The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by lipta.tata, 2021-07-24 03:01:16

หลักสูตรวิทยาศาสตร์โรงเรียนบือดองพัฒนา

หลักสูตรสาระวิทย์ โรงเรียน

หลักสูตรสถานศึกษากลุ่มสาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์ 46
(ฉบับปรบั ปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551

โครงสรา้ งหลกั สูตรชั้นประถมศกึ ษาปที ่ี ๓
โรงเรียนบือดองพัฒนา

รหัส กลุม่ สาระการเรียนรู้/กจิ กรรม เวลาเรยี น
(ชม./ป)ี
ท ๑๓๑๐๑ รายวชิ าพนื้ ฐาน ๘๔๐
ค ๑๓๑๐๑ ภาษาไทย ๓ ๒๐๐
ว ๑๓๑๐๑ คณิตศาสตร์ ๓ ๒๐๐
ส ๑๓๑๐๑ วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ๓
ส ๑๓๑๐๒ สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ๓ ๘๐
พ ๑๓๑๐๑ ประวัตศิ าสตร์ ๓ ๔๐
ศ ๑๓๑๐๑ สขุ ศกึ ษาและพลศึกษา ๓ ๔๐
ง ๑๓๑๐๑ ศลิ ปะ ๓ ๒๐
อ ๑๓๑๐๓ การงานอาชพี ๓ ๒๐
ภาษาองั กฤษ ๓ ๔๐
ส ๑๓๑๐๓ ๑๖๐
รายวิชาเพ่มิ เติม ๔๐
หน้าที่พลเมือง ๔๐

กจิ กรรมพัฒนาผู้เรยี น ๑๒๐
แนะแนว บูรณาการหลักสูตรต้านทจุ รติ ศกึ ษา ๔๐
กิจกรรมนักเรยี น
๓๐
• ลูกเสือ เนตรนารี ๔๐
• ชุมนุม ๑๐
กจิ กรรมเพื่อสังคมและสาธารณะประโยชน์ ๓
รายวชิ าอิสลามศึกษาตามความพร้อมและจดุ เน้น ๒๐๐

อสิ ลามศึกษา

โรงเรยี นบอื ดองพฒั นา
สำนักงานเขตพืน้ ที่การศกึ ษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑

หลักสตู รสถานศกึ ษากลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ 47
(ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พ้ืนฐาน พทุ ธศักราช 2551

โครงสรา้ งหลกั สตู รช้นั ประถมศกึ ษาปีท่ี ๔ เวลาเรยี น
โรงเรียนบอื ดองพัฒนา (ชม./ป)ี
(๘๔๐)
รหสั กลุ่มสาระการเรียนรู้/กิจกรรม ๑๖๐
๑๖๐
ท ๑๔๑๐๑ รายวิชาพื้นฐาน ๑๒๐
ค ๑๔๑๐๑ ภาษาไทย ๔
ว ๑๔๑๐๑ คณติ ศาสตร์ ๔ ๘๐
ส ๑๔๑๐๑ วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ๔ ๔๐
ส ๑๔๑๐๒ สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ๔ ๘๐
พ ๑๔๑๐๑ ประวตั ศิ าสตร์ ๔ ๔๐
ศ ๑๔๑๐๑ สขุ ศกึ ษาและพลศึกษา ๔ ๘๐
ง ๑๔๑๐๑ ศิลปะ ๔ ๘๐
อ ๑๔๑๐๑ การงานอาชีพ ๔ ๔๐
ภาษาอังกฤษ ๔ ๔๐
ส ๑๔๑๐๓
รายวชิ าเพิม่ เติม ๑๒๐
หน้าที่พลเมือง ๔ ๔๐

กจิ กรรมพฒั นาผู้เรยี น ๔๐
แนะแนว บรู ณาการหลกั สูตรต้านทุจรติ ศกึ ษา ๓๐
กิจกรรมนกั เรียน ๑๐

• ลูกเสอื เนตรนารี ๒๐๐
• ชมุ นุม
กิจกรรมเพ่ือสงั คมและสาธารณะประโยชน์ ๑
รายวิชาอิสลามศึกษาตามความพร้อมและจุดเน้น

อสิ ลามศึกษา

โรงเรยี นบือดองพฒั นา
สำนกั งานเขตพื้นท่ีการศกึ ษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑

หลกั สตู รสถานศึกษากลุ่มสาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์ 48
(ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขัน้ พื้นฐาน พทุ ธศกั ราช 2551

โครงสรา้ งหลกั สตู รช้ันประถมศึกษาปีที่ ๕
โรงเรยี นบอื ดองพัฒนา

รหสั กลุ่มสาระการเรยี นรู้/กิจกรรม เวลาเรียน
(ชม./ป)ี
ท ๑๕๑๐๑ รายวิชาพน้ื ฐาน ๘๔๐
ค ๑๕๑๐๑ ภาษาไทย ๕ ๑๖๐
ว ๑๕๑๐๑ คณิตศาสตร์ ๕ ๑๖๐
ส ๑๕๑๐๑ วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ๕ ๑๒๐
ส ๑๕๑๐๒ สังคมศึกษา ศาสนาและวฒั นธรรม ๕
พ ๑๕๑๐๑ ประวัตศิ าสตร์ ๕ ๘๐
ศ ๑๕๑๐๑ สขุ ศกึ ษาและพลศึกษา ๕ ๔๐
ง ๑๕๑๐๑ ศลิ ปะ ๕ ๘๐
อ ๑๕๑๐๑ การงานอาชีพ ๕ ๔๐
ภาษาอังกฤษ ๔ ๘๐
ส ๑๕๑๐๓ ๘๐
รายวชิ าเพิ่มเติม ๔๐
หนา้ ที่พลเมือง ๕ ๔๐

กจิ กรรมพัฒนาผู้เรียน ๑๒๐
แนะแนว บรู ณาการหลักสูตรต้านทุจรติ ศกึ ษา ๔๐
กจิ กรรมนักเรียน
๔๐
• ลูกเสอื เนตรนารี ๓๐
• ชมุ นุม ๑๐
กิจกรรมเพ่ือสังคมและสาธารณะประโยชน์ ๑
รายวิชาอิสลามศึกษาตามความพร้อมและจุดเน้น ๒๐๐

อสิ ลามศึกษา

โรงเรียนบอื ดองพัฒนา
สำนกั งานเขตพน้ื ทีก่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑

หลักสตู รสถานศึกษากลุ่มสาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์ 49
(ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขัน้ พื้นฐาน พทุ ธศกั ราช 2551

โครงสรา้ งหลกั สูตรชัน้ ประถมศึกษาปีที่ ๖
โรงเรียนบือดองพัฒนา

รหสั กลุ่มสาระการเรยี นรู้/กิจกรรม เวลาเรียน
(ชม./ป)ี
ท ๑๖๑๐๑ รายวิชาพน้ื ฐาน ๘๔๐
ค ๑๖๑๐๑ ภาษาไทย ๖ ๑๖๐
ว ๑๖๑๐๑ คณติ ศาสตร์ ๖ ๑๖๐
ส ๑๖๑๐๑ วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ๖ ๑๒๐
ส ๑๖๑๐๒ สังคมศึกษา ศาสนาและวฒั นธรรม ๖
พ ๑๖๑๐๑ ประวัติศาสตร์ ๖ ๘๐
ศ ๑๖๑๐๑ สขุ ศึกษาและพลศึกษา ๖ ๔๐
ง ๑๖๑๐๑ ศลิ ปะ ๖ ๘๐
อ ๑๖๑๐๑ การงานอาชพี ๖ ๔๐
ภาษาอังกฤษ ๖ ๘๐
ส ๑๖๑๐๓ ๘๐
รายวชิ าเพมิ่ เติม ๔๐
หน้าทพี่ ลเมือง ๖ ๔๐

กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ๑๒๐
แนะแนว บูรณาการหลกั สูตรตา้ นทุจรติ ศกึ ษา ๔๐
กจิ กรรมนกั เรยี น
๓๐
• ลูกเสอื เนตรนารี ๔๐
• ชุมนุม ๑๐
กิจกรรมเพอ่ื สังคมและสาธารณะประโยชน์ ๑
รายวิชาอิสลามศึกษาตามความพร้อมและจุดเน้น ๒๐๐

อิสลามศึกษา

โรงเรียนบอื ดองพัฒนา
สำนกั งานเขตพน้ื ทีก่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑

หลกั สูตรสถานศกึ ษากลุ่มสาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์ 50
(ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้นื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551

สว่ นท่ี ๔
คำอธิบายรายวิชา

ในส่วนของการจัดทำคำอธิบายรายวิชาของหลักสูตรสถานศึกษากลุ่มสาระการเรียนรู้
วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551
นั้น โรงเรียนได้ดำเนินการรายวิชาของช้ันประถมศึกษาปีที่ ๑ โดยเขียนในลักษณะความเรียงระบุองค์ความรู้
ทักษะ/กระบวนการ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามธรรมชาติของวิชาเป็นการเขียนในภาพรวมที่ต้องการให้
เกิดกับผู้เรียนและสะท้อนตัวชี้วัดในรายวิชาพื้นฐานหรือผลการเรียนรู้ในรายวิชาเพิ่มเติม คำอธิบายรายวิชา
จงึ ประกอบด้วยสว่ นประกอบดังต่อไปนี้

- รหัสวชิ า
- ชอื่ รายวชิ า
- กลมุ่ สาระการเรียนรู้
- ช้ันปี
- จำนวนเวลาเรยี น

นอกจากนัน้ ในส่วนท่ี ๔ น้ี ยงั ไดจ้ ัดทำรายละเอียดของโครงสรา้ งรายวิชาพน้ื ฐานและ
รายวชิ าเพิ่มเติมของแต่ละสาระการเรยี นรู้ไว้ดว้ ย ดงั น้นั ในส่วนนจี้ งึ ประกอบด้วย

๑. โครงสร้างสร้างรายวิชาพื้นฐานและรายวิชาเพมิ่ เติม

๒. คำอธบิ ายรายวชิ า

โรงเรียนบอื ดองพัฒนา
สำนกั งานเขตพ้นื ท่กี ารศกึ ษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑

หลักสตู รสถานศกึ ษากลุ่มสาระการเรียนรูว้ ทิ ยาศาสตร์ 51
(ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พืน้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551

โครงสรา้ งรายวิชาพ้ืนฐานและเพ่มิ เติม กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
รายวิชาตามโครงสรา้ งหลกั สูตรสถานศกึ ษาโรงเรียนบอื ดองพัฒนา กลุ่มสาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์

ระดับประถมศกึ ษา

รายวิชาพ้ืนฐาน จำนวน ๘๐ ชว่ั โมง
ว ๑๑๑๐๑ วทิ ยาศาสตร์ จำนวน ๘๐ ช่วั โมง
ว ๑๒๑๐๑ วทิ ยาศาสตร์ จำนวน ๘๐ ชว่ั โมง
ว ๑๓๑๐๑ วิทยาศาสตร์ จำนวน ๑๒๐ ช่ัวโมง
ว ๑๔๑๐๑ วทิ ยาศาสตร์ จำนวน ๑๒๐ ชั่วโมง
ว ๑๕๑๐๑ วิทยาศาสตร์ จำนวน ๑๒๐ ชว่ั โมง
ว ๑๖๑๐๑ วิทยาศาสตร์

รายวชิ าเพิม่ เติม
-

โรงเรียนบอื ดองพัฒนา
สำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศกึ ษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑

หลกั สตู รสถานศึกษากลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ 52
(ฉบับปรับปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พ้นื ฐาน พุทธศกั ราช 2551

คำอธบิ ายรายวิชาพน้ื ฐาน

ว๑๑๑๐๑ วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ๑ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ช้นั ประถมศึกษาปีท่ี ๑ เวลา ๘๐ ช่ัวโมง

คำอธบิ ายรายวิชา
ระบุชื่อพืชและสัตว์ที่อาศัยอยู่บริเวณต่าง ๆ จากข้อมูลที่รวบรวมได้ บอกสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม
กับการดำรงชีวิตของสัตว์ในบริเวณที่อาศัยอยู่ ระบุช่ือ บรรยายลักษณะและบอกหน้าที่ของส่วนต่าง ๆ ของ
ร่างกายมนุษย์ สัตว์ และพืช รวมทั้งบรรยายการทำหน้าที่ร่วมกันของส่วนต่าง ๆ ของร่างกายมนุษย์ในการทำ
กิจกรรมต่าง ๆ จากข้อมูลที่รวบรวมได้ ตระหนักถึงความสำคัญของส่วนต่าง ๆ ของร่างกายตนเอง โดยการ
ดูแลส่วนต่าง ๆ อย่างถูกต้อง ให้ปลอดภัย และรกั ษาความสะอาดอยู่เสมอ
อธิบายสมบตั ทิ ่สี ังเกตได้ของวสั ดทุ ่ีใช้ทำวัตถุซ่ึงทำจากวสั ดชุ นิดเดยี วหรือหลายชนิดประกอบกันโดย
ใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ ระบุชนิดของวัสดุและจัดกลุ่มวัสดุตามสมบัติที่สังเกตได้ บรรยายการเกิดเสียงและ
ทศิ ทาง การเคลื่อนท่ขี องเสยี งจากหลกั ฐานเชงิ ประจักษ์
ระบุดาวที่ปรากฏบนท้องฟ้าในเวลากลางวันและกลางคืนจากข้อมูลที่รวบรวมได้ อธิบายสาเหตุที่มองไม่
เห็นดวงดาวส่วนใหญ่ในเวลากลางวันจากหลักฐานเชิงประจักษ์ อธิบายลักษณะภายนอกของหินจากลักษณะ
เฉพาะตัวที่สงั เกตได้
แก้ปัญหาอย่างง่ายโดยใช้การลองผิดลองถูก การเปรียบเทียบ แสดงลำดับขั้นตอนการทำงานหรือการ
แก้ปัญหาอย่างง่ายโดยใช้ภาพ สัญลักษณ์ หรือข้อความ เขียนโปรแกรมอย่างง่าย โดยใช้ซอฟต์แวร์หรือสื่อ
ใช้เทคโนโลยีในการสร้าง จัดเก็บ เรียกใช้ข้อมูลตามวัตถุประสงค์ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่างปลอดภัย
ปฏิบัติตามข้อตกลงในการใช้คอมพวิ เตอรร์ ว่ มกัน ดแู ลรกั ษาอุปกรณ์เบื้องตน้ ใชง้ านอย่างเหมาะสม

มาตรฐาน / ตัวช้ีวดั

ว ๑.๑ ป.๑/๑ , ป.๑/๒
ว ๑.๒ ป.๑/๑ , ป.๑/๒
ว ๒.๑ ป.๑/๑ , ป.๑/๒
ว ๒.๓ ป.๑/๑
ว ๓.๑ ป.๑/๑ , ป.๑/๒
ว ๓.๒ ป.๑/๑
ว ๔.๒ ป.๑/๑ , ป.๑/๒ , ป.๑/๓ , ป.๑/๔ , ป.๑/๕
รวม ๗ มาตรฐาน ๑๕ ตวั ช้ีวัด

โรงเรียนบือดองพัฒนา
สำนกั งานเขตพื้นท่กี ารศกึ ษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑

หลกั สูตรสถานศกึ ษากลุ่มสาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์ 53
(ฉบบั ปรบั ปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพนื้ ฐาน พทุ ธศักราช 2551

คำอธบิ ายรายวชิ าพ้ืนฐาน

ว๑๒๑๐๑ วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ๒ กลุม่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ เวลา ๘๐ ช่ัวโมง

คำอธบิ ายรายวิชา

ระบุวา่ พชื ต้องการแสงและนำ้ เพ่ือการเจริญเตบิ โต โดยใชข้ ้อมลู จากหลกั ฐานเชงิ ประจักษ์ ตระหนักถึง
ความจำเปน็ ท่ีพืชตอ้ งการได้รบั นำ้ และแสงเพื่อการเจริญเติบโต โดยดูแลพืชใหไ้ ดร้ บั สิ่งดังกล่าวอยา่ งเหมาะสม
สรา้ งแบบจำลองที่บรรยายวฏั จักรชวี ติ ของพชื ดอก เปรียบเทียบลกั ษณะส่ิงมีชีวิตและสิ่งไม่มีชวี ติ จากข้อมูลที่
รวบรวมได้

เปรียบเทียบสมบัติการดูดซับน้ำของวัสดุโดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ และระบุการนำสมบัติการดูด
ซบั นำ้ ของวัสดุไปประยุกต์ใช้ในการทำวัตถุในชวี ติ ประจำวัน อธิบายสมบัติที่สงั เกตได้ของวสั ดุท่ีเกิดจากการนำวัสดุ
มาผสมกันโดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ เปรียบเทียบสมบัติที่สังเกตได้ของวัสดุ เพื่อนำมาทำเป็นวัตถุในการใช้งาน
ตามวัตถุประสงค์ และอธิบายการนำวัสดุที่ใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่โดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ ตระหนักถึง
ประโยชน์ของการนำวสั ดทุ ่ีใช้แล้วกลบั มาใช้ใหม่ โดยการนำวสั ดุที่ใชแ้ ล้วกลบั มาใช้ใหม่

บรรยายแนวการเคลื่อนที่ของแสงจากแหล่งกำเนิดแสง และอธิบายการมองเห็นวัตถุจากหลักฐานเชิง
ประจกั ษ์ ตระหนักในการเห็นคุณคา่ ของความรู้ของการมองเห็นโดยเสนอแนะแนวทางการปอ้ งกนั อนั ตรายจาก
การมองเห็นวัตถุในทีม่ ีแสงสว่างไมเ่ หมาะสม

ระบุส่วนประกอบของดิน และจำแนกชนิดของดินโดยใช้ลักษณะเนื้อดินและการจับตัวเป็นเกณฑ์
อธิบายการใช้ประโยชนจ์ ากดินจากข้อมลู ทร่ี วบรวมได้

แสดงลำดับขั้นตอนการทำงานหรือการแก้ปัญหาอย่างง่ายโดยใช้ภาพ สัญลักษณ์ หรือข้อความ
เขียนโปรแกรมอย่างง่าย โดยใช้ซอฟต์แวร์หรือสื่อ และตรวจหาข้อผิดพลาดของโปรแกรม ใช้เทคโนโลยีในการ
สร้าง จัดหมวดหมู่ ค้นหา จัดเก็บ เรียกใช้ข้อมูลตามวัตถุประสงค์ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่างปลอดภัย ปฏิบัติ
ตามข้อตกลงในการใชค้ อมพิวเตอรร์ ่วมกัน ดูแลรกั ษาอุปกรณเ์ บือ้ งต้น ใชง้ านอยา่ งเหมาะสม

มาตรฐาน / ตัวชี้วดั

ว ๑.๒ ป.๒/๑ , ป.๒/๒ , ป.๒/๓
ว ๑.๓ ป.๒/๑
ว ๒.๑ ป.๒/๑ , ป.๒/๒ , ป.๒/๓ , ป.๒/๔
ว ๒.๓ ป.๒/๑ , ป.๒/๒
ว ๓.๒ ป.๒/๑ , ป.๒/๒
ว ๔.๒ ป.๒/๑, ป.๒/๒ , ป.๒/๓ , ป.๒/๔
รวม ๖ มาตรฐาน ๑๖ ตวั ช้วี ัด

โรงเรียนบือดองพฒั นา
สำนกั งานเขตพน้ื ทกี่ ารศกึ ษาประถมศึกษายะลา เขต ๑

หลักสูตรสถานศกึ ษากลุ่มสาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์ 54
(ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขนั้ พื้นฐาน พุทธศกั ราช 2551

คำอธบิ ายรายวิชาพน้ื ฐาน

ว๑๓๑๐๑ วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ๓ กลุ่มสาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
ชน้ั ประถมศึกษาปีที่ ๓ เวลา ๘๐ ช่ัวโมง

คำอธบิ ายรายวิชา

บรรยายส่งิ ท่ีจำเป็นต่อการดำรงชวี ติ และการเจริญเติบโตของมนุษยแ์ ละสัตวโ์ ดยใช้ข้อมลู ทีร่ วบรวมได้
ตระหนักถึงประโยชนข์ องอาหาร นำ้ และอากาศโดยการดูแลตนเองและสตั วใ์ ห้ไดร้ ับสง่ิ เหล่านอี้ ย่างเหมาะสม
สรา้ งแบบจำลองท่ีบรรยายวฏั จักรชวี ติ ของสัตว์และเปรยี บเทยี บวฏั จักรชวี ิตของสตั ว์บางชนิด ตระหนักถึง
คณุ ค่าของชวี ติ สตั วโ์ ดยไม่ทำใหว้ ัฏจกั รชวี ิตของสัตวเ์ ปลยี่ นแปลง
อธิบายว่าวัตถุประกอบขึ้นจากชิ้นส่วนย่อย ๆ ซึ่งสามารถแยกออกจากกันได้และประกอบกันเป็นวัตถุช้ิน
ใหม่ได้โดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ อธิบายการเปลี่ยนแปลงของวัสดุเมื่อทำให้ร้อนขึ้นหรือทำให้เย็นลงโดยใช้
หลักฐานเชิงประจักษ์ ระบุผลของแรงที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงการเคลื่อนที่ของวัตถุจากหลักฐานเชิงประจักษ์
เปรียบเทียบและยกตัวอย่างแรงสัมผัสและแรงไม่สัมผัสที่มีผลต่อการเคลื่อนที่ ของวัตถุโดยใช้หลักฐานเชิง
ประจักษ์ จำแนกวัตถุโดยใช้การดึงดูดกับแม่เหล็กเป็นเกณฑ์จากหลักฐานเชิงประจักษ์ ระบุขั้วแม่เหล็กและ
พยากรณ์ผลท่ีเกิดขึ้นระหว่างขั้วแม่เหล็กเมื่อนำมาเข้าใกล้กันจากหลักฐานเชิงประจักษ์ ยกตัวอย่างการเปลี่ยน
พลังงานหน่ึงไปเปน็ อีกพลังงานหน่ึงจากหลักฐานเชิงประจักษ์ บรรยายการทำงานของเคร่ืองกำเนิดไฟฟ้าและ
ระบุแหล่งพลังงานในการผลิตไฟฟ้าจากข้อมูลที่รวบรวมได้ ตระหนักในประโยชน์และโทษของไฟฟ้า โดย
นำเสนอวิธกี ารใช้ไฟฟ้าอย่างประหยดั และปลอดภยั

อธบิ ายแบบรปู เส้นทางการข้ึนและตกของดวงอาทติ ย์โดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ อธบิ ายสาเหตุการ
เกิดปรากฏการณ์การขึ้นและตกของดวงอาทิตย์ การเกิดกลางวันกลางคืน และการกำหนดทิศโดยใช้
แบบจำลอง ตระหนักถึงความสำคัญของดวงอาทิตย์ โดยบรรยายประโยชน์ของดวงอาทิตย์ต่อสิ่งมีชีวิต ระบุ
สว่ นประกอบของอากาศ บรรยายความสำคญั ของอากาศ และผลกระทบของมลพิษทางอากาศต่อสิง่ มีชีวิตจาก
ข้อมูลที่รวบรวมได้ตระหนักถึงความสำคัญของอากาศ โดยนำเสนอแนวทางการปฏิบัติตนในการลดการเกิด
มลพิษทางอากาศ อธิบายการเกิดลมจากหลกั ฐานเชงิ ประจักษ์ บรรยายประโยชน์และโทษของลมจากข้อมูลท่ี
รวบรวมได้
แสดงอัลกอริทึมในการทำงานหรือการแก้ปัญหาอย่างง่ายโดยใช้ภาพ สัญลักษณ์ หรือข้อความ เขียนโปรแกรมอย่าง
ง่าย โดยใช้ซอฟต์แวร์หรือสื่อ และตรวจหาข้อผิดพลาดของโปรแกรม ใช้อินเทอร์เน็ตค้นหาความรู้ รวบรวม
ประมวลผล และนำเสนอข้อมูล โดยใช้ซอฟต์แวร์ตามวัตถุประสงค์ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่างปลอดภัย
ปฏบิ ตั ิตามข้อตกลงในการใชอ้ ินเทอร์เนต็

มาตรฐาน / ตัวชี้วัด

ว ๑.๒ ป.๓/๑ , ป.๓/๒ , ป.๓/๓ , ป.๓/๔

ว ๒.๑ ป.๓/๑ , ป.๓/๒
โรงเรยี นบอื ดองพฒั นา

สำนกั งานเขตพน้ื ทก่ี ารศึกษาประถมศึกษายะลา เขต ๑

หลักสตู รสถานศึกษากลุ่มสาระการเรียนรูว้ ทิ ยาศาสตร์ 55
(ฉบับปรับปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขัน้ พ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551

ว ๒.๒ ป.๓/๑ , ป.๓/๒, ป.๓/๓ , ป.๓/๔
ว ๒.๓ ป.๓/๑ , ป.๓/๒ , ป.๓/๓
ว ๓.๑ ป.๓/๑ , ป.๓/๒ , ป.๓/๓
ว ๓.๒ ป.๓/๑ , ป.๓/๒ , ป.๓/๓ , ป.๓/๔
ว ๔.๒ ป.๓/๑ , ป.๓/๒ , ป.๓/๓ , ป.๓/๔ , ป.๓/๕

รวม ๗ มาตรฐาน ๒๕ ตวั ชว้ี ัด

โรงเรียนบอื ดองพฒั นา
สำนักงานเขตพื้นท่กี ารศกึ ษาประถมศึกษายะลา เขต ๑

หลักสูตรสถานศึกษากลุ่มสาระการเรยี นร้วู ิทยาศาสตร์ 56
(ฉบับปรบั ปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพืน้ ฐาน พุทธศักราช 2551

คำอธิบายรายวิชาพ้นื ฐาน

ว๑๔๑๐๑ วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ๔ กลุม่ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
ชั้นประถมศกึ ษาปีท่ี ๔ เวลา ๑๒๐ ชว่ั โมง

คำอธบิ ายรายวชิ า

บรรยายหน้าท่ีของราก ลำตน้ ใบ และดอกของพืชดอกโดยใช้ข้อมลู ท่รี วบรวมได้ จำแนกสง่ิ มีชวี ิตโดยใช้
ความเหมือน และความแตกต่างของลักษณะของส่ิงมีชีวิตออกเป็นกลมุ่ พชื กล่มุ สัตว์ และกลุ่มที่ไม่ใช่พชื และสตั ว์
จำแนกพืชออกเปน็ พชื ดอกและพืชไม่มดี อกโดยใชก้ ารมีดอกเปน็ เกณฑ์ โดยใช้ข้อมลู ที่รวบรวมได้ จำแนกสัตว์
ออกเป็นสัตวม์ กี ระดูกสนั หลังและสัตว์ไมม่ ีกระดูกสนั หลงั โดยใช้การมกี ระดูกสันหลังเป็นเกณฑ์ โดยใช้ข้อมลู ท่ี
รวบรวมได้ บรรยายลักษณะเฉพาะที่สังเกตไดข้ องสัตว์มกี ระดูกสันหลังในกลุ่มปลา กลุ่มสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก
กลมุ่ สตั ว์เล้ือยคลาน กลุ่มนก และกล่มุ สตั วเ์ ลย้ี งลูกดว้ ยน้ำนม และยกตวั อย่างสงิ่ มีชีวิตในแต่ละกลมุ่

เปรยี บเทยี บสมบัติทางกายภาพดา้ นความแข็ง สภาพยดื หยุ่น การนำความร้อน และการนำไฟฟ้าของ
วัสดุโดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์จากการทดลองและระบุการนำสมบัติเรื่องความแข็ง สภาพยืดหยุ่น การนำ
ความร้อน และการนำไฟฟ้าของวัสดุไปใช้ในชีวิตประจำวันผ่านกระบวนการออกแบบชิ้นงาน แลกเปลี่ยน
ความคิดกับผู้อื่นโดยการอภิปรายเกี่ยวกับสมบัติทางกายภาพของวัสดุอย่างมีเหตุผลจากการท ดลอง
เปรียบเทียบสมบัติของสสารทั้ง ๓ สถานะ จากข้อมูลที่ได้จากการสังเกตมวล การต้องการที่อยู่ รูปร่างและ
ปริมาตรของสสาร ใช้เครื่องมือเพื่อวัดมวล และปริมาตรของสสารทั้ง ๓ สถานะ ระบุผลของแรงโน้มถ่วงที่มีต่อ
วัตถุจากหลักฐานเชิงประจักษ์ ใช้เครื่องช่ังสปริงในการวดั น้ำหนกั ของวตั ถุ บรรยายมวลของวัตถุที่มผี ลต่อการ
เปล่ียนแปลงการเคลือ่ นทข่ี องวตั ถุจากหลักฐานเชิงประจักษ์ จำแนกวัตถุเปน็ ตัวกลางโปร่งใส ตัวกลางโปร่งแสง
และวตั ถุทบึ แสง จากลกั ษณะการมองเห็นส่ิงตา่ ง ๆ ผ่านวัตถุนั้นเป็นเกณฑ์โดยใช้หลกั ฐานเชงิ ประจักษ์

อธิบายแบบรูปเส้นทางการขึ้นและตกของดวงจันทร์ โดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ สร้างแบบจำลองที่
อธิบายแบบรูป การเปลี่ยนแปลงรูปร่างปรากฏของดวงจันทร์ และพยากรณ์รูปร่างปรากฏของดวงจันทร์ สร้าง
แบบจำลองแสดงองค์ประกอบของระบบสุริยะ และอธิบายเปรียบเทียบคาบการโคจรของดาวเคราะห์ต่าง ๆ
จากแบบจำลอง

ใช้เหตุผลเชิงตรรกะในการแก้ปัญหา การอธิบายการทำงาน การคาดการณ์ผลลัพธ์ จากปัญหาอย่าง
ง่าย ออกแบบ และเขียนโปรแกรมอย่างง่าย โดยใช้ซอฟต์แวร์หรือสื่อ และตรวจหาข้อผิดพลาดและแก้ไข ใช้
อินเทอร์เน็ตค้นหาความรู้ และประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูล รวบรวม ประเมิน นำเสนอข้อมูลและสารสนเทศ
โดยใชซ้ อฟต์แวร์ท่หี ลากหลาย เพ่อื แกป้ ญั หาในชีวิตประจำวนั ใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศอย่างปลอดภยั เขา้ ใจสทิ ธิ
และหนา้ ที่ของตน เคารพในสิทธิของผู้อื่น แจง้ ผ้เู กยี่ วขอ้ งเม่อื พบข้อมลู หรือบุคคลทไ่ี มเ่ หมาะสม

โรงเรียนบอื ดองพฒั นา
สำนักงานเขตพ้ืนทีก่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑

หลกั สูตรสถานศึกษากลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ 57
(ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พ้ืนฐาน พทุ ธศักราช 2551

มาตรฐาน / ตวั ชี้วัด
ว ๑.๒ ป.๔/๑
ว ๑.๓ ป.๔/๑ , ป.๔/๒ , ป.๔/๓ , ป.๔/๔
ว ๒.๑ ป.๔/๑ , ป.๔/๒ , ป.๔/๓ , ป.๔/๔
ว ๒.๒ ป.๔/๑ , ป.๔/๒ , ป.๔/๓
ว ๒ ๓. ป.๔/๑
ว ๓.๑ ป.๔/๑ , ป.๔/๒ , ป.๔/๓
ว ๔.๒ ป.๔/๑ , ป.๔/๒ , ป.๔/๓ , ป.๔/๔, ป.๔/๕

รวม ๗ มาตรฐาน ๒๑ ตวั ช้ีวัด

โรงเรยี นบอื ดองพฒั นา
สำนักงานเขตพ้นื ทกี่ ารศึกษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑

หลกั สตู รสถานศึกษากลุ่มสาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์ 58
(ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขัน้ พน้ื ฐาน พุทธศกั ราช 2551

คำอธิบายรายวิชาพ้นื ฐาน

ว๑๕๑๐๑ วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ๕ กลุ่มสาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
ชัน้ ประถมศกึ ษาปีท่ี ๕ เวลา ๑๒๐ ช่ัวโมง

คำอธบิ ายรายวิชา

บรรยายโครงสร้างและลักษณะของสิ่งมีชีวิตที่เหมาะสมกับการดำรงชีวิต ซึ่งเป็นผลมาจากการ
ปรับตัวของสิ่งมีชีวิตในแต่ละแหล่งที่อยู่ อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งมีชีวิต และความสัมพันธ์
ระหว่างสิ่งมีชวี ติ กับสิ่งไมม่ ีชีวติ เพื่อประโยชน์ต่อการดำรงชีวิต เขียนโซ่อาหารและระบุบทบาทหน้าที่ของสิง่ มีชีวติ ที่
เป็นผู้ผลิตและผู้บริโภคในโซ่อาหาร ตระหนักในคุณค่าของสิ่งแวดล้อมที่มีต่อการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิต โดยมี
ส่วนรว่ มในการดูแลรักษาส่ิงแวดล้อม อธบิ ายลกั ษณะทางพันธุกรรมที่มีการถ่ายทอดจากพ่อแมส่ ่ลู ูกของพืช สัตว์
และมนษุ ย์ แสดงความอยากรู้อยากเห็น โดยการถามคำถามเก่ียวกับลกั ษณะท่ีคลา้ ยคลึงกนั ของตนเองกบั พ่อแม่

อธิบายการเปลี่ยนสถานะของสสาร เมื่อทำให้สสารร้อนขึ้นหรือเย็นลงโดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์
อธิบายการละลายของสารในน้ำโดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ วิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของสารเมื่อเกิดการ
เปลี่ยนแปลงทางเคมีโดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ วิเคราะห์และระบุการเปลี่ยนแปลงที่ผันกลับได้และการ
เปลี่ยนแปลงทีผ่ นั กลบั ไม่ได้ อธบิ ายวิธกี ารหาแรงลพั ธข์ องแรงหลายแรงในแนวเดยี วกันท่กี ระทำต่อวัตถุในกรณี
ที่วัตถุอยู่นิ่งจากหลกั ฐานเชิงประจักษ์ เขยี นแผนภาพแสดงแรงที่กระทำต่อวัตถทุ ่ีอยู่ในแนวเดียวกันและแรงลัพธ์
ที่กระทำต่อวัตถุ ใช้เครื่องชั่งสปริงในการวัดแรงที่กระทำต่อวัตถุ ระบุผลของแรงเสียดทานที่มีต่อการเปลี่ยนแปลง
การเคลื่อนท่ีของวัตถุจากหลักฐานเชิงประจกั ษ์ เขยี นแผนภาพแสดงแรงเสยี ดทานและแรงที่อยใู่ นแนวเดียวกันท่ี
กระทำต่อวัตถุ อธิบายการได้ยินเสียงผ่านตวั กลางจากหลักฐานเชิงประจักษ์ ระบุตัวแปร ทดลอง และอธิบาย
ลักษณะและการเกิดเสียงสูง เสียงต่ำ ออกแบบการทดลองและอธิบายลักษณะและการเกิดเสียงดัง เสียงค่อย
วัดระดบั เสียงโดยใช้เครอื่ งมือวดั ระดบั เสยี ง ตระหนักในคุณคา่ ของความรู้เรื่องระดับเสียงโดยเสนอแนะแนวทาง
ในการหลีกเลี่ยงและลดมลพษิ ทางเสียง

เปรียบเทียบความแตกตา่ งของดาวเคราะห์และดาวฤกษ์จากแบบจำลอง ใช้แผนที่ดาวระบุตำแหน่ง
และเส้นทางการขึ้นและตกของกลุ่มดาวฤกษ์บนท้องฟ้า และอธิบายแบบรูปเส้นทางการขึ้นและตกของกลุ่ม
ดาวฤกษ์บนท้องฟา้ ในรอบปี เปรียบเทยี บปรมิ าณน้ำในแต่ละแหล่ง และระบปุ ริมาณนำ้ ท่ีมนุษยส์ ามารถนำมาใช้
ประโยชนไ์ ด้จากข้อมลู ท่ีรวบรวมได้ ตระหนักถึงคณุ ค่าของน้ำโดยนำเสนอแนวทางการใชน้ ้ำอย่างประหยัดและ
การอนรุ กั ษน์ ำ้ สร้างแบบจำลองท่ีอธิบายการหมุนเวียนของน้ำในวัฏจักรน้ำ เปรียบเทียบกระบวนการเกิดเมฆ
หมอก น้ำค้าง และน้ำค้างแข็งจากแบบจำลอง เปรียบเทียบกระบวนการเกดิ ฝน หิมะ และลูกเห็บจากข้อมูลที่
รวบรวมได้

โรงเรยี นบอื ดองพัฒนา
สำนักงานเขตพื้นทีก่ ารศึกษาประถมศึกษายะลา เขต ๑

หลักสตู รสถานศึกษากลุ่มสาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์ 59
(ฉบับปรับปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พ้ืนฐาน พุทธศกั ราช 2551

ใช้เหตุผลเชิงตรรกะในการแก้ปัญหา การอธิบายการทำงาน การคาดการณ์ผลลัพธ์ จากปัญหาอย่าง
ง่าย ออกแบบ และเขียนโปรแกรมที่มีการใช้เหตุผลเชิงตรรกะอย่างง่าย ตรวจหาข้อผิดพลาดและแก้ไข ใช้
อินเทอร์เน็ตคน้ หาข้อมลู ตดิ ต่อส่ือสารและทำงานร่วมกัน ประเมนิ ความน่าเชื่อถือของข้อมลู รวบรวม ประเมิน
นำเสนอขอ้ มลู และสารสนเทศ ตามวตั ถุประสงค์โดยใช้ซอฟต์แวร์หรือบรกิ ารบนอนิ เทอร์เน็ตที่หลากหลาย เพ่ือ
แก้ปัญหาในชีวิต ประจำวัน ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่างปลอดภัย มีมารยาท เข้าใจสิทธิและหน้าที่ของตน
เคารพในสทิ ธขิ องผอู้ นื่ แจง้ ผ้เู กี่ยวข้องเม่ือพบขอ้ มูลหรอื บุคคลที่ไม่เหมาะสม

มาตรฐาน / ตวั ช้ีวดั

ว ๑.๑ ป.๕/๑ , ป.๕/๒ , ป.๕/๓ , ป.๕/๔
ว ๑.๓ ป.๕/๑, ป.๕/๒
ว ๒.๑ ป.๕/๑ , ป.๕/๒ , ป.๕/๓ , ป.๕/๔
ว ๒.๒ ป.๕/๑ , ป.๕/๒ , ป.๕/๓ , ป.๕/๔ , ป.๕/๕
ว ๒.๓ ป.๕/๑ , ป.๕/๒ , ป.๕/๓ , ป.๕/๔ , ป.๕/๕
ว ๓.๑ ป.๕/๑ , ป.๕/๒
ว ๓.๒ ป.๕/๑ , ป.๕/๒ , ป.๕/๓ , ป.๕/๔ , ป.๕/๕
ว ๔.๒ ป.๕/๑ , ป.๕/๒ , ป.๕/๓ , ป.๕/๔ , ป.๕/๕

รวม ๘ มาตรฐาน ๓๒ ตัวชวี้ ดั

โรงเรียนบือดองพฒั นา
สำนักงานเขตพ้นื ท่ีการศึกษาประถมศึกษายะลา เขต ๑

หลกั สูตรสถานศึกษากลุ่มสาระการเรยี นรูว้ ิทยาศาสตร์ 60
(ฉบับปรบั ปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพนื้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551

คำอธิบายรายวชิ าพ้นื ฐาน

ว๑๖๑๐๑ วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ๖ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี ๖ เวลา ๑๒๐ ชัว่ โมง

คำอธบิ ายรายวชิ า

ระบุสารอาหารและบอกประโยชน์ของสารอาหารแต่ละประเภทจากอาหารทีต่ นเองรับประทาน บอก
แนวทางในการเลือกรบั ประทานอาหารให้ได้สารอาหารครบถ้วน ในสัดสว่ นทีเ่ หมาะสมกบั เพศและวัย รวมทั้ง
ความปลอดภัยต่อสุขภาพ ตระหนกั ถึงความสำคญั ของสารอาหาร โดยการเลือกรับประทานอาหารที่มสี ารอาหาร
ครบถว้ นในสัดสว่ นที่เหมาะสมกับเพศและวยั รวมทั้งปลอดภัยต่อสุขภาพ สร้างแบบจำลองระบบย่อยอาหาร และ
บรรยายหน้าที่ของอวัยวะในระบบย่อยอาหาร รวมท้งั อธิบายการยอ่ ยอาหารและการดูดซมึ สารอาหาร ตระหนัก
ถึงความสำคัญของระบบยอ่ ยอาหาร โดยการบอกแนวทางในการดูแลรกั ษาอวัยวะในระบบยอ่ ยอาหารใหท้ ำงานเป็น
ปกติ

อธิบายและเปรยี บเทียบการแยกสารผสมโดยการหยิบออก การรอ่ น การใชแ้ มเ่ หล็กดงึ ดูด การรนิ
ออก การกรอง และการตกตะกอนโดยใชห้ ลกั ฐานเชิงประจกั ษ์ รวมท้งั ระบุวธิ แี กป้ ญั หาในชวี ติ ประจำวันเก่ียวกับการ
แยกสาร อธิบายการเกิดและผลของแรงไฟฟ้าซึ่งเกิดจากวัตถุที่ผ่านการขัดถูโดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ ระบุ
ส่วนประกอบและบรรยายหน้าที่ของแต่ละส่วนประกอบของวงจรไฟฟ้าอย่างง่ายจากหลักฐานเชิงประจักษ์
เขียนแผนภาพและต่อวงจรไฟฟ้าอย่างง่าย ออกแบบการทดลองและทดลองด้วยวิธีที่เหมาะสมในการอธิบาย
วิธีการและผลของการต่อเซลล์ไฟฟ้าแบบอนุกรม ตระหนักถึงประโยชน์ของความรู้ของการต่อเซลล์ไฟฟ้าแบบ
อนุกรม โดยบอกประโยชน์และการประยุกต์ใช้ในชีวิต ประจำวัน ออกแบบการทดลองและทดลองด้ว ยวิธีที่
เหมาะสมในการอธิบายการต่อหลอดไฟฟ้าแบบอนุกรมและแบบขนาน ตระหนักถึงประโยชน์ของความรู้ของ
การต่อหลอดไฟฟ้าแบบอนุกรมและแบบขนาน โดยบอกประโยชน์ ข้อจำกัด และการประยุกต์ใช้ ใน
ชีวติ ประจำวนั อธบิ ายการเกิดเงามืดเงามัวจากหลกั ฐานเชิงประจักษ์ เขียนแผนภาพรังสีของแสงแสดงการเกิด
เงามดื เงามัว

สร้างแบบจำลองที่อธิบายการเกิด และเปรียบเทียบปรากฏการณ์สุริยุปราคาและจันทรุปราคา
อธิบายพัฒนาการของเทคโนโลยีอวกาศ และยกตัวอย่างการนำเทคโนโลยีอวกาศมาใช้ประโยชน์ใน
ชีวิตประจำวันจากข้อมูลที่รวบรวมได้ เปรียบเทียบกระบวนการเกิดหินอัคนี หินตะกอน และหินแปร และ
อธิบายวัฏจักรหินจากแบบจำลอง บรรยายและยกตัวอย่างการใช้ประโยชน์ของหินและแร่ในชีวิตประจำวัน
จากข้อมูลที่รวบรวมได้ สร้างแบบจำลองที่อธิบายการเกิดซากดึกดำบรรพ์และคาดคะเนสภาพแวดล้อมในอดีต
ของซากดึกดำบรรพ์ เปรียบเทียบการเกิดลมบก ลมทะเล และมรสุม รวมทั้งอธิบายผลที่มีต่อสิ่งมีชีวิตและ
สิ่งแวดล้อม จากแบบจำลอง อธิบายผลของมรสุมตอ่ การเกิดฤดูของประเทศไทยจากข้อมูลที่รวบรวมได้ บรรยาย
ลักษณะและผลกระทบของนำ้ ทว่ ม การกดั เซาะชายฝ่ัง ดินถลม่ แผน่ ดนิ ไหว สึนามิ ตระหนกั ถงึ ผลกระทบของ

โรงเรียนบือดองพฒั นา
สำนกั งานเขตพนื้ ที่การศึกษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑

หลักสูตรสถานศกึ ษากลุ่มสาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์ 61
(ฉบบั ปรบั ปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขนั้ พ้นื ฐาน พทุ ธศักราช 2551

ภยั ธรรมชาตแิ ละธรณพี บิ ตั ภิ ยั โดยนำเสนอแนวทางในการเฝา้ ระวังและปฏิบัติตนให้ปลอดภยั จากภัยธรรมชาติ

และธรณีพิบัติภัยที่อาจเกิดในท้องถิ่น สร้างแบบจำลองที่อธิบายการเกิดปรากฏการณ์เรือนกระจก และผลของ

ปรากฏการณ์เรือนกระจกต่อสิ่งมีชีวิต ตระหนักถึงผลกระทบของปรากฏการณ์เรือนกระจก โดยนำเสนอแนว

ทางการปฏิบตั ิตนเพ่ือลดกจิ กรรมทกี่ ่อใหเ้ กิดแกส๊ เรือนกระจก

ใช้เหตุผลเชิงตรรกะในการอธิบายและออกแบบวิธีการแก้ปัญหาที่พบในชีวิตประจำวัน ออกแบบและเขียน
โปรแกรมอย่างง่าย เพื่อแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน ตรวจหาข้อผิดพลาดของโปรแกรมและแก้ไข ใช้
อินเทอร์เน็ตในการค้นหาข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศทำงานร่วมกันอย่างปลอดภัย
เข้าใจสิทธแิ ละหนา้ ท่ีของตน เคารพในสิทธขิ องผู้อื่น แจง้ ผเู้ กย่ี วขอ้ งเมอื่ พบข้อมูลหรอื บคุ คลทไ่ี ม่เหมาะสม

มาตรฐาน / ตัวชี้วัด

ว ๑.๒ ป.๖/๑, ป.๖/๒, ป.๖/๓, ป.๖/๔, ป.๖/๕
ว ๒.๑ ป.๖/๑
ว ๒.๒ ป.๖/๑
ว ๒.๓ ป.๖/๑, ป.๖/๒, ป.๖/๓, ป.๖/๕, ป.๖/๕, ป.๖/๖, ป.๖/๗, ป.๖/๘
ว ๓.๑ ป.๖/๑, ป.๖/๒
ว ๓.๒ ป.๖/๑, ป.๖/๒, ป.๖/๓, ป.๖/๕, ป.๖/๕, ป.๖/๖, ป.๖/๗, ป.๖/๘, ป.๖/๙
ว ๔.๒ ป.๖/๑, ป.๖/๒, ป.๖/๓, ป.๖/๔

รวม ๗ มาตรฐาน ๓๐ ตัวชว้ี ัด

โรงเรยี นบือดองพฒั นา
สำนักงานเขตพืน้ ท่ีการศึกษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑

หลักสูตรสถานศึกษากลุ่มสาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์ 62
(ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขัน้ พน้ื ฐาน พทุ ธศักราช 2551

สว่ นที่ ๕
โครงสรา้ งหนว่ ยการเรียนรู้

ในการจัดทำหลักสูตรรายวิชากลุ่มสาระการเรียนรู้ต่างๆ นั้น องค์ประกอบสำคัญที่ช่วยให้
ครูผู้สอนสามารถนำหลักสูตรไปใช้ได้อย่างมีคุณภาพและประสบความสำเร็จคือ การจัดหน่วยการเรียนรู้ใน
ส่วนของหลักสูตรรายวาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์นี้ ได้จัดทำหน่วยการเรียนสำหรบั ระดับประถมศึกษาปีท่ี
4 ตลอดปีการศกึ ษา ซง่ึ มรี ายละเอยี ดทีส่ ำคญั คอื

๑. ช่อื หนว่ ยการเรยี นรู้

๒. มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชวี้ ดั

๓. เวลาเรียน

๔. คา่ น้ำหนกั คะแนน

โรงเรียนบอื ดองพฒั นา
สำนกั งานเขตพื้นทก่ี ารศึกษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑

หลกั สูตรสถานศึกษากลุ่มสาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์ 63
(ฉบบั ปรบั ปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศกั ราช 2551

โครงสรา้ งรายวิชาวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
กล่มุ สาระการเรียนรูว้ ทิ ยาศาสตร์ ชนั้ ประถมศกึ ษาปีที่ 1 เวลา 80 ช่วั โมง

ภาคเรียนท่ี 1

หน่วยการ ชอื่ หน่วยการเรยี นรู้ มาตรฐาน ตัวชวี้ ดั เวลา น้ำหนัก
เรยี นรทู้ ่ี (ชัว่ โมง) คะแนน

1 การเรยี นรสู้ ง่ิ ต่างๆ รอบตัว ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ 9 10
ว 1.1 ป.1/1, ป.1/2 20 15
2 ตวั เรา สัตว์ และพืชรอบตัว ว 1.2 ป.1/1, ป.1/2
ป.1/1, ป.1/2, 10 10
3 วิทยาการคำนวณ 1 ว 4.2 ป.1/3, ป.1/4,
ป.1/5 1 15
สอบปลายภาคเรยี นท่ี 1 40 50
รวม 39

ภาคเรยี นท่ี 2 ช่อื หน่วยการเรียนรู้ มาตรฐาน ตวั ชีว้ ัด เวลา นำ้ หนกั
ว 2.1 (ชัว่ โมง) คะแนน
หนว่ ยการ ว 2.3 ป.1/1, ป.1/2
ว 3.1 ป.1/1 14 12
เรียนร้ทู ่ี ว 3.2 ป.1/1, ป.1/2,
ป.1/1 15 13
4 สง่ิ ตา่ งๆ รอบตวั เรา ว 4.2 ป.1/1, ป.1/2,
ป.1/3, ป.1/4, 10 10
5 โลกและท้องฟ้าของเรา 5 ป.1/5
1 15
6 วิทยาการคำนวณ 2 11 40 50

สอบปลายภาคเรยี นท่ี 2
รวม

หมายเหตุ สัดสว่ นคะแนน / ภาคเรยี น = 35 : 15
สัดสว่ นคะแนน / ปกี ารศึกษา = 70 : 30

โรงเรียนบอื ดองพฒั นา
สำนกั งานเขตพ้ืนท่กี ารศึกษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑

หลกั สูตรสถานศึกษากลุ่มสาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์ 64
(ฉบบั ปรบั ปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศกั ราช 2551

โครงสรา้ งรายวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

กลมุ่ สาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์ ชนั้ ประถมศึกษาปที ่ี 2 เวลา 80 ชั่วโมง

ภาคเรียนที่ 1 ช่อื หน่วยการเรียนรู้ มาตรฐาน ตวั ชี้วัด เวลา นำ้ หนัก
หน่วยการ (ชั่วโมง) คะแนน

เรียนร้ทู ี่

วิธีการทางวิทยาศาสตร์ ทักษะการ

1 การเรยี นรูส้ ่งิ ตา่ งๆรอบตัว สังเกต การจำแนกและการสืบ 10 10

เสาะหาความรู้

2 วัสดุและการใช้ประโยชน์ ว 2.1 ป.2/1, ป.2/2, 21 20
ป.2/3, ป.2/4

3 วิทยาการคำนวณ 1 ว 4.2 ป.2/1, ป.2/2 8 5

สอบปลายภาคเรยี นที่ 1 1 15

รวม 2 6 40 50

ภาคเรยี นท่ี 2 ชอื่ หน่วยการเรียนรู้ มาตรฐาน ตัวชีว้ ัด เวลา น้ำหนัก
หนว่ ยการ แสงในชีวิตประจำวัน ว 2.3 (ชวั่ โมง) คะแนน
ว 1.3 ป.2/1,ป.2/2
เรยี นรทู้ ่ี ว 1.2 ป.2/1 9 8
ป.2/1,ป.2/2 5 5
4 ว 3.2 ป.2/3
ว 4.2 ป.2/1,ป.2/2
5 สงิ่ มชี วี ติ และชวี ติ ของพืช ป.2/3,ป.2/4
5
10 10 10

6 ดินรอบตัวเรา 97
7 วิทยาการคำนวณ 2 65
1 15
สอบปลายภาคเรยี นที่ 2 40 50
รวม

หมายเหตุ สัดสว่ นคะแนน / ภาคเรยี น = 35 : 15
สดั สว่ นคะแนน / ปีการศกึ ษา = 70 : 30

โรงเรยี นบือดองพัฒนา
สำนกั งานเขตพ้ืนทก่ี ารศึกษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑

หลกั สตู รสถานศกึ ษากลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ 65
(ฉบับปรับปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขนั้ พืน้ ฐาน พุทธศักราช 2551

โครงสร้างรายวิชาวทิ ยาศาสตร์
กลุม่ สาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์ ชนั้ ประถมศกึ ษาปีท่ี ๓ เวลา ๘๐ ช่ัวโมง

ภาคเรยี นที่ ๑

หนว่ ยการ ชอื่ หน่วยการเรียนรู้ มาตรฐาน ตวั ช้วี ดั เวลา น้ำหนัก
เรยี นรทู้ ่ี (ชั่วโมง) คะแนน

๑ เรียนรสู้ ่งิ ต่าง ๆ รอบตัว ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ ๑๔ ๑๐

ว ๓.๒ ป.๓/๑, ป.๓/๒ ๒๕ ๒๕

๒ อากาศและชีวิตของสตั ว์ ป.๓/๓, ป.๓/๔ ๑ ๑๕
๔๐ ๕๐
ว ๑.๒ ป.๓/๑, ป.๓/๒
ป.๓/๓, ป.๓/๔

สอบปลายภาคเรียนที่ ๑ ๒๘
รวม

ภาคเรียนท่ี ๒

หน่วยการ ชือ่ หน่วยการเรยี นรู้ มาตรฐาน ตัวชี้วัด เวลา น้ำหนัก
เรียนรทู้ ี่ ว ๒.๑ (ชัว่ โมง) คะแนน
ว ๒.๒
๓ การเปลยี่ นแปลงของวตั ถุ ว ๒.๓ ป.๓/๑, ป.๓/๒ ๑๑ ๘
และวัสดุ ว ๓.๑

๔ แรงในชีวติ ประจำวัน ๔ ป.๓/๑, ป.๓/๒ ๑๕ ๑๒
ป.๓/๓, ป.๓/๔

ป.๓/๑, ป.๓/๒

๕ พลงั งานกับชวี ติ ป.๓/๓ ๑๓ ๑๕
ป.๓/๑, ป.๓/๒
สอบปลายภาคเรยี นที่ ๒
รวม ป.๓/๓

๑ ๑๕

๑๒ ๔๐ ๕๐

หมายเหตุ สัดส่วนคะแนน / ภาคเรียน = ๓๕ : ๑๕
สัดส่วนคะแนน / ปกี ารศึกษา = ๗๐ : ๓๐

โรงเรยี นบอื ดองพฒั นา
สำนักงานเขตพน้ื ทีก่ ารศึกษาประถมศึกษายะลา เขต ๑

หลกั สูตรสถานศึกษากลุ่มสาระการเรียนรูว้ ทิ ยาศาสตร์ 66
(ฉบบั ปรบั ปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขนั้ พน้ื ฐาน พุทธศกั ราช 2551

โครงสรา้ งรายวิชาวิทยาศาสตร์

กลมุ่ สาระการเรียนร้วู ิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศกึ ษาปีท่ี 4 เวลา ๑๒0 ชว่ั โมง

ภาคเรียนที่ 1

หน่วย ช่ือหน่วยการเรยี นรู้ มาตรฐาน ตวั ชี้วัด เวลา น้ำหนกั
การ (ช่วั โมง) คะแนน
เรยี นรู้ที่

1 การเรยี นรู้สง่ิ ตา่ งๆ รอบตวั ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ 8 7

ว 1.2 ป.4/1

2 สงิ่ มีชีวติ ว 1.3 ป.4/1, ป.4/2, ป. 13 10
4/3, ป.4/4
8 8
3 แรงและพลังงาน ว 2.2 ป.4/1, ป.4/2, ป.
4/3 10 10
1 15
ว 2.3 ป.4/1 40 50

ป.1/1, ป.1/2,

4 วทิ ยาการคำนวณ(1) ว 4.2 ป.1/3, ป.1/4, ป.

1/5

สอบปลายภาคเรยี นท่ี 1

รวม 5 17

ภาคเรยี นที่ 2

หน่วยการ ชอื่ หน่วยการเรียนรู้ มาตรฐาน ตัวชว้ี ดั เวลา น้ำหนกั
เรยี นรทู้ ่ี (ช่วั โมง) คะแนน

5 วัสดุและสสาร ว.2.1 ป.4/1, ป.4/2, ป. 20 15
4/3, ป.4/4

6 โลกและอวกาศ ว.3.1 ป.4/1, ป.4/2, ป. 9 10
4/3

7 วทิ ยาการคำนวณ(2) ว 4.2 ป.1/1, ป.1/2, ป. 10 10
1/3, ป.1/4,ป.1/5

สอบปลายภาคเรยี นท่ี 2 1 15

รวม 3 12 40 50

หมายเหตุ สัดสว่ นคะแนน / ภาคเรยี น = 35 : 15
สัดสว่ นคะแนน / ปกี ารศึกษา = 70 : 30

โรงเรียนบอื ดองพฒั นา
สำนักงานเขตพื้นทกี่ ารศึกษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑

หลกั สูตรสถานศึกษากลุ่มสาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์ 67
(ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขนั้ พื้นฐาน พทุ ธศักราช 2551

โครงสรา้ งรายวิชาวิทยาศาสตร์
กลุม่ สาระการเรยี นร้วู ิทยาศาสตร์ ชนั้ ประถมศึกษาปที ่ี 5 เวลา ๑๒0 ชว่ั โมง

ภาคเรียนที่ 1

หน่วยการ ชอ่ื หน่วยการเรียนรู้ มาตรฐาน ตวั ชว้ี ัด เวลา น้ำหนัก
เรยี นร้ทู ี่ (ช่ัวโมง) คะแนน

วธิ ีการทางวทิ ยาศาสตร์ ทักษะ

1 วทิ ยาศาสตร์นา่ รู้ กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์และ 4 3

จติ วิทยาศาสตร์

ป.5/1, ป.5/2,

2 แรงในชวี ติ ประจำวัน ว 2.2 ป.5/3, ป.5/4, 6 7

ป.5/5

ป.5/1, ป.5/2,

3 พลงั งานเสยี ง ว 2.3 ป.5/3, ป.5/4, 8 7

ป.5/5

4 การเปล่ียนแปลงของสาร ว.2.1 ป.5/1, ป.5/2, 10 8
ป.5/3, ป.5/4

ป.5/1, ป.5/2,

5 วทิ ยาการคำนวณ(1) ว 4.2 ป.5/3, ป.5/4, 10 10

ป.5/5

สอบปลายภาคเรียนท่ี 1 1 15

รวม 5 17 40 50

โรงเรยี นบือดองพฒั นา
สำนกั งานเขตพน้ื ทกี่ ารศึกษาประถมศึกษายะลา เขต ๑

หลกั สูตรสถานศึกษากลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์ 68
(ฉบับปรับปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พทุ ธศักราช 2551

ภาคเรียนที่ 2

หน่วยการ ชอ่ื หน่วยการเรยี นรู้ มาตรฐาน ตัวช้ีวัด เวลา น้ำหนกั
เรียนรู้ที่ (ชั่วโมง) คะแนน

6 สิง่ มชี วี ิตกับส่ิงแวดล้อม ว 1.1 ป.5/1, ป.5/2, 13 10
ป.5/3, ป.5/4

ว 1.3 ป.5/1, ป.5/2

ป.5/1, ป.5/2,

7 แหลง่ นำ้ และลมฟ้าอากาศ ว.3.2 ป.5/3, ป.5/4, 9 10

ป.5/5

8 ดวงดาวบนท้องฟา้ ว.3.1 ป.5/1, ป.5/2 7 5

ป.5/1, ป.5/2,

9 วิทยาการคำนวณ(2) ว 4.2 ป.5/3, ป.5/4, 10 10

ป.5/5

สอบปลายภาคเรียนที่ 2 1 15

รวม 3 12 40 50

หมายเหตุ สัดสว่ นคะแนน / ภาคเรยี น = 35 : 15

สัดสว่ นคะแนน / ปีการศกึ ษา = 70 : 30

โรงเรยี นบือดองพัฒนา
สำนักงานเขตพน้ื ที่การศกึ ษาประถมศึกษายะลา เขต ๑

หลักสูตรสถานศึกษากลุ่มสาระการเรียนรูว้ ิทยาศาสตร์ 69
(ฉบับปรับปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขัน้ พื้นฐาน พทุ ธศกั ราช 2551

โครงสรา้ งรายวชิ าวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
กล่มุ สาระการเรยี นรูว้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชัน้ ประถมศกึ ษาปีที่ ๖ เวลา ๘๐ ช่ัวโมง
ภาคเรยี นท่ี ๑

หน่วยการ ชื่อหน่วยการเรยี นรู้ มาตรฐาน ตัวชวี้ ดั เวลา น้ำหนัก
เรียนร้ทู ี่ ว ๑.๒ (ช่ัวโมง) คะแนน
ป.๖/๑, ป.๖/๒,
๑ อาหารและการย่อยอาหาร ป.๖/๓, ป.๖/๔ ๑๑ ๑๕

ป.๖/๕

๒ การแยกสารเน้ือผสม ว ๒.๑ ป.๖/๑ ๑๗ ๑๐

๓ หนิ และซากดกึ ดำบรรพ์ ว ๓.๒ ป.๖/๑, ป.๖/๒, ๑๑ ๑๐
ป.๖/๓

สอบปลายภาคเรียนท่ี ๑ ๓ ๑ ๑๕
รวม ๙ ๔๐ ๕๐

ภาคเรยี นที่ ๒ ชอ่ื หน่วยการเรียนรู้ มาตรฐาน ตัวชีว้ ัด เวลา น้ำหนัก
หน่วยการ (ชว่ั โมง) คะแนน
เรียนรู้ที่ ปรากฏการณ์ของโลก ว.๓.๒ ป.๖/๔, ป.๖/๕,
และภยั ธรรมชาติ ป.๖/๖, ป/๖/๗, ๑๖ ๑๕
๔ ว.๒.๓ ป.๖/๘, ป.๖/๙
เงา อุปราคา ว.๓.๑ ป.๖/๗, ป.๖/๘, ๑๑ ๑๐
๕ และเทคโนโลยอี วกาศ ว.๒.๒ ป.๖/๑, ป.๖/๒
๑๒ ๑๐
๖ แรงไฟฟ้าและ ว.๒.๓ ป.๖/๑
พลงั งานไฟฟ้า ป.๖/๑, ป.๖/๒, ๑ ๑๕
ป.๖/๓, ป.๖/๔ ๔๐ ๕๐
สอบปลายภาคเรยี นที่ ๒ ป.๖/๕, ป.๖/๖

รวม ๔ ๑๗
หมายเหตุ สดั ส่วนคะแนน / ภาคเรียน = ๓๕ : ๑๕

สัดสว่ นคะแนน / ปีการศกึ ษา = ๗๐ : ๓๐

โรงเรยี นบือดองพฒั นา
สำนักงานเขตพน้ื ทีก่ ารศกึ ษาประถมศึกษายะลา เขต ๑

หลักสตู รสถานศึกษากลุ่มสาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์ 70
(ฉบับปรับปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพืน้ ฐาน พทุ ธศักราช 2551

สว่ นท่ี ๖
สว่ นสง่ ทา้ ย

การเรยี นรู้ทีผ่ ้เู รียนมคี วามสำคญั ทีส่ ดุ

พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๒๒ ระบุว่า การจัดการศึกษา ต้องยึด
หลักว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด
กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ ในมาตรา
๒๒ (๒) เนน้ การจัดการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย ให้ความสำคัญของการบูรณาการความรู้
คณุ ธรรม กระบวนการเรยี นรู้ตามความเหมาะสมของระดบั การศึกษา ในส่วนของการเรียนรู้ดา้ นวิทยาศาสตร์
น้ัน ตอ้ งให้เกดิ ทั้งความรู้ ทักษะ และเจตคติดา้ นวทิ ยาศาสตร์ รวมทงั้ ความรู้ความเขา้ ใจและประสบการณ์เรื่อง
การจัดการ การบำรงุ รักษา และการใชป้ ระโยชน์จากทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละส่ิงแวดลอ้ มอย่างสมดลุ ย่งั ยืน

ในส่วนของการจัดกระบวนการเรียนรู้ มาตรา ๒๔ ของ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ได้ระบุ ให้
สถานศึกษาและหนว่ ยงานทีเ่ ก่ียวขอ้ งดำเนินการดังน้ี

๑. จัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผู้เรียน โดย
คำนงึ ถงึ ความแตกตา่ งระหวา่ งบคุ คล

๒. ฝึกทักษะ กระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์ และการประยุกต์ความรู้มาใช้เพื่อ
ปอ้ งกันและแกไ้ ขปญั หา

๓. จัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ฝึกการปฏิบัติ ให้ทำได้ คิดเป็น ทำเป็น รัก
การอา่ น และเกิดการใฝร่ ู้อย่างต่อเนื่อง

๔. จัดการเรียนการสอนโดยผสมผสานสาระความรู้ด้านต่าง ๆ อย่างได้สัดส่วนสมดุลกัน รวมท้ัง
ปลูกฝงั คณุ ธรรม คา่ นยิ มทีด่ ีงาม และคณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์ไวใ้ นทกุ กลมุ่ สาระการเรียนรู้

๕. ส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้สอนสามารถจัดบรรยากาศ สภาพแวดล้อม สื่อการเรียน และอำนวยความ
สะดวกเพอ่ื ใหผ้ ู้เรยี นเกดิ การเรยี นรู้ และมีความรอบรู้ รวมทงั้ สามารถใช้การวจิ ยั เป็นสว่ นหนึ่งของกระบวนการ
เรียนรู้ ทัง้ น้ผี ูส้ อนและผูเ้ รยี นอาจเรยี นรูไ้ ปพรอ้ มกันจากสือ่ การเรยี นการสอนและ แหลง่ วิทยาการประเภท
ตา่ ง ๆ

๖. จัดการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นได้ทุกเวลาทุกสถานทีม่ ีการประสานความร่วมมือกับบดิ ามารดา ผู้ปกครอง
และบคุ คลในชมุ ชนทุกฝ่าย เพื่อรว่ มกนั พัฒนาผูเ้ รยี นตามศกั ยภาพ

โรงเรียนบือดองพัฒนา
สำนกั งานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑

หลกั สูตรสถานศึกษากลุ่มสาระการเรียนรูว้ ิทยาศาสตร์ 71
(ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พทุ ธศกั ราช 2551

การจัดการเรียนรู้ตามแนวดังกล่าว จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการสอนของผู้สอนและการเรียนของ
ผเู้ รยี น กล่าวคือลดบทบาทของผสู้ อนจากการเปน็ ผูบ้ อกเลา่ และบรรยาย เป็นการวางแผนจดั กิจกรรมใหผ้ ู้เรียน
เกิดการเรียนรู้โดยผ่านกระบวนการท่ีสำคัญ คือ กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ ซึ่งเป็นกระบวนการที่จะ
นำไปสู่การสรา้ งองค์ความรู้โดยผา่ นกิจกรรมการสงั เกต การต้งั คำถาม การวางแผนเพ่ือการทดลอง การสำรวจ
ตรวจสอบ (investigation) ซ่ึงเป็นวิธกี ารหาข้อมูลโดยตรงดว้ ยวธิ ีการท่ีหลากหลายทง้ั เชิงปริมาณและคุณภาพ
กระบวนการแก้ปัญหา การสืบค้นข้อมูล การอภิปราย และ การสื่อสารความรู้ในรูปแบบต่าง ๆ ให้ผู้อื่น
เข้าใจ กิจกรรมต่าง ๆ จะต้องเน้นที่บทบาทของผู้เรียนตั้งแต่เริ่ม คือ ร่วมวางแผนการเรียน การวัดผลและ
ประเมนิ ผล และต้องคำนึงวา่ กจิ กรรมการเรียนน้ันเนน้ การพฒั นากระบวนการคดิ วางแผน ลงมือปฏิบัติ สบื ค้น
ขอ้ มลู รวบรวมขอ้ มูลดว้ ยวิธีการต่าง ๆ จากแหล่งเรยี นรหู้ ลากหลาย ตรวจสอบ วิเคราะห์ขอ้ มูล การแก้ปัญหา
การมีปฏิสมั พันธซ์ ึ่งกนั และกัน การสร้างคำอธิบายเก่ยี วกับขอ้ มลู ทสี่ บื คน้ ได้ เพ่ือนำไปสคู่ ำตอบของปญั หาหรือ
คำถามต่าง ๆ ในที่สุดเป็นการสร้างองค์ความรู้ ทั้งนี้กิจกรรมการเรียนรู้ดังกล่าวต้องพัฒนาผู้เรียนให้เจริญ
พัฒนาทั้งร่างกาย อารมณ์ สังคม และสตปิ ัญญา

การจัดการเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เน้นกระบวนการที่นักเรียนเป็นผู้คิด ลงมือ

ปฏบิ ตั ิ ศกึ ษาคน้ ควา้ อยา่ งมรี ะบบด้วยกจิ กรรมท่หี ลากหลาย ทง้ั การทำกิจกรรมภาคสนาม การสังเกต การ

สำรวจตรวจสอบ การทดลองในห้องปฏิบัติการ การสืบค้นข้อมูลจากแหล่งข้อมูลปฐมภูมิและทุตยภูมิ การทำ

โครงงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การศึกษาจากแหล่งการเรียนรู้ในท้องถิ่น โดยคำนึงถึงวุฒิภาวะ

ประสบการณ์เดิม สิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมต่างกันท่ีนกั เรียนได้รบั รู้มาแล้ว ก่อนเข้าสู่หอ้ งเรียน การเรียนรู้

ของนักเรียนจะเกิดขึ้นระหว่างที่นักเรียนมีส่วนร่วมโดยตรงในการ ทำกิจกรรมการเรียนเหล่านั้นจึงจะมี

ความสามารถในการสืบเสาะหาความรู้ มคี วามสามารถ ในการแก้ปญั หาด้วยวิธีการทางวทิ ยาศาสตร์

ได้พัฒนากระบวนการคิดขั้นสูง และคาดหวังว่ากระบวนการเรียนรู้ดังกล่าวจะทำให้นักเรียนได้รับการพัฒนา

เจตคตทิ างวทิ ยาศาสตร์ มคี ุณธรรม จรยิ ธรรมในการใช้วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี รวมทั้งสามารถสื่อสารและ

ทำงานร่วมกับผอู้ ่นื ไดอ้ ย่าง มปี ระสทิ ธิภาพ

เจตคตทิ างวิทยาศาสตร์ หรอื จิตวทิ ยาศาสตร์ที่คาดหวังว่าจะได้รับการพฒั นาขน้ึ ในตัวนักเรียนโดยผ่าน
กระบวนการเรยี นรตู้ า่ ง ๆ มดี ังนี้

- ความสนใจใฝร่ ู้
- ความซื่อสตั ย์
- ความอดทนมุ่งมั่น
- การมใี จกว้างยอมรบั ฟังความคดิ เหน็
- ความคิดสรา้ งสรรค์
- มีความสงสัยและกระตือรอื รน้ ทจ่ี ะหาคำตอบ
- ยอมรบั เมื่อมีประจกั ษพ์ ยานหรอื เหตผุ ลที่เพยี งพอ

โรงเรียนบือดองพฒั นา
สำนกั งานเขตพนื้ ท่ีการศกึ ษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑

หลักสตู รสถานศึกษากลุ่มสาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์ 72
(ฉบบั ปรบั ปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขนั้ พื้นฐาน พทุ ธศักราช 2551

ในการจัดการเรียนการสอน ผู้สอนต้องศึกษาเป้าหมายและปรัชญาของการจัดการเรียนรู้ ให้เข้าใจ
อย่างถ่องแท้ ทำความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการ ทฤษฎีการเรียนรู้ต่าง ๆ ตลอดจนกระบวนการเรียนการสอนท่ี
เน้นกระบวนการและผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด แล้วพิจารณาเลือกนำไปใช้ออกแบบกิจกรรมที่หลากหลายให้
เหมาะสมกับเนื้อหาสาระ เหมาะกับสภาพแวดล้อมของโรงเรียน แหล่งความรู้ของท้องถิ่น และที่สำคัญคือ
ศกั ยภาพของผเู้ รยี นด้วย ดงั น้ัน ในเนอื้ หาสาระเดียวกัน ผสู้ อนแตล่ ะโรงเรียนย่อมจัดการเรยี นการสอนและใช้
สื่อการเรยี นการสอนทแี่ ตกตา่ งกนั ได้

การจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ช่วยให้มีการพัฒนาในทุก ๆ ด้าน และครอบคลุมถึงเรื่องของ

ความตระหนักและผลของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอีกด้วย การจัดการเรียนการสอน กลุ่ม

วิทยาศาสตร์ในทุกระดับจึงต้องดำเนินการที่จะส่งเสริมให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนาที่สมบูรณ์เพื่อให้บรรลุ

เป้าหมายที่วางไว้ โดยจัดกิจกรรมการเรียนการสอนกลุ่มวิทยาศาสตร์ที่เน้นกระบวนการที่ผู้เรียนเป็นผู้คิด ลง

มือปฏิบัติ ศึกษาค้นคว้าอย่างมีระบบด้วยกิจกรรมหลากหลาย กิจกรรมที่จะจัดให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้

วิทยาศาสตรไ์ ดม้ ีหลากหลาย เช่น

- กจิ กรรมภาคสนาม

- กิจกรรมแก้ปญั หา

- กจิ กรรมการสังเกต

- กจิ กรรมสำรวจตรวจสอบ

- กิจกรรมการทดลอง

- กิจกรรมสืบค้นข้อมลู ทั้งจากแหล่งขอ้ มูลท่ีเป็นบุคคล เอกสารในห้องสมดุ หรือหน่วยงาน
ในท้องถิ่น จนถึงการสบื ค้นทางเครือขา่ ยอนิ เทอร์เน็ต

- กจิ กรรมศึกษาค้นคว้าจากสื่อตา่ ง ๆ และแหลง่ เรียนรูใ้ นทอ้ งถิ่น

- กิจกรรมโครงงานวิทยาศาสตร์

- กจิ กรรมอภิปราย

ฯลฯ

โรงเรยี นบอื ดองพัฒนา
สำนักงานเขตพน้ื ทก่ี ารศกึ ษาประถมศึกษายะลา เขต ๑

หลักสตู รสถานศึกษากลุ่มสาระการเรยี นร้วู ทิ ยาศาสตร์ 73
(ฉบับปรับปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้นื ฐาน พุทธศักราช 2551

กระบวนการเรยี นการสอนที่ใชก้ ารเรยี นรู้วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี

การเรียนรู้เป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม การพัฒนาความคิดและความสามารถโดยอาศัย
ประสบการณ์และปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนและสิ่งแวดล้อม ทำให้บุคคลดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุขใน
สังคม ดังนั้นก่อนที่ครูผู้สอนจะจัดการเรียนการสอน จะต้องตระหนักว่าการเรียนรู้เกิดขึ้นด้วยตัวของผู้เรียน
เอง การเรยี นรเู้ รื่องใหม่จะมีพ้ืนฐานมาจากความรู้เดิม ฉะนั้นประสบการณ์ของนักเรยี นจึงเป็นปัจจัยสำคัญต่อ
การเรียนรู้เป็นอย่างยง่ิ กระบวนการเรยี นรู้ทแี่ ท้จริงของนักเรียนไม่ไดเ้ กิดจากการบอกเลา่ ของครูหรือนักเรียน
เพียงแต่จดจำแนวคิดต่าง ๆ ที่มีผู้บอกให้เท่านั้น กระบวนการที่นักเรียนจะต้องสืบค้นเสาะหา สำรวจ
ตรวจสอบ และค้นคว้าด้วยวิธีการต่าง ๆ จะทำให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจและเกิดการรับรู้ความรู้นั้นอย่าง
ยาวนาน สามารถนำมาใช้ได้เมื่อมีสถานการณ์ใด ๆ มาเผชิญหน้า ดังนั้นการท่ีนักเรียนจะสร้างองคค์ วามร้ไู ด้
จึงต้องผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่หลากหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ ( inquiry
process )

กระบวนการสบื เสาะหาความรู้

กระบวนการเรียนการสอนเน้นการสืบเสาะหาความรู้จะเป็นการพัฒนาให้ผู้เรียนได้รับความรู้และ
ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ปลูกฝงั ใหผ้ เู้ รยี นรู้จกั ใช้ความคิดของตนเอง สามารถเสาะหาความรู้หรือ
วิเคราะห์ขอ้ มลู ได้

การจัดการให้นกั เรยี นเรยี นแบบสืบเสาะหาความรู้ อาจทำเปน็ ขน้ั ตอนดงั นี้

๑) ขั้นสร้างความสนใจ (engagement) เป็นการนำเข้าสู่บทเรียนหรือเรื่องที่สนใจ ซึ่งอาจเกิดขึ้น
เองจากความสงสัย หรอื อาจเริม่ จากความสนใจของตวั นักเรยี นเอง หรอื เกิดจากการอภิปรายภายในกลุม่ เร่อื ง
ที่น่าสนใจอาจมาจากเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในช่วงเวลาน้ัน หรอื เป็นเรื่อง ทเ่ี ชอ่ื มโยงกับความรู้เดิม
ที่เพิ่งเรียนรู้มาแล้ว เป็นตัวกระตุ้นให้นักเรียนสร้างคำถาม กำหนดประเด็นที่จะศึกษา ในกรณีที่ยังไม่มี
ประเด็นใดน่าสนใจ ครูอาจให้ศึกษาจากสื่อต่างๆ หรือเป็นผู้กระตุ้นด้วยการเสนอประเด็นขึ้นมาก่อน แต่ไม่
ควรบังคบั ใหน้ ักเรียนยอมรับประเดน็ หรือคำถามท่ีครกู ำลงั สนใจเปน็ เรื่องทจี่ ะใชศ้ ึกษา

เม่อื มีคำถามท่ีน่าสนใจ และนักเรียนสว่ นใหญย่ อมรับใหเ้ ปน็ ประเด็นท่ีต้องการศึกษาจงึ รว่ มกันกำหนด
ขอบเขตและแจกแจงรายละเอียดของเรื่องที่จะศึกษาให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น อาจรวมทั้งการรวบรวม ความรู้
ประสบการณ์เดิม หรือความรู้จากแหล่งต่าง ๆ ที่จะนำไปสู่ความเข้าใจเรื่องหรือประเด็นที่จะศึกษามากขึ้น
และมแี นวทางทใี่ ชใ้ นการตรวจตรวจสอบอยา่ งหลากหลาย

๒) ขั้นสำรวจและค้นหา (exploration) เมื่อทำความเข้าใจในประเด็นหรือคำถามที่สนใจจะศึกษา
อย่างถ่องแท้แล้ว ก็มีการวางแผนกำหนดแนวทางการสำรวจตรวจสอบ ตั้งสมมุติฐาน กำหนดทางเลือกท่ี
เปน็ ไปได้ ลงมอื ปฏิบตั ิเพื่อเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู ข้อสนเทศหรือปรากฏการณ์ต่าง ๆ วธิ ีการตรวจสอบอาจทำได้

โรงเรียนบือดองพฒั นา
สำนกั งานเขตพ้นื ทกี่ ารศึกษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑

หลกั สตู รสถานศกึ ษากลุ่มสาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์ 74
(ฉบับปรบั ปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขนั้ พ้นื ฐาน พุทธศกั ราช 2551

หลายวิธี เช่น ทำการทดลอง ทำกิจกรรมภาคสนาม การใช้คอมพิวเตอร์เพื่อช่วยสร้างสถานการณ์จำลอง
(simulation) การศึกษาหาข้อมลู จากเอกสารอ้างองิ หรอื จากแหล่งข้อมูล

ต่าง ๆ เพ่ือให้ได้มาซ่งึ ข้อมูลอยา่ งเพยี งพอทีจ่ ะใช้ในข้นั ต่อไป

๓) ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป (explanation) เมื่อได้ข้อมูลอย่างเพียงพอจากการสำรวจตรวจสอบ
แล้ว จึงนำข้อมูล ข้อสนเทศที่ได้มาวิเคราะห์ แปรผล สรุปผล และนำเสนอผลที่ได้ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น
บรรยายสรปุ สร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ หรือวาดรปู สร้างตาราง การคน้ พบในขัน้ นีอ้ าจเป็นไปได้หลาย
ทาง เช่น สนับสนุนสมมุติฐานที่ตั้งไว้ โต้แย้งกับสมมุติฐานที่ตั้งไว้ หรือไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่ได้กำหนดไว้
แตผ่ ลทไี่ ด้จะอยใู่ นรูปใด กส็ ามารถสร้างความรู้และชว่ ยให้เกดิ การเรียนรไู้ ด้

๔) ขั้นขยายผลความรู้ (elaboration) เป็นการนำความรู้ที่สร้างขึ้นไปเชื่อมโยงกับความรู้เดิมหรือ
แนวคิดที่ได้ค้นคว้าเพิ่มเตมิ หรือนำแบบจำลองหรือข้อสรุปทีไ่ ด้ไปอธิบายสถานการณ์หรือเหตุการณ์อื่น ๆ ถ้า
ใช้อธิบายเรื่องต่าง ๆ ได้มากก็แสดงว่าข้อจำกัดน้อย ซึ่งก็จะช่วยให้เชื่อมโยงกับเรื่องต่าง ๆ และทำให้เกิด
ความรูก้ วา้ งขวางขนึ้

๕) ขั้นประเมิน (evaluation) เป็นการประเมินการเรียนรู้ด้วยกระบวนการต่าง ๆ ว่านักเรียนมี
ความรอู้ ะไรบ้าง อยา่ งไร และมากน้อยเพยี งใดจากข้นั น้จี ะนำไปสกู่ ารนำความรู้ไปประยุกตใ์ นเรื่องอน่ื

การนำความรู้หรือแบบจำลองไปใช้อธิบายหรือประยุกต์ใช้กับเหตุการณ์หรือเรื่องอื่น ๆ จะ
นำไปสู่ข้อโต้แย้งหรือข้อจำกัดซึ่งจะก่อให้เป็นประเด็นหรือคำถาม หรือปัญหาที่จะต้องสำรวจตรวจสอบต่อไป
ทำให้เกิดเป้นกระบวนการที่ต่อเนือ่ งกันไปเรื่อย ๆ จึงเรียกว่า inquiry cycle กระบวนการสืบเสาะหาความรู้
จึงช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ทั้งเนื้อหาหลักและหลักการ ทฤษฎี ตลอดจนการลงมือปฏิบั ติ เพื่อให้ได้
ความรู้ซง่ึ จะเปน็ พื้นฐานในการเรียนรู้ตอ่ ไป

การสืบเสาะหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ นอกจากจะใช้กระบวนการดังกล่าวแล้ว อาจใช้วิธีในการสืบ
เสาะหาความรูด้ ้วยรปู แบบอ่นื ๆ อกี ดังนี้

การค้นหารูปแบบ (pattern seeking) โดยที่นักเรียนเริ่มด้วยการสังเกตและบันทึกปรากฏการณ์
ตามธรรมชาติ หรือทำการสำรวจตรวจสอบโดยที่ไม่สามารถควบคุมตัวแปรได้ แล้วคิดหารูปแบบจากข้อมูล
เช่น จากการสังเกตผลฝรัง่ ในสวนจากหลายแหลง่ พบว่าฝรั่งท่ีได้รับแสงจะมีขนาดโตกว่าผลฝรั่งท่ีไม่ได้รับแสง
นักเรยี นกส็ ร้างรูปแบบและสร้างความรูไ้ ด้

การจำแนกประเภทและการระบุชื่อ (classification and identification) เป็นการจัดประเภท
ของวัตถุหรอื เหตุการณ์เป็นกลุ่ม หรือการระบุชอ่ื วัตถุหรือเหตุการณ์ท่เี ป็นสมาชิกของกลุ่ม เช่น เราจะแบ่งสัตว์
ไม่มีกระดูกสันหลังเหลา่ นีไ้ ด้อยา่ งไร วัสดใุ ดนำไฟฟา้ ได้ดีหรือไม่ดี สารต่าง ๆ เหลา่ นี้จำแนกอยูใ่ นกลมุ่ ใด

โรงเรียนบอื ดองพฒั นา
สำนกั งานเขตพืน้ ทก่ี ารศึกษาประถมศึกษายะลา เขต ๑

หลกั สูตรสถานศึกษากลุ่มสาระการเรียนร้วู ทิ ยาศาสตร์ 75
(ฉบับปรบั ปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพน้ื ฐาน พุทธศักราช 2551

การสำรวจและค้นหา (exploring) เป็นการสังเกตวัตถุหรือเหตุการณ์ในรายละเอียด หรือทำการ
สังเกตต่อเนื่องเป็นเวลานาน เช่น ไข่กบมีการพัฒนาการอย่างไร เมื่อผสมของเหลวต่างชนิดกันเข้าด้วยกันจะ
เกิดอะไรข้นึ

การพัฒนาระบบ (developing system) เป็นการออกแบบ ทดสอบและปรับปรุงสิง่ ประดษิ ฐห์ รือ
ระบบ

- ทา่ นสามารถออกแบบสวติ ซ์ความดนั สำหรับวงจรเตือนภยั ได้อยา่ งไร

- ท่านสามารถสรา้ งเทคนิคหรอื หามวลแหง้ ของแอปเปิลได้อยา่ งไร

การสรา้ งแบบจำลองเพอื่ การสำรวจตรวจสอบ (investigate models) เป็นการสรา้ งแบบจำลอง
เพอ่ื อธบิ าย เพ่อื ให้เห็นถงึ การทำงาน เชน่ สรา้ งแบบจำลองระบบนิเวศ

กระบวนการแกป้ ัญหา (problem solving process)

การเรียนการสอนวิทยาศาสตร์มีจุดมุ่งหมายประการหนึ่ง คือ เน้นให้นักเรียนได้ฝึกแก้ปัญหาต่าง ๆ
โดยผ่านกระบวนการคิดและปฏิบัติอย่างมีระบบ ผลที่ได้จากการฝึกจะช่วยให้นักเรียนสามารถตัดสินใจ
แก้ปัญหาต่าง ๆ ด้วยวิธีการคิดอย่างสมเหตุสมผล โดยใช้กระบวนการหรือวิธีการ ความรู้ ทักษะต่าง ๆ และ
ความเขา้ ใจในปญั หาน้นั มาประกอบกนั เพื่อเปน็ ข้อมูลในการแก้ปัญหา

เพอ่ื ใหเ้ ขา้ ใจได้ตรงกนั ถงึ ความหมายทีแ่ ท้จรงิ ของปัญหา ไดม้ ผี ใู้ ห้ความหมายไวด้ งั นี้

“ ปัญหา” หมายถึง สถานการณ์ เหตุการณ์ หรือสิ่งที่พบแล้วไม่สามารถจะใช้วิธีการใดวิธีการหนึ่ง
แก้ปญั หาได้ทนั ที หรอื เมอ่ื มปี ญั หาเกดิ ข้นึ แล้วไม่สามารถมองเหน็ แนวทางแก้ไขได้ทันที

“ แบบฝึกหดั “ หมายถงึ สถานการณ์ เหตุการณ์ หรอื สิ่งทพี่ บแล้วสามารถแก้ไขหรือเลอื กวธิ ีแก้ไข
ได้ทนั ที หรือมองเห็นไดช้ ดั เจนวา่ มีวิธแี กไ้ ขท่ีแน่นอน

การแก้ไขปัญหาอาจทำได้หลายวิธี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะของปญั หา ความรู้และประสบการณ์ของผู้
แกป้ ญั หานนั้

กจิ กรรมการคดิ และปฏบิ ตั ิ (Hands-on Mind-on Activities)

นักการศึกษาวิทยาศาสตร์แนะนำให้ครูจัดกิจกรรมให้นักเรียนได้คิดและลงมอื ปฏบิ ัติ เมื่อนักเรียนได้
ลงมือปฏิบัติจริง หรือได้ทำการทดลองต่าง ๆ ทางวิทยาศาสตร์ก็จะเกิดความคิดและคำถามที่หลากหลาย
ตวั อยา่ งกจิ กรรม ไดแ้ ก่

โรงเรยี นบอื ดองพัฒนา
สำนกั งานเขตพืน้ ทีก่ ารศกึ ษาประถมศึกษายะลา เขต ๑

หลักสูตรสถานศกึ ษากลุ่มสาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์ 76
(ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พน้ื ฐาน พุทธศกั ราช 2551

- นำแมเ่ หลก็ เข้าใกล้วัสดุตา่ ง ๆ แลว้ สังเกตผลที่เกิดขน้ึ

- ใช้วัตถตุ ่าง ๆ ถกู ับผา้ ชนดิ ต่าง ๆ แลว้ นำมาแขวนไว้ใกลก้ ัน หรอื นำมาแตะชิ้น

กระดาษ แล้วสงั เกตการเปลี่ยนแปลง

- ตอ่ หลอดไฟฟา้ หลายหลอดกบั ถ่านไฟฉาย สังเกตและเปรียบเทยี บผลที่เกดิ ขนึ้ ใช้

กลอ้ งจุลทรรศน์สอ่ งดูเนื้อเยอื่ ของส่ิงมีชวี ติ สงั เกตและเปรยี บเทยี บเน้อื เย่ือของสง่ิ มีชีวิตต่าง ๆ

- เป่าลมหายใจลงไปในน้ำปูนใส สงั เกตการเปลยี่ นแปลงทเี่ กดิ ขน้ึ

เม่อื นักเรียนได้ทำกจิ กรรมลักษณะนี้แล้ว จะทำให้สังเกตผลท่เี กิดขน้ึ ด้วยตนเอง ซงึ่ เป็นข้อมูล
ที่จะนำไปสู่การถามคำถาม การอธิบาย การอภิปราย หาข้อสรุปและการศึกษาต่อไป กิจกรรม ลักษณะนี้จึง
ส่งเสริมให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติและฝึกคิด นำมาสู่การสร้างความรู้ด้วยตนเองด้วยความเข้าใจและเป็นการ
เรยี นรอู้ ยา่ งมีความหมาย

การเรียนร้แู บบรว่ มมือรว่ มใจ (Cooperative Learning)

การเรียนร้แู บบรว่ มใจ เปน็ กระบวนการเรยี นรู้ที่สามารถนำมาใชใ้ นการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ได้
อยา่ งเหมาะสมวิธหี น่ึง เนอ่ื งจากขณะนี้นักเรียนทำกจิ กรรมร่วมกันในกลุ่ม นักเรยี นจะได้มีโอกาสแลกเปล่ียน
ความรกู้ ับสมาชกิ ของกลุ่ม และการทีแ่ ต่ละคนมีวัยใกลเ้ คียงกัน ทำใหส้ ามารถส่ือสารกนั ได้เปน็ อย่างดี แตก่ าร
เรยี นรแู้ บบรว่ มมอื ร่วมใจที่มีประสิทธภิ าพนนั้ ต้องมรี ปู แบบหรือมีการจัดระบบอย่างดี นักการศึกษาหลายท่าน
ได้ทำการศกึ ษาคน้ คว้าอยา่ งกวา้ งขวาง เพื่อจะนำมาใช้ในการเรียนการสอนวชิ าตา่ ง ๆ รวมทั้งวชิ าวทิ ยาศาสตร์
และคณิตศาสตร์ดว้ ย

การพัฒนาความสามารถและทักษะที่สำคัญของผู้เรียนในการเรียนการสอนวิทยาศ าสตร์และ
เทคโนโลยี

การเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ในระดับต่าง ๆ นั้น นอกจากมุ่งหวังให้นักเรียนได้พัฒนาความรู้
ความเข้าใจในแนวความคิดหลักที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาในบทเรียนแล้ว ยังมุ่งหวังให้นักเรียนได้พัฒนา
ความสามารถในการตัดสินใจ พฒั นาความคดิ ชั้นสูงและพัฒนาทักษะการส่อื สารด้วย

ความสามารถในการตัดสนิ ใจ (Decision Making)

การจัดกิจกรรมต่าง ๆ ครูควรจัดสถานการณ์ที่เปิดโอกาสให้นักเรียนฝึกตัดสินใจ เช่น กิจกรรมการ
แก้ปัญหา การศึกษาค้นควา้ อยา่ งมีระบบ การสืบเสาะหาความรู้ หรืออาจจัดกิจกรรมการแสดงบทบาทสมมตุ ิ
โดยสรา้ งสถานการณข์ ึน้ เอง และเปดิ โอกาสให้นักเรียนแสดงบทบาทสมมุติโดยเปน็ ผทู้ ีเ่ ก่ียวข้องกับการตดั สินใจ

โรงเรียนบือดองพฒั นา
สำนกั งานเขตพน้ื ที่การศึกษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑

หลกั สตู รสถานศกึ ษากลุ่มสาระการเรยี นรูว้ ทิ ยาศาสตร์ 77
(ฉบับปรบั ปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พ้ืนฐาน พทุ ธศักราช 2551

ในเรื่องที่สำคัญของบ้านเมือง เช่น การสร้างเขื่อน การสร้างโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ การแก้ปัญหาต่าง ๆที่
เกดิ ข้ึนในโรงเรียนหรอื ชมุ ชน การตัดสนิ ใจเก่ียวกับปญั หาบ้านเมืองน้นั จะตอ้ งอยบู่ นพื้นฐานของข้อมูลที่เชอ่ื ถือ
ได้อย่างมีเหตุผลและส่งผลดีต่อส่วนรวม เพ่ือให้เกิดความปลอดภัยและการพัฒนาที่ยั่งยืน ทั้งนี้จะต้อง
พิจารณาทางเลือกที่ดีที่สุด ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด ก่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนและคุณภาพ
ชวี ิตทีด่ ี

การพัฒนาความคิดข้นั สงู ( Higher- ordered Thinking )

การคิดขั้นสงู เป็นความสามารถทางสติปัญญาประการหนึ่งท่ีต้องพฒั นาให้เกิดในขณะที่นักเรียนเข้ามา
อยู่ในโรงเรียน เพื่อเรียนรู้เนื้อหาและหลักการ รวมทั้งแนวคิดในวิชาต่าง ๆ ความคิดขั้นสูงประกอบด้วย
ความคิดในด้านต่าง ๆ คือ

๑. ความคิดวิเคราะห์ คือความคิดที่เกี่ยวข้องกับการจำแนก รวบรวมเป็นหมวดหมู่รวมท้ัง
การจัดประเด็นต่างๆ เช่น การจำแนกชนิดของหิน โดยพิจารณาลักษณะภายนอกเป็นเกณฑ์ การจำแนก
ใบไมโ้ ดยพจิ ารณารูปรา่ งของใบ ขอบใบ และเสน้ ใบเป็นเกณฑ์

๒. ความคดิ วิพากษ์วิจารณ์ คือความคิดเห็นตอ่ เรอ่ื งใดเร่ืองหนึ่งทง้ั ในดา้ นบวกหรือ

ลบอย่างมีเหตุผล โดยการใช้ข้อมูลที่มีอยู่อย่างเพียงพอ เช่น ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีชีวภาพ ซึ่งเป็น
ประเด็นที่คนทั่วโลกให้ความสนใจ คือเรื่อง GMOs ผลการใช้เทคโนโลยีดังกล่าวมีผลให้สิ่งมีชีวิตไม่ว่าพืชหรือ
สตั ว์ มีคุณสมบัตเิ ปลีย่ นแปลงไปจากพนั ธ์ุเดิมและการเปล่ยี นแปลงดงั กลา่ วย่อมมผี ลต่อมนุษยแ์ ละสิ่งแวดล้อม

๓. ความคิดสร้างสรรค์ คือความคิดที่แปลกใหม่ ยืดหยุ่นและแตกต่างจากผู้อื่น เช่นให้นักเรียนทำ
กิจกรรมคิดออกแบบประดิษฐ์อุปกรณ์กำเนิดเสียงแทนการใช้กระดิ่งไฟฟ้าหรือออดไฟฟ้า หรือออกแบบวงจร
เตอื นภยั โดยใชเ้ ซนเซอร์ความร้อน

๔. ความคิดอย่างมีเหตุมีผล คือความสามรถที่จะคิดในเชิงเหตุผลของเรื่องราวต่าง ๆ เช่น
กิจกรรมการเรียนเรื่องการสร้างเขื่อน หรอื การพัฒนาด้านอุตสาหกรรมต่าง ๆ ซ่ึงเปน็ ประเดน็ โต้แย้งทางสังคม
ที่ไม่อยู่บนข้อมูลหรือประจักษ์พยานที่เป็นความรู้ทางวิทยาศาสตร์ จึงควรให้นักเรียนได้ใช้ความรู้ทาง
วิทยาศาสตร์มาเป็นเหตุผลในการโต้แย้งหรือสนับสนุน ไม่ใช่ใช้ความรู้สึกหรือใช้อารมณ์ในการตัดสินว่าควร
ดำเนนิ การพฒั นาหรอื ไม่ อยา่ งไร

๕. ความคิดเชิงวิทยาศาสตร์ คือความคิดที่ใช้ในการพิสูจน์และสำรวจตรวจสอบ หา
ข้อเท็จจริง เชน่ ภมู ปิ ญั ญาท้องถนิ่ ท่เี ป็นเทคโนโลยชี าวบ้าน การดองผักด้วยน้ำซาวขา้ วหรือ น้ำมะพร้าว
หรือการใสพ่ รกิ สดลงในนำ้ กะทิเพือ่ กันบดู ได้

โดยทั่วไปแล้วความคิดข้ันสงู ด้านตา่ ง ๆ เหล่านี้จะไม่สามารถแยกออกจากกนั ได้ชัดเจน ต้องพัฒนาไป
พรอ้ ม ๆ กันและอาจรวมท้ังพฒั นาไปพรอ้ มกบั ความสามารถดา้ นอื่น ๆ ด้วยโดยไมจ่ ำเป็นต้องเน้นว่าจะตอ้ ง

โรงเรยี นบือดองพัฒนา
สำนกั งานเขตพื้นทก่ี ารศึกษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑

หลกั สูตรสถานศึกษากลุ่มสาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์ 78
(ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พ้นื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551

พัฒนาเรื่องใดก่อนหรือหลัง การพัฒนาความคิดขั้นสูงนี้จะทำได้มากในกิจกรรมการเรียนการสอน
แบบสบื เสาะหาความรแู้ ละกระบวนการแก้ปัญหา

การพฒั นาทักษะการสอื่ สาร (Communication Skills)

กระบวนการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ ทักษะในการสื่อสาร หมายถึงการแสดความคิดหรือ
แลกเปลี่ยนความรู้ และแนวความคิดหลักทางวิทยาศาสตร์ที่ได้จากการทำกิจกรรมหลากหลาย การ
สงั เกต การทดลอง การอ่านหรอื อ่ืนๆ ซง่ึ แสดงออกในรูปแบบทชี่ ดั เจนและมีเหตุผลด้วยการพูดหรอื การเขยี น

การพัฒนาให้นักเรียนมีความสามารถในการสื่อสารความรู้และแน วความคิดทางวิทยาศาสตร์เป็น
เปา้ หมายสำคัญประการหน่ึงของการจัดกจิ กรรมการเรยี นการสอนวิทยาศาสตร์ทุกระดับ ความสามารถในการ
สอื่ สารเป็นคณุ ลักษณะท่ีตอ้ งฝึกซำ้ เพ่อื ใหเ้ กิดทกั ษะ

การจดั กิจกรรมการเรียนการสอนวทิ ยาศาสตร์ สามารถฝกึ ทกั ษะการสอ่ื สารได้ ดังต่อไปน้ี

๑. การเล่าหรือการเขียนสรุปเรื่องราวทางวิทยาศาสตร์ที่อ่านจากหนังสือพิมพ์วารสาร
หนังสือต่าง ๆ จากการดูโทรทัศน์หรือการสืบค้นข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต โดยมอบหมายให้นักเรียนไปศึกษา
ค้นคว้า แล้วนำมาเล่าหรือเขียนใหผ้ ู้อื่นรับรู้ เป็นการฝึกทักษะในการสื่อสารที่ดีวิธีหนึ่ง กิจกรรมนี้อาจใช้เวลา
ครง้ั ละ ๑๐ นาที ก่อนท่จี ะมีการสอนตามปกตกิ ็ได้

๒. การเขียนบันทึกสรุปการไปทัศนศึกษา หรือการศึกษาภาคสนาม ในโอกาสที่นักเรียน
กลับมาจากทัศนศึกษาหรือการศึกษาภาคสนามแล้วให้เขียนรายงานสรุปถึงความรู้ ความคิด ในบางเรื่องที่
ไดร้ ับจากการไปทศั นศึกษาแตล่ ะครั้ง

๓. การจัดแสดงผลงาน ในกรณีที่นักเรียนทำโครงงานวิทยาศาสตร์หรือโครงการ อื่น ๆ ควร
กำหนดให้มีวันที่แน่นอนเพื่อจัดแสดงผลงานให้เพื่อน ๆ ในชั้นหรือทั้งโรงเรียนได้ชมและถ้าเป็นไปได้ควรเชิญ
บคุ คลในชมุ ชนมาชมด้วย

๔. การสื่อสารด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ คอมพิวเตอรเ์ ป็นอุปกรณท์ ีจ่ ะช่วยมนษุ ย์ ในการ
ทำงานได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ วิทยาการคอมพิวเตอร์จึงเป็นวิทยาศาสตร์แขนงหนึ่งที่เป็นรากฐานสำคญั
ต่อการพัฒนาความคิดและจิตนาการ อันจะนำไปสู่การแปลงรูปจากจินตนาการมาเป็นชิ้นงานสร้างสรรค์ที่มี
ประโยชน์ปจั จุบันส่งิ ประดิษฐ์มากมายล้วนแลว้ แต่มสี ่วนประกอบของคอมพวิ เตอรเ์ ข้าไปร่วมดว้ ย ทำให้ระบบ
การทำงานต่าง ๆ ได้รับการพฒั นาเขา้ สู่ความเป็นอัตโนมตั ิมากข้นึ

โรงเรยี นบือดองพฒั นา
สำนกั งานเขตพ้ืนท่ีการศกึ ษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑

หลกั สูตรสถานศกึ ษากลุ่มสาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์ 79
(ฉบับปรับปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2551

ปจั จยั ความสำเร็จในการจัดการเรยี นรู้

๑. ผู้บริหาร เป็นผู้ที่มีความสำคัญที่สุดในการสนับสนุนให้การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนบรรลุ
เป้าหมาย ผู้บริหารต้องมีความรู้ความเข้าใจในปรัชญา กระบวนการเรียนรู้และธรรมชาติของการเรียนรู้
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพอ่ื จะได้สนบั สนนุ

- งบประมาณในการจดั ซือ้ สอ่ื ต่าง ๆ

- อำนวยความสะดวกในการจัดกจิ กรรมที่ต้องใชแ้ หลง่ เรียนรูใ้ นทอ้ งถนิ่ ภายนอกโรงเรียน

- ชว่ ยเสนอแนะแหล่งวทิ ยาการและแหล่งเรยี นรู้

- นเิ ทศ ตดิ ตามผลการจดั การเรยี นร้อู ยา่ งสม่ำเสมอ

- ใหก้ ำลงั ใจท้ังครแู ละนกั เรียน

๒. ครูผู้สอน เป็นผู้ที่มีความสำคัญในการที่จะแปลมาตรฐานการเรียนรู้และสาระการเรียนรู้ที่เป็น
ตัวหนังสือให้เป็นกิจกรรมการเรียนรู้ที่เหมาะสม น่าสนใจ และมีกระบวนการเรียนรู้หลากหลายวธิ ีอย่างอิสระ
ครผู ู้สอนจำเป็นต้อง

- มคี วามรู้ความเข้าใจเก่ียวกบั เปา้ หมายของการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

- มีความเขา้ ใจเก่ยี วกับธรรมชาตขิ องวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

- มีความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาสาระวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างดี รวมถึงรู้วิธีการ
เรยี นรู้ มีความสามารถในการสบื เสาะหาความรู้และแก้ปญั หา

- มคี วามเขา้ ใจเก่ยี วกับตัวนกั เรียน พรอ้ มทจ่ี ะเรียนรู้เรอ่ื งราวใหม่ ๆ พรอ้ ม ๆ กบั นกั เรียน

- เปน็ ผทู้ ี่มคี วามสนใจใฝห่ าความรอู้ ยา่ งสม่ำเสมอและต่อเนื่อง เพ่อื นำมาปรบั ปรงุ ตนเอง

- มีความสามารถในการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้หลากหลายรูปแบบ มีการใช้สื่อการเรียน
การสอนหลากหลายและสามารถใช้เทคโนโลยีสารสนเทศได้

- มีคณุ ธรรม จริยธรรมและค่านิยมในอาชพี ครใู นฐานะครูวิชาชพี

- มีมนุษย์สัมพันธท์ ี่ดีทั้งกับเพื่อนครูในโรงเรยี นและชมุ ชน เพื่อจะหาความร่วมมือในการจัดการ
เรียนการสอน

๓. ผเู้ รยี น เป็นอีกองคป์ ระกอบหนึ่งที่มคี วามสำคัญต่อการเรียนการสอน ผู้เรียนแต่ละคน มีความ
แตกตา่ งกันทงั้ บุคลิกภาพ สตปิ ัญญา ความถนัด ความสนใจและความสมบูรณข์ องรา่ งกาย ผเู้ รียนควรมี

โรงเรยี นบือดองพฒั นา
สำนกั งานเขตพ้ืนทีก่ ารศกึ ษาประถมศึกษายะลา เขต ๑

หลักสตู รสถานศกึ ษากลุ่มสาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์ 80
(ฉบับปรับปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พน้ื ฐาน พทุ ธศักราช 2551

โอกาสร่วมคิด ร่วมวางแผนในการจัดการเรียนการสอน และมีโอกาสเลือกวธิ ีเรียนได้อย่างหลากหลาย ตาม
ความเหมาะสมภายใตก้ ารแนะนำของครผู ู้สอน

๔. สภาพแวดล้อมและบรรยากาศการเรียนการสอน ครูผู้สอนต้องมีวิธีการที่จะจัดสภาพแวดล้อมและ
บรรยากาศที่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาทางวิชาการ เช่น จัดห้องชวนคิด ห้องกิจกรรมวิทยาศาสตร์ จัดระบบ
นิเวศจำลอง จัดบริเวณโรงเรียนเป็นแหล่งเรียนรู้ทางชีววิทยา ธรณีวิทยา ฯลฯ มีการดัดแปลงห้องเรียนให้
นกั เรยี นทำกิจกรรมการเรียนรู้ทีส่ ามารถมีปฏิสัมพันธ์กันได้ดี และจดั กิจกรรมที่เอื้อให้ผู้ปกครองและชุมชนเข้า
มามีสว่ นรว่ มในการเรยี นการสอนด้วย

การวดั ผลและประเมินผลการเรยี นรูว้ ทิ ยาศาสตร์

เพื่อที่จะทราบว่าการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้หรือไม่เ พียงใด
จำเป็นต้องมีการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียน ในอดีตการวัดและประเมินผลส่วนใหญ่ให้
ความสำคัญกับการใช้ข้อสอบซ่งึ ไมส่ ามารถสนองเจตนารมณ์การเรียนการสอนท่เี นน้ ให้ผ้เู รียนคิด ลงมอื ปฏิบัติ
ด้วยกระบวนการหลากหลาย เพื่อสร้างองค์ความรู้ ดังนั้น ผู้สอนต้องตระหนักว่าการเรียนการสอนและการ
วัดผลประเมนิ ผลเป็นกระบวนการเดยี วกนั และจะตอ้ งวางแผนไปพรอ้ ม ๆ กัน

แนวทางการวัดผลและประเมนิ ผล

การวัดและประเมินผลการเรียนรู้จะบรรลุผลตามเป้าหมายของการเรียนการสอนที่วางไว้ได้ ควรมี
แนวดงั ตอ่ ไปน้ี

๑. ต้องวัดและประเมินผลทั้งความรู้ความคิด ความสามรถ ทักษะและกระบวนการ เจตคติ คุณธรรม
จรยิ ธรรม ค่านิยมในวทิ ยาศาสตร์ รวมทั้งโอกาสในการเรยี นของผูเ้ รยี น

๒. วิธีการวดั และประเมนิ ผลต้องสอดคล้องกับมาตรฐานการเรียนร้ทู ีก่ ำหนดไว้

๓. ตอ้ งเก็บข้อมูลทไ่ี ดจ้ ากการวัดและประเมินผลอยา่ งตรงไปตรงมา และต้องประเมนิ ผลภายใต้ข้อมูล
ท่ีมอี ยู่

๔. ผลการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนต้องนำไปสู่การแปลผลและลงข้อสรุปท่ี
สมเหตุสมผล

๕. การวัดและประเมินผลต้องมีความเที่ยงตรงและเป็นธรรม ทั้งในด้านของวิธีการวัดโอกาสของการ
ประเมนิ

โรงเรียนบือดองพฒั นา
สำนกั งานเขตพ้ืนที่การศกึ ษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑

หลกั สูตรสถานศึกษากลุ่มสาระการเรยี นร้วู ิทยาศาสตร์ 81
(ฉบับปรบั ปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพน้ื ฐาน พทุ ธศักราช 2551

จดุ มุ่งหมายของการวดั ผลและประเมนิ ผล

๑. เพื่อวินิจฉัยความรู้ความสามารถ ทักษะและกระบวนการ เจตคติ คุณธรรม จริยธรรมและ
คา่ นิยมของผเู้ รียน และเพ่อื ซอ่ มเสรมิ ผู้เรียนให้พฒั นาความรู้ความสามารถและทักษะไดเ้ ตม็ ตามศกั ยภาพ

๒. เพื่อใช้เป็นข้อมูลป้อนกลับใหแ้ กต่ วั ผเู้ รียนเองว่าบรรลุตามมาตรฐานการเรียนรเู้ พียงใด

๓. เพอื่ ใชข้ ้อมลู ในการสรุปผลการเรียนรู้และเปรียบเทยี บถึงระดบั พัฒนาการของการเรยี นรู้

การวัดและประเมินผลจึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อกระบวนการเรียนการสอน วิธีการวัดและ
ประเมินผลที่สามารถสะท้อนผลการเรียนรู้อย่างแท้จริงของผู้เรียนและครอบคลุมกระบวนการเรี ยนรู้และผล
การเรียนรทู้ ั้ง ๓ ดา้ นตามที่กล่าวมาแล้วจงึ ตอ้ งวัดและประเมินผลจากสภาพจริง (Authentic assessment)

การวดั และประเมินผลจากสภาพจรงิ
กิจกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียนมีหลากหลาย เช่น กิจกรรมสำรวจภาคสนาม กิจกรรมการสำรวจ

ตรวจสอบ การทดลอง กิจกรรมศึกษาค้นคว้า กิจกรรมศึกษาปัญหาพิเศษหรือโครงงานวิทยาศาสตร์ ฯลฯ
อย่างไรก็ตาม ในการทำกิจกรรมเหล่านี้ต้องคำนึงว่าผู้เรียนแตล่ ะคนมีศักยภาพแตกตา่ งกนั ผู้เรียนแต่ละคนจงึ
อาจทำงานชิ้นเดียวกันได้เสร็จในเวลาที่แตกต่างกัน และผลงานที่ได้ก็อาจแตกต่างกัน เมื่อผู้เรียนทำกิจกรรม
เหลา่ นแ้ี ลว้ ก็จะตอ้ งเกบ็ รวบรวมผลงาน เช่น รายงาน ช้นิ งาน บนั ทึกและรวบถงึ ทักษะปฏบิ ัติตา่ ง ๆ เจตคติทาง
วิทยาศาสตร์ เจตคตติ อ่ วิทยาศาสตร์ ความรัก ความซาบซ้ึง กจิ กรรมที่ผู้เรียนได้ทำและผลงานเหล่าน้ีต้องใช้วิธี
ประเมินท่ีมคี วามเหมาะสมและแตกต่างกนั เพ่อื ช่วยให้สามารถประเมินความรคู้ วามสามารถและความรู้สึกนึก
คิดที่แท้จริงของผู้เรียนได้ การวัดและประเมินผลจากสภาพจริงจะมีประสิทธิภาพก็ต่อเมื่อมีการประเมินหลาย
ๆ ด้าน หลากหลายวิธี ในสถานการณ์ต่าง ๆ ท่สี อดคล้องกบั ชวี ิตจริง และตอ้ งประเมินอยา่ งต่อเนื่อง เพื่อจะได้
ขอ้ มูลท่ีมากพอทจ่ี ะสะท้อนความสามารถที่แทจ้ ริงของ

ผู้เรยี นได้

ลักษณะสำคัญของการวัดและประเมนิ ผลจากสภาพจริง

๑. การวัดและประเมินผลจากสภาพจริง มีลักษณะที่สำคัญคือ ใช้วิธีการประเมินกระบวนการท่ี
ซับซ้อน ความสามารถในการปฏิบัติงาน ศักยภาพของเรียนในด้านของผู้ผลิตและกระบวนการที่ได้ผ ลผลิต
มากกวา่ ท่ีจะประเมินวา่ ผู้เรียนสามารถจดจำความร้อู ะไรไดบ้ ้าง

โรงเรียนบอื ดองพัฒนา
สำนกั งานเขตพน้ื ทกี่ ารศกึ ษาประถมศึกษายะลา เขต ๑

หลกั สูตรสถานศึกษากลุ่มสาระการเรยี นร้วู ิทยาศาสตร์ 82
(ฉบับปรบั ปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พื้นฐาน พทุ ธศกั ราช 2551

๒. เปน็ การประเมนิ ความสามารถของผู้เรยี น เพ่อื วนิ ิจฉยั ผู้เรียนในสว่ นทค่ี วรสง่ เสริมและส่วนที่ควรจะ
แกไ้ ขปรบั ปรุง เพือ่ ใหผ้ เู้ รยี นได้พัฒนาอยา่ งเต็มศกั ยภาพตามความสามารถ ความสนใจและความตอ้ งการของ
แตล่ ะบุคคล

๓. เป็นการประเมนิ ท่เี ปิดโอกาสใหผ้ ้เู รียนได้มีส่วนรว่ มประเมินผลงานของทั้งตนเองและของเพื่อนร่วม
หอ้ ง เพื่อส่งเสริมใหผ้ ูเ้ รยี นร้จู กั ตัวเอง เชือ่ ม่นั ในตนเอง สามารถพฒั นาตนเองได้

๔. ข้อมูลที่ได้จากการประเมินจะสะท้อนให้เห็นถึงกระบวนการเรียนการสอนและการวางแผนการ
สอนของผู้สอนว่าสามารถตอบสนองความสามารถ ความสนใจและความต้องการของผู้เรียนแต่ละบุคคลได้
หรอื ไม่

๕. ประเมินความสามารถของผเู้ รียนในการถ่ายโอนการเรยี นร้ไู ปสู่ชวี ิตจริงได้

๖. ประเมินด้านต่าง ๆ ด้วยวิธีทห่ี ลากหลายในสถานการณ์ตา่ ง ๆ อย่างตอ่ เนื่อง

วิธีการและแหลง่ ขอ้ มูลท่ีใช้
เพื่อให้การวัดและประเมินผลได้สะท้อนความสามารถที่แท้จริงของผู้เรียน ผลการประเมินอาจจะ
ได้มาจากแหล่งขอ้ มลู และวะการตา่ ง ๆ ดังตอ่ ไปนี้

๑. สงั เกตการแสดงออกเป็นรายบคุ คลหรอื รายกลุ่ม

๒. ชน้ิ งาน ผลงาน รายงาน

๓. การสัมภาษณ์

๔. บนั ทกึ ของผ้เู รียน

๕. การประชุมปรึกษาหารอื ร่วมกันระหวา่ งผเู้ รยี นและครู

๖. การวัดและประเมนิ ผลภาคปฏิบตั ิ

๗. การวดั และประเมนิ ผลด้านความสามารถ

๘. การวดั และประเมินผลการเรยี นรูโ้ ดยแฟม้ ผลงาน

โรงเรยี นบอื ดองพัฒนา
สำนักงานเขตพน้ื ทกี่ ารศึกษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑

หลักสูตรสถานศึกษากลุ่มสาระการเรียนร้วู ทิ ยาศาสตร์ 83
(ฉบบั ปรบั ปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขัน้ พื้นฐาน พทุ ธศักราช 2551

การวดั และประเมินผลดา้ นความสามารถ (Performance Assessment)

ความสามารถของผู้เรียนประเมนิ ไดจ้ ากการแสดงออกโดยตรงจากการทำงานต่าง ๆ เป็นสถานการณ์
ที่กำหนดให้ ซึ่งเป็นของจริงหรือใกล้เคียงกับสภาพจริง และเปิดโอกาสให้ผูเ้ รียนไดแ้ ก้ปัญหาหรือปฏิบัตงิ านได้
จริง โดยประเมินจากกระบวนการทำงาน กระบวนการคิดโดยเฉพาะความคิดขนั้ สูงและผลงานทไ่ี ด้

ลักษณะสำคัญของการประเมินความสามารถ คือ กำหนดวัตถุประสงค์ของงาน วิธีการทำงาน
ผลสำเร็จของงาน มีคำสั่งควบคุมสถานการณ์ในการปฏิบัติงาน และมีเกณฑ์การให้คะแนนที่ชัดเจน การ
ประเมินความสามารถที่แสดงออกของผู้เรียนทำได้หลายแนวทางต่าง ๆ กัน ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม
สภาวการณ์ และความสนใจของผู้เรยี น ดังตวั อยา่ งตอ่ ไปน้ี

๑. มอบหมายงานให้ทำ งานที่มอบให้ทำต้องมีความหมาย มีความสำคัญ มีความสัมพันธ์กับ
หลักสูตร เนื้อหาวิชา และชีวิตจริงของผู้เรียน ผู้เรียนต้องใช้ความรู้หลายด้านในการปฏิบัติงานที่สามารถ
สะทอ้ นให้เห็นถงึ กระบวนการทำงาน และการใชค้ วามคดิ อย่างลกึ ซ้งึ

๒. การกำหนดช้นิ งาน หรอื อปุ กรณ์ หรอื สง่ิ ประดษิ ฐใ์ ห้ผู้เรียนวิเคราะห์องคป์ ระกอบและกระบวนการ
ทำงาน และเสนอแนวทางเพื่อพัฒนาใหม้ ปี ระสทิ ธภิ าพดขี ้นึ

๓. กำหนดตัวอย่างชิ้นงานให้ แล้วให้ผู้เรียนศึกษาชิ้นงานนั้น และสร้างชิ้นงานที่มีลักษณะของการ
ทำงานไดเ้ หมือนหรือดกี วา่ เดิม

๔. สร้างสถานการณ์จำลองที่สัมพันธ์กับชวี ิตจริงของผู้เรียน โดยกำหนดสถานการณ์แลว้ ใหผ้ ู้เรียนลง
มือปฏบิ ัตเิ พอ่ื แก้ปญั หา

การประเมินผลการเรยี นรู้โดยใชแ้ ฟม้ ผลงาน (Portfolio Assessment)

แฟม้ ผลงาน คอื อะไร

เมื่อผู้เรียนทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ ทั้งในห้องเรียนหรือนอก
ห้องเรียนก็ตาม ก็จะมีผลงานทีไ่ ด้จากการทำกิจกรรมเหล่าน้ันปรากฏอยู่เสมอ ซึ่งสามารถจำแนกผลงานออก
ตามกิจกรรมต่าง ๆ ดงั นี้

๑. การฟังบรรยาย เมื่อผู้เรียนฟังการบรรยายก็จะมีสมุดจดคำบรรยาย ซึ่งอาจอยู่ในรูปของบันทึก
อย่างละเอียดหรือบันทึกแบบย่อ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะของความชอบและความเคยชินของผู้เรียนในการ
บันทกึ คำบรรยาย

๒. การทำการทดลอง ผลงานของผเู้ รยี นที่เก่ียวข้องกับการทดลอง อาจประกอบด้วยการวางแผนการ
ทดลองทงั้ ในรปู ของบนั ทกึ อย่างเป็นระบบหรือบันทึกอยา่ งยอ่ การบนั ทึกวธิ ีการทดลอง ผลการทดลองและ

โรงเรยี นบอื ดองพฒั นา
สำนักงานเขตพน้ื ท่ีการศกึ ษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑

หลักสตู รสถานศกึ ษากลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ 84
(ฉบบั ปรบั ปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้นื ฐาน พทุ ธศักราช 2551

ปัญหาที่พบขณะทำการทดลอง การแปรผล สรุปผลและอภิปรายผลการทดลอง และผลงานสุดท้ายที่
เก่ยี วขอ้ งกบั การทดลอง คอื การรายงานผลการทดลองที่ผู้เรยี นอาจทำเปน็ กลุม่ หรอื เด่ยี วก็ได้

๓. การอภิปราย ผลงานของผเู้ รยี นทเ่ี ก่ียวขอ้ งกับการอภิปราย คอื วางหวั ข้อและข้อมลู ท่ีจะนำมาใช้
ในการอภิปราย ผลทไี่ ดจ้ ากการอภิปรายรวมทง้ั ข้อสรุปตา่ ง ๆ

๔. การศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม จัดเป็นผลงานที่สำคัญประการหนึ่งของผู้เรียนที่เกิดจากการได้รับ
มอบหมายจากครูผู้สอนให้ไปค้นคว้าหาความรู้ในเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อหรือประเด็นที่กำลังศึกษา
ผลงานทไี่ ด้จากการค้นควา้ เพ่ิมเติมอาจอยู่ในรปู ของรายงาน การทำวิจยั เชิงเอกสารหรือบันทึกประเด็นสำคัญ
ซง่ึ อาจนำมาใช้ประกอบการอภปิ รายในช่ัวโมงเรยี นกไ็ ด้

๕. การศึกษานอกสถานที่ การศึกษานอกสถานที่จัดเป็นวิธีการที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้มี
ประสบการณ์ตรงกับเรื่องที่กำลังศึกษา ผลงานที่ได้อาจประกอบด้วยการบันทึกการสังเกต การตอบคำถาม
หรือปญั หาจากใบงาน การเขยี นรายงานสิง่ ทค่ี น้ พบ

๖. การบันทึกรายวัน เป็นผลงานประการหนึ่งของผู้เรียนที่อยู่นอกเหนือจากผลงานที่แสดงถึงการ
เรียนรู้โดยตรง แต่จะช่วยให้ผู้เรียนหรือผู้ประเมินได้เข้าใจในประเด็นหรือสิ่งที่ผู้เรียนนึกคิดเกี่ยวกับการเรียน
การสอนวิทยาศาสตร์ด้วย

นอกจากกิจกรรมที่ได้กล่าวมาแล้ว ยังอาจมีกิจกรรมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอน ซ่ึง
ผู้เรียนสามารถแสดงออกถึงความสามรถอื่น ๆ อีกด้วย เช่น การสื่อสาร ผลงานเหล่านี้ถ้าได้รับการเก็บ
รวบรวมอยา่ งมรี ะบบดว้ ยตัวผ้เู รยี นเองตามช่วงเวลา ทงั้ กอ่ นและหลังทำกิจกรรมเหล่าน้ี โดยได้รับคำแนะนำ
จากครูผู้สอน และผู้เรียนฝึกทำจนเคยชินแล้ว จะถือเป็นผลงานทีส่ ำคญั ย่ิงที่ใชใ้ นการประเมินผลการเรียนร้ใู น
กล่มุ วทิ ยาศาสตรข์ องผูเ้ รียนตอ่ ไป

สื่อการเรียนรู้
๑. บทบาทสำคญั ของสอ่ื ตอ่ การเรยี นรู้

การจัดการเรียนการสอนตามพระราชบัญญตั ิการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ เน้นใหเ้ กิดการเรียนรู้ได้
ทุกเวลา ทุกสถานที่และต้องจัดการศึกษาเพื่อส่งเสริมการเรียนตลอดเวลา สื่อการเรียนการสอนจึงมีบทบาท
สำคัญยิ่งอกี ประการหนง่ึ ต่อการจัดการเรยี นการสอนใหผ้ ู้เรยี นเกิดการเรียนรู้โดยเนน้ ใหใ้ ช้จากสื่อใกล้ตัวที่มีอยู่
ในท้องถิ่นเป็นสำคัญ และสังคมโลกปัจจุบันเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ที่โลกไร้พรมแดน การใช้สื่อประเภท
เทคโนโลยสี ารสนเทศจงึ มบี ทบาทข้นึ ดว้ ย

โรงเรยี นบือดองพัฒนา
สำนกั งานเขตพื้นท่กี ารศึกษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑

หลักสูตรสถานศกึ ษากลุ่มสาระการเรยี นร้วู ทิ ยาศาสตร์ 85
(ฉบบั ปรบั ปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พน้ื ฐาน พทุ ธศักราช 2551

๒. ประเภทของสื่อการเรยี นการสอน

สื่อการเรียนการสอนมีความหลากหลายประเภท ทั้งที่เป็นสื่อของจริง สื่อสิ่งพิมพ์ ส่ือ

อิเล็กทรอนิกส์ และสื่อมัลติมีเดีย สื่อการเรียนการสอนที่มีคุณภาพจะช่วยส่งเสริมกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความ

สนใจ ติดตามบทเรียนและสร้างความรู้ความเข้าใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ สื่อการเรียนการสอนวิชา

วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยที ี่สำคัญ ประกอบดว้ ย

๑. อุปกรณ์การทดลอง ซึ่งมีทั้งอุปกรณ์วิทยาศาสตร์พื้นฐาน เช่น กล้องจุลทรรศน์ เครื่องชั่ง มัลติ
มิเตอร์ เครอื่ งแก้วและอุปกรณเ์ ฉพาะท่ีใช้ประกอบการทดลองบางการทดลอง

๒. สื่อสิ่งพิมพ์ ได้แก่ หนังสือเรียน หนังสืออ่านประกอบ แผ่นภาพ แผนภาพ โปสเตอร์ วารสาร จุล
สาร นิตยสาร หนังสือพมิ พร์ ายวัน รายสปั ดาห์ สง่ิ เหลา่ น้จี ะมีเรื่องราวทีน่ ่าสนใจทั้งที่เกย่ี วกับวิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยีทั้งทางตรงและทางออ้ ม

๓. สอ่ื โสตทัศนูปกรณ์ ไดแ้ ก่ แผน่ ภาพโปรง่ ใส วีดีทัศน์ สไลด์ เทป

๔. สื่ออิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ สื่อประเภท CAI CD- ROM โครงข่ายอินเทอร์เน็ต รวมทั้งอุปกรณ์
ทดลองที่ใช้รว่ มกบั เครอ่ื งคอมพิวเตอร์

๕. สารเคมีและวสั ดุสิ้นเปลอื ง

๖. อปุ กรณข์ องจรงิ ได้แก่ ตัวอยา่ งสิง่ มชี วี ิต ตัวอย่างหนิ แร่และสภาพแวดลอ้ มตามธรรมชาติ

เนื่องจากมีสื่ออยู่หลากหลายดังได้กล่าวแล้ว ครูผู้สอนจำเป็นต้องมีความรู้และสามารถในการ
วิเคราะห์ วินิจฉัยและตัดสินใจเลือกใช้สื่อได้อย่างเหมาะสม คุ้มค่า และประหยัด ทั้งนี้ครูผู้สอนอาจจัดทำ
หรือจัดหาวสั ดทุ ดแทนในท้องถ่นิ เพื่อใชแ้ ทนสื่อราคาแพง หรือใชส้ ่อื เพ่อื ช่วยประหยัดเวลาในการศึกษา หรือใช้
สอื่ แทนกิจกรรมการเรยี นการสอนที่อาจเกิดอันตราย เชน่ การทดลองที่มกี ารระเบิดอยา่ งรนุ แรง

๓. การพัฒนาส่ือการเรียนรู้

หน้าที่หลักประการหนึ่งของครูผู้สอน คือ การพัฒนาและการใช้สื่อการเรียนการสอน ซึ่งจะต้อง
วางแผนจัดทำและจัดหาสื่อพร้อม ๆ กับการเตรียมแผนการเรียนรู้ แนวทางในการพัฒนาสื่อควรคำนึงถึงสิ่ง
ตอ่ ไปน้ี

๑. วิเคราะหเ์ นอ้ื หาและกิจกรรมภายใต้กรอบมาตรฐานการเรียนรูแ้ ละสาระการเรยี นรู้

๒. วิเคราะหก์ ิจกรรมการเรียนรวู้ ่าแต่ละกจิ กรรมควรใช้สื่อประกอบหรือไม่ และควรเปน็ ส่ือประเภทใด
ถ้าเปน็ ไปได้ตอ้ งให้ใชส้ อ่ื ท่เี ป็นของจริงหรือมีอยู่ตามธรรมชาตใิ ห้มากท่ีสุด

โรงเรยี นบือดองพัฒนา
สำนกั งานเขตพ้ืนทีก่ ารศกึ ษาประถมศึกษายะลา เขต ๑

หลักสตู รสถานศึกษากลุ่มสาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์ 86
(ฉบับปรับปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพืน้ ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551

๓. เมื่อเลือกชนิดของสื่อที่จะใช้แล้ว ก็พิจารณาคุณภาพของส่ือที่จะนำมาใช้เพื่อใหส้ ื่อนั้นทำหน้าที่ได้
อย่างคุ้มค่า กล่าวคือ เป็นสิ่งที่ดึงดูดความสนใจของนักเรียน สอนให้เข้าในเนื้อหาที่จะเรียนได้อย่างถูกต้อง
และรวดเร็ว ถา้ เปน็ อปุ กรณ์การทดลองกต็ อ้ งตรวจสอบวา่ อุปกรณ์ดังกลา่ วทำงานไดต้ รงตามวตั ถุประสงค์

๔. ในกรณขี องสือ่ ประเภทเอกสาร อาจพัฒนาในรปู ของชดุ กจิ กรรม โดยกำหนดวัตถปุ ระสงคข์ องการ
เรียนรูใ้ หค้ รอบคลุมทั้งด้านความรู้ ทกั ษะ

กระบวนการเจตคติ ค่านิยมและคุณธรรม ทง้ั นี้ภายใตก้ รอบมาตรฐานท่ีกำหนดไว้

- ออกแบบกจิ กรรม โดยศึกษาค้นควา้ จากแหล่งต่าง ๆ ท้งั เอกสารภายในประเทศและตา่ งประเทศ (
ถ้ามี) เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนากิจกรรม โดยต้องคำนึงสิ่งสำคัญ คือ นักเรียนต้องเป็นผู้ลงมือปฏิบัติเอง
หรือเป็นกจิ กรรมท่สี ะท้อนใหเ้ ห็นว่าผ้เู รียนสำคัญท่สี ดุ

- การสอนทเ่ี ปน็ เน้ือหาสาระ ครูจะตอ้ งศึกษาคน้ คว้าจากสอ่ื อ่ืน ๆ โดยไม่ยดึ ตำรา หรือหนงั สือเล่มใด
เล่มหนึง่ เพียงเล่มเดียว แล้วแนะนำใหน้ ักเรยี นได้ศกึ ษา ค้นควา้ บนั ทกึ สรุป หรอื ในกรณที น่ี กั เรียนมคี วามพร้อม
กอ็ าจแนะนำให้ค้นหาทางอนิ เทอรเ์ นต็

- กิจกรรมต่าง ๆ ที่นักเรียนต้องปฏิบัติ ควรออกแบบเป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้นกั เรียนมีอิสระใน
การคิดแกป้ ญั หา หรือคิดพฒั นาช้นิ งานหรือผลติ ภัณฑต์ า่ ง ๆ ดว้ ยความคดิ ของนกั เรยี นเอง

- การออกแบบกิจกรรม ต้องคำนึงถึงการให้นักเรียนทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มแบบ Cooperative
อยา่ งแทจ้ ริง กล่าวคือ ทกุ คนมีบทบาทสำคัญเท่าเทียมกันในกลุ่มและต้องเปน็ กิจกรรมท่ีนักเรียนทุกคนในกลุ่ม
ได้แสดงออกถึงความสามารถตนเองอยา่ งเต็มที่ ไมใ่ ห้คนใดคนหนงึ่ มีอทิ ธพิ ลต่อกลุ่มหรือไมร่ ่วมมอื กับกลุ่ม

- กิจกรรมการเรยี น ควรบรู ณาการวชิ าอ่ืน ๆ ดว้ ย เชน่ ภาษา ศลิ ปะ สงั คม และ อ่นื ๆ

๕. ในกรณีของอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ใช้ประกอบการทำกิจกรรมซึ่งไม่ใช่เป็นอุปกรณ์สำเร็จรูป แต่
จำเป็นต้องพัฒนาขึ้นใช้เอง ก็ควรขอความร่วมมือกับครูฝ่ายอื่น ๆ โดยเฉพาะครูช่าง เพื่อช่วยในการพัฒนา
อุปกรณ์ได้สำเร็จตามต้องการ หรืออาจให้นักเรียนได้มีส่วนช่วยกันสร้างอุปกรณ์ด้วยก็จะเป็นการดีมาก ทั้งน้ี
ควรเลอื กใชว้ สั ดุทห่ี าง่ายในท้องถิ่น ราคาไม่แพง

๖. ควรมีการร่วมมือกันเป็นเครอื ข่ายระหว่างครูในท้องถิ่น เพื่อแลกเปล่ียนส่ือการเรียน การสอน
กนั กจ็ ะเปน็ การประหยัดเวลาและใช้ทรัพยากรอยา่ งคมุ้ ค่า

๗. ควรสำรวจแหล่งสื่อในท้องถิ่นอย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นแหล่งอุปกรณ์วิทยาศาสตร์
อาจเป็นร้านของเล่นในตลาดหรือในห้างสรรพสินค้าก็ได้ ถ้าครูสามารถพิจารณา วิเคราะห์และเลือกใช้อย่าง
เหมาะสม กจ็ ะเกดิ คณุ ค่าต่อการเรียนร้ไู ด้

โรงเรยี นบือดองพัฒนา
สำนกั งานเขตพนื้ ที่การศกึ ษาประถมศึกษายะลา เขต ๑

หลักสูตรสถานศกึ ษากลุ่มสาระการเรยี นร้วู ิทยาศาสตร์ 87
(ฉบับปรบั ปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พ้ืนฐาน พทุ ธศกั ราช 2551

๘. การพัฒนาหรอื การใช้สื่อการเรยี นรู้ จะตอ้ งวเิ คราะห์ไปกบั การประเมินผลการใชง้ าน เพ่ือนำมา
เป็นข้อมลู ในการแก้ไขปรับปรุงหรือเปลีย่ นไปใชส้ ื่อประเภทอ่ืนแทน

แหล่งการเรยี นรู้
การจดั การเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ ตอ้ งสง่ เสรมิ และสนับสนนุ ผู้เรียนใหส้ ามารถเรียนรู้ได้ ทุกเวลา

ทุกสถานที่ และเรียนรู้ต่อเนื่องตลอดชีวติ จากแหล่งเรียนรูท้ ีห่ ลากหลาย แหล่งเรียนรูส้ ำหรับวชิ าวิทยาศาสตร์
ไมไ่ ด้จำกดั อยเู่ ฉพาะในห้องเรยี น หอ้ งปฏบิ ตั กิ ารวิทยาศาสตร์ในโรงเรียน หรือจากหนังสอื เรียนเท่านั้น แต่จะ
รวมถงึ แหล่งเรยี นรหู้ ลากหลาย ท้ังในโรงเรยี นและนอกโรงเรยี น ดงั น้ี

- สือ่ ส่ิงพิมพ์ เช่น หนังสือเรียน หนงั สืออา้ งอิง หนงั สืออ่านประกอบ หนังสือพมิ พ์ ฯลฯ

- สื่ออิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ มัลติมีเดีย CAI วีดิทัศน์ และรายการวิทยาศาสตร์ที่ผ่านสื่อวิทยุโทรทัศน์
CD- ROM อนิ เทอร์เนต็

- แหล่งเรียนรู้ในโรงเรียน เช่น ห้องกิจกรรมวิทยาศาสตร์ สวนพฤกษศาสตร์ สวนธรณีในโรงเรียน
ห้องสมุด

- แหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่น เช่น อุทยานแห่งชาติ สวนพฤกษศาสตร์ สวนสัตว์ พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์
โรงงานอตุ สาหกรรม หนว่ ยงานวิจัยในทอ้ งถ่ิน

- แหลง่ เรยี นรู้ท่ีเปน็ บุคคล เช่น ปราชญท์ อ้ งถน่ิ ผ้นู ำชมุ ชน ครู อาจารย์นกั วทิ ยาศาสตร์ นกั วิจัย

ทั้งนี้ ในการจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ ครูผู้สอนควรจะพิจารณาใช้แหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ ให้
สอดคล้องกับสาระและมาตรฐานการเรียนรู้ และคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดที่ผู้เรียนจะได้รับการพัฒนาทั้งด้าน
ความรู้ ความคิด ทักษะ กระบวนการ เจตคติ คุณธรรมและค่านิยม จากแหล่งเรียนรู้เหล่าน้ัน อันจะส่งผลให้
ผูเ้ รียนได้รบั การพฒั นาเต็มตามศักยภาพ

โรงเรยี นบอื ดองพัฒนา
สำนกั งานเขตพ้ืนท่กี ารศึกษาประถมศึกษายะลา เขต ๑

หลักสตู รสถานศกึ ษากลุ่มสาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์ 88
(ฉบับปรับปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขัน้ พนื้ ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551

ภาคผนวก

โรงเรียนบอื ดองพัฒนา
สำนักงานเขตพ้ืนทกี่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑

หลักสตู รสถานศึกษากลุ่มสาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์ 89
(ฉบบั ปรบั ปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พื้นฐาน พทุ ธศักราช 2551

ภาคผนวก ก

บันทึกการประชุม

โรงเรียนบือดองพัฒนา
สำนักงานเขตพ้ืนทกี่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑

หลักสตู รสถานศกึ ษากลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ 90
(ฉบบั ปรบั ปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พนื้ ฐาน พุทธศักราช 2551

บนั ทกึ การประชุม

ระเบียบวาระการประชมุ คณะครูและบคุ ลากรทางการศึกษา
คร้งั ที่ ๕ /๒๕๖๒

วนั จันทร์ ท่ี ๙ เดือน มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ เวลา ๑๓.๓๐ น.
ณ ห้องประชุม AMANAH โรงเรียนบือดองพัฒนา

***************************

ผเู้ ขา้ ร่วมประชุม

๑. นายอับดลุ เลา๊ ะ แวหะโละ
๒. นายนนั ทวัฒน์ ตะนะดะ
๓. นางรอซือเมาะ เบญ็ นา
๔. นางละออง บุตตะจนี
๕. นางนูรลู ฮัซนะ่ ห์ ทิพยานนท์
๖. นางสาวไซตง สะอะ
๗. นางฟาอีย๊ะ โดมาดา
๘. นางสาวนูรีฮัน ดอเลาะ
๙. นางสาวซารีมะห์ วอลี
๑๐. นางสาวฟารีซาน คาเรง
๑๑. นายอบั ดลุ กอเดร์ แมแลแมง
๑๒. นายรกุ มัน มอลอเลาะ
๑๓. นางสาวรอกายะ๊ พะพิเนง
๑๔. นางสาวพาตเี ม๊าะ ฮะดูมอ
๑๕. นางสาวสวุ าณี สาระ
๑๖. นางสาวนาบีต๊ะ เจะเล็ง
๑๗. นายมะยูแนง สาระ

ผไู้ มเ่ ขา้ ร่วมประชุม

-

ฯลฯ

โรงเรียนบือดองพฒั นา
สำนักงานเขตพ้นื ทก่ี ารศกึ ษาประถมศึกษายะลา เขต ๑

หลักสตู รสถานศึกษากลุ่มสาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์ 91
(ฉบบั ปรบั ปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พืน้ ฐาน พุทธศักราช 2551

ประธาน ขอเปิดการประชมุ
ครบองค์ประชุมประธานเปิดประชุม แล้วดำเนนิ การประชุมตามวาระดังน้ี

ระเบยี บวาระที่ ๑ เร่ืองที่ประธานแจ้งให้ท่ปี ระชมุ ทราบ

๑. ห้ามเดนิ ทางต่างประเทศ แหลง่ ผู้คนเยอะ เพ่ือป้องกัน โควิด-๑๙ (เป็นมาตรการบังคับ)

๒. สภาพภูมิอากาศ ลมแรง ใหด้ ูแลอาคารสถานท่ี โดยเฉพาะหลังคาท่โี รงเรยี น

๓. ให้ทางโรงเรียนทำ Big Cleaning Day เดือนละครงั้ โดยเฉพาะกอ่ นปิดเทอมน้ี

๔. กองทนุ เพื่อนกั เรียน ครู และบคุ ลากรทางการศึกษา ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา

ประถมศกึ ษายะลา เขต ๑

๕. การยา้ ยราชการครผู ูส้ อน มีตำแหนง่ วา่ ง ๖๑ อตั รา โดยทางสำนกั งานศึกษาธิการจังหวดั ยะลา

กำลงั ดำเนินการเสร็จ วนั ที่ ๑๕ มนี าคม ๒๕๖๓

๖. การเลื่อนเงินเดือนของขา้ ราชการ พนักงานราชการ และวิทยากรอิสลาม

๗. การย้าย – ออกของครู

๘. การกเู้ งนิ สหกรณ์ การเงนิ บคุ คลต้องครอบคลุม

๙. การสง่ ผลงาน วิทยฐานะของครู

๑๐. การต่อวิชาชีพครู

๑๑. การแต่งตง้ั วทิ ยฐานะต้องควบคกู่ บั ใบประกอบอาชีพครู

๑๒. การขับเคล่ือนนโยบายด้านการศกึ ษา ของจังหวดั ยะลา อยู่ในระดับดมี าก

๑๓. โรงเรยี นนโยบาย - โรงเรียนคณุ ภาพ

- โรงเรียนสจุ รติ

โรงเรียนพอเพยี ง

๑๔. การปฏบิ ัติงาน
• โครงการบา้ นวทิ ยาศาสตร์น้อย ๑ โครงงาน
• การนิเทศ การเขยี นรายงานประเมินตนเอง

๑๕. ขอขอบคุณครแู ละบุคลากรทางการศึกษาท่ีรว่ มแรงร่วมใจในการทำเพื่อโรงเรียน ทำให้โรงเรยี น

พฒั นาไปในทางทีด่ ขี นึ้
❖ ท่ีประชุมรับทราบ

ระเบยี บวาระท่ี ๒ เรื่องรบั รองรายงานการประชุมครั้งที่ ๔ /๒๕๖๒

ประชมุ เม่ือวันท่ี ๖ เดอื น มกราคม พ.ศ ๒๕๖๓ ณ ห้องประชมุ AMANAH

โรงเรียนบอื ดองพัฒนา
❖ มตทิ ปี่ ระชมุ รับรอง

โรงเรียนบอื ดองพัฒนา
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑

หลกั สตู รสถานศกึ ษากลุ่มสาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์ 92
(ฉบบั ปรบั ปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้นื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551

ระเบยี บวาระท่ี ๓ เร่ืองเสนอเพื่อพิจารณา

๓.๑ การแตง่ ต้งั หนา้ ท่ใี นการดูแลโครงการตา่ งๆ

• ฝา่ ยบรหิ ารงานวิชาการ ผู้รับผิดชอบ นางรอซือเมาะ เบ็ญนา

ลำดับ ชื่อโครงการ ผูร้ ับผดิ ชอบ
ที่

๑ โครงการพฒั นาทกั ษะกระบวนการคิด นางนูรลุ ฮัซน่ะห์ ทิพยานนท์

วิเคราะห์

๒ โครงการพัฒนาคุณภาพผเู้ รียนส่มู าตรฐาน นางรอซือเมาะ เบญ็ นา

๓ โครงการทักษะการเรียนรู้ทีห่ ลากหลาย นายนันทวัฒน์ ตานะดะ

๔ โครงการการนิเทศภายใน นางรอซือเมาะ เบ็ญนา

๕ โครงการพฒั นาระบบการประกนั คณุ ภาพ นางรอซือเมาะ เบญ็ นา

ภายใน

๖ โครงการสง่ เสรมิ นิสยั รักการอ่าน นางสาวนูรฮี ัน ดอเลาะ

๗ โครงการปรบั ปรงุ สอื่ ซ่อมแซมเทคโนโลยี นายอบั ดลุ กอเดร์ แมแลแมง

(ICT)

๘ โครงการประกวดแข่งขันทักษะทางวชิ าการ นางรอซือเมาะ เบญ็ นา

๙ โครงการสง่ เสริมทักษะทางคณติ ศาสตร์ นางสาวฟารีซาน คาเรง

๑๐ โครงการลดเวลาเรียนเพ่มิ เวลารู้ นางรอซือเมาะ เบญ็ นา

๑๑ โครงการโรงเรียนคุณธรรม นางนูรลุ ฮัซน่ะห์ ทิพยานนท์

นายอับดลุ กอเดร์ แมแลแมง

นายรุกมัน มอลอเล๊าะ

นางรอซือเมาะ เบญ็ นา

๑๒ โรงเรียนสจุ รติ นางสาวฟารีซาน คาเรง

• ฝ่ายบรหิ ารงานบุคคล ผู้รับผิดชอบ นางนูรลุ ฮซั น่ะห์ ทพิ ยานนท์

ลำดบั ชือ่ โครงการ ผ้รู ับผดิ ชอบ
ที่

๑ สง่ เสริมประสิทธภิ าพการปฏบิ ตั ิงาน นางนรู ลุ ฮัซนะ่ ห์ ทิพยานนท์

๒ ศกึ ษาดงู านเพือ่ ยกระดับผลสัมฤทธ์ิ นางนูรลุ ฮซั น่ะห์ ทิพยานนท์

๓ สรา้ งขวัญและกำลังใจ นางนรู ุลฮัซนะ่ ห์ ทิพยานนท์

โรงเรยี นบอื ดองพฒั นา
สำนกั งานเขตพน้ื ทก่ี ารศึกษาประถมศึกษายะลา เขต ๑

หลกั สูตรสถานศกึ ษากลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ 93
(ฉบับปรบั ปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551

• ฝ่ายบรหิ ารงานงบประมาณ ผู้รับผิดชอบ นายนนั ทวัฒน์ ตานะดะ

ลำดบั ชอ่ื โครงการ ผู้รับผดิ ชอบ
ท่ี

๑ ซ่อมแซมและจดั หาวสั ดคุ รุภัณฑเ์ พ่ือ นางสาวฟารีซาน คาเรง

การศกึ ษา นางสาวนาบีตะห์ เจะเล็ง

๒ รณรงคก์ ารประหยดั พลังงาน นายนันทวัฒน์ ตานะดะ

๓ โครงการเรียนฟรี ๑๕ ปี นายนันทวฒั น์ ตานะดะ

• ฝา่ ยบริหารงานท่ัวไป ผู้รับผดิ ชอบ นางสาวไซตง สะอะ

ลำดบั ชอ่ื โครงการ ผู้รบั ผดิ ชอบ
ท่ี

๑ สง่ เสรมิ สุขภาพผเู้ รียนและศักยภาพนักเรยี น นางสาวนรู ฮี นั ดอเลาะ

๒ สง่ เสรมิ ประชาธปิ ไตย วนิ ัย ใฝ่ค่านยิ ม นายรุกมัน มอลอเล๊าะ

๓ พัฒนาทกั ษะพนื้ ฐานเด็กปฐมวัย นางละออง บุตตะจีน

๔ โครงการลูกเสือคุณธรรม บรู ณาการศึกษา นายรุกมนั มอลอเลา๊ ะ

ชวี ิต

๕ วนั แหง่ ความภาคภมู ิ นางสาวฟารีซาน คาเรง

๖ พฒั นาด้านกีฬา นายนนั ทวฒั น์ ตานะดะ

๗ พฒั นาบรรยากาศและสงิ่ แวดล้อมทเ่ี อือ้ ต่อ นายรกุ มัน มอลอเล๊าะ

การเรยี นรู้

๘ การบริหารโดยใช้โรงเรยี นเป็นฐาน นายอบั ดุลเลา๊ ะ แวหะโละ

๙ ส่งเสรมิ บทบาทคณะกรรมการการศึกษาและ นายนันทวฒั น์ ตานะดะ

ผู้ปกครอง นางนูรลุ ฮัซน่ะห์ ทิพยานนท์

๑๐ พฒั นาระบบชว่ ยเหลือผ้เู รียน นางสาวไซตง สะอะ

๑๑ โครงการอาหารกลางวัน นางนรู ุลฮัซน่ะห์ ทิพยานนท์

นางสาวซารมี ะห์ วอลี

๑๒ การจดั กจิ กรรมวันสำคญั นางสาวนาบีตะห์ เจะเลง็

๑๓ ประชาสมั พันธส์ ่ชู มุ ชน นายอบั ดลุ กอเดร์ แมแลแมง

๑๔ โครงการวนั ภาษาไทย/วันสนุ ทรภู่ นางสาวซารีมะห์ วอลี

นางสาวนรู ีฮัน ดอเลาะ

๑๕ หอ้ งสมดุ นางสาวสูวาณี สาระ

๑๖ เศรษฐกิจพอเพียง นางนูรุลฮซั น่ะห์ ทิพยานนท์

นางรอซือเมาะ เบญ็ นา

๑๗ โครงการพัฒนาระบบสารสนเทศใน นางสาวสวู าณี สาระ

สถานศกึ ษา

โรงเรียนบือดองพัฒนา
สำนกั งานเขตพื้นทก่ี ารศกึ ษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑

หลักสตู รสถานศึกษากลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ 94
(ฉบับปรับปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พื้นฐาน พทุ ธศักราช 2551

๓.๒ การแตง่ ตงั้ ครปู ระจำชน้ั ครูประจำช้ัน
นางสาวรอกาย๊ะ พะพเิ นง
ระดบั ชน้ั นางมาสเี ตาะ มะนิ
อนุบาล ๑ นางละออง บุตตะจีน , นางฟาอยี ๊ะ โดมาดา
อนุบาล ๒ นางสาวนรู ีฮนั ดอเลาะ
อนุบาล ๓ นางนูรูลฮัซนะ่ ห์ ทิพยานนท์
ประถมศกึ ษาปที ่ี ๑ นางรอซือเมาะ เบ็ญนา
ประถมศึกษาปีที่ ๒ นางสาวนาบีต๊ะ เจะเลง็
ประถมศกึ ษาปที ่ี ๓ นางสาวซารีมะห์ วอลี
ประถมศกึ ษาปีที่ ๔ นางสาวฟารซี าน คาแรง
ประถมศกึ ษาปที ี่ ๕
ประถมศกึ ษาปที ี่ ๖

๓.๓ ระบบงานประกันคณุ ภาพการศกึ ษา

มอบหมายให้หัวหน้าฝ่ายวิชาการดำเนนิ การและรวบรวมข้อมูล หวั หนา้ ฝ่ายท้งั ๔ ฝา่ ยงาน
จัดเก็บข้อมลู ในฝ่ายงานท่ีตัวเองรบั ผิดชอบเพ่อื จัดทำรายงาน SAR และเกบ็ รวบรวมขอ้ มูลจากครูประจำชนั้
และผู้รบั ผิดชอบแต่ละมาตรฐาน แล้วให้หวั หน้าวิชาการแตง่ ตั้งคำส่ังผรู้ บั ผดิ ชอบในการทำรายงาน SAR

๓.๔ หลักสูตรสถานศึกษา
- การนำผลการประเมนิ หลักสตู รสถานศกึ ษาและหลกั สูตรกลุ่มสาระตา่ ง ๆ มาใชใ้ นการ

ปรบั ปรุงหลกั สตู รสถานศึกษาปีการศกึ ษา ๒๕๖๓
- การจดั ทำ รายงานการใชห้ ลกั สูตรสถานศึกษา ปีการศกึ ษา ๒๕๖๒
- การจัดทำหลักสูตร ปีการศึกษา ๒๕๖๓ มีการดำเนินการแตง่ ตั้ง คณะกรรมการดำเนนิ การ

ปรับปรุงหลักสตู รสถานศึกษาให้แล้วเสรจ็ ภายในเดอื นเมษายน
❖ ทป่ี ระชมุ รับทราบ

ระเบยี บวาระท่ี ๔ เร่ืองอืน่ ๆ

เลกิ ประชมุ เวลา ๑๕.๓๐ น.

ลงชือ่ ผู้จดรายงานการประชุม
(นางสาวซารีมะห์ วอลี)
ตำแหนง่ พนักงานราชการ

ลงชื่อ ผตู้ รวจรายงานการประชุม
(นายอบั ดุลเลา๊ ะ แวหะโละ)

ตำแหนง่ ผูอ้ ำนวยการโรงเรยี นบือดองพฒั นา

โรงเรยี นบอื ดองพฒั นา
สำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศกึ ษาประถมศึกษายะลา เขต ๑

หลักสูตรสถานศึกษากลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์ 95
(ฉบบั ปรบั ปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551

ภาคผนวก ข

คำสง่ั แตง่ ต้งั

โรงเรียนบือดองพัฒนา
สำนกั งานเขตพน้ื ท่ีการศึกษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑


Click to View FlipBook Version