คมู่ อื อิเล็กทรอนิกส์
สัณฐานวิทยา
MORPHOLOGY
เบอ้ื งต้นของพชื
ภายในสวนพฤกษศาสตร์ระยอง
ชนชนม์ ชูเชือ้
ณฐั วฒุ ิ สร้อยจิตร
ธนโชค วานชิ ผดงุ ธรรม
คมู่ อื อิเล็กทรอนิกส์
สัณฐานวิทยา
MORPHOLOGY
เบอ้ื งต้นของพชื
ภายในสวนพฤกษศาสตร์ระยอง
ชนชนม์ ชูเชือ้
ณฐั วฒุ ิ สร้อยจิตร
ธนโชค วานชิ ผดงุ ธรรม
คำ�นำ�
คู่�ม่ ือื อิเิ ล็ก็ ทรอนิิกส์ส์ ััณฐานวิิทยาเบื้อ�้ งต้้นของพืชื จััดทำำ�ขึ้น�้ เพื่่อ� เป็็นข้อ้ มููลพื้้น� ฐานในการระบุุ
ลักั ษณะสััณฐานของพืชื ในพื้้น� ที่ส�่ วนพฤกษศาสตร์ร์ ะยอง เพราะลัักษณะของสัณั ฐานที่ม่� ีีความแปร
เปลี่ย่� นไปตามชนิดิ และหน้้าที่่� รวมถึงึ ถิ่�นที่่อ� ยู่�่ การทำ�ำ ความเข้า้ ใจและเรีียนรู้้�อาจทำ�ำ ได้ย้ ากสำ�ำ หรัับผู้้�
เริ่ม� ศึึกษา ซึ่ง�่ ในพื้้น� ที่�ข่ องสวนพฤกษศาสตร์์ระยองนั้้น� มีีความสำ�ำ คัญั เพราะเป็น็ พื้้น� ที่�่ที่�่มีีการอนุรุ ัักษ์์
ความหลากหลายของสิ่ง� มีีชีีวิิตไว้้มากมาย พืชื พรรณที่พ�่ บจึึงมีีสััณฐานที่่แ� ตกต่่างกันั ไป ผู้�จ้ ััดทำ�ำ จึึงได้้
ใช้ต้ ัวั อย่่างภาพของพืืชที่พ่� บในพื้้�นที่�่สวน เพื่่�อให้ผ้ ู้้�ที่ไ� ด้เ้ ข้า้ มาศึึกษาในพื้้�นที่่�สวนพฤกษศาสตร์ร์ ะยอง
รวมถึงึ ผู้้�ที่�ใช้ห้ นัังสือื เล่่มนี้้ส� ามารถเรีียนรู้้� และเข้า้ ใจถึงึ ลัักษณะ กลุ่�ม ชื่่อ� และหน้้าที่่�ของสััณฐาน
เหล่่านั้้น� นอกจากนี้้�การทำำ�เป็็นคู่�่มืือในรููปแบบอิิเล็ก็ ทรอนิิกส์์ทำำ�ให้ส้ ะดวกต่่อการพกพาและใช้ง้ าน
ส่่งเสริิมในการเรีียนรู้้�ในพื้้�นที่�่ภายในสวนแก่่คนทุุกเพศและทุุกวััยอีีกด้ว้ ย ในท้้ายที่ส�่ ุดุ นี้้�ผู้้จ� ััดทำ�ำ คาด
หวัังว่่าผู้้�ที่�ได้้ใช้้งานหนัังสืือคู่�่มืือเล่่มนี้้�อาจจะนำำ�ความรู้้�ที่่�ได้้จากการศึึกษาไปใช้้ต่่อยอดไม่่ว่่าจะ
เป็็นการใช้้งานเชิงิ ลึึกทางด้า้ นวิิชาการ เช่่น การศึึกษาสัณั ฐานวิทิ ยาในเชิงิ ลึึก การศึึกษาด้้านอนุกุ รม
วิธิ านเพื่่อ� จััดกลุ่�มพืืช หรือื อาจจะใช้ใ้ นชีีวิติ ประจำำ�วันั ทั่่�วไป แต่่น้อ้ ยที่่�สุดุ คือื ผู้้�ที่ไ� ด้ศ้ ึึกษานั้้น� สามารถ
รู้�จััก และเข้า้ ใจพืืชได้ด้ ีียิ่่ง� ขึ้�้น รวมถึึงทำ�ำ ให้้การศึึกษาและสำ�ำ รวจธรรมชาติิเป็น็ สิ่่�งที่่�น่่าสนใจมากกว่่าที่่�
ผ่่านมา
คณะนิิสิิตฝึึกประสบการณ์์
คณะวิทิ ยาศาสตร์์ ภาควิิชาพฤกษศาสตร์์
จุุฬาลงกรณ์ม์ หาวิทิ ยาลััย
18 กรกฎาคม 2564
กิตติกรรมประกาศ
การจััดทำ�ำ คู่�ม่ ืืออิเิ ล็ก็ ทรอนิกิ ส์ส์ ัณั ฐานวิิทยาเบื้อ�้ งต้้นของพืืช ภายในพื้้น� ที่่�สวนพฤกษศาสตร์์
ระยอง อาจไม่่สามารถสำำ�เร็็จไปได้้ หากไม่่ได้ร้ ัับการช่่วยเหลือื จากทุกุ ฝ่่ายในสวนพฤกษศาสตร์์
ระยอง คณะผู้จ�้ ััดทำำ�ขอกราบขอบพระคุุณ หัวั หน้า้ สวนพฤกษศาสตร์์ระยอง ท่่าน วัชั นะ บุุญชััย ที่่�
ให้ก้ ารสนัับสนุนุ ในด้า้ นความรู้้� และประสบการณ์์ รวมถึงึ ทรัพั ยากรต่่าง ๆ ไม่่ว่่าจะเป็น็ อุปุ กรณ์์
เครื่่�องมืือ และการบริิการต่่าง ๆ ภายในสวนทำำ�ให้้ผู้้�จััดทำำ�สามารถเก็็บข้้อมููลเพื่่�อใช้้ในการจััดทำำ�
หนัังสืือคู่�ม่ ือื สััณฐานวิิทยาได้้อย่่างสมบููรณ์์
ขอขอบพระคุณุ นางสาวมยุุรีี ภิิญโญศักั ดิ์ � นางสาวลัักษิิกา รอดโพธิ์์�ทอง นายพีีรณััฐ เจริญิ
รื่น� และนางสาว สุพุ ััตรา เจริิญเวชธรรม ที่�่เป็น็ ผู้�้ให้ค้ ำำ�ปรึึกษาในด้้านความรู้้�ทางด้้านพฤกษศาสตร์์
และในด้้านการจััดทำำ�คู่�่มือื รวมถึึงเอกสาร ทำ�ำ ให้ค้ ู่่�มืือเล่่มนี้้�มีีความถููกต้อ้ งตามหลัักวิชิ าการ มีีความ
เหมาะสมของเนื้้�อหา และมีีภาษาในการเขีียนที่�่สละสลวย รวมถึงึ ให้้การสนับั สนุุนทั้้ง� ในด้้านของ
อุุปกรณ์์ แหล่่งความรู้้�เพิ่่�มเติมิ ซึ่ง�่ ส่่งผลให้ก้ ารจััดทำ�ำ คู่ม่� ือื ดำำ�เนินิ การอย่่างไร้้การติิดขัดั และมีีความ
สมบููรณ์์ ซึ่�ง่ หนังั สืือคู่่ม� ืือเล่่มนี้้�สามารถใช้้เป็็นแหล่่งความรู้้�แก่่ผู้้�ที่เ� ข้้ามาท่่องเที่ย�่ วหรือื ศึึกษา ภายใน
สวนพฤกษศาสตร์ร์ ะยองแห่่งนี้้�ได้้
ในท้้ายที่่�สุดุ นี้้�ขอขอบพระคุุณ พนักั งานเจ้า้ หน้้าที่ส�่ วนพฤกษศาสตร์ร์ ะยอง องค์์การสวน
พฤกษศาสตร์ท์ ุุกท่่านที่่�คอยให้ก้ ารสนับั สนุุนช่่วยเหลือื ให้ค้ ำ�ำ แนะนำำ� ส่่งเสริมิ และเป็็นกำำ�ลังั ใจในการ
จััดทำำ�หนัังสืือคู่่ม� ือื ทำ�ำ ให้้ผู้้�ศึกษาได้้รับั ความสะดวกในการดำ�ำ เนินิ การ และสร้้างชิ้�นงานออกมาสำำ�เร็จ็
ได้ใ้ นที่่�สุุด ตลอดจนให้ป้ ระสบการณ์ท์ ี่�่นอกเหนืือจากการเรีียนรู้้�ภายในห้้องเรีียนซึ่่ง� เป็็นความรู้้�ที่ม่� ีีค่่า
ซึ่�่งสามารถนำ�ำ มาใช้้ต่่อยอดในการดำ�ำ เนินิ ชีีวิติ ได้้
สารบัญั
Bryophytes 1
ไบรโอไฟต์คืออะไร ? 2
โครงสรา้ งทั่วไปและวัฏจักรชีวติ ของพืชกลุ่ มไบรโอไฟต์ 3
Pteridophyte 5
เทอริโดไฟตค์ อื อะไร 6
ถิ่นท่อี ยู่ (Habitat) 7
ลักษณะวสิ ยั (Habit) 7
ส่วนประกอบต่าง ๆ ของเฟนิ (Fern’s Structure) 8
ราก (Roots) 9
ล�ำ ตน้ (Stem) 10
ส่งิ ปกคลุม (Indumentum) 11
ส่วนประกอบต่าง ๆ ของใบพชื กลุ่มเฟนิ 12
ส่วนประกอบต่าง ๆ ของใบเฟิน (Structure of Frond) 13
ใบ (Leaves) 14
ใบอ่อนม้วน (Fiddlehead) 15
ชนิดของใบ (Types of Frond) 16
รูปรา่ งใบ (Frond Shape) 17
ขอบใบ (Frond Margin) 17
รูปรา่ งฐานใบ (Frond Apex) 17
รูปรา่ งปลายใบ (Frond Apex) 17
ใบสร้างกลุ่มอับสปอร์ (Fertile Frond)-
และใบไม่สร้างกลุ่มอับสปอร์ (Sterile Frond) 18
ใบประกบต้น (Nest Leaf) 19
เนอื้ ใบ (Leaf Texture) 20
การเรียงเสน้ ใบ (Venation) 20
รูปแบบการสร้างอับสปอร์ (Patterns of Sporangium Formation) 21
การเรยี งตวั ของกลุ่มอบั สปอร์ (Arrangements of Sori) 23
รูปร่างของกลุ่ มอับสปอร์ (Shape of Sori) 24
เยื่อคลุมกลุ่มอบั สปอร์ (Indusium) 24
สตรอบิลัส (Strobilus) 25
ซอโรฟอร์ (Sorophore) 25
อบั สปอร์ติดกนั (Synangium) 26
การสบื พันธแ์ุ บบไม่อาศยั เพศ (Asexual Reproduction) 27
Gymnosperm 28
พืชวงศ์ปรง [Cycadaceae] 29
พืชวงศส์ น [Pinaceae] 30
พชื วงศ์พญาไม้ [Podocarpaceae] 31
สารบัญั
Angiosperm 32
ถิ่นทีอ่ ยู่ (Habitat) 33
ลักษณะวสิ ัย (Habit) 34
การแบ่งลกั ษณะวสิ ัยตามโครงสรา้ ง 34
การแบ่งลักษณะวสิ ยั ตามระยะเวลาเตบิ โต 36
การแบ่งลกั ษณะวสิ ยั ตามการออกดอก 36
การเจริญของพืช 37
ราก (Root) 38
ระบบราก (Root System) 38
รากพเิ ศษ (Adventitious Root) 38
ล�ำ ตน้ (Stem) 40
ลำ�ตน้ พิเศษ (Modified Stem) 42
ใบ (Leaf) 45
ส่วนประกอบใบ (Leaf Composition) 45
หูใบ (Stipule) 46
เส้นใบ (Leaf Venation) 47
รูปร่างใบ (Leaf Shape) 48
ปลายใบ (Leaf Apex) 49
ฐานใบ (Leaf base) 50
ขอบใบ (Leaf Margin) 50
ชนิดใบ (Types of Leaf) 51
การเรียงของใบ (Phyllotaxy) 53
การจัดเรียงใบอ่อนกอ่ นคลี่ (Leaf Vernation) 54
ใบพเิ ศษ (Modified Leaf) 54
ดอก (Flowers) 56
ส่วนประกอบของดอก (Floral Composition) 56
ประเภทดอก (Types of Flower) 57
สมมาตรดอก (Flower Symmetry) 61
ต�ำ แหน่งการออกดอก (Position) 62
การเชือ่ มกันของวงกลีบเลี้ยง (Calyx Fusion) 63
การเชื่อมกันของวงกลีบดอก (Corolla Fusion) 63
รูปร่างของดอก (Form of Corolla) 64
ผล (Fruits) 67
ประเภทของผล (Types of Fruit) 67
ดชั นีชื่อชื่อวทิ ยาศาสตร์ (Index) 71
ดชั นีช่อื ชอ่ื ไทย (Index) 72
บรรณานุกรม 73
ประวัตผิ ู้เขียน 74
aBrdoetnaRnayi cong
Bryophytes
1
2arBdoetnaRnaiycong 1
13
ไบรโอไฟต์คอื อะไร ? 4
6
ไบรโอไฟต์์ (Bryophytes) เป็็นกลุ่�มพืชื ที่่�ไม่่มีี
เนื้้อ� เยื่อ� ลำ�ำ เลีียง ไม่่มีีราก ลำำ�ต้้น และใบที่่แ� ท้จ้ ริงิ ไม่่มีี
การสร้้างดอกและเมล็็ด โดยทั่่�วไปมัักมีีขนาดเล็็ก พืืช
กลุ่ม� นี้้ม� ักั ชอบความชื้้น� สููง สามารถพบได้้ตั้�งแต่่ความสููง
ใกล้้ระดัับทะเลจนกระทั่่�งยอดเขาสููง ๆ อีีกทั้้�งมีีถิ่่�นที่่�อยู่�่
ที่่�หลากหลาย ไม่่ว่่าจะเป็็นบนดิิน เกาะตามเปลืือก
ต้้นไม้ ้ บนหินิ หรืือแม้้กระทั่่�งใบไม้้ ไบรโอไฟต์์มีีสมาชิิก
3 กลุ่ม� ได้แ้ ก่่ มอสส์์ (mosses) ลิเิ วอร์เ์ วิริ ์ต์ (liverworts)
และฮอร์์นเวิริ ์์ต (hornworts)
1-4 mosses
5 thalloid liverwort
5 6 leafy liverwort
2
โครงสร้างทั่วไปและวัฏจกั รชีวิตของพืชกล่มุ ไบรโอไฟต์
โครงสรา้ งพืชกล่มุ มอส (mosses)
arBdoetnaRnaiycong หมวก
อัับสปอร์์ สปอร์์ (calyptra)
(sporangium) (spore) ฝาปิิด
(operculum)
อับั สปอร์์
(sporangium) (peristome teeth)
ก้้านชูอู ับั สปอร์์ ก้า้ นชููอับั สปอร์์
(seta หรือื stalk) (seta หรืือ stalk)
โครงสร้้างคล้า้ ยใบ
สปอโรไฟต์์ (leaf-like structure)
(sporophyte)
แกมีโี ทไฟต์์ ไบรโอไฟต์ม์ ีีวัฏั จักั รชีีวิิตแบบสลัับ (alternation
(gametophyte) of generations) มีี 2 ระยะ คืือระยะแกมีีโทไฟต์ ์
(gametophyte) และระยะสปอโรไฟต์์ (sporophyte)
1) ระยะแกมีีโทไฟต์เ์ ป็็นระยะที่ม่� ีีการสร้้างเซลล์์
สืืบพัันธุ์์� (gamete) ประกอบด้้วยไรซอยด์์ (rhizoid)
โครงสร้า้ งคล้้ายลำำ�ต้้น (caulidium หรือื caulid) และ
โครงสร้า้ งคล้้ายใบ (phyllidium หรืือ phyllid) หรือื มีี
โครงสร้า้ งเป็น็ แผ่่น (thallus)
1 2) ระยะสปอโรไฟต์์เป็น็ ระยะที่่�มีีการสร้้างสปอร์์
(spore) ประกอบด้้วยส่่วนยึึด (foot) ก้า้ นชููอัับสปอร์์
1 (seta) และอัับสปอร์์ (sporangium หรือื capsule)
1 โครงสร้้างต่่าง ๆ ของมอสส์์ สปอโรไฟต์์ 3
2 ระยะสปอโรไฟต์์ของมอสส์์ (sporophyte)
3 มอสส์์สกุุล Fissidens
2
3
โครงสร้างพืชกลุ่มลเิ วอรเ์ วิร์ต (liverworts)
arBdoetnaRnaiycong
lateral leaves
1
thallus
สวนพฤกษศาสตร์์ระยองมีีลิิเวอร์์เวิิร์์ตทั้้ง� 2 กลุ่�ม
ได้้แก่่ ทััลลอย ลิิเวอร์เ์ วิิร์ต์ (thalloid liverwort) ระยะ
แกมีีโทไฟต์์ประกอบด้้วยไรซอยด์์และโครงสร้้างที่่�มีี
ลัักษณะเป็็นแผ่่นทอดขนานกัับพื้้น� เช่่น สกุุล Riccia ซึ่�่ง
2 ระยะสปอโรไฟต์์มีีเพีียงอัับสปอร์์ เป็็นต้้น และลีีฟฟี่่ �
ลิิเวอร์์เวิิร์์ต (leafy liverwort) ระยะแกมีีโทไฟต์์
ป ร ะ ก อ บด้้ ว ย ไ ร ซ อ ย ด์์ แ ล ะ โ ค ร ง สร้้ า ง คล้้ า ย ใ บที่�่ มี
การเรีียงตััว 2 ทิิศทางออกจากโครงสร้้างคล้้ายลำำ�ต้้น
หากโครงสร้้างคล้้ายใบเรีียงตััวอยู่่�ด้้านข้้างเรีียกว่่า
lateral leaf หากเรีียงตัวั อยู่ด�่ ้า้ นล่่าง เรีียกว่่า underleaf
ระยะสปอโรไฟต์์ประกอบด้้วยส่่วนยึึด ก้้านชููอัับสปอร์์
1 thalloid liverwort 3 และอับั สปอร์์ เช่่น สกุลุ Mastigolejeunea สกุลุ Lejunea
2 leafy liverwort
เป็็นต้้น
3 leafy liverwort และมอสส์์สกุุล Fissidens ซึ่่ง� ขึ้้�นปะปนกัันในถิ่น�่ ที่่�อยู่�
สาระนา่ รู้
จากการสำ�ำ รวจความหลากชนิิดของไบรโอไฟต์ใ์ นพื้้�นที่่�ชุ่�มน้ำ�ำ�บึึงสำำ�นัักใหญ่่ของฐายินิ ีี พลวงศ์์ตระกููล
(2561) รายงานพบไบรโอไฟต์์ 10 วงศ์์ 12 สกุลุ 14 ชนิิด จััดเป็็นมอสส์์ 12 ชนิดิ และลิิเวอร์์เวิริ ์์ต 2 ชนิิด
สามารถจำ�ำ แนกไบรโอไฟต์ต์ ามถิ่่�นที่่�อยู่ไ�่ ด้ ้ 3 แบบ ได้แ้ ก่่ ขึ้น�้ บนดิิน 7 ชนิดิ อิิงอาศััย 6 ชนิดิ และขึ้�้นบนหินิ
1 ชนิิด โดยชนิิดที่่�มีีการกระจายพันั ธุ์์�มากที่�ส่ ุดุ คือื Archidium birmannicum Mitt. ex Dixon และชนิดิ ที่่�
พบน้อ้ ยที่ส�่ ุดุ ได้แ้ ก่่ Leucobryum juniperoideum (Brid.) Müll. Hal. และ Sematophyllum subhumile
(Müll. Hal.) M. Fleisch. จะเห็น็ ได้้ว่่าสวนพฤกษศาสตร์์ระยองมีีความหลากหลายของพืืชกลุ่ม� ไบรโอไฟต์์ซึ่่ง�
ควรค่่าแก่่การอนุรุ ัักษ์์และส่่งเสริิมการวิิจััยเชิงิ ลึึกต่่อไปในอนาคต นอกจากนี้้ผ� ู้้เ� ขีียนได้ม้ ีีโอกาสสำำ�รวจพืืชกลุ่�ม
ไบรโอไฟต์์เพิ่่�มเติิมบริิเวณรอบข้้างอาคารสำ�ำ นัักงานสวนพฤกษศาสตร์์ระยองและพื้้�นที่่�ใกล้้เคีียงพบว่่ายัังมีีพืืช
กลุ่�มไบรโอไฟต์อ์ ีีกหลายชนิิดที่ย่� ังั ไม่่ได้้มีีการรายงานแสดงให้เ้ ห็็นถึงึ ความหลากหลายของพืชื กลุ่ม� นี้้�
4
PtearBdoetnaRnaiycongridoPteridophy
phy te
5
1 ถิ่น่� ที่่�อยู่�ของเฟิิน
2 ลิิเภายุ่�ง (Lygodium microphyllum (Cav.) R.Br.)
3 ผักั แว่่น (Marsilea crenata C. Presl)
4 สามร้อ้ ยยอด (Palhinhaea cernua (L.) Carv. Vasc & Franco)
5 สร้้อยนางกรอง (Phlegmariurus carinatus (Desv.) Ching)
6 Selaginella sp.
7 หวายทะนอย (Psilotum nudum (L.) P.Beauv.)
1
arBdoetnaRnaiycong
23 45
6 7 เทอรโิ ดไฟต์คอื อะไร
เฟินิ เทอริิโดไฟต์์ (Pteridophytes) คือื กลุ่�มพืืชที่ม่�ี
ท่่อลำำ�เลีียงที่่�ไม่่สร้้างดอก ผล และเมล็ด็ แต่่สร้้างสปอร์์
(Ferns) ประกอบด้้วยพืืช 2 กลุ่�มย่่อย ได้แ้ ก่่ เฟินิ (ferns) และ
ไลโคไฟต์์ (lycophytes) โดยเฟินิ เป็น็ กลุ่ม� พืชื ที่ม�่ีีท่่อลำ�ำ เลีียงน้ำ��ำ
เทอ(Ptรerิidิโoดphytไeฟs) ต์์ แร่่ธาตุุ (xylem) และท่่อลำำ�เลีียงอาหาร (phloem) มีี
การพััฒนาของลำำ�ต้้นและราก ยกเว้้นบางชนิิด เช่่น
ไลโคไฟต์์ หวายทะนอยไม่่มีีรากที่แ�่ ท้จ้ ริงิ พืชื กลุ่ม� ไลโคไฟต์เ์ ป็น็ กลุ่ม�
พืืชที่่ม� ีีเส้้นใบ 1 เส้้น (microphyll) มีีทั้้�งชนิิดที่่�สร้้าง
(Lycophytes) สปอร์์แบบเดีียว (homospore) และชนิดิ ที่�่สร้า้ งสปอร์์-
ต่่างแบบ (heterospore) ประกอบด้ว้ ยพืืช 3 กลุ่�ม ได้แ้ ก่่
กลุ่ �มกระเทีียมน้ำ�ำ� กลุ่ �มกนกนารีี กลุ่ม� กระเทีียมน้ำ��ำ (วงศ์์ Isoetaceae) กลุ่ม� กนกนารีี (วงศ์์
Selaginellaceae) และกลุ่�มช้้องนางคลี่่� (วงศ์์ Lycopo-
(Quillworts) (Spikemosses) diaceae)
กลุ่ �มช้้องนางคลี่ � สาระน่ารู้
(Clubmosses) การจดั จ�ำ แนกเทอรโิ ดไฟตร์ ะบบ PPG I (2016)
จากการศึกษาความสัมพันธ์ทางวิวัฒนาการโดยใช้
ข้อมูล DNA พบว่า หวายทะนอย หญ้าถอดปล้อง
จดั เปน็ เฟนิ จากเดมิ ทเ่ี คยจดั อยใู่ นกลมุ่ พชื ใกลเ้ คยี งเฟนิ
(fern allies)
6
ถิ่นท่อี ยู่ (Habitat)
พืืชกลุ่ม� เทอริโิ ดไฟต์ม์ ีีถิ่่�นที่่�อยู่ท่� ี่่ห� ลากหลายสามารถ
จำ�ำ แนกพืชื ตามถิ่่น� ที่อ�่ ยู่ไ�่ ด้เ้ ป็น็ 4 กลุ่ม� ได้แ้ ก่่ พืชื ขึ้น�้ บนดินิ
(terrestrial plant) พืืชขึ้�น้ บนหิิน (lithophytic plant)
พืชื อิงิ อาศัยั (epiphytic plant) และพืชื น้ำำ�� (aquatic
plant)
arBdoetnaRnaiycong
2
3
1 5 4
6
ลกั ษณะวิสยั (Habit)
พืืชกลุ่�มเทอริิโดไฟต์์มีีลัักษณะวิิสััยหลายแบบ
เมื่�อแบ่่งตามโครงสร้า้ ง เช่่น ไม้เ้ ลื้�อยไม่่มีีเนื้้อ� ไม้้ (herba-
cious climber) คล้้ายไม้ต้ ้้น (tree-like) เมื่อ� แบ่่งตาม
ระยะเวลาการเติบิ โต เช่่น พืชื ล้ม้ ลุกุ ปีเี ดีียว (annual herb)
พืืชล้้มลุุกหลายปีี (herbaceous perennials หรืือ
perennial herb) เป็็นต้น้
1 terrestrial plant
2 epiphytic plant
3 lithophytic plant
4 aquatic plant
5 herbaceous fern
6 herbacious climber
7 7 evergreen perennial fern
7
ส่วนประกอบตา่ ง ๆ ของเฟิน (Fern’s Structure)
arBdoetnaRnaiycong
แผ่น่ ใบ
(blade)
ใบ
(frond)
ก้้านใบ
(stipe)
รากพิิเศษ เหง้า้
(adventitious roots) (rhizome)
©CHANACHON CHUCHUEA
ยายแพก (Microsorum scolopendria (Burm.f.) Copel.)
8
ราก (Roots)arBdoetnaRnaiycong 3
เฟิินโดยทั่่�วไปหลัังจากที่�่เกิิดการปฏิิสนธิิของ
เซลล์์ไข่่และเซลล์์สเปิิร์์มจนได้้ไซโกตและเอ็็มบริิโอตาม
ลำำ�ดัับ เอมบริิโอจะพััฒนาเป็็นต้้นสปอโรไฟต์์ที่่�สมบููรณ์์
เมื่ �อมีีการเติิบโตมากขึ้�้นจะมีีการสร้้างรากแบบพิิเศษ
(adventitious root) ซึ่่�งเป็็นรากที่่�เกิิดมาจากเหง้้า
(rhizome) ทำ�ำ หน้า้ ที่ด่� ููดน้ำ��ำ และแร่่ธาตุุรวมถึงึ ยึึดเกาะพื้้�น
ผิิวต่่าง ๆ เช่่น ดิิน หิิน ลำ�ำ ต้น้ ของพืชื ยืนื ต้น้ เป็็นต้้น
1
2
รหู้ รอื ไม่ ? ระยะแกมีีโทไฟต์์ของ 4
เฟิินเรีียกว่่า โพรทััลลััส (proth- 1- 2 กลุ่่�มรากที่่�อยู่�เป็น็ กระจุกุ เพื่่�อช่ว่ ยเพิ่่ม� พื้้น� ที่่�ดููดซัับน้ำ�ำ� ของข้้าหลวง
sporophyte allus) มีีรููปร่่างหลายแบบ เช่่น หลัังลาย (Asplenium nidus L.)
รููปหััวใจ เป็น็ เส้้นสาย เป็็นต้้น 3 รากที่่เ� จริญิ รอบ ๆ เหง้า้ เพื่่อ� ยึึดกับั ดิินของเฟิินลูกู ไก่่ทอง (Cibotium
ไม่่มีีรากที่�่แท้้จริิงแต่่มีีไรซอยด์์
barometz (L.) J.Sm.)
(rhizoid) ช่่วยในการดููดน้ำ�ำ�และ 4 รากที่่�งอกจากเหง้า้ ตั้้ง� ตรงของกููดใบบาง (Cephalomanes
prothallus แร่่ธาตุุ javanicum (Blume) C. Presl)
9
ลำ�ต้น (Stem)
ลำ�ำ ต้้นของพืืชกลุ่�มเทอริิโดไฟต์์สามารถแบ่่งตาม
รููปแบบการเจริญิ เติิบโตได้เ้ ป็น็ 2 กลุ่�ม ได้แ้ ก่่ เหง้า้ ตั้�งตรง
(erect rhizome) และเหง้า้ ทอดเลื้อ� ย (creeping rhizome)
arBdoetnaRnaiycong stipe
เหง้้าตั้้ง� ตรง (erect rhizome) เป็น็ ลำ�ำ ต้น้ ที่ม่� ีีการเจริิญ rhizome
ในแนวตั้้ง� มีีรากและใบเจริิญรอบ ๆ พบได้ใ้ นเฟินิ สกุุล
Cyathea เฟินิ สกุลุ Pteris ผัักกููด (Diplazium escu- 1
lentum (Retz.) Sw.m) เป็น็ ต้้น
stipe เหง้า้ ทอดเลื้�อย (creeping rhizome) เป็น็ ลำ�ำ ต้้นที่่ม� ีี
rhizome การเจริญิ เลื้�อยขนานไปตามผิิวดิิน แบ่่งได้้ 2 รููปแบบ
ตามระยะห่่างของก้า้ นใบบนเหง้า้ ดัังนี้้�
stipe
1) เหง้า้ เกาะเลื้อ� ยสั้�น (short creeping rhizome)
เช่่น Haplopteris elongata (Sw.) E.H.Crane,
Pyrrosia stigmosa (Sw.) Ching เป็น็ ต้้น
2 2) เหง้า้ เกาะเลื้ อ� ยยาว (long creeping rhizome)
เช่่น เฟินิ นาคราชใบละเอีียด (Davallia denticulata
(Burm.f.) Mett. ex Kuhn) กีีบม้้าลม (Pyrrosia
piloselloides (L.) M.G.Price) เป็น็ ต้้น
rhizome 1 เหง้า้ ตั้้ง� ตรงของเฟิินลููกไก่ท่ อง (Cibotium barometz (L.) J.Sm.)
2 เหง้า้ เกาะเลื้อ� ยสั้น� ของเฟินิ สกุลุ Microsorum
3 เหง้า้ เกาะเลื้�อยยาวของเฟินิ สกุุล Davallia
3
รู้หรือไม่ ?
นอกจากนี้้�พืืชกลุ่�มเทอริิโดไฟต์์สามารถแบ่่งตามรููปทรงหรืือลัักษณะโครงสร้้างโดยพิิจารณาจากตำำ�แหน่่ง
การเกิิดของใบและรากบนเหง้้า (rhizome) ได้้ แบ่่งเป็็น 2 แบบ ได้้แก่่ dorsiventral construction และ
radial construction กล่่าวคือื dorsiventral construction เป็น็ แบบที่�่ใบและรากเกิิดอยู่�่คนละด้า้ นของเหง้้า
ซึ่ง�่ ก้้านใบมัักจะมีีทิศิ ชี้ข� ึ้น�้ โดยทั่่�วไปจะตั้ง� ฉากกับั ผิิวสััมผััส เช่่น พื้้น� ดิิน โขดหิิน ลำ�ำ ต้้นของพืืชยืืนต้้น เป็น็ ต้น้ พบได้้
ในเฟินิ ที่ม�่ ีีเหง้้าทอดเลื้�อย (creeping rhizome) เช่่น กููดทอง (Davallia repens (L.f.) Kuhn) อีีกแบบหนึ่่�งเป็็น
แบบที่่�ใบและรากจะเกิิดอยู่่�บริิเวณรอบ ๆ เหง้้า โดยแผ่่เป็็นรััศมีี เรีียกว่่า radial construction พบได้ใ้ นเฟิินที่�่
มีีเหง้า้ ตั้�งตรง (erect rhizome) หรืือ รู้้�ตสต๊๊อก (rootstock) เช่่น เหง้า้ ของเฟินิ ลููกไก่่ทอง (Cibotium barometz
(L.) J.Sm.) เป็็นต้้น
10
สิง่ ปกคลมุ (Indumentum)
สิ่�งปกคลุมุ ประกอบด้ว้ ยขน (hair) และเกล็็ด (scale) เป็น็ โครงสร้้างที่ส�่ ำำ�คััญในการจัดั จำ�ำ แนกเฟินิ โดยเฟินิ
หลายชนิิดมัักถููกปกคลุมุ ด้ว้ ยสิ่�งปกคลุมุ ต่่าง ๆ ที่บ�่ ริเิ วณพื้้น� ผิิวของลำ�ำ ต้น้ ก้้านใบ แผ่่นใบ เป็็นต้้น
arBdoetnaRnaiycong
ขน (hair) เกล็ด็ (scale)
ขนมีีการเรีียงต่่อกัันของเซลล์์เป็็นแถวยาวแนวเดีียว เกล็็ดมีีลัักษณะเป็็นแผ่่น มีีการเรีียงต่่อกัันของเซลล์์
แบ่่งออกเป็็นเป็็นขนเซลล์์เดีียว (unicellular Hair) และขน เป็็นแถวหลายแถว มีีรููปร่่างหลายแบบ อีีกทั้้�งขอบของเกล็็ดมีี
หลายเซลล์์ (multicellular Hair) หลายแบบ เช่่น หยัักซี่ฟ�่ ันั เรีียบ เป็น็ ต้้น
สามารถแบ่่งเฟิินตามสิ่่�งปกคลุุมที่่�พบได้้ ดังั นี้้�
1) เฟินิ ที่่�พบเฉพาะขน ไร้้เกล็ด็ เรีียกว่่า chaetopteroid
2) เฟินิ ที่�่พบเฉพาะเกล็ด็ หรืือพบทั้้�งเกล็ด็ และขน เรีียกว่่า lepidopteroid
hair
scale
เฟิินลููกไก่่ทอง (Cibotium barometz (L.) J. Sm.) กระแตไต่่ไม้้ (Drynaria quercifolia (L.) J. Sm.) มีีเหง้า้
มีีเหง้้าที่่�ปกคลุุมเฉพาะขน (chaetopteroid) ที่่�ปกคลุุมด้ว้ ยเกล็็ด (lepidopteroid)
11
สว่ นประกอบต่าง ๆ ของใบพชื กลมุ่ เฟนิ
scar scar phyllopodium
arBdoetnaRnaiycong
rachis 1 rhizome 2 rhizome 3
ก้านใบ (Stipe) aerophore
ก้้านใบทำำ�หน้้าที่่�ยึึดใบกัับลำำ�ต้้น และอาจมีีสิ่่�ง twinning 45
ปกคลุุม เฟินิ บางชนิิดมีีรอยต่่อ (articulate) ระหว่่างใบ rachis stipe
ย่่อยกับั แกนกลางใบ หรือื ระหว่่างก้้านใบกัับเหง้้า เมื่่�อ
ใบหลุุดร่่วงจะทิ้้�งรอยแผลเอาไว้้ เฟิินบางชนิดิ มีีช่่วงต่่อ
โคนก้า้ นใบ (phyllopodium) ซึ่่�งเกิิดจากเหง้้าที่่�ยกตััว
ขึ้้�น นอกจากนี้้�ก้้านใบของเฟิินบางชนิิดมีีช่่องอากาศ
(aerophore) ซึ่่�งมีีลัักษณะเป็็นแถบช่่วยในการแลก
เปลี่ย�่ นก๊๊าซ stipule
แกนกลางใบเลอ้ื ยพนั (Twining Rachis) 6
เฟนิ สกุล Lygodium มีแกนกลางใบเลอื้ ยพันไป floating leaf
กบั สง่ิ ยดึ เกาะ เมอ่ื มองจากภายนอกอาจท�ำ ใหด้ คู ลา้ ยล�ำ ตน้
แต่แท้จรงิ แล้วเปน็ โครงสร้างของแกนกลางใบเลื้อยพัน สาระนา่ รู้ submerged leaf
หูใบ (Stipule)
เฟิินบางชนิิดมีีหููใบปะกบอยู่่�บริิเวณโคนก้้านใบ
แผ่นใบ (Blade) เฟิินน้ำำ��มีีโครงสร้้างคล้้ายราก (root-like
ทำ�ำ หน้้าที่�่สัังเคราะห์์ด้้วยแสงและสร้้างสปอร์์ structure) จมอยู่่�ใต้้น้ำำ�� เช่่น จอกหููหนูู (Salvinia
แผ่่นใบโดยทั่่�วไปประกอบด้้วยเส้้นกลางใบ (midrib) cucullata Roxb. ex Bory) แต่่แท้จ้ ริิงแล้้วเป็็นใบ
เส้น้ แขนงใบ (lateral vein) และเส้น้ ใบย่่อย (veinlet) ที่เ่� ปลี่ย�่ นแปลงไปทำำ�หน้้าที่่�คล้้ายราก
1 รอยแผลที่่�เกิดิ จากการหลุุดร่ว่ งของใบย่อ่ ยกัับแกนกลางใบของ 3 ช่่วงต่อ่ โคนก้า้ นใบ (phyllopodium) ของเฟิินนาคราช
เฟิินใบมะขาม 4 ลิิเภายุ่�ง (Lygodium microphyllum (Cav.) R.Br.)
5- 6 เฟินิ กีบี แรด (Angiopteris evecta (G.Forst.) Hoffm.)
2 รอยแผลที่่เ� กิิดจากการหลุดุ ร่่วงของก้้านใบกัับเหง้า้ ของเฟินิ
นาคราช 12
ส่วนประกอบตา่ ง ๆ ของใบเฟิน (Structure of Frond)
©CHANACHONarBdoetnaCHUCHUEA Rnaiycong
เ(สc้oน้ sกtลaา)งใบย่อ่ ย lแ(abผm่l่นaiใdnบea)หรือื
ใบ (frond) แ(rกaนchกลisา)งใบ
ใ(pบiยn่่อnยuชั้l้�นe)ที่่� 2 เ(สc้o้นsกtลuาlงeใ)บย่่อยชั้้น� ที่่� 2
(ใpบiยn่อ่ nยa) ก้้านใบ (stipe)
ใบประกอบแบบขนนกสองชั้้�น (bipinnate) ของเฟิินลูกู ไก่่ทอง (Cibotium barometz (L.) J. Sm.)
13
ใบ (Leaves)
arBdoetnaRnaiycong
ไมโครฟิลล์ (Microphyll) เมกะฟลิ ล์ (Megaphyll)
พืชื กลุ่ม� ไลโคไฟต์ม์ ีีใบแบบไมโครฟิลิ ล์์ ซึ่่ง� เป็น็ ใบ พืืชกลุ่่�มเฟิินมีีใบแบบเมกะฟิิลล์์ ซึ่่�งเป็็นใบที่่�มีี
ที่ม�่ ีีเส้น้ กลางใบเส้น้ เดีียว ไม่่มีีเส้น้ แขนงใบ (lateral vein) เส้น้ แขนงใบแยกออกมาทั้้ง� สองข้า้ งจากเส้้นกลางใบ อาจ
เป็็นใบเดี่่�ยว (simple leaf) มัักไม่่มีีก้้านใบ (sessile) เป็็นใบเดี่่�ยวหรืือใบประกอบ อาจมีีก้้านใบ (stipitate)
และไม่่มีีการเรีียงเส้้นใบ (no venation) หรือื ไม่่มีีก้า้ นใบ และมีีการเรีียงเส้้นใบ (venation)
1
2 3
3 เฟิินลููกไก่ท่ อง (Cibotium barometz (L.) J. Sm.)
1 พืชื วงศ์์ Selaginellaceae
2 พืืชวงศ์์ Lycopodiaceae
สาระน่ารู้
1 พืืชสกุุลกนกนารีี (Selaginella spp.) มีีโครงสร้้างที่�่
เมีจีรลัิักิญษ32มณาะจคาลก้ลา้ ำยำ�ตร้า้นก ค้โำ��ำดยัยนั บเารีีงยชกนว่ิ่าิด จกิะ่่ง�เกคิ้ำิด�ำ� กิ่ (rhizophore) ซึ่่�ง
�งค้ำำ��แค่่บริิเวณโคน
ต้น้ แต่่บางชนิิดสามารถเกิดิ ได้้โดยตลอดความยาวของลำำ�ต้้น
หรืือกิ่่�ง เมื่่�อบริิเวณปลายกิ่่�งค้ำำ��มีีการสััมผััสผิิวดิินสามารถ กิ่ง� ค้ำำ�� (rhizophore)
แตกแบบเส้แ้นยกสองแฉก (dichotomous) ได้้
14
arBdoetnaRnaiycongใบออ่ นมว้ น (Fiddlehead)
พืืชกลุ่�มเฟินิ โดยทั่่ว� ไปมีีลักั ษณะเด่่น คือื มีีการเรีียงตัวั ของใบอ่่อนก่่อนคลี่่� โดยม้ว้ นขดจากปลายใบเข้า้ หา
โคนใบทำำ�ให้้มีีลัักษณะคล้้ายลานนาฬิิกาหรือื ก้น้ หอย เรีียกการม้ว้ นของใบอ่่อนแบบนี้้�ว่่า circinate vernation
ยกเว้้นเฟิินวงศ์์ Salviniaceae และวงศ์์ Ophioglossaceae ไม่่พบการม้ว้ นของใบอ่่อนแบบนี้้�
15
ชนดิ ของใบ (Types of Frond)
ใบเดยี่ ว (simple frond)
ใบทม่ี แี ผ่นใบเพยี งแผน่ เดียวบนก้านและไม่มีรอยต่อระหวา่ งโคนใบกบั กา้ นใบ
ใบประกอบ (compound frond)
ใบที่มีแผ่นใบมากกว่าหนึ่งแผน่ บนกา้ นใบหน่งึ กา้ น
ใบประกอบแบบขนนกชั้นเดยี ว (pinnate)
arBdoetnaRnaiycong
ใบประกอบแบบขนนกสองช้นั (bipinnate) ใบประกอบแบบนิ้้ว� มืือมีีสี่�ใบย่่อย (quadrifoliate)
leaflets
pinnule
pinna
16
รูปรา่ งใบ (Frond Shape) รูปรา่ งฐานใบ (Frond Base)
arBdoetnaRnaiycong
รููปแถบ รูปู เคีียว รูปู หััวใจ เฉียี ง/ เบี้้ย� ว เป็น็ ครีีบ
(linear) (falcate) (cordate) (oblique) (decurrent)
ขอบใบ (Frond Margin) รูปรา่ งปลายใบ (Frond Apex)
เรีียบ จักั ฝันั เลื่�อยถี่� โค้้งมน แหลม
(entire) (serrulate) (rounded) (acute)
เป็น็ พูู คลื่ น� เรียี วแหลม ยาวคล้า้ ยหาง
(lobed) (undulate) (acuminate) (caudate)
17
ใบสรา้ งกลมุ่ อบั สปอร์ (Fertile Frond) และใบไมส่ รา้ งกลมุ่ อบั สปอร์ (Sterile Frond)
arBdoetnaRnaiycong
fertile frond ใบของเฟินเมื่อแบ่งตามความสามารถในการ
สร้างกล่มุ อับสปอร์แบง่ เปน็ 2 แบบ ไดแ้ ก่ ใบสรา้ งกลุ่ม
sterile frond อบั สปอร์ (fertile frond) และใบไมส่ รา้ งกลมุ่ อบั สปอร์
(sterile frond) เฟินบางชนิดใบสร้างกลุ่มอับสปอร์
fertile frond มักมีขนาดเล็กและรูปร่างเรียวยาว ส่วนใบไม่สร้าง
sterile frond กลุ่มอับสปอร์มักมีขนาดที่ใหญ่กว่า ซึ่งเรียกการที่เฟิน
ต้นเดียวกันมีการสร้างใบสองแบบที่มีลักษณะต่างกัน
1 วา่ ใบมที วสิ ณั ฐาน (dimorphic frond) หากเฟินต้น
เดียวกันมีลักษณะใบทั้งสองรูปแบบเหมือนกัน รูปร่าง
ไมต่ า่ งกนั เรียกว่า ใบมีเอกสัณฐาน (monomorphic
frond)
1 ใบมีีภาวะทวิิสััณฐานของลำำ�เท็็ง (Stenochlaena palustris
(Burm. f.) Bedd.)
2 ใบมีีภาวะทวิิสัณั ฐานของผักั ขาเขีียด (Ceratopteris thalictroides
(L.) Brongn.)
2 3 3 ใบมีภี าวะเอกสัณั ฐานของหางนาคบก (Adiantum caudatum L.)
ปลายใบ สาระน่ารู้
(frond tip หรืือ apex)
พููที่่ช� ี้้�ไปทางปลายใบ ใบของเฟิินเป็็นโครงสร้้างหนึ่่�งที่�่
(acroscopic lobe) มีีความสำำ�คัญั ในการจััดจำ�ำ แนกชนิิด หาก
โครงสร้้างของใบเฟิินมีีทิิศชี้ �ไปทางโคน
ต้น้ เช่่น พููของใบมีีทิิศชี้ไ� ปทางโคนต้้นจะ
เรีียกส่่วนของพููนี้้ว� ่่า basiscopic lobe
หากพููของใบมีีทิิศชี้ �ไปทางปลายใบจะ
เรีียกส่่วนของพููนี้้�ว่่า acroscopic lobe
พูทู ี่่ฐ� านของใบย่่อย พู(ูทbี่�ชaี้sไ� ปisทcoางpโiคcนlตo้้นbes) (aพูcูทีr่่�ชoี้้�ไsปcoทpางicปlลoาbยeใบs) ส่(a่วpนeปลxา)ย
ที่่ช� ี้้ไ� ปทางโคนต้้น ก้า้ นใบ (stipe) (baพูsูทีi่sช�ีc้ไ� oปpทicางlโoคbนeต้s้น)
(basal basiscopic lobe)
18
arBdoetnaRnaiycongใบประกบต้น (Nest Leaf)
ใบประกบต้น้ คือื ใบที่ม�่ ีีลัักษณะเป็็นแผ่่นหรืือ
กาบ ขอบใบอาจหยัักเว้้า โดยทั่่�วไปไม่่มีีก้้านใบ แผ่่นใบ
มักั โค้ง้ โอบรอบสิ่่ง� ยึึดเกาะต่่าง ๆ เช่่น ลำ�ำ ต้น้ ของไม้ย้ ืนื ต้น้
โขดหิิน เป็น็ ต้้น เมื่�ออายุุมากใบประกบต้้นจะเปลี่�่ยน
จากสีีเขีียวเป็็นสีีน้ำ��ำ ตาลและมีีลัักษณะแห้้งกรอบ
อีีกทั้้�งยัังไม่่หลุุดร่่วงง่่าย โดยใบประกบต้้นทำำ�หน้้าที่่�
ปกป้้องลำำ�ต้้นและเหง้้า รัักษาความชื้้�น และกัักเก็็บ
อินิ ทรีียวัตั ถุุ เช่่น ใบไม้ผ้ ุ ุ มููลสัตั ว์์ เป็น็ ต้น้ ซึ่ง�่ ใบประกบต้น้
พบในเฟินิ บางชนิิดที่ม่� ีีใบทวิิสัณั ฐาน เช่่น เฟิินชายผ้า้ -
สีีดา (Platycerium spp.) เฟินิ กระแตไต่่ไม้้ (Drynaria
spp.) (ยกเว้น้ D. parishii) เป็น็ ต้้น
4
1
5
1-3 ใบประกบต้้นของเฟินิ สกุลุ กระแตไต่่ไม้้ (Drynaria spp.)
4 สายผ้้าม่่าน (Platycerium coronarium (Konig) Desv.)
5 กระแตไต่่ไม้้ (Drynaria quercifolia (L.) J. Sm.)
23
19
การเรียงเส้นใบ (Venation)
arBdoetnaRnaiycong
เส้้นใบ (vein) เส้้นใบ (vein)
12
การเรียี งเส้น้ ใบแบบเปิดิ (free venation) เส้น้ ใบ การเรีียงเส้้นใบแบบร่า่ งแห (anastomosing
แตกออกจากเส้้นกลางใบยาวจรดขอบใบ โดยเส้้นใบ venation) เส้น้ ใบมีีการเชื่�อมกันั เป็็นร่่างแหหรืือตาข่่าย
ที่�่แตกออกจากเส้น้ กลางใบจะไม่่เชื่อ� มกันั เกิดิ เป็น็ ช่่องร่่างแห (areole)
เนือ้ ใบ (Leaf Texture)
เนื้้�อใบคล้้ายกระดาษ (papyraceous) เส้้นใบย่่อยภายในช่อ่ งร่่างแห
3
เฟิินสกุลุ Drynaria มีกี ารเรีียงเส้้นใบเรียี กว่า่ drynaroid
4 vanation และมักั พบเส้้นใบย่่อยภายในช่อ่ งร่่างแห
พืชื กลุ่�มเฟินิ มีีเนื้้�อใบหลากหลายแบบ เช่่น เนื้้อ� ใบคล้้ายกระดาษ (papyraceous) เนื้้�อใบมีีลัักษณะคล้า้ ย
กระดาษและทึึบแสง เนื้้อ� ใบคล้า้ ยแผ่่นหนััง (coriaceous) เนื้้�อใบมีีความหนาและเหนีียวคล้า้ ยแผ่่นหนััง
1 เฟินิ กีบี แรด (Angiopteris
evecta (G.Forst.) Hoffm.)
2 ปรงทอง (Acrostichum
aureum L.)
3 กระแตไต่่ไม้้ (Drynaria
quercifolia (L.) J. Sm.)
เนื้้�อใบคล้า้ ยแผ่่นหนััง (coriaceous) 4 ผักั กูดู (Diplazium
esculentum (Retz.) Sw.)
5 5 ข้า้ หลวงหลังั ลาย (Asplenium
nidus L.)
20 6 กููดทอง (Davallia repens
6 (L.f.) Kuhn)
รูปแบบการสรา้ งอบั สปอร์ (Patterns of Sporangium Formation)
1) อับสปอรจ์ ากหลายเซลล์ (Eusporangium)
eusporangium คืือ อับั สปอร์ท์ ี่พ�่ ััฒนามาจากเซลล์์ในเนื้้อ� เยื่อ� ชั้น� ผิิวหลายเซลล์์ อัับสปอร์์แบบนี้้�โดยทั่่�วไป
มีีผนังั หนา ไม่่มีีเยื่อ� คลุมุ กลุ่ม� อับั สปอร์์ (exindusiate sorus หรือื naked sorus) และไม่่มีีโครงสร้า้ งในการช่่วยกระจาย
สปอร์์ โดยเฟินิ กลุ่ม� ที่่�มีีการสร้า้ งอัับสปอร์แ์ บบนี้้�เรีียกว่่า eusporangiate ferns
arBdoetnaRnaiycong
กลุ่่�มอับั สปอร์ค์ ล้า้ ยช่่อเชิงิ ลด อัับสปอร์์
(spike) (sporangium)
ก้้านชููกลุ่่�มอับั สปอร์์ (spอoัับraสnปgอiuร์์m)
(stalk)
2
สปอโรฟอร์์ (spอoับั raสnปgอiuร์์m)
(sporophore)
3
ใบไม่่สร้้างอัับสปอร์์
(trophophyll)
(spอoับั raสnปgอiuร์์m)
ฟิลิ โลโมฟอร์์ 1 อ(ัsบั yสnปaอnรg์์ตiิuดิ mกััน)
(phyllomophore)
เหง้า้ หรืือลำ�ำ ต้้นใต้้ดิิน ราก 4 5
(root)
(rhizome)
รหู้ รือไม่ ?
ชื่อ� สกุลุ Ophioglossum มาจากภาษากรีีก 2 คำำ� คืือ 1 Ophioglossum costatum R.Br.
คำำ�ว่่า ophis แปลว่่า งูู และคำ�ำ ว่่า glossa แปลว่่า ลิ้้�น 2 อับั สปอร์จ์ ำ�ำ นวนมากของตีนี นกยูงู (Helminthostachys zeylanica
ซึ่่�งอ้้างถึึงลัักษณะของส่่วนสร้้างอัับสปอร์์ที่�่มีีลัักษณะ
คล้้ายลิ้น� งูู (L.) Hook.)
3 เฟินิ กีีบแรด (Angiopteris evecta (G.Forst.) Hoffm.)
4 หวายทะนอย (Psilotum nudum (L.) P.Beauv.)
5 ส่ว่ นสร้า้ งสปอร์ข์ องเฟินิ นกเขา (Ophioglossum petiolatum Hook.)
21
2) อบั สปอร์จากเซลล์เดียว (Leptosporangium)
อับั สปอร์ท์ ี่่�พัฒั นามาจากเซลล์์ในเนื้้�อเยื่�อชั้�นผิวิ เซลล์เ์ ดีียว อับั สปอร์์ลัักษณะนี้้โ� ดยทั่่�วไปมีีผนัังบาง และกลุ่ม�
อับั สปอร์อ์ าจถููกปกคลุมุ ด้ว้ ยเยื่�อคลุุมกลุ่�มอัับสปอร์์ (indusiate sorus) กลุ่ม� อับั สปอร์เ์ ทีียม (false indusium หรือื
pseudo-indusium) หรืืออาจไม่่มีีเยื่ �อคลุุมกลุ่่�มอัับสปอร์์ (exdusiate sorus) โดยเฟิินกลุ่ �มที่่�มีีการสร้้างอัับส
ปอร์์แบบนี้้�เรีียกว่่า leptosporangiate ferns เฟินิ กลุ่ม� นี้้ม� ีีการพัฒั นาโครงสร้า้ งที่ช�่ ่่วยกระจายสปอร์น์ั่่น� คือื กลุ่ม� เซลล์์
ผนังั หนา (annulus)
arBdoetnaRnaiycong
12 3 4
1 กลุ่่�มอับั สปอร์์กระจายแน่่นเต็ม็ ใบของเฟิินสกุลุ Acrostichum 3 กลุ่่�มอัับสปอร์ร์ ููปกลมของเฟินิ สกุลุ Microsorum
2 กลุ่่�มอับั สปอร์์เรียี งตามเส้้นใบของเฟินิ สกุลุ Asplenium 4 กลุ่่�มอัับสปอร์ร์ ูปู กลมของเฟิินสกุุล Tectaria
รู้�หรือื ไม่่ ?
สปอโรคาร์ป์ เพศผู้�
(microporocarp)
เฟิินน้ำำ��สร้้างสปอร์์ 2 ขนาด (heterosporous) อยู่่�ในอัับสปอร์์ที่่�มีีผนัังหนาเรีียกว่่า สปอโรคาร์์ป
(sporocarp) เช่่น แหนแดง (Azolla caroliniana Willd.) มีีสปอโรคาร์์ป 2 ขนาด ได้้แก่่ สปอโรคาร์์ปเพศผู้้�
(microporocarp) มีีขนาดใหญ่่ และสปอโรคาร์ป์ เพศเมีีย (megasporocarp) มีีขนาดเล็็ก
22
การเรียงตวั ของกลุ่มอบั สปอร์ (Arrangements of Sori)
กลุ่�มอับั สปอร์์เรียี งชิิดต่่อเนื่�อง (coenosori)
กลุ่ม� อัับสปอร์์หลาย ๆ กลุ่ม� จะมาประกอบกันั แล้้วเรีียงตัวั ชิดิ กัันเป็็นแถบต่่อเนื่่�อง ทำ�ำ ให้เ้ ห็น็ กลุ่ม� อัับสปอร์์
เป็น็ เส้น้ หรืือเป็น็ แนวยาวต่่อเนื่่�องกันั ไป
arBdoetnaRnaiycong
12
1 กลุ่่�มอัับสปอร์เ์ รียี งตามเส้้นกลางใบของเฟินิ สกุลุ Blechnum 2 กลุ่่�มอัับสปอร์์เรียี งขนาบเส้้นกลางใบของเฟินิ สกุุล Pyrrossia
กลุ่�มอับั สปอร์ย์ ืดื (elongate sori)
อับั สปอร์์เรีียงตัวั เป็็นแนวยาว ทำำ�ให้เ้ ห็็นกลุ่ม� อับั สปอร์์เป็็นเส้น้ หรือื เป็็นแนวยาวต่่อเนื่่�องกันั ไป
3 4
4 กลุ่่�มอับั สปอร์์เรีียงตามขอบใบของเฟิินสกุุล Pteris
3 กลุ่่�มอัับสปอร์เ์ รีียงตามเส้้นใบของเฟินิ สกุุล Asplenium
กลุ่�มอับั สปอร์เ์ ป็น็ พืืด (acrostichoid)
อัับสปอร์เ์ รีียงชิดิ ติิดกันั แน่่นต่่อเนื่่อ� งกันั ไปเป็น็ แผ่่นกระจายเต็็มทั้้�งใบ
56
5 กลุ่่�มอับั สปอร์ก์ ระจายแน่่นเต็ม็ ใบของเฟินิ สกุลุ Acrostichum 6 กลุ่่�มอับั สปอร์์กระจายแน่่นเต็ม็ ใบของเฟินิ สกุุล Platycerium
23
รปู รา่ งของกลุ่มอบั สปอร์ (Shape of Sori)
arBdoetnaRnaiycong
123
45 6
7 89
7 อัับสปอร์ร์ ููปไต (reniform)
1-3 อับั สปอร์์รููปแถบ (linear) 8-9 อับั สปอร์์รููปถ้ว้ ย (cup-shaped)
4-6 อับั สปอร์์รููปกลม (orbicular)
เยื่อคลุมกลุ่มอับสปอร์ (Indusium)
เยื่อ� คลุุมกลุ่�มอับั สปอร์์ทำ�ำ หน้า้ ที่่�ป้อ้ งกันั อันั ตรายให้้กับั อัับสปอร์์ มีีลักั ษณะเป็็นแผ่่นใสหรืือทึึบแสง มีีรููปร่่าง
หลากหลายแบบ เช่่น รููปวงกลม รููปเกืือกม้า้ หรืือไต รููปแถบ เป็็นต้้น มีีทิิศทางในการเปิดิ ได้ห้ ลายแบบ เช่่น เยื่อ� คลุุม
กลุ่�มอัับสปอร์์เปิิดออกไปทางด้า้ นนอกใบพบในวงศ์์ Lindsaeaceae
exindusiate sorus (pseudo-indusium)
indusiate sorus 1 23
1 เฟินิ ใบมะขามมีเี ยื่อ� คลุุมกลุ่่�มอัับสปอร์์ (indusiate sorus) รููปไตหรือื เกือื กม้้า (kidney-shaped หรือื horseshoe-shaped)
2 ยายแพก (Microsorum scolopendria (Burm.f.) Copel.) ไม่่มีีเ�ี ยื่�อคลุมุ กลุ่่�มอัับสปอร์์ (exindusiate sorus)
3 เฟินิ สกุุล Adiantum มีีเยื่อ� คลุมุ กลุ่่�มอัับสปอร์์เทียี ม (pseudo-indusium หรืือ false indusium) ที่่�เกิิดจากขอบใบที่่�พัับเข้้ามา
24
สตรอบลิ สั (Strobilus)
arBdoetnaRnaiycong
อับั สปอร์์ (sporangium)
dorsal leaves สตรอบิลิ ััส (strobilus) สปอโรฟิิลล์์
(sporophyll)
ventral leaves
สตรอบิลิ ััส (strobilus) คืือ โครงสร้า้ งที่่�มีีการเรีียงตััวของสปอโรฟิิลล์์ (sporophyll) อัดั กัันเป็็นกลุ่ม� อย่่าง
หนาแน่่นล้้อมร้้อบลำ�ำ ต้้นหรืือกิ่ง� โดยสปอโรฟิลิ ล์ค์ ืือใบที่่�ทำำ�หน้้าที่ส่� ร้้างอัับสปอร์์ และสตรอบิิลััสจะมีีตำ�ำ แหน่่งอยู่�ท่ ี่่�
ปลายสุุดของกิ่�ง สามารถพบสตรอบิลิ ััสได้ใ้ นพืชื วงศ์์ Lycopodiaceae และพืชื วงศ์์ Selaginellaceae
ซอโรฟอร์ (Sorophore)
ซอโรฟอร์์ พืืชวงศ์ล์ ิเิ ภา (Lygodiaceae) มีีโครงสร้า้ ง
(sorophore) เฉพาะเรีียกว่่าซอโรฟอร์์ (sorophore) เป็น็ โครงสร้้าง
ที่่ย�ื่�นเป็น็ พููหรือื แฉก (lobe) ออกมาจากใบ โดยมีีอับั สปอร์์
เรียงกันั เป็น็ แถว 2 แถว ขนาบเส้น้ ใบ ซึ่ง�่ แต่่ละอับั สปอร์์
จะมีีเยื่่�อคลุุมอัับสปอร์์เทีียม (pseudo-indusium)
มาปกคลุมุ เช่่น ลิเิ ภายุ่ง� (Lygodium microphyllum
(Cav.) R.Br.) ลิเิ ภาใหญ่่ (Lygodium salicifolium
C.Presl) เป็น็ ต้้น
25
อับสปอร์ติดกัน (Synangium)
อัับสปอร์์ติิดกััน คืือ โครงสร้้างที่่�ทำำ�หน้้าที่่�สร้้างสปอร์์ซึ่่�งเกิิดจาก
อััปสปอร์์ 3 อัันมาเชื่ �อมรวมกัันทำำ�ให้้เกิิดเป็็นโครงสร้้างที่่�มีีลักั ษณะเป็็น
3 พูู มีีผนัังหนาหลายชั้น� ภายในโครงสร้้างอัับสปอร์์ติิดกันั บรรจุสุ ปอร์์แบบ
เดีียว (homospore) ไว้เ้ ป็น็ จำำ�นวนมาก โดยอับั สปอร์์ติดิ กัันขณะอ่่อนหรืือ
ยัังเจริิญไม่่เต็็มที่�่จะมีีสีีเขีียว เมื่�อแก่่หรือื เจริญิ เต็ม็ ที่จ�่ ะเปลี่่ย� นเป็น็ สีีเหลือื ง
enation
arBdoetnaRnaiycong
arial stem
enation
หวายทะนอย (Psilotum nudum (L.) P.Beauv.) ไม่่มีีรากที่แ�่ ท้จ้ ริงิ
มีีลำ�ำ ต้้นใต้ด้ ินิ (rhizome) สีีน้ำ�ำ� ตาล ปกคลุมุ ด้้วยไรซอยด์์ (rhizoid) และ
ลำำ�ต้้นเหนืือดิิน (aerial stem) ซึ่่�งมีีสีีเขีียวแตกกิ่่�งแบบแยกสองแฉก
(dichotomous) โครงสร้้างคล้้ายใบมีีขนาดเล็็กคล้้ายเกล็็ดเรีียกว่่า
enation หรือื scale-like leaf โดยหวายทะนอยสามารถขึ้้น� บนดิินและ
ขึ้�้นบนต้้นไม้้ใหญ่่ได้้หรืือเป็น็ พืชื อิิงอาศัยั
synangium (spอoัับraสnปgอiuร์์m) (spผoนrัaงั nอัับgiสaปl อwรa์์ ll)
ภาคตัดั ขวางของ synangium
26
การสืบพันธุแ์ บบไมอ่ าศัยเพศ (Asexual Reproduction)
เฟินิ หลายชนิิดมีีการสร้า้ งต้้นย่่อยหรือื หน่่อย่่อย (bulbil) ซึ่�ง่ มีีลัักษณะคล้า้ ยต้้นอ่่อนพืืชที่่ม� ีีขนาดเล็็ก โดย
ทั่่�วไปจะมีีการสร้้างต้น้ ย่่อยบนใบโดยอาจเกิดิ จากเส้น้ ใบ แกนกลางใบ ปลายใบ เส้้นกลางใบย่่อย เป็็นต้้น
bulbil
arBdoetnaRnaiycong
1
bulbil 2 bulbil 3
bulbil
1 ต้น้ ย่อ่ ยที่่เ� กิดิ จากเส้น้ ใบของผักั ขาเขียี ด (Ceratopteris thalictroides
bulbil (L.) Brongn.)
2-3 ต้น้ ย่อ่ ยที่่เ� กิดิ จากปลายใบของหางนาคบก (Adiantum caudatum L.)
4 ต้น้ ย่อ่ ยที่่เ� กิดิ จากเส้น้ กลางใบของกูดู หางค่า่ ง (Bolbitis heteroclita
(C.Presl) Ching)
4
27
aBrdoetnaRnayi cong
Gymnosperm
28
ปพรชื งวงศป์ รง [Cycadaceae]arBdoetnaRnaiycong
จััดอยู่�ใ่ นกลุ่�มพืชื เมล็็ดเปลือื ย (gymnosperm) ใบอ่่อน
มีีลักั ษณะม้้วน (circinate vernation) คล้า้ ยเฟิิน ปรงสร้้างโคน
แยกเพศต่่างต้้น (dioecious) ได้้แก่่ โคนเพศผู้้� (male cone)
male cone 2 และโคนเพศเมีีย (female cone)
seed megasporophyll
3
megasporophyll
ovules 4
1
1 ปรง (Cycad sp.)
2 โคนเพศผู้้� (male cone)
3 โคนเพศเมียี (female cone)
4 megasporophyll
29
12
arBdoetnaRnaiycong 3
สพนชื สวงาศม์สใบน [Pinaceae] 4
จััดอยู่ใ่� นกลุ่ม� พืชื เมล็็ดเปลือื ย (gymnosperm) มีีใบรููป needle
เข็็มที่ม่� ีีลักั ษณะเรีียวแหลม ออกเป็น็ กระจุุก มีีโคน (cone) เป็็น
อวัยั วะสืบื พันั ธุ์์� ซึ่ง�่ สามารถแยกออกเป็น็ 2 เพศ ได้แ้ ก่่ โคนเพศผู้้� 1 ส นสามใบ (Pinus kesiya Royle ex Gordon)
(male cone) และโคนเพศเมีีย (female cone) 2 เปลืือก (bark)
3-4 ใบรูปู เข็็ม (needles)
30
พืชวงศ์พญาไม้ [Podocarpaceae]
ไม้ต้ ้น้ หรือื ไม้พ้ ุ่่�ม ใบมีีขนาดและรููปร่่างต่่างกันั ไปตามชนิดิ สร้า้ งโคน
แยกเพศต่่างต้้น โคนเพศผู้้�มีสีเหลืือง ออกตามซอกใบ โคนเพศเมีียออกเดี่่ย� ว
มีีกาบหุ้้�มบริเิ วณโคนของโคน (cone) ฐานรองโคนอวบ
arBdoetnaRnaiycong
1
2 male cone 3 seed 4
5 female cone 6 7
vein
1-4 พญาไม้้ (Podocarpus neriifolius D. Don)
5-7 ขุนุ ไม้้ (Nageia willichiana (C. Presl) Kuntze)
31
aBrdoetnaRnayi cong
Angiosperm
32
ถ่นิ ท่ีอยู่ (Habitat) พืชนำ้ � (Aquatic Plant)
พื้้น� ที่ห�่ รือื สภาพที่พ�่ ืืชดำ�ำ รงชีีวิติ อยู่ต่� ามธรรมชาติิ พืืชที่�่เจริญิ อยู่�่ในน้ำำ��
arBdoetnaRnaiycong F loating พืืชน้ำ��ำ ที่�่ลอยอยู่ท�่ ี่�่ผิิวน้ำ�ำ� รากไม่่สัมั ผัสั พื้้น� ดิิน
พืชบก (Terrestrial Plant) มักั ลอยไปตามกระแสน้ำ�ำ�
พืืชที่่�อาศััยบนพื้้�นดิิน มีีรากยึึดเกาะกัับพื้้�นดิิน
โครงสร้า้ งอื่น� ๆ อยู่่�เหนืือดินิ ไม่่มีีส่่วนที่่�จมน้ำำ�� สามารถ
พบได้ท้ ั่่�วไป
1 4
พชื องิ อาศัย (Epiphytic Plant) Submerged พืืชที่่�มีีลำำ�ต้น้ และใบจนอยู่่�ใต้้น้ำ��ำ โดยที่ม�่ ีี
พืืชที่�่เกาะอยู่บ�่ นพืชื ชนิิดอื่น� ซึ่่ง� ไม่่ได้้อาหารจาก รากยึึดกับั โคลนหรืือดินิ ใต้้น้ำ�ำ�
พืชื นั้้น�
5
2 Immersed พืชื ที่ร�่ ากยึึดกัับพื้้�นดิินใต้้น้ำำ�� โดยลำ�ำ ต้้นอาจ
อยู่ใ�่ ต้น้ ้ำำ��หรือื โผล่่พ้้นน้ำ�ำ� ใบและดอกมักั โผล่่พ้้นน้ำ�ำ�
พืชเบยี น (Parasitic Plant)
พืชื เบีียนสร้า้ งอาหารเองได้น้ ้อ้ ยมาก หรือื บางชนิดิ
สร้้างไม่่ได้เ้ ลย จึึงมักั เกาะติดิ กัับพืชื ชนิิดอื่น� (host) เพื่่อ�
ดููดน้ำ��ำ และอาหารจากพืืชนั้้น� (host)
6
1 ตีีนนก (Vitex pinnata L.)
2 จุกุ โรหิินีี (Dischidia major (Vohl) Merr.)
3 สัังวาลพระอิินทร์์ (Cassytha filiformis L.)
4 จอก (Pistia stratiotes L.)
5 สาหร่า่ ยฉัตั ร (Limnophila heterophylla (Roxb.) Benth.)
3 6 สุทุ ธาสิโิ นบล (Nymphaea capensis Thunb. var. zanzibariensis Casp.)
33
ลักษณะวสิ ัย (Habit)
ลัักษณะภายนอกที่่�มองเห็็นได้้ และสามารถใช้้จำำ�แนกประเภทพืืชได้้ ซึ่่�งมีีหลายเกณฑ์์ เช่่น แบ่่งโดยใช้้
โครงสร้า้ ง ระยะเวลาในการเติบิ โต จำ�ำ นวนครั้้�งในการออกดอก เป็น็ ต้้น
การแบง่ ลักษณะวสิ ยั ตามโครงสร้าง
ไม้เลอ้ื ย (Climber)
พืชื ที่ล�่ ำ�ำ ต้้นตั้้�งตรงเองไม่่ได้้ ต้อ้ งการหลัักยึึด
ไม้เล้อื ยเน้อื เเขง็ (Liana)
มีีอายุหุ ลายปี ี มีีเนื้้อ� ไม้ ้ มักั พันั หลักั ยึึดเพื่่อ� รับั แสง
1
พชื ล้มลุก (Herb)
พืชื ที่ม�่ ีีไม่่มีีเนื้้อ� ไม้้ ลำ�ำ ต้น้ ไม่่แข็ง็ แรง มักั มีีอายุุสั้น�
ไม้พ่มุ (Shrub)
พืชื ที่่�มีีเนื้้�อไม้ ้ มีีความสููงไม่่มาก และแตกกิ่�งใกล้้
พื้้�นดิิน
2 ไมร้ อเลอ้ื ย (Scandent)
พืชื ที่�ล่ ัักษณะทั่่ว� ไปคล้า้ ยไม้้พุ่่�ม เมื่อ� มีีหลัักให้ย้ ึึด
เกาะก็ส็ ามารถเลื้อ� ยตามหลัักได้้
arBdoetnaRnaiycong
3
4
1 ว่า่ นนางบัวั ป้อ้ ง (B rachycorythis henryi (Schltr.) Summerh.) พืชื ล้ม้ ลุกุ
2 พืชื วงศ์์บอน (Araceae) ไม้้เลื้อ� ย
3 โ กสน (Codiaeum variegatum (L.) Rumph. ex A.Juss.) ไม้้พุ่่�ม
4 ส้้มป่่อย (Acacia concinna (Willd.) DC.) ไม้ร้ อเลื้อ� ย
5 ใ บไม้ส้ ีีทอง (Bauhinia aureifolia K. Larsen & S. S. Larsen)
5 ไม้เ้ ลื้�อยเนื้้อ� เเข็็ง
34
arBdoetnaRnaiycong ไม้ตน้ (Tree)
พืชื ที่ม�่ ีีเนื้้อ� ไม้ ้ มีีลำ�ำ ต้น้ (trunk) ตั้้ง� ตรงเหนือื พื้้น� ดินิ
การแตกกิ่ง� อยู่ห�่ ่่างจากพื้้�น เช่่น เสม็็ดขาว
เ ส ม็ด็ ขาว
(Melaleuca cajuputi Maton & Sm. ex R.Powell)
มีีชื่่อ� ภาษาอัังกฤษว่่า Paper bark tree มีีที่ม�่ า
จากเปลืือกไม้้ที่�่หนานุ่่�มซึ่�่งเกิิดจากการซ้้อนทัับกัันของ
เปลือื กไม้้แผ่่นบาง ๆ ที่�่มีีสีีขาวนวลจนถึึงสีีน้ำ�ำ�ตาลเทา
หลายชั้�น สามารถลอกออกเป็น็ แผ่่นคล้้ายกับั กระดาษ
เสม็็ดขาวเป็็นพืืชที่่�สามารถเจริิญเติิบโตได้้ดีีใน
พื้้�นที่่�ลุ่ �มน้ำำ��ที่่�มีีน้ำำ��ขััง โดยทั่่�วไปสามารถพบได้้บริิเวณ
ขอบของป่่าพรุ ุ ป่า่ ชายหาดใกล้ท้ ะเล
35
arBdoetnaRnaiycongการแบง่ ลักษณะวิสัยตามระยะเวลาเตบิ โต 1
2
การแบ่่งลัักษณะวิิสััยตามระยะเวลาในการ 3
เติบิ โต ตั้้ง� เเต่่เริ่ม� งอกจากเมล็ด็ จนพืชื ตาย
Annual Plant
พืืชที่่�ใช้้เวลาในการเติิบโตจนออกดอกติิดผล
เพีียง 1 ฤดููกาล หรือื ไม่่เกินิ 1 ปีี พืืชจะตายหลัังติิดผล
เช่่น ทานตะวััน
Biennial Plant
พืืชที่�่ใช้้เวลาช่่วงปีีแรกในการเติิบโตเฉพาะ
ลำ�ำ ต้น้ และใบ และจะออกออกในปีที ี่ส�่ อง หลัังจากนั้้น�
พืชื จะตาย
Perennial Plant
พืืชที่�่ดำำ�รงชีีวิิตได้ห้ ลายปี ี ส่่วนใหญ่่ออกดอกได้้
หลายครั้้�ง เช่่น ขิิง-ข่่า แต่่ในพืืชบางชนิดิ ที่�่ตลอดทั้้ง� ช่่วง
ชีีวิิตจะไม่่มีีการออกดอกเลย เมื่่�อออกดอกแล้้วจะตาย
เช่่น ลาน ป่่านศรนารายณ์ห์ รือื อะกาเว เป็น็ ต้น้
การแบง่ ลักษณะวิสยั ตามการออกดอก
การแบ่่งลัักษณะวิิสััยตามจำำ�นวนครั้้�งที่�่ออกดอก
ของพืืชโดยนัับตั้้ง� เเต่่งอกจนพืืชตาย
Monocarpic Plant
พืืชที่�่มีีการออกดอกและติิดผลเพีียงครั้้�งเดีียว
หลัังจากนั้้�นพืืชก็็จะตายไป เช่่น annual plant และ
biennial plant
Polycarpic Plant
พืชื ที่ม�่ ีีการออกดอกได้ห้ ลายครั้้ง� เช่่น perennial
plant ส่่วนใหญ่่
1 ทานตะวััน (Helianthus annuus L.)
2 บัวั ฝรั่�งดอกชมพูู (Zephyranthes rosea Lindl.)
3 กระเจียี วบัวั (Curcuma alismatifolia Gagnap.)
36
การเจริญของพชื
การเจริญิ เติิบโตของพืชื แบ่่งได้้ 2 ขั้้น� ได้้แก่่ การเจริิญเติบิ โตขั้้�นปฐมภููมิิ (primary growth) และการเจริญิ
เติิบโตขั้้น� ทุตุ ิิยภููมิิ (secondary growth)
การเจรญิ เติบโตขนั้ ปฐมภมู ิ (Primary Growth)
ลักั ษณะการเจริญิ เติิบโตที่ท�่ ำ�ำ ให้้รากและลำำ�ต้้นพืืชมีีความยาวเพิ่่ม� ขึ้น�้ พบได้้ในพืืชทุุกชนิดิ
arBdoetnaRnaiycong
true leaf true leaf
epicotyl
hypocotyl cotyledon 1 cm
1 cm
1 2
พืชื ใบเลี้ย� งคู่�่
ลกั ษณะภายนอกของพชื
พืชื ใบเลี้�ยงคู่�่ ลัักษณะภายนอกของลำ�ำ ต้้นสามารถจำ�ำ แนกต้้น
พืชื ใบเลี้ย� งคู่แ�่ ละพืชื ใบเลี้ย� งเดี่ย�่ วได้ ้ สังั เกตจากการมีีข้อ้
(node) และปล้้อง (internode) โดยการมีีข้อ้ -ปล้้อง
ปรากฏในลำำ�ต้้นพืืชใบเลี้้�ยงเดี่่�ยวอย่่างชััดเจน แต่่ใน
ลำำ�ต้้นพืืชใบเลี้�ยงคู่�จ่ ะสังั เกตได้ย้ ากหรือื ไม่่มีี
3 สาระน่ารู้
internode การเจรญิ เตบิ โตขน้ั ทตุ ยิ ภมู ิ (Secondary Growth)
node 4
คืือการเจริิญออกด้้านข้้างที่่�ทำ�ำ ให้้รากและลำ�ำ ต้้น
มีีเส้้นผ่่านศููนย์์กลางเพิ่่�มขึ้้�น มัักพบในพืืชใบเลี้ �ยงคู่่�ที่่�มีี
เนื้้อ� ไม้้ และพืืชใบเลี้ย� งเดี่ย�่ วบางชนิดิ
1 ถั่�วเขียี ว (Vigna radiata (L.) R. Wilczek) การเจริิญของพืืชใบเลี้�ยงคู่�
2 ข้้าว (Oryza sativa L.) การเจริิญของพืชื ใบเลี้�ยงเดี่่�ยว
3 ตะแบกนา (Lagerstroemia floribunda Jack var. floribunda)
4 ไผ่่ (Bamboo)
37
ราก (Root)
arBdoetnaRnaiycong
โครงสร้า้ งที่อ�่ ยู่ต�่ ิดิ กับั ลำ�ำ ต้น้ มีีลักั ษณะยาว ไม่่มีีข้อ้ ปล้อ้ ง และตา มีีหน้า้ ที่ใ�่ นการค้ำ��ำ จุนุ โครงสร้า้ งต่่าง ๆ ของพืชื
อีีกทั้้�งยัังทำำ�หน้้าที่่�ดููดน้ำำ��และเเร่่ธาตุุ นอกจากนี้้�รากอาจมีีการเปลี่่�ยนแปลงโครงสร้้างไปทำำ�หน้้าที่่�เฉพาะ เช่่น
สังั เคราะห์ด์ ้้วยแสง สะสมอาหาร เป็็นต้น้
ระบบราก (Root System)
โครงสร้้างของรากแบ่่งเป็็น 2 ระบบ คืือ ระบบรากแก้ว้ และระบบรากฝอย โดยใช้้ลัักษณะการเจริญิ ของ
รากเป็็นเกณฑ์์ในการแบ่่ง
ระบบรากแก้ว (Tap Root System) tap root
รากแก้ว้ (tap root) เป็็นรากหลัักในการค้ำ�ำ� จุนุ
และมีีรากแขนง (lateral root) แตกออกมา รากแก้้ว
เจริิญมาจากรากแรกเกิดิ (radicle) ซึ่�่งงอกออกมาจาก
เมล็็ด โดยทั่่�วไปรากแก้้วมัักมีีขนาดใหญ่่และพบใน
ระบบรากของพืืชใบเลี้ย� งคู่�่
ระบบรากฝอย (Fibrous Root System) lateral root
ระบบรากที่ม�่ ีีรากขนาดเล็ก็ เท่่า ๆ กััน โดยเจริิญ
ออกมาจากโคนต้้น ไม่่มีีรากใดเป็น็ รากหลััก 1
fibrous root รากพเิ ศษ (Adventitious Root)
รากที่่�ไม่่ได้้เกิิดจากรากแรกเกิิด มีีการ
เปลี่่�ยนแปลงรููปร่่างเพื่่�อทำำ�หน้้าเฉพาะ เช่่น สะสม
อาหาร สัังเคราะห์ด์ ้้วยแสง เป็็นต้้น
รากสงั เคราะหด์ ว้ ยแสง (Photosynthetic Root)
รากที่�เ่ จริิญมาจากลำ�ำ ต้น้ หรืือกิ่�งที่�อ่ ยู่�เ่ หนืือพื้้น� ดินิ
รากส่่วนที่ม�่ ีีสีีเขีียวเกิดิ จากการสะสมรงควัตั ถุุ (pigments)
ทำำ�ให้้สามารถสัังเคราะห์์ด้้วยแสงเพื่่�อสร้้างอาหารได้้
มัักพบในกล้้วยไม้้
2
1 รากแก้้ว (tap root) photosynthetic root 3
2 รากฝอย (fibrous root)
3 กล้้วยไม้้ (orchid)
38
arBdoetnaRnaiycongรากหายใจ (Aerating Root) aerating root
มีีอีีกชื่�อว่่า pneumatophore เป็น็ รากที่�แ่ ทง
ตั้�งฉากกับั ผิวิ ดิิน ทำ�ำ หน้้าที่่�แลกเปลี่�่ยนก๊๊าซ พบมากใน 1 aerial root 2
พืืชที่่ม� ีีถิ่่น� ที่อ่� ยู่่น� ้ำ��ำ ท่่วมขังั เช่่น ป่า่ พรุุ ป่า่ ชายเลน buttress root
รากอากาศ (Aerial Root) 3
รากที่่�เจริิญมากจากส่่วนของลำำ�ต้้นที่่�อยู่�่เหนืือ
พื้้�นดิิน สามารถดููดน้ำำ��จากอากาศได้้โดยตรง พบได้้ hostorial root
ในพืชื อิงิ อาศัยั
4
รากพูพอน (Buttress Root)
รากที่่�เกิิดจากโคนต้้น ส่่วนที่่�ใกล้้กัับพื้้�นดิินมีี
ลัักษณะเป็็นสันั แผ่่ออกที่บ่� ริิเวณโคนต้น้ เช่่น สำ�ำ โรง
รากเบียน (Haustorial Root)
รากที่พ�่ บได้ใ้ นเฉพาะพืืชเบีียน ใช้ส้ ำำ�หรัับเกาะ
กัับพืืชอื่่�นและเจาะเข้้าไปเพื่่�อดููดน้ำำ��และอาหาร เช่่น
กาฝากมะม่่วง
รากค้ำ�จุน (Prop Root)
เกิิดจากข้้อของลำำ�ต้้น แล้้วหยั่ �งลงดิินเพื่่�อทำำ�
หน้้าที่่�ค้ำำ��จุุนและพยุุงลำำ�ต้้น เช่่น เตยทะเล
รากสะสมอาหาร (Storage Root)
เป็น็ รากที่เ�่ ปลี่ย�่ นแปลงมาจากรากแก้ว้ รากแขนง
หรือื รากฝอย เพื่่อ� ทำำ�หน้้าที่ส่� ะสมอาหาร เช่่น มันั แกว
prop root
storage root 5
6
1 รากหายใจพืืชป่่าชายเลน 4 กาฝากมะม่่วง (Dendrophthoe pentandra (L.) Miq.)
2 พืชื วงศ์์กล้้วยไม้้ (Orchidaceae) 5 เ ตยทะเล (Pandanus odorifer (Forssk.) Kuntze)
3 สำำ�โรง (Sterculia foetida L.) 6 มันั เทศ (Ipomoea batatas (L.) Lam.)
39
เรอื นยอด (Crowns)
เรืือนยอดคือื ส่่วนที่่�เป็น็ พุ่่ม� ใบของไม้้ต้น้ ซึ่ง�่ มีีรููปทรงที่ห�่ ลากหลายแตกต่่างกันั ไปในแต่่ละชนิิดพืืช
arBdoetnaRnaiycong
เรือื นยอดรููปกลม (round) เรือื นยอดกางออก (spreading) เรือื นยอดไม่่เป็น็ ระเบีียบ (irregular) เรือื นยอดห้้อย (weeping)
ลำ�ต้น (Stem)
ลำำ�ต้้นเป็น็ ส่่วนที่่�อยู่่�เหนือื พื้้น� ดินิ เป็็นโครงสร้้างที่ม�่ ีีตาซึ่ง�่ สามารถเจริญิ ไปเป็น็ กิ่่ง� ใหม่่ได้้ ซึ่�่งลำำ�ต้น้ ทำ�ำ หน้า้ ที่่�
รองรัับกิ่่�ง ใบ ดอก และผล นอกจากนี้้ย� ังั ทำ�ำ หน้้าที่�่ลำำ�เลีียงอาหารผ่่าน phloem ลำ�ำ เลีียงน้ำำ��และแร่่ธาตุุผ่่าน xylem
ในพืชื บางชนิิดลำำ�ต้้นมีีการเปลี่่�ยนแปลงไปเพื่่อ� ทำ�ำ หน้า้ เฉพาะ (modified stem)
ลำ�ำ ต้น้ ที่�่มีีการเจริญิ เติิบโตขั้้�นทุตุ ิิยภููมิแิ บ่่งเป็น็ 2 ชั้้�น คือื ชั้้น� เปลืือกไม้้ (bark) และชั้�น เนื้้อ� ไม้้ (wood) ในชั้้น�
เนื้้อ� ไม้แ้ บ่่งเป็็น 2 ส่่วน คือื แก่่นไม้้ (heartwood) เป็น็ ส่่วนที่่�อยู่�ด่ ้า้ นในสุุดของลำำ�ต้้น มีีการสะสมสารต่่าง ๆ เช่่น
ไขมันั จึึงทำ�ำ ให้ไ้ ม่่สามารถทำ�ำ หน้า้ ที่ล�่ ำ�ำ เลีียงได้้ และกระพี้้ไ� ม้้ (sapwood) เป็น็ ส่่วนที่ส�่ ามารถลำ�ำ เลีียงสารได้้
heartwood sapwood bark
40
นำ้ �ยาง (Latex)
เป็็นของเหลว ส่่วนมากจะขุ่�นมีีสีีขาวหรือื เหลืืองอ่่อน สร้า้ งขึ้�้นในท่่อยาง (lacticiferous duct) ที่่�ขับั
ออกภายนอก เมื่อ� มีีบาดแผลเกิิดขึ้น้�
arBdoetnaRnaiycong
1 2 3 4
yellow latex resin gum
milky sap
เปลอื กไม้ (Bark)
5 67 8
smooth bark
cracked bark fissured bark
9 10 11 12
peeling bark scaly bark
1 ชะมวง (Garcinia cowa Roxb. ex Choisy) 7 กระบก (Irvingia malayana Oliv. ex A. W. Benn)
2 ชวนชม (Adenium obesum (Forssk) Roem. & Schult) 8 ตะเคีียนทอง (Hopea odorata Roxb.)
3 มะม่ว่ ง (Mangifera indica L.) 9 เสม็ด็ ขาว (Melaleuca cajuputi Powell)
4 มะรุุม (Moringa oleifera Lam.) 10 เสม็ด็ แดง (Syzygium antisepticum (Blume) Merr. & L. M. Perry)
5 มะพลับั (Diospyros areolata King & Gamble) 11 ตะแบกนา (Lagerstroemia floribunda Jack var. floribunda)
6 ยางนา (Dipterocarpus alatus Roxb. ex G. Don) 12 เม่า่ ไข่ป่ ลา (Antidesma ghaesembilla Gaertn.)
41
succulent stem thorn
arBdoetnaRnaiycong
2
1
ลำ�ต้นพิเศษ (Modified Stem) cladophyll
Succulent Stem 3
ลำ�ำ ต้้นอวบน้ำำ�� เป็็นโครงสร้้างของลำ�ำ ต้้นที่�่ทำ�ำ
หน้้าที่�่สะสมน้ำ��ำ และอาหารที่�่ได้้จากกระบวนการ tendril
สังั เคราะห์ด์ ้ว้ ยแสง ซึ่่�งมีีลัักษณะต่่างจากลำำ�ต้้นทั่่ว� ไปคืือ
ลำ�ำ ต้น้ มีีการพองหรือื ขยายขนาดออกด้า้ นข้้าง โดยทั่่�วไป
มักั มีีเนื้้อ� เยื่อ� พาเรนไคมา (parenchyma) เป็็นหลััก เช่่น
พืืชกลุ่ม� กระบองเพชร เป็น็ ต้น้
Thorn
หนาม ที่เ�่ ป็น็ ส่่วนของกิ่ง� หรือื ลำ�ำ ต้น้ เปลี่ย�่ นแปลง
มาเป็น็ หนามแข็็ง เช่่น เค็ด็ เป็น็ ต้น้
Cladophyll 4
ลำ�ำ ต้้นคล้้ายใบเป็็นลำ�ำ ต้้นที่่�เปลี่�่ยนแปลงรููปร่่าง
จนเป็น็ แผ่่นแบนคล้า้ ยใบและทำ�ำ หน้า้ ที่่�เหมืือนใบ เช่่น
เสมา
Stem Tendril 1 ดาวล้้อมเดืือน (Echinopsis calochrora K. Schum.)
มือื จับั หรือื มือื เกาะ หมายถึงึ ลำ�ำ ต้น้ ที่เ�่ ปลี่ย�่ นแปลง 2 เค็ด็ (Catunaregum tomentosa (Blume ex DC.) Tirveng.)
รููปร่่างมาเป็น็ เส้น้ เพื่่�อใช้้ยึึดหรืือเกี่่�ยวพันั กัับสิ่่ง� อื่น� เช่่น 3 เสมา (Opuntia cochenilifera (L.) Mill.)
ตำ�ำ ลึึง 4 ตำำ�ลึึง (Coccinia grandis (L.) Voigt)
42
arBdoetnaRnaiycongลำ�ต้นใตด้ นิ (Underground Stem) stem
Bulb
1
หััวกลีีบ ลำำ�ต้้นใต้้ดิินซึ่่�งมีีตาที่่�กำำ�ลัังเจริิญอยู่่�
กลางหััวกลีีบ มีีใบเกล็็ดหนาและอวบเพราะมีีอาหาร corm
สะสมหุ้้�มซ้้อนเป็น็ ชั้้น� ๆ ทำ�ำ ให้้มีีลักั ษณะเป็น็ หััว เช่่น
ว่่านสี่�ท่ ิศิ (Hippeastrum johnsonii Bury) 2
Corm rhizome
ลำำ�ต้น้ ใต้้ดิินแบบหนึ่่�ง ลักั ษณะเป็็นหััว ข้อ้ และ
ปล้อ้ งเห็น็ ได้ช้ ัดั เจน และมีีใบเกล็ด็ เป็น็ แผ่่นบาง ๆ คลุมุ อยู่ต�่ รง 3
บริเิ วณข้อ้ เช่่น พืชื วงศ์ข์ ิิง (Zingiberacea)
Rhizome
เหง้า้ ลำ�ำ ต้้นใต้ด้ ินิ ซึ่ง�่ แผ่่ทอดไปตามแนวระดับั มีี
ข้อ้ ปล้อ้ ง ใบเกล็็ด หรือื ตา เห็น็ ได้้ชัดั เจน เช่่น พืืชวงศ์์ขิงิ
(Zingiberaceae)
Stolon
ไหล ลำ�ำ ต้น้ เหนืือดินิ ที่ท�่ อดนอนหรือื แผ่่คลุุมไป
ตามพื้้น� และแตกหน่่อใหม่่พร้้อมกับั รากที่่�ข้อ้ เช่่น หญ้้า
Tuber
ลำำ�ต้้นใต้้ดิินซึ่่�งพองออกเป็็นหััวสำ�ำ หรัับเก็็บ
สะสมอาหาร มักั จะไม่่เห็น็ ข้้อปล้อ้ งและใบเกล็็ด เช่่น
มันั เทีียน (Dioscorea brevipetiolata Prain & Burkill)
รูห้ รือไม่ ?
สามารถจำ�ำ แนกวงศ์พ์ ืชื โดยใช้ล้ ักั ษณะลำ�ำ ต้น้ ได้้
stolon 4
5
678 tuber
1 bulb ของว่่านสี่�ทิิศ (H. johnsonii Bury)
2 corm พืชื วงศ์ข์ ิิง (Zingiberaceae)
3 r hizome พืชื วงศ์ข์ ิงิ (Zingiberaceae)
4 stolon ของหญ้้า
5 tuber ของมัันเทียี น (D. brevipetiolata Prain & Burkill)
6 ลำำ�ต้้นสามเหลี่�ยม (triangular) พืืชวงศ์์กก (Cyperaceae)
7 ลำ�ำ ต้น้ ทรงกระบอก (terete, tubular) พืชื วงศ์ห์ ญ้า้ (Poaceae)
8 ลำ�ำ ต้น้ สี่เ� หลี่�ยม (tetragonal) พืชื วงศ์์กะเพรา (Lamiaceae)
43
สาระนา่ รู้
กระบองเพชรจััดเป็็นพืืชอวบน้ำำ�� (succulent plants) อยู่่�ในวงศ์์ Cactaceae ซึ่่�งมีีลัักษณะเด่่นคืือ
มีีขุมุ หนาม (areole) โดยคำำ�ว่่า areole มาจากภาษาละติินคำำ�ว่่า Areola หมายถึงึ พื้้น� ที่เ�่ ล็็ก ๆ หรือื พื้้น� ที่่�เปิิดโล่่ง
เป็็นจุุดหรือื บริเิ วณเล็็ก ๆ ที่่�พบในพืืชวงศ์์กระบองเพชร โดยขุุมหนามจะเป็น็ ที่เ�่ กิิดของดอก หน่่อ (pup) ใบ หนาม
(spine) ขนแข็็ง (bristle) ขนปลายเงี่ย� ง (glochid) เป็็นต้้น โดยทั่่�วไปหนามของพืืชกลุ่�มกระบองเพชรแบ่่งได้้ 2
แบบคืือ หนามกลาง (central spine) มัักมีีขนาดใหญ่่และสีีสัันสวยงาม และหนามข้า้ ง (lateral spine หรืือ
radial spine) จะอยู่บ่� ริิเวณขอบของขุมุ หนามล้้อมรอบหนามกลาง นอกจากนี้้�กระบองเพชรบางชนิิดยัังมีีเนิิน
หนาม (tubercle หรืือ podarium) มีีรููปร่่างเป็น็ ทรงกลวยต่ำ�ำ� เป็็นโครงสร้้างที่ย่� กนููนขึ้น้� มาจากพื้้�นผิวิ ลำ�ำ ต้้นของ
กระบองเพชร เช่่น กระบองเพชรสกุุลแมม Mammillaria spp. สกุุลช้้าง Coryphantha spp. เป็น็ ต้้น กระบอง
เพชรส่่วนใหญ่่มีีพูู (rib) ซึ่ง่� เป็น็ โครงสร้้างที่ม�่ ีีลัักษณะเป็น็ สัันนููนตามความสููงของลำ�ำ ต้น้ เช่่น กระบองเพชรสกุลุ แอ
สโตร Astrophytum spp. สกุลุ ยิมิ โน Gymnocalycium spp. สกุลุ เมโล Melocactus spp. เป็น็ ต้้น พููจะช่่วยให้้
กระบองเพชรสามารถขยายขนาดและเพิ่่ม� พื้้น� ที่เ่� ก็็บน้ำ��ำ ได้้มากขึ้น�้
arBdoetnaRnaiycong
rib
spine
areole areole
areole 2 3
pup 5
flower
1 4
central spine tubercle rib
lateral spine 6 78
5 หน่่อที่ี่�เจริิญมาจากขุมุ หนามของแม่ล่ ููกดก (G. damsii
1 Gymnocalycium saglionis (Cels) Britton & Rose (K.Schum.) Britton & Rose)
2 คอนโดนางฟ้้า, ปราสาทนางฟ้้า (Cereus hildmannianus K.Schum.) 6 Ferocactus sp.
3 แอสโตร (Astrophytum asterias (Zucc.) Lem.) 7 Mamillaria sp.
4 ดอกที่่�เจริญิ มาจากขุุมหนามของยิมิ โน 8 Melocactus sp.
(Gymnocalycium mihanovichii (Fric ex Gürke) Britton & Rose)
44