้านตะโหมดให้การ

ยอมรับและยึดถือเป็นแนวปฏิบัติ โดยอาจจะมีการปรับเปลี่ยนแนวทางและ

รูปแบบการพัฒนาชุมชนไปบ้าง เพ่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัญหาและ
บริบทของชุมชนท่เปล่ยนแปลงไปตลอดเวลา อย่างไรก็ตามในช่วงภาวะวิกฤต




การแพร่ระบาดของเช้อไวรัสโควิด-19 นี้ นับเป็นอุปสรรคส�าคัญท่ส่งผลให้
สภาลานวัดตะโหมดไม่สามารถดาเนินกิจกรรมต่อยอดการพัฒนาชุมชนได้



เพราะข้อจากัดเร่องการรวมตัวทากิจกรรมของผู้คนจานวนมาก หลาย








กจกรรมต้องหยดหรอชะลอการขบเคลอนออกไป ตวอย่างเช่น การสารวจ



สภาพฝายชะลอนาเพ่อการซ่อมแซมหรือบารุงรักษา การจัดกิจกรรมเด็กและ



เยาวชน การจัดประเพณีงานบุญสองศาสนา เป็นต้น รวมถึงโครงการที่ก�าลัง

ผลักดันคือการพัฒนานาตกลานหม่อมจุ้ย (หรือท่เรียกอีกช่อหน่งว่านาตกตะ






โหมด) ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศของชุมชน ซึ่งมีการวางแผนโครงการ


ท่จะด�าเนินการพัฒนาต้งแต่ปี 2563 แต่เกิดปัญหาโควิด-19 หน่วยงานท ่ ี
78 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท์ และพระครูประยุตธรรมธัช 79
ต้นแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร


บทบาทของสภาลานวัดตะโหมดจะลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับในอดีต เพราะ เก่ยวข้อง ผู้นาชุมชน และชาวบ้านจึงได้ตัดสินใจชะลอโครงการออกไป


มีหลายหน่วยงานราชการและองค์กรปกครองส่วนท้องถ่นเข้ามามีบทบาทใน อย่างไรก็ตามในปี 2564 สภาลานวัดตะโหมดได้พยายามด�าเนินกิจกรรมใน

การสนับสนุนการพัฒนาในชุมชนตะโหมด แต่สภาลานวัดตะโหมดยังคงรักษา ส่วนท่ไม่ต้องพ่งพางบประมาณจากหน่วยงานราชการหรือองค์กรปกครอง

ความเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาชุมชนไว้ได้ กิจกรรมการพัฒนาหากผ่านการ ส่วนท้องถิ่น แต่ใช้เงินบริจาคจากสมาชิก ชาวบ้าน และภาคีเครือข่าย โดย



พจารณาจากสภาลานวัดตะโหมดจะได้รบการยอมรบและมส่วนร่วมอย่าง ด�าเนินการปรับปรุงถนนเข้าสู่ลานน�้าตก ขยายลานที่จอดรถ ขุดลอกแอ่งน�้า




เต็มท่จากชาวบ้าน พระสงฆ์ และผู้นาชุมชน จึงกล่าวโดยสรุปได้ว่าในปัจจุบัน ให้ลึกและมีนาท่ใสสะอาด กาหนดพ้นท่ต้งร้านค้า กาหนดเส้นทางศึกษา









สมาชิกสภาลานวัดตะโหมดยังคงพยายามรักษาบทบาทส�าคัญในการพัฒนา ธรรมชาต และจัดชดรักษาความสงบเรียบร้อยไว้คอยอานวยความสะดวกแก ่



ชุมชนตามแนวทางพลังบวรไว้ได้อย่างน่าชื่นชม นักท่องเท่ยว โดยยังมีอีกหลายเป้าหมายกิจกรรมท่ต้องพ่งงบประมาณจาก




พระครูประยุตธรรมธัช ประธานสภาลานวัดตะโหมด ยังคงเชื่อมั่นว่า หน่วยงานราชการหรือองค์กรท่เก่ยวข้อง ซ่งยังไม่มีความชัดเจนว่าจะสามารถ

บทบาททางการพัฒนาชุมชนของสภาลานวัดตะโหมดจะยังคงดาเนินสืบต่อ ด�าเนินการได้เมื่อไร

ไปได้ สภาลานวัดตะโหมดจะยังคงเป็นแบบอย่างท่ดีท่ชาวบ้านตะโหมดให้การ

ยอมรับและยึดถือเป็นแนวปฏิบัติ โดยอาจจะมีการปรับเปลี่ยนแนวทางและ

รูปแบบการพัฒนาชุมชนไปบ้าง เพ่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัญหาและ
บริบทของชุมชนท่เปล่ยนแปลงไปตลอดเวลา อย่างไรก็ตามในช่วงภาวะวิกฤต




การแพร่ระบาดของเช้อไวรัสโควิด-19 นี้ นับเป็นอุปสรรคส�าคัญท่ส่งผลให้
สภาลานวัดตะโหมดไม่สามารถดาเนินกิจกรรมต่อยอดการพัฒนาชุมชนได้



เพราะข้อจากัดเร่องการรวมตัวทากิจกรรมของผู้คนจานวนมาก หลาย








กจกรรมต้องหยดหรอชะลอการขบเคลอนออกไป ตวอย่างเช่น การสารวจ



สภาพฝายชะลอนาเพ่อการซ่อมแซมหรือบารุงรักษา การจัดกิจกรรมเด็กและ



เยาวชน การจัดประเพณีงานบุญสองศาสนา เป็นต้น รวมถึงโครงการที่ก�าลัง

ผลักดันคือการพัฒนานาตกลานหม่อมจุ้ย (หรือท่เรียกอีกช่อหน่งว่านาตกตะ






โหมด) ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศของชุมชน ซึ่งมีการวางแผนโครงการ


ท่จะด�าเนินการพัฒนาต้งแต่ปี 2563 แต่เกิดปัญหาโควิด-19 หน่วยงานท ่ ี
78 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท์ และพระครูประยุตธรรมธัช 79
ต้นแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร

ท้งน้หากพิจารณาถึงอนาคตของการด�าเนินกิจกรรมสังฆพัฒนาผ่าน


สภาลานวัดตะโหมดในอนาคต อาจกล่าวได้ว่ามีความน่ากังวลใจพอสมควร

เพราะในปัจจุบันแกนน�าฝ่ายสงฆ์และฝ่ายฆราวาสท่มีบทบาทส�าคัญในสภา
ลานวัดตะโหมดล้วนมีอายุสูงวัย หลายคนมีอายุมากกว่า 70-80 ปี ไม่สามารถ









เข้ามามบทบาทเป็นแกนนาได้ ทาหน้าทเป็นเพยงทปรกษาของสภาลานวด


ประกอบกับยังคงไม่สามารถเสาะหาทายาทท้งฝ่ายสงฆ์และฝ่ายฆราวาสท่ม ี

จิตอาสาเข้ามามีบทบาทเป็นแกนน�า เน่องจากความสนใจของคนรุ่นใหม่

ต่อการมีส่วนร่วมในกิจกรรมของสภาลานวัดลดลงกว่าในอดีตมาก อนาคต



ของสภาลานวัดตะโหมดจึงส่นคลอน ประเด็นน้แกนน�าทุกคนพยายามท่จะ

จัดกจกรรมสร้างสานึกจิตอาสาและสร้างเสรมศักยภาพการพัฒนาให้แก่กลม


ุ่
เด็กและเยาวชนในชุมชนตะโหมด แต่ยังเผชิญอุปสรรคและข้อจ�ากัดหลาย
ประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่

ท�าให้เกิดความไม่ต่อเนื่องในกิจกรรมท้งหลาย ท้งน้แกนน�าของสภาลานวัด


ตะโหมดคาดหวังว่าในอนาคตจะปรับปรุงหลักสูตร “ตะโหมดศึกษา” เพ่อ

เสริมกระบวนการเรียนรู้ในบริบทการพัฒนาชุมชน รวมถึงการจัดเตรียมอีก

หลายกิจกรรมเพ่อเสริมกระบวนการเรียนรู้ของกลุ่มเยาวชนต้นหญ้า เช่น กิน
กาแฟแลเด็ก (ในโรงเรียนประถมศึกษาและมัธยมศึกษาในต�าบลตะโหมด),
เดินตรวจตรา พากันท�า น�ากันปลูกป่า, การจัดการธนาคารน้า เป็นต้น อย่างไร

ก็ตามยังคงมีอีกประเด็นหน่งท่แกนน�าสภาลานวัดตะโหมดมีความกังวล


คือ หากสภาลานวัดตะโหมดขาดพระสงฆ์มาร่วมเป็นแกนน�าด้วย และไม่ม ี

วัดตะโหมดเป็นศูนย์กลางการท�างาน การขับเคล่อนกิจกรรมในนามสภา
ลานวัดตะโหมดน่าจะด�าเนินสืบต่อไปอีกได้ยาก และอาจจะส่งผลกระทบต่อ
ความคงอยู่ของสภาลานวัดตะโหมดและความยั่งยืนของกิจกรรมการพัฒนา
ชุมชนตะโหมดในอนาคต



80 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท และพระครูประยุตธรรมธัช 81
ตŒนแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร

ท้งน้หากพิจารณาถึงอนาคตของการด�าเนินกิจกรรมสังฆพัฒนาผ่าน


สภาลานวัดตะโหมดในอนาคต อาจกล่าวได้ว่ามีความน่ากังวลใจพอสมควร

เพราะในปัจจุบันแกนน�าฝ่ายสงฆ์และฝ่ายฆราวาสท่มีบทบาทส�าคัญในสภา
ลานวัดตะโหมดล้วนมีอายุสูงวัย หลายคนมีอายุมากกว่า 70-80 ปี ไม่สามารถ









เข้ามามบทบาทเป็นแกนนาได้ ทาหน้าทเป็นเพยงทปรกษาของสภาลานวด


ประกอบกับยังคงไม่สามารถเสาะหาทายาทท้งฝ่ายสงฆ์และฝ่ายฆราวาสท่ม ี

จิตอาสาเข้ามามีบทบาทเป็นแกนน�า เน่องจากความสนใจของคนรุ่นใหม่

ต่อการมีส่วนร่วมในกิจกรรมของสภาลานวัดลดลงกว่าในอดีตมาก อนาคต



ของสภาลานวัดตะโหมดจึงส่นคลอน ประเด็นน้แกนน�าทุกคนพยายามท่จะ

จัดกจกรรมสร้างสานึกจิตอาสาและสร้างเสรมศักยภาพการพัฒนาให้แก่กลม


ุ่
เด็กและเยาวชนในชุมชนตะโหมด แต่ยังเผชิญอุปสรรคและข้อจ�ากัดหลาย
ประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่

ท�าให้เกิดความไม่ต่อเนื่องในกิจกรรมท้งหลาย ท้งน้แกนน�าของสภาลานวัด


ตะโหมดคาดหวังว่าในอนาคตจะปรับปรุงหลักสูตร “ตะโหมดศึกษา” เพ่อ

เสริมกระบวนการเรียนรู้ในบริบทการพัฒนาชุมชน รวมถึงการจัดเตรียมอีก

หลายกิจกรรมเพ่อเสริมกระบวนการเรียนรู้ของกลุ่มเยาวชนต้นหญ้า เช่น กิน
กาแฟแลเด็ก (ในโรงเรียนประถมศึกษาและมัธยมศึกษาในต�าบลตะโหมด),
เดินตรวจตรา พากันท�า น�ากันปลูกป่า, การจัดการธนาคารน้า เป็นต้น อย่างไร

ก็ตามยังคงมีอีกประเด็นหน่งท่แกนน�าสภาลานวัดตะโหมดมีความกังวล


คือ หากสภาลานวัดตะโหมดขาดพระสงฆ์มาร่วมเป็นแกนน�าด้วย และไม่ม ี

วัดตะโหมดเป็นศูนย์กลางการท�างาน การขับเคล่อนกิจกรรมในนามสภา
ลานวัดตะโหมดน่าจะด�าเนินสืบต่อไปอีกได้ยาก และอาจจะส่งผลกระทบต่อ
ความคงอยู่ของสภาลานวัดตะโหมดและความยั่งยืนของกิจกรรมการพัฒนา
ชุมชนตะโหมดในอนาคต



80 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท และพระครูประยุตธรรมธัช 81
ตŒนแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร

เอกสารอ้างอิง




สรŒางเสริม

สุขภาวะพระสงฆ

































82 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท และพระครูประยุตธรรมธัช 83
ตŒนแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร

เอกสารอ้างอิง




สรŒางเสริม

สุขภาวะพระสงฆ

































82 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท และพระครูประยุตธรรมธัช 83
ตŒนแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร

ปาโมช บุณยะตุลานนท์, ไฉไล ศักดิวรพงศ์ และสากล สถิตวิทยานันท์ (2559)
เอกสารอ้างอิง “การจัดการธนาคารนาแบบมส่วนร่วมของชุมชนตะโหมด อาเภอตะโหมด




จังหวัดพัทลุง” วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัย
ราชพฤกษ์. ปีที่ 2 ฉบับที่ 1 (กุมภาพันธ์–พฤษภาคม 2559), หน้า 68-76.

ผู้จัดการออนไลน์ (2561) “กลุ่มสภาลานวัดตะโหมดได้ร่วมกันทาพิธีบวชป่าต้นนา


กรมส่งเสริมการเกษตร, กองส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน. (2557) “วิสาหกิจชุมชนกลุ่ม เพื่ออนุรักษ์ผืนป่าต้นน�้าคู่ชุมชน” สืบค้นจาก https://mgronline.com/
เกษตรกรท�านาตะโหมด” สืบค้นจาก http://www.sceb.doae.go.th/ south/detail/9610000015883 [สืบค้นเมื่อ 18 ตุลาคม 2564]
qr-code/6_57tamot.html [สืบค้นเมื่อ 20 ตุลาคม 2564] ผู้จัดการออนไลน์. (2562) “สภาลานวัดตะโหมดจัดกิจกรรม งานกองข้าวสาร ทาน



จาเป็น เรืองหิรัญ. (2564) “ประเพณีทาบุญสองศาสนา” สานักงานวัฒนธรรม อาหารอินทรีย์ ของดีตะโหมด” สืบค้นจาก https://mgronline.com/

จังหวัดพัทลุง สืบค้นจาก https://www.m-culture.go.th/phattha- south/detail/9620000027683 [สืบค้นเมื่อ 19 ตุลาคม 2564]
lung/ewt_news.php?nid=3304&filename=index [สืบค้นเม่อ 20 พรไทย ศิริสาธิตกิจ. (2564) “ม.ทักษิณหนุนวัดตะโหมด ส่งเสริมเกษตรกรปลูก

ตุลาคม 2564] เมล่อนอินทรีย์ สร้างรายได้ยุคโควิด-19” สืบค้นจาก https://www.kas-



ธฤษวรรณ นนทพุทธ 2545 “การพฒนากระบวนการเรยนร้โดยชมชนในการ etkaoklai.com/home/2021/06/ [สืบค้นเมื่อ 26 ตุลาคม 2564]






จัดการท่องเท่ยวเชิงนิเวศ : กรณีศึกษาป่าชุมชนเขาหัวช้าง ตาบลตะโหมด พระม่งศิษฐ์ สังข์บริสุทธ์. (2561) “พระสงฆ์กับการขับเคล่อนการจัดการ
อาเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง” วิทยานิพนธ์ปริญญาวิทยาศาสตร์มหา ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของชุมชน กรณีศึกษาชุมชนตะโหมด



บัณฑิต (ส่งแวดล้อมศึกษา) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์. สืบค้นจาก ตาบลตะโหมด อาเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง” วิทยานิพนธ์ปริญญา


http://kb.psu. ac.th/psukb/handle/2553/2347 [สืบค้นเม่อ 22 วิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการส่งแวดล้อม มหาวิทยาลัย

ตุลาคม 2564] สงขลานครินทร์.

บานเมองออนไลน (2562) “พระวดตะโหมดและเยาวชนร่วมทาฝายชะลอนาเพอ เรณุมาศ รอดเนียม. (2556) “ความกลมกลืนทางวัฒนธรรมในชุมชนสองศาสนา









เป็นธนาคารสะสม” สืบค้นจาก https://www.banmuang.co.th/news/ : กรณีศึกษา ชุมชนตะโหมด อาเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง” งานค้นคว้า





region/150596 [สืบค้นเมื่อ 20 ตุลาคม 2564] อสระของการศกษาตามหลกสูตร ศิลปศาสตรมหาบณฑิต (การบรหารการ



ประภาพรรณ วงศาโรจน. (2548) วัดตะโหมด อาเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง แหล่ง พัฒนาสังคม) คณะพัฒนาสังคมและส่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิต

เรียนรู้ของชุมชนดีเด่น. กรุงเทพฯ: สานักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. พัฒนบริหารศาสตร์. สืบค้นจาก http://library1.nida.ac.th/termpa-
per6/sd/2556/19821.pdf [สืบค้นเมื่อ 28 ตุลาคม 2564]
84 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท์ และพระครูประยุตธรรมธัช 85
ต้นแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร

ปาโมช บุณยะตุลานนท์, ไฉไล ศักดิวรพงศ์ และสากล สถิตวิทยานันท์ (2559)
เอกสารอ้างอิง “การจัดการธนาคารนาแบบมส่วนร่วมของชุมชนตะโหมด อาเภอตะโหมด




จังหวัดพัทลุง” วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัย
ราชพฤกษ์. ปีที่ 2 ฉบับที่ 1 (กุมภาพันธ์–พฤษภาคม 2559), หน้า 68-76.


ผู้จัดการออนไลน์ (2561) “กลุ่มสภาลานวัดตะโหมดได้ร่วมกันทาพิธีบวชป่าต้นนา

กรมส่งเสริมการเกษตร, กองส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน. (2557) “วิสาหกิจชุมชนกลุ่ม เพื่ออนุรักษ์ผืนป่าต้นน�้าคู่ชุมชน” สืบค้นจาก https://mgronline.com/
เกษตรกรท�านาตะโหมด” สืบค้นจาก http://www.sceb.doae.go.th/ south/detail/9610000015883 [สืบค้นเมื่อ 18 ตุลาคม 2564]
qr-code/6_57tamot.html [สืบค้นเมื่อ 20 ตุลาคม 2564] ผู้จัดการออนไลน์. (2562) “สภาลานวัดตะโหมดจัดกิจกรรม งานกองข้าวสาร ทาน

จาเป็น เรืองหิรัญ. (2564) “ประเพณีทาบุญสองศาสนา” สานักงานวัฒนธรรม อาหารอินทรีย์ ของดีตะโหมด” สืบค้นจาก https://mgronline.com/



จังหวัดพัทลุง สืบค้นจาก https://www.m-culture.go.th/phattha- south/detail/9620000027683 [สืบค้นเมื่อ 19 ตุลาคม 2564]
lung/ewt_news.php?nid=3304&filename=index [สืบค้นเม่อ 20 พรไทย ศิริสาธิตกิจ. (2564) “ม.ทักษิณหนุนวัดตะโหมด ส่งเสริมเกษตรกรปลูก

ตุลาคม 2564] เมล่อนอินทรีย์ สร้างรายได้ยุคโควิด-19” สืบค้นจาก https://www.kas-




ธฤษวรรณ นนทพุทธ 2545 “การพฒนากระบวนการเรยนร้โดยชมชนในการ etkaoklai.com/home/2021/06/ [สืบค้นเมื่อ 26 ตุลาคม 2564]




จัดการท่องเท่ยวเชิงนิเวศ : กรณีศึกษาป่าชุมชนเขาหัวช้าง ตาบลตะโหมด พระม่งศิษฐ์ สังข์บริสุทธ์. (2561) “พระสงฆ์กับการขับเคล่อนการจัดการ

อาเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง” วิทยานิพนธ์ปริญญาวิทยาศาสตร์มหา ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของชุมชน กรณีศึกษาชุมชนตะโหมด



บัณฑิต (ส่งแวดล้อมศึกษา) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์. สืบค้นจาก ตาบลตะโหมด อาเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง” วิทยานิพนธ์ปริญญา



http://kb.psu. ac.th/psukb/handle/2553/2347 [สืบค้นเม่อ 22 วิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการส่งแวดล้อม มหาวิทยาลัย
ตุลาคม 2564] สงขลานครินทร์.




บานเมองออนไลน (2562) “พระวดตะโหมดและเยาวชนร่วมทาฝายชะลอนาเพอ เรณุมาศ รอดเนียม. (2556) “ความกลมกลืนทางวัฒนธรรมในชุมชนสองศาสนา





เป็นธนาคารสะสม” สืบค้นจาก https://www.banmuang.co.th/news/ : กรณีศึกษา ชุมชนตะโหมด อ�าเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง” งานค้นคว้า





region/150596 [สืบค้นเมื่อ 20 ตุลาคม 2564] อสระของการศกษาตามหลกสูตร ศิลปศาสตรมหาบณฑิต (การบรหารการ

ประภาพรรณ วงศาโรจน. (2548) วัดตะโหมด อาเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง แหล่ง พัฒนาสังคม) คณะพัฒนาสังคมและส่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิต


เรียนรู้ของชุมชนดีเด่น. กรุงเทพฯ: สานักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. พัฒนบริหารศาสตร์. สืบค้นจาก http://library1.nida.ac.th/termpa-

per6/sd/2556/19821.pdf [สืบค้นเมื่อ 28 ตุลาคม 2564]
84 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท์ และพระครูประยุตธรรมธัช 85
ต้นแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร



วราภรณ์ ทะนงศักด์. (2564) “รูปแบบการต้งรับปรับตัวต่อภัยแล้งของชุมชน
ตะโหมด อ�าเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง” วารสารมหาจุฬานาครทรรศน์. 8(1)
มกราคม 2564. หน้า 162-174. สืบค้นจาก file:///D:/ Downloads/

249597-Article%20Text-880432-2-10-20210207.pdf [สืบค้นเม่อ

22 ตุลาคม 2564]
วสันต์พรรษ จ�าเริญนุสิต. (2563) “สนง.ทรัพยากรน้าแห่งชาติ จัดกิจกรรมการ

สร้างการรับรู้ผ่านสื่อ โครงการการศึกษาแก้ไขปัญหาภัยแล้งและบรรเทา

อุทกภัยทะเลสาบสงขลา จังหวัดพัทลุง” สืบค้นจาก https://thainews.
prd.go.th/th/news/detail/TCATG200113164322440 [สืบค้นเม่อ

30 ตุลาคม 2564]
วัดตะโหมด (2552) “การจัดการธนาคารน้าสภาลานวัดตะโหมด” สืบค้นจาก

http://wattamod.blogspot.com/2009/07/blog-post.html [สืบค้น
เมื่อ 20 ตุลาคม 2564]
ศิริชัย พรหมทอง (2557) “ท�าความรู้จักสภาลานวัดตะโหมด” สืบค้นจาก https://
www.scbfoundation.com/ discussion/842-7300 [สืบค้นเม่อ 25

ตุลาคม 2564]
อดุลย์ แก้วคงธรรม (2563) “เขา ป่า นา เล” เชื่อมร้อยเครือข่ายชุมชนตะโหมด
จากภูผาสู่มหานที” ไทยรัฐออนไลน์. สืบค้นจาก https://www.
komchadluek.net/news/government-of-thailand/444405

[สืบค้นเมื่อ 27 ตุลาคม 2564]

















86 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท และพระครูประยุตธรรมธัช 87
ตŒนแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร



วราภรณ์ ทะนงศักด์. (2564) “รูปแบบการต้งรับปรับตัวต่อภัยแล้งของชุมชน
ตะโหมด อ�าเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง” วารสารมหาจุฬานาครทรรศน์. 8(1)
มกราคม 2564. หน้า 162-174. สืบค้นจาก file:///D:/ Downloads/

249597-Article%20Text-880432-2-10-20210207.pdf [สืบค้นเม่อ

22 ตุลาคม 2564]
วสันต์พรรษ จ�าเริญนุสิต. (2563) “สนง.ทรัพยากรน้าแห่งชาติ จัดกิจกรรมการ

สร้างการรับรู้ผ่านสื่อ โครงการการศึกษาแก้ไขปัญหาภัยแล้งและบรรเทา

อุทกภัยทะเลสาบสงขลา จังหวัดพัทลุง” สืบค้นจาก https://thainews.
prd.go.th/th/news/detail/TCATG200113164322440 [สืบค้นเม่อ

30 ตุลาคม 2564]
วัดตะโหมด (2552) “การจัดการธนาคารน้าสภาลานวัดตะโหมด” สืบค้นจาก

http://wattamod.blogspot.com/2009/07/blog-post.html [สืบค้น
เมื่อ 20 ตุลาคม 2564]
ศิริชัย พรหมทอง (2557) “ท�าความรู้จักสภาลานวัดตะโหมด” สืบค้นจาก https://
www.scbfoundation.com/ discussion/842-7300 [สืบค้นเม่อ 25

ตุลาคม 2564]
อดุลย์ แก้วคงธรรม (2563) “เขา ป่า นา เล” เชื่อมร้อยเครือข่ายชุมชนตะโหมด
จากภูผาสู่มหานที” ไทยรัฐออนไลน์. สืบค้นจาก https://www.
komchadluek.net/news/government-of-thailand/444405

[สืบค้นเมื่อ 27 ตุลาคม 2564]

















86 สภาลานวัดตะโหมด : พินิจ ลาภธนานนท และพระครูประยุตธรรมธัช 87
ตŒนแบบงานสังฆพัฒนาพลังบวร

ยางตามทางพอ ดิน นํ้า ปา
ยางตามทางพอ ดิน นํ้า ปา


๑๘ สงหาคม ๑๕๖๐
วัดตะโหมด อ.ตะโหมด จ.พัทลุง













สภาลานวัดตะโหมด




สรางสรรคปญญา พัฒนาสังคม

ระดมความคิด เพื่อชีวิตประชาชน




Click to View FlipBook Version