51
สาเหตทุ ีอ่ งค์กรธุรกจิ หนั มาใชร้ ะบบ VMI
เนื่องจากธุรกิจค้าปลีกต้องบริหารให้มีสินค้าพร้อมที่จะขายเมื่อลูกค้าต้องการนั่นหมายถึงผู้ที่ทาการสั่งซื้อต้องมี
ความสามารถในการวางแผนการส่งั ซือ้ ที่มีความแม่นยาสูงคอื สงั่ ไปเท่าใดก็ไดข้ ณะเดียวกันผู้จดั จาหนา่ ยหรือผู้ผลิตก็ต้องการ
ขายหรือส่งสินค้าตามจานวนที่ได้รับคาสั่งซื้อโดยไม่มีสินค้าเหลือค้างในมือจนมากเกินไป ซึ่งในอดีตจากการทางานแบบ
วิธีการที่ต่างคนต่างทานี้จะเห็นได้ว่าผู้ค้าปลีกจะต้อง ประเมินการสั่งซื้อให้กับผู้จัดจาหน่ายจากยอดการเบิกของร้านค้าไปที่
ศนู ย์กระจายสินคา้ เพอ่ื ประเมนิ เปน็ ยอดสง่ั ซื้อกับผู้จัดจาหนา่ ยและตอ้ งมีการสารองสินค้าไวส้ ่วนหนึ่งเพ่ือกันความผิดพลาด
ส่วนผู้จัดจาหน่ายเองก็มีการสารองสินค้าไว้อีกส่วนหนึ่งสาหรับบริการลูกค้าของตนและผู้ผลิตเองก็ต้องมีการสารองสินค้าไว้
ใหก้ ับผจู้ ัดจาหนา่ ยเหมือนกัน ดังนน้ั การคาดคะเนจากการส่ังสินคา้ ของทุกฝา่ ยนั้นซง่ึ จะใช้การประมาณการหรือส่วนใหญ่จะ
ใชค้ วามร้สู ึกตนเองเป็นเกณฑแ์ ทนท่จี ะใชข้ ้อมลู การขายและไมม่ กี ารหารือระหว่างคู่ค้าทง้ั ในเรื่องการผลิตและการสารองสินค้า
ซึ่งส่วนมากมักจะไม่สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าอันเนื่องจากพฤติกรรมการซื้อของลู กค้าที่มีหลายปัจจัยอาทิเช่น
ฤดูกาลความนิยมเป็นต้น รวมทั้งพฤติกรรมการเบิกสินค้าของร้านซึ่งปัจจัยเหล่านีไ้ ด้ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงอีกทั้งยังทา
ให้เกิดการบิดเบือนจากข้อเท็จจริงจนบางครั้งอาจจะทาให้เกิด BullWhipEffect ซึ่งมักจะเกิดกับร้านสั่งสินค้าแล้วไม่ได้
ตามรอบที่สั่งทาให้มีการสั่งซ้าเพราะกลัวจะไม่ได้สินค้านั้นอีกทาให้เกิดการสั่งซื้อมากเกินความเป็นจริงในทุกขั้นตอนจน
ส่งผลใหท้ ุกฝ่ายต้องแบกรับภาระสนิ ค้าคงเหลือไวม้ ากมาย
รปู แบบจาลองการทา VMI
1. DC ส่งขอ้ มูลการเบกิ สนิ คา้ ของรา้ นและจานวนสินค้าคงเหลอื ของ DC ของวันทผ่ี า่ นมา
2. ผู้ผลติ ทาใบเสนอให้สง่ั สนิ คา้ กลบั มาทฝ่ี า่ ยจดั ซ้ือของผคู้ ้าปลกี
3. ฝา่ ยจดั ซ้ือเหน็ ชอบและเปลย่ี นข้อมลู สินคา้ ที่ผู้ผลติ เสนอเป็นคาส่งั ซอ้ื กลับไปทีผ่ ผู้ ลติ
4. ผผู้ ลิตจัดสง่ สินค้าใหก้ บั DC ของผู้ค้าปลีก
52
ประโยชนท์ ไี่ ดร้ บั จากการใช้ VMI สามารถแบง่ แยกได้ ดงั น้ี
1. ประโยชนต์ ่อผ้คู ้าปลีก
1.1 ปอ้ งกันการเกดิ สนิ ค้าขาดและสญู เสยี ยอดขาย
1.2 เพิ่มความพึงพอใจใหแ้ กล่ ูกคา้
1.3 ลดปริมาณสนิ คา้ หรอื ระดับสินคา้ คงคลังคา่ ใชจ้ า่ ยในการเก็บและเพม่ิ ทนุ หมนุ เวยี น
1.4 ยา้ ยความรบั ผดิ ชอบการสง่ั ซ้ือไปให้ผ้ผู ลิตทาแทน
2. ประโยชนต์ ่อผผู้ ลติ
2.1 ให้บริการกับคคู่ ้าให้เกดิ ความสะดวกและประหยดั ตน้ ทนุ การจดั การและเวลาแทนท่ีจะให้เป็นส่วนลดราคาของ
สนิ ค้า
2.2 ช่วยในการวางแผนการผลิตสนิ คา้ ใหม้ ปี ระสิทธภิ าพมากย่งิ ขน้ึ
2.3 ประโยชนท์ ี่ได้รบั จากการนา VMI มาใช้ในธรุ กจิ จะช่วยทาใหล้ ดตน้ ทนุ ในส่วนของคา่ ใชจ้ า่ ยในการเก็บรกั ษา
สินคา้ ลด MaterialinProcess จานวนแรงงานเปน็ หลัก
53
เทคโนโลยคี ลนื่ ความถ่ีวทิ ยแุ ละบารโ์ ค้ด
Radio Frequency Identification
(RFID) & Barcode
54
RFID
RFID ย่อมาจาก Radio Frequency Identification หมายถึง ตัวอ่านคลื่นสัญญาณของความถี่ที่เป็น
เทคโนโลยแี สดงตนแบบไม่ตอ้ งสัมผสั ตดิ กบั ตัวสินคา้ ทมี่ ีมลู คา่ สูง มีเสาอากาศ สามารถอา่ นคล่นื ได้ระยะใกล้หรอื ไกลขนึ้ อยู่
ชนิดของความถี่ ใช้ในการระบุข้อมูลส่วนหนึ่งของสินค้า ซึ่งประโยชน์ที่เห็นได้ชัดของ RFID คือการลดต้นทุนในการ
ดาเนินงาน สามารถทราบถึงข้อมูลสินค้าในขณะนั้น มีการนาข้อมูลไปใช้อ้างอิงในการทาธุรกรรมต่างๆ และสามารถลดการ
จดั เกบ็ ขอ้ มลู ที่เปน็ เอกสารได้ ตัว Tag RFID จะมี 2 ลักษณะเป็นสติก๊ เกอร์และพลาสติก มีองค์ประกอบดังนี้
1. Reader, Interrogator คือ เครอ่ื งอ่าน RFID โดยจะเป็นตวั กาหนดความแรงสัญญาณ โดยสามารถที่
จะปรับระยะสัญญาณในการอ่าน สามารถเช่ือมต่อกับคอมพิวเตอร์รับข้อมลู ของสินค้าได้ แบง่ ออกเป็น 2 ตวั หลกั
1.1 Reader คือ ตวั หลักสาหรับรบั สง่ สัญญาณ โดยตอ้ งอาศัยเสาอากาศในการรบั สง่ สัญญาณ
1.2 Antenna คอื เสาอากาศสาหรบั รบั สง่ สัญญาณ หรือเรียกว่าตวั ขนาดสัญญาณ ทาให้ระยะในการอา่ นไกลมากข้ีน
2. Tag, Transponder (transceiver-responder) คือตัวตอบสนองสัญญาณ RFID เมื่อคล่ืนสัญญาณ
จากตัวอ่านสามารถระบสุ นิ ค้า แหล่งท่ีมา ข้อมูลของสินค้ารวมถึงรู้ได้ว่าสินค้ามี Feed back จากลูกค้าอยา่ งไรบา้ ง จะ
ทาการสะทอ้ นสัญญาณไปยงั ตวั อ่านแบง่ ออกเป็น 2 ประเภท
2.1 RFID ชนิด Passive ป้ายชนดิ นท้ี างานได้โดยไมจ่ าเปน็ ต้องใชแ้ หลง่ จ่ายไฟจากภายนอก ระยะการ
อ่าน 1 – 10 เมตร ในย่านความถี่ต่าและสูง (LF และ HF) จะใช้หลักการคู่ควบแบบเหนี่ยวนา (Inductive coupling) ซึ่ง
เกิดจากการอยู่ใกล้กันของขดลวดจากเครื่องอ่านที่กาลังทางานและสายอากาศของป้าย ทาให้เกิดการถ่ายเทพลังงานจาก
เครื่องอ่านไปยังป้ายผ่านสนามแม่เหล็กไฟฟ้าที่เกิดข้ึน เมื่อไมโครชิปได้รับพลังงานก็จะทางานตามท่ีได้ตั้งค่าไว้ โดยเครื่อง
อ่านจะรับรู้ได้จากสนามแมเ่ หล็กที่ส่งมาจากปา้ ย
ตวั อยา่ ง ภาพแสดงสนามแมเ่ หลก็ จากกระบวนค่คู วบแบบเหนยี่ วนา
55
ส่วนในระบบความถี่สูงยิ่ง (UHF) จะใช้หลักการคู่ควบแบบแผ่กระจาย (Propagation coupling) โดยท่ี
สายอากาศของเครื่องอ่านจะทาการส่งพลงั งานแมเ่ หล็กไฟฟา้ ในรูปคลื่นวิทยอุ อกมา เมื่อป้ายได้รับสญั ญาณผา่ นสายอากาศ
จะสะท้อนกลับคล่ืนที่ถกู ปรับคา่ ตามรหสั ประจาตัวไปยงั เครอื่ งอ่าน (backscattering)
ตวั อยา่ ง ภาพแสดง หลกั การทางานของ LF , HF และ UHF
2.2 RFID ชนิด Active ป้ายชนิดน้ีต้องอาศัยแหล่งจ่ายไฟจากภายนอก เพื่อจ่ายไฟให้วงจรทางาน
ระยะการอ่านข้อมูลได้มากกว่า 10 เมตร จะทาการส่งข้อมูลก็ต่อเมื่อได้รับสัญญาณจากเครื่องอ่าน และเครื่องบอก
ตาแหน่ง หรือ เบคอน (beacon) ซึ่งสัญญาณจะถูกปลอ่ ยออกมาเป็นระยะ ๆ ตลอดเวลาแต่มขี อ้ เสียคือ ขนาดของปา้ ยหรอื
เคร่ืองอา่ นมีขนาดใหญ่ อายแุ บตเตอร่ีมีอายุการใชง้ านประมาณ 3-7 ปี
3. Software Software หรอื โปรแกรมท่ใี ช้ในการควบคมุ การทางานของระบบ RFID
RFID แบ่งออกเป็น 3 ประเภท
1. LF 125 KHz (Low Frequency) ระยะในการอา่ น 0 – 10 cm เปน็ ความถมี่ าตรฐานทใ่ี ชง้ าน
ทั่วไป ระยะการรรับส่งข้อมูลใกล้ ต้นทุนไม่สูงมาก ความเร็วในการอ่านต่า LF มักพบการใช้งานหน่วยงานของปศุสัตว์ Animal
Trakking และระบบควบคุมการเปิดปิดประตู
2. HF 13.56 MHz (High Frequency) ระยะในการอา่ น 0 – 30 cm เป็นความถ่ี HF 13.56 ใน
ปัจจุบันรองรับชิป C210 ,C220 , C240, C270(I-code) และ tag มาตรฐาน ISO 15693 รวมถึง tag มาตรฐาน ISO 18000 type
3 ทจ่ี ะเกิดขึ้นในอนาคต ในยา่ นความถี่น้ีเป็นย่านความถี่ใช้กันท่ัวโลก RFID ในย่านความถ่ี HF ใชก้ ับ passive tag และ มักพบ
เหน็ การใช้งาน RFID ในย่านความถี่ HF ในห้องสมดุ และการป้องกนั การปลอมแปลงสนิ คา้
3. UHF 869.5 MHz (Ultra-High Frequency) ระยะในการอ่าน 1 – 10 M เปน็ ความถี่
UHF 869.5 MHz ในปัจจบุ ันรองรบั ชิป EPC Class0, Class1 และ ISO-1800-6-B EPC Class 0+ และ GEN2 ซงึ่ จะหาไดง้ า่ ยใน
อนาคต คลื่นความถ่ีที่อยู่ในช่องความถ่ี UHF ท่สี ามารถใชก้ ับระบบ RFID จะอยูร่ ะหว่าง 860 – 960 MHz ระบบ UHF RFID ท่ีใช้
ในสหรัฐอเมริกาจะอยู่ที่คลื่นความที่ 915 MHz และ ระบบ UHF RFID ที่ใช้ในยุโรปจะอยู่ที่คลื่นความถี่ 868 MHz การใช้งาน
UHF RFID ขยายวงกว้างขน้ึ จากองคก์ รขนาดใหญ่ ,ธุรกจิ ระหวา่ งประเทศ และธรุ ะกิจขนาดกลาง
56
ประโยชนแ์ ละการประยกุ ตใ์ ชง้ านของ RFID ในระบบบรหิ ารสนิ คา้ คงคลงั
เนื่องจาก ข้อมูลของ RFID มีขนาดเล็ก และในปัจจุบันมีลักษณะเป็นป้ายอิเล็กทรอนิกส์ (RFID Tag) RFID จึง
ถกู ตดิ ตามฉลากสินค้าผลติ ภัณฑต์ ่างๆ เพ่ือใชใ้ นการติดตามขอ้ มูลหรือเกบ็ ขอ้ มลู ของผลิตภัณฑ์ชิ้นนั้น หรอื แมก้ ระท่ังหน้ารถ
กม็ ีป้าย RFID เพอ่ื ใช้ในการจา่ ยค่าผา่ นทางได้อีกดว้ ย RFID มขี อ้ ได้เปรยี บมากกว่าระบบ Barcode ตรงที่ไมต่ อ้ งอ่านข้อมูล
ในระดบั สายตา เพราะมกี ารส่งสญั ญาณวทิ ยุ จึงทาใหม้ คี วามสะดวกมากขึ้น ซง่ึ ความสะดวกของ ป้าย RFID ในเร่ืองอ่ืนๆ มี
ดังนี้
1. มคี วามละเอยี ด และสามารถบรรจขุ ้อมูลได้
2. มคี วามเร็วในการอา่ นขอ้ มลู จากแถบ RFID
3. สามารถอ่านข้อมูลไดพ้ รอ้ มกันหลาย ๆ แถบ RFID
4. สามารถส่งข้อมลู ไปยงั เคร่ืองรบั ได้โดยไม่จาเป็นตอ้ งนาไปจ่อในมมุ ที่เหมาะสม
5. สามารถเขยี นทับขอ้ มลู ได้ จงึ ทาให้สามารถนากลบั มาใช้ใหม่ได้
6. ไม่จาเปน็ ตอ้ งติดไวภ้ ายนอกบรรจุภณั ฑ์
7. ระบบความปลอดภัยสูงกว่า ยากตอ่ การปลอมแปลงและลอกเลยี นแบบ
8. ทนทานต่อความเปียกชน้ื แรงสัน่ สะเทอื น การกระทบกระแทก
การประยกุ ตใ์ ชง้ านของ RFID ในระบบบรหิ ารสนิ คา้ คงคลงั
อุตสาหกรรมการผลิต RFID : ถูกนามาประยุกต์ใช้ในกระบวนการติดตามการผลิต โดยใช้ Production Line
Automation เพื่อให้ทราบว่าในแต่ละกระบวนการผลิตนั้นใช้เวลาในการทางานเท่าไร และได้จานวนการผลิตในแต่ละขึ้น
ตอนเท่าไร คานวณถึงต้นทุนการดาเนินงานต่าง ๆ ซึ่งจะชวยลดต้นทุนการผลิด ประหยัดเวลา เพิ่มประสิทธิภาพในการ
ทางาน
ธรุ กจิ การคา้ RFID : ถูกนามาประยุกต์ในธุรกจิ การค้าปลกี และ Super Store เพ่ือใหท้ ราบวา่ ภายใน 1 วนั สินค้า
สามารถขายออกไปได้วันละเทา่ ไหร่ และ สนิ คา้ ทวี่ างท่ชี ัน้ ถูกหยบิ ไปเท่าไหร่ ควรจะนาสินค้ามาวางเพมิ่ ทช่ี ้ันสินค้าหรือไม่ ทา
ใหท้ นั ต่อวามตอ้ การของผ้บู ริโภค ลดการขโมยสินคา้ สามารถนาพฤตกิ รรมของลกู ค้าไปวเิ คราะหข์ ้อมลู
57
ธุรกิจบ่อนกาสิโน (CASINO) : มีการนาเทคโนโลยี RFID มาใช้ โดยนาแผ่น RFID ฝังลงในชิพส์ (CHIPS) แทน
เงิน ทาใหป้ ้องกันการนาแผ่นชิพส์ปลอม ซึ่งใช้แทนเงินภายในบ่อนกาสโิ นมาใช้ ทาใหบ้ อ่ นลดการสูญเสียรายได้จากการท่ี
ถูกนาชิพส์ปลอมมาใช้ และยังสามารถศึกษาพฤติกรรมของนักพนัน เพื่อจะนาไปวิเคราะห์ศึกษา เหมือนกับการศึกษา
พฤตกิ รรมผู้บรโิ ภค ที่ทางบ่อนจะไดห้ าทางเพิ่มประสิทธิภาพในการใหบ้ รกิ ารต่อไป
การบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัย (Management and Security) : ในส่วนของการบริหารและการ
จัดการนั้น RFID สามารถนาไปประยุกต์ในเรื่องของ ระบบบริหารงานบุคคล มีการนาข้อมูลการเข้าถึงระบบต่างๆ บรรจุไว้ใน
RFID เพ่อื สามารถเข้าไปทางานในสว่ นต่าง ๆ และตรวจสอบเวลาการทางานของบคุ คล รวมไปถึงระบบเงนิ เดือนด้วย
Barcode
บาร์โคด้ (barcode) หรอื ในภาษาไทยเรียกว่า “รหสั แท่ง” ประกอบดว้ ยเส้นมืด(มกั จะเปน็ สดี า) และเสน้ สว่าง (มัก
เป็นสีขาว) วางเรียงกันเป็นแนวดิ่ง เป็นรหัสแทนตัวเลขและตัวอักษร ใช้เพื่ออานวยความสะดวกให้เครื่องคอมพิวเตอร์
สามารถอ่านรหัสข้อมูลได้ง่ายขึ้น โดยใช้เครื่องอ่านบาร์โค้ด (Barcode Scanner) ซึ่งจะทางานได้รวดเร็วและช่วยลดความ
ผิดพลาดในการคีย์ข้อมูลได้มาก บาร์โค้ดเริ่มกาเนิดขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1950 โดยประเทศสหรัฐอเมริกาได้จัดตั้งคณะกรรมการ
เฉพาะกิจทางดา้ นพาณิชยข์ น้ึ สาหรับค้นคว้ารหสั มาตรฐานและสญั ลักษณท์ สี่ ามารถช่วยกิจการด้านอุตสาหกรรมและสามารถ
จัดพิมพ์ระบบบาร์โค้ดระบบ UPC-Uniform ขึ้นได้ในปี 1973 ต่อมาในปี 1975 กลุ่มประเทศยุโรปจัดตั้งคณะกรรมการ
ด้านวิชาการเพื่อสร้างระบบบาร์โค้ดเรียกว่า EAN-European Article Numbering สมาคม EAN เติบโตครอบคลุมยุโรป
และประเทศอ่ืนๆ (ยกเว้นอเมริกาเหนอื ) และระบบบาร์โค้ด EAN เริ่มเขา้ มาในประเทศไทยเมอื่ ปี1987
โดยหลกั การแล้วบารโ์ ค้ดจะถกู อา่ นดว้ ยเครื่องสแกนเนอร์ บันทกึ ขอ้ มลู เข้าไปเก็บในคอมพิวเตอรโ์ ดยตรงไม่ตอ้ งกดปุม่
ที่แท่นพิมพ์ ทาให้มีความสะดวก รวดเร็วในการทางานรวมถึงอ่านข้อมูลได้อย่างถูกต้องแม่นยา เชื่อถือได้ และจะเห็นได้
ชัดเจนว่าปัจจุบันระบบบาร์โค้ดเข้าไปมีบทบาทในทุกส่วนของอุตสาหกรรมการค้าขาย และการบริการ ที่ต้องใช้การบริหาร
จัดการข้อมูลจากฐานข้อมูลในคอมพิวเตอร์ และปัจจุบันมีกระประยุกต์การใช้งานบาร์โค้ดเข้ากับการใช้งานของ Mobile
Computer ซึ่งสามารถพกพาไดส้ ะดวก เพอ่ื ทาการจดั เกบ็ แสดงผล ตรวจสอบ และประมวลในด้านอ่นื ๆ ไดด้ ว้ ย ซึง่ บาร์โค้ด
มี 3 ประเภท ดังนี้
58
1. บาร์โค้ด 1 มติ ิ (Barcode 1D)
บาร์โค้ด 1 มิติมีลักษณะเป็นแถบประกอบด้วยเส้นสีดาสลับกับเส้นสีขาว ใช้แทนรหัสตัวเลขหรือตัวอักษรโดย
สามารถบรรจุขอ้ มลู ไดป้ ระมาณ 20 ตวั อกั ษร การใชง้ านบารโ์ ค้ดมักใช้ร่วมกับฐานข้อมูลคือเม่ืออา่ นบาร์โค้ดและถอดรหัส
แล้วจึงนารหสั ท่ไี ดใ้ ช้เรียกข้อมลู จากฐานขอ้ มูลอีกต่อหนง่ึ
ตัวอย่างประเภทของ บาร์โค้ด 1 มิติ เช่น Code 39, Code 128, Code EAN-13 ฯโดยข้อมูลในตัวบาร์โค้ด คือ
"123456789012" แตล่ ักษณะของบารโ์ ค้ดจะเปล่ียนแปลงตามประเภทของบารโ์ ค้ดนน้ั ๆ
2. บารโ์ คด้ 2 มติ ิ (Barcode 2D)
บาร์โค้ด 2 มิติเป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาเพิ่มเติมจากบาร์โค้ด 1 มิติ โดยออกแบบให้บรรจุได้ทั้งในแนวตั้งและ
แนวนอน ทาให้สามารถบรรจุข้อมูลมากได้ประมาณ 4,000 ตัวอักษรหรือประมาณ 200 เท่าของบาร์โค้ด 1 มิติในพื้นที่
เท่ากนั หรอื เลก็ กว่า ขอ้ มลู ที่บรรจุสามารถใชภ้ าษาอ่ืนนอกจากภาษาอังกฤษได้ เชน่ ภาษาญปี่ ุ่น จนี หรือเกาหลี เป็นต้น
และบาร์โค้ด 2 มิติสามารถถอดรหัสได้แม้ภาพบาร์โค้ดบางส่วนมกี ารเสียหาย อุปกรณ์ท่ีใชอ้ า่ นและถอดรหัสบาร์โค้ด 2
มิติมีตั้งแต่เครื่องอา่ นแบบซีซดี ีหรือเครื่องอ่านแบบเลเซอร์เหมือนกับของบาร์โค้ด 1 มิติจนถึงโทรศัพทม์ ือถอื แบบมกี ล้อง
ถ่ายรูปในตัวซึ่งตดิ ต้ังโปรแกรมถอดรหัสไว้ ในส่วนลักษณะของบาร์โค้ด 2 มิติมีอยู่อย่างมากมายตามชนดิ ของบารโ์ ค้ด
เช่น วงกลม สี่เหลี่ยมจัตุรัส หรือสี่เหลี่ยมผืนผ้าคล้ายกับบาร์โค้ด 2 มิติ ดังรูปที่ 2 เป็นต้น ตัวอย่างบาร์โค้ด 2 มิติ
ได้แก่ PD417, MaxiCode, Data Matrix, และ QR Code
59
3. บาร์โค้ด 3 มิต(ิ Barcode 3D)
บาร์โค้ด 3 มิติเป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาเพิ่มเติมจากบาร์โค้ด 2 มิติเพื่อบาร์โค้ดติดบนวัตถุได้นาน ทนต่อสภาพ
สิ่งแวดล้อม โดยการยิงเลเซอร์ หรือทาการสลักตัวบาร์โค้ดลงไปบนเนื้อวัตถุโดยตรง ทาให้บาร์โค้ดมีลักษณะสูงหรือต่ากว่า
พื้นผิวขึน้ มา โดยเราจะพบลักษณะบาร์โค้ดดงั กล่าว ในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องมือแพทย์ แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์
ตัวอยา่ งบาร์โค้ด 3 มติ ิ
ขอ้ แตกตา่ งระหวา่ ง RFID กบั Barcode
RFID Barcode
แท็ก RFID สามารถอ่านได้จากระยะไกล ตอ้ งนาบาร์โคด้ เขา้ ใกล้สแกนเนอรเ์ พ่ืออ่าน
สินค้าที่ออกจากห้างเครื่องสแกน RFID จะอ่านรายการ ไม่สามารถอา่ นรายการทั้งหมดได้
ทั้งหมดได้ในเวลาไมก่ ่วี นิ าที
ช่วงอา่ นขอ้ มูลที่ 300 ฟตุ สามารถอา่ นขอ้ มูลของสินค้าได้ ช่วงอ่านข้อมูลระยะสั้น สามารถอ่านข้อมูลของสินค้าได้
สงู สุด 40 รายการต่อวนิ าที คร้งั ละหนึ่งรายการ
60
ระบบคัมบัง
Kanban System
61
Kanban System
คัมบัง (Kanban) เปน็ แนวคิดทีเ่ กดิ ข้ึนโดยวิศวกรของบรษิ ัท Toyota ในปีค.ศ. 1940 ไดไ้ อเดยี มาจากซูเปอร์มาร์
เกต็ ท่ีเม่ือสนิ ค้าถกู ขายออกไปไม่นานพนักงานก็จะนาสินคา้ มาเตมิ ให้เต็มช้ันวางสินคา้ อีกครงั้ พนักงานจะรู้ว่าสินค้าหมดได้
จากการทีข่ ายสินค้าได้แล้วพนักงานที่คดิ เงนิ จะดึงสลปิ มาเก็บไว้ เมื่อถึงเวลาเตมิ สินค้า พนักงานเติมสินค้าก็จะดจู ากสลิปท่ี
ขายออกว่ามอี ะไรบา้ ง ซ่ึงสนิ คา้ ที่ขายออกไปคอื สง่ิ ท่ตี อ้ งนาของไปเตมิ นัน่ เอง ซ่งึ Kanban เปน็ ระบบควบคุมการผลิตด้วยการ
ใช้บัตรหรือป้ายสัญลักษณ์ มาใช้ในการสื่อสารและควบคุมเกิดการผลิตสินค้าก็ต่อเมื่อมีคาสั่งซื้อ หรือ Make to Order
เท่านั้น โดยระบบ Kanban จะส่งสัญญาณพร้อมรายละเอยี ดของสนิ ค้า ชิ้นส่วน หรือวัตถุดิบท่ีต้องการ เพื่อจะทาการสื่อสาร
ไปหากระบวนการผลิตขนั้ ตอนกอ่ นหนา้ เพื่อบ่งบอกว่าตอ้ งการชน้ิ ส่วนหรือวตั ถุดบิ จานวนเท่าไร เชน่ แผนกประกอบสินค้าใช้
บัตรคัมบังส่งสัญญาณไปขอชิ้นส่วนทีต่ ้องใช้ประกอบจากแผนกผลิตชิ้นส่วน หรือเรียกอีกอย่างนึงว่า จากปลายน้าไปหาต้น
นา้ โดยในบตั ร Kanban ในเบอ้ื งตน้ จะมรี ายละเอยี ดข้อมลู ที่สาคัญ ดังนี้
1. ชอ่ื และหมายเลขของวตั ถดุ ิบหรอื ส่ิงทตี่ อ้ งการ
2. หมายเลขของบัตร Kanban
3. จานวนชนิ้ ที่ต้องการ
4. ช่อื ผ้ผู ลติ หรอื จุดผลติ ทต่ี ้องการใหช้ นิ้ สว่ นหรือวตั ถดุ บิ มาสง่
ตวั อยา่ งการทางานของ Kanban
ในทางกลบั กนั ถ้าหากว่าไม่มีบตั ร Kanban มาท่แี ผนก แผนกนั้นกจ็ ะไม่ผลติ สินคา้ เพราะการผลิตสินค้าโดยไม่มี
คาสั่งจาก Kanban หมายความว่า เป็นการผลิตที่ไม่ได้เกิดขึ้นตามความต้องการ และทาให้บริษัทต้องเก็บสินค้าเหล่านั้น
เอาไว้ในคลังสินค้า ซ่งึ ทาใหเ้ กดิ ต้นทุนทกี่ ารผลติ แบบ Lean Manufacturing หรอื Just In Time ไม่ต้องการ
62
การประยกุ ตบ์ ตั รของคัมบงั
1. ปา้ ยสอ่ื สาร
2. ภาชนะ
3. พนื้ ท่ใี นการจัดเก็บสินค้า
4. สญั ญาณไฟ
5. เช็คผ่านระบบคอมพิวเตอร์
ประโยชนข์ องระบบ Kanban
1. ปรับปรุงการไหลเวียนขอวัตถุดิบ ทาให้เกิดการส่งวัตถุดิบไปหาหน่วยงานที่ทาการผลิตโดยตรง ดว้ ยจานวน
ท่ีตรงตามความต้องการ ทาให้กระบวนการผลิตไมเ่ ตม็ ไปดว้ ยวัตถุดิบท่รี อการผลิต
2. ลดข้อผิดพลาดจากการผลิตทัง้ ในเรอ่ื งของวัตถุดบิ เกินหรอื ขาด เนอ่ื งจากวตั ถดุ บิ มาพอดกี ับที่ต้องใช้ งานระหว่างทา
และสนิ ค้าในคลังนอ้ ยลง ลดการเกดิ ของเสียหรือสูญเปลา่
3. ลดปัญหาการขนส่งวัตถุดิบล่าช้าของ Suplier เพราะการผลิตมคี วามสม่าเสมอ ทาให้มีเวลาที่แน่นอนในการจัดสง่
วัตถุดบิ
4. ลดต้นทุนการสง่ั ซอ้ื ลดปรมิ าณการกักตุนสนิ คา้
5. ประสทิ ธิภาพในการทางานรปู แบบทมี หรือกลุม่ ดขี ึ้น
6. วงจรการผลติ ส้ันลง ส่งผลให้ผลิตสินค้าไดไ้ วขึน้ ประสทิ ธภิ าพการผลิตมมี ากขึน้ พนกั งานทางานเตม็ ที่
7. จดุ กองงานน้อยลง การทางานไหลลนื่ ขึน้ ไม่มีสะดุด
63
Kanban board คือ เครื่องมือควบคุมขั้นตอนการดาเนินงาน (Workflow) เพื่อสื่อสารว่างานอยู่ในขั้นตอนไหน ซึ่ง
สว่ นมากมักจะใชก้ บั งานที่มขี ้ันตอนท่ีซับซอ้ นและใช้ในการวางแผนพัฒนา Software โดยการทา Kanban Board อาจจะ
ใชก้ ระดานไวทบ์ อร์ดทาเป็นตารางที่มีการแบง่ ข้ันตอนการดาเนินงาน ออกเปน็ อย่างนอ้ ย 3 ส่วน (หรอื มากกว่า) คือ สิ่งที่ต้อง
ทา (To Do) งานกาลังทา (Work In Progress) และงานที่เสร็จแล้ว (Done) การใช้ Kanban Board จะใช้กระดาษ
โพสอทิ เขยี นงานแต่ละงานแปะเอาไว้ในขั้นตอนปจั จุบนั ของงานน้ัน เพอื่ แสดงการไหลของงาน (Workflow) และสือ่ สารให้
ข้ันตอนการผลติ อน่ื ๆ รบั รสู้ ถานะปัจจุบันของงาน
กฎของ Kanban board
1. Visualize the workflow – แสดง flow การทางานของระบบให้ออกมาให้เห็นภาพอย่างชัดเจน สามารถบอก
ไดว้ ่าขณะน้งี านไปติดขัดทจ่ี ุดไหน อยา่ งไรใหช้ ัดเจน
2. Limit Work In Progress (WIP) – จุดหลักของ Kanban เลยคือการ limit งานต่อหนึ่งหน่วยย่อย เช่นงาน
สาหรบั Development หา้ มถอื เกนิ 2 งานเพือ่ ป้องกันไมใ่ หง้ าน Overload มากเกนิ ไป และจะทาใหส้ ูญเสียเวลา
ไปมากกวา่ ท่คี วรจะเป็น
3. Measure the lead time – วัดผลการทางานและปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้นไปอีก ตรงนี้จะเรียกว่า Cycle time หรือ
คา่ เฉล่ยี ที่ Card 1 อนั จะอย่บู นบอร์ดตง้ั แตเ่ ริม่ ตน้ ไปจนถึงข้ึนบน production จริง
64
แนวคิด Lean เรียกว่า Push System คือ การผลิตที่แต่ละฝ่ายแตล่ ะแผนกจะผลติ วัตถุดิบและสินค้าจานวนมาก เพื่อ
เก็บไว้รอการผลิตและรอขายให้ลกู ค้า โดยไม่สนความต้องการสินค้า (Demand) ที่เกิดขึ้นจริงว่ามีอยู่เท่าไหร่ สิ่งเกิดขึ้นใน
ระบบการผลิตแบบ Push System คอื การท่ีทุกแผนกตา่ งฝ่ายต่างผลติ ชนิ้ สว่ นออกมาเป็นจานวนมาก ทาให้บริษัทมีต้นทุน
ในการเก็บรักษาชิ้นส่วนเหล่านี้เอาไว้ อีกทั้งยังมีโอกาสกลายเป็นสินค้าล้าสมัยที่ไมส่ ามารถขายได้ ซึ่งถือว่าความสูญเปล่า
(Waste) ที่ไม่ทาใหเ้ กดิ คุณคา่ ใดๆ ตามแนวคดิ Lean ซ่งึ ประโยชนข์ องลีนคอื
1. ประหยดั ค่าใช้จา่ ยในเร่อื งของตน้ ทุนการผลติ คา่ ใช้จ่าย วัตถดุ บิ ทง้ั หมด
2. ลดมาตรฐานและลดความเส่ยี ง งานมคี วามคล่องตวั ระบบการผลิตงา่ ยข้ึน
3. เกดิ ความค้มุ คา่ ในการจ้างงานพนกั งาน
4. หมดปัญหาสนิ ค้าคงคลัง
ชนดิ ของความสญู เปล่า (Waste)
1. Over production ผลิตเพมิ่ ขน้ึ ต้นทนุ ทกุ ๆ ทางเพิ่มขนึ้
2. Inventory สนิ ค้าคงลังมากไป
3. Waiting ระยะเวลากรรอสินค้ามากไป
4. Motion การเคลือ่ นไหวรา่ งกายของพนกั งาน เคลือ่ นยา้ ย ระบบการขนสง่ ภายในอค์กร
5. Transportation ระบบขนส่งท่ไี ม่จาเป็น
6. Rework งานซ้า งานแกเ้ ยอะไป
7. Over processing กรพบวนการผลิตทมี่ ากขนึ้
65
เอกสารอ้างองิ
ณฐั ปรียา ฉลาดแย้ม.การจาแนกสินคา้ คงคลังดว้ ยระบบ ABC.(ออนไลน์).แหลง่ ที่มา http://sc2.kku.ac.th
(12 ตุลาคม 2564)
พนู ศักดิ์ สกั กทตั ตยิ กุล.2556.กระบวนการของโลจสิ ติกส.์ (ออนไลน์).แหล่งท่มี า
http://www.thaigoodview.com (14 ตลุ าคม 2564)
บรรดษิ ฐ์ จินโก.2561.การวางแผนความตอ้ งการวสั ดุ.(ออนไลน)์ .แหลง่ ทม่ี า
www.youtube.com/watch?v=X4XKr52RxMA (19 ตลุ าคม 2564)
เอกรัตน์ รจุ ิรเศรษฐกลุ ,ชาญวุฒิ วิจติ รกลุ วงศา.2564.กลยุทธ์การบรหิ ารสต๊อค.(ออนไลน)์ .แหลง่ ที่มา
www.youtube.com/watch?v=zX4AbaxTLY0 (20 ตุลาคม 2564)
วชั รากร หนทู อง,ปรินนั ท์ วรรณสว่าง.2547.เทคโนโลยีคลน่ื ความถีว่ ทิ ยุ.(ออนไลน)์ .แหล่งทีม่ า
http://www.lampangtc.ac.th (23 ตุลาคม 2564)
กติ ตมิ า นวลแก้ว.2552.ระบบคมั บัง.(ออนไลน์).แหลง่ ท่ีมา https://www.logisticafe.com (24 ตลุ าคม
2564)
66