The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รวมเล่มตรวจราชการ รอบที่ 1 ปีงบ 2568

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by พิชญาภา เมืองงาม, 2025-03-05 02:18:10

รวมเล่มตรวจราชการ รอบที่ 1 ปีงบ 2568

รวมเล่มตรวจราชการ รอบที่ 1 ปีงบ 2568

27 ตาราง 22 จำนวนผู้เข้าสอบ และจำนวนนักเรียนที่ได้คะแนน 50% ขึ้นไป ของนักเรียนระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2566 วิชา จำนวน ประเทศ ภาค 1 จังหวัด จังหวัดสระบุรี สพฐ. สพม. สพป. เอกชน ท้องถิ่น ภาษาไทย จำนวนผู้เข้าสอบ 398,468 16,200 3,492 2,900 2,062 838 271 321 จำนวนนักเรียนที่ได้ คะแนน 50% ขึ้นไป 219,760 8,652 2,004 1,735 1,338 397 144 125 คิดเป็นร้อยละ 55.15 53.41 57.39 59.83 64.89 47.37 53.14 38.94 ภาษาอังกฤษ จำนวนผู้เข้าสอบ 395,338 16,148 3,473 2,885 2,048 837 271 317 จำนวนนักเรียนที่ได้ คะแนน 50% ขึ้นไป 36,941 1,446 359 318 303 15 37 4 คิดเป็นร้อยละ 9.34 8.95 10.34 11.02 14.79 1.79 13.65 1.26 คณิตศาสตร์ จำนวนผู้เข้าสอบ 398,023 16,179 3,483 2,892 2,055 837 270 321 จำนวนนักเรียนที่ได้ คะแนน 50% ขึ้นไป 25,844 891 171 162 154 8 9 0 คิดเป็นร้อยละ 6.49 5.51 4.91 5.60 7.49 0.96 3.33 0.00 วิทยาศาสตร์ จำนวนผู้เข้าสอบ 396,192 16,159 3,481 2,890 2,053 837 271 320 จำนวนนักเรียนที่ได้ คะแนน 50% ขึ้นไป 13,799 413 80 78 75 3 2 0 คิดเป็นร้อยละ 3.48 2.56 2.30 2.70 3.65 0.36 0.74 0.00


28 สรุปผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2566 สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดสระบุรี ได้จัดทำสรุปรายงานผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET)ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2566เป็นค่าสถิติพื้นฐาน ดังนี้ สรุปผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) คะแนนเฉลี่ยทั้ง 5 วิชา ของนักเรียน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2566 ตาราง 23 คะแนนเฉลี่ยทั้ง 5 วิชา ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2566 วิชา ประเทศ ภาค 1 จังหวัด จังหวัดสระบุรี สพฐ. สพม. เอกชน ท้องถิ่น ภาษาไทย 40.78 42.01 43.78 44.60 44.60 45.33 30.82 สังคมศึกษา ศาสนาและ วัฒนธรรม 33.09 33.40 34.61 34.85 34.85 33.32 31.15 ภาษาอังกฤษ 26.19 26.16 28.58 29.07 29.07 30.19 20.37 คณิตศาสตร์ 19.96 20.19 22.64 22.97 22.97 19.04 18.57 วิทยาศาสตร์ 29.09 29.60 30.62 31.00 31.00 29.46 24.94 แผนภาพ 7คะแนนเฉลี่ยทั้ง 4 วิชา ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2566 10 15 20 25 30 35 40 45 50 ภาษาไทย สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ จังหวัดสระบุรี ท้องถิ่น จังหวัดสระบุรี เอกชน จังหวัดสระบุรี สพม. จังหวัดสระบุรี สพฐ. จังหวัด ภาค 1 ประเทศ


29 ตาราง 24 จำนวนผู้เข้าสอบ และจำนวนนักเรียนที่ได้คะแนน 50% ขึ้นไป ของนักเรียนระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2566 วิชา จำนวน ประเทศ ภาค 1 จังหวัด จังหวัดสระบุรี สพฐ. สพม. เอกชน ท้องถิ่น ภาษาไทย จำนวนผู้เข้าสอบ 125,374 4,223 1,016 936 936 18 62 จำนวนนักเรียนที่ได้ คะแนน 50% ขึ้นไป 32,764 1,287 359 347 347 10 2 คิดเป็นร้อยละ 26.13 30.48 35.33 37.07 37.07 55.56 3.23 สังคมศึกษา ศาสนาและ วัฒนธรรม จำนวนผู้เข้าสอบ 121,429 4,164 1,006 929 929 18 59 จำนวนนักเรียนที่ได้ คะแนน 50% ขึ้นไป 3,419 125 53 53 53 0 0 คิดเป็นร้อยละ 2.82 3.00 5.27 5.71 5.71 0.00 0.00 ภาษาอังกฤษ จำนวนผู้เข้าสอบ 122,357 4,179 1,006 929 929 18 59 จำนวนนักเรียนที่ได้ คะแนน 50% ขึ้นไป 6,793 233 90 88 88 2 0 คิดเป็นร้อยละ 5.55 5.58 8.95 9.47 9.47 11.11 0.00 คณิตศาสตร์ จำนวนผู้เข้าสอบ 123,792 4,194 1,013 934 934 17 62 จำนวนนักเรียนที่ได้ คะแนน 50% ขึ้นไป 4,230 136 64 64 0 0 0 คิดเป็นร้อยละ 3.42 3.24 6.32 6.85 0.00 0.00 0.00 วิทยาศาสตร์ จำนวนผู้เข้าสอบ 122,645 4,186 1,004 927 927 18 59 จำนวนนักเรียนที่ได้ คะแนน 50% ขึ้นไป 3,653 117 48 48 48 0 0 คิดเป็นร้อยละ 2.98 2.80 4.78 5.18 5.18 0.00 0.00


30 สำนักทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ได้ดำเนินการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติ ด้านอาชีวศึกษา ได้ทำการทดสอบเพื่อวัดความรู้และความคิดของนักเรียนในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 3 (ปวช.3) ปีการศึกษา 2566 สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดสระบุรี จึงได้นำข้อมูลจากการทดสอบ ดังกล่าวมาจัดทำเป็นสารสนเทศ เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานประกอบการตัดสินใจสำหรับวางแผนการพัฒนา คุณภาพการศึกษาของโรงเรียนในจังหวัดสระบุรี โดยวิเคราะห์ผลการทดสอบของนักเรียนที่สมัครใจเข้ารับ การทดสอบจากนักเรียนทั้งหมด 1,478 คน ดังนี้ ตาราง 25 สรุปผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติ ด้านอาชีวศึกษา (V-NET) ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 3 (ปวช.3) ปีการศึกษา 2566 ที่ สถานศึกษา คะแนนเฉลี่ย จำนวน ผู้เข้าสอบ สมรรถนะที่จำเป็นในการเข้าสู่ อาชีพ* สมรรถนะ ภาษาอังกฤษ* สมรรถนะเทคโนโลยี ดิจิทัล* Mean S.D. Mean S.D. Mean S.D. 1 วิทยาลัยเทคนิคสระบุรี 593 42.53 10.73 26.46 12.10 41.80 13.06 2 วิทยาลัยอาชีวศึกษาสระบุรี 289 45.92 9.73 25.84 11.54 42.94 11.20 3 วิทยาลัยเทคนิคท่าหลวงซิ เมนต์ไทยอนุสรณ์ 307 40.49 11.83 23.13 10.65 37.23 12.75 4 วิทยาลัยการอาชีพหนองแค 12 45.00 12.07 27.34 10.45 39.17 12.25 5 วิทยาลัยการอาชีพสระบุรี 62 39.04 11.08 24.19 10.02 36.29 12.84 6 วิทยาลัยเทคนิคมวกเหล็ก 149 38.14 10.05 24.50 10.57 36.33 11.56 7 วิทยาลัยเทคโนโลยีอาชีว เกษตรสงเคราะห์สระบุรี 12 50.21 12.06 24.22 9.30 36.07 12.87 8 วิทยาลัยอาชีวศึกษาเทศบาล พระพุทธบาท 54 37.79 9.77 24.54 10.78 40.08 10.07 รวม 1,478 ผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติด้าน อาชีวศึกษา (V-NET) ปีการศึกษา 2566 ผลการทดสอบทางการศึกษาสำหรับการศึกษา


31 ตาราง 26 การเปรียบเทียบผลคะแนนเฉลี่ยการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติด้านอาชีวศึกษา (V-NET) ของนักเรียนในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 3 (ปวช.3) ปีการศึกษา 2563 – 2566 ปีการศึกษา 2563 2564 2565 2566 คะแนนเฉลี่ยประเทศ 38.73 41.90 41.02 37.30 คะแนนเฉลี่ยจังหวัด 37.96 43.54 42.89 38.09 ผลต่าง -0.77 1.64 1.87 0.79 การเพิ่ม/ลด 2.41 0.23 -1.08 แผนภาพ 8 แนวโน้มความต่างของคะแนนเฉลี่ยระดับจังหวัดสระบุรีกับคะแนนเฉลี่ยระดับประเทศ ตั้งแต่ปี การศึกษา 2563 – 2566 จากตาราง 26 ประกอบกับแผนภาพ 8 พบว่า คะแนนเฉลี่ยระดับจังหวัด ปีการศึกษา 2566 ลดลง จากปีการศึกษา 2565 เมื่อเปรียบเทียบความต่างของคะแนนเฉลี่ยระดับจังหวัดสระบุรีกับคะแนนเฉลี่ย ระดับประเทศ ปีการศึกษา 2566 และปีการศึกษา 2565 ลดลง -0.77 1.64 1.87 0.79 -1 0 1 2 3 ปีการศึกษา 2563 ปีการศึกษา 2564 ปีการศึกษา 2565 ปีการศึกษา 2566


32 การทดสอบทางการศึกษาระดับชาติสำหรับการศึกษานอกระบบโรงเรียน (Non-Formal National Education Test; N-NET) เป็นการทดสอบเพื่อวัดความรู้ ให้แก่นักเรียนที่กำลังศึกษาในระดับประถม ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษา ขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 ซึ่งสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้จังหวัดสระบุรีได้กำหนดเกณฑ์เป้าหมายตามตัวชี้วัด ในการประเมินคุณภาพดังนี้ 1) เป้าหมายขั้นสูง (100) 40.52 คะแนน 2) เป้าหมายขั้นมาตรฐาน (75) 39.45 คะแนน และ 3) เป้าหมายขั้นต้น (50) 38.38 คะแนน จากผลการทดสอบสามารถสรุปผลการวิเคราะห์ได้ ดังต่อไปนี้ ตาราง 27 สรุปภาพรวมผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติ ด้านการศึกษานอกระบบโรงเรียน (N-NET) ครั้งที่ 2 ปีการศึกษา 2566 ที่ สกร.อำเภอ คะแนนเฉลี่ย สาระทักษะการเรียนรู้สาระความรู้พื้นฐาน สาระการประกอบอาชีพ สาระทักษะการดำเนินชีวิต สาระการพัฒนาสังคม รวม 1 ดอนพุด 45.33 52.01 55.81 69.85 62.99 57.20 2 เฉลิมพระเกียรติ 50.81 45.38 47.83 57.94 48.34 50.06 3 วิหารแดง 45.38 43.50 49.13 53.92 46.89 47.76 4 แก่งคอย 43.80 40.17 45.90 56.50 52.27 47.73 5 หนองแซง 37.65 40.14 42.93 56.10 48.68 45.10 6 วังม่วง 44.93 33.33 46.20 53.11 44.82 44.48 7 มวกเหล็ก 41.61 34.83 43.08 52.17 38.35 42.01 8 บ้านหมอ 40.14 38.00 44.56 51.46 35.84 42.00 9 พระพุทธบาท 37.83 36.78 42.71 51.01 40.75 41.82 10 หนองโดน 38.38 43.07 49.39 45.05 33.03 41.78 11 เสาไห้ 36.61 34.44 46.87 52.70 37.75 41.67 12 หนองแค 40.70 35.70 44.42 48.31 39.05 41.64 13 เมืองสระบุรี 37.33 40.72 39.39 45.45 42.39 41.06 ภาพรวมจังหวัด 41.44 41.85 44.53 53.37 47.22 45.68 ผลการทดสอบทางการศึกษาสำหรับการศึกษานอก ระบบโรงเรียน (Non-Formal National Education Test ; N-NET) ปีการศึกษา 2566


33 ตาราง 28 สรุปผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติ ด้านการศึกษานอกระบบโรงเรียน (N-NET) ครั้งที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำแนกตามระดับการศึกษา สถานศึกษาใน สังกัด สกร.จังหวัด สระบุรี ประถมศึกษา (คะแนนเฉลี่ย 5 สาระ) มัธยมศึกษาตอนต้น (คะแนนเฉลี่ย 5 สาระ) มัธยมศึกษาตอนปลาย (คะแนนเฉลี่ย 5 สาระ) คะแนนเฉลี่ย 3 ระดับการศึกษา ระดับคุณภาพ ระดับประเทศ 49.12 44.25 32.81 42.06 ระดับภาค 51.85 46.29 35.16 44.43 ระดับจังหวัด 57.82 43.96 35.27 45.68 ดอนพุด 74.91 58.22 38.46 57.20 สูงกว่าระดับประเทศ/ ภาค/จังหวัด เฉลิมพระเกียรติ 66.09 45.04 39.04 50.06 สูงกว่าระดับประเทศ/ ภาค/จังหวัด วิหารแดง 57.87 46.96 38.46 47.76 สูงกว่าระดับประเทศ/ ภาค/จังหวัด แก่งคอย 57.62 47.77 37.79 47.73 สูงกว่าระดับประเทศ/ ภาค/จังหวัด หนองแซง 51.56 46.57 37.17 45.10 สูงกว่าระดับประเทศ/ ภาค/ต่ำกว่าระดับ จังหวัด วังม่วง 58.26 37.60 37.56 44.47 สูงกว่าระดับประเทศ/ ภาค/ต่ำกว่าระดับ จังหวัด มวกเหล็ก 45.19 44.91 35.92 42.01 ต่ำกว่าระดับประเทศ/ ภาค/จังหวัด บ้านหมอ 0.00 47.41 36.59 42.00 ต่ำกว่าระดับประเทศ/ ภาค/จังหวัด พระพุทธบาท 0.00 42.95 40.68 41.82 ต่ำกว่าระดับประเทศ/ ภาค/จังหวัด หนองโดน 42.43 42.38 40.55 41.79 ต่ำกว่าระดับประเทศ/ ภาค/จังหวัด เสาไห้ 45.91 44.41 34.71 41.68 ต่ำกว่าระดับประเทศ/ ภาค/จังหวัด หนองแค 0.00 45.03 38.24 41.64 ต่ำกว่าระดับประเทศ/ ภาค/จังหวัด เมืองสระบุรี 50.80 40.15 32.21 41.05 ต่ำกว่าระดับประเทศ/ ภาค/จังหวัด ตาราง 29 รายชื่อสถานศึกษาที่ผ่านเกณฑ์การประเมินการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติด้านการศึกษานอก ระบบโรงเรียน (N-NET) ครั้งที่ 2 ปีการศึกษา 2566 ลำดับ สถานศึกษา คะแนน ค่าเป้าหมาย 1 ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้อำเภอดอนพุด 57.20 เป้าหมายขั้นสูง 2 ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้อำเภอเฉลิมพระเกียรติ 50.06 เป้าหมายขั้นสูง


34 ลำดับ สถานศึกษา คะแนน ค่าเป้าหมาย 3 ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้อำเภอวิหารแดง 47.76 เป้าหมายขั้นสูง 4 ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้อำเภอแก่งคอย 47.73 เป้าหมายขั้นสูง 5 ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้อำเภอหนองแซง 45.10 เป้าหมายขั้นสูง 6 ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้อำเภอวังม่วง 44.47 เป้าหมายขั้นสูง 7 ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้อำเภอมวกเหล็ก 42.01 เป้าหมายขั้นสูง 8 ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้อำเภอบ้านหมอ 42.00 เป้าหมายขั้นสูง 9 ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้อำเภอพระพุทธบาท 41.82 เป้าหมายขั้นสูง 10 ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้อำเภอหนองโดน 41.79 เป้าหมายขั้นสูง 11 ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้อำเภอเสาไห้ 41.68 เป้าหมายขั้นสูง 12 ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้อำเภอหนองแค 41.64 เป้าหมายขั้นสูง 13 ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้อำเภอเมืองสระบุรี 41.05 เป้าหมายขั้นสูง


35 ข้อมูลด้านการตอบโจทย์บริบทที่เปลี่ยนแปลง (Relevancy) ตาราง 30 สัดส่วนผู้เรียนอาชีวศึกษาต่อผู้เรียนสายสามัญศึกษา ปีการศึกษา 2567 จังหวัด จำนวนผู้เรียน (คน) สัดส่วนผู้เรียน อาชีวศึกษา สามัญศึกษา รวม อาชีวศึกษา สามัญศึกษา สระบุรี 7,252 12,068 19,320 37.54 62.46 ที่มา : สารสนเทศด้านการศึกษา ปีการศึกษา 2567 สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดสระบุรี กระทรวงศึกษาธิการ (https://edustatistics.moe.go.th/saraburi) สืบค้นเมื่อวันที่วันที่ 17 สิงหาคม 2567 แผนภาพ 9 สัดส่วนผู้เรียนอาชีวศึกษาต่อผู้เรียนสายสามัญศึกษา ปีการศึกษา 2567 ตาราง 31 เปรียบเทียบผลต่างของสัดส่วนผู้เรียนอาชีวศึกษาต่อผู้เรียนสายสามัญศึกษา ปีการศึกษา 2566 – 2567 สำนักงาน สัดส่วนผู้เรียน ผลต่างผู้เรียน อาชีวศึกษา ปีการศึกษา 2566 ปีการศึกษา 2567 อาชีวศึกษา สามัญศึกษา อาชีวศึกษา สามัญศึกษา สำนักงาน ศึกษาธิการ จังหวัดสระบุรี 39.40 60.60 37.54 62.46 -1.86 ที่มา : สารสนเทศด้านการศึกษา ปีการศึกษา 2567 สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดสระบุรี กระทรวงศึกษาธิการ (https://edustatistics.moe.go.th/saraburi) สืบค้นเมื่อวันที่วันที่ 17 สิงหาคม 2567 จากตาราง 35 พบว่า สัดส่วนผู้เรียนอาชีวศึกษาต่อผู้เรียนสายสามัญศึกษา ปีการศึกษา 2567 ลดลง เท่ากับ 1.86 จากปีการศึกษา 2566


36 ส่วนที่ 3 ผลการขับเคลื่อนนโยบายการตรวจราชการของกระทรวงศึกษาธิการ การขับเคลื่อนนโยบายและจุดเน้นการตรวจราชการของกระทรวงศึกษาธิการ โดยนำข้อมูลการรายงาน ผลการขับเคลื่อนนโยบายจากหน่วยงานทางการศึกษาในจังหวัดสระบุรี สังเคราะห์และรายงานผลตามประเด็น ดังนี้ 1) ผลการดำเนินงานการขับเคลื่อนนโยบาย ฯ 2) การติดตามผลการขับเคลื่อนนโยบาย ฯ 3) ปัญหาอุปสรรค 4) ข้อเสนอแนะ 5) รูปแบบ แนวทาง หรือนวัตกรรม ที่คิดว่าเป็นต้นแบบหรือแบบอย่างที่ดี


37 รายงานผลการตรวจราชการและติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ รอบที่ 1 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดสระบุรี คำชี้แจง แบบรายงานผลการตรวจราชการและติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ รอบที่ 1 ประจำปีการศึกษา พ.ศ. 2568 สำหรับสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด เป็นเครื่องมือในการ เก็บรวบรวมข้อมูลผลการดำเนินงานตามนโยบายการตรวจราชการและติดตามประเมินผลการจัด การศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 เพื่อรายงานผลภาพรวมระดับจังหวัด 1. นโยบายลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษา นโยบายที่ 1.1 : พัฒนาและต่อยอดวิธีการประเมินวิทยฐานะครูและบุคลากรทางการศึกษา ลดขั้นตอน มุ่งผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนเป็นสำคัญ 1. ผลการดำเนินงานการขับเคลื่อนนโยบายฯ 1) การสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการประเมินวิทยฐานะครูและบุคลากรทางการศึกษา (วPA) หน่วยงานทางการศึกษาในพื้นที่จังหวัดสระบุรีได้มีการดำเนินมาตรการเชิงรุกในการพัฒนา กระบวนการประเมิน โดยเน้นการลดภาระขั้นตอนที่ไม่จำเป็น และมุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนเป็นสำคัญ ซึ่งมีการดำเนินงานที่สำคัญดังนี้ 1. มีการพัฒนากลไกสนับสนุนและเครือข่ายการให้คำแนะนำ โดยจัดตั้งทีม PA Support ซึ่งเป็นผู้ที่ผ่านการอบรมจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เพื่อทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา ให้แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษาในพื้นที่ การให้คำแนะนำผ่านช่องทางออนไลน์ เช่น Line Official DPA ช่วยให้การสื่อสารมีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่งผลให้ครูสามารถเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และแนวทาง ปฏิบัติได้สะดวก รวดเร็ว และลดข้อผิดพลาดในการจัดทำเอกสารประกอบการขอมีหรือเลื่อนวิทยฐานะ 2. มีการบูรณาการนโยบายด้านการประเมินกับการพัฒนาสมรรถนะของครูและบุคลากร ทางการศึกษา โดยมีการชี้แจงและทำความเข้าใจเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินผ่านเวทีประชุม ผู้บริหารสถานศึกษาเป็นประจำทุกเดือน ทำให้ผู้บริหารสามารถนำข้อมูลไปถ่ายทอดให้กับครูและบุคลากร ทางการศึกษาในโรงเรียนของตนเองได้อย่างเป็นระบบ 3. มีการจัดกิจกรรมพัฒนาองค์ความรู้เกี่ยวกับการประเมินวิทยฐานะ เช่น การอบรม เชิงปฏิบัติการสำหรับผู้บริหารสถานศึกษา เพื่อพัฒนาสมรรถนะให้สอดคล้องกับเกณฑ์ของ ก.ค.ศ. ซึ่งช่วยเสริมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับข้อตกลงในการพัฒนางาน (PA: Performance Agreement) และการ ออกแบบภาระงานที่เชื่อมโยงกับมาตรฐานการประเมิน 4. มีการส่งเสริมให้ครูสามารถออกแบบภาระงานและพัฒนาผลงานทางวิชาการได้ อย่างถูกต้อง โดยสถานศึกษามีการส่งเสริมให้ครูพัฒนาผลงานทางวิชาการ โดยมีแนวทางในการตรวจสอบ ความซ้ำซ้อนของผลงาน เพื่อให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์การขอมีหรือเลื่อนวิทยฐานะ นอกจากนี้ ยังมีการ


38 ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการนำนวัตกรรมในการจัดการเรียนการสอน มาใช้ในการขอวิทยฐานะขั้นสูง เช่น วิทยฐานะเชี่ยวชาญ และเชี่ยวชาญพิเศษ ซึ่งสอดคล้องกับการมุ่งเน้นการพัฒนาผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง 5. มีการบูรณาการความร่วมมือจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยสถานศึกษาให้ความสำคัญ กับการรับฟังความคิดเห็นจาก ครู ผู้บริหาร ผู้ปกครอง และชุมชน ในการพัฒนาวิธีการประเมินวิทยฐานะ ให้เหมาะสมกับบริบทของสถานศึกษา ทำให้เกิดความเข้าใจและการยอมรับจากผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งช่วยให้ การดำเนินงานเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ 2) การใช้งานระบบประเมินวิทยฐานะดิจิทัล (DPA) ของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ระบบประเมินวิทยฐานะดิจิทัล (DPA) เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้กระบวนการประเมิน วิทยฐานะของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษามีความสะดวก รวดเร็ว และเป็นมาตรฐานมากขึ้น ลดภาระงานเอกสาร และลดความซับซ้อนของกระบวนการยื่นขอมีและเลื่อนวิทยฐานะ หน่วยงาน ทางการศึกษาได้ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการใช้งานระบบ DPA อย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นให้ข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษามีความเข้าใจในระบบ สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และดำเนินการ ขอมีหรือเลื่อนวิทยฐานะได้อย่างถูกต้องตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด จากการดำเนินงานของหน่วยงานทางการศึกษาพบว่าข้าราชการครูมีความตื่นตัว และให้ความสนใจต่อระบบ DPA อย่างต่อเนื่อง มีการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งาน ส่งผลให้เกิด ความเข้าใจในขั้นตอนต่าง ๆ มากขึ้น ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 พบว่ามีจำนวนคำขอที่ได้รับการอนุมัติ ในรอบแรกเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่จำนวนคำขอที่ถูกส่งคืนเพื่อต้องการให้แก้ไขลดลง ทั้งนี้เป็นผลจาก การพัฒนาความรู้และทักษะของข้าราชการครูในการใช้งานระบบ รวมถึงแนวทางการสนับสนุนจากหน่วยงาน ทางการศึกษาที่มีการให้คำปรึกษาและแนะนำวิธีการใช้งานระบบอย่างเป็นระบบ หน่วยงานทางการศึกษาได้ดำเนินมาตรการสนับสนุนและส่งเสริมการใช้งานระบบ DPA ผ่านกลไกต่าง ๆ เช่น การให้คำปรึกษาแบบรายบุคคล การเผยแพร่คู่มือการใช้งานที่ชัดเจน การจัดอบรมเชิง ปฏิบัติการ และการขยายผลความรู้ผ่านเครือข่ายการศึกษา เพื่อให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาใน พื้นที่สามารถเข้าถึงข้อมูลที่จำเป็นได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม นอกจากนี้ ยังมีการประสานงานกับกลุ่ม บริหารงานบุคคลเพื่อช่วยตรวจสอบคุณสมบัติเบื้องต้นของผู้ยื่นคำขอ ตลอดจนให้คำแนะนำเกี่ยวกับการ อัปโหลดไฟล์เอกสารและวิดีโอการสอนตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ระบบ DPA ได้รับการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพใน 6 ด้านสำคัญ ได้แก่ (1) ความสามารถใน การเข้าถึงระบบ ซึ่งต้องรองรับการใช้งานจากอุปกรณ์หลากหลายประเภท มีอินเทอร์เฟซที่ใช้งานง่าย และ สามารถเข้าถึงได้สะดวก (2) ความถูกต้องและครบถ้วนของข้อมูล โดยเน้นให้ข้อมูลที่แสดงในระบบมีความ ถูกต้อง ทันสมัย และเปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานสามารถตรวจสอบและปรับปรุงข้อมูลของตนเองได้(3) ประสิทธิภาพ ของระบบในการประมวลผล ซึ่งต้องสามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำ และตอบสนองต่อความ ต้องการของผู้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ (4) ระบบรักษาความปลอดภัยของข้อมูล โดยกำหนดสิทธิ์การ เข้าถึงข้อมูลตามระดับของผู้ใช้งาน และมีมาตรการสำรองข้อมูลอย่างเป็นระบบ (5) การสนับสนุนผู้ใช้งาน ผ่าน ช่องทางการให้คำแนะนำที่เป็นมาตรฐาน มีผู้ประสานงานที่สามารถให้คำปรึกษาและช่วยแก้ไขปัญหาได้อย่าง รวดเร็ว (6) การปรับปรุงและพัฒนาระบบอย่างต่อเนื่อง โดยการติดตามผลการใช้งาน รวบรวมความคิดเห็น จากผู้ใช้งาน และนำข้อมูลที่ได้รับมาพัฒนาให้ระบบมีประสิทธิภาพมากขึ้น การนำระบบ DPA มาใช้ในกระบวนการประเมินวิทยฐานะของข้าราชการครูและบุคลากร ทางการศึกษาไม่เพียงช่วยลดภาระงานด้านเอกสาร แต่ยังช่วยส่งเสริมให้ข้าราชการครูสามารถมุ่งเน้น


39 การพัฒนาการเรียนการสอนได้อย่างเต็มที่มากขึ้น อีกทั้งยังเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยยกระดับการบริหารงานบุคคล ให้มีความทันสมัย เป็นมาตรฐาน และตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของยุคดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ หน่วยงานทางการศึกษาจังหวัดสระบุรีมีครูและบุคลากรทางการศึกษาขอมี/เลื่อนวิทยฐานะ ดังนี้ ระดับตำแหน่ง จำนวนผู้ขอมี/ เลื่อน อนุมัติผล แล้ว ไม่อนุมัติ ปรับปรุง อยู่ระหว่าง ประเมินผล ชำนาญการ 180 106 2 11 61 ชำนาญการพิเศษ 39 19 3 2 15 เชี่ยวชาญ 1 - - - 2 รวม 220 125 5 13 78 2. ปัญหาอุปสรรค การใช้งานระบบประเมินวิทยฐานะดิจิทัล (DPA) แม้จะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับข้าราชการ ครูและบุคลากรทางการศึกษาในการยื่นขอมีและเลื่อนวิทยฐานะ แต่ยังคงมีปัญหาและอุปสรรคบางประการ ที่ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพของการดำเนินงาน โดยสามารถจำแนกออกเป็น 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ ปัญหา ด้านการดำเนินการ ปัญหาด้านระบบ และปัญหาด้านความเข้าใจของผู้ใช้งาน 1. ปัญหาด้านการดำเนินการ พบว่า กระบวนการแก้ไขข้อมูลที่ไม่ใช่สาระสำคัญยังต้องดำเนินการ โดยแอดมินของสถานศึกษาเท่านั้น ส่งผลให้เกิดความล่าช้าและเพิ่มภาระในการอัปโหลดเอกสารใหม่ ขณะที่ ระบบการส่งออกข้อมูลยังไม่สามารถคัดกรองประเภทข้อมูลได้อย่างละเอียด ทำให้การจัดทำรายงานมีข้อจำกัด 2. ปัญหาด้านระบบ ระบบ DPA ยังมีข้อจำกัดในการรองรับปริมาณผู้ใช้งาน โดยเฉพาะช่วง ปลายปีงบประมาณที่มีผู้ยื่นคำขอเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ระบบไม่เสถียร เกิดความล่าช้า หรืออาจไม่สามารถ เข้าใช้งานได้ในบางช่วงเวลา นอกจากนี้ การประมวลผลและการเชื่อมต่อข้อมูลเมื่อมีการเข้าใช้งานพร้อมกัน จากหลายบัญชีอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของระบบ 3. ปัญหาด้านความเข้าใจของผู้ใช้งาน ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาบางส่วนยังมีความ เข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับการใช้งานระบบ ทำให้เกิดข้อผิดพลาดในการยื่นคำขอหรือแนบเอกสาร ซึ่งจำเป็นต้องมีแนวทางสนับสนุนเพิ่มเติม เช่น การอบรมเชิงปฏิบัติการ หรือการจัดทำคู่มือการใช้งานที่เข้าใจ ง่าย 3. ข้อเสนอแนะ - ระดับนโยบาย 1. ควรจัดให้มีการพัฒนาระบบประเมินวิทยฐานะครูและบุคลากรทางการศึกษาที่สามารถใช้ งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ รองรับการใช้งานในระดับประเทศ พร้อมทั้งอัปเกรดระบบให้สามารถรองรับ ผู้ใช้งานจำนวนมากในช่วงเวลาที่มีการใช้งานสูงได้ 2. การประเมินวิทยฐานะควรมุ่งเน้นที่ผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียนเป็นหลัก โดยพิจารณาจาก พัฒนาการทางวิชาการ และการพัฒนาทักษะต่าง ๆ ของนักเรียน เพื่อให้การประเมินวิทยฐานะสอดคล้องกับ ผลการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นจริงในห้องเรียน


40 3. ควรจัดทำมาตรฐานการประเมินวิทยฐานะที่ชัดเจนและสอดคล้องกับทักษะที่จำเป็นในยุค ดิจิทัล รวมถึงการฝึกอบรมครูในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในยุคที่ เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญ - ระดับส่วนราชการ 1. ควรปรับปรุงเกณฑ์การประเมินให้มุ่งเน้นไปที่ผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนมากกว่าการประเมิน โดยใช้เอกสารหรือกระบวนการที่ซ้ำซ้อน เช่น การประเมินจากพัฒนาการของนักเรียน การออกแบบกิจกรรม การเรียนการสอนที่ส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ และการใช้สื่อเทคโนโลยี 2. ควรพัฒนาระบบดิจิทัลที่สามารถประเมินผลการสอนของครูได้อย่างรวดเร็วและโปร่งใส พร้อมทั้งมีฟังก์ชันที่ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถกรอกข้อมูลได้ง่ายและลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น เช่น การใช้ระบบ ดิจิทัลเพื่อรวบรวมข้อมูลผลงานของครูในการพัฒนาการสอน 3. ควรจัดอบรมให้กับผู้ดูแลระบบและครูผู้สอนในการใช้งานระบบประเมินวิทยฐานะดิจิทัล (DPA) อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในช่วงที่มีผู้ใช้งานจำนวนมาก เพื่อไม่ให้ระบบเกิดปัญหา และสามารถรองรับการใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ 4. ควรพัฒนาเกณฑ์การประเมินที่สามารถสะท้อนถึงความสามารถจริงของครูในการส่งเสริม การเรียนรู้ของนักเรียน โดยไม่เน้นแค่การประเมินจากเอกสารหรือการมีส่วนร่วมในกิจกรรมอย่างเดียว - ระดับพื้นที่ 1. ควรจัดอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบ DPA ของสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษามีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องและสามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงการปรับระบบ ให้สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงผู้รับผิดชอบโดยไม่เกิดความล่าช้า 2. ควรสร้างความร่วมมือระหว่างครูและผู้บริหารในการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน โดยการ ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีในกระบวนการเรียนการสอน การออกแบบกิจกรรมที่ส่งเสริมทักษะต่าง ๆ และการ สร้างการเรียนรู้ร่วมกันในชุมชน 3. ควรพัฒนาช่องทางการติดต่อสอบถามและแก้ไขปัญหาการใช้งานระบบ โดยให้มีทีม สนับสนุนและมีช่องทางติดต่อที่ชัดเจน รวมถึงการรวบรวมความคิดเห็นจากผู้ใช้งานเพื่อนำมาปรับปรุงระบบให้ ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง 4. รูปแบบ แนวทาง หรือนวัตกรรม ที่คิดว่าเป็นต้นแบบหรือแบบอย่างที่ดี -ไม่มี-


41 นโยบายที่ 1.2 : ย้ายครูและบุคลากรทางการศึกษาคืนถิ่นกลับภูมิลำเนาด้วยความโปร่งใส ไม่มีการทุจริต คอร์รัปชัน 1. ผลการดำเนินงานการขับเคลื่อนนโยบายฯ 1) การเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ หลักเกณฑ์และวิธีการฯ ให้แก่ข้าราชการครูและบุคลากร ทางการศึกษา หรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง หน่วยงานทางการศึกษาในพื้นที่จังหวัดสระบุรีได้มีการดำเนินการเสริมสร้างความรู้ ความ เข้าใจ หลักเกณฑ์และวิธีการฯ ให้แก่ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา หรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ 1.ประชาสัมพันธ์หลักเกณฑ์และแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการย้าย ให้แก่ ข้าราชการครูแลบุคลากรทางการศึกษาทราบ และดำเนินการแจ้งเวียนในระบบอิเล็กทรอนิกส์ให้กับโรงเรียน และสถานศึกษาในสังกัดทราบ 2. จัดประชุมชี้แจงแนวปฏิบัติ เกี่ยวกับการดำเนินการขอย้าย ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ กำหนด และขยายผลโดยเน้นการปฏิบัติการเชิงรุกเพื่อรับฟังปัญหาและข้อเท็จจริงในการใช้งานระบบ TRS ให้แก่เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบ รวมไปถึงบุคลากรของโรงเรียนและสถานศึกษาในสังกัด 2) การใช้ระบบการย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (Teacher Rotation System: TRS) หน่วยงานทางการศึกษา ประเภทการย้ายข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา รวม (ราย) กรณีปกติ (ราย) กรณีพิเศษ (ราย) กรณีเพื่อประโยชน์ ของทางราชการ (ราย) สพป.สระบุรี เขต 1 86 1 1 88 สพป.สระบุรี เขต 2 132 0 0 132 สพม. สระบุรี 90 0 0 90 อาชีวศึกษาสระบุรี 27 7 0 34 สกร.ประจำจังหวัดสระบุรี 4 0 0 4 ศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดสระบุรี 2 0 0 2 2. ปัญหาอุปสรรค 2.1 ระบบที่นำมาใช้ยังขาดความเสถียร เนื่องจากมีจำนวนผู้ยื่นคำขอเป็นจำนวนมาก ทำให้ระบบ เกิดความขัดข้องไม่สามารถเข้าระบบได้ 2.2 ขาดความคล่องตัวในการติดต่อประสานงานกับผู้ดูแลระบบ TRS เนื่องจากมีช่องทางการติดต่อ ประสานงานเพียงช่องทางเดียว 2.3 เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และผู้ประสงค์ขอย้ายยังขาดความรู้ความเข้าใจในการใช้งานระบบ TRS 2.4 ระยะเวลาในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในการดำเนินการตรวจสอบคุณสมบัติมีระยะเวลา จำกัด 2.5 การกำหนดรายละเอียดองค์ประกอบตัวชี้วัดยังไม่มีความชัดเจน


42 3. ข้อเสนอแนะ 3.1 ระดับนโยบาย - ควรปรับปรุงระบบ TRS ให้รองรับการใช้งานได้มากกว่านี้ - ควรเพิ่มการประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ ความเข้าใจในการใช้ระบบ TRS ให้กับเจ้าหน้าที่ ที่เกี่ยวข้อง และผู้ประสงค์ขอย้าย - ควรเพิ่มช่องทางการประสานงานผู้ดูแลระบบ TRS กับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องให้มากกว่านี้ - ควรจัดทำคู่มือการทำงานให้มีความละเอียดมากขึ้น 3.2 ระดับส่วนราชการ - ควรเพิ่มการประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ ความเข้าใจในการใช้ระบบ TRS ให้กับเจ้าหน้าที่ ที่เกี่ยวข้องและผู้อำนวยการสถานศึกษาในสังกัด 3.3 ระดับพื้นที่ - ควรเพิ่มการประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ ความเข้าใจในการใช้ระบบ TRS ให้กับครูในสังกัดผู้ ประสงค์ขอย้าย 4. รูปแบบ แนวทาง หรือนวัตกรรม ที่คิดว่าเป็นต้นแบบหรือแบบอย่างที่ดี - ไม่มี -


43 นโยบายที่ 1.3 : พัฒนาและต่อยอดการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาอย่างเป็นระบบ และเห็นผลเป็นรูปธรรม 1. ผลการดำเนินงานการขับเคลื่อนนโยบายฯ 1) การดำเนินการของสถานีแก้หนี้/และคณะกรรมการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากร ทางการศึกษาจังหวัด ในการดำเนินการแก้ไขปัญหาหนี้สินของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 1 มีบุคลากรทางการศึกษาในสังกัด จำนวน 1,126 คน ลงทะเบียนในระบบแก้หนี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (debt obec) รวม 5 รอบ มีผู้ลงทะเบียน จำนวน 14 คน ยกเลิกการเข้าร่วมโครงการ จำนวน 5 คน เนื่องจาก เสียชีวิต 1 ราย จัดการปัญหาหนี้สินได้ 2 ราย และไม่สะดวกเข้าร่วม 2 ราย คงเหลือผู้เข้าร่วมโครงการจำนวน 9 คน ได้ดำเนินการพัฒนาและต่อยอด การแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา ดังนี้ 1. ประสานความร่วมมือกับสหกรณ์ออมทรัพย์ครูสระบุรี เพื่อขยายเพดานวงเงินกู้ และรวม หนี้ให้กับสมาชิก เพื่อให้สมาชิกมีหนี้ที่เดียว โดยดอกเบี้ยร้อยละ 4.5 และมีมาตรการเมื่อรวมหนี้แล้วไม่สามารถ ทำธุรกรรมการเงินที่อื่นได้อีกเพื่อลดปัญหาหนี้ซ้ำซ้อน โดยสหกรณ์ออมทรัพย์ครูสระบุรี ได้ร่วมมือกับบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ เพื่อให้ผู้มีปัญหาหนี้สินมีการควบคุมหนี้ และลดการก่อหนี้เพิ่มจากแหล่งเงินอื่น ลด ปัญหา การแก้ไขหนี้สินที่ซ้ำซ้อนไม่มีวันหมด และมีแนวทางให้ความรู้ด้านวางแผนการเงิน 2. รายที่มีปัญหาฟ้องร้องกับธนาคาร คณะกรรมการฯ ได้ไปประสานเจรจาให้กับผู้ลงทะเบียน และช่วยหาแนวทางการแก้ไขปัญหา ภาพประกอบ : รายงานผลการใช้งาน E-leaning สพป.สระบุรี เขต 1


44 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 2 ได้รับความร่วมมือจากสำนักงาน สหกรณ์ ออมทรัพย์ครูสระบุรี จำกัด ในการปล่อยสินเชื่อให้สมาชิกที่ลงทะเบียนแก้ไขปัญหาหนี้สินครูกู้ โครงการพิเศษเพื่อรวมหนี้ ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 4.5 ซึ่งมีข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ ลงทะเบียนไว้กับสถานีแก้หนี้ของ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 2 จำนวน 18 ราย ได้รับการช่วยเหลือในการกู้โครงการพิเศษ จำนวน 11 ราย ซึ่งทำให้แต่ละรายมีเงินเดือนเหลือเกิน 30% สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสระบุรี การดำเนินการของสถานีแก้หนี้/และ คณะกรรมการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาจังหวัด ในการดำเนินการแก้ไขปัญหาหนี้สิน ของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ได้ดำเนินการดังนี้ 1. ประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา 2. ประสานความร่วมมือกับสหกรณ์ออมทรัพย์ครูสระบุรี จำกัด เพื่อเข้าโครงการรวมหนี้ 3. ประสานให้คำแนะนำปรึกษากับผู้ลงทะเบียนในโครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและ บุคลากรทางการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้จังหวัดสระบุรีการดำเนินการของสถานีแก้หนี้/และคณะกรรมการ แก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาจังหวัด ในการดำเนินการแก้ไขปัญหาหนี้สินของข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษาโดยสำรวจสภาพหนี้และจัดกลุ่มบุคลากรทั้งสิ้น 190 คน แบ่งออกเป็น กลุ่มวิกฤติ (สีแดง) จำนวน 7 คน ใกล้วิกฤติ (สีเหลือง) จำนวน 10 คน และปกติ (สีเขียว) จำนวน 127 คน โดยรายงาน ส่งข้อมูลจำนวนของแต่ละกลุ่มไปยังกรมส่งเสริมการเรียนรู้และประชาสัมพันธ์การให้กู้ยืมเงินทุนหมุนเวียนเพื่อ แก้ไขปัญหาหนี้สินข้าราชการครู เพื่อบรรเทาและลดภาระหนี้สินที่มีอยู่เดิม สำนักงานอาชีวะศึกษาจังหวัดสระบุรี ในการดำเนินการแก้ไขปัญหาหนี้สินของข้าราชการครูและ บุคลากรทางการศึกษาสถานศึกษาประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ให้กับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ในการลงทะเบียนเข้าร่วมการแก้ไขปัญหาหนี้สิน และพิจารณาการให้กู้ยืมเงินของครูและบุคลากรทางการ ศึกษาตามหลักเกณฑ์การหักเงินเดือน เพื่อชำระหนี้เงินกู้ โดยต้องมีเงินเดือนคงเหลือสุทธิหลังจากหักชำระหนี้ ประจำเดือนแล้วไม่น้อยกว่า ร้อยละ 30 2) การเสริมสร้างวินัยทางการเงินให้ครูและบุคลากรทางการศึกษา 1. ประชาสัมพันธ์การอบรมพัฒนาความรู้ด้านการเงิน ผ่านระบบ E – Learning หลักสูตร Money Coachของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้กับข้าราชการครูและบุคลากรทางการ ศึกษาในสังกัด เข้ารับการอบรม ซึ่งขณะนี้มีผู้เข้าอบรม จำนวน 294 คน แยกเป็น ผ่านการอบรม จำนวน 183 คน กำลังอบรม จำนวน 107 คน ผู้ยังไม่ผ่าน การอบรม จำนวน 4 คน ซึ่งแบ่งเป็น ครูผู้สอน จำนวน 227 คน ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 37 คน บุคลากรสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 2 จำนวน 15 คน บุคลากรทางการศึกษา จำนวน 9 คน ธุรการ จำนวน 6 คน


45 ภาพประกอบ : วิธีการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูสพป.สระบุรี เขต 2 2. ส่งเสริมการเรียนรู้ มีนโยบายส่งเสริม สนับสนุน และให้ความรู้ด้านการสร้างวินัยทาง การเงินเพื่อให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และบุคลากรในสังกัดมีวินัยทางการเงิน มีความ พอเพียง มีคุณภาพชีวิตที่ดี และแก้ไขปัญหาให้กับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และเพื่อเป็นการ สร้างขวัญกำลังใจในการปฏิบัติ 3. สถานศึกษาประชาสัมพันธ์เชิญชวนบุคลากร สมัครสมาชิก ช.พ.ค. - ช.พ.ส. โครงการสวัสดิการ ลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษา และสวัสดิการอื่น ๆ เพื่อลดค่าครองชีพให้แก่ครูและบุคลากรทางการ ศึกษาโครงการวินัยทางการเงิน Fin de we can do ให้ครูและบุคลากรทางการศึกษา เข้าร่วมโครงการโดยการออม เงินกับธนาคารออมสิน (ธนาคารโรงเรียน) และลงทะเบียนเข้าร่วมการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากร ทางการศึกษา 2. ปัญหาอุปสรรค 2.1 ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษายังขาดความตระหนักเรื่องการบริหารจัดการทางด้าน การเงิน 2.2 ขาดความร่วมมือในการเข้าร่วมการเสริมสร้างวินัยทางการเงินในระบบออนไลน์ 3. ข้อเสนอแนะ ในระดับพื้นที่ควรมีการแก้ไขปัญหาที่เป็นรูปธรรม มีรูปแบบการแก้ไขปัญหาที่ชัดเจนเพื่อสะดวกแก่ ผู้ปฏิบัติงานและผู้มีปัญหาหนี้สิน 4. รูปแบบ แนวทาง หรือนวัตกรรม ที่คิดว่าเป็นต้นแบบหรือแบบอย่างที่ดี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา หรือหน่วยงานต้นสังกัด ได้มีการประสานความร่วมมือกับสหกรณ์ออม ทรัพย์ครูสระบุรี จำกัด เพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูโดยการรวมหนี้และขยายเพดาน การชำระค่างวด


46 นโยบายที่ 1.4 : จัดหาอุปกรณ์การสอนและสวัสดิการให้เพียงพอและเหมาะสม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 1 มีสถานศึกษาในสังกัด จำนวน 116 โรงเรียน ไปเรียนรวมกับโรงเรียนหลัก จำนวน 2 โรงเรียน ได้แก่ โรงเรียนวัดหนองนางปุ๋ย ไปเรียนรวมกับโรงเรียนวัดโคกใหญ่ และโรงเรียนวัดหนองสองห้อง ไปเรียนรวมกับโรงเรียนชุมชนวัดหนองโนใต้ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 1 แจ้งให้สถานศึกษาในสังกัด เสนอขอ งบประมาณค่าครุภัณฑ์ที่โรงเรียนมีความต้องการและขาดแคลน เพื่อเสนอขอรับการจัดสรรงบประมาณไปยัง สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดำเนินการจัดสรรให้โรงเรียนที่มีความต้องการ และขาดแคลน สถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 1 ทุกโรงเรียน ได้รับ การจัดสรรงบประมาณเงินอุดหนุน รายการค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของ นักเรียนและเพิ่มศักยภาพสถานศึกษาในการจัดการเรียนการสอน ดังนี้ 1. ค่าจัดการเรียนการสอน 2. ค่าหนังสือเรียน 3. ค่าอุปกรณ์การเรียน 4. ค่าเครื่องแบบนักเรียน 5. ค่ากิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ซึ่งสถานศึกษาขนาดเล็กได้รับการจัดสรรอุปกรณ์ DLTV สามารถจัดการเรียนการสอนโดยใช้ DLTV อย่างมีประสิทธิภาพ


47 1. ผลการดำเนินงานการขับเคลื่อนนโยบายฯ 1) การดำเนินการสำรวจความต้องการจำเป็นของสถานศึกษาในการใช้อุปกรณ์การจัดการเรียน การสอน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 1 ได้ดำเนินการสำรวจความต้องการ ครุภัณฑ์ และอุปกรณ์ในการจัดการเรียนการสอน ของสถานศึกษา ตามความต้องการ ดังนี้ 1. คอมพิวเตอร์ 2. แท็บเล็ต 3. เครื่องพริ้นเตอร์ 4. เครื่องมัลติมีเดียโปรเจคเตอร์ 5. โน๊ตบุ๊ค 6. จออัจฉริยะ 7. โทรทัศน์ Smart TV 8. จอสัมผัส 9. เครื่องขยายเสียง 10. ชุดลำโพงพร้อมไมค์ 11. เครื่องเล่นสนาม 12. อุปกรณ์ห้องวิทยาศาสตร์ 13. ตู้เย็น 14. ชั้นวางหนังสือและเอกสาร 15. โต๊ะเก้าอี้คอมพิวเตอร์ 16. ตู้เหล็กเก็บเอกสาร 17. เครื่องถ่ายเอกสาร 18. เครื่องปรับอากาศ 19. โต๊ะเก้าอี้นักเรียน 20. สื่อสำเร็จรูป 21. อุปกรณ์กระจายสัญญาณ WIFI สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 2 ได้สำรวจความต้องการจำเป็น ด้านระบบคอมพิวเตอร์เพื่อการเรียนการสอนตามที่สำนักงานคณะกรรมการการการศึกษาขั้นพื้นฐานกำหนด เป็นประจำทุกปี โดยทุกโรงเรียนมีความต้องการและจำเป็นที่ได้รับการจัดสรร เนื่องจากระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อการเรียนการสอนในแต่ละโรงเรียนไม่เพียงพอ และมีการใช้งานเกินอายุได้ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสระบุรี ได้ให้โรงเรียนในสังกัดทุกแห่งสำรวจข้อมูล จำนวนเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งประกอบด้วย เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก เครื่องคอมพิวเตอร์ All in One และเครื่องคอมพิวเตอร์แท็บเล็ต เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาหาแนวทางให้ ความช่วยเหลือ รวมถึงการประสานภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อความต้องการจำเป็นของสถานศึกษาในการใช้อุปกรณ์ การจัดการเรียนการสอน


48 ศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดสระบุรี มีการจัดตั้งคำของบประมาณเพื่อขอรับงบประมาณ ในการซื้อครุภัณฑ์ อุปกรณ์ที่ใช้ในการจัดการเรียนการสอน และการสำรวจสื่ออำนวยความสะดวกและ ความต้องการอื่นใดทางการศึกษา ให้เพียงพอต่อผู้เรียนโดยการจัดทำแบบสำรวจความต้องการปีการศึกษาละ 2 ครั้ง สถานศึกษาในสังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดสระบุรี มีนโยบายการบริหารสถานศึกษาใน การสำรวจความต้องการ ความจำเป็นในการใช้อุปกรณ์การจัดการเรียน การสอน ของสาขาวิชา และดำเนินการ จัดสรรงบประมาณให้แต่ละสาขาวิชาจัดซื้อวัสดุฝึกในการจัดการเรียนการสอน ในแต่ละภาคเรียนของปี การศึกษา เพื่อสนับสนุนให้สาขาวิชาสามารถพัฒนาการจัดการเรียน การสอนให้มีคุณภาพ ตอบสนองต่อ การเปลี่ยนแปลงในยุคปัจจุบัน สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้จังหวัดสระบุรี ให้สถานศึกษาในสังกัดทุกแห่งสำรวจ ความต้องการหนังสือเรียนในแต่ละภาคเรียนการศึกษา และจัดหาแบบเรียนให้เพียงพอและตรงตามรายวิชาที่มี การจัดการเรียนการสอน รวมถึงการสนับสนุนอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ให้กับทุก ศูนย์การเรียนรู้ตำบล จัดอบรมการใช้แพลตฟอร์มต่าง ๆ เกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอน เช่น Application, google Classroom, Google Meet, Line, Webpage, Website เป็นต้น 2) การสนับสนุนการจัดหาอุปกรณ์การเรียนการสอน ได้เหมาะสมตามความต้องการของ สถานศึกษา สถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 1 ทุกโรงเรียนได้รับการจัดสรรงบประมาณเงินอุดหนุน รายการค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อลด ภาระค่าใช้จ่ายของนักเรียนและเพิ่มศักยภาพสถานศึกษาในการจัดการเรียนการสอน ดังนี้ 1. ค่าจัดการเรียนการสอน 2. ค่าหนังสือเรียน 3. ค่าอุปกรณ์การเรียน 4. ค่าเครื่องแบบนักเรียน 5. ค่ากิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 สถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา สระบุรี เขต 1 ได้รับจัดสรรครุภัณฑ์ และสื่อการเรียนการสอน จากสำนักงนคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดังนี้ 1. เครื่องมัลติมีเดียโปรเจคเตอร์ จำนวน 3 โรงเรียน 2. จอรับภาพ จำนวน 1 โรงเรียน 3. เครื่องตัดหญ้า จำนวน 1 โรงเรียน 4. เครื่องถ่ายเอกสาร จำนวน 7 โรงเรียน 5. โต๊ะเก้าอี้นักเรียน จำนวน 1 โรงเรียน 6. ครุภัณฑ์ห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตต์ จำนวน 1 โรงเรียน 7. อุปกรณ์ DLTV จำนวน 1 โรงเรียน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 2 ให้การสนับสนุนการจัดหาอุปกรณ์ การเรียนการสอน ได้เหมาะสมตามความต้องการของสถานศึกษา ดังนี้ (1) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 2 ได้รับจัดสรรงบประมาณรายจ่าย งบประมาณ พ.ศ. 2568 เพื่อเป็นค่าเช่าใช้บริการสัญญาณอินเทอร์เน็ต ซึงได้ดำเนินการจัดซื้อ จัดจ้างเช่าใช้บริการสัญญาณอินเทอร์เน็ตให้กับโรงเรียนในสังกัดครบทุกโรงเรียน


49 (2) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 2 ได้รับจัดสรรครุภัณฑ์ทดแทน โรงเรียนที่ใช้การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม New DLTV จำนวน 2 โรงเรียน โรงเรียนละ 37,000 บาท ได้แก่ โรงเรียนวัดบ้านลำ (บ้านลำวิทยาคาร) และโรงเรียนวัดหนองโรง ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สนับสนุนค่าเช่าใช้บริการสัญญาณ อินเทอร์เน็ตประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ให้กับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและโรงเรียนในสังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดสระบุรี จัดซื้อครุภัณฑ์การศึกษา ครุภัณฑ์ห้องสมุด ครุภัณฑ์นันทนาการ อุปกรณ์การเรียนการสอนสำหรับผู้เรียนทั้งด้านวัสดุและบริการ รวมไปถึงการจัดหาสื่อ อำนวยความสะดวกและความต้องการอื่นใดทางการศึกษา ที่มีความเหมาะสมตรงตามพัฒนาการของผู้เรียน เพียงพอต่อความต้องการของผู้เรียน สถานศึกษาในสังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดสระบุรี มีการดำเนินการสนับสนุนค่าใช้จ่าย ในการจัดการศึกษาอย่างเสมอภาคและเป็นธรรมในรายการพื้นฐาน ได้แก่ค่าจัดการเรียนการสอน ค่าหนังสือ เรียน ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าเครื่องแบบนักเรียนและค่ากิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน การสนับสนุนอุปกรณ์ คอมพิวเตอร์และระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตสำหรับการจัดการเรียนการเรียนการสอน ให้นักเรียนทุกคน มีความพร้อมที่จะได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพตามมาตรฐาน โดยการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้นักเรียนมีความรู้ความสามารถ ทักษะ และคุณลักษณะและสมรรถนะตามมาตรฐานหลักสูตร การพัฒนาคุณภาพผู้เรียนทุกระดับ โดยเน้นการเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ผ่านกระบวนการเรียนรู้ ผ่านการใช้สื่ออุปกรณ์การเรียนและกิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน 3) การบูรณาการความร่วมมือหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และหน่วยงานเครือข่ายอื่นๆ สถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 1 ได้รับ การสนับสนุนงบประมาณ ในการจัดซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์การเรียนการสอนต่าง ๆ จากองค์การ บริหารส่วนจังหวัดสระบุรี คณะกรรมการสถานศึกษา บริษัทเอกชน และผู้ปกครอง สถานศึกษาในสังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 2 บูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และหน่วยงานเครือข่ายอื่น ๆ ในการจัดหาอุปกรณ์ทางการศึกษาให้เพียงพอและเหมาะสม ศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดสระบุรีและหน่วยบริการทั้ง 8 หน่วย มีการประสานภาคี เครือข่ายภาครัฐและเอกชน ในการระดมทุนและทรัพยากรทั้งทางด้านงบประมาณ อุปกรณ์การเรียนการสอน เครื่องอุปโภค บริโภค การให้บริการอื่นใดทางการศึกษาและการแพทย์ การบำบัดฟื้นฟูสมรรถภาพของผู้เรียน สถานศึกษาในสังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดสระบุรี จัดทำความร่วมมือกับ สถานประกอบการและได้รับการสนับสนุนด้านการจัดการเรียนการสอนในหลายสาขาวิชา และได้รับ การสนับสนุนเรื่องวัสดุอุปกรณ์ เครื่องมือการเรียนการสอน และมีการจัดการศึกษาโดยการมีส่วนร่วมของ นักเรียน ผู้ปกครอง ครู และคณะกรรมการภาคี 4 ฝ่าย ในขั้นตอนต่าง ๆ ของการดำเนินงานในการสนับสนุน ค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาการเข้าถึงบริการทางการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ 2. การติดตามผลการขับเคลื่อนนโยบายฯ แหล่งข้อมูล/หน่วยงานผู้ให้ข้อมูล : สพฐ. (สพป., สพม., ศกศ.) สอศ.(สอจ.) สกร. และ สช. สพป. หมายถึง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา สพม. หมายถึง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ศกศ. หมายถึง ศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัด


50 สอจ. หมายถึง สำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัด สกร. หมายถึง สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัด สช. หมายถึง สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด (สช.) / สำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัด (5 จชต.) คำอธิบาย : 1. อุปกรณ์การเรียนการสอน คือ อุปกรณ์ที่ใช้ในการเรียนการสอน เช่น โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต โปรเจคเตอร์ Tablet ฯลฯ 2. การสนับสนุน คือ การได้รับสนับสนุนอุปกรณ์การเรียนการสอนจากหน่วยงานต้นสังกัด ภาครัฐ ภาคเอกชน หรือหน่วยงานอื่นๆ โดยวิธีการช่วยเหลือ/บริจาค/จัดหาอุปกรณ์การเรียนการสอน เพื่อให้ ครูและบุคลากรทางการศึกษาได้มีวัสดุอุปกรณ์ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนต่าง ๆ ตัวชี้วัด : ร้อยละของสถานศึกษาที่ได้รับการสนับสนุนอุปกรณ์การเรียนการสอน ตารางที่ 1 แสดงจำนวนและร้อยละของสถานศึกษาที่ได้รับการสนับสนุนอุปกรณ์การเรียนการสอน และการสนับสนุนอุปกรณ์การเรียนการสอนจากแหล่งต่าง ๆ สังกัด สถานศึกษา ทั้งหมด (แห่ง) สถานศึกษาที่ ได้รับ การสนับสนุน อุปกรณ์ การเรียนการ สอน จำนวนสถานศึกษาได้รับสนับสนุนอุปกรณ์การเรียนการสอน (แห่ง) จำนวน (แห่ง) ร้อย ละ ได้รับการ สนับสนุนจาก หน่วยงานต้น สังกัด ได้รับการ สนับสนุนจาก เครือข่ายภาครัฐ ได้รับการ สนับสนุนจาก เครือข่าย ภาคเอกชน ได้รับการ สนับสนุนจาก แหล่งอื่น ๆ จำนวน ร ้ อ ย ละ จำนวน ร้อยละ จำนวน ร้อยละ จำนวน ร้อยละ สพป. 251 251 100 251 100 103 41.04 125 49.80 86 34.26 สพป.สบ.เขต 1 116 116 100 116 100 72 62.07 83 71.55 55 47.41 สพป.สบ.เขต 2 135 135 100 135 100 31 22.96 42 31.11 31 22.96 สพม. 21 2 9.52 21 100 ศกศ. 1 1 100 1 100 1 100 1 100 - - สอจ. สกร. 13 13 100 13 100 2 15.38 2 15.38 สช. 31 โรงเรียนจัดหาเอง รวม *หมายเหตุ ช่องทึบ เป็นการนำเข้าข้อมูลและคำนวณค่าร้อยละโดยระบบ e – Inspection


51 3. ปัญหาอุปสรรค 3.1 สถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 1 บางแห่งได้รับ จัดสรรเครื่องคอมพิวเตอร์พร้อมอุปกรณ์เป็นเวลานานกว่า 10 ปี ซึ่งเครื่องคอมพิวเตอร์และระบบต่าง ๆ เสื่อม คุณภาพและไม่ทันสมัย 3.2 สถานศึกษาบางแห่งยังขาดครุภัณฑ์ที่ใช้ในการจัดการเรียนการสอน เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ , เครื่องมัลติมีเดียโปรเจคเตอร์, เครื่องถ่ายเอกสาร ฯลฯ 3.3 อุปกรณ์การเรียนการสอนโดยเฉพาะโทรทัศน์ และคอมพิวเตอร์ มีอายุในการใช้งานมาก จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนอุปกรณ์ที่ทันสมัย 3.4 ได้รับงบประมาณการจัดสรรที่ล่าช้า งบประมาณค่าวัสดุฝึกไม่เพียงพอ 4. ข้อเสนอแนะ - ระดับนโยบาย 1. ควรมีการจัดสรรเครื่องคอมพิวเตอร์พร้อมอุปกรณ์ให้แก่สถานศึกษา ที่มีการใช้คอมพิวเตอร์ มานานกว่า 10 ปีขึ้นไป 2. ควรมีการจัดสรรงบประมาณในการซ่อมบำรุง และอัพเดตโปรแกรมคอมพิวเตอร์เวอร์ชั่นใหม่ที่ทันสมัย 3. ควรมีการจัดสรรงบประมาณในการจัดซื้อครุภัณฑ์สำนักงาน ครุภัณฑ์การศึกษาและครุภัณฑ์อื่น ๆ 4. ควรจัดสรรงบประมาณในการจัดซื้อวัสดุ และอุปกรณ์ที่ใช้ในการเรียนการสอนให้กับสถานศึกษา อย่างเพียงพอ - ระดับส่วนราชการ 1. ควรจัดสรรเครื่องคอมพิวเตอร์พร้อมอุปกรณ์ให้แก่สถานศึกษา ที่มีการใช้คอมพิวเตอร์มานาน กว่า 10 ปีขึ้นไป 2. ควรจัดสรรงบประมาณในการซ่อมบำรุง และอัพเดตโปรแกรมคอมพิวเตอร์เวอร์ชั่นใหม่ ที่ทันสมัย 3. ควรจัดสรรงบประมาณในการจัดซื้อครุภัณฑ์สำนักงาน ครุภัณฑ์การศึกษา และครุภัณฑ์อื่น ๆ 4. ควรกำกับ ติดตาม วางแผนนโยบายในการจัดหา จัดซื้อวัสดุ อุปกรณ์การเรียนอย่างเหมาะสม - ระดับพื้นที่ 1. ควรได้รับการจัดสรรเครื่องคอมพิวเตอร์พร้อมอุปกรณ์ให้แก่สถานศึกษาที่มีการใช้คอมพิวเตอร์ มานานกว่า 10 ปีขึ้นไป 2. ควรได้รับการจัดสรรงบประมาณในการซ่อมบำรุง และอัพเดตโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เวอร์ชั่นใหม่ที่ทันสมัย 3. ควรได้รับการจัดสรรงบประมาณในการจัดซื้อครุภัณฑ์สำนักงาน ครุภัณฑ์การศึกษา และ ครุภัณฑ์อื่น ๆ 5. รูปแบบ แนวทาง หรือนวัตกรรม ที่คิดว่าเป็นต้นแบบหรือแบบอย่างที่ดี -ไม่มี-


52 นโยบายที่ 1.5 : ดำเนินการยกเลิกครูเวรอย่างเป็นรูปธรรมและต่อเนื่อง “ชีวิตและความปลอดภัยของครู สำคัญกว่าทรัพย์สิน” ครูมีเวลาจัดการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพ 1. ผลการดำเนินงานการขับเคลื่อนนโยบายฯ การบริหารจัดการและกำหนดมาตรการของสถานศึกษาหลังการยกเลิกครูเวร หน่วยงานทางการศึกษาจังหวัดสระบุรีการวิเคราะห์สถานการณ์ในพื้นที่ ในการขับเคลื่อนการ ดำเนินงานการยกเลิกครูเวรให้เห็นผลเป็นรูปธรรม ได้ยกเลิกการใช้ครูเวรในโรงเรียนเพื่อลดภาระของครูและ บุคลากร โดยหลังการยกเลิก ได้จัดมาตรการรักษาความปลอดภัย เช่น การติดตั้งกล้องวงจรปิด การประสาน กับตำรวจและผู้นำชุมชน รวมทั้งการใช้พนักงานรักษาความปลอดภัยในช่วงกลางคืน สถานศึกษาต่างๆ ได้ ร่วมมือกันจัดทำมาตรการ เช่น การตรวจเช็คอุปกรณ์ไฟฟ้า การปรับปรุงสภาพแวดล้อมให้ปลอดภัย และการ ติดตั้งไฟส่องทางเพื่อเสริมสร้างความปลอดภัย ทั้งนี้ยังมีการขอความร่วมมือจากชุมชนและหน่วยงานที่ เกี่ยวข้องในการดูแลรักษาความปลอดภัยของสถานศึกษาอย่างต่อเนื่อง 2. การติดตามผลการขับเคลื่อนนโยบายฯ แหล่งข้อมูล/หน่วยงานผู้ให้ข้อมูล : สพฐ. (สพป., สพม., ศกศ.) สอศ. (สอจ.) สกร. และ สช. สพป. หมายถึง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา สพม. หมายถึง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ศกศ. หมายถึง ศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัด สอจ. หมายถึง สำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัด สกร. หมายถึง สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัด สช. หมายถึง สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด (สช.) / สำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัด (5 จชต.) คำอธิบาย : 1. การบริหารจัดการ หมายถึง กระบวนการที่ใช้ปรับเปลี่ยนการบริหารงานของสถานศึกษา หลังยกเลิกครูเวร ในการดูแลนักเรียนให้เกิดสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย และความเป็นระเบียบในสถานศึกษา โดยมุ่งเน้นการบริหารจัดการที่ครอบคลุมรอบด้าน อาทิ ด้านการวางแผน ด้านทรัพยากร ด้านงบประมาณ และการสร้างความเข้าใจกับทุกภาคส่วน รวมทั้งการรักษาคุณภาพการเรียนการสอน โดยไม่กระทบต่อ ภารกิจหลักของครู 2. มาตรการหลังการยกเลิกครูเวร หมายถึง แนวทาง/มาตรการหลังยกเลิกครูอยู่เวร ตามมติ คณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2567 พร้อมทั้งบูรณาการรักษาความปลอดภัยร่วมกับหน่วยงานที่ เกี่ยวข้อง ที่ช่วยให้การบริหารงานของสถานศึกษาหลังการยกเลิกครูเวรให้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ โรงเรียนยังคงมาตรการความปลอดภัยของสถานศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่กระทบต่อการจัดการเรียน การสอน และการทำงานของบุคลากรในสถานศึกษา


53 ตัวชี้วัด : จำนวนสถานศึกษาที่มีการบริหารจัดการและมีมาตรการหลังการยกเลิกครูเวร ตารางที่2 แสดงจำนวนและร้อยละของสถานศึกษาที่มีการบริหารจัดการและมีมาตรการหลังการยกเลิกครูเวร สังกัด จำนวนสถานศึกษาที่มีการบริหารจัดการและมีมาตรการหลังการยกเลิกครูเวร (แห่ง) จำนวน สถานศึกษา ทั้งหมด (แห่ง) จำนวนสถานศึกษาที่มีการบริหารจัดการ และมีมาตรการหลังการยกเลิกครูเวร (แห่ง) ร้อยละ สพป.สบ.เขต 1 116 116 100 สพป.สบ.เขต 2 135 135 100 สพม. 21 21 100 ศกศ. 1 1 100 สอจ. - - - สกร. 13 13 100 สช. 31 รร เอกชนดำเนินการเอง - รวม *หมายเหตุ ช่องทึบ เป็นการนำเข้าข้อมูลและคำนวณค่าร้อยละโดยระบบ e - Inspection 3. ปัญหาอุปสรรค งบประมาณที่ใช้ในการจัดจ้างบริษัทรักษาความปลอดภัยมีจำนวนไม่เพียงพอ และบุคลากรที่ทำ หน้าที่รักษาความปลอดภัย มีจำนวนไม่เพียงพอต่อการปฏิบัติงาน 4. ข้อเสนอแนะ - ระดับนโยบาย ควรมีแนวทางในการจัดจ้างบุคลกรรักษาความปลอดภัย เพิ่มเติม ในการปฏิบัติหน้าที่ให้ ครอบคลุมต่อการทำหน้าที่รักษาความปลอดภัย และส่วนกลางควรจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมให้แต่ละ สถานศึกษา - ระดับส่วนราชการ - ไม่มี - ระดับพื้นที่ - ไม่มี 5. รูปแบบ แนวทาง หรือนวัตกรรม ที่คิดว่าเป็นต้นแบบหรือแบบอย่างที่ดี - ไม่มี


54 นโยบายที่ 1.6 : จัดหานักการภารโรงเพื่อช่วยลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษา และช่วยรักษา ความปลอดภัย 1. ผลการดำเนินงานการขับเคลื่อนนโยบายฯ การจัดหานักการภารโรง เพื่อช่วยลดภาระครูฯ และช่วยรักษาความปลอดภัย การจัดหานักการภารโรงของหน่วยงานทางการศึกษาจังหวัดสระบุรีมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อช่วย ลดภาระของครูและบุคลากรทางการศึกษา รวมถึงเพิ่มความปลอดภัยในสถานศึกษา โดยในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 โดยในส่วนของหน่วยงานทางการศึกษา ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ มีการดำเนินการดังนี้ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 1 ได้รับจัดสรรอัตราจ้างตำแหน่งนักการ ภารโรง จำนวน 120 อัตรา ซึ่งมีการจัดจ้างครบตามอัตราที่ได้รับการจัดสรร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 2 ได้รับจัดสรรอัตราจ้างตำแหน่ง นักการภารโรง จำนวน 119 อัตรา พร้อมกับการจัดสรรเพิ่มเติมอีก 3 อัตรา รวม 122 แห่ง ซึ่งมีการจัดจ้างครบ ตามอัตราที่ได้รับการจัดสรร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสระบุรี ได้รับการจัดสรรอัตราจ้างตำแหน่งนักการภาร โรง จำนวน 13 อัตรา ซึ่งมีการจัดจ้างครบตามอัตราที่ได้รับการจัดสรร ศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดสระบุรี มีการจัดจ้างนักการภารโรงในลักษณะจ้างเหมาบริการ จำนวน 1 อัตรา สำหรับหน่วยงานทางการศึกษาอื่น ในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการมีการกำหนดนโยบายในการจ้าง นักการภารโรงเพื่อดูแลความเรียบร้อยภายในสถานศึกษา และลดภาระหน้าที่ของครูผู้สอน เพื่อให้ครูผู้สอนได้ ดำเนินการจัดการเรียนการสอนอย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพ 2. การติดตามผลการขับเคลื่อนนโยบายฯ แหล่งข้อมูล/หน่วยงานผู้ให้ข้อมูล : สพฐ. (สพป., สพม., ศกศ.) สอศ. (สอจ.) สกร. และ สช. สพป. หมายถึง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา สพม. หมายถึง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ศกศ. หมายถึง ศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัด สอจ. หมายถึง สำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัด สกร. หมายถึง สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัด สช. หมายถึง สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด (สช.) / สำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัด (5 จชต.) คำอธิบาย : 1. การจัดหานักการภารโรง หมายถึง การจัดหา/จัดจ้างนักการภารโรงโดยใช้งบประมาณจาก หน่วยงานต้นสังกัด เงินรายได้สถานศึกษา หรือใช้เงินสนับสนุนจากแหล่งอื่น ๆ


55 ตัวชี้วัด : จำนวนสถานศึกษาที่ได้ดำเนินการจัดหา/จัดจ้างนักการภารโรง (จำแนกแหล่งงบประมาณ) ตารางที่ 3 แสดงจำนวนและร้อยละของสถานศึกษาที่ได้ดำเนินการจัดหา/จัดจ้างนักการภารโรง (จำแนกตาม แหล่งงบประมาณ) สังกัด สถานศึกษา ทั้งหมด (แห่ง) จำนวนสถานศึกษาที่ได้ดำเนินการจัดหา/จัดจ้างนักการภารโรง (แห่ง) ได้รับการสนับสนุน จากหน่วยงานต้น สังกัด ใช้เงินรายได้สถานศึกษา ใช้เงินสนับสนุนจากแหล่ง อื่น ๆ จำนวน ร้อยละ จำนวน ร้อยละ จำนวน ร้อยละ สพป.สบ 1 116 102 87.93 3 2.58 6 5.17 สพป.สบ 2 135 122 - - - - สพม. 21 12 57.14 - - - - ศกศ. 1 1 100 1 100 - - สอจ. - - - - - - - สกร. - - - - - - - สช. - - - - - - - รวม *หมายเหตุ ช่องทึบ เป็นการนำเข้าข้อมูลและคำนวณค่าร้อยละโดยระบบ e - Inspection 3. ปัญหาอุปสรรค การจ้างนักการภารโรงในสถานศึกษาประสบปัญหาและอุปสรรคที่สำคัญ ซึ่งส่งผลต่อความ ต่อเนื่องของการปฏิบัติงานและประสิทธิภาพในการดูแลสถานศึกษา ดังนี้ 1. ความไม่ต่อเนื่องของผู้ปฏิบัติงาน โดยมีการเปลี่ยนแปลงผู้รับจ้างหลายครั้งภายในรอบ ระยะเวลาการจ้าง เนื่องจากมีการลาออกของนักการภารโรง ส่งผลให้บางโรงเรียนขาดแคลนบุคลากรที่ดูแล อาคารสถานที่และงานสนับสนุนด้านอื่น ๆ ซึ่งอาจกระทบต่อสภาพแวดล้อมและความเป็นระเบียบเรียบร้อย ของโรงเรียน 2. ข้อจำกัดในการสรรหาบุคลากรใหม่ โดยในกรณีที่ต้องสรรหานักการภารโรงใหม่ กระบวนการ อาจล่าช้า เนื่องจากไม่มีผู้ที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่กำหนดให้ความสนใจสมัคร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ ที่แรงงานภาคบังคับนิยมทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมที่ให้ค่าตอบแทนสูงกว่า ทำให้เกิดปัญหาขาดแคลน ผู้สมัครที่มีคุณภาพและความพร้อมในการปฏิบัติงาน 3. โครงสร้างอายุของผู้สมัครที่ไม่เหมาะสม โดยผู้สมัครตำแหน่งนักการภารโรงส่วนใหญ่อยู่ในวัย เกษียณหรือมีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป ซึ่งอาจมีข้อจำกัดด้านสมรรถภาพทางกายและความคล่องตัวในการ ปฏิบัติงานที่ต้องใช้แรงกายสูง ทำให้ประสิทธิภาพในการดูแลโรงเรียนลดลง 4. ความล่าช้าในการจัดสรรงบประมาณและอัตราจ้าง ซึ่งการจัดสรรอัตรากำลังและงบประมาณ การจ้างผู้ปฏิบัติงานให้ราชการดำเนินการโดยสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาในแต่ละปีงบประมาณมักเกิด


56 ความล่าช้า ทำให้โรงเรียนไม่สามารถจ้างบุคลากรใหม่ได้ทันทีหลังจากที่มีการลาออกของผู้ปฏิบัติงานเดิม ส่งผล ให้เกิดช่องว่างในการดูแลและบำรุงรักษาสถานศึกษา 4. ข้อเสนอแนะ - ระดับนโยบาย ควรมีการจัดสรรอัตรากำลังและงบประมาณการจ้างบุคลากรอย่างต่อเนื่อง โดยหน่วยงาน ทางการศึกษาต้นสังกัดต้องสามารถแจ้งให้สถานศึกษาดำเนินการจ้างบุคลากรได้ทันทีหลังสิ้นสุดสัญญาจ้างรอบ แรก เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดช่องว่างระหว่างปีงบประมาณ ซึ่งอาจส่งผลให้โรงเรียนขาดบุคลากรที่ทำหน้าที่ดูแล และบำรุงรักษาสถานที่ - ระดับส่วนราชการ ควรมีการปรับปรุงค่าตอบแทนและสวัสดิการของตำแหน่งนักการภารโรงให้เหมาะสมกับสภาพ เศรษฐกิจและแรงจูงใจของผู้สมัคร เช่น การเพิ่มอัตราเงินเดือน การให้สิทธิประโยชน์พิเศษ หรือการกำหนด เงื่อนไขที่เอื้อต่อการสรรหาบุคลากร เพื่อดึงดูดผู้สมัครที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเข้าสู่ระบบการจ้างงานมากขึ้น - ระดับพื้นที่ -ไม่มี- 5. รูปแบบ แนวทาง หรือนวัตกรรม ที่คิดว่าเป็นต้นแบบหรือแบบอย่างที่ดี -ไม่มี-


57 นโยบายที่ 1.7 : ปรับลดภาระงานที่ไม่จำเป็นหรือซ้ำซ้อน 1. ผลการดำเนินงานการขับเคลื่อนนโยบายฯ 1) การนำระบบเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยลดภาระงานที่ไม่จำเป็นหรือซ้ำซ้อน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 1 นำระบบ Smart Office มาใช้ ในการประสานงาน รับ – ส่งหนังสือราชการ ระหว่างหน่วยงานต้นสังกัด สถานศึกษา และหน่วยงานทาง การศึกษาในพื้นที่จังหวัดสระบุรี และจัดการประชุม/สัมมนา/อบรม ให้ผู้บริหารสถานศึกษา ครูและบุคลากร ทางการศึกษา ผ่านระบบออนไลน์ เพื่อลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษา และลดการออกภายนอก สถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 2 ดำเนินการดังนี้ (1) ลด/เลิก โครงการ/กิจกรรมที่ไม่ส่งผลต่อการพัฒนาผู้เรียน มีความซ้ำซ้อน โดยบูรณาการ เรื่องที่มีลักษณะคล้ายกันและสามารถใช้กันได้ โดยปีงบประมาณ 2567 จำนวน 31 โครงการ ปีงบประมาณ 2568 จำนวน 26 โครงการ สามารถลด/เลิกได้ 5 โครงการ คิดเป็นร้อยละ 16 (2) ลดปริมาณข้อมูลที่จัดเก็บ/ประเด็น ที่ประเมิน โดยเก็บข้อมูลเท่าที่จำเป็นโดยมีรายการ ประเมิน/รายงานโครงการ/กิจกรรม ทั้งหมด จำนวน 102 เรื่อง สามารถลดรายการประเมิน/รายงานโครงการ/ กิจกรรม จำนวน 41 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 59 (3) ลด/เลิกการเก็บข้อมูลจากสถานศึกษา และลดเลิกการรายงานในรูปแบบกระดาษ โดย เปลี่ยนการรายงานผ่านระบบออนไลน์ โดยการนำระบบเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยลดภาระงานที่ไม่จำเป็น หรือซ้ำซ้อน ได้แก่ (3.1) ระบบ ระบบข้อตกลงในการพัฒนางาน (EdPA Online) สำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 2 เพื่อจัดเก็บข้อมูลข้อตกลงในการปฏิบัติงานและผลการดำเนินงาน ของผู้อำนวยการสถานศึกษาในสังกัด (3.2) การรายงานข้อมูลผ่านระบบต่าง ๆ เช่น ระบบ AMSS, DMC, google form, e-budget, obec asset และ google drive เป็นต้น


58 (3.3) การประชุมผ่านระบบออนไลน์ เช่น Zoom, Google Meet และ Microsoft Teams เป็นต้น (4) ดำเนินการลด/เลิกให้สถานศึกษาเตรียมการเพื่อรองรับการประเมินจากสำนักงานเขต พื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 2 และหน่วยงานอื่น โดยมิให้ จัดเตรียมเอกสาร การจัดนิทรรศการจัด แสดงผลงาน และการแสดงของนักเรียน จากการสุ่มตัวอย่างครูและบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 650 คน มีความพึงพอใจ คิดเป็นร้อยละ 100 (5) ลดความซ้ำซ้อน/ความถี่ของการติดตาม ประเมินผล โดยการ (5.1) บรรจุกิจกรรม ตรวจเยี่ยมเตรียมความพร้อมเปิดภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 และนิเทศ ติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษาแบบบูรณาการโดยใช้พื้นที่เป็นฐาน (อ.ก.ต.ป.น.) ไว้โครงการเดียวกัน (5.2) บูรณาการจัดช่วงเวลาลงไปติดตามทั้งกิจกรรมตรวจเยี่ยมเตรียมความพร้อม เปิดภาคเรียน และนิเทศ ติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษาแบบบูรณาการ โดยใช้พื้นที่เป็นฐานพร้อมกัน (5.3) แจ้งปฏิทินให้สถานศึกษาทราบล่วงหน้า โดยให้มีการเตรียมการที่เรียบง่าย ไม่ให้มี การจัดนิทรรศการ หรือการแสดงผลงาน หรือการแสดงของนักเรียน จัดเตรียมเอกสารเฉพาะที่เกี่ยวข้อง และ ไม่สิ้นเปลืองงบประมาณ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสระบุรีนำระบบประเมินวิทยฐานะดิจิทัล (DPA) ของ ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และระบบการย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผ่านระบบ อิเล็กทรอนิกส์ (Teacher Rotation System: TRS) มาใช้งานเพื่อลดภาระงานที่ไม่จำเป็นหรือซ้ำซ้อน โดยประโยชน์ของการใช้งาน DPA คือ 1. ประหยัดเวลา: ลดขั้นตอนและเวลาในการดำเนินการประเมิน 2. สะดวกและรวดเร็ว: การส่งข้อมูลและรับผลการประเมินสามารถทำได้ทันทีผ่านระบบ 3. โปร่งใสและยุติธรรม: ช่วยให้การประเมินเป็นไปอย่างโปร่งใส ไม่มีการบิดเบือนข้อมูล 4. ลดค่าใช้จ่าย: ลดค่าใช้จ่ายในการจัดการเอกสาร กระดาษ และการเดินทาง


59 5. เข้าถึงง่าย: ผู้ประเมินและผู้ถูกประเมินสามารถใช้ระบบได้ทุกที่ทุกเวลา ระบบการย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (Teacher Rotation System: TRS) ใช้งาน TRS คือ การย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครู สังกัด กระทรวงศึกษาธิการ ตามแนวปฏิบัตินี้ เป็นการย้ายผ่านระบบ TRS ซึ่งสามารถเข้าถึงได้โดยใช้คอมพิวเตอร์ หรือโน้ตบุ๊ก ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต รวมถึงอุปกรณ์พกพาไร้สาย (Mobile Devices) เช่น สมาร์ตโฟน แท็บเล็ต สถานศึกษาในสังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดสระบุรี มีการนำระบบดิจิทัลมาที่เหมาะสม มาใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารงานและการให้บริการแก่นักเรียน นักศึกษา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพรวม ทั้งเกิดการทำงานอย่างเต็มศักยภาพ ตลอดจนสามารถเรียกใช้ข้อมูลภาครัฐที่ถูกจัดเก็บอยู่ในรูปแบบดิจิทัล มาใช้เพื่อสนับสนุนการทำงานได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ 2) การบูรณาการการทำงานเพื่อปรับลดภาระงานที่ไม่จำเป็นหรือซ้ำซ้อน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 1 ได้บูรณาการการทำงาน เพื่อปรับลดภาระงานที่ไม่จำเป็นหรือซ้ำซ้อน สื่อสาร สร้างความเข้าใจโดย การนิเทศ ติดตามและประเมินผล แบบบูรณาการแผนการนิเทศ ติดตามข้อมูลด้านต่าง ๆ ของสถานศึกษา ในรูปแบบ PLC โดยใช้กลุ่มโรงเรียนเป็นฐาน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 2 มีการบูรณาการการทำงาน เพื่อปรับลดภาระงานที่ไม่จำเป็นหรือซ้ำซ้อน โดยมีวิธีการ ดังนี้ (1) มีหนังสือแจ้งแนวทางการลดภาระการประเมินของสถานศึกษา ด้วยวิธีการ 6 ล (2) ประชุมสร้างความรู้ ความเข้าใจการขับเคลื่อนการลดภาระการประเมินของสถานศึกษา ผ่านการประชุมบอร์ดบริหาร การประชุมผู้บริหารสถานศึกษา พร้อมเผยแพร่คลิปการประชุมชี้แจงแนวทาง การดำเนินงานเพื่อลดภาระการประเมินของสถานศึกษาให้กับกลุ่มข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ สังกัดกลุ่ม และหน่วย ผ่านทางกลุ่มไลน์ สพป.สระบุรี เขต 2 และเว็บไซต์กลุ่มนโยบายและแผน เพื่อให้กลุ่ม และหน่วย วิเคราะห์ ตรวจสอบ จัดทำข้อเสนอการลดภาระงานตามโครงการที่บรรจุในแผนปฏิบัติการ (3) กำหนดให้มีการ PLC ภายในกลุ่ม/หน่วย ระหว่างกลุ่ม/หน่วย และระหว่างสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษากับสถานศึกษาในคราวการประชุมผู้บริหาร เพื่อวิเคราะห์สภาพปัญหา และการแก้ไขปัญหา การปรับลดภาระงานที่ไม่จำเป็นหรือซ้ำซ้อน (4) กำกับ ติดตามกลุ่ม/หน่วย และสถานศึกษาในการลดภาระงานให้เป็นไปตามข้อเสนอและ เป้าหมายที่กำหนด สถานศึกษาส่งเสริมการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมที่ทันสมัยมาใช้ในการจัดการเรียน การสอนและส่งเสริมการเรียนรู้ให้นักเรียน นักศึกษาสามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ และมอบหมายหน้าที่การทำงานของ ครูผู้สอนให้ลดน้อยลง โดยบูรณาการการทำงานให้บุคลากรทางการศึกษามีส่วนร่วมในการทำงานเพิ่มมากขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการเรียนการสอนของครูผู้สอนให้เต็มศักยภาพและมีประสิทธิภาพ 2. ปัญหาอุปสรรค -ไม่มี- 3. ข้อเสนอแนะ - ระดับนโยบาย -ไม่มี- - ระดับส่วนราชการ -ไม่มี- - ระดับพื้นที่ -ไม่มี- 4. รูปแบบ แนวทาง หรือนวัตกรรม ที่คิดว่าเป็นต้นแบบหรือแบบอย่างที่ดี -ไม่มี-


60 นโยบายที่ 1.8 : แก้ปัญหาการขาดแคลนครูและบุคลากรทางการศึกษา 1. ผลการดำเนินงานการขับเคลื่อนนโยบายฯ การบริหารจัดการเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนครูและบุคลากรทางการศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 1 และ เขต 2 ได้ดำเนินการตาม มาตรการที่เป็นระบบเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยมุ่งเน้นการจัดสรรอัตรากำลังและการบริหารทรัพยากร บุคคลให้เหมาะสมกับสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นในแต่ละพื้นที่ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 1 พบว่า มีสถานศึกษาที่มีอัตรากำลัง ครูต่ำกว่าเกณฑ์ที่ ก.ค.ศ. กำหนดจำนวน 37 แห่ง ซึ่งสำนักงานฯ ได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยการ จัดสรรอัตราจ้างสายงานการสอนเข้ามาทดแทน ทำให้สามารถแก้ไขปัญหาได้ 20 แห่ง และสำหรับสถานศึกษา ที่มีตำแหน่งว่างติดเงื่อนไข คปร. (ไม่สามารถนำตำแหน่งว่างมาใช้ได้) สามารถแก้ไขได้ 4 แห่ง นอกจากนี้ยังมี การตัดโอนตำแหน่งว่างจากโรงเรียนที่มีตำแหน่งว่างเกินเกณฑ์มาใช้ในโรงเรียนที่มีอัตรากำลังครูต่ำกว่าเกณฑ์ ซึ่งสามารถลดจำนวนสถานศึกษาที่ขาดแคลนครูได้ แต่ยังคงเหลือสถานศึกษาที่มีอัตรากำลังครูต่ำกว่าเกณฑ์อีก 13 แห่งที่ยังคงต้องได้รับการพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 2 ได้ดำเนินการจัดทำฐานข้อมูลกรอบ อัตรากำลังของครูและบุคลากรทางการศึกษา พร้อมทั้งแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารอัตรากำลังในสถานศึกษา เพื่อให้การบริหารทรัพยากรบุคคลมีความเป็นธรรมและโปร่งใส การดำเนินการที่สำคัญคือ การจัดสรรตำแหน่ง ผู้บริหารสถานศึกษาและตำแหน่งครูที่เกษียณอายุราชการให้แก่สถานศึกษาที่มีนักเรียนจำนวนมาก และมี อัตรากำลังครูต่ำกว่ามาตรฐาน อีกทั้งยังมีการเกลี่ยอัตรากำลังข้าราชการครูจากโรงเรียนที่มีอัตรากำลังเกิน เกณฑ์ไปยังโรงเรียนที่มีอัตรากำลังต่ำกว่าเกณฑ์ เพื่อให้การใช้ทรัพยากรบุคคลเกิดประโยชน์สูงสุด ศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดสระบุรี ได้ดำเนินการสรรหาบรรจุข้าราชการครูและ บุคลากรทางการศึกษาเพื่อรองรับความต้องการของนักเรียน โดยเฉพาะการดูแลเด็กพิการที่ต้องการบุคลากร เฉพาะทาง อีกทั้งยังมีการพัฒนาและส่งเสริมทักษะครูให้เหมาะสมกับการเรียนการสอนในยุคดิจิทัล โดยใช้ เทคโนโลยีการศึกษามาช่วยในการเรียนการสอน เช่น การใช้ห้องเรียนออนไลน์เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลน ครูในบางวิชา 2. ปัญหาอุปสรรค 2.1 อัตราจ้างสายงานการสอนที่ถูกเกลี่ยไปยังสถานศึกษาแห่งใหม่อาจต้องไปปฏิบัติงานใน โรงเรียนที่อยู่ไกลจากที่พัก ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของครูและอาจมีผลกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงาน 2.2 การใช้ข้อมูลปริมาณนักเรียนเพื่อพิจารณาการจัดสรรและเกลี่ยอัตรากำลังครู โดยพิจารณา จากข้อมูลนักเรียนสองรอบคือ วันที่ 10 มิถุนายน และวันที่ 10 พฤศจิกายน อาจทำให้เกิดความคลาดเคลื่อน เมื่อใช้ข้อมูลวันที่ 10 มิถุนายน โรงเรียนที่มีอัตรากำลังครูต่ำกว่าเกณฑ์อาจได้รับการจัดสรรจนพอดีเกณฑ์ แต่เมื่อถึงวันที่ 10 พฤศจิกายน หากจำนวนนักเรียนลดลง โรงเรียนอาจมีอัตรากำลังครูเกินเกณฑ์ที่กำหนด 2.3 หลักเกณฑ์การบริหารอัตรากำลังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษากำหนดให้สามารถ ตัดโอนตำแหน่งและอัตราเงินเดือนสายงานการสอนที่เกินเกณฑ์ไปเป็นตำแหน่งรองผู้อำนวยการโรงเรียนที่มี อัตรากำลังต่ำกว่าเกณฑ์ แต่เงื่อนไขกำหนดว่าโรงเรียนที่จะมีตำแหน่งรองผู้อำนวยการได้ต้องมีนักเรียนอย่าง น้อย 120 คน ขณะที่โรงเรียนที่ขาดแคลนผู้บริหารจำนวน 19 แห่งมีนักเรียนน้อยกว่าที่กำหนด ทำให้ไม่ สามารถบริหารจัดการตำแหน่งดังกล่าวได้


61 2.4 ตำแหน่งว่างในโรงเรียนที่มีอัตรากำลังสายงานการสอนเกินเกณฑ์มีจำนวนจำกัด แต่โรงเรียน ที่มีอัตรากำลังสายงานการสอนต่ำกว่าเกณฑ์กลับมีเป็นจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนขนาดเล็กที่มี นักเรียนไม่เกิน 119 คน ส่งผลให้เกิดปัญหาขาดแคลนครูในโรงเรียนขนาดเล็กหลายแห่ง 2.5 ปัญหาการขาดแคลนครูส่วนใหญ่อยู่ในโรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนต่ำกว่า 120 คน ตามข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานในปี 2557 พบว่า มีโรงเรียนขนาดเล็กประมาณ 15,000 แห่ง หรือคิดเป็นร้อยละ 50 ของโรงเรียนทั้งหมด โดยในจำนวนนี้ 14,000 แห่งเป็นโรงเรียนระดับ อนุบาลและประถมศึกษา ซึ่งมีนักเรียนรวมกันกว่า 900,000 คน หรือร้อยละ 22 ของนักเรียนอนุบาล และประถมศึกษาทั้งหมด ดังนั้น การลดปัญหาการขาดแคลนครูในกลุ่มโรงเรียนขนาดเล็กนี้จะช่วยยกระดับ คุณภาพการศึกษาให้กับนักเรียนจำนวนมาก ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการเรียนรู้ในอนาคต 3. ข้อเสนอแนะ - ระดับนโยบาย ควรปรับปรุงหลักเกณฑ์การบริหารอัตรากำลังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาให้มีความ ยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อให้โรงเรียนที่มีนักเรียนน้อยกว่า 120 คนสามารถบริหารอัตรากำลังได้อย่างเหมาะสม นอกจากนี้ ควรกำหนดเงื่อนไขให้สามารถจัดสรรอัตราว่างจากการเกษียณอายุราชการคืนให้กับโรงเรียนที่มี นักเรียนตั้งแต่ 60 คนขึ้นไปและยังมีอัตรากำลังครูต่ำกว่าเกณฑ์ที่ ก.ค.ศ. กำหนดได้ ควรมีการปรับปรุงระบบ วางแผนอัตรากำลังให้สอดคล้องกับความต้องการของแต่ละพื้นที่ และเพิ่มอัตราบุคลากรและสวัสดิการให้เพียงพอ - ระดับส่วนราชการ ควรใช้ข้อมูลปริมาณนักเรียน ณ วันที่ 10 มิถุนายน เป็นข้อมูลหลักในการบริหารอัตรากำลัง ตลอดทั้งปีงบประมาณ เพื่อให้สามารถบริหารจัดการอัตรากำลังได้ตามเกณฑ์ที่ ก.ค.ศ. กำหนดอย่างมี ประสิทธิภาพ ควรมีการจัดสรรอัตราพนักงานราชการในตำแหน่งครูผู้สอนให้กับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาที่ มีอัตรากำลังครูในภาพรวมต่ำกว่าเกณฑ์ให้เพียงพอ - ระดับพื้นที่ -ไม่มี- 4. รูปแบบ แนวทาง หรือนวัตกรรม ที่คิดว่าเป็นต้นแบบหรือแบบอย่างที่ดี -ไม่มี-


62 2. นโยบายลดภาระนักเรียนและผู้ปกครอง นโยบายที่ 2.1 : เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา (Anywhere Anytime) เรียนฟรี มีงานทำ “ยึดผู้เรียนเป็น ศูนย์กลาง” มีระบบ หรือแพลตฟอร์มการเรียนรู้ โดยผู้เรียนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เพื่อสร้างความเสมอภาค ทางการศึกษาและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต 1. ผลการดำเนินงานการขับเคลื่อนนโยบายฯ 1) การส่งเสริมให้ผู้เรียนได้เข้าถึงแพลตฟอร์มการเรียนรู้แบบไม่เสียค่าใช้จ่าย โรงเรียนมีระบบเครือข่ายเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการศึกษาสนองตอบความต้องการของผู้เรียน ที่ สามารถเข้าถึงได้โดยไม่จำกัดเวลาและสถานที่ มีการนำแพลตฟอร์มการเรียนรู้มาใช้ในการเรียนการสอน การ เก็บคะแนน ผลงานนักเรียน การสร้างแหล่งเรียนรู้จากมัลติมีเดีย และการใช้เครือข่ายอินเตอร์เน็ต ได้แก่ 1. DLTV (Distance Learning Television) การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม 2. OBEC Content Centerคลังเนื้อหาอิเล็กทรอนิกส์ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้น พื้นฐาน (สพฐ.) 3.ระบบ DEEPแพลตฟอร์มด้านการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ (Digital Education Excellence Platform :DEEP) 4.ระบบคลังความรู้ SciMathระบบคลังความรู้ SciMath คือแหล่งรวบรวมสื่อการเรียนการสอน หลากหลายประเภท เนื้อหาถูกต้องทางวิชาการและสอดคล้องกับมาตรฐานการเรียนรู้ ที่สนับสนุนให้ครู นักเรียนและ บุคคลทั่วไปสามารถเข้ามาค้นคว้าความรู้ได้ด้วยตนเอง 5. Project 14 เป็นโครงการนำสู่ความปกติใหม่ทางการศึกษาของ สสวท. (New Normal Education) ที่การเรียนรู้ไม่ได้จำเป็นเพียงแค่ในห้องเรียน แต่สามารถเกิดได้ทุกที่ทุกเวลาตามที่ผู้เรียนเลือกหรือ กำหนดสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ได้จัดทำเว็บไซต์คลังความรู้ SciMath เพื่อ ส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และเทคโนโลยีทุกระดับการศึกษา โดยเน้นการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นหลัก 6. ครูพร้อม Active Learning TV "ทีวีเรียนสนุก สื่อออนไลน์: มีมากมายหลายประเภท โดยจะ แตกต่างกันไปตามลักษณะและการใช้งาน ดังนี้ 1. Weblogs หรือ blogs 2. Social Networking หรือ เครือข่ายทาง สังคมในอินเทอร์เน็ต 3. Micro Blogging 4. Online Video5. Photo Sharing6. Wikis7. Virtual Worlds 7. Crowd Sourcing เป็นหลักการที่นำความร่วมมือของบุคคลในเครือข่ายสังคมออนไลน์ ซึ่งทำให้ อยู่ในรูปแบบของเว็บไซต์ที่มุ่งเน้นในการค้นหาคำตอบ และแนวทางในการแก้ปัญหาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นในด้านธุรกิจ การศึกษา หรือการสื่อสาร 2) การส่งเสริม สนับสนุนให้ครูผู้สอนสร้างหรือพัฒนานวัตกรรมสื่อการเรียนรู้ เพื่อนำมาใช้ในการ จัดการเรียนการสอน 2.1) โรงเรียนได้เลือกใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ที่หลากหลาย ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของ นักเรียนแต่ละสายชั้นและรายวิชาต่างๆ จัดการเรียนการสอนและการจัดกิจกรรมและการประชุมเชิงปฏิบัติการ เพื่อสร้างการรับรู้ ใช้โซเชียลมีเดียและช่องทางออนไลน์เพื่อกระจายข้อมูล 2.2) สถานศึกษา นำแพลตฟอร์มการเรียนรู้Google ในการจัดการเรียนการสอน และจัดทำ สื่อการเรียนการสอนออนไลน์ด้วย Google Classroom คลังความรู้ดิจิทัล (Digital Learning Repository) ที่


63 เป็นแหล่งรวบรวมสื่อการเรียนรู้ อาทิ วิดีโอการสอน เอกสารประกอบการเรียน แบบฝึกหัด และมี e - Library ที่ให้นักเรียน นักศึกษาสามารถเข้าไปใช้บริการ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพื่อสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาและ ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต 2.3) สถานศึกษาส่งเสริม สนับสนุนให้ครูผู้สอนสร้างหรือพัฒนานวัตกรรมสื่อการเรียนรู้ จาก การเข้าร่วมอบรมต่างๆ เพื่อนำมาใช้ในการจัดการเรียนการสอน ให้ได้อย่างมีคุณภาพ ผ่านกระบวนการนิเทศการ จัดการเรียน การสอนของผู้บริหาร เพื่อได้เห็นถึงผลลัพธ์ของการจัดการเรียน การสอนที่เกิดขึ้นจากการพัฒนา สื่อนวัตกรรมการเรียนรู้ ส่งผลให้การเรียนการสอนมีคุณภาพและน่าสนใจมากขึ้น ครูมีโอกาสพัฒนาทักษะด้าน เทคโนโลยี สามารถนำไปปรับใช้ในการเรียนการสอนได้อย่างเหมาะสม และการจัดหาวัสดุอุปกรณ์/สื่อ เทคโนโลยี เพื่ออำนวยความสะดวกให้ครูผู้สอน สำรวจความต้องการในการใช้และผลิตสื่อการเรียนการสอนให้ ทันต่อเทคโนโลยีในปัจจุบัน 2.4) การสนับสนุนให้ครูผู้สอนแสวงหาสื่อการเรียนการสอน (Content / แพลตฟอร์ม) เพื่อ นำมาใช้ในการสอนส่งเสริม สนับสนุนให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เลือกใช้แพลตฟอร์มมา สนับสนุนการจัดการเรียนรู้ เช่น Obec Content Center, YouTube, Google Lens, ห้องเรียนออนไลน์, TikTok, Line, Google Meet ฯลฯ 2.5) จัดการฝึกอบรมและการพัฒนาครูเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับแพลตฟอร์มการเรียนรู้ และวิธีการใช้ในห้องเรียน จัดหาการสนับสนุนทางเทคนิคแก่ครูเพื่อช่วยให้ใช้แพลตฟอร์มการเรียนรู้ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2. การติดตามผลการขับเคลื่อนนโยบายฯ แหล่งข้อมูล/หน่วยงานผู้ให้ข้อมูล : สพฐ. (สพป., สพม., ศกศ.) สอศ.(สอจ.) สกร. และ สช. สพป. หมายถึง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา สพม. หมายถึง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ศกศ. หมายถึง ศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัด สอจ. หมายถึง สำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัด สกร. หมายถึง สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัด สช. หมายถึง สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด (สช.) / สำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัด (5 จชต.) คำอธิบาย : 1. แพลตฟอร์มการเรียนรู้ หมายถึง แพลตฟอร์มที่เป็นกระบวนการและเทคโนโลยี ที่ออกแบบเพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพทางการเรียนรู้ เพื่อสนับสนุนและจัดสร้างสิ่งแวดล้อมบรรยากาศ ทางการเรียนที่หลากหลาย มุ่งสู่การให้บริการที่ตอบสนองเป้าหมายในการเรียนรู้ของผู้เรียน และตอบสนอง ความต้องการในการเรียนรู้เฉพาะของตนเป็นไปตามเป้าหมายการเรียนรู้ ทั้งแพลตฟอร์มที่กระทรวงศึกษาธิการ พัฒนาขึ้นเอง หรือหน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการพัฒนาขึ้น และแอปพลิเคชันที่พัฒนาเพื่อการเรียนรู้ มีการนำเทคโนโลยีมาใช้เป็นเครื่องมือในการจัดการและพัฒนาการเรียนการสอน รวมทั้งการส่งเสริมให้ผู้เรียน แสวงหาความรู้ด้วยตนเองจากสื่อดิจิทัล และสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) โดยไม่มีค่าใช้จ่าย


64 ตัวชี้วัด : ร้อยละของผู้เรียนที่เข้าถึงแพลตฟอร์มการเรียนรู้แบบไม่เสียค่าใช้จ่าย ตารางที่ 4 แสดงจำนวนและร้อยละของผู้เรียนที่เข้าถึงแพลตฟอร์มการเรียนรู้แบบไม่เสียค่าใช้จ่าย สังกัด จำนวนผู้เรียน (คน) จำนวนผู้เรียนที่เข้าถึงแพลตฟอร์มการเรียนรู้ แบบไม่เสียค่าใช้จ่าย (คน) สพป.สระบุรี เขต 1 14,522 14,522 สพป.สระบุรี เขต 1 22,629 22,629 สพม. 25,821 25,821 ศกศ. ไม่ระบุ ไม่ระบุ สอจ. ไม่ระบุ ไม่ระบุ สกร. 7,262 7,262 สช. 15,000 15,000 รวม 85,235 85,235 *หมายเหตุ ช่องทึบ เป็นการนำเข้าข้อมูลและคำนวณค่าร้อยละโดยระบบ e - Inspection 3. ปัญหาอุปสรรค 1.นักเรียนบางคนอาจไม่มีการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้และไม่มีอุปกรณ์โทรศัพท์ แท็บเล็ท คอมพิวเตอร์ เมื่ออยู่ที่บ้าน รวมทั้งการเข้าถึงแพลตฟอร์ม และแอพพลิเคชั่น มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม 2.นักเรียนบางคนไม่สามารถใช้เครือข่ายอินเตอร์เน็ตได้เนื่องอยู่ในพื้นที่อับสัญญาณ ขาดอุปกรณ์ เช่น สมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์ Tablet ฯลฯ 3. ผู้เรียนขาดความตระหนักถึงความสำคัญของการเรียนรู้ด้วยตนเองผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ 4. ข้อเสนอแนะ - ระดับนโยบาย ควรมีการจัดสรรงบประมาณเพื่อให้นักเรียนได้รับอุปกรณ์เพื่อเข้าถึงเทคโนโลยีต่างๆอย่าง เหมาะสมทุกช่วงวัย - ระดับส่วนราชการ มีการส่งเสริม นิเทศ ติดตาม การจัดการเรียนการสอนให้แก่ครู จัดหลักสูตรการสอนให้นักเรียน เกิดการพัฒนาต่อยอดองค์ความรู้ต่างๆได้ในอนาคต - ระดับพื้นที่ ส่งเสริมการให้มีการปรับปรุงแพลตฟอร์มการเรียนรู้แบบไม่เสียค่าใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง และให้ นักเรียนมีส่วนร่วมในการพัฒนางาน 5. รูปแบบ แนวทาง หรือนวัตกรรม ที่คิดว่าเป็นต้นแบบหรือแบบอย่างที่ดี 1. โรงเรียนมีแนวทางการจัดการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับการนำเทคโนโลยีมาใช้อย่าง ต่อเนื่อง เช่น การสอนใช้โปรแกรม การสร้างโปรไฟล์นำเสนอผลงานนักเรียน เพื่อใช้ในการสมัครเรียนต่อ ในระดับอุดมศึกษาผ่านแอปพลิเคชั่น ฟรี เช่น CanVa


65 2. แพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์แบบโต้ตอบ (Interactive Learning Platform) ที่ใช้ AI ใน การวิเคราะห์และปรับแต่งเนื้อหาให้เหมาะสมกับผู้เรียนแต่ละคน 3. โมเดล “Hybrid Learning” ที่ผสมผสานการเรียนรู้แบบออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อให้การ เรียนรู้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ 4. แอปพลิเคชัน SaraPlus https://nfe-sara.glide.page/dl/d0a5f4 การพัฒนารูปแบบการนิเทศโครงการ OBEC Content Center ของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงาน เขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 2 ด้วย ATTITUDE Model มีกระบวนการขั้นตอนดำเนินงานภายใต้ กระบวนการ PDCA ดังนี้ 5. การออกแบบการพัฒนารูปแบบการนิเทศแบบ ATTITUDE Model เพื่อขับเคลื่อนโครงการ OBEC Content Center เป็นรูปแบบการนิเทศที่เน้นการพัฒนาทัศนคติ (Attitude) ของผู้รับการนิเทศ ซึ่งจะ ส่งผล ต่อพฤติกรรม (Behavior) และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการปฏิบัติงาน (Change) ที่ดีขึ้น ส่งผลให้ ครูผู้สอนได้รับรางวัลต่าง ๆ ในระดับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดังนี้ 1. รางวัลระดับเหรียญทองแดง ประเภทครูผู้สร้างสื่อ 2. รางวัลระดับเหรียญทองแดง ประเภทครูผู้ใช้สื่อ อีกทั้งมีการสมัครเข้าใช้งานในระบบ OBEC CC จำนวน 240 คน มีผลงานอัพโหลดขึ้นระบบและผ่านการ กลั่นกรองจำนวน 234 ผลงาน (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2567)


66 นโยบายที่ 2.2 : ช่วยเหลือเด็กและเยาวชนที่หลุดระบบการศึกษา (Zero Drop out) ให้มีโอกาสได้รับ การศึกษาทั้งในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย 1. ผลการดำเนินงานการขับเคลื่อนนโยบายฯ 1) การค้นหา ช่วยเหลือ ส่งต่อ และดูแลเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษา สพป. สระบุรี เขต 1 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 1 ดำเนินการจัดประชุมประธานกลุ่มเพื่อ ชี้แจงทำความเข้าใจ และขยายผลการติดตาม ค้นหา ให้กับผู้บริหารสถานศึกษาในกลุ่มโรงเรียนและครู ผู้รับผิดชอบ ในการติดตามเด็กตกหล่นจากระบบ และเด็กออกกลางคัน ในเขตพื้นที่บริการโรงเรียนของตนเอง พร้อมทั้งการรายงานผลการติดตามในระบบติดตามเด็กตกหล่นและออกกลางคัน OBEC Zero Dropout โดยโรงเรียนในสังกัด ลงพื้นที่ติดตามเด็กและรายงานผลการติดตามในระบบติดตามเด็กตกหล่น และออก กลางคัน OBEC Zero Dropout และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 1 ตรวจสอบการ รายงานผลการติดตามในระบบ OBEC Zero Dropout ประสานโรงเรียนเพื่อแก้ไขผลการติดตามให้ถูกต้อง ตามข้อมูลสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สพป. สระบุรี เขต 2 การดำเนินงาน (1) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต ๒ ได้ขับเคลื่อนนโยบายการแก้ปัญหาเด็ก ที่มีอยู่นอกระบบการศึกษาและเด็กตกหล่นให้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษา เพื่อขยายผลการดำเนินงานการ แก้ปัญหาสำหรับเด็กที่อยู่นอกระบบการศึกษาและเด็กตกหล่นให้กลับเข้าสู่การศึกษาที่ยืดหยุ่นและหลากหลาย (2) แจ้งหนังสือการติดตามค้นหาเด็กตกหล่นและเด็กออกกลางคัน โดยให้โรงเรียนในสังกัดตรวจสอบ ข้อมูลนักเรียนในเขตพื้นที่บริการของโรงเรียน เพื่อติดตามและลงพื้นที่ค้นหาเด็กตกหล่นและเด็กออกกลางคัน แจ้งคู่มือคู่มือการใช้งานระบบ “พาน้องกลับมาเรียน นำการเรียนไปให้น้อง” (ระดับสถานศึกษา) https://dropout.bopp-obec.info และบันทึกผลการติดตามในระบบ Obec Zero Dropout (3) จัดทำโครงการส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานการรับนักเรียนและติดตามเด็กออกกลางคัน ปีการศึกษา 2568 เพื่อติดตามนักเรียนที่ออกกลางคันจากฐานข้อมูลให้กลับมาเข้าเรียนในระบบหรือนอกระบบ ครบทุกคน (4) แจ้งข้อราชการในการประชุมผู้บริหารสถานศึกษา กำชับในการติดตาม ค้นหา ช่วยเหลือเด็กตก หล่นและเด็กออกกลางคันของนักเรียนในเขตพื้นที่บริการของโรงเรียน เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2568 (5) แต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินงานโครงการพาน้องกลับมาเรียน และแจ้งให้สถานศึกษา แต่งตั้งคณะกรรมการออกติดตาม ค้นหา เด็กตกหล่น เด็กออกกลางคัน (6) จัดตั้งศูนย์ประสานงาน “พาน้องกลับมาเรียน” สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต ๒ เพื่อประสานความช่วยเหลือ ให้ข้อมูลแนวทางการดำเนินงานในการติดตามค้นหาเด็กตกหล่น และเด็กออกกลางคัน (7) ประสานขอความร่วมมือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน ร่วมเป็นภาคี เครือข่ายติดตามค้นหาเด็กตกหล่นและเด็กออกกลางคัน


67 (8) กำกับติดตามผ่านช่องทางกลุ่มไลน์ OBEC Zero Droout ของสพป.สระบุรี เขต 2 และกลุ่มไลน์ ผู้บริหาร และทางโทรศัพท์ กำกับติดตามอย่างต่อเนื่องและรายงานผู้บังคับบัญชาทุกสัปดาห์ (9) ตรวจสอบ รวบรวมและประมวลผล สรุปรายงาน สพฐ.ทุกสัปดาห์ (10) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต ๒ มี “กองทุนโอบอุ้มคุ้มครองเพื่อเด็ก สระบุรี เขต 2 แข็งแกร่ง” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความช่วยเหลือนักเรียนยากจน โดยมอบทุนการศึกษาและ ส่งเสริมสนับสนุนระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน เพื่อให้นักเรียนในสังกัดมีโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียม ผลการดำเนินงาน เด็กตกหล่นและเด็กออกกลางคัน ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 2 นักเรียนตกหล่น จำนวน 2,551 คน นักเรียนออกกลางคัน 397 คน มีผลการติดตาม ค้นหา ช่วยเหลือ ส่งต่อ ดังนี้ (ข้อมูลณ วันที่ 23 มกราคม 2568) นักเรียน ตกหล่น ติดตาม แล้ว อยู่ ระหว่าง ติดตาม กลับเข้า ระบบ ไม่กลับ เข้า ระบบ พบตัว ไม่พบตัว ผลการ ดำเนินงาน นักเรียน ตกหล่น 2,551 2,551 0 170 2,385 1,055 1,496 100 % นักเรียน ออก กลางคัน 397 397 0 142 255 265 135 100 % สพม. สระบุรี ได้ดำเนินโครงการ "พาน้องกลับมาเรียน นำการเรียนไปให้น้อง" (OBEC Zero Dropout) เพื่อค้นหา และติดตามนักเรียนที่ออกกลางคันและนักเรียนตกหล่นให้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษา โดนโรงเรียนในสังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสระบุรี จำนวน 21 แห่ง ได้ ติดตามนักเรียน ลงพื้นที่เยี่ยมบ้าน นักเรียน และรายงานข้อมูลผ่านระบบ จำนวนนักเรียน 877 คน จำแนกเป็น นักเรียนที่ติดตามพบตัว และไม่ พบตัว ดังนี้


68 ศกศ. สระบุรี สถานศึกษามีการลงพื้นที่ค้นหานักเรียนที่ยังไม่ได้เข้าระบบการศึกษา มีการประเมินและคัดกรอง นักเรียนรายบุคคล และทดสอบความสามารถของนักเรียน เพื่อนำนักเรียนเข้าสู่ระบบการศึกษา เมื่อนักเรียน ได้รับการพัฒนาศักยภาพเพื่อเตรียมส่งต่อไปยังสถานศึกษาที่มีระดับสูงขึ้น สอจ. สระบุรี สถานศึกษามีการติดตามนักเรียน นักศึกษาที่หลุดออกจากระบบ มีนโยบายในการช่วยเหลือเด็กและ เยาวชนที่หลุดระบบการศึกษา (Zero Drop out) ให้มีโอกาสได้รับการศึกษาทั้งในระบบ นอกระบบ และ


69 ตามอัธยาศัย โดยงานครูที่ปรึกษาติดตามและเก็บข้อมูลปัญหา สาเหตุ และนำมาหารือในส่วนงานที่เกี่ยวข้อง ในการช่วยเหลือ ดังนี้ 1. การคัดกรองผู้เรียนรายบุคคลเพื่อจัดกลุ่มผู้เรียน โดยงานครูที่ปรึกษา กำหนดภารกิจให้ครูที่ปรึกษา ทำการคัดกรองผู้เรียนรายบุคคล เพื่อจัดกลุ่มผู้เรียนทุกภาคเรียน จำแนกเป็นกลุ่มปกติ (ผู้เรียนที่สามารถดูแล รับผิดชอบตนเองได้ทั้งด้านการเรียนและชีวิตส่วนตัว) กลุ่มเสี่ยง (ผู้เรียนที่มีปัญหาบางเรื่อง เช่น การเรียน สุขภาพ ฐานะการเงิน ฯลฯ ยังสามารถดูแลรับผิดชอบตนเองได้ แต่ครูที่ปรึกษาจะช่วยติดตามดูแลช่วยเหลือให้คำปรึกษา) และกลุ่มมีปัญหา (ผู้เรียนที่มีปัญหาด้านการเรียน ยาเสพติด มีความเสี่ยงที่จะออกกลางคัน ครูที่ปรึกษาจะให้การ ดูแล ให้คำแนะนำช่วยเหลือ) 2. กิจกรรมการเยี่ยมบ้านผู้เรียน โดยครูที่ปรึกษานำข้อมูลผู้เรียนกลุ่มมีปัญหา หรือผู้เรียนกลุ่มเสี่ยง ไปเยี่ยมบ้านผู้เรียน เพื่อประสานความร่วมมือกับผู้ปกครองหาทางช่วยเหลือเพื่อลดปัญหาการออกกลางคันของ ผู้เรียน สกร. สระบุรี ทางสถานศึกษาสกร.ระดับอำเภอพระพุทธบาท ได้มีการสำรวจข้อมูลเด็ก Dropout เพื่อพัฒนา ระบบฐานข้อมูลเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษารายบุคคล และพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ได้มีการติดตาม ช่วยเหลือเด็ก Dropout ได้เป็นรายบุคคล ผ่านเครือข่ายความร่วมมือของหน่วยงานต่างๆ เด็กและเยาวชนกลับ เข้าสู่การเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น มีทางเลือก ตอบโจทย์ชีวิต โดยมีนวัตกรรมการศึกษารูปแบบต่าง ๆ รองรับ มีการส่ง ต่อข้อมูลเด็กและเยาวชนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตาม ค้นหา ช่วยเหลือ ส่งต่อและดูแล เพื่อให้เกิด ความเหมาะสมในการช่วยเหลือเด็กและเยาวชนแต่ละราย ทั้งทางด้านการศึกษา สุขภาวะ พัฒนาการ สภาพ ความเป็นอยู่ และสภาพสังคม ตามนโยบาย เรียนดีมีความสุข 2) การป้องกัน เฝ้าระวังเด็กและเยาวชน ที่อยู่ในระบบการศึกษาไม่ให้หลุดออกจากระบบการศึกษา ขั้นพื้นฐาน (อายุ 3-18 ปี) สพป. สระบุรี เขต 1 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 1 ได้ดำเนินการป้องกันเด็กตกหล่นและเด็ก ออกกลางคัน โดยมีระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนที่เข้มแข็ง ครูที่ปรึกษามีข้อมูลนักเรียนเป็นรายบุคคล ในการ ติดตาม ดูแลช่วยเหลือ เยี่ยมบ้าน หรือสื่อสารทางออนไลน์ กับนักเรียน ผู้ปกครอง ทั้งนี้ สำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 1 ได้ส่งเสริม สนับสนุน กำกับ ติดตามให้โรงเรียนดำเนินการตามระบบการ ดูแลช่วยเหลือนักเรียน โดยการเยี่ยมบ้าน หรือการสื่อสารทางออนไลน์ เพื่อติดตามช่วยเหลือนักเรีย น ให้มี ความพร้อมในการเรียนจนจบ การศึกษาภาคบังคับ ด้วยกิจกรรมเยี่ยมบ้านนักเรียน จัดตั้งศูนย์ประสานงาน "พาน้องกลับมาเรียน" เพื่อขับเคลื่อนนโยบาย “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” เพื่อช่วยเหลือนักเรียน ในสังกัด และ จัดทำข้อตกลงความร่วมมือกับสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดสระบุรี เพื่อส่งต่อนักเรียนที่ต้องการ ศึกษาต่อในการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย สพป. สระบุรี เขต 2 (1) เร่งรัด ค้นหาและติดตามเด็กตกหล่นและออกกกลางคัน (2) ส่งเสริมสถานศึกษาให้จัดการศึกษาที่มีคุณภาพ สร้างโอกาสทางการศึกษาให้เท่าเทียมกัน (3) ประสานความร่วมมือหน่วยงานและเครือข่ายต่าง ๆ ในการติดตาม ค้นหา ดูแล ช่วยเหลือ เด็กตกหล่นและออกกลางคัน


70 (4) ส่งเสริม สนับสนุน ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนที่มีประสิทธิภาพ (5) ส่งเสริม สนับสนุนผู้เรียนโดยเน้นงานอาชีพตามความถนัดของนักเรียน ให้เข้าร่วมแนะแนวการฝึก ทักษะอาชีพ เพื่อการมีงาน กับสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานสระบุรี และเข้าร่วมการแนะแนวศึกษาต่อ แก่ นักเรียนในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา กับวิทยาลัยสังกัดสำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษาจังหวัด สระบุรี สพม.สระบุรี 1. การสร้างสภาพแวดล้อมที่น่าสนใจและปลอดภัย การพัฒนาโรงเรียนให้เป็นสถานที่ที่น่าสนใจ และเป็นมิตรต่อเด็ก รวมทั้งการสร้างบรรยากาศที่ปลอดภัย อบอุ่นในโรงเรียน 2. การส่งเสริมการเรียนรู้ที่เหมาะสมการพัฒนาหลักสูตรที่มีความยืดหยุ่น และตรงกับความสนใจ ของนักเรียน โดยการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มโอกาสในการเรียนรู้และการทำงานร่วมกัน 3. การสนับสนุนทางอารมณ์และสังคมการมีบริการให้คำปรึกษาทางจิตวิทยา และการสนับสนุน ทางอารมณ์ การสร้างระบบการสนับสนุนจากครู เพื่อน และครอบครัว 4.การติดตามและประเมินผล การติดตามนักเรียนที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ และการให้ความ ช่วยเหลือเฉพาะเจาะจงกับนักเรียนที่ประสบปัญหา และนำการใช้ระบบติดตามความก้าวหน้าและประเมินผล ที่สามารถช่วยให้ครูและผู้ปกครองรับรู้ถึงปัญหาที่เกิดขึ้น 5. การสร้างความร่วมมือกับชุมชน การสร้างความร่วมมือระหว่างโรงเรียน ครอบครัว และชุมชน เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนนักเรียน ศกศ. สระบุรี สถานศึกษามีการสำรวจข้อมูลนักเรียนอย่างสม่ำเสมอ เมื่อนักเรียนพบเจอปัญหา ให้สถานศึกษา บุคลากรทางการศึกษาเร่งดำเนินการช่วยเหลือเบื้องต้น หากพบนักเรียนหลุดออกจากรระบบการศึกษาให้ ประสานผู้ปกครองและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเร่งด่วนส่งผลให้ไม่มียอดนักเรียนที่ต้องอยู่ในระบบการศึกษา หลุดออกจากระบบการศึกษาขั้นพื้นฐาน สอจ. สระบุรี สถานศึกษาติดตามผู้เรียนโดยครูที่ปรึกษา ดำเนินโครงการเยี่ยมบ้านนักเรียน ติดตามความเป็นอยู่ และพูดคุยกับผู้ปกครอง รายงานข้อมูลผู้เรียนตกหล่นและผู้เรียนออกกลางคัน พร้อมสาเหตุของการออก กลางคัน ระดับสถานศึกษา ให้กับสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดสระบุรีทุกสัปดาห์ เพื่อรายงานสำนักงาน ศึกษาธิการจังหวัดสระบุรีต่อไป สกร. สระบุรี การป้องกันและเฝ้าระวังเด็กและเยาวชนไม่ให้หลุดออกจากระบบการศึกษาขั้นพื้นฐาน (อายุ 3-18 ปี) ต้องอาศัยความร่วมมือจากโรงเรียน ครอบครัว ชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยสามารถ ดำเนินการได้ตามแนวทางต่อไปนี้ 1. ป้องกันโดยสร้างแรงจูงใจให้เด็กอยากเรียน และให้ครอบครัวและชุมชนมีส่วนร่วม 2. เฝ้าระวังโดยติดตามข้อมูลและพฤติกรรมของเด็กอย่างใกล้ชิด 3. ให้ความช่วยเหลือเด็กกลุ่มเสี่ยงตามความเหมาะสม 4. ติดตามผลและสนับสนุนต่อเนื่องเพื่อให้เด็กอยู่ในระบบการศึกษาได้อย่างยั่งยืน การดำเนินงาน งานอย่างเป็นระบบจะช่วยลดจำนวนเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษา และทำให้พวกเขามีโอกาสทาง การศึกษาที่เท่าเทียมกัน


71 2. การติดตามผลการขับเคลื่อนนโยบายฯ แหล่งข้อมูล/หน่วยงานผู้ให้ข้อมูล : สพฐ. (สพป., สพม., ศกศ.) สอศ.(สอจ.) สกร. และ สช. สพป. หมายถึง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา สพม. หมายถึง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ศกศ. หมายถึง ศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัด สอจ. หมายถึง สำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัด สกร. หมายถึง สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัด สช. หมายถึง สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด (สช.) / สำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัด (5 จชต.) คำอธิบาย : 1. เด็กและเยาวชน หมายถึง ประชากรวัยเรียนที่อยู่ในช่วงอายุ 3 – 18 ปี โดยนับอายุตามปีปฏิทิน ไม่ได้นับอายุตามปีการศึกษา 2. เด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา (Out-of-School Children : OCSC) หมายถึง เด็กที่ไม่ได้ เข้าถึงการจัดการศึกษาตามเกณฑ์ที่กำหนด แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ เด็กตกหล่น หมายถึง เด็กที่ยังไม่เคยเข้ารับการศึกษา เด็กออกกลางคัน (Dropout) หมายถึง เด็กที่เคยเข้ารับการศึกษา แต่ออกจากระบบก่อนสำเร็จ การศึกษา 3. การค้นหา ช่วยเหลือ ส่งต่อ และดูแลเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลับเข้าสู่ระบบ การศึกษา หมายถึง การดำเนินการติดตามข้อมูลเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา โดยเฉพาะเด็กที่มี สัญชาติไทยและอยู่ในระบบการศึกษาภาคบังคับ และมีการส่งต่อเด็กและเยาวชนที่หลุดออกจากระบบ


72 การศึกษา โดยการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานทางการศึกษาในพื้นที่ มีการนำกระบวนการติดตามและส่งต่อ เด็กนอกระบบการศึกษาให้กับเข้าสู่ระบบการศึกษา โดยปรับรูปแบบการเรียนให้เหมาะสมกับชีวิตประจำวัน 4. การป้องกัน เฝ้าระวังเด็กและเยาวชน ที่อยู่ในระบบการศึกษาไม่ให้หลุดออกจากระบบการศึกษา ขั้นพื้นฐาน (อายุ 3-18 ปี) หมายถึง การป้องกันเด็กและเยาวชนหลุดออกจากระบบการศึกษา โดยมีมาตรการที่ เหมาะสมกับบริบทของหน่วยงานการศึกษาและพื้นที่ เร่งการพัฒนาคุณภาพชีวิตและการศึกษา เพื่อให้ การศึกษาสามารถเข้าถึงทุกคนอย่างเท่าเทียม และมีการติดตามและเฝ้าระวังไม่ให้เด็กหลุดออกจากระบบอีก ตัวชี้วัด : ร้อยละของเด็กและเยาวชนที่หลุดระบบการศึกษาได้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษา ตารางที่ 5 แสดงจำนวนและร้อยละเด็กและเยาวชนที่หลุดระบบการศึกษาได้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษา สังกัด จำนวนเด็กและเยาวชนที่ หลุดระบบการศึกษา (คน) จำนวนเด็กและเยาวชนที่หลุดระบบ การศึกษาได้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษา (คน) ร้อยละ สพป.สบ เขต 1 2,303 180 7.82 สพป.สบ เขต 2 - 312 - สพม.สระบุรี - 134 - ศกศ. 8 8 100 สอจ. - - - สกร. 2,008 236 11.75 สช. - - - รวม - - - *หมายเหตุ ช่องทึบ เป็นการนำเข้าข้อมูลและคำนวณค่าร้อยละโดยระบบ e - Inspection 3. ปัญหาอุปสรรค 1. จังหวัดสระบุรีเป็นเมืองอุตสาหกรรม ทำให้มีแรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงานเป็นจำนวนมาก ทำให้มี ข้อมูลเด็กต่างด้าวเป็นจำนวนมาก ยากต่อการติดตามและค้นหาและฐานข้อมูลเด็กตกหล่นที่อยู่ทะเบียนบ้าน กลางจำนวนมาก 2. ปัญหาการอพยพย้ายถิ่นฐาน นักเรียนย้ายติดตามผู้ปกครองไปรับจ้างตามฤดูกาล ไปทำงานนอก ถิ่นฐาน อยู่ไม่เป็นที่ โดยไม่แจ้งย้ายที่อยู่และไม่สามารถติดตามได้ ต้องตามไปเรียนต่างถิ่นด้วย ผลกระทบทำให้ เด็กบางรายไม่ไปเข้าเรียนต่อตามที่ขอย้ายไป 3. ครอบครัวนักเรียนกลุ่มตกหล่น ออกกลางคัน มีฐานะยากจน ผู้ปกครองประกอบอาชีพรับจ้าง มีรายได้ไม่เพียงพอในการส่งต่อให้นักเรียนไปเรียนต่อในระดับมัธยมศึกษาและสายอาชีพอย่างต่อเนื่องได้ อีกทั้ง ความเข้าใจของชุมชนและผู้ปกครอง ซึ่งผู้ปกครองบางคนอาจไม่ให้ความสำคัญกับการศึกษาของบุตรหลาน เนื่องจากการปล่อยปละละเลย ไม่ใส่ใจ 4. นักเรียนบางรายที่ไม่พบตัว ไม่มีผู้อยู่อาศัย และไม่มีข้อมูลหรือเบอร์โทรศัพท์สำหรับการติดต่อ หรือข้อมูลผู้ปกครองบางรายไม่สามารถติดต่อได้ผู้เรียนไม่เปิดเผยข้อมูลปัญหาที่ประสบอยู่ของตนเอง ทำให้ ข้อมูลการคัดกรอง ไม่สามารถเข้าถึงผู้เรียนที่มีปัญหาจริงๆ ทำให้ช่วยเหลือแก้ไขไม่ทัน 5. บัญชีรายชื่อเด็กตกหล่นและออกกลางคันบางรายซ้ำซ้อนกัน สถานศึกษาดำเนินการติดตาม ค้นหา ปรากฏว่าเข้าเรียนโรงเรียนในสังกัดอื่น เรียบร้อยแล้ว


73 4. ข้อเสนอแนะ - ระดับนโยบาย การแก้ไขระดับนโยบายเพื่อลดปัญหานักเรียนที่อยู่นอกระบบการศึกษาจำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยน หลายด้านอย่างเป็นระบบ 1. การสร้างกฎหมายที่ยืดหยุ่น: นโยบายการศึกษาควรมีความยืดหยุ่นในการรับนักเรียนทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นเด็กที่มีความต้องการพิเศษหรือเด็กที่ต้องทำงานเพื่อช่วยเหลือครอบครัว 2. การสนับสนุนทางการเงิน: นโยบายการเงินที่ให้ทุนการศึกษาแก่ครอบครัวที่มีรายได้น้อย จะช่วย ลดภาระค่าใช้จ่ายและทำให้เด็กสามารถกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาได้ - ระดับส่วนราชการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรสร้างระบบฐานข้อมูลสารสนเทศเกี่ยวกับเด็กและเยาวชนที่หลุดออกจาก ระบบการศึกษาที่เป็นปัจจุบัน เพื่อให้สถานศึกษาสามารถนำฐานข้อมูลไปใช้ในการติดตาม ดำเนินการพา นักเรียนเข้าสู่ระบบการศึกษาอย่างรวดเร็ว ควรกำหนดให้สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) เป็นหน่วยงาน หลักในการติดตามและค้นหาร่วมกันผู้นำชุมชนของกระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน จัดประชุมส่วนราชการทุกกระทรวงเพื่อให้ทราบข้อมูลการติดตามเด็ก กลุ่มเสี่ยงทุกกลุ่ม อีกทั้งการพัฒนา ฝึกอบรมครูและบุคลากรทางการศึกษาให้มีทักษะในการสอนและ ให้คำปรึกษาแก่เด็กที่มีปัญหาพิเศษ และสร้างเครือข่ายการสนับสนุนความร่วมมือระหว่างโรงเรียน ครอบครัว ชุมชน และองค์กรต่างๆ ให้มีเครือข่ายการสนับสนุนที่แข็งแกร่ง - ระดับพื้นที่ สถานศึกษาควรคัดกรอง ประเมินนักเรียนเป็นรายบุคคลอย่างสม่ำเสมอ เพื่อวิเคราะห์ ช่วยเหลือ นักเรียนที่มีความเสี่ยงในการหลุดออกจากระบบการศึกษา และการแก้ไขปัญหานักเรียนตกหล่น นักเรียนออก กลางคัน จำเป็นต้องมีการร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งรัฐและเอกชนในพื้นที่ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อม ที่เหมาะสมสำหรับนักเรียนทุกคน และการดำเนินการจัดทำโครงการ OBEC Zero Dropout พาน้องกลับมา เรียน นำการเรียนไปให้น้อง (เพิ่มโอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษา) เพื่อแก้ปัญหาเด็กที่ตกหล่นจาก ระบบ เด็กกลุ่มเสี่ยงที่จะออกกลางคัน หรือเด็กที่ออกกลางคันให้ได้รับการศึกษาที่ยืนหยุ่นในระดับเขตพื้นที่ การศึกษา 5. รูปแบบ แนวทาง หรือนวัตกรรม ที่คิดว่าเป็นต้นแบบหรือแบบอย่างที่ดี(ถ้ามี) สพป. สระบุรี เขต 1


74 สพป. สระบุรี เขต 2 สพม. สระบุรี แนวทางการแก้ไขปัญหานักเรียนที่อยู่นอกระบบการศึกษาจำเป็นต้องมีการดำเนินการหลาย ขั้นตอน เพื่อให้ครอบคลุมทุกด้าน 1. การประเมินปัญหา : ควรมีการสำรวจและประเมินสถานการณ์นักเรียนที่อยู่นอกระบบ การศึกษา เพื่อทราบถึงสาเหตุและความต้องการที่แท้จริงของนักเรียน 2. การพัฒนาโครงการพิเศษ : สร้างโครงการพิเศษหรือหลักสูตรการศึกษาทางเลือกที่เหมาะสม กับนักเรียนที่ต้องการความช่วยเหลือ เช่น การสอนออนไลน์ หรือการเรียนรู้แบบผสมผสาน 3. การส่งเสริมการเรียนรู้ในชุมชน : ใช้สถานที่ในชุมชน เช่น หอสมุด หรือศูนย์การเรียนรู้ใน ท้องถิ่นเป็นสถานที่การเรียนการสอนเพื่อให้เข้าถึงง่ายขึ้น 4. การเสริมสร้างความร่วมมือ:การทำงานร่วมกับองค์กรชุมชน หน่วยงานรัฐบาล และองค์กร เอกชนเพื่อเสริมสร้างเครือข่ายการช่วยเหลือและการสนับสนุน 5. การพัฒนาครูและบุคลากร: การฝึกอบรมครูและบุคลากรให้มีทักษะในการสอนและดูแล นักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ รวมถึงการสร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรและปลอดภัย 6. การติดตามและประเมินผล: ควรมีการติดตามและประเมินผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อปรับปรุงและพัฒนาโครงการให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 7. การสร้างแผนการเงิน:สนับสนุนด้านการเงินให้นักเรียนที่ต้องการความช่วยเหลือ เช่น ทุนการศึกษา หรือการลดค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา สอจ. สระบุรี จัดทำแผนการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาของส่วนงานที่เกี่ยวข้อง สำรวจและ บันทึกข้อมูลให้มีความเป็นปัจจุบันให้สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมาย


75 สกร. สระบุรี วันที่ 23 พฤษภาคม 2567 นายชัยธวัฒน์ กีระนันทน์ ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้จังหวัด สระบุรี เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ การจัดและส่งเสริมการจัดการศึกษานอกระบบ และการจัดการศึกษาตามอัธยาศัย แก่นักเรียนที่ออกนอกระบบโรงเรียน ณ ห้องประชุมชั้น 3 สำนักงาน ส่งเสริมการเรียนรู้จังหวัดสระบุรี https://www.facebook.com/photo/?fbid=962551042327940&set=pcb.96230575235246 …


76 นโยบายที่ 2.3 จัดให้มีโรงเรียนคุณภาพอย่างน้อย 1 โรงเรียน ต่อ 1 อำเภอ 1. ผลการดำเนินงานการขับเคลื่อนนโยบายฯ 1) การสนับสนุนและพัฒนาให้โรงเรียนคุณภาพมีผลการประเมิน (School Grading) สูงขึ้น สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดสระบุรี มุ่งมั่นที่จะยกระดับคุณภาพการศึกษาในพื้นที่ โดยมี เป้าหมายหลักคือการสนับสนุนและพัฒนาโรงเรียนคุณภาพให้มีผลการประเมิน (School Grading) ที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ปกครองและชุมชน การดำเนินงานของสำนักงานฯ แบ่งออกเป็น 3 เขตพื้นที่การศึกษา ประกอบด้วย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 1 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 2 และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสระบุรี ซึ่งแต่ละเขตมีแนวทางการดำเนินงานที่สอดคล้องกับนโยบาย "1 อำเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ" โดยมุ่งเน้นการ พัฒนาใน 5 ด้านหลัก ได้แก่ ด้านโครงสร้างพื้นฐานและระบบสนับสนุนนักเรียน ด้านผู้บริหาร ครู และบุคลากร ทางการศึกษา ด้านการบริหารจัดการ ด้านการจัดการเรียนรู้ และด้านผู้เรียน โดยมีขั้นตอนการดำเนินงาน ดังนี้ (1) จัดประชุมวางแผนการดำเนินงานตามตัวชี้วัดโรงเรียนคุณภาพ เพื่อให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมี ความเข้าใจและมีส่วนร่วมในการพัฒนา นอกจากนี้ ยังมีการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อส่งเสริมให้โรงเรียน สามารถเขียนรายงานวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศของนวัตกรรมการบริหารจัดการและการจัดการเรียนรู้ได้อย่างมี ประสิทธิภาพ และที่สำคัญคือการนิเทศ ติดตาม และประเมินผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การพัฒนา เป็นไปตามเป้าหมาย (2) หน่วยงานทางการศึกษาได้ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมพัฒนาโรงเรียนคุณภาพอย่าง ครอบคลุมในทุกด้าน โดยมีการประเมินตนเองตามเกณฑ์มาตรฐานโรงเรียนคุณภาพ และคณะกรรมการ สำนักงานเขตพื้นที่ลงพื้นที่ประเมินตามสภาพจริง เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องและนำไปสู่การพัฒนาที่ตรงจุด นอกจากนี้ ยังมีการส่งเสริมสนับสนุนให้โรงเรียนสำรวจความต้องการทั้ง 5 ด้าน เพื่อให้การพัฒนาเป็นไปตาม ความต้องการของโรงเรียนอย่างแท้จริง การดำเนินงานของสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดสระบุรี สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการ ยกระดับคุณภาพการศึกษาในพื้นที่ โดยการสร้างความเข้มแข็งให้กับโรงเรียนคุณภาพ ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญ ในการพัฒนาเยาวชนให้เป็นพลเมืองที่มีคุณภาพของประเทศต่อไป 2) คุณภาพผู้เรียนในโรงเรียนคุณภาพมีผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาสูงขึ้น อาทิ ผลการทดสอบทาง การศึกษาระดับขั้นพื้นฐาน (O-Net, NT, RT) สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดสระบุรีมุ่งมั่นในการยกระดับคุณภาพการศึกษา โดยให้ความสำคัญ กับการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนในโรงเรียนคุณภาพเป็นหลัก โดยใช้ผลการทดสอบทาง การศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET, NT, RT) เป็นเครื่องชี้วัดสำคัญและเป็นแนวทางในการพัฒนา สำนักงานฯ ดำเนินโครงการติวเข้ม O-NET, RT, และ NT ก่อนการสอบ เพื่อเตรียมความพร้อมให้นักเรียน อย่างเต็มที่ พร้อมทั้งติดตามและประเมินผลอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ ยังมีการจัดสอบ O-NET ในระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 6 มัธยมศึกษาปีที่ 3 และประถมศึกษาปีที่ 6 รวมถึงการประเมินความสามารถด้านการอ่าน (RT) ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 และการประเมินคุณภาพผู้เรียน (NT) ตามกำหนดการที่ชัดเจน หน่วยงานทางการศึกษาในพื้นที่จังหวัดสระบุรีส่งเสริมให้โรงเรียนในสังกัดเข้าร่วมการทดสอบ O-NET ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และ 6 อย่างเต็มรูปแบบ โดยมีโรงเรียนเข้าร่วมถึง 100% พร้อมทั้งมอบ นโยบายให้โรงเรียนสร้างแรงจูงใจให้นักเรียนเห็นความสำคัญของการสอบ นอกจากนี้ หน่วยงานทางการศึกษา


Click to View FlipBook Version