The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ร้อยเรื่องเมืองเก่าอันดามัน ภาษาไทย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by montree mots, 2023-10-27 03:32:24

ร้อยเรื่องเมืองเก่าอันดามัน ภาษาไทย

ร้อยเรื่องเมืองเก่าอันดามัน ภาษาไทย

ต รั ง ในเส้นทาง ประวัติศาสตร์


100 ◆ ร้ อ ย เ รื่ อ ง เ มื อ ง เ ก่ า อั น ด า มั น ร้ อ ย เ รื่ อ ง เ มื อ ง เ ก่ า อั น ด า มั น ◆ 101 จากถิ่นถ�้ำ บรรพชนชาวตรังเริ่มปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ สร้างบ้านเรือนที่อยู่อาศัย รวมกันเป็น หมู่เขา และหมู่นา หรือหมู่ทุ่ง ในขณะที่หมู่มันนิก็รวมกลุ่มกันตามแนวเทือกเขาโดยยังคงวิถี ดั้งเดิม ส่วนกลุ่มที่เคยแรมรอนไปในทะเล เปลี่ยนเป็นสร้างที่อยู่ถาวรตามชายฝั่ง ยังชีพด้วย การประมง จนกลายเป็นหมู่เล กลุ่มต่าง ๆ เหล่านี้นับเป็นจุดเริ่มต้นการเข้าสู่สังคมเกษตรกรรม ตรัง เมืองท่าฝั่งทะเลตะวันตก ปากประตูแห่งเส้นทางข้ามคาบสมุทร ซึ่งผู้คนจากต่างแดนรู้จักมานานนับพันปี และสามารถย้อนกลับไปได้ถึงยุคก่อน ประวัติศาสตร์ที่ผู้คนยังไม่รู้จักสื่อสารด้วยตัวอักษร มีหลักฐานตามถ�้ำเขาต่าง ๆ ว่าบรรพบุรุษของชาวตรังอาศัยอยู่บนแผ่นดินนี้มาไม่น้อยกว่า ๕,๐๐๐ - ๑๐,๐๐๐ ปี ตรัง ในเส้นทาง ประวัติศาสตร์ ราวพันกว่าปีที่ผ่าน ระดับน�้ำทะเลสูงกว่าปัจจุบันประมาณ ๑ - ๒ เมตร มีต�ำนานท้องถิ่นที่สอดคล้องกันว่า มีเรือส�ำเภาจากอินเดียมาล่มตรงเขาพระ วิเศษที่ปัจจุบันอยู่ริมวังนกน�้ำ แสดงว่าเดิมส่วนที่เป็นพื้นน�้ำมีอาณาเขตแผ่ ออกไปไกลมาก ทางต้นน�้ำก็น่าจะกว้างใหญ่ไปถึงทุ่งสง เมื่อระดับน�้ำทะเล ลดลง ก็เกิดพื้นที่ราบลุ่มน�้ำทั้งริมแม่น�้ำตรังและคลองสาขา เช่น คลองปาง คลองล�ำภูรา คลองชี คลองนางน้อย เป็นต้น ที่ราบเหล่านี้เหมาะแก่การเกษตร จนกลายเป็นชุมชนใหญ่ในเวลาต่อมา บางส่วนก็เคลื่อนย้ายกระจายไปตาม เส้นทางน�้ำจนถึงบริเวณ “ปากสบ” หรือปากคลองสาขาที่ลงสู่แม่น�้ำสายหลัก ซึ่งเป็นที่เหมาะส�ำหรับการตั้งถิ่นฐานอีกแห่งหนึ่ง แม่น�้ำตรังเป็นหนึ่งในเส้นทางข้ามคาบสมุทรของผู้คนจากอินเดีย อาหรับ ตลอดจนยุโรป อ้างอิงได้จากโบราณวัตถุที่ยังเหลืออยู่และต�ำนาน ท้องถิ่น เช่น พระพิมพ์ดินดิบที่ถ�้ำในเขตอ�ำเภอห้วยยอด ต�ำนานพระบรมธาตุ เจดีย์นครศรีธรรมราชที่กล่าวถึงพระกุมารกับนางเหมชาลาเดินทางผ่านท่าเรือ เมืองตรัง ต�ำนานนางเลือดขาวที่กล่าวถึงการสร้างวัดพระศรีสรรเพชญพุทธ สิหิงค์ การขุดพบรากอิฐฐานอาคารและโบราณวัตถุที่คาดว่าอายุราวพันปีกว่า ที่ต�ำบลนาพละ ซึ่งอยู่ในลุ่มน�้ำคลองนางน้อย แสดงให้เห็นว่าเมืองตรังเป็น ปากประตูศาสนา การค้าและการทูตจากต่างแดนตั้งแต่เริ่มอาณาจักรโบราณ ในภาคใต้ ได้แก่ ตามพรลิงค์หรือนครศรีธรรมราช และศรีวิชัย ต่อมาเมือง ตรังมีชื่อในฐานะเป็นหนึ่งในเมือง ๑๒ นักษัตร ของนครศรีธรรมราช และอยู่ ในฐานะเมืองในก�ำกับของนครศรีฯ มาเกือบตลอด ที่ตั้งเมืองตรังยุคแรก ๆ มีนักวิชาการสันนิษฐานว่าอยู่ที่บริเวณปากสบ คลองปางกับแม่น�้ำตรัง เรียกชื่อบ้านหูหนาน แต่ก่อนเคยเรียกกันว่ากรุงธานี นับอายุย้อนไปได้ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๗ - ๘ ปัจจุบันเป็นพื้นที่สวนยาง ไม่สามารถหาร่องรอยได้


102 ◆ ร้ อ ย เ รื่ อ ง เ มื อ ง เ ก่ า อั น ด า มั น ร้ อ ย เ รื่ อ ง เ มื อ ง เ ก่ า อั น ด า มั น ◆ 103 หลังสมัยพระภักดีบริรักษ์ ที่ตั้งเมืองไปอยู่ที่เกาะลิบงระยะหนึ่ง เมื่อ พระยาลิบง (โต๊ะปังกะหวา) ถึงแก่กรรม หลวงฤทธิสงครามบุตรเขยรับ ต�ำแหน่งต่อมา บทกวีของมลายู พ.ศ. ๒๓๕๒ กล่าวถึงหัวเมืองฝ่ายใต้ซึ่งรวม ถึงไทรบุรียกกองก�ำลังทางเรือมารวมกันที่เกาะลิบงเพื่อไปช่วยรับศึกพม่ามาตี ถลาง มีหลวงฤทธิสงครามเป็นผู้น�ำทัพเมืองตรัง ปัจจุบันยังมีร่องรอยคูเมือง อยู่ตรงปากคลองบ้านพร้าว และสุสานโต๊ะปังกะหวาที่โคกสะท้อน พ.ศ. ๒๓๕๔ ในท�ำเนียบข้าราชการเมืองนครศรีธรรมราชกล่าวถึง ต�ำแหน่งกรมการเมืองตรัง มีหลวงอุไทยราชธานี(บางแห่งว่าอุไภย) เป็นผู้ พยาบาลเมือง กล่าวกันว่าเมืองที่ควนธานีและศาลหลักเมืองตั้งขึ้นในสมัยนี้ เจ้าพระยานคร(น้อย) ได้จัดการให้เมืองตรังเป็นท่าเรือค้าและท่าเรือรบ ค้าขาย กับชวา มลายู และอินเดีย สินค้าส�ำคัญมี รังนก ข้าว ดีบุก และช้าง มีเรือ ใหญ่ส่งช้างไปอินเดีย สมณทูตไปลังกาก็มาลงเรือที่ท่าเรือเมืองตรัง โดยมี ท่าเรือน�้ำลึกอยู่ที่ปากคลองสะพานช้าง เกาะลิบง ส่วนอู่ต่อเรือนั้นมีทั้งใน แม่น�้ำและตามชายทะเล เช่น อู่ตะเภา ซึ่งอยู่ใต้เขาสามบาตรลงมาเล็กน้อย และปะเหลียน ช่วงที่ตั้งเมืองอยู่ที่ควนธานี อังกฤษเข้ามาครอบครองเกาะปีนัง และส่ง คนมาติดต่อเพื่อท�ำสัญญาการค้ากับสยาม ก่อนเข้าถึงกรุงเทพฯ ต้องผ่าน พระยานครฯ (น้อย) จนท�ำให้เกิดสัญญาเบอร์นี ซึ่งหลังลงนามตกลงแล้วก็มา แลกเปลี่ยนสัญญากันที่เมืองตรังเมื่อ พ.ศ. ๒๓๖๙ ในครั้งนั้นมีเรือนรับรอง อยู่ที่ด่านควนทองสีห์ เหตุการณ์ส�ำคัญอีกช่วงหนึ่งคือการเข้าโจมตีของ สลัดหวันมาหลีใน พ.ศ. ๒๓๘๑ ที่ตั้งเมืองอีกแห่งหนึ่งอยู่ที่บ้านนาแขก ต�ำบลหนองตรุด อ�ำเภอเมือง ตรัง มีข้อมูลบอกเล่าจากบุคคลที่เป็นเชื้อสายว่าที่อยู่ปัจจุบันสืบทอดมาจาก บรรพบุรุษซึ่งเป็นผู้ว่าราชการเมืองตรัง มีร่องรอยหลุมลึกซึ่งเคยใช้เป็นที่ จ�ำขังนักโทษ รวมทั้งหนังสือกฎหมายตราสามดวงที่ตกทอดอยู่ในบ้านและมี ฉบับคัดลอกแสดงถึงการใช้งาน เข้าใจว่าที่ตั้งเมืองขณะนั้นก็อยู่ที่ควนธานี แต่ตัวเจ้าเมืองมีบ้านเรือนและว่าราชการอยู่ที่นาแขก ผู้ว่าราชการคนต่อมาคือ พระตรังควิษยานุรักษ์พิทักษ์รัฐสีมา มีตราตั้ง พ.ศ. ๒๓๙๖ ก็มีบ้านเรือนอยู่ ที่บ้านนางน้อยแต่ว่าราชการที่ควนธานี เมื่อถึงต้นรัชกาลที่ ๕ หัวเมืองฝ่ายทะเลตะวันตกมีความส�ำคัญยิ่งขึ้น ในฐานะเป็นแหล่งดีบุก ทางส่วนกลางจึงส่งข้าหลวงใหญ่ฝ่ายทะเลตะวันตก มาประจ�ำที่ภูเก็ตตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๑๘ ต่อมาพวกกรรมกรจีนก่อจลาจล ข้าหลวงฯ จึงมาประจ�ำอยู่ที่เมืองตรังคือที่ควนธานี ฝ่ายสมเด็จเจ้าพระยา บรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง) อดีตผู้ส�ำเร็จราชการในรัชกาลที่ ๕ ก็ออกมา ปรับปรุงเมืองตรัง และให้เมืองตรังขึ้นตรงต่อกรุงเทพฯ แต่สมเด็จเจ้าพระยาฯ ถึงแก่พิราลัยเสียก่อน เมืองตรังจึงถูกปกครองโดยข้าหลวงฯ จากภูเก็ต ใน ช่วงนี้พระยามนตรีสุริยวงศ์ (ชื่น) ได้ให้ขุดคลองลัดท่าเรือควนธานีจากท่าแก้ม ด�ำถึงจนถึงท่าหัวไทร เพื่อร่นระยะทางขึ้นมายังท�ำเนียบ ต่อมา พ.ศ. ๒๔๓๑ พระยาตรังคภูมาภิบาล (เอี่ยม) ได้เป็นผู้ว่าราชการเมือง เมื่อรัชกาลที่ ๕ เสด็จฯ เมืองตรัง ใน พ.ศ. ๒๔๓๓ ทรงเห็นว่าบ้านเมืองทรุดโทรม จึงโปรด ถัดจากนั้นเป็นบริเวณถ�้ำเขาสาย ต�ำบลบางดี อ�ำเภอห้วยยอด ซึ่งมี พัฒนาการมาตั้งแต่ก่อนประวัติศาสตร์จนเป็นชุมชนใหญ่ พบร่องรอยการแลก เปลี่ยนความเชื่อทางศาสนาหรืออาจจะรวมทั้งสินค้ากับผู้คนจากอินเดีย คือ พระพิมพ์ดินดิบที่ถ�้ำเขาสาย ถ�้ำคีรีวิหาร และถ�้ำเขานุ้ย ยุคนี้ย้อนไปได้ประมาณ พุทธศตวรรษที่ ๑๓ - ๑๔ ในพื้นที่ใกล้เคียงกันยังมีร่องรอยชุมชนท่าเรืออีก หลายแห่งโดยเฉพาะบริเวณวัดเก่าตามริมแม่น�้ำตรัง เช่น วัดย่านเกลื้อน พบ ใบเสมาเก่าอายุสมัยอยุธยา และเศษภาชนะกระเบื้องเคลือบจ�ำนวนมากฝัง อยู่ในดิน เข้าใจว่าบริเวณนี้คงเป็นท่าเรือค้ามายาวนานจนถึงสมัยอยุธยาตอน ต้นที่ชาวยุโรปเข้ามาครั้งแรก คือเมื่อ พ.ศ. ๒๐๕๔ โปรตุเกสเข้ามาท�ำ สัมพันธไมตรีกับสยาม โดยเดินทางผ่านท่าเรือเมืองตรัง อีกครั้งหนึ่งใน พ.ศ. ๒๑๘๕ เจ้าเมืองตรังติดต่อกับฮอลันดาที่ถลางให้มาท�ำการค้าที่เมืองตรัง ท่าเรือคงยังอยู่ตรงบริเวณนี้ ต่อมาแม่น�้ำตื้นเขินขึ้น ชุมชนเมืองท่าจึงร่นลง มาเรื่อย ในที่สุดมาถึงเขาสามบาตร ต�ำบลนาตาล่วง อ�ำเภอเมืองตรัง ที่เขาสามบาตรมีอักษรเขียนสีที่ผนังถ�้ำ ระบุ พ.ศ. ๒๑๕๗ เป็นหลัก ฐานว่าบริเวณนี้เป็นที่ตั้งเมือง และมีชุมชนลุ่มน�้ำคลองนางน้อยที่เจริญมาใน ยุคเดียวกัน มีการสร้างวัดต่อเนื่อง เช่น วัดโพธาราม พ.ศ. ๒๑๕๕ วัดอื่น ๆ ที่ตามมา เช่น วัดพระพุทธสิหิงค์ วัดพระงาม วัดสาริการาม วัดควนขัน ต่อ มาเมื่อประมาณ ๒๐๐ กว่าปีที่ผ่าน ในสมัยธนบุรีต่อต้นรัตนโกสินทร์ ชุมชน ขยายมาใกล้แนวแม่น�้ำตรังมากขึ้น มีชุมชนเกิดขึ้นและเติบโตมั่นคงตามแนว แม่น�้ำทั้งทางด้านตะวันออกและตะวันตก เห็นได้จากการสร้างวัดเช่นกัน เมืองตรังช่วงนี้แบ่งเป็น ๒ เมือง สองฝั่งแม่น�้ำตรัง ฝั่งตะวันออกชื่อ เมืองภูรา เจ้าเมืองอยู่ที่บ้านนาทองหลางซึ่งมีวัดโพธารามเป็นศูนย์กลาง ส่วน ฝั่งตะวันตก เจ้าเมืองอยู่ที่บ้านควน ปัจจุบันอยู่ที่ต�ำบลนาวง อ�ำเภอห้วยยอด ราว พ.ศ. ๒๓๓๐ พระภักดีบริรักษ์เป็นผู้ว่าราชการเมืองตรัง ได้ขอรวมเมือง ทั้งสองเข้าด้วยกันเป็นเมืองตรังภูรา เกล้าฯ แต่งตั้งผู้ว่าราชการเมืองคนใหม่ คือพระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี (คอซิมบี๊) ซึ่งได้ย้ายที่ตั้งเมืองไปยังต�ำบลกันตังส�ำเร็จเรียบร้อยใน พ.ศ. ๒๔๓๖ พระยารัษฎาฯ เริ่มงานพัฒนา ได้แก่ การวางผังเมือง ก่อสร้างสถานที่ ราชการ ตัดถนนเพิ่มระหว่างอ�ำเภอและจังหวัดใกล้เคียง ถนนส�ำคัญคือสาย ตรัง-พัทลุง ที่เรียกว่าถนนเขาพับผ้า ทั้งเปิดการค้ากับต่างประเทศอย่างเป็น ระบบ และน�ำพันธุ์ยางพารามาส่งเสริมให้ราษฎรปลูกที่เมืองตรังเป็นแห่งแรก ของสยาม ระหว่างนั้นเมืองตรังเป็นส่วนหนึ่งของมณฑลภูเก็ต ต่อมา พ.ศ. ๒๔๕๓ โครงการทางรถไฟสายใต้ได้ก�ำหนดสายแยกจากทุ่งสงมาสุดปลาย ทางที่ท่าเรือกันตัง เปิดการเดินรถได้ใน พ.ศ. ๒๔๕๖ การพัฒนาทุกด้านโดย พระยารัษฎาฯ ท�ำให้เมืองตรังก้าวสู่ความเจริญอย่างรวดเร็ว จนมีชื่อกันตัง เป็นเมืองท่าในแผนที่โลก พ.ศ. ๒๔๕๘ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ รัชกาลที่ ๖ เสด็จฯ เมืองตรัง ขณะที่ทางยุโรปอยู่ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๑ ทรงเห็นว่าที่กันตัง ไม่ปลอดภัยในยามสงคราม ทั้งเป็นที่ลุ่มมักท�ำให้เกิดโรคระบาด และยากแก่ การขยายเมือง ส่วนที่ต�ำบลทับเที่ยง อ�ำเภอบางรักหรืออ�ำเภอเมืองตรังใน ปัจจุบัน เป็นที่ชุมชนมากกว่า ภูมิประเทศก็เหมาะสม จึงโปรดเกล้าฯ ให้ย้าย ที่ตั้งเมืองไปที่ต�ำบลทับเที่ยง ตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๕๘ และเป็น ที่ตั้งเมืองมาจนถึงปัจจุบัน


สถาปัตยกรรม เมืองเก่าตรัง


106 ◆ ร้ อ ย เ รื่ อ ง เ มื อ ง เ ก่ า อั น ด า มั น ร้ อ ย เ รื่ อ ง เ มื อ ง เ ก่ า อั น ด า มั น ◆ 107 ย่านเมืองเก่าทับเที่ยง เดิมเป็นชุมชนตลาดที่มีพัฒนาการความเจริญรุ่งเรืองต่อเนื่องมาจาก ชุมชนริมแม่น�้ำตรัง โดยกลุ่มชาวจีนจากปีนังที่เข้ามาค้าขายได้ลงหลักปักฐาน แล้วตั้งชุมชนท่าจีนขึ้นมา และกลุ่มชาวจีนจากมาเก๊าที่เข้ามาท�ำสวนพริกไทย อยู่บริเวณแยกท่าจีน บางรัก หนองปรือ และขยายตัวจนทั่วทั้งย่าน โดยมีคลอง ห้วยยางเป็นแหล่งน�้ำส�ำคัญของพื้นที่ ต่อมามีการตัดเส้นทางรถไฟจากท่าเรือ กันตังผ่านเมืองทับเที่ยง ไปสิ้นสุดที่ทุ่งสง เปิดการเดินรถอย่างเป็นทางการใน วันที่ 1 เมษายน พุทธศักราช 2456 และการย้ายศูนย์การปกครองของจังหวัด จากกันตังมาที่เมืองทับเที่ยงในพุทธศักราช 2458 เนื่องจากกันตังเป็นเมืองท่า ที่ไม่ปลอดภัยจากศึกสงครามเพราะในขณะนั้นก�ำลังเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ทั้งยังเกี่ยวข้องกับโรคระบาดเนื่องจากพื้นที่เป็นที่ลุ่ม และพื้นที่แคบท�ำให้การ ขยายตัวของเมืองเป็นไปได้ยาก ส่งผลให้ทับเที่ยงเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่าง มากมายในระยะต่อมา มีการก่อสร้างสถานที่ราชการ เช่น จวน ศาล เรือนจ�ำ สถานีต�ำรวจ สโมสรเสือป่า และโรงเรียน มีการตัดถนนอีกหลายสาย โดยเฉพาะ “ถนนพระรามที่ 6” ที่เป็นถนนสายส�ำคัญของเมือง มีการสร้างตึกแถวเพื่อ ค้าขายและพักอาศัยที่ได้รับอิทธิพลจากเมืองปีนัง และภูเก็ต พร้อมกับโรงแรม ที่พักส�ำหรับคนเดินทาง รวมทั้งสถานบันเทิง ต่อมาความเปลี่ยนแปลงของย่าน เมืองเก่าเกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อเกิดเพลิงไหม้ในพุทธศักราช 2505 และ 2518 ท�ำให้ อาคารเก่าแก่หลายหลังถูกไฟไหม้เสียหาย ไม่สามารถซ่อมแซมได้ ภายหลังมี การสร้างอาคารรูปแบบสมัยใหม่ขึ้นทดแทน อย่างไรก็ตามย่านเมืองเก่าทับเที่ยง ยังคงสามารถรักษาความหลากหลายทางวัฒนธรรมทั้งวิถีชีวิต ประเพณี การ แต่งกาย อาหาร ภาษา และลักษณะของที่อยู่อาศัยที่ยังคงมีความต่อเนื่องมา จนถึงปัจจุบัน สถาปัตยกรรมในย่านเมืองเก่าทับเที่ยงแบ่งออกได้ 3 กลุ่ม ตามลักษณะ การใช้งาน ดังนี้ อาคารตึกแถว มีลักษณะร่วม คือ มีช่องทางเดินด้านหน้าอยู่ใต้พื้นชั้นบนที่เรียกว่า หง่อคาขี่ (แปลว่า ทางเดินกว้าง 5 ฟุตจีน) หรือ อาเขต ช่วยกันแดดกันฝน และระบายอากาศ หลังคาทรงสูงมุงด้วยกระเบื้องดินเผา มีช่องเปิดโล่ง (Open Inner Court) ช่องเปิดโล่งมีบ่อน�้ำ (Open Inner Court with Well) ภายในตึกแถวส�ำหรับระบายอากาศ ลักษณะทางสถาปัตยกรรมของอาคาร ตึกแถวแบ่งได้เป็น 5 ยุค ดังนี้ ● ตึกแถวแบบจีนช่วงแรก รูปแบบเรียบง่าย อาคารสูง 1 - 2 ชั้น รูปทรง ค่อนข้างเตี้ย มีทั้งโครงสร้างไม้ทั้งหลัง และโครงสร้างไม้ผสมผนังก่ออิฐรับน�้ำ หนัก (Wall Bearing) มีจุดเด่นอยู่ที่ช่องทางเดินด้านหน้าอยู่ใต้พื้นชั้นบนที่เรียก ว่า หง่อคาขี่ (แปลว่า ทางเดินกว้าง 5 ฟุตจีน) หรือ อาเขต ช่วยกันแดดกันฝน และระบายอากาศ ภายในมี ทิมแจ้ หรือช่องเปิดโล่งมีบ่อน�้ำ (Open Inner Court with Well) ประตูหน้าต่างตลอดช่วงเสาด้านหน้าเพื่อความสะดวกในการค้าขาย และระบายอากาศ ตัวอย่างตึกแถวแบบจีนช่วงแรก เช่น บ้านเลขที่ 55 (ร้าน ข้าวต้มเจ๊อ้วน ถนนพระราม 6) และบ้านเลขที่ 112 (ร้านยู่เชียงถนนพระราม 6) ● ตึกแถวแบบจีนช่วงที่2 รูปแบบคล้ายคลึงกับตึกแถวแบบจีนช่วงแรก แต่มีรายละเอียดการประดับตกแต่งมากขึ้น เช่น หง่อคาขี่ใช้การก่อซุ้มโค้งด้วย ผนังอิฐรับน�้ำหนักประดับด้วยปูนปั้น บัวปูนปั้นตกแต่งเสา กระเบื้องเซรามิค ตกแต่งราวระเบียง และช่องลมระบายอากาศเหนือประตู เริ่มใช้วัสดุก่อสร้างที่ ผลิตได้เอง เช่น อิฐมอญ และหลังคากระเบื้องดินเผา โครงสร้างหลังคา พื้น และผนังกั้นห้องภายใน ประตู และหน้าต่างใช้ไม้ท้องถิ่นเป็นหลัก ตัวอย่าง ตึกแถวแบบจีนช่วงที่ 2 เช่น บ้านเลขที่ 17-18 ถนนราชด�ำเนิน (อดีตร้านอุดม กลการ) ● ตึกแถวแบบจีนผสมตะวันตกอิทธิพลนีโอคลาสิค อาคารสูง 2 ชั้น มี จุดเด่นอยู่ที่การเจาะช่องหน้าต่างด้านหน้าอาคารชั้นบนเป็น 2 - 3 ช่อง เหนือ หน้าต่างตกแต่งด้วยช่องแสงรูปครึ่งวงกลม แผงหน้าจั่ว (Pediment) ตรง กึ่งกลางหลังคาด้านหน้าของอาคารบางหลังระบุรายละเอียดปีที่สร้าง หรือ ตกแต่งด้วยสัญลักษณ์มงคล หลังคาหลักของอาคารเป็นทรงจั่ว มีหลังคา กันสาดยื่นเป็นร่มเงาส�ำหรับทางเท้าด้านหน้า ประตูบานเฟี้ยมไม้เปิดตลอดช่วง เสา โครงสร้างหลักมีทั้งผนังก่ออิฐรับน�้ำหนัก และผนังคอนกรีตเสริมเหล็ก (ฝา หล่อ) ตัวอย่างตึกแถวแบบจีนผสมตะวันตกอิทธิพลนีโอคลาสิค เช่น บ้านเลข ที่ 188-190 (ร้านมิตรแท้ ถนนหลังตลาด) บ้านเลขที่ 5/2 (บ้านไทรงาม ถนน ราชด�ำเนิน ซอย 5) บ้านเลขที่ 42 (ร้านเพ็ญพรรณ ถนนราชด�ำเนิน) และบ้าน เลขที่เลขที่ 257- 259 (ร้านสิริบรรณ ถนนราชด�ำเนิน ได้รับรางวัลอนุรักษ์ศิลป สถาปัตยกรรมดีเด่น ประเภท อาคารพาณิชย์ จากสมาคมสถาปนิกสยาม ใน พระบรมราชูปถัมภ์ ในพุทธศักราช 2560) ● ตึกแถวแบบตะวันตกร่วมสมัย อาคารสูง 2-3 ชั้น รูปแบบเรียบเกลี้ยง ไม่เน้นการประดับตกแต่งด้วยบัวปูนปั้น หรือซุ้มโค้งรูปวงกลม แต่ตกแต่งเฉพาะ องค์ประกอบที่จ�ำเป็น เช่น ช่องลมและช่องแสงชนิดถอดพิมพ์รูปทรงเรขาคณิต มีจุดเด่นอยู่ที่การยื่นระเบียงด้านหน้าอาคาร ตกแต่งด้วยค�้ำยัน และลูกกรงหล่อ ถอดพิมพ์ ประตูบานเฟี้ยมไม้เปิดตลอดช่วงเสา และโครงสร้างหลักเป็น คอนกรีตเสริมเหล็ก (ฝาหล่อ) ตัวอย่างตึกแถวแบบตึกแถวแบบตะวันตกร่วม สมัย เช่น บ้านเลขที่ 7 (ร้านวิษณุอะไหล่ ถนนกันตัง ซอย 1) และบ้านเลขที่ 8-8/1 (ร้านยี่เส็ง ถนนกันตัง ซอย 1)


108 ◆ ร้ อ ย เ รื่ อ ง เ มื อ ง เ ก่ า อั น ด า มั น ร้ อ ย เ รื่ อ ง เ มื อ ง เ ก่ า อั น ด า มั น ◆ 109 ● ตึกแถวแบบตะวันตกทันสมัย อาคารสูง 2-5 ชั้น รูปแบบเป็นสากล มากขึ้น องค์ประกอบสถาปัตยกรรมเน้นเส้นตั้งและเส้นนอน ตกแต่งอาคารด้วย ค�้ำยัน ช่องลมระบายอากาศ และราวลูกกรง โครงสร้างระบบเสา-คาน และ หลังคาคอนกรีตเสริมเหล็กแบบ (Slab) ตัวตึกแถวแบบตะวันตกทันสมัย เช่น บ้านเลขที่ 261-263 (ร้าน จ.จินฉุ้น ถนนราชด�ำเนิน) อาคารพาณิชย์ เป็นอาคารขนาดใหญ่มีทั้งโรงแรม และบริษัทเอกชน ตัวอย่างอาคาร พาณิชย์ในย่านเมืองเก่าทับเที่ยง ● โรงแรมจริงจริง ตั้งอยู่บนถนนพระราม 6 เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน 4 ชั้น รูปแบบตะวันตกทันสมัย สร้างโดยพี่น้องชาวจีนที่ท�ำธุรกิจเดินเรือ ระหว่างตรังกับปีนัง คือ นายเขียนหยก ฝันเชียร และนายเขียนเท่ง ฝันเชียร จุดเด่นของอาคารคือ การก่อผนังล้อมขอบหลังคา หลังคาคอนกรีตแบน เหนือ ประตูหน้าต่างมีช่องลม ช่องลมใต้ฝ้าเพดานออกแบบเป็นรูปตัวเอ (A) และ รูปตัวเอช (H) ศาสนสถาน เป็นอาคารทางศาสนาและความเชื่อ ตัวอย่างศาสนสถานในย่านเมืองเก่า ทับเที่ยง ● วิหาร คริสตจักรตรัง ตั้งอยู่บนถนนห้วยยอด สร้างขึ้นในพุทธศักราช 2458 เป็นอาคารชั้นเดียว ขนาดเล็ก ลักษณะการก่อสร้างเป็นแบบก่ออิฐระบบ ก�ำแพงรับน�้ำหนัก ผนังหนา อาคารสร้างบนฐานยกพื้นสูงประมาณ 0.80 เมตร มีบันไดทางขึ้นทั้งด้านหน้าและด้านหลังอาคาร ผังพื้นอาคารเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืน ผ้า แบ่งพื้นที่เป็น 3 ส่วน คือ โถงระเบียงหน้า โถงชุมนุม และส่วนศักดิ์สิทธิ์อยู่ ต่อจากโถงชุมนุมเป็นยกพื้นสูง ด้านหน้าอาคารแบ่งเป็น 3 ช่วงเสา ช่วงเสากลาง อาคารเป็นซุ้มโค้งทางเข้าวิหาร เหนือซุ้มโค้งมีปูนปั้นเขียนว่า “วิหารคริสศาสนา สร้าง ค.ศ. ๑๙๑๕” ช่วงเสาด้านข้างด้านหนึ่งเป็นหอระฆังสูง 3 ชั้น ด้านข้าง อาคารแบ่งเป็น 7 ช่วงเสา ทุกช่วงเสามีหน้าต่างไม้บานเปิดคู่ ส่วนด้านหลัง อาคารแบ่งเป็น 2 ช่วงเสา มีประตูบานเปิดคู่ และบันไดทางขึ้นลง อยู่กึ่งกลาง ช่วงเสาทั้ง 2 หลังคาหอระฆังเป็นรูปทรงปิรามิด หลังคาโถงชุมนุมเป็นหลังคา จั่ว ทั้งหมดมุงด้วยกระเบื้องซีเมนต์รูปว่าว การตกแต่งอาคารมีไม่มาก ส่วน ใหญ่เป็นการเน้นด้วยลายปูนปั้นที่กรอบประตูหน้าต่าง กรมศิลปากรขึ้นทะเบียน เป็นโบราณสถานในพุทธศักราช 2545 และได้รับรางวัลอนุรักษ์ศิลป สถาปัตยกรรมดีเด่น ประเภท ปูชนียสถานและวัดวาอาราม จากสมาคม สถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ ในพุทธศักราช 2552 ● ศาลเจ้ากิวอ่องเอี่ย ตั้งอยู่บนถนนท่ากลาง สร้างขึ้นในพุทธศักราช 2447 เป็นศาลเจ้าขนาดเล็ก โครงสร้างไม้ ต่อมามีผู้นับถือเพิ่มมากขึ้นท�ำให้ ศาลเจ้าไม่สามารถรองรับผู้คนที่มาร่วมพิธีทางศาสนาได้อย่างเพียงพอ ประกอบ กับศาลเจ้าอยู่ในสภาพทรุดโทรมตามกาลเวลา คณะกรรมการศาลเจ้าจึงได้ ปรึกษาหารือร่วมกันแล้วตกลงรื้อศาลเจ้าไม้และสร้างศาลเจ้าหลังปัจจุบันใน พุทธศักราช 2495 ลักษณะสถาปัตยกรรมแบบจีนที่เรียบง่าย ผนังก่ออิฐ ฉาบปูน โครงสร้างหลังคาเป็นไม้ การอนุรักษ์และพัฒนาย่านเมืองเก่าทับเที่ยงเริ่มต้นจากการที่ส�ำนัก นโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้จัดท�ำแผนที่มรดกทางวัฒนธรรมทับเที่ยง (Cultural Heritage Atlas of Tub -Tieng) ในพุทธศักราช 2548 โดยมีจุดมุ่ง หมายเพื่อให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้หาแนวทางการอนุรักษ์และพัฒนาย่านเมือง เก่าทับเที่ยงด้วยเทคนิคและวิธีการที่เหมาะสม หลังจากนั้น เครือข่ายอนุรักษ์ ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นทับเที่ยงได้สร้างความตระหนักรู้ถึงคุณค่าความส�ำคัญ ของย่านเมืองเก่าทับเที่ยงให้กับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องอีกหลายครั้งด้วยกิจกรรม ต่าง ๆ เช่น การจัดเสวนา การวาดรูปเมือง และการจัดแสดงภาพถ่ายเก่า ของเมือง ย่านเมืองเก่ากันตัง ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น�้ำตรัง เป็นที่ตั้งของเมืองตรังในระหว่างพุทธศักราช 2436 - 2458 ซึ่งหลักฐานความเจริญรุ่งเรืองยังคงปรากฏอยู่ทั้งในด้านการวาง ผังเมืองแบบตาราง (Grid System) ที่พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี ผู้ว่า ราชการเมืองตรังในขณะนั้นได้น�ำแบบอย่างมาจากเมืองปีนัง สถานีรถไฟที่สร้าง ขึ้นในพุทธศักราช 2456 เพื่อเป็นสถานีส�ำหรับขนส่งสินค้าเกษตรและแร่ธาตุ จากต่างประเทศไปยังเมืองต่าง ๆ ของประเทศไทย และมีการสร้างรางรถไฟ เชื่อมต่อระหว่างสถานีรถไฟกับท่าเทียบเรือ อาคารและสิ่งปลูกสร้างเพื่อการ ค้าขายและอยู่อาศัยที่ได้รับอิทธิพลศิลปสถาปัตยกรรมจากเมืองปีนัง และภูเก็ต รวมทั้งการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขของชาวเมืองที่มีความเชื่อและวิถีชีวิต แตกต่างกัน ย่านเมืองเก่ากันตังมีอาคารและสิ่งปลูกสร้างส�ำคัญ ได้แก่ สถานีรถไฟกันตัง ประกอบด้วยอาคารและสิ่งปลูกสร้างที่มีคุณค่าทาง สถาปัตยกรรม และประวัติศาสตร์ คือ อาคารสถานีรถไฟ บ้านพักพนักงานการ รถไฟ ถังน�้ำรถจักร วงเวียนกลับหัวรถจักร และอาคารที่พักพนักงานตรวจรถ (พตร.) ซึ่งเอกชนได้เช่าท�ำเป็นร้านขายกาแฟชื่อว่า สถานีรัก อาคารสถานีรถไฟ กันตังเป็นอาคารไม้ชั้นเดียว ผังพื้นสถานีเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ายาววางขนานไป กับทางรถไฟ ผังพื้นอาคารแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนสถานี และส่วนชาน ชาลา แต่ละส่วนมีหลังคาคลุมของตนเอง โดยส่วนสถานีเป็นหลังคาปั้นหยา ผสมหลังคาจั่ว ช่วงกลางด้านหันหน้าออกถนนมีมุขโถงยื่นหลังคาจั่ว หน้าบัน ประดับวงกลมขนาบด้วยสามเหลี่ยมฐานโค้ง 2 ข้าง และส่วนชานชาลาเป็น หลังคาจั่ว ทั้งหมดมุงด้วยกระเบื้องซีเมนต์รูปว่าว ผังพื้นส่วนสถานีเป็นรูป สี่เหลี่ยมผืนผ้าแคบยาว กว้าง 1 ช่วงเสา ยาว 5 ช่วงเสา ประกอบด้วยห้องริม ซ้ายสุดเป็นโถงพักคอยผู้โดยสาร ช่วงถัดมาแบ่งเป็น 2 ห้องเล็ก เป็นห้องท�ำงาน นายสถานี 1 ห้อง และห้องประชุม 1 ห้อง ช่วงกลางอาคารเป็นโถงทางเข้า ช่วง ถัดมาเป็นห้องเก็บของ 2 ห้องเล็ก และห้องขายตั๋ว ช่วงริมขวาสุดเป็นห้องจัด แสดงนิทรรศการเกี่ยวกับกิจการรถไฟไทย ส่วนผังพื้นชานชาลาเป็นลานโล่ง ขนานไปกับตัวสถานี ประตูและหน้าต่างของอาคารเป็นบานลูกฟักไม้ เหนือบาน ประตูและหน้าต่างเป็นเกล็ดไม้ระบายอากาศ มีการเซาะร่องและตกแต่ง คิ้วบัวรอบเสา ข้างเสามีการใส่ค�้ำยันโค้งตกแต่งเชิงเป็นรูปคิ้วบัว และค�้ำยันที่ ประกอบช่องประตูมีการตกแต่งคล้ายซุ้มประตูประดับลายฉลุไม้ กรมศิลปากร ขึ้นทะเบียนอาคารสถานีรถไฟกันตังเป็นโบราณสถานในพุทธศักราช 2539 จวนเจ้าเมืองตรังตั้งอยู่บนถนนค่ายพิทักษ์ สร้างขึ้นพร้อมกับการสร้าง เมืองที่กันตัง โดยพระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี เป็นบ้านไม้ 2 ชั้น ผังพื้น แบบสมมาตร หลังคาทรงปั้นหยามุงด้วยกระเบื้องลอน จุดเด่นอยู่ที่มุขจั่ว ยื่นกลางได้รับอิทธิพลลักษณะสถาปัตยกรรมแบบปัลลาเดียน (Palladian) และระเบียงโดยรอบชั้น 2 ที่ออกแบบให้เหมาะสมกับภูมิอากาศร้อนชื้น ภาย ในบ้านมีการแบ่งพื้นที่ใช้สอยชัดเจนทั้งห้องรับแขก ห้องท�ำงาน ห้องนอน และห้องครัว ปัจจุบันจวนเจ้าเมืองตรังเป็นพิพิธภัณฑ์พระยารัษฎานุประดิษฐ์ มหิศรภักดี (คอซิมบี๊ ณ ระนอง) กลุ่มตึกแถวและเรือนแถวไม้ ● ตึกแถวแบบจีน ตั้งอยู่บนถนนหน้าค่าย ใกล้กับที่ท�ำการไปรษณีย์กันตัง เป็นอาคาร 2 ชั้น โครงสร้างผนังก่ออิฐรับน�้ำหนัก มีช่องทางเดินด้านหน้าอยู่ใต้ พื้นชั้นบน (หง่อคาขี่) ผนังด้านหน้าชั้น 2 เป็นผนังไม้ตั้งอยู่บนผนังก่ออิฐฉาบ ปูน ผนังไม้แบ่งออกเป็น 5 ส่วน (ปิดทึบ-หน้าต่างไม้บานเปิดคู่-ปิดทึบ-หน้าต่าง ไม้บานเปิดคู่-ปิดทึบ) เหนือหน้าต่างเป็นเกล็ดไม้ระบายอากาศ พื้นที่ใช้สอยชั้น ล่างเป็นส่วนค้าขาย ชั้นบนเป็นส่วนพักอาศัย ● ตึกแถวแบบผสมผสานรูปแบบสถาปัตยกรรมตะวันตก ตึกบริษัท บั่นเซ่งหิ้น จ�ำกัด ตั้งอยู่บนถนนรัษฎา เป็นอาคารก่ออิฐฉาบปูน 2 ชั้น กว้าง 2 คูหา มีหง่อคาขี่ จุดเด่นคือ ผนังชั้นสองจะแบ่งหน้าต่างเป็น 3 ช่องเท่า ๆ กัน ซุ้มหน้าต่างท�ำเป็นรูปส่วนโค้ง (Segmental Arch) หน้าต่างเปิดถึงพื้น มีการ ตกแต่งเสา บัว ด้วยปูนปั้นรูปแบบคลาสสิค


110 ◆ ร้ อ ย เ รื่ อ ง เ มื อ ง เ ก่ า อั น ด า มั น ร้ อ ย เ รื่ อ ง เ มื อ ง เ ก่ า อั น ด า มั น ◆ 111 ● เรือนแถวไม้ เป็นอาคาร 2 ชั้น รูปแบบเรียบง่าย โครงสร้างชั้นล่างมี ทั้งแบบคอนกรีตเสริมเหล็ก และโครงสร้างไม้ โครงสร้างชั้นบนและหลังคาเป็น ไม้ ผนังด้านหน้าชั้น 2 เป็นผนังไม้ หน้าต่างไม้มีทั้งแบบหน้าต่างเปิดถึงพื้นและ หน้าต่างแค่เอว ลูกฟักหน้าต่างมีทั้งแบบเกล็ดและแบบทึบ เหนือหน้าต่างบริเวณ ใต้ชายคามีทั้งแบบเกล็ดไม้ระบายอากาศและแบบทึบ เรือนแถวไม้ 2 ชั้น พบ ได้บนถนนรัษฎา และถนนสถลสถานพิทักษ์เป็นส่วนใหญ่ ศาสนสถาน ● ศาลเจ้าฮกเกี้ยนกงก้วน ตั้งอยู่บนถนนรัษฎา สร้างขึ้นในพุทธศักราช 2442 ในสมัยที่พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดีเป็นผู้ว่าราชการเมืองตรัง เป็นศาลเจ้าของชาวจีนฮกเกี้ยน ศาลเจ้าประกอบด้วยอาคาร 2 หลัง เชื่อมกัน ด้วยลานโล่ง อาคารด้านหน้าเป็นอาคารไม้ 2 ชั้น กว้าง 3 คูหา ด้านหน้าเป็น ทางเดินยาวตลอดแนว เหนือทางเดินเป็นระเบียงไม้ ประตูด้านหน้าเป็นบาน เฟี้ยมไม้เปิดตลอดช่วงเสา อาคารตกแต่งอาคารด้วยไม้ฉลุลายสวยงาม อาคาร หลังนี้เดิมใช้เป็นที่ประดิษฐานองค์ม่าจ้อโป๋ (เจ้าแม่ทับทิมหรือเจ้าแม่แห่งทะเล) ที่พักแรมของชาวจีนฮกเกี้ยนที่เดินทางมาค้าขายที่กันตังโดยทางเรือ และที่ท�ำ กิจกรรมของสมาคม ต่อมามีการสร้างอาคารด้านหลังเป็นศาลเจ้าองค์ม่าจ้อโป๋ เพื่อความสะดวกในการประกอบพิธีกรรม เป็นอาคารก่ออิฐถือปูนชั้นเดียว สถาปัตยกรรมแบบจีนที่เรียบง่าย ไม่มีการประดับตกแต่ง ส่วนอาคารไม้ด้าน หน้ายังคงใช้เป็นที่พบปะสังสรรค์ และท�ำกิจกรรมของสมาคมเช่นเดิม ● ศาลเจ้าเก่งจิวโฮยก้วนและสมาคมจีนไหหล�ำ ตั้งอยู่บนถนนรัษฎา เป็น ศาลเจ้าเก่าแก่ของชาวจีนไหหล�ำ ไม่ระบุปีที่สร้างแน่ชัด สันนิษฐานว่าสร้างขึ้น ในสมัยที่พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดีเป็นผู้ว่าราชการเมืองตรัง อาคาร สมาคมเป็นอาคารไม้ 2 ชั้น ส่วนศาลเจ้าเป็นอาคารก่ออิฐถือปูนชั้นเดียว ภายใน ประดิษฐานแท่นบูชากลางพระเทียนเฮ้าเต็งหม่าย และเทพเจ้าต่าง ๆ ตามความ เชื่อ ป้ายบูชา และอุปกรณ์ศักดิ์สิทธ์ประจ�ำศาล ● มัสยิดปากีสถานกันตัง ตั้งอยู่บนถนนรัษฎา สร้างขึ้นในพุทธศักราช 2490 เพื่อให้ชาวมุสลิมที่มาค้าขายทางเรือจากจังหวัดต่าง ๆ เข้ามาท�ำพิธีทาง ศาสนาและพักแรม เป็นอาคารก่ออิฐฉาบปูน 2 ชั้น รูปแบบเรียบง่าย เหนือผนัง ด้านหน้าชั้นบนมีหออะซาน และองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมถูกต้องตาม หลักศาสนา การอนุรักษ์และพัฒนาย่านเมืองเก่ากันตังเริ่มต้นขึ้นอย่างจริงจังเป็นครั้ง แรกเมื่อเทศบาลเมืองกันตังมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตตรัง สถาบัน เทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง กลุ่มประชาคมเมืองเก่ากันตัง กลุ่ม Trang Positive และกลุ่มครูอาจารย์แผนกศิลปะ โรงเรียนในอ�ำเภอกันตัง ได้ร่วมกันจัดงาน “กันตัง บ้านเรา” ครั้งที่ 1 ระหว่างวันที่ 29 มิถุนายน - 8 กรกฎาคม พุทธศักราช 2561 โดยมีจุดมุ่งหวังเพื่อสร้างความตระหนักรู้ถึง คุณค่าความส�ำคัญมรดกวัฒนธรรมของย่านเมืองเก่ากันตังให้กับผู้ที่มีส่วน เกี่ยวข้องได้รับรู้ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ประกอบด้วย Kangtang Vernadoc ซึ่ง เป็นการส�ำรวจและเขียนแบบสถาปัตยกรรมแบบพื้นถิ่นอาคารสถานีรถไฟกันตัง ศาลเจ้าฮกเกี้ยนกงก้วน บ้านแถวพระสถลสถานพิทักษ์ ศาลเจ้าเก่งจิวโฮยก้วน และสมาคมจีนไหหล�ำ และตึกบริษัท บั่นเซ่งหิ้น จ�ำกัด การวาดภาพภูมิทัศน์ ย่านเมืองเก่ากันตัง การสาธิตการท�ำอาหารชาติพันธุ์และขนมท้องถิ่น และการ เสวนาสาธารณะ “สร้างสรรค์กันตัง สู่ความสุขอย่างยั่งยืน” ย่านเมืองเก่าห้วยยอด แสดงให้เห็นถึงหลักฐานความเจริญรุ่งเรืองที่เกิดจากการท�ำเหมืองแร่ ตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โดยมี กรรมกรจีนจ�ำนวนมากจากเกาะปีนังเข้ามาท�ำเหมือง และมีเรือขุดแร่ของฝรั่ง มาท�ำการขุดแร่แถวหน้าวัดห้วยยอด และการเข้ามาของรถไฟในพุทธศักราช 2456 ย่านเมืองเก่าห้วยยอดมีอาคารและสิ่งปลูกสร้างส�ำคัญ ได้แก่ สถานีรถไฟห้วยยอด ประกอบด้วยอาคารและสิ่งปลูกสร้างที่มีคุณค่า ทางสถาปัตยกรรม และประวัติศาสตร์ คือ อาคารสถานีรถไฟ บ้านพักพนักงาน การรถไฟ อาคารที่ท�ำการนายตรวจทางห้วยยอด และถังน�้ำรถจักร กลุ่มตึกแถวและเรือนแถวไม้ ● ตึกแถว เป็นอาคาร 2 ชั้น มีทั้งผนังก่ออิฐรับน�้ำหนัก และโครงสร้าง คอนกรีตเสริมเหล็ก รูปแบบทางสถาปัตยกรรมแบบจีนผสมตะวันตกอิทธิพล นีโอคลาสิค แบบตะวันตกร่วมสมัย และแบบตะวันตกทันสมัย คล้ายกับตึกแถว ในย่านเมืองเก่าทับเที่ยง พบมากบนถนนเพชรเกษม และถนนนครกิจบ�ำรุง ● เรือนแถวไม้เป็นอาคาร 2 ชั้น โครงสร้างไม้ มีหง่อคาขี่ จุดเด่นอยู่ที่ ผนังด้านหน้าชั้น 2 เป็นผนังไม้ หน้าต่างไม้แบบหน้าต่างแค่เอว ลูกฟักหน้าต่าง มีทั้งแบบเกล็ดและแบบทึบ เหนือหน้าต่างบริเวณใต้ชายคามีทั้งแบบเกล็ดไม้ ระบายอากาศและแบบทึบ พบมากบนถนนเพชรเกษม และถนนนครกิจบ�ำรุง ปัจจุบัน ย่านเมืองเก่าห้วยยอดยังไม่ได้รับการส�ำรวจและระบุคุณค่า ความส�ำคัญในฐานะมรดกทางวัฒนธรรม รวมทั้งการจัดท�ำแผนอนุรักษ์ตาม หลักวิชาการ


วิถีถิ่น แผ่นดินตรัง


ร้ อ ย เ รื่ อ ง เ มื อ ง เ ก่ า อั น ด า มั น ◆ 115 แผ่นดินตรังร�่ำรวยด้วยทรัพยากรธรรมชาติให้แต่ละหมู่ได้ ด�ำรงชีพในพื้นที่ของตน ขาดแคลนสิ่งใดก็แลกเปลี่ยนกับเพื่อน ต่างหมู่ได้ เช่น หมู่เขามีของป่า หมู่ทุ่งมีข้าว ไปแลกปลาแลกเกลือ จากหมู่เล พึ่งพาอาศัยกันตลอดมา เมื่อหมู่จีนอพยพเข้ามา ถนัดการค้าขายเป็นหลัก จุดศูนย์กลาง การค้าขายกลายเป็นตลาด ชุมชนใหญ่ขึ้น ลักษณะเป็นชุมชนเมือง คนที่นี่จึงเป็นหมู่ตลาด จะหมู่ไหน ๆ ก็หมู่ตรังด้วยกัน วิถีถิ่น แผ่นดินตรัง ผืนแผ่นดินตรังมีพื้นที่ตั้งแต่ภูเขา เชิงเขา ทุ่งราบ ไปจนถึงทะเล จำ�แนกเป็นตรังเขา ตรังนาหรือตรังทุ่ง ตรังเล และตรังเมืองในประวัติศาสตร์ ตรังมีชุมชนเก่าแก่สืบทอดมายาวนาน หากจำ�แนกชาวตรังตามเชื้อชาติแต่เดิม พบว่ามีทั้งหมู่ไทย หมู่แขก และ หมู่จีน แต่หากแบ่งตามที่อยู่จะเป็น หมู่เขา หมู่ทุ่งหรือหมู่นา และหมู่เล หมู่เขาอยู่แถบชายเขา เก็บเกี่ยวพืชผลจากป่า ทำ�ไร่ทำ�สวน หมู่ทุ่งหรือหมู่นา อยู่ตามที่ราบตอนกลาง ทำ�นาปลูกข้าว ดูชื่อ บ้านนามเมืองตรังจะพบนานับร้อย หมู่เล ส่วนใหญ่เป็นหมู่แขก นับถือศาสนาอิสลาม ตั้งบ้านเรือน แถบฝั่งทะเลและเกาะ เลี้ยงชีพด้วยวิถีประมง ตรังเขาและตรังทุ่ง เทือกเขาบรรทัด แกนกลางของภาคใต้ เป็นต้นธารนับ ร้อยสาย ในแผ่นดินตรังมีแม่น�้ำตรังเป็นแม่ใหญ่ แม่น�้ำปะเหลียน รองลงมา ส่วนคลองนางน้อยเป็นสายต่อเชื่อมกับแม่น�้ำตรัง ผู้คน รุ่นแรก ๆ อาศัยอยู่ตามลุ่มน�้ำ กลุ่มที่หนาแน่นที่สุดคือหมู่ทุ่งใน ลุ่มน�้ำคลองนางน้อย ใกล้ชิดกับหมู่เขา ไปมาหาสู่กันได้สะดวก หมู่เขาเก็บผลผลิตจากป่า ท�ำไร่ ท�ำสวน ส่วนมากเป็นสวน ยางพารา สวนผลไม้ สวนสมรม หมู่ทุ่งท�ำนา อาหารหลักคือข้าว ปฏิทินของหมู่นี้จึงก�ำหนดตามวาระของลูกแม่โพสพและประเพณี วิถีพุทธ เดือนห้า ใบยางพาราร่วงปลิว หมู่เขาหยุดกรีดยาง หมู่ทุ่งเสร็จการเก็บ เกี่ยว ท้องนาโล่ง ดินแห้งแข็งได้ที่ ถึงสงกรานต์เริ่มปีใหม่ตามวิถีไทย ขนทราย เข้าวัดสรงน�้ำพระเรียบร้อยแล้ว หมู่ทุ่งไม่รอช้า นัดหมายชักลากเรือพระมา ชุมนุมกลางทุ่ง แย่งพระกันสนุกสนาน ปัจจุบันนี้ไม่มีแย่งพระ แต่ยังมีชุมชน หนึ่งเดียวที่สืบทอดการ “ลากพระบก” คือชุมชนควนขันในเขตเทศบาลนคร ตรังที่มีวัดเก่าสมัยอยุธยา จัดขึ้นในวันแรม ๑ ค�่ำ เดือน ๕ เดือนหก เดือนเจ็ด ลมเปลี่ยนทิศ สายฝนเริ่มโปรยปราย พืชผลเริงร่า มะมุด มะม่วง ยาร่วง จิก และไม้ผลอื่น ๆ เริ่มแทงยอดเตรียมผลิดอก โดย เฉพาะสะตอ ที่ “แทงโหม้ง” คือออกดอกก่อนจะให้ฝัก ดินควนและดินสวน ชุ่มชื้นพร้อมสางวัชพืชเพื่อ “แทงสัก” เจาะหลุมหยอดเมล็ดข้าวไร่ ส่วนที่นา ชุ่มน�้ำพร้อมไถหว่าน จากกล้าเขียวสู่การปักด�ำ บางบ้านเตรียมงานบวชลูกชาย เพราะใกล้เข้าพรรษาแล้ว เดือนแปด เมื่อแต่ละบ้านเริ่มคั่วข้าวตอกแสดงว่าเกือบถึงวันเข้าพรรษา แล้ว หลังเข้าพรรษา หลายบ้าน “ตักบาตรหัวษา” ตั้งแต่แรม ๑ ค�่ำ ติดต่อกัน ๓ วัน แล้วมีงาน “ฉลองตอก” ตามมาอีกวาระหนึ่ง ส่วนใหญ่ฉลองกันหลัง ตักบาตรวันสุดท้าย หรือวันตามที่ชุมชนก�ำหนด แต่มักจะไม่เกินแรม ๘ ค�่ำ คือ น�ำข้าวตอกมาใส่ภาชนะรวมกันให้พระสวดท�ำพิธี สมัยก่อนหน้าฝนล�ำบากเรื่อง ข้าวปลาถวายพระ ข้าวตอกจึงเป็นอาหารส�ำรอง ในวันฉลองตอกนี้อาหารที่นิยม คือน�้ำกะทิทุเรียนกินกับข้าวตอก เพราะตรงกับฤดูทุเรียนพอดี ผลไม้อื่น เงาะ มังคุด มะมุด ลางสาด ลองกอง ขนุน จ�ำปาดะ สุกอร่ามไปทั้งต้น เดือนเก้า เดือนท้าย ๆ ของการด�ำนา คนท�ำนาต้องตกแต่งหัวนาอย่าให้ มีรอยรั่ว เพื่อจะขังน�้ำไว้หล่อเลี้ยงต้นข้าว ท้องทุ่งเริ่มเขียวไสว เดือนสิบ ท�ำขนมบ้า ลา พอง รับตายาย แรม ๑ ค�่ำ วันสารทเล็ก แรม ๑๕ ค�่ำ วันสารทใหญ่ แห่หมฺรับ ส่งตายาย เรื่องสนุกของเด็ก ๆ คือการชิงเปรต เดือนสิบเอ็ดน�้ำทั่วทุ่ง ถ้าฝนตกหนักต่อกันหลายวัน น�้ำเต็มนา กิจกรรมช่วงนี้ คือดักลูกปลา ปลาสร้อยปลาซิวรวมทั้งปลาใหญ่ที่มากับน�้ำกลายเป็น “แกงคั่ว พริก” ในครัว เดือนนี้ไม่ค่อยมีแดด เก็บปลาเหลือกินลงโอ่งไหใส่เกลือไว้เคี่ยว น�้ำปลา พร้อมกันนั้นก็เตรียมการตกแต่งเรือพระ ท�ำตามส�ำนวนว่า “เข้าหน้า ตอก ออกหน้าต้ม” คือท�ำต้มข้าวเหนียวผสมกะทิห่อใบกระพ้อ ต้มกันเป็นกระ ทะใหญ่ ๆ ใช้ตกแต่งเรือพระและเป็นอาหาร วันลากพระตรงกับวันออกพรรษา แรม ๑ ค�่ำ เดือน ๑๑ เรือพระสมัยก่อนเป็นเรือจริง ๆ เพราะใช้ลากพระทาง น�้ำ ที่ชุมนุมเรือพระเมืองตรังคือที่ควนธานีเมืองเก่า ปากปรน เวลานี้ลากพระ เดือน ๑๑ เป็นลากพระบกและเป็นงานประจ�ำปี มีเรือพระไม่ต�่ำกว่าห้าสิบที่คน ตรังทุกสารทิศช่วยกันชักลากมายังสนามกีฬาทุ่งแจ้ง นับเป็นมหกรรมใหม่บน ฐานวัฒนธรรมตรังทุ่งในพื้นที่ตรังเมือง ที่บ้านปากปรน อ�ำเภอหาดส�ำราญ มีชุมชนไทยพุทธอยู่หนาแน่น มีลาก พระทางน�้ำพิเศษกว่าพื้นที่อื่น คือลากเรือพระจากท่าเรือปากปรน ออกปากน�้ำ ปะเหลียน ข้ามทะเลไปยังแหลมจุโหย เกาะลิบง อ�ำเภอกันตัง ในขบวนมีเรือ เล็กล�ำหนึ่งจัดไว้เฉพาะท�ำพิธีลอยเคราะห์ ซึ่งจะปล่อยเรือไปเมื่อถึงกลางทะเล ส่วนขบวนเรือพระเมื่อถึงชายหาดก็มีกิจกรรมละเล่นและถวายเพลก่อนจะ ลากกลับมายังท่าเรือเดิม นับเป็นวิถีพุทธแบบหนึ่งในพื้นที่ตรังเล จัดกันในวัน แรม ๘ ค�่ำ เดือน ๑๑ เพราะตอนแรม ๑ ค�่ำ น�้ำใหญ่ ยังเป็นเวลาท�ำมาหากิน ของหมู่เล


116 ◆ ร้ อ ย เ รื่ อ ง เ มื อ ง เ ก่ า อั น ด า มั น ร้ อ ย เ รื่ อ ง เ มื อ ง เ ก่ า อั น ด า มั น ◆ 117 เดือนสิบสอง น�้ำนองเต็มตลิ่ง ชุมชนริมน�้ำหลายแห่งจัดงานลอยกระทง ข้าวเบาในนาเริ่มเปลี่ยนสี บอกว่าใกล้สุกแล้ว เดือนอ้าย เดือนยี่ จนถึงเดือนสาม เป็นฤดูเก็บข้าวที่มาพร้อมกับสายลม ตะวันออก ในขณะที่รวงข้าวถูกตัดจากขั้วทีละรวงด้วยเครื่องมือที่เรียกว่า “แกะ” ก็เริ่มมีเสียงหวีดหวิวในท้องทุ่งนาหมื่นศรี เป็นสัญญาณว่าฤดูกาลแห่งลูกลม มาถึงแล้ว ลูกลม หรือกังหันลม ของเล่นในท้องทุ่งชนบท นิยม “ทง” ด้วยการผูก ติดไว้บนยอดไม้ หรือใช้ล�ำไม้ไผ่เป็นเสาแทนต้นไม้ จุดประสงค์ของการเล่น ลูกลมอย่างหนึ่งคือไว้ฟังเสียง ตรงปลายใบของลูกลมทั้งสองข้างจึงต้องติด “ลูกร้อง” ท�ำด้วยไม้ไผ่บาง ๆ มีรู นักเลงลูกลมแต่ละรายจะมีเทคนิคพิเศษใน การท�ำลูกร้องให้มีเสียงไพเราะตามต้องการ ถ้าเป็นลูกลมประเภทสวยงามต้อง “ทรงเครื่อง” คือตกแต่งด้วยธงทิวและลูกพ่วง แม้มิใช่ฤดูลม ริมท้องทุ่งนาหมื่นศรีก็มีลูกลมทงอยู่ประปราย แต่ถ้าเป็น เดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งมีงานแข่งลูกลมประจ�ำปี จะมีเสียงลูกลมนับร้อยประชัน กันกระหึ่มไปทั้งท้องทุ่งราวกับวงออเคสตราเลยทีเดียว เดือนสี่ สวนยางพาราเป็นสีทองก่อนผลัดใบ นากลายเป็นสีน�้ำตาลด้วย ตอซัง ผิวดินเริ่มแห้ง ปลาในนาดิ้นรนหาที่มีน�้ำ กลายเป็นลูกปลาตกคลั่ก เป็น โอกาสอีกครั้งที่จะได้จับปลา ส�ำรับกับข้าวหลังจากนี้คือปลาเค็มทอดกรอบ ๆ ซึ่งมักจะเป็นปลากระดี่และแกง “ขี้เด” คือพุงปลากระดี่ หมักไว้แกงแบบเดียว กับแกงไตปลา ถ้าจะหาตามร้านข้าวแกงก็พบมากในฤดูนี้ มาแต่ตรัง ไม่หนังก็โนรา การละเล่นของหมู่ทุ่งหมู่เขา ส�ำนวนนี้ถ้าแปล ตามตัวดูเหมือนว่าคนตรังถ้าไม่เป็นหนังตะลุงก็เป็นมโนราห์กันทุกคน แท้จริง นั้นมิใช่ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่านี่คือภาพหนึ่งของอัตลักษณ์ตรังที่มองจากคน ภายนอกผู้เคยประสบกับไหวพริบปฏิภาณของคนตรัง ทั้งความเป็นคนเจ้าบท เจ้ากลอน ฝีปากคมคาย โวหารเฉียบขาด ซึ่งเป็นคุณสมบัติส�ำคัญของผู้เล่น หนังตะลุงและมโนราห์ ประกอบกับหนังนายตะลุงและมโนราห์ที่มีชื่อเสียง โด่งดังทั้งในอดีตและปัจจุบันหลายคนก็เป็นชาวตรัง เช่น มโนราห์เติม หนัง จูลี้ หนังอาจารย์ณรงค์ศิลปินแห่งชาติ เสร็จงานไร่นา หนังตะลุง มโนราห์ จะ พากัน “เดินโรง” ตามที่รับขันหมากไว้ นอกจากนี้ในเมืองตรังยังเป็นต้นก�ำเนิดการละเล่นพื้นบ้านอีกชนิดหนึ่ง คือลิเกป่า ทั้งยังมีการละเล่นที่นิยมกันในพี่น้องหมู่เลคือรองแง็ง ซึ่งกล่าวกัน ว่าแรกมีที่เกาะลันตา จังหวัดกระบี่ แล้วค่อยแพร่ไปทั่วชายฝั่งทะเลตะวันตกรวม ทั้งเมืองตรัง มโนราห์ หนังตะลุง ลิเกป่า รองแง็ง จึงเป็นส่วนหนึ่งของวิถีตรัง ต�ำบลโคกสะบ้ามีคณะมโนราห์เกือบสิบโรง เมื่อชาวบ้านท�ำวิจัย ซึ่ง ส�ำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.) ฝ่ายท้องถิ่นเป็นพี่เลี้ยง ท�ำให้เกิด การรวมตัว จัดสถานที่เป็นศูนย์การเรียนรู้ แสดงเรื่องราวและจัดกิจกรรมเกี่ยว กับมโนราห์ กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมอีกแห่งหนึ่งของเมืองตรัง รู้จักกันในชื่อ “บ้านมโนราห์โคกสะบ้า” “เสร็จงานนา ผู้หญิงทอผ้า ผู้ชายตีเหล็ก” เป็นส�ำนวนคนตรังสมัยก่อน สืบทอดอยู่ที่นาหมื่นศรี ยังมีหิ้งครูหมอเหล็กประจ�ำบ้าน มีโรงตีมีด ด้านการ ทอผ้า สมัยก่อนทอผ้าใช้เอง แบ่งปันให้แก่กันและขายบ้าง มีไม่น้อยที่ยังคงเก็บ เครื่องมือเครื่องใช้และผ้าทอไว้คู่บ้านมาจนถึงวันนี้ ครั้งหนึ่งผ้าทอประจ�ำถิ่น เกือบสูญสลาย เมื่อถูกเบียดด้วยสินค้าผ้าที่มาจากเครื่องจักร แต่ฟื้นคืนขึ้นมา ใหม่ได้ด้วยความตั้งใจของคนในชุมชน ผ้านาหมื่นศรีปัจจุบันแบ่งได้เป็น ๒ ลักษณะ คือ ผ้าลายมรดก ทอด้วย กี่พื้นบ้านหรือ “หูก” มีลวดลายเฉพาะจ�ำนวนมากที่สร้างสรรค์จากภูมิปัญญา ในชุมชน อีกลักษณะหนึ่งคือ ผ้าลายพัฒนา ทอด้วยกี่กระตุก ได้จากกรมส่ง เสริมอุตสาหกรรมที่ส่งผู้เชี่ยวชาญมาสอน มีการสร้างสรรค์ลายใหม่ ๆ อย่าง ต่อเนื่อง รวมทั้งแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์หลายชนิด มีให้ชมและเลือกซื้อได้ที่ หน้าร้าน คนนาหมื่นศรีส่วนใหญ่มีผ้าทอเก็บไว้คู่บ้าน เป็นมรดกตกทอดกันมาแต่ รุ่นก่อนทวด เมื่อสมาชิกกลุ่มทอผ้าท�ำงานวิจัย “โครงการฟื้นฟูภูมิปัญญาลาย ผ้านาหมื่นศรี” หลายบ้านได้แบ่งปันผ้าเก็บให้มาร้อยกว่าผืน พิพิธภัณฑ์ผ้าทอ จึงเกิดขึ้นเพื่อรักษามรดกของชุมชนและเป็นแหล่งเรียนรู้ส�ำหรับคนทั่วไป พบ กับเรื่องราวของนาหมื่นศรี ครูผ้า ลายผ้ามรดก และผืนผ้าที่สะท้อนภูมิปัญญา ในการ “บัณฑิตลาย” ได้ทุกวันที่พิพิธภัณฑ์ผ้าทอนาหมื่นศรี ตรังเล พื้นที่ตรังเลมีชายฝั่งทะเลยาวประมาณ ๑๑๙ กิโลเมตร เกาะน้อยใหญ่ รวม ๔๖ เกาะ ผู้คนส่วนใหญ่เป็นมุสลิม ปะปนด้วยไทยพุทธและไทยเชื้อสาย จีนเป็นบางส่วน หมู่มุสลิมมีวิถีปฏิบัติตามหลักศาสนา คือท�ำละหมาดประจ�ำวัน มีวัน “รายา” หรือฮารีรายอเหมือนมุสลิมทั่วไป ด้านพิธีกรรมก็มีพิธีเข้าสุหนัตของ เด็กชาย การท�ำพิธีศพที่ต้องฝังให้เสร็จสิ้นภายใน ๒๔ ชั่วโมง การแต่งงานที่ ต้องอยู่ในหมู่คนศาสนาเดียวกัน มีการท�ำบุญในโอกาสต่าง ๆ เช่น ท�ำบุญแก่ ผู้ตาย ครบ ๓ วัน ๗ วัน ๔๐ วัน ในงานมงคลนั้นญาติมิตรจะน�ำอาหาร สิ่งของ หรือเงินไปร่วมท�ำบุญก่อนวันงาน พิธีบางอย่างก็มีการประสมประสานกับความ เชื่อและค่านิยมท้องถิ่นบ้าง เช่น การขึ้นเปลเด็ก การจัดขบวนขันหมากแต่งงาน การจัดเลี้ยงในพิธีต่าง ๆ จะมีอาหารแบบเดียวกับที่จัดทั่วไปในจังหวัดตรัง เพียง แต่ไม่มีเนื้อหมู และมักแกงแพะเป็นหลัก เป็นที่สังเกตว่าแม้จะต่างศาสนา แต่ในกิจกรรมทางสังคมและวัฒนธรรม มุสลิมและชาวพุทธในตรังจะร่วมกิจกรรมกันเป็นอย่างดี เช่น งานศพ งาน แต่งงาน หากฝ่ายไทยพุทธเป็นเจ้าภาพและมีแขกเป็นมุสลิม ฝ่ายเจ้าภาพจะ จัดครัวท�ำอาหารไว้เป็นพิเศษส�ำหรับเพื่อนหมู่เล เกาะใหญ่ที่สุดของตรังเลคือเกาะลิบง แหล่งพักพิงของนกอพยพประจ�ำ ปี ความอุดมสมบูรณ์ของทะเลยังมีสูง โดยเฉพาะดงหญ้าทะเลซึ่งเป็นที่อาศัย ของ “ดุหยง” หรือพะยูน เป้าหมายแรก ๆ ของคนที่ไปเยือนเกาะลิบงคือไป ดูพะยูน มีซึ่งมีหอดูพะยูนกลางทะเลและจุดดูพะยูนบนยอดเขา ทั้งยังมีน�้ำตก ริมชายหาด และบ่อน�้ำมหัศจรรย์กลางทะเลเมื่อน�้ำลงก็จะคงน�้ำจืดไว้ในบ่อ ใช้ดื่มกินได้เหมือนน�้ำบ่ออื่น ๆ นอกจากสิ่งธรรมชาติจัดสรรแล้วที่เกาะลิบงยังมีหลักฐาน “เมืองเก่า” เพราะเป็นที่ตั้งเมืองในสมัยรัชกาลที่ ๑ มีสุสาน “โต๊ะปังกะหวา” อดีตเจ้าเมือง แนวก�ำแพงเมืองที่ฝังกลบอยู่ใต้ผืนทราย โบราณวัตถุที่พบในถ�้ำและท้องทะเล ร่องน�้ำลึกปากคลองสะพานช้างเคยเป็นท่าเรือค้าช้างกับอินเดีย เหมาะแก่การ ทอดสมอหลบลมรอขนถ่ายสินค้าของเรือกินน�้ำลึกที่เข้าในแม่น�้ำตรังไม่ได้ เกาะสุกรหรือเกาะหมู มีพื้นที่ราบริมทะเลท�ำนาได้ เสร็จนาปลูกแตงโม กล่าวกันว่าแตงโมเกาะหมูรสดีที่สุดในจังหวัดตรัง ส่วนควายที่เคยเลี้ยงไว้ท�ำนา เปลี่ยนมาเป็นควายอนุรักษ์ตามข้อบัญญัติของ อบต.ควายมีสิทธิ์เดินไปทั่ว เกาะอย่างอิสระ รถใครชนควายจะมีความผิด ข้อบัญญัติแบบนี้น่าจะมีแห่งเดียว ในประเทศไทย ควายเกาะหมูจึงเพิ่มจ�ำนวนขึ้นเรื่อย ๆ ผู้มาเยือนเกาะสุกรจะ ได้เห็นควายเล่นน�้ำทะเลเป็นปกติ


118 ◆ ร้ อ ย เ รื่ อ ง เ มื อ ง เ ก่ า อั น ด า มั น ร้ อ ย เ รื่ อ ง เ มื อ ง เ ก่ า อั น ด า มั น ◆ 119 ป่าชายหาดคือส่วนหนึ่งของตรังเล เป็นแหล่งพืชพรรณที่สามารถสร้าง คุณค่าเพิ่มให้ชุมชนได้ ที่เห็นชัดคือเตยปาหนัน แต่ก่อนใช้จักสานเป็นสมุด เสื่อ และของใช้ในครัวเรือน ได้รับเลือกเป็นสินค้าประจ�ำจังหวัดในสมัยรัฐนิยม ใน ฐานะผลผลิตจากรากเหง้าภูมิปัญญาของชุมชน วันนี้พัฒนาเป็นสินค้าตามความ ต้องการของตลาด เช่น กระเป๋าถือ ซองใส่โทรศัพท์ ของที่ระลึก เป็นงานฝีมือ ที่ลูกค้าต่างประเทศสั่งตรงคราวละมาก ๆ การสร้างสรรค์สินค้าเหล่านี้มีหลาย แห่งในอ�ำเภอสิเกา รวมทั้งที่บ้านดุหุน ต�ำบลบ่อหิน พื้นที่ริมแม่น�้ำที่อยู่ในอิทธิพลของน�้ำกร่อยไม่ไกลจากปากน�้ำนับเป็นเขต ตรังเลได้ เช่น หมู่บ้านในต�ำบลย่านซื่อ อ�ำเภอกันตัง มีต้นจากหนาแน่น เคย ส่งตับจากมุงหลังคาขายชวามลายูปีละกว่าล้านตับ วันนี้ที่บ้านในลุ่ม หมู่ที่ ๓ แทบทุกบ้านยกพื้นสูง เดินไปบ้านไหนก็พบคนนั่ง “ปากกัดตีนหนีบ” คือท่าลอก ยอดจาก ใต้ถุนบ้านเป็นจุดรวมของสมาชิกทุกวัย ตลอดวันมีกิจกรรมหมุนเวียน ตั้งแต่การสับยอดจาก ลอก ผูกช่อ ตาก รมก�ำมะถัน ตัดเป็นท่อน บรรจุลงห่อ เตรียมส่งขายเป็นใบมวนยาสูบ ถ้าเป็นช่วงเดือนพฤษภาคม-ตุลาคม จะมีลูก จากสด ๆ หรือลูกจากลอยแก้วให้ได้ชิมกันด้วย ส่วนเศษก้านและยอดเหลือ ใช้กลายมาเป็นงานฝีมือ ท�ำเครื่องใช้ในบ้าน เช่น ติหมา เสวียนหม้อ ทั้งยัง ดัดแปลงรูปทรงให้เหมาะแก่งานอื่น เช่น กระเช้า พวงหรีด นอกจากที่นี่ยังมี ผลิตภัณฑ์กลุ่มจักสานก้านจากบ้านนายอดทอง ที่ต�ำบลวังวน ริมแม่น�้ำ ปะเหลียน เป็นสินค้า OTOP ระดับ ๕ ดาว ที่มีลูกค้าสั่งตรงจากต่างประเทศ ตรังเมือง หมู่จีนอพยพเข้ามาตั้งรกรากในเมืองตรังตั้งแต่สมัยอยุธยา เดินทางไป ถึงแถบตรังเขาแล้วท�ำเหมืองแร่ บ้างก็ตั้งหลักแหล่งแถบตรังเล ท�ำการประมง เพาะปลูก และค้าขาย แล้วค่อย ๆ ขยายตัวไปตามตรังทุ่ง จนบางแห่งเป็น ศูนย์กลางการติดต่อซื้อขายที่ใหญ่ขึ้น เช่น ท่าจีน ทับเที่ยง ห้วยยอด ล�ำภูรา ท่าข้าม ทุ่งยาว กันตัง พื้นที่นาและสวนกลายเป็นตลาดหรือชุมชนเมือง หมู่ ตลาดจึงมีหมู่จีนเป็นส่วนมาก และยังคงรักษาประเพณีความเชื่อที่ติดตัวมาจาก ถิ่นก�ำเนิด หมู่จีนจ�ำแนกกลุ่มด้วยภาษา เช่น ฮกเกี้ยน ไหหล�ำ แต้จิ๋ว แคะ เป็นต้น แต่ละกลุ่มก็จะมีศาลเจ้าเป็นที่สักการบูชาตามความเชื่อของตน ทั้งยังมีพิธีกรรม ตามรอบปี เช่น ตรุษจีน เช็งเม้ง ไหว้พระจันทร์ เห็นได้ว่าประเพณีของหมู่จีน ส่วนใหญ่เป็นประเพณีในครอบครัว เพื่อให้สมาชิกของตระกูลมาพบปะและท�ำ กิจกรรมร่วมกัน แต่มีประเพณีหนึ่งที่เป็นงานใหญ่ในรูปส่วนรวม ได้แก่การกิน เจหรือกินผักนั่นเอง กินเจเมืองตรังมีประวัติว่าหมู่จีนบริเวณบ้านท่าจีนจัดพิธีขึ้นที่วัดปอนหรือ วัดประสิทธิชัย ส่วนพวกที่มาตั้งรกรากที่ทับเที่ยงก็ไปร่วมงานจนทวีจ�ำนวนขึ้น ทุกปี ท�ำให้ที่ท่าจีนคับแคบเกินไป หมู่จีนรุ่นนั้นจึงมาตั้งศาลเจ้าขึ้นใหม่ที่ทับ เที่ยง คือศาลเจ้ากิวอ่องเอี่ย แล้วสืบทอดพิธีกินเจเป็นประเพณีมาจนปัจจุบัน ร้านกาแฟในตรังเมืองยามเช้าเต็มไปด้วยผู้คน ทั้งเจ้าบ้านและแขก มี ของให้เลือกสารพัน ติ่มซ�ำ ขนมจีบ ซาลาเปา ขนมนึ่ง ใช้น�้ำจิ้มท�ำจาก “ค้อมเจือง” ซอสแดงสูตรเฉพาะของตรัง มีจาโก้ย ขนมทอดซึ่งมักเรียกเป็น ปาท่องโก๋ ทั้งที่จริงปาท่องโก๋เป็นชื่อขนมนึ่ง ข้าว บะหมี่ ขนมจีน ก็มีกันเกือบ ทุกร้าน ถ้าจะให้ครบสูตรกาแฟยามเช้าของหมู่ตลาดยุคนี้ต้องมีหมูย่างหนัง กรอบ ๆ อีกสักจาน พอเลยไปเที่ยง บ่าย จนใกล้ค�่ำ ร้านกาแฟจะเป็นอีกรูป แบบหนึ่ง มีกาแฟคนละถ้วยก็นั่งสนทนากันสารพัดเรื่องทั้งสังคมและการบ้าน การเมือง ครั้นตกค�่ำก็มีร้านแบบเดียวกับตอนเช้าอีกช่วง ต่างกันแค่กาแฟ กลางคืนไม่มีหมูย่าง เรียกว่าอยู่เมืองตรังกินกันได้ทั้งวันทั้งคืน หมูย่างท�ำจากหมูขนาดเล็ก หมักเครื่องเทศและน�้ำผึ้ง ย่างในเตาที่ ออกแบบเฉพาะ ได้หมูสุก เนื้อหวาน หนังกรอบ แต่เดิมใช้เซ่นไหว้ในพิธีต่าง ๆ และเป็นอาหารงานเลี้ยง ปัจจุบันกลายมาเป็นกับแกล้มกาแฟยามเช้า หาก จะใช้เป็นของฝาก หาซื้อได้แน่นอนตามตลาดสด กลายเป็นอาหารอัตลักษณ์ ตรังที่ใคร ๆ ต้องถามหา นอกจากหมูย่าง ผู้มาเยือนมักจะเรียกหาขนมเค้กเป็นของฝาก เวลานี้ เพิ่มขนมเปี๊ยะอีกอย่างหนึ่ง ขนมเค้กเมืองตรัง ต้นต�ำรับเดิมอยู่ที่ต�ำบลล�ำภูรา อ�ำเภอห้วยยอด ปัจจุบันมีการผลิตและจ�ำหน่ายทั่วไป มีรูปแบบที่เป็นเอกลักษณ์ เค้กกลม ๆ มี รูตรงกลาง โรยหน้าด้วยลูกเกด อาหารกินเล่นอื่น ๆ ที่นิยมกันในหมู่ตรัง มีขนมปากหม้อ หัวหมูผักบุ้ง ขนมหวัก กินกับน�้ำราดหรือน�้ำจิ้มสีแดงตามแบบตรังที่ต้องผสมด้วยค้อมเจือง จากวิถีดั้งเดิมของหมู่เขาและหมู่ทุ่ง ผนวกกับการเข้ามาของคนต่างชาติ ต่างภาษา โดยเฉพาะหมู่จีนเจ้าต�ำรับอาหารชั้นเลิศ เติมด้วยความอุดมสมบูรณ์ ของทรัพยากร เป็นที่มาของอาหารอร่อย ๆ ในพื้นที่ตรังเมืองอีกมาก จนได้ชื่อ ว่าเป็น “เมืองคนช่างกิน” นี่คืออีกวิถีหนึ่งในความเป็นตรัง วันส�ำคัญวันหนึ่งในพิธีนี้คือวันพระออกเที่ยวเพื่อเยี่ยมบ้าน เกวหรือเกี้ยว ที่เชื่อกันว่าองค์ศักดิ์สิทธิ์ประทับอยู่ในนั้น จะถูกหามแห่แหนไปพร้อมกับขบวน ยาวเหยียดของผู้ศรัทธา รวมทั้งม้าทรงด้วย เมื่อขบวนแวะตามบ้านที่จัดโต๊ะ บูชาไว้ต้อนรับ องค์ศักดิ์สิทธิ์ก็จะทักทายให้พร พร้อมกับเสียงประทัดต้อนรับ กระหึ่มไปทั้งเมือง ในเมืองตรังมีศาลเจ้าหลายแห่งจัดประเพณีกินเจ แต่ที่เป็นจุดศูนย์รวม ดั้งเดิมคือศาลเจ้ากิวอ่องเอี่ย ต่อมามีผู้ก่อตั้งศาลเจ้าพ่อหมื่นรามและจัดพิธี กินเจขึ้น มีผู้นิยมไปร่วมเป็นจ�ำนวนมากเช่นกัน ทั้งสองศาลเจ้าจะท�ำอาหารเจ เลี้ยงคนที่กินเจตลอดทั้ง ๙ วัน โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย แล้วแต่ใครจะบริจาค แต่ หากจะผูกปิ่นโตไปกินที่บ้าน ก็จะไปรับได้วันละ ๓ มื้อ ในราคาไม่กี่ร้อยบาท ส่วนที่ศาลเจ้ามีคนไปร่วมกินเจจนแน่นโรงเจ มีทั้งคนตรัง ลูกหลานชาวตรัง จากต่างถิ่น และนักท่องเที่ยว แต่ละวันนับพันคน รวมแล้วแต่ละปีมีผู้ศรัทธา เข้าร่วมพิธีนับหมื่น มิใช่เพียงกินอาหารเจ หากได้ร่วมประพฤติธรรม นุ่งขาว ห่มขาว ละเว้นการเบียดเบียนสัตว์ ช�ำระจิตใจให้สะอาด แม้เพียงปีละครั้งก็ถือว่า ได้กุศลแรง ส่วนอภินิหารและกิจกรรมอื่น ๆ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการสร้าง ศรัทธาจูงใจเท่านั้น เมืองตรังยังขึ้นชื่อในเรื่องอาหารการกิน ร้านอาหารหาไม่ยาก มีทุกสาย ถนน ตั้งแต่เช้า สาย บ่าย ค�่ำ จนกระทั่งดึก


เที่ยวชม เมืองเก่าตรัง


ร้ อ ย เ รื่ อ ง เ มื อ ง เ ก่ า อั น ด า มั น ◆ 123 เส้นทางท่องเที่ยวเมืองเก่าจังหวัดตรังที่ส�ำคัญ คือ เมืองเก่าทับเที่ยง เส้นทางที่ 1 ถนนพระรามหกจากวงเวียนหอนาฬิกา ไปถึงสถานีรถไฟ ตลอดเส้นทางสายนี้มีตึกแถวเก่าแก่สมัยก่อนอยู่มากมาย เรียงรายไปตลอดสองฟากถนน บ้างก็เป็นโรงแรมในยุคแรกๆ ของเมืองตรังเช่น โรงแรมโกเต็ง โรงแรมจริง จริง โรงแรมศรีตรัง บ้างก็เป็นอาคารร้านค้าต่างๆ ซึ่งมีรูปลักษณ์ที่แตกต่างบ่งบอกถึง ยุคสมัยที่อาจสร้างขึ้นไม่พร้อมกัน จุดเด่นของถนนสายนี้ คือ เป็น ถนนที่มีการเอาสายไฟลงใต้ดินหมดแล้วท�ำให้มีทัศนียภาพที่ สวยงามไม่รกรุงรัง นอกจากนั้นในตรอกซอกซอยที่เชื่อมระหว่าง ถนนพระรามหกกับถนนราชด�ำเนินที่เป็นตลาดเช้าของคนเมืองตรัง ยังเต็มไปด้วยวิถีชีวิตที่เล่าเรื่องได้ ท�ำให้อดีตของเมืองนี้ยังมีชีวิต อยู่ด้วยรูปแบบการใช้ชีวิตแบบดั้งเดิมที่ยังค้นหาได้ที่นี่ เที่ยวชม เมืองเก่าตรัง ตรัง นับเป็นจังหวัดที่มีประวัติความเป็นมายาวนานและเป็น เมืองที่เคยเจริญรุ่งเรืองทางการค้ามาก่อนแต่ครั้ง อดีต และยังหลง เหลือภาพจากอดีตที่ยังมีชีวิตอยู่มากมายกระจัดกระจายทั่วตัวอำ�เภอ เมืองตรัง อำ�เภอห้วยยอด และอำ�เภอกันตัง โดยมีเมืองทับเที่ยงที่อำ�เภอเมืองตรังเป็นศูนย์กลางของความเจริญ ในครั้งอดีตเมือง ห้วยยอดเคยเจริญมาจากการทำ�เหมืองแร่ดีบุกในยุคทำ�เหมือง เมือง กันตังเป็นเมืองท่าขนส่งสินค้าและเป็นต้นทางรถไฟสายอันดามันสาย แรกและสายเดียวในประเทศไทย ส่วนเมืองทับเที่ยงเติบโตมาในฐานะ เมืองธุรกิจการค้า เส้นทางที่ 2 ถนนราชด�ำเนินจากสี่แยกโกกุน ไปจนถึงสี่แยกท่ากลาง ถนนสายนี้มีตึกเก่าที่เต็มไปด้วยเรื่องราวของการค้าขายจาก ยุคอดีตถึงปัจจุบัน เป็นที่ตั้งของอาคารที่เคยสูงที่สุดในเมืองทับ เที่ยงสมัยนั้นคือ อาคารร้านขายยา จ.จินฉุ้น ติดกันคืออาคารร้าน ขายเครื่องเขียนสิริบรรณซึ่งเป็นบ้านเกิดของกวีซีไรท์ คุณจีรนันท์ พิตรปรีชา และเป็นอาคารที่ได้รับรางวัลสถาปัตยกรรมทรงคุณค่า ภาคใต้เมื่อปี พ.ศ.2558 มีร้านขายยาจีนโบราณอย่างร้านยิ้นจี้ถ่อง ร้านไท้เยี่ยนถ่อง ที่ผู้คนยังนิยมจนถึงปัจจุบัน รวมทั้งร้านขายทอง ร้านขายเสื้อผ้าและอื่นๆ อีกมากมายเรียงรายต่อกันไปตลอดแนว สองฟากถนน และตามตรอกซอกซอยแถบสี่แยกท่ากลางก็ยังเป็น บริเวณน่าเดินเที่ยวชม เช่น ที่ถนนห้วยยอด 2 ถนนไทรงามซึ่งมี อาคารเก่าแก่และอาคารที่น่าสนใจอยู่หลายหลัง เช่น ตึกของ สมาคมฮากกา ร้านกาแฟทับเที่ยงโอลทาวน์ เป็นต้น เส้นทางที่ 3 ถนนกันตังจากสี่แยกกันตัง ถึงสี่แยกท่ากลาง เส้นทางสายนี้เป็นย่านร้านค้าเก่าแก่ของเมืองตรังมีอาคารชิ โนโปรตุกีสที่สวยงามและอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์แทบตลอดทั้งสาย ความโดดเด่นของอาคารเหล่านี้ คือ ยังมีซุ้มโค้งหง่อคากี่ที่เชื่อม ช่องทางเดินระหว่างอาคารที่ยังใช้งานได้อยู่ให้นักท่องเที่ยวเดิน เที่ยวระหว่างอาคารได้ อาคารเหล่านี้มีทั้งที่เป็นตึกหรือครึ่งตึก ครึ่งไม้ทาสีสันสวยงามดูเพลินตาไม่น่าเบื่อ หากจะเดินเลยสี่แยก ท่ากลางไปอีกไม่ไกลก็ยังสามารถเที่ยวชมโบสถ์คริสต์เก่าแก่ของ เมืองตรังได้ด้วย หรือหากเดินต่อไปอีกทางหนึ่งจากสี่แยกกันตัง บนถนนกันตังก็ยังมีอาคารร้านค้าตึกเก่าเรียงรายไปตลอดทั้งสาย เช่นกัน


124 ◆ ร้ อ ย เ รื่ อ ง เ มื อ ง เ ก่ า อั น ด า มั น ร้ อ ย เ รื่ อ ง เ มื อ ง เ ก่ า อั น ด า มั น ◆ 125 เมืองเก่าห้วยยอด อยู่บริเวณสองฟากถนนเพชรเกษมจากบริเวณสี่แยกสถานีต�ำรวจ ห้อยยอดลงไปทางทิศใต้ โดยมีอาคารชิโนโปรตุกีสเรียงรายกระจัดกระจายไป ตลอดสองฟากถนน ที่น่าสนใจเช่น อาคารศรีเลิศวงศา อาคารร้านก้องฟ้า พาณิชย์ อาคารหมอมวลชน กลุ่มอาคารร้านพินิจโอสถ ร้านขายยาเก่าแก่ของ ห้วยยอด กลุ่มอาคารถนนเพียรพร้อมที่เป็นตลาดเช้าของคนห้วยยอด เป็นต้น นอกจากนั้นยังมีอาคารไม้เก่าแก่ของโรงเรียนห้วยยอดก็เป็นอีกอาคารหนึ่ง ที่มีคุณค่ายิ่งนัก เมืองเก่ากันตัง เส้นทางที่ 1 ถนนรัษฎาจากหัวมุมศูนย์เรียนรู้ประวัติศาสตร์กันตัง ถึงท่าเรือกันตัง อยู่บริเวณถนนรัษฎาจากหัวมุมตรงศูนย์เรียนรู้ประวัติศาสตร์กันตังตลอด แนวถนนด้านตรงข้ามกับแม่น�้ำตรังไปจนถึงบริเวณท่าเรือกันตัง เป็นย่านการ ค้าที่เคยเจริญรุ่งเรือมาก่อนสมัยที่กันตังเป็นต้นทางขนส่งสินค้าจากปีนังไปยัง หัวเมืองชั้นใน ปัจจุบันยังมีอาคารที่ทรงคุณค่าอยู่ตลอดแนวถนนที่ส�ำคัญ เช่น อาคารไม้ศาลเจ้าฮกเกี้ยนกงถ้วนตรงข้ามท่าเรือกันตัง อาคารบริษัทบั่นเซ่งหิ้น อาคารศาลเจ้าเก่งจิวโฮยก้วน(ศาลเจ้าแม่ทับทิม) เป็นต้น นอกนั้นก็จะเรียงราย อยู่บริเวณถนนสถลสถานพิทักษ์ เส้นทางที่ 2 เส้นทางชมโบราณสถานเมืองกันตัง ที่ส�ำคัญคือ สถานีรถไฟกันตังสถานีแห่งแรกริมฝั่งทะเลอันดามันที่ยังใช้ งานอยู่จนปัจจุบันนี้ พิพิธภัณฑ์พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี ที่เป็นบ้าน ไม้เรือนยกพื้นสองชั้นแบบโบราณ วัดตรังคภูมิพุทธาวาส ถนนหมายเลข 403 ตรัง-กันตัง แผนที่


สตูล สุไหงอุเป บนสายน้ำา แห่งกาลเวลา


128 ◆ ร้ อ ย เ รื่ อ ง เ มื อ ง เ ก่ า อั น ด า มั น ร้ อ ย เ รื่ อ ง เ มื อ ง เ ก่ า อั น ด า มั น ◆ 129 จากต�ำแหน่งรายามูดาของเมืองใหญ่ที่มีประชากรเกือบแสนคน มาเป็น เจ้าเมืองเล็กๆ ที่มีประชากรแค่หยิบมือ มีฐานะเป็นต�ำบลที่ห่างไกลแห่งหนึ่ง เท่านั้น เป็นเรื่องกระทบจิตใจเป็นอย่างมาก ตนกูบิสนูเสียชีวิตอีก 2 ปีต่อมา จากนั้นสตูลจึงร้างผู้ปกครองนานถึง 24 ปี ต่อมาพระยาไทรบุรีปะแงรันกลับแข็งเมืองมีใจฝักใฝ่พม่า พระยานคร (น้อย) เจ้าเมืองนครศรีธรรมราชผู้ก�ำกับดูแลเมืองไทรบุรีจึงยกทัพไปปราบ ในปี 2364 ปะแงรันหนีไปพึ่งอังกฤษที่ปีนังและอพยพไปมะละกาในเวลา ต่อมา ครั้นถึงปี 2381 บุตรหลานปะแงรันร่วมมือกันยกทัพมาตีไทรบุรีที่สยาม ยึดครองไว้ได้ และยกทัพหลายทางมาตีตอนใต้ของสยาม ทางบกยกเข้าตี สงขลา ทางเรือยกขึ้นมาตีเมืองตรังได้อีกทางหนึ่ง เมื่อตีตรังได้แล้วก็ย้อน กลับมาขึ้นฝั่งที่สตูล เพื่อเดินเท้าไปตีพัทลุงต่อ แม้ฝ่ายกบถไทรบุรีจะพ่ายแพ้ ในที่สุด แต่ระหว่างสงครามบ้านเรือนชาวสตูลถูกเผายับเยิน ผู้คนต้องหนีไป หลบซ่อนในป่าเพื่อความปลอดภัย หลังศึกไทรบุรีครั้งนั้น ในปี 2382 รัชกาลที่ 3 ทรงมีพระราชวินิจฉัยให้ แบ่งไทรบุรีออกเป็น 3 เมือง คือเมืองไทรบุรีที่อลอร์สตา และสตูล โปรด ให้ตนกูมูฮัมหมัดอาเก็บบุตรชายคนโตของตนกูบิสนูมาปกครองสตูล ตนกูมูฮัมหมัดอาเก็บรวบรวมผู้คนสร้างเมืองจนเป็นที่รู้จักของพ่อค้าวานิช มีชื่อเสียงในหมู่คนต่างชาติ กลายเป็นจุดหมายหนึ่งในกาตั้งถิ่นฐานของผู้ อพยพทั้งชาวจีน ชวามลายูและชาวชมพูทวีป เมืองใหม่ที่ตนกูมูฮัมหมัดสร้าง สตูล สุไหงอุเป บนสายนำ �้ แห่งกาลเวลา สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น สตูลเป็นเพียงตำ�บลเล็กๆของเมือง ไทรบุรี ถูกเรียกว่า “มูเก็มสโตย”แปลว่าตำ�บลกระท้อน เพราะดินแดน แถบนี้มีตันกระท้อนขึ้นอยู่หนาแน่น มูเก็มสโตยเริ่มมีความสำ�คัญขึ้น ในปี 2356 เมื่อราชสำ�นักแห่งกรุงรัตนโกสินทร์มีคำ�สั่งให้พระยา อภัยนุราช (ตนกูบิสนู) รายามูดาหรือปลัดเมืองไทรบุรี ย้ายมา ปกครองที่นี่ เพื่อแก้ปัญหากรณีพิพาทระหว่างพี่น้องกับพระยา ไทรบุรีปะแงรันผู้เป็นพี่ชาย ขึ้นนี้ ท่านตั้งชื่อว่า “นครีสโตยม�ำบังสังคารา” (Negeri Satun Mumbang Segara) แปลว่า “สตูลเมืองแห่งพระสมุทรเทวา” เนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งของไทรบุรี เมืองสตูลยามนั้นจึงใช้ภาษามลายู เป็นภาษาราชการเพียงภาษาเดียว ตลอดระยะเวลาที่ถูกปกครองโดยเชื้อพระ วงศ์สุลต่านไทรบุรี ซึ่งมีบรรดาศักดิ์พระยาอภัยนุราชทั้ง 4 ท่าน จนถึงปี 2439 สุลต่านไทรบุรีได้ส่งกูเด็น บินกูแมะ ข้าราชการสามัญชนชาวไทรบุรี มารักษา ราชการแทนพระยาอภัยนุราชท่านสุดท้าย (ตนกูอับดุลเราะห์มาน) ที่ป่วยจน ไม่สามารถปฏิบัติราชการได้ ต่อมา กูเด็น บินกูแมะ ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าเมืองสตูล ได้รับ บรรดาศักดิ์สุดท้ายคือ พระยาภูมินารถภักดี ท่านได้เพิ่มภาษาไทยเป็นภาษา ราชการอีกภาษาหนึ่ง โดยจ้างล่ามภาษาไทย-มลายูประจ�ำสถานที่ราชการ ส�ำคัญทุกแห่ง ทั้งศาลาว่าการเมือง ศาล และที่ว่าการอ�ำเภอสุไหงอุเป ซึ่งเป็น เมืองท่าค้าขายส�ำคัญขณะนั้น พระยาภูมินารถภักดีได้ว่าจ้างทหารซีปอย (Sepoy - ทหารชาวอินเดียที่อังกฤษน�ำมาฝึกอย่างยุโรป) จากปีนังมาประจ�ำ การเพื่อรักษาความปลอดภัยสถานที่ราชการและอารักขาบุคคลส�ำคัญ สุไหงอุเปเป็นเมืองท่าค้าขายบนเส้นทางการค้าพริกไทยจากตรังไปปีนัง ความนิยมพริกไทยตรัง (Tarang Pepper) ท�ำให้ชาวจีนจากปีนังเข้ามาหักร้าง ถางพงจับจองที่ดินท�ำสวนพริกไทยในเมืองใกล้เคียงรวมทั้งสุไหงอุเปในสมัย พระยาอภัยนุราช(ตนกูอับดุลเราะห์มาน) นับพันคน คนเหล่านี้ได้ลงหลักปัก


130 ◆ ร้ อ ย เ รื่ อ ง เ มื อ ง เ ก่ า อั น ด า มั น ร้ อ ย เ รื่ อ ง เ มื อ ง เ ก่ า อั น ด า มั น ◆ 131 ฐานสร้างบ้านเรือนและสร้างครอบครัว รับวัฒนธรรมจีนช่องแคบ (Straits Chinese Culture) จากปีนัง ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมที่อยู่อาศัย อาหารการกิน และเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย ตลอดจนถึงขนบประเพณีเช่นเดียวกับชาวปีนัง จน ได้ชื่อว่า “ปีนังน้อย” ปี พ.ศ.2443 ถึง พ.ศ. 2447 เป็นยุครุ่งเรืองที่สุดของสุไหงอุเป อยู่ใน สมัยปกครองของพระยาภูมินารถภักดี มีชาวจีนจากปีนังหลั่งไหลมาท�ำสวน พริกไทยถึง 7000 คน สุไหงอุเปกลายเป็นเมืองท่าคึกคัก มีเรือกลไฟแล่น ระหว่างปีนัง-สุไหงอุเป เพื่อบรรทุกสินค้า พริกไทย และคนเดินทาง สัปดาห์ ละ 4 ล�ำจากสองบริษัท จนมีการตัดราคาค่าโดยสารลงกว่าครึ่ง เพื่อแย่งผู้ โดยสารกัน มีชาวต่างชาติมาเยือนเพื่อท�ำธุรกิจพริกไทย มีมหรสพและบ่อน การพนัน ตลอดจนหญิงบริการจากจีนและญี่ปุ่น โดยเฉพาะบ่อนการพนันนั้น มีนักเล่นล้นหลาม แต่ละคืนสามารถเก็บ”ค่าต๋ง”ได้ตั้งแต่ 200-1500 เหรียญ ตั้งแต่สร้างเมืองมา จนสิ้นสุดสมัยของพระยาภูมินารถภักดีในปี 2457 สตูลไม่ได้ใช้เงินตราสยาม หากแต่ใช้เงินตราอาณานิคมอังกฤษ (Straits Settlement Currency )ในการซื้อขายแลกเปลี่ยนกันภายในเมืองสตูล เหตุ เพราะสตูลไม่มีเส้นทางคมนาคมทางบกติดต่อกับเมืองใกล้เคียง มีแต่การเดิน เรือไปมาค้าขายกับเมืองเปอร์ลิส ไทรบุรี ปีนัง กันตัง และภูเก็ต แต่การค้าขาย มีการน�ำเข้าและส่งออกไปยังไทรบุรีและปีนังเป็นหลัก เมื่อพ่อค้ารับค่าสินค้า มาเป็นเงินปลีกซึ่งเป็นเหรียญ 1/4 1/2 1 5 10 20 เซ็นต์ บรรจุกระป๋อง ขนมปังวางไว้ในท้องเรือน�ำกลับมาสตูล พ่อค้าใช้เงินปลีกซื้อนี้สินค้าจาก ชาวเมือง และจ่ายค่าแรงให้คนงาน ชาวเมืองเรียกสกุลเงินนี้ว่า “เบี้ยเหรียญ” เมื่อชาวเมืองรับค่าแรงและค่าสินค้ามา ก็ใช้เบี้ยเหรียญแลกเปลี่ยนหมุนเวียน กันทั่วไป แม้กระทั่งเงินเดือนข้าราชกา ก็จ่ายด้วยเบี้ยเหรียญ โดยมีอัตราแลก เปลี่ยนเฉลี่ย 1 เหรียญ = 1.50 บาท การปกครองตั้งแต่ปี 2452 จนสิ้นสุดสมัยพระยาภูมินารถภักดีในปี 2457 สตูลเป็นจังหวัดเดียวในประเทศที่มีการปกครองกึ่งประเทศราช และ เป็นจังหวัดเดียวที่มีระบบเศรษฐกิจแบบผูกขาด สินค้าทุกชนิดมีเจ้าภาษีนาย อากรเป็นผู้ก�ำหนดราคาสินค้า เจ้าเมืองมีอิสระในการใช้จ่ายรายได้ของเมือง โดยไม่ต้องน�ำส่งรายได้ทั้งหมดเข้าส่วนกลาง จนกระทั่งพระยาสมันตรัฐบุรินทร์ (ตุ๋ย บินอับดุลลาห์ / บุรินทร์ สมันตรัฐ )ถูกส่งมารับราชการเป็นปลัดจังหวัดในปี 2455 และได้เลื่อนต�ำแหน่ง เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดในปี 2457 ท่านได้ปฏิรูปการปกครองและระบบ เศรษฐกิจครั้งใหญ่ ต�ำแหน่งข้าราชการระดับกรมการเมือง ถูกส่งมาจากส่วน กลางหรือจากมณฑลเหมือนที่อื่นๆทั่วประเทศ มีการใช้ภาษาไทยเป็นภาษา ราชการเพียงภาษาเดียว ส่วนระบบเศรษฐกิจ ท่านยกเลิกระบบผูกขาดโดย เจ้าภาษีนายอากร ให้มีการจัดเก็บภาษีแบบเดียวกับจังหวัดอื่น ราษฎรจึง ค้าขายได้โดยเสรี มีราคาสินค้าขึ้นลงตามราคาตลาด. เร่งสร้างถนน ละจัดตั้ง ตลาดนัด เพื่อให้ราษฎรน�ำผลผลิตจากเรือกสวนไร่นามาซื้อขายกันครอบคลุม ทั่วทุกพื้นที่ทั้งจังหวัด มีการส่งเสริมให้ราษฎรทุกครัวเรือนเลี้ยงไก่ครัวเรือนละ 5 แม่ ปลูก มะพร้าวและพืชผักสวนครัว แม้แต่บนเกาะหลีเป้ะที่ท่านส่งเสริมให้ชาวเล ตั้งถิ่นฐานเป็นหลักแหล่ง ต้นมะพร้าวที่หลีเป้ะคือต้นมะพร้าวที่ปลูกมาตั้งแต่ ครั้งนั้น พระยาสมันตรัฐบุรินทร์ส่งเสริมให้ปลูกยางพารา พืชเศรษฐกิจตัวใหม่ ในยุคนั้น ทั้งการเลี้ยงไก่ ปลูกมะพร้าว และปลูกยางพารา เป็นนโยบายที่ท่าน เดินตามรอยพระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี (คอ ซิม บี๊) สมุหเทศาภิบาล มณฑลภูเก็ตได้วางรากฐานไว้ ด้านการศึกษาท่านได้สร้างโรงเรียนประถมถึง 12 แห่ง ปี 2466 ถนนสายสตูล-ควนเนียงสร้างเสร็จ พระยาสมันตรัฐบุรินทร์ได้ ชักชวนขุนพูนพานิช นักธุรกิจชาวจีนอพยพลงทุนให้บริการเดินรถประจ�ำทาง สายแรกของจังหวัด รถยนต์โดยสารคันแรกเป็นรถเครื่องจักรไอน�้ำมือสอง น�ำเข้าจากปีนัง วิ่งระหว่างสตูล-ควนเนียง วันละเที่ยว เมื่อมีรถประจ�ำทางก็มี การเดินทางมากขึ้น มีการน�ำสินค้าจากหาดใหญ่เข้าไปจ�ำหน่ายในสตูล เพิ่ม พ่อค้ารายใหม่มากขึ้น เศรษฐกิจขยายตัวขึ้น มีรถประจ�ำทางวิ่งมากขึ้น ช่วง นี้เป็นช่วงที่เงินตราอาณานิคมลดความส�ำคัญลง ประกอบกับความพยายาม ให้ราษฎรหันมาใช้เงินบาทของพระยาสมันตรัฐบุรินทร์ “เบี้ยเหรียญ” ไม่ใช่ สกุลเงินหลักของเมืองสตูลอีกต่อไป จนสิ้นสมัยของท่านในปี 2475 หลังสมัยพระยาสมันตรัฐบุรินทร์ มีการสร้างทางหลวงสายใต้จนถึง หาดใหญ่ เสร็จสมบูรณ์ช่วงสิ้นสุดศตวรรษที่ 25 จึงมีการคมนาคมระหว่าง สตูล-หาดใหญ่ ตามเส้นทางถนนยนตรการก�ำธรและเพชรเกษม สิ่งนี้ท�ำให้ หาดใหญ่มาแทนที่ปีนัง ชาวสตูลหันไปเรียนหนังสือที่สงขลาแทนการไปปีนัง “เบี้ยเหรียญ” จึงหายไปอย่างสิ้นเชิงจากการซื้อขายแลกเปลี่ยนของชาวเมือง ช่วงเวลาเดียวกัน มีการตั้งนิคมพัฒนาตนเองภาคใต้ที่ควนกาหลง เพื่อ จัดสรรที่ดินท�ำกินให้แก่ผู้เข้าร่วมโครงการ มีผู้คนจากสงขลา พัทลุง และ จังหวัดอื่น ๆ เข้ามาบุกเบิกท�ำการเกษตร จุดนี้เป็นการเพิ่มประชากรเชื้อสาย ไทยในสตูลมากขึ้น จนมีการยกฐานะเป็นอ�ำเภอควนกาหลงในเวลาต่อมา ช่วงเทศกาลสารทเดือนสิบของชาวพุทธภาคใต้ ผู้โดยสารรถประจ�ำทางที่สาม แยกนิคมฯควนกาหลงมีปริมาณล้นหลาม เพราะต่างคนต่างมุ่งเดินทางกลับ บ้านเกิดไปท�ำบุญอุทิศส่วนกุศลให้บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว แต่ภาพเช่นนี้ไม่มีให้เห็นอีกแล้ว ทุกวันนี้ชาวนิคมมีฐานะดีขึ้นจาก ผลผลิตที่บรรพบุรุษได้ลงแรงท�ำไว้ ค่านิยมการมีรถยนต์ส่วนตัว ท�ำให้ไม่ต้อง พึ่งบริการสาธารณะ รถประจ�ำทางที่วิ่งมากว่า 60 ปี บริษัทรถประจ�ำทางทาง เคยมีรถออกให้บริการทุก 15 นาที มีรถออกบริการตั้งแต่ตี 5 ถึง 6 โมงครึ่ง ตอนเย็น กลับต้องยกเลิกธุรกิจเดินรถที่มีมานานกว่าครึ่งศตวรรษเมื่อปี 2560 จากการส่งออกทรัพยากรธรรมชาติ และผลผลิตจากป่าไม้เช่น ไม้ซุง ไม้แปรรูป สัตว์น�้ำ และของป่าในอตีต รายได้หลักของชาวสตูลทุกวันนี้มาจาก การท่องเที่ยว แหล่งท่องเที่ยวระดับโลกไม่ว่าจะเป็นเกาะหลีเป้ะ เกาะตะรุเตา อุทยานธรณีโลกสตูลจีโอพาร์ค อุทยานแห่งชาติทะเลบันและการท่องเที่ยว เชิงนิเวศน์อีกมากมาย กลายเป็นรายได้หลักของจังหวัด แต่สตูลไม่ได้มีแค่เกาะหลีเป้ะ หรือแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์เท่านั้น เรามีเขตเมืองเก่าที่มีประวัติศาสตร์โดดเด่นไม่เหมือนใคร มีสถาปัตยกรรม ผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมที่แตกต่างกันของคน 3 เชื้อชาติที่มีการอยู่ร่วม กันด้วยความสอดประสานกลมเกลียว ถ้อยทีถ้อยอาศัยซึ่งกันและกันของคน ต่างวัฒนธรรม ให้นักท่องเที่ยวได้มาเรียนรู้สัมผัสเมืองเก่าเล็กๆ ชายฝั่ง อันดามันอันน่าตื่นตาตื่นใจแห่งนี้


สถาปัตยกรรม ในเมืองเก่าสตูล


134 ◆ ร้ อ ย เ รื่ อ ง เ มื อ ง เ ก่ า อั น ด า มั น ร้ อ ย เ รื่ อ ง เ มื อ ง เ ก่ า อั น ด า มั น ◆ 135 ย่านเมืองเก่าสตูล แสดงให้เห็นถึงความรุ่งเรืองในฐานะศูนย์กลางด้านพาณิชกรรมที่มีความ ส�ำคัญมาตั้งแต่อดีตจากการติดต่อค้าขายกับเมืองท่าอื่น ๆ ในแถบคาบสมุทร มลายู โดยเฉพาะช่วงเวลาที่พระยาสมันตรัฐบุรินทร์ เป็นเจ้าเมืองสตูลและมี บทบาทในการวางพื้นฐานการพัฒนาเมือง และพระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศร ภักดี (คอซิมบี้ ณ ระนอง) สมุหเทศาภิบาลมณฑลภูเก็ต ซึ่งท�ำให้เมืองสตูลมี ความเจริญก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น และการผสมผสานกันอย่างลงตัวของสังคมพหุ วัฒนธรรมที่ประกอบด้วยชาวไทยดั้งเดิม ชาวไทยเชื้อสายจีน และชาวไทยมุสลิม ท�ำให้ย่านเมืองเก่าสตูลยังคงมีความหลากหลายทางวัฒนธรรมทั้งวิถีชีวิต ประเพณี การแต่งกาย อาหาร ภาษา และลักษณะของที่อยู่อาศัยที่ยังคงมีความ ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน สถาปัตยกรรมในย่านเมืองเก่าสตูลแบ่งออกได้ 4 กลุ่ม ตามลักษณะการ ใช้งาน ดังนี้ อาคารตึกแถวและเรือนแถวไม้ ตึกแถวแบบอิทธิพลอาณานิคมช่องแคบ เป็นอาคาร 2 ชั้น โครงสร้าง ผนังก่ออิฐรับน�้ำหนัก (Wall Bearing) พื้นที่ใช้สอยชั้นล่างเป็นส่วนค้าขาย ชั้น บนเป็นส่วนพักอาศัย มีช่องทางเดินด้านหน้าอยู่ใต้พื้นชั้นบนที่เรียกว่า หง่อคา ขี่ (แปลว่า ทางเดินกว้าง 5 ฟุตจีน) หรือ อาเขต ช่วยกันแดดกันฝน และระบาย อากาศ เสาด้านหน้าอาคารตกแต่งด้วยปูนปั้นเรียบง่าย พบที่ถนนบุรีวานิช และ ถนนสมันตประดิษฐ์ ตึกแถวแบบผสมผสาน เป็นอาคาร 2 ชั้น โครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก ผนังก่ออิฐฉาบปูน จุดเด่นคือ หง่อคาขี่ ครีบบังแดดตามแนวตั้งและกันสาดแนว นอนเป็นแผ่นบาง ๆ พบที่ถนนสตูลธานี ตึกแถวแบบตะวันตกทันสมัย เป็นอาคารสูง 2 - 5 ชั้น รูปแบบเป็นสากล องค์ประกอบสถาปัตยกรรมเน้นเส้นตั้งและเส้นนอน ตัวอย่างคือ อาคารสมาคม จงหัว สตูล อาคารสาธารณะ เป็นอาคารขนาดใหญ่มีทั้งอาคารราชการ สมาคม และโรงเรียน ตัวอย่าง อาคารสาธารณะในย่านเมืองเก่าสตูล คฤหาสน์กูเด็น ตั้งอยู่บนถนนสตูลธานี สร้างขึ้นในพุทธศักราช 2441 โดย พระยาภูมินารถภักดี หรือตวนกูบาฮารุดดินบินต�ำมะหงง เจ้าเมืองสตูล เพื่อ เป็นที่ประทับแรมของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 คราวเสด็จประพาสมณฑลปักษ์ใต้ แต่เมื่อเสด็จมาถึงเมืองสตูลก็มิได้ประทับ แรมที่นี่ ต่อมาใช้เป็นบ้านพัก ศาลาว่าการเมืองสตูล ศาลากลางจังหวัดสตูล ระหว่างพุทธศักราช 2490 - 2506 ท�ำที่การของหน่วยงานราชการ จนกรม ศิลปากรเข้ามาปรับปรุงเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สตูล ในพุทธศักราช 2537 คฤหาสตร์กูเด็นเป็นอาคารก่ออิฐถือปูน 2 ชั้น ผังพื้นแบบสมมาตร โครงสร้าง หลังคาเป็นไม้ หลังคาทรงปั้นหยามุงด้วยกระเบื้องดินผา รูปแบบสถาปัตยกรรม แบบนีโอปัลลาเดียน (Neo - Palladian) เรียบง่าย จุดเด่นอยู่ที่มุขจั่วยื่นกลาง หน้าจั่วกรุกระจกสีฟ้าเป็นรูปพระอาทิตย์ รอบอาคารมีหน้าต่างเปิดถึงพื้นทั้งชั้น ล่างและชั้นบน มีการตกแต่งอาคารด้วยคิ้วบัวปูนปั้น กรมศิลปากรขึ้นทะเบียน เป็นโบราณสถานในพุทธศักราช 2531 เรือนแถวไม้ แบบที่ 1 เป็นอาคาร 2 ชั้น โครงสร้างไม้ มีหง่อคาขี่ จุด เด่นอยู่ที่ผนังด้านหน้าชั้น 2 เป็นผนังไม้ หน้าต่างไม้มีทั้งแบบหน้าต่างเปิดถึง พื้นและหน้าต่างแค่เอว ลูกฟักหน้าต่างมีทั้งแบบเกล็ดและแบบทึบ เหนือหน้าต่าง บริเวณใต้ชายคามีช่องระบายอากาศ พบที่ถนนสตูลธานี เรือนแถวไม้ แบบที่ 2 เป็นอาคาร 2 ชั้น โครงสร้างไม้ รูปแบบเรียบง่าย พื้นที่ใช้สอยชั้นล่างเป็นส่วนค้าขาย ชั้นบนเป็นส่วนพักอาศัย ประตูบานเฟี้ยม ชั้นล่างด้านหน้ายาวตลอดแนวช่วงเสา ผนังด้านหน้าชั้น 2 เป็นผนังไม้ หน้าต่าง ไม้เป็นแบบหน้าต่างแค่เอว ลูกฟักหน้าต่างแบบทึบ เหนือหน้าต่างบริเวณใต้ ชายคามีช่องระบายอากาศ เรือนแถวไม้ 2 ชั้น พบที่ถนนศุลกานุกูล และถนน สตูลธานี


136 ◆ ร้ อ ย เ รื่ อ ง เ มื อ ง เ ก่ า อั น ด า มั น ร้ อ ย เ รื่ อ ง เ มื อ ง เ ก่ า อั น ด า มั น ◆ 137 เรือนคหบดี บ้านพระยาสมันตรัฐบุรินทร์ ตั้งอยู่บนถนนสตูลธานี สร้างขึ้นใน พุทธศักราช 2457 ตามแบบเรือนในตรอกพระโกชาฝั่งธนบุรี รูปแบบ สถาปัตยกรรมแบบเรือนพื้นถิ่นผสมกับอิทธิพลสถาปัตยกรรมตะวันตก เป็น อาคารไม้ยกใต้ถุนเตี้ย หลังคาทรงปั้นหยา มุขยื่นทรงจั่ว บ้านหลังปูเต๊ะ ตั้งอยู่บนถนนเรืองฤทธิ์จรูญ รูปแบบสถาปัตยกรรมแบบ เรือนพื้นถิ่นผสมกับอิทธิพลสถาปัตยกรรมตะวันตก เป็นอาคารไม้ยกใต้ถุนสูง หลังคาทรงจั่วผสมปั้นหยา ศาสนสถาน เป็นอาคารทางศาสนาและความเชื่อ ตัวอย่างศาสนสถานในย่านเมือง เก่าสตูล ศาลเจ้าโป้เจ้เก็งตั้งอยู่บนถนนสมันตประดิษฐ์ ลักษณะเป็นสถาปัตยกรรม แบบศาลเจ้าจีน บนหลังคาประดับประติมากรรมปูนปั้นรูปหงส์และมังกร ภายใน ประดิษฐานพระพุทธรูปและเทพเจ้าต่าง ๆ มัสยิดม�ำบัง หรือมัสยิดกลางจังหวัดสตูล ตั้งอยู่บริเวณหัวมุมถนนบุรี วานิชและถนนสตูลธานี เดิมชื่อ มัสยิดเตองะห์ หรือ มัสยิดอากีบี สร้างขึ้นใน สมัยพระยาอภัยนุราช (ตนกูมูฮ�ำหมัดอาเก็บ) เป็นเจ้าเมืองสตูล ช่างเขียนแบบ มัสยิดมาจากเมืองมะละกา เงินทุนก่อสร้างได้จากการขายเรือมาด (ตีเมาซูด๊ ะห์) ที่เมืองไทรบุรี ต่อมาในพุทธศักราช 2517 มัสยิดถูกรื้อและสร้างใหม่ในบน ที่เดิม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 เสด็จ พระราชด�ำเนินมาทรงเปิดเมื่อวันที่ 20 กันยายน พุทธศักราช 2522 มัสยิดเป็น อาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก 3 ชั้น และชั้นใต้ดิน 1 ชั้น รูปแบบสถาปัตยกรรม แบบสมัยใหม่ จุดเด่นอยู่ที่ยอดโดมเป็นเฟือง 8 เฟือง ประดับกระจกสีทอง เหนือโดมมีสัญลักษณ์ดาวและพระจันทร์เสี้ยว


138 ◆ ร้ อ ย เ รื่ อ ง เ มื อ ง เ ก่ า อั น ด า มั น ร้ อ ย เ รื่ อ ง เ มื อ ง เ ก่ า อั น ด า มั น ◆ 139 ย่านชุมชนเก่าทุ่งหว้า หรือที่รู้จักกันในชื่อ “เมืองสุไหงอุเป” เป็นชุมชนชาวจีนที่มีประวัติศาสตร์ ความเป็นมายาวนานในฐานะเมืองท่าส�ำคัญในอดีต โดยมีพริกไทยเป็นสินค้า หลักที่ส่งออกไปยังเมืองต่าง ๆ ในภูมิภาคโดยเฉพาะเมืองปีนัง มีผู้คนอพยพ เข้ามาอยู่อาศัยและค้าขายจนกลายเป็นชุมชนใหญ่ ต่อมาในรัชสมัยพระบาท สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ประเทศสยามเกิดกรณีพิพาทกับ ประเทศอังกฤษ ส่งผลให้การค้าขายระหว่างทุ่งหว้ากับเมืองปีนังซึ่งในขณะนั้น อยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษต้องหยุดชะงักลงด้วย ชาวจีนจากปีนังที่เคย อยู่อาศัยในเมืองเริ่มโยกย้ายกลับ การค้าขายพริกไทยค่อย ๆ ถูกลดบทบาท ลง จนท�ำให้ทุ่งหว้าซบเซาลงเรื่อยมา อย่างไรก็ตามยังคงเหลือหลักฐานทาง ประวัติศาสตร์ และสถาปัตยกรรมที่เป็นเอกลักษณ์สะท้อนถึงมรดกทาง วัฒนธรรม คือ ตึกแถวและเรือนแถวไม้ ตึกแถวยุคแรก เป็นอาคาร 2 ชั้น โครงสร้างผนังก่ออิฐรับน�้ำหนัก (Wall Bearing) มีช่องทางเดินด้านหน้าอยู่ใต้พื้นชั้นบนที่เรียกว่า หง่อคาขี่ (แปลว่า ทางเดินกว้าง 5 ฟุตจีน) หรือ อาเขต ช่วยกันแดดกันฝน และระบายอากาศ จุด เด่นคือ ผนังชั้นสองแบ่งหน้าต่างเป็น 2 ช่องเท่า ๆ กัน ซุ้มหน้าต่างท�ำเป็นรูป ส่วนโค้ง (Segmental Arch) หน้าต่างเป็นแบบเปิดถึงพื้น ลูกฟักหน้าต่างมีทั้ง แบบเกล็ดและแบบทึบ ตึกแถวยุคที่ 2 เป็นอาคาร 2 ชั้น โครงสร้างผนังก่ออิฐรับน�้ำหนัก (Wall Bearing) มีหง่อคาขี่ ผนังชั้นสองแบ่งหน้าต่างเป็น 3 ช่องเท่า ๆ กัน เหนือ หน้าต่างบริเวณใต้ชายคามีช่องระบายอากาศ ตึกแถวยุคที่ 3 เป็นอาคาร 2 ชั้น โครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก ผนัง ก่ออิฐฉาบปูน จุดเด่นคือ การก่อผนังล้อมขอบหลังคา ระเบียงด้านหน้าชั้นสอง ผนังด้านหน้าชั้นสองแบ่งเป็น 3 ช่อง เท่า ๆ กัน และช่องลมใต้ฝ้าเพดานแบ่ง เป็น 4 ช่อง เท่า ๆ กัน เรือนแถวไม้เป็นอาคาร 2 ชั้น โครงสร้างไม้ รูปแบบเรียบง่าย พื้นที่ใช้สอย ชั้นล่างเป็นส่วนค้าขาย ชั้นบนเป็นส่วนพักอาศัย ประตูบานเฟี้ยมชั้นล่างด้าน หน้ายาวตลอดแนวช่วงเสา ผนังด้านหน้าชั้น 2 เป็นผนังไม้ หน้าต่างไม้เป็นแบบ หน้าต่างแค่เอว ลูกฟักหน้าต่างแบบทึบ เหนือหน้าต่างบริเวณใต้ชายคามีช่อง ระบายอากาศ วัดชนาธิปเฉลิม ตั้งอยู่บนถนนศุลกานุกูล เดิมชื่อ วัดม�ำบัง สร้างเมื่อ พุทธศักราช 2425 ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาในพุทธศักราช 2473 ศาสน สถานส�ำคัญ คือ อุโบสถ 2 ชั้น ชั้นล่างก่ออิฐถือปูน ชั้นบนเป็นไม้ ด้านหน้า อุโบสถเป็นระเบียงมีบันไดทางขึ้น 2 ด้าน การอนุรักษ์และพัฒนาย่านเมืองเก่าสตูลเริ่มต้นจากการที่ส�ำนักนโยบาย และแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม ได้จัดท�ำโครงการก�ำหนดขอบเขตพื้นที่เมืองเก่า เมืองเก่าสตูล ใน พุทธศักราช 2558 จนน�ำไปสู่ประกาศเขตพื้นที่เมืองเก่าสตูลเมื่อวันที่ 27 เมษายน พุทธศักราช 2559 ครอบคลุมพื้นที่เมืองเก่า 0.85 ตารางกิโลเมตร โดยคณะกรรมการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์และเมืองเก่า หลังจาก นี้จะต้องมีการจัดท�ำแผนบริหารจัดการที่มีแนวทางและมาตรการอนุรักษ์และ พัฒนาที่เหมาะสมต่อไป


วิถีชีวิต วิถีวัฒนธรรม วิถีสตูล


ร้ อ ย เ รื่ อ ง เ มื อ ง เ ก่ า อั น ด า มั น ◆ 143 วิถีชีวิต วิถีวัฒนธรรม วิถีสตูล วัฒนธรรมร่วมของเมืองเก่าอันดามันทั้ง 5 แห่ง ตั้งแต่สตูล ตรัง ตะกั่วป่า ระนอง และภูเก็ต คือวัฒนธรรมจีนช่องแคบ (Straits Chinese Culture) หรือที่นิยมเรียกกันว่าวัฒนธรรมเปอรานากัน เนื่องจากเมืองเหล่านี้ตั้งอยู่ตอนบนของช่องแคบมะละกา เพียงแต่ สตูลต่างจากเมืองอื่นตรงที่ มีส่วนผสมของความเป็นมลายูเข้มข้น กว่าที่อื่น และส่วนผสมนั้นสะท้อนออกมาที่อาหาร ภาษาพูด และการ แต่งกาย วัฒนธรรมจีนช่องแคบเกิดจากการแต่งงานข้ามวัฒนธรรม ของชายจีนอพยพกับหญิงมลายู ในสังคมโบราณความอยู่รอด ส�ำคัญกว่าความเชื่อ หญิงมลายูจึงหันมาบูชาบรรพบุรุษตามสามี แต่ความคุ้นชินทางวัฒนธรรมยังไม่เปลี่ยน สตรีเหล่านี้ยังนุ่งโสร่ง ปาเต๊ะแบบเดิม ใส่เสื้อตัวยาวแบบเดิม กินหมากและกินอาหารแบบ เดิม เพียงแต่ปรับรสชาติให้อ่อนลงเพื่อสามีรับประทานด้วยได้ ครั้นถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน เกิดการประณีประนอมกันทาง วัฒนธรรม เสื้อแขนยาวชายแหลมแบบชวาที่สาวมลายูนิยมสวม ใส่ถูกน�ำมาตบแต่งเพิ่มเติมด้วยลายปักอย่างจีน โดยใช้เทคนิคการ ปักแบบยุโรป ใช้เข็มกลัด 3 ชิ้นเรียกว่า “กอรอสัง” (Kerosang) กลัดด้านหน้าแทนกระดุม ชาวสตูลเรียกว่า “เสื้อปั่วตึ่งเต๊” แปลว่า เสื้อครึ่งสั้นครึ่งยาว นุ่งกับโสร่งปาเต๊ะคู่สีตรงข้าม ส่วนสาวมลายูแท้ก็ใส่เสื้อคล้ายๆกัน ต่างกันที่ลวดลายสีสันและเนื้อผ้า เท่านั้น ในอดีตสาวมลายูไม่สวมฮีญาบมิดชิดแบบมองไม่เห็นไรผมแบบปัจจุบัน หากแต่ใช้ผ้าผืนยาวเนื้อบางเบาพันรอบศีรษะ แล้วปล่อยชายสองข้างแนบล�ำตัว หน้าหลัง เนื่องจากสตูลเป็นสังคมพหุวัฒนธรรม แต่เดิมมีวัฒนธรรมจีนและมลายู เป็นหลัก สิ่งนี้ได้สะท้อนออกมาเป็นมรดกวัฒนธรรมอาหารของชาวสตูล มี อาหารอันเป็นเอกลักษณ์ที่พบได้บนโต๊ะอาหารของคนสามเชื้อชาติ ซึ่งรวมไป ถึงคนไทยที่มีทัศนคติเปิดกว้างสามารถ “เข้าได้” กับวัฒนธรรมที่แตกต่าง อย่างลงตัว อาหารท้องถิ่นยอดนิยมหลายจาน พบเห็นได้ทุกวันในวิถีชีวิตของ ชาวเมือง


144 ◆ ร้ อ ย เ รื่ อ ง เ มื อ ง เ ก่ า อั น ด า มั น ร้ อ ย เ รื่ อ ง เ มื อ ง เ ก่ า อั น ด า มั น ◆ 145 ข้าวมันแกงตอแมะห์ ข้าวมันหุงกับกะทิใส่ใบเตย กานพลู และโป๊ยกั๊ก ให้กลิ่นหอม รับประทานกับแกงปลาปรุงด้วยเครื่องเทศห้าชนิดใส่ใบสมุยเทศ สด (Curry Leaves) มีอาจาดแตงกวาเป็นเครื่องแนม เหนียวเหลืองแกงไก่ (Pulut Kunyit Kari Ayam) แกงกะหรี่ไก่ข้นเนียน กลิ่นหอมนุ่มนวล รับประทานกับข้าวเหนียวหุงด้วยขมิ้นสีเหลืองอร่าม เมื่อก่อน อาหารจานนี้เป็นจานพิเศษส�ำหรับวาระเฉลิมฉลอง แต่ปัจจุบันหารับประทาน ได้ทั่วไปในชีวิตประจ�ำวัน บูตูปีริน (Butu Piring) ขนมท�ำจากแป้งข้าวเจ้าพรมน�้ำน�ำไปขึ้นรูปใน ถ้วยน�้ำจิ้มใบเล็ก ใส่น�้ำตาลอ้อย (Brown Sugar) เป็นไส้ไว้ข้างใน น�ำไปนึ่งจน สุก รับประทานกับมะพร้าวขูดละเอียดคลุกกับเกลือป่น ขนมบาดะ ( Kuih Badak ) ท�ำจากมันเทศสีเหลืองต้มสุกน�ำมาบดละเอียด ผสมแป้งเล็กน้อย ห่อไส้ที่ท�ำจากมะพร้าวผัดกับเครื่องเทศอ่อนๆใส่กุ้งตัวเล็ก จิ๋ว ห่อไส้ให้มิดชิดปั้นเป็นก้อนกลมลงทอดในน�้ำมันจนกรอบนอกนุ่มใน ลูเป๊ะหรือลอเป๊ะ (Kuih Lopis) ขนมที่มีกรรมวิธีท�ำซับซ้อน น�ำข้าวเหนียว แช่น�้ำใบเตยจนมีสีเขียวแล้วสงให้แห้ง น�ำไปผัดกับกะทิแล้วห่อด้วยใบตองให้ แน่น นึ่งจนสุก รอให้เย็นจึงหั่นเป็นแว่นๆ คลุกเคล้ากับมะพร้าวขูด รับประทาน กับน�้ำเชื่อมน�้ำตาลอ้อยที่เคี่ยวจนงวด อั่งกูหรือขนมเต่า แป้งข้าวเหนียวผสมสีแดงนวดจนได้ที่ ห่อไส้ถั่วเหลือง กวนให้เป็นก้อนกลม น�ำไปอัดในพิมพ์ไม้แกะเป็นรูปเต่าตามศิลปะจีน เคาะออก จากแม่พิมพ์วางบนใบตองแล้วน�ำไปนึ่งจนสุก เหนียวเขียว มีชื่อภาษามลายูว่า ปูโล้ตไตไต้ (Pulut tai tai) มีชื่อไทยอีก หลายชื่อ เช่นเหนียวอัด เหนียวเห็ง เหนียวอัญชัน และเหนียวสบู่ ท�ำโดยหุง ข้าวเหนียว 2 สี คือสีธรรมชาติ กับ สีครามจากดอกอัญชัน น�ำข้าวเหนียวที่สุก แล้วมามูนกับกระทิแล้วคลุกเคล้าข้าวเหนียวสองสีให้เป็นลายคล้ายสบู่โบราณ น�ำไปอัดในกระบะไม้ทรงกล่องให้แน่นเป็นเนื้อเดียว จากนั้นน�ำมาตัดเป็นชิ้น สี่เหลี่ยมพอค�ำ รับประทานกับสังขยา ให้สัมผัสหนุบหนึบหวานมัน สตูลมีแผงอาหารเช้าที่ขายอาหารพื้นเมืองมากมายให้เลือกซื้อหาไปรับ ประทานที่บ้านหรือที่ท�ำงาน. มีร้านกาแฟหรือร้านโกปี้ท้องถิ่นที่มีอาหารเหล่านี้ วางขาย หรือแม้จะซื้อจากที่อื่นมารับประทานที่ร้านก็ยังท�ำได้ มีร้านโรตีรสเลิศ บริการทั้งวันทั่วเมืองพร้อมเครื่องดืมชาชักยอดนิยม ร้านกาแฟยามเช้าเป็นที่ รวมของผู้คนทุกอาชีพ เป็นชุมชนที่ชาวสตูลคุ้นชินมาเนิ่นนานนับศตวรรษ ชาวสวนยางกรีดยางเสร็จมานั่งร้านโกปี้ก่อนกลับบ้านไปพักผ่อน ชาวสวนปาล์ม และข้าราชการ หรือพนักงานบริษัทนั่งกินกาแฟก่อนไปท�ำงาน เป็นช่วงเวลาแห่ง มิตรภาพ และเป็นโมงยามแห่งการแลกเปลี่ยนข่าวสารของผู้คนในชุมชน ความนิยมรับประทานทานอาหารท้องถิ่น นอกจากท�ำให้มีช่างขนมและ อาหารพื้นเมืองคอยสืบสานมรดกวัฒนธรรมการกินอันเป็นเอกลักษณ์แล้ว ยัง ท�ำให้เกิดอาชีพคนเร่ขายขนมตามส�ำนักงาน คนเหล่านี้มีมอเตอร์ไซค์ที่ติดตั้ง ตะกร้าขนาดใหญ่ไว้ท้ายรถ พวกเขาตื่นตั้งแต่หัวรุ่งไปตลาด รับขนมจากแม่ค้า และช่างขนมนับสิบเจ้า มีของกินนับสิบๆ ชนิด ขับรถซอกซอนเร่ขายตาม ส�ำนักงาน สถานที่ราชการ ร้านค้าและบ้านเรือนทั่วไป เพื่อบริการคนที่ไม่มีเวลา ออกไปซื้อหาอาหาร มีค�ำพูดติดปากอันเนื่องมาจากศรัทธาของชาวมุสลิมในจังหวัดสตูล คือ ค�ำอุทานว่า “อันหล่า” “อะหล้า” หรือ “อัลล้ะ” ซึ่งมาจากค�ำว่า “Allah” ค�ำ เหล่านี้มีความหมายคล้ายกับว่า พระเจ้า โอ้พระเจ้า หรือค�ำว่า “โอมายก้อด” ในภาษาอังกฤษนั่นเอง ที่น่าทึ่งคือ ไม่ว่าจะเป็นคนเชื้อชาติไหน นับถือศาสนา ใด ชาวสตูลใช้ค�ำอุทานนี้เหมือนกันหมด อีกค�ำหนึ่งคือค�ำว่า “มาตี้” แปลว่าตาย ใช้ในหลายความหมาย เช่น ยาลันมาตี้ = ทางตัน ตาลีโฟนมาตี้ = โทรศัพท์แบตหมด โมโตไบ้คมาตี้ = มอเตอร์ไซค์เสีย ล้วนแสดงให้เห็นถึงความโดดเด่นของสังคมพหุวัฒนธรรมที่มีความสอด ประสานกลมเกลียวกันของชาวเมืองนี้


ร้ อ ย เ รื่ อ ง เ มื อ ง เ ก่ า อั น ด า มั น ◆ 147 ถัดมาเป็นประเพณีปีใหม่ของไทย เทศกาลสงกรานต์ถูกส่ง ต่อมาอย่างมั่นคงยาวนาน ทั้งพิธีทางศาสนาพุทธและการรดน�้ำ ขอพรผู้ใหญ่ ไปจนถึงการละเล่น การตระเวนสาดน�้ำสงกรานต์ของ หนุ่มสาว เป็นสิ่งดึงดูดให้คนไกลบ้านกลับมาเฉลิมฉลองเทศกาล อันแสนสุขนี้ ชาวสตูลฉลองปีใหม่ครั้งสุดท้ายของปีด้วยเทศกาล “ฮารีรายา อีดิลฟิตรี โอเพนเฮ้าส์” ของอิสลามิดชนบนถนนบุรี วานิช - ถนนสายเก่าแก่ที่สุดของจังหวัด เป็นที่ตั้งของอาคารชิโน โปรตุกีสอายุกว่าร้อยปี - ถนนทั้งสายถูกปิดเพื่อเฉลิมฉลองร่วม กัน มีขบวนแห่ตามประเพณี ชายหนุ่มหญิงสาวแต่งกายงดงามด้วย ชุดพื้นเมืองดั้งเดิม มีการประกวดบุหงาเตอร์ลอ การประกวด ขันหมากมุสลิม การแสดงวัฒนธรรมอย่าง ดาระ ร็องแง็ง ปัญจักสีลัต และการออกร้านแสดงการปรุงอาหารท้องถิ่นให้ผู้เข้า ร่วมงานรับประทานฟรีนับร้อยร้าน เป็นงานเฉลิมฉลองแห่งปีที่ ทุกคนทุกศาสนา ไม่ว่าจะเป็นคนท้องถิ่นหรือนักท่องเที่ยว สามารถ ร่วมงานได้อย่างเท่าเทียมกัน สืบทอดประเพณี วิถีศรัทธา จากบรรพชน ประเพณีเก่าแก่ถูกส่งจากรุ่นสู่รุ่น คนสามเชื้อชาติเฉลิมฉลอง ปีใหม่สามแบบสามเวลา เริ่มต้นด้วยเทศกาลตรุษจีนของชาวสตูล เชื้อสายจีนในช่วงต้นปี มีการรวมญาติเซ่นไหว้บรรพบุรุษ มอบ อั่งเปาให้เด็กและผู้มีพระคุณ นับจากวันตรุษจีนผ่านไป 15 วัน เป็น วันเพ็ญแรกของปีปฏิทินจีนเรียกว่า “จับหง่อแม๋” ในอดีตชาวสตูล จะแต่งกายสวยงามนั่งสามล้อชมเมืองยามเย็น และพบปะเยี่ยมเยียน ญาติมิตร เมืองทั้งเมืองมลังเมลืองด้วยโคมไฟ ประเพณีนี้ถูกลืมเลือน ไปช่วงหนึ่ง แต่ชาวสตูลเชื้อสายจีนกำ�ลังฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ นอกจากประเพณีปีใหม่ 3 แบบแล้ว สตูลยังมีประเพณีถือศีลกินเจ พระกิวอ๋องที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้ที่อื่น มีประเพณีห่มผ้าพระธาตุ ประเพณีชักพระ และ ประเพณีสารทเดือนสิบของชาวพุทธภาคใต้ ที่ให้ความส�ำคัญกับการท�ำบุญอุทิศ ส่วนกุศลให้แก่บรรพบุรุษผู้ล่วงลับ เทศกาลแห่งความสนุกสนานที่มีชื่อเสียงระดับโลกของจังหวัดสตูลคือ งานเทศกาลว่าวนานาชาติ ที่เริ่มจัดมาตั้งแต่ปี 2519 จากงานว่าวระดับท้องถิ่น ถูกยกขึ้นเป็นระดับนานาชาติในปี 2535 มีว่าวจาก 35 ประเทศทั่วโลกมาแสดง และประชันขันแข่ง มีการประกวดถึง 6 ประเภท ได้แก่ ประเภทว่าวสวยงาม ประเภทความคิดสร้างสรรค์ ประเภทว่าวขึ้นสูง ประเภทเสียงกังวาน ประเภท มาราธอน และประเภทว่าวท้องถิ่นหรือที่เรียกว่าว่าวควาย งานว่าวประจ�ำปีถูก จัดขึ้นในสัปดาห์แรกของเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี ปีนี้เป็นครั้งที่ 38 ที่สนาม บินของกองทัพอากาศในทุ่งกว้างชานเมือง มองเห็นทิวเขาสันกาลาคีรีทอดยาว ไกลทางทิศตะวันออกเป็นฉากหลังแสนงาม ภาพถ่ายจากเทศกาลว่าวจึงสวย ทุกรูป ว่าวแปลกๆ จากทุกมุมโลกกินลมบนเรียงรายเต็มท้องฟ้า เป็นฉากหลัง อันน่าตื่นตาตื่นใจให้นักท่องเที่ยวได้เก็บภาพเป็นที่ระลึก


เที่ยวชม เมืองเก่าสตูล


ร้ อ ย เ รื่ อ ง เ มื อ ง เ ก่ า อั น ด า มั น ◆ 151 เที่ยวชม เมืองเก่าสตูล สตูล เมืองเล็กๆ ปลายสุดประเทศไทยด้านทะเลอันดามัน เป็น เมืองผสมผสานระหว่างคนไทยพุทธ มุสลิม ชาวจีนที่อาศัยอยู่ร่วม กันอย่างสันติสุข แม้ว่าคนมุสลิมจะมีมากว่าคนเชื้อสายอื่นก็ตาม แต่ ก็แบ่งปันกันและมีวิถีชีวิตร่วมกันอย่างน่าชื่นชม ในความเป็นเมืองเก่า สตูลมีเรื่องราวความเป็นมาของเมืองสุไหงอุเป คือ อำ�เภอทุ่งหว้า ในปัจจุบันว่าเป็นเมืองท่าค้าขายที่สมัยก่อนมีความเจริญรุ่งเรืองจน มีตึกรามบ้านช่องเหลือไว้ให้พอติดตามรอยได้พร้อมเรื่องราว ประวัติศาสตร์น่าสนใจ ในขณะที่ตัวเมืองสตูลก็ผ่านยุคสมัยของ ความเจริญรุ่งเรืองมาด้วยการเป็นเมืองท่าค้าขายติดต่อกับชายแดน มาเลเซียทั้งทางทะเลและทางบก เส้นทางท่องเที่ยวเมืองเก่าสตูลที่ส�ำคัญ คือ เส้นทางเมืองเก่าสตูล เส้นทางที่ 1 ถนนบุรีวาณิชจากสามแยกมัสยิดกลาง สตูลไปจนถึงสี่แยกตัดกับถนนสมันตประดิษฐ์ ถนนสายนี้เป็นถนนเศรษฐกิจของเมืองในย่านที่เจริญที่สุด นับแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ตลอดระยะทางราว 200 เมตรทางฝั่ง ซ้ายของถนนจะเต็มไปด้วยตึกแถวเก่าแก่แบบชิโนโปรตุกีสที่บอก เรื่องราวของผู้คนครั้งอดีตได้เป็นอย่างดีว่าน่าจะเป็นคนจีนที่อาศัย ท�ำมาค้าขายอยู่ย่านนี้ มีทั้งอาคารที่ดัดแปลงต่อเติมใหม่และอาคาร ดั้งเดิมที่มีอยู่ราว 20-25 คูหา รวมทั้งบางอาคารที่สร้างขึ้นมาใหม่ เลียนแบบของเก่า เส้นทางที่ 2 ถนนสตูลธานีจากมัสยิดกลางสตูลจนถึง สามแยกถนนสมันตประดิษฐ์ ถนนสายนี้เป็นถนนสายเก่แก่เมืองสตูลอีกสายหนึ่งซึ่งมีอาคารร้านค้า บ้านเรือนแบบเก่าเรียงรายอยู่ตลอดสองฟากถนน ส่วนใหญ่เป็นอาคารครึ่งตึก ครึ่งไม้ และมีบ้างที่เป็นตึกที่ก่ออิฐถือปูนล้วน เช่น อาคารร้านค้าติดกับมัสยิด กลางสตูล อาคารสมาคมจงหัวสตูล นอกนั้นก็ยังมีบ้านไม้แบบเก่าอยู่ในซอย สตูลธานี 1 ที่เชื่อมต่อกับถนนบุรีวาณิชอีก 2-3 หลัง เส้นทางที่ 3 ถนนสมันตประดิษฐ์ช่วงวงเวียนศาลเจ้าโป้เจ้เก้งถึง ถนนบุรีวาณิชและถนนศุลกานุกูล ช่วงสั้นๆ ของถนนสายนี้ราว 30 เมตรบนถนนสมันตประดิษฐ์ด้านติดกับ ศาลเจ้าฯ จะมีอาคารตึกแถวชิโนโปรตุกีสที่ยังสมบูรณ์อยู่ราว 7 หลัง ส่วนเมื่อ เลี้ยวซ้ายเข้าถนนศุลกานุกูล จะเป็นอาคารครึ่งตึกครึ่งไม้ติดต่อกันเป็นแถวราว 15 คูหาไปจรดธนาคารกสิกรไทย มีแยกซ้ายเข้าไปในซอยศุลกานุกูล 1 มี ห้องแถวไม้เก่าแก่น่าสนใจเที่ยวชม


152 ◆ ร้ อ ย เ รื่ อ ง เ มื อ ง เ ก่ า อั น ด า มั น ร้ อ ย เ รื่ อ ง เ มื อ ง เ ก่ า อั น ด า มั น ◆ 153 เส้นทางที่ 4 เส้นทางเที่ยวชมโบราณสถานเมืองสตูล วัดชนาธิปเฉลิม อยู่ที่ถนนศุลกานุกูล เป็นวัดเก่าแก่มีงานสถาปัตยกรรม น่าสนใจอยู่ที่ศาลาการเปรียญของวัดมัสยิดกลางสตูลหรือมัสยิดม�ำบัง อยู่ ระหว่างถนนสตูลธานีกับถนนบุรีวาณิช เป็นอาคารรูปทรงสถาปัตย์แบบอิสลาม โดดเด่นที่ยอดโดมสีทองด้านบน ศาลเจ้าโป้เจ้เก้ง ตั้งอยู่บนถนนสมันตประดิษฐ์ เป็นสถาปัตยกรรมแบบจีนคู่กับเสามังกรทองบริเวณวงเวียนด้านหน้าของศาล เจ้าฯ และคฤหาสน์กูเด็นหรือพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสตูล ถนนสตูลธานี เส้นทางเมืองสุไหงอุเปโบราณ อำ�เภอทุ่งหว้า เส้นทางนี้อยู่บริเวณสองฟากถนนเพชรเกษมช่วงจากอ�ำเภอละงูที่จะเข้า สู่ตัวอ�ำเภอทุ่งหว้า ระยะทางความยาวราว 50 เมตร พอถึงสี่แยกทุ่งหว้าเลี้ยว ซ้ายไปก็จะมีอาคารเก่าแก่เรียงรายต่อกันไปสองฟากถนนอีกราว 150 เมตร แทบทั้งหมดเป็นอาคารเก่าครึ่งตึกครึ่งไม้ แต่ยังแฝงไว้ด้วยการตกแต่งแบบ ชิโนโปรตุกีส เช่น ช่องลม ช่องประตู หน้าต่างและระเบียงเป็นต้น มีที่เป็น อาคารตึกก่อสร้างด้วยปูนอยู่แค่ไม่เกิน 4-5 หลังคาเรือน และมีอยู่แห่งหนึ่งเป็น อาคาร 2 คูหา ลักษณะเป็นอาคารแบบจีน ส่วนท่าเรือสุไหงอุเปหรือท่าเรือ ทุ่งหว้าจะอยู่ลึกเข้าไปทางด้านตะวันตกติดกับคลองทุ่งหว้า เป็นเส้นทางขนส่ง สินค้าและเส้นทางค้าขายในสมัยโบราณที่ส�ำคัญแห่งหนึ่ง แผนที่ท่องเที่ยวเมืองเก่า


Click to View FlipBook Version