การเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการจัดเก็บสินค้า กรณีศึกษาบริษัท เฟรช คอมเมิร์ซ จำกัด รายงานวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต หลักสูตรการจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชน คณะบริหารธุรกิจ ปีการศึกษา 2566 ลิขสิทธิ์เป็นของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคงธัญบุรี นายพนธกร จันทร์ทอง 116310509499-4 นางสาวศิรินทิพย์ เกาซู 116310509413-5 นางสาวปณยา นาสืบ 116310509402-8 นางสาวจิราภา กองโอสถ 116310509532-2
การเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการจัดเก็บสินค้า กรณีศึกษาบริษัท เฟรช คอมเมิร์ซ จำกัด Optimization of Storage Processes Case Study of FRESH COMMERCE CO., LTD. รายงานวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต หลักสูตรการจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชน คณะบริหารธุรกิจ ปีการศึกษา 2566 ลิขสิทธิ์เป็นของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคงธัญบุรี นายพนธกร จันทร์ทอง 116310509499-4 นางสาวศิรินทิพย์ เกาซู 116310509413-5 นางสาวปณยา นาสืบ 116310509402-8 นางสาวจิราภา กองโอสถ 116310509532-2
ชื่องานวิจัย การเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการจัดเก็บสินค้า กรณีศึกษาบริษัท เฟรช คอมเมิร์ซ จำกัด ชื่อนักศึกษา ปริญญา บริหารธุรกิจบัณฑิต หลักสูตร การจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชน ปีการศึกษา 2566 อาจารย์ที่ปรึกษา ดร. กัญญ์กณิษฐ์ กมลกิตติวงศ์(DBA) รายงานวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต โดยผ่านการพิจารณาจาก คณะกรรมการสอบวิจัย ดังมีรายชื่อต่อไปนี้ อาจารย์ที่ปรึกษา ………………………………………………. ( ดร. กัญญ์กณิษฐ์ กมลกิตติวงศ์ ) ลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี นายพนธกร จันทร์ทอง 116310509499-4 นางสาวศิรินทิพย์ เกาซู 116310509413-5 นางสาวปณยา นาสืบ 116310509402-8 นางสาวจิราภา กองโอสถ 116310509532-2
ก ชื่องานวิจัย การเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการจัดเก็บสินค้า กรณีศึกษาบริษัท เฟรช คอมเมิร์ซ จำกัด ชื่อนักศึกษา ปริญญา บริหารธุรกิจบัณฑิต หลักสูตร การจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชน ปีการศึกษา 2566 อาจารย์ที่ปรึกษา ดร. กัญญ์กณิษฐ์ กมลกิตติวงศ์(DBA) บทคัดย่อ การวิจัยเรื่องการเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการจัดเก็บสินค้า เพื่อศึกษาการจัดตำแหน่งการ จัดวางสินค้าภายในคลัง และเพื่อลดระยะเวลาในกระบวนการหยิบสินค้าภายในคลังโดยใช้ทฤษฎีการ วิเคราะห์เอฟเอสเอ็น ผู้วิจัยได้ทำการจับเวลาก่อนทำการปรับปรุง เวลาที่ใช้ในการหยิบสินค้าก่อนทำการ ปรับปรุงของพนักงานเฉลี่ย 7.73 นาที เวลาหยิบสินค้าหลังทำการปรับปรุงของพนักงานคลังสินค้าเฉลี่ย 3.98 นาที ซึ่งใช้เวลาน้อยกว่าก่อนทำการปรับปรุงได้ถึง 3.75 นาที ภายใน 1 วัน มีคำสั่งซื้อทั้งหมด ประมาณ 100 คำสั่งซื้อ คิดเป็น 375 นาที ซึ่งสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานให้ดียิ่งขึ้น และเป็นการลดระยะเวลาการทำงานที่ไม่จำเป็นออก คำสำคัญ : การเพิ่มประสิทธิภาพ / การหยิบ / การจัดพื้นที่ / คลังสินค้า นายพนธกร จันทร์ทอง 116310509499-4 นางสาวศิรินทิพย์ เกาซู 116310509413-5 นางสาวปณยา นาสืบ 116310509402-8 นางสาวจิราภา กองโอสถ 116310509532-2
ข Title Optimization of storage processes Case Study of FRESH COMMERCE CO., LTD. Student Name Degree Bachelor of Business Administration (Logistics Management) Program Logistics and Supply Chain Management Academic Year 2023 Advisor Kankanit Kamolkittiwong (DBA) Abstract Research on Improving efficiency in the product storage process, to study product placement within the warehouse and to reduce the time in the product picking process within the warehouse using FSN analysis theory. The researcher set a timer before making improvements. The average employee pick-up time before improvement was 7.73 minutes. The average warehouse employee pick-up time after improvement was 3.98 minutes, which took 3.75 minutes less than before the improvement. Within one day, there were a total of approximately 100 orders, equivalent to 375 minutes, which could increase the work efficiency of employees. To be better and reduce unnecessary work time. Key Word: Optimization / Picking / Organization / Warehouse Mr. Ponthakorn Juntong 116310509499-4 Miss. Sirintip Kaozoo 116310509413-5 Miss. Panaya Nasueb 116310509402-8 Miss. Jirapa Kong-osot 116310509532-2
ค กิตติกรรมประกาศ รายงานวิจัยนี้จะดําเนินการสําเร็จลุล่วงผ่านไปได้ด้วยดีไม่ได้ ถ้าไม่ได้รับความกรุณาและความ อนุเคราะห์ช่วยเหลือเป็นอย่างดีจาก ดร.กัญญ์กณิษฐ์ กมลกิตติวงศ์ ซึ่งกรุณาเสียสละเวลาอันมีค่าให้ คำปรึกษาและคำแนะนำ รวมถึงการแก้ไขข้อบกพร่องเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ในการดำเนินการศึกษา ผู้จัดทําวิจัยจึงขอขอบพระคุณท่านไว้ ณ โอกาสนี้ ขอขอบพระคุณบุคลากรฝ่าย Operation ของบริษัท เฟรช คอมเมิร์ซ จำกัด ที่ให้ความร่วมมือ และช่วยให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการทำวิจัยในครั้งนี้ พร้อมทั้งให้คำแนะนำและคำปรึกษาต่างๆ เพื่อให้ รายงานวิจัยนี้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น สุดท้ายนี้ข้าพเจ้าหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เนื้อหาในการทำวิจัยในครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจ หรือผู้ที่ต้องการศึกษา หากเนื้อหางานวิจัยมีความผิดพลาดหรือข้อบกพร่องประการใด ผู้จัดทำต้องขออภัย มา ณ ที่นี้ จัดทำโดยคณะ มีนาคม พ.ศ.2567
ง สารบัญ หน้า บทคัดย่อภาษาไทย ก บทคัดย่อภาษาอังกฤษ ข กิตติกรรมประกาศ ค สารบัญ ง สารบัญตาราง ฉ สารบัญภาพ ช บทที่ 1 บทนำ 1 1.1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา 1.2 วัตถุประสงค์การวิจัย 1.3 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1.4 ขอบเขตการศึกษา 1.5 สถานที่ทำการศึกษา 1.6 ระยะเวลาในการศึกษา 1.7 นิยามศัพท์เฉพาะ 1 4 4 4 4 4 5 บทที่ 2 ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยว 6 2.1 การเพิ่มประสิทธิภาพ (Efficiency Increasement) 2.2 การจัดการคลังสินค้า (Warehouse Management) 2.3 การหยิบสินค้า (Picking) 2.4 การบรรจุภัณฑ์ (Packing) 2.5 ทฤษฎีแผนผังก้างปลา (Fishbone Diagram) 2.6 การวิเคราะห์เอฟเอสเอ็น (FSN Analysis) 2.7 แผนภูมิการไหล (Flow Process Chart) 2.8 การควบคุมด้วยการมองเห็น (Visual Control) 2.9 ข้อมูลเกี่ยวกับบริษัท 7 8 14 16 16 18 20 23 26
จ สารบัญ (ต่อ) หน้า 2.10 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 26 บทที่ 3 วิธีการดำเนิน 33 3.1 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 3.2 การรวบรวมข้อมูล 3.3 การวิเคราะห์ข้อมูล 34 35 35 บทที่ 4 ผลการศึกษา 38 4.1 การวิเคราะห์แผนผังก้างปลา (Fishbone Diagram) 4.2 แนวทางแก้ไขปัญหาจากแผนผังก้างปลา 4.3 การวิเคราะห์เอฟเอสเอ็น (FSN Analysis) 4.4 การควบคุมด้วยการมองเห็น (Visual control) 38 40 41 50 บทที่ 5 สรุปผลการศึกษาและข้อเสนอแนะ 52 5.1 สรุปผลการวิจัย 5.2 อภิปรายผลการวิจัย 5.3 ข้อเสนอแนะ 52 53 54 บรรณานุกรม 55 ภาคผนวก ภาคผนวก ก ขั้นตอนการวิเคราะห์(FSN Analysis) ภาคผนวก ข ฟอร์มแผนภูมการไหล (Flow Process Chart) 58 59 88 ประวัติผู้ศึกษา 90
ฉ สารบัญตาราง ตารางที่ หน้า 3.1 ตารางเกณฑ์การวิเคราะห์เอฟเอสเอ็น (FSN Analysis) 37 4.1 ผลการแบ่งกลุ่มสินค้าตามการวิเคราะห์เอสเอฟเอ็น (FSN Analysis) 41 4.2 ตารางเปรียบเทียบการวิเคราะห์เอฟเอสเอ็น (FSN Analysis) ขั้นตอนที่ 6 ก่อนและหลังปรับปรุง 47 4.3 ตารางจับเวลากระบวนการทำงานทั้งหมด 15 ครั้ง ก่อนปรับปรุง 48 4.3 ตารางจับเวลากระบวนการทำงานทั้งหมด 15 ครั้ง ก่อนปรับปรุง (ต่อ) 48 4.4 ตารางจับเวลากระบวนการทำงานทั้งหมด 15 ครั้ง หลังปรับปรุง 49 4.4 ตารางจับเวลากระบวนการทำงานทั้งหมด 15 ครั้ง หลังปรับปรุง (ต่อ) 49
ช สารบัญรูปภาพ ภาพที่ หน้า 2.1 แสดงการวางผังคลังสินค้ามีการเคลื่อนที่แนวเส้นตรง 12 2.2 แสดงการวางผังคลังสินค้ามีการเคลื่อนที่แนวเส้นตรง 12 2.3 แสดงการวางผังคลังให้จุดรับละจัดส่งใช้พื้นที่บริเวณเดียวกัน 13 2.4 โครงสร้างแผนผังก้างปลา (Fishbone Diagram) 17 2.5 การกำหนดปัจจัยโครงสร้างแผนผังก้างปลา 18 2.6 การวิเคราะห์จัดแบ่งวัสดุตามความถี่ในการใช้การวิเคราะห์เอฟเอสเอ็น (FSN analysis) 19 2.7 สัญลักษณ์การเขียนแผนภูมิการไหลของกระบวนการผลิต 21 2.8 การทำแผนภูมิกระบวนการไหลของกระบวนการผลิต (Flow process chart) 22 3.1 ตัวอย่างแผนผังโซนสินค้าต่างๆ 37 4.1 แผนผังก้างปลาแสดงปัญหาที่เกิดขึ้นในด้านต่างๆที่ไม่เป็นระบบ 38 4.2 คลังสินค้าก่อนปรับปรุง 42 4.3 แผนภูมิการไหลกระบวนการทำงานก่อนปรับปรุง 43 4.4 คลังสินค้าหลังปรับปรุง 44 4.5 แผนภูมิการไหลกระบวนการทำงานหลังปรับปรุง 45 4.6 แผนภูมิการไหลกระบวนการทำงานก่อนและหลังปรับปรุง 46 4.7 ภาพการติดป้ายร้านค้า รหัสร้านค้า 50 4.8 การแบ่งกลุ่มสีตามโซนสินค้า 51
1 บทที่1 บทนำ 1.1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันสภาพแวดล้อมมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว มีปัจจัยที่ส่งผลต่อ ความสำเร็จและอยู่รอดของธุรกิจ ได้แก่ เศรษฐกิจ สังคม การเมือง กฎหมายและที่สำคัญนโยบายรัฐบาล โดยจะเห็นว่าปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบการดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมขนาดต่างๆหรือ วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs.) ผลประกอบการของธุรกิจนั้น ทางด้านมุมมองของนักธุรกิจที่ ดำเนินธุรกิจประสบผลสำเร็จพิจารณาจากหลายๆมุมมอง เช่น ด้านผลสำเร็จทางการเงิน ส่วนแบ่ง การตลาดหรืออื่นๆ และ กำไรจากธุรกิจที่เพิ่มขึ้น ซึ่งผู้บริหารจะมองตามกิจการต้องดำเนินการค้าของ ตัวเอง เพื่อให้ธุรกิจสามารถดำเนินได้อย่างมั่นคง และอยู่รอดในสังคมที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ขณะในด้านเศรษฐกิจเทคโนโลยีสารสนเทศได้เป็นปัจจัยผลักดันที่สำคัญทำให้โลกอยู่ในภาวะไร้ พรมแดน ตลาดของ โลกกว้างขึ้น มีการเคลื่อนย้ายปัจจัยการผลิต และการลงทุนข้ามชาติทั่วโลก มีการ จัดตั้งองค์กรการค้า การรวมกลุ่มการค้าในภูมิภาคต่าง เพื่อสร้างเสถียรภาพและความเป็นธรรมในด้าน เศรษฐกิจและการค้าให้แก่ทุกประเทศ ตลอดจนการช่วยเร่งกระบวนการถ่ายทอดเพื่อใช้ประโยชน์จาก เทคโนโลยีเพื่อให้การพัฒนาเป็นไปอย่างยั่งยืนและรวดเร็ว พร้อมกับการที่ระบบเศรษฐกิจของโลกได้มี ความเชื่อมโยงกันมากขึ้น โดยทุกๆประเทศให้ความสำคัญกับนโยบายการค้าเสรี ซึ่งจะทำให้เกิดการ แข่งขันทางการค้าอย่างรุนแรงมากยิ่งขึ้น หลักสำคัญหรือเป็นปัจจัยหนึ่งเพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถตัดสินใจมองข้างหน้าตัวเอง เพื่อให้ธุรกิจที่ต้องดำเนินอยู่ประสบความสำเร็จหรืออยู่รอดในตลาดปัจจุบันที่ผันผวนเปลี่ยนแปลง ตลอดเวลา การสร้างความสามารถทางการแข่งขันเพื่อความได้เปรียบการธุรกิจจะพบว่ามีหลายๆปัจจัยที่ เป็นตัวแปรขับเคลื่อนส่งผลกระทบหรือผลักดันสนับสนุนกระบวนการในการดำเนินธุรกิจ แต่กระนั้นก็ตาม การดำเนินธุรกิจหากไม่มีระบบฐานข้อมูลอ้างอิง อาจมีผลเสียการรับรู้ข้อมูลข่าวสารหรือช่องการจัด จำหน่ายสินค้าได้ช้ากว่า ทำให้แข่งขันในตลาดได้ไม่ดีเท่าที่ควร ไม่สามารถตอบสนองได้รวดเร็วกว่า ซึ่ง ปัจจัยดังกล่าวทั้งปัจจัยภายนอกองค์กรและภายในองค์กรนั้น จะเอื้อประโยชน์กับอุตสาหกรรมให้สามารถ เป็นจุดหนึ่งที่จะสะท้อนส่งผลกระทบต่อความสำเร็จของผู้ประกอบการได้
2 พาณิชย์การอิเล็กทรอนิกส์ (อีคอมเมิร์ซ E-Commerce) เป็นเทคโนโลยีที่ค้าขายผ่านทาง อินเตอร์เน็ตโดยไม่แบ่งเป็นภูมิภาค สามารถเข้าถึงลูกค้าได้ทั่วโลก และได้ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง โดยไม่ จำเป็นต้องมีหน้าร้าน สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มขึ้นในการใช้อินเตอร์เน็ต พฤติกรรม ของลูกค้าเปลี่ยนไป มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ซึ่งเทคโนโลยีดังกล่าวจะสามารถแก้ไขปัญหาของธุรกิจ ได้ในหลายจุดที่บกพร่อง ด้านการตลาด ด้านการจัดการ ด้านการรับข่าวสารข้อมูลหากมีการนำเทคโนโลยี อีคอมเมิร์ซ มาใช้จะสามารถวางแผนทางการตลาดได้ ไม่ว่าจะทางด้านการโฆษณา การประชาสัมพันธ์ รวมถึงการตอบสนองความต้องการของลูกค้าและสามารถติดต่อสื่อสารสองทางด้วย และยังสามารถเพิ่ม ช่องทางใหม่ในการขายอีกด้วย ด้านการจัดการข้อมูลเทคโนโลยีอีคอมเมิร์ซ สามารถจัดการข้อมูลให้เป็น ระบบได้ เพราะต้องมีการจัดทำข้อมูลเป็นระบบเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพในการผลิตหรือบริการ เมื่อนำ เทคโนโลยีมาใช้ไม่ว่าจะเป็นการโฆษณาสินค้า จะต้องมีการเก็บรหัสสินค้ามีการจัดเก็บข้อมูลที่เป็นระเบียบ ขึ้น หากมีการสั่งสินค้าจะทำให้สามารถดูถึงรายรับและรายจ่ายได้ จะมีการจัดเก็บข้อมูลที่เป็นระเบียบมาก ขึ้น และสามารถดึงมาใช้เพื่อประกอบข้อมูลในการตัดสินใจง่ายขึ้น หากมีการจัดการอย่างเป็นระบบ และ สามารถขยายธุรกิจขนาดใหญ่ ด้วยการจัดการที่มีขั้นตอนชัดเจนและสามารถพัฒนาประสิทธิภาพ และ คุณภาพ ขององค์กรให้สามารถแข่งขันในสภาพเศรษฐกิจได้ บริษัท เฟรช คอมเมิร์ซ จำกัด (Fresh Commerce Co., ltd.) เป็นบริษัทในเครือของ ตลาดไท ตลาดไทออนไลน์ภายใต้การลงทุนระหว่าง บริษัท ไทย แอ็กโกร เอ็กซเชนจ์ จำกัด ซึ่งเป็นเจ้าของกิจการ ตลาดไท, บริษัท วัชมนฟู้ด จำกัด ผู้นำเข้าผลไม้สดพรีเมียม และ บริษัท เฟรช ลีฟวิ่ง จำกัด สตาร์ทอัพ ธุรกิจขายผลไม้สดพรีเมียมออนไลน์ เริ่มต้นจากการเล็งเห็นโอกาสในการพัฒนาเครือข่ายการจัดจำหน่าย และกระจายสินค้าผัก และผลไม้สดจากตลาดไท ให้กระจายทั่วถึงลูกค้าทั่วประเทศ เพื่อมอบโอกาสในการ เข้าถึงผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ในงบประมาณที่คุ้มค่าที่สุด ตลาดผลไม้นานาชาติ ตอกย้ำความเป็นแหล่งค้าส่งผลไม้นอกที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ผลไม้ที่มียอด นำเข้ามาจำหน่ายในประเทศ 3 อันดับแรก ได้แก่ แอปเปิ้ล มีปริมาณนำเข้า 188,428 ตัน,องุ่น 151,310 ตัน และส้ม 101,281 ตัน ซึ่งแหล่งนำเข้าสำคัญ ได้แก่ ประเทศจีน ออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา มีมูลค่า 567 ล้านดอลลาร์สหรัฐ, 63 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และ 57 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามลำดับโดยตลาดยังมี แนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่องจากปัจจัยความต้องการของผู้บริโภค ที่ปัจจุบันนิยมบริโภคผลไม้
3 ต่างประเทศเพิ่มขึ้นตามรายได้ที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมทั้งเทรนด์การใช้ชีวิตที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพ และผลไม้ถือเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ผู้รักสุขภาพเลือกที่จะบริโภค (ข่าวธุรกิจการตลาด,2565) ทางคลังเป็นผู้รับสินค้าจากร้านค้าในตลาดไททางตรง ไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง โดยทางคลังสินค้า ออกไปรับสินค้าตามร้านค้าในตลาดหรือ ร้านค้าในตลาดมาส่งให้กับคลังสินค้าเอง จะมีสินค้าหลากหลาย ประเภทประเภทผลไม้ เช่น ผลไม้นำเข้า องุ่นทุกสายพันธุ์ อโวคาโด้ เชอร์รี่ชิลี สตรอว์เบอร์รี มะม่วง ฝรั่ง มังคุด ลองกอง แก้วมังกร ประเภทของสด เช่น หมู ไก่ เนื้อ กุ้ง ปลา ลูกชิ้น ผลิตภัณฑ์แปรรูป ประเภท ของแห้งเช่น เส้นก๋วยเตี๋ยว ของแปรรูป ของตากแห้ง และประเภทของใช้ เช่น น้ำยาล้างจาน ถุงขยะ และ อื่นๆอีกมากมาย ทางเราได้ทำการ Quality Control (การควบคุมคุณภาพ) ตรวจสอบคุณภาพของสินค้า ก่อนที่สินค้าจะนำเข้าไปเก็บยังคลังสินค้าในห้องเย็น Pick (การหยิบ) ซึ่งทางคลังสินค้าจะสนับสนุนตั้งแต่ การออกใบ Picking list (รายการสิ่งของตามใบสั่ง/ใบเบิก) ให้กับร้านค้า ออกรับสินค้า หยิบสินค้า บรรจุ สินค้า และส่งมอบ จัดส่งสินค้าให้กับลูกค้า เป็นบริการแบบ Fulfillment (บริการคลังสินค้าพร้อมจัดส่ง) ทำหน้าที่จัดการงานหลังบ้านแทนร้านค้าออนไลน์ (E-Commerce) เป็นบริการที่อำนวยความสะดวกเพื่อ ธุรกิจออนไลน์สำหรับผู้ขายที่ไม่สะดวกสต๊อกสินค้า มีเวลาไม่มากพอสำหรับการแพ็คออเดอร์สินค้า และ จัดส่ง โดยจะเห็นว่าคลังสินค้ามีความสำคัญรูปแบบการ Pick (การหยิบ), Pack (การบรรจุ) และการจัดส่ง ซึ่งมีความจำเป็นอย่างมากเพราะการจัดส่งสินค้าที่ไม่ให้สินค้าเกิดความเสียหาย ส่งสินค้าได้อย่างรวดเร็ว และตรงต่อเวลาจะส่งผลถึงการให้บริการ ทำให้ลูกค้าเกิดความพึงพอใจต่อการใช้บริการของบริษัทและ ความน่าเชื่อถือที่มีต่อองค์กร ทำให้เกิดการใช้บริการในครั้งต่อไป จากการที่ผู้วิจัยได้เข้ามาศึกษาเก็บรวบรวมข้อมูลของบริษัท เฟรช คอม เมิร์ซ จำกัด โดยได้เรียนรู้ งานในคลังสินค้าในแผนก Pick (การหยิบ), Pack (การบรรจุ) ผู้วิจัยได้เข้าไปศึกษาตั้งแต่กระบวนการรับ สินค้า,Qc(การควบคุมคุณภาพ), Pick (การหยิบ), Pack (การบรรจุ) และLoading (การลำเลียงสินค้า) ผู้วิจัยได้พบว่า บริษัทยังประสบปัญหาทางด้านการจัดเรียงสินค้า มีการจัดเรียงที่ไม่เป็นหมวดหมู่และใช้ เวลาในกระบวนการหยิบสินค้านาน เนื่องจากยังไม่มีรูปแบบการจัดตำแหน่งการวางสินค้าที่ชัดเจน ตำแหน่ง (Location) ใดว่างก็จะนำสินค้าไปวางไว้ตำแหน่งนั้น สินค้าจึงปะปนกันไม่เป็นระเบียบ และไม่ แยกออกจากกันอย่างชัดเจน ส่งผลให้พนักงานใช้เวลานานในการค้นหาและหยิบสินค้าจึงเกิดความล่าช้า ในการทำงาน
4 ดังนั้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการหยิบสินค้าดังกล่าวผู้วิจัยจึงได้ศึกษาหาแนวทางจัดวางสินค้าที่ เหมาะสมโดยจะศึกษารูปแบบพื้นที่การจัดวางสินค้าภายในคลังที่เหมาะสมเพื่อลดระยะเวลาใน กระบวนการหยิบสินค้า 1.2 วัตถุประสงค์การวิจัย 1.2.1 เพื่อศึกษาการจัดตำแหน่งการจัดวางสินค้าภายในคลัง 1.2.2 เพื่อลดเวลาในกระบวนการหยิบสินค้า 1.3 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1.3.1 สามารถนำแนวทางที่ได้การศึกษา มาปรับปรุงการจัดตำแหน่งการวางสินค้า ให้เกิดความ เหมาะสม 1.3.2 สามารถลดขั้นตอนและระยะเวลาในกระบวนการหยิบสินค้าให้สามรถหยิบสินค้าได้เร็ว ยิ่งขึ้น 1.4 ขอบเขตการศึกษา ศึกษาและเก็บรวบรวมข้อมูลในคลังสินค้า เฉพาะขั้นตอนในกระบวนการหยิบสินค้า โดยพิจารณา จากขั้นตอนที่เป็นส่วนสำคัญและเกิดปัญหาความผิดพลาดมากที่สุดในกระบวนการ การทำงานของ คลังสินค้า เพื่อศึกษาหาแนวทางการปรับปรุงขั้นตอนในการดำเนินงาน เพื่อให้เกิดการเพิ่มประสิทธิภาพใน การทำงาน ทำให้ระยะเวลาในการทำงานลดลง 1.5 สถานที่ทำการศึกษา บริษัท เฟรช คอมเมิร์ซ จำกัด คลังสินค้าตลาดไทออนไลน์ 32/1036 หมู่ที่ 9 ซอย ตลาดไท ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี 12120 1.6ระยะเวลาในการศึกษา ระยะเวลาในการทำการศึกษาครั้งนี้ มีระยะเวลาทำการศึกษาประมาณ 4 เดือน คือตั้งแต่เดือน ธันวาคม ปี พ.ศ. 2566 ถึงเดือนมีนาคม ปี พ.ศ.2567
5 1.7 นิยามศัพท์เฉพาะ 1.7.1 คลังสินค้า (Warehouse) คือ สถานที่ที่ใช้สำหรับการวาง เก็บ หรือพักสินค้าเพื่อรอการกระจาย หรือการขนส่งเป็นพื้นที่ที่ได้วางแผนแล้วเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพการใช้สอยและเคลื่อนย้ายวัตถุดิบ 1.7.2 ห้องเย็น (Cold Room, Chilling Room, Cold Storage) คือ สถานที่ที่มีไว้เก็บรักษาอาหารให้อยู่ที่ อุณหภูมิต่ำ แต่ต้องไม่ต่ำถึงขั้นจุดเยือกแข็งของอาหารนั้น โดยทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ -18 องศาเซลเซียส แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับประเภทอาหารที่เก็บรักษาด้วย อุณหภูมิของห้องเย็นที่ใช้ก็จะต่างกันไป ส่วนใหญ่ห้อง เย็นจะถูกใช้สำหรับเก็บอาหารที่เน่าเสียง่าย เช่น เนื้อสัตว์ อาหารทะเล นม เนย ผัก ผลไม้ อาหารแปรรูป พร้อมรับประทาน 1.7.3 การจัดการคลังสินค้า (Warehouse Management) คือ การจัดการในการรับ การจัดเก็บ การจัดส่งสินค้าให้ผู้รับเพื่อกิจกรรมการขาย เป้าหมายหลักในการบริหาร ดำเนินธุรกิจ ในส่วนที่เกี่ยวข้อง กับคลังสินค้าก็เพื่อให้เกิดการดำเนินการเป็นระบบให้คุ้มกับการลงทุน การควบคุมคุณภาพของการเก็บ การหยิบสินค้า การป้องกัน ลดการสูญเสียจากการ ดำเนินงานเพื่อให้ต้นทุนการดำเนินงานต่ำที่สุด และ การใช้ประโยชน์เต็มที่จากพื้นที่ 1.7.4 บริการคลังสินค้าพร้อมจัดส่ง (Fulfillment) คือ บริการที่อำนวยความสะดวกและประหยัดเวลา เพื่อธุรกิจค้าขายออนไลน์โดยมีขั้นตอนการทำงาน3ขั้นตอน 1.การจัดเก็บสินค้า 2.การแพ็คสินค้า 3.การจัดส่งสินค้า โดยให้ผู้ใช้บริการทำการสั่งซื้อผ่านระบบคลังสินค้าออนไลน์ จากนั้นผู้ให้บริการจะทำ การหยิบสินค้าจากคลังของผู้ใช้บริการ และบรรจุสินค้าตามรายการในระบบและจัดส่งไปยังลูกค้า ปลายทางตามช่องทางต่างๆ 1.7.5 การพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Commerce) คือ การทำธุรกรรมซื้อขาย หรือแลกเปลี่ยนสินค้าและ บริการบนอินเทอร์เน็ต ที่ติดต่อกันระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย 1.7.6 การสื่อสารผ่านการมองเห็น (Visual Control) คือ เทคนิคที่ใช้ในการสื่อสารผ่านการมองเห็น โดย แสดงให้เห็นผลการปฏิบัติงาน เห็นความผิดปกติ หรือสื่อสารความหมายบางอย่างให้เห็นได้อย่างสะดวก ชัดเจนและเข้าใจได้ง่ายขึ้น Visual Control จึงอาจอยู่ในรูปสัญลักษณ์แผ่นป้ายสัญญาณไฟแถบสีรูปภาพ กราฟ ฯลฯ 1.7.7 การวิเคราะห์เอฟเอสเอ็น (FSN Analysis) คือ รายการสินค้าที่เคลื่อนไหวเร็ว (Fast Moving) รายการสินค้าที่เคลื่อนไหวช้า (Slow Moving) และรายการสินค้าที่เคลื่อนที่น้อย (Non Moving)
6 บทที่2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ในการศึกษาวิจัยเรื่องการเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการจัดเก็บสินค้า กรณีศึกษาบริษัท เฟรช คอมเมิร์ซ จำกัด ผู้วิจัยได้ศึกษาทฤษฎี เอกสารและงานวิจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมาทำการศึกษา เพื่อ สนับสนุนงานวิจัยประกอบไปด้วยหัวข้อต่างๆดังนี้ 2.1 การเพิ่มประสิทธิภาพ (Efficiency Increasement) 2.2 การจัดการคลังสินค้า (Warehouse Management) 2.3 การหยิบสินค้า (Picking) 2.4 การบรรจุภัณฑ์(Packing) 2.5 ทฤษฎีแผนผังก้างปลา (Fishbone Diagram) 2.6 การวิเคราะห์เอฟเอสเอ็น (FSN Analysis) 2.7 แผนภูมิการไหล (Flow Process Chart) 2.8 การควบคุมด้วยการมองเห็น (Visual Control) 2.9 ข้อมูลเกี่ยวกับบริษัท 2.10 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
7 2.1 การเพิ่มประสิทธิภาพ (Efficiency Increasement) องค์กรในปัจจุบันจำเป็นต้องมีการวัดคุณภาพของการทำงาน เช่น ผลการดำเนินงานยอดขาย การ ลดของเสียจากการผลิต การลดต้นทุน การมีกระบวนการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพการใช้พื้นที่ให้เกิด ประโยชน์สูงสุด เป็นตัน ดังนั้นในองค์กรจำเป็นต้องมีการเพิ่มประสิทธิภาพให้แก่พนักงานของในองค์กร เพื่อเป็นมาตรฐานของการปฏิบัติงานโดยมีเป้าหมายหรือข้อกำหนดเพื่อให้เกิดไปในทิศทางเดียวกันรวมถึง การทำงานให้รวดเร็วและมีคุณภาพดังนั้นจึงเรียกว่าการเพิ่มประสิทธิภาพของบริษัท วิโรจน์ พุทธวิถี (2553) กล่าวว่า การวัดประสิทธิภาพการจัดเก็บในคลังสินค้า ขั้นตอนการ ดำเนินงานถ้าจะทำให้ได้ผลอย่างมีประสิทธิภาพ จะต้องดำเนินงานให้ได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ ดังนั้น การเปรียบเทียบการดำเนินงานจะทำได้ จำเป็นต้องอาศัยการบันทึกผลในด้านต่าง ๆ จะต้องจัดทำและ วางระบบให้การวัดประสิทธิภาพการดำเนินงาน โดยมีแนวทางการ จัดทำตัวชี้วัดเพื่อเป็นแนวทางดังนี้ 1. ระดับการบริการ (Service level) เช่นความมีพร้อมของวัสดุ (Stock availability) เมื่อความ ต้องการ เวลานำการสั่ง สัดส่วนการจัดส่งตามกำหนด สัดส่วนความถูกต้องในการรับ และการส่ง จำนวนคำสั่งค้างส่ง (Order remaining at completed due date) และคำร้องเรียนของลูกค้า 2. ประสิทธิผลทางด้านต้นทุน (Cost effectiveness) เช่น อัตราการทำงานล่วงเวลาค่าใช้จ่าย บำรุงรักษาทรัพยากร อัตราความเสียหายของทรัพยากร ค่าวัสดุสิ้นเปลือง การซื้อบริการพิเศษ นอกเหนือจากแผนงาน 3. อัตราการใช้ทรัพยากร เช่นเนื้อที่อุปกรณ์จัดเก็บ อุปกรณ์ขนถ่าย แรงงานค่าขนถ่าย (Docks) ที่ต้องการให้มีอัตราการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงที่สุด จะสามารถช่วยให้ได้ ผลตอบแทนต่อเงินลงทุนจัดหาทรัพยากรเกิดขึ้นสูงที่สุด 4. ความปลอดภัย เป็นสิ่งสำคัญมากที่สุดโดยบันทึกผลเป็น จำนวนครั้งการเกิดอุบัติเหตุ มูลค่า ความเสียหาย ทั้งที่เกิดขึ้นกับพนักงานและทรัพยากรทั้งหมด 5. อัตราการหมุนเวียนของวัสดุ บ่งบอกถึงประสิทธิภาพในการดำเนินงานทั้งการจัดเก็บ การผลิต การขาย การสั่งซื้อ โดยการบริหารงานที่ดีจะมีต้องเกิดอัตราการหมุนเวียนสูงที่สุด
8 2.2 การจัดการคลังสินค้า (Warehouse Management) การจัดการคลังสินค้า หมายถึง กระบวนการประสมประสานทรัพยากรต่าง ๆ เพื่อให้การดำเนิน กิจการคลังสินค้าเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและบรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ของคลังสินค้าแต่ละ ประเภทที่กำหนดไว้ (คำนาย อภิปรัชญาสกุล, 2550) การจัดการคลังสินค้า (Warehouse Management) เป็นการจัดการในการรับ การจัดเก็บ หมายถึง การจัดส่งสินค้าให้ผู้รับเพื่อกิจกรรมการขาย เป้าหมายหลักในการบริหาร ดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้อง กับคลังสินค้าก็เพื่อให้เกิดการดำเนินการเป็นระบบให้คุ้มกับการลงทุน การควบคุมคุณภาพของการจัดเก็บ การหยิบสินค้า การป้องกัน และลดการสูญเสียจากการดำเนินงาน เพื่อให้ต้นทุนการดำเนินงานต่ำที่สุด และการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ได้อย่างเต็มที่ (บริษัท เอ็มโฟกัส จำกัด, 2554) การจัดการคลังสินค้า หมายถึง การจัดระเบียบด้านการเคลื่อนย้าย การจัดเก็บ การวางและการ รักษาสินค้าอย่างเป็นระบบ มีระเบียบแบบแผนเพื่อรักษาสินค้าให้อยู่ในสภาพที่ดีด้วยต้นทุนที่ต่ำ เพื่อช่วย ในการดำเนินงานและสร้างผลกำไรให้กับกิจการ การดำเนินงานในลักษณะนี้ เกิดจากการบริหาร ทรัพยากรทั้งหมดภายในคลังสินค้าให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานของคลังสินค้า ระบบการตรวจติดตามสถานะ (Tracking System) และการสื่อสารภายในคลังสินค้า (ชุมพล มณฑาทิพย์ กุล, 2553) ณัติที ว่องกิจเจริญ (2554) กล่าวไว้ว่า การจัดการคลังสินค้า คือ การจัดการเก็บรักษาหมายถึง การจัดการวางสินค้าอย่างมีระเบียบ และการดูแลสินค้าไว้ในพื้นที่เก็บรักษาของสิ่งอำนวยความสะดวก ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นคลังสินค้าโรงเก็บสินค้าหรือพื้นที่เก็บรักษากลางแจ้งก็ตาม ให้สินค้านั้นอยู่ในสภาพ พร้อมสำหรับการจัดส่งสินค้าออกไปเพื่อการจำหน่ายหรือการใช้ตามความมุ่งหมายของสินค้านั้น การเก็บ รักษาเริ่มต้นตั้งแต่การรับสินค้าเข้ามาจนไปถึงการจัดเตรียมสินค้าเพื่อการส่งออกไปจากคลังสินค้าการเก็บ รักษาเกี่ยวข้องกับการจัดผังบริเวณของการเก็บรักษาแบบต่าง ๆ ของสิ่งอำนวยความสะดวก แผนการเก็บ รักษาตำแหน่งจัดเก็บตลอดจนระเบียบปฏิบัติงานและการควบคุมบริหาร นับตั้งแต่สินค้านั้นได้เข้ามา จนกระทั่งสินค้านั้นได้ถูกจัดส่งออกไป
9 วัตถุประสงค์ของการจัดการคลังสินค้า (Object of Warehouse Management) 1. เพื่อให้เกิดการประหยัดในการขนส่ง 2. เพื่อให้เกิดการประหยัดในการผลิต 3. เพื่อต้องการลดการสั่งซื้อจำนวนมากหรือส่วนลดจากการสั่งซื้อล่วงหน้า 4. เพื่อเป็นแหล่งของวัตถุดิบลดระยะทางในการปฏิบัติการส่วนประกอบและชิ้นส่วนที่ใช้ผลิต 5. เพื่อสนับสนุนนโยบายการให้บริการลูกค้า 6. เพื่อให้สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงของสภาวะทางการตลาด เช่นความต้องการสินค้าที่ผัน ผวนความต้องการสินค้าแบบฤดูกาลหรือสภาวะการแข่งขันที่สูง 7. เพื่อลดเวลา (Lead Time) ของการสั่งซื้อสินค้า 8. เพื่อสนับสนุนระบบการผลิตแบบทันเวลาพอดี (JIT) ของผู้ขายปัจจัยการผลิตและลูกค้า 9. เพื่อให้สามารถขนส่งสินค้าได้หลายประเภทสินค้าที่เก็บในคลังสินค้าสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ 1.วัตถุดิบ (Material) ซึ่งอยูในรูปวัตถุดิบส่วนประกอบและชิ้นส่วนต่างๆ 2.สินค้าสำเร็จรูปหรือสินค้า จะนับรวมไปถึงงานระหว่างการผลิต ตลอดจนสินค้าที่ ต้องการทิ้งและวัสดุที่นำมาใช้ใหม่ หน้าที่หลักของคลังสินค้า (สมโรตม์ โกมลวนิช และอนันต์ ดีโรจนวงศ์, 2552) หน้าที่หลักของคลังสินค้า ประกอบด้วย การ รับ (Receive), การเก็บ (Put-away), การจ่าย (Pick), การส่งมอบ (Delivery) และการตรวจสอบยอดสิ้น งวด (Stock-count) ดังนี้ การรับ (Receive) การรับสินค้า เป็นขั้นตอนแรกของการดำเนินงานในคลังสินค้า การตรวจรับโดยปกติแล้ว จะตรวจ รับตามรายการในใบสั่งซื้อ (PO) ซึ่งตามปกติแล้ว พนักงานคลังสินค้าจะทำการตรวจสอบ สินค้าในเชิง ปริมาณ โดยการนับจำนวนว่าครบถ้วนหรือไม่ หรือตรวจสอบจากรายละเอียดบนฉลาก ที่ปิดหีบห่อ เท่านั้น ส่วนการตรวจสอบว่าวัตถุดิบมีคุณสมบัติเป็นไปตามที่หรือไม่ก็จะต้องอาศัยหน่วยงานอื่น เช่น แผนกควบคุมคุณภาพมาเก็บตัวอยางไปทดสอบส่วนสินค้านั้นก็จะกักบริเวณไว้ก่อน พร้อมมีป้ายชี้บ่งที่ ชัดเจนเพื่อให้ทุกคนในคลังเข้าใจว่าสินค้าดังกล่าวรอการตรวจสอบคุณภาพอยู่ห้ามทำการเคลื่อนย้ายหรือ การเบิกจ่ายเด็ดขาด
10 การเก็บ (Put-away) หลังจากเสร็จสินขั้นตอนการตรวจรับและตรวจสอบคุณภาพแล้ว ก็ต้องนำสินค้าที่รับเข้ามา ไป เก็บยังตำแหน่งจัดเก็บที่ถูกกาหนดไว้ล่วงหน้าแล้ว ในการเก็บมีข้อที่พึงระวังคือสินค้าที่ต้องมี การควบคุม การรับเข้าและการเบิกจ่ายให้เป็นไปตามลำดับไม่ว่าจะเป็นแบบเข้าก่อนออกก่อน (First In First Out: FIFO) หรือแบบเข้าหลังออกก่อน (Last In First Out: LIFO) จะต้องมีวิธีระบุตำแหน่งให้แน่นอน การหยิบสินค้าหรือการจ่ายสินค้า (Pick) การหยิบสินค้าเป็นการนำสินค้าออกจากคลังสินค้าตามใบสั่ง ทั้งนี้การหยิบสินค้าที่มี ประสิทธิภาพต้องใช้เวลาในการหยิบต่ำ (Picking time) และมีระยะเดินทางในการหยิบที่ต่ำ (Picking distance) จะต้องมีความผิดพลาดจากการหยิบที่ต่ำด้วย (Picking error) ตลอดจนไม่ทำให้สินค้าแตกหัก เสียหายในระยะขั้นตอนการหยิบสินค้าในการจ่ายสินค้ามีข้อที่พึงระวังคือความตั้งใจที่อยากจะใช้เป็น FIFO ก็มักจะกลายเป็น LIFO อยู่บ่อยๆเพราะว่าสินค้าที่มาถึงคลังก่อนมักจะถูกวางไว้ข้างล่าง แล้วสินค้า ที่มาถึงทีหลังที่มีพื้นที่วางจำกัดมักจะถูกวางซ้อนขึ้นไปพอจะหยิบก็มักหยิบเอาแบบง่ายเข้าว่าสินค้าที่มาถึง ก่อนจึงไม่ถูกนำมาใช้เนื่องจากพนักงานจะหยิบสินค้าที่ข้างบนทุกครั้ง การส่งมอบ (Delivery) สินค้าตามเอกสารใบเบิกจะถูกนำมาวางกองไว้ที่พื้นที่รอส่งของออก (Shipping area) พร้อม เอกสารใบส่งของเพื่อจัดส่ง ทั้งนี้การเคลื่อนย้ายสินค้าต้องคำนึงถึงลักษณะของสินค้าด้วยเพื่อ เลือกใช้ อุปกรณ์ในการขนย้ายให้เหมาะสม บางบริษัทอาจรวบงานจัดตารางการส่งมอบและการจัด เส้นทางไว้ใน งานคลังสินค้า บางบริษัทก็ให้ขึ้นก็อยู่กับแผนกขนส่ง แต่อย่างไรก็ตาม มีความจำเป็นต้องมีการจัดลำดับ สินค้าว่าให้สินค้าที่ส่งจุดสุดท้ายต้องถูกลำเลียงเข้าไปในรถก่อนส่วนสินค้าส่งจุดแรกวางไว้ท้ายกระบะ หลักการวางผังสินค้าที่สำคัญ การวางผังคลังสินค้า (Warehouse Layout) การจัดการคลังสินค้ามีความสำคัญ อย่างยิ่งในธุรกิจ โดยหน้าที่ของคลังสินค้าประกอบด้วยการเคลื่อนย้ายการจัดเก็บการรวบรวมและการกระจาย สินค้าดังนั้น การจัดพื้นที่คลังสินค้าเป็นเครื่องมือหนึ่งที่สามารถทำให้การดำเนินกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้เกิดความสะดวก ในการดำเนินกิจกรรมทำให้การทำงานต่างๆภายในคลังสินค้าเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นส่วนช่วย เพื่อให้เกิดการลดต้นทุนในกระบวนการทำงาน
11 การวางผังคลังสินค้า (Warehouse Layout) การวางผังของคลังสินค้าหรือวัสดุโดยทั่วไปมักจะต้องการให้สินค้ามีลักษณะการเคลื่อนที่เป็น เส้นตรง, ระยะทางการเคลื่อนที่ทั้งของพนักงานและสินค้าต้องสั้นกะทัดรัดเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์นี้ ช่องทางเดินควรจะแคบที่สุดเท่าที่ทำได้และไม่ควรเป็นทางตัน (Smith,1989) โดยทั่วไปการวางผังมักจะมี แนวคิดที่ผิดเกี่ยวกับการออกแบบผังให้มีความยืดหยุ่นสามารถเปลี่ยนแปลงการจัดเก็บได้ตามเหตุการณ์ (Flexibility)ไม่มีการกำหนดเส้นแบ่งช่องทางเดิน-ส่วนจัดเก็บเพราะมีเหตุผลว่าชนิดและปริมาณสินค้าที่ จัดเก็บมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอซึ่งในการออกแบบถ้าพิจารณาเฉพาะเพียงความยืดหยุ่นเพียงอย่างเดียว จะทำให้กิจกรรมอื่นๆ เช่นการขนย้าย (Handling) และการจัดเก็บรักษา (Storage) ขาดประสิทธิภาพ ดังนั้นในการวางผังควรพิจารณาทั้งปัจจัยความสามารถ ยืดหยุ่นได้ปริมาณสินค้าที่สามารถจัดเก็บได้ แน่นอนและความหนักเบาในการจัดเก็บ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ ควรได้รับคำนวณและบันทึกอย่าปล่อยให้ “ความยืดหยุ่นได้” เป็นคำเดียวกับ “ความสูญเสีย”(Jenkins,1968) หลักการวางผังคลังสินค้ามีดังนี้คือ 1) พยายามให้เส้นทางการทำงานี้เป็นเส้นตรงผ่านได้ตลอด ซึ่งมีข้อดีคือง่ายต่อการวางผังและ สินค้าต่างเคลื่อนที่ไปในทิศทางเดียวทำให้ง่ายต่อระบบขนถ่ายสินค้าและเป็นรูปแบบที่ใช้โดยทั่วไป 2) ให้มีความยืดหยุ่นพอสมควรไม่มากจนเกินไปจนการดำเนินงานไม่มีประสิทธิภาพ หรืออีกนัย หนึ่งให้มีความยืดหยุนโดยเสียค่าใช้จ่ายต่ำ 3) การกำหนดจุดรับจุดส่งสินค้าที่เหมาะสมซึ่งอาจใช้เป็นจุดเดียวกันได้แต่ควรเลือกจุดที่ทำให้ เกิดการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพสูงสุด
12 ภาพที่ 2.1 แสดงการวางผังคลังสินค้ามีการเคลื่อนที่แนวเส้นตรง (Smith,1989) ภาพที่ 2.2 แสดงการวางผังคลังสินค้ามีการเคลื่อนที่แนวเส้นตรง (Bowersox and Closs, 1989) เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของผังสินค้า โดยจุดรับและจัดส่งใช้พื้นที่บริเวณเดียวกันซึ่งมีข้อดีในการลด อัตราค่าบริการของพาหนะที่รอบริเวณท่ารับ-ส่งสินค้าและการขาดสินค้า หรือส่งสินค้าให้ลูกค้าช้ากว่า กำหนด มีปริมาณน้อยกว่าและที่สำคัญคือ สามารถจัดส่งสินค้าออกไป ได้ในทันทีที่รับสินค้าหรือพัสดุเข้า มาโดยไม่ผ่านการจัดเก็บก่อนซึ่งวิธีนี้เรียกว่า“ครอสดองกิ้ง” (crossdocking) (Mulcathy, 1994)
13 ภาพที่ 2.3 แสดงการวางผังคลังให้จุดรับละจัดส่งใช้พื้นที่บริเวณเดียวกัน (Smith, 1989) การวางผังคลังสินค้าคือการวางแผนในการจัดตั้งคลังสินค้าให้เครื่องมืออุปกรณ์เหมาะสม กับ หน้าที่ในแต่ละงานรวมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกในคลังสินค้าเพื่อให้กระบวนการทำงานเป็นไปอย่าง ราบรื่นปลอดภัยและรวดเร็วโดยให้ระยะทางและระยะเวลาในการเคลื่อนย้ายสั้นที่สุดและเสียค่าใช้จ่ายต่ำ ที่สุด (เหรียญบุญดีสกุลโชค,2552;อรุณบริรักษ์,2547) วัตถุประสงค์ในการวางผังคลังสินค้า 1) ใช้พื้นที่ในคลังสินค้าให้เกิดประโยชน์สูงสุด 2) ให้การไหลของสินค้าจากพื้นที่รับสินค้าไปยังพื้นที่จัดเก็บและจากพื้นที่จัดเก็บไปประกอบ บรรจุหีบห่อและไปยังพื้นที่จัดส่งไดอ้ย่างมีประสิทธิภาพคือระยะเวลาในการเคลื่อนที่ของทั้ง พนักงานและสินค้าสั้นที่สุด 3) ให้ความสามารถเข้าถึงสินค้าแต่ละรายการมีประสิทธิภาพสามารถหยิบสินค้าได้สะดวกที่สุด 4) ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการต่ำที่สุด 5) เพิ่มผลผลิตในการทำงานหลักๆของพนักงานในคลังสินค้า การรับสินค้าการเคลื่อนย้าย การ จัดเก็บ การหยิบสินค้าการบรรจุหีบห่อการเตรียมจัดส่งการจัดส่งและการรับคืนสินค้า 6) ดำรงไว้ซึ่งปรัชญาและทิศทางขององค์กร 7) ป้องกันสินค้าคงคลังและอุปกรณ์ขนย้ายจากการเสียหายการลักขโมยและสิ่งรบกวน 8) เตรียมพร้อมสำหรับการขยายคลังสินค้า
14 9) จัดสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยในการทำงาน 10) ทำให้มั่นใจได้ว่าการปฏิบัติงานเป็นที่น่าพอใจของลูกค้า 2.3 การหยิบสินค้า (Picking) หลังจากจัดเก็บสินค้าไปช่วงเวลาหนึ่งแล้วเมื่อมีคำสั่งซื้อของลูกค้าจึงต้องมีการหยิบหรือ เคลื่อนย้ายสินค้าออกจากพื้นที่จัดเก็บเพื่อมาจัดเรียงและจัดเตรียมก่อนที่จะส่งมอบให้แก่ลูกค้าหรือ ผู้บริโภคต่อไปการหยิบสินค้า (Picking) นั้นจะแบ่งออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ ดังต่อไปนี้ 2.3.1 วิธีการหยิบสินค้า (Piece Picking) เป็นการหยิบสินค้าแบบรายชิ้นตามรายละเอียดใบสั่งซื้อของลูกค้าซึ่งจะมีวิธีการหยิบสินค้า 4 แบบหลักๆ ดังต่อไปนี้ 1.) การหยิบสินค้าตามใบสั่งซื้อ (Single Order Picking) เป็นการหยิบสินค้าที่ง่ายที่สุดโดย จะ หยิบตามใบสั่งซื้อหรือคำสั่งซื้อของลูกค้าทีละคำสั่งจนครบทุกคำสั่งซื้อโดยมีการ กำหนดพื้นที่ในการ จัดเก็บสินค้าแต่ละชนิดที่แน่นอนและชัดเจน และนำสินค้าที่มีการเคลื่อนย้ายบ่อยๆ มาวางไว้ในบริเวณที่ ใกล้กับทางเดินเพื่อความสะดวกรวดเร็วในการหยิบสินค้า 2.) การหยิบสินค้าพร้อมๆ กันหลายคำสั่งซื้อ (Batch Picking) เป็นการหยิบสินค้าตามใบสั่งซื้อ หรือคำสั่งพร้อมกันครั้งละหลายคำสั่งซื้อ โดยทาการหยิบสินค้าในรายการที่เหมือนกัน พร้อมๆ กันในคราว เดียวเพื่อช่วยลดระยะเวลาในการเดินหยิบสินค้าให้น้อยลง 3.) การหยิบสินค้าตามโซนพื้นที่วางสินค้า (Zone Picking) เป็นการหยิบสินค้าโดยให้พนักงาน หยิบสินค้าที่อยู่ประจำพื้นที่จัดเก็บสินค้าในแต่ละจุด ทำการหยิบสินค้าของแต่ละคำสั่งซื้อเฉพาะที่อยู่ใน บริเวณพื้นที่ ที่รับผิดชอบของตนเอง แล้วจึงนำมารวมกันเพื่อคัดแยกตามคำสั่งซื้อและเตรียมสำหรับการ จัดส่งต่อไป 4.) หยิบตามความพอใจของพนักงาน (Wave Picking) การหยิบสินค้าวิธีนี้จะแตกต่างจากวิธีอื่น ข้างต้น โดยพนักงานจะสามารถหยิบสินค้าได้หลายรายการพร้อมกันหลายคำสั่งซื้อหรือแยกตามคำสั่งซื้อ ซึ่งจะหยิบแบบไหนก็ได้ จึงช่วยลดจำนวนรอบของการหยิบสินค้า และทำให้สามารถทำงานได้อย่ารวดเร็ว มากขึ้น
15 2.3.2 การหยิบสินค้าแบบกล่อง (Case Picking) เป็นการหยิบสินค้าแบบเป็นกล่อง โดยไม่มีการแกะกล่องออกเพื่อหยิบสินค้าที่อยู่ภายในออกมา ดังนั้นจึงเหมาะกับสินค้าที่ไม่มีความหลากหลายและมีจำนวน SKU น้อยกว่าการหยิบสินค้าแบบรายชิ้น (Piece Picking) โดยการหยิบสินค้าแบบนี้ส่วนใหญ่จะเป็นการหยิบแบบธรรมดา (Basic Case-Picking) มากกว่าเพราะต้องหยิบสินค้าทีละกล่องทำให้ไม่สามารถหยิบสินค้าพร้อมกัน ได้หลายคำสั่งซื้อในเวลา เดียวกัน ทำให้วิธีการหยิบสินค้าพร้อมๆกัน หลายคำสั่งซื้อ (Batch Picking) สำหรับการหยิบสินค้าแบบนี้ ไม่เป็นที่นิยมมากนักเช่นเดียวกันกับวิธีการหยิบสินค้าตามโซนพื้นที่วางสินค้า (Zone Picking) และหยิบ ตามความพอใจของพนักงาน (Wave Picking) ด้วยเหตุผลเดียวกันตามที่กล่าวมา 2.3.3 การหยิบสินค้าเป็นพาเลท (Pallet Picking) การหยิบสินค้าแบบนี้จะรู้จักกันอีกชื่อหนึ่งว่า “Unit-Load Picking” ซึ่งเป็นการหยิบสินค้าเป็น พาเลตโดยแต่ละพาเลตจะมีสินค้าบรรจุอยู่ในกล่องจำนวนมากกว่า 1 กล่องขึ้นไปตามขนาดของสินค้าที่ บรรจุอยู่ภายในและบรรจุไว้จนเต็มพาเลต วิธีนี้จะง่ายกว่าการหยิบสินค้า 2 วิธีแรกข้างต้น ซึ่งส่วนใหญ่จะ เป็นการหยิบสินค้าเนื่องจากพาเลตที่บรรจุสินค้าจนเต็มพาเลตนั้นจะมีขนาดใหญ่และส่วนใหญ่จะ เคลื่อนย้ายได้ครั้งละ 1-2 พาเลตเท่านั้น โดยอาจจะเป็นการย้ายสินค้าออกจากพื้นที่จัดเก็บมาไว้ที่บริเวณ จัดเตรียมสินค้าหรืออาจจะเคลื่อนย้ายเข้าสู่ตู้คอนเทนเนอร์โดยตรงเลยก็ได้นอกจากวิธีดังกล่าวข้างต้นแล้ว การหยิบสินค้าแต่ละวิธียังแบ่งออกได้เป็น 2 กรณีดังนี้ 1) สินค้าที่เข้ามาก่อน จ่ายออกก่อน (First In First Out: FIFO) เป็นการหยิบสินค้า โดยหยิบ สินค้าหรือวัตถุดิบที่มีการรับเข้ามาในคลังสินค้าออกมาใช้งานหรือส่งมอบก่อน และสินค้าใดที่เข้ามาทีหลัง ก็จะหยิบออกมาเป็นลำดับท้ายๆ ทั้งนี้เพื่อไม่ให้เกิดกรณีที่สินค้า หรือวัตถุดิบหมดอายุ หรือเสื่อมสภาพจน ไม่สามารถใช้งานได้ 2) สินค้าที่เข้ามาทีหลัง จ่ายออกก่อน (Last In First Out: LIFO) เป็นการหยิบสินค้าโดยสินค้าที่ รับเข้ามาเป็นลำดับสุดท้ายจะถูกนำออกมาก่อนเป็นลำดับแรก และเป็นการหยิบสินค้าที่เข้ามาก่อนจะถูก หยิบออกมาเป็นลำดับสุดท้าย ซึ่งตัวอย่างสำหรับกรณีนี้คือ การหยิบสินค้า ลงจากรถขนส่ง ซึ่ง สินค้าที่ หยิบลงมาก่อนนั้นจะถูกบรรจุเข้าไปเป็นลำดับสุดท้าย เพราะเวลาโหลดสินค้า ขึ้นรถหรือตู้คอนเทนเนอร์ นั้น สินค้าที่หยิบมาก่อนเป็นลำดับ แรกจะถูกจัดวางในบริเวณในสุดเพื่อความสะดวกในการบรรจุสินค้า ลำดับถัดไปและเพื่อให้สามารถใช้พื้นที่ได้คุ้มค่ามากที่สุดนั้นเอง
16 อย่างไรก็ตามการหยิบสินค้าที่มีประสิทธิภาพนั้นควรใช้เวลาและระยะทางที่สั้นในการหยิบสินค้า รวมทั้งความผิดพลาดจากการหยิบสินค้าก็ควรจะต่ำที่สุดและไม่ทำให้สินค้าได้รับความเสียหาย ในระหว่าง ที่หยิบสินค้าด้วยโดยการหยิบสินค้าต้องเริ่มที่จุดเริ่มต้น (Depot) ไปทางซ้ายสุดที่มีสินค้า ที่ต้องการ จากนั้น ทำการหยิบสินค้า จนครบทุกรายการตามใบสั่งซื้อหรือใบแสดงรายการสินค้าที่ต้องหยิบ (Picking List) โดยคานึงถึงระยะทางที่สั้นที่สุดเสมอหลัง จากนั้น จะกลับมาที่จุดเริ่มต้นอีกครั้ง จึงจบการทางานใน รอบนั้น ๆ (พงษ์ชัย อธิคมรัตนกุล,2554) 2.4 การบรรจุภัณฑ์ (Packing) การบรรจุภัณฑ์หรือ Packaging มีความสัมพันธ์และเกี่ยวข้องกับทางโลจิสติกส์ ในลักษณะเป็น กลไกที่สำคัญทำให้ระบบโลจิสติกส์มีการขับเคลื่อนไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยหน้าที่หลักของการบรรจุ ภัณฑ์นั้นคือ เพื่อสามารถเก็บรักษาสินค้าให้คงสภาพเดิม และสามารถจัดเรียงสินค้าให้อยู่ในพื้นที่ที่จำกัด ได้ให้มีปริมาตรการใช้พื้นที่ให้มีประสิทธิภาพสูงที่สุด ซึ่งจะส่งผลต่อด้านต้นทุนโลจิสติกส์ โดยถ้ามีการ ออกแบบที่ดีเพื่อทำหน้าที่ป้องกันสินค้าที่บรรจุอยู่ภายในไม่ให้รับความเสียหาย หรือกระทั้งเกิดในขณะที่ ทำการเคลื่อนย้ายสินค้า และสามารถทำให้จัดเก็บสินค้าโดยใช้พื้นที่ได้อย่างเกิดประโยชน์สูงสุด และ เพื่อให้การส่งสินค้าในส่วนต่างๆ ทางโลจิสติกเพื่อไปยังปลายทาง ในสภาพที่ปลอดภัยที่สุด โดยมีต้นทุน การส่งมอบ (Delivery Cost) ที่ต่ำ การบรรจุภัณฑ์นั้นมีได้หลายประเภทเช่น ภาชนะ กล่อง ลั่ง หีบ ห่อ พาเลท เป็นต้น หรือสิ่งใด ๆ ที่ที่ทำหน้าที่เพื่อการบรรจุภัณฑ์ และเป็นส่วนที่สำคัญมาก ต่อระบบโลจิ สติกส์ ซึ่งถือว่าเป็นเครื่องมือในการกระจายสินค้า (Distribution) ไปสู่ปลายทางหรือ ลูกค้าได้อย่างมี ประสิทธิภาพ 2.5 ทฤษฎีแผนผังก้างปลา (Fishbone Diagram) แผนผังก้างปลา (Fish bone diagram) หรือเรียกเป็นทางการว่า แผนผังสาเหตุและผล (Cause and effect diagram) เป็นแผนผังที่แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างปัญหา (Problem) กับสาเหตุทั้งหมดที่ เป็นไปได้ที่อาจก่อให้เกิดปัญหา (Possible cause) โดยแผนภูมิมีลักษณะคล้ายปลาที่มีแต่ก้างบางครั้งถูก เรียกว่า Ishikawa diagram ตามชื่อของ Dr. Kaoru Ishikawa ผู้เริ่มนาผังนี้มาใช้ในปี ค.ศ. 1953 โดย แผนผังก้างปลาจะมีการใช้กันเมือต้องการค้นหาสาเหตุแห่งปัญหาซึ่งสิ่งสำคัญในการสร้างแผนผังก้างปลา
17 คือการระดมความความคิดร่วมกันทำเป็นกลุ่ม เพื่อค้นหาปัญหาภายในหน่วยงานนั้นๆ ทำให้เราสามารถรู้ กระบวนการ การทำงานของแผนกอื่นได้ง่ายขึ้น การสร้างแผนผังสาเหตุและผลหรือผังก้างปลาประกอบด้วย 6 ขั้นตอน 1.กำหนดประโยคปัญหาที่หัวปลา 2.กำหนดกลุ่มปัจจัยที่จะทำให้เกิดปัญหานั้นๆ 3.ระดมสมองเพื่อหาสาเหตุในแต่ละปัจจัย 4.หาสาเหตุหลักของปัญหา 5.จัดลำดับความสำคัญของสาเหตุ 6. ใช้แนวทางการปรับปรุงที่จำเป็น ภาพที่2.4 โครงสร้างแผนผังก้างปลา (Fishbone Diagram) ที่มา:(ทรงศักย์ อยู่นาน, 2560) การกำหนดปัจจัยบนก้างปลาสามารถที่จะกำหนดกลุ่มปัจจัยอะไรก็ได้แต่ต้องมั่นใจว่าปัจจัยที่เรา กำหนดไว้เป็นนั้น สามารถที่จะแยกแยะและกำหนดสาเหตุต่าง ๆ ได้อย่างเป็นเหตุเป็นผล โดยส่วนมาก มักจะใช้หลักการ 4M 1E เป็นกลุ่มปัจจัย (Factors) เพื่อจะนำไปสู่การแยกแยะสาเหตุต่าง ๆ ซึ่ง 4M 1E นี้มาจาก
18 M - Man คนงาน หรือพนักงาน หรือบุคลากร M - Machine เครื่องจักร หรืออุปกรณ์อำนวยความสะดวก M - Material วัตถุดิบหรืออะไหล่ อุปกรณ์อื่น ๆ ที่ใช้ในกระบวนการ M - Method กระบวนการทำงาน E - Environment อากาศ สถานที่ความสว่างและบรรยากาศการทำงาน ภาพที่ 2.5 การกำหนดปัจจัยโครงสร้างแผนผังก้างปลา (Fishbone Diagram) ที่มา:(ทรงศักย์ อยู่นาน, 2560) 2.6 การวิเคราะห์เอฟเอสเอ็น (FSN Analysis) การจัดกลุ่มตามอัตราการใช้งานหรือ FSN ย่อมาจากรายการสินค้าที่เคลื่อนไหวเร็ว (Fast Moving) รายการสินค้าที่เคลื่อนไหวช้า (Slow Moving) และรายการสินค้าที่ไม่เคลื่อนไหว (Non Moving) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพิจารณาปริมาณอัตราการใช้งานหรือความถี่ในการใช้งาน เพื่อเป็น แนวทางในการออกแบบผังการจัดเก็บสินค้าให้เกิดการปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพ และให้มีการจัดวาง สินค้าที่เหมาะสมสะดวกต่อการจัดเก็บการหยิบสินค้าเพื่อใช้งาน รวมถึงวางแผนการจัดซื้อได้อย่าง เหมาะสม ดังนั้นรายการที่มีความถี่ในการใช้งานบ่อยจะต้องถูกเก็บไว้ใกล้กับทางออกของคลังสินค้า รายการที่มีความถี่ในการใช้งานน้อยและรายการที่ไม่มีการใช้งานสามารถเก็บไว้ในที่ห่างไกลได้ โดยจะต้อง มีการตรวจสอบเป็นระยะเพื่อป้องกันการหมดอายุและล้าสมัยของสินค้าสามารถพิจารณาการจำแนกกลุ่ม สินค้าได้ดังนี้ (Melanie,2018)
19 1.อัตราการใช้งาน (Consumption rate) = ปริมานการใช้งานต่อปี จำนวนวันทำการ 2. ค่าเฉลี่ยสินค้าคงคลัง (Average stay) = จำนวนสินค้าจัดเก็บสะสม จำนวนซื้อสินค้าระหว่างงวด+จำนวนสินค้าคงเหลือต้นงวด ภาพที่ 2.6 การวิเคราะห์จัดแบ่งวัสดุตามความถี่ในการใช้การวิเคราะห์เอฟเอสเอ็น (FSN analysis) ที่มา: เกียรติพงษ์ อุดมธนะธีระ (2561) 2.6.1 การวิเคราะห์เอฟเอสเอ็น (FSN analysis) เป็นการคัดแยกวัสดุตามความถี่ในการใช้งาน ในส่วน ระยะเวลาของความถี่นั้นจะมีความแตกต่างกัน ตามนโยบายหรือแนวคิดของแต่ละบริษัท การได้มาซึ่ง อัตราความถี่นั้นบางครั้งอาจจะต้องอาศัยการจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ จากคลังสินค้าเป็นผู้เก็บข้อมูล แล้วนำมาหาค่าเฉลี่ยเพื่อกำหนดความถี่มีเกณฑ์พิจารณาตามภาพที่ 2.6 2.6.1.1 F (Fast Moving) วัสดุที่มีการหมุนเวียนเร็ว วัสดุที่มีความต้องการใช้งานถี่ มีการเรียกใช้ งานบ่อย อาจกำหนดเวลาหมุนเวียนสูงสุดเป็น Y รอบ/เดือนหากมีระยะเวลารอบหมุนเวียนมี มากกว่า Yก็จะจัดอยู่ในวัสดุกลุ่มที่มีการใช้งานถี่มีการหมุนเวียนที่มาก 2.6.1.2 S (Slow Moving) วัสดุที่มีการหมุนเวียนช้า วัสดุที่มีความต้องการใช้งานต่อรอบใน ช่วงเวลาไม่มากนัก มีค่าที่อยู่ในระหว่างระยะเวลารอบหมุนเวียนขั้นต่ำ X รอบ/เดือน แต่ยังไม่ เกินระยะเวลารอบหมุนเวียนสูงสุดที่กำหนดY/รอบเดือน
20 2.6.1.3 N (Non Moving) วัสดุที่ไม่มีการหมุนเวียน วัสดุที่มีความต้องการใช้งานน้อยมาก บางครั้งอาจแทบไม่ได้มีการนำมาใช้เลย ทำให้วัสดุในกลุ่มนี้แทบจะไม่มีการหมุนเวียนเลย ใช้ ช่วงเวลาที่เก็บนานทำให้มีอัตราการหมุนเวียนรอบต่อเดือนน้อยกำหนดเวลาหมุนเวียนต่ำกว่าX รอบ/เดือน การวิเคราะห์จัดแบ่งวัสดุตามความถี่ในการใช้ นั้นในส่วนของค่า X และ Y นั้นจะมีความแตกต่าง กันในแต่ละบริษัท การได้มาซึ่งความถี่นั้นต้องอาศัยการจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบแล้วนำมาหาค่าเฉลี่ย เพื่อกำหนดความถี่ทางสถิติข้อมูลนี้ทางฝ่ายคลังสินค้าควรเป็นผู้เก็บข้อมูลและเป็นฝ่ายกำหนดควรมีการ การปรับระดับความสำคัญอยู่เสมอเพราะในระยะเวลาที่เปลี่ยนไปการตลาดที่ทำให้ความต้องการในการ ผลิตอาจเปลี่ยนแปลงทำให้ความสำคัญของวัสดุก็เปลี่ยนไปด้วยการแบ่งแบบนี้โรงงานที่มีการผลิตหลาย แบบอาจจะยากมากเพราะต้องพิจารณาในระดับการผลิต 2.7 แผนภูมิการไหล (Flow Process Chart) จันทร์ศิริ สิงห์เถื่อน (2551) ได้กล่าวว่า แผนภูมิกระบวนการเป็นเครื่องมือในการบันทึกข้อมูล อย่างละเอียดประกอบไปด้วยสัญลักษณ์คำบรรยายและลายเส้นที่บ่งบอกถึงรายละเอียด ของขั้นตอนใน กระบวนการผลิต ช่วยให้สามารถมองเห็นภาพของกระบวนการผลิตได้ชัดเจน ตั้งแต่ต้นจนจบเพื่อนำไปสู่ การการพัฒนาและปรับปรุงกระบวนการทำงานให้ดีขึ้น โดยแผนภูมิแต่ละใบจะถูกออกแบบมาเพื่อ วัตถุประสงค์ในการใช้งานแตกต่างกัน เช่น แผนภูมิการประกอบ แผนภูมิผลิตภัณฑ์พหุคูณ แผนภูมิการ เดินทาง แผนภูมิกระบวนการทำงานแผนภูมิกระบวนการไหลเป็นต้นซึ่งแผนภูมิที่นำมาใช้ในการ ดำเนินงานมี3แผนภูมิดังต่อไปนี้ 2.7.1 แผนภูมิกระบวนผลิต (Production Process Charts) 2.7.2 แผนภูมิกระบวนการไหล (Flow Process Charts) 2.7.3 แผนภาพการไหล (Flow Diagram) 2.7.1 แผนภูมิกระบวนผลิต (Production Process Charts) เป็นแผนภูมิที่ใช้แสดงขั้นตอนในการผลิตโดยเริ่ม ตั้งแต่การเตรียมวัตถุดิบเข้ามาในกระบวนการ จนเสร็จสิ้นเป็นผลิตภัณฑ์หรือชิ้นส่วนประกอบ ซึ่งการบันทึกขั้นตอนในการปฏิบัติงานต่าง ๆ ต้อง ดำเนินการบนวัตถุดิบนั้น เช่น การขนส่ง การตรวจสอบการทำงานบนเครื่องจักร เป็นต้น อาจเป็นขั้นตอน
21 การผลิตของสินค้าชนิดเดียวภายในแผนกหนึ่ง หรือของสินค้าหลายชนิดในแผนกต่าง ๆ พร้อมกันก็ได้ โดย ขั้นตอนกระบวนการผลิตดังกล่าวจะแสดงในรูปแบบของ Flow chartที่ใช้กล่องข้อความที่ระบุคำบรรยาย ภายในกล่องหรืออาจจะแสดงเป็นแผนภาพก็ได้ 2.7.2 แผนภูมิกระบวนการไหล (Flow Process Charts) แผนภูมิกระบวนการไหลเป็นแผนภูมิที่นำมาใช้เพื่อทำการวิเคราะห์ขั้นตอนการไหล (Flow) ของ วัตถุดิบ ชิ้นส่วน พนักงานและอุปกรณ์ ที่เคลื่อนไปในกระบวนการพร้อมกับกิจกรรม ต่าง ๆ โดยใช้ สัญลักษณ์มาตรฐาน 5 สัญลักษณ์ ที่ถูกกำหนดโดยสมาคมวิศวกรรมเครื่องกลของอเมริกา (ASME: The American Society of Mechanical Engineers) โดยแบ่งกิจกรรม ในวิธีการทำงานออกเป็น 5 กลุ่ม ใหญ่ๆ การวิเคราะห์แผนภูมิกระบวนการไหล ควรมีการวิเคราะห์เส้นทางการเคลื่อนย้าย ลงในแผนภาพ การไหล (Flow Diagram ) ด้วย เพราะการใช้ทั้งสองแผนภูมิควบคู่กันไป จะทำให้เห็นภาพในกระบวนการ ผลิตที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ภาพที่ 2.7 สัญลักษณ์การเขียนแผนภูมิการไหลของกระบวนการผลิต
22 2.7.3 แผนภาพการไหล (Flow Diagram) พงศ์เทพ งามทวีรัตน์ (2558) แผนภาพการไหลเป็นการนำมาใช้แสดงการเคลื่อนย้าย ของงาน และคนงานในระหว่างปฏิบัติงาน ซึ่งการสร้างแผนภาพการไหลสามารถทำได้โดยใช้แผนผัง ที่ตรงตาม มาตราส่วนของโรงงานหรือสถานที่จริง มีการระบุทุก ๆ ตำแหน่งของกิจกรรม แสดงเส้นทาง และทิศ ทางการเคลื่อนที่ของวัสดุและและกิจกรรมต่าง ๆ ในระหว่างปฏิบัติงาน ซึ่งแผนภาพการไหล ส่วนใหญ่มัก ใช้ร่วมกับแผนภูมิกระบวนการไหลเพื่อตรวจสอบและศึกษาเส้นทางการเคลื่อนที่ ของงานที่ทำให้การ ทำงานล่าช้า เช่น จุดวิกฤติหรือจุดคอขวด (Bottleneck) โดยจะนำไปสู่ การปรับปรุงวิธีการทำงาน ปรับปรุงอุปกรณ์ในการเคลื่อนย้าย รวมถึงพัฒนาและออกแบบผังโรงงาน ภาพที่ 2.8 การทำแผนภูมิกระบวนการไหลของกระบวนการผลิต (Flow process chart) การสร้างแผนภูมิการไหลของกระบวนการผลิตผู้สร้างจะต้องบันทึกกิจกรรมลงไปในแบบ ฟอร์มอย่างละเอียดและตามกิจกรรมก่อนหลังตั้งแต่ต้นจนเสร็จสิ้นกิจกรรม (วสันต์ พุกผาสุก,2549)
23 2.8 การควบคุมด้วยการมองเห็น (Visual Control) Visual Control : การควบคุมด้วยการมองเห็น เป็นระบบการควบคุมการทำงานให้พนักงานทุก คนสามารถ เข้าใจขั้นตอนการทำงาน เป้าหมาย ผลลัพธ์การทำงานได้ง่ายและชัดเจนรวมถึงเห็นการ ผิดปกติต่างๆ และแก้ไข้ได้อย่างรวดเร็ว โดยใช้บอร์ด ป้าย สัญลักษณ์สีและอื่นๆ เพื่อสื่อสารให้พนักงาน ทราบถึงข้อมูลข่าวสารที่สำคัญของสถานที่ทำงาน ซึ่งจำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจหลักการของ Visual Control ในทิศทางเดียวกันเพื่อให้เกิดประโยชน์ในการประยุกต์ใช้อย่างมีประสิทธิภาพในองค์กร Visual Control เป็นเทคนิคการสื่อสารผ่านการมองเห็นที่อยู่รอบ ๆ ตัวเราและเห็นกัน อยู่ใน ชีวิตประจำวันทุก ๆ วันอยู่แล้ว เนื่องจากเป็นเทคนิคง่ายๆ แต่มีประสิทธิภาพสูงในการ สื่อสาร เราจึง สามารถมองหา Visual Control ได้ในเกือบทุกสถานที่ เช่น ตามท้องถนน ใน โรงเรียน โรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้า สถานที่ท่องเที่ยวต่างๆในบริษัทหรือโรงงานต่าง ๆ สถานที่ราชการต่างฯเพียงแต่เราอาจ ไม่ได้สังเกต หรือไม่ได้ให้ความสำคัญเท่าที่ควรในการนำมาขยายผลและประยุกต์ใช้เพิ่มเติมเพื่อให้เกิด ประโยชน์ในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นงานใน ภาคบริการหรืองานผลิตก็มีความจำเป็นในการที่จะจัดช่อง ทางการสื่อสารที่ผู้ปฏิบัติงานมีความ เข้าใจได้โดยง่ายโดยเฉพาะอย่างยิ่งในงานที่มีโอกาสผิดพลาดและ ส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุหรือ ความเสียหายมาก เทคนิค Visual Control จึงเป็นเทคนิคพื้นฐานในการเพิ่ม Productivity ที่สามารถช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพ มีคุณภาพและมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น 2.8.1 Visual Management หลักการ Visual Management จึงเป็นเครื่องมือสนับสนุนการบริหารด้วยการแสดง สารสนเทศต่าง ๆ ที่ เกี่ยวข้อง เช่น รายละเอียดของงาน สภาพพื้นที่การทำงาน (Work Area Environment) และประเภท เครื่องจักร/วัสดุที่ใช้ เพื่อให้การดำเนินกิจกรรมการผลิตไปอย่าง ต่อเนื่องและเกิดความปลอดภัยในขณะ ทำงานสาหรับหลักการ Visual Management สามารถจำแนกได้เป็น 1. Visual Display เป็นการแสดงสารสนเทศเพื่อให้พนักงานในฝ่ายงานหรือผู้ปัฏบิตังานในพื้นที่ ได้รับทราบ โดยมีการนำเสนอในรูปของแผนภูมิและกราฟ ดังเช่น การใช้กราฟ/แผนภูมิเพื่อแสดง ยอดขายรายเดือน (Monthly Revenues) การแสดงข้อมูลผลการปฏิบัติงาน 2. Visual Control หรือการควบคุมด้วยการมองเห็น เป็นวิธีควบคุมบริหารเพื่อใช้เป็น แนวทาง ปฏิบัติงานและควบคุมให้การทำงานเป็นไปอย่างถูกต้อง 24 จากระบบการจัดการของการควบคุมด้วยการ
24 มองเห็นยังช่วยให้พนักงานสามารถประเมิน ปัญหาและค้นหาแนวทางแก้ไขได้อย่างรวดเร็วดังนั้นจึงมักถูก ใช้ประยุกต์กับการไหลของงาน หรือการบริหารพื้นที่ทำงานประจำวันเพื่อเป็นแนวทางสำหรับควบคุมด้วย ตนเอง (Self controlling) และเป็นองค์ประกอบหลักของการดำเนินตามแนวทางของลีนที่มุ่งขจัดความ ผัน แปรที่เกิดขึ้นจากปัจจัยของกระบวนการ นั่นคือ เครื่องจักร (Machine), วัสดุ(Material), วิธีการ (Method), แรงงาน (Manpower) รวมทั้งความผันแปรของผลิตผลที่ประกอบด้วย คุณภาพ การ ส่งมอบ และต้นทุน (Quality, Delivery, Cost) การควบคุมด้วยการมองเห็นจะเกิดประสิทธิภาพ และประสิทธิผล ในพื้นที่ทางานจะต้องได้รับการสนับสนุนด้วยระบบการบริหารด้วยการมองเห็น ซึ่งเป็นวิธีการบริหารด้วย การใช้สารสนเทศในสถานที่ทำงานอย่างชัดเจนจนมองเห็นได้ง่าย สำหรับผู้รับผิดชอบเพื่อจำแนกความ ผิดปกติที่ เกิดขึ้นได้ทันทีด้วยการแบ่งปันสารสนเทศให้ทุกคนได้รับรู้ โดยมีการแจ้งกลับสถานะของการ ดำเนินงานแบบเวลาจริงซึ่งเป็นเสมือนระบบ ประสาทของโรงงาน โดยมุ่งการติดตามกิจกรรมต่าง ๆ ที่ ดำเนินภายในโรงงานเป็นไปอย่าง ต่อเนื่อง ดังเช่น การแสดงข้อมูลการเกิดของเสียและปัญหาที่เกิดขึ้นไว้ ในตำแหน่งสูงไม่เกิน 4 ฟุต เพื่อให้ผู้ควบคุมสามารถมองเห็นได้ง่ายเมื่อต้องการติดตามตรวจสอบและ ดำเนินการแก้ไขอย่างทัน 2.8.2 ประเภทของ Visual Control การแบ่งประเภทของ Visual Control สามารถแบ่งได้หลายลักษณะ เช่นแบ่งตามประโยชน์ใน การประยุกต์ใช้เป็นกลุ่ม - Visual Control เพื่อความปลอดภัย เช่นสัญลักษณ์ความปลอดภัยแบบต่าง ๆ - Visual Control เพื่อปรับปรุงคุณภาพเช่น ตัวอย่างลักษณะงานดีงานเสีย - Visual Control เพื่อการบริหารสินค้าคงคลัง เช่น ป้ายบอกประเภทสินค้าต่าง ๆ - Visual Control เพื่อการบำรุงรักษาเครื่องจักร เช่น ขีดบอกระดับสูงสุดต่ำสุดของน้ำมันเครื่อง - Visual Control เพื่อการส่งเสริมการขาย เช่นป้ายโฆษณาสินค้า - Visual Control เพื่อติดตามผลการปฏิบัติงาน เช่นกราฟแสดงผลการปฏิบัติงานของ แต่ละแผนก ฯลฯ
25 การนำระบบ Visual Control มาใช้นั้น ได้มีงานวิจัยที่ได้นำมาศึกษาดังนี้ 1) การปรับปรุงประสิทธิภาพในแผนกจัดเก็บวัตถุดิบเพื่อลดเวลาในการเคลื่อนย้ายวัตถุดิบและ ผลิตภัณฑ์ โดยงานวิจัยของ พรเทพ แก้วเชื้อ, วรินทร์ เกียรตินุกูล (2552) ได้มีการเพิ่ม ประสิทธิภาพด้านเวลาในการค้นหาวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป โดยใช้หลักการการจัดการ คลังสินค้า กิจกรรม 5 ส. การควบคุมด้วยการมองเห็น (Visual Control) เข้ามาใช้ในการแก้ไข ปัญหา ซึ่งได้มีการะการประยุกต์ใช้บอร์ดคัมบังในการค้นหากล่องลูกฟูกทำให้พนักงานสามารถที่ จะค้นหากล่องลูกฟูกได้รวดเร็วยิ่งขึ้น 2) การลดของเสียในกระบวนการผลิตในโรงงานผลิตอุปกรณ์ห้องสะอาด โดยงานวิจัยของ อร พรรณ วิชัยเดช (2554) ได้มีการใช้เทคนิค Visual Control มาช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพ และมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น เนื่องจากพนักงานไม่เกิดความสับสนเวลาใช้งานวัตถุดิบ สามารถ แยกและรู้จักชนิดและประเภทของวัตถุดิบที่ต้องใช้งานได้ ส่งผลให้ปริมาณของเสียลดลง 3) การลดความสูญเปล่าในการผลิตสายเคเบิล โดยงานวิจัยของ กมลรัตน์ ศรีสังข์สุขและ ณัฐชา ทวีแสงสกุลไทย (2553) ได้มีการลดความสูญเปล่าจากสินค้าคงคลังที่ไม่จำเป็นโดยนำระบบการ ควบคุมด้วยสายตา (Visual control) เข้ามาใช้ โดยจากที่มาของปัญหาความสูญเปล่าจากสินค้า คงคลังที่ไม่จำเป็นของผลิตภัณฑ์ การจัดเก็บวัตถุดิบ ที่ใช้ระหว่างกระบวนการผลิต ทำให้ขาด พื้นที่การจัดเก็บ ดังนั้นการปรับปรุงระบบควบคุมสินค้าคงคลัง เพื่อลดความสูญเปล่าจากสินค้า คงคลังที่ไม่จำเป็น ซึ่งทำโดยการกำหนดช่วงระยะเวลาที่ใช้ในการเบิก-จ่ายวัตถุดิบ และวิธีเก็บ รักษาและตรวจสอบเมื่อครบกาหนดการเบิก-จ่าย จัดให้มีการจัดการปริมาณวัตถุดิบ โดยการใช้ การควบคุมด้วยสายตา (Visual control) และมีการนำหลักการ 5ส. มาช่วยในการจัดการความ เป็นระเบียบเรียบร้อยของพื้นที่จัดเก็บด้วย โดยจากงานวิจัยจะเห็นได้ว่า การใช้ Visual control จะช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถปฏิบัติงาน ได้รวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น ส่งผลให้ลดความผิดพลาด และของเสียที่เกิดจากการทำงานได้อย่างมี ประสิทธิภาพ ซึ่งจะนำเข้าไปใช้ในขั้นตอนการปรับปรุงกระบวนการ โดยเลือกระบบ Visual Control หรือกระบวนการที่เหมาะสมนำมาใช้ในกิจกรรมที่มีการใช้คนในการทำงานซึ่งมีโอกาสที่จะเกิด Human Error ได้ง่าย
26 2.9 ข้อมูลเกี่ยวกับบริษัท บริษัท เฟรช คอมเมิร์ซ จำกัด (Fresh Commerce Co., ltd.) ก่อตั้งขึ้นในปีพ.ศ. 2565 คลังสินค้าตั้งอยู่ที่ตลาดไท อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เป็นบริษัทในเครือของ ตลาดไท ตลาดไท ออนไลน์ภายใต้การลงทุนระหว่าง บริษัท ไทย แอ็กโกร เอ็กซเชนจ์ จำกัด เจ้าของกิจการตลาดไท, บริษัท วัชมนฟู้ด จำกัด ผู้นำเข้าผลไม้สดพรีเมียม และ บริษัท เฟรช ลีฟวิ่ง จำกัด สตาร์ทอัพ ธุรกิจขายผลไม้สดพ รีเมียมออนไลน์ เริ่มต้นจากการเล็งเห็นโอกาสในการพัฒนาเครือข่ายการจัดจำหน่ายและกระจายสินค้าผัก และผลไม้สดจากตลาดไท ให้กระจายทั่วถึงลูกค้าทั่วประเทศ เพื่อมอบโอกาสในการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ที่มี คุณภาพ ในงบประมาณที่คุ้มค่าที่สุด สำนักงานใหญ่ของตลาดไทออนไลน์และบริษัท เฟรช คอมเมิร์ซ จำกัดอยู่ที่118/1 อาคารทิปโก้ ทาวเวอร์ 2 ชั้นที่ 17 ถนนพระรามที่ 6 แขวงพญาไท เขตพญาไท จังหวัด กรุงเทพมหานคร 10400 ตลาดไทออนไลน์เชื่อว่า จุดแข็งของเราคือ การที่มีผู้ประกอบการที่มากด้วยประสบการณ์ ทำให้ เรามีความเชี่ยวชาญในสินค้าสดอย่างแท้จริง และมุ่งหวังให้ร้านค้าที่อยู่บนแอปพลิเคชันตลาดไทออนไลน์ ใช้ความรู้และประสบการณ์ในการคัดสรร และส่งมอบสินค้าที่มีคุณภาพแก่ผู้บริโภคในทุก ๆ วันพวกเรา เชื่อว่าคุณภาพและความใส่ใจที่เรามอบให้กับลูกค้านั้นจะนำไปสู่การสร้างเครือข่ายของลูกค้าและผู้ขายที่ ยั่งยืนด้วยความจริงใจ โดยความเชื่อมันในแอปพลิเคชันตลาดไทออนไลน์ คือ กุญแจสำคัญของการเติบโต อย่างยั่งยืน โดยในระยะเวลาเพียงหนึ่งปี แอปพลิเคชันตลาดไทออนไลน์ สามารถเข้าถึงผู้ใช้งานได้มากกว่า 1 แสนคน และรวบรวมพันธมิตรร้านค้าเอาไว้มากกว่า 200 ร้านค้า ภายใต้ธงของตลาดไทออนไลน์ (ฐานเศรษฐกิจ, 2566) 2.10 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ละออ โพธิภิรมย์(2555) ทำการศึกษาเรื่องการลดระยะเวลาในการหยิบจ่ายสินค้า กรณีศึกษา บริษัท PP&A จำกัด การหยิบสินค้าโดยการเริ่มจากการค้นหาจากใบสั่งซื้อสินค้า และต้องหยิบตาม นโยบายการหยิบ หรือ ตามลูกค้ากำหนดเมื่อได้ค้นหาสินค้าเรียบร้อยแล้ว นำใบหยิบสินค้าจากเจ้าหน้า แผนก Picking มาหยิบสินค้าตามแบบแผนนโยบาย โดยจะมีเจ้าหน้าที่จะทำการตรวจการหยิบสินค้า ก่อน นำสินค้าส่งออก เช่น First In First Out สินค้าที่เข้าแรกสุดให้หยิบก่อน Last In First Out สิ้นค้าที่เข้า หลังสุดให้หยิบก่อน First Expired First Out สินค้าที่หมดอายุก่อนให้หยิบก่อน และDirect Picking สินค้าที่สามารถเลือกหยิบได้โดยตรงไม่มีเงื่อนไข
27 ณัฐยศ สมชำนุ (2555) ทำการศึกษาเรื่องการลดกระบวนการรอคอยงานในกระบวนการผลิต กล่องกระดาษ โดยมีวัตถุประสงค์ในการศึกษาคือเพื่อลดจำนวนครั้งในการรองานเครื่องไดคัท และเพื่อ เพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิตเครื่องไดคัท โดยมีวิธีการทำวิจัยเริ่มต้นจาก1) ศึกษา กระบวนการ ผลิตของแผนกออฟเซทด้วยแผนภาพแสดงการไหล (Flow Diagram)และแผนภูมิกระบวนการผลิต (Flow Process Chart) 2) วิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหาด้วยเครื่องมือคุณภาพ 7 อย่าง (7 QC Tools) เช่น การสังเกตพนักงานขณะปฏิบัติงาน แผนภูมิก้างปลา(Fish bone diagram) 3) หาแนวทางการ ปรับปรุงและพัฒนา แล้ววิเคราะห์ข้อมูลโดยเปรียบเทียบข้อมูลบันทึกการผลิตประจำวันก่อนและหลัง ปรับปรุงผลการวิจัยสรุปว่าการวิเคราะห์แผนภูมิกระบวนการผลิตโดยใช้แผนภูมิพาเรโตและแผนผัง ก้างปลาเพื่อหาสาเหตุของปัญหานั่นคือ ความสูญเปล่าจากการรอคอยงานเนื่องจากประสิทธิภาพการ ทำงานของเครื่องจักรต่ำมีการวางชิ้นงานไม่เหมาะสม รวมถึงขาด อุปกรณ์สนันสนุนการทำงาน มีแนวทาง การปรับปรุงโดยจัดทำมาตรฐานการปฏิบัติงานให้กับพนักงานแผนซ่อมบำรุงเครื่องจักรและ อุปกรณ์สนันสนุนการทำงานต่างๆจากผลกาดำเนินการทำให้จำนวนกล่องที่ผลิตได้ต่อวันเพิ่มจาก 14,175 กล่องเป็น 18,900กล่องและประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นจากร้อยละ56.48 เป็นร้อยละ 82.74 เจนรตชา แสงจันทร์(2562) ทำการศึกษาเรื่องการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการคลังสินค้าโดย ประยุกต์ใช้วิธีการจัดแบ่งวัสดุตามความถี่ในการใช้กรณีศึกษาบริษัทแห่งหนึ่งในอุตสาหกรรมการพิมพ์ โดย มีวัตถุประสงค์ในการศึกษาคือ1.เพื่อเข้าใจและศึกษากระบวนการที่มีอยู่ในการบริหารจัดการคลังสินค้า 2. เพื่อวิเคราะห์และระบุปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นในจัดการคลัง3.เพื่อลดระยะทางที่สินค้าต้อง เคลื่อนย้ายในคลังื 4.เพื่อลดเวลาที่ใช้ในการค้นหาสินค้าโดยทำการวิเคราะห์ปัญหาโดยใช้เทคนิคการ วิเคราะห์หาเหตุ ศึกษาปัญหาที่เกิดขึ้นภายในคลังสินค้าและใช้แผนภูมิการไหล มาพิจารณาขั้นตอนการ ทำงานจากนั้นใช้แผนผังก้างปลาเพื่อวิเคราะห์ปัญหาซึ่งผลการวิจัยสรุปว่าการจัดตำแหน่งสินค้าโดยใช้ วิธีการวิเคราะห์FSN ทำให้เวลาเฉลี่ยในการหยิบสินค้าลดลง 15.05วินาทีการปรับปรุงตำแหน่งการจัดเก็บ สินค้าแบบFSNสามารถลดระยะทางในหยิบสินค้าและง่ายต่อการเบิกจ่ายสินค้าและสุดท้ายคือการควบคุม ด้วยการมองเห็น (Visual Control)ร่วมกับทฤษฎีFIFOโดยใช้ป้ายบ่งบอกสินค้าและกำหนดสีตาม4ไตร มาสควบคุมอายุของสินค้าป้องกันการเกิดต้นทุนในการจัดเก็บสินค้า
28 นันทวรรณ สมศรี, ศุภฤกษ์ เหล็กดี(2563) ทำการศึกษาเรื่องการลดต้นทุนสินค้าคงคลังด้วยวิธี ABC – FSN Analysis กรณีศึกษาโรงงานผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร โดยมีวัตถุประสงค์ในการศึกษาคือได้ เลือกกลุ่มวัตถุดิบที่ AS, AN และ BN เท่านั้น จากการวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์ความแปรปรวน พบว่า มี สินค้าคงคลัง จำนวน 48 รายการ ที่มีค่าสัมประสิทธิ์ความแปรปรวน 0.25 สะท้อนให้เห็นว่ารูปแบบ ปริมาณความต้องการลักษณะไม่คงที่ จึงเหมาะสมกับวิธี Silver – Meal การเปรียบเทียบต้นทุนสินค้าของ รูปแบบปัจจุบันและ รูปแบบขนาดการสั่งซื้อประหยัด (EOQ) ผลการวิจัยสรุปว่า รูปแบบปัจจุบันมีมูลค่า ต้นทุนรวมสินค้าคงคลังเท่ากับ 24,048,101,166.83 บาท ส่วนต้นทุนรวมสินค้าคงคลังรูปแบบขนาดการ สั่งซื้อประหยัด (EOQ) มีมูลค่าค่าเท่ากับ 23,810,932,220.80 บาท ซึ่งมีมูลค่าน้อยกว่ารูปแบบปัจจุบัน มากถึง 237,168,946.03 บาท และการเปรียบเทียบต้นทุนสินค้าของรูปแบบปัจจุบัน และการ หาจุดสัง ซื้อแบบ Silver – Meal Heuristic พบว่า รูปแบบปัจจุบันมีมูลค่าต้นทุนรวมสินค้าคงคลังเท่ากับ 36,970,046,376.41 บาท ส่วนต้นทุนรวมสินค้าคงคลังด้วยวิธีการหาจุดสังซื้อแบบ Silver – Meal Heuristic มีมูลค่าค่าเท่ากับ 18,244,384,350.73 บาท ซึ่งมีมูลค่าน้อยกว่ารูปแบบปัจจุบันมากถึง 18,725,662,025.68 บาท ธารชุดา พันธ์นิกุล, ดวงพร สังฆะมณี, และปรีดาภรณ์ งามสง่า (2557) ทำการศึกษาเรื่องปรับปรุง ประสิทธิภาพในกระบวนการผลิตด้วยเครื่องมือทางวิศวกรรมอุตสาหการในโรงงานประกอบรถจักรยาน โดยมีวัตถุประสงค์ในการศึกษาคือ หลังจากที่ผู้วิจัยได้ทำการศึกษาขั้นตอนการทำงานในปัจจุบัน พบว่า การประกอบจักรยานยังเป็นไปด้วยความล่าช้าและมีการรอคอยของพนักงาน ดังนั้น วัตถุประสงค์ของ งานวิจัย คือ การนำความรู้ทางด้านวิศวกรรมอุตสาหการ ไม่ว่าจะเป็นการศึกษางาน การจับเวลา การใช้ แผนภูมิกระบวนการผลิต (Operation Process Chart: OPC) แผนผังก้างปลา และเทคนิคการปรับปรุง งาน (ECRS) มาประยุกต์และใช้ในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว เพื่อลดต้นทุน ทางด้านเวลาและแรงงานให้กับ ผู้ประกอบการ ซึ่งเป็นการเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ซึ่งผลที่ได้จากการปรับปรุงการทำงานใหม่ โดย การใช้เทคนิค ECRS พบว่า สามารถลดเวลาสูญเปล่า ในการทำงานลงได้จากเดิม 509 วินาที เหลือเพียง 43 วินาที และในภาพรวมใช้เวลาประกอบจักรยาน ลดลงจาก 837 วินาทีต่อคัน เหลือเพียง 595 วินาที หรือใช้เวลาประกอบจักรยานได้เร็วขึ้น 28.91%
29 แพรพลอย พุฒิพงศ์บวรภัค และปริญ วีระพงษ์(2561) ทำการศึกษาเรื่องกระบวนการหยิบสินค้า และหาสาเหตุของปัญหาเพื่อลดระยะเวลาในการค้นหาสินค้าในล็อคจ่ายของสินค้าประเภท Food Goods บริษัท PP&A จำกัด โดยมีวัตถุประสงค์ในการศึกษาคืองานวิจัยนี้ได้ทำการจำแนกกลุ่มสินค้าและ จัดตำแหน่งในการวางสินค้าด้วยการวิเคราะห์ FSN ร่วมกับเทคนิคการควบคุมการมองเห็น Visual controlโดยจัดทำป้ายบ่งชี้เพื่อบอกประเภทของสินค้า จากการปรับเปลี่ยนตำแหน่งการ จัดเก็บสินค้า พบว่าระยะเวลาเฉลี่ยในการหาสินค้าลดลงจาก 18.51 นาทีเหลือ14.12นาทีหรือลดลงร้อยละ13.81 แพรพลอย พุฒิพงศ์บวรภัค (2561) ทำการศึกษาเรื่องการลดระยะเวลาในการหยิบจ่ายสินค้า กรณีศึกษา บริษัท PP&A จำกัด โดยพบปัญหาการหาสินค้าล็อกจ่ายล่าช้าเนื่องการจัดเก็บที่ไม่เป็นระบบ โดยผู้วิจัย ใช้ Why-Why Analysis ในการวิเคราะห์ข้อมูล และทำารศึกษากระบวนการทำงานของแผนก หยิบสินค้า จึงเริ่มทำการแก้ไขโดยใช้การแบ่งกลุ่มของสินค้าตามหลัก Commodity System พร้อม จัดลำดับตำแหน่งใน การวางสินค้าโดยใช้นำข้อมูลยอดจ่ายมาทำการจัดลำดับตามหลัก FSN Analysis และเพื่อการหาสินค้าที่ ง่ายขึ้นจึงใช้ เทคนิค Visual Control เพื่อจัดทำป้ายบ่งชี้เพื่อบอกประเภทของ สินค้า ผลจากการปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดเก็บ คือ ระยะเวลาเฉลี่ยในการหาสินค้าลดลงจาก 18.51 นาที เหลือ 14.12 นาที ลดลง 13.81% ส่งผลให้การหาสินค้าล็อกจ่ายลดลงและกระบวนการทำงานสั้นลง ด้วย โดยในการปรับใช้รูปแบบการจัดเรียงใหม่นี้ จะต้องมีการจัดอบรม จักรินทร์ศุขหมอก และเพียงจันทร์ โกญจนาท (2563) ทำการศึกษาเรื่องเพิ่มประสิทธิภาพของ กระบวนการหยิบสินค้าในคลังสินค้า โดยใช้หลักการของการจัดการให้มีพื้นที่หยิบสินค้าอย่างเร็ว โดยมี วัตถุประสงค์เพื่อลดระยะเวลาในกระบวนการหยิบสินค้าตามใบคำสั่ง ที่มีแนวโน้มสูงขึ้น เนื่องจากพื้นที่ หยิบสินค้าอย่างเร็วเป็นพื้นที่ที่มีขนาดเล็ก การบริหารจัดการในการเลือกรายการสินค้าที่จะนำมาเก็บใน พื้นที่นี้ รวมถึงการวางแผนในการเติมเต็มสินค้าจึงเป็นสิ่งสำคัญ ได้มีการใช้ข้อมูลการหยิบสินค้าในช่วง เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2561 จนถึงถึงเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2561 มาวิเคราะห์หาผลประโยชน์สุทธิ (Net Benefit)และประสิทธิภาพแรงงาน (Labor Efficiencies) ในการเลือกรายสินค้าดังกล่าว ปรากฏว่ามี สินค้าที่ได้เลือกมาจัดเก็บทั้งสิ้นจำนวน 51 รายการ โดยมีการกำหนดรอบการเดิมเต็มสินค้า (Restocking Period) เท่ากับ 5 วัน และได้นำผลที่มาทดสอบกับข้อมูลในช่วงเดือนกันยายน และตุลาคม พ.ศ. 2561 ซึ่งผลปรากฎว่าผลประโยชน์สุทธิ ที่ได้คือจำนวนเวลาที่ใช้ในการหยิบสินค้าลดลงเป็นจำนวน 161.54 นาที และ 147.83 นาทีในเดือนกันยายน และเดือนตุลาคม ตามลำดับหรือหากคำนวณเป็นต้นทุนค่าแรงงาน
30 บริษัทกรณีศึกษาสามารถลดก่าใช้จ่ายได้เป็นจำนวนเงิน 16,961.70 บาท และ15,522.15 บาทสำหรับ ช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งจะเห็นได้ว่าถ้าการจัดการพื้นที่หยิบสินค้าอย่างเร็วนี้เป็นแบบต่อเนื่องอย่างมี ประสิทธิภาพ จะทำให้บริษัทมีต้นทุนในการบริหารจัดการในคลังสินค้า ที่อาจกล่าวได้ว่าเป็นข้อได้เปรียบ ทางด้านการแข่งขันในทางธุรกิจอย่างยั่งยืน จุติวรรษ ภู่สีม่วง (2565) ทำการศึกษาเรื่องการเพิ่มประสิทธิภาพการหยิบกรอบแว่นตาโดยทฤษฎี FSN – ANALYSIS กรณีศึกษา บริษัท ไทยออฟติคอล จำกัด มหาชน เพื่อศึกษาและเสนอแนวทางในเพิ่ม ประสิทธิภาพของคลังสินค้าในกระบวนการ Picking และเพื่อออกแบบพื้นที่ในการจัดวางคลังได้อย่าง เหมาะสม พร้อมเปรียบเทียบเพิ่มประสิทธิภาพก่อนและหลังการปรับปรุง ผลการศึกษา จาก Fishbone diagram พบว่าหมวด Method เป็นส่วนต้องได้รับการปรับปรุงร่วมด้วยหลักการ FSN Analysis และค่า สัมประสิทธิ์ความแปรปรวน พบว่า จากสินค้าทั้งหมด 1,791 ชนิด พบว่าจัดอยู่ในกลุ่ม F จำนวน 628 ชนิด แบ่งเป็นความต้องการคงที่ 506 ชนิดและไม่คงที่ 122 ชนิด, จัดอยู่ในกลุ่มS จำนวน 633 ชนิด แบ่งเป็นความต้องการคงที่ 246 ชนิดและไม่คงที่ 284 ชนิด, และจัดอยู่ในกลุ่ม N จำนวน 530 ชนิด แบ่งเป็นความต้องการคงที่ 56 ชนิดและไม่คงที่ 474 ชนิด หลังจากออกแผนผังคลังสินค้าแบบใหม่และ เปรียบเทียบประสิทธิภาพโดยการสุ่มตัวอย่าง 115 คำสั่ง และหยิบสินค้า 1,306 ชิ้น มาทำการจับเวลา และระยะทางในกระบวนการ Picking และใช้การทดสอบ Paired Sample T-Test พ.ว่า ผลการหยิบ เฉลี่ยจาก 110 วินาที ลดลงเหลือ 78.66 วินาที ระยะทางเดินเปลี่ยนลงจากเดิม 21.37 เมตร ลดลงเหลือ 8.21 เมตร ที่ระดับความเชื่อมั่น 99% Yogesh Kumar et al (2017) ได้ทำการศึกษาเรื่องการจัดการสินค้าคงคลัง โดยปกติการจัดการ สินค้าคงคลังอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายการจัดการคงคลัง, ค่าใช้จ่ายวัสดุ, ค่าแรงงาน และ ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ การจัดการคงคลังมีหลายประเภท เช่น FSN, XYZ, ABC, HML, VED และSOS ใน การศึกษานี้จะมุ่งเน้นไปที่การวิเคราะห์ FSN การวิเคราะห์ FSN นั้นแบ่งเป็นระดับ F คือ รายการที่มีการ เคลื่อนไหวเร็ว S คือ รายการที่มีการเคลื่อนไหวช้า N คือ รายการที่มีไม่มีการเคลื่อนไหว โดยคำนวณตาม อัตราการหมุนเวียนของสินค้า การเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนใหญ่จะใช้เวลา 1 ปี โดยผู้จัดการร้านโรงงาน เหล็ก ใช้การวิเคราะห์แบบ FSN เท่านั้น
31 วันวิสา ด่วนตระกูลศิลป์ และนวรรณ สืบสายลา (2563) ได้ทำการศึกษาเรื่อง การปรับปรุงพื้นที่ และเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บสินค้าด้วยระบบระบุตำแหน่ง งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา แนวทางในการปรับปรุงพื้นที่และเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บสินค้าด้วยระบบระบุตำแหน่ง (Location System) รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับการบริหารจัดการ คลังสินค้า เป็นกรอบวิจัย พื้นที่ดำเนินการวิจัย คือ กรณีศึกษาคลังสินค้าธุรกิจค้าปลีก เครื่องมือที่ใช้ใน การวิจัย คือ 1) แผนภูมิก้างปลา (Fish Bone Diagram) 2) ระบบระบุตำแหน่ง (Location System) ผลการวิจัยพบว่า 1) คลังสินค้ามีพื้นที่ในการจัดเก็บสินค้าที่เพียงพอ 2) ลดระยะเวลาในการทำงานของ พนักงานในคลังสินค้า ในการค้นหา รวบรวม และจัดส่งสินค้า ด้วยระบบระบุตำแหน่ง (Location System) เข้ามาใช้ในการจัดเก็บสินค้า จากงานวิจัยนี้ ผู้วิจัยศึกษาแนวทางในการปรับปรุงพื้นที่และเพิ่ม ประสิทธิภาพในการจัดเก็บสินค้าด้วยระบบระบุตำแหน่ง จึงได้ทำแผนผังคลังสินค้าใหม่ จัดทำป้ายบ่งชี้ จัดทำชั้นวางสินค้า ผลการวิจัยครั้งนี้ช่วยให้การดำเนินงานคลังสินค้ามีพื้นที่ในการจัดเก็บสินค้าที่เพียงพอ และสามารถลดระยะเวลาในการทำงานของพนักงานในคลังสินค้าได้ ชิดชนก อัจฉริยะนิติ (2561) ได้ทำการศึกษาเรื่องการปรับปรุงผังคลังสินค้าโดยใช้แนวคิดการวาง ผังโรงงานอย่างมีระบบ กรณีศึกษา บริษัท หงส์ภัณฑ์ จำกัด งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาปัญหาและกำหนดกล ยุทธ์ในการแก้ไขปัญหาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานภายในคลังสินค้าและเสนอแนวทางการปรับปรุง การจัดระเบียบ และการจัดวางผังคลังสินค้าใหม่ ในกรณีศึกษาของ บริษัท หงส์ภัณฑ์ จำกัด โดยมีการใช้ ทฤษฎีก้างปลามาใช้ในการวิเคราะห์หาปัญหาภายในคลังสินค้า เพื่อช่วยในการจัดระเบียบการจัดเก็บ วัตถุดิบ รวมถึงใช้ทฤษฎีการวางผังโรงงานอย่างมีระบบในการวางแผนผังคลังสินค้าใหม่ เนื่องด้วยปัจจุบัน พบว่าคลังสินค้ามีปัญหาด้านกระบวนการดำเนินงานที่ไม่ชัดเจน ส่งผลให้สูญเสียระยะเวลาจากการ เคลื่อนย้ายและสูญเสียระยะเวลาในการดำเนินงาน ดังนั้นจากปัญหาดังกล่าวผู้วิจัยได้ทำการวิเคราะห์และ กำหนดกลยุทธ์ในการแก้ไขปัญหาโดยการปรับปรุงคลังผัง 61 คลังสินค้า ผลจากการวิจัยวางผังคลังสินค้า ใหม่ พบว่า 1) ด้านระยะทางสามารถลดระยะทางในการเคลื่อนย้ายซึ่งจากเดิม 44 เมตร เมื่อทำการ ปรับปรุงแล้วพบว่าลดลงเหลือ 40 เมตร คิดเป็นร้อยละ 9.09 และ 2) ด้านระยะเวลาจากเดิม 88 นาที เมื่อทำการปรับปรุงแล้วลดลงเหลือ 79 นาที คิดเป็นร้อยละ 10.23
32 ปรัชภรณ์ เศรษฐเสถียร และกฤติยา เกิดผล (2563) ได้ศึกษาเรื่องวิธีการปรับปรุงระบบการ จัดเก็บสินค้า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเบิก-จ่ายสินค้า กรณีศึกษาคลังสินค้าของร้าน น้ำเพชร กลาส แอนด์ อะลูมิเนียม จากการศึกษาการดำเนินงานพบว่าปัญหา เกิดจากการจัดเก็บสินค้าไม่เป็นระเบียบ ส่งผลให้ใช้เวลาในการค้นหาสินค้านาน และสินค้าที่ถูกจัดเก็บไว้เป็นเวลานานเกิดความชำรุดเสียหาย จึง ได้ทำการเก็บข้อมูลรายการสินค้า เพื่อแยกประเภทสินค้า พบว่า สินค้าภายในร้านกรณีศึกษามีทั้งหมด 13 ประเภท แบ่งออกได้ทั้งหมด 93 ชนิด สามารถจัดประเภทสินค้าหลัก ๆ ได้ 3 ประเภท จากนั้นได้ใช้การ วิเคราะห์ ABC Classification และ Visual Control เพื่อใช้ในการจัดกลุ่มและการจัดหมวดหมู่สินค้า เรียงลำดับความสำคัญ และจัดทำป้ายบ่งชี้บอกตำแหน่งการจัดวางสินค้าบนชั้นวางสินค้า พบว่า หลังการ ปรับปรุงระบบการจัดเก็บสินค้าแบบใหม่ ทำให้สินค้ามีการจัดเก็บอย่างเป็นระเบียบ และใช้ระยะเวลาใน การเบิกจ่ายสินค้าลดลง จากเดิมระยะเวลารวมในการหยิบสินค้า 12 ชั่วโมง 21 นาที 18 วินาที ลดลงเป็น 6 ชั่วโมง 25 นาที 23 วินาที ซึ่งสามารถวัด ประสิทธิภาพเวลาในการหยิบสินค้าลดลงร้อยละ 48.17
33 บทที่ 3 วิธีดำเนินงานวิจัย การวิจัยในครั้งนี้ มีเนื้อหาเกี่ยวกับการเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการจัดเก็บสินค้า กรณีศึกษา บริษัท เฟรช คอมเมิร์ซ จำกัด ทำการวิจัยและทำการเปรียบเทียบระหว่างการจัดเก็บสินค้าแบบเดิมกับ การจัดเก็บสินค้าแบบใหม่ และระยะเวลาที่ใช้ในการหยิบสินค้า ทั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการจัดพื้นที่ ตำแหน่งการจัดวางสินค้าภายในคลังสินค้าที่เหมาะสม เพื่อศึกษาวิธีการเพิ่มประสิทธิภาพความแม่นยำ ของข้อมูลสินค้าคงคลังและเพื่อศึกษาระยะเวลาในการค้นหาและหยิบสินค้าของพนักงานของบริษัท เฟรช คอมเมิร์ซ จำกัด กรณีศึกษา ผู้วิจัยได้ดำเนินการตามขั้นตอนดังต่อไปนี้ 3.1 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 3.2 การรวบรวมข้อมูล 3.3 การวิเคราะห์ข้อมูล
34 3.1 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 3.1.1 ทฤษฎีแผนผังก้างปลา (Fishbone Diagram) เป็นการวิเคราะห์สาเหตุจาก ปัจจัยต่าง ๆที่ก่อให้เกิด ปัญหาและความสำคัญเชิงเหตุผลกับปัจจัยดังกล่าว เพื่อนำปัจจัยนั้นมาใช้ใน การวางแผนปรับปรุงและ แก้ไข การวิเคราะห์หาสาเหตุเพื่อนำไปดำเนินการแก้ไขปัญหานั้น โดยใช้แนวคิดการวิเคราะห์ 4M1E - Man (คน) - Machine (เครื่องจักร) - Material (วัตถุดิบ) - Method (วิธีการทำงาน) - Environment (สภาพแวดล้อม) 3.1.2 การวิเคราะห์เอฟเอสเอ็น (FSN Analysis) ได้แก่ เลือกวิธีจัดเรียงสินค้าตามมูลค่าจำหน่ายสินค้าแต่ ละรายการ โดยเอาข้อมูลปริมาณการจำหน่ายสินค้า ย้อนหลัง 1 เดือน ได้แก่เดือน กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567 มาทำการวิจัย 3.1.3 การสังเกตุและจับเวลาโดยจะใช้วิธีสังเกตในการเก็บรวบรวมข้อมูลร่วมกับการจับเวลาในการ ปฏิบัติงานของพนักงานในคลังสินค้า เพื่อศึกษาระยะเวลาในการค้นหาและหยิบสินค้าของพนักงาน โดยใช้ เครื่องมือแผนภูมิระบบการไหล (Flow Process Chart) 3.1.4 การควบคุมด้วยการมองเห็น (Visual Control) เป็นระบบควบคุมการทำงานที่ทำให้พนักงานทุกคน สามารถเข้าใจขั้นตอนการทำงาน เป้าหมาย ผลลัพธ์การทำงานได้ง่าย และชัดเจน รวมถึงเห็นความ ผิดปกติต่าง ๆ และแก้ไขได้อย่างรวดเร็ว โดยใช้บอร์ด ป้าย สัญลักษณ์ กราฟ สี และอื่น ๆ เพื่อสื่อสารให้ พนักงานและบุคลากรที่เกี่ยวข้องทุกคนทราบถึงข้อมูลข่าวสารที่สำคัญของสถานที่ทำงาน ซึ่งจำเป็นต้องมี ความรู้ความเข้าใจหลักการของ Visual Control ในทิศทางเดียวกันเพื่อให้เกิดประโยชน์ในการประยุกต์ใช้ อย่างมีประสิทธิภาพในองค์กร
35 3.2 การรวบรวมข้อมูล งานวิจัยนี้ผู้วิจัยได้ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลจากสถานประกอบการจะมีการใช้ข้อมูลทั้งหมดจาก แหล่งข้อมูลปฐมภูมิ และจากแหล่งข้อมูลทุติภูมิ แหล่งข้อมูลปฐมภูมิ (Primary data) ผู้วิจัยจะทำการเก็บ รวบรวมข้อมูลโดยการออกไปสังเกตการณ์ (Observation) และจับเวลา ณ จุดที่ปฏิบัติงานจริงภายใน คลัง จัดเก็บวัตถุดิบ และทั้งนี้ผู้วิจัยได้ทำการลงพื้นที่ในคลังสินค้าเพื่อนำมาประกอบเป็นข้อมูลเพิ่มเติมใน การทำวิจัย การที่ผู้วิจัยออกไปอยู่ในสถานที่ปฏิบัติงานจริงจะช่วยให้ผู้วิจัยสามารถเข้าใจปัญหาและ อุปสรรคจากการปฏิบัติงานภายในคลังสินค้าได้มากยิ่งขึ้น แหล่งข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary data) นำ ข้อมูลของการจัดเก็บสินค้าภายในคลังสินค้าของบริษัทที่เป็นกรณีศึกษา มาทำการจัดแบ่งกลุ่มสินค้าตามที่ เทคนิคที่ได้กำหนด 3.3 การวิเคราะห์ข้อมูล หลังจากทำการเก็บรวบรวมข้อมูลเบื้องต้นจนเสร็จแล้วได้ดำเนินการดังต่อไปนี้ 3.3.1 วิเคราะห์สาเหตุที่ใช้เวลาในการหยิบสินค้านาน ตัวอย่างเช่น ระบบการจัดวางสินค้าไม่มี ประสิทธิภาพ ไม่มีรายละเอียดรหัสร้านค้าที่ชัดเจน 3.3.2 วิเคราะห์ข้อมูลดำเนินการวิเคราะห์เนื้อหาที่ได้จากการเก็บข้อมูลโดยแบ่งการวิเคราะห์ ออกเป็นทีละประเด็น 3.3.3 จัดกลุ่มสินค้าทำการศึกษาข้อมูลและจำแนกรายการร้านค้า นำข้อมูลการจำหน่ายของร้านค้าเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2567 ทำการแยกกลุ่มร้านค้า ซึ่งมีจำนวน ร้านค้าทั้งหมด 113 ร้านค้า นำมาใช้ในวิจัยครั้งนี้ได้แก่ การวิเคราะห์เอฟเอสเอ็น (FSN Analysis) และ เลือกวิธีการจัดเรียงตามอัตราการหมุนเวียนเร็ว,ช้า และไม่มีการหมุนเวียน รายละเอียดที่ใช้แบ่งกลุ่ม ข้อมูลมีดังนี้ 1) รหัสร้านค้า 2) ชื่อร้านค้า 3) ชื่อสินค้า 4) ปริมาณสินค้าแต่ละรายการ(ชิ้น) 5) ราคาต่อหน่วย(บาท) 6) มูลค่า(บาท)
36 3.3.4 ขั้นตอนในการจัดกลุ่มสินค้า 1) นำข้อมูลในปีพ.ศ.2566 มาจำแนกร้านค้าโดยเลือกใช้วิธี อัตราการใช้งาน (Consumption rate) = ปริมาณการใช้งานต่อปี ระยะเวลารวม 2) นำข้อมูลจากข้อแรกมาเรียงลำดับจากมากไปหาน้อย 3) คำนวณหาเปอร์เซ็นต์และเปอร์เซ็นต์สะสมของร้านค้า 4) นำเปอร์เซ็นต์ที่คำนวณมาจัดกลุ่มตามกลุ่ม F,S และ N ตามลำดับ 3.3.5 ผู้ศึกษาได้นำข้อมูลและรายละเอียดที่ได้มาตรวจสอบความสมบูรณ์ก่อนนำมาวิเคราะห์ ข้อมูล ที่ได้ทำการสัมภาษณ์หัวหน้างาน พนักงานคลังสินค้าและพนักงานควบคุมคุณภาพ QC (Quality Control) จากการการปฏิบัติงานจริงของพนักงานคลังสินค้า มีการจดบันทึกและ ถ่ายภาพเพื่อใช้ในการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลที่ได้เพื่อใช้ในการทำวิจัยในครั้งนี้ 3.3.6 รูปแบบใหม่ของการแบ่งกลุ่มสินค้าแบบการวิเคราะห์เอฟเอสเอ็น (FSN Analysis) มีเกณฑ์ การแบ่งกลุ่มตามตารางที่ 3.1 ตารางที่ 3.1 ตารางเกณฑ์การวิเคราะห์เอฟเอสเอ็น (FSN Analysis) กลุ่มสินค้า เกณฑ์การแบ่ง คำอธิบาย F 80% ร้านค้าที่มีความถี่บ่อย การรอคอยร้านค้าไม่นาน มีการหมุนเวียนร้านค้าบ่อย S 15% ร้านค้าที่มีความถี่บ่อย การรอคอยร้านค้าระดับปานกลาง มีการหมุนเวียนร้านค้าลองลงมาตามลำดับ N 5% ร้านค้าที่มีความถี่บ่อย การรอคอยร้านค้ารอคอยนานหรือ ไม่มีการหมุนเวียนร้านค้า 3.3.7 การควบคุมด้วยการมองเห็น เป็นเทคนิคที่ใช้การสื่อสารผ่านการมองเห็น โดยแสดงให้เห็น ผลการปฏิบัติงาน เห็นความผิดปกติ หรือสื่อสารความหมายบางอย่างให้เห็นได้อย่างสะดวก
37 ชัดเจน และเข้าใจได้ง่ายขึ้น การแบ่งประเภทของการควบคุมด้วยการมองเห็น สามารถแบ่งได้ หลายลักษณะ เช่น แบ่งตามประโยชน์ในการประยุกต์ใช้เป็นกลุ่ม เช่น การควบคุมด้วยการ มองเห็น (Visual Control) เพื่อการบริหารสินค้าคงคลัง เช่น แผนผังโซนสินค้าชนิดต่างๆ ภาพที่ 3.1 ตัวอย่างแผนผังโซนสินค้าต่างๆ
38 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล จากการศึกษารูปแบบการปฏิบัติงานและรูปแบบการจัดวางสินค้าของคลังสินค้า บริษัท เฟรช คอมเมิร์ซ จำกัด โดยอาศัยการเก็บรวบรวมข้อมูลการลงพื้นที่จริงเพื่อเก็บข้อมูลเชิงลึก เป็นการนำวิธีและ แนวทางที่ได้มาทำการศึกษาและแก้ไข ประยุกต์ใช้กับคลังสินค้าเพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพเพื่อเป็นการ จัดเรียงสินค้าและลดเวลาที่ไม่จำเป็นในการปฏิบัติงาน 4.1 การวิเคราะห์แผนผังก้างปลา (Fishbone Diagram) ภาพที่ 4.1 แผนผังก้างปลาแสดงปัญหาที่เกิดขึ้นในด้านต่างๆที่ไม่เป็นระบบ
39 4.1.1 ด้านพนักงาน (Man) 1) พนักงานขาดทักษะในการทำงาน ทำให้การดำเนินการกิจกรรมต่าง ๆ ภายในคลัง สินค้าเกิดความล่าช้า สาเหตุดังกล่าวอาจเกิดจากการที่มีพนักงานใหม่ที่ยังไม่มีความชำนาญใน การทำงาน และความสามารถในการเข้าใจหรือพนักงานเรียนรู้งานช้า ทำให้การทำงานไม่มี ประสิทธิภาพในการทํางานเท่าที่ควร 2) จํานวนพนักงานมีไม่เพียงพอต่อการทำงาน เช่น ขาดพนักงานในการทํางานบางช่วงเวลา 3) ขาดประสิทธิภาพในการทำงาน เช่น การพักผ่อนไม่เพียงพอของพนักงานทำให้เกิดอาการง่วง นอนในเวลาทำงาน ทำให้การทำงานมีความล่าช้า และไม่มีการนับตรวจทานอีกครั้งเกิดจากความ ไม่รอบคอบในการปฏิบัติงาน ทำให้บางครั้งเกิดความผิดพลาดในการนับจำนวนสินค้า ซึ่งอาจจะ ส่งผลเสียทางด้านชื่อเสียงกับบริษัทได้ 4.1.2 ด้านอุปกรณ์ในการทํางาน (Machine) 1) สแกนบาร์โค้ด ตรวจสอบสินค้าในเครื่อง PDA อย่างละเอียด 2) ไม่มีป้ายบ่งบอกสินค้า กล่าวคือป้ายชื่อสินค้า โค้ดสินค้า สินค้ามีลักษณะบรรจุภัณฑ์ ที่คล้ายกันมาก ต่างกันที่ชื่อสินค้าและโค้ดสินค้า เมื่อมีคำสั่งซื้อหลายรายการ การหยิบสินค้าทำ ให้อาจก่อให้เกิดต่อการผิดพลาดและยากต่อการค้นหาสินค้า ทำให้ใช้เวลาในการค้นหาสินค้าเป็น ระยะเวลานานกว่าปกติ 4.1.3 วัตถุดิบหรืออะไหล่ อุปกรณ์อื่นๆ ที่ใช้ในกระบวนการ (Material) 1) ไม่มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่ช่วยย่นระยะเวลาในการแสกนหยิบสินค้าได้รวดเร็ว 2) มีแฮนด์ลิฟท์เพียง 2 ตัวในกระบวนการทำงาน จึงทำให้ไม่เพียงพอต่อการใช้งาน 4.1.4 ด้านการจัดการ (Method) 1) ไม่มีการวางแผนการทำงาน ทำให้ไม่มีลำดับการทำงานที่ชัดเจน ทำให้พนักงานไม่มีระเบียบ แบบแผนในการทำงานที่แน่นอน ส่งผลให้เกิดความผิดพลาดได้ง่าย 2) ขาดความสะดวกในการค้นหา ซึ่งทางด้านคลังสินค้าขาดการวางพื้นที่การจัดเก็บสินค้าที่ดีและ ขาดการจัดเรียงสินค้าอย่างเป็นระเบียบทำให้ในการหยิบสินค้าและการจัดเก็บสินค้าแต่ละครั้งใช้ เวลานานและใช้ระยะทางที่มากในการค้นหาสินค้า
40 4.1.5 ด้านสถานที่ (Environment) 1) ขาดทักษะในด้านการจัดการคลังสินค้า ทำให้ระบบการทำงานภายในคลังสินค้าไม่เป็นไปตาม ขั้นตอนที่เหมาะสม 2) พื้นที่ภายในคลังสินค้ามีอย่างจำกัดทำให้ต้องรวมสินค้าปะปนกัน 4.2 แนวทางแก้ไขปัญหาจากแผนผังก้างปลา 4.2.1 การจัดระบบพนักงาน ผู้ปฏิบัติงานต้องมีการฝึกอบรมก่อนเริ่มงาน เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถทำงาน ได้ถูกต้องและเกิด ประสิทธิภาพในการทำงานของหัวหน้างาน บริษัทกรณีศึกษาควรมีการจัดอบรมหัวหน้างาน บ่อยๆ เพื่อให้หัวหน้างานสามารถมีทักษะและความรู้ในการปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้อง ซึ่งในส่วน นี้เป็นบริษัทควรให้ความสนใจ เนื่องจากหากผู้บริหารหรือหัวหน้างานไม่มีทักษะในการถ่ายทอด ความรู้ให้กับพนักงานในระดับปฏิบัติการ ส่งผลให้การปฏิบัติงานของพนักงานไม่มีประสิทธิภาพ เนื่องจากในบางครั้งอาจจะเข้าใจในกระบวนการทำงานแบบผิดวิธีหรือทำงานบางส่วนไม่มี ประสิทธิภาพ 4.2.2 อุปกรณ์การใช้งาน บริษัทกรณีศึกษาควรมีการจัดอุปกรณ์การใช้งานให้เพียงพอและมีการตรวจสอบสภาพการใช้งาน อยู่เสมอ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงานและเกิดความปลอดภัยแก่ผู้ปฏิบัติงาน 4.2.3 วัตถุดิบหรืออะไหล่อุปกรณ์อื่นๆที่ใช้ในกระบวนการ ภายในคลังสินค้ายังขาดอุปกรณ์ทุ่นแรงในการใช้งาน มีแฮนด์ลิฟท์เพียง 2 ตัว ในการลากพาเลท ให้คลังสินค้า มีการนำสายพานมาใช้ในการเคลื่อนย้ายสินค้า เพื่อประหยัดเวลาและเกิดความ รวดเร็วในการทำงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น 4.2.4 ด้านการจัดการ ภายในคลังสินค้าของบริษัทกรณีศึกษายังขาดการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยในการปฏิบัติงาน ดังนั้น เพื่อให้คลังสินค้ากรณีศึกษามีความทันสมัยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานที่มาก ขึ้น เช่น นำระบบจัดการคลังสินค้า หรือ Warehouse Management System คือ ซอฟต์แวร์ หรือระบบที่ช่วยควบคุมและจัดการคลัง (Warehouse) ทั้งหมดทุกกระบวนการตั้งแต่ต้นจนจบ