The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รายงานวิจัยในชั้นเรียน-โดยใช้นิทานเรื่องโอรังงาโระ (3)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Nu Nii, 2024-02-27 09:19:48

รายงานวิจัยในชั้นเรียน-โดยใช้นิทานเรื่องโอรังงาโระ (3)

รายงานวิจัยในชั้นเรียน-โดยใช้นิทานเรื่องโอรังงาโระ (3)

รายงานการวิจัยในชั้นเรียน ผลการใช้นิทานเรื่องโอรังงาโระ ในการพัฒนาความสามารถในการอ่านจับ ใจความสำคัญ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนประชาวิทยรังสรรค์ จังหวัดนราธิวาส Results of using the tale of Orangaro To develop reading comprehension abilities of Grade 3 students, Prachavithayarangsan School, Narathiwat Province กามีล๊ะ ดอและ รายงานการวิจัยเล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา 4 ระดับปริญญาตรี สาขาการประถมศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ปีการศึกษา 2566


รายงานวิจัยในชั้นเรียน ผลการใช้นิทานเรื่องโอรังงาโระ ในการพัฒนาความสามารถในการอ่านจับ ใจความสำคัญ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนประชาวิทยรังสรรค์ จังหวัดนราธิวาส Results of using the tale of Orangaro To develop reading comprehension abilities of Grade 3 students, Prachavithayarangsan School, Narathiwat Province กามีล๊ะ ดอและ รายงานการวิจัยเล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา 4 ระดับปริญญาตรี สาขาการประถมศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ปีการศึกษา 2566


ชื่อวิจัย ผลการใช้นิทานเรื่องโอรังงาโระ ในการพัฒนาความสามารถในการอ่านจับใจความสำคัญของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนประชาวิทยรังสรรค์ จังหวัดนราธิวาส ชื่อผู้วิจัย นางสาวกามีล๊ะ ดอและ สาขาวิชา การประถมศึกษา ปีการศึกษา 2566 คณะกรรมการที่ปรึกษา .....................................................................................กรรมการ (........................................................................) (ประธานหลักสูตร) .....................................................................................กรรมการ (........................................................................) (อาจารย์นิเทศประจำหลักสูตร) .....................................................................................กรรมการ (........................................................................) (อาจารย์ฝ่ายฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู) .....................................................................................กรรมการ ( นางสาวฮานีซะ ดอฆอ ) (ครูพี้เลี้ยง) รายงานการวิจัยเล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา 4 ระดับปริญญาตรี สาขาการประถมศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ปีการศึกษา 2566


ก ชื่อวิจัย ผลการใช้นิทานเรื่องโอรังงาโระ ในการพัฒนาความสามารถในการอ่านจับใจความสำคัญ ของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนประชาวิทยรังสรรค์ จังหวัดนราธิวาส ชื่อผู้วิจัย นางสาวกามีล๊ะ ดอและ สาขาวิชา การประถมศึกษา ปีการศึกษา 2566 บทคัดย่อ การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านจับใจความสำคัญ ก่อนและหลังการใช้นิทานเรื่องโอรังงาโระ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนประชาวิทยรังสรรค์ 2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการใช้นิทานเรื่องโอรังงาโระ กลุ่มเป้าหมาย คือนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนประชาวิทยรังสรรค์ปีการศึกษา 2566 จำนวน 10 คน ที่อ่านจับความสำคัญ ไม่ได้ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ (1) แผนการจัดการเรียนรู้เรื่องการอ่านจับใจความสําคัญ จำนวน 3 แผน เวลา 8 ชั่วโมง (2) นิทานเรื่องโอรังงาโระ (3) แบบสอบถามความพึงพอใจในพัฒนาความสามารถใน การอ่านจับใจความสำคัญตามความคิดเห็นของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อจากการอ่านนิทาน เรื่องโอรังงาโระ ซึ่งความพึงพอใจวัดได้จากแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น มีลักษณะเป็นแบบมาตร ประมาณค่า(Rating scale 3 ระดับ) จำนวน 10 ข้อ สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความเที่ยงตรง ค่า ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าพัฒนาการสัมพัทธ์ ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนกลุ่มเป้าหมายมีคะแนนแบบประเมินการอ่านจับใจความสำคัญโดยใช้นิทานเรื่อง โอรัง งาโระหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน โดยคะแนนการประเมินการอ่านจับใจความสำคัญก่อนเรียนเฉลี่ยเท่ากับ 4.7 คะแนน คะแนนการประเมินการอ่านจับใจความสำคัญหลังเรียนเฉลี่ยเท่ากับ 7.9 คะแนน และ นักเรียนมีพัฒนาการสัมพัทธ์เพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 60.06 คะแนน อยู่ในระดับสูง 2) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการใช้นิทานเรื่องโอรังงาโระ โดยรวมอยู่ในระดับมาก (̅= 2.91,S.D.= 0.21) คำสำคัญ : การใช้นิทานเรื่องโอรังงาโระ การพัฒนาความสามารถในการอ่านจับใจความสำคัญ


ข Research Name The effect of using the tale of Oranggaro To develop the reading comprehension ability of Grade 3 students at Prachawittyarangsan School, Narathiwat Province. Researcher's Name: Ms. Kamilah Daw and discipline Primary Education Academic Year 2023 Abstract The objectives of this research were 1) to compare the reading comprehension ability before and after the use of the Orangaro story of 3rd grade students at Prachavityarangsan School 2) to study the students' satisfaction with the use of the orangaro story. The tools used in the research were: (1) 3 reading comprehension learning management plans for 8 hours, (2) orangaro stories, (3) satisfaction questionnaires to improve reading comprehension abilities based on the opinions of 3rd grade students following reading orangaro stories. The statistics used to analyze the data include accuracy, percentage, mean, standard deviation, and relative development. The results showed that: 1) Target students scored on the Reading Comprehension Assessment using a story title. Orangaro after school is higher than before class. The average pre-study reading comprehension score was 4.7 points, the average post-study reading comprehension score was 7.9 points, and the students' average relative improvement was 60.06 percent. 2) Students were very satisfied with the use of Orangaro tales overall (,x. = 2.91,S.D. = 0.21). Keywords : Use of Orangaro Tales Developing Reading Comprehension Competencie


ค กิตติกรรมประกาศ งานวิจัย ผลการใช้นิทานเรื่องโอรังงาโระ ในการพัฒนาความสามารถในการอ่านจับใจความสำคัญ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนประชาวิทยรังสรรค์จังหวัดนราธิวาส เล่มนี้สำเร็จสมบูรณ์ไป ได้ด้วยความกรุณา ให้ความอนุเคราะห์คำแนะนำ ติดตามความก้าวหน้า ดูแลเอาใจใส่ให้ความช่วยเหลือ ให้กำลังใจและให้โอกาส ตลอดจนให้ความรู้กับผู้วิจัยมากมาย ทั้งในด้านการเรียนการสอน ทั้งในห้องเรียน และในสนามชีวิต ผู้วิจัยรู้สึกซาบซึ้งเป็นอย่างยิ่งและขอขอบคุณเป็นอย่างสูงไว้ ณ โอกาสนี้ ผู้วิจัยขอขอบคุณผู้ทรงคุณวุฒิทุกท่านที่กรุณาตรวจสอบเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ตลอดจนให้ คำแนะนำและข้อคิดเห็นต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการวิจัยในครั้งนี้ ขอขอบคุณ อาจารย์สมฤดี ปาละวัล ซึ่งเป็นอาจารย์นิเทศก์ประจำสาขาการประถมศึกษาที่เป็น ที่ปรึกษาแนะนำเกี่ยวกับการทำวิจัยในชั้นเรียน ตลอดจนให้ความอนุเคราะห์ช่วยเหลือด้านต่าง ๆเป็น อย่างดี ขอขอบคุณผู้บริหารสถานศึกษา และคณะครูโรงเรียนประชาวิทยรังสรรค์ที่อนุญาตให้ผู้วิจัย ดำเนินการวิจัย ทำให้วิจัยในครั้งนี้ได้เสร็จสิ้นในเวลาอันจํากัด ขอบคุณนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนประชาวิทยรังสรรค์จังหวัดนราธิวาส ที่ให้ความ ร่วมมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลในการดำเนินการวิจัยในครั้งนี้จนสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ขอบคุณเพื่อนๆ พี่ๆ ทุกคนที่คอยให้กำลังใจยามข้าพเจ้าเหนื่อยล้าและรู้สึกท้อแท้ตลอดจนให้ ความกรุณาช่วยเหลือเป็นอย่างดีตลอดการทำวิจัยครั้งนี้สุดท้าย ขอขอบคุณ คุณพ่อ คุณแม่ และ ครอบครัวที่ข้าพเจ้ารัก ที่ท่านให้ความเอาใจใส่ ห่วงใย ดูแล และคอยให้กำลังใจในยามที่ข้าพเจ้าเหนื่อยล้า เป็นอย่างดี และให้การสนับสนุนส่งเสริม การศึกษามาโดยตลอด นางสาวกามีล๊ะ ดอและ กันยายน 2566


ง สารบัญ เรื่อง หน้า บทคัดย่อภาษาไทย ก บทคัดย่อภาษาอังกฤษ ข กิตติกรรมประกาศ ค สารบัญ ง สารบัญตาราง ฉ บทที่ 1 บทนำ 1 - ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา 1 - วัตถุประสงค์ของงานวิจัย 4 - สมมติฐานของการศึกษา 4 - ขอบเขตการวิจัย 4 - นิยามคำศัพท์เฉพาะ - ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 5 5 บทที่ 2 เอกสารและงานที่เกี่ยวข้อง 6 - หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 7 - การอ่านจับใจความสำคัญ 10 - นิทาน 13 - การจัดการเรียนรู้โดยใช้นิทาน 14 - งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 16 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย 20 - แบบแผนการวิจัย 20 - กลุ่มเป้าหมาย 20 - เครื่องมือที่ใช้ในการทำวิจัย 20 - การเก็บรวบรวมข้อมูล 22


จ สารบัญ (ต่อ) เรื่อง หน้า - การวิเคราะห์ข้อมูล 22 - สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 23 บทที่ 4 ผลการวิจัย 25 - ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 25 บทที่ 5 สรุปผลการวิจัย อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ 28 - สรุปผลการวิจัย 28 - อภิปรายผลการวิจัย 29 - ข้อเสนอแนะ 30 บรรณานุกรม 32 ภาพผนวก 35 - ภาพผนวก ก รายชื่อผู้เชี่ยวชาญ 36 - ภาพผนวก ข แบบประเมินเครื่องมือการวิจัยในชั้นเรียน โดยใช้ผู้เชี่ยวชาญ 38 - ภาพผนวก ค เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 57 - ภาพผนวก ง รูปภาพกิจกรรม 74 - ภาพผนวก ฉ ประวัติผู้วิจัย 79


ฉ สารบัญตาราง ตาราง หน้า ตารางที่ 4.1 ตารางแสดงจำนวนและร้อยละของกลุ่มเป้าหมาย จำแนกตามเพศ 25 ตารางที่ 4.2 แสดงคะแนนแบบประเมินการอ่านจับใจความสำคัญก่อนและหลัง 26 และคะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนประชาวิทรังสรรค์ ตารางที่ 4.3 แสดงค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานความพึงพอใจของนักเรียน 26 ที่มีต่อการอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้นิทานเรื่องโอรังงาโระ


1 บทที่ 1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (2551) ได้กล่าวถึงความสำคัญของภาษาไทยไว้ว่า ภาษาไทยเป็นเอกลักษณ์ของชาติเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมอันก่อให้เกิดความเป็นเอกภาพ และเสริมสร้าง บุคลิกภาพของคนในชาติให้มีความเป็นไทย เป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจและ ความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน รวมทั้งใช้ในการแสวงหาความรู้เพื่อพัฒนาความคิด ให้ทันต่อเหตุการณ์และการ เปลี่ยนแปลง ภาษาไทยเป็นทักษะที่ต้องฝึกฝนจนเกิดความชำนาญในการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร การ อ่านและการฟังเป็นทักษะของการรับรู้เรื่องราวความรู้และประสบการณ์ ส่วนการพูดและการเขียนเป็น ทักษะของการแสดงออกด้วยการแสดงความคิดความเห็น ความรู้และประสบการณ์ การเรียนภาษาไทย จึงต้องเรียนเพื่อการสื่อสาร ให้สามารถรับรู้ข้อมูลข่าวสารได้อย่าง พินิจพิเคราะห์ สามารถเลือกใช้คำเรียบ เรียงความคิด ความรู้และใช้ภาษาได้ถูกต้องตามกฎเกณฑ์ได้ ตรงตามความหมาย และถูกต้องตาม กาลเทศะ บุคคล และมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ได้ให้ความสำคัญของการอ่านและเขียน โดยได้กำหนดไว้ในสมรรถนะสำคัญของผู้เรียน ใน สมรรถนะที่ 1 ความสามารถในการสื่อสาร เป็นความสามารถในการรับและสื่อสาร มีวัฒนธรรมในการใช้ ภาษา ถ่ายทอดความคิด ความรู้ ความเข้าใจ ความรู้สึก และทัศนะของตนเอง เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล ข่าวสารและประสบการณ์อันจะเป็นประโยชน์ ต่อการพัฒนาตนเองและสังคม รวมทั้งการเจรจาต่อรอง เพื่อ ขจัดและลดปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆ การเลือกรับหรือไม่รับข้อมูลข่าวสารด้วยหลักความถูกต้อง ตลอดจนการเลือกใช้วิธีการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ โดยคำนึงถึงผลกระทบที่มีต่อตนเองและสังคม (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551 ) และในสาระและมาตรฐานการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ใน สาระที่ 1 การอ่าน และสาระที่ 2 การเขียนได้กำหนดให้ผู้เรียนได้ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และ ความคิดเพื่อนำไปใช้ตัดสินใจ แก้ปัญหาในการดำเนินชีวิต มีนิสัยรักการอ่าน และใช้กระบวนการเขียน สื่อสาร เขียนเรียงความ ย่อความ และเขียนเรื่องราวในรูปแบบต่าง ๆ เขียนรายงานข้อมูลสารสนเทศและ รายงานการศึกษาค้นคว้า อีกทั้งยังได้กำหนดความสำคัญของการอ่าน และเขียนไว้ในเกณฑ์การจบ การศึกษาระดับประถมศึกษาที่ได้กำหนดไว้ว่า ผู้เรียนต้องมีการประเมินการอ่าน คิด วิเคราะห์ และเขียน ในระดับผ่านเกณฑ์การประเมินหลักสูตรสถานศึกษาตามที่สถานศึกษากำหนด (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551)


2 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยมุ่งเน้นให้ผู้เรียนพัฒนาทักษะทั้งด้านการอ่าน การเขียน การ ฟัง การ ดู การใช้ภาษา วรรณคดีและวรรณกรรม โดยเฉพาะทักษะการอ่าน และการเขียน เป็นสาระที่ สำคัญ อย่างไรก็ตามถ้าอ่านหนังสือไม่ออก ก็จะเขียนหนังสือไม่ได้ ดังนั้น การอ่านจึง จัดเป็นองค์ประกอบที่สำคัญ ในการเรียนรู้ ครูควรปลูกฝังให้ผู้เรียนมีทักษะในการอ่าน โดยเฉพาะความสามารถในการอ่านจับใจความ ของเรื่องได้อย่างถูกต้อง ดังที่ จินดารัตน์ ฉัตรสอน (2558) กล่าว ไว้ว่า การอ่านเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะ การอ่านจับใจความ เพราะผู้ที่อ่านจับใจความของเรื่องที่อ่านได้มาก ย่อมมีโอกาสรับรู้เรื่องราวได้ดีกว่าผู้ที่ ไม่สามารถจับใจความของเรื่องที่อ่านได้สอดคล้องกับ ไกรษร ประดับเพชร (2561) ที่กล่าวว่า ทักษะการ อ่านเป็นสิ่งสำคัญยิ่งในการเรียนรู้ เพราะการเรียนวิชาต่าง ๆ ทุกระดับต้องอาศัยความสามารถในการอ่าน แทบทั้งสิ้น โดยเฉพาะการเข้าใจเนื้อหาความรู้จำเป็นต้องจับใจความจากเรื่องที่อ่านได้ทั้งนี้ เพื่อนำความรู้ ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ตามที่ต้องการ นักเรียนที่มีทักษะการอ่านดีก็จะมีเครื่องมือที่ดีในการเรียนรู้ในทาง กลับกันนักเรียนที่ขาดทักษะการอ่าน จะทำให้การเรียนรู้ของนักเรียนไม่ได้ผลเท่าที่ควร ส่งผลให้นักเรียน เกิดความเบื่อหน่ายวิตกกังวล และความท้อถอยไม่อยากเรียน ดังนั้น เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของการอ่าน การเรียนการสอนจำเป็นต้องทำให้ผู้อ่านมีทักษะในการอ่านสามารถนำความรู้จากการอ่านไปใช้ประโยชน์ ได้และมีนิสัยรักการอ่าน ซึ่งจำเป็นต้องฝึกฝนอยู่เสมอ ด้วยความสำคัญของการอ่านหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่ม สาระ การเรียนรู้ภาษาไทย จึงได้กำหนดสาระที่ 1 ให้เป็นสาระการอ่าน มาตรฐาน ท 1.1 คือ ผู้เรียน สามารถใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิดเพื่อนำไปใช้ตัดสินใจแก้ปัญหาในการดำเนินชีวิตและ มีนิสยรักการอ่าน โดยหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานได้กำหนดตัวชี้วัดชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ว่า นักเรียน สามารถตั้งคำถามและตอบคำถามเชิงเหตุผลเกี่ยวกับเรื่องที่อ่าน ลำดับเหตุการณ์และคาดคะเน เหตุการณ์จากเรื่องที่อ่าน โดยระบุเหตุผลประกอบและสรุปความรู้และข้อคิดจากเรื่องที่อ่านเพื่อนำไปใช้ใน ชีวิตประจำวัน อ่านจับใจความจากสื่อต่าง ๆ เช่น นิทานหรือเรื่องเกี่ยวกับท้องถิ่น เรื่องเล่าสั้น ๆ บทเพลง และบทร้อยกรอง บทเรียนในกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น ข่าว และเหตุการณ์ในชีวิตประจำวันในท้องถิ่น ชุมชน และอ่านหนังสือตามความสนใจ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551) การอ่านจับใจความมีคุณประโยชน์อย่างยิ่งในการแสวงหาความรู้ โดยเฉพาะเด็กที่อยู่ในวัยศึกษา เล่าเรียน ควรได้รับการส่งเสริมให้นักเรียนได้ฝึกทักษะการอ่านจับใจความอย่างต่อเนื่อง และจัดกิจกรรม การเรียนการสอนให้นักเรียนได้ฝึกฝนทักษะการอ่านจับใจความที่ถูกต้อง เพราะการอ่านจับใจความถือ เป็นหัวใจสำคัญของการไม่เพียงแค่อ่านออกหรืออ่านได้เท่านั้น แต่ต้องสามารถบอกได้ คิดได้ว่า เรื่องที่ อ่านนั้นเป็นอย่างไร มีใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร อย่างไร ผู้เขียนต้องการบอกอะไรกับ ผู้อ่านสามารถบอก


3 ข้อคิดจากเรื่องที่อ่านได้ การอ่านจับใจความที่ได้ผลดีจะช่วยให้ผู้อ่านประสบความสำเร็จในการ เรียนการฝึกฝนการอ่านจับใจความอยู่เสมอจะทำให้ผู้อ่าน อ่านหนังสือเป็น ซึ่งสภาพปัญหาของเด็กไทยใน ปัจจุบัน ยังพบว่าเด็กอ่านหนังสือไม่ออก อ่านหนังสื่อไม่คล่อง ซึ่งสาเหตุของปัญหาการอ่านดังกล่าวขึ้นอยู่ กับหลายปัจจัยไม่ว่าจะเป็นในด้านผู้ปกครองมีภาระมากจนไม่มีเวลาดูแลเอาใจใส่เด็กในเรื่องของการเรียน ละเลยและฝากความหวังไว้เพียงแค่กับครูผู้สอนอย่างเดียว ปัญหาจากครูผู้สอนไม่มีวิธีการสอนที่ช่วย ดึงดูดให้นักเรียนรักการอ่านมากขึ้น ไม่กำหนดเรื่องให้อ่าน ไม่ปลูกฝังให้รักการอ่าน หนังสือมีราคาแพง ห้องสมุดไม่มีหนังสือที่ต้องการ นอกจากนี้ยังมีปัญหาที่เกิดจากตัวเด็กเอง เช่น ความรู้ อารมณ์ การเข้า สังคม การจับประเด็นสำคัญจากการอ่านไม่ได้และไม่มีเวลาอ่าน เนื่องจากมีภารกิจส่วนตัวมากต้องหา รายได้พิเศษช่วยเหลือตนเอง และแบ่งเวลาไม่เป็น โรงเรียนจึงจำเป็นที่ต้องช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวทั้งที่ตัว เด็กและปัจจัยอื่น ๆ จากการศึกษาและสังเกตถึงสภาพปัญหาการจัดการเรียนรู้ในรายวิชาภาษาไทยชั้นประถมศึกษาปี ที่ 3 โรงเรียนประชาวิทยรังสรรค์ พบว่านักเรียนส่วนใหญ่สามารถอ่านหนังสือได้ แต่ไม่สามารถจับใจความ จากเรื่องที่อ่านได้ ไม่สามารถบอกได้ว่าเรื่องที่อ่านนั้นเป็นอย่างไร ให้ข้อคิดอย่างไรบ้าง นักเรียนไม่สามารถ บอกเป็นภาษาของตัวเองได้ ยังอาศัยการจดจำและอ่านตามเนื้อเรื่องที่อ่าน ทำให้ผู้เรียนไม่เข้าใจเรื่องที่ อ่านอย่างถ่องแท้ และไม่สามารถสื่อสารให้คนอื่นรับรู้ได้อย่างเข้าใจ สาเหตุของปัญหาคาดว่ามาจากหลาย ปัจจัยดังที่กล่าวไว้ข้างต้น หนึ่งในสาเหตุของปัญหาดังกล่าวคือมาจากตัวนักเรียนเองที่ไม่สนใจในการอ่าน อ่านเฉพาะตอนที่ครูสั่ง ขาดการฝึกฝนตนเองส่งผลให้ทักษะการอ่าน และการอ่านจับใจความของผู้เรียน ไม่ดีเท่าที่ควร อีกหนึ่งสาเหตุที่คาดว่าน่าจะส่งผลต่อปัญหานี้ คือ ครูผู้สอนไม่มีวิธีการหรือเทคนิคในการ จัดการเรียนการสอนที่น่าสนใจ ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ฝึกฝน และพัฒนาทักษะการอ่านของตัวเองให้ดียิ่งขึ้น ดังนั้นครูผู้สอนจึงจำเป็นต้องหาวิธีช่วยเหลือผู้เรียนที่มีปัญหาด้านการอ่านจับใจความสำคัญ เพื่อให้ผู้เรียน สนใจในการอ่านมากยิ่งขึ้น โดยใช้วิธีการสอน เทคนิคการสอน รวมถึงนวัตกรรมการสอนที่น่าสนใจ สามารถดึงดูด และช่วยกระตุ้นผู้เรียนให้สนใจการเรียน รักการอ่านมากขึ้น และที่สำคัญช่วยฝึกฝนและ พัฒนาทักษะการอ่านจับใจความสำคัญของนักเรียนให้ดียิ่งขึ้น นิทานโอรังงาโระเป็นนวัตกรรมหนึ่งที่สามารถช่วยให้นักเรียนได้ฝึกฝนทักษะการอ่านจับใจความ ของตนเอง โดยการฝึกทำซ้ำ ๆ บ่อย ๆ จนเกิดความชำนาญ และพัฒนาความสามารถในการอ่านจับ ใจความสำคัญของตนเองในที่สุด แสดงให้เห็นว่าครูผู้สอนคือผู้ที่สามารถช่วยแก้ปัญหาในการพัฒนาการ อ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้นิทานเรื่องโอรังงาโระ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ทั้งนี้เพราะหน้าที่ โดยตรงของครูคือ การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้กับเด็ก เช่น การจัดกระบวนการเรียนการสอนที่มี ความหลากหลาย โดยเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางและฝึกการปฏิบัติให้มากที่สุด อาจใช้สื่อการสอนที่


4 น่าสนใจและมีประสิทธิภาพ กระบวนการเหล่านี้จะช่วยส่งผลให้เด็กมีการพัฒนาด้านการอ่านและ ความสามารถในการอ่านจับใจความสำคัญได้ดีขึ้น จากปัญหาที่กล่าวข้างต้น ทำให้ผู้วิจัยสนใจที่จะใช้หนังสือนิทานเรื่องโอรังงาโระ ซึ่งมีความสำคัญ และคุณลักษณะเกี่ยวข้องการวิจัย เรื่องการพัฒนาความสามารถในการอ่านจับใจความสำคัญ ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียน ประชาวิทยรังสรรค์จึงจัดทำหนังสือนิทานเรื่องโอรังงาโระ ขึ้นเพื่อใช้เป็น เครื่องมือในการพัฒนา ความสามารถทางการเรียนวิชาภาษาไทยด้านการอ่านจับใจความสำคัญคำของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 3 ให้ดีขึ้น และหวังว่าการใช้หนังสือนิทานเรื่องโอรังงาโระ ฝึกทักษะการอ่าน จับใจความสำคัญนี้จะ สามารถพัฒนาความสามารถในการอ่านจับใจความสำคัญให้ดีขึ้น วัตถุประสงค์การวิจัย 1. เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านจับใจความสำคัญก่อนและหลัง การใช้นิทานเรื่องโอ รังงาโระ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนประชาวิทยรังสรรค์ 2. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการใช้นิทานเรื่องโอรังงาโระ สมมุติฐานของการศึกษา 1. ความสามารถในการอ่านจับใจความของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หลังจากการ ได้รับ การสอนโดยใช้นิทานเรื่องโอรังงาโระหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 2. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการสอนโดยใช้ นิทานเรื่องโอรังงาโระในระดับมาก ขอบเขตการศึกษา 1. กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนประชาวิทยรังสรรค์ ตำบลกาหลง อำเภอศรีสาคร จังหวัดนราธิวาส จำนวน 10 คน ที่อ่านจับใจความไม่ได้ 2. เนื้อหาที่ใช้ได้แก่ เรื่องการการอ่านจับใจความสำคัญ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้น พื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ซึ่งผู้วิจัยได้ จัดทำแผนการจัดการเรียนรู้การอ่านจับใจความสําคัญ จำนวน 3 แผน เวลา 8 ชั่วโมง ดังนี้ - แผนการจัดการเรียนรู้ที่ เรื่อง รู้จักการอ่าน จำนวน 2 ชั่วโมง - แผนการจัดการเรียนรู้ที่ เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญ จำนวน 2 ชั่วโมง - แผนการจัดการเรียนรู้ที่ เรื่อง นิทานโอรังงาโระ จำนวน 2 ชั่วโมง


5 3. ระยะเวลา ผู้วิจัยได้ดำเนินการทดลองในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 4. สถานที่ โรงประชาวิทยรังสรรค์ต.กาหลง อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส นิยามศัพท์เฉพาะ ความสามารถในการอ่านจับใจความสำคัญ หมายถึง คะแนนจากการทำแบบทดสอบก่อนเรียน และหลังเรียน เรื่องความสามารถในการอ่านจับใจความสำคัญ ซึ่งผู้วิจัยวัดจากแบบทดสอบก่อนเรียนและ หลังเรียนเป็นแบบปรนัย 3 ตัวเลือก จำนวน 10 ข้อ ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น นิทาน หมายถึง เรื่องที่เล่าที่แต่งขึ้นมาเพื่อให้เด็กเกิดความสนุกสนานเพลิดเพลินในการอ่าน มี การสอดแทรกเรื่องราวในชุมชน และความรู้เกี่ยวกับพืชในชุมชน ซึ่งนักเรียนสามารถนำความรู้มา ปรับเปลี่ยนประยุกต์ใช่ในชีวิตประจำวัน และเป็นแนวทางในการดำรงชีวิตได้ ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกในทางบวก ความชอบ ความสบายใจ เมื่อมีการพัฒนา ความสามารถในการอ่านจับใจความสำคัญตามความคาดหวังของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อ จากการอ่านนิทานเรื่องโอรังงาโระ ซึ่งความพึงพอใจวัดได้จากแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น มีลักษณะเป็น แบบมาตรประมาณค่า(Rating scale 3 ระดับ) จำนวน 10 ข้อ ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนประชาวิทยรังสรรค์ จังหวัดนราธิวาส มีการพัฒนา ความสามารถในการอ่านจับใจความ ถ่ายทอดความรู้ ในการอ่านจับใจความสำคัญที่ถูกต้อง ตามหลักการ เกิดเจตคติที่ดีต่อตนเองและวิชาที่เรียนที่ดีขึ้น 2. เป็นแนวทางสำหรับครูผู้สอน รวมทั้งผู้ที่สนใจในการพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้นิทาน ของชั้นประถมศึกษาปีที่ 3


6 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การวิจัยเรื่องการพัฒนาความสามารถในการอ่านจับใจความสำคัญ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 3 โดยใช้หนังสือนิทานเรื่องโอรังงาโระ ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อเป็นพื้นฐาน สำหรับการดำเนินการวิจัย ดังนี้ 1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 1.1 ทำไมต้องเรียนภาษาไทย 1.2 เรียนรู้อะไรในภาษาไทย 1.3 สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ 1.4 คุณภาพผู้เรียน (จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 3) 1.5 ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง 2. การอ่านจับใจความสำคัญ 2.1 ความหมายของการอ่านจับใจความสำคัญ 2.2 ความสำคัญของการอ่านจับใจความสำคัญ 2.3 หลักการอ่านจับใจความสำคัญ 3. นิทาน 3.1 ความหมายของนิทาน 3.2 คุณค่าและประโยชน์ของนิทาน 4. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับความพึงพอใจ 4.1 ความหมายของความพึงพอใจ 4.2 การวัดความพึงพอใจ 4.3 การสร้างความพึงพอใจในการเรียน 5. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง


7 1 หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 3 1.1 ทำไมต้องเรียนภาษาไทย ภาษาไทยเป็นเอกลักษณ์ของชาติเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมอันก่อให้เกิด ความเป็นเอกภาพ และ เสริมสร้างบุคลิกภาพของคนในชาติให้มีความเป็นไทย เป็นเครื่องมือในการ ติดต่อสื่อสารเพื่อสร้าง ความ เข้าใจและความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ทำให้สามารถประกอบกิจธุระ การงาน และดำรงชีวิตร่วมกันใน สังคม ประชาธิปไตยได้อย่างสันติสุข และเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ ประสบการณ์ จาก แหล่งข้อมูล สารสนเทศต่าง ๆ เพื่อพัฒนาความรู้ พัฒนากระบวนการคิดวิเคราะห์ วิจารณ์ และสร้างสรรค์ ให้ทันต่อการ เปลี่ยนแปลงทางสังคม และความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ตลอดจนนำไปใช้ใน การพัฒนา อาชีพให้มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังเป็นสื่อ แสดงภูมิปัญญาของบรรพบุรุษด้าน วัฒนธรรม ประเพณี และสุนทรียภาพ เป็นสมบัติล้ าค่าควรแก่การ เรียนรู้ อนุรักษ์ และสืบสานให้คงอยู่คู่ ชาติไทย ตลอดไป 1.2 เรียนรู้อะไรในภาษาไทย ภาษาไทยเป็นทักษะที่ต้องฝึกฝนจนเกิดความชำนาญในการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารการ เรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ และเพื่อนำไปใช้ในชีวิตจริงการอ่าน การอ่านออกเสียงคำ ประโยคการอ่านบท ร้อยแก้ว คำประพันธ์ชนิดต่างๆ • การอ่าน การอ่านออกเสียงคำ ประโยค การอ่านบทร้อยแก้ว คำประพันธ์ชนิดต่างๆการ อ่านในใจเพื่อสร้างความเข้าใจ และการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ความรู้จากสิ่งที่อ่าน เพื่อนำไปปรับใช้ใน ชีวิตประจำวัน • การเขียน การเขียนสะกดคำตามอักขรวิธี การเขียนสื่อสารโดยใช้ถ้อยคำและรูปแบบต่างๆ ของการเขียน ซึ่งรวมถึงการเขียนเรียงความ ย่อความ รายงานชนิดต่างๆ การเขียนตามจินตนาการ วิเคราะห์วิจารณ์ และเขียนเชิงสร้างสรรค์ • การฟัง การดู และการพูด การฟังและดูอย่างมีวิจารณญาณ การพูดแสดงความคิดเห็น ความรู้สึก พูดลำดับเรื่องราวต่างๆ อย่างเป็นเหตุเป็นผล การพูดในโอกาสต่างๆ ทั้งเป็นทางการและไม่เป็น ทางการ และการพูดเพื่อโน้มน้าวใจ • หลักการใช้ภาษาไทย ธรรมชาติและกฎเกณฑ์ของภาษาไทย การใช้ภาษาให้ถูกต้อง เหมาะสมกับโอกาสและบุคคล การแต่งบทประพันธ์ประเภทต่างๆ และอิทธิพลของภาษาต่างประเทศใน ภาษาไทย


8 • วรรณคดีและวรรณกรรม วิเคราะห์วรรณคดีและวรรณกรรมเพื่อศึกษาข้อมูลแนวความคิด คุณค่าของงานประพันธ์ และความเพลิดเพลิน การเรียนรู้และทำความเข้าใจบทเห่ บทร้องเล่นของเด็ก เพลงพื้นบ้านที่เป็นภูมิปัญญาที่มีคุณค่าของไทย ซึ่งได้ถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดค่านิยม ขนบธรรมเนียม ประเพณี เรื่องราวของสังคมในอดีต และความงดงามของภาษา เพื่อให้เกิดความชาบซึ้งและภูมิใจในบรรพ บุรุษที่ได้สั่งสมสีบทอดมาจนถึงปัจจุบัน 1.3 สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ สาระที่ 1 การอ่าน มาตรฐาน ท 1.1 ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิดเพื่อนำไปใช้ ตัดสินใจ แก้ปัญหาใน การดำเนินชีวิตและมีนิสัยรักการอ่าน สาระที่ 2 การเขียน มาตรฐาน ท 2.1 ใช้กระบวนการเขียนเขียนสื่อสาร เขียนเรียงความ ย่อ ความ และเขียน เรื่องราว ในรูปแบบต่าง ๆ เขียนรายงานข้อมูลสารสนเทศและรายงานการศึกษา ค้นคว้าอย่างมี ประสิทธิภาพ สาระที่ 3 การฟัง การดู และการพูด มาตรฐาน ท 3.1 สามารถเลือกฟังและดูอย่างมีวิจารณญาณ และพูดแสดง ความรู้ ความคิด และ ความรู้สึกในโอกาสต่าง ๆ อย่างมีวิจารณญาณและสร้างสรรค์ สาระที่ 4 หลักการใช้ภาษาไทย มาตรฐาน ท 4.1 เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปลี่ยนแปลงของภาษา และ พลังของภาษา ภูมิปัญญาทางภาษา และรักษาภาษาไทยไว้เป็นสมบัติของชาติ สาระที่ 5 วรรณคดีและวรรณกรรม มาตรฐาน ท 5.1 เข้าใจและแสดงความคิดเห็น วิจารณ์วรรณคดีและ วรรณกรรมไทยอย่างเห็น คุณค่าและน ามาประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง 1.4 คุณภาพผู้เรียน (จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 3) จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 1. อ่านออกเสียงคำ คำคล้องจอง ข้อความ เรื่องสั้น ๆ ละบทร้อยกรองง่าย ๆ ได้ถูกต้อง คล่องแคล่ว เข้าใจความหมายของคำและข้อความที่อ่าน ตั้งคำถามเชิงเหตุผล ลำดับเหตุการณ์ คาดคะเน เหตุการณ์สรุปความรู้ข้อคิดจากเรื่องที่อ่าน ปฏิบัติตามคำสั่ง คำอธิบายจากเรื่องที่อ่านได้ เข้าใจ ความหมายของข้อมูลจากแผนภาพ แผนที่ และแผนภูมิอ่านหนังสืออย่างสม่ำเสมอ และมีมารยาทในการ อ่าน


9 2. มีทักษะในการคัดลายมือตัวบรรจงเต็มบรรทัด เขียนบรรยาย บันทึกประจำวัน เขียน จดหมายลาครูเขียนเรื่องเกี่ยวกับประสบการณ์ เขียนเรื่องตามจินตนาการและมีมารยาทในการเขียน 3. เล่ารายละเอียดและบอกสาระสำคัญ ตั้งคำถาม ตอบคำถาม รวมทั้งพูดแสดงความคิด ความรู้สึกเกี่ยวกับเรื่องที่ฟังและดู พูดสื่อสารเล่าประสบการณ์และพูดแนะนำหรือพูดเชิญชวนให้ผู้อื่น ปฏิบัติตาม และมีมารยาทในการฟัง ดู และพูด 4. สะกดคำและเข้าใจความหมายของคำ ความแตกต่างของคำและพยางค์ หน้าที่ของคำใน ประโยค มีทักษะการใช้พจนานุกรมในการค้นหาความหมายของคำ แต่งประโยคง่ายๆ แต่งคำคล้องจอง แต่งคำขวัญ และเลือกใช้ภาษาไทยมาตรฐานและภาษาถิ่นได้เหมาะสมกับกาลเทศะ 5. เข้าใจและสามารถสรุปข้อคิดที่ได้จากการอ่านวรรณคดีและวรรณกรรมเพื่อนำไปใช้ใน ชีวิตประจำวัน แสดงความคิดเห็นจากวรรณคดีที่อ่าน รู้จักเพลงพื้นบ้าน เพลงกล่อมเด็ก ซึ่งเป็นวัฒนธรรม ของท้องถิ่น ร้องบทร้องเล่นสำหรับเด็กในท้องถิ่น ท่องจำบทอาขยานและบทร้อยกรองที่มีคุณค่าตามความ สนใจได้ 1.5 ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระที่ 1 การอ่าน มาตรฐาน ท 1.1 ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิดเพื่อนำไปใช้ ตัดสินใจ แก้ปัญหาใน การดำเนินชีวิตและมีนิสัยรักการอ่าน ตารางที่ 1 ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ป.3 1. อ่านออกเสียงคำ ข้อความ เรื่องสั้นๆ และบทร้อยกรองง่ายๆ ได้ถูกต้องคล่องแคล่ว 2. อธิบายความหมายของคำและ ข้อความที่อ่าน การอ่านออกเสียงและบอกความหมายของคำ คำคล้องจอง ข้อความ และบทร้อยกรอง ง่ายๆ ที่ ประกอบด้วยคำพื้นฐานเพิ่มจาก ป.2 ไม่น้อยกว่า 1,200 คำรวมทั้งคำที่ใช้เรียนรู้ ในกลุ่มสาระการ เรียนรู้อื่น ประกอบด้วย - คำที่มีตัวการันต์ - คำที่มี รร - คำที่มีพยัญชนะและสระไม่อ่านออกเสียง - คำพ้อง - คำพิเศษอื่น ๆ เช่น คำที่ใช้ ฑ ฤ ฤา


10 ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง 3. ตั้งคำถามและตอบคำถามเชิงเหตุผล เกี่ยวกับเรื่องที่อ่าน 4. ลำดับเหตุการณ์และคาดคะเน เหตุการณ์จาก เรื่องที่อ่าน โดยระบุ เหตุผล ประกอบ 5. สรุปความรู้และข้อคิดจากเรื่องที่อ่าน เพื่อนำไปใช้ ในชีวิตประจำวัน การอ่านจับใจความจากสื่อต่าง ๆ เช่น - นิทานหรือเรื่องเกี่ยวกบท้องถิ่น - เรื่องเล่าสั้นๆ - บทเพลงและบทร้อยกรอง - บทเรียนในกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น - ข่าวและเหตุการณ์ในชีวิตประจำวันใน ท้องถิ่นและชุมชน 6. อ่านหนังสือตามความสนใจ อย่าง สม่ำเสมอและนำเสนอเรื่องที่ อ่าน การอ่านหนังสือตามความสนใจ เช่น - หนังสือที่นักเรียนสนใจและเหมาะสมกับวัย - หนังสือที่ครูและนักเรียนกำหนดร่วมกัน 7. อ่านข้อเขียนเชิงอธิบายและปฏิบัติตามคำสั่งหรือ ข้อแนะนำ การอ่านข้อเขียนเชิงอธิบายและปฏิบัติตาม คำสั่งหรือข้อแนะนำ - คำแนะนำต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน - ประกาศ ป้ายโฆษณา และคำขวัญ 8. อธิบายความหมายของข้อมูลจาก แผนภาพ แผนที่ และแผนภูมิ การอ่านข้อมูลจากแผนภาพ แผนที่ และ แผนภูมิ 9. มีมารยาทในการอ่าน มารยาทในการอ่าน เช่น - ไม่อ่านเสียงดังรบกวนผู้อื่น - ไม่เล่นกันขณะที่อ่าน - ไม่ทำลายหนังสือ - ไม่ควรแย่งอ่านหรือชะโงกหน้าไปอ่าน ขณะที่ผู้อื่นกำลังอ่าน 2 การอ่านจับใจความสำคัญ 2.1 ความหมายของการอ่านจับใจความสำคัญ การอ่านเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนากระบวนการคิด ทำให้ผู้เรียนได้พัฒนาทักษะทางภาษา ทั้ง ในด้านการฟัง พูด อ่าน และเขียน ได้ดีอย่างมีประสิทธิภาพ มีผู้ให้นิยามความหมายของการอ่านไว้ หลาย ท่าน ดังนี้


11 ประสพสุพ ฤทธิเดช (2559 ) ได้สรุปความหมายของการอ่านจับใจความว่า หมายถึง การ อ่าน แล้วเข้าใจสาระสำคัญของเรื่อง สามารถสรุปประเด็นสำคัญ ลำดับเหตุการณ์มา ถ่ายทอดให้ผู้อื่น เข้าใจและ แสดงความคิดเห็นจากเรื่องที่อ่านได้ นงเยาว์ ทองกำเนิด (2558 ) ได้สรุปความหมายของการอ่านจับใจความว่าการอ่านจับ ใจความ หมายถึง การอ่านออกเสียงและอ่านในใจเพื่อให้เข้าใจเนื้อหาสาระของเรื่องที่อ่านนั้น กล่าวถึง อะไรเกี่ยวกับใคร เกิดขึ้นที่ไหน เมื่อไร และเกิดขึ้นอย่างไร ซึ่งอาจรวมถึงแนวคิด ข้อมูล ทัศนคติตลอดจน จุดมุ่งหมายในการเขียน จากความหมายของการอ่านจับใจความดงกล่าว สามารถสรุปได้ว่า การอ่านจับใจความ หมายถึง การทำความเข้าใจในเนื้อเรื่องที่อ่าน สามารถที่จะจับสาระสำคัญของเนื้อเรื่อง แปล ความหมาย ของสิ่งที่ อ่านได้และมีความเข้าใจจุดหมายของเรื่องนั้น ๆ ได้เป็นอย่างดีรวมถึงสรุป สาระสำคัญได้ว่าเป็น เป็นเรื่อง อะไร มีใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร อย่างไร ตามลำดับเหตุการณ์ 2.2 ความสำคัญของการอ่านจับใจความสำคัญ การอ่านโดยทั่ว ๆ ไปนั้นเราอ่านเพื่อแสวงหาความรู้ เพื่อรับทราบข่าวสารและเพื่อ ความ บันเทิง ฯลฯ ผู้อ่านจะอ่านด้วยความมุ่งหมายใด ๆ ก็ตามย่อมต้องอ่านด้วยความเข้าใจ เป็น พื้นฐานสำคัญ เพราะ ความเข้าใจเป็นพื้นฐานที่ทำให้เกิดความรู้ ความคิดและความบันเทิงได้ตาม ความหมาย ปัญหาจึง อยู่ที่ว่า ทำอย่างไรจึงจะอ่านได้อย่างเข้าใจ คำตอบก็คือ ต้องจับใจความสำคัญให้ ได้ใจความสำคัญ คือ เนื้อความ ตอนที่ทำให้เกิดเรื่องต่าง ๆ เกิดขึ้น ซึ่งถ้าขาดความตอนนั้นเสีย แล้วเรื่องอื่น ๆ จะไม่เกิดตามมา นอกจากนี้ เนื้อความตอนใดที่กล่าวรวมเนื้อความย่อยต่าง ๆ ในเรื่อง เนื้อความนั้นก็นับเป็นใจความสำคัญ ด้วย พิมพ์ศรี ยาดี (2555 ) ได้กล่าวไว้ว่า การอ่านจับใจความ เป็นทักษะที่จำเป็น อย่างยิ่งต่อ การศึกษาหาความรู้และพัฒนาชีวิต ซึ่งนอกจากจะทำให้เกิดความรู้แล้วยังก่อให้เกิดความ สนุกสนาน เพลิดเพลินและส่งเสริมให้มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ได้แนวคิดในการดำเนินชีวิต การอ่าน จับใจความจึง เป็นหัวใจของการศึกษาทุกระดับ และเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้เรื่องต่าง ๆ ธนัชพร มันเจ๊ก (2554 ) กล่าวว่า การอ่านจับใจความเป็นทักษะทีมี ความสำคัญ อย่างยิ่งใน การ เรียนและในชีวิตประจำวัน ถ้าผู้อ่านมีความสามารถในการอ่านจับใจความ ก็สามารถ เข้าใจ ความหมาย ของเรืองราวต่าง ๆ ทีอ่านได้อย่างถูกต้อง การอ่านยังส่งเสริมความคิด ความฉลาด รอบรู้ นอกจากนี้ยัง เป็นกิจกรรมที่ก่อให้เกิดความเพลิดเพลินด้วย จากความสำคัญข้างต้น สรุปได้ว่าการอ่านจับ ใจความสำคัญ เป็นทักษะทีมี ความสำคัญ อย่างยิ่งในการเรียนรู้และนำไปในชีวิตประจำวันได้ถ้าผู้อ่านมี


12 ความสามารถใน การอ่าน จับใจความ ก็สามารถเข้าใจความหมายของเรืองราวต่าง ๆ ทีอ่านได้อย่าง ถูกต้อง อีกทั้งกาอ่านยัง ส่งเสริมความคิด และความฉลาดรอบรู้อีกด้วย 2.3 หลักการอ่านจับใจความสำคัญ จินดารัตน์ ฉัตรสอน (2558 ) กล่าวว่า การอ่านจับใจความเป็นสิ่งสำคัญและ จำเป็นอย่างยิ่ง สำหรับการอ่านหนังสือทุกประเภทและยังเป็นพื้นฐานในการอ่าน การอ่านจับใจผู้อ่าน ต้องอ่านตั้งแต่ชื่อ เรื่องและจุดประสงค์การอ่านคืออะไร จากนั้นอ่านให้จบอย่างคร่าว ๆ เพื่อดูว่าเป็น เรื่องเกี่ยวกับเรื่องอะไร พิจารณาหาใจความสำคัญ ถ้าเป็นหนังสือทั้งเล่มต้องอ่านสารบัญก่อน ขั้น ต่อไปก็อ่านโดยละเอียด ในขณะที่อ่านก็ตั้งคำถามว่าเรื่องที่อ่านเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร เกิดขึ้นที่ใด เมื่อไร อย่างไร และผู้เขียนมี จุดมุ่งหมายอย่างไรในการเสนอเนื้อเรื่อง จากนั้นนำมารียงเป็นภาษาของ ผู้อ่านเอง และประการสำคัญ ควรฝึกการอ่านจับใจความอยู่เสมอจะช่วยให้การอ่านจับใจความดีขึ้น ศิริพร ลิมตระการ (2558: 26) ได้แนะวิธีการอ่านจับใจความไว้ว่า การอ่านจับใจความ เนื้อ เรื่อง ที่อ่านจากย่อหน้า หรือจากข้อความต่อเนื่องที่ผู้เขียนไม่ตั้งประเด็นเขียนและไม่มีการขยาย ความ ประเด็น ที่ตั้งไว้แต่เขียนไปเรื่อย ๆ นั้นทำได้ยาก ผู้อ่านต้องอาศัยการวิเคราะห์โครงสร้างของ ประโยค ข้อความ ย่อ หน้า จึงจะเข้าใจความหมาย แต่สำหรับงานเขียนที่มีโครงสร้างกระชับเป็นระบบ ผู้อ่านจะ สามารถจับ ใจความได้ง่ายการอ่านประเภทนี้เป็นการอ่านที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อจับใจความทั่วไป ซึ่งแบ่งออก ได้ 2 อย่าง คือ 1. ใจความสำคัญหรือใจความหลัก ให้ตั้งคำถามว่า ย่อหน้านี้กล่าวถึงใครหรืออะไร กล่าวถึง บุคคลนั้นหรือสิ่งนั้นว่าอย่างไร 2. ใจความรอง คือ รายละเอียดที่เป็นข้อมูลสนับสนุนใจความหลักให้ชัดเจนยิ่งขึ้น อาจเป็น ตัวอย่าง เหตุผล และสถานการณ์ต่าง ๆ จากหลักการอ่านจับใจความที่กล่าวมาข้างต้น สามารถสรุปได้ว่า การอ่านจับใจความมี หลักการ อ่านที่สำคัญ คือ จะต้องอ่านตั้งแต่ชื่อเรื่อง และจุดประสงค์การอ่านว่าคืออะไร จากนั้นอ่าน ต่อไปจนจบ เพื่อสรุปความสำคัญให้ได้ว่าจากเรื่องที่อ่านนั้นมีใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร อย่างไร และ ต้องเข้าใจว่า ผู้เขียนมีจุดประสงค์ในการเขียนอย่างไร แล้วนำมาเขียนเรียงเป็นถ้อยคำของผู้อ่านเอง สิ่ง สำคัญในการ อ่านจับควรฝึกการอ่านอยู่เสมอจะช่วยให้การอ่านจับใจความดีขึ้น


13 3 นิทาน 3.1 ความหมายของนิทาน จิราพร ปั้นทอง (๒๕๕๐) สรุปความหมายของนิทานว่าหมายถึง เรื่องราวที่เล่าสืบต่อกันมา หรือ แต่งขึ้นใหม่เพื่อให้เกิดความสนุกสนานและสามารถสอดแทรกแนวคิดเพื่อให้เด็กนำไปเป็นแนวทางใน การ ดำรงชีวิต บุษนีย์ สมญาประเสริฐ (๒๕๕๑) ได้ให้ความหมายของนิทานว่า นิทานเป็นสื่อ การเรียนของ สอน ของครูที่สามารถนำไปสู่การเรียนการสอนในรูปแบบมากมาย ทั้งด้านการใช้ภาษา คณิตศาสตร์ การ สังเกต นิทานสามารถสร้างจินตนาการ ความฝันความคิด ความเข้าใจและ การรับรู้ให้กับเด็ก และยังเป็น สื่อที่จะช่วยปลูกฝังให้เด็กรักการอ่านมากยิ่งขึ้น ปราณี ปริยวาที ( ๒๕๕๑) ได้ให้ความหมายของนิทานว่า นิทานเป็นเรื่องเล่าที่แต่งขึ้นมา ด้วยการ ผูกเรื่องขึ้นโดยอาศัยประวัติของความจริงบ้างเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงบ้างหรืออาจเป็นเรื่องที่แต่ง ขึ้นมา จากจินตนาการหรืออิงความจริงมีวตถุประสงค์เพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลินสอดแทรกแง่คิดคติ สอนใจ และแฝงด้วยการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมอันดีงามเพื่อให้ผู้ฟังนำไปเป็นแนวทางปฏิบัติตนที่ดีใน การอยู่ ร่วมกันในสังคม นิตยา ดอกกระถิน (๒๕๕๒) ได้ให้ความหมายของนิทานว่า นิทานหมายถึง เรื่องราวที่เล่า สืบต่อ กันมาหรือแต่งขึ้นใหม่ เพื่อให้เกิดความสนุกสนาน เพลิดเพลินและให้ความรู้ มีการสอดแทรกคติ ธรรม หรือคุณธรรมลงไปเพื่อให้เด็กนำไปเป็นแนวทางในการดำรงชีวิตจากข้อความดังกล่าวสรุปความหมายของ นิทานได้ว่านิทาน หมายถึง เรื่องราวที่เล่าสืบต่อ กันมาด้วยการผูกเรื่องโดยมีเนื้อเรื่องที่อิงจากความจริง หรือเป็นเรื่องที่แต่งขึ้น เพื่อให้เกิด ความสนุกสนาน แฝงด้วยการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม สามารถนำ แนวคิดไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน 3.2 คุณค่าและประโยชน์ของนิทาน จิราพร ปั้นทอง (๒๕๕๐) กล่าวว่า นิทานมีคุณค่าต่อเด็กเป็นอย่างมาก นิทานช่วยเสริมสร้าง พัฒนาการทางภาษา ความคิดและจินตนาการอย่างสร้างสรรค์ ฝึกให้เด็กมีความกล้าที่จะแสดงออกเกิด ความสนุกสนานเพลิดเพลิน มีสมาธิเป็นผู้รู้จักฟัง มีสัมพันธ์อันดีกับบุคคล รอบข้าง เป็นตัวกระตุ้นน าให้ เด็กมีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของสังคม มีพฤติกรรมและเป็นที่ยอมรับอันจะนำมาซึ่งความสุขในการ ดำเนินชีวิต ปราณี ปริยวาที (๒๕๕๑) กล่าวว่า นิทานมีคุณค่าและประโยชน์ คือ เป็นวิธีการใหความรู้ที่ จะทำ ให้เด็กสนใจเรียนรู้ สามารถจดจำและกล้าแสดงออก ปลูกฝังนิสัยรักการอ่าน แก้ไขพฤติกรรมที่ไม่พึง ประสงค์ของเด็กจากตัวแบบในนิทานที่เด็กประทับใจ สร้างสมาธิ ผ่อนคลายอารมณ์ สร้างความสัมพันธ์


14 ใกล้ชิดระหว่างผู้เล่าและผู้ฟังจากคุณค่าและประโยชน์ของนิทานที่กล่าวมา สรุปได้ว่า นิทานมีคุณค่าและ ประโยชน์คือ ให้ ความสนุกสนาน เพลิดเพลิน ช่วยพัฒนาการทางภาษา ความคิดและจินตนาการ ช่วย เสริมสร้างพัฒนาการ ทางด้านอารมณ์ สังคม และจิตใจ เป็นการปลูกฝังให้เด็กรักการอ่านช่วยแก้ พฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์และ ส่งเสริมการกล้าแสดงออก จากข้อมูลดังกล่าว จะเห็นได้ว่าหากเด็กรักการอ่านจะส่งผลดีต่อตัวเขาอย่างไร ดังนั้น ประสบการณ์ในวัยเด็กที่ดีย่อมช่วยสร้างเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีในอนาคต ทั้งนี้ หากเด็กได้รับประสบการณ์ ที่ดีจากการอ่านตั้งแต่วัยเด็กซึ่งจำเป็นต้องผ่านกระบวนการจากการฟังที่ดีมาก่อน เช่น มีโอกาสในการฟัง นิทานที่เหมาะสม ฯลฯ ก็จะทำให้เด็กคนนั้นสนใจและรักการอ่านมากขึ้น หนังสือนิทานจึงมีอิทธิพลต่อ การสร้างนิสัยให้เด็กรักการอ่านและเหมาะสมที่จะใช้เป็นสื่อใน การส่งเสริมการอ่านให้แก่เด็กได้เป็นอย่าง ดี สิ่งเหล่านี้จะเป็นพื้นฐานเบื้องต้นในการปลูกฝังนิสัยใฝ่เรียนรู้ในสิ่งใหม่ๆซึ่งจะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดี ต่อไปในอนาคต 4 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับความพึงพอใจ 4.1 ความหมายของความพึงพอใจ นักการศึกษาได้ให้ความหมายของความพึงพอใจ ไว้ดังนี้ ราชบัณฑิตสถาน (2546) อ้างใน พรพิมล คงฉิม (2554 ) ได้กล่าวถึง ความหมายของคำว่า ความพึงพอใจ ดังนี้ คำว่า “พึง” เป็นคำกริยาอื่น หมายความว่า ยอมตาม เช่น พึงใจ และคำว่า “พอใจ” หมายถึง สมชอบ ชอบใจ กชกร เป้าสุวรรณ และคณะ (2550) อ้างใน พรพิมล คงฉิม (2554 : 9) ได้กล่าวถึง ความหมาย ของความพึงพอใจว่า ส่งที่ควรจะเป็นไปตามความต้องการ ความพึงพอใจเป็นผลของการ แสดงออกของ ทัศนคติของบุคคลอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งเป็นความรู้สึกเอนเอียงของจิตใจที่มีประสบการณ์ ที่ มนุษย์เราได้รับ อาจจะมากหรือน้อยก็ได้ และเป็นความรู้สึกที่มีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งเป็นไปได้ทั้ง ทางบวก และทางลบ แต่ก็ เมื่อได้สิ่งนั้น สามารถตอบสนองความต้องการ หรือทำให้บรรลุจุดมุ่งหมาย ได้ ก็จะเกิด ความรู้สึกบวก เป็น ความรู้สึกที่พึงพอใจ แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าสิ่งนั้นสร้างความรู้สึก ผิดหวัง ก็จะทำให้ เกิดความรู้สึกทาง ลบ เป็นความรู้สึกไม่พึงพอใจ จากการศึกษาความหมายของความพึงพอใจ สรุปได้ว่า ความหมายของ ความพึง พอใจ คือความรู้สึกนึกคิด หรือ ทัศนคติของบุคคลที่มีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งสามารถ เป็นไปใ นทางที่ดี หรือไม่ ดี หรือในด้านบวกและด้านลบ ซึ่งจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อสิ่งนั้น สามารถตอบสนอง ความต้องการแก่ บุคคล นั้น


15 4.2 การวัดความพึงพอใจ ไมตรี พงษ์พันธ์ (2554) ได้กล่าวไว้ว่า การวัดความพึงพอใจนั้น สามารถทำได้หลายวิธี ดังต่อไปนี้ 1. การใช้แบบสอบถาม โดยผู้ออกแบบสอบถาม ต้องการทราบความคิดเห็นซึ่ง สามารถ กระทำ ได้ในลักษณะกำหนดคำตอบให้เลือก หรือตอบคำถามอิสระ คำถามดังกล่าว อาจถาม ความพอใจ ในด้าน ต่าง ๆ เพื่อให้ผู้ตอบทุกคนมาเป็นแบบแผนเดียวกัน มักใช้ในกรณีที่ต้องการข้อมูล กลุ่มตัวอย่าง มาก ๆ วิธี นี้นับเป็นวิธีที่นิยมใช้กันมากที่สุดในการวัดทัศนคติ รูปแบบของแบบสอบถาม จะใช้มาตรวัด ทัศนคติ ซึ่งที่ นิยมใช้ในปัจจุบันวิธีหนึ่ง คือ มาตราส่วนแบบลิเคิร์ท ประกอบด้วย ข้อความที่แสดงถึง ทัศนคติของบุคคล ที่มีต่อสิ่งเร้าอย่างใดอย่างหนึ่งที่มีค าตอบที่แสดงถึงระดับ ความรู้สึก 5 คำตอบ เช่น มากที่สุด มาก ปาน กลาง น้อย น้อยที่สุด 2. การสัมภาษณ์ เป็นวิธีการที่ผู้วิจัยจะต้องออกไปสอบถามโดยการพูดคุย โดยมีการ เตรียมแผนงานล่วงหน้า เพื่อให้ได้ข้อมูลที่เป็นจริงมากที่สุด 3. การสังเกต เป็นวิธีวัดความพึงพอใจ โดยการสังเกตพฤติกรรมของบุคคลเป้าหมาย ไม่ว่าจะ แสงดออกจากการพูดจา กริยา ท่าทาง วิธีนี้ต้องอาศัยการกระทำอย่างจริงจัง และสังเกตอย่าง มีระเบียบ แบบแผน วิธีนี้เป็นวิธีการศึกษาที่เก่าแก่ และยังเป็นที่นิยมใช้อย่างแพร่หลายจนถึงปัจจุบัน จากการศึกษาการวัดความพึงพอใจ สรุปได้ว่า การวัดความพึงพอใจเป็นการบอกถึง ความชอบ ของบุคคลที่มีต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใด ซึ่งสามารถวัดได้หลายวิธี การสัมภาษณ์ การใช้แบบสอบถาม ความคิดเห็น การใช้แบบสำรวจความรู้สึก 4.3 การสร้างความพึงพอใจในการเรียน การทำให้ผู้เรียนเกิดความพึงพอใจในการเรียนรู้ หรือการปฏิบัติงานนั้น ต้องสร้างแรงจูงใจใน การเรียนเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของผู้เรียนจนเกิดความพึงพอใจ ซึ่งมีนักการศึกษากล่าวถึงการ สร้างความพึงพอใจในการเรียน ไว้ดังนี้ สมยศ นาวีการ (2557 : 155) กล่าวว่า ในการจัดการเรียนการสอน ความพึงพอใจเป็นสิ่ง สำคัญที่จะกระตุ้นให้ผู้เรียนทำงานที่ได้รับมอบหมายหรือต้องการปฏิบัติให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ ครูผู้สอนซึ่งในสภาพปัจจุบันเป็นพียงผู้อำนวยความสะดวกหรือให้คำแนะนำปรึกษาจึงต้องคำนึงถึงความ พึงพอใจในการเรียนรู้ การทำให้ผู้เรียนเกิดความพึงพอใจในการเรียนรู้ หรือการปฏิบัติงานนั้น มีแนวคิด พื้นฐานที่ต่างกัน 2 ลักษณะ คือ 1. ความพึงพอใจนำไปสู่การปฏิบัติงาน การตอบสนองความต้องการของผู้ปฏิบัติงานจนเกิด ความพึงพอใจ จะทำให้เกิดแรงจูงใจในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานที่สูงกว่าผู้ไม่ได้รับการตอบสนอง


16 ทัศนะตามแนวคิด จากแนวคิดดังกล่าว ครูผู้สอนที่ต้องการให้กิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็น ศูนย์กลางบรรลุผลสำเร็จ จึงต้องคำนึงถึงการจัดบรรยากาศและสถานการณ์รวมทั้ง สื่อ 50 อุปกรณ์การ เรียนที่เอื้ออำนวย ต่อการเรียน เพื่อตอบสนองความพึงพอใจของผู้เรียนให้มีแรงจูงใจในการทำกิจกรรมจน บรรลุตามวัตถุประสงค์ของหลักสูตร 2. ผลของการปฏิบัติงานนำไปสู่ความพึงพอใจ ความสัมพันธ์ระหว่างความพึงพอใจ และผล การปฏิบัติงานจะถูกเชื่อมโยงด้วยปัจจัยอื่น ๆ ผลการปฏิบัติงานที่ดีจะนำไปสู่ผลตอบแทนที่เหมาะสมและ ในที่สุดจะนำไปสู่การตอบสนองความพึงพอใจ ผลการปฏิบัติงานย่อมได้รับการตอบสนองในรูปของรางวัล หรือผลตอบแทน ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ปริมาณของผลตอบแทน แบ่งออกเป็นผลตอบแทนภายใน (intrinsic rewards) และผลตอบแทนภายนอก (extrinsic rewards) โดยผ่านการรับรู้เกี่ยวกับความยุติธรรม ของ ผลตอบแทน ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ปริมาณของผลตอบแทนที่ผู้ปฏิบัติงานได้รับ นั่นคือ ความพึงพอใจในงานของ ผู้ปฏิบัติงานจะถูกกำหนดโดยความแตกต่างระหว่างผลตอบแทนที่เกิดขึ้นจริงและการรับรู้เรื่องเกี่ยวกับ ความยุติธรรมของผลตอบแทนที่รับรู้แล้วความพึงพอใจย่อมเกิดขึ้น จากแนวคิดพื้นฐานดังกล่าว เมื่อนำมาใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ผลตอบแทน ภายใน เป็นผลด้านความรู้สึกต่อความสำเร็จที่เกิดขึ้น เมื่อสามารถเอาชนะความยุ่งยากต่าง ๆ และ ดำเนินงานภายใต้ความยุ่งยากทั้งหลายได้สำเร็จ ทำให้เกิดความภาคภูมิใจ ความมั่นใจ ตลอดจนได้รับการ ยกย่องจากบุคคลอื่น ส่วนผลตอบแทนภายนอกเป็นรางวัลที่ผู้อื่นจัดหาให้มากกว่าที่ตนเองให้ตนเอง เช่น การได้รับคำยกย่องชมเชยจากครูผู้สอน พ่อแม่ผู้ปกครอง หรือแม้แต่การได้คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ในระดับที่น่าพอใจ สรุปได้ว่า ความพึงพอใจในการเรียนรู้และผลการเรียนจะมีความสัมพันธ์กันในทางบวก ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับกิจกรรมที่ผู้เรียนได้ปฏิบัติ ทำให้ผู้เรียนได้รับการตอบสนองความต้องการทางด้านร่างกายและ จิตใจ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้เกิดความสมบูรณ์ของชีวิต การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนครูผู้สอน จะต้องคำนึงถึงองค์ประกอบต่าง ๆ ที่จะช่วยเสริมสร้างความพึงพอใจให้กับผู้เรียนอยู่เสมอ 5 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ผู้วิจัยได้ศึกษางานวิจัยที่มีความเกี่ยวข้องกับการพัฒนาความสามารถในการอ่านจับใจความสำคัญ และงานวิจัยที่ใช้นิทานต่างๆ ในการพัฒนาความสามารถในการอ่านจับใจความสำคัญ ซึ่งมีผู้วิจัยหลาย ท่านได้ทำการศึกษาวิจัย ไว้ดังนี้ นงเยาว์ ทองกำเนิด (2558) ได้พัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความภาษาไทยสำหรับ นักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ผลการวิจัยพบว่า 1. แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความภาษาไทย สำหรับ


17 นักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ประกอบด้วยแบบฝึกย่อย 5 แบบฝึกและมีประสิทธิภาพ 82.42/ 83.19 ซึ่งสูงกว่า เกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ที่ก าหนดไว้2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน โดยใช้แบบฝึกทักษะ การอ่านจับ ใจความภาษาไทยสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีระดับ คะแนนสูงกว่าก่อนการได้รับ การเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 อุทัยวรรณ ธีระแนว (2559) ได้พัฒนาการอ่านจับใจความสำคัญจากนิทานคุณธรรม สำหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ผลการวิจัยพบว่า แผนการจัดการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาการอ่านจับใจความ สำคัญจากนิทานคุณธรรมสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีจำนวน 8 แผน ๆ ละ 2 ชั่วโมง รวม 16 ชั่วโมง ส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ 0.05 และนักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนอยู่ในระดับมาก กำไล เหมือนศรี(2551) ได้ศึกษาการพัฒนาหนังสือเสริมทักษะการอ่านเพื่อการเรียนรู้ ด้วยนิทาน โรงเรียนวัดศรีสาคร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสิงห์บุรี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้าง และหาประสิทธิภาพของหนังสือเสริมทักษะการอ่านเพื่อการเรียนรู้ ด้วยนิทานตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อ เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ก่อนและหลังการใช้หนังสือเสริม ทักษะการอ่านเพื่อการเรียนรู้ด้วยนิทาน และเพื่อประเมินความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการใช้หนังสือ เสริมทักษะการอ่านเพื่อการเรียนรู้ด้วยนิทานที่พัฒนาขึ้น กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนวัดศรีสาคร จำนวน 12 คน เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย หนังสือ เสริมทักษะการอ่านเพื่อการเรียนรู้ด้วยนิทานและแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สถิติที่ใช้ คือ ค่าเฉลี่ย S.D. และหาประสิทธิภาพโดยใช้สูตร E1/E2 ผลการศึกษาปรากฏว่า หนังสือหนังสือเสริมทักษะ การอ่านเพื่อการเรียนรู้ด้วยนิทาน ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 85.88/80.74 นักเรียนที่เรียนโดยใช้ หนังสือเสริมทักษะการอ่านเพื่อการเรียนรู้ด้วยนิทานแล้วมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อน เรียนอย่างนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และหนังสือเสริมทักษะการอ่านเพื่อการเรียนรู้ด้วยนิทานมี ประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 นักเรียนที่เรียนโดยใช้หนังสือเสริมทักษะการอ่านเพื่อการเรียนรู้ด้วย นิทานมีความคิดเห็นในระดับดีมาก วันทา สุขโสม (2551) ได้ศึกษาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การอ่านจับใจความ โดยการ ใช้ คำถามตามแนวคิดของบลูม (Bloom) กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยมี วัตถุประสงค์เพื่อ หาประสิทธิภาพของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ตามเกณฑ์ 75/75 หาค่าดัชนี ประสิทธิผล เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและเปรียบเทียบการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนด้วยแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การอ่านจับใจความโดยการใช้คำถาม ตามแนวคิดของบลูม (Bloom) กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน กลุ่ม


18 ตัวอย่างที่ใช้ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/2 โรงเรียนชุมชนบ้านโนนเจริญ สำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาบุรีรัมย์ เขต 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2557 จำนวน 30 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบสุ่มกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้ามี 3 ชนิด ได้แก่ แผนการจัดกิจกรรม การเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ และแบบทดสอบวัดการคิด วิเคราะห์แบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐานและทดสอบสมมติฐานด้วย t-test (Dependent Samples)ผลการวิจัยพบว่า แผนการ จัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง การอ่านจับใจความโดยการใช้ค าถามตามแนวคิดของบลูม (Bloom) กลุ่ม สาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีประสิทธิภาพ (E1/E2) เท่ากับ 85.70/80.23 ซึ่ง สูง กว่าเกณฑ์ 75/75 ตั้งไว้ นักเรียนที่เรียนด้วยแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง การอ่านจับใจความ โดย การใช้ค าถามตามแนวคิดของบลูม (Bloom) กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย มีคะแนนเฉลี่ย ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนและคะแนนเฉลี่ยในการคิดวิเคราะห์หลังเรียนเพิ่มขึ้นจากก่อนเรียนอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .01 สุริยา เพ็งลี (2557) ได้ศึกษาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษาการอ่านจับใจความชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3 ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบจิกซอว์ (Jigsaw) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผล ของการเรียนรู้ด้วยแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแผนการจัดกิจกรรม การเรียนรู้ เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความ ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบจิกซอว์ (Jigsaw) ที่มีประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์ 80/80 กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านวังทอง อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุดรธานี เขต 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 32 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า ได้แก่ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ด้วยกลุ่ม ร่วมมือแบบจิกซอว์ (Jigsaw) จำนวน 6 แผน โดยแต่ละแผนมีใบงาน แบบประเมินพฤติกรรมระหว่าง เรียน แบบทดสอบย่อยท้ายแผน เป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก แผนละ 10 ข้อ แบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ ซึ่งมีค่าอำนาจ จำแนก (B) ตั้งแต่ 0.33 ถึง 0.84 ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ เท่ากับ 0.84 ใช้สถิติ วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อย ละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ t ‟ test (Dependent Samples) ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ด้วยกลุ่ม ร่วมมือแบบจิกซอว์ (Jigsaw) ที่สร้างขึ้น มีประสิทธิภาพเท่ากับ 84.84/82.60 และมีดัชนีประสิทธิผลของ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ด้วยกลุ่ม ร่วมมือแบบจิกซอว์ (Jigsaw)เท่ากับ 0.5966 แสดงว่า นกเรียนมีความรู้ก้าวหน้าในการเรียนร้อยละ59.66


19 นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความ ชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3 ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบจิกซอว์ (Jigsaw) อยู่ในระดับมากที่สุดโดยสรุป แผนการจัด กิจกรรม การเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบจิก ซอว์ (Jigsaw) มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลเหมาะสม สามารถนำแผนการจัดการเรียนรู้นี้ไปใช้จัด กิจกรรมการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพจะช่วยให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น จากผลการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการอ่านจับใจความสำคัญ และงานวิจัยที่ใช้ นิทานต่างๆ ในการพัฒนาความสามารถในการอ่านจับใจความสำคัญ พบว่า การพัฒนาการอ่านจับ ใจความสำคัญ โดยใช้นิทานเป็นวิธีการอย่างหนึ่งที่ช่วยพัฒนาการอ่านจับใจความสำคัญได้ดี ซึ่งเหมาะสม กับวัยของนักเรียน และทำให้ผลสัมฤทธิทางการเรียนสูงขึ้น


20 บทที่ ๓ วิธีดำเนินการวิจัย งานวิจัยเรื่องการพัฒนาการอ่านจับใจความสำคัญ จากนิทานเรื่องโอรังงาโระ โดยใช้นิทานโอรังงา โระ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนประชาวิทยรังสรรค์จังหวัดนราธิวาส โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อเปรียนเทียบความสามารถในการอ่านจับใจความสำคัญก่อนและหลังการใช้นิทานเรื่องโอรังงาโระของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนประชาวิทยรังสรรค์ จังหวัดนราธิวาส และเพื่อศึกษาความพึง พอใจของนักเรียนต่อการใช้นิทานเรื่องโอรังงาโระ โดยมีลำดับขั้นตอนการศึกษา ดังนี้ 1. แบบแผนการวิจัย 2. กลุ่มเป้าหมาย 3. เครื่องมือที่ใช้ในการทำวิจัย 4. การเก็บรวบรวมข้อมูล 5. การวิเคราะห์ข้อมูล 6. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 1 แบบแผนการวิจัย การวิจัยในครั้งนี้ใช้การวิจัยเชิงทดลอง โดยใช้แผนการวิจัยแบบกลุ่มทดลองกลุ่มเดียว วัดผลก่อน และหลังการทดลอง มีแบบแผนการวิจัย คือ 1X 2 1หมายถึง การประเมินก่อนเรียน X หมายถึง การใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้ Active learning รูปแบบ GWM 2 หมายถึง การประเมินหลังเรียน 2 กลุ่มเป้าหมาย นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนประชาวิทยรังสรรค์ ตำบลกาหลง อำเภอศรีสาครจังหวัด นราธิวาส ปีการศึกษา 2566 จำนวน 10 คน ที่อ่านจับใจความไม่ได้ 3 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 3.1 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ได้แก่


21 3.1.1 แผนการจัดการเรียนรู้ 3 แผน จำนวน 8 ชั่วโมง 3.1.2 นิทานเรื่องโอรังงาโระ 3.1.3 แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน แบบปรนัย 3 ตัวเลือก จำนวน 10 ข้อ 3.1.4 แบบสอมถามความพึงพอใจแบบมาตรประมาณค่า 3 ระดับจำนวน 10 ข้อ 3.2 ขั้นตอนการสร้างเครื่องมือ ผู้วิจัยดำเนินการสร้างตามขั้นตอน ดังนี้ 3.2.1 สร้างเครื่องมือโดยยึดตามกรอบงานวิจัย ได้แก่ 3.2.1.1 แผนการจัดการเรียนรู้ 3.2.1.2 แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน ผู้วิจัยดำเนินการตามขั้นตอนดังนี้ 1. วิเคราะห์หลักสูตรเนื้อหา ความคิดรวบยอด และจุดประสงค์การ เรียนรู้ ของเนื้อหาแตะละหน่วยการเรียนรู้ เพื่อใช้ในการสร้าง แบบทดสอบ กลุ่ม สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 2. สร้างแบบทดสอบ แบบปรนัย 3 ตัวเลือก จำนวน 10 ข้อ 3. นำแบบทดสอบที่สร้างขึ้นไปให้ผู้เชี่ยวชาญ ตรวจสอบความเที่ยงตรง เชิง เนื้อหา และความเหมาะสมอื่นๆ จำนวน 3 ท่าน 4. นำแบบทดสอบไปทดลองใช้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 10 คน ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา เพื่อหาค่าความยากง่าย(P) และค่า อำนาจจำแนก (r) 3.2.1.3 แบบสอบถามความพึงพอใจของผู้เรียนในการเรียนวิชาภาษาไทย 1 ศึกษาแนวคิดทฤษฎี และผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการสร้าง แบบสอบถาม ความพึงพอใจ 2 กำหนดรูปแบบของแบบสอบถามเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (RatingScale) 3 ระดับคือ มาก ปานกลาง และน้อย มีเกณฑ์การให้ คะแนน ดังนี ตอบ คะแนน มาก 3 ปานกลาง 2 น้อย 1


22 แปลคะแนนโดยใช้ค่าเฉลี่ย มีเกณฑ์การแปลคะแนนดังนี้ คะแนนเฉลี่ย หมายถึง 2.36 มาก 1.68-2.35 ปานกลาง 1.00-1.67 น้อย 3.2.2 นำแผนการจัดการเรียนรู้ และเครื่องมือให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจ สอบ คำนวณหาค่า IOC เพื่อปรับปรุงแก้ไขก่อนนำไปใช้ 4 การเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยได้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลตามขั้นตอน ดังนี้ 1. ผู้วิจัยทำการทดลองด้วยตนเองโดยการศึกษาข้อมูลจากตำรา เอกสาร งานวิจัย ที่ เกี่ยวข้อง กับการสอนโดยใช้นิทานในการพัฒนาการอ่านจับใจความสำคัญ 2. ให้ผู้เรียนทำแบบทดสอบก่อนเรียน แบบปรนัย 3 ตัวเลือก จำนวน 10 ข้อ 3. ดำเนินการสอนตามแผนการจัดการเรียนรู้ที่กำหนด โดยใช้นิทานเป็นฐาน 4. ให้ผู้เรียนทำแบบทดสอบหลังเรียน แบบปรนัย 3 ตัวเลือก จำนวน 10 ข้อ 5. นำข้อมูลที่ได้ไปวิเคราะห์ผล 6. ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลการวิจัย ระหว่างการจัดการเรียนรู้ในเดือนสิงหาคม 2566– กันยายน 2566 5 การวิเคราะห์ข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อตอบวัตถุประสงค์การวิจัย 1. วิเคราะห์เปรียบเทียบความสามารถในการอ่านจับใจความสำคัญ ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนประชาวิทยรังสรรค์ จังหวัดนราธิวาส 2. วิเคราะห์แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนต่อการอ่านนิทานเรื่องโอรังงาโระ


23 6. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ดังนี้ 1. หาค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา โดยคำนวณหาดัชนีความสอดคล้องของแผนการจัดการเรียนรู้ แบบประเมินการอ่านก่อนและหลังเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจ โดยใช้สูตร Index of Objective Congruence หรือ IOC (สมบัติ ท้ายเรือคำ, 2551 : 107) ค่าความเที่ยงตรง สูตร IOC = ∑R N เมื่อ IOC แทน ดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามและลักษณะพฤติกรรม R แทน คะแนนพิจารณาของผู้เชี่ยวชาญ R แทน ผลรวมของคะแนนการพิจารณาของผู้เชี่ยวชาญด้าน เนื้อหา ทั้งหมด N แทน จำนวนผู้เชี่ยวชาญ 2. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ตามวัตถุประสงค์การวิจัย 2.1 ค่าพัฒนาการสัมพัทธ์ พัฒนาการสัมพัทธ์ เมื่อ Post หมายถึง คะแนนหลังเรียน Pre หมายถึง คะแนนก่อนเรียน Full หมายถึง คะแนนเต็ม เกณฑ์คะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์เทียบระดับพัฒนาการ คะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์ ระดับพัฒนาการ 75-100 พัฒนาการระดับสูงมาก 51-75 พัฒนาการระดับสูง 26-50 พัฒนาการระดับปานกลาง 0-25 พัฒนาการระดับต้น


24 2.2 การหาค่าเฉลี่ย (Mean) (วาโร เพ็งสวัสดิ์, 2551 : 284) เมื่อ ̅ แทน ค่าเฉลี่ย แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมด แทน จำนวนนักเรียนในกลุ่มเป้าหมาย 2.3 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) (วาโร เพ็งสวัสดิ์, 2551 : 284) เมื่อ แทน ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน แทน คะแนนดิบของนักเรียน 2 แทน คะแนนเฉลี่ยคะแนนรวมทั้งหมด แทน จำนวนผู้ประเมินทั้งหมด การแปลผลความพึงพอใจเกณฑ์กำหนดระดับค่าเฉลี่ยการประเมิน (บุณชม ศรีสะอาด,2553) ระดับคะแนนเฉลี่ย ระดับความพึงพอใจ 2.36 - 3.00 มีความพึงพอใจระดับมาก 1.68 – 2.35 มีความพึงพอใจระดับปานกลาง 1.00 – 1.67 มีความพึงพอใจระดับน้อย


25 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้นิทานโอรังงาโระ ของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนประชาวิทยรังสรรค์ จังหวัดนราธิวาส มีวัตถุประสงค์คือ 1. เพื่อ เปรียบเทียบความสามารถในการอ่านจับใจความสำคัญก่อนและหลัง การใช้นิทานเรื่องโอรังงาโระ ของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนประชาวิทยรังสรรค์2. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อ การใช้นิทานเรื่องโอรังงาโระ กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษา นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 10 คน ที่อ่านจับใจความสำคัญไม่ได้ผู้วิจัยได้นำข้อมูลในการลงโรงเรียนโดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้จำนวน 3 แผน และแบบสอบถามความพึงพอใจ เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย ผู้วิจัยได้นำเสนอ ผลการวิจัยตามลำดับ ดังนี้ 4.1 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ตอนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนเรื่องการอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้นิทานเรื่องโอรังงาโระ โรงเรียนประชาวิทยรังสรรค์ จังหวัดนราธิวาส ตารางที่ 1 ตารางแสดงจำนวนและร้อยละของกลุ่มเป้าหมาย จำแนกตามเพศ เพศ จำนวน ร้อยละ ชาย 4 40.00 หญิง 6 60.00 รวม 10 100 จากตารางที่ 1 พบว่านักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เรียนเรื่องการอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้ นิทานเรื่องโอรังงาโระ มีทั้งหมด 10 คน เพศชายจำนวน 4 คน คิดเป็นร้อยะ 40.00 เป็นเพศหญิงจำนวน 6 คน คิดเป็นร้อยละ 60.00 ตอนที่ 2 ผลเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านจับใจความสำคัญก่อนและหลัง การใช้นิทาน เรื่องโอรังงาโระ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนประชาวิทยรังสรรค์ ปรากฏผลตารางดังนี้ เปรียบเทียบความสามารถในการอ่านจับใจความสำคัญก่อนและหลังการใช้นิทานเรื่องโอรังงาโระ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนประชาวิทยรังสรรค์ จังหวัดนราธิวาส


26 ตารางที่ 2 แสดงคะแนนแบบประเมินการอ่านจับใจความสำคัญก่อนและหลัง และคะแนน พัฒนาการสัมพัทธ์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนประชาวิทยรังสรรค์ คนที่ คะแนนก่อนเรียน คะแนนหลังเรียน พัฒนาการสัมพัทธ์(%) ระดับพัฒนาการ 1 4 8 67 ระดับสูง 2 4 8 67 ระดับสูง 3 4 8 67 ระดับสูง 4 6 7 25 ระดับต้น 5 7 10 100 ระดับสูงมาก 6 7 9 67 ระดับสูง 7 6 8 50 ระดับปานกลาง 8 3 8 71 ระดับสูง 9 2 9 88 ระดับสูงมาก 10 4 4 0 ระดับต้น ̅ 4.70 7.90 60.06 ระดับสูง จากตารางที่ 2 พบว่านักเรียนกลุ่มเป้าหมายมีคะแนนแบบประเมินการอ่านจับใจความสำคัญหลัง เรียนสูงกว่าก่อนเรียน โดยใช้นิทานเรื่องโอรังงาโระ คะแนนการประเมินการอ่านจับใจความสำคัญก่อน เรียนเฉลี่ยเท่ากับ 4.7 คะแนน คะแนนการประเมินการอ่านจับใจความสำคัญหลังเรียนเฉลี่ยเท่ากับ 7.9 คะแนน และนักเรียนมีพัฒนาการสัมพัทธ์เพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 60.06 คะแนน อยู่ในระดับสูง ตอนที่ 3 ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการใช้นิทานเรื่องโอรังงาโระ ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 10 คน ที่อ่านจับใจความสำคัญไม่ได้ ตารางที่ 3 แสดงค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการอ่าน จับใจความสำคัญ โดยใช้นิทานเรื่องโอรังงาโระ รายการประเมิน ระดับความพึงพอใจ ̅ S.D. ระดับ 1. ปกหน้า-ปกหลัง สวยงามดึงดูดความสนใจ 3.00 0.00 มาก 2. ใช้กระดาษที่มีความคงทน ถาวร และแข็งแรง 2.80 0.40 มาก 3. ภาพประกอบมีความสอดคล้องกับเนื้อเรื่อง 2.60 0.80 มาก


27 4. การจัดภาพเป็นระเบียบเรียบร้อย 3.00 0.00 มาก 5. การดำเนินเรื่องมีความต่อเนื่อง 3.00 0.00 มาก 6. ตัวละครมีความเหมาะสมกับเนื่อเรื่อง 3.00 0.00 มาก 7. ตัวอักษรชัดเจนเข้าใจง่าย ใช้ภาษาสุภาพ 2.80 0.60 มาก 8. เสริมความรู้ทางภาษา 3.00 0.00 มาก 9. สาระในเรื่องมีประโยชน์ต่อผู้เรียน และสามารถ นำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ 2.90 0.30 มาก 10. ปลูกฝังนิสัยรักการอ่าน 3.00 0.00 มาก สรุปความพึงพอใจโดยรวม 2.91 0.21 มาก จากตารางที่ 3 พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้นิทานเรื่องโอ รังงาโระ โดยรวมอยู่ในระดับมาก (̅= 2.91,S.D.= 0.21) เมื่อเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ โดยเรียงลำดับ จากความพึงพอใจมากไปยังความพึงพอใจน้อยดังนี้การอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้นิทานเรื่องโอรังงาโระ มีระดับความพึงพอใจมาก(ค่าเฉลี่ย = 3.00, S.D. = 0.00) การอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้นิทานเรื่องโอ รังงาโระ ทำให้นักเรียนชอบเรียนวิชาภาษาไทยมากยิ่งขึ้น การอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้นิทานเรื่องโอ รังงาโระ ทำให้นักเรียนเข้าใจเรื่องที่เรียนมากยิ่งขึ้น การอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้นิทานเรื่องโอรังงาโระ ทำให้นักเรียนสนุกสนานต่อการเรียนวิชาภาษาไทยอย่างมีความสุข การอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้ นิทานเรื่องโอรังงาโระ ทำให้นักเรียนประสบความสำเร็จในการเรียนมากขึ้นกว่าเดิม


28 บทที่ 5 สรุป อภิปรายและข้อเสนอแนะ การวิจัย ผลการใช้นิทานเรื่องโอรังงาโระ ในการพัฒนาความสามารถในการอ่านจับใจความสำคัญ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนประชาวิทยรังสรรค์จังหวัดนราธิวาส ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ ของการศึกษา 1. เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านจับใจความสำคัญก่อนและหลัง การใช้นิทาน เรื่องโอรังงาโระ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนประชาวิทยรังสรรค์2. เพื่อศึกษาความพึง พอใจของนักเรียนต่อการใช้นิทานเรื่องโอรังงาโระ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 10 คน เครื่องมือที่ ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ แผนการจัดการเรียนรู้จำนวน 3 แผน นิทานเรื่องโอรังงาโร แบบทดสอบ ก่อนเรียนและหลังเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจแบบมาตรประมาณค่า 3 ระดับ สำหรับสถิติที่ใช้ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าพัฒนาการสัมพัทธ์โดยมีผลการสรุปดังนี้ 5.1 สรุปผลการวิจัย 5.2 อภิปรายผลการวิจัย 5.3 ข้อเสนอแนะ 5.1 สรุปผลการวิจัย 5.1.1 การเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้นิทานเรื่องโอรังงาโระ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 พบว่านักเรียนกลุ่มเป้าหมายมีคะแนนแบบประเมินการอ่านจับใจความ สำคัญหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน โดยใช้นิทานเรื่องโอรังงาโระ คะแนนการประเมินการอ่านจับใจความ สำคัญก่อนเรียนเฉลี่ยเท่ากับ 4.70 คะแนน คะแนนการประเมินการอ่านจับใจความสำคัญหลังเรียนเฉลี่ย เท่ากับ 7.90 คะแนน และนักเรียนมีพัฒนาการสัมพัทธ์เพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 60.06 คะแนน อยู่ในระดับสูง 5.1.2 นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้นิทานเรื่องโอรังงาโระ โดยรวม อยู่ในระดับมาก (̅= 2.91,S.D.= 0.21) เมื่อเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ โดยเรียงลำดับจากความพึงพอใจ มากไปยังความพึงพอใจน้อยดังนี้การอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้นิทานเรื่องโอรังงาโระมีระดับความพึง พอใจมาก(ค่าเฉลี่ย = 3.00, S.D. = 0.00) การอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้นิทานเรื่องโอรังงาโระ ทำให้ นักเรียนชอบเรียนวิชาภาษาไทยมากยิ่งขึ้น การอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้นิทานเรื่องโอรังงาโระ ทำให้ นักเรียนเข้าใจเรื่องที่เรียนมากยิ่งขึ้น การอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้นิทานเรื่องโอรังงาโระ ทำให้นักเรียน


29 สนุกสนานต่อการเรียนวิชาภาษาไทยอย่างมีความสุข การอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้นิทานเรื่องโอรังงา โระ ทำให้นักเรียนประสบความสำเร็จในการเรียนมากขึ้นกว่าเดิม 5.2 อภิปรายผล 5.2.1 การเปรียบเทียบการอ่านจับใจความสำคัญก่อนและหลังการใช้นิทานเรื่องโอรังงาโระ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 พบว่าการพัฒนาความสามารถในการอ่านจับใจความสำคัญก่อน การใช้นิทานเรื่องโอรังงาโระ คะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 4.70 และหลังการใช้การอ่านจับใจความจากนิทานเรื่อง โอรังงาโระ มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 7.90 นักเรียนส่วนใหญ่มีคะแนนหลังเรียนที่สูงกว่าก่อนเรียนมี พัฒนาการสัมพัทธ์เพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 60.06 อยู่ในระดับสูง ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่กำหนดไว้โดย นักเรียนมีพัฒนาการอยู่ระหว่าง 3 ระดับ คือ ระดับสูงมาก ระดับสูง ระดับกลาง และระดับต้น เรียงระดับ พัฒนาการจากมากไปน้อยได้ว่า นักเรียนที่มีพัฒนาการอยู่ในระดับสูงมากมีจำนวน 2 คน นักเรียนที่มี พัฒนาการอยู่ในระดับสูงมีจำนวน 5 คน นักเรียนที่มีพัฒนาการอยู่ในระดับกลางมีจำนวน 1 คน นักเรียนที่ มีพัฒนาการอยู่ในระดับต้นมีจำนวน 2 คน ทั้งนี้อาจเนื่องจากการพัฒนาความสามารถในการอ่านจับ ใจความ จากนิทานเรื่องโอรังงาโระ สร้างขึ้นมาตามหลักการเป็นนิทานที่เหมาะสมกับผู้เรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3 ทำให้ผู้เรียนมีแรงจูงใจในการเรียนและสาเหตุที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ ผู้วิจัยสร้าง นิทานเรื่องโอรังงาโระ โดยผ่านกระบวนการสร้างและให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความถูกต้องทางเนื้อหา อย่างเป็นระบบถูกต้องตามขั้น ทำให้นิทานเรื่องโอรังงาโระมีประสิทธิภาพ สามารถนำไปใช้ในการ พัฒนาทการอ่านจับใจความสำคัญ ทำให้มีการพัฒนาความสามารถในการอ่านจับใจความสำคัญหลังเรียน สูงกว่าก่อนเรียน ซึ่งสอดคล้องกับการวิจัยของไกรษร ประดับเพชร (2561) ได้พัฒนาแบบฝึกทักษะร่วมกับ เทคนิคการอ่านแบบ SQ4R เพื่อส่งเสริมทักษะการอ่านจับใจความของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยผลการวิจัยพบว่า นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนด้วยแบบฝึกทักษะ การอ่านจับใจความด้วยเทคนิคการอ่านแบบ SQ4R กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยมีทักษะการอ่านหลัง การเรียนสูงกว่าก่อนเรียน การวิจัยของ บรัสกร คงเปี่ยม (2561) ได้พัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านจับ ใจความภาษาไทยสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ผลการวิจัยพบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ หลังเรียน สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 5.2.2 ความพึงพอใจต่อการใช้นิทานเรื่องโอรังงาโระ ในการพัฒนาความสามารถในการอ่านจับ ใจความสำคัญในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย =29.10,S.D. = 2.10) ทั้งนี้เนื่องจากนิทานเรื่องโอรัง


30 งาโระมีความสวยงาม น่าสนใจ เนื้อหาเหมาะสมกับระดับชั้น และนักเรียนเรียนรู้อย่างมีความสุข ส่งผลให้ ความพึงพอใจในภาพรวมอยู่ในระดับมากสอดคล้องกับการวิจัยของไกรษร ประดับเพชร (2561) ได้พัฒนา แบบฝึกทักษะร่วมกับเทคนิคการอ่านแบบ SQ4R เพื่อส่งเสริมทักษะการอ่านจับใจความของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่3 มี ความพึงพอใจต่อการใช้แบบฝึกการอ่านจับใจความโดยใช้เทคนิคการอ่านแบบ SQ4R กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.44 อยู่ในระดับมาก การวิจัยของ บรัสกร คงเปี่ยม (2561) ได้พัฒนาแบบฝึก ทักษะการอ่านจับใจความภาษาไทยสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ผลการวิจัยพบว่า ความพึง พอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 2 มีค่าเฉลี่ย 2.74 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.04 มีค่าความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก 5.3 ข้อเสนอแนะ จากการวิจัย ผลกรใช้นิทานเรื่องโอรังงาโระ ในการพัฒนาความสามารถในการอ่านจับใจความ สำคัญ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนประชาวิทยรังสรรค์ จังหวัดนราธิวาส มีข้อเสนอแนะ ดังนี้ 5.3.1 ข้อเสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใช้ 1. ก่อนให้ผู้เรียนเริ่มใช้นิทานเรื่องโอรังงาโระ ในการพัฒนาความสามารถในการอ่านจับใจความ สำคัญครูผู้สอนจะต้องมีการเตรียมตัวในการสอนเป็นอย่างดี มีการเตรียม สื่อการสอนที่ต้องการใช้ให้ พร้อมจึงจะทำให้การสอนประสบความสำเร็จ รวมทั้งครูจะต้องเอาใจใส่ นักเรียนอย่างใกล้ชิด 2. ครูผู้สอนควรดูแล คอยให้คำแนะนำ และคอยช่วยเหลือในส่วนที่ผู้เรียนยังไม่เข้าใจในบทเรียน หรือปัญหาเกี่ยวกับการอ่านจับใจความสำคัยอย่างใกล้ชิด 3. ควรมีการชี้แจงกับนักเรียนเกี่ยวกับการเรียนการสอน โดยใช้นิทานเรื่องโอรังงาโระ ในการ พัฒนาความสามารถในการอ่านจับใจความสำคัญ ด้านความสำคัญและประโยชน์ที่นักเรียนจะได้รับ เพื่อ เป็นการสร้างความเข้าใจและข้อตกลงร่วมกันในชั้นเรียน ทำให้นักเรียนเชื่อมั่นในตนเอง และสามารถร่วม กิจกรรมการเรียน การสอนได้เป็นอย่างดี 5.3.5 ข้อเสนอแนะเพื่อการศึกษาวิจัยครั้งต่อไป 1. ในการทำวิจัยครั้งต่อไปควรควรศึกษาวิธีการสร้างหรือออกแบบนิทาน เพื่อให้มีรูปแบบที่ ทันสมัย มีความหลากหลาย และสร้างความท้าทายให้กับนักเรียน


31 2. ควรมีการพัฒนาการอ่านจับใจความในเรื่องที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น เช่น อ่านจับใจความ ประโยค ข้อความสั้น ๆ นิทาน เรื่องสั้น บทความ ข่าว ประกาศ และบทร้อยกรองตามลำดับ เพื่อให้ผู้เรียน ได้พัฒนาทักษะการอ่านจับใจความได้อย่างครบถ้วน


32 บรรณานุกรม กรมวิชาการ. (2546). การจัดสาระการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย. กรุงเทพฯ : คุรุสภา ลาดพร้าว. กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยในหลักสูตร การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ : คุรุสภาลาดพร้าว. ไกรษร ประดับเพชร. (2561). การพัฒนาแบบฝึกทักษะโดยใช้เทคนิคการอ่านแบบ SQ4R เพื่อส่งเสริม ทักษะการอ่านจับใจความของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่3 โรงเรียนไตรคาม ประชาสรรค์. จินดารัตน์ ฉัตรสอน. (2558). การพัฒนาความสามารถในการอ่านจับใจความของนักเรียนระดับชั้น ประถมศึกษาปี ที่ 5 ที่จัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL ร่วมกับแบบฝึก. วิทยานิพนธ์ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการสอนภาษาไทย ภาควิชา หลักสูตรและวิธีสอน บัณฑิตวิทยาลัย. มหาวิทยาลัยศิลปากร. จิรพรรณ ตุ้ยแก้ว. (2559). การพัฒนาการอ่านจับใจความส าคัญจากนิทานคุณธรรม สำหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3. วิทยานิพนธ์ปริญญาครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชา หลักสูตรและการสอน บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์. ชนกพร สุริโย. (2562). การพัฒนาความสามารถด้านการคิดวิเคราะห์ของนกัเรียนช้นั ประถมศึกษาปีที่6 โดยใช้เทคนิค 5W1H ประกอบแบบฝึก กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย.(วิทยานิพนธ์ ปริญญาครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน).มหาวิทยาลัย มหาสารคาม, บัณฑิตวิทยาลัย. ชลธิชา กลัดอยู่. (2559). การใช้ภาษาไทย. กรุงเทพฯ : เกล็ดไทย.ทิศนา แขมมณี. (2555). ศาสตร์การสอน : องค์ความรู้เพื่อการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ. พิมพ์ ครั้งที่ 6. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ธีราภรณ์ ทรงประศาสน์. (2551). การใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาทักษะการแต่งประโยคส าหรับนักเรียนที่มี ความบกพร่องทางการได้ยิน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6. การศึกษาค้นคว้าอิสระศึกษา ศ า ส ต ร ม ห า บ ั ณ ฑ ิ ต ส า ข า ว ิ ช า ก า ร ศ ึ ก ษ า พ ิ เ ศ ษ บ ั ณ ฑ ิ ต ว ิ ท ย า ลั ย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.


33 นงเยาว์ ทองกำเนิด. (2558). การพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความภาษาไทย สำหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 อ าเภอเขาชะเมา จังหวัดระยอง. วิทยานิพนธ์การศึกษา มหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน บัณฑิตวิทยาลัย. มหาวิทยาลัยบูรพา. นงเยาว์ ประโมนะกัง. (2546). การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนการเขียนเรียงความของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่สอนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะกับวิธีสอนตาม คู่มือครู. วิทยานิพนธ์ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการ นิเทศบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร. นริสรา สุนนทราช. (2553). การพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่3. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการสอน ภาษาไทย บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม. บรัสกร คงเปี่ยม. (2561). การพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความภาษาไทยสำหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 2. วิทยานิพนธ์ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตร และการสอน บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยนเรศวร. บุญชม ศรีสะอาด. (2556). การวิจัยเบื้องต้น. (พิมพ์ครั้งที่ 9). กรุงเทพฯ: สุวีริยสาสน์. ประสพสุข ฤทธิเดช. (2559). นวัตกรรมการศึกษาการสอนภาษาไทย. มหาสารคาม : อภิชาติการพิมพ์ พงษ์พันธ์ พงษ์โสภา. (2544). จิตวิทยาการศึกษา. กรุงเทพฯ : พัฒนาการศึกษา. พิมศรี ยาดี. (2555). การพัฒนาการอ่านจับใจความโดยใช้วิธีสอนแบบพาโนราราเพื่อพัฒนาการอ่าน จับใจความกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนแม่หลวง อุปถัมภ์ไทยคีรี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษา เชียงราย เขต4. วิทยานิพนธ์ปริญญาครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและ การสอน บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย. ราชบัณฑิตยสถาน. (2546). พจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542. กรุงเทพฯ : นานมีบุคส์ พับลิเคชั่นส์. วรรณี โสมประยูร. (2537). เทคนิคการสอนภาษาไทย. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ : ส านักพิมพ์ดอกหญ้า วิชาการ จำกัด. วรรณี โสมประยูร. (2553). การสอนภาษาไทยระดับประถมศึกษา. กรุงเทพมหานคร : ไทยวัฒนาพานิช. วาโร เพ็งสวัสดิ์. (2551). การวิจัยในชั้นเรียน. กรุงเทพฯ : สุวีริยาสาสน์. ศิริพร ลิมตระการ. (2541). การอ่านภาษาไทย.ในเอกสารการสอนชุดวิชาภาษาไทย. นนทบุรี: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.


34 สิริรัตน์ อะโน. (2553). การพัฒนาการอ่านจับใจความส าคัญโดยใช้แบบฝึกการอ่านจับใจความสำคัญ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3. การศึกษาค้นคว้าอิสระ การศึกษา มหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. สุนันทา มั่นเศรษฐวิทย์. (2545). หลักและวิธีการสอนภาษาไทย. กรุงเทพมหานคร : ไทยวัฒนาพานิช. สิริรัตน์ อะโน. (2553). การพัฒนาการอ่านจับใจความสำคัญโดยใช้แบบฝึกการอ่านจับใจความสำคัญ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3. การศึกษาค้นคว้าอิสระ การศึกษา มหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. สุนันทา มั่นเศรษฐวิทย์. (2545). หลักและวิธีการสอนภาษาไทย. กรุงเทพมหานคร : ไทยวัฒนาพานิช.


35 ภาคผนวก


36 ภาคผนวก ก รายชื่อผู้เชี่ยวชาญ


37 รายชื่อผู้เชี่ยวชาญ 1. นางสาวสุกัญญา หน่อจันทร์หอม ตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนประชาวิทยรังสรรค์ จังหวัดนราธิวาส 2. นางสาวฮานีซะ ดอฆอ ตำแหน่ง ครู โรงเรียนประชาวิทยรังสรรค์จังหวัด นราธิวาส 3. นางสมจิต พูลทรัพย์ ตำแหน่ง ครูชำนาญการโรงเรียนประชาวิทย รังสรรค์จังหวัดนราธิวาส


38 ภาคผนวก ข (แบบประเมินเครื่องมือการวิจัยในชั้นเรียน โดยผู้เชี่ยวชาญ) - แผนการจัการเรียนรู้ - นิทาน - แบบประเมินการอ่านจับใจความสำคัญ ก่อนเรียนและหลังเรียน - แบบสอบถามความพึงพอใจ


39 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รายวิชาวิทยาศาสตร์ รหัสวิชา ท 14101 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญ เวลา 2 ชั่วโมง วันที่ ……… เดือน ………………..………..พ.ศ. …………….. ผู้สอน กามีล๊ะ ดอและ 1. มาตรฐานการเรียนรู้ ท 1.1 ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิดเพื่อนำไปใช้ตัดสินใจ แก้ปัญหาในการดำเนินชีวิต และมี นิสัยรักการอ่าน 2. ตัวชี้วัด ป.3/3 ตั้งคำถามและตอบคำถามเชิงเหตุผลเกี่ยวกับเรื่องที่อ่าน ป.3/4 ลำดับเหตุการณ์และคาดคะเนเหตุการณ์จากเรื่องที่อ่านโดยระบุเหตุผลประกอบ ป.3/5 สรุปความรู้และข้อคิดจากเรื่องที่อ่านเพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน 3. จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. นักเรียนสามารถอ่านจับใจความสำคัญจากนิทานได้ 2. นักเรียนสามารถเข้าใจและสรุปการจับใจความสำคัญจากนิทานได้ 3. นักเรียนสามารตอบคำถามจากเรื่องที่อ่านได้ 4. สาระสำคัญ การจับใจความสำคัญจากการอ่านมีความจำเป็นและสำคัญ บทอานทั่วไปจะประกอบด้วยย่อหน้าแต่ละย่อ หน้าจะมีประโยคใจความสำคัญ ประโยคประกอบ และประโยคประกอบย่อย เป็นส่วนขยายเพื่อใหเนื้อเรื่องชัดเจน ยิ่งขึ้น 5. สาระการเรียนรู้ การอ่านจับใจความจากนิทาน 6. คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 1. มีวินัย 2. ใฝ่เรียนรู้ 3. มุ่งมั่นในการทำงาน 4. มีจิตวิทยาศาสตร์ 7. สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน 1. ความสามารถในการสื่อสาร 2. ความสามารถในการคิด


40 3. ความสามารถในการแก้ปัญหา 8. ชิ้นงานหรือภาระงาน นิทาน เรื่องโอรังงาโระ 9. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ชั่วโมงที่ 1 ขั้นนำ 1. ครูชี้แจงจุดประสงค์การเรียน การอ่านจับใจความสำคัญจากนิทาน ขั้นสอน 1. นักเรียนทำแบบทดสอบก่อนเรียน เรื่อง โอรังงาโระ การอ่านจับใจความคัญจากนิทาน จำนวน 10 2. ครูให้นักเรียนอ่านนิทานเรื่อง โอรังงาโระ พร้อม ๆ กัน ชั่วโมงที่ 2 3. ครูถามเพื่อการนำเข้าสู่การเรียนรู้ โดยใช้การจัดการเรียนรู้จากนิทานเรื่องโอรังงาโระ ซึ่งจะ ประกอบด้วย ใคร(Who) อะไร(What) ที่ไหน(Where) เมื่อไหร่(When) ท าไม(Why) อย่างไร(How) - นิทานเรื่องนี้กล่าวถึงใคร - แบเซะกำลังทำอะไร - นิทานเรื่องนี้เกิดขึ้นที่ไหน - นิทานเรื่องนี้พูดถึงเรื่องใด - ทำไมเด็กๆถึงกินใบฝรั่ง ขั้นสรุป ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายและสรุปจากนิทานเรื่องโอรังงาโระ 10. สื่อการเรียนรู้ 1. นิทาน เรื่องโอรังงาโระ 2. แบบทดสอบก่อนเรียน 11. การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ รายการวัด วิธีการ เครื่องมือ เกณ์การประเมิน 1. นักเรียนสามารถอ่านจับ ใจความสำคัญจากนิทานได้ การสังเกตจากการตอบ คำถามของผู้เรียน แบบประเมิน การสังเกตพฤติกรรม ผ่านเกณฑ์การประเมิน ร้อยละ ๗๐ ขึ้นไป 2. นักเรียนสามารถเข้าใจและสรุป การจับใจความสำคัญจากนิทานได้ นิทาน นิทาน ผ่านเกณฑ์การประเมิน ร้อยละ ๗๐ ขึ้นไป


41 3. นักเรียนสามารตอบคำถามจาก เรื่องที่อ่านได้ แบบประเมินพฤติกรรม ของผู้เรียน แบบประเมิน คุณลักษณะอันพึง ประสงค์ของผู้เรียน ผ่านเกณฑ์การประเมิน ระดับปานกลาง ขึ้นไป ๑๒. บันทึกหลังการสอน สรุปผลการเรียน ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ปัญหา ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… แนวทางแก้ไข ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ข้อเสนอแนะ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงชื่อ………………………………………………….ครูพี่เลี้ยง ลงชื่อ………….………………………………………..ครูผู้สอน ( ) ( ) ลงชื่อ…………………………………………………….ผู้อำนวยการ ( )


Click to View FlipBook Version