The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ชื่อเรื่อง การศึกษาสภาพการบริหารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารวิทยาลัยเทคนิคมวกเหล็ก

ผู้ศึกษา นิติพงศ์ ไกรยวงศ์

บทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1. เพื่อศึกษาสภาพการบริหารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของวิทยาลัยเทคนิคมวกเหล็ก 2. เพื่อเปรียบเทียบสภาพการบริหารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของวิทยาลัยเทคนิคมวกเหล็ก จำแนกตามตำแหน่งงาน และประสบการณ์การทำงาน ประชากรกลุ่มเป้าหมายในการวิจัยได้แก่ ครู และเจ้าหน้าที่ โดยเป็นครู จำนวน 38 คน และเจ้าหน้าที่ จำนวน 15 คน รวมทั้งสิ้น 53 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถาม ใช้ถามเกี่ยวกับสภาพการบริหารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร แบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) สถิติที่ใช้ได้แก่ ร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) และ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) การทดสอบค่าที (t-test) และการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว (One-Way ANOVA)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by nitiphong.k, 2022-07-20 10:01:35

การศึกษาสภาพการบริหารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารวิทยาลัยเทคนิคมวกเหล็ก

ชื่อเรื่อง การศึกษาสภาพการบริหารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารวิทยาลัยเทคนิคมวกเหล็ก

ผู้ศึกษา นิติพงศ์ ไกรยวงศ์

บทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1. เพื่อศึกษาสภาพการบริหารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของวิทยาลัยเทคนิคมวกเหล็ก 2. เพื่อเปรียบเทียบสภาพการบริหารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของวิทยาลัยเทคนิคมวกเหล็ก จำแนกตามตำแหน่งงาน และประสบการณ์การทำงาน ประชากรกลุ่มเป้าหมายในการวิจัยได้แก่ ครู และเจ้าหน้าที่ โดยเป็นครู จำนวน 38 คน และเจ้าหน้าที่ จำนวน 15 คน รวมทั้งสิ้น 53 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถาม ใช้ถามเกี่ยวกับสภาพการบริหารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร แบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) สถิติที่ใช้ได้แก่ ร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) และ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) การทดสอบค่าที (t-test) และการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว (One-Way ANOVA)

Keywords: การบริหารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

การศกึ ษาสภาพการบริหารจัดการเทคโนโลยสี ารสนเทศและการส่อื สาร
วทิ ยาลยั เทคนคิ มวกเหลก็

นิตพิ งศ์ ไกรยวงศ์
รองผอู้ านวยการวิทยาลยั เทคนิคมวกเหล็ก

วิทยาลัยเทคนคิ มวกเหล็ก
ตาบลมติ รภาพ อาเภอมวกเหล็ก จงั หวดั สระบุรี
สานักงานคณะกรรมการการอาชวี ศึกษา กระทรวงศกึ ษาธิการ

ชือ่ เรอื่ ง การศกึ ษาสภาพการบริหารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศและการสือ่ สารวทิ ยาลยั เทคนคิ
มวกเหลก็

ผู้ศกึ ษา นติ ิพงศ์ ไกรยวงศ์

บทคัดย่อ
การศึกษาคร้ังน้ีมีวัตถุประสงค์ดังน้ี 1. เพ่ือศึกษาสภาพการบริหารจัดการเทคโนโลยี
สารสนเทศและการส่ือสารของวิทยาลัยเทคนิคมวกเหล็ก 2. เพื่อเปรียบเทียบสภาพการบริหารจัดการ
เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของวิทยาลัยเทคนิคมวกเหล็ก จาแนกตามตาแหน่งงาน และ
ประสบการณ์การทางาน ประชากรกลุ่มเป้าหมายในการวิจัยได้แก่ ครู และเจ้าหน้าท่ี โดยเป็นครู จานวน 38
คน และเจ้าหน้าท่ี จานวน 15 คน รวมทั้งส้ิน 53 คน เคร่ืองมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่
แบบสอบถาม ใช้ถามเกี่ยวกับสภาพการบริหารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร แบบมาตราส่วน
ประมาณค่า (Rating Scale) สถิติที่ใช้ได้แก่ ร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) และ ส่วนเบี่ยงเบน
มาตรฐาน (Standard Deviation) การทดสอบค่าที (t-test) และการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว
(One-Way ANOVA)
ผลการศกึ ษาพบว่า
1. สภาพการบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศวิทยาลัยเทคนิคมวกเหล็ก ท้ัง 3 ด้าน โดยรวมมี
การปฏิบตั อิ ยู่ในระดับมาก ได้แก่ ด้านโครงสร้างพื้นฐาน ด้านการบริหารจัดการในสถานศึกษา และด้านการ
จดั การเรียนการสอน
2. การเปรียบเทียบสภาพการบริหารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสาร
วทิ ยาลยั เทคนิคมวกเหลก็ จาแนกตามตาแหนง่ งาน โดยรวม มีความคดิ เห็นต่อการปฏิบัติแตกต่างกัน และเมื่อ
พิจารณารายด้านพบว่า มีความคิดเห็นต่อการบริหารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ด้านการ
จัดการเรียนการสอน แตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยท่ีครูมีความคิดเห็นต่อระดับการ
ปฏิบัติมากกว่าเจ้าหนา้ ที่ สาหรับดา้ นโครงสรา้ งพนื้ ฐาน และด้านการบริหารจัดการในสถานศึกษา ไม่แตกต่าง
กัน สาหรับครูและเจ้าหน้าที่ที่มีประสบการณ์การทางานแตกต่างกันมีความคิดเห็นต่อการปฏิบัติแตกต่างกัน
อย่างมีนยั สาคญั ทางสถิติทร่ี ะดบั 0.01

กติ ตกิ รรมประกาศ

การศึกษาในครั้งนี้ สาเรจ็ ได้ดว้ ยความกรุณาและช่วยเหลือจากท่านผ้อู านวยการ ประเสริฐ เพ็ชร์สิงห์
ท่ีให้ความช่วยเหลือ แนะนา และให้ขวัญกาลังใจในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อการศึกษาครั้งนี้ จนทาให้การผลงาน
วิชาการฉบับนี้เสร็จสมบรู ณ์ ผ้ศู กึ ษาขอขอบพระคุณเป็นอยา่ งสงู ไว้ ณ โอกาสน้ี

ขอขอบพระคุณ ผู้อานวยการอมรรัตน์ ไผ่อรุณรัตน์ นายจีรยุทธ กลีบบัว และนายรังสรรค์ ทบวอ
นายกฤษธเนศ จันดาอาจ และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จตุภูมิ เขตจตุรัส ท่ีกรุณาเป็นผู้เช่ียวชาญตรวจสอบ
แบบสอบถามและให้ขอ้ เสนอแนะในการสร้างแบบสอบถามทาให้การศึกษาคร้ังนีส้ มบรู ณ์ย่งิ ขึน้

ขอบขอบคุณครูและบุคลากร วิทยาลัยเทคนิคมวกเหล็กทุกท่าน ที่กรุณาให้ความร่วมมือและตอบ
แบบสอบถามในการเกบ็ รวบรวมข้อมูล

คุณคา่ และประโยชน์ที่พึงมีในการศึกษาครั้งนี้ ขอมอบให้ บิดา มารดา ครู อาจารย์ และบูรพาจารย์
ท่สี ั่งสอนอบรม ชี้แนะและประสาทวชิ าการอนั นเ้ี ป็นพ้ืนฐานการศกึ ษาใหด้ ้วยดตี ลอดมา

นิตพิ งศ์ ไกรยวงศ์



สารบัญ หหนนา้้า

บทคัดย่อ ก
กิตตกิ รรมประกาศ ข
สารบัญ ค
สารบัญตาราง จ
สารบญั ภาพ ช
บทที่ 1 บทนา 1
1
ความเป็นมาและความสาคญั ของปญั หา 4
วตั ถปุ ระสงค์ของการศึกษา 5
ขอบเขตของการศึกษา 5
ประโยชน์ที่คาดวา่ จะไดร้ ับ 6
คานิยามศัพทเ์ ฉพาะ 7
สมมติฐาน 8
บทที่ 2 วรรณกรรมทีเ่ กี่ยวข้อง 8
บริบทสถานศึกษา สงั กัดสานักงานคณะกรรมการการอาชวี ศึกษา 12
แนวคิดเก่ียวกบั การบรหิ ารและการบรหิ ารการศึกษา 14
การบรหิ ารสถานศึกษาอาชีวศึกษา 17
หลักการและแนวคิดการบริหารจดั การเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่อื สาร 19
การบรหิ ารจดั การเทคโนโลยสี ารสนเทศและการสอ่ื สารในสถานศึกษา 31
งานวิจยั ท่ีเกี่ยวข้อง 39
กรอบแนวคิดในการศึกษา 40
บทท่ี 3 วธิ ดี าเนินการ 40
ประชากรและกลมุ่ เปา้ หมาย 40
เครอ่ื งมอื ท่ีใช้ในการรวบรวมข้อมูล 41
การสรา้ งเคร่ืองมือ



สารบัญ (ต่อ) หนา้

การรวบรวมข้อมลู 42
การจดั กระทาข้อมูลและการวเิ คราะห์ข้อมลู 42
สถิติทใ่ี ชใ้ นการวเิ คราะหข์ ้อมูล 44
บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ขอ้ มูล 48
สัญลักษณท์ ่ีใชใ้ นการวิเคราะหข์ อ้ มูล 48
การนาเสนอผลการวิเคราะหข์ ้อมูล 48
ตอนท่ี 1 สถานภาพทัว่ ไปของครูผู้ตอบแบบสอบถาม 48
ตอนท่ี 2 การศกึ ษาการบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 49

วทิ ยาลัยเทคนคิ มวกเหลก็ 54
ตอนท่ี 3 การเปรยี บเทยี บการบรหิ ารเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสาร
59
วทิ ยาลยั เทคนคิ มวกเหลก็ 61
บทท่ี 5 สรปุ ผล อภปิ รายผล และข้อเสนอแนะ 62
65
สรุปผล 66
อภปิ รายผล 71
ขอ้ เสนอแนะ 72
บรรณานกุ รม 83
ภาคผนวก 90
ภาคผนวก ก รายนามผู้เชีย่ วชาญและหนงั สอื ราชการ 94
ภาคผนวก ข แบบสอบถาม 103
ภาคผนวก ค คา่ ดชั นีความสอดคล้อง (IOC: Item objective concurrence) 140
ภาคผนวก ง ค่าอานาจจาแนกรายข้อและความเช่ือม่นั ท้ังฉบบั
ภาคผนวก จ หนงั สือตอบรับการเผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
ประวัติผู้วจิ ัย

205
211



สารบัญตาราง

หน้า

ตารางที่ 1 แสดงขนาดประชากร 40
ตารางท่ี 2 จานวนและร้อยละสถานภาพของครผู ู้ตอบแบบสอบถาม ตาแหน่งงาน วฒุ ิ 49
ตารางท่ี 3 การศกึ ษา และประสบการณ์การทางาน 49
ตารางที่ 4 ค่าเฉลย่ี และค่าเบ่ียงเบนมาตรฐานการบรหิ ารจัดการเทคโนโลยสี ารสนเทศ 50
ตารางท่ี 5 และการสื่อสารโดยรวมและรายด้าน 51
ตารางที่ 6 คา่ เฉล่ียและค่าเบย่ี งเบนมาตรฐานการบรหิ ารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศ 53
ตารางท่ี 7 และการสื่อสารดา้ นโครงสร้างพนื้ ฐานรายข้อ 54
ตารางที่ 8 ค่าเฉล่ยี และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานการบรหิ ารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศ 55
และการสื่อสารดา้ นการบริหารจดั การในสถานศกึ ษารายข้อ
ตารางที่ 9 คา่ เฉลย่ี และคา่ เบี่ยงเบนมาตรฐานระดบั การบรหิ ารจดั การเทคโนโลยี 55
ตารางที่ 10 สารสนเทศและการสือ่ สารด้านการจัดการเรียนการสอนรายขอ้ 56
การเปรยี บเทยี บการบริหารจัดการเทคโนโลยสี ารสนเทศและการสือ่ สาร
วทิ ยาลัยเทคนิคมวกเหล็กจาแนกตามตาแหน่งงาน
คา่ เฉล่ียและคา่ เบ่ียงเบนมาตรฐานการบริหารจัดการเทคโนโลยสี ารสนเทศ
และการสื่อสารโดยรวมและรายด้านตามความคดิ เหน็ ของครูจาแนกตาม
ประสบการณ์การทางาน
การเปรียบเทียบการบรหิ ารจัดการเทคโนโลยสี ารสนเทศและการสอื่ สาร
วทิ ยาลยั เทคนคิ มวกเหลก็ จาแนกตามประสบการณก์ ารทางาน
การทดสอบคา่ เฉลยี่ รายคู่ การบรหิ ารจัดการเทคโนโลยสี ารสนเทศและการ
สอ่ื สารวทิ ยาลยั เทคนิคมวกเหลก็ โครงสรา้ งพน้ื ฐาน จาแนกตาม
ประสบการณ์การทางาน



สารบญั ตาราง (ตอ่ )

หน้า

ตารางที่ 11 การทดสอบคา่ เฉลีย่ รายคู่ การบริหารจดั การเทคโนโลยีสารสนเทศและ 57
ตารางที่ 12 การสื่อสารวทิ ยาลัยเทคนิคมวกเหลก็ ดา้ นการบรหิ ารจดั การในสถานศึกษา 57
จาแนกตามประสบการณ์การทางาน
การทดสอบคา่ เฉลยี่ รายคู่ การบรหิ ารจดั การเทคโนโลยสี ารสนเทศและการ
สอื่ สารวทิ ยาลัยเทคนคิ มวกเหล็ก ด้านการจดั การเรยนการสอน จาแนกตาม
ประสบการณ์การทางาน

สารบญั ภาพ ช

ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดในการศกึ ษา หน้า
39

1

บทท่ี 1
บทนำ

ควำมเป็นมำและควำมสำคญั ของปญั หำ
การเปล่ียนแปลงอย่างรวดเร็วของโลกในปัจจุบันโดยเฉพาะเร่ืองเทคโนโลยีสารสนเทศและ

การส่ือสารนั้นมีการเปล่ียนแปลงอย่างรวดเร็ว ทาให้พัฒนาการด้านต่างๆ มีการเปลี่ยนแปลงอย่าง
รวดเรว็ ตามไปดว้ ย รวมถงึ การนาเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสารมาใช้เพื่อการศึกษา ซ่ึงปรากฏ
ชัดเจนในประเทศต่างๆ ในรอบหลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลในหลายประเทศได้ทุ่มงบประมาณจานวน
มหาศาลเพ่ือส่งเสริมการศึกษาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ สาหรับประเทศไทยก็ได้ให้ความสนใจและ
ให้ความสาคญั ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ให้สอดคลอ้ งกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ.2561 – 2580)

เพอ่ื ให้บรรลวุ สิ ยั ทัศน์ “ประเทศมีความมั่นคง มั่งคั่ง ย่ังยืน เป็นประเทศพัฒนาแล้ว ด้วยการ
พัฒนาตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” นาไปสู่การพัฒนาให้คนไทยมีความสุขและตอบสนองตอบ
ต่อการบรรลุซึ่งผลประโยชน์แห่งชาติในการทจี่ ะพัฒนาคุณภาพชีวติ สร้างรายได้ระดับสูง เป็นประเทศ
พัฒนาแล้ว และสร้างความสุขของคนไทย สังคมมีความมั่นคง เสมอภาคและเป็นธรรม ประเทศ
สามารถแขง่ ขันไดใ้ นระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการพฒั นาดา้ นความสามารถในการแข่งขัน การลงทุน
พัฒนาโครงสร้างพ้ืนฐาน ด้านการขนส่ง ความม่ันคงและพลังงาน ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ และ
การวิจัย และพฒั นา (สานักงานเลขานกุ ารของคณะกรรมการยทุ ธศาสตรช์ าติ, 2561)

ความเจริญก้าวหน้าด้านเทคโนโลยแี ละการส่อื สารเป็นเคร่ืองมือเพิ่มศักยภาพให้กับประเทศ
ในดา้ นตา่ งๆ ส่งผลให้มกี ารพฒั นาดา้ นการศึกษาของชาติ เพ่ือให้เกิดความเหมาะสมกับสภาพปัจจุบัน
ได้พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพ่ิมเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 และ
(ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2553 ได้บัญญัติหลักในการปฏิรูปการศึกษาของชาติในหลายด้าน มีการส่งเสริม
ความก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและการสื่อสาร เพื่อการพัฒนาประสิทธิภาพการเรียนการ
สอน โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีเพ่ือการศึกษาที่ปรากฏอยู่ในหมวด 9 และเพื่อให้สอดรับกับการ
เปล่ียนแปลงของโลกยุคโลกาภิวัตน์ตามนโยบายของรัฐบาลยุทธศาสตร์ช าติ 20 ปี
กระทรวงศึกษาธิการได้จัดทาแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560-2579 กาหนดยุทธศาสตร์ท่ี
เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการใช้ส่ืออิเล็กทรอนิกส์คือยุทธศาสตร์ที่ 4 การสร้างโอกาส ความเสมอภาค
และความเท่าเทียมทางการศึกษา (สานักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ, 2560)
อีกทั้งยังได้จัดทาแผนพัฒนาการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560-2564) และ
ได้กาหนดยุทธศาสตร์ท่ีเกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการใช้สื่อและเทคโนโลยีคือ ยุทธศาสตร์ท่ี 4 ขยาย
โอกาสการเขา้ ถงึ บรกิ ารทางการศึกษาและการเรียนรูอ้ ยา่ งตอ่ เน่ืองตลอดชีวิต โดยการเร่งพัฒนาแหล่ง
เรียนรู้ท่ีเอื้อต่อการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพ มีความหลากหลาย และสามารถ

2

ใหบ้ รกิ ารไดอ้ ย่างท่ัวถึง และยุทธศาสตร์ท่ี 5 ส่งเสริมและพัฒนาระบบเทคโนโลยีดิจิทัลเพ่ือการศึกษา
โดยการพัฒนาระบบเครือข่ายเทคโนโลยีดิจิทัลเพ่ือการศึกษาและการบริหารจัดการท่ีทันสมัยและ
ไม่ซ้าซ้อน ให้ผู้รับบริการสามารถเข้าถึงได้อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ (สานักงานปลัดกระทรวง
ศกึ ษาธิการ กระทรวงศกึ ษาธกิ าร, 2560)

แผนการศึกษาแห่งชาติ (พ.ศ.2560 – 2579) มีการสนับสนุนการนาเทคโนโลยีที่ทันสมัยไป
ใช้ในการพัฒนาประสิทธิภาพการเรียนการสอนและจัดให้มีส่ืออุปกรณ์ท่ีจาเป็นต่อการพัฒนา
การศึกษา เช่น คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์เช่ือมต่อระบบและซอฟต์แวร์ รวมท้ังสนับสนุนการให้ความรู้
และสร้างความตระหนักถงึ ความสาคัญของการศกึ ษาแก่สถาบันทางสงั คม ชุมชนและประชาชน ดังนั้น
เทคโนโลยีจึงมีบทบาทสาคัญในการจัดการศึกษา การสร้างกระบวนการเรียนรู้สาหรับการพัฒนาคน
และสังคมเนื่องจากเทคโนโลยีในปัจจุบันเอ้ือต่อการจัดการศึกษาทุกระบบ รวมทั้งการประยุกต์ใช้ใน
งานกิจกรรมสนับสนุนการศึกษาอื่น ๆ ด้วย ยุคสมัยนี้เป็นยุคแห่งการติดต่อสื่อสารแบบไร้พรมแดน
อย่างแท้จริง ทาให้โลกแคบลง สามารถดาเนินการติดต่อกันได้อย่างรวดเร็ว ความก้าวหน้าของ
วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและการส่ือสารได้เข้ามามีบทบาทในการเปล่ียนแปลงเป็นอย่างมาก ยิ่งสังคม
เปล่ียนแปลงมากไปเท่าใด เทคโนโลยีก็ยิ่งมีบทบาทมากย่ิงขึ้น เพื่อเป็นการสนองตอบสภาพสังคมใน
ปัจจุบันท่ีมีความต้องการข่าวสารและข้อมูลท่ีมีความถูกต้องและรวดเร็ว ทันสมัยและมีความต้องการ
เทคโนโลยมี ากเพียงพอ ในการวางแผน การตัดสินใจ การดาเนนิ การและการปฏบิ ตั งิ านในสถานศึกษา
จาเป็นอย่างยิ่งที่ผู้บริหารสถานศึกษาต้องมีวิสัยทัศน์กว้างไกล เห็นความสาคัญและประโยชน์ของ
เทคโนโลยแี ละการสื่อสาร ตอ้ งเปน็ ผ้มู คี วามรู้ ความสามารถใช้เทคโนโลยแี ละการส่อื สารเป็นเครื่องมือ
ในการบริหารงาน รูจ้ ักพฒั นาตนเอง เปลีย่ นแนวคดิ และวธิ ีการ ทัศนคติในการปฏบิ ตั ิงาน ฝกึ ตนเองให้
เปน็ คนทันสมัย ทันตอ่ การเปลย่ี นแปลง กลา้ และยินดีท่จี ะยอมรับการเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ ท่ีเกิดขึ้นอยู่
เสมอ รวมทั้งส่งเสริมและพัฒนาบุคลากรในสถานศึกษาให้เป็นผู้มีความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
และการส่ือสารในการถ่ายทอดความรู้ จัดการเรียนการสอนได้อย่างเต็มท่ี มีประสิทธิภาพและ
ประสทิ ธผิ ล

สานกั งานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (2551) ได้กาหนดวิสัยทัศน์ของประเทศไทยใน
การนาเทคโนโลยีการเรียนรู้เพ่ือปรับปรุงคุณภาพการศึกษาของเด็กไทยในศตวรรษที่ 21 โดยมี
เป้าหมายหลักเพ่ือช่วยเปล่ียนสังคมไทยไปสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ การประกันโอกาสของผู้เรียนท่ีจะ
เข้าถึงการเรียนรู้ตลอดชีวิต และเช่ือมโยงสังคมไทยเข้ากับสังคมโลกเศรษฐกิจบนพื้นฐานของความรู้
การนาแนวคิดใหม่ของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพ่ือการศึกษา จะทาให้ผู้เรียนเรียนรู้ ได้
อย่างอิสระ และสามารถปรับปรุงคุณภาพของชีวิตได้ โดยการมีโอกาสท่ีจะเข้าถึงสภาพสังคมและ
เศรษฐกิจใหม่ ย่ิงกว่าน้ันแล้วจะเป็นการเพ่ิมโอกาสในการได้รับและเพ่ิมพูนความรู้ความเข้าใจและ
ความช่ืนชมใน วัฒนธรรมและสังคมไทย ตลอดทั้งการได้ความรู้อย่างกว้างขวางเก่ียวกับสังคมและ

3

วัฒนธรรมของชนชาติอ่ืน โดยต้ังเป้าหมายว่าผู้เรียนทุกคนมีโอกาสเข้าถึงเทคโนโลยีสารสนเทศและ
การส่ือสารเพื่อการเรียนรู้ โดยจัดให้มีอย่างเพียงพอและให้สามารถเข้าถึงได้ในราคาที่เหมาะสม
ผูเ้ รียนสามารถใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสารเพื่อเสริมวิธีการเรียนการสอนแบบเดิม และใน
บางคร้ังสามารถช่วยปรับปรุงการเรียนการสอนในห้องเรียน สถานศึกษาปรับบทบาทของครูและ
นักเรียน ซง่ึ การเปลยี่ นแปลงน้ีจะสนับสนุนการปฏริ ปู การศึกษาทกี่ าลงั ดาเนินการอยใู่ นปจั จุบนั

นอกจากนี้การจะพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในสถานศึกษา มีบรรลุสู่การ
ปฏิรูปการเรียนรู้ได้น้ัน จาเป็นต้องมีการปฏิรูปคนเสียก่อน ซ่ึงได้กาหนดไว้ชัดเจน ในหมวด 1 ของ
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับท่ี 2) พ.ศ.2545 ท่ีเร่งจะยก
ฐานะครแู ละบุคลากรทางการศึกษาให้เปน็ วิชาชีพชน้ั สงู ให้มีการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา
ให้เข้าส่มู าตรฐานวิชาชพี ชน้ั สงู และการพฒั นาวิชาชีพครูและบุคลากรทางการศึกษาให้เป็นวิชาชีพท่ีผู้
เขา้ มาสอู่ าชพี สามารถจะยดึ เป็นอาชีพท่มี คี วามก้าวหนา้ มคี วามมนั่ คง มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคม
ไม่ด้อยไปกว่าวิชาชีพอ่ืน ๆ เป็นการเร่งท่ีจะพัฒนาวิชาชีพครูแบบครบวงจร น่ันคือการนาเทคโนโลยี
สารสนเทศและการส่อื สารมาเป็นเคร่ืองมือใหม่ ท่ีรู้จักใช้เพื่อเพ่ิมคุณภาพและประสิทธิภาพการเรียนรู้
ไดเ้ ปน็ อย่างดี ครูยุคใหม่ตอ้ งรู้จกั ใช้เทคโนโลยเี ป็นเคร่อื งมอื ของการเรยี นการสอน จะมาพูด และเขียน
กระดานดา แบบเดิมไมไ่ ดแ้ ล้ว เพราะเทคโนโลยสี ารสนเทศสามารถจะนามาใชป้ ระโยชน์ถึงขนาดแทน
ครไู ด้เกือบทัง้ หมด

การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศจึงเป็นสิ่งสาคัญอย่างย่ิงในการช่วยแก้ปัญหาด้านการศึกษาให้
สาเร็จลุล่วงไปได้ ไม่ว่าจะเป็นด้านการบริหาร การจัดการเรียนการสอน โดยเฉพาะการนาเทคโนโลยี
สารสนเทศท่ีทันสมัยมาใช้ในการเพ่ือเพิ่มพูนประสิทธิภาพและประสิทธิผลในก ารบริหารจัดการใน
สถานศึกษา ส่วนใหญจ่ ะเปน็ การนาเอาเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการวางแผนตา่ ง ๆ และการพิมพ์
เอกสารรวมทั้งใช้ในการประมวลผลเพ่ือจัดระบบข้อมูล จัดสารสนเทศและเอกสารประชาสัมพันธ์
เอกสารตา่ ง ๆ รวมถึงสรา้ งเวบ็ ไซต์ของสถานศกึ ษา การดาเนินงานของวิทยาลัยเทคนิคมวกเหล็ก ส่วน
ใหญ่ได้รับเงินอุดหนุนจากงบประมาณแผ่นดินเพื่อบริหารจัดการในสถานศึกษา จึงจาเป็นต้องจัด
เทคโนโลยีสารสนเทศให้ครบถ้วน ถูกต้อง ตรงกับความต้องการและทันต่อการใช้งาน แต่การใช้
เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการบริหารงานของสถานศึกษา ในปัจจุบันยังพบปัญหาระบบข้อมูลไม่
ตอบสนองความต้องการของผู้รับบริการ เทคโนโลยีสารสนเทศของสถานศึกษาขาดความสมบูรณ์ใน
เรอ่ื งของความถกู ต้อง ความทันสมัย สะดวกต่อการนาไปใช้ ไม่มีการนาเทคโนโลยีสารสนเทศไปใช้ใน
การวางแผนและการตัดสินใจ ขาดส่ือและเคร่ืองมืออุปกรณ์ที่จะช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้อย่าง
แท้จรงิ แหล่งเรียนรูไ้ ม่เพยี งพอที่จะใหผ้ ู้เรียนได้แสวงหาความรู้ได้ด้วยตนเอง นักเรียนขาดโอกาสที่จะ
คุ้นเคยกับการใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศอนั เป็นปัจจยั สาคัญอยา่ งหน่ึง

4

แต่จากการที่ผู้ศึกษาได้ศึกษาการบริหารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสารมาใช้
ในการศึกษา พบว่าผู้บริหารสถานศึกษาเป็นบุคคลหนึ่งที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงเกี่ยวกับการ
วางแผนสถานศึกษาและการวางแผนช่วยให้ผู้บริหารได้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง สถานศึกษาหรือ
สถานศกึ ษาต่างๆ จึงจาเปน็ ต้องเตรียมรับการเปลี่ยนแปลงท่ีจะเกิดขึ้นด้วย ซ่ึงเดิมสถานศึกษานั้นเป็น
สถานท่ีปลายทางของการรับนโยบายต่าง ๆ เป็นผู้ปฏิบัติ เป็นผู้ดาเนินการตามท่ีได้มีการวางแผนมา
จากฝ่ายบริหารของประเทศ แต่จากการศึกษาพบว่าการยอมรับของสถานศึกษาต่อเทคโนโลยี
สารสนเทศคอมพิวเตอร์ไม่ประสบผลสาเร็จ ดังน้ัน หากทางสถานศึกษาได้มีการปรับการบริหาร
สถานศึกษาเป็นแบบการบริหารโดยใช้สถานศึกษาเป็นฐาน (School Based Management)
สถานศึกษาจาเป็นต้องเข้าใจและใส่ใจในการวางแผนการเปล่ียนแปลงเทคโนโลยีสารสนเทศของ
สถานศึกษามากยิง่ ขึ้น

จากข้อมูลท่ีผู้ศึกษาได้ศึกษามาข้างต้นท้ังหมด ท้ังจากสานักงานคณะกรรมการการศึกษา
แห่งชาติ จากนักวิชาการในประเทศและต่างประเทศ ท่ีเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือ
สารประกอบกับบริบทของการบริหารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในสถานศึกษาที่
สังกัดอาชวี ศึกษา ผู้ศึกษาพบว่า ไม่เป็นส่ิงที่ง่ายที่จะทาให้สาเร็จ และคุ้มค่าต่อการลงทุนในหลายด้าน
แต่เป็นสิ่งท่ีจาเป็นต้องพัฒนาและปรับตัวให้มีการนาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมาใช้ใน
สถานศึกษาท่ีสังกัดอาชีวศึกษา ทาให้ผู้ศึกษาสนใจอย่างยิ่งที่จะศึกษาเก่ียวกับการบริหารจัดการ
เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของวิทยาลัยเทคนิคมวกเหล็ก ใน 3 ด้าน ได้แก่ 1) ด้าน
โครงสร้างพ้ืนฐาน 2) ด้านการบริหารจัดการในสถานศึกษา 3) ด้านการจัดการเรียนการสอน ตาม
ความคิดเห็นของครูและเจ้าหน้าท่ี ท่ีมีความคิดเห็นอย่างไรต่อการบริหารจัดการในเรื่องเทคโนโลยี
สารสนเทศและการส่อื สารของวทิ ยาลยั เทคนิคมวกเหลก็ วา่ อยใู่ นระดับใด

วตั ถุประสงค์ของกำรศึกษำ
การศึกษาคร้ังนี้ มุ่งศึกษาการบริหารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารใน

วทิ ยาลยั เทคนิคมวกเหล็ก โดยมีวตั ถุประสงค์ดงั ตอ่ ไปนี้
1. เพ่ือศึกษาสภาพการบริหารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของ

วิทยาลยั เทคนคิ มวกเหล็ก
2. เพ่ือเปรียบเทียบสภาพการบริหารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสาร

วิทยาลยั เทคนคิ มวกเหลก็ จาแนกตามตามตาแหน่งงาน และประสบการณก์ ารทางาน

5

ขอบเขตของกำรศึกษำ
1. ขอบเขตของเน้อื หา
การศึกษาครั้งน้ีมุ่งศึกษาการบริหารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของ

วิทยาลัยเทคนิคมวกเหล็ก โดยมขี อบเขตของการศกึ ษาดงั ตอ่ ไปนี้
ศึกษาการบรหิ ารจดั การเทคโนโลยสี ารสนเทศและการส่ือสารของวิทยาลัยเทคนิคมวกเหล็ก

อาเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี ใน 3 ด้านคือ 1) ด้านโครงสร้างพ้ืนฐาน 2) ด้านการบริหารจัดการ
ในสถานศกึ ษา 3) ด้านการจดั การเรยี นการสอน

2. ขอบเขตประชากร
2.1 ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ ครู และเจ้าหน้าท่ี ที่ปฏิบัติงานใน

วทิ ยาลัยเทคนคิ มวกเหล็ก ปีการศึกษา 2564 กาหนดกลุ่มประชากร คือ ครูผู้ทาหน้าท่ีสอน จานวน
38 คน เจ้าหนา้ ท่ี จานวน 15 คน รวมท้ังหมด 53 คน

2.2 กลมุ่ ตัวอยา่ งท่ีใช้ในการศกึ ษาคร้งั นี้ คือกลุ่มประชากรท้งั หมด

3. ตวั แปร
3.1 ตวั แปรอิสระ คอื สถานภาพของผบู้ รหิ าร ครู และเจา้ หน้าที่ ได้แก่
3.1.1 ตาแหน่งงาน แบ่งเปน็ ครูและเจ้าหนา้ ที่
3.2 ตัวแปรตาม คือ การบริหารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของ

วิทยาลัยเทคนคิ มวกเหล็ก จานวน 3 ดา้ น ประกอบไปด้วย
3.2.1 ดา้ นโครงสรา้ งพื้นฐาน
3.2.2 ดา้ นการบริหารจดั การในสถานศกึ ษา
3.2.3 ดา้ นการจัดการเรียนการสอน

ประโยชน์ทคี่ ำดว่ำจะไดร้ ับ
1. เป็นแนวทางในการบริหารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสารเพ่ือพัฒนา

สถานศึกษาของวิทยาลยั เทคนิคมวกเหลก็
2. เปน็ ขอ้ มูลในการวางแผน การจดั องค์การ การจัดคนเข้าทางาน การสั่งการ และการ

ควบคมุ ในการบริหารจดั การเทคโนโลยสี ารสนเทศและการสอ่ื สารของวิทยาลยั เทคนิคมวกเหล็ก
3. เป็นข้อมูลในการกาหนดนโยบาย การจัดสรรงบประมาณ การพัฒนาบุคลากรท้ัง

ผบู้ ริหาร ครู นกั เรียนนกั ศกึ ษาและบคุ ลากรที่เกยี่ วขอ้ งในวิทยาลัยเทคนิคมวกเหล็ก

6

4. เป็นข้อมูลพื้นฐานในการวางแผนการดาเนินการพัฒนาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและ
การสื่อสารของวิทยาลัยเทคนิคมวกเหล็ก และสถานศึกษาที่สังกัดสานักงานคณะกรรมการการ
อาชีวศึกษาทัว่ ประเทศตอ่ ไป

นิยำมศพั ทเ์ ฉพำะ
การศึกษาคร้งั นี้ ผู้ศึกษานยิ ามศัพทเ์ ฉพาะไว้ดังน้ี
1. การบริหารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสาร หมายถึง ระดับปฏิบัติในการ

บริหารจัดการระบบเทคโนโลยคี อมพวิ เตอร์และฐานข้อมูลทางเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการประยุกต์
ในด้านการศึกษาของสถานศึกษา 3 ดา้ น ได้แก่ 1) ด้านโครงสร้างพื้นฐาน 2) ด้านการบริหารจัดการ
ในสถานศึกษา 3) ด้านการจดั การเรียนการสอน

1.1 โครงสรา้ งพน้ื ฐาน หมายถงึ ระดับปฏบิ ตั ิเก่ียวกับการจัดหาเครื่องคอมพิวเตอร์
และอุปกรณ์เสริมในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการ การจัดหาซอฟต์แวร์อย่างเพียงพอและมี
คณุ ภาพตอ่ การบริหารจดั การสถานศึกษา ระบบอินเทอร์เน็ตที่มีประสิทธิภาพ การพัฒนาระบบงาน
คอมพิวเตอรท์ ี่เกย่ี วกับฐานข้อมูลเพอื่ การบรหิ ารจัดการในสถานศกึ ษา การประเมินผลการปฏิบัติงาน
ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสารนาผลการประเมินการพัฒนาระบบงานคอมพิวเตอร์มา
ปรับปรุงแก้ไขมีระบบคอมพิวเตอร์ในการดาเนินของงานต่างๆอย่างเพียงพอ มีผู้ดูแลระบบ
คอมพวิ เตอรแ์ ละระบบเครือข่าย

1.2 การบริหารจัดการในสถานศึกษา หมายถึง ระดับปฏิบัติเกี่ยวกับการจัด
ฝึกอบรมและเปิดโอกาสให้ครูทุกคนเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร การพัฒนา
หลักสูตรให้เอื้อต่อการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ความสามารถในการเป็นผู้บริโภคข้อมูลใน
สงั คมอย่างมีความรับผดิ ชอบ การจัดการเรียนการสอนที่ส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ได้ด้วยตนเองอย่าง
ต่อเนื่องตลอดชีวิต การพัฒนาครูและเจ้าหน้าที่ให้มีความสามารถและทักษะการใช้เทคโนโลยี
สารสนเทศและการสื่อสาร มีการนาเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการสื่อสารระหว่างสถานศึกษากับผู้ท่ี
เกย่ี วขอ้ ง

1.3 การจัดการเรียนการสอน หมายถึง ระดับปฏิบัติเก่ียวกับการเข้าถึงสาระการ
เรียนรโู้ ดยใช้เทคโนโลยแี ละการสอ่ื สารในการจัดการเรียนการสอนได้อย่างรวดเร็วและได้ใช้ประโยชน์
จากเทคโนโลยีสารสนเทศและการสือ่ สารในสถานศกึ ษา ครูมีการพัฒนาการจดั การเรยี นการสอนผ่าน
ระบบอิเล็กทรอนิกส์ มีส่ือการเรียนรู้ท่ีครูสามารถนาไปใช้กับการเรียนการสอนและการสื่อสารช่วย
เพ่ิมเน้ือหาสาระให้ครูสามารถจัดการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ครูได้ออกแบบกิจกรรม
การเรียนการสอนท่ีใช้เทคโนโลยี การประเมินผลการเรียนการสอนโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและ
การส่อื สารเพ่ือการจดั การเรียนการสอน

7

2. วิทยาลัยเทคนิคมวกเหล็ก หมายถึง วิทยาลัยท่ีตั้งอยู่ในพื้นท่ีของอาชีวศึกษาจังหวัด
สระบรุ ี สงั กัดสานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ

3. ตาแหน่งงาน
3.1 ครู หมายถึง ข้าราชการครู พนักงานราชการ และครูอัตราจ้าง ที่ปฏิบัติหน้าที่

สอน ในวิทยาลยั เทคนิคมวกเหลก็ ปกี ารศกึ ษา 2564
3.2 เจ้าหน้าท่ี หมายถึง ลูกจ้างที่ปฏิบัติงานธุรการในวิทยาลัยเทคนิคมวกเหล็ก ปี

การศกึ ษา 2564

สมมติฐำน
ในการศึกษาความคิดเห็นต่อการบริหารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสารของ

วิทยาลัยเทคนิคมวกเหลก็ ผู้ศกึ ษาไดก้ าหนดสมมติฐานการวิจัย ดังน้ี คือ
1. การบริหารจดั การเทคโนโลยสี ารสนเทศและการสื่อสารของวิทยาลัยเทคนิคมวกเหล็กตาม

ความคิดเหน็ ท่มี ตี าแหน่งงานตา่ งกนั มคี วามแตกต่างกนั
2. การบริหารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของวิทยาลัยเทคนิคมวกเหล็กตาม

ความคิดเห็นทม่ี ปี ระสบการณ์การทางานต่างกันมคี วามแตกตา่ งกัน

8

บทท่ี 2
วรรณกรรมทเ่ี กยี่ วข้อง

ในการศึกษาเอกสารและงานวิจยั ทเ่ี กี่ยวข้องมีประเด็นสาคญั ดงั ตอ่ ไปน้ี
1. บรบิ ทสถานศกึ ษา สงั กัดสานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา
1.1 การบริหารงานของสานกั งานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา
1.2 โครงสรา้ งหนา้ ทีข่ องสถานศึกษาสงั กัดสานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา
2. แนวคดิ เกยี่ วกับการบรหิ าร และการบรหิ ารการศึกษา
2.1 ความหมายของการบริหาร
2.2 ความหมายของการบริหารการศึกษา
3. การบริหารสถานศกึ ษาอาชวี ศกึ ษา
3.1 ความหมายและความสาคญั ของการจัดการและการบรหิ ารอาชีวศึกษา
3.2 หนา้ ทีข่ องสถานศึกษา
3.3 การบริหารงานระดบั สถานศึกษา
4. หลกั การและแนวคิดเกี่ยวกบั การบริหารจดั การเทคโนโลยีสารสนเทศและการสอ่ื สาร
4.1 ความหมายของเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสาร
4.2 หลักการและแนวคิดในการบริหารจัดการเทคโนโลยสี ารสนเทศและการสื่อสาร
5. การบรหิ ารจดั การเทคโนโลยีสารสนเทศและการสอ่ื สารในสถานศกึ ษา
5.1 กลยุทธ์การพัฒนาเทคโนโลยสี ารสนเทศในภาคการศกึ ษา
5.2 ระบบสารสนเทศเพอื่ การบริหารการศกึ ษา
5.3 ระบบคอมพวิ เตอร์เพอื่ ช่วยสอน
5.4 การร้คู อมพวิ เตอร์ขน้ั พ้ืนฐาน
6. งานวิจยั ทเี่ ก่ยี วข้อง
6.1 งานวจิ ัยภายในประเทศ
6.2 งานวิจัยต่างประเทศ
7. กรอบแนวคิดในการวิจัย

1. บริบทสถานศกึ ษา สงั กดั สานกั งานคณะกรรมการการอาชวี ศึกษา
กฎหมายแบ่งส่วนราชการสานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ

พ.ศ. 2546 ได้กาหนดภารกิจ และการแบ่งส่วนราชการสานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาไว้
ดงั นี้

9

ข้อ 1. ให้สานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา มีภารกิจเก่ียวกับการจัดและ
ส่งเสริมการอาชีวศึกษา และการฝึกอบรมอาชีพ โดยคานึงถึงคุณภาพและความเป็นเลิศทางวิชาชีพ
โดยให้มอี านาจหน้าท่ี ดงั ต่อไปนี้

1. จัดทาข้อเสนอแนวนโยบาย แผนพัฒนา มาตรฐานและหลักสูตรการ
อาชวี ศึกษาทุกระดับ

2. ดาเนินการและประสานงานเกยี่ วกับมาตรฐานการอาชีวศึกษาและวิชาชพี
3. กาหนดหลกั เกณฑ์ และวธิ ีการจดั งบประมาณและสนับสนุนทรัพยากร
4. พัฒนาครแู ละบุคลากรอาชวี ศกึ ษา
5. ส่งเสริมประสานงานการจัดการอาชีวศึกษาของรัฐและเอกชน รวมท้ังกาหนด
หลักเกณฑ์และรูปแบบความร่วมมือกบั หน่วยงานอื่นและสถานประกอบการ
6. ติดตาม ประเมินผล และรายงานผลการจัดการอาชีวศึกษาท้ังภาครัฐและ
เอกชน
7. จัดระบบ ส่งเสริม และประสานงานเครือข่าย ข้อมูลสารสนเทศและการนา
เทคโนโลยีสารสนเทศและการส่อื สารมาใชใ้ นการอาชวี ศกึ ษาและฝกึ อบรมวชิ าชีพ
8. ดาเนินการเก่ียวกับงานเลขานุการของคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และ
ดาเนินการตามทีค่ ณะกรรมการการอาชวี ศึกษามอบหมาย
9. ปฏิบตั งิ านอื่นใดตามท่ีกฎหมายกาหนดให้เป็นอานาจหน้าที่และความรับผิดชอบ
ของสานกั งานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา หรอื ตามท่รี ฐั มนตรมี อบหมาย
1.1 การบริหารงานของสานกั งานคณะกรรมการการอาชวี ศึกษา
สถานศึกษาสังกัดสานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษามีหน้าท่ีผลิตและพัฒนา
กาลังคนด้านวิชาชีพระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.)
และปริญญาตรีสายเทคโนโลยีหรือสายปฏิบัติการ โดยจัดการเรียนการสอน 9 ประเภทวิชา มี
สาขาวชิ าใหเ้ ลือกเรียนมากกวา่ 350 สาขาวิชา
สานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ได้กระจายอานาจ มอบหมายอานาจให้
อาชีวศึกษาจังหวัดในการประสานงานและดูแลสถานศึกษา ในด้านการบริหารงานท่ัวไป การ
บริหารงานวิชาการและการบริหารบุคคล ทาให้การบริหารมีความคล่องตัวมากข้ึน จัดการเรียนการ
สอนในระบบโรงเรียนรวม 3 ระดับ คือ ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ประกาศนียบัตร
วิชาชีพชัน้ สงู (ปวส.) และปริญญาตรีสายปฏิบัติการ (ทลบ.) นอกจากน้ี ยังเปิดหลักสูตรระยะส้ัน
มีการจัดรูปแบบการเรียนการสอนแตกต่างกันไปหลายรูปแบบตามหลักสูตร อาทิ หลักสูตร
ประกาศนียบัตรวิชาชีพ มีทั้งรูปแบบการเรียนการสอนในสถานศึกษาตามปกติ รูปแบบทวิภาคีซึ่ง

10

เป็นความร่วมมือระหว่างสถานศึกษากับสถานประกอบการ และรูปแบบสะสมหน่วยกิต หลักสูตร
ประกาศนยี บตั รวชิ าชีพชนั้ สูง มีทัง้ แบบการเรยี นการสอนในสถานศึกษาตามปกติและรปู แบบทวิภาคี

โครงสรา้ งหน้าทีข่ องสถานศกึ ษาสังกดั สานักงานคณะกรรมการการอาชวี ศึกษา
ตามระเบียบสานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาว่าด้วยการบริหารสถานศึกษา

พ.ศ. 2549 กาหนด ดงั นี้
1. หน้าทขี่ องสถานศึกษา
ตามระเบียบสานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาว่าด้วยการบริหารสถานศึกษา

พ.ศ. 2549 กาหนดให้ สถานศกึ ษามหี น้าทจ่ี ดั การศกึ ษา ฝึกอบรมและสง่ เสรมิ การประกอบอาชีพ ของ
ประชาชนให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ กฎหมายว่าด้วยการอาชีวศึกษาและ
กฎหมายอื่นที่เก่ียวข้อง ตามนโยบายของรัฐบาล และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อ
บรรลวุ ัตถุประสงคด์ งั กล่าว ใหส้ ถานศกึ ษาดาเนินการดงั ตอ่ ไปน้ี

1. จัดการศึกษาให้มีความทันสมัย ยืดหยุ่น สอดคล้องกับความต้องการของ
ตลาดแรงงาน สถานประกอบการและการประกอบอาชีพอิสระเพื่อการดารงชีวิตตามสภาพเศรษฐกิจ
สังคมท้องถิ่น วัฒนธรรมเทคโนโลยีและส่ิงแวดล้อมมุ่งเน้นการปฏิบัติงานจริงตามความพร้อมและ
ศกั ยภาพของสถานศกึ ษา

2. จัดการศึกษาโดยประสานความร่วมมือ กับสถานศึกษาท่ีอยู่ภายในจังหวัดน้ัน
ทงั้ ในดา้ นการจัดการวิชาการ การใช้บคุ ลากรและทรัพยากรร่วมกนั

3. จัดการศึกษาโดยการระดมทรัพยากรด้าน การเงิน ทรัพย์สิน และบุคลากรท้ัง
จากรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน บุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กรชุมชน เอกชน องค์กร
เอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ สถาบันสังคมอื่น รวมท้ังความร่วมมือ
ในการจดั กิจกรรม และการจัดหาทุนเพอ่ื พฒั นาการอาชวี ศึกษา

4. จดั การศกึ ษาให้ผู้เรียนเป็นผู้มีสมรรถนะทางวิชาชีพ สามารถประกอบอาชีพเป็น
พลเมืองดีของสังคม มคี วามสามารถในการคิด เรียนรู้ วางแผนและพฒั นาตนเอง

5. เป็นศนู ย์การเรียนรู้ด้วยตนเอง และการใหบ้ รกิ ารวิชาชพี แก่ชมุ ชนและทอ้ งถิ่น
6. วิจยั เพือ่ พัฒนาองค์ความรเู้ ทคโนโลยีและนวัตกรรม
7. ทานุบารุงศาสนา ศิลปวัฒนธรรม ประเพณี ส่งเสริมการกีฬา พลานามัยและ
อนรุ กั ษ์สิง่ แวดล้อม
8. ส่งเสริมการจัดการศึกษาเชิงธุรกิจ การรับงานการค้า และการรับจัดทา รับ
บรกิ าร รับจ้าง ผลติ เพ่ือจาหนา่ ยที่สอดคล้องกบั การเรียนการสอน

11

สถานศึกษาแบ่งการบริหารงานตามระเบียบสานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ว่า
ดว้ ยการบรหิ ารสถานศึกษา พ.ศ. 2552 ออกเป็นฝา่ ย ดังน้ี

1. ฝา่ ยบริหารทรพั ยากร แบ่งออกเป็นงานต่าง ๆ ดงั น้ี
1.1 งานบรหิ ารงานทั่วไป
1.2 งานบุคลากร
1.3 งานการเงนิ
1.4 งานการบญั ชี
1.5 งานพสั ดุ
1.6 งานอาคารสถานท่ี
1.7 งานทะเบยี น
1.8 งานประชาสัมพันธ์

2. ฝา่ ยแผนงานและความรว่ มมือ
2.1 งานวางแผนและงบประมาณ
2.2 งานศนู ยข์ อ้ มูลสารสนเทศ
2.3 งานความร่วมมอื
2.4 งานวจิ ยั พฒั นานวตั กรรมและสงิ่ ประดิษฐ์
2.5 งานประกันคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา
2.6 งานส่งเสรมิ ผลิตผล การคา้ และประกอบธรุ กจิ
2.7 งานฟาร์มและโรงงาน(เฉพาะสถานศกึ ษาทีเ่ ปิดทาการสอน)

3. ฝ่ายพฒั นากจิ การนักเรียนนักศึกษา
3.1 งานกิจกรรมนักเรยี นนักศึกษา
3.2 งานครูที่ปรึกษา
3.3 งานปกครอง
3.4 งานแนะแนวอาชีพและจดั หางาน
3.5 งานสวัสดกิ ารการนักเรียนนักศกึ ษา
3.6 งานโครงการพเิ ศษและบริการชุมชน

4. ฝ่ายวิชาการ
4.1 แผนกวิชา
4.2 งานพัฒนาหลกั สตู รการเรียนการสอน
4.3 งานวัดผลและประเมนิ ผล
4.4 งานสือ่ การเรยี นการสอน

12

4.5 งานวทิ ยบริการและห้องสมดุ
4.6 งานอาชีวศกึ ษาระบบทวิภาคี
2. บคุ ลากรในสถานศกึ ษาสงั กัดสานกั งานคณะกรรมการการอาชวี ศกึ ษา
บุคลากรในสถานศึกษาสังกัดสานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ประกอบด้วย
ประเภทและตาแหน่งหน้าท่ีดังตอ่ ไปนี้
1. ขา้ ราชการครู ได้แก่ บุคคลที่มตี าแหนง่ หนา้ ทซี่ งึ่ มีหนา้ ท่เี ป็นผสู้ อน ดังนค้ี อื

1.1 ครู
1.2 ครูผู้ชว่ ย
2. บุคลากรทางการศึกษา ได้แก่ บุคคลที่มีตาแหน่งหน้าท่ีผู้บริหารสถานศึกษารวมท้ัง
ผูส้ นับสนุนการศกึ ษา ดังนค้ี ือ
2.1 ผอู้ านวยการวิทยาลัย
2.2 รองผ้อู านวยการวิทยาลยั
2.3 ตาแหนง่ หน้าทที่ เี่ รียกช่ืออย่างอน่ื ตามท่ี ก.ค.ศ. กาหนดหรือตาแหน่งหน้าที่ของ
ขา้ ราชการที่ ก.ค.ศ. นามาใชก้ าหนดใหเ้ ป็นตาแหนง่ หน้าท่ขี ้าราชการครูและบคุ ลากรทางการศึกษา
3. บุคลากรอน่ื ดังน้ี
3.1 พนกั งานราชการ
3.2 ลูกจ้างประจา
3.3 ลูกจา้ งชว่ั คราว

2. แนวคดิ เกีย่ วกบั การบริหาร และการบรหิ ารการศึกษา
2.1 ความหมายของการบรหิ าร
มีนกั การศึกษาไดก้ ล่าวถึงความหมายของการบรหิ ารไวด้ งั น้ี
สมบูรณ์ พรรณนาภพ (2550) ได้กล่าวว่า การบริหาร หมายถึง การทางานของคณะ

บุคคลต้ังแต่ 2 คนขนึ้ ไป ท่รี ว่ มกันปฏิบตั ิการให้บรรลุเป้าหมายรว่ มกนั
สมยศ นาวกี าร (2545) กลา่ ววา่ การบริหาร คือกระบวนการของการวางแผนกจัดการ

การสั่งการ และการควบคุมกาลังความพยายามของสมาชิกขององค์กรและทรัพยากรอ่ืน ๆ เพื่อ
ความสาเร็จในป้าหมายขององคก์ รทกี่ าหนดไว้

ถวิล เก้ือกูลวงศ์ (2530) ได้สรุปสาระสาคัญของการบริหารไว้ว่า เป็นพฤติกรรมอย่าง
หนึ่ง ซึ่งเป็นกระบวนการทางสังคม ที่ผู้ใช้บริหารเป็นการตัดสินใจส่ังการ เพื่อให้กลุ่มคน ซ่ึงมา
ปฏิบตั ิงานรว่ มกัน

13

อุทัย ธรรมเตโช (2531) กล่าวว่าการบริหาร หมายถึง กิจกรรมต้ังแต่ 2 คนขึ้นไป
รว่ มกันดาเนนิ การเพ่อื ให้สาเรจ็ วตั ถุประสงค์อยา่ งไรอยา่ งหนึ่ง หรือหลายอยา่ งร่วมกนั

นพิ นธ์ กินาวงศ์ (2544) กลา่ วถงึ การบริหารไว้วา่ เป็นการร่วมมือกันทางานของบุคคล
ตัง้ แต่ 2 คนข้นึ ไป โดยมวี ัตถุประสงคข์ องการทางานร่วมกันศิลปะในการทางานนั้น จะต้องมีบุคคลท่ี
เปน็ หัวหน้าที่เรียกวา่ ผู้บรหิ าร อาศัยปัจจยั ในการบรหิ าร คือ คน เงิน วัสดุอุปกรณ์ และวิธีการต่าง ๆ
ได้ดาเนนิ การใหบ้ รรลเุ ป้าหมายร่วมกันได้

จากแนวคิดของนักการศึกษา ดังกล่าว สรุปได้ว่า การบริหาร หมายถึง การร่วมกัน
ดาเนินกิจกรรมของสมาชิกในองค์การเพ่ือให้ประสบความสาเร็จตามเป้าหมายโดยใช้ทั้งศาสตร์และ
ศิลป์

2.2 ความหมายของการบริหารการศกึ ษา
ความหมายของการบริหารการศกึ ษามีนกั การศึกษาได้กล่าวไว้ดังนี้

อุทัย ธรรมเตโช (2531) ได้ให้ความหมาย การบริหารการศึกษาว่า เป็นกิจกรรมที่
ผบู้ ริหารการศึกษากระทาเพื่อพัฒนาพลเมืองของชาติ ใหม้ ีคณุ ภาพ และคณุ ธรรม

กติ ิมา ปรดี ีดิลก (2542) กล่าว่า การบริหารการศึกษา หมายถึง ความพยายามท่ีจะ
จัดดาเนนิ ทุกอยา่ งทเ่ี กยี่ วกับการศึกษา โดยให้มีผลผลติ คอื ผเู้ รยี นทม่ี ีคุณภาพ

นพพงษ์ บุญจิตราดุล (2546) กล่าวว่า การบริหารการศึกษา คือ กิจกรรมต่าง ๆ ท่ี
บุคคลหลายคนร่วมมือกันดาเนินการเพ่ือพัฒนาสมาชิกของสังคมไทยในทุกๆ ด้าน นับตั้งแต่
บุคลิกภาพ ความรู้ ความสามารถ พฤติกรรม และคุณภาพ เพื่อให้มีค่านิยมตรงกันกับความต้องการ
ของสังคมโดยกระบวนการต่าง ๆ ที่อาศัยการควบคุมสิ่งแวดล้อมให้มีผลต่อบุคคล และอาศัย
ทรพั ยากร ตลอดจนเทคนิคต่าง ๆ อยา่ งเหมาะสม เพ่ือให้บุคคลพัฒนาไปตามตรงเป้าหมายของสังคม
ท่ตี นดาเนนิ ชีวติ อยู่

นิพนธ์ กินาวงศ์ (2544) กล่าววา่ การบรหิ ารการศกึ ษา คอื กิจกรรมต่าง ๆ ที่บุคคล
หลายๆ คน ร่วมมือกันพัฒนาสมาชิกของสังคมในทุก ๆ ด้านนับต้ังแต่บุคลิกภาพ ความรู้
ความสามารถ พฤตกิ รรม และคณุ ธรรม คา่ นิยม ตรงกับความตอ้ งการทางสงั คม โดยกระบวนการ
ตา่ ง ๆ ท่อี าศัยการควบคุม สิ่งแวดล้อมให้มีผลต่อบุคคล และอาศัยทรัพยากร ตลอดจนเทคนิคต่าง ๆ
อยา่ งเหมาะสมเพ่อื ให้บคุ คลทีพ่ ฒั นาไปตามเป้าหมายของสังคมท่ีตนดาเนินชวี ติ อยู่

ชูชาติ พ่วงสมจิตร์ (2540) กล่าวว่า การบริหารการศึกษา คือ การดาเนินกิจการ
เพอื่ พฒั นาคนให้เปน็ คนดีของสังคมและมีความสามารถในการประกอบอาชพี

Harris (1975) กล่าวว่า การบริหารการศึกษา คือ กระบวนการในการสร้างบูรณา
การแห่งความสามารถของบุคคล และการมุ่งประโยชน์จากวัตถุอุปกรณ์ต่าง ๆ มาใช้อย่างเหมาะสม

14

เพ่อื ช่วยใหม้ ีการพฒั นาคุณภาพของมนุษย์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นการพัฒนาบุคลากรต่าง
ๆ ในโรงเรียนด้วย

สรุปได้ว่า การบริหารการศึกษา คือ การดาเนินท่ีเก่ียวกับการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพ
ของมนษุ ยอ์ ย่างมปี ระสทิ ธภิ าพ

3. การบรหิ ารสถานศึกษาอาชวี ศึกษา
ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์ (2542) กล่าวว่า การศึกษาเป็นกระบวนการในการอบรมและ

ถ่ายทอดความรู้และทักษะท่ีสาคัญ และถือเป็นความจาเป็นในสังคมและเศรษฐกิจในแต่ละยุคแต่ละ
สมัย โดยมุ่งหวังให้บุคคลเกิดพัฒนาการทางด้านความรู้ความสามารถตลอดเวลาเป็นกระบวนการ
ต่อเนอื่ งตลอดชวี ติ

ส่วนการศึกษาด้านอาชีวศึกษาน้ันเป็นการศึกษาหาความรู้ ความชานาญ เพ่ือการประกอบ
อาชีพ การอาชีวศึกษาถือเป็นส่ิงจาเป็นสาหรับทุกคน เพราะทุกคนต้องทามาหาเลี้ยงชีพ การหาเลี้ยง
ชพี จาเป็นตอ้ งมวี ิชาชีพ

การอาชีวศึกษาย่อมข้ึนอยู่กับพื้นฐานทางเศรษฐกิจ และความเจริญก้าวหน้าของสังคมของ
ประเทศน้นั ๆ หากเป็นสงั คมดง้ั เดิมที่เป็นสังคมเกษตรกรรม การถ่ายทอดวิชาชีพดาเนินไปตามบรรพ
บุรุษ เช่น พ่อ แม่ และบุคคลในครอบครัว แต่เม่ือประเทศชาติเจริญก้าวหน้าข้ึนมีการศึกษา มีความ
เจริญทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยเฉพาะประเทศกาลังก้าวไปสู่ความเป็นประเทศ
อุตสาหกรรมใหม่ การศึกษาวิชาชีพเป็นความจาเป็นและสาคัญ อาจมีบางส่วนท่ีได้นับการฝึกฝนจาก
ครอบครวั แตส่ ่วนมากแล้วการได้รับการศึกษาจากโรงเรียน โดยเฉพาะโรงเรียนประเภทอาชีพ ปัญหา
ทางด้านอาชพี และความต้องการผู้ประกอบอาชีพในด้านต่าง ๆ เพ่ิมขน้ึ การเตรียมบุคคลเพ่ือประกอบ
อาชีพต่าง ๆ จะเพมิ่ ความจาเป็นและต้องการทั้งด้านปริมาณและคุณภาพ การเลือกอาชีพที่เหมาะสม
ของแต่ละบุคคล จึงเป็นประโยชน์แก่ตนเองเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของ
ประเทศโดยสว่ นรวมด้วย

การอาชีวศึกษาของชาติจะบรรลุเป้าหมายได้ตามวัตถุประสงค์ ย่อมขึ้นอยู่กับแนวนโยบาย
และการวางแผนการศึกษาท่ถี ูกต้องและมีทศิ ทางที่แน่นอน นอกจากนีส้ งิ่ สาคัญย่อมขึ้นกับสถาบันหรือ
หน่วยงานผู้รับผิดชอบในด้านต่าง ๆ ที่จะต้องดาเนินการให้สอดคล้องประสานสัมพันธ์กัน และให้
เป็นไปอยา่ งมีประสทิ ธิภาพ

3.1 ความหมายและความสาคญั ของการจดั การและการบริหารอาชวี ศึกษา
การจัดการ (Management) และการบริหาร (Administration) เป็นคาท่ีมักจะใช้ควบคู่
ไปด้วยกัน และหมายความรวมกันว่าเป็นการทางานของคณะบุคคลต้ังแต่ 2 คนข้ึนไปที่จะร่วมกัน
ปฏบิ ตั ิงานใหบ้ รรลเุ ป้าหมาย โดยใช้กระบวนการวางแผน การอานวยการ การประสานงานติดต่อ การ

15

ประเมินผลงานปฏิบัติงาน เป็นต้น ด้วยเหตุน้ีหน้าท่ีของการจัดการและการบริหารงาน คือ การ
วางแผน การจัดตั้งนโยบายของทีมงาน การวางวัตถุประสงค์และโครงการในอนาคต หน้าท่ีถัดไป คือ
การจัดมอบหมายความรับผิดชอบเฉพาะอย่างให้กับหน่วยงานย่อย เช่น แผนงานต่าง ๆ แต่ละระดับ
เพ่ือความร่วมมือและใช้ประโยชน์จากมนุษย์และทรัพยากรอ่ืน ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการ
ประเมินผลการปฏิบัตงิ านว่าเปน็ ไปตามวตั ถุประสงคแ์ ละทมี่ อบหมายไวห้ รอื ไม่

หากจะแยกความหมายของการจัดการและการบริหารออกจากกันนั้น การจัดการเน้นการมุ่ง
ทจ่ี ะทางานให้สาเร็จและเน้นท่ีกระบวนการ (process) ส่วนการบริหารน้ันก็มุ่งการทางานให้สาเร็จ
เชน่ เดยี วกันแต่เน้นที่การปฏิบัติให้เป็นไปตามนโยบายและวัตถุประสงค์ ดังน้ัน ถ้าหากจะใช้ควบคู่กัน
ไป ก็จะทาให้ไดค้ วามหมายท่สี มบูรณข์ น้ึ

การจัดการและการบริหารอาชีวศึกษาจึงเป็นการพยายามท่ีจะจัดดาเนินการเก่ียวกับการ
อาชีวศึกษา ได้แก่ โรงเรียน หลักสูตร ครู นักเรียน วัสดุอุปกรณ์ อาคารและโรงฝึกงาน เป็นต้น ให้
เป็นไปอยา่ งมีประสิทธภิ าพและให้ผลผลิต คอื ผู้เรียนท่ีมีคุณภาพการอาชีวศึกษาเป็นการให้การศึกษา
แก่บุคคลเพื่อประกอบอาชีพถือว่าเป็นกิจกรรมที่ต้องมีการจัดการและบริหารเพ่ือจะได้ เป็นไปตาม
เป้าหมายท่ีวางไว้ โดยทั่วไปแล้วการจัดการและการบริหารจะมีลักษณะท่ีคล้ายคลึงกันในการ
บริหารงานทุกประเภท กลา่ วคอื ต้องมีขอบข่ายของการผลิตกระบวนการ และการใช้ทรัพยากร แม้ว่า
การจัดการและการบริหารจะมีลักษณะที่คล้ายกันอยู่ก็ตามแต่ก็มีความแตกต่างกันระหว่าง
กระบวนการการบริหารที่สัมพันธ์กับหน่วยงาน ในท่ีน้ีคือ หน่วยงานด้านอาชีวศึกษา ได้แก่ โรงเรียน
วทิ ยาลยั สถาบันการศึกษาอ่ืน ๆ ซึ่งความแตกต่างคือ เป้าหมายวัตถุประสงค์ วิธีการ เทคนิค รวมท้ัง
การประเมินผลงานท่ีแตกต่างกัน กล่าวคือ การจัดการและการบริหารงานอาชีวศึกษาสามารถนา
หลักการของการศึกษามาใช้ แต่การตั้งเป้าหมายวัตถุประสงค์ วิธีการ การประเมินผลต่าง ๆ จะ
แตกต่างกันโดยที่การจัดการและการบริหารการศึกษานั้นเน้นการศึกษาท่ัวไป แต่การจัดการและการ
บริหารอาชีวศึกษา เนน้ ทางด้านอาชีวศึกษา

การจดั การและการบริหารเป็นศาสตร์อย่างหน่ึงท่ีจาเป็น สาหรับการอยู่รวมกันของมนุษย์ใน
สงั คม เปน็ ศาสตร์ท่ีเก่ยี วข้องกับธรรมชาติของมนุษย์แต่ละคนในเรื่องของการคิดการแสดงออกซ่ึงได้มี
การกาหนดขึ้นไวใ้ นลักษณะท่ีแตกต่างกันออกไปตามยุคตามสมัย ในขณะเดียวกันการจัดการและการ
บริหารก็เป็นศิลปะอย่างหนึ่งซ่ึงจะช่วยนาข้อกาหนดต่าง ๆ ไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การจัดการ
และการบริหารจะถูกนาไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพได้ ผู้ใช้จะต้องมีความเข้าใจในข้อกาหนดนั้นอย่าง
แทจ้ ริง การจัดการและการบรหิ ารจึงตอ้ งใช้ทงั้ ศาสตร์และศิลป์

นกั ศกึ ษาชาวตะวนั ตกได้สรปุ ผลการศึกษาว่าโรงเรียนดีมคี ุณภาพนัน้ ควรมลี ักษณะดงั นี้

16

1) เน้นนกั เรยี นเปน็ ศูนยก์ ลาง (Student Centered) บริการนักเรียนและสร้างระบบ
สนับสนุนอย่างเป็นเครือข่าย เพื่อช่วยเหลือนักเรียนจัดให้นักเรียนได้เข้าร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ ของ
โรงเรียน สร้างบรรยากาศแห่งความรว่ มมอื และความเชอื่ ถอื ไวว้ างใจซึ่งกนั และกนั

2) เสนอโปรแกรมเรียนที่หลากหลายโรงเรียนจะเน้นพัฒนานักเรียนให้เป็นคนรอบรู้จัด
โปรแกรมเสริมที่น่าสนใจ มีการติดตามผลความก้าวหน้าของนักเรียนและแจ้งให้นักเรียนได้รับทราบ
เพอ่ื การปรบั ปรุงพัฒนาตนเอง

3) จัดการเรียนการสอนที่ส่งเสริมการเรียนรู้ของนักเรียนจัดโครงสร้างการบริหารท่ีมุ่ง
สนับสนุนการเรียนการสอน ปรับปรุงการเรียนการสอนให้ตอบสนองความต้องการของนักเรียนใช้
ยทุ ธศาสตร์ในการสอนทหี่ ลากหลายวิธี

4) สรา้ งบรรยากาศทด่ี ีแก่นกั เรียน มบี รรยากาศที่เนน้ การทางานและมคี วาม
เชื่อมั่นและคาดหวังในความสาเร็จในการเรียนของนักเรียน และพยายามสร้างสภาพแวดล้อมที่
สง่ เสริมการเรยี นรู้

5) สง่ เสริมปฏิสมั พนั ธ์อนั ระหวา่ งบุคลากร สรา้ งสภาพแวดลอ้ มท่สี ง่ เสริมการทางานทีม่ ี
มาตรฐานสูงในหมูค่ รู-อาจารย์ บุคลากรครไู ดรับเกยี รติใหม้ สี ่วนร่วมในการตดั สินใจในสิ่งท่ีมีผลกระทบ
ต่องานของครู มีเสรภี าพในการทางานให้บรรลผุ ลสาเรจ็ มสี ่วนร่วมในการสร้างสรรค์ความสมัครสมาน
สามัคคใี นหมู่ครู-อาจารย์

6) เนน้ การพฒั นาบุคลากร จัดให้มีการฝึกอบรมสัมมนาตามความจาเป็นและความ
ต้องการของครู เนน้ กจิ กรรมให้ครูได้แลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และเทคนิคต่าง ๆ ในการสอน
สร้างบรรยากาศ การพฒั นาบุคลากร จดั โอกาสต่าง ๆ ให้บุคลากรไดพ้ ัฒนาตนเองอยา่ งเพยี งพอ

7) บุคลากรได้มีโอกาสเป็นผู้นาตามโอกาสอันควร การบริหารโรงเรียนมิได้ขึ้นอยู่กับ
ผู้บริหารโรงเรียนทั้งหมด ผู้บริหารโรงเรียนเปิดโอกาสให้บุคลากรได้มีโอกาสในการร่วมบริหาร
โรงเรยี นในรูปแบบต่าง ๆ

8) ส่งเสริมสนับสนุนการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ โรงเรียนส่งเสริมการแก้ปัญหาท่ี
นามาซ่ึงความสาเร็จที่บุคลากรทุกคนเป็นผู้ชนะ ทุกคนได้รับผลประโยชน์เพ่ือให้บุคลากรทุกคนได้
ทางาน

9) เปิดโอกาสให้ผู้ปกครองและชุมชนเข้ามีส่วนร่วมในโรงเรียน เชิญเข้ามามีบทบาทใน
การจดั การศกึ ษา เปน็ กรรมการในการตัดสินใจในการดาเนินงานของโรงเรียนเปิดโอกาสให้ผู้ปกครอง
และชุมชน ได้มบี ทบาทในการรว่ มใหก้ ารศกึ ษาแก่นักเรยี นในทกุ รูปแบบ

พอสรุปได้คุณลักษณะทั้ง 9 ประการ ว่าด้วยคุณภาพโรงเรียนในทุกรูปแบบโรงเรียนได้
ตระหนักถึงบทบาทหน้าที่ในการบริหารโรงเรียนว่า ควรเน้นส่ิงใด อย่างไร แน่นอน “นักเรียน” น้ัน
ตอ้ งเป็นหวั ใจสาคัญทส่ี ดุ ที่ผู้บรหิ ารโรงเรียนต้องจดั อย่ใู นอนั ดับแรกในการพัฒนาและจดั การโรงเรียน

17

3.2 หนา้ ทขี่ องสถานศกึ ษา
สถานศึกษามีหน้าที่จัดการศึกษา ฝึกอบรม และส่งเสริมการประกอบอาชีพของประชาชน
ให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล และสอดคล้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ เพื่อ
บรรลวุ ตั ถปุ ระสงค์ดงั กล่าว ใหส้ ถานศึกษาดาเนินการดงั ตอ่ ไปน้ี

1) จัดการศึกษาตามหลักสูตรและแผนการศึกษาของชาติ ให้สอดคล้องกับความ
ต้องการของท้องถ่ินในด้านเกษตรกรรม คหกรรม พาณิชยกรรม ศิลปหัตถกรรมและอุตสาหกรรม
ระดบั ต่าง ๆ

2) จัดการศึกษา ฝกึ อบรม หลักสตู รระยะส้ัน และหลักสูตรพเิ ศษ
3) วิเคราะห์และส่งเสรมิ การพฒั นาวชิ าชีพตา่ ง ๆ
4) ฝกึ อบรมนกั เรียนนกั ศึกษา ใหม้ คี ณุ ธรรมและจรยิ ธรรมในวิชาชีพ
5) ใหบ้ รกิ ารแก่ชมุ ชน และหน่วยงานอื่น ๆ
6) รบั การคา้ ท่ีเหมาะสมกบั การเรียนการสอน
7) ประสานงานกับสถานประกอบการ เพื่อส่งเสริมการประกอบอาชีพของนักเรียน
นกั ศึกษา หรอื ผูเ้ ขา้ รับการฝึกอบรม
3.3 การบรหิ ารงานระดบั สถานศกึ ษา
ตามระเบียบสานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาว่าด้วยการบริหารสถานศึกษา พ.ศ.
2552 ได้กาหนดขอบข่ายการบริหารสถานศึกษาตามภารกิจงานท้ัง 4 ด้านคือ การบริหารทรัพยากร
งานฝา่ ยและความร่วมมือ งานฝา่ ยพัฒนากิจการนักเรยี นนักศึกษา และงานฝา่ ยวิชาการ

4. หลักการและแนวคดิ การบริหารจัดการเทคโนโลยสี ารสนเทศและการส่ือสาร
ผู้วิจัยได้ศึกษาหลักการและแนวคิดการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร โดยมี

ความหมาย หลกั การและแนวคิด รวมถงึ ตวั แปรทีส่ าคญั 4 ดา้ น และงานวิจัยท่เี กี่ยวขอ้ งดงั นี้
4.1 ความหมายของเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่อื สาร
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (2538) ทรงอรรถาธิบายคาว่า

เทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology) หรือท่ีเรียกกันย่อๆ ว่า ไอที (IT) น้ัน เน้นถึงการ
จัดกระบวนการดาเนินงานสารสนเทศหรือสารนิเทศในข้ันตอนต่าง ๆ ตั้งแต่การเสาะแสวงหาการ
วิเคราะห์ การจัดเก็บ การจัดการ และการเผยแพร่เพื่อเพ่ิมประสิทธิภาพ ความถูกต้อง ความแม่นยา
และความรวดเร็วทันต่อการนาไปใช้ประโยชน์ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์
แห่งชาติ (2545) ได้ให้คาจากัดความถึงเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสาร ว่าเป็นเทคโนโลยีท่ี
เกย่ี วข้องกับขา่ วสารขอ้ มูลและการสอ่ื สารนับต้ังแต่การสร้าง การนามาวิเคราะห์หรือประมวลผล การ
รับส่งข้อมูล การจัดเก็บและการนาไปใช้งานใหม่ เทคโนโลยีเหล่านี้มักจะหมายถึงคอมพิวเตอร์ ซ่ึง

18

ประกอบไปด้วยส่วนฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และส่วนข้อมูล และระบบส่ือสารต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น
โทรศัพท์ ระบบสือ่ สาร ดาวเทียมหรอื เครอ่ื งมือสอ่ื สารใด ๆ ทัง้ มสี ายและไร้สาย

กิดานันท์ มลิทอง (2548) กล่าวว่า เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเป็นส่วนผสม
ผสานระหว่างเทคโนโลยี 2 ประเภท คือ

1. เทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology: IT) คือ การทางานร่วมกัน
ระหว่างฮาร์ดแวร์ (Hardware) และซอฟต์แวร์ (Software) ในการประมวลผล จัดเก็บ เข้าถึง ค้นคืน
นาเสนอ และเผยแพรส่ ารสนเทศดว้ ยอปุ กรณ์อิเลก็ ทรอนิกส์ สาหรับคอมพิวเตอร์ท่ีมีสมรรถนะสูงมาก
สามารถทางานนอกเหนือจากการประมวลผล และจัดเก็บข้อมูลธรรมดามาเป็นส่ือในการสร้างภาพ 3
มิติ การตดั ต่อภาพยนตร์ การผสมเสยี ง และเปน็ ตัวกลางในการนาเสนอสารสนเทศรปู ลักษณ์ต่างๆ

2. เทคโนโลยีการสื่อสาร (Communication Technology: CT) คือ อุปกรณ์และ
วธิ กี ารในการสือ่ สารโทรคมนาคมเพ่ือการเขา้ ถึง คน้ หา และรบั ส่งสารสนเทศดว้ ยความรวดเร็ว
ชฎาภรณ์ สงวนแก้ว (2549) ได้ให้ความหมายของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร คือ การ
ผสมผสานเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ากบั ระบบส่ือสารโทรคมนาคมท่ีครอบคลุมระบบสื่อสารต่าง ๆ เข้า
กับระบบคอมพิวเตอร์ซอฟต์แวร์ ฐานข้อมูลข้อมูลและบริหารสารสนเทศตลอดจนระบบเครือข่าย
โทรคมนาคมจานวนมากท่ีเชอ่ื มโยงติดต่อกันและใช้ร่วมกนั

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี (2550) ได้กล่าวถึง เทคโนโลยีสารสนเทศ หรือเทคโนโลยี
สารสนเทศและการสื่อสาร หมายถึง เทคโนโลยีสาหรับการประมวลผลสารสนเทศ ซ่ึงครอบคลุมถึง
การรับ ส่ง แปลง จัดเก็บ ประมวลผล และสืบค้นสารสนเทศสรุป เทคโนโลยีสารสนเทศและการ
ส่ือสาร หมายถึง กระบวนการดาเนินงานด้านสารสนเทศและระบบสื่อสาร ซึ่งครอบคลุมถึงการ
บรหิ ารจดั การฐานขอ้ มูลในทุกระดับให้เกิดการรับการส่ง การแปลง การจัดเก็บ การประมวลผล และ
การสืบค้นได้อย่างถูกต้อง แม่นยา รวดเร็ว ทันต่อการนาไปใช้ประโยชน์อย่างแท้จริงจนสามารถเป็น
เครือข่ายการสอ่ื สารทัง้ ในระดับบคุ คล และระดับกลุม่

4.2 หลักการและแนวคดิ ในการบริหารจดั การเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่อื สาร
เทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งเกิดจากความเจริญก้าวหน้าของสองเทคโนโลยี ท่ีได้แก่

คอมพิวเตอร์ และการสื่อสาร โทรคมนาคม มีองค์ประกอบหลัก ๆ อยู่ 3 ส่วนด้วยกัน คือ
กระบวนการ (Process) การประยุกต์ใช้ (Application) และ อุปกรณ์ (Equipment) ซึ่ง
กระบวนการ หมายถึง ความต้องการสารสนเทศ การเลือกรวบรวม วิเคราะห์ ประเมินและ นามาใช้
ตลอดจนการออกแบบจัดการโครงสร้างและระบบสารสนเทศ จนถึงการติดต้ังใช้งาน การประยุกต์ใช้
หมายถึง เคร่ืองมือประเภทซอฟต์แวร์โปรแกรม หรือระบบ 3 กลุ่มด้วยกันโดย กลุ่มท่ีหนึ่งคือ กลุ่มท่ี
ไดร้ ับการออกแบบเพื่อใช้ในหลักสูตรการเรียนการสอน (Curriculum Software) กลุ่มท่ีสองคือ กลุ่ม
ท่ีไม่มีเน้ือหาและเป็นเครื่องมือ (Content Free Software) เช่นโปรแกรมพิมพ์งาน ระบบช่วยสร้าง

19

มัลติมีเดีย และกลุ่มท่ีสามคือ กลุ่มท่ีเป็นระบบสารสนเทศ (Information System) เช่น ซีดีรอม
ความรู้ แบบเอ็นไซโคลปิเดีย ฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ และ เวิลไวด์เว็บ เป็นต้น ส่วนอุปกรณ์
หมายถึง อุปกรณ์หลักและเสริม ทง้ั ทางเทคโนโลยคี อมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศ เช่น โมเด็ม
พรินเตอร์สแกนเนอร์ และอื่น ๆ เป็นต้น (มธุรส จงชัยกิจ, 2551) สาหรับบริบทของผู้บริหาร
สถานศกึ ษา มกั จะบรหิ ารงานในส่วนของกระบวนการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นส่วนใหญ่ ด้าน
เทคโนโลยีสารสนเทศ (Technology and information) จากการท่ีมีพระราชบัญญัติการศึกษา
แห่งชาติ พ.ศ. 2542 หมวด 9 ว่าด้วยเรื่อง เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ในมาตรา 63-69 ได้กล่าวไว้
เกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษาว่า ได้กาหนดบทบาทหน้าท่ีของรัฐเก่ียวกับการจัดการด้าน
เทคโนโลยเี พื่อการศึกษา โดยกาหนดขอบเขตครอบคลุมไปถงึ การจดั การโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนา
บุคลากร การวิจัย การจัดต้ังกองทุนและหน่วยงานกลางเพื่อวางนโยบายและบริหารงานเก่ียวกับ
เทคโนโลยีการศกึ ษา (ณนั ศภรณ์ นลิ อรณุ , 2550) และแผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสังคมแห่งชาติ ฉบับที่
10 (พ.ศ. 2550–2554) ในบทสรุปของผู้บริหารได้กล่าวถึง การเปล่ียนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างก้าว
กระโดด ความก้าวหนา้ อย่างรวดเร็วของเทคโนโลยสี ารสนเทศ เทคโนโลยีชีวภาพ เทคโนโลยีวัสดุ และ
นาโนเทคโนโลยี สร้างความเปลี่ยนแปลงท้ังด้านเศรษฐกิจและสังคมทั้งในด้านโอกาสและภัยคุกคาม
จึงจาเป็นต้องเตรียมพร้อมให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีดังกล่าวในอนาคต โดยจะต้องมี
การบริหารจัดการองค์ความรู้อย่างเป็นระบบ ทั้งการพัฒนาหรือสร้างองค์ความรู้ รวมถึงการ
ประยุกตใ์ ชเ้ ทคโนโลยีทีเ่ หมาะสมมาผสมผสานร่วมกบั จุดแขง็ ในสงั คมไทย

5. การบรหิ ารจดั การเทคโนโลยสี ารสนเทศและการสื่อสารในสถานศึกษา
5.1 กลยุทธ์การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศในภาคการศึกษา
ในดา้ นการศึกษา มกี ารนาระบบสารสนเทศ คอมพวิ เตอร์และเครือขา่ ยอนิ เทอร์เน็ต มาเริ่มใช้

ประโยชน์สาหรับเด็กและเยาวชนให้เรียนรู้และเกิดความคุ้นเคยกับเทคโนโลยีน้ี (ศรีศักด์ิ จามรมาน,
2524) และตอ่ มา ในชว่ งหลังของแผนพัฒนาการศึกษาแหง่ ชาติ ระยะที่ 6 (พ.ศ. 2530-2535) เป็นต้น
มา กระทรวงศึกษาธกิ าร ไดจ้ ดั สรรงบประมาณส่วนหนึง่ ไปใช้ในการพัฒนาบุคลากรด้านคอมพิวเตอร์
และระบบสารสนเทศ จัดซื้อจัดหาระบบคอมพิวเตอร์ ติดตั้งที่ศูนย์สารสนเทศ สานักงาน
ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และมีการเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างสถานศึกษาส่วนภูมิภาคไปยัง
สานักงานการศึกษาของจังหวัด และส่วนราชการในส่วนกลางในกรุงเทพมหานคร ในขณะเดียวกัน
สถานศึกษาของเอกชนก็ได้มีการพัฒนาบุคลากร จัดซ้ือจัดหาระบบคอมพิวเตอร์ จัดทาระบบ
สารสนเทศ และมีการเชอื่ มโยงเครือขา่ ยเพ่ือใช้ในกจิ การของสถานศึกษาเช่นเดยี วกัน

การบริหารการศึกษา (Educational Administration) ในพจนานุกรมศัพท์ศึกษาศาสตร์ ให้
ความหมายไว้ว่า “การปฏิบัติตามหน้าท่ีและตามกระบวนการของการจัดการศึกษาของบุคคลหรือ

20

คณะบุคคลโดยปฏิบัติงานร่วมกับบุคคลหรือโดยผ่านบุคคลอื่น และอาศัยทรัพยากรบริหารอย่างอ่ืน
ประกอบ เพ่อื ให้เป็นไปตามนโยบายและบรรลเุ ป้าหมายที่กาหนด” (ราชบัณฑิตยสถาน, 2556) เรื่องน้ี
พระเมธธี รรมาภรณ์ (ประยูร ธมมจติ โต, 2553) กล่าวว่า “การบริหาร หมายถึง ศิลปะแห่งการทางาน
ให้สาเร็จโดยอาศัยคนอ่ืน นักบริหารมีหน้าที่วางแผน จัดองค์การ อานวยการ และควบคุมบุคลากร
และทรัพยากรอ่ืน ๆ ให้ดาเนินงานไปในทิศทางเดียวกันเพ่ือบรรลุเป้าหมายที่วางไว้” ซ่ึงมีใจความ
สอดคลอ้ งไปในแนวเดียวกัน

ผู้บริหารการศึกษาน้ันมีหลายระดับและหลายประเภท (ธีระ รุณเจริญ, 2553) หากจะกล่าว
กวา้ ง ๆ จะมีผูบ้ ริหารระดับนโยบาย ในกระทรวง กรม สานกั กอง รวมทง้ั สานกั งานในส่วนภูมิภาค ที่
มีภาระหน้าท่ีเกี่ยวข้องกับการกาหนดนโยบาย วางแผน จัดสรรงบประมาณ สนับสนุน ส่งเสริม
ตดิ ตามงาน ดา้ นการศึกษา โดยมบี คุ ลากรเชน่ เจา้ หนา้ ท่ีวิเคราะห์นโยบายและแผน นักวิชาการศึกษา
บุคลากรด้านการเงิน ด้านกฏหมาย ฯลฯ (ที่มิใช่ครู อาจารย์ ผู้สอน) ร่วมทางานตามหน้าท่ี ส่วน
ผู้บริหารอกี ประเภทหน่งึ ทางานในสถานศึกษา ร่วมกับครู อาจารยผ์ สู้ อน บคุ ลากรสนบั สนุนการสอน
นักเรียนหรือผู้เรียน และผู้ปกครอง โดยตรง ในการที่จะให้การศึกษาเป็นเคร่ืองมือพัฒนาผู้เรียนทุก
ด้าน ท้ังด้านจิตใจ สติปัญญา ร่างกาย อารมณ์และสังคม (เสริมศักดิ์ วิศาลาภรณ์, 2550) เพ่ือเป็น
ทรพั ยากรบคุ คล ทม่ี คี ุณภาพและมคี ุณคา่ ของประเทศ

นโยบายเทคโนโลยสี ารสนเทศระดับชาตขิ องประเทศไทย และประเทศต่าง ๆ รวมท้ังเอกสาร
ท่เี ก่ียวขอ้ งพบวา่ ส่วนใหญน่ โยบายเทคโนโลยีสารสนเทศสาหรับภาคการศึกษาจะมุ่งเน้นกลยุทธ์หลัก
แนวเดียวกัน (ปราวีณยา สุวรรณณัฐโชติ, 2546) ได้แก่

1. โครงสร้างพ้ืนฐานสารสนเทศ (Information Infrastructure) เพื่อการเชื่อมโยงเครือข่าย
และการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศ อันรวมถึงการเพ่ิมปริมาณฮาร์ดแวร์ และการสร้างระบบ
เครือข่ายโทรคมนาคมท่ีสนับสนนุ การใช้อนิ เทอร์เน็ตความเรว็ สูง ในโรงเรยี น ชุมชน และบ้าน

2. การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (Human Resource Development) เน้นท่ีเยาวชนเพื่อ
เตรียมความพร้อมของพวกเขาให้มีความรู้ความสามารถเก่ียวกับเทคโนโลยีสารสนเทศ ท้ังนี้ครูผู้สอน
เป็นอีกลุ่มเป้าหมายหนึ่ง เน่ืองจากครูเป็นหัวใจสาคัญของการปฏิรูปการศึกษา และเป็นส่วนสาคัญ
ของกระบวนการเรียนการสอนซึ่งจะพัฒนาเยาวชนต่อไป การฝึกอบรมครูจึงเป็นส่ิงที่สาคัญ ทั้งครู
ประจาการนกั ศึกษาฝกึ หดั ครู และบคุ ลากรที่ทางานฝ่ายสนบั สนนุ ด้านเทคโนโลยใี นโรงเรยี น

3. การพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอน (Curriculum Development) ที่มีการบูรณาการ
ใช้เทคโนโลยีในการเรียนการสอน รวมท้ังการพัฒนาเนื้อหาความรู้ในรูปของดิจิตอลให้มีมากขึ้นเพ่ือ
เปน็ แหล่งการเรยี นรู้

4. การบริหารการเงินและแหล่งทรัพยากรต่าง ๆ (Financing and Resource
Development) ด้านการเงินเป็นสิ่งท่ีต้องแยกออกมาจากงานวางแผน เนื่องจากในระดับนโยบาย

21

ส่วนใหญ่จะระบุว่างบประมาณในการสนับสนุนด้านเทคโนโลยีมาจากงบประมาณส่วนใด
คณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (2543) ได้กาหนดนโยบายด้านเทคโนโลยีสารสนเทศระดับ
กระทรวง โดยมีวิสัยทัศน์ว่า กระทรวงศึกษาธิการจะใช้เทคโนโลยีสารสนเทศสร้างความเป็นเลิศใน
ด้านการบริหาร การเรียนการสอนและการบริการประชาชน โดยการพัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศ
ระบบสือ่ ประสม ติดตั้งระบบคอมพิวเตอร์ ระบบเครือข่ายท่ีมีสมรรถนะสูง จัดเก็บประมวลผล ข้อมูล
สารสนเทศ พัฒนาบุคลากร และปรับปรุงโครงสร้างองค์กร เพ่ือให้เป็นประโยชน์ในการพัฒนา
การศึกษา ศาสนา ศิลปวัฒนธรรม การกีฬา และการให้บริการประชาชนแบบเบ็ดเสร็จรวดเร็ว
ถกู ตอ้ ง ทนั สมัย ไดป้ ระโยชนก์ อปรด้วยจริยธรรมอย่างแท้จรงิ

ในสังคมแห่งภูมิปัญญาและการเรียนรู้ การผลิต ต่อยอด ถ่ายทอด บูรณาการและใช้ความรู้
เป็นหัวใจสาคัญของการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน และการสร้างสังคมท่ี เข้มแข็งและมี
คุณภาพ คนเป็นทรัพยากรที่มีค่าสูงสุด การเรียนรู้และการศึกษาเป็นกลไกสาคัญของการพัฒนาคน
การพฒั นาเทคโนโลยสี ารสนเทศมีส่วนสาคัญในการสนับสนุนการปฏิรูปการศึกษาและการเรียนรู้ตาม
แนวของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 สนับสนุนการเรียนรู้ที่มีผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง
การเรียนรู้ตลอดชีวิต การศึกษาเพื่อมวลชนและสนับสนุนการปลดปล่อยศักยภาพของเด็กไทย
โดยเฉพาะในพื้นทีช่ นบทและถิ่นทุรกันดารให้มีการรับรู้และการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ (สานักงานส่งเสริม
การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย, 2551) การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศในภาค
การศึกษา (E-education) มีความหมายครอบคลุมการพัฒนาและประยุกต์สารสนเทศ
(information) และความรู้ (knowledge) ท่ีสนับสนุนการเรียนรู้ท่ีมีผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง พัฒนา
ทรพั ยากรมนษุ ยท์ ม่ี คี ณุ ภาพ มีคณุ ธรรม เพือ่ ลดความเหลอื่ มลา้ ของการเขา้ ถงึ และรับบริการการศึกษา
การเรียนรู้และรองรับการพัฒนาสู่สังคมแห่งภูมิปัญญาและการเรียนรู้ โดยคานึงถึงการบริหารจัดการ
ท่ีมีประสิทธิภาพ ลดความซ้าซ้อนของการลงทุน การผลิตเนื้อหาทางการศึกษาท่ีมีคุณภาพ การใช้
เทคโนโลยีเพ่ือการศึกษาที่มี ความหลากหลายและพิจารณาสัมฤทธิผลการเรียนรู้ของผู้เรียนเป็น
สาคัญ โดยมีวิสัยทัศน์คือ ประชาชนคนไทยทุกคนสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี
สารสนเทศเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต การพัฒนาอาชีพ คุณภาพชีวิตและส่ิงแวดล้อม โดยได้รับบริการ
ที่ทว่ั ถึง เทา่ เทียม มคี ณุ ภาพ และมีประสิทธภิ าพ นาไปสูก่ ารสรา้ งสังคมแหง่ ภูมิปัญญาและการเรยี นรู้

สาหรับนโยบายการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศในภาคการศึกษา ได้แก่ สร้างมูลค่าเพ่ิม
จากทรัพยากรเทคโนโลยีเพ่ือการศึกษาที่ได้ลงทุนไปแล้วให้มีการใช้งานที่เกิดประสิทธิภาพและ
ประสิทธผิ ลสูงสุด โดยการสร้างระบบการบริหารจัดการท่ีมีประสิทธิภาพ และการพัฒนาบุคลากรท่ีมี
คุณภาพ เร่งสร้างโอกาสในการเข้าถึงสารสนเทศและความรู้ และสร้างความเท่าเทียมในการใช้
ประโยชน์จากโครงสรา้ งพน้ื ฐานสารสนเทศ และสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการพัฒนา
อย่างก้าวกระโดด และในส่วนของเป้าหมายน้ัน ได้แก่ ในปี พ.ศ. 2553 โรงเรียนทุกโรงสามารถ

22

เชื่อมต่อเครือข่ายเทคโนโลยีสารสนเทศและใช้ประโยชน์เพื่อการศึกษาได้อย่างทั่วถึงเท่าเทียม มี
คุณภาพและมีประสิทธิภาพ ในปี พ.ศ. 2549 ไม่ต่ากว่าร้อยละ 10 ของการเรียนการสอนในทุก
ระดบั ชั้น มกี ารใชค้ อมพิวเตอร์หรือเทคโนโลยีสารสนเทศเพ่ือประกอบการเรียนการสอน และเพ่ิมเป็น
ร้อยละ 30 ในปี พ.ศ. 2553 มีการผลิตกาลังคนขั้นสูงเพ่ิมขึ้นเพียงพอต่อความต้องการของ
ภาคอุตสาหกรรม ผลิตนักวิทยาศาสตร์ วิศวกร และนักวิจัยเต็มเวลาในสาขาท่ีจาเป็นต่อการพัฒนา
คอมพิวเตอร์ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีโทรคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศท่ีพอเพียงต่อ
ความต้องการของประเทศ รวมไปถึงการพัฒนาเทคโนโลยีต้นน้า การพัฒนานวัตกรรม เพื่อ
อุตสาหกรรม และการผลิตบัณฑิตในสาขาที่เกี่ยวข้อง มีการสร้างนวัตกรรมการศึกษาท่ีเอื้อให้เกิด
การบูรณาการศึกษาท่ีมีคุณภาพสอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม มีการพัฒนา
หลักสูตรด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศท่ีเอ้ือต่อการพัฒนาประยุกต์และ
ถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ภาคอุตสาหกรรม และในปี พ.ศ. 2553 ร้อยละ 50 ของกาลังแรงงานของไทย
ต้องได้รับการฝึกอบรมเพ่ือเพ่ิมพูนความรู้และทักษะการทางานที่จาเป็นโดยผ่านระบบเครือข่าย
สารสนเทศสาหรับยุทธศาสตร์การพัฒนาน้ัน สามารถแบ่งออกเป็นหลายยุทธศาสตร์ (สานักงาน
ส่งเสรมิ การศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย, 2551) ดงั น้ี

ยุทธศาสตร์ท่ี 1 การบริหารนโยบายและการบริหารจัดการท่ีมีประสิทธิภาพ (policy and
management) สร้างระบบการบริหารจัดการและการใช้ทรัพยากรทางการศึกษาร่วมกัน ลดความ
ซ้าซ้อนของการลงทุน โดยมุ่งสัมฤทธิผลการเรียนรู้ของผู้เรียนเป็นสาคัญ การบริหารนโยบายที่มี
เอกภาพแต่มีความหลากหลายในทางปฏิบัติ สร้างความเข้มแข็งเชิงองค์กร และการบริหารสถาบัน
โดยเฉพาะอยา่ งยิ่งผลจากการเปล่ยี นแปลงเชิงสถาบัน และความสัมพนั ธ์ขององค์กรท่ีเก่ียวข้องกับการ
พัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศเพอื่ การศึกษา ประกอบดว้ ยคณะกรรมการเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งชาติ
กระทรวงการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม และ องค์กรจัดสรรคล่ืนความถี่เพื่อกิจการกระจายเสียง
วทิ ยโุ ทรทศั น์ และกจิ การโทรคมนาคม

ยุทธศาสตร์ที่ 2 การพัฒนาโครงสร้างพ้ืนฐานสารสนเทศเพ่ือการศึกษา โดยเร่งพัฒนาและ
ให้บริการโครงสร้างพ้ืนฐานสารสนเทศให้ทั่วถึงและเท่าเทียม เร่งการปฏิรูป กิจการโทรคมนาคมให้มี
การแข่งขันที่เสรี เป็นธรรมและคานึงถึงประโยชน์สาธารณะและดาเนินการตามพระราชบัญญัติการ
พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศให้ทั่วถึงและเท่าเทียมกัน จัดทาแผนแม่บทการพัฒนาและใช้
ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศ สร้างมาตรฐานของระบบท่ีให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลไดอ้ ยา่ งถูกต้องมีประสิทธิภาพ รวมถึงมีมาตรการในการสร้างมูลค่าเพ่ิมจาก
ทรัพยากรการศึกษา (โครงสร้างพื้นฐาน ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์) ท่ีได้ลงทุนไปแล้วแต่ยังไม่ได้ใช้
ประโยชน์หรือใช้ประโยชน์ไม่เต็มประสิทธิภาพให้มีการใช้งานเพ่ิมข้ึน รวมท้ังมีนโยบายสนับสนุนให้

23

ภาคอุตสาหกรรมไทยมีส่วนร่วมในการลงทุนเทคโนโลยีสารสนเทศเพ่ือการศึกษาและลดการนาเข้า
จากตา่ งประเทศ

ยุทธศาสตร์ที่ 3 การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากรทางการศึกษาให้
มีความรู้และทักษะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ สามารถประยุกต์เทคโนโลยีเพ่ือการเรียนรู้ที่มี
ประสิทธิภาพ รวมถึงมีการปรับกระบวนทัศน์ทางการศึกษาท่ีเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้
สาหรับเป้าหมายการพัฒนาผู้เรียน ดาเนินการให้เกิดความรู้และทักษะทางด้านเทคโนโลยี
(Technology literacy) ด้านสารสนเทศ (Information literacy) คิดเป็นมีเหตุผล (logic) มีความ
ภูมิใจในอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของตนและยอมรับความหลากหลายทางวัฒนธรรมนอกจากนั้นต้อง
สนับสนุนให้มีการผลิตบุคลากรข้ันสูงและช่างเทคนิคด้านเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อรองรับความ
ต้องการของตลาด สนับสนุนการฝึกอบรมและพัฒนาบุคคลในวัยทางานให้เป็นแรงงานท่ีมีความรู้
(knowledge workers)

ยุทธศาสตร์ที่ 4 การพัฒนาสาระทางการศึกษาและการสร้างความรู้สนับสนุนให้ผู้ท่ีเป็น
เจ้าของเน้อื หา ความรู้ และผู้ทม่ี ศี ักยภาพในการผลิตขอ้ มูล ความรู้ เร่งสร้างและเผยแพร่ความรู้ออกสู่
สาธารณะในวงกว้างอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยและพัฒนา เร่งจัดหาและ
พัฒนาทรัพยากรการเรียนรู้ สื่อการเรียนรู้และห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์ ส่งเสริมให้เกิดอุตสาหกรรม
ซอฟต์แวร์ และการผลติ ส่ือมัลตมิ ีเดียเพ่ือการศึกษา รวมไปถึงการสร้างผู้ประกอบการซอฟต์แวร์ และ
ผู้ใหบ้ รกิ ารสาระเพ่ือการศึกษารายใหม่

ยุทธศาสตร์ที่ 5 ยุทธศาสตร์การสร้างความเสมอภาคในการเข้าถึงและใช้ประโยชน์สาระ
การศึกษาเพ่ือการเรียนรู้ มุ่งเน้นการสร้างระบบการบริหารจัดการทรัพยากรการศึกษาท่ีมี
ประสิทธภิ าพเอื้อให้ผเู้ รียนไดม้ ีโอกาสไดเ้ ขา้ ถงึ และใชป้ ระโยชน์จากสารสนเทศ เนื้อหาและความรู้เพ่ือ
การเรียนท่ีมีผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ให้ลาดับความสาคัญของการลงทุน เริ่มจากการจัดหาและพัฒนา
เนื้อหาสาระทางการศึกษาท้ังที่ผลิตจากส่วนกลางและจากท้องถิ่น การพัฒนาคนและบุคลากร
การศึกษาควบคู่ไปกับการลงทุนด้านวัตถุและเทคโนโลยีที่มีความเหมาะสมสอดคล้องกับความพร้อม
ของสถานศกึ ษาและผเู้ รยี น นอกจากนน้ั ยังสนับสนุนการสร้างนวัตกรรมทางการเรียนรู้ท่ีช่วยลดความ
เหลอื่ มล้าในการเขา้ ถงึ การศึกษา เชน่ การสร้าง อุตสาหกรรมการศึกษาและผูใ้ ห้บริการการศึกษา การ
พัฒนามหาวทิ ยาลัยโทรสนเทศ (Virtual university)

ยุทธศาสตร์ที่ 6 การสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ สร้างเครือข่ายการเรียนรู้ในกลุ่มวิชาต่าง ๆ
ทั้งทางด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ ศิลปศาสตร์ และที่สาคัญเครือข่ายการเรียนรู้ทางด้าน
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (Science Net) เพื่อสร้างขีดความสามารถทางวิชาการด้านวิทยาศาสตร์
และเทคโนโลยีให้กับครู โรงเรียนและนักเรียน โดยเฉพาะในชนบทและถิ่นทุรกันดารส่งเสริมให้มีการ
แลกเปลี่ยนประสบการณ์ทางวิชาการ การเปิดโลกทัศน์กับนักวิทยาศาสตร์ท้ังในและต่างประเทศ ให้

24

คาปรึกษาเพื่อพัฒนาการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์แบบบูรณาการและการพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นท่ี
เชื่อมโยงกับการพัฒนาอาชีพ คุณภาพชีวิตและส่ิงแวดล้อม รวมถึงสนับสนุนให้สถาบันการศึกษาเป็น
สถาบนั ความรู้ท่ีสนับสนุนชุมชน อุตสาหกรรม และสังคมในการพัฒนาสู่สังคมแห่งภูมิปัญญาและการ
เรยี นรู้

ไบเลย์ (Bailey, 1997) ได้กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมโรงเรียนสาหรับรองรับเทคโนโลยี
สารสนเทศ อันเนอื่ งมาจากกระแสของการเปล่ียนแปลงทางเทคโนโลยีซึ่งส่งผลต่อการจัดการศึกษาใน
โรงเรยี น ซงึ่ สง่ ผลใหเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศมีความสาคญั และสามารถอธิบายรายละเอียดได้ ดงั นี้

1. การเปล่ียนแปลง ผู้นาจะไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ หากขาดความเข้าใจถึง
ธรรมชาติของการเปล่ียนแปลง ซึ่งต้องเข้าใจท้ัง 3 ด้าน ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงระดับบุคคลการ
เปล่ียนแปลงระดับองค์กร และการเปลี่ยนแปลงทางด้านวัฒนธรรม ดังนั้น ก่อนที่จะนาเทคโนโลยีใด
ๆ มาใช้ในโรงเรียน ผู้นาจาเป็นต้องทาความเข้าใจถึงลักษณะของการเปลี่ยนแปลงและปฏิกิริยาท่ี
บคุ คลจะตอบสนองตอ่ การเปล่ยี นแปลง

2. การวางแผนการใช้เทคโนโลยี โรงเรียนจาเป็นต้องมีแผนในการใช้เทคโนโลยีในองค์กร
ของตนเพ่ือเปน็ แนวทางในการดาเนินงาน ควบคุมการทางานให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

3. จริยธรรม การบูรณาการเทคโนโลยีน้ันไม่ได้เกี่ยวข้องเฉพาะกับการสอนนักเรียนให้
สามารถใช้เทคโนโลยีได้เท่านั้น แต่ยังรวมถึงจริยธรรมในการเป็นผู้ใช้เทคโนโลยีท่ีดีด้วยเช่น มารยาท
ในการใชเ้ ครอื ขา่ ยอนิ เทอร์เน็ต

4. การเรียนการสอน ส่ิงที่ต้องให้ความสาคัญมากที่สุดคือ การเรียนการสอน ซ่ึงเน้นว่าครู
และนกั เรียนใชเ้ ทคโนโลยอี ยา่ งไรในห้องเรียน โดยส่วนใหญ่แล้วลักษณะการใช้เทคโนโลยีในการเรียน
การสอนมีด้วยกัน 3 ลักษณะ กล่าวคือ การสอนด้วยเทคโนโลยี หรือเทคโนโลยีเป็นเคร่ืองมือในการ
สอน การสอนเกี่ยวกบั เทคโนโลยี หรือเทคโนโลยีเปน็ วิชาหนึง่ ในการสอน และการกระจายอานาจการ
ใชเ้ ทคโนโลยี นัน่ คือ การใหน้ ักเรยี นไดใ้ ช้เทคโนโลยี ซง่ึ จะทาให้บทบาทของครเู ปลี่ยนไป

5. ความปลอดภัยและความม่ันคง ความปลอดภัยจากการใช้เทคโนโลยี มีการออกแบบ
ลักษณะทางกายภาพในการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับผู้ใช้ทั้งครูและนักเรียน ซึ่งจะไม่ทาให้มีผลเสีย
หรือการบาดเจ็บข้ึนจากการใช้เทคโนโลยี เช่น อาการปวดกล้ามเนื้อ นอกจากนี้ความม่ันคงปลอดภัย
และการดแู ลรักษาเครอื่ งมืออปุ กรณ์เป็นสิ่งจาเป็นด้วยเชน่ กนั

6. หลักสูตรการสอน การบูรณาการหลักสูตรเป็นส่ิงท่ีจาเป็นมากกว่าการบูรณาการ
เทคโนโลยี การบูรณาการหลักสูตรน้ัน จาเป็นต้องใช้ทีมงานจากหลากหลายสาขาและเพ่ือให้มีการใช้
เทคโนโลยีในหลักสูตรอย่างท่ัวถึง ทีมงานต้องมีการวางแผนงานร่วมกันในการสอน ครูผู้สอนต้องการ
การสนบั สนนุ จากเพือ่ นรว่ มงานด้วยกนั ผูป้ กครอง หัวหนา้ งาน และนักเรียน

25

7. การพัฒนาบุคลากร การพัฒนาบคุ ลากรเปน็ สว่ นหนึง่ ของจุดเริ่มต้นที่จะสรา้ งความสาเร็จ
ในการใช้เทคโนโลยใี นโรงเรียน

8. โครงสร้างพ้ืนฐานทางกายภาพ เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้เกิดการใช้เทคโนโลยีได้อย่าง
สะดวกมากยงิ่ ข้ึน ผู้นาโรงเรยี นหรอื ผูน้ าทางด้านเทคโนโลยีต้องร่วมกันปรึกษากับสถาปนิกท่ีออกแบบ
ระบบในเรอ่ื งเนื้อที่ การวางสายเคเบล้ิ ความปลอดภัย การวางสายไฟ และอ่นื ๆ

9. การสนับสนุนทางด้านเทคนิค โรงเรียนจาเป็นต้องช่วยเหลือครูในด้านการใช้เทคโนโลยี
โดยท่ัวไปแล้วแบ่งออกเป็น 3 แบบด้วยกัน คือ ผู้ประสานงานด้านเทคโนโลยี ช่างเทคนิคท่ีดูแลด้าน
การซ่อมบารุง และบุคคลอื่นท่ีให้การช่วยเหลือในการใช้เทคโนโลยี นอกจากจะมีบุคลากรให้ความ
ชว่ ยเหลือแล้ว การจัดต้ังเว็บไซต์ที่ให้ความช่วยเหลือแก่ครูในการใช้เทคโนโลยีก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง
ซ่ึงอาจทาเป็นโครงการความร่วมมือกนั ระหว่างโรงเรียนหลาย ๆ แหง่

10. ผนู้ าทางดา้ นเทคโนโลยี ต้องมีความเข้าใจในการใช้เทคโนโลยี ซ่ึงจะต้องมีทักษะต่าง ๆ
ดงั นี้

10.1 ทกั ษะการใชเ้ ทคโนโลยี ผ้นู าจาเป็นตอ้ งเปน็ ตัวอยา่ งท่ดี ใี นการใชเ้ ทคโนโลยี
10.2 ทกั ษะการตดิ ต่อกบั ผูอ้ ืน่ การตดิ ต่อกับผ้อู ่นื เพ่อื เปน็ การประเมนิ การใชเ้ ทคโนโลยี
10.3 ทกั ษะการวางหลักสูตร ผนู้ าตอ้ งเข้าใจการบรู ณาการเทคโนโลยีในหลกั สูตร
10.4 ทักษะการพัฒนาบุคลากร ผู้นาต้องเข้าใจว่าการพัฒนาบุคลากรนั้นมีความสาคัญ
ตอ่ การใช้เทคโนโลยี
10.5 เรียนรู้ในการเป็นผู้นา ผู้นาจะต้องเข้าใจภาพรวมท้ังหมด น้ันคือ มีการคิดอย่าง
เป็นระบบ (Systems thinking) ผู้นาต้องทางานร่วมกับกลุ่มคนมากมาย เพื่อทาให้เกิดการใช้
เทคโนโลยีในโรงเรยี น
สรุป หลักการแนวคิดการบริหารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
วิทยาลัยเทคนิคมวกเหล็ก หมายถึง การนาความรู้ความสามารถในการใช้และการพัฒนาระบบ
เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และฐานข้อมูลทางเทคโนโลยีสารสนเทศเพ่ือการประยุกต์ในด้านการศึกษา
และการบริหารงานสถานศึกษา 4 ด้าน ได้แก่ ด้านการบริหารจัดการในโรงเรียน ด้านโครงสร้าง
พ้ืนฐาน ดา้ นการพัฒนาวิชาชีพครแู ละด้านการเรยี นการสอน
ดังกล่าวมาแล้วว่า การบริหารการศึกษา เก่ียวข้องกับการหาวิธีการใช้ทรัพยากรบุคคล
งบประมาณ วัสดุอุปกรณ์ อย่างฉลาดให้เกิดสัมฤทธิผลคุ้มค่ามากท่ีสุด เมื่อระบบสารสนเทศ
คอมพิวเตอร์ และเครือข่ายสารสนเทศ สามารถช่วยผู้บริหารทางานได้ดียิ่งข้ึน จึงเห็นกันโดยท่ัวไปว่า
เร่ืองนี้เป็นองค์ประกอบสาคัญท่ีจะช่วยให้การทางานด้านต่าง ๆ สาเร็จลุล่วงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
มากขนึ้ ดว้ ย

26

เรย์และเดวิด (Ray and David, 2001) ได้เสนอวัตถุประสงค์ในการใช้ระบบสารสนเทศ
และเครือข่ายคอมพวิ เตอร์ ในการบรหิ ารการศกึ ษา แยกเปน็ งานกวา้ ง ๆ 3 ดา้ น คอื

1. ระบบสารสนเทศเพ่ือการบริหารการศกึ ษา (Management Information Systems :
MIS)

2. ระบบคอมพิวเตอรเ์ พ่อื ช่วยสอน (Computer-Assisted Instruction : CAI)
3. การรู้คอมพวิ เตอรข์ ้นั พ้ืนฐาน (Computer Literacy : CL).
ดังน้ัน การใช้ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารการศึกษาในที่น้ี จึงขอกล่าวให้ครอบคลุม
เรอ่ื งหลัก 3 ประการดังกล่าวซึ่งจะเห็นว่า ระบบสารสนเทศและคอมพิวเตอร์มีการพัฒนาอย่างมาก
ในเร่อื งของประสทิ ธิภาพของระบบความเรว็ ของการประมวลผล ความจุในการเก็บข้อมูลสารสนเทศ
ความสามารถในการเช่ือมโยงเครือข่ายโดยระบบอินเทอร์เน็ตทั้งใช้สายและไร้สาย ความเร็วในการ
เชอื่ มโยงระดบั ระหวา่ งประเทศ ระดบั ท้องถิ่นและราคาทถ่ี ูกลงมาก รวมทั้งสมรรถนะในการทางานที่
มสี งู มากกวา่ เดิมหลายเทา่ ดว้ ยเม่ือเปรยี บเทียบกับระยะแรกที่มีการใช้เทคโนโลยีนี้
1. ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหาร (Management Information System :MIS) ระบบ
สารสนเทศทีใ่ ชเ้ ปน็ ประโยชนใ์ นเร่ืองนีแ้ ยกกวา้ ง ๆ ได้ 2 ส่วนคอื

1.1 การบริหารส่วนกลาง ในส่วนกลางโดยเฉพาะที่กระทรวงศึกษาธิการได้มีการจัดซื้อ
จัดหาระบบคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ (Mainframe) ท่ีมีศักยภาพสูงในการจัดเก็บข้อมูลและการ
ประมวลผลไว้ท่ี ศูนย์สารสนเทศ สานักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เพ่ือใช้ในการประมวลข้อมูล
บริหารจัดการ การกาหนดนโยบาย การทราบสภาพปัญหาและความต้องการจาเป็น การวางแผน
พฒั นาการศึกษา การจดั สรรงบประมาณ และการติดตามผลการทางาน ต่อมาเม่ือระบบคอมพิวเตอร์
มีการพัฒนามากข้ึน ก็เปล่ียนเป็นระบบเคร่ืองคอมพิวเตอร์แม่ข่ายที่เป็นศูนย์กลางและสามารถ
เชื่อมโยงไปยงั ลกู ขา่ ยทอ่ี ยู่ ณ สถานท่ตี า่ ง ๆ ได้

อธิปัตย์ คลี่สุนทร (2555) สาหรับระบบสารสนเทศท่ีกระทรวงศึกษาธิการพัฒนาใช้เพื่อ
ชว่ ยในการบริหารการศึกษามหี ลายระบบ อาทิ ข้อมูลนกั เรยี นในภาพรวม ระบบสารสนเทศทรัพยากร
บุคคลระดับกรม ระบบเงินเดือน ระบบสารบรรณ ระบบผูกพันงบประมาณ ระบบทะเบียนทรัพย์สิน
ระบบเครอ่ื งราชอสิ รยิ าภรณ์ ระบบการลา เปน็ ตน้

สาหรับระบบเพื่อการบรหิ ารดังตัวอย่างท่ีกลา่ วข้างตน้ ผูบ้ ริหารระดับนโยบาย ระดับปฏิบัติ
และผู้เก่ียวข้องกับการบริหารจัดการ สามารถเรียกใช้ข้อมูลสารสนเทศ เพื่อการทางานดังกล่าวได้
อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น บนฐานความคิดว่าสารสนเทศที่ดีนั้นควรมีลักษณะถูกต้อง รวดเร็ว
ทันสมัย และใชป้ ระโยชนไ์ ด้ ซ่ึงระบบสารสนเทศทม่ี ีนั้นสามารถเรียกใช้ ส่งผ่าน แลกเปล่ียน เชื่อมโยง
ไปยังหนว่ ยงานระดับรัฐบาล มหาวิทยาลัย หรือส่วนองค์การท่ีเกี่ยวข้องได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยัง
ประหยัดเวลาและคา่ ใชจ้ ่ายอย่างมากด้วย

27

1.2 การบริหารในระดับสถานศึกษา ในระดับสถานศึกษา กระทรวงศึกษาธิการได้
จัดสรรงบประมาณ เพ่ือจัดซ้ือคอมพิวเตอร์และจัดหาจากการรับบริจาคให้แก่สถานศึกษา ด้วย
วัตถุประสงค์ให้ใช้ในการบริหารจัดการส่วนหน่ึงส่วนใหญ่ให้ใช้ในการเรียนการสอนของแต่ละ
สถานศึกษา ในส่วนของการบรหิ ารจัดการ กระทรวงศึกษาธิการได้จัดให้มีการพัฒนาซอฟท์แวร์ระบบ
ต่าง ๆ และพัฒนาเครือข่ายสาหรับติดต่อกับสานักงานในระดับจังหวัด ระดับเขตการศึกษา และ
ส่วนกลาง เช่น สานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาทั้งระดับประถมและมัธยม สานักงานคณะกรรมการ
การศึกษาข้ันพ้ืนฐาน การอาชีวศึกษา การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย การศึกษา
เอกชน รวมทั้งสามารถเช่ือมโยงเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ได้ด้วยซอฟท์แวร์หรือชุดคาส่ังหรือเรียกท่ัวไป
ว่าโปรแกรม (Program) ท่ีมีใช้ในการบริหารจัดการในสถานศึกษาที่มีหลายระบบ ได้แก่ ระบบ
ระเบียนนักเรียน ทะเบียนประวัติบุคลากร เครือข่ายผู้ปกครอง การรับส่งเอกสาร ห้องสมุดและการ
ยืมการคืน ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน งบประมาณ การติดตามงาน สารสนเทศของโรงเรียน การ
ประเมินผลการเรยี นรู้ งานธุรการสารบรรณ การสอบคดั เลอื กเข้ามหาวทิ ยาลัย เปน็ ตน้

การใช้ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารการศึกษาช่วยทาให้เกิดประสิทธิภาพในการทางาน
มากข้ึนในด้านความสะดวก รวดเร็ว ถูกต้อง ทันเหตุการณ์ ประหยัดเวลา บุคลากรและงบประมาณ
ค่าใช้จ่ายนอกจากน้ันยังช่วยให้เกิดการเชื่อมโยงแลกเปล่ียนข้อมูลสารสนเทศระหว่างส่วนกลางและ
ส่วนภูมิภาคเป็นระบบการส่งผ่านข้อมูล 2 ทาง (Two-way communication) ต่างจากแต่เดิมซึ่งแต่
ละฝ่ายสง่ หรือรบั เพยี งอย่างเดียว

โดยสรุป ระบบคอมพิวเตอร์และสารสนเทศช่วยเป็นอย่างมากในการประมวลผล เก็บ
รวบรวมข้อมูลทีจ่ าเปน็ จานวนมหาศาลได้ สามารถเรียกมาใช้งานได้ ดูจานวนรวมของข้อมูลต่าง ๆ ได้
แยกแยะได้รวมทั้งเช่ือมโยงแลกเปลี่ยนข้อมูลสารสนเทศกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้โดยสะดวก และ
สามารถลดงานท่ีต้องทาเหมือน ๆ กัน ลดค่าใช้จ่าย ค่ากระดาษ ค่าส่งเอกสาร โดยการให้เป็นการ
ส่ือสารผ่านจอคอมพิวเตอร์ (Paperless office) และมีการสร้างเว็บไซต์ เพื่อเป็นศูนย์กลางการแจ้ง
ข่าวสาร รับฟังความคิดเห็น และแลกเปลี่ยนข้อมูลท่ีสาคัญและจาเป็นของส่วนกลางและสถานศึกษา
ทัง้ ของรัฐและเอกชนไดอ้ ยา่ งสะดวกรวดเรว็ ยงิ่ ขึ้นมาก

2. ระบบคอมพวิ เตอรเ์ พ่ือช่วยการสอน (Computer-Assisted Instruction: CAI)
หน้าที่หนึ่งของสถานศึกษาและของผู้บริหารคือการเอ้ือโอกาสให้เด็กห รือผู้เรียนได้เรียนรู้
อยา่ งเต็มตามศักยภาพของแต่ละคน เมื่อเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์สามารถเป็นเคร่ืองมือช่วยค้นคว้าหา
ข้อมูลเกย่ี วกบั การพัฒนาการเรยี นการสอน การทาวิจยั ไดด้ ี ดงั น้ัน ครู อาจารย์ผู้สอนจึงสามารถศึกษา
ค้นคว้า ทาสื่อการสอนและนาเสนอผ่านจอ (Screen) หน้าห้องเรียน หรือห้องประชุม หรือผ่าน
จอคอมพิวเตอร์(Monitor) ของผู้เรียนได้โดยสะดวกโปรแกรมของบางวิชา ผู้เรียนสามารถนา
แผน่ โปรแกรมซง่ึ บรรจุไว้ในจานบันทึกโปรแกรม (Disc) นาไปเรียนหรือศึกษาด้วยตนเองท่ีบ้านหรือท่ี

28

อ่นื ไดด้ ว้ ย ตดิ ขดั บางเรือ่ งก็สามารถนามาถามอาจารย์ผู้สอนได้ โปรแกรมลักษณะน้ีมีท้ังที่ครู อาจารย์
ผ้สู อนพัฒนาข้ึนมาเอง และท่ีมีผู้ทรงคุณวุฒิร่วมงานกับภาคเอกชนจัดทามาจาหน่ายนับว่าเป็นการให้
โอกาสผเู้ รียนอกี ทางหนง่ึ ด้วย

ในการเรียนการสอน ได้ใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และเครือข่ายการสื่อสาร
(Communication Technology) โดยเฉพาะผา่ นทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมาช่วย โดยรวมแล้วเป็น
2 รปู แบบ คือ

2.1 ห้องเรียนปกติ (Classroom mode) ครู อาจารย์ผู้สอน สามารถค้นคว้าเนื้อหาสาระ
นอกเหนอื จากเอกสารการสอน พัฒนาโปรแกรมเพอื่ การสอน ทดสอบ และใชช้ ่วยสอนในรูปโปรแกรม
นาเสนอ เช่น โปรแกรมพาวเวอร์พอยท์ (PowerPoint) ที่สามารถมีข้อความชัดเจน มีสีสัน มีรูปภาพ
ประกอบ เป็นทั้งภาพนิ่ง หรือภาพเคลื่อนไหว มีเสียงประกอบ หรือสอนในรูปของการทดลอง การ
สาธิตที่ผู้เรียนไม่สามารถเห็นด้วยตาเปล่าปกติได้ เช่น การแสดงการไหลเวียนของโลหิต การทางาน
ของหัวเทียนกับการเคล่ือนไหวของลูกสูบรถยนต์ หรือการจาลองการทางาน (Simulation) ของของ
บางอย่างทาให้บทเรียนท่ีสอนในห้อง เข้าใจง่าย น่าสนใจย่ิงขึ้นครู อาจารย์บางท่านอาจจะมี
ความสามารถพัฒนาบทเรียนสาเร็จรูปซึ่งมีเนื้อหาสาระ มีคาอธิบาย มีภาพและเสียงประกอบให้
ผู้เรียนเข้าศึกษาด้วยตนเอง และมีการประเมินผลตอนท้ายบทเรียนก่อนที่จะเข้าเรียนบทเรียนต่อ ๆ
ไป ผู้เรียนจะสามารถรู้ผลการประเมินหรือผลคะแนนได้ทันที ซึ่งหากยังไม่เข้าใจชัดเจนก็สามารถ
ย้อนกลับไปเรียนบทเรียนเดิมหรือบทเรียนก่อนหน้าน้ันได้ รวมท้ังสามารถนาโปรแกรมกลับไปศึกษา
ด้วยตนเองท่บี ้านได้ดว้ ย

บทเรียนทุกวิชา เช่น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาไทย ภาษาต่างประเทศ ดนตรี พล
ศึกษา สงั คมศกึ ษา การงานอาชีพ ฯลฯ จัดทาโดยใชร้ ะบบการนาเสนอที่ชว่ ยให้เขา้ ใจได้ดขี นึ้

บรษิ ทั เอกชนจานวนมากได้จัดทาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยสอนสาเร็จรูป เพ่ือจาหน่ายใน
รปู แผน่ ดิสก์ (Disc) และมีคมู่ ือการใช้แก่ ครู อาจารย์ ที่ยังไม่มีทักษะหรือเวลาพอในการพัฒนาเอง ซึ่ง
หากมีเนื้อหาสาระตรงหรือใกล้เคียงกับหลักสูตรก็สามารถประชุมหารือกันและนามาใช้ช่วยในการ
เรียนการสอนได้

อย่างไรก็ตาม ทั้งการค้นคว้าทาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนหรือทาวิจัยในชั้นเรียน หรือ
วิจัยพัฒนางานตา่ ง ๆ ควรอา้ งอิงท่มี าของแหล่งข้อมูล ภาพ เสียง หรือ ส่วนท่ีเก่ียวข้องอื่น ๆ เพ่ือเป็น
การให้เกียรติเจา้ ของผลงานเสมอ

2.2 การเรียนทางไกล (eLearning mode) เป็นการเรียนที่ผู้เรียนไม่จาเป็นต้องไปศึกษาท่ี
สถานศึกษาด้วยตนเอง โดยศึกษา ณ สถานท่ีท่ีตนเองสะดวกเวลามีว่างพอ (Bowless, 2004) ซึ่ง
ปัจจุบันมีการศึกษาท่ีสถานศึกษากับผู้เรียนอยู่คนละประเทศเรียกว่าการเรียนทางอิเล็กทรอนิกส์
(Electronic learning : eLearning) ผู้เรียนสามารถเรียนไดต้ ามความถนัด ความสนใจ แต่ต้องศึกษา

29

เน้ือหาสาระ ทาแบบฝึกหัด หรือทางานส่งทางระบบการเรียนน้ัน ๆ ผู้สอนจะให้คาชมเชยหรือข้อ
วจิ ารณเ์ พ่อื แก้ไข รวมทง้ั มีการวดั และประเมนิ ผลเพื่อให้ได้ตามมาตรฐานท่ีสถาบันกาหนดเร่ืองนี้มีเปิด
สอนมากในระดับมหาวิทยาลัยและระดับบัณฑิตศึกษาถึงระดับปริญญาเอก (ศรีศักดิ์ จามรมาน,
2524)

การเรยี นระบบนผ้ี ู้เรียนสามารถติดต่อ ปรึกษาหารือกับผู้เรียนด้วยกันหรืออาจารย์ผู้สอนได้
ตลอดเวลาเนื่องจากระบบเช่นน้ีจะมีการเก็บข้อมูล ข้อซักถาม ข้ออภิปราย หรือข้อสังเกตต่าง ๆ ใน
ระบบคอมพิวเตอร์ของผู้เรียน หรือ ครู อาจารย์ผู้สอน เพ่ือจะได้โต้ตอบกันเม่ือเปิดเข้าสู่ระบบได้
ตลอดเวลาโดยสะดวก ซึ่งเชื่อว่าแนวโน้มจะมีในระดับมัธยมศึกษา อาชีวศึกษา และการศึกษานอก
ระบบโรงเรียนของประเทศไทยมากยง่ิ ขน้ึ ด้วย

3. การร้คู อมพวิ เตอรข์ ัน้ พื้นฐาน (Computer Literacy)
ระบบสารสนเทศและเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เข้ามามีส่วนสาคัญในชีวิตประจาวันของคน
ทัว่ ไป รวมทั้งองค์การของรฐั หรอื เอกชน จะเห็นว่าประชาชนท่ัวไปใช้ประโยชน์จากเครื่องมือเครื่องใช้
ทเี่ ปน็ ระบบอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอรม์ ากข้ึน เดก็ และเยาวชนปัจจบุ ันคุ้นเคยกับการใช้เครื่องมือ
สมัยใหม่ ใช้โทรศัพท์มือถือเล่นเกมออนไลน์ พูดคุยบนเครือข่าย ซื้อสินค้าผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
ค้นหาข้อมูลข่าวสาร ขอรับบริการต่าง ๆ สมัครสอบคัดเลือก ฯลฯ ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต (ยืน
ภู่วรวรรณ, 2553) ดังนั้นในการบริหารการศึกษาจึงจาเป็นต้องเตรียมผู้เรียนให้มีความรู้ ทักษะเพียง
พอที่จะสามารถใช้ระบบดังกล่าวอย่างเท่าทัน มีประสิทธิภาพและก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุ ด
สถานศึกษาต้องจัดให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ ได้สัมผัส และได้ใช้คอมพิวเตอร์ (Hands-on) รวมทั้งต้อง
สามารถเลือกรู้ เลือกรับและเลือกท้ิงข้อมูลสารสนเทศท่ีไม่ถูกต้องบิดเบือน หลอกลวง หรือส่งผลร้าย
หากรู้ไม่เท่าทัน (ณัฐวุฒิ ธีรปรเมศว์, 2549) ในสถานศึกษาโดยท่ัวไปฝ่ายบริหารสถานศึกษาจะจัด
คอมพิวเตอร์และระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตให้ผู้เรียนได้ศึกษา ฝึกฝน และใช้ประโยชน์ให้เกิดความ
คมุ้ ค่ามากทสี่ ุด (Value for money) โดยแบ่งกวา้ งเปน็ ระดบั การเรียน 2 ระดับ ดงั น้ี

3.1 การเรียนคอมพิวเตอร์เพื่อมีความรู้ขั้นพ้ืนฐาน (Computer Literacy) การเรียน
ระดับนเ้ี รยี นให้พอใชง้ านได้ ทางานได้ ใหผ้ ู้เรยี นรจู้ ักแป้นพิมพ์ การเปิดปิดเคร่ือง การป้อนข้อมูล การ
ประมวลผล การพิมพ์ถ้อยคาหรือข้อความ การแก้ไข การจัดเก็บข้อมูล การใช้โปรแกรมหรือชุดคาส่ัง
สาเร็จรปู รวมถงึ การเข้าใชใ้ นโปรแกรมอนิ เทอร์เน็ต การสบื ค้นขอ้ มลู และการวิเคราะห์ นาข้อมูลมาใช้
ประโยชน์ นาเสนอขอ้ มลู ผ่านโปรแกรมสาเรจ็ รปู ใชใ้ นการเรยี นรู้วชิ าต่าง ๆ หรอื เรื่องต่าง ๆ เรื่องน้ีจะ
ครอบคลุมถึงการให้ผู้เรียนรู้จักการใช้บริการเครือข่ายสังคม (Social Network Service) ที่เป็นแหล่ง
การแลกเปลี่ยนความเห็น แบ่งปันความคิดของกลุ่มผู้ท่ีมีความสนใจในเรื่องคล้าย ๆ กัน ผ่าน
อินเทอรเ์ นต็ เช่น การสง่ จดหมายอิเลก็ ทรอนิกส์ (e-mail) หรือแลกเปลี่ยน ความคิดเห็น แจ้งข่าวสาร

30

ผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ (Online Network Service) ที่นิยมกัน เช่น Facebook, Myspace
เป็นต้น (Elmore, 2007)

3.2 การเรยี นคอมพวิ เตอรใ์ ห้มีสมรรถนะสูง (Computer Competency) เป็นการเรียน
เพื่อจะเรียนรู้วิธีการเขียนชุดคาส่ัง การใช้ภาษาคอมพิวเตอร์ การพัฒนาซอฟท์แวร์หรือชุดคาส่ัง ซ่ึง
ผู้เรียนส่วนหน่ึงอาจสนใจทางฮาร์ดแวร์ การทางานของระบบคอมพิวเตอร์ หรือระบบเครือข่าย
ภาษาคอมพิวเตอร์ ที่ใช้บนเครือข่าย ซึ่งเป็นรากฐานในการเรียนวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ต่อไป ซ่ึงใน
สว่ นนจ้ี ะเป็นการเรียนท่ีมีความยากและซับซ้อนมากข้ึนกว่าการเรียนรู้เพ่ือใช้งาน แต่เป็นการเรียนรู้ท่ี
ลึกซึ้งกว่า การเรียนการสอนระดับนี้ส่วนหน่ึงจะอยู่ในระดับอุดมศึกษา เมื่อศึกษาจบและไปทางาน
ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศช่วงเวลาหน่ึง ผู้เรียนบางคนก็จะมีความรู้ระดับผู้เชี่ยวชาญ (Computer
Expert) ท่เี กิดจากการส่ังสมประสบการณ์ในการทางานกับระบบคอมพิวเตอร์มาเป็นเวลายาวนาน มี
ความรู้ทั้งซอฟท์แวร์และฮาร์ดแวร์ รวมทั้งระบบเครือข่าย สามารถดูแล ควบคุมกระบวนการทางาน
ของระบบ การใหค้ าปรกึ ษาเพอื่ การแกป้ ัญหาที่เกิดข้นึ ได้ต่อไป

อนึ่ง ในการเรียนการสอนในสถานศึกษา ฝ่ายบริหารและครูอาจจะต้องเอาใจใส่ในเร่ือง
จริยธรรมในการใช้ระบบคอมพิวเตอร์ (Computer Ethics) ซ่ึงเกี่ยวข้องกับการรู้จักเลือกเข้าไปใช้
ข้อมูลจากท่ีตั้งเครือข่ายข้อมูล (Website) ท่ีมีความถูกต้อง รู้จักวิเคราะห์ใคร่ครวญ เลือกรับ เลือกรู้
และหลีกเล่ียง การเข้าไปในฐานข้อมูลหรือระบบข้อมูลที่บิดเบือน หลอกลวง (Fraud) หรือข้อมูลที่ไม่
สมควรอ่ืน ๆ นอกจากนี้ควรต้องสอน การอ้างแหล่งต้นตอของข้อมูล (Reference) เพื่อมิให้เป็นการ
ลอกเลียนข้อมูลทางวิชาการ ท้ังข้อความ ภาพ เสียง ฯลฯ (Plagiarism) โดยไม่ให้เกียรติเจ้าของ
ความคดิ ต้นแบบ เร่ืองราว งานคน้ คว้าทดลอง งานวจิ ัย ฯลฯ ด้วย

โดยสรุปสารสนเทศเพ่ือการบริหารการศึกษา จะครอบคลุมระบบต่าง ๆ 3 ส่วน คือ ระบบ
สารสนเทศเพ่ือการบริหารจัดการ การศึกษา (MIS) ให้เป็นไปอย่างรวดเร็ว ถูกต้อง ทันสมัย และได้
ประโยชน์ รวมถึงระบบท่ีเอ้ืออานวยให้ครู อาจารย์ผู้สอน ใช้พัฒนาคุณภาพการสอน (CAI) อาทิ การ
ทาระบบคอมพิวเตอร์ช่วยสอน และการใช้ระบบเครือข่ายเพื่อการศึกษา ค้นคว้า วิจัย พัฒนาเอกสาร
ประกอบการสอนและส่วนสุดท้ายคือการเรียนท่ีผู้เรียนได้ฝึกใช้คอมพิวเตอร์ให้เป็น (CL) มี
ความสามารถเบื้องต้น มีพื้นฐานความรู้พอท่ีจะใช้ประโยชน์หรือใช้ศึกษาเรื่องระบบคอมพิวเตอร์เอง
หรือเพ่ือการเรียนคอมพิวเตอร์ศึกษา (Computer Education) หรือวิทยาการคอมพิวเตอร์
(Computer Science) ให้กวา้ งขวางลึกซ้งึ สามารถใช้ในการประกอบอาชีพด้านน้ีได้ต่อไป หากสนใจ
เร่ืองสาคัญประกอบเรื่องนี้คือ การที่ผู้บริหารระดับนโยบาย ผู้บริหารสถานศึกษา ครู อาจารย์
นักวิชาการทีเ่ กย่ี วขอ้ ง จะต้องเข้าใจ เรยี นรู้ ฝึกอบรมตนเองใหส้ ามารถใช้ระบบสารสนเทศ ซอฟท์แวร์
ฮาร์ดแวร์ รวมท้ังสามารถใช้เครือข่ายภายในองค์การหรือสถานศึกษาเอง และเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
ได้พอสมควรหรืออย่างมีประสิทธิภาพ รู้เท่าทันความเปลี่ยนแปลง รู้ความสาคัญของการปรับปรุง

31

ข้อมูลสารสนเทศ (Information up-dated) เพ่ือให้ระบบสารสนเทศที่ใช้ มีความเป็นปัจจุบัน
ถูกต้อง และสามารถเรียกใช้เพ่ือการกาหนดนโยบาย การวางแผน ติดตามงาน พัฒนาผู้เรียนและ
ทางานด้านการศึกษาหรือด้านต่าง ๆ ท่ีเกี่ยวข้องให้ได้สมคุณค่า เกิดประโยชน์ และช่วยทาให้
การศึกษาในภาพรวม สร้างโอกาส สร้างคุณภาพ และความเสมอภาคให้ทุกคนสามารถประสบ
ความสาเร็จตามศักยภาพของแตล่ ะบุคคล (Success for all) ได้ด้วยดี ต่อไป

6. งานวิจัยที่เกย่ี วข้อง
6.1 งานวจิ ัยในประเทศ
ผู้วิจัยได้ศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับเร่ืองการบริหารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศและการ

สอื่ สารวทิ ยาลยั เทคนคิ มวกเหล็ก ซ่ึงเป็นงานวิจยั ในประเทศมดี ังน้ี
ณัฐกรณ์ หริ ัญชาติ (2558) ไดศ้ กึ ษาบทบาทผู้บริหารกับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการ

สื่อสารในสถานศึกษาของผู้บริหาร สานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษามัธยมศึกษา เขต 8 จังหวัดราชบุรี
และกาญจนบุรี พบว่า ด้านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสารในสถานศึกษา โดยภาพรวม
อยู่ในระดับมากซึ่งไม่สอดคล้องกับสมมติฐานของการวิจัยที่ตั้งไว้ว่า การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและ
การสื่อสารในสถานศึกษาอยู่ในระดับปานกลาง ทั้งน้ีอาจเนื่องมาจากเทคโนโลยีสารสนเทศและการ
สื่อสารในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว สถานศึกษาจึงให้ความสาคัญตามยุคสมัยท่ีใช้
เทคโนโลยเี นอ่ื งจากเทคโนโลยีสารสนเทศและการสอ่ื สารช่วยในการเรียนการสอนมีความรวดเร็ว และ
เอ้ืออานวยตอ่ ความสะดวกในการเรยี นการสอน โดยคานงึ ถงึ โครงสร้างพื้นฐานด้าน ICT เป็นหลัก โดย
ทุกสถานศกึ ษามเี ครื่องคอมพิวเตอรแ์ ละอุปกรณอ์ ิเลก็ ทรอนิกส์ เชน่ แทบ็ เล็ตคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ต่อ
พ่วง ส่ือบนั ทึกข้อมลู และอปุ กรณ์แสดงผลต่าง ๆ มีระบบอินเทอร์เน็ต และอินเทอร์เน็ตไร้สายภายใน
สถานศึกษา ด้านหลักสูตรสถานศึกษามีหลักสูตรท่ีเก่ียวกับหลักการเบื้องต้นของการส่ือสารข้อมูล
เครือข่ายคอมพิวเตอร์และการติดต่อส่ือสารผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ มีหลักสูตรที่ฝึกทักษะการใช้
คอมพวิ เตอร์ เชน่ การคน้ หา เก็บรักษาข้อมลู สรา้ งภาพกราฟิก สร้างงานเอกสาร นาเสนอข้อมูล และ
สร้างช้ินงาน ด้าน ICT เพ่ือการบริหารจัดการ และการให้บริการทางการศึกษา สถานศึกษามีการ
ให้บริการห้องสมุด การให้บริการคอมพิวเตอร์ การให้บริการโสตทัศนศึกษา มี Website เป็น
ศนู ย์กลางในการจัดเก็บรวบรวมระบบข้อมูลสารสนเทศพื้นฐาน ด้านการพัฒนาบุคลากร สถานศึกษา
มีการพัฒนาสมรรถนะของเจ้าหน้าท่ีด้านเทคนิค เช่น ผู้ท่ีมีหน้าที่ควบคุมดูแลระบบเทคโนโลยี
สารสนเทศและการส่ือสาร มีการพัฒนาสมรรถนะของผู้ใช้ก่ึงเทคนิค เช่น ผู้ท่ีได้รับมอบหมายหน้าท่ี
เพิ่มเติมในการควบคุมดูแลงานด้านเทคนิคตามสถานการณ์และความจา เป็นบางประการเกี่ยวกับ
เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารและการใช้ ICT เป็นฐานในการเรียนรู้ มีการนาเทคโนโลยี
สารสนเทศและการส่ือสารมาใช้งานในหอ้ งปฏบิ ตั กิ าร เชน่ การนาคอมพิวเตอร์มาใช้ในห้องปฏิบัติการ

32

ร่วมกบั อปุ กรณ์อื่นๆ มีการใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการจัดทาสารสนเทศต่าง ๆ
ในสถานศกึ ษา เช่น ทะเบียนประวัติของนักเรียน การนับเวลาเรียนของนักเรียน การแสดงผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียน การแสดงข้อมลู ของครู และข้อมลู ท่ีทาใหค้ รตู ดิ ตามและดแู ลนักเรียนได้เป็นประจา และ
ด้านบทบาทผู้บริหารสถานศึกษามีความสัมพันธ์ทางบวกกับการใช้เทค โนโลยีสารสนเทศและการ
สื่อสารในสถานศกึ ษาอยา่ งมนี ัยสาคญั ทางสถิตทิ ่ีระดับ .01 โดยมีค่าความสัมพันธ์กันในทางบวกหรือมี
ความสัมพนั ธก์ นั ในลกั ษณะท่คี ล้อยตาม อาจเนอ่ื งมาจากผู้บรหิ ารมีบทบาทสาคัญในการดาเนินกิจการ
ภายในสถานศึกษา นั่นคือ บทบาทของผู้บริหารย่อมมีความสัมพันธ์กับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ
และการสอ่ื สารในสถานศกึ ษา

ทิพวัลย์ นนทเภท (2559) ได้ศึกษาการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการบริหารของ
สถานศึกษา ในสังกดั สานักงานเขตพนื้ ที่การศกึ ษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 3 วัตถุประสงค์
เพ่ือ 1) ศึกษาสภาพการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพ่ือการบริหารของโรงเรียนในสังกัดสานักงานเขต
พน้ื ทีก่ ารศึกษาประถมศกึ ษาสงขลา เขต 2 2) ผลการเปรียบเทียบสภาพการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ
เพอื่ การบริหารของผู้บริหารในสังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 2 จาแนก
ตามเพศ อายุวุฒิการศึกษา ประสบการณ์การทางาน และขนาดของโรงเรียน กลุ่มตัวอย่าง คือ
ผู้บริหารโรงเรียน จานวน 178 คน พบว่า 1) สภาพการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศของสถานศึกษาโดย
ภาพรวม อยู่ในระดับมาก และเม่ือพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า มีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศมาก
ทส่ี ดุ คอื ด้านการบริหารงานบุคคลอยู่ในระดับมาก รองลงมาคือ ด้านการบริหารงบประมาณและด้าน
การบริหารงานวิชาการอยู่ในระดับมาก น้อยท่ีสุด คือ ด้านการบริหารทั่วไปอยู่ใน ระดับมาก 2)
ปัญหาในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศของสถานศึกษา พบว่า ปัญหาการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศของ
สถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับน้อย และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ปัญหาการใช้
เทคโนโลยีสารสนเทศมากที่สุด คือ ด้านการบริหารท่ัวไปอยู่ในระดับน้อย รองลงมา คือ ด้านการ
บริหารงานบุคคลและด้านการบริหารงานวิชาการอยู่ในระดับน้อย น้อยที่สุดคือ ด้านการบริหาร
งบประมาณ อยู่ในระดับน้อย 3) ผลการเปรียบเทียบการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการบริหารของ
สถานศึกษาในสังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 3 จาแนกตาม
สถานภาพของบุคลากร โดยภาพรวมพบว่าไม่แตกต่างกัน เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านการ
บริหารงบประมาณและด้านการบริหารบุคคลมี ความแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ
.05

กรณส์ ิณี ฐิติกรประภาพงศ์ (2559) ได้ศึกษาเรื่องการจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศที่ส่งผลต่อ
การใช้อินเทอร์เน็ตในการจัดกระบวนการเรียนรู้ ของครูในสถานศึกษาสังกัดสานักงานเขตพื้นท่ี
การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรีเขต 2 พบว่า ระดับการจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศของสถานศึกษา
โดยภาพรวมอย่ใู นระดับมาก เมือ่ พจิ ารณาแยกเป็นรายด้านพบว่าทุกด้านอยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มี

33

ค่าเฉลีย่ มากท่สี ดุ คือ ดา้ นโครงสรา้ งพืน้ ฐาน รองลงมาคือ ดา้ นการสง่ เสรมิ การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ
ด้านการพัฒนาบุคลากร และด้านการบริหารจัดการ ตามลาดับ ท้ังนี้อาจเป็นเพราะว่าการบริหาร
จัดการระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของสถานศึกษาเป็นการนาความรู้ ความสามารถด้านการบริหาร
จดั การระบบเทคโนโลยคี อมพวิ เตอร์ และฐานขอ้ มลู ทางเทคโนโลยีสารสนเทศเพ่ือการประยุกต์ในด้าน
การบริหารงานสถานศึกษา โดยสังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 ได้มี
การนาเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการจัดการศึกษา ในทุกโรงเรียน มีเครื่องคอมพิวเตอร์พร้อม
อุปกรณ์ต่อพ่วง ซึ่งได้รับจัดสรรจากเงินงบประมาณของทางราชการและงบบริจาคจากผู้ปกครอง
นักเรียนและหน่วยงานที่เก่ียวข้อง เพ่ืออานวยความสะดวกต่อการจัดการศึกษาให้เป็นไปด้วยดีและมี
ประสิทธิภาพ แต่เน่ืองจากสถานศึกษามีผู้บริหารที่ใช้หลักการบริหารที่แตกต่างกันในการบริหาร
เทคโนโลยสี ารสนเทศในด้านตา่ ง ๆ ทาใหส้ ถานศึกษามีมาตรฐานการบรหิ ารเทคโนโลยีสารสนเทศของ
สถานศึกษาที่แตกต่างกัน จึงทาให้ขาดข้อมูลเก่ียวกับการบริหารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศใน
โรงเรียน

ภัทรพล ประเสริฐแกว้ (2559) ไดศ้ ึกษาสภาพและปญั หาการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพ่ือการ
บริหารงานวิชาการโรงเรียน สังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 3 พบว่า
สภาพการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพ่ือการบริหารงานวิชาการในโรงเรียน สังกัดสานักงานเขตพื้นที่
การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 3 ตามความคิดเห็นของ ผู้บริหาร ครูผู้รับผิดชอบงานวิชาการ
และครูผู้รับผิดชอบงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยรวมอยู่ในระดับมาก ส่วนปัญหาการใช้
เทคโนโลยีสารสนเทศโดยรวมอยู่ในระดับน้อย สภาพการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการบริหารงาน
วิชาการในโรงเรียน สังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 3 ตามความคิด
ของ ผู้บริหาร ครูผู้รับผิดชอบงานวิชาการและครูผู้รับผิดชอบงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยรวม
ไม่แตกต่างกัน เม่ือพิจารณารายด้าน พบว่า ในด้านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศกับการนิเทศ
การศึกษา แตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .01 ส่วนปัญหาการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ
โดยรวมและรายดา้ นไม่แตกต่างกนั สภาพการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการบริหารงานวิชาการใน
โรงเรียน สงั กดั สานักงานเขตพนื้ ทกี่ ารศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 3 ตามความคิดของ ผู้บริหาร
ครผู รู้ บั ผดิ ชอบงานวิชาการและครผู ู้รบั ผดิ ชอบงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ท่ีมีประสบการณ์ในการ
ปฏิบัติงานต่างกันโดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 เม่ือพิจารณารายด้าน
พบว่าด้านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศกับการคัดเลือก หนังสือ แบบเรียนเพื่อใช้ในสถานศึกษา
แตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .01 ส่วน ปัญหาการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่มี
ประสบการณ์ในการปฏิบัติงานต่างกันโดยรวมไม่แตกต่างกัน เม่ือพิจารณารายด้านพบว่าด้านการใช้
เทคโนโลยีสารสนเทศกับการวางแผนงานด้านวิชาการ แตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ
.05 สภาพการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการบริหารงานวิชาการในโรงเรียน สังกัดสานักงานเขต

34

พ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 3 ตามความคิดของผู้บริหาร ครูผู้รับผิดชอบงานวิชาการ
และครูผู้รับผดิ ชอบงานด้านเทคโนโลยสี ารสนเทศ ทมี่ ีขนาดโรงเรียนต่างกันโดยรวมแตกต่างกันอย่างมี
นัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .01 เมื่อ พิจารณารายด้านพบว่า ด้านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศกับการ
วางแผนงานด้านวิชาการ แตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .01 ส่วนปัญหาการใช้
เทคโนโลยีสารสนเทศท่ีมีขนาดโรงเรียนต่างกันโดยรวมไม่แตกต่างกัน เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า
ด้านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศกับการนิเทศการศึกษาแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ
.01

สมจิตร ขวัญแดง (2560) ท่ีได้ศึกษาสภาพปัญหาของการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการ
บริหารสถานศึกษา สังกัดเทศบาลนครหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้บริหาร
สถานศกึ ษาและครูทป่ี ฏบิ ตั งิ านในสถานศกึ ษาสังกดั เทศบาลนครหาดใหญ่ จงั หวัดสงขลา จานวน 202
คน พบว่า 1) สภาพปัญหาของการใช้เทคโนโลยีสารสเทศในการบริหารการศึกษา ตามความคิดเห็น
ของผู้บริหารและครใู นสถานศึกษาสังกัดเทศบาลนครหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ในภาพรวมอยู่ในระดับ
ปานกลาง โดยเรียงค่าเฉล่ียจากมากไปหาน้อยได้แก่ ด้านการบริหารงานท่ัวไป การบริหารงานบุคคล
การบรหิ ารงานวชิ าการ และการบริหารงบประมาณ 2) สภาพปัญหาของการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ
ในการบริหารสถานศึกษา สังกัดเทศบาลนครหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ท่ีมีตาแหน่งหน้าที่ต่างกัน โดย
ภาพรวมและรายดา้ นทุกด้านแตกต่างกัน ส่วนผู้บริหารและครูในสถานศึกษาสังกัดสานักงานเทศบาล
นครหาดใหญ่ ท่ีมวี ฒุ ิการศกึ ษาต่างกัน มคี วามคิดเหน็ ตอ่ สภาพปัญหาของการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ
ในการบริหารสถานศึกษา สังกัดเทศบาลนครหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยภาพรวมแตกต่างกัน เมื่อ
พิจารณารายดา้ นพบว่า การบริหารงานงบประมาณและงานบริหารงานท่ัวไปแตกต่างกัน นอกจากน้ัน
ไม่แตกต่างกัน และผู้บริหารและครูในสถานศึกษา สังกัดเทศบาลนครหาดใหญ่ ท่ีมีประสบการณ์การ
ทางานตา่ งกัน โดยภาพรวมไม่ตา่ งกนั

อศุ มาน หลสี นั มะหมดั (2560) ไดศ้ ึกษาเรื่องสภาพปัญหาการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการ
บริหารงานโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 16 พบว่า 1)
สภาพการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการบริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดสานักงานเขตพื้นท่ี
การศึกษามัธยมศึกษาเขต 16 ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดได้แก่ ด้านการ
บริหารทั่วไป ด้านการบริหารงานบุคคล ด้านการบริหารวิชาการ และด้านการบริหารงบประมาณ
โดยสภาพการใช้งานอยู่ในระดับมากทุกด้าน 2) ผลการเปรียบเทียบสภาพสภาพปัญหาการใช้
เทคโนโลยีสารสนเทศในการบริหารงานโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษา
มัธยมศึกษาเขต 16 จาแนกตามตัวแปร วุฒิการศึกษา ประสบการณ์ในการอบรม และขนาดของ
โรงเรียน พบว่าครูที่มีวุฒิการศึกษา ประสบการณ์ในการฝึกอบรมด้าน ICT และปฏิบัติหน้าท่ีใน
โรงเรยี นทีม่ ีขนาดแตกต่างกัน มีสภาพการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการบริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา

35

สังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษามัธยมศึกษาเขต 16 แตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ
.05 .001 และ .001 ตามลาดับ 3) ผลการรวบรวมปัญหาการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการบริหาร
โรงเรียนมัธยมศึกษาสงั กัดสานกั งานเขตพ้นื ทกี่ ารศึกษามัธยมศึกษาเขต 16 ได้แก่ ครไู ม่มีความชานาญ
ในการใช้โปรแกรมออกแบบสือ่ การเรยี นการสอน ครูไม่นาสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการจัดการ
เรียนการสอนอย่างจริงจัง งบประมาณในการซ่อมบารุงรักษาอุปกรณ์เทคโนโลยีสารสนเทศมีไม่
เพยี งพอและแผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศของโรงเรยี นไม่ไดน้ ามาสกู่ ารปฏบิ ตั ิอย่างเปน็ รปู ธรรม

กวินตรา ซ้วนล่ิม (2560) ได้ศึกษาวิจัยเพื่อศึกษาเปรียบเทียบและเสนอแนะแนวทางการใช้
เทคโนโลยีสารสนเทศเพ่ือการบริหารสถานศึกษาโรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสานักงานเขตพื้นที่
การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานีเขต 1 กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ครูผู้สอน 220 คน เก็บข้อมูลโดยใช้
แบบสอบถามมีค่าความเช่ือม่ัน 0.973 และสัมภาษณ์ครูผู้สอน 10 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ
พื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน และทดสอบสถิติ ได้แก่ การทดสอบค่าที
ผลการวิจัย พบว่า การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการบริหารสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมาก
เรียงลาดับจากมากไปน้อย ดังนี้ ด้านการบริหารวิชาการด้านงานบริหารงานบุคคล ด้านงาน
บริหารงานทั่วไป และด้านงานบริหารงบประมาณผลการเปรียบเทียบการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ
จาแนกตามเพศ พบว่า แตกต่างกัน อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ี 0.05 จาแนกตามวุฒิการศึกษาและ
ประสบการณ์การทางานแตกต่างกัน การศึกษาแนวทางการดาเนินงาน พบว่าโรงเรียนควรมีการใช้
เทคโนโลยีสารสนเทศช่วยในการวางแผนอัตรากาลังโรงเรียนควรมีการใช้คอมพิวเตอร์มาช่วยในการ
บนั ทกึ การประชมุ ทงั้ ของผู้บริหารและคณะกรรมการสถานศึกษา

จากงานวิจัยที่เกีย่ วข้อง พบว่าสถานศึกษาส่วนใหญ่มีการใช้คอมพิวเตอร์และระบบเครือข่าย
คอมพิวเตอร์เข้ามาอานวยความสะดวกในการประมวลผลข้อมูล การจัดเก็บข้อมูล การรับ-ส่งข้อมูล
ท้ังภายในสถานศึกษาและระหวา่ งสถานศกึ ษากับองค์กรภายนอก รวมไปถึงการนาเทคโนโลยีเกี่ยวกับ
คอมพิวเตอรแ์ ละระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์มาประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนรู้ในชั้นเรียน ซึ่งในการ
นาเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสารมาประยุกต์ใช้ในสถานศึกษาน้ันต้องอาศัยการจัดการที่มี
ประสิทธิภาพและต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายในสถานศึกษา โดยเน้นที่การจัดการทรัพยากร
หรือปัจจัยพื้นฐานที่สาคัญในการจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสารได้แก่ 1) บุคลากร คือ
ครูหรือบุคลากรของโรงเรียนผู้ทาหน้าที่ดูแลเกี่ยวกับงานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 2)
งบประมาณ คือ จานวนเงินท่ีได้รับจัดสรรตามแผนปฏิบัติการของโรงเรียน 3) วัสดุอุปกรณ์ คือ
อุปกรณ์เทคโนโลยีสารสนเทศทางด้านคอมพิวเตอร์ 4) วิธีการจัดการ คือ การดาเนินการใช้งาน
เทคโนโลยีสนเทศและการสื่อสารของโรงเรียน ในส่วนของปัญหาท่ีพบจากงานวิจัยที่ศึกษานั้น พบว่า
สว่ นใหญ่ปญั หาเกดิ จากการจดั การทรัพยากรหรือปัจจัยพ้ืนฐานในการจัดการที่ไม่เหมาะสม ได้แก่การ

36

จัดบคุ ลากรเขาทางานไมเ่ หมาะสมกับงาน การจัดสรรงบประมาณไม่เพียงพอต่อการใช้งาน การสั่งซื้อ
วัสดอุ ุปกรณ์ทไ่ี มไ่ ดม้ าตรฐานและวธิ ีการจัดการทไ่ี มเ่ หมาะสม เป็นต้น

6.2 งานวจิ ยั ต่างประเทศ
ผู้วิจัยได้ศึกษางานวิจัยท่ีเก่ียวข้องกับเร่ืองการบริหารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศและการ
สื่อสารวทิ ยาลยั เทคนคิ มวกเหล็ก ซง่ึ เปน็ งานวจิ ยั ต่างประเทศมีดงั น้ี
Kivanc และ Mustafa (2012) ไดท้ าการศึกษาเก่ยี วกบั การเตรียมการสอนของครูพลศึกษา
โดยการบูรณาการการใช้เทคโนโลยีเพ่ือการจัดการเรียนการสอนให้เกิดประสิทธิภาพตามที่คาดหวัง
โดยได้ผลการศึกษา คอื การเรียนการสอนทีใ่ ช้เทคโนโลยีมาบูรณาการมปี ระสิทธิภาพและผลการเรียน
ทางกายภาพในระดับท่ีน่าพอใจ การศึกษาทางกายภาพและเทคโนโลยีท่ีเก่ียวกับเทคโนโลยีการกีฬา
ใหมไ่ มไ่ ดม้ อี ยูใ่ นการปฏบิ ัติการเรยี นการสอน จงึ ทาใหต้ ้องศึกษาหาความรู้ทางเทคโนโลยีการสอนเพ่ือ
นามาบูรณาการการเรียนรู้ดว้ ยตนเองและความคาดหวังจากผลการเรียนการสอนเป็นระดับปานกลาง
ซึ่งการรับรู้ของครูท่ีมีอิทธิพลต่อการรับรู้ทางด้านเทคโนโลยีโดยมาบูรณาการทางเทคโนโลยีการรับรู้
ความสามารถของตนเองและผลเทคโนโลยีการเรียนการสอน
Almalki and Williams (2012) ได้ทาการศึกษาและพัฒนากลยุทธ์ในการปรับปรุงการใช้
ไอซีทีในโรงเรียนประถมศึกษาประเทศซาอุดิอาระเบีย ซึ่งการวิเคราะห์น้ันจะมุ่งเน้นไปท่ี 1. ปัจจัย
ดา้ นครูผ้สู อน ไดแ้ ก่ 1.1) การขาดความม่ันใจของครู 1.2) การขาดความสามารถของครู 1.3) ทัศนคติ
เชิงลบ 2. ปัจจัยด้านสถาบันการศึกษา ได้แก่ 2.1) การขาดแคลนเวลา 2.2) การขาดประสิทธิภาพ
ของการฝึกอบรม 2.3) การขาดบุคลากรสนับสนุนทางเทคนิค 2.4) อุปสรรคทางการเป็นผู้นา และ 3.
ปัจจัยภายนอก ได้แก่ 3.1) วัฒนธรรมท้องถ่ิน 3.2) การขาดเงินทุนสนับสนุน 3.3) การขาดการ
วางแผนอย่างเหมาะสม จากการศึกษาหลายแหล่งข้อมูลอ้างอิงเสนอวิธีการแก้ปัญหาต่าง ๆ สาหรับ
การดาเนินงานของไอซีทีในโรงเรียน สาหรับวิธีการแก้ปัญหาท่ีจะสามารถนามาใช้ในสถานศึกษาของ
ประเทศซาอดุ อิ าระเบีย มีดังนี้ 1) การพัฒนาส่วนบุคคลสาหรับครู โดยต้องการฝึกอบรมด้านไอซีทีข้ัน
พื้นฐานสาหรับครูในโรงเรียนระดับประถมศึกษาและควรจะดาเนินการในระดับชาติโดยรัฐบาล และ
การฝึกอบรมดา้ นไอซที ที เี่ ฉพาะเจาะจง อาจจะดาเนินการในระดับโรงเรียน และถูกกาหนด โดยความ
ต้องการของแต่ละโรงเรียน 2) การฝึกอบรมนักเรียน ความพร้อมของ ทรัพยากรไอซีทีซึ่งจะไม่เกิด
ประโยชน์ถ้านักเรียนไม่มี ทักษะที่จะใช้ในกระบวนการเรียนรู้ ดังน้ัน โรงเรียนควรจัดให้มีการฝึกขั้น
พ้ืนฐานสาหรับนักเรียน โดยการฝึกอบรม มีวัตถุประสงค์เพื่อเพ่ิมแรงจูงใจในการเรียนรู้ของนักเรียน
3) การสนับสนุนสถาบันการศึกษา โดยต้องดาเนินการเป็นในลักษณะสร้าง “สภาพแวดล้อมท่ี
สนับสนุน” ให้เกิดการใช้ไอซีที การฝึกอบรมจัดเตรียมบุคลากรสนับสนุนทางเทคนิค ส่วนประกอบ
ไอซีทีฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ควรจะมีการบารุงรักษาและการสนับสนุนทางเทคนิคท่ีควรจะใช้ได้เม่ือ
ครูมีประสบปัญหาและอุปสรรคในการใช้งาน โดยมีการจ้างผู้มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางซ่ึงมีความ

37

รับผิดชอบเพ่ือสนับสนุนการดาเนินไอซีทีในโรงเรียนประถมศึกษา 4) การสนับสนุนของชุมชนและ
รัฐบาล ถ้าโรงเรียนมีเงินเพียงพอจะรับประกันได้ว่ามีการพัฒนาอย่างยั่งยืนสาหรับการเข้าถึงไอซีที
ดังนั้น การระดมทุนของรัฐบาลมีความจาเป็นอย่างมากในการจัดเตรียมฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่
เหมาะสมสาหรับโรงเรียน การสนับสนุนเงิน โดยสมาคมผู้ปกครองท่ีเพิ่มขึ้น การเข้าถึงไอซีทีอย่าง
ต่อเนื่อง 5) แก้ปัญหาทางวัฒนธรรม ครูควรมีความมั่นใจในการใช้ไอซีที โดยเห็นถึงคุณค่าและมี
ทศั นคตทิ เ่ี ชอ่ื ว่าการบูรณาการเทคโนโลยีในการจดั การเรียนการสอนจะทาให้ประสิทธิภาพในการสอน
ดยี ่งิ ขน้ึ ซง่ึ ในความจริงแล้วความพยายามน้ี อาจมีการเปลี่ยนแปลงทัศนคติเชิงลบของครูไปสู่ทัศนคติ
เชิงบวกเก่ยี วกบั การบูรณาการไอซที ี

McKnight et al. (2016) ได้ทาการศึกษาบทบาทของเทคโนโลยีท่ีมีต่อการจัดการเรียน การ
สอนและปัจจัยที่ส่งผลให้การบูรณาการเทคโนโลยีในโรงเรียนประสบผลสาเร็จ โดยทาการศึกษาจาก
โรงเรียนแกนนาด้านเทคโนโลยีและโรงเรียนท่ีเข้ารว่ มโครงการโรงเรียนนวตั กรรม (Digital Promise’s
League of Innovation Schools) โดยมีการเก็บข้อมูลจากการสนทนากลุ่ม การสังเกตห้องเรียน
และแบบสอบถามออนไลน์ ผลการศึกษาพบว่าบทบาทของเทคโนโลยีท่ีมีต่อการจัดการเรียนการสอน
มีทั้งหมด 6 กลยุทธ์ ได้แก่ 1. การจัดการข้อมูลและการส่ือสาร (Communication and
information management) 2. การนาเสนอข้อมูลและเนื้อหาได้โดยตรง (Direct Instruction of
Content) 3. การเข้าถึงและเอื้ออานวยความสะดวกในการจัดการเรียนการสอน (Access and
Accommodation) 4. การสนับสนุนให้เกิดการทางานร่วมกัน (Collaboration) 5.การทาให้เกิด
การศึกษา สืบค้น และความคิดสร้างสรรค์ (Research, Explotation and Crativiti) 6. การประเมิน
และให้ผลสะท้อนกลับ (Asessement and Feedback) นอกจากน้ียังพบว่าปัจจัยสาคัญท่ีทาให้
การบูรณาการเทคโนโลยีในโรงเรียนประสบความสาเร็จ ได้แก่ การสนับสนุนของผู้บริหาร การ
ปฏิบัติงานอย่างต่อเน่ือง ครูมีแรงขับเคลื่อนในการพัฒนาเป็นผู้เช่ียวชาญในวิชาชีพ และโครงสร้าง
พ้นื นฐานทางเทคโนโลยีของโรงเรียน

Anthony DiRomualdo, Dorothée El-Khoury และ Franco Girimonte (2017) ศึกษา
เรื่องการบริหารงานทรัพยากรมนุษย์ในยุคเทคโนโลยีดิจิทัลที่จะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง
การดาเนินงานและบทบาทของส่วนงานบริหารทรัพยากรมนุษย์ มีวัตถุประสงค์เพ่ือศึกษาผลกระทบ
ด้านการเปล่ียนแปลงของเทคโนโลยีดิจิทัลท่ีมีต่อประเภทงานต่าง ๆ ของงานบริการโดยฝ่ายบริหาร
ทรัพยากรมนุษย์และการส่งมอบงาน ผลการศึกษาพบว่า องค์กรทรัพยากรมนุษย์ต่าง ๆ จะต้องเร่ิม
วางแผนการเปล่ียนแปลงท่ีองค์กรต้องการเพ่ือให้ตอบสนองกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีดิจิทัล
และสามารถใช้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงเพื่อปรับปรุงขีดความสามารถและสมรรถภาพของงาน
ทรัพยากรมนุษย์ รวมถึงมีการพัฒนาขอบข่ายงานการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล ( Digital
Transformation Framework) ท่แี สดงถงึ โครงสรา้ งสาหรับการบงั คับใชแ้ ผนและการดาเนนิ การ

38

จากงานวิจยั ทเี่ ก่ยี วขอ้ ง พบว่าสถานศึกษาสว่ นใหญม่ กี ารใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและ
การสื่อสาร เข้ามาอานวยความสะดวกในการบริหารจัดการ และการดาเนินการของสถานศึกษา
รวมถึงประมวลผลข้อมูล การจัดเก็บข้อมูล การรับ-ส่งข้อมูล ท้ังภายในสถานศึกษาและระหว่าง
สถานศึกษากับองค์กรภายนอก รวมไปถึงการนาเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสารมาประยุกต์ใช้
ในการจัดการเรียนรู้ในช้ันเรียน ซึ่งในการนาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมาประยุกต์ใช้ใน
สถานศึกษาน้ันต้องอาศัยการจัดการท่ีมีประสิทธิภาพและต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายใน
สถานศึกษา โดยเน้นท่ีการจัดการทรัพยากรหรือปัจจัยพื้นฐานท่ีสาคัญในการจัดการเทคโนโลยี
สารสนเทศและการส่อื สารได้แก่ 1) บคุ ลากร คือ ครูหรอื บคุ ลากรของโรงเรียนผู้ทาหน้าที่ดูแลเกี่ยวกับ
งานเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสาร 2) งบประมาณ คือ จานวนเงินที่ได้รับจัดสรรตาม
แผนปฏิบัติการของโรงเรียน 3) วัสดุอุปกรณ์ คือ อุปกรณ์เทคโนโลยีสารสนเทศทางด้านคอมพิวเตอร์
4) วิธีการจัดการ คือ การดาเนินการใช้งานเทคโนโลยีสนเทศและการสื่อสารของสถานศึกษา ในส่วน
ของปัญหาที่พบจากงานวิจัยท่ีศึกษานั้น พบว่าส่วนใหญ่ปัญหาเกิดจากการจัดการทรัพยากรหรือ
ปัจจัยพ้ืนฐานในการจัดการท่ีไม่เหมาะสม ได้แก่ การจัดบุคลากรเข้าทางานไม่เหมาะสมกับงาน การ
จดั สรรงบประมาณไม่เพียงพอต่อการใชง้ าน การส่งั ซื้อวัสดุอุปกรณ์ที่ไมได้มาตรฐานและวิธีการจัดการ
ท่ีไม่เหมาะสม เป็นต้น จากข้อมูลการวิจัยด้านเทคโนโลยีสารสนเทศท่ีมีความแตกต่างด้านบริบทของ
สถานศึกษาข้างต้น จึงทาให้ผู้ศึกษามีความสนใจใน การศึกษาการบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศและ
การสื่อสารวิทยาลัยเทคนิคมวกเหล็กมีสภาพเป็นอย่างไร เพื่อนาข้อมูลท่ีได้จากการศึกษาไป
พัฒนาการจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศเพอ่ื การส่อื สารในสถานศึกษาต่อไป

7. กรอบแนวคิดในการศึกษา (Conceptual Framework)
ในการบริหารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสารในวิทยาลัยเทคนิคมวกเหล็ก ผู้

ศึกษาได้ศึกษาทฤษฎีและหลักการ แนวคิด ต่าง ๆ เก่ียวกับการบริหารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศ
และการสอ่ื สาร แบง่ เปน็ 3 ดา้ น เพือ่ นามาเป็นกรอบแนวคิดในการศกึ ษาในคร้งั น้ี ดังนี้

1. ดา้ นโครงสรา้ งพ้ืนฐาน
2. ดา้ นการบริหารจดั การในสถานศึกษา
3. ดา้ นการจัดการเรยี นการสอน
จากแนวคดิ ทฤษฎแี ละรายงานการวจิ ยั ดงั กลา่ วขา้ งต้น ผู้ศกึ ษาไดน้ าหลักและทฤษฎที ไี่ ด้
ศึกษา กาหนดเป็นกรอบแนวคิดในการศึกษาในครั้งนี้ ดังภาพท่ี 1

39

ตวั แปรต้น ตัวแปรตาม

สถานภาพ การบริหารจดั การ
1.ตาแหน่งงาน เทคโนโลยสี ารสนเทศและการสือ่ สาร
1.1 ครู 1. สภาพการบริหาร 3 ดา้ น
1.2 เจ้าหนา้ ที่
2. ประสบการณ์ทางาน 1) ดา้ นโครงสรา้ งพื้นฐาน
2.1 น้อยกว่า 5 ปี 2) ด้านการบริหารจัดการใน
2.2 5 – 10 ปี สถานศึกษา
2.3 มากกกว่า 10 ปี 3) ด้านการจัดการเรียนการ
สอน
2. เปรียบเทยี บสภาพการบริหาร
จดั การเทคโนโลยีสารสนเทศและการ
สื่อสาร

ภาพที่ 1 กรอบแนวคดิ ในการศึกษา

40

บทท่ี 3
วิธีดำเนินกำร

ในการศึกษาคร้ังนี้ เป็นการศึกษาเชิงสารวจ เพื่อศึกษาการบริหารจัดการเทคโนโลยี
สารสนเทศและการสอื่ สารของวทิ ยาลยั เทคนคิ มวกเหล็ก มวี ธิ ีการดาเนินการศึกษา ดังนี้

1. ประชากรและกลุม่ เปา้ หมาย
2. เครื่องมอื ท่ีใชใ้ นการรวบรวมข้อมูล
3. การสร้างเครื่องมือ
4. การเก็บรวบรวมข้อมลู
5. การวิเคราะห์ขอ้ มูลและสถิติท่ีใชใ้ นการวเิ คราะห์ข้อมูล

1. ประชำกร
ประชากร หมายถึง บุคลากรของวิทยาลัยเทคนิคมวกเหล็ก โดยจาแนกตามตาแหน่งงาน

ไดแ้ ก่ ครู จานวน 38 คน เจา้ หนา้ ที่ จานวน 15 คน รวมทัง้ หมด 53 คน มีรายละเอียดดังตารางที่
1

ตำรำงที่ 1 แสดงขนาดประชากร

ตำแหน่งงำน จำนวนประชำกร(คน)

ครู 38
เจ้าหนา้ ที่ 15
53
รวม

2. เคร่ืองมอื ทีใ่ ช้ในกำรรวบรวมข้อมูล
1. เครอ่ื งมอื ที่ใชใ้ นการรวบรวมข้อมลู ในครัง้ นี้ คอื
เป็นแบบสอบถาม ใช้ถามเก่ียวกับการบริหารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศและการ

ส่อื สารของวิทยาลัยเทคนคิ มวกเหล็ก
2. ลกั ษณะเคร่ืองมอื
เครื่องมือท่ีใช้ในการศึกษาการบริหารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของ

วิทยาลัยเทคนคิ มวกเหล็ก คือ แบบสอบถาม 1 ฉบบั มี 2 ตอน ไดแ้ ก่
ตอนที่ 1 แบบสอบถามเกี่ยวกับสถานภาพของผู้ตอบ เป็นแบบตรวจสอบรายการ (Check

List) แบบสอบถาม

41

ตอนท่ี 2 แบบสอบถามเก่ียวกับการบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสารของ
วิทยาลัยเทคนิคมวกเหล็ก ท่ีผู้ศึกษาสร้างข้ึนจากหลักการ แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้อง
โดยมีองค์ประกอบ ทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านโครงสร้างพ้ืนฐาน 2) ด้านการบริหารจัดการใน
สถานศึกษา และ3) ด้านการจัดการเรียนการสอน เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale)
5 ระดับ คือ มากท่ีสุด มาก ปานกลาง น้อย และน้อยที่สุด ตามแบบของ Likert (บุญชม ศรีสะอาด,
2556)

3. กำรสร้ำงเครือ่ งมือ
เครื่องมือท่ีใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคร้ังน้ี ผู้ศึกษาได้ใช้แบบสอบถามเพ่ือศึกษาการ

บริหารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของวิทยาลัยเทคนิคมวกเหล็ก แบ่งออกเป็น 2
ตอน คือ

ตอนที่ 1 เป็นแบบสอบถามข้อมูลส่วนตัวของผู้ตอบแบบสอบถาม ได้แก่ ตาแหน่งงาน
ประสบการณก์ ารทางาน ลักษณะของแบบสอบถามเป็นแบบเลือกตอบ (Check List)

ตอนที่ 2 แบบสอบถามเก่ียวกับการบริหารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสารใน
ของวิทยาลัยเทคนิคมวกเหล็ก ใน 3 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านโครงสร้างพื้นฐาน 2) ด้านการบริหารจัดการ
ในสถานศึกษา และ3) ด้านการจัดการเรียนการสอน โดยผู้ศึกษาสร้างแบบสอบถามเป็นแบบมาตรา
ส่วนประมาณค่า (Rating Scale) มีระดับความคิดเห็น 5 ระดับ คือ น้อยท่ีสุด น้อย ปานกลาง มาก
และมากทส่ี ุด

กำรสร้ำงเคร่อื งมือ
การสร้างเคร่อื งมอื เพื่อใช้ในการเกบ็ รวบรวมข้อมูลแบบสอบถามท่มี ีลักษณะเป็นแบบมาตรา
ส่วนประมาณค่า 5 ระดับตามแนวคิดของลิเคิร์ท (Likert) เพ่ือสร้างแบบสอบถามเกี่ยวกับศึกษาการ
บริหารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสารวิทยาลัยเทคนิคมวกเหล็ก โดยผู้ศึกษาได้
ดาเนนิ การตามขน้ั ตอนดงั นี้
1. ศึกษาเอกสาร แนวคิด ทฤษฎี ตารา บทความ และงานวิจัยที่เก่ียวข้องกับการบริหาร
เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
2. นาข้อมูลและแนวคิดต่าง ๆ มากาหนดเป็นนิยามศัพท์ เพ่ือสร้างแบบสอบถามและ
วเิ คราะห์เครื่องมอื ที่ใชใ้ นการวิจยั
3. นาแบบสอบถามเสนอผู้เช่ียวชาญเพ่ือพิจารณาแก้ไขข้อบกพร่องให้มีความถูกต้อง
ครอบคลมุ ตามขอบเขตและนยิ ามศัพท์ทีศ่ ึกษา พรอ้ มท้ังตรวจสานวนภาษาทใ่ี ชใ้ นแบบสอบถาม

42

4. นาแบบสอบถามทส่ี ร้างไปหาคณุ ภาพของเครอ่ื งมอื เพ่อื หาความเท่ียงตรง(Validity) โดย
ผู้ศึกษาได้นาแบบสอบถามไปให้ผู้เช่ียวชาญ จานวน 5 ท่าน พิจารณาตรวจสอบความเท่ียงตรงตาม
เน้อื หา (Content Validity) ของแบบสอบถาม

จากนน้ั ผศู้ กึ ษาได้นาแบบสอบถามจากผู้เชี่ยวชาญท้ัง 5 ฉบับท่ีได้ตรวจสอบและเสนอแนะ
เพ่ือการแก้ไขแบบสอบถามเป็นรายข้อ มาทาการปรับแก้เนื้อหาของข้อคาถามเป็นรายข้อพร้อมทั้ง
ปรับข้อคาถามท่ีไม่ชัดเจนและซ้าซ้อน โดยทาการเพิ่มเติมหรือตัดบางข้อออกเพ่ือให้ได้แบบสอบถาม
ท้ังรายด้านและรวมทั้งฉบับที่ครอบคลุมนิยามศัพท์ของตัวแปรตาม ก่อนที่จะนาไปทาการทดลอง
ตอ่ ไป

5. นาแบบสอบถามที่ได้มาปรับปรุงแก้ไข แล้วนาไปทดลองใช้ (Try-out) กับครูและ
เจ้าหน้าท่ีวิทยาลัยสารพัดช่างสระบุรี จังหวัดสระบุรี จานวน 30 คน แล้วนาไปหาค่าความเชื่อม่ัน
(Reliability) ของแบบสอบถามโดยใช้สูตรสัมประสิทธ์ิแอลฟา (Alpha-Coefficient) ของครอนบาค
ได้ความเชือ่ มั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับ 0.93

4. กำรเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู
ดาเนินการเก็บรวบรวมขอ้ มูลจากแบบสอบถาม ดังนี้
4.1 การเก็บรวบรวมขอ้ มูลจากประชากร โดยผ้ศู กึ ษาได้ขออนุญาตจากผู้อานวยการเพ่ือ

เก็บขอ้ มูลจากบคุ ลากรวทิ ยาลยั เทคนิคมวกเหล็ก
4.2 การเก็บรวมรวมข้อมูลที่เปน็ แบบสอบถาม ครูและเจ้าหน้าท่ี โดยการชี้แจงทาความ

เข้าใจวัตถุประสงค์ใหเ้ ข้าใจในทุกประเดน็
4.3 เกบ็ รวบรวมข้อมลู ทีเ่ ปน็ แบบสอบถาม จากครูและเจา้ หน้าทท่ี กุ คน

5. กำรจัดกระทำข้อมูลและกำรวเิ ครำะหข์ อ้ มลู
5.1 กำรจัดกระทำข้อมูล
นาแบบสอบถามท่ีได้รับคืนมา ตรวจสอบความสมบูรณ์ โดยพิจารณาจากแบบสอบถาม

ท่ีผตู้ อบ ตอบครบทกุ ขอ้ คาถามทงั้ ตอนท่ี 1 และตอนท่ี 2 สาหรบั ฉบับที่ตอบไม่ครบ ผู้ศึกษาจะติดตาม
และขอความรว่ มมือใหต้ อบแบบสอบถามให้ครบตามจานวนประชากรกลุ่มเป้าหมาย จากนั้นนามาทา
การวิเคราะห์ดงั นี้

5.1.1 แบบสอบถามตอนท่ี 1 วิเคราะห์แบบสอบถามตามสถานภาพของผู้ตอบ
แบบสอบถาม โดยจาแนกตามสถานภาพ ตาแหนง่ งาน ประสบการณก์ ารทางาน แล้วนามาหาค่าแจก
แจงความถ่ี (Frequency) และคา่ ร้อยละ (Percentage)


Click to View FlipBook Version