หลกั สตู รสถานศกึ ษากลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ 1
(ฉบับปรบั ปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พน้ื ฐาน พุทธศักราช 2551
หลกั สตู รโรงเรียนบือดองพฒั นา
กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
(ฉบบั ปรงุ ปรุง พ.ศ. 256๓)
ตามหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาข้ันพ้ืนฐาน
พทุ ธศักราช 2551
ช้นั ประถมศึกษาปีท่ี 2
สำนักงานเขตพื้นทีก่ ารศกึ ษาประถมศึกษา ยะลา เขต 1
สำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาขน้ั พืน้ ฐาน
กระทรวงศกึ ษาธกิ าร
ชัน้ ประถมศึกษาปที ่ี ๒ โรงเรยี นบือดองพัฒนา
สำนกั งานเขตพื้นที่การศกึ ษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑
หลักสูตรสถานศกึ ษากลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ 2
(ฉบับปรบั ปรงุ พ.ศ.256๓) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพนื้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551
ประกาศโรงเรียนบอื ดองพฒั นา
เรอื่ ง ให้ใช้หลักสูตรสถานศกึ ษาโรงเรียนบอื ดองพัฒนา
กล่มุ สาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์
(ฉบบั ปรับปรงุ พ.ศ.256๓) ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พ้นื ฐาน
พุทธศกั ราช 2551 ชน้ั ประถมศกึ ษาปีที่ 2
.................................................................................................................
ด้วยโรงเรียนบือดองพัฒนา ได้จัดทำหลักสูตรสถานศึกษาตามแนวทางการดำเนินการ
หลักสตู รกลุ่มสาระการเรียนรคู้ ณติ ศาสตร์ และกลุม่ สาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์ (ฉบบั ปรับปรงุ พ.ศ. ๒๕๖o )
ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขัน้ พื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ กำหนดทุกประการ มีองค์ประกอบสำคญั
ครบถ้วนสมบรู ณ์ สามารถนำไปใช้เพื่อการพฒั นาการจดั การศึกษาใหเ้ จริญกา้ วหนา้ ตามเปา้ หมายที่กำหนดได้
เป็นอยา่ งดี
ทั้งนี้ หลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนบือดองพัฒนา ได้รับความเป็นชอบจากคณะกรรมการ
สถานศึกษาขั้นพื้นฐาน เมื่อวันที่ ๒๓ เดือน มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ จึงประกาศให้ใช้หลักสูตรสถานศึกษา
ตั้งแตบ่ ดั น้เี ปน็ ต้นไป
ประกาศ ณ วนั ท่ี ๒๓ เดือน มนี าคม พ.ศ. ๒๕๖๓
ลงชอื่
( นายอบั ดุลเลา๊ ะ แวหะโละ )
ผ้อู ำนวยการโรงเรียนบอื ดองพฒั นา
ชน้ั ประถมศึกษาปที ี่ ๒ โรงเรยี นบอื ดองพัฒนา
สำนักงานเขตพืน้ ท่ีการศกึ ษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑
หลกั สตู รสถานศกึ ษากลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ 3
(ฉบบั ปรบั ปรงุ พ.ศ.256๓) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพนื้ ฐาน พุทธศักราช 2551
คำรับรองของคณะกรรมการสถานศกึ ษาขั้นพน้ื ฐาน
โรงเรยี นบอื ดองพัฒนา
..............................................................................................................
อาศัยอำนาจหน้าท่ีตาม เจตนารมณ์ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช
๒๕๕๐ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๕
พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. ๒๕๔๖ และพระราชบัญญัติระเบียบ
ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ กำหนดให้คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของ
โรงเรียน มีบทบาทหน้าที่ ในการมีส่วนร่วมจัดทำนโยบาย แผนพัฒนาการศึกษาของสถานศึกษา ให้ความ
เห็นชอบในการจัดตั้งงบประมาณและรับผิดชอบต่อการใช้จ่ายงบประมาณของสถานศึกษา ตลอดจนพัฒนา
หลักสูตรสถานศึกษาใหส้ อดคล้องกับหลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาข้นั พืน้ ฐานและ ความต้องการของนักเรียน
ชุมชน และท้องถิน่
คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานโรงเรียนบือดองพัฒนา ได้มีส่วนร่วมในการจัดทำ
หลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนบือดองพัฒนา กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ และกลุ่มสาระการเรียนรู้
วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๖๓ ) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช
๒๕๕๑ และขอลงนามรับรองการใช้หลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนบือดองพัฒนา กลุ่มสาระการเรียนรู้
คณิตศาสตร์ และกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๖๓ ) ตามหลักสูตรแกนกลาง
การศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐาน พุทธศกั ราช ๒๕๕๑ ฉบับน้ี ใหถ้ อื ใชบ้ ริหารงานโรงเรยี นได้
ลงชอื่
( นายอับดุลอาซิ มดู งิ )
ประธานคณะกรรมการสถานศกึ ษาขั้นพื้นฐาน
ชั้นประถมศึกษาปีท่ี ๒ โรงเรยี นบือดองพัฒนา
สำนกั งานเขตพ้นื ท่ีการศึกษาประถมศึกษายะลา เขต ๑
หลกั สตู รสถานศกึ ษากลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ 1
(ฉบับปรบั ปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พทุ ธศกั ราช 2551
คำนำ
หลักสูตรสถานศึกษากลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) ตาม
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ เล่มนี้ ได้จัดทำขึ้นโดย
ยึดตามหลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.256๐ ) ตามหลักสูตรแกนกลาง
การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ซึ่งมีรายเอียดของหลักสูตร คือ ความนำ กลุ่มสาระการเรียนรู้
วิทยาศาสตร์ โครงสรา้ งเวลาเรียน คำอธิบายรายวชิ า โครงสร้างรายวชิ า การจัดการเรยี นรู้ สือ่ การเรยี นรู้
หลกั สูตรสถานศึกษานี้มีรายละเอียดและเน้ือหาสาระสำคญั เพียงพอท่สี ามารถจะนำไปใช้เป็น
แนวทางในการจัดการเรียนการสอนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ ในปีการศึกษา 256๓ ให้บรรลุเป้าหมายตาม
มาตรฐานและตัวชี้วัดที่หลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.256๐) ตามหลักสูตร
แกนกลางการศึกษาขน้ั พืน้ ฐาน พทุ ธศักราช 2551 กำหนดไว้
คณะผ้จู ัดทำ
ชั้นประถมศึกษาปีท่ี ๒ โรงเรียนบือดองพัฒนา
สำนักงานเขตพ้นื ท่ีการศึกษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑
หลักสูตรสถานศกึ ษากลุ่มสาระการเรียนร้วู ทิ ยาศาสตร์ ข
(ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พ้นื ฐาน พทุ ธศักราช 2551
สารบญั
คำนำ ความนำ หน้า
สารบญั กลุ่มสาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์ ก
ส่วนท่ี ๑ โครงสร้างหลกั สตู รสถานศึกษา ข
ส่วนท่ี ๒ คำอธบิ ายรายวิชา. ๑
สว่ นท่ี ๓ โครงสรา้ งหนว่ ยการเรียนรู้ ๕
สว่ นที่ ๔ ส่วนลงท้าย ๑๖
สว่ นที่ ๕ ภาคผนวก ๑๘
ส่วนท่ี ๖ ภาคผนวก ก บันทกึ การประชุม 2๑
ภาคผนวก ข คำสั่งแตง่ ตงั้ 3๑
ภาคผนวก ค แบบประเมนิ หลักสตู ร 4๙
ภาคผนวก ง ภาพถ่าย ๕๐
ภาคผนวก จ รายช่อื คณะกรรมการจดั ทำหลักสตู ร ๕๖
๕๙
๖๒
๖๕
ช้ันประถมศกึ ษาปีท่ี ๒ โรงเรียนบือดองพัฒนา
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายะลา เขต ๑
หลกั สูตรสถานศึกษากลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ 1
(ฉบับปรบั ปรงุ พ.ศ.256๓) ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พ้นื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551
ส่วนที่ ๑
ความนำ
หลักสูตรสถานศึกษากลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.256๓) ตาม
หลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐาน พุทธศกั ราช 2551 มีหลกั การท่ีสำคญั ดงั น้ี
๑. เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อความเป็นเอกภาพของชาติ มีจุดหมายและมาตรฐานการ
เรียนรู้เป็นเป้าหมายสำหรับพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีความรู้ ทักษะ เจตคติ และคุณธรรม บนพื้นฐานของ
ความเป็นไทยควบคู่กบั ความเปน็ สากล
๒. เป็นหลกั สตู รการศึกษาเพื่อปวงชน ทป่ี ระชาชนทุกคนมีโอกาสไดร้ ับการศึกษาอย่างเสมอภาค
และมคี ณุ ภาพ
๓. เป็นหลกั สตู รการศกึ ษาที่สนองการกระจายอำนาจ ให้สังคมมีสว่ นร่วมในการจัดการศึกษา
ใหส้ อดคลอ้ งกับสภาพและความตอ้ งการของท้องถน่ิ
๔. เป็นหลกั สูตรการศึกษาท่ีมีโครงสร้างยดื หยุ่นท้ังดา้ นสาระการเรียนรู้ เวลาและการจัด การ
เรยี นรู้
๕. เปน็ หลักสูตรการศกึ ษาทเ่ี น้นผู้เรยี นเป็นสำคญั
๖. เป็นหลักสูตรการศึกษาสำหรับการศึกษาในระบบ นอกระบบ และต ามอัธยาศัย
ครอบคลมุ ทุกกลุ่มเปา้ หมาย สามารถเทียบโอนผลการเรียนรู้ และประสบการณ์
วสิ ยั ทัศนโ์ รงเรียน
มงุ่ พฒั นาสง่ เสริม สนบั สนุน และต่อยอดผู้เรยี นบุคลากร ให้มีคุณภาพระดบั มมาตรฐาน
มีคุณธรรม มีจิตสาธารณะ ดำรงชีวิตอย่างมีความสุขบนพื้นฐานความพอเพียง บุคลากรมีความรู้
ความมสามารถ กา้ วหน้าดา้ นเทคโนโลยี สิ่งแวดล้อมดี ภายใต้การบรหิ ารจดั การแบบมสี ่วนร่วม
พนั ธกจิ โรงเรียน
๑. จดั การเรียนรโู้ ดยยึดผูเ้ รียนเปน็ สำคัญ
๒. จัดการเรยี นร้โู ดยสนองความแตกต่างระหวา่ งบุคคล
๓. จดั กิจกรรมสง่ เสริมให้เด็กคิดเป็น ทำเปน็ แก้ปัญหาเป็น และใฝ่ใจค่านยิ ม
๔. จดั กิจกรรมส่งเสริมให้เด็กมีจินตนาการและความคิดริเร่ิมสรา้ งสรรค์
๕. สรา้ งความสัมพนั ธ์อนั ดรี ะหวา่ งโรงเรียนกับชุมชน
๖. พฒั นาบุคลากรให้มีความรู้ความสามารถ พฒั นาตนเองอย่างต่อเน่ืองและเป็นแบบอยา่ งท่ดี ี
๗. ใชแ้ ผนเป็นเครื่องมือในการบรหิ ารดำเนนิ การ
๘. ประกนั คุณภาพภายใน เพื่อรองรับการประเมินภายนอก
ชนั้ ประถมศึกษาปที ่ี ๒ โรงเรียนบอื ดองพัฒนา
สำนักงานเขตพนื้ ท่ีการศกึ ษาประถมศึกษายะลา เขต ๑
หลกั สตู รสถานศึกษากลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์ 2
(ฉบับปรบั ปรงุ พ.ศ.256๓) ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พทุ ธศักราช 2551
เปา้ ประสงค์
๑. ผเู้ รยี นมีความรูแ้ ละทักษะที่จำเปน็ ตามหลักสตู ร
๒. ผเู้ รียนมีคุณธรรม จริยธรรม มีคา่ นยิ มท่ีพงึ ประสงค์ จิตสำนึก ในการอนุรักษ์และพฒั นาส่ิงแวดล้อม
๓. ผ้เู รียนมสี ุขนสิ ยั สขุ ภาพกายและสขุ ภาพใจท่ีดี
๔. ผเู้ รียนมคี ุณภาพตามมาตรฐานการศกึ ษา
๕. ผ้เู รียนมีการคดิ วเิ คราะห์ สร้างสรรค์ กา้ วทนั เทคโนโลยี
๖. ผู้เรียนมีใจรกั สง่ิ แวดล้อม สบื สานประเพณีวฒั นธรรมในทอ้ งถน่ิ ใช้ชวี ิตอย่อู ย่างพอเพยี ง
๗. ผ้เู รยี นได้เรยี นร้จู ากแหลง่ เรียนรูแ้ ละภมู ปิ ัญญาท้องถิน่
สมรรถนะสำคญั ของผู้เรียน
หลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พ้ืนฐาน มงุ่ ใหผ้ ้เู รยี นเกิดสมรรถนะสำคญั ๕ ประการ ดังน้ี
๑. ความสามารถในการสื่อสาร เปน็ ความสามารถในการรับและส่งสาร มวี ฒั นธรรมในการ
ใช้ภาษาถ่ายทอดความคิด ความรู้ความเข้าใจ ความรู้สึก และทัศนะของตนเองเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร
และประสบการณ์อันจะเปน็ ประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองและสงั คม รวมท้งั การเจรจาต่อรองเพื่อขจัดและลด
ปัญหาความขัดแยง้ ต่าง ๆ การเลือกรับหรือไมร่ ับขอ้ มลู ข่าวสารด้วยหลักเหตผุ ลและความถูกต้อง ตลอดจนการ
เลอื กใช้วิธกี ารสอ่ื สาร ท่มี ปี ระสทิ ธภิ าพโดยคำนงึ ถงึ ผลกระทบทม่ี ีต่อตนเองและสงั คม
๒. ความสามารถในการคดิ เปน็ ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์ การคิด
อย่างสร้างสรรค์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคิดเป็นระบบ เพื่อนำไปสู่การสร้างองค์ความรู้หรือ
สารสนเทศเพือ่ การตัดสนิ ใจเกย่ี วกบั ตนเองและสังคมได้อย่างเหมาะสม
๓. ความสามารถในการแก้ปัญหา เป็นความสามารถในการแก้ปัญหาและอปุ สรรคต่าง ๆ ที่
เผชิญได้อย่างถูกต้องเหมาะสมบนพื้นฐานของหลักเหตผุ ล คุณธรรมและข้อมลู สารสนเทศ เข้าใจความสัมพันธ์
และการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ต่าง ๆ ในสังคม แสวงหาความรู้ ประยุกต์ความรู้มาใช้ในการป้องกันและ
แก้ไขปัญหา และมีการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพโดยคำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อตนเอง สังคมและ
ส่งิ แวดล้อม
๔. ความสามารถในการใชท้ ักษะชวี ิต เป็นความสามารถในการนำกระบวนการต่าง ๆ ไปใช้ใน
การดำเนินชีวิตประจำวัน การเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง การทำงาน และการอยู่ร่วมกันใน
สังคมด้วยการสร้างเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคล การจัดการปัญหาและความขัดแย้งต่าง ๆ อย่าง
เหมาะสม การปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและสภาพแวดล้อม และการรู้จักหลีกเลี่ยง
พฤติกรรมไม่พึงประสงคท์ ีส่ ่งผลกระทบตอ่ ตนเองและผู้อ่ืน
ช้นั ประถมศกึ ษาปีที่ ๒ โรงเรยี นบือดองพัฒนา
สำนกั งานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษายะลา เขต ๑
หลกั สตู รสถานศึกษากลุ่มสาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์ 3
(ฉบบั ปรบั ปรงุ พ.ศ.256๓) ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พื้นฐาน พุทธศักราช 2551
๕. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี เป็นความสามารถในการเลือก และใช้ เทคโนโลยีด้าน
ต่าง ๆ และมีทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพื่อการพัฒนาตนเองและสังคม ในด้านการเรยี นรู้ การส่ือสาร
การทำงาน การแกป้ ัญหาอย่างสรา้ งสรรค์ ถูกต้อง เหมาะสม และมีคุณธรรม
คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุธศักราช 2551 มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะ
อนั พึงประสงค์ เพ่อื ให้สามารถอยู่รว่ มกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข ในฐานะเป็นพลเมืองไทยและ
พลโลก ดังนี้
๑. รักชาติ ศาสน์ กษัตรยิ ์
๒. ซอ่ื สัตยส์ จุ ริต
๓. มีวินัย
๔. ใฝ่เรยี นรู้
๕. อย่อู ย่างพอเพียง
๖. มงุ่ ม่ันในการทำงาน
๗. รกั ความเป็นไทย
๘. มีจติ สาธารณะ
ค่านยิ มหลักของคนไทย ๑๒ ประการ ตามนโยบายของ คสช.
๑มคี วามรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตรยิ ์ .
๒ซอ่ื สตั ย์ เสยี สละ อดทน มอี ดุ มการณ์ในสงิ่ ที่ดีงามเพื่อสว่ นรวม .
๓. กตญั ญตู ่อพอ่ แม่ ผปู้ กครอง ครูบาอาจารย์
๔. ใฝ่หาความรู้ หมนั่ ศกึ ษาเล่าเรยี น ทั้งทางตรงและทางอ้อม
๕. รกั ษาวัฒนธรรมประเพณไี ทยอนั งดงาม
๖มีศลี ธรรม รักษาความสตั ย์ หวงั ดีตอ่ ผอู้ ืน่ เผอ่ื แผแ่ ละแบง่ ปนั .
ชนั้ ประถมศึกษาปที ี่ ๒ โรงเรยี นบอื ดองพัฒนา
สำนักงานเขตพ้นื ท่ีการศึกษาประถมศึกษายะลา เขต ๑
หลกั สูตรสถานศกึ ษากลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ 4
(ฉบบั ปรับปรงุ พ.ศ.256๓) ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขัน้ พืน้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551
๗ เขา้ ใจเรยี นรกู้ ารเป็นประชาธิปไตย อนั มีพระมหากษัตรยิ ์ทรงเปน็ ประมขุ ทีถ่ ูกตอ้ ง .
๘.มีระเบยี บวนิ ยั .เคารพกฎหมาย ผู้น้อยรจู้ กั การเคารพผู้ใหญ่
๙. มสี ตริ ้ตู วั รู้คิด รู้ทำ รปู้ ฏิบตั ติ ามพระราชดำรัสของพระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยู่หวั .
๑๐ .รู้จักดำรงตนอยู่โดยใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระ
เจ้าอยู่หัว รู้จักอดออมไว้ใช้เมื่อยามจำเป็น มีไว้พอกินพอใช้ ถ้าเหลือก็แจกจ่ายจำหน่าย และพร้อมที่จะขยาย
กิจการเม่อื มีความพรอ้ ม เมือ่ มีภมู ิค้มุ กนั ท่ีดี
๑๑ .มีความเข้มแข็งทั้งร่างกาย และจิตใจ ไม่ยอมแพ้ต่ออำนาจฝ่ายต่ำ หรือกิเลส มีความละอายเกรง
กลัวต่อบาปตามหลกั ของศาสนา
๑๒ .คำนึงถงึ ผลประโยชนข์ องส่วนรวมและของชาติ มากกว่าผลประโยชนข์ องตนเอง
ช้ันประถมศึกษาปที ่ี ๒ โรงเรยี นบอื ดองพัฒนา
สำนกั งานเขตพืน้ ท่ีการศึกษาประถมศึกษายะลา เขต ๑
หลกั สตู รสถานศกึ ษากลุ่มสาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์ 5
(ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขนั้ พ้นื ฐาน พุทธศักราช 2551
สว่ นท่ี ๒
กลุ่มสาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์
ตัวช้ีวัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง
พ.ศ. ๒๕๖๐) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ น้ี ได้กำหนดสาระการเรียนรู้
ออกเป็น ๔ สาระ ได้แก่ สาระที่ ๑ วิทยาศาสตร์ชีวภาพ สาระที่ ๒ วิทยาศาสตร์กายภาพ สาระท่ี ๓
วิทยาศาสตรโ์ ลกและอวกาศ และสาระที่ ๔ เทคโนโลยี มสี าระเพม่ิ เตมิ ๔ สาระ ไดแ้ ก่ สาระชวี วทิ ยา สาระเคมี
สาระฟสิ กิ ส์ สาระโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ ซ่ึงองค์ประกอบของหลักสูตร ท้งั ในดา้ นของเนื้อหา การจดั การ
เรียนการสอน และการวัดและประเมินผลการเรียนรู้นั้น มีความสำคัญอย่างย่ิงในการวางรากฐานการเรียนรู้
วิทยาศาสตร์ของผู้เรียนในแต่ละระดับชั้น ให้มีความต่อเนื่องเชื่อมโยงกัน ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ จนถึง
ชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ี่ ๖ สำหรบั กลมุ่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ไดก้ ำหนดตัวช้ีวดั และสาระการเรียนรู้แกนกลาง
ทผ่ี ู้เรยี นจำเป็นตอ้ งเรียนเป็นพื้นฐาน เพอื่ ใหส้ ามารถนำความร้นู ี้ไปใช้ในการดำรงชีวิตหรือศึกษาต่อในวิชาชีพท่ี
ต้องใชว้ ิทยาศาสตรไ์ ด้
โดยจัดเรียงลำดับความยากง่ายของเนื้อหาแต่ละสาระในแต่ละระดับชั้นให้มีการเช่ื อมโยง
ความรู้กับกระบวนการเรียนรู้ และการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนพัฒนาความคิด ทั้งความคิด
เป็นเหตุเป็นผล คิดสร้างสรรค์ คิดวิเคราะห์วิจารณ์ มีทักษะที่สำคัญทั้งทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์
และทักษะในศตวรรษท่ี ๒๑ ในการค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ด้วยกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ สามารถ
แก้ปัญหาอยา่ งเปน็ ระบบ สามารถตัดสินใจ โดยใช้ข้อมลู หลากหลายและประจกั ษ์พยานที่ตรวจสอบได้
สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ตระหนักถึงความสำคัญของ
การจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ทีม่ ุง่ หวังให้เกดิ ผลสมั ฤทธ์ิต่อผู้เรียนมากท่ีสดุ จึงได้จัดทำมาตรฐาน ตัวชี้วัดและ
สาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๖๐) ตามหลักสูตร
แกนกลางการศึกษาขั้นพนื้ ฐานพุทธศกั ราช ๒๕๕๑ ข้นึ เพ่อื ใหส้ ถานศึกษา ครูผสู้ อน ตลอดจนหน่วยงานต่าง ๆ
ได้ใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาหนังสือเรียน คู่มือครู สื่อประกอบการเรียนการสอน ตลอดจนการวัดและ
ประเมินผล โดยตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.
๒๕๖๐) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ ที่จัดทำขึ้นนี้ได้ปรับปรุง เพื่อให้มี
ความสอดคล้องและเชื่อมโยงกันภายในสาระการเรียนรู้เดียวกันและระหว่างสาระการเรียนรู้ในกลุ่มสาระการ
เรียนรู้วิทยาศาสตร์ ตลอดจนการเชื่อมโยงเนื้อหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์กับการงานอาชีพและเทคโนโลยีด้วย
นอกจากนี้ยังได้ปรับปรุงเพื่อให้มคี วามทันสมยั ต่อการเปล่ียนแปลง และความเจริญก้าวหน้าของวิทยาการต่าง
ๆ และทดั เทียมกับนานาชาติ กลุม่ สาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์ สรุปเป็นแผนภาพได้ ดงั นี้
ชน้ั ประถมศกึ ษาปีที่ ๒ โรงเรยี นบอื ดองพัฒนา
สำนักงานเขตพืน้ ท่ีการศกึ ษาประถมศึกษายะลา เขต ๑
หลักสูตรสถานศึกษากลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์ 6
(ฉบบั ปรบั ปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2551
สาระท่ี 2
วทิ ยาศาสตรก์ ารภาพ
มาตรฐาน
ว 2.1-ว 2.3
สาระท่ี 1 กลุม่ สาระ สาระท่ี 3
วทิ ยาศาสตรช์ วี ภาพ
การเรียนรู้ วทิ ยาศาสตรโ์ ลกและ
มาตรฐาน วทิ ยาศาสตร์ อวกาศ
ว 1.1-ว 1.3
มาตรฐาน
ว 3.1-ว 3.2
สาระท่ี 4
เทคโนโลยี
มาตรฐาน
ว 4.1-ว 4.2
วทิ ยาศาสตรเ์ พมิ่ เตมิ
▪ สาระชวี วทิ ยา
▪ สาระเคมี
▪ สาระฟิสกิ ส์
▪ สารโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ
ช้นั ประถมศกึ ษาปที ี่ ๒ โรงเรียนบอื ดองพัฒนา
สำนกั งานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑
หลกั สตู รสถานศึกษากลุ่มสาระการเรียนรูว้ ทิ ยาศาสตร์ 7
(ฉบบั ปรับปรงุ พ.ศ.256๓) ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พ้ืนฐาน พทุ ธศกั ราช 2551
เปา้ หมายของวิทยาศาสตร์
ในการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้ค้นพบควา มรู้ด้วยตนเองมากที่สุด
เพื่อใหไ้ ดท้ ้ังกระบวนการและความรู้ จากวธิ กี ารสงั เกต การสำรวจตรวจสอบ การทดลอง แล้วนำผล ที่ได้มา
จดั ระบบเปน็ หลกั การ แนวคดิ และองคค์ วามรู้
การจดั การเรียนการสอนวิทยาศาสตรจ์ งึ มีเปา้ หมายทีส่ ำคญั ดงั น้ี
๑. เพอ่ื ใหเ้ ขา้ ใจหลักการ ทฤษฎี และกฎทีเ่ ปน็ พน้ื ฐานในวิชาวทิ ยาศาสตร์
๒. เพ่อื ใหเ้ ข้าใจขอบเขตของธรรมชาติของวิชาวิทยาศาสตร์และข้อจำกัดในการศกึ ษาวิชาวทิ ยาศาสตร์
๓. เพอ่ื ใหม้ ที ักษะทส่ี ำคญั ในการศกึ ษาค้นควา้ และคดิ ค้นทางเทคโนโลยี
๔. เพื่อให้ตระหนักถึงความสัมพันธ์ระหว่างวิชาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี มวลมนุษย์ และ
สภาพแวดลอ้ มในเชงิ ท่มี ีอทิ ธิพลและผลกระทบซึง่ กันและกนั
๕. เพื่อนำความรู้ ความเข้าใจ ในวิชาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมและ
การดำรงชวี ิต
๖. เพอื่ พฒั นากระบวนการคิดและจินตนาการ ความสามารถในการแก้ปัญหา และ การจดั การ ทักษะ
ในการส่ือสาร และความสามารถในการตดั สินใจ
๗. เพื่อให้เป็นผู้ที่มีจิตวิทยาศาสตร์ มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมในการใช้วิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยอี ยา่ งสร้างสรรค์
เรยี นรู้อะไรในวทิ ยาศาสตร์
กลุ่มสาระการเรยี นร้วู ิทยาศาสตรม์ ุ่งหวังให้ผเู้ รียนได้เรียนรูว้ ิทยาศาสตร์ ที่เนน้ การเช่ือมโยงความรู้กับ
กระบวนการ มีทักษะสำคัญในการค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ โดยใช้กระบวนการในการสืบเสาะหาความรู้
และแก้ปัญหาที่หลากหลาย ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ทุกขั้นตอน มีการ ทำกิจกรรมด้วยการลง
มือปฏบิ ัตจิ ริงอยา่ งหลากหลาย เหมาะสมกับระดบั ช้ัน โดยกำหนดสาระสำคญั ดงั น้ี
1.วิทยาศาสตร์ชีวภาพ เรียนรู้เกี่ยวกับ ชีวิตในสิ่งแวดล้อม องค์ประกอบของสิ่งมีชีวิตการดำรงชีวิต
ของมนุษย์และสัตว์ การดำรงชีวิตของพืช พันธุกรรม ความหลากหลายทางชีวภาพ และวิวัฒนาการของ
สิง่ มชี วี ิต
2.วิทยาศาสตร์กายภาพ เรียนรู้เกี่ยวกับ ธรรมชาติของสาร การเปลี่ยนแปลงของสารการเคลื่อนที่
พลังงาน และคล่ืน
3.วิทยาศาสตร์โลกและอวกาศ เรียนรู้เกี่ยวกับ องค์ประกอบของเอกภพ ปฏิสัมพันธ์ภายในระบบ
สุริยะ เทคโนโลยีอวกาศ ระบบโลก การเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยา กระบวนการเปลี่ยนแปลง ลมฟ้าอากาศ
และผลตอ่ สงิ่ มีชวี ิตและสิ่งแวดล้อม
ชั้นประถมศกึ ษาปที ี่ ๒ โรงเรยี นบอื ดองพัฒนา
สำนักงานเขตพืน้ ที่การศึกษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑
หลกั สูตรสถานศึกษากลุ่มสาระการเรยี นร้วู ิทยาศาสตร์ 8
(ฉบบั ปรบั ปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พ้ืนฐาน พทุ ธศกั ราช 2551
4.เทคโนโลยี
●การออกแบบและเทคโนโลยี เรียนรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีเพื่อการดำรงชีวิตในสังคมที่มีการ
เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ใช้ความรู้และทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และศาสตร์อื่น ๆ เพ่ือ
แกป้ ญั หาหรอื พัฒนางานอย่างมีความคดิ สร้างสรรคด์ ว้ ยกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม เลอื กใช้เทคโนโลยี
อย่างเหมาะสมโดยคำนึงถงึ ผลกระทบต่อชีวิต สังคม และสงิ่ แวดลอ้ ม
●วิทยาการคำนวณ เรียนรู้เกี่ยวกับการคิดเชิงคำนวณ การคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหาเป็น
ข้นั ตอนและเปน็ ระบบ ประยุกตใ์ ชค้ วามรูด้ ้านวิทยาการคอมพวิ เตอรแ์ ละเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
ในการแกป้ ัญหาที่พบในชวี ติ จริงได้อย่างมปี ระสทิ ธิภาพ
สาระและมาตรฐานการเรียนรู้
สาระท่ี ๑ วิทยาศาสตรช์ ีวภาพ
มาตรฐาน ว ๑.๑ เขา้ ใจความหลากหลายของระบบนิเวศ ความสมั พนั ธ์ระหว่างส่งิ ไมม่ ีชวี ติ กับส่งิ มชี ีวิต
และความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ในระบบนิเวศ การถ่ายทอดพลังงาน การเปลี่ยนแปลง
แทนที่ในระบบนิเวศ ความหมายของประชากร ปัญหาและผลกระทบที่มีต่อทรัพยากรธรรมชาติและ
สงิ่ แวดลอ้ ม แนวทางในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม รวมทั้งนำความรู้ไปใช้
ประโยชน์
มาตรฐาน ว ๑.๒ เข้าใจสมบัติของสิ่งมีชีวิต หน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต การลำเลียงสารเข้าและออก
จากเซลล์ ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าที่ของระบบต่าง ๆ ของสัตว์และมนุษย์ที่ทำงานสัมพันธ์กัน
ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าที่ของอวัยวะต่าง ๆ ของพืชที่ทำงานสัมพันธ์กัน รวมทั้งนำความรู้ไปใช้
ประโยชน์
มาตรฐาน ว ๑.๓ เข้าใจกระบวนการและความสำคัญของการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม สาร
พนั ธุกรรม การเปลยี่ นแปลงทางพนั ธกุ รรมทม่ี ีผลต่อสิ่งมชี วี ิต ความหลากหลายทางชีวภาพและวิวฒั นาการของ
สิ่งมชี วี ติ รวมท้งั นำความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์
สาระที่ ๒ วทิ ยาศาสตร์กายภาพ
มาตรฐาน ว ๒.๑ เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติของ
สสารกับโครงสรา้ งและแรงยดึ เหน่ียวระหวา่ งอนุภาค หลกั และธรรมชาติของการเปลยี่ นแปลงสถานะของสสาร
การเกดิ สารละลาย และการเกดิ ปฏิกิริยาเคมี
มาตรฐาน ว ๒.๒ เข้าใจธรรมชาติของแรงในชวี ิตประจำวนั ผลของแรงที่กระทำต่อวตั ถุ ลักษณะการ
เคล่อื นทแ่ี บบต่าง ๆ ของวัตถุ รวมท้ังนำความรไู้ ปใช้ประโยชน์
มาตรฐาน ว ๒.๓ เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอนพลังงาน
ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจำวัน ธรรมชาติของคลื่น ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้อง
กับเสียง แสง และคลน่ื แม่เหลก็ ไฟฟ้า รวมทั้งนำความรไู้ ปใช้ประโยชน์
ชั้นประถมศกึ ษาปที ี่ ๒ โรงเรยี นบอื ดองพัฒนา
สำนกั งานเขตพน้ื ท่ีการศกึ ษาประถมศึกษายะลา เขต ๑
หลักสตู รสถานศึกษากลุ่มสาระการเรียนรูว้ ทิ ยาศาสตร์ 9
(ฉบับปรบั ปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พน้ื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551
สาระท่ี ๓ วิทยาศาสตร์โลก และอวกาศ
มาตรฐาน ว ๓.๑ เข้าใจองค์ประกอบ ลักษณะ กระบวนการเกิด และวิวัฒนาการของเอกภพ
กาแล็กซี ดาวฤกษ์ และระบบสุริยะ รวมทั้งปฏิสัมพันธ์ภายในระบบสุริยะที่ส่งผลต่อสิ่งมีชีวิต และการ
ประยกุ ตใ์ ช้เทคโนโลยอี วกาศ
มาตรฐาน ว ๓.๒ เข้าใจองค์ประกอบและความสัมพันธ์ของระบบโลก กระบวนการเปลี่ยนแปลง
ภายในโลก และบนผิวโลก ธรณีพิบัติภัย กระบวนการเปลี่ยนแปลงลมฟา้ อากาศและภูมิอากาศโลก รวมทั้งผล
ตอ่ สิง่ มีชีวติ และส่ิงแวดล้อม
สาระที่ ๔ เทคโนโลยี
มาตรฐาน ว ๔.๑ เข้าใจแนวคิดหลกั ของเทคโนโลยเี พื่อการดำรงชีวิตในสังคมทมี่ ีการเปล่ียนแปลงอย่าง
รวดเร็ว ใช้ความรู้และทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และศาสตร์อื่นๆ เพื่อแก้ปัญหาหรือพัฒนา
งานอย่างมีความคิดสร้างสรรค์ด้วยกระบวนการออกแบบ เชิงวิศวกรรม เลือกใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสมโดย
คำนึงถึงผลกระทบต่อชีวิต สังคม และสิ่งแวดลอ้ ม
มาตรฐาน ว ๔.๒ เข้าใจและใช้แนวคดิ เชิงคำนวณในการแก้ปัญหาที่พบในชีวิตจริงอย่างเป็นขั้นตอน
และเป็นระบบ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการเรียนรู้การทำงาน และการแก้ปัญหาได้อย่างมี
ประสิทธิภาพ รูเ้ ท่าทนั และมีจริยธรรม
คุณภาพผ้เู รยี น
จบชั้นประถมศกึ ษาปีท่ี ๖
❖ เข้าใจโครงสร้าง ลักษณะเฉพาะและการปรับตัวของสิง่ มีชีวติ รวมทั้งความสัมพันธ์ของสิง่ มีชวี ติ ใน
แหลง่ ทอ่ี ยู่ การทำหน้าท่ขี องส่วนตา่ ง ๆ ของพชื และการทำงานของระบบย่อยอาหาร ของมนุษย์
❖ เขา้ ใจสมบัติและการจำแนกกลุ่มของวสั ดุ สถานะและการเปล่ียนสถานะของสสารการละลาย การ
เปลยี่ นแปลงทางเคมี การเปล่ยี นแปลงทผ่ี นั กลับไดแ้ ละผนั กลบั ไม่ได้ และการแยกสาร อย่างงา่ ย
❖ เขา้ ใจลกั ษณะของแรงโน้มถว่ งของโลก แรงลพั ธ์ แรงเสียดทาน แรงไฟฟา้ และผลของแรงต่างๆ ผล
ท่ีเกิดจากแรงกระทำต่อวตั ถุ ความดัน หลักการทม่ี ตี อ่ วตั ถุ วงจรไฟฟ้าอย่างงา่ ย ปรากฏการณ์เบื้องต้นของเสียง
และแสง
❖ เข้าใจปรากฏการณ์การขึ้นและตกรวมถึงการเปลี่ยนแปลงรูปร่างปรากฏของดวงจันทร์
องค์ประกอบของระบบสุริยะ คาบการโคจรของดาวเคราะห์ ความแตกต่างของดาวเคราะห์และดาวฤกษ์ การ
ขนึ้ และตกของกล่มุ ดาวฤกษ์ การใช้แผนที่ดาว การเกดิ อปุ ราคา พัฒนาการและประโยชน์ ของเทคโนโลยี
อวกาศ
❖ เข้าใจลักษณะของแหล่งน้ำ วัฏจักรน้ำ กระบวนการเกิดเมฆ หมอก น้ำค้าง น้ำค้างแข็ง หยาดน้ำ
ฟ้า กระบวนการเกิดหนิ วฏั จักรหิน การใช้ประโยชนห์ ินและแร่ การเกดิ ซากดึกดำบรรพ์ การเกิดลมบก ลม
ทะเล มรสุม ลักษณะและผลกระทบของภัยธรรมชาติ ธรณีพิบัติภัย การเกิด และผลกระทบของ
ปรากฏการณ์เรือนกระจก
ช้ันประถมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนบือดองพัฒนา
สำนกั งานเขตพนื้ ท่ีการศกึ ษาประถมศึกษายะลา เขต ๑
หลักสูตรสถานศึกษากลุ่มสาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์ 10
(ฉบับปรับปรงุ พ.ศ.256๓) ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพืน้ ฐาน พทุ ธศักราช 2551
❖ค้นหาข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพและประเมินความน่าเชื่อถือตัดสินใจเลือกข้อมูลใช้เหตุผลเชิง
ตรรกะในการแก้ปัญหา ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการทำงานร่วมกัน เข้าใจสิทธิ และหน้าที่
ของตน เคารพสทิ ธิของผู้อ่ืน
❖ ต้ังคำถามหรือกำหนดปัญหาเกยี่ วกับส่ิงทีจ่ ะเรียนรตู้ ามทกี่ ำหนดใหห้ รือตามความสนใจ คาดคะเน
คำตอบหลายแนวทาง สร้างสมมติฐานที่สอดคล้องกับคำถามหรือปัญหาที่จะสำรวจตรวจสอบ วางแผนและ
สำรวจตรวจสอบโดยใชเ้ ครื่องมือ อุปกรณ์ และเทคโนโลยีสารสนเทศท่ีเหมาะสม ในการเก็บรวบรวมข้อมูลทั้ง
เชิงปรมิ าณและคุณภาพ
❖ วิเคราะห์ข้อมูล ลงความเห็น และสรุปความสัมพันธ์ของข้อมูลที่มาจากการสำรวจตรวจสอบใน
รปู แบบทเ่ี หมาะสม เพ่ือสื่อสารความรจู้ ากผลการสำรวจตรวจสอบได้อย่างมเี หตผุ ลและหลกั ฐานอา้ งอิง
❖ แสดงถึงความสนใจ มุ่งมั่น ในสิ่งที่จะเรียนรู้ มีความคิดสร้างสรรค์เกี่ยวกับเรื่องที่จะศึกษาตาม
ความสนใจของตนเอง แสดงความคิดเห็นของตนเอง ยอมรับในข้อมูลที่มีหลักฐานอ้างอิง และรับฟังความ
คิดเหน็ ผู้อนื่
❖ แสดงความรับผิดชอบด้วยการทำงานที่ได้รับมอบหมายอย่างมุ่งมั่น รอบคอบ ประหยัด ซื่อสัตย์
จนงานลลุ ่วงเปน็ ผลสำเร็จ และทำงานร่วมกบั ผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์
❖ ตระหนักในคุณค่าของความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีใช้ความรู้และกระบวนการ ทาง
วิทยาศาสตร์ในการดำรงชีวิต แสดงความชื่นชม ยกย่อง และเคารพสิทธิในผลงานของผู้คิดค้นและศึกษาหา
ความรเู้ พมิ่ เตมิ ทำโครงงานหรือชน้ิ งานตามท่กี ำหนดใหห้ รอื ตามความสนใจ
❖ แสดงถึงความซาบซึ้ง ห่วงใย แสดงพฤติกรรมเกี่ยวกับการใช้ การดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ
และสิง่ แวดลอ้ มอยา่ งรู้คณุ คา่
ชนั้ ประถมศกึ ษาปที ี่ ๒ โรงเรยี นบือดองพัฒนา
สำนกั งานเขตพนื้ ท่ีการศึกษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑
หลกั สตู รสถานศึกษากลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ 11
(ฉบับปรับปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พน้ื ฐาน พุทธศักราช 2551
ตวั ช้ีวดั และสาระการเรยี นรู้แกนกลาง
สาระที่ ๑ วิทยาศาสตร์ชีวภาพ
มาตรฐาน ว ๑.๑ เขา้ ใจความหลากหลายของระบบนิเวศ ความสัมพันธ์ระหว่างส่ิงไม่มีชวี ิตกับส่งิ มชี ีวิต
และความสัมพันธร์ ะหว่างสิ่งมีชวี ิตกับส่ิงมชี ีวิตต่าง ๆ ในระบบนเิ วศ การถา่ ยทอด
พลงั งาน การเปลยี่ นแปลงแทนท่ีในระบบนเิ วศ ความหมายของประชากร ปัญหาและ
ผลกระทบท่ีมตี ่อทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อมแนวทางในการอนรุ กั ษ์
ทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละการแกไ้ ขปญั หาสิ่งแวดลอ้ ม รวมทั้งนำความร้ไู ปใชป้ ระโยชน์
ชั้น ตวั ช้วี ัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง
ป.๒ - -
สาระท่ี ๑ วิทยาศาสตร์ชวี ภาพ
มาตรฐาน ว ๑.๒ เขา้ ใจสมบัติของส่ิงมชี ีวติ หน่วยพน้ื ฐานของสง่ิ มชี ีวิต การลำเลียงสารเขา้ และออกจาก
เซลล์ ความสมั พันธ์ของโครงสร้างและหนา้ ที่ของระบบต่าง ๆ ของสตั วแ์ ละมนษุ ยท์ ี่
ทำงานสัมพันธก์ ัน ความสัมพันธข์ องโครงสร้างและหนา้ ทข่ี องอวยั วะตา่ ง ๆ ของพชื ท่ี
ทำงานสมั พนั ธก์ นั รวมทั้งนำความรูไ้ ปใช้ประโยชน์
ชั้น ตัวช้ีวดั สาระการเรียนร้แู กนกลาง
ป.2 1.ระบุวา่ พืชตอ้ งการแสงและนำ้ ⚫พืชตอ้ งการนำ้ แสง เพ่อื การเจริญเตบิ โต
เพอ่ื การเจรญิ เตบิ โต โดยใชข้ ้อมูล ⚫พชื ดอกเม่ือเจรญิ เตบิ โตและมดี อก ดอกจะมีการ
จากหลกั ฐานเชงิ ประจักษ์ สบื พนั ธ์ุเปล่ยี นแปลงไปเป็นผล ภายในผลมีเมลด็ เม่อื
2. ตระหนักถงึ ความจำเปน็ ท่ีพืช เมล็ดงอก ต้นอ่อนที่อยู่ภายในเมลด็ จะเจรญิ เตบิ โตเป็น
ต้องไดร้ บั นำ้ และแสงเพ่ือการ พืชตน้ ใหม่ พืชตน้ ใหมจ่ ะเจริญเตบิ โต ออกดอกเพอ่ื
เจริญเติบโต โดยดูแลพืชให้ได้รบั ส่งิ สบื พนั ธม์ุ ผี ลตอ่ ไปได้อีกหมุนเวียนตอ่ เน่อื งเปน็ วัฏจักร
ดังกล่าวอยา่ งเหมาะสม ชีวติ ของพืชดอก
3.สร้างแบบจำลองทบ่ี รรยายวฏั
จกั รชีวิตของพืชดอก
ชน้ั ประถมศึกษาปที ่ี ๒ โรงเรียนบือดองพัฒนา
สำนกั งานเขตพ้นื ที่การศึกษาประถมศึกษายะลา เขต ๑
หลักสตู รสถานศึกษากลุ่มสาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์ 12
(ฉบบั ปรบั ปรงุ พ.ศ.256๓) ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพ้นื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551
สาระท่ี ๑ วิทยาศาสตร์ชวี ภาพ
มาตรฐานว๑.๓ เขา้ ใจกระบวนการและความสำคัญของการถ่ายทอดลักษณะทางพนั ธุกรรมสารพนั ธุกรรม
การเปลยี่ นแปลงทางพันธุกรรมที่มีผลต่อสงิ่ มชี ีวติ ความหลากหลายทางชีวภาพและ
วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวติ รวมทง้ั นำความรู้ไปใช้ประโยชน์
ชั้น ตวั ช้วี ัด สาระการเรยี นรู้แกนกลาง
ป.๒ - -
สาระท่ี ๒ วิทยาศาสตร์กายภาพ
มาตรฐาน ว ๒.๑ เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพนั ธ์ระหว่างสมบัติของสสารกับ
โครงสรา้ งและแรงยึดเหนีย่ วระหว่างอนุภาค หลกั และธรรมชาตขิ องการเปล่ียนแปลงสถานะของสสาร การ
เกดิ สารละลาย และการเกดิ ปฏกิ ริ ิยาเคมี
ชน้ั ตัวช้วี ดั สาระการเรยี นรู้แกนกลาง
ป.2 ๑. เปรยี บเทียบสมบตั ิการดูดซับนำ้ • วสั ดแุ ต่ละชนดิ มสี มบตั กิ ารดูดซบั น้ำแตกตา่ งกัน จงึ
ของวัสดโุ ดยใชห้ ลักฐานเชงิ นำไปทำวตั ถเุ พื่อใชป้ ระโยชน์ไดแ้ ตกต่างกนั เช่น ใชผ้ ้าที่
ประจักษ์ และระบุการนำสมบัติ ดดู ซบั นำ้ ได้มากทำผ้าเช็ดตัว ใชพ้ ลาสติก ซึ่งไม่ดดู ซับน้ำ
การดูดซบั นำ้ ของวสั ดุไป ทำร่ม
ประยกุ ต์ใช้ในการทำวตั ถใุ น • วสั ดุบางอยา่ งสามารถนำมาผสมกนั ซง่ึ ทำใหไ้ ดส้ มบตั ิ
ชีวติ ประจำวัน ท่เี หมาะสม เพ่ือนำไปใช้ประโยชนต์ ามต้องการ เชน่
๒. อธบิ ายสมบตั ทิ ่ีสงั เกตได้ของ แป้งผสมนำ้ ตาลและกะทิ ใช้ทำ
วสั ดทุ ่เี กิดจากการนำวสั ดุมาผสม ขนมไทย ปูนปลาสเตอร์ผสมเยอ่ื กระดาษใชท้ ำกระปุก
กนั โดยใช้หลกั ฐานเชงิ ประจกั ษ์ ออมสนิ ปูนผสมหิน ทราย และน้ำใช้ทำคอนกรีต
๓. เปรยี บเทยี บสมบตั ทิ ่สี ังเกตได้ • การนำวสั ดมุ าทำเปน็ วตั ถุในการใชง้ านตาม
ของวสั ดุ เพื่อนำมาทำเป็นวตั ถใุ น วัตถปุ ระสงค์ขึน้ อยู่กบั สมบัติของวัสดุ วัสดทุ ีใ่ ช้แลว้ อาจ
การใช้งานตามวตั ถปุ ระสงค์ และ นำกลบั มาใช้ใหม่ได้ เชน่ กระดาษใชแ้ ล้ว อาจนำมาทำ
อธิบายการนำวสั ดุที่ใชแ้ ล้กลบั มาใช้ เป็นจรวดกระดาษ ดอกไม้ประดษิ ฐ์ ถงุ ใส่ของ
ใหม่โดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์
๔. ตระหนักถงึ ประโยชน์ของการ
นำวัสดุที่ใชแ้ ลว้ กลับมาใชใ้ หม่ โดย
การนำวัสดทุ ใ่ี ชแ้ ลว้ กลบั มาใช้ใหม่
ชน้ั ประถมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนบอื ดองพัฒนา
สำนกั งานเขตพืน้ ท่ีการศึกษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑
หลักสตู รสถานศึกษากลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์ 13
(ฉบบั ปรับปรงุ พ.ศ.256๓) ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พน้ื ฐาน พทุ ธศักราช 2551
สาระท่ี ๒ วิทยาศาสตร์กายภาพ
มาตรฐาน ว ๒.๒ เข้าใจธรรมชาติของแรงในชีวติ ประจำวัน ผลของแรงท่ีกระทำตอ่ วตั ถุ ลกั ษณะการ
เคล่อื นที่แบบต่าง ๆ ของวตั ถุ รวมทั้งนำความรูไ้ ปใช้ประโยชน์
ชั้น ตัวช้ีวดั สาระการเรียนรแู้ กนกลาง
ป.2 - -
สาระท่ี ๒ วิทยาศาสตร์กายภาพ
มาตรฐาน ว ๒.๓ เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถา่ ยโอนพลงั งาน ปฏสิ ัมพนั ธ์
ระหว่างสสารและพลังงาน พลงั งานในชวี ิตประจำวนั ธรรมชาตขิ องคล่นื ปรากฏการณท์ ่ีเกี่ยวข้องกับเสยี ง
แสง และคลืน่ แม่เหลก็ ไฟฟา้ รวมทั้งนำความรู้ไปใชป้ ระโยชน์
ชั้น ตัวช้วี ัด สาระการเรียนรแู้ กนกลาง
ป.2 ๑. บรรยายแนวการเคลื่อนท่ีของ • แสงเคลื่อนทีจ่ ากแหลง่ กำเนิดแสงทกุ ทิศทาง
แสงจากแหล่งกำเนดิ แสง และ เป็นแนวตรง เม่อื มแี สงจากวตั ถมุ าเข้าตาจะทำให้
อธิบายการมองเห็นวตั ถุ มองเหน็ วัตถนุ ั้น การมองเห็นวัตถทุ เ่ี ปน็
จากหลักฐานเชงิ ประจักษ์ แหล่งกำเนิดแสง แสงจากวัตถนุ ้นั จะเข้าสู่ตาโดยตรง
๒. ตระหนักในคุณค่าของความรู้ ส่วนการมองเห็นวัตถุท่ีไม่ใช่แหลง่ กำเนิดแสง ต้องมี
ของการมองเหน็ โดยเสนอแนะแนว แสงจากแหล่งกำเนิดแสงไปกระทบวตั ถแุ ล้วสะท้อน
ทางการป้องกนั อันตราย เขา้ ตา ถ้ามแี สงทส่ี วา่ งมาก ๆ เขา้ ส่ตู าอาจเกดิ
จากการมองวัตถุท่ีอยู่ในบริเวณที่มี อนั ตรายต่อตาได้ จงึ ตอ้ งหลีกเลี่ยงการมองหรือใช้
แสงสวา่ งไม่เหมาะสม แผน่ กรองแสงทมี่ ีคุณภาพเมือ่ จำเป็น และตอ้ งจดั
ความสวา่ งให้เหมาะสมกบั การทำกิจกรรมต่าง ๆ เชน่
การอ่านหนังสือการดูจอโทรทัศน์ การใช้
โทรศพั ท์เคลื่อนที่และแท็บเล็ต
ชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี ๒ โรงเรียนบือดองพัฒนา
สำนักงานเขตพืน้ ที่การศึกษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑
หลักสตู รสถานศกึ ษากลุ่มสาระการเรยี นร้วู ทิ ยาศาสตร์ 14
(ฉบับปรบั ปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขนั้ พืน้ ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551
สาระท่ี ๓ วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยีโลก และอวกาศ
มาตรฐาน ว ๓.๑ เขา้ ใจองคป์ ระกอบ ลักษณะ กระบวนการเกิด และววิ ัฒนาการของเอกภพ กาแลก็ ซี
ดาวฤกษ์ และระบบสุริยะ รวมทั้งปฏสิ ัมพนั ธ์ภายในระบบสรุ ิยะที่ส่งผลต่อส่ิงมชี ีวิต และการประยกุ ตใ์ ช้
เทคโนโลยีอวกาศ
ชน้ั ตัวชี้วัด สาระการเรียนร้แู กนกลาง
ป.2 - -
สาระท่ี ๓ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีโลก และอวกาศ
มาตรฐาน ว ๓.๒ เข้าใจองคป์ ระกอบและความสมั พนั ธ์ของระบบโลก กระบวนการเปล่ียนแปลงภายใน
โลกและบนผิวโลก ธรณีพบิ ัติภยั กระบวนการเปล่ียนแปลงลมฟา้ อากาศและภูมิอากาศ
โลก รวมท้ังผลต่อสิง่ มชี ีวติ และสง่ิ แวดลอ้ ม
ช้ัน ตวั ชีว้ ัด สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง
ป.2 ๑. ระบสุ ว่ นประกอบของดนิ และ • ดนิ ประกอบดว้ ยเศษหิน ซากพืช ซากสตั วผ์ สมอยู่
จำแนกชนิดของดินโดยใช้ลกั ษณะ ในเนือ้ ดนิ มีอากาศและน้ำแทรกอยตู่ ามชอ่ งว่างใน
เนื้อดนิ และการจบั ตวั เป็นเกณฑ์ เนอื้ ดิน ดินจำแนกเปน็ ดนิ รว่ น ดินเหนียว และดนิ
๒. อธิบายการใช้ประโยชนจ์ ากดนิ ทราย ตามลกั ษณะเน้ือดนิ และการจบั ตัวของดนิ ซ่งึ มี
จากข้อมูลทร่ี วบรวมได้ ผลตอ่ การอุ้มนำ้ ที่แตกต่างกนั
• ดินแต่ละชนดิ นำไปใชป้ ระโยชนไ์ ด้แตกต่างกัน
ตามลักษณะและสมบตั ิของดิน
สาระท่ี ๔ เทคโนโลยี
มาตรฐาน ว ๔.๑ เขา้ ใจแนวคดิ หลกั ของเทคโนโลยเี พอ่ื การดำรงชวี ติ ในสังคมทมี่ กี ารเปล่ียนแปลงอย่าง
รวดเรว็ ใช้ความรแู้ ละทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และศาสตรอ์ นื่ ๆ เพ่อื
แก้ปญั หาหรือพัฒนางานอยา่ งมีความคดิ สร้างสรรค์ด้วยกระบวนการออกแบบเชงิ วิศวกรรม
เลอื กใช้เทคโนโลยีอยา่ งเหมาะสมโดยคำนึงถึงผลกระทบต่อชีวติ สังคม และสง่ิ แวดล้อม
ชัน้ ตวั ชวี้ ดั สาระการเรยี นร้แู กนกลาง
ป.2 -
-
ชน้ั ประถมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรยี นบอื ดองพัฒนา
สำนกั งานเขตพ้ืนท่ีการศกึ ษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑
หลักสตู รสถานศกึ ษากลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ 15
(ฉบบั ปรับปรงุ พ.ศ.256๓) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพืน้ ฐาน พุทธศักราช 2551
สาระท่ี ๔ เทคโนโลยี
มาตรฐาน ว ๔.๒ เข้าใจและใชแ้ นวคิดเชิงคำนวณในการแกป้ ัญหาที่พบในชีวิตจริงอย่างเป็นข้นั ตอนและ
เป็นระบบ ใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศและการส่ือสารในการเรยี นรู้ การทำงาน และการแก้ปัญหา
ไดอ้ ยา่ งมปี ระสิทธิภาพ รเู้ ทา่ ทนั และมจี รยิ ธรรม
ชนั้ ตวั ชวี้ ดั สาระการเรียนรู้แกนกลาง
ป.2 ๑. แสดงลำดบั ข้นั ตอนการทำงาน • การแสดงขัน้ ตอนการแก้ปญั หา ทำได้โดยการ
หรอื การแก้ปัญหาอยา่ งงา่ ยโดยใช้ เขยี น บอกเล่า วาดภาพ หรือใชส้ ญั ลกั ษณ์
ภาพ สญั ลกั ษณ์ หรือข้อความ • ปญั หาอย่างงา่ ย เช่น เกมตวั ต่อ ๖-๑๒ ช้ิน
การแต่งตัวมาโรงเรยี น
๒. เขยี นโปรแกรมอยา่ งง่าย โดยใช้ • ตัวอย่างโปรแกรม เชน่ เขียนโปรแกรมสั่งให้
ซอฟตแ์ วร์หรือสื่อ และตรวจหา ตัวละครทำงานตามท่ตี ้องการ และตรวจสอบ
ขอ้ ผิดพลาดของโปรแกรม ข้อผิดพลาด ปรบั แก้ไขให้ไดผ้ ลลัพธ์ตามท่กี ำหนด
• การตรวจหาขอ้ ผดิ พลาด ทำได้โดยตรวจสอบคำสัง่
ท่แี จง้ ข้อผิดพลาด หรือหากผลลพั ธ์ไม่เปน็ ไปตามที่
ต้องการใหต้ รวจสอบการทำงานทลี ะคำส่ัง
• ซอฟต์แวรห์ รอื สื่อท่ีใชใ้ นการเขียนโปรแกรม เชน่
ใช้บัตรคำสัง่ แสดงการเขยี นโปรแกรม, Code.org
๓. ใช้เทคโนโลยใี นการสร้าง จัด • การใช้งานซอฟตแ์ วรเ์ บื้องต้น เช่น การเข้า
หมวดหมู่ ค้นหา จัดเกบ็ เรยี กใช้ และออกจากโปรแกรม การสรา้ งไฟล์ การจัดเก็บ
ขอ้ มลู ตามวตั ถปุ ระสงค์ การเรียกใช้ไฟล์ การแก้ไขตกแตง่ เอกสาร ทำได้ ใน
โปรแกรม เช่น โปรแกรมประมวลคำ โปรแกรม
กราฟิก โปรแกรมนำเสนอ
• การสร้าง คดั ลอก ยา้ ย ลบ เปล่ียนชอื่ จัด
หมวดหมู่ไฟล์ และโฟลเดอรอ์ ยา่ งเป็นระบบจะทำให้
เรยี กใช้ คน้ หาข้อมลู ได้งา่ ยและรวดเร็ว
๔. ใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศอยา่ ง • การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่างปลอดภยั เชน่
ปลอดภัย ปฏบิ ตั ติ ามข้อตกลงในการ รจู้ กั ข้อมลู ส่วนตัว อันตรายจากการเผยแพรข่ ้อมูล
ใช้คอมพิวเตอร์ร่วมกัน ดแู ลรักษา ส่วนตวั และไม่บอกข้อมลู สว่ นตัวกับบคุ คลอน่ื
อุปกรณ์เบ้อื งต้น ใช้งานอย่าง ยกเว้นผู้ปกครองหรือครู แจ้งผ้เู ก่ียวข้องเมอื่ ต้องการ
เหมาะสม ความชว่ ยเหลือเก่ยี วกับการใชง้ าน
• ข้อปฏิบตั ิในการใช้งานและการดูแลรกั ษาอปุ กรณ์
เชน่ ไม่ขดี เขยี นบนอปุ กรณ์ ทำความสะอาดใช้
อปุ กรณ์อยา่ งถกู วิธี
• การใชง้ านอย่างเหมาะสม เช่น จดั ท่าน่งั ให้ถูกต้อง
การพักสายตาเมื่อใช้อุปกรณ์เป็นเวลานาน
ระมัดระวงั อุบตั ิเหตจุ ากการใช้งาน
ชนั้ ประถมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรยี นบอื ดองพัฒนา
สำนกั งานเขตพนื้ ท่ีการศึกษาประถมศึกษายะลา เขต ๑
หลกั สูตรสถานศึกษากลุ่มสาระการเรยี นร้วู ิทยาศาสตร์ 16
(ฉบับปรบั ปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพนื้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551
สว่ นท่ี ๓
โครงสร้างหลกั สตู รสถานศกึ ษา
ด้วยโรงเรยี นบือดองพฒั นา เปดิ เรียนตง้ั แต่ช้นั อนุบาลปีท่ี ๑ ถงึ ช้นั ประถมศึกษาปีท่ี 6 ในการ
จัดทำหลักสูตรสถานศึกษากลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) ตามหลักสูตร
แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 นั้นโรงเรียนได้ดำเนินการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษาช้ัน
ประถมศึกษาปีที่ 4 โดยได้กำหนดรายละเอียด ของโครงสร้างเวลาเรียนตามหลักสูตรสถานศึกษาของ
โรงเรยี นบือดองพัฒนา ไวด้ งั น้ี
เวลาเรียน(ชว่ั โมง/ป)ี
กลุ่มสาระการเรยี นร/ู้ กิจกรรม ระดับประถมศึกษา
ป. ๑ ป. ๒ ป. ๓ ป. ๔ ป. ๕ ป. ๖
กลุ่มสาระการเรยี นรู้ ๑๖๐
๑๖๐
ภาษาไทย ๒๐๐ ๒๐๐ ๒๐๐ ๑๖๐ ๑๖๐ ๑๒๐
คณิตศาสตร์ ๒๐๐ ๒๐๐ ๒๐๐ ๑๖๐ ๑๖๐ ๘๐
วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ๘๐ ๘๐ ๘๐ ๑๒๐ ๑๒๐ ๔๐
๘๐
สังคมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม ๔๐
๘๐
- หน้าทีพ่ ลเมอื งวฒั นธรรมและการดำเนนิ ชีวติ ๘๐
๘๔๐
ในสงั คมไทย ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๘๐ ๘๐ ๔๐
๔๐
- เศรษฐศาสตร์ ๔๐
๑๒๐
- ภมู ิศาสตร์
๔๐
- ประวัติศาสตร์ ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐
๔๐
สขุ ศึกษาและพลศึกษา ๔๐ ๒๐ ๒๐ ๘๐ ๘๐ ๓๐
๑๐
ศิลปะ ๔๐ ๒๐ ๒๐ ๔๐ ๔๐ ๒๐๐
การงานอาชพี ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๘๐ ๘๐
ภาษาตา่ งประเทศ( ภาษาองั กฤษ ) ๑๖๐ ๑๖๐ ๑๖๐ ๘๐ ๘๐
รวมเวลาเรียน (พืน้ ฐาน) ๘๔๐ ๘๔๐ ๘๔๐ ๘๔๐ ๘๔๐
รายวิชาเพมิ่ เติม ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐
หนา้ ทีพ่ ลเมือง ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐
รวมเวลาเรียน (เพมิ่ เตมิ ) ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐
กจิ กรรมพัฒนาผู้เรยี น ๑๒๐ ๑๒๐ ๑๒๐ ๑๒๐ ๑๒๐
กจิ กรรมแนะแนว ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐
บรู ณาการหลกั สูตรตา้ นทจุ ริตศึกษา
กจิ กรรมนกั เรยี น
- กจิ กรรมลกู เสอื /เนตรนารี ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐
- ชมุ นมุ ๓๐ ๓๐ ๓๐ ๓๐ ๓๐
กจิ กรรมเพอ่ื สงั คมและสาธารณประโยชน์ ๑๐ ๑๐ ๑๐ ๑๐ ๑๐
รายวิชาอสิ ลามศกึ ษาตามความพรอ้ มและจุดเน้น ๒๐๐ ๒๐๐ ๒๐๐ ๒๐๐ ๒๐๐
รวมเวลาเรยี นท้งั หมด ๑,๒๐๐ ชวั่ โมง/ปี
หมายเหตุ ภาษาตา่ งประเทศ( ภาษาอังกฤษ ) ๔๐ ชม. บรู ณาการในคาบลดเวลาเรยี นเพ่ิมเวลารู้
ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ี่ ๒ โรงเรียนบอื ดองพัฒนา
สำนกั งานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑
หลักสูตรสถานศกึ ษากลุ่มสาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์ 17
(ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขน้ั พ้นื ฐาน พุทธศกั ราช 2551
โครงสรา้ งหลักสตู รช้นั ประถมศกึ ษาปีท่ี ๒
โรงเรียนบือดองพฒั นา
รหัส กลมุ่ สาระการเรยี นรู้/กิจกรรม เวลาเรยี น
(ชม./ป)ี
ท ๑๒๑๐๑ รายวชิ าพ้ืนฐาน ๘๔๐
ค ๑๒๑๐๑ ภาษาไทย ๒ ๒๐๐
ว ๑๒๑๐๑ คณติ ศาสตร์ ๒ ๒๐๐
ส ๑๒๑๐๑
ส ๑๒๑๐๒ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ๒ ๘๐
พ ๑๒๑๐๑
ศ ๑๒๑๐๑ สังคมศึกษา ศาสนาและวฒั นธรรม ๒ ๔๐
ง ๑๒๑๐๑ ประวัตศิ าสตร์ ๒ ๔๐
อ ๑๒๑๐๑ สขุ ศกึ ษาและพลศึกษา ๒ ๔๐
ศลิ ปะ ๒ ๔๐
ส ๑๒๒๐๒ การงานอาชพี ๒ ๔๐
ภาษาองั กฤษ ๒ ๑๖๐
๔๐
รายวชิ าเพม่ิ เติม ๔๐
หนา้ ท่ีพลเมือง
กิจกรรมพฒั นาผ้เู รยี น ๑๒๐
แนะแนว บูรณาการหลกั สูตรต้านทุจรติ ศึกษา ๔๐
กิจกรรมนกั เรยี น
๔๐
• ลูกเสอื เนตรนารี ๓๐
• ชุมนุม ๑๐
กจิ กรรมเพอ่ื สงั คมและสาธารณะประโยชน์ ๑
รายวิชาอิสลามศึกษาตามความพร้อมและจุดเน้น ๒๐๐
อสิ ลามศึกษา
หมายเหตุ ภาษาต่างประเทศ( ภาษาองั กฤษ ) ๔๐ ชม. บรู ณาการในคาบลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้
ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรยี นบือดองพัฒนา
สำนักงานเขตพ้ืนที่การศกึ ษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑
หลกั สตู รสถานศกึ ษากลุ่มสาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์ 18
(ฉบับปรับปรงุ พ.ศ.256๓) ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พน้ื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551
สว่ นที่ ๔
คำอธิบายรายวิชา
ในส่วนของการจัดทำคำอธิบายรายวิชาของหลักสูตรสถานศึกษากลุ่มสาระการเรียนรู้
วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551
นั้น โรงเรียนได้ดำเนินการรายวิชาของชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ โดยเขียนในลักษณะความเรียงระบุองค์ความรู้
ทักษะ/กระบวนการ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามธรรมชาติของวิชาเป็นการเขียนในภาพรวมที่ต้องการให้
เกิดกับผู้เรียนและสะท้อนตัวชี้วัดในรายวิชาพื้นฐานหรือผลการเรียนรู้ในรายวิชาเพิ่มเติม คำอธิบายรายวิชา
จงึ ประกอบดว้ ยสว่ นประกอบดังตอ่ ไปน้ี
- รหสั วชิ า
- ชอื่ รายวิชา
- กลุ่มสาระการเรยี นรู้
- ชนั้ ปี
- จำนวนเวลาเรยี น
นอกจากนัน้ ในส่วนที่ ๔ นี้ ยังไดจ้ ัดทำรายละเอียดของโครงสรา้ งรายวชิ าพ้นื ฐานและ
รายวชิ าเพิม่ เติมของแตล่ ะสาระการเรยี นรู้ไว้ด้วย ดังนนั้ ในส่วนนี้จงึ ประกอบดว้ ย
๑. โครงสรา้ งสร้างรายวิชาพ้ืนฐานและรายวชิ าเพ่ิมเติม
๒. คำอธบิ ายรายวชิ า
ช้นั ประถมศกึ ษาปที ่ี ๒ โรงเรียนบอื ดองพัฒนา
สำนกั งานเขตพ้ืนท่ีการศกึ ษาประถมศึกษายะลา เขต ๑
หลักสูตรสถานศกึ ษากลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์ 19
(ฉบับปรับปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขัน้ พ้นื ฐาน พุทธศกั ราช 2551
โครงสรา้ งรายวชิ าพื้นฐานและเพ่ิมเติม กลุ่มสาระการเรียนรูว้ ทิ ยาศาสตร์
รายวชิ าตามโครงสร้างหลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนบือดองพัฒนา กล่มุ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์
ระดบั ประถมศกึ ษา
รายวชิ าพน้ื ฐาน จำนวน ๘๐ ชว่ั โมง
ว ๑๑๑๐๑ วทิ ยาศาสตร์ จำนวน ๘๐ ชัว่ โมง
ว ๑๒๑๐๑ วทิ ยาศาสตร์ จำนวน ๘๐ ชัว่ โมง
ว ๑๓๑๐๑ วทิ ยาศาสตร์ จำนวน ๑๒๐ ชั่วโมง
ว ๑๔๑๐๑ วิทยาศาสตร์ จำนวน ๑๒๐ ชัว่ โมง
ว ๑๕๑๐๑ วทิ ยาศาสตร์ จำนวน ๑๒๐ ชั่วโมง
ว ๑๖๑๐๑ วิทยาศาสตร์
รายวิชาเพิม่ เติม
-
ช้ันประถมศกึ ษาปที ี่ ๒ โรงเรยี นบือดองพัฒนา
สำนกั งานเขตพ้นื ที่การศึกษาประถมศึกษายะลา เขต ๑
หลักสตู รสถานศกึ ษากลุ่มสาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์ 20
(ฉบับปรับปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพืน้ ฐาน พุทธศักราช 2551
คำอธิบายรายวิชาพนื้ ฐาน
ว๑๑๑๐๑ วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ๒ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี ๒ เวลา ๘๐ ช่ัวโมง
คำอธิบายรายวิชา
ระบุวา่ พชื ตอ้ งการแสงและนำ้ เพ่ือการเจริญเตบิ โต โดยใชข้ อ้ มลู จากหลักฐานเชิงประจกั ษ์ ตระหนักถึง
ความจำเป็นท่ีพชื ตอ้ งการได้รบั นำ้ และแสงเพ่ือการเจริญเติบโต โดยดูแลพืชใหไ้ ดร้ บั สงิ่ ดังกลา่ วอย่างเหมาะสม
สรา้ งแบบจำลองท่ีบรรยายวฏั จักรชวี ติ ของพชื ดอก เปรยี บเทียบลกั ษณะสิ่งมชี วี ิตและส่ิงไม่มีชวี ติ จากข้อมูลท่ี
รวบรวมได้
เปรียบเทียบสมบัติการดูดซับน้ำของวัสดุโดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ และระบุการนำสมบัติการดูด
ซบั นำ้ ของวัสดุไปประยุกต์ใช้ในการทำวัตถุในชีวิตประจำวัน อธิบายสมบัติที่สงั เกตได้ของวัสดุท่ีเกิดจากการนำวัสดุ
มาผสมกันโดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ เปรียบเทียบสมบัติที่สังเกตได้ของวัสดุ เพื่อนำมาทำเป็นวัตถุในการใช้งาน
ตามวัตถุประสงค์ และอธิบายการนำวัสดุที่ใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่โดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ ตระหนักถึง
ประโยชน์ของการนำวสั ดทุ ี่ใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่ โดยการนำวัสดุท่ีใช้แลว้ กลับมาใชใ้ หม่
บรรยายแนวการเคลื่อนที่ของแสงจากแหล่งกำเนิดแสง และอธิบายการมองเห็นวัตถุจากหลักฐานเชิง
ประจักษ์ ตระหนกั ในการเห็นคุณค่าของความรู้ของการมองเห็นโดยเสนอแนะแนวทางการป้องกันอันตรายจาก
การมองเห็นวัตถุในที่มีแสงสวา่ งไมเ่ หมาะสม
ระบุส่วนประกอบของดิน และจำแนกชนิดของดินโดยใช้ลักษณะเนื้อดินและการจับตัวเป็นเกณฑ์
อธบิ ายการใชป้ ระโยชน์จากดนิ จากข้อมลู ท่ีรวบรวมได้
แสดงลำดับข้ันตอนการทำงานหรือการแก้ปัญหาอย่างง่ายโดยใช้ภาพ สัญลักษณ์ หรือข้อความ
เขียนโปรแกรมอย่างง่าย โดยใช้ซอฟต์แวร์หรือสื่อ และตรวจหาข้อผิดพลาดของโปรแกรม ใช้เทคโนโลยีในการ
สร้าง จัดหมวดหมู่ ค้นหา จัดเก็บ เรียกใช้ข้อมูลตามวัตถุประสงค์ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่างปลอดภัย ปฏิบัติ
ตามขอ้ ตกลงในการใช้คอมพวิ เตอรร์ ่วมกัน ดูแลรกั ษาอุปกรณเ์ บือ้ งตน้ ใช้งานอยา่ งเหมาะสม
มาตรฐาน / ตัวชี้วดั
ว ๑.๒ ป.๒/๑ , ป.๒/๒ , ป.๒/๓
ว ๑.๓ ป.๒/๑
ว ๒.๑ ป.๒/๑ , ป.๒/๒ , ป.๒/๓ , ป.๒/๔
ว ๒.๓ ป.๒/๑ , ป.๒/๒
ว ๓.๒ ป.๒/๑ , ป.๒/๒
ว ๔.๒ ป.๒/๑, ป.๒/๒ , ป.๒/๓ , ป.๒/๔
รวม ๖ มาตรฐาน ๑๖ ตวั ช้วี ดั
ชัน้ ประถมศึกษาปที ี่ ๒ โรงเรยี นบือดองพัฒนา
สำนกั งานเขตพ้ืนที่การศกึ ษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑
หลกั สตู รสถานศึกษากลุ่มสาระการเรียนรูว้ ิทยาศาสตร์ 21
(ฉบับปรบั ปรงุ พ.ศ.256๓) ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศกั ราช 2551
ส่วนที่ ๕
โครงสร้างหนว่ ยการเรียนรู้
ในการจัดทำหลักสูตรรายวิชากลุ่มสาระการเรียนรู้ต่างๆ นั้น องค์ประกอบสำคัญที่ช่วยให้
ครูผู้สอนสามารถนำหลักสูตรไปใช้ได้อย่างมีคุณภาพและประสบความสำเร็จคือ การจัดหน่วยการเรียนรู้ใน
ส่วนของหลักสูตรรายวาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์นี้ ได้จัดทำหน่วยการเรียนสำหรับระดับประถมศึกษาปีท่ี
4 ตลอดปีการศึกษา ซึ่งมีรายละเอยี ดที่สำคัญ คือ
๑. ชื่อหนว่ ยการเรยี นรู้
๒. มาตรฐานการเรยี นร/ู้ ตัวชวี้ ัด
๓. เวลาเรียน
๔. ค่าน้ำหนักคะแนน
ช้ันประถมศึกษาปที ่ี ๒ โรงเรยี นบอื ดองพัฒนา
สำนักงานเขตพืน้ ที่การศกึ ษาประถมศึกษายะลา เขต ๑
หลักสตู รสถานศกึ ษากลุ่มสาระการเรียนรูว้ ิทยาศาสตร์ 22
(ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พืน้ ฐาน พทุ ธศักราช 2551
โครงสร้างรายวชิ าวทิ ยาศาสตร์
กลมุ่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชนั้ ประถมศกึ ษาปีที่ 2 เวลา 80 ช่วั โมง
ภาคเรยี นที่ 1 ช่ือหน่วยการเรียนรู้ มาตรฐาน ตวั ชี้วัด เวลา น้ำหนัก
หน่วยการ (ชัว่ โมง) คะแนน
เรยี นรู้ที่
วิธีการทางวิทยาศาสตร์ ทักษะการ
1 การเรยี นรู้ส่งิ ต่างๆรอบตวั สังเกต การจำแนกและการสืบ 10 10
เสาะหาความรู้
2 วสั ดแุ ละการใชป้ ระโยชน์ ว 2.1 ป.2/1, ป.2/2, 21 20
ป.2/3, ป.2/4
3 วิทยาการคำนวณ 1 ว 4.2 ป.2/1, ป.2/2 8 5
สอบปลายภาคเรยี นท่ี 1 1 15
รวม 2 6 40 50
ชั้นประถมศกึ ษาปที ี่ ๒ โรงเรยี นบือดองพัฒนา
สำนกั งานเขตพนื้ ท่ีการศกึ ษาประถมศึกษายะลา เขต ๑
หลักสตู รสถานศึกษากลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ 23
(ฉบับปรับปรงุ พ.ศ.256๓) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พทุ ธศกั ราช 2551
ภาคเรียนที่ 2 ชื่อหน่วยการเรยี นรู้ มาตรฐาน ตัวช้วี ดั เวลา น้ำหนัก
หน่วยการ แสงในชีวติ ประจำวัน ว 2.3 (ชั่วโมง) คะแนน
เรยี นรู้ท่ี ว 1.3 ป.2/1,ป.2/2
ว 1.2 ป.2/1 98
4 ป.2/1,ป.2/2 55
ว 3.2 ป.2/3
5 สง่ิ มชี ีวติ และชีวติ ของพืช ว 4.2 ป.2/1,ป.2/2 10 10
ป.2/3,ป.2/4
6 ดินรอบตวั เรา 5 97
7 วทิ ยาการคำนวณ 2 10 65
1 15
สอบปลายภาคเรยี นท่ี 2 40 50
รวม
หมายเหตุ สัดสว่ นคะแนน / ภาคเรยี น = 35 : 15
สัดสว่ นคะแนน / ปกี ารศกึ ษา = 70 : 30
ชั้นประถมศึกษาปีท่ี ๒ โรงเรยี นบือดองพัฒนา
สำนักงานเขตพืน้ ท่ีการศึกษาประถมศึกษายะลา เขต ๑
หลักสูตรสถานศกึ ษากลุ่มสาระการเรยี นรูว้ ทิ ยาศาสตร์ 24
(ฉบับปรบั ปรงุ พ.ศ.256๓) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขน้ั พนื้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551
โครงสร้างหน่วยการเรียนรู้
วชิ าวิทยาศาสตร์ ชนั้ ประถมศกึ ษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 1
หนว่ ยการเรียนรูท้ ่ี 1 เวลา 10
ช่วั โมง
ชอ่ื หน่วยการเรียนรู้ การเรยี นรูส้ ่ิงตา่ งๆรอบตัว นำ้ หนกั คะแนน 10
คะแนน
วิธีการทางวิทยาศาสตร์ ทกั ษะการสงั เกต การจำแนกและการสบื เสาะหาความรู้
แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ เรอื่ ง เวลา
1 การสงั เกตสิ่งต่างๆ 2
2 ทกั ษะการสงั เกต 2
3 ทกั ษะการจำแนก 2
4 วิธกี ารทางวทิ ยาศาสตร์ 2
5 การสืบเสาะหาความรู้ 2
รวม 10
ชั้นประถมศึกษาปที ี่ ๒ โรงเรียนบือดองพัฒนา
สำนกั งานเขตพ้ืนท่ีการศกึ ษาประถมศึกษายะลา เขต ๑
หลักสตู รสถานศึกษากลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์ 25
(ฉบับปรบั ปรงุ พ.ศ.256๓) ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขัน้ พ้นื ฐาน พทุ ธศักราช 2551
หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ 2 เวลา 21 ชั่วโมง
ช่อื หน่วยการเรยี นรู้ วัสดแุ ละการใชป้ ระโยชน์ นำ้ หนกั คะแนน 20
คะแนน
สาระท่ี 2 วิทยาศาสตรก์ ายภาพ
มาตรฐานการเรียนรู้ ว 2.1 ตวั ชวี้ ดั ป.2/1, ป.2/2, ป.2/3, ป.2/4
แผนการจดั การเรยี นรู้ที่ เร่ือง เวลา
6 ชนิดของวัสดุ 1
7 สมบัติการดูดซับน้ำของวสั ดุ 2
8 สมบัติการดูดซบั นำ้ ของวัสดแุ ต่ละชนิด 2
9 การใช้ประโยชนจ์ ากสมบตั กิ ารดูดซบั น้ำของวสั ดุ 2
10 สมบัติที่เกิดจากการผสมกันของวัสดุ 1
11 การทดลองสมบตั ขิ องวัสดุก่อนและหลงั ผสมกนั 2
12 การผสมกันของวสั ดุ (ต่อ) 2
13 สมบัติของการผสมวัสดุ 2
14 สมบตั ขิ องวสั ดุในชีวิตประจำวัน 2
15 การนำวัสดมุ าใช้ประโยชน์ 1
16 การนำวสั ดุทใี่ ช้แล้วกลบั มาใชใ้ หม่ 2
17 ประโยชน์การนำวสั ดทุ ีใ่ ช้แล้วกลับมาใช้ใหม่ 2
รวม 21
ชัน้ ประถมศึกษาปที ่ี ๒ โรงเรยี นบือดองพัฒนา
สำนกั งานเขตพื้นที่การศกึ ษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑
หลักสูตรสถานศกึ ษากลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์ 26
(ฉบับปรับปรงุ พ.ศ.256๓) ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พื้นฐาน พทุ ธศกั ราช 2551
หน่วยการเรยี นรทู้ ่ี 3 เรอ่ื ง เวลา 8 ชัว่ โมง
ช่ือหน่วยการเรียนรู้ วิทยาการคำนวณ 1 นำ้ หนักคะแนน 5 คะแนน
สาระที่ 4 เทคโนโลยี
มาตรฐานการเรียนรู้ ว 4.2 ตัวชวี้ ดั ป.2/1,ป.2/2 เวลา
2
แผนการจดั การเรยี นรทู้ ี่ 2
2
18 การแสดงขน้ั ตอนการแกป้ ัญหา 2
รวม 8
19 การเขยี นแสดงขัน้ ตอนการแก้ปัญหา
20 การเขียนแสดงข้นั ตอนการแกป้ ญั หา (ต่อ)
21 การกำหนดคำสง่ั
ช้นั ประถมศกึ ษาปีที่ ๒ โรงเรียนบอื ดองพัฒนา
สำนักงานเขตพ้นื ท่ีการศึกษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑
หลักสตู รสถานศกึ ษากลุ่มสาระการเรียนร้วู ทิ ยาศาสตร์ 27
(ฉบบั ปรับปรงุ พ.ศ.256๓) ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พ้ืนฐาน พทุ ธศกั ราช 2551
โครงสรา้ งหนว่ ยการเรยี นรู้
วิชาวทิ ยาศาสตร์ ชัน้ ประถมศกึ ษาปที ี่ 2 ภาคเรยี นท่ี 2
หน่วยการเรียนรูท้ ี่ 4 เวลา 9 ช่วั โมง
ชื่อหน่วยการเรียนรู้ แสงในชีวติ ประจำวัน น้ำหนกั คะแนน 8 คะแนน
สาระที่ 2 วิทยาศาสตรก์ ายภาพ
มาตรฐานการเรยี นรู้ ว 2.3 ตวั ชวี้ ัด ป.2/1,ป.2/2
แผนการจดั การเรียนรู้ที่ เรื่อง เวลา
2
1 แหลง่ กำเนิดแสง 2
2
2 การเคลอื่ นทขี่ องแหล่งกำเนดิ แสง 2
1
3 การทดลองการมองเหน็ วัตถุ 9
4 การมองเห็นวัตถุ
5 อันตรายจากการมองเห็นวตั ถุ
รวม
ชนั้ ประถมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนบือดองพัฒนา
สำนักงานเขตพ้ืนที่การศกึ ษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑
หลกั สูตรสถานศึกษากลุ่มสาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์ 28
(ฉบบั ปรบั ปรงุ พ.ศ.256๓) ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พื้นฐาน พทุ ธศกั ราช 2551
หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 เวลา 15 ชั่วโมง
นำ้ หนักคะแนน 15
ช่อื หน่วยการเรียนรู้ สงิ่ มชี ีวิตและชีวติ ของพชื
เวลา
คะแนน
สาระที่ 1 วิทยาศาสตร์ชีวภาพ
มาตรฐานการเรียนรู้ ว 1.3 ตวั ช้ีวัด ป.2/1
ว 1.2 ตัวช้ีวัด ป.2/1,ป.2/2 ,ป.2/3
แผนการจดั การเรยี นรทู้ ่ี เรอ่ื ง
6 ลักษณะของสิง่ มชี ีวติ 1
7 ลกั ษณะของสิ่งไม่มีชวี ติ 1
8 จำแนกสงิ่ มีชีวิตกบั สิ่งไมม่ ีชวี ติ 1
9 เปรียบเทียบสงิ่ มชี ีวิตกับสง่ิ ไมม่ ีชวี ิต 2
10 ปัจจยั ทส่ี ำคัญตอ่ การเจริญเตบิ โตของพืช 2
11 การทดลองปจั จยั ที่สำคัญต่อการเจริญเติบโตของพืช 2
12 ความจำเป็นของนำ้ และแสงต่อการเจริญเตบิ โตของพชื 2
13 การทดลองวัฏจักรชวี ิตของพืชดอก 2
14 วัฏจักรชวี ิตของพชื ดอก 2
รวม 15
ช้นั ประถมศกึ ษาปีท่ี ๒ โรงเรียนบือดองพัฒนา
สำนกั งานเขตพืน้ ที่การศึกษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑
หลักสตู รสถานศกึ ษากลุ่มสาระการเรียนร้วู ทิ ยาศาสตร์ 29
(ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศกั ราช 2551
หนว่ ยการเรียนรูท้ ่ี 6 เรอื่ ง เวลา 9 ช่วั โมง
ชื่อหน่วยการเรียนรู้ ดนิ รอบตวั เรา น้ำหนักคะแนน 7 คะแนน
สาระที่ 3 วิทยาศาสตร์โลก และอวกาศ
มาตรฐานการเรยี นรู้ ว.3.2 ตัวชี้วดั ป.2/1, ป.2/2 เวลา
2
แผนการจดั การเรียนรทู้ ี่ 1
2
15 การทดลองส่วนประกอบของดนิ 1
2
16 สว่ นประกอบของดนิ 1
รวม 9
17 การสำรวจลกั ษณะดนิ ในท้องถน่ิ
18 การจำแนกชนดิ ของดนิ
19 การไหลผ่านของนำ้
20 การใชป้ ระโยชน์จากดิน
ช้ันประถมศึกษาปที ่ี ๒ โรงเรยี นบอื ดองพัฒนา
สำนกั งานเขตพ้ืนที่การศกึ ษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑
หลักสตู รสถานศึกษากลุ่มสาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์ 30
(ฉบบั ปรบั ปรงุ พ.ศ.256๓) ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พนื้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551
หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ 7 เรื่อง เวลา 6 ชว่ั โมง
ชอื่ หน่วยการเรียนรู้ วิทยาการคำนวณ 2 น้ำหนักคะแนน 5
คะแนน
สาระที่ 4 เทคโนโลยี เวลา
มาตรฐานการเรียนรู้ ว 4.2 ตวั ช้ีวัด ป.2/3, ป.2/4
แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี
21 การใช้งานซอฟตแ์ วรเ์ บ้อื งตน้ 2
22 การใชง้ านเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างปลอดภยั 2
23 การดแู ลรักษาอุปกรณ์เบือ้ งตน้ ใชง้ านอยา่ งเหมาะสม 2
รวม 6
ช้ันประถมศึกษาปีท่ี ๒ โรงเรยี นบือดองพัฒนา
สำนกั งานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑
หลักสูตรสถานศึกษากลุ่มสาระการเรยี นรูว้ ทิ ยาศาสตร์ 31
(ฉบับปรบั ปรงุ พ.ศ.256๓) ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพนื้ ฐาน พุทธศักราช 2551
สว่ นที่ ๖
ส่วนสง่ ทา้ ย
การเรยี นรทู้ ีผ่ เู้ รยี นมีความสำคญั ท่สี ดุ
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๒๒ ระบุว่า การจัดการศึกษา ต้องยึด
หลักว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด
กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ ในมาตรา
๒๒ (๒) เนน้ การจดั การศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย ใหค้ วามสำคัญของการบรู ณาการความรู้
คุณธรรม กระบวนการเรียนร้ตู ามความเหมาะสมของระดบั การศึกษา ในส่วนของการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์
นนั้ ต้องให้เกดิ ทง้ั ความรู้ ทกั ษะ และเจตคติด้านวิทยาศาสตร์ รวมท้งั ความร้คู วามเขา้ ใจและประสบการณ์เร่ือง
การจดั การ การบำรุงรกั ษา และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสิ่งแวดลอ้ มอย่างสมดลุ ยัง่ ยืน
ในส่วนของการจัดกระบวนการเรียนรู้ มาตรา ๒๔ ของ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ได้ระบุ ให้
สถานศึกษาและหน่วยงานที่เกยี่ วขอ้ งดำเนินการดงั นี้
๑. จัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผู้เรียน โดย
คำนึงถึงความแตกตา่ งระหว่างบุคคล
๒. ฝึกทักษะ กระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์ และการประยุกต์ความรู้มาใช้เพ่ือ
ป้องกนั และแก้ไขปญั หา
๓. จัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ฝึกการปฏิบัติ ให้ทำได้ คิดเป็น ทำเป็น รัก
การอ่าน และเกดิ การใฝ่รอู้ ย่างต่อเนอื่ ง
๔. จัดการเรียนการสอนโดยผสมผสานสาระความรู้ด้านต่าง ๆ อย่างได้สัดส่วนสมดุลกัน รวมท้ัง
ปลูกฝงั คณุ ธรรม คา่ นิยมทด่ี ีงาม และคณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์ไวใ้ นทกุ กลุม่ สาระการเรยี นรู้
๕. ส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้สอนสามารถจัดบรรยากาศ สภาพแวดล้อม สื่อการเรียน และอำนวยความ
สะดวกเพ่ือให้ผเู้ รียนเกิดการเรียนรู้ และมีความรอบรู้ รวมทงั้ สามารถใช้การวิจยั เป็นสว่ นหน่ึงของกระบวนการ
เรยี นรู้ ทงั้ น้ผี ูส้ อนและผูเ้ รยี นอาจเรยี นรูไ้ ปพรอ้ มกนั จากส่ือการเรยี นการสอนและ แหล่งวทิ ยาการประเภท
ตา่ ง ๆ
๖. จัดการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นได้ทกุ เวลาทุกสถานที่มีการประสานความร่วมมือกับบิดามารดา ผู้ปกครอง
และบคุ คลในชมุ ชนทุกฝ่าย เพอ่ื ร่วมกันพัฒนาผูเ้ รียนตามศกั ยภาพ
ช้ันประถมศึกษาปีท่ี ๒ โรงเรยี นบือดองพัฒนา
สำนกั งานเขตพน้ื ท่ีการศึกษาประถมศึกษายะลา เขต ๑
หลกั สูตรสถานศกึ ษากลุ่มสาระการเรยี นร้วู ทิ ยาศาสตร์ 32
(ฉบบั ปรบั ปรงุ พ.ศ.256๓) ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขัน้ พ้นื ฐาน พุทธศักราช 2551
การจัดการเรียนรู้ตามแนวดังกล่าว จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการสอนของผู้สอนและการเรียนของ
ผเู้ รียน กลา่ วคือลดบทบาทของผสู้ อนจากการเปน็ ผบู้ อกเล่าและบรรยาย เป็นการวางแผนจดั กจิ กรรมให้ผู้เรียน
เกิดการเรียนรู้โดยผ่านกระบวนการที่สำคัญ คือ กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ ซึ่งเป็นกระบวนการที่จะ
นำไปสกู่ ารสร้างองค์ความรู้โดยผ่านกิจกรรมการสงั เกต การตั้งคำถาม การวางแผนเพื่อการทดลอง การสำรวจ
ตรวจสอบ (investigation) ซ่งึ เปน็ วิธกี ารหาข้อมูลโดยตรงดว้ ยวธิ ีการทีห่ ลากหลายทัง้ เชิงปริมาณและคุณภาพ
กระบวนการแก้ปัญหา การสืบค้นข้อมูล การอภิปราย และ การสื่อสารความรู้ในรูปแบบต่าง ๆ ให้ผู้อ่ืน
เข้าใจ กิจกรรมต่าง ๆ จะต้องเน้นที่บทบาทของผู้เรียนตั้งแต่เริ่ม คือ ร่วมวางแผนการเรียน การวัดผลและ
ประเมินผล และต้องคำนึงว่ากจิ กรรมการเรียนนั้นเน้นการพัฒนากระบวนการคดิ วางแผน ลงมือปฏบิ ตั ิ สบื ค้น
ขอ้ มูล รวบรวมขอ้ มลู ด้วยวธิ ีการต่าง ๆ จากแหล่งเรยี นรหู้ ลากหลาย ตรวจสอบ วเิ คราะห์ขอ้ มูล การแก้ปัญหา
การมีปฏิสมั พันธ์ซงึ่ กนั และกัน การสรา้ งคำอธบิ ายเกย่ี วกับขอ้ มลู ท่สี บื คน้ ได้ เพื่อนำไปส่คู ำตอบของปัญหาหรือ
คำถามต่าง ๆ ในที่สุดเป็นการสร้างองค์ความรู้ ทั้งนี้กิจกรรมการเรียนรู้ดังกล่าวต้องพัฒนาผู้เรียนให้เจริญ
พฒั นาทั้งรา่ งกาย อารมณ์ สังคม และสตปิ ัญญา
การจัดการเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เน้นกระบวนการที่นักเรียนเป็นผู้คิด ลงมือ
ปฏิบตั ิ ศึกษาค้นคว้าอยา่ งมรี ะบบด้วยกิจกรรมทหี่ ลากหลาย ท้ังการทำกจิ กรรมภาคสนาม การสงั เกต การ
สำรวจตรวจสอบ การทดลองในห้องปฏิบัติการ การสืบค้นข้อมูลจากแหล่งข้อมูลปฐมภูมิและทุตยภูมิ การทำ
โครงงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การศึกษาจากแหล่งการเรียนรู้ในท้องถิ่น โดยคำนึงถึงวุฒิภาวะ
ประสบการณ์เดิม สิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมต่างกันที่นักเรียนได้รับรู้มาแล้ว ก่อนเข้าสู่ห้องเรียน การเรียนรู้
ของนักเรียนจะเกิดขึ้นระหว่างที่นักเรียนมีส่วนร่วมโดยตรงในการ ทำกิจกรรมการเรียนเหล่านั้นจึงจะมี
ความสามารถในการสบื เสาะหาความรู้ มคี วามสามารถ ในการแก้ปัญหาด้วยวธิ ีการทางวทิ ยาศาสตร์
ได้พัฒนากระบวนการคิดขั้นสูง และคาดหวังว่ากระบวนการเรียนรู้ดังกล่าวจะทำให้นักเรียนได้รับการพัฒนา
เจตคตทิ างวิทยาศาสตร์ มีคุณธรรม จรยิ ธรรมในการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมท้งั สามารถสื่อสารและ
ทำงานร่วมกบั ผ้อู ื่นได้อย่าง มปี ระสทิ ธิภาพ
เจตคตทิ างวิทยาศาสตร์ หรอื จติ วทิ ยาศาสตร์ทคี่ าดหวงั วา่ จะได้รบั การพัฒนาขึ้นในตัวนักเรยี นโดยผ่าน
กระบวนการเรยี นรตู้ ่าง ๆ มดี งั น้ี
- ความสนใจใฝร่ ู้
- ความซอ่ื สัตย์
- ความอดทนมงุ่ มน่ั
- การมใี จกวา้ งยอมรับฟงั ความคดิ เห็น
- ความคิดสร้างสรรค์
- มคี วามสงสยั และกระตอื รือรน้ ทจี่ ะหาคำตอบ
- ยอมรับเมอื่ มปี ระจักษ์พยานหรอื เหตผุ ลทีเ่ พียงพอ
ช้ันประถมศึกษาปที ่ี ๒ โรงเรียนบอื ดองพัฒนา
สำนักงานเขตพน้ื ท่ีการศึกษาประถมศึกษายะลา เขต ๑
หลักสตู รสถานศกึ ษากลุ่มสาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์ 33
(ฉบับปรับปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พทุ ธศักราช 2551
ในการจัดการเรียนการสอน ผู้สอนต้องศึกษาเป้าหมายและปรัชญาของการจัดการเรียนรู้ ให้เข้าใจ
อย่างถ่องแท้ ทำความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการ ทฤษฎีการเรียนรู้ต่าง ๆ ตลอดจนกระบวนการเรียนการสอนท่ี
เน้นกระบวนการและผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด แล้วพิจารณาเลือกนำไปใช้ออกแบบกิจกรรมที่หลากหลายให้
เหมาะสมกับเนื้อหาสาระ เหมาะกับสภาพแวดล้อมของโรงเรียน แหล่งความรู้ของท้องถิ่น และที่สำคัญคือ
ศกั ยภาพของผูเ้ รียนดว้ ย ดงั นั้น ในเน้ือหาสาระเดียวกนั ผู้สอนแตล่ ะโรงเรียนย่อมจัดการเรยี นการสอนและใช้
ส่อื การเรียนการสอนทีแ่ ตกตา่ งกันได้
การจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ช่วยให้มีการพัฒนาในทุก ๆ ด้าน และครอบคลุมถึงเรื่องของ
ความตระหนักและผลของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอีกด้วย การจัดการเรียนการสอน กลุ่ม
วิทยาศาสตร์ในทุกระดับจึงต้องดำเนินการที่จะส่งเสริมให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนาที่สมบูรณ์เพื่อให้บรรลุ
เป้าหมายที่วางไว้ โดยจัดกิจกรรมการเรียนการสอนกลุ่มวิทยาศาสตร์ที่เน้นกระบวนการที่ผู้เรียนเป็นผู้คิด ลง
มือปฏิบัติ ศึกษาค้นคว้าอย่างมีระบบด้วยกิจกรรมหลากหลาย กิจกรรมที่จะจัดให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้
วทิ ยาศาสตร์ไดม้ หี ลากหลาย เชน่
- กจิ กรรมภาคสนาม
- กจิ กรรมแกป้ ญั หา
- กจิ กรรมการสงั เกต
- กจิ กรรมสำรวจตรวจสอบ
- กิจกรรมการทดลอง
- กิจกรรมสืบค้นข้อมลู ทั้งจากแหล่งข้อมูลที่เปน็ บุคคล เอกสารในห้องสมุดหรือหน่วยงาน
ในทอ้ งถน่ิ จนถึงการสืบคน้ ทางเครือข่ายอินเทอร์เนต็
- กิจกรรมศึกษาคน้ ควา้ จากส่ือต่าง ๆ และแหล่งเรียนรใู้ นทอ้ งถน่ิ
- กิจกรรมโครงงานวิทยาศาสตร์
- กจิ กรรมอภปิ ราย
ฯลฯ
ชนั้ ประถมศกึ ษาปที ี่ ๒ โรงเรยี นบือดองพัฒนา
สำนกั งานเขตพ้นื ที่การศกึ ษาประถมศึกษายะลา เขต ๑
หลักสูตรสถานศกึ ษากลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์ 34
(ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพืน้ ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551
กระบวนการเรยี นการสอนท่ีใช้การเรยี นร้วู ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
การเรียนรู้เป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม การพัฒนาความคิดและความสามารถโดยอาศัย
ประสบการณ์และปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนและสิ่งแวดล้อม ทำให้บุคคลดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุขใน
สังคม ดังนั้นก่อนที่ครูผู้สอนจะจัดการเรียนการสอน จะต้องตระหนักว่าการเรียนรู้เกิดข้ึนด้วยตัวของผู้เรียน
เอง การเรียนรู้เรือ่ งใหม่จะมพี ื้นฐานมาจากความรู้เดิม ฉะนัน้ ประสบการณ์ของนักเรียนจึงเป็นปัจจัยสำคัญต่อ
การเรียนรู้เปน็ อยา่ งยงิ่ กระบวนการเรียนรู้ที่แทจ้ ริงของนักเรียนไมไ่ ด้เกิดจากการบอกเล่าของครูหรือนักเรียน
เพียงแต่จดจำแนวคิดต่าง ๆ ที่มีผู้บอกให้เท่านั้น กระบวนการที่นักเรียนจะต้องสืบค้นเสาะหา สำรวจ
ตรวจสอบ และค้นคว้าด้วยวิธีการต่าง ๆ จะทำให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจและเกิดการรับรู้ความรู้นั้นอย่าง
ยาวนาน สามารถนำมาใช้ได้เม่ือมสี ถานการณใ์ ด ๆ มาเผชิญหน้า ดังนั้นการที่นักเรียนจะสรา้ งองคค์ วามร้ไู ด้
จึงต้องผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่หลากหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ ( inquiry
process )
กระบวนการสืบเสาะหาความรู้
กระบวนการเรียนการสอนเน้นการสืบเสาะหาความรู้จะเป็นการพัฒนาให้ผู้เรียนได้รับคว ามรู้และ
ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ปลูกฝังใหผ้ ู้เรยี นรจู้ ักใช้ความคดิ ของตนเอง สามารถเสาะหาความรู้หรือ
วเิ คราะหข์ ้อมูลได้
การจัดการใหน้ กั เรียนเรียนแบบสบื เสาะหาความรู้ อาจทำเป็นข้ันตอนดังน้ี
๑) ขั้นสร้างความสนใจ (engagement) เป็นการนำเข้าสู่บทเรียนหรือเรื่องที่สนใจ ซึ่งอาจเกิดขึ้น
เองจากความสงสัย หรอื อาจเริม่ จากความสนใจของตัวนักเรียนเอง หรือเกิดจากการอภปิ รายภายในกลุ่ม เรอื่ ง
ทีน่ า่ สนใจอาจมาจากเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขนึ้ อยใู่ นชว่ งเวลานั้น หรือเป็นเรอ่ื ง ท่เี ช่ือมโยงกับความรู้เดิม
ที่เพิ่งเรียนรู้มาแล้ว เป็นตัวกระตุ้นให้นักเรียนสร้างคำถาม กำหนดประเด็นที่จะศึกษา ในกรณีที่ยังไม่มี
ประเด็นใดน่าสนใจ ครูอาจให้ศึกษาจากสื่อต่างๆ หรือเป็นผู้กระตุ้นด้วยการเสนอประเด็นขึ้นมาก่อน แต่ไม่
ควรบงั คับใหน้ ักเรียนยอมรับประเด็นหรือคำถามท่ีครูกำลังสนใจเป็นเรื่องทีจ่ ะใช้ศึกษา
เมื่อมคี ำถามทีน่ ่าสนใจ และนักเรยี นสว่ นใหญ่ยอมรับใหเ้ ปน็ ประเด็นที่ต้องการศึกษาจงึ รว่ มกันกำหนด
ขอบเขตและแจกแจงรายละเอียดของเรื่องที่จะศึกษาให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น อาจรวมทั้งการรวบรวมความรู้
ประสบการณ์เดิม หรือความรู้จากแหล่งต่าง ๆ ที่จะนำไปสู่ความเข้าใจเรื่องหรือประเด็นที่จะศึกษามากขึ้น
และมแี นวทางทใ่ี ช้ในการตรวจตรวจสอบอยา่ งหลากหลาย
๒) ขั้นสำรวจและค้นหา (exploration) เมื่อทำความเข้าใจในประเด็นหรือคำถามที่สนใจจะศึกษา
อย่างถ่องแท้แล้ว ก็มีการวางแผนกำหนดแนวทางการสำรวจตรวจสอบ ตั้งสมมุติฐาน กำหนดทางเลือกท่ี
เป็นไปได้ ลงมอื ปฏบิ ตั เิ พอ่ื เกบ็ รวบรวมขอ้ มูล ข้อสนเทศหรือปรากฏการณ์ตา่ ง ๆ วธิ กี ารตรวจสอบอาจทำได้
ชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี ๒ โรงเรยี นบือดองพัฒนา
สำนักงานเขตพื้นที่การศกึ ษาประถมศึกษายะลา เขต ๑
หลกั สตู รสถานศกึ ษากลุ่มสาระการเรียนร้วู ิทยาศาสตร์ 35
(ฉบบั ปรับปรงุ พ.ศ.256๓) ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พื้นฐาน พุทธศกั ราช 2551
หลายวิธี เช่น ทำการทดลอง ทำกิจกรรมภาคสนาม การใช้คอมพิวเตอร์เพื่อช่วยสร้างสถานการณ์จำลอง
(simulation) การศึกษาหาข้อมลู จากเอกสารอ้างองิ หรือจากแหลง่ ข้อมลู
ตา่ ง ๆ เพอื่ ใหไ้ ดม้ าซง่ึ ขอ้ มลู อย่างเพียงพอทจ่ี ะใชใ้ นข้นั ต่อไป
๓) ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป (explanation) เมื่อได้ข้อมูลอย่างเพียงพอจากการสำรวจตรวจสอบ
แล้ว จึงนำข้อมูล ข้อสนเทศที่ได้มาวิเคราะห์ แปรผล สรุปผล และนำเสนอผลที่ได้ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น
บรรยายสรุป สร้างแบบจำลองทางคณติ ศาสตร์ หรือวาดรูป สร้างตาราง การค้นพบในขน้ั นอี้ าจเป็นไปได้หลาย
ทาง เช่น สนับสนุนสมมุติฐานที่ตั้งไว้ โต้แย้งกับสมมุติฐานที่ตั้งไว้ หรือไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่ได้กำหนดไว้
แตผ่ ลท่ไี ด้จะอยใู่ นรูปใด กส็ ามารถสร้างความรูแ้ ละช่วยใหเ้ กดิ การเรยี นร้ไู ด้
๔) ข้ันขยายผลความรู้ (elaboration) เป็นการนำความรู้ที่สร้างขึ้นไปเชื่อมโยงกับความรู้เดิมหรือ
แนวคิดที่ได้ค้นคว้าเพิ่มเติม หรือนำแบบจำลองหรือข้อสรุปที่ได้ไปอธิบายสถานการณห์ รือเหตุการณอ์ ่ืน ๆ ถ้า
ใช้อธิบายเรื่องต่าง ๆ ได้มากก็แสดงว่าข้อจำกัดน้อย ซึ่งก็จะช่วยให้เชื่อมโยงกับเรื่องต่าง ๆ และทำให้เกิด
ความรกู้ วา้ งขวางขึน้
๕) ขั้นประเมิน (evaluation) เป็นการประเมินการเรียนรู้ด้วยกระบวนการต่าง ๆ ว่านักเรียนมี
ความรอู้ ะไรบ้าง อยา่ งไร และมากนอ้ ยเพียงใดจากขั้นนีจ้ ะนำไปสู่การนำความรู้ไปประยุกต์ในเร่ืองอนื่
การนำความรู้หรือแบบจำลองไปใช้อธิบายหรือประยุกต์ใช้กับเหตุการณ์หรือเรื่องอื่น ๆ จะ
นำไปสู่ข้อโต้แย้งหรือข้อจำกัดซึ่งจะก่อให้เป็นประเด็นหรือคำถาม หรือปัญหาที่จะต้องสำรวจตรวจสอบต่อไป
ทำให้เกิดเป้นกระบวนการที่ต่อเนื่องกันไปเรื่อย ๆ จึงเรียกว่า inquiry cycle กระบวนการสืบเสาะหาความรู้
จึงช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ทั้งเนื้อหาหลักและหลักการ ทฤษฎี ตลอดจนการลงมือปฏิบัติ เพื่อให้ได้
ความรซู้ ่ึงจะเป็นพ้นื ฐานในการเรยี นรู้ตอ่ ไป
การสืบเสาะหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ นอกจากจะใช้กระบวนการดังกล่าวแล้ว อาจใช้วิธีในการสืบ
เสาะหาความรู้ด้วยรูปแบบอ่ืน ๆ อกี ดังนี้
การค้นหารูปแบบ (pattern seeking) โดยที่นักเรียนเริ่มด้วยการสังเกตและบันทึกปรากฏการณ์
ตามธรรมชาติ หรือทำการสำรวจตรวจสอบโดยที่ไม่สามารถควบคุมตัวแปรได้ แล้วคิดหารูปแบบจากข้อมูล
เช่น จากการสังเกตผลฝรั่งในสวนจากหลายแหล่ง พบว่าฝรั่งท่ีได้รับแสงจะมีขนาดโตกว่าผลฝร่ังที่ไม่ไดร้ ับแสง
นักเรยี นกส็ ร้างรปู แบบและสรา้ งความรไู้ ด้
การจำแนกประเภทและการระบุชื่อ (classification and identification) เป็นการจัดประเภท
ของวัตถหุ รอื เหตุการณเ์ ปน็ กลุ่ม หรือการระบชุ อื่ วัตถุหรือเหตุการณ์ท่ีเป็นสมาชิกของกลมุ่ เชน่ เราจะแบ่งสัตว์
ไมม่ ีกระดกู สันหลังเหล่านีไ้ ด้อยา่ งไร วัสดุใดนำไฟฟ้าได้ดหี รือไม่ดี สารต่าง ๆ เหล่าน้จี ำแนกอย่ใู นกลุม่ ใด
ชั้นประถมศกึ ษาปีท่ี ๒ โรงเรียนบือดองพัฒนา
สำนกั งานเขตพื้นที่การศกึ ษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑
หลักสตู รสถานศกึ ษากลุ่มสาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์ 36
(ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพ้นื ฐาน พุทธศักราช 2551
การสำรวจและค้นหา (exploring) เป็นการสังเกตวัตถุหรือเหตุการณ์ในรายละเอียด หรือทำการ
สังเกตต่อเนื่องเป็นเวลานาน เช่น ไข่กบมีการพัฒนาการอย่างไร เมื่อผสมของเหลวต่างชนิดกันเข้าด้วยกันจะ
เกดิ อะไรขนึ้
การพัฒนาระบบ (developing system) เป็นการออกแบบ ทดสอบและปรับปรุงสิ่งประดิษฐ์หรอื
ระบบ
- ท่านสามารถออกแบบสวติ ซ์ความดนั สำหรับวงจรเตอื นภัยได้อย่างไร
- ทา่ นสามารถสรา้ งเทคนิคหรอื หามวลแหง้ ของแอปเปลิ ได้อย่างไร
การสร้างแบบจำลองเพื่อการสำรวจตรวจสอบ (investigate models) เปน็ การสร้างแบบจำลอง
เพ่ืออธบิ าย เพื่อให้เห็นถงึ การทำงาน เช่น สรา้ งแบบจำลองระบบนเิ วศ
กระบวนการแก้ปัญหา (problem solving process)
การเรียนการสอนวิทยาศาสตร์มีจุดมุ่งหมายประการหนึ่ง คือ เน้นให้นักเรียนได้ฝึกแก้ปัญหาต่าง ๆ
โดยผ่านกระบวนการคิดและปฏิบัติอย่างมีระบบ ผลที่ได้จากการฝึกจะช่วยให้นักเรียนสามารถตัดสินใจ
แก้ปัญหาต่าง ๆ ด้วยวิธีการคิดอย่างสมเหตุสมผล โดยใช้กระบวนการหรือวิธีการ ความรู้ ทักษะต่าง ๆ และ
ความเข้าใจในปัญหานน้ั มาประกอบกนั เพ่ือเป็นข้อมลู ในการแก้ปญั หา
เพือ่ ให้เขา้ ใจไดต้ รงกนั ถึงความหมายท่ีแท้จรงิ ของปัญหา ได้มีผู้ให้ความหมายไว้ดงั นี้
“ ปัญหา” หมายถึง สถานการณ์ เหตุการณ์ หรือสิ่งที่พบแล้วไม่สามารถจะใช้วิธีการใดวิธีการหน่ึง
แก้ปัญหาไดท้ นั ที หรอื เม่ือมีปัญหาเกดิ ขึ้นแล้วไมส่ ามารถมองเหน็ แนวทางแก้ไขไดท้ นั ที
“ แบบฝึกหัด “ หมายถงึ สถานการณ์ เหตกุ ารณ์ หรือสง่ิ ทพ่ี บแลว้ สามารถแก้ไขหรอื เลือกวธิ ีแก้ไข
ไดท้ ันที หรอื มองเหน็ ไดช้ ัดเจนว่ามวี ิธีแกไ้ ขทแ่ี นน่ อน
การแก้ไขปัญหาอาจทำได้หลายวิธี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กบั ลกั ษณะของปัญหา ความรู้และประสบการณ์ของผู้
แก้ปัญหาน้นั
กจิ กรรมการคิดและปฏิบตั ิ (Hands-on Mind-on Activities)
นักการศึกษาวิทยาศาสตร์แนะนำให้ครูจัดกิจกรรมให้นักเรียนได้คิดและลงมือปฏิบัติ เมื่อนักเรียนได้
ลงมือปฏิบัติจริง หรือได้ทำการทดลองต่าง ๆ ทางวิทยาศาสตร์ก็จะเกิดความคิดและคำถามที่หลากหลาย
ตวั อยา่ งกจิ กรรม ไดแ้ ก่
ชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี ๒ โรงเรยี นบอื ดองพัฒนา
สำนักงานเขตพืน้ ที่การศกึ ษาประถมศึกษายะลา เขต ๑
หลักสตู รสถานศกึ ษากลุ่มสาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์ 37
(ฉบับปรับปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขน้ั พ้ืนฐาน พทุ ธศกั ราช 2551
- นำแมเ่ หลก็ เข้าใกล้วัสดตุ า่ ง ๆ แล้วสังเกตผลทเี่ กิดขน้ึ
- ใช้วัตถตุ ่าง ๆ ถูกับผา้ ชนิดตา่ ง ๆ แล้วนำมาแขวนไว้ใกล้กัน หรือนำมาแตะชน้ิ
กระดาษ แลว้ สังเกตการเปลี่ยนแปลง
- ต่อหลอดไฟฟ้าหลายหลอดกับถา่ นไฟฉาย สังเกตและเปรียบเทียบผลที่เกดิ ข้ึนใช้
กล้องจลุ ทรรศน์สอ่ งดเู น้อื เยือ่ ของสง่ิ มีชวี ิต สังเกตและเปรียบเทียบเน้ือเยอ่ื ของสงิ่ มีชวี ติ ต่าง ๆ
- เป่าลมหายใจลงไปในน้ำปนู ใส สงั เกตการเปลย่ี นแปลงที่เกิดขนึ้
เมอื่ นกั เรยี นไดท้ ำกจิ กรรมลักษณะนแ้ี ล้ว จะทำให้สังเกตผลที่เกิดขึ้นดว้ ยตนเอง ซง่ึ เป็นข้อมูล
ที่จะนำไปสู่การถามคำถาม การอธิบาย การอภิปราย หาข้อสรุปและการศึกษาต่อไป กิจกรรมลักษณะนี้จึง
ส่งเสริมให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติและฝึกคิด นำมาสู่การสร้างความรู้ด้วยตนเองด้วยความเข้าใจและเป็นการ
เรยี นรู้อย่างมีความหมาย
การเรียนรูแ้ บบร่วมมือร่วมใจ (Cooperative Learning)
การเรยี นรแู้ บบรว่ มใจ เป็นกระบวนการเรียนรู้ทีส่ ามารถนำมาใช้ในการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ได้
อยา่ งเหมาะสมวิธหี นงึ่ เนอ่ื งจากขณะนี้นกั เรียนทำกิจกรรมร่วมกันในกลุ่ม นกั เรยี นจะได้มีโอกาสแลกเปล่ียน
ความร้กู ับสมาชกิ ของกลุ่ม และการท่ีแตล่ ะคนมวี ยั ใกลเ้ คยี งกัน ทำให้สามารถสือ่ สารกนั ไดเ้ ป็นอย่างดี แตก่ าร
เรยี นรู้แบบร่วมมอื ร่วมใจที่มีประสิทธภิ าพนั้นต้องมีรปู แบบหรือมีการจัดระบบอย่างดี นกั การศึกษาหลายท่าน
ไดท้ ำการศกึ ษาค้นควา้ อยา่ งกวา้ งขวาง เพ่ือจะนำมาใชใ้ นการเรยี นการสอนวชิ าตา่ ง ๆ รวมท้ังวิชาวทิ ยาศาสตร์
และคณติ ศาสตรด์ ว้ ย
การพัฒนาความสามารถและทักษะที่สำคัญของผู้เรียนในการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยี
การเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ในระดับต่าง ๆ นั้น นอกจากมุ่งหวังให้นักเรียนได้พัฒนาความรู้
ความเข้าใจในแนวความคิดหลักที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาในบทเรียนแล้ว ยังมุ่งหวังให้นักเรียนได้พัฒนา
ความสามารถในการตัดสินใจ พัฒนาความคดิ ช้นั สงู และพฒั นาทักษะการสอ่ื สารด้วย
ความสามารถในการตดั สินใจ (Decision Making)
การจัดกิจกรรมต่าง ๆ ครูควรจัดสถานการณ์ที่เปิดโอกาสให้นักเรียนฝึกตัดสินใจ เช่น กิจกรรมการ
แก้ปัญหา การศึกษาค้นควา้ อย่างมีระบบ การสืบเสาะหาความรู้ หรืออาจจัดกจิ กรรมการแสดงบทบาทสมมตุ ิ
โดยสร้างสถานการณ์ขึ้นเอง และเปิดโอกาสใหน้ กั เรยี นแสดงบทบาทสมมุติโดยเป็นผทู้ ี่เกีย่ วข้องกบั การตดั สินใจ
ชั้นประถมศึกษาปีท่ี ๒ โรงเรยี นบอื ดองพัฒนา
สำนักงานเขตพ้ืนที่การศกึ ษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑
หลกั สูตรสถานศกึ ษากลุ่มสาระการเรียนร้วู ิทยาศาสตร์ 38
(ฉบับปรบั ปรงุ พ.ศ.256๓) ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551
ในเรื่องที่สำคัญของบ้านเมือง เช่น การสร้างเขื่อน การสร้างโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ การแก้ปัญหาต่าง ๆท่ี
เกดิ ข้นึ ในโรงเรียนหรอื ชุมชน การตดั สนิ ใจเก่ยี วกับปญั หาบา้ นเมอื งน้ันจะต้องอยู่บนพืน้ ฐานของข้อมลู ท่ีเช่ือถือ
ได้อย่างมีเหตุผลและส่งผลดีต่อส่วนรวม เพื่อให้เกิดความปลอดภัยและการพัฒนาที่ยั่งยืน ทั้งนี้จะต้อง
พิจารณาทางเลือกที่ดีที่สุด ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด ก่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนและคุณภาพ
ชีวติ ทด่ี ี
การพฒั นาความคดิ ขน้ั สงู ( Higher- ordered Thinking )
การคิดขัน้ สูงเป็นความสามารถทางสตปิ ัญญาประการหน่ึงท่ีต้องพัฒนาให้เกิดในขณะที่นักเรียนเข้ามา
อยู่ในโรงเรียน เพื่อเรียนรู้เนื้อหาและหลักการ รวมทั้งแนวคิดในวิชาต่าง ๆ ความคิดขั้นสูงประกอบด้วย
ความคดิ ในด้านตา่ ง ๆ คือ
๑. ความคิดวิเคราะห์ คือความคิดที่เกี่ยวข้องกับการจำแนก รวบรวมเป็นหมวดหมู่รวมทั้ง
การจัดประเด็นต่างๆ เช่น การจำแนกชนิดของหิน โดยพิจารณาลักษณะภายนอกเป็นเกณฑ์ การจำแนก
ใบไม้โดยพิจารณารปู รา่ งของใบ ขอบใบ และเสน้ ใบเป็นเกณฑ์
๒. ความคดิ วิพากษ์วิจารณ์ คือความคดิ เหน็ ต่อเร่ืองใดเร่ืองหนึ่งทัง้ ในดา้ นบวกหรือ
ลบอย่างมีเหตุผล โดยการใช้ข้อมูลที่มีอยู่อย่างเพียงพอ เช่น ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีชีวภาพ ซึ่งเป็น
ประเด็นที่คนทั่วโลกให้ความสนใจ คือเรื่อง GMOs ผลการใช้เทคโนโลยีดังกล่าวมีผลให้สิ่งมีชีวิตไม่ว่าพืชหรือ
สตั ว์ มคี ณุ สมบตั เิ ปลี่ยนแปลงไปจากพันธเ์ุ ดมิ และการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวยอ่ มมผี ลต่อมนุษย์และสง่ิ แวดลอ้ ม
๓. ความคิดสร้างสรรค์ คือความคิดที่แปลกใหม่ ยืดหยุ่นและแตกต่างจากผู้อื่น เช่นให้นักเรียนทำ
กิจกรรมคิดออกแบบประดิษฐ์อุปกรณ์กำเนิดเสียงแทนการใช้กระดิ่งไฟฟ้าหรือออดไฟฟ้า หรือออกแบบวงจร
เตือนภัยโดยใช้เซนเซอร์ความร้อน
๔. ความคิดอย่างมีเหตุมีผล คือความสามรถที่จะคิดในเชิงเหตุผลของเรื่องราวต่าง ๆ เช่น
กิจกรรมการเรียนเรื่องการสรา้ งเข่ือน หรอื การพัฒนาด้านอุตสาหกรรมต่าง ๆ ซึง่ เป็นประเด็นโต้แย้งทางสังคม
ที่ไม่อยู่บนข้อมูลหรือประจักษ์พยานที่เป็นความรู้ทางวิทยาศาสตร์ จึงควรให้นักเรียนได้ใช้ความรู้ทาง
วิทยาศาสตร์มาเป็นเหตุผลในการโต้แย้งหรือสนับสนุน ไม่ใช่ใช้ความรู้สึกหรือใช้อารมณ์ในการตัดสินว่าควร
ดำเนนิ การพัฒนาหรือไม่ อยา่ งไร
๕. ความคิดเชิงวิทยาศาสตร์ คือความคิดที่ใช้ในการพิสูจน์และสำรวจตรวจสอบ หา
ข้อเท็จจรงิ เชน่ ภมู ปิ ญั ญาท้องถิ่นทเี่ ปน็ เทคโนโลยีชาวบ้าน การดองผักดว้ ยนำ้ ซาวข้าวหรือ น้ำมะพร้าว
หรือการใสพ่ ริกสดลงในน้ำกะทเิ พ่ือกันบดู ได้
โดยท่ัวไปแลว้ ความคดิ ขน้ั สูงดา้ นต่าง ๆ เหล่านีจ้ ะไมส่ ามารถแยกออกจากกนั ไดช้ ดั เจน ตอ้ งพฒั นาไป
พร้อม ๆ กันและอาจรวมทง้ั พัฒนาไปพร้อมกบั ความสามารถด้านอนื่ ๆ ด้วยโดยไมจ่ ำเปน็ ตอ้ งเน้นว่าจะตอ้ ง
ชนั้ ประถมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนบอื ดองพัฒนา
สำนักงานเขตพ้นื ท่ีการศึกษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑
หลักสูตรสถานศกึ ษากลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ 39
(ฉบับปรับปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขัน้ พืน้ ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551
พัฒนาเรื่องใดก่อนหรือหลัง การพัฒนาความคิดขั้นสูงน้ีจะทำได้มากในกิจกรรมการเรียนการสอน
แบบสบื เสาะหาความรูแ้ ละกระบวนการแกป้ ญั หา
การพัฒนาทกั ษะการสอ่ื สาร (Communication Skills)
กระบวนการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ ทักษะในการสื่อสาร หมายถึงการแสดความคิดหรือ
แลกเปลี่ยนความรู้ และแนวความคิดหลักทางวิทยาศาสตร์ที่ได้จากการทำกิจกรรมหลากหลาย การ
สงั เกต การทดลอง การอ่านหรืออื่นๆ ซึ่งแสดงออกในรปู แบบท่ีชดั เจนและมเี หตุผลดว้ ยการพูดหรือการเขียน
การพัฒนาให้นักเรียนมีความสามารถในการสื่อสารความรู้และแนวความคิดทางวิทยาศาสตร์เป็น
เป้าหมายสำคญั ประการหนึ่งของการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนวิทยาศาสตรท์ ุกระดับ ความสามารถในการ
ส่ือสารเปน็ คณุ ลักษณะท่ีตอ้ งฝกึ ซำ้ เพือ่ ใหเ้ กดิ ทักษะ
การจดั กิจกรรมการเรยี นการสอนวิทยาศาสตร์ สามารถฝกึ ทกั ษะการสอ่ื สารได้ ดังตอ่ ไปนี้
๑. การเล่าหรือการเขียนสรุปเรื่องราวทางวิทยาศาสตร์ที่อ่านจากหนังสือพิมพ์วารสาร
หนังสือต่าง ๆ จากการดูโทรทัศน์หรือการสืบค้นข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต โดยมอบหมายให้นักเรียนไปศึกษา
ค้นคว้า แล้วนำมาเล่าหรือเขียนให้ผู้อื่นรับรู้ เป็นการฝึกทักษะในการสื่อสารที่ดวี ิธีหน่ึง กิจกรรมนี้อาจใช้เวลา
ครั้งละ ๑๐ นาที กอ่ นทจี่ ะมกี ารสอนตามปกติกไ็ ด้
๒. การเขียนบันทึกสรุปการไปทัศนศึกษา หรือการศึกษาภาคสนาม ในโอกาสที่นักเรียน
กลับมาจากทัศนศึกษาหรือการศึกษาภาคสนามแล้วให้เขียนรายงานสรุปถึงความรู้ ความคิด ในบางเรื่องท่ี
ได้รับจากการไปทัศนศึกษาแต่ละครง้ั
๓. การจัดแสดงผลงาน ในกรณีที่นักเรียนทำโครงงานวิทยาศาสตร์หรือโครงการ อื่น ๆ ควร
กำหนดให้มีวันที่แน่นอนเพื่อจัดแสดงผลงานให้เพื่อน ๆ ในชั้นหรือทั้งโรงเรียนได้ชมและถ้าเป็นไปได้ควรเชิญ
บคุ คลในชุมชนมาชมด้วย
๔. การสื่อสารด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ คอมพิวเตอรเ์ ป็นอุปกรณ์ที่จะช่วยมนษุ ย์ ในการ
ทำงานได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ วิทยาการคอมพิวเตอร์จึงเป็นวิทยาศาสตร์แขนงหนึ่งทีเ่ ป็นรากฐานสำคัญ
ต่อการพัฒนาความคิดและจิตนาการ อันจะนำไปสู่การแปลงรูปจากจินตนาการมาเป็นชิ้นงานสร้างสรรค์ที่มี
ประโยชนป์ ัจจบุ ันสิ่งประดิษฐ์มากมายล้วนแล้วแต่มสี ว่ นประกอบของคอมพิวเตอร์เข้าไปรว่ มดว้ ย ทำให้ระบบ
การทำงานตา่ ง ๆ ได้รบั การพฒั นาเขา้ สู่ความเป็นอตั โนมัติมากข้ึน
ชนั้ ประถมศกึ ษาปีที่ ๒ โรงเรียนบือดองพัฒนา
สำนกั งานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑
หลกั สตู รสถานศึกษากลุ่มสาระการเรียนร้วู ิทยาศาสตร์ 40
(ฉบบั ปรบั ปรงุ พ.ศ.256๓) ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พนื้ ฐาน พุทธศักราช 2551
ปัจจยั ความสำเรจ็ ในการจดั การเรียนรู้
๑. ผู้บริหาร เป็นผู้ที่มีความสำคัญที่สุดในการสนับสนุนให้การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนบรรลุ
เป้าหมาย ผู้บริหารต้องมีความรู้ความเข้าใจในปรัชญา กระบวนการเรียนรู้และธรรมชาติของการเรียนรู้
วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี เพอ่ื จะไดส้ นับสนนุ
- งบประมาณในการจัดซอ้ื สอ่ื ต่าง ๆ
- อำนวยความสะดวกในการจดั กจิ กรรมท่ตี ้องใชแ้ หล่งเรยี นรใู้ นท้องถ่ินภายนอกโรงเรียน
- ชว่ ยเสนอแนะแหลง่ วทิ ยาการและแหล่งเรียนรู้
- นิเทศ ตดิ ตามผลการจดั การเรยี นรูอ้ ย่างสมำ่ เสมอ
- ให้กำลังใจทง้ั ครูและนกั เรียน
๒. ครูผู้สอน เป็นผู้ที่มีความสำคัญในการที่จะแปลมาตรฐานการเรียนรู้และสาระการเรียนรู้ที่เป็น
ตัวหนังสือให้เป็นกิจกรรมการเรียนรู้ทีเ่ หมาะสม น่าสนใจ และมีกระบวนการเรียนรู้หลากหลายวิธอี ย่างอิสระ
ครูผสู้ อนจำเปน็ ตอ้ ง
- มคี วามรู้ความเข้าใจเก่ยี วกับเป้าหมายของการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
- มีความเข้าใจเกีย่ วกับธรรมชาติของวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
- มีความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาสาระวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างดี รวมถึงรู้วิธีการ
เรียนรู้ มีความสามารถในการสืบเสาะหาความรู้และแกป้ ัญหา
- มีความเข้าใจเก่ยี วกบั ตวั นักเรียน พร้อมทจี่ ะเรียนรเู้ รือ่ งราวใหม่ ๆ พรอ้ ม ๆ กบั นักเรยี น
- เป็นผู้ที่มีความสนใจใฝห่ าความรูอ้ ย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง เพอ่ื นำมาปรบั ปรุงตนเอง
- มีความสามารถในการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้หลากหลายรูปแบบ มีการใช้สื่อการเรียน
การสอนหลากหลายและสามารถใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศได้
- มคี ณุ ธรรม จรยิ ธรรมและคา่ นิยมในอาชีพครูในฐานะครวู ชิ าชีพ
- มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีท้ังกับเพื่อนครูในโรงเรียนและชมุ ชน เพื่อจะหาความร่วมมือในการจัดการ
เรียนการสอน
๓. ผู้เรียน เปน็ อีกองค์ประกอบหน่ึงที่มีความสำคัญต่อการเรียนการสอน ผู้เรยี นแตล่ ะคน มีความ
แตกต่างกนั ท้งั บคุ ลิกภาพ สติปญั ญา ความถนัด ความสนใจและความสมบูรณ์ของร่างกาย ผเู้ รยี นควรมี
ชนั้ ประถมศึกษาปที ่ี ๒ โรงเรยี นบอื ดองพัฒนา
สำนกั งานเขตพน้ื ที่การศกึ ษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑
หลักสตู รสถานศึกษากลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ 41
(ฉบับปรับปรงุ พ.ศ.256๓) ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พื้นฐาน พทุ ธศักราช 2551
โอกาสร่วมคิด ร่วมวางแผนในการจัดการเรียนการสอน และมีโอกาสเลือกวิธีเรียนได้อย่างหลากหลาย ตาม
ความเหมาะสมภายใต้การแนะนำของครผู สู้ อน
๔. สภาพแวดลอ้ มและบรรยากาศการเรียนการสอน ครูผูส้ อนตอ้ งมวี ธิ ีการท่จี ะจัดสภาพแวดล้อมและ
บรรยากาศที่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาทางวิชาการ เช่น จัดห้องชวนคิด ห้องกิจกรรมวิทยาศาสตร์ จัดระบบ
นิเวศจำลอง จัดบริเวณโรงเรียนเป็นแหล่งเรียนรู้ทางชีววิทยา ธรณีวิทยา ฯลฯ มีการดัดแปลงห้องเรียนให้
นักเรียนทำกจิ กรรมการเรียนรู้ที่สามารถมปี ฏสิ ัมพันธ์กนั ได้ดี และจดั กจิ กรรมท่ีเอ้ือให้ผู้ปกครองและชุมชนเข้า
มามีส่วนร่วมในการเรียนการสอนดว้ ย
การวัดผลและประเมินผลการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์
เพื่อที่จะทราบว่าการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนทำให้ ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้หรือไม่เพียง ใด
จำเป็นต้องมีการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียน ในอดีตการวัดและประเมินผลส่วนใหญ่ให้
ความสำคัญกบั การใช้ข้อสอบซ่งึ ไมส่ ามารถสนองเจตนารมณ์การเรียนการสอนทเ่ี น้นใหผ้ ู้เรียนคิด ลงมอื ปฏิบัติ
ด้วยกระบวนการหลากหลาย เพื่อสร้างองค์ความรู้ ดังนั้น ผู้สอนต้องตระหนักว่าการเรียนการสอนและการ
วดั ผลประเมินผลเป็นกระบวนการเดียวกนั และจะต้องวางแผนไปพร้อม ๆ กนั
แนวทางการวดั ผลและประเมนิ ผล
การวัดและประเมินผลการเรียนรู้จะบรรลุผลตามเป้าหมายของการเรียนการสอนที่วางไว้ได้ ควรมี
แนวดงั ต่อไปนี้
๑. ต้องวัดและประเมินผลทั้งความรู้ความคิด ความสามรถ ทักษะและกระบวนการ เจตคติ คุณธรรม
จรยิ ธรรม คา่ นิยมในวิทยาศาสตร์ รวมทั้งโอกาสในการเรยี นของผู้เรยี น
๒. วธิ ีการวัดและประเมินผลต้องสอดคลอ้ งกับมาตรฐานการเรียนรู้ทกี่ ำหนดไว้
๓. ต้องเกบ็ ข้อมูลทีไ่ ดจ้ ากการวัดและประเมินผลอย่างตรงไปตรงมา และต้องประเมนิ ผลภายใต้ข้อมูล
ทีม่ อี ยู่
๔. ผลการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนต้องนำไปสู่การแปลผลและลงข้อสรุปที่
สมเหตุสมผล
๕. การวัดและประเมินผลต้องมีความเที่ยงตรงและเป็นธรรม ทั้งในด้านของวิธีการวัดโอกาสของการ
ประเมิน
ช้นั ประถมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนบือดองพัฒนา
สำนักงานเขตพนื้ ที่การศึกษาประถมศึกษายะลา เขต ๑
หลักสูตรสถานศกึ ษากลุ่มสาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์ 42
(ฉบบั ปรับปรงุ พ.ศ.256๓) ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พื้นฐาน พุทธศักราช 2551
จดุ มงุ่ หมายของการวัดผลและประเมินผล
๑. เพื่อวินิจฉัยความรู้ความสามารถ ทักษะและกระบวนการ เจตคติ คุณธรรม จริยธรรมและ
คา่ นยิ มของผเู้ รยี น และเพอ่ื ซอ่ มเสริมผู้เรยี นใหพ้ ฒั นาความรคู้ วามสามารถและทักษะไดเ้ ต็มตามศักยภาพ
๒. เพอ่ื ใชเ้ ปน็ ขอ้ มลู ป้อนกลับให้แก่ตัวผู้เรียนเองวา่ บรรลตุ ามมาตรฐานการเรยี นรเู้ พยี งใด
๓. เพ่อื ใชข้ ้อมลู ในการสรปุ ผลการเรียนร้แู ละเปรียบเทยี บถงึ ระดับพัฒนาการของการเรยี นรู้
การวัดและประเมินผลจึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อกระบวนการเรียนการสอน วิธีการวัดและ
ประเมินผลที่สามารถสะท้อนผลการเรียนรู้อย่างแท้จริงของผู้เรียนและครอบคลุมกระบวนการเรียนรู้และผล
การเรยี นรู้ทงั้ ๓ ด้านตามทก่ี ล่าวมาแลว้ จึงต้องวัดและประเมินผลจากสภาพจริง (Authentic assessment)
การวัดและประเมนิ ผลจากสภาพจรงิ
กิจกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียนมีหลากหลาย เช่น กิจกรรมสำรวจภาคสนาม กิจกรรมการสำร วจ
ตรวจสอบ การทดลอง กิจกรรมศึกษาค้นคว้า กิจกรรมศึกษาปัญหาพิเศษหรือโครงงานวิทยาศาสตร์ ฯลฯ
อย่างไรก็ตาม ในการทำกิจกรรมเหล่านี้ต้องคำนึงว่าผู้เรียนแต่ละคนมีศักยภาพแตกต่างกัน ผู้เรียนแต่ละคนจึง
อาจทำงานชิ้นเดียวกันได้เสร็จในเวลาที่แตกต่างกัน และผลงานที่ได้ก็อาจแตกต่างกัน เมื่อผู้เรียนทำกิจกรรม
เหลา่ นแ้ี ลว้ ก็จะตอ้ งเก็บรวบรวมผลงาน เชน่ รายงาน ชิ้นงาน บันทกึ และรวบถงึ ทักษะปฏิบตั ติ ่าง ๆ เจตคตทิ าง
วิทยาศาสตร์ เจตคตติ อ่ วทิ ยาศาสตร์ ความรัก ความซาบซง้ึ กจิ กรรมที่ผู้เรยี นไดท้ ำและผลงานเหล่าน้ีต้องใช้วิธี
ประเมนิ ท่ีมคี วามเหมาะสมและแตกต่างกนั เพ่อื ช่วยใหส้ ามารถประเมินความรู้ความสามารถและความรู้สึกนึก
คิดที่แท้จริงของผู้เรียนได้ การวัดและประเมินผลจากสภาพจริงจะมีประสิทธิภาพก็ต่อเมื่อมกี ารประเมินหลาย
ๆ ดา้ น หลากหลายวิธี ในสถานการณ์ตา่ ง ๆ ทสี่ อดคลอ้ งกบั ชีวิตจริง และตอ้ งประเมนิ อย่างต่อเนื่อง เพ่ือจะได้
ข้อมูลทีม่ ากพอท่ีจะสะท้อนความสามารถที่แท้จริงของ
ผเู้ รียนได้
ลักษณะสำคญั ของการวัดและประเมินผลจากสภาพจรงิ
๑. การวัดและประเมินผลจากสภาพจริง มีลักษณะที่สำคัญคือ ใช้วิธีการประเมินกระบวนการท่ี
ซับซ้อน ความสามารถในการปฏิบัติงาน ศักยภาพของเรียนในด้านของผู้ผลิตและกระบวนการที่ได้ผลผลิต
มากกวา่ ทจี่ ะประเมินว่าผเู้ รียนสามารถจดจำความรู้อะไรได้บา้ ง
ชัน้ ประถมศึกษาปที ่ี ๒ โรงเรยี นบือดองพัฒนา
สำนกั งานเขตพื้นท่ีการศกึ ษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑
หลกั สูตรสถานศึกษากลุ่มสาระการเรียนร้วู ิทยาศาสตร์ 43
(ฉบับปรบั ปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พน้ื ฐาน พุทธศักราช 2551
๒. เปน็ การประเมินความสามารถของผ้เู รียน เพอ่ื วินจิ ฉยั ผูเ้ รยี นในส่วนที่ควรสง่ เสรมิ และส่วนที่ควรจะ
แก้ไขปรบั ปรงุ เพื่อให้ผู้เรยี นไดพ้ ัฒนาอย่างเต็มศกั ยภาพตามความสามารถ ความสนใจและความตอ้ งการของ
แต่ละบคุ คล
๓. เป็นการประเมนิ ที่เปดิ โอกาสให้ผเู้ รียนได้มสี ่วนรว่ มประเมินผลงานของท้ังตนเองและของเพ่ือนร่วม
หอ้ ง เพอ่ื สง่ เสริมให้ผูเ้ รยี นร้จู กั ตัวเอง เชื่อมัน่ ในตนเอง สามารถพฒั นาตนเองได้
๔. ข้อมูลที่ได้จากการประเมินจะสะท้อนให้เห็นถึงกระบวนการเรียนการสอนและการวางแผนการ
สอนของผู้สอนว่าสามารถตอบสนองความสามารถ ความสนใจและความต้องการของผู้เรียนแต่ละบุคคลได้
หรอื ไม่
๕. ประเมินความสามารถของผู้เรยี นในการถ่ายโอนการเรียนรไู้ ปส่ชู ีวิตจริงได้
๖. ประเมินด้านต่าง ๆ ดว้ ยวิธีท่หี ลากหลายในสถานการณต์ ่าง ๆ อยา่ งต่อเน่อื ง
วธิ ีการและแหล่งขอ้ มูลท่ีใช้
เพื่อให้การวัดและประเมินผลได้สะท้อนความสามารถท่ีแท้จริงของผู้เรียน ผลการประเมินอาจจะ
ไดม้ าจากแหลง่ ข้อมูลและวะการตา่ ง ๆ ดงั ต่อไปนี้
๑. สังเกตการแสดงออกเปน็ รายบุคคลหรอื รายกลมุ่
๒. ช้นิ งาน ผลงาน รายงาน
๓. การสัมภาษณ์
๔. บันทกึ ของผเู้ รยี น
๕. การประชมุ ปรกึ ษาหารอื ร่วมกันระหวา่ งผ้เู รียนและครู
๖. การวัดและประเมินผลภาคปฏิบตั ิ
๗. การวดั และประเมินผลดา้ นความสามารถ
๘. การวดั และประเมินผลการเรยี นรโู้ ดยแฟ้มผลงาน
ชนั้ ประถมศึกษาปที ี่ ๒ โรงเรยี นบอื ดองพัฒนา
สำนกั งานเขตพน้ื ที่การศกึ ษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑
หลกั สตู รสถานศกึ ษากลุ่มสาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์ 44
(ฉบบั ปรบั ปรงุ พ.ศ.256๓) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พื้นฐาน พุทธศกั ราช 2551
การวดั และประเมินผลดา้ นความสามารถ (Performance Assessment)
ความสามารถของผู้เรียนประเมินไดจ้ ากการแสดงออกโดยตรงจากการทำงานตา่ ง ๆ เป็นสถานการณ์
ที่กำหนดให้ ซึ่งเป็นของจริงหรือใกล้เคียงกับสภาพจรงิ และเปิดโอกาสให้ผูเ้ รียนได้แก้ปัญหาหรือปฏิบัตงิ านได้
จรงิ โดยประเมินจากกระบวนการทำงาน กระบวนการคดิ โดยเฉพาะความคิดขัน้ สงู และผลงานทีไ่ ด้
ลักษณะสำคัญของการประเมินความสามารถ คือ กำหนดวัตถุประสงค์ของงาน วิธีการทำงาน
ผลสำเร็จของงาน มีคำสั่งควบคุมสถานการณ์ในการปฏิบัติงาน และมีเกณฑ์การให้คะแนนที่ชัดเจน การ
ประเมินความสามารถที่แสดงออกของผู้เรียนทำได้หลายแนวทางต่าง ๆ กัน ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม
สภาวการณ์ และความสนใจของผเู้ รียน ดังตวั อยา่ งตอ่ ไปน้ี
๑. มอบหมายงานให้ทำ งานที่มอบให้ทำต้องมีความหมาย มีความสำคัญ มีความสัมพันธ์กับ
หลักสูตร เนื้อหาวิชา และชีวิตจริงของผู้เรียน ผู้เรียนต้องใช้ความรู้หลายด้านในการปฏิบัติงานที่สามารถ
สะท้อนใหเ้ ห็นถงึ กระบวนการทำงาน และการใช้ความคิดอย่างลึกซึ้ง
๒. การกำหนดช้ินงาน หรืออุปกรณ์ หรือส่ิงประดษิ ฐ์ให้ผเู้ รียนวเิ คราะห์องค์ประกอบและกระบวนการ
ทำงาน และเสนอแนวทางเพอ่ื พฒั นาให้มปี ระสิทธิภาพดีขึ้น
๓. กำหนดตัวอย่างชิ้นงานให้ แล้วให้ผู้เรียนศึกษาชิ้นงานนั้น และสร้างชิ้นงานที่มีลักษณะของการ
ทำงานไดเ้ หมอื นหรือดกี วา่ เดมิ
๔. สร้างสถานการณ์จำลองท่ีสัมพนั ธ์กับชวี ิตจริงของผู้เรยี น โดยกำหนดสถานการณ์แล้วให้ผู้เรยี นลง
มอื ปฏบิ ตั ิเพ่อื แก้ปัญหา
การประเมนิ ผลการเรียนรู้โดยใชแ้ ฟ้มผลงาน (Portfolio Assessment)
แฟ้มผลงาน คืออะไร
เมื่อผู้เรียนทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ ทั้งในห้องเรียนหรือนอก
ห้องเรียนก็ตาม ก็จะมีผลงานทีไ่ ด้จากการทำกิจกรรมเหล่านั้นปรากฏอยู่เสมอ ซึ่งสามารถจำแนกผลงานออก
ตามกจิ กรรมต่าง ๆ ดงั นี้
๑. การฟังบรรยาย เมื่อผู้เรียนฟังการบรรยายก็จะมีสมุดจดคำบรรยาย ซึ่งอาจอยู่ในรูปของบันทึก
อย่างละเอียดหรือบันทึกแบบย่อ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะของความชอบและความเคยชินของผู้เรียนในการ
บนั ทึกคำบรรยาย
๒. การทำการทดลอง ผลงานของผเู้ รียนทีเ่ กย่ี วขอ้ งกับการทดลอง อาจประกอบดว้ ยการวางแผนการ
ทดลองทงั้ ในรปู ของบนั ทกึ อย่างเป็นระบบหรือบันทกึ อย่างย่อ การบันทกึ วิธีการทดลอง ผลการทดลองและ
ช้ันประถมศกึ ษาปีท่ี ๒ โรงเรียนบือดองพัฒนา
สำนกั งานเขตพน้ื ที่การศึกษาประถมศกึ ษายะลา เขต ๑
หลักสตู รสถานศกึ ษากลุ่มสาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์ 45
(ฉบับปรับปรุง พ.ศ.256๓) ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขน้ั พืน้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551
ปัญหาที่พบขณะทำการทดลอง การแปรผล สรุปผลและอภิปรายผลการทดลอง และผลงานสุดท้ายท่ี
เกยี่ วข้องกบั การทดลอง คอื การรายงานผลการทดลองท่ผี เู้ รียนอาจทำเปน็ กลุ่มหรือเดี่ยวก็ได้
๓. การอภปิ ราย ผลงานของผู้เรียนทีเ่ ก่ียวขอ้ งกบั การอภปิ ราย คือ วางหัวขอ้ และข้อมลู ท่ีจะนำมาใช้
ในการอภิปราย ผลทีไ่ ด้จากการอภิปรายรวมท้งั ขอ้ สรปุ ต่าง ๆ
๔. การศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม จัดเป็นผลงานที่สำคัญประการหนึ่งของผู้เรียนที่เกิดจากการได้รับ
มอบหมายจากครูผู้สอนให้ไปค้นคว้าหาความรู้ในเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อหรือประเด็นที่กำลังศึกษา
ผลงานทไี่ ดจ้ ากการค้นคว้าเพ่ิมเติมอาจอยู่ในรปู ของรายงาน การทำวิจยั เชิงเอกสารหรือบนั ทึกประเด็นสำคัญ
ซึ่งอาจนำมาใชป้ ระกอบการอภิปรายในชว่ั โมงเรยี นกไ็ ด้
๕. การศึกษานอกสถานที่ การศึกษานอกสถานที่จัดเป็นวิธีการที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้มี
ประสบการณ์ตรงกับเรื่องที่กำลังศึกษา ผลงานท่ีได้อาจประกอบด้วยการบันทึกการสังเกต การตอบคำถาม
หรือปญั หาจากใบงาน การเขยี นรายงานสง่ิ ทีค่ น้ พบ
๖. การบันทึกรายวัน เป็นผลงานประการหนึ่งของผู้เรียนที่อยู่นอกเหนือจากผลงานที่แสดงถึงการ
เรียนรู้โดยตรง แต่จะช่วยให้ผู้เรียนหรือผู้ประเมินได้เข้าใจในประเด็นหรือสิ่งท่ีผู้เรียนนึกคิดเกี่ยวกับการเรียน
การสอนวิทยาศาสตร์ด้วย
นอกจากกิจกรรมที่ได้กล่าวมาแล้ว ยังอาจมีกิจกรรมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอน ซึ่ง
ผู้เรียนสามารถแสดงออกถึงความสามรถอื่น ๆ อีกด้วย เช่น การสื่อสาร ผลงานเหล่านี้ถ้าได้รับการเก็บ
รวบรวมอยา่ งมีระบบด้วยตวั ผู้เรียนเองตามช่วงเวลา ทง้ั กอ่ นและหลังทำกิจกรรมเหล่านี้ โดยได้รับคำแนะนำ
จากครูผู้สอน และผู้เรยี นฝึกทำจนเคยชินแล้ว จะถือเป็นผลงานทีส่ ำคัญยิ่งที่ใช้ในการประเมินผลการเรียนร้ใู น
กลมุ่ วทิ ยาศาสตรข์ องผู้เรยี นต่อไป
สอ่ื การเรยี นรู้
๑. บทบาทสำคัญของสอื่ ตอ่ การเรยี นรู้
การจัดการเรยี นการสอนตามพระราชบัญญตั ิการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ เน้นให้เกิดการเรียนรู้ได้
ทุกเวลา ทุกสถานที่และต้องจัดการศึกษาเพื่อส่งเสริมการเรียนตลอดเวลา สื่อการเรียนการสอนจึงมีบทบาท
สำคญั ย่งิ อีกประการหนึ่งต่อการจัดการเรยี นการสอนให้ผูเ้ รียนเกิดการเรียนรู้โดยเน้นให้ใชจ้ ากส่ือใกล้ตัวที่มีอยู่
ในท้องถิ่นเป็นสำคัญ และสังคมโลกปัจจุบันเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ที่โลกไร้พรมแดน การใช้สื่อประเภท
เทคโนโลยสี ารสนเทศจงึ มีบทบาทขึ้นดว้ ย
ชัน้ ประถมศกึ ษาปที ่ี ๒ โรงเรยี นบือดองพัฒนา
สำนกั งานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายะลา เขต ๑