ก
การจดั การสนิ คา้ คงคลงั
Inventory Management
นางสาวกลั ยา จดั ทาโดย รหสั 163205080003
นายนัตพงษ์ รหสั 163205080011
นายนนั ทวฒุ ิ อาดา รหัส 163205080012
นายพงศ์ธร แกว้ อรุณ รหสั 163205080014
นางสาวพชั รพร ขนุ นยุ้ รหัส 163205080016
นายณัฐรตั น์ ไวยรัตน์ รหัส 163205080030
นายธนกร อบิ ราฮิมข่าน รหสั 163205080034
นายนาวนิ สกุลประดษิ ฐ์ รหสั 163205080036
นายบญุ เสรมิ หนอู ไุ ร รหสั 163205080038
นายปรัชญากร ชุมขนุ รหัส 163205080056
อินทะพนั ธ์ุ
เสนเกื้อ
เสนอ
อาจารยจ์ ิราวรรณ จนั ทรส์ ุวรรณ
รายวชิ า การจดั การสนิ คา้ คงคลัง 0531230460
คณะบริหารธุรกจิ สาขาการจดั การ-อุตสาหกรรม
ภาคเรยี นท่ี 1 ปีการศึกษา 2564
ข
คานา
หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-Book) นี้ จัดทาขึ้นเพื่อประกอบการเรียนการสอนในรายวิชาการจัดการสินค้าคงคลัง
ผู้จัดทาได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับความหมาย ชนิดและความสาคัญสินค้าคงคลัง ระบบการจาแนกสินค้าคงคลังเป็นหมวด
ABC ปริมาณการสั่งซื้อที่เหมาะสม (EOQ) ระบบจุดสั่งซื้อใหม่ (ROP) การสั่งทดแทนแบบร่วม (JR) การวางแผนความ
ต้องการของวัสดุ (MRP) เครื่องมือบริหารสต็อคหลังวิกฤต (VMI) เทคโนโลยีสารพัดประโยชน์ (RFID) ระบบคัมบัง
(KANBAN) เพือ่ ใหผ้ ้อู า่ นได้มคี วามรู้ ความเขา้ ใจในเนื้อหามากยง่ิ ข้นึ นาเสนอในรปู แบบทนี่ า่ สนใจ มีภาพประกอบใหผ้ ู้อ่าน
ไดเ้ ห็นภาพจรงิ ประกอบการเรียนรไู้ ด้ดีย่งิ ข้ึน
ผู้จัดทาหวังเป็นอย่างยิง่ ว่าจะเป็นประโยชน์แก่ผู้อา่ นและผู้สนใจที่กาลังหาข้อมูลเรื่องนี้อยู่ได้ไม่มากกน็ ้อย หากมี
ข้อแนะนาหรือขอ้ ผิดพลาดประการใด ผู้จดั ทาขอน้อมรับไวแ้ ละขออภยั มา ณ ที่น้ดี ว้ ย
สารบญั ค
เรอื่ ง หนา้
คานา ก
สารบญั ข
การจัดการสนิ คา้ คงคลงั ( Inventory Management) 1
2
ความร้ทู ัว่ ไปเก่ียวกับสนิ ค้าคงคลัง 3
ความสาคญั ของสนิ คา้ คงคลัง 4
ชนิดของสนิ ค้าคงคลัง 4
การบรหิ ารสนิ คา้ คงคลงั 5
หน้าท่ขี องวัสดุคงคลัง 6-9
ระบบการควบคมุ สินค้าคงคลัง 10
การจาแนกสนิ คา้ คงคลงั เปน็ หมวด ABC 11
12-13
ปรมิ าณการสง่ั ซอ้ื ทปี่ ระหยดั ( Economic Order Quantity ) 14
ตน้ ทนุ ในการควบคุมพัสดคุ งคลัง 15-25
วธิ ีการสั่งสนิ ค้าคงคลังใหต้ ้นทนุ ตา่ 26
การหาปรมิ าณสั่งซอ้ื ทเ่ี หมาะสม 27
27-30
ระบบจดุ สงั่ ใหม(่ Re-Order Point System ) 31
จุดสั่งซือ้ ใหม่ 32
ประเภทของจุดสงั่ ซอ้ื ใหม่ 33
ความแตกตา่ งระหวา่ งระบบปริมาณการสัง่ คงที่และระบบรอบเวลาการสง่ั คงท่ี 33-37
38
การสัง่ ทดแทนแบบรว่ ม( Joint Replenishment ) 39
ความหมายการสงั่ ทดแทนแบบรว่ ม 39
ปรมิ าณการส่ังแบบสงั่ ซื้อร่วม 40
40
การวางแผนความตอ้ งการวสั ดุ( Material Requirements Planning ) 41-44
ความหมายการวางแผนความตอ้ งการวัสดุ
ความต้องการวัสดทุ ข่ี นึ้ อย่กู ับผลิตภัณฑ์
วัตถุประสงค์ของการวางแผนความตอ้ งการวสั ดุ
องค์ประกอบของระบบการวางแผนความตอ้ งการวสั ดุ
ส่วนนาเข้าของระบบการวางแผนความต้องการวัสดุ
สารบญั (ตอ่ ) ง
เรอ่ื ง หนา้
กลยทุ ธก์ ารบริหารสตอ๊ ค( Vendor Managed Inventory ) 45
ความหมายกลยทุ ธ์การบรหิ ารสตอ๊ ค 46
ประโยชนห์ ลกั ของระบบกลยทุ ธก์ ารบรหิ ารสต๊อค 46
สาเหตทุ ี่องค์กรหันมาใช้ระบบกลยุทธ์การบรหิ ารสตอ๊ ค 47
รปู แบบจาลองการทากลยทุ ธก์ ารบรหิ ารสต๊อค 47
ประโยชนท์ ไ่ี ด้รับจากการใช้ระบบกลยทุ ธ์การบริหารสต๊อค 48
49
เทคโนโลยคี ลน่ื วทิ ยอุ จั ฉรยิ ะและบาร์โคด้ ( Radio Frequency Identification & Barcode ) 50
ความหมายของเทคโนโลยีคล่ืนวิทยอุ จั ฉรยิ ะ 51
ประเภทของเทคโนโลยีคลื่นวิทยุอจั ฉรยิ ะ 52-53
ประโยชน์และการประยุกต์ใชง้ านของเทคโนโลยคี ลื่นวทิ ยอุ ัจฉริยะ 53-55
ความหมายของบารโ์ คด้ 55
ความแตกตา่ งระหวา่ ง RFID กบั Barcode 56
57
ระบบคมั บงั ( Kanban System ) 58
ประวัติของระบบคัมบงั 58
การประยุกต์บตั รของระบบคัมบัง 59
ประโยชนข์ องระบบคัมบงั 60
กฎของ Kanban board 61
แนวคดิ ของ Lean
เอกสารอา้ งองิ
จ
การจัดการสินคา้ คงคลัง
Inventory Management
6
ความรทู้ วั่ ไปเกย่ี วกบั สนิ คา้ คงคลัง
สนิ คา้ คงคลงั คอื
วสั ดตุ า่ งๆ ทธี่ ุรกิจหรอื องคก์ รจดั หามาถือครองไวเ้ พื่อขายหรอื จัดเตรยี มไวเ้ พ่อื ปอ้ นเข้าหรอื จดั สง่ เข้าสูก่ ระบวนการผลติ
โลจสิ ตกิ ส์ คอื
กจิ กรรมท่มี กี ารเคลือ่ นย้าย จดั เก็บสินคา้ วสั ดุ วัตถดุ ิบ เอกสาร จากทีห่ นึ่งไปส่อู ีกทห่ี น่ึง ในระยะเวลาชั่วคราวหรือ
ระยะเวลายาวนาน โดยมีความพยายามในการจัดการกิจกรรมตา่ งๆ เหล่าน้ี ใหเ้ กิดคา่ ใชจ้ า่ ยโดยรวมตา่ ทส่ี ุด
กระบวนการของโลจสิ ตกิ ส์
เปน็ กระบวนการการเชื่อมโยงระบบการจัดการและขนสง่ สนิ ค้าจากตน้ ทางไปสู่ปลายทางอยา่ งมีประสทิ ธิภาพ
กระบวนการจงึ เริ่มต้นท่ี
1. การหาวตั ถุดิบ สินค้า และบริการ
2. การหา จัดเตรียม เลือกใช้บรรจุภัณฑ์ แพ็กเกจ สนิ ค้า
3. การจดั ส่งสินค้าจากตน้ ทางไปสู่คลงั สินค้าปลายทาง
4. การบรหิ ารสินคา้ ในคลังสินค้า สถานทต่ี ง้ั ระบบการจดั เก็บ การจดั การคลังสินคา้ ก่อนกระจายสินค้า ระบบ
จัดการเลอื กสินคา้ เพื่อจาหนา่ ยออก เช่น เข้ากอ่ น ออกก่อน รวมถึงปรมิ าณสินค้าทคี่ วรจดั เก็บไว้ในคลงั เพอื่ ใหพ้ ร้อมบรกิ าร
5. การติดตามกระบวนการโดยผ่านระบบคอมพิวเตอร์ การสอ่ื สารออนไลน์
7
ตน้ ทนุ โลจสิ ตกิ ส์
ความสาคญั ของสนิ คา้ คงคลงั
1. ทาใหโ้ รงงานสามารถผลิตสินค้า หรอื เดินเครอ่ื งจักรได้ตลอดสมา่ เสมอ อยา่ งเต็มกาลงั การผลิต และทาให้
ต้นทนุ การผลติ ต่าลง
2. ช่วยทาใหก้ ารผลิตไมห่ ยุดชะงกั ถงึ แมเ้ ครอ่ื งจักรจะชารุดเสยี หายเพราะยงั มีสินค้าในคลงั สินค้า เช่น
เครือ่ งอัดปูนเม็ดในโรงงานปนู ซเี มนต์ชารดุ โรงงานก็ยงั มปี นู เมด็ ในโกดงั ทจ่ี ะนาออกมาบดเข้าเครื่องบดเพอ่ื เป็นซเี มนต์
ผงจาหนา่ ยได้
3. ชว่ ยใหโ้ รงงานสามารถเก็บสนิ ค้าไว้ได้ในช่วงราคาสนิ คา้ ตกต่า
4. ช่วยทาใหโ้ รงงานมสี ินคา้ จาหน่ายในกรณีที่เกิดเหตุการณไ์ ม่คาดฝัน เช่น ความไม่แนน่ อนของการขนสง่
สนิ ค้า เกดิ ปัญหาทางธรรมชาติ
5. ชว่ ยทาให้การผลติ และการจ้างแรงงานเป็นไปโดยสม่าเสมอ ไมท่ าให้เกิดการทางานหรอื เครอ่ื งเดินเปล่า ใน
การผลติ สนิ ค้าบางอยา่ งจะต้องคาดคะเนถึงราคาวัตถุดบิ ในอนาคตด้วย และจาเป็นจะต้องจดั หามาเกบ็ ไว้ล่วงหน้าด้วยก่อน
ราคาจะขึ้น
8
ชนดิ ของสนิ คา้ คงคลงั
1. วตั ถดุ บิ (Raw material)
2. งานระหวา่ งทา หรอื งานระหวา่ งดาเนินการ (Work - in - Process; WIP)
3. สินค้าสาเรจ็ รูป หรอื สินค้าที่ผลิตเสรจ็ (Finish Goods; F/G)
4. สนิ ค้าคงคลังระหวา่ งการกระจายสินค้า (Distribution- inventory)
5. วสั ดสุ ิน้ เปลืองเพือ่ การบารงุ รักษา ซ่อมแซม และ การปฏิบัตงิ าน (Maintenance, Repair and Operating;
MRO)
การบรหิ ารสนิ คา้ คงคลงั คอื
จุดประสงคข์ องการบรหิ ารสินค้าคงคลัง คือ การแทนท่สี นิ ทรัพย์ทม่ี ีราคาแพง ทเี่ รียกวา่ “สนิ คา้ คงคลัง” ดว้ ย
สนิ ทรพั ยท์ ม่ี รี าคาถกู กวา่ ทเ่ี รียกวา่ “สารสนเทศ” และการทจี่ ะบรรลุจุดประสงค์นี้ได้ สารสนเทศจะต้องเปน็ ไปอย่างทันเวลา
แม่นยา เช่อื ถือได้ และมีความสอดคล้องกัน
ทาไมจงึ ตอ้ งบรหิ ารสนิ คา้ คงคลงั ?
1. เพอ่ื ใหก้ ารบรกิ ารลกู คา้ อยใู่ นระดบั ทด่ี ที ส่ี ดุ
การพยากรณก์ ารขายสินค้าแตล่ ะรายการที่ถกู ตอ้ งแม่นยามากขน้ึ เทา่ ใด กเ็ ทา่ กบั วา่ มคี วามผิดพลาดจากการ
พยากรณท์ ่ีลดลง นาไปสู่ความจาเปน็ ในการเกบ็ รกั ษาสนิ ค้าคงคลังนอ้ ยลงทาใหม้ กี ารใช้กาลงั การผลติ ของเครอื่ งจกั รอย่างมี
ประสิทธิภาพมากข้นึ สนิ คา้ คงคลังนัน้ ไม่ได้ถกู ผลิตขึน้ กอ่ นที่จะเกดิ ความต้องการจึงเปน็ การหลกี เล่ยี งความผดิ พลาดในการ
มงุ่ แต่จะผลติ ไว้ล่วงหนา้ โดยท่ัวไปแลว้ การลดระดบั สินค้าคงคลงั จะทาให้พื้นทจ่ี ดั เกบ็ ถกู ใชน้ อ้ ยลงและพน้ื ท่ีเหลา่ น้ันก็จะไม่
ถูกใชไ้ ปกอ่ นเวลาอันควร
2. เพอื่ ใหเ้ กิดประสทิ ธภิ าพสงู สดุ ของการจดั ซ้ือและการผลิต
สนิ ค้าหรอื วตั ถดุ ิบ อาจถกู จดั ซือ้ มาในปรมิ าณมากกวา่ ความต้องการจรงิ ทัง้ น้เี พอ่ื ใหเ้ กิดความค้มุ ค่าในเชงิ ต้นทุนของ
การจัดซื้อ หรอื การขนส่ง เม่อื สนิ คา้ ทถ่ี ูกซอ้ื มาในลกั ษณะดงั กลา่ ว สนิ คา้ คงคลังจึงเป็นผลทีต่ ามมา แต่อยา่ งไรกต็ ามข้อตกลง
ท่ีเรยี กว่า “ปรมิ าณการส่ังซือ้ (Volume Purchase Orders: Pos)” อาจถูกกาหนดขึ้น เพอ่ื ให้เกดิ ส่วนลดเพมิ่ ข้นึ ควบค่ไู ป
กบั ปรมิ าณการสั่งซ้ือท่ีเพ่ิมขน้ึ ซ่ึงแนน่ อนทส่ี ุดกาหนดการจดั ส่งก็กลายเปน็ ส่ิงทจี่ าเปน็ จึงเป็นผลให้เกิดแนวคดิ เร่อื ง
ทันเวลาพอดี (Just - in - Time; JIT)
9
3. เพอื่ ลดระดบั การลงทนุ ในสนิ คา้ คงคลังใหน้ อ้ ยทส่ี ดุ
การท่มี สี ินคา้ คงคลังท่ีมากเกินไป ทาใหเ้ กดิ การติดลบของกระแสเงนิ สด ซ่งึ เป็นสิง่ ทพี่ งึ หลกี เลย่ี งและน่ีคือสาเหตทุ ี่
ทาไมบคุ ลากรดา้ นการเงนิ จงึ เน้นการรักษาระดับสินค้าคงคลงั ให้มีจานวนต่าทสี่ ดุ เท่าทจี่ ะเปน็ ไปได้
4. เพอ่ื สรา้ งผลกาไรสงู สดุ
ผลกาไรสามารถถูกสรา้ งใหม้ ากท่ีสดุ ดว้ ยการเพม่ิ รายได้ หรอื การลดตน้ ทุน หนง่ึ ในหนทางท่ดี ีทสี่ ุดในการสรา้ งผล
กาไรสงู สดุ ก็คอื การบรหิ ารสนิ คา้ คงคลังใหเ้ หมาะสม
กาไร = รายได้ - รายจา่ ย
เดมิ 80,000 = 100,000 – 20,000
ใหม่ 100,000 = 120,000 – 20,000
ใหม่ 90,000 = 100,000 – 10,000 (หรอื เพิม่ รายได้ ลดตน้ ทนุ น่ันเอง)
หนา้ ทข่ี องวสั ดคุ งคลงั
1. พสั ดคุ งคลงั คาดหมาย (Anticipation Inventory)
เปน็ พสั ดุคงคลังท่ถี กู กาหนดข้ึนเพอื่ รองรบั ความตอ้ งการในอนาคต พัสดุคงคลงั ดงั กล่าวนส้ี ร้างขึ้นจากการพยากรณ์
ความต้องการท่จี ะเกดิ ข้นึ ในอนาคต หลงั จากนน้ั วางแผนจดั เตรียมพสั ดคุ งคลังไวใ้ ห้เพยี งพอทจี่ ะรองรบั ความตอ้ งการใน
อนาคต โดยคานงึ ถึงความประหยดั ระดบั บรกิ ารลกู คา้ และเงอ่ื นไขข้อจากัดตา่ งๆ
2. พสั ดคุ งคลงั ตามขนาด (Lot Size Inventory)
หลกั การพน้ื ฐานในการกาหนดขนาดรุ่นการสง่ั จะพจิ ารณาจากขนาดหรอื ปริมาณการส่งั ทท่ี าให้ตน้ ทนุ รวมทเ่ี กิดจาก
ข้อดหี รือขอ้ เสียในการส่ังซื้อด้วยขนาดรุ่นดงั กลา่ วต่าสดุ การตัดสินใจเก่ียวกบั การหาขนาดรนุ่ ของการสง่ั และเวลาในการออก
ใบส่งั ซ้ือเปน็ ประเดน็ ท่ีสาคญั ในการเลือกวธิ ีการพจิ ารณาขนาดรุ่นและจงั หวะในการออกใบส่งั ซอ้ื
10
3. พสั ดคุ งคลงั เพอื่ ความไม่แนน่ อน (Fluctuation Inventory)
เป็นกนั ชนระหว่างอุปสงคแ์ ละอปุ ทานในแต่ละข้นั ตอนของการดาเนนิ ธรุ กจิ นบั ต้งั แต่การสง่ มอบวัตถดุ บิ จนกระทั่ง
การสง่ มอบสนิ ค้าใหก้ ับลกู คา้ โดยรองรบั ความไม่แน่นอนของความตอ้ งการ เปน็ กันชนระหวา่ งข้ันตอนการผลิตตา่ งๆ เพือ่ ให้
การผลิตสามารถดาเนนิ ไปไดอ้ ยา่ งต่อเนอ่ื งและอสิ ระ แม้จะมีปญั หาเกดิ ขน้ึ กบั ขนั้ ตอนกอ่ นหน้าหรือขั้นตอนถดั ไป
อปุ สงค์ คอื ความต้องการซ้อื สนิ คา้ ของผ้บู ริโภค
อุปทาน คอื ปริมาณความตอ้ งการเสนอขายสินค้า
4. พสั ดคุ งคลงั ระหวา่ งการขนสง่ (Transportation Inventory)
พสั ดคุ งคลงั ทอ่ี ยู่ระหว่างการเคลอื่ นยา้ ยจากขน้ั ตอนหน่ึงไปยงั อกี ขั้นตอนหน่งึ ซึ่งจะครอบคลมุ ถึงพสั ดุคงคลังทกุ
รายการท่ีอยูใ่ นระหว่างการจดั ส่งจากคลงั สนิ คา้ ไปยังลกู คา้ รวมท้งั รายการพัสดุตา่ งๆทอ่ี งค์กรกาลงั จัดสง่ จากโรงงานแห่งหนึ่ง
ไปยังที่อน่ื ๆ
ต้นทนุ พสั ดุคงคลงั ระหว่างการขนส่งมักถกู มองข้าม ซง่ึ จะประกอบดว้ ยเงินทนุ ของพัสดุ ค่าเสียหายและค่าเส่อื มท่ี
เกดิ ข้ึนระหวา่ งขนสง่ คา่ ประกนั ภาษี การสูญหาย และการขนส่ง ดังนน้ั การส่ังสินค้าคงคลังเขา้ มา จงึ ตอ้ งวเิ คราะห์ตน้ ทนุ ใหต้ า่
ระบบการควบคมุ สนิ คา้ คงคลงั
ระบบการจาแนกสนิ คา้ คงคลงั เปน็ หมวดเอบซี ี (ABC)
ระบบน้ีเป็นเคร่ืองมอื หนงึ่ ทชี่ ่วยในการจัดการสนิ ค้าคงคลงั ซง่ึ หัวใจหลักของการจาแนกสินค้าคงคลงั แบบหมวดเอบี
ซีนั้น ก็คือการให้ความสาคญั สนิ คา้ ตามมูลคา่ ไมว่ า่ จะเปน็ มลู คา่ ความสาคญั ของการใช้งาน หรือมลู ค่าของเงนิ โดยจะมกี าร
แบง่ ประเภทสินคา้ คงคลงั เป็นกลุ่มๆ ตามมูลค่าของสินคา้ ออก เป็น 3 กล่มุ คือ A,B และ C ตามลาดบั ความสาคัญ ซ่ึงจะ
พิจารณาจากปริมาณและมลู คา่ ของสินคา้ คงคลงั เป็น เกณฑใ์ นการแบง่ เพื่อลดภาระในการควบคุมดูแลสนิ คา้ คงคลงั ที่มีจานวน
มากๆ ถ้าหากกิจการไมม่ กี าร แบง่ กลมุ่ สินคา้ ตา่ งๆ กจ็ ะทาให้เสยี เวลาในการดแู ลสนิ คา้ และสนิ คา้ บางรายการก็ไมจ่ าเป็น
ทั้งน้กี ารจาแนกสินค้าคงคลงั เปน็ หมวดเอบีซีจะชว่ ยเขา้ ไปจดั การสนิ ค้าคงคลังในการลดค่าใชจ้ า่ ยและประหยดั เวลาทเ่ี กินจา
เปน็ ไปได้
11
ช้ันของสนิ คา้ คงคลงั
A เปน็ สนิ คา้ คงคลงั ที่มีปรมิ าณน้อย (5-15% ของสนิ คา้ คงคลังทั้งหมด) แตม่ มี ูลค่ารวมค่อนข้างสูง (70-80% ของ
มูลคา่ ทัง้ หมด)
B เปน็ สินคา้ คงคลังท่ีมีปรมิ าณปานกลาง (20-30% ของสินคา้ คงคลังทั้งหมด) และมีมูลค่ารวมปานกลาง (15-
20% ของมลู คา่ ท้ังหมด)
C เป็นสนิ คา้ คงคลังที่มีปริมาณมาก (50-60% ของสนิ ค้าคงคลังทั้งหมด) แตม่ ีมลู คา่ รวมคอ่ นขา้ งตา่ (5-10% ของ
มลู คา่ ทั้งหมด)
ตวั อยา่ ง
บริษัทแห่งหนึ่งได้ทาการสารวจสินค้าคงคลังที่ใช้ในการดาเนินกิจการ เพื่อที่จะจาแนกกลุ่ม ABC โดยมีรายละเอียด
เป็นปริมาณการใชส้ ินค้าคงคลังแต่รายการในรอบปี และราคาต่อหน่วยแตล่ ะรายการ ทั้งหมด 13 รายการดังแสดงในตาราง
ต่อไปนี้
12
ขน้ั ตอนต่อไป เป็นการคานวณหาตน้ ทนุ รวมแต่ละรายการท่หี มุนเวียนในรอบปีน้นั โดยนาปริมาณการใช้สินคา้ คง
คลงั ในรอบปีคณู ดว้ ยราคาตอ่ หน่วยของสนิ คา้ คงคลงั และทาการจดั ลาดบั มลู ค่าสนิ คา้ คงคลังท่ีมูลค่าสงู สดุ ไปถึงมลู ค่าสนิ ค้าคง
คลงั ทมี่ ูลค่าต่าสุด
หลังจากนัน้ จะไดต้ น้ ทนุ รวม จากนั้น นาไปคานวณหาร้อยละของปริมาณการใชส้ ินค้าคงคลังท้งั หมด และร้อยละของ
มลู ค่าสินค้าคงคลังแตล่ ะรายการ
13
วิธหี า % ของมลู คา่ = ต้นทนุ รวมของสินคา้ แต่ละชนดิ x 100
ผลรวมตน้ ทุนรวมของสินคา้ ท้ังหมด
วธิ หี า % ของปรมิ าณ = ปรมิ าณการใชส้ ินค้าคงคลงั ต่อปีของแต่ละชนดิ x 100
ผลรวมปรมิ าณการใชส้ ินค้าคงคลังต่อปีของสนิ ค้าทัง้ หมด
การควบคุมสินค้าคงคลังแต่ละประเภทของตัวอย่างข้างต้น มีมาตรการในการควบคุมดังนี้ สินค้าคง คลังกลุ่ม A ผู้ท่ี
รับผิดชอบดูแลนั้นจะต้องให้ความสนใจเปน็ พิเศษเพราะมีมูลค่าสูง ซึ่งจะต้องทาการตรวจสอบทุกสปั ดาหแ์ ละมีการจดบันทึก
อย่างละเอียดทุกครั้งที่มีการเบิกจ่ายหรือการดาเนินการเกี่ยวกับสินค้าประเภทนี้ ส่วนสินค้าคงคลังกลุ่ม B จะให้ความสนใจ
รองลงมาจากกลุ่ม A โดยกาหนดให้มีการตรวจสอบทุก 3 ถึง 4 เดือน สาหรับกลุ่ม C มักจะมีการสั่งซื้อครั้งละปริมาณมากๆ
เนอื่ งจากสินคา้ มีปรมิ าณทม่ี ากและมมี ูลคา่ ต่า ไม่จาเป็นต้องควบคมุ แบบเขม้ งวดมากนกั จึงกาหนดให้มีการตรวจสอบปลี ะคร้ัง
14
การจาแนกสินคา้ คงคลังเปน็ หมวด ABC จะทาให้การควบคมุ สินคา้ คงคลงั แตกตา่ งกนั ดังตอ่ ไปน้ี
กลุ่ม A
จาเปน็ ต้องมีการควบคุมอย่างใกล้ชิดและเข้มงวดมาก การสัง่ และการใชข้ องจะต้องมีการ จดบันทึกรายการท่ี
สั่งซื้ออย่างละเอียดครบถ้วน และสมบูรณ์มากที่สุด มีการตรวจสอบอยู่สม่าเสมอ การควบคุมอย่างใกล้ชิดอาจหมายถึง การ
สารองสินค้าคงคลงั สาหรบั วัตถดุ บิ ท่ีมีความสาคัญตอ้ งใชง้ านอย่างต่อเน่ือง และมีปริมาณมาก ผู้จัดซอื้ ควรตรวจสอบสินค้าใน
คลังอยสู่ มา่ เสมอ เพื่อให้ทันเวลาตอ่ กระบวนการ ผลิตหรือเวลาส่งมอบใหแ้ ก่ลกู ค้า ควรทาการลงบันทึกรายละเอยี ดของสนิ ค้า
และการเงินทุกครั้งที่มีการซื้อขาย และตรวจนับสินค้าในคลังเพื่อตรวจสอบความถูกต้องใหต้ รงกับจานวนในบัญชีสม่าเสมอ
เชน่ ตรวจนบั สปั ดาห์ ละ 1 คร้งั เปน็ ตน้
ดังนั้น การควบคุมสินค้าคงคลังกลุ่ม A ควรใช้ระบบสินค้าคงคลังอย่างต่อเนื่องและมีการเก็บรักษาอย่างปลอดภัย
ด้านฝา่ ยจัดซื้อควรจัดหาผู้ขายหลายรายไวส้ ารอง ในกรณีท่ีผขู้ ายรายหลักมีการผลิต หรือสง่ มอบไม่ทนั เพื่อลดความเส่ียงที่
สินค้าจะขาดแคลน
กลมุ่ B
สินค้าคงคลังกลมุ่ นเ้ี ปน็ การควบคุมตามปกติ มกี ารควบคมุ อยา่ งเขม้ งวดระดบั ปานกลาง คือ มี การตรวจสอบ
เปน็ ระยะๆ เชน่ ทกุ ๆ 1 เดือนหรอื 3 เดือน แล้วแต่การบรหิ ารของแต่ละองคก์ ร ซง่ึ ควรมีการ บันทึกรายการสินคา้ เช่นเดียวกับ
สินค้ากลุ่ม A บันทึกการเบิกจ่าย แม้ว่าจะมีการทาการสั่งซื้อไม่บ่อยครั้ง เพื่อลดความเสี่ยงในการสูญหาย และพยายาม
ตรวจสอบสินคา้ ในคลังใหป้ ลอดภยั และเพยี งพอไมใ่ หเ้ กดิ ภาวะขาดแคลนสนิ ค้า
กล่มุ C มกี ารจดบนั ทกึ เพยี งเลก็ น้อยหรือไมม่ ีการจดบนั ทกึ เลย เปน็ สนิ ค้าคงคลังทมี่ ีมูลค่าต่าแตม่ ี จานวนมาก การ
ควบคุมไม่จาเป็นต้องเข้มงวดมากนัก มีการตรวจนับสินค้าบ้างเปน็ ครั้งคราว โดยใช้ระบบ สินค้าคงคลังแบบสิ้นงวด คือ เว้น
ระยะสักพักแล้วทาการตรวจสอบคลังสินค้าว่าขาดเหลือไปเท่าใด แล้วทาการ สั่งซื้อสินค้ามาเพิ่ม โดยทั่วไปมักจะนิยมใช้
ระบบสองกล่อง (Two-bin System) คือมสี ินค้าแบบเดยี วกัน 2 กลอ่ ง เพือ่ สารองการใช้งาน เม่ือกลอ่ งแรกหมดก็นากล่องท่ี
สองมาใช้ แล้วรีบทาการจัดซื้อเพื่อให้เพียงพอต่อ การใช้งาน สินค้ากลุ่มนี้มักเป็นกลุ่มที่สามารถหยิบใช้ได้สะดวก เพื่อ
ปอ้ งกนั การขาดแคลน หากทาการควบคมุ แบบเข้มงวดมากจะทาให้มีคา่ ใชจ้ ่ายสูง
15
ปรมิ าณการส่ังซื้อทปี่ ระหยัด
Economic Order Quantity (EOQ)
16
ตน้ ทนุ การควบคมุ พสั ดคุ งคลัง
ประกอบไปดว้ ย 2 สว่ นทีส่ าคัญดงั น้ี 1. ต้นทนุ พัสดุคงคลงั 2. ตน้ ทุนในการควบคุมพสั ดุคงคลัง
ตน้ ทนุ ในการควบคมุ พสั ดคุ งคลงั
1. ตน้ ทนุ ในการสง่ั (Ordering cost)
ประกอบไปด้วย
1. ต้นทนุ ในการสั่งซ้อื (Purchasing Cost)
2. ตน้ ทนุ ในการสงั่ ผลิตหรือเตรียมการผลติ (Setup Cost)
1.1 ต้นทุนในการส่งั ซื้อ (Purchasing Cost)
คือ ต้นทุนที่จ่ายไปเพือ่ ใหไ้ ดม้ าซงึ่ วสั ดุ (วตั ถดุ ิบ ช้ินส่วนประกอบ ชิ้นสว่ นประกอบยอ่ ยหรือผลิตภณั ฑ์
สาเรจ็ รปู ) ต้นทุนชนดิ น้ีจะเกิดข้ึนทุกคร้งั ทมี่ กี ารสั่งซ้ือ
ตวั อยา่ ง
เงินเดือนของฝา่ ยบญั ชใี นแตล่ ะปีเทา่ กบั $97,000 คา่ ใชจ้ า่ ยในการดาเนินงานของฝ่ายบัญชี คอื $42,000 และ
สาหรบั ค่าใช้จา่ ยในการตรวจสอบเทา่ กบั $25 ตอ่ การส่ังในแต่ละครง้ั ถ้าฝ่ายบัญชไี ด้ทาการออกใบแจง้ หนี้ จานวน 13,500
คร้ังตอ่ ปี ค่าใช้จ่ายในการสง่ั ซือ้ แตล่ ะครัง้ โดยเฉลีย่ เป็นเทา่ ใดและค่าใช้จา่ ยต่อปเี ปน็ เทา่ ใด
1.2 ตน้ ทุนในการสงั่ ผลติ หรือเตรียมการผลิต (Setup Cost)
คอื คา่ ใชจ้ า่ ยหรอื ตน้ ทุนท่ีเกดิ ข้ึนจากาการเตรียมการผลติ ให้กับงานใหม่
เช่น งานวางสายการผลติ การปรบั ตง้ั เครื่องจกั ร การทาความสะอาดเครอื่ งจักรหลังจาก
ทางานเสรจ็ งานด้านเอกสารใบสง่ั งาน
17
2. ตน้ ทนุ ในการถอื ครองพสั ดคุ งคลงั (Inventory Holding Cost)
โดยทว่ั ไปจะคดิ ตามปริมาณการผลิตโดยเฉลยี่ ซ่งึ ก็คือ 1/2 ของพสั ดคุ งคลงั ตน้ งวดหรอื 1/2ของปริมาณการสง่ั โดย
หากตอ้ งการคานวณใหอ้ อกมาในหน่วยบาทต่อปี สามารถคานวณได้ดงั นี้
H = hC
โดย H = ตน้ ทุนรวมการถอื ครองพสั ดุคงคลงั (บาทต่อหน่วยต่อป)ี
h = ตน้ ทุนรวมการถือครองพัสดุคงคลัง(เปอร์เซนตต์ ่อป)ี
C = ต้นทุนวัสดตุ อ่ หน่วย
และยงั สามารถแยกต้นทุนการถือครองพัสดุได้อกี ดังนี้
2.1 ตน้ ทนุ ดอกเบ้ยี เงินจม (I) ไดแ้ ก่ ต้นทนุ ท่ีคิดเป็นอัตราดอกเบยี้ ต่อหนว่ ยพัสดุคงคลังตอ่ หนว่ ยเวลา
เช่น ดอกเบย้ี ทีเ่ กิดจากเงนิ จม ค่าเสยี โอกาส คา่ ใช้จา่ ยทเ่ี กดิ จากการเก็บรักษาบางรายการ เช่น ค่าเส่อื มสภาพ คา่ ล้าสมัย คา่
ของเสยี หายหรอื สญุ หาย ค่าประกนั เป็นตน้ โดยจะขน้ึ อยู่กบั ปริมาณการถอื ครองและระยะเวลาการถือครอง
I = iC
โดย I = ต้นทนุ ดอกเบย้ี เงินจมในการถือครอง(บาทต่อหน่วยตอ่ ป)ี
i = ตน้ ทนุ ทางการเงินในการถอื ครอง (เปอร์เซนต์ตอ่ ปี)
C = ต้นทุนวัสดุต่อหนว่ ย
2.1 ตน้ ทนุ ในการเกบ็ รกั ษา (W) เป็นต้นทนุ ที่คิดต่อพสั ดุคงคลังหนง่ึ หนว่ ย โดยจะมีหนว่ ยเป็นบาทตอ่
หน่วยวสั ดุต่อหนว่ ยเวลา เช่น ต้นทนุ การจัดการดา้ นคลงั สนิ ค้าเพ่อื ดแู ลพัสดุคงคลัง โดยสามารถแบง่ ได้เป็น 2 ประเภท
ดังต่อไปนี้
1. กรณคี ลงั สินค้าเกบ็ พัสดุคงคลังรายการเดียว
ตน้ ทุนการถอื ครอง (H) = (I+2W)
2. กรณีคลงั สนิ ค้าเก็บพสั ดุคงคลังหลายรายการ
ตน้ ทุนการถือครอง (H) = (I+W)
3. ตน้ ทนุ ทีเ่ กดิ จากสนิ คา้ ขาดแคลน (Shortage Cost)
เมื่อคลงั สินคา้ มีพสั ดุไม่เพยี งพอ เชน่ มีผลิตภัณฑไ์ ม่พอจาหน่ายหรือไม่เพยี งพอตอ่ การผลติ แนช่ ัดวา่ กอ่ ใหเ้ กิด
ความเสยี หายตอ่ ธรุ กิจ ทาใหส้ ูญเสยี โอกาสในการทากาไรทค่ี วรจะไดแ้ ละสง่ ผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของธุรกิจจากมุมมอง
ของลกู ค้า ส่วนกรณวี ัตถดุ บิ ไม่เพียงพอ ทาให้การผลติ หยดุ ชะงกั ไมส่ ามารถสง่ มอบสนิ คา้ ลา่ ช้า ตน้ ทุนการขาดสต๊อกมีหน่วย
เปน็ บาทต่อหนว่ ยต่อเวลาและมักใช้ตัวย่อเป็น S
18
4. คา่ ใชจ้ า่ ยทเี่ กยี่ วข้องกบั กระบวนการผลติ (Capacity AssociatedCost)
เป็นค่าใชจ้ ่ายทีเ่ กยี่ วข้องกับการเปล่ียนแปลงระดับการผลิต คา่ ใชจ้ ่าย เหล่าน้ี ได้แก่ คา่ ลว่ งเวลาค่าจา้ งคนงานเพิม่
คา่ ใช้จ่ายในการอบรม คา่ ใช้จา่ ยในการเปิดกะใหม่ คา่ ใชจ้ ่ายในการปลดคนงานออก
วธิ กี ารสงั่ สนิ คา้ คงคลงั ใหต้ น้ ทนุ ตา่ และถา้ ผลติ จะตอ้ งผลติ ใหม้ คี วามเหมาะสม ดงั น้ี
1. การหาปรมิ าณสง่ั ซื้อทีเ่ หมาะสม (Economic Order Quantity: EOQ)
2. การหาปริมาณการสง่ั ซื้อท่ีเหมาะสมในกรณีลดราคา (Quantity Discounts)
3. การหาปริมาณการผลติ ทเ่ี หมาะสม (Appropriate Production Quantity)
การตดั สนิ ใจขน้ั พน้ื ฐานเกย่ี วกบั การสง่ั พสั ดคุ งคลงั
1. จะส่งั พสั ดุแตล่ ะรายการจานวนเท่าไหร่ดี ในแต่ละคร้งั ทีอ่ อกใบส่ัง ?
2. แล้วจะออกใบสั่งพสั ดนุ น้ั เมือ่ ไหร่ ?
1. ตน้ ทุนในการสัง่ ซ้ือ(Order (Setup) Cost Curve)จะเป็นสัดส่วนผกผันกบั ปรมิ าณการสง่ั ซือ้ (Order Quantity)
2. ตน้ ทุนในการเก็บรักษา(Holding Cost Curve)จะเปน็ สดั สว่ นโดยตรงกบั ปรมิ าณการสงั่ ช้อื (Order Quantity)
3. ผลรวมของตน้ ทนุ ในการสั่งช้อื (Total Cost Curve)จะมีค่าน้อยทส่ี ุดทจ่ี ุดต้นทนุ ในการเก็บรกั ษา (Holding Cost
Curve) เทา่ กบั ต้นทุนในการสงั่ ชือ้ (Order (Setup) Cost Curve)
19
การหาปรมิ าณสง่ั ซอื้ ทเี่ หมาะสม (Economic Order Quantity: EOQ)
เป็นแบบจาลองทน่ี ามาใชเ้ พ่ือหาปรมิ าณสัง่ ซื้อท่ีเหมาะสม คอื ต้นทุนการสง่ั ซือ้ ตน้ ทุนการจดั เก็บรกั ษา ตน้ ทนุ
สนิ คา้ ขาดมือ ให้อยู่ในระดับตา่ โดยส่วนมากจะคิดเป็นตอ่ หน่งึ ปีการนาแบบจาลอง EOQ ควรจะทราบข้อมลู เบอื้ งตน้ ดังนี้
1. คิดจากสินคา้ 1 รายการ
2. มขี ้อมูลการใชต้ ่อปี
3. อัตราการใช้คงที่ตลอดปี
4. ช่วงเวลากอ่ นสนิ ค้ามาถงึ (Lead time) คงท่ที กุ คร้งั ทีส่ ั่ง
5. ไม่คิดหรือไม่รบั ส่วนลดปริมาณสินค้า
EOQ : กรณีส่งั ซื้อ : ไมย่ อมใหพ้ สั ดุคงคลงั ขาดแคลน
โดยอยู่ภายใตเ้ ง่อื นไขดงั ตอ่ ไปนี้
1. สามารถประมาณคา่ ความตอ้ งการตอ่ ปี ตน้ ทุนการถือครอง และต้นทนุ ในการสงั่ วัสดแุ ต่ละรายการได้
2. เป็นระดับพสั ดคุ งคลังเฉล่ียสาหรับวัสดแุ ต่ละรายการ
3. ไมม่ ีการขาดสตอ๊ ก ไมม่ คี า่ ใชจ้ ่ายอน่ื ตามมา
4. ไมม่ ีสว่ นลดราคา
ตัวแปรที่ใช้คานวณ
D = ความตอ้ งการต่อปีของพสั ดุหน่งึ รายการ (หนว่ ย/ป)ี
Q = ปริมาณการสง่ั พัสดเุ มอื่ ถึงจดุ สงั่ ในแตล่ ะครง้ั (หน่วย/ครัง้ )
P = ตน้ ทุนในการสั่งซ้ือสินค้า (บาท/ครง้ั )
C = ราคาตอ่ หนว่ ยของพสั ดุ (บาท)
H = ต้นทุนรวมในการถือครองพสั ดุ (เปอรเ์ ซนต์/ป)ี
H = ตน้ ทุนรวมในการถือครองพสั ดุ (บาท/หน่วย/ปี) = h x C
20
EOQ : กรณีส่งั ซอื้ : ไม่ยอมให้พสั ดุคงคลังขาดแคลน
การพิจารณาการคานวณตน้ ทนุ ที่เกีย่ วกบั การควบคุมพัสดุคงคลัง ดังนี้
ตน้ ทุนรายปี = CD บาท
ต้นทุนการถอื ครองพัสดคุ งคลังต่อปี = (Q) H บาท
ตน้ ทนุ ในการสัง่ ซอื้ ตอ่ ปี บาท
2
= (D) P
Q
ตน้ ทนุ รวมการควมคุมพสั ดคุ งคลงั ตอ่ ปี
TC = (D) P + (Q) H
Q 2
ปรมิ าณการส่ังผลิตทป่ี ระหยดั (Economic Order Quantity, EOQ)
Q0 = √2DP
H
Q0 = ปรมิ าณการส่ังผลติ ทปี่ ระหยดั
ตน้ ทนุ การควบคุมพสั ดุคงคลังตา่ ท่ีสุด
TC0 = √2PDH
รอบเวลาในการสั่งท่ปี ระหยดั ตอ่ ปี
T0 = Q0 = √ 2P
D
HD
ตวั อยา่ ง
บรษิ ทั Manashi ตอ้ งการลดค่าใช้จ่ายสนิ คา้ คงคลงั ของบริษัทให้น้อยลง โดยใช้ตวั แบบปริมาณส่ังซ้ือที่ประหยัด
ความต้องการสินค้าต่อปี 1,580 หน่วย ต้นทุนการสั่งซื้อ 15 ดอลลาร์สหรัฐต่อครั้ง ราคาต่อหน่วย 25 ดอลลอร์สหรัฐ ต้นทุน
การเก็บรักษาเปอร์เซนต์ตอ่ ปี 0.75 ดอลลาร์ จงคานวณหา
1. ปรมิ าณสง่ั ซื้อทเ่ี หมาะสมทส่ี ุด
2. สามารถประหยดั คา่ ใช้จ่ายในแต่ละปไี ดเ้ ท่าไร
3. รอบเวลาการส่งั ซื้อที่ประหยดั
21
วิธีหาคาตอบ
1. ปริมาณสง่ั ซอื้ ท่เี หมาะสมท่ีสุด
Q0 = √2DP
H
= √ (( , ) ( ). ( ) )
= √2,528
= 50.28 หน่วย/ครง้ั
2. สามารถประหยดั คา่ ใช้จา่ ยในแตล่ ะปไี ดเ้ ท่าไร
TC = (D) P + (Q) H
Q 2
= (1,580) 15 + (50.28) (25)(0.75)
50.28 2
= 471.36 + 471.38
= 942.74 บาท ≈ 943 บาท
3. รอบเวลาการสง่ั ซื้อทป่ี ระหยดั Q0 ≈ 11 วนั
T0 = D
= 50.28
= 1,580
0.03 ปี, 1.56 สัปดาห์, 10.95 วนั
22
EOQ : กรณสี งั่ ซอ้ื : ยอมใหพ้ สั ดคุ งคลงั ขาดแคลน
โดยอยภู่ ายใตเ้ งอื่ นไขดงั ตอ่ ไปนี้
1. สามารถประมาณคา่ ความต้องการตอ่ ปี ตน้ ทุนการถอื ครอง และ ตน้ ทุนในการส่ังวสั ดุแตล่ ะรายการได้
2. เป็นระดับพสั ดคุ งคลงั เฉลี่ยสาหรบั วสั ดแุ ตล่ ะรายการ
3. ไม่มสี ว่ นลดราคา
TC = ตน้ ทนุ รวมการควบคุมพัสดุคงคลงั ตอ่ รอบ (บาทต่อรอบ)
S = ตน้ ทนุ ทเ่ี กิดจากวัสดุคงคลังขาดแคลน
X = ระดับพสั ดุคงคลงั สงู สดุ ในกรณีที่ยอมใหพ้ ัสดคุ งคลงั ขาดแคลน
t1 = ช่วงเวลาทพ่ี สั ดุคงคลงั
t2 = 1 รอบเวลาของการสงั่ ซอ้ื = t1 + t2
สตู รในการคานวณ = PD
ต้นทุนในการสั่งซ้ือ Q
ตน้ ทนุ ในการถือครองพัสดุคงคลัง
ต้นทนุ พัสดุคงคลงั ขาดแคลน = (x2 ) (H)
ปริมาณการส่ังทปี่ ระหยัด (Q0)
ระดับพสั ดคุ งคลงั สูงสดุ (H0) 2Q
รอบเวลาการส่งั ที่ประหยดั (T0)
ตน้ ทุนการควบคุมพสั ดคุ งคลงั รวม (TC0) = (Q−X)2 (S)
2X
= √2PD √H+S
HS
= √2PD √ S
H H+S
= √ 2P √H+S
HD S
= √2PDH √S
H+S
23
ตวั อยา่ ง
บรษิ ัทแห่งหนงึ่ ต้องการจะพิจารณาขนาดรุ่นของการสัง่ พสั ดุคงคลัง รายการหนงึ่ ซง่ึ หากพสั ดุคงคลังรายการดังกล่าว
ขาดแคลนในชว่ งท่ีสั่ง ลูกค้ายังคงพร้อมที่จะรอ แต่บริษัทอาจจาเปน็ ต้องมีค่าใชจ้ ่ายในการชดเชยบางส่วน บริษัทจงึ ต้องการ
พิจารณาว่าหากยอมให้มีการขาดแคลนบ้าง ระดับหนึ่งจะทาให้ประหยัดต้นทุนการควบคุมพัสดุคงคลังหรือไม่อย่างไรโดย
บรษิ ทั ไดม้ อบหมายให้ผจู้ ัดการฝา่ ยวสั ดเุ ป็นผู้วเิ คราะห์นโยบายดงั กลา่ ว ซ่งึ ได้ทาการรวบรวมขอ้ มูลเพอื่ ประกอบการวิเคราะห์
ดงั นี้
ความต้องการต่อปเี ปน็ 320 หนว่ ย
ต้นทนุ ในการส่ังซอื้ ตอ่ ครัง้ คือ 15 บาท
ตน้ ทุนในการถือครองพสั ดคุ งคลังคอื 0.25 บาทตอ่ หนว่ ยต่อปี
ตน้ ทนุ พสั ดุคงคลังขาดแคลน คอื 0.5 บาทตอ่ หนว่ ยตอ่ ปี
วิธหี าคาตอบ
กรณไี มย่ อมใหพ้ สั ดุคงคลังขาดแคลน
Q0 = √2DP
H
= √2(15)(320) = 195.96 หนว่ ย
(0.25)
(TC0) = √2PDH
= √2(15)(320)(0.25) = 48.99 ≈ 49 บาทตอ่ ปี
กรณยี อมใหพ้ สั ดุคงคลงั ขาดแคลน
(Q0) = √2PD √H+S
HS
= √2(15)(320) √0.25+0.5 = 239.07 ≈ 239 หน่วย
0.25 0.5
ระดับพัสดคุ งคลังสูงสดุ
(H0) = √2PD √ S
H H+S
= √2(15)(320) √ 0.5
0.25 0.25+0.5
= 160.69 ≈ 161 หนว่ ย
24
ดงั นน้ั พัสดุขาดแคลนต่อรอบ = 239 - 161 = 78 หนว่ ย
ดงั น้ัน
จานวนครั้งที่ส่งั ตอ่ ปี = D = 320 = 1.34 ≈ 1 ครั้ง
Q0 239
(TC0) = √2PDH √S
H+S
= √2(15)(320)(0.25) √ 0.5
0.25+0.5
= 40.17 บาทต่อปี
EOQ : กรณสี งั่ ซอื้ : มสี ว่ นลดแบบลดทกุ หนว่ ย
โดยอย่ภู ายใตเ้ ง่อื นไขดงั ต่อไปนี้
1. สามารถประมาณค่าความต้องการต่อปี ตน้ ทุนการถอื ครองและตน้ ทนุ ในการสง่ั ซื้อตอ่ ครง้ั ได้
2. คา่ ใช้จ่ายในการถือครองพสั ดุคงคลังอาจจะกาหนดในอัตราคงทตี่ ่อหนว่ ย ต่อปีหรอื ให้แปรผนั
ตามราคาของวสั ดทุ สี่ ัง่ ซือ้ ในรปู ของร้อยละตอ่ ปี
3. ตน้ ทนุ รวมวสั ดตุ อ่ ปี คอื ต้นทนุ ทีร่ วมราคาค่าวัสดแุ ละตน้ ทุนในการควบคมุ พัสดคุ งคลัง
4. มีสว่ นลดเมอ่ื ซ้ือในปริมาณมาก
5. การส่งมอบวัสดุในแต่ละคร้งั จะส่งมอบครัง้ เดียวหรอื ทยอยสง่
ตวั อยา่ ง ช่วง ราคา
1-59 25.00
ฝ่ายจัดซื้อของโรงงานขนาดใหญ่แห่งหนึ่งมีการใช้น้ายาล้างทาความ 60-89 22.00
สะอาดจานวน 968 หีบต่อปี ค่าใช้จ่ายในการสั่งต่อครั้ง 16 บาท ค่าใช้จ่ายใน 90-100 20.00
การถือครองพัสดุคงคลัง 8 บาทต่อหีบต่อปี และจากการกาหนดราคาใหม่ ได้ ≥105 18.00
แสดงให้เห็นว่าหากสั่งจานวนน้อยกว่า 60 หีบ จะคิดราคา 25 บาทต่อหีบ
ระหว่าง 60 ถึง 89 หีบ จะคิดราคา 22 บาทต่อหีบ ระหว่าง 90-100 หีบ คิดที่
ราคา 20 บาทต่อหีบ และมากกว่า 105 หีบ จะคิดที่ราคา 18 บาทต่อหีบ จง
พจิ ารณาปรมิ าณการส่งั ทเี่ หมาะสม
25
วธิ หี าคาตอบ
Q0 = √2DP
H
= √2(968)(16)
8
= 62 หบี
TIC62 = (D) P + (Q) H + CD
Q2
= (968) 16 + (62) 8 + (22x968)
62 2
= 21,794 บาท
TIC90 = (968) 16 + (90) 8 + (20x968)
90 2
= 19,892 บาท
TIC105 = (968) 16 + (105) 8 + (18x968)
105 2
= 17,992 บาท
ดงั นน้ั การสงั่ 105 หบี ตอ่ ครง้ั จะทาใหค้ า่ ใชจ้ า่ ยตา่ สดุ
ตวั อยา่ ง : กรณมี สี ว่ นลดแบบลดทกุ หนว่ ย(คา่ ถอื ครองเปน็ เปอรเ์ ซนต)์
ผสู้ ่งมอบท่อนา้ ทิ้งแห่งหนึง่ ไดเ้ สนอเงอ่ื นไขสว่ นลดใหก้ ับผู้ผลิตแห่งหนงึ่ หากสง่ั ซือ้ มากกวา่ ปรมิ าณทที่ าการสง่ั อยู่ใน
ปัจจุบนั ดงั ตาราง
ชว่ ง ราคา
1-599 2.50
600-899 2.20
≥900 2.00
โดยมีความตอ้ งการตอ่ ปี คอื 15,000 หนว่ ยต่อปี,คา่ ใช้จ่ายในการถอื ครอง คอื 25% ของราคาต่อหน่วยต่อปีและ
ค่าใช้จ่ายในการสงั่ ต่อครงั้ คือ 4.5 บาทต่อครง้ั
26
วิธหี าคาตอบ
EOQ2.5 = √ (( . , ) ( ) (. ). ) = 463
EOQ2.5 = √ (( . , ) ( ) (. ). ) = 495.4
EOQ2.5 = √ (( . , ) ( ) (. ). ) = 519.6
TIC495.4 = (1459,050.40) 4.5 + (4925.4) (0.25x2.5)(2.5 15,000)
= 37,792 บาทตอ่ ปี
TIC900 = (159,00000) 4.5 + (9020) (0.25x2.0)(2.0 15,000)
= 30,359 บาทต่อปี
ดงั นน้ั การสง่ั 500 หนว่ ยตอ่ ครัง้ จะทาให้คา่ ใชจ้ า่ ยตา่ สดุ
27
EOQ : กรณสี งั่ ซอื้ : มสี ว่ นลดตามทเี่ พมิ่
ระดบั ปรมิ าณทสี่ งั่ ราคา
0-199 15.00
200-249 14.50
≥ 250 14.00
ขน้ั ตอนท่ี 1 หาคา่ ตา่ งๆในกราฟ
ระดบั ปรมิ าณทส่ี งั่ ราคา
0-199 = j1 15.00 = c1
200-249 = j2 14.50 = c2
≥ 250 = j3 14.00 = c3
Vq1 = 199x15
Vq2 = {(249 − 199)x14.5} + (199x15)
Vq3 = {(x − 250)x14} + {(249 − 199)x14.5} + (199x15)
ขนั้ ตอนที่ 2 หา EOQ (Qj∗)
จากสูตร Qj∗ = √2D{P+Vqj−1 −(Cjxqj−1 }
เริ่มจาก
hxCj
j= 1
Q1∗ = √2D{P+Vq0 −(C1 xq0}
hxC1
Q1∗ = √(2 1,000) {200+0−(15x0}
0.2x15
= 365.1 หน่วย
เปน็ ไปไมไ่ ด้ ตอ้ งใช้ Q = 199 แทน
28
เงอื่ นไข
หากคา่ Qj∗ ทค่ี านวณเปน็ ไปได้ในชว่ งราคา j แสดงว่าเปน็ ปรมิ าณทเ่ี หมาะสมท่ีระดบั ชว่ งราคา j
หากค่า Qj∗ อยู่ตา่ กวา่ ชว่ ง จะตอ้ งให้ Qj∗ = ปริมาณการส่งั ต่าทีส่ ดุ ในช่วงราคา j
หากคา่ Qj∗ อยสู่ ูงกวา่ ชว่ ง จะตอ้ งให้ Qj∗ = ปรมิ าณการส่งั สูงท่ีสดุ ในชว่ งราคา j
ดังน้ัน ข้อนต้ี อ้ งใช้ Q = 199
ขน้ั ตอนท่ี 3 หา TIC ( ) Kj = DP + [Q x h {Vqj−1 + Cj − (Cj x qj−1)}]
จากสูตร
Q 2 Q Q
+D {Vqj−1 + Cj − (Cjxqj−1)}
Q Q
j=1
K1 = DP + [Q x h {Vq0 + C1 − (C1 x q0)}]
Q
Q 2Q
+D {Vq0 + C1 − (C1 x q0)}
Q Q
K1 = 1,000x200 + [199 x 0.2 { 0 + 15 − (15 x 0)}]
199 2 199 199
+1,000 { 0 + 15 − (15 x 0)}
199 199
= 16,303.5 บาทตอ่ ปี
หาตอ่ ที่ j = 2
Q2∗ = √2D{P+Vq1 −(C2 xq1}
hxC2
= √(2 1,000) {200+(199 15)−(14.5x199}
0.2x14.5
= 454.48 หนว่ ย
เปน็ ไปไมไ่ ด้ ตอ้ งใช้ Q = 249 แทน
29
j=2
K2 = DP + [Q2 x h {Vq1 + C2 − (C2 x q1)}]
Q Q
Q
+D {Vq1 + C2 − (C2 x q1)}
Q
Q
= 1,000 x 200 + [249 x 0.2 {15 199 + 14.5 −
249 2Q
(14.254x9199)}] +1,000 {(15 199) + 14.5 − (14.254x9199)}
249
= 16,074 บาทตอ่ ปี
หาต่อที่ j = 3
Q3∗ = √2D{P+Vq2 −(C3 xq2}
hxC3
= √(2 1,000) {200+(199 15)−(14.5x199}
0.2x14.5
= 551 หน่วย
เปน็ ไปได้ ดงั นน้ั ใช้ Q = 551 = Q3∗
j=3
K3 = DP + [Q x h {VQq2 + C3 − (C3 x q2)}]
Q
Q 2
+ D {Vq2 + C3 − }(C3 x q2)
Q Q
= 1,000 x 200 + [5251 x 0.2 {(15 199)+(50 14.5) + 14 −
551
551
(14 x249)}] + 1,000 {(15 199)+(50 14.5) + 14 − (14 x249)}
551 551 551
= 15,148 บาทตอ่ ปี ตา่ ทสี่ ุดจงึ ซอ้ื ครงั้ ละ 551 ช้ิน
30
ระบบจุดส่งั ใหม่
RE-ODER POINT SYSTEM (ROP)
31
จดุ สง่ั ซอ้ื ใหม,่ ROP
ในการจัดซอื้ สินค้าคงคลัง เวลาเปน็ ปัจจัยท่สี าคญั อยา่ งยง่ิ ตัวหนง่ึ โดยเฉพาะอย่างยงิ่ ถ้าระบบการควบคุมสินคา้ คง
คลงั ของกิจการ เป็นแบบตอ่ เน่ืองจะสามารถกาหนดเวลาที่จะส่งั ซื้อใหม่ได้เมื่อพบวา่ สนิ คา้ คงคลังลดเหลอื ระดับหนงึ่ ก็จะสงั่ ซอ้ื
ของมาใหม่ในปริมาณคงทเ่ี ทา่ ปรมิ าณการส่ังซ้ือทีก่ าหนดไว้ หรือกาหนดชว่ งเวลาในการส่ังคงท่ี เม่อื ถึงเวลาสง่ั ก็สงั่ ซอ้ื ของมา
ใหมใ่ หเ้ ทา่ กับทีถ่ กู ใชไ้ ป
ประเภทของจดุ สงั่ ซอื้ ใหม่
1. ระบบปริมาณการส่งั คงท่ี, FOQ
ลักษณะที่สาคัญของระบบนี้คือ จะทาการออกใบสั่งดว้ ยปริมาณคงที่เท่ากันทุกครั้งที่ทาการออกใบสั่ง และจะทาการ
ออกใบสั่งเม่ือพสั ดุคงคลังลดลงมาถงึ ระดบั วิกฤตทิ ไ่ี ด้กาหนดไวร้ ะดบั เดียวกันทกุ ครั้ง โดยทวี่ ัตถปุ ระสงคเ์ พอื่ ปอ้ งกันการขาดส
ต๊อกและเพื่อรักษาระดับการบริการลูกค้าดังนั้นในการควบคุมพัสดุคงคลัง จึงต้องให้ความสนใจกับ จุดสั่งใหม่ ระดับสต๊อก
สูงสุด และระดบั สต๊อกปลอดภัย
ในการควบคุมพสั ดุคงคลงั มปี ัจจยั ที่ต้องพจิ ารณาดังตอ่ ไปนี้
1. ปริมาณการสงั่ ในแต่ละครั้ง, Q (หนว่ ยครั้ง)
2. อตั ราการใช้หรอื ความตอ้ งการโดยเฉลย่ี , d̅ (หน่วย/หนว่ ยเวลา)
3. ช่วงเวลาการนาโดยเฉลย่ี , ̅L̅̅T̅ (หน่วยเวลา)
4. ระดบั สต๊อกปลอดภยั , ss (หนว่ ย) ในการหาจดุ ส่ังใหม่, ระดับสต๊อกปลอดภัย และระดบั สต๊อกสูงสุด
สามารถหาได้ 3 วธิ ดี งั นี้
1. วิธีหาค่าสงู สุดในอดีต
2. วิธปี ระสบการณ์ผบู้ ริหาร
3. วธิ ีทางสถติ ิ
32
1. วิธหี าค่าสูงสุดในอดีต
เราจะใชข้ ้อมลู ของอัตราการใช้ไนอดตี ทีผ่ ่านมามาทาการวเิ คราะห์ โดยใชค้ า่ สงู สุดของอัตราการใชต้ อ่ หนว่ ยเวลาและ
ช่วงเวลาในอดีตเป็นเกณฑใ์ นการกาหนดระดับจุดสั่งซื้อใหม่เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่เกิดการขาดสต๊อกขึน้ โดยในการวิเคราะห์
หาจดุ ควบคุมต่าง ๆได้ดงั นี้ = (d̅ × L̅̅̅T̅) + ss
ระดบั จุดสัง่ ใหม่
ระดับสตอ๊ กสงู สดุ = Q + ss
ระดับสด็อกปลอดภัย = (dmax - d̅) LTmax + (LTmax -̅L̅̅T̅)d̅
ตัวอย่าง
บรษิ ัทแห่งหน่ึงกาหนดรายละเอยี ดในการควบคมุ พสั ดุคงคลงั ไว้ ดงั นี้
LT เวลาในการเตรียมเอกสาร 2 สปั ดาห์
L̅̅̅T̅ ชว่ งเวลานาสาหรับการสง่ มอบเฉล่ีย 4 สัปดาห์
LTmax ช่วงเวลานาสง่ มอบช้าสุด 6 สปั ดาห์
D̅ อตั ราความตอ้ งการโดยเฉล่ยี 200 หน่วยตอ่ สัปดาห์
Dmax อตั ราเบิกสูงสดุ 250 หนว่ ยต่อสปั ดาห์
Q จานวนสัง่ ซื้อในแต่ละคร้ัง 3,000 หนว่ ย
จงหา หาจดุ สั่งใหม่, ระดับสตอ๊ กปลอดภยั และระดบั สตอ๊ กสูงสดุ
วิธีทา จุดสง่ั ซ้ือใหม่ = (d̅ × L̅̅̅T̅ )+SS
ระดบั สตอ๊ กปลอดภัย = (dmax −d̅) LTmax+(LTmax −̅L̅̅T̅) d̅
= (250 − 200)6 + (6 − 4)200
= 300 + 400
= 700 units ans.
จุดสงั่ ซื้อใหม่ = (d̅ × L̅̅̅T̅) + SS
= [200 + (4 + 2)] + 700
= 1,900 units ans.
สต๊อกสงู สุด = Q + SS
= 3,000 + 700
= 3,700 units ans.
33
2. ระบบรอบเวลาการสงั่ คงที่, FOP
ลักษณะทส่ี าคญั ของระบบนคี้ อื จะมกี ารตรวจสอบระดบั พัสดคุ งคลังของแตล่ ะรายการ ตามกาหนดเวลามากกวา่ การ
จะต้องตรวจสอบระดับพัสดุคงคลังอยู่ตลอดเวลาเชน่ เดียวกับ F0Q ระบบนี้กาหนดตารางการส่งมอบทาได้ง่าย เนื่องมาจาก
ได้กาหนดขึ้นเป็นงานประจาที่แน่นอน โดยรอบเวลา หรือช่วงเวลาในการสัง่ จะคงที่ แต่ปริมาณในการสั่งแต่ละครั้งอาจจะไม่
เทา่ กันข้นึ กบั การใชใ้ นรอบการส่งั ก่อนหนา้ ดงั นนั้ ในการควบคมุ พัสดุคงคลัง จึงต้องใหค้ วามสนใจกับรอบเวลาการสั่ง ระดับส
ตอ๊ กสงู สดุ ระดบั สตอ๊ กปลอดภัย และปรมิ าณการส่งั ในแต่ละรอบ
ในการควบคมุ พัสดคุ งคลังมปี ัจจยั ที่ตอ้ งพิจารณา ดังต่อไปน้ี
1.รอบเวลาการสง่ั , T (เวลา)
2. อัตราการใชห้ รอื ความด้องการโดยเฉล่ีย, d̅ (หน่วย/หนว่ ยเวลา)
3. ชว่ งเวลาการนาโดยเฉลย่ี , ̅L̅̅T̅ (หนว่ ยเวลา)
4. ระดับสตอ๊ กปลอดภัย, ss (หนว่ ย)
5. ระดบั พสั ดุคงคลังในมอื , OH (หน่วย)
6. ระดับบริการ (เปอร์เซนต์) หรอื คา่ Z
โดยเราสามารถวเิ คราะหห์ าจดุ ควบคมุ ตา่ ง ๆได้ดงั น้ี
ระดบั สต๊อกปลอดภยั = Zod √T + LT
ระดบั สต๊อกสูงสุด = (d̅ × T) + ss
ระดับพัสดคุ งคลงั เปา้ หมาย = d(T̅ + LT) + SS
ปรมิ าณการส่งั ในแต่ละรอบ = d(T + LT) + SS − OH
รอบเวลาการสง่ั ท่ีประหยดั = √ 2P
DH
34
ตวั อยา่ ง
บริษัทเครื่องชักผ้า กรุงเทพ กาลังพิจารณานโยบายสั่งซื้อมอเตอร์ #A17 ที่ใช้ในการประกอบเครื่องซักผ้า โดย
กาหนดระดบั บรกิ ารไวท้ ี่ 95% โดยนโยบายใหร้ อบเวลาการสัง่ คงที่ จากรอบทีป่ ระหยดั และรวบรวมขอ้ มลู จากอดตี ได้ดงั นี้
อัตราการใชต้ ่อปี = 3,000 หน่วย
คา่ ใช้จ่ายในการถือครอง = 35% ต่อปี
ค่าใช้จา่ ยในการสัง่ ซื้อ = 1,000 บาท / ครั้ง
ตน้ ทนุ ตอ่ หนว่ ย = 1,000 บาท
อตั ราการใช้ = 55 หน่วย/สปั ดาห์
ช่วงเวลานาในการสัง่ คงท่ี = 1 สัปดาห์
กาหนดให้ 1 ปี มี 52 สัปดาห์ หรือ 365 วัน
วธิ ีทา หารอบเวลาทีป่ ระหยัด
T0 = √ 2P = √3,000×2(×01.3,050×01,000)
DH
= 0.0436 ป,ี 2.27 สัปดาห์ หรอื 16 วัน
หาสต๊อกปลอดภยั
ss = Zod √T + LT
= 1.645(20.2) √2.27 + 1
= 60
วิธีทา หาระดับตาแหน่งพัสดคุ งคลังเป้าหมาย (P)
P = d(T + TL) + SS
= 55(2.27 + 1) + 60
= 240
หาสต๊อกสงู สุด M = (d̅ × T) + ss
= (55 × 2.27) + 60
= 185
ปริมาณการสง่ั = d(T + LT) + SS − OH
= 55(2.27 + 1) + 60 − 0
= 240
35
ความแตกตา่ งระหวา่ งระบบปรมิ าณการสง่ั คงทแี่ ละระบบรอบเวลาการสง่ั คงที่
คณุ ลักษณะเฉพาะ ระบบปรมิ าณการสงั่ คงท่ี ระบบรอบเวลาการสงั่ คงที่
ปรมิ าณการสั่ง คงท่ี (เหมอื นกันทกุ คร้ังทส่ี งั่ ) ปริมาณการสั่งไมแ่ นน่ อน
เวลาออกใบสงั่ เม่ือระดบั พสั ดุคงคลงั ตกลงมาถงึ ระดบั จดุ สง่ั ตามรอบเวลา
สง่ั ใหม่
การลงบนั ทกึ รายการ ทกุ ครง้ั ท่ีมกี ารรับเพิม่ หรือเบิก นับเม่ือถงึ รอบเวลาการทบทวนเทา่ น้นั
ขนาดพสั ดุคงคลัง นอ้ ยกวา่ ระบบรอบเวลาการส่งั คงที่ มากกวา่ ระดบั ปรมิ าณการส่งั คงที่
เวลาในการดูแล มากกวา่ เนื่องจากต้องมีการบนั ทกึ ขอ้ มลู นอ้ ยกวา่ ปรมิ าณการส่ังคงที่
อยา่ งตอ่ เนื่อง
ความตอ้ งการ รายการวสั ดุท่ีราคาสูงกวา่ วิกฤติกวา่ หรือ มคี วามแปรปรวนสงู กว่า
สาคัญกว่า ความต้องการคอ่ นข้างแนน่ อน
กว่า
36
การส่งั ทดแทนแบบรว่ ม
Join Replenishment (JR)
37
การสงั่ ทดแทนแบบรว่ ม (Joint Replenishment)
คอื การสั่งซ้ือหรือส่งั ผลิตพสั ดุคงคลงั หลายๆรายการไปพรอ้ มๆกนั มากกว่าท่จี ะส่ังซ้อื ทลี ะรายการ โดยแนวคิดหลัก
ทอ่ี ยู่เบือ้ งหลังการคานวณดังกลา่ ว คอื ต้นทนุ สว่ นเพิ่มในการเพ่ิมพัสดรุ ายการหนงึ่ รายการเขา้ ไปในใบส่งั เดิมจะต้องน้อยกว่า
ต้นทนุ สว่ นทีเ่ พม่ิ จากการสง่ั พัสดุดงั กลา่ วทลี ะรายการในภายหลัง
การสง่ั ทดแทนแบบรว่ มจาเปน็ จะต้องตดั สินใจเกยี่ วกับ
มูลคา่ โดยร่วมของการสั่ง
ปริมาณการส่ังของพัสดแุ ตล่ ะรายการ
รอบเวลาการสงั่ สาหรบั พสั ดุแตล่ ะรายการในกลมุ่
เวลาในการออกใบส่งั และการตดั สินใจดงั กลา่ วน้ี จะนามาใช้ในการบริหารเกย่ี วกบั
รายการพสั ดุที่ทาการซ้อื
ชิ้นสว่ นท่จี ะทาการผลติ บน
ปรมิ าณการสงั่ แบบสงั่ ซอื้ รว่ ม (Joint Purchase Order Quantity)
โดยสมมติฐาน คอื
1. อัตราความตอ้ งการของพัสดุแต่ละรายการเป็นแบบคงท่แี ละรูอ้ ัตราทแี่ น่นอน ชว่ งเวลนาค่อนข้างจะคงทแ่ี ละทราบค่า
เชน่ กัน
2. ชว่ งการส่ังทดแทนหรอื ช่วงเวลานาของพสั ดุทกุ ๆรายการจะเป็นชว่ งเวลานาร่วม กล่าวคือ พัสดทุ ุกๆรายการท่ที าการสั่ง
จะสง่ มาถงึ ในจุดของเวลาเดียวกันในแต่ละรอบการส่ัง
3. อัตราของต้นทนุ การถือครองพัสดุคงคลงั ทราบค่าและมีอัตราเดียว
4. ตน้ ทุนของพัสดุแต่ละรายการ ทราบคา่ และมีอตั ราเดียว ไม่มสี ่วนลด
5. ต้นทนุ ในการเตรียมการสงั่ ในที่น้ี คือ ต้นทุนการส่ังและต้นทุนการเตรียมการผลติ ทราบคา่ และมอี ัตราเดียว
38
ตน้ ทนุ เตรยี มการสงั่ และต้นทนุ ในการถอื ครองพสั ดคุ งคลงั สาหรบั ปรมิ าณการสงั่ รว่ ม
k
S∗ = S + ∑ si
i=1
S = ต้นทนุ เตรยี มการส่ังหลกั
si = ตน้ ทุนเตรียมการสั่งผลติ รอง
k = จานวนรายการวสั ดุท้ังหมดทจ่ี ะรว่ มในการส่งั แต่ละครั้ง
สาหรบั จานวนครงั้ ในการสงั่ ตอ่ ช่วงเวลา นน่ั คอื
N = A , ∑ ai
Q$ ∑ Q$i
N = จานวนครั้งในการสัง่ ต่อปี
ai = ความต้องการตอ่ ปขี องวัสดุ I ในหนว่ ยของตวั เงนิ DiCi
A = ความต้องการโดยรวมต่อปีในหน่วยของตัวเงิน
Q$i = ขนาดร่นุ การสั่งแตล่ ะครงั้ ของวัสดุ i ในหนว่ ยของตวั เงิน
Q$ = ขนาดรุ่นการส่งั แตล่ ะครัง้ โดยรวม(Aggregate Lot Size)ในหน่วยของตวั เงิน
k = จานวนรายการพัสดุทงั้ หมดทท่ี าการส่งั ในแต่ละครงั้
เราสามารถจะหาตน้ ทุนเตรยี มการส่งั โดยรวมต่อปีได้ดังน้ี
P = S*N , S∗ A
Q$
ตน้ ทุนการสงั่ โดยรวมต่อปี TC = S∗ A + H Q$
2
Q$
ขนาดรุน่ การสัง่ ร่วมที่ประหยัดในหน่วยของตวั เงนิ Q$∗ = √2(S∗A)
h
ดงั นน้ั เราสามารถหาขนาดรนุ่ แตล่ ะรายการทป่ี ระหยดั ในรปู ของตัวเงนิ และตวั สินคา้ ไดด้ งั นี้
Q$ ∗ = (ai) Q$∗
A
Qi∗ = Q$i∗
Ci
39
ตวั อยา่ ง
สาหรับอัตราค่าใช้จ่ายในการถือครองพัสดุคงคลัง
= 30% และมีค่าใช้จ่ายในการเตรียมการสั่งหลักสาหรับวัสดุ
ดังกล่าว $70 จงหาขนาดรุ่นการสั่งร่วมที่ประหยัดและขนาดร่นุ
การสั่งวัสดุแต่ละรายการในหน่วยของตวั เงินและหน่วยสินคา้
วิธหี าคาตอบ
ขนาดรุน่ การส่ังรว่ มทีป่ ระหยดั Q$∗ = √2(S∗A)
ตน้ ทุนการสง่ั รว่ มต่อครั้ง
h
S∗ = S + ∑ki=1 si
S∗ = S + 1 + 2 + 3 + 4 + 5
= 70 + (5+10+15+10+10)
= 120
Q$∗ = √2(S∗A) = √2(120)(88,200) = 8,400
h 0.30
ขนาดรนุ่ แตล่ ะรายการทป่ี ระหยดั ในรปู ของตวั เงนิ และตวั สินคา้
Q$ ∗ = (ai ) Q$∗ Qi∗ Q$i∗
Ci
A =
ขนาดรนุ่ แตล่ ะรายการทปี่ ระหยดั ในรปู ของตัวเงนิ
Q$ ∗ = (ai) Q$∗
A
Q$1∗ = 8,400 0.0567 = 476.28
Q$2∗ = 8,400 0.1701 = 1,428.84
Q$3∗ = 8,400 0.0317 = 266.28
Q$4∗ = 8,400 0.4354 = 3,657.36
Q$5∗ = 8,400 0.3061 = 2,571.24
40
ขนาดรนุ่ การสง่ั วสั ดแุ ตล่ ะรายการในหนว่ ยสนิ คา้
Qi∗ = Q$i∗
Ci
1∗ = 476.28 = 95.26
5.00
1,428.84
2∗ = 6.00 = 238.14
3∗ = 266.28 = 76.08
3.50
3,657.36
1∗ = 12.00 = 304.78
1∗ = 2,571.24 = 171.42 หน่วย
15.00
จานวนครงั้ ทส่ี ง่ั และรอบเวลาการสง่ั ทเ่ี หมาะสม
N∗ = A T∗ = 1
= = N∗
Q$∗ 1
88,200
11
8,400
= 10.5 ≈ 11 ครงั้ = 0.09 ปี
กรณมี สี ว่ นลด
การตัดสินใจเลอื กสว่ นลดหรอื ไมน่ ้ัน จะตอ้ งทาการพจิ ารณาคา่ ใช้จ่ายทเี่ พิม่ ขึน้ และลดลงดงั น้ี
1. คา่ ใชจ้ า่ ยทปี่ ระหยัดไดจ้ ากสว่ นลด
2. คา่ ใชจ้ ่ายที่ประหยัดไดจ้ ากการเตรียมการส่ังทล่ี ดลง
3. คา่ ถอื ครองท่ีเพ่มิ ขึ้น
โจทย์มอบส่วนลด 2% เมือ่ ซ้อื มูลคา่ ตง้ั แต่ 15,000
คา่ ใชจ้ ่ายท่ีประหยดั ได้จากส่วนลด
= 88,200 x 0.02
= $1,764
ค่าใชจ้ า่ ยทปี่ ระหยดั ไดจ้ ากการเตรียมการสงั่ ทล่ี ดลง
= 120 x {(88,200) − (88,200)}
8,400 15,000
= $554.40
41
ค่าถอื ครองที่เพิ่มข้ึน = 0.3 (15,000−8,400) ประหยดั ได้
ดงั นนั้ คา่ ใชจ้ ่ายสทุ ธิ
2
= $990
= 1,764 + 554.4 - 990
= $1,328.4
กรณีมีสว่ นลด
Q$1∗ = 15,000 0.0567 = 850.5
Q$2∗ = 15,000 0.1701 = 2,551.5
Q$3∗ = 15,000 0.0317 = 475.5
Q$4∗ = 15,000 0.4354 = 6,531
Q$5∗ = 15,000 0.3061 = 4,591.5
Q1∗ = 850.5 = 170.1
5.00
2,551.5
Q2∗ = 6.00 = 425.25
Q3∗ = 475.5 = 135.86
3.50
6,531
Q1∗ = 12.00 = 544.25
Q1∗ = 4,591.5 = 306.1 หน่วย
15.00
42
การวางแผนความตอ้ งการวัสดุ
Material Requirements Planning (MRP)
43
การวางแผนความตอ้ งการวสั ดุ (Material Requirements Planning , MRP)
การวางแผนความต้องการวัสดุ (Material Requirement Planning) หรือ ที่เรียกย่อ ๆว่า MRP คือ ระบบ
สารสนเทศที่อาศัยคอมพิวเตอร์เพื่อการวางแผนจัดลาดับการใช้และควบคุมวัสดุที่ใช้ในการผลิต การทางานของระบบ MRP
จะอยู่บนพื้นฐานของการแยกแยะองค์ประกอบของผลิตภัณฑ์ออกเป็นชิ้นส่วนต่าง ๆแล้วทาการวางแผนจัดลาดับความ
ต้องการของวัสดุหรือขึ้นส่วนตา่ ง ๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งวัสดทุ ี่ใช้ในการผลิตในปริมาณทีต่ ้องการ ณ เวลาที่ต้องการ ระบบ MRP
เหมาะสาหรับสภาพการผลิตท่ีมีการประกอบวัสดุหรือชิ้นส่วนต่าง ๆขึ้นมาเป็นผลิตภัณฑ์ หรือลักษณะของสายการประกอ บ
กล่าวคอื MRP เหมาะสาหรับกระบวนการผลติ ดังนี้
1. ผลติ ภณั ฑป์ ระกอบด้วยช้ินส่วนและวัสดุ นามาประกอบกันข้ึนเป็นผลิตภัณฑ์โดยมลี าดบั ขั้นตอนการประกอบที่
แน่นอน
2. ผลิตภณั ฑป์ ระกอบดว้ ยช้นื ส่วนและวัสดุจานวนที่แนน่ อน
3. ความต้องการของวัสดุต่าง ๆ มีความแปรเปลี่ยน และมีลักษณะไม่ต่อเนื่อง การใช้ระบบ MRP มีสมมติฐานที่
สาคัญตา่ ง ๆ ดงั นี้
ก. ต้องมคี อมพิวเตอร์เพื่อช่วยในการจัดเก็บขอ้ มูล
ข. ผลติ ภณั ฑ์ตอ้ งมโี ครงสรา้ งผลิตภณั ฑ์ทป่ี ระกอบขนึ้ ที่แนน่ อน
ค. รายการวัสดุท่ตี ้องการใช้จะตอ้ งถกู ตอ้ งและทนั สมยั
ง. แผนลาดบั การผลติ แม่บทจะตอ้ งมคี วามละเอยี ดถกู ตอ้ งไม่เปลย่ี น
ความต้องการวัสดทุ ข่ี ้นึ อย่กู บั ผลติ ภัณฑ์
ความตอ้ งการวสั ดุอาจจาแนกไดเ้ ป็น 2 ประเภท คอื
1. ความต้องการท่ีขึ้นอยู่กับวัสคุอ่ืน หมายถึง ความต้องการที่ช้ินส่วนหรือวสั ดุขึ้นอยู่กับชิน้ ส่วนหรือวสั ดุอื่น เหมาะ
สาหรบั MRP
2. ความตอ้ งการทไ่ี ม่ขึน้ กับวสั ดุ หมายถึงความตอ้ งการท่ีไม่ขนึ้ กบั วัสดุหรอื ผลิตภณั ฑ์อื่น เหมาะสาหรบั EOQ
44
วตั ถปุ ระสงค์
1. ลดปริมาณสินค้าคงเหลือ คือ MRP ทาให้สามารถกาหนดปริมาณความต้องการและเวลาที่ต้องการของวัสดุหรือ
ชิน้ สว่ นที่แนน่ อนทาใหไ้ ม่จาเป็นตอ้ งมกี ารเก็บสนิ ค้าคงคลงั ไว้
2. ลดเวลานาสาหรับการผลิตและส่งผลิตภณั ฑ์ให้แก่ลกู ค้า คือ MRP จะทาให้ทราบถงึ ปริมาณและเวลาที่ต้องการ
ปรมิ าณวสั ดุที่เหลอื ปริมาณทต่ี อ้ งการสง่ั ซ้อื หรอื ปริ มาณที่ตอ้ งการผลิตข้นึ ใหมต่ ลอดจนเวลาในการส่ังซ้อื หรือสง่ั ผลติ เพื่อให้
ไดต้ ามทลี่ กู ค้าตอ้ งการ
3. สามารถส่งผลิตภัณฑ์ให้ลูกค้าตามที่กาหนด คือ MRP มีข้อมูลของรายการวัสดุสาหรับผลิตภัณฑ์แต่ละชนิด
ข้อมูลสถานะภาพสนิ ค้าคงเหลอื
4. เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต คือ ระบบ MRP สามารถกาหนดระดับสินค้าคงเหลือที่เหมาะสมและประหยัด และ
เมื่อรู้ถึงความต้องการของผลิตภัณฑ์ก็ทาให้รู้ถึงปริมาณความต้องการวัสดุ และชิ้นส่วนต่าง ๆ ที่ต้องการทาให้ระดับสิน ค้า
คงเหลือลดลงได้ นอกจากน้ผี ู้บริหารยังสามารถลดงานทางด้านการพยากรณ์ ลดจานวนพนกั งานท่ีทางานด้านจัดซ้ือ และเก็บ
สินค้าคงคลัง และระบบนี้ยังทาให้ผู้บริหารทราบว่าต้องใช้วัสดุหรือชิ้นส่วนจานวนเท่าใดและปริมาณเท่าใดดังนั้นระบบนี้จึง
สามารถเพ่ิมประสิทธภิ าพในการผลิตได้
องคป์ ระกอบของระบบ MRP
45
สว่ นนาเขา้ ของระบบ
แบ่งได้ 3 ส่วนคือ
1. ส่วนนาเข้าหรืออินพุต ประกอบด้วยรายการวัสดุ ซึ่งประกอบด้วยรายละเอียดความต้องการ วัสดุแต่ละประเภท
แผนลาดับการผลติ แมบ่ ท
2. ส่วนประมวลผลข้อมูล เพื่อทาการประมวลผลและกาหนดปริมาณความต้องการสุทธิสาหรับแต่ละช่วงเวลาท่ี
วางแผน
3. สว่ นผลลัพธ์ ประกอบดว้ ยรายงานตา่ ง ๆท่จี าเปน็ สาหรบั การรายงานผล และการส่ังซื้อวสั ดุ
แผนลาดบั การผลติ แมแ่ บบ
คือ ตารางทแ่ี สดงความตอ้ งการสนิ คา้ ที่ไดจ้ ากแผนการผลิตรวมหรอื จากใบส่ังซอ้ื จากลูกคา้ ซ่ึงแสดงจานวน
ผลิตภัณฑข์ ั้นสุดท้ายของบริษทั ทจ่ี าหน่ายให้แกล่ กู ค้า
46
สว่ นนาเขา้ ของระบบ
รายการวสั ดุ (Bill of Material)
แผนโครงสร้างผลติ ภัณฑ์ คือข้อมลู ท่รี ะบถุ งึ จานวนชน้ิ ส่วนหรือวัสดทุ ัง้ หมดทีต่ อ้ งการใชใ้ นการผลติ
รายการวสั ดตุ ามลาดบั ขน้ั (Bill of Material)
ระดับ 0 มิเตอร์ A ระดบั 3 ระดบั 0 มิเตอร์ B ระดบั 3
A ระดบั 1 ระดับ 2 B ระดับ 1 ระดบั 2
E(1) E(1)
D(1) F(1) E(1) F(1)
E(1) F(2)
F(1) C(1)
E(2) D(1)
C(1)
F(2)
D(1)
F(2)
47
ตัวอยา่ ง
จากโครงสร้างผลิตภัณฑ์ด้านบน จงตอบคาถามตอ่ ไปน้ี
ก. จงหาจานวนชิ้นสว่ น B,C,D,E และ F ทีจ่ ะตอ้ งใชใ้ นการประกอบ A 1 ชน้ิ
ข. จงหาจานวนของช้นิ ส่วน B,C,D,E และ F ถา้ ตอ้ งประกอบช้ินสว่ น A 200 หนว่ ย
สว่ นนาเขา้ ของระบบ
แฟ้มรายการและขอ้ มลู สินค้าคงคลัง ประกอบด้วยข้อมูลปริมาณสนิ ค้าคงคลังแต่ละประเภทผลิตภัณฑ์ ทบี่ ริษทั ถอื
ครองอยู่
พสั ดุ มลู ปรมิ าณ ขนาดรุ่น ช่วงเวลานา กาหนดการรับรอง
คงคลงั ภัณฑ์ ที่จัดสรร การสั่ง (สัปดาห)์
รหัสชน้ิ ส่วน ในมอื นิรภยั ปริมาณ สปั ดาห์
100 LFL 2 ที่
A LFL 2
B 90 60 - LFL 1 10 4
C 250 LFL 1
D 50 50 - LFL 1 20 5
F 30 LFL 3
G 40 50 160
20 -
--
--
48
ส่วนประมวลผลของระบบ MRP
ประกอบดว้ ยการนาผลติ ภัณฑ์ที่ตอ้ งการซ่งึ กาหนดจากแผนลาดับการผลิตแม่บทมาแจกแจงใหเ้ ห็นถึงรายละเอียด
ของจานวนชิ้นส่วนต่าง ๆที่ต้องการ ณ เวลาต่าง ๆรายละเอียดการดาเนินการอาจแสดงได้ในลักษณะของแผนภูมิดังรูป ซึ่ง
แผนภูมิดังกล่าวแสดงรายละเอียดว่าจะต้องคาเนินการอะไรบ้าง ณ เวลาใด ตามที่กาหนดเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์สาเร็จรูปใน
เวลาท่ีกาหนดในแผน จากนน้ั จงึ มาคานวณความต้องการรวมและนามาคานวณต่อให้เป็นความต้องการสทุ ธิของแต่ละช้ืนส่วน
เวลาและจานวนของช้ินส่วนที่จะสั่งซื้อจะถกู กาหนดด้วยจานวนส่ังตามแผน ส่วนจานวนและเวลาของชิ้นส่วนท่ีจะได้รับจะถูก
กาหนดโดย จานวนรบั ตามแผน สามารถแสดงได้ ดังตาราง ต่อไปน้ี
รายการวัสดุ ระดบั ของวสั ดแุ ตล่ ะรายการ ระดับต่าสดุ
A 0
B ระดับตามโครงสรา้ ง 0
C 0 1
D 0 2
E 1 3
F 2 3
1,3
1,2,3
49
กลยุทธการบรหิ ารสตอ็ ค
Vendor Managed Inventory (VMI)
50
VMI (VendorManagedInventory)
เป็นแนวคิดหนึ่งในการบริหารสินค้าคงคลัง คือให้ผู้จัดจาหน่ายเป็นผู้บริหารสินค้าคงคลังแทนลูกค้า โดยที่ผู้ผลิต
หรือผู้จาหน่ายผลิตภัณฑ์จะเป็นผู้เข้ามาบริหารสต๊อกในคลังสินค้า มีหน้าที่รับผิดชอบในการเติมสินค้าให้กับลูกค้า การให้
ผู้ผลิตเป็นผู้ดาเนินการในการจัดเก็บและวางแผนในการส่งสินค้าทาให้ทราบยอดผลิตภัณฑ์คงเหลือของลูกค้า และเป็นผู้
ตัดสินใจในการเติมผลิตภัณฑ์ให้กับลูกค้า จะช่วยลดปัญหาการเก็บสะสมของสต็อกสินค้าทั้งในส่วนของผู้ผลิตและศูนย์
กระจายสินคา้ ของผูค้ า้ ปลีก
ประโยชนห์ ลกั ของระบบ VMI
คอื ลกู คา้ จะมีผลิตภัณฑ์ป้อนเข้ามาอยา่ งสม่าเสมอ ซึ่งจะชว่ ยลดปัญหาการเกบ็ สะสมของสต็อกในคลังสินค้าท้ังใน
ส่วนของผู้ผลิต รวมไปถึงศูนย์กระจายสินค้าของลูกค้าด้วย และสามารถลดจานวนพนักงานลงได้ ส่งผลให้ต้นทุนการผลิต
ลดลง นอกจากนี้ นาระบบ VMI ไปใช้ ยังช่วยละความผิดพลาดเกี่ยวกับข้อมูลเนื่องจากว่าระบบ VMI ใช้การสื่อสารแบบ
คอมพิวเตอร์ไปยังคอมพิวเตอร์รวมทั้งความเร็วในการรับส่งข้อมูลสูงขึ้น ซึ่งประโยชน์ที่ศูนย์กระจายสินค้าจะได้รับคือ อัตรา
การเติมสินค้าจากผู้ผลิตไปยังศูนย์กระจายสินค้าสูงขึ้นซึ่งจะช่วยลดในส่วนของการขาดแคลนสินค้าคงคลัง ต้นทุนในการ
สั่งซื้อสินค้าลดลงเนื่องจากความรับผิดชอบในการจัดการในการเติมสินค้าเป็นหน้าที่ของผู้ผลิต และระดับการให้บริการที่
สูงขน้ึ เกิดจากการที่ลูกค้าได้รับสินคา้ ในปริมาณทตี่ ้องการและในเวลาทต่ี ้องการ สาหรบั ประโยชนท์ ผ่ี ูผ้ ลิตจะได้รับคือ ข้อมูลท่ี
ไดร้ บั จากลกู คา้ ทาใหง้ ่ายต่อการพยากรณ์ความต้องการ รวมทงั้ สามารถทราบถึงความต้องการล่วงหน้าของลูกคา้ ทาให้การวาง
แผนการผลติ เปน็ ไปอย่างมีประสทิ ธภิ าพ ความคลาดเคล่อื นของปริมาณสนิ คา้ ที่สง่ ให้ลกู คา้ นนั้ ลดลง