คำ�นำ� ชายฝั่งทะเลอันดามันด้านทิศตะวันตกของประเทศไทยตั้งแต่เขตจังหวัดพังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรังและสตูล นั้น เป็นดินแดนที่มีสภาพทางภูมิศาสตร์ติดกับทะเลอันดามันและมหาสมุทรอินเดียที่เคย เป็นเส้นทางเดินเรือค้าขายกับอินเดียและซีกโลกตะวันตกมาเป็นเวลานับพันปีที่แล้ว เมือง ต่างๆซึ่งถือก�ำเนิดขึ้นตามชายฝั่งทะเลอันดามันจึงเป็นเมืองท่าหรือสถานีการค้ามาตั้งแต่ยุค นั้น แล้วค่อยๆเจริญเติบโตไปตามสภาพเศรษฐกิจในกาลเวลาต่างยุคต่างสมัยต่างวันเวลา จนกลายมาเป็นบ้านเมืองที่รุ่งเรืองหรือบางแห่งกลับล่วงโรยไปตามวัฏจักร จังหวัดพังงามีเกาะคอเขาบริเวณเมืองโบราณทุ่งตึกเป็นแหล่งประวัติศาสตร์และ โบราณคดีที่ส�ำคัญ มีเขาพระเหน่อที่พบเทวรูปพระนารายณ์เก่าแก่อันแสดงให้เห็นถึงความ เชื่อมโยงทางอารยธรรมระหว่างฮินดูกับไทยผ่านเส้นทางค้าขายในสมัยโบราณ ในยุคการ ท�ำเหมือนแร่เฟืองฟูเมืองเก่าตะกั่วป่าคือหลักฐานส�ำคัญของความเจริญรุ่งเรืองในสมัยนั้น จังหวัดภูเก็ตปรากฏชื่อในหนังสือภูมิศาสตร์ของปโตเลมีนักดาราศาสตร์ชาวกรีกที่ เดินทางมาส�ำรวจดินแดนแถบนี้ไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ.700 หรือราว 1,800 ปีเศษในชื่อ “จังซีลอน” เกาะใหญ่ที่ส�ำคัญบนเส้นทางเดินเรืออ้อมแหลมมลายู และผ่านยุคสมัยต่างๆ ที่น�ำความเจริญมาสู่เกาะแห่งนี้ โดยเฉพาะในยุคการท�ำเหมืองแร่คู่มากับเมืองพังงา จวบ จนเข้าสู่ยุคของการท่องเที่ยวที่น�ำพาภูเก็ตสู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก จนได้รับ รางวัล City of Gastronomy รางวัลอันน่าภาคภูมิใจที่ “ยูเนสโก” มอบให้เมื่อปี พ.ศ. 2558 จังหวัดกระบี่เมืองขอบขัณฑ์ของอาณาจักรนครศรีธรรมราชในสมัยโบราณที่เคยเป็น ดงดิบป่าเขาและดินแดนของการจับช้างป่า รวมทั้งเป็นเมืองท่าค้าขายชายฝั่งทะเลอีกเมือง หนึ่งดังปรากฏชื่อ เมืองปกาสัย ก่อนจะมาเป็นจังหวัดกระบี่ในยุคปัจจุบันที่เติบโตด้วยการ ท่องเที่ยวในระดับโลกไม่น้อยหน้ากว่าจังหวัดภูเก็ต จังหวัดตรังเมืองที่อุดมด้วยทรัพยากรธรรมชาติและเคยเป็นเมืองท่าค้าขายที่เคยเจริญ รุ่งเรืองมาก่อนนับพันปีเช่นเดียวกับเมืองภูเก็ต จวบจนยุคสมัยที่สร้างทางรถไฟเชื่อมชายฝั่ง ตะวันตกซีกทะเลอันดามันกับทางรถไฟสายใต้ที่ทุ่งสงเมืองกันตังต้นทางของทางรถไฟสาย อันดามันก็น�ำพาความเจริญมาสู่ดินแดนนี้แล้วขยายเข้าสู่เมืองทับเที่ยงคือตัวเมืองตรังใน ปัจจุบันที่เป็นเมืองที่เจริญรุ่งเรืองอีกเมืองหนึ่งของเมืองชายฝั่งอันดามัน จังหวัดสตูลเมืองที่มีความต่างกว่าเมืองอื่นๆของชายฝั่งอันดามัน เป็นเมืองที่ผู้คน เชื้อสายมุสลิมอาศัยอยู่เป็นประชากรหลักแต่อยู่อย่างสันติและสงบสุขร่วมกันในรูปแบบ พหุวัฒนธรรม ครั้งหนึ่งเมืองนี้ก็เป็นเมืองท่าค้าขายชายฝั่งอันดามันเช่นเดียวกันกับ เมืองอื่นๆ อีกทั้งยังมีเมืองสุไหงอุเปเป็นเมืองท่าโบราณที่ส�ำคัญและได้การขนานนามว่า “ปีนังน้อย”อยู่ที่อ�ำเภอทุ่งหว้าในปัจจุบัน กาลเวลายาวนานนับพันปีที่ล่วงเลยไปไม่ได้เป็นสิ่งล่วงเลยไปอย่างไม่มีคุณค่า เพราะทุกเมืองดังกล่าวมาแล้วยังหลงเหลือร่อยรอยความศิวิไลซ์ไว้ให้คนรุ่นเราได้ศึกษา เรียนรู้และร่วมกันภาคภูมิใจในคุณค่าความเป็นมาที่ไม่เคยเสื่อมสูญ ทั้งแง่มุมประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม วิถีชีวิตวัฒนธรรมประเพณี อีกทั้งการท่องเที่ยวในอีกมุมมองหนึ่ง คือ การท่องเที่ยวเมืองเก่าอันดามันเหล่านี้ ซึ่งเป็นที่มาของ “หนังสือร้อยเรื่องเมืองเก่า อันดามัน” ที่ได้รวบรวมเรื่องราวจากวันวานสู่วันนี้ของทุกเมืองไว้อย่างรู้คุณค่าตราบนาน
สารบัญ • สายธารประวัติศาสตร์เมืองภูเก็ต 7 • สถาปัตยกรรม ในเมืองเก่าเกาะภูเก็ต 13 • วิถีชีวิต วัฒนธรรม ประเพณี 25 จิตวิญญาน ของคนภูเก็ต • เที่ยวชม เมืองเก่าภูเก็ต 37 • ประวัติศาสตร์โบราณคดี จังหวัดพังงา 43 • สถาปัตยกรรมเมืองพังงา 49 • วิถีชีวิตตัวตน คนพังงา 57 • เที่ยวชม เมืองเก่าพังงา 65 • ตามรอยกระบี่ บนทางสร้างบ้านเมือง 71 • สถาปัตยกรรมเมืองเก่ากระบี่ 76 • วิถีชีวิตตัวตน คนกระบี่ 85 • เที่ยวชม เมืองเก่ากระบี่ 92 • ตรัง ในเส้นทางประวัติศาสตร์ 98 • สถาปัตยกรรม เมืองเก่าตรัง 104 • วิถีถิ่น แผ่นดินตรัง 113 • เที่ยวชม เมืองเก่าตรัง 120 • สตูล สุไหง อุเป บนสายน�้ำแห่งกาลเวลา 127 • สถาปัตยกรรม ในเมืองเก่าสตูล 132 • วิถีชีวิต วิถีวัฒนธรรม วิถีสตูล 141 • เที่ยวชม เมืองเก่าสตูล 149
สายธาร ประวัติศาสตร์ เมืองภูเก็ต
8 ◆ ร้ อ ย เ รื่ อ ง เ มื อ ง เ ก่ า อั น ด า มั น ร้ อ ย เ รื่ อ ง เ มื อ ง เ ก่ า อั น ด า มั น ◆ 9 กาลเวลาต่อจากนั้นอาณาจักรที่เข้ามามีบทบาทเหนือดินแดนนี้คือ อาณาจักรศรีวิชัย มีศูนย์กลางความเจริญอยู่ที่นครศรีธรรมราชและเมืองไชยา เมื่ออาณาจักรศรีวิชัยเสื่อมลงราวพุทธศตวรรษที่ 16 อาณาจักรตามพรลิงค์ ได้เข้ามาอ�ำนาจในภาคใต้ โดยการน�ำของพระเจ้าจันทรภาณุและเรียกชื่อ อาณาจักรนี้ว่า อาณาจักรศิริธรรมนคร มีศูนย์กลางอ�ำนาจอยู่ที่นครศรีธรรมราช จัดการปกครองแบบสิบสองนักษัตรโดยใช้สัญลักษณ์รูปสัตว์เป็นตราประจ�ำ เมืองบริวาร ปรากฏชื่อเมืองถลางว่าเมืองตะกั่วถลางมีสัญลักษณ์รูปสัตว์ปีจอ (ตราหมา) สายธาร ประวัติศาสตร์ เมืองภูเก็ต ประมาณ พ.ศ.700 ได้ปรากฏชื่อเกาะถลางในหนังสือภูมิ ศาสตร์ของปโตเลมี ชาวกรีก ได้กล่าวถึงการเดินทางจากแหลม สุวรรณภูมิลงมาถึงแหลมมลายู โดยกล่าวถึงชื่อเมืองโบราณเมือง หนึ่ง คือ เมืองตะโกลา ว่าเมืองนี้ตั้งอยู่ชายฝั่งตะวันตกของแหลม มลายู และยังได้กล่าวถึงแหลมที่ยื่นลงมาทางใต้รวมถึงเกาะถลาง เกาะใหญ่อยู่ทางทิศตะวันตกของแหลมมลายูไว้ด้วย โดยปโตเลมี เรียกเกาะนี้ว่า “จังซีลอน” พร้อมทั้งเขียนบันทึกไว้บนแผนที่สำ�รวจ ของหมู่เกาะแถบนั้น ปี พ.ศ.1800 อาณาจักรสุโขทัยประกาศอิสภาพจากขอม เมือง นครศรีธรรมราชและเมืองบริวารในสมัยนั้นซึ่งขยายอาณาเขตไปจนถึงมลายู จึงขึ้นอยู่กับอาณาจักรสุโขทัยในฐานะเมืองประเทศราชส่งดีบุกไปเป็น บรรณาการ ครั้นถึงสมัยอยุธยารุ่งเรืองขึ้นมา(ประมาณ พ.ศ.1883) และมี อ�ำนาจเหนืออาณาจักรสุโขทัย บรรดาเมืองต่างๆที่เคยอยู่ในการปกครองของ สุโขทัยจึงตกอยู่ภายใต้การปกครองของกรุงศรีอยุธยาทั้งหมดจนถึงสมัย พระเอกาทศรถ(พ.ศ.2148-2153) ปรากฏชื่อเมืองตะกั่วป่า เมืองตะกั่วทุ่ง เมืองถลางเป็นหัวเมืองที่ขึ้นอยู่กับฝ่ายกลาโหม นั่นแสดงว่าเมืองเหล่านี้ เจ้าเมืองต้องได้รับการแต่งตั้งจากกรุงศรีอยุธยาตามระเบียบการบริหาร ราชการแผ่นดินในสมัยนั้น ในปี พ.ศ.2169 รัชสมัยพระเจ้าทรงธรรมได้มีพระบรมราชานุญาตให้ ชาวฮอลันดาตั้งสถานีรับซื้อแร่ดีบุกขึ้นที่เกาะถลาง ภายหลังด้วยความเห็นแก่ ตัวและแสวงหาผลประโยชน์มากเกินไปของชาวฮอลันดา ชาวเมืองถลางจึง รวมตัวกันขับไล่ชาวฮอลันดาออกไป และในปี พ.ศ.2228 สมเด็จพระนารายณ์ มหาราชได้ท�ำสนธิสัญญาค้าขายกับฝรั่งเศสที่เข้ามาแทนที่ชาวฮอลันดา ใน สัญญาระบุให้ฝรั่งเศสผูกขาดตั้งคลังและสถานีรับซื้อแร่ดีบุกขึ้นที่เกาะถลาง โดยมีบันทึกของมองซิเออร์เดอลาลูแบร์ เอกอัคราชทูตฝรั่งเศสได้บันทึกถึง เรื่องราวนี้ไว้เมื่อปี พ.ศ.2230 ต่อมาเมื่อสิ้นรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์ มหาราชอ�ำนาจของฝรั่งเศสก็จบสิ้นลงตามไปด้วย แต่เมืองถลางก็ยังคงเป็น เมืองที่มีความส�ำคัญตลอดมาจนสิ้นสุดสมัยกรุงศรีอยุธยา(พ.ศ.2310) เข้าสู่ สมัยกรุงธนบุรีที่เมืองถลางยังเป็นเมืองที่มีความส�ำคัญในเรื่องของการท�ำ เหมืองแร่และเป็นเมืองการขายส�ำคัญทางภาคใต้ตลอดมา ต่อมาเมื่อปีพ.ศ. 2328 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า จุฬาโลก รัชกาลที่หนึ่งแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ได้เกิดสงครามเก้าทัพระหว่าง ไทยกับพม่า พระเจ้าปดุง กษัตริย์ของประเทศพม่าในสมัยนั้น ได้ให้แม่ทัพ ยกทัพมาตีหัวเมืองปักษ์ใต้ เช่น ไชยา นครศรีธรรมราช และให้ยี่หวุ่นน�ำก�ำลัง ทัพเรือพล 3,000 คนเข้าตีเมืองตะกั่วป่า เมืองตะกั่วทุ่ง และเมืองถลาง ซึ่ง ขณะนั้นเจ้าเมืองถลาง (พญาพิมลอัยาขัน) เพิ่งถึงแก่อนิจกรรม ท่านผู้หญิง จัน ภรรยา และคุณมุก น้องสาว จึงรวบรวมก�ำลังต่อสู้กับพม่าจนชนะเมื่อวัน ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2328 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ท่านผู้หญิงจันเป็น ท้าวเทพกระษัตรี และ คุณมุกเป็นท้าวศรีสุนทร จากจดหมายเหตุเมืองถลางได้กล่าวว่าในสมัยนี้ได้มีการติดต่อค้าขาย กับต่างประเทศโดยเฉพาะ กัปตันฟรานซิส ไลท์ (พระยาราชกปิตัน) พ่อค้าใน สังกัดของบริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษ และต่อมาได้เป็นเจ้าเมืองปีนัง และนี้เองที่ปรากฏชื่อ เมืองภูเก็จ เป็นครั้งแรกโดยปรากฏชื่อนี้ในจดหมายเหตุ เมืองถลาง เป็นจดหมายเหตุที่ท่านผู้หญิงจันเขียนถึงกัปตันฟรานซีสไรท์ชาว อังกฤษหลังศึกพม่าเมื่อปี พ.ศ.2328 ในปี พ.ศ. 2352 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศล้านภาลัย พม่าได้ยกทัพมาตีเกาะถลางอีกครั้ง เจ้าเมืองถลางในสมัยนั้นคือพระยา เพชรคีรีพิชัยสงครามก�ำแหง(เทียน)ไม่สามารถรักษาเมืองไว้ได้ เมืองถลางจึง แตกพ่ายไป ผู้คนส่วนใหญ่ได้อพยพไปอยู่บนแผ่นดินใหญ่ทางเมืองพังงา บางส่วนหนีลงใต้ไปอยู่แถวฉลองและกะทู้ มีบางส่วนมารวมตัวกันอยู่ที่บ้าน ท่าเรือซึ่งมีหลวงล่ามเชื้อสายพ่อค้าเมืองมัทราช(เจ๊ะมะเจิม)เป็นหัวหน้าผู้ดูแล ให้ที่พักพิง ภายหลังเจ้าพระยานครศรีธรรมราชซึ่งมีอ�ำนาจปกครองเมืองถลาง จึงแต่งตั้งให้เจ๊ะมะเจิมเป็นเจ้าเมืองถลางอยู่ที่บ้านท่าเรือ ระหว่างปี พ.ศ. 2352-2370 พระยาถลาง(เจิม)ได้ให้บุตรชายชื่อแก้วไปเป็นเจ้าเมืองภูเก็จที่เก็ตโฮ่ (บริเวณบ้านกะทู้) คือ พระภูเก็จโลหเกษตรารักษ์(แก้ว) สมัยนั้นบ้านเมือง ภูเก็ตยังไม่เป็นปึกแผนมั่นคงนัก การท�ำเหมืองแร่มีน้อยเมืองภูเก็ตจึงอยู่ใน การดูแลของเมืองถลาง
10 ◆ ร้ อ ย เ รื่ อ ง เ มื อ ง เ ก่ า อั น ด า มั น ร้ อ ย เ รื่ อ ง เ มื อ ง เ ก่ า อั น ด า มั น ◆ 11 ในปี พ.ศ 2392 ปลายรัชสมัยของรัชกาลที่สาม หลวงพิทักษ์ทวีป(ทัต) บุตรพระภูเก็จ(แก้ว)ได้รับการเลื่อนยศเป็นพระภูเก็จ(ทัต) และเป็นเจ้าเมือง ภูเก็จแทนบิดาที่ถึงแก่กรรม พระภูเก็จ(ทัต)ได้ขยายพื้นที่ขุดหาแร่จากกะทู้มายังท้องที่บ้านทุ่งคา ริมอ่าวภูเก็ตโดยใช้ล�ำน�้ำบางใหญ่เป็นเส้นทางในการบุกเบิก จนค้นพบแหล่ง แร่ดีบุกที่อุดมสมบูรณ์ สมัยนั้นบ้านทุ่งคาหรือบ้านท่องคายังเป็นป่ารกร้างและ เป็นป่าชายเลนริมทะเลที่ยังไม่มีผู้คนอาศัย เมื่อพระภูเก็จ(ทัต)ได้มาบุกเบิก ท�ำแร่ดีบุกจนจัดตั้งเป็นบ้านเมืองร้านค้าเจริญรุ่งเรืองขึ้น มีประชาชนคับคั่ง สมควรเป็นเมือง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 จึงทรง พระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตั้งขึ้นเป็นเมืองภูเก็จ (ใหม่) ที่บ้านทุ่งคาขึ้นแทนที่ เมืองภูเก็จ(เก่า)ที่กะทู้ และทรงพระราชทานสัญญาบัตรเลื่อนพระภูเก็จ(ทัต) ขึ้นเป็นพระยาภูเก็จโลหเกษตรารักษ์ เจ้าเมืองภูเก็จ(ใหม่) พระยาภูเก็จโลหเกษตรารักษ์(ทัต) เป็นเจ้าเมืองนักพัฒนาที่มีความ สามารถสูง ท่านได้ชักชวนให้ชาวจีนจากเมืองปีนังและสิงคโปร์เดินทางเข้ามา ลงทุน โดยให้สัมปทานในการขุดหาแร่ในเมืองภูเก็จเพิ่มขึ้นจ�ำนวนมากขึ้นกว่า แต่ก่อน ทั้งในละแวกเมืองเก่าที่บ้านกะทู้และเก็ตโฮ่ และเมืองภูเก็จใหม่ที่บ้าน ทุ่งคาในอ่าวภูเก็จ น�ำความเจริญรุ่งเรืองมาสู่เมืองภูเก็จยิ่งกว่าสมัยใดๆ นอกจากนี้ก็ได้มีการสนับสนุนให้ประชาชนท�ำการเกษตรปลูกข้าวท�ำนาท�ำไร่ ท�ำสวนและได้ติดต่อค้าขายกับต่างประเทศ ท�ำให้เมืองภูเก็จเจริญเติบโตขึ้น อย่างรวดเร็ว หลังจากพระยาภูเก็จโลหเกษตรารักษ์(ทัต) เป็นเจ้าเมืองได้ 4 ปีเมืองภูเก็จก็สามารถเจริญทัดเทียมกับเมืองถลาง และต่อมาในปี พ.ศ.2412 หลังศึกอั้งยี่ ในสมัยรัชกาลที่ 5 เมืองถลางถูกยกออกจากเมืองตะกั่วป่ามา เป็นหัวเมืองขึ้นอยู่ใต้บังคับเมืองภูเก็จนับแต่นั้นมา ในระยะเดียวกันนี้ได้เลื่อนบรรดาศักดิ์พระยาภูเก็จโลหเกษตรารักษ์ (ทัต) ขึ้นเป็นพระยาวิชิตสงคราม จางวางเมืองภูเก็จ ถือศักดินา 10,000 ไร่ (ซึ่งถือว่าเป็นศักดินาที่สูงสุดของเสนาบดีเทียบเท่าบรรดาศักดิ์ในต�ำแหน่ง เจ้าพระยา) ในปี พ.ศ. 2435 ได้มีการปฏิรูปการปกครองเป็นแบบมณฑล พระบาท สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดฯ ให้พระยาทิพโกษา (โต โชติกเสถียร) เป็นข้าหลวงเทศาภิบาล ส�ำเร็จราชการมณฑลภูเก็จคนแรก ในปี พ.ศ 2444 พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี (คอซิมบี้ ณ ระนอง) เทศาภิบาลมณฑลภูเก็จคนที่ 4 ได้พัฒนาเมืองภูเก็จ โดยการชักชวนนักลงทุน ชาวต่างประเทศ เช่น กัปตันเอ็ดเวิร์ด ที ไมล์ จากออสเตรเลียเข้ามาขุดแร่ดีบุก ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ในนามของบริษัททุ่งคาฮาเบอร์ เป็นต้น ในยุคนี้ได้ มีการ วางผังผังเมืองและตัดถนนเพิ่มเติมทั้งในเมืองและนอกเมืองเพื่อความ สะดวกในการเดินทางติดต่อค้าขายชาวเมือง สร้างศูนย์ราชการแห่งใหม่ที่ ทันสมัย ชักชวนให้ธนาคารชาเตอร์ซึ่งเป็นธนาคารของอังกฤษมาเปิดกิจการ ที่ภูเก็ตเป็นแห่งแรกของประเทศไทย นอกจากนี้ก็ยังสร้างสถานีต�ำรวจ สร้าง โรงพยาบาลวชิระและวางระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานขึ้นในเกาะภูเก็ต ในปี พ.ศ. 2475 ประเทศไทยได้มีการเปลี่ยนแปลงระบบการปกครอง จากระบบสมบูรณาญาสิทธิราชมาเป็นระบบประชาธิปไตยโดยมีพระ มหากษัตริย์เป็นพระประมุข ได้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงระบบบริหารราชการ ส่วนท้องถิ่นจากระบบเทศาภิบาลมณฑลมาเป็นระบบจังหวัดในแบบปัจจุบัน การท�ำเหมืองแร่ในจังหวัดภูเก็ตได้ด�ำเนินกิจการมาจนถึงปี พ.ศ. 2530 แร่ดีบุกเริ่มล้นตลาด ราคาตกต�่ำจนไม่คุ้มค่าการลงทุน ในขณะเดียวกันกระแส อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและธรรมชาติได้ทวีความเข้มข้นขึ้นจนมีการต่อต้าน การท�ำเหมืองแร่ในทะเล เพราะการท�ำเหมืองแร่ในทะเลนั้นเป็นการท�ำลาย ทรัพยากรธรรมชาติใต้ทะเลอย่างมาก เหมืองแร่ดีบุกตลอดแนวชายฝั่งทะเล อันดามันก็ถึงกาลอวสานนับแต่นั้นมา จากนั้นภูเก็ตก็ก้าวเข้าสู่ยุคของการท่องเที่ยวอย่างเต็มตัวแทนที่ยุค เหมืองแร่ ด้วยความมีศักยภาพในเรื่องของความสวยงามของหาดทราย และธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ จนภูเก็ตเป็นที่รู้จักกันมากขึ้นในหมู่นักท่องเที่ยว ต่างชาติ ท�ำให้เกิดธุรกิจการท่องเที่ยวที่ท�ำรายได้อย่างมหาศาลให้กับ ประเทศไทย ต่อมารัฐบาลได้ผลักดันนโยบายทางด้านการท่องเที่ยวให้มีส�ำคัญทาง เศรษฐกิจของประเทศมากขึ้น มีการจัดตั้งหน่วยงานของรัฐเพื่อการโฆษณา ประชาสัมพันธ์สถานที่ท่องเที่ยวของไทยไปยังชาวต่างประเทศ พัฒนาสนาม บินภูเก็ตขึ้นมาเป็นสนามบินนานาชาติเพื่ออ�ำนวยความสะดวกและรองรับนัก ท่องเที่ยวต่างชาติที่มีจ�ำนวนมากขึ้นทุกๆปี จนท�ำให้ภูเก็ตเป็นที่รู้จักของ คนทั่วโลก จวบจนทุกวันนี้ภูเก็ตก็ได้กลายมาเป็นจุดหมายของการท่องเที่ยว ในระดับโลกอย่างสมบูรณ์
สถาปัตยกรรม ในเมืองเก่า เกาะภูเก็ต
ร้ อ ย เ รื่ อ ง เ มื อ ง เ ก่ า อั น ด า มั น ◆ 15 สถาปัตยกรรมในย่านเมืองเก่าภูเก็ตแบ่งออกได้ 5 กลุ่ม ตามลักษณะการใช้งาน ดังนี้ อาคารสาธารณะ เป็นอาคารขนาดใหญ่มีทั้งอาคารราชการ สมาคม และ โรงเรียน ตัวอย่างอาคารสาธารณะในย่านเมืองเก่าภูเก็ต ตึกธนาคารชาร์เตอร์ดแบงก์ตั้งอยู่บนหัวมุมถนนภูเก็ต ตัดกับถนนพังงา สร้างขึ้นในพุทธศักราช 2450 เป็นอาคาร 2 ชั้น ก่ออิฐฉาบปูน หลังคาทรงปั้นหยา จุดเด่นของอาคารอยู่ที่ช่องทาง เดินด้านหน้าอยู่ใต้พื้นชั้นบนที่เรียกว่า หง่อคาขี่ (แปลว่า ทางเดิน กว้าง 5 ฟุตจีน) หรือ อาเขต ช่วยกันแดดกันฝน และระบายอากาศ การน�ำส่วนประกอบลักษณะสถาปัตยกรรมยุคคลาสสิคมาใช้ตรง เสารับซุ้มโค้งแต่ละช่วงที่แสดงถึงความหนักแน่น หัวเสาชั้นล่าง ลวดลายเรียบง่ายคล้ายเสาแบบดอริก (Doric) หัวเสาชั้นบนตกแต่ง เป็นรูปก้นหอยคล้ายเสาแบบไอโอนิค (Ionic) และช่วงคานเหนือ เสา (Entablature) มีการประดับด้วยแท่งสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ (Dentils) ได้รับรางวัลอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรมดีเด่น ประเภท อาคาร สถาบันและอาคารสาธารณะ จากสมาคมสถาปนิกสยาม ใน พระบรมราชูปถัมภ์ ในพุทธศักราช 2532 อาคารสถานีต�ำรวจต�ำบลตลาดใหญ่ตั้งอยู่บนหัวมุมถนน ภูเก็ตตัดกับถนนพังงา สร้างขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับตึกธนาคาร ชาร์เตอร์ดแบงก์ เป็นอาคาร 2 ชั้น ก่ออิฐฉาบปูน จุดเด่นของอาคาร อยู่ที่หอนาฬิกาสูง 4 ชั้น มีหลังคาคล้ายรูปหมวกต�ำรวจสมัยก่อน ช่องประตูและหน้าต่างแบ่งเป็นซุ้มโค้งมีเสาอิงแบ่งเป็นช่วง ๆ ประดับยอดซุ้มโค้งด้วยปูนปั้น สถาปัตยกรรม เมืองภูเก็ต ย่านเมืองเก่าภูเก็ตแสดงให้เห็นถึงหลักฐานของการพัฒนาเมือง ที่เริ่มต้นขึ้นในช่วงปลายสมัยรัชการที่ 4 โดยมีความเจริญสูงสุดใน สมัยที่พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี (คอซิมบี้ ณ ระนอง) เป็น สมุหเทศาภิบาลสำ�เร็จราชการมณฑลภูเก็ตในช่วงพุทธศักราช 2444 – 2456 มีการตัดถนนและแบ่งพื้นที่ใช้สอยของเมืองออกเป็นย่าน การค้า ส่วนราชการ พร้อมกับการสร้างโรงพยาบาล และสาธารณูปโภค ที่จำ�เป็นอย่างครบครัน โดยการพัฒนาสาธารณูปโภคส่วนใหญ่ไม่ได้ ใช้งบประมาณแผ่นดิน แต่เป็นเงินทดแทนที่เรียกเก็บจากการทำ�เหมือง แร่ มีชาวต่างชาติเป็นจำ�นวนมากทั้งจีน อินเดีย อาหรับ มาเลย์ และ ยุโรปเข้ามาทำ�การค้าขายและอยู่อาศัย มีการสร้างอาคารบ้านเรือนที่ มีลักษณะคล้ายคลึงกับเมืองท่าอื่น ๆ ในแหลมมลายู เช่น ปีนัง มะละกา และสิงคโปร์ ในขณะเดียวกันก็พบที่เมืองตะกั่วป่า และระนองด้วย ทำ�ให้ย่านเมืองภูเก็ตมีความหลากหลายทางวัฒนธรรมทั้งวิถีชีวิต ประเพณี การแต่งกาย อาหาร ภาษา และลักษณะของที่อยู่อาศัยที่ยังคงมีความต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ที่ท�ำการไปรษณีย์และโทรเลขเมืองภูเก็ต ตั้งอยู่บนถนนมนตรี สร้างขึ้นในพุทธศักราช 2477 เป็นอาคารชั้นเดียว โครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก หลังคาเป็นทรงปั้นหยามุงกระเบื้องซีเมนต์ จุดเด่นของอาคารอยู่ที่สัดส่วนและ มุขด้านหน้าที่มีแผงปูนปั้นเป็นชื่ออาคารเขียนว่า “ที่ท�ำการไปรษณีย์โทรเลข POST & TELAGRAPH OFFICE” เสามุขด้านหน้าเป็นรูปสี่เหลี่ยม หน้าต่างเป็น บานไม้เปิดคู่ เหนือหน้าต่างเป็นช่องแสง และเหนือช่องแสงมีคิ้วลายปูนปั้น อาคารนี้ไม่มีชายคาแต่ใช้กันสาดเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กยื่นออกมาแทนโดยมี ค�้ำยันตกแต่งลวดลายเป็นระยะ ได้รับรางวัลอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรมดีเด่น ประเภท อาคารสถาบันและอาคารสาธารณะ จากสมาคมสถาปนิกสยาม ใน พระบรมราชูปถัมภ์ ในพุทธศักราช 2553
16 ◆ ร้ อ ย เ รื่ อ ง เ มื อ ง เ ก่ า อั น ด า มั น ร้ อ ย เ รื่ อ ง เ มื อ ง เ ก่ า อั น ด า มั น ◆ 17 ตึกโรงเรียนภูเก็ตฮัวบุ๋น (โรงเรียนภูเก็ตไทยหัว) ตั้งอยู่บนถนน กระบี่ สร้างขึ้นในพุทธศักราช 2477 ออกแบบโดยนายเอี่ยวหงาเอียน รับเหมาก่อสร้างโดยนายเจียร วานิช เป็นอาคารตึก 2 ชั้น ผังอาคารเป็นแบบสี่เหลี่ยมผืนผ้าแบบสมมาตรล้อมลาน (Court) กลาง อาคารที่ตรงกับช่องเปิดโล่งในหลังคา หลังคาเป็นหลังคาปั้นหยา ผสมหลังคาจั่ว มุงกระเบื้องกาบกล้วยดินเผา ใต้หลังคามีกันสาด คอนกรีตเสริมเหล็กยื่นออกมาประมาณ 1 เมตร จุดเด่นของอาคาร คือ องค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมของด้านหน้าอาคาร ประกอบด้วยบันได ทางขึ้นเป็นบันไดคอนกรีตเสริมเหล็กจ�ำนวน 5 ขั้น ความยาวบันไดยาว ตลอดอาคาร เหนือบันไดเป็นเป็นซุ้มโค้งเตี้ยขนาดใหญ่ 3 ซุ้ม แต่ละซุ้ม มีเสากลมรับโค้ง หัวเสาตกแต่งลวดลายบัวสวยงาม เป็นแบบกึ่งระเบียบ ไอโอนิค (Ionic) และคอรินเธียน (Corinthian) ผนังของอาคารเซาะร่อง ขนาดใหญ่ ระหว่างชั้นล่างและชั้นบนมีแนวคิ้วบัวปูนปั้นคั่นผนังเหนือคิ้ว บัวและใต้คิ้วบัวติดป้ายชื่อโรงเรียนเป็นภาษาอังกฤษไทยและจีน ชั้นบน เป็นซุ้มหน้าต่าง 3 ซุ้ม แต่ละซุ้มเป็นช่องหน้าต่าง 2 ช่อง กรอบหน้าต่าง ด้านบนเป็นจั่วแบบโรมัน บานหน้าต่างเป็นไม้และมีช่องแสงกระจกใส เหนือบานหน้าต่าง เหนือซุ้มช่วงกลางมีหน้าจั่วปูนปั้น มีรูปค้างคาว ซึ่ง ถือเป็นสัญลักษณ์มงคลของจีนอยู่บนยอดจั่ว ได้รับรางวัลอนุรักษ์ศิลป สถาปัตยกรรมดีเด่น ประเภท อาคารสถาบันและอาคารสาธารณะ จาก สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ ในพุทธศักราช 2551 อาคารตึกแถว มีลักษณะร่วม คือ หง่อคาขี่ หลังคาทรงสูงมุงด้วยกระเบื้อง ดินเผา มีช่องเปิดโล่ง (Open Inner Court) ช่องเปิดโล่งมีบ่อหน้า (Open Inner Court with Well) ภายในตึกแถวส�ำหรับระบายอากาศ โดยตึกแถวที่ใช้เป็นบ้านพักอาศัยอย่างเดียว ผนังหน้าบ้านชั้นล่างจะ เป็นหน้าต่าง 2 ข้าง ประตูตรงกลาง ส่วนตึกแถวที่ใช้เป็นร้านค้า ผนัง หน้าบ้านชั้นล่างจะเป็นฝาถังแบบถอดได้ ลักษณะทางสถาปัตยกรรม ของอาคารตึกแถวแบ่งได้เป็น 3 ยุค ดังนี้ ตึกแถวรุ่นแรก เป็นช่วงของการเริ่มพัฒนาเมือง (ประมาณ พุทธศักราช 2411-2443) พบได้ที่ถนนเทกระษัตรี เป็นอาคารชั้นเดียว หลังคาลาดต�่ำ เสาของอาคารเป็นเสาปูนขนาดใหญ่ ภายในอาคารส่วน ใหญ่มีการต่อเติมชั้นลอยหรือชั้นใต้หลังคา ซึ่งในสมัยต่อมาได้มีการ พัฒนาเป็นรูปแบบที่พบในบ้านเลขที่ 122, 124, 126 และ 128 บนถนน ถลาง คือเป็นอาคารก่ออิฐถือปูนสองชั้น รูปแบบเรียบง่าย ด้านหน้าคูหา จะกว้างราว 3 - 3.50 เมตร ผนังหน้าบ้านชั้นสองจะเป็นไม้ทั้งหมด โดย มากเป็นหน้าต่างบานเกล็ดไม้แผ่นใหญ่ หัวเสาชั้นบนเรียบง่ายไม่มีการ ตกแต่ง • ตึกแถวยุคที่ 2 แบบที่ 1 มีจุดเด่นอยู่ที่การน�ำองค์ประกอบแบบ จีนมาใช้ตกแต่งผนังอาคาร เสาด้านซ้ายและขวามักท�ำเลียนแบบอิฐก่อ ด้วยปูนฉาบผสมสีเซาะร่อง บัวหัวเสาปั้นยื่นออกมา ตกแต่งด้วย ลายเขียนสีหรือปูนปั้นประดับกระเบื้องเคลือบ ส่วนผนังชั้นสองตอนล่างก่ออิฐ กรุกระเบื้องปรุแบบจีนสีเขียว เหนือราวระเบียงเป็นหน้าต่างบานเกล็ดไม้ตลอด หน้ากว้างคูหา หน้าคานพื้นชั้นสองมักจะตกแต่งด้วยตุ๊กตาปูนปั้นประดับ กระเบื้องเคลือบ ที่เล่าเรื่องราวตามคติจีน ส่วนหน้าจั่วหลังคาจะเป็นทรงจั่ว โค้งมนแบบจีน • ตึกแถวยุคที่ 2 แบบที่ 2 มีการผสมผสานรูปแบบสถาปัตยกรรมตะวัน ตกเข้ามาในการตกแต่งอาคารแบบเรียบ ๆ จุดเด่นคือ ผนังชั้นสองจะแบ่ง หน้าต่างเป็น 2 หรือ 3 ช่องเท่า ๆ กัน จะแบ่ง 2 หรือ 3 ช่องขึ้นกับหน้ากว้าง ของคูหาเป็นหลัก ซุ้มหน้าต่างนิยมท�ำเป็นรูปโค้งกลม (Round Arch) และรูป ส่วนโค้ง (Segmental Arch) มีทั้งแบบหน้าต่างเปิดถึงพื้น ด้านในมีลูกกรงไม้ กันตก และหน้าต่างแค่เอว ลูกฟักหน้าต่างมีทั้งแบบเกล็ดและแบบทึบ • ตึกแถวยุคที่ 2 แบบที่ 3 คล้ายตึกแถวแบบที่ 2 มีการผสมผสาน สถาปัตยกรรมตะวันตกเข้ามา แต่ตึกรุ่นนี้จะมีหน้ากว้างคูหาตั้งแต่ 4 - 6 เมตร และความสูงในแต่ละชั้นเพิ่มขึ้นกว่ารุ่นก่อนหน้า เริ่มมีการน�ำคานเหล็กและคาน คอนกรีตมาใช้เป็นคานพื้นชั้นสองด้านหน้า รูปแบบซุ้มโค้งและการแบ่งช่อง หน้าต่างยังคล้ายตึกรุ่น 2 แต่จุดเด่นที่เป็นเอกลักษณ์ส�ำคัญที่สุดคือ การน�ำลาย ปูนปั้นที่มีรูปสัญลักษณ์ตามคติความเชื่อจีน เช่น สัตว์มงคล ดอกไม้ เครื่อง บูชาจีน มาตกแต่งผสมกับลายฝรั่งตามผนัง ซุ้มและหัวเสาอาคาร
18 ◆ ร้ อ ย เ รื่ อ ง เ มื อ ง เ ก่ า อั น ด า มั น ร้ อ ย เ รื่ อ ง เ มื อ ง เ ก่ า อั น ด า มั น ◆ 19 • ตึกแถวยุคที่ 2 แบบที่ 4 เกิดขึ้นในช่วงก่อนยุคสถาปัตยกรรม อาร์ตเดโค (Art Deco) และยุคโมเดิร์น (Modern) ไม่นานนัก การ ตกแต่งเสา บัว ด้วยปูนปั้นรูปแบบคลาสสิคคล้ายกับตึกแถวแบบที่ 3 เริ่มมีการน�ำรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนมาใช้เป็นกรอบกระจกหน้าต่าง และที่งานปูนปั้นผนัง และมีการใช้คอนกรีตเสริมเหล็กมากขึ้น เช่น กันสาดคอนกรีตที่ชั้นสอง • ตึกแถวยุคที่ 3 เป็นช่วงของสถาปัตยกรรมสมัยใหม่หรือยุค โมเดิร์น (พุทธศักราช 2476 - 2499) มีทั้งตึกที่สร้างขึ้นใหม่ ความสูง 2 - 4 ชั้น และการปรับปรุงหน้ากาก (Facade) ของตึกแถวเดิมรุ่นที่ 2 ให้สมัยใหม่ขึ้น ตึกรุ่นนี้นิยมออกแบบให้มีครีบบังแดดตามแนวตั้ง และกันสาดแนวนอนเป็นแผ่นบางๆ หน้าต่างเป็นรูปสี่เหลี่ยม มีทั้งลูกฟักกระจกแบบแบ่งช่องเป็นตาราง และแบบบานไม้ทึบเรียบ ๆ ที่มีช่องลมหรือช่องแสงตอนบน อาคารพาณิชย์ เป็นอาคารขนาดใหญ่มีทั้งโรงแรม และบริษัทเอกชน ตัวอย่าง อาคารพาณิชย์ในย่านเมืองเก่าภูเก็ต โรงแรมออนออน เป็นอาคารที่ได้รับการออกแบบและสร้างขึ้น เพื่อเป็นโรงแรมโดยเฉพาะเป็นแห่งแรกในย่านเมืองเก่าภูเก็ต ตั้งอยู่ บนถนนพังงา สร้างขึ้นในพุทธศักราช 2473 โดยใช้ช่างจากเมืองปีนัง เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน 2 ชั้น มี 4 ช่วงตึก จุดเด่นอยู่ที่ซุ้มโค้งชั้นล่าง เป็นโค้งเตี้ย 2 ข้าง ตรงกลางเป็นโค้งเหลี่ยมตัดมุม ประดับด้วย ลวดลายปูนปั้นลายธรรมชาติ ชั้นบนมีการตกแต่งประดับลายปูนปั้น เหนือช่องหน้าต่างเป็นรูปพระอาทิตย์เปล่งรัศมี ส่วนลายปูนปั้นบริเวณ ผนังเป็นรูปพวงมาลัยและถาดผลไม้ อาคารบริษัทเอกวานิช จ�ำกัด ตั้งอยู่บนถนนดีบุก เป็นอาคาร ก่ออิฐถือปูน 2 ชั้น จุดเด่นอยู่ที่ชั้นล่างและชั้นบนมีหลังคาคลุมทางเดิน และระเบียง ลักษณะเป็นซุ้มโค้ง เสารับโค้งชั้นล่างเป็นเสาเหลี่ยมย่อ มุม เสาชั้นบนเป็นเสากลมคู่ ระเบียงชั้นบนและหลังคามีลูกกรงระเบียง ปูนปั้น หน้าต่างเป็นซุ้มโค้ง มีลายปูนปั้นเหนือช่องแสง บ้านคหบดี หรือ อังมอเหล่า (แปลว่า ตึกฝรั่ง) เป็นบ้านเดี่ยวขนาดใหญ่ 2 ชั้น ผนังก่ออิฐฉาบ ปูน มีลวดลายปูนปั้นและการตกแต่ง การจัดช่องหน้าต่างคล้ายคลึง กับอาคารตึกแถว ส่วนใหญ่สร้างขึ้นในช่วงปลายรัชกาลที่ 5 ถึงรัชกาล ที่ 7 โดยเอาต้นแบบมาจากเมืองปีนัง ประเทศมาเลเซีย ตัวอย่างบ้าน คหบดีในย่านเมืองเก่าภูเก็ต บ้านหลวงอนุภาษภูเก็ตการ (บ้านหงส์หยก) ตั้งอยู่บนถนน เทพกระษัตรี สร้างขึ้นในพุทธศักราช 2473 ออกแบบโดยสถาปนิก ขุน พิศาลสารกรรม เป็นบ้านคหบดีขนาดใหญ่ 2 ชั้น จุดเด่นอยู่ที่มุขด้าน หน้าอาคารเป็นรูปโค้งครึ่งวงกลมขนาดใหญ่ที่รถยนต์เข้าไปเทียบได้
20 ◆ ร้ อ ย เ รื่ อ ง เ มื อ ง เ ก่ า อั น ด า มั น ร้ อ ย เ รื่ อ ง เ มื อ ง เ ก่ า อั น ด า มั น ◆ 21 ชั้นล่างเป็นซุ้มโค้งเตี้ยจ�ำนวน 3 โค้ง เสารับซุ้มเป็นเสากลมหัวแบบด อริก (Doric) ผนังมีการเซาะร่องเลียนแบบการก่อหิน ชั้นบนเป็นระเบียง มีลูกกรงปูนปั้นประดับ ภายในอาคารตกแต่งแบบจีน ได้รับรางวัล อนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรมดีเด่น ประเภท เคหะสถานและบ้านเรือน เอกชน จากสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ ใน พุทธศักราช 2530 บ้านชินประชา ตั้งอยู่บนถนนกระบี่ สร้างขึ้นในพุทธศักราช 2446 โดยพระพิทักษ์ชินประชา (ตันม้าเสียง) เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน 2 ชั้น ลักษณะทางสถาปัตยกรรมเป็นการผสมผสานระหว่างตะวันตก และจีน เดิมมีการยื่นมุข 2 ชั้น รูปครึ่งหกเหลี่ยมที่มุมด้านหน้าอาคาร ทั้ง 2 ข้าง ต่อมาได้พังทลายลง เจ้าของจึงปรับทางเข้าบ้านเป็นมุขหน้า จั่วชั้นเดียว ประตูทางเข้าเป็นประตูไม้ลงรักปิดทอง เหนือประตูทางเข้า มีแผ่นป้ายภาษาจีน บริเวณกลางบ้านเปิดโล่งเพื่อระบายอากาศ เฟอร์นิเจอร์ภายในบ้านส่วนใหญ่เป็นแบบจีนซึ่งเป็นมรดกตกทอดมา จากบรรพบุรุษ วัสดุที่ใช้ตกแต่งบ้านนั้นส่วนใหญ่จะน�ำเข้าจากต่าง ประเทศ ได้รับรางวัลอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรมดีเด่น ประเภท เคหะสถานและบ้านเรือนเอกชน จากสมาคมสถาปนิกสยาม ใน พระบรมราชูปถัมภ์ ในพุทธศักราช 2552 บ้านหลวงอ�ำนาจนรารักษ์ ตั้งอยู่บนถนนดีบุก สร้างขึ้นใน พุทธศักราช 2454 โดยหลวงอ�ำนาจนรารักษ์ (ตันค้วด) เป็นอาคารก่อ อิฐถือปูน 2 ชั้น มีมุขด้านหน้า จุดเด่นอยู่ที่ลวดลายปูนปั้นที่มีความ สวยงาม หัวเสาเป็นการผสมผสานหัวเสาลายก้นหอยแบบไอโอนิค (Ionic) กับลายผักกูดหรือลายใบไม้แบบคอรินเธียน (Corinthian) เข้า ไว้ด้วยกัน ช่วงเหนือเสา (Entablature) มีองค์ประกอบของกรีกยุค คลาสสิคครบถ้วน ผสมผสานกับลายปูนปั้นประดับอาคารเป็นลาย ค้างคาว ลายหงส์ และลายเมฆ ลายใบไม้ และผลไม้ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ อันเป็นมงคลของจีน ศาสนสถาน เป็นอาคารทางศาสนาและความเชื่อ ตัวอย่างศาสนสถานในย่าน เมืองเก่าภูเก็ต ศาลเจ้าแสงธรรม (อ๊าม เต่งก้องต๋อง) ตั้งอยู่ในซอยเล็ก ๆ บน ถนนพังงา สร้างขึ้นในพุทธศักราช 2434 โดยชาวจีนฮกเกี้ยน แซ่ตัน สายสกุลหล่วนแจ้ ซึ่งขณะนั้นหลวงอ�ำนาจนรารักษ์ (ตันค้วด) เป็น หัวหน้าสายสกุล เพื่อเป็นที่สักการบูชาพระโพธิสัตว์และเทพเจ้าต่าง ๆ ตามความเชื่อ อีกทั้งยังเป็นที่พบปะสังสรรค์ระหว่างญาติมิตร ลักษณะ เป็นอาคารชั้นเดียว รูปแบบสถาปัตยกรรมแบบจีน โครงสร้างผนังรับ น�้ำหนัก โครงสร้างหลังคาไม้มุงกระเบื้องดินเผา ได้รับรางวัลอนุรักษ์ ศิลปสถาปัตยกรรมดีเด่น ประเภท ปูชนียสถานและวัดวาอาราม จาก สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ ในพุทธศักราช 2540
22 ◆ ร้ อ ย เ รื่ อ ง เ มื อ ง เ ก่ า อั น ด า มั น ร้ อ ย เ รื่ อ ง เ มื อ ง เ ก่ า อั น ด า มั น ◆ 23 กุฏิเก่าในวัดมงคลนิมิต (วัดกลาง) มี 2 หลัง คือ กุฏิเอี่ยมอนุสรณ์ สร้างขึ้นในพุทธศักราช 2472 และกุฏิอีหลังที่หน้าจั่วเขียนไว้ว่า “พระครู สีขรรัฐสมณคุณ โดยทุนทรัพย์ของพุทธบริษัท พ.ศ. 2467” กุฏิทั้ง 2 หลัง เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก 2 ชั้น จุดเด่นอยู่ที่มุขยื่นด้านหน้า หลังคา มุขเป็นทรงจั่ว หน้าต่างเป็นบานไม้เปิดถึงพื้น ช่องแสงเหนือหน้าต่างเป็นรูป โค้งครึ่งวงกลม นอกจากอาคารและสิ่งปลูกสร้างที่มีคุณค่าดังที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ใน ย่านเมืองเก่าภูเก็ตยังมีอาคารสมัยใหม่ที่เป็นแบบอย่างของการน�ำเอา ลักษณะเด่นของสถาปัตยกรรมในย่านเมืองเก่าภูเก็ตมาประยุกต์ใช่ เช่น อาคารธนาคารกรุงศรีอยุธยา จ�ำกัด สาขาภูเก็ต บนถนนรัษฎา ธนาคาร กสิกรไทย สาขาภูเก็ต บนถนนพังงา โรงแรม 99 Boutique บนถนนถลาง และ Showroom Honda หัวมุมถนนภูเก็ตตัดกับถนนถลาง ซึ่งอาคารเหล่า นี้ได้รับการออกแบบให้กลมกลืนกับย่านประวัติศาสตร์ได้เป็นอย่างดี อย่างไร ก็ตาม ยังมีอาคารที่คุณค่าอีกหลายหลังที่ก�ำลังเสื่อมสภาพลงและอาคารเก่า หลายหลังก็ถูกแทนที่ด้วยอาคารรูปแบบใหม่ที่อาจท�ำให้ย่านเมืองเก่าภูเก็ต เปลี่ยนแปลงไป ส�ำหรับการอนุรักษ์และพัฒนาย่านเมืองเก่าภูเก็ตนั้นเริ่มต้นขึ้นอย่าง จริงจังในพุทธศักราช 2537 เมื่อภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรท้องถิ่นใน เมืองภูเก็ตได้ร่วมกันหาหนทางในการอนุรักษ์และพัฒนาย่านเมืองเก่าภูเก็ต และได้ก�ำหนดพื้นที่ประมาณ 175 ไร่ ครอบคลุมถนนรัษฎา ถนนพังงา ถนน เยาวราช ถนนกระบี่ ถนนดีบุก ถนนถลาง ถนนภูเก็ต และถนนเทพกระษัตรี ให้เป็นเขตพื้นที่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมศิลปกรรม โดยออกเป็นประกาศ กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม มีการควบคุมความสูง ของอาคารไว้ไม่ให้เกิน 12 เมตร และยังส่งเสริมให้มีการพัฒนาอาคารใน รูปแบบดั้งเดิม โดยการเว้นช่องทางเดินด้านหน้า และคงรูปแบบทาง สถาปัตยกรรมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ต่อมาได้มีการแก้ไขประกาศนี้โดย มีการเพิ่มเติมพื้นที่ช่วงถนนถลางและถนนพังงา ด้านทิศตะวันออกเข้าไปใน พื้นที่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมศิลปกรรม ท�ำให้มีพื้นที่ทั้งหมด 210 ไร่ ใน พุทธศักราช 2540 หลังจากนั้น เทศบาลนครภูเก็ต มูลนิธิเมืองเก่าภูเก็ต ชุมชนเมืองเก่าภูเก็ต สถาบันการศึกษา หน่วยงานภาครัฐ และเอกชน ได้ ร่วมกันท�ำงานภายใต้ “โครงการอนุรักษ์ย่านการค้าเมืองเก่า” ซึ่งเป็น โครงการต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้ โดยมีจุดมุงหมายเพื่อสร้างความตระหนัก และการมีส่วนร่วมของชาวชุมชนในการร่วมอนุรักษ์มรดกสถาปัตยกรรม วัฒนธรรม และสภาพความเป็นอยู่แบบดั้งเดิมซึ่งถือว่าเป็นโครงการที่ประสบ ความส�ำเร็จและสามารถเป็นตัวอย่างให้กับย่านเมืองเก่าอีกหลาย ๆ แห่งได้ ปัจจุบัน พื้นที่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมศิลปกรรมเมืองเก่าภูเก็ตได้รับการประกาศ ในระเบียบคณะรัฐมนตรีให้เป็น “เขตพื้นที่เมืองเก่า” เมื่อวันที่ 11 เมษายน พุทธศักราช 2560 และก�ำลังอยู่ในช่วงการจัดท�ำแผนบริหารจัดการที่มี แนวทางและมาตรการอนุรักษ์และพัฒนาที่เหมาะสมต่อไป
วิถีชีวิต วัฒนธรรม ประเพณี จิตวิญญาน ของคนภูเก็ต
ร้ อ ย เ รื่ อ ง เ มื อ ง เ ก่ า อั น ด า มั น ◆ 27 หลากหลาย ในวิถี คนภูเก็ต วิถีของคนภูเก็ตนนั้ เป็นวิถีของผู้คนที่อยู่ร่วมกันเป็นสังคมแบบ พหุวัฒนธรรมที่ผสมผสานกันระหว่างคนพื้นเมืองที่เป็นคนไทยพุทธ คนมุสลิม คนจีนและกลุ่มคนที่มีเลือดผสมระหว่างคนจีนและคน พื้นเมืองที่เราเรียกกันว่า บาบ๋า ผู้คนเหล่านี้ต่างสืบสานวิถีแห่ง วัฒนธรรมของตนไว้อย่างยั่งยืนและเหนียวแน่นแสดงออกด้วย วัฒนธรรมประเพณี ความเชื่อ ศรัทธาและความมุ่งมั่นในอันที่จะดำ�รง ความเป็นอัตลักษณ์ตัวตนของหมู่เหล่าให้ดำ�รงไว้อย่างยั่งยืน สิ่งเหล่านี้อาจแสดงออกมาให้เห็นได้ด้วยการแต่งกายโดย เฉพาะ การแต่งกายแบบบาบ๋า ที่ทุกวันนี้เป็นที่ยอมรับด้วยความ ภาคภูมิใจและนิยมใส่กันทั่วไปในงานส�ำคัญต่างๆ จนถือได้ว่าเป็น ชุดแต่งกายพื้นเมืองของคนภูเก็ตไปโดยปริยาย ในเรื่องของอาหารการกินวิถีแห่งคนภูเก็ตนั่นถือได้ว่ามีความ หลากหลายสูงทั้งอาหารแบบมุสลิมเช่น โรตี มะตะบะที่กินเป็น อาหารเช้า ในขณะที่ ติ่มซ�ำ กะหรี่ฟาน กะหรี่ไหมฝัน หมี่ฮกเกี้ยน หมี่สะป�ำ โลบะ โอต๊าว โอ๊ะเอ้วและอาหารจีนเป็นอาหารขึ้นชื่อใน แบบของคนจีน ส่วนคนไทยยังนิยมในความเผ็ดร้อนของแกง ปักษ์ใต้ น�้ำพริกกุ้งเสียบและอื่นๆ ทุกช่วงเวลาจากเช้าถึงเย็นวิถี แห่งอาหารการกินจึงเป็นอีกวิถีของคนภูเก็ตที่ควรค่าแก่การ ลิ้มลอง ส�ำหรับเรื่องประเพณีทั้งคนไทยพุทธ มุสลิม คนจีนต่างก็มี ประเพณีที่โดดเด่นเป็นของตนเองอยู่ตลอดทั้งปี เราอาจจะได้ยิน ชื่อเสียงและความเด่นดังในประเพณีกินเจของคนภูเก็ต แต่ ประเพณีพ้อต่อก็เป็นอีกหนึ่งความเชื่อของคนที่นี่ เช่นเดียวกับ ตรุษจีน ไหว้พระจันทร์ ในขณะที่คนพุทธก็ยังยึดมั่นในการท�ำบุญ ตามเทศกาลต่างๆเช่น มาฆบูชา วิสาขะบูชา อาสาฬหบูชา เข้าพรรษา ออกพรรษา บุญสารทเดือนสิบ บุญประเพณีลากพระ เป็นต้น ส่วนคนมุสลิมก็มีงานรอมฏอนถือศีลอด งานวันฮารีรายอ อีดิลฟิตรี หรือวันสิ้นสุดช่วงเวลาการถือศีลอด ด้วยการเฉลิมฉลอง อย่างมีความสุขโดยการให้อภัยกัน ด้วยมิตรภาพที่ดี และอิ่มอร่อย กับอาหารการกินต่างๆ เป็นต้น ส่วนอาชีพของผู้คนภูเก็ตแน่นอนว่าในยุคของการท่องเที่ยวคน ที่ประกอบอาชีพท่องเที่ยวถือเป็นกลไกหลักของการขับเคลื่อนภูเก็ต ให้กลายเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลก หากแต่ภาพเก่าจากครั้งอดีตของ อาชีพผู้คนที่ยังหลงเหลือก็เป็นอีกเสน่ห์ความงามของวิถีคนภูเก็ต เช่น การตีเหล็กแบบโบราณซึ่งนับวันหาดูได้ยาก การท�ำเส้นขนมจีนแบบ โบราณ อาชีพช่างซ่อมเครื่องยนต์ในโรงการาจ อาชีพศิลปินเช่น การ แสดงหนังตะลุง มโนราห์ การวาดภาพด้วยศิลปะภูการ์ เป็นต้น นอกจากนี้ภาพชีวิตในตลาดสดของเมืองภูเก็ต การนั่งรถประจ�ำทาง โดยสารแบบรถไม้ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะแถบจังหวัดชายฝั่งอันดามัน ระนอง พังงา ภูเก็ตก็เป็นอีกหนึ่งในวิถีชีวิตของคนภูเก็ตที่ยังรักษา ไว้อย่างดี วิถีอันหลากหลายเหล่านี้จึงเป็นมิติแห่งความมีเสน่ห์อีก ประการหนึ่งของคนภูเก็ตที่ทั่วโลกได้ประจักษ์
ร้ อ ย เ รื่ อ ง เ มื อ ง เ ก่ า อั น ด า มั น ◆ 29 กลุ่มวัฒนธรรม ท้องถิ่น บาบ๋า เพอรานากัน เริ่มจาก ผู้อพยพชาวจีนที่เดินทางเริ่มต้นจากเมืองแอ้หมึง มณฑลฟูเจี้ยนในประเทศจีน ชายหนุ่มเหล่านี้มาแสวงหาโชคในดินแดน ใหม่ คือภูเก็ต เมื่อเริ่มคิดตั้งครอบครัวก็จะหาเจ้าสาวเป็นคนพื้นถิ่น อาจจะเป็นคนไทยแท้ๆ หรือ ลูกสาวของพ่อที่เป็นคนจีนก็ได้ ลูกที่เกิด จากพ่อแม่คู่นี้ ถ้าเป็นผู้ชายเราเรียกว่า บาบ๋า ถ้าเป็นผู้หญิงก็เรียกว่า ยะหยา แต่เนื่องจากคำ�ว่า ยะหยา Nyonya เป็นเสียงขึ้นนาสิกซึ่งเรา ออกเสียงยาก เราจึงรวมเรียกทั้งหญิงชายว่า “บาบ๋า” ศัพท์นี้เป็น ภาษาฮินดู ส่วนศัพท์ เพอรานากัน มีรากศัพท์จาก Bahasa Indonesia ซึ่งมีความหมายเหมือนกันคือ ลูกหลานคนจีนที่เกิดนอก แผ่นดินจีน ด้วยเหตุนี้ วัฒนธรรมบาบ๋า เพอรานากัน จึงโดดเด่นใน เรื่อง ประเพณีการแต่งงาน การแต่งกาย และ อาหารที่มีส่วนผสมทั้ง อาหารจีน อาหารไทยและอาหารมลายู ส�ำหรับวัฒนธรรมการแต่งงานแบบดั้งเดิมที่มีเอกลักษณ์ โดดเด่นของภูเก็ตนั้น มีการฟื้นฟูการแต่งงานแบบบาบ๋าจัดขึ้นเป็น ครั้งแรกเมื่อวันที่ 23ตุลาคม พ.ศ.2548 โดย ผศ.ปราณี สกุลพิพัฒน์ เป็นแกนน�ำในการริเริ่ม และสามารถจัดงานแต่งงาน ในครั้งนั้นได้ถึง 48 คู่ ที่ถือเป็นการฟื้นฟูวัฒนธรรมเก่า “บาบ๋า” ที่ ชาวภูเก็ตรักที่ถูกลืมไปหลายสิบปีให้กลับมาเป็น”รูปธรรม” สามารถช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจของเมืองเป็น Start up ส�ำหรับคน รุ่นใหม่ ผู้ใหญ่จะเลือกชุดเสื้อครุยเกล้ามวยสูง ที่เดิมเคยเป็นชุด ส�ำหรับงานมงคลใหญ่ในชีวิตให้ลูก ซึ่งเริ่มจากเสื้อตัวในที่เป็นเสื้อ ลูกไม้ป่านสวิสคอจีนแขนยาวชายแขนรูดเล็กน้อย ติดกระดุมแม่ ลูก ที่ชาวอินโดนีเซียเรียกว่า “ Keorosang” ส่วนชาวภูเก็ตรวบรัด ตัดความเรียกว่า เข็มกลัด “โกสัง” ตัวแม่จะมีลักษณะเหมือนหยด น�้ำ หรือ คล้ายลายผักชีของอินเดีย ตัวลูกจะเป็นเข็มกลัดกลมเฉยๆ คือเป็นดั่งลูกน้อย เข็มกลัดของดั้งเดิมจะเป็นทองแท้เพชรแท้ และ ส�ำหรับบางครอบครัวจะนิยมใช้เพชรซีกซึ่งถือเป็นศิลปะเฉพาะของ ชาวบาบ๋าเพอรานากัน เสื้อตัวนอกจะเป็นผ้าป่าน “ออกันดี” สั่งมา จากประเทศอังกฤษ ผ่านทางปีนัง วิธีการแต่งกายเริ่มต้นจาก นุ่งผ้าปาเต๊ะให้กระชับล�ำตัว คาด เข็มขัดทองค�ำ สวมเสื้อคอตั้งแขนจีบสีขาว สวมทับด้วยเสื้อครุย ผ้าบางสีอ่อนหวาน ติดเข็มกลัดโกสัง(Keorosang) ที่คอเสื้อตัวใน และใช้เข็มกลัดรูปโค้งคล้ายหลังเต่าที่เรียกด้วยภาษาฮกเกี้ยนว่า “ปินตั้ง” ติดบนเสื้อครุย ถ้ามีหลายอันก็ติดเรียงแถวได้ตามล�ำดับ ขนาด สวมสร้อยคอทองค�ำหลายๆ เส้น และนิยมที่จะให้เจ้าสาว ใช้ต่างหูหางหงส์ซึ่งแนบหูท�ำให้ใบหน้ากระจ่างขึ้น ปัจจุบันนี้ สาวยุคใหม่นิยมน�ำเสื้อตัวในของชุดเสื้อครุยเกล้ามวยสูง มาใช้เฉพาะ ตัวใน และนุ่งกับผ้าถุงปาเต๊ะ เพื่อ ให้ราคาย่อมเยาลง เรียกขานใหม่ ว่าชุดบาบ๋า แม้ว่าศัพท์ใหม่จะไม่ได้มีความหมายสอดคล้องกับชื่อเดิม ที่ใช้ค�ำว่า “บาบ๋า Baba” ในความหมาย ระบุเพศว่า ชายหนุ่มคนนี้มี บรรพบุรุษฝ่ายชายอพยพมาจากประเทศจีนและมาแต่งงานกับสาว ท้องถิ่น ลูกในรุ่นที่สองเป็นต้นไปจึงเรียกว่า “บาบาเกี้ย” หรือลูกหลาน ของชาวบาบ๋า เสื้อที่นิยมสวมใส่เพื่อรักษาวัฒนธรรมภูเก็ต เสื้อยะหยา คือเสื้อปักลายฉลุงดงามเป็นเสื้อคอพับแนบยาว จนถึงชายเสื้อ เสื้อนี้มีด้านหน้ากว้างมากกว่าด้านหลังมากเพราะเป็น เสื้อไม่มีกระดุม เวลาสวมจะดึงชิ้นหน้าซ้ายกับขวามาประกบกันแล้ว แบะออกติดด้วยเข็มกลัดแม่ลูกที่ร้อยรัดเข้าด้วยกันโดยใช้สายโซ่ ทองค�ำ เสื้อชนิดนี้จึงมีประโยชน์ใช้สอยมากโดยไม่ต้องแก้ไขขนาดของ เสื้อเมื่อ อ้วนขึ้นหรือผอมลง เสื้อยะหยาเป็นเสื้อผ้าที่คลาสสิคอย่างยิ่ง เพราะการสวมเสื้อยะหยากับผ้าถุงปาเต๊ะจึงเป็นเสื้อผ้าที่ไม่มียุคสมัย สวมแล้วสวยสง่า สาวยุคใหม่นิยมน�ำเสื้อตัวในของชุดเสื้อครุยเกล้า มวยสูง มาดัดแปลงใช้เฉพาะตัวใน นุ่งกับผ้าถุงปาเต๊ะ เพื่อให้ราคา ย่อมเยาลง เรียกขานใหม่ว่าชุดบาบ๋า ส�ำหรับผ้าถุงปาเต๊ะ เป็นเครื่อง แต่งกายประจ�ำถิ่น ราคาของผ้าปาเต๊ะแล้วแต่ผู้สวมใส่จะเลือก ราคา เริ่มต้นจากหนึ่งร้อยบาทถึงหนึ่งหมื่นบาท ความแตกต่างอย่างมีเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมภูเก็ต ทั้งการ แต่งกายและวัฒนธรรมด้านอาหาร ท�ำให้ภูเก็ตได้รับรางวัล City of Gastronomy รางวัลที่น่าภาคภูมิใจที่ “ยูเนสโก” ประกาศยกย่องให้ ภูเก็ตเป็น 1 ใน 18 เมืองสร้างสรรค์ด้านวิทยาการอาหารของโลก City of Gastronomy ประจ�ำปี พ.ศ.2558 เป็น 1 ใน 18 เมืองทั่วโลก ที่ ได้รับรางวัลนี้ โดยภูเก็ตเป็นเมืองแรกของไทยและอาเซียน ซึ่งผู้อยู่ เบื้องหลังความส�ำเร็จนี้คือ “นายแพทย์โกศล แตงอุทัย นายกสมาคม บาบ๋าเพรานากันประเทศไทย” และเป็นรองนายกเทศมนตรีนครภูเก็ต ในขณะนั้น ร่วมกับเทศบาลนครภูเก็ตและส�ำนักงานศิลปวัฒนธรรม ร่วมสมัย (สศร.) เพื่อผลักดันเมืองภูเก็ตให้เป็นเมืองแห่งอาหารใน เครือข่ายเมืองวัฒนธรรมสร้างสรรค์ของยูเนสโก ผลงานทั้งหมดใน การรวบรวมข้อมูลองค์กรพื้นฐานด้านอาหารมีมหาวิทยาลัยราชภัฏ ภูเก็ตเป็นสถาบันหลักทางวิชาการ
ร้ อ ย เ รื่ อ ง เ มื อ ง เ ก่ า อั น ด า มั น ◆ 31 ส�ำหรับผู้ชอบรับประทานอาหารเส้น อาหารเที่ยงดีที่สุด คือ หมี่ฮกเกี้ยนผัด เส้นหมี่ขนาดเส้นสปาเก็ตตี้ ผัดกับอาหารทะเลเติม ผักกวางตุ้ง รับประทานคู่กับหัวหอมสดและผักกาดหอม หรือ อาหารแนะน�ำคือ ปอเปิ๊ยะสด ใส้ปอเปิ๊ยะแตกต่างจากกรุงเทพซึ่ง เป็นอาหารแต้จิ๋ว ที่นี่อาหารฮกเกี้ยนใส้เป็นมันแกวผัด ส�ำหรับคน ชอบหอย แนะน�ำ “โกต้าว” (มาจากค�ำว่า โก๋ ในภาษาฮกเกี้ยน แปลว่า เหนียว) หรือ บางคนออกเสียงว่า “โอต้าว” (มาจากค�ำว่า โอ๋ ในภาษาฮกเกี้ยน แปลว่า หอยนางรม) หอยทอดชนิดนี้มีชื่อ เสียงมากในไต้หวัน ผัดจนได้ที่แล้วตอกไข่ใส่หนึ่งฟอง เติมเผือก หั่นขนาดลูกเต๋า เติมหอยติบหรือหอยนางรมขนาดเล็ก หอมหัว หอมเจียวกรอบและกากหมูที่โรยหน้า อยากได้รสเผ็ดขนาดไหน สั่งได้ตามใจปรารถนา ส่วนอาหารเย็นมื้อใหญ่มักจะเป็นอาหารทะเลสดจากทะเล การประกอบอาหารปลาตามรสนิยมทั้ง ต้มส้ม แกงส้ม หรือแกง เหลือง รสชาติเผ็ดแต่ไม่ถึงกับเผ็ดสุดโต่ง นอกจากนั้นยังมีปลา ทอด และปลาเผา ซึ่งถือเป็นอาหารจานหลักเมื่อมาเยือนภูเก็ต เพราะปลาเผาภูเก็ต เผาด้วยเปลือกมะพร้าวควันโขมง ท�ำให้เนื้อ ปลาเผาหอม เป็น smoked fish ที่อร่อยรสชาติท้องถิ่นและถือเป็น ซิกเนเจอร์ดิช (Signature dish) ของภูเก็ต ทั้งนี้การรับประทาน อาหารแบบภูเก็ตต้องแนมด้วยผักสดนานาชนิดที่รับประทานคู่กับ น�้ำพริกกุ้งเสียบที่รสเลิศ หรือลิ้มลองน�้ำพริกกุ้งสด ที่มีกุ้งสดต้ม แกะใช้เฉพาะเนื้อกุ้ง หัวหอมซอย มะนาวแกะกลีบกะปิดีย่างพอสุก หอมกรุ่น คลุกเคล้าเข้ากันให้ดีงามเลิศรส ส่วนปูสดที่เมืองภูเก็ต มีทั้งปูม้าและปูด�ำ ชาวบาบ๋าภูเก็ตชอบรับประทานแกงกะทิปู กับเส้นหมี่ลวก เรียกขานกันว่า “หมี่หุ้นแกงปู” ส่วนปูม้าก็นิยม นึ่งจิ้มกับน�้ำจิ้มทะเลรสเปรี้ยวหวาน ส�ำหรับคนที่นิยมอาหารจีน อาหารเช้าภูเก็ตที่มีชื่อเสียงมาก คือ ขนมจีบที่เรียกด้วยภาษากวางตุ้งว่า “เส่วโบ๋ย” ร้านขายขนม จีบมีอาหารหลากหลาย เช่น ซาละเปา เส่วโบ๋ย ฮะเก๋า ออโก้ย ที่ เสิรฟในจานใบน้อยๆ และบริการลูกค้าแบบร้อนโฉ่ ออกจากลังถึง ส่วนผู้ที่นิยมอาหารเป็นถ้วยก็มีให้เลือกหลายชนิด เช่น บะกู้ดเต๋ หรือ กระดูกซี่โครงหมูต้มกับสมุนไพรจีนข้าวต้มหมู ข้าวต้มปลา หมี่สั่ว อาหารเฉพาะท้องถิ่นภูเก็ต ส่วนเครื่องดื่มมีสารพัดให้เลือก ทั้งชา กาแฟและอื่นๆ ส่วนผู้นิยมอาหารรสชาติต่างวัฒนธรรม เช่น โรตี ในตัวเมือง ภูเก็ตมีร้านที่มีชื่อเสียงลูกค้าแน่นร้าน อยู่สองสามแห่ง นอกจาก โรตี ก็มี มะตะบะ ไข่ทอดกับเนย และเครื่องดื่มร้อน ส�ำหรับผู้ที่ไม่ สนใจอาหารที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมด ขอแนะน�ำให้รับประทาน ชา กาแฟ ในร้านโกปี้ หรือร้านกาแฟดั้งเดิม จิบกาแฟและเลือก ขนมหลากหลายที่วางขายในถาด ค่อยๆ เคี้ยว หูก็ฟังคนท้องถิ่น พูดคุยด้วยภาษาท้องถิ่นภูเก็ตอย่างออกรสออกชาติ ถือว่าเป็น การรับประทานอาหารเช้าที่สนุกสนานครื้นเครง ควรค่าแก่การจดจ�ำ อย่างยิ่ง เสน่ห์ อาหารพื้นเมือง ภูเก็ต อาหารพื้นเมืองภูเก็ต อร่อยอย่างไร เป็นเรื่องที่ต้องมาพิสูจน์ ด้วยตนเองเท่านั้ น อาหารแนะนำ� สำ�หรับอาหารเช้า เลือกได้ตาม รสนิยม เช่น ขนมจีนที่มีนำ�้แกงให้เลือกหลากหลายเช่น นำ�้ยาปลา เป็น แกงรสชาติปักษ์ใต้แท้ หอมเครื่องเทศ รสมันด้วยกะทิ มีเนื้อปลาทะเล เป็นส่วนผสมสำ�คัญ หรือน�้ ำยาปูทะเล สำ�หรับคนที่รักรสเผ็ดกว่า ธรรมดา ต้องลองแกงพุงปลา หรือแกงไตปลาที่เริ่มต้นจากการทำ�ความสะอาดและหั่นกระเพาะปลาทะเลที่มีขนาดใหญ่ ใส่ภาชนะหมักจนได้ที่(Fermented) เอามาปรุงกับนำ�้พริกหรือเครื่องแกงที่มีส่วน ประกอบของ ข่า ตะใคร้ กระเทียม พริกไทย พริกแห้งเม็ดโต(เอาเมล็ด ออก) เมื่อแกงหอมแล้ว ค่อยเติม เนื้อปลาแห้งแกะชิ้น เล็กๆ เมื่อ ทุกอย่างได้ที่แล้วจึงเติม มะเขือพวง เมล็ดมะม่วงหิมพานต์ เมล็ดขนนุ แกะเปลือกแล้ว และผักอื่นๆตามชอบ อาหารเช้ารสจัดเช่น ขนมจีนนี้ นิยมรับประทานคู่กับ ห่อหมกปลาทะเลร้อนๆ ทอดมันปลาทะเล ที่ชาว ภูเก็ตเรียกว่าลูกชิ้น และในบางแห่งอาจจะเรียกว่า ห่อหมกทอด วิธี รับประทาน คือต้องเลือกผักสด ผักดอง สับปะรด ปลาฉิ้งฉ้าง ที่ร้าน ขายขนมจีนจัดใส่ถาดไว้เบื้องหน้า ทั้งหมดนี้ คือของแนมที่ไม่คิดเงิน ราคาที่ต้องจ่ายคือเฉพาะค่าขนมจีนเท่านั้ น
ร้ อ ย เ รื่ อ ง เ มื อ ง เ ก่ า อั น ด า มั น ◆ 33 สืบสานประเพณี วิถีแห่งศรัทธา ของคนภูเก็ต บนความหลากหลายของชาติพันธุ์ที่ผสมกลมกลืนอยู่ร่วมกัน แบบพหุวัฒนธรรม ภูเก็ตเป็นอีกจังหวัดหนึ่งซึ่งมีประเพณีที่อยู่บน พื้นฐานแห่งความเชื่อและศรัทธาสืบต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่นจนกลายเป็น อีกรูปแบบหนึ่งของวิถีวัฒนธรรมอันแสดงออกของคนภูเก็ตด้วย งานประเพณีต่างๆที่น่าสนใจ อีกทั้งเป็นสีสันเติมแต่งให้ภูเก็ตเมืองแห่ง การท่องเที่ยวระดับโลกมีความหลากหลายให้นักท่องเที่ยวได้เที่ยวชม แล้วเก็บภาพแห่งความประทับใจกลับไปบอกกล่าวเล่าขานกันต่อไป อย่างไม่รู้จบ ประเพณีส�ำคัญของชาวภูเก็ตซึ่งโด่งดังและรู้จักกันดีที่สุด ก็คือ ประเพณีกินเจหรือประเพณีถือศีลกินผัก เป็นการถือศีลช�ำระจิตใจ และงดเว้นการบริโภคเนื้อสัตว์ทุก ชนิด มีระยะเวลา 9 วัน เริ่มตั้งแต่ ขึ้น 1 ค�่ำ เดือน 9 จนกระทั่งถึง ขึ้น 9 ค�่ำ เดือน 9 ของทุกปี ซึ่งอยู่ในช่วง เดือนกันยายน-ตุลาคม เป็นงานประเพณีซึ่งชาวจีนที่เข้ามาอาศัยในภูเก็ต ยึดถือปฏิบัติมา ช้านาน โดยมีพิธีกรรมต่างๆ มากมาย อาทิ พิธีอัญเชิญพระ พิธี ลุยไฟ พิธีสะเดาะเคราะห์ พิธีส่งพระ เป็นต้น งานเทศกาลนี้นับเป็น งานที่ได้รับความสนใจ และเลื่อมในศรัทธาทั้งจากชาวไทย และชาว ต่างประเทศมากที่สุดงานหนึ่ง ส่วนประเพณีอื่น ๆ ที่น่าสนใจ คือ ประเพณีตรุษจีน เป็นการเฉลิมฉลองวันขึ้นปีใหม่ของคนจีน วันตรุษจีนตรง กับ วันแรกของเดือน 1 ของจีน หรือ เดือน 2 เดือน 3 ทางจันทรคติ มีพิธีกรรมทั้งหมด 3 วัน โดย วันแรก มีการเตรียมอาหาร และของไหว้ต่าง ๆ ไว้ส�ำหรับ วันรุ่งขึ้น วันที่สอง มีการไหว้ 2 ช่วง คือ ช่วงเช้า จะมีการไหว้เทพเจ้า และช่วงบ่ายจะมีการไหว้บรรพบุรุษ เมื่อเสร็จพิธีไหว้ จะมีการรับ ประทานอาหารร่วมกันในครอบครัว และมีการแจก “อั่งเปา” (แต๊ะเอีย) ให้แก่เด็ก ๆ วันที่สาม ชาวจีนจะแต่งกายด้วยชุด ใหม่เพื่อเป็นสิริมงคล ไปไหว้พระที่ศาลเจ้า และวันนี้ถือว่าเป็น วันเที่ยว อาจจะไปเยี่ยม ญาติในท้องถิ่นอื่น ซึ่งในวันนี้จะไม่มีการ ท�ำงานแต่อย่างใด จะไม่มี การพูดค�ำหยาบ หรือดุด่าว่ากล่าวกัน
34 ◆ ร้ อ ย เ รื่ อ ง เ มื อ ง เ ก่ า อั น ด า มั น ร้ อ ย เ รื่ อ ง เ มื อ ง เ ก่ า อั น ด า มั น ◆ 35 ประเพณีไหว้เทวดา เป็นการไหว้ต้อนรับ และขอบคุณเทวดาที่ช่วยพิทักษ์รักษามนุษย์ เวลาของการไหว้จะเริ่มขึ้น หลังเที่ยงคืนของ วันที่ 8 เดือน 1 ของจีน ไปแล้ว หรือช่วงเวลาเริ่มต้นของ วันที่ 9 เดือน 1 ของไหว้ที่ส�ำคัญ คือ ต้นอ้อย 2 ต้น และของคาวหวานต่าง ๆ ประเพณีพ้อต่อ เป็นงานประเพณีของชาวภูเก็ตที่มีเชื้อสายจีน จะมีพิธีในช่วง เดือน 7 ของจีนหรือเดือน 9 ของไทย โดยมีพิธีเซ่นไหว้บรรพบุรุษ และ วิญญาณศักดิ์สิทธิ์ด้วยเครื่องบวงสรวง เป็นขนมชนิดหนึ่งท�ำด้วยแป้ง เป็นรูปเต่าขนาดใหญ่บ้างเล็กบ้าง ทาสีแดง ซึ่งคนจีนเชื่อว่าเต่าเป็น สัตว์ที่มีอายุยืน ดังนั้นการไหว้เต่า จึงเป็นการต่ออายุให้ตนเองและถือ กุศลที่ยิ่งใหญ่ ประเพณีไหว้พระจันทร์ เป็นประเพณีการไหว้เทพเจ้าด้วยขนมไหว้พระจันทร์(ตงชิวเปี้ย) และ ขนมโก๋ ในวัน 15 ค�่ำ เดือน 8 ของจีน ถือเป็นเทศกาลที่มีความส�ำคัญส�ำหรับคนจีนมากเป็นอันดับสอง รองจากเทศกาลตรุษจีน โดยจะตรงกับเดือนกันยายน หรือตุลาคม อยู่ ในช่วงกลางฤดูใบไม้ร่วง ชาวจีนจึงเรียกว่า จงชิว แปลว่า กลางฤดู ใบไม้ร่วง เป็นประเพณีที่ชาวจีนถือปฏิบัติสืบต่อกันมานับพันปี ซึ่งมี ต�ำนานเล่าขานเกี่ยวกับวันไหว้พระจันทร์ต่างๆ มากมาย ส่วนใหญ่จะ เป็นเรื่องของ เทพธิดาฉางเอ๋อเหินสู่ดวงจันทร์ และกระต่ายบนดวง จันทร์
เที่ยวชม เมืองเก่าภูเก็ต
ร้ อ ย เ รื่ อ ง เ มื อ ง เ ก่ า อั น ด า มั น ◆ 39 เที่ยวชม เมืองเก่าภูเก็ต ภูเก็ต เมืองที่ไม่ได้มีมนต์เสน่ห์ของการท่องเที่ยวอยู่แค่หาดทราย ชายทะเลจนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก แต่ในความเป็นจริง ภูเก็ตเป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์ความเป็นมายาวนานนับพันปีจากยุค ที่นักเดินเรือชาวกรีกเดินทางมาถึงและมีบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ จากยุคโบราณถึงยุคปัจจุบันเรื่องราวของภูเก็ตเดินทางผ่านวันเวลา มายาวไกลผ่านยุคสมัยแห่งความรุ่งเรืองมาตลอดและยังคงรุดไปข้าง หน้าอย่างไม่เคยหยุด เมืองเก่าภูเก็ตเป็นเสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของความเป็นเมือง ท่องเที่ยวระดับโลกที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยี่ยมเยือนอยู่ไม่ เคยขาด สถาปัตยกรรมชิโนโปรตุกีสที่เรียงรายอยู่ทั่วตัวเมือง ภูเก็ต และกระจายอยู่ตามสองฟากถนนหลายสายที่ตัดผ่านไปใน เมืองเก่าภูเก็ตและได้รับการปรับปรุงด้านผังเมืองอย่างดี เช่น การ เอาสายไฟลงใต้ดิน การปรับปรุงตกแต่งและรักษาอาคารต่างๆ ไว้ในรูปแบบดั่งเดิม เหล่านี้ล้วนเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของเมือง ภูเก็ตให้ นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งนอกจาก จะได้สัมผัสกับความสวยงามของบ้านเรือน และสถาปัตยกรรม ชิโนโปรตุกีส ที่สวยงาม ยังจะได้สัมผัสวิถีชีวิต วัฒนธรรมความ เป็นอยู่ของคนภูเก็ตไปพร้อมกันอีกด้วย เส้นทางท่องเที่ยวเมืองเก่าภูเก็ตที่ส�ำคัญ คือ เส้นทางที่ 1 ถนนภูเก็ต ถนนรัษฎา และถนนระนอง เริ่มจากหัวมุมถนนพังงา ตัดกับถนน ภูเก็ต เข้าสู่ถนนรัษฎา ผ่าน โรงแรมถาวรที่เป็นโรงแรมเก่าแก่คู่เมืองภูเก็ต ภายในมีห้อง นิทรรศการจัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับเมืองภูเก็ตที่มีคุณค่า ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กลุ่มอาคารตึกแถวบริเวณรอบวงเวียนสุริย เดชหรือ วงเวียนน�้ำพุ ย่านคิวจอดรถโพถ้อง และตลาดบ้านซ่านที่ มีบ้านเก่าอยู่ด้านในหลังหนึ่ง รวมทั้งบ้านพระอร่ามสาครเดิมที่ ปัจจุบันอยู่ภายในบริเวณบริษัทการบินไทย เส้นทางที่ 2 ถนนพังงา ถนนภูเก็ต และถนนมนตรี เริ่มต้นจากแยกถนนพังงาที่ตัดกับถนนเยาวราช ผ่านศาลเจ้าแสงธรรม ศาลเจ้าเก่าแก่ของภูเก็ต โรงแรมออนออน และอาคารตึกแถวเก่า ตึกธนาคาร กสิกรไทยที่สร้างขึ้นมาใหม่ในแบบชิโนโปรตุกีส จนถึงพิพิธภัณฑ์บาบ๋าเมือง ภูเก็ต เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ (ตึกธนาคารชาเคอร์เดิม) และพิพิธภัณฑ์เพอรานากันนิทัศน์(อาคารหอนาฬิกาศูนย์รวมข่าวพรหมเทพเดิม) ที่อยู่บริเวณสี่แยกถนนพังงาตัดกับถนนภูเก็ต เลยต่อไปถึงแยกตัดกับถนน มนตรีเลี้ยวซ้ายเพื่อไปชมพิพิธภัณฑ์ตราไปรษณียากรภูเก็ต ตึกไปรษณีหลังเก่า ที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดี เส้นทางที่ 3 ถนนถลางและซอยรมณีย์ เส้นทางท่องเที่ยวเมืองเก่าภูเก็ตที่นักท่องเที่ยวรู้จักกันดีที่สุด เริ่มจาก สี่แยกถนนถลางตัดกับถนนเทพกษัตรีตรงไปทางทิศตะวันตกไปจนถึงสี่แยก ถนนถลางตัดกับถนนเยาวราช ตลอดเส้นทางนี้มีอาคารตึกแถวเก่าแบบ ชิโนโปรตุกีสที่ยังมีสภาพสมบูรณ์สวยงามเรียงรายอยู่ทั้งสองฟากถนนมีทั้งที่ เป็นร้านค้าต่างๆ เกสท์เฮาส์ ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านขายยาโบราณ และ แกลเลอรี่ จ�ำนวนมากกว่า 151 คูหา โดยมีตึกแถวที่น่าสนใจตรงช่วงตึกแถว บ้านเลขที่ 107 ถึง 129 และตึกแถวฝั่งเลขคู่ช่วงปลายถนน กับตึกแถวสองฝั่ง ถนนในซอยรมณีย์ซึ่งเป็นซอยย่านโคมเขียวโคมแดงในอดีตที่ตัดไปทะลุถนน ดีบุกตรงวัดมงคลนิมิตร
40 ◆ ร้ อ ย เ รื่ อ ง เ มื อ ง เ ก่ า อั น ด า มั น ร้ อ ย เ รื่ อ ง เ มื อ ง เ ก่ า อั น ด า มั น ◆ 41 เส้นทางที่ 4 ถนนกระบี่ และถนนสตูล เริ่มจากสี่แยกถนนกระบี่ตัดกับถนนเยาวราช ที่อยู่ต่อจากถนน ถลาง ไปทางตะวันตกจนถึงสามแยกตัดกับถนนสตูล เดินตรงไปถึง บ้าน ชินประชา ย้อนกลับมาจนถึงสามแยกตัดกับถนนดีบุกเข้าสู่ถนน สตูล เส้นทางนี้มีอาคารเก่าแบบชิโนโปรตุกีสที่น่าชมมากมาย โดย เฉพาะอาคาร พิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทยหัว และยังมีร้านอาหารท้องถิ่น จ�ำนวนมาก เช่น ร้านขนมจีนป้ามัย ร้านหมี่แป๊ะแถว เส้นทางที่ 5 เส้นทาง ถนนดีบุก เริ่มจากสามแยกถนนสตูลกับถนนดีบุกตรงไปทางทิศตะวันออก จะมีบ้านเก่าแก่ของหลวงอ�ำนาจนรารักษ์ อยู่หัวมุมช่วงแรก และมี อาคารตึกแถวซึ่งส่วนใหญ่เป็นที่อยู่อาศัยและค่อนข้างเป็นอาคารที่ยัง สมบูรณ์และสวยงามมากตลอดสองฟากถนน ช่วงที่ผ่านแยกตัดถนน เยาวราชไปจนถึงแยกตัดถนนเทพกษัตรีจะผ่านอาคารสมาคมภูเก็ต ฮกเกี้ยนสามัคคีอยู่ทางขวามือ และวัดมงคลนิมิตหรือวัดกลางอยู่ด้าน ซ้ายมือ โดยสามารถเดินเชื่อมต่อเข้าไปชมตึกเก่าซอยรมณีย์ได้จาก ด้านนี้ได้ เส้นทางที่ 6 ถนนเทพกระษัตรี เริ่มจากบริเวณบ้านหงส์หยกและอาคารเก่าบริษัทอานุภาษ ไป ยังสี่แยกตัดกับถนนดีบุกที่มีร้านระย้าเป็นตึกเก่าที่สวยงามแห่งหนึ่ง เลยแยกนี้ไปเป็นกลุ่มอาคารตึกแถวเก่าแก่อยู่สองฝั่งถนน มีร้านอาหาร อร่อยอยู่หลายร้านเช่น ร้านโรตีแถวน�้ำ ร้านวันจันทร์ ช่วงสี่แยกตัดกับ ถนนดีบุก มีอาคารร้านขายยาสงวนฟาร์มาซีเป็นตึกสีขาวอยู่หัวมุม สี่แยกเป็นตึกเก่าที่สวยงามและสมบูรณ์แห่งหนึ่ง แผนที่
ประวัติศาสตร์ โบราณคดี จังหวัดพังงา
44 ◆ ร้ อ ย เ รื่ อ ง เ มื อ ง เ ก่ า อั น ด า มั น ร้ อ ย เ รื่ อ ง เ มื อ ง เ ก่ า อั น ด า มั น ◆ 45 จากการส�ำรวจพื้นที่บริเวณแหล่งโบราณคดีแต่ละแหล่ง พบโบราณวัตถุ ก่อนประวัติศาสตร์ ประเภท ขวานหินกะเทาะ ขวานหินขัด เครื่องมือกระดูก ค้อนหิน หินลับ และเศษภาชนะดินเผาจ�ำนวนมาก โดยเฉพาะได้พบขาภาชนะ ดินเผาสามขา ที่แหล่งโบราณคดีเขาวังหม้อแกง และแหล่งโบราณคดีเขาแดง อ�ำเภอเมือง ท�ำให้สามารถก�ำหนดอายุแหล่งโบราณคดีทั้งสองแหล่ง ได้ว่า มีอายุประมาณ ๒,๐๐๐ - ๔,๐๐๐ ปี มาแล้ว นอกจากแหล่งโบราณคดี ดังที่ได้กล่าวมาแล้วนี้ ยังพบแหล่งภาพเขียน สีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ตามถ�้ำและเพิงผา เช่น แหล่งภาพเขียนสีเกาะปันหยี แหล่งภาพเขียนสีเขาระย้า อ�ำเภอเมือง และแหล่งโบราณคดีถ�้ำนาค อ�ำเภอ ตะกั่วทุ่ง เขียนเป็นภาพคน ภาพสัตว์ และภาพจินตนาการของมนุษย์ก่อน ประวัติศาสตร์ในพื้นที่บริเวณนี้ได้เป็นอย่างดี จากหลักฐานทางโบราณคดีที่กล่าวมาในเบื้องต้น แสดงให้เห็นว่าใน พื้นที่จังหวัดพังงามีมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์อยู่อาศัยมาไม่น้อยกว่า ๔,๐๐๐ ปีมาแล้ว โดยอาศัยอยู่ตามถ�้ำและด�ำรงชีวิตด้วยการหาของป่า ประวัติศาสตร์ โบราณคดี จังหวัดพังงา จังหวัดพังงา เป็นจังหวัดหนึ่งทางฝั่งตะวันตกของ ประเทศไทย ริมฝั่งทะเลอันดามัน ที่พบร่องรอยการอยู่อาศัยของ มนุษย์มาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ กระจายตัวอยู่ตามถ�้ำและ เพิงผา รอบ อ่าวพังงา เช่น แหล่งโบราณคดีเขาช้าง แหล่งโบราณคดี เขางุ้ม แหล่งโบราณคดีเขาวังหม้อแกง แหล่งโบราณคดีเขาพังงา แหล่งโบราณคดีเขาเฒ่า แหล่งโบราณคดีเขาหนุ่ย แหล่งโบราณคดี เขาบ่อ แหล่งโบราณคดีเขาแดง อำ�เภอเมือง แหล่งโบราณคดีถ�้ำผึ้ง แหล่งโบราณคดี ถ�้ำพระ อำ�เภอทับปุด เป็นต้น ล่าสัตว์ ทั้งสัตว์บกและสัตว์น�้ำ ใช้เครื่องมือหินกะเทาะและพัฒนาต่อเนื่องมา จนเป็นเครื่องมือหินขัด รู้จักการเขียนภาพเพื่อการศึกษาสืบทอด และใช้ ภาชนะดินเผาเพื่อเป็นเครื่องอ�ำนวยความสะดวกของชีวิตแล้ว จากการขุดค้น แหล่งโบราณคดี ได้พบหลุมฝังศพของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ ที่มีพิธีการ ฝัง โดยฝังขวานหินกะเทาะไปกับผู้ตายด้วย มนุษย์ในท้องที่จังหวัดพังงา ได้มีการพัฒนาสืบเนื่องต่อกันมา จนถึง ระดับการจัดสังคมเป็นบ้านเป็นเมืองขึ้น จนถึงสมัย เมื่อสังคมจากภายนอก โดยเฉพาะจากอินเดียเข้ามาสู่พื้นที่แห่งนี้ ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๓ - ๖ มี การน�ำลัทธิความเชื่อเรื่องศาสนา วัฒนธรรม ภาษาหนังสือ เข้ามาพร้อมกับ กลุ่มนักเดินเรือที่มีความเจริญทางวัฒนธรรมที่สูงกว่า น�ำมาซึ่งการเปิดเส้น ทาง เพื่อแสวงหาพื้นที่ใหม่ เพื่อการขยายอาณาเขตของสังคมแลกเปลี่ยน ซื้อขายสินค้า จากกลุ่มเมืองที่เคยอยู่ไปมีสัมพันธ์กับกลุ่มเมืองอื่น ๆ โดย เฉพาะกลุ่มเมืองทางฝั่งตะวันออกของคาบสมุทร เกิดเป็นเส้นทางการค้าและ วัฒนธรรม ขึ้นในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๖ - ๑๒
46 ◆ ร้ อ ย เ รื่ อ ง เ มื อ ง เ ก่ า อั น ด า มั น ร้ อ ย เ รื่ อ ง เ มื อ ง เ ก่ า อั น ด า มั น ◆ 47 หลักฐานความเป็นเมืองท่าใหญ่ที่ส�ำคัญในยุคต้น เกิดขึ้นที่แหล่ง โบราณคดีทุ่งตึก ต�ำบลเกาะคอเขา อ�ำเภอตะกั่วป่า และแหล่งโบราณคดีตาม เส้นทางข้ามคาบสมุทร เช่น แหล่งโบราณคดี เขาพระเหนอ และแห่งโบราณคดี เขาพระนารายณ์ ต�ำบลเหล อ�ำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา เป็นต้น ปัจจุบัน เทวรูปพระนารายณ์และพระลักษมี ๒ องค์นี้ จัดแสดงอยู่ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ถลาง จังหวัดภูเก็ต ในท้องที่จังหวัดพังงาปัจจุบัน มีชุมชนขนาดใหญ่ที่เรียกว่าเมืองมาแล้ว ถึง ๔ เมืองเป็นอย่างน้อย คือ เมืองพังงา เมืองตะกั่วป่า เมืองตะกั่วทุ่ง และ เมืองคุระคุรอด (หรือคุระบุรี) ซึ่งปัจจุบันชุมชนเหล่านี้มีฐานะเป็นอ�ำเภอต่างๆ ในจังหวัดพังงา ชุมชนเหล่านี้เกิดขึ้นในยุคสมัยที่แตกต่างกันอยู่บ้าง โดยเฉพาะ เมืองตะกั่วป่า เชื่อกันว่าเป็นชุมชนขนาดใหญ่ และเป็นศูนย์อ�ำนาจปกครอง ท้องถิ่นมาตั้งแต่ยุคโบราณ ที่เริ่มมีการขนถ่ายผู้โดยสารและสินค้าข้าม คาบสมุทรจากตะกั่วป่า ผ่านเขาสก แม่น�้ำหลวง มาออกเมืองไชยาในระยะ แต่การจัดตั้งเมืองถลางที่พังงาครั้งนั้น ก็ต้องพบกับปัญหาต่างๆ หลาย ประการ เป็นต้นว่า ปัญหาขาดแคลนข้าวบริโภค ต้องพึ่งจากเมืองไทรบุรีและ กรุงเทพฯ ปัญหาการคุกคามจากพม่าซึ่งยังส่งเรือรบและกองก�ำลังย่อยๆ ออกมาจับผู้คนที่ตะกั่วป่าและกะเปอร์ไปสืบข่าวคราวอยู่บ่อยๆ และปัญหา เกี่ยวกับราษฎรและกรมการเมืองที่ตั้งไว้แล้วไม่ยอมไปอยู่ประจ�ำที่เมืองพังงา เพราะยังเป็นเมืองที่ทุรกันดารและห่างไกล อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๓๘๓ เป็นต้นมา เมืองพังงาค่อยๆ ขยาย ตัวเจริญขึ้นตามล�ำดับ จากการสนับสนุนส่งเสริมโดยตรงจากรัฐบาลกลาง ในปี พ.ศ.๒๔๓๓ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จ พระราชด�ำเนินประพาสเมืองพังงา ในระยะนั้น บ้านเมืองสงบ มีสันติสุขพอควร แก่อัตภาพ จนในปี พ.ศ.๒๔๕๙ ได้เปลี่ยนชื่อเมืองพังงาเป็นจังหวัดพังงา และเปลี่ยนต�ำแหน่งผู้ว่าราชการเมือง เป็นผู้ว่าราชการจังหวัด เมื่อเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต�่ำในสมัยรัชกาลที่ ๗ ได้ยุบเมืองตะกั่วป่า เป็นอ�ำเภอ ขึ้นกับจังหวัดพังงา และย้ายที่ตั้งศาลากลางจังหวัดจากที่เดิมซึ่ง ตั้งอยู่ที่บ้านชายค่ายไปตั้งที่บ้านท้ายช้างในปี พ.ศ.๒๔๗๓ และปี พ.ศ.๒๕๑๕ ได้ย้ายไปตั้งที่ใหม่ที่หน้าถ�้ำพุงช้าง ซึ่งเป็นที่ตั้งของศาลากลางจังหวัดปัจจุบัน ส่วนชื่ออ�ำเภอเมืองก็เปลี่ยนเป็นอ�ำเภอท้ายช้าง ในปี พ.ศ.๒๔๕๙ และกลับ มาเรียกว่าอ�ำเภอเมืองพังงา อีกในปี พ.ศ.๒๔๘๑ จนกระทั่งถึงปัจจุบัน แรกๆ ดังปรากฏหลักฐาน เมืองท่าการค้าโบราณอย่างแหล่งโบราณคดีทุ่งตึก ต�ำบลเกาะคอเขา อ�ำเภอตะกั่วป่า และแหล่งโบราณคดีตามเส้นทางข้าม คาบสมุทร เช่น แหล่งโบราณคดีเขาพระเหนอ และแหล่งโบราณคดีเขา พระนารายณ์ ต�ำบลเหล อ�ำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา เป็นต้น ส�ำหรับเมืองพังงา ตะกั่วป่า ตะกั่วทุ่ง และคุระบุรี ที่มีการสืบทอดต่อ เนื่องกันมาถึงปัจจุบันเป็นชุมชนที่เกิดจากการขยายตัวของการผลิตและค้า แร่ดีบุกในสมัยอยุธยา ชุมชนเหล่านี้มีฐานะเป็นเมืองขนาดเล็กขึ้นกับเมือง ถลาง และอยู่ในความดูแลของหัวเมืองชายฝั่งตะวันออกโดยเฉพาะเมือง นครศรีธรรมราช หรือไม่ก็ส่งขุนนางผู้ใหญ่จากเมืองหลวงออกไปปกครอง โดยตรง เช่น ระหว่างปี พ.ศ. ๒๓๑๙-๒๓๕๒ จนกระทั่งพม่าเผาท�ำลายเมือง ถลางและเมืองขึ้นเสียหายอย่างหนักในปี พ.ศ.๒๓๕๒ จึงมีการรวบรวมผู้คน ขึ้นใหม่ที่เมืองพังงา ซึ่งหวังที่จะได้ผลประโยชน์จากการท�ำเหมืองแร่ ให้ เหมือนเมืองถลางบนเกาะภูเก็ต
สถาปัตยกรรม เมืองพังงา
50 ◆ ร้ อ ย เ รื่ อ ง เ มื อ ง เ ก่ า อั น ด า มั น ร้ อ ย เ รื่ อ ง เ มื อ ง เ ก่ า อั น ด า มั น ◆ 51 สถาปัตยกรรมเมืองพังงา ย่านเมืองเก่าตะกั่วป่า แสดงให้เห็นถึงหลักฐานของความเจริญรุ่งเรืองใน ฐานะเมืองท่าส�ำคัญของการขนส่งสินค้าทางน�้ำโดยผ่านแม่น�้ำตะกั่วป่าและ คาบสมุทรมลายู และยุคของการปฏิวัติอุตสาหกรรมเหมืองแร่ของประเทศไทย ที่มีผู้คนมากมายหลั่งไหลเข้ามาที่เมืองตะกั่วป่าทั้งชาวจีนที่อพยพมาจากแผ่น ดินใหญ่ โดยตรงหรือย้ายถิ่นฐานมาจากปีนัง และสิงคโปร์เพื่อมาประกอบ กิจการขุดและค้าแร่ดีบุก จากเข้ามาเป็นลูกกุลี (คนงาน) จนสามารถสร้างฐานะ เป็นนายเหมืองเจ้าของสัมปทานการขุดแร่ทั้งทางบกและทางทะเล ส่งผลให้ เมืองตะกั่วป่าเกิดการขยายตัวด้านเศรษฐกิจทั้งชนิดและปริมาณ มีการสร้าง อาคารเพื่อใช้ประกอบธุรกิจและพักอาศัย โรงแรม ร้านโชว์ห่วย (ขายของ เบ็ดเตล็ด) ร้านโกปี้ (ร้านกาแฟ) โรงหนัง และสถานบันเทิงต่าง ๆ เกิดเป็นย่าน การค้าบนถนนอุดมธารา ศรีตะกั่วป่า กลั่นแก้ว มนตรี และหน้าเมือง หลังจาก การปฏิรูปการปกครองในพุทธศักราช 2475 นโยบายของรัฐบาล การพัฒนา เมือง และกฎหมายเหมืองแร่ในระยะต่อมาได้ดึงดูดให้ชาวตะวันตกเข้ามาลงทุน ท�ำเหมืองแร่ในเมืองตะกั่วป่ามากขึ้น โดยเฉพาะเหมืองเรือขุดที่ได้มีการน�ำ เครื่องจักรที่ทันสมัยมาใช้ มีการพัฒนาเทคนิคการผลิต และการลงทุนจ�ำนวน มากโดยขยายพื้นที่ท�ำเหมืองแร่ดีบุกตลอดแนวริมฝั่งอันดามัน เกิดธุรกิจต่าง ๆ ตามมาในพื้นที่อีกมากมาย จนท�ำให้เมืองตะกั่วป่าเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุดใน ช่วงต้นพุทธศักราช 2500 แต่เมื่อบริษัท เหมืองแร่ปิดตัว และแร่ดีบุกหมดจาก ไปพื้นที่ท�ำให้ย่านการค้าที่เคยรุ่งเรืองก็เริ่มซบเซาลงจนถึงปัจจุบัน อย่างไร ก็ตาม ย่านเมืองเก่าตะกั่วป่ายังคงสามารถรักษาความหลากหลายทาง วัฒนธรรมของเมืองที่มีลักษณะพหุวัฒนธรรม ประกอบด้วยคนพื้นเมือง คน จีนลูกผสมที่เรียกว่า “บาบ๋า” ที่มีความโดดเด่นที่ถ่ายทอดผ่านทางเครื่องแต่ง กาย อาหาร ภาษาพูด และประเพณีต่าง ๆ ที่เด่นชัด คือ ประเพณีถือศีลกินผัก และการแห่พระที่สืบทอดมายาวนานกว่า 150 ปี รวมทั้งสถาปัตยกรรมรูปแบบ การตั้งถิ่นฐานแบบดั้งเดิมที่มีคุณค่า ตึกแถวแบบจีน เป็นช่วงของการตั้งเมืองและเริ่มพัฒนาเมือง (พุทธศักราช 2370 - 2440) พบได้ที่ถนนอุดมธารา เพราะเป็นพื้นที่แรกที่มีการตั้งถิ่นในพื้นที่ เป็นอาคาร 2 ชั้น โครงสร้างผนังก่ออิฐรับน�้ำหนัก หน้ากว้าง 4 - 5 เมตร ยาว 15 - 20 เมตร พื้นชั้นล่างเดิมอัดดินแน่นหรือปูนขัดมัน ชั้นบนเป็นโครงสร้าง คานและพื้นไม้ หลังคาโครงสร้างไม้มุงด้วยกระเบื้องดินเผาแบบกาบกล้วย จุด เด่นคือ หลังคาคลุมทางเดินกว้างด้านหน้าอาคาร ผนังด้านหน้าชั้น 2 เจาะช่อง หน้าต่างคูหาละ 1 ช่อง ตึกแถวแบบอิทธิพลอาณานิคมช่องแคบ (พุทธศักราช 2420 - 2475) พบ มากที่ถนนศรีตะกั่วป่าได้รับอิทธิพลศิลปสถาปัตยกรรมจากเมืองปีนัง และ สิงคโปร์ เป็นอาคาร 2 ชั้น โครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก ผนังก่ออิฐฉาบปูน พื้นที่ใช้สอยชั้นล่างเป็นส่วนค้าขาย ชั้นบนเป็นส่วนพักอาศัย หน้ากว้าง 4 - 6 เมตร ยาว 20 - 40 เมตร กรณีที่อาคารมีความยาวมากจะแบ่งช่องเปิดโล่งกลาง อาคารออกเป็นหลายช่วง จุดเด่นคือ หง่อคาขี่ มีความกว้าง 2 - 3 เมตร เพื่อ ป้องกันฝนที่ตดชุกเกือบตลอดทั้งปี ผนังด้านหน้าชั้น 2 มีทั้งแบบผนังไม้หน้าต่าง บานกระทุ้ง และผนังก่ออิฐฉาบปูนแบ่งหน้าต่างเป็น 3 ช่องเท่า ๆ กัน ซุ้ม หน้าต่างนิยมท�ำเป็นรูปโค้งกลม (Round Arch) และรูปส่วนโค้ง (Segmental Arch) มีลวดลายประดับอาคาร เช่น ที่หัวเสา และปูนปั้นประดับผนังอาคารหรือ ขอบหน้าต่าง สถาปัตยกรรมในย่านเมืองเก่าตะกั่วป่าแบ่งออกได้ 5 กลุ่ม ตามลักษณะ การใช้งาน ดังนี้ อาคารสาธารณะ เป็นอาคารขนาดใหญ่มีทั้งอาคารราชการ สมาคม และโรงเรียน ตัวอย่างอาคารสาธารณะในย่านเมืองเก่าตะกั่วป่า อาคารโรงเรียนเต้าหมิง ตั้งอยู่บนถนนศรีตะกั่วป่า สร้างขึ้นในพุทธศักราช 2465 โดยพ่อค้าและคหบดีชาวจีนในเมืองตะกั่วป่า ระนอง และภูเก็ต และใช้ ช่างฝีมือชาวจีน เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก 2 ชั้น ผนังก่ออิฐฉาบปูน มีทาง เดินและระเบียงโดยรอบ โครงสร้างหลังคาเป็นไม้ หลังคาทรงปั้นหยามุงด้วย สังกะสี จุดเด่นอยู่ที่มุขจั่วยื่นกลางได้รับอิทธิพลลักษณะสถาปัตยกรรมแบบปัล ลาเดียน (Palladian) บริเวณหน้าจั่วมุขยื่นมีปูนปั้นเป็นภาพ “ตะวันฉาย” เปล่ง รัศมีเป็น 12 แฉก หมายถึง เดือนทั้ง 12 เดือน ระบบการแบ่งเวลาเป็น 12 ชั่วโมงแบบจีน (1 ชั่วโมงจีนเท่ากับ 2 ชั่วโมงสากล) และเป็นสัญลักษณ์แบบ เดียวกับธงประจ�ำพรรคก๊กมินตั๋งและตราแผ่นดินของสาธารณรัฐจีน สะท้อนถึง เรื่องราวของชุมชนเชื้อสายจีนและบริบททางด้านการเมืองในตะกั่วป่า อาคารตึกแถว มีลักษณะร่วม คือ มีช่องทางเดินด้านหน้าอยู่ใต้พื้นชั้นบนที่เรียกว่า หง่อ คาขี่ (แปลว่า ทางเดินกว้าง 5 ฟุตจีน) หรือ อาเขต ช่วยกันแดดกันฝน และ ระบายอากาศ หลังคาทรงสูงมุงด้วยกระเบื้องดินเผา มีช่องเปิดโล่ง (Open Inner Court) ช่องเปิดโล่งมีบ่อน�้ำ (Open Inner Court with Well) ภายใน ตึกแถวส�ำหรับระบายอากาศ ลักษณะทางสถาปัตยกรรมของอาคารตึกแถวแบ่ง ได้เป็น 3 ยุค ดังนี้ ตึกแถวแบบผสมผสาน เป็นยุครุ่งเรืองของอุตสาหกรรมเหมืองแร่ (พุทธศักราช 2470 - 2510) พบมากที่ถนนศรีตะกั่วป่าและถนนกลั่นแก้ว เป็น อาคาร 2 ชั้น โครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก ผนังก่ออิฐฉาบปูน จุดเด่นคือ หง่อ คาขี่ กว้างมากขึ้น (ประมาณ 3 เมตร) มีกันสาดคอนกรีตเสริมเหล็กด้านหน้า อาคารชั้น 2 และส่วนบนของอาคาร อาคารบางหลังมีระเบียงด้านหน้าชั้นสอง ลวดลายประดับตัดทอนลายละเอียดเป็นลายเลขาคณิต เช่น ลายสี่เหลี่ยม ข้าวหลามตัดหรือวงกลมบริเวณใต้ช่องหน้าต่าง อาคารพาณิชย์ เป็นอาคารขนาดใหญ่มีทั้งโรงแรม และบริษัทเอกชน ตัวอย่างอาคาร พาณิชย์ในย่านเมืองเก่าตะกั่วป่า บริษัทเรือขุดแร่จุติตั้งอยู่บนถนนศรีตะกั่วป่า ก่อตั้งโดยนายจุติ บุญสูง ที่สืบทอดกิจการเหมืองแร่ดีบุกจากบิดา หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้ขยาย กิจการเหมืองแร่โดยน�ำเข้าเครื่องจักรจากต่างประเทศเพื่อประกอบเป็นเรือขุด แร่ ท�ำการขุดหาแร่ดีบุกบริเวณอ่าวพังงา จนอุตสาหกรรมเหมืองแร่ได้ซบเซา ลงหลังจากพุทธศักราช 2520 อาคารบริษัทเรือขุดแร่จุติเป็นคอนกรีตเสริม เหล็ก 2 ชั้น รูปแบบโมเดิร์น (Modern) พื้นที่ด้านหน้าชั้นล่างจัดท�ำเป็น พิพิธภัณฑ์เหมืองแร่ของบริษัท และสามารถเห็นส�ำนักงานรวมทั้งข้าวของ เครื่องใช้ตั้งแต่อดีต
52 ◆ ร้ อ ย เ รื่ อ ง เ มื อ ง เ ก่ า อั น ด า มั น ร้ อ ย เ รื่ อ ง เ มื อ ง เ ก่ า อั น ด า มั น ◆ 53 โรงแรมเกษมสุข ตั้งอยู่บนถนนศรีตะกั่วป่า สร้างขึ้นในช่วงพุทธศักราช 2500 เป็นอาคาร 3 ชั้น หลังแรกในพื้นที่ โครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก ผนัง ก่ออิฐฉาบปูน จุดเด่นอยู่ที่ หง่อคาขี่ และการยื่นระเบียงด้านหน้าอาคารชั้น 2 และชั้น 3 ตกแต่งด้วยค�้ำยัน และลูกกรงหล่อถอดพิมพ์ โรงแรมเกษมสุขปิด กิจการลงหลังจากเมืองตะกั่วป่าเริ่มซบเซา ปัจจุบันชั้นล่างใช้ประกอบกิจการ ค้าขาย ชั้น 2 เป็นที่พักอาศัย ส่วนชั้น 3 ไม่มีการใช้สอยเพราะอาคารเกิดการ ช�ำรุดเสียหาย บ้านคหบดี บ้านขุนอินทรคีรีตั้งอยู่บนถนนมนตรี สร้างขึ้นในพุทธศักราช 2460 โดย ช่างฝีมือชาวจีน เพื่อเป็นบ้านอยู่อาศัยของ ร.อ.ท. ขุนอินทรคีรี (ช้อย ณ นคร) หลานพระยาเสนานุชิต (นุช ณ นคร) ผู้ส�ำเร็จราชการเมืองตะกั่วป่า และด�ำรง ต�ำแหน่งนายอ�ำเภอตะกั่วป่า ระหว่างพุทธศักราช 2464 – 2469 ปัจจุบันอยู่ใน ความดูแลของตระกูล ณ นคร บ้านขุนอินทร์เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน 2 ชั้น โครงสร้างหลังคาเป็นไม้ หลังคาทรงปั้นหยามุงด้วยกระเบื้องลอน ศาสนสถาน เป็นอาคารทางศาสนาและความเชื่อ ตัวอย่างศาสนสถานในย่านเมืองเก่า ตะกั่วป่า วัดเสนานุชรังสรรค์ หรือวัดใหม่ก�ำแพงแลง ตั้งอยู่บนถนนมนตรี สร้าง โดยพระยาเสนานุชิต (นุช) ศาสนสถานส�ำคัญ คือ พระอุโบสถขนาดใหญ่ รูป แบบสถาปัตยกรรมสมัยรัตนโกสินทร์ช่วงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้า เจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ภายในประดิษฐานพระประธานศิลปะสมัยรัตนโกสินทร์ พระพุทธรูปหินอ่อนสีขาวศิลปะพม่า และธรรมาสน์เก่าแก่ พระอุโบสถได้รับการ ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานโดยกรมศิลปากรในพุทธศักราช 2539 ศาลเจ้าปุนเท่ากงอ�ำ ตั้งอยู่ปลายถนนอุดมธารา เป็นศาลเจ้าแห่งแรกของ ย่านเมืองเก่าตะกั่วป่า ศาลเจ้าฮกเกี้ยนโฮ้ยก้วน ตั้งอยู่บนถนนศรีตะกั่วป่า เป็นศาลเจ้าประจ�ำ สมาคมฮกเกี้ยนตะกั่วป่า ศาลเจ้ากู่ใช่ตึ๋ง ตั้งอยู่บนถนนศรีตะกั่วป่า เป็นศาลเจ้าเก่าแก่แห่งหนึ่ง ของเมือง ศาลเจ้าพ่อกวนอู (ซิ่นใซ่ตึ๋ง) ตั้งอยู่บนถนนศรีตะกั่วป่า ลักษณะเป็น ตึกแถว 2 ชั้น จุดเด่นคือ หง่อคาขี่ และระเบียงด้านหน้าชั้น 2 ภายในศาลเจ้า เป็นที่ประดิษฐานองค์เทพนาจา และองค์เทพเจ้าอีกหลายองค์ นอกจากสถาปัตยกรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของย่านเมืองเก่าตะกั่วป่า ภายในพื้นที่ยังมีก�ำแพงค่าย สร้างโดยพระยาเสนานุชิต (นุช) เจ้าเมืองตะกั่วป่า สร้างล้อมรอบจวนที่พ�ำนักเป็นตัวอย่างก�ำแพงค่ายป้องกันศัตรู ตัวก�ำแพงมี ลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ปัจจุบันเหลือเพียง 3 ด้าน โดยก�ำแพงด้าน ทิศใต้ริมถนนอุดมธาราได้ถูกทุบท�ำลายยาวประมาณ 20 เมตร เมื่อคราวขยาย ถนน ก�ำแพงค่าย ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานโดยกรมศิลปากรใน พุทธศักราช 2539 ไม่ไกลจากย่านเมืองเก่าตะกั่วป่ามากนักยังมีอาคารและสิ่งปลูกสร้างที่ เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเหมืองแร่ คือ สะพานเหล็กโคกขนุน ตั้งอยู่บนถนนราษฎร์บ�ำรุง สะพานแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนสะพานเหล็กข้ามทุ่งนายาวประมาณ 200 เมตร เนื่องจากเมื่อมีการ ตัดถนนท�ำให้น�้ำท่วมในฤดูน�้ำหลาก บริษัทแร่บุญสูง จึงน�ำเหล็กจากเรือขุดที่ ได้ยกเลิกการใช้งานมาสร้างเป็นสะพานเมื่อพุทธศักราช 2511 เพื่ออ�ำนวยความ สะดวกในการขนถ่ายสินค้าและการสัญจรจากถนนเข้าสู่พื้นที่โคกขนุนซึ่งเป็นที่ ตั้งของกลุ่มโรงงานถลุงแร่บริษัทบุญสูง สะพานเหล็กช่วงแรกเชื่อมต่อกับ สะพานเหล็กแขวนในช่วงข้ามแม่น�้ำตะกั่วป่ายาวประมาณ 30 เมตร มีลักษณะ เด่นคือตั้งเสาสูงสองฝั่งแม่น�้ำใช้สลิงในการยกตัวพื้นสะพานเหล็กช่วงพาด ปัจจุบันยังสามารถใช้งานได้ ความกว้างของสะพานทั้งสองสามารถให้มอเตอร์ ไซด์วิ่งสวนกันได้ กลุ่มโรงงานถลุงแร่บริษัทบุญสูง ตั้งอยู่ในพื้นที่โคกขนุน เชื่อมต่อจาก สะพานเหล็กโคกขนุน เป็นกลุ่มอาคาร ประกอบด้วยโกดังโล่งขนาดใหญ่หลาย หลัง ภายในอาคารใช้วางเครื่องจักรในการถลุงแร่ เก็บแร่และสินค้า โครงสร้าง อาคารเป็นเหล็ก ผนังสังกะสีน�ำเข้าจากปีนัง นอกจากนี้ยังมีอาคารส�ำนักงาน และ ที่พักพนักงาน ปัจจุบันยังมีการด�ำเนินงานอยู่บางส่วน เครื่องจักรเดิมหลายชิ้นถูก ย้ายหรือขายออกไป ท�ำให้เห็นเป็นโกดังโล่ง และบางส่วนใช้เป็นพื้นที่เก็บสินค้า ส�ำหรับการอนุรักษ์และพัฒนาย่านเมืองเก่าตะกั่วป่านั้นเริ่มต้นจาก เทศบาลเมืองตะกั่วป่า หน่วยงานท้องถิ่น ชมรมบาบ๋าฝั่งทะเลอันดามัน อ.ตะกั่วป่า กลุ่มตะกั่วป่ามายโฮม ชมรมผู้ประกอบการอาหารตะกั่วป่า ชุมชน ตลาดใหญ่ และชุมชนเสนานุชได้ร่วมกันจัดงาน “ตะกั่วป่าเมืองเก่า เล่าความ หลัง” ณ บริเวณถนนศรีตะกั่วป่า เพื่อสร้างความตระหนักรู้ถึงคุณค่าความส�ำคัญ ของย่านเมืองเก่าตะกั่วป่าในฐานะแหล่งมรดกวัฒนธรรม หลังจากนั้น ส�ำนัก นโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้จัดท�ำโครงการก�ำหนดขอบเขตพื้นที่เมืองเก่า เมือง ตะกั่วป่า ในพุทธศักราช 2556 จนน�ำไปสู่ประกาศเขตพื้นที่เมืองเก่าตะกั่วป่า เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม พุทธศักราช 2558 ครอบคลุมพื้นที่เมืองเก่า 0.33 ตารางกิโลเมตร และพื้นที่ต่อเนื่อง 0.39 ตารางกิโลเมตร โดยคณะกรรมการ อนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์และเมืองเก่า ต่อมาในพุทธศักราช 2560 สถาบันอาศรมศิลป์ ได้จัดท�ำแผนแม่บท (Master plan) ด้วยกระบวนการมีส่วน ร่วมเพื่ออนุรักษ์และพัฒนาเมืองเก่าตะกั่วป่าเสนอต่อเทศบาลเมืองตะกั่วป่า โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ย่านเมืองเก่าตะกั่วป่าสามารถด�ำรงคุณค่ามรดกทาง วัฒนธรรมและคงความสมดุลของระบบนิเวศเมืองต่อไป ย่านชุมชนเก่าตลาดย่านยาว ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น�้ำตะกั่วป่า ในอดีตพื้นที่ บริเวณนี้มีประชาชนเข้ามาตั้งบ้านเรือนอาศัยเป็นแถวยาวเหยียด เป็น เอกลักษณ์ที่เห็นได้เด่นชัด ค�ำว่า ย่าน หมายถึง แถว ถิ่น บริเวณที่ตรงและยาว ซึ่งตั้งชื่อตามลักษณะเด่นของชุมชนว่า ย่านยาว อีกความหมายหนึ่ง คือ บริเวณ ที่มีล�ำน�้ำตรงเป็นระยะทางยาว ภายหลังการย้ายตัวเมืองจากย่านเมืองเก่า ตะกั่วป่ามาที่ตลาดย่านยาวในพุทธศักราช 2456 ความเจริญรุ่งเรืองก็เข้ามาสู่ ชุมชน โดยมีอาคารและสิ่งปลูกสร้างที่ส�ำคัญ ได้แก่
54 ◆ ร้ อ ย เ รื่ อ ง เ มื อ ง เ ก่ า อั น ด า มั น ร้ อ ย เ รื่ อ ง เ มื อ ง เ ก่ า อั น ด า มั น ◆ 55 อาคารที่ว่าการอาเภอตะกั่วป่าหลังเก่า ํ ตั้งอยู่บนถนนเพชรเกษม ด้านหน้า อาคารมีสนามหญ้าขนาดใหญ่ อาคารถูกสร้างขึ้นในพุทธศักราช 2472 รูปแบบ สถาปัตยกรรมแบบคลาสสิคที่ถูกตัดทอนรายละเอียด เป็นอาคารคอนกรีต เสริมเหล็กชั้นเดียว ก่ออิฐถือปูน หลังคาทรงปั้นหยา ผังพื้นเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืน ผ้าแคบยาว เน้นที่มุขกลางและปลายทั้งสอง มุขกลางกว้าง 3 ช่วงเสา มุขริม ด้านทิศตะวันตกกว้าง 2 ช่วงเสา มุขริมด้านทิศตะวันออกกว้าง 4 ช่วงเสา เชื่อม ด้วยระเบียงยาวข้างละ 7 ช่วงเสา กรมศิลปากรขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานใน พุทธศักราช 2544 วัดนิกรวราราม สร้างขึ้นเมื่อพุทธศักราช 2336 โดยคุณตาแก้ว และคุณ ตาราม ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาในพุทธศักราช 2385 เป็นวัดเก่าแก่ของ ย่านชุมชนตลาดย่านยาว กลุ่มตึกแถวและเรือนแถวไม้ถนนศรีเมือง ตึกแถว เป็นอาคาร 2 ชั้น โครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก ผนังก่ออิฐฉาบ ปูน มีหง่อคาขี่ มีทั้งตึกแถวแบบอิทธิพลอาณานิคมช่องแคบ และตึกแถวแบบ ผสมผสาน คล้ายกับตึกแถวในย่านเมืองเก่าตะกั่วป่า เรือนแถวไม้ เป็นอาคาร 2 ชั้น โครงสร้างไม้ มีหง่อคาขี่ จุดเด่นอยู่ที่ผนัง ด้านหน้าชั้น 2 เป็นผนังไม้ หน้าต่างไม้แบบหน้าต่างแค่เอว ลูกฟักหน้าต่างมีทั้ง แบบเกล็ดและแบบทึบ เหนือหน้าต่างบริเวณใต้ชายคามีทั้งแบบเกล็ดไม้ระบาย อากาศและแบบทึบ ย่านชุมชนเก่าตลาดย่านยาวยังไม่รับการส�ำรวจและระบุคุณค่าความส�ำคัญ ในฐานะมรดกทางวัฒนธรรมอย่างเป็นระบบ เมืองพังงาเป็นชุมชนที่เกิดจากการขยายตัวของการผลิตและค้าแร่ดีบุก ในสมัยอยุธยา เดิมมีมีฐานะเป็นเพียงแขวงขึ้นกับเมืองตะกั่วป่า ต่อมาได้รับการ ยกฐานะเป็นเมืองเทียบเท่าเมืองตะกั่วป่า และกลายมาเป็นศูนย์กลางของจังหวัด จนถึงปัจจุบัน ภายในพื้นที่มีอาคารและสิ่งปลูกสร้างที่ส�ำคัญ ได้แก่ อาคารศาลากลางจังหวัดพังงา(หลังเก่า) ตั้งอยู่บนถนนเพชรเกษม สร้าง ขึ้นในพุทธศักราช 2473 รูปแบบสถาปัตยกรรมแบบคลาสสิคที่ถูกตัดทอนราย ละเอียด เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กชั้นเดียว ก่ออิฐถือปูน หลังคาทรงปั้น หยา ผังพื้นเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าแคบยาว เน้นที่มุขกลางและปลายทั้งสอง มุข กลางกว้าง 3 ช่วงเสา มุขริมด้านละ 2 ช่วงเสา เชื่อมด้วยระเบียงยาวข้างละ 7 ช่วงเสา ผนังหน้ามุขกลางรับด้วยคานโค้ง ด้านบนเป็นผนังขอบหลังคาแบบ โปร่งมีพนักประดับลูกกรง ช่วงกลางก่อเป็นแผงหน้าบัน ด้านข้างทั้งสองประดับ ค�้ำยันหูช้าง ลายปูนปั้นลวดลายพันธุ์พฤกษาขมวดเป็นวง มีตราครุฑปูปั้น ประดับกลางหน้าบัน กรมศิลปากรขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานในพุทธศักราช 2530 จวนผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา ตั้งอยู่บนถนนเพชรเกษม สร้างขึ้นใน พุทธศักราช 2476 เพื่อใช้เป็นที่ท�ำการบริษัท พังงาทิน ของชาวออสเตรียที่เข้า มาประกอบกิจการท�ำเหมืองแร่แบบใช้หรือขุด เมื่อบริษัทเลิกกิจการแล้ว อาคาร หลังนี้ได้ถูกขายให้กับทางราชการและถูกปรับปรุงเป็นจวนผู้ว่าราชการจังหวัด พังงา รูปแบบสถาปัตยกรรมแบบผสมผสาน (Eclectic Style) เป็นอาคาร คอนกรีตเสริมเหล็ก 2 ชั้น ก่ออิฐถือปูน หลังคาทรงปั้นหยา จุดเด่นอยู่ที่มุข ด้านหน้าอาคารโครงสร้างคานโค้งที่ออกแบบให้รถยนต์เข้าไปเทียบได้ กรม ศิลปากรขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานในพุทธศักราช 2544 อาคารตึกแถว และเรือนแถวไม้ มีลักษณะร่วม คือ มีช่องทางเดินด้าน หน้าอยู่ใต้พื้นชั้นบนที่เรียกว่า หง่อคาขี่ (แปลว่า ทางเดินกว้าง 5 ฟุตจีน) หรือ อาเขต ช่วยกันแดดกันฝน และระบายอากาศ ตึกแถวโรงแรมทวีสุข ตั้งอยู่บนถนนเพชรเกษม เป็นอาคาร 2 ชั้น กว้าง 2 คูหา โครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก ผนังก่ออิฐฉาบปูน จุดเด่นคือ ผนังด้าน หน้าชั้น 2 แบ่งหน้าต่างเป็น 3 ช่องเท่า ๆ กัน ซุ้มหน้าต่างท�ำเป็นรูปส่วนโค้ง (Segmental Arch) มีลวดลายประดับอาคาร เช่น ที่หัวเสา และปูนปั้นประดับ ผนังอาคารหรือขอบหน้าต่าง ติดกับตึกแถวโรงแรมทวีสุขเป็นตึกแถว 2 ชั้น จ�ำนวน 4 คูหา จุดเด่นคือ ผนังด้านหน้าชั้น 2 แบ่งหน้าต่างเป็น 3 ช่องเท่า ๆ กัน ลวดลายประดับตัดทอนลายละเอียดเป็นลายเลขาคณิต เช่น ลายสี่เหลี่ยม ข้าวหลามตัดหรือวงกลมบริเวณใต้ช่องหน้าต่าง กลุ่มเรือนแถวไม้ ตั้งอยู่บนถนนตลาดขวาง เป็นอาคาร 2 ชั้น ครึ่งไม้ ครึ่งปูน จุดเด่นคือ ผนังด้านหน้าชั้น 2 เป็นผนังไม้ หน้าต่างไม้แบบหน้าต่าง แค่เอว ลูกฟักหน้าต่างแบบทึบ เหนือหน้าต่างบริเวณใต้ชายคามีทั้งแบบเกล็ด ไม้ระบายอากาศและแบบทึบ ตึกแถวบ้านเจียรวานิชตั้งอยู่บนถนนเจริญราษฎร์ เป็นอาคาร 2 ชั้น กว้าง 2 คูหา โครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก ผนังก่ออิฐฉาบปูน จุดเด่นคือ ระเบียง ด้านหน้าชั้นสอง ผนังด้านหน้าชั้นสองแบ่งเป็น 3 ช่อง เท่า ๆ กัน ช่องตรงกลาง เป็นประตู ช่องด้านซ้ายและขวาเป็นหน้าต่าง และผนังด้านหน้าชั้นล่างเป็นผนัง ไม้ กึ่งกลางผนังเป็นประตูไม้ทางเข้า ติดกับตึกแถวบ้านเจียรวานิชเป็นเรือน แถวไม้ 2 ชั้น กว้าง 1 คูหา จุดเด่นคือ ผนังไม้ด้านหน้าชั้นสองแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนล่างเป็นผนังทึบสูงแค่เอว และส่วนบนแบ่งหน้าต่างไม้บานเปิดคู่ เป็น 3 ช่องเท่า ๆ กัน วัดประชุมโยธีตั้งอยู่บนถนนเพชรเกษม เดิมเป็นที่พ�ำนักสงฆ์ แล้วค่อย พัฒนาเป็นส�ำนักสงฆ์ จนประมาณพุทธศักราช 2392 เจ้าจอมยี่สุ่น ณ นคร ธิดา คนโตของพระยาบริรักษ์ภูธร (แสง ณ นคร) เจ้าเมืองพังงา ผู้มีความศรัทธาต่อ พุทธศาสนา ได้เริ่มอุปถัมภ์บ�ำรุงสร้างกุฏิเสนาสนะจนเป็นวัดที่เจริญขึ้นตาม ล�ำดับ ภายในวัดมีอาคารที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์คือ หอไตร และอาคาร พิพิธภัณฑ์ ศาลเจ้ามาจ้อโป๋ ตั้งอยู่บนถนนบริรักษ์บ�ำรุง เป็นศาลเจ้าเก่าแก่ของเมือง พังงา ลักษณะสถาปัตยกรรมแบบจีน ผนังก่ออิฐฉาบปูน โครงสร้างหลังคาเป็น ไม้ ภายในศาลเจ้ามีภาพจิตกรรมฝาผนังสวยงาม และกระถางธูปพระราชทาน โดยมีพระปรมาภิไธยย่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ตรงกลางกระถางธูป
วิถีชีวิตตัวตน คนพังงา
ร้ อ ย เ รื่ อ ง เ มื อ ง เ ก่ า อั น ด า มั น ◆ 59 คนพังงาในยุคปัจจุบันท�ำเกษตรกรรมเป็นหลัก ทั้งการท�ำ สวนยางพาราและสวนผลไม้ รองลงมาคือการท�ำประมง ทว่าย้อน เวลากลับไปในอดีตในยุคที่พังงายังคงเฟื่องฟูด้วยการท�ำเหมืองแร่ อ�ำเภอกะปง คือเมืองไกลในหุบเขาที่มากด้วยความอุดมสมบูรณ์ ทางธรรมชาติ ป่าเขา สวนผลไม้ รวมไปถึงทรัพย์ในดินอย่างสินแร่ ดีบุกที่เป็นของมีค่ามีราคาในสมัยนั้นก่อให้เกิดการงานอย่างการ ท�ำเหมืองแร่ ซึ่งเป็นจุดดึงดูดให้คนในท้องถิ่น รวมถึงคนจีนโพ้น ทะเลที่รอนแรมมากับเรือส�ำเภาเข้ามาเป็นคนงานเหมืองกัน มากมายหลายกลุ่ม วิถีชีวิตตัวตน คนพังงา คงเป็นเพราะพังงาเป็นเมืองท่าค้าขายที่สำ�คัญของฝั่ง อันดามัน การแลกเปลี่ยนจึงไม่ได้มีเพียงในแง่ของการค้าวาณิชย์ แต่ยังหมายถึงการหลอมรวมทางวัฒนธรรมของคนกลุ่มต่าง ๆ ทั้งคนไทยพุทธ คนมุสลิม และคนจีน ซึ่งต่างก็ตั้งรกรากลงหลักปัก ฐานอยู่บนผืนแผ่นดินพังงามาช้านาน และไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านไปนาน เท่าใด อัตลักษณ์ทางวิถีชีวิตเฉพาะตัวของคนแต่ละชาติพันธุ์ก็ยังคง อยู่ ไม่ว่าจะเป็นภาษาพูดอาหารการกิน เครื่องแต่งกาย ศาสนา ประเพณี และความเชื่อที่สืบทอดต่อกันมาทางสายเลือด ไม่เพียงแต่ที่อ�ำเภอกะปง คนจีนอีกกลุ่มยังมุ่งหน้ามาท�ำงานเหมืองแร่ที่ ตะกั่วป่า หรือที่เรียกว่าเมืองตะโกลา ย่านเก่าที่เคยเป็นทั้งเมืองท่า เหมืองแร่ และย่านการค้าที่คึกคัก จนกระทั่งถึงวันที่การท�ำเหมืองสิ้นสุดลง คนจีน บางกลุ่มอพยพโยกย้ายถิ่นฐานกลับบ้านเกิดเมืองนอน ทว่าบางส่วนยังคง ปักหลักบนถิ่นฐานนี้ โดยชายชาวจีนที่แต่งงานอยู่กินกับหญิงท้องถิ่นเมื่อมี ทายาทหากเป็นลูกชายจะเรียกว่า “บาบ๋า” ถ้าเป็นลูกสาวเรียกว่า “ยอนย่า” ซึ่ง ค�ำว่า “บาบ๋า” กับ “ยอนย่า” ล้วนมีความหมายเดียวกัน นั่นคือลูกที่เกิดบน ผืนแผ่นดินแม่ ทว่าภายหลังนิยมเรียกลูกครึ่งเชื้อสายจีนทั้งชายและหญิง เหล่านี้ว่า “บาบ๋า” ขณะที่ชายฝั่งและเกาะต่างๆ ในทะเลของพังงาเป็นที่ทางของชนชาว มุสลิม ที่บ้านโคกไคร อ�ำเภอทับปุด และบ้านบางพัฒน์ อ�ำเภอเมืองฯ นั้นเป็น แหล่งท�ำประมงขึ้นชื่อ บ้านเรือนที่ตั้งอยู่ในโอบกอดของป่าชายเลนท�ำให้ กุ้ง หอย ปู ปลามีมากมาย ที่นี่จึงเป็นตลาดขายอาหารทะเลสดนานาชนิด เช่น หอยตลับ หอยนางรม ปลาเก๋า ปลากะพง ปูม้า แมงกะพรุน กุ้งแชบ๊วย และ อาหารทะเลแปรรูป เช่น กุ้งย่าง (กุ้งเสียบ) กะปิ(เคย)แท้ รวมถึงเครื่องแกงใต้ ฝีมือกลุ่มแม่บ้านในชุมชนโคกไครที่ต่อยอดมาจากอาชีพท�ำประมงพื้นบ้าน จากวิถีมุสลิมริมชายฝั่งมาถึงบ้านกลางน�้ำที่เกาะปันหยี เกาะเล็ก ๆ กลาง ท้องทะเลที่เต็มเปี่ยมไปด้วยภาพวิถีชีวิตของมุสลิมชาวเกาะที่เรียบง่าย สงบงาม ผู้คนบนเกาะปันหยีท�ำประมงพื้นบ้านเป็นหลักไม่ต่างกับชาวมุสลิมริมเล รวม ทั้งท�ำอาหารแปรรูป ท�ำงานฝีมืออย่างผ้าบาติก ท�ำของที่ระลึกขายนักท่องเที่ยว ที่มาเยี่ยมเยือนชุมชนไม่ว่างเว้นแต่ละวัน นอกจากนั้นที่หมู่เกาะสุรินทร์ยังเป็นบ้านของชาวเลหรือมอแกน ที่ใช้ชีวิต ผูกพันกับท้องทะเลอันดามันตั้งแต่เกิดจนตาย โดยมี “เรือก่าบาง” ล�ำเล็กคล้าย บ้านเคลื่อนที่ไปในท้องทะเล ก่อนที่ชาวมอแกนกลุ่มหนึ่งจะตัดสินใจลงหลักปัก ฐานสร้างบ้านเรือนบนเกาะแห่งนี้อย่างถาวร พวกเขาเชื่อเรื่องภูตผีและนับถือ วิญญาณบรรพบุรุษ วิถีไทยพุทธ จีน และมุสลิมในเมืองพังงายังสะท้อนอยู่ในส�ำรับอาหารการ กิน ไม่ว่าจะเป็นอาหารพื้นถิ่นรสร้อนแรง เช่น ขนมจีนน�้ำยาปักษ์ใต้ น�้ำพริกผัก เหนาะต่าง ๆ ขนมพื้นบ้านและอาหารต�ำรับจีนฮกเกี้ยนที่มาจากวัฒนธรรมของ ชาวบาบ๋าก็มีให้เห็นตามตลาดเช้าตะกั่วป่า เช่น ผัดหมี่ฮกเกี้ยน โลบะ เกี่ยมโก้ ย ขนมโกซุ้ย ขนมจี่โจ้ ขนมกีโก้ย ขนมขี้มัน ฯลฯ ส่วนอาหารของชาวมุสลิม นิยมกินโรตีแกง โรตีไข่ดาว และอาหารซีฟู้ดสดจากท้องทะเล นอกเหนือจากการกินอยู่ ประเพณีพิธีกรรมของชาติพันธุ์ในพังงาก็ล้วน มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวตามวิถีปฏิบัติที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน เช่น คน ไทยพุทธมีประเพณีชิงเปรต-บุญสารทเดือนสิบ ประเพณีถือศีลกินผัก ประเพณี แห่พระศาลเจ้าหม่าจ้อโป๋ ประเพณีเทกระจาดที่อ�ำเภอกะปง ประเพณีลอยเรือ เดือนห้าของชาวมอแกน งานฉลองวันฮารีรายอ อีดิลฟิตรี หลังถือศีลอดใน เดือนรอมฎอนของชาวมุสลิม เป็นต้น
60 ◆ ร้ อ ย เ รื่ อ ง เ มื อ ง เ ก่ า อั น ด า มั น ร้ อ ย เ รื่ อ ง เ มื อ ง เ ก่ า อั น ด า มั น ◆ 61 บาบ๋า...เปอรานากันในพังงา* เปอรานากัน เป็นค�ำภาษามลายู หมายถึงลูกครึ่งจีนผู้มีพ่อเป็นคนจีนกับ แม่ซึ่งเป็นคนพื้นเมืองดั้งเดิมในแถบประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และ ทางภาคใต้ของไทยบริเวณฝั่งอันดามัน หลายคนเรียกชาวเปอรานากันว่าบาบ๋า ที่จังหวัดพังงามีชาวบาบ๋าตั้งรกรากอยู่อาศัยในพื้นที่ต่าง ๆ หลายแห่ง เช่น ที่อ�ำเภอเมืองฯ อ�ำเภอกะปง อ�ำเภอตะกั่วป่า อ�ำเภอตะกั่วทุ่ง และอ�ำเภอ ท้ายเหมือง พวกเขามีวิถีชีวิตความเป็นอยู่และรูปแบบทางวัฒนธรรมค่อนข้าง โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ทั้งในด้านเครื่องแต่งกาย อาหารการกิน ภาษา ไปจนถึง ประเพณีและความเชื่อต่าง ๆ กล่าวได้ว่าคนตะกั่วป่าส่วนใหญ่เป็นลูกหลานบาบ๋าเหมือนกับที่ปีนัง หรือ ภูเก็ต พวกเขาต่างมีวัฒนธรรมการแต่งกายที่งดงามมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดย เฉพาะชุดพื้นเมืองของหญิงสาวบาบ๋าที่สะท้อนให้เห็นภาพการผสมผสานหลาก วัฒนธรรมทางชาติพันธุ์ซึ่งมีหลายรูปแบบดังนี้ “เสื้ออาโป๋” เสื้อปกคอตั้งสูงแบบจีน ปลายแขนเสื้อรวบจีบแบบมาเลย์ ชายเสื้อสั้นลอยแบบมอญ-พม่า นุ่งผ้าปาเต๊ะแบบอินโดนีเซีย “ครุยยาว” (Baju panjang) ใช้สวมใส่ทับเสื้อคอตั้งอีกชั้นหนึ่งลักษณะ เป็นเสื้อที่ไม่กลัดกระดุม แต่จะใช้โกรส้าง ๓ ตัว ซึ่งมีขนาดใหญ่ถึงเล็กกลัด ครุยแทนกระดุม โดยใช้ตัวใหญ่สุดกลัดสาบเสื้อจากด้านบนลดหลั่นลงมาดู สวยงาม ซึ่งหญิงที่ใส่ครุยยาวมักเป็นนายหัวหญิงหรือภรรยาของนายเหมืองผู้ เป็นประมุขของบ้าน “ครุยสั้น” ใช้สวมทับเสื้อคอตั้งแขนจีบเช่นเดียวกับครุยยาว และกลัด เสื้อด้วยโกรส้างเช่นเดียวกัน นิยมตัดด้วยผ้าลูกไม้หรือผ้าป่าน ชายครุยที่สั้น ลงท�ำให้คล่องตัวเวลาท�ำงานบ้านงานเรือนหรือกิจวัตรประจ�ำวัน “เสื้อปั่วตึ่งเต้” หรือเสื้อยาหยา เป็นเสื้อเข้ารูป คอเสื้อแหลม ผ่าหน้า ชายเสื้อด้านหน้ามีปลายแหลม ด้านหลังคลุมสะโพกพอดิบพอดี ใช้โกรส้างลาย เครือเถาช่อดอกไม้ ไม่ก็รูปสัตว์มงคลกลัดแทนกระดุม เสื้อลักษณะนี้ภาษา มลายูเรียกว่า “เคบายา” (Kebaya) แบ่งเป็น ๓ แบบคือ• เคบายา เลียนดา หรือลันดา คือเสื้อที่ตกแต่งชายเสื้อด้วยลูกไม้จาก ฮอลันดา • เคบายา บีซู คือเสื้อที่ตัดชายเสื้อให้มีลักษณะโค้งเว้า เพิ่มความ สวยงามขณะสวมใส่ • เคบายา ซูแลม คือ เสื้อปักลายเครือเถาดอกไม้และสัตว์มงคล โดย ใช้ไหมปักสีสันสดใส “ชุดแต่งงานของเจ้าสาว” เป็นชุดที่งดงามที่สุด เสื้อคอตั้งแขนจีบ โทนสีขาว ห่มคลุมด้วยครุยยาวที่ตัดจากผ้าป่านรูเบีย หรือแพรจีนชั้นดี นิยม ใช้ผ้าสีสดอย่างส้ม ชมพู ฟ้า หรือโทนสีหวาน และปักผืนผ้าครุยเป็นลายดอกไม้ หรือสัตว์มงคลตามความเชื่อที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ นอกจากผ้าผ่อนชุดงาม เครื่องประดับของเจ้าสาวบาบ๋าก็งามวิจิตร เช่น “ฮั่วก๋วน” มงกุฎท�ำจากดิ้นเงินดิ้นทอง ประดับดอกไม้ไหวและลูกปัดต่าง ๆ ใน วันแต่งงานเจ้าสาวจะเกล้าผมทรงชักอีโบย ท�ำมวยหอยโข่งประดับหงส์ หรือเฟิ่งหวาง มวยผมเสียบ “ปิ่น” ท�ำจากทองค�ำประดับเพชร สวมสร้อย “หลันเต๋ป๋าย” สร้อยคอทองค�ำ รวมถึงนิยมสวมสร้อย “โก้ปี้จี๋” ประดับปิ่นตั๋ง ๖-๑๒ ดอก แต่งหูด้วย “ต่างหูห้อยระย้า” หรือหางหงส์ประดับเพชรวามวาว สวมใส่ก�ำไลข้อมือข้อเท้า นิ้วมือเรียวสวยสวมแหวนบาเย๊ะ เท้าทั้งสองสวม รองเท้าลูกปัด สาวบาบ๋ายุคปัจจุบันนิยมใส่ “เสื้อลูกไม้ต่อดอก” ซึ่งตัดเย็บตามรูปร่าง ช่วงวัย และฐานะ สวมใส่กับปาเต๊ะผืนสวยและเครื่องประดับตามโอกาสและ ความเหมาะสม ขณะที่ชายชาวบาบ๋าก็มีชุดพื้นเมืองหลายแบบให้สวมใส่ เช่น “ชุดตึ่งจ่วง” เสื้อคอตั้งแบบจีนโบราณ ผ่าหน้า สาบเสื้อมีทั้งแบบตรงและป้ายข้าง กลัดด้วย กระดุมจีน ๕ เม็ด นิยมสวมใส่กับกางเกงแพรปั่งลิ้นโทนน�้ำเงิน น�้ำตาล ด�ำ “ชุดนายเหมือง” เสื้อคอตั้งแบบจีน แขนเสื้อยาวคล้ายเสื้อราชปะแตน มีกระเป๋าบนอกเสื้อสองข้างและด้านล่างสองข้าง นิยมตัดจากผ้าไต่เส็งหรือ ผ้าเวสปอยต์ สวมกางเกงขายาวทรงสุภาพ ทั้งเสื้อและกางเกงเป็นสีกากีล้วน และสวมหมวกกะโล่ “ชุดสูทสากล” เป็นชุดที่ชาวบาบ๋ารับวัฒนธรรมการแต่งกายรูปแบบนี้ มาจากชาติตะวันตกสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ วันแต่งงานเจ้าบ่าวบาบ๋าจะแต่ง ชุดนายเหมืองหรือชุดสูทสากล ติดดอกไม้ที่อกเป็นสัญลักษณ์ ไม่เพียงแต่วัฒนธรรมด้านการแต่งกายที่โดดเด่น ส�ำรับอาหารของคน บาบ๋าก็มีเอกลักษณ์ที่เด่นชัด กล่าวคือเป็นอาหารที่มีการปรุงแต่งผสมผสาน อาหารจีนเข้ากับอาหารพื้นถิ่นต่าง ๆ ที่ชาวบาบ๋าไปอาศัยอยู่ อย่างเช่นส�ำรับ อาหารของชาวบาบ๋าตะกั่วป่าที่ส่วนใหญ่จะเป็นอาหารจีนฮกเกี้ยน เช่น “โลบะ” อาหารว่างท�ำจากเนื้อหมู หัวหมู และเครื่องในหมูปรุงรสคลุกเคล้ากับเครื่อง พะโล้ ลวกด้วยน�้ำผสมซีอิ๊วด�ำ กินกับน�้ำจิ้มรสจัดจ้าน “หมูฮ้อง” ชิ้นหมูสามชั้น เคี่ยวกับเครื่องเทศรสเค็มหวาน เป็นการผสมผสานวัฒนธรรมการกินของชาว จีนฮกเกี้ยนกับชาวอินโดนีเซีย “เต้าหู้ปลาเค็ม” เต้าหู้ต้มกับหมูสามชั้นและ ชิ้นเนื้อปลาเค็ม น�้ำซุปหอมกลิ่นขิง ฯลฯ * ข้อมูลอ้างอิง: อาจารย์จรินทร์ นีรนาทวโรดม
62 ◆ ร้ อ ย เ รื่ อ ง เ มื อ ง เ ก่ า อั น ด า มั น ร้ อ ย เ รื่ อ ง เ มื อ ง เ ก่ า อั น ด า มั น ◆ 63 นอกจากนั้น ยังมีขนมหลากหลายชนิดที่คนบาบ๋ากินกับกาแฟยามเช้าหรือ กินแกล้มกับน�้ำชายามบ่าย เช่น “ขนมอังกู๊” หรือขนมเต่าแดง ท�ำจากแป้งข้าว เหนียวสอดไส้ถั่วเขียวกวน อังแปลว่าสีแดง เป็นสีมงคลตามความเชื่อของ คนจีน กู๊แปลว่าเต่า จึงเรียกว่าขนมเต่าแดง เป็นขนมที่ใช้ในงานมงคลอย่าง งานวันตรุษ วันสารทจีน งานไหว้บรรพบุรุษ งานไหว้เทวดา งานรับขวัญเด็ก เกิดใหม่ สื่อถึงการมีอายุมั่นขวัญยืน แต่ถ้าเป็นงานอวมงคลตัวแป้งขนมจะเป็น สีขาวเท่านั้น “ขนมเกี่ยมโก้ย” ขนมถ้วยเค็มโรยหน้าด้วยต้นหอมกุ้งแห้งและ หอมเจียว ราดด้วยน�้ำจิ้ม และยังมีขนมแห้งอย่างเต้าส้อ ซึ่งเป็นขนมท้องถิ่น ยอดนิยมของจังหวัดพังงาและภูเก็ตอีกด้วย เสน่ห์การกินถิ่นพังงา พังงาเป็นจังหวัดที่มีความสมบูรณ์ทั้งในเรื่องของแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ ป่าเขาล�ำเนาไพร ท้องทะเลกว้างที่เป็นบ้านของสรรพชีวิต ทั้งยังมีภาพงามทาง ศิลปวัฒนธรรมประเพณีของผู้คนหลากหลายเชื้อชาติที่อยู่ร่วมกันอย่างสุขสงบ มากไปกว่านั้นอาหารพื้นเมืองของจังหวัดพังงาก็มีความอร่อยขึ้นชื่อไม่ เป็นรองเมืองใด ทั้งยังมีให้เลือกหลากหลายทั้งอาหารถิ่นรสร้อนแรงแบบ ปักษ์ใต้ อาหารแบบจีนฮกเกี้ยนของชาวบาบ๋า อาหารทะเลสดรสเลิศ รวมถึง อาหารมุสลิมก็มีให้ชิมกันอย่างจุใจตามความชอบ ตลาดเช้าตามย่านต่าง ๆ เปรียบเสมือนศูนย์กลางที่รวบรวมเอาของอร่อย พื้นบ้านทั้งคาวหวานมารวมไว้ให้ชิมในที่เดียว คนพังงาชื่นชอบการดื่มกาแฟ ยามเช้าพร้อมกับรองท้องด้วยขนมท้องถิ่น เช่น ขนมบ้า แป้งทอดลูกกลมคลุก กับงา ขนมน�้ำเต้า (ขนมฟักทอง) ขนมปาวหล้าง หน้าตาคล้ายข้าวเหนียวปิ้ง สอดไส้มะพร้าวกระฉีก “ขนมไข่ปลา” ดัดแปลงมาจากขนมหน้าแตกของชาว จีน “ขนมโก้ยตาล้าม” แป้งนุ่ม ๆ ท�ำจากใบเตยหน้าขนมเป็นกะทิ คล้ายตะโก้ “ฉ้ายถาวโก้ย” ขนมหัวไชเท้ามีทั้งแบบทอดและนึ่ง ฯลฯ นอกจากขนมยังมีอาหารเบา ๆ ที่นิยมกินกันเป็นกิจวัตร อย่างเช่น “แต่ เตี้ยม” หรือติ่มซ�ำที่มีให้เลือกสารพัดทั้งขนมจีบและซาลาเปาหลากไส้ “หมี่ซั่ว” หมี่ขาวเส้นเล็กบางในน�้ำซุปใสกลมกล่อม “ข้าวย�ำใบพาโหม” อาหารโบราณ ในท้องถิ่นแถบอันดามัน “ขนมจีน” กินกับน�้ำยาปักษ์ใต้ น�้ำพริก และแกงไตปลา แนมด้วยผักเหนาะทั้งผักสด ผักลวก ผักดอง ถ้าเป็นคนตะกั่วป่าเวลากินขนมจีน จะบิชิ้นขนมไส้ไก่หรือถั่วทอดใส่ลงไปด้วยเพื่อเพิ่มรสชาติให้อร่อยยิ่งขึ้น มื้อกลางวันส�ำรับพังงาก็มีให้เลือกหลากหลายทั้งอาหารทะเล อาหารพื้น บ้าน อาหารมุสลิม หรือแม้กระทั่งอาหารจีนฮกเกี้ยน อย่าง “หมี่ผัดฮกเกี้ยน” หมี่เหลืองผัดกับเครื่องเคราทะเล เนื้อหมู หรือเครื่องใน “น�้ำชุบหย�ำ” จานเด็ด ที่ผสมผสานรสชาติของอาหารพื้นเมืองถิ่นใต้ใช้กุ้งสดซึ่งมีอยู่มากมายในทะเล พังงามาเป็นวัตถุดิบหลัก “จอแหร้ง” หรือจอแลง กุ้งต้มกะทิใส่ตะไคร้ ขมิ้น และชิ้นส้มแขก “น�้ำพริกกุ้งเสียบ” กุ้งเสียบหรือกุ้งย่างของดีเมืองพังงาโขลก คลุกเคล้ากับเครื่องเคราอย่างกะปิเคยชั้นดี พริก กระเทียม น�้ำตาล น�้ำมะนาว “หมูผัดเคยเค็ม” หมูสามชั้นผัดคลุกเคล้ากับเคยเค็มกรุ่นหอมสมุนไพร “โรตีแกง” สุดยอดอาหารรสเลิศของชาวมุสลิมที่กินกันตั้งแต่เช้าจรดเย็น แป้ง โรตีกรอบนุ่มกินกับแกงไก่แกงปลารสเผ็ดร้อนกรุ่นหอมเครื่องเทศ คงเป็นเรื่องจริงที่ว่าความหลากหลายของอาหารการกินทั้งหมดนี้คือเสน่ห์ ทางวัฒนธรรมที่ผสมผสานกันอย่างกลมกลืนและกลมกล่อมของคนพังงาอย่าง จริงแท้ ประเพณีชีวิต รากเหง้าแห่งศรัทธา ของคนพังงา เมืองไกลชายฝั่งอันดามันอย่างพังงาถือเป็นเมืองที่มีความหลากหลาย ทางศิลปวัฒนธรรม กลุ่มคนแต่ละชาติพันธุ์ในแดนดินถิ่นนี้ต่างก็มีศรัทธา จารีต มีขนบธรรมเนียม ประเพณี วิถีปฏิบัติที่ผ่านการสั่งสมและสืบทอดต่อกันมา หลายชั่วอายุคน งานประเพณีที่ส�ำคัญในจังหวัดพังงา ได้แก่ งานประเพณีถือศีลกินผักหรือประเพณีกินเจ เป็นงานเทศกาลส�ำคัญ ประจ�ำปีที่สะท้อนรากเหง้าวัฒนธรรมของชาวจีนฮกเกี้ยนให้เห็นเป็นรูปธรรม เด่นชัด โดยในช่วงวันขึ้น ๑ ค�่ำ ถึงวันขึ้น ๙ ค�่ำ เดือน ๙ ซึ่งตรงกับเดือน กันยายนถึงเดือนตุลาคมของทุกปี ชาวไทยเชื้อสายจีนในอ�ำเภอตะกั่วป่าและ อ�ำเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงา จะพากันนุ่งขาวห่มขาวตั้งจิตท�ำกายใจให้สะอาด บริสุทธิ์ รักษาศีล กินผัก ละเว้นจากการกินเนื้อสัตว์และการเบียดเบียนชีวิต สัตว์เป็นระยะเวลา ๙ วัน ๙ คืน โดยเชื่อว่าจะช่วยสะเดาะเคราะห์ให้รอดพ้น จากภัยพิบัติต่าง ๆ โรคร้ายที่รุมเร้าก็จะมลายสิ้น รวมถึงเป็นการแสดงออกถึง ความเคารพต่อวิญญาณของบรรพบุรุษที่คอยปกปักคุ้มครองลูกหลานหรือ คนในตระกูล ทั้งยังเป็นการแสดงออกถึงความสามัคคีเป็นน�้ำหนึ่งใจเดียวกัน ของคนในชุมชนอีกด้วย พิธีกรรมในงานประเพณีถือศีลกินผักมีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย เช่น การเชิญเจ้าต่าง ๆ มาประทับทรงในร่างทรง หรือที่เรียกว่าม้าทรง มีการแห่ ขบวนเจ้าซึ่งม้าทรงจะน�ำนานาอาวุธมาฟาดฟันเฉือนเนื้อเถือหนังแสดงให้เห็น ถึงอิทธิฤทธิ์ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ประทับอยู่ในร่าง นอกจากนั้นยังมีมีพิธีลุยไฟ ปีน บันไดมีด การตั้งโรงครัวทานเพื่อท�ำอาหารเจแจกจ่ายแก่ทุกคน ถือเป็นการ ท�ำบุญกุศลยิ่งใหญ่ เป็นประเพณีดีงามที่มีผู้สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นจนคงอยู่ถึง ปัจจุบัน ประเพณีเทกระจาด เป็นประเพณีที่จัดขึ้นโดยพุทธศาสนิกชนฝ่าย มหายานซึ่งอาศัยอยู่ในอ�ำเภอ กะปง โดยทุก ๆ วันขึ้น ๑๕ ค�่ำ เดือน ๑๐ หรือ ราววันที่ ๑๓ กันยายนของทุกปี ชาวบ้านจะมารวมตัวกันที่วัดอินทภูมิเพื่อจัด พิธีกรรมทางศาสนา มีการนิมนต์พระสงฆ์มาสวดพระพุทธมนต์ พร้อมทั้งมี พิธีกรรมเทกระจาดหรือทิ้งกระจาด แจกจ่ายสิ่งของเครื่องใช้เป็นทานแก่ผู้ทุกข์ ยาก รวมทั้งเป็นการอุทิศบุญกุศลให้แก่ดวงวิญญาณที่ล่วงลับ วิญญาณไร้ญาติ และเปรตที่ต้องทนทุกข์อยู่ในนรกภูมิ รวมถึงสัมภเวสีเร่ร่อน งานประเพณีแห่พระศาลเจ้าม่าจ้อโป๋ เป็นงานประเพณีของชาวไทย เชื้อสายจีนในจังหวัดพังงาได้ร่วมกันจัดขึ้นช่วงหลังงานเทศกาลตรุษจีน หรือ ในเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคมของทุกปี โดยจะจัดงานฉลองศาลเจ้า ๗ วัน ๗ คืน พร้อมอัญเชิญรูปปั้นของเจ้าแม่มาประทับบนเก่ว หรือเกี้ยวโบราณ รวม ทั้งสรรพอาวุธของเทพเจ้าองค์ต่าง ๆ ออกมาแห่แหนเดินขบวนไปตามถนนสาย ในในเขตต�ำบลถ�้ำผุดใกล้กันกับตลาดใหญ่จนทั่วเมืองเพื่อให้ประชาชนออกมา ตั้งโต๊ะบูชาที่หน้าบ้าน โดยจะปูโต๊ะด้วยผ้าสีแดง พร้อมจัดวางขนมผลไม้ปักธูป เทียนไว้บนโต๊ะ โดยเชื่อว่าหากเทพเจ้าที่ประทับในร่างม้าทรงหยิบผลไม้หรือ ขนมที่หน้าบ้านใครก็ตาม คนในบ้านนั้นจะโชคดีตลอดไป ประเพณีสารทเดือนสิบ ถือเป็นประเพณีที่ส�ำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของคน ปักษ์ใต้ เป็นงานบุญใหญ่ที่จะจัดขึ้นในวันแรม ๘ ค�่ำเดือน ๑๐ และวันแรม ๑๕ ค�่ำเดือน ๑๐ ของทุกปี เพื่ออุทิศส่วนบุญกุศลให้แก่วิญญาณของบรรพบุรุษที่ ล่วงลับ โดยชาวบ้านจะน�ำของคาวหวานไปถวายพระที่วัด จากนั้นจึงท�ำบุญ ตักบาตร ชาวบ้านจะน�ำขนมต่าง ๆ เช่น ขนมลา กระยาสารทใส่กระทงไปวาง ไว้ในจุดที่วัดจัดให้เพื่อท�ำพิธีตั้งเปรต จากนั้นพระสงฆ์จะสวดมนต์ท�ำพิธีบังสุกุล อุทิศส่วนกุศลไปให้ดวงวิญญาณของผู้ล่วงลับ พอเสร็จพิธีก็จะมีชาวเลหรือชาว ไทยใหม่มาเก็บขนมและข้าวของต่าง ๆ ไป มีพิธีชิงเปรตที่จะแย่งของกันอย่าง สนุกสนาน ประเพณีลอยเรือชาวมอแกน เป็นประเพณีชีวิตที่ส�ำคัญของชาวเลหรือ ชาวมอแกนที่ตั้งรกรากอยู่บนหมู่เกาะสุรินทร์ เมื่อถึงเดือน ๕ ของทุกปี หรือ เดือนเมษายนถึงพฤษภาคม ชาวเลจะหยุดท�ำกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อมาจัดงาน ฉลองเสาวิญญาณบรรพบุรุษ โดยจะมีพิธีเข้าทรง มีการเซ่นไหว้วิญญาณ บรรพบุรุษ การละเล่นมหรสพ และการลอยเรือก่าบาง ซึ่งเชื่อว่าเป็นการ ลอยเคราะห์ ลอยทุกข์ และโรคภัยให้ออกไปจากครอบครัวและชุนชน
เที่ยวชม เมืองเก่าพังงา
ร้ อ ย เ รื่ อ ง เ มื อ ง เ ก่ า อั น ด า มั น ◆ 67 เที่ยวชม เมืองเก่าพังงา พังงา เมืองสวยในหุบเขา สุขสงบสะอาดและเป็นเมืองน่าอยู่อีก เมืองหนึ่งของภาคใต้ชายฝั่งอันดามัน เป็นเมืองที่มีอดีตคู่กันมากับ เมืองภูเก็ตยุคการทำ�เหมืองแร่ดีบุก ผ่านยุคสมัยของความเจริญ รุ่งเรืองสุดขีดมาแล้วจากสินแร่ใต้ผืนดิน ภาพเก่าเล่าเรื่องอดีตที่คน ยุคนี้ยังพอมองเห็นได้ จึงมองผ่านสถาปัตยกรรมต่างๆ ที่ยัง หลงเหลืออยู่กลายเป็นกลิ่นไอของประวัติศาสตร์ชีวิตวัฒนธรรมที่ ผสมผสานออกมาในรูปแบบสถาปัตยกรรมอันคงความงดงามและมีมนต์ขลังอยู่อย่างไม่เสื่อมคลาย เมืองเก่าของจังหวัดพังงาหากจะว่าไปที่เห็นได้เด่นชัดที่สุดก็ คือ เมืองเก่าตะกั่วป่า ที่เป็นศูนย์กลางความเจริญในยุคท�ำเหมือง แร่ของจังหวัดพังงา รวมทั้งตัวอ�ำเภอเมืองพังงาเองที่ยังมีตึกราม บ้านช่องยุคเก่ากระจัดกระจายอยู่เป็นหย่อมๆ พอให้เราเดินทาง ติดตามเรื่องราวในอดีตได้อย่างไม่น่าเบื่อ เส้นทางท่องเที่ยวเมืองเก่าจังหวัดพังงาที่ส�ำคัญ คือ เมืองเก่าตะกั่วป่า เส้นทางที่ 1 เส้นทางถนนศรีตะกั่วป่า เริ่มจากสามแยกเข้าสู่ตัวเมืองที่มาจากตัวอ�ำเภอตะกั่วป่า หากเลี้ยวซ้ายจะไปโรงเรียนเต้าหมิงโรงเรียนจีนเก่าแก่ของที่นี่ แต่ หากเลี้ยวขวาก็จะผ่านเข้าไปในย่านเมืองเก่าที่มีตึกเก่าแบบชิโน ตะกั่วป่าอยู่สองฝั่งถนนไปตลอดทาง ผ่านบ้านขุนอินทรคีรี คฤหาสน์เก่าแก่ จนถึงสี่แยกหมอพิทักษ์ เลี้ยวซ้ายไปจนถึงสาม แยกแป๊ะซามเต่ เลี้ยวขวาอีกทีหนึ่งก็จะผ่านเข้าไปในย่านที่มีตึกเก่า ชิโนตะกั่วป่าหนาแน่นที่สุดและสมบูรณ์ที่สุดในเมืองเก่าตะกั่วป่า โดยเฉพาะหัวมุมเลี้ยวขวาหน้าศาลเจ้าซิ่นใช่ตึ๋ง(ศาลเจ้ากวนอู)จะ เป็นร้านกาแฟแป๊ะซามเต๋สภากาแฟของคนเมืองเก่าตะกั่วป่าที่ น่าแวะชิมยามเช้า และหากมาตรงวันอาทิตย์ในช่วงฤดูท่องเที่ยว ก็ยังจะได้เดินเที่ยวชมถนนวัฒนธรรมเมืองเก่าตะกั่วป่าท่ามกลาง สถาปัตยกรรมสวยงามอีกด้วย เส้นทางที่ 2 เส้นทางถนนอุดธารา เป็นเส้นทางช่วงสั้นๆ จากสามแยกแป๊ะซามเต๋ไปทางด้านซ้ายมือ อาคาร สถาปัตยกรรมที่ส�ำคัญ ได้แก่ อาคารบ้านขุนจ�ำนงภักดี กุลวานิช อาคารตึกแถว เก่าแก่แบบจีนที่อยู่ติดต่อกัน โบราณสถานจวนเจ้าเมืองตะกั่วป่าที่เหลือซาก แนวก�ำแพงไว้โดยรอบ นอกจากนั้นจะเป็นอาคารห้องแถวไม้ยาวอยู่ตรงข้าม โบราณสถานจวนเจ้าเมืองตะกั่วป่าที่ทรุดโทรมไปตามกาลเวลาแต่ยังทรงคุณค่า ไม่เคยเลือน เส้นทางที่ 3 ถนนกลั่นแก้ว เป็นอีกเส้นทางหนึ่งของเมืองเก่าตะกั่วป่าที่ผ่านตลาดสดมีตึกแถวชิโน ตะกั่วป่าที่สวยงามเรียงรายสองฟากถนน ตรงหัวมุมแยกจากถนนศรีตะกั่วป่า มีภาพเขียนบนฝาผนังอาคารเก่าเป็นรูปสะท้อนวิถีชีวิตการท�ำเหมืองแร่ของคน ตะกั่วป่าครั้งอดีตที่น่าสนใจ เส้นทางที่ 4 เส้นทาง เที่ยวชมศาสนสถาปัตย์เมืองเก่าตะกั่วป่า เริ่มจากศาลเจ้าซิ่นใช่ตึ๋ง(ศาลเจ้ากวนอู) ถนนศรีตะกั่วป่า วัดเสนานุช รังสรรค์ วัดพระธาตุคีรีเขต ใกล้วงเวียนเสนานุช และวัดหน้าเมืองถนนหน้าเมือง
68 ◆ ร้ อ ย เ รื่ อ ง เ มื อ ง เ ก่ า อั น ด า มั น ร้ อ ย เ รื่ อ ง เ มื อ ง เ ก่ า อั น ด า มั น ◆ 69 เมืองเก่าพังงา เส้นทางที่ 1 เส้นทางถนนขวาง เส้นทางถนนสายสั้นๆ แยกจากถนนเพชรเกษมทางด้านทิศเหนือของ ตัวเมือง เข้าสู่ถนนขวางที่ไปบรรจบกับถนนบริรักษ์บ�ำรุง สองฟากถนนสายนี้ จะเต็มไปด้วยอาคารห้องแถวไม้แบบเก่าที่น่าสนใจ มีทั้งที่เป็นร้านรับซื้อ ยางพารา บ้านอยู่อาศัยและค้าขายทั่วไป ตรงบริเวณสี่แยกถนนขวางตัดกับ ถนนบริรักษ์บ�ำรุงมีบ้านห้องแถวที่ฐานล่างเป็นปูนแต่ด้านบนรวมทั้งหลังคามุง ด้วยสังกะสีมีลักษณะเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวอีกแบบหนึ่ง เส้นทางที่ 2 เส้นทางถนนเพชรเกษม เริ่มต้นจากด้านทิศเหนือของตัวเมืองฯเป็นแนวยาวมุ่งหน้าลงมาทางทิศ ใต้ของเมือง อาคารสถาปัตยกรรมที่น่าสนใจจะอยู่กระจายตามสองฟากถนน จากเหนือจรดใต้ ด้านเหนือมีโรงแรมทวีสุขและอาคารใกล้เคียงและฝั่งตรงข้าม เป็นอาคารชิโนโปรตุกีสและห้องแถวที่น่าสนใจ ทางด้านใต้มีจวนผู้ว่าราชการ จังหวัดและศาลากลางจังหวัดหลังเก่าเป็นอาคารชิโนโปรตุกีสที่สวยงาม เส้นทางที่ 3 เส้นทางถนนเจริญราษฎร์ ถนนสายสั้นๆ เชื่อมระหว่างถนนเพชรเกษมกับถนนเทศบาลบ�ำรุง มี อาคารที่น่าสนใจอยู่ 2 แห่งคือ บ้านเจียรวานิช และตึกชิโนโปรตุกีสสร้างใหม่ เลียนแบบของเก่าได้อย่างสวยงามบริเวณปลายถนนใกล้สี่แยกตัดกับถนน เทศบาลบ�ำรุง เส้นทางที่ 4 เส้นทาง เที่ยวชมศาสนสถาปัตย์เมืองเก่าพังงา ศาลเจ้ามาจ้อโป๋ อยู่ถนนบริรักษ์ บ�ำรุง วัดประชุมโยธีอยู่ถนนเพชรเกษมด้านเหนือของตัวเมือง เมืองเก่าตลาดย่านยาว มีเส้นทางเดียวคือ ถนนศรีเมือง ตลอดทั้งสายมีอาคารตึกแถวชิโน โปรตุกีสเก่าแก่ตลอดสองฟากถนน บ้างถูกดัดแปลงมาเป็นอาคารสมัยใหม่ ไปแล้ว แต่บ้างยังเป็นอาคารเก่าที่น่าสนใจเช่น อาคารห้องแถวไม้โรงแรม ย่านยาว อาคารห้องแถวฐานท�ำด้วยปูน ด้านบนเป็นไม้และสังกะสีบริเวณใกล้ ท่าน�้ำคลองตะกั่วป่า ที่เคยเป็นตลาดของชุมชนชาวจีนมาก่อน
ตามรอยกระบี่ บนทางสร้าง บ้านเมือง
72 ◆ ร้ อ ย เ รื่ อ ง เ มื อ ง เ ก่ า อั น ด า มั น ร้ อ ย เ รื่ อ ง เ มื อ ง เ ก่ า อั น ด า มั น ◆ 73 กระบี่ยุคมนุษย์โบราณ เราพบหลักฐานการเข้าอยู่อาศัยของมนุษย์โบราณ อย่างน้อยตั้งแต่สมัย ไพลสโตซีนตอนปลาย (Upper Pliestocence) จากการขุดค้นทางโบราณคดี หลายแห่ง เช่นถ�้ำหลังโรงเรียน อายุระหว่าง 27,000 - 37,000 ปีมาแล้ว และ ที่ถ�้ำหมอเขียวมีอายุใกล้เคียงกัน พบหลักฐานพวกโครงกระดูก เครื่องมือหิน เครื่องปั้นดินเผาและอื่นๆ หลักฐานต่างๆ เชื่อมโยงกันมาตลอด ตั้งแต่ปลาย ยุคหินเก่า หินกลาง หินใหม่ จนช่วงสุดท้ายของมนุษย์ถ�้ำ เมื่อประมาณ 3,000 ปีก่อน ที่มีการพบภาพเขียนสีโบราณจ�ำนวนมากในอ่าวพังงา-กระบี่ นักโบราณคดีได้ก�ำหนดอายุไว้ระหว่าง 5,000-3,000 ปี แสดงว่าได้มีการ อพยพโยกย้ายของมนุษย์โบราณผ่านบริเวณนี้หลายเผ่าพันธุ์หลายยุค หลายสมัย แล้วกระจายลงสู่พื้นราบและชายทะเล มีการประสมประสานทาง วัฒนธรรมจนกลายเป็นชนพื้นเมืองในสมัยแรกเริ่มของภาคใต้ต่อมา ตามรอยกระบี่ บนทางสร้าง บ้านเมือง กระบี่เป็นจังหวัดเล็ก ๆ ตั้งอยู่ริมฝั่งทะเลตะวันตกของ ภาคใต้ เป็นเมืองยกฐานะขึ้นจากชุมชนที่มาตั้งถิ่นฐานทำ�มาหากิน เมื่อ 100 กว่าปีมานี้ ไม่ปรากฏโบราณสถาน โบราณวัตถุมากมาย นัก บทบาทของการปกครองดั้งเดิมของบริเวณนี้คือเมือง นครศรีธรรมราช และดินแดนกระบี่จะผนวกอยู่ในเมืองดังกล่าว ซึ่งเรียกว่า “ทะเลหน้านอก” พื้นที่ส่วนใหญ่สมัยนั้นเป็นป่าเขาที่ อุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรหลากหลาย มีเฉพาะแหล่งปากน�้ำ ลำ�คลอง และชายฝั่งทะเลเท่านั้นที่ผู้คนสามารถใช้เป็นที่ทำ�กินได้ อย่างไรก็ตามเมื่อย้อนอดีตขึ้นไปจะพบร่องรอยหลักฐานว่า ใน สมัยนานมาแล้วเคยเป็นที่อาศัยของผู้คนมายาวนานตั้งแต่สมัย ก่อนประวัติศาสตร์
74 ◆ ร้ อ ย เ รื่ อ ง เ มื อ ง เ ก่ า อั น ด า มั น ร้ อ ย เ รื่ อ ง เ มื อ ง เ ก่ า อั น ด า มั น ◆ 75 จดหมายเหตุสมัย รัชกาลที่ 2 จุลศักราช 1172 (พุทธศักราช 2352 ปรากฏต�ำแหน่งขุนนางภายใต้ก�ำกับเมืองนครศรีธรรมราชท�ำหน้าที่รักษาด่าน ปากน�้ำปกาไสความว่า “ขุนพินิจเป็นนายด่าน ถือนา 400, ขุนทิพปลัดด่านถือนา 300, หมื่น วิชิต หมื่นเพชร หมื่นชนะ หมื่นอาจ เป็นกองลาด ถือนา 200” ท�ำหน้าที่รักษา ด่านปากน�้ำ ดูแลความปลอดภัยรายงานข่าวเพราะระยะดังกล่าวพม่าลักลอบ มาโจมตีหัวเมืองฝั่งตะวันตกบ่อยครั้ง สมัยเจ้าพระยานคร (น้อย) ครองเมืองนครศรีธรรมราช ท่านเป็นคนมี ความสามารถเป็นทั้งนักปกครองนักการค้า ได้ต่อเรือเพื่อค้าขายกับ ต่างประเทศหลายล�ำ ได้ให้ท่านปลัดเมืองนครศรีธรรมราชไปตั้งเพนียดจับ ช้างหลายแห่งในป่าตะวันตก รวมมาถึงป่าล�ำทับ พรุดินนา ปกาไสในเขตกระบี่ เจ้าพระยานคร(น้อย) ส่งช้างไปขายทางอินเดียใต้ 2 ครั้ง ในปี พุทธศักราช 2355 และ 2358 ระยะดังกล่าวผู้คนได้ติดตามเข้ามาตั้งหลักแหล่งมากขึ้น บนเส้นทางที่เจ้าพระยานครให้คนไปจับช้างนี้จะถูกเรียกขานว่า “เส้นทางค้า ช้างเจ้าพระยานคร” ที่บ้านคลองหวายเล็ก อ.เหนือคลอง ปัจจุบันยังปรากฏ ร่องรอยสะพานช้างอยู่ ต่อมาทางเมือง นครฯ เห็นว่าผู้คนเข้าไปตั้งหลักแหล่งมากขึ้นตามแถบ ลุ่มน�้ำและชายฝั่งต่างอยู่กันอย่างอิสระยากแก่การดูแลปกครอง จึงให้รวม ชุมชนต่างๆเข้าด้วยกัน เรียกว่าแขวงเมืองปกาไสโดยตั้งที่ท�ำการที่ด่าน ปากน�้ำปกาไส ปกาไสด�ำรงฐานะเป็นแขวงเมืองเล็กๆ อยู่ระยะหนึ่งจึงได้ย้ายที่ท�ำการ มาที่บ้านหินขวาง ปากน�้ำกระบี่ใหญ่ เพราะเส้นทางคมนาคมทางเรือสะดวก กว่า ระยะแรกยังคงเรียกว่า แขวงเมืองปกาไสอยู่จนกระทั่ง พุทธศักราช 2415 สมัยรัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าให้ยกฐานะแขวงเมืองปกาไสเป็นเมืองกระบี่ขึ้นต่อ เมืองนครศรีธรรมราช โดยมีหลวงเทพเสนา เป็นเจ้าเมือง บ้านเมืองยุคนั้น ยังอยู่ในระบบกินเมือง คือเจ้าเมืองมีอ�ำนาจในการจัดระบบผลประโยชน์ โดยตรง ต่อมาได้มีการจัดระเบียบการจัดเมืองใหม่ให้เมืองกระบี่เป็นเมือง จัตวาขึ้นตรงต่อกรุงเทพมหานครประมาณปลายปีพุทธศักราช 2420 ต่อมาสมัยพระยาอุตรกิจวิจารณ์ เป็นเจ้าเมือง (พุทธศักราช 2443- 2446) ได้ย้ายที่ท�ำการเมืองอีกครั้งมาที่ต�ำบลปากน�้ำ คือที่ตั้งเมืองปัจจุบัน ส่วนที่บ้านหินขวางปัจจุบันเรียกว่า บ้านตลาดเก่า กระบี่เป็นเมืองเล็กที่ค่อน ข้างอุดมด้วยทรัพยากรธรรมชาติ ค่อยพัฒนาบ้านเมืองมาตามล�ำดับ จน กระทั่งปัจจุบัน กระบี่ยุคสมัยการเกิดชุมชน ดินแดนภาคใต้เป็นคาบสมุทรทอดยาวขวางทะเลลงไปตลอดถึงชวา มลายู จึงเป็นประตูแรกที่จะรับคนเดินทางข้ามทั้งสองฝากฝั่งทะเล ปรากฏ ร่องรอยเส้นทางข้ามฝั่งอยู่หลายเส้นทางทั่วภาคใต้ ในจังหวัดกระบี่ที่ส�ำคัญคือ เส้นทางคลองปากลาว มะรุ่ยไปออกปาก พนม คลองพุมดวง แม่น�้ำตาปีและอ่าวบ้านดอน สุราษฏร์ธานี และเคยใช้เป็น เส้นทางขนพระราชทรัพย์จากทะเลตะวันตกไปเมืองหลวง เป็นเส้นทางเดิน ทัพสมัยศึกเมืองถลาง และเส้นทางชาวบ้านใช้กันต่อมา นอกจากนี้มีเส้นทางข้ามฝั่งจากคลองท่อม ผ่านคลองสินปุน แม่น�้ำตาปี และออกอ่าวบ้านดอน สุราษฏร์ธานีหรือแยกไปนครศรีธรรมราชก็ได้ จากการเดินทางของผู้คน พ่อค้า นักแสวงโชคหลากหลายสมัย ยุคการ ค้าจากตะวันตกไปตะวันออก ท�ำให้เกิดชุมชนขึ้นหลายแห่งทั้งสองฝั่งทะเล ใน ช่วงระยะดังกล่าวในจังหวัดกระบี่ ได้พบหลักฐานบริเวณอ�ำเภอคลองท่อม บริเวณควนลูกปัดว่าเคยเป็นชุมชนมาก่อน พบเครื่องมือเครื่องใช้จ�ำนวนมาก ชุมชนแห่งนี้น่าจะท�ำหน้าที่เป็นสถานีการค้า ท่าเรือ และผลิตสินค้า เช่น ลูกปัด และอื่นๆ เป็นประตูเชื่อมต่อไปสู่ชุมชนอ่าวบ้านดอนฝั่งตะวันออก นัก ประวัติศาสตร์ประมาณอายุจากวัตถุต่างๆ ระหว่าง พุทธศตวรรษที่ 5-12 และ บางท่านได้วางต�ำแหน่งเมืองตะโกลา เมืองท่าส�ำคัญบนฝั่งทะเลตะวันตกว่า น่าจะอยู่บริเวณนี้ด้วย หลังปี พุทธศักราช 1200 ชุมชนที่คลองท่อมเสื่อมโทรม ถูกทิ้งร้างด้วยเหตุใดไม่แน่ชัด เช่น เกิดโรคระบาด, ข้าศึกรุกราน หรือเรือเดิน สมุทรได้พัฒนาออกทะเลลึกได้มากขึ้น ท�ำให้ที่พักเรือหมดความจ�ำเป็น แต่ ชุมชนฝั่งตะวันออกได้พัฒนาขึ้นเป็นกลุ่มที่มีอ�ำนาจทางการเมือง เช่น อาณาจักรตามพรลิงค์ที่นครศรีธรรมราช และศรีวิชัย เป็นต้น ในยุคดังกล่าว นักประวัติศาสตร์บางท่านได้วางต�ำแหน่งแถบกระบี่ว่าเป็น 1 ใน 12 เมือง นักษัตรว่าเมืองบันไทยสมอ ใช้ตราลิงอีกด้วย กระบี่ยุคสร้างเมือง หลังจากชุมชนที่คลองท่อมสลายตัว ดินแดนแถบนี้เหมือนถูกทิ้งร้าง เป็นป่ากว้างใหญ่ มีคนอาศัยอยู่บ้างตามแหล่งน�้ำและชายฝั่งทะเล ในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ พุทธศักราช 2327 เจ้าพระยาสุรินทราชา (จัน) ผู้ดูแลรับผิดชอบหัวเมืองฝ่ายตะวันตก ขออนุญาตจากส่วนกลางขอเปิด เส้นทางคลองมะรุ่ย - ปากลาว ขนพระราชทรัพย์เดินทางข้ามฝั่งไปเมืองหลวง บุกเบิกเส้นทาง ตั้งที่ท�ำการ มีเจ้าหน้าที่มาประจ�ำ ผู้คนเข้ามาตั้งหลักแหล่ง ท�ำกิน
สถาปัตยกรรม เมืองเก่ากระบี่
78 ◆ ร้ อ ย เ รื่ อ ง เ มื อ ง เ ก่ า อั น ด า มั น ร้ อ ย เ รื่ อ ง เ มื อ ง เ ก่ า อั น ด า มั น ◆ 79 ย่านชุมชนเก่าตลาดใน เป็นชุมชนที่มีความส�ำคัญในฐานะย่านการค้าเก่าแก่ของจังหวัดกระบี่ โดย กลุ่มชาวจีนฮกเกี้ยนจากแผ่นดินใหญ่เป็นคนกลุ่มแรก ๆ ที่เข้ามาตั้งรกรากใน พื้นที่ แล้วสร้างบ้านเรือนเพื่ออยู่อาศัยและค้าขายจนเจริญรุ่งเรือง กลายเป็นจุด แลกเปลี่ยนค้าขายสินค้าที่ส�ำคัญของผู้คนจากพื้นที่ใกล้เคียง เช่น คลองท่อม เขาพนม หรือจากจังหวัดสุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช โดยชาวบ้านจาก พื้นที่ไกลทะเลก็จะน�ำของป่าหลากหลายชนิด เช่น หนังสัตว์ เขาสัตว์ น�้ำผึ้ง และ ครั่ง บรรทุกช้างเดินทางมาค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้ากับชาวบ้านริมทะเลที่มีเกลือ ข้าวสาร เสื้อผ้า และอาหารแห้ง การเปลี่ยนแปลงเริ่มเกิดขึ้นกับชุมชนเมื่อมีการ ตัดถนนเหนือคลอง - เขาพนมใหม่ เลี่ยงเส้นทางหลักของพื้นที่ ท�ำให้ชาวบ้าน หันไปใช้ถนนเส้นนี้ที่มีความสะดวกมากกว่า และในระยะต่อมามีการพัฒนาถนน เพชรเกษมให้มีสภาพดีขึ้น ผู้คนก็เริ่มย้ายศูนย์กลางการค้าจากตลาดในมาสู่ สองฝั่งถนน ส่งผลการค้าในชุมชนซบเซาลงเรื่อย ๆ อย่างที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ อย่างไรก็ตาม ย่านชุมชนเก่าตลาดในยังคงมีอาคารและสิ่งปลูกสร้างที่เป็น เอกลักษณ์สะท้อนถึงมรดกทางวัฒนธรรมและดังนี้ เรือนแถวไม้ เป็นอาคาร 2 ชั้น โครงสร้างไม้ มีทั้งแบบมีหง่อคาขี่ และไม่มีหง่อคาขี่ จุดเด่นอยู่ที่ผนังด้านหน้าชั้น 2 เป็นผนังไม้ หน้าต่างไม้แบบหน้าต่างแค่เอว ลูกฟักหน้าต่างมีทั้งแบบเกล็ดและแบบทึบ เหนือหน้าต่างบริเวณใต้ชายคามีทั้ง แบบช่องระบายอากาศเป็นไม้ระแนงตีเว้นช่องรูปแบบจีน และแบบทึบ เรือน แถวไม้บางหลังมีระเบียงด้านหน้าชั้นสอง ตึกแถวแบบตะวันตกร่วมสมัย เป็นอาคาร 2 ชั้น โครงสร้างหลักเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก มีทั้งแบบมีหง่อ คาขี่ และไม่มีหง่อคาขี่ รูปแบบเรียบเกลี้ยง ไม่เน้นการประดับตกแต่งด้วยบัว ปูนปั้น หรือซุ้มโค้งรูปวงกลม แต่ตกแต่งเฉพาะองค์ประกอบที่จ�ำเป็น เช่น ช่องลมและช่องแสง มีจุดเด่นอยู่ที่การยื่นระเบียงด้านหน้าอาคาร ตกแต่งด้วย ค�้ำยัน และลูกกรงหล่อถอดพิมพ์ ประตูบานเฟี้ยมไม้เปิดตลอดช่วงเสา ศาลเจ้าเฉ้งจุ้ยจ้อซู้ก๋ง เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวบ้าน ภายในพื้นที่สิ่งปลูกสร้างส�ำคัญ คือ เจดีย์ 12 ชั้น และศาลาเทวดาน�้ำร้อน การอนุรักษ์และพัฒนาย่านชุมชนเก่าตลาดในเริ่มต้นขึ้นด้วยงาน “วิถี ชุมชน หนนหลาดใน” ระหว่างวันที่ 24 - 26 เมษายน พุทธศักราช 2558 ซึ่ง เป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และชาวบ้าน โดยมีจุดมุ่งหมาย เพื่อสร้างความตระหนักรู้ถึงคุณค่าความส�ำคัญของชุมชนผ่านกิจกรรมถนนสาย วัฒนธรรม อาหาร ดนตรี และศิลปะ ส�ำหรับแผนในอนาคตนั้น จะมีการ ผลักดันย่านชุมชนเก่าตลาดในให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมแห่งใหม่ ของจังหวัดต่อไป
80 ◆ ร้ อ ย เ รื่ อ ง เ มื อ ง เ ก่ า อั น ด า มั น ร้ อ ย เ รื่ อ ง เ มื อ ง เ ก่ า อั น ด า มั น ◆ 81 ย่านชุมชนเก่าศรีรายา ตั้งอยู่ทางใต้ของเกาะลันตาใหญ่ ในอดีตเป็นชุมชนที่มีความส�ำคัญใน ฐานะเป็นที่ตั้งของที่ว่าการอ�ำเภอเกาะลันตา เป็นเมืองท่าการค้าและเมืองหน้า ด่านในทะเลอันดามันที่มีเส้นทางเดินเรือเชื่อมโยงกับภูเก็ต ตรัง กระบี่ ปีนัง และสิงคโปร์ มีผู้คนหลากหลายเชื้อชาติทั้งชาวเล มุสลิม จีน และไทยเข้ามาอยู่ อาศัยร่วมกันได้อย่างสันติ การเปลี่ยนแปลงเริ่มเกิดขึ้นกับชุมชนในพุทธศักราช 2490 เมื่อมีการตัดถนนเพชรเกษมเข้ามาใกล้ชายฝั่งทะเล ท�ำให้ผู้คนหันไปใช้ การเดินทางและขนส่งสินค้าด้วยรถยนต์ที่มีความสะดวกและรวดเร็วกว่าการ เดินทางด้วยเรือ ส่งผลให้ชุมชนค่อย ๆ หมดความส�ำคัญทางเศรษฐกิจลงทีละ น้อย รวมทั้งการย้ายที่ว่าการอ�ำเภอเกาะลันตาไปตั้งอยู่ที่เกาะลันตาน้อยใน พุทธศักราช 2541 ยิ่งท�ำให้ชุมชนซบเซามากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ย่านชุมชน เก่าศรีรายายังคงมีอาคารและสิ่งปลูกสร้างที่เป็นเอกลักษณ์สะท้อนถึงมรดกทาง วัฒนธรรมดังนี้ เรือนแถวไม้ เป็นอาคาร 2 ชั้น โครงสร้างไม้ หลังคาทรงจั่วมุงสังกะสีหรือกระเบื้อง ลอนคู่ มีหง่อคาขี่ (แปลว่า ทางเดินกว้าง 5 ฟุตจีน) หรือ อาเขต ช่วยกันแดด กันฝน ระบายอากาศ และใช้เป็นที่นั่งพักผ่อนและพูดคุยกับเพื่อนบ้าน จุดเด่น อยู่ที่ความยาวของอาคารตั้งแต่ 20 - 80 เมตร ผนังด้านหน้าชั้น 2 เป็นผนังไม้ หน้าต่างไม้แบบหน้าต่างแค่เอว ลูกฟักหน้าต่างแบบทึบ เหนือหน้าต่างบริเวณ ใต้ชายคามีทั้งแบบช่องระบายอากาศเป็นไม้ระแนงตีเว้นช่องและแบบทึบ เรือนแถวไม้บางหลังมีระเบียงด้านหน้าชั้นสอง อาคารราชการ ● อาคารที่ว่าการอ�ำเภอเกาะลันตาหลังเก่าสร้างขึ้นในพุทธศักราช 2444 เป็นอาคารไม้ 2 ชั้น รูปแบบสถาปัตยกรรมแบบอาณานิคม (Colonial) มีมุข หน้า หลังคาเป็นทรงปั้นหยา หลังคามุขหน้าเป็นหลังคาทรงจั่ว ทั้งหมดมุงด้วย กระเบื้องซีเมนต์รูปว่าว ผังพื้นอาคารเป็นรูปตัวที (T) ลักษณะสมมาตร มุขหน้า เป็นระเบียงโปร่งโล่ง มีบันไดทางขึ้นทั้ง 2 ด้าน เหนือหน้าต่างบริเวณใต้ชายคา มีช่องระบายอากาศเป็นไม้ระแนงตีเว้นช่องโดยรอบ พื้นที่ภายในอาคารจัดแสดง ประวัติความเป็นมา วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของคนเกาะลันตา ● บ้านพักผดุงครรภ์ เป็นอาคารไม้ชั้นเดียว รูปแบบเรียบง่าย ยกพื้นสูง 0.60 เมตร หลังคาทรงจั่ว มี 2 ห้อง มีระเบียงด้านหน้าและด้านหลังอาคาร ● บ้านพักสาธารณสุข เป็นอาคารไม้ชั้นเดียว รูปแบบเรียบง่าย ยกพื้นสูง 2.40 เมตร หลังคาทรงจั่ว มีบันไดทางขึ้นและระเบียงด้านหน้า และมีบันไดด้าน หลัง ตัวบ้านแบ่งเป็น 3 ช่วงเสา มีห้อง 3 ห้อง และโถงกลาง ● บ้านพักพัศดีเป็นอาคารไม้ชั้นเดียว รูปแบบเรียบง่าย ยกพื้น 2 ระดับ หลังคาทรงจั่ว ด้านหน้ามีบันได ตัวเรือนยกพื้นสูง 2.30 เมตร ด้านหลังตัวเรือน ยกพื้นสูง 1.50 เมตร มี 3 ห้อง และโถงกลาง ศาลเจ้าสามต๋องอ๋อง เป็นอาคารไม้ชั้นเดียว กว้าง 5.4 เมตร ยาว 10.8 เมตร ภายในประดิษฐาน เทพเจ้าที่เคารพของชุมชน การอนุรักษ์และพัฒนาย่านชุมชนเก่าศรีรายาเริ่มต้นขึ้นหลังจากกรณีพิบัติ ภัยสึนามิ เมื่อวันที่ 26ธันวาคม พุทธศักราช 2547 ท�ำให้บ้านเรือนที่อยู่ด้านฝั่ง ทะเลบริเวณชุมชนหัวแหลม และบริเวณย่านชุมชนเก่าศรีรายาได้รับผลกระทบ เช่นกัน แม้ว่าจะไม่รุนแรงมากนัก หลังจากนั้น มูลนิธิชุมชนไท นักวิชาการ อาจารย์จากสถาบันการศึกษา องค์กรเอกชน และชาวบ้านได้ช่วยกันท�ำให้เกิด การอนุรักษ์เรือนแถวไม้ การปรับปรุงฟื้นฟูอาคารที่ว่าการอ�ำเภอเกาะลันตาหลัง เก่าเป็นพิพิธภัณฑ์ชุมชนเกาะลันตา เปิดด�ำเนินการในเดือนธันวาคม พุทธศักราช 2550 การรักษาองค์ประกอบของชุมชน เช่น บ่อน�้ำจืด และการเปลี่ยนบทบาท ของชุมชนให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม เรือนแถวไม้หลายหลังได้ถูก ปรับการใช้งานเป็นร้านขายของช�ำ ร้านขายของที่ระลึก ร้านอาหารและเครื่อง ดื่ม ที่พักและบ้านเช่ารายเดือนส�ำหรับนักท่องเที่ยว
82 ◆ ร้ อ ย เ รื่ อ ง เ มื อ ง เ ก่ า อั น ด า มั น ร้ อ ย เ รื่ อ ง เ มื อ ง เ ก่ า อั น ด า มั น ◆ 83 ย่านชุมชนเก่าแหลมสัก เป็นชุมชนหมู่บ้านชาวประมงเก่าแก่ของอ�ำเภออ่าวลึก โดยมีกลุ่มชาวจีน ฮกเกี้ยนจากแผ่นดินใหญ่เป็นคนกลุ่มแรก ๆ ที่เข้ามาตั้งรกรากในพื้นที่ หลัง จากนั้นก็มีชาวมุสลิม และชาวไทยพุทธได้ย้ายเข้ามารวมตัวกันจนกลายเป็น ชุมชนใหญ่ในลักษณะสังคมพหุวัฒนธรรม โดยมีศาสนสถานของแต่ละเชื้อชาติ เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ ประกอบด้วยศาลเจ้าแหลมสัก (ศาลเจ้าซกโป้ซี่ เอี๋ย) มัสยิดแหลมสัก (มัสยิดสอลาฮุดดีน) และวัดมหาธาตุแหลมสัก เมื่อเวลา ผ่านไปอาคารและสิ่งปลูกสร้างรูปแบบดั้งเดิมถูกแทนที่ด้วยอาคารสมัยใหม่ คง เหลือเพียงเรือนแถวไม้ไม่กี่หลัง และศาลเจ้าแหลมสักที่สะท้อนถึงมรดกทาง วัฒนธรรมของย่านชุมชนเก่าแหลมสักได้เป็นอย่างดี เรือนแถวไม้รุ่นแรก เป็นอาคาร 2 ชั้น โครงสร้างไม้ หน้ากว้าง 2 คูหา ขนาดความกว้างของคูหาไม่เท่ากัน พื้นชั้นล่างเดิมอัดดินแน่นต่อมาเปลี่ยนเป็น ปูนขัดมัน ชั้นบนเป็นโครงสร้างคานและพื้นไม้ หลังคาทรงจั่วโครงสร้างไม้มุง ด้วยสังกะสี จุดเด่นอยู่ที่ผนังไม้ หน้าต่างไม้ และประตูไม้ด้านหน้าชั้นล่าง หลังคา คลุมทางเดินกว้างด้านหน้าอาคาร และผนังไม้ด้านหน้าชั้น 2 เจาะช่องหน้าต่าง คูหาละ 1 ช่อง เรือนแถวไม้รุ่น 2 เป็นอาคาร 2 ชั้น โครงสร้างไม้ หลังคาทรงจั่วมุง กระเบื้องลอนคู่ อาคารบางหลังมีหลังคาคลุมทางเดินกว้างด้านหน้าอาคาร อาคารบางหลังมีหง่อคาขี่ (แปลว่า ทางเดินกว้าง 5 ฟุตจีน) หรือ อาเขต ช่วย กันแดดกันฝน ระบายอากาศ เอื้อเฟื้อแก่ผู้สัญจร ยามแดดออก ฝนตก และใช้ เป็นที่นั่งพักผ่อนและพูดคุยกับเพื่อนบ้าน จุดเด่นอยู่ที่ผนังด้านหน้าชั้น 2 เป็น ผนังไม้ เจาะช่องหน้าต่างคูหาละ 2 ช่องหน้าต่างไม้แบบหน้าต่างแค่เอว ลูกฟัก หน้าต่างแบบทึบ เหนือหน้าต่างบริเวณใต้ชายคามีช่องระบายอากาศเป็นไม้ ระแนงตีเว้นช่อง อาคารบางหลังเจาะช่องหน้าต่างตลอดช่วงเสา อาคารก่ออิฐถือปูน 2 หลัง เชื่อมต่อกันด้วยลานโล่ง (Open Inner Court with Well) อาคารด้านหน้าเป็นอาคารชั้นเดียว กว้าง 3 คูหา มีหง่อคาขี่ ส่วนอาคาร ด้านหลังเป็นอาคารสูง 2 ชั้น ปัจจุบันย่านชุมชนเก่าแหลมสักได้รับการส่งเสริมในฐานะแหล่งท่องเที่ยว ทางธรรมชาติและวิถีชุมชนประมงพื้นบ้าน เช่น การต่อเรือ ซ่อมเรือ การเลี้ยง สาหร่าย และการหาหอยแครงในแบบที่เรียกว่าแถกเหลน หรือการถักแห เรือนแถวไม้ บริเวณสี่แยกอ�ำเภออ่าวลึก เป็นเป็นอาคาร 2 ชั้น โครงสร้างไม้ หน้ากว้าง 2 คูหา ขนาดความกว้างของคูหาไม่เท่ากัน มี หง่อคาขี่ (แปลว่า ทางเดินกว้าง 5 ฟุตจีน) หรือ อาเขต ช่วยกันแดดกันฝน ระบายอากาศ และใช้เป็นที่นั่งพักผ่อนและพูดคุยกับเพื่อนบ้าน ชั้นบนเป็น โครงสร้างคานและพื้นไม้ หลังคาทรงจั่วโครงสร้างไม้มุงด้วยกระเบื้องลอนคู่ จุดเด่นอยู่ที่ผนังไม้ หน้าต่างไม้ และประตูไม้ด้านหน้าชั้นล่าง และผนังไม้ด้าน หน้าชั้น 2 ของคูหาที่กว้างกว่าเจาะช่องหน้าต่าง 2 ช่อง ส่วนคูหาที่แคบกว่าเจาะ ช่องหน้าต่าง 1 ช่อง ศาลเจ้าแหลมสัก (ศาลเจ้าซกโป้ซี่เอี๋ย) ตั้งอยู่บนเนินขนาดเล็ก หัน หน้าออกสู่ทะเล ลักษณะสถาปัตยกรรมแบบจีนที่เรียบง่าย ผนังก่ออิฐฉาบปูน ภายในประดิษฐานพระโพธิสัตว์ซกโป้ซี่เอี๋ย รูปเคารพไม้แกะสลักฝีมือประณีต และเทพเจ้าอีกหลายองค์ นอกจากเรือนแถวไม้และศาลเจ้าที่มีคุณค่าดังที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ใน ย่านชุมชนเก่าแหลมสักยังมีอาคารสมัยใหม่ที่เป็นแบบอย่างของการน�ำเอา ลักษณะเด่นของสถาปัตยกรรมในย่านเมืองเก่าริมฝั่งทะเลอันดามันมาประยุกต์ ใช้ คือ อาคารต้อนรับของโรงแรมบุหลันอันดา บาบ๋า รีสอร์ท ลักษณะเป็น
วิถีชีวิตตัวตน คนกระบี่
ร้ อ ย เ รื่ อ ง เ มื อ ง เ ก่ า อั น ด า มั น ◆ 87 ด้วยความที่เคยเป็นเมืองท่าส�ำคัญอายุราวกว่า ๒,๐๐๐ ปี การค้าขายได้น�ำพาผู้คนหลากหลายเชื้อชาติมาตั้งรกรากที่นี่ทั้งคน จีน คนมุสลิม และชาวเล ซึ่งต่างก็ลงหลักปักฐานสร้างบ้านเรือน อยู่เป็นชุมชนร่วมกับคนท้องถิ่นเดิมอย่างกลมกลืน ที่อ�ำเภอเหนือคลอง “หลาดใน” คือบ้านของชุมชนคนจีนที่ อยู่กินบนแผ่นดินนี้มาหลายชั่วอายุคน ที่นี่เป็นย่านการค้าส�ำคัญ ของกระบี่ มีภาพงามของเรือนไม้เก่าแก่วางตัวควบคู่ไปกับตึกแถว สมัยใหม่ แม้เวลาจะผ่านไปกี่ยุคสมัยก็ตาม คนหลาดในต่างก็ยัง คงรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีรากเหง้าดั้งเดิมของบรรพบุรุษ ซึ่งเป็นคนจีนโพ้นทะเลไว้อย่างเหนียวแน่น ท�ำให้ย่านนี้กลายเป็น ถนนสายวัฒนธรรมของจังหวัดกระบี่ มีการจัดถนนคนเดินทุกวัน เสาร์-อาทิตย์ โดยชาวบ้านจะท�ำอาหารพื้นบ้าน อาหารจีนโบราณ รวมถึงขนมพื้นถิ่นมาขายกันอย่างคึกคัก วิถีชีวิตตัวตน คนกระบี่ หากเอ่ยถึงเสน่ห์ของกระบี่ เมืองนี้ไม่ได้มีดีแค่ทะเล นอกจากหาด ทรายขาวสวย นำ�้ทะเลใส ธรรมชาติสมบูรณ์งดงามแล้ว วิถีชีวิตของ ผู้คนในเมืองน่ารักแห่งนี้ล้วนมีแง่งามตามแบบฉบับของตัวเอง หากมองย้อนไปในยุคสมัยก่อนประวัติศาสตร์ กระบี่เคยเป็น แหล่งชุมชนโบราณอย่างเช่นในพื้นที่เขตอำ�เภอคลองท่อม หลักฐาน การมีตัวตนของคนพื้นถิ่นดั้งเดิมในอดีตนั้ นปรากฏชัดที่ควนลูกปัด ที่นี่มีการขุดค้ นพบลูกปัดโบราณทำ�จากแก้วสีต่าง ๆ จำ�นวนมากฝัง ตัวอยู่ในเนิ นดิน นอกจากนั้งยังมีกำ�ไลแก้ว เครื่องเงิน อาวุธโบราณ ภาชนะดินเผา ข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ ที่ทำ�จากหินและสำ�ริด ห่างกันเพียงแค่สายน�้ำกั้นกลางจากฝั่งตัวเมืองกระบี่ “เกาะกลาง” คือ บ้านของชาวมุสลิมที่เลี้ยงชีพด้วยการท�ำนาบนผืนแผ่นดินกลางแม่น�้ำกระบี่ ว่า กันว่าข้าวสังข์หยด ซึ่งเป็นสายพันธุ์ข้าวพื้นเมืองถิ่นใต้ที่พวกเขาลงแรงปลูก ฟูมฟักจนถึงวันเก็บเกี่ยวนั้นมีรสชาติดีเป็นพิเศษ เพราะเนื้อดินของเกาะกลาง มีน�้ำทะเลเจือปน ข้าวของเกาะกลางเมื่อน�ำไปหุงจึงมีกลิ่นหอม เมล็ดข้าวนุ่ม กินอร่อยกว่าแหล่งอื่น ๆ นอกจากการท�ำนา คนเกาะกลางยังท�ำประมงพื้นบ้าน เพราะพื้นที่ที่เป็น บ้านของพวกเขาตั้งอยู่ในบริเวณปากแม่น�้ำกระบี่ ทั้งยังมีป่าชายเลนเขียวขจี โอบล้อมจึงสมบูรณ์ด้วยสัตว์น�้ำนานาชนิด กุ้ง หอย ปู ปลาล้วนมากมี ไม่เพียง แต่วิถีเกษตรและประมง คนเกาะกลางยังมีฝีมือทางด้านงานหัตถรรมอย่างการ ท�ำเรือหัวโทงจ�ำลอง โดยจะน�ำไม้มาแกะสลักเป็นเรือหัวโทง ซึ่งเป็นพาหนะหลัก ในชีวิตประจ�ำวันมาย่อส่วนลงแต่ยังคงรายละเอียดอันประณีตสะท้อนภาพชีวิต ของลูกทะเลไว้อย่างแจ่มชัด รวมถึงการท�ำผ้าปาเต๊ะ งานศิลป์บนผืนผ้าที่ผสม ผสานวิธีการท�ำผ้าปาเต๊ะแบบมาเลย์เข้ากับการท�ำผ้าบาติก ท�ำให้มีความสวยงาม แตกต่างจากที่อื่น ขณะที่บ้านแหลมสัก อ�ำเภออ่าวลึก คือชุมชนสามวัฒนธรรม มีทั้งคนไทย พุทธ คนจีน และคนมุสลิม ชาวบ้านที่นี่เลี้ยงตัวเองด้วยการท�ำประมงพื้นบ้าน เป็นหลัก ท้องทะเลที่รายรอบคือห้องท�ำงานอันสมบูรณ์ด้วยสัตว์น�้ำนานาพันธุ์ นอกจากนั้นพวกเขายังเลี้ยงกุ้งมังกรและสาหร่ายพวงองุ่นในกระชัง ท�ำอาหาร ทะเลแปรรูป และมีฟาร์มกล้วยไม้สายพันธุ์พื้นถิ่นอีกด้วย ไม่เพียงแต่งานประมง คนอ่าวลึกยังเก่งในเรื่องของการท�ำผ้าบาติกที่ งดงามโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ลวดลายบนผ้าแต่ละผืนล้วนมาจากจินตนาการ และการสังเกตธรรมชาติรอบตัว อย่างลายภาพเขียนสีอายุนับพันปีรูปคนทะเล ที่ถ�้ำผีหัวโต ซึ่งบ่งบอกประวัติศาสตร์ของกลุ่มคนทะเลที่อาศัยอยู่ตามเกาะตาม ถ�้ำต่าง ๆ ในพื้นที่จังหวัดกระบี่ ลายเรือหัวโทง ลายสัตว์ทะเล ลายดอกกล้วยไม้ รองเท้านารี พรรณไม้ประจ�ำถิ่น และลายนกแต้วแล้วท้องด�ำ ฯลฯ
88 ◆ ร้ อ ย เ รื่ อ ง เ มื อ ง เ ก่ า อั น ด า มั น กลางผืนทะเลสีคราม เกาะลันตาคือบ้านหลังใหญ่ของผู้คนหลากเชื้อชาติ หลายศาสนา ไม่ว่าจะเป็นคนไทยพุทธ คนจีน คนมุสลิม และชาวอูรักลาโว้ย บ้านศรีรายาในอดีตคือเมืองท่าเก่าแก่ที่มีความเจริญรุ่งเรืองสูงสุด เรือน แถวไม้หน้าแคบที่ทอดตัวยาวลงไปในผืนทะเลนั้น คนในท้องถิ่นต่างเรียก ขานกันว่า “บ้านยาว” เป็นบ้านของลูกหลานคนจีนที่ยังคงอยู่กินบนแผ่นดินผืน เดิมเช่นเดียวกับบรรพบุรุษของพวกเขา เสน่ห์ของย่านเก่าอยู่ที่รูปแบบ สถาปัตยกรรมโบราณตามค่านิยมของคนจีนยุคเก่า บ้านแต่ละหลังล้วนเชื่อม โยงกันไว้ด้วยหง่อคากี่ที่ท�ำไว้ให้คนเดินผ่านสามารถหลบร้อน หลบฝนได้ และ ช่องลมเหนือบานประตูยังแกะเกลาเนื้อไม้เป็นลวดลายประณีตอ่อนช้อย เพื่อ ให้ลมถ่ายเทได้ดี บ้านจึงไม่ร้อน นับเป็นภูมิปัญญาของคนโบราณอย่างจริงแท้ ท่ามกลางผืนป่าโกงกางที่โอบกอด บ้านทุ่งหยีเพ็งคือชุมชนมุสลิมเลือด น�้ำเค็มที่ด�ำรงชีวิตผูกพันอยู่กับท้องทะเลกว้าง การท�ำประมงพื้นบ้านคือหัวใจ หลักในการหล่อเลี้ยงทุกชีวิตในครอบครัว นอกจากจะช�ำนาญในการหาอาหาร ทะเลสด พวกเขายังมีฝีมือในการท�ำกะปิจากกุ้งสดและเคยแท้ ๆ จนกลายเป็น สินค้าขึ้นชื่อของจังหวัดกระบี่ รวมถึงยังท�ำการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์โดยคนใน ชุมชน เช่น พายคายักชมป่าโกงกาง ล่องเรือหัวโทงเที่ยวเกาะต่าง ๆ ฯลฯ เสน่ห์การกินถิ่นกระบี่ นอกเหนือจากการเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงโด่งดังในระดับโลก เสน่ห์ในเรื่องอาหารการกินถิ่นกระบี่ต่างก็ได้รับการยอมรับว่าเป็นเมืองที่มี อาหารหลากหลายรสชาติดี ทั้งยังสะท้อนให้เห็นถึงภาพวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของ ผู้คนในเมืองน่ารักแห่งนี้ได้เป็นอย่างดี ส�ำรับกับข้าวของชาวกระบี่นั้นคล้ายคลึงกับชาวปักษ์ใต้ทั่วไป คือมีทั้งต้ม ผัด แกง ทอด อาหารส่วนใหญ่มีส่วนผสมของขมิ้น รสชาติเผ็ดร้อน กรุ่นหอม กลิ่นเครื่องแกงและเครื่องเทศ รวมถึงใช้วัตถุดิบที่หาได้ตามท้องถิ่นอย่างพืชผัก และกุ้ง หอย ปู ปลาสด ๆ มาท�ำจานอร่อย เช่น ปลาทรายทอดขมิ้น กุ้งผัด สะตอ แกงคั่วหอยแครงใส่ใบชะพลู แกงเหลือง คั่วกลิ้ง แต่ที่ขาดไม่ได้เลยคือ พวกน�้ำพริกหรือน�้ำชุบกินแนมกับผักเหนาะที่มีอยู่รอบรั้วบ้าน เช่น สะตอ ลูก เหรียง ยอดหัวครก ใบมันปู ฯลฯ มื้อเช้าคนกระบี่นิยมดื่มกาแฟและชา โดยจะกินคู่กับขนมหวานที่เป็นขนม พื้นบ้าน รวมถึงติ่มซ�ำต่าง ๆ นอกจากนั้นยังชอบกินขนมจีนเป็นจานหลัก ซึ่ง สามารถเลือกได้ว่าจะกินกับน�้ำยากะทิตามสูตรปักษ์ใต้ น�้ำพริก แกงไตปลา หรือแกงป่า โดยจะกินกับไก่ทอดร้อน ๆ กรอบหอม ห่อหมก ไข่ต้ม แนมด้วย สารพันผักสดและผักดองรสเปรี้ยว ๆ หวาน ๆ ส่วนอาหารทะเลที่ถือเป็นสุดยอดของดีประจ�ำเมืองกระบี่คือหอยชักตีน รูปร่างหน้าตาคล้ายหอยสังข์แต่ตัวเล็กกว่า เปลือกมีสีน�้ำตาลปนขาว ที่ปากหอย จะมีติ่งเนื้อสีน�้ำตาลเล็ก ๆ ยื่นออกมาเพื่อใช้เดิน ชาวบ้านเรียกว่าตีนหอย เวลา กินจะต้องดึงตีนหอยเพื่อให้เนื้อหอยที่อยู่ภายในเปลือกหลุดตามกันออกมา จึง เรียกกันว่าหอยชักตีน หอยชักตีนมีอยู่มากมายในท้องทะเลกระบี่ ชาวบ้านจะเก็บหอยชักตีนมา แช่น�้ำทิ้งไว้เพื่อให้หอยคายโคลนเลนออกจนหมด จากนั้นจะน�ำไปลวกหรือต้ม เนื้อหอยชักตีนที่มีความสดจะมีรสหวานอร่อย ไม่เหนียว เคี้ยวกรุบ กินกับน�้ำ จิ้มซีฟู้ดรสจัดจ้าน เป็นจานเด็ดห้ามพลาดหากมาเยือนกระบี่ นอกจากอาหารทะเลสดแล้ว อาหารทะเลแปรรูปยังสามารถน�ำมาท�ำเป็น จานเด็ดพื้นบ้านดั้งเดิมของเมืองกระบี่ อย่างเช่นเคยเค็มนึ่ง หรือเคยฉลู ชาว บ้านจะน�ำลูกกุ้งหรือเคยไปหมักกับเกลือและน�้ำตาลทิ้งไว้นานประมาณ ๒-๓ สัปดาห์ จึงน�ำเคยฉลูมาล้างน�้ำ ตอกไข่ใส่ลงไปตีให้เข้ากัน หยอดหัวกะทิลงไป เล็กน้อย ใส่หอมแดงซอย ตะไคร้ซอย และพริก ตีให้ส่วนผสมเข้ากันเป็นเนื้อ เดียวอีกครั้ง แล้วจึงน�ำไปนึ่ง กินคล้ายไข่ตุ๋น แต่รสจะออกเค็ม ๆ มัน ๆ และ หอมกลิ่นตะไคร้ ไม่เพียงแต่อาหารรสชาติร้อนแรงตามแบบฉบับปักษ์ใต้ คนมุสลิมก็มีฝีมือ ในเรื่องการปรุงแต่งจานอร่อยเช่นกัน พวกเขานิยมกินโรตีกับชาร้อนเป็นมื้อเช้า ชาที่ดื่มจะใช้ใบชาชั้นดีที่มีกลิ่นหอมแบบชาใต้ โรตีแป้งกรอบนุ่มมีทั้งที่กินเป็น ของคาวอย่างโรตีน�้ำแกง แกงไก่ แกงเนื้อ แกงแพะ โรตีไข่ มะตะบะ หรือของ หวานอย่างโรตีกรอบ โรตีเนยนมน�้ำตาล โรตีทิชชู นอกจากนั้นยังมีข้าวหมกไก่ ข้าวหมกแพะ ข้าวหมกเนื้อ ซุปไก่ ซุปเนื้อ ฯลฯ ที่กินกันเป็นจานหลักตามวิถี ของคนมุสลิม ทางตอนใต้ของเกาะลันตาคือที่ตั้งของบ้านสังกาอู้ ถิ่นฐานของชาวเลหรือ ชาวอูรักลาโว้ยที่อยู่กินบนแผ่นดินนี้มาหลายชั่วอายุคน จนกล่าวได้ว่าเกาะลันตา เปรียบเสมือนเมืองหลวงของชาวอูรักลาโว้ย พวกเขานับถือวิญญาณของบรรพบุรุษ ไม่ถนัดการท�ำเกษตรกรรม แต่ เก่งกาจมากในเรื่องการจับปลาในท้องทะเล และยังมีฝีมือด้านการต่อเรือซึ่งเป็น พาหนะหลักในการด�ำรงชีพ ชาวอูรักลาโว้ยชอบสีสันจัดจ้า อย่างช่วงเวลาการจัดงานประเพณีลอยเรือ ซึ่งจะจัดขึ้นทุก ๆ ๖ เดือนในช่วงเปลี่ยนฤดูกาล พวกเขาจะตกแต่งสถานที่ด้วย ผืนผ้าหลากสีดูสวยงาม นอกจากนั้นยังชอบดนตรีและการเต้นระบ�ำร�ำร้อง ทั้ง รองแง็ง ร�ำมะนา รวมถึงดนตรีสมัยใหม่ ว่ากันว่าพวกเขาใช้จังหวะการขยับเท้า เต้นร�ำคล้ายกับจังหวะเท้าของชาวยุโรปยุคโบราณ ซึ่งคาดว่าน่าจะได้รับอิทธิพล มาจากปีนัง แง่งามทางวัฒนธรรมที่แตกต่างแต่กลมกลืนของคนหลากเชื้อชาติหลาย ศาสนาในกระบี่จึงเป็นอีกหนึ่งสีสันที่ท�ำให้เมืองงามฝั่งอันดามันแห่งนี้มีเสน่ห์ไม่ เสื่อมคลาย
90 ◆ ร้ อ ย เ รื่ อ ง เ มื อ ง เ ก่ า อั น ด า มั น ร้ อ ย เ รื่ อ ง เ มื อ ง เ ก่ า อั น ด า มั น ◆ 91 งดงามตามวิถี ประเพณีเมืองกระบี่ รูปแบบของวัฒนธรรมที่แตกต่างล้วนเป็นรากฐานของความเชื่อ ขนบธรรมเนียม และจารีตประเพณีที่มีความหลากหลาย กล่าวได้ว่ากระบี่เป็น เมืองที่สมบูรณ์ด้วยทรัพยากรทางธรรมชาติ ทะเลคราม ป่าเขาเขียวขจี และยัง ร�่ำรวยด้วยภาพงามทางวัฒนธรรมของคนหลากเชื้อชาติ หลายศาสนาที่ยึดมั่น ตัวตนไว้บนหนทางแห่งศรัทธาอันแน่นแฟ้นมาเนิ่นนาน สีสันแห่งเทศกาลงานประเพณีของกระบี่นั้นมีไม่น้อยกว่าจังหวัดอื่น ๆ ใน ภาคใต้ฝั่งอันดามัน ได้แก่ ประเพณีสารทเดือนสิบ หนึ่งในประเพณีส�ำคัญของชาวไทยพุทธซึ่งได้รับ อิทธิพลมาจากศาสนาพราหมณ์ เป็นประเพณีที่สื่อให้เห็นถึงความกตัญญูของ คนปักษ์ใต้ โดยเชื่อกันว่ายมบาลจะปล่อยวิญญาณของบรรพบุรุษจากยมโลก ให้กลับมาหาลูกหลานเพื่อรับส่วนบุญกุศลในเดือนสิบหรือเดือนกันยายนของ ทุกปี ดังนั้นในวันแรม ๑ ค�่ำเดือน ๑๐ หรือที่เรียกกันว่าวันรับเปรต ชาวบ้าน จะน�ำข้าวปลาอาหารคาวหวาน รวมถึง “ขนมลา” ใช้แทนเสื้อผ้า “ขนมพอง” ใช้แทนแพส�ำหรับให้ผู้ล่วงลับใช้เดินทาง “ขนมกง” แทนเครื่องประดับ “ขนม บ้า” แทนลูกสะบ้าที่ใช้เล่นกันในวันสงกรานต์ และ “ขนมเจาะหู” แทนเงินตรา ฯลฯ ไปถวายพระที่วัด พอถึงวันแรม ๑๕ ค�่ำเดือน ๑๐ หรือวันส่งเปรต ซึ่งถือว่า เป็นวันสุดท้ายของการท�ำบุญใหญ่ประจ�ำปี ชาวบ้านจะท�ำบุญเลี้ยงพระ มีพิธี บังสุกุลอุทิศส่วนกุศลให้แก่ดวงวิญญาณของบรรพบุรุษผู้ล่วงลับ พร้อมปิดท้าย งานด้วยพิธีชิงเปรตกันอย่างสนุกสนาน ประเพณีตรุษจีน หรืองานปีใหม่จีน คือประเพณีที่มีความส�ำคัญที่สุดของ ชาวไทยเชื้อสายจีน ซึ่งเข้ามาตั้งรกรากอยู่ทั่วเมืองกระบี่มาช้านาน เป็นงาน เทศกาลแห่งความสุขของทุกคนในครอบครัวที่จะกลับมาอยู่พร้อมหน้าพร้อม ตากันในวันนี้ ซึ่งคล้ายกับวันปีใหม่สากลหรือวันสงกรานต์ของไทย เมื่อถึงวันตรุษจีน ชาวไทยเชื้อสายจีนจะออกไปจับจ่ายซื้อข้าวของ อาหาร รวมถึงผลไม้ต่าง ๆ เช่น ไก่ หมายถึงความก้าวหน้า ปลาทั้งตัว หมายถึงการ อยู่ร่วมกันและความอุดมสมบูรณ์ เส้นหมี่ หมายถึงชีวิตที่ยืนยาว ฯลฯ เพื่อ เตรียมไว้ส�ำหรับไหว้เทพเจ้าและไหว้บรรพบุรุษตามธรรมเนียมปฏิบัติ หลังจบ พิธีในวันไหว้แล้ว ครอบครัวชาวไทยเชื้อสายจีนจะแต่งกายอย่างสวยงามด้วย เสื้อผ้าสีสันสดใสอย่างสีแดง ซึ่งถือว่าเป็นสีมงคลของชาวจีน โดยเชื่อว่าจะช่วย ไล่ปีศาจร้ายให้ออกไปจากครอบครัว จากนั้นจะพากันออกไปเที่ยวหรือไม่ก็ไป กราบไหว้ขอพรจากญาติผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ นอกจากนั้นผู้ใหญ่ในบ้านก็จะ แจกอั่งเปาให้กับเด็ก ๆ ท่ามกลางบรรยากาศสนุกสนานชื่นมื่น ประเพณีถือศีลกินเจ หนึ่งในประเพณีเก่าแก่ของชาวไทยเชื้อสายจีน ถือ เป็นงานบุญใหญ่ประจ�ำปีที่ทุกคนจะร่วมกันรักษากายใจให้สะอาดผ่องแผ้ว ละเว้นจากการเบียดเบียนชีวิตสัตว์ โดยในช่วงวันขึ้น ๑ ค�่ำ ถึงวันขึ้น ๙ ค�่ำ เดือน ๙ ซึ่งตรงกับเดือนกันยายนถึงเดือนตุลาคมของทุกปี ชาวบ้านจะแต่งกาย ด้วยชุดขาว งดการบริโภคเนื้อสัตว์ อาหาร และเครื่องดื่มต้องห้าม รวมถึงละเว้น จากอบายมุขทั้งปวง ตลอดช่วงเทศกาลกินเจจะมีการแห่ขบวนพระจากอ๊ามหรือศาลเจ้ากว่า ๔๐ แห่งทั่วเมืองกระบี่ ให้ประชาชนผู้มีศรัทธาได้บวงสรวงกราบไหว้บูชาเทพเจ้า เพื่อขอพรอันเป็นสิริมงคลในชีวิตให้แก่ตนเองและคนในครอบครัว รวมถึงมีพิธี แสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ของเทพเจ้าผ่านร่างม้าทรงอย่างการใช้เหล็กแหลม แทงตามเนื้อตัว การลุยไฟ ปีนบันไดมีด ฯลฯ ประเพณีลอยเรือชาวเล เป็นประเพณีที่มีความส�ำคัญที่สุดของชาวเลหรือ ชาวอูรักลาโว้ย โดยจะจัดขึ้นปีละ ๒ ครั้ง ในวันเพ็ญเดือน ๖ (เดือนพฤษภาคม) และเดือน ๑๑ (เดือนตุลาคม) ซึ่งตรงกับช่วงเปลี่ยนผ่านของฤดูกาล โดยชาว อูรักลาโว้ยจะหยุดท�ำงานเป็นเวลา ๓ วัน แล้วมารวมตัวกันที่บ้านสังกาอู้ เกาะลันตา จากนั้นจะให้โต๊ะหมอเป็นผู้ท�ำพิธีเซ่นไหว้และเข้าทรงเสี่ยงทาย ส�ำหรับพิธีลอยเรือ ชาวอูรักลาโว้ยจะท�ำพิธีขอไม้ระก�ำแล้วน�ำมาแกะสลัก เป็นรูปคนแทนสมาชิกในครอบครัว รวมทั้งแกะเป็นสิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ แล้ว น�ำใส่ลงในเรือปลาจั๊กหรือเรือลอยเคราะห์ พร้อมทั้งท�ำไม้ปาดั๊กไปปักไว้รอบ หมู่บ้านเพื่อป้องกันสิ่งชั่วร้าย เมื่อปล่อยเรือออกสู่ทะเลก็คล้ายกับลอยทุกข์โศก ลอยเคราะห์ร้ายให้ออกไปไกลห่าง เมื่อจบพิธีกรรมซึ่งเหมือนกับการหลุดพ้น จากเคราะห์ทั้งปวง ชาวอูรักลาโว้ยจะเฉลิมฉลองร่วมกันด้วยการร้องร�ำท�ำเพลง กันอย่างคึกครื้น ทั้งการเล่นรองแง็งและเล่นเพลงร�ำมะนา
เที่ยวชม เมืองเก่ากระบี่
ร้ อ ย เ รื่ อ ง เ มื อ ง เ ก่ า อั น ด า มั น ◆ 95 เที่ยวชม เมืองเก่ากระบี่ กระบี่ เมืองที่เป็นแหล่งประวัติศาสตร์สำ�คัญของภาคใต้ โดย เฉพาะในเรื่องของความเป็นถิ่นฐานของมนุษย์โบราณมาแค่ยุคก่อน ประวัติศาสตร์ เมืองเก่ากระบี่นั้นอาจจะเห็นได้ไม่ชัดเจนเท่ากับเมือง อื่นๆ ในเขตชายฝั่งอันดามัน ด้วยเหตุที่กระบี่ยุคดั้งเดิมอยู่ในเขาป่าเขาเป็นดินแดนที่ อุดมสมบูรณ์ไปด้วยช้างป่า ชุมชนต่างๆ จึงเกิดขึ้นจากชุมชน คนจับช้างและชุมชนริมทะเลของคนค้าขายทางทะเล บ้านเมือง ที่เหลืออยู่ให้เห็นถึงความเจริญในสมัยก่อนคงมีอยู่บ้าง เช่น เมือง เก่าลันตาบนเกาะลันตาที่เป็นสถานีการค้ายุคโบราณ เมือง ปกาศรัยที่คืออ�ำเภอเหนือคลองในปัจจุบัน และอ�ำเภออ่าวลึกและ ต�ำบลแหลมสักที่ยังพอเหลือบ้านเรือนยุคเก่าให้เห็น บ้างก็มีที่ สร้างขึ้นมาใหม่อย่างทรงคุณค่าเพื่อร�ำลึกถึงความทรงจ�ำครั้งอดีต เช่น อาคารรับแขกของบุหลันอันดา รีสอร์ท อันงดงาม เมืองเก่าลันตา เส้นทางท่องเที่ยวจะอยู่ตลอดแนวถนนเลียบทะเล เริ่มตั้งแต่ วงเวียนหน้าอาคารอ�ำเภอเกาะลันตาหลังเก่าที่ปัจจุบันเป็น พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านเกาะลันตา ทางด้านทิศใต้ขึ้นไปตลอดแนวถนน ไปยังด้านทิศเหนือ ตลอดสองฟากถนนจะเป็นอาหารบ้านเรือนส่วน ใหญ่เป็นอาคารไม้มีช่องลม ช่องหน้าต่างแบบโบราณ อาคารไม้ที่ ใช้ไม้เป็นฝาบ้านวางเรียงซ้อนกันขึ้นไป บ้างก็เป็นอาคารฐานปูน ส่วนบนกรุด้วยสังกะสี อาคารเหล่านี้ปัจจุบันเป็นที่พัก เกสท์เฮาส์ ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก ร้านกาแฟและอาคารร้านค้าทั่วไป
96 ◆ ร้ อ ย เ รื่ อ ง เ มื อ ง เ ก่ า อั น ด า มั น ร้ อ ย เ รื่ อ ง เ มื อ ง เ ก่ า อั น ด า มั น ◆ 97 ย่านชุมชนหลาดในเหนือคลอง เป็นถนนสายสั้นๆ อยู่ใจกลางอ�ำเภอเหนือคลองด้านทิศตะวันออกที่ครั้ง หนึ่งคือเมืองปกาศรัยโบราณ ตลอดถนนสายสั้นๆ นี้เองที่เรียงรายไปด้วยบ้าน เรือนห้องแถวทั้งปูนและไม้ ส่วนใหญ่ดัดแปลงเป็นตึกที่อยู่อาศัยรุ่นใหม่หมด แล้ว แต่ยังคงเหลือเค้าลางของสถาปัตยกรรมจากครั้งอดีตอยู่บ้างตามช่อง ระบายลม ทางเดินหง่อคาขี่ที่ใช้เดินเชื่อมต่อระหว่างอาคารที่ยังเหลือเค้าโครง นอกนั้นตามซอยย่อยต่างๆ ยังมีบ้านไม้แบบจีนโบราณซุกซ่อนอยู่อีกหลายหลัง นอกจากนี้ บริเวณถนนฝั่งตะวันตกที่เป็นซอยคู่ไปสิ้นสุดที่คลองเหนือ คลองยังเป็นย่านชุมชนเก่าแก่มีบ้านเรือนไม้โบราณอยู่อีกย่านหนึ่ง ทุกวันเสาร์ อาทิตย์ ตลอดซอยทั้งสองนี้จะแปรสภาพเป็นตลาดนัดชุมชนที่เต็มไปด้วยเรื่อง ราวและวิถีชีวิตที่น่าสนใจ ส่วนอีกบริเวณหนึ่งซึ่งยังพอเหลือบ้านไม้แบบโบราณ ดั้งเดิมให้ดูได้คือ บริเวณบ้านบางผึ่งระหว่างเส้นทางถนนเพชรเกษมไปยังอ�ำเภอ คลองท่อม เมืองเก่าย่านอ�ำเภออ่าวลึกและต�ำบลแหลมสัก มีบ้านเรือนไม้แบบเก่าตั้งอยู่บริเวณสี่แยกอ�ำเภออ่าวลึกหลายหลัง ส่วน ที่ต�ำบลแหลมสัก บริเวณซอยศาลเจ้าซกโป้ซีเอี่ยกงยังมีบ้านเรือนห้องแถว โบราณแบบจีนที่ยังอนุรักษ์ไว้ได้อย่างดีอยู่ 2-3 หลัง และปลายสุดของแหลม สักเป็นที่ตั้งของบุหลันอันดา รีสอร์ท ที่สร้างอาคารรับแขกแบบชิโนโปรตุกีส สวยงามไว้ให้คนได้ร�ำลึกถึงความหลังครั้งก่อนได้อย่างดียิ่ง แผนที่