The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by buddhistwelfare.th, 2022-09-17 09:57:12

เล่ม 8 ชุมชนท่องเที่ยววัฒนธรรมลาวครั่ง วัดหนองกระดูกเนื้อ

ชุมชนทองเที่ยววัฒนธรรม

ลาวครั่ง วัดหนองกระดูกเนื้อ




กำรมีสวนร่วม

และพ่งตนเองของชุมชน

โดย
พินิจ ลาภธนานนท์ และ พระมหาสุภัค วิรโช

สํานักงานกองทุนสนับสนุนการสรŒางเสริมสุขภาพ (สสส.)
ชุมชนท‹องเที่ยว OTOP นวัตวิถี วัดหนองกระดูกเนื้อ
สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย


ิ ั ิ

ั เลมที่ ิ ี
ุ 8 ุ
ชดหนงสอ: ปฏบตการสาธารณสงเคราะหวถพทธ

ค�ำน�ำ


ชุมชนท่องเที่ยววัฒนธรรม ลาวครั่ง
วัดหนองกระดูกเนื้อ


การมีสวนร่วมและพ่งตนเองของชุมชน

พินิจ ลาภธนานนท์ และพระมหาสุภัค วิรโช

ส�านักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ โครงการชุมชนท่องเท่ยว OTOP นวัตวิถ บ้านหนองกระดูกเน้อ ม ี



ศูนย์กู้ชีพกู้ภัยพร้าววังหิน วัดทุ่งหลวง ลักษณะชุมชนท่องเท่ยวเชิงวัฒนธรรมที่ได้ขับเคล่อนการพัฒนาตามนโยบาย


ต�าบลทุ่งหลวง อ�าเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ท่มุ่งสร้างรายได้และความเจริญในชุมชนบ้านหนองกระดูกเน้อ โดยอาศัยพลัง


สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
บวร (บ้าน วัด ราชการ/โรงเรียน) ดึงพระสงฆ์และชาวบ้านเข้ามาดาเนิน

ชุดหนังสือ: ปฏิบัติการสาธารณสงเคราะห์วิถีพุทธ เล่มที่ 8
กจกรรมร่วมกบหน่วยงานภาครฐ โดยให้กรมการพฒนาชมชนเข้ามา





ร่วมพัฒนานวัตกรรมของสินค้าหน่งตาบลหน่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) เพ่อยก




ระดับผลิตภัณฑ์และส่งเสริมช่องทางการตลาดให้ขายสินค้าได้ โดยใช้แนวคิด
พิมพ์ครั้งที่ 1 : เมษายน 2565 การเปลี่ยนผ่านยุคการผลักดันขายสินค้า OTOP ออกจากชุมชน สู่การสร้าง

จัดพิมพ์โดย : โครงการขับเคล่อนงานสาธารณสงเคราะห์วิถีพุทธเพ่อเสริมสร้างสุขภาวะในสังคมไทย สินค้าเพ่อขายภายในชุมชนผ่านการท่องเท่ยวเชิงวัฒนธรรม ท่ใช้เสน่ห์ของ




สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วัฒนธรรมประเพณีลาวคร่ง ร่วมกับภูมิปัญญาท้องถ่นและวิถีชีวิตการทา



สานักสนับสนุนสุขภาวะองค์กร

สานักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ เกษตร สร้างนวัตกรรมสินค้า OTOP และใช้ความคิดสร้างสรรค์จัดกิจกรรม




จัดรูปเล่ม : วิโรจน์ จิรวิทยาภรณ์ ท่ดึงดูดให้นักท่องเท่ยวเข้ามาเย่ยมเยือน และใช้จ่ายเงินในชุมชน ส่งผลให้
พิมพ์ที่ : หจก. นิติธรรมการพิมพ์ เกิดการกระจายรายได้อยู่กับคนในชุมชน นับเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้
76/251-3 หมู่ที่ 15 ต�าบลบางม่วง อ�าเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี กับชุมชนสามารถพัฒนาการท่องเท่ยวเชิงวัฒนธรรม โดยมีวัดหนองกระดูก

โทรศัพท์ : 02 403 4567-8, 08 1309 5215 เนื้อเป็นก�าลังส�าคัญ
E-mail : [email protected]

ค�ำน�ำ


ชุมชนท่องเที่ยววัฒนธรรม ลาวครั่ง
วัดหนองกระดูกเนื้อ


การมีสวนร่วมและพ่งตนเองของชุมชน

พินิจ ลาภธนานนท์ และพระมหาสุภัค วิรโช

ส�านักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ โครงการชุมชนท่องเท่ยว OTOP นวัตวิถ บ้านหนองกระดูกเน้อ ม ี



ศูนย์กู้ชีพกู้ภัยพร้าววังหิน วัดทุ่งหลวง ลักษณะชุมชนท่องเท่ยวเชิงวัฒนธรรมที่ได้ขับเคล่อนการพัฒนาตามนโยบาย


ต�าบลทุ่งหลวง อ�าเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ท่มุ่งสร้างรายได้และความเจริญในชุมชนบ้านหนองกระดูกเน้อ โดยอาศัยพลัง


สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
บวร (บ้าน วัด ราชการ/โรงเรียน) ดึงพระสงฆ์และชาวบ้านเข้ามาดาเนิน

ชุดหนังสือ: ปฏิบัติการสาธารณสงเคราะห์วิถีพุทธ เล่มที่ 8
กจกรรมร่วมกบหน่วยงานภาครฐ โดยให้กรมการพฒนาชมชนเข้ามา





ร่วมพัฒนานวัตกรรมของสินค้าหน่งตาบลหน่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) เพ่อยก




ระดับผลิตภัณฑ์และส่งเสริมช่องทางการตลาดให้ขายสินค้าได้ โดยใช้แนวคิด
พิมพ์ครั้งที่ 1 : เมษายน 2565 การเปลี่ยนผ่านยุคการผลักดันขายสินค้า OTOP ออกจากชุมชน สู่การสร้าง

จัดพิมพ์โดย : โครงการขับเคล่อนงานสาธารณสงเคราะห์วิถีพุทธเพ่อเสริมสร้างสุขภาวะในสังคมไทย สินค้าเพ่อขายภายในชุมชนผ่านการท่องเท่ยวเชิงวัฒนธรรม ท่ใช้เสน่ห์ของ




สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วัฒนธรรมประเพณีลาวคร่ง ร่วมกับภูมิปัญญาท้องถ่นและวิถีชีวิตการทา



สานักสนับสนุนสุขภาวะองค์กร

สานักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ เกษตร สร้างนวัตกรรมสินค้า OTOP และใช้ความคิดสร้างสรรค์จัดกิจกรรม




จัดรูปเล่ม : วิโรจน์ จิรวิทยาภรณ์ ท่ดึงดูดให้นักท่องเท่ยวเข้ามาเย่ยมเยือน และใช้จ่ายเงินในชุมชน ส่งผลให้
พิมพ์ที่ : หจก. นิติธรรมการพิมพ์ เกิดการกระจายรายได้อยู่กับคนในชุมชน นับเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้
76/251-3 หมู่ที่ 15 ต�าบลบางม่วง อ�าเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี กับชุมชนสามารถพัฒนาการท่องเท่ยวเชิงวัฒนธรรม โดยมีวัดหนองกระดูก

โทรศัพท์ : 02 403 4567-8, 08 1309 5215 เนื้อเป็นก�าลังส�าคัญ
E-mail : [email protected]



โครงการขับเคล่อนงานสาธารณสงเคราะห์วิถีพุทธเพ่อสุขภาวะ

ในสังคมไทย ได้ดาเนินการถอดบทเรียน “ชุมชนท่องเท่ยวเชิงวัฒนธรรม

ลาวครั่ง วัดหนองกระดูกเนื้อ” เพื่อท�าความเข้าใจถึงแนวทางการขับเคลื่อน สำรบัญ


กิจกรรมชุมชนท่องเท่ยว OTOP นวัตวิถ เพ่อพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนให้


เข้มแข็งควบคู่ไปกับการเรียนรู้ภูมิปัญญาและทรัพยากรท้องถ่น สร้างสรรค์
สินค้า OTOP ให้มีคุณค่าและมูลค่า ช่วยเพ่มโอกาสการตลาดรองรับ

นักท่องเที่ยว
01 งานสาธารณสงเคราะห์วิถีพทธ วัดหนองกระดูกเนื้อ 7

วัดหนองกระดูกเนื้อ วิถีวัฒนธรรมชุมชนลาวครั่ง 10
บทบาทด้านสาธารณสงเคราะห์วิถีพุทธ วัดหนองกระดูกเนื้อ 13
พินิจ ลาภธนานนท์
- การท�าความดีเพื่อสังคม 17
- ศูนย์ประสานงานพระคิลานุปัฏฐาก จังหวัดนครสวรรค์ 23
- การจัดกิจกรรมวัฒนธรรมประเพณีลาวครั่ง ไทย มอญ 33

02 ชุมชนท่องเทียว OTOP นวัตวิถี : 43

บูรณาการพลัง “บวร”
แนวคิดทุนในการพัฒนาชุมชนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม 44
บ้านหนองกระดูกเนื้อ

แนวคิดการพัฒนา “ชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี” 50
บ้านหนองกระดูกเนื้อ

03 บทเรียนชุมชนท่องเทียว OTOP นวัตวิถี 68

บ้านหนองกระดูกเนื้อ
อนาคตชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี บ้านหนองกระดูกเนื้อ 73


เอกสารอ้างอิง 77



โครงการขับเคล่อนงานสาธารณสงเคราะห์วิถีพุทธเพ่อสุขภาวะ

ในสังคมไทย ได้ดาเนินการถอดบทเรียน “ชุมชนท่องเท่ยวเชิงวัฒนธรรม

ลาวครั่ง วัดหนองกระดูกเนื้อ” เพื่อท�าความเข้าใจถึงแนวทางการขับเคลื่อน สำรบัญ


กิจกรรมชุมชนท่องเท่ยว OTOP นวัตวิถ เพ่อพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนให้


เข้มแข็งควบคู่ไปกับการเรียนรู้ภูมิปัญญาและทรัพยากรท้องถ่น สร้างสรรค์
สินค้า OTOP ให้มีคุณค่าและมูลค่า ช่วยเพ่มโอกาสการตลาดรองรับ

นักท่องเที่ยว
01 งานสาธารณสงเคราะห์วิถีพทธ วัดหนองกระดูกเนื้อ 7

วัดหนองกระดูกเนื้อ วิถีวัฒนธรรมชุมชนลาวครั่ง 10
บทบาทด้านสาธารณสงเคราะห์วิถีพุทธ วัดหนองกระดูกเนื้อ 13
พินิจ ลาภธนานนท์
- การท�าความดีเพื่อสังคม 17
- ศูนย์ประสานงานพระคิลานุปัฏฐาก จังหวัดนครสวรรค์ 23
- การจัดกิจกรรมวัฒนธรรมประเพณีลาวครั่ง ไทย มอญ 33

02 ชุมชนท่องเทียว OTOP นวัตวิถี : 43

บูรณาการพลัง “บวร”
แนวคิดทุนในการพัฒนาชุมชนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม 44
บ้านหนองกระดูกเนื้อ

แนวคิดการพัฒนา “ชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี” 50
บ้านหนองกระดูกเนื้อ

03 บทเรียนชุมชนท่องเทียว OTOP นวัตวิถี 68

บ้านหนองกระดูกเนื้อ
อนาคตชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี บ้านหนองกระดูกเนื้อ 73


เอกสารอ้างอิง 77

01














งำนสำธำรณ


สงเครำะห์วิถีพทธ


วัดหนองกระดูกเนื้อ










วัดหนองกระดูกเน้อ ต้งอยู่เลขท่ 1 บ้านหนองกระดูกเน้อหมู่ท่ 6







ตาบลหนองนมวัว อาเภอลาดยาว จังหวัดนครสวรรค์ สังกัดคณะสงฆ์
มหานิกาย ภาคการปกครองคณะสงฆภาค 4 มีที่ดินตั้งวัดเนื้อที่ 11 ไร 1 งาน


60 ตารางวา ตามโฉลดเลขที่ 42405 มีที่ธรณีสงฆ์จ�านวน 2 แปลง เนื้อที่ 30
ไร่ 2 งาน ตามโฉนด 1320 เนื้อที่ 3 ไร่ 1 งาน ตามโฉนด 7073 วัดหนอง



กระดูกเน้อสร้างข้นเป็นวัดต้งแต่ปี 2482 ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เม่อ

วันที่ 21 กรกฎาคม 2548 เขตวิสุงคามสีมา กว้าง 26 เมตร ยาว 40 เมตร
วัดหนองกระดูกเน้อเป็นวัดชุมชนคุณธรรมต้นแบบ มีพระประธานประจา




อุโบสถขนาดหน้าตักกวาง 40 นิ้ว สูง 50 นิ้ว สร้างเมื่อป 2500 พระประธาน


ประจาศาลาการเปรียญขนาดหน้าตักกว้าง 35 น้ว สูง 45 น้ว สร้างเม่อ




6 ชุมชนท่องเท่ยววัฒนธรรม ลาวคร่ง วัดหนองกระดูกเน้อ ื พินิจ ลาภธนานนท์ และ พระมหาสุภัค วิรโช 7
การมีส่วนร่วมและพึ่งตนเองของชุมชน

01














งำนสำธำรณ


สงเครำะห์วิถีพทธ


วัดหนองกระดูกเนื้อ










วัดหนองกระดูกเน้อ ต้งอยู่เลขท่ 1 บ้านหนองกระดูกเน้อหมู่ท่ 6







ตาบลหนองนมวัว อาเภอลาดยาว จังหวัดนครสวรรค์ สังกัดคณะสงฆ์
มหานิกาย ภาคการปกครองคณะสงฆภาค 4 มีที่ดินตั้งวัดเนื้อที่ 11 ไร 1 งาน


60 ตารางวา ตามโฉลดเลขที่ 42405 มีที่ธรณีสงฆ์จ�านวน 2 แปลง เนื้อที่ 30
ไร่ 2 งาน ตามโฉนด 1320 เนื้อที่ 3 ไร่ 1 งาน ตามโฉนด 7073 วัดหนอง



กระดูกเน้อสร้างข้นเป็นวัดต้งแต่ปี 2482 ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เม่อ

วันที่ 21 กรกฎาคม 2548 เขตวิสุงคามสีมา กว้าง 26 เมตร ยาว 40 เมตร
วัดหนองกระดูกเน้อเป็นวัดชุมชนคุณธรรมต้นแบบ มีพระประธานประจา




อุโบสถขนาดหน้าตักกวาง 40 นิ้ว สูง 50 นิ้ว สร้างเมื่อป 2500 พระประธาน


ประจาศาลาการเปรียญขนาดหน้าตักกว้าง 35 น้ว สูง 45 น้ว สร้างเม่อ




6 ชุมชนท่องเท่ยววัฒนธรรม ลาวคร่ง วัดหนองกระดูกเน้อ ื พินิจ ลาภธนานนท์ และ พระมหาสุภัค วิรโช 7
การมีส่วนร่วมและพึ่งตนเองของชุมชน

ปี 2528 นอกจากน้มีพระประธานประจ�าศาลาธรรมสังเวช 1 องค์ วิหารหรือ จากข้อมูลขององค์การบริหารส่วนต�าบลหนองนมวัว ในปี 2563

มณฑป 1 องค์ (วัดหนองกระดูกเน้อ, 2564) วัดหนองกระดูกเนื้อมีความ บ้านหนองกระดูกเนื้อแบ่งเป็น 2 หมู่บ้าน คือ หมู่ที่ 5 และหมู่ที่ 6 มีจ�านวน

ส�าคัญเป็นศูนย์กลางชุมชนในการขับเคลื่อนกิจกรรมด้วยพลังบวร (บ้าน วัด ครัวเรือนรวม 281 ครัวเรือน ประชากรชาย 529 คน ประชากรหญิง





ราชการ/โรงเรียน) ร่วมกันท�างานสาธารณสงเคราะห์และงานสังฆพัฒนา 518 คน รวมท้งส้น 1,047 คน ท้งน้บ้านหนองกระดูกเน้อมีระยะทางห่างจาก
หลากหลายกิจกรรม รวมถึงกิจกรรมชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี อาเภอลาดยาวไปทางทิศตะวนตกประมาณ 8 กโลเมตร ห่างจากจงหวด







นครสวรรค์ไปทางทิศตะวันออกประมาณ 30 กิโลเมตร พ้นท่ของหมู่บ้าน
ส่วนใหญ่เป็นพ้นที่ราบต่า มีคลองส่งน้าคู่ขนานกับทางหลวงหมายเลข 1072





พ้นท่ส่วนใหญ่เหมาะสมกับการท�านา ท�าสวน ท�าไร่ และปลูกพืชสวนครัว

ในอดีตทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของหมู่บ้านมีหนองน้าขนาดใหญ่ท�าให้ม ี



บรรดาสัตว์น้อยใหญ่ลงมาอาศัยกินน้าจากหนองน้าแห่งน้ ส่วนชาวบ้าน

ในหมู่บ้านมักจะมีการเข้าป่าล่าสัตว์ เม่อล่าสัตว์แล้วก็จะน�าสัตว์ท่ได้ล่ามา

ช�าแหละเอาเนื้อ และน�าเอาเนื้อที่ช�าแหละได้มาล้างท�าความสะอาด เพื่อน�า
กลับบ้าน ส่วนโครงกระดูกของสัตว์ต่าง ๆ จะทิ้งไว้บริเวณริมขอบของหนอง
น�้าแห่งนี้ เมื่อนานวันจ�านวนโครงกระดูกของสัตว์ก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนเป็นที่

กล่าวขานกันจากชาวบ้านและจากต่างหมู่บ้านว่าหมู่บ้านแห่งน้สมควรจะ

เรียกช่อ “บ้านหนองกระดูกเน้อ” มาจนถึงปัจจุบัน ซ่งหมายความว่า


หนองน้าแห่งน้มีแต่กระดูกของสัตว์หรือเน้อตามภาษาด้งเดิม (ชนิษฐา ใจเป็ง




และจุรีรัตน์ ศิตศิรัตน์, 2564: 98)










8 ชุมชนท‹องเท่ยววัฒนธรรม ลาวคร่ง วัดหนองกระดูกเน้อ ื พินิจ ลาภธนานนท และ พระมหาสุภัค วิรโช 9
การมีส่วนร่วมและพึ่งตนเองของชุมชน

ปี 2528 นอกจากน้มีพระประธานประจ�าศาลาธรรมสังเวช 1 องค์ วิหารหรือ จากข้อมูลขององค์การบริหารส่วนต�าบลหนองนมวัว ในปี 2563

มณฑป 1 องค์ (วัดหนองกระดูกเน้อ, 2564) วัดหนองกระดูกเนื้อมีความ บ้านหนองกระดูกเนื้อแบ่งเป็น 2 หมู่บ้าน คือ หมู่ที่ 5 และหมู่ที่ 6 มีจ�านวน

ส�าคัญเป็นศูนย์กลางชุมชนในการขับเคลื่อนกิจกรรมด้วยพลังบวร (บ้าน วัด ครัวเรือนรวม 281 ครัวเรือน ประชากรชาย 529 คน ประชากรหญิง





ราชการ/โรงเรียน) ร่วมกันท�างานสาธารณสงเคราะห์และงานสังฆพัฒนา 518 คน รวมท้งส้น 1,047 คน ท้งน้บ้านหนองกระดูกเน้อมีระยะทางห่างจาก
หลากหลายกิจกรรม รวมถึงกิจกรรมชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี อาเภอลาดยาวไปทางทิศตะวนตกประมาณ 8 กโลเมตร ห่างจากจงหวด







นครสวรรค์ไปทางทิศตะวันออกประมาณ 30 กิโลเมตร พ้นท่ของหมู่บ้าน
ส่วนใหญ่เป็นพ้นที่ราบต่า มีคลองส่งน้าคู่ขนานกับทางหลวงหมายเลข 1072





พ้นท่ส่วนใหญ่เหมาะสมกับการท�านา ท�าสวน ท�าไร่ และปลูกพืชสวนครัว

ในอดีตทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของหมู่บ้านมีหนองน้าขนาดใหญ่ท�าให้ม ี



บรรดาสัตว์น้อยใหญ่ลงมาอาศัยกินน้าจากหนองน้าแห่งน้ ส่วนชาวบ้าน

ในหมู่บ้านมักจะมีการเข้าป่าล่าสัตว์ เม่อล่าสัตว์แล้วก็จะน�าสัตว์ท่ได้ล่ามา

ช�าแหละเอาเนื้อ และน�าเอาเนื้อที่ช�าแหละได้มาล้างท�าความสะอาด เพื่อน�า
กลับบ้าน ส่วนโครงกระดูกของสัตว์ต่าง ๆ จะทิ้งไว้บริเวณริมขอบของหนอง
น�้าแห่งนี้ เมื่อนานวันจ�านวนโครงกระดูกของสัตว์ก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนเป็นที่

กล่าวขานกันจากชาวบ้านและจากต่างหมู่บ้านว่าหมู่บ้านแห่งน้สมควรจะ

เรียกช่อ “บ้านหนองกระดูกเน้อ” มาจนถึงปัจจุบัน ซ่งหมายความว่า


หนองน้าแห่งน้มีแต่กระดูกของสัตว์หรือเน้อตามภาษาด้งเดิม (ชนิษฐา ใจเป็ง




และจุรีรัตน์ ศิตศิรัตน์, 2564: 98)










8 ชุมชนท‹องเท่ยววัฒนธรรม ลาวคร่ง วัดหนองกระดูกเน้อ ื พินิจ ลาภธนานนท และ พระมหาสุภัค วิรโช 9
การมีส่วนร่วมและพึ่งตนเองของชุมชน

วัดหนองกระดูกเนื้อ
วิถีวัฒนธรรมชุมชนลาวครั่ง







บานหนองกระดกเน้อมกลมชาตพนธลาวครง มอญ ไทย ทอพยพมา








ตั้งหลักปักฐานท�ามาหากินอยู่ร่วมกัน (ทัณฑิกา ถนอมนาม, 2564) โดยชาว



บ้านส่วนใหญ่เป็นชาวลาวคร่ง ซ่งมีถ่นฐานเดิมอยู่ท่หลวงพระบาง สาธารณรัฐ

ประชาธิปไตยประชาชนลาว และได้อพยพมาอยู่บริเวณภาคกลางของ

ประเทศไทยต้งแต่ต้นสมัยรัตนโกสินทร์ วิถีชีวิตของชาวบ้านหนองกระดูกเน้อ

สะท้อนถึงวัฒนธรรมประเพณีดั้งเดิม ส�าเนียงพูดคล้ายคลึงกับภาษาพูดของ
ชาวลาวเวียงในหลวงพระบาง มีความเล่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา และ

ยังสามารถรักษาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชาวลาวท่ปรากฏให้เห็นเด่นชัด

เช่น ภาษา การแต่งกาย อาหาร ความเชื่อ และภูมิปัญญาท้องถิ่น ประกอบ

กับคนในชุมชนส่วนหน่งเล็งเห็นถึงคุณค่าวัฒนธรรมท้องถ่น จึงได้พยายาม

รักษาและเผยแพร่วัฒนธรรมให้คงอยู่คู่กับชุมชน มุ่งเน้นการสร้างศักยภาพ
ของคนในท้องถิ่น ผู้ประกอบการ ผู้ให้บริการ โดยสร้างกระบวนการเรียนรู้
ให้คนในท้องถ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการท่องเท่ยวเชิงวัฒนธรรม


(ชนิษฐา ใจเป็ง และจุรีรัตน์ ศิตศิรัตน์, 2564: 95) เพราะบ้านหนองกระดูก

เน้อมีวิถีชุมชนท่มีเสน่ห์ทางวัฒนธรรมลาวคร่ง โดยเฉพาะอย่างย่งการอนุรักษ์




ภูมิปัญญาท้องถ่น ท้งการทอผ้า การตีมีดโบราณ เคร่องจักสาน (ไซ ข้อง




กระจาด) อาหารพ้นถ่นข้นช่อ (ขนมแดกกล้วย ขนมข้าวโพด แกงเปรอะ แกง


ผ�า ปลาร้าบอง) (ณัฐชัย นิ่มนวล, 2564) รวมถึงงานบุญประเพณี วัฒนธรรม
และเทศกาลพื้นบ้าน ที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน (อาทิ ประเพณีบุญคูณ
ลาน เดือน 3 ประเพณีสารทลาว เดือน 10) และมีผลิตภัณฑ์ท้องถ่นท่มีความ


หลากหลาย


10 ชุมชนท‹องเท่ยววัฒนธรรม ลาวคร่ง วัดหนองกระดูกเน้อ ื พินิจ ลาภธนานนท และ พระมหาสุภัค วิรโช 11
การมีส่วนร่วมและพึ่งตนเองของชุมชน

วัดหนองกระดูกเนื้อ
วิถีวัฒนธรรมชุมชนลาวครั่ง







บานหนองกระดกเน้อมกลมชาตพนธลาวครง มอญ ไทย ทอพยพมา








ตั้งหลักปักฐานท�ามาหากินอยู่ร่วมกัน (ทัณฑิกา ถนอมนาม, 2564) โดยชาว



บ้านส่วนใหญ่เป็นชาวลาวคร่ง ซ่งมีถ่นฐานเดิมอยู่ท่หลวงพระบาง สาธารณรัฐ

ประชาธิปไตยประชาชนลาว และได้อพยพมาอยู่บริเวณภาคกลางของ

ประเทศไทยต้งแต่ต้นสมัยรัตนโกสินทร์ วิถีชีวิตของชาวบ้านหนองกระดูกเน้อ

สะท้อนถึงวัฒนธรรมประเพณีดั้งเดิม ส�าเนียงพูดคล้ายคลึงกับภาษาพูดของ
ชาวลาวเวียงในหลวงพระบาง มีความเล่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา และ

ยังสามารถรักษาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชาวลาวท่ปรากฏให้เห็นเด่นชัด

เช่น ภาษา การแต่งกาย อาหาร ความเชื่อ และภูมิปัญญาท้องถิ่น ประกอบ

กับคนในชุมชนส่วนหน่งเล็งเห็นถึงคุณค่าวัฒนธรรมท้องถ่น จึงได้พยายาม

รักษาและเผยแพร่วัฒนธรรมให้คงอยู่คู่กับชุมชน มุ่งเน้นการสร้างศักยภาพ
ของคนในท้องถิ่น ผู้ประกอบการ ผู้ให้บริการ โดยสร้างกระบวนการเรียนรู้
ให้คนในท้องถ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการท่องเท่ยวเชิงวัฒนธรรม


(ชนิษฐา ใจเป็ง และจุรีรัตน์ ศิตศิรัตน์, 2564: 95) เพราะบ้านหนองกระดูก

เน้อมีวิถีชุมชนท่มีเสน่ห์ทางวัฒนธรรมลาวคร่ง โดยเฉพาะอย่างย่งการอนุรักษ์




ภูมิปัญญาท้องถ่น ท้งการทอผ้า การตีมีดโบราณ เคร่องจักสาน (ไซ ข้อง




กระจาด) อาหารพ้นถ่นข้นช่อ (ขนมแดกกล้วย ขนมข้าวโพด แกงเปรอะ แกง


ผ�า ปลาร้าบอง) (ณัฐชัย นิ่มนวล, 2564) รวมถึงงานบุญประเพณี วัฒนธรรม
และเทศกาลพื้นบ้าน ที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน (อาทิ ประเพณีบุญคูณ
ลาน เดือน 3 ประเพณีสารทลาว เดือน 10) และมีผลิตภัณฑ์ท้องถ่นท่มีความ


หลากหลาย


10 ชุมชนท‹องเท่ยววัฒนธรรม ลาวคร่ง วัดหนองกระดูกเน้อ ื พินิจ ลาภธนานนท และ พระมหาสุภัค วิรโช 11
การมีส่วนร่วมและพึ่งตนเองของชุมชน

วิถีวัฒนธรรมและประเพณีลาวครั่งในชุมชนบ้านหนองกระดูกเนื้อมี มหาสุภัค วิรโช เจ้าอาวาสวัดหนองกระดูกเน้อซ่งเป็นผู้มีบทบาทสาคัญในการ






ความโดดเด่นและชวนให้ศึกษาเรียนรู้ จึงมีเสน่ห์และมีศักยภาพท่จะสามารถ ริเร่มและกระตุ้นการพัฒนาบ้านหนองกระดูกเน้อให้เป็นชุมชนท่องเท่ยวเชิง


พัฒนาให้เป็นชุมชนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมได้ ในภาพรวมชุมชนบ้านหนอง วัฒนธรรม รวมถึงปราชญ์ชุมชนท่มีความเช่ยวชาญและมีบทบาทส�าคัญใน


กระดูกเนื้อมีทุน (capital) ที่มีความเหมาะสมต่อการสนับสนุนและส่งเสริม การผลิตทุนทางวัฒนธรรม เช่น มีดโบราณ ผ้าทอลาวคร่ง เคร่องจักสาน

การท่องเที่ยวที่ส�าคัญ 3 ประการ คือ อาหารถิ่น ดนตรีและการฟ้อนร�า เป็นต้น
(1) ทุนทางวัฒนธรรม (cultural capital) บ้านหนองกระดูกเนื้อมี
พื้นฐานเป็นชุมชนลาวครั่ง ซึ่งมีทุนทางวัฒนธรรมทั้งที่จับต้องได้และจับต้อง บทบาทด้านสาธารณสงเคราะห์วิถีพุทธ
ไม่ได้ ทุนทางวัฒนธรรมที่จับต้องได้ เช่น มรดกทางวัฒนธรรม ผลงานศิลปะ วัดหนองกระดูกเนื้อ



แขนงต่าง ๆ ท้งภาพวาด หัตถกรรม ดนตรี การฟ้อนรา เหล่าน้มักจะวัดมูลค่า


เป็นตัวเงินได้ ส่วนทุนวัฒนธรรมท่จับต้องไม่ได้ ได้แก่ ความเช่อ จารีต พระมหาสุภัค วิรโช เจ้าอาวาสวัดหนองกระดูกเน้อ ช่อเดิม สุภัค





ประเพณี และวิถีชีวิตของผู้คน ซ่งแม้จะจับต้องไม่ได้ แต่มีเสน่ห์ดึงดูดนักท่อง จันทร์โอ เกิดเม่อวันท่ 5 ตุลาคม 2532 ท่บ้านหนองจิกโคกช้าง ตาบลสระแก้ว


เท่ยวให้เข้าไปเรียนรู้ได้ เช่น ประเพณีบุญคูณลาน ประเพณีสารทลาว เป็นต้น อาเภอลาดยาว จังหวัดนครสวรรค์ เป็นลูกคนโต มีน้องสาว 2 คน ในสมัยเด็ก



(2) ทุนทางธรรมชาติและส่งแวดล้อม (natural and environmen- ตั้งแต่อายุ 3 ปี อาศัยอยู่กับยายชวด ซึ่งมีบ้านอยู่ใกล้วัด จึงพาเข้าวัดท�าบุญ
tal capital) บ้านหนองกระดูกเนื้อเป็นชุมชนเกษตรกรรม ชาวบ้านมีอาชีพ ทุกวัน พอเรียนจบประถมศึกษาช้นปีท่ 6 ชีวิตได้พลิกผันจากการท่ได้ไปเย่ยม





หลักในการทานา ทุกปีในช่วงฤดูการเพาะปลูกจะพบเห็นพ้นท่นาท่เต็มไปด้วย ปู่ที่บ้านท้ายทุ่ง ต�าบลท้ายทุ่ง อ�าเภอทับคล้อ จังหวัดพิจิตร ซึ่งบวชเป็นพระ



ท้องทุ่งเขียวขจีมีความสวยงามสุดลูกหูลูกตา ในช่วงก่อนฤดูการเก็บเกี่ยวจะ ภิกษุ ปู่ให้บรรพชาเป็นสามเณรในปี 2546 เพื่อโอกาสได้เรียนทางด้านธรรม

พบเห็นภาพพริ้วสไวของรวงข้าวกระจายเต็มท่องทุ่งนา เหลืองอร่ามดั่งทอง ศึกษาและสายสามัญ ต่อมาได้ติดตามเพ่อนไปเรียนบาลีท่วัดโปรดเกศเชษฐา




ทา ล้วนเป็นภาพท่สวยงามเป็นเสน่ห์ดึงดูดนักท่องเท่ยวท่ช่นชมและหลงใหล ราม ต�าบลทรงคะนอง อ�าเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ อยู่ได้ 2 ปี


ธรรมชาติ ให้เดินทางเข้ามาท่องเท่ยวเย่ยมเยือนชุมชนบ้านหนองกระดูกเน้อ ทางบ้านไปรับกลับมาอยู่ท่วัดไทรเหนือ ตาบลวัดไทร อาเภอเมือง จังหวัด





(3) ทุนมนุษย์ (human capital) หรือทุนทรัพยากรบุคคลท่มีความ นครสวรรค์ และได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุท่วัดไทรเหนือเม่อวันท่ 2




รู้ ทักษะ ความสามารถ ประสบการณ์ และลักษณะทางศีลธรรม ที่สามารถ พฤษภาคม 2552 ได้อยู่ที่วัดไทรเหนือนานราว 12 ปี เรียนจบนักธรรมเอก


นามาใช้เพ่อให้ประสบความสาเร็จในการผลิตสินค้าและบริการเพ่อการท่อง สอบเปรียญธรรมได้ประโยค 4 และเรียนจบปริญญาตรี คณะสังคมศาสตร์



เท่ยวในชุมชนบ้านหนองกระดูกเน้อ ซ่งมีทรัพยากรบุคคลท่สาคัญคือ พระ มหาวทยาลยมหาจฬาลงกรณราชวทยาลัย จากนนตงใจว่าจะลาสิกขาไปสอบ














12 ชุมชนท่องเท่ยววัฒนธรรม ลาวคร่ง วัดหนองกระดูกเน้อ ื พินิจ ลาภธนานนท์ และ พระมหาสุภัค วิรโช 13
การมีส่วนร่วมและพึ่งตนเองของชุมชน

วิถีวัฒนธรรมและประเพณีลาวครั่งในชุมชนบ้านหนองกระดูกเนื้อมี มหาสุภัค วิรโช เจ้าอาวาสวัดหนองกระดูกเน้อซ่งเป็นผู้มีบทบาทสาคัญในการ






ความโดดเด่นและชวนให้ศึกษาเรียนรู้ จึงมีเสน่ห์และมีศักยภาพท่จะสามารถ ริเร่มและกระตุ้นการพัฒนาบ้านหนองกระดูกเน้อให้เป็นชุมชนท่องเท่ยวเชิง


พัฒนาให้เป็นชุมชนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมได้ ในภาพรวมชุมชนบ้านหนอง วัฒนธรรม รวมถึงปราชญ์ชุมชนท่มีความเช่ยวชาญและมีบทบาทส�าคัญใน


กระดูกเนื้อมีทุน (capital) ที่มีความเหมาะสมต่อการสนับสนุนและส่งเสริม การผลิตทุนทางวัฒนธรรม เช่น มีดโบราณ ผ้าทอลาวคร่ง เคร่องจักสาน

การท่องเที่ยวที่ส�าคัญ 3 ประการ คือ อาหารถิ่น ดนตรีและการฟ้อนร�า เป็นต้น
(1) ทุนทางวัฒนธรรม (cultural capital) บ้านหนองกระดูกเนื้อมี
พื้นฐานเป็นชุมชนลาวครั่ง ซึ่งมีทุนทางวัฒนธรรมทั้งที่จับต้องได้และจับต้อง บทบาทด้านสาธารณสงเคราะห์วิถีพุทธ
ไม่ได้ ทุนทางวัฒนธรรมที่จับต้องได้ เช่น มรดกทางวัฒนธรรม ผลงานศิลปะ วัดหนองกระดูกเนื้อ



แขนงต่าง ๆ ท้งภาพวาด หัตถกรรม ดนตรี การฟ้อนรา เหล่าน้มักจะวัดมูลค่า


เป็นตัวเงินได้ ส่วนทุนวัฒนธรรมท่จับต้องไม่ได้ ได้แก่ ความเช่อ จารีต พระมหาสุภัค วิรโช เจ้าอาวาสวัดหนองกระดูกเน้อ ช่อเดิม สุภัค





ประเพณี และวิถีชีวิตของผู้คน ซ่งแม้จะจับต้องไม่ได้ แต่มีเสน่ห์ดึงดูดนักท่อง จันทร์โอ เกิดเม่อวันท่ 5 ตุลาคม 2532 ท่บ้านหนองจิกโคกช้าง ตาบลสระแก้ว


เท่ยวให้เข้าไปเรียนรู้ได้ เช่น ประเพณีบุญคูณลาน ประเพณีสารทลาว เป็นต้น อาเภอลาดยาว จังหวัดนครสวรรค์ เป็นลูกคนโต มีน้องสาว 2 คน ในสมัยเด็ก



(2) ทุนทางธรรมชาติและส่งแวดล้อม (natural and environmen- ตั้งแต่อายุ 3 ปี อาศัยอยู่กับยายชวด ซึ่งมีบ้านอยู่ใกล้วัด จึงพาเข้าวัดท�าบุญ
tal capital) บ้านหนองกระดูกเนื้อเป็นชุมชนเกษตรกรรม ชาวบ้านมีอาชีพ ทุกวัน พอเรียนจบประถมศึกษาช้นปีท่ 6 ชีวิตได้พลิกผันจากการท่ได้ไปเย่ยม





หลักในการทานา ทุกปีในช่วงฤดูการเพาะปลูกจะพบเห็นพ้นท่นาท่เต็มไปด้วย ปู่ที่บ้านท้ายทุ่ง ต�าบลท้ายทุ่ง อ�าเภอทับคล้อ จังหวัดพิจิตร ซึ่งบวชเป็นพระ



ท้องทุ่งเขียวขจีมีความสวยงามสุดลูกหูลูกตา ในช่วงก่อนฤดูการเก็บเกี่ยวจะ ภิกษุ ปู่ให้บรรพชาเป็นสามเณรในปี 2546 เพื่อโอกาสได้เรียนทางด้านธรรม

พบเห็นภาพพริ้วสไวของรวงข้าวกระจายเต็มท่องทุ่งนา เหลืองอร่ามดั่งทอง ศึกษาและสายสามัญ ต่อมาได้ติดตามเพ่อนไปเรียนบาลีท่วัดโปรดเกศเชษฐา




ทา ล้วนเป็นภาพท่สวยงามเป็นเสน่ห์ดึงดูดนักท่องเท่ยวท่ช่นชมและหลงใหล ราม ต�าบลทรงคะนอง อ�าเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ อยู่ได้ 2 ปี


ธรรมชาติ ให้เดินทางเข้ามาท่องเท่ยวเย่ยมเยือนชุมชนบ้านหนองกระดูกเน้อ ทางบ้านไปรับกลับมาอยู่ท่วัดไทรเหนือ ตาบลวัดไทร อาเภอเมือง จังหวัด





(3) ทุนมนุษย์ (human capital) หรือทุนทรัพยากรบุคคลท่มีความ นครสวรรค์ และได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุท่วัดไทรเหนือเม่อวันท่ 2




รู้ ทักษะ ความสามารถ ประสบการณ์ และลักษณะทางศีลธรรม ที่สามารถ พฤษภาคม 2552 ได้อยู่ที่วัดไทรเหนือนานราว 12 ปี เรียนจบนักธรรมเอก


นามาใช้เพ่อให้ประสบความสาเร็จในการผลิตสินค้าและบริการเพ่อการท่อง สอบเปรียญธรรมได้ประโยค 4 และเรียนจบปริญญาตรี คณะสังคมศาสตร์



เท่ยวในชุมชนบ้านหนองกระดูกเน้อ ซ่งมีทรัพยากรบุคคลท่สาคัญคือ พระ มหาวทยาลยมหาจฬาลงกรณราชวทยาลัย จากนนตงใจว่าจะลาสิกขาไปสอบ














12 ชุมชนท่องเท่ยววัฒนธรรม ลาวคร่ง วัดหนองกระดูกเน้อ ื พินิจ ลาภธนานนท์ และ พระมหาสุภัค วิรโช 13
การมีส่วนร่วมและพึ่งตนเองของชุมชน


เป็นครู แต่พระอุปัชฌาย์ให้เลือก 3 วัด ว่าจะให้ไปพัฒนาวัด ตอนน้นได้เลือก ทางด้านการศึกษา พระมหา



วัดหนองกระดูกเน้อ เพราะเป็นช่อท่น่าสนใจ และทราบว่ามีวัฒนธรรมพ้น สุภัค วิรโช ได้ศึกษาต่อจนกระท่ง


ถ่นและมีปราชญ์ชุมชนอยู่หลายคน จึงได้เลือกมารักษาการเจ้าอาวาสท ่ ี จบปริญญามหาบัณฑิต สาขา



วัดหนองกระดูกเน้อในปี 2557 และได้รับแต่งต้งเป็นเจ้าอาวาสในปี 2558 บริหารการศึกษา คณะครุศาสตร์

จากนั้นได้อยู่พัฒนาวัดและร่วมพัฒนาชุมชนเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน มหาวิทยาลัยเจ้าพระยา และกาลัง
ศึกษาในระดับปริญญาดุษฎีบัณฑิต


สาขาบรหารการศกษา คณะ
ครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬา
ลงกรณราชวิทยาลัย ในด้าน

กิจกรรมทางศาสนาได้ให้ความสาคัญ
และสนับสนุนให้พุทธศาสนิกชนได้
ทาบญ พงธรรมในวนธรรมสวนะ




และวันสาคัญทางพุทธศาสนา โดย

ในบางโอกาสได้ใช้พ้นท่วัดในการ



ทากิจกรรมสาธารณสงเคราะห์ด้วย
การมอบถุงยังชีพให้กับผู้สูงอาย ุ
และมอบทุนการศึกษาให้เด็กนักเรียน สาหรับกิจกรรมทางวัฒนธรรมและ

ประเพณีในวัดหนองกระดูกเน้อท่ชาวบ้านกล่าวถึงกันมาก ได้แก่ ทาบุญ



ตักบาตร รักษาศีล 5 ฟังธรรมเทศนา บุญคูณลาน บุญสารทเดือนสิบ การ
กวนกระยาสารทโบราณ การประกวดทาอาหารโตกพื้นถ่น พิธีบายศรีสู่ขวัญ


และการแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านจากชาติพันธุ์ต่าง ๆ












14 ชุมชนท่องเท่ยววัฒนธรรม ลาวคร่ง วัดหนองกระดูกเน้อ ื พินิจ ลาภธนานนท์ และ พระมหาสุภัค วิรโช 15
การมีส่วนร่วมและพึ่งตนเองของชุมชน


เป็นครู แต่พระอุปัชฌาย์ให้เลือก 3 วัด ว่าจะให้ไปพัฒนาวัด ตอนน้นได้เลือก ทางด้านการศึกษา พระมหา



วัดหนองกระดูกเน้อ เพราะเป็นช่อท่น่าสนใจ และทราบว่ามีวัฒนธรรมพ้น สุภัค วิรโช ได้ศึกษาต่อจนกระท่ง


ถ่นและมีปราชญ์ชุมชนอยู่หลายคน จึงได้เลือกมารักษาการเจ้าอาวาสท ่ ี จบปริญญามหาบัณฑิต สาขา



วัดหนองกระดูกเน้อในปี 2557 และได้รับแต่งต้งเป็นเจ้าอาวาสในปี 2558 บริหารการศึกษา คณะครุศาสตร์

จากนั้นได้อยู่พัฒนาวัดและร่วมพัฒนาชุมชนเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน มหาวิทยาลัยเจ้าพระยา และกาลัง
ศึกษาในระดับปริญญาดุษฎีบัณฑิต


สาขาบรหารการศกษา คณะ
ครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬา
ลงกรณราชวิทยาลัย ในด้าน

กิจกรรมทางศาสนาได้ให้ความสาคัญ
และสนับสนุนให้พุทธศาสนิกชนได้
ทาบญ พงธรรมในวนธรรมสวนะ




และวันสาคัญทางพุทธศาสนา โดย

ในบางโอกาสได้ใช้พ้นท่วัดในการ



ทากิจกรรมสาธารณสงเคราะห์ด้วย
การมอบถุงยังชีพให้กับผู้สูงอาย ุ
และมอบทุนการศึกษาให้เด็กนักเรียน สาหรับกิจกรรมทางวัฒนธรรมและ

ประเพณีในวัดหนองกระดูกเน้อท่ชาวบ้านกล่าวถึงกันมาก ได้แก่ ทาบุญ



ตักบาตร รักษาศีล 5 ฟังธรรมเทศนา บุญคูณลาน บุญสารทเดือนสิบ การ
กวนกระยาสารทโบราณ การประกวดทาอาหารโตกพื้นถ่น พิธีบายศรีสู่ขวัญ


และการแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านจากชาติพันธุ์ต่าง ๆ












14 ชุมชนท่องเท่ยววัฒนธรรม ลาวคร่ง วัดหนองกระดูกเน้อ ื พินิจ ลาภธนานนท์ และ พระมหาสุภัค วิรโช 15
การมีส่วนร่วมและพึ่งตนเองของชุมชน



การดาเนินกิจกรรมสาธารณสงเคราะห์ของพระมหาสุภัคเร่มต้นเม่อ ตลอดช่วงเวลาเกือบ 30 ปีท่ผ่านมาพระมหาสุภัคได้ขับเคล่อนงาน




ปี 2557 ในช่วงแรกเป็นการท�ากิจกรรมในวัดและชุมชน โดยเริ่มจากศึกษา สาธาราณสงเคราะห์วิถีพุทธ โดยสามารถจาแนกแนวทางการดาเนินกิจกรรม














ขอมลชมชน พบวาชาตพนธลาวครงและลาวเวยงในประเทศลาวจดเปนกลุม สาธารณสงเคราะห์ในชุมชนบ้านหนองกระดูกเนื้อได้ ดังนี้

ชาติพันธุ์เดียวกัน จึงได้จัดตั้งเป็นศูนย์วัฒนธรรมลาวครั่ง ไทย มอญ ขึ้นใน


ชุมชนหนองกระดูกเน้อ เพ่อศึกษาและรวบรวมวัฒนธรรม ประเพณี และ การท�าความดีเพื่อสังคม
ปราชญ์ท้องถิ่น สนับสนุนให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ทั้งส�าหรับคนในท้องถิ่น ท้งน้แนวทางการดาเนินกิจกรรมสาธารณสงเคราะห์ท่โดดเด่นของวัด










และคนภายนอกทสนใจ นอกจากนยังมกจกรรมสาธารณสงเคราะห์ใน หนองกระดูกเน้อคือ “การทาความดีเพ่อสังคม” พระมหาสุภัค วิรโช



แนวทางการช่วยเหลือสงเคราะห์ผู้สูงอายุ ผู้ยากไร้ ผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง สนับสนุนให้ชาวบ้านหนองกระดูกเน้อมีโอกาสในการทาความดีเพ่อสังคม




ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาสทางสังคม ตัวอย่างเช่น โครงการ “แบ่งปันรอยย้ม” เพ่อให้เป็นส่วนหน่งในการช่วยเหลือสังคมทางใดทางหน่ง เพราะทุกคนม ี





ให้ผู้ป่วยติดเตียงและผู้ยากไร้ในชุมชนบริเวณใกล้กับวัดหนองกระดูกเน้อ ความรับผิดชอบในฐานะสมาชิกของสังคม จึงควรช่วยเหลือผู้อ่นและปรับปรุง



ซ่งมีการมอบเงิน ข้าวสาร อาหารแห้ง แพมเพส และสงของจาเปนสาหรบ สภาพของชุมชนร่วมกัน รวมถึงให้ความสนใจกับผู้คนรอบตัวเพื่อหาวิธีตอบ







ผูปวย ทั้งนี้มี อสม. (อาสาสมัครสาธารณสุขประจ�าหมู่บ้าน) เป็นผู้ประสาน สนองการท�าความดีเพื่อสังคม และคาดหวังให้ทุกคนสามารถท�าสิ่งต่าง ๆ ที่




งานและสนับสนุนกจกรรม มการบรการวัดอุณหภูม ฉดแอลกอฮอล์ คัดกรอง จะเป็นประโยชน์ต่อสังคมในระยะยาว เช่น สนับสนุนด้านการศึกษา สนับสนุน





การติดเช้อไวรัสโควิด-19 และร่วมไปเย่ยมบ้านผู้ป่วยติดเตียงและผู้ยากไร้ การกุศล ร่วมอนุรักษ์ส่งแวดล้อม เป็นต้น แนวทางการทาความดีเพ่อสังคมท ่ ี



เพ่อเป็นการแบ่งปันรอยย้มให้กับผู้ป่วยซ่งมีความทุกข์อยู่แล้ว และเป็นการ พระมหาสุภัคพยายามสนับสนุนในชุมชน มีดังนี้







ให้กาลังใจผู้ป่วยติดเตียงท่ทุกข์ทรมาน จะได้มีกาลังกายและกาลังใจเพ่อท่จะ
ต่อสู้กับโรคต่าง ๆ ให้ดียิ่งขึ้น


16 ชุมชนท่องเท่ยววัฒนธรรม ลาวคร่ง วัดหนองกระดูกเน้อ ื พินิจ ลาภธนานนท์ และ พระมหาสุภัค วิรโช 17
การมีส่วนร่วมและพึ่งตนเองของชุมชน



การดาเนินกิจกรรมสาธารณสงเคราะห์ของพระมหาสุภัคเร่มต้นเม่อ ตลอดช่วงเวลาเกือบ 30 ปีท่ผ่านมาพระมหาสุภัคได้ขับเคล่อนงาน




ปี 2557 ในช่วงแรกเป็นการท�ากิจกรรมในวัดและชุมชน โดยเริ่มจากศึกษา สาธาราณสงเคราะห์วิถีพุทธ โดยสามารถจาแนกแนวทางการดาเนินกิจกรรม














ขอมลชมชน พบวาชาตพนธลาวครงและลาวเวยงในประเทศลาวจดเปนกลุม สาธารณสงเคราะห์ในชุมชนบ้านหนองกระดูกเนื้อได้ ดังนี้

ชาติพันธุ์เดียวกัน จึงได้จัดตั้งเป็นศูนย์วัฒนธรรมลาวครั่ง ไทย มอญ ขึ้นใน


ชุมชนหนองกระดูกเน้อ เพ่อศึกษาและรวบรวมวัฒนธรรม ประเพณี และ การท�าความดีเพื่อสังคม
ปราชญ์ท้องถิ่น สนับสนุนให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ทั้งส�าหรับคนในท้องถิ่น ท้งน้แนวทางการดาเนินกิจกรรมสาธารณสงเคราะห์ท่โดดเด่นของวัด










และคนภายนอกทสนใจ นอกจากนยังมกจกรรมสาธารณสงเคราะห์ใน หนองกระดูกเน้อคือ “การทาความดีเพ่อสังคม” พระมหาสุภัค วิรโช



แนวทางการช่วยเหลือสงเคราะห์ผู้สูงอายุ ผู้ยากไร้ ผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง สนับสนุนให้ชาวบ้านหนองกระดูกเน้อมีโอกาสในการทาความดีเพ่อสังคม




ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาสทางสังคม ตัวอย่างเช่น โครงการ “แบ่งปันรอยย้ม” เพ่อให้เป็นส่วนหน่งในการช่วยเหลือสังคมทางใดทางหน่ง เพราะทุกคนม ี





ให้ผู้ป่วยติดเตียงและผู้ยากไร้ในชุมชนบริเวณใกล้กับวัดหนองกระดูกเน้อ ความรับผิดชอบในฐานะสมาชิกของสังคม จึงควรช่วยเหลือผู้อ่นและปรับปรุง



ซ่งมีการมอบเงิน ข้าวสาร อาหารแห้ง แพมเพส และสงของจาเปนสาหรบ สภาพของชุมชนร่วมกัน รวมถึงให้ความสนใจกับผู้คนรอบตัวเพื่อหาวิธีตอบ







ผูปวย ทั้งนี้มี อสม. (อาสาสมัครสาธารณสุขประจ�าหมู่บ้าน) เป็นผู้ประสาน สนองการท�าความดีเพื่อสังคม และคาดหวังให้ทุกคนสามารถท�าสิ่งต่าง ๆ ที่




งานและสนับสนุนกจกรรม มการบรการวัดอุณหภูม ฉดแอลกอฮอล์ คัดกรอง จะเป็นประโยชน์ต่อสังคมในระยะยาว เช่น สนับสนุนด้านการศึกษา สนับสนุน





การติดเช้อไวรัสโควิด-19 และร่วมไปเย่ยมบ้านผู้ป่วยติดเตียงและผู้ยากไร้ การกุศล ร่วมอนุรักษ์ส่งแวดล้อม เป็นต้น แนวทางการทาความดีเพ่อสังคมท ่ ี



เพ่อเป็นการแบ่งปันรอยย้มให้กับผู้ป่วยซ่งมีความทุกข์อยู่แล้ว และเป็นการ พระมหาสุภัคพยายามสนับสนุนในชุมชน มีดังนี้







ให้กาลังใจผู้ป่วยติดเตียงท่ทุกข์ทรมาน จะได้มีกาลังกายและกาลังใจเพ่อท่จะ
ต่อสู้กับโรคต่าง ๆ ให้ดียิ่งขึ้น


16 ชุมชนท่องเท่ยววัฒนธรรม ลาวคร่ง วัดหนองกระดูกเน้อ ื พินิจ ลาภธนานนท์ และ พระมหาสุภัค วิรโช 17
การมีส่วนร่วมและพึ่งตนเองของชุมชน

อาจจะใช้เวลาเพียงเล็กน้อยในแต่ละกิจกรรม แต่จะสามารถสร้างความแตก
1) ช่วยเหลือผู้คนในชีวิตประจ�ำวันเมื่อมีโอกำส แม้ว่าจะ

เป็นเพียงกิจกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ หรือเป็นเพียงการแสดงน�้าใจเล็ก ๆ ก็เป็น ต่างอย่างมากในชีวิตของผู้คนในสังคมรอบตัว และจะสามารถท�าส่งเหล่าน ้ ี

โดยข้นอยู่กับความสนใจส่วนตัว อาสาสมัครอาจจะช่วยคนไร้บ้านหรือจัดหา
วิธีการท�าความดีเพ่อท�าตัวให้เป็นประโยชน์ในชุมชน เม่อมองเห็นโอกาสใน อาหารให้ผู้ยากไร้ ช่วยสร้างบ้านแก่ผู้ยากไร้ในชุมชน หรือเป็นอาสาสมัคร



การเข้าร่วมและช่วยเหลือคนอ่นในชุมชนก็ยินดีท�าให้ด้วยรอยย้ม เช่น อออก ช่วยงานในโรงพยาบาล



ไปเย่ยมคนชรา เย่ยมผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง หรือมอบเงินให้แก่คนยากจน ซ้อ 3) ปลูกต้นไม้ในพ้นท่สำธำรณะของชุมชนหรือในปำ




อาหารสดหรืออาหารแห้งไปมอบให้ผู้ยากไร้ หรือหากเห็นใครบางคนท ่ ี ชุมชน การปลูกต้นไม้ไม่เพียงแต่จะช่วยเพ่มความสวยงามให้กับพ้นท่เท่าน้น




ประสบปัญหาทุกข์ยากล�าบากก็ยินดีเข้าไปให้การช่วยเหลือพวกเขา

แต่ยังท�าให้ส่งแวดล้อมดีข้นอีกด้วย โดยอาจจะร่วมกันเพาะต้นกล้าหรือ




เพาะช�ากล้าไม้เพ่อใช้ปลูกต้นไม้ในพ้นท่ของตนเองหรือในพ้นท่สาธารณะ


หากมีความสนใจมากอาจจะขยายกิจกรรมออกไปตามความต้องการของ


ชมชน โดยอาจจะเน้นในเชงการอนุรกษ์ป่าไม้ ทรัพยากรธรรมชาติ และ

สิ่งแวดล้อม หรือการปรับปรุงภูมิทัศน์ภายในวัดและในชุมชน
4) กำรท�ำบุญไถ่ชีวิต เป็นกิจกรรมในเชิงการท�าบุญตาม

แนวทางพระพุทธศาสนา โดยกิจกรรมท่โดดเด่นในวัดหนองกระดูกเน้อคือ

โครงการคอกอภัยทาน เพ่อไถ่ชีวิตโคหรือกระบือจากโรงฆ่าสัตว์ โดยม ี

สโลแกน “ไม่เชือด ไม่ขาย และพร้อมดูแลน้องด้วยใจจริง ให้โคกระบือเหล่าน ้ ี






ได้มชวตอย่จนสนอายขยตามธรรมชาต” โดยจะจดกจกรรมชักชวนให้ญาต ิ





โยมามาร่วมกันบริจาคเงินเพ่อไถ่ชีวิตโคกระบือ ตัวอย่างเช่น ในปี 2564

มีเป้าหมายไถ่ชีวิตกระบือเผือกคู่หนึ่งราคาคู่ละ 49,999 บาท มีก�าหนดร่วม
บริจาคในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2564 โดยมีค�าชักชวนว่า “ผู้ใดได้ท�าบุญไถ่



2) เปนอำสำสมัครในองค์กรชุมชนเพ่อช่วยเหลือผ้อ่น



ในสงคม การเป็นอาสาสมัครเป็นวิธีท่ดีในการสร้างความดีพร้อมกับม ี ชีวิตวัว จะได้กุศลมาก โชคลาภไหลมาเทมา ท�ามาค้าขึ้น สะเดาะเคราะห์แก้
กรรมเก่าให้บรรเทาเบาบาง อายุยืนยาว สุขภาพแข็งแรง ด้วยการสร้างบุญ
ปฏิสัมพันธ์ร่วมกับชุมชน เช่น ช่วยเหลือผู้คนท่ด้อยโอกาส การเป็นอาสาสมัคร

ไถ่ชีวิต” กิจกรรมน้นอกจากจะเป็นการร่วมกันท�าบุญแล้ว ยังเป็นการช่วย

อนุรักษ์ควายเผือกไทยอีกด้วย


18 ชุมชนท‹องเท่ยววัฒนธรรม ลาวคร่ง วัดหนองกระดูกเน้อ ื พินิจ ลาภธนานนท และ พระมหาสุภัค วิรโช 19
การมีส่วนร่วมและพึ่งตนเองของชุมชน

อาจจะใช้เวลาเพียงเล็กน้อยในแต่ละกิจกรรม แต่จะสามารถสร้างความแตก
1) ช่วยเหลือผู้คนในชีวิตประจ�ำวันเมื่อมีโอกำส แม้ว่าจะ

เป็นเพียงกิจกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ หรือเป็นเพียงการแสดงน�้าใจเล็ก ๆ ก็เป็น ต่างอย่างมากในชีวิตของผู้คนในสังคมรอบตัว และจะสามารถท�าส่งเหล่าน ้ ี

โดยข้นอยู่กับความสนใจส่วนตัว อาสาสมัครอาจจะช่วยคนไร้บ้านหรือจัดหา
วิธีการท�าความดีเพ่อท�าตัวให้เป็นประโยชน์ในชุมชน เม่อมองเห็นโอกาสใน อาหารให้ผู้ยากไร้ ช่วยสร้างบ้านแก่ผู้ยากไร้ในชุมชน หรือเป็นอาสาสมัคร



การเข้าร่วมและช่วยเหลือคนอ่นในชุมชนก็ยินดีท�าให้ด้วยรอยย้ม เช่น อออก ช่วยงานในโรงพยาบาล



ไปเย่ยมคนชรา เย่ยมผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง หรือมอบเงินให้แก่คนยากจน ซ้อ 3) ปลูกต้นไม้ในพ้นท่สำธำรณะของชุมชนหรือในปำ




อาหารสดหรืออาหารแห้งไปมอบให้ผู้ยากไร้ หรือหากเห็นใครบางคนท ่ ี ชุมชน การปลูกต้นไม้ไม่เพียงแต่จะช่วยเพ่มความสวยงามให้กับพ้นท่เท่าน้น




ประสบปัญหาทุกข์ยากล�าบากก็ยินดีเข้าไปให้การช่วยเหลือพวกเขา

แต่ยังท�าให้ส่งแวดล้อมดีข้นอีกด้วย โดยอาจจะร่วมกันเพาะต้นกล้าหรือ




เพาะช�ากล้าไม้เพ่อใช้ปลูกต้นไม้ในพ้นท่ของตนเองหรือในพ้นท่สาธารณะ


หากมีความสนใจมากอาจจะขยายกิจกรรมออกไปตามความต้องการของ


ชมชน โดยอาจจะเน้นในเชงการอนุรกษ์ป่าไม้ ทรัพยากรธรรมชาติ และ

สิ่งแวดล้อม หรือการปรับปรุงภูมิทัศน์ภายในวัดและในชุมชน
4) กำรท�ำบุญไถ่ชีวิต เป็นกิจกรรมในเชิงการท�าบุญตาม

แนวทางพระพุทธศาสนา โดยกิจกรรมท่โดดเด่นในวัดหนองกระดูกเน้อคือ

โครงการคอกอภัยทาน เพ่อไถ่ชีวิตโคหรือกระบือจากโรงฆ่าสัตว์ โดยม ี

สโลแกน “ไม่เชือด ไม่ขาย และพร้อมดูแลน้องด้วยใจจริง ให้โคกระบือเหล่าน ้ ี






ได้มชวตอย่จนสนอายขยตามธรรมชาต” โดยจะจดกจกรรมชักชวนให้ญาต ิ





โยมามาร่วมกันบริจาคเงินเพ่อไถ่ชีวิตโคกระบือ ตัวอย่างเช่น ในปี 2564

มีเป้าหมายไถ่ชีวิตกระบือเผือกคู่หนึ่งราคาคู่ละ 49,999 บาท มีก�าหนดร่วม
บริจาคในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2564 โดยมีค�าชักชวนว่า “ผู้ใดได้ท�าบุญไถ่



2) เปนอำสำสมัครในองค์กรชุมชนเพ่อช่วยเหลือผ้อ่น



ในสงคม การเป็นอาสาสมัครเป็นวิธีท่ดีในการสร้างความดีพร้อมกับม ี ชีวิตวัว จะได้กุศลมาก โชคลาภไหลมาเทมา ท�ามาค้าขึ้น สะเดาะเคราะห์แก้
กรรมเก่าให้บรรเทาเบาบาง อายุยืนยาว สุขภาพแข็งแรง ด้วยการสร้างบุญ
ปฏิสัมพันธ์ร่วมกับชุมชน เช่น ช่วยเหลือผู้คนท่ด้อยโอกาส การเป็นอาสาสมัคร

ไถ่ชีวิต” กิจกรรมน้นอกจากจะเป็นการร่วมกันท�าบุญแล้ว ยังเป็นการช่วย

อนุรักษ์ควายเผือกไทยอีกด้วย


18 ชุมชนท‹องเท่ยววัฒนธรรม ลาวคร่ง วัดหนองกระดูกเน้อ ื พินิจ ลาภธนานนท และ พระมหาสุภัค วิรโช 19
การมีส่วนร่วมและพึ่งตนเองของชุมชน

ชักชวนให้ญาติโยมยินดีมาร่วมท�าบุญในวันพระ โดยได้เสนอแนวคิดว่า
“ปล่อยปลา แคล้วคลาด ปลอดภัย ชีวิตไม่ติดขัด ขอเชิญท�าบุญปล่อยปลา

หน้าเขียง”















https://m.facebook.com/story.php…



การขอร่วมบริจาคชาวบ้านจะสามารถมีส่วนร่วมท�าบุญตามก�าลัง

ความสามารถ คือ กองบุญใหญ่ กองละ 9,999 บาท กองบุญกลาง กองละ
999 บาท กองบุญเล็ก กองละ 99 บาท กองบุญทั่วไป กองละ 9 บาท หรือ





ร่วมบุญตามกาลงศรัทธา เป้าหมายการทาบุญเพอไถ่ชวตให้โคกระบือได้ม ี



ชีวิตอยู่รอดปลอดภัยจากโรงฆ่าสัตว์ โดยมีพื้นฐานความเชื่อว่า “จะเป็นอานิ

สงค์บุญท่ช่วยหนุนน�าผู้ร่วมท�าบุญกุศลทุกคนให้เจริญรุ่งเรือง การงานการเงิน

ราบรื่น อยูดีมีสุข อิ่มสุขอิ่มบุญ สุขภาพรางกายแข็งแรง อาการเจ็บปวยทุเลา


เบาบาง คิดเงินขอให้ได้เงิน คิดทองขอให้ได้ทอง เป็นผู้มีบุญบารมี มีอานิสงส์

มาก เพมทรัพย์พูนสข อุทศบุญกุศลให้เจ้ากรรมนายเวร เทวดาผู้ปกปักรักษา




ดวงวิญญาณบรรพบุรุษ ดวงวิญญาณผู้ขอส่วนบุญ อุทิศไว้เบ้องหน้า หนุนน�า

ดวงจิตของผู้สร้างบุญเข้าสู่พุทธภูมินิพพานในอนาคตกาล” นอกจากน้ยังม ี

อีกกิจกรรมหน่งคือ “การร่วมบุญวันพระ ปล่อยปลาหน้าเขียง” เป็นกิจกรรม


20 ชุมชนท‹องเท่ยววัฒนธรรม ลาวคร่ง วัดหนองกระดูกเน้อ ื พินิจ ลาภธนานนท และ พระมหาสุภัค วิรโช 21
การมีส่วนร่วมและพึ่งตนเองของชุมชน

ชักชวนให้ญาติโยมยินดีมาร่วมท�าบุญในวันพระ โดยได้เสนอแนวคิดว่า
“ปล่อยปลา แคล้วคลาด ปลอดภัย ชีวิตไม่ติดขัด ขอเชิญท�าบุญปล่อยปลา

หน้าเขียง”















https://m.facebook.com/story.php…



การขอร่วมบริจาคชาวบ้านจะสามารถมีส่วนร่วมท�าบุญตามก�าลัง

ความสามารถ คือ กองบุญใหญ่ กองละ 9,999 บาท กองบุญกลาง กองละ
999 บาท กองบุญเล็ก กองละ 99 บาท กองบุญทั่วไป กองละ 9 บาท หรือ





ร่วมบุญตามกาลงศรัทธา เป้าหมายการทาบุญเพอไถ่ชวตให้โคกระบือได้ม ี



ชีวิตอยู่รอดปลอดภัยจากโรงฆ่าสัตว์ โดยมีพื้นฐานความเชื่อว่า “จะเป็นอานิ

สงค์บุญท่ช่วยหนุนน�าผู้ร่วมท�าบุญกุศลทุกคนให้เจริญรุ่งเรือง การงานการเงิน

ราบรื่น อยูดีมีสุข อิ่มสุขอิ่มบุญ สุขภาพรางกายแข็งแรง อาการเจ็บปวยทุเลา


เบาบาง คิดเงินขอให้ได้เงิน คิดทองขอให้ได้ทอง เป็นผู้มีบุญบารมี มีอานิสงส์

มาก เพมทรัพย์พูนสข อุทศบุญกุศลให้เจ้ากรรมนายเวร เทวดาผู้ปกปักรักษา




ดวงวิญญาณบรรพบุรุษ ดวงวิญญาณผู้ขอส่วนบุญ อุทิศไว้เบ้องหน้า หนุนน�า

ดวงจิตของผู้สร้างบุญเข้าสู่พุทธภูมินิพพานในอนาคตกาล” นอกจากน้ยังม ี

อีกกิจกรรมหน่งคือ “การร่วมบุญวันพระ ปล่อยปลาหน้าเขียง” เป็นกิจกรรม


20 ชุมชนท‹องเท่ยววัฒนธรรม ลาวคร่ง วัดหนองกระดูกเน้อ ื พินิจ ลาภธนานนท และ พระมหาสุภัค วิรโช 21
การมีส่วนร่วมและพึ่งตนเองของชุมชน


ท้งหมดน้เป็นการชักชวนชาวบ้านหนองกระดูกเน้อให้มาร่วมกัน ศูนย์ประสานงานพระคิลานุปัฏฐาก





ทาบุญในลักษณะท่เป็นการทาบุญเชิงปัจเจกบุคคล แต่ส่งผลต่อการช่วยเหลือ จังหวัดนครสวรรค์
ชีวิตของโค กระบือ และปลา อันเป็นแนวทางการทาบุญท่ย่งใหญ่ ซ่งสะท้อน การร่วมขบเคล่อนกจกรรมพระคลานปัฏฐาก (พระอาสาสมัครส่ง









นัยของการท�าบุญเพื่อการช่วยเหลือสิ่งมีชีวิต หรือช่วยเหลือชีวิตผู้อื่น ซึ่งนับ เสริมสุขภาพประจ�าวัด - พระ อสว.) เป็นกิจกรรมหนึ่งที่พระมหาสุภัค วิรโช




เป็นส่วนหน่งของการทาความดีเพ่อสังคม เป็นกระบวนการฝึกฝนการ ให้ความสาคัญมาก โดยได้ขับเคล่อนกิจกรรมในนาม “ศูนย์ประสานงานพระ


ทาความดีท่จะนาไปสู่การช่วยเหลือสังคมผ่านการขับเคล่อนกิจกรรมสาธารณ คิลานุปัฏฐาก จังหวัดนครสวรรค์” ทั้งนี้พระคิลานุปัฏฐากเป็นกลุ่มพระสงฆ์













สงเคราะห์ โดยสะท้อนให้เห็นว่าการทาความดีเพ่อสังคมเป็นพ้นฐานสาคัญ ทเข้ารับการอบรมและเรยนรู้ด้านสขภาพ ทงภาคทฤษฎีและภาคปฏิบต ิ

ของการท�างานสาธารณสงเคราะห์ ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ในชุมชน รวมถึงงาน อย่างไรก็ตามจากการที่พระสงฆ์เข้ารับการอบรมนั้นบางรูปมีสถานะเป็นเจ้า


จิตอาสาสาธารณสงเคราะห์ในหลากหลายรูปแบบ อาวาส ซ่งมักจะพบปัญหาว่ามีกิจนิมนต์หรือกิจของสงฆ์มาก ทาให้ไม่สามารถ
เข้าร่วมอบรมได้ครบตามกาหนด เสียโอกาสในการสร้างพระสงฆ์ท่มีความรู้


ความสามารถท่จะปฏิบัติงานในฐานะของพระคิลานุปัฏฐากได้ ในขณะท่พระ




สงฆ์จานวนไม่น้อยท่มีสถานะเป็นพระลูกวัดและถูกสั่งให้เข้ารับการอบรม เม่อ

กลับไปวัดส่วนมากไม่สนใจท่จะขับเคล่อนกิจกรรมในฐานะท่เป็นพระคิลาน ุ




ปฏฐาก หรอหากสนใจแตเจาอาวาสไมเหนดวยกไมสามารถปฏบตหนาท่ของ














พระคิลานุปัฏฐากได้อย่างเต็มความสามารถ ดังน้นพระสงฆ์ท่เหมาะสมจะเข้า


ร่วมรับการอบรมพระคิลานุปัฏฐากจึงควรเป็นพระสงฆ์ท่มีความยินดีจะเข้า

รับการอบรม และมีเวลามากพอท่จะร่วมขับเคล่อนกิจกรรมของพระคิลาน ุ

ปัฏฐาก
การจัดอบรมพระคิลานุปัฎฐากมีเป้าหมายสร้าง พระ อสว. เพื่อเป็น
กลไกดูแลสุขภาพของพระสงฆ์และสามเณรในวัดต่าง ๆ การจัดอบรมพระ
คิลานุปัฏฐากในจังหวัดนครสวรรค์ดาเนินการโดยศูนย์อนามัยท่ 3 นครสวรรค์


ร่วมมือกับสานักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เขต 3 นครสวรรค์

สานักงานสาธารณสุขจังหวัดนครสวรรค์ สานักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด


นครสวรรค์ และคณะพระสังฆาธิการ โดยรุ่นแรกจัดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน

2561 ณ วัดหนองกระดูกเน้อ มีพระเทพปริยัติเมธี เจ้าคณะจังหวัดนครสวรรค์


22 ชุมชนท่องเท่ยววัฒนธรรม ลาวคร่ง วัดหนองกระดูกเน้อ ื พินิจ ลาภธนานนท์ และ พระมหาสุภัค วิรโช 23
การมีส่วนร่วมและพึ่งตนเองของชุมชน


ท้งหมดน้เป็นการชักชวนชาวบ้านหนองกระดูกเน้อให้มาร่วมกัน ศูนย์ประสานงานพระคิลานุปัฏฐาก



ทาบุญในลักษณะท่เป็นการทาบุญเชิงปัจเจกบุคคล แต่ส่งผลต่อการช่วยเหลือ จังหวัดนครสวรรค์











ชีวิตของโค กระบือ และปลา อันเป็นแนวทางการทาบุญท่ย่งใหญ่ ซ่งสะท้อน การร่วมขบเคล่อนกจกรรมพระคลานปัฏฐาก (พระอาสาสมัครส่ง
นัยของการท�าบุญเพื่อการช่วยเหลือสิ่งมีชีวิต หรือช่วยเหลือชีวิตผู้อื่น ซึ่งนับ เสริมสุขภาพประจ�าวัด - พระ อสว.) เป็นกิจกรรมหนึ่งที่พระมหาสุภัค วิรโช



เป็นส่วนหน่งของการทาความดีเพ่อสังคม เป็นกระบวนการฝึกฝนการ ให้ความสาคัญมาก โดยได้ขับเคล่อนกิจกรรมในนาม “ศูนย์ประสานงานพระ



ทาความดีท่จะนาไปสู่การช่วยเหลือสังคมผ่านการขับเคล่อนกิจกรรมสาธารณ คิลานุปัฏฐาก จังหวัดนครสวรรค์” ทั้งนี้พระคิลานุปัฏฐากเป็นกลุ่มพระสงฆ์












สงเคราะห์ โดยสะท้อนให้เห็นว่าการทาความดีเพ่อสังคมเป็นพ้นฐานสาคัญ ทเข้ารับการอบรมและเรยนรู้ด้านสขภาพ ทงภาคทฤษฎีและภาคปฏิบต ิ


ของการท�างานสาธารณสงเคราะห์ ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ในชุมชน รวมถึงงาน อย่างไรก็ตามจากการที่พระสงฆ์เข้ารับการอบรมนั้นบางรูปมีสถานะเป็นเจ้า


จิตอาสาสาธารณสงเคราะห์ในหลากหลายรูปแบบ อาวาส ซ่งมักจะพบปัญหาว่ามีกิจนิมนต์หรือกิจของสงฆ์มาก ทาให้ไม่สามารถ

เข้าร่วมอบรมได้ครบตามกาหนด เสียโอกาสในการสร้างพระสงฆ์ท่มีความรู้



ความสามารถท่จะปฏิบัติงานในฐานะของพระคิลานุปัฏฐากได้ ในขณะท่พระ


สงฆ์จานวนไม่น้อยท่มีสถานะเป็นพระลูกวัดและถูกสั่งให้เข้ารับการอบรม เม่อ




กลับไปวัดส่วนมากไม่สนใจท่จะขับเคล่อนกิจกรรมในฐานะท่เป็นพระคิลาน ุ






ปฏฐาก หรอหากสนใจแตเจาอาวาสไมเหนดวยกไมสามารถปฏบตหนาท่ของ









พระคิลานุปัฏฐากได้อย่างเต็มความสามารถ ดังน้นพระสงฆ์ท่เหมาะสมจะเข้า


ร่วมรับการอบรมพระคิลานุปัฏฐากจึงควรเป็นพระสงฆ์ท่มีความยินดีจะเข้า
รับการอบรม และมีเวลามากพอท่จะร่วมขับเคล่อนกิจกรรมของพระคิลาน ุ


ปัฏฐาก
การจัดอบรมพระคิลานุปัฎฐากมีเป้าหมายสร้าง พระ อสว. เพื่อเป็น
กลไกดูแลสุขภาพของพระสงฆ์และสามเณรในวัดต่าง ๆ การจัดอบรมพระ
คิลานุปัฏฐากในจังหวัดนครสวรรค์ดาเนินการโดยศูนย์อนามัยท่ 3 นครสวรรค์


ร่วมมือกับสานักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เขต 3 นครสวรรค์


สานักงานสาธารณสุขจังหวัดนครสวรรค์ สานักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด

นครสวรรค์ และคณะพระสังฆาธิการ โดยรุ่นแรกจัดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน

2561 ณ วัดหนองกระดูกเน้อ มีพระเทพปริยัติเมธี เจ้าคณะจังหวัดนครสวรรค์


22 ชุมชนท่องเท่ยววัฒนธรรม ลาวคร่ง วัดหนองกระดูกเน้อ ื พินิจ ลาภธนานนท์ และ พระมหาสุภัค วิรโช 23
การมีส่วนร่วมและพึ่งตนเองของชุมชน

เป็นประธานเปิดการอบรม จนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2565 ได้ดาเนินการจัด

อบรมพระคิลานุปัฏฐากไปแล้วจ�านวน 4 รุ่น รวมจ�านวนผู้เข้ารับการอบรม



ท้งส้น 173 รูป การจัดอบรมมีเป้าหมายดาเนินงานตามธรรมนูญสุขภาพพระ


สงฆ์แห่งชาติ พ.ศ. 2560 เพ่อพัฒนาพระคิลานุปัฏฐากให้มีความรู้ความเข้าใจ
ในการดูแลสุขภาพอนามัยของตนเอง ให้คาแนะนาดูแลพระสงฆ์ภายในวัด










และชาวบานในชมชน และเตรยมรองรบระบบการดแลพระสงฆสงอายทตอง




ได้รับการดูแลรักษาระยะยาว ท้งน้พระมหาสุภัค วิรโช อธิบายถึงความสาคัญ


ในการจัดอบรมพระคิลานุปัฏฐากว่า


ธรรมนูญสขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ มีแนวคิดหลักในการ
ส่งเสริมให้พระสงฆ์ดูแลสุขภาพตนเองตามหลักพระธรรมวินัย


ให้ชุมชนและสังคมดูแลอุปัฏฐากพระสงฆ์ตามหลกพระธรรมวินย

และให้พระสงฆ์มีบทบาทในการเป็นผู้นาด้านสุขภาวะของชุมชน


และสังคม ซ่งแนวคิดดังกล่าวเป็นเป้าหมายสาคัญในการดาเนินงาน

ส่งเสริมสุขภาวะพระสงฆ์ท่วประเทศ โดยมีพระคิลานุปัฏฐาก



หรือพระ อสว. เป็นกลไกการพัฒนาท่สาคัญในด้านการดูแล
สุขภาพพระสงฆ์ เน่องจากพระสงฆ์ไทยมีปัญหาทางสุขภาพ

โดยเฉพาะป่วยเป็นโรคไม่ติดต่อเร้อรัง ซ่งสาเหตุสาคัญส่วนหน่ง ึ





มาจากอาหารท่ทาบุญใส่บาตรของชาวบ้านญาติโยม ท่ยังขาด

ู้



ความรความเข้าใจ และไมตระหนกถงผลเสยต่อการเจ็บป่วยของ

พระสงฆ์
(พระมหาสุภัค วิรโช, สัมภาษณ์, 16 กุมภาพันธ์ 2565)


24 ชุมชนท่องเท่ยววัฒนธรรม ลาวคร่ง วัดหนองกระดูกเน้อ ื พินิจ ลาภธนานนท์ และ พระมหาสุภัค วิรโช 25
การมีส่วนร่วมและพึ่งตนเองของชุมชน

เป็นประธานเปิดการอบรม จนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2565 ได้ดาเนินการจัด

อบรมพระคิลานุปัฏฐากไปแล้วจ�านวน 4 รุ่น รวมจ�านวนผู้เข้ารับการอบรม



ท้งส้น 173 รูป การจัดอบรมมีเป้าหมายดาเนินงานตามธรรมนูญสุขภาพพระ


สงฆ์แห่งชาติ พ.ศ. 2560 เพ่อพัฒนาพระคิลานุปัฏฐากให้มีความรู้ความเข้าใจ
ในการดูแลสุขภาพอนามัยของตนเอง ให้คาแนะนาดูแลพระสงฆ์ภายในวัด










และชาวบานในชมชน และเตรยมรองรบระบบการดแลพระสงฆสงอายทตอง




ได้รับการดูแลรักษาระยะยาว ท้งน้พระมหาสุภัค วิรโช อธิบายถึงความสาคัญ


ในการจัดอบรมพระคิลานุปัฏฐากว่า


ธรรมนูญสขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ มีแนวคิดหลักในการ
ส่งเสริมให้พระสงฆ์ดูแลสุขภาพตนเองตามหลักพระธรรมวินัย


ให้ชุมชนและสังคมดูแลอุปัฏฐากพระสงฆ์ตามหลกพระธรรมวินย

และให้พระสงฆ์มีบทบาทในการเป็นผู้นาด้านสุขภาวะของชุมชน


และสังคม ซ่งแนวคิดดังกล่าวเป็นเป้าหมายสาคัญในการดาเนินงาน

ส่งเสริมสุขภาวะพระสงฆ์ท่วประเทศ โดยมีพระคิลานุปัฏฐาก



หรือพระ อสว. เป็นกลไกการพัฒนาท่สาคัญในด้านการดูแล
สุขภาพพระสงฆ์ เน่องจากพระสงฆ์ไทยมีปัญหาทางสุขภาพ

โดยเฉพาะป่วยเป็นโรคไม่ติดต่อเร้อรัง ซ่งสาเหตุสาคัญส่วนหน่ง ึ





มาจากอาหารท่ทาบุญใส่บาตรของชาวบ้านญาติโยม ท่ยังขาด

ู้



ความรความเข้าใจ และไมตระหนกถงผลเสยต่อการเจ็บป่วยของ

พระสงฆ์
(พระมหาสุภัค วิรโช, สัมภาษณ์, 16 กุมภาพันธ์ 2565)


24 ชุมชนท่องเท่ยววัฒนธรรม ลาวคร่ง วัดหนองกระดูกเน้อ ื พินิจ ลาภธนานนท์ และ พระมหาสุภัค วิรโช 25
การมีส่วนร่วมและพึ่งตนเองของชุมชน


นอกจากการจัดอบรมพระคิลานุปัฏฐากแล้ว ศูนย์อนามัยท่ 3 ในภาพรวมของการจัดอบรมพระคิลานุปัฏฐาก พบว่าธรรมนูญ
นครสวรรค์ และภาคีเครือข่ายยังได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพ่อเสริมบทบาท สุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติที่ประกาศเมื่อปี 2560 ได้มอบหมายให้ สปสช.








ู้


พระคิลานุปัฏฐากให้สอดคล้องกับรูปแบบวถีชีวิตใหม่ (new normal) ใน มหน้าทถวายความรแก่พระสงฆเก่ยวกบสทธประโยชนในระบบหลกประกน




สถานการณ์แพร่ระบาดของเช้อไวรัสโควิด-19 ระหว่างวันท่ 24-25 มกราคม สุขภาพแห่งชาติ สนับสนุนงบประมาณในการดูแลสุขภาพของพระสงฆ์ โดย



2563 โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการ 40 รูป/คน จากน้นในวันท่ 3 เชื่อมโยงกับงบประมาณของกองทุนหลักประกันสุขภาพต�าบล นอกจากนั้น



กุมภาพันธ์ 2563 ศูนย์อนามัยท่ 3 นครสวรรค์ จัดประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนา ยังร่วมกับสานักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ในการจัดทาฐานข้อมูลพระสงฆ์

สุขภาพวะพระสงฆ์ด้วยพลังบวร (บ้าน วัด ราชการ) ภายใต้โครงการพัฒนา และจัดให้พระสงฆ์มาลงทะเบียนกับหน่วยบริการท่อยู่ใกล้วัด เพ่อใช้สิทธ ิ


สุขภาวะพระสงฆ์และวัดรอบรู้ด้านสุขภาพ โดยใช้แนวทางร่วมกันแลกเปล่ยน ตามระเบียบปฏิบัติของ สปสช. รวมถึงยังมีภาคีเครือข่ายสาธารณสุขเข้ามา


เรียนรู้และนาแนวทางมาขับเคล่อนกิจกรรมสุขภาพพระสงฆ์เพ่อสนับสนุน มีส่วนร่วมขับเคล่อนกิจกรรมเชิงสุขภาพของพระสงฆ์ โดยมีกิจกรรม



การขับเคล่อนธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ การจัดประชุมเชิงปฏิบัต ิ ครอบคลุมท้งการจัดอบรมพระคิลานุปัฏฐาก การจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ
















การอกครงหนงคอวนท 11-13 พฤศจกายน 2563 ศนยอนามยท 3 นครสวรรค ์ และการสนับสนุนกิจกรรมของพระคิลานุปัฎฐาก

ร่วมกับสาธารณสุขจังหวัดนครสวรรค์และ การจัดอบรมพระคิลานุปัฏฐากท้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัต ิ





สานักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดนครสวรรค์ ครอบคลุมเน้อหาท้งหลักพระธรรมวินัยท่เก่ยวเน่องกับการดูแลสุขภาพ


จัดประชุม “พัฒนาศักยภาพพระสงฆ์ หลักสูตร และองค์ความรู้เบ้องต้นเก่ยวกับโรคท่พบได้บ่อย พระคิลานุปัฏฐากจะม ี



พระคิลานุปัฏฐาก (พระอาสาสมัครส่งเสริมสุข ความรู้เบื้องต้นในการช่วยเหลือพระสงฆ์อาพาธได้ ซึ่งช่วยลดการเดินทางไป
ภาพประจ�าวัด - อสว.)” เพื่อพัฒนาศักยภาพ โรงพยาบาลและลดความแออัดภายในโรงพยาบาล นอกจากน้นพระคิลาน ุ



พระสงฆ์แกนนา ในการส่งเสริมให้พระสงฆ์ ปัฏฐากยังเป็นพระสงฆ์ผู้ประสานงานระหว่างเจ้าหน้าท่สาธารณสุขกับวัด

สามารถดูแลสุขภาพตนเอง และอุปัฏฐาก เป็นผูประชาสัมพันธด้านสุขภาพทั้งต่อพระสงฆ์เองและต่อประชาชนผู้ไปวัด







พระภิกษุอาพาธได้ถูก เปนผสงเกตอาการผดปกต และเปนพเลยงทคอยดแลตดตามอาการภายหลง










หลักพระธรรมวินัย โดย จากท่พระภิกษุอาพาธได้เข้ารักษาท่โรงพยาบาลและออกจากโรงพยาบาล




มีพระสงฆ์เข้าร่วมการ เหล่าน้คือประโยชน์จากโครงการอบรมพระคิลานุปัฏฐาก ท้งน้ในประเด็นการ



ประชุมจานวน 31 รูป ดูแลสุขภาพของพระสงฆ์น้น การดูแลพระสงฆ์กับบุคคลท่วไปมีความเหมือน

ณ วัดวรนาถบรรพต กันในมุมของมาตรฐานวิชาชีพ แต่สิ่งที่แตกต่างกันมากคือการใช้สวัสดิการที่


26 ชุมชนท่องเท่ยววัฒนธรรม ลาวคร่ง วัดหนองกระดูกเน้อ ื พินิจ ลาภธนานนท์ และ พระมหาสุภัค วิรโช 27
การมีส่วนร่วมและพึ่งตนเองของชุมชน


นอกจากการจัดอบรมพระคิลานุปัฏฐากแล้ว ศูนย์อนามัยท่ 3 ในภาพรวมของการจัดอบรมพระคิลานุปัฏฐาก พบว่าธรรมนูญ
นครสวรรค์ และภาคีเครือข่ายยังได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพ่อเสริมบทบาท สุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติที่ประกาศเมื่อปี 2560 ได้มอบหมายให้ สปสช.








ู้


พระคิลานุปัฏฐากให้สอดคล้องกับรูปแบบวถีชีวิตใหม่ (new normal) ใน มหน้าทถวายความรแก่พระสงฆเก่ยวกบสทธประโยชนในระบบหลกประกน




สถานการณ์แพร่ระบาดของเช้อไวรัสโควิด-19 ระหว่างวันท่ 24-25 มกราคม สุขภาพแห่งชาติ สนับสนุนงบประมาณในการดูแลสุขภาพของพระสงฆ์ โดย



2563 โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการ 40 รูป/คน จากน้นในวันท่ 3 เชื่อมโยงกับงบประมาณของกองทุนหลักประกันสุขภาพต�าบล นอกจากนั้น



กุมภาพันธ์ 2563 ศูนย์อนามัยท่ 3 นครสวรรค์ จัดประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนา ยังร่วมกับสานักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ในการจัดทาฐานข้อมูลพระสงฆ์

สุขภาพวะพระสงฆ์ด้วยพลังบวร (บ้าน วัด ราชการ) ภายใต้โครงการพัฒนา และจัดให้พระสงฆ์มาลงทะเบียนกับหน่วยบริการท่อยู่ใกล้วัด เพ่อใช้สิทธ ิ


สุขภาวะพระสงฆ์และวัดรอบรู้ด้านสุขภาพ โดยใช้แนวทางร่วมกันแลกเปล่ยน ตามระเบียบปฏิบัติของ สปสช. รวมถึงยังมีภาคีเครือข่ายสาธารณสุขเข้ามา


เรียนรู้และนาแนวทางมาขับเคล่อนกิจกรรมสุขภาพพระสงฆ์เพ่อสนับสนุน มีส่วนร่วมขับเคล่อนกิจกรรมเชิงสุขภาพของพระสงฆ์ โดยมีกิจกรรม



การขับเคล่อนธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ การจัดประชุมเชิงปฏิบัต ิ ครอบคลุมท้งการจัดอบรมพระคิลานุปัฏฐาก การจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ
















การอกครงหนงคอวนท 11-13 พฤศจกายน 2563 ศนยอนามยท 3 นครสวรรค ์ และการสนับสนุนกิจกรรมของพระคิลานุปัฎฐาก

ร่วมกับสาธารณสุขจังหวัดนครสวรรค์และ การจัดอบรมพระคิลานุปัฏฐากท้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัต ิ





สานักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดนครสวรรค์ ครอบคลุมเน้อหาท้งหลักพระธรรมวินัยท่เก่ยวเน่องกับการดูแลสุขภาพ


จัดประชุม “พัฒนาศักยภาพพระสงฆ์ หลักสูตร และองค์ความรู้เบ้องต้นเก่ยวกับโรคท่พบได้บ่อย พระคิลานุปัฏฐากจะม ี



พระคิลานุปัฏฐาก (พระอาสาสมัครส่งเสริมสุข ความรู้เบื้องต้นในการช่วยเหลือพระสงฆ์อาพาธได้ ซึ่งช่วยลดการเดินทางไป
ภาพประจ�าวัด - อสว.)” เพื่อพัฒนาศักยภาพ โรงพยาบาลและลดความแออัดภายในโรงพยาบาล นอกจากน้นพระคิลาน ุ



พระสงฆ์แกนนา ในการส่งเสริมให้พระสงฆ์ ปัฏฐากยังเป็นพระสงฆ์ผู้ประสานงานระหว่างเจ้าหน้าท่สาธารณสุขกับวัด

สามารถดูแลสุขภาพตนเอง และอุปัฏฐาก เป็นผูประชาสัมพันธด้านสุขภาพทั้งต่อพระสงฆ์เองและต่อประชาชนผู้ไปวัด







พระภิกษุอาพาธได้ถูก เปนผสงเกตอาการผดปกต และเปนพเลยงทคอยดแลตดตามอาการภายหลง










หลักพระธรรมวินัย โดย จากท่พระภิกษุอาพาธได้เข้ารักษาท่โรงพยาบาลและออกจากโรงพยาบาล





มีพระสงฆ์เข้าร่วมการ เหล่าน้คือประโยชน์จากโครงการอบรมพระคิลานุปัฏฐาก ท้งน้ในประเด็นการ


ประชุมจานวน 31 รูป ดูแลสุขภาพของพระสงฆ์น้น การดูแลพระสงฆ์กับบุคคลท่วไปมีความเหมือน

ณ วัดวรนาถบรรพต กันในมุมของมาตรฐานวิชาชีพ แต่สิ่งที่แตกต่างกันมากคือการใช้สวัสดิการที่


26 ชุมชนท่องเท่ยววัฒนธรรม ลาวคร่ง วัดหนองกระดูกเน้อ ื พินิจ ลาภธนานนท์ และ พระมหาสุภัค วิรโช 27
การมีส่วนร่วมและพึ่งตนเองของชุมชน



พระสงฆ์จะเข้าถึงบริการด้านสุขภาพได้ง่ายและครอบคลุมเช่นเดียวกับ พระ อสว. เพราะไม่ได้เป็นผู้รักษาพยาบาล ซ่งเป็นหน้าท่ของโรงพยาบาล
ประชาชนทั่วไป และสถานบริการสาธารณสุข




อย่างไรก็ตามจากการอบรมพระคิลานุปัฏฐากมาแล้ว 3 รุ่น ยังคงมี พระมหาสภค วรโช มองว่าพระคลานปัฏฐากมข้อดเมอเทยบกบ

















ประเดนคาถามเกดขนว่า ระยะเวลาในการอบรม 70 ชวโมงจะเพยงพอ อสม. คือคุณสมบัติของพระคิลานุปัฏฐากจะต้องบวชมาแล้วไม่ตากว่า 1

ต่อการปฏิบัติหน้าท่พระคิลานุปัฏฐากหรือไม่ ผลการศึกษาพบว่าเจ้าหน้าท ่ ี พรรษา ซึ่งท�าให้พระคิลานุปัฏฐากมีความรู้ความเข้าใจในหลักธรรมมากกว่า





สาธารณสุขไม่กังวลเก่ยวกับการปฏิบัติหน้าท่ของพระคิลานุปัฏฐาก เพราะ คนท่วไป พระคิลานุปัฏฐากสามารถนาหลักธรรมเพ่อดูแลพระภิกษุอาพาธได้

มองว่าการรักษาโรคใด ๆ ก็ตามจะมีระดับการปฏิบัติอยู่ หากเกินกว่าระดับ ประเด็นน้คือข้อได้เปรียบของพระสงฆ์ดูแลพระสงฆ์ด้วยกันเอง พระคิลาน ุ

ที่พระคิลานุปัฏฐากจะกระท�าได้ก็มีขั้นตอนการส่งต่อมายังโรงพยาบาล โดย ปัฏฐากอาจดูแลผู้ป่วยอาการท่ซับซ้อนได้ไม่ดีนัก ซ่งไม่ใช่ปัญหาในการปฏิบัต ิ









เจ้าหน้าท่สาธารณสุขมองว่าพระคิลานุปัฏฐากเม่อผ่านการอบรมแล้ว จะม ี หน้าท เนองด้วยโรคซบซ้อนยังคงตองใช้ความร้ความสามารถและประสบการณ์



ความรู้และความสามารถท่เพียงพอจะช่วยส่งเสริมสุขภาพของพระสงฆ์ รวมถึงเคร่องมือท่ทันสมัยเพ่อป้องกันและบาบัดรักษา เช่น เคร่องวัดความ






มากกว่าการเข้าไปช่วยรักษาอาการป่วย ซึ่งไม่ใช่บทบาทหน้าที่ของพระคิลา ดัน เคร่องวัดระดับนาตาลในกระแสเลือด เป็นต้น แต่เพียงมีเคร่องมือก็ยัง



นุปัฏฐาก ความเส่ยงสาคัญอยู่ท่การประเมินอาการ เพราะเป็นจุดเร่มต้นของ ไม่อาจวินิจฉัยอาการได้ เพราะจะต้องมีความรู้ความเข้าใจในโรคนั้น ๆ โดย



การช่วยตัดสินใจทางการแพทย์ เช่นเดียวกับการคัดกรองอาการคนไข้ เฉพาะอย่างย่งในเร่องการสังเกตอาการ หากไม่สามารถจาแนกอาการได้แล้ว




นอกจากน้นยังมีความเห็นว่าต้องให้ความรู้ด้านโภชนาการกับพระคิลาน ุ อาจท�าให้พระภิกษุอาพาธขาดโอกาสรับการดูแลรักษาที่ถูกต้องต่อไป









ปัฏฐากอย่างเข้มข้น เพราะโภชนาการคือจุดเร่มต้นของโรคภัยท่พบได้บ่อย ทงนบทบาทของพระคลานปัฏฐากในการสร้างเสรมสขภาวะชมชน


ในพระสงฆ์ เช่น โรคอ้วน อันจะท�าให้เกิดโรคอื่น ๆ ตามมา เช่น เบาหวาน บ้านหนองกระดูกเน้อและการดูแลสุขภาพพระสงฆ์ท่ถูกต้องตามหลักพระ


ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ เป็นต้น รวมถึงแนวคิดการต่อยอดเพื่อเพิ่มความ ธรรมวินัย ประกอบด้วย

รู้ความสามารถและเพ่มประสิทธิภาพของพระคิลานุปัฏฐาก ซ่งจะทาได้หลาย 1) เปนแกนน�ำจัดกิจกรรมวัดส่งเสริมสุขภาพและแก้ไขปัญหา



ทาง ได้แก่ การอบรมในเรื่องการดูแลผู้ป่วยติดเตียง ผู้ป่วยสูงอายุ เนื่องจาก สุขภาพภายในวัดและชุมชน โดยชักชวนพระสงฆ์สามเณร ผู้น�าชุมชน อสม.
สังคมไทยกาลังเปล่ยนผ่านไปยังสังคมผู้สูงอายุ ทาให้มีจานวนผู้สูงอาย ุ และชาวบ้าน มาร่วมกันวิเคราะห์ปัญหาและกาหนดเป้าหมาย ร่วมกันจัด








เพ่มข้นอย่างต่อเน่อง สนับสนุนให้พระสงฆ์เป็นส่วนหน่งของการบูรณาการ กิจกรรมในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาเป็นวัดส่งเสริมสุขภาพร่วมกัน โดยม ี


กิจกรรมด้านสุขภาพต้งแต่ในระดับจังหวัดจนถึงระดับชุมชน จึงอาจสรุป พระมหาสุภัค วิรโช เป็นผู้น�าทีมร่วมกันปฏิบัติภารกิจของพระคิลานุปัฏฐาก











ได้ว่าเนอหาการอบรมจานวน 70 ชวโมงนนเพยงพอต่อการทาหน้าทของ ในจังหวัดนครสวรรค์ให้เกิดผลส�าเร็จ


28 ชุมชนท่องเท่ยววัฒนธรรม ลาวคร่ง วัดหนองกระดูกเน้อ ื พินิจ ลาภธนานนท์ และ พระมหาสุภัค วิรโช 29
การมีส่วนร่วมและพึ่งตนเองของชุมชน



พระสงฆ์จะเข้าถึงบริการด้านสุขภาพได้ง่ายและครอบคลุมเช่นเดียวกับ พระ อสว. เพราะไม่ได้เป็นผู้รักษาพยาบาล ซ่งเป็นหน้าท่ของโรงพยาบาล
ประชาชนทั่วไป และสถานบริการสาธารณสุข




อย่างไรก็ตามจากการอบรมพระคิลานุปัฏฐากมาแล้ว 3 รุ่น ยังคงมี พระมหาสภค วรโช มองว่าพระคลานปัฏฐากมข้อดเมอเทยบกบ

















ประเดนคาถามเกดขนว่า ระยะเวลาในการอบรม 70 ชวโมงจะเพยงพอ อสม. คือคุณสมบัติของพระคิลานุปัฏฐากจะต้องบวชมาแล้วไม่ตากว่า 1

ต่อการปฏิบัติหน้าท่พระคิลานุปัฏฐากหรือไม่ ผลการศึกษาพบว่าเจ้าหน้าท ่ ี พรรษา ซึ่งท�าให้พระคิลานุปัฏฐากมีความรู้ความเข้าใจในหลักธรรมมากกว่า





สาธารณสุขไม่กังวลเก่ยวกับการปฏิบัติหน้าท่ของพระคิลานุปัฏฐาก เพราะ คนท่วไป พระคิลานุปัฏฐากสามารถนาหลักธรรมเพ่อดูแลพระภิกษุอาพาธได้

มองว่าการรักษาโรคใด ๆ ก็ตามจะมีระดับการปฏิบัติอยู่ หากเกินกว่าระดับ ประเด็นน้คือข้อได้เปรียบของพระสงฆ์ดูแลพระสงฆ์ด้วยกันเอง พระคิลาน ุ

ที่พระคิลานุปัฏฐากจะกระท�าได้ก็มีขั้นตอนการส่งต่อมายังโรงพยาบาล โดย ปัฏฐากอาจดูแลผู้ป่วยอาการท่ซับซ้อนได้ไม่ดีนัก ซ่งไม่ใช่ปัญหาในการปฏิบัต ิ









เจ้าหน้าท่สาธารณสุขมองว่าพระคิลานุปัฏฐากเม่อผ่านการอบรมแล้ว จะม ี หน้าท เนองด้วยโรคซบซ้อนยังคงตองใช้ความร้ความสามารถและประสบการณ์



ความรู้และความสามารถท่เพียงพอจะช่วยส่งเสริมสุขภาพของพระสงฆ์ รวมถึงเคร่องมือท่ทันสมัยเพ่อป้องกันและบาบัดรักษา เช่น เคร่องวัดความ






มากกว่าการเข้าไปช่วยรักษาอาการป่วย ซึ่งไม่ใช่บทบาทหน้าที่ของพระคิลา ดัน เคร่องวัดระดับนาตาลในกระแสเลือด เป็นต้น แต่เพียงมีเคร่องมือก็ยัง



นุปัฏฐาก ความเส่ยงสาคัญอยู่ท่การประเมินอาการ เพราะเป็นจุดเร่มต้นของ ไม่อาจวินิจฉัยอาการได้ เพราะจะต้องมีความรู้ความเข้าใจในโรคนั้น ๆ โดย



การช่วยตัดสินใจทางการแพทย์ เช่นเดียวกับการคัดกรองอาการคนไข้ เฉพาะอย่างย่งในเร่องการสังเกตอาการ หากไม่สามารถจาแนกอาการได้แล้ว




นอกจากน้นยังมีความเห็นว่าต้องให้ความรู้ด้านโภชนาการกับพระคิลาน ุ อาจท�าให้พระภิกษุอาพาธขาดโอกาสรับการดูแลรักษาที่ถูกต้องต่อไป









ปัฏฐากอย่างเข้มข้น เพราะโภชนาการคือจุดเร่มต้นของโรคภัยท่พบได้บ่อย ทงนบทบาทของพระคลานปัฏฐากในการสร้างเสรมสขภาวะชมชน


ในพระสงฆ์ เช่น โรคอ้วน อันจะท�าให้เกิดโรคอื่น ๆ ตามมา เช่น เบาหวาน บ้านหนองกระดูกเน้อและการดูแลสุขภาพพระสงฆ์ท่ถูกต้องตามหลักพระ


ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ เป็นต้น รวมถึงแนวคิดการต่อยอดเพื่อเพิ่มความ ธรรมวินัย ประกอบด้วย

รู้ความสามารถและเพ่มประสิทธิภาพของพระคิลานุปัฏฐาก ซ่งจะทาได้หลาย 1) เปนแกนน�ำจัดกิจกรรมวัดส่งเสริมสุขภาพและแก้ไขปัญหา



ทาง ได้แก่ การอบรมในเรื่องการดูแลผู้ป่วยติดเตียง ผู้ป่วยสูงอายุ เนื่องจาก สุขภาพภายในวัดและชุมชน โดยชักชวนพระสงฆ์สามเณร ผู้น�าชุมชน อสม.
สังคมไทยกาลังเปล่ยนผ่านไปยังสังคมผู้สูงอายุ ทาให้มีจานวนผู้สูงอาย ุ และชาวบ้าน มาร่วมกันวิเคราะห์ปัญหาและกาหนดเป้าหมาย ร่วมกันจัด








เพ่มข้นอย่างต่อเน่อง สนับสนุนให้พระสงฆ์เป็นส่วนหน่งของการบูรณาการ กิจกรรมในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาเป็นวัดส่งเสริมสุขภาพร่วมกัน โดยม ี


กิจกรรมด้านสุขภาพต้งแต่ในระดับจังหวัดจนถึงระดับชุมชน จึงอาจสรุป พระมหาสุภัค วิรโช เป็นผู้น�าทีมร่วมกันปฏิบัติภารกิจของพระคิลานุปัฏฐาก











ได้ว่าเนอหาการอบรมจานวน 70 ชวโมงนนเพยงพอต่อการทาหน้าทของ ในจังหวัดนครสวรรค์ให้เกิดผลส�าเร็จ


28 ชุมชนท่องเท่ยววัฒนธรรม ลาวคร่ง วัดหนองกระดูกเน้อ ื พินิจ ลาภธนานนท์ และ พระมหาสุภัค วิรโช 29
การมีส่วนร่วมและพึ่งตนเองของชุมชน




2) กระบวนกำรในกำรสรำงศรัทธำ พระคิลานุปัฏฐากปฏิบัติตน เน้นการทางานแบบบูรณาการกับทุกภาคส่วนเพ่อการส่อสารความรู้ด้าน





เป็นแบบอย่างทดีให้กบพระสงฆ์สามเณรภายในวดและชาวบ้านในชุมชน สุขภาพ น�าสู่การปฏิบัติและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้านสุขภาพ




พร้อมกับชักชวนชาวบ้านให้เข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาสาธารณสุขภายในวัด เพ่อ 2) มีกลไกและเครือขำยในกำรดูแลสขภำพท่ย่งยืน การ


ให้พระสงฆ์สามเณรในวัดให้การยอมรับและเข้าร่วมกิจกรรม เกิดความเช่อม่น ดาเนินกิจกรรมขับเคล่อนงานของพระคิลานุปัฎฐากควรจะมีคาส่งแต่งต้ง










กระตือรือร้น และเสียสละ รวมถึงได้รับการสนับสนุนจากกลุ่ม/องค์กรท่ร่วม คณะกรรมการในส่วนของคณะสงฆ์ เพ่อขับเคล่อนการดาเนินงานส่งเสริม
เป็นภาคีเครือข่ายและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการจัดกิจกรรมพระคิลานุปัฏฐาก สุขภาพภายในวัด ตาบล อาเภอ และจังหวัด เช่น คณะกรรมการขับเคล่อนวัด






3) กำรประสำนงำน พระคิลานุปัฏฐากสนับสนุนการเข้าร่วมกิจกรรม ส่งเสริมสขภาพ และพระคิลานุปัฏฐากมีส่วนร่วมกบหน่วยงานภาครฐหรือ
พัฒนาสุขภาวะของพระสงฆ์และชุมชน โดยเน้นการสร้างมนุษยสัมพันธ์ท่ด ี ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพ่อการดูแลสุขภาพพระสงฆ์ เช่น มีการขยายบทบาทของ



ในการประสานงานฝ่ายคณะสงฆ์ ชุมชน และส่วนราชการหรอองค์กรที ่ พระคิลานุปัฏฐากในการให้บริการด้านสุขภาพ โดยการท�างานเป็นเครือข่าย
ร่วมเป็นภาคีเครือข่าย มีความสามารถในการประสานงานและมุ่งมั่นพัฒนา ท้งโรงพยาบาล สถานบริการสาธารณสุข และหน่วยงานราชการท่ร่วมเป็น


ตนเองอยู่เสมอ เพ่อให้เกิดกลไกในการทางานร่วมกันตามแนวทางพลังบวร ภาคีเครือข่าย ตามแนวทางพลังบวร (บ้าน วัด ราชการ)




มีทักษะและกระบวนการในการส่อสารท่ดี มีจิตอาสาในการประสานแหล่งทุน 3) มีศนย์ประสำนงำนพระคิลำนุปฏฐำก เพ่อสร้างหลัก




ต่าง ๆ เพื่อด�าเนินกิจกรรมพระคิลานุปัฏฐาก ประกันสุขภาพของพระสงฆ์และสามเณรควรจะมีการจัดต้งกองทุนสุขภาพ


สาหรับแนวทางสนับสนุนบทบาทของพระคิลานุปัฏฐากให้เป็นผู้นา พระสงฆ์ หรือจัดให้มีกุฏิสงฆ์อาพาธภายในวัดเพื่อสนับสนุนการดูแลสุขภาพ
ด้านสุขภาวะของชุมชน และสร้างเสริมสุขภาวะในชุมชนบ้านหนองกระดูกเน้อ ของพระสงฆ์และสามเณรภายในวัด ตลอดจนคาดหวังให้ทุกวัดมีพระคิลานุ

ประกอบด้วย ปัฏฐาก หรืออย่างน้อยมี 1 ต�าบล 1 พระคิลานุปัฏฐาก และหากเป็นไปได้













1) สรำงวัดสงเสริมสขภำพ สวัดรอบร้ดำนสขภำพ โดย ควรจะมีศนย์ประสานงานพระคิลานปัฏฐากประจาจงหวัด เพ่อสนับสนุนการ
มอบหมายให้วัดและชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดต้งเป็นศูนย์พระคิลานุปัฏฐาก ปฏิบัติงานส่งเสริมสุขภาพท้งภายในวัดและในชุมชนตามกรอบธรรมนูญ





ระดับจังหวัด อ�าเภอ ต�าบล หรือวัด เพื่อสนับสนุนให้วัดและพระสงฆ์มีความ สุขภาพพระสงฆแหงชาติ รวมขับเคลื่อนกิจกรรมดูแลและสรางเสริมสุขภาพ

สามารถในการดูแลพระภิกษุอาพาธ ถ่ายทอดความรู้ด้านสุขภาพแก่พระสงฆ์ พระภิกษุอาพาธและผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง ผู้สูงอายุ หรือผู้พิการในชุมชน
สามเณร และชาวบ้าน และมส่วนร่วมบรหารจัดการเครือข่ายในการขับ ครอบคลุมทั้งระดับต�าบล อ�าเภอ และจังหวัด


เคล่อนวัดส่งเสริมสุขภาพ เช่น มีศูนย์ประสานงานข้อมูล กุฏิสงฆ์อาพาธ ในภาพรวมเป้าหมายของโครงการอบรมพระคิลานุปัฏฐากคือ


กองทุนพระสงฆ์อาพาธ เพ่อสนับสนุนงานสุขภาพพระสงฆ์และชาวบ้าน คาดหวังให้มีพระคิลานุปัฏฐากอย่างน้อยวัดละ 1 รูป โดยแต่ละรูปมีความ


30 ชุมชนท่องเท่ยววัฒนธรรม ลาวคร่ง วัดหนองกระดูกเน้อ ื พินิจ ลาภธนานนท์ และ พระมหาสุภัค วิรโช 31
การมีส่วนร่วมและพึ่งตนเองของชุมชน




2) กระบวนกำรในกำรสรำงศรัทธำ พระคิลานุปัฏฐากปฏิบัติตน เน้นการทางานแบบบูรณาการกับทุกภาคส่วนเพ่อการส่อสารความรู้ด้าน





เป็นแบบอย่างทดีให้กบพระสงฆ์สามเณรภายในวดและชาวบ้านในชุมชน สุขภาพ น�าสู่การปฏิบัติและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้านสุขภาพ




พร้อมกับชักชวนชาวบ้านให้เข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาสาธารณสุขภายในวัด เพ่อ 2) มีกลไกและเครือขำยในกำรดูแลสขภำพท่ย่งยืน การ


ให้พระสงฆ์สามเณรในวัดให้การยอมรับและเข้าร่วมกิจกรรม เกิดความเช่อม่น ดาเนินกิจกรรมขับเคล่อนงานของพระคิลานุปัฎฐากควรจะมีคาส่งแต่งต้ง










กระตือรือร้น และเสียสละ รวมถึงได้รับการสนับสนุนจากกลุ่ม/องค์กรท่ร่วม คณะกรรมการในส่วนของคณะสงฆ์ เพ่อขับเคล่อนการดาเนินงานส่งเสริม
เป็นภาคีเครือข่ายและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการจัดกิจกรรมพระคิลานุปัฏฐาก สุขภาพภายในวัด ตาบล อาเภอ และจังหวัด เช่น คณะกรรมการขับเคล่อนวัด






3) กำรประสำนงำน พระคิลานุปัฏฐากสนับสนุนการเข้าร่วมกิจกรรม ส่งเสริมสขภาพ และพระคิลานุปัฏฐากมีส่วนร่วมกบหน่วยงานภาครฐหรือ
พัฒนาสุขภาวะของพระสงฆ์และชุมชน โดยเน้นการสร้างมนุษยสัมพันธ์ท่ด ี ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพ่อการดูแลสุขภาพพระสงฆ์ เช่น มีการขยายบทบาทของ



ในการประสานงานฝ่ายคณะสงฆ์ ชุมชน และส่วนราชการหรอองค์กรที ่ พระคิลานุปัฏฐากในการให้บริการด้านสุขภาพ โดยการท�างานเป็นเครือข่าย
ร่วมเป็นภาคีเครือข่าย มีความสามารถในการประสานงานและมุ่งมั่นพัฒนา ท้งโรงพยาบาล สถานบริการสาธารณสุข และหน่วยงานราชการท่ร่วมเป็น


ตนเองอยู่เสมอ เพ่อให้เกิดกลไกในการทางานร่วมกันตามแนวทางพลังบวร ภาคีเครือข่าย ตามแนวทางพลังบวร (บ้าน วัด ราชการ)




มีทักษะและกระบวนการในการส่อสารท่ดี มีจิตอาสาในการประสานแหล่งทุน 3) มีศนย์ประสำนงำนพระคิลำนุปฏฐำก เพ่อสร้างหลัก




ต่าง ๆ เพื่อด�าเนินกิจกรรมพระคิลานุปัฏฐาก ประกันสุขภาพของพระสงฆ์และสามเณรควรจะมีการจัดต้งกองทุนสุขภาพ


สาหรับแนวทางสนับสนุนบทบาทของพระคิลานุปัฏฐากให้เป็นผู้นา พระสงฆ์ หรือจัดให้มีกุฏิสงฆ์อาพาธภายในวัดเพื่อสนับสนุนการดูแลสุขภาพ
ด้านสุขภาวะของชุมชน และสร้างเสริมสุขภาวะในชุมชนบ้านหนองกระดูกเน้อ ของพระสงฆ์และสามเณรภายในวัด ตลอดจนคาดหวังให้ทุกวัดมีพระคิลานุ

ประกอบด้วย ปัฏฐาก หรืออย่างน้อยมี 1 ต�าบล 1 พระคิลานุปัฏฐาก และหากเป็นไปได้













1) สรำงวัดสงเสริมสขภำพ สวัดรอบร้ดำนสขภำพ โดย ควรจะมีศนย์ประสานงานพระคิลานปัฏฐากประจาจงหวัด เพ่อสนับสนุนการ
มอบหมายให้วัดและชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดต้งเป็นศูนย์พระคิลานุปัฏฐาก ปฏิบัติงานส่งเสริมสุขภาพท้งภายในวัดและในชุมชนตามกรอบธรรมนูญ





ระดับจังหวัด อ�าเภอ ต�าบล หรือวัด เพื่อสนับสนุนให้วัดและพระสงฆ์มีความ สุขภาพพระสงฆแหงชาติ รวมขับเคลื่อนกิจกรรมดูแลและสรางเสริมสุขภาพ

สามารถในการดูแลพระภิกษุอาพาธ ถ่ายทอดความรู้ด้านสุขภาพแก่พระสงฆ์ พระภิกษุอาพาธและผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง ผู้สูงอายุ หรือผู้พิการในชุมชน
สามเณร และชาวบ้าน และมส่วนร่วมบรหารจัดการเครือข่ายในการขับ ครอบคลุมทั้งระดับต�าบล อ�าเภอ และจังหวัด


เคล่อนวัดส่งเสริมสุขภาพ เช่น มีศูนย์ประสานงานข้อมูล กุฏิสงฆ์อาพาธ ในภาพรวมเป้าหมายของโครงการอบรมพระคิลานุปัฏฐากคือ


กองทุนพระสงฆ์อาพาธ เพ่อสนับสนุนงานสุขภาพพระสงฆ์และชาวบ้าน คาดหวังให้มีพระคิลานุปัฏฐากอย่างน้อยวัดละ 1 รูป โดยแต่ละรูปมีความ


30 ชุมชนท่องเท่ยววัฒนธรรม ลาวคร่ง วัดหนองกระดูกเน้อ ื พินิจ ลาภธนานนท์ และ พระมหาสุภัค วิรโช 31
การมีส่วนร่วมและพึ่งตนเองของชุมชน






สามารถดูแลพระสงฆ์ได้ราว 30-50 รูป หากวัดท่มีพระลูกวัดจานวนมาก ซาเป็นระยะ ๆ เพ่อทบทวนและสร้างเสริมความรู้ด้านสุขภาพให้ทันต่อ










ก็ควรมีพระคิลานุปัฏฐากมากข้นตามไปด้วย ในขณะท่หากวัดท่มีพระสงฆ์ เหตการณ์ รวมถงพระคลานปัฏฐากควรจะได้รบโอกาสในการพฒนาทกษะ








สามเณรจานวนน้อย จานวนพระคิลานุปัฏฐากน้อยท่สุดท่ควรมีคือตาบล และเสริมประสบการณ์ด้านสุขภาพอย่างสมาเสมอ เพ่อเตรียมความพร้อม


ละ 1 รูป ท้งน้การอบรมมีความคาดหวังให้พระคิลานุปัฏฐากสามารถใช้ ต่อการท�างานสร้างเสริมสุขภาวะทั้งในวัดและในชุมชน ทั้งในภาวะปกติและ


ความรู้ในการเปล่ยนแปลงพฤติกรรมต่าง ๆ หันมาดูแลสุขภาพตนเองมากข้น ในภาวะวิกฤต



เอาตนเองเป็นแบบอย่างและแนะนาคนอ่นเพ่อปรับเปล่ยนพฤติกรรมสุขภาพ




ตวอย่างเช่น การให้ความรู้ด้านโภชนาการของพระสงฆ์ ซงนอกจากจะ การจัดกิจกรรม
เป็นการดีต่อตัวพระสงฆ์เองแล้ว พระสงฆ์ยังถ่ายทอดความรู้ไปให้ประชาชน วัฒนธรรมประเพณีลาวครั่ง ไทย มอญ
ที่เข้ามาท�าบุญที่วัดได้อีกด้วย อย่างไรก็ตามยังคงมีความกังวลต่อการปฏิบัติ






หน้าท่ของพระคิลานุปัฏฐากในเร่องการสังเกตอาการ ซ่งเป็นจุดเร่มต้นของ บ้านหนองกระดูกเนอสามารถสืบทอดประเพณวัฒนธรรมอันดีงาม


การรักษา หากพระคิลานุปัฏฐากไม่มีความสามารถในการสังเกตอาการแล้ว ของชาวลาวคร่งมาจนถึงปัจจุบัน โดยมีผู้นาชุมชน ปราชญ์ชุมชน และชาว


การเร่มต้นรักษาด้วยการแพทย์จะไม่เกิดข้นเลย ซ่งผลการศึกษาพบว่า บ้าน ร่วมกันพัฒนาเพื่อสืบทอดวัฒนธรรมประเพณีของลาวครั่ง โดยใช้หลัก


พระคิลานุปัฏฐากยังสังเกตอาการป่วยได้ไม่ดีนัก เพราะยังขาดประสบการณ์ คุณธรรมส่งเสริมให้ชุมชนมีความสงบเรียบร้อย สามารถสืบทอดประเพณีและ


และความเข้าใจอย่างลึกซ้ง การสังเกตอาการตามความหมายน้คือการสังเกต วัฒนธรรมจากรุ่นสู่รุ่น การจัดงานบุญประเพณีและเทศกาลวัฒนธรรมท่ม ี

ว่าพระสงฆ์มีความผิดปกติหรือไม่ ท้งทางกายและทางใจ ทางกายอาจ ความโดดเด่นของชุมชนบ้านหนองกระดูกเนื้อ ได้แก่

แยกแยะได้ไม่ยาก ส่วนทางใจต้องใช้การสังเกตด้วยการเฝ้าติดตามพฤติกรรม (1) บุญคูณลาน หรือการสู่ขวัญข้าวของชาวลาวครั่ง ค�าว่า “คูณ”





การแสดงออกท้งในท่สาธารณะและท่ส่วนตัว เพ่อบูรณาการรักษาสุขภาพ หมายถึง เพ่มหรือทาให้มากข้น ส่วนคาว่า “ลาน” คือสถานท่กว้าง ๆ สาหรับ





เชิงพุทธ กับหลักการแพทย์แผนปัจจุบัน เป็นการรักษาแบบองค์รวมคือ นวดข้าว ซ่งการนาข้าวท่นวดแล้วกองข้นให้สูงเรียกว่า “คูณลาน” สาหรับ







ทั้งทางกายและใจไปพร้อมกัน ประเพณีบุญคูณลานเป็นการทาบุญขวัญข้าวท่นวดเสร็จแล้วและกองไว้ใน


จากการศึกษาข้อมูลพบว่า พระคิลานุปัฏฐากส่วนมากคิดว่าท่านเอง ลานข้าว กาหนดทาในเดือนย่ จะเป็นข้างข้นหรือข้างแรมก็ได้ เหตุท่มีการ



มีความรู้ด้านสุขภาพและสุขภาวะยังไม่เพียงพอต่อการดูแลพระภิกษุอาพาธ ท�าบุญนี้เนื่องจากผู้ใดที่ท�านาได้ข้าวจ�านวนมาก ๆ ก่อนหาบหรือขนข้าวมา


และยังไม่สามารถสนับสนุนกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพในชุมชน ซ่งตรงกับความ ใส่ยุ้งฉางก็อยากจะทาบุญกุศล เพ่อเป็นสิริมงคลให้เพ่มความม่งมีศรีสุขแก่ตน



คิดเห็นของพระมหาสุภัค วิรโช ท่มองว่าควรจะมีการจัดอบรมพระคิลานุปัฏฐาก และครอบครัวสืบไป สถานที่ส�าหรับตีหรือนวดข้าวเรียกว่าลาน การเอาข้าว



32 ชุมชนท่องเท่ยววัฒนธรรม ลาวคร่ง วัดหนองกระดูกเน้อ ื พินิจ ลาภธนานนท์ และ พระมหาสุภัค วิรโช 33
การมีส่วนร่วมและพึ่งตนเองของชุมชน





สามารถดูแลพระสงฆ์ได้ราว 30-50 รูป หากวัดท่มีพระลูกวัดจานวนมาก ซาเป็นระยะ ๆ เพ่อทบทวนและสร้างเสริมความรู้ด้านสุขภาพให้ทันต่อ









ก็ควรมีพระคิลานุปัฏฐากมากข้นตามไปด้วย ในขณะท่หากวัดท่มีพระสงฆ์ เหตการณ์ รวมถงพระคลานปัฏฐากควรจะได้รบโอกาสในการพฒนาทกษะ










สามเณรจานวนน้อย จานวนพระคิลานุปัฏฐากน้อยท่สุดท่ควรมีคือตาบล และเสริมประสบการณ์ด้านสุขภาพอย่างสมาเสมอ เพ่อเตรียมความพร้อม


ละ 1 รูป ท้งน้การอบรมมีความคาดหวังให้พระคิลานุปัฏฐากสามารถใช้ ต่อการท�างานสร้างเสริมสุขภาวะทั้งในวัดและในชุมชน ทั้งในภาวะปกติและ
ความรู้ในการเปล่ยนแปลงพฤติกรรมต่าง ๆ หันมาดูแลสุขภาพตนเองมากข้น ในภาวะวิกฤต


เอาตนเองเป็นแบบอย่างและแนะนาคนอ่นเพ่อปรับเปล่ยนพฤติกรรมสุขภาพ







ตวอย่างเช่น การให้ความรู้ด้านโภชนาการของพระสงฆ์ ซงนอกจากจะ การจัดกิจกรรม
เป็นการดีต่อตัวพระสงฆ์เองแล้ว พระสงฆ์ยังถ่ายทอดความรู้ไปให้ประชาชน วัฒนธรรมประเพณีลาวครั่ง ไทย มอญ
ที่เข้ามาท�าบุญที่วัดได้อีกด้วย อย่างไรก็ตามยังคงมีความกังวลต่อการปฏิบัติ




หน้าท่ของพระคิลานุปัฏฐากในเร่องการสังเกตอาการ ซ่งเป็นจุดเร่มต้นของ บ้านหนองกระดูกเนอสามารถสืบทอดประเพณวัฒนธรรมอันดีงาม



การรักษา หากพระคิลานุปัฏฐากไม่มีความสามารถในการสังเกตอาการแล้ว ของชาวลาวคร่งมาจนถึงปัจจุบัน โดยมีผู้น�าชุมชน ปราชญ์ชุมชน และชาว



การเร่มต้นรักษาด้วยการแพทย์จะไม่เกิดข้นเลย ซ่งผลการศึกษาพบว่า บ้าน ร่วมกันพัฒนาเพื่อสืบทอดวัฒนธรรมประเพณีของลาวครั่ง โดยใช้หลัก

พระคิลานุปัฏฐากยังสังเกตอาการป่วยได้ไม่ดีนัก เพราะยังขาดประสบการณ์ คุณธรรมส่งเสริมให้ชุมชนมีความสงบเรียบร้อย สามารถสืบทอดประเพณีและ
และความเข้าใจอย่างลึกซ้ง การสังเกตอาการตามความหมายน้คือการสังเกต วัฒนธรรมจากรุ่นสู่รุ่น การจัดงานบุญประเพณีและเทศกาลวัฒนธรรมท่ม ี




ว่าพระสงฆ์มีความผิดปกติหรือไม่ ท้งทางกายและทางใจ ทางกายอาจ ความโดดเด่นของชุมชนบ้านหนองกระดูกเนื้อ ได้แก่
แยกแยะได้ไม่ยาก ส่วนทางใจต้องใช้การสังเกตด้วยการเฝ้าติดตามพฤติกรรม (1) บุญคูณลาน หรือการสู่ขวัญข้าวของชาวลาวครั่ง ค�าว่า “คูณ”







การแสดงออกท้งในท่สาธารณะและท่ส่วนตัว เพ่อบูรณาการรักษาสุขภาพ หมายถึง เพ่มหรือทาให้มากข้น ส่วนคาว่า “ลาน” คือสถานท่กว้าง ๆ สาหรับ








เชิงพุทธ กับหลักการแพทย์แผนปัจจุบัน เป็นการรักษาแบบองค์รวมคือ นวดข้าว ซ่งการนาข้าวท่นวดแล้วกองข้นให้สูงเรียกว่า “คูณลาน” สาหรับ


ทั้งทางกายและใจไปพร้อมกัน ประเพณีบุญคูณลานเป็นการทาบุญขวัญข้าวท่นวดเสร็จแล้วและกองไว้ใน




จากการศึกษาข้อมูลพบว่า พระคิลานุปัฏฐากส่วนมากคิดว่าท่านเอง ลานข้าว กาหนดทาในเดือนย่ จะเป็นข้างข้นหรือข้างแรมก็ได้ เหตุท่มีการ

มีความรู้ด้านสุขภาพและสุขภาวะยังไม่เพียงพอต่อการดูแลพระภิกษุอาพาธ ท�าบุญนี้เนื่องจากผู้ใดที่ท�านาได้ข้าวจ�านวนมาก ๆ ก่อนหาบหรือขนข้าวมา





และยังไม่สามารถสนับสนุนกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพในชุมชน ซ่งตรงกับความ ใส่ยุ้งฉางก็อยากจะทาบุญกุศล เพ่อเป็นสิริมงคลให้เพ่มความม่งมีศรีสุขแก่ตน

คิดเห็นของพระมหาสุภัค วิรโช ท่มองว่าควรจะมีการจัดอบรมพระคิลานุปัฏฐาก และครอบครัวสืบไป สถานที่ส�าหรับตีหรือนวดข้าวเรียกว่าลาน การเอาข้าว


32 ชุมชนท่องเท่ยววัฒนธรรม ลาวคร่ง วัดหนองกระดูกเน้อ ื พินิจ ลาภธนานนท์ และ พระมหาสุภัค วิรโช 33
การมีส่วนร่วมและพึ่งตนเองของชุมชน





ท่ตีแล้วมากองให้สูงข้นเรียกว่าคูณลานหรือคูณข้าว จัดเอาลานข้าวเป็นสถาน และเชิญขวัญข้าวและแม่โพสพข้นไปยังเล้าด้วย ในปัจจุบันน้บุญคูณลานค่อย




ท่ทาบุญจึงเรียกว่าบุญคูณลาน ขณะเดียวกันมีกาหนดเอาช่วงเดือนย่เป็นเวลา ๆ เลอนหายไป เน่องจากทกวนนชาวนาไม่มลานนวดขาวเหมอนเกากอน เมอ

















ทาบุญจึงเรียกว่าบุญเดือนย่ ในงานมีพิธีสมโภชบายศรีแม่โพสพ การแสดง เก่ยวข้าวเสร็จและมัดข้าวเป็นฟ่อน ๆ แล้วจะขนมารวมกันไว้ ณ ท่ท่หน่งของ



วัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์ลาวคร่ง การจัดตลาดนัดชุมชน และการประกวดธิดา นา โดยไม่มีลานนวดข้าว หลังจากน้นก็ใช้เคร่องสีข้าวมาสีเมล็ดข้าวเปลือก




ขวัญข้าว ซึ่งการท�าบุญคูณลานของแต่ละพื้นที่จะไม่พร้อมกัน ขึ้นอยู่กับการ ออกจากฟางใส่ลงในกระสอบ จึงทาให้ประเพณีบุญคูณลานน้เลือนหายไป






เก็บเก่ยวข้าวว่าจะเสร็จเม่อไร วันท่จะขนข้าวข้นเล้า (ยุ้งข้าว) จะเป็นวัน แต่ก็มีบางหมู่บ้านยังร่วมกันทาบุญโดยนาข้าวเปลือกมากองรวมกัน เรียก







ทาบุญคูณลานและทาในท่นา แต่ก่อนท่จะทาการนวดข้าวน้นให้ทาพิธีย้าย “กุ้มข้าวใหญ่” ซ่งจะเรียกว่าบุญกุ้มข้าวใหญ่ แทนบุญคูณลาน ซ่งนับว่า



แม่ธรณีออกจากลานเสียก่อนและบอกกล่าวแม่โพสพ ซ่งเรียกว่า “ขวัญข้าว” เป็นการประยุกต์งานบุญประเพณีให้เหมาะกับกาลสมัย (สานักงานวัฒนธรรม




แล้วจึงนาเคร่องประกอบพิธีบางส่วนไปวางไว้ท่หน้าลอมข้าว (กองข้าว) เสร็จ จังหวัดมหาสารคาม, 2562)
แลวเจาของนาก็ตั้งอธิษฐาน หลังอธิษฐานแลวก็ดึงเอามัดขาวที่ฐานลอมขาว






ออกมานวดก่อน แล้วเอาฟ่อนฟางข้าวท่นวดแล้วห่อหุ้มก่องข้าวมัดให้ติดกัน
เอาไม้คันหลาวเสียบฟาง เอาตาแหลวผูกติดมัดข้าวที่เกี่ยวมาจากนาตาแฮก
เข้าไปด้วย แล้วน�าไปปักไว้ที่ลอมข้าว เป็นอันว่าเสร็จพิธี ต่อไปก็ลงมือนวด
ข้าวทั้งลอมได้เลย เมื่อนวดเสร็จก็ท�ากองข้าวให้เป็นกองสูงสวยงาม เพื่อจะ
ประกอบพิธีบายศรีสู่ขวัญให้แก่ข้าว โดยเอาต้นกล้วย ต้นอ้อย และตาแหลว

ไปปักไว้ข้างกองข้าวท้ง 4 มุม นาตาแหลวและขวัญข้าวไปวางไว้ยอดกองข้าว

พันด้วยด้ายสายสิญจน์รอบกองข้าวแล้วโยงมายังพระพุทธรูป ถึงวันงานก ็
บอกกล่าวญาติพ่น้องให้มาร่วมทาบุญ นิมนต์พระสงฆ์มาเจริญพระพุทธมนต์


เสร็จแล้วก็ถวายภัตตาหารแก่พระสงฆ์ พระสงฆ์อนุโมทนาประพรมนามนต์


น�าพระพุทธมนต์ไปรดกองข้าว วัว ควาย เมื่อเสร็จพิธีทางพระสงฆ์แล้วก็จะ




เป็นการประกอบพิธีบายศรีสู่ขวัญให้แก่ข้าว ซ่งจะกระทาท่ลานนาหรือท่ลาน
บ้านก็ตามแต่จะสะดวก หลังสู่ขวัญข้าวเสร็จก็จะเป็นการขนข้าวขึ้นยุ้ง ก่อน

ขนข้นยุ้งเจ้าของจะต้องไปเก็บเอาใบคูณและใบยอเสียบไว้ท่เสายุ้งข้าวทุกเสา



34 ชุมชนท่องเท่ยววัฒนธรรม ลาวคร่ง วัดหนองกระดูกเน้อ ื พินิจ ลาภธนานนท์ และ พระมหาสุภัค วิรโช 35
การมีส่วนร่วมและพึ่งตนเองของชุมชน





ท่ตีแล้วมากองให้สูงข้นเรียกว่าคูณลานหรือคูณข้าว จัดเอาลานข้าวเป็นสถาน และเชิญขวัญข้าวและแม่โพสพข้นไปยังเล้าด้วย ในปัจจุบันน้บุญคูณลานค่อย




ท่ทาบุญจึงเรียกว่าบุญคูณลาน ขณะเดียวกันมีกาหนดเอาช่วงเดือนย่เป็นเวลา ๆ เลอนหายไป เน่องจากทกวนนชาวนาไม่มลานนวดขาวเหมอนเกากอน เมอ

















ทาบุญจึงเรียกว่าบุญเดือนย่ ในงานมีพิธีสมโภชบายศรีแม่โพสพ การแสดง เก่ยวข้าวเสร็จและมัดข้าวเป็นฟ่อน ๆ แล้วจะขนมารวมกันไว้ ณ ท่ท่หน่งของ



วัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์ลาวคร่ง การจัดตลาดนัดชุมชน และการประกวดธิดา นา โดยไม่มีลานนวดข้าว หลังจากน้นก็ใช้เคร่องสีข้าวมาสีเมล็ดข้าวเปลือก




ขวัญข้าว ซึ่งการท�าบุญคูณลานของแต่ละพื้นที่จะไม่พร้อมกัน ขึ้นอยู่กับการ ออกจากฟางใส่ลงในกระสอบ จึงทาให้ประเพณีบุญคูณลานน้เลือนหายไป






เก็บเก่ยวข้าวว่าจะเสร็จเม่อไร วันท่จะขนข้าวข้นเล้า (ยุ้งข้าว) จะเป็นวัน แต่ก็มีบางหมู่บ้านยังร่วมกันทาบุญโดยนาข้าวเปลือกมากองรวมกัน เรียก







ทาบุญคูณลานและทาในท่นา แต่ก่อนท่จะทาการนวดข้าวน้นให้ทาพิธีย้าย “กุ้มข้าวใหญ่” ซ่งจะเรียกว่าบุญกุ้มข้าวใหญ่ แทนบุญคูณลาน ซ่งนับว่า



แม่ธรณีออกจากลานเสียก่อนและบอกกล่าวแม่โพสพ ซ่งเรียกว่า “ขวัญข้าว” เป็นการประยุกต์งานบุญประเพณีให้เหมาะกับกาลสมัย (สานักงานวัฒนธรรม




แล้วจึงนาเคร่องประกอบพิธีบางส่วนไปวางไว้ท่หน้าลอมข้าว (กองข้าว) เสร็จ จังหวัดมหาสารคาม, 2562)
แลวเจาของนาก็ตั้งอธิษฐาน หลังอธิษฐานแลวก็ดึงเอามัดขาวที่ฐานลอมขาว






ออกมานวดก่อน แล้วเอาฟ่อนฟางข้าวท่นวดแล้วห่อหุ้มก่องข้าวมัดให้ติดกัน
เอาไม้คันหลาวเสียบฟาง เอาตาแหลวผูกติดมัดข้าวที่เกี่ยวมาจากนาตาแฮก
เข้าไปด้วย แล้วน�าไปปักไว้ที่ลอมข้าว เป็นอันว่าเสร็จพิธี ต่อไปก็ลงมือนวด
ข้าวทั้งลอมได้เลย เมื่อนวดเสร็จก็ท�ากองข้าวให้เป็นกองสูงสวยงาม เพื่อจะ
ประกอบพิธีบายศรีสู่ขวัญให้แก่ข้าว โดยเอาต้นกล้วย ต้นอ้อย และตาแหลว

ไปปักไว้ข้างกองข้าวท้ง 4 มุม นาตาแหลวและขวัญข้าวไปวางไว้ยอดกองข้าว

พันด้วยด้ายสายสิญจน์รอบกองข้าวแล้วโยงมายังพระพุทธรูป ถึงวันงานก ็
บอกกล่าวญาติพ่น้องให้มาร่วมทาบุญ นิมนต์พระสงฆ์มาเจริญพระพุทธมนต์


เสร็จแล้วก็ถวายภัตตาหารแก่พระสงฆ์ พระสงฆ์อนุโมทนาประพรมนามนต์


น�าพระพุทธมนต์ไปรดกองข้าว วัว ควาย เมื่อเสร็จพิธีทางพระสงฆ์แล้วก็จะ




เป็นการประกอบพิธีบายศรีสู่ขวัญให้แก่ข้าว ซ่งจะกระทาท่ลานนาหรือท่ลาน
บ้านก็ตามแต่จะสะดวก หลังสู่ขวัญข้าวเสร็จก็จะเป็นการขนข้าวขึ้นยุ้ง ก่อน

ขนข้นยุ้งเจ้าของจะต้องไปเก็บเอาใบคูณและใบยอเสียบไว้ท่เสายุ้งข้าวทุกเสา



34 ชุมชนท่องเท่ยววัฒนธรรม ลาวคร่ง วัดหนองกระดูกเน้อ ื พินิจ ลาภธนานนท์ และ พระมหาสุภัค วิรโช 35
การมีส่วนร่วมและพึ่งตนเองของชุมชน

(2) ประเพณีแห่ธงสงกรานต์ เป็นประเพณีที่เกี่ยวกับพุทธศาสนาใน ประกอบด้วยผ้าไตรสาหรับพระภิกษุนุ่งห่ม บาตร และตาลปัตร โดยเฉพาะ





ช่วงเทศกาลสงกรานต์ของทุกปี ในตอนเช้าจะมีการทาบุญตักบาตร ตอนบ่าย ธนบัตรท่ใช้ไม้คีบแล้วเสียบไว้กับต้นกล้วยน้นถือว่าเป็นส่งจาเป็น ส่งเหล่าน ี ้


สรงนาพระพุทธรูป มีการบังสุกุลอุทิศส่วนกุศลให้กับญาติผู้ล่วงลับ และมีการ เรียกว่า “หางธง” โดยจะมีขบวนแห่ธงมายังวัดหลายคณะตามกาลังศรัทธา













ละเลนพนเมอง ทงนประเพณีแห่ธงสงกรานต์คือประเพณีทาบุญทอดผ้าป่า ซ่งแต่ละหมู่บ้านจะคิดประดิษฐ์สร้างสรรค์ขบวนแห่ธงแตกต่างกันไป เช่น





ของชาวไทยเช้อสายลาวคร่ง จัดในเดือนเมษายนหลังจากวันสงกรานต์ผ่าน การแต่งกาย การฟ้อนรา การแบกธงท่มีลีลาแตกต่างกัน เม่อถึงวัดจะวน
ไปสัก 1 สัปดาห์ เน่องด้วยชาวบ้านท่นับถือพุทธศาสนาพิจารณาเห็นว่าหลัง รอบโบสถ์ 3 รอบ แล้วปักลงกับพ้นดิน กลางคืนในงานจะมีมหรสพสมโภช



จากสงกรานต์แล้วเป็นเวลาว่างจากการทานา และการทาบุญในระยะน้น รุ่งเช้าจึงทาพิธีถวายธงบนศาลาการเปรียญ เล้ยงภัตตาหารพระสงฆ์









เว้นห่าง พระภิกษุอาจมีอาหารไม่เพียงพอ ประกอบกับเป็นฤดูแล้งไม่มีฝนตก กรวดนาอทศส่วนกศลให้ผ้มีพระคุณ แล้วมการสรงนาพระเป็นเสรจพธ ี










เหมาะแก่การท่วัดจะทาการปรับปรุง พัฒนา ร้อถอน ซ่อมแซมกุฎิเสนาสนะ ประเพณีนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยชาวบ้านทั้งหญิงและชายช่วยกันจัดท�าอุปกรณ์

และศาสนสถาน ให้มีความสมบูรณ์เตรียมไว้ให้บริการแก่ชาวบ้านในการ ในการแห่ การเร่ยไรทุนทรัพย์เพ่อการ




ประกอบกิจกรรมทางศาสนา ชาวบ้านจึงได้ชักชวนกันสละทรัพย์และส่งของ กศล พร้อมท้งวงดนตรีพนบ้านทจะต้อง






นาไปมอบให้กับวัด ประเพณีเร่มด้วยการบอกบุญเร่ยไรไปตามหมู่บ้านด้วย มาช่วยกันโดยไม่คิดเงินทอง นับเป็น

ขบวนกลองยาวหรือดนตรีพ้นบ้านล่วงหน้าวันงาน 1-2 วัน วันแห่ธงไม่ได้ ความสามัคคีประการหน่ง และเป็น







กาหนดวนแน่นอน ขนอย่กบความสะดวกของชาวบาน เชน จะจดในวนเสาร ์ ความเชื่อที่ว่าการได้ท�าบุญย่อมน�ามาซึ่ง






หรืออาทิตย์ เพราะชาวบ้านหยุดงานและกลับจากโรงงานมาเย่ยมพ่อแม่ ความสุขท้งปัจจุบันและอนาคต (ชมพูนุช



สาหรบธงสงกรานต์นนชาวบ้านจะทาด้วยไม้ไผ่ทงลายาว 10 เมตรข้นไป ภูฆัง, 2558)









ปลายธงมีก่งไผ่และท่สาหรับแขวนส่งของไว้ ส่งท่จะนามาแขวนน้น ได้แก่










ผนธงชาติและส่งของเครองใช้ท่มีลกษณะเป็นผืนพอจะแขวนได้ เช่น เสอ





พรม ผ้าม่าน ของเหล่าน้เป็นส่งท่ทางวัดจาเป็นต้องมีไว้ใช้ ชาวบ้านจะพับ






ให้มีขนาดพอเหมาะท่จะแขวนกับปลายธงได้เพียง 1 ช้นเท่าน้น ตกแต่งให้
สวยงามด้วยดอกไม้สดและดอกไม้แห้ง การแห่ธงชาวบ้านจะแห่ออกจาก

หมู่บ้านนาขบวนด้วยเสาธง ตามด้วยกลองยาวหรือดนตรีพ้นบ้านและส่งของ






เคร่องใช้ต่าง ๆ ท่จาเป็นแก่การพัฒนาวัด ท่ขาดเสียไม่ได้คือพุ่มผ้าป่าท ่ ี


36 ชุมชนท่องเท่ยววัฒนธรรม ลาวคร่ง วัดหนองกระดูกเน้อ ื พินิจ ลาภธนานนท์ และ พระมหาสุภัค วิรโช 37
การมีส่วนร่วมและพึ่งตนเองของชุมชน

(2) ประเพณีแห่ธงสงกรานต์ เป็นประเพณีที่เกี่ยวกับพุทธศาสนาใน ประกอบด้วยผ้าไตรสาหรับพระภิกษุนุ่งห่ม บาตร และตาลปัตร โดยเฉพาะ





ช่วงเทศกาลสงกรานต์ของทุกปี ในตอนเช้าจะมีการทาบุญตักบาตร ตอนบ่าย ธนบัตรท่ใช้ไม้คีบแล้วเสียบไว้กับต้นกล้วยน้นถือว่าเป็นส่งจาเป็น ส่งเหล่าน ี ้


สรงนาพระพุทธรูป มีการบังสุกุลอุทิศส่วนกุศลให้กับญาติผู้ล่วงลับ และมีการ เรียกว่า “หางธง” โดยจะมีขบวนแห่ธงมายังวัดหลายคณะตามกาลังศรัทธา













ละเลนพนเมอง ทงนประเพณีแห่ธงสงกรานต์คือประเพณีทาบุญทอดผ้าป่า ซ่งแต่ละหมู่บ้านจะคิดประดิษฐ์สร้างสรรค์ขบวนแห่ธงแตกต่างกันไป เช่น





ของชาวไทยเช้อสายลาวคร่ง จัดในเดือนเมษายนหลังจากวันสงกรานต์ผ่าน การแต่งกาย การฟ้อนรา การแบกธงท่มีลีลาแตกต่างกัน เม่อถึงวัดจะวน
ไปสัก 1 สัปดาห์ เน่องด้วยชาวบ้านท่นับถือพุทธศาสนาพิจารณาเห็นว่าหลัง รอบโบสถ์ 3 รอบ แล้วปักลงกับพ้นดิน กลางคืนในงานจะมีมหรสพสมโภช



จากสงกรานต์แล้วเป็นเวลาว่างจากการทานา และการทาบุญในระยะน้น รุ่งเช้าจึงทาพิธีถวายธงบนศาลาการเปรียญ เล้ยงภัตตาหารพระสงฆ์









เว้นห่าง พระภิกษุอาจมีอาหารไม่เพียงพอ ประกอบกับเป็นฤดูแล้งไม่มีฝนตก กรวดนาอทศส่วนกศลให้ผ้มีพระคุณ แล้วมการสรงนาพระเป็นเสรจพธ ี










เหมาะแก่การท่วัดจะทาการปรับปรุง พัฒนา ร้อถอน ซ่อมแซมกุฎิเสนาสนะ ประเพณีนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยชาวบ้านทั้งหญิงและชายช่วยกันจัดท�าอุปกรณ์

และศาสนสถาน ให้มีความสมบูรณ์เตรียมไว้ให้บริการแก่ชาวบ้านในการ ในการแห่ การเร่ยไรทุนทรัพย์เพ่อการ




ประกอบกิจกรรมทางศาสนา ชาวบ้านจึงได้ชักชวนกันสละทรัพย์และส่งของ กศล พร้อมท้งวงดนตรีพนบ้านทจะต้อง






นาไปมอบให้กับวัด ประเพณีเร่มด้วยการบอกบุญเร่ยไรไปตามหมู่บ้านด้วย มาช่วยกันโดยไม่คิดเงินทอง นับเป็น

ขบวนกลองยาวหรือดนตรีพ้นบ้านล่วงหน้าวันงาน 1-2 วัน วันแห่ธงไม่ได้ ความสามัคคีประการหน่ง และเป็น







กาหนดวนแน่นอน ขนอย่กบความสะดวกของชาวบาน เชน จะจดในวนเสาร ์ ความเชื่อที่ว่าการได้ท�าบุญย่อมน�ามาซึ่ง






หรืออาทิตย์ เพราะชาวบ้านหยุดงานและกลับจากโรงงานมาเย่ยมพ่อแม่ ความสุขท้งปัจจุบันและอนาคต (ชมพูนุช



สาหรบธงสงกรานต์นนชาวบ้านจะทาด้วยไม้ไผ่ทงลายาว 10 เมตรข้นไป ภูฆัง, 2558)









ปลายธงมีก่งไผ่และท่สาหรับแขวนส่งของไว้ ส่งท่จะนามาแขวนน้น ได้แก่










ผนธงชาติและส่งของเครองใช้ท่มีลกษณะเป็นผืนพอจะแขวนได้ เช่น เสอ





พรม ผ้าม่าน ของเหล่าน้เป็นส่งท่ทางวัดจาเป็นต้องมีไว้ใช้ ชาวบ้านจะพับ






ให้มีขนาดพอเหมาะท่จะแขวนกับปลายธงได้เพียง 1 ช้นเท่าน้น ตกแต่งให้
สวยงามด้วยดอกไม้สดและดอกไม้แห้ง การแห่ธงชาวบ้านจะแห่ออกจาก

หมู่บ้านนาขบวนด้วยเสาธง ตามด้วยกลองยาวหรือดนตรีพ้นบ้านและส่งของ






เคร่องใช้ต่าง ๆ ท่จาเป็นแก่การพัฒนาวัด ท่ขาดเสียไม่ได้คือพุ่มผ้าป่าท ่ ี


36 ชุมชนท่องเท่ยววัฒนธรรม ลาวคร่ง วัดหนองกระดูกเน้อ ื พินิจ ลาภธนานนท์ และ พระมหาสุภัค วิรโช 37
การมีส่วนร่วมและพึ่งตนเองของชุมชน



(3) งานบุญประเพณีสารทลาว หรือบุญเดือน 10 เป็นงานบุญสืบสาน และข้าวกระยาสารทไปทาบุญตักบาตรท่วัด ทายกทายิกาไปถือศีล เข้าวัด
ต�านานกวนกระยาสารททิพย์ ช่วงเช้ามีพิธีท�าบุญตักบาตร ในงานมีการกวน ฟังธรรมและรักษาอุโบสถศีล นาข้าวกระยาสารทหรือขนมอ่นไปฝากซ่งกัน






กระยาสารทโบราณ การสาธิตการทาขนมพ้นบ้านและหัตถกรรมพ้นบ้าน การ และกัน บางท้องถ่นเม่อถวายภัตตาหารพระสงฆ์เสร็จแล้วก็นาไปบูชาตาม





ประกวดขันโตกอาหารพ้นบ้าน การแสดงวัฒนธรรม 3 ชาติพันธุ์ คือ ลาวคร่ง ไร่นา โดยวางตามก่งไม้ ต้นไม้ หรือท่จัดไว้เพ่อการน้โดยเฉพาะ (สุวรรณ ี




ไทย และมอญ การจัดตลาดวัฒนธรรมสินค้า OTOP สินค้าพื้นบ้าน โดยจัด พงษ์สุวรรณ์, 2555; ชนิษฐา ใจเป็ง และจุรีรัตน์ ศิตศิรัตน์, 2564: 99-100)





ในเดือน 10 ข้น 15 คา นับเป็นงานบุญประเพณีท่ได้รับอิทธิพลด้านความเช่อ

ทางศาสนาพราหมณ์ โดยมีการผสมผสานกับความเช่อทางพุทธศาสนา มีจุด


มุ่งหมายสาคัญเพ่อเป็นการอุทิศส่วนกุศลให้แก่ดวงวิญญาณของบรรพชนและ


ญาติท่ล่วงลับ ซ่งได้รับการปล่อยตัวมาจากนรกท่ถูกจองจาอยู่เน่องจากผล






กรรมท่ได้เคยทาไว้ตอนท่ยังมีชีวิตอยู่ โดยจะเร่มปล่อยตัวจากนรกในทุกวัน

แรม 1 ค�่าเดือน 10 เพื่อมายังโลกมนุษย์ มาขอส่วนบุญจากลูกหลานญาติพี่
น้องที่ได้เตรียมการอุทิศไว้ให้ เป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อผู้ล่วงลับ



หลังจากน้นก็จะกลับไปยังนรกในวันแรม 15 คา เดือน 10 ช่วงเวลาในการ


ประกอบพิธีกรรมของประเพณีสารทเดือนสิบจะจัดข้นในวันแรม 1 คาถึง

แรม 15 ค�่าเดือน 10 ของทุกปี โดยเชื่อกันว่าบรรพบุรุษปู่ ย่า ตา ยาย และ



ญาติพ่น้องท่ล่วงลับ ต้องอาศัยผลบุญท่ลูกหลานอุทิศให้ในแต่ละปีมายังชีพ

และมีโอกาสหมดหน้กรรมได้ไปเกิดหรือมีความสุข เหตุผลอีกประการหน่ง

คือ สังคมไทยเป็นสังคมเกษตรกรรม ทานาเป็นอาชีพหลัก ในช่วงเดือน 10 น ี ้

ได้ปักด�าข้าวกล้าลงในนาหมดแล้ว ก�าลังงอกงามและรอเก็บเกี่ยว จึงมีเวลา
ว่างพอท่จะทาบุญเพ่อเล้ยงตอบแทนและขอบคุณแม่พระโพสพหรือผีไร่ผีนา






ท่ช่วยรักษาข้าวกล้าในนาให้เจริญงอกงามและออกรวงให้เก็บเก่ยวได้ผลผลิต

มาก ท้งน้ก่อนวันงานชาวบ้านจะทาขนมท่เรียกว่ากระยาสารทและขนมอ่น






ๆ แล้วแต่ความนิยมของแต่ละท้องถ่น ในวันงานชาวบ้านจัดแจงนาภัตตาหาร


38 ชุมชนท่องเท่ยววัฒนธรรม ลาวคร่ง วัดหนองกระดูกเน้อ ื พินิจ ลาภธนานนท์ และ พระมหาสุภัค วิรโช 39
การมีส่วนร่วมและพึ่งตนเองของชุมชน



(3) งานบุญประเพณีสารทลาว หรือบุญเดือน 10 เป็นงานบุญสืบสาน และข้าวกระยาสารทไปทาบุญตักบาตรท่วัด ทายกทายิกาไปถือศีล เข้าวัด
ต�านานกวนกระยาสารททิพย์ ช่วงเช้ามีพิธีท�าบุญตักบาตร ในงานมีการกวน ฟังธรรมและรักษาอุโบสถศีล นาข้าวกระยาสารทหรือขนมอ่นไปฝากซ่งกัน






กระยาสารทโบราณ การสาธิตการทาขนมพ้นบ้านและหัตถกรรมพ้นบ้าน การ และกัน บางท้องถ่นเม่อถวายภัตตาหารพระสงฆ์เสร็จแล้วก็นาไปบูชาตาม





ประกวดขันโตกอาหารพ้นบ้าน การแสดงวัฒนธรรม 3 ชาติพันธุ์ คือ ลาวคร่ง ไร่นา โดยวางตามก่งไม้ ต้นไม้ หรือท่จัดไว้เพ่อการน้โดยเฉพาะ (สุวรรณ ี




ไทย และมอญ การจัดตลาดวัฒนธรรมสินค้า OTOP สินค้าพื้นบ้าน โดยจัด พงษ์สุวรรณ์, 2555; ชนิษฐา ใจเป็ง และจุรีรัตน์ ศิตศิรัตน์, 2564: 99-100)





ในเดือน 10 ข้น 15 คา นับเป็นงานบุญประเพณีท่ได้รับอิทธิพลด้านความเช่อ

ทางศาสนาพราหมณ์ โดยมีการผสมผสานกับความเช่อทางพุทธศาสนา มีจุด


มุ่งหมายสาคัญเพ่อเป็นการอุทิศส่วนกุศลให้แก่ดวงวิญญาณของบรรพชนและ


ญาติท่ล่วงลับ ซ่งได้รับการปล่อยตัวมาจากนรกท่ถูกจองจาอยู่เน่องจากผล






กรรมท่ได้เคยทาไว้ตอนท่ยังมีชีวิตอยู่ โดยจะเร่มปล่อยตัวจากนรกในทุกวัน

แรม 1 ค�่าเดือน 10 เพื่อมายังโลกมนุษย์ มาขอส่วนบุญจากลูกหลานญาติพี่
น้องที่ได้เตรียมการอุทิศไว้ให้ เป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อผู้ล่วงลับ



หลังจากน้นก็จะกลับไปยังนรกในวันแรม 15 คา เดือน 10 ช่วงเวลาในการ


ประกอบพิธีกรรมของประเพณีสารทเดือนสิบจะจัดข้นในวันแรม 1 คาถึง

แรม 15 ค�่าเดือน 10 ของทุกปี โดยเชื่อกันว่าบรรพบุรุษปู่ ย่า ตา ยาย และ



ญาติพ่น้องท่ล่วงลับ ต้องอาศัยผลบุญท่ลูกหลานอุทิศให้ในแต่ละปีมายังชีพ

และมีโอกาสหมดหน้กรรมได้ไปเกิดหรือมีความสุข เหตุผลอีกประการหน่ง

คือ สังคมไทยเป็นสังคมเกษตรกรรม ทานาเป็นอาชีพหลัก ในช่วงเดือน 10 น ี ้

ได้ปักด�าข้าวกล้าลงในนาหมดแล้ว ก�าลังงอกงามและรอเก็บเกี่ยว จึงมีเวลา
ว่างพอท่จะทาบุญเพ่อเล้ยงตอบแทนและขอบคุณแม่พระโพสพหรือผีไร่ผีนา






ท่ช่วยรักษาข้าวกล้าในนาให้เจริญงอกงามและออกรวงให้เก็บเก่ยวได้ผลผลิต

มาก ท้งน้ก่อนวันงานชาวบ้านจะทาขนมท่เรียกว่ากระยาสารทและขนมอ่น






ๆ แล้วแต่ความนิยมของแต่ละท้องถ่น ในวันงานชาวบ้านจัดแจงนาภัตตาหาร


38 ชุมชนท่องเท่ยววัฒนธรรม ลาวคร่ง วัดหนองกระดูกเน้อ ื พินิจ ลาภธนานนท์ และ พระมหาสุภัค วิรโช 39
การมีส่วนร่วมและพึ่งตนเองของชุมชน



(4) พิธีไต้นามันวันออกพรรษา เป็นกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาอีก พระธรรมเทศนา รวมถึงมีการกวนข้าวทิพย์และถวายต้นปราสาทผ้งด้วย ถือ






อย่างหน่งของชาวลาวคร่งท่ได้ปฏิบัติสืบเน่องกันมาเป็นเวลานาน การไต้ เป็นงานบุญสาคัญอีกอย่างหน่งของชาวลาวคร่งท่สืบทอดมาต้งแต่อดีตจนถึง










นามันน้นหมายถึงการจัดประทีปโคมไฟเพ่อถวายเป็นพุทธบูชาในโอกาส ปัจจุบัน ในตอนคาจะมีการไต้นามันหรือกิจกรรมน�านามันมะพร้าวมาหยอด








เทศกาลออกพรรษาของทุกปี หลังจากท่พระสงฆ์ได้อยู่จาพรรษาในอาราม ในภาชนะททาไว้ในบรเวณวัด เพอบชาพระเจ้า 5 พระองค์ท่เป็นความเชอ








ครบ 3 เดือนตามพระวินัยบัญญัติแล้ว เมื่อถึงวันออกพรรษาชาวพุทธจะถือ ของบรรพบุรุษชาวลาวครั่ง (จักรมนตรี ชนะพันธ์, 2564)


เป็นวันสาคัญ ตรงกับวันเพ็ญข้น 15 คา เดือน 11 หรือโบราณเรียกว่าวันพระ


เจ้าเปิดโลก หมายถึง โลกธาตุทั้ง 3 คือ สวรรค์ มนุษย์ และนรก สามารถมอง
เห็นกันได้ ด้วยเหตุนี้ชาวลาวครั่งจึงมีพิธีจุดประทีปไต้น�้ามันในเวลากลางคืน
ต้งแต่ช่วงเวลา 18.00–20.00 น. เพ่อถวายเป็นพุทธบูชาและเฉลิมฉลองวาระ


ท่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จลงสู่โลกมนุษย์ ก่อนถึงวันออกพรรษา




ชาวบ้านจะไปรวมกันท่วัดเพ่อต้งหอประทีป เรียกขานตามแต่ละท้องถ่นว่า

หอประทีป, หอฮุ่งเฮือง, หอไต้น�้ามัน ฯลฯ ตั้งเป็นหอเพียงตา ผนังด้านหลัง
ปิดด้วยฝาไม้ไผ่ขัด ตามต้นเสาประดับด้วยต้นกล้วยต้นอ้อย ประดับดอกไม้
เพ่อใช้วางดวงประทีปทาด้วยลูกตูมกาขาว ซ่งชาวบ้านจะนามาเจาะรูคว้าน





เนือด้านในออกใส่นามัน พร้อมไส้ทาด้วยฝ้าย (มลักษณะเหมือนตะเกยง) หรือ










นาลูกตูมกามาผ่าคร่งขดเอาเนอด้านในออกใส่เทียนไขทาไส้เป็นรปตีนกา บาง



ท้องถ่นนาลูกตูมกาคว้านเอาเน้อและเมล็ดข้างในออก จากน้นใช้มีดแกะลาย



ต่าง ๆ อย่างประณีต ส่วนด้านล่างเจาะรูไว้สาหรับสอดเทียนเข้าไปด้านใน


เม่อเวลาจุดเทียนแสงก็จะออกตามลายท่แกะ ทาให้มีความสวยงาม พิธีจุด


ประทีปไต้นามันจัดท้งหมด 3 วัน คือวันไต้ประทีปน้อยในวันข้น 14 คา เดือน






11 วันไต้ประทีปใหญ่ในวันวันขึ้น 15 ค�่า เดือน 11 และวันไต้น�้ามันล้างหาง
ประทีปตรงกับวันแรม 1 ค�่า เดือน 11 เป็นวันสุดท้าย ตอนเช้าในวันแรม 1
คา เดือน 11 มีการตักบาตรเทโวโรหณะ ถวายภัตตาหาร รักษาศีล ฟัง




40 ชุมชนท่องเท่ยววัฒนธรรม ลาวคร่ง วัดหนองกระดูกเน้อ ื พินิจ ลาภธนานนท์ และ พระมหาสุภัค วิรโช 41
การมีส่วนร่วมและพึ่งตนเองของชุมชน



(4) พิธีไต้นามันวันออกพรรษา เป็นกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาอีก พระธรรมเทศนา รวมถึงมีการกวนข้าวทิพย์และถวายต้นปราสาทผ้งด้วย ถือ






อย่างหน่งของชาวลาวคร่งท่ได้ปฏิบัติสืบเน่องกันมาเป็นเวลานาน การไต้ เป็นงานบุญสาคัญอีกอย่างหน่งของชาวลาวคร่งท่สืบทอดมาต้งแต่อดีตจนถึง










นามันน้นหมายถึงการจัดประทีปโคมไฟเพ่อถวายเป็นพุทธบูชาในโอกาส ปัจจุบัน ในตอนคาจะมีการไต้นามันหรือกิจกรรมน�านามันมะพร้าวมาหยอด








เทศกาลออกพรรษาของทุกปี หลังจากท่พระสงฆ์ได้อยู่จาพรรษาในอาราม ในภาชนะททาไว้ในบรเวณวัด เพอบชาพระเจ้า 5 พระองค์ท่เป็นความเชอ








ครบ 3 เดือนตามพระวินัยบัญญัติแล้ว เมื่อถึงวันออกพรรษาชาวพุทธจะถือ ของบรรพบุรุษชาวลาวครั่ง (จักรมนตรี ชนะพันธ์, 2564)


เป็นวันสาคัญ ตรงกับวันเพ็ญข้น 15 คา เดือน 11 หรือโบราณเรียกว่าวันพระ


เจ้าเปิดโลก หมายถึง โลกธาตุทั้ง 3 คือ สวรรค์ มนุษย์ และนรก สามารถมอง
เห็นกันได้ ด้วยเหตุนี้ชาวลาวครั่งจึงมีพิธีจุดประทีปไต้น�้ามันในเวลากลางคืน
ต้งแต่ช่วงเวลา 18.00–20.00 น. เพ่อถวายเป็นพุทธบูชาและเฉลิมฉลองวาระ


ท่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จลงสู่โลกมนุษย์ ก่อนถึงวันออกพรรษา




ชาวบ้านจะไปรวมกันท่วัดเพ่อต้งหอประทีป เรียกขานตามแต่ละท้องถ่นว่า

หอประทีป, หอฮุ่งเฮือง, หอไต้น�้ามัน ฯลฯ ตั้งเป็นหอเพียงตา ผนังด้านหลัง
ปิดด้วยฝาไม้ไผ่ขัด ตามต้นเสาประดับด้วยต้นกล้วยต้นอ้อย ประดับดอกไม้
เพ่อใช้วางดวงประทีปทาด้วยลูกตูมกาขาว ซ่งชาวบ้านจะนามาเจาะรูคว้าน





เนือด้านในออกใส่นามัน พร้อมไส้ทาด้วยฝ้าย (มลักษณะเหมือนตะเกยง) หรือ










นาลูกตูมกามาผ่าคร่งขดเอาเนอด้านในออกใส่เทียนไขทาไส้เป็นรปตีนกา บาง



ท้องถ่นนาลูกตูมกาคว้านเอาเน้อและเมล็ดข้างในออก จากน้นใช้มีดแกะลาย



ต่าง ๆ อย่างประณีต ส่วนด้านล่างเจาะรูไว้สาหรับสอดเทียนเข้าไปด้านใน


เม่อเวลาจุดเทียนแสงก็จะออกตามลายท่แกะ ทาให้มีความสวยงาม พิธีจุด


ประทีปไต้นามันจัดท้งหมด 3 วัน คือวันไต้ประทีปน้อยในวันข้น 14 คา เดือน






11 วันไต้ประทีปใหญ่ในวันวันขึ้น 15 ค�่า เดือน 11 และวันไต้น�้ามันล้างหาง
ประทีปตรงกับวันแรม 1 ค�่า เดือน 11 เป็นวันสุดท้าย ตอนเช้าในวันแรม 1
คา เดือน 11 มีการตักบาตรเทโวโรหณะ ถวายภัตตาหาร รักษาศีล ฟัง




40 ชุมชนท่องเท่ยววัฒนธรรม ลาวคร่ง วัดหนองกระดูกเน้อ ื พินิจ ลาภธนานนท์ และ พระมหาสุภัค วิรโช 41
การมีส่วนร่วมและพึ่งตนเองของชุมชน

02



จากการท่ชุมชนชาติพันธุ์ลาวคร่งมีต้นทุนทางสังคมและทาง

วัฒนธรรมสูง ก่อให้เกิดผลลัพธ์เชิงบวกต่อการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ไม่ว่า
จะเป็นการประยุกต์กิจกรรมเชิงวัฒนธรรมและวิถีชีวิตชาวลาวคร่ง และใน



ขณะเดียวกันการท่องเท่ยวเชิงสร้างสรรค์ได้เป็นตัวขับเคล่อนให้เกิดความ


ความสัมพันธ์ท่สามัคคีกลมเกลียวของคนในชุมชนเพ่มมากข้น ผ่าน


กระบวนการมีส่วนร่วมในการจัดงานบุญประเพณีและจัดกิจกรรมด้านการ ชุมชนท่องเทียว OTOP



ท่องเท่ยว และท้ายท่สุดทาให้เกิดการสืบสานและอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณ ี
และวิถีชีวิตพื้นบ้าน เกิดจิตส�านึก เกิดความภาคภูมิใจของคนในท้องถิ่น การ นวัตวิถี : บูรณาการพลัง







ฟื้นฟอนุรกษ์ และสร้างสมดลให้แก่ชมชนทงด้านสงคม เศรษฐกจ และ “บวร”


วัฒนธรรมประเพณี โดยสามารถนามาเพ่มมูลค่า สร้างความเข้มแข็งและราย

ได้ให้แก่ชุมชนในรูปแบบชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี
ที่ผ่านมาพัฒนาการของสินค้า OTOP (หนึ่งต�าบล หนึ่งผลิตภัณฑ์)



ซ่งเร่มดาเนินการนับจากปี 2544 มาน้น สามารถสนับสนุนเศรษฐกิจในระดับ

ชุมชน โดยอาจแบ่งออกได้เป็น 3 ช่วง ประกอบด้วย ช่วงแรกปี 2546-2556



เป็นช่วง “หน่งตาบล หน่งผลิตภัณฑ์-พออยู่ พอกิน” ช่วงท่ 2 ระหว่างปี




2557-2560 เป็นชวง “หลากเสน่ห หลายผลิตภัณฑ์-อยดี กนด” และนับจาก



ปี 2561 เป็นช่วง “นวัตวิถี ร่วมสุข ร่วมวิถี ร่วมสมัย-มั่งมี ศรีสุข” โดยใช้
ชุมชนเป็นตัวต้งเพ่อร่วมกันสร้างสรรค์ชุมชนท่องเท่ยวระดับหมู่บ้าน และช่วย




กันยกระดับสินค้า OTOP โดยนานวัตกรรมมาผสมผสานกับวิถีวัฒนธรรม

ของชุมชน เพ่อให้ในแต่ละหมู่บ้านสามารถผลิตสินค้าได้หลากหลายผลิตภัณฑ์


ซ่งจะทาให้ชุมชนมีรายได้เพ่มข้น และสามารถพ่งพาตนเองได้อย่างแท้จริง





42 ชุมชนท่องเท่ยววัฒนธรรม ลาวคร่ง วัดหนองกระดูกเน้อ ื พินิจ ลาภธนานนท์ และ พระมหาสุภัค วิรโช 43
การมีส่วนร่วมและพึ่งตนเองของชุมชน

02



จากการท่ชุมชนชาติพันธุ์ลาวคร่งมีต้นทุนทางสังคมและทาง

วัฒนธรรมสูง ก่อให้เกิดผลลัพธ์เชิงบวกต่อการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ไม่ว่า
จะเป็นการประยุกต์กิจกรรมเชิงวัฒนธรรมและวิถีชีวิตชาวลาวคร่ง และใน



ขณะเดียวกันการท่องเท่ยวเชิงสร้างสรรค์ได้เป็นตัวขับเคล่อนให้เกิดความ


ความสัมพันธ์ท่สามัคคีกลมเกลียวของคนในชุมชนเพ่มมากข้น ผ่าน


กระบวนการมีส่วนร่วมในการจัดงานบุญประเพณีและจัดกิจกรรมด้านการ ชุมชนท่องเทียว OTOP



ท่องเท่ยว และท้ายท่สุดทาให้เกิดการสืบสานและอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณ ี
และวิถีชีวิตพื้นบ้าน เกิดจิตส�านึก เกิดความภาคภูมิใจของคนในท้องถิ่น การ นวัตวิถี : บูรณาการพลัง







ฟื้นฟอนุรกษ์ และสร้างสมดลให้แก่ชมชนทงด้านสงคม เศรษฐกจ และ “บวร”


วัฒนธรรมประเพณี โดยสามารถนามาเพ่มมูลค่า สร้างความเข้มแข็งและราย

ได้ให้แก่ชุมชนในรูปแบบชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี
ที่ผ่านมาพัฒนาการของสินค้า OTOP (หนึ่งต�าบล หนึ่งผลิตภัณฑ์)



ซ่งเร่มดาเนินการนับจากปี 2544 มาน้น สามารถสนับสนุนเศรษฐกิจในระดับ

ชุมชน โดยอาจแบ่งออกได้เป็น 3 ช่วง ประกอบด้วย ช่วงแรกปี 2546-2556



เป็นช่วง “หน่งตาบล หน่งผลิตภัณฑ์-พออยู่ พอกิน” ช่วงท่ 2 ระหว่างปี




2557-2560 เป็นชวง “หลากเสน่ห หลายผลิตภัณฑ์-อยดี กนด” และนับจาก



ปี 2561 เป็นช่วง “นวัตวิถี ร่วมสุข ร่วมวิถี ร่วมสมัย-มั่งมี ศรีสุข” โดยใช้
ชุมชนเป็นตัวต้งเพ่อร่วมกันสร้างสรรค์ชุมชนท่องเท่ยวระดับหมู่บ้าน และช่วย




กันยกระดับสินค้า OTOP โดยนานวัตกรรมมาผสมผสานกับวิถีวัฒนธรรม

ของชุมชน เพ่อให้ในแต่ละหมู่บ้านสามารถผลิตสินค้าได้หลากหลายผลิตภัณฑ์


ซ่งจะทาให้ชุมชนมีรายได้เพ่มข้น และสามารถพ่งพาตนเองได้อย่างแท้จริง





42 ชุมชนท่องเท่ยววัฒนธรรม ลาวคร่ง วัดหนองกระดูกเน้อ ื พินิจ ลาภธนานนท์ และ พระมหาสุภัค วิรโช 43
การมีส่วนร่วมและพึ่งตนเองของชุมชน




(โพสต์ทูเดย์, 2561) ซึ่งหนึ่งในชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี ที่น่าสนใจคือ พ้นบ้าน ในขณะท่ สุพรรณี ไชยอาพร (2546: 59-60) ได้สรุปความหมายของ

ชุมชนบ้านหนองกระดูกเน้อ ตาบลหนองนมวัว อาเภอลาดยาว จังหวัด “ทุนทางสังคม” ว่า ทุนทางสังคมเน้นท่รูปแบบความสัมพันธ์ท่อยู่ในกลุ่ม





นครสวรรค์ เพ่อให้สามารถเข้าใจการขับเคล่อนกิจกรรมชุมชนท่องเท่ยว สังคม โดยเฉพาะในสังคมชนบท ตั้งแต่ครอบครัวขยายไปสู่กลุ่มเพื่อน กลุ่ม


OTOP นวัตวิถี บ้านหนองกระดูกเนื้อ ได้อย่างชัดเจน จึงควรท�าความเข้าใจ อาชีพ และกลุ่มต่าง ๆ ในชุมชน ที่มุ่งมั่นร่วมมือกันด�าเนินกิจกรรมเพื่อส่วน
ถึงแนวคิดการพัฒนาชุมชนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ดังรายละเอียดต่อไปนี้ รวม เอื้ออาทรและช่วยเหลือกันในการด�าเนินงานต่าง ๆ ในที่นี้จะพิจารณา





ทนทางสงคมวาเปนทนสาคญทเสริมสรางวถชีวิตทดงามของคนในสงคม และ












แนวคิดทุนในการพัฒนาชุมชนท่องเที่ยว สนับสนุนการพัฒนาชุมชน โดยเฉพาะอย่างย่งการเสริมสร้างประสิทธิภาพ
เชิงวัฒนธรรม บ้านหนองกระดูกเนื้อ การบริการและการผลิตในภาคเศรษฐกิจ การช่วยบรรเทาความรุนแรงและ

แก้ปัญหาในยามท่เกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจและสังคม ซ่งเป็นสถานการณ์ท่ทุน




ในกระบวนการพัฒนาชุมชน หากพิจารณาอย่างครอบคลุมทุกบริบท ทางทรัพยากรธรรมชาติและทุนทางเศรษฐกิจมีข้อจากัด ในภาวะเช่นน้การ
จะพบว่า นอกจากทุนทางเศรษฐกิจและทุนทางทรัพยากรธรรมชาติ ชุมชน บรรเทาปัญหาและฟื้นฟูสังคมไทยจ�าเป็นต้องใช้ทุนทางสังคมช่วยสนับสนุน








ยงมทนสาคญทช่วยให้สามารถพฒนาจนพงพาตนเองได้ นนคอ “ทนทาง ในมุมมองของนักวิชาการต่างชาติ ทุนทางสังคมเป็นคาอธิบาย “ทุน”









สังคม” (social capital) ที่ช่วยยึดโยงคนในชุมชนให้มาร่วมกิจกรรมสังคม ในลักษณะท่เป็นผลประโยชน์หรือต้นทุนส่วนรวมท่มาจากการช่วยเหลือและ
ประกอบไปด้วย ทุนทางศีลธรรม ทุนทางทรัพยากร ทุนทางปัญญา และทุน ความร่วมมือกันระหว่างบุคคลและระหว่างกลุ่มต่าง ๆ ในสังคม (Putnam,


ทางวัฒนธรรม (เสรี พงศ์พิศ, 2544) ซึ่งเน้นถึงกลไกความสัมพันธ์ทางสังคม 2000: 19-20) โดยนยน้ทนทางสังคมคอระบบความสมพันธ์ทางสงคมและ







เช่นเดียวกับที่ อมรา พงศาพิชญ์ (2543: 19 อ้างถึงใน อาทิตย์ บุดดาดวง บรรทัดฐานทางสังคม ท่เช่อมโยงของบุคคลเป็นเครือข่ายทางสังคมบนพ้น
และสุพรรณี ไชยอาพร, 2555: 34) ได้กล่าวว่า ทุนทางสังคมคือความสัมพันธ์ ฐานความเชื่อถือ ความไว้วางใจซึ่งกันและกัน และมีมาตรฐานในการท�างาน

ทางสังคมในแนวราบและแนวต้ง ระหว่างบุคคล สถาบัน/องค์กร ท้งในรูป ร่วมกันเป็นเครือข่าย ท่จะเพ่มประสิทธิภาพให้กับสังคมในการทากิจกรรม






ปัจเจกบุคคล กลุ่ม และเครือข่ายทางสังคม รวมท้งค่านิยมและบรรทัดฐานท ี ่ ต่าง ๆ ร่วมกัน โดยทุนทางสังคมจะเพ่มโอกาสในการบรรลุเป้าหมายของ


สังคมยึดถือ ซ่งมีผลต่อวิถีชีวิตและวิถีการผลิตในระดับครอบครัว ชุมชน และ สังคมโดยอาศัยความเชื่อใจ ไม่ใช่แค่ระดับบุคคลต่อบุคคล แต่เป็นระดับองค์
สังคม นอกจากนี้ ชาติชาย ณ เชียงใหม่ (2543: 286) กล่าวว่า ทุนทางสังคม รวมของสังคม และสามารถคาดหวังได้ว่าสิ่งที่เราท�าไปนั้น ผู้อื่นก็จะตอบรับ
คือวิถีการด�ารงชีวิต วัฒนธรรม จารีตประเพณีของชุมชน วิถีความสามารถ กลับมาในทางเดียวกัน ความสัมพันธ์ดังกล่าวจึงก่อตัวเป็นสถาบันหรือองค์กร
ในการจัดการองค์กรของประชาชน รวมท้งปราชญ์ชาวบ้านและภูมิปัญญา หรือกลุ่มที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อการจัดการกับปัญหาที่ไม่สามารถท�าคนเดียวได้



44 ชุมชนท่องเท่ยววัฒนธรรม ลาวคร่ง วัดหนองกระดูกเน้อ ื พินิจ ลาภธนานนท์ และ พระมหาสุภัค วิรโช 45
การมีส่วนร่วมและพึ่งตนเองของชุมชน




(โพสต์ทูเดย์, 2561) ซึ่งหนึ่งในชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี ที่น่าสนใจคือ พ้นบ้าน ในขณะท่ สุพรรณี ไชยอาพร (2546: 59-60) ได้สรุปความหมายของ

ชุมชนบ้านหนองกระดูกเน้อ ตาบลหนองนมวัว อาเภอลาดยาว จังหวัด “ทุนทางสังคม” ว่า ทุนทางสังคมเน้นท่รูปแบบความสัมพันธ์ท่อยู่ในกลุ่ม





นครสวรรค์ เพ่อให้สามารถเข้าใจการขับเคล่อนกิจกรรมชุมชนท่องเท่ยว สังคม โดยเฉพาะในสังคมชนบท ตั้งแต่ครอบครัวขยายไปสู่กลุ่มเพื่อน กลุ่ม


OTOP นวัตวิถี บ้านหนองกระดูกเนื้อ ได้อย่างชัดเจน จึงควรท�าความเข้าใจ อาชีพ และกลุ่มต่าง ๆ ในชุมชน ที่มุ่งมั่นร่วมมือกันด�าเนินกิจกรรมเพื่อส่วน
ถึงแนวคิดการพัฒนาชุมชนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ดังรายละเอียดต่อไปนี้ รวม เอื้ออาทรและช่วยเหลือกันในการด�าเนินงานต่าง ๆ ในที่นี้จะพิจารณา





ทนทางสงคมวาเปนทนสาคญทเสริมสรางวถชีวิตทดงามของคนในสงคม และ












แนวคิดทุนในการพัฒนาชุมชนท่องเที่ยว สนับสนุนการพัฒนาชุมชน โดยเฉพาะอย่างย่งการเสริมสร้างประสิทธิภาพ
เชิงวัฒนธรรม บ้านหนองกระดูกเนื้อ การบริการและการผลิตในภาคเศรษฐกิจ การช่วยบรรเทาความรุนแรงและ

แก้ปัญหาในยามท่เกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจและสังคม ซ่งเป็นสถานการณ์ท่ทุน




ในกระบวนการพัฒนาชุมชน หากพิจารณาอย่างครอบคลุมทุกบริบท ทางทรัพยากรธรรมชาติและทุนทางเศรษฐกิจมีข้อจากัด ในภาวะเช่นน้การ
จะพบว่า นอกจากทุนทางเศรษฐกิจและทุนทางทรัพยากรธรรมชาติ ชุมชน บรรเทาปัญหาและฟื้นฟูสังคมไทยจ�าเป็นต้องใช้ทุนทางสังคมช่วยสนับสนุน








ยงมทนสาคญทช่วยให้สามารถพฒนาจนพงพาตนเองได้ นนคอ “ทนทาง ในมุมมองของนักวิชาการต่างชาติ ทุนทางสังคมเป็นคาอธิบาย “ทุน”









สังคม” (social capital) ที่ช่วยยึดโยงคนในชุมชนให้มาร่วมกิจกรรมสังคม ในลักษณะท่เป็นผลประโยชน์หรือต้นทุนส่วนรวมท่มาจากการช่วยเหลือและ
ประกอบไปด้วย ทุนทางศีลธรรม ทุนทางทรัพยากร ทุนทางปัญญา และทุน ความร่วมมือกันระหว่างบุคคลและระหว่างกลุ่มต่าง ๆ ในสังคม (Putnam,


ทางวัฒนธรรม (เสรี พงศ์พิศ, 2544) ซึ่งเน้นถึงกลไกความสัมพันธ์ทางสังคม 2000: 19-20) โดยนยน้ทนทางสังคมคอระบบความสมพันธ์ทางสงคมและ







เช่นเดียวกับที่ อมรา พงศาพิชญ์ (2543: 19 อ้างถึงใน อาทิตย์ บุดดาดวง บรรทัดฐานทางสังคม ท่เช่อมโยงของบุคคลเป็นเครือข่ายทางสังคมบนพ้น
และสุพรรณี ไชยอาพร, 2555: 34) ได้กล่าวว่า ทุนทางสังคมคือความสัมพันธ์ ฐานความเชื่อถือ ความไว้วางใจซึ่งกันและกัน และมีมาตรฐานในการท�างาน

ทางสังคมในแนวราบและแนวต้ง ระหว่างบุคคล สถาบัน/องค์กร ท้งในรูป ร่วมกันเป็นเครือข่าย ท่จะเพ่มประสิทธิภาพให้กับสังคมในการทากิจกรรม






ปัจเจกบุคคล กลุ่ม และเครือข่ายทางสังคม รวมท้งค่านิยมและบรรทัดฐานท ี ่ ต่าง ๆ ร่วมกัน โดยทุนทางสังคมจะเพ่มโอกาสในการบรรลุเป้าหมายของ


สังคมยึดถือ ซ่งมีผลต่อวิถีชีวิตและวิถีการผลิตในระดับครอบครัว ชุมชน และ สังคมโดยอาศัยความเชื่อใจ ไม่ใช่แค่ระดับบุคคลต่อบุคคล แต่เป็นระดับองค์
สังคม นอกจากนี้ ชาติชาย ณ เชียงใหม่ (2543: 286) กล่าวว่า ทุนทางสังคม รวมของสังคม และสามารถคาดหวังได้ว่าสิ่งที่เราท�าไปนั้น ผู้อื่นก็จะตอบรับ
คือวิถีการด�ารงชีวิต วัฒนธรรม จารีตประเพณีของชุมชน วิถีความสามารถ กลับมาในทางเดียวกัน ความสัมพันธ์ดังกล่าวจึงก่อตัวเป็นสถาบันหรือองค์กร
ในการจัดการองค์กรของประชาชน รวมท้งปราชญ์ชาวบ้านและภูมิปัญญา หรือกลุ่มที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อการจัดการกับปัญหาที่ไม่สามารถท�าคนเดียวได้



44 ชุมชนท่องเท่ยววัฒนธรรม ลาวคร่ง วัดหนองกระดูกเน้อ ื พินิจ ลาภธนานนท์ และ พระมหาสุภัค วิรโช 45
การมีส่วนร่วมและพึ่งตนเองของชุมชน





แต่ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างสมาชิกท้งหลายในสังคมและมีทุนทาง สุดท้ายทุนทางสังคมจะเป็นพ้นฐานให้กับกิจกรรมท้งหลายท่เกิดในชุมชนและ
สังคมเป็นตัวขับเคลื่อนความสัมพันธ์ดังกล่าว สังคม ซึ่งทุนทางสังคมจ�าเป็นต้องใช้เวลาในการสะสมอย่างยาวนาน และมา

อย่างไรก็ดีในระดับสากลคาว่าทุนทางสังคมยังมีอีกหลายนิยามท่อาจ จากความร่วมมือร่วมใจของคนในชุมชน อันส่งผลให้เกิดความสัมพันธ์ท่ด ี












จะสอดคล้องหรือขัดแย้งในบางประเด็น แต่จุดร่วมท่มีอยู่ด้วยกันคือการใช้ ระหว่างคนในชมชน โดยนยนทนทางสงคมจงเป็นเสมอนสมบตสาธารณะท ี ่


คาว่าทุนทางสังคมในการสร้างความร่วมมือทางสังคม ทุนทางสังคมโดยเอง สมาชกทุกคนในชมชนสามารถเข้าถงและใช้ประโยชน์ได้ตลอดเวลา และท ่ ี



นั้นเป็นตัวกลางในการเข้าถึงทุนอื่น เช่น ทุนมนุษย์ (human capital) ทุน ส�าคัญคือเป็นทุนที่มีคุณลักษณะพิเศษที่ยิ่งใช้จะยิ่งมีเพิ่มมากขึ้น (วรวุฒิ โรม



กายภาพ (physical capital) ทุนทรัพยากรธรรมชาติ (natural resources) รัตนพันธ์, 2548) และด้วยทุนทางสังคมดังกล่าวน้เป็นส่วนหน่งท่สนับสนุน
และทุนวัฒนธรรม (cultural capital) เป็นต้น โดยผ่านความสัมพันธ์ทาง ให้หลายชุมชนสามารถพัฒนาและส่งเสริมการท่องเท่ยวเชิงวัฒนธรรมให้ได้

สังคมหรือโครงสร้างสังคมท่สมาชิกทาหน้าท่ตามบทบาทตัวเองได้อย่าง รับความนิยมในฐานะที่เป็นทางเลือกหนึ่งของการท่องเที่ยวในประเทศ รวม




เหมาะสม ทุนทางสังคมจึงเป็นรากฐานในความร่วมมือกันทางสังคม ซ่งจะส่ง ถึงโครงการชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี บ้านหนองกระดูกเนื้อ ซึ่งเป็น


เสริมท้งการพัฒนาชุมชนท่องเท่ยวเชิงวัฒนธรรมและการพัฒนาเศรษฐกิจ แหล่งท่องเที่ยวที่มีองค์ประกอบของทุนทางสังคมที่ส�าคัญ ดังนี้



อย่างย่งยืน (สินาด ตรีวรรณไชย, 2561) สาหรับสังคมไทยคาว่าทุนทางสังคม 1) ทุนวัฒนธรรม (cultural capital) หมายถึง ผลผลิตทางวัฒนธรรม



มกจะถกนามาใช้ในเชงการแสวงหาความร่วมมอในกระบวนการพฒนา หรือ ทั้งที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้ ทุนทาง วัฒนธรรมที่จับต้องได้ เช่น โบราณ






ในบริบทของสังคมท่หมายถึงผลรวมของส่งดีงามต่าง ๆ ท่มีอยู่ในสังคม ท้ง ั สถาน มรดกทางวัฒนธรรม ผลงานศิลปะแขนงต่าง ๆ ท้งภาพวาด หัตถกรรม



ในส่วนท่ได้จากการส่งสมและการต่อยอด รวมถึงการรวมตัวของคนท่ม ี ดนตรี ภาพยนตร์ วรรณกรรม เหล่านี้มักจะวัดมูลค่าเป็นตัวเงินได้ ส่วนทุน

คณภาพเพอสรางประโยชนตอสวนรวม บนพนฐานของความไวเนอเชอใจและ วัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ได้แก่ ความเชื่อ จารีต ประเพณี วิถีชีวิต ผู้น�าเสนอ















วัฒนธรรมท่ดีงาม ซ่งหากนามาพัฒนาและใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสมแล้ว แนวคิดเรื่องทุนวัฒนธรรมคนแรกคือ Pierre Bourdieu นักสังคมวิทยาชาว


จะเป็นปัจจัยสาคัญในการพัฒนาสังคมให้เกิดสมดุล (สุวรรณี คาม่น และ ฝร่งเศส ซ่งระบุว่าทุนวัฒนธรรมหมายถึงส่งท่บุคคลได้รับจากกระบวนการ








สุจิตราภรณ์ นาคะลักษณ์, 2546: 8) หล่อหลอมทางสังคม อันกลายเป็นคุณสมบัติติดตัวท่เอ้อให้บุคคลสามารถนา










ท้งน้การทาความเข้าใจทุนทางสงคมไม่ใช่เป็นเพยงพ้นฐานส่วนบคคล ไปเพ่มพูนมูลค่าของตนได้ นอกจากน้ยังหมายรวมถึงทรัพย์สินต่าง ๆ ท่ม ี





แต่ต้องมองในลักษณะองค์รวม เพราะทุนทางสังคมเป็นเร่องของการจัดความ คุณค่าอย่างหน่งท่ไม่ใช่คุณค่าเชิงเศรษฐกิจโดยตรง แต่มีมูลค่าในเชิงเศรษฐกิจ
สัมพันธ์ระหว่างบทบาทอันหลากหลายของสมาชิกในสังคม จนออกมาเป็น ได้ เช่น งานศิลปะ (ชนิดา เสงี่ยมไพศาลสุข, 2548: 113) แรงบันดาลใจที่น�า
สถาบันที่อยู่บนความเชื่อใจ ความร่วมมือกัน และมีเครือข่ายระหว่างกัน จน มาสู่ความคิดสร้างสรรค์ต่าง ๆ มักได้มาจากทุนวัฒนธรรมและภูมิปัญญา ซึ่ง


46 ชุมชนท่องเท่ยววัฒนธรรม ลาวคร่ง วัดหนองกระดูกเน้อ ื พินิจ ลาภธนานนท์ และ พระมหาสุภัค วิรโช 47
การมีส่วนร่วมและพึ่งตนเองของชุมชน





แต่ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างสมาชิกท้งหลายในสังคมและมีทุนทาง สุดท้ายทุนทางสังคมจะเป็นพ้นฐานให้กับกิจกรรมท้งหลายท่เกิดในชุมชนและ
สังคมเป็นตัวขับเคลื่อนความสัมพันธ์ดังกล่าว สังคม ซึ่งทุนทางสังคมจ�าเป็นต้องใช้เวลาในการสะสมอย่างยาวนาน และมา

อย่างไรก็ดีในระดับสากลคาว่าทุนทางสังคมยังมีอีกหลายนิยามท่อาจ จากความร่วมมือร่วมใจของคนในชุมชน อันส่งผลให้เกิดความสัมพันธ์ท่ด ี












จะสอดคล้องหรือขัดแย้งในบางประเด็น แต่จุดร่วมท่มีอยู่ด้วยกันคือการใช้ ระหว่างคนในชมชน โดยนยนทนทางสงคมจงเป็นเสมอนสมบตสาธารณะท ี ่


คาว่าทุนทางสังคมในการสร้างความร่วมมือทางสังคม ทุนทางสังคมโดยเอง สมาชกทุกคนในชมชนสามารถเข้าถงและใช้ประโยชน์ได้ตลอดเวลา และท ่ ี



นั้นเป็นตัวกลางในการเข้าถึงทุนอื่น เช่น ทุนมนุษย์ (human capital) ทุน ส�าคัญคือเป็นทุนที่มีคุณลักษณะพิเศษที่ยิ่งใช้จะยิ่งมีเพิ่มมากขึ้น (วรวุฒิ โรม



กายภาพ (physical capital) ทุนทรัพยากรธรรมชาติ (natural resources) รัตนพันธ์, 2548) และด้วยทุนทางสังคมดังกล่าวน้เป็นส่วนหน่งท่สนับสนุน
และทุนวัฒนธรรม (cultural capital) เป็นต้น โดยผ่านความสัมพันธ์ทาง ให้หลายชุมชนสามารถพัฒนาและส่งเสริมการท่องเท่ยวเชิงวัฒนธรรมให้ได้

สังคมหรือโครงสร้างสังคมท่สมาชิกทาหน้าท่ตามบทบาทตัวเองได้อย่าง รับความนิยมในฐานะที่เป็นทางเลือกหนึ่งของการท่องเที่ยวในประเทศ รวม




เหมาะสม ทุนทางสังคมจึงเป็นรากฐานในความร่วมมือกันทางสังคม ซ่งจะส่ง ถึงโครงการชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี บ้านหนองกระดูกเนื้อ ซึ่งเป็น


เสริมท้งการพัฒนาชุมชนท่องเท่ยวเชิงวัฒนธรรมและการพัฒนาเศรษฐกิจ แหล่งท่องเที่ยวที่มีองค์ประกอบของทุนทางสังคมที่ส�าคัญ ดังนี้



อย่างย่งยืน (สินาด ตรีวรรณไชย, 2561) สาหรับสังคมไทยคาว่าทุนทางสังคม 1) ทุนวัฒนธรรม (cultural capital) หมายถึง ผลผลิตทางวัฒนธรรม



มกจะถกนามาใช้ในเชงการแสวงหาความร่วมมอในกระบวนการพฒนา หรือ ทั้งที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้ ทุนทาง วัฒนธรรมที่จับต้องได้ เช่น โบราณ






ในบริบทของสังคมท่หมายถึงผลรวมของส่งดีงามต่าง ๆ ท่มีอยู่ในสังคม ท้ง ั สถาน มรดกทางวัฒนธรรม ผลงานศิลปะแขนงต่าง ๆ ท้งภาพวาด หัตถกรรม



ในส่วนท่ได้จากการส่งสมและการต่อยอด รวมถึงการรวมตัวของคนท่ม ี ดนตรี ภาพยนตร์ วรรณกรรม เหล่านี้มักจะวัดมูลค่าเป็นตัวเงินได้ ส่วนทุน

คณภาพเพอสรางประโยชนตอสวนรวม บนพนฐานของความไวเนอเชอใจและ วัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ได้แก่ ความเชื่อ จารีต ประเพณี วิถีชีวิต ผู้น�าเสนอ















วัฒนธรรมท่ดีงาม ซ่งหากนามาพัฒนาและใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสมแล้ว แนวคิดเรื่องทุนวัฒนธรรมคนแรกคือ Pierre Bourdieu นักสังคมวิทยาชาว


จะเป็นปัจจัยสาคัญในการพัฒนาสังคมให้เกิดสมดุล (สุวรรณี คาม่น และ ฝร่งเศส ซ่งระบุว่าทุนวัฒนธรรมหมายถึงส่งท่บุคคลได้รับจากกระบวนการ








สุจิตราภรณ์ นาคะลักษณ์, 2546: 8) หล่อหลอมทางสังคม อันกลายเป็นคุณสมบัติติดตัวท่เอ้อให้บุคคลสามารถนา










ท้งน้การทาความเข้าใจทุนทางสงคมไม่ใช่เป็นเพยงพ้นฐานส่วนบคคล ไปเพ่มพูนมูลค่าของตนได้ นอกจากน้ยังหมายรวมถึงทรัพย์สินต่าง ๆ ท่ม ี





แต่ต้องมองในลักษณะองค์รวม เพราะทุนทางสังคมเป็นเร่องของการจัดความ คุณค่าอย่างหน่งท่ไม่ใช่คุณค่าเชิงเศรษฐกิจโดยตรง แต่มีมูลค่าในเชิงเศรษฐกิจ
สัมพันธ์ระหว่างบทบาทอันหลากหลายของสมาชิกในสังคม จนออกมาเป็น ได้ เช่น งานศิลปะ (ชนิดา เสงี่ยมไพศาลสุข, 2548: 113) แรงบันดาลใจที่น�า
สถาบันที่อยู่บนความเชื่อใจ ความร่วมมือกัน และมีเครือข่ายระหว่างกัน จน มาสู่ความคิดสร้างสรรค์ต่าง ๆ มักได้มาจากทุนวัฒนธรรมและภูมิปัญญา ซึ่ง


46 ชุมชนท่องเท่ยววัฒนธรรม ลาวคร่ง วัดหนองกระดูกเน้อ ื พินิจ ลาภธนานนท์ และ พระมหาสุภัค วิรโช 47
การมีส่วนร่วมและพึ่งตนเองของชุมชน





เป็นส่งท่ส่งสมและคงอยู่คู่กับสังคมมนุษย์ หลายประเทศให้ความสนใจในการ มาะสมตอสุขภาวะและคุณภาพชีวิตท่ดี รวมถึงการดาเนินชีวิตอย่างเป็นปกต ิ





ขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจด้วยทุนวัฒนธรรม สุขของคนในสังคม เช่น คุณภาพอากาศ คุณภาพนา อีกประการหน่งคือ

2) ทุนมนุษย์ (human capital) ในความหมายน้ทุนมนุษย์เป็นมาก ทรัพยากรและส่งแวดล้อมท่มนุษย์สร้างข้น ควรค่าแก่ความภาคภูมิใจ และ




กว่าแรงงานทางกายภาพของคนท่ทางานให้กับองค์กร แต่เป็นคุณสมบัติท ่ ี ควรสืบทอดไปจนถึงอนุชนรุ่นต่อไป ตัวอย่างเช่น ศิลปกรรม โบราณสถาน








จับต้องไม่ได้ท้งหมดท่ผู้คนนามาสู่องค์กร ซ่งอาจช่วยให้ประสบความสาเร็จ และสิ่งกอสรางทางสถาปัตยกรรม เป็นต้น ทุนทางทรัพยากรธรรมชาติและ



ในการผลิตสินค้าและบริการ ในท่น้จะพิจารณาทุนมนุษย์ในความหมายถึง ส่งแวดล้อมรอบตัวจึงเป็นปัจจัยสาคัญในการรักษาคุณภาพชีวิต เพ่อให้












ู้



ความร (knowledge) ทกษะ (skills) ความสามารถ (abilities) ประสบการณ ์ มนษย์์สามารถดารงชวตอย่อย่างเป็นปกตสขได้้ (เอกรนทร์ ตงนธบญ และ

(experiences) และลักษณะทางศีลธรรม (moral character) ของคนใน ธิติมา เกตุแก้ว, 2560: 9-10)

ชุมชนบ้านหนองกระดูกเน้อ ท้งท่ติดตัวมาต้งแต่เกิดและเกิดจากการเรียนรู้ ในปัจจุบันกระแสของการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม โดยเฉพาะแหล่ง



การฝึกอบรม และการพัฒนา ในบริบทดังกล่าวนี้ทุนมนุษย์จึงเป็นสินทรัพย์ ท่องเที่ยวในลักษณะชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี ก�าลังได้รับความนิยม






ท่ไม่มีตัวตน (intangible assets) ท่มีความสาคัญแก่องค์กร/ชมชน เป็น สูง เหตุผลหน่งเน่องจากเป็นการท่องเท่ยวท่จัดการโดยชุมชนได้อย่างประสบ









สินทรัพย์ท่มีความแตกต่างจากสินทรัพย์อ่น ๆ เน่องจากทุนมนุษย์น้นไม่ ความสาเรจและเกดผลประโยชนแกชมชนอยางมาก ตวอยางเชน ชมชนทอง









สามารถซอขายหรอโอนกรรมสทธระหว่างบคคลได้ แต่ทนมนษย์สามารถ เท่ยว OTOP นวัตวิถี บ้านหนองกระดูกเน้อ ซ่งหลังจากได้ริเร่มกิจกรรมมาระ


















สร้างมูลค่าเพ่มให้กับเจ้าของกรรมสิทธ์เท่าน้น (Nadler, et al.,1985 อ้างถึง ยะหน่ง ปรากฏว่ามีนักท่องเท่ยวสนใจเดินทางมาเท่ยวท่บ้านหนองกระดูก



ใน กัลย์ ปิ่นเกษร, 2564) หากองค์กร/ชุมชนมีการสร้างมูลค่าเพ่มในทุนมนุษย์ เนื้อเป็นจ�านวนมากอย่างต่อเนื่อง ท�าให้คนในชุมชนได้รับประโยชน์จากการ
จะทาให้องค์กรมีทุนมนุษย์ท่มีขีดความสามารถเพ่มข้น สามารถสร้างความ มีรายได้เพิ่มขึ้น อีกทั้งยังมีการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคภายในชุมชนเพื่อ











ได้เปรียบทางการแข่งขันให้กับองค์กร/ชุมชนได้ รองรบนกท่องเท่ยว มระบบการกาจดขยะมลฝอยภายในชุมชน ทาให้บ้าน





3) ทุนทรัพยากรธรรมชาติและส่งแวดลอม (natural and environ- หนองกระดกเนอมความเป็นระเบยบและสะอาดยงขน นอกจากนยงมการ


























mental capital) หมายถง สงทเกดขนตามธรรมชาตทงทใชแลวหมดไป เกด ปรับปรุงทางเดินและซุ้มหน้าประตูทางเข้าให้มีความสวยงาม มีการทาสะพาน


ใหม่่ทดแทนได้้หรอมปรมาณไม่่หมดสน อนให้ประโยชน์โดยตรงในรปของ ทางเดินผ่านเข้าไปในท้องทุ่งนา โดยตั้งชื่อว่า “ฮอดแล้ว นาพ่อ บ้านหนอง








ปัจจัยการผลิตสินค้าและบริการ เพ่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์ กระดูกเนื้อ” เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้เดินลงไปถ่ายรูป ที่ผ่านมากิจกรรมการ






ได้แก น�้า อากาศ แสงอาทิตย ดิน ปาไม้ ทุ่งหญ้า และความหลากหลายทาง ทองเทยวเชงวฒนธรรมประสบผลสาเรจ ชวยใหเศรษฐกจของชมชนขยายตว











ชีวภาพ เป็นต้น และการใหประโยชนทางออมในรูปของสภาพแวดลอมที่เห ในทางสังคมทาให้เด็กและเยาวชนท่ออกไปเล่าเรียนภายนอกชุมชนบางส่วน








48 ชุมชนท่องเท่ยววัฒนธรรม ลาวคร่ง วัดหนองกระดูกเน้อ ื พินิจ ลาภธนานนท์ และ พระมหาสุภัค วิรโช 49
การมีส่วนร่วมและพึ่งตนเองของชุมชน


Click to View FlipBook Version