หลกั สตู รสถานศกึ ษากลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ 1
(ฉบับปรบั ปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพน้ื ฐาน พุทธศักราช 2551
หลกั สตู รโรงเรียนบือดองพัฒนา
กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
(ฉบบั ปรงุ ปรุง พ.ศ. 256๓)
ตามหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขัน้ พ้ืนฐาน
พทุ ธศักราช 2551
ช้นั ประถมศึกษาปีท่ี ๖
สำนักงานเขตพื้นทีก่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษา ยะลา เขต 1
สำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาข้นั พืน้ ฐาน
กระทรวงศกึ ษาธกิ าร
ชัน้ ประถมศึกษาปที ่ี ๖ โรงเรยี นบือดองพัฒนา
สำนกั งานเขตพื้นทก่ี ารศกึ ษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑
หลักสูตรสถานศกึ ษากลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ 2
(ฉบับปรบั ปรงุ พ.ศ.256๓) ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขน้ั พ้ืนฐาน พุทธศกั ราช 2551
ประกาศโรงเรียนบอื ดองพฒั นา
เรอื่ ง ให้ใช้หลักสูตรสถานศกึ ษาโรงเรียนบอื ดองพัฒนา
กล่มุ สาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์
(ฉบบั ปรับปรงุ พ.ศ.256๓) ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พ้นื ฐาน
พุทธศกั ราช 2551 ชน้ั ประถมศกึ ษาปีที่ ๖
.................................................................................................................
ด้วยโรงเรียนบือดองพัฒนา ได้จัดทำหลักสูตรสถานศึกษาตามแนวทางการดำเนินการ
หลักสตู รกลุ่มสาระการเรียนรคู้ ณติ ศาสตร์ และกลุม่ สาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์ (ฉบบั ปรับปรงุ พ.ศ. ๒๕๖o )
ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขัน้ พื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ กำหนดทุกประการ มีองค์ประกอบสำคัญ
ครบถ้วนสมบรู ณ์ สามารถนำไปใช้เพื่อการพฒั นาการจดั การศึกษาใหเ้ จริญก้าวหนา้ ตามเปา้ หมายที่กำหนดได้
เป็นอยา่ งดี
ทั้งนี้ หลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนบือดองพัฒนา ได้รับความเป็นชอบจากคณะกรรมการ
สถานศึกษาขั้นพื้นฐาน เมื่อวันที่ ๒๓ เดือน มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ จึงประกาศให้ใช้หลักสูตรสถานศึกษา
ตั้งแตบ่ ดั น้เี ปน็ ต้นไป
ประกาศ ณ วนั ท่ี ๒๓ เดือน มนี าคม พ.ศ. ๒๕๖๓
ลงชือ่
( นายอบั ดุลเลา๊ ะ แวหะโละ )
ผ้อู ำนวยการโรงเรียนบอื ดองพัฒนา
ชน้ั ประถมศึกษาปีที่ ๖ โรงเรยี นบอื ดองพัฒนา
สำนักงานเขตพืน้ ทก่ี ารศกึ ษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑
หลักสตู รสถานศึกษากลุ่มสาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์ 3
(ฉบับปรบั ปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พ้ืนฐาน พทุ ธศกั ราช 2551
คำรับรองของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพน้ื ฐาน
โรงเรยี นบอื ดองพัฒนา
..............................................................................................................
อาศัยอำนาจหน้าที่ตาม เจตนารมณ์ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช
๒๕๕๐ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๕
พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. ๒๕๔๖ และพระราชบัญญัติระเบียบ
ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ กำหนดให้คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของ
โรงเรียน มีบทบาทหน้าที่ ในการมีส่วนร่วมจัดทำนโยบาย แผนพัฒนาการศึกษาของสถานศึกษา ให้ความ
เห็นชอบในการจัดตั้งงบประมาณและรับผิดชอบต่อการใช้จ่ายงบประมาณของสถานศึกษา ตลอดจนพัฒนา
หลักสตู รสถานศึกษาให้สอดคล้องกับหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขนั้ พ้ืนฐานและ ความตอ้ งการของนักเรียน
ชมุ ชน และทอ้ งถ่นิ
คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานโรงเรียนบือดองพัฒนา ได้มีส่วนร่วมในการจัดทำ
หลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนบือดองพัฒนา กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ และกลุ่มสาระการเรียนรู้
วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๖๓ ) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช
๒๕๕๑ และขอลงนามรับรองการใช้หลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนบือดองพัฒนา กลุ่มสาระการเรียนรู้
คณิตศาสตร์ และกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๖๓ ) ตามหลักสูตรแกนกลาง
การศกึ ษาข้ันพนื้ ฐาน พุทธศกั ราช ๒๕๕๑ ฉบบั น้ี ให้ถอื ใชบ้ รหิ ารงานโรงเรียนได้
ลงชอื่
( นายอับดลุ อาซิ มดู ิง )
ประธานคณะกรรมการสถานศึกษาขน้ั พืน้ ฐาน
ชน้ั ประถมศึกษาปีที่ ๖ โรงเรยี นบือดองพัฒนา
สำนักงานเขตพื้นท่กี ารศกึ ษาประถมศึกษายะลา เขต ๑
หลักสูตรสถานศกึ ษากลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ 1
(ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศกั ราช 2551
คำนำ
หลักสูตรสถานศึกษากลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.256๓) ตาม
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ เล่มนี้ ได้จัดทำขึ้นโดย
ยึดตามหลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.256๐ ) ตามหลักสูตรแกนกลาง
การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ซึ่งมีรายเอียดของหลักสูตร คือ ความนำ กลุ่มสาระการเรียนรู้
วิทยาศาสตร์ โครงสรา้ งเวลาเรยี น คำอธบิ ายรายวชิ า โครงสร้างรายวชิ า การจัดการเรยี นรู้ สือ่ การเรยี นรู้
หลกั สูตรสถานศกึ ษาน้ีมรี ายละเอียดและเน้ือหาสาระสำคัญเพียงพอท่สี ามารถจะนำไปใช้เป็น
แนวทางในการจัดการเรียนการสอนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ในปีการศึกษา 256๓ ให้บรรลุเป้าหมายตาม
มาตรฐานและตัวชี้วัดที่หลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลักสูตร
แกนกลางการศึกษาขน้ั พืน้ ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 กำหนดไว้
คณะผ้จู ัดทำ
ช้ันประถมศกึ ษาปีท่ี ๖ โรงเรียนบือดองพัฒนา
สำนักงานเขตพ้นื ท่ีการศึกษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑
หลักสูตรสถานศกึ ษากลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ ข
(ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขัน้ พื้นฐาน พทุ ธศกั ราช 2551
สารบญั
คำนำ ความนำ หน้า
สารบัญ กลุ่มสาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์ ก
ส่วนท่ี ๑ โครงสร้างหลกั สตู รสถานศึกษา ข
ส่วนท่ี ๒ คำอธบิ ายรายวิชา. ๑
สว่ นท่ี ๓ โครงสรา้ งหนว่ ยการเรียนรู้ ๕
ส่วนท่ี ๔ ส่วนลงท้าย ๒๒
สว่ นที่ ๕ ภาคผนวก 2๔
ส่วนที่ ๖ ภาคผนวก ก บันทกึ การประชุม 2๘
ภาคผนวก ข คำสั่งแตง่ ตงั้ 3๗
ภาคผนวก ค แบบประเมนิ หลักสตู ร ๕๕
ภาคผนวก ง ภาพถ่าย ๕๖
ภาคผนวก จ รายช่อื คณะกรรมการจดั ทำหลักสตู ร
๖๒
๖๕
๖๘
๗๑
ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ี่ ๖ โรงเรยี นบือดองพัฒนา
สำนักงานเขตพนื้ ท่ีการศกึ ษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑
หลกั สูตรสถานศึกษากลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ 1
(ฉบับปรบั ปรงุ พ.ศ.256๓) ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพ้นื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551
ส่วนที่ ๑
ความนำ
หลักสูตรสถานศึกษากลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.256๓) ตาม
หลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขัน้ พ้นื ฐาน พุทธศกั ราช 2551 มีหลกั การที่สำคัญ ดังน้ี
๑. เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อความเป็นเอกภาพของชาติ มีจุดหมายและมาตรฐานการ
เรียนรู้เป็นเป้าหมายสำหรับพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีความรู้ ทักษะ เจตคติ และคุณธรรม บนพื้นฐานของ
ความเป็นไทยควบคู่กบั ความเปน็ สากล
๒. เป็นหลกั สูตรการศึกษาเพื่อปวงชน ทป่ี ระชาชนทุกคนมีโอกาสไดร้ ับการศึกษาอย่างเสมอภาค
และมคี ณุ ภาพ
๓. เป็นหลกั สตู รการศกึ ษาที่สนองการกระจายอำนาจ ให้สงั คมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา
ใหส้ อดคลอ้ งกับสภาพและความตอ้ งการของท้องถน่ิ
๔. เป็นหลกั สูตรการศกึ ษาท่ีมีโครงสร้างยดื หยุ่นท้ังดา้ นสาระการเรียนรู้ เวลาและการจัด การ
เรยี นรู้
๕. เปน็ หลักสูตรการศึกษาทเ่ี น้นผู้เรยี นเป็นสำคญั
๖. เป็นหลักสูตรการศึกษาสำหรับการศึกษาในระบบ นอกระบบ แล ะตามอัธยาศัย
ครอบคลมุ ทุกกลุ่มเปา้ หมาย สามารถเทียบโอนผลการเรียนรู้ และประสบการณ์
วสิ ยั ทัศนโ์ รงเรียน
มงุ่ พฒั นาสง่ เสริม สนับสนุน และต่อยอดผู้เรยี นบุคลากร ให้มคี ุณภาพระดับมมาตรฐาน
มีคุณธรรม มีจิตสาธารณะ ดำรงชีวิตอย่างมีความสุขบนพื้นฐานความพอเพียง บุคลากรมีความรู้
ความมสามารถ กา้ วหน้าดา้ นเทคโนโลยี สิง่ แวดล้อมดี ภายใต้การบรหิ ารจดั การแบบมสี ่วนร่วม
พนั ธกจิ โรงเรียน
๑. จดั การเรียนรโู้ ดยยึดผู้เรียนเปน็ สำคญั
๒. จัดการเรยี นรโู้ ดยสนองความแตกต่างระหวา่ งบุคคล
๓. จดั กิจกรรมสง่ เสรมิ ให้เดก็ คดิ เป็น ทำเปน็ แก้ปัญหาเป็น และใฝใ่ จค่านยิ ม
๔. จดั กิจกรรมส่งเสรมิ ให้เด็กมีจินตนาการและความคิดริเร่ิมสร้างสรรค์
๕. สรา้ งความสัมพนั ธ์อนั ดีระหวา่ งโรงเรยี นกับชมุ ชน
๖. พฒั นาบุคลากรให้มีความรู้ความสามารถ พฒั นาตนเองอยา่ งต่อเนื่องและเปน็ แบบอยา่ งท่ดี ี
๗. ใชแ้ ผนเป็นเครื่องมือในการบรหิ ารดำเนนิ การ
๘. ประกนั คุณภาพภายใน เพ่ือรองรับการประเมนิ ภายนอก
ชนั้ ประถมศึกษาปที ี่ ๖ โรงเรยี นบอื ดองพัฒนา
สำนักงานเขตพนื้ ทก่ี ารศึกษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑
หลกั สูตรสถานศึกษากลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์ 2
(ฉบับปรบั ปรงุ พ.ศ.256๓) ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขนั้ พนื้ ฐาน พุทธศักราช 2551
เปา้ ประสงค์
๑. ผู้เรยี นมคี วามรูแ้ ละทักษะทจี่ ำเป็นตามหลักสตู ร
๒. ผเู้ รียนมีคุณธรรม จริยธรรม มีค่านยิ มที่พึงประสงค์ จิตสำนกึ ในการอนรุ ักษ์และพัฒนาสงิ่ แวดล้อม
๓. ผ้เู รียนมสี ขุ นสิ ัย สขุ ภาพกายและสขุ ภาพใจทด่ี ี
๔. ผเู้ รียนมีคุณภาพตามมาตรฐานการศกึ ษา
๕. ผ้เู รียนมกี ารคดิ วิเคราะห์ สร้างสรรค์ กา้ วทันเทคโนโลยี
๖. ผู้เรียนมใี จรกั สงิ่ แวดลอ้ ม สบื สานประเพณวี ฒั นธรรมในท้องถ่นิ ใชช้ วี ติ อยอู่ ย่างพอเพียง
๗. ผู้เรยี นได้เรยี นร้จู ากแหล่งเรยี นรู้และภูมิปัญญาท้องถน่ิ
สมรรถนะสำคญั ของผู้เรยี น
หลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขัน้ พ้ืนฐาน ม่งุ ใหผ้ เู้ รยี นเกดิ สมรรถนะสำคญั ๕ ประการ ดงั นี้
๑. ความสามารถในการสื่อสาร เป็นความสามารถในการรบั และส่งสาร มวี ัฒนธรรมในการ
ใช้ภาษาถ่ายทอดความคิด ความรู้ความเข้าใจ ความรู้สึก และทัศนะของตนเองเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร
และประสบการณ์อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองและสังคม รวมทงั้ การเจรจาต่อรองเพื่อขจัดและลด
ปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆ การเลอื กรบั หรอื ไม่รับข้อมูลข่าวสารดว้ ยหลักเหตผุ ลและความถูกต้อง ตลอดจนการ
เลอื กใช้วธิ ีการสอื่ สาร ท่มี ีประสทิ ธิภาพโดยคำนงึ ถึงผลกระทบทมี่ ีตอ่ ตนเองและสงั คม
๒. ความสามารถในการคิด เป็นความสามารถในการคดิ วิเคราะห์ การคดิ สังเคราะห์ การคิด
อย่างสร้างสรรค์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคิดเป็นระบบ เพื่อนำไปสู่การสร้างองค์ความรู้หรือ
สารสนเทศเพือ่ การตัดสินใจเก่ียวกับตนเองและสงั คมได้อย่างเหมาะสม
๓. ความสามารถในการแก้ปัญหา เป็นความสามารถในการแก้ปัญหาและอปุ สรรคต่าง ๆ ที่
เผชิญได้อย่างถูกตอ้ งเหมาะสมบนพื้นฐานของหลักเหตุผล คุณธรรมและข้อมูลสารสนเทศ เข้าใจความสมั พันธ์
และการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ต่าง ๆ ในสังคม แสวงหาความรู้ ประยุกต์ความรู้มาใช้ในการป้องกันและ
แก้ไขปัญหา และมีการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพโดยคำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อตนเอง สังคมและ
ส่งิ แวดล้อม
๔. ความสามารถในการใช้ทักษะชวี ิต เปน็ ความสามารถในการนำกระบวนการต่าง ๆ ไปใช้ใน
การดำเนินชีวิตประจำวัน การเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง การทำงาน และการอยู่ร่วมกันใน
สังคมด้วยการสร้างเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคล การจัดการปัญหาและความขัดแย้งต่าง ๆ อย่าง
เหมาะสม การปรับตัวให้ทันกับการเปล่ียนแปลงของสังคมและสภาพแวดล้อม และการรู้จักหลีกเลี่ยง
พฤติกรรมไม่พึงประสงคท์ ส่ี ่งผลกระทบต่อตนเองและผู้อ่ืน
ช้นั ประถมศกึ ษาปีที่ ๖ โรงเรียนบอื ดองพัฒนา
สำนกั งานเขตพื้นท่ีการศกึ ษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑
หลกั สตู รสถานศกึ ษากลุ่มสาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์ 3
(ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขัน้ พนื้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551
๕. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี เป็นความสามารถในการเลือก และใช้ เทคโนโลยดี ้าน
ตา่ ง ๆ และมีทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพื่อการพัฒนาตนเองและสังคม ในด้านการเรยี นรู้ การส่ือสาร
การทำงาน การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ถูกต้อง เหมาะสม และมีคณุ ธรรม
คุณลักษณะอนั พึงประสงค์
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐานพุธศักราช 2551 มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะ
อนั พึงประสงค์ เพอื่ ใหส้ ามารถอยู่รว่ มกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข ในฐานะเปน็ พลเมืองไทยและ
พลโลก ดงั นี้
๑. รกั ชาติ ศาสน์ กษัตริย์
๒. ซื่อสัตย์สจุ ริต
๓. มีวินัย
๔. ใฝ่เรียนรู้
๕. อยอู่ ย่างพอเพยี ง
๖. มุง่ มัน่ ในการทำงาน
๗. รกั ความเป็นไทย
๘. มจี ิตสาธารณะ
คา่ นยิ มหลกั ของคนไทย ๑๒ ประการ ตามนโยบายของ คสช.
๑มคี วามรกั ชาติ ศาสนา พระมหากษตั ริย์ .
๒ซื่อสัตย์ เสยี สละ อดทน มีอดุ มการณ์ในสงิ่ ที่ดีงามเพ่ือส่วนรวม .
๓. กตญั ญูต่อพอ่ แม่ ผ้ปู กครอง ครบู าอาจารย์
๔. ใฝ่หาความรู้ หมนั่ ศึกษาเล่าเรียน ทั้งทางตรงและทางอ้อม
๕. รกั ษาวฒั นธรรมประเพณีไทยอนั งดงาม
๖มศี ีลธรรม รกั ษาความสตั ย์ หวงั ดีต่อผู้อืน่ เผอ่ื แผแ่ ละแบง่ ปัน .
ชนั้ ประถมศกึ ษาปีท่ี ๖ โรงเรยี นบอื ดองพัฒนา
สำนักงานเขตพ้นื ทีก่ ารศึกษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑
หลักสูตรสถานศกึ ษากลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ 4
(ฉบบั ปรับปรงุ พ.ศ.256๓) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขัน้ พืน้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551
๗ เขา้ ใจเรยี นรกู้ ารเป็นประชาธิปไตย อนั มีพระมหากษัตริยท์ รงเปน็ ประมุขท่ถี ูกตอ้ ง .
๘.มีระเบยี บวนิ ยั .เคารพกฎหมาย ผนู้ ้อยรู้จกั การเคารพผใู้ หญ่
๙. มสี ตริ ้ตู วั รู้คิด รู้ทำ รูป้ ฏบิ ัตติ ามพระราชดำรัสของพระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยหู่ ัว .
๑๐ .รู้จักดำรงตนอยู่โดยใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระ
เจ้าอยู่หัว รู้จักอดออมไว้ใช้เมื่อยามจำเป็น มีไว้พอกินพอใช้ ถ้าเหลือก็แจกจ่ายจำหน่าย และพร้อมที่จะขยาย
กิจการเม่อื มีความพรอ้ ม เมือ่ มีภมู คิ ้มุ กันท่ีดี
๑๑ .มีความเข้มแข็งทั้งร่างกาย และจิตใจ ไม่ยอมแพ้ต่ออำนาจฝ่ายต่ำ หรือกิเลส มีความละอายเกรง
กลัวต่อบาปตามหลกั ของศาสนา
๑๒ .คำนึงถงึ ผลประโยชนข์ องสว่ นรวมและของชาติ มากกว่าผลประโยชน์ของตนเอง
ช้ันประถมศกึ ษาปที ่ี ๖ โรงเรยี นบอื ดองพัฒนา
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑
หลกั สตู รสถานศกึ ษากลุ่มสาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์ 5
(ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพนื้ ฐาน พุทธศักราช 2551
สว่ นที่ ๒
กลุ่มสาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์
ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง
พ.ศ. ๒๕๖๐) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ น้ี ได้กำหนดสาระการเรียนรู้
ออกเป็น ๔ สาระ ได้แก่ สาระที่ ๑ วิทยาศาสตร์ชีวภาพ สาระที่ ๒ วิทยาศาสตร์กายภาพ สาระท่ี ๓
วิทยาศาสตร์โลกและอวกาศ และสาระท่ี ๔ เทคโนโลยี มีสาระเพ่มิ เตมิ ๔ สาระ ไดแ้ ก่ สาระชีววทิ ยา สาระเคมี
สาระฟสิ ิกส์ สาระโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ ซ่ึงองคป์ ระกอบของหลกั สตู ร ทั้งในด้านของเนื้อหา การจดั การ
เรียนการสอน และการวัดและประเมินผลการเรียนรู้นั้น มีความสำคัญอย่างยิ่งในการวางรากฐานการเรียนรู้
วิทยาศาสตร์ของผู้เรียนในแต่ละระดับชั้น ให้มีความต่อเนื่องเชื่อมโยงกัน ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ จนถึง
ช้นั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี ๖ สำหรับกลมุ่ สาระการเรียนรูว้ ิทยาศาสตร์ไดก้ ำหนดตวั ชีว้ ดั และสาระการเรยี นรู้แกนกลาง
ทีผ่ ูเ้ รียนจำเป็นตอ้ งเรยี นเป็นพ้ืนฐาน เพ่ือให้สามารถนำความร้นู ้ีไปใชใ้ นการดำรงชีวิตหรือศึกษาต่อในวิชาชีพท่ี
ตอ้ งใชว้ ิทยาศาสตรไ์ ด้
โดยจัดเรียงลำดับความยากง่ายของเนื้อหาแต่ละสาระในแต่ละระดับชั้นให้มีการเช่ื อมโยง
ความรู้กับกระบวนการเรียนรู้ และการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนพัฒนาความคิด ทั้งความคิด
เป็นเหตุเป็นผล คิดสร้างสรรค์ คิดวิเคราะห์วิจารณ์ มีทักษะที่สำคัญทั้งทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์
และทักษะในศตวรรษท่ี ๒๑ ในการค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ด้วยกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ สามารถ
แก้ปญั หาอยา่ งเปน็ ระบบ สามารถตดั สินใจ โดยใช้ขอ้ มลู หลากหลายและประจักษ์พยานที่ตรวจสอบได้
สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ตระหนักถึงความสำคัญของ
การจัดการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์ที่มุง่ หวังให้เกิดผลสัมฤทธ์ิต่อผู้เรียนมากที่สดุ จึงได้จัดทำมาตรฐาน ตัวชี้วัดและ
สาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๖๐) ตามหลักสูตร
แกนกลางการศกึ ษาขน้ั พืน้ ฐานพุทธศกั ราช ๒๕๕๑ ขน้ึ เพ่อื ให้สถานศกึ ษา ครผู ้สู อน ตลอดจนหน่วยงานต่าง ๆ
ได้ใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาหนังสือเรียน คู่มือครู สื่อประกอบการเรียนการสอน ตลอดจนการวัดและ
ประเมินผล โดยตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.
๒๕๖๐) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ ที่จัดทำขึ้นนี้ได้ปรับปรุง เพื่อให้มี
ความสอดคล้องและเชื่อมโยงกันภายในสาระการเรียนรู้เดียวกันและระหว่างสาระการเรียนรู้ในกลุ่มสาระการ
เรียนรู้วิทยาศาสตร์ ตลอดจนการเช่ือมโยงเนื้อหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์กับการงานอาชีพและเทคโนโลยีด้วย
นอกจากนี้ยังได้ปรับปรุงเพื่อให้มคี วามทันสมยั ต่อการเปลี่ยนแปลง และความเจริญก้าวหนา้ ของวิทยาการต่าง
ๆ และทัดเทียมกับนานาชาติ กลุ่มสาระการเรยี นร้วู ิทยาศาสตร์ สรปุ เปน็ แผนภาพได้ ดงั นี้
ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ่ี ๖ โรงเรยี นบอื ดองพัฒนา
สำนักงานเขตพนื้ ท่ีการศึกษาประถมศึกษายะลา เขต ๑
หลักสูตรสถานศึกษากลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์ 6
(ฉบบั ปรบั ปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2551
สาระท่ี 2
วทิ ยาศาสตรก์ ารภาพ
มาตรฐาน
ว 2.1-ว 2.3
สาระท่ี 1 กลุม่ สาระ สาระท่ี 3
วทิ ยาศาสตรช์ วี ภาพ
การเรียนรู้ วทิ ยาศาสตรโ์ ลกและ
มาตรฐาน วทิ ยาศาสตร์ อวกาศ
ว 1.1-ว 1.3
มาตรฐาน
ว 3.1-ว 3.2
สาระท่ี 4
เทคโนโลยี
มาตรฐาน
ว 4.1-ว 4.2
วทิ ยาศาสตรเ์ พมิ่ เตมิ
▪ สาระชวี วทิ ยา
▪ สาระเคมี
▪ สาระฟิสกิ ส์
▪ สารโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ
ช้นั ประถมศกึ ษาปที ี่ ๖ โรงเรียนบอื ดองพัฒนา
สำนกั งานเขตพ้ืนท่กี ารศึกษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑
หลกั สตู รสถานศึกษากลุ่มสาระการเรียนรูว้ ทิ ยาศาสตร์ 7
(ฉบบั ปรบั ปรงุ พ.ศ.256๓) ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พ้ืนฐาน พทุ ธศกั ราช 2551
เปา้ หมายของวิทยาศาสตร์
ในการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้ค้นพบความรู้ด้วยตนเองมากที่สุด
เพื่อใหไ้ ดท้ ้ังกระบวนการและความรู้ จากวธิ ีการสงั เกต การสำรวจตรวจสอบ การทดลอง แล้วนำผล ที่ได้มา
จดั ระบบเปน็ หลกั การ แนวคดิ และองคค์ วามรู้
การจดั การเรยี นการสอนวิทยาศาสตรจ์ งึ มีเปา้ หมายทีส่ ำคญั ดงั น้ี
๑. เพอ่ื ใหเ้ ขา้ ใจหลักการ ทฤษฎี และกฎทีเ่ ปน็ พน้ื ฐานในวิชาวทิ ยาศาสตร์
๒. เพ่อื ใหเ้ ข้าใจขอบเขตของธรรมชาติของวิชาวิทยาศาสตร์และข้อจำกัดในการศกึ ษาวิชาวทิ ยาศาสตร์
๓. เพอ่ื ใหม้ ที กั ษะท่สี ำคัญในการศกึ ษาค้นควา้ และคดิ ค้นทางเทคโนโลยี
๔. เพื่อให้ตระหนักถึงความสัมพันธ์ระหว่างวิชาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี มวลมนุษย์ และ
สภาพแวดลอ้ มในเชงิ ท่มี ีอทิ ธิพลและผลกระทบซึง่ กันและกนั
๕. เพื่อนำความรู้ ความเข้าใจ ในวิชาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมและ
การดำรงชวี ิต
๖. เพอื่ พฒั นากระบวนการคิดและจนิ ตนาการ ความสามารถในการแก้ปัญหา และ การจดั การ ทักษะ
ในการส่ือสาร และความสามารถในการตดั สินใจ
๗. เพื่อให้เป็นผู้ที่มีจิตวิทยาศาสตร์ มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมในการใช้วิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยอี ยา่ งสร้างสรรค์
เรยี นรู้อะไรในวิทยาศาสตร์
กลุ่มสาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตรม์ ุ่งหวังให้ผเู้ รียนได้เรียนรูว้ ิทยาศาสตร์ ที่เนน้ การเช่ือมโยงความรู้กับ
กระบวนการ มีทักษะสำคัญในการค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ โดยใช้กระบวนการในการสืบเสาะหาความรู้
และแก้ปัญหาที่หลากหลาย ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ทุกขั้นตอน มีการ ทำกิจกรรมด้วยการลง
มือปฏบิ ัตจิ ริงอยา่ งหลากหลาย เหมาะสมกับระดบั ช้ัน โดยกำหนดสาระสำคญั ดงั น้ี
1.วิทยาศาสตร์ชีวภาพ เรียนรู้เกี่ยวกับ ชีวิตในสิ่งแวดล้อม องค์ประกอบของสิ่งมีชีวิตการดำรงชีวิต
ของมนุษย์และสัตว์ การดำรงชีวิตของพืช พันธุกรรม ความหลากหลายทางชีวภาพ และวิวัฒนาการของ
สิง่ มชี วี ิต
2.วิทยาศาสตร์กายภาพ เรียนรู้เกี่ยวกับ ธรรมชาติของสาร การเปลี่ยนแปลงของสารการเคลื่อนที่
พลังงาน และคล่ืน
3.วิทยาศาสตร์โลกและอวกาศ เรียนรู้เกี่ยวกับ องค์ประกอบของเอกภพ ปฏิสัมพันธ์ภายในระบบ
สุริยะ เทคโนโลยีอวกาศ ระบบโลก การเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยา กระบวนการเปลี่ยนแปลง ลมฟ้าอากาศ
และผลตอ่ สงิ่ มีชีวิตและสิ่งแวดล้อม
ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ี่ ๖ โรงเรยี นบอื ดองพัฒนา
สำนักงานเขตพืน้ ทกี่ ารศึกษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑
หลักสูตรสถานศึกษากลุ่มสาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์ 8
(ฉบบั ปรบั ปรงุ พ.ศ.256๓) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขน้ั พืน้ ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551
4.เทคโนโลยี
●การออกแบบและเทคโนโลยี เรียนรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีเพื่อการดำรงชีวิตในสังคมที่มีการ
เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ใช้ความรู้และทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และศาสตร์อื่น ๆ เพ่ือ
แก้ปัญหาหรือพฒั นางานอยา่ งมีความคดิ สร้างสรรค์ดว้ ยกระบวนการออกแบบเชงิ วิศวกรรม เลอื กใช้เทคโนโลยี
อย่างเหมาะสมโดยคำนงึ ถึงผลกระทบตอ่ ชวี ิต สังคม และส่งิ แวดล้อม
●วิทยาการคำนวณ เรียนรู้เกี่ยวกับการคิดเชิงคำนวณ การคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหาเป็น
ขน้ั ตอนและเป็นระบบ ประยุกตใ์ ชค้ วามรู้ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสาร
ในการแกป้ ญั หาท่พี บในชีวิตจริงได้อยา่ งมปี ระสิทธภิ าพ
สาระและมาตรฐานการเรียนรู้
สาระที่ ๑ วิทยาศาสตรช์ ีวภาพ
มาตรฐาน ว ๑.๑ เข้าใจความหลากหลายของระบบนเิ วศ ความสัมพันธ์ระหว่างสงิ่ ไม่มีชีวติ กบั สิง่ มชี ีวิต
และความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ในระบบนิเวศ การถ่ายทอดพลังงาน การเปลี่ยนแปลง
แทนที่ในระบบนิเวศ ความหมายของประชากร ปัญหาและผลกระทบที่มีต่อทรัพยากรธรรมชาติและ
สงิ่ แวดล้อม แนวทางในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและการแก้ไขปัญหาส่ิงแวดล้อม รวมท้งั นำความรู้ไปใช้
ประโยชน์
มาตรฐาน ว ๑.๒ เข้าใจสมบัติของสิ่งมีชีวิต หน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต การลำเลียงสารเข้าและออก
จากเซลล์ ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าที่ของระบบต่าง ๆ ของสัตว์และมนุษย์ที่ทำงานสัมพันธ์กัน
ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าที่ของอวัยวะต่าง ๆ ของพืชที่ทำงานสัมพันธ์กัน รวมทั้งนำความรู้ไปใช้
ประโยชน์
มาตรฐาน ว ๑.๓ เข้าใจกระบวนการและความสำคัญของการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม สาร
พนั ธุกรรม การเปลยี่ นแปลงทางพันธุกรรมที่มีผลต่อสิง่ มีชีวิต ความหลากหลายทางชีวภาพและวิวัฒนาการของ
สงิ่ มีชีวิต รวมท้ังนำความรู้ไปใชป้ ระโยชน์
สาระที่ ๒ วทิ ยาศาสตร์กายภาพ
มาตรฐาน ว ๒.๑ เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติของ
สสารกบั โครงสร้างและแรงยดึ เหน่ยี วระหวา่ งอนภุ าค หลักและธรรมชาตขิ องการเปลี่ยนแปลงสถานะของสสาร
การเกิดสารละลาย และการเกดิ ปฏิกริ ิยาเคมี
มาตรฐาน ว ๒.๒ เข้าใจธรรมชาติของแรงในชวี ิตประจำวัน ผลของแรงที่กระทำต่อวตั ถุ ลักษณะการ
เคลอื่ นท่แี บบตา่ ง ๆ ของวตั ถุ รวมทัง้ นำความรู้ไปใช้ประโยชน์
มาตรฐาน ว ๒.๓ เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอนพลังงาน
ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจำวัน ธรรมชาติของคลื่น ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้อง
กับเสียง แสง และคลืน่ แมเ่ หลก็ ไฟฟา้ รวมทงั้ นำความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์
ชน้ั ประถมศึกษาปีที่ ๖ โรงเรียนบือดองพัฒนา
สำนักงานเขตพนื้ ที่การศกึ ษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑
หลักสตู รสถานศึกษากลุ่มสาระการเรียนรูว้ ทิ ยาศาสตร์ 9
(ฉบับปรบั ปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพน้ื ฐาน พุทธศกั ราช 2551
สาระท่ี ๓ วิทยาศาสตร์โลก และอวกาศ
มาตรฐาน ว ๓.๑ เข้าใจองค์ประกอบ ลักษณะ กระบวนการเกิด และวิวัฒนาการของเอกภพ
กาแล็กซี ดาวฤกษ์ และระบบสุริยะ รวมทั้งปฏิสัมพันธ์ภายในระบบสุริยะที่ส่งผลต่อสิ่งมีชีวิต และการ
ประยกุ ตใ์ ช้เทคโนโลยอี วกาศ
มาตรฐาน ว ๓.๒ เข้าใจองค์ประกอบและความสัมพันธ์ของระบบโลก กระบวนการเปลี่ยนแปลง
ภายในโลก และบนผิวโลก ธรณีพิบัติภัย กระบวนการเปลี่ยนแปลงลมฟา้ อากาศและภูมิอากาศโลก รวมทั้งผล
ตอ่ สิง่ มีชีวติ และส่ิงแวดล้อม
สาระที่ ๔ เทคโนโลยี
มาตรฐาน ว ๔.๑ เข้าใจแนวคิดหลกั ของเทคโนโลยีเพื่อการดำรงชีวิตในสังคมที่มีการเปล่ยี นแปลงอย่าง
รวดเร็ว ใช้ความรู้และทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และศาสตร์อื่นๆ เพื่อแก้ปัญหาหรือพัฒนา
งานอย่างมีความคิดสร้างสรรค์ด้วยกระบวนการออกแบบ เชิงวิศวกรรม เลือกใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสมโดย
คำนึงถึงผลกระทบต่อชีวิต สังคม และสิ่งแวดลอ้ ม
มาตรฐาน ว ๔.๒ เข้าใจและใช้แนวคิดเชิงคำนวณในการแก้ปัญหาท่ีพบในชวี ิตจริงอย่างเป็นขั้นตอน
และเป็นระบบ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการเรียนรู้การทำงาน และการแก้ปัญหาได้อย่างมี
ประสิทธิภาพ รเู้ ท่าทนั และมีจริยธรรม
คุณภาพผ้เู รยี น
จบชั้นประถมศึกษาปีท่ี ๖
❖ เข้าใจโครงสร้าง ลักษณะเฉพาะและการปรับตัวของสิง่ มีชีวติ รวมทั้งความสมั พันธ์ของสิง่ มีชวี ติ ใน
แหลง่ ทอ่ี ยู่ การทำหน้าท่ขี องส่วนตา่ ง ๆ ของพชื และการทำงานของระบบย่อยอาหาร ของมนุษย์
❖ เขา้ ใจสมบัติและการจำแนกกลุ่มของวัสดุ สถานะและการเปล่ียนสถานะของสสารการละลาย การ
เปลยี่ นแปลงทางเคมี การเปล่ยี นแปลงทผ่ี นั กลับได้และผันกลับไม่ได้ และการแยกสาร อย่างงา่ ย
❖ เขา้ ใจลกั ษณะของแรงโน้มถว่ งของโลก แรงลพั ธ์ แรงเสียดทาน แรงไฟฟา้ และผลของแรงต่างๆ ผล
ท่ีเกิดจากแรงกระทำต่อวตั ถุ ความดัน หลักการทม่ี ตี อ่ วัตถุ วงจรไฟฟ้าอย่างงา่ ย ปรากฏการณ์เบื้องต้นของเสียง
และแสง
❖ เข้าใจปรากฏการณ์การขึ้นและตกรวมถึงการเปลี่ยนแปลงรูปร่างปรากฏของดวงจันทร์
องค์ประกอบของระบบสุริยะ คาบการโคจรของดาวเคราะห์ ความแตกต่างของดาวเคราะห์และดาวฤกษ์ การ
ขนึ้ และตกของกล่มุ ดาวฤกษ์ การใช้แผนที่ดาว การเกดิ อปุ ราคา พัฒนาการและประโยชน์ ของเทคโนโลยี
อวกาศ
❖ เข้าใจลักษณะของแหล่งน้ำ วัฏจักรน้ำ กระบวนการเกิดเมฆ หมอก น้ำค้าง น้ำค้างแข็ง หยาดน้ำ
ฟ้า กระบวนการเกิดหนิ วฏั จักรหิน การใชป้ ระโยชนห์ ินและแร่ การเกดิ ซากดึกดำบรรพ์ การเกิดลมบก ลม
ทะเล มรสุม ลักษณะและผลกระทบของภัยธรรมชาติ ธรณีพิบัติภัย การเกิด และผลกระทบของ
ปรากฏการณ์เรือนกระจก
ช้ันประถมศึกษาปีที่ ๖ โรงเรียนบือดองพัฒนา
สำนักงานเขตพนื้ ที่การศกึ ษาประถมศึกษายะลา เขต ๑
หลักสูตรสถานศึกษากลุ่มสาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์ 10
(ฉบับปรับปรงุ พ.ศ.256๓) ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2551
❖ค้นหาข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพและประเมินความน่าเชื่อถือตัดสินใจเลือกข้อมูลใช้เหตุผลเชิง
ตรรกะในการแก้ปัญหา ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการทำงานร่วมกัน เข้าใจสิทธิ และหน้าที่
ของตน เคารพสทิ ธิของผู้อ่ืน
❖ ต้ังคำถามหรือกำหนดปัญหาเกยี่ วกับส่ิงที่จะเรียนรตู้ ามทกี่ ำหนดใหห้ รือตามความสนใจ คาดคะเน
คำตอบหลายแนวทาง สร้างสมมติฐานที่สอดคล้องกับคำถามหรือปัญหาที่จะสำรวจตรวจสอบ วางแผนและ
สำรวจตรวจสอบโดยใช้เครื่องมือ อุปกรณ์ และเทคโนโลยีสารสนเทศที่เหมาะสม ในการเก็บรวบรวมข้อมูลทั้ง
เชิงปรมิ าณและคุณภาพ
❖ วิเคราะห์ข้อมูล ลงความเห็น และสรุปความสัมพันธ์ของข้อมูลที่มาจากการสำรวจตรวจสอบใน
รปู แบบทเ่ี หมาะสม เพ่ือสื่อสารความรจู้ ากผลการสำรวจตรวจสอบได้อย่างมเี หตผุ ลและหลกั ฐานอ้างอิง
❖ แสดงถึงความสนใจ มุ่งมั่น ในสิ่งที่จะเรียนรู้ มีความคิดสร้างสรรค์เกี่ยวกับเรื่องที่จะศึกษาตาม
ความสนใจของตนเอง แสดงความคิดเห็นของตนเอง ยอมรับในข้อมูลที่มีหลักฐานอ้างอิง และรับฟังความ
คิดเหน็ ผู้อนื่
❖ แสดงความรับผิดชอบด้วยการทำงานที่ได้รับมอบหมายอย่างมุ่งมั่น รอบคอบ ประหยัด ซื่อสัตย์
จนงานลลุ ่วงเปน็ ผลสำเร็จ และทำงานร่วมกบั ผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์
❖ ตระหนักในคุณค่าของความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีใช้ความรู้และกระบวนการ ทาง
วิทยาศาสตร์ในการดำรงชีวิต แสดงความชื่นชม ยกย่อง และเคารพสิทธิในผลงานของผู้คิดค้นและศึกษาหา
ความรเู้ พมิ่ เตมิ ทำโครงงานหรือชน้ิ งานตามท่กี ำหนดใหห้ รอื ตามความสนใจ
❖ แสดงถึงความซาบซึ้ง ห่วงใย แสดงพฤติกรรมเกี่ยวกับการใช้ การดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ
และสิง่ แวดลอ้ มอยา่ งรู้คณุ คา่
ชนั้ ประถมศกึ ษาปีที่ ๖ โรงเรียนบือดองพัฒนา
สำนกั งานเขตพนื้ ท่ีการศึกษาประถมศึกษายะลา เขต ๑
หลกั สูตรสถานศึกษากลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ 11
(ฉบบั ปรบั ปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพนื้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551
ตวั ชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง
สาระที่ ๑ วิทยาศาสตร์ชีวภาพ
มาตรฐาน ว ๑.๑ เข้าใจความหลากหลายของระบบนิเวศ ความสัมพนั ธ์ระหว่างสิ่งไมม่ ีชวี ิตกับส่ิงมชี ีวิต
และความสัมพนั ธ์ระหว่างสิง่ มชี ีวิตกบั ส่ิงมีชีวติ ตา่ ง ๆ ในระบบนิเวศ การถา่ ยทอด
พลงั งาน การเปลีย่ นแปลงแทนที่ในระบบนเิ วศ ความหมายของประชากร ปัญหาและ
ผลกระทบทม่ี ตี ่อทรัพยากรธรรมชาติและสง่ิ แวดล้อมแนวทางในการอนุรักษ์
ทรัพยากรธรรมชาติและการแกไ้ ขปัญหาส่ิงแวดล้อม รวมทัง้ นำความรู้ไปใช้ประโยชน์
ชน้ั ตัวชว้ี ดั สาระการเรยี นรู้แกนกลาง
ป.๖ - -
สาระที่ ๑ วิทยาศาสตรช์ วี ภาพ
มาตรฐาน ว ๑.๒ เข้าใจสมบัตขิ องสง่ิ มชี ีวติ หนว่ ยพ้ืนฐานของส่ิงมีชีวิต การลำเลียงสารเขา้ และออกจาก
เซลล์ ความสมั พนั ธ์ของโครงสร้างและหน้าที่ของระบบต่าง ๆ ของสตั วแ์ ละมนุษย์ท่ี
ทำงานสมั พันธ์กัน ความสมั พันธข์ องโครงสร้างและหน้าท่ขี องอวัยวะต่าง ๆ ของพืชที่
ทำงานสัมพันธก์ นั รวมทั้งนำความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์
ชัน้ ตวั ช้วี ดั สาระการเรยี นรู้แกนกลาง
ป.6 ๑ . ร ะ บ ุ ส า ร อ า ห า ร แ ล ะ บ อ ก ⚫สารอาหารที่อยู่ในอาหารมี ๖ ประเภท ได้แก่
ประโยชน์ของสารอาหารแต่ละ คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน เกลือแร่ วิตามินและ
ประเภทจากอาหารทต่ี นเอง น้ำ
รบั ประทาน ⚫ อาหารแต่ละชนิดประกอบด้วยสารอาหารท่ี
๒. บอกแนวทางในการเลือก แตกต่างกัน อาหารบางอย่างประกอบด้วย
รับประทานอาหารให้ได้สารอาหาร สารอาหารประเภทเดียว อาหารบางอย่าง
ครบถ้วน ในสัดส่วนที่เหมาะสมกับ ประกอบดว้ ยสารอาหารมากกว่าหนง่ึ ประเภท
เพศและวัย รวมทั้งความปลอดภัย ⚫ สารอาหารแตล่ ะประเภทมปี ระโยชน์ต่อร่างกาย
ตอ่ สขุ ภาพ
แตกต่างกัน โดยคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมัน
๓. ตระหนักถึงความสำคัญของ เป็นสารอาหารที่ให้พลังงานแก่ร่างกาย ส่วนเกลือ
ส า ร อ า ห า ร โ ด ย ก า ร เ ล ื อ ก แร่ วติ ามนิ และนำ้ เปน็ สารอาหารท่ไี มใ่ หพ้ ลงั งาน
รับประทานอาหารที่มีสารอาหาร แกร่ า่ งกาย แต่ชว่ ยใหร้ า่ งกายทำงานได้เป็นปกติ
ครบถ้วนในสัดส่วนที่เหมาะสมกับ ⚫ การรับประทานอาหาร เพื่อให้ร่างกาย
เพศและวัย รวมทั้งปลอดภัยต่อ เจริญเติบโต มีการเปลี่ยนแปลงของร่างกายตาม
สขุ ภาพ เพศและวัย และมีสขุ ภาพดี จำเปน็ ต้องรับประทาน
๔. สร้างแบบจำลองระบบย่อย ให้ไดพ้ ลังงานเพยี งพอกบั ความต้องการของร่างกาย
อาหาร และบรรยายหน้าที่ของ และให้ได้สารอาหารครบถว้ น ในสดั สว่ นทีเ่ หมาะสม
อวยั วะในระบบย่อยอาหาร รวมทง้ั กบั เพศและวยั รวมทัง้ ตอ้ งคำนึงถงึ ชนดิ และปริมาณ
ช้นั ประถมศึกษาปีที่ ๖ โรงเรียนบือดองพัฒนา
สำนักงานเขตพนื้ ทีก่ ารศึกษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑
หลกั สูตรสถานศึกษากลุ่มสาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์ 12
(ฉบับปรบั ปรงุ พ.ศ.256๓) ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพืน้ ฐาน พทุ ธศักราช 2551
สาระที่ ๑ วิทยาศาสตร์ชีวภาพ
มาตรฐาน ว ๑.๒ เข้าใจสมบัติของสิ่งมชี ีวติ หนว่ ยพนื้ ฐานของส่งิ มชี ีวติ การลำเลียงสารเข้าและออกจาก
เซลล์ ความสัมพันธข์ องโครงสร้างและหน้าที่ของระบบต่าง ๆ ของสตั ว์และมนษุ ยท์ ่ี
ทำงานสัมพนั ธ์กัน ความสัมพันธข์ องโครงสรา้ งและหนา้ ท่ขี องอวยั วะต่าง ๆ ของพชื ท่ี
ทำงานสัมพนั ธ์กนั รวมทั้งนำความรูไ้ ปใช้ประโยชน์
ชนั้ ตัวชวี้ ัด สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง
อธิบายการย่อยอาหารและการดูด ของวัตถุเจือปนในอาหารเพื่อความปลอดภัยต่อ
ซึมสารอาหาร สขุ ภาพ
๕. ตระหนักถึงความสำคัญของ • ระบบย่อยอาหารประกอบด้วยอวัยวะต่าง ๆ
ระบบย่อยอาหาร โดยการบอก ได้แก่ ปาก หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ลำไสเ้ ล็ก
แนวทางในการดแู ลรกั ษาอวยั วะ ลำไสใ้ หญ่ ทวาร
ในระบบย่อยอาหารใหท้ ำงานเปน็ หนัก ตับ และตับอ่อน ซึ่งทำหน้าที่ร่วมกันในการ
ปกติ ยอ่ ยและดูดซมึ สารอาหาร
- ปากมีฟนั ช่วยบดเคีย้ วอาหารใหม้ ขี นาดเลก็ ลงและ
มีลิ้นช่วยคลุกเคล้าอาหารกับน้ำลายในน้ำลายมี
เอนไซมย์ ่อยแปง้ ใหเ้ ปน็ น้ำตาล
- หลอดอาหารทำหน้าที่ลำเลียงอาหารจากปากไป
ยังกระเพาะอาหาร ภายในกระเพาะอาหารมีการ
ย่ อ ย โ ป ร ต ี น โ ด ย ก ร ด แ ล ะ เ อ น ไ ซ ม ์ ท ี ่ ส ร ้ า ง จ า ก
กระเพาะอาหาร
ลำไส้เล็กมีเอนไซม์ที่สร้างจากผนังลำไส้เล็กเองและ
จากตับอ่อนที่ช่วยย่อยโปรตีน คาร์โบไฮเดรต และ
ไขมัน โดยโปรตีน คาร์โบไฮเดรต และไขมันที่ผ่าน
การย่อยจนเป็นสารอาหารขนาดเล็กพอที่จะดูดซึม
ได้ รวมถึงน้ำ เกลือแร่ และวิตามิน จะถูกดูดซึมที่
เป็นปกติ
ผนังลำไส้เล็กเข้าสู่กระแสเลือด เพื่อลำเลียงไปยัง
ส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ซึ่งโปรตีน คาร์โบไฮเดรต
และไขมัน จะถูกนำไปใช้เป็นแหล่งพลังงานสำหรับ
ใช้ในกิจกรรมต่าง ๆส่วนน้ำ เกลือแร่ และวิตามิน
จะชว่ ยใหร้ ่างกายทำงานไดเ้ ปน็ ปกติ
- ตับสร้างน้ำดีแล้วส่งมายังลำไส้เล็กช่วยให้ไขมัน
แตกตวั
- ลำไส้ใหญท่ ำหนา้ ท่ีดดู นำ้ และเกลือแร่ เป็นบริเวณ
ที่มีอาหารที่ย่อยไม่ได้หรือย่อยไม่หมด เป็นกาก
อาหาร ซง่ึ จะถกู กำจัดออกทางทวารหนัก
• อวัยวะต่าง ๆ ในระบบย่อยอาหารมีความสำคัญ
จึงควรปฏบิ ตั ติ น ดแู ลรักษาอวยั วะใหท้ ำงาน
ชั้นประถมศึกษาปที ี่ ๖ โรงเรียนบือดองพัฒนา
สำนักงานเขตพนื้ ท่ีการศึกษาประถมศึกษายะลา เขต ๑
หลกั สูตรสถานศึกษากลุ่มสาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์ 13
(ฉบับปรบั ปรงุ พ.ศ.256๓) ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพน้ื ฐาน พุทธศักราช 2551
สาระท่ี ๑ วิทยาศาสตร์ชีวภาพ
มาตรฐานว๑.๓ เขา้ ใจกระบวนการและความสำคัญของการถา่ ยทอดลักษณะทางพันธุกรรมสารพนั ธกุ รรม
การเปลีย่ นแปลงทางพนั ธุกรรมทมี่ ีผลตอ่ ส่ิงมชี ีวติ ความหลากหลายทางชีวภาพและ
ววิ ัฒนาการของส่ิงมีชวี ิต รวมทงั้ นำความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์
ช้ัน ตวั ชวี้ ดั สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง
ป.6 - -
สาระท่ี ๒ วิทยาศาสตร์กายภาพ
มาตรฐาน ว ๒.๑ เขา้ ใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งสมบตั ิของสสารกบั
โครงสร้างและแรงยึดเหนย่ี วระหว่างอนภุ าค หลกั และธรรมชาตขิ องการเปลย่ี นแปลงสถานะของสสาร การ
เกิดสารละลาย และการเกิดปฏิกิริยาเคมี
ชน้ั ตัวชว้ี ดั สาระการเรยี นรูแ้ กนกลาง
ป.6 ๑. อธิบายและเปรียบเทียบการแยก • สารผสมประกอบด้วยสารตั้งแต่ ๒ ชนิดขึ้นไปผสมกัน
สารผสมโดยการหยิบออก การร่อน เช่น น้ำมันผสมน้ำ ข้าวสารปนกรวดทราย วิธีการท่ี
การใช้แม่เหล็กดึงดูด การรินออก เหมาะสมในการแยกสารผสมขึ้นอยู่กับลักษณะและ
การกรอง และการตกตะกอนโดย สมบัติของสารที่ผสมกัน ถ้าองค์ประกอบของสารผสม
ใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ รวมทั้ง เป็นของแข็งกับของแข็งที่มีขนาด แตกต่างกันอย่าง
ระบุวิธีแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน ชดั เจน อาจใชว้ ธิ กี ารหยิบออกหรือการร่อนผ่านวัสดุที่มี
เกยี่ วกับการแยกสาร รู ถ้ามีสารใดสารหนึ่งเป็นสารแม่เหล็กอาจใช้วิธีการใช้
แม่เหล็กดึงดูด ถ้าองค์ประกอบเป็นของแข็งที่ไม่ละลาย
ในของเหลว อาจใช้วิธีการรินออก การกรอง หรือ การ
ตกตะกอน ซึ่งวธิ กี ารแยกสารสามารถนำไปใช้ประโยชน์
ในชวี ิตประจำวนั ได้
สาระท่ี ๒ วิทยาศาสตร์กายภาพ
มาตรฐาน ว ๒.๒ เขา้ ใจธรรมชาติของแรงในชีวติ ประจำวัน ผลของแรงท่ีกระทำตอ่ วตั ถุ ลกั ษณะการ
เคลอ่ื นท่แี บบตา่ ง ๆ ของวตั ถุ รวมทัง้ นำความรู้ไปใช้ประโยชน์
ชั้น ตัวชีว้ ัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง
ป.6 ๑. อธบิ ายการเกิดและผลของแรง • วัตถุ ๒ ชนิดที่ผ่านการขัดถูแล้ว เมื่อนำเข้าใกล้กัน
ไฟฟ้าซ่งึ เกดิ จากวัตถุทีผ่ ่านการ อาจดึงดูดหรือผลักกัน แรงที่เกิดขึ้นนี้เป็นแรงไฟฟ้า
ขัดถู โดยใชห้ ลักฐานเชงิ ประจักษ์ ซึ่งเป็นแรงไม่สัมผัส เกิดขึ้นระหว่างวัตถุที่มีประจุ
ไฟฟ้า ซึ่งประจุไฟฟ้ามี ๒ ชนิด คือ ประจุไฟฟ้าบวก
และประจุไฟฟ้าลบ วัตถุที่มีประจุไฟฟ้าชนิดเดียวกัน
ผลักกัน ชนดิ ตรงข้ามกนั ดึงดูดกนั
ชนั้ ประถมศึกษาปที ่ี ๖ โรงเรียนบอื ดองพัฒนา
สำนักงานเขตพื้นท่ีการศกึ ษาประถมศึกษายะลา เขต ๑
หลักสูตรสถานศึกษากลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์ 14
(ฉบับปรบั ปรงุ พ.ศ.256๓) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขนั้ พื้นฐาน พทุ ธศกั ราช 2551
สาระท่ี ๒ วิทยาศาสตร์กายภาพ
มาตรฐาน ว ๒.๓ เข้าใจความหมายของพลงั งาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอนพลงั งาน ปฏิสัมพนั ธ์
ระหว่างสสารและพลังงาน พลงั งานในชีวิตประจำวนั ธรรมชาตขิ องคลื่น ปรากฏการณ์ทีเ่ กี่ยวข้องกับเสียง
แสง และคล่นื แมเ่ หล็กไฟฟา้ รวมท้ังนำความรู้ไปใช้ประโยชน์
ชนั้ ตวั ชวี้ ดั สาระการเรยี นรูแ้ กนกลาง
ป.6 ๑. ระบุส่วนประกอบและบรรยาย • วงจรไฟฟ้าอย่างง่ายประกอบด้วย แหล่งกำเนิด
หน้าที่ของแต่ละส่วนประกอบของ ไฟฟ้า สายไฟฟ้า และเครื่องใช้ไฟฟ้าหรืออุปกรณ์
วงจรไฟฟ้าอย่างง่ายจากหลักฐาน ไฟฟ้า แหล่งกำเนิดไฟฟ้า เช่น ถ่านไฟฉาย หรือ
เชิงประจกั ษ์ แบตเตอรี่ ทำหน้าที่ให้พลังงานไฟฟ้า สายไฟฟ้าเป็น
๒. เขียนแผนภาพและต่วงจรไฟฟ้า ตัวนำไฟฟา้ ทำหนา้ ทีเ่ ช่ือมตอ่ ระหว่าง
อย่างง่าย แหล่งกำเนิดไฟฟ้าและเครื่องใช้ไฟฟ้าเข้าด้วยกัน
๓. ออกแบบการทดลองและทดลอง เครื่องใช้ไฟฟ้ามีหน้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็น
ด้วยวิธีที่เหมาะสมในการอธิบาย พลงั งานอื่น
วธิ กี ารและผลของ • เมื่อนำเซลลไ์ ฟฟ้าหลายเซลลม์ าต่อเรยี งกัน
การต่อเซลลไ์ ฟฟา้ แบบอนุกรม โดยให้ขั้วบวกของเซลล์ไฟฟ้าเซลล์หนึ่งต่อกับขั้วลบ
๔. ตระหนักถึงประโยชน์ของความรู้ ของอีกเซลล์หนึ่งเป็นการต่อแบบอนุกรม ทำให้มี
ของการต่อเซลล์ไฟฟ้าแบบอนุกรม พลังงานไฟฟ้าเหมาะสมกับเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งการต่อ
โ ด ย บ อ ก ป ร ะ โ ย ช น ์ แ ล ะ ก า ร เซลล์ไฟฟ้าแบบอนุกรมสามารถนำไปใช้ประโยชน์ใน
ประยุกตใ์ ช้ในชวี ติ ประจำวนั ชวี ติ ประจำวัน เชน่ การต่อเซลลไ์ ฟฟ้าใน
๕. ออกแบบการทดลองและทดลอง ไฟฉาย
ด้วยวิธีที่เหมาะสมในการอธิบาย • การตอ่ หลอดไฟฟา้ แบบอนุกรมเมื่อถอด
การต่อหลอดไฟฟา้ หลอดไฟฟ้าดวงใดดวงหนึ่งออกทำให้หลอดไฟฟ้าที่
แบบอนุกรมและแบบขนาน เหลือดับทั้งหมด ส่วนการต่อหลอดไฟฟ้าแบบขนาน
๖. ตระหนักถึงประโยชน์ของความรู้ เมื่อถอดหลอดไฟฟ้าดวงใดดวงหนึ่งออก หลอดไฟฟ้า
ของการตอ่ หลอดไฟฟ้าแบบอนุกรม ที่เหลือก็ยังสว่างได้ การต่อหลอดไฟฟ้าแต่ละแบบ
และแบบขนาน โดยบอกประโยชน์ สามารถนำไปใช้ประโยชนไ์ ด้ เช่น การต่อหลอดไฟฟา้
ข้อจำกัด และการประยุกต์ใช้ ใน หลายดวงในบ้านจึงต้องต่อหลอดไฟฟ้าแบบขนาน
ชีวติ ประจำวัน เพอื่ เลอื กใชห้ ลอดไฟฟ้าดวงใดดวงหนึง่ ได้ตามต้องการ
๗. อธิบายการเกิดเงามืดเงามัวจาก • เมื่อนำวัตถุทึบแสงมากั้นแสงจะเกิดเงาบนฉาก รับ
หลักฐานเชิงประจกั ษ์ แสงที่อยู่ด้านหลังวัตถุ โดยเงามีรูปร่างคล้ายวัตถุที่ทำ
๘. เขียนแผนภาพรังสีของแสงแสดง ให้เกิดเงา เงามัวเป็นบริเวณที่มีแสงบางส่วนตกลงบน
การเกดิ เงามืดเงามวั ฉาก ส่วนเงามืดเป็นบริเวณที่ไม่มีแสงตกลงบนฉาก
เลย
ชั้นประถมศกึ ษาปีที่ ๖ โรงเรียนบือดองพัฒนา
สำนกั งานเขตพ้นื ท่ีการศกึ ษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑
หลักสูตรสถานศกึ ษากลุ่มสาระการเรียนร้วู ทิ ยาศาสตร์ 15
(ฉบบั ปรบั ปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พทุ ธศักราช 2551
สาระที่ ๓ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีโลก และอวกาศ
มาตรฐาน ว ๓.๑ เข้าใจองค์ประกอบ ลกั ษณะ กระบวนการเกิด และววิ ฒั นาการของเอกภพ กาแล็กซี
ดาวฤกษ์ และระบบสรุ ยิ ะ รวมทง้ั ปฏสิ ัมพันธ์ภายในระบบสรุ ิยะท่ีส่งผลต่อสิ่งมีชีวิต และการประยุกต์ใช้
เทคโนโลยอี วกาศ
ชน้ั ตัวชีว้ ัด สาระการเรียนรแู้ กนกลาง
ป.6 ๑. สร้างแบบจำลองที่อธิบายการเกิด • เมื่อโลกและดวงจันทร์ โคจรมาอยู่ในแนวเส้นตรง
และเปรียบเทียป รา กฏ ก า ร ณ์ เดียวกันกับดวงอาทิตย์ในระยะทางที่เหมาะสม ทำ
สุริยปุ ราคาและจันทรุปราคา ให้ดวงจันทร์บังดวงอาทิตย์ เงาของดวงจันทร์ทอด
๒. อธิบายพัฒนาการของเทคโนโลยี มายังโลก ผู้สังเกตที่อยู่บริเวณเงาจะมองเห็น ดวง
อวกาศ และยกตัวอย่างการนำ อาทิตย์มืดไป เกิดปรากฏการณ์สุริยุปราคา ซึ่งมีท้ัง
เทคโนโลยีอวกาศมาใช้ประโยชน์ใน สุริยุปราคาเต็มดวง สุริยุปราคาบางส่วน และ
ชีวิตประจำวัน จากข้อมูลที่รวบรวม สรุ ิยุปราคาวงแหวน
ได้ • หากดวงจันทร์และโลกโคจรมาอยู่ในแนวเส้นตรง
เดียวกันกับดวงอาทิตย์ แล้วดวงจันทร์เคล่ือนที่ผ่าน
เงาของโลก จะมองเห็นดวงจันทร์มืดไปเกิด
ปรากฏการณ์จันทรุปราคา ซึ่งมีทั้งจันทรุปราคาเต็ม
ดวง และจนั ทรุปราคาบางส่วน
• เทคโนโลยีอวกาศเริ่มจากความต้องการของมนุษย์
ในการสำรวจวตั ถุทอ้ งฟ้าโดยใชต้ าเปล่า
กลอ้ งโทรทรรศน์ และได้พฒั นาไปสกู่ ารขนส่ง
เพื่อสำรวจอวกาศด้วยจรวดและยานขนส่งอวกาศ
และยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีการนำ
เทคโนโลยีอวกาศบางประเภทมาประยุกต์ใช้ใน
ชีวิตประจำวัน เช่น การใช้ดาวเทียมเพื่อการสื่อสาร
การพยากรณ์อากาศ หรือการสำรวจ
ทรัพยากรธรรมชาติ การใช้อุปกรณ์วัดชีพจรและ
การเตน้ ของหวั ใจ หมวกนิรภยั ชุดกฬี า
ชั้นประถมศึกษาปที ี่ ๖ โรงเรยี นบือดองพัฒนา
สำนักงานเขตพืน้ ที่การศกึ ษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑
หลกั สตู รสถานศึกษากลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์ 16
(ฉบับปรับปรงุ พ.ศ.256๓) ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พืน้ ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551
สาระที่ ๓ วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยีโลก และอวกาศ
มาตรฐาน ว ๓.๒ เขา้ ใจองค์ประกอบและความสมั พนั ธข์ องระบบโลก กระบวนการเปลยี่ นแปลงภายใน
โลกและบนผวิ โลก ธรณีพิบัติภัย กระบวนการเปลี่ยนแปลงลมฟ้าอากาศและภูมิอากาศ
โลก รวมท้ังผลต่อสิง่ มีชีวิตและสิง่ แวดล้อม
ชั้น ตวั ช้วี ัด สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง
ป.6 ๑. เปรียบเทียบกระบวนการเกิดหิน • หินเป็นวัสดุแข็งเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ
อัคนี หินตะกอน และหินแปร และ ประกอบด้วย แร่ตั้งแต่หนึ่งชนิดขึ้นไป สามารถ
อธิบายวฏั จกั รหินจากแบบจำลอง จำแนกหินตามกระบวนการเกิดได้เป็น ๓ ประเภท
๒. บรรยายและยกตัวอย่างการใช้ ได้แก่ หินอัคนี หินตะกอน และหนิ แปร
ป ร ะ โ ย ช น ์ ข อ ง ห ิ น แ ล ะ แ ร ่ ใ น • หินอัคนีเกิดจากการเย็นตัวของแมกมา เนื้อหินมี
ชวี ติ ประจำวันจากข้อมลู ทรี่ วบรวมได้ ลกั ษณะเป็นผลึก ท้งั ผลึกขนาดใหญ่และ
๓. สร้างแบบจำลองที่อธิบายการเกิด ขนาดเลก็ บางชนดิ อาจเป็นเนือ้ แก้วหรอื มี
ซากดึกดำบรรพ์และคาดคะเน รูพรุน
สภาพแวดล้อมในอดีตของซากดึกดำ • หินตะกอน เกิดจากการทับถมของตะกอนเมื่อถูก
บรรพ์ แรงกดทับและมีสารเชื่อมประสานจึงเกิดเป็นหิน
๔. เปรียบเทียบการเกิดลมบก ลม เนื้อหินกลุ่มนี้ส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นเม็ดตะกอนมี
ทะเล และมรสุม รวมทั้งอธิบายผลท่ี ทั้งเนอื้ หยาบและเน้ือละเอียด บางชนดิ เป็นเน้ือผลึก
มีต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม จาก ท่ยี ดึ เกาะกันเกิดจากการตกผลึกหรือตกตะกอนจาก
แบบจำลอง น้ำโดยเฉพาะน้ำทะเล บางชนิดมีลักษณะเป็นชั้น ๆ
จึงเรียกอีกชอ่ื วา่ หินชน้ั
• หินแปร เกดิ จากการแปรสภาพของหินเดมิ ซึ่งอาจ
เปน็ หนิ อัคนี หนิ ตะกอน หรอื หนิ แปร
โดยการกระทำของความร้อน ความดัน และ
ปฏิกิริยาเคมี เนื้อหินของหินแปรบางชนิดผลึกของ
แรเ่ รยี งตัวขนานกันเปน็ แถบ บางชนิด
แซะออกเป็นแผ่นได้ บางชนิดเป็นเนื้อผลึกที่มคี วาม
แข็งมาก
• หินในธรรมชาตทิ ั้ง ๓ ประเภท มีการเปลี่ยนแปลง
จากประเภทหนึ่งไปเป็นอีกประเภทหนึ่ง หรือ
ประเภทเดิมได้ โดยมีแบบรูปการเปลี่ยนแปลงคงท่ี
และต่อเน่ืองเป็น
วัฏจกั ร
ชั้นประถมศึกษาปีท่ี ๖ โรงเรยี นบอื ดองพัฒนา
สำนักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑
หลกั สตู รสถานศกึ ษากลุ่มสาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์ 17
(ฉบับปรับปรงุ พ.ศ.256๓) ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขนั้ พืน้ ฐาน พทุ ธศักราช 2551
สาระที่ ๓ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีโลก และอวกาศ
มาตรฐาน ว ๓.๒ เขา้ ใจองคป์ ระกอบและความสมั พันธ์ของระบบโลก กระบวนการเปล่ียนแปลงภายใน
โลกและบนผิวโลก ธรณีพิบัตภิ ัย กระบวนการเปลี่ยนแปลงลมฟา้ อากาศและภูมิอากาศ
โลก รวมท้ังผลต่อสิง่ มีชีวิตและสิ่งแวดลอ้ ม
ชั้น ตัวชว้ี ดั สาระการเรียนรูแ้ กนกลาง
ป.6
• หนิ และแร่แต่ละชนดิ มีลกั ษณะและสมบัติ
แตกต่างกัน มนุษย์ใช้ประโยชน์จากแร่ใน
ชีวิตประจำวันในลักษณะต่าง ๆ เช่น นำแร่มาทำ
เครื่องสำอาง ยาสีฟัน เครื่องประดับ อุปกรณ์ทาง
การแพทย์ และนำหินมาใช้ในงานก่อสร้างต่าง ๆ
เปน็ ตน้
• ซากดึกดำบรรพ์เกิดจากการทับถมหรือการ
ประทับรอยของสิ่งมีชีวิตในอดีต จนเกิดเป็น
โครงสร้างของซากหรือรอ่ งรอยของสิง่ มีชีวติ
ที่ปรากฏอยู่ในหิน ในประเทศไทยพบซากดึกดำ
บรรพ์ที่หลากหลาย เช่น พืช ปะการัง หอย ปลา
เตา่ ไดโนเสาร์ และรอยตีนสัตว์
• ซากดึกดำบรรพ์สามารถใชเ้ ป็นหลกั ฐานหน่ึง
ที่ช่วยอธิบายสภาพแวดล้อมของพื้นที่ในอดีตขณะ
เกิดสิ่งมีชีวิตนั้น เช่น หากพบซากดึกดำบรรพ์ ของ
หอยน้ำจืด สภาพแวดล้อมบริเวณนั้นอาจเคยเป็น
แหล่งน้ำจืดมาก่อน และหากพบซากดึกดำบรรพ์
ของพชื สภาพแวดล้อมบริเวณนัน้ อาจเคยเป็นป่ามา
ก่อน นอกจากนี้ซากดึกดำบรรพ์ ยังสามารถใช้ระบุ
อายุของหิน และเป็นข้อมูลในการศึกษาวิวัฒนาการ
ของสิง่ มีชวี ิต
• ลมบก ลมทะเล และมรสมุ เกดิ จากพน้ื ดิน
และพื้นน้ำ ร้อนและเย็นไม่เท่ากันทำให้อุณหภูมิ
อากาศเหนือพื้นดินและพื้นน้ำแตกต่างกัน จึงเกิด
การเคลื่อนที่ของอากาศจากบริเวณที่มีอุณหภูมิต่ำ
ไปยงั บริเวณทีม่ ีอุณหภูมิสงู
• ลมบกและลมทะเลเป็นลมประจำถิ่นที่พบบริเวณ
ชายฝั่ง โดยลมบกเกดิ ในเวลากลางคืน ทำให้มลี มพัด
จากชายฝั่งไปสู่ทะเล ส่วนลมทะเลเกิดในเวลา
กลางวัน ทำใหม้ ลี มพดั จากทะเลเข้าสูช่ ายฝ่ัง
ช้ันประถมศกึ ษาปีที่ ๖ โรงเรยี นบอื ดองพัฒนา
สำนักงานเขตพื้นทกี่ ารศกึ ษาประถมศึกษายะลา เขต ๑
หลักสตู รสถานศกึ ษากลุ่มสาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์ 18
(ฉบับปรับปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพืน้ ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551
สาระท่ี ๓ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีโลก และอวกาศ
มาตรฐาน ว ๓.๒ เข้าใจองค์ประกอบและความสัมพนั ธข์ องระบบโลก กระบวนการเปล่ยี นแปลงภายใน
โลกและบนผิวโลก ธรณพี บิ ัตภิ ยั กระบวนการเปล่ียนแปลงลมฟา้ อากาศและภูมิอากาศ
โลก รวมทั้งผลต่อส่ิงมีชีวิตและสง่ิ แวดลอ้ ม
ช้ัน ตัวชวี้ ัด สาระการเรยี นร้แู กนกลาง
ป.6 ๕. อธิบายผลของมรสุมต่อการเกิดฤดู • มรสมุ เปน็ ลมประจำฤดเู กดิ บริเวณเขตร้อน
ของประเทศไทย จากข้อมูลท่ี ของโลก ซึ่งเป็นบริเวณกว้างระดับภูมิภาค ประเทศ
รวบรวมได้ ไทยได้รับผลจากมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือในช่วง
๖. บรรยายลักษณะและผลกระทบ ประมาณกลางเดือนตุลาคมจนถึงเดือนกุมภาพันธ์
ของน้ำท่วม ทำให้เกิดฤดูหนาว และได้รับผลจากมรสุมตะวันตก
ก า ร ก ั ด เ ซ า ะ ช า ย ฝ ั ่ ง ด ิ น ถ ล่ ม เฉียงใต้ในช่วงประมาณกลางเดือนพฤษภาคมจนถึง
แผ่นดินไหว สึนามิ กลางเดือนตุลาคมทำให้เกิดฤดูฝน ส่วนช่วง
๗. ตระหนักถึงผลกระทบของภัย ประมาณกลางเดือนกุมภาพันธ์จนถึงกลางเดือน
ธรรมชาติและธรณีพิบัติภัย โดย พฤษภาคมเป็นช่วงเปลี่ยนมรสุมและประเทศไทยอยู่
นำเสนอแนวทางในการ ใกล้เส้นศูนย์สูตร แสงอาทิตย์เกือบต้ังตรงและตั้ง
เฝ้าระวังและปฏิบัติตนให้ปลอดภัย ตรงประเทศไทยในเวลาเที่ยงวัน ทำให้ได้รับความ
จากภัยธรรมชาติและธรณีพิบัติภัยท่ี ร้อนจากดวงอาทิตย์อย่างเต็มที่ อากาศจึงร้อนอบ
อาจเกดิ ในทอ้ งถิน่ อา้ วทำใหเ้ กิดฤดรู ้อน
๘. สร้างแบบจำลองที่อธิบายการเกิด • น้ำท่วม การกัดเซาะชายฝั่ง ดินถล่ม แผ่นดินไหว
ปรากฏการณ์เรือนกระจก และผล และสึนามิ มีผลกระทบต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อม
ของปรากฏการณ์เรือนกระจกต่อ แตกต่างกัน
สง่ิ มชี วี ติ • มนุษย์ควรเรียนรู้วิธีปฏิบัติตนให้ปลอดภัย เช่น
๙ . ต ร ะ ห นั ก ถ ึ ง ผ ล ก ร ะ ท บ ข อ ง ติดตามข่าวสารอย่างสม่ำเสมอ เตรียมถุงยังชีพ ให้
ปรากฏการณ์เรือนกระจก โดย พร้อมใช้ตลอดเวลา และปฏิบัติตามคำสั่งของ
นำเสนอแนวทางการปฏิบัติตนเพ่ือ ผู้ปกครองและเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัดเมื่อเกิดภัย
ลดกิจกรรมที่ก่อให้เกิดแก๊สเรือน ธรรมชาตแิ ละธรณี
กระจก พบิ ตั ิภัย
• ปรากฏการณ์เรือนกระจกเกิดจากแก๊สเรือน
กระจกในชั้นบรรยากาศของโลกกักเก็บความร้อน
แล้ว คายความร้อนบางส่วนกลับสู่ผิวโลก ทำให้
อากาศ บนโลกมอี ุณหภมู ิเหมาะสมต่อการดำรงชวี ติ
• หากปรากฏการณเ์ รือนกระจกรนุ แรงมากขึ้น
จะมีผลต่อการเปล่ยี นแปลงภมู ิอากาศโลก
มนุษย์จงึ ควรร่วมกันลดกจิ กรรมทีก่ ่อใหเ้ กิด
แก๊สเรอื นกระจก
ชัน้ ประถมศกึ ษาปที ี่ ๖ โรงเรียนบือดองพัฒนา
สำนักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑
หลกั สูตรสถานศึกษากลุ่มสาระการเรียนร้วู ทิ ยาศาสตร์ 19
(ฉบับปรบั ปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขัน้ พ้ืนฐาน พทุ ธศักราช 2551
สาระที่ ๔ เทคโนโลยี
มาตรฐาน ว ๔.๑ เข้าใจแนวคดิ หลักของเทคโนโลยีเพอ่ื การดำรงชีวิตในสังคมทม่ี ีการเปลย่ี นแปลงอย่าง
รวดเร็ว ใชค้ วามรู้และทักษะทางดา้ นวทิ ยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และศาสตร์อื่น ๆ เพื่อ
แกป้ ญั หาหรือพัฒนางานอยา่ งมคี วามคดิ สร้างสรรคด์ ้วยกระบวนการออกแบบเชงิ วศิ วกรรม
เลือกใชเ้ ทคโนโลยีอยา่ งเหมาะสมโดยคำนึงถึงผลกระทบต่อชีวติ สังคม และสิง่ แวดล้อม
ชนั้ ตวั ช้วี ดั สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง
ป.6 - -
สาระที่ ๔ เทคโนโลยี
มาตรฐาน ว ๔.๒ เขา้ ใจและใช้แนวคดิ เชงิ คำนวณในการแกป้ ญั หาท่ีพบในชีวิตจรงิ อย่างเปน็ ข้นั ตอนและ
เปน็ ระบบ ใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศและการสอื่ สารในการเรยี นรู้ การทำงาน และการแกป้ ญั หา
ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ร้เู ทา่ ทนั และมีจริยธรรม
ชน้ั ตัวชว้ี ัด สาระการเรียนรแู้ กนกลาง
ป.6 ๑. ใช้เหตุผลเชิงตรรกะในการอธิบาย • การแกป้ ญั หาอยา่ งเป็นขน้ั ตอนจะช่วยให้แก้ปัญหา
และออกแบบวิธีการแก้ปัญหาที่พบ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในชวี ิตประจำวนั • การใช้เหตุผลเชิงตรรกะเป็นการนำกฎเกณฑ์ หรือ
เงื่อนไขที่ครอบคลุมทุกกรณีมาใช้พิจารณาในการ
แก้ปญั หา
• แนวคิดของการทำงานแบบวนซ้ำ และเงื่อนไข
• การพิจารณากระบวนการทำงานที่มีการทำงาน
แบบวนซ้ำหรือเงื่อนไขเป็นวิธีการที่จะช่วยให้การ
ออกแบบว ิธ ีการ แก ้ปั ญหาเ ป็น ไป อย ่ า ง มี
ประสิทธิภาพ
• ตัวอย่างปัญหา เช่น การค้นหาเลขหน้าที่ต้องการ
ให้เร็วที่สุด การทายเลข ๑-๑,๐๐๐,๐๐๐ โดยตอบ
ให้ถูกภายใน ๒๐ คำถาม การคำนวณเวลาในการ
เดนิ ทาง โดยคำนึงถงึ ระยะทาง เวลาจุดหยดุ พัก
ชนั้ ประถมศกึ ษาปีท่ี ๖ โรงเรยี นบอื ดองพัฒนา
สำนกั งานเขตพ้นื ท่กี ารศกึ ษาประถมศึกษายะลา เขต ๑
หลักสูตรสถานศกึ ษากลุ่มสาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์ 20
(ฉบบั ปรบั ปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขัน้ พนื้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551
สาระที่ ๔ เทคโนโลยี
มาตรฐาน ว ๔.๒ เขา้ ใจและใชแ้ นวคดิ เชิงคำนวณในการแกป้ ญั หาทพ่ี บในชวี ิตจริงอย่างเปน็ ขั้นตอนและ
เปน็ ระบบ ใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศและการสื่อสารในการเรียนรู้ การทำงาน และการแก้ปญั หา
ได้อยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพ รเู้ ทา่ ทัน และมีจริยธรรม
ชน้ั ตัวชวี้ ดั สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง
ป.6 ๒. ออกแบบและเขียนโปรแกรมอย่าง • การออกแบบโปรแกรมสามารถทำได้โดยเขียน
ง่าย เพื่อแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน เปน็ ขอ้ ความหรือผงั งาน
ตรวจหข้อผิดพลาดของโปรแกรม • การออกแบบและเขียนโปรแกรมท่ีมีการใชต้ วั แปร
และแก้ไข การวนซำ้ การตรวจสอบเงอ่ื นไข
• หากมีข้อผิดพลาดให้ตรวจสอบการทำงานทีละ
คำส่งั เม่อื พบจดุ ท่ีทำให้ผลลัพธ์ไม่ถูกตอ้ ง
ให้ทำการแกไ้ ขจนกว่าจะไดผ้ ลลัพธ์ทถ่ี กู ต้อง
• การฝึกตรวจหาข้อผดิ พลาดจากโปรแกรมของผู้อื่น
จะช่วยพัฒนาทักษะการหาสาเหตุของปัญหาได้ดี
ย่งิ ขึ้น
• ตวั อยา่ งโปรแกรม เชน่ โปรแกรมเกม โปรแกรมหา
คา่ ค.ร.น. เกมฝกึ พิมพ์
• ซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการเขียนโปรแกรม เช่น
Scratch, logo
๓. ใช้อินเทอร์เน็ตในการค้นหาข้อมูล • การค้นหาอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นการค้นหา
อยา่ งมีประสิทธิภาพ ข้อมูลที่ได้ตรงตามความต้องการในเวลาที่รวดเร็ว
จากแหล่งข้อมูลท่ีน่าเชื่อถือหลายแหล่ง และข้อมูล
มีความสอดคลอ้ งกัน
• การใช้เทคนิคการค้นหาข้นั สูง เชน่ การใช้
ตวั ดำเนินการ การระบุรูปแบบของขอ้ มูล
หรอื ชนิดของไฟล์
• การจัดลำดับผลลัพธ์จากการค้นหาของโปรแกรม
คน้ หา
• การเรียบเรียง สรุปสาระสำคัญ (บูรณาการกับวิชา
ภาษาไทย)
ช้นั ประถมศกึ ษาปที ่ี ๖ โรงเรยี นบือดองพัฒนา
สำนักงานเขตพ้ืนทกี่ ารศกึ ษาประถมศึกษายะลา เขต ๑
หลกั สูตรสถานศกึ ษากลุ่มสาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์ 21
(ฉบับปรับปรงุ พ.ศ.256๓) ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขน้ั พ้นื ฐาน พุทธศักราช 2551
สาระท่ี ๔ เทคโนโลยี
มาตรฐาน ว ๔.๒ เขา้ ใจและใช้แนวคดิ เชิงคำนวณในการแกป้ ญั หาท่พี บในชวี ิตจรงิ อย่างเป็นข้นั ตอนและ
เปน็ ระบบ ใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศและการส่ือสารในการเรยี นรู้ การทำงาน และการแกป้ ญั หา
ได้อยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพ รเู้ ทา่ ทนั และมีจริยธรรม
ชน้ั ตวั ชว้ี ดั สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง
ป.6 ๔. ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศทำงาน • อันตรายจากการใช้งานและอาชญากรรม
ร่วมกันอย่างปลอดภัย เข้าใจสิทธิ ทางอนิ เทอรเ์ น็ต แนวทางในการป้องกนั
และหน้าที่ของตน เคารพในสิทธิของ • วธิ กี ำหนดรหัสผา่ น
• การกำหนดสทิ ธ์กิ ารใชง้ าน (สทิ ธิ์ในการเขา้ ถงึ )
ผู้อื่น แจ้งผู้เกี่ยวข้องเมื่อพบข้อมูล • แนวทางการตรวจสอบและปอ้ งกันมลั แวร์
หรอื บคุ คลทีไ่ มเ่ หมาะสม • อันตรายจากการติดต้ังซอฟต์แวรท์ ี่อยูบ่ น
อนิ เทอร์เนต็
ชนั้ ประถมศกึ ษาปที ่ี ๖ โรงเรยี นบือดองพัฒนา
สำนักงานเขตพืน้ ที่การศกึ ษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑
หลกั สูตรสถานศึกษากลุ่มสาระการเรยี นร้วู ิทยาศาสตร์ 22
(ฉบับปรบั ปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศกั ราช 2551
สว่ นท่ี ๓
โครงสรา้ งหลกั สตู รสถานศึกษา
ด้วยโรงเรยี นบือดองพฒั นา เปดิ เรยี นตัง้ แต่ช้นั อนุบาลปีที่ ๑ ถงึ ช้นั ประถมศึกษาปีที่ 6 ในการ
จัดทำหลักสูตรสถานศึกษากลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) ตามหลักสูตร
แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 นั้นโรงเรียนได้ดำเนินการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษาช้ัน
ประถมศึกษาปีที่ 4 โดยได้กำหนดรายละเอียด ของโครงสร้างเวลาเรียนตามหลักสูตรสถานศึกษาของ
โรงเรยี นบือดองพัฒนา ไวด้ งั น้ี
เวลาเรียน(ชว่ั โมง/ป)ี
กลุ่มสาระการเรยี นร/ู้ กิจกรรม ระดับประถมศึกษา
ป. ๑ ป. ๒ ป. ๓ ป. ๔ ป. ๕ ป. ๖
กลุ่มสาระการเรยี นรู้ ๑๖๐
๑๖๐
ภาษาไทย ๒๐๐ ๒๐๐ ๒๐๐ ๑๖๐ ๑๖๐ ๑๒๐
คณติ ศาสตร์ ๒๐๐ ๒๐๐ ๒๐๐ ๑๖๐ ๑๖๐ ๘๐
วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ๘๐ ๘๐ ๘๐ ๑๒๐ ๑๒๐ ๔๐
๘๐
สังคมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม ๔๐
๘๐
- หน้าทพ่ี ลเมอื งวฒั นธรรมและการดำเนินชีวิต ๘๐
๘๔๐
ในสงั คมไทย ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๘๐ ๘๐ ๔๐
๔๐
- เศรษฐศาสตร์ ๔๐
๑๒๐
- ภมู ิศาสตร์
๔๐
- ประวัติศาสตร์ ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐
๔๐
สขุ ศึกษาและพลศึกษา ๔๐ ๒๐ ๒๐ ๘๐ ๘๐ ๓๐
๑๐
ศิลปะ ๔๐ ๒๐ ๒๐ ๔๐ ๔๐ ๒๐๐
การงานอาชพี ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๘๐ ๘๐
ภาษาตา่ งประเทศ( ภาษาองั กฤษ ) ๑๖๐ ๑๖๐ ๑๖๐ ๘๐ ๘๐
รวมเวลาเรียน (พืน้ ฐาน) ๘๔๐ ๘๔๐ ๘๔๐ ๘๔๐ ๘๔๐
รายวิชาเพมิ่ เติม ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐
หนา้ ทีพ่ ลเมือง ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐
รวมเวลาเรียน (เพมิ่ เตมิ ) ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐
กจิ กรรมพัฒนาผู้เรยี น ๑๒๐ ๑๒๐ ๑๒๐ ๑๒๐ ๑๒๐
กจิ กรรมแนะแนว ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐
บรู ณาการหลกั สูตรตา้ นทจุ ริตศึกษา
กจิ กรรมนกั เรยี น
- กจิ กรรมลกู เสอื /เนตรนารี ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐
- ชมุ นมุ ๓๐ ๓๐ ๓๐ ๓๐ ๓๐
กจิ กรรมเพื่อสงั คมและสาธารณประโยชน์ ๑๐ ๑๐ ๑๐ ๑๐ ๑๐
รายวิชาอสิ ลามศกึ ษาตามความพรอ้ มและจุดเน้น ๒๐๐ ๒๐๐ ๒๐๐ ๒๐๐ ๒๐๐
รวมเวลาเรยี นท้งั หมด ๑,๒๐๐ ชวั่ โมง/ปี
หมายเหตุ ภาษาตา่ งประเทศ( ภาษาอังกฤษ ) ๔๐ ชม. บรู ณาการในคาบลดเวลาเรยี นเพ่ิมเวลารู้
ชน้ั ประถมศึกษาปีที่ ๖ โรงเรียนบอื ดองพัฒนา
สำนักงานเขตพ้ืนทก่ี ารศึกษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑
หลกั สูตรสถานศกึ ษากลุ่มสาระการเรียนร้วู ทิ ยาศาสตร์ 23
(ฉบับปรับปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพน้ื ฐาน พุทธศกั ราช 2551
โครงสร้างหลักสูตรชนั้ ประถมศึกษาปที ี่ ๖
โรงเรยี นบือดองพฒั นา
รหัส กลมุ่ สาระการเรียนร้/ู กิจกรรม เวลาเรียน
(ชม./ป)ี
ท ๑๖๑๐๑ รายวชิ าพน้ื ฐาน ๘๔๐
ค ๑๖๑๐๑ ภาษาไทย ๖ ๑๖๐
ว ๑๖๑๐๑ คณิตศาสตร์ ๖ ๑๖๐
ส ๑๖๑๐๑ วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ๖ ๑๒๐
ส ๑๖๑๐๒ สังคมศึกษา ศาสนาและวฒั นธรรม ๖
พ ๑๖๑๐๑ ประวตั ิศาสตร์ ๖ ๘๐
ศ ๑๖๑๐๑ สขุ ศกึ ษาและพลศึกษา ๖ ๔๐
ง ๑๖๑๐๑ ศลิ ปะ ๖ ๘๐
อ ๑๖๑๐๑ การงานอาชีพ ๖ ๔๐
ภาษาอังกฤษ ๖ ๘๐
ส ๑๖๑๐๓ ๘๐
รายวชิ าเพม่ิ เติม ๔๐
หนา้ ทพ่ี ลเมือง ๖ ๔๐
กิจกรรมพฒั นาผู้เรียน ๑๒๐
แนะแนว บรู ณาการหลักสตู รต้านทุจริตศกึ ษา ๔๐
กิจกรรมนกั เรยี น
๓๐
• ลูกเสอื เนตรนารี ๔๐
• ชุมนมุ ๑๐
กจิ กรรมเพ่ือสงั คมและสาธารณะประโยชน์ ๑
รายวิชาอิสลามศึกษาตามความพร้อมและจดุ เน้น ๒๐๐
อิสลามศึกษา
ช้นั ประถมศกึ ษาปที ี่ ๖ โรงเรียนบือดองพัฒนา
สำนักงานเขตพน้ื ท่ีการศึกษาประถมศึกษายะลา เขต ๑
หลกั สูตรสถานศกึ ษากลุ่มสาระการเรียนรูว้ ิทยาศาสตร์ 24
(ฉบับปรบั ปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พนื้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551
ส่วนที่ ๔
คำอธบิ ายรายวชิ า
ในส่วนของการจัดทำคำอธิบายรายวิชาของหลักสูตรสถานศึกษากลุ่มสาระการเรียนรู้
วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551
นั้น โรงเรียนได้ดำเนินการรายวิชาของช้ันประถมศึกษาปีที่ ๑ โดยเขียนในลักษณะความเรียงระบุองค์ความรู้
ทักษะ/กระบวนการ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามธรรมชาติของวิชาเป็นการเขียนในภาพรวมที่ต้องการให้
เกิดกับผู้เรียนและสะท้อนตัวชี้วัดในรายวชิ าพื้นฐานหรือผลการเรียนรู้ในรายวิชาเพิ่มเติม คำอธิบายรายวิชา
จงึ ประกอบดว้ ยส่วนประกอบดงั ตอ่ ไปน้ี
- รหัสวชิ า
- ชอ่ื รายวิชา
- กลุม่ สาระการเรียนรู้
- ช้นั ปี
- จำนวนเวลาเรยี น
นอกจากนน้ั ในส่วนท่ี ๔ น้ี ยงั ได้จดั ทำรายละเอยี ดของโครงสร้างรายวชิ าพื้นฐานและ
รายวิชาเพิม่ เตมิ ของแต่ละสาระการเรียนรู้ไวด้ ว้ ย ดงั น้นั ในส่วนนี้จงึ ประกอบดว้ ย
๑. โครงสรา้ งสร้างรายวิชาพ้ืนฐานและรายวิชาเพ่ิมเติม
๒. คำอธบิ ายรายวชิ า
ช้ันประถมศึกษาปีท่ี ๖ โรงเรียนบือดองพัฒนา
สำนักงานเขตพน้ื ท่ีการศกึ ษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑
หลักสูตรสถานศกึ ษากลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์ 25
(ฉบับปรับปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้นื ฐาน พุทธศกั ราช 2551
โครงสรา้ งรายวิชาพื้นฐานและเพ่ิมเติม กลุ่มสาระการเรียนรูว้ ทิ ยาศาสตร์
รายวชิ าตามโครงสร้างหลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนบือดองพัฒนา กล่มุ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์
ระดบั ประถมศกึ ษา
รายวชิ าพืน้ ฐาน จำนวน ๘๐ ชัว่ โมง
ว ๑๑๑๐๑ วทิ ยาศาสตร์ จำนวน ๘๐ ชัว่ โมง
ว ๑๒๑๐๑ วทิ ยาศาสตร์ จำนวน ๘๐ ชั่วโมง
ว ๑๓๑๐๑ วทิ ยาศาสตร์ จำนวน ๑๒๐ ชั่วโมง
ว ๑๔๑๐๑ วิทยาศาสตร์ จำนวน ๑๒๐ ชัว่ โมง
ว ๑๕๑๐๑ วทิ ยาศาสตร์ จำนวน ๑๒๐ ชั่วโมง
ว ๑๖๑๐๑ วิทยาศาสตร์
รายวิชาเพิม่ เติม
-
ช้ันประถมศึกษาปที ี่ ๖ โรงเรยี นบือดองพัฒนา
สำนกั งานเขตพ้นื ทก่ี ารศึกษาประถมศึกษายะลา เขต ๑
หลกั สตู รสถานศกึ ษากลุ่มสาระการเรียนร้วู ิทยาศาสตร์ 26
(ฉบบั ปรับปรงุ พ.ศ.256๓) ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพืน้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551
คำอธบิ ายรายวชิ าพนื้ ฐาน
ว๑๖๑๐๑ วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ๖ กลุม่ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ช้ันประถมศกึ ษาปีท่ี ๖ เวลา ๑๒๐ ชั่วโมง
คำอธิบายรายวิชา
ระบุสารอาหารและบอกประโยชน์ของสารอาหารแต่ละประเภทจากอาหารที่ตนเองรับประทาน บอก
แนวทางในการเลือกรับประทานอาหารให้ได้สารอาหารครบถ้วน ในสัดส่วนท่ีเหมาะสมกับเพศและวัย รวมทั้ง
ความปลอดภัยต่อสุขภาพ ตระหนักถึงความสำคัญของสารอาหาร โดยการเลือกรับประทานอาหารที่มีสารอาหาร
ครบถ้วนในสัดส่วนที่เหมาะสมกับเพศและวัย รวมทั้งปลอดภัยต่อสุขภาพ สร้างแบบจำลองระบบย่อยอาหาร และ
บรรยายหนา้ ที่ของอวัยวะในระบบย่อยอาหาร รวมทั้งอธิบายการยอ่ ยอาหารและการดูดซึมสารอาหาร ตระหนัก
ถึงความสำคญั ของระบบย่อยอาหาร โดยการบอกแนวทางในการดแู ลรักษาอวยั วะในระบบย่อยอาหารให้ทำงานเป็น
ปกติ
อธบิ ายและเปรียบเทียบการแยกสารผสมโดยการหยิบออก การรอ่ น การใช้แม่เหลก็ ดงึ ดดู การรนิ
ออก การกรอง และการตกตะกอนโดยใชห้ ลกั ฐานเชงิ ประจกั ษ์ รวมท้ังระบุวิธแี กป้ ญั หาในชีวิตประจำวนั เก่ยี วกับการ
แยกสาร อธิบายการเกิดและผลของแรงไฟฟ้าซึ่งเกิดจากวัตถุที่ผ่านการขัดถูโดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ ระบุ
ส่วนประกอบและบรรยายหน้าที่ของแต่ละส่วนประกอบของวงจรไฟฟ้าอย่างง่ายจากหลักฐาน เชิงประจักษ์
เขียนแผนภาพและต่อวงจรไฟฟ้าอย่างง่าย ออกแบบการทดลองและทดลองด้วยวิธีที่เหมาะสมในการอธิบาย
วิธีการและผลของการต่อเซลล์ไฟฟ้าแบบอนุกรม ตระหนักถึงประโยชน์ของความรู้ของการต่อเซลล์ไฟฟ้าแบบ
อนุกรม โดยบอกประโยชน์และการประยุกต์ใช้ในชีวิต ประจำวัน ออกแบบการทดลองและทดลองด้วยวิธีท่ี
เหมาะสมในการอธิบายการต่อหลอดไฟฟ้าแบบอนุกรมและแบบขนาน ตระหนักถึงประโยชน์ของความรู้ของ
การต่อหลอดไฟฟ้าแบบอนุกรมและแบบขนาน โดยบอกประโยชน์ ข้อจำกัด และการประยุกต์ใช้ ใน
ชวี ิตประจำวัน อธิบายการเกิดเงามดื เงามัวจากหลักฐานเชงิ ประจักษ์ เขยี นแผนภาพรังสีของแสงแสดงการเกิด
เงามดื เงามวั
สร้างแบบจำลองที่อธิบายการเกิด และเปรียบเทียบปรากฏการณ์สุริยุปราคาและจันทรุปราคา
อธิบายพัฒนาการของเทคโนโลยีอวกาศ และยกตัวอย่างการนำเทคโนโลยีอวกาศมาใช้ประโยชน์ใน
ชีวิตประจำวันจากข้อมูลที่รวบรวมได้ เปรียบเทียบกระบวนการเกิดหินอัคนี หินตะกอน และหินแปร และ
อธิบายวัฏจักรหินจากแบบจำลอง บรรยายและยกตัวอย่างการใช้ประโยชน์ของหินและแร่ในชีวิตประจำวัน
จากข้อมูลที่รวบรวมได้ สร้างแบบจำลองที่อธิบายการเกิดซากดึกดำบรรพ์และคาดคะเนสภาพแวดล้อมในอดีต
ของซากดึกดำบรรพ์ เปรยี บเทียบการเกิดลมบก ลมทะเล และมรสุม รวมทง้ั อธิบายผลที่มีตอ่ สงิ่ มีชีวติ และ
ชั้นประถมศกึ ษาปีท่ี ๖ โรงเรยี นบอื ดองพัฒนา
สำนกั งานเขตพน้ื ท่กี ารศกึ ษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑
หลักสูตรสถานศกึ ษากลุ่มสาระการเรยี นรูว้ ทิ ยาศาสตร์ 27
(ฉบบั ปรบั ปรงุ พ.ศ.256๓) ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขน้ั พื้นฐาน พุทธศกั ราช 2551
สิ่งแวดล้อม จากแบบจำลอง อธิบายผลของมรสุมตอ่ การเกิดฤดูของประเทศไทยจากข้อมูลที่รวบรวมได้ บรรยาย
ลกั ษณะและผลกระทบของนำ้ ท่วม การกัดเซาะชายฝ่ัง ดินถลม่ แผ่นดินไหว สึนามิ ตระหนกั ถงึ ผลกระทบของ
ภัยธรรมชาตแิ ละธรณพี ิบัตภิ ยั โดยนำเสนอแนวทางในการเฝา้ ระวังและปฏิบัติตนใหป้ ลอดภัยจากภยั ธรรมชาติ
และธรณีพิบัติภัยที่อาจเกิดในท้องถิ่น สร้างแบบจำลองที่อธิบายการเกิดปรากฏการณ์เรือนกระจก และผลของ
ปรากฏการณ์เรือนกระจกต่อสิ่งมีชีวิต ตระหนักถึงผลกระทบของปรากฏการณ์เรือนกระจก โดยนำเสนอแนว
ทางการปฏบิ ัตติ นเพื่อลดกิจกรรมทีก่ ่อใหเ้ กิดแกส๊ เรือนกระจก
ใช้เหตุผลเชิงตรรกะในการอธิบายและออกแบบวิธีการแก้ปัญหาที่พบในชีวิตประจำวัน ออกแบบและ
เขียนโปรแกรมอย่างง่าย เพื่อแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน ตรวจหาข้อผิดพลาดของโปรแกรมและแก้ไข ใช้
อินเทอร์เน็ตในการค้นหาข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศทำงานร่วมกันอย่างปลอดภัย
เข้าใจสิทธิและหน้าที่ของตน เคารพในสทิ ธขิ องผู้อ่ืน แจ้งผเู้ ก่ยี วข้องเม่อื พบขอ้ มลู หรอื บุคคลทไ่ี ม่เหมาะสม
มาตรฐาน / ตัวช้ีวัด
ว ๑.๒ ป.๖/๑, ป.๖/๒, ป.๖/๓, ป.๖/๔, ป.๖/๕
ว ๒.๑ ป.๖/๑
ว ๒.๒ ป.๖/๑
ว ๒.๓ ป.๖/๑, ป.๖/๒, ป.๖/๓, ป.๖/๕, ป.๖/๕, ป.๖/๖, ป.๖/๗, ป.๖/๘
ว ๓.๑ ป.๖/๑, ป.๖/๒
ว ๓.๒ ป.๖/๑, ป.๖/๒, ป.๖/๓, ป.๖/๕, ป.๖/๕, ป.๖/๖, ป.๖/๗, ป.๖/๘, ป.๖/๙
ว ๔.๒ ป.๖/๑, ป.๖/๒, ป.๖/๓, ป.๖/๔
รวม ๗ มาตรฐาน ๓๐ ตัวชว้ี ัด
ชั้นประถมศกึ ษาปที ่ี ๖ โรงเรยี นบือดองพัฒนา
สำนกั งานเขตพื้นทก่ี ารศึกษาประถมศึกษายะลา เขต ๑
หลักสตู รสถานศึกษากลุ่มสาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์ 28
(ฉบับปรบั ปรงุ พ.ศ.256๓) ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2551
สว่ นท่ี ๕
โครงสรา้ งหนว่ ยการเรียนรู้
ในการจัดทำหลักสูตรรายวิชากลุ่มสาระการเรียนรู้ต่างๆ นั้น องค์ประกอบสำคัญที่ช่วยให้
ครูผู้สอนสามารถนำหลักสูตรไปใช้ได้อย่างมีคุณภาพและประสบความสำเร็จคือ การจัดหน่วยการเรียนรู้ใน
ส่วนของหลักสูตรรายวาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์นี้ ได้จัดทำหน่วยการเรียนสำหรับระดับประถมศึกษาปีท่ี
4 ตลอดปีการศึกษา ซึ่งมีรายละเอยี ดทีส่ ำคัญ คือ
๑. ชื่อหนว่ ยการเรียนรู้
๒. มาตรฐานการเรยี นรู้/ตัวชว้ี ัด
๓. เวลาเรียน
๔. ค่าน้ำหนักคะแนน
ช้ันประถมศกึ ษาปที ่ี ๖ โรงเรยี นบือดองพัฒนา
สำนักงานเขตพืน้ ทกี่ ารศกึ ษาประถมศึกษายะลา เขต ๑
หลักสูตรสถานศึกษากลุ่มสาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์ 29
(ฉบับปรบั ปรงุ พ.ศ.256๓) ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพืน้ ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551
โครงสรา้ งรายวชิ าวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
กลุ่มสาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชน้ั ประถมศกึ ษาปีท่ี ๖ เวลา ๘๐ ชั่วโมง
ภาคเรียนท่ี ๑ ช่ือหน่วยการเรยี นรู้ มาตรฐาน ตวั ชี้วดั เวลา น้ำหนกั
ว ๑.๒ (ชว่ั โมง) คะแนน
หนว่ ยการ
เรยี นรูท้ ี่
ป.๖/๑, ป.๖/๒,
๑ อาหารและการย่อยอาหาร ป.๖/๓, ป.๖/๔ ๑๑ ๑๕
ป.๖/๕
๒ การแยกสารเน้ือผสม ว ๒.๑ ป.๖/๑ ๑๗ ๑๐
๓ หินและซากดึกดำบรรพ์ ว ๓.๒ ป.๖/๑, ป.๖/๒, ๑๑ ๑๐
ป.๖/๓
สอบปลายภาคเรียนท่ี ๑ ๑ ๑๕
รวม ๓ ๙ ๔๐ ๕๐
ชั้นประถมศึกษาปที ี่ ๖ โรงเรยี นบือดองพัฒนา
สำนกั งานเขตพืน้ ที่การศกึ ษาประถมศึกษายะลา เขต ๑
หลกั สตู รสถานศึกษากลุ่มสาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์ 30
(ฉบับปรับปรงุ พ.ศ.256๓) ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพนื้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551
ภาคเรยี นท่ี ๒
หนว่ ยการ ชอื่ หน่วยการเรยี นรู้ มาตรฐาน ตวั ชวี้ ดั เวลา น้ำหนัก
เรยี นร้ทู ี่ (ชัว่ โมง) คะแนน
ป.๖/๔, ป.๖/๕,
ปรากฏการณ์ของโลก
๔ ว.๓.๒ ป.๖/๖, ป/๖/๗, ๑๖ ๑๕
และภยั ธรรมชาติ
ป.๖/๘, ป.๖/๙
เงา อปุ ราคา ว.๒.๓ ป.๖/๗, ป.๖/๘,
๕ ๑๑ ๑๐
และเทคโนโลยอี วกาศ ว.๓.๑ ป.๖/๑, ป.๖/๒
ว.๒.๒ ป.๖/๑
แรงไฟฟ้าและ ป.๖/๑, ป.๖/๒,
๖ ๑๒ ๑๐
พลังงานไฟฟา้ ว.๒.๓ ป.๖/๓, ป.๖/๔
ป.๖/๕, ป.๖/๖
สอบปลายภาคเรียนที่ ๒ ๑ ๑๕
รวม ๔ ๑๗ ๔๐ ๕๐
หมายเหตุ สดั สว่ นคะแนน / ภาคเรยี น = ๓๕ : ๑๕
สดั สว่ นคะแนน / ปีการศึกษา = ๗๐ : ๓๐
ช้ันประถมศึกษาปที ี่ ๖ โรงเรียนบือดองพัฒนา
สำนักงานเขตพ้ืนที่การศกึ ษาประถมศึกษายะลา เขต ๑
หลักสตู รสถานศึกษากลุ่มสาระการเรียนรูว้ ิทยาศาสตร์ 31
(ฉบับปรับปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขัน้ พ้ืนฐาน พทุ ธศกั ราช 2551
โครงสรา้ งหนว่ ยการเรยี นรู้
วชิ าวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี ๖ ภาคเรียนท่ี ๑
หนว่ ยการเรียนรูท้ ี่ ๑ เวลา ๑๑ ช่ัวโมง
ช่อื หน่วยการเรยี นรู้ อาหารและการย่อยอาหาร น้ำหนกั คะแนน ๑๕ คะแนน
สาระที่ ๑ วิทยาศาสตร์ชีวภาพ
มาตรฐานการเรียนรู้ ว ๑.๒ ตวั ชว้ี ัด ป.๖/๑, ป.๖/๒, ป.๖/๓, ป.๖/๔ และ ป.๖/๕
แผนการจดั การเรียนร้ทู ี่ เร่ือง เวลา
๑ ประเภทของสารอาหาร ๑
๒ ประโยชนข์ องสารอาหารแตล่ ะประเภท ๒
๓ การเลือกรับประทานอาหารใหเ้ หมาะสมกับเพศและวยั ๒
๔ การย่อยอาหาร ๑
๕ อวัยวะในระบบยอ่ ยอาหาร ๑
๖ หนา้ ทขี่ องอวยั วะในระบบย่อยอาหาร ๑
๗ การสร้างแบบจำลองหน้าทีข่ องอวยั วะในระบบย่อยอาหาร ๒
๘ การดแู ลรกั ษาอวยั วะในระบบย่อยอาหาร ๑
รวม ๑๑
ช้นั ประถมศึกษาปที ่ี ๖ โรงเรียนบือดองพัฒนา
สำนกั งานเขตพน้ื ที่การศกึ ษาประถมศึกษายะลา เขต ๑
หลักสตู รสถานศกึ ษากลุ่มสาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์ 32
(ฉบับปรบั ปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศกั ราช 2551
หน่วยการเรยี นรูท้ ี่ ๒ เรอ่ื ง เวลา ๑๗ ช่ัวโมง
ช่อื หน่วยการเรยี นรู้ การแยกสารเนื้อผสม น้ำหนักคะแนน ๑๐ คะแนน
สาระที่ ๒ วิทยาศาสตรก์ ายภาพ
มาตรฐานการเรียนรู้ ว ๒.๑ ตวั ชว้ี ดั ป.๖/๑ เวลา
แผนการจดั การเรียนรูท้ ่ี
๑ สารเนือ้ ผสม ๑
๒ ประเภทของการแยกสาร ๑
๓ การหยบิ ออก ๑
๔ การทดลองแยกสารดว้ ยการหยิบออก ๑
๕ การร่อน ๑
๖ การทดลองแยกสารด้วยการร่อน ๑
๗ การกรอง ๑
๘ การทดลองแยกสารดว้ ยการกรอง ๑
๙ การใช้แม่เหลก็ ดึงดูด ๑
๑๐ การทดลองแยกสารด้วยการใช้แม่เหลก็ ดงึ ดูด ๑
๑๑ การตกตะกอน ๑
๑๒ การทดลองแยกสารด้วยการตกตะกอน ๑
๑๓ การรินออก ๑
๑๔ การทดลองแยกสารด้วยการรนิ ออก ๑
๑๕ เปรยี บเทียบวธิ ีการแยกสารเนื้อผสมด้วยวธิ ีตา่ ง ๆ ๒
๑๖ วธิ กี ารแยกสารเพ่ือนำไปใช้ประโยชนใ์ นชีวิตประจำวัน ๑
รวม ๑๗
ชน้ั ประถมศกึ ษาปีท่ี ๖ โรงเรียนบอื ดองพัฒนา
สำนกั งานเขตพ้นื ทก่ี ารศึกษาประถมศึกษายะลา เขต ๑
หลกั สูตรสถานศึกษากลุ่มสาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์ 33
(ฉบับปรบั ปรงุ พ.ศ.256๓) ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พ้นื ฐาน พทุ ธศักราช 2551
หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ ๓ เวลา ๑๑ ช่ัวโมง
ช่ือหน่วยการเรยี นรู้ หินและซากดกึ ดำบรรพ์ น้ำหนกั คะแนน ๑๐ คะแนน
สาระที่ ๓ วิทยาศาสตร์โลก และอวกาศ
มาตรฐานการเรยี นรู้ ว ๓.๒ ตวั ชว้ี ดั ป.๖/๑ ป.๖/๒ และ ป.๖/๓
แผนการจดั การเรยี นรู้ที่ เร่ือง เวลา
๑ การเกดิ หินแต่ละประเภท ๑
๒ ประเภทและตัวอย่างของหินแตล่ ะประเภท ๑
๓ กระบวนการเปลย่ี นแปลงของหนิ แต่ละประเภท ๑
๔ การสรา้ งแบบจำลองวฏั จักรของหนิ ๒
๕ การใชป้ ระโยชน์ของหนิ ๑
๖ การใช้ประโยชนข์ องแร่ ๑
๗ การเกดิ ซากดกึ ดำบรรพ์ ๑
๘ การสรา้ งแบบจำลองการเกิดซากดกึ ดำบรรพ์ ๒
๙ ประโยชนข์ องซากดึกดำบรรพ์ ๑
รวม ๑๑
ชั้นประถมศึกษาปที ี่ ๖ โรงเรยี นบือดองพัฒนา
สำนกั งานเขตพน้ื ทกี่ ารศึกษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑
หลกั สูตรสถานศกึ ษากลุ่มสาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์ 34
(ฉบับปรับปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขัน้ พ้นื ฐาน พทุ ธศักราช 2551
โครงสร้างหนว่ ยการเรยี นรู้
วชิ าวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชนั้ ประถมศึกษาปีที่ ๖ ภาคเรียนท่ี ๒
หน่วยการเรียนรทู้ ่ี ๔ เวลา ๑๖ ชว่ั โมง
ชื่อหน่วยการเรียนรู้ ปรากฏการณ์ของโลกและภัยธรรมชาติ นำ้ หนกั คะแนน ๑๕ คะแนน
สาระที่ ๓ วิทยาศาสตรโ์ ลก และอวกาศ
มาตรฐานการเรยี นรู้ ว ๓.๒ ตวั ชวี้ ดั ป.๖/๔ ป.๖/๕ ป.๖/๖ ป.๖/๗ ป.๖/๘ และ ป.๖/๙
แผนการจดั การเรียนรู้ท่ี เรือ่ ง เวลา
๑ ลมบก ลมทะเล ๑
๒ ผลของลมบก ลมทะเลท่มี ตี อ่ สงิ่ มีชีวิตและส่งิ แวดล้อม ๑
๓ มรสมุ ๑
๔ ผลของมรสมุ ทมี่ ีต่อสง่ิ มีชีวิตและสงิ่ แวดล้อม ๑
๕ ปรากฎการณเ์ รอื นกระจก ๒
๖ การสรา้ งแบบจำลองการเกดิ ปรากฏการณเ์ รือนกระจก ๒
๗ ผลของปรากฎการณเ์ รอื นกระจกทีม่ ีต่อสงิ่ มีชวี ิตและสิ่งแวดล้อม ๑
๘ การปฏบิ ตั ติ นเพอ่ื ลดกิจกรรมท่กี ่อให้เกดิ แกส๊ เรือนกระจก ๑
๙ ลักษณะและผลกระทบของน้ำท่วม ๑
๑๐ ลกั ษณะและผลกระทบของการกดั เซาะชายฝ่ัง ๑
๑๑ ลักษณะและผลกระทบของดินถลม่ ๑
๑๒ ลักษณะและผลกระทบของแผ่นดินไหว ๑
๑๓ ลักษณะและผลกระทบของสึนามิ ๑
๑๔ การเฝา้ ระวังและปฏิบตั ติ นต่อการเกิดภัยธรรมชาติ ๑
รวม ๑๖
ช้นั ประถมศกึ ษาปที ่ี ๖ โรงเรยี นบือดองพัฒนา
สำนักงานเขตพน้ื ที่การศกึ ษาประถมศึกษายะลา เขต ๑
หลักสตู รสถานศกึ ษากลุ่มสาระการเรียนรูว้ ิทยาศาสตร์ 35
(ฉบับปรบั ปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พ้นื ฐาน พุทธศกั ราช 2551
หนว่ ยการเรียนรู้ที่ ๕ เวลา ๑๑ ชั่วโมง
ชอ่ื หน่วยการเรยี นรู้ เงา อุปราคา และเทคโนโลยอี วกาศ นำ้ หนกั คะแนน ๑๐ คะแนน
สาระท่ี ๒ วิทยาศาสตรก์ ายภาพ และสาระที่ ๓ วิทยาศาสตร์โลก และอวกาศ
มาตรฐานการเรียนรู้ ว ๒.๓ ตวั ชว้ี ัด ป.๖/๗ ป.๖/๘
ว ๓.๑ ตวั ชี้วดั ป.๖/๑ ป.๖/๒
แผนการจัดการเรียนร้ทู ่ี เร่อื ง เวลา
๑ การเกิดเงามืดและเงามัว ๑
๒ การเขยี นแผนภาพรงั สขี องแสงแสดงการเกดิ เงามืดและเงามวั ๑
๓ ความหมายและประเภทของอปุ ราคา ๑
๔ การเกดิ สรุ ิยปุ ราคา ๑
๕ การเกดิ จนั ทรุปราคา ๑
๖ การเปรยี บเทยี บความแตกตา่ งระหวา่ งสรุ ยิ ปุ ราคาและจันทรุปราคา ๑
๗ การสรา้ งแบบจำลองอธิบายการเกิดสุริยปุ ราคาและจันทรปุ ราคา ๒
๘ ความกา้ วหนา้ ของเทคโนโลยอี วกาศจากอดตี จนถงึ ปัจจบุ ัน ๑
๙ เทคโนโลยอี วกาศทีใ่ ชใ้ นการสำรวจอวกาศ ๑
๑๐ ประโยชน์ของเทคโนโลยอี วกาศที่มีต่อมนษุ ย์ ๑
รวม ๑๑
ชน้ั ประถมศึกษาปที ี่ ๖ โรงเรยี นบือดองพัฒนา
สำนักงานเขตพ้ืนทีก่ ารศกึ ษาประถมศึกษายะลา เขต ๑
หลักสตู รสถานศึกษากลุ่มสาระการเรยี นร้วู ทิ ยาศาสตร์ 36
(ฉบบั ปรับปรงุ พ.ศ.256๓) ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพน้ื ฐาน พุทธศกั ราช 2551
หนว่ ยการเรียนรทู้ ี่ ๖ เวลา ๑๒ ชั่วโมง
ชือ่ หน่วยการเรียนรู้ แรงไฟฟ้าและพลังงานไฟฟา้ น้ำหนกั คะแนน ๑๐ คะแนน
สาระท่ี ๒ วิทยาศาสตร์กายภาพ
มาตรฐานการเรียนรู้ ว ๒.๒ ตวั ชีว้ ดั ป.๖/๑
ว ๒.๓ ตวั ชี้วัด ป.๖/๑ ป.๖/๒ ป.๖/๓ ป.๖/๔ ป.๖/๕ และ ป.๖/๖
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ี่ เร่ือง เวลา
๑ การเกดิ แรงไฟฟ้า ๑
๒ การทดลองการเกิดแรงไฟฟา้ ๑
๓ ผลของแรงไฟฟ้าระหวา่ งวตั ถทุ ม่ี ปี ระจุไฟฟา้ ๑
๔ แรงไฟฟ้าในชวี ติ ประจำวนั ๑
๕ สว่ นประกอบและหน้าที่ของส่วนประกอบในวงจรไฟฟา้ อยา่ งงา่ ย ๑
๖ การต่อวงจรไฟฟ้าอย่างงา่ ย ๑
๗ การเขยี นแผนภาพวงจรไฟฟา้ อยา่ งง่าย ๑
๘ การต่อเซลล์ไฟฟ้าแบบอนุกรม ๑
๙ การนำความรู้เรื่องการตอ่ เซลลไ์ ฟฟา้ แบบอนกุ รมไปใช้ประโยชน์ ๑
๑๐ การตอ่ หลอดไฟฟ้าแบบอนกุ รมและแบบขนาน ๑
๑๑ การเปรียบเทียบการต่อหลอดไฟฟา้ แบบอนกุ รมและแบบขนาน ๑
๑๒ การนำความรเู้ ร่ืองการตอ่ หลอดไฟไปใชป้ ระโยชน์ ๑
รวม ๑๒
ชัน้ ประถมศกึ ษาปที ่ี ๖ โรงเรยี นบือดองพัฒนา
สำนักงานเขตพืน้ ที่การศึกษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑
หลกั สตู รสถานศกึ ษากลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์ 37
(ฉบบั ปรับปรงุ พ.ศ.256๓) ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพืน้ ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551
สว่ นท่ี ๖
ส่วนสง่ ท้าย
การเรยี นรทู้ ่ีผ้เู รยี นมคี วามสำคัญท่สี ดุ
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๒๒ ระบุว่า การจัดการศึกษา ต้องยึด
หลักว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด
กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ ในมาตรา
๒๒ (๒) เนน้ การจัดการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอธั ยาศยั ใหค้ วามสำคญั ของการบูรณาการความรู้
คุณธรรม กระบวนการเรยี นรูต้ ามความเหมาะสมของระดับการศึกษา ในส่วนของการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์
นนั้ ตอ้ งให้เกดิ ท้งั ความรู้ ทกั ษะ และเจตคตดิ า้ นวิทยาศาสตร์ รวมทัง้ ความรูค้ วามเข้าใจและประสบการณ์เรื่อง
การจดั การ การบำรุงรกั ษา และการใช้ประโยชน์จากทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสงิ่ แวดล้อมอยา่ งสมดุลยงั่ ยืน
ในส่วนของการจัดกระบวนการเรียนรู้ มาตรา ๒๔ ของ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ได้ระบุ ให้
สถานศึกษาและหนว่ ยงานทีเ่ กยี่ วขอ้ งดำเนนิ การดังน้ี
๑. จัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผู้เรียน โดย
คำนึงถึงความแตกตา่ งระหวา่ งบุคคล
๒. ฝึกทักษะ กระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์ และการประยุกต์ความรู้มาใช้เพ่ือ
ป้องกนั และแกไ้ ขปัญหา
๓. จัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ฝึกการปฏิบัติ ให้ทำได้ คิดเป็น ทำเป็น รัก
การอ่าน และเกดิ การใฝ่ร้อู ยา่ งตอ่ เนอื่ ง
๔. จัดการเรียนการสอนโดยผสมผสานสาระความรู้ด้านต่าง ๆ อย่างได้สัดส่วนสมดุลกัน รวมท้ัง
ปลูกฝงั คณุ ธรรม ค่านยิ มทด่ี งี าม และคณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์ไว้ในทุกกลมุ่ สาระการเรียนรู้
๕. ส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้สอนสามารถจัดบรรยากาศ สภาพแวดล้อม สื่อการเรียน และอำนวยความ
สะดวกเพ่ือใหผ้ เู้ รยี นเกิดการเรียนรู้ และมคี วามรอบรู้ รวมท้งั สามารถใชก้ ารวิจยั เป็นสว่ นหนึ่งของกระบวนการ
เรยี นรู้ ทงั้ น้ผี ู้สอนและผูเ้ รียนอาจเรียนรูไ้ ปพรอ้ มกันจากส่ือการเรยี นการสอนและ แหล่งวทิ ยาการประเภท
ตา่ ง ๆ
๖. จัดการเรียนรู้ให้เกิดข้ึนได้ทกุ เวลาทุกสถานที่มีการประสานความร่วมมือกับบิดามารดา ผู้ปกครอง
และบุคคลในชุมชนทุกฝ่าย เพ่อื รว่ มกนั พฒั นาผู้เรียนตามศักยภาพ
ชัน้ ประถมศกึ ษาปีท่ี ๖ โรงเรียนบือดองพัฒนา
สำนักงานเขตพน้ื ทีก่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑
หลกั สตู รสถานศกึ ษากลุ่มสาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์ 38
(ฉบับปรบั ปรงุ พ.ศ.256๓) ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขนั้ พ้นื ฐาน พทุ ธศักราช 2551
การจัดการเรียนรู้ตามแนวดังกล่าว จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการสอนของผู้สอนและการเรียนของ
ผเู้ รยี น กล่าวคอื ลดบทบาทของผสู้ อนจากการเป็นผู้บอกเลา่ และบรรยาย เปน็ การวางแผนจดั กจิ กรรมให้ผู้เรียน
เกิดการเรียนรู้โดยผ่านกระบวนการที่สำคัญ คือ กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ ซึ่งเป็นกระบวนการที่จะ
นำไปสูก่ ารสร้างองค์ความร้โู ดยผา่ นกจิ กรรมการสังเกต การต้ังคำถาม การวางแผนเพื่อการทดลอง การสำรวจ
ตรวจสอบ (investigation) ซงึ่ เป็นวธิ กี ารหาข้อมูลโดยตรงด้วยวิธีการท่ีหลากหลายทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ
กระบวนการแก้ปัญหา การสืบค้นข้อมูล การอภิปราย และ การสื่อสารความรู้ในรูปแบบต่าง ๆ ให้ผู้อ่ืน
เข้าใจ กิจกรรมต่าง ๆ จะต้องเน้นที่บทบาทของผู้เรียนตั้งแต่เริ่ม คือ ร่วมวางแผนการเรียน การวัดผลและ
ประเมนิ ผล และตอ้ งคำนึงวา่ กจิ กรรมการเรียนนั้นเนน้ การพัฒนากระบวนการคดิ วางแผน ลงมือปฏิบตั ิ สบื ค้น
ขอ้ มลู รวบรวมข้อมูลดว้ ยวธิ ีการต่าง ๆ จากแหลง่ เรยี นรหู้ ลากหลาย ตรวจสอบ วิเคราะห์ขอ้ มูล การแก้ปัญหา
การมปี ฏิสัมพันธ์ซงึ่ กนั และกนั การสร้างคำอธิบายเกี่ยวกบั ขอ้ มูลท่สี ืบค้นได้ เพ่อื นำไปสูค่ ำตอบของปญั หาหรือ
คำถามต่าง ๆ ในที่สุดเป็นการสร้างองค์ความรู้ ทั้งนี้กิจกรรมการเรียนรู้ดังกล่าวต้องพัฒนาผู้เรียนให้เจริญ
พัฒนาทงั้ รา่ งกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา
การจัดการเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เน้นกระบวนการที่นักเรียนเป็นผู้คิด ลงมือ
ปฏบิ ตั ิ ศึกษาค้นคว้าอยา่ งมรี ะบบด้วยกจิ กรรมทห่ี ลากหลาย ทงั้ การทำกิจกรรมภาคสนาม การสงั เกต การ
สำรวจตรวจสอบ การทดลองในห้องปฏิบัติการ การสืบค้นข้อมูลจากแหล่งข้อมูลปฐมภูมิและทุตยภูมิ การทำ
โครงงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การศึกษาจากแหล่งการเรียนรู้ในท้องถิ่น โดยคำนึงถึงวุฒิภาวะ
ประสบการณ์เดิม สิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมต่างกันที่นกั เรียนได้รบั รู้มาแล้ว ก่อนเข้าสู่หอ้ งเรยี น การเรียนรู้
ของนักเรียนจะเกิดขึ้นระหว่างที่นักเรียนมีส่วนร่วมโดยตรงในการ ทำกิจกรรมการเรียนเหล่านั้นจึงจะมี
ความสามารถในการสืบเสาะหาความรู้ มีความสามารถ ในการแก้ปญั หาด้วยวธิ ีการทางวทิ ยาศาสตร์
ได้พัฒนากระบวนการคิดขั้นสูง และคาดหวังว่ากระบวนการเรียนรู้ดังกล่าวจะทำให้นักเรียนได้รับการพัฒนา
เจตคตทิ างวิทยาศาสตร์ มคี ณุ ธรรม จรยิ ธรรมในการใช้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมท้งั สามารถสื่อสารและ
ทำงานร่วมกบั ผอู้ น่ื ไดอ้ ยา่ ง มปี ระสทิ ธภิ าพ
เจตคติทางวทิ ยาศาสตร์ หรือจิตวิทยาศาสตร์ท่คี าดหวังว่าจะได้รับการพัฒนาขนึ้ ในตวั นักเรียนโดยผ่าน
กระบวนการเรยี นรตู้ า่ ง ๆ มีดังนี้
- ความสนใจใฝร่ ู้
- ความซ่อื สตั ย์
- ความอดทนม่งุ ม่นั
- การมใี จกว้างยอมรับฟงั ความคิดเหน็
- ความคิดสรา้ งสรรค์
- มคี วามสงสัยและกระตอื รอื รน้ ทจ่ี ะหาคำตอบ
- ยอมรับเม่อื มีประจักษ์พยานหรือเหตุผลท่ีเพยี งพอ
ชัน้ ประถมศกึ ษาปีที่ ๖ โรงเรยี นบือดองพัฒนา
สำนักงานเขตพื้นท่กี ารศึกษาประถมศึกษายะลา เขต ๑
หลกั สูตรสถานศกึ ษากลุ่มสาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์ 39
(ฉบับปรับปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขน้ั พนื้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551
ในการจัดการเรียนการสอน ผู้สอนต้องศึกษาเป้าหมายและปรัชญาของการจัดการเรียนรู้ ให้เข้าใจ
อย่างถ่องแท้ ทำความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการ ทฤษฎีการเรียนรู้ต่าง ๆ ตลอดจนกระบวนการเรียนการสอนท่ี
เน้นกระบวนการและผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด แล้วพิจารณาเลือกนำไปใช้ออกแบบกิจกรรมที่หลากหลายให้
เหมาะสมกับเนื้อหาสาระ เหมาะกับสภาพแวดล้อมของโรงเรียน แหล่งความรู้ของท้องถิ่น และที่สำคัญคือ
ศักยภาพของผูเ้ รียนดว้ ย ดังน้ัน ในเน้ือหาสาระเดียวกัน ผู้สอนแต่ละโรงเรียนย่อมจดั การเรียนการสอนและใช้
สอ่ื การเรยี นการสอนทีแ่ ตกตา่ งกันได้
การจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ช่วยให้มีการพัฒนาในทุก ๆ ด้าน และครอบคลุมถึงเรื่องของ
ความตระหนักและผลของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอีกด้วย การจัดการเรียนการสอน กลุ่ม
วิทยาศาสตร์ในทุกระดับจึงต้องดำเนินการที่จะส่งเสริมให้ผู้เรียนได้รั บการพัฒนาที่สมบูรณ์เพื่อให้บรรลุ
เป้าหมายที่วางไว้ โดยจัดกิจกรรมการเรียนการสอนกลุ่มวิทยาศาสตร์ที่เน้นกระบวนการที่ผู้เรียนเป็นผู้คิด ลง
มือปฏิบัติ ศึกษาค้นคว้าอย่างมีระบบด้วยกิจกรรมหลากหลาย กิจกรรมที่จะจัดให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้
วทิ ยาศาสตร์ไดม้ หี ลากหลาย เช่น
- กจิ กรรมภาคสนาม
- กจิ กรรมแก้ปัญหา
- กจิ กรรมการสงั เกต
- กจิ กรรมสำรวจตรวจสอบ
- กิจกรรมการทดลอง
- กิจกรรมสืบค้นข้อมลู ทั้งจากแหล่งข้อมูลท่ีเป็นบคุ คล เอกสารในห้องสมุดหรือหนว่ ยงาน
ในทอ้ งถิ่น จนถึงการสบื ค้นทางเครอื ข่ายอินเทอรเ์ นต็
- กิจกรรมศึกษาค้นควา้ จากสื่อต่าง ๆ และแหล่งเรียนรใู้ นท้องถิ่น
- กิจกรรมโครงงานวทิ ยาศาสตร์
- กจิ กรรมอภิปราย
ฯลฯ
ชน้ั ประถมศึกษาปีที่ ๖ โรงเรยี นบือดองพัฒนา
สำนกั งานเขตพนื้ ทก่ี ารศกึ ษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑
หลักสูตรสถานศกึ ษากลุ่มสาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์ 40
(ฉบับปรับปรงุ พ.ศ.256๓) ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพน้ื ฐาน พทุ ธศักราช 2551
กระบวนการเรยี นการสอนทใ่ี ช้การเรยี นรวู้ ิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
การเรียนรู้เป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม การพัฒนาความคิดและความสามารถโดยอาศัย
ประสบการณ์และปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนและสิ่งแวดล้อม ทำให้บุคคลดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุขใน
สังคม ดังนั้นก่อนที่ครูผู้สอนจะจัดการเรียนการสอน จะต้องตระหนักว่าการเรียนรู้เกิดขึ้นด้วยตัวของผู้เรียน
เอง การเรียนรเู้ รอ่ื งใหมจ่ ะมีพ้ืนฐานมาจากความรู้เดิม ฉะนั้นประสบการณ์ของนักเรียนจึงเป็นปัจจัยสำคัญต่อ
การเรียนร้เู ปน็ อย่างย่ิง กระบวนการเรยี นร้ทู ี่แท้จรงิ ของนักเรียนไมไ่ ด้เกิดจากการบอกเล่าของครูหรือนักเรียน
เพียงแต่จดจำแนวคิดต่าง ๆ ที่มีผู้บอกให้เท่านั้น กระบวนการที่นักเรียนจะต้องสืบค้นเสาะหา สำรวจ
ตรวจสอบ และค้นคว้าด้วยวิธีการต่าง ๆ จะทำให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจและเกิดการรับรู้ความรู้นั้นอย่าง
ยาวนาน สามารถนำมาใช้ได้เม่ือมสี ถานการณ์ใด ๆ มาเผชิญหน้า ดังนั้นการทีน่ ักเรยี นจะสร้างองค์ความร้ไู ด้
จึงต้องผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่หลากหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ ( inquiry
process )
กระบวนการสบื เสาะหาความรู้
กระบวนการเรียนการสอนเน้นการสืบเสาะหาความรู้จะเป็นการพั ฒนาให้ผู้เรียนได้รับความรู้และ
ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ปลกู ฝงั ให้ผ้เู รียนรจู้ ักใชค้ วามคิดของตนเอง สามารถเสาะหาความรู้หรือ
วเิ คราะหข์ ้อมูลได้
การจดั การให้นักเรยี นเรียนแบบสบื เสาะหาความรู้ อาจทำเปน็ ขนั้ ตอนดงั นี้
๑) ขั้นสร้างความสนใจ (engagement) เป็นการนำเข้าสู่บทเรียนหรือเรื่องที่สนใจ ซึ่งอาจเกิดข้ึน
เองจากความสงสัย หรืออาจเริ่มจากความสนใจของตัวนักเรียนเอง หรอื เกิดจากการอภิปรายภายในกลมุ่ เร่ือง
ทีน่ า่ สนใจอาจมาจากเหตุการณ์ท่ีกำลังเกิดขึ้นอย่ใู นชว่ งเวลานั้น หรอื เปน็ เร่ือง ทเี่ ชือ่ มโยงกับความรู้เดิม
ที่เพิ่งเรียนรู้มาแล้ว เป็นตัวกระตุ้นให้นักเรียนสร้างคำถาม กำหนดประเด็นที่จะศึกษา ในกรณีที่ยังไม่มี
ประเด็นใดน่าสนใจ ครูอาจให้ศึกษาจากสื่อต่างๆ หรือเป็นผู้กระตุ้นด้วยการเสนอประเด็นขึ้นมาก่อน แต่ไม่
ควรบงั คับให้นกั เรียนยอมรับประเด็นหรอื คำถามที่ครกู ำลงั สนใจเปน็ เร่ืองทจ่ี ะใชศ้ ึกษา
เม่ือมีคำถามที่น่าสนใจ และนักเรยี นสว่ นใหญย่ อมรับให้เป็นประเด็นท่ีต้องการศึกษาจึงรว่ มกันกำหนด
ขอบเขตและแจกแจงรายละเอียดของเรื่องที่จะศึกษาให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น อาจรวมทั้งการรวบรวมความรู้
ประสบการณ์เดิม หรือความรู้จากแหล่งต่าง ๆ ที่จะนำไปสู่ความเข้าใจเรื่องหรือประเด็นที่จะศึกษามากข้ึน
และมแี นวทางทใี่ ชใ้ นการตรวจตรวจสอบอยา่ งหลากหลาย
๒) ขั้นสำรวจและค้นหา (exploration) เมื่อทำความเข้าใจในประเด็นหรือคำถามที่สนใจจะศึกษา
อย่างถ่องแท้แล้ว ก็มีการวางแผนกำหนดแนวทางการสำรวจตรวจสอบ ตั้งสมมุติฐาน กำหนดทางเลือกที่
เปน็ ไปได้ ลงมอื ปฏบิ ัติเพือ่ เกบ็ รวบรวมข้อมลู ขอ้ สนเทศหรือปรากฏการณ์ต่าง ๆ วิธกี ารตรวจสอบอาจทำได้
ชั้นประถมศึกษาปที ี่ ๖ โรงเรียนบือดองพัฒนา
สำนักงานเขตพ้นื ท่ีการศกึ ษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑
หลักสตู รสถานศกึ ษากลุ่มสาระการเรยี นร้วู ิทยาศาสตร์ 41
(ฉบบั ปรับปรงุ พ.ศ.256๓) ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พ้ืนฐาน พทุ ธศักราช 2551
หลายวิธี เช่น ทำการทดลอง ทำกิจกรรมภาคสนาม การใช้คอมพิวเตอร์เพื่อช่วยสร้างสถานการณ์จำลอง
(simulation) การศึกษาหาขอ้ มลู จากเอกสารอา้ งอิงหรอื จากแหลง่ ขอ้ มูล
ตา่ ง ๆ เพอื่ ให้ไดม้ าซึง่ ข้อมลู อย่างเพียงพอท่ีจะใช้ในข้ันต่อไป
๓) ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป (explanation) เมื่อได้ข้อมูลอย่างเพียงพอจากการสำรวจตรวจสอบ
แล้ว จึงนำข้อมูล ข้อสนเทศที่ได้มาวิเคราะห์ แปรผล สรุปผล และนำเสนอผลที่ได้ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น
บรรยายสรปุ สรา้ งแบบจำลองทางคณติ ศาสตร์ หรอื วาดรปู สร้างตาราง การคน้ พบในข้นั น้ีอาจเป็นไปได้หลาย
ทาง เช่น สนับสนุนสมมุติฐานที่ตั้งไว้ โต้แย้งกับสมมุติฐานที่ตั้งไว้ หรือไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่ได้กำหนดไว้
แต่ผลทไ่ี ดจ้ ะอยู่ในรปู ใด ก็สามารถสรา้ งความรแู้ ละชว่ ยใหเ้ กิดการเรียนรู้ได้
๔) ขั้นขยายผลความรู้ (elaboration) เป็นการนำความรู้ที่สร้างขึ้นไปเชื่อมโยงกับความรู้เดิมหรือ
แนวคิดที่ได้ค้นคว้าเพิ่มเติม หรือนำแบบจำลองหรือข้อสรุปที่ได้ไปอธิบายสถานการณ์หรอื เหตุการณ์อื่น ๆ ถ้า
ใช้อธิบายเรื่องต่าง ๆ ได้มากก็แสดงว่าข้อจำกัดน้อย ซึ่งก็จะช่วยให้เชื่อมโยงกับเรื่องต่าง ๆ และทำให้เกิด
ความรูก้ ว้างขวางขึ้น
๕) ขั้นประเมิน (evaluation) เป็นการประเมินการเรียนรู้ด้วยกระบวนการต่าง ๆ ว่านักเรียนมี
ความร้อู ะไรบ้าง อย่างไร และมากนอ้ ยเพียงใดจากขัน้ นจ้ี ะนำไปสู่การนำความรู้ไปประยุกต์ในเรื่องอนื่
การนำความรู้หรือแบบจำลองไปใช้อธิบายหรือประยุกต์ใช้กับเหตุการณ์หรือเรื่องอื่น ๆ จะ
นำไปสู่ข้อโต้แย้งหรือข้อจำกัดซึ่งจะก่อให้เป็นประเด็นหรือคำถาม หรือปัญหาที่จะต้องสำรวจตรวจสอบต่อไป
ทำให้เกิดเป้นกระบวนการที่ต่อเนื่องกันไปเรื่อย ๆ จึงเรียกว่า inquiry cycle กระบวนการสืบเสาะหาความรู้
จึงช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ทั้งเนื้อหาหลักและหลักการ ทฤษฎี ตลอดจนการลงมือปฏิบัติ เพื่อให้ได้
ความรซู้ ง่ึ จะเป็นพ้นื ฐานในการเรียนรตู้ ่อไป
การสืบเสาะหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ นอกจากจะใช้กระบวนการดังกล่าวแล้ว อาจใช้วิธีในการสืบ
เสาะหาความร้ดู ว้ ยรปู แบบอ่นื ๆ อกี ดังน้ี
การค้นหารูปแบบ (pattern seeking) โดยที่นักเรียนเริ่มด้วยการสังเกตและบันทึกปรากฏการณ์
ตามธรรมชาติ หรือทำการสำรวจตรวจสอบโดยที่ไม่สามารถควบคุมตัวแปรได้ แล้วคิดหารูปแบบจากข้อมูล
เช่น จากการสังเกตผลฝรัง่ ในสวนจากหลายแหล่ง พบว่าฝรั่งท่ีไดร้ ับแสงจะมีขนาดโตกว่าผลฝร่ังท่ีไม่ไดร้ ับแสง
นกั เรยี นก็สรา้ งรูปแบบและสร้างความรูไ้ ด้
การจำแนกประเภทและการระบุชื่อ (classification and identification) เป็นการจัดประเภท
ของวตั ถหุ รือเหตุการณเ์ ปน็ กลุ่ม หรือการระบชุ ่ือวัตถุหรือเหตุการณ์ทเี่ ป็นสมาชิกของกลมุ่ เชน่ เราจะแบ่งสัตว์
ไมม่ ีกระดกู สันหลงั เหล่านีไ้ ดอ้ ยา่ งไร วสั ดุใดนำไฟฟ้าไดด้ ีหรือไมด่ ี สารตา่ ง ๆ เหล่านจ้ี ำแนกอยูใ่ นกลุ่มใด
ช้ันประถมศกึ ษาปีที่ ๖ โรงเรียนบือดองพัฒนา
สำนกั งานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑
หลกั สูตรสถานศึกษากลุ่มสาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์ 42
(ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพน้ื ฐาน พุทธศกั ราช 2551
การสำรวจและค้นหา (exploring) เป็นการสังเกตวัตถุหรือเหตุการณ์ในรายละเอียด หรือทำการ
สังเกตต่อเนื่องเป็นเวลานาน เช่น ไข่กบมีการพัฒนาการอย่างไร เมื่อผสมของเหลวต่างชนิดกันเข้าด้วยกันจะ
เกดิ อะไรขน้ึ
การพัฒนาระบบ (developing system) เป็นการออกแบบ ทดสอบและปรับปรุงสิ่งประดิษฐ์หรือ
ระบบ
- ทา่ นสามารถออกแบบสวิตซค์ วามดนั สำหรับวงจรเตือนภยั ได้อย่างไร
- ท่านสามารถสร้างเทคนิคหรือหามวลแหง้ ของแอปเปลิ ได้อย่างไร
การสร้างแบบจำลองเพื่อการสำรวจตรวจสอบ (investigate models) เป็นการสร้างแบบจำลอง
เพือ่ อธบิ าย เพ่อื ให้เห็นถึงการทำงาน เชน่ สรา้ งแบบจำลองระบบนเิ วศ
กระบวนการแกป้ ัญหา (problem solving process)
การเรียนการสอนวิทยาศาสตร์มีจุดมุ่งหมายประการหนึ่ง คือ เน้นให้นักเรียนได้ฝึกแก้ปัญหาต่าง ๆ
โดยผ่านกระบวนการคิดและปฏิบัติอย่างมีระบบ ผลที่ได้จากการฝึกจะช่วยให้นักเรียนสามารถตัดสินใจ
แก้ปัญหาต่าง ๆ ด้วยวิธีการคิดอย่างสมเหตุสมผล โดยใช้กระบวนการหรือวิธีการ ความรู้ ทักษะต่าง ๆ และ
ความเข้าใจในปญั หาน้ันมาประกอบกันเพื่อเปน็ ข้อมลู ในการแก้ปัญหา
เพอ่ื ให้เข้าใจไดต้ รงกนั ถงึ ความหมายที่แทจ้ รงิ ของปัญหา ไดม้ ผี ูใ้ ห้ความหมายไว้ดงั น้ี
“ ปัญหา” หมายถึง สถานการณ์ เหตุการณ์ หรือสิ่งที่พบแล้วไม่สามารถจะใช้วิธีการใดวิธีการหนึ่ง
แกป้ ญั หาไดท้ ันที หรือเมื่อมีปญั หาเกิดข้ึนแล้วไม่สามารถมองเหน็ แนวทางแก้ไขไดท้ ันที
“ แบบฝกึ หัด “ หมายถงึ สถานการณ์ เหตุการณ์ หรือสงิ่ ทพ่ี บแลว้ สามารถแก้ไขหรือเลือกวิธีแก้ไข
ไดท้ ันที หรอื มองเห็นได้ชัดเจนว่ามวี ธิ ีแก้ไขท่ีแนน่ อน
การแก้ไขปัญหาอาจทำได้หลายวิธี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะของปญั หา ความรู้และประสบการณ์ของผู้
แก้ปญั หาน้นั
กิจกรรมการคิดและปฏบิ ัติ (Hands-on Mind-on Activities)
นักการศึกษาวิทยาศาสตร์แนะนำให้ครูจัดกิจกรรมให้นักเรียนได้คิดและลงมือปฏิบัติ เมื่อนักเรียนได้
ลงมือปฏิบัติจริง หรือได้ทำการทดลองต่าง ๆ ทางวิทยาศาสตร์ก็จะเกิดความคิดและคำถามที่หลากหลาย
ตวั อย่างกจิ กรรม ได้แก่
ช้นั ประถมศึกษาปีท่ี ๖ โรงเรียนบอื ดองพัฒนา
สำนักงานเขตพื้นทีก่ ารศกึ ษาประถมศึกษายะลา เขต ๑
หลกั สตู รสถานศึกษากลุ่มสาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์ 43
(ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขน้ั พื้นฐาน พุทธศักราช 2551
- นำแมเ่ หลก็ เข้าใกลว้ ัสดุตา่ ง ๆ แล้วสงั เกตผลทีเ่ กดิ ขนึ้
- ใช้วัตถตุ ่าง ๆ ถูกับผา้ ชนดิ ต่าง ๆ แลว้ นำมาแขวนไว้ใกล้กนั หรอื นำมาแตะชนิ้
กระดาษ แลว้ สังเกตการเปลี่ยนแปลง
- ต่อหลอดไฟฟ้าหลายหลอดกบั ถ่านไฟฉาย สังเกตและเปรยี บเทียบผลที่เกิดขน้ึ ใช้
กล้องจลุ ทรรศน์ส่องดเู น้อื เย่ือของสง่ิ มีชีวิต สังเกตและเปรยี บเทยี บเน้ือเยอื่ ของส่งิ มชี วี ติ ต่าง ๆ
- เป่าลมหายใจลงไปในน้ำปนู ใส สงั เกตการเปลี่ยนแปลงท่เี กดิ ขึน้
เมอื่ นักเรยี นไดท้ ำกิจกรรมลักษณะนแ้ี ล้ว จะทำใหส้ ังเกตผลท่ีเกดิ ข้นึ ดว้ ยตนเอง ซึ่งเป็นข้อมูล
ที่จะนำไปสู่การถามคำถาม การอธิบาย การอภิปราย หาข้อสรุปและการศึกษาต่อไป กิจกรรมลักษณะนี้จึง
ส่งเสริมให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติและฝึกคิด นำมาสู่การสร้างความรู้ด้วยตนเองด้วยความเข้าใจและเป็นการ
เรยี นรู้อย่างมีความหมาย
การเรียนรูแ้ บบร่วมมือร่วมใจ (Cooperative Learning)
การเรยี นรูแ้ บบรว่ มใจ เป็นกระบวนการเรียนรู้ทีส่ ามารถนำมาใชใ้ นการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ได้
อยา่ งเหมาะสมวิธีหนงึ่ เนอ่ื งจากขณะนี้นกั เรียนทำกิจกรรมรว่ มกนั ในกลุ่ม นักเรียนจะได้มีโอกาสแลกเปล่ียน
ความรู้กับสมาชกิ ของกลุ่ม และการทีแ่ ตล่ ะคนมวี ัยใกล้เคยี งกัน ทำให้สามารถสอื่ สารกันได้เป็นอยา่ งดี แตก่ าร
เรยี นรู้แบบร่วมมือร่วมใจที่มีประสิทธิภาพน้ันต้องมรี ปู แบบหรือมีการจัดระบบอย่างดี นกั การศึกษาหลายท่าน
ไดท้ ำการศกึ ษาคน้ ควา้ อยา่ งกวา้ งขวาง เพื่อจะนำมาใช้ในการเรยี นการสอนวชิ าต่าง ๆ รวมทั้งวิชาวทิ ยาศาสตร์
และคณติ ศาสตร์ดว้ ย
การพัฒนาความสามารถและทักษะที่สำคัญของผู้เรียนในการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยี
การเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ในระดับต่าง ๆ นั้น นอกจากมุ่งหวังให้นักเรียนได้พัฒนาความรู้
ความเข้าใจในแนวความคิดหลักที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาในบทเรียนแล้ว ยังมุ่งหวังให้นักเรียนได้พัฒนา
ความสามารถในการตัดสินใจ พัฒนาความคิดชน้ั สงู และพฒั นาทักษะการส่อื สารดว้ ย
ความสามารถในการตดั สินใจ (Decision Making)
การจัดกิจกรรมต่าง ๆ ครูควรจัดสถานการณ์ที่เปิดโอกาสให้นักเรียนฝึกตัดสินใจ เช่น กิจกรรมการ
แก้ปัญหา การศึกษาคน้ คว้าอยา่ งมีระบบ การสืบเสาะหาความรู้ หรืออาจจัดกิจกรรมการแสดงบทบาทสมมตุ ิ
โดยสร้างสถานการณ์ขึ้นเอง และเปิดโอกาสใหน้ ักเรยี นแสดงบทบาทสมมุติโดยเปน็ ผทู้ เี่ กย่ี วข้องกบั การตัดสินใจ
ช้นั ประถมศกึ ษาปีท่ี ๖ โรงเรยี นบือดองพัฒนา
สำนักงานเขตพื้นทกี่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑
หลกั สูตรสถานศกึ ษากลุ่มสาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์ 44
(ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขนั้ พืน้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551
ในเรื่องที่สำคัญของบ้านเมือง เช่น การสร้างเขื่อน การสร้างโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ การแก้ปัญหาต่าง ๆที่
เกิดขึ้นในโรงเรยี นหรือชมุ ชน การตดั สนิ ใจเกย่ี วกบั ปัญหาบา้ นเมืองน้ันจะต้องอย่บู นพืน้ ฐานของข้อมูลที่เชอ่ื ถือ
ได้อย่างมีเหตุผลและส่งผลดีต่อส่วนรวม เพื่อให้เกิดความปลอดภัยและการพัฒนาที่ยั่งยืน ทั้งนี้จะต้อง
พิจารณาทางเลือกที่ดีที่สุด ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด ก่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนและคุณภาพ
ชวี ิตทดี่ ี
การพัฒนาความคดิ ขั้นสูง ( Higher- ordered Thinking )
การคิดข้ันสงู เป็นความสามารถทางสติปัญญาประการหน่ึงท่ตี ้องพัฒนาให้เกิดในขณะท่ีนักเรียนเข้ามา
อยู่ในโรงเรียน เพื่อเรียนรู้เนื้อหาและหลักการ รวมทั้งแนวคิดในวิชาต่าง ๆ ความคิดขั้นสูงประกอบด้วย
ความคิดในด้านต่าง ๆ คอื
๑. ความคิดวิเคราะห์ คือความคิดที่เกี่ยวข้องกับการจำแนก รวบรวมเป็นหมวดหมู่รวมทั้ง
การจัดประเด็นต่างๆ เช่น การจำแนกชนิดของหิน โดยพิจารณาลักษณะภายนอกเป็นเกณฑ์ การจำแนก
ใบไมโ้ ดยพิจารณารูปร่างของใบ ขอบใบ และเส้นใบเป็นเกณฑ์
๒. ความคิดวพิ ากษ์วจิ ารณ์ คือความคดิ เหน็ ตอ่ เร่ืองใดเร่อื งหนง่ึ ท้ังในดา้ นบวกหรือ
ลบอย่างมีเหตุผล โดยการใช้ข้อมูลที่มีอยู่อย่างเพียงพอ เช่น ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีชีวภาพ ซึ่งเป็น
ประเด็นที่คนทั่วโลกให้ความสนใจ คือเรื่อง GMOs ผลการใช้เทคโนโลยีดังกล่าวมีผลให้สิ่งมีชีวิตไม่ว่าพืชหรือ
สตั ว์ มคี ุณสมบัติเปล่ยี นแปลงไปจากพนั ธุเ์ ดมิ และการเปล่ียนแปลงดังกล่าวยอ่ มมผี ลตอ่ มนษุ ยแ์ ละสิ่งแวดล้อม
๓. ความคิดสร้างสรรค์ คือความคิดที่แปลกใหม่ ยืดหยุ่นและแตกต่างจากผู้อื่น เช่นให้นักเรียนทำ
กิจกรรมคิดออกแบบประดิษฐ์อุปกรณ์กำเนิดเสียงแทนการใช้กระดิ่งไฟฟ้าหรือออดไฟฟ้า หรือออกแบบวงจร
เตือนภัยโดยใช้เซนเซอรค์ วามรอ้ น
๔. ความคิดอย่างมีเหตุมีผล คือความสามรถที่จะคิดในเชิงเหตุผลของเรื่องราวต่าง ๆ เช่น
กจิ กรรมการเรยี นเร่ืองการสรา้ งเขื่อน หรอื การพัฒนาด้านอุตสาหกรรมต่าง ๆ ซึ่งเปน็ ประเด็นโต้แย้งทางสังคม
ที่ไม่อยู่บนข้อมูลหรือประจักษ์พยานที่เป็นความรู้ทางวิทยาศาสตร์ จึงควรให้นักเรียนได้ใช้ความรู้ทาง
วิทยาศาสตร์มาเป็นเหตุผลในการโต้แย้งหรือสนับสนุน ไม่ใช่ใช้ความรู้สึกหรือใช้อารมณ์ในการตัดสินว่าควร
ดำเนนิ การพฒั นาหรือไม่ อยา่ งไร
๕. ความคิดเชิงวิทยาศาสตร์ คือความคิดที่ใช้ในการพิสูจน์และสำรวจตรวจสอบ หา
ขอ้ เท็จจรงิ เชน่ ภมู ปิ ญั ญาท้องถนิ่ ท่เี ปน็ เทคโนโลยีชาวบ้าน การดองผักด้วยนำ้ ซาวขา้ วหรือ นำ้ มะพรา้ ว หรือ
การใสพ่ ริกสดลงในน้ำกะทิเพื่อกันบดู ได้
โดยทัว่ ไปแลว้ ความคิดข้นั สูงด้านตา่ ง ๆ เหลา่ นจ้ี ะไม่สามารถแยกออกจากกันไดช้ ัดเจน ต้องพฒั นาไป
พรอ้ ม ๆ กันและอาจรวมทงั้ พัฒนาไปพร้อมกับความสามารถดา้ นอ่ืน ๆ ด้วยโดยไมจ่ ำเปน็ ต้องเน้นว่าจะต้อง
ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ่ี ๖ โรงเรยี นบือดองพัฒนา
สำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศกึ ษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑
หลักสตู รสถานศึกษากลุ่มสาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์ 45
(ฉบับปรับปรงุ พ.ศ.256๓) ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขนั้ พ้นื ฐาน พุทธศกั ราช 2551
พัฒนาเรื่องใดก่อนหรือหลัง การพัฒนาความคิดขั้นสูงนี้จะทำได้มากในกิจกรรมการเรียนการสอน
แบบสืบเสาะหาความรู้และกระบวนการแก้ปญั หา
การพัฒนาทกั ษะการสอ่ื สาร (Communication Skills)
กระบวนการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ ทักษะในการสื่อสาร หมายถึงการแสดความคิดหรือ
แลกเปลี่ยนความรู้ และแนวความคิดหลักทางวิทยาศาสตร์ที่ได้จากการทำกิจกรรมหลากหลาย การ
สงั เกต การทดลอง การอา่ นหรืออนื่ ๆ ซึ่งแสดงออกในรปู แบบทีช่ ัดเจนและมเี หตผุ ลดว้ ยการพดู หรอื การเขยี น
การพัฒนาให้นักเรียนมีความสามารถในการสื่อสารความรู้และแนวความคิดทางวิทยาศาสตร์เป็น
เป้าหมายสำคญั ประการหนึ่งของการจัดกิจกรรมการเรยี นการสอนวทิ ยาศาสตรท์ ุกระดับ ความสามารถในการ
สอื่ สารเปน็ คุณลักษณะทีต่ ้องฝกึ ซำ้ เพื่อให้เกิดทักษะ
การจัดกจิ กรรมการเรียนการสอนวทิ ยาศาสตร์ สามารถฝึกทกั ษะการสอ่ื สารได้ ดังต่อไปน้ี
๑. การเล่าหรือการเขียนสรุปเรื่องราวทางวิทยาศาสตร์ที่อ่านจากหนังสือพิมพ์วารสาร
หนังสือต่าง ๆ จากการดูโทรทัศน์หรือการสืบค้นข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต โดยมอบหมายให้นักเรียนไปศึกษา
ค้นคว้า แล้วนำมาเล่าหรือเขียนให้ผู้อืน่ รับรู้ เป็นการฝึกทักษะในการสื่อสารท่ีดีวธิ หี น่ึง กิจกรรมนี้อาจใช้เวลา
ครั้งละ ๑๐ นาที กอ่ นที่จะมกี ารสอนตามปกติกไ็ ด้
๒. การเขียนบันทึกสรุปการไปทัศนศึกษา หรือการศึกษาภาคสนาม ในโอกาสที่นักเรียน
กลับมาจากทัศนศึกษาหรือการศึกษาภาคสนามแล้วให้เขียนรายงานสรุปถึงความรู้ ความคิด ในบางเรื่องท่ี
ได้รับจากการไปทัศนศึกษาแต่ละคร้ัง
๓. การจัดแสดงผลงาน ในกรณีที่นักเรียนทำโครงงานวิทยาศาสตร์หรือโครงการ อื่น ๆ ควร
กำหนดให้มีวันที่แน่นอนเพื่อจัดแสดงผลงานให้เพื่อน ๆ ในชั้นหรือท้ังโรงเรียนได้ชมและถ้าเป็นไปได้ควรเชิญ
บคุ คลในชมุ ชนมาชมด้วย
๔. การสื่อสารด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ คอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์ทีจ่ ะช่วยมนษุ ย์ ในการ
ทำงานได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ วิทยาการคอมพิวเตอร์จึงเป็นวิทยาศาสตรแ์ ขนงหนึ่งที่เป็นรากฐานสำคัญ
ต่อการพัฒนาความคิดและจิตนาการ อันจะนำไปสู่การแปลงรูปจากจินตนาการมาเป็นชิ้นงานสร้างสรรค์ที่มี
ประโยชน์ปัจจบุ ันส่ิงประดิษฐ์มากมายลว้ นแลว้ แต่มีส่วนประกอบของคอมพิวเตอรเ์ ข้าไปรว่ มดว้ ย ทำให้ระบบ
การทำงานต่าง ๆ ได้รบั การพัฒนาเขา้ สู่ความเปน็ อัตโนมัติมากข้นึ
ช้นั ประถมศึกษาปที ่ี ๖ โรงเรยี นบอื ดองพัฒนา
สำนักงานเขตพื้นท่กี ารศึกษาประถมศึกษายะลา เขต ๑