1 ชื่อโครงการงานวิจัย ความร้เกี่ยวกับการปฏิบัติตัวของผ ู้ป่ วยโรคข้อเข่าเสื่อมในโรงพยาบาลพระนั่งเกล้าู พระนั่งเกล้า ปี พศ.2563-2564 รายนามคณะผู้วิจัย นศพ. ปฏิพล ตั้งบ ารุงกุล 5806300006 นศพ.พัชรพล เจียมอนุกูลกิจ 5806300020 นศพ.โสภณวิชญ์ มะระพฤกษ์วรรณ 5806300025 นศพ.กรรณ ด่านวิบูลย์ 5806300045 นักศึกษาแพทย์ชั้นปี ที่ 6 มหาวิทยาลัยสยาม อาจารย์ที่ปรึกษาวิจัยโครงการ ศ.กิตติคุณ นพ. เฉลิม วราวิทย์ อาจารย์ ยุพา สุทธิมนัส ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม
1 บทที่ 1 1.บทน า โรคกระดูกข้อเข่าเสื่อมเป็ นโรคส าคัญที่เกี่ยวข้องกับจ านวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นท าให้พบ อุบัติการณ์โรคเรื้อรังของระบบกระดูกและกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้นด้วยปัญหาดังกล่าวเป็ นปัญหาส าคัญระดับ โลกรวมทั้งประเทศไทยเนื่องจากน าไปสู่ความพิการและการเป็ นภาระพึ่งพิงคุณภาพชีวิตของผู้ป่ วย รวมทั้งภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลการประเมินความรู้ความเข้าใจของโรคเป็ นการป้องกันแบบ ทุติยภูมิที่มีประโยชน์อย่างยิ่งทั้งส าหรับแพทย์พยาบาลเภสัชกรและบุคลากรทางสาธารณสุขที่มีส่วน ร่วมในการรักษา และตัวผู้ป่ วยทั้งที่ยังไม่มีอาการจนถึงผู้ป่ วยที่แสดงอาการผิดปกติชัดเจน 1 ( อภิรดี เจริญนุกูล2563) โรคกระดูกข้อเข่าเสื่อมเป็ นปัญหาสุขภาพที่ส าคัญเนื่องจากอุบัติการณ์ของโรคเพิ่มขึ้นอย่าง ต่อเนื่องจากสถิติผู้ป่ วยโรคกระดูกและข้อในคนไทยพ.ศ.2553พบว่ามีผู้ป่ วยโรคนี้มากกว่า6ล้านคนโดย ข้อที่เสื่อมมากที่สุด คือข้อเข่า 2 ( Pereira et al., 2011 ) เนื่องจากข้อเข่าเป็ นข้อที่มีขนาดใหญ่และต้องรองรับน ้าหนักของร่างกายโดยตรงทั้งยังต้องท า หน้าที่เคลื่อนไหวเกือบตลอดเวลา ท าให้ข้อเสื่อมได้โดยง่ายโรคข้อเข่าเสื่อม ( Osteoarthritis of knee ) ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม
2 เป็ นโรคที่มีการเปลี่ยนแปลงไปในทางเสื่อมในผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ ( adult and elderly group ) เป็ น ปัญหาส าคัญของระบบบริการสุขภาพของไทย เนื่องจากเป็ นโรคที่พบบ่อยที่สุด 1 ใน 10 โรคที่เป็ น สาเหตุส าคัญอันก่อให้เกิดความทุพพลภาพในผู้สูงอายุ3 (ราชวิทยาลัยแพทย์ออร์โธปิ ดิกส์แห่งประเทศ ไทย, 2554 ) อีกทั้งมีผลกระทบสูงต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่ วยและครอบครัว และจากสถิติล่าสุดในปี 2557 พบว่า ปัญหาข้อเข่าเสื่อมเป็ นปัญหาที่พบได้มากเป็ นล าดับที่ 5 ในกลุ่มปัญหาสุขภาพของผู้สูงอายุ 4 ( ก ร ม อ น า มัย แ ล ะ โ ค ร ง ก า ร ป ร ะ เ มิ น เ ท ค โ น โ ล ยี แ ล ะ น โ ย บ า ย ด้ า น สุ ข ภ า พ ,2 5 5 6 ) การเกิดโรคข้อเข่าเสื่อมมีปัจจัยเสี่ยงและปัจจัยกระตุ้นให้เกิดโรคขึ้นได้ตั้งแต่ก่อนวัยสูงอายุ สาเหตุหลักมักเกิดจากการใช้งานเป็ นระยะเวลานานซึ่งมีความสัมพันธ์กับอายุและเกี่ยวข้องกับคอลลา เจนที่เป็ นส่วนประกอบของกระดูกอ่อน เมื่อกระดูกอ่อนถูกท าลายจะท าให้คอลลาเจนและโปรติโอไกล แคน(proteoglycan) สึกกร่อนและหลุดออกมาอยู่ในน ้าไขข้อ ท าให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายถูก กระตุ้นและหลังสารกระตุ้นการอักเสบต่างๆ ่ ท าให้เกิดอาการปวดและอักเสบขึ้นได้บางรายมีความ เกี่ยวข้องกับภาวะน ้าหนักตัวเกินเกณฑ์มาตรฐาน ท าให้ข้อเข่าท าหน้าที่รับน ้าหนักตัวมากส่งผลให้ข้อ เข่าเสื่อมได้ง่ายกว่าผู้ที่มีน ้าหนักอยู่ในเกณฑ์ปกติในเพศหญิงวัยกลางคนซึ่งเป็ นระยะช่วงต่อเข้าสู่วัย สูงอายุซึ่ งมีเกี่ยวข้องกับฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ลดลง ท าให้ความสามารถของฮอร์โมนที่ช่วยดูดซึม แคลเซียมไอออนในกระแสเลือดเข้ามาเก็บสะสมไว้ในกระดูกลดลง ก่อให้เกิดกระดูกเปราะบาง ถูก ท าลายได้ง่ายและเกิดภาวะข้อเข่าเสื่อมได้5 (นงพิมล นิมิตรอานันท์, 2557 ) 6 (Pan Q, et.al 2016) ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม
3 โรคข้อเข่าเสื่อมเป็ นโรคที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงตามอายุเริ่มเกิดการสึกหรอของกระดูก อ่อนบริเวณผิวข้อตั้งแต่ในวัยผู้ใหญ่ต่อเนื่องไปสู่วัยผู้สูงอายุเป็ นปัญหาส าคัญของระบบบริการด้าน สาธารณสุขของ ประเทศไทย จากรายงานสถานการณ์สุขภาพผู้สูงอายุพ.ศ. 25587 (Roos EM, et.al 2016 )พบว่าปัญหาโรคข้อเข่าเสื่อมเป็น1ใน5ของปัญหาสุขภาพในผู้สูงอายุรองลงมาจากโรคความดัน โลหิตสูง โรคเบาหวาน การมีฟันใช้งานน้อยกว่า 20 ซี่และภาวะซึมเศร้าจากสถิติที่ผ่านมานั้นพบว่า สถิติผู้ป่ วยโรคข้อเข่าเสื่อมมีจ านวนเพิ่มมากขึ้นในทุกๆ ปีสอดคล้องกับข้อมูลผู้ป่ วยโรคข้อเข่าเสื่อม ที่มารับบริการในหน่วยระบบประกันสุขภาพแห่งชาติในช่วงปี2554–2557 จาก241,135 ราย เพิ่มขึ้น เป็ น 274,133 ราย เฉลี่ยเพิ่มขึ้นปี ละ 8,250 ราย8 ( Strategy and Planning Division of of Ministry of public Health ; 2015 ) และหากจัดอันดับจ านวน ผู้ป่ วยในกลุ่มโรคข้อเสื่อมทั้งหมดพบว่าโรคข้อเข่า เสื่อม เป็ นโรคที่มีความชุกสูงที่สุดอีกทั้งประเทศไทยก าลังเข้า สู่สังคมผู้สูงอายุจึงท าให้แนวโน้มของ จ านวนผู้ป่ วยโรคข้อเข่าเสื่อมในวัยสูงอายุเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน ข้อเข่าเสื่อมมีความสัมพันธ์กับระดับความรุนแรงของโรคจากการที่เนื้อเยื่อ ข้อเข่าเกิดการบอบ ช ้าจากการถูกท าลายจะเกิดการกระตุ้นให้ร่างกายหลังฮอร์โมนโพรอสตาแกลนดิน ่(prostaglandin)ไป กระตุ้นปลายประสาทรับความรู้สึก ปวด ท าให้เกิดอาการปวดข้อเข่า เข่าฝื ด เคลื่อนไหว ล าบากและ โครงสร้างของข้อเข่ามีความผิดปกติมากขึ้น 9 (LespasioMJ, et.al 2017) อาการและอาการแสดง ของโรคถือเป็ นตัวชี้วัดระดับความรุนแรงของโรค ข้อเข่าเสื่อม ซึ่ง อาการของโรคที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งอาการปวดข้อเข่าเรื้อรังจะส่งผลกระทบต่อผู้ป่ วยทั้งด้าน ร่างกายจากความปวดที่เป็ นผลมาจาก กระดูกอ่อนหุ้มบริเวณผิวข้อเข่าสูญเสียหน้าที่โครงสร้าง ของ กระดูกข้อเข่าผิดรูปและเกิดการเสียดสีกัน เกิด ข้อจ ากัดในการเคลื่อนไหวข้อเข่าและการปฏิบัติกิจวัตร ประจ าวัน ส่งผลให้เกิดปัญหาด้านจิตใจมีความวิตกกังวล นอนไม่หลับหรือนอนหลับไม่เพียงพอจาก อาการ ปวดที่มีความรุนแรงมากขึ้น รู้สึกหงุดหงิดร าคาญใจ เกี่ยวกับอาการที่เกิดขึ้น หรือการที่ต้องเป็ น ภาระพึ่งพาผู้อื่น ขาดความเป็ นอิสระในตนเองรู้สึกว่าตนเองด้อยค่า ไม่อยากพบปะผู้คน และหลีกเลี่ยง การเข้าร่วมกิจกรรม ในสังคมส่งผลต่อความผาสุกด้านจิตสังคม 10 ( Youngcharoen P, Hershberger PE, et.al, 2017) นอกจากนี้ยังมีผลกระทบด้านเศรษฐกิจโดยโรคข้อเข่าเสื่อมเป็ น โรคเรื้อรัง ที่จ าเป็ นต้อง ได้รับการรักษาต่อเนื่อง ส่งผลกระทบด้านเศรษฐกิจโดยเสียเวลาเสียค่าใช้จ่ายในการ รักษาพยาบาลใน ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม
4 ผู้ป่ วยที่มีความรุนแรงของโรคในระยะท้ายจ าเป็ นต้องได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อข่าเทียมก่อให้เกิด ภาระ ค่าใช้จ่ายของครอบครัวและผู้ดูแลในการฟื้นฟูสภาพผู้ป่ วยภายหลังการผ่าตัด11 ( Salmon JH, et.al, 2016) รายงานผลการส ารวจสุขภาวะผู้สูงอายุไทย พ.ศ. 2556 ซึ่ งเก็บข้อมูลจากผู้สูงอายุจ านวน 14,000คน ที่ได้รับการสุ่ม เป็ นตัวแทนจาก28จังหวัดใน 12เครือข่ายบริการสุขภาพ ทัวประเทศ่พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ไม่เคยได้รับการตรวจ โรคข้อเข่าเสื่อมถึงร้อยละ 72.9ขณะที่กลุ่มที่เคยได้รับการ ตรวจและวินิจฉัยว่าเป็ นโรคนี้มีร้อยละ 10.6 12 (สุรเดช ดวงทิพย์สิริกุลและคณะ, 2556) ซึ่งเป็ นจ านวน น้อยมาเมื่อเปรียบเทียบกับผู้ป่ วยที่ไม่เคยได้รับการตรวจโรคข้อเข่าเสื่อมด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้นนี้ การประเมินระดับความรู้ความเข้าใจของผู้ป่วยเกี่ยวกับโรคกระดูกข้อเข่าเสื่อมจึงมีความจ าเป็ น เพื่อที่บุคลากรทางการแพทย์ทั้งแพทย์เภสัชกร พยาบาลและ บุคลากรทางสาธารณสุข ที่มีส่วนร่วมใน การรักษาและเป็ นก าลังหลักของกระทรวงสาธารณสุขใช้เป็ นข้อมูลในการให้ความรู้แก่ผู้ป่ วยเพื่อให้ ผู้ป่ วยในภาพรวมตระหนักถึงความส าคัญของตัวโรค น าไปปรับปรุงการใช้ชีวิตประจ าวัน และสามารถ ชะลอกระบวนการด าเนินของโรคไปสู่ระยะที่มีความรุนแรงมากขึ้นได้ โดยหากผู้ป่ วยสามารถชะลอ ความรุนแรงของโรคได้จะช่วยส่งผลให้ผลกระทบของตัวโรคต่อตัวผู้ป่ วยอันเป็ นผลท าให้คุณภาพชีวิต ของผู้ป่ วยย ่าแย่ลงและยังสามารถลดภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัวและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดูแล ฟื้นฟูสภาพของผู้ป่ วยทั้งก่อนและหลังผ่าตัดได้อีกด้วย ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม
5 2. ค าถามของงานวิจัย • ระดับความรุนแรงของผู้ป่ วยที่เป็ นโรคข้อเข่าเสื่อม ( Oxford Knee Score )มีผลต่อความรู้ในการปฏิบัติตัวในผู้ป่ วยโรคข้อเข่าเสื่อมมากน้อยเพียงใด 3. วัตถุประสงค์ของงานวิจัย 1. เพื่อศึกษาว่าระดับความรุนแรงของผู้ป่ วยที่เป็ นโรคข้อเข่าเสื่อม ( Oxford Knee Score ) มีผลต่อความรู้ในการปฏิบัติตัวในผู้ป่ วยโรคข้อเข่าเสื่อมมากน้อยเพียงใด 2. เพื่อศึกษาความชุกของโรคข้อเข่าเสื่อมของผู้ป่ วยที่มาใช้บริการห้องตรวจผู้ป่ วยนอก แผนกศัลยกรรมกระดูกภายในเวลาราชการ โรงพยาบาลพระนังเกล้า ่ 3. เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อความชุกในโรคข้อเข่าเสื่อมของผู้ป่ วยที่มาใช้บริการห้องตรวจผู้ป่ วยนอก แผนกศัลยกรรมกระดูกภายในเวลาราชการ โรงพยาบาลพระนังเกล้า เช่น เพศ อายุ อาชีพ หรือ ่ ระดับการศึกษา เป็ นต้น 4. เพื่อศึกษาระดับความรุนแรงของผู้ป่ วยโรคข้อเข่าเสื่อมของผู้ป่ วยที่มาใช้บริการห้องตรวจผู้ป่ วยนอก แผนกศัลยกรรมกระดูกภายในเวลาราชการ โรงพยาบาลพระนังเกล้า ่ 5. เพื่อศึกษาระดับความรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติตัวในผู้ป่ วยโรคข้อเข่าเสื่อม ของผู้ป่ วยนอก แผนกศัลยกรรมกระดูกภายในเวลาราชการ โรงพยาบาลพระนังเกล้า ่ 6. เพื่อศึกษาแหล่งข้อมูลที่มาของความรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติตัวในผู้ป่ วยโรคข้อเข่าเสื่อม 7. เพื่อศึกษาสาเหตุของการที่ผู้ป่ วยทราบข้อมูลเกี่ยวกับการปฏิบัติตัวในผู้ป่ วยโรคข้อเข่าเสื่อมแต่ไม่ปฏิบัติ ตาม 8. เพื่อเพิ่มความตระหนักรู้ถึงความส าคัญของการดูแลตนเองเพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดโรคข้อเข่าเสื่อม 9. เพื่อให้ความรู้และแนะน าการออกก าลังกายบริหารเข่าอย่างถูกต้องแก่ผู้ป่ วยที่มาใช้บริการที่โรงพยาบาล พระนังเกล้า ่ ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม
6 4. สมมุติฐานการวิจัย 1. ระดับความรุนแรงของผู้ป่ วยที่เป็ นโรคข้อเข่าเสื่อม ( Oxford Knee Score ) มีผลต่อความรู้ในการปฏิบัติตัวในผู้ป่ วยโรคข้อเข่าเสื่อม โดยคาดว่าถ้าผู้ป่ วยมีระดับความรุนแรงของโรคข้อเข่าเสื่อมมากเท่าไหร่จะมีระดับความรู้ในการปฏิบัติ ตัวในผู้ป่ วยโรคข้อเข่าเสื่อมมากขึ้น 2. ความชุกของโรคข้อเข่าเสื่อมของผู้ป่ วยที่มาใช้บริการห้องตรวจในเวลา แผนกศัลยกรรมกระดูก โรงพยาบาลพระนังเกล้าอยู่ในระดับสูง ่ 3. เพศ, อายุ, การศึกษา, อาชีพ, น ้าหนัก, และ ส่วนสูง มีผลต่อระดับความชุกของโรคข้อเข่าเสื่อมของผู้ป่ วยที่มาใช้บริการห้องตรวจในเวลา แผนกศัลยกรรมกระดูก โรงพยาบาลพระนังเกล้าอย่างมีนัยยะส าคัญ ่ 4. ความรุนแรงของผู้ป่ วยโรคข้อเข่าเสื่อมที่มาใช้บริการห้องตรวจในเวลา แผนกศัลยกรรมกระดูก โรงพยาบาลพระนังเกล้าส่วนใหญ่ ่อยู่ในระดับเริ่มมีอาการเป็ นส่วนใหญ่ 5. ระดับความรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติตัวในผู้ป่ วยโรคข้อเข่าเสื่อม ของผู้ป่ วยที่มาใช้บริการห้องตรวจในเวลา แผนกศัลยกรรมกระดูก โรงพยาบาลพระนังเกล้า อยู่ในระดับปานกลาง ่ 6. แหล่งข้อมูลที่มาของความรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติตัวในผู้ป่ วยโรคข้อเข่าเสื่อมส่วนใหญ่มาจากแพทย์ 7. สาเหตุของการที่ผู้ป่ วยทราบข้อมูลเกี่ยวกับการปฏิบัติตัวในผู้ป่ วยโรคข้อเข่าเสื่อมแต่ไม่ปฏิบัติตาม มาจากการไม่มีเวลา ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม
7 5. ขอบเขตของการวิจัย ● กลุ่มประชากรกลุ่มตัวอย่าง : ผู้ป่ วยที่มาใช้บริการห้องตรวจผู้ป่ วยนอกแผนกศัลยกรรมกระดูกที่โรงพยาบาลพระนังเกล้า ่ จ านวน 106คน ● สถานที่ : โรงพยาบาลพระนังเกล้า ่ ● ระยะเวลา : ระหว่างวันที่1 กุมภาพันธ์ - 28 กุมภาพันธ์ 6. ผ้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องู 1. ผู้ป่ วยที่มาใช้บริการห้องตรวจผู้ป่ วยนอกแผนกศัลยกรรมกระดูกที่โรงพยาบาลพระนังเกล้า ่ 2. อาจารย์แพทย์แผนกศัลยกรรมกระดูกผู้ปฏิบัติงานที่รพ พระนังเกล้า ่ 3. แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคข้อเข่าเสื่อมที่ปรึกษาเรื่องแบบสอบถาม 4. นักกายภาพบ าบัด ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคข้อเข่าเสื่อมที่ปรึกษาเรื่องท่าออกก าลังกายที่ถูกต้องใน การป้องกันโรคข้อเข่าเสื่อม ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม
8 7. นิยามศัพท์ ● โรคข้อเข่าเสื่อม คือ ภาวะที่กระดูกอ่อนผิวข้อเข่า ซึ่งมีหน้าที่ปกป้องและดูดซับแรงกระแทกภายใน ข้อเข่า มีการสึกหรอและเสื่อมอย่างช้าๆ ไม่สามารถกลับสู่สภาพเดิม และจะเป็ นมากขึ้นตามการใช้ งานและเวลาที่ผ่านไป พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ ท าให้เกิดอาการปวดเข่า เข่าบวม ข้อยึดติด มีเสียงดัง ในเข่า เข่าผิดรูปไม่สามารถประกอบกิจวัตรประจ าวันได้ตามปกติ ● ปัจจัยคือองค์ประกอบร่วมต่างๆที่เป็ นส่วนเสริมในการน าเหตุให้ไปเป็ นผลองค์ประกอบต่างๆที่ ส่งผลกับระดับความรู้เรื่องโรคข้อเข่าเสื่อมของผู้ป่ วยโรคข้อเข่าเสื่อมโดยในงานวิจัยนี้จะหมาย รวมถึง เพศ, อายุ, การศึกษา, อาชีพ, น ้าหนัก, ส่วนสูงและประวัติโรคประจ าตัว ● ระดับความรู้คือความเข้าใจของผู้ป่ วยถึงเรื่องโรคข้อเข่าเสื่อมโดยแบ่งเป็ นส่วนต่างๆดังนี้คือ ความสามารถในการวินิจฉัยข้อเข่าเสื่อม และแนวทางปฏิบัติตนเพื่อป้องกันการเกิดโรคข้อเข่าเสื่อม ● ห้องตรวจผู้ป่ วยนอกแผนกศัลยกรรมกระดูก คือแผนกตรวจผู้ป่ วยศัลยกรรมกระดูกที่ได้รับการ รักษาที่ไม่ต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล สามารถกลับบ้านได้ภายในวันที่เข้ารับการรักษา ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม
9 8. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1. เพื่อทราบระดับความรุนแรงโรคข้อเข่าเสื่อม ของผู้ป่ วยที่มาใช้บริการห้องตรวจผู้ป่ วยนอกแผนกศัลยกรรมกระดูกที่โรงพยาบาลพระนังเกล้า ่ 2. เพื่อทราบระดับความรู้และการปฏิบัติตัวเกี่ยวกับโรคข้อเข่าเสื่อม ของผู้ป่ วยโรคข้อเข่าเสื่อมที่มาใช้บริการห้องตรวจผู้ป่ วยนอกแผนกศัลยกรรมกระดูกที่โรงพยา บาลพระนังเกล้า ่ 3. เพื่อทราบแหล่งข้อมูลความรู้และการปฏิบัติตัวเกี่ยวกับโรคข้อเข่าเสื่อม ที่ผู้ป่ วยส่วนใหญ่ได้รับมา เพื่อวางแผนส่งเสริมความรู้และการปฏิบัติตัวเกี่ยวกับโรคข้อเข่าเสื่อมให้ผู้ป่ วยต่อไป 4. เพื่อเป็ นข้อมูลพื้นฐานในการวางแผนให้ความรู้เรื่องโรคข้อเข่าเสื่อมให้แก่ผู้ป่ วยโรคข้อเข่าเสื่อ มที่มาใช้บริการห้องตรวจผู้ป่ วยนอกแผนกศัลยกรรมกระดูกที่โรงพยาบาลพระนังเกล้าต่อไป ่ ในอนาคต ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม
10 บทที่ 2 : เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 1. ความร้พื้นฐานเกี่ยวกับเรื่องที่วิจัย ู โรคข้อเข่าเสื่อมในผู้สูงอายุเป็ นโรคเรื้อรังที่เกิดจากการเสื่อมสภาพของกระดูกอ่อนผิวข้อซึ่ ง เปลี่ยนแปลงไปตามกระบวนการสูงอายุข้อเข่าเป็ นข้อที่ใหญ่ที่สุดในร่างกายและเป็ นข้อที่ต้องรับน ้าหนักมาก ตลอดเวลาที่เดินหรือยืน จึงท าให้ผิวกระดูกอ่อนมีการสึกกร่อนบางลง เกิดการแตกปริ(Fibrilation) ร่วมกับการ เปลี่ยนแปลงที่ขอบของข้อ (Margin of joint) เกิดกระดูกงอก (Osteophyte) และการสะสมของหินปูนหรื อ แคลเซียมบริเวณผิวกระดูกและช่องว่างระหว่างข้อส่งผลให้ผู้สูงอายุมีอาการปวดข้อ ข้อติดแข็ง และการ เคลื่อนไหวข้อได้น้อยกว่าปกติ24(ธันย์สุภัทรพันธ์, 2557) ระบาดวิทยาของโรคข้อเข่าเสื่อม รายงานผลการส ารวจสุขภาวะผู้สูงอายุไทย ล่าสุดใน พ.ศ. 2556 ซึ่ งเก็บข้อมูลจากผู้สูงอายุจ านวน 14,000 คน ที่ได้รับการสุ่ม เป็ นตัวแทนจาก 28 จังหวัดใน 12 เครือข่ายบริการสุขภาพ ทัวประเทศ่พบว่ากลุ่ม ตัวอย่างส่วนใหญ่ไม่เคยได้รับการตรวจ โรคข้อเข่าเสื่อมถึงร้อยละ72.9 ขณะที่กลุ่มที่เคยได้รับการตรวจและ วินิจฉัยว่าเป็ นโรคนี้มีร้อยละ10.6 โดยได้รับการวินิจฉัย ตั้งแต่ก่อน พ.ศ. 2553 ร้อยละ 38.20 ช่วง พ.ศ. 2553 - 2555 ร้อยละ 36.20 และ พ.ศ. 2556 ร้อยละ 20.50 มีผู้สูงอายุที่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าป่ วยเป็ นโรคข้อเข่า เสื่อม ร้อยละ10.60 ในจ านวนนี้เป็ นเพศชายร้อยละ2.20 และเพศหญิง ร้อยละ8.40 ผลการประเมินความรุนแรง ของโรค พบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ได้รับบริการตรวจคัดกรองจากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลมาก ที่สุดถึงร้อยละ 37.80 รองลงมาคือโรงพยาบาลศูนย์หรือโรงพยาบาลทัวไปร้อยละ ่ 31.80 และโรงพยาบาลชุมชน ร้อยละ 19.60 ผลการประเมิน ความรุนแรง พบว่าส่วนใหญ่ร้อยละ 56.40 ไม่พบอาการผิด ปกติรองลงมาคือเริ่ม มีอาการผิดปกติร้อยละ12.80 มีอาการ รุนแรงปานกลางร้อยละ 16.20 และมีอาการระดับรุนแรงร้อยละ 4.40; ด้านวิธีการบ าบัดรักษา พบว่ากลุ่มตัวอย่างได้รับ การรักษาด้วยยากินและยาฉีด 199 คน รักษาด้วยการซื้อยาชุด ยาหม้อและยาสมุนไพรมารับประทานเอง 33 คน ท ากายภาพ บ าบัด 118 คน ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม 151 คน ได้รับการเยี่ยม บ้านโดยบุคลากรสุขภาพ 86 คน ได้รับการติดตามอาการโดย อาสาสมัครสาธารณสุขประจ า หมู่บ้าน (อสม.) 149 คน และไปรับการตรวจตามนัดที่สถานพยาบาล192 คน ส าหรับสถาน พยาบาลหลักที่กลุ่ม ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม
11 ตัวอย่างใช้บริการในการดูแลรักษาโรคคือโรงพยาบาลศูนย์หรือโรงพยาบาลทัวไปซึ่งเป็ นโรงพยาบาลขนาด ่ ใหญ่และมีแพทย์เฉพาะทางกระดูกและข้อ ร้อยละ 42.10 โรงพยาบาลชุมชน ร้อยละ 18.90 และโรงพยาบาล ส่งเสริม สุขภาพต าบลร้อยละ16.90 12 (สุรเดช ดวงทิพย์สิริกุลและคณะ, 2556) ปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคข้อเข่าเสื่อม 1. อายุ ที่เพิ่มขึ้นส่งผลต่อกระบวนการชรา ท าให้จ านวนของคอลลาเจนกระดูกอ่อนผิวข้อลดลง คุณสมบัติในการยืดขยายเยื้อหุ้มข้อและการเพิ่มขึ้นของน ้าไขข้อส่งผลให้น ้าไขข้อเจือจางลงผู้สูงอายุจะมีการ ลดลงของเลือดที่มาเลี้ยงบริเวณกระดูกใต้กระดูกอ่อน จึงท าให้การซ่อมแซมบริเวณระหว่างรอยต่อกระดูกอ่อน บางลง รวมถึงมีการลดลงของ โปรติโอกลัยแคน นอกจากนี้การที่ร่างกายมีการสูญเสียความยืดหยุ่นของบริเวณ เอ็นรอบ ๆ ข้อจึงท าให้ข้อเข่าหลวม รวมถึงการตอบสนองของระบบประสาทส่วนปลายช้าลงข้อเข่าจึงเสื่อม 13(Conaghan, P.G. et al., 2011) 2. เพศเพศหญิงโรคข้อเข่าเสื่อมและมีความรุนแรงของโรคมากกว่าเพศชายถึง 2เท่า เนื่องจากการขาด ฮอร์โมนเอสโตรเจน และลักษณะของยีนในโครโมโซมเพศหญิงส่งเสริมให้ข้อมีการเสื่อมมากขึ้น แต่ในผู้ชายที่ มีอายุต ่ากว่า 45 ปีผู้ชายจะพบมากกว่าผู้หญิง และจะเท่ากันในช่วงอายุ45 –55 ปีภายหลังอายุ55 ปีผู้หญิงจะมี การด าเนินของโรคมากกว่า ซึ่งคาดว่าจะเกิดจากมวลไขมันพบว่าผู้หญิงมีมวลไขมันมากกว่ากล้ามเนื้อและยีนบน โครโมโซมเพศหญิง รวมทั้งฮอร์โมนเอสโตรเจนมีบทบาทในการกระตุ้นการสร้างกระดูกอ่อน ช่วยในการยับยั้ง การสลายกระดูก(Bone resorption) ของออสตีโอคลาส (Osteoclast) จึงช่วยลดการสูญเสียมวลกระดูกแต่การ สนับสนุนข้อมูลดังกล่าวยังมีน้อย ได้มีการศึกษาเกี่ยวกับดัชนีมวลกายและส่วนประกอบของร่างกายและการ ถ่ายภาพรังสีในผู้ป่ วยโรคข้อเข่าเสื่อมติดตาม 4 ปีพบว่าผู้ที่มีมวลไขมันมากมีส่วนท าให้เกิดช่องว่างระหว่างข้อ ลดลงและอัตราของมวลกล้ามเนื้อที่ลดลงเป็ นปัจจัยในการท านายความก้าวหน้าของโรค13(Conaghan, P.G. et al., 2011) 3. อาชีพ แม้ลักษณะงานและอาชีพจะไม่มีความชัดเจนต่อการเกิดโรคข้อเข่าเสื่อมมาก นักแต่จาก การศึกษาของคูเปอร์แมคอะลินดอน คอกกอน เอกเกอเรส และเดปเป่ เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างอาชีพกับ การเกิด โรคข้อเข่าเสื่อมในคนที่มีอายุมากกว่า 55 ปีพบว่าอาชีพที่เกี่ยวกับการนังกับพื ่ ้นหรือนังคุกเข่ามากกว่า่ ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม
12 วันละ 30 นาทีอาชีพที่ต้องเดินขึ้นลงบันไดมากกว่าวันละ10ขั้น เป็ นสาเหตุที่ส าคัญของการเกิดข้อเข่าเสื่อม นอกจากนี้นักกีฬาหรือนักวิ่งก็เป็ นกลุ่มที่เสี่ยงต่อการเป็ นโรคข้อเข่าเสื่อมก่อนวัย14 (Iqbal, MN., Haidri, FR., Motiani, B. & Mannan, A., 2011) 4. ความอ้วน ในคนที่เดินปกติน ้าหนักจะลงที่ข้อเข่าประมาณ 2 –3 เท่าของ น ้าหนักตัวและคนที่มี น ้าหนักตัวมากขึ้นเมื่ออายุ20 ปีมีโอกาสเป็ นข้อเข่าเสื่อมมากกว่าคนปกติถึง3.5เท่า 14 (Iqbal, MN et.al, 2011) 5. ฮอร์โมน การขาดฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งเป็ นตัวป้องกันความเสื่อมของกระดูกผิวข้อ ท าให้ข้อเสื่อม ได้ง่ายและเร็วกว่าปกติ24(ธันย์สุภัทรพันธ์, 2557) 6. ความหนาแน่นของเนื้อกระดูกพบว่าความสัมพันธ์ทางบวกกับการเกิดโรคข้อเข่าเสื่อม โดยท าให้เกิด ความเครียดกดลงบนผิวกระดูกอ่อนหุ้มข้อ24(ธันย์สุภัทรพันธ์, 2557) ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม
13 ลักษณะทางกายวิภาคของโรคข้อเข่าเสื่อม ข้อเข่าประกอบด้วย femur bone, tibia bone, patella bone, cartilage มีช่วยลดการเสียดสี, joint capsule และligament เพิ่มความมันคงให้แก่ข้อ ่ , meniscus ลดแรงกระแทก, synovial fluid ช่วยหล่อลื่นไม่ให้ข้อฝื ดขัด, quadriceps group muscle และhamstring group muscle ท าให้เกิดการเคลื่อนไหวในทิศทางที่ต้องการเสริมสร้าง ความมันคง่ ลดแรงกระแทกที่ข้อได้เมื่อมัดกล้ามเนื้อรอบข้อแข็งแรง พบว่าความเสื่อมเกิดขึ้นที่ cartilage มากที่สุดบริเวณ Medial Femorotibial พบร้อยละ 75 Lateral Femorotibial ร้อยละ26 และ Patellofemoral ร้อยละ 48 ซึ่ งเกิดการเปลี่ยนแปลงทางชีวเคมีดังนี้ปริมาณ Collagen ทั้งหมด ลดลง เส้นใยเล็กลง มีการจับตัวกันหลวมขึ้น ท าให้เกิดการผิดรูปและการบวมของกระดูกได้ง่าย ปริมาณ Proteoglycan ลดลงร้อยละ 50 ท าให้คุณสมบัติของกระดูกอ่อนผิวข้อในการต้านทานแรงกดและความยืดหยุ่น ลดลงนอกจากนี้ยังพบการเปลี่ยนแปลงทาง metabolism ดังนี้การสร้างทดแทนจากchondrocytes ไม่ทันการ ท าลายมีการลดลงของความเข้มข้นของProteoglycan มีenzyme ที่ของการท าลายมากกว่าenzyme เป็ นตัวยับยั้ง ซึ่งเป็ นกลไกส าคัญในการท าลายกระดูกอ่อน 3 ( ราชวิทยาลัยแพทย์ออร์โธปิ ดิกส์แห่งประเทศไทย, 2554 ) ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม
14 กลไกการเกิดและพยาธิสภาพของโรคข้อเข่าเสื่อม กระบวนการเกิดพยาธิสภาพของข้อเข่าเสื่อมเชื่อว่าเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางชีวเคมี(Biochemical) ของกระดูกอ่อนผิวข้อร่วมกับการเปลี่ยนแปลงทางชีวกล(Biomechanical) ภายในข้อกระบวนการเปลี่ยนแปลง ของข้อเข่าเสื่อมเริ่มต้นบริเวณกระดูกอ่อนผิวข้อคือเมื่อเซลล์กระดูกอ่อน (Chomdrocytes) ได้รับบาดเจ็บจาก แรงกระท าจะปล่อยเอ็นไซม์ออกมาท าลายคอลลาเจน Collagen) และโปรทีโอไกลแคน (Proteoglycan) ซึ่งในคน สูงทั้งคอลลาเจนและโปรทีโอไกลแคนก็มีการเสื่อมสภาพอยู่แล้ว ท าให้ผิวขอทนต่อแรงกดได้น้อยลงเกิดการ เสื่อมสภาพของกระดูกอ่อน มีรอยแตกเห็นเป็ นริ้วเมื่อโรคดาเนินต่อไปผิวกระดูกอ่อนจะแตกหลุดเป็ นสาเหตุให้ กระดูกอ่อนหุ้มข้อบางลงผิวข้อขรุขระขณะเดียวกันส่วนกระดูกใต้ผิวข้อ(Subchondral bone) ซึ่ งปกติจะมี กระดูกอ่อนคอยช่วยรับแรงที่มากระทบ แต่เนื่องจากการสูญเสียลักษณะของกระดูกอ่อนไปดังกล่าว ท าให้แรง ที่มากระทบกับข้อผ่านลงมาสู่กระดูกใต้ผิวข้อได้มากขึ้น กระดูกการแตกเป็ นเศษเล็ก ๆ (Microfracture) หลุด ลอกตกค้างอยู่ในช่องว่างระหว่างข้อ ร่างกายจะพยายามซ่อมแซมส่วนที่สึกหรือโดยการเพิ่มความหนาของ กระดูกใต้ผิวข้อ ท าให้กระดูกใต้ผิวข้อหนาตัวขึ้น (Subchondral bone sclerosis) ขณะเดียวกันบริเวณรอบ ๆ ข้อ คือขอบกระดูกเอ็นยึดกระดูก(Ligament) และเอ็น (Tendon) ก็จะมีการตอบสนองด้วยการสร้างไฟโบรบลาสท์ ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม
15 (Fibroblast) กระดูกใหม่(Osteophytes) โดยกระดูกที่เจริญขึ้นมาจะท าให้ช่องว่างระหว่างข้อ (Jount space) แคบ ลง เกิดการเสียดสีของขอบกระดูกขณะมีการเคลื่อนไหว เกิดเสียงกระดูกเสียดสีกัน (Crepitetion) เกิดอาการ เจ็บปวด เนื่องจากปลายประสาทรับความรู้สึกเจ็บปวดบริเวณเยื้อหุ้มกระดูก (Periosteum) ถูกกระตุ้น ความ เจ็บปวดที่เกิดขึ้นท าให้ผู้สูงอายุหยุดกิจกรรมที่ต้องมีการเคลื่อนไหวข้อเข่า ร่วมกับมีการเชื่อมติดระหว่างขอบ กระดูกท าให้เกิดอาการข้อติดแข็ง (Joint stiffness)นอกจากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวแล้ว เศษกระดูกที่หลุด ตกค้างอยู่ในช่องว่างระหว่างข้อก็จะกระตุ้นให้เกิดมีการอักเสบของเยื้อหุ้มข้อ (Synovitis) เกิดอาการ ปวด บวม แดงร้อนบริเวณข้อ23(พนมกร ดิษฐ์สุวรรณ์, 2556) ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม
16 ชนิดของข้อเข่าเสื่อม ข้อเข่าเสื่อมอาจมีการจ าแนกที่แตกต่างกันไป แต่โดยทัวไปมัก ่จ าแนกเป็ น 2 ชนิดตามสาเหตุที่ท าให้เกิดโรค ดังนี้ 1. โรคข้อเข่าเสื่อมปฐมภูมิ(Primary หรือIdiopathic osteoarthritis) หมายถึง ข้อเข่าเสื่อมที่เกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ มักเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติของอายุและลักษณะการ ใช้งานของข้อโดยไม่เคยมีประวัติของโรคหรือการเจ็บป่ วยที่เกี่ยวกับข้อเข่ามาก่อน ไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจน ซึ่ง มีปัจจัยส่งเสริมร่วมกันหลายประการ เช่น พันธุกรรม น ้าหนักตัว อายุที่มากขึ้น รูปร่างลักษณะของขาที่ผิดปกติ เช่น ขาโก่งออกนอก (Genu varum) หรือขาโก่งเข้าใน (Genu valgum) 25(รัตนาวลีภักดีสมัย, สุธีสุทัศน์ณ อยุธยา. (2554)). 2. โรคข้อเข่าเสื่อมทุติยภุมิ(Secondary osteorthritis) หมายถึงข้อเข่าเสื่อมที่มีสาเหตุจากภาวะหรือปัจจัยอื่น ท าให้มีพยาธิสภาพเกิดขึ้น เช่น กระดูกหักที่มี รอยผ่านผิวข้อ ท าให้กระดูกอ่อนผิวข้อเรียงตัวไม่เรียบเหมือนเดิม (Intraartricular fracture) การติดเชื้อภายในข้อ (Pyogenic ad tuberculous arthritis) ความผิดปกติของข้อกาเนิด เป็ นต้น 25(รัตนาวลีภักดีสมัย, สุธีสุทัศน์ณ อยุธยา. (2554). ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม
17 อาการแสดงและสิ่งที่ตรวจพบ อาการและอาการแสดงของโรคข้อเข่าเสื่อมจะแตกต่างกันในแต่ละบุคคลขึ้นอยู่กับพยาธิสภาพ และ ความรุนแรงในการด าเนินของโรค ซึ่งมักจะด าเนินไปอย่างช้า ๆ มีลักษณะการเกิดเฉพาะที่ไม่มีผลกระทบต่อ อวัยวะในระบบอื่น อาการและอาการแสดงที่พบได้แก่ 1. อาการปวด ของโรคข้อเข่าเสื่อมในผู้สูงอายุโดยระยะแรกจะมีอาการปวดเวลาใช้งานข้อเช่น เวลาเดินขึ้นลง บันได นังยอง่ๆ หรือเมื่อมีกิจกรรมและมีอาการมากที่สุดในตอนเย็น ถ้ารุนแรงมากจะปวดแม้แต่อยู่เฉย ๆ อาการ ปวดเวลากลางคืนจะพบในรายที่มีการท าลายของข้อในระยะท้าย ๆ (Advance structural damage) จัดว่าเป็ น อาการเริ่มแรกที่ปรากฏในโรคนี้ 27(วรรณีสัตย์วิวัฒน์, 2555) 2. ข้อบวมโตขึ้น (swelling) ซึ่งมีได้2 รูปแบบ ได้แก่ เมื่อมีการดาเนินของโรคเพิ่มขึ้นเกิดข้ออักเสบท าให้ข้อเข่า บวมโตขึ้นจากการที่มีน ้าในเยื่อหุ้มข้อเพิ่มมากขึ้นจากกระบวนการเกิดการอักเสบ ส่งผลท าให้มีอาการปวดเพิ่ม มากขึ้น และแบบที่2คือมีการสร้างของกระดูกเพิ่มขึ้นมาใหม่(Osteophyte) 27(วรรณีสัตย์วิวัฒน์, 2555) 3. ข้อติดแข็ง (Stiffness) อาการข้อติดแข็งจะพบร่วมกับการเจ็บป่ วยข้อ เนื่องจากในขณะที่มีอาการปวด ผู้สูงอายุ ไม่ยอมเคลื่อนไหวข้อเข่าร่วมกับมีการเจริญของกระดูกที่งอกใหม่บริเวณผิวข้อเข่า จึงท าให้เกิดอาการยึดติด เคลื่อนไหวข้อไม่สะดวกข้อเข่าเหยียดตรงไม่ได้เกิดความผิดปกติในการเดิน อาการข้อเข่าติดแข็งมักพบ ภายหลังจากตื่นนอนตอนเช้า เนื่องจากมีการหยุดใช้ข้อเข่าเป็ นเวลานาน แต่จะเกิดเพียงชัวครู่่ เมื่อได้ขยับเขยื้อน ข้อเข่าสักพักอาการข้อติดแข็งก็จะหายไป ตามธรรมดาแล้วอาการข้อติดแข็งนี้มักจะอยู่ไม่เกิน 30 นาที27(วรรณี สัตย์วิวัฒน์, 2555) 4. เสียงกรอบแกรบจากการเสียดสีของกระดูก (Crepitation) เกิดจากการเสียดสีของขอบกระดูกที่เจริญขึ้นมา ใหม่บริเวณขอบของข้อต่อร่วมกับช่องว่างระหว่างข้อแคบลง ท าให้การเสียดสีของกระดูกมีมากขึ้น ซึ่งผู้สูงอายุ จะได้ยินเสียงดังกรอบแกรบในขณะเคลื่อนไหวข้อเข่า 27(วรรณีสัตย์วิวัฒน์, 2555) 5. ข้อบวมโตขึ้น (swelling) ซึ่งมีได้2 รูปแบบ ได้แก่ เมื่อมีการดาเนินของโรคเพิ่มขึ้นเกิดข้ออักเสบท าให้ข้อเข่า บวมโตขึ้นจากการที่มีน ้าในเยื่อหุ้มข้อเพิ่มมากขึ้นจากกระบวนการเกิดการอักเสบ ส่งผลท าให้มีอาการปวดเพิ่ม มากขึ้น และแบบที่2คือมีการสร้างของกระดูกเพิ่มขึ้นมาใหม่(Osteophyte) 27(วรรณีสัตย์วิวัฒน์, 2555) ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม
18 6. ความรู้สึกของข้อเข่าไม่มันคง ( Sensation of insecurity or instability) โดยเมื่อกระดูกอ่อนผิวข้อบางลง จนท า ให้กระดูกใต้กระดูกอ่อนหนาตัวขึ้น เกิดการเปลี่ยนแปลงของกระดูกอ่อนผิวข้อและท าให้ส่วนประกอบภายใน ข้อเข่าหลวม จึงเกิดการพลัดตกหกล้มได้ง่าย27(วรรณีสัตย์วิวัฒน์, 2555) 7. การเดินที่ผิดปกติ(Gait disturbance) ซึ่ งเป็ นผลจากการชารุดของข้อต่อและกล้ามเนื้อร่วมกับโครงสร้าง ภายในข้อที่มีการเปลี่ยนแปลง ช่องวางภายในข้อแคบลง มีการงอกของกระดูกเพิ่มขึ้น เมื่อมีแรงกดลงบนพื้นผิว ข้อเข่าไม่สม ่าเสมอ ซึ่งมักตรวจพบการเดินที่ผิดปกติจากความเจ็บปวดขณะลงน ้าหนัก ผู้สูงอายุที่เป็ นโรคข้อเข่า เสื่อมมักจะใช้การลงน ้าหนักขาข้างนั้นให้น้อยที่สุดและสั้นที่สุด ถ้าเป็ นทั้งสองข้างประกอบกบเข่าคดโค้งจะเดิน กะเผลกโยกตัวเอนไปมา เพื่อลดความเจ็บปวดรวมทั้งปรับสมดุลไม่ให้ล้ม 27(วรรณีสัตย์วิวัฒน์, 2555) 8. อาการผิดรูปของข้อ (Joint deformity) โดยจะมีการตรวจพบขาโก่ง (Bow leg) คือมีอาการข้อเข่าแยกออกจาก กันเห็นได้ชัดเจน บางรายอาจมาด้วยข้อเข่าชิดกันเรียกว่าขาฉิ่ง (Knock knee) 27(วรรณีสัตย์วิวัฒน์, 2555) ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม
19 การรักษาโรคข้อเข่าเสื่อม การรักษาโรคข้อเข่าเสื่อม เป็ นการรักษาแบบประคับประคองเนื่องจากยังไม่มีวิธีการรักษาใดที่สามารถยับยั้ง กระบวนการเสื่อมของข้อเข่าที่เกิดขึ้นได้ จุดมุ่งหมายในการรักษา คือ ลดอาการปวด ท าให้การเคลื่อนไหวของ ข้อเป็ นไปได้ตามปกติป้องกันหรือแก้ไขการผิดรูปของข้อ และท าให้ผู้ป่ วยปฏิบัติกิจวัตรประจ าวันได้ตามปกติ วิธีการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมที่นิยมในปัจจุบันมีดังนี้ 1. วิธีการใช้ยา (Pharmacological therapy) ในปัจจุบันมียาหลายประเภทในการรักษาข้อเข่าเสื่อม จึงได้มี การจัดแบ่งประเภทของยาที่ใช้ในการรักษาข้อเข่าเสื่อม ออกเป็ น 7 ประเภท ได้แก่ 1.1 ยาแก้ปวดที่ไม่ลดการอักเสบ เช่น ยาอะเซตามิโนเฟน (Acetaminophen) เป็ นยาที่มีประสิทธิภาพให้ ผลดี เทียบเท่า ไอโปรบลูเฟน (Ibrobrufen) และนาโปรซีน (naproxen) แต่มีฤทธิ์ ข้างเคียงต่อระบบทางเดินอาหาร น้อยกว่าเมื่อมีการเปรียบเทียบกัน20Zhang W. et al. (2015). 1.2 ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่ สเตียรอยด์ (NSAIDS) ยากลุ่มนี้มีผลต่อระบบทางเดินอาหาร หรือไต ท าให้ บวม ความดันโลหิตสูงสอดคล้องกับได้มีการศึกษาพบว่าการใช้ยาจะท าให้ผู้สูงอายุมีความดันสูงขึ้นอย่างน้อย 5-6 มิลลิเมตรปรอท โดยเฉพาะยาไดโคฟี แนค (Diclofenac) มีผลท าให้ค่าความดันซิสโตลิกสูงขึ้นถึง 10 มิลลิเมตรปรอท ดังนั้นในผู้สูงอายุควรใช้ยากลุ่มนี้น้อยที่สุดและค่อย ๆ มีการประเมินถึงผลข้างเคียงของผู้ป่ วย 20Zhang W. et al. (2015). 1.3 ยายับยั้งเอนไซม์ซัยโคลอ๊อกซิจีเนสทู (Inhibit cyclooxygenase-2 [COX-2]) สามารถออกฤทธิ์ โดยตรงต่อการอักเสบและมีประสิทธิภาพรักษาอาการปวดข้อเข่าเสื่อมเหมือนยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่ สเตรียรอยด์ (NSAIDS) แต่มีผลต่อระบบทางเดินอาหารน้อยกว่ายาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตรียรอยด์ จาก การศึกษาจ านวน 17 การศึกษาในผู้ป่ วยมากกว่า 10,000 คนในผู้ที่ใช้ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตรียรอยด์ ใน ระยะเวลา 3-6 เดือนพบการเกิดแผลในระบบทางเดินอาหาร 74% ในขณะที่เมื่อมีการเปรียบเทียบกับผู้ที่ใช้ยา ยับยั้งเอนไซม์ซัยโคลอ๊อกซิจีเนสทู มีอัตราการเกิดแผลเป็ นจ านวน 16% ยากลุ่มนี้มีผลข้างเคียงต่อระบบ ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม
20 ไหลเวียนในร่างกายเนื่องจากประสิทธิภาพของยาไม่มีการยับยั้งการสร้างการแข็งตัวของเลือด ท าให้อาจเกิด หลอดเลือดอุดตัน(Arthrothrombosis) ได้มีการศึกษาเมื่อผู้ป่ วยได้รับยา Rofecoxib พบว่ามีอัตราการเกิด โรคหัวใจขาดเลือด (Myocardial infarction) ได้อย่างมีนัยส าคัญ20Zhang W. et al. (2015). 1.4 ยาแก้ปวดกลุ่มโอปิ ออยด์ (Opioids) ออกฤทธิ์ ที่ตัวรับโอปิ ออยด์ (Opioids receptor) ในระบบ ประสาทส่วนกลาง มีฤทธิ์ ในการลดอาการปวดซึ่งท าให้สามารถใช้ร่วมกับยาพาราเซตามอล หรือยาต้านการ อักเสบที่ไม่ใช่สเตอร์รอยด์ (NASIDs) ได้ ซึ่งมักใช้ในผู้ป่ วยที่มีอาการปวดเรื้อรังเป็นระยะเวลานาน ท าให้ผู้ป่ วย อาการปวดลดลง ข้อติดขัดลดลง ความสามารถในการเคลื่อนไหวดีขึ้นอีกทั้งยังส่งผลให้นอนหลับได้ดี 20Zhang W. et al. (2015). 1.5 ยาในกลุ่มไฮยาลูนิคแอซิด (Hyaluronic acid) โดยเป็ นส่วนประกอบหลักของน ้าไขข้อช่วยในการ หล่อลื่นภายในข้อ และน าสารอาหารเลี้ยงเซลกระดูกอ่อน ท าให้ช่วยลดอาการปวดลง การฉีดไฮยาลูนิคแอซิด เริ่มใช้กลางปี 1990ได้มีเอกสารออกมาเกี่ยวกับการใช้รักษาโรคข้อเข่าเสื่อมระดับเล็กน้อยถึงปานกลางโดยการ ฉีดยานี้จะมีผลในระยะเวลาสั้น 6-12 เดือน21 American College of Rheumatology (ACR). (2020) 1.6 ยาในกลุ่มของกลูโคคอร์ติคอยด์ มีฤทธิ์ ในการยับยั้งไซโตคายด์ หรือ พรอสตาแกลดิน กระตุ้นมีการ สร้างเมทริกซ์ของกระดูกอ่อน ยับยั้งการท าลายกระดูกอ่อน และป้องกันปลาย ประสาทรับความเจ็บปวดในข้อ ในกรณีที่มีภาวะข้อบวมน ้าแพทย์อาจมีการเจาะเอาของเหลวออกแล้วตามด้วยการฉีดกลูโคคอร์ติคอยด์ (สุกิจ รุ่ง อภินันท์, 2546)โดยมีเป้าหมายในการออกฤทธิ์ ลดอาการปวดในระยะสั้นหรือต้องการประเมินเพื่อน าไปสู่การ ผ่าตัด21 American College of Rheumatology (ACR). (2020) 1.7 ยาในกลุ่มที่เป็ นอาหารเสริ ม (Disease-modifying drugs for osteoarthritis)ได้แก่ กลูโคซามีน (Glucosamine) สามารถกระตุ้นการสร้างกระดูกอ่อน ยับยั้งการเกิดไนตริกอ็อกไซด์ (Nitric oxide) ยับยั้งการ สร้าง cox-2 ซ่อมแซมกระดูกอ่อน 27(สุรศักดิ์ นิลกานุวงศ์, 2560)และยาคลอไดทิน ซัลเฟต (Chondroitin sulfate) ซึ่งเป็ นส่วนประกอบหลักของเนื้อเยื่อที่มีบทบาทส าคัญในการสร้างคอลลาเจนชนิดที่ 2 มีงานวิจัยที่ติดตามผู้ป่ วย ข้อเข่าเสื่อมมากกว่าหรือเท่ากับ 120 วัน พบว่าการใช้ยาคลอไดทิน ซัลเฟต (Chondroitin sulfate) มีผลต่ออาการ ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม
21 ปวดซึ่ งลดลงประมาณ 50% 21 American College of Rheumatology (ACR). (2020)ยาไดเซอร์รีน (Diacerein) เป็ นยาที่มีทั้งฤทธิ์ ในการต้านการอักเสบและใช้ลดอาการปวด ซึ่งช่วยในการสังเคราะห์โปรต้าแกรมดินอี 2 (Prostaglandin E2) และยั้งยังการท างานของอินเตอร์ลิวคินเบต้าวัน (IL-1β) ในปี2006 ได้มีการใช้ในผู้ป่ วยโรค ข้อเข่าเสื่อมจ านวน 2,069 คนพบว่า ช่วยในการลดอาการปวด แต่มีผลข้างเคียงคือ ถ่ายเหลว รวมถึงการ รับประทานอาหารที่เหมาะสม ซึ่งพบว่า ผู้สูงอายุที่เป็ นโรคข้อเข่าเสื่อมมีการขาดวิตามินดีซึ่งจะท าให้มีอาการ ปวดข้อ หน้าที่การท างานของข้อลดลงในผู้ที่ได้รับวิตามินดีน้อยกว่า 20 นาโนกรัมต่อมิลลิลิตร เมื่อเปรียบเทียบ กับผู้ที่ได้รับวิตามินดีอย่างเพียงพอ และพบว่าการลดลงของระดับซีรั่ม วิตามินดี สัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลง ภาพถ่ายรังสีข้อเสื่อม 2. วิธีการไม่ใช้ยา (Non pharmacological therapy) ได้แก่ 2.1 การให้ความรู้ (Patient education) เช่น การให้ความรู้การจัดการตนเองโรคข้อเข่าเสื่อม เพื่อให้ผู้สูงอายุที่เป็ น โรคข้อเข่าเสื่อมมีความสามารถในการดูแลตนเองซึ่งเป็ นสิ่งส าคัญ โดยผู้ป่ วยรับรู้และตระหนักถึงโรคของตนเอง และความก้าวหน้าของโรค จึงจะท าให้บรรลุถึงเป้าหมายที่ผู้สูงอายุได้ตั้งไว้ ซึ่งความรู้นั้น ประกอบด้วย การ อธิบายโรคข้อเข่าเสื่อม ปัจจัยที่ท าให้เกิดอาการและปัจจัยที่ท าให้การเกิดโรค โภชนาการที่เหมาะสม การใช้ยาที่ ถูกต้อง การออกก าลังกาย การจัดการความเครียด การให้ความ ร่วมมือในการรักษา 2.1.1 การปรับเปลี่ยนการด าเนินชีวิต ข้อเข่าเสื่อมจ าเป็ นต้องมีการปรับเปลี่ยนการด าเนินชีวิต ในรายที่มี แรงกดที่ลงบนพื้นผิวข้อมากจะท าให้เกิดอาการปวด ดังนั้นควรลดแรงกดลง เช่น จากการประกอบอาชีพ บางอย่าง ได้แก่ งานที่ต้องยกของหนัก ผู้สูงอายุจึงควรมีการประเมินถึงประสิทธิภาพของข้อเข่าต่อความทนใน การรับน ้าหนักของข้อเข่า รวมถึงระยะเวลาในการใช้งานของข้อเข่า นอกจากนี้ยังควรปรับเปลี่ยนการท างานของ ตนเองตามสมรรถภาพของข้อเข่า 29(สุรศักดิ์ นิลกานุวงศ์, 2560) 2.1.2 การออกก าลังกาย ผู้ป่ วยควรมีการปฏิบัติการออกก าลังกาย 3 - 5 ครั้งต่อสัปดาห์และควรมีความ ต่อเนื่อง เพราะข้อเข่าเสื่อมเป็ นโรคที่เรื้อรังจึงมีความจ าเป็ นที่ต้องออกก าลังกาย ซึ่งคล้ายกบการสั่งการรักษาใน ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม
22 การรับประทานยา การออกก าลังกายนี้จะเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบ ๆ ข้อเข่า ส่งผลท าให้ข้อเข่ามี ความแข็งแรงเพิ่มมากขึ้นเพื่อให้กล้ามเนื้อรอบข้อแข็งแรงและเป็ นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันภาวะ ทุพพลภาพ 29(สุรศักดิ์ นิลกานุวงศ์, 2560).และการลดน ้าหนักเพื่อช่วยในการลดแรงกดบนพื้นผิวข้อเข่า 2.2 เวชศาสตร์ฟื้นฟู (Physical therapy) โปรแกรมการกายภาพบ าบัดและการฟื้นฟูสมรรถภาพสภาพช่วยให้เพิ่ม ความสามารถการท าหน้าที่ต่างๆของข้อเข่าให้ดีขึ้น จากการออกก าลังกายซึ่งจะช่วยเพิ่มมุมองศาของข้อ (Range of motion) เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบๆข้อเข่า (Periarticular muscle strengthening) และนักกายภาพ ช่วยในการอธิบายการใช้อุปกรณ์ช่วยพยุงข้อเข่า29(สุรศักดิ์ นิลกานุวงศ์, 2560) 2.2.1 การใช้อุปกรณ์ช่วย (Supports devices) อุปกรณ์ที่ช่วยพยุงข้อเข่าเพื่อลดแรงที่กระท าผ่านข้อเข่า ปรับแนวข้อที่ผิดรูปให้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีการใช้อุปกรณ์ในการช่วยเดินซึ่งควรมีการพิจารณาเฉพาะราย 2.2.2 การใช้ความร้อนหรือความเย็น (Thermal modalities) ซึ่งมี 2 แบบ 1. ความร้อนตื้น (superficial heat) เช่น กระเป๋ าน ้าร้อน พาราฟิ น อินฟราเรด เลเซอร์เย็นเชื่อวา กระตุ้น การท างานของ แม็กโครฝาจ (Macrophage) และไฟโบบลาสท์ (Fibroblasts) เพิ่มการสร้างคอลลาเจน และ 2. ความร้อนลึก (Deep heat) มี 2 ชนิด Shortwave diathermy ช่วยเพิ่มพิสัยของข้อ โดยเฉพาะข้อที่อยู่ลึก ๆ และ อัลตราซาวด์ (Ultrasound therpy) ช่วยลดความหนืดของ ฮัยยาลูนิคในข้อ เพิ่มความยืดหยุ่นให้เอ็นและ กล้ามเนื้อคลายตัว และการดูดซึมแคลเซียมที่อยู่ในชั้นเนื้อเยื่อ ลดอาการปวดจากปลายประสาท ส่วนการใช้ความ เย็นในการรักษา เรียก Cryotherapy ใช้ในการรักษาการบาดเจ็บของเนื้อเยื่ออย่างเฉียบพลัน ส่วนมากใช้ในการ รักษาหลังการผ่าตัดข้อเข่าเทียมมีผลต่อการลดความไวในการรับความรู้สึกของเส้นประสาท จึงท าให้อาการปวด ลดลง การที่จะเลือกใช้การประคบร้อนหรือประคบเย็นนั้นควรมีการเลือกใช้ให้เหมาะสมกับผู้ป่ วยในแต่ละราย ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม
23 3. การแพทย์ทางเลือก (Complementary and alternative medicine) ปัจจุบันมีแนวทางหลากหลายในการรักษา การแพทย์ทางเลือกเป็ นที่นิยมรักษาผู้ป่ วยที่มีอาการเรื้อรัง อาทิ การ ประคบร้อนด้วยสมุนไพรจ านวนกลุ่มตัวอย่าง 30 ราย โรงพยาบาลนครพิงค์ จังหวัดเชียงใหม่ โดยประเมิน อาการปวด ข้อฝื ด และความล าบากในการท ากิจกรรมของผู้ป่ วยโรคข้อเข่าเสื่อม ผลพบว่าสามารถช่วยลดอาการ ปวดและข้อติดแข็ง รวมทั้งเพิ่มความสามารถในการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างมีนัยส าคัญที่ระดับ ( p<0.05) การ ฝังเข็มเป็ นการกระตุ้นประสาทเล็ก ๆยับยั้งการส่งกระแสของ ซี ไฟเบอร์ (C-fiber) และ ใยประสาท เอ-เดลต้า (A-delta fiber) ที่ส่งผ่านไขสันหลังท าให้อาการปวดลดลงและมีการหลังเอนโดร์ฟิ น ยับยั ่ ้งความรู้สึกปวด 29(สุร ศักดิ์ นิลกานุวงศ์, 2560) 4. การลดปัจจัยเสริมที่จะท าให้เกิดอาการข้อเข่าเสื่อม เช่น พยายามควบคุมน ้าหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติหรือ พยายามลดน ้าหนักหากเป็ นคนอ้วนหรือมีน ้าหนักเกิน นังเก้าอี ่ ้แทนการนังย่อง ๆ หรือการนั ่ งพับเพียบอยู่กับพื ่ ้น ซึ่งจะท าให้ข้อเข่าที่เสื่อมต้องแบกน ้าหนักมากขึ้น 4.1 การควบคุมน ้าหนัก โดยการหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่ท าให้เกิดการสะสมของไขมัน เช่น ไขมัน แป้งและน ้าตาล การรับประทานอาหารที่มากเกินพอจะท าให้เกิดความอ้วน ฉะนั้นคนอ้วนควรรับประทาน อาหารเพียงเพื่อให้หายหิวเท่านั้น ไม่ควรรับประทานอาหารให้อิ่มหรืออย่างมากที่สุดควรรับประทานให้เกือบ อิ่มก็พอ การอดอาหารเลยนั้นเป็ นวิธีที่ไม่ถูกต้องอาจใช้วิธีการหลาย ๆ อย่าง เช่น รับประทานอาหารที่มีกากมาก แต่ให้พลังงานน้อย ควรดื่มน ้าเปล่า และรับประทานผลไม้ที่ไม่มีรสหวาน เช่น ฝรั่ง รับประทานเนื้อสัตว์ใน ขนาดพอประมาณ งดรับประทานอาหารจุกจิก เครื่องดื่มที่มีรสหวาน เช่น น ้าอัดลม กาแฟและขนมหวาน 4.2 การหลีกเลี่ยงการใช้เข่าในท่าที่มีการกดของกระดูกภายในเข่ามาก ๆ ได้แก่ นั่งย่อง ๆ เดินหรือวิ่งมาก ๆ ขึ้น บันไดบ่อย ๆ ดังนั้นจึงควรงดการนังยอง ๆ นั่ งพับเพียบหรือขัดสมาธิ ควรเปลี่ยนจากการนั ่ งส้วมโดยการนั ่งยอง ่ ๆ เป็ นนั่งส้วมโถแบบห้อยเท้า ถ้าเปลี่ยนส้วมไม่ได้ก็อาจดัดแปลงจากของเดิมที่มีอยู่โดยใช้ม้านั่งที่มีความสูง พอควรมาเจาะช่องแล้วน าม้านังมาคร่อมถ้าเป็ ่ นไปได้ผู้สูงอายุควรจัดที่นอนไว้ชั้นล่างเพื่อหลีกเลี่ยงการที่ต้องขึ้น ลงบันได หากจ าเป็ นต้องใช้บันไดควรใช้มือจับราวบันไดเพื่อช่วยผ่อนแรงข้อเข่า ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม
24 4.3 การฝึ กกายบริหาร การบริหารกล้ามเนื้อต้นขาให้มีความแข็งแรงเป็ นสิ่งจ าเป็ นในการป้องกันและรักษาโรค ข้อเข่าเสื่อมได้เป็นอย่างดี เพราะการปวดข้อจากภาวะข้อเข่าเสื่อมมักเกิดจากกล้ามเนื้อบริเวณข้อเข่าไม่แข็งแรง เมื่อฝึ กเกร็งกล้ามเนื้อที่ยึดรอบ ๆ ข้อให้แข็งแรงเพียงพอ อาการจะทุเลาลงเรื่อย ๆ จนท าให้ผู้ป่ วยจ านวนมาก สามารถด ารงชีวิตได้ตามปกติ เช่น สามารถขึ้นลงบันไดได้ นังยอง ๆ แล้วลุ ่ กขึ้นได้โดยไม่ปวด 4.4 การหลีกเลี่ยงการใช้ยาทา นวด ถู ดัดหรือจับเส้นโดยผู้ที่ไม่มีความรู้จริง เพราะการใช้วิธีดังกล่าวมักจะท าให้ ข้อเข่าเสื่อมอยู่แล้วได้รับบาดเจ็บจากแรงภายนอกมากขึ้น จึงทวีอัตราการเสื่อมได้เร็วขึ้น นอกจากนี้การนวด ดัด เส้นเอ็น และกล้ามเนื้อที่เป็ นส่วนส าคัญในการพยุงความแข็งแรงของข้อเข่าที่รุนแรงเกินไปบางครั้งจะท าให้เส้น เอ็นขาด ท าให้ข้อขาดความมังคงยิ่ ่งขึ้น 29 วิชัย อึงพินิจพงศ์. (2558) 4.5 การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่เคยปฏิบัติ ได้แก่การเปลี่ยนรองเท้าเป็ นรองเท้ายางส้นเตี้ยและพอเหมาะกับเท้า เพื่อรักษาความสมดุลของร่างกายและท่าทาง รักษาอาการปวดไม่ให้รุนแรงมากขึ้น ท าให้อาการปวดทุเลาและ หายเป็ นปกติได้ในที่สุด 29วิชัย อึงพินิจพงศ์. (2558) ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม
25 3.กรอบแนวคิดงานวิจัย การศึกษาในครั้งนี้ผู้วิจัยได้สังเกตเห็นปัญหา หลังจากการได้ลงพื้นที่ไปตรวจคลินิกในเวลา ที่ แผนก ศัลยกรรมกระดูกโรงพยาบาลพระนังเกล้าพบว่าผู้ใช้บริการคลินิกในเวลา เป็ นผู้ป่ วยสูงอายุ และ มีโรค ่ NCD เป็ นส่วนใหญ่ โดยผู้ป่ วยหลายๆคนมักมีปัญหา เรื่องอาการปวดเข่าร่วมด้วย และมักได้รับการรักษาโดย การให้ยา รับประทานแก้ปวด ร่วมกับการแนะน าการออกก าลังกาย และการประคบร้อน ขั้นตอนเหล่านี้ ล้วนใช้เวลาในการอธิบายและในการท าความเข้าใจของผู้ป่ วย ซึ่งไม่สามารถท าได้ ครบถ้วนสมบูรณ์กับผู้ป่ วยทุกๆคน ดังนั้นเราจึงเล็งเห็นปัญหาและอยากท าโครงงานเกี่ยวกับความรู้และความ เข้าใจของผู้ป่ วยเรื่องการดูแลตนเองในภาวะข้อเข่าเสื่อม ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม
26 ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม
27 ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม
28 บทที่ 3 ระเบียบวิธีวิจัย(Research Methodology) การวิจัยในครั้งนี้เป็ นการวิจัย ภาคตัดขวาง cross sectional เชิงพรรณนา เก็บข้อมูลจากการตอบ แบบสอบถามของผู้ป่ วยที่มาใช้บริการห้องตรวจผู้ป่ วยนอกแผนกศัลยกรรมกระดูกภายในเวลาราชการ โรงพยาบาลพระนังเกล้า ่ ระหว่างวันที่1กุมภาพันธ์2564ถึงวันที่28กุมภาพันธ์2564 กลุ่มประชากรคือผู้ป่ วยที่มาใช้บริการ ห้องตรวจผู้ป่ วยนอกแผนกศัลยกรรมกระดูกภายในเวลา ราชการโรงพยาบาลพระนังเกล้า ่จ านวน 100คน คัดเลือกโดยวิธีการสุ่ม และต้องมีคุณสมบัติที่ก าหนด คุณสมบัติของกลุ่มประชากร 1. สามารถอ่านและเข้าใจ ภาษาไทยได้ และ 2. สามารถสื่อสารได้รู้เรื่อง และ 3. ไม่เป็ นผู้ป่ วยติดเตียง และ 4. ไม่เป็ นผู้ป่วยตัดขา และ 5. ยินยอมเข้าร่วมงานวิจัย กลุ่มตัวอย่างคือการสุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive sampling) จากกลุ่มประชากร 100คน พิจารณาจากคุณสมบัติตามเกณฑ์คัดเข้า (Inclusion criteria) ดังนี้ 1. เป็ นผู้ที่เสี่ยงสูงต่อโรคข้อเข่าเสื่อม คือผู้ที่ตอบแบบประเมินคัดกรองโรคข้อเข่าเสื่อมว่า “ใช่” 2ข้อ ขึ้นไป ข้อพิจารณาด้านจริยธรรม งานวิจัยนี้ได้ผ่านการรับรองจากคณะกรรมการพิจารณาจริยธรรมเเละการ ศึกษาวิจัยในมนุษย์โรงพยาบาลพระนังเกล้า ่ การเก็บรวบรวมข้อมูล ด าเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างวันที่1 กุมภาพันธ์2564 ถึง28 กุมภาพันธ์ 2564 ณ ห้องตรวจผู้ป่ วยนอกแผนกศัลยกรรมกระดูกและข้อภายในเวลาราชการ รวมเป็ นระยะเวลา 28 วัน โดย ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม
29 ใช้การแจกกระดาษแบบสอบถามให้กลุ่มประชากรท าแบบสอบถามโดยไม่ระบุตัวตนผู้ท าแบบสอบถาม และ ให้ผู้ท าแบบทดสอบส่งคืนแบบสอบถามแก่คณะผู้วิจัย พร้อมให้ค าแนะน าในการปฏิบัติตน และแจกแผ่นพับ เพื่อป้องกันการเกิดโรคข้อเข่าเสื่อม ซึ่งจัดท าโดยคณะผู้วิจัย ล าดับ ชื่อเรื่อง สิงหาคม 2563 กันยายน 2563 ตุลาคม 2563 พฤศจิกายน 2563 ธันวาคม 2563 มกราคม 2564 กุมภาพันธ์ 2564 มีนาคม 2564 1 เขียนโครงร่างงานวิจัย x x 2 ศึกษาความรู้และ งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง x x 3 ตั้งวัตถุประสงค์ x x 4 ก าหนดกลุ่มเป่ าหมาย x x 5 เขียนกรอบแนวคิด x x 6 ตั้ ้ั งสมมุติฐาน x x 7 เขียนบทที่ 1 x x 8 เขียนบทที่ 2 x x 9 เขียนบทที่ 3 วิธีด าเนินการศึกษา x x ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม
30 10 สร้างแบบสอบถาม x x x 11 ปรึกษาอาจารย์ที่ ปรึกษาเพื่อปรับปรุง แก้ไข x x 12 น าแบบสอบถามไป ทดสอบ x 13 ปรับปรุงแก้ไขและหา ความเที่ยง x 14 น าไปใช้กับ กลุ่มเป้าหมาย x 15 รวบรวมข้อมูล x 16 บทที่ 4 วิเคราะห์ ข้อมูล x 17 บทที่ 5 สรุปผลและ อภิปราย x x 18 บทที่ 6 ข้อเสนอแนะ x x 19 ท ารูปเล่ม x 20 บทคัดย่อ x ศู นย์แพทยศาสตรช์ ัน้ คลิ นิ ก โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า คณะแพทยศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยสยาม
31 เครื่องมือที่ใช้ 1. แบบสอบถามประกอบด้วย 4 ส่วนคือ ส่วนที่ 1 ข้อมูลทัวไป ่ ส่วนที่ 2 แบบประเมินคัดกรองโรคข้อเข่าเสื่อม ส่วนที่ 3 แบบประเมินระดับความรุนแรงของโรคข้อเข่าเสื่อม( Oxford Knee Score ) ส่วนที่ 4 แบบประเมินความรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติตัวในผู้ป่ วยโรคข้อเข่าเสื่อม ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม
32 ส่วนที่ 1 ข้อมูลทัวไปของผู้ท าแบบสอบถาม เ ่ช่น อายุ โรคประจ าตัว น ้าหนัก ส่วนสูง การศึกษา อาชีพ หรือ รายได้ เป็ นต้น แบบคัดกรองภาวะข้อเข่าเสื่อมในผ้ป่ ายสู ูงอายุในโรงพยาบาลพระนั่งเกล้า ส่วนที่ 1 ข้อมูลทั่วไป ชื่อ นาย/นาง/นางสาว..................................................นามสกุล...............................................อายุ... ........ปี น ้าหนัก .................. ส่วนสูง .................... โรคประจ าตัว .......................................................................... การศึกษา ................................. อาชีพ ................................. ส่วนที่ 2แบบประเมินคัดกรองโรคข้อเข่าเสื่อม โปรดใส่เครื่องหมาย √ หัวข้อที่ตรงกับอาการที่เกิดขึ้นกับตัวท่านมากที่สุด ผู้ที่เสี่ยงต่อเข่าเสื่อม คือ ผู้ที่ตอบค าถามว่า “ใช่”2 ข้อขึ้นไป ให้ไปตอบค าถามในส่วนที่ 3 ค าถาม ให้สังเกตตัวเอง หรือตอบค าถามเหล่านี้ไม่ใช่ ใช่ 1 ตื่นนอนเช้า เข่าจะฝื ด แข็ง ยึด ต้องขยับเข่าจึงจะคล่อง และใช้งาน เดิน ยืน ได้ ใช้เวลาขยับไม่เกิน 30 นาที 2 ถ้าขยับเข่า งอเหยียด ด้วยตัวเอง มีเสียง ครืดคราด ในข้อเข่า ชัดเจน 3 มีอาการเจ็บปวดบริเวณรอบหัวเข่า 4 สังเกตดูด้วยตาว่า ข้อเข่าผิดรูป หรือ ใหญ่กว่าปกติ กระดูกข้อป่ องออก 5 คล าข้อเข่าด้วยหลังมือ ไม่พบ ข้ออุ่น ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม
33 ส่วนที่ 3 แบบประเมินระดับความรุนแรงของโรคข้อเข่าเสื่อม( Oxford Knee Score ) ลักษณะอาการ 1) ลักษณะอาการเจ็บปวดเข่าของท่าน (อาการปวดเข่า / ปวดรอบๆข้อเข่า / ปวดข้อพับเข่า) ( ) ไม่มีอาการ ( 4 ) ( ) แทบไม่มีอาการ เช่น อาการปวดลึกๆที่เข่าเล็กน้อย เฉพาะเวลาขยับตัวหรืออยู่ในบางท่าเท่านั้น ( 3 ) ( ) มีอาการปวดเล็กน้อย เช่น หลังใช้งานนาน อาการปวดเข่ามากขึ้น พักแล้วดีขึ้น เป็ นๆหายๆ ( 2 ) ( ) มีอาการปวดปานกลาง เช่น อาการปวดเข่าเพิ่มมากขึ้น ปวดนานขึ้น ( 1 ) ( ) มีอาการปวดรุนแรง เช่น อยู่เฉยๆก็ปวดมาก ขยับไม่ได้ ( 0 ) 2) ท่านมีปัญหาเรื่องเข่าในการท ากิจวัตรประจ าวันด้วยตนเอง หรือไม่ เช่น การยืนอาบน ้า แต่งตัว เป็ นต้น ( )ไม่มีปัญหา ( 4 ) ( ) มีอาการปวดเข่า/ข้อเข่าฝื ดตึงขัดเล็กน้อย แต่น้อยมาก ( 3 ) ( ) มีอาการปวดเข่า/ข้อเข่าฝื ดตึงปานกลาง (2) ( ) เริ่มมีปัญหาท ากิจกรรมด้วยความยากล าบาก ( 1) ( )ไม่สามารถท าได้( 0 ) 3) ท่านมีปัญหาเรื่องเข่า เมื่อก้าวขึ้นลงรถ หรือรถประจ าทางหรือไม่ ( )ไม่มีอาการใดๆ ( 4 ) ( ) มีอาการปวดเข่า/ข้อเข่าฝื ดตึงขัดเล็กน้อย แต่น้อยมาก ( 3 ) ( ) มีอาการปวดเข่า/ข้อเข่าฝื ดปานกลาง ก้าวขึ้นลงได้ช้ากว่าปกติ ( 2 ) ( ) มีอาการปวดเข่ามาก/ข้อเข่าฝื ด ก้าวขึ้นลงด้วยความยากล าบาก ( 1) ( )ไม่สามารถท าได้ ( 0) 4) ระยะเวลานานเท่าไรที่ท่านเดินได้มากที่สุดก่อนที่ท่านจะมีอาการปวดเข่า ( ) เดินได้เกิน 1 ชัวโมง โดยไม่มีอาการอะไร ( ่ 4 ) ( ) เดินได้ 6 – 60 นาที เริ่มมีอาการปวด ( 3) ( ) เดินได้เพียง 5 – 15 นาที เริ่มมีอาการปวด ( 2 ) ( ) เดินได้แค่รอบบ้านเท่านั้น เริ่มมีอาการปวด ( 1 ) ( ) ท าไม่ได้และเดินไม่ไหว ( 0) 5) หลังทานอาหารเสร็จ ในขณะที่ลุกจากเก้าอี้นัง เข่าของท่านมีอาการอย่างไร ่ ( )ไม่มีอาการ ( 4 ) ( ) มีอาการปวดเข่า/ข้อเข่าฝื ดเล็กน้อย ( 3) ( ) มีอาการปวดเข่าข้อเข่าฝื ดปานกลาง ( 2 ) ( ) มีอาการปวดเข่ามาก/ข้อเข่าฝื ด ลุกขึ้นยืนได้ด้วยความยากล าบาก ( 1) ( ) ปวดมากไม่สามารถลุกขึ้นได้ ( 0 ) ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม
34 6) ท่านต้องเดินโยกตัว( เดินกระโผลกกระเผลก ) เพราะอาการที่เกิดจากเข่าของท่านหรือไม่ ( )ไม่เคย ( 4) ( ) ในช่วง 2-3 ก้าวแรกที่ออกเดินเท่านั้น ( 3 ) ( ) เป็ นบางครั้ง ( 2) ( ) เป็ นส่วนใหญ่ ( 1 ) ( ) ตลอดเวลา ( 0 ) 7) ท่านสามารถนังลงคุกเข่าและลุกขึ ่ ้นได้หรือไม่ ( ) ลุกได้ง่าย ( 4 ) ( ) ลุกได้ ล าบากเล็กน้อย ( 3 ) ( ) ลุกได้แต่ล าบากปานกลาง ( 2 ) ( )ลุกได้แต่ยากล าบากมาก( 1 ) ( )ลุกไม่ไหว ( 0 ) ลักษณะอาการ 8) ท่านมีปัญหาปวดเข่า ในขณะที่นอนกลางคืนหรือไม่ ( ) ไม่เคย ( 4 ) ( ) ใน 1 เดือนมี 1-2 ครั้ง ( 3 ) ( ) บางคืน ( 2) ( ) เกือบทุกคืน ( 1 ) ( ) ทุกคืน ( 0) 9) ในขณะที่คุณท างาน/ท างานบ้าน ท่านมีอาการปวดเข่าหรือไม่ ( ) ไม่มี ( 4) ( ) น้อยมาก ( 3 ) ( ) บางครั้ง ( 2 ) ( ) ส่วนมาก ( 1 ) ( ) ตลอดเวลา ( 0 ) 10) ท่านเคยมีความรู้สึกว่าเข่าของท่านทรุดลงทันทีหรือหมดแรงทันทีจนตัวทรุดลง ( ) ไม่เคย ( 4 ) ( ) ในช่วงแรกที่ก้าวเดินเท่านั้น ( 3 ) ( ) บ่อยครั้ง ( 2 ) ( ) แทบจะตลอดเวลา ( 1 ) ( ) ตลอดเวลา ( 0 ) 11) ท่านสามารถเดินไปซื้อของใช้ต่างๆ ได้ด้วยตัวท่านเอง (เดินได้เอง หรือมีอุปกรณ์ช่วยเดิน เช่น ไม้เท้า) ( ) ได้เป็ นปกติ ( 4 ) ( ) ไปได้ เริ่มมีอาการปวดเข่า/ตึงเข่าเล็กน้อย ( 3 ) ( ) ไปได้ เริ่มมีอาการปวดเข่า /ตึงเข่าปานกลาง ( 2 ) ( ) พอไปได้ แต่ด้วยความยากล าบากมาก ( 1 ) ( ) ไปไม่ไหว ( 0 ) 12 ) ท่านสามารถเดินลงบันไดได้หรือไม่ ( ) เดินลงได้ เป็ นปกติ ( 4 ) ( ) เดินลงได้ เริ่มมีอาการปวดเข่า/ตึงเข่าเล็กน้อย ( 3 ) ( ) เดินลงได้ เริ่มมีอาการปวดเข่า/ตึงเข่าปานกลาง ( 2 ) ( ) เดินลงได้ด้วยความยากล าบากมาก ( 1) ( ) เดินลงไม่ได้ ( 0 ) คะแนนรวม ระดับ (รุนแรง,ปานกลาง,เริ่มมีอาการ,ไม่พบอาการผิดปกติ) ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม
35 ผลการประเมินโรคข้อเข่าเสื่อม และข้อแนะน า •ระดับรุนแรง ( 0 –19 คะแนน ) ควรส่งตัวผู้ป่ วยเข้ารับการบ าบัดรักษาแพทย์ศัลยกรรมกระดูกและข้อ •ระดับปานกลาง ( 20 –29 คะแนน ) ควรส่งผู้ป่ วยเข้ารับการบ าบัดรักษาแนะน าวิธีปฏิบัติตัว การปรับสภาพแวดล้อม และการออกก าลังกายที่ เหมาะสม • เริ่มมีอาการ ( 30 –39 คะแนน ) ผู้ป่ วยควรได้รับการบ าบัดรักษาเบื้องต้น แนะน าวิธีปฏิบัติตัว การปรับสภาพแวดล้อม และการออกก าลังกายที่ เหมาะสม • ไม่พบอาการผิดปกติ ( 40 –48 คะแนน ) ส่วนที่ 4 แบบประเมินความร้เกี่ยวกับการปฏิบัติตัวในผ ู้ป่ วยโรคข้อเข่าเสื่อมู ท่านทราบวิธีการปฏิบัติตัวในผู้ป่ วยโรคข้อเข่าเสื่อมหรือ ไม่ ? ( ) ทราบ ( ) ไม่ทราบ หากท่านทราบ วิธีการปฏิบัติตัวในผู้ป่ วยโรคข้อเข่าเสื่อม ท่านทราบมาจากแหล่งใด ? ( ) แพทย์ ( ) พยาบาล ( ) เจ้าหน้าที่ อสม. ( ) อินเตอร์เน็ต ( ) สื่อสิ่งพิมพ์ ( ) อื่นๆ............... ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม
36 ผู้ที่ตอบค าถามว่า “ทราบ” ให้ไปตอบค าถามในส่วนถัดไป ค าถาม การปฏิบัติตัวในผู้ป่ วยโรคข้อเข่าเสื่อม ทราบ ไม่ทราบ ปฏิบัติ ไม่ปฏิบัติ 1 หลีกเลี่ยงการ นังพับเพียบ่ 2 หลีกเลี่ยงการนังยองๆ ท ากิจกรรมต่างๆ่ 3 หลีกเลี่ยงการท างานที่ต้องยืนนานๆ 4 หลีกเลี่ยงการเดินขึ้นลงบันไดบ่อยๆ 5 หลีกเลี่ยงการยกของหนัก 6 หลีกเลี่ยงการออกก าลังกายที่ลงน ้าหนัก บริเวณหัวเข่า เช่น การวิ่ง กระโดด เป็ นต้น 7 ทราบวิธีการออกก าลังกายบริหาร กล้ามเนื้อต้นขาอย่างถูกต้อง 8 ออกก าลังกายบริหารกล้ามเนื้อต้นขาอย่าง น้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง 9 ใช้เวลาบริหารกล้ามเนื้อต้นขาอย่างน้อย ครั้งละ 20 นาที 10 ยืดเหยียดกล้ามเนื้อทุกครั้งหลังออกก าลัง กาย 11 คุมน ้าหนักและเลือกรับประทานอาหาร โดยงดอาหารกลุ่มแป้ง น ้าตาล และไขมัน 12 ออกก าลังกายอย่างน้อย 3ครั้ง หรือ 150 นาทีต่อสัปดาห์ ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม
37 บทที่ 4 วิเคราะห์ข้อมูล อายุ-ส่วนสูง-BMI จากตารางข้อมูลพบว่าผู้ป่ วยที่มาใช้บริการแผนกผู้ป่ วยนอกห้องตรวจศัลยกรรมกระดูกที่โรงพยาบาล พระนังเกล้าพบว่า ่ กลุ่มผู้ป่ วยดังกล่าวมีน ้าหนักเฉลี่ย60.5กิโลกรัมโดยมีส่วนเบียงเบนมาตรฐาน 11.6 เซนติเมตรส่วนสูงเฉลี่ย157.9เซนติเมตรเเละมีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 12.5เซนติเมตร โดยพบว่าเป็ นชายทั้งหมด 44 คนมีน ้าหนักเฉลี่ย69.9 กิโลกรัม ส่วนสูงเฉลี่ย169.7 เซนติเมตรและ ดัชนีมวลกายเฉลี่ย24.3เป็ นหญิงทั้งหมด 62 คน น ้าหนักเฉลี่ย53.8 กิโลกรัม ส่วนสูงเฉลี่ย149.6 เซนติเมตรและ มีดัชนีมวลกายเฉลี่ย24 ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม
38 การศึกษา จากข้อมูลที่ได้มาพบว่า ผู้เข้าร่วมงานวิจัยส่วนใหญ่ จบการศึกษาในระดับประถมศึกษา คิดเป็ นร้อยละ 65 ระดับมัธยมศึกษาร้อยละ 18 ระดับปริญญาตรีร้อยละ 11 ปวช. ร้อยละ 4 และระดับปริญญาโท ร้อยละ 2 ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม
39 อาชีพ จากข้อมูลที่ได้มาพบว่า ผู้เข้าร่วมงานวิจัยส่วนใหญ่ จบการศึกษาในระดับประถมศึกษา คิดเป็ นร้อยละ 65 ระดับมัธยมศึกษาร้อยละ 18 ระดับปริญญาตรีร้อยละ 11 ปวช. ร้อยละ 4 และระดับปริญญาโท ร้อยละ 2 ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม
40 โรคประจ าตัว จากข้อมูลที่ได้มาพบว่าจากผู้ทดลองทั้งหมด 106คน มีผู้ทดลองจ านวน 32คนที่ไม่มีโรคประจ าตัว และผู้ทดลอง74คนมีโรคประจ าตัวโดยพบว่าโรคประจ าตัวของผู้ทดลองส่วนใหญ่ล้วนเป็ นโรคที่ไม่ติดต่อ เรื้อรัง (non communicable disease) เช่น เบาหวาน ความดัน ไขมัน และอื่นๆ โดยแบ่งเป็ น โรคความดันโลหิตสูงมากที่สุดจ านวน 61 คน โรคไขมันจ านวน 54 คน โรคเบาหวาน จ านวน 18 คน โรคเก๊าท์จ านวน 9 คน โรคภูมิแพ้จ านวน 2 คน โรคหลอดเลือดในสมองจ านวน 2 คน โรคถุงลม โป่ งพองจ านวน 1 คน โรคหัวใจจ านวน 2 คน และโรคไตจ านวน 2 คน ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม
41 การคัดกรองผู้ป่ วยโรคข้อเข่าเสื่อม จากข้อมูลที่ได้มาการคัดกรองผู้ป่ วยโรคข้อเข่าเสื่อมจากอาการ โดยผู้ที่มีอาการ2ใน 4ข้อขึ้นไปถือว่ามี ความเสี่ยงสูงในการเป็ นโรค สรุปได้ว่า มีผู้ทดลองจ านวน 69คน จาก106คน ที่มีความเสี่ยงในการเป็ นข้อเข่า เสื่อมสูงและ ต้องไปท าแบบประเมิณ oxford knee score ในส่วนถัดไป จากการคัดกรองผู้ป่ วยโรคข้อเข่าเสื่อมจากอาการ พบว่าอาการที่ผู้ทดลองเป็ นมากที่สุด คือการมีเสียง ครืดคราดในข้อเวลาขยับหัวเข่า (crepitation) คิดเป็ นร้อยละ56 อาการเจ็บบริเวณรอบหัวเข่ารองลงมาคิดเป็ น ร้อยละ54 อาการข้อฝื ดตอนเช้าร้อยละ24 และข้อเข่าผิดรูป พบน้อยที่สุดคิดเป็ นร้อยละ4 ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม
42 Oxford Knee Score จากการประเมินระดับความรุนแรงของโรคข้อเข่าเสื่อม Oxford knee score พบว่าผู้ร่วมวิจัยที่มีความ เสี่ยงสูงที่จะเป็ นโรคข้อเข่าเสื่อมจ านวน 69คน มีผู้ที่ไม่มีอาการหรือไม่พบความผิดปกติถึง 30คน คิดเป็ น 43% เริ่มมีอาการ31คน คิดเป็ น 45% มีอาการรุนแรงระดับปานกลาง 8คน คิดเป็ น 12% และไม่พบผู้ที่มี อาการรุนแรงมาก ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม
43 แหล่งข้อมูลที่ผู้ป่ วยได้มา จากข้อมูลที่ได้มาพบว่าแหล่งข้อมูลความรู้เกี่ยวกับโรคข้อเข่าเสื่อมของผู้เข้าร่วมงานวิจัยมาจาก5 แหล่ง ด้วยกัน คืออินเทอร์เน็ต, สื่อสิ่งพิมพ์, เจ้าหน้าที่อสม., พยาบาลและแพทย์ โดยแหล่งข้อมูลส่วนใหญ่ได้มาจาก อินเทอร์เน็ต ร้อยละ 88 รองลงมาคือ แพทย์ร้อยละ 24, เจ้าหน้าที่อสม. ร้อยละ 20, พยาบาล ร้อยละ 14, สื่อ สิ่งพิมพ์ร้อยละ 12 ตามล าดับ โดยข้อมูลที่ได้มานั้นช่วยให้ทราบว่า ผู้ป่ วยส่วนใหญ่มีความสนใจ และได้รับ ข้อมูลมาจากอินเทอร์เน็ต ดังนั้นการส่งเสริมความรู้เกี่ยวกับโรคข้อเข่าเสื่อมทางอินเทอร์เน็ต ก็คาดว่าข้อมูลที่เรา ต้องการจะส่งเสริมจะสามารถเข้าถึงผู้ที่มีความเสี่ยงสูงที่จะเป็ นโรคข้อเข่าเสื่อมได้มากที่สุด ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม
44 ระดับความรู้ จากข้อมูลที่ได้มาพบว่าระดับความรู้เกี่ยวกับโรคข้อเข่าเสื่อมของผู้เข้าร่วมงานวิจัย พบว่ามีผู้ที่ตอบ แบบสอบถามถูกมากกว่า 9 ข้อ ซึ่งจัดว่ามีระดับความรู้มากจ านวน 20 คนคิดเป็ น 50% ของผู้ร่วมงานวิจัยที่มี ความเสี่ยงสูงจะเป็ นโรคข้อเข่าเสื่อมและทราบวิธีการปฏิบัติตัวในผู้ป่ วยโรคข้อเข่าเสื่อม ตอบถูก5-8 ข้อ ซึ่งจัด ว่ามีระดับความรู้ปานกลางจ านวน16 คนคิดเป็ น 40% ของผู้ร่วมงานวิจัยที่มีความเสี่ยงสูงจะเป็ นโรคข้อเข่าเสื่อม และทราบวิธีการปฏิบัติตัวในผู้ป่ วยโรคข้อเข่าเสื่อม และตอบถูกน้อยกว่า 5 ข้อ ซึ่งจัดว่ามีระดับความรู้น้อย จ านวน 4 คนคิดเป็ น 10% ของผู้ร่วมงานวิจัยที่มีความเสี่ยงสูงจะเป็ นโรคข้อเข่าเสื่อมและทราบวิธีการปฏิบัติตัว ในผู้ป่ วยโรคข้อเข่าเสื่อม โดยระดับความรู้นี้มีส่วนสะท้อนถึงการปฏิบัติตัวในชีวิตประจ าวันของผู้ที่มีความเสี่ยง สูงที่จะเป็ น โรคข้อเข่าเสื่อม และการปฏิบัติตัวในชีวิตประจ าวันมีส่วนส าคัญที่จะช่วยชะลอการด าเนินไปของ ศ โรคลดอาการที่รบกวนชีวิตประจ าวัน และเพิ่มคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้น ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม
45 ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม
46 หลังจากน ากลุ่มข้อมูลทั้ง2 ได้แก่ความรุนแรงของโรคข้อเข่าเสื่อมตาม oxford knee score และระดับ ความรู้เรื่องการปฏิบัติตัวในผู้ป่ วยโรคข้อเข่าเสื่อมมาเปรียบเทียบกันโดยใช้One way ANOVA test พบว่า P value 0.302 (P value > 0.05) ซึ่งถือว่าไม่มีนัยส าคัญทางสถิติ จึงสามารถสรุปได้ว่าระดับความรุนแรงของโรคข้อเข่าเสื่อมนั้นไม่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยยะส าคัญ ทางสถิติกับระดับความรู้ในเรื่องการปฏิบัติตัวในผู้ป่ วยโรคข้อเข่าเสื่อม ซึ่งสามารถตอบค าถามงานวิจัยที่ว่าระดับความรุนแรงของผู้ป่ วยที่เป็ นโรคข้อเข่าเสื่อม ( Oxford Knee Score ) มีผลต่อความรู้ในการปฏิบัติตัวในผู้ป่ วยโรคข้อเข่าเสื่อมมากน้อยเพียงใด โดยผลสรุปนั้นขัดแย้งกับสมมุติฐานของงานวิจัยที่ว่า ระดับความรุนแรงของผู้ป่ วยที่เป็ นโรคข้อเข่า เสื่อม ( Oxford Knee Score ) มีผลต่อความรู้ในการปฏิบัติตัวในผู้ป่ วยโรคข้อเข่าเสื่อม โดยคาดว่าถ้าผู้ป่ วยมี ระดับความรุนแรงของโรคข้อเข่าเสื่อมมากเท่าไหร่จะมีระดับความรู้ในการปฏิบัติตัวในผู้ป่ วยโรคข้อเข่าเสื่อม มากขึ้น โดยคาดว่าหากผู้ป่ วยมีอาการที่รุนแรงมากขึ้น จะมีความตระหนักถึงความส าคัญของการปฏิบัติตัวและ ดูแลตนเองเพื่อป้องกันการเกิดโรคข้อเข่าเสื่อมมากขึ้น ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม
47 โดยคาดว่าสาเหตุคาดว่าสาเหตุที่ผลการทดลองไม่ตรงกับสมมุติฐานที่ตั้งไว้นั้นเกิดจากการที่กลุ่ม ทดลองส่วนใหญ่นั้นเกิดจากการที่กลุ่มผู้ทดลองส่วนใหญ่นั้นอยู่ในกลุ่มที่ไม่มีอาการหรือไม่พบความผิดปกติ ถึง 30คน คิดเป็ น 43% เริ่มมีอาการ 31คน คิดเป็ น 45% และมีเพียง 8คน คิดเป็ น 12% ที่มีอาการรุนแรงปาน กลางและไม่พบกลุ่มผู้ป่ วยที่มีอาการรุนแรงเลย ตาม oxford knee score ดังนั้นกลุ่ม population ในกลุ่มที่มีอาการ รุนแรงปานกลางถึงรุนแรง นั้นมีไม่เพียงพอ ระดับความรู้ในเรื่องการปฏิบัติตัวในผู้ป่ วยโรคข้อเข่าเสื่อมนั้นไม่ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคข้อเข่า เสื่อมโดยตรง เพราะว่า จากข้อมูลของงานวิจัยครั้งนี้พบว่าผู้ป่ วยส่วนใหญ่ในปัจจุบัน นั้นได้ข้องมูลหรือความรู้ เรื่องการปฏิบัติตัวในผู้ป่ วยโรคข้อเข่าเสื่อม มาจาก อินเตอร์เน็ต มากที่สุด ไม่ใช่ได้ความรู้จากแพทย์หรือ พยาบาลเป็ นหลักเนื่องจากคนไข้ในคลินิกในเวลาแผนกศัลยกรรมกระดูกนั้นมีค่อนข้างเยอะเมื่อเทียบกับ จ านวนบุคลากรทางการแพทย์จึงท าให้แพทย์และพยาบาลไม่สามารถให้ข้อมูลในการปฏบัติตัวให้กับผู้ป่ วยทุกๆ คนอย่างทัวถึงได้ ่ ในยุคปัจจุบันซึงเป็ นยุคที่ทุกๆคนสามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้ความรุ นแรงของโรคจึงไม่ม่ ความสัมพันธ์กับระดับความรู้เพราะไม่ว่าผู้ทดลองจะมีระดับความรุนแรงของโรคมากหรือน้อยก็สามารถเข้าถึง แหล่งข้อมูลในอินเตอร์เน็ตได้เหมือนๆกัน ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม
48 ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม
49 หลังจากน ากลุ่มข้อมูลทั้ง 2 มา เปรียบเทียบกันได้แก่ อายุและความรุนแรงของโรคข้อเข่าเสื่อมตาม oxford knee score โดยใช้One way ANOVA test พบว่าP value 0.014 (P value < 0.05) ซึ่งถือว่ามีนัยส าคัญทาง สถิติ จึงสามารถสรุปได้ว่าระดับความรุนแรงของโรคข้อเข่าเสื่อมนั้นแปรผันโดยตรงกับอายุที่มากขึ้นซึงตรง กับสมมุติฐานของงานวิจัยที่ว่า อายุ, การศึกษา, อาชีพ, น ้าหนัก, และ ส่วนสูง มีผลต่อระดับความชุกของโรคข้อ เข่าเสื่อมของผู้ป่ วยที่มาใช้บริการห้องตรวจในเวลาแผนกศัลยกรรมกระดูกโรงพยาบาลพระนั่งเกล้าอย่างมีนัย ยะส าคัญ โดยสาเหตุเนื่องจาก โรคเข่าเสื่อมเป็ นโรคที่เป็ น degenerative disease โดย อายุที่เพิ่มขึ้นส่งผลต่อ กระบวนการชรา ทาให้จ านวนของคอลลาเจนกระดูกอ่อนผิวข้อลดลง คุณสมบัติในการยืดขยายเยื้อหุ้มข้อ และ การเพิ่มขึ้นของน ้าไขข้อส่งผลให้น ้ ้าไขข้อเจือจางลง ผู้สูงอายุจะมีการลดลงของเลือดที่มาเลี้ยงบริเวณกระดูกใต้ กระดูกอ่อน จึงท าให้การซ่อมแซมบริเวณระหว่างรอยต่อกระดูกอ่อนบางลง รวมถึงมีการลดลงของโปรติโอก ลัยแคน นอกจากนี้การที่ร่างกายมีการสูญเสียความยืดหยุ่นของบริเวณเอ็นรอบ ๆ ข้อจึงท าให้ข้อเข่าหลวม รวมถึงการตอบสนองของระบบประสาทส่วนปลายช้าลงข้อเข่าจึงเสื่อม ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม