ชุมชนทองเที่ยววัฒนธรรม
ลาวครั่ง วัดหนองกระดูกเนื้อ
่
กำรมีสวนร่วม
ึ
และพ่งตนเองของชุมชน
โดย
พินิจ ลาภธนานนท์ และ พระมหาสุภัค วิรโช
สํานักงานกองทุนสนับสนุนการสรางเสริมสุขภาพ (สสส.)
ชุมชนทองเที่ยว OTOP นวัตวิถี วัดหนองกระดูกเนื้อ
สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย
ิ ั ิ
ื
ั เลมที่ ิ ี
ุ 8 ุ
ชดหนงสอ: ปฏบตการสาธารณสงเคราะหวถพทธ
ค�ำน�ำ
ชุมชนท่องเที่ยววัฒนธรรม ลาวครั่ง
วัดหนองกระดูกเนื้อ
่
การมีสวนร่วมและพ่งตนเองของชุมชน
ึ
พินิจ ลาภธนานนท์ และพระมหาสุภัค วิรโช
ส�านักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ โครงการชุมชนท่องเท่ยว OTOP นวัตวิถ บ้านหนองกระดูกเน้อ ม ี
ี
ี
ื
ศูนย์กู้ชีพกู้ภัยพร้าววังหิน วัดทุ่งหลวง ลักษณะชุมชนท่องเท่ยวเชิงวัฒนธรรมที่ได้ขับเคล่อนการพัฒนาตามนโยบาย
ื
ี
ต�าบลทุ่งหลวง อ�าเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ท่มุ่งสร้างรายได้และความเจริญในชุมชนบ้านหนองกระดูกเน้อ โดยอาศัยพลัง
ี
ื
สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
บวร (บ้าน วัด ราชการ/โรงเรียน) ดึงพระสงฆ์และชาวบ้านเข้ามาดาเนิน
�
ชุดหนังสือ: ปฏิบัติการสาธารณสงเคราะห์วิถีพุทธ เล่มที่ 8
กจกรรมร่วมกบหน่วยงานภาครฐ โดยให้กรมการพฒนาชมชนเข้ามา
ั
ั
ั
ิ
ุ
ร่วมพัฒนานวัตกรรมของสินค้าหน่งตาบลหน่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) เพ่อยก
ึ
ื
ึ
�
ระดับผลิตภัณฑ์และส่งเสริมช่องทางการตลาดให้ขายสินค้าได้ โดยใช้แนวคิด
พิมพ์ครั้งที่ 1 : เมษายน 2565 การเปลี่ยนผ่านยุคการผลักดันขายสินค้า OTOP ออกจากชุมชน สู่การสร้าง
ื
จัดพิมพ์โดย : โครงการขับเคล่อนงานสาธารณสงเคราะห์วิถีพุทธเพ่อเสริมสร้างสุขภาวะในสังคมไทย สินค้าเพ่อขายภายในชุมชนผ่านการท่องเท่ยวเชิงวัฒนธรรม ท่ใช้เสน่ห์ของ
ื
ี
ี
ื
สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วัฒนธรรมประเพณีลาวคร่ง ร่วมกับภูมิปัญญาท้องถ่นและวิถีชีวิตการทา
�
ิ
ั
สานักสนับสนุนสุขภาวะองค์กร
�
สานักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ เกษตร สร้างนวัตกรรมสินค้า OTOP และใช้ความคิดสร้างสรรค์จัดกิจกรรม
�
ี
ี
ี
จัดรูปเล่ม : วิโรจน์ จิรวิทยาภรณ์ ท่ดึงดูดให้นักท่องเท่ยวเข้ามาเย่ยมเยือน และใช้จ่ายเงินในชุมชน ส่งผลให้
พิมพ์ที่ : หจก. นิติธรรมการพิมพ์ เกิดการกระจายรายได้อยู่กับคนในชุมชน นับเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้
76/251-3 หมู่ที่ 15 ต�าบลบางม่วง อ�าเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี กับชุมชนสามารถพัฒนาการท่องเท่ยวเชิงวัฒนธรรม โดยมีวัดหนองกระดูก
ี
โทรศัพท์ : 02 403 4567-8, 08 1309 5215 เนื้อเป็นก�าลังส�าคัญ
E-mail : [email protected]
ค�ำน�ำ
ชุมชนท่องเที่ยววัฒนธรรม ลาวครั่ง
วัดหนองกระดูกเนื้อ
่
การมีสวนร่วมและพ่งตนเองของชุมชน
ึ
พินิจ ลาภธนานนท์ และพระมหาสุภัค วิรโช
ส�านักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ โครงการชุมชนท่องเท่ยว OTOP นวัตวิถ บ้านหนองกระดูกเน้อ ม ี
ี
ี
ื
ศูนย์กู้ชีพกู้ภัยพร้าววังหิน วัดทุ่งหลวง ลักษณะชุมชนท่องเท่ยวเชิงวัฒนธรรมที่ได้ขับเคล่อนการพัฒนาตามนโยบาย
ื
ี
ต�าบลทุ่งหลวง อ�าเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ท่มุ่งสร้างรายได้และความเจริญในชุมชนบ้านหนองกระดูกเน้อ โดยอาศัยพลัง
ี
ื
สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
บวร (บ้าน วัด ราชการ/โรงเรียน) ดึงพระสงฆ์และชาวบ้านเข้ามาดาเนิน
�
ชุดหนังสือ: ปฏิบัติการสาธารณสงเคราะห์วิถีพุทธ เล่มที่ 8
กจกรรมร่วมกบหน่วยงานภาครฐ โดยให้กรมการพฒนาชมชนเข้ามา
ั
ั
ั
ิ
ุ
ร่วมพัฒนานวัตกรรมของสินค้าหน่งตาบลหน่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) เพ่อยก
ึ
ื
ึ
�
ระดับผลิตภัณฑ์และส่งเสริมช่องทางการตลาดให้ขายสินค้าได้ โดยใช้แนวคิด
พิมพ์ครั้งที่ 1 : เมษายน 2565 การเปลี่ยนผ่านยุคการผลักดันขายสินค้า OTOP ออกจากชุมชน สู่การสร้าง
ื
จัดพิมพ์โดย : โครงการขับเคล่อนงานสาธารณสงเคราะห์วิถีพุทธเพ่อเสริมสร้างสุขภาวะในสังคมไทย สินค้าเพ่อขายภายในชุมชนผ่านการท่องเท่ยวเชิงวัฒนธรรม ท่ใช้เสน่ห์ของ
ื
ี
ี
ื
สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วัฒนธรรมประเพณีลาวคร่ง ร่วมกับภูมิปัญญาท้องถ่นและวิถีชีวิตการทา
�
ิ
ั
สานักสนับสนุนสุขภาวะองค์กร
�
สานักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ เกษตร สร้างนวัตกรรมสินค้า OTOP และใช้ความคิดสร้างสรรค์จัดกิจกรรม
�
ี
ี
ี
จัดรูปเล่ม : วิโรจน์ จิรวิทยาภรณ์ ท่ดึงดูดให้นักท่องเท่ยวเข้ามาเย่ยมเยือน และใช้จ่ายเงินในชุมชน ส่งผลให้
พิมพ์ที่ : หจก. นิติธรรมการพิมพ์ เกิดการกระจายรายได้อยู่กับคนในชุมชน นับเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้
76/251-3 หมู่ที่ 15 ต�าบลบางม่วง อ�าเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี กับชุมชนสามารถพัฒนาการท่องเท่ยวเชิงวัฒนธรรม โดยมีวัดหนองกระดูก
ี
โทรศัพท์ : 02 403 4567-8, 08 1309 5215 เนื้อเป็นก�าลังส�าคัญ
E-mail : [email protected]
ื
ื
โครงการขับเคล่อนงานสาธารณสงเคราะห์วิถีพุทธเพ่อสุขภาวะ
�
ในสังคมไทย ได้ดาเนินการถอดบทเรียน “ชุมชนท่องเท่ยวเชิงวัฒนธรรม
ี
ลาวครั่ง วัดหนองกระดูกเนื้อ” เพื่อท�าความเข้าใจถึงแนวทางการขับเคลื่อน สำรบัญ
ื
ี
กิจกรรมชุมชนท่องเท่ยว OTOP นวัตวิถ เพ่อพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนให้
ี
ิ
เข้มแข็งควบคู่ไปกับการเรียนรู้ภูมิปัญญาและทรัพยากรท้องถ่น สร้างสรรค์
สินค้า OTOP ให้มีคุณค่าและมูลค่า ช่วยเพ่มโอกาสการตลาดรองรับ
ิ
นักท่องเที่ยว
01 งานสาธารณสงเคราะห์วิถีพทธ วัดหนองกระดูกเนื้อ 7
ุ
วัดหนองกระดูกเนื้อ วิถีวัฒนธรรมชุมชนลาวครั่ง 10
บทบาทด้านสาธารณสงเคราะห์วิถีพุทธ วัดหนองกระดูกเนื้อ 13
พินิจ ลาภธนานนท์
- การท�าความดีเพื่อสังคม 17
- ศูนย์ประสานงานพระคิลานุปัฏฐาก จังหวัดนครสวรรค์ 23
- การจัดกิจกรรมวัฒนธรรมประเพณีลาวครั่ง ไทย มอญ 33
02 ชุมชนท่องเทียว OTOP นวัตวิถี : 43
่
บูรณาการพลัง “บวร”
แนวคิดทุนในการพัฒนาชุมชนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม 44
บ้านหนองกระดูกเนื้อ
แนวคิดการพัฒนา “ชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี” 50
บ้านหนองกระดูกเนื้อ
03 บทเรียนชุมชนท่องเทียว OTOP นวัตวิถี 68
่
บ้านหนองกระดูกเนื้อ
อนาคตชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี บ้านหนองกระดูกเนื้อ 73
เอกสารอ้างอิง 77
ื
ื
โครงการขับเคล่อนงานสาธารณสงเคราะห์วิถีพุทธเพ่อสุขภาวะ
�
ในสังคมไทย ได้ดาเนินการถอดบทเรียน “ชุมชนท่องเท่ยวเชิงวัฒนธรรม
ี
ลาวครั่ง วัดหนองกระดูกเนื้อ” เพื่อท�าความเข้าใจถึงแนวทางการขับเคลื่อน สำรบัญ
ื
ี
กิจกรรมชุมชนท่องเท่ยว OTOP นวัตวิถ เพ่อพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนให้
ี
ิ
เข้มแข็งควบคู่ไปกับการเรียนรู้ภูมิปัญญาและทรัพยากรท้องถ่น สร้างสรรค์
สินค้า OTOP ให้มีคุณค่าและมูลค่า ช่วยเพ่มโอกาสการตลาดรองรับ
ิ
นักท่องเที่ยว
01 งานสาธารณสงเคราะห์วิถีพทธ วัดหนองกระดูกเนื้อ 7
ุ
วัดหนองกระดูกเนื้อ วิถีวัฒนธรรมชุมชนลาวครั่ง 10
บทบาทด้านสาธารณสงเคราะห์วิถีพุทธ วัดหนองกระดูกเนื้อ 13
พินิจ ลาภธนานนท์
- การท�าความดีเพื่อสังคม 17
- ศูนย์ประสานงานพระคิลานุปัฏฐาก จังหวัดนครสวรรค์ 23
- การจัดกิจกรรมวัฒนธรรมประเพณีลาวครั่ง ไทย มอญ 33
02 ชุมชนท่องเทียว OTOP นวัตวิถี : 43
่
บูรณาการพลัง “บวร”
แนวคิดทุนในการพัฒนาชุมชนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม 44
บ้านหนองกระดูกเนื้อ
แนวคิดการพัฒนา “ชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี” 50
บ้านหนองกระดูกเนื้อ
03 บทเรียนชุมชนท่องเทียว OTOP นวัตวิถี 68
่
บ้านหนองกระดูกเนื้อ
อนาคตชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี บ้านหนองกระดูกเนื้อ 73
เอกสารอ้างอิง 77
01
งำนสำธำรณ
สงเครำะห์วิถีพทธ
ุ
วัดหนองกระดูกเนื้อ
วัดหนองกระดูกเน้อ ต้งอยู่เลขท่ 1 บ้านหนองกระดูกเน้อหมู่ท่ 6
ั
ี
ี
ื
ื
�
�
ตาบลหนองนมวัว อาเภอลาดยาว จังหวัดนครสวรรค์ สังกัดคณะสงฆ์
มหานิกาย ภาคการปกครองคณะสงฆภาค 4 มีที่ดินตั้งวัดเนื้อที่ 11 ไร 1 งาน
์
่
60 ตารางวา ตามโฉลดเลขที่ 42405 มีที่ธรณีสงฆ์จ�านวน 2 แปลง เนื้อที่ 30
ไร่ 2 งาน ตามโฉนด 1320 เนื้อที่ 3 ไร่ 1 งาน ตามโฉนด 7073 วัดหนอง
ั
ื
ื
กระดูกเน้อสร้างข้นเป็นวัดต้งแต่ปี 2482 ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เม่อ
ึ
วันที่ 21 กรกฎาคม 2548 เขตวิสุงคามสีมา กว้าง 26 เมตร ยาว 40 เมตร
วัดหนองกระดูกเน้อเป็นวัดชุมชนคุณธรรมต้นแบบ มีพระประธานประจา
ื
�
ี
้
อุโบสถขนาดหน้าตักกวาง 40 นิ้ว สูง 50 นิ้ว สร้างเมื่อป 2500 พระประธาน
ื
�
ประจาศาลาการเปรียญขนาดหน้าตักกว้าง 35 น้ว สูง 45 น้ว สร้างเม่อ
ิ
ิ
ี
ั
6 ชุมชนท่องเท่ยววัฒนธรรม ลาวคร่ง วัดหนองกระดูกเน้อ ื พินิจ ลาภธนานนท์ และ พระมหาสุภัค วิรโช 7
การมีส่วนร่วมและพึ่งตนเองของชุมชน
01
งำนสำธำรณ
สงเครำะห์วิถีพทธ
ุ
วัดหนองกระดูกเนื้อ
วัดหนองกระดูกเน้อ ต้งอยู่เลขท่ 1 บ้านหนองกระดูกเน้อหมู่ท่ 6
ั
ี
ี
ื
ื
�
�
ตาบลหนองนมวัว อาเภอลาดยาว จังหวัดนครสวรรค์ สังกัดคณะสงฆ์
มหานิกาย ภาคการปกครองคณะสงฆภาค 4 มีที่ดินตั้งวัดเนื้อที่ 11 ไร 1 งาน
์
่
60 ตารางวา ตามโฉลดเลขที่ 42405 มีที่ธรณีสงฆ์จ�านวน 2 แปลง เนื้อที่ 30
ไร่ 2 งาน ตามโฉนด 1320 เนื้อที่ 3 ไร่ 1 งาน ตามโฉนด 7073 วัดหนอง
ั
ื
ื
กระดูกเน้อสร้างข้นเป็นวัดต้งแต่ปี 2482 ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เม่อ
ึ
วันที่ 21 กรกฎาคม 2548 เขตวิสุงคามสีมา กว้าง 26 เมตร ยาว 40 เมตร
วัดหนองกระดูกเน้อเป็นวัดชุมชนคุณธรรมต้นแบบ มีพระประธานประจา
ื
�
ี
้
อุโบสถขนาดหน้าตักกวาง 40 นิ้ว สูง 50 นิ้ว สร้างเมื่อป 2500 พระประธาน
ื
�
ประจาศาลาการเปรียญขนาดหน้าตักกว้าง 35 น้ว สูง 45 น้ว สร้างเม่อ
ิ
ิ
ี
ั
6 ชุมชนท่องเท่ยววัฒนธรรม ลาวคร่ง วัดหนองกระดูกเน้อ ื พินิจ ลาภธนานนท์ และ พระมหาสุภัค วิรโช 7
การมีส่วนร่วมและพึ่งตนเองของชุมชน
ปี 2528 นอกจากน้มีพระประธานประจ�าศาลาธรรมสังเวช 1 องค์ วิหารหรือ จากข้อมูลขององค์การบริหารส่วนต�าบลหนองนมวัว ในปี 2563
ี
มณฑป 1 องค์ (วัดหนองกระดูกเน้อ, 2564) วัดหนองกระดูกเนื้อมีความ บ้านหนองกระดูกเนื้อแบ่งเป็น 2 หมู่บ้าน คือ หมู่ที่ 5 และหมู่ที่ 6 มีจ�านวน
ื
ส�าคัญเป็นศูนย์กลางชุมชนในการขับเคลื่อนกิจกรรมด้วยพลังบวร (บ้าน วัด ครัวเรือนรวม 281 ครัวเรือน ประชากรชาย 529 คน ประชากรหญิง
ี
ั
ั
ิ
ื
ราชการ/โรงเรียน) ร่วมกันท�างานสาธารณสงเคราะห์และงานสังฆพัฒนา 518 คน รวมท้งส้น 1,047 คน ท้งน้บ้านหนองกระดูกเน้อมีระยะทางห่างจาก
หลากหลายกิจกรรม รวมถึงกิจกรรมชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี อาเภอลาดยาวไปทางทิศตะวนตกประมาณ 8 กโลเมตร ห่างจากจงหวด
�
ั
ิ
ั
ั
ี
ื
นครสวรรค์ไปทางทิศตะวันออกประมาณ 30 กิโลเมตร พ้นท่ของหมู่บ้าน
ส่วนใหญ่เป็นพ้นที่ราบต่า มีคลองส่งน้าคู่ขนานกับทางหลวงหมายเลข 1072
�
ื
�
ี
ื
พ้นท่ส่วนใหญ่เหมาะสมกับการท�านา ท�าสวน ท�าไร่ และปลูกพืชสวนครัว
�
ในอดีตทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของหมู่บ้านมีหนองน้าขนาดใหญ่ท�าให้ม ี
�
ี
�
บรรดาสัตว์น้อยใหญ่ลงมาอาศัยกินน้าจากหนองน้าแห่งน้ ส่วนชาวบ้าน
ี
ในหมู่บ้านมักจะมีการเข้าป่าล่าสัตว์ เม่อล่าสัตว์แล้วก็จะน�าสัตว์ท่ได้ล่ามา
ื
ช�าแหละเอาเนื้อ และน�าเอาเนื้อที่ช�าแหละได้มาล้างท�าความสะอาด เพื่อน�า
กลับบ้าน ส่วนโครงกระดูกของสัตว์ต่าง ๆ จะทิ้งไว้บริเวณริมขอบของหนอง
น�้าแห่งนี้ เมื่อนานวันจ�านวนโครงกระดูกของสัตว์ก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนเป็นที่
ี
กล่าวขานกันจากชาวบ้านและจากต่างหมู่บ้านว่าหมู่บ้านแห่งน้สมควรจะ
ึ
เรียกช่อ “บ้านหนองกระดูกเน้อ” มาจนถึงปัจจุบัน ซ่งหมายความว่า
ื
ื
หนองน้าแห่งน้มีแต่กระดูกของสัตว์หรือเน้อตามภาษาด้งเดิม (ชนิษฐา ใจเป็ง
�
ื
ี
ั
และจุรีรัตน์ ศิตศิรัตน์, 2564: 98)
ี
ั
8 ชุมชนทองเท่ยววัฒนธรรม ลาวคร่ง วัดหนองกระดูกเน้อ ื พินิจ ลาภธนานนท และ พระมหาสุภัค วิรโช 9
การมีส่วนร่วมและพึ่งตนเองของชุมชน
ปี 2528 นอกจากน้มีพระประธานประจ�าศาลาธรรมสังเวช 1 องค์ วิหารหรือ จากข้อมูลขององค์การบริหารส่วนต�าบลหนองนมวัว ในปี 2563
ี
มณฑป 1 องค์ (วัดหนองกระดูกเน้อ, 2564) วัดหนองกระดูกเนื้อมีความ บ้านหนองกระดูกเนื้อแบ่งเป็น 2 หมู่บ้าน คือ หมู่ที่ 5 และหมู่ที่ 6 มีจ�านวน
ื
ส�าคัญเป็นศูนย์กลางชุมชนในการขับเคลื่อนกิจกรรมด้วยพลังบวร (บ้าน วัด ครัวเรือนรวม 281 ครัวเรือน ประชากรชาย 529 คน ประชากรหญิง
ี
ั
ั
ิ
ื
ราชการ/โรงเรียน) ร่วมกันท�างานสาธารณสงเคราะห์และงานสังฆพัฒนา 518 คน รวมท้งส้น 1,047 คน ท้งน้บ้านหนองกระดูกเน้อมีระยะทางห่างจาก
หลากหลายกิจกรรม รวมถึงกิจกรรมชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี อาเภอลาดยาวไปทางทิศตะวนตกประมาณ 8 กโลเมตร ห่างจากจงหวด
�
ั
ิ
ั
ั
ี
ื
นครสวรรค์ไปทางทิศตะวันออกประมาณ 30 กิโลเมตร พ้นท่ของหมู่บ้าน
ส่วนใหญ่เป็นพ้นที่ราบต่า มีคลองส่งน้าคู่ขนานกับทางหลวงหมายเลข 1072
�
ื
�
ี
ื
พ้นท่ส่วนใหญ่เหมาะสมกับการท�านา ท�าสวน ท�าไร่ และปลูกพืชสวนครัว
�
ในอดีตทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของหมู่บ้านมีหนองน้าขนาดใหญ่ท�าให้ม ี
�
ี
�
บรรดาสัตว์น้อยใหญ่ลงมาอาศัยกินน้าจากหนองน้าแห่งน้ ส่วนชาวบ้าน
ี
ในหมู่บ้านมักจะมีการเข้าป่าล่าสัตว์ เม่อล่าสัตว์แล้วก็จะน�าสัตว์ท่ได้ล่ามา
ื
ช�าแหละเอาเนื้อ และน�าเอาเนื้อที่ช�าแหละได้มาล้างท�าความสะอาด เพื่อน�า
กลับบ้าน ส่วนโครงกระดูกของสัตว์ต่าง ๆ จะทิ้งไว้บริเวณริมขอบของหนอง
น�้าแห่งนี้ เมื่อนานวันจ�านวนโครงกระดูกของสัตว์ก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนเป็นที่
ี
กล่าวขานกันจากชาวบ้านและจากต่างหมู่บ้านว่าหมู่บ้านแห่งน้สมควรจะ
ึ
เรียกช่อ “บ้านหนองกระดูกเน้อ” มาจนถึงปัจจุบัน ซ่งหมายความว่า
ื
ื
หนองน้าแห่งน้มีแต่กระดูกของสัตว์หรือเน้อตามภาษาด้งเดิม (ชนิษฐา ใจเป็ง
�
ื
ี
ั
และจุรีรัตน์ ศิตศิรัตน์, 2564: 98)
ี
ั
8 ชุมชนทองเท่ยววัฒนธรรม ลาวคร่ง วัดหนองกระดูกเน้อ ื พินิจ ลาภธนานนท และ พระมหาสุภัค วิรโช 9
การมีส่วนร่วมและพึ่งตนเองของชุมชน
วัดหนองกระดูกเนื้อ
วิถีวัฒนธรรมชุมชนลาวครั่ง
ั
่
ู
้
่
ี
บานหนองกระดกเน้อมกลมชาตพนธลาวครง มอญ ไทย ทอพยพมา
ุ
ุ
ิ
ั
่
์
ื
ี
ตั้งหลักปักฐานท�ามาหากินอยู่ร่วมกัน (ทัณฑิกา ถนอมนาม, 2564) โดยชาว
ึ
ั
ี
บ้านส่วนใหญ่เป็นชาวลาวคร่ง ซ่งมีถ่นฐานเดิมอยู่ท่หลวงพระบาง สาธารณรัฐ
ิ
ประชาธิปไตยประชาชนลาว และได้อพยพมาอยู่บริเวณภาคกลางของ
ั
ประเทศไทยต้งแต่ต้นสมัยรัตนโกสินทร์ วิถีชีวิตของชาวบ้านหนองกระดูกเน้อ
ื
สะท้อนถึงวัฒนธรรมประเพณีดั้งเดิม ส�าเนียงพูดคล้ายคลึงกับภาษาพูดของ
ชาวลาวเวียงในหลวงพระบาง มีความเล่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา และ
ื
ยังสามารถรักษาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชาวลาวท่ปรากฏให้เห็นเด่นชัด
ี
เช่น ภาษา การแต่งกาย อาหาร ความเชื่อ และภูมิปัญญาท้องถิ่น ประกอบ
ึ
กับคนในชุมชนส่วนหน่งเล็งเห็นถึงคุณค่าวัฒนธรรมท้องถ่น จึงได้พยายาม
ิ
รักษาและเผยแพร่วัฒนธรรมให้คงอยู่คู่กับชุมชน มุ่งเน้นการสร้างศักยภาพ
ของคนในท้องถิ่น ผู้ประกอบการ ผู้ให้บริการ โดยสร้างกระบวนการเรียนรู้
ให้คนในท้องถ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการท่องเท่ยวเชิงวัฒนธรรม
ี
ิ
(ชนิษฐา ใจเป็ง และจุรีรัตน์ ศิตศิรัตน์, 2564: 95) เพราะบ้านหนองกระดูก
ิ
เน้อมีวิถีชุมชนท่มีเสน่ห์ทางวัฒนธรรมลาวคร่ง โดยเฉพาะอย่างย่งการอนุรักษ์
ี
ื
ั
ื
ภูมิปัญญาท้องถ่น ท้งการทอผ้า การตีมีดโบราณ เคร่องจักสาน (ไซ ข้อง
ั
ิ
ิ
ื
กระจาด) อาหารพ้นถ่นข้นช่อ (ขนมแดกกล้วย ขนมข้าวโพด แกงเปรอะ แกง
ื
ึ
ผ�า ปลาร้าบอง) (ณัฐชัย นิ่มนวล, 2564) รวมถึงงานบุญประเพณี วัฒนธรรม
และเทศกาลพื้นบ้าน ที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน (อาทิ ประเพณีบุญคูณ
ลาน เดือน 3 ประเพณีสารทลาว เดือน 10) และมีผลิตภัณฑ์ท้องถ่นท่มีความ
ี
ิ
หลากหลาย
ั
ี
10 ชุมชนทองเท่ยววัฒนธรรม ลาวคร่ง วัดหนองกระดูกเน้อ ื พินิจ ลาภธนานนท และ พระมหาสุภัค วิรโช 11
การมีส่วนร่วมและพึ่งตนเองของชุมชน
วัดหนองกระดูกเนื้อ
วิถีวัฒนธรรมชุมชนลาวครั่ง
ั
่
ู
้
่
ี
บานหนองกระดกเน้อมกลมชาตพนธลาวครง มอญ ไทย ทอพยพมา
ุ
ุ
ิ
ั
่
์
ื
ี
ตั้งหลักปักฐานท�ามาหากินอยู่ร่วมกัน (ทัณฑิกา ถนอมนาม, 2564) โดยชาว
ึ
ั
ี
บ้านส่วนใหญ่เป็นชาวลาวคร่ง ซ่งมีถ่นฐานเดิมอยู่ท่หลวงพระบาง สาธารณรัฐ
ิ
ประชาธิปไตยประชาชนลาว และได้อพยพมาอยู่บริเวณภาคกลางของ
ั
ประเทศไทยต้งแต่ต้นสมัยรัตนโกสินทร์ วิถีชีวิตของชาวบ้านหนองกระดูกเน้อ
ื
สะท้อนถึงวัฒนธรรมประเพณีดั้งเดิม ส�าเนียงพูดคล้ายคลึงกับภาษาพูดของ
ชาวลาวเวียงในหลวงพระบาง มีความเล่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา และ
ื
ยังสามารถรักษาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชาวลาวท่ปรากฏให้เห็นเด่นชัด
ี
เช่น ภาษา การแต่งกาย อาหาร ความเชื่อ และภูมิปัญญาท้องถิ่น ประกอบ
ึ
กับคนในชุมชนส่วนหน่งเล็งเห็นถึงคุณค่าวัฒนธรรมท้องถ่น จึงได้พยายาม
ิ
รักษาและเผยแพร่วัฒนธรรมให้คงอยู่คู่กับชุมชน มุ่งเน้นการสร้างศักยภาพ
ของคนในท้องถิ่น ผู้ประกอบการ ผู้ให้บริการ โดยสร้างกระบวนการเรียนรู้
ให้คนในท้องถ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการท่องเท่ยวเชิงวัฒนธรรม
ี
ิ
(ชนิษฐา ใจเป็ง และจุรีรัตน์ ศิตศิรัตน์, 2564: 95) เพราะบ้านหนองกระดูก
ิ
เน้อมีวิถีชุมชนท่มีเสน่ห์ทางวัฒนธรรมลาวคร่ง โดยเฉพาะอย่างย่งการอนุรักษ์
ี
ื
ั
ื
ภูมิปัญญาท้องถ่น ท้งการทอผ้า การตีมีดโบราณ เคร่องจักสาน (ไซ ข้อง
ั
ิ
ิ
ื
กระจาด) อาหารพ้นถ่นข้นช่อ (ขนมแดกกล้วย ขนมข้าวโพด แกงเปรอะ แกง
ื
ึ
ผ�า ปลาร้าบอง) (ณัฐชัย นิ่มนวล, 2564) รวมถึงงานบุญประเพณี วัฒนธรรม
และเทศกาลพื้นบ้าน ที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน (อาทิ ประเพณีบุญคูณ
ลาน เดือน 3 ประเพณีสารทลาว เดือน 10) และมีผลิตภัณฑ์ท้องถ่นท่มีความ
ี
ิ
หลากหลาย
ั
ี
10 ชุมชนทองเท่ยววัฒนธรรม ลาวคร่ง วัดหนองกระดูกเน้อ ื พินิจ ลาภธนานนท และ พระมหาสุภัค วิรโช 11
การมีส่วนร่วมและพึ่งตนเองของชุมชน
วิถีวัฒนธรรมและประเพณีลาวครั่งในชุมชนบ้านหนองกระดูกเนื้อมี มหาสุภัค วิรโช เจ้าอาวาสวัดหนองกระดูกเน้อซ่งเป็นผู้มีบทบาทสาคัญในการ
�
ื
ึ
ี
ิ
ี
ความโดดเด่นและชวนให้ศึกษาเรียนรู้ จึงมีเสน่ห์และมีศักยภาพท่จะสามารถ ริเร่มและกระตุ้นการพัฒนาบ้านหนองกระดูกเน้อให้เป็นชุมชนท่องเท่ยวเชิง
ื
ี
พัฒนาให้เป็นชุมชนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมได้ ในภาพรวมชุมชนบ้านหนอง วัฒนธรรม รวมถึงปราชญ์ชุมชนท่มีความเช่ยวชาญและมีบทบาทส�าคัญใน
ี
ื
กระดูกเนื้อมีทุน (capital) ที่มีความเหมาะสมต่อการสนับสนุนและส่งเสริม การผลิตทุนทางวัฒนธรรม เช่น มีดโบราณ ผ้าทอลาวคร่ง เคร่องจักสาน
ั
การท่องเที่ยวที่ส�าคัญ 3 ประการ คือ อาหารถิ่น ดนตรีและการฟ้อนร�า เป็นต้น
(1) ทุนทางวัฒนธรรม (cultural capital) บ้านหนองกระดูกเนื้อมี
พื้นฐานเป็นชุมชนลาวครั่ง ซึ่งมีทุนทางวัฒนธรรมทั้งที่จับต้องได้และจับต้อง บทบาทด้านสาธารณสงเคราะห์วิถีพุทธ
ไม่ได้ ทุนทางวัฒนธรรมที่จับต้องได้ เช่น มรดกทางวัฒนธรรม ผลงานศิลปะ วัดหนองกระดูกเนื้อ
ั
ี
�
แขนงต่าง ๆ ท้งภาพวาด หัตถกรรม ดนตรี การฟ้อนรา เหล่าน้มักจะวัดมูลค่า
ี
ื
เป็นตัวเงินได้ ส่วนทุนวัฒนธรรมท่จับต้องไม่ได้ ได้แก่ ความเช่อ จารีต พระมหาสุภัค วิรโช เจ้าอาวาสวัดหนองกระดูกเน้อ ช่อเดิม สุภัค
ื
ื
ี
ึ
ื
ประเพณี และวิถีชีวิตของผู้คน ซ่งแม้จะจับต้องไม่ได้ แต่มีเสน่ห์ดึงดูดนักท่อง จันทร์โอ เกิดเม่อวันท่ 5 ตุลาคม 2532 ท่บ้านหนองจิกโคกช้าง ตาบลสระแก้ว
�
ี
เท่ยวให้เข้าไปเรียนรู้ได้ เช่น ประเพณีบุญคูณลาน ประเพณีสารทลาว เป็นต้น อาเภอลาดยาว จังหวัดนครสวรรค์ เป็นลูกคนโต มีน้องสาว 2 คน ในสมัยเด็ก
ี
�
ิ
(2) ทุนทางธรรมชาติและส่งแวดล้อม (natural and environmen- ตั้งแต่อายุ 3 ปี อาศัยอยู่กับยายชวด ซึ่งมีบ้านอยู่ใกล้วัด จึงพาเข้าวัดท�าบุญ
tal capital) บ้านหนองกระดูกเนื้อเป็นชุมชนเกษตรกรรม ชาวบ้านมีอาชีพ ทุกวัน พอเรียนจบประถมศึกษาช้นปีท่ 6 ชีวิตได้พลิกผันจากการท่ได้ไปเย่ยม
ี
ั
ี
ี
ี
หลักในการทานา ทุกปีในช่วงฤดูการเพาะปลูกจะพบเห็นพ้นท่นาท่เต็มไปด้วย ปู่ที่บ้านท้ายทุ่ง ต�าบลท้ายทุ่ง อ�าเภอทับคล้อ จังหวัดพิจิตร ซึ่งบวชเป็นพระ
ี
ื
�
ท้องทุ่งเขียวขจีมีความสวยงามสุดลูกหูลูกตา ในช่วงก่อนฤดูการเก็บเกี่ยวจะ ภิกษุ ปู่ให้บรรพชาเป็นสามเณรในปี 2546 เพื่อโอกาสได้เรียนทางด้านธรรม
ื
พบเห็นภาพพริ้วสไวของรวงข้าวกระจายเต็มท่องทุ่งนา เหลืองอร่ามดั่งทอง ศึกษาและสายสามัญ ต่อมาได้ติดตามเพ่อนไปเรียนบาลีท่วัดโปรดเกศเชษฐา
ี
ี
ื
ี
ทา ล้วนเป็นภาพท่สวยงามเป็นเสน่ห์ดึงดูดนักท่องเท่ยวท่ช่นชมและหลงใหล ราม ต�าบลทรงคะนอง อ�าเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ อยู่ได้ 2 ปี
ี
�
ธรรมชาติ ให้เดินทางเข้ามาท่องเท่ยวเย่ยมเยือนชุมชนบ้านหนองกระดูกเน้อ ทางบ้านไปรับกลับมาอยู่ท่วัดไทรเหนือ ตาบลวัดไทร อาเภอเมือง จังหวัด
ี
ี
ี
�
ื
(3) ทุนมนุษย์ (human capital) หรือทุนทรัพยากรบุคคลท่มีความ นครสวรรค์ และได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุท่วัดไทรเหนือเม่อวันท่ 2
ี
ี
ี
ื
รู้ ทักษะ ความสามารถ ประสบการณ์ และลักษณะทางศีลธรรม ที่สามารถ พฤษภาคม 2552 ได้อยู่ที่วัดไทรเหนือนานราว 12 ปี เรียนจบนักธรรมเอก
ื
ื
นามาใช้เพ่อให้ประสบความสาเร็จในการผลิตสินค้าและบริการเพ่อการท่อง สอบเปรียญธรรมได้ประโยค 4 และเรียนจบปริญญาตรี คณะสังคมศาสตร์
�
�
ึ
เท่ยวในชุมชนบ้านหนองกระดูกเน้อ ซ่งมีทรัพยากรบุคคลท่สาคัญคือ พระ มหาวทยาลยมหาจฬาลงกรณราชวทยาลัย จากนนตงใจว่าจะลาสิกขาไปสอบ
ื
ิ
ิ
ี
ุ
ั
ี
�
้
ั
ั
้
ี
ั
12 ชุมชนท่องเท่ยววัฒนธรรม ลาวคร่ง วัดหนองกระดูกเน้อ ื พินิจ ลาภธนานนท์ และ พระมหาสุภัค วิรโช 13
การมีส่วนร่วมและพึ่งตนเองของชุมชน
วิถีวัฒนธรรมและประเพณีลาวครั่งในชุมชนบ้านหนองกระดูกเนื้อมี มหาสุภัค วิรโช เจ้าอาวาสวัดหนองกระดูกเน้อซ่งเป็นผู้มีบทบาทสาคัญในการ
�
ื
ึ
ี
ิ
ี
ความโดดเด่นและชวนให้ศึกษาเรียนรู้ จึงมีเสน่ห์และมีศักยภาพท่จะสามารถ ริเร่มและกระตุ้นการพัฒนาบ้านหนองกระดูกเน้อให้เป็นชุมชนท่องเท่ยวเชิง
ื
ี
พัฒนาให้เป็นชุมชนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมได้ ในภาพรวมชุมชนบ้านหนอง วัฒนธรรม รวมถึงปราชญ์ชุมชนท่มีความเช่ยวชาญและมีบทบาทส�าคัญใน
ี
ื
กระดูกเนื้อมีทุน (capital) ที่มีความเหมาะสมต่อการสนับสนุนและส่งเสริม การผลิตทุนทางวัฒนธรรม เช่น มีดโบราณ ผ้าทอลาวคร่ง เคร่องจักสาน
ั
การท่องเที่ยวที่ส�าคัญ 3 ประการ คือ อาหารถิ่น ดนตรีและการฟ้อนร�า เป็นต้น
(1) ทุนทางวัฒนธรรม (cultural capital) บ้านหนองกระดูกเนื้อมี
พื้นฐานเป็นชุมชนลาวครั่ง ซึ่งมีทุนทางวัฒนธรรมทั้งที่จับต้องได้และจับต้อง บทบาทด้านสาธารณสงเคราะห์วิถีพุทธ
ไม่ได้ ทุนทางวัฒนธรรมที่จับต้องได้ เช่น มรดกทางวัฒนธรรม ผลงานศิลปะ วัดหนองกระดูกเนื้อ
ั
ี
�
แขนงต่าง ๆ ท้งภาพวาด หัตถกรรม ดนตรี การฟ้อนรา เหล่าน้มักจะวัดมูลค่า
ี
ื
เป็นตัวเงินได้ ส่วนทุนวัฒนธรรมท่จับต้องไม่ได้ ได้แก่ ความเช่อ จารีต พระมหาสุภัค วิรโช เจ้าอาวาสวัดหนองกระดูกเน้อ ช่อเดิม สุภัค
ื
ื
ี
ึ
ื
ประเพณี และวิถีชีวิตของผู้คน ซ่งแม้จะจับต้องไม่ได้ แต่มีเสน่ห์ดึงดูดนักท่อง จันทร์โอ เกิดเม่อวันท่ 5 ตุลาคม 2532 ท่บ้านหนองจิกโคกช้าง ตาบลสระแก้ว
�
ี
เท่ยวให้เข้าไปเรียนรู้ได้ เช่น ประเพณีบุญคูณลาน ประเพณีสารทลาว เป็นต้น อาเภอลาดยาว จังหวัดนครสวรรค์ เป็นลูกคนโต มีน้องสาว 2 คน ในสมัยเด็ก
ี
�
ิ
(2) ทุนทางธรรมชาติและส่งแวดล้อม (natural and environmen- ตั้งแต่อายุ 3 ปี อาศัยอยู่กับยายชวด ซึ่งมีบ้านอยู่ใกล้วัด จึงพาเข้าวัดท�าบุญ
tal capital) บ้านหนองกระดูกเนื้อเป็นชุมชนเกษตรกรรม ชาวบ้านมีอาชีพ ทุกวัน พอเรียนจบประถมศึกษาช้นปีท่ 6 ชีวิตได้พลิกผันจากการท่ได้ไปเย่ยม
ี
ั
ี
ี
ี
หลักในการทานา ทุกปีในช่วงฤดูการเพาะปลูกจะพบเห็นพ้นท่นาท่เต็มไปด้วย ปู่ที่บ้านท้ายทุ่ง ต�าบลท้ายทุ่ง อ�าเภอทับคล้อ จังหวัดพิจิตร ซึ่งบวชเป็นพระ
ี
ื
�
ท้องทุ่งเขียวขจีมีความสวยงามสุดลูกหูลูกตา ในช่วงก่อนฤดูการเก็บเกี่ยวจะ ภิกษุ ปู่ให้บรรพชาเป็นสามเณรในปี 2546 เพื่อโอกาสได้เรียนทางด้านธรรม
ื
พบเห็นภาพพริ้วสไวของรวงข้าวกระจายเต็มท่องทุ่งนา เหลืองอร่ามดั่งทอง ศึกษาและสายสามัญ ต่อมาได้ติดตามเพ่อนไปเรียนบาลีท่วัดโปรดเกศเชษฐา
ี
ี
ื
ี
ทา ล้วนเป็นภาพท่สวยงามเป็นเสน่ห์ดึงดูดนักท่องเท่ยวท่ช่นชมและหลงใหล ราม ต�าบลทรงคะนอง อ�าเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ อยู่ได้ 2 ปี
ี
�
ธรรมชาติ ให้เดินทางเข้ามาท่องเท่ยวเย่ยมเยือนชุมชนบ้านหนองกระดูกเน้อ ทางบ้านไปรับกลับมาอยู่ท่วัดไทรเหนือ ตาบลวัดไทร อาเภอเมือง จังหวัด
ี
ี
ี
�
ื
(3) ทุนมนุษย์ (human capital) หรือทุนทรัพยากรบุคคลท่มีความ นครสวรรค์ และได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุท่วัดไทรเหนือเม่อวันท่ 2
ี
ี
ี
ื
รู้ ทักษะ ความสามารถ ประสบการณ์ และลักษณะทางศีลธรรม ที่สามารถ พฤษภาคม 2552 ได้อยู่ที่วัดไทรเหนือนานราว 12 ปี เรียนจบนักธรรมเอก
ื
ื
นามาใช้เพ่อให้ประสบความสาเร็จในการผลิตสินค้าและบริการเพ่อการท่อง สอบเปรียญธรรมได้ประโยค 4 และเรียนจบปริญญาตรี คณะสังคมศาสตร์
�
�
ึ
เท่ยวในชุมชนบ้านหนองกระดูกเน้อ ซ่งมีทรัพยากรบุคคลท่สาคัญคือ พระ มหาวทยาลยมหาจฬาลงกรณราชวทยาลัย จากนนตงใจว่าจะลาสิกขาไปสอบ
ื
ิ
ิ
ี
ุ
ั
ี
�
้
ั
ั
้
ี
ั
12 ชุมชนท่องเท่ยววัฒนธรรม ลาวคร่ง วัดหนองกระดูกเน้อ ื พินิจ ลาภธนานนท์ และ พระมหาสุภัค วิรโช 13
การมีส่วนร่วมและพึ่งตนเองของชุมชน
ั
เป็นครู แต่พระอุปัชฌาย์ให้เลือก 3 วัด ว่าจะให้ไปพัฒนาวัด ตอนน้นได้เลือก ทางด้านการศึกษา พระมหา
ั
ื
ี
วัดหนองกระดูกเน้อ เพราะเป็นช่อท่น่าสนใจ และทราบว่ามีวัฒนธรรมพ้น สุภัค วิรโช ได้ศึกษาต่อจนกระท่ง
ื
ื
ถ่นและมีปราชญ์ชุมชนอยู่หลายคน จึงได้เลือกมารักษาการเจ้าอาวาสท ่ ี จบปริญญามหาบัณฑิต สาขา
ิ
ั
ื
วัดหนองกระดูกเน้อในปี 2557 และได้รับแต่งต้งเป็นเจ้าอาวาสในปี 2558 บริหารการศึกษา คณะครุศาสตร์
�
จากนั้นได้อยู่พัฒนาวัดและร่วมพัฒนาชุมชนเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน มหาวิทยาลัยเจ้าพระยา และกาลัง
ศึกษาในระดับปริญญาดุษฎีบัณฑิต
ิ
ึ
สาขาบรหารการศกษา คณะ
ครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬา
ลงกรณราชวิทยาลัย ในด้าน
�
กิจกรรมทางศาสนาได้ให้ความสาคัญ
และสนับสนุนให้พุทธศาสนิกชนได้
ทาบญ พงธรรมในวนธรรมสวนะ
ุ
ั
ั
�
และวันสาคัญทางพุทธศาสนา โดย
�
ในบางโอกาสได้ใช้พ้นท่วัดในการ
ี
ื
�
ทากิจกรรมสาธารณสงเคราะห์ด้วย
การมอบถุงยังชีพให้กับผู้สูงอาย ุ
และมอบทุนการศึกษาให้เด็กนักเรียน สาหรับกิจกรรมทางวัฒนธรรมและ
�
ประเพณีในวัดหนองกระดูกเน้อท่ชาวบ้านกล่าวถึงกันมาก ได้แก่ ทาบุญ
�
ี
ื
ตักบาตร รักษาศีล 5 ฟังธรรมเทศนา บุญคูณลาน บุญสารทเดือนสิบ การ
กวนกระยาสารทโบราณ การประกวดทาอาหารโตกพื้นถ่น พิธีบายศรีสู่ขวัญ
�
ิ
และการแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านจากชาติพันธุ์ต่าง ๆ
ี
ั
14 ชุมชนท่องเท่ยววัฒนธรรม ลาวคร่ง วัดหนองกระดูกเน้อ ื พินิจ ลาภธนานนท์ และ พระมหาสุภัค วิรโช 15
การมีส่วนร่วมและพึ่งตนเองของชุมชน
ั
เป็นครู แต่พระอุปัชฌาย์ให้เลือก 3 วัด ว่าจะให้ไปพัฒนาวัด ตอนน้นได้เลือก ทางด้านการศึกษา พระมหา
ั
ื
ี
วัดหนองกระดูกเน้อ เพราะเป็นช่อท่น่าสนใจ และทราบว่ามีวัฒนธรรมพ้น สุภัค วิรโช ได้ศึกษาต่อจนกระท่ง
ื
ื
ถ่นและมีปราชญ์ชุมชนอยู่หลายคน จึงได้เลือกมารักษาการเจ้าอาวาสท ่ ี จบปริญญามหาบัณฑิต สาขา
ิ
ั
ื
วัดหนองกระดูกเน้อในปี 2557 และได้รับแต่งต้งเป็นเจ้าอาวาสในปี 2558 บริหารการศึกษา คณะครุศาสตร์
�
จากนั้นได้อยู่พัฒนาวัดและร่วมพัฒนาชุมชนเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน มหาวิทยาลัยเจ้าพระยา และกาลัง
ศึกษาในระดับปริญญาดุษฎีบัณฑิต
ิ
ึ
สาขาบรหารการศกษา คณะ
ครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬา
ลงกรณราชวิทยาลัย ในด้าน
�
กิจกรรมทางศาสนาได้ให้ความสาคัญ
และสนับสนุนให้พุทธศาสนิกชนได้
ทาบญ พงธรรมในวนธรรมสวนะ
ุ
ั
ั
�
และวันสาคัญทางพุทธศาสนา โดย
�
ในบางโอกาสได้ใช้พ้นท่วัดในการ
ี
ื
�
ทากิจกรรมสาธารณสงเคราะห์ด้วย
การมอบถุงยังชีพให้กับผู้สูงอาย ุ
และมอบทุนการศึกษาให้เด็กนักเรียน สาหรับกิจกรรมทางวัฒนธรรมและ
�
ประเพณีในวัดหนองกระดูกเน้อท่ชาวบ้านกล่าวถึงกันมาก ได้แก่ ทาบุญ
�
ี
ื
ตักบาตร รักษาศีล 5 ฟังธรรมเทศนา บุญคูณลาน บุญสารทเดือนสิบ การ
กวนกระยาสารทโบราณ การประกวดทาอาหารโตกพื้นถ่น พิธีบายศรีสู่ขวัญ
�
ิ
และการแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านจากชาติพันธุ์ต่าง ๆ
ี
ั
14 ชุมชนท่องเท่ยววัฒนธรรม ลาวคร่ง วัดหนองกระดูกเน้อ ื พินิจ ลาภธนานนท์ และ พระมหาสุภัค วิรโช 15
การมีส่วนร่วมและพึ่งตนเองของชุมชน
�
ี
การดาเนินกิจกรรมสาธารณสงเคราะห์ของพระมหาสุภัคเร่มต้นเม่อ ตลอดช่วงเวลาเกือบ 30 ปีท่ผ่านมาพระมหาสุภัคได้ขับเคล่อนงาน
ิ
ื
ื
�
ปี 2557 ในช่วงแรกเป็นการท�ากิจกรรมในวัดและชุมชน โดยเริ่มจากศึกษา สาธาราณสงเคราะห์วิถีพุทธ โดยสามารถจาแนกแนวทางการดาเนินกิจกรรม
�
ี
ั
ู
ุ
ุ
่
์
ั
่
ิ
้
็
่
ขอมลชมชน พบวาชาตพนธลาวครงและลาวเวยงในประเทศลาวจดเปนกลุม สาธารณสงเคราะห์ในชุมชนบ้านหนองกระดูกเนื้อได้ ดังนี้
ั
ชาติพันธุ์เดียวกัน จึงได้จัดตั้งเป็นศูนย์วัฒนธรรมลาวครั่ง ไทย มอญ ขึ้นใน
ื
ื
ชุมชนหนองกระดูกเน้อ เพ่อศึกษาและรวบรวมวัฒนธรรม ประเพณี และ การท�าความดีเพื่อสังคม
ปราชญ์ท้องถิ่น สนับสนุนให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ทั้งส�าหรับคนในท้องถิ่น ท้งน้แนวทางการดาเนินกิจกรรมสาธารณสงเคราะห์ท่โดดเด่นของวัด
ี
ั
ี
�
ี
ิ
ี
้
่
ี
และคนภายนอกทสนใจ นอกจากนยังมกจกรรมสาธารณสงเคราะห์ใน หนองกระดูกเน้อคือ “การทาความดีเพ่อสังคม” พระมหาสุภัค วิรโช
ื
ื
�
แนวทางการช่วยเหลือสงเคราะห์ผู้สูงอายุ ผู้ยากไร้ ผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง สนับสนุนให้ชาวบ้านหนองกระดูกเน้อมีโอกาสในการทาความดีเพ่อสังคม
ื
�
ื
ิ
ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาสทางสังคม ตัวอย่างเช่น โครงการ “แบ่งปันรอยย้ม” เพ่อให้เป็นส่วนหน่งในการช่วยเหลือสังคมทางใดทางหน่ง เพราะทุกคนม ี
ึ
ึ
ื
ื
ื
ให้ผู้ป่วยติดเตียงและผู้ยากไร้ในชุมชนบริเวณใกล้กับวัดหนองกระดูกเน้อ ความรับผิดชอบในฐานะสมาชิกของสังคม จึงควรช่วยเหลือผู้อ่นและปรับปรุง
�
ึ
็
ซ่งมีการมอบเงิน ข้าวสาร อาหารแห้ง แพมเพส และสงของจาเปนสาหรบ สภาพของชุมชนร่วมกัน รวมถึงให้ความสนใจกับผู้คนรอบตัวเพื่อหาวิธีตอบ
ั
�
ิ
่
ิ
้
่
ผูปวย ทั้งนี้มี อสม. (อาสาสมัครสาธารณสุขประจ�าหมู่บ้าน) เป็นผู้ประสาน สนองการท�าความดีเพื่อสังคม และคาดหวังให้ทุกคนสามารถท�าสิ่งต่าง ๆ ที่
ิ
ี
ี
ิ
งานและสนับสนุนกจกรรม มการบรการวัดอุณหภูม ฉดแอลกอฮอล์ คัดกรอง จะเป็นประโยชน์ต่อสังคมในระยะยาว เช่น สนับสนุนด้านการศึกษา สนับสนุน
ิ
ื
�
ิ
ื
การติดเช้อไวรัสโควิด-19 และร่วมไปเย่ยมบ้านผู้ป่วยติดเตียงและผู้ยากไร้ การกุศล ร่วมอนุรักษ์ส่งแวดล้อม เป็นต้น แนวทางการทาความดีเพ่อสังคมท ่ ี
ี
ื
ิ
เพ่อเป็นการแบ่งปันรอยย้มให้กับผู้ป่วยซ่งมีความทุกข์อยู่แล้ว และเป็นการ พระมหาสุภัคพยายามสนับสนุนในชุมชน มีดังนี้
ึ
�
�
ี
�
ื
ี
ให้กาลังใจผู้ป่วยติดเตียงท่ทุกข์ทรมาน จะได้มีกาลังกายและกาลังใจเพ่อท่จะ
ต่อสู้กับโรคต่าง ๆ ให้ดียิ่งขึ้น
ั
ี
16 ชุมชนท่องเท่ยววัฒนธรรม ลาวคร่ง วัดหนองกระดูกเน้อ ื พินิจ ลาภธนานนท์ และ พระมหาสุภัค วิรโช 17
การมีส่วนร่วมและพึ่งตนเองของชุมชน
�
ี
การดาเนินกิจกรรมสาธารณสงเคราะห์ของพระมหาสุภัคเร่มต้นเม่อ ตลอดช่วงเวลาเกือบ 30 ปีท่ผ่านมาพระมหาสุภัคได้ขับเคล่อนงาน
ิ
ื
ื
�
ปี 2557 ในช่วงแรกเป็นการท�ากิจกรรมในวัดและชุมชน โดยเริ่มจากศึกษา สาธาราณสงเคราะห์วิถีพุทธ โดยสามารถจาแนกแนวทางการดาเนินกิจกรรม
�
ี
ั
ู
ุ
ุ
่
์
ั
่
ิ
้
็
่
ขอมลชมชน พบวาชาตพนธลาวครงและลาวเวยงในประเทศลาวจดเปนกลุม สาธารณสงเคราะห์ในชุมชนบ้านหนองกระดูกเนื้อได้ ดังนี้
ั
ชาติพันธุ์เดียวกัน จึงได้จัดตั้งเป็นศูนย์วัฒนธรรมลาวครั่ง ไทย มอญ ขึ้นใน
ื
ื
ชุมชนหนองกระดูกเน้อ เพ่อศึกษาและรวบรวมวัฒนธรรม ประเพณี และ การท�าความดีเพื่อสังคม
ปราชญ์ท้องถิ่น สนับสนุนให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ทั้งส�าหรับคนในท้องถิ่น ท้งน้แนวทางการดาเนินกิจกรรมสาธารณสงเคราะห์ท่โดดเด่นของวัด
ี
ั
ี
�
ี
ิ
ี
้
่
ี
และคนภายนอกทสนใจ นอกจากนยังมกจกรรมสาธารณสงเคราะห์ใน หนองกระดูกเน้อคือ “การทาความดีเพ่อสังคม” พระมหาสุภัค วิรโช
ื
ื
�
แนวทางการช่วยเหลือสงเคราะห์ผู้สูงอายุ ผู้ยากไร้ ผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง สนับสนุนให้ชาวบ้านหนองกระดูกเน้อมีโอกาสในการทาความดีเพ่อสังคม
ื
�
ื
ิ
ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาสทางสังคม ตัวอย่างเช่น โครงการ “แบ่งปันรอยย้ม” เพ่อให้เป็นส่วนหน่งในการช่วยเหลือสังคมทางใดทางหน่ง เพราะทุกคนม ี
ึ
ึ
ื
ื
ื
ให้ผู้ป่วยติดเตียงและผู้ยากไร้ในชุมชนบริเวณใกล้กับวัดหนองกระดูกเน้อ ความรับผิดชอบในฐานะสมาชิกของสังคม จึงควรช่วยเหลือผู้อ่นและปรับปรุง
�
ึ
็
ซ่งมีการมอบเงิน ข้าวสาร อาหารแห้ง แพมเพส และสงของจาเปนสาหรบ สภาพของชุมชนร่วมกัน รวมถึงให้ความสนใจกับผู้คนรอบตัวเพื่อหาวิธีตอบ
ั
�
ิ
่
ิ
้
่
ผูปวย ทั้งนี้มี อสม. (อาสาสมัครสาธารณสุขประจ�าหมู่บ้าน) เป็นผู้ประสาน สนองการท�าความดีเพื่อสังคม และคาดหวังให้ทุกคนสามารถท�าสิ่งต่าง ๆ ที่
ิ
ี
ี
ิ
งานและสนับสนุนกจกรรม มการบรการวัดอุณหภูม ฉดแอลกอฮอล์ คัดกรอง จะเป็นประโยชน์ต่อสังคมในระยะยาว เช่น สนับสนุนด้านการศึกษา สนับสนุน
ิ
ื
�
ิ
ื
การติดเช้อไวรัสโควิด-19 และร่วมไปเย่ยมบ้านผู้ป่วยติดเตียงและผู้ยากไร้ การกุศล ร่วมอนุรักษ์ส่งแวดล้อม เป็นต้น แนวทางการทาความดีเพ่อสังคมท ่ ี
ี
ื
ิ
เพ่อเป็นการแบ่งปันรอยย้มให้กับผู้ป่วยซ่งมีความทุกข์อยู่แล้ว และเป็นการ พระมหาสุภัคพยายามสนับสนุนในชุมชน มีดังนี้
ึ
�
�
ี
�
ื
ี
ให้กาลังใจผู้ป่วยติดเตียงท่ทุกข์ทรมาน จะได้มีกาลังกายและกาลังใจเพ่อท่จะ
ต่อสู้กับโรคต่าง ๆ ให้ดียิ่งขึ้น
ั
ี
16 ชุมชนท่องเท่ยววัฒนธรรม ลาวคร่ง วัดหนองกระดูกเน้อ ื พินิจ ลาภธนานนท์ และ พระมหาสุภัค วิรโช 17
การมีส่วนร่วมและพึ่งตนเองของชุมชน
อาจจะใช้เวลาเพียงเล็กน้อยในแต่ละกิจกรรม แต่จะสามารถสร้างความแตก
1) ช่วยเหลือผู้คนในชีวิตประจ�ำวันเมื่อมีโอกำส แม้ว่าจะ
ิ
เป็นเพียงกิจกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ หรือเป็นเพียงการแสดงน�้าใจเล็ก ๆ ก็เป็น ต่างอย่างมากในชีวิตของผู้คนในสังคมรอบตัว และจะสามารถท�าส่งเหล่าน ้ ี
ึ
โดยข้นอยู่กับความสนใจส่วนตัว อาสาสมัครอาจจะช่วยคนไร้บ้านหรือจัดหา
วิธีการท�าความดีเพ่อท�าตัวให้เป็นประโยชน์ในชุมชน เม่อมองเห็นโอกาสใน อาหารให้ผู้ยากไร้ ช่วยสร้างบ้านแก่ผู้ยากไร้ในชุมชน หรือเป็นอาสาสมัคร
ื
ื
ื
การเข้าร่วมและช่วยเหลือคนอ่นในชุมชนก็ยินดีท�าให้ด้วยรอยย้ม เช่น อออก ช่วยงานในโรงพยาบาล
ิ
ี
ื
ไปเย่ยมคนชรา เย่ยมผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง หรือมอบเงินให้แก่คนยากจน ซ้อ 3) ปลูกต้นไม้ในพ้นท่สำธำรณะของชุมชนหรือในปำ
ี
ื
ี
�
อาหารสดหรืออาหารแห้งไปมอบให้ผู้ยากไร้ หรือหากเห็นใครบางคนท ่ ี ชุมชน การปลูกต้นไม้ไม่เพียงแต่จะช่วยเพ่มความสวยงามให้กับพ้นท่เท่าน้น
ิ
ี
ั
ื
ประสบปัญหาทุกข์ยากล�าบากก็ยินดีเข้าไปให้การช่วยเหลือพวกเขา
ิ
แต่ยังท�าให้ส่งแวดล้อมดีข้นอีกด้วย โดยอาจจะร่วมกันเพาะต้นกล้าหรือ
ึ
ื
ื
ี
เพาะช�ากล้าไม้เพ่อใช้ปลูกต้นไม้ในพ้นท่ของตนเองหรือในพ้นท่สาธารณะ
ี
ื
หากมีความสนใจมากอาจจะขยายกิจกรรมออกไปตามความต้องการของ
ุ
ั
ชมชน โดยอาจจะเน้นในเชงการอนุรกษ์ป่าไม้ ทรัพยากรธรรมชาติ และ
ิ
สิ่งแวดล้อม หรือการปรับปรุงภูมิทัศน์ภายในวัดและในชุมชน
4) กำรท�ำบุญไถ่ชีวิต เป็นกิจกรรมในเชิงการท�าบุญตาม
ี
แนวทางพระพุทธศาสนา โดยกิจกรรมท่โดดเด่นในวัดหนองกระดูกเน้อคือ
ื
โครงการคอกอภัยทาน เพ่อไถ่ชีวิตโคหรือกระบือจากโรงฆ่าสัตว์ โดยม ี
ื
สโลแกน “ไม่เชือด ไม่ขาย และพร้อมดูแลน้องด้วยใจจริง ให้โคกระบือเหล่าน ้ ี
ุ
ั
ิ
้
ู
ั
ได้มชวตอย่จนสนอายขยตามธรรมชาต” โดยจะจดกจกรรมชักชวนให้ญาต ิ
ิ
ิ
ิ
ี
ี
โยมามาร่วมกันบริจาคเงินเพ่อไถ่ชีวิตโคกระบือ ตัวอย่างเช่น ในปี 2564
ื
มีเป้าหมายไถ่ชีวิตกระบือเผือกคู่หนึ่งราคาคู่ละ 49,999 บาท มีก�าหนดร่วม
บริจาคในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2564 โดยมีค�าชักชวนว่า “ผู้ใดได้ท�าบุญไถ่
ู
ื
็
2) เปนอำสำสมัครในองค์กรชุมชนเพ่อช่วยเหลือผ้อ่น
ื
ั
ี
ในสงคม การเป็นอาสาสมัครเป็นวิธีท่ดีในการสร้างความดีพร้อมกับม ี ชีวิตวัว จะได้กุศลมาก โชคลาภไหลมาเทมา ท�ามาค้าขึ้น สะเดาะเคราะห์แก้
กรรมเก่าให้บรรเทาเบาบาง อายุยืนยาว สุขภาพแข็งแรง ด้วยการสร้างบุญ
ปฏิสัมพันธ์ร่วมกับชุมชน เช่น ช่วยเหลือผู้คนท่ด้อยโอกาส การเป็นอาสาสมัคร
ี
ไถ่ชีวิต” กิจกรรมน้นอกจากจะเป็นการร่วมกันท�าบุญแล้ว ยังเป็นการช่วย
ี
อนุรักษ์ควายเผือกไทยอีกด้วย
ั
ี
18 ชุมชนทองเท่ยววัฒนธรรม ลาวคร่ง วัดหนองกระดูกเน้อ ื พินิจ ลาภธนานนท และ พระมหาสุภัค วิรโช 19
การมีส่วนร่วมและพึ่งตนเองของชุมชน
อาจจะใช้เวลาเพียงเล็กน้อยในแต่ละกิจกรรม แต่จะสามารถสร้างความแตก
1) ช่วยเหลือผู้คนในชีวิตประจ�ำวันเมื่อมีโอกำส แม้ว่าจะ
ิ
เป็นเพียงกิจกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ หรือเป็นเพียงการแสดงน�้าใจเล็ก ๆ ก็เป็น ต่างอย่างมากในชีวิตของผู้คนในสังคมรอบตัว และจะสามารถท�าส่งเหล่าน ้ ี
ึ
โดยข้นอยู่กับความสนใจส่วนตัว อาสาสมัครอาจจะช่วยคนไร้บ้านหรือจัดหา
วิธีการท�าความดีเพ่อท�าตัวให้เป็นประโยชน์ในชุมชน เม่อมองเห็นโอกาสใน อาหารให้ผู้ยากไร้ ช่วยสร้างบ้านแก่ผู้ยากไร้ในชุมชน หรือเป็นอาสาสมัคร
ื
ื
ื
การเข้าร่วมและช่วยเหลือคนอ่นในชุมชนก็ยินดีท�าให้ด้วยรอยย้ม เช่น อออก ช่วยงานในโรงพยาบาล
ิ
ี
ื
ไปเย่ยมคนชรา เย่ยมผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง หรือมอบเงินให้แก่คนยากจน ซ้อ 3) ปลูกต้นไม้ในพ้นท่สำธำรณะของชุมชนหรือในปำ
ี
ื
ี
�
อาหารสดหรืออาหารแห้งไปมอบให้ผู้ยากไร้ หรือหากเห็นใครบางคนท ่ ี ชุมชน การปลูกต้นไม้ไม่เพียงแต่จะช่วยเพ่มความสวยงามให้กับพ้นท่เท่าน้น
ิ
ี
ั
ื
ประสบปัญหาทุกข์ยากล�าบากก็ยินดีเข้าไปให้การช่วยเหลือพวกเขา
ิ
แต่ยังท�าให้ส่งแวดล้อมดีข้นอีกด้วย โดยอาจจะร่วมกันเพาะต้นกล้าหรือ
ึ
ื
ื
ี
เพาะช�ากล้าไม้เพ่อใช้ปลูกต้นไม้ในพ้นท่ของตนเองหรือในพ้นท่สาธารณะ
ี
ื
หากมีความสนใจมากอาจจะขยายกิจกรรมออกไปตามความต้องการของ
ุ
ั
ชมชน โดยอาจจะเน้นในเชงการอนุรกษ์ป่าไม้ ทรัพยากรธรรมชาติ และ
ิ
สิ่งแวดล้อม หรือการปรับปรุงภูมิทัศน์ภายในวัดและในชุมชน
4) กำรท�ำบุญไถ่ชีวิต เป็นกิจกรรมในเชิงการท�าบุญตาม
ี
แนวทางพระพุทธศาสนา โดยกิจกรรมท่โดดเด่นในวัดหนองกระดูกเน้อคือ
ื
โครงการคอกอภัยทาน เพ่อไถ่ชีวิตโคหรือกระบือจากโรงฆ่าสัตว์ โดยม ี
ื
สโลแกน “ไม่เชือด ไม่ขาย และพร้อมดูแลน้องด้วยใจจริง ให้โคกระบือเหล่าน ้ ี
ุ
ั
ิ
้
ู
ั
ได้มชวตอย่จนสนอายขยตามธรรมชาต” โดยจะจดกจกรรมชักชวนให้ญาต ิ
ิ
ิ
ิ
ี
ี
โยมามาร่วมกันบริจาคเงินเพ่อไถ่ชีวิตโคกระบือ ตัวอย่างเช่น ในปี 2564
ื
มีเป้าหมายไถ่ชีวิตกระบือเผือกคู่หนึ่งราคาคู่ละ 49,999 บาท มีก�าหนดร่วม
บริจาคในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2564 โดยมีค�าชักชวนว่า “ผู้ใดได้ท�าบุญไถ่
ู
ื
็
2) เปนอำสำสมัครในองค์กรชุมชนเพ่อช่วยเหลือผ้อ่น
ื
ั
ี
ในสงคม การเป็นอาสาสมัครเป็นวิธีท่ดีในการสร้างความดีพร้อมกับม ี ชีวิตวัว จะได้กุศลมาก โชคลาภไหลมาเทมา ท�ามาค้าขึ้น สะเดาะเคราะห์แก้
กรรมเก่าให้บรรเทาเบาบาง อายุยืนยาว สุขภาพแข็งแรง ด้วยการสร้างบุญ
ปฏิสัมพันธ์ร่วมกับชุมชน เช่น ช่วยเหลือผู้คนท่ด้อยโอกาส การเป็นอาสาสมัคร
ี
ไถ่ชีวิต” กิจกรรมน้นอกจากจะเป็นการร่วมกันท�าบุญแล้ว ยังเป็นการช่วย
ี
อนุรักษ์ควายเผือกไทยอีกด้วย
ั
ี
18 ชุมชนทองเท่ยววัฒนธรรม ลาวคร่ง วัดหนองกระดูกเน้อ ื พินิจ ลาภธนานนท และ พระมหาสุภัค วิรโช 19
การมีส่วนร่วมและพึ่งตนเองของชุมชน
ชักชวนให้ญาติโยมยินดีมาร่วมท�าบุญในวันพระ โดยได้เสนอแนวคิดว่า
“ปล่อยปลา แคล้วคลาด ปลอดภัย ชีวิตไม่ติดขัด ขอเชิญท�าบุญปล่อยปลา
หน้าเขียง”
https://m.facebook.com/story.php…
การขอร่วมบริจาคชาวบ้านจะสามารถมีส่วนร่วมท�าบุญตามก�าลัง
ความสามารถ คือ กองบุญใหญ่ กองละ 9,999 บาท กองบุญกลาง กองละ
999 บาท กองบุญเล็ก กองละ 99 บาท กองบุญทั่วไป กองละ 9 บาท หรือ
ั
�
�
ิ
ร่วมบุญตามกาลงศรัทธา เป้าหมายการทาบุญเพอไถ่ชวตให้โคกระบือได้ม ี
ี
่
ื
ชีวิตอยู่รอดปลอดภัยจากโรงฆ่าสัตว์ โดยมีพื้นฐานความเชื่อว่า “จะเป็นอานิ
ี
สงค์บุญท่ช่วยหนุนน�าผู้ร่วมท�าบุญกุศลทุกคนให้เจริญรุ่งเรือง การงานการเงิน
่
ราบรื่น อยูดีมีสุข อิ่มสุขอิ่มบุญ สุขภาพรางกายแข็งแรง อาการเจ็บปวยทุเลา
่
่
เบาบาง คิดเงินขอให้ได้เงิน คิดทองขอให้ได้ทอง เป็นผู้มีบุญบารมี มีอานิสงส์
่
มาก เพมทรัพย์พูนสข อุทศบุญกุศลให้เจ้ากรรมนายเวร เทวดาผู้ปกปักรักษา
ิ
ุ
ิ
ื
ดวงวิญญาณบรรพบุรุษ ดวงวิญญาณผู้ขอส่วนบุญ อุทิศไว้เบ้องหน้า หนุนน�า
ี
ดวงจิตของผู้สร้างบุญเข้าสู่พุทธภูมินิพพานในอนาคตกาล” นอกจากน้ยังม ี
ึ
อีกกิจกรรมหน่งคือ “การร่วมบุญวันพระ ปล่อยปลาหน้าเขียง” เป็นกิจกรรม
ี
ั
20 ชุมชนทองเท่ยววัฒนธรรม ลาวคร่ง วัดหนองกระดูกเน้อ ื พินิจ ลาภธนานนท และ พระมหาสุภัค วิรโช 21
การมีส่วนร่วมและพึ่งตนเองของชุมชน
ชักชวนให้ญาติโยมยินดีมาร่วมท�าบุญในวันพระ โดยได้เสนอแนวคิดว่า
“ปล่อยปลา แคล้วคลาด ปลอดภัย ชีวิตไม่ติดขัด ขอเชิญท�าบุญปล่อยปลา
หน้าเขียง”
https://m.facebook.com/story.php…
การขอร่วมบริจาคชาวบ้านจะสามารถมีส่วนร่วมท�าบุญตามก�าลัง
ความสามารถ คือ กองบุญใหญ่ กองละ 9,999 บาท กองบุญกลาง กองละ
999 บาท กองบุญเล็ก กองละ 99 บาท กองบุญทั่วไป กองละ 9 บาท หรือ
ั
�
�
ิ
ร่วมบุญตามกาลงศรัทธา เป้าหมายการทาบุญเพอไถ่ชวตให้โคกระบือได้ม ี
ี
่
ื
ชีวิตอยู่รอดปลอดภัยจากโรงฆ่าสัตว์ โดยมีพื้นฐานความเชื่อว่า “จะเป็นอานิ
ี
สงค์บุญท่ช่วยหนุนน�าผู้ร่วมท�าบุญกุศลทุกคนให้เจริญรุ่งเรือง การงานการเงิน
่
ราบรื่น อยูดีมีสุข อิ่มสุขอิ่มบุญ สุขภาพรางกายแข็งแรง อาการเจ็บปวยทุเลา
่
่
เบาบาง คิดเงินขอให้ได้เงิน คิดทองขอให้ได้ทอง เป็นผู้มีบุญบารมี มีอานิสงส์
่
มาก เพมทรัพย์พูนสข อุทศบุญกุศลให้เจ้ากรรมนายเวร เทวดาผู้ปกปักรักษา
ิ
ุ
ิ
ื
ดวงวิญญาณบรรพบุรุษ ดวงวิญญาณผู้ขอส่วนบุญ อุทิศไว้เบ้องหน้า หนุนน�า
ี
ดวงจิตของผู้สร้างบุญเข้าสู่พุทธภูมินิพพานในอนาคตกาล” นอกจากน้ยังม ี
ึ
อีกกิจกรรมหน่งคือ “การร่วมบุญวันพระ ปล่อยปลาหน้าเขียง” เป็นกิจกรรม
ี
ั
20 ชุมชนทองเท่ยววัฒนธรรม ลาวคร่ง วัดหนองกระดูกเน้อ ื พินิจ ลาภธนานนท และ พระมหาสุภัค วิรโช 21
การมีส่วนร่วมและพึ่งตนเองของชุมชน
ั
ท้งหมดน้เป็นการชักชวนชาวบ้านหนองกระดูกเน้อให้มาร่วมกัน ศูนย์ประสานงานพระคิลานุปัฏฐาก
ื
ี
ี
�
�
ทาบุญในลักษณะท่เป็นการทาบุญเชิงปัจเจกบุคคล แต่ส่งผลต่อการช่วยเหลือ จังหวัดนครสวรรค์
ชีวิตของโค กระบือ และปลา อันเป็นแนวทางการทาบุญท่ย่งใหญ่ ซ่งสะท้อน การร่วมขบเคล่อนกจกรรมพระคลานปัฏฐาก (พระอาสาสมัครส่ง
ิ
�
ี
ึ
ุ
ั
ิ
ิ
ื
นัยของการท�าบุญเพื่อการช่วยเหลือสิ่งมีชีวิต หรือช่วยเหลือชีวิตผู้อื่น ซึ่งนับ เสริมสุขภาพประจ�าวัด - พระ อสว.) เป็นกิจกรรมหนึ่งที่พระมหาสุภัค วิรโช
ื
�
ื
ึ
เป็นส่วนหน่งของการทาความดีเพ่อสังคม เป็นกระบวนการฝึกฝนการ ให้ความสาคัญมาก โดยได้ขับเคล่อนกิจกรรมในนาม “ศูนย์ประสานงานพระ
�
�
ทาความดีท่จะนาไปสู่การช่วยเหลือสังคมผ่านการขับเคล่อนกิจกรรมสาธารณ คิลานุปัฏฐาก จังหวัดนครสวรรค์” ทั้งนี้พระคิลานุปัฏฐากเป็นกลุ่มพระสงฆ์
ื
�
ี
ี
ี
่
ั
ุ
้
ั
ื
�
ื
สงเคราะห์ โดยสะท้อนให้เห็นว่าการทาความดีเพ่อสังคมเป็นพ้นฐานสาคัญ ทเข้ารับการอบรมและเรยนรู้ด้านสขภาพ ทงภาคทฤษฎีและภาคปฏิบต ิ
�
ของการท�างานสาธารณสงเคราะห์ ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ในชุมชน รวมถึงงาน อย่างไรก็ตามจากการที่พระสงฆ์เข้ารับการอบรมนั้นบางรูปมีสถานะเป็นเจ้า
�
ึ
จิตอาสาสาธารณสงเคราะห์ในหลากหลายรูปแบบ อาวาส ซ่งมักจะพบปัญหาว่ามีกิจนิมนต์หรือกิจของสงฆ์มาก ทาให้ไม่สามารถ
เข้าร่วมอบรมได้ครบตามกาหนด เสียโอกาสในการสร้างพระสงฆ์ท่มีความรู้
�
ี
ความสามารถท่จะปฏิบัติงานในฐานะของพระคิลานุปัฏฐากได้ ในขณะท่พระ
ี
ี
ี
�
สงฆ์จานวนไม่น้อยท่มีสถานะเป็นพระลูกวัดและถูกสั่งให้เข้ารับการอบรม เม่อ
ื
กลับไปวัดส่วนมากไม่สนใจท่จะขับเคล่อนกิจกรรมในฐานะท่เป็นพระคิลาน ุ
ื
ี
ี
็
ปฏฐาก หรอหากสนใจแตเจาอาวาสไมเหนดวยกไมสามารถปฏบตหนาท่ของ
่
ี
้
่
็
้
่
ื
ิ
ิ
้
ั
ั
ี
พระคิลานุปัฏฐากได้อย่างเต็มความสามารถ ดังน้นพระสงฆ์ท่เหมาะสมจะเข้า
ั
ี
ร่วมรับการอบรมพระคิลานุปัฏฐากจึงควรเป็นพระสงฆ์ท่มีความยินดีจะเข้า
ื
รับการอบรม และมีเวลามากพอท่จะร่วมขับเคล่อนกิจกรรมของพระคิลาน ุ
ี
ปัฏฐาก
การจัดอบรมพระคิลานุปัฎฐากมีเป้าหมายสร้าง พระ อสว. เพื่อเป็น
กลไกดูแลสุขภาพของพระสงฆ์และสามเณรในวัดต่าง ๆ การจัดอบรมพระ
คิลานุปัฏฐากในจังหวัดนครสวรรค์ดาเนินการโดยศูนย์อนามัยท่ 3 นครสวรรค์
ี
�
ร่วมมือกับสานักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เขต 3 นครสวรรค์
�
สานักงานสาธารณสุขจังหวัดนครสวรรค์ สานักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด
�
�
นครสวรรค์ และคณะพระสังฆาธิการ โดยรุ่นแรกจัดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน
ื
2561 ณ วัดหนองกระดูกเน้อ มีพระเทพปริยัติเมธี เจ้าคณะจังหวัดนครสวรรค์
ี
ั
22 ชุมชนท่องเท่ยววัฒนธรรม ลาวคร่ง วัดหนองกระดูกเน้อ ื พินิจ ลาภธนานนท์ และ พระมหาสุภัค วิรโช 23
การมีส่วนร่วมและพึ่งตนเองของชุมชน
ั
ท้งหมดน้เป็นการชักชวนชาวบ้านหนองกระดูกเน้อให้มาร่วมกัน ศูนย์ประสานงานพระคิลานุปัฏฐาก
ื
ี
�
ทาบุญในลักษณะท่เป็นการทาบุญเชิงปัจเจกบุคคล แต่ส่งผลต่อการช่วยเหลือ จังหวัดนครสวรรค์
�
ี
ี
�
ิ
ื
ั
ิ
ิ
ึ
ุ
ชีวิตของโค กระบือ และปลา อันเป็นแนวทางการทาบุญท่ย่งใหญ่ ซ่งสะท้อน การร่วมขบเคล่อนกจกรรมพระคลานปัฏฐาก (พระอาสาสมัครส่ง
นัยของการท�าบุญเพื่อการช่วยเหลือสิ่งมีชีวิต หรือช่วยเหลือชีวิตผู้อื่น ซึ่งนับ เสริมสุขภาพประจ�าวัด - พระ อสว.) เป็นกิจกรรมหนึ่งที่พระมหาสุภัค วิรโช
�
ื
ื
เป็นส่วนหน่งของการทาความดีเพ่อสังคม เป็นกระบวนการฝึกฝนการ ให้ความสาคัญมาก โดยได้ขับเคล่อนกิจกรรมในนาม “ศูนย์ประสานงานพระ
�
ึ
�
ทาความดีท่จะนาไปสู่การช่วยเหลือสังคมผ่านการขับเคล่อนกิจกรรมสาธารณ คิลานุปัฏฐาก จังหวัดนครสวรรค์” ทั้งนี้พระคิลานุปัฏฐากเป็นกลุ่มพระสงฆ์
ี
�
ื
ี
ั
ี
ุ
่
้
ั
ื
ื
สงเคราะห์ โดยสะท้อนให้เห็นว่าการทาความดีเพ่อสังคมเป็นพ้นฐานสาคัญ ทเข้ารับการอบรมและเรยนรู้ด้านสขภาพ ทงภาคทฤษฎีและภาคปฏิบต ิ
�
�
ของการท�างานสาธารณสงเคราะห์ ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ในชุมชน รวมถึงงาน อย่างไรก็ตามจากการที่พระสงฆ์เข้ารับการอบรมนั้นบางรูปมีสถานะเป็นเจ้า
�
ึ
จิตอาสาสาธารณสงเคราะห์ในหลากหลายรูปแบบ อาวาส ซ่งมักจะพบปัญหาว่ามีกิจนิมนต์หรือกิจของสงฆ์มาก ทาให้ไม่สามารถ
ี
เข้าร่วมอบรมได้ครบตามกาหนด เสียโอกาสในการสร้างพระสงฆ์ท่มีความรู้
�
ี
ี
ความสามารถท่จะปฏิบัติงานในฐานะของพระคิลานุปัฏฐากได้ ในขณะท่พระ
ื
�
สงฆ์จานวนไม่น้อยท่มีสถานะเป็นพระลูกวัดและถูกสั่งให้เข้ารับการอบรม เม่อ
ี
ื
ี
ี
กลับไปวัดส่วนมากไม่สนใจท่จะขับเคล่อนกิจกรรมในฐานะท่เป็นพระคิลาน ุ
่
้
็
้
่
ี
ปฏฐาก หรอหากสนใจแตเจาอาวาสไมเหนดวยกไมสามารถปฏบตหนาท่ของ
ั
ั
ื
็
้
ิ
่
ิ
ั
พระคิลานุปัฏฐากได้อย่างเต็มความสามารถ ดังน้นพระสงฆ์ท่เหมาะสมจะเข้า
ี
ี
ร่วมรับการอบรมพระคิลานุปัฏฐากจึงควรเป็นพระสงฆ์ท่มีความยินดีจะเข้า
รับการอบรม และมีเวลามากพอท่จะร่วมขับเคล่อนกิจกรรมของพระคิลาน ุ
ื
ี
ปัฏฐาก
การจัดอบรมพระคิลานุปัฎฐากมีเป้าหมายสร้าง พระ อสว. เพื่อเป็น
กลไกดูแลสุขภาพของพระสงฆ์และสามเณรในวัดต่าง ๆ การจัดอบรมพระ
คิลานุปัฏฐากในจังหวัดนครสวรรค์ดาเนินการโดยศูนย์อนามัยท่ 3 นครสวรรค์
�
ี
ร่วมมือกับสานักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เขต 3 นครสวรรค์
�
�
สานักงานสาธารณสุขจังหวัดนครสวรรค์ สานักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด
�
นครสวรรค์ และคณะพระสังฆาธิการ โดยรุ่นแรกจัดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน
ื
2561 ณ วัดหนองกระดูกเน้อ มีพระเทพปริยัติเมธี เจ้าคณะจังหวัดนครสวรรค์
ี
ั
22 ชุมชนท่องเท่ยววัฒนธรรม ลาวคร่ง วัดหนองกระดูกเน้อ ื พินิจ ลาภธนานนท์ และ พระมหาสุภัค วิรโช 23
การมีส่วนร่วมและพึ่งตนเองของชุมชน
เป็นประธานเปิดการอบรม จนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2565 ได้ดาเนินการจัด
�
อบรมพระคิลานุปัฏฐากไปแล้วจ�านวน 4 รุ่น รวมจ�านวนผู้เข้ารับการอบรม
ิ
ั
ท้งส้น 173 รูป การจัดอบรมมีเป้าหมายดาเนินงานตามธรรมนูญสุขภาพพระ
�
ื
สงฆ์แห่งชาติ พ.ศ. 2560 เพ่อพัฒนาพระคิลานุปัฏฐากให้มีความรู้ความเข้าใจ
ในการดูแลสุขภาพอนามัยของตนเอง ให้คาแนะนาดูแลพระสงฆ์ภายในวัด
�
�
ู
ี
ุ
ั
้
์
ี
้
และชาวบานในชมชน และเตรยมรองรบระบบการดแลพระสงฆสงอายทตอง
่
ู
ุ
ั
ได้รับการดูแลรักษาระยะยาว ท้งน้พระมหาสุภัค วิรโช อธิบายถึงความสาคัญ
�
ี
ในการจัดอบรมพระคิลานุปัฏฐากว่า
ุ
ธรรมนูญสขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ มีแนวคิดหลักในการ
ส่งเสริมให้พระสงฆ์ดูแลสุขภาพตนเองตามหลักพระธรรมวินัย
ั
ั
ให้ชุมชนและสังคมดูแลอุปัฏฐากพระสงฆ์ตามหลกพระธรรมวินย
�
และให้พระสงฆ์มีบทบาทในการเป็นผู้นาด้านสุขภาวะของชุมชน
�
�
และสังคม ซ่งแนวคิดดังกล่าวเป็นเป้าหมายสาคัญในการดาเนินงาน
ึ
ส่งเสริมสุขภาวะพระสงฆ์ท่วประเทศ โดยมีพระคิลานุปัฏฐาก
ั
�
ี
หรือพระ อสว. เป็นกลไกการพัฒนาท่สาคัญในด้านการดูแล
สุขภาพพระสงฆ์ เน่องจากพระสงฆ์ไทยมีปัญหาทางสุขภาพ
ื
โดยเฉพาะป่วยเป็นโรคไม่ติดต่อเร้อรัง ซ่งสาเหตุสาคัญส่วนหน่ง ึ
�
ื
ึ
ี
ี
มาจากอาหารท่ทาบุญใส่บาตรของชาวบ้านญาติโยม ท่ยังขาด
�
ู้
่
ึ
ี
ความรความเข้าใจ และไมตระหนกถงผลเสยต่อการเจ็บป่วยของ
ั
พระสงฆ์
(พระมหาสุภัค วิรโช, สัมภาษณ์, 16 กุมภาพันธ์ 2565)
ี
ั
24 ชุมชนท่องเท่ยววัฒนธรรม ลาวคร่ง วัดหนองกระดูกเน้อ ื พินิจ ลาภธนานนท์ และ พระมหาสุภัค วิรโช 25
การมีส่วนร่วมและพึ่งตนเองของชุมชน
เป็นประธานเปิดการอบรม จนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2565 ได้ดาเนินการจัด
�
อบรมพระคิลานุปัฏฐากไปแล้วจ�านวน 4 รุ่น รวมจ�านวนผู้เข้ารับการอบรม
ิ
ั
ท้งส้น 173 รูป การจัดอบรมมีเป้าหมายดาเนินงานตามธรรมนูญสุขภาพพระ
�
ื
สงฆ์แห่งชาติ พ.ศ. 2560 เพ่อพัฒนาพระคิลานุปัฏฐากให้มีความรู้ความเข้าใจ
ในการดูแลสุขภาพอนามัยของตนเอง ให้คาแนะนาดูแลพระสงฆ์ภายในวัด
�
�
ู
ี
ุ
ั
้
์
ี
้
และชาวบานในชมชน และเตรยมรองรบระบบการดแลพระสงฆสงอายทตอง
่
ู
ุ
ั
ได้รับการดูแลรักษาระยะยาว ท้งน้พระมหาสุภัค วิรโช อธิบายถึงความสาคัญ
�
ี
ในการจัดอบรมพระคิลานุปัฏฐากว่า
ุ
ธรรมนูญสขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ มีแนวคิดหลักในการ
ส่งเสริมให้พระสงฆ์ดูแลสุขภาพตนเองตามหลักพระธรรมวินัย
ั
ั
ให้ชุมชนและสังคมดูแลอุปัฏฐากพระสงฆ์ตามหลกพระธรรมวินย
�
และให้พระสงฆ์มีบทบาทในการเป็นผู้นาด้านสุขภาวะของชุมชน
�
�
และสังคม ซ่งแนวคิดดังกล่าวเป็นเป้าหมายสาคัญในการดาเนินงาน
ึ
ส่งเสริมสุขภาวะพระสงฆ์ท่วประเทศ โดยมีพระคิลานุปัฏฐาก
ั
�
ี
หรือพระ อสว. เป็นกลไกการพัฒนาท่สาคัญในด้านการดูแล
สุขภาพพระสงฆ์ เน่องจากพระสงฆ์ไทยมีปัญหาทางสุขภาพ
ื
โดยเฉพาะป่วยเป็นโรคไม่ติดต่อเร้อรัง ซ่งสาเหตุสาคัญส่วนหน่ง ึ
�
ื
ึ
ี
ี
มาจากอาหารท่ทาบุญใส่บาตรของชาวบ้านญาติโยม ท่ยังขาด
�
ู้
่
ึ
ี
ความรความเข้าใจ และไมตระหนกถงผลเสยต่อการเจ็บป่วยของ
ั
พระสงฆ์
(พระมหาสุภัค วิรโช, สัมภาษณ์, 16 กุมภาพันธ์ 2565)
ี
ั
24 ชุมชนท่องเท่ยววัฒนธรรม ลาวคร่ง วัดหนองกระดูกเน้อ ื พินิจ ลาภธนานนท์ และ พระมหาสุภัค วิรโช 25
การมีส่วนร่วมและพึ่งตนเองของชุมชน
ี
นอกจากการจัดอบรมพระคิลานุปัฏฐากแล้ว ศูนย์อนามัยท่ 3 ในภาพรวมของการจัดอบรมพระคิลานุปัฏฐาก พบว่าธรรมนูญ
นครสวรรค์ และภาคีเครือข่ายยังได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพ่อเสริมบทบาท สุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติที่ประกาศเมื่อปี 2560 ได้มอบหมายให้ สปสช.
ื
ี
์
ิ
ั
ี
ิ
่
ู้
ี
ั
พระคิลานุปัฏฐากให้สอดคล้องกับรูปแบบวถีชีวิตใหม่ (new normal) ใน มหน้าทถวายความรแก่พระสงฆเก่ยวกบสทธประโยชนในระบบหลกประกน
์
ิ
ั
ื
สถานการณ์แพร่ระบาดของเช้อไวรัสโควิด-19 ระหว่างวันท่ 24-25 มกราคม สุขภาพแห่งชาติ สนับสนุนงบประมาณในการดูแลสุขภาพของพระสงฆ์ โดย
ี
ี
ั
2563 โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการ 40 รูป/คน จากน้นในวันท่ 3 เชื่อมโยงกับงบประมาณของกองทุนหลักประกันสุขภาพต�าบล นอกจากนั้น
�
�
ี
กุมภาพันธ์ 2563 ศูนย์อนามัยท่ 3 นครสวรรค์ จัดประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนา ยังร่วมกับสานักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ในการจัดทาฐานข้อมูลพระสงฆ์
ี
สุขภาพวะพระสงฆ์ด้วยพลังบวร (บ้าน วัด ราชการ) ภายใต้โครงการพัฒนา และจัดให้พระสงฆ์มาลงทะเบียนกับหน่วยบริการท่อยู่ใกล้วัด เพ่อใช้สิทธ ิ
ื
ี
สุขภาวะพระสงฆ์และวัดรอบรู้ด้านสุขภาพ โดยใช้แนวทางร่วมกันแลกเปล่ยน ตามระเบียบปฏิบัติของ สปสช. รวมถึงยังมีภาคีเครือข่ายสาธารณสุขเข้ามา
ื
ื
เรียนรู้และนาแนวทางมาขับเคล่อนกิจกรรมสุขภาพพระสงฆ์เพ่อสนับสนุน มีส่วนร่วมขับเคล่อนกิจกรรมเชิงสุขภาพของพระสงฆ์ โดยมีกิจกรรม
�
ื
ื
การขับเคล่อนธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ การจัดประชุมเชิงปฏิบัต ิ ครอบคลุมท้งการจัดอบรมพระคิลานุปัฏฐาก การจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ
ั
่
ี
ี
่
ิ
ั
ึ
่
ื
ั
้
ั
ู
์
ี
การอกครงหนงคอวนท 11-13 พฤศจกายน 2563 ศนยอนามยท 3 นครสวรรค ์ และการสนับสนุนกิจกรรมของพระคิลานุปัฎฐาก
ั
ร่วมกับสาธารณสุขจังหวัดนครสวรรค์และ การจัดอบรมพระคิลานุปัฏฐากท้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัต ิ
ั
�
ื
ื
ี
สานักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดนครสวรรค์ ครอบคลุมเน้อหาท้งหลักพระธรรมวินัยท่เก่ยวเน่องกับการดูแลสุขภาพ
ี
จัดประชุม “พัฒนาศักยภาพพระสงฆ์ หลักสูตร และองค์ความรู้เบ้องต้นเก่ยวกับโรคท่พบได้บ่อย พระคิลานุปัฏฐากจะม ี
ี
ี
ื
พระคิลานุปัฏฐาก (พระอาสาสมัครส่งเสริมสุข ความรู้เบื้องต้นในการช่วยเหลือพระสงฆ์อาพาธได้ ซึ่งช่วยลดการเดินทางไป
ภาพประจ�าวัด - อสว.)” เพื่อพัฒนาศักยภาพ โรงพยาบาลและลดความแออัดภายในโรงพยาบาล นอกจากน้นพระคิลาน ุ
ั
ี
�
พระสงฆ์แกนนา ในการส่งเสริมให้พระสงฆ์ ปัฏฐากยังเป็นพระสงฆ์ผู้ประสานงานระหว่างเจ้าหน้าท่สาธารณสุขกับวัด
้
สามารถดูแลสุขภาพตนเอง และอุปัฏฐาก เป็นผูประชาสัมพันธด้านสุขภาพทั้งต่อพระสงฆ์เองและต่อประชาชนผู้ไปวัด
์
็
่
ี
้
ี
ั
พระภิกษุอาพาธได้ถูก เปนผสงเกตอาการผดปกต และเปนพเลยงทคอยดแลตดตามอาการภายหลง
ู
ิ
็
ั
ิ
ิ
่
ี
้
ู
หลักพระธรรมวินัย โดย จากท่พระภิกษุอาพาธได้เข้ารักษาท่โรงพยาบาลและออกจากโรงพยาบาล
ี
ี
ี
ั
มีพระสงฆ์เข้าร่วมการ เหล่าน้คือประโยชน์จากโครงการอบรมพระคิลานุปัฏฐาก ท้งน้ในประเด็นการ
ี
�
ั
ประชุมจานวน 31 รูป ดูแลสุขภาพของพระสงฆ์น้น การดูแลพระสงฆ์กับบุคคลท่วไปมีความเหมือน
ั
ณ วัดวรนาถบรรพต กันในมุมของมาตรฐานวิชาชีพ แต่สิ่งที่แตกต่างกันมากคือการใช้สวัสดิการที่
ั
ี
26 ชุมชนท่องเท่ยววัฒนธรรม ลาวคร่ง วัดหนองกระดูกเน้อ ื พินิจ ลาภธนานนท์ และ พระมหาสุภัค วิรโช 27
การมีส่วนร่วมและพึ่งตนเองของชุมชน
ี
นอกจากการจัดอบรมพระคิลานุปัฏฐากแล้ว ศูนย์อนามัยท่ 3 ในภาพรวมของการจัดอบรมพระคิลานุปัฏฐาก พบว่าธรรมนูญ
นครสวรรค์ และภาคีเครือข่ายยังได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพ่อเสริมบทบาท สุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติที่ประกาศเมื่อปี 2560 ได้มอบหมายให้ สปสช.
ื
ี
์
ิ
ั
ี
ิ
่
ู้
ี
ั
พระคิลานุปัฏฐากให้สอดคล้องกับรูปแบบวถีชีวิตใหม่ (new normal) ใน มหน้าทถวายความรแก่พระสงฆเก่ยวกบสทธประโยชนในระบบหลกประกน
์
ิ
ั
ื
สถานการณ์แพร่ระบาดของเช้อไวรัสโควิด-19 ระหว่างวันท่ 24-25 มกราคม สุขภาพแห่งชาติ สนับสนุนงบประมาณในการดูแลสุขภาพของพระสงฆ์ โดย
ี
ี
ั
2563 โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการ 40 รูป/คน จากน้นในวันท่ 3 เชื่อมโยงกับงบประมาณของกองทุนหลักประกันสุขภาพต�าบล นอกจากนั้น
�
�
ี
กุมภาพันธ์ 2563 ศูนย์อนามัยท่ 3 นครสวรรค์ จัดประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนา ยังร่วมกับสานักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ในการจัดทาฐานข้อมูลพระสงฆ์
ี
สุขภาพวะพระสงฆ์ด้วยพลังบวร (บ้าน วัด ราชการ) ภายใต้โครงการพัฒนา และจัดให้พระสงฆ์มาลงทะเบียนกับหน่วยบริการท่อยู่ใกล้วัด เพ่อใช้สิทธ ิ
ื
ี
สุขภาวะพระสงฆ์และวัดรอบรู้ด้านสุขภาพ โดยใช้แนวทางร่วมกันแลกเปล่ยน ตามระเบียบปฏิบัติของ สปสช. รวมถึงยังมีภาคีเครือข่ายสาธารณสุขเข้ามา
ื
ื
เรียนรู้และนาแนวทางมาขับเคล่อนกิจกรรมสุขภาพพระสงฆ์เพ่อสนับสนุน มีส่วนร่วมขับเคล่อนกิจกรรมเชิงสุขภาพของพระสงฆ์ โดยมีกิจกรรม
�
ื
ื
การขับเคล่อนธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ การจัดประชุมเชิงปฏิบัต ิ ครอบคลุมท้งการจัดอบรมพระคิลานุปัฏฐาก การจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ
ั
่
ี
ี
่
ิ
ั
ึ
่
ื
ั
้
ั
ู
์
ี
การอกครงหนงคอวนท 11-13 พฤศจกายน 2563 ศนยอนามยท 3 นครสวรรค ์ และการสนับสนุนกิจกรรมของพระคิลานุปัฎฐาก
ั
ร่วมกับสาธารณสุขจังหวัดนครสวรรค์และ การจัดอบรมพระคิลานุปัฏฐากท้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัต ิ
ั
�
ื
ื
ี
สานักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดนครสวรรค์ ครอบคลุมเน้อหาท้งหลักพระธรรมวินัยท่เก่ยวเน่องกับการดูแลสุขภาพ
ี
จัดประชุม “พัฒนาศักยภาพพระสงฆ์ หลักสูตร และองค์ความรู้เบ้องต้นเก่ยวกับโรคท่พบได้บ่อย พระคิลานุปัฏฐากจะม ี
ี
ี
ื
พระคิลานุปัฏฐาก (พระอาสาสมัครส่งเสริมสุข ความรู้เบื้องต้นในการช่วยเหลือพระสงฆ์อาพาธได้ ซึ่งช่วยลดการเดินทางไป
ภาพประจ�าวัด - อสว.)” เพื่อพัฒนาศักยภาพ โรงพยาบาลและลดความแออัดภายในโรงพยาบาล นอกจากน้นพระคิลาน ุ
ั
ี
�
พระสงฆ์แกนนา ในการส่งเสริมให้พระสงฆ์ ปัฏฐากยังเป็นพระสงฆ์ผู้ประสานงานระหว่างเจ้าหน้าท่สาธารณสุขกับวัด
้
สามารถดูแลสุขภาพตนเอง และอุปัฏฐาก เป็นผูประชาสัมพันธด้านสุขภาพทั้งต่อพระสงฆ์เองและต่อประชาชนผู้ไปวัด
์
็
ี
้
ี
่
ั
พระภิกษุอาพาธได้ถูก เปนผสงเกตอาการผดปกต และเปนพเลยงทคอยดแลตดตามอาการภายหลง
ู
ิ
็
ั
ิ
ิ
่
ี
ู
้
หลักพระธรรมวินัย โดย จากท่พระภิกษุอาพาธได้เข้ารักษาท่โรงพยาบาลและออกจากโรงพยาบาล
ี
ี
ั
ี
ี
มีพระสงฆ์เข้าร่วมการ เหล่าน้คือประโยชน์จากโครงการอบรมพระคิลานุปัฏฐาก ท้งน้ในประเด็นการ
�
ั
ประชุมจานวน 31 รูป ดูแลสุขภาพของพระสงฆ์น้น การดูแลพระสงฆ์กับบุคคลท่วไปมีความเหมือน
ั
ณ วัดวรนาถบรรพต กันในมุมของมาตรฐานวิชาชีพ แต่สิ่งที่แตกต่างกันมากคือการใช้สวัสดิการที่
ั
ี
26 ชุมชนท่องเท่ยววัฒนธรรม ลาวคร่ง วัดหนองกระดูกเน้อ ื พินิจ ลาภธนานนท์ และ พระมหาสุภัค วิรโช 27
การมีส่วนร่วมและพึ่งตนเองของชุมชน
ี
ึ
พระสงฆ์จะเข้าถึงบริการด้านสุขภาพได้ง่ายและครอบคลุมเช่นเดียวกับ พระ อสว. เพราะไม่ได้เป็นผู้รักษาพยาบาล ซ่งเป็นหน้าท่ของโรงพยาบาล
ประชาชนทั่วไป และสถานบริการสาธารณสุข
ิ
ั
ุ
ุ
อย่างไรก็ตามจากการอบรมพระคิลานุปัฏฐากมาแล้ว 3 รุ่น ยังคงมี พระมหาสภค วรโช มองว่าพระคลานปัฏฐากมข้อดเมอเทยบกบ
ิ
ั
่
ี
ื
ี
ี
ิ
ึ
็
�
้
่
�
ี
ั
่
ประเดนคาถามเกดขนว่า ระยะเวลาในการอบรม 70 ชวโมงจะเพยงพอ อสม. คือคุณสมบัติของพระคิลานุปัฏฐากจะต้องบวชมาแล้วไม่ตากว่า 1
ี
ต่อการปฏิบัติหน้าท่พระคิลานุปัฏฐากหรือไม่ ผลการศึกษาพบว่าเจ้าหน้าท ่ ี พรรษา ซึ่งท�าให้พระคิลานุปัฏฐากมีความรู้ความเข้าใจในหลักธรรมมากกว่า
�
ี
ี
ื
ั
สาธารณสุขไม่กังวลเก่ยวกับการปฏิบัติหน้าท่ของพระคิลานุปัฏฐาก เพราะ คนท่วไป พระคิลานุปัฏฐากสามารถนาหลักธรรมเพ่อดูแลพระภิกษุอาพาธได้
ี
มองว่าการรักษาโรคใด ๆ ก็ตามจะมีระดับการปฏิบัติอยู่ หากเกินกว่าระดับ ประเด็นน้คือข้อได้เปรียบของพระสงฆ์ดูแลพระสงฆ์ด้วยกันเอง พระคิลาน ุ
ึ
ที่พระคิลานุปัฏฐากจะกระท�าได้ก็มีขั้นตอนการส่งต่อมายังโรงพยาบาล โดย ปัฏฐากอาจดูแลผู้ป่วยอาการท่ซับซ้อนได้ไม่ดีนัก ซ่งไม่ใช่ปัญหาในการปฏิบัต ิ
ี
ั
่
ี
ื
ื
่
ู
้
เจ้าหน้าท่สาธารณสุขมองว่าพระคิลานุปัฏฐากเม่อผ่านการอบรมแล้ว จะม ี หน้าท เนองด้วยโรคซบซ้อนยังคงตองใช้ความร้ความสามารถและประสบการณ์
ี
�
ื
ความรู้และความสามารถท่เพียงพอจะช่วยส่งเสริมสุขภาพของพระสงฆ์ รวมถึงเคร่องมือท่ทันสมัยเพ่อป้องกันและบาบัดรักษา เช่น เคร่องวัดความ
ี
ื
ี
ื
้
ื
มากกว่าการเข้าไปช่วยรักษาอาการป่วย ซึ่งไม่ใช่บทบาทหน้าที่ของพระคิลา ดัน เคร่องวัดระดับนาตาลในกระแสเลือด เป็นต้น แต่เพียงมีเคร่องมือก็ยัง
�
ื
ี
นุปัฏฐาก ความเส่ยงสาคัญอยู่ท่การประเมินอาการ เพราะเป็นจุดเร่มต้นของ ไม่อาจวินิจฉัยอาการได้ เพราะจะต้องมีความรู้ความเข้าใจในโรคนั้น ๆ โดย
ิ
�
ี
การช่วยตัดสินใจทางการแพทย์ เช่นเดียวกับการคัดกรองอาการคนไข้ เฉพาะอย่างย่งในเร่องการสังเกตอาการ หากไม่สามารถจาแนกอาการได้แล้ว
�
ื
ิ
ั
นอกจากน้นยังมีความเห็นว่าต้องให้ความรู้ด้านโภชนาการกับพระคิลาน ุ อาจท�าให้พระภิกษุอาพาธขาดโอกาสรับการดูแลรักษาที่ถูกต้องต่อไป
้
ั
ุ
ี
้
ุ
ิ
ี
ุ
ปัฏฐากอย่างเข้มข้น เพราะโภชนาการคือจุดเร่มต้นของโรคภัยท่พบได้บ่อย ทงนบทบาทของพระคลานปัฏฐากในการสร้างเสรมสขภาวะชมชน
ิ
ิ
ในพระสงฆ์ เช่น โรคอ้วน อันจะท�าให้เกิดโรคอื่น ๆ ตามมา เช่น เบาหวาน บ้านหนองกระดูกเน้อและการดูแลสุขภาพพระสงฆ์ท่ถูกต้องตามหลักพระ
ี
ื
ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ เป็นต้น รวมถึงแนวคิดการต่อยอดเพื่อเพิ่มความ ธรรมวินัย ประกอบด้วย
็
รู้ความสามารถและเพ่มประสิทธิภาพของพระคิลานุปัฏฐาก ซ่งจะทาได้หลาย 1) เปนแกนน�ำจัดกิจกรรมวัดส่งเสริมสุขภาพและแก้ไขปัญหา
ิ
�
ึ
ทาง ได้แก่ การอบรมในเรื่องการดูแลผู้ป่วยติดเตียง ผู้ป่วยสูงอายุ เนื่องจาก สุขภาพภายในวัดและชุมชน โดยชักชวนพระสงฆ์สามเณร ผู้น�าชุมชน อสม.
สังคมไทยกาลังเปล่ยนผ่านไปยังสังคมผู้สูงอายุ ทาให้มีจานวนผู้สูงอาย ุ และชาวบ้าน มาร่วมกันวิเคราะห์ปัญหาและกาหนดเป้าหมาย ร่วมกันจัด
�
�
ี
�
�
ิ
ึ
ื
เพ่มข้นอย่างต่อเน่อง สนับสนุนให้พระสงฆ์เป็นส่วนหน่งของการบูรณาการ กิจกรรมในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาเป็นวัดส่งเสริมสุขภาพร่วมกัน โดยม ี
ึ
ั
กิจกรรมด้านสุขภาพต้งแต่ในระดับจังหวัดจนถึงระดับชุมชน จึงอาจสรุป พระมหาสุภัค วิรโช เป็นผู้น�าทีมร่วมกันปฏิบัติภารกิจของพระคิลานุปัฏฐาก
้
่
�
ื
ี
่
ี
้
ั
�
ั
ได้ว่าเนอหาการอบรมจานวน 70 ชวโมงนนเพยงพอต่อการทาหน้าทของ ในจังหวัดนครสวรรค์ให้เกิดผลส�าเร็จ
ั
ี
28 ชุมชนท่องเท่ยววัฒนธรรม ลาวคร่ง วัดหนองกระดูกเน้อ ื พินิจ ลาภธนานนท์ และ พระมหาสุภัค วิรโช 29
การมีส่วนร่วมและพึ่งตนเองของชุมชน
ี
ึ
พระสงฆ์จะเข้าถึงบริการด้านสุขภาพได้ง่ายและครอบคลุมเช่นเดียวกับ พระ อสว. เพราะไม่ได้เป็นผู้รักษาพยาบาล ซ่งเป็นหน้าท่ของโรงพยาบาล
ประชาชนทั่วไป และสถานบริการสาธารณสุข
ิ
ั
ุ
ุ
อย่างไรก็ตามจากการอบรมพระคิลานุปัฏฐากมาแล้ว 3 รุ่น ยังคงมี พระมหาสภค วรโช มองว่าพระคลานปัฏฐากมข้อดเมอเทยบกบ
ิ
ั
่
ี
ื
ี
ี
ิ
ึ
็
�
้
่
�
ี
ั
่
ประเดนคาถามเกดขนว่า ระยะเวลาในการอบรม 70 ชวโมงจะเพยงพอ อสม. คือคุณสมบัติของพระคิลานุปัฏฐากจะต้องบวชมาแล้วไม่ตากว่า 1
ี
ต่อการปฏิบัติหน้าท่พระคิลานุปัฏฐากหรือไม่ ผลการศึกษาพบว่าเจ้าหน้าท ่ ี พรรษา ซึ่งท�าให้พระคิลานุปัฏฐากมีความรู้ความเข้าใจในหลักธรรมมากกว่า
�
ี
ี
ื
ั
สาธารณสุขไม่กังวลเก่ยวกับการปฏิบัติหน้าท่ของพระคิลานุปัฏฐาก เพราะ คนท่วไป พระคิลานุปัฏฐากสามารถนาหลักธรรมเพ่อดูแลพระภิกษุอาพาธได้
ี
มองว่าการรักษาโรคใด ๆ ก็ตามจะมีระดับการปฏิบัติอยู่ หากเกินกว่าระดับ ประเด็นน้คือข้อได้เปรียบของพระสงฆ์ดูแลพระสงฆ์ด้วยกันเอง พระคิลาน ุ
ึ
ที่พระคิลานุปัฏฐากจะกระท�าได้ก็มีขั้นตอนการส่งต่อมายังโรงพยาบาล โดย ปัฏฐากอาจดูแลผู้ป่วยอาการท่ซับซ้อนได้ไม่ดีนัก ซ่งไม่ใช่ปัญหาในการปฏิบัต ิ
ี
ั
่
ี
ื
ื
่
ู
้
เจ้าหน้าท่สาธารณสุขมองว่าพระคิลานุปัฏฐากเม่อผ่านการอบรมแล้ว จะม ี หน้าท เนองด้วยโรคซบซ้อนยังคงตองใช้ความร้ความสามารถและประสบการณ์
ี
�
ื
ความรู้และความสามารถท่เพียงพอจะช่วยส่งเสริมสุขภาพของพระสงฆ์ รวมถึงเคร่องมือท่ทันสมัยเพ่อป้องกันและบาบัดรักษา เช่น เคร่องวัดความ
ี
ื
ี
ื
้
ื
มากกว่าการเข้าไปช่วยรักษาอาการป่วย ซึ่งไม่ใช่บทบาทหน้าที่ของพระคิลา ดัน เคร่องวัดระดับนาตาลในกระแสเลือด เป็นต้น แต่เพียงมีเคร่องมือก็ยัง
�
ื
ี
นุปัฏฐาก ความเส่ยงสาคัญอยู่ท่การประเมินอาการ เพราะเป็นจุดเร่มต้นของ ไม่อาจวินิจฉัยอาการได้ เพราะจะต้องมีความรู้ความเข้าใจในโรคนั้น ๆ โดย
ิ
�
ี
การช่วยตัดสินใจทางการแพทย์ เช่นเดียวกับการคัดกรองอาการคนไข้ เฉพาะอย่างย่งในเร่องการสังเกตอาการ หากไม่สามารถจาแนกอาการได้แล้ว
�
ื
ิ
ั
นอกจากน้นยังมีความเห็นว่าต้องให้ความรู้ด้านโภชนาการกับพระคิลาน ุ อาจท�าให้พระภิกษุอาพาธขาดโอกาสรับการดูแลรักษาที่ถูกต้องต่อไป
้
ั
ุ
ี
้
ุ
ิ
ี
ุ
ปัฏฐากอย่างเข้มข้น เพราะโภชนาการคือจุดเร่มต้นของโรคภัยท่พบได้บ่อย ทงนบทบาทของพระคลานปัฏฐากในการสร้างเสรมสขภาวะชมชน
ิ
ิ
ในพระสงฆ์ เช่น โรคอ้วน อันจะท�าให้เกิดโรคอื่น ๆ ตามมา เช่น เบาหวาน บ้านหนองกระดูกเน้อและการดูแลสุขภาพพระสงฆ์ท่ถูกต้องตามหลักพระ
ี
ื
ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ เป็นต้น รวมถึงแนวคิดการต่อยอดเพื่อเพิ่มความ ธรรมวินัย ประกอบด้วย
็
รู้ความสามารถและเพ่มประสิทธิภาพของพระคิลานุปัฏฐาก ซ่งจะทาได้หลาย 1) เปนแกนน�ำจัดกิจกรรมวัดส่งเสริมสุขภาพและแก้ไขปัญหา
ิ
�
ึ
ทาง ได้แก่ การอบรมในเรื่องการดูแลผู้ป่วยติดเตียง ผู้ป่วยสูงอายุ เนื่องจาก สุขภาพภายในวัดและชุมชน โดยชักชวนพระสงฆ์สามเณร ผู้น�าชุมชน อสม.
สังคมไทยกาลังเปล่ยนผ่านไปยังสังคมผู้สูงอายุ ทาให้มีจานวนผู้สูงอาย ุ และชาวบ้าน มาร่วมกันวิเคราะห์ปัญหาและกาหนดเป้าหมาย ร่วมกันจัด
�
�
ี
�
�
ิ
ึ
ื
เพ่มข้นอย่างต่อเน่อง สนับสนุนให้พระสงฆ์เป็นส่วนหน่งของการบูรณาการ กิจกรรมในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาเป็นวัดส่งเสริมสุขภาพร่วมกัน โดยม ี
ึ
ั
กิจกรรมด้านสุขภาพต้งแต่ในระดับจังหวัดจนถึงระดับชุมชน จึงอาจสรุป พระมหาสุภัค วิรโช เป็นผู้น�าทีมร่วมกันปฏิบัติภารกิจของพระคิลานุปัฏฐาก
้
่
�
ื
ี
่
ี
้
ั
�
ั
ได้ว่าเนอหาการอบรมจานวน 70 ชวโมงนนเพยงพอต่อการทาหน้าทของ ในจังหวัดนครสวรรค์ให้เกิดผลส�าเร็จ
ั
ี
28 ชุมชนท่องเท่ยววัฒนธรรม ลาวคร่ง วัดหนองกระดูกเน้อ ื พินิจ ลาภธนานนท์ และ พระมหาสุภัค วิรโช 29
การมีส่วนร่วมและพึ่งตนเองของชุมชน
้
ื
ื
2) กระบวนกำรในกำรสรำงศรัทธำ พระคิลานุปัฏฐากปฏิบัติตน เน้นการทางานแบบบูรณาการกับทุกภาคส่วนเพ่อการส่อสารความรู้ด้าน
�
่
ั
ั
ี
เป็นแบบอย่างทดีให้กบพระสงฆ์สามเณรภายในวดและชาวบ้านในชุมชน สุขภาพ น�าสู่การปฏิบัติและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้านสุขภาพ
ี
่
ั
ุ
พร้อมกับชักชวนชาวบ้านให้เข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาสาธารณสุขภายในวัด เพ่อ 2) มีกลไกและเครือขำยในกำรดูแลสขภำพท่ย่งยืน การ
ื
�
ให้พระสงฆ์สามเณรในวัดให้การยอมรับและเข้าร่วมกิจกรรม เกิดความเช่อม่น ดาเนินกิจกรรมขับเคล่อนงานของพระคิลานุปัฎฐากควรจะมีคาส่งแต่งต้ง
ื
ั
�
ั
ื
ั
�
ี
ื
ื
กระตือรือร้น และเสียสละ รวมถึงได้รับการสนับสนุนจากกลุ่ม/องค์กรท่ร่วม คณะกรรมการในส่วนของคณะสงฆ์ เพ่อขับเคล่อนการดาเนินงานส่งเสริม
เป็นภาคีเครือข่ายและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการจัดกิจกรรมพระคิลานุปัฏฐาก สุขภาพภายในวัด ตาบล อาเภอ และจังหวัด เช่น คณะกรรมการขับเคล่อนวัด
ื
�
�
ั
ุ
ั
3) กำรประสำนงำน พระคิลานุปัฏฐากสนับสนุนการเข้าร่วมกิจกรรม ส่งเสริมสขภาพ และพระคิลานุปัฏฐากมีส่วนร่วมกบหน่วยงานภาครฐหรือ
พัฒนาสุขภาวะของพระสงฆ์และชุมชน โดยเน้นการสร้างมนุษยสัมพันธ์ท่ด ี ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพ่อการดูแลสุขภาพพระสงฆ์ เช่น มีการขยายบทบาทของ
ี
ื
ื
ในการประสานงานฝ่ายคณะสงฆ์ ชุมชน และส่วนราชการหรอองค์กรที ่ พระคิลานุปัฏฐากในการให้บริการด้านสุขภาพ โดยการท�างานเป็นเครือข่าย
ร่วมเป็นภาคีเครือข่าย มีความสามารถในการประสานงานและมุ่งมั่นพัฒนา ท้งโรงพยาบาล สถานบริการสาธารณสุข และหน่วยงานราชการท่ร่วมเป็น
ี
ั
ตนเองอยู่เสมอ เพ่อให้เกิดกลไกในการทางานร่วมกันตามแนวทางพลังบวร ภาคีเครือข่าย ตามแนวทางพลังบวร (บ้าน วัด ราชการ)
ื
�
ั
ู
มีทักษะและกระบวนการในการส่อสารท่ดี มีจิตอาสาในการประสานแหล่งทุน 3) มีศนย์ประสำนงำนพระคิลำนุปฏฐำก เพ่อสร้างหลัก
ี
ื
ื
ั
ต่าง ๆ เพื่อด�าเนินกิจกรรมพระคิลานุปัฏฐาก ประกันสุขภาพของพระสงฆ์และสามเณรควรจะมีการจัดต้งกองทุนสุขภาพ
�
�
สาหรับแนวทางสนับสนุนบทบาทของพระคิลานุปัฏฐากให้เป็นผู้นา พระสงฆ์ หรือจัดให้มีกุฏิสงฆ์อาพาธภายในวัดเพื่อสนับสนุนการดูแลสุขภาพ
ด้านสุขภาวะของชุมชน และสร้างเสริมสุขภาวะในชุมชนบ้านหนองกระดูกเน้อ ของพระสงฆ์และสามเณรภายในวัด ตลอดจนคาดหวังให้ทุกวัดมีพระคิลานุ
ื
ประกอบด้วย ปัฏฐาก หรืออย่างน้อยมี 1 ต�าบล 1 พระคิลานุปัฏฐาก และหากเป็นไปได้
่
ู
ุ
้
่
ู
้
ุ
ุ
ื
�
ั
ู
1) สรำงวัดสงเสริมสขภำพ สวัดรอบร้ดำนสขภำพ โดย ควรจะมีศนย์ประสานงานพระคิลานปัฏฐากประจาจงหวัด เพ่อสนับสนุนการ
มอบหมายให้วัดและชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดต้งเป็นศูนย์พระคิลานุปัฏฐาก ปฏิบัติงานส่งเสริมสุขภาพท้งภายในวัดและในชุมชนตามกรอบธรรมนูญ
ั
ั
่
่
์
ระดับจังหวัด อ�าเภอ ต�าบล หรือวัด เพื่อสนับสนุนให้วัดและพระสงฆ์มีความ สุขภาพพระสงฆแหงชาติ รวมขับเคลื่อนกิจกรรมดูแลและสรางเสริมสุขภาพ
้
สามารถในการดูแลพระภิกษุอาพาธ ถ่ายทอดความรู้ด้านสุขภาพแก่พระสงฆ์ พระภิกษุอาพาธและผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง ผู้สูงอายุ หรือผู้พิการในชุมชน
สามเณร และชาวบ้าน และมส่วนร่วมบรหารจัดการเครือข่ายในการขับ ครอบคลุมทั้งระดับต�าบล อ�าเภอ และจังหวัด
ี
ิ
เคล่อนวัดส่งเสริมสุขภาพ เช่น มีศูนย์ประสานงานข้อมูล กุฏิสงฆ์อาพาธ ในภาพรวมเป้าหมายของโครงการอบรมพระคิลานุปัฏฐากคือ
ื
ื
กองทุนพระสงฆ์อาพาธ เพ่อสนับสนุนงานสุขภาพพระสงฆ์และชาวบ้าน คาดหวังให้มีพระคิลานุปัฏฐากอย่างน้อยวัดละ 1 รูป โดยแต่ละรูปมีความ
ั
ี
30 ชุมชนท่องเท่ยววัฒนธรรม ลาวคร่ง วัดหนองกระดูกเน้อ ื พินิจ ลาภธนานนท์ และ พระมหาสุภัค วิรโช 31
การมีส่วนร่วมและพึ่งตนเองของชุมชน
้
ื
ื
2) กระบวนกำรในกำรสรำงศรัทธำ พระคิลานุปัฏฐากปฏิบัติตน เน้นการทางานแบบบูรณาการกับทุกภาคส่วนเพ่อการส่อสารความรู้ด้าน
�
่
ั
ั
ี
เป็นแบบอย่างทดีให้กบพระสงฆ์สามเณรภายในวดและชาวบ้านในชุมชน สุขภาพ น�าสู่การปฏิบัติและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้านสุขภาพ
ี
่
ั
ุ
พร้อมกับชักชวนชาวบ้านให้เข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาสาธารณสุขภายในวัด เพ่อ 2) มีกลไกและเครือขำยในกำรดูแลสขภำพท่ย่งยืน การ
ื
�
ให้พระสงฆ์สามเณรในวัดให้การยอมรับและเข้าร่วมกิจกรรม เกิดความเช่อม่น ดาเนินกิจกรรมขับเคล่อนงานของพระคิลานุปัฎฐากควรจะมีคาส่งแต่งต้ง
ื
ั
�
ั
ื
ั
�
ี
ื
ื
กระตือรือร้น และเสียสละ รวมถึงได้รับการสนับสนุนจากกลุ่ม/องค์กรท่ร่วม คณะกรรมการในส่วนของคณะสงฆ์ เพ่อขับเคล่อนการดาเนินงานส่งเสริม
เป็นภาคีเครือข่ายและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการจัดกิจกรรมพระคิลานุปัฏฐาก สุขภาพภายในวัด ตาบล อาเภอ และจังหวัด เช่น คณะกรรมการขับเคล่อนวัด
ื
�
�
ั
ุ
ั
3) กำรประสำนงำน พระคิลานุปัฏฐากสนับสนุนการเข้าร่วมกิจกรรม ส่งเสริมสขภาพ และพระคิลานุปัฏฐากมีส่วนร่วมกบหน่วยงานภาครฐหรือ
พัฒนาสุขภาวะของพระสงฆ์และชุมชน โดยเน้นการสร้างมนุษยสัมพันธ์ท่ด ี ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพ่อการดูแลสุขภาพพระสงฆ์ เช่น มีการขยายบทบาทของ
ี
ื
ื
ในการประสานงานฝ่ายคณะสงฆ์ ชุมชน และส่วนราชการหรอองค์กรที ่ พระคิลานุปัฏฐากในการให้บริการด้านสุขภาพ โดยการท�างานเป็นเครือข่าย
ร่วมเป็นภาคีเครือข่าย มีความสามารถในการประสานงานและมุ่งมั่นพัฒนา ท้งโรงพยาบาล สถานบริการสาธารณสุข และหน่วยงานราชการท่ร่วมเป็น
ี
ั
ตนเองอยู่เสมอ เพ่อให้เกิดกลไกในการทางานร่วมกันตามแนวทางพลังบวร ภาคีเครือข่าย ตามแนวทางพลังบวร (บ้าน วัด ราชการ)
ื
�
ั
ู
มีทักษะและกระบวนการในการส่อสารท่ดี มีจิตอาสาในการประสานแหล่งทุน 3) มีศนย์ประสำนงำนพระคิลำนุปฏฐำก เพ่อสร้างหลัก
ี
ื
ื
ั
ต่าง ๆ เพื่อด�าเนินกิจกรรมพระคิลานุปัฏฐาก ประกันสุขภาพของพระสงฆ์และสามเณรควรจะมีการจัดต้งกองทุนสุขภาพ
�
�
สาหรับแนวทางสนับสนุนบทบาทของพระคิลานุปัฏฐากให้เป็นผู้นา พระสงฆ์ หรือจัดให้มีกุฏิสงฆ์อาพาธภายในวัดเพื่อสนับสนุนการดูแลสุขภาพ
ด้านสุขภาวะของชุมชน และสร้างเสริมสุขภาวะในชุมชนบ้านหนองกระดูกเน้อ ของพระสงฆ์และสามเณรภายในวัด ตลอดจนคาดหวังให้ทุกวัดมีพระคิลานุ
ื
ประกอบด้วย ปัฏฐาก หรืออย่างน้อยมี 1 ต�าบล 1 พระคิลานุปัฏฐาก และหากเป็นไปได้
่
ู
ุ
้
่
ู
้
ุ
ุ
ื
�
ั
ู
1) สรำงวัดสงเสริมสขภำพ สวัดรอบร้ดำนสขภำพ โดย ควรจะมีศนย์ประสานงานพระคิลานปัฏฐากประจาจงหวัด เพ่อสนับสนุนการ
มอบหมายให้วัดและชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดต้งเป็นศูนย์พระคิลานุปัฏฐาก ปฏิบัติงานส่งเสริมสุขภาพท้งภายในวัดและในชุมชนตามกรอบธรรมนูญ
ั
ั
่
่
์
ระดับจังหวัด อ�าเภอ ต�าบล หรือวัด เพื่อสนับสนุนให้วัดและพระสงฆ์มีความ สุขภาพพระสงฆแหงชาติ รวมขับเคลื่อนกิจกรรมดูแลและสรางเสริมสุขภาพ
้
สามารถในการดูแลพระภิกษุอาพาธ ถ่ายทอดความรู้ด้านสุขภาพแก่พระสงฆ์ พระภิกษุอาพาธและผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง ผู้สูงอายุ หรือผู้พิการในชุมชน
สามเณร และชาวบ้าน และมส่วนร่วมบรหารจัดการเครือข่ายในการขับ ครอบคลุมทั้งระดับต�าบล อ�าเภอ และจังหวัด
ี
ิ
เคล่อนวัดส่งเสริมสุขภาพ เช่น มีศูนย์ประสานงานข้อมูล กุฏิสงฆ์อาพาธ ในภาพรวมเป้าหมายของโครงการอบรมพระคิลานุปัฏฐากคือ
ื
ื
กองทุนพระสงฆ์อาพาธ เพ่อสนับสนุนงานสุขภาพพระสงฆ์และชาวบ้าน คาดหวังให้มีพระคิลานุปัฏฐากอย่างน้อยวัดละ 1 รูป โดยแต่ละรูปมีความ
ั
ี
30 ชุมชนท่องเท่ยววัฒนธรรม ลาวคร่ง วัดหนองกระดูกเน้อ ื พินิจ ลาภธนานนท์ และ พระมหาสุภัค วิรโช 31
การมีส่วนร่วมและพึ่งตนเองของชุมชน
ื
�
้
�
ี
สามารถดูแลพระสงฆ์ได้ราว 30-50 รูป หากวัดท่มีพระลูกวัดจานวนมาก ซาเป็นระยะ ๆ เพ่อทบทวนและสร้างเสริมความรู้ด้านสุขภาพให้ทันต่อ
ึ
ี
ี
ั
ั
ั
ุ
ุ
ึ
ิ
ก็ควรมีพระคิลานุปัฏฐากมากข้นตามไปด้วย ในขณะท่หากวัดท่มีพระสงฆ์ เหตการณ์ รวมถงพระคลานปัฏฐากควรจะได้รบโอกาสในการพฒนาทกษะ
�
ี
�
�
�
ื
ี
่
สามเณรจานวนน้อย จานวนพระคิลานุปัฏฐากน้อยท่สุดท่ควรมีคือตาบล และเสริมประสบการณ์ด้านสุขภาพอย่างสมาเสมอ เพ่อเตรียมความพร้อม
ั
ี
ละ 1 รูป ท้งน้การอบรมมีความคาดหวังให้พระคิลานุปัฏฐากสามารถใช้ ต่อการท�างานสร้างเสริมสุขภาวะทั้งในวัดและในชุมชน ทั้งในภาวะปกติและ
ี
ึ
ความรู้ในการเปล่ยนแปลงพฤติกรรมต่าง ๆ หันมาดูแลสุขภาพตนเองมากข้น ในภาวะวิกฤต
ี
�
ื
เอาตนเองเป็นแบบอย่างและแนะนาคนอ่นเพ่อปรับเปล่ยนพฤติกรรมสุขภาพ
ื
ึ
่
ั
ตวอย่างเช่น การให้ความรู้ด้านโภชนาการของพระสงฆ์ ซงนอกจากจะ การจัดกิจกรรม
เป็นการดีต่อตัวพระสงฆ์เองแล้ว พระสงฆ์ยังถ่ายทอดความรู้ไปให้ประชาชน วัฒนธรรมประเพณีลาวครั่ง ไทย มอญ
ที่เข้ามาท�าบุญที่วัดได้อีกด้วย อย่างไรก็ตามยังคงมีความกังวลต่อการปฏิบัติ
ื
ี
ี
ึ
้
ื
หน้าท่ของพระคิลานุปัฏฐากในเร่องการสังเกตอาการ ซ่งเป็นจุดเร่มต้นของ บ้านหนองกระดูกเนอสามารถสืบทอดประเพณวัฒนธรรมอันดีงาม
ิ
�
การรักษา หากพระคิลานุปัฏฐากไม่มีความสามารถในการสังเกตอาการแล้ว ของชาวลาวคร่งมาจนถึงปัจจุบัน โดยมีผู้นาชุมชน ปราชญ์ชุมชน และชาว
ั
ึ
การเร่มต้นรักษาด้วยการแพทย์จะไม่เกิดข้นเลย ซ่งผลการศึกษาพบว่า บ้าน ร่วมกันพัฒนาเพื่อสืบทอดวัฒนธรรมประเพณีของลาวครั่ง โดยใช้หลัก
ึ
ิ
พระคิลานุปัฏฐากยังสังเกตอาการป่วยได้ไม่ดีนัก เพราะยังขาดประสบการณ์ คุณธรรมส่งเสริมให้ชุมชนมีความสงบเรียบร้อย สามารถสืบทอดประเพณีและ
ึ
ี
และความเข้าใจอย่างลึกซ้ง การสังเกตอาการตามความหมายน้คือการสังเกต วัฒนธรรมจากรุ่นสู่รุ่น การจัดงานบุญประเพณีและเทศกาลวัฒนธรรมท่ม ี
ี
ว่าพระสงฆ์มีความผิดปกติหรือไม่ ท้งทางกายและทางใจ ทางกายอาจ ความโดดเด่นของชุมชนบ้านหนองกระดูกเนื้อ ได้แก่
ั
แยกแยะได้ไม่ยาก ส่วนทางใจต้องใช้การสังเกตด้วยการเฝ้าติดตามพฤติกรรม (1) บุญคูณลาน หรือการสู่ขวัญข้าวของชาวลาวครั่ง ค�าว่า “คูณ”
ั
�
ี
ึ
�
การแสดงออกท้งในท่สาธารณะและท่ส่วนตัว เพ่อบูรณาการรักษาสุขภาพ หมายถึง เพ่มหรือทาให้มากข้น ส่วนคาว่า “ลาน” คือสถานท่กว้าง ๆ สาหรับ
ิ
ื
ี
ี
�
เชิงพุทธ กับหลักการแพทย์แผนปัจจุบัน เป็นการรักษาแบบองค์รวมคือ นวดข้าว ซ่งการนาข้าวท่นวดแล้วกองข้นให้สูงเรียกว่า “คูณลาน” สาหรับ
ึ
�
ึ
ี
�
�
ี
ทั้งทางกายและใจไปพร้อมกัน ประเพณีบุญคูณลานเป็นการทาบุญขวัญข้าวท่นวดเสร็จแล้วและกองไว้ใน
ี
ึ
จากการศึกษาข้อมูลพบว่า พระคิลานุปัฏฐากส่วนมากคิดว่าท่านเอง ลานข้าว กาหนดทาในเดือนย่ จะเป็นข้างข้นหรือข้างแรมก็ได้ เหตุท่มีการ
ี
�
�
มีความรู้ด้านสุขภาพและสุขภาวะยังไม่เพียงพอต่อการดูแลพระภิกษุอาพาธ ท�าบุญนี้เนื่องจากผู้ใดที่ท�านาได้ข้าวจ�านวนมาก ๆ ก่อนหาบหรือขนข้าวมา
ั
�
และยังไม่สามารถสนับสนุนกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพในชุมชน ซ่งตรงกับความ ใส่ยุ้งฉางก็อยากจะทาบุญกุศล เพ่อเป็นสิริมงคลให้เพ่มความม่งมีศรีสุขแก่ตน
ื
ึ
ิ
คิดเห็นของพระมหาสุภัค วิรโช ท่มองว่าควรจะมีการจัดอบรมพระคิลานุปัฏฐาก และครอบครัวสืบไป สถานที่ส�าหรับตีหรือนวดข้าวเรียกว่าลาน การเอาข้าว
ี
ี
ั
32 ชุมชนท่องเท่ยววัฒนธรรม ลาวคร่ง วัดหนองกระดูกเน้อ ื พินิจ ลาภธนานนท์ และ พระมหาสุภัค วิรโช 33
การมีส่วนร่วมและพึ่งตนเองของชุมชน
�
�
้
ื
สามารถดูแลพระสงฆ์ได้ราว 30-50 รูป หากวัดท่มีพระลูกวัดจานวนมาก ซาเป็นระยะ ๆ เพ่อทบทวนและสร้างเสริมความรู้ด้านสุขภาพให้ทันต่อ
ี
ึ
ุ
ึ
ี
ี
ั
ั
ั
ก็ควรมีพระคิลานุปัฏฐากมากข้นตามไปด้วย ในขณะท่หากวัดท่มีพระสงฆ์ เหตการณ์ รวมถงพระคลานปัฏฐากควรจะได้รบโอกาสในการพฒนาทกษะ
ุ
ิ
�
ี
�
�
่
�
ี
ื
สามเณรจานวนน้อย จานวนพระคิลานุปัฏฐากน้อยท่สุดท่ควรมีคือตาบล และเสริมประสบการณ์ด้านสุขภาพอย่างสมาเสมอ เพ่อเตรียมความพร้อม
ี
ั
ละ 1 รูป ท้งน้การอบรมมีความคาดหวังให้พระคิลานุปัฏฐากสามารถใช้ ต่อการท�างานสร้างเสริมสุขภาวะทั้งในวัดและในชุมชน ทั้งในภาวะปกติและ
ความรู้ในการเปล่ยนแปลงพฤติกรรมต่าง ๆ หันมาดูแลสุขภาพตนเองมากข้น ในภาวะวิกฤต
ี
ึ
เอาตนเองเป็นแบบอย่างและแนะนาคนอ่นเพ่อปรับเปล่ยนพฤติกรรมสุขภาพ
ื
�
ื
ี
ึ
่
ั
ตวอย่างเช่น การให้ความรู้ด้านโภชนาการของพระสงฆ์ ซงนอกจากจะ การจัดกิจกรรม
เป็นการดีต่อตัวพระสงฆ์เองแล้ว พระสงฆ์ยังถ่ายทอดความรู้ไปให้ประชาชน วัฒนธรรมประเพณีลาวครั่ง ไทย มอญ
ที่เข้ามาท�าบุญที่วัดได้อีกด้วย อย่างไรก็ตามยังคงมีความกังวลต่อการปฏิบัติ
ึ
ี
ิ
ี
หน้าท่ของพระคิลานุปัฏฐากในเร่องการสังเกตอาการ ซ่งเป็นจุดเร่มต้นของ บ้านหนองกระดูกเนอสามารถสืบทอดประเพณวัฒนธรรมอันดีงาม
้
ื
ื
การรักษา หากพระคิลานุปัฏฐากไม่มีความสามารถในการสังเกตอาการแล้ว ของชาวลาวคร่งมาจนถึงปัจจุบัน โดยมีผู้น�าชุมชน ปราชญ์ชุมชน และชาว
ั
ึ
ิ
การเร่มต้นรักษาด้วยการแพทย์จะไม่เกิดข้นเลย ซ่งผลการศึกษาพบว่า บ้าน ร่วมกันพัฒนาเพื่อสืบทอดวัฒนธรรมประเพณีของลาวครั่ง โดยใช้หลัก
ึ
พระคิลานุปัฏฐากยังสังเกตอาการป่วยได้ไม่ดีนัก เพราะยังขาดประสบการณ์ คุณธรรมส่งเสริมให้ชุมชนมีความสงบเรียบร้อย สามารถสืบทอดประเพณีและ
และความเข้าใจอย่างลึกซ้ง การสังเกตอาการตามความหมายน้คือการสังเกต วัฒนธรรมจากรุ่นสู่รุ่น การจัดงานบุญประเพณีและเทศกาลวัฒนธรรมท่ม ี
ี
ี
ึ
ั
ว่าพระสงฆ์มีความผิดปกติหรือไม่ ท้งทางกายและทางใจ ทางกายอาจ ความโดดเด่นของชุมชนบ้านหนองกระดูกเนื้อ ได้แก่
แยกแยะได้ไม่ยาก ส่วนทางใจต้องใช้การสังเกตด้วยการเฝ้าติดตามพฤติกรรม (1) บุญคูณลาน หรือการสู่ขวัญข้าวของชาวลาวครั่ง ค�าว่า “คูณ”
ึ
�
ี
ื
�
�
ั
การแสดงออกท้งในท่สาธารณะและท่ส่วนตัว เพ่อบูรณาการรักษาสุขภาพ หมายถึง เพ่มหรือทาให้มากข้น ส่วนคาว่า “ลาน” คือสถานท่กว้าง ๆ สาหรับ
ี
ิ
ี
�
ึ
ี
ึ
�
เชิงพุทธ กับหลักการแพทย์แผนปัจจุบัน เป็นการรักษาแบบองค์รวมคือ นวดข้าว ซ่งการนาข้าวท่นวดแล้วกองข้นให้สูงเรียกว่า “คูณลาน” สาหรับ
�
ี
ทั้งทางกายและใจไปพร้อมกัน ประเพณีบุญคูณลานเป็นการทาบุญขวัญข้าวท่นวดเสร็จแล้วและกองไว้ใน
ึ
�
�
ี
จากการศึกษาข้อมูลพบว่า พระคิลานุปัฏฐากส่วนมากคิดว่าท่านเอง ลานข้าว กาหนดทาในเดือนย่ จะเป็นข้างข้นหรือข้างแรมก็ได้ เหตุท่มีการ
ี
มีความรู้ด้านสุขภาพและสุขภาวะยังไม่เพียงพอต่อการดูแลพระภิกษุอาพาธ ท�าบุญนี้เนื่องจากผู้ใดที่ท�านาได้ข้าวจ�านวนมาก ๆ ก่อนหาบหรือขนข้าวมา
�
ึ
ั
ื
ิ
และยังไม่สามารถสนับสนุนกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพในชุมชน ซ่งตรงกับความ ใส่ยุ้งฉางก็อยากจะทาบุญกุศล เพ่อเป็นสิริมงคลให้เพ่มความม่งมีศรีสุขแก่ตน
ี
คิดเห็นของพระมหาสุภัค วิรโช ท่มองว่าควรจะมีการจัดอบรมพระคิลานุปัฏฐาก และครอบครัวสืบไป สถานที่ส�าหรับตีหรือนวดข้าวเรียกว่าลาน การเอาข้าว
ั
ี
32 ชุมชนท่องเท่ยววัฒนธรรม ลาวคร่ง วัดหนองกระดูกเน้อ ื พินิจ ลาภธนานนท์ และ พระมหาสุภัค วิรโช 33
การมีส่วนร่วมและพึ่งตนเองของชุมชน
ึ
ี
ี
ึ
ท่ตีแล้วมากองให้สูงข้นเรียกว่าคูณลานหรือคูณข้าว จัดเอาลานข้าวเป็นสถาน และเชิญขวัญข้าวและแม่โพสพข้นไปยังเล้าด้วย ในปัจจุบันน้บุญคูณลานค่อย
�
้
�
ี
ท่ทาบุญจึงเรียกว่าบุญคูณลาน ขณะเดียวกันมีกาหนดเอาช่วงเดือนย่เป็นเวลา ๆ เลอนหายไป เน่องจากทกวนนชาวนาไม่มลานนวดขาวเหมอนเกากอน เมอ
ี
ี
ั
ี
ุ
ื
ื
่
่
่
ื
้
ื
�
ี
ี
ี
ทาบุญจึงเรียกว่าบุญเดือนย่ ในงานมีพิธีสมโภชบายศรีแม่โพสพ การแสดง เก่ยวข้าวเสร็จและมัดข้าวเป็นฟ่อน ๆ แล้วจะขนมารวมกันไว้ ณ ท่ท่หน่งของ
ึ
ี
ั
วัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์ลาวคร่ง การจัดตลาดนัดชุมชน และการประกวดธิดา นา โดยไม่มีลานนวดข้าว หลังจากน้นก็ใช้เคร่องสีข้าวมาสีเมล็ดข้าวเปลือก
ั
ื
�
ี
ขวัญข้าว ซึ่งการท�าบุญคูณลานของแต่ละพื้นที่จะไม่พร้อมกัน ขึ้นอยู่กับการ ออกจากฟางใส่ลงในกระสอบ จึงทาให้ประเพณีบุญคูณลานน้เลือนหายไป
ื
�
�
ึ
ี
ี
เก็บเก่ยวข้าวว่าจะเสร็จเม่อไร วันท่จะขนข้าวข้นเล้า (ยุ้งข้าว) จะเป็นวัน แต่ก็มีบางหมู่บ้านยังร่วมกันทาบุญโดยนาข้าวเปลือกมากองรวมกัน เรียก
�
ี
ั
�
ึ
�
�
ทาบุญคูณลานและทาในท่นา แต่ก่อนท่จะทาการนวดข้าวน้นให้ทาพิธีย้าย “กุ้มข้าวใหญ่” ซ่งจะเรียกว่าบุญกุ้มข้าวใหญ่ แทนบุญคูณลาน ซ่งนับว่า
ึ
ี
ึ
แม่ธรณีออกจากลานเสียก่อนและบอกกล่าวแม่โพสพ ซ่งเรียกว่า “ขวัญข้าว” เป็นการประยุกต์งานบุญประเพณีให้เหมาะกับกาลสมัย (สานักงานวัฒนธรรม
�
�
ื
ี
แล้วจึงนาเคร่องประกอบพิธีบางส่วนไปวางไว้ท่หน้าลอมข้าว (กองข้าว) เสร็จ จังหวัดมหาสารคาม, 2562)
แลวเจาของนาก็ตั้งอธิษฐาน หลังอธิษฐานแลวก็ดึงเอามัดขาวที่ฐานลอมขาว
้
้
้
้
้
ี
ออกมานวดก่อน แล้วเอาฟ่อนฟางข้าวท่นวดแล้วห่อหุ้มก่องข้าวมัดให้ติดกัน
เอาไม้คันหลาวเสียบฟาง เอาตาแหลวผูกติดมัดข้าวที่เกี่ยวมาจากนาตาแฮก
เข้าไปด้วย แล้วน�าไปปักไว้ที่ลอมข้าว เป็นอันว่าเสร็จพิธี ต่อไปก็ลงมือนวด
ข้าวทั้งลอมได้เลย เมื่อนวดเสร็จก็ท�ากองข้าวให้เป็นกองสูงสวยงาม เพื่อจะ
ประกอบพิธีบายศรีสู่ขวัญให้แก่ข้าว โดยเอาต้นกล้วย ต้นอ้อย และตาแหลว
�
ไปปักไว้ข้างกองข้าวท้ง 4 มุม นาตาแหลวและขวัญข้าวไปวางไว้ยอดกองข้าว
ั
พันด้วยด้ายสายสิญจน์รอบกองข้าวแล้วโยงมายังพระพุทธรูป ถึงวันงานก ็
บอกกล่าวญาติพ่น้องให้มาร่วมทาบุญ นิมนต์พระสงฆ์มาเจริญพระพุทธมนต์
�
ี
เสร็จแล้วก็ถวายภัตตาหารแก่พระสงฆ์ พระสงฆ์อนุโมทนาประพรมนามนต์
้
�
น�าพระพุทธมนต์ไปรดกองข้าว วัว ควาย เมื่อเสร็จพิธีทางพระสงฆ์แล้วก็จะ
�
ี
ี
ึ
เป็นการประกอบพิธีบายศรีสู่ขวัญให้แก่ข้าว ซ่งจะกระทาท่ลานนาหรือท่ลาน
บ้านก็ตามแต่จะสะดวก หลังสู่ขวัญข้าวเสร็จก็จะเป็นการขนข้าวขึ้นยุ้ง ก่อน
ี
ขนข้นยุ้งเจ้าของจะต้องไปเก็บเอาใบคูณและใบยอเสียบไว้ท่เสายุ้งข้าวทุกเสา
ึ
ี
ั
34 ชุมชนท่องเท่ยววัฒนธรรม ลาวคร่ง วัดหนองกระดูกเน้อ ื พินิจ ลาภธนานนท์ และ พระมหาสุภัค วิรโช 35
การมีส่วนร่วมและพึ่งตนเองของชุมชน
ึ
ี
ี
ึ
ท่ตีแล้วมากองให้สูงข้นเรียกว่าคูณลานหรือคูณข้าว จัดเอาลานข้าวเป็นสถาน และเชิญขวัญข้าวและแม่โพสพข้นไปยังเล้าด้วย ในปัจจุบันน้บุญคูณลานค่อย
�
้
�
ี
ท่ทาบุญจึงเรียกว่าบุญคูณลาน ขณะเดียวกันมีกาหนดเอาช่วงเดือนย่เป็นเวลา ๆ เลอนหายไป เน่องจากทกวนนชาวนาไม่มลานนวดขาวเหมอนเกากอน เมอ
ี
ี
ั
ี
ุ
ื
ื
่
่
่
ื
้
ื
�
ี
ี
ี
ทาบุญจึงเรียกว่าบุญเดือนย่ ในงานมีพิธีสมโภชบายศรีแม่โพสพ การแสดง เก่ยวข้าวเสร็จและมัดข้าวเป็นฟ่อน ๆ แล้วจะขนมารวมกันไว้ ณ ท่ท่หน่งของ
ึ
ี
ั
วัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์ลาวคร่ง การจัดตลาดนัดชุมชน และการประกวดธิดา นา โดยไม่มีลานนวดข้าว หลังจากน้นก็ใช้เคร่องสีข้าวมาสีเมล็ดข้าวเปลือก
ั
ื
�
ี
ขวัญข้าว ซึ่งการท�าบุญคูณลานของแต่ละพื้นที่จะไม่พร้อมกัน ขึ้นอยู่กับการ ออกจากฟางใส่ลงในกระสอบ จึงทาให้ประเพณีบุญคูณลานน้เลือนหายไป
ื
�
�
ึ
ี
ี
เก็บเก่ยวข้าวว่าจะเสร็จเม่อไร วันท่จะขนข้าวข้นเล้า (ยุ้งข้าว) จะเป็นวัน แต่ก็มีบางหมู่บ้านยังร่วมกันทาบุญโดยนาข้าวเปลือกมากองรวมกัน เรียก
�
ี
ั
�
ึ
�
�
ทาบุญคูณลานและทาในท่นา แต่ก่อนท่จะทาการนวดข้าวน้นให้ทาพิธีย้าย “กุ้มข้าวใหญ่” ซ่งจะเรียกว่าบุญกุ้มข้าวใหญ่ แทนบุญคูณลาน ซ่งนับว่า
ึ
ี
ึ
แม่ธรณีออกจากลานเสียก่อนและบอกกล่าวแม่โพสพ ซ่งเรียกว่า “ขวัญข้าว” เป็นการประยุกต์งานบุญประเพณีให้เหมาะกับกาลสมัย (สานักงานวัฒนธรรม
�
�
ื
ี
แล้วจึงนาเคร่องประกอบพิธีบางส่วนไปวางไว้ท่หน้าลอมข้าว (กองข้าว) เสร็จ จังหวัดมหาสารคาม, 2562)
แลวเจาของนาก็ตั้งอธิษฐาน หลังอธิษฐานแลวก็ดึงเอามัดขาวที่ฐานลอมขาว
้
้
้
้
้
ี
ออกมานวดก่อน แล้วเอาฟ่อนฟางข้าวท่นวดแล้วห่อหุ้มก่องข้าวมัดให้ติดกัน
เอาไม้คันหลาวเสียบฟาง เอาตาแหลวผูกติดมัดข้าวที่เกี่ยวมาจากนาตาแฮก
เข้าไปด้วย แล้วน�าไปปักไว้ที่ลอมข้าว เป็นอันว่าเสร็จพิธี ต่อไปก็ลงมือนวด
ข้าวทั้งลอมได้เลย เมื่อนวดเสร็จก็ท�ากองข้าวให้เป็นกองสูงสวยงาม เพื่อจะ
ประกอบพิธีบายศรีสู่ขวัญให้แก่ข้าว โดยเอาต้นกล้วย ต้นอ้อย และตาแหลว
�
ไปปักไว้ข้างกองข้าวท้ง 4 มุม นาตาแหลวและขวัญข้าวไปวางไว้ยอดกองข้าว
ั
พันด้วยด้ายสายสิญจน์รอบกองข้าวแล้วโยงมายังพระพุทธรูป ถึงวันงานก ็
บอกกล่าวญาติพ่น้องให้มาร่วมทาบุญ นิมนต์พระสงฆ์มาเจริญพระพุทธมนต์
�
ี
เสร็จแล้วก็ถวายภัตตาหารแก่พระสงฆ์ พระสงฆ์อนุโมทนาประพรมนามนต์
้
�
น�าพระพุทธมนต์ไปรดกองข้าว วัว ควาย เมื่อเสร็จพิธีทางพระสงฆ์แล้วก็จะ
�
ี
ี
ึ
เป็นการประกอบพิธีบายศรีสู่ขวัญให้แก่ข้าว ซ่งจะกระทาท่ลานนาหรือท่ลาน
บ้านก็ตามแต่จะสะดวก หลังสู่ขวัญข้าวเสร็จก็จะเป็นการขนข้าวขึ้นยุ้ง ก่อน
ี
ขนข้นยุ้งเจ้าของจะต้องไปเก็บเอาใบคูณและใบยอเสียบไว้ท่เสายุ้งข้าวทุกเสา
ึ
ี
ั
34 ชุมชนท่องเท่ยววัฒนธรรม ลาวคร่ง วัดหนองกระดูกเน้อ ื พินิจ ลาภธนานนท์ และ พระมหาสุภัค วิรโช 35
การมีส่วนร่วมและพึ่งตนเองของชุมชน
(2) ประเพณีแห่ธงสงกรานต์ เป็นประเพณีที่เกี่ยวกับพุทธศาสนาใน ประกอบด้วยผ้าไตรสาหรับพระภิกษุนุ่งห่ม บาตร และตาลปัตร โดยเฉพาะ
�
ิ
ี
ิ
�
ช่วงเทศกาลสงกรานต์ของทุกปี ในตอนเช้าจะมีการทาบุญตักบาตร ตอนบ่าย ธนบัตรท่ใช้ไม้คีบแล้วเสียบไว้กับต้นกล้วยน้นถือว่าเป็นส่งจาเป็น ส่งเหล่าน ี ้
�
ั
สรงนาพระพุทธรูป มีการบังสุกุลอุทิศส่วนกุศลให้กับญาติผู้ล่วงลับ และมีการ เรียกว่า “หางธง” โดยจะมีขบวนแห่ธงมายังวัดหลายคณะตามกาลังศรัทธา
�
้
�
่
ื
้
ี
ึ
�
้
ื
ั
้
ละเลนพนเมอง ทงนประเพณีแห่ธงสงกรานต์คือประเพณีทาบุญทอดผ้าป่า ซ่งแต่ละหมู่บ้านจะคิดประดิษฐ์สร้างสรรค์ขบวนแห่ธงแตกต่างกันไป เช่น
ั
�
ี
ื
ื
ของชาวไทยเช้อสายลาวคร่ง จัดในเดือนเมษายนหลังจากวันสงกรานต์ผ่าน การแต่งกาย การฟ้อนรา การแบกธงท่มีลีลาแตกต่างกัน เม่อถึงวัดจะวน
ไปสัก 1 สัปดาห์ เน่องด้วยชาวบ้านท่นับถือพุทธศาสนาพิจารณาเห็นว่าหลัง รอบโบสถ์ 3 รอบ แล้วปักลงกับพ้นดิน กลางคืนในงานจะมีมหรสพสมโภช
ื
ื
ี
จากสงกรานต์แล้วเป็นเวลาว่างจากการทานา และการทาบุญในระยะน้น รุ่งเช้าจึงทาพิธีถวายธงบนศาลาการเปรียญ เล้ยงภัตตาหารพระสงฆ์
�
�
�
ั
ี
�
็
ี
้
เว้นห่าง พระภิกษุอาจมีอาหารไม่เพียงพอ ประกอบกับเป็นฤดูแล้งไม่มีฝนตก กรวดนาอทศส่วนกศลให้ผ้มีพระคุณ แล้วมการสรงนาพระเป็นเสรจพธ ี
ิ
ิ
ุ
ุ
ู
�
้
ื
�
ี
เหมาะแก่การท่วัดจะทาการปรับปรุง พัฒนา ร้อถอน ซ่อมแซมกุฎิเสนาสนะ ประเพณีนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยชาวบ้านทั้งหญิงและชายช่วยกันจัดท�าอุปกรณ์
ื
และศาสนสถาน ให้มีความสมบูรณ์เตรียมไว้ให้บริการแก่ชาวบ้านในการ ในการแห่ การเร่ยไรทุนทรัพย์เพ่อการ
ี
ี
่
ั
ประกอบกิจกรรมทางศาสนา ชาวบ้านจึงได้ชักชวนกันสละทรัพย์และส่งของ กศล พร้อมท้งวงดนตรีพนบ้านทจะต้อง
ิ
ื
้
ุ
ี
�
นาไปมอบให้กับวัด ประเพณีเร่มด้วยการบอกบุญเร่ยไรไปตามหมู่บ้านด้วย มาช่วยกันโดยไม่คิดเงินทอง นับเป็น
ิ
ขบวนกลองยาวหรือดนตรีพ้นบ้านล่วงหน้าวันงาน 1-2 วัน วันแห่ธงไม่ได้ ความสามัคคีประการหน่ง และเป็น
ึ
ื
ั
่
้
ู
�
กาหนดวนแน่นอน ขนอย่กบความสะดวกของชาวบาน เชน จะจดในวนเสาร ์ ความเชื่อที่ว่าการได้ท�าบุญย่อมน�ามาซึ่ง
ั
้
ึ
ั
ั
ี
หรืออาทิตย์ เพราะชาวบ้านหยุดงานและกลับจากโรงงานมาเย่ยมพ่อแม่ ความสุขท้งปัจจุบันและอนาคต (ชมพูนุช
ั
ั
�
สาหรบธงสงกรานต์นนชาวบ้านจะทาด้วยไม้ไผ่ทงลายาว 10 เมตรข้นไป ภูฆัง, 2558)
้
้
ึ
�
ั
�
ั
ี
�
ปลายธงมีก่งไผ่และท่สาหรับแขวนส่งของไว้ ส่งท่จะนามาแขวนน้น ได้แก่
ิ
ิ
�
ั
ิ
ี
ื
ี
ั
่
ผนธงชาติและส่งของเครองใช้ท่มีลกษณะเป็นผืนพอจะแขวนได้ เช่น เสอ
ื
ิ
ื
่
ี
พรม ผ้าม่าน ของเหล่าน้เป็นส่งท่ทางวัดจาเป็นต้องมีไว้ใช้ ชาวบ้านจะพับ
ิ
ี
�
ี
ั
ิ
ให้มีขนาดพอเหมาะท่จะแขวนกับปลายธงได้เพียง 1 ช้นเท่าน้น ตกแต่งให้
สวยงามด้วยดอกไม้สดและดอกไม้แห้ง การแห่ธงชาวบ้านจะแห่ออกจาก
�
หมู่บ้านนาขบวนด้วยเสาธง ตามด้วยกลองยาวหรือดนตรีพ้นบ้านและส่งของ
ิ
ื
ี
ี
�
ื
เคร่องใช้ต่าง ๆ ท่จาเป็นแก่การพัฒนาวัด ท่ขาดเสียไม่ได้คือพุ่มผ้าป่าท ่ ี
ี
ั
36 ชุมชนท่องเท่ยววัฒนธรรม ลาวคร่ง วัดหนองกระดูกเน้อ ื พินิจ ลาภธนานนท์ และ พระมหาสุภัค วิรโช 37
การมีส่วนร่วมและพึ่งตนเองของชุมชน
(2) ประเพณีแห่ธงสงกรานต์ เป็นประเพณีที่เกี่ยวกับพุทธศาสนาใน ประกอบด้วยผ้าไตรสาหรับพระภิกษุนุ่งห่ม บาตร และตาลปัตร โดยเฉพาะ
�
ิ
ี
ิ
�
ช่วงเทศกาลสงกรานต์ของทุกปี ในตอนเช้าจะมีการทาบุญตักบาตร ตอนบ่าย ธนบัตรท่ใช้ไม้คีบแล้วเสียบไว้กับต้นกล้วยน้นถือว่าเป็นส่งจาเป็น ส่งเหล่าน ี ้
�
ั
สรงนาพระพุทธรูป มีการบังสุกุลอุทิศส่วนกุศลให้กับญาติผู้ล่วงลับ และมีการ เรียกว่า “หางธง” โดยจะมีขบวนแห่ธงมายังวัดหลายคณะตามกาลังศรัทธา
�
้
�
่
ื
้
ี
ึ
�
้
ื
ั
้
ละเลนพนเมอง ทงนประเพณีแห่ธงสงกรานต์คือประเพณีทาบุญทอดผ้าป่า ซ่งแต่ละหมู่บ้านจะคิดประดิษฐ์สร้างสรรค์ขบวนแห่ธงแตกต่างกันไป เช่น
ั
�
ี
ื
ื
ของชาวไทยเช้อสายลาวคร่ง จัดในเดือนเมษายนหลังจากวันสงกรานต์ผ่าน การแต่งกาย การฟ้อนรา การแบกธงท่มีลีลาแตกต่างกัน เม่อถึงวัดจะวน
ไปสัก 1 สัปดาห์ เน่องด้วยชาวบ้านท่นับถือพุทธศาสนาพิจารณาเห็นว่าหลัง รอบโบสถ์ 3 รอบ แล้วปักลงกับพ้นดิน กลางคืนในงานจะมีมหรสพสมโภช
ื
ื
ี
จากสงกรานต์แล้วเป็นเวลาว่างจากการทานา และการทาบุญในระยะน้น รุ่งเช้าจึงทาพิธีถวายธงบนศาลาการเปรียญ เล้ยงภัตตาหารพระสงฆ์
�
�
�
ั
ี
�
็
ี
้
เว้นห่าง พระภิกษุอาจมีอาหารไม่เพียงพอ ประกอบกับเป็นฤดูแล้งไม่มีฝนตก กรวดนาอทศส่วนกศลให้ผ้มีพระคุณ แล้วมการสรงนาพระเป็นเสรจพธ ี
ิ
ิ
ุ
ุ
ู
�
้
ื
�
ี
เหมาะแก่การท่วัดจะทาการปรับปรุง พัฒนา ร้อถอน ซ่อมแซมกุฎิเสนาสนะ ประเพณีนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยชาวบ้านทั้งหญิงและชายช่วยกันจัดท�าอุปกรณ์
ื
และศาสนสถาน ให้มีความสมบูรณ์เตรียมไว้ให้บริการแก่ชาวบ้านในการ ในการแห่ การเร่ยไรทุนทรัพย์เพ่อการ
ี
ี
่
ั
ประกอบกิจกรรมทางศาสนา ชาวบ้านจึงได้ชักชวนกันสละทรัพย์และส่งของ กศล พร้อมท้งวงดนตรีพนบ้านทจะต้อง
ิ
ื
้
ุ
ี
�
นาไปมอบให้กับวัด ประเพณีเร่มด้วยการบอกบุญเร่ยไรไปตามหมู่บ้านด้วย มาช่วยกันโดยไม่คิดเงินทอง นับเป็น
ิ
ขบวนกลองยาวหรือดนตรีพ้นบ้านล่วงหน้าวันงาน 1-2 วัน วันแห่ธงไม่ได้ ความสามัคคีประการหน่ง และเป็น
ึ
ื
ั
่
้
ู
�
กาหนดวนแน่นอน ขนอย่กบความสะดวกของชาวบาน เชน จะจดในวนเสาร ์ ความเชื่อที่ว่าการได้ท�าบุญย่อมน�ามาซึ่ง
ั
้
ึ
ั
ั
ี
หรืออาทิตย์ เพราะชาวบ้านหยุดงานและกลับจากโรงงานมาเย่ยมพ่อแม่ ความสุขท้งปัจจุบันและอนาคต (ชมพูนุช
ั
ั
�
สาหรบธงสงกรานต์นนชาวบ้านจะทาด้วยไม้ไผ่ทงลายาว 10 เมตรข้นไป ภูฆัง, 2558)
้
้
ึ
�
ั
�
ั
ี
�
ปลายธงมีก่งไผ่และท่สาหรับแขวนส่งของไว้ ส่งท่จะนามาแขวนน้น ได้แก่
ิ
ิ
�
ั
ิ
ี
ื
ี
ั
่
ผนธงชาติและส่งของเครองใช้ท่มีลกษณะเป็นผืนพอจะแขวนได้ เช่น เสอ
ื
ิ
ื
่
ี
พรม ผ้าม่าน ของเหล่าน้เป็นส่งท่ทางวัดจาเป็นต้องมีไว้ใช้ ชาวบ้านจะพับ
ิ
ี
�
ี
ั
ิ
ให้มีขนาดพอเหมาะท่จะแขวนกับปลายธงได้เพียง 1 ช้นเท่าน้น ตกแต่งให้
สวยงามด้วยดอกไม้สดและดอกไม้แห้ง การแห่ธงชาวบ้านจะแห่ออกจาก
�
หมู่บ้านนาขบวนด้วยเสาธง ตามด้วยกลองยาวหรือดนตรีพ้นบ้านและส่งของ
ิ
ื
ี
ี
�
ื
เคร่องใช้ต่าง ๆ ท่จาเป็นแก่การพัฒนาวัด ท่ขาดเสียไม่ได้คือพุ่มผ้าป่าท ่ ี
ี
ั
36 ชุมชนท่องเท่ยววัฒนธรรม ลาวคร่ง วัดหนองกระดูกเน้อ ื พินิจ ลาภธนานนท์ และ พระมหาสุภัค วิรโช 37
การมีส่วนร่วมและพึ่งตนเองของชุมชน
ี
�
(3) งานบุญประเพณีสารทลาว หรือบุญเดือน 10 เป็นงานบุญสืบสาน และข้าวกระยาสารทไปทาบุญตักบาตรท่วัด ทายกทายิกาไปถือศีล เข้าวัด
ต�านานกวนกระยาสารททิพย์ ช่วงเช้ามีพิธีท�าบุญตักบาตร ในงานมีการกวน ฟังธรรมและรักษาอุโบสถศีล นาข้าวกระยาสารทหรือขนมอ่นไปฝากซ่งกัน
�
ื
ึ
ิ
�
ื
กระยาสารทโบราณ การสาธิตการทาขนมพ้นบ้านและหัตถกรรมพ้นบ้าน การ และกัน บางท้องถ่นเม่อถวายภัตตาหารพระสงฆ์เสร็จแล้วก็นาไปบูชาตาม
ื
�
ื
ื
ี
ประกวดขันโตกอาหารพ้นบ้าน การแสดงวัฒนธรรม 3 ชาติพันธุ์ คือ ลาวคร่ง ไร่นา โดยวางตามก่งไม้ ต้นไม้ หรือท่จัดไว้เพ่อการน้โดยเฉพาะ (สุวรรณ ี
ิ
ั
ื
ี
ไทย และมอญ การจัดตลาดวัฒนธรรมสินค้า OTOP สินค้าพื้นบ้าน โดยจัด พงษ์สุวรรณ์, 2555; ชนิษฐา ใจเป็ง และจุรีรัตน์ ศิตศิรัตน์, 2564: 99-100)
ื
�
่
ึ
ี
ในเดือน 10 ข้น 15 คา นับเป็นงานบุญประเพณีท่ได้รับอิทธิพลด้านความเช่อ
ื
ทางศาสนาพราหมณ์ โดยมีการผสมผสานกับความเช่อทางพุทธศาสนา มีจุด
ื
�
มุ่งหมายสาคัญเพ่อเป็นการอุทิศส่วนกุศลให้แก่ดวงวิญญาณของบรรพชนและ
ี
ึ
ญาติท่ล่วงลับ ซ่งได้รับการปล่อยตัวมาจากนรกท่ถูกจองจาอยู่เน่องจากผล
ื
�
ี
ี
ิ
ี
กรรมท่ได้เคยทาไว้ตอนท่ยังมีชีวิตอยู่ โดยจะเร่มปล่อยตัวจากนรกในทุกวัน
�
แรม 1 ค�่าเดือน 10 เพื่อมายังโลกมนุษย์ มาขอส่วนบุญจากลูกหลานญาติพี่
น้องที่ได้เตรียมการอุทิศไว้ให้ เป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อผู้ล่วงลับ
�
่
ั
หลังจากน้นก็จะกลับไปยังนรกในวันแรม 15 คา เดือน 10 ช่วงเวลาในการ
่
�
ประกอบพิธีกรรมของประเพณีสารทเดือนสิบจะจัดข้นในวันแรม 1 คาถึง
ึ
แรม 15 ค�่าเดือน 10 ของทุกปี โดยเชื่อกันว่าบรรพบุรุษปู่ ย่า ตา ยาย และ
ี
ี
ี
ญาติพ่น้องท่ล่วงลับ ต้องอาศัยผลบุญท่ลูกหลานอุทิศให้ในแต่ละปีมายังชีพ
ึ
และมีโอกาสหมดหน้กรรมได้ไปเกิดหรือมีความสุข เหตุผลอีกประการหน่ง
ี
คือ สังคมไทยเป็นสังคมเกษตรกรรม ทานาเป็นอาชีพหลัก ในช่วงเดือน 10 น ี ้
�
ได้ปักด�าข้าวกล้าลงในนาหมดแล้ว ก�าลังงอกงามและรอเก็บเกี่ยว จึงมีเวลา
ว่างพอท่จะทาบุญเพ่อเล้ยงตอบแทนและขอบคุณแม่พระโพสพหรือผีไร่ผีนา
ื
ี
�
ี
ี
ี
ท่ช่วยรักษาข้าวกล้าในนาให้เจริญงอกงามและออกรวงให้เก็บเก่ยวได้ผลผลิต
ี
มาก ท้งน้ก่อนวันงานชาวบ้านจะทาขนมท่เรียกว่ากระยาสารทและขนมอ่น
ั
ื
ี
�
�
ิ
ๆ แล้วแต่ความนิยมของแต่ละท้องถ่น ในวันงานชาวบ้านจัดแจงนาภัตตาหาร
ั
ี
38 ชุมชนท่องเท่ยววัฒนธรรม ลาวคร่ง วัดหนองกระดูกเน้อ ื พินิจ ลาภธนานนท์ และ พระมหาสุภัค วิรโช 39
การมีส่วนร่วมและพึ่งตนเองของชุมชน
ี
�
(3) งานบุญประเพณีสารทลาว หรือบุญเดือน 10 เป็นงานบุญสืบสาน และข้าวกระยาสารทไปทาบุญตักบาตรท่วัด ทายกทายิกาไปถือศีล เข้าวัด
ต�านานกวนกระยาสารททิพย์ ช่วงเช้ามีพิธีท�าบุญตักบาตร ในงานมีการกวน ฟังธรรมและรักษาอุโบสถศีล นาข้าวกระยาสารทหรือขนมอ่นไปฝากซ่งกัน
�
ื
ึ
ิ
�
ื
กระยาสารทโบราณ การสาธิตการทาขนมพ้นบ้านและหัตถกรรมพ้นบ้าน การ และกัน บางท้องถ่นเม่อถวายภัตตาหารพระสงฆ์เสร็จแล้วก็นาไปบูชาตาม
ื
�
ื
ื
ี
ประกวดขันโตกอาหารพ้นบ้าน การแสดงวัฒนธรรม 3 ชาติพันธุ์ คือ ลาวคร่ง ไร่นา โดยวางตามก่งไม้ ต้นไม้ หรือท่จัดไว้เพ่อการน้โดยเฉพาะ (สุวรรณ ี
ิ
ั
ื
ี
ไทย และมอญ การจัดตลาดวัฒนธรรมสินค้า OTOP สินค้าพื้นบ้าน โดยจัด พงษ์สุวรรณ์, 2555; ชนิษฐา ใจเป็ง และจุรีรัตน์ ศิตศิรัตน์, 2564: 99-100)
ื
�
่
ึ
ี
ในเดือน 10 ข้น 15 คา นับเป็นงานบุญประเพณีท่ได้รับอิทธิพลด้านความเช่อ
ื
ทางศาสนาพราหมณ์ โดยมีการผสมผสานกับความเช่อทางพุทธศาสนา มีจุด
ื
�
มุ่งหมายสาคัญเพ่อเป็นการอุทิศส่วนกุศลให้แก่ดวงวิญญาณของบรรพชนและ
ี
ึ
ญาติท่ล่วงลับ ซ่งได้รับการปล่อยตัวมาจากนรกท่ถูกจองจาอยู่เน่องจากผล
ื
�
ี
ี
ิ
ี
กรรมท่ได้เคยทาไว้ตอนท่ยังมีชีวิตอยู่ โดยจะเร่มปล่อยตัวจากนรกในทุกวัน
�
แรม 1 ค�่าเดือน 10 เพื่อมายังโลกมนุษย์ มาขอส่วนบุญจากลูกหลานญาติพี่
น้องที่ได้เตรียมการอุทิศไว้ให้ เป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อผู้ล่วงลับ
�
่
ั
หลังจากน้นก็จะกลับไปยังนรกในวันแรม 15 คา เดือน 10 ช่วงเวลาในการ
่
�
ประกอบพิธีกรรมของประเพณีสารทเดือนสิบจะจัดข้นในวันแรม 1 คาถึง
ึ
แรม 15 ค�่าเดือน 10 ของทุกปี โดยเชื่อกันว่าบรรพบุรุษปู่ ย่า ตา ยาย และ
ี
ี
ี
ญาติพ่น้องท่ล่วงลับ ต้องอาศัยผลบุญท่ลูกหลานอุทิศให้ในแต่ละปีมายังชีพ
ึ
และมีโอกาสหมดหน้กรรมได้ไปเกิดหรือมีความสุข เหตุผลอีกประการหน่ง
ี
คือ สังคมไทยเป็นสังคมเกษตรกรรม ทานาเป็นอาชีพหลัก ในช่วงเดือน 10 น ี ้
�
ได้ปักด�าข้าวกล้าลงในนาหมดแล้ว ก�าลังงอกงามและรอเก็บเกี่ยว จึงมีเวลา
ว่างพอท่จะทาบุญเพ่อเล้ยงตอบแทนและขอบคุณแม่พระโพสพหรือผีไร่ผีนา
ื
ี
�
ี
ี
ี
ท่ช่วยรักษาข้าวกล้าในนาให้เจริญงอกงามและออกรวงให้เก็บเก่ยวได้ผลผลิต
ี
มาก ท้งน้ก่อนวันงานชาวบ้านจะทาขนมท่เรียกว่ากระยาสารทและขนมอ่น
ั
ื
ี
�
�
ิ
ๆ แล้วแต่ความนิยมของแต่ละท้องถ่น ในวันงานชาวบ้านจัดแจงนาภัตตาหาร
ั
ี
38 ชุมชนท่องเท่ยววัฒนธรรม ลาวคร่ง วัดหนองกระดูกเน้อ ื พินิจ ลาภธนานนท์ และ พระมหาสุภัค วิรโช 39
การมีส่วนร่วมและพึ่งตนเองของชุมชน
�
ึ
(4) พิธีไต้นามันวันออกพรรษา เป็นกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาอีก พระธรรมเทศนา รวมถึงมีการกวนข้าวทิพย์และถวายต้นปราสาทผ้งด้วย ถือ
้
ั
ั
�
ั
ี
อย่างหน่งของชาวลาวคร่งท่ได้ปฏิบัติสืบเน่องกันมาเป็นเวลานาน การไต้ เป็นงานบุญสาคัญอีกอย่างหน่งของชาวลาวคร่งท่สืบทอดมาต้งแต่อดีตจนถึง
ื
ี
ึ
ึ
�
่
้
ื
ั
�
นามันน้นหมายถึงการจัดประทีปโคมไฟเพ่อถวายเป็นพุทธบูชาในโอกาส ปัจจุบัน ในตอนคาจะมีการไต้นามันหรือกิจกรรมน�านามันมะพร้าวมาหยอด
�
้
�
้
ี
ี
่
ี
เทศกาลออกพรรษาของทุกปี หลังจากท่พระสงฆ์ได้อยู่จาพรรษาในอาราม ในภาชนะททาไว้ในบรเวณวัด เพอบชาพระเจ้า 5 พระองค์ท่เป็นความเชอ
�
�
่
ิ
ื
่
ื
ู
ครบ 3 เดือนตามพระวินัยบัญญัติแล้ว เมื่อถึงวันออกพรรษาชาวพุทธจะถือ ของบรรพบุรุษชาวลาวครั่ง (จักรมนตรี ชนะพันธ์, 2564)
�
่
เป็นวันสาคัญ ตรงกับวันเพ็ญข้น 15 คา เดือน 11 หรือโบราณเรียกว่าวันพระ
�
ึ
เจ้าเปิดโลก หมายถึง โลกธาตุทั้ง 3 คือ สวรรค์ มนุษย์ และนรก สามารถมอง
เห็นกันได้ ด้วยเหตุนี้ชาวลาวครั่งจึงมีพิธีจุดประทีปไต้น�้ามันในเวลากลางคืน
ต้งแต่ช่วงเวลา 18.00–20.00 น. เพ่อถวายเป็นพุทธบูชาและเฉลิมฉลองวาระ
ื
ั
ท่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จลงสู่โลกมนุษย์ ก่อนถึงวันออกพรรษา
ี
ิ
ั
ื
ชาวบ้านจะไปรวมกันท่วัดเพ่อต้งหอประทีป เรียกขานตามแต่ละท้องถ่นว่า
ี
หอประทีป, หอฮุ่งเฮือง, หอไต้น�้ามัน ฯลฯ ตั้งเป็นหอเพียงตา ผนังด้านหลัง
ปิดด้วยฝาไม้ไผ่ขัด ตามต้นเสาประดับด้วยต้นกล้วยต้นอ้อย ประดับดอกไม้
เพ่อใช้วางดวงประทีปทาด้วยลูกตูมกาขาว ซ่งชาวบ้านจะนามาเจาะรูคว้าน
�
ึ
ื
�
้
เนือด้านในออกใส่นามัน พร้อมไส้ทาด้วยฝ้าย (มลักษณะเหมือนตะเกยง) หรือ
ี
ี
�
�
้
ู
ู
�
้
ื
นาลูกตูมกามาผ่าคร่งขดเอาเนอด้านในออกใส่เทียนไขทาไส้เป็นรปตีนกา บาง
�
ึ
�
ท้องถ่นนาลูกตูมกาคว้านเอาเน้อและเมล็ดข้างในออก จากน้นใช้มีดแกะลาย
ิ
ั
ื
ต่าง ๆ อย่างประณีต ส่วนด้านล่างเจาะรูไว้สาหรับสอดเทียนเข้าไปด้านใน
�
�
เม่อเวลาจุดเทียนแสงก็จะออกตามลายท่แกะ ทาให้มีความสวยงาม พิธีจุด
ี
ื
ประทีปไต้นามันจัดท้งหมด 3 วัน คือวันไต้ประทีปน้อยในวันข้น 14 คา เดือน
ึ
่
�
ั
้
�
11 วันไต้ประทีปใหญ่ในวันวันขึ้น 15 ค�่า เดือน 11 และวันไต้น�้ามันล้างหาง
ประทีปตรงกับวันแรม 1 ค�่า เดือน 11 เป็นวันสุดท้าย ตอนเช้าในวันแรม 1
คา เดือน 11 มีการตักบาตรเทโวโรหณะ ถวายภัตตาหาร รักษาศีล ฟัง
่
�
ี
ั
40 ชุมชนท่องเท่ยววัฒนธรรม ลาวคร่ง วัดหนองกระดูกเน้อ ื พินิจ ลาภธนานนท์ และ พระมหาสุภัค วิรโช 41
การมีส่วนร่วมและพึ่งตนเองของชุมชน
�
ึ
(4) พิธีไต้นามันวันออกพรรษา เป็นกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาอีก พระธรรมเทศนา รวมถึงมีการกวนข้าวทิพย์และถวายต้นปราสาทผ้งด้วย ถือ
้
ั
ั
�
ั
ี
อย่างหน่งของชาวลาวคร่งท่ได้ปฏิบัติสืบเน่องกันมาเป็นเวลานาน การไต้ เป็นงานบุญสาคัญอีกอย่างหน่งของชาวลาวคร่งท่สืบทอดมาต้งแต่อดีตจนถึง
ึ
ี
ึ
ื
�
่
้
ื
ั
�
นามันน้นหมายถึงการจัดประทีปโคมไฟเพ่อถวายเป็นพุทธบูชาในโอกาส ปัจจุบัน ในตอนคาจะมีการไต้นามันหรือกิจกรรมน�านามันมะพร้าวมาหยอด
�
้
�
้
ี
ี
่
ี
เทศกาลออกพรรษาของทุกปี หลังจากท่พระสงฆ์ได้อยู่จาพรรษาในอาราม ในภาชนะททาไว้ในบรเวณวัด เพอบชาพระเจ้า 5 พระองค์ท่เป็นความเชอ
�
�
่
ิ
ื
่
ื
ู
ครบ 3 เดือนตามพระวินัยบัญญัติแล้ว เมื่อถึงวันออกพรรษาชาวพุทธจะถือ ของบรรพบุรุษชาวลาวครั่ง (จักรมนตรี ชนะพันธ์, 2564)
�
่
เป็นวันสาคัญ ตรงกับวันเพ็ญข้น 15 คา เดือน 11 หรือโบราณเรียกว่าวันพระ
�
ึ
เจ้าเปิดโลก หมายถึง โลกธาตุทั้ง 3 คือ สวรรค์ มนุษย์ และนรก สามารถมอง
เห็นกันได้ ด้วยเหตุนี้ชาวลาวครั่งจึงมีพิธีจุดประทีปไต้น�้ามันในเวลากลางคืน
ต้งแต่ช่วงเวลา 18.00–20.00 น. เพ่อถวายเป็นพุทธบูชาและเฉลิมฉลองวาระ
ื
ั
ท่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จลงสู่โลกมนุษย์ ก่อนถึงวันออกพรรษา
ี
ิ
ั
ื
ชาวบ้านจะไปรวมกันท่วัดเพ่อต้งหอประทีป เรียกขานตามแต่ละท้องถ่นว่า
ี
หอประทีป, หอฮุ่งเฮือง, หอไต้น�้ามัน ฯลฯ ตั้งเป็นหอเพียงตา ผนังด้านหลัง
ปิดด้วยฝาไม้ไผ่ขัด ตามต้นเสาประดับด้วยต้นกล้วยต้นอ้อย ประดับดอกไม้
เพ่อใช้วางดวงประทีปทาด้วยลูกตูมกาขาว ซ่งชาวบ้านจะนามาเจาะรูคว้าน
�
ึ
ื
�
้
เนือด้านในออกใส่นามัน พร้อมไส้ทาด้วยฝ้าย (มลักษณะเหมือนตะเกยง) หรือ
ี
ี
�
�
้
ู
ู
�
้
ื
นาลูกตูมกามาผ่าคร่งขดเอาเนอด้านในออกใส่เทียนไขทาไส้เป็นรปตีนกา บาง
�
ึ
�
ท้องถ่นนาลูกตูมกาคว้านเอาเน้อและเมล็ดข้างในออก จากน้นใช้มีดแกะลาย
ิ
ั
ื
ต่าง ๆ อย่างประณีต ส่วนด้านล่างเจาะรูไว้สาหรับสอดเทียนเข้าไปด้านใน
�
�
เม่อเวลาจุดเทียนแสงก็จะออกตามลายท่แกะ ทาให้มีความสวยงาม พิธีจุด
ี
ื
ประทีปไต้นามันจัดท้งหมด 3 วัน คือวันไต้ประทีปน้อยในวันข้น 14 คา เดือน
ึ
่
�
ั
้
�
11 วันไต้ประทีปใหญ่ในวันวันขึ้น 15 ค�่า เดือน 11 และวันไต้น�้ามันล้างหาง
ประทีปตรงกับวันแรม 1 ค�่า เดือน 11 เป็นวันสุดท้าย ตอนเช้าในวันแรม 1
คา เดือน 11 มีการตักบาตรเทโวโรหณะ ถวายภัตตาหาร รักษาศีล ฟัง
่
�
ี
ั
40 ชุมชนท่องเท่ยววัฒนธรรม ลาวคร่ง วัดหนองกระดูกเน้อ ื พินิจ ลาภธนานนท์ และ พระมหาสุภัค วิรโช 41
การมีส่วนร่วมและพึ่งตนเองของชุมชน
02
ี
จากการท่ชุมชนชาติพันธุ์ลาวคร่งมีต้นทุนทางสังคมและทาง
ั
วัฒนธรรมสูง ก่อให้เกิดผลลัพธ์เชิงบวกต่อการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ไม่ว่า
จะเป็นการประยุกต์กิจกรรมเชิงวัฒนธรรมและวิถีชีวิตชาวลาวคร่ง และใน
ั
ื
ี
ขณะเดียวกันการท่องเท่ยวเชิงสร้างสรรค์ได้เป็นตัวขับเคล่อนให้เกิดความ
ิ
ี
ความสัมพันธ์ท่สามัคคีกลมเกลียวของคนในชุมชนเพ่มมากข้น ผ่าน
ึ
่
กระบวนการมีส่วนร่วมในการจัดงานบุญประเพณีและจัดกิจกรรมด้านการ ชุมชนท่องเทียว OTOP
ี
ี
�
ท่องเท่ยว และท้ายท่สุดทาให้เกิดการสืบสานและอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณ ี
และวิถีชีวิตพื้นบ้าน เกิดจิตส�านึก เกิดความภาคภูมิใจของคนในท้องถิ่น การ นวัตวิถี : บูรณาการพลัง
ั
้
ิ
ั
ุ
ั
ู
ฟื้นฟอนุรกษ์ และสร้างสมดลให้แก่ชมชนทงด้านสงคม เศรษฐกจ และ “บวร”
ุ
�
วัฒนธรรมประเพณี โดยสามารถนามาเพ่มมูลค่า สร้างความเข้มแข็งและราย
ิ
ได้ให้แก่ชุมชนในรูปแบบชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี
ที่ผ่านมาพัฒนาการของสินค้า OTOP (หนึ่งต�าบล หนึ่งผลิตภัณฑ์)
ิ
�
ึ
ซ่งเร่มดาเนินการนับจากปี 2544 มาน้น สามารถสนับสนุนเศรษฐกิจในระดับ
ั
ชุมชน โดยอาจแบ่งออกได้เป็น 3 ช่วง ประกอบด้วย ช่วงแรกปี 2546-2556
ึ
ี
ึ
เป็นช่วง “หน่งตาบล หน่งผลิตภัณฑ์-พออยู่ พอกิน” ช่วงท่ 2 ระหว่างปี
�
่
์
ิ
2557-2560 เป็นชวง “หลากเสน่ห หลายผลิตภัณฑ์-อยดี กนด” และนับจาก
่
ี
ู
ปี 2561 เป็นช่วง “นวัตวิถี ร่วมสุข ร่วมวิถี ร่วมสมัย-มั่งมี ศรีสุข” โดยใช้
ชุมชนเป็นตัวต้งเพ่อร่วมกันสร้างสรรค์ชุมชนท่องเท่ยวระดับหมู่บ้าน และช่วย
ื
ี
ั
�
กันยกระดับสินค้า OTOP โดยนานวัตกรรมมาผสมผสานกับวิถีวัฒนธรรม
ื
ของชุมชน เพ่อให้ในแต่ละหมู่บ้านสามารถผลิตสินค้าได้หลากหลายผลิตภัณฑ์
ึ
ึ
ซ่งจะทาให้ชุมชนมีรายได้เพ่มข้น และสามารถพ่งพาตนเองได้อย่างแท้จริง
�
ึ
ิ
ี
ั
42 ชุมชนท่องเท่ยววัฒนธรรม ลาวคร่ง วัดหนองกระดูกเน้อ ื พินิจ ลาภธนานนท์ และ พระมหาสุภัค วิรโช 43
การมีส่วนร่วมและพึ่งตนเองของชุมชน
02
ี
จากการท่ชุมชนชาติพันธุ์ลาวคร่งมีต้นทุนทางสังคมและทาง
ั
วัฒนธรรมสูง ก่อให้เกิดผลลัพธ์เชิงบวกต่อการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ไม่ว่า
จะเป็นการประยุกต์กิจกรรมเชิงวัฒนธรรมและวิถีชีวิตชาวลาวคร่ง และใน
ั
ื
ี
ขณะเดียวกันการท่องเท่ยวเชิงสร้างสรรค์ได้เป็นตัวขับเคล่อนให้เกิดความ
ิ
ี
ความสัมพันธ์ท่สามัคคีกลมเกลียวของคนในชุมชนเพ่มมากข้น ผ่าน
ึ
่
กระบวนการมีส่วนร่วมในการจัดงานบุญประเพณีและจัดกิจกรรมด้านการ ชุมชนท่องเทียว OTOP
ี
ี
�
ท่องเท่ยว และท้ายท่สุดทาให้เกิดการสืบสานและอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณ ี
และวิถีชีวิตพื้นบ้าน เกิดจิตส�านึก เกิดความภาคภูมิใจของคนในท้องถิ่น การ นวัตวิถี : บูรณาการพลัง
ั
้
ิ
ั
ุ
ั
ู
ฟื้นฟอนุรกษ์ และสร้างสมดลให้แก่ชมชนทงด้านสงคม เศรษฐกจ และ “บวร”
ุ
�
วัฒนธรรมประเพณี โดยสามารถนามาเพ่มมูลค่า สร้างความเข้มแข็งและราย
ิ
ได้ให้แก่ชุมชนในรูปแบบชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี
ที่ผ่านมาพัฒนาการของสินค้า OTOP (หนึ่งต�าบล หนึ่งผลิตภัณฑ์)
ิ
�
ึ
ซ่งเร่มดาเนินการนับจากปี 2544 มาน้น สามารถสนับสนุนเศรษฐกิจในระดับ
ั
ชุมชน โดยอาจแบ่งออกได้เป็น 3 ช่วง ประกอบด้วย ช่วงแรกปี 2546-2556
ึ
ี
ึ
เป็นช่วง “หน่งตาบล หน่งผลิตภัณฑ์-พออยู่ พอกิน” ช่วงท่ 2 ระหว่างปี
�
่
์
ิ
2557-2560 เป็นชวง “หลากเสน่ห หลายผลิตภัณฑ์-อยดี กนด” และนับจาก
่
ี
ู
ปี 2561 เป็นช่วง “นวัตวิถี ร่วมสุข ร่วมวิถี ร่วมสมัย-มั่งมี ศรีสุข” โดยใช้
ชุมชนเป็นตัวต้งเพ่อร่วมกันสร้างสรรค์ชุมชนท่องเท่ยวระดับหมู่บ้าน และช่วย
ื
ี
ั
�
กันยกระดับสินค้า OTOP โดยนานวัตกรรมมาผสมผสานกับวิถีวัฒนธรรม
ื
ของชุมชน เพ่อให้ในแต่ละหมู่บ้านสามารถผลิตสินค้าได้หลากหลายผลิตภัณฑ์
ึ
ึ
ซ่งจะทาให้ชุมชนมีรายได้เพ่มข้น และสามารถพ่งพาตนเองได้อย่างแท้จริง
�
ึ
ิ
ี
ั
42 ชุมชนท่องเท่ยววัฒนธรรม ลาวคร่ง วัดหนองกระดูกเน้อ ื พินิจ ลาภธนานนท์ และ พระมหาสุภัค วิรโช 43
การมีส่วนร่วมและพึ่งตนเองของชุมชน
�
ี
ื
(โพสต์ทูเดย์, 2561) ซึ่งหนึ่งในชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี ที่น่าสนใจคือ พ้นบ้าน ในขณะท่ สุพรรณี ไชยอาพร (2546: 59-60) ได้สรุปความหมายของ
ี
ชุมชนบ้านหนองกระดูกเน้อ ตาบลหนองนมวัว อาเภอลาดยาว จังหวัด “ทุนทางสังคม” ว่า ทุนทางสังคมเน้นท่รูปแบบความสัมพันธ์ท่อยู่ในกลุ่ม
�
ี
ื
�
ื
นครสวรรค์ เพ่อให้สามารถเข้าใจการขับเคล่อนกิจกรรมชุมชนท่องเท่ยว สังคม โดยเฉพาะในสังคมชนบท ตั้งแต่ครอบครัวขยายไปสู่กลุ่มเพื่อน กลุ่ม
ื
ี
OTOP นวัตวิถี บ้านหนองกระดูกเนื้อ ได้อย่างชัดเจน จึงควรท�าความเข้าใจ อาชีพ และกลุ่มต่าง ๆ ในชุมชน ที่มุ่งมั่นร่วมมือกันด�าเนินกิจกรรมเพื่อส่วน
ถึงแนวคิดการพัฒนาชุมชนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ดังรายละเอียดต่อไปนี้ รวม เอื้ออาทรและช่วยเหลือกันในการด�าเนินงานต่าง ๆ ในที่นี้จะพิจารณา
�
่
ั
ุ
ุ
ทนทางสงคมวาเปนทนสาคญทเสริมสรางวถชีวิตทดงามของคนในสงคม และ
ั
็
่
ี
่
ั
ี
ี
้
ี
ิ
ิ
แนวคิดทุนในการพัฒนาชุมชนท่องเที่ยว สนับสนุนการพัฒนาชุมชน โดยเฉพาะอย่างย่งการเสริมสร้างประสิทธิภาพ
เชิงวัฒนธรรม บ้านหนองกระดูกเนื้อ การบริการและการผลิตในภาคเศรษฐกิจ การช่วยบรรเทาความรุนแรงและ
ี
แก้ปัญหาในยามท่เกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจและสังคม ซ่งเป็นสถานการณ์ท่ทุน
ี
ึ
ี
�
ในกระบวนการพัฒนาชุมชน หากพิจารณาอย่างครอบคลุมทุกบริบท ทางทรัพยากรธรรมชาติและทุนทางเศรษฐกิจมีข้อจากัด ในภาวะเช่นน้การ
จะพบว่า นอกจากทุนทางเศรษฐกิจและทุนทางทรัพยากรธรรมชาติ ชุมชน บรรเทาปัญหาและฟื้นฟูสังคมไทยจ�าเป็นต้องใช้ทุนทางสังคมช่วยสนับสนุน
ื
ุ
�
ั
�
ี
่
ั
ยงมทนสาคญทช่วยให้สามารถพฒนาจนพงพาตนเองได้ นนคอ “ทนทาง ในมุมมองของนักวิชาการต่างชาติ ทุนทางสังคมเป็นคาอธิบาย “ทุน”
ุ
ี
ั
่
ึ
่
ั
ี
ี
สังคม” (social capital) ที่ช่วยยึดโยงคนในชุมชนให้มาร่วมกิจกรรมสังคม ในลักษณะท่เป็นผลประโยชน์หรือต้นทุนส่วนรวมท่มาจากการช่วยเหลือและ
ประกอบไปด้วย ทุนทางศีลธรรม ทุนทางทรัพยากร ทุนทางปัญญา และทุน ความร่วมมือกันระหว่างบุคคลและระหว่างกลุ่มต่าง ๆ ในสังคม (Putnam,
ื
ั
ทางวัฒนธรรม (เสรี พงศ์พิศ, 2544) ซึ่งเน้นถึงกลไกความสัมพันธ์ทางสังคม 2000: 19-20) โดยนยน้ทนทางสังคมคอระบบความสมพันธ์ทางสงคมและ
ั
ุ
ี
ั
ี
ื
ื
เช่นเดียวกับที่ อมรา พงศาพิชญ์ (2543: 19 อ้างถึงใน อาทิตย์ บุดดาดวง บรรทัดฐานทางสังคม ท่เช่อมโยงของบุคคลเป็นเครือข่ายทางสังคมบนพ้น
และสุพรรณี ไชยอาพร, 2555: 34) ได้กล่าวว่า ทุนทางสังคมคือความสัมพันธ์ ฐานความเชื่อถือ ความไว้วางใจซึ่งกันและกัน และมีมาตรฐานในการท�างาน
�
ทางสังคมในแนวราบและแนวต้ง ระหว่างบุคคล สถาบัน/องค์กร ท้งในรูป ร่วมกันเป็นเครือข่าย ท่จะเพ่มประสิทธิภาพให้กับสังคมในการทากิจกรรม
ี
�
ั
ั
ิ
ั
ปัจเจกบุคคล กลุ่ม และเครือข่ายทางสังคม รวมท้งค่านิยมและบรรทัดฐานท ี ่ ต่าง ๆ ร่วมกัน โดยทุนทางสังคมจะเพ่มโอกาสในการบรรลุเป้าหมายของ
ิ
ึ
สังคมยึดถือ ซ่งมีผลต่อวิถีชีวิตและวิถีการผลิตในระดับครอบครัว ชุมชน และ สังคมโดยอาศัยความเชื่อใจ ไม่ใช่แค่ระดับบุคคลต่อบุคคล แต่เป็นระดับองค์
สังคม นอกจากนี้ ชาติชาย ณ เชียงใหม่ (2543: 286) กล่าวว่า ทุนทางสังคม รวมของสังคม และสามารถคาดหวังได้ว่าสิ่งที่เราท�าไปนั้น ผู้อื่นก็จะตอบรับ
คือวิถีการด�ารงชีวิต วัฒนธรรม จารีตประเพณีของชุมชน วิถีความสามารถ กลับมาในทางเดียวกัน ความสัมพันธ์ดังกล่าวจึงก่อตัวเป็นสถาบันหรือองค์กร
ในการจัดการองค์กรของประชาชน รวมท้งปราชญ์ชาวบ้านและภูมิปัญญา หรือกลุ่มที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อการจัดการกับปัญหาที่ไม่สามารถท�าคนเดียวได้
ั
ี
ั
44 ชุมชนท่องเท่ยววัฒนธรรม ลาวคร่ง วัดหนองกระดูกเน้อ ื พินิจ ลาภธนานนท์ และ พระมหาสุภัค วิรโช 45
การมีส่วนร่วมและพึ่งตนเองของชุมชน
�
ี
ื
(โพสต์ทูเดย์, 2561) ซึ่งหนึ่งในชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี ที่น่าสนใจคือ พ้นบ้าน ในขณะท่ สุพรรณี ไชยอาพร (2546: 59-60) ได้สรุปความหมายของ
ี
ชุมชนบ้านหนองกระดูกเน้อ ตาบลหนองนมวัว อาเภอลาดยาว จังหวัด “ทุนทางสังคม” ว่า ทุนทางสังคมเน้นท่รูปแบบความสัมพันธ์ท่อยู่ในกลุ่ม
�
ี
ื
�
ื
นครสวรรค์ เพ่อให้สามารถเข้าใจการขับเคล่อนกิจกรรมชุมชนท่องเท่ยว สังคม โดยเฉพาะในสังคมชนบท ตั้งแต่ครอบครัวขยายไปสู่กลุ่มเพื่อน กลุ่ม
ื
ี
OTOP นวัตวิถี บ้านหนองกระดูกเนื้อ ได้อย่างชัดเจน จึงควรท�าความเข้าใจ อาชีพ และกลุ่มต่าง ๆ ในชุมชน ที่มุ่งมั่นร่วมมือกันด�าเนินกิจกรรมเพื่อส่วน
ถึงแนวคิดการพัฒนาชุมชนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ดังรายละเอียดต่อไปนี้ รวม เอื้ออาทรและช่วยเหลือกันในการด�าเนินงานต่าง ๆ ในที่นี้จะพิจารณา
�
่
ั
ุ
ุ
ทนทางสงคมวาเปนทนสาคญทเสริมสรางวถชีวิตทดงามของคนในสงคม และ
ั
็
่
ี
่
ั
ี
ี
้
ี
ิ
ิ
แนวคิดทุนในการพัฒนาชุมชนท่องเที่ยว สนับสนุนการพัฒนาชุมชน โดยเฉพาะอย่างย่งการเสริมสร้างประสิทธิภาพ
เชิงวัฒนธรรม บ้านหนองกระดูกเนื้อ การบริการและการผลิตในภาคเศรษฐกิจ การช่วยบรรเทาความรุนแรงและ
ี
แก้ปัญหาในยามท่เกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจและสังคม ซ่งเป็นสถานการณ์ท่ทุน
ี
ึ
ี
�
ในกระบวนการพัฒนาชุมชน หากพิจารณาอย่างครอบคลุมทุกบริบท ทางทรัพยากรธรรมชาติและทุนทางเศรษฐกิจมีข้อจากัด ในภาวะเช่นน้การ
จะพบว่า นอกจากทุนทางเศรษฐกิจและทุนทางทรัพยากรธรรมชาติ ชุมชน บรรเทาปัญหาและฟื้นฟูสังคมไทยจ�าเป็นต้องใช้ทุนทางสังคมช่วยสนับสนุน
ื
ุ
�
ั
�
ี
่
ั
ยงมทนสาคญทช่วยให้สามารถพฒนาจนพงพาตนเองได้ นนคอ “ทนทาง ในมุมมองของนักวิชาการต่างชาติ ทุนทางสังคมเป็นคาอธิบาย “ทุน”
ุ
ี
ั
่
ึ
่
ั
ี
ี
สังคม” (social capital) ที่ช่วยยึดโยงคนในชุมชนให้มาร่วมกิจกรรมสังคม ในลักษณะท่เป็นผลประโยชน์หรือต้นทุนส่วนรวมท่มาจากการช่วยเหลือและ
ประกอบไปด้วย ทุนทางศีลธรรม ทุนทางทรัพยากร ทุนทางปัญญา และทุน ความร่วมมือกันระหว่างบุคคลและระหว่างกลุ่มต่าง ๆ ในสังคม (Putnam,
ื
ั
ทางวัฒนธรรม (เสรี พงศ์พิศ, 2544) ซึ่งเน้นถึงกลไกความสัมพันธ์ทางสังคม 2000: 19-20) โดยนยน้ทนทางสังคมคอระบบความสมพันธ์ทางสงคมและ
ั
ุ
ี
ั
ี
ื
ื
เช่นเดียวกับที่ อมรา พงศาพิชญ์ (2543: 19 อ้างถึงใน อาทิตย์ บุดดาดวง บรรทัดฐานทางสังคม ท่เช่อมโยงของบุคคลเป็นเครือข่ายทางสังคมบนพ้น
และสุพรรณี ไชยอาพร, 2555: 34) ได้กล่าวว่า ทุนทางสังคมคือความสัมพันธ์ ฐานความเชื่อถือ ความไว้วางใจซึ่งกันและกัน และมีมาตรฐานในการท�างาน
�
ทางสังคมในแนวราบและแนวต้ง ระหว่างบุคคล สถาบัน/องค์กร ท้งในรูป ร่วมกันเป็นเครือข่าย ท่จะเพ่มประสิทธิภาพให้กับสังคมในการทากิจกรรม
ี
�
ั
ั
ิ
ั
ปัจเจกบุคคล กลุ่ม และเครือข่ายทางสังคม รวมท้งค่านิยมและบรรทัดฐานท ี ่ ต่าง ๆ ร่วมกัน โดยทุนทางสังคมจะเพ่มโอกาสในการบรรลุเป้าหมายของ
ิ
ึ
สังคมยึดถือ ซ่งมีผลต่อวิถีชีวิตและวิถีการผลิตในระดับครอบครัว ชุมชน และ สังคมโดยอาศัยความเชื่อใจ ไม่ใช่แค่ระดับบุคคลต่อบุคคล แต่เป็นระดับองค์
สังคม นอกจากนี้ ชาติชาย ณ เชียงใหม่ (2543: 286) กล่าวว่า ทุนทางสังคม รวมของสังคม และสามารถคาดหวังได้ว่าสิ่งที่เราท�าไปนั้น ผู้อื่นก็จะตอบรับ
คือวิถีการด�ารงชีวิต วัฒนธรรม จารีตประเพณีของชุมชน วิถีความสามารถ กลับมาในทางเดียวกัน ความสัมพันธ์ดังกล่าวจึงก่อตัวเป็นสถาบันหรือองค์กร
ในการจัดการองค์กรของประชาชน รวมท้งปราชญ์ชาวบ้านและภูมิปัญญา หรือกลุ่มที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อการจัดการกับปัญหาที่ไม่สามารถท�าคนเดียวได้
ั
ี
ั
44 ชุมชนท่องเท่ยววัฒนธรรม ลาวคร่ง วัดหนองกระดูกเน้อ ื พินิจ ลาภธนานนท์ และ พระมหาสุภัค วิรโช 45
การมีส่วนร่วมและพึ่งตนเองของชุมชน
ั
ี
ื
ั
แต่ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างสมาชิกท้งหลายในสังคมและมีทุนทาง สุดท้ายทุนทางสังคมจะเป็นพ้นฐานให้กับกิจกรรมท้งหลายท่เกิดในชุมชนและ
สังคมเป็นตัวขับเคลื่อนความสัมพันธ์ดังกล่าว สังคม ซึ่งทุนทางสังคมจ�าเป็นต้องใช้เวลาในการสะสมอย่างยาวนาน และมา
�
อย่างไรก็ดีในระดับสากลคาว่าทุนทางสังคมยังมีอีกหลายนิยามท่อาจ จากความร่วมมือร่วมใจของคนในชุมชน อันส่งผลให้เกิดความสัมพันธ์ท่ด ี
ี
ี
ั
ื
ึ
้
ั
ุ
ุ
ี
ี
ิ
จะสอดคล้องหรือขัดแย้งในบางประเด็น แต่จุดร่วมท่มีอยู่ด้วยกันคือการใช้ ระหว่างคนในชมชน โดยนยนทนทางสงคมจงเป็นเสมอนสมบตสาธารณะท ี ่
ั
ิ
คาว่าทุนทางสังคมในการสร้างความร่วมมือทางสังคม ทุนทางสังคมโดยเอง สมาชกทุกคนในชมชนสามารถเข้าถงและใช้ประโยชน์ได้ตลอดเวลา และท ่ ี
ึ
ุ
�
นั้นเป็นตัวกลางในการเข้าถึงทุนอื่น เช่น ทุนมนุษย์ (human capital) ทุน ส�าคัญคือเป็นทุนที่มีคุณลักษณะพิเศษที่ยิ่งใช้จะยิ่งมีเพิ่มมากขึ้น (วรวุฒิ โรม
ี
ึ
ี
กายภาพ (physical capital) ทุนทรัพยากรธรรมชาติ (natural resources) รัตนพันธ์, 2548) และด้วยทุนทางสังคมดังกล่าวน้เป็นส่วนหน่งท่สนับสนุน
และทุนวัฒนธรรม (cultural capital) เป็นต้น โดยผ่านความสัมพันธ์ทาง ให้หลายชุมชนสามารถพัฒนาและส่งเสริมการท่องเท่ยวเชิงวัฒนธรรมให้ได้
ี
สังคมหรือโครงสร้างสังคมท่สมาชิกทาหน้าท่ตามบทบาทตัวเองได้อย่าง รับความนิยมในฐานะที่เป็นทางเลือกหนึ่งของการท่องเที่ยวในประเทศ รวม
ี
ี
�
ึ
เหมาะสม ทุนทางสังคมจึงเป็นรากฐานในความร่วมมือกันทางสังคม ซ่งจะส่ง ถึงโครงการชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี บ้านหนองกระดูกเนื้อ ซึ่งเป็น
ี
ั
เสริมท้งการพัฒนาชุมชนท่องเท่ยวเชิงวัฒนธรรมและการพัฒนาเศรษฐกิจ แหล่งท่องเที่ยวที่มีองค์ประกอบของทุนทางสังคมที่ส�าคัญ ดังนี้
�
�
ั
อย่างย่งยืน (สินาด ตรีวรรณไชย, 2561) สาหรับสังคมไทยคาว่าทุนทางสังคม 1) ทุนวัฒนธรรม (cultural capital) หมายถึง ผลผลิตทางวัฒนธรรม
ื
ู
ั
มกจะถกนามาใช้ในเชงการแสวงหาความร่วมมอในกระบวนการพฒนา หรือ ทั้งที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้ ทุนทาง วัฒนธรรมที่จับต้องได้ เช่น โบราณ
�
ิ
ั
ี
ิ
ั
ในบริบทของสังคมท่หมายถึงผลรวมของส่งดีงามต่าง ๆ ท่มีอยู่ในสังคม ท้ง ั สถาน มรดกทางวัฒนธรรม ผลงานศิลปะแขนงต่าง ๆ ท้งภาพวาด หัตถกรรม
ี
ี
ั
ในส่วนท่ได้จากการส่งสมและการต่อยอด รวมถึงการรวมตัวของคนท่ม ี ดนตรี ภาพยนตร์ วรรณกรรม เหล่านี้มักจะวัดมูลค่าเป็นตัวเงินได้ ส่วนทุน
ี
คณภาพเพอสรางประโยชนตอสวนรวม บนพนฐานของความไวเนอเชอใจและ วัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ได้แก่ ความเชื่อ จารีต ประเพณี วิถีชีวิต ผู้น�าเสนอ
่
้
่
่
่
ื
ื
ุ
้
์
้
้
ื
ื
ี
วัฒนธรรมท่ดีงาม ซ่งหากนามาพัฒนาและใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสมแล้ว แนวคิดเรื่องทุนวัฒนธรรมคนแรกคือ Pierre Bourdieu นักสังคมวิทยาชาว
�
ึ
จะเป็นปัจจัยสาคัญในการพัฒนาสังคมให้เกิดสมดุล (สุวรรณี คาม่น และ ฝร่งเศส ซ่งระบุว่าทุนวัฒนธรรมหมายถึงส่งท่บุคคลได้รับจากกระบวนการ
ี
ิ
ั
ั
�
ึ
�
�
สุจิตราภรณ์ นาคะลักษณ์, 2546: 8) หล่อหลอมทางสังคม อันกลายเป็นคุณสมบัติติดตัวท่เอ้อให้บุคคลสามารถนา
ื
ี
ี
ื
ี
�
ุ
ิ
ี
ี
ท้งน้การทาความเข้าใจทุนทางสงคมไม่ใช่เป็นเพยงพ้นฐานส่วนบคคล ไปเพ่มพูนมูลค่าของตนได้ นอกจากน้ยังหมายรวมถึงทรัพย์สินต่าง ๆ ท่ม ี
ั
ั
ื
ี
ึ
แต่ต้องมองในลักษณะองค์รวม เพราะทุนทางสังคมเป็นเร่องของการจัดความ คุณค่าอย่างหน่งท่ไม่ใช่คุณค่าเชิงเศรษฐกิจโดยตรง แต่มีมูลค่าในเชิงเศรษฐกิจ
สัมพันธ์ระหว่างบทบาทอันหลากหลายของสมาชิกในสังคม จนออกมาเป็น ได้ เช่น งานศิลปะ (ชนิดา เสงี่ยมไพศาลสุข, 2548: 113) แรงบันดาลใจที่น�า
สถาบันที่อยู่บนความเชื่อใจ ความร่วมมือกัน และมีเครือข่ายระหว่างกัน จน มาสู่ความคิดสร้างสรรค์ต่าง ๆ มักได้มาจากทุนวัฒนธรรมและภูมิปัญญา ซึ่ง
ั
ี
46 ชุมชนท่องเท่ยววัฒนธรรม ลาวคร่ง วัดหนองกระดูกเน้อ ื พินิจ ลาภธนานนท์ และ พระมหาสุภัค วิรโช 47
การมีส่วนร่วมและพึ่งตนเองของชุมชน
ั
ี
ื
ั
แต่ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างสมาชิกท้งหลายในสังคมและมีทุนทาง สุดท้ายทุนทางสังคมจะเป็นพ้นฐานให้กับกิจกรรมท้งหลายท่เกิดในชุมชนและ
สังคมเป็นตัวขับเคลื่อนความสัมพันธ์ดังกล่าว สังคม ซึ่งทุนทางสังคมจ�าเป็นต้องใช้เวลาในการสะสมอย่างยาวนาน และมา
�
อย่างไรก็ดีในระดับสากลคาว่าทุนทางสังคมยังมีอีกหลายนิยามท่อาจ จากความร่วมมือร่วมใจของคนในชุมชน อันส่งผลให้เกิดความสัมพันธ์ท่ด ี
ี
ี
ั
ื
ึ
้
ั
ุ
ุ
ี
ี
ิ
จะสอดคล้องหรือขัดแย้งในบางประเด็น แต่จุดร่วมท่มีอยู่ด้วยกันคือการใช้ ระหว่างคนในชมชน โดยนยนทนทางสงคมจงเป็นเสมอนสมบตสาธารณะท ี ่
ั
ิ
คาว่าทุนทางสังคมในการสร้างความร่วมมือทางสังคม ทุนทางสังคมโดยเอง สมาชกทุกคนในชมชนสามารถเข้าถงและใช้ประโยชน์ได้ตลอดเวลา และท ่ ี
ึ
ุ
�
นั้นเป็นตัวกลางในการเข้าถึงทุนอื่น เช่น ทุนมนุษย์ (human capital) ทุน ส�าคัญคือเป็นทุนที่มีคุณลักษณะพิเศษที่ยิ่งใช้จะยิ่งมีเพิ่มมากขึ้น (วรวุฒิ โรม
ี
ึ
ี
กายภาพ (physical capital) ทุนทรัพยากรธรรมชาติ (natural resources) รัตนพันธ์, 2548) และด้วยทุนทางสังคมดังกล่าวน้เป็นส่วนหน่งท่สนับสนุน
และทุนวัฒนธรรม (cultural capital) เป็นต้น โดยผ่านความสัมพันธ์ทาง ให้หลายชุมชนสามารถพัฒนาและส่งเสริมการท่องเท่ยวเชิงวัฒนธรรมให้ได้
ี
สังคมหรือโครงสร้างสังคมท่สมาชิกทาหน้าท่ตามบทบาทตัวเองได้อย่าง รับความนิยมในฐานะที่เป็นทางเลือกหนึ่งของการท่องเที่ยวในประเทศ รวม
ี
ี
�
ึ
เหมาะสม ทุนทางสังคมจึงเป็นรากฐานในความร่วมมือกันทางสังคม ซ่งจะส่ง ถึงโครงการชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี บ้านหนองกระดูกเนื้อ ซึ่งเป็น
ี
ั
เสริมท้งการพัฒนาชุมชนท่องเท่ยวเชิงวัฒนธรรมและการพัฒนาเศรษฐกิจ แหล่งท่องเที่ยวที่มีองค์ประกอบของทุนทางสังคมที่ส�าคัญ ดังนี้
�
�
ั
อย่างย่งยืน (สินาด ตรีวรรณไชย, 2561) สาหรับสังคมไทยคาว่าทุนทางสังคม 1) ทุนวัฒนธรรม (cultural capital) หมายถึง ผลผลิตทางวัฒนธรรม
ื
ู
ั
มกจะถกนามาใช้ในเชงการแสวงหาความร่วมมอในกระบวนการพฒนา หรือ ทั้งที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้ ทุนทาง วัฒนธรรมที่จับต้องได้ เช่น โบราณ
�
ิ
ั
ี
ิ
ั
ในบริบทของสังคมท่หมายถึงผลรวมของส่งดีงามต่าง ๆ ท่มีอยู่ในสังคม ท้ง ั สถาน มรดกทางวัฒนธรรม ผลงานศิลปะแขนงต่าง ๆ ท้งภาพวาด หัตถกรรม
ี
ี
ั
ในส่วนท่ได้จากการส่งสมและการต่อยอด รวมถึงการรวมตัวของคนท่ม ี ดนตรี ภาพยนตร์ วรรณกรรม เหล่านี้มักจะวัดมูลค่าเป็นตัวเงินได้ ส่วนทุน
ี
คณภาพเพอสรางประโยชนตอสวนรวม บนพนฐานของความไวเนอเชอใจและ วัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ได้แก่ ความเชื่อ จารีต ประเพณี วิถีชีวิต ผู้น�าเสนอ
่
้
่
่
่
ื
ื
ุ
้
์
้
้
ื
ื
ี
วัฒนธรรมท่ดีงาม ซ่งหากนามาพัฒนาและใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสมแล้ว แนวคิดเรื่องทุนวัฒนธรรมคนแรกคือ Pierre Bourdieu นักสังคมวิทยาชาว
�
ึ
จะเป็นปัจจัยสาคัญในการพัฒนาสังคมให้เกิดสมดุล (สุวรรณี คาม่น และ ฝร่งเศส ซ่งระบุว่าทุนวัฒนธรรมหมายถึงส่งท่บุคคลได้รับจากกระบวนการ
ี
ิ
ั
ั
�
ึ
�
�
สุจิตราภรณ์ นาคะลักษณ์, 2546: 8) หล่อหลอมทางสังคม อันกลายเป็นคุณสมบัติติดตัวท่เอ้อให้บุคคลสามารถนา
ื
ี
ี
ื
ี
�
ุ
ิ
ี
ี
ท้งน้การทาความเข้าใจทุนทางสงคมไม่ใช่เป็นเพยงพ้นฐานส่วนบคคล ไปเพ่มพูนมูลค่าของตนได้ นอกจากน้ยังหมายรวมถึงทรัพย์สินต่าง ๆ ท่ม ี
ั
ั
ื
ี
ึ
แต่ต้องมองในลักษณะองค์รวม เพราะทุนทางสังคมเป็นเร่องของการจัดความ คุณค่าอย่างหน่งท่ไม่ใช่คุณค่าเชิงเศรษฐกิจโดยตรง แต่มีมูลค่าในเชิงเศรษฐกิจ
สัมพันธ์ระหว่างบทบาทอันหลากหลายของสมาชิกในสังคม จนออกมาเป็น ได้ เช่น งานศิลปะ (ชนิดา เสงี่ยมไพศาลสุข, 2548: 113) แรงบันดาลใจที่น�า
สถาบันที่อยู่บนความเชื่อใจ ความร่วมมือกัน และมีเครือข่ายระหว่างกัน จน มาสู่ความคิดสร้างสรรค์ต่าง ๆ มักได้มาจากทุนวัฒนธรรมและภูมิปัญญา ซึ่ง
ั
ี
46 ชุมชนท่องเท่ยววัฒนธรรม ลาวคร่ง วัดหนองกระดูกเน้อ ื พินิจ ลาภธนานนท์ และ พระมหาสุภัค วิรโช 47
การมีส่วนร่วมและพึ่งตนเองของชุมชน
ิ
ั
ี
�
เป็นส่งท่ส่งสมและคงอยู่คู่กับสังคมมนุษย์ หลายประเทศให้ความสนใจในการ มาะสมตอสุขภาวะและคุณภาพชีวิตท่ดี รวมถึงการดาเนินชีวิตอย่างเป็นปกต ิ
่
ี
ึ
้
�
ขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจด้วยทุนวัฒนธรรม สุขของคนในสังคม เช่น คุณภาพอากาศ คุณภาพนา อีกประการหน่งคือ
ิ
2) ทุนมนุษย์ (human capital) ในความหมายน้ทุนมนุษย์เป็นมาก ทรัพยากรและส่งแวดล้อมท่มนุษย์สร้างข้น ควรค่าแก่ความภาคภูมิใจ และ
ึ
ี
ี
ี
กว่าแรงงานทางกายภาพของคนท่ทางานให้กับองค์กร แต่เป็นคุณสมบัติท ่ ี ควรสืบทอดไปจนถึงอนุชนรุ่นต่อไป ตัวอย่างเช่น ศิลปกรรม โบราณสถาน
�
�
�
้
ึ
ี
ั
่
จับต้องไม่ได้ท้งหมดท่ผู้คนนามาสู่องค์กร ซ่งอาจช่วยให้ประสบความสาเร็จ และสิ่งกอสรางทางสถาปัตยกรรม เป็นต้น ทุนทางทรัพยากรธรรมชาติและ
ื
ี
�
ในการผลิตสินค้าและบริการ ในท่น้จะพิจารณาทุนมนุษย์ในความหมายถึง ส่งแวดล้อมรอบตัวจึงเป็นปัจจัยสาคัญในการรักษาคุณภาพชีวิต เพ่อให้
ี
ิ
ั
ิ
ิ
ิ
�
้
ั
ู
ิ
ุ
ู้
ี
ิ
ุ
ความร (knowledge) ทกษะ (skills) ความสามารถ (abilities) ประสบการณ ์ มนษย์์สามารถดารงชวตอย่อย่างเป็นปกตสขได้้ (เอกรนทร์ ตงนธบญ และ
ุ
(experiences) และลักษณะทางศีลธรรม (moral character) ของคนใน ธิติมา เกตุแก้ว, 2560: 9-10)
ั
ชุมชนบ้านหนองกระดูกเน้อ ท้งท่ติดตัวมาต้งแต่เกิดและเกิดจากการเรียนรู้ ในปัจจุบันกระแสของการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม โดยเฉพาะแหล่ง
ั
ี
ื
การฝึกอบรม และการพัฒนา ในบริบทดังกล่าวนี้ทุนมนุษย์จึงเป็นสินทรัพย์ ท่องเที่ยวในลักษณะชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี ก�าลังได้รับความนิยม
ี
ึ
ื
ี
�
ุ
ท่ไม่มีตัวตน (intangible assets) ท่มีความสาคัญแก่องค์กร/ชมชน เป็น สูง เหตุผลหน่งเน่องจากเป็นการท่องเท่ยวท่จัดการโดยชุมชนได้อย่างประสบ
ี
ี
่
ื
�
ื
ุ
ี
่
สินทรัพย์ท่มีความแตกต่างจากสินทรัพย์อ่น ๆ เน่องจากทุนมนุษย์น้นไม่ ความสาเรจและเกดผลประโยชนแกชมชนอยางมาก ตวอยางเชน ชมชนทอง
ิ
่
์
ั
็
ุ
่
ั
่
สามารถซอขายหรอโอนกรรมสทธระหว่างบคคลได้ แต่ทนมนษย์สามารถ เท่ยว OTOP นวัตวิถี บ้านหนองกระดูกเน้อ ซ่งหลังจากได้ริเร่มกิจกรรมมาระ
ุ
ุ
ื
ี
ิ
์
ิ
ิ
ื
้
ื
ึ
ุ
ึ
ิ
ี
ั
ี
สร้างมูลค่าเพ่มให้กับเจ้าของกรรมสิทธ์เท่าน้น (Nadler, et al.,1985 อ้างถึง ยะหน่ง ปรากฏว่ามีนักท่องเท่ยวสนใจเดินทางมาเท่ยวท่บ้านหนองกระดูก
ี
ิ
ิ
ใน กัลย์ ปิ่นเกษร, 2564) หากองค์กร/ชุมชนมีการสร้างมูลค่าเพ่มในทุนมนุษย์ เนื้อเป็นจ�านวนมากอย่างต่อเนื่อง ท�าให้คนในชุมชนได้รับประโยชน์จากการ
จะทาให้องค์กรมีทุนมนุษย์ท่มีขีดความสามารถเพ่มข้น สามารถสร้างความ มีรายได้เพิ่มขึ้น อีกทั้งยังมีการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคภายในชุมชนเพื่อ
ี
�
ึ
ิ
ี
ี
ั
�
ั
ู
ั
ได้เปรียบทางการแข่งขันให้กับองค์กร/ชุมชนได้ รองรบนกท่องเท่ยว มระบบการกาจดขยะมลฝอยภายในชุมชน ทาให้บ้าน
�
้
ื
ี
้
3) ทุนทรัพยากรธรรมชาติและส่งแวดลอม (natural and environ- หนองกระดกเนอมความเป็นระเบยบและสะอาดยงขน นอกจากนยงมการ
้
ี
ั
ี
ึ
้
ี
ู
ิ
่
ิ
�
ี
ี
่
่
้
ั
ึ
้
ิ
้
ิ
้
ิ
ึ
mental capital) หมายถง สงทเกดขนตามธรรมชาตทงทใชแลวหมดไป เกด ปรับปรุงทางเดินและซุ้มหน้าประตูทางเข้าให้มีความสวยงาม มีการทาสะพาน
่
ิ
ใหม่่ทดแทนได้้หรอมปรมาณไม่่หมดสน อนให้ประโยชน์โดยตรงในรปของ ทางเดินผ่านเข้าไปในท้องทุ่งนา โดยตั้งชื่อว่า “ฮอดแล้ว นาพ่อ บ้านหนอง
ั
ิ
้
ิ
ู
ี
ื
ื
ปัจจัยการผลิตสินค้าและบริการ เพ่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์ กระดูกเนื้อ” เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้เดินลงไปถ่ายรูป ที่ผ่านมากิจกรรมการ
�
ี
ั
่
ุ
่
ได้แก น�้า อากาศ แสงอาทิตย ดิน ปาไม้ ทุ่งหญ้า และความหลากหลายทาง ทองเทยวเชงวฒนธรรมประสบผลสาเรจ ชวยใหเศรษฐกจของชมชนขยายตว
ิ
้
่
ั
่
็
่
้
้
์
ิ
ชีวภาพ เป็นต้น และการใหประโยชนทางออมในรูปของสภาพแวดลอมที่เห ในทางสังคมทาให้เด็กและเยาวชนท่ออกไปเล่าเรียนภายนอกชุมชนบางส่วน
้
์
ี
�
้
้
ั
ี
48 ชุมชนท่องเท่ยววัฒนธรรม ลาวคร่ง วัดหนองกระดูกเน้อ ื พินิจ ลาภธนานนท์ และ พระมหาสุภัค วิรโช 49
การมีส่วนร่วมและพึ่งตนเองของชุมชน