43 ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ Strategic Leadership นายพีรภัทร มาจอมพล หลักสูตรครุศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา รุ่น 17 มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร “ ผู้นำเป็นบุคคลสำคัญในองค์กรมีบทบาทที่ต้องดำเนินไปภายใต้เงื่อนไขปัจจัยของสภาวะ ที่อยู่รอบด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งโลกทุกวันนี้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และการแข่งขันกัน อย่างสูงจากปัญหาและสภาพของวิกฤติทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และสภาพแวดล้อม ผู้นำนอกจากจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปตามกระแสเท่านั้นแต่ต้องมีวิธีการรับมือกับการ เปลี่ยนแปลงเพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยสามารถขจัดปัญหาความขัดแย้งและการ ต่อต้านได้อย่างเหมาะสม เพราะผู้นำเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้องค์กรประสบความสำเร็จหรือ ล้มเหลวได้ ” (สัมฤทธิ์ กางเพ็ง และสรายุทธ กันหลง, 2555) ให้ทัศนะว่าการเปลี่ยนแปลงในโลกปัจจุบันที่ เป็นไปอย่างรวดเร็วย่อมนำไปสู่การปรับเปลี่ยนและการใช้รูปแบบภาวะผู้นำที่สามารถทันกับการ เปลี่ยนแปลง (จอห์น ซี แม๊กซ์เวลล์, 2552) ปรมาจารย์ด้านภาวะผู้นำอันดับหนึ่งของโลกให้ทัศนะเกี่ยวกับ ภาวะผู้นำว่า คือ ความกล้าเสี่ยงมองเห็นทุกโอกาสในขณะที่ผู้อื่นมองเห็นเป็นวิกฤต สร้างแรงบันดาลใจ สร้างจินตนาการ ปลุกความกล้า มุ่งสู่ความสำเร็จรู้จักใช้หัวใจประสานงานกับคนรอบข้าง และให้ข้อคิดว่า “ภาวะผู้นำไม่สามารถสร้าง และพัฒนาขึ้นในชั่วพริบตาแต่สามารถพัฒนาได้ตลอดชีวิต” แนวคิดทั่วไปด้านกลยุทธ์ คำว่า “กลยุทธ์” หรือ Strategos เป็นคำศัพท์ในภาษากรีกสองคำรวมกัน คือ Stratos ซึ่ง หมายถึง”กองทัพ” และ Agein ซึ่งหมายถึง “การนำหรือผู้นำ” เมื่อรวมกันกลยุทธ์จึงเป็นเรื่องของการวง ยุทธศาสตร์บัญชาการรบเพื่อนำกองทัพเข้าทำลายล้างศัตรู โดยใช้บรรดาสรรพกำลังตลอดจนอุบายเล่ห์ เหลี่ยมอันชาญฉลาดให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุดนั้นเอง
44 การเปลี่ยนแปลงแนวคิดในการประกอบธุรกิจจากลักษณะที่เจ้าของกิจกรรมเป็นผู้ดำเนินการ เอง ไปสู่รูปแบบธุรกิจสมัยใหม่ที่มีขนาดใหญ่ ที่ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ภายใต้การบริหาร โดย ผู้จัดการมืออาชีพในช่างทศวรรษ 1980 เป็นต้นมา ก็มีส่วนผลักดันให้มีการนำแนวคิดเกี่ยวกับการบริหาร เชิงกลยุทธ์และการวางแผนเชิงกลยุทธ์ มาประยุกต์ใช้ในวงการธุรกิจและอุตสาหกรรมอย่างแพร่หลาย มากขึ้นทั้งนี้เพื่อเพิ่มขีดความสามารถและเพื่อเป็นเครื่องมือในการตอบโต้กับสภาพการแข่งขันและการ เปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม โดยเฉพาะผลกระทบต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เกี่ยวกับตลาดลูกค้าคู่แข่งและผู้สนับสนุนปัจจัยการผลิตจากผลการสำรวจผู้บริหารของบริษัทธุรกิจชั้นนำ ในประเทศ พบว่าล้วนมีทัศนะที่สอดคล้องกันว่า การวางแผนเชิงกลยุทธ์ เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยที่ให้การ ประกอบธุรกิจของตนประสบความสำเร็จเป็นอย่างสง่า ไม่ว่าในแง่ของการปรับเปลี่ยนทิศทางองค์การ ให้มี ความเหมาะสมากับสภาวะการณ์และการเพิ่มผลผลิตขององค์การ ฮวย (Huey, 1994 ) กล่าวว่า ภาวะผู้นาเชิงกลยุทธ์เป็นการปฏิบัติหน้าที่หลายด้านที่ผู้นำต้อง เกี่ยวข้องกับบุคคลอื่นเพื่อช่วยองค์กรให้รับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในยุคโลกาภิวัตน์และสร้าง ความยืดหยุ่นให้กับองค์กรเพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายมีการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ และมีขอบเขตความ รับผิดชอบทั้งองค์กร คอนติโน (Contino , 2004 ) กล่าวเน้นถึงการใช้แรงจูงใจ และเทคนิคในการจูงใจอย่างเหมาะสม โดยใช้วิธีการจูงใจที่หลากหลาย และมีประสิทธิผลเพื่อให้การทางานประสบความสำเร็จรวมถึงการใช้การ สื่อสารอย่างสม่ำเสมอหลากหลายโดยเน้นการสื่อสารแบบสองทาง(Two Way Communication) ผู้นำกับการบริหารเชิงกลยุทธ์ ด้วยกระแสโลกาภิวัตน์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว นับตั้งแต่ช่างทศวรรษ 1980 เป็นต้นมาขน ถึง ปัจจุบัน ได้ส่งผลกระทบอย่างยิ่งต่อองค์การ ผู้นำระดับสูงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนทิศทางวิธีการคิดและการ บริการแบบใหม่ที่สอดคล้องทันต่อการเปลี่ยนแปลง ได้มีความพยายามในการวางแผนกลยุทธ์อย่าง สมบูรณ์ที่ครอบคลุมกิจการทั้งหมดขององค์การ ทำให้มีการนำเอาเรื่องของกระบวนการบริหารงาน โดยเฉพาะการนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติ เช่น การจัดโครงการสร้าง องค์การวัฒนธรรมองค์การ เทคโนโลยี สารสนเทศ ทรัพยากรบุคคล ตลอดจนการควบคุมและประมาณผลกลยุทธ์เข้ามาบูรณาการร่วมกัน เป็น รูปแบบการบริการเชิงกลยุทธ์โดยผู้นำระดับสูงขององค์การซึ่งเป็นระดับกลยุทธ์เป็นบุคคลที่ต้องมีหน้าที่ รับผิดชอบโดยตรงต่อการบริหารเชิงกลยุทธ์ขององค์การในทุกขั้นตอนกล่าว โดยสรุปการบริหารเชิงกล ยุทธ์ดังกล่าวประกอบขึ้นด้วยขั้นตอนสำคัญ 3 ส่วนดังนี้ 1. ขั้นการวางกลยุทธ์ได้แก่ - การพิจารณาวิสัยทัศน์ และภารกิจขององค์การ - การกำหนดวัตถุประสงค์ขององค์การ - การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายนอกและขีดสมรรถนะภายใน
45 - การสวิเคราะห์และเลือกกลยุทธ์ 2. ขั้นการนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติ ได้แก่ - การกำหนดเป้าหมายการดำเนินงาน - การวางแผนปฏิบัติการ - การสนับสนุนกลยุทธ์ด้วยโครงสร้างวัฒนธรรม บุคลากร เทคโนโลยี สารสนเทศและกระบวนการทำงาน 3. ขั้นการควบคุมและการประเมินผลเชิงกลยุทธ์ได้แก่ - การตรวจสอบผลการดำเนินงาน - การติดตามสถานการณ์และเงื่อนไขต่าง ๆ จากบทสัมภาษณ์ผ่านคำบอกเล่าของ ผศ.ดร.จตุพร สังวรรณ “เราจะเน้นให้นักศึกษาเกิดการเรียนรู้แบบ ใคร่ครวญมากขึ้นหรือ Contem-porative learning เน้นให้ เขาคิดแชร์ความรู้สึกให้มากที่สุด ไม่ใช่ลุยเลเซอร์อย่าง เดียวให้เขาคิดเชิงกลยุทธ์มากขึ้น เราจึงต้องปรับรูปแบบ การสอนจาก Lecture Base มาเป็น Thinking Base ให้เขา ตกผลึกด้วยตัวเอง ไม่ใช่เอาแต่ยัดเยียด แต่ต้องเน้นให้เขา กล้าคิดก่อน และไม่ได้เน้นว่าจะต้องคิดถูกต้องเพียงอย่าง เดียว เพราะหากเป็นเช่นนั้น จะทำให้เขาไม่กล้าคิดเพราะ ถ้าผิดแล้วกลัวคนไม่ยอมรับ กลัวจะเสียเสียหน้า เราจึง ต้องทำให้เขากล้าที่จะคิดแตกต่าง ที่สำคัญผู้เรียนต้องสามารถเอาไปใช้ประโยชน์ได้จริง” ประวัติการทำงาน • กรรมการผู้จัดการ และวิทยากรที่ปรึกษา บริษัทอินเตอร์เนชั่นแนลแอดไวซ์เซอรี่แอสโซซิเอท จำกัด บริษัทที่ปรึกษาและฝึกอบรมเพื่อการพัฒนาองค์กรครบวงจร • กรรมการอิสระประธานกรรมการความเสี่ยงและรองประธานกรรมการตรวจสอบบริษัทไลฟ์ อินเตอร์ดอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) • ประธานหลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต วิทยาลัยเซาธ์อีสต์บางกอก • ทยากรระดับ Master และ Senior Assessor ประจำประเทศไทยของ Nokia Academy • ผู้ทรงคุณวุฒิสำนักส่งเสริมและฝึกอบรมกำแพงแสนมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
46 • อดีตที่ปรึกษาอาวุโสอิสระ บริษัท ดีบีเอ็ม (ประเทศไทย) จำกัด • อาจารย์พิเศษให้กับมหาวิลัยต่างๆในหลากหลายหัวข้อวิชา ภายใต้การขนานนามของลูกศิษย์ว่า “ผู้มีจิตวิญญาณของความเป็นครูที่จุดประกายผู้คนให้กล้าที่จะเปลี่ยนแปลงเพื่อฝันของตนเอง” การศึกษา • บริหารธุรกิจดึษฏีบัณฑิต (D.B.A.) จาก Nova Southeastern University, Fort Lauderdale สหรัฐอเมริกา • บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต (M.B.A.) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ • วิทยาศาสตรบัณฑิต (B.S.C.) สาขาเศรษศาสตร์เกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เอกสารอ้างอิง แม๊กซ์เวลล์, จอห์น ซี. (2552). ความสำเร็จ สร้างได้ทุกวัน. แปลและเรียบเรียงโดย อิทธิพน เรืองศรี. กรุงเทพฯ:ดีเอ็มจี.6). ภาวะผู้นำกลยุทธ์: รูปแบบของผู้นำยุคใหม่. วารสารบริหารการศึกษา มศว. , 10 (18): 1-12. สัมฤทธิ์ กางเพ็ง และสรายุทธ กันหลง. (2555). ภาวะผู้นำแบบโลกาภิวัตน์: แนวคิดเชิงทฤษฎี. เอกสาร ประกอบการสอนรายวิชาภาวะผู้นำ. มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น. Huey, J. (1994, February). The New Post-Heroic Leadership. Fortune, 21 (1): 42-50. Contino, Diana S. (2004, June 1). Leadership Competencies: Knowledge, Skills, and AptitudesNurses Need to Lead Organizations Effectively. Critical Care Nurse, 24 (3): 52-64.
47 ภาวะผู้นำแบบสอนงาน (Coaching Leadership) ดร.ภิญโญ ทองเหลา ผู้อำนวยการโรงเรียนหนองหลวงศึกษา โดย นายภาณุทัต คำทะเนตร นักศึกษาหลักสูตรครุศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา รุ่น 17 มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
48 ภาวะผู้นำแบบสอนงาน Coaching Leadership ภาณุทัต คำทะเนตร นักศึกษาหลักสูตรครุศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา รุ่น 17 มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร ภูมิหลัง การใช้คำว่า "โค้ชหรือการสอนงาน" ครั้งแรกจะเกี่ยวข้องกับผู้สอนหรือผู้ฝึกสอนเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2373 เป็นคำที่มหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดใช้สำหรับผู้สอนงานที่ช่วยนักเรียนผ่านการสอบ เป็นกระบวนการ ที่ใช้ในการพัฒนาบุคลากรจากสภาพที่เป็นอยู่ไปยังที่ที่พวกเขาต้องการ ต่อมานำมาใช้เกี่ยวข้องกับกีฬา เป็นครั้งแรก ในปีพ.ศ. 2404 ในอดีตการพัฒนาการสอนงานได้รับอิทธิพลจากกิจกรรมหลายแขนง (Renton, 2009:121-123)สำหรับผู้นำแบบสอนงาน Sir John Whitmore เป็นผู้บุกเบิกรูปแบบภาวะผู้นำแบบ สอนงาน เรื่องราวเริ่มตันเมื่อเขานำ Inner Game ของ Tim Gallwey มาสู่ยุโรปในช่วงปลายทศวรรษ 1970 ผู้จัดการของ IBM กลุ่มหนึ่งที่มีประสบการณ์ในฐานะนักเล่นสกีถามว่าเขาสามารถนำไปให้บริษัทของพวก เขาเพื่อสอนผู้จัดการใหม่ถึงวิธีปลดล็อกศักยภาพได้หรือไม่ เซอร์ จอห์น ยอมรับความท้าทายและนำมาใช้ ตั้งแต่นั้นมา ภาวะผู้นำแบบสอนงานก็ถือกำเนิดขึ้น (Wilaflower, 2013: 44-47;Lines & Evans, 2020:45- 67) ภาวะผู้นำแบบสอนงานเป็นรูปแบบใหม่ของภาวะผู้นำที่เน้นการพัฒนาและแก้ปัญหาบุคลากรเป็น รายบุคคล มีการทำงานร่วมกันกับบุคลากร โดยให้การสนับสนุน เป็นที่ปรึกษา ชี้แนะบุคลากรเพื่อมุ่งแก้ไข ปัญหาและอุปสรรคร่วมกัน โดยยึดแนวทางที่สร้างวัฒนธรรมที่มีประสิทธิภาพสูง เสริมสร้างพลังอำนาจ ให้กับบุคลากร ภาวะผู้นำแบบสอนงานนับว่ามีความสำคัญต่อการบริหารงานช่วยส่งเสริมการทำงาน ร่วมกันระหว่างผู้นำกับบุคลากร บุคลากรค้นหาจุดอ่อนเพื่อแก้ไข สร้างโอกาสให้บุคลากรเกิด ความก้าวหน้าทำให้เกิดข้อผิดพลาดในการทำงานน้อยลง บุคลากรเกิดความพึงพอใจในการทำงาน รวมทั้ง ผู้นำได้รับการยอมรับและความไว้วางใจจากบุคลากรและนำไปสู่การพัฒนาองค์กรให้เจริญก้าวหน้า โดยมี องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ 1) การสร้างวิสัยทัศน์ร่วมกัน 2) การเรียนรู้และการพัฒนา 3) การพัฒนา
49 บุคลากร 4) การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ 5) การแก้ปัญหาเป็นรายบุคคล และ 6) การมุ่งผลสัมฤทธิ์ของ งาน(สมชาย เทพแสง และ คณิต สุขรัตน์, 2566 : 1) ความหมายของภาวะผู้นำแบบสอนงาน ภาวะผู้นำแบบสอนงานเป็นรูปแบบความเป็นผู้นำที่ค่อนข้างใหม่และได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกำลังแพร่หลายมากขึ้น ด้วยการใช้วิธีการและเทคนิคการสอนงาน ผู้นำมีอิทธิพลต่อทีมงานในการ แก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ทำงานร่วมกันกับบุคลากรให้ประสบความสำเร็จ ปรับปรุงความสามารถในการ คิดและทำสิ่งที่บุคลากรไม่เคยคิดว่าจะทำได้ ช่วยให้บุคลากรก้าวหน้าอย่างลึกซึ้ง โดยการสร้างเส้นทาง ใหม่สำหรับการเติบโตขององค์กรและความพึงพอใจในอาชีพ ที่สำคัญช่วยรักษาบุคลากรไว้ให้คงอยู่ใน องค์กร โดยมีนักวิชาการให้ความหมายของภาวะผู้นำแบบสอนงาน ดังนี้ Chelladurai (1990) เป็นผู้บุกเบิก และริเริ่มวิจัยเกี่ยวกับภาวะผู้นำแบบสอนงานได้กล่าวถึงนิยาม ศัพท์ของภาวะผู้นำแบบสอนส่วนใหญ่ จะให้คำนิยามว่าภาวะผู้นำแบบสอน งานเป็นกระบวนการพฤติกรรม ที่ใช้ในการเพิ่มผลการปฏิบัติงานและความพึงพอใจของนักกีฬา Knowles (2001) ได้นำเสนอว่า ภาวะผู้นำแบบสอนงาน คือบุคคลที่สร้างและรักษาความสัมพันธ์ ระหว่างบุคคลในด้านบวกไว้ ต้องมีความรู้เรื่อง ภายในบุคคล และความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล จะต้อง สามารถตระหนักในตนเองและสะท้อนผลได้ ซึ่งทั้งสองสิ่งนี้มีอิทธิพลต่อการสอนงาน Larson & Richburg (2004) ให้ความหมายภาวะผู้นำแบบสอนงานว่า กระบวนการ สอนงาน เพื่อพัฒนาบุคคลเพื่อให้เป็นผู้นำที่ประสบความสำเร็จในเป้าหมายของเขาภายใต้บริบทของ องค์กรและเป้าหมายทางธุรกิจ Wakefield (2006) ได้ให้ความหมายของภาวะผู้นำแบบสอนงานไว้ว่า การสอนงานภาวะผู้นำจะเป็น เครื่องมือที่จะพัฒนาภายในองค์กร พัฒนาทักษะที่คิดว่าทำได้ดีแล้ว และจะเก็บรักษาหรือคงสภาพทักษะ นั้นไว้พร้อมกับนำไปใช้ในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน Association of California School Administrators (2009) ได้ให้ความหมายของภาวะผู้นำแบบสอน งานไว้ว่า การสอนงาน ระดับบริหารเปรียบเสมือนกระบวนการระยะสั้นระหว่างผู้สอนงานกับผู้จัดการใน การที่จะปรับปรุงความมีประสิทธิภาพของความเป็นผู้นำโดยการให้มีโอกาสได้ตระหนักในตนเองและได้ฝึก ปฏิบัติในพฤติกรรมใหม่ๆ กระบวนการสอนงานจะเน้นไปที่การมีทักษะใหม่ๆ การรับรู้ เครื่องมือและความรู้ ผ่านการสนับสนุน การนัดหมายและการให้ข้อมูลย้อนกลับภายในบริบทขององค์กร Vella (2010) ได้นำเสนอว่า ภาวะผู้นำแบบสอนงาน เป็นความมีอิทธิพลของโค้ชกับนักกีฬาที่เป็น ความสัมพันธ์ระหว่างกัน รวมถึงคุณลักษณะส่วนบุคคลของโค้ช คุณลักษณะของนักกีฬาและบริบทของ งาน จากคำนิยามของภาวะผู้นำแบบสอนงานตามทัศนะของนักศึกษาสรุปได้ว่า เป็นพฤติกรรมของ ผู้บริหารเพื่อเพิ่มผลการปฏิบัติงานและความพึงพอใจของบุคคล ให้ประสบความสำเร็จในเป้าหมายของเขา ภายใต้บริบทขององค์กร
50 โดยสรุปภาวะผู้นำแบบสอนงานมีความหมายสอดคล้องกับพฤติกรรมการทำงานร่วมกันของ ผู้นำกับบุคลากร โดยให้การสนับสนุน เป็นที่ปรึกษา ชี้แนะบุคลากรเพื่อมุ่งแก้ไขปัญหาและอุปสรรคเฉพาะ แต่ละบุคคลโดยยึดแนวทางการสร้างวัฒนธรรมที่มีประสิทธิภาพสูง เสริมสร้างพลังอำนาจให้กับบุคลากร มองเห็นจุดแข็งและจุดอ่อนของบุคลากร เพื่อให้ผู้นำสามารถช่วยให้แต่ละคนพัฒนาพฤติกรรม การ ปฏิบัติงานให้ประสบความสำเร็จรวมทั้งสร้างแรงบันดาลใจให้บุคลากร สร้างความมั่นใจ และสอนทักษะให้ บุคลากร กระตุ้นท้ทายบุคลากรให้นำสิ่งที่ดีที่สุดของตนออกมาใช้ในการพัฒนาตนเอง พัฒนางานให้เกิด ความก้าวหน้า ทำให้เกิดความสำเร็จขององค์กร ความสำคัญของภาวะผู้นำแบบสอนงาน ภาวะผู้นำแบบสอบงานเป็นภาวะผู้นำที่มุ่งเน้นการพัฒนาบุคลากรเป็นรายคคล ส่งเสริมให้ บุคลากรนำศักยภาพของตนเองมาพัฒนางานให้เกิดความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยมีนักวิชาการต่างๆ กล่าวถึงความสำคัญของภาวะผู้นำแบบสอนงาน ดังนี้ Grant & Cavanagh (20 1 1:295-3 12) กล่าวถึง ความสำคัญของภาวะผู้นำแบบสอนงาน ช่วย ส่งเสริมการทำงานร่วมกันระหว่างผู้นำและบุคลากร บุคลากรสามารถกำหนดความคาดหวังได้อย่าง ชัดเจน บุคลากรระบุจุดอ่อนและสามารถเปลี่ยนแปลงไปเป็นจุดแข็ง มุ่งเน้นไปที่การให้ความช่วยเหลือ บุคลากรและไม่ตัดสินว่ามีข้อผิดพลาดประการใด และสร้างโอกาสให้บุคลากรก้าวหน้า สอดคล้องกับ Passmore & Mortimer (2011:205-207) กล่าวถึง ความสำคัญของภาวะผู้นำแบบสอนงาน ช่วยให้ บุคลากรมีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้นำ ช่วยเปิดเผยจุดแข็งและจุดอ่อนที่ซ่อนอยู่ในตัวบุคลากร โดยผู้นำ กระตุ้นให้บุคลากรตั้งเป้าหมายเพื่อแก้ไขจุดอ่อนและทำให้จุดแข็งสมบูรณ์ สามารถสะท้อนความคิดเพื่อ ช่วยให้บุคลากรรับรู้ถึงการปรับปรุงอย่างเต็มที่และชื่นชมกับงานที่พวกเขาทำเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ช่วยให้ บุคลากรสามารถปลดล็อกศักยภาพที่แท้จริงของตนเองได้ สิ่งนี้แตกต่างจากรูปแบบของคำสั่งและการ ควบคุมแบบดั้งเดิมซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาศักยภาพของบุคลากร ช่วยให้บุคลากรตระหนักถึง ศักยภาพของตนเองและความเชื่อมั่นในตนเอง ช่วยเพิ่มอำนาจในการตัดสินใจของตนเองและบุคลากร เป็น ผลให้สามารถพึ่งพาตนเองและเป็นอิสระมากขึ้นนับว่ามีประโยชน์ต่อองค์กร และช่วยให้เกิดข้อผิดพลาด น้อยลง คุณภาพงานที่ดีขึ้น และการสื่อสารกับลูกค้าที่ดีขึ้น อีกทั้ง Cox (20 13:22-27) กล่าวถึง ความสำคัญของภาวะผู้นำแบบสอนงาน ทำให้ผู้นำเกิดความเห็นอกเห็นใจบุคลากรมากขึ้น เพิ่มการ ตระหนักรู้ในตนเองของผู้นำและบุคลากร เกิดการทำงานร่วมกัน ส่งเสริมขวัญกำลังใจแก่บุคลากร และทำ ให้การสื่อสารเกิดประสิทธิภาพ โดยสรุป ภาวะผู้นำแบบสอนงานนับว่ามีความสำคัญต่อการบริหารงานช่วยส่งเสริมการทำงาน ร่วมกันระหว่างผู้นำกับบุคลากร บุคลากรค้นพบจุดอ่อนและสามารถเปลี่ยนแปลงไปเป็นจุดแข็ง สร้าง โอกาสให้บุคลากรเกิดความก้าวหน้า ทำให้บุคลากรสามารถปลดล็อกศักยภาพที่แท้จริงของตนเองได้ ช่วย เพิ่มอำนาจในการตัดสินใจของผู้นำและบุคลากร ทำให้เกิดข้อผิดพลาดในการทำงานน้อยลง ผู้นำเกิด
51 ความเห็นอกเห็นใจบุคลากรมากขึ้นส่งเสริมขวัญกำลังใจแก่บุคลากร การสื่อสารเกิดประสิทธิภาพ บุคลากรเกิดความพึงพอใจในการทำงาน เกิดความคิดสร้างสรรค์และสร้างนวัตกรรมในการทำงาน สร้าง สภาพแวดล้อมที่สนับสนุนการทำงาน รวมทั้งผู้นำได้รับการยอมรับและความไว้วางใจจากบุคลากรและ นำไปสู่การพัฒนาองค์กรให้เจริญก้าวหน้า องค์ประกอบของภาวะผู้นำแบบสอนงาน รูปแบบภาวะผู้นำแบบสอนงานมีเป้าหมายเพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟันและ ตอบสนองความต้องการของบุคลากรแต่ละคน ใช้วิธีการแบบที่ปรึกษาและผู้รับคำปรึกษาในการเป็นผู้นำ โดยเน้นที่มีความสมดุลมีการยกย่อง การสนับสนุน และข้อเสนอแนะที่สร้างสรรค์ สิ่งที่ทำให้ภาวะผู้นำแบบ สอนงานเป็นสิ่งที่ท้าทายประกอบไปด้วยองค์ประกอบต่างๆ โดยนักวิชาการกล่าวถึงองค์ประกอบของภาวะ ผู้นำแบบสอนงาน ดังนี้ Hicks (2014: 55-59) กล่าวถึง องค์ประกอบของภาวะผู้นำแบบสอนงาน ประกอบด้วย ความ ร่วมมือการทำงานร่วมกัน เชื่อมั่นในศักยภาพของตนเอง มีความไว้วางใจและความปลอดภัย การฟังอย่าง กระตือรือร้น มีการเรียนรู้และการพัฒนา สอดคล้องกับ Whitmore & McFarlane (2017 :32-35) กล่าวถึง องค์ประกอบของภาวะผู้นำแบบสอนงาน ประกอบด้วย การตั้งวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่ชัดเจน การ พัฒนาบุคลากร และการเก็บรักษาความลับของบุคลากรในการปรับปรุงตนเอง อีกทั้ง Cylensten & Palmer (2005: 15- 17) กล่าวถึงองค์ประกอบของภาวะผู้นำแบบสอนงาน ประกอบด้วย ความเห็นอกเห็นใจ การ ตระหนักรู้ในตนเอง การทำงานร่วมกัน การส่งเสริมกำลังใจ และการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ ขณะที่ Stern (2004: 154-162) กล่าวถึงองค์ประกอบของภาวะผู้นำแบบสอนงาน ประกอบด้วย การสร้างวิสัยทัศน์ ร่วมกัน การจัดการการเปลี่ยนแปลง การแก้ปัญหาร่วมกัน การจัดการเวลา การเสริมสร้างพลังอำนาจ การเรียนรู้และการพัฒนา การฟังอย่างตั้งใจ ความน่าเชื่อถือและความปลอดภัย การเอาใจใส่และการรับรู้ และการพัฒนาตนเองและวิชาชีพ ในทำนองเดียวกัน Cavanagh & Grant (2004: 6-15) กล่าวถึง องค์ประกอบของภาวะผู้นำแบบสอนงาน ประกอบด้วย การคิดแบบพัฒนา การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ การนิเทศ พี่เลี้ยง การให้คำปรึกษา การเอาใจใส่ อำนวยความสะดวก การทำงานร่วมกัน การสนับสนุน การชี้แนะ ใช้หลักประชาธิปไตยและพัฒนาบุคลากร นอกจากนี้ Lee (2022) กล่าวถึง องค์ประกอบของ ภาวะผู้นำแบบสอนงาน มุ่งเน้นไปที่อนาคตและช่วยเหลือผู้อื่นให้บรรลุเป้าหมาย สร้างความสัมพันธ์กับ บุคลากร การให้อำนาจและช่วยเหลือบุคลากรให้เติบโต ช่วยให้บุคลากรเรียนรู้จากความผิดพลาด ซื่อสัตย์ ช่วยบุคลากรวางแผนสำหรับอนาคต ให้คำแนะนำเมื่อจำเป็นอดทน ยืดหยุ่น ปรับตนเองให้เข้ากับ ความต้องการของบุคลากร การให้รางวัลและช่วยเหลือบุคลากรให้รู้สึกว่าประสบความสำเร็จ ที่สำคัญ Popovic & Jinks(20 14: 12-14) กล่าวถึง องค์ประกอบของภาวะผู้นำแบบสอนงาน ประกอบด้วย การสร้าง แรงบันดาลใจในการตระหนักรู้ในตนเอง การมุ่งผลงาน การพัฒนาทักษะที่ถ่ายโอนได้ เน้นการสอน
52 มากกว่าทักษะอื่น การมองเห็นภาพใหญ่แบบองค์รวม มุ่งเน้นผลสำเร็จ และการให้คำแนะนำส่วนบุคคล โดยสรุป ภาวะผู้นำแบบสอนงานประกอบด้วย มีการเรียนรู้และการพัฒนา การพัฒนาบุคลากร การส่งเสริมขวัญกำลังใจ การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ การสร้างวิสัยทัศน์ร่วมกัน การจัดการการ เปลี่ยนแปลงการแก้ปัญหาบุคลากรเป็นรายบุคคล การนิเทศ พี่เลี้ยง และการให้คำปรึกษา และการมุ่ง ผลสัมฤทธิ์ จากการสัมภาษณ์และศึกษาเกี่ยวกับประวัติและผลงาน ของ ดร.ภิญโญ ทองเหลา สรุปได้ว่ามีภาวะผู้นำด้าน สอนงาน โดยมีแนวทางที่นำไปสู่การทำงานให้สำเร็จใน การเป็นผู้นำด้านสอนงาน ท่านได้ยึดหลักการแนวทางใน การปฏิบัติตน และปฏิบัติงานตามแนวทางต่อไปนี้… โดยปกติแล้วผู้บริหารไม่สามารถจะไปสอนงานครูได้ทั้งหมด เพราะถ้าผู้บริหารไปสอนงานครูแล้ว จะเกิดความห่างเหินของผู้บริหารกับผู้รับความรู้ทันที ดังนั้นการกระจายภาวะผู้นำ การสร้างภาวะผู้นำของ ครูโดยเฉพาะหัวหน้างาน เขาจะต้องมีภาวะผู้นำในตัวอยู่แล้ว การเป็นผู้นำที่จะสอนงานคนอื่นได้จะต้องมี ความรู้และประสบการณ์จริง นั่นหมายความว่าพัฒนาศักยภาพของตัวเขาเองด้วย เราต้องให้ครูผู้นำมี ศักยภาพด้านต่าง ๆ ที่ตัวเขารับผิดชอบหรือด้านอื่นๆ พอมีครูย้ายมาใหม่หรือมีครูมาบรรจุใหม่ ครูผู้นำ เหล่านั้นจะต้องถ่ายทอดความรู้หรือสอนงานให้รับรู้วัฒนธรรมองค์กรจากทีมผู้นำของโรงเรียน สิ่งสำคัญที่ ผู้บริหารต้องมีคือความเชื่อมั่นกับครูผู้นำที่เรามอบหมายให้สอนงาน เราต้องยกย่องชื่นชมผู้ที่จะไปสอน งานว่าเป็นผู้เต็มเปี่ยมทั้งด้านความรู้และประสบการณ์ ซึ่งท่าน ดร.ภิญโญ ทองเหลา มีหลักในการสอน งานคือ “ถ้าเป็นผู้ใหญ่ให้เมตตา ถ้าเป็นผู้น้อยให้คารวะ” หรือถ้าเจอปัญหาผู้ใหญ่ไม่เมตตา จงคารวะ ต่อไป เมื่อผู้น้อยไม่คารวะ ผู้ใหญ่จงเมตตาเป็นสองเท่าหรือยิ่งๆขึ้นไป ก็จะทำให้เกิดการสอนงาน และ ยอมรับกันและกัน เพราะฉะนั้นการบริหารงานบุคคล มันไม่เพียงแค่ให้คนปรองดองสามัคคี แต่ต้องเกิด การสอนงานเพื่อให้บุคลากรมีศักยภาพ ดังนั้นภาวะผู้นำด้านการสอนงานจึงมีความสำคัญอย่างมาก ผู้บริหารจะต้องกระจายภาวะผู้นำให้ครูผู้นำหรือครูที่อยู่มาก่อน ซึ่งครูผู้นำจะต้องถ่ายทอดวัฒนธรรม องค์กร และยอมรับการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆที่ยอมรับและเป็นสิ่งที่ดีที่ครูบรรจุใหม่หรือย้ายมาใหม่ได้นำเข้า มา จึงจะเกิดประโยชน์และประสิทธิผลในการปฏิบัติงานของโรงเรียนต่อไป ประสบการณ์ / รางวัลเกียรติยศ - วิทยากรอบรมคุณธรรมจริยธรรมสำหรับนักเรียน นักศึกษา - วิทยากรการจัดการเรียนรู้ตามแนวปฏิรูปการศึกษา - วิทยากรวิจัยปฏิบัติการสำหรับครูและผู้บริหารสถานศึกษา
53 - วิทยากรแกนนำโครงการยกระดับคุณภาพครูทั้งระบบ สพฐ. - วิทยากร หลักสูตรพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาก่อนแต่งตั้งให้ดำรง ตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน - คณะทำงานสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ - คณะทำงานสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน - รางวัลครูแม่แบบวิชาภาษาไทย กรมสามัญศึกษา - รางวัลครูต้นแบบวิชาภาษาไทย สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา(สกศ.) - รางวัล "ครูภาษาไทยประกายเพชร" มูลนิธิเพชรภาษา - รางวัลดีเยี่ยม Best Practice ตามโครงการโรงเรียนมาตรฐานสากล ระดับชาติ - รางวัลคุรุสภา "หนึ่งโรงเรียนหนึ่งนวัตกรรม" ระดับชาติ การพัฒนาครูศตวรรษที่ 21 ในการ จัดการเรียนรู้สู่คุณภาพผู้เรียน - รางวัลผู้บริหารสถานศึกษาที่มีวิธีปฏิบัติเป็นเลิศ โครงการโรงเรียนสุจริต รางวัลดีเยี่ยม ระดับประเทศ - รางวัลนักบริหารการศึกษาดีเด่น ประเภทผู้บริหารสถานศึกษา สมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหาร การศึกษาแห่งประเทศไทย - รางวัลนักบริหารการศึกษาดีเด่น ประเภทผู้บริหารสถานศึกษา กระทรวงศึกษาธิการและสมาคม ผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งประเทศไทย เอกสารอ้างอิง สมชาย เทพแสง และ คณิต สุขรัตน์. (2566). ภาวะผู้นำแบบสอนงาน : รูปแบบใหม่ของผู้นำที่เน้นการ พัฒนาบุคลากร. วารสารบริหารการศึกษา มศว ปีที่ 20 ฉบับที่ 38 เดือนมกราคม-มิถุนายน 2566. นายศิริศักดิ์ ภูทองจันทร์. (2560). โมเดลสมการโครงสร้างภาวะผ้นำแบบสอนงานที่ส่งผลต่อ ประสิทธิภาพการสอนของครูในโรงเรียนสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น. วิทยานิพนธ์ ปริญญาการศึกษา มหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น. Brock, Vikki G. (2018). The Roots and Evolution of Coaching. Los Angeles: Amazon. Cox, Elaine; Bachkirova, Tatiana & Clutterbuck, David. (2018). The Complete Handbook of Coaching. Los Angeles; London: Sage Publications. Cox, Elaine. (2013). Coaching Understood: a Pragmatic Inquiry into the Coaching Process. Los Angeles; London: Sage Publications.
54 Cavanagh M. & Grant A. M. (2004). Executive coaching in organisations: the personal is the professional. Int. J. Coach. Organ. 2 (1), 6-15. Day D. V., Fleenor J. W., Atwater L. E., Sturm R. E. & McKee, R. A. (2014). Advances in leader And leadership development: a review of 25 years of research and theory. Leadership.3(25), 63-82. Dello Russo S., Miraglia M. & Borgogni L. (2017). Reducing Organizational Politics in performance appraisal: the role of coaching leaders for age-diverse employees. Hum. Resour. Manag.10 (56), 769-783.
55 ภาวะผู้นำกับการบริหารการทำงานเป็นทีม (Tearm Leardership) (Leadership with Administration to Tearm Leardership) นายสถิต สำราญสุข ผู้อำนวยการสถาบันการอาชีวศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2 โดย นางเยาวลักษณ์ อุปทอง นักศึกษาหลักสูตรครุศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา รุ่น 17 มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
56 ภาวะผู้นำกับการบริหารการทำงานเป็นทีม (Tearm Leardership) (Leadership with Administration to Tearm Leardership) นางเยาวลักษณ์ อุปทอง นักศึกษาหลักสูตรดุษฎีบัณฑิตสาขาวิชาการบริหารการศึกษา รุ่น 17 มหาวิทยาลัยราชภัฎสกลนคร ผู้นำ (Leader) หมายถึง บุคคลที่ได้รับการแต่งตั้ง หรือได้รับการยอมรับให้เป็นหัวหน้า ผู้ตัดสินใจ เพราะมีความสามารถในการปกครอง บังคับบัญชา หรืออาจกล่าวได้ว่า คือบุคคลที่มีอิทธิพล เหนือคนอื่นและนำคนอื่นทำงาน คุณลักษณะผู้นำที่ดี ผู้นำที่มีคุณภาพและนำไปสู่ความสำเร็จมี 5 ประการ คือ 1. มีทักษะด้านมนุษยสัมพันธ์ ( Human Relations Skills) ผู้นำหรือผู้บริหารจะต้องยึดมั่นการบริหาร ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต มั่นคง ต้องมีความเชื่อมั่นในตนเอง มีความมั่นใจในผู้อื่น เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับ ผู้ร่วมงาน ให้การส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้ร่วมงานในการบริหารงานและทำงานร่วมกันได้อย่างมีความสุข 2. มีทักษะด้านเทคนิคและมนุษย์สัมพันธ์ (Technical Human Relations Skills) ผู้นำหรือผู้บริหาร ต้องมีทักษะด้านเทคนิคและมีมนุษยสัมพันธ์กับผู้ร่วมงานทั้งภายในและภายนอกองค์กรรวมทั้งบุคคลทั่วไป เป็น ผู้ที่มีบุคลิกลักษณะที่ดี มีความเชื่อมั่น ศรัทธาของตัวเองให้เป็นที่ประจักษ์ 3. มีทักษะด้านเทคนิค (Technical Skills) ผู้นำหรือผู้บริหารต้องมีการแสดงออกให้เห็นถึง ความสามารถในการบริหารงานในองค์กรได้อย่างดีมีประสิทธิภาพ มีการบริหารงานตามเป้าหมายและ แผนงานที่ได้กำหนดและประสบผลสำเร็จให้การยอมรับในการปฏิบัติงานที่ผิดพลาดของผู้ร่วมงานและมี การเสนอแนะวิธีการแก้ไขที่จะก่อให้เกิดความสำเร็จในการปฏิบัติงาน 4. มีทักษะด้านความคิด เทคนิค (Conceptual Technical Skills) ผู้นำหรือผู้บริหารจะต้องบริหาร โดยใช้สติปัญญาที่เป็นเลิศ ใช้ความคิดไตร่ตรองพิจารณาในการบริหารงานอย่างรอบคอบ ตัดสินใจ มอบหมายงานได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม มีความมุ่งมั่นและมีความรับผิดชอบในการ บริหารงาน เพื่อให้เกิดผลสำเร็จ
57 5. มีทักษะด้านความคิด (Conceptual Skills) ผู้นำหรือผู้บริหารจะต้องเป็นผู้ที่มีวิสัยทัศน์ กว้างไกล มีความรอบคอบและหาแนวทางวิธีแก้ไขไว้ล่วงหน้า มีความคิดสร้างสรรค์ ทันต่อ ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี มีความคิดกล้าหาญ กล้าตัดสินใจอย่างชาญฉลาดและรอบคอบ มีแนวคิด ของความเป็นผู้นำ มีการติดตามผลการดำเนินงานให้เป็นไปอย่างดีมีประสิทธิภาพอยู่เสมอ ภาวะผู้นำ (Leadership) หมายถึง กระบวนการที่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือมากกว่า พยายาม ใช้อิทธิพลของตนหรือกลุ่มตน โดยได้รับการยอมรับและยกย่องจากบุคคลอื่นให้เป็นผู้นำในกลุ่มและมี อิทธิพลเหนือพฤติกรรมของสมาชิกในกลุ่มบุคคลนั้น สามารถกระตุ้น ชี้นำ ผลักดัน ให้บุคคลอื่น หรือกลุ่ม บุคคลอื่น มีความเต็มใจ และกระตือรือร้นในการทำสิ่งต่าง ๆ ตามต้องการ โดยมีความสำเร็จของกลุ่ม หรือองค์การเป็นเป้าหมาย ความสำคัญของภาวะผู้นำ การบริหารองค์กร ผู้บริหารเป็นผู้ที่มีหน้าที่บริหารงานตามภารกิจขององค์กรให้บรรลุ วัตถุประสงค์ที่กำหนด หน้าที่ในการบริหารงานจะเกี่ยวกับกิจกรรมหลายอย่าง เช่น การวางแผน (Planning) การจัดองค์การ (Organizing) การนำ (Leading) การควบคุม (Controlling) เป็นต้น ภาวะความเป็นผู้นํา ภาวะผู้นำพื้นฐานมี 4 แบบ ได้แก่ 1. ผู้นําแบบการบอก (Telling Leadership Style) แบบนี้จะเป็นผู้นําที่ เน้นงานสูง และการ เน้น สัมพันธภาพจะตํ่า (Lower Relationship) ภาวะการเป็นผู้นําแบบนี้จะใช้ได้ผลก็ต่อเมื่อผู้ตามมี ภาวะความ เป็นผู้ใหญ่ในระดับตํ่ามาก 2. ผู้นําแบบการขาย (Selling Leadership Style) แบบนี้จะเป็นผู้นําที่ เน้นงานสูงและการเน้น สัมพันธภาพก็สูงด้วย (High-relationship) ภาวะการเป็นผู้นําแบบนี้จะใช้ได้ผลก็ ต่อเมื่อผู้ตามมีภาวะความ เป็นผู้ใหญ่ในระดับตํ่า 3. ผู้นําแบบการมีส่วนร่วม (Participating Leadership Style) แบบนี้จะเป็นแบบภาวะการเป็นผู้นําที่ เน้นงานตํ่า (Low-task) แต่การเน้นที่สัมพันธภาพจะสูง (Higher Relationship) ภาวะการเป็นผู้นําแบบนี้จะ ใช้ได้ผลก็ต่อเมื่อผู้ตามมี ภาวะความเป็นผู้ใหญ่ในระดับที่สูง 4. ผู้นําแบบการมอบหมายงาน (Delegating Leadership Style) แบบนี้จะเป็นแบบผู้นําที่ เน้น งานตํ่าและการเน้นสัมพันธภาพก็จะตํ่าด้วย ภาวะการเป็นผู้นําแบบนี้จะใช้ได้ผลก็ต่อเมื่อผู้ตามมีภาวะความ เป็นผู้ใหญ่ในระดับสูงมาก ทฤษฏีภาวะผู้นำ สตอกดิลล์ (Stogdill) 1974 ได้นำเสนอทฤษฎีภาวะผู้นำไว้ 6 ทฤษฎีดังนี้ 1. ทฤษฎีผู้ยิ่งใหญ่ (Great Man Theories) นักทฤษฎีในกลุ่มนี้พยายาม อธิบายว่าการเป็นผู้นำเป็น ผลมาจากพันธุกรรม นั้นคือ เป็นผู้นำมาโดยกำเนิด (Leaders are born) เกิดมาพร้อมกับลักษณะ
58 บางอย่างที่จะส่งเสริมและสนับสนุนให้ เป็นผู้นำ อนุชาของกษัตริย์ย่อมมีอำนาจและอิทธิพลมากกว่าคน ธรรมดาอื่น ๆ ผู้นำจะมีบุคลิกลักษณะเฉพาะที่แตกต่างไปจากคนอื่น นักทฤษฎีในกลุ่มนี้เชื่อว่า ประวัติศาสตร์ของโลก คือ ประวัติของผู้ยิ่งใหญ่ 2. ทฤษฎีสิ่งแวดล้อม (Environmental Theories) ทฤษฎีในกลุ่มนี้มี ความเห็นว่า ผู้นำเป็นผลมาจาก เวลา สถานที่ และสภาพแวดล้อม สิ่งแวดล้อมเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่ก่อให้เกิดความเป็นผู้นำ สถานการณ์ทำให้เกิดผู้นำ นัก ทฤษฎีในกลุ่มนี้เชื่อว่าผู้นำเกิดขึ้นได้ด้วยความสามารถและทักษะในการ แก้ปัญหา สังคม สงครามและวิกฤตการณ์ต่าง ๆ เปิดโอกาสให้คนเป็นผู้นำได้ 3. ทฤษฎีบุคคลและสถานการณ์ (Personal-Situation Theories) ทฤษฎีผู้ ยิ่งใหญ่และทฤษฎี สิ่งแวดล้อมพยายามอธิบายแหล่งที่เกิดของภาวะผู้นำเพียงอย่างเดียว คือ ถ้ามิใช่คุณลักษณะเฉพาะหรือ ความเป็นอัจฉริยะ แล้วก็เป็นสิ่งแวดล้อมหรือ สถานการณ์แต่ทฤษฎีนี้อธิบายว่าภาวะผู้นำเป็นผลมา จากปฎิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับสถานการณ์ นักทฤษฎีในกลุ่มนี้บางคนเชื่อว่าผู้นำเป็นผลของ 1) ลักษณะทางบุคลิกภาพของผู้นำ 2) ธรรมชาติของกลุ่มและสมาชิกของกลุ่ม 3) เหตุการณ์หรือปัญหาที่กลุ่มเผชิญอยู่ ภาวะผู้นำเป็นปฏิสัมพันธ์ระหว่างเป้าหมายของผู้นำ และเป้าหมายกับความต้องการของผู้ตาม 4. ทฤษฎีปฏิสัมพันธ์และความคาดหวัง (Interaction-Expectation Theories) นักทฤษฎี ในกลุ่ม นี้อธิบายว่าภาวะผู้นำก็คือการสร้างปฏิสัมพันธ์ ผู้นำจะมีคุณค่า มากยิ่งขึ้น หากปฏิสัมพันธ์นั้นเป็นไปตาม ความคาดหวังของกลุ่ม แรงจูงใจในการ ทำงานของสมาชิกจะเปลี่ยนไปตามการเปลี่ยนแปลงความ คาดหวังในเรื่องของรางวัลและการลงโทษ 5. ทฤษฎีมนุษยธรรม (Humanistic Theories) นักทฤษฎีในกลุ่มนี้อธิบายว่า โดยธรรมชาติแล้ว มนุษย์ต้องการแรงจูงใจจึงพัฒนาแนวคิดเกี่ยวกับประสิทธิภาพ และความกลมเกลียวของหน่วยงาน ผู้นำ จำเป็นจะต้องหาทางส่งเสริม ควบคุม หรือจูงใจในลักษณะที่เหมาะสม เพื่อให้สมาชิกของกลุ่มปฏิบัติ ภารกิจเพื่อการ บรรลุเป้าหมายของกลุ่ม ทฤษฎีนี้เน้นความเป็นมนุษย์ และธรรมชาติของมนุษย์ ของ สมาชิกภายในองค์กร 6. ทฤษฎีการแลกเปลี่ยน (Exchange Theories) ทฤษฎีนี้ตั้งอยู่บนสมมุติฐานที่ว่า ปฏิสัมพันธ์ทาง สังคมนั้นปรากฏในรูปของการแลกเปลี่ยนระหว่างสมาชิก ในกลุ่ม ปฏิสัมพันธ์จะดำเนินต่อไปตราบเท่าที่ สมาชิกยังได้รับประโยชน์ร่วมกัน จากการแลกเปลี่ยนทางสังคมนั้น สมาชิกของกลุ่มมอบเกียรติ สถานะ และศักดิ์ศรี ให้กับผู้นำ เพี่อแลกกับการที่ผู้ผู้นำช่วยให้กลุ่มบรรลุเป้าหมายได้ ทักษะภาวะผู้นำ (Leadership skill) เป็นทักษะสำคัญที่องค์กรมองหาเพื่อให้สามารถตั้งรับกับทุกปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างเป็นมืออาชีพ และได้รับความน่าเชื่อถือจากทั้งในและนอกองค์กรแต่ทักษะดังกล่าวไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนมีติดตัวแต่แรก แต่
59 สามารถเพิ่มพูนได้ด้วยประสบการณ์การทำงาน และปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ทักษะภาวะผู้นำที่ดีจำเป็นต้อง ฝึกกันมี 7 วิธีเพิ่มทักษะภาวะผู้นำที่ดีที่จะทำให้คุณกลายเป็นคนที่องค์กรต้องการดังนี้ 1. พัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ ความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) เป็นทักษะสำคัญที่เกี่ยวข้องกับ ความเป็นผู้นำอย่างมาก เพราะคนที่มีความฉลาดทางอารมณ์สูงมีโอกาสที่จะบริหารจัดการความคิดของ ตัวเองภายใต้ความกดดันได้ดี โดยไม่ทำลายบรรยากาศในการทำงาน และสามารถผลักดันทีมให้ก้าวหน้า ยิ่งขึ้นได้ความฉลาดทางอารมณ์ยังมีส่วนช่วยในการพัฒนาความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน 2. ฝึกฝนการคิดให้ยืดหยุ่น ในโลกของการทำงานจริงที่ผู้นำต้องกล้าเผชิญหน้ากับการ เปลี่ยนแปลงและความท้าทายใหม่ ๆ ความยืดหยุ่นในการทำงานจึงเป็นสิ่งที่สามารถพาคุณออกนอกกรอบ แนวคิดเดิม ๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นการมองมุมใหม่เพื่อเปลี่ยนวิธีการทำงานให้ดีขึ้น การฝึกความคิดให้ยืดหยุ่น นั้นย่อมสนับสนุนให้คุณสามารถแก้ปัญหาได้หลากหลายและลุ่มลึกมากยิ่งขึ้นจนอาจพลิกวิกฤติให้เป็น โอกาสได้ 3. สังเกตและสร้างแรงบันดาลใจแบบภาวะผู้นำ การสังเกตความสามารถของเพื่อนร่วมงานแต่ ละคนจะช่วยให้ทราบว่าใครมีความถนัดในเรื่องอะไรเป็นพิเศษทำให้สามารถ Put the right man on the right job ได้ นอกจากจะช่วยให้บรรยากาศในที่ทำงานดีขึ้นแล้วยังเป็นการสร้างผลกระทบเชิงบวก 4. เข้าสังคมให้เป็น การทำงานใหญ่ไม่สามารถลุล่วงได้ด้วยคนเดียว จึงจำเป็นต้องอาศัยความ ร่วมมือของผู้คนมากมายซึ่งมีความแตกต่างหลากหลาย และผู้นำคือคนที่ต้องเชื่อมโยงทุกคนในทีมให้ ร่วมมือกันเพื่อให้งานลุล่วงไปได้ด้วยดี รวมถึงสามารถติดต่อพูดคุยกับลูกค้าเพื่อเจรจาต่อรองได้อย่าง เหมาะสมพื้นฐาน ของการเข้าสังคมที่คุณสามารถฝึกได้ทุกวันคือ การยิ้มและพยักหน้าตอบรับคู่สนทนา ซึ่งเป็นวิธีการแสดงออกว่าคุณกำลังตั้งใจทำความเข้าใจในสิ่งที่ผู้พูดกำลังสื่อสารจริง ๆ 5. จัดการเวลาตามลำดับความสำคัญ การจัดการเวลาที่มีอยู่อย่างจำกัดให้มีประสิทธิภาพคือ เรื่องสำคัญที่ผู้นำต้องมี โดยการนำทฤษฎีต่างๆ เข้ามาประยุกต์ใช้จะช่วยให้การจัดการเวลามีประสิทธิภาพ ยิ่งขึ้น 6. ฝึกฝนการสื่อสาร อีกหนึ่งทักษะสำคัญในการนำทีมให้ประสบความสำเร็จคือทักษะการสื่อสาร ซึ่งผู้นำที่ดีควรจะถ่ายทอดสิ่งที่ต้องการจะสื่อให้คนอื่น ๆ เข้าใจได้อย่างถูกต้องตรงประเด็น ถูกกาลเทศะ และไม่ทำให้ผู้ฟังเกิดการเข้าใจในเจตนาที่ผิด โดยสามารถทำได้ทั้ง คำสั่ง คำถาม รวมถึงการพูดเชิงชี้นำ 7. เปิดใจเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ การไม่หยุดพัฒนาตนเองด้วยการเปิดใจเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ที่ไม่เคยรู้มา ก่อนหรือการพัฒนาทักษะเดิมให้เชี่ยวชาญเพื่อตั้งรับกับความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะมาถึง นอกจากจะช่วย ให้คุณเก่งขึ้นแล้ว ยังช่วยให้คุณเป็นตัวอย่างที่ดีของทีม
60 การพัฒนาภาวะความเป็นผู้นำใน 5 ระดับ John C. Maxwell ผู้เชี่ยวชาญด้านความเป็นผู้นำ ได้อธิบายการพัฒนาภาวะผู้นำไว้ ในหนังสือของเขาชื่อ Developing the Leader Within You และได้ขยายความ เพิ่มเติมในหนังสือชื่อ The 5 Levels of Leadership โดย ชี้ให้เห็นแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำตั้งแต่ระดับที่หนึ่งซึ่ง เป็นผู้นำโดยตำแหน่ง การพัฒนาภาวะความเป็นผู้นำใน 5 ระดับ ได้แก่ ระดับที่หนึ่ง: ผู้นำโดยตำแหน่ง (Position) เป็นระดับต่ำสุดในความเป็นผู้นำ ผู้ที่เข้ามาเป็นผู้นำระดับนี้เพียงระดับเดียว อาจเป็นได้แค่นาย (boss) แต่ไม่มีทางได้เป็นผู้นำ (leader) เขาอาจมีลูกน้องมากมาย แต่ไม่มีทีมงาน ผู้นำระดับนี้จะใช้กฎ ระเบียบ นโยบาย และผังการแบ่งส่วนงานในการควบคุมลูกน้อง ส่วนลูกน้องก็จะเชื่อฟังผู้นำระดับนี้เพียง ภายในขอบเขตอำนาจที่ผู้นำมีอยู่เท่านั้น ผู้นำระดับที่หนึ่งที่ไม่สนใจที่จะพัฒนาตนให้ก้าวพ้นไปจากระดับนี้ มักใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการปกป้องตำแหน่งของตนด้วยการเล่นการเมืองไปวัน ๆ ผู้นำระดับนี้ไม่มีบารมี หรืออิทธิพลที่แท้จริงใด ๆ กับลูกน้อง อยู่อย่างโดดเดี่ยวลำพัง และเมื่อไม่มีผู้ตามที่แท้จริง ผู้รู้ทั้งหลายจึงมี ความเห็นว่า ไม่สมควรใช้คำว่า “ผู้นำ” กับบุคคลที่ต้องการหยุดสถานะของตนไว้เพียงแค่ผู้นำระดับที่หนึ่ง ระดับที่สอง: ผู้นำโดยอาศัยความสัมพันธ์ (Permission) การเปลี่ยนสถานะจากผู้นำโดยตำแหน่งมาเป็นผู้นำโดยอาศัยความสัมพันธ์ นับเป็นก้าวแรกในการ เข้าสู่ภาวะความเป็นผู้นำ ความเป็นผู้นำเป็นเรื่องของอิทธิพลที่ผู้นั้นมีต่อคนอื่น เมื่อบุคคลได้เรียนรู้ที่จะทำ หน้าที่ผู้นำโดยอาศัยความสัมพันธ์ ทุกสิ่งจะดูเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ลูกน้องทั้งหลายจะไม่ได้ปฏิบัติตาม ผู้นำเพียงเพราะนั่นเป็นคำสั่ง แต่เป็นเพราะความต้องการที่จะทำตามด้วยความเต็มใจ เป็นการยินยอม พร้อมใจให้บุคคลนั้น ๆ เป็นผู้นำของตน เป็นอิทธิพลที่เกิดจากความสัมพันธ์ ไม่ใช่เพราะตำแหน่ง วิธีที่สามารถนำมาใช้เพื่อการขึ้นเป็นผู้นำระดับนี้คือ 1. ให้ความสนใจสมาชิกทีมงานเป็นรายบุคคล เขาเหล่านั้นไม่ได้เป็นเพียงพนักงานในองค์กร แต่เขา ยังมีบ้าน มีครอบครัว มีปัญหาสุขภาพที่ต้องดูแล และมีบุคลิกภาพต่างๆ ที่ผู้นำควรให้ความสนใจ 2. สร้างเสริมความแข็งแกร่งให้สมาชิก ด้วยการสังเกตว่าสมาชิกผู้นั้นมีจุดแข็งในเรื่องอะไร และ เมื่อใดที่เขานำจุดแข็งนั้นมาใช้กับทีมงาน ก็ช่วยเสริมเติมให้จุดแข็งนั้นมีความสมบูรณ์มากขึ้น 3. มีความรักความจริงใจกับผู้ตาม เมื่อผู้นำให้เกียรติและปฏิบัติกับผู้ตามอย่างมีคุณค่า ก็จะเกิด อิทธิพลเชิงบวกขึ้นในความรู้สึกของผู้ตาม เป็นความไว้วางใจซึ่งมักจะตามมาด้วยความเคารพยำเกรง ระดับที่สาม: ผู้นำที่มีผลงาน (Production) ผลงาน คือปัจจัยที่แยกความแตกต่างระหว่างผู้นำระดับที่หนึ่งและสองออกจากระดับที่สาม ผู้นำที่
61 ดีจะต้องมีผลงานที่วัดได้ซึ่งสร้างคุณประโยชน์สำคัญให้กับองค์กร ไม่ใช่ด้วยการทำสำเร็จด้วยตัวผู้นำเพียง ผู้เดียว แต่ต้องช่วยให้ทีมงานสามารถสร้างสรรค์ผลงานนั้นด้วย ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้นำและทีมงาน ช่วยให้ผู้นำสามารถแจกแจงวิสัยทัศน์ของตนโดยได้รับการโต้แย้งน้อยลง ระดับที่สี่: พัฒนาบุคคลให้ขึ้นเป็นผู้นำ (People Development) ผู้นำระดับที่สามจะเน้นที่ผลิตภาพของบุคคลและองค์กร ตัวชี้วัดว่าผู้นำมีความสามารถหรือไม่ จึง ดูที่ความสามารถในการสร้างทีมงานหรือองค์กรที่มีผลผลิต แต่การจะเป็นผู้นำที่สร้างองค์กรให้กลายเป็น องค์กรชั้นนำซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญของผู้นำระดับที่สี่ ตัวชี้วัดจะเปลี่ยนมาดูที่ความสามารถในการ เปลี่ยนตัวเองจากผู้ผลิต (producer) มาเป็นผู้พัฒนา (developer) ทั้งนี้เพราะบุคลากรคือสินทรัพย์ที่มี คุณค่ามากที่สุดขององค์กร การพัฒนาบุคคลากรจึงเป็นการสร้างผู้ผลิตให้เพิ่มมากขึ้นในองค์กร และเมื่อ องค์กรมีผู้ผลิตมากขึ้น ก็ย่อมสามารถสร้างสรรค์ผลผลิตให้เพิ่มมากขึ้นกว่าการอาศัยหรือพึ่งพิงแต่ผู้นำ และทีมงานที่มีอยู่เดิม ระดับที่ห้า: ผู้นำที่ได้รับความเคารพอย่างสูงสุด (Pinnacle) เป็นระดับสูงสุดในความเป็นผู้นำและเป็นระดับที่ท้าทายมากที่สุดสำหรับผู้ที่ต้องการเป็นผู้นำที่ แท้จริง มีผู้นำเพียงไม่กี่คนที่สามารถขึ้นถึงผู้นำระดับนี้ เพราะนอกเหนือจากความสามารถในการเป็นผู้นำ ทั้งสี่ระดับแรกแล้ว ผู้นำระดับที่ห้ายังต้องมีทักษะและความสามารถในการพัฒนาผู้อื่นให้ขึ้นเป็นผู้นำระดับ ที่สี่ได้ด้วย ผู้ที่ขึ้นเป็นผู้นำระดับที่ห้าจะต้องทำหน้าที่และบทบาทความเป็นผู้นำที่ดีต่อเนื่องยาวนานจนสร้าง ตำนานความเป็นผู้นำให้กับองค์กรที่ตนทำงานอยู่ ได้รับการยกย่องกล่าวขานแม้จะพ้นไปจากองค์กรแล้ว สามารถสร้างผู้นำรุ่นต่อ ๆ ไปเหมือนคลื่นลูกหลังที่ไล่ตามคลื่นลูกแรกอย่างไม่มีหยุดนิ่ง ผู้นำระดับที่ห้าจะมีความโดดเด่นจากคนอื่น ๆ ที่นำความสำเร็จไปในทุกที่ ทำให้องค์กรทั้งองค์กรมี ความสำเร็จสูงขึ้นและสร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นคุณประโยชน์แก่ทุกคนในองค์กร ผู้นำส่วนใหญ่ กว่าจะขึ้น ได้ถึงผู้นำระดับที่ห้าก็มักจะเป็นในช่วงท้าย ๆ ในอาชีพการงาน ในการทำงานข้าพเจ้าได้นำทฤษฏี ทักษะภาวะผู้นำและการพัฒนาภาวะความเป็นผู้นำใน 5 ระดับมาพัฒนา ภาวะผู้นำกับการบริหารสู่สกลนครโมเดลดังนี้ ทฤษฎีปฏิสัมพันธ์และความคาดหวัง (Interaction-Expectation Theories) นักทฤษฎี ในกลุ่ม นี้ อธิบายว่าภาวะผู้นำก็คือการสร้างปฏิสัมพันธ์ ผู้นำจะมีคุณค่า มากยิ่งขึ้น หากปฏิสัมพันธ์นั้นเป็นไปตาม ความคาดหวังของกลุ่ม แรงจูงใจในการ ทำงานของสมาชิกจะเปลี่ยนไปตามการเปลี่ยนแปลงความ คาดหวังในเรื่องของรางวัลและการลงโทษและ ทฤษฎีมนุษยธรรม (Humanistic Theories) นักทฤษฎีใน กลุ่มนี้อธิบายว่า โดยธรรมชาติแล้วมนุษย์ต้องการแรงจูงใจจึงพัฒนาแนวคิดเกี่ยวกับประสิทธิภาพ และ ความกลมเกลียวของหน่วยงาน ผู้นำจำเป็นจะต้องหาทางส่งเสริม ควบคุม หรือจูงใจในลักษณะที่เหมาะสม เพื่อให้สมาชิกของกลุ่มปฏิบัติภารกิจเพื่อการ บรรลุเป้าหมายของกลุ่ม ทฤษฎีนี้เน้นความเป็นมนุษย์ และ ธรรมชาติของมนุษย์ ของสมาชิกภายในองค์กรมาเป็นแนวทางในการทำงาน ได้พัฒนาความฉลาดทาง
62 อารมณ์ ฝึกฝนการคิดให้ยืดหยุ่น สังเกตและสร้างแรงบันดาลใจแบบภาวะผู้นำ เข้าสังคมให้เป็น และ จัดการเวลาตามลำดับความสำคัญ โดยพัฒนาตนเองจนเป็นผู้บริหารระดับที่ห้า ผู้นำที่ได้รับความ เคารพอย่างสูงสุด (Pinnacle) ในการทำงานมีการวางแผนการทำงานจัดลำดับงานและเวลาตามลำดับ ความสำคัญ สร้างแรงบันดาลใจในการทำงานควบคุมงานโดยมีความยืดหยุ่นเห็นใจผู้ใต้บังคับบัญชาให้ คำแนะนำในการทำงานที่ประสบความสำเร็จประพฤติตนเป็นตัวอย่างไม่ยุ่งอบายมุขและทำนุบำรุงศาสนา ซึ่งผลงานที่โดดเด่นนำเสนอต่อเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษาและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวง ศึกษาธิการได้แก่ สกลนครโมเดล มีหลักการคือ 5 ทันสมัย (Moderns) 5 ทักษะ (Skills) 5 มาตรฐาน (Standards) ในการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาสมรรถนะสูงเพิ่มขีดความสามารถการ แข่งขันของประเทศ สรุปในการเป็นผู้นำสูงสุดขององค์กรจำเป็นต้องมีภาวะผู้นำเนื่องจากมีผู้ใต้บังคับบัญชาร่วมทำงาน ด้วยกันในองค์กรไม่เอาความคิดตนเองเป็นหลักต้องนำทฤษฎีหลักการตลอดจนหลักธรรมมะมาใช้ในการ บริหารงานและมีความเอื้ออาทรต่อผู้ใต้บังคับบัญชาเพื่อให้งานสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ เอกสารอ้างอิง กิ่งแก้ว ศรีสาลีกุลรัตน์. 2567. การพัฒนาองค์กร. จังหวัดชลบุรี : คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา. บารมี จรัสสิงห์. 2567. ภาวะความเป็นผู้นำ. www.Plan.Duh.go.th, 18 มีนาคม 2567. บริษัทฮิวแมนซอฟท์จำกัด.2567. ภาวะผู้นำสำคัญอย่างไรและควรมีทักษะอย่างไร. www.Humansoft.co.th, 18 มีนาคม 2567. ปิยนันต์ สวัสดิ์ศฤงฆาร. 2567. การพัฒนาภาวะความเป็นผู้นำใน 5 ระดับ. www.Drpiyanam.com, 18 มีนาคม 2567. John C. Maxwell.2019. The 5 levels of Leadership. www.Expc-spd.moph.go.th, 18 มีนาคม 2567. Learning Hub Thailand. 2024. The 5 levels of Leadership. www.Learninghubthailand.com, 18 มีนาคม 2567. Stogdill, Ralph M. 1974. Handbook of Leadership. New York : USA.
63 ภาวะผู้นำทางวัฒนธรรม (Cultural Leadership) นายชัยยุทธ วัยเหนิดลื้อ โดย พระมหากฤษณะ จารุวณฺโณ (วงษ์พรม) นักศึกษาหลักสูตรครุศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา รุ่น 17 มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
64 ภาวะผู้นำทางวัฒนธรรม (Cultural Leadership) พระมหากฤษณะ จารุวณฺโณ (วงษ์พรม) นักศึกษาหลักสูตรครุศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาการบริหารการศึกษา รุ่น 17 มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร “ภาวะผู้นำ” เป็นพฤติกรรมของผู้ที่มีความรู้ความสามารถของบุคคล สติปัญญา ความดีงาม ที่สามารถนำให้คนทั้งหลายมาร่วมมือกัน เพื่อนำพาไปสู่จุดมุ่งหมายที่วางไว้ประกอบด้วยการสร้างและ พัฒนาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในองค์กร ซึ่งมีนักวิชาการหลายคนได้ให้ทัศนะเกี่ยวกับความหมายของ ภาวะผู้นำไว้ดังนี้ ไชยา ภาวะบุตร (2555 ,หน้า 282) กล่าวว่า ภาวะผู้นำ หมายถึง ความสามารถของผู้นำ ในการใช้ศิลปะ อิทธิพล อำนาจหน้าที่และพลังอำนาจที่มีอยู่ เพื่อให้บุคคลหรือกลุ่มบุคคลดำเนินงานใน หน้าที่รับผิดชอบให้บรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่ตั้งไว้ สอดคล้องกับ วันชัย ปานจันทร์ (2558, หน้า 5) ได้ให้ความหมายของภาวะผู้นำไว้ว่า เป็นลักษณะส่วนตัวของบุคคลที่แสดงพฤติกรรมออกมา เมื่อได้มี ปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มเป็นความสามารถที่เกิดขึ้นระหว่างที่มีการทำงานร่วมกัน หรือร่วมอยู่ในเหตุการณ์ เดียวกันในอันที่จะทำให้กิจกรรมของกลุ่มดำเนินไปสู่เป้าหมายและประสบความสำเร็จ ภาวะผู้นำจะมีมาก หรือน้อยขึ้นอยู่กับประสบการณ์และการฝึกฝนแต่ละบุคคล สอดล้องกับ รัตติกรณ์ จงวิศาล (2559, หน้า 14) ได้ให้ความหมายของภาวะผู้นำไว้ว่า ภาวะผู้นำเป็นคุณลักษณะ พฤติกรรม ความสามารถ หรือ กระบวนการที่เป็นปฏิสัมพันธ์ หรือเป็นวิถีการดำเนินชีวิตของบุคคลที่สามารถมีอิทธิพลต่อผู้อื่น กลุ่มคน สามารถสร้างแรงบันดาลใจ สร้างความปรารถนา ทำให้เกิดความเชื่อถือศรัทธาการยอมรับ ความ พยายาม การอุทิศตัว การใช้ความสามารถอย่างดีที่สุด และช่วยเพิ่มพลังอำนาจของผู้อื่นเพื่อให้บรรลุผล สำเร็จตามเป้าหมาย และสอดคล้องกับ Daft (2005, p. 5) ได้ให้ความหมายของภาวะผู้นำไว้ว่า ภาวะผู้นำ หมายถึง ความสัมพันธ์ที่มีอิทธิพลระหว่างผู้นำและผู้ตามซึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้บรรลุ เป้าหมายร่วมกัน
65 วัฒนธรรม (Cultural) พระราชบัญญัติวัฒนธรรมแห่งชาติ พ.ศ. 2553 ได้ให้ความหมายของ “วัฒนธรรม” ว่าเป็นวิถีการ ดำเนินชีวิต ความคิด ความเชื่อ ค่านิยม จารีตประเพณี พิธีกรรม และภูมิปัญญา ซึ่งกลุ่มชนและสังคมได้ ร่วมสร้างสรรค์ สั่งสม ปลูกฝัง สืบทอด เรียนรู้ ปรับปรุง และเปลี่ยนแปลง เพื่อให้เกิดความเจริญงอกงาม ทั้งด้านจิตใจและวัตถุอย่างสันติสุขและยั่งยืน และได้แบ่งประเภทของวัฒนธรรมออกไว้เป็น 4 ประเภท ดังต่อไปนี้ 1) คติธรรม (Moral) คือวัฒนธรรมที่เกี่ยวกับหลักในการดำรงชีวิต ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของจิตใจ และได้มาจากศาสนาใช้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตของสังคม เช่น ความเสียสละความขยัน หมั่นเพียร การประหยัดอดออม ความกตัญญูความอดทน เป็นต้น 2) เนติธรรม (Legal) คือวัฒนธรรมทางกฎหมาย รวมทั้งระเบียบประเพณีที่ยอมรับนับถือกันว่ามีความสำคัญพอๆ กับกฎหมายเพื่อให้คนในสังคมอยู่ร่วมกัน อย่างมีความสุข 3) สหธรรม (Social) คือวัฒนธรรมทางสังคม รวมทั้งมารยาทต่างๆ ที่จะติดต่อเกี่ยวข้อง กับสังคม เช่น มารยาทในการรับประทานอาหาร มารยาทในการติดต่อกับบุคคลต่างๆ ในสังคม 4) วัตถุ ธรรม (Material) คือวัฒนธรรมทางงวัตถุ เช่น เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค บ้านเรือน อาคารสิ่งก่อสร้างต่างๆ เครื่องคอมพิวเตอร์ เป็นต้น (กรมส่งเสริมวัฒนธรรม, 2560) สอดคล้องกับ Spradley (1980, p. 6) กล่าว ว่า วัฒนธรรม คือความรู้ที่ได้มาซึ่งบุคคลใช้การตีความ ประสบการณ์ และสร้างพฤติกรรมขึ้นมา วัฒนธรรมจะครอบคลุมไปยังสิ่งที่บุคคลกระทำบุคคลรับรู้ และสอดคล้องกับ Marsella (1989, p. 4) ได้ กล่าวว่า วัฒนธรรม คือพฤติกรรมการเรียนรู้ร่วมกันซึ่งสืบทอดจากคนรุ่นหนึ่งมายังอีกรุ่นหนึ่ง เพื่อ จุดมุ่งหมายในการสนับสนุนและดำเนินชีวิตของบุคคลและสังคม การปรับตัว การเจริญเติบโตและ พัฒนาการวัฒนธรรม เป็นตัวแทนทั้งสิ่งที่อยู่ภายนอก เช่น บทบาทของสถาบันและสิ่งที่อยู่ภายใน เช่น ค่านิยมทัศนคติ ความเชื่อ เป็นต้น ภาวะผู้นำทางวัฒนธรรม (ชนเผ่ากะเลิง) (Cultural Leadership) ภาวะผู้นำทางวัฒนธรรมชนเผ่าพื้นเมืองยังมีคุณค่า และมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการช่วยกันร่วม อนุรักษ์และสืบสานให้คงอยู่ในสังคมร่วมกัน วัฒนธรรมของชนเผ่าพื้นเมืองทั้งหลายถึงมีความจำเป็นอย่าง ยิ่งที่ผู้คนในยุคสมัยนี้จะต้องลุกขึ้นมาศึกษาเรียนรู้กันใหม่อีกครั้ง และย้อนกลับมาช่วยกันร่วมอนุรักษ์สืบ สานวิถีชีวิต วัฒนธรรมความเชื่อ และภูมิปัญญาดั้งเดิมของพี่น้องชนเผ่าพื้นเมืองเอาไว้ให้ถ่องแท้กันยิ่งขึ้น เพื่อจะใช้เป็นรากฐานขององค์ความรู้ทางนิเวศวิทยาในการปฏิบัติตนต่อโลกธรรมชาติ และต่อทุกสิ่งมีชีวิต อื่นบนโลกได้อย่างตระหนักรู้กันมากขึ้น เพื่อใช้เป็นแนวทางของการดำรงอยู่ในรูปแบบใหม่ที่จะสอดคล้อง กับทุกชีวิตอื่นๆ มากยิ่งขึ้น รวมถึงเพื่อใช้เป็นหลักคติคำสอนทางประวัติศาสตร์บอกเล่าประจำท้องถิ่น ให้กับตนเอง และรุ่นลูกหลานของเราทุกคนได้สืบทอดกันต่อไปโดยมิแบ่งแยกความเป็นมนุษย์ด้วยกันเอง
66 กะเลิง กลุ่มชนชาติพันธุ์ในจังหวัดสกลนคร “อมพุทโธ นะโม เป็นเค้า มาซิเล่า ย้ายถิ่นดินแดน ฝูงตาแสง ซุมกันเหมิดหมู่ เดิมเคยอยู่เมืองมหาชัย อยู่ดลไป มันสิลำบาก มันสิยากแก่หมู่เสนา ศรีมุกดา เดินทางมาก่อน มาพักผ่อนอยู่ฮ่มโพธิ์ศรี ประวัติมีว่าโพธิ์สามต้น โททุมพลเดินทางนำหน้า หน่อยบ่ซ่า คนแล่น นำหลัง ...................... ” นายชัยยุทธ วัยเหนิดลื้อ กะเลิง เป็นกลุ่มชาติพันธุ์กลุ่มหนึ่งในแปดเผ่าที่อยู่อาศัยในจังหวัดสกลนครได้แก่ ผู้ไทหรือภูไท โทร โซ่ทะวึง บรู ย้อ โย้ย ลาวและกะเลิง หมู่บ้านที่มีชาวกะเลิงเป็นชนกลุ่มใหญ่ในเขตอำเภอกุดบาก ได้แก่ บ้านกุดแฮด บ้านบัว บ้านทรายแก้ว บ้านหนองสะไน บ้านโพนงาม บ้านหนองค้า บ้านนาขามและบ้านกุด บากซึ่งมีเผ่ากะเลิงปะปนไทย้อ ประวัติความเป็นมากะเลิงได้มาจากการบอกเล่าต่อๆ กันมาของผู้เฒ่าผู้แก่ บ้านกุดแฮดผสมผสานกับเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับกะเลิง ทำให้สันนิษฐานถึงถิ่นดั้งเดิม และการอพยพดังนี้ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ. 2367-2394) เจ้าอนุวงศ์ผู้ครอง นครเวียงจันทน์แห่งกรุงศรีสัตนาคนหุต (ประเทศลาว) ซึ่งเป็นเมืองประเทศราชของไทยในขณะนั้น ได้ยก ทัพเข้ามาในประเทศไทยโดยใช้อุบายหลอกลวงเจ้าเมืองรายทางว่าอังกฤษยกทัพเรือมาตีไทยและทางไทย ขอให้เจ้าอนุวงศ์ยกทัพมาช่วยจึงไม่มีผู้ใดขัดขวาง จนทัพเจ้าอนุวงศ์ล่วงมาถึงเมืองนครราชสีมา เหตุการณ์ ในครั้งนี้ถือว่าเป็นการกระทำที่อุกอาจมากพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงมีพระบรมราชโองการ ให้พระยาบดินทร์เดชา (สิง) ยกทัพไปตีเมืองเวียงจันทน์ กองทัพไทยตีได้เมืองเวียงจันทน์ล้านช้างรวมทั้ง เมืองมหาชัยกองแก้วซึ่งเป็นเมืองบริวาร เมื่อวันขึ้น 10 ค่ำ เดือน 8 ปีมะเมีย จ.ศ.1196 (พ.ศ. 2377) และได้ กวาดต้อนผู้คนเข้ามายังประเทศไทยในการกวาดต้อนผู้คนในครั้งนั้นได้มีการกล่าวถึงกลุ่มชนเผ่ากะเลิง ดัง ปรากฏในเอกสารพื้นเวียงของจารุบุตร เรืองสุวรรณ ตอนหนึ่งว่า ฝูงใด เป็นพี่น้องพลัดพราก หนีกัน เขาก็ นำกุมเอากวาดต้อน เมือเลี้ยง ฝูงหมู่ ชาวกะเลิงข่าออกกะชอน ขัดง่อน เขาก็ เต้นไต่ก้อนผาขึ้น ฮอดดอย ไปลอดลี้ตนอยู่ ภูซัน เขาก็ นำเอากันผูกมือ เมือไว้ นอกจากนี้เหตุการณ์ในสมัยสงครามปราบฮ่อที่ก่อความไม่สงบที่เมืองเชียงขวาง ทุ่งเชียงคำ ระหว่าง พ.ศ. 2426-2430 ซึ่งตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีการอพยพชน ในประเทศลาวเข้ามายังประเทศไทย รวมทั้งชนเผ่ากะเลิงได้อพยพเข้ามาอาศัยในเขตเมืองสกลนคร สมัย
67 พระยาประจันตประเทศธานี (โง่นคำ) เจ้าเมืองสกลนครขณะนั้น เมื่อชาวกะเลิงอพยพมาอยู่ในเขตสกลนคร ได้แยกย้ายเพื่อทำมาหากินโดยมีผู้นำคือ ศรีมุกดา จำวงศ์ลา โททุมพล ซึ่งชื่อบุคคลเหล่านี้ต่อมาได้ กลายเป็นนามสกุลของชาวกะเลิงบ้านกุดแฮด บ้านนาขาม ตอนแรกนั้นตั้งหลักแหล่งอยู่บริเวณห้วยกุดแข้ หรือห้วยหางแข้ (ปัจจุบันอยู่ในเขตบ้านหนองสะไน) หลังจากนั้นกลุ่มศรีมุกดาและจำวงศ์ลาได้อพยพมาตั้ง ถิ่นฐานบ้านเรือนอยู่ริมแหล่งน้ำที่อุดมสมบูรณ์ซึ่งมีต้นน้ำไหลมาจากยอดภูหนอง ชื่อว่า กุดแฮด จึงได้เรียก นามหมู่บ้านตามถิ่นที่อยู่มาจนถึงปัจจุบัน ประวัติของนายชัยยุทธ วัยเหนิดลื้อ เกิดเมื่อวันที่ 26 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2500 ปัจจุบันอายุ 67 ปี ดำรงตำแหน่ง นายกเทศมนตรีตำบลกุดแฮด ตำบลกุดบาก อำเภอกุดบาก จังหวัดสกลนคร ด้าน ครอบครัว คุณพ่อรับราชการครู คุณแม่เป็นแม่บ้านเลี้ยงลูก ประวัติการทำงานได้เริ่มรับราชการครูเมื่อปี พ.ศ. 2522 ในวันที่ 30 มิถุนายน 2522 ที่โรงเรียนบ้านขาม ต.ขัวก่าย อ.วานรนิวาส จ.สกลนคร ในปี พ.ศ. 2523 ย้ายมาอยู่โรงเรียนบ้านบัวคุรุราษฎร์สามัคคี ต.กุดบาก อ.กุดบาก จังหวัดสกลนคร และได้ เกษียณอายุราชการที่โรงเรียนบ้านบัวคุรุราษฎร์สามัคคี ปี พ.ศ. 2562 ในช่วงเวลารับราชการครูมีความ สนใจงานด้านวัฒนธรรมชนเผ่าท้องถิ่นด้วยมีความคลุกคลีและเป็นคนในพื้นที่และได้จัดทำผลงานทาง วิชาการเพื่อเลื่อนวิทยฐานะครูชำนาญการพิเศษเรื่อง "ฮีตคองผี พิธีกรรมกะเลิง" เริ่มทำงานด้าน วัฒนธรรมและขับเคลื่อนงานวัฒนธรรมชนเผ่าพื้นเมืองเมื่อปี 2530 โดยได้เป็นผู้ศึกษาหาความรู้จนเป็นที่ ยอมรับในด้านของความรู้ด้านวัฒนธรรมชนเผ่าพื้นเมืองอีกทั้งยังสืบทอดวัฒนธรรมวิถีชีวิตความเป็นอยู่ ของชนเผ่าพื้นเมืองดั้งเดิม เพราะท่านมีความเชื่อว่าวิถีชีวิตย่อมคู่กับวัฒนธรรมทำให้หล่อหลอมเป็นหนึ่ง เดียวกลมเกลียวความสามัคคีของคนในท้องถิ่นโดยเฉพาะคนพื้นเมืองที่มีความศรัทธาในวัฒนธรรมเป็นวิถี ชีวิตโดยอาศัยหลักธรรมทางพระพุทธศาสนานั่นคือฮีต 12 คลอง 14 มูลเหตุของการได้เข้ามาทำงานด้าน วัฒนธรรมและขับเคลื่อนสืบสานและเผยแผ่วัฒนธรรมชนเผ่าพื้นเมืองเป็นเพราะคนเผาพื้นเมืองถูกกดทับ ทั้งสิทธิและเสรีภาพไม่ว่าจะเป็นที่อยู่อาศัยการแสดงออกทางสังคมรวมไปถึงไม่ได้รับการยอมรับทำให้ท่าน และผู้ร่วมอุดมการณ์ต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิของคนชนเผ่าพื้นเมืองตลอดระยะเวลาในการทำงานขับเคลื่อน งานวัฒนธรรมชนเผ่าพื้นเมืองตั้งแต่ปี พ.ศ 2530 ได้ส่งเสริมและอนุรักษ์วิถีชนคนกุดบากซึ่งมีชนเผ่ากะเลิง และหลากหลายชนเผ่าที่อาศัยอยู่รวมกันในอำเภอกุดบากได้มีโอกาสแสดงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ในทุกมิติ ใน งานวัฒนธรรมรวมใจไทกะเลิง ปัจจุบันนอกจากเป็นผู้นำองค์กรท้องถิ่นแล้วท่านยังให้ความสำคัญเกี่ยวกับ วิถีชีวิตและวัฒนธรรมจากชนเผ่าอื่นๆ ซึ่งเป็นภาคีเครือข่ายในการจัดตั้งสภาวัฒนธรรมชนเผ่าพื้นเมืองแห่ง ประเทศไทย จากการทำงานเชิงรุกและสั่งสมด้วยประสบการณ์มีอุดมการณ์ที่มุ่งมั่น ปัจจุบันท่านดำรง ตำแหน่งรองประธานสภาวัฒนธรรมเทศบาลตำบลกุดแฮด อำเภอกุดบาก จังหวัดสกลนคร รองประธานสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย คณะอนุกรรมการรักษามรดกและวัฒนธรรมจังหวัด สกลนคร และที่ปรึกษานายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนครฝ่ายวัฒนธรรม
68 บทสรุป นายชัยยุทธ วัยเหนิดลื้อ เป็นผู้นำในการศึกษา ขับเคลื่อน สืบสานและเผยแผ่วัฒนธรรมชนเผ่าพื้นเมือง (ชนเผ่ากะเลิง) และใช้ภาวะผู้นำในการเรียกร้องสิทธิ ของคนชนเผ่าพื้นเมือง และได้ส่งเสริมและอนุรักษ์ วิถีชนคนกุดบากรวมทั้งได้เป็นผู้นำองค์กรท้องถิ่นและ ดำรงตำแหน่งสำคัญในการทำงานด้านวัฒนธรรม จึง ถือได้ว่านายชัยยุทธ วัยเหนิดลื้อเป็นผู้ที่มีภาวะผู้นำทาง วัฒนธรรม (Cultural Leadership) เอกสารอ้างอิง กรมส่งเสริมวัฒนธรรม. (2560). แหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมชุมชน. กรุงเทพฯ: พิมพลักษณ์. ไชยา ภาวะบุตร. (2555). หลักทฤษฎี และปฏิบัติการบริหารการศึกษา. สกลนคร: มหาวิทยาลัย ราชภัฏสกลนคร. รัตติกรณ์ จงวิศาล. (2559). ภาวะผู้นำ: ทฤษฎี การวิจัย และแนวทางสู่การพัฒนา. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ แห่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. วันชัย ปานจันทร์. (2558). ภาวะผู้นำในองค์การ. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยรามคำแหง. Daft, R. L. (2005). Leadership Theory and Practice. Mason, OH: Thomson, South – Western. Marsella, A. J. (1998). Urbanization, mental health, and social deviancy. American Psychologist, 53, 624-634. Spradley, J. (1980). Participant Observation. New York: Holt.
69 ภาวะผู้นำทางจิตวิญญาณ (Spiritual Leadership) พระรัตนากรณ์วิสุทธิ์ (มณีรัตน์ ติกฺขวีโร) รองเจ้าคณะจังหวัดสกลนคร โดย พระครูปลัดภัทรพงศ์ ธมฺมทีโป (วงค์ศรีลา) นักศึกษาหลักสูตรครุศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา รุ่น 17 มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
70 ภาวะผู้นำทางจิตวิญญาณ (Spiritual Leadership) พระครูปลัดภัทรพงศ์ ธมฺมทีโป(วงค์ศรีลา) นักศึกษาหลักสูตรครุศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาการบริหารการศึกษา รุ่น 17 มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร “ภาวะผู้นำ” คือ ศิลปะและความสามารถในการนำและจูงใจผู้ร่วมงานหรือผู้ใต้บังคับบัญชาแต่ละ คนให้ทำงานด้วยความเต็มใจและกระตือรือร้น เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของกลุ่มและขององค์การ และ คุณลักษณะส่วนตัวของบุคคลในสถาบันใดก็ตามล้วนเป็นกระบวนการที่แสดงออกมาเพื่อปฏิสัมพันธ์กับ กลุ่มในระหว่างการปฏิบัติงาน หรือให้ผู้ร่วมในสถานการณ์เดียวกัน ในอันที่จะทำให้กิจกรรมของกลุ่ม ดำเนินไปสู่เป้าหมายและความสำเร็จ ฉะนั้นเมื่อพิจารณาเปรียบเทียบแล้ว ผู้นำหมายถึง ตัวบุคคลและ ภาวะผู้นำเป็นเรื่องของคุณลักษณะ หรือคุณสมบัติของบุคคลที่ทำให้การดำเนินงานของกลุ่มเป็นไปอย่างมี ประสิทธิภาพและประสบผลสำเร็จอันสูงสุดตามเป้าหมายที่วางเอาไว้ มีนักวิชาและผู้ทรงคุณวุฒิ ทรง ความรู้นักวิชาการหลายท่านได้ให้ความหมายของภาวะผู้นำ ซึ่งได้รวบรวมสรุป ได้ดังนี้ผู้นำ พระศรีปริยัติ โมลี (สมชัย กุสลจิตโต) (2557,หน้า 49) ภาวะผู้นำ คือ ศิลปะหรือความสามารถของบุคคลหนึ่งที่จะจูงใจ หรือใช้อิทธิพลต่อบุคคลอื่น ผู้ร่วมงาน หรือผู้ใต้บังคับบัญชา ในสถานการณ์ต่างๆเพื่อปฏิบัติการและ อำนวยการ โดยใช้กระบวนการสื่อความหมายหรือการติดต่อกันและกันให้ร่วมใจกับตนดำเนินการ จนกระทั่งบรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่กำหนดไว้การดำเนินการจะเป็นไปในทางดีหรือ ชั่วก็ได้ กิติ ตยัคคานนท์ (2560,หน้า 11) ภาวะผู้นำ คือ ศิลปะในการชักจูงผู้ใต้บังคับบัญชาให้ปฏิบัติหน้าที่ อย่างเต็มใจ เต็มความสามารถและกระตือรือร้นหรือภาวะผู้นำ คือผู้นำเป็นแบบอย่างและมีความสามารถ พิเศษ แสดงบทบาทในการสั่งการและออกคำสั่ง ที่มีอิทธิพลต่อบุคคลอื่น ราล์ฟ เอ็ม. สต๊อกดิลล์ (Ralph M. Stogdill) ได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับภาวะผู้นำไว้ (Ralph M. Stogdill,สัญญา เคณาภูมิ ผู้แปล( 2559, หน้า 34) ดังนี้ 1) Greatman Theory ทฤษฎีนี้เชื่อว่า ลักษณะภาวะผู้นำได้เกิดมาแต่กำเนิด 2) Environment Theory ทฤษฎีนี้ก็มีความเชื่อว่าลักษณะภาวะผู้นำนั้นเกิดจาก สภาพแวดล้อม เวลา สถานที่และโอกาส 3) Personal Situation Theory ทฤษฎีนี้เชื่อในแง่ที่ว่าภาวะผู้นำนั้นนอกจากสถานการณ์และสภาวะแวดล้อม แล้ว ยังมีความสามารถเฉพาะตัวเป็นส่วนประกอบด้วย ดังนั้นผู้นำจึงต้องเป็นผู้ที่มีความเฉลียวฉลาด มี ความสามารถ นอกจากนี้ ยังต้องมีเพื่อนร่วมงานที่ดีด้วย 4) Interaction Expectation Theory ทฤษฎีนี้ได้ให้
71 ความสำคัญกับปัจจัย 3 ประการ คือ การกระทำ (Action) การมีปฏิสัมพันธ์ (Interaction) และเจตคติ (Sentiment) โดยที่มีความเชื่อว่า ผู้ที่จะเป็นผู้นำได้นั้นจะต้องมีความสามารถในการกระทำมีมนุษยสัมพันธ์ และมีการควบคุมทางใจที่ดี มีความเหมาะสมกับเหตุการณ์จากการศึกษาแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง สรุปได้ว่าภาวะผู้นำเกิดขึ้นได้ทั้งทางพันธุกรรม หรือ สัญชาตญาณ (Instinct) และสถานการณ์ เวลา โอกาส สภาพแวดล้อมทางสังคม ภาวะผู้นำนั้น ทั้งศาสตร์เป็นทั้งศิลปะสำหรับบริหารจัดการและเป็น จุดศูนย์กลางของพฤติกรรม คือ ใช้อำนาจ อิทธิพล ตามบทบาทหน้าที่ เพื่อให้บรรลุความสำเร็จ จิตวิญญาณ จิตวิญญาณ หมายถึง มิติที่สูงส่งของจิต จิตในระนาบธรรมดาทั้งคน และสัตว์ หมายถึงความรู้สึก สุขทุกข์ ชอบชัง จำได้หมายรู้ นึกคิด แต่จิตหมายถึงความรู้สึกนึกคิด แต่จิตวิญญาณหมายถึงมิติที่สูงส่ง ของจิต หรือการที่มีจิตใจสูง ความดี กุศล บุญ คุณค่า หรือจิตที่เจริญ จิตที่หลุดพ้น จิตที่เห็นแก่ตัวน้อย จิตเข้าถึงสิ่งสูงสุด ในทางพุทธ จิตวิญญาณ หมายถึง ปัญญา จิตวิญญาณเป็น มิติที่ทำให้มนุษย์ต่างจาก สัตว์ สัตว์ไม่มีบุญไม่มีบาป ทำอะไรก็ถือว่าทำไปตามธรรมชาติของสัตว์ หรือ ตามสัญชาตญาณ แต่มนุษย์ มีบุญมีบาปมีดีมีชั่วความดี หรือความมีจิตใจสูง คำว่ามนุษย์มาจากคำว่าจิตสูง จิตวิญญาณ หรือความดี จึงเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่ต่างจากสัตว์ มนุษยธรรมคือธรรมชาติแห่งความเป็นมนุษย์อันต่างจากสัตว์ ความเป็นมนุษย์จึงอยู่ที่การมีมนุษยธรรม แต่จิตของสัตว์ที่เรียกว่าคน เมื่อเอาระดับของจิตวิญญาณ เข้ามา จับต่างกันได้ราวฟ้าจรดดิน ตั้งแต่จิตใจมหาโจรจนถึงจิตของพระพุทธเจ้า หรือของพระเยซูคริสต์ หรือของ พระมะหะหมัด คนที่จิตวิญญาณต่ำก็จะใกล้เคียงกับสัตว์ หรือเลวร้ายกว่าสัตว์ เพราะสัตว์ทำไปตาม ธรรมชาติของสัตว์ มีความเห็นแก่ตัว ระดับต่ำตามความจำเป็นของร่างกาย แต่คนมีเจตนา และความ สามารถในการทำเจตนาได้มากกว่าสัตว์ ฉะนั้นคนที่มีจิตใจต่ำ จึงทำอันตรายต่อคนอื่น และสรรพสิ่งได้ มากกว่าสัตว์ แม้ความเห็นแก่ตัวจะเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งของคน แต่ไม่ใช่ธรรมชาติอย่างเดียว มนุษย์ ไม่ได้เห็นแก่ตัวตลอดเวลา และมนุษย์สามารถพัฒนาจิตให้สูงจน แม้หลุดพ้นจาก ความเห็นแก่โดยสิ้นเชิง สามารถออกจากความคับแคบในตัวเอง (self transcending) เป็นจิตที่เลยตัวออกไป ระดับของความเป็น มนุษย์ ขึ้นอยู่กับระดับทางจิตวิญญาณ ภาวะผู้นำทางจิตวิญญาณ (ผู้นำทางศาสนา) (Spiritual Leadership) การให้ความหมายของจิตวิญญาณมีอย่างหลากหลายตามมุมมองและทรรศนะ ยกตัวอย่างเช่น ในทางศาสนา "จิตวิญญาณ" แยกออกเป็นสองส่วน ส่วนแรก จิต หรือ Soul หมายถึง การเป็นมนุษย์ (Human Being) ส่วน วิญญาณ หรือ Spirit หมายถึง การรับรู้ที่เกี่ยวกับพระเจ้าในรูปแบบของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับสิ่งดีๆ ที่เข้ามาช่วยในยามที่มนุษย์ประสบความยากลำบากส่วนในพระพุทธศาสนาให้ ความหมายของคำว่า จิต หมายถึง จิตใจ วิญญาณ และมโน ส่วนคำว่าวิญญาณ หมายถึง วิญญาณใน ขันธ์ 5 ที่ก่อเกิดจากตากับรูป ประจวบกันเกิดความรู้ คือ เห็นรูปขึ้นก็เรียกว่า จักขุวิญญาณ รู้ทางตา ส่วน ความหมายทางวิชาการ หมายถึง มิติหรือภาวะของการมีจิตใจ
72 สูงเป็นจิตที่เห็นแก่ตัวน้อย นอกจากนี้ "จิตวิญญาณ" ยังอาจหมายถึง ประสบการณ์ที่ซับช้อนของมนุษย์ประกอบด้วย 3 ด้าน คือ ด้าน สติปัญญา (Cognitive) ด้านประสบการณ์และอารมณ์ (Experience and Emotion) และด้านพฤติกรรม (Behavior) ได้แก่ สิ่งที่บุคคลแสดง ออกมาจากความเชื่อทางจิตวิญญาณของแต่ละคน ในสภาวะการรับรู้ ด้านดี เชิงบวก สูงส่ง ที่อยู่ภายในจิตใจของมนุษย์ โดยจะแสดง ออกมาในด้านการใช้สติปัญญาประสบการณ์ อารมณ์ และการ กระทำเพื่อให้บรรลุผลสำเร็จตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ ซึ่งสอดคล้องกับ แนวคิดของนักวิชาการหลายๆท่านดังนี้ พัชนี สมกำลัง และยุทธชัย ไชยสิทธิ์ (2555, หน้า 16-25) ได้ร่วมกันนิยามภาวะผู้นำเชิงจิต วิญญาณไว้ว่า เป็นลักษณะของบุคคลที่ดำเนินชีวิตอยู่บนพื้นฐานความเชื่อ ความศรัทธาต่อสิ่งใด สิ่งหนึ่ง อย่างมั่นคง มีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งที่ตนยึดเหนี่ยวศรัทธาจนกระทั่งสัมผัสถึงจิตวิญญาณบริสุทธิ์ที่กระตุ้นเร้า ภายในจิตใจ ซึ่งได้แก่ ความรักการให้อภัย สันติสุขความอ่อนน้อมถ่อมตน เป็นต้นและดำเนินชีวิตตามจิต วิญญาณบริสุทธิ์นั้นส่งผลให้บุคคลนั้นๆ เข้าใจความจริงแท้ของชีวิตอย่างลึกซึ้งมีแรงบันดาลใจเพื่อ ประโยชน์สุขของส่วนรวม ซึ่งพระรัตนากรณ์วิสุทธิ์ (มณีรัตน์ ติกฺขวีโร) รองเจ้าคณะจังหวัดสกลนคร ถือว่า เป็นบุคลคล ที่มีความสำคัญ เป็นแบบอย่างของผู้ที่มีภาวะผู้นำทางจิตวิญญาณ โดย พระรัตนากรณ์วิสุทธิ์ (มณีรัตน์ ติกฺขวีโร) เดิมชื่อ มณีรัตน์ นามสกุล เพริศแก้ว เกิดเมื่อวันที่ 24 เดือน ธันวาคม พ.ศ. 2509 บิดาชื่อ นายประทวน มารดา นางสี บ้านเลขที่ 20 หมู่ที่ 2 บ้านอากาศ ตำบลอากาศ อำเภออากาศ อำนวย จังหวัดสกลนคร บรรพชา และอุปสมบทเป็นพระ เมื่อ วันที่ 17 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2530 วัด กลาง บ้านอากาศ ตำบลอากาศ อำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร โดยมีพระอุปัชฌาย์คือ พระครู วุฒิธรรมานุยุต วัดกลาง พระกรรมวาจาจารย์ พระสไกร ปญฺญาวโร วัดอุปมุง พระอนุสาวนาจารย์ พระ คิ้วคม เขมธมฺโม วัดกลาง ตำบลอากาศ อำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร ด้านวิทยฐานะ พ.ศ. 2530 สำเร็จชั้น ป.ว.ส. โรงเรียน เทคโน ฯ เกษตรสกลนคร พ.ศ. 2535 สอบไล่ได้ นักธรรมชั้นเอก สำนักเรียน คณะจังหวัดสกลนคร วัดสระแก้ว ตำบลวาใหญ่ อำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร พ.ศ. 2537 สอบไล่ได้ ป.ธ.1-2 สำนักเรียนคณะจังหวัดสกลนคร วัดทุ่ง ตำบลอากาศ อำเภออากาศอำนวย จังหวัด สกลนคร การศึกษาพิเศษ อ่านและเขียนอักษรไทน้อย อักษรธรรมและอักษรขอมโบราณได้ ความ ชำนาญการ ด้านการพิมพ์ดีด นวกรรม ควบคุมการก่อสร้าง งานปกครอง พ.ศ. 2531 เป็น เลขานุการเจ้า คณะอำเภออากาศอำนวย ตำบลอากาศ อำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร พ.ศ. 2533 เป็น ผู้ รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดทุ่ง ตำบลอากาศ อำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร พ.ศ. 2534 เป็น เจ้าอาวาสวัดทุ่ง ตำบลอากาศ อำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร พ.ศ. 2535 เป็น ผู้รักษาการแทน เจ้าคณะตำบลอากาศ เขต 1 ตำบลอากาศ อำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร พ.ศ. 2536 เป็น เจ้า คณะตำบลอากาศ เขต 1 ตำบลอากาศ อำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร พ.ศ. 2547 เป็น รองเจ้า
73 คณะอำเภออากาศอำนวย ตำบลอากาศ อำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร พ.ศ. 2557 เป็น เจ้า คณะอำเภอพรรณานิคม อำเภอพรรณนานิคม จังหวัดสกลนคร พ.ศ. 2557 เป็นรองเจ้าคณะจังหวัด สกลนคร จังหวัดสกลนคร งานด้านการศึกษา พ.ศ. 2534 เป็น เจ้าสำนักศาสนศึกษาวัดทุ่ง พ.ศ. 2535 เป็น ผู้จัดการโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษาวัดทุ่ง พ.ศ. 2536 เป็น ครูสอนพระปริยัติ ธรรมแผนกสามัญศึกษาวัดทุ่ง พ.ศ. 2546 เป็น รองประธานกรรมการบริหารโรงเรียนปริยัติธรรม แผนก สามัญศึกษา จังหวัดสกลนคร พ.ศ. 2546 เป็นคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานโรงเรียนบ้านอากาศ พ.ศ. 2546 เป็น คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานโรงเรียนอากาศอำนวยศึกษา พ.ศ. 2564 เป็น กรรมการตรวจข้อสอบธรรมสนามหลวง ณ วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร ตำบลธาตุเชิงชุม อำเภอเมือง สกลนคร พ.ศ. 2565 เป็นกรรมการตรวจข้อสอบธรรมสนามหลวง ณ วัดโพธิ์ชัย ตำบลในเมือง อำเภอ เมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย พ.ศ. 2566 เป็นกรรมการตรวจข้อสอบธรรมสนามหลวง ณ วัดเซกาเจติยาราม อำเภอเซกา จังหวัดบึงกาฬ พระรัตนากรวิสุทธิ์ หรือที่ประชาชน โดยทั่วไป เรียกท่านว่า เจ้าคุณหนุ่ย ชีวิตในวัย เด็กของท่านเป็นผู้ชอบ ในเรื่องของการศึกษา เป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะ เกี่ยวกับสมุนไพร ตำรา ยาโบราณ และอักษรธรรม การดูดวงชะตา การ ประกอบพิธีกรรมต่างๆที่เกี่ยวเนื่องในทาง พระพุทธศาสนา โดยมีปู่ของท่าน เป็นครูคน สำคัญ โดยท่านได้เป็น หมอสูตร หรือผู้ประกอบ พิธี ตั้งแต่อายุ 13 ปี เรียกได้ว่าเป็นผู้มีวิชา ความรู้ตั้งแต่อายุ ยังน้อยทั่งที่ยังไม่ได้บวชในพระพุทธศาสนา เมื่อครบอายุบวช ได้อุปสมบทเป็นพระสงฆ์ ในทางพระพุทธศาสนา ได้เจริญรุ่งเรืองในพระพุทธศาสนา มาจนถึงปัจจุบัน จากการได้เข้ากราบพระ รัตนากรวิสุทธิ์ เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2567 ท่านมีลักษณะของการเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ ซึ่งผู้คนสัมผัส ได้จากพฤติกรรม หรือการกระทำ จึงมีคำถามว่า การเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณทางศาสนา สัมผัสได้จาก การกระทำแบบใด ตีความว่า สัมผัสได้ จากการกระทำที่สะท้อนความมีจิตใจสูง เป็นผู้มีพรหมวิหารธรรม ความเป็นผู้มีเมตตา เป็นที่กล่าวถึงเสมอ ว่าท่านนั้นเป็นผู้มีเมตตาธรรม ให้แก่คนทุกหมู่เหล่า ไม่ว่าจะยากดี มีจน เท่าเทียมกันทั้งหมด ความเป็นผู้มีกรุณา ตั้งแต่บวชพรรษาแรกท่านได้ริเริ่มในการตั้งโรงเรียนพระ ปริยัติธรรม แผนกสามัญ เพื่อเป็นสถานที่ให้การศึกษา แก่สามเณร ที่ผู้ปกครองเป็นผู้ยากไร้ ได้นำ ลูกหลานมาฝากบวชเรียน ในสำนักของท่าน ความเป็นผู้มีมุทิตาจิต เมื่อศิษย์ทั้งหลายทั้งที่เป็นฆราวาสและ บรรพชิต ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน ท่านพร้อมสนับสนุนและยกย่องเชิดชู ความเป็นผู้มีอุเบกขา สังเกตได้การที่ท่านนั้น มีความอุตสาหะเพื่อการพัฒนา คณะสงฆ์ เสียสละเพื่อส่วนรวม จนในบางครั้ง ก็มี ทั้งผู้สรรเสริญและนินทา ซึ่งท่านก็บอกว่าเป็นเรื่องธรรมดาของโลก ต้องมีจิตปล่อยวาง จากการศึกษา
74 ทฤษฎีภาวะผู้นำเชิงจิตวิญญาณ ของฟราย (Fry, 2003) องค์ประกอบของภาวะผู้นำทางจิตวิญญาณ สิ่งที่ สามารถมองเห็น ในตัวท่าน คือ 1) ความสามารถในการสร้างความน่าเชื่อถือ ท่านได้กล่าวว่า “คนเราจะมี ความน่าเชื่อถือ ก็เพราะมีความรู้ ไม่ใช่การไปบอกว่าตัวเองเป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ แต่คือการที่เราศึกษาในเรื่อง ต่างๆอย่างถ่องแท้” เช่นในเรื่องของอักขระไทยน้อย ซึ่งเป็นอักษรที่จารึกใบลานต่างๆท่านมีความเชี่ยวชาญ จนแม้แต่มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร ก็ยังมากราบอาราธนา ให้ไปเป็นวิทยากรแก่นักศึกษาเพื่อให้ความรู้ และในเรื่องประเพณีต่างๆที่มีมาแต่โบราณท่านได้เป็นผู้นำพาให้ทั้งพระสงฆ์ และชุมชนร่วมกันในการจัด กิจกรรม เช่น จุลกฐิน การเอาบุญตูบ ไหว้พระธาตุเมืองอากาศ 2) ในเรื่องความศรัทธาโดยฐานะที่ผู้นำทาง ศาสนา ท่านกล่าวให้ฟังว่าก่อนจะอุปสมบทเป็นพระ ต้องไปเกณฑ์ทหาร ได้ขอพรไว้ว่าหากไม่ติดทหารจะ บวชเป็นเวลา 1 พรรษา ซึ่งก็เป็นไปตามที่ท่านตั้งใจไว้ จนได้เข้ามาอุปสมบทเป็นพระได้ศึกษาพระธรรมวินัย และได้ไปศึกษาหาความรู้จากพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีหลายท่าน จนมีจิตตั้งมั่นในพระรัตนตรัย และปฏิบัติตาม คำสอนของพระพุทธองค์ และนำมาเป็นแบบอย่างให้แก่ พุทธศาสนิกชน โดยท่าน กล่าวว่าส่วนใหญ่คน ที่มาหาพระล้วนแล้วแต่มีความทุกข์ ไม่เรื่องใดก็เรื่องหนึ่ง ฉะนั้นเราก็เหมือนหมอ มีหน้าที่รักษา ในส่วนที่ เป็นเรื่องของจิตใจ เขาอยาก สะเดาะเคราะห์ ดูฤกษ์ยาม ดวงชะตา ก็อนุเคราะห์ให้ แต่สุดท้ายแล้วคือการ ให้ข้อคิดการให้ธรรมะ ให้เขานำไปพิจารณาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต 3) วิสัยทัศน์ ดังที่ได้กล่าวไป แล้วข้างต้นว่า ท่านบวชเข้ามาก็เริ่มสร้างโรงเรียน เพื่อเป็นที่ศึกษาให้แก่ผู้ด้อยโอกาส และสร้างพระธาตุ เมืองอากาศขึ้น กลายมาเป็นแลนด์มาค สำคัญของอำเภออากาศอำนวยและนำพระบรมสารีริกธาตุบรรจุ ไว้ ให้เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวอากาศอำนวยและใกล้เคียง 4) การสร้างแรงจูงใจการกระตุ้นจิตสำนึก หลังจากที่ท่านได้วางระบบ ต่างๆทั้งด้านการบริหารจัดการในวัดและวัฒนธรรมประเพณี ท่านมีวิธีการ สร้างผู้นำในองค์กร สร้างแรงจูงใจ โดยสอนให้ ในครั้งแรก และให้โอกาส ในการปฏิบัติในครั้งต่อๆไป จน แม้ท่านไม่ได้อยู่ งานต่างๆ ก็สามารถดำเนินต่อไปได้ด้วยดี จนท่านกลายเป็นสัญลักษณ์ ให้ระลึกถึง บทสรุป ภาวะผู้นำทางจิตวิญญาณ คือบุคคลที่พร้อมที่จะเสียสละเพื่อผู้อื่น เป็นตัวแทนของความ ดีงาม และแบบอย่างในการยกระดับจิตวิญญาณ สู่คุณค่าสูงสุดของความเป็นมนุษย์ พระรัตนากรวิสุทธิ์ (เจ้าคุณหนุ่ย) เป็นผู้ที่อุทิศตนเพื่อผู้อื่น และสร้างแรงกระตุ้นได้อย่างกว้างขวาง โดยใช้หลักธรรมทาง พระพุทธศาสนา มาเป็นแนวทาง ดั่งปรัชญาที่กล่าวว่า"พหูนํ ปณฺฑิโต ชีเว" ผู้มีปัญญาพึงเป็นอยู่เพื่อ มหาชน จนสามารถกล่าวได้ว่าท่าน เป็นผู้ทีมีภาวะผู้นำทางจิตวิญญาณ
75 เอกสารอ้างอิง กิติ ตยัคคานนท์. (2550). เทคนิคการสร้างภาวะผู้นำ. กรุงเทพฯ: เชษฐการพิมพ์. พัชนี สมกำลัง และยุทธชัย ไชยสิทธิ์. (2555). แนวคิดความเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ: การประยุกต์ใช้ใน วิชาชีพพยาบาล. วารสารสภาการพยาบาล, 27(4), 16-25. พระศรีปริยัติโมลี (สมชัย กุสลจิตฺโต). (2558). สงฆ์ผู้นำสังคม. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราช วิทยาลัย. Fry, L.W. (2003). Toward a theory of ethical and spiritual leadership. The leadership Quarterly, 14, 693-727. Ralph M. Stogdill.(1967).Personal Factor Associated with Leaderpship Survey of Literature in leadership.Marryland Penguin Books.
76 ภาวะผู้นำครูจิตอาสา (Voluntary Teacher Leadership) นายเฉลิมศักดิ์ ธรรมเรืองฤทธิ์ โดย นางสาวพิมพิลา อำนาจ นักศึกษาหลักสูตรครุศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา รุ่น 17 มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
77 ภาวะผู้นำครูจิตอาสา (Voluntary Teacher Leadership) นางสาวพิมพิลา อำนาจ หลักสูตรครุศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา รุ่น 17 มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร ภายใต้การเปลี่ยนแปลงของโลกในปัจจุบัน อันเนื่องมาจากกระแสทุนนิยมและความ ก้าวหน้าของเทคโนโลยี ทำให้ประเทศไทยต้องเร่งพัฒนาให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง และสามารถแข่งขันกับ นานาประเทศได้ภายใต้สภาวการณ์ดังกล่าว ด้านหนึ่งส่งผลกระทบวิถีชีวิตของคนไทยให้เปลี่ยนแปลงไป ด้วย เช่น มีค่านิยมทางวัตถุสูงขึ้น เกิดการเอารัดเอาเปรียบซึ่งกันและกัน มุ่งแสวงหาผลประโยชน์ให้กับ ตนเองมากกว่าส่วนรวม และขาดคุณธรรมจริยธรรม ฯลฯ การปลูกฝัง ส่งเสริม หรือพัฒนาจิตอาสาและ จิตสำนึกสาธารณะจะช่วยให้บุคคลคำนึงถึงประโยชน์ของส่วนรวมมากกว่าส่วนตน รวมถึงการใช้และการ รักษาสิ่งของที่เป็นของส่วนรวมในหลายระดับ ตั้งระดับครอบครัว ชุมชน และสังคมอีกด้วย สังคมอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน มีคุณธรรมนำความรู้เท่าทันโลก ครอบครัวอบอุ่น ชุมชนเข้มแข็ง สันติสุข เศรษฐกิจมีคุณธรรม เสถียรภาพ และเป็นธรรม จิตอาสาเป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญในส่วนตัวของ บุคคลที่จะทำให้มีจิตสาธารณะ ทุกคนคำนึงถึงสาธารณะซึ่งอยู่เหนือความเป็นส่วนตัว มากกว่าการคิดถึง ความเป็นธุรกิจ การทำถูกทำชอบ ได้ชื่อว่าทำความดีเพราะเห็นคุณค่าของความดี จิตอาสาทำให้ทุกคนใน สังคมสามารถอยู่ร่วมกันได้ เป็นสังคมที่มีการให้และแบ่งปันซึ่งกันและกัน คำนึงถึงประโยชน์ของส่วนรวม เป็นที่ตั้ง ซึ่งต้องขับเคลื่อนทั้งระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กวัยเรียน เพราะจิตอาสาและจิตสาธารณะเป็น คุณลักษณะอันพึงประสงค์อย่างหนึ่งที่จะต้องปลูกฝังอย่างต่อเนื่อง ดังสุภาษิตที่ว่า "ไม้อ่อนดัดง่ายไม้แก่ดัด ยาก" วิชัย วงษ์ใหญ่. (2555, หน้า 233) จิตอาสาเป็นส่วนหนึ่งของสังคมแห่งการแบ่งปัน จึงควรปลูกฝัง ให้กับเยาวชนมีจิตอาสา ซึ่งเป็นช่องทางในการพัฒนาและยกระดับจิตใจให้เยาชนคนรุ่นใหม่มีความเข้าใจ เอื้อเฟื้อ หันมาทำกิจกรรมเพื่อสังคมมากขึ้น เพราะงานจิตอาสาเป็นสิ่งที่ทำให้เยาวชนเข้าใจในตัวเองและ สังคมเพิ่มมากขึ้น ในปัจจุบันปัญหาสังคมเริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้น ทั้งทางครอบครัวชุมชน และสังคม ดังนั้นเราควรหันมาใสใจ ปลูกฝังสร้างจิตสำนึกให้กับเยาวชน หากไม่ใส่ใจในการสร้างจิตสำนึกและแก้ไขให้
78 ทันท่วงที สังคมก็จะตกอยู่ภายใต้ความวุ่นวายต่อๆไปในอนาคต แต่ถ้าเราปลูกฝังสร้างจิตสำนึก สร้างจิต สาธารณะให้เกิดขึ้นในหมู่เยาชนได้มากเท่าไร สังคมแห่งการแบ่งปันก็จะเอื้ออาทรมากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ เป็น การสร้างคุณลักษณะให้มีผลดีต่อสังคมในอนาคต (เอก เอกสกุล, 2555, บทคัดย่อ) จากความสำคัญของการมีจิตอาสาสามารถปลูกฝัง ส่งเสริมหรือพัฒนาให้เด็กมีจิตสำนึกด้วย วิธีการต่างๆ ซึ่งจะทำให้เด็กมีจิตใจที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมก่อนประโยชน์ส่วนตนทั้งยังอาสาดูแล รับผิดชอบสมบัติส่วนรวม มีการใช้สมบัติส่วนรวมอย่างเห็นคุณค่าและทะนุถนอม รู้จักการแบ่งปันโอกาส ในการใช้ของส่วนรวมให้ผู้อื่น ดังนั้นเมื่อเจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่ปัญหาเรื่องการเอารัดเอาเปรียบคนอื่น ปัญหาการทำลายสาธารณะสมบัติต่างๆ จะลดลง นอกจากนี้การเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน และประโยชน์ พวกพ้องก็จะลดน้อยลงจนนำมาสู่สังคม ประเทศชาติที่พัฒนาดีขึ้น แล้วก็ยังมีทำให้บุคคลที่มีจิตอาสานั้นมี ความสุขในชีวิต แนวความคิดของภาวะผู้นำครูจิตอาสา จิตอาสา หมายถึง ความสำนึกของบุคคลที่มีต่อส่วนรวม เป็นจิตที่เป็นผู้ให้ คิดดี คิดทางบวกมี ความหวังดีต่อผู้อื่น เป็นความสมัครใจ เต็มใจ ตั้งใจทำ อยากช่วยเหลือ โดยไม่หวังผลตอบแทนและส่งผล ให้เกิดความสุขทางจิตใจ ผู้ที่มีจิตสาธารณะจะแสดงพฤติกรรมที่อาสาทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม การงด เว้นการกระทำที่จะส่งผลให้เกิดความชำรุดเสียหาย การมีส่วนร่วมดูแลรักษาและเคารพสิทธิของบุคคลอื่น ในการใช้ทรัพย์สินส่วนรวม "จิต" (mind) หมายถึง ใจ สิ่งที่มีหน้าที่ รู้ คิดและนึก "จิตสำนึก" (consciousness) หมายถึง เป็นภาวะที่จิตตื่นและรู้ตัว รู้ว่าทำอะไร อยู่ที่ไหน เป็น อย่างไร สามารถตอบสนอง ต่อสิ่งเว้าจากประสาทสัมผัสทั้ง 5 คือ รูป เสียง กลิ่น รส และสิ่งที่สัมผัสได้ ด้วยกาย "อาสา" (service , volunteer) หมายถึง การเสนอตัวเข้ารับทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ ซึ่งอาจเป็น ประโยชน์ต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือเป็นประโยชน์ต่อส่วนร่วมก็ได้ "สาธารณะ" (public) หมายถึง ทั่วไป เป็นของกลางสำหรับส่วนรวม การแสดงออกเพื่อสังคม ส่วนรวม เป็นการบริการชุมชน ทำประโยชน์เพื่อสังคม ถ้าใช้ของก็จะใช้ประโยชน์ร่วมกัน ความสำคัญของภาวะผู้นำครูจิตอาสา 1. ทำให้บุคคลมีความคิดขั้นสูงช่วยยกระดับจิตใจที่เปี่ยมไปด้วยเมตตา เพราะจิตอาสามุ่งเน้น การให้มากกว่าการรับ ทำให้ได้พบความสุขที่เกิดจากการให้ ซึ่งเป็นความสุขที่มีคุณค่ากว่าความสุขที่เกิด จากการได้รับ
79 2. บุคคลที่มีจิตอาสาย่อมเป็นที่รักใคร่ของบุคคลรอบข้าง เพราะมองเห็นคุณค่าในความดีที่มี อยู่ในบุคคลนั้น มากกว่ามูลค่าของทรัพย์สินใดๆ นอกจากนี้ยังเป็นการผูกมิตรแท้ได้อย่างยั่งยืน 3. ทำให้สังคมมีการแบ่งปัน การช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ร่วมมือกันดูแลรักษาสิ่งของ สาธารณะเพื่อการใช้ประโยชน์ร่วมกัน รวมทั้งสิ่งแวดล้อมรอบตัว 4. ทำให้สังคมน่าอยู่และเป็นสังคมคุณภาพที่ทุกคนสามารถอยู่ร่วมกันได้ พึ่งพาอาศัยซึ่งกัน และกัน ซึ่งบุคคลที่มีภาวะผู้นำครูจิตอาสาที่กล่าวมา คือ นายเฉลิมศักดิ์ ธรรมเรืองฤทธิ์ใช้ภาวะผู้นำสู่ ความสำเร็จสามารถสรุปเป็นประเด็นต่าง ๆ ได้ดังนี้ (สัมภาษณ์, 18 มีนาคม 2567) นายเฉลิมศักดิ์ ธรรมเรืองฤทธิ์เกิดเมื่อวันที่ 9 เดือน พฤษภาคม พ.ศ. 2506 ผู้จัดตั้งชมรม ศิลปะเด็ดบ้านศิลป์ไทย บ้านเลขที่ 124 หมู่ 3 บ้านทุ่ม ต.น้ำโมง อ.ท่าบ่อ จ.หนองคาย ปัจจุบันทำงาน หน้าที่ช่างศิลป์ โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ จบปริญญาตรีครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาเอก ศิลปศึกษา วิชาโทอนุบาล จากวิทยาลัยครูอุดรธานี พ.ศ. 2529 มีประสบการณ์สอนในการสอนศิลปะเด็ก มากกว่า 30 ปี อบรมครูสอนศิลปะมากกว่า 3,000 คน จัดกิจกรรมในโรงเรียนมากกว่า 400 โรงเรียน รับ จัดกิจกรรมการสอนศิลปะเด็กทุกหน่วยงานที่สนใจ ปัจจุบันเปิดสอนศิลปะที่หนองคายและอุดรธานีในวัน เสาร์ อาทิตย์ ลูกศิษย์ได้รับรางวัลทั้งในและต่างประเทศมากกว่า 3,000 รางวัล ทั้งรางวัลชมเชยไปถึง รางวัลสูงสุด เป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถในด้านศิลปะการวาดภาพโดยได้เปิดโรงเรียนสอนวาดภาพ สำหรับเด็กและเยาวชนชื่อว่า บ้านศิลป์ไทย และสอนเด็กในชุมชนโดยไม่คิดค่าเรียน ผลงานเชิดชูเกียรติ · โล่พระราชทาน รางวัลเกียรติคุณน้ำใจงาม / เข็มน้ำใจงามจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง · รางวัล "คนดีศรีหนองคาย" (2ครั้ง) · รางวัล "ศิลปินร่วมสมัย" จากสำนักงานศิลปวัฒนธรรมผู้มีผลงานดีเด่น ด้านทัศนศิลป์จาก สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ
80 *รางวัล "ศิษย์เก่าดีเด่น" จากมหาวิทยาลัยราชกัฏอุดรธานี · รางวัล "คนดีแทนคุณแผ่นดิน" จาก บ.เนชั่นมัลติมิเดียกรุ๊ปจำกัด(มหาชน) โดยองคมนตรี · รางวัล "คนไทยหัวใจสิงห์" จาก บ.สิงห์คอร์เปอร์เรชั่นและหนังสือพิมพ์ข่าวสด" * ***รางวัล "ข้าราชการพลเรือนดีเด่น" (ครุฑทองคำ)*** · ออกรายการ "ทุ่งแสงตะวัน" (2ครั้ง) · ออกรายการ "คนไทยวันนี้" · ออกรายการ "ฟ้าใสน้ำใจงาม" · ออกรายการ "บันทึกทรู บันทึกคนดี" · ออกรายการ "แทนคุณแผ่นดิน" · ออกรายการ "แสงแห่งปณิธาน" · ออกรายการ "กล่องของขวัญ" ช่อง เวิร์คพอยท์ · ออกรายการ "สะเก็ดข่าว" ช่อง 7 หลายครั้ง · ออกรายการ "นมข่าวเยาวชน" ช่อง NBT นายเฉลิมศักดิ์ ธรรมเรืองฤทธิ์ หรือครูแดง บ้านศิลป์ไทย ได้น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ พอเพียงมาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการ โดยมีการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนบูรณาการศิลปะกับ ชีวิตเศรษฐกิจพอเพียง เพราะวิชาศิลปะเป็นเรื่องของความดี ความงาม ความมีสุนทรียภาพ และนำไปใช้ใน การดำรงชีวิตได้ เมื่อได้นำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มาเป็นความคิดหลักและสอดแทรกเนื้อหา สร้าง แนวทางความคิด จากหลักทฤษฎีให้ลงไปสู่การปฏิบัติที่เป็นของจริง มองเห็นและสัมผัสได้ ตลอดจนช่วย ปรับแนวทางความคิดของนักเรียน ให้อยู่ในบรรยากาศของความงาม ความมีศิลปะ ที่จะทำให้จิตใจ อารมณ์ ความรู้สึกของนักเรียนมีความอ่อนโยน นุ่มนวล มีสติรอบคอบ มีเหตุผลในการทำงาน และมี ความคิดสร้างสรรค์ ในเชิงบวกอยู่ตลอดเวลา เมื่อนักเรียนได้ลงมือเรียนรู้ ได้ปฏิบัติงานจริง มีความรู้ความเข้าใจในหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ พอเพียงและศิลปะแล้ว นักเรียนจะสามารถนำความรู้ไปใช้ในการพัฒนาตนเองได้ทุกเรื่องอย่างเป็น ธรรมชาติ ไม่มีการแบ่งแยกความคิดระหว่างเรื่องวิชาการและในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง นักเรียนจะมีความ ตระหนักในการเรียนรู้ การทำงานและการดำรงชีวิต อยู่ในสังคมด้วยความไม่ประมาท มีความสุขกับการ เรียนรู้ และมีแรงบันดาลใจในการคิด การทำงานอย่างสร้างสรรค์ เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนมีความรู้ความ เข้าใจในหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและนำมาบูรณาการใช้ในการเรียนรู้ การปฏิบัติงานอย่างเป็น รูปธรรม มีการวางแผนการทำงานโดยใช้หลักคิดปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาอธิบายถึงเหตุ และผล ของการทำงานได้
81 ข้อคิดที่ได้จากการสัมภาษณ์ การบริหารจัดการรายจ่ายให้น้อยกว่ารายรับอย่างมีความสุข เงิน คือ ความสุขของคนส่วนใหญ่ แต่บางคนไม่มีเงิน ก็มีความสุขได้ มีเงิน หรือไม่มีเงิน ไม่ สำคัญ ถ้าเรามีแหล่งอาหาร มีน้ำ มีอากาศ ในการดำรงชีวิต อย่างไรก็ตาม เงินก็ยังจำเป็นในการแลกเปลี่ยนอาหาร และสิ่งที่เราต้องการ เงินเก็บ เงินออม หนี้จะเป็นศูนย์ ถ้าเรามีรายได้น้อย ต้องปลูกพืช ปลูกผัก ยึดหลัก “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ตามรอยพ่อ ร.๙ ชีวิตเราจะมีความสุข เอกสารอ้างอิง เฉลิมศักดิ์ ธรรมเรืองฤทธิ์. (2567). ภาวะผู้นำครูจิตอาสา. (สัมภาษณ์ 18 มีนาคม 2567). วิชัย วงษ์ใหญ่. (2555). “จิตอาสา”. สารานุกรมวิชาชีพครู เฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554. กรุงเทพฯ: สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา. หน้า 233 - 237. เอก เอกสกุล. (2555). ความเข้าใจพฤติกรรมจิตอาสาของนักเรียนโรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรี ที่เข้าร่วม กิจกรรมด้านบำเพ็ญประโยชน์[ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก http:/www.pdffactory.com. (18 มีนาคม 2567)
82 ภาวะผู้นำสตรี (Woman Leadership ) รองศาสตราจารย์มาลิณี จุโฑปะมา อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ โดย นางณัฐชลิดา ประกิ่ง นักศึกษาหลักสูตรครุศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา รุ่น 17 มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
83 ภาวะผู้นำสตรี (Woman Leadership ) นางณัฐชลิดา ประกิ่ง นักศึกษาหลักสูตรครุศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา รุ่น 17 มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร “พลังของสตรี คือ พลังงานที่อยู่ระหว่างความแข็งแกร่งกับความอ่อนแอ สตรีนั้นมีคุณลักษณะพิเศษของการบริหารยุคใหม่” (อินทวัชร ลี้จินดา,2555:45-51) ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงในโลกยุคใหม่ที่มีความผันผวน เปราะบาง แตกหักง่าย ( BANI World) ซึ่งยากที่จะคาดเดาได้ ประกอบกับความบอบช้ำจากวิกฤตโรคระบาด Covid-19 ทุก ประเทศ ทุกองค์กรทุ่มเทพลัง และทรัพยากรต่าง ๆ ที่จะนำพาเศรษฐกิจที่ดีให้กลับมาสู่ประเทศชาติในเร็ว วัน ซึ่งภายใต้เมฆหมอกแห่ง “ความท้าทาย” และการฟื้นฟูธุรกิจน้อยใหญ่นี้มีข้อค้นพบที่น่าแปลกใจว่า ประเทศต่าง ๆ ที่มี ผู้นำสตรี เช่น เยอรมนี นิวซีแลนด์ ไต้หวัน นอร์เวย์ เดนมาร์ก ไอซ์แลนด์ หรือแม้แต่ใน มลรัฐต่างๆ ของสหรัฐอเมริกา ที่มีผู้ว่าการมลรัฐเป็นสตรี จะมีมาตรการรับมือ ป้องกัน แก้ปัญหา เยียวยา ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดได้ดีและมีประสิทธิผลที่ดีกว่าประเทศที่มีผู้นำเป็นชายซึ่งจาก ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นนี้ได้ขัดแย้งกับสถานภาพของสังคมในอดีต ที่ถูกตีกรอบด้วยเรื่องเพศที่เชื่อมโยงกับ ความสัมพันธ์ในอำนาจ เชิงระบอบปิตาธิปไตย (Patriarchy) ถูกออกแบบให้เป็นระบบสังคมรูปแบบหนึ่ง ที่ มองว่า “ผู้ชายเป็นใหญ่ ที่ให้เพศชายเป็นผู้กุมอำนาจหลักของสังคมโดยที่ผู้ชายมีโอกาสใช้ความความรู้ ความสามารถของตนให้มีประโยชน์ เช่น ด้านการศึกษาเพื่อเข้าสังคม มีสิทธิแสดงความคิดเห็นทางการ เมือง ทำงานนอกบ้านได้ จนทำให้ผู้ชายมีอำนาจในการใช้พื้นที่สาธารณะได้มากกว่าผู้หญิง ในขณะที่ ผู้หญิงถูกควบคุมด้วยสถาบันของสังคม และถูกมองว่าไม่มีสิทธิเท่าเทียมกับผู้ชายในหลาย ๆ ด้าน อีกทั้ง มักถูกกดขี่ในเรื่องของผลประโยชน์ในสังคม เช่น การกดขี่ทางเพศสภาพ อาทิ ค่าแรง และสวัสดิการ การ ใช้ความรุนแรงที่กระทำต่อผู้หญิงทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ เพียงมองว่าผู้หญิงเป็นเพียงวัตถุทางเพศ เท่านั้น (กฤติญา สุขระบุตร, 2563) สำหรับบทบาทของสตรีในสังคมไทยในปัจจุบันมีเพิ่มมากขึ้น ทั้งในวงการทางสังคม การเมือง การศึกษา โดยมีการพัฒนาความรู้ความสามารถจนเป็นที่ยอมรับมากขึ้นในสังคม เป็นสิ่งที่ ชี้ให้เห็นถึงศักยภาพและบทบาทของสตรี โดยที่สหประชาชาติได้พัฒนาอย่างเป็นระบบ กำหนดให้
84 ปี พ.ศ.2518 มีเป้าหมาย คือต้องการส่งเสริมความเท่าเทียมกันระหว่างบุรุษ และสตรีนอกจากนี้ได้ กำหนดให้ ปีพ.ศ. 2518 - พ.ศ. 2528 เป็นทศวรรษสตรีสากลแห่งสหประชาชาติ (ศูนย์สตรีศึกษา, 2546) และขอให้ประเทศที่เป็นสมาชิกทุกประเทศ จัดตั้งองค์กรสตรีระดับชาติอีกด้วย ต้องยอมรับว่าบทบาท หน้าที่ผู้ชาย และสตรีต่างมีส่วนร่วมแบ่งเบาภาระด้านการงานและครอบครัวถึงแม้ว่าสตรีในสังคมไทยจะ เข้ามามีบทบาทผู้นำทางสังคมได้นั้น ก็ต้องมีการต่อสู้และพิสูจน์ศักยภาพของตนเองอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ สังคมเกิดการยอมรับมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องความรู้ความสามารถในการจัดการทำงาน ระดับการศึกษา เป็นเรื่องที่มีอิทธิพลต่อความก้าวหน้าในอาชีพของการทำงานสตรีมากที่สุด โดยเฉพาะข้าราชการสตรีใน ระดับบริหาร สิ่งที่เป็นปัญหาหรืออุปสรรคในการทำงานคือการขาดความรู้และประสบการณ์ทำงานด้าน การบริหารเช่นกัน ในด้านการบริหารจัดการที่ทำงานในสังคมปัจจุบัน จากที่กล่าวมาข้างต้นผู้เขียนได้ศึกษาเกี่ยวกับองค์ประกอบของภาวะผู้นำสตรี (Woman Leadership) ที่สำคัญมี 4 ประการ (ราตรี ทองศรี,2563:5 ) คือ 1) คุณลักษณะผู้นำที่ดี 2) ผู้นำการเปลี่ยนแปลง 3) การมีวิสัยทัศน์ที่ดี และ 4) การเป็น ตัวอย่างที่ดี ซึ่งวารสาร Harvard Business Review ฉบับเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน 2564 ได้กล่าวว่า “Women Are Better Leaders-Especially in a Crisis” ซึ่งเป็นการสรุปผลรายงานการวิจัยเกี่ยวกับประสิทธิผลของ ภาวะผู้นำเปรียบเทียบระหว่างผู้นำ เพศหญิง และ เพศชาย ในช่วงเวลาวิกฤต Covid-19 ของ Jack Zenger และ Joseph Folkman ผู้เขียนหนังสือชื่อ “How Leaders Accelerate Successful Execution” และเป็น ผู้บริหารระดับสูงของ Zenger/Folkman บริษัทที่ปรึกษาทางด้านการพัฒนาภาวะผู้นำ สรุปประเด็นสำคัญที่ ผู้นำสตรีมีความโดดเด่นกว่าผู้นำชายคือ 1) ด้านกล้าริเริ่มทำในสิ่งใหม่ 2) การเรียนรู้สิ่งใหม่อย่างรวดเร็ว 3) การกระตุ้นและจูงใจผู้อื่น 4) การพัฒนาผู้อื่น 5) การสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่น 6) การสร้าง ความสัมพันธ์กับผู้คน 7) มีพฤติกรรมที่แสดงออกถึงความซื่อสัตย์ ซื่อตรงสูง 8) การสื่อสารที่สร้างความ เข้าใจและทรงพลังสูง 9) เปิดโอกาสสร้างการมีส่วนร่วมในการทำงาน 10) ความสามารถในการนำการ เปลี่ยนแปลง 11)การตัดสินใจที่มีประสิทธิผล 11) การผลักดันให้ได้ผลลัพธ์ และ 12) ค่านิยมที่ยอมรับความ แตกต่างหลากหลาย จากความสำคัญของบทบาท อำนาจหน้าที่และภาวะความเป็นผู้นำสตรีดังกล่าวข้างต้นผู้เขียน ได้รับโอกาสจากมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ให้สัมภาษณ์ รองศาสตราจารย์มาลิณี จุโฑปามะ อธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ซึ่งท่านมีภาวะความเป็นผู้นำสตรีที่มีความโดดเด่นและมีผลงานเชิงประจักษ์ ดังต่อไปนี้
85 ผู้นำสตรีที่โดดเด่น (Woman Leadership) รองศาสตราจารย์มาลิณี จุโฑปะมา อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ประวัติพอสังเขป: รศ.มาลิณี จุโฑปะมา อธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ เกิดเมื่อวันที่ 27 ส.ค. 2495 เป็นชาว จ.เพชรบุรี เริ่มรับราชการครั้งแรกเมื่อ วันที่ 9 มิ.ย.2520 ในตำแหน่งอาจารย์ 1 ระดับ 3 คณะครุศาสตร์ วิทยาลัยครูบุรีรัมย์ โดยสำเร็จการศึกษา ในระดับปริญญาโท สาขาการแนะแนว (กศ.ม.) จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร และดำรง ตำแหน่งทางวิชาการ เป็นรองศาสตราจารย์ ระดับ 9 กระทั่งเมื่อวันที่ 20 มี.ค. 2556 มีพระบรมราช โองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ เรื่อยมาจนครบวาระ และได้รักษาราชการแทนในตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ กระทั่งมีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ ลง ณ วันที่ 12 ก.ย.2564 แต่งตั้งให้ รศ.มาลิณี จุโฑปะมา เป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ บุรีรัมย์ โดยถือเป็นอธิการบดีคนที่ 9 ของมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ผลงานที่โดดเด่น : อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฎบุรีรัมย์(2564) ประธานที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฎ( ทปอ.มรภ.)(2565) ภาวะผู้นำสตรีของรองศาสตราจารย์มาลิณี จุโฑปะมา จากการสัมภาษณ์ท่านอธิการดีมหาวิทยาลัย ราชภัฏบุรีรัมย์ รศ.มาลิณี จุโฑปะมา ในเชิงการบริหาร สถานศึกษาระดับอุดมศึกษาในฐานะผู้นำองค์กรที่เป็น สตรีนั้นผู้สัมภาษณ์ได้สังเคราะห์และสรุปการสัมภาษณ์ ได้ว่า ในยุคปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว นั้นผู้นำถือว่ามีความสำคัญมากที่สุดที่จะนำพาองค์กรให้ บรรลุซึ่งเป้าหมายที่ตั้งไว้ ในฐานะที่เป็นผู้นำสตรีนั้นท่าน ได้ยึดหลักการทำงานว่า “ถ้าทำถูกต้องวันนี้ พรุ่งนี้ไม่ ต้องกลัวอะไร” และเวลาปฏิบัติงานท่านจะมองข้ามความ เป็นสตรีเพราะยึดหลักว่ามนุษย์ทุกคนมีศักยภาพในการทำงานเท่ากัน เพศเป็นเพียงข้อกำหนดทางสรีระเชิง ชีววิทยาเท่านั้นซึ่งไม่สามารถนำมาเป็นอุปสรรคในการทำงานได้ สำหรับสำเร็จที่ได้รับนั้นได้ใช้หลักการ บริหารที่มีระบบหลักการในภาวะความเป็นผู้นำในทุก ๆ ด้านมาประยุกต์และหลอมรวมแก้ปัญหาในแต่ละ
86 สถานการณ์ เช่น ภาวะผู้นำด้านคุณธรรมจริยธรรม ภาวะผู้นำยุคดิจิทัล ภาวะผู้นำทางวิชาการ ภาวะผู้ ทางการเมือง ภาวะผู้นำเชิงวัฒนธรรม ภาวะผู้นำทางการเรียนการสอน ภาวะผู้นำสตรี ภาวะผู้นำแบบสอน งาน ภาวะผู้นำใฝ่บริการ ภาวะผู้นำทีม ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ ภาวะผู้นำข้ามวัฒนธรรม เป็นต้น โดย ขับเคลื่อนองค์กรด้วยวิธีการสร้างทีมงานที่เข้มแข็ง ให้ความสำคัญแก่ทุกคนในทีม มีระบบการบริหารที่ดี ต้องมีความมั่นใจในประสิทธิภาพในประสบการณ์การทำงานของบุคลากรแต่ละท่านเพราะมีความรอบรู้ เชิงลึกที่ไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ นโยบายหลักในการขับเคลื่อนจากภาวะผู้นำสตรีสู่ความสำเร็จของมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ 1. นโยบายการรับประกันการสำเร็จการศึกษาของนักศึกษาของมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ทั้งใน ประเทศและต่างประเทศ(จีน) โดยใช้เทคนิคกลวิธีในการควบคุมการทำวิทยานิพนธ์ตามมาตรฐานโดยเน้น คุณภาพเป็นหลัก 2. นโยบายการศึกษากับการมีงานทำโดยมีเป้าหมายให้นักศึกษามีทักษะการทำงานโดยร่วมกับ สถานประกอบการต่าง ๆ 3. นโยบาย Skill transcript ทำให้นักศึกษามีต้นทุนที่ดีก่อนจบการศึกษาโดยมีรูปแบบที่ชัดเจน มี คุณภาพระดับสากล 4. นโยบายสนับสนุนการเผยแพร่ผลงานทางวิชาการของคณาจารย์ในมหาวิทยาลัย โดยภายยใต้หลักคุณธรรมนำความซื่อสัตย์ เน้นความคุ้มค่า ความร่วมมือ ความรับผิดชอบ ติดตามการใช้งบประมาณอย่างต่อเนื่อง โปร่งใส ชัดเจนตามระดับ โดยผู้บริหารต้องมีกลยุทธ์และ กระบวนการที่พลิกโฉมกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นโดยยึดหลักประโยชน์ขององค์การเป็นหลักจนได้รับการ ยอมรับที่จริงใจจากผู้ร่วมงาน นำพาองค์กรก้าวสู่ความสำเร็จในที่สุด บทสรุป รองศาสตราจารย์มาลิณี จุโฑปะมา ตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ เป็นผู้นำขององค์กรที่มีภาวะความเป็นผู้นำสตรีที่มี ทักษะการสร้างทีมงานที่เข้มแข็ง มีวิสัยทัศน์การ ทำงานที่กว้างไกลยึดหลักคุณธรรมจริยธรรม ความซื่อสัตย์ นำความคุ้มค่า โปร่งใส ตรวจสอบ ได้ภายใต้กรอบมาตรฐานขององค์กร
87 เอกสารอ้างอิง กานต์ บุญศิริ และพจนารถ พรเจริญวิโรจน์. ภาวะผู้นำกับการเป็นนักบริหารการศึกษามืออาชีพ. เข้าถึงเมื่อ 27 กรกฎาคม 2561, เข้าถึงได้จาก https://tci-thaijo.org/index.php/ JournalGradVRU/article/view/25655/21785 การุณันทน์ รัตนแสนวงษ์.(2555) “ภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรีมหาวิทยาลัยภาครัฐและ ภาคเอกชนในเขตกรุงเทพมหานคร.” วิทยานิพนธ์ปรัชญาดุษฎีบัณฑิตสาขาวิชารัฐ ประศาสนศาสตร์ วิทยาลัยบัณฑิตศึกษาด้านการจัดการมหาวิทยาลัยศรีปทุม. กฤติญา สุขระบุตร.(2563).การศึกษาภาวะผู้นำหญิงในศตรวรรษที่ 21 : กรณีศึกษาผู้นำหญิงใน 3 ประเทศ เยอรมนี นิวซีแลนด์ และไต้หวัน ที่สามารถแก้ไขวิกฤตการระบาดของโวรัส โคโรนา โควิด-19 ในประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ.กรุงเทพฯ:สถาบันพระปกเกล้า. บุญเรือง วิทยากร.(2558). ผู้หญิงกับการทำงาน. กรุงเทพฯ:ศูนย์วัฒนธรรมแรงงาน. ราตรี ทองศรี.(2563).รูปแบบภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรีในโรงเรียนประถมศึกษา. วิทยานิพนธ์ ปรัชญาดุษฎีบัณฑิตสาขาวิชาภาควิชาการบริหารการศึกษา: มหาวิทยาลัยศิลปากร. มาลิณี จุโฑปะมา.(2567). ภาวะผู้นำสตรี. (สัมภาษณ์ 20 มีนาคม 2567).
88 ภาวะผู้นำที่มีความรับผิดชอบสูง (Accountable Leadership) นายสุรพล แก้วอินธิ ผู้ตรวจราชการ กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย โดย นายอัฒนศักดิ์ สิทธิ นักศึกษาหลักสูตรครุศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา รุ่น 17 มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
89 ภาวะผู้นำที่มีความรับผิดชอบสูง (Accountable Leadership) นายอัฒนศักดิ์ สิทธิ นักศึกษาหลักสูตรครุศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาการบริหารการศึกษา รุ่น 17 มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร “ความรับผิดชอบ คือคุณค่าของความเป็นมนุษย์ เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้เรารู้ว่าคน ๆ นั้นเป็นอย่างไร” ความรับผิดชอบสูง คือ สำนึกของการยอมรับและตระหนักถึงผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติตาม บทบาทและหน้าที่ของตนเอง ไม่ว่าผลการปฏิบัติงานนั้นจะดีหรือไม่ดี ประสบความสำเร็จหรือไม่ก็ตาม ความรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่ หมายถึง ความรับผิดชอบที่บุคคลแสดงออกถึงการทำหน้าที่ ของตนเองและงานที่ได้รับมอบหมายด้วยความเอาใจใส่ มีความละเอียด รอบคอบ มีการวางแผน มีความ ขยัน หมั่นเพียร อดทนและมีความกระตือรือร้นในการแก้ไขปัญหา ตรงต่อเวลาไม่ละเลย ทอดทิ้งงานหรือ หลีกเลี่ยงจนกว่างานจะแล้วเสร็จ ยอมรับผลของการกระทำไม่ว่าจะเป็นผลดีหรือผลเสีย พยายามทำน้าที่ ต่างๆอย่างเต็มความสามารถ (สุธิดา พานิชกิจโกศลกุล, 2556, หน้า 12) บทบาทหน้าที่ คือ สิ่งที่ผู้นำต้องยึดถือปฏิบัติ และมุ่งกระทำอย่างเคร่งครัด เพื่อให้สามารถทำ ภารกิจที่ได้รับมอบหมายให้ประสบความสำเร็จ ดังนั้นสิ่งที่เรียกว่าบทบาทหน้าที่จะช่วยย้ำเตือนให้เรา มุ่งมั่นสู่เป้าหมายด้วยความตั้งใจ โดยสิ่งที่กล่าวมาจะเกิดประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อผู้นำได้ปฏิบัติตามบทบาท หน้าที่ด้วยความรับผิดชอบ และความรับผิดชอบ คำนี้คือสิ่งที่จะเป็นเครื่องการันตีว่าผู้นำจะทุ่มเท ทรัพยากรทุกอย่างที่ตนเองมีเพื่อการปฏิบัติภารกิจให้ประสบความสำเร็จ นอกเหนือจากบทบาทเหนือที่ ที่ทำไปด้วยความมุ่งมั่น ตั้งใจ ทุ่มเทอย่างเต็มที่อันเกิดจากความ รับผิดชอบแล้ว เรายังสามารถพบเจอว่าถ้าผู้นำคนใดยึดหลักของความรับผิดชอบสูงเป็นหลักการสำคัญ ของชีวิต เมื่อเกิดเหตุการณ์บางอย่างที่สำคัญกระทบต่อคนจำนวนมาก ผู้นำคนนั้นจะไม่เพิกเฉย หรือทำ ตัวไม่สนใจ แต่จะยืดอกแสดงตัวเข้าจัดการกับสถานการณ์อย่างสุดกำลังความสามารถโดยไม่ต้องรอให้คน อื่นเรียกร้อง ผู้นำที่มีความรับผิดชอบสูงจะไม่เอาแต่โทษคนอื่น ตำหนิหรือต่อว่าคนอื่น ไม่มัวแต่นั่งรำพึง รำพันโทษดวงชะตา และนั่งรอชะตากรรม เรียกง่าย ๆ ว่าไม่มีนิสัยปัดความรับผิดชอบให้คนอื่น ศิริพร พงศ์ ศรีโรจน์ (2540, หน้า 215 – 217) ได้อธิบายถึงภาระหน้าที่ของผู้นำไว้ดังนี้ 1. หน้าที่ความรับผิดชอบต่อ องค์การ ถือว่า เป็นหน้าที่ต้องกระทำในฐานะเป็นผู้นำกลุ่ม ได้แก่ การกำหนดเป้าหมาย การวางแผน การ
90 ติดตามงานอยู่เสมอพบข้อบกพร่องต้องรีบแก้ไขทันทีการเสริมสร้างให้ปริมาณและคุณภาพของงานได้รับ ผลสูงสุด การให้ความเสมอภาคกับผู้มาติดต่อการวางตนเหมาะสมมีกิริยามารยาทเรียบร้อย 2.หน้าที่ต่อผู้ ตามหรือผู้ใต้บังคับบัญชาในฐานะหัวหน้างาน ผู้นำย่อมมีหน้าที่ความรับผิดชอบในงาน 3 ด้าน คือ งาน บริหาร งานปกครอง และงานฝึกอบรม 3.หน้าที่ต่อหน่วยงานอื่นโดยการติดต่อประสานงานกับหน่วยงาน อื่น ๆ เพื่อให้การปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น 4.หน้าที่ต่อตัวเอง มีดังนี้คือ การสอนตัวเองให้เป็นผู้นำทีดี การ รับผิดชอบงานในหน้าที่ให้ดีที่สุด การปฏิบัติตนให้เข้ากับสังคมได้ดี การศึกษาหาความรู้ปรับปรุง ตนเองให้ทันสมัยอยู่เสมอ ขยันในการทำงานอุทิศเวลาให้งานให้หน้าที่ กล้ายอมรับผิด และความตรงต่อ เวลา ดังนั้น สำหรับผู้นำในทุกตำแหน่ง ความรับผิดชอบเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องมีอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็น ตำแหน่งใด ผู้นำต้องรับผิดชอบไม่เพียงแค่ต่อตัวเองเท่านั้น แต่ยังต้องรับผิดชอบต่อทีมหรือองค์กรด้วย ใน กรณีที่เกิดความผิดพลาด ผู้นำต้องรับผิดชอบและพร้อมรับมือกับสถานการณ์นั้น ๆ ในการแก้ไขปัญหาที่ เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและเหมาะสม และความรับผิดชอบของผู้นำเป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนผลลัพธ์เชิง บวกที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน ความรับผิดชอบมีส่วนช่วยให้ทีมมีประสิทธิภาพสูงและมีวัฒนธรรมแห่ง ความเป็นเลิศ ประวัติด้านการทำงาน : นายสุรพล แก้วอินธิ ผู้ตรวจราชการกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย 1. นักพัฒนาชุมชน (พัฒนากร) อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม 2. พัฒนาการ อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม 3. ผู้ช่วยพัฒนาการจังหวัดนครพนม 4. พัฒนาการจังหวัดบึงกาฬ 5. พัฒนาการจังหวัดนครพนม 6. ปัจจุบัน ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย รับผิดชอบเขตตรวจ ราชการที่ 11 และ ปฏิบัติหน้าที่ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี กรมพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย รับผิดชอบดูแลกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีทั่วประเทศ
91 อำนาจหน้าที่ของผู้ตรวจราชการกรมการพัฒนาชุมชน ผู้ตรวจราชการกรมการพัฒนาชุมชน มีอำนาจหน้าที่ตามคำสั่งกรมการพัฒนาชุม ที่ 144/2552 เรื่อง การจัดตั้งสำนักตรวจราชการกรม ข้อ 2 และตามระเบียบกรมการพัฒนาชุมชนว่าด้วยการตรวจ ราชการของผู้ตรวจราชการกรมการพัฒนาชุมชน พ.ศ. 2554 ข้อ 9 ดังนี้ 1. จัดทำแผนการตรวจราชการของผู้ตรวจราชการกรมการพัฒนาชุมชนประจำปี 2. ตรวจติดตามความก้าวหน้า ความสำเร็จ ปัญหา อุปสรรค และรับทราบข้อเสนอแนะในการ ปฏิบัติงานตามนโยบาย ยุทธศาสตร์ แผนปฏิบัติราชการ แผนงาน งานและโครงการ รวมทั้งผลกระทบอัน พึงมีและตรวจสอบคุณภาพงานและการปฏิบัติราชการของหน่วยงานและของเจ้าหน้าที่ ตลอดจนเรียก ประชุมเจ้าหน้าที่เพื่อชี้แจง แนะนำ หรือหารือร่วมกัน 3. สั่งการเป็นลายลักษณ์อักษรให้ผู้รับการตรวจปฏิบัติหรืองดเว้นการปฏิบัติในเรื่องใดๆ ในระหว่าง การตรวจราชการไว้ก่อน หากเห็นว่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการหรือประโยชน์ของประชาชน อย่างร้ายแรง และเมื่อผู้ตจรวจราชการได้สั่งการดังกล่าวแล้ว ให้รายงานผู้บังคับบัญชาเพื่อทราบและ พิจารณาโดยด่วน 4. สอบข้อเท็จจริง สืบสวนสอบสวน หรือสดับตรับฟังเหตุการณ์เมื่อได้รับคำสั่งหรือการร้องเรียน หรือเมื่อมีเหตุอันควร โดยประสานการดำเนินงานกับหน่วยตรวจสอบอื่นๆ เพื่อแก้ไขปัญหาอุปสรรคของ หน่วยงานและเจ้าหน้าที่ 5. ตรวจเยี่ยม สดับฟังทุกข์สุขและความคิดเห็น ตลอดจนให้คำแนะนำ ชี้แจง ทำความเข้าใจ และ ให้การช่วยเหลือ ให้กำลังใจ และบำรุงขวัญ เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ 6. ประเมินผลการปฏิบัติราชการของผู้รับการตรวจ พร้อมทั้งเสนอความคิดเห็นเพื่อประกอบการ พิจารณาของผู้บังคับบัญชาเกี่ยวกับการบริหารงานและการบริหารทรัพยากรบุคคล 7. ศึกษา วิเคราะห์ ประมวล สรุป และเสนอแนะต่ออธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เพื่อทราบ เพื่อ พิจารณา หรือวินิจฉัยสั่งการปรับปรุงแก้ไขการปฏิบัติเพื่อประโยชน์สูงสุดต่อทางราชการ 8. ปฏิบัติงานอื่นๆ ตามที่ผู้บังคับบัญชามอบหมาย ภาวะผู้นำที่มีความรับผิดชอบสูงของ นายสุรพล แก้วอินธิ ผู้ตรวจราชการกรมการพัฒนา ชุมชน กระทรวงมหาดไทย จากการสัมภาษณ์ นายสุรพล แก้วอินธิ กล่าวว่า ผู้ตรวจราชการกรมการพัฒนาชุมชนนั้น เป็นตำแหน่งที่มี บทบาทสำคัญต่อการบริหารราชการแผ่นดิน ทำหน้าที่เสมือนผู้แทนอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ในการ สอดส่อง ดูแล สร้างขวัญ กำลังใจ และสร้างความชอบธรรมให้เกิดขึ้นกับเจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชนในส่วน
92 ภูมิภาค รวมถึงเป็นพี่เลี้ยง ที่ปรึกษาให้กับหน่วยงานในสังกัดกรมการพัฒนาชุมชน ให้สามารถปรับปรุงและ พัฒนางานให้มีประสิทธิภาพ เกิดความคุ้มค่า และเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ทางราชการ ผู้ที่ทำหน้าที่จะต้องมี ความรับผิดชอบต่อหน้าที่เป็นสำคัญ โดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา ภายใต้ความต้องการ ของประชาชน มีส่วนร่วมคิด รวมทำ ร่วมตัดสินใจ ต้องยึดหลักคุณธรรม ภายใต้องค์การแห่งธรรมาภิบาล มีคุณธรรม รับผิดชอบ โปร่งใส ภารกิจของกรมการพัฒนาชุมชนจำเป็นต้อง “เข้าใจ รู้ลึก รู้รอบ รู้จริง และเข้าถึง” จึงจะพัฒนาได้ ซึ่งการพัฒนาจะเกิดขึ้นได้นั้นต้องอาศัยความสามัคคี ความแม่นในเรื่องทฤษฎี แม่นในแนวทางการ ขับเคลื่อนงาน ต้องมีหลักการในการปฏิบัติงาน “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” มีการประสานงานกับกลไกการ ขับเคลื่อนงานในทุกระดับตั้งแต่หมู่บ้าน/ชุมชน ตำบล อำเภอ และจังหวัด รวมทั้งภาคีเครือข่ายทั้ง 7 เครือข่าย ซึ่งเปรียบเสมือนนิ้วมือของคนเรา ประกอบด้วย 1 .ภาคราชการ (นิ้วหัวแม่มือ) เป็นการบูรณาการในการทำงานร่วมกัน โครงสร้าง และ กระบวนการทำงานขององค์กรภาครัฐสามารถเชื่อมโยง การทำงานและทรัพยากรต่าง ๆ ของหน่วยงาน 2. ภาคการศึกษา (นิ้วชี้) เช่น โรงเรียน มหาวิทยาลัย สถาบันการศึกษาต่างๆ เป็นภาคที่มีส่วนชี้นำ สังคมเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งของสังคมในการสร้างสรรค์ เพราะกระบวนการศึกษาเป็นแนวทางและวิธีการ ปลูกฝังเสริมสร้าง และวางรูปแบบไปในทิศทางที่ต้องการจะเป็น 3. ภาคศาสนา (นิ้วชี้) ซึ่งภาคศาสนามีบทบาทมากในสังคมปัจจุบัน ที่เป็นการชี้นำสังคมไปในทางที่ดี 4. ภาคประชาชน (นิ้วกลาง) เป็นศูนย์กลางของพัฒนา จึงเปรียบเสมือนนิ้วที่อยู่ตรงกลาง เรียกได้ ว่าเป็นหัวใจหลักของการพัฒนา 5. ภาคเอกชน (นิ้วนาง) ซึ่งเป็นภาคที่มีทรัพยากรที่จะมีส่วนช่วยพัฒนาสังคมเป็นอย่างมากรวมถึง ภารกิจด้านอื่น ๆ 6. ภาคประชาสังคม (นิ้วก้อย) ภาคประชาสังคมมีบทบาทร่วมกันในการบริหารกิจการบ้านเมือง อย่างมีธรรมาภิบาล ถือเป็นฐานรากแห่งการพัฒนาที่ยั่งยืนที่เริ่มจาก สังคมชุมชน 7. ภาคสื่อสารมวลชน (นิ้วก้อย) การทำงานต้องสร้างการรับรู้ เป็นสื่อกลางที่ประชาชนจะเข้าถึงข้อมูลการทำงาน ทราบถึงวัตุประสงค์ ของการดำเนินงาน หรือเป็นช่องทางแจ้งปัญหา หรือความต้องการ ของ คนในชุมชน และคนในพื้นที่ เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาของประชาชนใน พื้นที่ได้ ทั้งนี้ นายสุรพล แก้วอินธิ ยังระบุอีกว่า การทำงานในการ พัฒนาสังคมที่มีปัญหาเชิงช้อนเยอะนั้น ต้องใช้องค์ความรู้มากมาย มาบูรณาการ แบบสหวิทยาการ โดยจะเน้นไปที่กระบวนการมีส่วน ร่วมกับภาคประชาชน และการตื่นตัวที่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงจากนโยบายการเมืองอยู่เสมอ และจะ