The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

aw_เนื้อใน รัชกาลที่8

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by larpsetthi, 2023-03-16 18:49:28

รัชกาลที่8

aw_เนื้อใน รัชกาลที่8

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร (รัชกาลที่ ๘) 8_edit.indd 1 15/02/2013 14:04:12


สารบัญ คํานํา ๔-๕ พระราชประวัติ ๗ การปกครอง ๓๔ ~ การสาธารณสุข ๔๐ ~ อาคาร “อปร” คณะแพทยศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ๔๑ ~ วันอานันทมหิดล ๔๒ ~ โรงพยาบาล อานันทมหิดล ๔๓ การศึกษา ๔๕ ~ มูลนิธิอานันทมหิดล ๔๖ การศาสนา ๔๗ ประเพณี ศิลปะ และวัฒนธรรม ๔๘ เหตุการณในชวงสงครามโลก ครั้งที่ ๒ ๕๐ 8_edit.indd 2 15/02/2013 14:04:15


พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร รัชกาลที่ ๘ บุคคลสําคัญ ๕๗ ~ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศรอดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ๕๗ ~ สมเด็จพระศรีนครินทราบบรมราชชนนี ๖๓ ~ สมเด็จพระเจาพี่นางเธอ เจาฟากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ๖๙ ~ เสรีไทย ๗๕ สถานที่สําคัญ ๗๗ ~ พระบรมราชานุสาวรีย ณ วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร ๗๗ ~ พระบรมราชานุสาวรีย ณ โรงเรียนเทพศิรินทร ๗๗ ~ พระบรมราชานุสาวรีย ณ โรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย ๗๘ ~ พระบรมราชานุสาวรีย ณ โรงพยาบาลอานันทมหิดล ๗๙ ~ พระบรมราชานุสาวรีย ณ คณะแพทยศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ๗๙ ~ สําเพ็ง ๘๑ ~ โรงเรียนเทพศิรินทร ๘๔ บรรณานุกรม ๘๗ 8_edit.indd 3 15/02/2013 14:04:19


คํานําสํานักพิมพ หนังสือชุดนี้มีทั้งหมด ๙ เลม ซึ่งเปนหนังสือที่รวบรวมพระราชประวัติของพระมหากษัตริย ไทยแหงราชวงศจักรี ทั้ง ๙ รัชกาล โดยเริ่มประมวลตั้งแตวันพระราชสมภพ ขณะทรงพระเยาว พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระราชอัจฉริยภาพดานตางๆ ตลอดจนพระราชกรณียกิจในสาขาตางๆ ไดแก ดานการเมืองการปกครอง การทหาร ศาสนา การศึกษา วรรณกรรม การสาธารณสุข การตาง ประเทศ ซึ่งลวนแลวแตเปนพระราชกรณียกิจที่เปยมประโยชนตออาณาประชาราษฎรของพระองค ทั้งสิ้น อีกทั้งยังบําบัดทุกขบํารุงสุขใหประชาราษฎรมีชีวิตความเปนอยูที่ดี หนังสือชุดนี้ประกอบดวย • พระราชประวัติและพระราชกรณียกิจ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลก รัชกาลที่ ๑ • พระราชประวัติและพระราชกรณียกิจ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย รัชกาลที่ ๒ • พระราชประวัติและพระราชกรณียกิจ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่ ๓ • พระราชประวัติและพระราชกรณียกิจ พระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่ ๔ • พระราชประวัติและพระราชกรณียกิจ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่ ๕ • พระราชประวัติและพระราชกรณียกิจ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่ ๖ • พระราชประวัติและพระราชกรณียกิจ พระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่ ๗ • พระราชประวัติและพระราชกรณียกิจ พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ ๘ • พระราชประวัติและพระราชกรณียกิจ พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ สํานักพิมพหวังเปนอยางยิ่งวาหนังสือชุดนี้จะทําใหผูอานไดซาบซึ้งและตระหนักในพระมหา กรุณาธิคุณของพระมหากษัตริยแหงราชวงศจักรีทั้ง ๙ พระองค และเปนประโยชนตอเยาวชนและ ผูที่สนใจศึกษาพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจของทุกพระองค บริษัท เพื่อนเรียน เด็กไทย จํากัด 8_edit.indd 4 15/02/2013 14:04:21


ในการเรียบเรียงหนังสือเกี่ยวกับพระมหากษัตริยในราชวงศจักรี จากรัชกาลที่ ๑ ถึง รัชกาล ที่ ๙ ผูเรียบเรียงมีความมุงหวังวาผูอานทั้งนักเรียน นิสิต นักศึกษา เยาวชนของชาติ ตลอดจนผูสนใจ ทั่วไปไดตระหนักถึงความเสียสละของพระมหากษัตริยทุกพระองคที่ทรงอุทิศพระองคเพื่อกอบกู รักษา พัฒนาประเทศใหคงความเปนเอกราชและคงความเปนชาติที่ยิ่งใหญ มั่นคงมาจนทุกวันนี้ โดยเฉพาะอยางยิ่งหนังสือเลมนี้ “พระราชประวัติและพระราชกรณียกิจพระบาทสมเด็จ พระเจาอยูหัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ ๘” ซึ่งมีเนื้อหาแสดงถึงความสําคัญในการพัฒนาประเทศใน ดานตางๆ โดยพระองคเสด็จขึ้นครองราชยเปนพระมหากษัตริย องคที่ ๘ แหงราชวงศจักรี ในขณะ ที่พระองคมีพระชนมายุเพียง ๙ พรรษา โดยมีคณะผูสําเร็จราชการแทนพระองคบริหารราชการแผน ดินแทนพระองคจนกวาจะทรงบรรลุนิติภาวะ แมพระองคทรงครองราชยเปนระยะเวลาเพียง ๑๒ ป แตก็ทรงมีคุณูปการตอประเทศไทยในหลายดาน โดยเสด็จออกไป เยี่ยมเยือนและทอดพระเนตรทุกข สุขของพสกนิกรทั้งในกรุงเทพฯ และจังหวัดใกลเคียง ซึ่งพระราชกรณียกิจครั้งสุดทายที่ทรงปฏิบัติ คือ ทรงหวานขาวลงในแปลงนาดวยพระองคเอง เพื่อเปนการบํารุงขวัญและเปนสิริมงคลแกชาวนา ไทย เมื่อคราวเสด็จพระราชดําเนินทรงเยี่ยมชมกิจการของชาวเกษตรกรบางเขน จึงหวังเปนอยางยิ่งวา หนังสือเลมนี้จะเปนประโยชนตอปวงชนชาวไทย และตอเยาวชนซึ่ง เปนอนาคตของชาติ ไดตระหนักถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองคทานที่มีตอปวงชนชาวไทยทุก คนอยางมิลืมเลือนตลอดกาล อุดม เชยกีวงศ ผูเรียบเรียง คํานําผูเรียบเรียง 8_edit.indd 5 15/02/2013 14:04:22


8_edit.indd 6 15/02/2013 14:04:28


๗ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร (รัชกาลที่ ๘) พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร (รัชกาลที่ ๘) พระราชประวัติ พระสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร เปนพระโอรสในสมเด็จ พระเจาพี่ยาเธอ เจาฟามหิดลอดุลยเดช กรมหลวงสงขลานครินทร (ภายหลังดํารงพระอิสริยยศเปน สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก) และหมอมศรีสังวาล (ภายหลังดํารง พระยศเปน สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี) เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันอาทิตย ขึ้น ๓ คํ่า เดือน ๑๑ ปฉลู ตรงกับวันที่ ๒๐ กันยายน พ.ศ. ๒๔๖๘ ณ เมืองไฮเดลเบิรก ประเทศเยอรมนี ใน ขณะที่สมเด็จพระราชบิดาทรงศึกษาการแพทยที่ประเทศเยอรมนี โดยไดรับพระราชทานพระนาม จากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่ ๖ วา หมอมเจาอานันท มหิดล หลังจากนั้น พระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่ ๗ ทรงสถาปนาขึ้นเปน พระวรวงศเธอ พระองค เจาอานันทมหิดล สวนสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีทรงออกพระนามเรียกพระองคเปนการ ลําลองวา นันท พระองคทรงมีสมเด็จพระเชษฐภคินี ๑ พระองค ไดแก สมเด็จพระพี่นางเธอ เจาฟากัลยา ณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร และ สมเด็จพระอนุชา ๑ พระองค คือ พระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช เมื่อทรงพระเยาวไดตามเสด็จพระราชบิดาและสมเด็จพระราชชนนีไปยังประเทศตางๆ ไดแก ประเทศฝรั่งเศส ประเทศสวิตเซอรแลนด และสหรัฐอเมริกา ซึ่งสมเด็จพระราชบิดาทรงเขาศึกษา วิชาแพทย ณ มหาวิทยาลัยฮารวารด สหรัฐอเมริกา ในระหวางป พ.ศ. ๒๔๖๙ – ๒๔๗๑ พระองคเสด็จฯ กลับประเทศไทยเปนครั้งแรกเมื่อพระชนมายุได ๓ พรรษา โดยประทับ ณ วังสระปทุม ในระหวางนั้นสมเด็จพระราชบิดาทรงพระประชวรและสิ้นพระชนม ดังนั้น พระองคจึง อยูในความดูแลของสมเด็จพระราชชนนีเพียงพระองคเดียว ในระหวางที่ประทับในประเทศไทย พระองคทรงเริ่มการศึกษาชั้นตนที่โรงเรียนมาแตรเดอี และเขาศึกษาตอที่โรงเรียนเทพศิรินทร หลังจากเหตุการณเปลี่ยนแปลงการปกครองใน พ.ศ. ๒๔๗๕ สมเด็จพระราชชนนีไดขอ พระราชทานพระราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่ ๗ ในการที่จะ ทรงนําพระโอรสและพระธิดาไปประทับที่เมืองโลซานน ประเทศสวิตเซอรแลนด 8_edit.indd 7 15/02/2013 14:04:30


๘ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร (รัชกาลที่ ๘) ดังนั้น พระองคจึงไดเขาศึกษาตอ ณ ประเทศสวิตเซอรแลนด ที่โรงเรียนมีเรมองต ตอมายายไปศึกษาที่โรงเรียนนูแวลเดอลา ซูวิส โรมองต สวนภาษาไทยนั้น พระองคทรงศึกษา ณ ที่ประทับ โดยมีพระอาจารยตามเสด็จไป จากกรุงเทพฯ สืบเนื่องจากกรณีที่พระบาทสมเด็จ พระปกเกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่ ๗ ทรงสละ ราชสมบัติ เมื่อวันที่ ๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๗ ทําใหสยามประเทศวางเวนพระมหากษัตริย ผู ซึ่งเปนพระประมุขของประเทศ และการสละ ราชสมบัติครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระปกเกลา เจาอยูหัว รัชกาลที่ ๗ มิไดทรงระบุใหพระบรม วงศานุวงศพระองคใดเสด็จขึ้นครองราชยสืบ ตอจากพระองค จึงเปนหนาที่ของรัฐสภาซึ่ง เปนผูมีอํานาจบริหารประเทศขณะนั้น ที่จะ ตองเลือกพระบรมวงศานุวงศพระองคหนึ่ง เพื่อ อัญเชิญขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติสืบพระราชสันตติวงศตอไป การเลือกพระบรมวงศเพื่ออัญเชิญขึ้นครองราชยนั้น คณะสมาชิกรัฐสภา ผูรับผิดชอบในเรื่อง นี้ก็ไดใชกฎมณเฑียรบาล ซึ่งเปนกฎพระราชประเพณีในราชสํานักที่ยึดถือกันมาชานานแลว เปน เกณฑในการคัดเลือก และตามกฎมณเฑียรบาลลําดับการสืบพระราชสันตติวงศไดตกแกพระโอรส ในสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก กรมหลวงสงขลานครินทร ซึ่งขณะ นั้นพระโอรสในสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรมฯ มีอยู ๒ พระองค ลําดับการสืบพระราช สันตติวงศตามกฎมณเฑียรบาล ตกอยูแกพระโอรสพระองคใด ซึ่งก็คือ พระวรวงศเธอ พระองคเจา อานันทมหิดล แตวาในขณะนั้นพระโอรสพระองคนี้ยังทรงพระเยาวอยูมาก และที่สําคัญพระองค ยังทรงประทับอยูตางแดนเพื่อการศึกษา คือ ประทับอยูที่เมืองโลซานน ประเทศสวิตเซอรแลนด พรอมกับสมเด็จพระบรมราชชนนี พระเชษฐภคินีและพระอนุชา การสืบพระราชสันตติวงศของ องคสมเด็จพระเจาอยูหัวอานันทมหิดล หมอมราชวงศแสงสูรย ลดาวัลย ไดกลาวไวในหนังสืองาน พระสุเมรุมาศสมัยกรุงรัตนโกสินทร ความตอนหนึ่งวา “ตามกฎมณเฑียรบาลวาดวยการสืบราชสันตติวงศ พ.ศ. ๒๔๖๗ มาตรา ๕ ถวายพระราช อํานาจแดสมเด็จพระเจาอยูหัววาทรงมีพระบรมราชานุภาพและพระราชสิทธิที่จะทรงสมมติเจานาย เชื้อพระบรมวงศใหทรงเปนพระรัชทายาทได สุดแตจะทรงพระราชดําริเห็นสมควร แตเมื่อพระบาท พระบรมราชสัญลักษณพระบาทสมเด็จ พระเจาอยูหัว รัชกาลที่ ๘ 8_edit.indd 8 15/02/2013 14:04:32


๙ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร (รัชกาลที่ ๘) 8_edit.indd 9 15/02/2013 14:04:41


๑๐ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร (รัชกาลที่ ๘) 8_edit.indd 10 15/02/2013 14:04:45


๑๑ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร (รัชกาลที่ ๘) สมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัวทรงสละราชสมบัติ มิไดทรงสมมติเจานายพระองคใดใหทรงดํารงสิริ ราชสมบัติสืบพระราชสันตติวงศ ตามมาตรา ๔ แหงกฎมณเฑียรบาล พระวรวงศเธอ พระองคเจา อานันทมหิดล ทรงอยูในลําดับการสืบราชสันตติวงศ ตามมาตรา ๔ ขอ ๑๑ ซึ่งระบุไววา “ถาแมสมเด็จพระอนุชารวมพระชนนีหาพระองคไมแลว ทานวาใหเชิญสมเด็จพระเชษฐา และพระอนุชาตางพระชนนี หรือโอรสของสมเด็จพระเชษฐาและสมเด็จพระอนุชานั้นฯ สลับกันใน ตามลําดับ โดยอนุโลมตามความใน ๒.๑.๑ และ ๖ แหงมาตรานี้ การกําหนดใหอนุโลมตามขอตางๆ นั้น ยอมหมายถึงจะตองเปนพระโอรสที่ประสูติแตอัครชายา (คือชายาหลวง) ดวย” สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เดิมทรงเปนสามัญชนแตสมเด็จพระบรมราชชนกก็มี หมอมเพียงผูเดียว ทั้งทรงเสกสมรสโดยถูกตองตามกฎมณเฑียรบาล วาดวยการสมรสแหงเจานาย ในพระราชวงศ พ.ศ. ๒๔๖๑ คือ ไดรับพระราชทานพระบรมราชานุญาต และรับพระราชทานนํ้า พระมหาสังขจากพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ถือไดวาทรงเปนอัครชายา (ชายาหลวง) ในสมเด็จเจา ฟาฯ ซึ่งเปนพระอนุชาและพระเชษฐาตางพระมารดาของสมเด็จพระเจาอยูหัวทั้งองคที่พระราชทาน เสกสมรสและองคที่ทรงสละราชสมบัติไป พระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัว มิไดทรงแตงตั้งหรือแนะนําวา ควรเลือกพระองคใด ขึ้นเปนพระมหากษัตริยสืบพระราชสันตติวงศ แตก็เคยไดทรงมีพระกระแสปรารภกับผูใกลชิดที่ไว วางพระราชหฤทัยสรุปความไดวา ความขัดแยงระหวางพระมหากษัตริยกับรัฐบาลเปนทางอันตราย ขัดขวางความกาวหนาของประเทศ ถาไดกษัตริยที่ราษฎรใหความนับถืออยางจริงใจ ความขัดแยง อาจจะหมดไป ดังนั้น ถาเขา (หมายถึงรัฐสภา) เลือกผูอื่นตอไปก็อาจยุงยาก แตถาเขาเลือกทางสาย ของพี่แดง (ทรงหมายถึงสายสมเด็จพระเจาพี่นางเธอ กรมหลวงสงขลานครินทร) สถานการณอาจดี ขึ้น เพราะพี่แดงเปนนักประชาธิปไตยแท ประทานความเอื้อเฟอสนิทสนมเปนกันเองกับขาราชการ และประชาชนทั่วไปอยางไมถือพระองค ทรงเสียสละเพื่อความสุขของปวงชนทั่วไปมากมาย เปน ที่รักใครนับถือของชนแทบทุกชั้น ความรักนับถือพี่แดงอาจจูงใจใหรักเชื้อสายของพี่แดงดวย จะ เปนผลดีแกบานเมือง” สมาชิกรัฐสภาผูไดรับมอบหมายใหรับผิดชอบเรื่องนี้ จึงไดเขาเฝาสมเด็จพระศรีสวรินทิรา บรมราชพระพันวัสสามาตุจฉาเจา เพื่อปรึกษาเรื่องจะทูลอัญเชิญ พระวรวงศเธอ พระองคเจา อานันทมหิดล พระราชนัดดาในพระองค เสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติ เพื่อสืบพระราชสันตติวงศ และเนื่องจากวา พระวรวงศเธอ พระองคเจาอานันทมหิดล ยังทรงพระเยาวอยูมาก คือขณะนั้นมี พระชนมายุเพียง ๘ พรรษา จําเปนจะตองมีผูสําเร็จราชการแทนพระองค ครั้งนั้นตัวแทนสมาชิก รัฐสภาที่ไดรับมอบใหดําเนินการเรื่องนั้นก็ไดทูลเชิญ สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพัน วัสสามาตุจฉาเจา ใหทรงเปนผูสําเร็จราชการแทนพระองคจนกวาพระมหากษัตริยผูทรงพระเยาว มีพระชนมายุบรรลุนิติภาวะ 8_edit.indd 11 15/02/2013 14:04:47


๑๒ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร (รัชกาลที่ ๘) สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวีฯ ทรงปฏิเสธ โดยประทานเหตุผลวา พระองคทรง ชราภาพมากแลว ตอนนั้นพระชันษา ๗๒ พรรษา ไมเหมาะที่จะดํารงตําแหนงผูสําเร็จราชการแทน พระองคได แตก็ทรงเห็นดวยที่จะใหพระราชนัดดา พระวรวงศเธอ พระองคเจาอานันทมหิดลเสด็จ ขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติ สืบพระราชสันตติวงศเปนรัชกาลที่ ๘ แหงราชวงศจักรี คณะผูแทนรัฐสภา จึงไดแตงตั้งตัวแทนไปทูลเชิญพระวรวงศเธอ พระองคเจาอานันทมหิดล เสด็จขึ้นครองราชยสืบพระราชสันตติวงศ เปนรัชกาลที่ ๘ โดยในเบื้องตนคณะตัวแทนจากรัฐสภา ไดมีโทรเลขไปถึงพระองคที่ประเทศสวิตเซอรแลนต ใจความวา “ดวยความเห็นชอบของรัฐสภา ผูแทนราษฎร คณะรัฐมนตรีโดยอนุวรรตนตามความในมาตรา ๙ แหงรัฐธรรมนูญ และมาตรา ๘ แหงกฎมณเฑียรบาล วาดวยการสืบราชสันตติวงศ พ.ศ. ๒๔๖๘ ขอพระราชทานใตฝาพระบาทได โปรดเกลาฯ ขึ้นครองราชสมบัติตอจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก ซึ่งทรงสละ ราชสมบัติ ตั้งแตวันที่ ๒ มีนาคม พ.ศ.๒๔๗๗ เวลา ๑๓.๔๕ น. (เวลาอังกฤษ) พระวรวงศเธอ พระ องศเจา อานันทมหิดล ก็ทรงมีโทรเลขตอบรับคณะรัฐบาลไทยในขณะนั้นไปวา “ไดรับทราบโทรเลขของทานแลวดวยดี ขอขอบใจอยางแทจริง” ดังนั้น คณะรัฐมนตรีโดย ความเห็นชอบจากสภาผูแทนราษฎรจึงไดอัญเชิญเสด็จพระวรวงศเธอ พระองคเจาอานันทมหิดล ซึ่งเปนเจานายเชื้อพระบรมวงศพระองคที่ ๑ ในลําดับพระราชสันตติวงศแหงกฎมณเฑียรบาลวา ดวยการสืบราชสันตติวงศ พ.ศ. ๒๔๖๗ ขึ้นทรงราชยสืบพระราชสันตติวงศตอไป ตั้งแตวันที่ ๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๗ โดยไดรับการเฉลิมพระนามเมื่อวันที่ ๒๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๗ วา พระบาท สมเด็จพระเจาอยูหัวอานันทมหิดล เนื่องจากขณะที่พระองคเสด็จขึ้นครองราชยนั้นยังทรงพระเยาวอยูมาก คือ พระชนมายุ เพียง ๘ พรรษา ๕ เดือน ๑๓ วันเทานั้น จึงจําเปนจะตองมีการแตงตั้งคณะบุคคลขึ้นมาคณะหนึ่ง เพื่อทําหนาที่เปนผูสําเร็จราชการแทนพระองคซึ่งขณะนั้นก็ทรงแตงตัวคณะผูสําเร็จราชการแทน พระองค ๓ คนดวยกัน คือ ๑. พันเอกพระเจาวรวงศเธอ กรมหมื่นอนุวัฒนจาตุรงต เปนประธานคณะผูสําเร็จราชการ แทนพระองค ๒. นายนาวาตรีพระวรวงศเธอ พระองคเจาอาทิตยทิพอาภา เปนคณะผูสําเร็จราชการแทน พระองค ๓. เจาพระยายมราช (ปน สุขุม) เปนคณะผูสําเร็จราชการแทนพระองค เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวอานันทมหิดลเสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติแลว ก็ไดมี ประกาศของคณะรัฐบาลแจงตอประชาชนความวา 8_edit.indd 12 15/02/2013 14:04:49


๑๓ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร (รัชกาลที่ ๘) 8_edit.indd 13 15/02/2013 14:04:52


๑๔ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร (รัชกาลที่ ๘) 8_edit.indd 14 15/02/2013 14:04:55


๑๕ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร (รัชกาลที่ ๘) ประกาศ โดยที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรามหาประชาธิปก พระปกเกลาเจาอยูหัว ไดทรงมีพระราชหัตถเลขาลงวันที่ ๒ มีนาคม พุทธศักราช ๒๔๗๗ เวลา ๑๓.๔๕ นาฬกา (ในประเทศอังกฤษ) ทรงสละราชสมบัติแตบัดนั้นเปนตนมา และสภาผู แทนราษฎรไดรับทราบแลว โดยที่ตามความในรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรสยาม (๑๐ ธันวาคม ๒๔๗๕) มาตรา ๙ การสืบราชสันตติวงศ พ.ศ.๒๔๖๗ และประกอบดวยความเห็น ชอบของสภาผูแทนราษฎร โดยที่พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวทรงสละราชสิทธิ์ที่จะทรงสมมติเจานาย เชื้อพระบรมวงศพระองคที่ ๑ ในลําดับพระราชสันตติวงศ ดังไดแถลงไวในมาตรา ๙ แหงกฎมณเฑียรบาลวาดวยการสืบราชสันตติวงศ พ.ศ. ๒๔๖๗ โดยที่สภาผูแทนราษฎรไดลงมติเมื่อวันที่ ๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๗ แสดง ความเห็นชอบในการที่จะอัญเชิญพระวรวงศเธอ พระองคเจาอานันทมหิดล ขึ้น ทรงราชยสืบราชสันตติวงศตอไปตามความในรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรสยาม มาตรา ๘ และ โดยที่คณะรัฐมนตรีไดอัญเชิญเสด็จ พระวรวงศเธอ พระองคเจาอานันท มหิดล โดยทางโทรเลข ลงวันที่ ๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๗ ใหขึ้นครองราชยตั้งแต วันและเวลาที่พระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัวทรงสละราชสมบัติ จึงขอประกาศใหทราบทั่วกันวา สมเด็จพระเจาอยูหัวอานันทมหิดลไดขึ้น ครองราชยสืบราชสันตติวงศ ตั้งแตวันและเวลานั้นเปนตนไป ประกาศมา ณ วันที่ ๗ มกราคม พุทธศักราช ๒๔๗๗ (ลงนาม) นายพันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา นายกรัฐมนตรี 8_edit.indd 15 15/02/2013 14:04:58


๑๖ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร (รัชกาลที่ ๘) หลังจากเสด็จขึ้นครองราชยมาแลว พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวพระเจาแผนดินพระองค ใหม ยังคงประทับอยูที่เมืองโลซานน ประเทศสวิตเซอรแลนด โดยภารกิจทางการบริหารบานเมือง ไดทรงมอบใหคณะผูสําเร็จราชการแทนพระองครับผิดชอบไปชั่วคราว จนกวาพระองคจะทรงมี พระชนมายุบรรลุนิติภาวะ เมื่อวันที่ ๑๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๗๘ พระเจาวรวงศเธอ กรมหมื่นอนุวัฒนจาตุรนตสิ้นพระชนม สภาผูแทนราษฎรจึงไดแตงตั้งให นายพลเอก เจาพระยาพิชเยนทรโยธิน (อุม อินทรโยธิน) เปนผู สําเร็จราชการแทนพระองค และเมื่อเจาพระยายมราช (ปน สุขุม) ถึงแกอสัญกรรม จึงมีการแตง ตั้งใหนายปรีดี พนมยงคเปนผูสําเร็จราชการแทนพระองคแทน หลังจากนั้น เมื่อเจาพระยาพิชเยนทรโยธิน (อุม อินทรโยธิน) ถึงแกอสัญกรรม รวมทั้ง พระ เจาวรวงศเธอ พระองคเจาอาทิตยทิพอาภา ไดกราบถวายบังคมลาออกจากตําแหนง นายปรีดี พนมยงค จึงดํารงตําแหนงผูสําเร็จราชการแทนพระองคเพียงผูเดียว จนกวาสมเด็จพระเจาอยูหัว จะเสด็จกลับสูพระนคร การเสด็จขึ้นครองราชยของพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวอานันทมหิดล ทําใหมีการสถาปนา และเฉลิมพระนามพระประยูรญาติที่ใกลชิดพระองคหลายพระองค เชน คณะผูสําเร็จราชการแทนพระองค 8_edit.indd 16 15/02/2013 14:05:01


๑๗ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร (รัชกาลที่ ๘) หมอมสังวาล มหิดล ณ อยุธยา ไดรับสถาปนาเปน สมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาล สมเด็จพระศรีสวรินทราบรมราชเทวี พระพันวัสสามาตุฉาเจา ทรงไดรับการสถาปนาเปน สมเด็จพระศรีสวรินทราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจา สมเด็จพระเจาพี่ยาเธอ เจาฟามหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม กรมหลวงสงขลานครินทร ซึ่งทรงสิ้นพระชนมไปแลว ทรงไดรับการสถาปนาพระนามเปน สมเด็จพระราชบิดา เจาฟามหิดล อดุลยเดช กรมหลวงสงขลานครินทร เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว อานันทมหิดล เสด็จขึ้นครองราชสมบัติเปนพระมหา กษัตริย พระองคยังคงประทับ ณ ที่เดิม คือแฟลตเลขที่ ๑๖ ถนนติสโชต (Tissot) ในสวิตเซอรแลนด อยูระยะหนึ่ง แมจะเปนแฟลตใหญขนาดหาหองซึ่งถือวาเหมาะกับครอบครัวเล็กๆ แตเพื่อใหสมพระ เกียรติ สมเด็จพระบรมราชชนนี จึงทรงยายไปประทับที่บานเชาคอนขางใหญ ตั้งอยูบนที่ลานเนิน เขา เหนือฝงทะเลสาบเลมองที่เมืองปุยยี (Pully) ซึ่งเปนเมืองเล็กๆ ติดกับเมืองซานน ทรงตั้งชื่อที่ ใหมนี้วา “วิลลาวัฒนา” หรือที่คนไทยนิยมเรียกวา “พระตําหนักวัฒนา” รัฐบาลไทยไดถวายความปลอดภัยและความสะดวกตางๆ ขณะประทับในตางประเทศใน ฐานะที่ทรงเปนประมุข โดยไดติดตอกับรัฐบาลสวิสใหจัดตํารวจเพื่อถวายอารักขาตามสมควรแก พระเกียรติยศ พรอมกับสงหลวงสิริราชไมตรี ขาราชการกระทรวงการตางประเทศจากสถานทูต ไทยในกรุงลอนดอน ไปเปนราชเลขานุการในพระองค และสง พลโท พระยาวิชิตวงศวุฒิไกร สมุห ราชองครักษไปประจําพระองค ณ พระตําหนักใหมดวย รัฐบาลไดสงผูแทนไปเขาเฝาสมเด็จพระราชชนนี เพื่อปรึกษาหารือในสวนการอัญเชิญเสด็จ พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวกลับมาประทับในเมืองไทยและถวายการศึกษาอบรม ปรากฏวา สมเด็จพระบรมราชชนนีไมทรงเห็นดวยในขณะนั้น ดวยทรงหวงใยพระพลานามัยซึ่งไมสมบูรณ สมควรที่จะประทับอยูในประเทศสวิตเซอรแลนด ซึ่งมีอากาศดีเหมาะแกพระอนามัย แพทยประจํา พระองคไดบันทึกไววาพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล ทรงเปนพระโรคลําไสพิการ มาแตเดิม โรคกระเพาะอาหารไมยอย พระโรคกระดูกไมเจริญและกลามเนื้อออนแอ ไมสูเติบโต อัน เนื่องมาจากความเจ็บไขไดปวยและเมื่อไดรับการเยียวยารักษาอยางเขมงวดถูกวิธีแลว จะทรงมีพระ อาการดีขึ้นอยางแนนอน นายแพทยลงความเห็นยืนยันวายังไมสมควรเสด็จพระราชดําเนินในระยะนี้ สมเด็จพระบรมราชชนนีทรงเห็นวา การเตรียมพระราชโอรสสําหรับเปนพระมหากษัตริยที่ ดีนั้น ไมมีวิธีการใดที่แตกตางไปจากการอบรมเยาวชนทั่วไป หลักสําคัญทรงใหมีพระราชอุปนิสัย ที่ดีงาม อันเปนพื้นฐานของการพัฒนาที่จะทรงดํารงไวซึ่งทศพิธราชธรรม มุงสรางประโยชนแกชาติ บานเมืองในอนคต สงเสริมใหมีพลานามัยแข็งแรง มีระเบียบวินัยทั้งกาย วาจา ใจ ปลูกฝงใหมีความ รับผิดชอบตอหนาที่ซึ่งจะหมายถึงการเปนพลเมืองดีและพระมหากษัตริยที่ดี การอบรมดังกลาวได ดําเนินไปพรอมๆ กัน ทั้งพระราชโอรสและพระราชธิดา (ทั้งสามพระองค) 8_edit.indd 17 15/02/2013 14:05:02


๑๘ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร (รัชกาลที่ ๘) สมเด็จพระบรมราชชนนีทรงมีสวนสําคัญอยางใหญหลวงในการปลูกฝงความรูตลอดจน พระอัธยาศัยทั้งมวล หลอหลอมพระราชโอรสใหทรงเปนพระมหากษัตริยที่ดีที่สุดในระบอบ ประชาธิปไตย เพื่อประกอบพระราชกรณียกิจอันจะเปนประโยชนตอชาติบานเมือง ทรงมีพระราช ประสงคอยางแรงกลาที่จะใหสมเด็จพระเจาอยูหัวไดทรงปฏิบัติพระราชภารกิจในฐานะองคพระ ประมุขของชาติ สมเด็จพระบรมราชชนนีทรงพยายามใหการศึกษาอบรมดานพระราชภาระแหง องคพระมหากษัตริยและพระราชประเพณีตางๆ พรอมทั้งยังทรงอบรมใหอยูในระเบียบวินัยอยาง เครงครัด ปฏิบัติทุกอยางเปนเวลา ใหมีพระนิสัยประหยัด อดทน มีพระเมตตา เห็นอกเห็นใจผูอื่น และที่สําคัญยิ่งคือใหทรงรักเมืองไทย พ.ศ. ๒๔๗๙ รัฐบาลไดสงพลโทพระยาวิชิตวงศวุฒิไกร (ม.ร.ว.สิทธิ์ สุทัศน) ไปเฝาสมเด็จ พระบรมราชชนนีที่โลซานน เพื่อกราบทูลอัญเชิญพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวอานันทมหิดลเสด็จ พระราชดําเนินเยี่ยมเยียนพสกนิกรชาวไทยอีกครั้ง สมเด็จพระราชชนนีไดขอใหนําความกราบทูล เพื่อขอประทานความเห็นชอบจากสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจากอน ดูเหมือนวา สมเด็จพระพัน วัสสาฯ ยังไมทรงเต็มพระทัยนัก เพราะเกรงวาเมื่อเสด็จฯ มาแลวรัฐบาลอาจยับยั้งใหเสด็จ พระราชดําเนินกลับไปศึกษาตอก็เปนได อยางไรก็ตาม ไดประทานความเห็นชอบใน พ.ศ. ๒๔๘๐ และทรงมีลายพระหัตถถึงองคประธานผูสําเร็จราชการแทนพระองควา ทรงฉายพระบรมรูปรวมดวยประธานคณะผูสําเร็จราชการแทนพระองค 8_edit.indd 18 15/02/2013 14:05:05


๑๙ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร (รัชกาลที่ ๘) “เรื่องการเชิญเสด็จกลับเมืองไทยชั่วคราวนั้น ถารัฐบาลยังคงมีความประสงคจะเชิญเสด็จ กลับโดยความจงรักภักดีแลว ฉันก็ไมขัดของ...ขออยาลืมวา ถาหลานฉันกลับมาแลวจะตองใหกลับ ออกไปตามที่สัญญาไว เพื่อประโยชนที่จะไดทั้งความสุขและความรู เวลานี้ยังไมมีความรูไดแตความ สุข เพราะการเลาเรียนอยูชั้นเด็ก” ระหวางเตรียมการเสด็จพระราชดําเนินกลับเมืองไทยนั้นไดเกิดเปลี่ยนรัฐบาลใหมกะทันหัน เปนเหตุใหไมสามารถจะจัดการรับเสด็จไดทันกําหนด ผูสําเร็จราชการจึงกราบบังคมทูลขอเลื่อน เวลาการเสด็จฯ ออกไปโดยไมมีกําหนด พ.ศ. ๒๔๘๑ คณะผูสําเร็จราชการแทนพระองคไดมอบหมายใหสํานักพระราชวังจัดสรางพระ ราชลัญจกรประจําพระองค พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวอานันทมหิดลขึ้น ซึ่งเจาพระยาธรรมาธิ กรณาธิบดี สมุหพระราชวังไดปรับปรุงพระราชลัญจกรรูปพระโพธิสัตวสวนดุสิต ที่เคยใชในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่ ๕ มาใชเปนพระราชลัญจกรประจําพระองค โดยการสรางพระราชลัญจกรนั้น ใชแนวคิดจากพระบรมนามาภิไธยกอนทรงราชย คือ “อานันท มหิดล” ซึ่งหมายถึง เปนที่ยินดีแกแผนดิน ดังนั้น จึงไดใชรูปพระโพธิสัตว ซึ่งมีหมายความเดียวกัน วา เปนความยินดีและเปนเดชยิ่งในพื้นพิภพมาเปนพระราชลัญจกรประจําพระองค พระราชลัญจกรประจําพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ ๘ เปนตรา งาลักษณะกลมศูนยกลางกวาง ๗ เซนติเมตร มีรูปพระโพธิสัตวประทับอยูเหนือบัลลังกดอกบัว พระบาทขวาหอยอยูเหนือบัวบาน ซึ่งหมายถึง แผนดิน พระหัตถซายถือดอกบัวตูม มีเรือนแกวอยู ดานหลังแถบรัศมี ซึ่งมีขอแตกตางจากพระราชลัญจกรที่ใชในรัชกาลที่ ๕ คือ มีการเพิ่มรูปฉัตรตั้ง ไวขางแทนที่ประทับของพระโพธิสัตว เมื่อทุกอยางเรียบรอยในป พ.ศ. ๒๔๘๑ รัฐบาลไดกราบบังคมทูลอัญเชิญเสด็จนิวัติพระนคร อีกครั้งหนึ่ง พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวอานันทมหิดลพรอมดวยสมเด็จพระบรมราชชนนี สมเด็จพระ เชษฐภคินีและสมเด็จพระราชอนุชา ไดเสด็จออกจากเมืองโลซานนโดยทางรถไฟ มาประทับเรือเดิน สมุทร “เมโอเนีย”เปนเรือพระที่นั่งของบริษัทอิสตเอเซียติกจัดถวาย ที่เมืองทามารเซย ประเทศ ฝรั่งเศส ในวันที่ ๒๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๘๑ วันที่ ๒๓ ตุลาคม เวลา ๑๐.๑๕ น. เสด็จพระราชดําเนินถึงเมืองปอรตเสด เวลา ๑๕.๐๐ น. เรือพระที่นั่งออกจากเมือง วันที่ ๒๘ ตุลาคม เวลา ๑๔.๒๐ น. เสด็จถึงเมืองเอเดน ระหวางเดิน ทางในทะเลแดงอากาศรอนแตเปนที่เพลิดเพลินดี เปนที่เกษมสําราญ เรือพระที่นั่งผานทะเลแดง มุงกรุงโคลัมโบ ระหวางทางไดประสบพายุคอนขางแรง ผูโดยสารแทบทั้งหมดไมออกนอกหอง แต สมเด็จพระเจาอยูหัวทรงทนทะเลไดดี ทรงกีฬาและทรงพระอักษรไดโดยไมมีพระอาการผิดแปลก เนื่องจากอากาศวิปริตอยางไร 8_edit.indd 19 15/02/2013 14:05:07


๒๐ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร (รัชกาลที่ ๘) 8_edit.indd 20 15/02/2013 14:05:10


๒๑ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร (รัชกาลที่ ๘) วันที่ ๑ พฤศจิกายน เวลา ๐.๐๑ น. ถึงกรุงโคลัมโบชาไปกวากําหนด ๑๒ ชั่วโมง เนื่องจาก ตอนออกจากเอเดนมาแลว เรือพระที่นั่งถูกพายุฝนตลอด ๓ วัน เชาวันที่ ๒ พฤศจิกายน เวลา ๙.๐๐-๑๑.๐๐ น. เสด็จประทับทอดพระเนตรภูมิประเทศ (ชมเมือง) ในกรุงโคลัมโบ เวลา ๑๕.๐๐ น. เรือพระที่นั่งออกจากกรุงโคลัมโบมุงมาเมืองไทย เรือพระที่นั่งเมโอเนียมาถึงปนัง ในวันที่ ๙ พฤศจิกายน เวลา ๒๓.๐๐ น. รุงขึ้นวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน หนังสือพิมพสเตท เอโด ลงพิมพพระราชดํารัสตอนหนึ่งวา “ขาพเจารูสึกยินดีที่ไดเดินทางกลับมาสูประเทศอันเปนที่รักของขาพเจา และในวันที่จะได เห็นบรรดาประชาราษฎรของขาพเจาเอง” รัฐบาลไทยจัดใหมีผูแทนเขาเฝาประกอบดวย ขุนนิรันดรชัยสมุหราชองครักษและกงสุลไทย ทําพิธีรับเสด็จในเรือทันทีที่เรือพระที่นั่งเทียบทา เวลา ๙.๓๐ น. มิสเตอรกูดแมน ขาหลวงใหญเมือง ปนังมาเฝาฯ รับเสด็จ ถวายรถ เรือ และความสะดวกตางๆ ตอมาสมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ กรม พระยาดํารงราชานุภาพ พรอมดวยพระประยูรญาติขาราชการและนักเรียนไทยเขาเฝาทูลละออง ธุลีพระบาท เวลา ๑๐.๐๐ น. เสด็จขึ้นบกทรงเยี่ยมตอบสมเด็จฯ กรมพระยาดํารงนุภาพ แลวเสด็จทอด พระเนตรสวนพันธุไมและโบสถจีนที่อิแยรตัม ประทับเสวยพระกระยาหารกลางวันที่กงสุลไทย เวลา ๑๕.๐๐ น. เรือพระที่นั่งออกจากปนัง สมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ กรมพระยาดํารงราชานุภาพ ซึ่งเสด็จไปประทับ (ลี้ภัยการเมือง อยูที่ซินนามอลฮอล เมืองปนัง ตั้งแตเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๕ ไดมีลายพระหัตถ ถึงสมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ เจาฟากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ ทรงเลาถึงการไดไปเฝาพระบาท สมเด็จพระเจาอยูหัวอานันทมหิดลบนเรือวา ไดไปเฝาเวลา ๙.๐๐ นาฬกา ขณะเสด็จลงเรือขามฟาก ไดสวนทางกับมิสเตอรกูดแมนเจาเมือง (ขาหลวงใหญ) ที่ไปเฝาแลวกลับมาขึ้นฝงทรงเลาวา “เมื่อเจาเมืองกลับมา พอขึ้นจากเรือก็ยิ้มเขามาเฉพาะตัวหมอมฉัน พูดวา “I congratulate you are having such a good boy as your king” แลวจึงเลยไปขึ้นรถ และอีกตอนหนึ่งวา “…เมื่อไปถึง กัปตันเรือเมโอเนียกับพระสราภัย สมุหราชองครักษลงมารับที่เชิงบันได พน ชวงบันไดเขาไปสมเด็จพระเจาอยูหัวกับสมเด็จพระภราดาและพระชนนีคอยรับอยูที่ดาดฟาทั้ง ๔ พระองค หมอมฉันเขาเฝาถวายความเคารพตามแบบเทศ แลวนําผูที่ไปดวยกัน คือ หญิงพูน หญิง พิสัย หญิงเหลือ เจาชายวิบูลย พระยามโนปกรณ พระยารัษฏา (แตพระยารัตนเศรษฐีปวยไปไมได) เขาเฝาเรียงตัว เมื่อทักทายกันทั่วหมดแลว พระเจาอยูหัวดํารัสชวนหมอมฉันเขาไปนั่งในหองรับแขก อยูดวยกันแตพระองคพระภราดา พระชนนี กับหมอมฉันและลูกหญิง ทรงปราศรัยฉันเชนคุนเคย กันมาแตกอน หมอมฉันเฝาอยูอีก ๑๐ นาที ดวยใกลกําหนดจะเสด็จขึ้นบก เวลา ๑๐.๐๐ นาฬกา และจะตองใชเรือชวงลําเดียวกัน อีกประการ ๑ ทราบวา เมื่อเสด็จขึ้นบกจะเสด็จตรงมาที่ชินนา มอลฮอลกอน แลวไปที่อื่น จึงตองรีบกลับมารับเสด็จ” 8_edit.indd 21 15/02/2013 14:05:12


๒๒ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร (รัชกาลที่ ๘) “จะเลยทูลตอไปถึงของแปลกที่ไดเห็น กลาวคือพวกชักรูปทั้งที่มาจากกรุงเทพฯ และที่เปน พวกหนังสือพิมพที่ปนัง เที่ยวติดตามเสด็จรุมตุมพวกหนังฉายตัวหลวงกลออกมาเอง นัยวาจะเอา ไปฉายใหคนดูในกรุงเทพฯ กอนเสด็จไปถึง ดูเขาก็ชางคิดอยู เห็นจะไดกําไรงามเมื่อหมอมฉันกลับ มาถึงทา เห็นมีพวกตํารวจกรมศุลกากรตั้งรายรับเสด็จทั้ง ๒ ขางทางพระดําเนินขึ้นรถ และมีพวก พลเมืองมาคอยดูกันแนนที่บริเวณทาเรือ…” “เวลา ๑๐ นาฬกาเศษ เสด็จมาถึงชินนามอลฮอล หมอมฉันรับเสด็จที่รถจอดแลวเชิญเสด็จมา ประทับในหองรับแขก กรมชุนชัยนาท และขาราชการชั้นผูใหญเชน พระยาวิชิตวงศ เปนตน ก็เชิญ มานั่งในหองนั้น ชั้นรองลงมาอยูที่หองกลาง ตอมาหมอมฉันเรียกลูกหลานที่อยูนี่มาเฝาดวยกันหมด เมื่อนําลูกหลานเฝาแลว หมอมฉันทูลพระเจาอยูหัววา หมอมฉันเปนคนสมัยเกา ขอพระราชทาน ดอกไมธูปเทียนที่ไดจัดเตรียมไว เมื่อทรงรับไวในพระหัตถแลว หมอมฉันลงถวายบังคมกราบ พอ กลับลุกขึ้นยืน พระเจาอยูหัวเสด็จลงทรงกราบ จะทูลหามก็ไมทัน ตอนั้นเจาชายวิบูลยกับพระยามโน ปกรณก็ถวายดอกไมธูปเทียนดวยทั้ง ๒ คน แลวตั้งเครื่องวาง และเลี้ยงผูที่ตามเสด็จ เสด็จประทับ อยูอีก ๒๐ นาที ก็หมดเวลาประพาส จึงเสด็จไป หมอมฉันไปสงเสด็จที่รถ แตหาไดตามเสด็จไม ทราบวากงสุลนําเสด็จไปประทับที่สถานกงสุลใหพวกไทยที่เลาเรียนหรือทํามาหากินอยูที่ปนังรวม กันไปเฝาและเสวยกลางวันที่สถานทูต...” วันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ถึงปอรตสะเวตเตนแฮม เสด็จพระราชดําเนินโดยรถยนตไปทอด พระเนตรการสวนสนามและงานพิธีระลึกถึงวันสงบมหาสงครามที่เมืองกัวลาลัมเปอร ผูอํานวยการ รถไฟและภริยาเฝาฯ รับเสด็จ เวลา ๑๒.๓๐ น. ขาหลวงประจํารัฐและอนุชาของทานสุลตานแหง เซลังงอเขาเฝาในเรือ ๑๔.๐๐ น. เรือพระที่นั่งเดินทางตอไปถึงสิงคโปร วันที่ ๑๒ พฤศจิกายน เวลา ๗.๐๐ น. ผูวาราชการเมืองและภริยามาเฝาทูลละอองธุลีพระบาท เวลา ๑๐.๐๐ น. เสด็จประทับ รถยนตทอดพระเนตรสวนพันธุไม (พฤกษชาติ) และทรงเยี่ยมฐานทัพเรือและฐานบิน เวลากลางวัน ประทับเสวยพระกระยาหารที่โรงแรมชายทะเล เวลา ๑๔.๓๐ น. เสด็จประทับเรือบินสําหรับทิ้งลูก ระเบิด เวลา ๑๖.๐๐น. ประทับเสวยนํ้าชาที่ตึกทําเนียบรัฐบาล เวลา ๑๗.๐๐ น. เรือพระที่นั่งเดิน ทางออกจากสิงคโปร เรือเมโอเนียแลนออมแหลมลายูเขาสูนานนํ้าไทยวันที่ ๑๓ พฤศจิกายน เรือเดินทางมาได ระดับกับเกาะปุโลอาดังแนวใตปตตานีเล็กนอย อากาศปลอดโปรงดีมากตลอดทางจากสิงคโปร สมเด็จพระเจาอยูหัวและพระราชวงศทรงพระสําราญ พอเรือพระที่นั่งแลนเขาสูนานนํ้าไทย พระเจาอยูหัวทรงกรุณาโปรดเกลาฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณเบญจมาภรณชางเผือกแก ผูบังคับการเรือที่นําพระองคเขาสูประเทศ และเทียบทาจอดทอดสมอที่เกาะสีชัง ในเชาวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน คณะผูสําเร็จราชการและนายกรัฐมนตรีขึ้นไปเฝารับเสด็จในเรือ เพื่อเชิญเสด็จพระบาท สมเด็จพระเจาอยูหัว พรอมดวยสมเด็จพระบรมราชชนนี สมเด็จพระพี่นางเธอ และสมเด็จพระ อนุชาเสด็จลงประทับในเรือรบหลวงศรีอยุธยาซึ่งรัฐบาลจัดเปนเรือพระที่นั่งสงออกไปรับเสด็จ เมื่อ ขามสันดอนปากนํ้าเจาพระยา เขาทอดสมอที่จังหวัดสมุทรปราการ พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว เสด็จนมัสการพระสมุทรเจดีย ชาวสมุทรปราการเฝารับเสด็จถวายพระพรชัย 8_edit.indd 22 15/02/2013 14:05:14


๒๓ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร (รัชกาลที่ ๘) 8_edit.indd 23 15/02/2013 14:05:18


๒๔ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร (รัชกาลที่ ๘) เวลา ๑๖.๐๐ น. เรือพระที่นั่งเขาเทียบทาราชวรดิฐ ณ ที่นั้น พระบรมวงศานุวงศ ผูแทน รัฐบาลตางประเทศ ขาราชการฝายทหาร พลเรือน สตรีผูมีเกียรติ ตลอดจนประชาชนรับเสด็จคับคั่ง จนมองแทบไมเห็นองคพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว เห็นเพียงแตธงมหาราชเหลืองอรามโบกสะบัด พลิ้วไสวอยูบนเสากระโดงเรือพระที่นั่ง ก็ปลื้มปติไปตามๆ กัน ขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวอานันทมหิดลเสด็จประทับอยูในประเทศไทย รัฐบาลชุด รักษาการของพระยาพหลพลพยุหเสนาก็หมดวาระลง มีการเลือกตั้งใหมในวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๔๘๑ ขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวอานันทมหิดลยังคงประทับอยูในประเทศไทย พระยา พหลพลพยุหเสนาจึงไดกราบบังคมทูลลาออกจากตําแหนงนายกรัฐมนตรีอยางเปนทางการ แตก็ ตองปฏิบัติหนาที่ตอไปจนกวารัฐบาลใหมจะเขามารับตําแหนง หลังจากการเลือกตั้งสิ้นสุดลง และมีการหาตัวนายกรัฐมนตรีกันอยูระยะหนึ่ง ปรากฏวา พัน เอกหลวงพิบูลสงครามไดเปนนายกรัฐมนตรีในคณะรัฐบาลชุดใหม คณะรัฐบาลชุดใหม ไดเขามาบริหารประเทศในวันที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๔๘๑ ขณะที่พระบาท สมเด็จพระเจาอยูหัวอานันทมหิดลยังคงประทับอยูในประเทศไทย พระองคทรงใชเวลาอยูในประเทศไทยเปนระยะเวลาประมาณ ๒ เดือน จึงไดเสด็จ พระราชดําเนินกลับไปศึกษาตอที่ประเทศสวิตเซอรแลนด พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวอานันทมหิดลเสด็จนิวัติประเทศไทย 8_edit.indd 24 15/02/2013 14:05:20


๒๕ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร (รัชกาลที่ ๘) เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวเสด็จกลับประเทศสวิตเซอรแลนด ในวันที่ ๑๕ มกราคม ๒๔๘๒ ความวุนวายทางการเมืองปรากฏรูปโฉมออกมา มีการจับกุมบุคคลที่ถูกกลาวหาวาคิดการ รายตอบุคคลในคณะรัฐบาล และเปนที่นาสังเกตวากลุมบุคคลที่ถูกจับกุมและถูกกลาวหา สวนใหญ จะเปนผูจงรักภักดีตอสถาบันพระมหากษัตริย เปนตนวา พระเจาบรมวงศเธอ กรมขุนชัยนาทนเร นทร ซึ่งมิไดมีตําแหนงหรือมีสวนเกี่ยวของทางการเมืองแตอยางใด การจับกุมพระเจาบรมวงศเธอ กรมขุนชัยนาทนเรนทร ครั้งนี้มีผลกระทบกระเทือนถึง พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวอยูมาก เนื่องจาก พระเจาบรมวงศเธอ กรมขุนชัยนาทนเรนทรพระองคทรงมีความใกลชิดกับ พระเจาอยูหัว เปนที่เคารพนับถือขององคสมเด็จพระเจาอยูหัว เพราะพระเจาบรมวงศเธอ กรมขุน ชัยนาทนเรนทร ทรงเปนพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัวซึ่งพระราชทาน ใหสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจาทรงเลี้ยงดูมาซึ่งเปนพระญาติสนิท คือ เปนพระบิดาขององค พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวทรงตรัสเรียกพระเจาบรมวงศเธอ กรม ขุนชัยนาทนเรนทร วา “ลุง” พระเจาบรมวงศเธอ กรมขุนชัยนาทนเรนทร ไมทรงเกี่ยวของกับการเมือง ทรงสนพระทัยแต ในการสาธารณสุข และศิลปวัฒนธรรม แตก็ถูกกลาวหาเปนผูประสงครายตอคณะรัฐบาลชุดนั้น จึงถูกจับกุมและนําขึ้นพิจารณาโทษในศาล โดยรัฐบาลตั้งศาลพิเศษขึ้น ในครั้งนั้นคณะผูสําเร็จ ราชการแทนพระองคไดประกาศถอดถอนพระอิสริยาฐานันดรศักดิ์ ใหเรียกวา นักโทษชายรังสิต พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวอานันทมหิดล ทรงฉายภาพกับพระเจาบรมวงศเธอ กรมขุนชัยนาทนเรนทร 8_edit.indd 25 15/02/2013 14:05:23


๒๖ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร (รัชกาลที่ ๘) ศาลพิเศษที่รัฐบาลจัดตั้งขึ้นเพื่อพิจารณา ไดพิพากษาลงโทษประหารชีวิตนักโทษชายรังสิต แตก็ลดโทษใหคงเหลือจําคุกตลอดชีวิต ในชวงเวลานั้นเกิดสงครามโลก ครั้งที่ ๒ ขึ้น โดยเริ่มมาตั้งแตวันที่ ๓ กันยายน พ.ศ. ๒๔๘๒ พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวยังประทับอยูประเทศสวิตเซอรแลนด ทางรัฐบาลเปนหวงความ ปลอดภัยของพระองค จึงคิดที่จะทูลเชิญใหพระองคพรอมพระประยูรญาติเสด็จไปประทับยังที่อื่น ที่ปลอดภัยกวา แตสมเด็จพระบรมราชชนนีศรีสังวาลประเมินสถานการณตางๆ แลวทรงเห็นวา ประทับอยูที่นั่นปลอดภัยดีแลว จึงปฏิเสธที่จะนําเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวไปประทับที่ อื่น โดยประทานเหตุผลวา เพื่อใหการศึกษาของพระบาทสมเด็จเจาพระเจาอยูหัว พรอมทั้งพระ เชษฐภคินีและสมเด็จพระอนุชาไดเปนไปอยางตอเนื่อง และทรงเชื่อมั่นระบบความปลอดภัยของ ประเทศสวิตเซอรแลนด ในชวงสงครามโลก ครั้งที่ ๒ พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวอานันทมหิดล พรอมดวยสมเด็จ พระบรมราชชนนี และสมเด็จพระเชษฐภคินี สมเด็จพระอนุชา จึงประทับอยูที่พระตําหนักวิลลา วัฒนา ประเทศสวิตเซอรแลนด ทรงผจญความแรนแคนในภาวะสงครามเหมือนกับชาวสวิสทั่วไป พ.ศ. ๒๔๘๒ เปนเวลาที่ยังเหลืออีก ๒ ป พระองคจะจบชั้นมัธยมปลาย จึงไดทรงเขาเปน นักเรียนประจําเพื่อศึกษาชีวิตนักเรียนประจํา ป พ.ศ. ๒๔๘๔ สถานการณสงครามยังคงเดินตอไป อยางตอเนื่อง และปนั้นสหรัฐอเมริกาเขารวมสงครามดวย ซึ่งนักสังเกตการณสงครามวิเคราะหวา ประเทศภูมิภาคทางเอเชียจะไดรับผลกระทบกระเทือนจากสงครามโลกในครั้งนั้นดวย พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว ทรงทราบขาวเรื่องญี่ปุนขัดแยงกับสหรัฐอเมริกา ทรงเปนหวง ประเทศไทยจึงมีโทรเลขมาถึงนายกรัฐมนตรีประเทศไทย คือ พันเอกหลวงพิบูลสงคราม เมื่อวันที่ ๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๔ ซึ่งเปนวันเดียวกับที่กองทัพญี่ปุนบุกเขาสูประเทศไทย โทรเลขนั้นมีใจความวา “ในขณะที่ความยุงยากใกลเราเขามามากเชนนี้ ขาพเจาหวังเปนอยางยิ่งวา เราจะยัง สามารถรักษาความเปนกลางอยางแนวแนของเราไวได ขอใหทุกคนโชคดี” อานันทมหิดล พ.ศ. ๒๔๘๖ พระองคทรงจบชั้นมัธยมปลายและทรงเขาศึกษาตอในมหาวิทยาลัยโลซานน โดยทรงเลือกเรียนคณะนิติศาสตรในระหวางปดเทอมภาคฤดูรอน ทรงฝกฝนภาษาไทยและภาษา อังกฤษ และทรงศึกษาขนบธรรมเนียมประเพณีไทย ตลอดจนทรงศึกษาพระพุทธศาสนาและ ประวัติศาสตรไทย สําหรับประเทศไทย การที่รัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม ยอมใหกองทัพญี่ปุนเดินทัพผาน ประเทศไทย ก็เหมือนกับเปนการเขาสูสงครามดวย เปนเหตุใหสถานการณการเมืองการเศรษฐกิจ เปลี่ยนแปลงไป นายกฯ มีอํานาจสิทธิ์ขาดแตเพียงผูเดียว เมื่อ ป พ.ศ. ๒๔๘๗ ญี่ปุนแพสงคราม แตประเทศไทยโดยขบวนการเสรีไทยชวยใหหลุดพน จากการเปนประเทศแพสงคราม ไมตองตกเปนเชลยสงคราม 8_edit.indd 26 15/02/2013 14:05:25


๒๗ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร (รัชกาลที่ ๘) สวนดานการเมืองภายในประเทศ เมื่อ จอมพลป. พิบูลสงคราม หมดอํานาจลง องคประธาน คณะผูสําเร็จราชการแทนพระองคคือ พลเอกพระวรวงศเธอ พระองคเจาอาทิตยทิพอาภา ทรงกราบ บังคมลาออกจากตําแหนง จึงไดเกิดการเปลี่ยนคณะผูสําเร็จราชการแทนพระองค โดยทรงเลือกเลิก ใชระบบเปนคณะ ทรงเลือกบุคคลเดียวเปนผูสําเร็จราชการแทนพระองค หลังเฟนตัวบุคคลที่เหมาะ สมอยูระยะหนึ่ง จึงไดมีประกาศบรมราชโองการแตงตั้ง นายปรีดี พนมยงค เปนผูสําเร็จราชการ แทนพระองคเพียงคนเดียว และเมื่อวันที่ ๑ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๘๗ ทางรัฐสภาก็ไดเลือกนายควง อภัยวงศ เปนนายกรัฐมนตรี หลังจากที่ นายควง อภัยวงศ เปนนายกรัฐมนตรี ไดมีการพิจารณาปลดปลอยนักโทษการเมือง ที่ถูกคุมขังมาตั้งแตป พ.ศ.๒๔๘๒ นักโทษชายรังสิต หรืออดีตสมเด็จพระบรมวงศเธอ กรมขุนชัยนาท นเรนทร ไดรับการปลดปลอยในครั้งนี้ นอกจากจะไดปลดปลอยนักโทษชายรังสิตแลว ผูสําเร็จราชการแทนพระองคโดยความเห็น ของรัฐสภา ไดถวายพระฐานันดรศักดิ์เดิมแกสมเด็จพระบรมวงศเธอ กรมขุนชัยนาทนเรนทรดวย เพื่อเปนการสรางบรรยากาศใหมระหวางพระราชวงศกับผูบริหารประเทศในขณะนั้น รัฐบาลของ นายควง อภัยวงศ บริหารประเทศมาจนกระทั่งถึงป พ.ศ.๒๔๘๘ หลังจากญี่ปุน ประกาศยอมแพสงครามและสงครามโลกครั้งที่ ๒ ยุติลง เมื่อวันที่ ๑๖ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๘๘ จึง ลาออก ประเทศไทยจึงไดนายกรัฐมนตรีคนใหมคือ อดีตหัวหนาเสรีไทยในสหรัฐอเมริกา หมอม ราชวงศเสนีย ปราโมช ขณะที่หมอมราชวงศเสนีย ปราโมช ดํารงตําแหนงนายกรัฐมนตรี มีปญหามากมายใหตอง แกไข เปนปญหาในระบบราชการและปญหาเศรษฐกิจ และในขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว ยังประทับอยูที่ประเทศสวิตเซอรแลนดไดทรงบรรลุพระราชนิติภาวะแลวนายกรัฐมนตรีและผู สําเร็จราชการแทนพระองคจึงตกลงรวมกันวา ควรจะทูลเชิญพระองคกลังมาปฏิบัติพระราชภารกิจ ตางๆ ดวยพระองคเองรัฐบาลจึงกราบบังคมทูลอัญเชิญเสด็จพระราชดําเนินกลับพระนครเพื่อครอง ราชย และเขาบริหารราชการแผนดินอยางเต็มอํานาจ ดังนั้น นายปรีดี พนมยงค ในฐานะผูสําเร็จ ราชการแทนพระองค ไดสงโทรเลขลงวันที่ ๖ กันยายน พ.ศ.๒๔๘๘ อัญเชิญเสด็จพระบาทสมเด็จ พระเจาอยูหัวอานันทมหิดล เสด็จนิวัติพระนคร ดังสําเนาโทรเลขตอไปนี้ สวนดานการเมืองภายในประเทศ เมื่อ จอมพลป. พิบูลสงคราม หมดอํานาจลง องคประธาน 8_edit.indd 27 15/02/2013 14:05:28


๒๘ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร (รัชกาลที่ ๘) “วันที่ ๖ กันยายน พ.ศ. ๒๔๘๘ พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวอานันทมหิดล โลซานน ขอเดชะใตฝาละอองธุลีพระบาทปกเกลาปกกระหมอม ตามที่สภาผูแทนราษฎรไดลงมติแตงตั้ง ขาพระพุทธเจาเปนผูสําเร็จราชการแทนพระองค ตาม ประกาศลงวันที่ ๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๘๗ นั้น บัดนี้ถึงวาระอันสมควร ที่ใตฝาละอองธุลีพระบาท จะทรงปฏิบัติ พระราชภารกิจในฐานะทรงเปนพระประมุขของชาติ เพราะใตฝาละอองธุลีพระบาท จะทรงบรรลุนิติภาวะในวันที่ ๒๐ กันยายน ศกนี้แลว ฉะนั้นขาพระพุทธเจา จึงขอพระราชทาน บรมราชานุญาต อัญเชิญเสด็จใตฝาละอองธุลีพระบาท เสด็จนิวัติสูกรุงเทพมหานคร เพื่อจะไดทรง ปกครองแผนดิน ตามวิถีทางแหงรัฐธรรมนูญ และโดยที่ตําแหนงผูสําเร็จราชการแทนพระองค ของ ขาพระพุทธเจาจะสิ้นสุดลงในวันที่ ๒๐ กันยายน ศกนี้ ขาพระพุทธเจาจึงขอนอมเกลานอมกระหมอม กราบบังคมทูลใหทรงทราบ ณ โอกาสนี้ ควรมิควรแลวแตจะโปรด ขอเดชะ ขาพระพุทธเจา นายปรีดี พนมยงค” พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวอานันทมหิดลทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ มีพระราชโทรเลข ตอบใหผูสําเร็จราชการแทนพระองค ไดทราบในสัปดาหตอมา ดังนี้ “วันที่ ๑๔ กันยายน ๒๔๘๗ ผูสําเร็จราชการแทนพระองค กรุงเทพฯ ขาพเจาไดรับโทรเลขของทาน ซึ่งไดขอรองขาพเจาใหกลับมาปฏิบัติหนาที่ของขาพเจา ถึง แมวาขาพเจาจะเปนหวงเปนใยตอประเทศชาติ แตขาพเจาก็รูสึกวาจะเปนการเหมาะสมยิ่งขึ้น ถา ขาพเจาจะไดมีโอกาสศึกษาใหจบเสียกอน ขาพเจาสอบไลวิชากฎหมายปที่ ๑ เมื่อเดือนกรกฎาคม ที่แลว แตขาพเจายังจะตองสอบในชั้นอื่นๆ ที่ยากยิ่งขึ้น และจะตองใชเวลาประมาณปครึ่ง และหลัง จากนั้น ขาพเจาจะตองใชเวลาอีกอยางนอยหนึ่งป เพื่อเตรียมเขียนวิทยานิพนธ ตามหลักฐานชั้น ปริญญาเอก ขาพเจาหวังวาทานคงเขาใจ ในความปรารถนาของขาพเจาที่จะศึกษาใหจบ ถาทาน และรัฐบาลเห็นชอบดวย ขาพเจาก็ใครที่จะกลับไปเยี่ยมบานสักครั้งหนึ่งกอนที่ขาพเจาจะสําเร็จการ ศึกษา ขาพเจาขอขอบใจทานอยางยิ่งจริงใจ ขาพเจาซาบซึ้งในผลงานที่ทานไดกระทํา ดวยความยาก ลําบาก และที่ทานกําลังกระทําอยู ในนามของขาพเจา อานันทมหิดล” 8_edit.indd 28 15/02/2013 14:05:30


๒๙ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร (รัชกาลที่ ๘) ตอพระราชโทรเลขขางตน นายปรีดี พนมยงค ไดโทรเลขกราบบังคมทูลเพื่อทรงทราบ ดวย ขอความดังนี้ “ขาพระพุทธเจาไดรับพระราชโทรเลขวันที่ ๑๔ กันยายน ของใตฝาละอองธุลีพระบาท ดวย ความสํานึกในพระมหากรุณาธิคุณเปนลนพน ของขาพระพุทธเจา และรัฐบาลของ ใตฝาละอองธุลี พระบาททรงมีพระราชประสงคที่จะ เสด็จนิวัติพระนคร สักครั้งหนึ่ง กอนที่จะทรงจบการศึกษา บัดนี้ ขาพระพุทธเจาขอพระราชทาน พระบรมราชวโรกาส กราบบังคมทูลใหทรงทราบ เหตุการณ ตางๆ (เกี่ยวกับ การแกไขรัฐธรรมนูญ) ขาพระพุทธเจาเห็นวา การเสด็จนิวัติของ ใตฝาละอองธุลี พระบาท จะเปนคุณประโยชนแกประเทศชาติ เปนอเนกประสงค ถึงแมวาพระองค จะประทับอยูใน ประเทศไทย เปนเพียงระยะเวลาอันสั้นก็ตาม ทั้งนี้ เพื่อวาใตฝาละอองธุลีพระบาท จะไดทรงมีสวน รวม ไดตัดสินพระทัยในเรื่องตางๆ อันสําคัญยิ่งดังไดกราบถวายบังคมทูล ใหทรงทราบขางตนแลว” หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวอานันทมหิดลทรงรับโทรเลขกราบบังคมทูล ตอบ พระราชโทรเลขฉบับ ลงวันที่ ๑๔ กันยายน ของนายปรีดี พนมยงค แลว พระองคไดทรงมีโทรเลข ถึงนายปรีดี พนมยงคมีขอความสั้นๆ วา “พระองคทรงเชื่อมั่นวาทานปรีดีฯ และรัฐบาลจะดําเนิน การแกไขรัฐธรรมนูญ อยางยุติธรรมและเปนผลดียิ่ง พระองคทรงมีพระราชดํารัสวา การที่พระองค ประทับอยูในประเทศไทยก็คงไมมีประโยชนเทาใดนัก เพราะพระองคทรงไมมีประสบการณ” พระองคทรงมีพระราชดํารัสในที่สุดวา “ถาทานเห็นวาขาพเจาควรจะกลับไปเยี่ยมประเทศชั่วคราว ขาพเจาก็ยินดีรับคําเชิญของทาน” 8_edit.indd 29 15/02/2013 14:05:33


๓๐ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร (รัชกาลที่ ๘) ดังนั้นหมายกําหนดการนิวัติพระนครครั้งที่สองจึงไดกําหนดขึ้นตามหมายนั้น พระบาทสมเด็จ พระเจาอยูหัวอานันทมหิดล พรอมสมเด็จพระบรมราชชนนี และสมเด็จพระอนุชา จะเสด็จออกจาก ประเทศสวิตเซอรแลนดในวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๘๘ ในการเสด็จฯ ครั้งนี้สมเด็จพระ เชษฐภคินีมิไดเสด็จรวมดวย เนื่องจากไดทรงอภิเษกสมรสแลว และกําลังจะประสูติพระธิดา เนื่องจากสงครามเพิ่งยุติ ทําใหการคมนาคมยังไมสะดวก แตก็ไดรับความชวยเหลือจาก รัฐบาลอังกฤษที่ไดจัดเครื่องบินถวายเพื่อใชเปนพระราชพาหนะเสด็จจากประเทศสวิตเซอรแลนด มายังประเทศไทย เครื่องบินพระที่นั่งมาถึงสนามบินดอนเมือง ณ ที่นั่น ขณะนั้นเหลาพสกนิกรมารอรับเสด็จกัน เนืองแนนเมื่อเครื่องบินพระที่นั่งจอดสนิท นายเฉลียว ประทุมรส เลขานุการในพระองคซึ่งไปเฝาฯ รับเสด็จที่เมืองกัตตาไดเปดประตูออกทูลเชิญเสด็จฯ หลังจากนั้นพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวใน ฉลองพระองคชุดสากล ผาสักหลาดสีเทา เสด็จพระราชดําเนินลงจากเครื่องบิน ตามดวยสมเด็จ พระบรมราชชนนีและสมเด็จพระอนุชา เมื่อเสด็จลงจากเครื่องบินแลว ประทับผักผอนในหองรับรอง ที่ทางรัฐบาลจัดไวรับเสด็จที่ดอนเมืองระยะหนึ่ง ขณะนั้นผูบัญชาการทหารอากาศและรัฐมนตรี วาการกระทรวงกลาโหม คือ พลอากาศตรีฟน รณนภากาศ ฤทธาคนี พรอมดวยนายทหารอากาศ ชั้นผูใหญไดทูลเกลาฯ ถวายยศและเครื่องแบบจอมพลอากาศแดพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว หลัง จากนั้นพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวทรงเปลี่ยนเครื่องทรงเปนเครื่องแบบทหารอากาศเต็มยศ แลว ประทับรถไฟพระที่นั่งจากดอนเมืองมายังสถานีสวนจิตรลดา ผูสําเร็จราชการแทนพระองค นายก รัฐมนตรี และพระบรมวงศานุวงศ ทูตานุทูต พรอมกองทหารเกียรติยศทั้งสามเหลาทัพรอรับเสด็จ อยูอยางสมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวเสด็จไปถึงพระบรมมหาราชวังเสด็จไปทรงมนัสการพระพุทธ มหามณีรัตนปฏิมากร และทรงสดับพระสงฆสวดชัยมงคลคาถา จากนั้นเสด็จไปเปลี่ยนเครื่องทรง ในหองบรรทมภายในพระที่นั่งบรมพิมานเพียงครูเดียว ก็เสด็จไปทรงเฝาสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกา เจาที่วังสระปทุม วันรุงขึ้นพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวอานันทมหิดลเสด็จออกทรงพระราชกรณียกิจใน ฐานะพระประมุขของชาติ สําหรับพระราชกรณียกิจตางๆ ในคราวเสด็จนิวัติพระนครครั้งนี้ มีดัง ตอไปนี้ วันที่ ๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๘ เวลา ๑๐.๐๐ น. มีพระราชพิธีสมโภชสมเด็จพระเจาอยูหัว ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย วันที่ ๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๘ เวลา ๑๖.๐๐ น. พระราชทานพระบรมราชวโรกาสใหนายก รัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีวาการกระทรวงกลาโหม และนายทหารผูใหญจากกรมกอง ตางๆ เขาเฝาฯ เพื่อทูลละอองธุลีพระบาทถวายพระยศและเครื่องทรงจอมพล ณ พระที่นั่งจักรี มหาปราสาท วันที่ ๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๘ ทรงมีประกาศพระบรมราชโองการโปรดเกลาฯ ยกยอง นายปรีดี พนมยงค อดีตผูสําเร็จราชการแทนพระองคคนสุดทายเปนรัฐบุรุษ 8_edit.indd 30 15/02/2013 14:05:35


๓๑ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร (รัชกาลที่ ๘) พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวอานันทมหิดลเสด็จนิวัติพระนคร ครั้งที่ ๒ 8_edit.indd 31 15/02/2013 14:05:40


๓๒ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร (รัชกาลที่ ๘) การเสด็จนิวัติพระนครครั้งที่ ๒ พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวอานันทมหิดล ทรงประสงค จะเสด็จนิวัติเพียงชั่วคราวระหวางการศึกษา โดยตามพระราชประสงคเดิมพระองคจะประทับอยู ในประเทศไทยเพียงประมาณเดือนหนึ่งเทานั้น แตเนื่องจากมีพระราชกรณียกิจสําคัญๆ เขามาให ทรงปฏิบัติอยูเรื่อยไป จึงทรงเลื่อนหมายกําหนดการเสด็จฯ กลับประเทศสวิตเซอรแลนดหลายครั้ง การเสด็จพระราชดําเนินเยี่ยมราษฎรที่บางเขนและทรงหวานเมล็ดพันธุขาวที่สถานี เกษตรกรรมที่บางเขน ในวันที่ ๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๙ ซึ่งถือไดวาพระราชกรณียกิจครั้งนั้นเปน พระราชกรณียกิจสุดทายที่พระองคไดทรงปฏิบัติในฐานะประมุขของชาติไทย เพราะตั้งแตวันนั้น เสด็จฯ กลับมาพํานักที่พระนั่งบรมพิมาน พระบรมมหาราชวังแลวพระองคก็ทรงพระประชวรหนัก เกี่ยวกับพระโรคพระนาภีไมยอยซึ่งเปนพระโรคประจําพระองค ที่เปนมาตั้งแตยังทรงพระเยาว ขณะ ที่เสด็จนิวัติพระนครครั้งหลังนี้ พระองคก็ทรงพระประชวรพระโรคนี้อยูบางเปนบางวัน แตก็ยังเสด็จ พระราชดําเนินยังที่ตางๆ เพราะทรงหวงใยในความทุกขสุขของเหลาพสกนิกร และกิจการงานใน บานเมือง ตั้งแตวันที่ ๕-๙ มิถุนายน ไมไดเสด็จทรงพระราชกรณียกิจที่ไหน เนื่องจากทรงพระ ประชวรหนัก พระองคทรงมีหมายกําหนดการจะเสด็จฯ กลับประเทศสวิตเซอรแลนดเพื่อทรงไปศึกษาตอ ใหจบหลักสูตร ในวันที่ ๑๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๙ แตกอนจะเสด็จฯ กลับ ก็ไดทรงปฏิบัติพระราช ภารกิจในฐานะประมุขของชาติไทยอีกครั้ง โดยทรงรับทูลเชิญเสด็จพระราชดําเนินผานทางประเทศ สหรัฐอเมริกา เพื่อจะเปนการเชื่อมสัมพันธไมตรีกับประเทศสหรัฐอเมริกา ในฐานะอาคันตุกะของ ประธานาธิบดีทรูแมน จากนั้นจึงเสด็จฯ ไปยังประเทศอังกฤษ แลวเสด็จฯ ตอไปยังประเทศสวิตเซอรแลนด พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวอานันทมหิดลทรงตั้งพระทัยจะทรงศึกษาปริญญาเอก สาขา นิติศาสตร มหาวิทยาลัยโลซานน ที่ประเทศสวิตเซอรแลนด จนเรียบรอยแลวจึงจะเสด็จนิวัติพระนคร เปนการถาวรและทรงเขารับการบรมราชาภิเษกในภายหลัง เสด็จพระราชดําเนินทรงเยี่ยมราษฎรที่บางเขน และทรงหวานเมล็ดพันธุขาวที่สถานีเกษตรกรรมที่บางเขน 8_edit.indd 32 15/02/2013 14:05:44


๓๓ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร (รัชกาลที่ ๘) หากแต พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวอานันทมหิดลเสด็จสวรรคตเสียกอน ในวันที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๙ เวลาประมาณ ๙ นาฬกา ดวยสาเหตุทรงตองพระแสงปน ณ หองพระบรรทม พระที่นั่งบรมพิมาน ภายในพระบรมมหาราชวัง กอนกําหนดการเสด็จพระราชดําเนินกลับไปทรง ศึกษาตอที่ประเทศสวิตเซอรแลนดเพียง ๔ วัน หลังจากพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวอานันทมหิดลเสด็จสวรรคต ไดอัญเชิญพระบรมศพมา ประดิษฐาน ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง และจัดใหมีพระราชพิธีถวายพระ เพลิงพระบรมศพ ในระหวางวันที่ ๒๘-๒๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๙๓ ณ พระเมรุมาศ ทองสนามหลวง วันรุงขึ้นสมเด็จพระเจาอยูหัวภูมิพลอดุลยเดชเสด็จพระราชดําเนินเก็บพระบรมอิฐ และอัญเชิญพระ โกศพระบรมอัฐิประดิษฐานที่บุษบงเหนือพระแทนแวนฟาทองภายในพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท มุข ตะวันตก และจัดใหมีการพระราชกุศลพระบรมอัฐิขึ้น หลังจากนั้น ไดอัญเชิญพระโกศพระบรมอัฐิ ขึ้นประดิษฐาน ณ พระวิมานชั้นบน พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท โดยที่สมเด็จพระเจาอยูหัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระราชอนุสรณคํานึงถึงสมเด็จพระบรม เชษฐาธิราช สมเด็จพระเจาอยูหัวอานันทมหิดล ซึ่งไดดวนเสด็จสวรรคตเสียกอนไดประกอบการ พระราชพีธีบรมราชาภิเษกตามพระราชประเพณีที่สมเด็จพระมหากษัตริยาธิราชแหงประเทศไทย ไดทรงปฏิบัติมาในรัชกาลกอนๆ ถาหากวิปโยคทุกขอันมีมาแตเหตุแหงการสวรรคตนี้มิไดเกิดขึ้นก็ คงจะไดประกอบการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกตามโอกาสอันควรเหมือนกัน เพราะทางราชการ ไดดําริเรื่องนี้เปนการตระเตรียมไวแลว พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดลทรงครองสิริราชสมบัติ รวมระยะเวลา ทั้งสิ้น ๑๒ ป พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพในหลวง รัชกาลที่ ๘ 8_edit.indd 33 15/02/2013 14:05:47


๓๔ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร (รัชกาลที่ ๘) การปกครอง หลังจากที่มีการสถาปนาพระนครขึ้นในพื้นที่บางกอกฝงตะวันตกเมื่อ พ.ศ. ๒๓๒๕ โดยพระยา ธรรมธิกรณและพระยาวิจิตรนาวีไดคุมไพรพลออกไปหาทําเลที่ตั้งพระนคร เพื่อสรางพระราชนิเวศน และพระบรมมหาราชวัง ทําใหบรรดาชาวจีนที่อาศัยที่ดินทํากินอยูในบริเวณนั้นไดถูกจัดสรรที่ดิน แหงใหมขึ้นที่บริเวณตั้งแตสวนคลองวัดสามปลื้มไปจนถึงคลองวัดสําเพ็ง พรอมกับไดตั้งใหมีนาย อําเภอจีนคอยดูแลความทุกขสุขของคนจีนกันเอง ชาวจีนไดสรางชุมชนของตัวเอง ทั้งการสรางยาน การคาขาย จนเติบโตกวางขวาง โดยสวนมากจะอาศัยอยูทางใตของพระนคร ไดแก ชุมชนตลาด สะพานหัน ตลาดเกา ตลาดสําเพ็ง ตลาดวัดเกาะ (วัดสัมพันธวงศ) และตลาดนอย สําเพ็งเวลานั้นเจริญรุงเรืองมากในสมัยรัชกาลที่ ๔ จัดไดวาเปนตลาดบกที่ใหญที่สุดของ พระนคร สินคาที่นําเขามาขายนอกจากจะเปนสินคาอุปโภคภายในประเทศแลว ยังมีสินคานําเขา จากตางประเทศ โดยมากเปนขาวของเครื่องใชจากประเทศจีน สําเพ็งนอกจากจะเปนตลาดใหญ แลว ยังเปนแหลงรวมอบายมุขระดับใหญของประเทศในยุคนั้น มีทั้งโรงฝน บอนการพนัน และโรง หญิงโสเภณี ซึ่งมีอยูหลายสํานัก และดวยเหตุที่เปนยานการคาขายและแหลงชุมชนที่ประชาชนอาศัย หนาแนน มีการเปรียบเทียบภาพของสําเพ็งในยุคนั้นวา “ไกบินไมตกพื้น” เพราะหลังคาบานแตละ หลังตางเกยกัน ทําใหมีเหตุเพลิงไหมบอยอยูเปนประจํา 8_edit.indd 34 15/02/2013 14:05:50


๓๕ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร (รัชกาลที่ ๘) ในสมัยรัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัวทรงเล็งเห็นวา สําเพ็งนั้นเติบโต มากเกินไปแลว และยังเปนแหลงไมเจริญหูเจริญตา ฝรั่งหรือชาวตางชาติที่มาเห็นตางตําหนิติเตียน พระองคจึงมีรับสั่งใหสรางถนนตรงกลางสําเพ็ง เพื่อขยายชุมชนและยานการคาใหใหญโตมากยิ่งขึ้น อีกทั้งทรงโปรดเกลาฯ ใหสรางตึกแบบฝรั่ง เพื่อใหประชาชนไดทําการคาขาย ถนนที่สรางใหมดัง กลาว เชน ถนนทรงวาด ถนนราชวงศ เปนตน สําเพ็งจึงมีความสําคัญตอการคาของไทยเปน อยางยิ่ง ตั้งแตนั้นมาชาวจีนสําเพ็งจึงเปนชุมชนขนาดใหญ และเจริญเติบโต ตลอดจนมีบทบาทสําคัญ ในแผนดิน หลังจากสงครามเอเชียบูรพา จีนในเมืองไทยมีความตื่นตัวทางการเมือง มีการเรียกรอง สิทธิหลายอยางจากรัฐบาลไทย และเกิดความขัดแยงจนมีเหตุการณรุนแรงมีการปราบปรามกลุม คนจีนบางกลุม และมีการจับกุมจีนบางคน จนมีปฏิกิริยาโตตอบจากกลุมคนจีน เชน การปดเรือ จาง การงดรับสงสามลอ เปนตน ตอมาเมื่อวันที่ ๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๙ ที่พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวอานันทมหิดล พรอมดวย สมเด็จพระเจานองยาเธอ เจาฟาภูมิพลอดุลยเดช ไดเสด็จประพาสสําเพ็ง ซึ่งเปนหมาย กําหนดการหนึ่งในหลายพระราชกรณีกิจของลนเกลาทั้งสองพระองค หลังจากที่ไดเสด็จนิวัติกลับ ประเทศไทย เปนครั้งที่ ๒ นับเปนเหตุการณที่สําคัญยิ่ง เนื่องดวยในเวลานั้นมีความขัดแยงอยาง รุนแรงระหวางคนไทยกับคนไทยเชื้อสายจีนหรือชาวจีนที่อาศัยอยูในประเทศไทย โดยเฉพาะ บริเวณเยาวราช เหตุการณกอนหนาที่จะเสด็จพระราชดําเนินไมนาน มีการเคลื่อนไหวของคนจีนใน ประเทศไทยที่แสดงออกถึงความไมพอใจรัฐบาลไทยในขณะนั้น อันเปนผลสืบเนื่องมาจากการสิ้นสุด ของสงครามโลก ครั้งที่ ๒ ซึ่งประเทศญี่ปุนเปนฝายพายแพและประเทศไทยซึ่งถูกบีบบังคับใหเปน พันธมิตรกับประเทศญี่ปุนก็ตองอยูในฐานะประเทศที่พายแพสงครามเชนกัน และตองปฏิบัติตาม เงื่อนไขของฝายสัมพันธมิตรซึ่งมีเงื่อนไขประการหนึ่งคือ ใหกองทัพจีนสงกําลังทหารเขามาปลดอาวุธ ทหารญี่ปุนในประเทศไทย แตเนื่องจากรัฐบาลไทยหวงใยในเรื่องความมั่นคงของชาติ และตองการ พลิกสถานการณมาเปนฝายสัมพันธมิตร จึงขอใหทหารญี่ปุนยอมวางอาวุธตอ ลอรด หลุยส เมาส แบตเตน ผูบัญชาการทหารสูงสุดของอังกฤษประจําภาคเอเชียตะวันออกไกล ทําใหเกิดความไม พอใจในชาวจีน กอปรกับการที่ประเทศจีนไดใหสัญชาติจีนกับคนจีนที่เกิดนอกประเทศ ยิ่งทําให เกิดกระแสชาตินิยมในหมูชาวจีนเปนอยางมาก คนจีนที่พักอาศัยในบริเวณยานเยาวราช ราชวงศ สําเพ็ง ตางไดแสดงออกถึงความรูสึกชาตินิยมดวยการประดับธงชาติจีนตามรานคา บานเรือน เพื่อ แสดงออกวาตนเปนคนจีนไมใชคนไทย นอกจากนี้ ยังมีเหตุการณทํารายคนไทยที่ผานเขาไปในยาน ของคนจีน ที่เรียกวา “เลี้ยะพะ” รวมทั้งการหยุดงาน ปดราน ทําใหเกิดภาวะสินคาขาดแคลน นํา ไปสูความขัดแยงระหวางคนไทยกับคนจีนในประเทศไทย เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวอานันทมหิดลเสด็จนิวัติพระนคร ไดทรงทราบถึงขอพิพาท ระหวางคนไทยกับชาวจีน ซึ่งเปนผูเขามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารก็ทรงมีพระราชประสงคที่จะเชื่อม สัมพันธไมตรีระหวางชาวไทยและชาวจีนใหเห็นวา “มิใชอื่นไกล เปนพี่นองกัน” โดยการเสด็จ ประพาสสําเพ็งอยางเปนทางการกอนที่จะเสด็จกลับไปศึกษาตอ ณ ตางประเทศ 8_edit.indd 35 15/02/2013 14:05:52


๓๖ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร (รัชกาลที่ ๘) 8_edit.indd 36 15/02/2013 14:05:55


๓๗ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร (รัชกาลที่ ๘) การตัดสินพระทัยของพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวอานันทมหิดลในขั้นตน ไดรับการทักทวง เพราะรัฐบาลเกรงวาจะผิดราชประเพณี แตทรงมีรับสั่งใหสํานักราชเลขานุการในพระองคแจง ยืนยันใหรัฐบาลทราบ เพราะทั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว และพระบาทสมเด็จ พระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ก็เคยเสด็จพระราชดําเนินมาแลว จึงมีหมายกําหนดการเสด็จประพาส ทรงเยี่ยมชาวจีนที่สําเพ็ง ในวันที่ ๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๙ และเมื่อชาวจีนในสําเพ็งไดทราบขาว อันนายินดี ตางไดรวมแรงรวมใจกันเก็บกวาดขยะสิ่งรกรุงรังเพื่อเตรียมสถานที่รอรับเสด็จ วันที่ ๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๙ นับเปนวันสําคัญทางประวัติศาสตรวันหนึ่งในดานความ สัมพันธระหวางพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวกับประชาชนชาวจีนในเมืองไทย กอนวันเสด็จ พระราชดําเนิน บรรดาชาวจีนในบริเวณสําเพ็งไดเกณฑแรงงานพวกชาวจีนดวยกันเอง ตลอดจน เสียสละเงินทองในการซอมสรางสําเพ็ง ใหเปนสถานที่คูควรแกการรับเสด็จ สรางซุมประตูรับเสด็จ ดวยดอกไมสดประดับประดาเปนรูปมังกรอยางใหญโต อันเปนสัญลักษณของชาวจีนตรงทางที่จะ เสด็จพระราชดําเนินผาน รานคาทอง ตลาดผา และรานขายของปลีกยอยหยุดการคาไป ๓ วัน เพื่อเตรียมการรับเสด็จ เปนกรณีพิเศษ ตกแตงดวยธงทิวอยางหรูหราดวยผาและแพรสีตางๆ ที่ขายอยูประจํา หางรานใด ใหญโตก็ขนเอาโตะมุก เครื่องบูชาเกาแก และเครื่องแกวเจียระไนอยางดีออกมาตั้งรับเสด็จ นับตั้งแตปากตรอกสะพานหัน สองฟากถนนสําเพ็งมีพรมปูลาดอยางดี นอกจากนี้ ก็มีสิ่งของ ที่พวกพอคาชาวจีน ชาวอินเดีย จัดเตรียมไวทูลเกลาฯ ถวายตามรานตางๆ พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวอานันทมหิดลพรอมดวยสมเด็จพระอนุชาธิราช (พระบาท สมเด็จพระเจาอยูหัวภูมิพลอดุลยเดช) เสด็จพระราชดําเนินมาถึงในเวลา ๙ นาฬกาแลว นายกเทศมนตรีพระนครเปนผูถวายบังคม ทูลเบิกผูรักษาการแทนนายกสมาคมพาณิชยจีน เขาเฝาทูลละอองธุลีพระบาทแลวเสด็จฯ ทอด พระเนตรชีวิตความเปนอยูของชาวสําเพ็ง โดยชาวสําเพ็งไดจัดสรางซุมรับเสด็จถึง ๗ ซุม มีการจัด ตั้งโตะหมูบูชา และประดับธงไตรรงคดูสวยงาม โดยที่ตลอดสองขางทางมีคนจีนที่อาศัยในยานนั้น เดินทางมาเฝาทูลละอองธุลีพระบาทเปนจํานวนมาก ในระหวางเสด็จพระราชดําเนิน ระยะทาง ๓ กิโลเมตรนั้น บรรดาพอคาชาวจีนไดทูลเกลาทูล กระหมอมถวายของมีคา เชน เครื่องกระเบื้อง และสิ่งของที่ทําดวยหยก รวมทั้งถวายเงินโดยเสด็จ พระราชกุศล รวม ๑๓,๐๐๐ บาท ซึ่งนับวาเปนเงินจํานวนมากในสมัยนั้น ซึ่งเงินจํานวนดังกลาว ไดทรงตั้งเปน “ทุนพอคาหลวง” และพระราชทานแกโรงพยาบาลจุฬาลงกรณเพื่อใหเก็บดอกผล สําหรับรักษาพยาบาลผูปวยที่ยากไร เมื่อเสด็จพระราชดําเนินจนสุดยานสําเพ็งแลว ไดเสด็จฯ เยือนสถานที่สําคัญในยานใกล เคียงไดแก โรงพยาบาลเทียนอัน สมาคมพาณิชยจีน ที่สาทร ทรงเสวยพระกระยาหารกลางวัน ที่ทางสมาคมจัดถวายแลวเสด็จฯ ทรงเยี่ยมมูลนิธิปอเต็กตึ๊ง และโรงพยาบาลหัวเฉียว กอนเสด็จ พระราชดําเนินกลับ ในชวงเย็นวันเดียวกัน 8_edit.indd 37 15/02/2013 14:05:57


๓๘ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร (รัชกาลที่ ๘) หมอมราชวงศสุมนชาติ สวัสดิกุล เขียนถึงการเสด็จประพาสสําเพ็ง ครั้งนี้วา ...การเสด็จประพาสหัวเมืองและสําเพ็งนั้นโปรดมาก โดยเฉพาะสําเพ็งทรงเลาถึงคนแกที่เขา เฝา เลาถึงความจงรักภักดีของชาวจีนที่มีตอพระมหากษัตริย ตอนหนึ่งทรงเลาวา “ฉันกําลังเดิน เพลินๆ อยู พอกาวขาออกไป มีจีนคนหนึ่งวิ่งเขามาตรงเทา ฉันตกใจเหลียวมาดู เห็นเขากอบเอา ขี้ฝุนตรงที่ฉันเหยียบใหมๆ ใสมือแลวเอาหอใสผาเช็ดหนาไว ถามดูไดความวาจะเอาไปบูชา” และ ทรงเลาถึงการรับเสด็จพระราชดําเนินของชาวจีนวา “เขาทํากันจริงๆ ชั่วแตอาหารที่เขาเลี้ยงฉันก็ แทบแยเทาที่จําไดมื้อเดียวเทานั้น ดูเหมือนตั้ง ๕๓ สิ่ง ของที่เขาใหก็มากมายขนคนเดียวไมไหว...” พระมหากรุณาธิคุณในการเสด็จประพาสสําเพ็ง เมื่อวันที่ ๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๙ นี้ ไดมี สวนชวยสมานรอยราวฉานระหวางชาวไทยกับชาวจีนใหสนิทสนมเชนเดิม... ดวยพระราชกรณียกิจในครั้งนั้น ชวยใหสัมพันธภาพระหวางคนไทยกับคนจีนกลับมา แนนแฟนกันอีกครั้งหนึ่ง และนับวาเปนพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได ที่คนไทยเชื้อสายจีน ตางนอมรับและเทิดทูนไวตั้งแตรุนบรรพชนจนถึงรุนลูกหลานในปจจุบันอยางมิรูลืม พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวอานันทมหิดล ทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ พระราชทาน รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย ฉบับใหมเมื่อวันที่ ๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๙ และในวันที่ ๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๙ นายปรีดี พนมยงค นายกรัฐมนตรีไดกราบถวายบังคมลาออกจากตําแหนง เนื่องจากมีการประกาศใชรัฐธรรมนูญฉบับดังกลาว (ฉบับวันที่ ๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๙ ซึ่งแกไข เพิ่มเติมจากรัฐธรรมนูญฉบับวันที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๕) ทําใหมีการยกเลิกสมาชิกประเภท ๒ ที่มาจากการแตงตั้ง และใหมีสองสภา คือสภาผูแทนราษฎรกับวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวอานันทมหิดลเสด็จประพาสสําเพ็ง 8_edit.indd 38 15/02/2013 14:06:03


๓๙ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร (รัชกาลที่ ๘) วันที่ ๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๙ พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวอานันทมหิดล ทรงเสด็จฯ เปด การประชุมวุฒิสภาและสภาผูแทนราษฎรเปนครั้งแรกตั้งแตทรงครองราชย ในการประชุมสองสภา ในวันที่ ๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๙ เพื่อสรรหาผูจะมาดํารงตําแหนงนายกรัฐมนตรีสืบตอจากนาย ปรีดี พนมยงค ที่ประชุมยังมีความเห็นเปนเอกฉันทเห็นชอบให นายปรีดี พนมยงค ดํารงตําแหนง นายกรัฐมนตรีตอไป วันพฤหัสบดีที่ ๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๙ เวลาประมาณ ๒๐.๓๐ น. พระบาทสมเด็จ พระเจาอยูหัวอานันทมหิดล ทรงมีรับสั่งให นายปรีดี พนมยงค เขาเฝาทูลละอองธุลีพระบาท เนื่องจากพระองคจะทรงซักถามความสมัครใจถึงการรับตําแหนงนายกรัฐมนตรี นายปรีดี พนม ยงค ไดเขาเฝาอยูประมาณครึ่งชั่วโมงจึงถวายบังคมทูลลากลับ และวันรุงขึ้นวันเสารที่ ๘ มิถุนายน พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวอานันทมหิดล ทรงพระกรุณาประกาศพระบรมราชโองการโปรดเกลาฯ ใหแตงตั้ง นายปรีดี พนมยงค เปนนายกรัฐมนตรี โดยมี พันตรีวิลาศ โอสถานนท ประธานวุฒิสภา และนายเกษม บุญศรี ประธานสภาผูแทนราษฎร เปนผูลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ หาก แตยังมิไดแตงตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม ก็เกิดเหตุกรณีสวรรคตขึ้นเสียกอน 8_edit.indd 39 15/02/2013 14:06:06


๔๐ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร (รัชกาลที่ ๘) การสาธารณสุข พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวอานันทมหิดลและสมเด็จพระอนุชาธิราชเสด็จพระราชดําเนิน พระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร และอนุปริญญาบัตรของจุฬาลงกรณ มหาวิทยาลัยแกนักศึกษาแพทยและพยาบาล ณ โรงพยาบาลศิริราช (ปะรําหนาตึกรังสีวิทยา) เมื่อ วันที่ ๒๓ เมษายน พ.ศ. ๒๔๘๘ แพทยศิริราชรุน ๕๑ เปนรุนเดียวที่ไดรับพระราชทานปริญญา จากพระบาทสมเด็จพระเจาอยูอานันทมหิดล เมื่อพระองคพระราชทานปริญญาและพระราชทาน พระบรมราโชวาทแลว พระองคมีพระราชกระแสทรงหวงใยประชาชนวาไดรับการดูแลนอยไป เพราะแพทยไมพอ และมีพระราชปรารภวา พระองคทรงตองการใหมหาวิทยาลัยแพทยศาสตรผลิต แพทยเพิ่มมากขึ้นใหเพียงพอที่จะชวยเหลือประชาชนใหไดปละมากกวาเดิม ในครั้งนั้นพระองคได เสด็จพระราชดําเนินพรอมดวยสมเด็จพระอนุชาธิราชทอดพระเนตรกิจการของศิริราชยังตึกตางๆ ทั้งสองพระองคทรงสนพระราชหฤทัย และมีพระราชดํารัสซักถามเกี่ยวกับสิ่งของตางๆ ที่นํามา ถวายใหทอดพระเนตร ทําใหผูเฝารอรับเสด็จตางรูสึกชื่นชมในพระบารมีและยินดีที่จงรักภักดีกับ ทั้งสองพระองคตลอดไป จากพระราชปรารภของพระองค เปนตนเหตุใหกําหนดคณะแพทยศาสตรของโรงพยาบาล จุฬาลงกรณ ซึ่งรัฐบาลไดอนุมัติงบประมาณ ๙๐๐,๐๐๐ บาท ใหแกมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร เพื่อ ขยายการศึกษาแพทยศาสตรของประเทศไทยใหสามารถผลิตแพทยออกมาใหเพียงพอกับความ ตองการของประชาชน ทําใหรับนักศึกษาแพทยไดประมาณปละ ๒๐๐ คน ขณะนั้นการศึกษาแพทยของประเทศไทยมีคณะแพทยศาสตรศิริราชพยาบาลเพียงแหงเดียว และสามารถรับนักศึกษาแพทยไดปละ ๕๐ คน โดยความรวมมือและชวยเหลือจากมูลนิธิร็อกกี้ เฟลเลอร แตเนื่องจากคณะแพทยศาสตรที่โรงพยาบาลศิริราชมีสถานที่จํากัด สามารถขยายการ รับนักศึกษาแพทยไดเพียง ๑๐๐ คน ไมสามารถขยายการรับเพิ่มไดมากไปกวานี้ และการขยาย โรงเรียนแพทยสิ้นเปลืองคาใชจายสูงมาก เกินกําลังที่รัฐบาลจะสนับสนุนได เพราะไดสูญเสียงบ ประมาณในเหตุการณสงครามโลก ครั้งที่ ๒ หลวงเฉลิมคัมภีรเวชช (เฉลิมพรหมมาส) ผูบัญชาการ มหาวิทยาลัยแพทยศาสตรจึงตัดสินใจเลือกใชโรงพยาบาลจุฬาลงกรณสภากาชาดไทย ซึ่งเคยเปน โรงเรียนแพทยทหารบกมากอน มีสถานที่กวางขวางและมีจํานวนเตียงผูปวยสําหรับการฝกนักศึกษา แพทยทางคลินิกไดเพียงพอ โดยประสานกับกรมวิทยาลัยแพทยศาสตร กระทรวงสาธารณสุข กับ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ สรางโรงเรียนแพทยแหงใหม ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณใหสามารถเปด การเรียนการสอนขึ้นภายใน ๙ เดือน วันที่ ๒๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๐ มีพระราชกฤษฎีกาประกาศตั้งคณะแพทยศาสตร โรง พยาบาลจุฬาลงกรณ และเปดเรียนวันแรก ในวันที่ ๑๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๙๐ โดยมี พลตรี พระยา ดํารงแพทยาคุณ (ชื่น พุทธแพทย) เปนคณบดีคนแรก ตอมาวันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๐ คณะ แพทยศาสตรไดโอนมาสังกัดจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย 8_edit.indd 40 15/02/2013 14:06:07


๔๑ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร (รัชกาลที่ ๘) อาคาร “อปร” คณะแพทยศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย อาคาร “อปร” คณะแพทยศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย มีลักษณะตัวอาคารเปนยอ มุม ๘ มุม สูง ๑๙ ชั้น บนยอดอาคารประดับอักษรพระปรมาภิไธย “อปร” ตั้งอยูริมถนนราชดําริ กรุงเทพมหานคร การสรางอาคาร “อปร” คณะแพทยศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย สืบเนื่องจากความ ไมเพียงพอของแพทย รัฐบาลจึงมีนโยบายใหคณะแพทยศาสตร ทุกแหงผลิตแพทยเพิ่ม คณะ แพทยศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย จึงไดรับอนุมัติใหกอสรางตึกใหม เพื่อรองรับจํานวนนิสิต แพทยที่เพิ่มขึ้นอีกกวา ๙๐ คน ตอป โดยไดรับอนุมัติงบประมาณแผนดิน ประจําป ๒๕๓๖ ในวันที่ ๕ กุมภาพันธ พ.ศ. ๒๕๓๙ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยไดทําหนังสือขอพระราชทาน พระบรมราชานุญาตเชิญอักษรพระปรมาภิไธย “อปร” มาเปนชื่ออาคาร เพื่อเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวอานันทมหิดล พระผูพระราชทานกําเนิดคณะแพทยศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ซึ่งสํานักราชเลขาธิการมีหนังสือลงวันที่ ๑๙ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๙ พระราชทานพระบรมราชานุญาตใหอักษรพระปรมาภิไธย “อปร” เปนชื่ออาคาร เมื่อดําเนินการกอสรางเสร็จสิ้น พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราชทรง พระกรุณาโปรดเกลาฯ ใหสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดําเนิน แทนพระองคทรงประกอบพิธีเปดอาคาร เมื่อวันเสารที่ ๒๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๖ ซึ่งตรงกับวัน คลายวันพระบรมราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ ๘ ขณะเสด็จพระราชดําเนินพระราชทานปริญญาบัตร ณ มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร 8_edit.indd 41 15/02/2013 14:06:15


๔๒ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร (รัชกาลที่ ๘) วันอานันทมหิดล วันอานันทมหิดล ตรงกับวันที่ ๙ มิถุนายน ของทุกป ซึ่งเปนวันคลายวันเสด็จสวรรคตของ พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ ๘ ผูพระราชทานกําเนิดคณะแพทยศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย เมื่อครั้งเสด็จพระราชดําเนินพระราชทานปริญญาบัตรและอนุปริญญาบัตรของจุฬาลงกรณ มหาวิทยาลัย ใหแกแพทยและพยาบาล ณ โรงพยาบาลศิริราช เมื่อวันที่ ๑๓ เมษายน พ.ศ. ๒๔๘๙ พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวอานันทมหิดลไดมีพระราชปรารภ ซึ่งมีความสําคัญตอนหนึ่งวา “..ทรงตองการใหมหาวิทยาลัยแพทยศาสตรผลิตแพทยเพิ่มมากขึ้น ใหเพียงพอที่จะชวยเหลือ ประชาชน...” จากพระราชปรารภดังกลาว รัฐบาลในขณะนั้นไดอนุมัติงบประมาณใหแกมหาวิทยาลัย แพทยศาสตรเพื่อสนองพระราชปรารภ ในการขยายการศึกษาแพทยศาสตรของประเทศไทยให สามารถผลิตแพทยเพิ่มใหเพียงพอกับความตองการของประชาชน เพราะการศึกษาแพทยของ ประเทศไทยในขณะนั้นมีอยูเพียงแหงเดียวคือ ที่คณะแพทยศาสตรศิริราชพยาบาล ซึ่งสามารถรับ นักศึกษาแพทยอยางมากไดเพียงปละ ๕๐ คน และเนื่องจากคณะแพทยศาสตรศิริราชพยาบาล มี สถานที่จํากัด ไมสามารถขยายเพิ่มขึ้นไดพอตามที่ตองการ อีกทั้งการจะรับนักศึกษาจํานวนมาก รวม ถึงการขยายหรือการไปสรางโรงเรียนแพทยแหงใหมก็เปนการสิ้นเปลืองคาใชจายสูง เกินกําลังของ รัฐบาลสมัยนั้นซึ่งสูญเสียงบประมาณจากการเขารวมทําสงครามโลก ครั้งที่ ๒ พระราชปรารภในการผลิตแพทยเพิ่มไดบรรลุผลสําเร็จอยางเปนรูปธรรม เมื่อมีพระราช กฤษฎีกาประกาศตั้ง คณะแพทยศาสตร โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ ในวันที่ ๒๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๐ และมีผลในวันที่ ๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๙๐ ซึ่งเปดการเรียนการสอนวันแรกในวันที่ ๑๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๙๐ โดยมี พลตรี พระยาดํารงแพทยาคุณ (น.พ.ชื่น พุทธแพทย) เปนคณบดีคนแรก จากนั้นไดโอน มาสังกัด จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๐ ตราบจนกระทั่งปจจุบัน 8_edit.indd 42 15/02/2013 14:06:18


๔๓ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร (รัชกาลที่ ๘) โรงพยาบาลอานันทมหิดล เปนหนวยขึ้นตรงตอกรมแพทยทหารบก โดยมีวัตถุประสงคเพื่อดําเนินการเกี่ยวกับการรักษา พยาบาล งานเวชกรรมปองกัน และงานสงเสริมสุขภาพ แก ทหารครอบครัว และประชาชนทั่วไป เมื่อครั้งที่ประเทศไทยปกครองและบริหารประเทศโดยรัฐบาลของ นายพันเอก พระยาพหล พลพยุหเสนา การสาธารณสุขนับเปนนโยบายอันดับแรกของรัฐบาล ซึ่งไดมีการเรงรัดและสงเสริม ตลอดมา โดยที่ตระหนักวาการเจ็บไขไดปวยนั้นเปนความเดือดรอนแสนสาหัสยิ่งของปวงชนชาว ไทย รัฐบาลจึงมีนโยบายสรางโรงพยาบาลขึ้นใหครบทุกจังหวัด รวมทั้งสถานีอนามัยพรอมกับจัด หนวยสงเคราะหเคลื่อนที่ออกไปชวยรักษาพยาบาลในทองถิ่นที่หางไกล พันเอก หลวงพิบูลสงคราม (ยศขณะนั้น) ซึ่งดํารงตําแหนงรัฐมนตรีวาการกระทรวงกลาโหม มีดําริยายหนวยทหารบกสวนจากกรุงเทพมหานครมาตั้งที่จังหวัดลพบุรี ใน พ.ศ. ๒๔๘๐ พรอม กับเห็นวา เมื่อมีหนวยทหารและครอบครัวมาตั้งรกรากมากขึ้นในจังหวัดลพบุรี หากมีการเจ็บปวย ก็ยอมเปนปญหาใหญทางการรักษาพยาบาล จึงวางแนวทางตั้งโรงพยาบาลไวในจังหวัดลพบุรีอีก แหงหนึ่ง เพื่อรองรับการแกปญหาการเจ็บไขไดปวยของทหาร ครอบครัว และประชาชน พลเรือน ในจังหวัดลพบุรี รวมทั้งจังหวัดใกลเคียง เพราะในระยะเวลานั้นยังไมมีโรงพยาบาลประจําจังหวัด ตางๆ ทั้งจังหวัดสิงหบุรี เพชรบูรณ สระบุรี และลพบุรีเลย นับวาเปนความคิดที่รอบคอบในการ วางแผนระยะยาวในสมัยนั้น แตกระทรวงกลาโหมไมมีงบประมาณพอที่จะสรางโรงพยาบาล จึงได มีหนังสือกราบทูลไปยังคณะผูสําเร็จราชการแทนพระองคฯ ซึ่งก็ไดตอบรับเห็นชอบดวย ดังนั้น โรงพยาบาลอานันทมหิดลจึงไดเริ่มกอสรางขึ้นในป พ.ศ. ๒๔๘๐ และแลวเสร็จในป ตอมา พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวอานันทมหิดลทรงมีพระมหากรุณาธิคุณเสด็จฯ มาทําพิธีเปด เมื่อวันศุกรที่ ๖ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๑ ซึ่งเปนวันเดียวกันกับวันเปดคายสมเด็จพระนารายณมหาราช 8_edit.indd 43 15/02/2013 14:06:20


๔๔ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร (รัชกาลที่ ๘) พ.ศ. ๒๔๘๒ พลตรีหลวงพิบูลสงคราม ซึ่งดํารงตําแหนงรัฐมนตรีวาการกระทรวงกลาโหมและ ผูบัญชาการทหารบก (ในขณะนั้น) พิจารณาเห็นวา ประเทศไทยยังขาดบุคลากรดานการแพทยอีก มาก และโรงพยาบาลศิริราชเปนโรงเรียนแพทยเพียงแหงเดียว ซึ่งนับวาไมเพียงพอและไมทันตอ ความตองการในการแกไขความทุกขยากของประชาชนในดานความเจ็บปวย จึงไดวางแผนผลิตแพทย ชั้นหนึ่งภายใตโครงการรวมกันระหวางกระทรวงกลาโหมและกระทรวงมหาดไทย (ขณะนั้นกระทรวง สาธารณสุขยังเปนกรมขึ้นกับกระทรวงมหาดไทย) ใหกรมแพทยทหารบกจัดตั้งโรงเรียนเสนารักษ เพื่อผลิตนายแพทยทหาร ไวใชในการสงคราม เปนการเตรียมพรอมกําลังพลในดานการแพทย และ ความประสงคในอันดับตอมาคือ การกระจายแพทยแผนปจจุบันชั้นหนึ่งออกไปสูชนบททั่วประเทศ โรงเรียนแพทยจากแนวคิดของ พลตรี หลวงพิบูลสงคราม ไดเปดรุนแรก เมื่อวันที่ ๑๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๓ ภายใตการขาดสิ่งอํานวยความสะดวกเกือบทุกอยาง เชน นํ้าใช นํ้าดื่ม ไฟฟา การคมนาคม ฯลฯ แตเปนที่นาเสียดายที่โรงพยาบาลอานันทมหิดลไมสามารถดําเนินการ ไดตามโครงการ เพราะการผลิตแพทยไมเหมือนกับการผลิตบุคลากรอื่น ดังนั้น เมื่อจบโครงการจึง สามารถผลิตบุคลากรสําเร็จออกมาเปนแพทยไดเพียง ๑๖๓ คน จากภารกิจซึ่งตองสนับสนุนกองทัพบกมาโดยตลอด รวมทั้งการตองดูแลทหาร ครอบครัว และพลเรือนที่เจ็บปวยเปนจํานวนมากในพื้นที่จังหวัดลพบุรี พันเอก ยง วัชระคุปต (ยศในขณะนั้น) ผู อํานวยการโรงพยาบาลอานันทมหิดล ไดเสนอแผนและโครงการตอกองทัพบกขออนุมัติสรางอาคาร ใหม สูง ๖ ชั้น ซึ่งมีสิ่งอํานวยความสะดวกตางๆ ครบสมบูรณภายในอาคารเดียวกัน และไดรับความ เห็นชอบสนับสนุนจาก พลเอก สุรกิจ มัยลาภ (เสนาธิการทหารบกขณะนั้น) จัดสรรงบประมาณและ เปนประธานในพิธีวางศิลาฤกษ เมื่อวันจันทรที่ ๒๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๑๔ เวลา ๑๘.๓๐ น.อาคาร ๖ ชั้น ใชเวลาในการกอสราง ๕ ปเศษ ใชงบประมาณ ๕๐ กวาลานบาท เมื่อสรางเสร็จเรียบรอยแลว นับวาเปนโรงพยาบาลระดับโรงพยาบาลทั่วไปที่ทันสมัยที่สุดแหงหนึ่งในประเทศไทย 8_edit.indd 44 15/02/2013 14:06:23


๔๕ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร (รัชกาลที่ ๘) การศึกษา ในการเสด็จนิวัติประเทศไทย ครั้งที่ ๒ พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวอานันทมหิดล ทรง ไดประกอบพระราชกรณียกิจที่เกี่ยวของกับการศึกษาของประเทศ โดยเสด็จพระราชดําเนินทอด พระเนตรกิจการของหอสมุดแหงชาติ รวมทั้ง เสด็จพระราชดําเนินไปทรงเยี่ยมสถานศึกษาหลาย แหง เชน จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย โรงเรียนเทพศิรินทร ซึ่งเปนโรงเรียนที่ทรงศึกษาขณะทรงพระ เยาว นอกจากนี้ พระองคยังไดเสด็จพระราชดําเนินพระราชทานปริญญาบัตรเปนครั้งแรกของ พระองค ณ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ ๑๓ เมษายน พ.ศ. ๒๔๘๙ ในโอกาสนี้ พระบาท สมเด็จพระเจาอยูหัวอานันทมหิดล ไดพระราชทานพระบรมราโชวาท แกนิสิตที่สําเร็จการศึกษา ดังนี้ “สําหรับนิสิตที่สําเร็จหลักสูตร ซึ่งไดรับปริญญาบัตร ในวันนี้ อยาพึ่งเขาใจวาทานเรียนจบสิ้น การศึกษาแลว การศึกษายอมไมมีที่สิ้นสุด ทานตองหมั่นแสวงหาวิชาความรูเพิ่มเติมใหทันสมัยเสมอ อีกอยางหนึ่งที่สําคัญ อันควรกลาวคือ ความประพฤติ เราเปนผูไดรับการศึกษาจากมหาวิทยาลัย ซึ่งนับวาเปนสถานศึกษาที่สูง และมีเกียรติ ยอมตองรูผิดชอบแลววาสิ่งใดดีสิ่งใดชั่ว และสิ่งใดควร ประพฤติ และไมควรเพียงใด ตลอดจนกิริยามารยาท เราตองบังคับใจของเราใหเปนผูที่อยูในศีล ธรรมอันดีงามเสมอ จึงจะไดชื่อวาเปนนักศึกษาที่ดีของชาติ สวนผูที่ยังศึกษาอยูก็ขอใหจงหมั่น เพียรอุตสาหพยายามตั้งใจเลาเรียนใหจงดี ความมุงหมายยอมจะสําเร็จ สมประสงคของทานในวัน หนา ดังเพื่อนของทานที่สําเร็จไปนี้ขอความเจริญรุงเรืองจงมีแดทานผูสําเร็จการศึกษา ซึ่งจะออก ไปประกอบกิจการสนองคุณประเทศชาติ กับนิสิตผูที่ยังศึกษาอยู” พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวอานันทมหิดล พรอมดวยสมเด็จพระเจานองยาเธอ เจาฟาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระราชชนนีฯ เสด็จพระราชดําเนินเยือนจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย 8_edit.indd 45 15/02/2013 14:06:25


๔๖ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร (รัชกาลที่ ๘) มูลนิธิอานันทมหิดล พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวมีพระราชประสงคที่จะทรงสนับสนุนการพัฒนาประเทศ และ ทรงตระหนักวา ประเทศไทยยังขาดแคลนผูเชี่ยวชาญในวิทยาการตางๆ ที่จะเปนกําลังสําคัญในการ รวมกันพัฒนาชาติบานเมือง จึงมีพระราชดําริที่จะทรงสนับสนุนใหนักศึกษาและบัณฑิตชาวไทยผู มีความเปนเลิศทางวิชาการสาขาตางๆ ไดไปเพิ่มพูนความรูและพัฒนาทักษะความเชี่ยวชาญ ณ ตาง ประเทศ จนถึงระดับสูงสุด เมื่อสําเร็จการศึกษาแลวจักไดนําความรูความเชี่ยวชาญนั้นกลับมาพัฒนา ประเทศชาติ ดังนั้น ในป พ.ศ. ๒๔๙๘ พระองคจึงทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ ใหจัดตั้งทุนการศึกษา และพระราชทานนามวา ทุนอานันทมหิดล เพื่อเปนพระบรมราชานุสรณในสมเด็จพระบรมเชษฐา ธิราช พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร และไดพระราชทาน ทุนเริ่มแรก จํานวน ๒๐,๐๐๐ บาท เมื่อแรกตั้ง พระองคทรงประเดิมดวยการพระราชทานทุนการศึกษาในสาขาแพทยศาสตร เพื่อทรงเจริญรอยตามพระราชปณิธานในสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราช ชนก ซึ่งทรงสําเร็จการศึกษาดานแพทยศาสตร และไดวางรากฐานดานการแพทยสมัยใหมขึ้นใน ประเทศสยาม ทั้งยังเคยทรงเอาพระทัยใสพระราชทานทุนสวนพระองคใหแกนักศึกษาแพทยไป ศึกษาตอยังตางประเทศ ตอมา พระองคทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยใหเปลี่ยนสถานภาพจาก “ทุน” เปน “มูลนิธิ” ชื่อ วา มูลนิธิอานันทมหิดล เมื่อวันที่ ๓ เมษายน พ.ศ. ๒๕๐๒ และไดขยายขอบเขตการพระราชทาน ทุนเพิ่มขึ้นในหลายสาขา ปจจุบัน มูลนิธิอานันทมหิดล ไดพระราชทานทุนการศึกษาครอบคลุมทั้งสาขาวิชาทางดาน วิทยาศาสตรและสังคมศาสตร โดยแยกเปนแผนกตางๆ จํานวน ๘ แผนก ไดแก ๑. แผนกแพทยศาสตร ๕. แผนกธรรมศาสตร ๒. แผนกวิทยาศาสตร ๖. แผนกอักษรศาสตร ๓. แผนกวิศวกรรมศาสตร ๗. แผนกทันตแพทยศาสตร และ ๔. แผนกเกษตรศาสตร ๘. แผนกสัตวแพทยศาสตร มูลนิธิอานันทมหิดลนี้ พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว ผูพระราชทานกําเนิดมูลนิธิทรงเปน นายกกิตติมศักดิ์ ทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ แตงตั้งคณะกรรมการบริหารขึ้น เพื่อควบคุมนโยบาย และบริหารกิจการทั่วไปในการควบคุมของนายกกิตติมศักดิ์ และมีคณะกรรมการของแตละแผนก วิชา ซึ่งคณะกรรมการบริหารแตงตั้ง เพื่อดําเนินกิจการใหเปนไปตามวัตถุประสงคของมูลนิธิ เมื่อมูลนิธิเห็นสมควรจะตั้งทุนหรือขยายทุนของสาขาวิชาตางๆ ตามความเห็นชอบของนายก กิตติมศักดิ์ คณะกรรมการบริหารจะแตงตั้ง “คณะกรรมการประจําแผนกวิชา” ขึ้น เพื่อดูแลกิจการ ของแผนกวิชานั้นๆ กรรมการแผนกวิชาอยูในตําแหนงคราวละ ๓ ป แตไดรับการแตงตั้งซํ้าอีกได 8_edit.indd 46 15/02/2013 14:06:27


๔๗ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร (รัชกาลที่ ๘) การศาสนา ในการเสด็จนิวัติประเทศไทยครั้งแรก เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๑ นั้น พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว อานันทมหิดลทรงประกอบพิธีทรงปฏิญาณตนเปนพุทธมามกะ ทามกลางมณฑลสงฆในพระ อุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๘๑ นอกจากนี้ ยังเสด็จ พระราชดําเนินไปทรงนมัสการพระพุทธรูปในพระอารามที่สําคัญ เชน วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหาร วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร วัดอรุณราชวรารามราช วรมหาวิหาร วัดบวรนิเวศวิหารราชวรมหาวิหาร และวัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร โดยเฉพาะที่ วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหารนั้น พระองคเคยมีพระราชดํารัสกลาววา “ที่นี่สงบเงียบนาอยู จริง” ดังนั้น เมื่อพระองคเสด็จสวรรคต จึงไดนําพระบรมราชสรีรางคารของพระองคมาประดิษฐาน ณ วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร พระองคยังทรงตั้งพระราชหฤทัยวาจะทรงผนวชในพระพุทธศาสนา โดยไดมีพระราช หัตถเลขาถึงสมเด็จพระสังฆราชเจา กรมหลวงวชิรญาณวงศ เมื่อวันที่ ๑๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๘๙ ทรงขอสังฆราชานุเคราะหในการศึกษาตําราทางพระพุทธศาสนาเพื่อใชในการเตรียมพระองคใน การที่จะอุปสมบท แตก็มิไดทรงผนวชตามที่ตั้งพระราชหฤทัยไว ดังพระราชหัตถเลขา ดังนี้ พระที่นั่งบรมพิมาน วันที่ ๑๙ มีนาคม พุทธศักราช ๒๔๘๙ ทูลสมเด็จพระสังฆราช ดวยหมอมฉันมีประสงคใครจะไดอานแนวการศึกษาทางพระพุทธศาสนาเพื่อเปนการเตรียม ตัวและชวยเหลือในการที่จะอุปสมบทในกาลตอไป ครั้นจะคนหาอานจากตําราจํานวนมากก็มีเวลา นอย ถาจะไดรับสังฆราชานุเคราะหใหไดศึกษาจากตํารางายๆ และเปนทางลัดโดยจัดขึ้นเปนกัณฑๆ ไมมากมายนัก พอหาโอกาสอานไดเดือนละกัณฑ กวาจะถึงเวลาอุปสมบทของหมอมฉันก็จะไดรับ ความสะดวก หนังสือเรื่องนี้ตองการไดอานในเวลาพักอยูในเมืองไทย และแมไปพักอยูในตางประเทศ จึงทูลขอพระดําริและสังฆราชานุเคราะหมา ขอถวายนมัสการ อานันทมหิดล 8_edit.indd 47 15/02/2013 14:06:31


๔๘ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร (รัชกาลที่ ๘) ประเพณี ศิลปะ และวัฒนธรรม โดยเหตุที่พระมหากษัตริยในระบอบประชาธิปไตยทรงใชอํานาจปกครองประเทศผานองคกร ตางๆ ตามบทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญ จึงทรงมีพระราชภาระในดานการบริหารราชการแผนดินไม มากนัก พระราชกรณียกิจหลักจะเนนหนักในดานการดูแลทุกขสุขของอาณาประชาราษฎรเพื่อ ใหประชาชนของพระองคมีความรมเย็นเปนสุข การสงเสริมศิลปวัฒนธรรม และการสมานความ สามัคคีภายในชาติ พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวอานันทมหิดลไดทรงบําเพ็ญพระราชกรณียกิจที่ กลาวมานี้ทุกประการในชวงระยะเวลาสั้นๆ ไมกี่เดือน เมื่อครั้งเสด็จนิวัติประเทศไทยในปลาย พ.ศ. ๒๔๘๘- กลาง พ.ศ. ๒๔๘๙ จากการเสด็จนิวัติประเทศไทยของสมเด็จพระเจาอยูหัวอานันทมหิดล พระองคไดทรงรับ มอบพระราชภารกิจอันเกี่ยวกับราชการของประเทศจาก นายปรีดี พนมยงค ผูสําเร็จราชการแทน พระองคที่สิ้นสุดวาระลง ดวยพระปรีชาสามารถเปนที่ปรากฏในหลายประการในการเปนกษัตริย แหงปวงชนชาวไทย พระองคทรงวางพระองคสมกับเปนพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวในระบอบ ประชาธิปไตย ทรงมีความใกลชิดกับเหลาอํามาตยขาราชบริพารตลอดจนปวงชนชาวไทยทั่วราช อาณาจักรโดยไมเลือกชั้นวรรณะและศาสนา ทําใหบังเกิดความชื่นชมโสมนัสในพระราชจริยาวัตร จนเปนที่รักใครนับถือ เหลาพสกนิกรทั้งปวงพากันแซซองสรรเสริญพระบารมีดวยความจงรักภักดี ไมวาพระองคจะเสด็จฯ ไปยังแหงใดก็จะเนืองแนนดวยมหาชนที่เฝาถวายความภักดีและชื่นชมพระ บารมีอยูตลอดเวลา พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวอานันทมหิดลทรงมีพระราชปณิธาน เพื่อความเจริญ กาวหนาของบานเมือง ดังนี้ “ประชาชนชาวไทยทั้งหลาย ขาพเจามีความปติยินดีเปนอันมาก ที่ไดมาปราศรัยกับทานใน วันนี้ อันเปนวันมงคลตรงกับวันฉลองรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทยในวันที่มาถึงพระนคร ที่ได เห็นประชาราษฎรมารับกันตลอดทางอยางคับคั่ง ขาพเจารูสึกตื้นตันใจ และขอขอบใจในไมตรีจิต ของทานในเวลาที่ขาพเจาเลาเรียนอยูที่ประเทศสวิตเซอรแลนด ขาพเจามีความคิดถึงทานเสมอ จึง ไดพยายามเลาเรียนใหดีที่สุดที่จะทําได เพื่อมาอยูรวมมือกับทานทุกคนในการสงเสริมความเจริญ ของบานเมืองเราทานทั้งหลายคงเห็นอยูวา แมวาสงครามจะสิ้นสุดไปแลวความทุกขยากก็ยังมีอยู ทั่วไปในโลก ซึ่งรวมถึงบานเมืองไทยที่รักของเราดวย แตขาพเจาเชื่อวา ถาคนไทยทุกคนถือวาตน เปนเจาของชาติบานเมือง และตางปฏิบัติหนาที่ของตนใหดีดวยความซื่อสัตยสุจริต และถูกตอง ตามทํานองคลองธรรมแลว ความทุกขยากของบานเมืองก็จะผานพนไปได ขาพเจาจึงขอรองใหทาน ทุกคนไดชวยกันทําหนาที่ของตนโดยขันแข็ง และขอใหมีความสามัคคีกลมเกลียวกันจริงๆ เพื่อชาติ จะไดดํารงอยูในความวัฒนาถาวรสืบไปในที่สุด ขาพเจาขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย อีกทั้งสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลก จงอภิบาลใหประชาชนชาวไทยทั้งมวล จงมีความสุขความเจริญใน ความรมเย็นของรัฐธรรมนูญแหงอาณาจักรไทยโดยทั่วกัน” 8_edit.indd 48 15/02/2013 14:06:33


Click to View FlipBook Version