หลักสูตรสถานศกึ ษากลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์ 1
(ฉบบั ปรบั ปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขัน้ พนื้ ฐาน พุทธศักราช 2551
หลกั สตู รโรงเรียนบอื ดองพัฒนา
กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
(ฉบบั ปรงุ ปรุง พ.ศ. 256๓)
ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพ้นื ฐาน
พทุ ธศักราช 2551
สำนักงานเขตพ้นื ที่การศกึ ษาประถมศกึ ษา ยะลา เขต 1
สำนกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขั้นพืน้ ฐาน
กระทรวงศึกษาธกิ าร
โรงเรียนบอื ดองพฒั นา
สำนักงานเขตพนื้ ที่การศกึ ษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑
หลักสตู รสถานศึกษากลุ่มสาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์ 2
(ฉบับปรับปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พืน้ ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551
ประกาศโรงเรยี นบือดองพฒั นา
เรอ่ื ง ใหใ้ ช้หลกั สตู รสถานศึกษาโรงเรยี นบือดองพัฒนา
กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์
(ฉบบั ปรับปรงุ พ.ศ.256๓) ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขัน้ พืน้ ฐาน
พุทธศักราช 2551
.................................................................................................................
ด้วยโรงเรียนบือดองพัฒนา ได้จัดทำหลักสูตรสถานศึกษาตามแนวทางการดำเนินการ
หลกั สูตรกลมุ่ สาระการเรียนร้คู ณติ ศาสตร์ และกลมุ่ สาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์ (ฉบับปรบั ปรงุ พ.ศ. ๒๕๖o )
ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขัน้ พื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ กำหนดทุกประการ มีองค์ประกอบสำคญั
ครบถ้วนสมบูรณ์ สามารถนำไปใช้เพื่อการพฒั นาการจดั การศึกษาให้เจริญกา้ วหนา้ ตามเปา้ หมายท่ีกำหนดได้
เป็นอย่างดี
ทั้งนี้ หลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนบือดองพัฒนา ได้รับความเป็นชอบจากคณะกรรมการ
สถานศึกษาขั้นพื้นฐาน เมื่อวันท่ี ๒๓ เดือน มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ จึงประกาศให้ใช้หลักสูตรสถานศึกษา
ต้ังแต่บดั น้เี ป็นต้นไป
ประกาศ ณ วนั ที่ ๒๓ เดือน มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๓
ลงชื่อ
( นายอบั ดุลเลา๊ ะ แวหะโละ )
ผู้อำนวยการโรงเรยี นบอื ดองพัฒนา
โรงเรียนบือดองพฒั นา
สำนกั งานเขตพ้นื ท่กี ารศกึ ษาประถมศึกษายะลา เขต ๑
หลักสตู รสถานศกึ ษากลุ่มสาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์ 3
(ฉบบั ปรบั ปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พ้นื ฐาน พุทธศกั ราช 2551
คำรับรองของคณะกรรมการสถานศกึ ษาขั้นพื้นฐาน
โรงเรยี นบอื ดองพฒั นา
..............................................................................................................
อาศัยอำนาจหน้าที่ตาม เจตนารมณ์ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช
๒๕๕๐ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๕
พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. ๒๕๔๖ และพระราชบัญญัติระเบียบ
ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ กำหนดให้คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของ
โรงเรียน มีบทบาทหน้าที่ ในการมีส่วนร่วมจัดทำนโยบาย แผนพัฒนาการศึกษาของสถานศึกษา ให้ความ
เห็นชอบในการจัดตั้งงบประมาณและรับผิดชอบต่อการใช้จ่ายงบประมาณของสถานศึกษา ตลอดจนพัฒนา
หลกั สูตรสถานศกึ ษาใหส้ อดคล้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขนั้ พ้ืนฐานและ ความต้องการของนักเรียน
ชุมชน และท้องถิน่
คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานโรงเรียนบือดองพัฒนา ได้มีส่วนร่วมในการจัดทำ
หลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนบือดองพัฒนา กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ และกลุ่มสาระการเรียนรู้
วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๖๓ ) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช
๒๕๕๑ และขอลงนามรับรองการใช้หลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนบือดองพัฒนา กลุ่มสาระการเรียนรู้
คณิตศาสตร์ และกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๖๓ ) ตามหลักสูตรแกนกลาง
การศึกษาขั้นพ้นื ฐาน พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๑ ฉบับน้ี ใหถ้ ือใชบ้ ริหารงานโรงเรยี นได้
ลงชอ่ื
( นายอับดุลอาซิ มูดิง )
ประธานคณะกรรมการสถานศกึ ษาขั้นพน้ื ฐาน
โรงเรยี นบอื ดองพฒั นา
สำนกั งานเขตพืน้ ท่ีการศกึ ษาประถมศึกษายะลา เขต ๑
หลักสูตรสถานศึกษากลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ 1
(ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพ้นื ฐาน พทุ ธศักราช 2551
คำนำ
หลักสูตรสถานศึกษากลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) ตาม
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ เล่มนี้ ได้จัดทำขึ้นโดย
ยึดตามหลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.256๐ ) ตามหลักสูตรแกนกลาง
การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ซึ่งมีรายเอียดของหลักสูตร คือ ความนำ กลุ่มสาระการเรียนรู้
วิทยาศาสตร์ โครงสร้างเวลาเรียน คำอธบิ ายรายวิชา โครงสร้างรายวชิ า การจดั การเรยี นรู้ ส่อื การเรยี นรู้
หลักสูตรสถานศึกษานี้มีรายละเอยี ดและเน้ือหาสาระสำคัญเพียงพอท่ีสามารถจะนำไปใช้เป็น
แนวทางในการจัดการเรียนการสอนกลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ในปีการศึกษา 256๓ ให้บรรลุเป้าหมายตาม
มาตรฐานและตัวชี้วัดท่ีหลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.256๐) ตามหลักสูตร
แกนกลางการศกึ ษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 กำหนดไว้
คณะผจู้ ดั ทำ
โรงเรียนบอื ดองพัฒนา
สำนักงานเขตพน้ื ที่การศกึ ษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑
หลกั สูตรสถานศึกษากลุ่มสาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์ ข
(ฉบบั ปรบั ปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขนั้ พ้นื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551
สารบญั
คำนำ ความนำ หน้า
สารบัญ กลุ่มสาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์ ก
ส่วนท่ี ๑ โครงสรา้ งหลักสูตรสถานศึกษา ข
ส่วนท่ี ๒ คำอธบิ ายรายวิชา. ๑
สว่ นที่ ๓ โครงสรา้ งหนว่ ยการเรยี นรู้ ๕
ส่วนที่ ๔ ส่วนลงท้าย ๔๒
สว่ นที่ ๕ ภาคผนวก ๔๗
ส่วนที่ ๖ ภาคผนวก ก บันทึกการประชุม ๖๑
ภาคผนวก ข คำสั่งแตง่ ตงั้ ๖๙
ภาคผนวก ค แบบประเมนิ หลักสตู ร ๘๗
ภาคผนวก ง ภาพถา่ ย ๘๘
ภาคผนวก จ รายชื่อคณะกรรมการจัดทำหลักสตู ร ๙๔
๙๗
๑๐๐
๑๐๓
โรงเรียนบอื ดองพฒั นา
สำนกั งานเขตพ้นื ทก่ี ารศึกษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑
หลกั สตู รสถานศกึ ษากลุ่มสาระการเรยี นร้วู ทิ ยาศาสตร์ 1
(ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขน้ั พื้นฐาน พทุ ธศักราช 2551
ส่วนท่ี ๑
ความนำ
หลักสูตรสถานศึกษากลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.256๓) ตาม
หลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาข้นั พื้นฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 มีหลกั การที่สำคญั ดังน้ี
๑. เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อความเป็นเอกภาพของชาติ มีจุดหมายและมาตรฐานการ
เรียนรู้เป็นเป้าหมายสำหรับพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีความรู้ ทักษะ เจตคติ และคุณธรรม บนพื้นฐานของ
ความเปน็ ไทยควบคูก่ ับความเปน็ สากล
๒. เป็นหลกั สตู รการศึกษาเพ่ือปวงชน ทป่ี ระชาชนทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษาอย่างเสมอภาค
และมคี ณุ ภาพ
๓. เป็นหลักสตู รการศกึ ษาที่สนองการกระจายอำนาจ ใหส้ งั คมมสี ่วนรว่ มในการจัดการศึกษา
ใหส้ อดคลอ้ งกับสภาพและความต้องการของท้องถนิ่
๔. เป็นหลกั สูตรการศกึ ษาท่ีมโี ครงสร้างยดื หย่นุ ท้ังด้านสาระการเรียนรู้ เวลาและการจัด การ
เรยี นรู้
๕. เป็นหลักสตู รการศกึ ษาทีเ่ นน้ ผเู้ รียนเปน็ สำคัญ
๖. เป็นหลักสูตรการศึกษาสำหรับการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย
ครอบคลุมทกุ กลุ่มเป้าหมาย สามารถเทียบโอนผลการเรยี นรู้ และประสบการณ์
วิสัยทัศนโ์ รงเรียน
มงุ่ พัฒนาสง่ เสรมิ สนบั สนุน และตอ่ ยอดผู้เรยี นบคุ ลากร ใหม้ ีคุณภาพระดบั มมาตรฐาน
มีคุณธรรม มีจิตสาธารณะ ดำรงชีวิตอย่างมีความสุขบนพื้นฐานความพอเพียง บุคลากรมีความรู้
ความมสามารถ ก้าวหนา้ ดา้ นเทคโนโลยี สิ่งแวดล้อมดี ภายใต้การบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วม
พันธกิจโรงเรยี น
๑. จัดการเรยี นร้โู ดยยดึ ผ้เู รยี นเป็นสำคัญ
๒. จดั การเรยี นรู้โดยสนองความแตกต่างระหวา่ งบุคคล
๓. จดั กิจกรรมส่งเสรมิ ให้เด็กคดิ เป็น ทำเปน็ แกป้ ัญหาเป็น และใฝ่ใจคา่ นิยม
๔. จดั กิจกรรมสง่ เสริมใหเ้ ดก็ มจี ินตนาการและความคดิ ริเร่ิมสรา้ งสรรค์
๕. สรา้ งความสมั พันธอ์ นั ดีระหวา่ งโรงเรียนกบั ชมุ ชน
๖. พัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ความสามารถ พฒั นาตนเองอย่างต่อเน่ืองและเป็นแบบอยา่ งท่ดี ี
๗. ใช้แผนเปน็ เคร่ืองมือในการบรหิ ารดำเนนิ การ
๘. ประกนั คณุ ภาพภายใน เพ่ือรองรับการประเมนิ ภายนอก
โรงเรยี นบอื ดองพฒั นา
สำนกั งานเขตพน้ื ท่ีการศกึ ษาประถมศึกษายะลา เขต ๑
หลกั สตู รสถานศกึ ษากลุ่มสาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์ 2
(ฉบับปรบั ปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พ้ืนฐาน พทุ ธศกั ราช 2551
เป้าประสงค์
๑. ผ้เู รยี นมีความรแู้ ละทกั ษะทจ่ี ำเปน็ ตามหลกั สตู ร
๒. ผู้เรยี นมีคณุ ธรรม จรยิ ธรรม มคี ่านยิ มท่ีพึงประสงค์ จิตสำนกึ ในการอนรุ ักษ์และพัฒนาส่งิ แวดล้อม
๓. ผเู้ รียนมีสขุ นิสยั สขุ ภาพกายและสุขภาพใจท่ดี ี
๔. ผู้เรียนมีคณุ ภาพตามมาตรฐานการศึกษา
๕. ผู้เรียนมกี ารคดิ วิเคราะห์ สรา้ งสรรค์ กา้ วทนั เทคโนโลยี
๖. ผเู้ รียนมใี จรกั สิ่งแวดลอ้ ม สบื สานประเพณวี ฒั นธรรมในทอ้ งถ่นิ ใชช้ วี ติ อยู่อย่างพอเพียง
๗. ผเู้ รียนได้เรยี นรจู้ ากแหล่งเรยี นรู้และภูมิปัญญาท้องถนิ่
สมรรถนะสำคญั ของผูเ้ รยี น
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขนั้ พ้นื ฐาน ม่งุ ใหผ้ เู้ รยี นเกดิ สมรรถนะสำคญั ๕ ประการ ดังนี้
๑. ความสามารถในการสื่อสาร เปน็ ความสามารถในการรับและส่งสาร มวี ฒั นธรรมในการ
ใช้ภาษาถ่ายทอดความคิด ความรู้ความเข้าใจ ความรู้สึก และทัศนะของตนเองเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร
และประสบการณ์อันจะเปน็ ประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองและสังคม รวมท้ังการเจรจาต่อรองเพ่ือขจัดและลด
ปัญหาความขัดแยง้ ต่าง ๆ การเลือกรับหรือไมร่ บั ข้อมลู ข่าวสารด้วยหลักเหตุผลและความถูกต้อง ตลอดจนการ
เลือกใชว้ ธิ กี ารสื่อสาร ที่มปี ระสทิ ธิภาพโดยคำนงึ ถึงผลกระทบท่มี ตี ่อตนเองและสังคม
๒. ความสามารถในการคิด เปน็ ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์ การคิด
อย่างสร้างสรรค์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคิดเป็นระบบ เพื่อนำไปสู่การสร้างองค์ความรู้ห รือ
สารสนเทศเพ่อื การตดั สนิ ใจเกี่ยวกบั ตนเองและสังคมได้อย่างเหมาะสม
๓. ความสามารถในการแก้ปัญหา เปน็ ความสามารถในการแกป้ ัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ที่
เผชิญได้อย่างถูกต้องเหมาะสมบนพื้นฐานของหลักเหตผุ ล คุณธรรมและข้อมูลสารสนเทศ เข้าใจความสมั พันธ์
และการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ต่าง ๆ ในสังคม แสวงหาความรู้ ประยุกต์ความรู้มาใช้ในการป้องกันและ
แก้ไขปัญหา และมีการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพโดยคำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อตนเอง สังคมและ
สงิ่ แวดล้อม
๔. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต เป็นความสามารถในการนำกระบวนการต่าง ๆ ไปใช้ใน
การดำเนินชีวิตประจำวัน การเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง การทำงาน และการอยู่ร่วมกันใน
สังคมด้วยการสร้างเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคล การจัดการปัญหาและความขัดแย้งต่าง ๆ อย่าง
เหมาะสม การปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและสภาพแวดล้อม และการรู้จักหลีกเลี่ยง
พฤติกรรมไม่พงึ ประสงคท์ ่สี ง่ ผลกระทบต่อตนเองและผู้อ่นื
โรงเรยี นบอื ดองพัฒนา
สำนกั งานเขตพืน้ ที่การศกึ ษาประถมศึกษายะลา เขต ๑
หลกั สูตรสถานศกึ ษากลุ่มสาระการเรยี นร้วู ิทยาศาสตร์ 3
(ฉบับปรับปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพน้ื ฐาน พุทธศกั ราช 2551
๕. ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี เป็นความสามารถในการเลือก และใช้ เทคโนโลยดี ้าน
ตา่ ง ๆ และมีทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพื่อการพัฒนาตนเองและสงั คม ในด้านการเรียนรู้ การส่ือสาร
การทำงาน การแกป้ ัญหาอย่างสร้างสรรค์ ถูกต้อง เหมาะสม และมีคุณธรรม
คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุธศักราช 2551 มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะ
อันพงึ ประสงค์ เพอื่ ใหส้ ามารถอยู่รว่ มกบั ผู้อน่ื ในสังคมได้อยา่ งมีความสุข ในฐานะเป็นพลเมืองไทยและ
พลโลก ดงั นี้
๑. รักชาติ ศาสน์ กษัตรยิ ์
๒. ซอ่ื สตั ย์สจุ ริต
๓. มีวินัย
๔. ใฝเ่ รยี นรู้
๕. อยูอ่ ย่างพอเพยี ง
๖. มุ่งมนั่ ในการทำงาน
๗. รักความเป็นไทย
๘. มีจติ สาธารณะ
ค่านยิ มหลักของคนไทย ๑๒ ประการ ตามนโยบายของ คสช.
๑มีความรกั ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ .
๒ซื่อสัตย์ เสียสละ อดทน มอี ดุ มการณ์ในส่ิงทดี่ ีงามเพ่ือส่วนรวม .
๓. กตัญญตู อ่ พ่อแม่ ผู้ปกครอง ครบู าอาจารย์
๔. ใฝ่หาความรู้ หมัน่ ศกึ ษาเล่าเรยี น ทั้งทางตรงและทางออ้ ม
๕. รักษาวัฒนธรรมประเพณีไทยอันงดงาม
๖มีศีลธรรม รักษาความสตั ย์ หวังดตี ่อผอู้ ่ืน เผ่อื แผ่และแบ่งปนั .
๗ เขา้ ใจเรียนรู้การเปน็ ประชาธิปไตย อนั มพี ระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมขุ ท่ถี ูกตอ้ ง .
๘.มรี ะเบียบวนิ ยั .เคารพกฎหมาย ผู้น้อยรจู้ ักการเคารพผใู้ หญ่
๙. มีสตริ ตู้ วั รู้คิด รู้ทำ รปู้ ฏิบัตติ ามพระราชดำรสั ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว .
โรงเรยี นบอื ดองพัฒนา
สำนักงานเขตพนื้ ท่ีการศึกษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑
หลกั สูตรสถานศึกษากลุ่มสาระการเรยี นร้วู ิทยาศาสตร์ 4
(ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขน้ั พ้ืนฐาน พทุ ธศักราช 2551
๑๐ .รู้จักดำรงตนอยู่โดยใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระ
เจ้าอยู่หัว รู้จักอดออมไว้ใช้เมื่อยามจำเป็น มีไว้พอกินพอใช้ ถ้าเหลือก็แจกจ่ายจำหน่าย และพร้อมที่จะขยาย
กิจการเมอื่ มคี วามพร้อม เม่ือมีภมู คิ ุ้มกันที่ดี
๑๑ .มีความเข้มแข็งทั้งร่างกาย และจิตใจ ไม่ยอมแพ้ต่ออำนาจฝ่ายต่ำ หรือกิเลส มีความละอายเกรง
กลัวตอ่ บาปตามหลักของศาสนา
๑๒ .คำนงึ ถึงผลประโยชน์ของส่วนรวมและของชาติ มากกว่าผลประโยชน์ของตนเอง
โรงเรยี นบอื ดองพัฒนา
สำนักงานเขตพืน้ ท่ีการศึกษาประถมศึกษายะลา เขต ๑
หลักสูตรสถานศกึ ษากลุ่มสาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์ 5
(ฉบับปรับปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้นื ฐาน พุทธศกั ราช 2551
ส่วนท่ี ๒
กลมุ่ สาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์
ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง
พ.ศ. ๒๕๖๐) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ นี้ ได้กำหนดสาระการเรียนรู้
ออกเป็น ๔ สาระ ได้แก่ สาระท่ี ๑ วิทยาศาสตร์ชีวภาพ สาระที่ ๒ วิทยาศาสตร์กายภาพ สาระท่ี ๓
วทิ ยาศาสตรโ์ ลกและอวกาศ และสาระที่ ๔ เทคโนโลยี มีสาระเพ่ิมเตมิ ๔ สาระ ได้แก่ สาระชวี วิทยา สาระเคมี
สาระฟิสิกส์ สาระโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ ซึง่ องค์ประกอบของหลกั สูตร ทง้ั ในดา้ นของเนอ้ื หา การจัดการ
เรียนการสอน และการวัดและประเมินผลการเรียนรู้นั้น มีความสำคัญอย่างยิ่งในการวางรากฐานการเรียนรู้
วิทยาศาสตร์ของผู้เรียนในแต่ละระดับชั้น ให้มีความต่อเนื่องเชื่อมโยงกัน ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีท่ี ๑ จนถึง
ชนั้ มธั ยมศึกษาปีท่ี ๖ สำหรับกลุม่ สาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตรไ์ ด้กำหนดตัวช้ีวดั และสาระการเรยี นรู้แกนกลาง
ทผ่ี ู้เรียนจำเปน็ ตอ้ งเรียนเป็นพ้ืนฐาน เพื่อให้สามารถนำความรู้นี้ไปใช้ในการดำรงชีวติ หรือศึกษาต่อในวิชาชีพท่ี
ตอ้ งใชว้ ทิ ยาศาสตรไ์ ด้
โดยจัดเรียงลำดับความยากง่ายของเนื้อหาแต่ละสาระในแต่ละระดับชั้นให้มีการเช่ื อมโยง
ความรู้กับกระบวนการเรียนรู้ และการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนพัฒนาความคิด ทั้งความคิด
เป็นเหตุเป็นผล คิดสร้างสรรค์ คิดวิเคราะห์วิจารณ์ มีทักษะที่สำคัญทั้งทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์
และทักษะในศตวรรษที่ ๒๑ ในการค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ด้วยกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ สามารถ
แกป้ ญั หาอย่างเปน็ ระบบ สามารถตดั สนิ ใจ โดยใช้ขอ้ มูลหลากหลายและประจักษพ์ ยานท่ตี รวจสอบได้
สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ตระหนักถึงความสำคัญของ
การจัดการเรียนรูว้ ทิ ยาศาสตร์ทีม่ ุง่ หวังให้เกิดผลสมั ฤทธ์ิต่อผู้เรียนมากท่ีสดุ จึงได้จัดทำมาตรฐาน ตัวชี้วัดและ
สาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๖๐) ตามหลักสูตร
แกนกลางการศกึ ษาข้นั พื้นฐานพทุ ธศักราช ๒๕๕๑ ขนึ้ เพ่ือใหส้ ถานศกึ ษา ครูผู้สอน ตลอดจนหนว่ ยงานตา่ ง ๆ
ได้ใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาหนังสือเรียน คู่มือครู สื่อประกอบการเรียนการสอน ตลอดจนการวัดและ
ประเมินผล โดยตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.
๒๕๖๐) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ ที่จัดทำขึ้นนี้ได้ปรับปรุง เพื่อให้มี
ความสอดคล้องและเชื่อมโยงกันภายในสาระการเรียนรู้เดียวกันและระหว่างสาระการเรียนรู้ในกลุ่มส าระการ
เรียนรู้วิทยาศาสตร์ ตลอดจนการเชื่อมโยงเนื้อหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์กับการงานอาชีพและเทคโนโลยีด้วย
นอกจากนี้ยังได้ปรับปรุงเพื่อให้มีความทันสมัยต่อการเปลี่ยนแปลง และความเจริญก้าวหน้าของวิทยาการต่าง
ๆ และทัดเทียมกับนานาชาติ กลุ่มสาระการเรียนรูว้ ทิ ยาศาสตร์ สรุปเป็นแผนภาพได้ ดังน้ี
โรงเรยี นบือดองพัฒนา
สำนกั งานเขตพื้นท่ีการศกึ ษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑
หลักสตู รสถานศึกษากลุ่มสาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์ 6
(ฉบบั ปรบั ปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขนั้ พ้นื ฐาน พุทธศักราช 2551
สาระที่ 2
วทิ ยาศาสตรก์ ารภาพ
มาตรฐาน
ว 2.1-ว 2.3
สาระที่ 1 กลุ่มสาระ สาระท่ี 3
วทิ ยาศาสตรช์ วี ภาพ
การเรียนรู้ วทิ ยาศาสตรโ์ ลกและ
มาตรฐาน วิทยาศาสตร์ อวกาศ
ว 1.1-ว 1.3
มาตรฐาน
ว 3.1-ว 3.2
สาระที่ 4
เทคโนโลยี
มาตรฐาน
ว 4.1-ว 4.2
วิทยาศาสตร์เพมิ่ เติม
▪ สาระชวี วิทยา
▪ สาระเคมี
▪ สาระฟสิ กิ ส์
▪ สารโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ
โรงเรียนบอื ดองพัฒนา
สำนกั งานเขตพนื้ ทีก่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑
หลักสตู รสถานศกึ ษากลุ่มสาระการเรียนร้วู ทิ ยาศาสตร์ 7
(ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พทุ ธศักราช 2551
เปา้ หมายของวทิ ยาศาสตร์
ในการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้ค้นพบความรู้ด้วยตนเองมากที่สุด
เพ่อื ให้ไดท้ ้ังกระบวนการและความรู้ จากวิธีการสังเกต การสำรวจตรวจสอบ การทดลอง แลว้ นำผล ที่ได้มา
จดั ระบบเป็นหลักการ แนวคิด และองค์ความรู้
การจดั การเรียนการสอนวิทยาศาสตรจ์ ึงมเี ปา้ หมายท่ีสำคัญ ดังนี้
๑. เพ่อื ให้เขา้ ใจหลักการ ทฤษฎี และกฎท่เี ปน็ พ้ืนฐานในวิชาวิทยาศาสตร์
๒. เพื่อให้เข้าใจขอบเขตของธรรมชาตขิ องวชิ าวทิ ยาศาสตร์และข้อจำกัดในการศกึ ษาวิชาวทิ ยาศาสตร์
๓. เพอื่ ให้มีทักษะที่สำคัญในการศึกษาค้นคว้าและคดิ คน้ ทางเทคโนโลยี
๔. เพื่อให้ตระหนักถึงความสัมพันธ์ระหว่างวิชาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี มวลมนุษย์ และ
สภาพแวดล้อมในเชิงท่มี ีอทิ ธิพลและผลกระทบซงึ่ กันและกนั
๕. เพื่อนำความรู้ ความเข้าใจ ในวิชาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีไปใช้ให้เกิดประโยชนต์ ่อสังคมและ
การดำรงชวี ิต
๖. เพอื่ พฒั นากระบวนการคดิ และจินตนาการ ความสามารถในการแก้ปัญหา และ การจัดการ ทกั ษะ
ในการส่ือสาร และความสามารถในการตัดสนิ ใจ
๗. เพื่อให้เป็นผู้ที่มีจิตวิทยาศาสตร์ มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมในการใช้วิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยอี ยา่ งสร้างสรรค์
เรยี นรอู้ ะไรในวทิ ยาศาสตร์
กล่มุ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตรม์ ุ่งหวังใหผ้ ูเ้ รียนได้เรียนรวู้ ิทยาศาสตร์ ทีเ่ น้นการเชื่อมโยงความรู้กับ
กระบวนการ มีทักษะสำคัญในการค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ โดยใช้กระบวนการในการสืบเสาะหาความรู้
และแก้ปัญหาที่หลากหลาย ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ทุกขั้นตอน มีการ ทำกิจกรรมด้วยการลง
มือปฏิบัตจิ ริงอย่างหลากหลาย เหมาะสมกบั ระดับชั้น โดยกำหนดสาระสำคัญ ดงั น้ี
1.วิทยาศาสตร์ชีวภาพ เรียนรู้เกี่ยวกับ ชีวิตในสิ่งแวดล้อม องค์ประกอบของสิ่งมีชีวิตการดำรงชีวิต
ของมนุษย์และสัตว์ การดำรงชีวิตของพืช พันธุกรรม ความหลากหลายทางชีวภาพ และวิวัฒนาการของ
ส่งิ มีชวี ิต
2.วิทยาศาสตร์กายภาพ เรียนรู้เกี่ยวกับ ธรรมชาติของสาร การเปลี่ยนแปลงของสารการเคลื่อนท่ี
พลังงาน และคล่ืน
3.วิทยาศาสตร์โลกและอวกาศ เรียนรู้เกี่ยวกับ องค์ประกอบของเอกภพ ปฏิสัมพันธ์ภายในระบบ
สุริยะ เทคโนโลยีอวกาศ ระบบโลก การเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยา กระบวนการเปลี่ยนแปลง ลมฟ้าอากาศ
และผลตอ่ สง่ิ มชี วี ิตและสง่ิ แวดลอ้ ม
โรงเรยี นบอื ดองพัฒนา
สำนกั งานเขตพ้นื ท่ีการศกึ ษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑
หลักสตู รสถานศกึ ษากลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์ 8
(ฉบับปรับปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขนั้ พน้ื ฐาน พุทธศักราช 2551
4.เทคโนโลยี
●การออกแบบและเทคโนโลยี เรียนรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีเพื่อการดำรงชีวิตในสังคมที่มีการ
เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ใช้ความรู้และทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และศาสตร์อื่น ๆ เพื่อ
แก้ปญั หาหรือพัฒนางานอยา่ งมีความคิดสร้างสรรค์ดว้ ยกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม เลือกใช้เทคโนโลยี
อยา่ งเหมาะสมโดยคำนงึ ถึงผลกระทบตอ่ ชีวิต สงั คม และสงิ่ แวดล้อม
●วิทยาการคำนวณ เรียนรู้เกี่ยวกับการคิดเชิงคำนวณ การคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหาเป็น
ขน้ั ตอนและเปน็ ระบบ ประยกุ ตใ์ ชค้ วามรู้ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยสี ารสนเทศและการส่ือสาร
ในการแก้ปญั หาทพี่ บในชวี ติ จรงิ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สาระและมาตรฐานการเรยี นรู้
สาระท่ี ๑ วิทยาศาสตรช์ วี ภาพ
มาตรฐาน ว ๑.๑ เข้าใจความหลากหลายของระบบนิเวศ ความสัมพันธ์ระหว่างสิง่ ไมม่ ชี ีวิตกบั สิง่ มีชีวิต
และความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ในระบบนิเวศ การถ่ายทอดพลังงาน การเปลี่ยนแปลง
แทนที่ในระบบนิเวศ ความหมายของประชากร ปัญหาและผลกระทบที่มีต่อทรัพยากรธรรมชาติและ
สง่ิ แวดล้อม แนวทางในการอนรุ ักษท์ รัพยากรธรรมชาติและการแก้ไขปัญหาส่ิงแวดล้อม รวมทัง้ นำความรู้ไปใช้
ประโยชน์
มาตรฐาน ว ๑.๒ เข้าใจสมบัติของสิ่งมีชีวิต หน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต การลำเลียงสารเข้าและออก
จากเซลล์ ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าที่ของระบบต่าง ๆ ของสัตว์และมนุษย์ที่ทำงานสัมพันธ์กัน
ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าที่ของอวัยวะต่าง ๆ ของพืชที่ทำงานสัมพันธ์กัน รวมทั้งนำความรู้ไปใช้
ประโยชน์
มาตรฐาน ว ๑.๓ เข้าใจกระบวนการและความสำคัญของการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม สาร
พันธุกรรม การเปลีย่ นแปลงทางพนั ธกุ รรมทมี่ ผี ลต่อสิง่ มชี ีวิต ความหลากหลายทางชวี ภาพและววิ ัฒนาการของ
สง่ิ มีชีวิต รวมทงั้ นำความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์
สาระที่ ๒ วิทยาศาสตร์กายภาพ
มาตรฐาน ว ๒.๑ เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติของ
สสารกบั โครงสร้างและแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนภุ าค หลกั และธรรมชาตขิ องการเปลย่ี นแปลงสถานะของสสาร
การเกิดสารละลาย และการเกิดปฏิกิรยิ าเคมี
มาตรฐาน ว ๒.๒ เข้าใจธรรมชาติของแรงในชวี ิตประจำวัน ผลของแรงที่กระทำต่อวตั ถุ ลักษณะการ
เคล่ือนท่แี บบตา่ ง ๆ ของวตั ถุ รวมท้งั นำความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์
มาตรฐาน ว ๒.๓ เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอนพลังงาน
ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจำวัน ธรรมชาติของคลื่น ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้อง
กบั เสยี ง แสง และคล่ืนแมเ่ หล็กไฟฟ้า รวมทั้งนำความรู้ไปใชป้ ระโยชน์
โรงเรยี นบือดองพฒั นา
สำนกั งานเขตพ้ืนทก่ี ารศกึ ษาประถมศึกษายะลา เขต ๑
หลักสตู รสถานศึกษากลุ่มสาระการเรยี นร้วู ิทยาศาสตร์ 9
(ฉบับปรบั ปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขนั้ พน้ื ฐาน พุทธศกั ราช 2551
สาระที่ ๓ วทิ ยาศาสตรโ์ ลก และอวกาศ
มาตรฐาน ว ๓.๑ เข้าใจองค์ประกอบ ลักษณะ กระบวนการเกิด และวิวัฒนาการของเอกภพ
กาแล็กซี ดาวฤกษ์ และระบบสุริยะ รวมทั้งปฏิสัมพันธ์ภายในระบบสุริยะที่ส่งผลต่อสิ่งมีชีวิต และการ
ประยุกต์ใชเ้ ทคโนโลยีอวกาศ
มาตรฐาน ว ๓.๒ เข้าใจองค์ประกอบและความสัมพันธ์ของระบบโลก กระบวนการเปลี่ยนแปลง
ภายในโลก และบนผิวโลก ธรณีพิบัติภัย กระบวนการเปลี่ยนแปลงลมฟา้ อากาศและภูมิอากาศโลก รวมทั้งผล
ตอ่ สิง่ มชี ีวิตและสิ่งแวดลอ้ ม
สาระท่ี ๔ เทคโนโลยี
มาตรฐาน ว ๔.๑ เขา้ ใจแนวคิดหลกั ของเทคโนโลยเี พอ่ื การดำรงชีวิตในสงั คมท่ีมีการเปลี่ยนแปลงอย่าง
รวดเร็ว ใช้ความรู้และทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และศาสตร์อื่นๆ เพื่อแก้ปัญหาหรือพัฒนา
งานอย่างมีความคิดสร้างสรรค์ด้วยกระบวนการออกแบบ เชิงวิศวกรรม เลือกใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสมโดย
คำนึงถึงผลกระทบต่อชวี ิต สังคม และสิง่ แวดลอ้ ม
มาตรฐาน ว ๔.๒ เขา้ ใจและใช้แนวคดิ เชิงคำนวณในการแก้ปัญหาที่พบในชวี ิตจริงอย่างเป็นขั้นตอน
และเป็นระบบ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการเรียนรู้การทำงาน และการแก้ปัญหาได้อย่างมี
ประสิทธภิ าพ รเู้ ทา่ ทนั และมีจริยธรรม
คุณภาพผ้เู รียน
จบชั้นประถมศึกษาปีท่ี ๖
❖ เข้าใจโครงสร้าง ลักษณะเฉพาะและการปรับตัวของสิง่ มีชีวติ รวมทั้งความสมั พันธ์ของสิง่ มีชีวติ ใน
แหลง่ ทอี่ ยู่ การทำหนา้ ทขี่ องสว่ นตา่ ง ๆ ของพชื และการทำงานของระบบย่อยอาหาร ของมนษุ ย์
❖ เขา้ ใจสมบัติและการจำแนกกลุ่มของวสั ดุ สถานะและการเปลี่ยนสถานะของสสารการละลาย การ
เปลี่ยนแปลงทางเคมี การเปล่ยี นแปลงทผ่ี ันกลับไดแ้ ละผนั กลับไมไ่ ด้ และการแยกสาร อย่างงา่ ย
❖ เขา้ ใจลกั ษณะของแรงโน้มถ่วงของโลก แรงลัพธ์ แรงเสยี ดทาน แรงไฟฟ้าและผลของแรงต่างๆ ผล
ท่ีเกิดจากแรงกระทำตอ่ วัตถุ ความดัน หลกั การทมี่ ีตอ่ วตั ถุ วงจรไฟฟา้ อยา่ งง่าย ปรากฏการณเ์ บื้องตน้ ของเสียง
และแสง
❖ เข้าใจปรากฏการณ์การขึ้นและตกรวมถึงการเปลี่ยนแปลงรูปร่างปรากฏของดวงจันทร์
องค์ประกอบของระบบสุริยะ คาบการโคจรของดาวเคราะห์ ความแตกต่างของดาวเคราะห์และดาวฤกษ์ การ
ขนึ้ และตกของกลุ่มดาวฤกษ์ การใชแ้ ผนที่ดาว การเกดิ อุปราคา พัฒนาการและประโยชน์ ของเทคโนโลยี
อวกาศ
❖ เข้าใจลักษณะของแหล่งน้ำ วัฏจักรน้ำ กระบวนการเกิดเมฆ หมอก น้ำค้าง น้ำค้างแข็ง หยาดน้ำ
ฟ้า กระบวนการเกิดหิน วัฏจักรหนิ การใชป้ ระโยชน์หนิ และแร่ การเกดิ ซากดึกดำบรรพ์ การเกดิ ลมบก ลม
ทะเล มรสุม ลักษณะและผลกระทบของภัยธรรมชาติ ธรณีพิบัติภัย การเกิด และผลกระทบของ
ปรากฏการณเ์ รือนกระจก
โรงเรยี นบอื ดองพฒั นา
สำนกั งานเขตพืน้ ทีก่ ารศกึ ษาประถมศึกษายะลา เขต ๑
หลักสูตรสถานศึกษากลุ่มสาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์ 10
(ฉบับปรับปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พื้นฐาน พุทธศกั ราช 2551
❖ค้นหาข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพและประเมินความน่าเชื่อถือตัดสินใจเลือกข้อมูลใช้เหตุผลเชิง
ตรรกะในการแก้ปัญหา ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการทำงานร่วมกัน เข้าใจสิทธิ และหน้าท่ี
ของตน เคารพสทิ ธขิ องผู้อน่ื
❖ ตั้งคำถามหรือกำหนดปัญหาเก่ยี วกับส่ิงท่จี ะเรียนรตู้ ามทกี่ ำหนดใหห้ รือตามความสนใจ คาดคะเน
คำตอบหลายแนวทาง สร้างสมมติฐานที่สอดคล้องกับคำถามหรือปัญหาที่จะสำรวจตรวจสอบ วางแผนและ
สำรวจตรวจสอบโดยใช้เครื่องมือ อุปกรณ์ และเทคโนโลยีสารสนเทศที่เหมาะสม ในการเก็บรวบรวมข้อมูลทั้ง
เชิงปรมิ าณและคณุ ภาพ
❖ วิเคราะห์ข้อมูล ลงความเห็น และสรุปความสัมพันธ์ของข้อมูลที่มาจากการสำรวจตรวจสอบใน
รูปแบบท่ีเหมาะสม เพือ่ สือ่ สารความรจู้ ากผลการสำรวจตรวจสอบไดอ้ ยา่ งมเี หตผุ ลและหลักฐานอา้ งองิ
❖ แสดงถึงความสนใจ มุ่งมั่น ในสิ่งที่จะเรียนรู้ มีความคิดสร้างสรรค์เกี่ยวกับเรื่องที่จะศึกษาตาม
ความสนใจของตนเอง แสดงความคิดเห็นของตนเอง ยอมรับในข้อมูลที่มีหลักฐานอ้างอิง และรับฟังความ
คิดเหน็ ผอู้ ่นื
❖ แสดงความรับผิดชอบด้วยการทำงานที่ได้รับมอบหมายอย่างมุ่งมั่น รอบคอบ ประหยัด ซื่อสัตย์
จนงานลุลว่ งเปน็ ผลสำเร็จ และทำงานรว่ มกับผู้อ่นื อย่างสร้างสรรค์
❖ ตระหนักในคุณค่าของความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีใช้ความรู้และกระบวนการ ทาง
วิทยาศาสตร์ในการดำรงชีวิต แสดงความชื่นชม ยกย่อง และเคารพสิทธิในผลงานของผู้คิดค้นและศึกษาหา
ความรเู้ พ่มิ เตมิ ทำโครงงานหรือชิ้นงานตามที่กำหนดใหห้ รอื ตามความสนใจ
❖ แสดงถึงความซาบซึ้ง ห่วงใย แสดงพฤติกรรมเกี่ยวกับการใช้ การดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ
และสิง่ แวดล้อมอยา่ งรู้คณุ คา่
โรงเรียนบือดองพัฒนา
สำนักงานเขตพนื้ ท่ีการศกึ ษาประถมศึกษายะลา เขต ๑
หลักสูตรสถานศกึ ษากลุ่มสาระการเรยี นร้วู ิทยาศาสตร์ 11
(ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพนื้ ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551
สาระท่ี ๑ วิทยาศาสตรช์ วี ภาพ
มาตรฐาน ว ๑.๑ เข้าใจความหลากหลายของระบบนเิ วศ ความสัมพันธร์ ะหว่างส่ิงไม่มีชีวิตกับส่งิ มีชีวติ
และความสัมพันธร์ ะหวา่ งสง่ิ มชี ีวติ กับส่ิงมชี ีวติ ต่าง ๆ ในระบบนิเวศ การถา่ ยทอด
พลงั งาน การเปล่ยี นแปลงแทนท่ีในระบบนเิ วศ ความหมายของประชากร ปัญหาและ
ผลกระทบท่มี ตี ่อทรัพยากรธรรมชาติและสง่ิ แวดลอ้ มแนวทางในการอนรุ กั ษ์
ทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละการแกไ้ ขปญั หาสง่ิ แวดล้อม รวมท้ังนำความรู้ไปใชป้ ระโยชน์
ช้นั ตัวชีว้ ัด สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง
ป.๑ 1.ระบชุ ่อื พชื และสตั ว์ทีอ่ าศยั อยู่ ⚫ บรเิ วณต่าง ๆ ในทอ้ งถน่ิ เช่น สนามหญา้ ใต้
บริเวณต่าง ๆ จากข้อมลู ที่ ต้นไม้ สวนหย่อม แหลง่ นำ้ อาจพบพชื และสัตว์
รวบรวมได้ หลายชนิดอาศยั อยู่
2.บอกสภาพแวดลอ้ มท่ี ⚫บริเวณที่แตกตา่ งกนั อาจพบพืชและสตั ว์
เหมาะสมกบั การดำรงชวี ติ ของ แตกต่างกนั เพราะสภาพแวดลอ้ มของแต่ละ
สัตว์ในบริเวณทอ่ี าศยั อยู่ บรเิ วณจะมี ความเหมาะสมต่อการดำรงชีวิต
ของพชื และสัตว์ ทีอ่ าศยั อยู่ในแตล่ ะบรเิ วณ
เช่น สระนำ้ มีน้ำเป็นท่อี ยู่อาศยั ของหอย ปลา
สาหรา่ ย เป็นท่ีหลบภัยและมีแหลง่ อาหารของ
หอยและปลา บรเิ วณต้นมะมว่ งมตี ้นมะมว่ ง
เปน็ แหลง่ ทอี่ ยู่ และมีอาหารสำหรบั กระรอก
และมด
⚫ ถ้าสภาพแวดล้อมในบริเวณท่พี ชื และสตั ว์
อาศยั อย่มู กี ารเปลี่ยนแปลง จะมผี ลต่อการ
ดำรงชวี ิตของพืชและสัตว์
ป.๒ - -
ป.๓ - -
ป.๔ - -
1.บรรยายโครงสร้างและลกั ษณะ ⚫สงิ่ มชี ีวติ ทงั้ พชื และสตั วม์ โี ครงสร้างและ
ป.5 ของส่ิงมชี ีวิตทเี่ หมาะสมกบั การ ลักษณะ ท่ีเหมาะสมในแตล่ ะแหลง่ ทอี่ ยู่ ซงึ่ เปน็
ดำรงชีวติ ซ่งึ เปน็ ผลมาจากการ ผลมาจาก การปรับตวั ของสงิ่ มชี วี ติ เพ่ือให้
ปรับตัวของสิง่ มชี ีวติ ในแตล่ ะแหลง่ ดำรงชวี ิตและอยูร่ อดไดใ้ นแตล่ ะแหล่งทอี่ ยู่
ที่อยู่ เชน่ ผักตบชวามีช่องอากาศในก้านใบ ชว่ ยให้
ลอยน้ำได้ ต้นโกงกางที่ขึ้นอย่ใู นปา่ ชายเลนมี
รากคำ้ จุนทำใหล้ ำต้นไมล่ ม้ ปลามคี รบี ช่วยใน
การเคล่อื นท่ใี นน้ำ
2.อธบิ ายความสมั พันธร์ ะหวา่ ง -⚫ ในแหลง่ ท่อี ยู่หน่งึ ๆ ส่ิงมีชีวิตจะมี
ส่งิ มชี วี ติ กับสง่ิ มีชีวติ และ ความสมั พนั ธ์ ซง่ึ กนั และกันและสมั พันธ์กบั
ความสัมพนั ธร์ ะหว่างส่ิงมีชีวติ กบั สิ่งไม่มีชวี ติ เพื่อประโยชนต์ อ่ การดำรงชวี ติ เช่น
สงิ่ ไม่มชี ีวิต เพอื่ ประโยชนต์ อ่ การ ความสัมพันธก์ นั ด้านการกินกนั เปน็ อาหาร
ดำรงชวี ติ เปน็ แหลง่ ที่อยู่อาศยั หลบภยั และเล้ยี งดลู กู
อ่อน ใช้อากาศในการหายใจ
โรงเรยี นบอื ดองพัฒนา
สำนกั งานเขตพน้ื ท่ีการศึกษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑
หลักสูตรสถานศกึ ษากลุ่มสาระการเรยี นร้วู ทิ ยาศาสตร์ 12
(ฉบับปรบั ปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพืน้ ฐาน พทุ ธศักราช 2551
ชั้น ตวั ช้ีวดั สาระการเรียนร้แู กนกลาง
ป.๕ ๓. เขียนโซ่อาหารและระบุบทบาท ⚫ส่ิงมชี วี ิตมีการกนิ กันเป็นอาหาร โดยกินตอ่
หน้าที่ของสง่ิ มีชวี ิตทเี่ ปน็ ผู้ผลติ กนั เป็นทอด ๆ ในรปู แบบของโซอ่ าหาร ทำให้
และผบู้ รโิ ภคในโซ่อาหาร สามารถระบบุ ทบาทหนา้ ที่ของสิง่ มีชีวิตเป็น
4. ตระหนักในคณุ ค่าของ ผผู้ ลติ และผบู้ รโิ ภค
ส่ิงแวดลอ้ มท่ีมตี ่อการดำรงชวี ิต
ของส่ิงมชี วี ติ โดยมสี ว่ นร่วมใน
การดูแลรกั ษาสิง่ แวดลอ้ ม
ป.๖ - -
สาระที่ ๑ วิทยาศาสตรช์ วี ภาพ
มาตรฐาน ว ๑.๒ เข้าใจสมบัตขิ องสิง่ มชี ีวติ หนว่ ยพื้นฐานของสิ่งมีชีวติ การลำเลียงสารเข้าและออกจาก
เซลล์ ความสมั พันธ์ของโครงสรา้ งและหน้าท่ีของระบบต่าง ๆ ของสตั วแ์ ละมนุษย์ท่ี
ทำงานสมั พันธก์ ัน ความสมั พันธ์ของโครงสรา้ งและหน้าท่ีของอวยั วะต่าง ๆ ของพชื ที่
ทำงานสัมพันธก์ นั รวมทั้งนำความรไู้ ปใช้ประโยชน์
ช้ัน ตวั ชว้ี ัด สาระการเรียนร้แู กนกลาง
ป.๑ 1.ระบุชอื่ บรรยายลกั ษณะและ ⚫มนุษยม์ สี ว่ นต่าง ๆ ทม่ี ีลกั ษณะและหน้าที่
บอกหนา้ ทขี่ องสว่ นตา่ ง ๆ ของ แตกตา่ งกัน เพอ่ื ใหเ้ หมาะสมในการดำรงชีวิต
รา่ งกายมนุษย์ สตั ว์ และพืช เชน่ ตามหี น้าท่ีไวม้ องดู โดยมหี นังตาและขนตา
รวมท้งั บรรยายการทำหนา้ ที่ เพอ่ื ป้องกนั อนั ตรายใหก้ ับตา หูมหี นา้ ท่ีรับฟัง
รว่ มกนั ของสว่ นตา่ ง ๆ ของ เสียง โดยมีใบหูและรหู ู เพื่อเปน็ ทางผา่ นของ
ร่างกายมนษุ ยใ์ นการทำกจิ กรรม เสยี ง ปากมีหน้าทพี่ ดู กินอาหาร มชี อ่ งปากและ
ต่าง ๆ จากขอ้ มลู ทีร่ วบรวมได้ มรี ิมฝปี ากบนลา่ ง แขนและมอื มหี นา้ ท่ยี ก หยบิ
2. ตระหนักถงึ ความสำคญั ของ จับ มีทอ่ นแขนและน้ิวมือทขี่ ยบั ได้ สมองมหี นา้ ท่ี
สว่ นต่าง ๆ ของร่างกายตนเอง ควบคมุ การทำงานของส่วนต่าง ๆ ของรา่ งกาย
โดยการดแู ลสว่ นต่าง ๆ อยา่ ง อย่ใู นกะโหลกศรี ษะ โดยส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
ถกู ตอ้ ง ให้ปลอดภยั และรักษา จะทำหน้าทีร่ ่วมกนั ในการทำกิจกรรม ใน
ความสะอาดอยเู่ สมอ ชีวติ ประจำวัน
⚫ สตั ว์มหี ลายชนดิ แต่ละชนดิ มสี ่วนตา่ ง ๆ ทม่ี ี
ลกั ษณะและหนา้ ทีแ่ ตกตา่ งกัน เพอ่ื ให้เหมาะสม
ในการดำรงชีวติ เชน่ ปลามีครบี เป็นแผน่ สว่ น
กบ เตา่ แมว มีขา ๔ ขา และมเี ทา้ สำหรบั ใชใ้ น
การเคล่ือนที่
โรงเรียนบือดองพฒั นา
สำนักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑
หลกั สตู รสถานศกึ ษากลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์ 13
(ฉบับปรบั ปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พื้นฐาน พทุ ธศกั ราช 2551
ชัน้ ตัวชว้ี ดั สาระการเรียนรูแ้ กนกลาง
ป.๑ ⚫พชื มีสว่ นตา่ ง ๆ ทีม่ ลี กั ษณะและหนา้ ที่แตกต่าง
กนั เพอื่ ให้เหมาะสมในการดำรงชวี ติ โดยทวั่ ไป
รากมีลักษณะเรียวยาว และแตกแขนงเป็นราก
เล็ก ๆ ทำหนา้ ทดี่ ดู นำ้ ลำตน้ มลี ักษณะเป็น
ทรงกระบอกตัง้ ตรงและมกี ่ิงกา้ น ทำหนา้ ท่ชี กู ่งิ
ก้าน ใบ และดอก ใบมลี ักษณะเปน็ แผ่นแบน ทำ
หน้าทส่ี รา้ งอาหาร นอกจากนพี้ ชื หลายชนดิ อาจ
มดี อกทีม่ ีสี รปู ร่างต่าง ๆ ทำหนา้ ท่สี ืบพนั ธุ์
รวมท้งั มผี ลที่มีเปลอื ก มีเนื้อหอ่ หมุ้ เมล็ด และมี
เมลด็ ซึง่ สามารถงอกเป็นตน้ ใหมไ่ ด้
⚫มนษุ ย์ใชส้ ่วนตา่ ง ๆ ของร่างกายในการทำ
กจิ กรรมตา่ ง ๆ เพ่ือการดำรงชวี ติ มนษุ ยจ์ ึงควร
ใชส้ ว่ นต่าง ๆ ของร่างกายอย่างถูกตอ้ ง
ปลอดภัย และรกั ษาความสะอาดอยู่เสมอ เช่น
ใช้ตามองตวั หนงั สือในท่ีทม่ี แี สงสวา่ งเพยี งพอ
ดแู ลตาใหป้ ลอดภัยจากอนั ตราย และรักษาความ
สะอาดตาอย่เู สมอ
ป.2 1.ระบวุ า่ พืชตอ้ งการแสงและนำ้ ⚫พืชตอ้ งการน้ำ แสง เพอื่ การเจรญิ เตบิ โต
เพ่อื การเจรญิ เติบโต โดยใชข้ อ้ มลู ⚫พชื ดอกเมอ่ื เจรญิ เตบิ โตและมีดอก ดอกจะมี
จากหลกั ฐานเชิงประจักษ์ การสืบพันธุเ์ ปลี่ยนแปลงไปเป็นผล ภายในผลมี
2. ตระหนกั ถึงความจำเปน็ ทพี่ ืช เมลด็ เมื่อเมลด็ งอก ต้นออ่ นที่อยภู่ ายในเมลด็ จะ
ตอ้ งไดร้ บั นำ้ และแสงเพอื่ การ เจรญิ เติบโตเป็นพืชตน้ ใหม่ พชื ต้นใหมจ่ ะ
เจริญเติบโต โดยดแู ลพชื ใหไ้ ด้รับ เจริญเติบโต ออกดอกเพอ่ื สืบพันธมุ์ ีผลต่อไปได้
สิ่งดังกล่าวอย่างเหมาะสม อกี หมุนเวยี นต่อเนือ่ งเปน็ วฏั จักรชวี ิตของพชื
3.สรา้ งแบบจำลองท่ีบรรยายวฏั ดอก
จักรชวี ิตของพืชดอก
โรงเรยี นบือดองพัฒนา
สำนักงานเขตพนื้ ทก่ี ารศึกษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑
หลกั สูตรสถานศกึ ษากลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์ 14
(ฉบับปรับปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พทุ ธศักราช 2551
ชนั้ ตัวชี้วดั สาระการเรียนรูแ้ กนกลาง
ป.3 1. บรรยายสิ่งที่จำเปน็ ตอ่ การ ⚫มนุษย์และสตั ว์ต้องการอาหาร นำ้ และ
ดำรงชวี ติ และการเจริญเตบิ โต อากาศ เพ่อื การดำรงชวี ติ และการ
ของมนษุ ย์และสตั ว์ โดยใช้ขอ้ มลู เจริญเตบิ โต
ท่ี รวบรวมได้ ⚫อาหารช่วยใหร้ ่างกายแขง็ แรงและ
๒2. ตระหนักถึงประโยชนข์ อง เจริญเติบโตนำ้ ชว่ ยใหร้ ่างกายทำงานได้
อาหาร นำ้ และอากาศ โดยการ อย่างปกติ อากาศใช้ ในการหายใจ
ดแู ลตนเองและสัตวใ์ หไ้ ด้รับส่ิง ⚫สตั วเ์ ม่อื เปน็ ตวั เตม็ วัยจะสบื พนั ธมุ์ ลี ูก เมอื่
เหลา่ นอ้ี ย่างเหมาะสม ลูกเจรญิ เติบโตเป็นตวั เต็มวัยกส็ ืบพันธมุ์ ลี ูก
3. สรา้ งแบบจำลองท่บี รรยาย ตอ่ ไป
วฏั จักรชีวติ ของสัตว์ และ ⚫ได้อีก หมุนเวยี นตอ่ เนือ่ งเปน็ วฏั จกั รชีวิต
เปรยี บเทยี บวัฏจกั รชวี ติ ของสตั ว์ ของสตั ว์
บางชนิด ⚫ซึ่งสตั วแ์ ตล่ ะชนดิ เช่น ผเี สือ้ กบ ไก่
4. ตระหนกั ถึงคณุ คา่ ของชวี ติ สตั ว์ มนุษย์
โดยไมท่ ำให้วฏั จักรชีวิตของ ⚫จะมีวฏั จกั รชีวิตทเ่ี ฉพาะและแตกต่างกัน
สัตวเปล่ยี นแปลง
ป.4 ๑. บรรยายหนา้ ท่ีของราก ลำต้น ⚫สว่ นต่าง ๆ ของพืชดอกทำหนา้ ที่แตกต่าง
ใบ และดอก ของพชื ดอก โดยใช้ กัน
ข้อมลู ที่รวบรวมได้ - รากทำหนา้ ทดี่ ูดน้ำและธาตุอาหารขน้ึ ไป
ยงั ลำต้น
- ลำตน้ ทำหนา้ ทลี่ ำเลยี งน้ำต่อไปยังส่วน
ตา่ ง ๆ ของพืช
- ใบทำหนา้ ที่สร้างอาหาร อาหารทีพ่ ชื สรา้ ง
ข้ึน คอื นำ้ ตาลซ่งึ จะเปลีย่ นเป็นแปง้
- ดอกทำหนา้ ทสี่ ืบพนั ธุ์ ประกอบดว้ ย
ส่วนประกอบต่าง ๆ ได้แก่ กลบี เลยี้ ง กลบี
ดอก เกสรเพศผู้ และเกสรเพศเมีย ซงึ่
ส่วนประกอบแต่ละส่วนของดอกทำหน้าที่
แตกตา่ งกนั
โรงเรยี นบือดองพฒั นา
สำนักงานเขตพน้ื ท่ีการศึกษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑
หลักสตู รสถานศกึ ษากลุ่มสาระการเรยี นร้วู ิทยาศาสตร์ 15
(ฉบับปรับปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขัน้ พืน้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551
ช้นั ตัวช้ีวดั สาระการเรียนรู้แกนกลาง
ป.5 - -
ป.6 ๑. ระบสุ ารอาหารและบอก ⚫สารอาหารทอี่ ยูใ่ นอาหารมี ๖ ประเภท
ประโยชน์ของสารอาหารแตล่ ะ ไดแ้ ก่ คารโ์ บไฮเดรต โปรตีน ไขมนั เกลอื แร่
ประเภทจากอาหารทต่ี นเอง วิตามินและนำ้
รับประทาน ⚫ อาหารแตล่ ะชนิดประกอบด้วย
๒. บอกแนวทางในการเลือก สารอาหารท่แี ตกตา่ งกัน อาหารบางอย่าง
รบั ประทานอาหารใหไ้ ด้ ประกอบดว้ ยสารอาหารประเภทเดียว
สารอาหารครบถว้ น ในสดั สว่ นที่ อาหารบางอย่างประกอบดว้ ยสารอาหาร
เหมาะสมกบั เพศและวยั รวมทัง้ มากกวา่ หนึง่ ประเภท
ความปลอดภัยต่อสุขภาพ ⚫ สารอาหารแตล่ ะประเภทมีประโยชนต์ อ่
๓. ตระหนักถึงความสำคญั ของ รา่ งกายแตกต่างกัน โดยคาร์โบไฮเดรต
สารอาหาร โดยการเลือก โปรตีน และไขมนั เป็นสารอาหารท่ีให้
รบั ประทานอาหารทีม่ สี ารอาหาร พลงั งานแกร่ า่ งกาย สว่ นเกลอื แร่ วิตามนิ
ครบถ้วนในสดั สว่ นท่เี หมาะสมกับ และนำ้ เปน็ สารอาหารทไี่ ม่ใหพ้ ลังงาน
เพศและวยั รวมทง้ั ปลอดภยั ต่อ แกร่ า่ งกาย แต่ช่วยใหร้ า่ งกายทำงานไดเ้ ปน็
สขุ ภาพ ปกติ
๔. สรา้ งแบบจำลองระบบย่อย ⚫ การรับประทานอาหาร เพือ่ ใหร้ า่ งกาย
อาหาร และบรรยายหน้าที่ของ เจรญิ เติบโต มกี ารเปลย่ี นแปลงของรา่ งกาย
อวัยวะในระบบยอ่ ยอาหาร ตามเพศและวยั และมสี ุขภาพดี จำเป็นตอ้ ง
รวมทง้ั อธบิ ายการย่อยอาหารและ รับประทาน
การดูดซมึ สารอาหาร ใหไ้ ดพ้ ลงั งานเพยี งพอกับความต้องการของ
๕. ตระหนักถงึ ความสำคญั ของ รา่ งกาย และใหไ้ ดส้ ารอาหารครบถ้วน ใน
ระบบย่อยอาหาร โดยการบอก สัดส่วนทเี่ หมาะสมกับเพศและวยั รวมท้งั
แนวทางในการดูแลรักษาอวัยวะ ตอ้ งคำนึงถงึ ชนดิ และปรมิ าณของวัตถเุ จือ
ในระบบย่อยอาหารใหท้ ำงานเปน็ ปนในอาหารเพือ่ ความปลอดภยั ตอ่ สขุ ภาพ
ปกติ • ระบบย่อยอาหารประกอบด้วยอวยั วะตา่ ง
ๆ ไดแ้ ก่ ปาก หลอดอาหาร กระเพาะ
อาหาร ลำไสเ้ ลก็ ลำไส้ใหญ่ ทวารหนัก ตบั
และตับออ่ น ซึง่ ทำหนา้ ทีร่ ว่ มกนั ในการย่อย
และดดู ซึมสารอาหาร
- ปากมีฟันชว่ ยบดเคี้ยวอาหารให้มีขนาด
เล็กลงและมลี ิ้นชว่ ยคลุกเคลา้ อาหารกับ
นำ้ ลายในน้ำลายมเี อนไซมย์ อ่ ยแปง้ ใหเ้ ป็น
น้ำตาล
- หลอดอาหารทำหนา้ ทีล่ ำเลยี งอาหารจาก
ปากไปยงั กระเพาะอาหาร ภายในกระเพาะ
อาหารมกี ารย่อยโปรตีนโดยกรดและ
เอนไซมท์ ส่ี ร้างจากกระเพาะอาหาร
โรงเรยี นบอื ดองพฒั นา
สำนกั งานเขตพน้ื ท่ีการศกึ ษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑
หลกั สูตรสถานศกึ ษากลุ่มสาระการเรียนร้วู ิทยาศาสตร์ 16
(ฉบบั ปรบั ปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพน้ื ฐาน พุทธศักราช 2551
ชั้น ตัวช้ีวดั สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง
ป.6 ลำไสเ้ ล็กมีเอนไซม์ทสี่ ร้างจากผนงั ลำไส้เล็ก
เองและจากตบั ออ่ นที่ชว่ ยย่อยโปรตนี
คารโ์ บไฮเดรต และไขมัน โดยโปรตีน
คารโ์ บไฮเดรต และไขมันทผ่ี ่านการยอ่ ยจน
เปน็ สารอาหารขนาดเล็กพอทีจ่ ะดดู ซึมได้
รวมถึงนำ้ เกลือแร่ และวิตามิน จะถูกดดู ซมึ
ทผี่ นังลำไส้เลก็ เข้าสู่กระแสเลอื ด เพ่ือ
ลำเลียงไปยงั ส่วนตา่ ง ๆ ของร่างกาย ซึง่
โปรตนี คารโ์ บไฮเดรต และไขมนั จะถกู
นำไปใชเ้ ปน็ แหล่งพลังงานสำหรับใช้ใน
กิจกรรมต่าง ๆสว่ นน้ำ เกลือแร่ และวติ ามิน
จะช่วยให้รา่ งกายทำงานไดเ้ ปน็ ปกติ
- ตบั สรา้ งน้ำดีแล้วสง่ มายงั ลำไสเ้ ลก็ ช่วยให้
ไขมนั แตกตัว
- ลำไส้ใหญท่ ำหน้าท่ีดดู น้ำและเกลอื แร่
เปน็ บริเวณท่มี ีอาหารท่ยี ่อยไมไ่ ดห้ รอื ยอ่ ย
ไม่หมด เปน็ กากอาหาร ซ่งึ จะถูกกำจดั ออก
ทางทวารหนกั
• อวยั วะตา่ ง ๆ ในระบบยอ่ ยอาหารมี
ความสำคญั จึงควรปฏบิ ัตติ น ดูแลรกั ษา
อวยั วะให้ทำงาน
เปน็ ปกติ
สาระที่ ๑ วิทยาศาสตรช์ วี ภาพ
มาตรฐานว๑.๓เข้าใจกระบวนการและความสำคญั ของการถ่ายทอดลักษณะทางพนั ธุกรรมสารพนั ธุกรรม
การเปล่ยี นแปลงทางพนั ธุกรรมท่ีมีผลต่อสิ่งมีชีวติ ความหลากหลายทางชีวภาพและ
วิวัฒนาการของส่ิงมีชวี ิต รวมท้ังนำความรไู้ ปใช้ประโยชน์
ช้นั ตัวชวี้ ัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง
ป.๑ - -
ป.๒ ๑. เปรยี บเทยี บลักษณะของ • สิง่ ท่ีอยู่รอบตวั เรามที ัง้ ทเี่ ปน็ สิง่ มชี วี ติ และ
สิ่งมชี ีวิตและสง่ิ ไมม่ ีชีวติ จาก สิ่งไมม่ ีชวี ิต สงิ่ มีชีวติ ตอ้ งการอาหาร มกี าร
ขอ้ มูลทรี่ วบรวมได้ หายใจ เจรญิ เตบิ โต ขับถา่ ย เคล่อื นไหว
ตอบสนองตอ่ สงิ่ เร้า และสบื พนั ธุไ์ ดล้ กู ทมี่ ี
ลักษณะคลา้ ยคลงึ กับพอ่ แมส่ ่วนสงิ่ ไม่มีชีวิตจะ
ไม่มลี กั ษณะดังกลา่ ว
ป.๓ - -
โรงเรยี นบือดองพฒั นา
สำนักงานเขตพ้นื ทกี่ ารศกึ ษาประถมศึกษายะลา เขต ๑
หลักสูตรสถานศึกษากลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ 17
(ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขนั้ พน้ื ฐาน พทุ ธศักราช 2551
ชน้ั ตัวช้วี ดั สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง
ป.4 ๑. จำแนกสง่ิ มีชีวิตโดยใช้ความ ⚫ สิ่งมชี ีวิตมหี ลายชนิด สามารถจัดกลุ่มได้ โดย
เหมือน และความแตกตา่ งของ ใชค้ วามเหมอื นและความแตกต่างของลักษณะ
ลักษณะของสิ่งมีชีวติ ออกเปน็ กลมุ่ ต่าง ๆ เช่น กลมุ่ พืชสร้างอาหารเองได้ และ
พชื กลมุ่ สัตว์ และกลมุ่ ท่ไี ม่ใชพ่ ืช เคลอื่ นที่ด้วยตนเองไมไ่ ด้ กลุม่ สตั ว์กนิ สิง่ มีชีวิต
และสตั ว์ อื่นเป็นอาหารและเคล่ือนท่ีได้ กลมุ่ ทไ่ี ม่ใช่พืช
๒. จำแนกพชื ออกเป็นพชื ดอกและ และสตั ว์ เช่น เหด็ รา จลุ นิ ทรยี ์
พืชไมม่ ีดอก โดยใช้การมดี อกเป็น ⚫การจำแนกพชื สามารถใช้การมดี อกเปน็
เกณฑ์ โดยใช้ข้อมลู ท่รี วบรวมได้ เกณฑใ์ นการจำแนก ไดเ้ ป็นพืชดอกและพืชไมม่ ี
๓. จำแนกสตั ว์ออกเป็นสตั ว์มี ดอก
กระดกู สนั หลงั และสตั วไ์ มม่ ี ⚫การจำแนกสตั ว์ สามารถใช้การมีกระดูกสนั
กระดกู สันหลัง โดยใชก้ ารมี หลัง เป็นเกณฑ์ในการจำแนก ไดเ้ ปน็ สตั ว์มี
กระดกู สนั หลังเป็นเกณฑ์ โดยใช้ กระดกู สันหลังและสัตวไ์ ม่มีกระดกู สนั หลัง
ข้อมูลที่รวบรวมได้ ⚫ สตั ว์มกี ระดูกสนั หลงั มหี ลายกลมุ่ ไดแ้ ก่
๔. บรรยายลกั ษณะเฉพาะท่ี กลมุ่ ปลา กลมุ่ สัตวส์ ะเทนิ นำ้ สะเทนิ บก กลุ่ม
สังเกตไดข้ องสตั วม์ ีกระดกู สนั หลงั สัตว์เลอื้ ยคลาน กลมุ่ นก และกลมุ่ สตั ว์เลีย้ งลูก
ในกล่มุ ปลา กลมุ่ สัตวส์ ะเทินน้ำ ด้วยนำ้ นม ซึง่ แตล่ ะกลมุ่ จะมีลักษณะเฉพาะที่
สะเทนิ บก กลมุ่ สตั วเ์ ล้ือยคลาน สังเกตได้
กล่มุ นก และกลมุ่ สตั วเ์ ลยี้ งลกู ดว้ ย
น้ำนม และยกตวั อยา่ งสงิ่ มีชวี ติ ใน
แตล่ ะกลมุ่
ป.5 ๑. อธบิ ายลักษณะทางพนั ธุกรรม • สงิ่ มีชวี ิตทัง้ พชื สัตว์ และมนษุ ย์ เมือ่ โตเตม็ ทจ่ี ะมี
ท่มี ีการถ่ายทอดจากพ่อแมส่ ่ลู กู การสืบพนั ธ์ุเพื่อเพ่ิมจำนวนและดำรงพันธ์ุ โดย
ของพืช สัตว์ และมนุษย์ ลูก ท่เี กดิ มาจะได้รบั การถ่ายทอดลกั ษณะทาง
๒. แสดงความอยากรู้อยากเห็น พนั ธกุ รรมจากพ่อแม่ทำให้มลี กั ษณะทาง
โดยการถามคำถามเกย่ี วกบั พนั ธุกรรมท่เี ฉพาะแตกตา่ งจากสง่ิ มชี ีวติ ชนดิ อน่ื
ลักษณะท่ีคลา้ ยคลงึ กนั ของตนเอง • พชื มีการถ่ายทอดลักษณะทางพนั ธกุ รรม เชน่
กับ ลักษณะของใบ สีดอก
พอ่ แม่ • สัตว์มกี ารถ่ายทอดลักษณะทางพนั ธุกรรม เชน่
สขี น ลักษณะของขน ลกั ษณะของหู
• มนษุ ยม์ ีการถา่ ยทอดลักษณะทางพันธุกรรม เชน่
เชงิ ผมท่หี น้าผาก ลกั ยม้ิ ลักษณะหนังตา การ
หอ่ ล้นิ ลักษณะของติง่ หู
ป.6 - -
โรงเรียนบอื ดองพัฒนา
สำนักงานเขตพืน้ ทกี่ ารศกึ ษาประถมศึกษายะลา เขต ๑
หลักสูตรสถานศึกษากลุ่มสาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์ 18
(ฉบบั ปรบั ปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขนั้ พ้นื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551
สาระท่ี ๒ วิทยาศาสตร์กายภาพ
มาตรฐาน ว ๒.๑ เข้าใจสมบัตขิ องสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งสมบัติของสสารกบั
โครงสรา้ งและแรงยึดเหนยี่ วระหวา่ งอนภุ าค หลักและธรรมชาติของการเปล่ยี นแปลงสถานะของสสาร การ
เกิดสารละลาย และการเกิดปฏิกิรยิ าเคมี
ชัน้ ตวั ชวี้ ัด สาระการเรยี นรู้แกนกลาง
ป.1 ๑. อธิบายสมบตั ทิ ี่สังเกตไดข้ อง • วัสดุทใ่ี ช้ทำวัตถทุ ่เี ปน็ ของเลน่ ของใช้ มี
วสั ดทุ ี่ใชท้ ำวตั ถุซึง่ ทำจากวสั ดุ หลายชนิด เชน่ ผา้ แก้ว พลาสติก ยาง ไม้ อิฐ
ชนิดเดียวหรอื หลายชนดิ ประกอบ หิน กระดาษ โลหะ วสั ดแุ ตล่ ะชนดิ มีสมบัติที่
กันโดยใชห้ ลักฐานเชงิ ประจกั ษ์ สงั เกตได้ต่าง ๆ เชน่ สี นมุ่ แข็ง ขรขุ ระ เรียบ
๒. ระบุชนดิ ของวัสดุและจัดกลุ่ม ใส ขนุ่ ยดื หดไดบ้ ดิ งอได้
วสั ดตุ ามสมบัติทส่ี ังเกตได้ • สมบัตทิ ีส่ ังเกตได้ของวสั ดแุ ตล่ ะชนดิ อาจ
เหมอื นกนั ซึง่ สามารถนำมาใชเ้ ปน็ เกณฑใ์ น
การจัดกลุม่ วสั ดุได้
• วัสดุบางอยา่ งสามารถนำมาประกอบกนั
เพอ่ื ทำเป็นวัตถุตา่ ง ๆ เช่น ผา้ และกระดมุ ใช้
ทำเสอ้ื ไมแ้ ละโลหะ ใช้ทำกระทะ
ป.2 ๑. เปรยี บเทียบสมบตั กิ ารดดู ซบั • วสั ดุแตล่ ะชนดิ มสี มบตั กิ ารดูดซับน้ำแตกต่าง
นำ้ ของวัสดุโดยใช้หลักฐานเชิง กนั จึงนำไปทำวตั ถเุ พือ่ ใช้ประโยชน์ได้แตกต่าง
ประจกั ษ์ และระบกุ ารนำสมบตั ิ กัน เชน่ ใช้ผ้าทด่ี ูดซบั นำ้ ได้มากทำผ้าเช็ดตวั ใช้
การดดู ซบั น้ำของวสั ดุไป พลาสตกิ ซ่งึ ไม่ดดู ซับนำ้ ทำรม่
ประยกุ ตใ์ ช้ในการทำวตั ถุใน • วสั ดบุ างอยา่ งสามารถนำมาผสมกนั ซึ่งทำใหไ้ ด้
ชีวิตประจำวนั สมบัติท่ีเหมาะสม เพือ่ นำไปใชป้ ระโยชนต์ าม
๒. อธิบายสมบตั ิท่สี งั เกตได้ของ ต้องการ เช่น แปง้ ผสมน้ำตาลและกะทิ ใชท้ ำ
วสั ดุทีเ่ กิดจากการนำวสั ดมุ าผสม ขนมไทย ปูนปลาสเตอร์ผสมเยอื่ กระดาษใชท้ ำ
กันโดยใช้หลักฐานเชงิ ประจกั ษ์ กระปกุ ออมสนิ ปูนผสมหิน ทราย และน้ำใชท้ ำ
๓. เปรยี บเทยี บสมบตั ิทสี่ งั เกตได้ คอนกรตี
ของวสั ดุ เพือ่ นำมาทำเปน็ วตั ถใุ น • การนำวสั ดมุ าทำเปน็ วตั ถุในการใช้งานตาม
การใช้งานตามวัตถุประสงค์ และ วัตถุประสงคข์ ึ้นอยูก่ บั สมบตั ขิ องวสั ดุ วสั ดทุ ใ่ี ช้
อธบิ ายการนำวสั ดุท่ีใชแ้ ล้กลับมา แล้วอาจนำกลบั มาใชใ้ หมไ่ ด้ เชน่ กระดาษใช้
ใช้ใหมโ่ ดยใช้หลักฐานเชงิ ประจกั ษ์ แล้ว อาจนำมาทำเปน็ จรวดกระดาษ ดอกไม้
๔. ตระหนักถึงประโยชนข์ องการ ประดิษฐ์ ถุงใสข่ อง
นำวัสดทุ ีใ่ ชแ้ ล้วกลบั มาใชใ้ หม่
โดยการนำวัสดทุ ใ่ี ชแ้ ล้วกลับมาใช้
ใหม่
โรงเรยี นบอื ดองพัฒนา
สำนักงานเขตพนื้ ท่ีการศึกษาประถมศึกษายะลา เขต ๑
หลักสูตรสถานศึกษากลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์ 19
(ฉบับปรับปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขน้ั พ้ืนฐาน พทุ ธศกั ราช 2551
ชัน้ ตวั ชว้ี ดั สาระการเรียนรู้แกนกลาง
ป.3 ๑. อธบิ ายว่าวัตถุประกอบขน้ึ จาก • วตั ถุอาจทำจากชน้ิ สว่ นยอ่ ย ๆ ซงึ่ แต่ละชน้ิ
ช้ินส่วนยอ่ ย ๆ ซึง่ สามารถแยก มลี ักษณะเหมอื นกันมาประกอบเขา้ ด้วยกนั
ออกจากกนั ไดแ้ ละประกอบกนั เมอ่ื แยกชิ้นสว่ นย่อย ๆ แตล่ ะชิน้ ของวตั ถุออก
เปน็ วตั ถุชน้ิ ใหม่ได้ โดยใช้ จากกนั สามารถนำชน้ิ สว่ นเหลา่ นนั้ มา
หลกั ฐานเชงิ ประจักษ์ ประกอบเปน็ วตั ถุช้ินใหมไ่ ด้ เชน่ กำแพงบา้ นมี
๒. อธบิ ายการเปลยี่ นแปลงของ กอ้ นอฐิ หลาย ๆ กอ้ นประกอบเขา้ ด้วยกนั
วสั ดเุ มอื่ ทำใหร้ อ้ นขนึ้ หรอื ทำให้ และสามารถนำก้อนอิฐจากกำแพงบา้ นมา
เยน็ ลง โดยใชห้ ลกั ฐานเชงิ ประกอบเป็นพน้ื ทางเดนิ ได้
ประจักษ์ • เม่ือใหค้ วามรอ้ นหรอื ทำใหว้ สั ดุรอ้ นขนึ้ และ
เม่ือ ลดความร้อนหรอื ทำให้วสั ดเุ ยน็ ลง วสั ดุ
จะเกดิ การเปลยี่ นแปลงได้ เชน่ สเี ปลี่ยน
รูปร่างเปลย่ี น
ป.4 ๑. เปรยี บเทยี บสมบตั ทิ าง • วสั ดุแต่ละชนดิ มสี มบัตทิ างกายภาพแตกตา่ ง
กายภาพด้านความแขง็ สภาพ กัน วสั ดุท่ีมคี วามแขง็ จะทนตอ่ แรงขดู ขีด วัสดทุ ี่
ยดื หยุ่น การนำความร้อน และ มสี ภาพยืดหยุ่นจะเปลี่ยนแปลงรปู รา่ งเมือ่ มีแรง
การนำไฟฟ้าของวัสดโุ ดยใช้ มากระทำและกลบั สภาพเดมิ ได้ วสั ดทุ ี่
หลกั ฐานเชิงประจกั ษจ์ าก นำความร้อนจะรอ้ นไดเ้ ร็วเมอ่ื ไดร้ บั ความรอ้ น
การทดลองและระบุการนำสมบตั ิ และวสั ดุท่นี ำไฟฟ้าได้ จะใหก้ ระแสไฟฟา้ ผา่ นได้
เรื่องความแข็ง สภาพยดื หยนุ่ การ ดงั นั้นจึงอาจนำสมบัตติ า่ ง ๆ มาพจิ ารณาเพ่ือใช้
นำความรอ้ น และการนำไฟฟา้ ในกระบวนการออกแบบชิ้นงานเพือ่ ใช้ประโยชน์
ของวสั ดไุ ปใชใ้ นชวี ติ ประจำวนั ในชวี ิตประจำวัน
ผ่านกระบวนการออกแบบช้ินงาน • วสั ดุเปน็ สสารเพราะมมี วลและต้องการทอี่ ยู่
๒. แลกเปล่ยี นความคิดกับผอู้ น่ื สสารมสี ถานะเป็นของแข็ง ของเหลว หรือแก๊ส
โดยการอภปิ รายเกย่ี วกบั สมบตั ิ ของแขง็ มปี ริมาตรและรปู รา่ งคงที่ ของเหลวมี
ทางกายภาพของวสั ดุอยา่ งมี ปรมิ าตรคงที่ แต่มรี ูปรา่ งเปลย่ี นไปตามภาชนะ
เหตุผลจากการทดลอง เฉพาะสว่ นทบ่ี รรจขุ องเหลว สว่ นแก๊สมีปรมิ าตร
๓. เปรยี บเทยี บสมบตั ขิ องสสาร และรูปรา่ งเปลยี่ นไปตามภาชนะทบี่ รรจุ
ท้ัง ๓ สถานะ จากข้อมลู ทไี่ ดจ้ าก
การสังเกตมวล การต้องการท่อี ยู่
รูปรา่ งและปริมาตรของสสาร
๔. ใชเ้ ครอ่ื งมอื เพื่อวดั มวล และ
ปรมิ าตร ของสสารทั้ง ๓ สถานะ
โรงเรียนบือดองพัฒนา
สำนกั งานเขตพ้นื ท่ีการศกึ ษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑
หลักสูตรสถานศกึ ษากลุ่มสาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์ 20
(ฉบับปรับปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพืน้ ฐาน พุทธศักราช 2551
ชัน้ ตัวช้วี ัด สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง
ป.5 ๑. อธบิ ายการเปลีย่ นสถานะของ • การเปลย่ี นสถานะของสสารเป็นการ
สสาร เม่อื ทำให้สสารรอ้ นข้ึนหรือ เปลีย่ นแปลงทางกายภาพ เม่อื เพม่ิ ความร้อน
เยน็ ลง โดยใชห้ ลกั ฐาน ให้กบั สสารถงึ ระดบั หน่ึงจะทำให้สสารท่ีเปน็
เชิงประจกั ษ์ ของแข็งเปลีย่ นสถานะเป็นของเหลว เรยี กวา่
๒. อธบิ ายการละลายของสารใน การหลอมเหลว และเมือ่ เพ่ิมความร้อนต่อไป
น้ำ โดยใช้หลกั ฐานเชิงประจกั ษ์ จนถึงอีกระดับหน่งึ ของเหลวจะเปล่ยี นเปน็
๓. วิเคราะห์การเปลย่ี นแปลงของ แก๊ส เรยี กว่า การกลายเป็นไอ แตเ่ มือ่ ลด
สารเม่อื เกดิ การเปลยี่ นแปลงทาง ความร้อนลงถงึ ระดบั หนง่ึ แกส๊ จะเปลย่ี น
เคมี โดยใชห้ ลักฐานเชิงประจักษ์ สถานะเปน็ ของเหลว เรียกวา่ การควบแนน่
๔. วิเคราะห์และระบุการ และถ้าลดความร้อนต่อไปอีกจนถงึ ระดับหน่งึ
เปลีย่ นแปลงทผี่ ันกลบั ได้และการ ของเหลวจะเปลย่ี นสถานะเปน็ ของแข็ง
เปลย่ี นแปลงที่ผันกลับไมไ่ ด้ เรียกวา่ การแข็งตวั สสารบางชนดิ สามารถ
เปลย่ี นสถานะจากของแข็งเป็นแกส๊ โดยไมผ่ า่ น
การเป็นของเหลว เรียกว่า การระเหิด ส่วน
แก๊สบางชนดิ สามารถเปลี่ยนสถานะเปน็
ของแขง็ โดยไมผ่ า่ นการเป็นของเหลว เรียกว่า
การระเหดิ กลบั
• เมื่อใส่สารลงในน้ำแล้วสารนนั้ รวมเป็น
เนอ้ื เดียวกนั กบั นำ้ ทว่ั ทกุ ส่วน แสดงวา่ สารเกดิ
การละลาย เรียกสารผสมทไ่ี ดว้ ่าสารละลาย
• เมื่อผสมสาร ๒ ชนิดข้ึนไปแลว้ มสี ารใหม่
เกิดขึน้ ซึ่งมีสมบตั ิต่างจากสารเดมิ หรอื เมือ่
สารชนิดเดียว เกิดการเปลีย่ นแปลงแลว้ มสี าร
ใหมเ่ กิดข้ึน
การเปลย่ี นแปลงน้ีเรียกว่า การเปลย่ี นแปลง
ทางเคมี ซง่ึ สงั เกตไดจ้ ากมสี ีหรือกลิ่นตา่ งจาก
สารเดมิ หรือมีฟองแกส๊ หรอื มตี ะกอนเกดิ ขึน้
หรือมกี ารเพ่ิมขึ้นหรอื ลดลงของอุณหภมู ิ
• เมื่อสารเกิดการเปลยี่ นแปลงแลว้ สาร
สามารถเปลย่ี นกลบั เปน็ สารเดมิ ได้ เปน็ การ
เปล่ยี นแปลงท่ผี นั กลับได้ เช่น การหลอมเหลว
การกลายเปน็ ไอ การละลาย แตส่ ารบางอยา่ ง
เกดิ การเปลีย่ นแปลง แล้วไม่สามารถเปลย่ี น
กลับเป็นสารเดิมได้ เป็นการเปล่ียนแปลงทีผ่ ัน
กลบั ไมไ่ ด้ เชน่ การเผาไหม้ การเกิดสนมิ
โรงเรยี นบือดองพัฒนา
สำนักงานเขตพื้นท่กี ารศึกษาประถมศึกษายะลา เขต ๑
หลักสตู รสถานศกึ ษากลุ่มสาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์ 21
(ฉบบั ปรบั ปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พนื้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551
ช้ัน ตวั ชี้วดั สาระการเรยี นร้แู กนกลาง
ป.6 ๑. อธบิ ายและเปรยี บเทียบการ • สารผสมประกอบดว้ ยสารต้ังแต่ ๒ ชนิดขนึ้
แยกสารผสมโดยการหยิบออก ไปผสมกนั เชน่ นำ้ มันผสมนำ้ ข้าวสารปน
การร่อน การใชแ้ ม่เหล็กดงึ ดดู กรวดทราย วธิ ีการทเี่ หมาะสมในการแยกสาร
การรินออก การกรอง และการ ผสมขึ้นอยกู่ ับลักษณะและสมบตั ขิ องสารที่
ตกตะกอนโดยใชห้ ลักฐานเชงิ ผสมกนั ถา้ องคป์ ระกอบของสารผสมเปน็
ประจักษ์ รวมทงั้ ระบวุ ธิ แี ก้ปญั หา ของแขง็ กับของแข็งทม่ี ีขนาด แตกตา่ งกนั
ในชวี ิตประจำวันเกย่ี วกบั การแยก อยา่ งชัดเจน อาจใชว้ ิธีการหยบิ ออกหรอื การ
สาร รอ่ นผ่านวัสดุท่มี รี ู ถา้ มสี ารใดสารหน่ึงเป็นสาร
แม่เหล็กอาจใชว้ ิธีการใชแ้ มเ่ หล็กดงึ ดดู ถา้
องคป์ ระกอบเป็นของแข็งที่ไม่ละลายใน
ของเหลว อาจใช้วิธีการรินออก การกรอง
หรือ การตกตะกอน ซ่งึ วิธกี ารแยกสาร
สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวนั ได้
สาระที่ ๒ วิทยาศาสตรก์ ายภาพ
มาตรฐาน ว ๒.๒ เขา้ ใจธรรมชาติของแรงในชีวติ ประจำวนั ผลของแรงที่กระทำตอ่ วตั ถุ ลักษณะการ
เคลือ่ นทแ่ี บบต่าง ๆ ของวตั ถุ รวมทั้งนำความรไู้ ปใช้ประโยชน์
ช้ัน ตวั ชวี้ ดั สาระการเรยี นรูแ้ กนกลาง
ป.1 - -
ป.2 - -
ป.3 ๑. ระบผุ ลของแรงท่ีมตี ่อการ • การดึงหรอื การผลกั เป็นการออกแรงกระทำ
เปลีย่ นแปลงการเคล่อื นท่ขี องวัตถุ ต่อวตั ถุ แรงมผี ลตอ่ การเคลอื่ นทข่ี องวัตถุ แรง
จากหลักฐานเชงิ ประจักษ์ อาจทำให้วัตถเุ กดิ การเคลื่อนท่ีโดยเปลย่ี น
๒. เปรยี บเทียบและยกตวั อยา่ ง ตำแหนง่ จากท่ีหนงึ่ ไปยงั อีกทหี่ นึ่ง
แรงสัมผัสและแรงไมส่ ัมผสั ทม่ี ผี ล • การเปลย่ี นแปลงการเคลื่อนทขี่ องวตั ถุ ไดแ้ ก่
ตอ่ การเคลอ่ื นทีข่ องวัตถุโดยใช้ วตั ถทุ อี่ ย่นู ิง่ เปลย่ี นเปน็ เคลือ่ นที่ วตั ถทุ ีก่ ำลงั
หลกั ฐานเชิงประจักษ์ เคลือ่ นทเ่ี ปลยี่ นเป็นเคลื่อนทเ่ี รว็ ข้นึ หรอื ชา้ ลง
๓. จำแนกวตั ถโุ ดยใชก้ ารดงึ ดดู กับ หรอื หยุดน่ิง หรอื เปลยี่ นทศิ ทางการเคลื่อนที่
แมเ่ หล็กเป็นเกณฑ์จากหลกั ฐาน • การดงึ หรอื การผลักเปน็ การออกแรงท่เี กิด
เชงิ ประจกั ษ์ จากวตั ถุหนึง่ กระทำกับอกี วตั ถหุ นง่ึ โดยวัตถุ
๔. ระบุขวั้ แมเ่ หลก็ และพยากรณ์ ทงั้ สองอาจสัมผสั หรือไมต่ ้องสัมผสั กนั เชน่
ผลทเี่ กดิ ข้นึ ระหวา่ งขั้วแมเ่ หล็ก การออกแรงโดยใช้มอื ดงึ หรือการผลกั โต๊ะให้
เมอ่ื นำมาเข้าใกล้กนั จากหลักฐาน เคล่อื นท่เี ปน็ การออกแรงทีว่ ตั ถุต้องสัมผสั กนั
เชิงประจักษ์ แรงน้จี งึ เป็น
แรงสมั ผสั ส่วนการทแ่ี มเ่ หลก็ ดึงดดู หรอื ผลกั
ระหวา่ งแมเ่ หล็กเปน็ แรงทีเ่ กิดข้ึนโดยแม่เหลก็
ไมจ่ ำเปน็ ต้องสมั ผสั กัน แรงแมเ่ หลก็ น้ีจงึ เป็น
แรงไมส่ มั ผสั
โรงเรียนบือดองพฒั นา
สำนักงานเขตพื้นท่กี ารศกึ ษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑
หลักสูตรสถานศกึ ษากลุ่มสาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์ 22
(ฉบับปรบั ปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขนั้ พนื้ ฐาน พทุ ธศักราช 2551
ชัน้ ตวั ช้ีวัด สาระการเรียนรูแ้ กนกลาง
ป.3 • แมเ่ หล็กสามารถดึงดูดสารแม่เหลก็ ได้
• แรงแม่เหล็กเป็นแรงทีเ่ กิดข้นึ ระหวา่ ง
แม่เหล็ก กับสารแมเ่ หลก็ หรือแมเ่ หล็กกบั
แมเ่ หล็กแม่เหลก็ มี ๒ ขัว้ คอื ข้ัวเหนอื และข้ัว
ใตข้ วั้ แมเ่ หล็กชนดิ เดียวกนั จะผลักกนั ต่าง
ชนิดกนั จะดงึ ดูดกนั
ป.4 ๑. ระบผุ ลของแรงโนม้ ถ่วงทีม่ ีตอ่ • แรงโนม้ ถว่ งของโลกเปน็ แรงดึงดดู ท่ีโลก
วัตถุจากหลักฐานเชงิ ประจกั ษ์ กระทำตอ่ วตั ถุ มีทิศทางเขา้ สู่ศูนยก์ ลางโลก
๒. ใช้เครอ่ื งช่ังสปริงในการวดั และเป็นแรงไมส่ ัมผสั แรงดึงดูดท่ีโลกกระทำ
นำ้ หนกั ของวตั ถุ กับวตั ถหุ นงึ่ ๆ ทำใหว้ ตั ถุตกลงสพู่ น้ื โลก และ
๓. บรรยายมวลของวตั ถุทีม่ ผี ลต่อ ทำใหว้ ัตถุมนี ำ้ หนัก วดั น้ำหนกั ของวัตถุไดจ้ าก
การเปลยี่ นแปลงการเคลอื่ นที่ของ เครอ่ื งช่ังสปริง นำ้ หนกั ของวัตถุข้นึ กบั มวล
วตั ถุจากหลกั ฐานเชิงประจักษ์ ของวัตถุ โดยวัตถทุ ีม่ ีมวลมากจะมนี ำ้ หนกั มาก
วัตถุที่มมี วลนอ้ ยจะมนี ้ำหนักน้อย
• มวล คือ ปรมิ าณเนอื้ ของสสารทงั้ หมดท่ี
ประกอบกนั เปน็ วตั ถุ ซ่งึ มผี ลต่อความยากง่าย
ในการเปลยี่ นแปลงการเคลอื่ นทขี่ องวตั ถุ วตั ถุ
ท่ีมีมวลมากจะเปลย่ี นแปลงการเคลือ่ นทไ่ี ด้
ยากกว่าวตั ถุที่มีมวลนอ้ ย ดงั น้นั มวลของวัตถุ
นอกจากจะหมายถงึ เนอื้ ทั้งหมดของวตั ถุนั้น
แลว้ ยังหมายถงึ การต้านการเปลยี่ นแปลง
การเคลอื่ นทข่ี องวตั ถนุ ้ันด้วย
ป.5 ๑. อธบิ ายวิธีการหาแรงลัพธ์ของ • แรงลัพธเ์ ปน็ ผลรวมของแรงทกี่ ระทำต่อวตั ถุ
แรงหลายแรงในแนวเดียวกนั ที่ โดยแรงลัพธข์ องแรง ๒ แรงทก่ี ระทำตอ่ วัตถุ
กระทำต่อวตั ถุในกรณีทีว่ ัตถอุ ยนู่ ่ิง เดยี วกนั จะมีขนาดเท่ากบั ผลรวมของแรงทง้ั
จากหลกั ฐานเชงิ ประจกั ษ์ สองเม่ือแรงท้งั สองอย่ใู นแนวเดยี วกันและมี
๒. เขยี นแผนภาพแสดงแรงที่ ทศิ ทางเดียวกนั แต่จะมขี นาดเท่ากบั ผลตา่ ง
กระทำต่อวตั ถุที่อยู่ในแนว ของแรงท้งั สองเมอ่ื แรงทงั้ สองอยู่ในแนว
เดียวกนั และแรงลพั ธท์ ่กี ระทำต่อ เดยี วกันแตม่ ีทิศทางตรงข้ามกัน สำหรับวตั ถทุ ่ี
วัตถุ อย่นู งิ่ แรงลพั ธ์ท่กี ระทำต่อวตั ถมุ คี า่ เป็นศูนย์
๓. ใช้เครื่องช่ังสปรงิ ในการวดั แรง • การเขียนแผนภาพของแรงทีก่ ระทำต่อวตั ถุ
ที่กระทำต่อวตั ถุ สามารถเขยี นได้โดยใช้ลกู ศร โดยหัวลูกศร
แสดงทิศทางของแรง และความยาวของลกู ศร
แสดงขนาดของแรงท่ีกระทำต่อวัตถุ
โรงเรียนบอื ดองพฒั นา
สำนกั งานเขตพนื้ ท่กี ารศกึ ษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑
หลกั สูตรสถานศกึ ษากลุ่มสาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์ 23
(ฉบับปรับปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขัน้ พน้ื ฐาน พุทธศกั ราช 2551
ชนั้ ตัวชวี้ ดั สาระการเรียนร้แู กนกลาง
ป.5 ๔. ระบผุ ลของแรงเสียดทานทม่ี ตี อ่ • แรงเสยี ดทานเปน็ แรงท่ีเกดิ ขึน้ ระหวา่ ง
การเปลย่ี นแปลงการเคลอ่ื นทขี่ อง ผวิ สัมผัสของวัตถุ เพื่อต้านการเคลื่อนทีข่ อง
วตั ถุจากหลกั ฐานเชิงประจักษ์ วตั ถุนั้น โดยถ้าออกแรงกระทำต่อวัตถทุ ีอ่ ยูน่ ิง่
๕. เขียนแผนภาพแสดงแรงเสียด บนพนื้ ผวิ หนึ่งใหเ้ คลอ่ื นที่ แรงเสียดทานจาก
ทานและแรงทอ่ี ย่ใู นแนวเดยี วกัน พื้นผวิ นั้นก็จะต้านการเคล่อื นทีข่ องวัตถุ แตถ่ ้า
ท่ีกระทำต่อวตั ถุ วัตถุกำลงั เคลื่อนท่ี แรงเสยี ดทานก็จะทำให้
วตั ถนุ ัน้ เคลอ่ื นทีช่ า้ ลงหรือหยดุ นงิ่
ป.6 ๑. อธิบายการเกดิ และผลของแรง • วัตถุ ๒ ชนดิ ทผ่ี า่ นการขดั ถูแล้ว เมื่อนำเข้า
ไฟฟา้ ซงึ่ เกดิ จากวตั ถทุ ผ่ี ่านการ ใกล้กันอาจดึงดูดหรอื ผลักกัน แรงทเี่ กดิ ข้นึ น้ี
ขัดถู โดยใช้หลักฐานเชงิ ประจักษ์ เป็นแรงไฟฟา้ ซึ่งเปน็ แรงไมส่ มั ผสั เกดิ ข้ึน
ระหวา่ งวตั ถทุ ี่มีประจไุ ฟฟ้า ซึ่งประจไุ ฟฟา้ มี ๒
ชนดิ คือ ประจไุ ฟฟ้าบวกและประจไุ ฟฟา้ ลบ
วัตถทุ ี่มีประจไุ ฟฟา้ ชนิดเดยี วกันผลักกัน ชนดิ
ตรงข้ามกนั ดึงดดู กัน
สาระท่ี ๒ วิทยาศาสตร์กายภาพ
มาตรฐาน ว ๒.๓ เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปล่ยี นแปลงและการถา่ ยโอนพลงั งาน ปฏสิ มั พนั ธ์
ระหวา่ งสสารและพลังงาน พลังงานในชีวติ ประจำวนั ธรรมชาตขิ องคล่นื ปรากฏการณท์ ีเ่ กี่ยวข้องกับเสยี ง
แสง และคล่ืนแมเ่ หลก็ ไฟฟ้ารวมท้ังนำความร้ไู ปใช้ประโยชน์
ชนั้ ตวั ช้วี ัด สาระการเรยี นรูแ้ กนกลาง
ป.1 ๑. บรรยายการเกดิ เสียงและทศิ • เสียงเกิดจากการส่ันของวตั ถุ วัตถทุ ่ีทำให้
ทางการเคลอื่ นที่ของเสยี งจาก เกิดเสยี งเปน็ แหลง่ กำเนิดเสยี ง ซ่ึงมีท้งั
หลักฐานเชิงประจกั ษ์ แหล่งกำเนดิ เสยี งตามธรรมชาตแิ ละ
แหล่งกำเนิดเสียงทีม่ นษุ ยส์ รา้ งข้ึน เสยี ง
เคลื่อนท่อี อกจากแหล่งกำเนดิ เสียงทกุ ทิศทาง
ป.2 ๑. บรรยายแนวการเคล่ือนท่ีของ • แสงเคล่ือนท่ีจากแหล่งกำเนิดแสงทุกทศิ ทาง
แสงจากแหล่งกำเนดิ แสง และ เปน็ แนวตรง เมือ่ มีแสงจากวัตถุมาเขา้ ตาจะทำ
อธบิ ายการมองเห็นวตั ถุ ให้มองเห็นวตั ถนุ ้ัน การมองเห็นวตั ถทุ ีเ่ ปน็
จากหลกั ฐานเชงิ ประจกั ษ์ แหลง่ กำเนดิ แสง แสงจากวัตถนุ ั้นจะเข้าสตู่ า
๒. ตระหนกั ในคณุ ค่าของความรู้ โดยตรงสว่ นการมองเห็นวัตถุท่ีไมใ่ ช่
ของการมองเหน็ โดยเสนอแนะ แหล่งกำเนดิ แสง ต้องมีแสงจากแหล่งกำเนิด
แนวทางการปอ้ งกนั อนั ตราย แสงไปกระทบวัตถุแล้วสะท้อนเขา้ ตา ถ้ามีแสง
จากการมองวัตถทุ ่ีอยูใ่ นบริเวณทมี่ ี ที่สวา่ งมาก ๆ เขา้ สตู่ าอาจเกดิ อันตรายตอ่ ตา
แสงสวา่ งไมเ่ หมาะสม ได้ จงึ ตอ้ งหลกี เลยี่ งการมองหรือใช้แผน่ กรอง
แสงทีม่ ีคุณภาพเมื่อจำเปน็ และตอ้ งจดั ความ
สว่างใหเ้ หมาะสมกบั การทำกิจกรรมตา่ ง ๆ
เช่น การอา่ นหนังสือการดจู อโทรทศั น์ การใช้
โทรศัพท์เคลอ่ื นที่และแท็บเลต็
โรงเรียนบือดองพฒั นา
สำนกั งานเขตพ้นื ท่ีการศึกษาประถมศึกษายะลา เขต ๑
หลกั สูตรสถานศึกษากลุ่มสาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์ 24
(ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พ้ืนฐาน พุทธศกั ราช 2551
ช้นั ตัวชีว้ ัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง
ป.3 ๑. ยกตัวอยา่ งการเปลยี่ นพลังงาน • พลงั งานเป็นปริมาณที่แสดงถงึ ความสามารถ
หนึ่งไปเปน็ อีกพลงั งานหนง่ึ จาก ในการทำงาน พลังงานมหี ลายแบบ เชน่
หลกั ฐานเชิงประจักษ์ พลังงานกล พลังงานไฟฟ้า พลังงานแสง
๒. บรรยายการทำงานของเครื่อง พลงั งานเสยี ง และพลังงานความรอ้ น โดย
กำเนิดไฟฟ้าและระบุแหลง่ พลังงานสามารถเปลย่ี นจากพลังงานหนึ่งไป
พลงั งานในการผลติ ไฟฟ้า จาก เป็นอีกพลงั งานหนึง่ ได้ เชน่ การถมู ือจนรู้สึก
ข้อมูลทรี่ วบรวมได้ รอ้ น เปน็ การเปล่ยี นพลังงานกลเปน็ พลงั งาน
๓. ตระหนกั ในประโยชนแ์ ละโทษ ความร้อน แผงเซลลส์ ุรยิ ะเปลี่ยนพลงั งานแสง
ของไฟฟ้า โดยนำเสนอวธิ ีการใช้ เปน็ พลังงานไฟฟา้ หรอื เครือ่ งใชไ้ ฟฟา้ เปลีย่ น
ไฟฟ้าอย่างประหยดั และ พลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานอ่นื
ปลอดภัย • ไฟฟา้ ผลิตจากเคร่ืองกำเนิดไฟฟา้ ซ่งึ ใช้
พลังงานจากแหล่งพลงั งานธรรมชาตหิ ลาย
แหลง่ เชน่ พลังงานจากลม พลังงานจากนำ้
พลังงานจากแก๊สธรรมชาติ
• พลังงานไฟฟา้ มคี วามสำคัญต่อ
ชวี ติ ประจำวนั การใชไ้ ฟฟ้านอกจากต้องใช้
อยา่ งถูกวิธี ประหยัด และคุ้มคา่ แลว้ ยงั ต้อง
คำนงึ ถงึ ความปลอดภยั ดว้ ย
ป.4 ๑. จำแนกวตั ถุเป็นตวั กลางโปรง่ ใส • เม่อื มองสิ่งตา่ ง ๆ โดยมีวัตถตุ า่ งชนิดกนั มา
ตัวกลางโปรง่ แสง และวัตถุทบึ แสง ก้นั แสง จะทำให้ลกั ษณะการมองเหน็ สิ่งนั้น ๆ
จากลกั ษณะการมองเห็นสง่ิ ตา่ ง ๆ ชัดเจนต่างกัน จึงจำแนกวัตถทุ ่มี ากัน้ ออกเปน็
ผา่ นวัตถนุ ้นั เป็นเกณฑโ์ ดยใช้ ตัวกลางโปร่งใส ซึง่ ทำใหม้ องเหน็ สิง่ ตา่ ง ๆ ได้
หลกั ฐานเชงิ ประจกั ษ์ ชัดเจน ตวั กลางโปร่งแสงทำใหม้ องเหน็ ส่ิง
ตา่ งๆ ไดไ้ มช่ ัดเจน และวตั ถุทบึ แสงทำใหม้ อง
ไมเ่ ห็นส่งิ ต่าง ๆ น้ัน
ป.5 ๑. อธบิ ายการได้ยินเสยี งผา่ น • เสยี งทีไ่ ด้ยินมีระดบั สูงต่ำของเสยี งตา่ งกนั
ตวั กลางจากหลักฐานเชงิ ประจกั ษ์ ขึ้นกบั ความถี่ของการสนั่ ของแหลง่ กำเนิดเสยี ง
๒. ระบตุ ัวแปร ทดลอง และ โดยเม่ือแหล่งกำเนดิ เสยี งสัน่ ด้วยความถี่ต่ำจะ
อธิบายลกั ษณะและการเกดิ เสียง เกดิ เสยี งต่ำ แต่ถา้ สน่ั ด้วยความถี่สงู จะเกิด
สงู เสยี งต่ำ เสียงสงู ส่วนเสียงดงั คอ่ ยทไ่ี ด้ยินขนึ้ กบั
๓. ออกแบบการทดลองและ พลังงานการส่ันของแหล่งกำเนดิ เสยี ง โดยเมอ่ื
อธบิ ายลักษณะและการเกดิ เสียง แหลง่ กำเนดิ เสยี งสน่ั ดว้ ยพลงั งานมากจะเกดิ
ดงั เสยี งค่อย เสียงดัง แต่ถา้ แหล่งกำเนดิ เสียงสน่ั ด้วย
๔. วัดระดบั เสียงโดยใชเ้ ครื่องมือ พลังงานนอ้ ยจะเกดิ เสยี งค่อย
วดั ระดบั เสยี ง • เสียงดงั มาก ๆ เป็นอนั ตรายตอ่ การไดย้ นิ
๕. ตระหนักในคณุ ค่าของความรู้ และเสียงทก่ี อ่ ใหเ้ กดิ ความรำคาญเป็นมลพษิ
เรอ่ื งระดบั เสยี งโดยเสนอแนะ ทางเสียง เดซเิ บลเป็นหน่วยท่บี อกถึงความดงั
แนวทางในการหลกี เลย่ี งและลด ของเสยี ง
มลพิษทางเสยี ง
โรงเรยี นบอื ดองพฒั นา
สำนกั งานเขตพน้ื ท่ีการศกึ ษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑
หลักสูตรสถานศกึ ษากลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ 25
(ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพนื้ ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551
ช้นั ตวั ช้ีวัด สาระการเรียนรแู้ กนกลาง
ป.6 ๑. ระบสุ ่วนประกอบและบรรยาย • วงจรไฟฟา้ อย่างง่ายประกอบดว้ ย
หน้าท่ขี องแต่ละสว่ นประกอบของ แหลง่ กำเนดิ ไฟฟา้ สายไฟฟ้า และ
วงจรไฟฟา้ อย่างงา่ ยจากหลักฐาน เครอ่ื งใช้ไฟฟา้ หรืออุปกรณไ์ ฟฟ้า แหล่งกำเนิด
เชิงประจกั ษ์ ไฟฟา้ เชน่ ถา่ นไฟฉาย หรอื แบตเตอร่ี ทำ
๒. เขียนแผนภาพและต่วงจรไฟฟา้ หนา้ ทใี่ ห้พลังงานไฟฟ้า สายไฟฟา้ เป็นตัวนำ
อย่างงา่ ย ไฟฟ้า ทำหนา้ ท่ีเชือ่ มตอ่ ระหว่าง
๓. ออกแบบการทดลองและ แหล่งกำเนดิ ไฟฟ้าและเคร่ืองใชไ้ ฟฟา้ เขา้
ทดลองด้วยวิธที เ่ี หมาะสมในการ ด้วยกันเครอื่ งใช้ไฟฟา้ มีหน้าทเี่ ปลย่ี นพลงั งาน
อธบิ ายวิธีการและผลของ ไฟฟ้าเปน็ พลงั งานอื่น
การตอ่ เซลลไ์ ฟฟ้าแบบอนกุ รม • เมอื่ นำเซลล์ไฟฟา้ หลายเซลลม์ าตอ่ เรยี งกนั
๔. ตระหนักถึงประโยชนข์ อง โดยให้ขัว้ บวกของเซลลไ์ ฟฟ้าเซลลห์ นงึ่ ตอ่ กับ
ความรู้ของการต่อเซลล์ไฟฟ้าแบบ ข้วั ลบของอีกเซลล์หนง่ึ เปน็ การต่อแบบ
อนกุ รมโดยบอกประโยชนแ์ ละ อนุกรม ทำให้มีพลงั งานไฟฟา้ เหมาะสมกบั
การประยุกตใ์ ชใ้ นชีวิตประจำวัน เคร่ืองใช้ไฟฟา้ ซง่ึ การตอ่ เซลลไ์ ฟฟา้ แบบ
๕. ออกแบบการทดลองและ อนกุ รมสามารถนำไปใชป้ ระโยชน์ใน
ทดลองด้วยวิธที ี่เหมาะสมในการ ชวี ติ ประจำวัน เชน่ การต่อเซลลไ์ ฟฟ้าใน
อธบิ ายการตอ่ หลอดไฟฟ้า ไฟฉาย
แบบอนุกรมและแบบขนาน • การต่อหลอดไฟฟา้ แบบอนุกรมเมอ่ื ถอด
๖. ตระหนกั ถึงประโยชนข์ อง หลอดไฟฟา้ ดวงใดดวงหน่ึงออกทำให้หลอด
ความรขู้ องการต่อหลอดไฟฟา้ ไฟฟา้ ท่เี หลอื ดบั ทง้ั หมด ส่วนการตอ่ หลอด
แบบอนุกรมและแบบขนาน โดย ไฟฟา้ แบบขนาน เม่ือถอดหลอดไฟฟา้ ดวงใด
บอกประโยชน์ ข้อจำกัด และการ ดวงหน่ึงออก หลอดไฟฟ้าทเ่ี หลอื กย็ ังสวา่ งได้
ประยุกต์ใช้ ในชีวติ ประจำวนั การตอ่ หลอดไฟฟ้าแตล่ ะแบบสามารถนำไปใช้
๗. อธิบายการเกิดเงามดื เงามวั จาก ประโยชนไ์ ด้ เชน่ การตอ่ หลอดไฟฟ้าหลาย
หลักฐานเชงิ ประจกั ษ์ ดวงในบา้ นจงึ ตอ้ งต่อหลอดไฟฟ้าแบบขนาน
๘. เขียนแผนภาพรังสีของแสง เพ่ือเลอื กใชห้ ลอดไฟฟา้ ดวงใดดวงหนึง่ ได้ตาม
แสดงการเกดิ เงามดื เงามัว ตอ้ งการ
• เมอื่ นำวัตถุทึบแสงมาก้ันแสงจะเกิดเงาบน
ฉาก รับแสงทอี่ ยดู่ ้านหลงั วัตถุ โดยเงามีรูปรา่ ง
คลา้ ยวตั ถุทีท่ ำให้เกดิ เงา เงามัวเปน็ บริเวณทม่ี ี
แสงบางส่วนตกลงบนฉาก สว่ นเงามดื เปน็
บรเิ วณทไี่ มม่ แี สงตกลงบนฉากเลย
โรงเรียนบอื ดองพัฒนา
สำนกั งานเขตพืน้ ที่การศึกษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑
หลกั สูตรสถานศึกษากลุ่มสาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์ 26
(ฉบับปรบั ปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551
สาระที่ ๓ วิทยาศาสตร์โลก และอวกาศ
มาตรฐาน ว ๓.๑ เขา้ ใจองคป์ ระกอบ ลกั ษณะ กระบวนการเกิด และวิวัฒนาการของเอกภพ กาแลก็ ซี
ดาวฤกษ์ และระบบสรุ ิยะ รวมทั้งปฏสิ มั พนั ธ์ภายในระบบสรุ ยิ ะทส่ี ่งผลต่อส่ิงมชี ีวติ และการประยกุ ต์ใช้
เทคโนโลยีอวกาศ
ชั้น ตัวช้วี ัด สาระการเรยี นรูแ้ กนกลาง
๑. ระบดุ าวทีป่ รากฏบนท้องฟ้าใน • บนท้องฟา้ มีดวงอาทติ ย์ ดวงจันทร์ และดาว
ป.1 เวลากลางวัน และกลางคนื จาก ซ่งึ ในเวลากลางวนั จะมองเหน็ ดวงอาทติ ย์
ข้อมูลทีร่ วบรวมได้ และอาจมองเห็นดวงจนั ทรบ์ างเวลาในบางวนั
๒. อธิบายสาเหตุท่ีมองไมเ่ หน็ ดาว แตไ่ มส่ ามารถมองเห็นดาว
ส่วนใหญ่ในเวลากลางวนั จาก • ในเวลากลางวนั มองไมเ่ หน็ ดาวสว่ นใหญ่
หลกั ฐานเชิงประจกั ษ์ เน่อื งจากแสงอาทิตย์สว่างกว่าจงึ กลบแสงของ
ดาว ส่วนในเวลากลางคืนจะมองเหน็ ดาวและ
มองเหน็ ดวงจนั ทรเ์ กือบทุกคนื
ป.2 - -
ป.3 ๑. อธิบายแบบรูปเสน้ ทางการข้ึน • คนบนโลกมองเหน็ ดวงอาทิตยป์ รากฏข้ึน
และตก ของดวงอาทติ ย์โดยใช้ ทางด้านหนึ่งและตกทางอีกด้านหนงึ่ ทุกวัน
หลกั ฐานเชิงประจกั ษ์ หมุนเวียนเปน็ แบบรปู ซ้ำ ๆ
๒. อธบิ ายสาเหตุการเกิปรากฏ • โลกกลมและหมุนรอบตวั เองขณะโคจรรอบ
การณก์ ารขึน้ และตกของดวง ดวงอาทติ ย์ ทำใหบ้ ริเวณของโลกไดร้ ับ
อาทิตย์ การเกิดกลางวนั กลางคืน แสงอาทติ ย์ไมพ่ รอ้ มกนั โลกดา้ นทไี่ ด้รับแสง
และการกำหนดทิศ โดยใช้ จากดวงอาทติ ยจ์ ะเปน็ กลางวันสว่ นด้านตรง
แบบจำลอง ข้ามทไ่ี มไ่ ดร้ บั แสงจะเป็นกลางคนื นอกจากน้ี
๓. ตระหนักถึงความสำคญั ของดวง คนบนโลกจะมองเห็นดวงอาทติ ยป์ รากฏข้ึน
อาทติ ย์ โดยบรรยายประโยชน์ ทางด้านหนึ่ง ซึ่งกำหนดใหเ้ ปน็ ทศิ ตะวนั ออก
ของดวงอาทติ ยต์ อ่ สง่ิ มชี ีวติ และมองเหน็ ดวงอาทิตย์ตกทางอกี ดา้ นหนง่ึ
ซงึ่ กำหนดใหเ้ ปน็ ทิศตะวนั ตก และเมอ่ื ให้ดา้ น
ขวามืออยทู่ างทิศตะวนั ออกด้านซา้ ยมืออยู่
ทางทิศตะวันตก ดา้ นหนา้ จะเปน็ ทศิ เหนือ
และดา้ นหลังจะเปน็ ทศิ ใต้
• ในเวลากลางวันโลกจะไดร้ ับพลังงานแสง
และพลงั งานความร้อนจากดวงอาทิตย์ ทำให้
สง่ิ มชี ีวิตดำรงชีวิตอยไู่ ด้
ป.4 ๑. อธิบายแบบรูปเส้นทางการข้ึนและ • ดวงจันทร์เป็นบริวารของโลก โดยดวงจนั ทร์
ตกของดวงจันทร์ โดยใช้หลกั ฐานเชิง หมนุ รอบตัวเองขณะโคจรรอบโลก ขณะท่ีโลกก็
ประจกั ษ์ หมนุ รอบตวั เองด้วยเช่นกัน การหมุนรอบตัวเอง
ของโลกจากทศิ ตะวนั ตกไปทิศตะวนั ออกใน
ทิศทางทวนเข็มนาฬกิ าเมื่อมองจากข้ัวโลกเหนอื
ทำให้มองเหน็ ดวงจนั ทรป์ รากฏขนึ้ ทางด้าน
ทศิ ตะวันออกและตกทางด้านทิศตะวันตก
หมุนเวยี นเป็นแบบรูปซ้ำ ๆ
โรงเรียนบือดองพัฒนา
สำนักงานเขตพ้นื ท่กี ารศึกษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑
หลักสูตรสถานศกึ ษากลุ่มสาระการเรยี นร้วู ิทยาศาสตร์ 27
(ฉบบั ปรบั ปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขนั้ พ้ืนฐาน พุทธศกั ราช 2551
ชน้ั ตวั ชีว้ ัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง
ป.4 ๒. สรา้ งแบบจำลองที่อธบิ ายแบบ • ดวงจันทร์เปน็ วัตถทุ ่เี ป็นทรงกลม แต่รปู รา่ ง
รปู การเปลีย่ นแปลงรปู รา่ งปรากฏ ของดวงจันทร์ท่ีมองเหน็ หรอื รูปรา่ งปรากฏ
ของดวงจนั ทร์ และพยากรณ์ ของดวงจันทรบ์ นทอ้ งฟ้าแตกต่างกนั ไปในแต่
รปู ร่างปรากฏของดวงจันทร์ ละวัน โดยในแต่ละวันดวงจันทรจ์ ะมรี ูปร่าง
๓. สรา้ งแบบจำลองแสดง ปรากฏเปน็ เส้ยี วทมี่ ีขนาดเพมิ่ ข้ึนอยา่ ง
องคป์ ระกอบของระบบสรุ ิยะ และ ตอ่ เน่ืองจนเต็มดวง จากนน้ั รปู ร่างปรากฏของ
อธิบายเปรยี บเทยี บคาบการโคจร ดวงจันทร์จะแหวง่ และมขี นาดลดลงอยา่ ง
ของดาวเคราะหต์ ่าง ๆ จาก ตอ่ เนอ่ื งจนมองไมเ่ ห็นดวงจันทร์ จากนั้น
แบบจำลอง รูปร่างปรากฏของดวงจันทร์จะเปน็ เส้ยี วใหญ่
ขึ้นจนเตม็ ดวงอีกครงั้ การเปล่ียนแปลงเช่นน้ี
เป็นแบบรูปซำ้ กนั ทุกเดือน
• ระบบสรุ ยิ ะเป็นระบบทมี่ ีดวงอาทติ ย์เป็น
ศูนยก์ ลางและมบี รวิ ารประกอบดว้ ย ดาว
เคราะห์แปดดวง และบริวาร ซึง่ ดาวเคราะห์
แต่ละดวงมขี นาดและระยะหา่ งจากดวง
อาทิตยแ์ ตกตา่ งกนั และยังประกอบด้วย ดาว
เคราะห์แคระ ดาวเคราะหน์ อ้ ย ดาวหาง และ
วตั ถุขนาดเล็กอนื่ ๆ โคจรอย่รู อบดวงอาทิตย์
วัตถุขนาดเลก็ อื่น ๆ เมื่อเขา้ มาในช้นั
บรรยากาศเนือ่ งจากแรงโนม้ ถ่วงของโลก ทำ
ให้เกิดเป็นดาวตกหรือผพี งุ่ ไต้และอกุ กาบาต
ป.5 ๑. เปรยี บเทียบความแตกต่างของ • ดาวทม่ี องเหน็ บนทอ้ งฟา้ อยูใ่ นอวกาศซึง่ เป็น
ดาวเคราะห์และดาวฤกษ์จาก บรเิ วณทอี่ ยู่นอกบรรยากาศของโลก มีทงั้ ดาว
แบบจำลอง ฤกษ์และดาวเคราะห์ ดาวฤกษ์เปแ็ หลง่ กำเนิด
๒. ใช้แผนที่ดาวระบุตำแหนง่ และ แสงจึงสามารถมองเหน็ ได้ สว่ นดาวเคราะห์
เส้นทางการข้ึนและตกของกลมุ่ ไมใ่ ช่แหล่งกำเนดิ แสง แตส่ ามารถมองเหน็ ได้
ดาวฤกษ์บนทอ้ งฟา้ และอธบิ าย เนือ่ งจากแสงจากดวงอาทติ ยต์ กกระทบดาว
แบบรูปเส้นทางการข้ึนและตก เคราะห์แล้วสะท้อนเข้าสตู่ า
ของกลมุ่ ดาวฤกษบ์ นทอ้ งฟา้ ใน • การมองเห็นกล่มุ ดาวฤกษ์มรี ปู รา่ งตา่ ง ๆ
รอบปี เกดิ จากจนิ ตนาการของผสู้ ังเกต กลุ่มดาวฤกษ์
ตา่ ง ๆ ทปี่ รากฏในทอ้ งฟา้ แตล่ ะกลมุ่ มดี าว
ฤกษแ์ ตล่ ะดวงเรียงกนั ท่ตี ำแหนง่ คงท่ี และมี
เส้นทางการข้ึนและตกตามเสน้ ทางเดมิ ทกุ คนื
ซง่ึ จะปรากฏตำแหนง่ เดมิ การสังเกตตำแหนง่
และการขึน้ และตกของดาวฤกษ์ และกลมุ่ ดาว
ฤกษ์ สามารถทำไดโ้ ดยใช้แผนท่ีดาว ซ่ึงระบุ
มุมทิศและมมุ เงยที่กลุ่มดาวนัน้ ปรากฏ ผู้
สงั เกตสามารถใชม้ ือในการประมาณคา่ ของมุม
เงยเม่อื สงั เกตดาวในท้องฟา้
โรงเรยี นบอื ดองพฒั นา
สำนกั งานเขตพน้ื ทีก่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑
หลกั สูตรสถานศกึ ษากลุ่มสาระการเรยี นรูว้ ทิ ยาศาสตร์ 28
(ฉบับปรบั ปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พ้นื ฐาน พุทธศักราช 2551
ช้ัน ตัวช้ีวดั สาระการเรยี นรู้แกนกลาง
ป.6 ๑. สรา้ งแบบจำลองท่อี ธบิ ายการ • เม่ือโลกและดวงจันทร์ โคจรมาอยู่ในแนว
เกิด และเปรยี บเทยี ปรากฏการณ์ เส้นตรงเดยี วกนั กับดวงอาทติ ยใ์ นระยะทางท่ี
สุริยปุ ราคาและจนั ทรปุ ราคา เหมาะสม ทำให้ดวงจนั ทร์บังดวงอาทิตย์ เงา
๒. อธบิ ายพัฒนาการของ ของดวงจนั ทร์ทอดมายังโลก ผู้สังเกตทอ่ี ยู่
เทคโนโลยีอวกาศ และยกตวั อยา่ ง บรเิ วณเงาจะมองเหน็ ดวงอาทิตยม์ ดื ไป เกดิ
การนำเทคโนโลยอี วกาศมาใช้ ปรากฏการณส์ ุรยิ ปุ ราคา ซง่ึ มที ้งั สรุ ิยุปราคา
ประโยชนใ์ นชีวิตประจำวนั จาก เตม็ ดวง สรุ ยิ ปุ ราคาบางสว่ น และสุริยปุ ราคา
ขอ้ มูลทรี่ วบรวมได้ วงแหวน
• หากดวงจันทรแ์ ละโลกโคจรมาอยใู่ นแนว
เส้นตรงเดียวกันกับดวงอาทติ ย์ แล้วดวงจันทร์
เคลื่อนทผ่ี า่ นเงาของโลก จะมองเหน็ ดวง
จันทรม์ ดื ไปเกิดปรากฏการณ์จนั ทรปุ ราคา ซง่ึ
มที งั้ จนั ทรปุ ราคาเตม็ ดวง และจนั ทรุปราคา
บางสว่ น
• เทคโนโลยอี วกาศเร่มิ จากความตอ้ งการของ
มนุษยใ์ นการสำรวจวตั ถทุ ้องฟ้าโดยใช้ตาเปล่า
กลอ้ งโทรทรรศน์ และได้พัฒนาไปสกู่ ารขนสง่
เพื่อสำรวจอวกาศดว้ ยจรวดและยานขนสง่
อวกาศ และยังคงพฒั นาอย่างต่อเน่อื ง
ปัจจบุ นั มีการนำเทคโนโลยอี วกาศบาง
ประเภทมาประยุกตใ์ ชใ้ นชวี ติ ประจำวัน เชน่
การใชด้ าวเทียมเพ่อื การส่อื สาร การพยากรณ์
อากาศ หรือการสำรวจทรพั ยากรธรรมชาติ
การใชอ้ ุปกรณ์วดั ชีพจรและการเตน้ ของหัวใจ
หมวกนิรภยั ชดุ กฬี า
โรงเรยี นบือดองพัฒนา
สำนักงานเขตพ้นื ทกี่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑
หลกั สูตรสถานศึกษากลุ่มสาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์ 29
(ฉบับปรบั ปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขน้ั พื้นฐาน พุทธศกั ราช 2551
สาระที่ ๓ วิทยาศาสตรโ์ ลก และอวกาศ
มาตรฐาน ว ๓.๒ เข้าใจองค์ประกอบและความสมั พนั ธข์ องระบบโลก กระบวนการเปล่ียนแปลงภายใน
โลกและบนผิวโลก ธรณพี บิ ัตภิ ัย กระบวนการเปล่ียนแปลงลมฟ้าอากาศและภูมิอากาศ
โลก รวมท้ังผลต่อสิ่งมชี ีวิตและสงิ่ แวดล้อม
ชั้น ตวั ช้ีวัด สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง
๑. อธิบายลกั ษณะภายนอกของ • หนิ ทอ่ี ย่ใู นธรรมชาตมิ ลี ักษณะภายนอก
ป.1 หิน จากลกั ษณะเฉพาะตัวทส่ี ังเกต เฉพาะตัว ทสี่ ังเกตได้ เช่น สี ลวดลาย น้ำหนกั
ได้ ความแขง็ และเน้ือหิน
ป.2 ๑. ระบสุ ่วนประกอบของดนิ และ • ดินประกอบดว้ ยเศษหิน ซากพืช ซากสตั ว์
จำแนกชนิดของดินโดยใชล้ ักษณะ ผสมอยู่ในเน้อื ดิน มีอากาศและนำ้ แทรกอยู่
เนอื้ ดินและการจบั ตวั เปน็ เกณฑ์ ตามชอ่ งวา่ งในเนื้อดิน ดนิ จำแนกเปน็ ดินร่วน
๒. อธบิ ายการใช้ประโยชน์จากดนิ ดินเหนียว และดินทราย ตามลกั ษณะเนอื้ ดิน
จากขอ้ มลู ทีร่ วบรวมได้ และการจับตวั ของดนิ ซ่งึ มผี ลต่อการอุม้ นำ้ ท่ี
แตกตา่ งกัน
• ดินแตล่ ะชนิดนำไปใช้ประโยชนไ์ ด้แตกตา่ ง
กัน ตามลักษณะและสมบัตขิ องดนิ
ป.3 ๑. ระบสุ ่วนประกอบของอากาศ • อากาศโดยทัว่ ไปไมม่ สี ี ไม่มีกล่ิน
บรรยายความสำคญั ของอากาศ ประกอบดว้ ย แกส๊ ไนโตรเจน แกส๊ ออกซิเจน
และผลกระทบของมลพิษทาง แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ แก๊สอ่นื ๆ รวมท้งั ไอ
อากาศต่อสิ่งมชี วี ติ จากข้อมลู ท่ี น้ำ และฝ่นุ ละออง อากาศมีความสำคัญตอ่
รวบรวมได้ สิ่งมชี ีวติ หากส่วนประกอบของอากาศไม่
๒. ตระหนกั ถงึ ความสำคญั ของ เหมาะสม เน่อื งจากมแี กส๊ บางชนดิ หรอื ฝนุ่
อากาศ โดยนำเสนอแนวทางการ ละอองในปรมิ าณมาก อาจเป็นอนั ตรายตอ่
ปฏบิ ัติตนในการลดการเกดิ มลพษิ สิ่งมชี วี ิตชนดิ ต่าง ๆ จดั เป็นมลพิษทางอากาศ
ทางอากาศ • แนวทางการปฏิบัตติ นเพือ่ ลดการปล่อย
๓. อธิบายการเกดิ ลมจากหลกั ฐาน มลพิษทางอากาศ เช่น ใช้พาหนะรว่ มกัน หรอื
เชิงประจกั ษ์ เลือกใช้เทคโนโลยีที่ลดมลพษิ ทางอากาศ
๔. บรรยายประโยชน์และโทษของ • ลม คอื อากาศทเ่ี คลอ่ื นท่ี เกิดจากความ
ลม จากข้อมลู ทร่ี วบรวมได้ แตกตา่ งกันของอณุ หภูมอิ ากาศบรเิ วณทอี่ ยู่
ใกล้กนั โดยอากาศบริเวณท่มี ีอณุ หภมู สิ ูงจะ
ลอยตวั สงู ขึ้น และอากาศบรเิ วณทม่ี ีอุณหภมู ิ
ต่ำกวา่ จะเคล่อื นเขา้ ไปแทนท่ี
• ลมสามารถนำมาใชเ้ ป็นแหล่งพลงั งาน
ทดแทนในการผลติ ไฟฟา้ และนำไปใช้
ประโยชนใ์ นการทำกจิ กรรมตา่ ง ๆ ของมนุษย์
หากลมเคลอื่ นทีด่ ้วยความเรว็ สงู อาจทำใหเ้ กดิ
อันตรายและความเสยี หายตอ่ ชีวติ และ
ทรัพย์สนิ ได้
โรงเรียนบือดองพัฒนา
สำนกั งานเขตพืน้ ที่การศกึ ษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑
หลกั สูตรสถานศกึ ษากลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์ 30
(ฉบับปรบั ปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขัน้ พื้นฐาน พุทธศกั ราช 2551
ชน้ั ตวั ชี้วัด สาระการเรียนรูแ้ กนกลาง
ป.4 - -
ป.5 ๑. เปรยี บเทยี บปรมิ าณนำ้ ในแตล่ ะ • ฝน หมิ ะ ลูกเหบ็ เป็นหยาดน้ำฟา้ ซึง่ เป็นนำ้
แหล่ง และระบปุ รมิ าณน้ำทมี่ นุษย์ ทม่ี ีสถานะตา่ ง ๆ ทีต่ กจากฟ้าถึงพ้นื ดิน ฝน
สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ จาก เกดิ จากละอองนำ้ ในเมฆทีร่ วมตวั กันจน
ข้อมลู ที่รวบรวมได้ อากาศไมส่ ามารถพยงุ ไวไ้ ด้จึงตกลงมา หมิ ะ
๒. ตระหนกั ถึงคณุ คา่ ของนำ้ โดย เกดิ จากไอน้ำในอากาศระเหิดกลับเปน็ ผลึก
นำเสนอแนวทางการใช้น้ำอยา่ ง นำ้ แข็ง รวมตวั กนั จนมนี ้ำหนักมากขึน้ จนเกนิ
ประหยดั และการอนรุ ักษน์ ้ำ กวา่ อากาศจะพยุงไว้จึงตกลงมา ลกู เหบ็ เกดิ
๓. สรา้ งแบบจำลองท่อี ธบิ ายการ จากหยดน้ำทเี่ ปลย่ี นสถานะเปน็ นำ้ แขง็ แลว้ ถูก
หมุนเวยี นของนำ้ ในวฏั จกั รนำ้ พายุพดั วนซำ้ ไปซำ้ มาในเมฆฝนฟา้ คะนองท่มี ี
๔. เปรยี บเทียบกระบวนการเกิด ขนาดใหญแ่ ละอยูใ่ นระดบั สงู จนเป็นกอ้ น
เมฆ หมอก นำ้ ค้าง และนำ้ คา้ ง นำ้ แขง็ ขนาดใหญข่ น้ึ แลว้ ตกลงมา
แขง็ จากแบบจำลอง
๕. เปรยี บเทยี บกระบวนการเกดิ
ฝน หมิ ะ และลกู เหบ็ จากข้อมลู ท่ี
รวบรวมได้
ป.6 ๑. เปรยี บเทียบกระบวนการเกิด • หินเปน็ วสั ดุแขง็ เกิดขึน้ เองตามธรรมชาติ
หินอคั นี หินตะกอน และหนิ แปร ประกอบด้วย แร่ตง้ั แต่หนึ่งชนิดขนึ้ ไป
และอธิบายวฏั จักรหินจาก สามารถจำแนกหินตามกระบวนการเกดิ ได้
แบบจำลอง เป็น ๓ ประเภท ไดแ้ ก่ หนิ อัคนี หนิ ตะกอน
และหินแปร
• หนิ อัคนเี กิดจากการเยน็ ตวั ของแมกมา เนือ้
หนิ มลี ักษณะเปน็ ผลกึ ท้ังผลกึ ขนาดใหญแ่ ละ
ขนาดเล็ก บางชนดิ อาจเปน็ เนอ้ื แก้วหรือมี
รูพรนุ
• หินตะกอน เกิดจากการทบั ถมของตะกอน
เม่อื ถกู แรงกดทบั และมสี ารเช่ือมประสานจงึ
เกดิ เปน็ หนิ เนอื้ หินกลมุ่ นส้ี ่วนใหญม่ ีลักษณะ
เปน็ เมด็ ตะกอนมที ้ังเนอ้ื หยาบและเนือ้
ละเอยี ด บางชนิดเปน็ เนือ้ ผลกึ ที่ยดึ เกาะกัน
เกดิ จากการตกผลึกหรอื ตกตะกอนจากนำ้
โดยเฉพาะนำ้ ทะเล บางชนดิ มีลกั ษณะเปน็ ชนั้
ๆ จึงเรยี กอกี ชื่อวา่ หินชนั้
• หนิ แปร เกดิ จากการแปรสภาพของหนิ เดมิ
ซ่งึ อาจเป็นหินอคั นี หินตะกอน หรอื หินแปร
โดยการกระทำของความร้อน ความดนั และ
ปฏกิ ริ ิยาเคมี เน้ือหนิ ของหินแปรบางชนดิ ผลกึ
ของแร่เรยี งตัวขนานกันเป็นแถบ บางชนิด
แซะออกเปน็ แผน่ ได้ บางชนดิ เป็นเนื้อผลึกทมี่ ี
ความแขง็ มาก
โรงเรียนบอื ดองพฒั นา
สำนักงานเขตพืน้ ท่กี ารศึกษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑
หลักสูตรสถานศึกษากลุ่มสาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์ 31
(ฉบบั ปรบั ปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พื้นฐาน พทุ ธศักราช 2551
ชั้น ตัวช้ีวัด สาระการเรยี นรูแ้ กนกลาง
ป.6 ๒. บรรยายและยกตวั อย่างการใช้ • หนิ ในธรรมชาตทิ งั้ ๓ ประเภท มีการ
ประโยชนข์ องหินและแรใ่ น เปลยี่ นแปลงจากประเภทหนง่ึ ไปเป็นอกี
ชีวิตประจำวนั จากข้อมลู ที่ ประเภทหนึ่ง หรอื ประเภทเดมิ ได้ โดยมีแบบ
รวบรวมได้ รปู การเปลยี่ นแปลงคงท่แี ละต่อเนอ่ื งเปน็
๓. สรา้ งแบบจำลองทีอ่ ธบิ ายการ วัฏจกั ร
เกดิ ซากดกึ ดำบรรพแ์ ละ • หนิ และแร่แต่ละชนดิ มีลกั ษณะและสมบัติ
คาดคะเนสภาพแวดลอ้ มในอดตี แตกตา่ งกัน มนษุ ย์ใช้ประโยชน์จากแรใ่ น
ของซากดกึ ดำบรรพ์ ชวี ติ ประจำวนั ในลกั ษณะตา่ ง ๆ เชน่ นำแรม่ า
๔. เปรยี บเทียบการเกดิ ลมบก ลม ทำเครื่องสำอาง ยาสฟี ัน เครอ่ื งประดับ
ทะเล และมรสุม รวมทง้ั อธิบาย อุปกรณ์ทางการแพทย์ และนำหนิ มาใช้ในงาน
ผลทม่ี ตี ่อสง่ิ มีชีวติ และ ก่อสรา้ งตา่ ง ๆ เป็นต้น
สิง่ แวดล้อม จากแบบจำลอง • ซากดกึ ดำบรรพ์เกิดจากการทบั ถมหรือการ
ประทบั รอยของสิ่งมีชีวติ ในอดตี จนเกิดเปน็
โครงสรา้ งของซากหรือรอ่ งรอยของสิง่ มชี วี ิต
ทีป่ รากฏอยู่ในหนิ ในประเทศไทยพบซากดึก
ดำบรรพท์ หี่ ลากหลาย เช่น พชื ปะการัง หอย
ปลา เตา่ ไดโนเสาร์ และรอยตีนสตั ว์
• ซากดึกดำบรรพส์ ามารถใชเ้ ป็นหลักฐานหนึง่
ที่ช่วยอธิบายสภาพแวดลอ้ มของพ้ืนทใ่ี นอดีต
ขณะเกดิ สิ่งมชี ีวิตน้นั เชน่ หากพบซากดึกดำ
บรรพ์ ของหอยน้ำจืด สภาพแวดลอ้ มบรเิ วณ
น้ันอาจเคยเป็นแหล่งนำ้ จืดมากอ่ น และหาก
พบซากดกึ ดำบรรพ์ของพชื สภาพแวดลอ้ ม
บริเวณนน้ั อาจเคยเป็นปา่ มาก่อน นอกจากน้ี
ซากดกึ ดำบรรพ์ ยงั สามารถใช้ระบุอายขุ องหิน
และเป็นข้อมลู ในการศึกษาวิวัฒนาการของ
สง่ิ มชี วี ิต
• ลมบก ลมทะเล และมรสมุ เกิดจากพน้ื ดนิ
และพืน้ นำ้ ร้อนและเยน็ ไมเ่ ท่ากนั ทำให้
อุณหภมู ิอากาศเหนอื พื้นดนิ และพน้ื นำ้
แตกตา่ งกนั จึงเกิด การเคล่อื นทีข่ องอากาศ
จากบริเวณทีม่ ีอุณหภมู ติ ่ำ ไปยังบริเวณท่ีมี
อณุ หภูมสิ ูง
• ลมบกและลมทะเลเป็นลมประจำถน่ิ ทพ่ี บ
บริเวณชายฝ่ัง โดยลมบกเกดิ ในเวลากลางคืน
ทำให้มลี มพดั จากชายฝง่ั ไปสู่ทะเล ส่วนลม
ทะเลเกดิ ในเวลากลางวนั ทำให้มลี มพัดจาก
ทะเลเขา้ สชู่ ายฝ่ัง
โรงเรยี นบอื ดองพฒั นา
สำนกั งานเขตพน้ื ทีก่ ารศกึ ษาประถมศึกษายะลา เขต ๑
หลักสูตรสถานศึกษากลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์ 32
(ฉบบั ปรบั ปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพืน้ ฐาน พุทธศักราช 2551
ช้ัน ตัวช้ีวัด สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง
ป.6 ๕. อธิบายผลของมรสุมตอ่ การเกดิ • มรสมุ เปน็ ลมประจำฤดูเกดิ บรเิ วณเขตร้อน
ฤดขู องประเทศไทย จากขอ้ มูลท่ี ของโลก ซง่ึ เปน็ บริเวณกว้างระดับภูมภิ าค
รวบรวมได้ ประเทศไทยได้รบั ผลจากมรสุม
๖. บรรยายลักษณะและ ตะวนั ออกเฉยี งเหนือในชว่ งประมาณ
ผลกระทบของนำ้ ท่วม กลางเดือนตลุ าคมจนถึงเดือนกุมภาพนั ธ์ทำให้
การกดั เซาะชายฝงั่ ดินถล่ม เกิดฤดูหนาว และไดร้ บั ผลจากมรสุมตะวันตก
แผน่ ดนิ ไหว สึนามิ เฉียงใต้ในช่วงประมาณกลางเดือนพฤษภาคม
๗. ตระหนักถงึ ผลกระทบของภัย จนถึงกลางเดอื นตลุ าคมทำใหเ้ กดิ ฤดฝู น สว่ น
ธรรมชาติและธรณพี บิ ัตภิ ัย โดย ชว่ งประมาณกลางเดือนกมุ ภาพันธจ์ นถงึ
นำเสนอแนวทางในการ กลางเดอื นพฤษภาคมเป็นช่วงเปลยี่ นมรสุม
เฝ้าระวังและปฏบิ ัตติ นให้ และประเทศไทยอยู่ใกลเ้ ส้นศูนยส์ ตู ร
ปลอดภยั จากภัยธรรมชาติและ แสงอาทติ ย์เกอื บตั้งตรงและตัง้ ตรงประเทศ
ธรณีพบิ ัตภิ ยั ทีอ่ าจเกดิ ในทอ้ งถนิ่ ไทยในเวลาเท่ียงวนั ทำให้ได้รบั ความรอ้ นจาก
๘. สรา้ งแบบจำลองท่ีอธบิ ายการ ดวงอาทิตย์อยา่ งเตม็ ท่ี อากาศจงึ รอ้ นอบอ้าว
เกดิ ปรากฏการณ์เรอื นกระจก ทำใหเ้ กิดฤดูร้อน
และผลของปรากฏการณ์เรือน • นำ้ ท่วม การกัดเซาะชายฝ่งั ดินถลม่
กระจกต่อส่ิงมีชวี ิต แผน่ ดินไหว และสนึ ามิ มผี ลกระทบต่อชีวิต
๙. ตระหนักถงึ ผลกระทบของ และสงิ่ แวดลอ้ มแตกต่างกัน
ปรากฏการณเ์ รือนกระจก โดย • มนุษย์ควรเรยี นรวู้ ธิ ีปฏิบตั ิตนใหป้ ลอดภยั
นำเสนอแนวทางการปฏบิ ตั ติ น เช่น ตดิ ตามข่าวสารอยา่ งสม่ำเสมอ เตรยี มถุง
เพอื่ ลดกิจกรรมท่ีก่อใหเ้ กิดแก๊ส ยงั ชพี ใหพ้ รอ้ มใช้ตลอดเวลา และปฏิบตั ติ าม
เรือนกระจก คำสัง่ ของผ้ปู กครองและเจ้าหนา้ ท่อี ยา่ ง
เครง่ ครดั เมอื่ เกดิ ภัยธรรมชาตแิ ละธรณี
พบิ ตั ภิ ยั
• ปรากฏการณเ์ รือนกระจกเกิดจากแก๊สเรือน
กระจกในช้ันบรรยากาศของโลกกกั เกบ็ ความ
รอ้ นแล้ว คายความรอ้ นบางสว่ นกลบั สผู่ ิวโลก
ทำให้อากาศ บนโลกมีอณุ หภมู เิ หมาะสมต่อ
การดำรงชวี ิต
• หากปรากฏการณเ์ รือนกระจกรนุ แรงมากข้นึ
จะมีผลตอ่ การเปลยี่ นแปลงภมู ิอากาศโลก
มนุษย์จงึ ควรร่วมกันลดกจิ กรรมทกี่ ่อใหเ้ กดิ
แก๊สเรือนกระจก
โรงเรยี นบือดองพัฒนา
สำนักงานเขตพืน้ ท่ีการศกึ ษาประถมศึกษายะลา เขต ๑
หลักสูตรสถานศกึ ษากลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ 33
(ฉบับปรับปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพนื้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551
สาระท่ี ๔ เทคโนโลยี
มาตรฐาน ว ๔.๑ เข้าใจแนวคดิ หลกั ของเทคโนโลยเี พื่อการดำรงชวี ิตในสงั คมท่ีมีการเปลี่ยนแปลงอย่าง
รวดเรว็ ใชค้ วามร้แู ละทักษะทางด้านวทิ ยาศาสตร์ คณติ ศาสตร์ และศาสตร์อ่นื ๆ เพื่อ
แกป้ ญั หาหรอื พัฒนางานอย่างมีความคดิ สร้างสรรค์ด้วยกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม
เลือกใชเ้ ทคโนโลยอี ยา่ งเหมาะสมโดยคำนึงถงึ ผลกระทบต่อชีวติ สังคม และส่ิงแวดลอ้ ม
ชัน้ ตวั ช้ีวัด สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง
ป.1 - -
ป.2 - -
ป.3 - -
ป.4 - -
ป.5 - -
ป.6 - -
สาระท่ี ๔ เทคโนโลยี
มาตรฐาน ว ๔.๒ เข้าใจและใชแ้ นวคิดเชงิ คำนวณในการแกป้ ัญหาทีพ่ บในชวี ิตจรงิ อย่างเปน็ ข้นั ตอนและ
เป็นระบบ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสอื่ สารในการเรยี นรู้ การทำงาน และการแกป้ ัญหา
ไดอ้ ย่างมีประสทิ ธิภาพ รู้เท่าทัน และมีจรยิ ธรรม
ช้ัน ตัวชี้วัด สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง
ป.1 ๑. แก้ปัญหาอยา่ งง่ายโดยใช้การ • การแกป้ ัญหาใหป้ ระสบความสำเร็จทำได้
ลองผดิ ลองถูก การเปรยี บเทยี บ โดยใช้ข้ันตอนการแกป้ ญั หา
• ปญั หาอย่างง่าย เช่น เกมเขาวงกต เกมหา
จุดแตกต่างของภาพ การจดั หนังสอื ใส่กระเป๋า
๒. แสดงลำดับข้ันตอนการทำงาน • การแสดงขั้นตอนการแก้ปญั หา ทำไดโ้ ดย
หรือการแกป้ ัญหาอยา่ งงา่ ยโดย การเขียน บอกเล่า วาดภาพ หรือใชส้ ัญลกั ษณ์
ใชภ้ าพ สญั ลักษณ์ หรือข้อความ • ปญั หาอย่างง่าย เช่น เกมเขาวงกต เกมหา
จุดแตกต่างของภาพ การจดั หนังสอื ใสก่ ระเปา๋
๓. เขียนโปรแกรมอย่างง่าย โดย • การเขยี นโปรแกรมเปน็ การสร้างลำดับของ
ใช้ซอฟต์แวรห์ รือสือ่ คำสงั่ ให้คอมพวิ เตอร์ทำงาน
• ตวั อยา่ งโปรแกรม เชน่ เขียนโปรแกรมสงั่ ให้
ตวั ละครย้ายตำแหน่ง ย่อขยายขนาด เปลี่ยน
รปู รา่ ง
• ซอฟต์แวร์หรอื ส่ือท่ีใชใ้ นการเขยี นโปรแกรม
เช่น ใชบ้ ตั รคำส่งั แสดงการเขียนโปรแกรม,
Code.org
โรงเรยี นบอื ดองพฒั นา
สำนักงานเขตพื้นทกี่ ารศึกษาประถมศึกษายะลา เขต ๑
หลักสตู รสถานศกึ ษากลุ่มสาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์ 34
(ฉบับปรบั ปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขัน้ พน้ื ฐาน พุทธศกั ราช 2551
ชนั้ ตัวชี้วัด สาระการเรียนรแู้ กนกลาง
ป.1 ๔. ใชเ้ ทคโนโลยใี นการสร้าง • การใช้งานอุปกรณเ์ ทคโนโลยีเบอ้ื งตน้ เช่น
จดั เก็บ เรยี กใช้ข้อมูลตาม การใชเ้ มาส์ คียบ์ อร์ด จอสมั ผสั การเปิด-ปดิ
วัตถปุ ระสงค์ อุปกรณ์เทคโนโลยี
• การใชง้ านซอฟตแ์ วรเ์ บือ้ งต้น เชน่ การเข้า
และออกจากโปรแกรม การสรา้ งไฟล์ การ
จัดเกบ็ การเรยี กใชไ้ ฟล์ ทำได้ในโปรแกรม เชน่
โปรแกรมประมวลคำ โปรแกรมกราฟกิ
โปรแกรมนำเสนอ
• การสร้างและจดั เก็บไฟล์อยา่ งเปน็ ระบบจะ
ทำให้เรียกใช้ คน้ หาขอ้ มูลไดง้ ่ายและรวดเร็ว
๕. ใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศอยา่ ง • การใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศอยา่ งปลอดภยั
ปลอดภยั ปฏิบัตติ ามข้อตกลงใน เชน่ รู้จกั ข้อมูลส่วนตวั อนั ตรายจากการ
การใชค้ อมพวิ เตอร์ร่วมกนั ดูแล เผยแพรข่ อ้ มลู สว่ นตวั และไม่บอกขอ้ มลู
รกั ษาอุปกรณเ์ บอื้ งตน้ ใชง้ าน ส่วนตวั กับบคุ คลอื่นยกเว้นผู้ปกครองหรือครู
อยา่ งเหมาะสม แจ้งผ้เู กยี่ วข้องเม่อื ต้องการความชว่ ยเหลอื
เกี่ยวกับการใช้งาน
• ข้อปฏิบตั ใิ นการใชง้ านและการดแู ลรกั ษา
อปุ กรณ์ เชน่ ไม่ขดี เขียนบนอปุ กรณ์ ทำความ
สะอาดใชอ้ ปุ กรณอ์ ย่างถูกวธิ ี
• การใชง้ านอย่างเหมาะสม เชน่ จัดทา่ นัง่ ให้
ถกู ตอ้ ง การพักสายตาเมอ่ื ใชอ้ ุปกรณ์เปน็
เวลานาน ระมัดระวังอบุ ตั ิเหตุจากการใช้งาน
ป.2 ๑. แสดงลำดับขน้ั ตอนการทำงาน • การแสดงข้นั ตอนการแกป้ ญั หา ทำไดโ้ ดย
หรอื การแก้ปัญหาอย่างง่ายโดย การเขียน บอกเล่า วาดภาพ หรือใชส้ ญั ลักษณ์
ใช้ภาพ สัญลักษณ์ หรอื ขอ้ ความ • ปัญหาอย่างงา่ ย เช่น เกมตวั ต่อ ๖-๑๒ ชิ้น
การแต่งตัวมาโรงเรียน
๒. เขยี นโปรแกรมอย่างงา่ ย โดย • ตวั อยา่ งโปรแกรม เช่น เขียนโปรแกรมสัง่ ให้
ใชซ้ อฟต์แวรห์ รอื สอื่ และ ตวั ละครทำงานตามทต่ี ้องการ และตรวจสอบ
ตรวจหาขอ้ ผิดพลาดของ ขอ้ ผดิ พลาด ปรบั แกไ้ ขใหไ้ ดผ้ ลลพั ธต์ ามที่
โปรแกรม กำหนด
• การตรวจหาข้อผดิ พลาด ทำไดโ้ ดย
ตรวจสอบคำสง่ั ทแี่ จง้ ข้อผิดพลาด หรือหาก
ผลลัพธไ์ มเ่ ป็นไปตามท่ีต้องการใหต้ รวจสอบ
การทำงานทลี ะคำส่งั
• ซอฟต์แวรห์ รือสือ่ ทีใ่ ชใ้ นการเขียนโปรแกรม
เช่น ใช้บตั รคำส่งั แสดงการเขยี นโปรแกรม,
Code.org
โรงเรียนบือดองพัฒนา
สำนกั งานเขตพืน้ ที่การศึกษาประถมศึกษายะลา เขต ๑
หลักสตู รสถานศึกษากลุ่มสาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์ 35
(ฉบบั ปรบั ปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพืน้ ฐาน พุทธศักราช 2551
ชน้ั ตัวชี้วัด สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง
๓. ใช้เทคโนโลยใี นการสร้าง จดั • การใชง้ านซอฟต์แวรเ์ บอ้ื งต้น เชน่ การเขา้
หมวดหมู่ ค้นหา จัดเก็บ เรยี กใช้ และออกจากโปรแกรม การสรา้ งไฟล์ การ
ขอ้ มลู ตามวตั ถปุ ระสงค์ จัดเก็บ การเรยี กใชไ้ ฟล์ การแกไ้ ขตกแต่ง
เอกสาร ทำได้ ในโปรแกรม เชน่ โปรแกรม
ประมวลคำ โปรแกรมกราฟกิ โปรแกรม
นำเสนอ
• การสร้าง คัดลอก ยา้ ย ลบ เปลยี่ นช่ือ จดั
หมวดหมไู่ ฟล์ และโฟลเดอรอ์ ย่างเป็นระบบ
จะทำให้เรยี กใช้ ค้นหาข้อมลู ได้งา่ ยและ
รวดเรว็
๔. ใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศอย่าง • การใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศอยา่ งปลอดภยั
ปลอดภัย ปฏบิ ัตติ ามขอ้ ตกลงใน เช่น ร้จู กั ขอ้ มลู สว่ นตวั อนั ตรายจากการ
การใช้คอมพิวเตอร์รว่ มกัน ดแู ล เผยแพรข่ ้อมลู สว่ นตวั และไมบ่ อกขอ้ มลู
รักษาอุปกรณเ์ บื้องตน้ ใชง้ าน สว่ นตวั กับบคุ คลอืน่ ยกเวน้ ผูป้ กครองหรอื ครู
อยา่ งเหมาะสม แจ้งผู้เก่ียวข้องเมอ่ื ต้องการความช่วยเหลือ
เกยี่ วกับการใชง้ าน
• ข้อปฏบิ ัติในการใช้งานและการดแู ลรกั ษา
อปุ กรณ์ เชน่ ไม่ขดี เขยี นบนอุปกรณ์ ทำความ
สะอาดใช้อุปกรณอ์ ยา่ งถูกวิธี
• การใชง้ านอย่างเหมาะสม เช่น จดั ทา่ นงั่ ให้
ถกู ต้อง การพักสายตาเม่ือใชอ้ ุปกรณ์เป็น
เวลานาน ระมดั ระวงั อบุ ัตเิ หตจุ ากการใช้งาน
ป.3 ๑. แสดงอลั กอรทิ ึมในการทำงาน • อลั กอริทึมเปน็ ขน้ั ตอนทีใ่ ช้ในการแก้ปัญหา
หรือการแก้ปญั หาอย่างง่ายโดย • การแสดงอัลกอรทิ มึ ทำไดโ้ ดยการเขียน
ใชภ้ าพ สัญลกั ษณ์ หรอื ขอ้ ความ บอกเลา่ วาดภาพ หรอื ใชส้ ญั ลกั ษณ์
• ตวั อยา่ งปัญหา เชน่ เกมเศรษฐี เกมบนั ไดงู
เกม Tetris เกม OX การเดินไปโรงอาหาร
การทำความสะอาดหอ้ งเรียน
๒. เขียนโปรแกรมอยา่ งงา่ ย โดย • การเขยี นโปรแกรมเป็นการสร้างลำดับของ
ใชซ้ อฟต์แวร์หรือส่ือ แลตรวจหา คำสงั่ ให้คอมพิวเตอรท์ ำงาน
ข้อผิดพลาดของโปรแกรม • ตัวอย่างโปรแกรม เช่น เขียนโปรแกรมทส่ี ่งั
ให้ตวั ละครทำงานซ้ำไมส่ ้นิ สดุ
• การตรวจหาขอ้ ผดิ พลาด ทำได้โดตรวจสอบ
คำส่งั ท่ีแจ้งขอ้ ผดิ พลาด หรือหากผลลพั ธไ์ ม่
เปน็ ไปตามที่ต้องการให้ตรวจสอบการทำงาน
ทีละคำสง่ั
• ซอฟตแ์ วรห์ รือสอ่ื ที่ใชใ้ นการเขียนโปรแกรม
เช่น ใชบ้ ตั รคำสัง่ แสดงการเขียนโปรแกรม,
Code.org
โรงเรยี นบือดองพัฒนา
สำนกั งานเขตพนื้ ทกี่ ารศึกษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑
หลักสูตรสถานศึกษากลุ่มสาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์ 36
(ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พ้นื ฐาน พุทธศกั ราช 2551
ชัน้ ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง
ป.3 ๓. ใช้อินเทอรเ์ นต็ ค้นหาความรู้ • อินเทอร์เน็ตเปน็ เครือขา่ ยขนาดใหญช่ ว่ ยให้
การติดต่อส่อื สารทำไดส้ ะดวกและรวดเรว็
และเป็นแหลง่ ข้อมูลความรู้ที่ชว่ ยในการเรยี น
และการดำเนนิ ชวี ติ
• เว็บเบราว์เซอร์เป็นโปรแกรมสำหรบั อา่ น
เอกสารบนเว็บเพจ
• การสบื ค้นข้อมลู บนอินเทอรเ์ นต็ ทำไดโ้ ดย
ใช้เว็บไซต์สำหรับสืบค้น และต้องกำหนด
คำคน้ ที่เหมาะสมจึงจะไดข้ ้อมูลตามต้องการ
• ขอ้ มลู ความรู้ เช่น วิธีทำอาหาร วธิ พี ับ
กระดาษ เปน็ รปู ตา่ ง ๆ ขอ้ มลู ประวตั ศิ าสตร์
ชาติไทย (อาจเปน็ ความรใู้ นวิชาอน่ื ๆ หรอื
เรื่องทีเ่ ปน็ ประเด็นทส่ี นใจในช่วงเวลาน้นั )
• การใชอ้ นิ เทอรเ์ นต็ อย่างปลอดภยั ควรอยู่
ในการดแู ลของครู หรอื ผปู้ กครอง
๔. รวบรวม ประมวลผล และ • การรวบรวมขอ้ มลู ทำไดโ้ ดยกำหนดหัวขอ้
นำเสนอข้อมลู โดยใชซ้ อฟตแ์ วร์ ทีต่ อ้ งการ เตรียมอปุ กรณใ์ นการจดบนั ทึก
ตามวัตถปุ ระสงค์ • การประมวลผลอย่างง่าย เช่น เปรียบเทยี บ
จัดกลมุ่ เรียงลำดับ
• การนำเสนอขอ้ มลู ทำไดห้ ลายลกั ษณะตาม
ความเหมาะสม เชน่ การบอกเลา่ การทำ
เอกสารรายงาน การจดั ทำปา้ ยประกาศ
• การใชซ้ อฟตแ์ วร์ทำงานตามวัตถปุ ระสงค์
เช่นใชซ้ อฟตแ์ วรน์ ำเสนอ หรือซอฟต์แวร์
กราฟิกสร้างแผนภมู ริ ูปภาพ ใช้ซอฟตแ์ วร์
ประมวลคำทำปา้ ยประกาศหรือ
เอกสารรายงาน ใช้ซอฟต์แวรต์ ารางทำงานใน
การประมวลผลข้อมลู
๕. ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่าง • การใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศอยา่ งปลอดภยั
ปลอดภยั ปฏบิ ตั ติ ามขอ้ ตกลงใน เชน่ ปกป้องขอ้ มูลสว่ นตวั
การใช้อินเทอรเ์ นต็ • ขอความชว่ ยเหลอื จากครหู รือผปู้ กครอง
เม่อื เกิดปญั หาจากการใชง้ าน เมือ่ พบข้อมูล
หรือบุคคลที่ทำใหไ้ มส่ บายใจ
• การปฏบิ ตั ิตามขอ้ ตกลงในการใช้
อนิ เทอรเ์ น็ตจะทำใหไ้ มเ่ กดิ ความเสียหายตอ่
ตนเองและผู้อน่ื เช่น ไม่ใชค้ ำหยาบ ลอ้ เลยี น
ด่าทอ ทำให้ผู้อนื่ เสียหายหรือเสยี ใจ
• ข้อดแี ละขอ้ เสยี ในการใช้เทคโนโลยี
สารสนเทศ และการสอ่ื สาร
โรงเรยี นบือดองพฒั นา
สำนกั งานเขตพนื้ ท่ีการศกึ ษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑
หลกั สูตรสถานศกึ ษากลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ 37
(ฉบบั ปรบั ปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พืน้ ฐาน พทุ ธศักราช 2551
ชนั้ ตวั ชี้วัด สาระการเรยี นรู้แกนกลาง
ป.4 ๑. ใช้เหตุผลเชงิ ตรรกะในการ • การใชเ้ หตุผลเชงิ ตรรกะเปน็ การนำกฎเกณฑ์
แก้ปัญหา การอธิบายการทำงาน หรอื เง่อื นไขท่ีครอบคลมุ ทุกกรณมี าใช้
การคาดการณผ์ ลลพั ธ์ จาก พิจารณาในการแก้ปัญหา การอธบิ ายการ
ปญั หาอยา่ งงา่ ย ทำงาน หรือการคาดการณผ์ ลลัพธ์
• สถานะเรมิ่ ตน้ ของการทำงานทแ่ี ตกต่างกัน
จะใหผ้ ลลพั ธ์ท่ีแตกตา่ งกัน
• ตวั อย่างปญั หา เช่น เกม OX โปรแกรมทีม่ ี
การคำนวณ โปรแกรมท่มี ตี วั ละครหลายตัว
และมีการสั่งงานที่แตกตา่ งหรือมกี ารสื่อสาร
ระหว่างกนั การเดนิ ทางไปโรงเรยี น โดย
วธิ ีการตา่ ง ๆ
๒. ออกแบบ และเขียนโปรแกรม • การออกแบบโปรแกรมอยา่ งง่าย เชน่ การ
อยา่ งงา่ ย โดยใชซ้ อฟตแ์ วร์หรือ ออกแบบโดยใช้ storyboard หรอื การ
ส่อื และตรวจหาข้อผดิ พลาด ออกแบบอลั กอริทมึ
และแก้ไข • การเขยี นโปรแกรมเปน็ การสรา้ งลำดบั ของ
คำส่ัง ใหค้ อมพิวเตอร์ทำงาน เพอ่ื ให้ไดผ้ ลลพั ธ์
ตาม ความต้องการ หากมขี ้อผดิ พลาดให้
ตรวจสอบ การทำงานทีละคำส่งั เมื่อพบจุดที่
ทำใหผ้ ลลพั ธ์ ไม่ถูกตอ้ ง ให้ทำการแก้ไข
จนกว่าจะได้ผลลัพธ์ทถี่ ูกตอ้ ง
• ตวั อยา่ งโปรแกรมทมี่ เี รื่องราว เชน่ นิทานที่
มีการโตต้ อบกบั ผู้ใช้ การต์ ูนส้นั เลา่ กิจวตั ร
ประจำวนั ภาพเคลอ่ื นไหว
• การฝึกตรวจหาขอ้ ผดิ พลาดจากโปรแกรม
ของผ้อู นื่ จะชว่ ยพฒั นาทกั ษะการหาสาเหตุ
ของปญั หาไดด้ ียิง่ ขนึ้
• ซอฟตแ์ วรท์ ่ใี ชใ้ นการเขยี นโปรแกรม เชน่
Scratch, logo
โรงเรยี นบอื ดองพฒั นา
สำนกั งานเขตพืน้ ท่ีการศกึ ษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑
หลกั สตู รสถานศึกษากลุ่มสาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์ 38
(ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศกั ราช 2551
ชั้น ตัวชว้ี ัด สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง
ป.4 ๓. ใชอ้ นิ เทอร์เน็ตคน้ หาความรู้ • การใชค้ ำค้นท่ตี รงประเดน็ กระชบั จะทำให้
และประเมนิ ได้ ผลลัพธท์ ร่ี วดเรว็ และตรงตามความ
ความนา่ เช่อื ถือของข้อมลู ตอ้ งการ
• การประเมนิ ความนา่ เชอื่ ถือของขอ้ มูล เชน่
พิจารณาประเภทของเวบ็ ไซต์ (หนว่ ยงาน
ราชการ สำนกั ข่าว องค์กร) ผเู้ ขยี น วนั ท่ี
เผยแพรข่ ้อมลู การอ้างองิ
• เม่ือได้ข้อมลู ท่ตี อ้ งการจากเว็บไซต์ตา่ ง ๆ
จะต้องนำเนื้อหามาพจิ ารณา เปรยี บเทยี บ
แล้วเลือกข้อมลู ที่มีความสอดคลอ้ งและ
สมั พันธ์กนั
• การทำรายงานหรอื การนำเสนอข้อมลู
จะตอ้ ง
นำขอ้ มูลมาเรยี บเรยี ง สรุป เป็นภาษาของ
ตนเอง ทเี่ หมาะสมกับกล่มุ เป้าหมายและ
วิธีการนำเสนอ (บูรณาการกบั วชิ าภาษาไทย)
๔. รวบรวม ประเมิน นำเสนอ • การรวบรวมขอ้ มลู ทำไดโ้ ดยกำหนดหัวข้อ
ขอ้ มลู และสารสนเทศ โดยใช้ ที่ตอ้ งการ เตรยี มอปุ กรณ์ในการจดบันทึก
ซอฟตแ์ วร์ทห่ี ลากหลาย เพอื่ • การประมวลผลอยา่ งง่าย เชน่ เปรยี บเทยี บ
แกป้ ัญหาในชวี ติ ประจำวัน จดั กลุ่ม เรียงลำดับ การหาผลรวม
• วิเคราะหผ์ ลและสรา้ งทางเลอื กท่ีเปน็ ไปได้
ประเมินทางเลือก (เปรยี บเทียบ ตดั สนิ )
• การนำเสนอข้อมลู ทำไดห้ ลายลกั ษณะตาม
ความเหมาะสม เช่น การบอกเลา่
เอกสารรายงาน โปสเตอร์ โปรแกรมนำเสนอ
• การใชซ้ อฟต์แวร์เพือ่ แก้ปญั หาใน
ชวี ติ ประจำวัน เชน่ การสำรวจเมนอู าหาร
กลางวันโดยใชซ้ อฟตแ์ วรส์ รา้ งแบบสอบถาม
และเก็บข้อมลู ใชซ้ อฟต์แวรต์ ารางทำงานเพ่ือ
ประมวลผลขอ้ มูล รวบรวมข้อมลู เกยี่ วกับ
คุณคา่ ทางโภชนาการและสร้างรายการอาหาร
สำหรับ ๕ วัน ใชซ้ อฟตแ์ วรน์ ำเสนอผลการ
สำรวจรายการอาหารทเี่ ปน็
ทางเลอื กและข้อมลู ด้านโภชนาการ
โรงเรยี นบือดองพฒั นา
สำนักงานเขตพน้ื ท่กี ารศกึ ษาประถมศึกษายะลา เขต ๑
หลักสูตรสถานศึกษากลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ 39
(ฉบับปรับปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพน้ื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551
ช้ัน ตัวชีว้ ัด สาระการเรียนรแู้ กนกลาง
ป.4 ๕. ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่าง • การใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศอยา่ งปลอดภัย
ปลอดภัย เขา้ ใจสิทธแิ ละหนา้ ท่ี เขา้ ใจสทิ ธแิ ละหน้าทข่ี องตน เคารพในสิทธิ
ของตน เคารพในสิทธขิ องผอู้ ่ืน ของผูอ้ ื่น เชน่ ไมส่ รา้ งขอ้ ความเท็จและสง่ ให้
แจ้งผเู้ ก่ียวขอ้ งเมอ่ื พบขอ้ มลู หรือ ผอู้ ่นื ไมส่ รา้ ง ความเดอื ดรอ้ นต่อผอู้ ื่นโดยการ
บุคคลท่ี ส่งสแปมขอ้ ความลูกโซ่ ส่งตอ่ โพสต์ทม่ี ขี ้อมูล
ไม่เหมาะสม ส่วนตัวของผ้อู ่นื ส่งคำเชิญเล่นเกม ไม่เข้าถึง
ข้อมูลส่วนตวั หรอื การบา้ นของบคุ คลอ่ืนโดย
ไมไ่ ด้รับอนญุ าต ไม่ใชเ้ คร่อื งคอมพวิ เตอร์/ช่อื
บญั ชีของผู้อ่ืน
• การส่ือสารอย่างมมี ารยาทและรกู้ าลเทศะ
• การปกปอ้ งขอ้ มลู ส่วนตวั เช่น การออกจาก
ระบบเม่ือเลิกใชง้ าน ไม่บอกรหสั ผา่ น ไม่บอก
เลขประจำตวั ประชาชน
ป.5 ๑. ใช้เหตผุ ลเชิงตรรกะในการ • การใชเ้ หตุผลเชิงตรรกะเปน็ การนำกฎเกณฑ์
แก้ปญั หา การอธิบายการทำงาน หรือเง่อื นไขทค่ี รอบคลุมทกุ กรณมี าใช้
การคาดการณผ์ ลลัพธ์ จาก พิจารณาในการแก้ปัญหา การอธบิ ายการ
ปญั หาอย่างง่าย ทำงาน หรอื การคาดการณ์ ผลลพั ธ์
• สถานะเรมิ่ ต้นของการทำงานทแ่ี ตกตา่ งกนั
จะให้ผลลพั ธท์ ่ีแตกตา่ งกนั
• ตวั อย่างปัญหา เชน่ เกม Sudoku โปรแกรม
ทำนายตวั เลข โปรแกรมสรา้ งรูปเรขาคณติ
ตามค่าข้อมลู เข้า การจัดลำดบั การทำงานบ้าน
ในช่วงวนั หยุด จัดวางของในครวั
๒. ออกแบบ และเขียนโปรแกรม • การออกแบบโปรแกรมสามารถทำไดโ้ ดย
ทมี่ กี ารใชเ้ หตผุ ลเชงิ ตรรกะอยา่ ง เขียน เป็นข้อความหรือผงั งาน
งา่ ย ตรวจหาข้อผดิ พลาด • การออกแบบและเขยี นโปรแกรมทม่ี กี าร
และแกไ้ ข ตรวจสอบเงื่อนไขทคี่ รอบคลมุ ทกุ กรณเี พ่ือให้
ได้ผลลพั ธ์ทถ่ี ูกต้องตรงตามความต้องการ
• หากมขี อ้ ผิดพลาดให้ตรวจสอบการทำงาน
ทีละคำสง่ั เมอ่ื พบจดุ ทที่ ำใหผ้ ลลพั ธ์ไม่ถกู ต้อง
ใหท้ ำการแกไ้ ขจนกวา่ จะไดผ้ ลลพั ธท์ ่ถี กู ตอ้ ง
• การฝึกตรวจหาข้อผดิ พลาดจากโปรแกรม
ของผ้อู น่ื จะชว่ ยพัฒนาทกั ษะการหาสาเหตุ
ของปัญหาไดด้ ียิง่ ข้นึ
• ตวั อย่างโปรแกรม เช่น โปรแกรมตรวจสอบ
เลขคเู่ ลขค่ี โปรแกรมรับข้อมูลน้ำหนักหรือ
สว่ นสงู แลว้ แสดงผลความสมสว่ นของร่างกาย
โปรแกรมสัง่ ให้ตัวละครทำตามเง่อื นไขที่
กำหนด
• ซอฟตแ์ วร์ที่ใชใ้ นการเขยี นโปรแกรม เชน่
Scratch, logo
โรงเรียนบือดองพฒั นา
สำนกั งานเขตพ้นื ท่กี ารศึกษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑
หลักสตู รสถานศกึ ษากลุ่มสาระการเรยี นรูว้ ทิ ยาศาสตร์ 40
(ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขัน้ พ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551
ชั้น ตวั ช้วี ดั สาระการเรยี นรู้แกนกลาง
ป.5 ๓. ใช้อนิ เทอร์เน็ตคน้ หาข้อมลู • การค้นหาขอ้ มลู ในอินเทอรเ์ นต็ และการ
ติดตอ่ ส่ือสารและทำงานรว่ มกนั พิจารณาผลการคน้ หา
ประเมนิ ความน่าเชอื่ ถือของ • การติดต่อสื่อสารผ่านอนิ เทอร์เนต็ เช่น
ขอ้ มลู อเี มล บลอ็ ก โปรแกรมสนทนา
• การเขียนจดหมาย (บรู ณาการกบั วชิ า
ภาษาไทย)
• การใช้อินเทอรเ์ น็ตในการตดิ ตอ่ สื่อสารและ
ทำงานรว่ มกัน เช่น ใช้นัดหมายในการประชุม
กลุ่ม ประชาสมั พันธ์กิจกรรมในหอ้ งเรียน การ
แลกเปลย่ี นความรู้ ความคดิ เห็นในการเรยี น
ภายใตก้ ารดแู ลของครู
• การประเมินความน่าเชอื่ ถือของขอ้ มูล เชน่
เปรยี บเทยี บความสอดคล้อง สมบรู ณข์ อง
ขอ้ มูลจากหลายแหล่ง แหล่งต้นตอของขอ้ มลู
ผู้เขยี น วันที่เผยแพร่ข้อมลู
• ขอ้ มูลทด่ี ีต้องมรี ายละเอยี ดครบทุกดา้ น เช่น
ขอ้ ดแี ละข้อเสีย ประโยชน์และโทษ
๔. รวบรวม ประเมนิ นำเสนอ • การรวบรวมขอ้ มลู ประมวลผล สร้าง
ข้อมลู และสารสนเทศ ตาม ทางเลือก ประเมนิ ผล จะทำให้ไดส้ ารสนเทศ
วัตถุประสงคโ์ ดยใชซ้ อฟตแ์ วร์ เพื่อใชใ้ นการแกป้ ัญหาหรือการตัดสนิ ใจได้
หรือบริการบนอนิ เทอร์เนต็ ท่ี อยา่ งมปี ระสิทธภิ าพ
หลากหลาย เพื่อแกป้ ญั หา • การใช้ซอฟตแ์ วร์หรอื บรกิ ารบนอนิ เทอรเ์ นต็
ในชีวิตประจำวนั ที่หลากหลายในการรวบรวม ประมวลผล
สรา้ งทางเลอื ก ประเมนิ ผล นำเสนอ จะช่วย
ให้ การแกป้ ัญหาทำไดอ้ ย่างรวดเรว็ ถูกตอ้ ง
และแมน่ ยำ
• ตัวอย่างปัญหา เชน่ ถ่ายภาพ และสำรวจ
แผนท่ี ในทอ้ งถิ่นเพอ่ื นำเสนอแนวทางในการ
จัดการพ้นื ท่ีว่างให้เกิดประโยชน์ ทำแบบ
สำรวจความ
คิดเหน็ ออนไลน์ และวเิ คราะหข์ ้อมูล นำเสนอ
ขอ้ มลู โดยการใช้ blog หรือ web page
๕. ใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศอย่าง • อนั ตรายจากการใชง้ านและอาชญากรรม
ปลอดภัย มีมารยาท เขา้ ใจสิทธิ ทางอนิ เทอร์เนต็
และหน้าทีข่ องตน เคารพในสทิ ธิ • มารยาทในการตดิ ต่อสือ่ สารผา่ น
ของ อนิ เทอร์เน็ต (บูรณาการกบั วชิ าท่ีเกี่ยวข้อง)
ผ้อู น่ื แจ้งผู้เกย่ี วขอ้ งเมื่อพบขอ้ มลู
หรือบุคคล
ทีไ่ มเ่ หมาะสม
โรงเรยี นบือดองพัฒนา
สำนกั งานเขตพืน้ ทกี่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑
หลกั สูตรสถานศึกษากลุ่มสาระการเรียนร้วู ทิ ยาศาสตร์ 41
(ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2551
ชั้น ตวั ชว้ี ดั สาระการเรียนรูแ้ กนกลาง
ป.6 ๑. ใช้เหตผุ ลเชิงตรรกะในการ • การแกป้ ญั หาอยา่ งเปน็ ข้นั ตอนจะช่วยให้
อธบิ ายและออกแบบวธิ ีการ แกป้ ญั หาไดอ้ ยา่ งมีประสิทธภิ าพ
แก้ปัญหาท่ีพบในชีวติ ประจำวัน • การใช้เหตุผลเชงิ ตรรกะเปน็ การนำกฎเกณฑ์
หรือเงอื่ นไขทีค่ รอบคลมุ ทุกกรณีมาใช้
พิจารณาในการแก้ปญั หา
• แนวคิดของการทำงานแบบวนซำ้ และ
เงือ่ นไข
• การพิจารณากระบวนการทำงานทมี่ กี าร
ทำงานแบบวนซ้ำหรือเงอื่ นไขเปน็ วธิ ีการทจ่ี ะ
ชว่ ยใหก้ ารออกแบบวธิ กี ารแกป้ ญั หาเป็นไป
อย่างมปี ระสทิ ธภิ าพ
• ตัวอย่างปญั หา เช่น การคน้ หาเลขหน้าที่
ต้องการให้เรว็ ท่สี ดุ การทายเลข ๑-
๑,๐๐๐,๐๐๐ โดยตอบใหถ้ ูกภายใน ๒๐
คำถาม การคำนวณเวลาในการเดนิ ทาง โดย
คำนงึ ถงึ ระยะทาง เวลาจดุ หยดุ พกั
๒. ออกแบบและเขยี นโปรแกรม • การออกแบบโปรแกรมสามารถทำได้โดย
อยา่ งง่าย เพอื่ แกป้ ัญหาใน เขยี น เปน็ ขอ้ ความหรอื ผงั งาน
ชีวิตประจำวนั ตรวจหขอ้ • การออกแบบและเขยี นโปรแกรมทม่ี กี ารใช้
ผิดพลาดของโปรแกรมและแก้ไข ตวั แปร การวนซำ้ การตรวจสอบเงือ่ นไข
• หากมขี อ้ ผิดพลาดใหต้ รวจสอบการทำงานที
ละคำสัง่ เมอื่ พบจดุ ท่ที ำให้ผลลพั ธไ์ ม่ถูกต้อง
ให้ทำการแก้ไขจนกว่าจะไดผ้ ลลพั ธ์ท่ีถูกตอ้ ง
• การฝกึ ตรวจหาข้อผดิ พลาดจากโปรแกรม
ของผอู้ น่ื จะช่วยพฒั นาทกั ษะการหาสาเหตุ
ของปญั หาไดด้ ียงิ่ ขน้ึ
• ตัวอย่างโปรแกรม เช่น โปรแกรมเกม
โปรแกรมหาค่า ค.ร.น. เกมฝึกพมิ พ์
• ซอฟตแ์ วร์ท่ใี ช้ในการเขียนโปรแกรม เชน่
Scratch, logo
๓. ใชอ้ ินเทอร์เน็ตในการคน้ หา • การค้นหาอยา่ งมีประสิทธิภาพ เปน็ การ
ข้อมลู อย่างมีประสิทธิภาพ คน้ หาข้อมลู ทีไ่ ดต้ รงตามความต้องการในเวลา
ท่รี วดเร็ว จากแหล่งขอ้ มูลทน่ี ่าเชือ่ ถอื หลาย
แหล่ง และข้อมลู มคี วามสอดคลอ้ งกัน
• การใชเ้ ทคนคิ การค้นหาขน้ั สูง เชน่ การใช้
ตวั ดำเนินการ การระบรุ ปู แบบของขอ้ มลู
หรอื ชนดิ ของไฟล์
• การจัดลำดบั ผลลัพธ์จากการค้นหาของ
โปรแกรมคน้ หา
• การเรยี บเรยี ง สรุปสาระสำคัญ (บรู ณาการ
กบั วชิ าภาษาไทย)
โรงเรยี นบอื ดองพฒั นา
สำนกั งานเขตพน้ื ที่การศึกษาประถมศึกษายะลา เขต ๑
หลักสูตรสถานศกึ ษากลุ่มสาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์ 42
(ฉบับปรบั ปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พื้นฐาน พทุ ธศกั ราช 2551
ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรแู้ กนกลาง
ป.6 ๔. ใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศทำงาน • อันตรายจากการใช้งานและอาชญากรรม
รว่ มกนั อย่างปลอดภยั เขา้ ใจสิทธิ ทางอนิ เทอรเ์ น็ต แนวทางในการปอ้ งกนั
และหน้าที่ของตน เคารพในสิทธิ • วธิ กี ำหนดรหัสผ่าน
ของผ้อู น่ื แจง้ ผู้เก่ยี วขอ้ งเมอ่ื พบ • การกำหนดสิทธก์ิ ารใช้งาน (สทิ ธใ์ิ นการ
ขอ้ มูลหรอื บุคคลท่ไี ม่เหมาะสม เข้าถงึ )
• แนวทางการตรวจสอบและป้องกนั มัลแวร์
• อนั ตรายจากการตดิ ตั้งซอฟตแ์ วรท์ ่ีอยูบ่ น
อนิ เทอรเ์ น็ต
โรงเรยี นบือดองพัฒนา
สำนกั งานเขตพื้นทก่ี ารศกึ ษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑
หลักสูตรสถานศกึ ษากลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ 43
(ฉบบั ปรบั ปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้นื ฐาน พุทธศกั ราช 2551
ส่วนที่ ๓
โครงสรา้ งหลกั สตู รสถานศึกษา
ดว้ ยโรงเรียนบือดองพัฒนา เปดิ เรียนตั้งแตช่ ้ันอนบุ าลปีที่ ๑ ถึงช้นั ประถมศึกษาปีท่ี 6 ในการ
จัดทำหลักสูตรสถานศึกษากลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) ตามหลักสูตร
แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 นั้นโรงเรียนได้ดำเนินการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษาช้ัน
ประถมศึกษาปีที่ 4 โดยได้กำหนดรายละเอียด ของโครงสร้างเวลาเรียนตามหลักสูตรสถานศึกษาของ
โรงเรียนบอื ดองพฒั นา ไวด้ ังน้ี
เวลาเรยี น(ชวั่ โมง/ปี)
กลุ่มสาระการเรียนร/ู้ กิจกรรม ระดบั ประถมศึกษา
ป. ๑ ป. ๒ ป. ๓ ป. ๔ ป. ๕ ป. ๖
กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ ๑๖๐
๑๖๐
ภาษาไทย ๒๐๐ ๒๐๐ ๒๐๐ ๑๖๐ ๑๖๐ ๑๒๐
คณิตศาสตร์ ๒๐๐ ๒๐๐ ๒๐๐ ๑๖๐ ๑๖๐ ๘๐
วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ๘๐ ๘๐ ๘๐ ๑๒๐ ๑๒๐ ๔๐
๘๐
สังคมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม ๔๐
๘๐
- หนา้ ทพ่ี ลเมอื งวัฒนธรรมและการดำเนินชวี ติ ๘๐
๘๔๐
ในสงั คมไทย ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๘๐ ๘๐ ๔๐
๔๐
- เศรษฐศาสตร์ ๔๐
๑๒๐
- ภูมศิ าสตร์
๔๐
- ประวัติศาสตร์ ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐
๔๐
สขุ ศกึ ษาและพลศึกษา ๔๐ ๒๐ ๒๐ ๘๐ ๘๐ ๓๐
๑๐
ศิลปะ ๔๐ ๒๐ ๒๐ ๔๐ ๔๐ ๒๐๐
การงานอาชีพ ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๘๐ ๘๐
ภาษาตา่ งประเทศ( ภาษาอังกฤษ ) ๑๖๐ ๑๖๐ ๑๖๐ ๘๐ ๘๐
รวมเวลาเรยี น (พ้ืนฐาน) ๘๔๐ ๘๔๐ ๘๔๐ ๘๔๐ ๘๔๐
รายวิชาเพ่ิมเติม ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐
หน้าทพ่ี ลเมอื ง ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐
รวมเวลาเรยี น (เพิม่ เติม) ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐
กจิ กรรมพฒั นาผ้เู รียน ๑๒๐ ๑๒๐ ๑๒๐ ๑๒๐ ๑๒๐
กจิ กรรมแนะแนว ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐
บูรณาการหลักสูตรตา้ นทุจรติ ศกึ ษา
กจิ กรรมนักเรยี น
- กจิ กรรมลกู เสอื /เนตรนารี ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐
- ชมุ นุม ๓๐ ๓๐ ๓๐ ๓๐ ๓๐
กิจกรรมเพือ่ สงั คมและสาธารณประโยชน์ ๑๐ ๑๐ ๑๐ ๑๐ ๑๐
รายวิชาอสิ ลามศึกษาตามความพร้อมและจดุ เนน้ ๒๐๐ ๒๐๐ ๒๐๐ ๒๐๐ ๒๐๐
รวมเวลาเรยี นท้งั หมด ๑,๒๐๐ ชวั่ โมง/ปี
หมายเหตุ ภาษาตา่ งประเทศ( ภาษาอังกฤษ ) ๔๐ ชม. บรู ณาการในคาบลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้
โรงเรยี นบือดองพฒั นา
สำนกั งานเขตพน้ื ทกี่ ารศึกษาประถมศึกษายะลา เขต ๑
หลักสูตรสถานศึกษากลุ่มสาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์ 44
(ฉบับปรบั ปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพืน้ ฐาน พุทธศักราช 2551
โครงสรา้ งหลกั สตู รชั้นประถมศกึ ษาปที ี่ ๑
โรงเรยี นบือดองพัฒนา
รหัส กลุ่มสาระการเรียนรู้/กจิ กรรม เวลาเรยี น
(ชม./ป)ี
ท ๑๑๑๐๑ รายวิชาพ้ืนฐาน ๘๔๐
ค ๑๑๑๐๑ ภาษาไทย ๑ ๒๐๐
ว ๑๑๑๐๑ คณติ ศาสตร์ ๑ ๒๐๐
ส ๑๑๑๐๑ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ๑
ส ๑๑๑๐๒ สงั คมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ๑ ๘๐
พ ๑๑๑๐๑ ประวตั ิศาสตร์ ๑ ๔๐
ศ ๑๑๑๐๑ สขุ ศกึ ษาและพลศึกษา ๑ ๔๐
ง ๑๑๑๐๑ ศิลปะ ๑ ๒๐
อ ๑๑๑๐๑ การงานอาชีพ ๑ ๒๐
ภาษาองั กฤษ ๑ ๔๐
ส ๑๑๒๐๑ ๑๖๐
รายวิชาเพ่มิ เติม ๔๐
หนา้ ทีพ่ ลเมือง ๔๐
กจิ กรรมพฒั นาผู้เรยี น ๑๒๐
แนะแนว บรู ณาการหลักสูตรต้านทจุ รติ ศกึ ษา ๔๐
กิจกรรมนักเรียน
๔๐
• ลูกเสอื เนตรนารี ๓๐
• ชุมนุม ๑๐
กิจกรรมเพอ่ื สงั คมและสาธารณะประโยชน์ ๑
รายวชิ าอิสลามศึกษาตามความพร้อมและจดุ เน้น ๒๐๐
อสิ ลามศึกษา
โรงเรยี นบอื ดองพฒั นา
สำนักงานเขตพนื้ ทีก่ ารศึกษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑
หลกั สูตรสถานศึกษากลุ่มสาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์ 45
(ฉบับปรบั ปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551
โครงสร้างหลกั สตู รชนั้ ประถมศึกษาปที ่ี ๒
โรงเรยี นบือดองพฒั นา
รหัส กลุ่มสาระการเรยี นร/ู้ กิจกรรม เวลาเรยี น
(ชม./ป)ี
ท ๑๒๑๐๑ รายวิชาพ้ืนฐาน ๘๔๐
ค ๑๒๑๐๑ ภาษาไทย ๒ ๒๐๐
ว ๑๒๑๐๑ คณิตศาสตร์ ๒ ๒๐๐
ส ๑๒๑๐๑ วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ๒
ส ๑๒๑๐๒ สงั คมศึกษา ศาสนาและวฒั นธรรม ๒ ๘๐
พ ๑๒๑๐๑ ประวัตศิ าสตร์ ๒ ๔๐
ศ ๑๒๑๐๑ สุขศกึ ษาและพลศึกษา ๒ ๔๐
ง ๑๒๑๐๑ ศิลปะ ๒ ๒๐
อ ๑๒๑๐๑ การงานอาชีพ ๒ ๒๐
ภาษาอังกฤษ ๒ ๔๐
ส ๑๒๒๐๒ ๑๖๐
รายวิชาเพมิ่ เติม ๔๐
หน้าท่ีพลเมือง ๔๐
กิจกรรมพฒั นาผเู้ รยี น ๑๒๐
แนะแนว บรู ณาการหลักสตู รต้านทุจรติ ศึกษา ๔๐
กิจกรรมนักเรยี น
๔๐
• ลูกเสอื เนตรนารี ๓๐
• ชมุ นุม ๑๐
กจิ กรรมเพื่อสงั คมและสาธารณะประโยชน์ ๑
รายวชิ าอิสลามศึกษาตามความพร้อมและจดุ เน้น ๒๐๐
อสิ ลามศึกษา
โรงเรยี นบอื ดองพฒั นา
สำนกั งานเขตพน้ื ทกี่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑