The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

สามมัคคีเภทคำฉันท์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by pitchapa_s, 2022-08-31 04:55:33

สามมัคคีเภทคำฉันท์

สามมัคคีเภทคำฉันท์

สามัคคีเภท
คำฉันท์



วารสาร
สามัคคีเภทคำฉันท์

นางสาวกุลปรีญา จัดทำโดย เลขที่ ๕
นางสาวณัฏฐนันท์ สิทธิสมบูรณ์ เลขที่ ๙
นางสาวณัฐกมล โพธิ์สุวรรณ เลขที่ ๑๐
นางสาวธันย์ณภัทร วรรณะ เลขที่ ๑๒
นางสาวพัชชา อภิวัฒิธรรม เลขที่ ๒๐
นางสาวพิชชาภา สุทธิธารสุวรรณ เลขที่ ๒๑
นางสาวภัทราวรรณ สมบุญนาค เลขที่ ๒๔
นางสาววรัทยา ศาลยาชีวิน เลขที่ ๓๐
นางสาวสุชานรี อุ่นอ่อน เลขที่ ๓๕
นางสาวอติกานต์ คล้ายสังข์ เลขที่ ๓๖
จงประดิษฐ์

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖/๙

เสนอ
คุณครูชมัยพร แก้วปานกัน

วารสารฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาภาษาไทยพื้นฐาน ๕ ท๓๓๑๐๑
ภาคเรียนที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๖๕
โรงเรียนสงวนหญิง

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต ๙ สุพรรณบุรี



คำนำ

หนังสืออิเล็กทรอนิกส์เล่มนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของวิชาภาษาไทยพื้นฐาน ๕ ท๓๓๑๐๑
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖/๙ โดยมีจุดประสงค์ เพื่อให้ศึกษาความรู้และวิเคราะห์วรรณคดีไทยเรื่องสามัคคีเภทคำฉันท์
ทั้งด้านการพิจารณาเนื้อหาและกลวิธีในการแต่งการใช้ภาษาตลอดจนประโยชน์หรือคุณค่าในวรรณคดีและ
วรรณกรรม คุณค่าที่สะท้อนทางด้านสังคม ซึ่งได้ศึกษาอย่างเข้าใจเพื่อเป็นประโยชน์ต่อการเรียนวรรณคดีแก่ผู้ที่สนใจ

ทั้งนี้เนื้อหาต่าง ๆ ได้มีการศึกษารวบรวมจากหนังสือเรียน จากอินเทอร์เน็ต และขอขอบพระคุณ
ครูชมัยพร แก้วปานกัน เป็นอย่างสูง ที่กรุณาให้คำแนะนำเพื่อแก้ไข ให้ข้อเสนอแนะ ตลอดการทำงาน รวมทั้งเพื่อน ๆ
ทุกคนที่ให้ความช่วยเหลือมาโดยตลอด หากรายงานฉบับนี้มีข้อผิดพลาดประการใด ผู้จัดทำขอน้อมรับไว้เพื่อแก้ไข
ปรับปรุงพัฒนาต่อไปและขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย

คณะผู้จัดทำ
๑๕ สิงหาคม ๒๕๖๕



สารบัญ

คำนำ ก
สารบัญ ข
ความเป็นมา ๑-๒
ประวัติผู้แต่ง ๓-๔
ลักษณะคำประพันธ์ ๕ - ๑๒
- กาพย์
- ฉันท์ ๑๓ - ๑๔
เนื้อเรื่อง
- เนื้อเรื่องโดยย่อ สามัคคีเภทคำฉันท์ ๓๑ - ๔๗
- เนื้อเรื่องเฉพาะบทเรียน
วิเคราะห์คุณค่า ๔๘
- ด้านเนื้อหา
- ด้านวรรณศิลป์
- ด้านสังคม
บรรณานุกรม



ความเป็นมา

“สามัคคีเภทคำฉันท์” เกิดจากวิกฤตการณ์ทั้งภายในและภายนอกประเทศ ในสมัยรัชกาลที่ ๖ เช่น
สงครามโลกครั้งที่ ๑, กบฏ ร.ศ. ๑๓๐ ประกอบกับคนไทยในสมัยนั้นได้รับการศึกษามากขึ้น ทำให้เกิดแนวความคิด
เกี่ยวกับกิจการบ้านเมืองที่หลากหลาย จึงส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของบ้านเมือง ทำให้ในช่วงดังกล่าว มักเกิด
ความนิยมแต่งวรรณคดีปลุกใจให้รักชาติ นายชิต บุรทัต จึงได้แต่งเรื่องสามัคคีเภทคำฉันท์ขึ้น ในปี พ.ศ. ๒๔๕๗ เพื่อ
มุ่งชี้ให้เห็นความสำคัญของความสามัคคี การรวมเป็นหมู่คณะ เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ถือเป็นวรรณคดีที่มีเนื้อหาเป็น
คติสอนใจ เรื่องสามัคคีเภทเป็นนิทานสุภาษิตในมหาปรินิพพานสูตรและอรรถกถาสุมังคลวิลาสินี ทีฆนิกายมหาวรรค
ลงพิมพ์ในหนังสือธรรมจักษุ ของมหามกุฎราชวิทยาลัย โดยเรียบเรียงเป็นภาษาบาลี

บทประพันธ์เรื่อง “สามัคคีเภทคำฉันท์” นี้ว่า
ด้วยกษัตริย์ลิจฉวี กรุงเวสาลี แห่งแคว้นวัชชี ถูกวัสสกา

รพราหมณ์ มหาอำมาตย์ของพระเจ้าอชาตศัตรู กรุงราชคฤห์แห่งแคว้นมคธ เข้าไปบ่อนทำลายความสามัคคีจนเสีย

เมือง เรื่องนี้มีมาในมหาปรินิพพานสูตรและอรรถกถาสุมังควิลาสินี นายชิต บุรทัต ได้อาศัยเค้าคำแปลเรื่องนี้เป็น

โครงร่างในการประพันธ์ ได้ต่อเติมเสริมความตามลีลาแห่งฉันท์เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๗

ในครั้งพุทธกาลแคว้นมคธมีกรุงราชคฤห์เป็นเมืองหลวง เป็นมหาอาณาจักรบนลุ่มแม่น้ำคงคา พระเจ้า

พิมพิสารทรงเป็นพระมหากษัตริย์ปกครองโดยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช มีพระราชโอรสองค์ใหญ่

ทรงพระนามว่า อชาตศัตรู เจ้าชายอชาตศัตรูนี้นับถือศาสนาเชน มิได้นับถือพุทธศาสนาเหมือนพระราชบิดา จึง

ถูกพระเทวทัตยุให้กบฏชิงราชสมบัติ อยู่มาวันหนึ่งเจ้าชายเหน็บกริชลอบเข้าไปหมายจะสังหารพระราชบิดา เมื่อ

ถูกจับได้ก็สารภาพว่าจะสังหารเพื่อให้ได้ราชสมบัติ พระเจ้าพิมพิสารได้พระราชทานอภัยโทษและยกราชสมบัติให้

พระราชโอรสเมื่อก่อนพุทธปรินิพพาน ๘ ปี หรือก่อน พ.ศ. ๙ ปี แต่ทว่าพระเจ้าอชาตศัตรูหวาดระแวงว่าพระราช

บิดาจะเปลี่ยนพระทัย จึงสั่งให้อำมาตย์จับพระราชบิดาไปขังไว้บนภูเขาคิชฌกูฎและทรมานจนสวรรคต

แคว้นวัชชีเป็นสหพันธรัฐตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำคันธกะ แควหนึ่งแห่งแม่น้ำคงคา มีกรุงเวสาลีเป็นเมืองหลวง

และมีพรมแดนติดต่อกับแคว้นมคธ กษัตริย์ลิจฉวีผลัดเปลี่ยนกันปกครองโดยระบอบสามัคคีธรรม มีรัฐสภาเป็นที่

ปรึกษาราชการแผ่นดิน และมีวัฒนธรรมประจำชาติซึ่งยึดถือปฏิบัติอย่างมั่นคง ๗ ประการ เรียกว่า อปริหานิย

ธรรม ฉะนั้นแม้แคว้นวัชชีจะเล็กกว่าแคว้นมคธ ก็มีความเจริญรุ่งเรืองและสามัคคีกันไม่น้อยกว่าแคว้นมคธ



พระเจ้าอชาตศัตรูมีกรณีพิพาทเป็นประจำกับกษัตริย์ลิจฉวี เรื่องแย่งเครื่องเทศอันมีค่าที่เชิงภูเขา พรมแดน
ห่างจากแม่น้ำคงคาประมาณ ๘ โยชน์ พระองค์จึงทรงวางแผนสงครามโดยใช้ให้มหาอำมาตย์สุนิธะกับปุโรหิตผู้
เฉลียวฉลาดนามว่าวัสสการพราหมณ์ให้ไปสร้างบ้านปาฏลิคามขึ้นเป็นเมือง ณ ริมฝั่งแม่น้ำคงคาใกล้ปากน้ำคันธกะ
ทางเข้าสู่แคว้นวัชชี เมืองนี้เพียบพร้อมด้วยค่ายคูประตูหอรบ เพื่อใช้เป็นฐานทัพเข้าโจมตีแคว้นวัชชี แต่ถึงอย่างไร
ก็ดีพระเจ้าอชาตศัตรูก็ยังไม่กล้าจะหักหาญ เพราะเกรงอิทธิพลของกษัตริย์ลิจฉวีอยู่

เมื่อพระเจ้าอชาตศัตรูเสวยราชย์ได้ ๗ ปี หรือ ก่อนพุทธปรินิพพาน ๑ ปี ทรงใช้วัสสการพราหมณ์ให้ไปเฝ้า
พระพุทธเจ้าแทนพระองค์บนเขาคิชฌกูฎ ให้ทูลถามถึงความทุกข์สุขก่อน แล้วให้กราบทูลถึงพระราชดำริของ
พระองค์ที่จะโจมตีแคว้นวัชชี และเมื่อพระพุทธองค์รับสั่งอย่างไร ก็ให้จำมากราบทูลอย่างนั้น

วัสสการพราหมณ์ไปเฝ้ากราบทูลตามพระราชบัญชา พระพุทธเจ้าจึงตรัสถามพระอานนท์ว่าชาววัชชียัง
ประพฤติวัฒนธรรม (อปริหานิยธรรม) ๗ ประการอยู่หรือ พระอานนท์ก็กราบทูลว่า ได้ยินว่าเขายังประพฤติกันอยู่
พระพุทธองค์จึงตรัสต่อไปว่า ได้ทรงแสดงธรรมทั้ง ๗ นี้แก่กษัตริย์ลิจฉวีครั้งหนึ่ง เมื่อเสด็จไปประทับที่สารันทเจดีย์
กรุงเวสาลี ว่าเป็นความเจริญฝ่ายเดียว ไม่มีความเสื่อม

วัสสการพราหมณ์ได้ฟังดังนั้นจึงกราบทูลว่า แม้เพียงข้อเดียวเท่านั้นก็มีความเจริญฝ่ายเดียวไม่มีความเสื่อม
เลย ไม่ต้องกล่าวถึง ๗ ข้อ เพราะฉะนั้นพระเจ้าอชาตศัตรูจึงไม่ควรทำการรบกับพวกวัชชี นอกเสียจากการ
รอมชอม หรือการทำลายสามัคคีของกษัตริย์ลิจฉวีเสียก่อน เมื่อกราบทูลความคิดเห็นอย่างนี้แล้วก็ทูลลากลับไป

เมื่อวัสสการพราหมณ์กลับไปแล้ว พระพุทธองค์จึงทรงเรียกประชุมสงฆ์แสดงภิกขุอปริหานิยธรรมสูตร ซึ่งมี
ลักษณะคล้ายวัชชีอปริหานิยธรรมสูตร เมื่อประทับอยู่ที่ภูเขาคิชฌกูฎเป็นเวลาพอสมควรแล้ว จึงเสด็จผ่านบ้าน
ปาฏลิคามที่สร้างขึ้นเป็นเมืองปาฏลีบุตรแล้ว รอนแรมไปโดยลำดับจนถึงกรุงเวสาลี ประทับจำพรรษาสุดท้ายที่นั่น
ต่อจากนั้นก็เสด็จไปปรินิพพานที่อุทยานสาลวัน แขวงกรุงกุสินารา แคว้นมัลละ

พระเจ้าอชาตศัตรูได้ทรงทราบดังนั้นจึงไม่กล้าโจมตีแคว้นวัชชี แต่ทรงปรึกษากับวัสสการพราหมณ์ออก
อุบายทำลายความสามัคคีของกษัตริย์ลิจฉวี โดยแกล้งลงโทษวัสสการพราหมณ์แล้วเนรเทศให้ไปอยู่แคว้นวัชชี
วัสสการรพราหมณ์ดำเนินการบ่อนทำลายความสามัคคีอยู่ ๓ ปี จึงเป็นผลสำเร็จ

พระเจ้าอชาตศัตรูได้ทรงทราบแล้วก็กรีธาทัพเข้าไปยึดครองแคว้นวัชชีโดยไม่มีการสู้รบ ภายหลังพุทธ
ปรินิพพาน ๒ ปี หรือก่อน พ.ศ. ๓ แคว้นวัชชีก็ตกอยู่ภายใต้การปกครองของพระเจ้าอชาตศัตรู

วัสสการพราหมณ์



ประวัติผู้แต่ง

นายชิต บุรทัต เกิดเมื่อวันที่ ๖ กันยายน พ.ศ. ๒๔๓๕ เป็นบุตรนายชู นางปริก ได้รับการศึกษาขั้น
ต้นจากบิดาซึ่งเป็นเปรียญ ๕ ประโยค และได้เข้าเรียนในโรงเรียนวัดราชบพิธเป็นแห่งแรกแล้วย้ายมาเรียนต่อจน
สำเร็จชั้นมัธยมบริบูรณ์ที่โรงเรียนวัดสุทัศน์ ขณะนั้นอายุได้ ๑๕ ปี บิดาจึงจัดการให้บวชเป็นสามเณร ณ วัดราชบพิธ
สถิตมหาสีมาราม พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้าทรงเป็นอุปัชฌาจารย์ นายชิต
บุรทัตเป็น ผู้รักรู้ รักเรียน มีความรู้ในภาษาบาลีและฝึกฝนภาษาอังกฤษด้วยตนเองจนอยู่ในเกณฑ์ใช้ได้ นายชิตเริ่ม
การประพันธ์เมื่ออายุ ๑๘ ปี ขณะนั้นได้กลับมาบวชเป็นสามเณรอีกเป็นครั้งที่สอง ณ วัดเทพศิรินทราวาสและได้ย้าย
ไปอยู่ที่วัดบวรนิเวศวิหาร จึงได้อุปสมบทที่วัดนี้ในฐานะเป็นศิษย์ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระวชิรญาณวโร
รส สามเณรชิตได้สร้างงานประพันธ์โดยใช้นามปากกาเป็นครั้งแรกว่า “เอกชน” จนเจริญรุ่งโรจน์ขึ้นในระยะเวลาอัน
รวดเร็ว

ในขณะที่สามเณรชิตมีอายุเพียง ๑๘ ปี ก็ได้รับอาราธนาจากองค์สภานายกหอพระสมุดวชิรญาณให้เข้า
ร่วมแต่งฉันท์สมโภชพระมหาเศวตฉัตรในงานพระราชพิธีฉัตรมงคลรัชกาลที่ ๖ พ.ศ. ๒๔๕๔ ด้วยผู้หนึ่ง ต่อมาใน
ปีพ.ศ. ๒๔๕๘ นายชิต บุรทัตซึ่งอยู่ในเพศฆราวาสแล้วได้ส่งบทประพันธ์กาพย์ปลุกใจลงในหนังสือพิมพ์ "สมุทร
สาร"พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทอดพระเนตรต้นฉบับเดิมพอพระราชหฤทัยเป็นอันมากทรงพระ
กรุณาโปรดเกล้าฯให้เจ้าหน้าที่ขอถ่าพภาพเจ้าของบทกาพย์ปลุกใจลงพิมพ์ประกอบด้วย

นายชิตใช้นามสกุลเดิมว่า ชวางกูร ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๕๙ จึงได้รับพระราชทานนามสกุลว่า "บุรทัต"
และในปีเดียวกันนั้นเองนายชิต บุรทัตได้สมรสกับจั่น แต่หามีบุตรธิดาด้วยกันไม่นามปากกาของชิต บุรทัต คือ"เจ้า
เงาะ" “เอกชน” “แมวคราว” ใช้ในการประพันธ์บทความต่างๆในหน้าหนังสือพิมพ์และนิตยสารต่าง ๆ เสมอมาจน
ตลอดอายุ นายชิต บุรทัตถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ ๒๗ เมษายน พ.ศ.๒๔๘๕ ด้วยโรคลำไส้พิการ ณ บ้านถนนวิสุทธิ
กษัตริย์ รวมอายุได้ ๕๐ ปี สำนักงานสุดท้ายที่ประจำอยู่คือหนังสือพิมพ์เอกชน

นายชิต บุรทัต



ผลงานของนายชิต บุรทัต
งานกวีนิพนธ์ส่วนใหญ่จะเป็นประเภทคำฉันท์ มีทั้งที่แต่งขึ้นด้วยจินตนาการของความเป็นกวี ชมธรรมชาติ

คติสอนใจ บทสดุดีเฉลิมพระเกียรติและวรรณคดีเรื่องยาวเกี่ยวกับชาดก เช่น กำเนิดแห่งสตรีคำโคลงความรักของแม่
ฉันท์เฉลิมพระเกียรติงานพระเมรุทองท้องสนามหลวง กรุงเทพฯคำฉันท์ ตาโป๋คำฉันท์ คติของพวกเราชาวไทย อุปมา
ธรรมชาติ ข้าพเจ้านั่งอยู่ชายทะเล นิราศนครราชสีมา ชีวิตเราเปรียบด้วยนกบิน ลิลิตพระเจ้ากรุงธนบุรี กกุฎวานิชคำ
โคลง เวทัพพชาดกคำฉันท์ และสามัคคีเภทคำฉันท์ เป็นต้น

นับว่านายชิต บุรทัตเป็นกวีเอกที่มีชื่อเสียงรุ่งโรจน์คนหนึ่ง ใช้เวลาทั้งหมดของชีวิตด้วยการแต่งบทกวีต่าง ๆ
นานาชนิดจนอาจกล่าวได้ว่า ไม่มีกวีคนใดในสมัยเดียวกันจะทำงานในเชิงกวีนิพนธ์ได้มากและมีชื่อเสียงแพร่หลายใน
หมู่ประชาชนชาวไทยได้เท่ากวีเอกผู้นี้ในสมัยนั้น โดยเฉพาะงานชิ้นเอกของท่าน คือ สามัคคีเภทคำฉันท์ มีฉันท์อยู่ถึง
๑๙ ชนิด มีลีลาในการแต่งที่ไม่อาจมีกวีใดเทียบได้ ทั้งการเลือกใช้ถ้อยคำและสำนวนโวหารอย่างไพเราะ ขณะ
เดียวกันก็เคร่งครัดต่อกฎเกณฑ์ของคำประพันธ์ นับว่าเป็นผลงานที่มีคุณค่าในวรรณคดีนิพนธ์ สามารถใช้เป็นแบบ
อย่างแห่งการแต่งฉันท์ได้เป็นอย่างดี



ลักษณะคำประพันธ์

“สามัคคีเภทคำฉันท์” ใช้รูปแบบการประพันธ์เป็นร้อยกรอง ชนิดคำฉันท์ ซึ่งเกิดจากคำประพันธ์ชนิด
“กาพย์” มี ๒ ชนิด คือ กาพย์ฉบัง ๑๖ และกาพย์สุรางคนางค์ ๒๘ และเกิดจากคำประพันธ์ชนิด “ฉันท์” ที่ใช้ถึง ๑๘
ชนิดได้แก่

๑. สัททุลวิกกีฬิตฉันท์ ๑๙ เป็นฉันท์ที่มีลีลาการอ่านสง่างาม เคร่งขรึม มีอำนาจดุจเสือผยอง ใช้แต่งสำหรับบท
ไหว้ครู บทสดุดี ยอพระเกียรติ

ตัวอย่าง

จอมทัพมาคธราษฎร์ธยาตรพยุหกรี

ธาสู่วิสาลี นคร

โดยทางอันพระทวารเปิดนรนิกร

ฤๅรอต่อรอน อะไร

๒. วสันตดิลกฉันท์ ๑๔ เป็นฉันท์ที่มีลีลาไพเราะ งดงาม เยือกเย็นดุจเม็ดฝน ใช้สำหรับบรรยายหรือ
พรรณนาชื่นชมสิ่งที่สวยงาม

ตัวอย่าง บริสุทธิกำจาย
ข้าแต่พระจอมจุฬมกุฎ ตระบะเบิกระบือบุณย์
ปรากฏพระยศระบุระบาย



๓. อุปชาติฉันท์ ๑๑ นิยมแต่งสำหรับบทเจรจาหรือบรรยายความเรียบๆ

ตัวอย่าง

สมัยเสด็จว่า ธุระราชการี

เสนาธิบดี มุขพรรคอมาตย์ผอง
๔. อีทิสังฉันท์ ๒๑ เป็นฉันท์ที่มีจังหวะกระแทกกระทั้น เกรี้ยวกราด โกรธแค้น และอารมณ์รุนแรง เช่น รัก

มาก โกรธมาก ตื่นเต้น คึกคะนอง หรือพรรณนาความสับสน

ตัวอย่าง ติยรัฐเกรียงไกร
โบราณกาลบรมขัต ยอชาตศัตรู
ท้าวทรงพระนามอภิไธ อภิเษกประสิทธิ์ภู
ครองเขตมเหศวรเอก รณบรรพ์ประเพณี
อาณาปวัตน์ลุบริบู

๕. อินทรวิเชียรฉันท์ ๑๑ เป็นฉันท์ที่มีลีลาสวยงามดุจสายฟ้าพระอินทร์ มีลีลาอ่อนหวาน ใช้บรรยาย
ความหรือพรรณนาเพื่อโน้มน้าวใจให้อ่อนโยน เมตตาสงสาร เอ็นดู ให้อารมณ์เหงาและเศร้า

ตัวอย่าง

อันภูบดีรา ชอชาตศัตรู
ได้ลิจฉวีภู วประเทศสะดวกดี



๖. วิชชุมมาลาฉันท์ ๘ หมายถึง ระเบียบแห่งสายฟ้า เป็นฉันท์ที่ใช้ในการบรรยายความ

ตัวอย่าง

ข่าวเศิกเอิกอึง ทราบถึงบัดดล
ในหมู่ผู้คน ชาวเวสาลี

๗. อินทรวงศ์ฉันท์ ๑๒ เป็นฉันท์ที่มีลีลาตอนท้ายไม่ราบเรียบคล้ายกลบทสะบัดสะบิ้ง ใช้ในการบรรยายความหรือ
พรรณนาความ

ตัวอย่าง

หลากเหลอืจะเชื่อจิต ผวิคดิประหวั่นพะ

เมตตาและเต็มปลง มนจักประคบัประคอง

หนักข้างระคางอยู่ บมิรู้จะรับจะรอง

ภายหลงักต็้ังตรอง ตริฤเว้นระวังระแวง

๘. วังสัฏฐฉันท์ ๑๒ เป็นฉันท์ที่มีสำเนียงอันไพเราะเหมือนเสียงปี่

ตัวอย่าง

ประชุมกษัตริย์รา ชสภาสดับคะนึง

คะเนณทุกข์รึง อุระอัดประหวัดประวิง

ประกอบระกำพา หิรกายน่าจะจริง

มิใช่จะแอบอิง กลอำกระทำอุบาย



๙.มาลินีฉันท์ ๑๕ เป็นฉันท์ที่ใช้ในการแต่งกลบทหรือบรรยายความที่เคร่งขรึม เป็นสง่า

ตัวอย่าง

กษณะทวิชะรับฐา นันทร์และที่วาจกาจารย
นิรอลสะประกอบภาร พีริโยฬารและเต็มใจ
เที่ยงณบทในพระธรรมนูญ
จะพินิฉยคดีใด ยุกติบาฐบูรณ์ญคลองธรรม์
ละมนะอคติสี่ศูนย์

๑๐. ภุชงคประยาตฉันท์ ๑๒ เป็นฉันท์ที่มีลีลางามสง่าดุจงูเลื้
อย นิยมใช้แต่งบทที่ดำเนินเรื่องอย่างรวดเร็วและ
คึกคัก

ตัวอย่าง คะเนกลคะนึงการ
ทิชงค์ชาติฉลาดยล ระวังเหือดระแวงหาย
กษัตริย์ลิจฉวีวาร ปวัตน์วัญจโนบาย
เหมาะแก่การณ์จะเสกสรร สมัครสนธิ์สโมสร
มล้างเหตุพิเฉทสาย



๑๑. มาณวกฉันท์ ๘ เป็นฉันท์ที่มีลีลาผาดโผน สนุกสนาน ร่าเริง และตื่นเต้นดุจชายหนุ่ม

ตัวอย่าง กาลอนุกรม
ล่วงลุประมาณ ท่านทวิชงค์
หนึ่งณนิยม วิทยะยง
เมื่อจะประสิทธิ์ เอกกุมาร
เชิญวรองค์

๑๒. อุเปนทรวิเชียรฉันท์ ๑๑ เป็นฉันท์ที่มีความไพเราะใช้ในการบรรยายบทเรียบๆ

ตัวอย่าง กลห์เหตุยุยงเสริม
ทิชงค์เจาะจงเจตน์ นฤพัทธก่อการณ์
กระหน่ำและซ้ำเติม ทินวารนานนาน
ละครั้งระหว่างครา ธก็เชิญเสด็จไป
เหมาะท่าทิชาจารย์

๑๐

๑๓. สัทธราฉันท์ ๒๑ มีความหมายว่า ฉันท์ยังความเลื่อมใสให้เกิดแก่ผู้ฟัง จึงเหมาะเป็นฉันท์ที่ใช้สำหรับแต่งคำ
นมัสการ อธิษฐาน ยอพระเกียรติ หรืออัญเชิญเทวดา ใช้แต่งบทสั้นๆ

ตัวอย่าง ธก็ยุศิษยตาม
ฉงนงำ
ลำดับนั้นวัสสการพราหมณ์ ริณวิรุธก็สำ
แต่งอุบายงาม ธเสกสรร

ปวงโอรสลิจฉวีดำ
คัญประดุจคำ

๑๔. สาลินีฉันท์ ๑๑ เป็นบทที่มีคำครุมาก ใช้บรรยายบทที่เป็นเนื้อหาสาระเรียบๆ

ตัวอย่าง

พราหมณ์ครูรู้สังเกต ตระหนักเหตุถนัดครัน

ราชาวัชชีสรร พจักสู่พินาศสม

๑๕. อุปัฏฐิตาฉันท์ ๑๑ เป็นฉันท์ที่เหมาะสำหรับใช้บรรยายบทเรียบๆ แต่ไม่ใคร่มีคนนิยมแต่งมากนัก

๑๑
๑๖. โตฏกฉันท์ ๑๒ เป็นฉันท์ที่มีลีลาสะบัดสะบิ้งเหมือนประตักแทงโค ใช้แต่งกับบทที่แสดงความโกรธเคือง
ร้อนรน หรือสนุกสนาน คึกคะนอง ตื่นเต้น และเร้าใจ

๑๗. กมลฉันท์ ๑๒ เป็นฉันท์ที่มีความไพเราะเหมือนดังดอกบัว ใช้กับบทที่มีความตื่นเต้นเล็กน้อยและใช้
บรรยายเรื่อง

๑๘. จิตรปทาฉันท์ ๘ เป็นฉันท์ที่เหมาะสำหรับบทที่น่ากลัว เอะอะ เกรี้ยวกราด ตื่นเต้นตกใจและกลัว

๑๙. กาพย์ฉบัง ๑๖ คำประพันธ์ประเภท กาพย์ บทหนึ่งมีเพียงหนึ่งบาท บาทละ 3 วรรค บังคับจำนวนคำ
และสัมผัส ไม่มีบังคับเอก-โท หรือครุ-ลหุ

อันอัครปุโรหิตาจารย์ ตัวอย่าง
ฉลาดฉลียวเชี่ยวชิน พราหมณ์นามวัสสการ

กลเวทโกวิทจิตจินต์ สำแดงแจ้งศิล
ปศาสตร์ก็จบสบสรรพ์

๑๒

๒๐. กาพย์สุรางคนางค์ ๒๘ บทหนึ่ง มี ๗ วรรค ๆ ละ ๔ คำ จึงนิยมเรียกว่ากาพย์ ๒๘ บังคับเฉพาะสัมผัส รับ
สัมผัสนอกบท ด้วยคำท้ายวรรคที่ ๓ วรรคแรกปล่อยว่างไว้ ขึ้นต้นด้วยวรรคที่ ๒ เฉพาะคำสุดท้ายของวรรคที่ ๗ ส่ง
สัมผัสไปยังคำที่พร้อมจะรับในบทที่จะแต่งต่อไป

พระเผยประภาษ ตัวอย่าง
บดีประธาน กะมุขอมาตย์
พหลทหาร ตระเตรียมสกนธ์
ประดังประดา สมรรถชาญ

คำประพันธ์ชนิด “ฉันท์” จะมีฉันทลักษณ์ที่เป็นลักษณะบังคับ ได้แก่
ครุ คือ พยางค์ที่มีเสียงหนัก ได้แก่ พยางค์ที่ประกอบด้วย สระเสียงยาว เช่น ตา แม่ ปู และสระ อำ ใอ ไอ เอา
เช่น ทำ ใจ ไป เดา รวมทั้งพยางค์ที่มีตัวสะกด เช่น แมว จาน กลม เป็นต้น
ลหุ คือ พยางค์ที่ประสมกับสระเสียงสั้น และจะต้องไม่มีตัวสะกด เช่น จะ สิ ก็ ธ เป็นต้น

๑๓

เนื้อเรื่องย่อ สามัคคีเภทคำฉันท์

เนื้อเรื่องโดยย่อของสามัคคีเภทคำฉันท์ มีว่าสมัยก่อนที่พระพุทธเจ้าจะปรินิพพานไม่นานนัก
พระเจ้าอชาตศัตรูทรงครองราชสมบัติที่นครราชคฤห์ แคว้นมคธ พระองค์ทรงมีวัสสการพราหมณ์ผู้ฉลาดและรอบรู้
ศิลปศาสตร์ เป็นที่ปรึกษาราชกิจทั่วไป ขณะนั้นทรงปรารภจะแผ่พระราชอาณาเขตเข้าไปถึงแคว้นวัชชี แต่กริ่งเกรง
ว่ามิอาจเอาชนะได้ด้วยการส่งกองทัพเข้ารุกราน เนื่องจากบรรดากษัตริย์ลิจฉวีมีความสามัคคีสูง และการปกครอง
อาณาประชาราษฎ์รด้วยธรรม อันนำความเจริญเข้มแข็งมาสู่แว่นแคว้น พระเจ้าอชาตศัตรูทรงหารือเรื่องนี้เป็นการ
เฉพาะกับวัสสการพราหมณ์ จึงเห็นแจ้งในอุบายจะเอาชนะด้วยปัญญาวันหนึ่งพระเจ้าอชาตศัตรูเสด็จออกว่าราชการ
พร้อมพรั่งด้วยเสนาอำมาตย์ชั้นผู้ใหญ่ เมื่อเสร็จวาระเรื่องอื่นๆ ลงแล้ว จึงตรัสในเชิงหารือว่า หากพระองค์จะยกทัพ
ไปปราบแคว้นวัชชีใครจะเห็นคัดค้านประการใด วัสสการพราหมณ์ฉวยโอกาสเหมาะกับอุบายตนที่วางไว้ ก็กราบทูล
ท้วงว่าเห็นทีจะเอาชนะไม่ได้เลย เพราะกษัตริย์ลิจฉวีทุกองค์ล้วนผูกพันเป็นกัลยาณมิตรอย่างมั่นคง มีความสามารถ
ในการศึกและกล้าหาญ อีกทั้งโลกจะติเตียน หากฝ่ายมคธจงใจประทุษร้ายรุกรานเมืองอื่น ขอให้ยับยั้งการทำศึกเอา
ไว้เพื่อความสงบของประชาราษฎร์ พระเจ้าอชาตศัตรูทรงแสร้งแสดงพระอาการพิโรธหนัก ถึงขั้นรับสั่งจะให้ประหาร
ชีวิตเสีย แต่ทรงเห็นว่าวัสสการพราหมณ์รับราชการมานาน จึงลดโทษการดูหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ครั้งนั้น
เพียงแค่ลงพระราชอาญาเฆี่ยนตีอย่างแสนสาหัสจนสลบไสล ถูกโกนหัวประจานและ เนรเทศออกไปจากแคว้นมคธ
ข่าววัสสการพราหมณ์เดินทางไปถึงนครเวสาลี เมืองหลวงของแคว้นวัชชี ทราบไปถึงพระกรรณของหมู่กษัตริย์ลิจฉวี
จึงรับสั่งให้เจ้าพนักงานตีกลองสำคัญเรียกประชุมราชสภาว่า ควรจะขับไล่หรือเลี้ยงเอาไว้ดี ในที่สุดที่ประชุมราชสภา
ลงมติให้นำเข้าเฝ้าเพื่อหยั่งท่าทีและฟังคารมก่อน แต่หลังจากกษัตริย์ลิจฉวีทรงซักไซ้ไล่เลียงด้วยประการต่างๆ
ก็หลงกลวัสสการพราหมณ์ ทรงรับไว้ทำราชการในตำแหน่งอำมาตย์ผู้พิจารณาพิพากษาคดีและตั้งเป็นครูฝึกสอน
ศิลปวิทยาแก่ ราชกุมารของเหล่ากษัตริย์ลิจฉวีด้วย จากนั้นต่อมา พราหมณ์เฒ่าก็ทำที่ปฎิบัติงานในหน้าที่อย่างดี
ไม่มีสิ่งใดบกพร่อง จนหมู่กษัตริย์ลิจฉวีไว้วางพระทัย แผนการทำลายความสามัคคีได้เริ่มจากวัสสการพราหมณ์ใช้กล
อุบายให้บรรดาราชโอรสกษัตริย์ลิจฉวีระแวงกัน โดยแกล้งเชิญแต่ละองค์ไปพบเป็นการส่วนตัว แล้วถามปัญหา
ธรรมดาที่รู้ๆ กันอยู่ เมื่อองค์อื่นซักเรื่องราวว่าสนทนาอะไรกับอาจารย์บ้าง แม้ราชกุมารองค์นั้นจะตอบความจริง แต่
ก็ไม่มีใครเชื่อถือ ก่อให้เกิดความระแวงและแตกร้าวในบรรดาราชกุมาร กระทั่งลุกลามไปสู่กษัตริย์ลิจฉวี ผู้เป้นพระ
ราชบิดาทุกองค์ ทำให้ความสามัคคีค่อยๆ เสื่อมลงจนกระทั่งไม่เข้าร่วมประชุมราชสภา หรือได้ยินเสียงกลองก็ไม่
สนใจประชุม เมื่อมาถึงขั้นนี้ วัสสการพราหรณ์จึงลอบส่งข่าวไปให้พระเจ้าอชาตศัตรูยกทัพมาตีแคว้นวัชชีได้เป็นผล
สำเร็จ สามัคคีเภทคำฉันท์ แต่งขึ้นเพื่อมุ่งสรรเสริญธรรมแห่งความสามัคคีเป็นแก่นของเรื่อง และหลักธรรมข้อนี้ไม่ล้า
สมัย สามารถยังประโยชน์ให้เกิดขึ้นแก่หมู่ชนที่มีความพร้อมเพรียงกันพัฒนาสังคม หากนำมาประยุกต์ใช้ให้
สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง

๑๔

เนื้อเรื่องเฉพาะบทที่เรียน

พระเจ้าอชาตศัตรูแห่งแคว้นมคธ มีพระประสงค์จะขยายอาณาจักร ไปยังแคว้นวัชชีของเหล่ากษัตริย์ลิจฉวี
แต่แคว้นวัชชีปกครองโดยยึดมั่นในหลักอปริหานิยธรรม ซึ่งเน้นความสามัคคีเป็นหลัก ทำให้การโจมตีไม่สามาถใช้
กำลังได้เพียงอย่างเดียว

วัสสการพราหมณ์ผู้มีปัญญาเฉียบแหลม ได้อาสาเป็นไส้ศึก ไปยุยงเหล่ากษัตริย์ลิจฉวีให้แตกความสามัคคี
เริ่มแผนการโดยกราบทูลทัดทานการไปตีแคว้นวัชชี พระเจ้าอชาตศัตรูแสร้งกริ้ว จึงทรงสั่งให้ลงโทษและเนรเทศวัส
สการพราหมณ์

วัสสการพราหมณ์เดินทางไปแคว้นวัชชี ได้ใช้วาทศิลป์และเหตุผลโน้มน้าวใจ ทำให้เหล่ากษัตริย์ลิจฉวีทรง
หลงเชื่อ รับวัสสการพราหมณ์ไว้ในราชสำนัก ให้ทำหน้าที่พิจารณาคดีความ และถวายพระอักษรเหล่าพระกุมาร โดย
ไม่รู้ว่าเป็นอุบาย

วัสสการพราหมณ์ได้ทำหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ จนเหล่ากษัตริย์ลิจฉวีไว้วางพระทัย ก็เริ่มแผนการโดย
สร้างความคลางแคลงใจในหมู่พระกุมาร เหล่าพระกุมารนำความไปกราบทูลพระบิดาต่างก็ทรงเชื่อถือพระโอรสของ
พระองค์ ทำให้เกิดความขุ่นเคืองกันทั่วในหมู่กษัตริย์ลิจฉวี เมื่อเวลาผ่านไป ๓ ปี ความสามัคคีก็ถูกทำลายสิ้น

ภุชงคปยาตร ฉันท์ ๑๒ นามนัย = วัสสาการพราหมณ์ การเล่นเสียงพยัญชนะ, สัมผัสพยัญชนะ ๑๕

ทิชงค์ชาติฉลาดยล คะเนกลคะนึงการ

กษัตริย์ลิจฉวีวาร การเล่นเสียงพยัญชนะ, สัมผัสพยัญชนะ
เหมาะแก่การณ์จะสัเมสผักสสพรยัรญชนะ
ระวังเหือดระแวงหาย
มล้างเหตุพิเฉทสาย
ณ วันหนึ่งลุถึงกา สัมผัสพยัญชนะ,สัมผัสสระ

ปวัตน์วัญจโนบาย

การเล่นเสียงพยัญชนะ, สัมผัสพยัญชนะ

สมัครสนธิ์สโมสร

บรรยายโวหาร ลศึกษาพิชากร

กุมารลิจฉวีวร ด้านสังคม = การใช้คำคุณศัพท์กับกษัตริย์

เสด็จพร้อมประชุมกัน

ตระบัดวัสสการมา สถานราชเรียนพลัน

นามนัย = วัสสาการพราหมณ์ สนิทหนึ่งพระองค์ไป

ธ แกล้งเชิญกุมารฉัน ถามการณ์ ณ ทันใด

นามนัย

ลุห้องหับรโหฐาน

มิลี้ลับอะไรใน กถาที่ ธ ปุจฉา

สาธกโวหาร จะถูกผิดกระไรอยู่ มนุษย์ผู้กระทำนา

และคู่โคก็จูงมา ประเทียบไถมิใช่หรือ

นามนัย = ลูกของกษัติรย์ลัจฉวี สัมผัสพยัญชนะ

กุมารลิจฉวีขัตติย์ ก็รับอรรถอออือ

กสิกเขากระทำคือ ประดุจคำพระอาจารย์

ก็เท่านั้น ธ เชิญให้ นิวัติในมิช้านาน

การเล่นเสียงพยัญชนะ, สัมผัสพยัญชนะ, สัมผัสสระ สมัยเลิกลุเวลา

บรรยายโวหาร ประสิทธิ์ศิลป์ประศาสน์สาร พชวนกันเสด็จมา
อนุราสมนลัิยจฉ= วลีูสกรขอรงพระเจ้าแผ่นดิน
ชองค์นั้นจะเอาความ
และต่างซักกุมารรา

พระอาจารย์สิเรียกไป ณ ข้างใน ธ ไต่ถาม

อะไรเธอเสนอตาม วจีสัตย์กะส่ำเรา

พรรณนาโวหาร กกาุมรซา้ำรคนำั้นสนองสา ๑๖
พรรณนาโวหาร
พรรณนาโวหาร เฉลยพจน์กะครูเสา สรัมวผาัสกอัยก์วษาร,ทสตัมาผัมสสเลระา
พรรณนาโวหาร
กุมารอื่นก็สงสัย วภาพโดยคดีมา

สัมผัสสระ สัมผัสสระ

สหายราช ธ พรรณนา มิเชื่อในพระวาจา

ไฉนเลยพระครูเรา และต่างองค์ก็พาที

สัมผัสพยัญชนะ จะพูดเปล่าประโยชน์มี

เลอะเหลวนักละล้วนนี รผลเห็น บ เป็นไป

เถอะถึงถ้าจะจริงแม้ ธ พูดแท้ก็ทำไม

แนะชวนเข้า ณ ข้างใน คำถามเชิงวาทศิลป์

ชะรอยว่าทิชาจารย์ จะถามนอก บ ยากเย็น

สัมผัสพยัญชนะ ธ คิดอ่านกะท่านเป็น

รหัสเหตุประเภทเห็น สัมผัสสระ

สัมผัสสระ,สัมผัสพยัญชนะ ละแน่ชัดถนัดความ

และท่านมามุสาวาท สัมผัสสระ

สัมผัสสระ,สัมผัสพยัญชนะ มิกล้าอาจจะบอกตาม

พจีจริงพยายาม การเล่นเสียงพยัญชนะ, สัมผัสพยัญชนะ, สัมผัสสระ
นกุามมานัรยราชมิตรผอง
ไถลแสร้งแถลงสาร
พิโรธกาจวิวาทการณ์
สัมผัสพยัญชนะ
สัมผัสพยัญชนะ
ก็สอดคล้องและแคลงดาล
พิพิธพันธไมตรี
รุทรรส
สัมผัสสระ
อุบัติขึ้นเพราะขุ่นเคือง
กะองค์นั้นก็พลันเปลือง
ประดามีนิรันดร์เนือง
สมัมลผัาสยสรปะลาตพินาศปลง

มาณวก ฉันท์ ๘ ๑๗

ล่วงลุประมาณ กาลอนุกรม

หนึ่งณนิยม นามนัย = วัสสการพราหมณ์

บรรยายโวหาร นามนัย เมื่อจะประสิทธิ์ ท่านทวิชงค์
เชิญวรองค์ วิทยะกยารงศึกษา
นาฏการ , นเาธมอนัจย ร=ตพารมะกุมารลิจฉวี เอกกุนมาามนรัย = พระกุมารลิจฉวี

โดยเฉพาะใน การนับถือศาสนา

นามนัย = วัสสการพราหมณ์ พราหมณไป
ห้องรกหาุรฐหาลนากคำ = ห้อง

จึงพฤฒิถาม ความพิสดาร
ขนาอมนัธย =ปรพะระทกุามนารลิจฉวี
โทษะและไข

อย่าติและหลู่ นามนัย = วัสสการพราหมณ์ ครูจะเฉลย

นามนัย = พระกุมารลิจฉวี ภัตกะอะไร

บรรยายโวหาร เธอน่ะเสวย ดี ฤ ไฉน
ในทินนี่

พอหฤทัย ยิ่งละกระมัง
นามนัย = พรราะชกุมาธรลิกจ็ฉเลวี่า
เค้า ณ ประโยค

ตนบริโภค แล้วขณะหลัง

วาทประเทือง เรื่องสิประทัง

อาคมยัง สิกขสภา
กเสารรห็จลาอกนคุำศ=าหส้อนง์
บรรยายโวหาร นามนัย = พระกุมารลิจฉวี ราชอุรส

ลิจฉวิหมด ต่าง ธ ก็มา

ถามนยมาน ท่านพฤฒิอา

จารยปรา รภกระไร
นามนัย = พระกุมารลิจฉวี กเธารอหกล็าแกถคำล=งเเจ้ง
การหลากคำ = เเจ้ง แจ้งระบุมวล

ความเฉพาะล้วน จริงหฤทัย พรรณนาโวหาร
กต่าารเงล่นบคำซม้ิำเชื่อ เมื่อตริไฉน

จึ่งผลใน เหตุ บ มิสม
ขุ่นมนเคือง
พิโรธวาทัง เรื่องนฤสาร
อุปมาโวหาร
ก่อนก็ระดม
เช่นกะกุมาร
นเาลมิกนัยสล= ะพแระยกุกมารลิจฉวี แตกคณะกลม

เกลียว บ นิยม อุปมาโวหาร คบดุจเดิม
สัมผัสพยัญชนะ (ด)

อุเปนทรวิเชียร ฉันท์ ๑๑ ๑๘

หลากคำ , สัมผัสพยัญชนะ กลห์เหตุยุยงเสริม

ทิชงค์เจาะจงเจตน์ คำอุปสรรค

หลากคำ=ซ้ำ หลากคำ นฤพัทธก่อการณ์
ทินวารนากนารนซ้ำาคนำ
กระหน่ำและซ้ำเติม
นามนัย
ละครั้งระหว่างครา
ธ ก็เชิญเสด็จไป
หลากคำ
รฤหาประโยชน์ไร
เหมาะท่าทิชาจารย์
สัมผัสพยัญชนะ
บ ห่อนจะมีสา
เสาะแสดง ธ แสร้งถาม
กระนั้นเสมอนัย สัมน่ผัะสพแยนัญ่ะชขน้ะาส, นดัาบมนตัยาม

และบ้างก็พูดว่า หลากคำ=ฟัง

ยุบลระบิลความ พจแจ้งกระจายมา

นามนัย นามนัย , สัมผัสพยัญชนะ

ละเมิดติเตียนท่าน ก็เพราะท่านสิแสนสา

รพัดทลิทภา วและสุดจะขัดสน การกล่าวเย้ย

การซ้ำคำ พิเคราะห์เชื่อเพราะยากยล

จะแน่มิแน่เหลือ นามนัย

ณ ที่ บ มีคน ธ ก็ควรขยายความ

และบ้างก็กล่าวว่า สัมผัสพยัญชนะ

เพราะทราบคดีตาม น่ะแน่ะข้าจะขอถาม

นามนัย วจลือระบือมา

ติฉินเยาะเย้ยท่าน นามนัย , สัมผัสพยัญชนะ

รพันพิกลกา ก็เพราะท่านสิแสนสา
จะจริงมิจริกงาเรหซ้ลำืคอำ
ยพิลึกประหลาดเป็น
คำถามเชิงวาทศิลป์
มนเชื่อเพราะไป่เห็น
ผิข้อ บ ลำเค็ญ
นามนัย

ธ ก็ควรขยายความ

๑๙

กุมารองค์เสา วนเค้าคดีตาม
กระทู้พหลราะกคคำรูถาม
หลากคำ=ฟัง นยสุดจะสงสัย
ก็คำมิควรการณ์ คหุรลุาทก่าคำนจ,ะนถามานัมยไย

นามนัย คำถามเชิงวาทศิลป์ หลากคำ

____ธ ซักเสาะสืบใคร ระบุแจ้งกะอาจารย์
ทหวิลชากแคถำลงว่า
พระกุมารโน้นขาน
ยุบลกะตูกาล
เฉพาะอยู่กะกันสอง
นามนัย
นามนัย
กุมารพระองค์นั้น
ธ มิทันจะไตร่ตรอง
ก็เชื่อ ณ คำของ
หลากคำ
พิโรธกุมารองค์
พฤฒิครูและวู่วาม
หลากคำ
เหมาะเจาะจงพยายาม
ยุครูเพราะเอาความ
บ มิดีประเดตน พิโรธวาทัง
ก็พ้อและต่อพิษ ทุรทิฐิมานจน

สัมผัสพยัญชนะ ธิพิพาทเสมอมา

ลุโทสะสืบสน หลากคำ

และฝ่ายกุมารผู้ ทิชครูมิเรียกหา

ก็แหนงประดารา หลากคำ

พระราชบุตรลิจ ชกุมารทิชงค์เชิญ

การซ้ำคำ สัมผัสสระ

ณ กันและกันเหิน ฉวิมิตรจิตเมิน

ทะนงชนกตน คณะห่างก็ต่างถือ

ก็หาญกระเหิมฮือ พลล้นเถลิงลือ

มนฮึก บ นึกขาม ฯ

สัทธรา ฉันท์ ๒๑ ๒๐

พรรณนาโวหาร ลำดับนั้นวัสสการพราหมณ์ หลากคำ ( ศิษย = ศิษ )

แต่งอุบายงาม ธก็ยุศิษยตาม
ฉงนสงัมำผัสพยัญชนะ
ปวงโอรสลิจฉวีดำ
หลากคำ ( วิรุธ = ผิดใจกัน )
คัญประดุจคำ
ริณวิรุธก็สำ
ไป่เหลือเลยสักพระองค์อัน
ธเสกสรร
ขาดสมัครพันธ์ มิละหปลิายกะคำส(หปิฉยันะ =ท์พ่อ )

ต่างองค์นำความมิงามทูล ก็อาดูร

แห่งธโดยมูล หลากคำ ( พระชนก = พ่อ )
แตกสรัม้าผัวสสก้ราะวร้ายก็ป้สัามยผัสปพายัมญชนะ
พระชนกอดิศูร
ทีละน้อยตาม
ปวัตติ์ความ
สัมผัสพยัญชนะ สหัมลผาักสคสำระ( ดนัย = ลูกชาย ) ลุวรหบลิดากรคลำ าม

ฟั่นเฝือเชื่อนัยดนัยตน ณเหตุผล

สืบจะหมองมล หลากคำ ( นฤ = คน )

สัมผัสพยัญชนะ นฤวิเคราะหเสาะสน

แท้ทั้งท่านวัสสการใน สัมผัสพยัญชนะ

เสริมเสมอไป เพราะหมายใด
หกลษากณคำะ(กตษรณิเหะ =มาช่วะงไ)ฉน
สัมผัสสระ สัมผัสพยัญชนะ
สะดวกดาย
หลายอย่างต่างกลธขวนขวาย พหลจากนคยำุปริยาย

วัญจโนบาย บเว้นครา
หสลหากกครำณ( สปหกรระณด=าหมู่เหล่า )
ครั้นล่วงสามปีประมาณมา
ชทั้งหลาย
ลิจฉวีรา
มิตรภิทนะกระจาย
สามัคคีธรรมทำลาย
ก็เป็นไป
สรรพเสื่อมหายน์
หลากคำ (หฤทย = หัวใจ )
สัมผัสสระ
พระราชหฤทยวิสัย
ต่างองค์ทรงแคลงระแวงใน
หผูล้พาิกโครำธ(ใพจิโรธ = โกรธ ) ระวังกัน

สาลินี ฉันท์ ๑๑ ๒๑

พราหมณ์ครูรู้สังเกต ด้านสังคม = ความเชื่อ

หลากคำ = กษัตริย์ ตระหนักเหตุถนัดครัน

ราชาวัชชีสรร พจักสู่พินาศสม

ยินดีบัดนี้กิจ จะสัมฤทธิ์มนารมณ์

เริ่มมาด้วยปรากรม และอุตสาหแห่งตน
จินตภาพด้านใหภ้าลพอ, งตดี้ากนลสังอคงมน=ัดการตีกลองเพื่อแจ้งข่าวสาร
หลากคำ = กษัตริย์
เชิญซึ่งส่ำสากล
ประชุมขัตติย์มณฑล
พรรณนาโวหาร วัชชีภูมีผอง
หลากคำ = อาคาร

กษัตริย์สู่สภาคาร

หลากคำ = ฟัง จินตภาพด้านเสียง

สดับกลองกระหึมขาน

ทุกไท้ไป่เอาภาร ณ กิจเพื่อเสด็จไป

ต่างทรงรับสั่งว่า จะเรียกหาประชุมไย

อุปมาโวหาร นามนัย ก็ขลาดกลัว บ กล้าหาญ คำถาม
และกล้าใครมิเปรียบปาน เชิงวาทศิลป์
เราใช่เป็นใหญ่ใจ ประชุมชอบก็เชิญนเขามานัย
นท่าามนนัยใดที่เป็นใหญ่

พอใจสัมใคผัสรส่ใรนะ การ

ปรึกษาหารือกัน ไฉนนั้นก็ทำเนา

นามนัย บ แลเห็นประโยชน์เลย อุปมาโวหาร
และทุกนอามงนคั์ย ธ เพิกเฉย
จักเรียกประชุมเรา สมัครเข้าสมาคมฯ
รับสั่งผลสัักมผไัสสพสย่ัญงชนะ

อุปัฏฐิตา ฉันท์ ๑๑ ไป่ได้ไปดั่งเคย

เห็นเชิงพิเคราะห์ช่อง ชนะคล่องประสบสม

พราหมณ์เวทอุดม ธ ก็ลอบแถลงการณ์
ให้วัลลหภลชากนคำ = คนสนิท
คมดลประเทศฐาน
กราบทูลนฤบาหลลากคำ = กษัตริย์
แจ้งลักหษลณากสคำา= จดหมาย อภิเผ้ามคธไกร

บรรยายโวหาร สนว่ากษัตริย์ใน

วัชชีบุรไกร วลหล้าตลอดกัน

บัดนี้สิก็แตก คณะแผกและแยกพรรค์ อุปมาโวหาร
ทเสมือนเสมอมา
ไป่เป็นสหฉัน

อุปมาโวหาร โอกาสเหมาะสมัย ขณะไหนประหนึ่งครา
นี้หากผิจะหา
ก็ บ ได้สะดวกดี
ขอเชิญหวลราบกคาำท= กษัตริย์ พยุหหล์ายกาคตำ ร=เกสอดง็ทจัพกรี
ริยหยุลทากธคโำด=ยสไงวคฯราม
ธาทัพพลพี

วิชชุมมาลา ฉันท์ ๘ ๒๒

บรรยายโวหาร ข่าวเศิกเอิกอึง ทราบถึงบัดดล
พรรณาโวหาร
บรรยายโวหาร จินตภาพด้านภาพ ชาวเวสาลี

ในหมู่ผู้คน ชนบทบูรี

แทบทุกถิ่นหมด จินตภาพด้านภาพ

ความเชื่อเรื่องขวัญ หวาดกลัวทั่วไป
หอติมพดจนเ์ลือดสั่นนากฏากายร
อกสั่นขวัญหนี
วุ่นหวั่นพรั่นใจ

สัมผัสพยตัืญ่นชตนะาหน้าเผือด
จินตภาพด้านภาพ จินตภาพด้านภาพ

นาหฏลกาบรลี้หนีตาย ซ่อนตัวแตกภัย

ซุกครอกซอกครัว ทิ้งย่านบ้านตน
ชสัมาผัวสคสราะมล่าลสัามผดัสพยัญชนะ
สัมผัสพยัญชนะ , หลากคำ
ขุนด่านดำบล
เข้าดงพงไพร
คิดผันผ่อนปรน
หลากคำ
มาคธข้ามมา
เหลือจักห้ามปราม
จินตภาพด้านภาพ , ตีกลองป่าวร้อง = สะท้อนสังคม
สะท้อนสังคมด้านการปกครอง
ป่าวร้องทันที เรื่องการแจ้งข่าวสาร
พันหัวหน้าราษฎร์ รุกหเลบาีกยคนำ บีฑา

หารือแก่กัน วัชชีอาณา

บรรยายโวหาร จักไม่ให้พล ป้องกันฉันใด

นาฏการ

จึ่งให้ตีกลอง
แจ้งข่าวไพนราีมนัย

เพื่อหมู่ภูมี

จินตภาพด้านภาพ

ชุมนุมบัญชา

๒๓

การมีกษัตริย์ปกครอง นามนัย

ราชาลิจฉวี ไป่มีสักองค์

บรรยายโวหาร อันนึกจำนง การใช้คำราชาศัพท์

ต่างองค์ดำรัส เพื่อจักเสด็จไป

คำถามเชิงวาทศิลป์ เรียกนัดทำไม

ใครเป็นใหญ่ใคร กล้าหาญเห็นดี
ขสััมดผัขส้พอยังญขช้อนะไหน
บรรยายโวหาร เชิญเทอญท่านต้อง คตำาซ้มำ เรื่องตามที
ปหลราึกกคษำาปราศรัย
เป็นใหญ่ยังมี
ส่วนเราเล่าใช่ รหุลกาปกครำาศอาจหาญ

ใจอย่างผู้ภี ความแขงอำนาจ
แจินกต่งภแาพย่ด้งาโนดภายพมาน
ต่างทรงสำแดง
วัชชีรัฐบาล
บรรยายโวหาร สามัคคีขาด
ภูนมาิมศนลัยิจฉวี แม้แต่สักองค์ ฯ

บ่จิชนุตมภนาุพมด้สานมภาาพน

อินทรวิเชียร ฉันท์ ๑๑ ๒๔

ปิ่นเขตมคธขัต หลากคำ ติยรัชธำรง สะท้อนสังคม: การรบ, ชนชั้นสูง
หนลคากเครำศวิสาลี เล่นเสียง: ทับ ทัพ
นาฏการ
และมินึกจะเกรงแกลน
ยั้งทัพประทับตรง
เจิฉนตยภดาูพบด้านรู้ภสึากพ

ฤๅคิดจะตอบแทน รณทัพระงับภัย
ภหูลธารกคธำ สังเกต พิเคราะห์เหตุ ณ หธลาานกีคำ
ขณะเศิกปนารฏะกาชิรดแดน
แห่งราชวัชชี

นิ่งเงียบสงบงำ บ มิทำประการใด

อุปมา จินตภาพด้านภาพ

ปรากฏประหนึ่งใน บุรว่างและร้างคน

แน่โดยมิพักสง สยคงกระทบกล
ท่านวัสสการจน ลุกระนี้ถนัดตา

ภินท์พัทธสามัค คิยพรรคพระราชา

ชาวลิจฉวีวา รจะพ้องอนัตถ์ภัย สะท้อนสังคม: การละเล่น
ลูกข่างนปารฏะกาดราทา รกกาลขนวา้าฏกงาไรป
ดอุุปจมกาันฉะนั้นหนอ
หนามฏุนกาเรล่นสนุกไฉน
กลแหย่ยุดีพอ
ครูวัสสการแส่
ซ้ำคำ
ซ้อนคำ ซ้อนคำ
จะมิร้าวมิรานกัน
ปั่นป่วน บ เหลือหลอ

บรรยายโวหาร ครั้นทรงพระปรารภ ธุระจบ ธ จึ่งบัญ

ชานายนิกายสรร พทแกล้วทหารหาญ

นาฏการ สัมผัสพยัญชนะ ก

เร่งทำอุฬุมป์เว ฬุคะเนกะเกณฑ์การ
เพื่อข้ามหนลาทกีคธำาร จนารฏเกขา้าร นครบร

๒๕

สะท้อนสังคม: ชนชั้น อดิศูรบดิศร สะท้อนสังคม:
การคมนาคม
เขารับพระบัณฑูร จินตภาพด้านแสง

ภาโรปกรณ์ตอน ทิวรุ่งสฤษฏ์พลัน

จอมนาถพระยาตรา พยุหาธิทัพขันธ์

นาฏการ นาฏการ หลากคำ

โดยแพและพ่วงปัน พลข้าม ณ คงคา

จนหมดพหลเนื่อง หลากคำ จินตภาพด้านภาพ

นาฏการ พิศเนืองขนัดคลา

ขึ้นฝั่งลุเวสา หลากคำ

ลิบุเรศสะดวกดาย

จิตรปทา ฉันท์ ๘ สัมผัสสระ สัมผัสสระ
บรรยายโวหาร
นาครธา นิวิสาลี
สาธกโวหาร จพินลตมภาาพกด้มาานยภาพ
บรรยายโวหาร เห็นริปุมี
ก็ลุพ้นหมาย
การหลากคำ

ข้ามติรชล

มุ่งจะทลาย พระนครตร

ต่างก็ตระหนัก มนอกเต้น
ตื่น บ มิเว้น ตสัะมผลัสะสผูร้คะ น

ทั่งบุรคา มจลาจล

เสียงอลวน การเล่นเสียงพยัญชนะ, นาฏการ อลเวงไป
มุขมนตรี
สัมผัสสรพรยัพญชสนกะล(ส)

ภยานกรส

ตรอมมนภี รุกเภทภัย

บางคณะเอา ทรปราศรัย

ยังมิกระไร ขณะนี้หนอ

๒๖

สัมผัสพยัญชนะ พระทวารมั่น

ควรบริบาล อริก่อนพอ

สัมผัสสระ ชสภารอ

ต้านปะทะกัน วรโองการ
ขัตนตาิมยนัรยา
ก็จะได้ทำ
บรรยายโวหาร ดำริจะขอ
ทรงตริไฉน รัสภูบาล

โดยนยดำ จินตภาพด้านภาพ , จินตภาพด้านเสียง

เสวกผอง ก็เคาะกลองขาน

บรรยายโวหาร อาณัติปาน อุปมาโวหาร
ศัพทจิอนุตโฆภาษพด้านเสียง
ดุจกลองพัง
ลิจฉวีด้าว
อติพจน์
นามนัย = กษัตริย์ลิจฉวี
ประลุโสตท้าว
ต่าง ธ ก็เฉย
ขณะทรงฟัง
บรรยายโวหาร ไท้มิอินัง
สัมผัสพยัญชนะ (ล)
ต่างก็ บ คลา
แม้พระทกาวราเลร่นคำซ้ำ และละเลยดัง

รอบจิทนิตศภดา้พาดน้านภาพ ธุระกับใคร

เห็นนรไหน ณ สภาคาร

บุรทั่วไป

และทวารใด

สิจะปิดมีฯ

สัททุลวิกกีฬิต ฉันท์ ๑๙ ๒๗

หลากคำ=กองทัพ

จอมทัพมาคธราษฎร์ ธ ยาตรพยุหกรี

ธาสู่วิสาลี นคร
โดยทางอันพระทวารเปิดหลนากรคนำิ=กปรระชาชน
คำถามเชิงวาทศิลป์
ฤๅรอต่อรอน
อะไร

พรรณนาโวหาร เบื้องนั้นท่านคุรุวัสสการทิชก็ไป มคธ

คำสมาสเสียงสนธิ

นำทัพชเนนทร์ไท

จินตภาพ

ด้านภาพ เข้าปราบลิจฉวิขัตติย์รัฐชคนำสบมทาส

สู่เงื้อมพระหัตถ์หมด และโดย

หลากคำ=กองทัพ

ไป่พักต้องจะกะเกณฑ์นิกายพหลโรย

แรงเปลืองระดมโปรย ประยุทธ์
ณ เดิม
จินตภาพด้านภาพ , สัมผัสสระ ประสงค์

สาธกโวหาร ราบคาบเสร็จ ธ เสด็จลุราชคฤหอุต

ดมเหขลตากบุคเำร=ศปรดะุจชาชน

สัมผัสพยัญชนะ

เรื่องต้นยุกติก็แต่จะต่อพจนเติม

สัมผัสสระ

ภาษิตลิขิตเสริม

ปรุงโสตเป็นคติสุนทราภรณจง

จับข้อประโยชน์ตรง ตริดู ฯ

หลากคำ ( ภูบดี = พระเจ้าแผ่นดิน ) ชอชาตศัตรู ๒๘

อันภูบดีรา เทศนา
โวหาร
ได้ลิจฉวีภู วประเทศสะดวกดี

แลสรรพบรรดา วรราชวัชชี

หลากคำ ( บีฑ = เจ็บปวด ) ฑอนัตถ์พินาศหนา

ถึงซึ่งพิบัติบี คณะแตกและต่างมา

พิโรธวาทัง สัมผัสพยัญชนะ หสโทษพิโรธจอง

เหี้ยมนั้นเพราะผันแผก ทนสิ้นบปรองดอง

ถือทิฐิมานสา
หแลายกกคำพ(สรมรรครคสภิมณร=รกคาภริแนตกสามัคคี )

ขาดญาณพิจารณ์ตรอง ตริมลักประจักษ์เจือ

เชื่ออรรถยุบลเอา รสเล่าก็ง่ายเหลือ

รุททรส คติโมหเป็นมูล

เหตุหากธมากเมือ

จึ่งดาลประการหา ยนภาวอาดูร

เสียแดนไผทสูญ ยศศักดิเสื่อมนาม

ควรชมนิยมจัด คุรุวัสสการพราหมณ์

พรรณนาโวหาร เป็นเอกอุบายงาม สัมผัสสระ

นามนัย=พระพุทธเจ้า กลงำกระทำมา

พุทธาทิบัณฑิต ซ้ำคำ

สัมผัสพยัญชนะ พิเคราะห์คิดพินิจปรา

รภสรรเสริญสา หลากคำ=สามัคคี

ธุสมัครภาพผล

ว่าอาจจะอวยผา สุกภาวมาดล
บซ้ำคนำิราศนิรันดร
ดีสู่ ณ หมู่ตน

หมู่ใดผิสามัค คยพรรคสโมสร คำถาม
คุณไร้ไฉนดล เชิงวาทศิลป์
ไป่ปราศนิราศรอน
เพราะฉะนั้นแหละบุคคล
สัมผัสพยัญชนะ

พร้อมเพรียงประเสริฐครัน

สาธกโวหาร ผู้หวังเจริญตน ธุระเกี่ยวกะหมู่เขา

ซ้ำคำ มุขเป็นประธานเอา

พึงหมายสมัครเป็น

ธูรทั่ว ณ ตัวเรา บ มิเห็น ณ ฝ่ายเดียว

อินทรวิเชียร ฉันท์ ๑๑ ๒๙

ควรยกประโยชน์ยื่น นาฏการ

สัมผัสพยัญชนะ นรอื่นก็แลเหลียว
มิตรภาพผดุงครอง
ดูบ้างและกลมเกลียว ทมผ่อนผจงจอง

ยั้งทิฐิมานหย่อน สัมผัสพยัญชนะ

บรรยายโวหาร อารีมิมีหมอง มนเมื่อจะทำใด
หลลาากภคำผลสกลบรร ลุก็ปันก็แบ่งไป
สุจริตนิยมธรรม์
ตามน้อยและมากใจ สุประพฤติสงวนพรรค์
อุปเฉทไมตรี
พึงมรรยาทยึด ผิ บ ไร้สมัครมี

บรรยายโวหาร รื้อริษยาอัน จินตภาพด้านภาพ

ดั่งนั้น ณ หมู่ใด รวิวาทระแวงกัน
สยคงประสบพลัน
สัมผัสพยัญชนะ หิตะกอบทวีการ
มนอาจระรานหาญ
พร้องเพรียงนิพัทธ์นี
สัมผัสพยัญชนะ
บรรยายโวหาร หวังเทอญมิต้องสง
ซหึ่ลงาสกุคขำเกษมสันต์ ก็เพราะพร้อมเพราะเพรียงกัน

ใครเล่าจะสามารถ

หลากคำ

หักล้าง บ แหลกลาญ

๓๐

เทศนาโวหาร คำถามเชิงวาทศิลป์ นรสูงประเสริฐครัน

ป่วยกล่าวอะไรฝูง สัมผัสสระ

ฤาสรรพสัตว์อัน เฉพาะมีชีวีครอง

แม้มากผิกิ่งไม้ คำถามเชิงวาทศิลป์

มัดกำกระนั้นปอง ผิวใครจะใคร่ลอง
พลหักก็เต็มทน
คำถามเชิงวาทศิลป์
สละลี้ ณ หมู่ตน
เหล่าไหนผิไมตรี บ มิพซร้้ำอคำมมิเพรียงกัน
กิจใดจคะำขถาวมาเชยิงวขาวทศนิลป์
สุขทั้งเจริญอัน
อย่าปรารถนาหวัง ลุไฉน บ ได้มี

มวลมาอุบัติบรร พภยันตรายกลี
ติประสงค์ก็คงสม
ปวงทุกข์พิบัติสรร
อุปลักษณ์
แม้ปราศนิยมปรี
คณะเป็นสมาคม
สัมผัสพยัญชนะ ช ภนิพัทธรำพึง

ควรชนประชุมเช่น ผิวมีก็คำนึง
จะประสบสุขาลัย
สามัคคิปรารม

เล่นคำ

ไป่มีก็ให้มี
เนื่องเพซื้่ออนภคิำยโยจึง

๓๑

วิเคราะห์คุณค่า

คุณค่าด้านเนื้อหา
๑. มีการเลือกใช้ภุชงคประยาต ฉันท์ ๑๒ ในการบรรยายเนื้อหาวัสสาการพราหมณ์เริ่มทำอุบายทำลายความ

สามัคคี ได้อย่างเหมาะสมเนื่องจากในส่วนของตอนนี้เป็นการดำเนินเรื่องที่รวดเร็ว กระฉับกระเฉง

ทิชงค์ชาติฉลาดยล
คะเนกลคะนึงการ
กษัตริย์ลิจฉวีวาร ระวังเหือดระแวงหาย
ปวัตน์วัญจโนบาย
เหมาะแก่การณ์จะเสกสรร สมัครสนธิ์สโมสร
มล้างเหตุพิเฉทสาย ลศึกษาพิชากร
เสด็จพร้อมประชุมกัน
ณ วันหนึ่งลุถึงกา สถานราชเรียนพลัน
กุมารลิจฉวีวร สนิทหนึ่งพระองค์ไป
ถามการณ์ ณ ทันใด
ตระบัดวัสสการมา กถาที่ ธ ปุจฉา
ธ แกล้งเชิญกุมารฉัน มนุษย์ผู้กระทำนา
ประเทียบไถมิใช่หรือ
ลุห้องหับรโหฐาน ก็รับอรรถอออือ
มิลี้ลับอะไรใน ประดุจคำพระอาจารย์
นิวัติในมิช้านาน
จะถูกผิดกระไรอยู่ สมัยเลิกลุเวลา
และคู่โคก็จูงมา พชวนกันเสด็จมา
ชองค์นั้นจะเอาความ
กุมารลิจฉวีขัตติย์ ณ ข้างใน ธ ไต่ถาม
กสิกเขากระทำคือ วจีสัตย์กะส่ำเรา

ก็เท่านั้น ธ เชิญให้
ประสิทธิ์ศิลป์ประศาสน์สาร

อุรสลิจฉวีสรร
และต่างซักกุมารรา

พระอาจารย์สิเรียกไป
อะไรเธอเสนอตาม

๒. การใช้ปัญญาทำลายความสามัคคี เช่น ตอนที่วัสสการพราหมณ์เริ่มทำอุบายทำลายความสามัคคี โดยการที่
เรียกพระกุมารที่เป็นลูกศิษย์คนสนิทเข้าไปหาเรื่องเกี่ยวกับชาวนาในห้องลับ เมื่อกลับออกมาเพื่อน ๆ ของพระ
กุมารคนนั้นก็มาถามว่าเข้าไปคุยอะไรกับพระอาจารย์ในนั้น พระกุมารก็บอกไปตามจริง แต่เพื่อนกับไม่เชื่อ
เพราะถ้าเป็นอย่างงั้นจริงถ้าข้างนอกห้องก็ได้ คิดว่าพระกุมารกับวัสสการพราหมณ์ต้องมีความลับแน่นอนจึงไม่
กล้าพูดความจริง ทำให้เกิดการทะเลาะเนื่องจากความขุ่นเคืองในใจ ทำให้ความสามัคคีของพระกุมารหายไป

กุมารนั้นสนองสา รวากย์วาทตามเลา
เฉลยพจน์กะครูเสา วภาพโดยคดีมา
มิเชื่อในพระวาจา
กุมารอื่นก็สงสัย และต่างองค์ก็พาที
สหายราช ธ พรรณนา

๓๒

ไฉนเลยพระครูเรา จะพูดเปล่าประโยชน์มี
เลอะเหลวนักละล้วนนี รผลเห็น บ เป็นไป
ธ พูดแท้ก็ทำไม
เถอะถึงถ้าจะจริงแม้ จะถามนอก บ ยากเย็น
แนะชวนเข้า ณ ข้างใน ธ คิดอ่านกะท่านเป็น

ชะรอยว่าทิชาจารย์

รหัสเหตุประเภทเห็น ละแน่ชัดถนัดความ
และท่านมามุสาวาท มิกล้าอาจจะบอกตาม
ไถลแสร้งแถลงสาร
พจีจริงพยายาม ก็สอดคล้องและแคลงดาล
กุมารราชมิตรผอง อุบัติขึ้นเพราะขุ่นเคือง

พิโรธกาจวิวาทการณ์

พิพิธพันธไมตรี ประดามีนิรันดร์เนือง

กะองค์นั้นก็พลันเปลือง มลายปลาตพินาศปลง

๓. การสรรคำ
๓.๑) การเลือกใช้คำได้เหมาะแก่ลักษณะคำประพันธ์

วรรณคดีประเภทฉันท์นั้นกวีจะต้องเลือกใช้ฉันท์ให้เหมาะสมกับความ เพราะฉันท์แต่ละชนิดมีลีลาและ

ให้อารมณ์ความรู้สึกที่แตกต่างกันไป ซึ่งผู้ประพันธ์เลือกใช้ฉันท์ได้อย่างเหมาะสม เช่น

ภุชงคประยาตฉันท์ ๑๒ ฉันท์นี้มีลีลาประดุจลีลาศของพญานาค ทำนองฉันท์มีความไพเราะสละสลวย

นิยมใช้แต่งเกี่ยวกับกับบทชมความงาม ความรัก ความโศก บางครั้งก็ใช้ในบทสดุดีหรือบทถวายพระพรหรือ

ดำเนินเรื่องให้รวดเร็ว เช่น

ทิชงค์ชาติฉลาดยล คะเนกลคะนึงการ
กษัตริย์ลิจฉวีวาร ระวังเหือดระแวงหาย
ปวัตน์วัญจโนบาย
เหมาะแก่การณ์จะเสกสรร

มล้างเหตุพิเฉทสาย สมัครสนธิ์สโมสร

มาณวกฉันท์ ๘ เป็นฉันท์ที่มีลีลาเร่งเร้า ผาดโผน คึกคักประดุจเด็กหนุ่ม นิยมใช้กับเรื่องที่ตื่นเต้น

และรื่นเริง เช่น กาลอนุกรม
ล่วงลุประมาณ ท่านทวิชงค์

หนึ่งณนิยม

เมื่อจะประสิทธิ์ วิทยะยง

เชิญวรองค์ เอกกุมาร

เธอจรตาม พราหมณไป
โดยเฉพาะใน ห้องรหุฐาน
ความพิสดาร
จึงพฤฒิถาม

ขอ ธ ประทาน โทษะและไข

๓๓

อุเปนทรวิเชียรฉันท์ ๑๑ ชื่อฉันท์แปลว่า อินทรวิเชียรฉันท์น้อย มีลักษณะคล้ายกับอินทรวิเชียรฉันท์

ท่วงทำนองของฉันท์เรียบๆ เย็นๆ ไม่กระแทกกระทั้น มักใช้บรรยายเนื้อความเป็นการดำเนินเรื่อง เช่น

ทิชงค์เจาะจงเจตน์ กลห์เหตุยุยงเสริม
กระหน่ำและซ้ำเติม นฤพัทธก่อการณ์
ทินวารนานนาน
ละครั้งระหว่างครา

เหมาะท่าทิชาจารย์ ธ ก็เชิญเสด็จไป

สัทธราฉันท์ ๒๑ มักใช้เป็นฉันท์พรรณนาความงามหรือความโศกอย่างลึกซึ้งหรือบรรยายความก็ได้ เช่น

ครั้นล่วงสามปีประมาณมา สหกรณประดา
ลิจฉวีรา ชทั้งหลาย
มิตรภิทนะกระจาย
สามัคคีธรรมทำลาย ก็เป็นไป
สรรพเสื่อมหายน์ พระราชหฤทยวิสัย
ระวังกัน
ต่างองค์ทรงแคลงระแวงใน
ผู้พิโรธใจ

สาลินีฉันท์ ๑๑ เป็นฉันท์ที่มีเสียงครุมาก มักใช้บรรยายความในการดำเนินเรื่อง เช่น

วัชชีภูมีผอง สดับกลองกระหึมขาน
ทุกไท้ไป่เอาภาร ณ กิจเพื่อเสด็จไป
จะเรียกหาประชุมไย
ต่างทรงรับสั่งว่า ก็ขลาดกลัว บ กล้าหาญ
เราใช่เป็นใหญ่ใจ

วิชชุมมาลาฉันท์ ๘ ชื่อของฉันท์แปลว่า ระเบียบแห่งสายฟ้า เป็นฉันท์ที่มีเสียงหนักหรือคำครุล้วน
เสียงอ่านจึงสั้น กระชับ รวดเร็ว ใช้บรรยายความที่แสดงความรู้สึกในทางวุ่นวายใจ เช่น

ข่าวเศิกเอิกอึง ทราบถึงบัดดล
ในหมู่ผู้คน ชาวเวสาลี
ชนบทบูรี
แทบทุกถิ่นหมด หวาดกลัวทั่วไป
อกสั่นขวัญหนี

๓๔

จิตรปทาฉันท์ ๘ เป็นฉันท์ที่มีทำนองเสียงกระชับคล้ายมาณวกฉันท์ เพราะมีเสียงลหุใกล้ชิดกัน จึงให้

ความรู้สึกคึกคะนอง ตื่นเต้น จึงใช้ในลีลาแห่งความตื่นเต้น ความสับสนอลหม่าน เช่น

นาครธา นิวิสาลี
เห็นริปุมี พลมากมาย
ก็ลุพ้นหมาย
ข้ามติรชล พระนครตร
มุ่งจะทลาย มนอกเต้น
ตะละผู้คน
ต่างก็ตระหนัก มจลาจล
ตื่น บ มิเว้น อลเวงไป

ทั่งบุรคา
เสียงอลวน

สัททุลวิกกีฬิตฉันท์ ๑๙ ลีลาท่วงทำนองเคร่งขรึม ให้ความรู้สึกว่าศักดิ์สิทธิ์ มีสง่า ใช้ในการกล่าวยอ
พระเกียรติหรือสรรเสริญพระมหากษัตริย์ หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ เช่น

จอมทัพมาคธราษฎร์ ธ ยาตรพยุหกรี นคร
ธาสู่วิสาลี อะไร

โดยทางอันพระทวารเปิดนรนิกร
ฤๅรอต่อรอน

๓๕

คุณค่าด้านวรรณศิลป์

๑. การใช้โวหาร

๑.๑) สาธกโวหาร คือ โวหารที่มุ่งให้ความชัดเจนโดยการยกตัวอย่างหรือเรื่องราวประกอบการอธิบาย ให้หนัก

แน่น สมเหตุสมผล ดังเช่น

ลุห้องหับรโหฐาน ก็ถามการณ์ ณ ทันใด

มิลี้ลับอะไรใน กถาที่ ธ ปุจฉา

จะถูกผิดกระไรอยู่ มนุษย์ผู้กระทำนา

และคู่โคก็จูงมา ประเทียบไถมิใช่หรือ

กุมารลิจฉวีขัตติย์ ก็รับอรรถอออือ

กสิกเขากระทำคือ ประดุจคำพระอาจารย์

มีการอธิบายเรื่องราวประกอบที่ชัดเจนและสมเหตุสมผล คือ วัสสการพราหมณ์ถามว่าชาวนาที่ทำนานั้นก็จูงวัว

มาไถ่นาไม่ใช่หรอ พระกุมารก็ว่าเห็นด้วยตามคำที่วัสสารพราหมณ์พูด เพราะว่าชาวนานั้นกระทำตามที่กล่าวทั้ง

สิ้น

๑.๒) บรรยายโวหาร คือ โวหารที่ใช้บอกกล่าว เล่าเรื่อง อธิบาย หรือบรรยายเรื่องราว เหตุการณ์ ตลอดจน

ความรู้ต่าง ๆ อย่างละเอียด ดังเช่น

ก็เท่านั้น ธ เชิญให้ นิวัติในมิช้านาน

ประสิทธิ์ศิลป์ประศาสน์สาร สมัยเลิกลุเวลา

อุรสลิจฉวีสรร พชวนกันเสด็จมา

และต่างซักกุมารรา ชองค์นั้นจะเอาความ

พระอาจารย์สิเรียกไป ณ ข้างใน ธ ไต่ถาม

อะไรเธอเสนอตาม วจีสัตย์กะส่ำเรา

มีการอธิบายอย่างละเอียด ชัดเจน ตรงไปตรงมา กล่าวคือ เมื่อถึงเวลาเลิกเรียน เพื่อนของพระกุมารก็ต่างพา

กันมาซักถามพระกุมารว่าวัสสาการพรามณ์เรียกเข้าไปถามเรื่องอะไรข้างใน ก็ขอให้พูดออกมาตามความจริง

เธอจรตาม พราหมณไป

โดยเฉพาะใน ห้องรหุฐาน

จึงพฤฒิถาม ความพิสดาร

ขอ ธ ประทาน โทษะเเละไข

โวหารที่ใช้บอกกล่าว เล่าเรื่อง อธิบาย หรือบรรยายเรื่องราว เหตุการณ์ ตลอดจนความรู้ต่าง ๆ อย่างละเอียด

กล่าวคือ พระกุมารก็ตามพราหมณ์เข้าไปในห้องเฉพาะ พราหมณ์จึงถามเนื้อความแปลก ๆ ว่า ขออภัย ช่วย

ตอบด้วย

๓๖

๑.๓) พรรณนาโวหาร คือ โวหารที่สอดแทรกอารมณ์ ความรู้สึกลงไปเพื่อโน้มน้าวใจ ให้ผู้รับสารเกิดภาพพจน์

เกิดอารมณ์คล้อยตามไปด้วย ดังเช่น

กุมารราชมิตรผอง ก็สอดคล้องและแคลงดาล

พิโรธกาจวิวาทการณ์ อุบัติขึ้นเพราะขุ่นเคือง

พิพิธพันธไมตรี ประดามีนิรันดร์เนือง

กะองค์นั้นก็พลันเปลือง มลายปลาตพินาศปลง

ทำให้ผู้อ่่านรู้สึกคล้อยตาม คือ เพื่อนของพระกุมารฟังสิ่งที่พระกุมารบอก ก็คิดว่าไม่ใช่ตามที่พระกุมารบอก
คิดว่าพระกุมารกับวัสสาการพราหมณ์มีความลับต่อกัน ทำให้เกิดการทะเลาะเนื่องจากความขุ่นเคืองในใจ
สุดท้ายความสามัคคีของพระกุมารกับเพื่อนก็พังทลายลงไป พรรณนาถึงความขุ่นเคืองในใจระหว่างพระกุมาร
กับเพื่อนของพระกุมาร

ไป่พักต้องจะกะเกณฑ์นิกายพหลโรย ประยุทธ์
แรงเปลืองระดมโปรย ณเดิม

ราบคาบเสร็จ ธ เสด็จลุราชคฤหอุต
คมเขตบุเรศดุจ

ทำให้ผู้อ่านเกิดอารมณ์คล้อยตาม กองทัพของกษัตริย์แห่งมคธปราบราบคาบแล้วเสด็จยังราชคฤห์เมือง
ยิ่งใหญ่ดังเดิม พรรณนาถึงความยิ่งใหญ่ของกองทัพแห่งมคธว่าสามารถปราบแคว้นศัตรูได้โดยไม่ต้อง
เปลืองแรง

๓๗

๑.๔) อุปมาโวหาร คือ โวหารเปรียบเทียบ โดยยกตัวอย่าง สิ่งที่คล้ายคลึงกันมาเปรียบเพื่อให้เกิดความ

ชัดเจนด้านความหมาย ด้านภาพ และเกิดอารมณ์ ความรู้สึกมากยิ่งขึ้น โดยอาจเปรียบเทียบอย่างสั้น ๆ

หรือเปรียบเทียบอย่างละเอียดก็ได้ ดังเช่น

ขุ่นมนเคือง เรื่องนฤสาร
เช่นกะกุมาร ก่อนก็ระดม
แตกคณะกลม
เลิกสละแยก คบดุจเดิม
เกลียว บ นิยม

จากบทประพันธ์ กล่าวว่า พระกุมารลิจฉวีต่างขุ่นเคืองใจด้วยเรื่องไร้สาระเช่นเดียวกับพระกุมาร
พระองค์ก่อน และเกิดความแตกแยกไม่คบกันอย่างกลมเกลียวเหมือนเดิม

ทรงตริไฉน ก็จะได้ทำ
โดยนยดำ รัสภูบาล
ก็เคาะกลองขาน
เสวกผอง ดุจกลองพัง
อาณัติปาน

จากบทประพันธ์ กล่าวว่า ก็จะได้ดำเนินการตามพระบัญชาของพระองค์เหล่าข้าราชการทั้งหลายก็ตี

กลองสัญญาณขึ้นราวกับกลองจะพัง

๑.๕ เทศนาโวหาร คือ โวหารที่มีจุดมุ่งหมายให้ผู้อ่านคล้อยตาม อาจมีการแทรกคำคมหรือสำนวนการสอนไว้ด้วย

ดังเช่น คณะเป็นสมาคม
ควรชนประชุมเช่น

สามัคคิปรารม ภนิพัทธรำพึง

ไป่มีก็ให้มี ผิวมีก็คำนึง

เนื่องเพื่อภิยโยจึง จะประสบสุขาลัย

จากบทประพันธ์ กล่าวว่า ผู้ที่อยู่รวมกันเป็นหมู่คณะหรือสมาคม ควรคำนึงถึงความสามัคคีอยู่เป็นนิจ

ถ้ายังไม่มีก็ควรจะมีขึ้น ถ้ามีอยู่แล้วก็ควรให้เจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้นไปจึงจะถึงซึ่งความสุขความสบาย ทำให้ผู้

อ่านคล้อยตามในการคำนึงถึงความสามัคคี

๓๘

๑.๖) โวหารภาพพจน์ คือ กลวิธีการนำเสนอสารโดยการพลิกแพลงภาษาที่ใช้พูด หรือเขียนให้แปลกออก
ไปจากภาษาตามตัวอักษรทำให้ผู้อ่านเกิดภาพในใจ เกิดความประทับใจ เกิดความรู้สึกสะเทือนใจ เป็นการ
เปรียบเทียบให้เห็นภาพอย่างชัดเจน ดังเช่น จินตภาพด้านภาพ จินตภาพด้านเสียง

จินตภาพด้านภาพ

ราบคาบเสร็จ ธ เสด็จลุราชคฤหอุต ณ เดิม
ดมเขตบุเรศดุจ

จากบทประพันธ์ เห็นภาพกองทัพแค้วนมคธปราบศัตรูและเข้ายึดเมืองได้โดยง่าย

ต่างก็ บ คลา ณ สภาคาร
แม้พระทวาร บุรทั่วไป
รอบทิศด้าน และทวารใด
เห็นนรไหน สิจะปิดมีฯ

จากบทประพันธ์ เห็นถึงภาพประตูเมืองรอบทิศทุกบานที่เปิดค้างไว้ไม่มีผู้ใดมาปิด

จินตภาพด้านเสียง ก็จะได้ทำ
รัสภูบาล
ทรงตริไฉน ก็เคาะกลองขาน
โดยนยดำ ดุจกลองพัง
เสวกผอง
อาณัติปาน

จากบทประพันธ์ กล่าวว่า ก็จะได้ดำเนินการตามพระบัญชาของพระองค์เหล่าข้าราชการทั้งหลายก็ตี
กลองสัญญาณขึ้นราวกับกลองจะพังทำให้ผู้อ่านได้จินตนาการถึงเสียงกลองสัญญาณที่ดัง

ศัพทอุโฆษ ประลุโสตท้าว
ลิจฉวีด้าว ขณะทรงฟัง
ต่าง ธ ก็เฉย และละเลยดัง
ไท้มิอินัง ธุระกับใคร

จากบทประพันธ์ กล่าวว่า เสียงกลองดังกึกก้องไปถึงพระกรรณกษัตริย์ลิจฉวีต่างองค์ทรงเพิกเฉย
ราวกับไม่เอาใจใส่ในเรื่องราวของผู้ใด

๓๙

๒. นาฏการ คือ การใช้คำที่แสดงการเคลื่อนไหวที่สวยงาม ดังเช่น

เธอจนราฏตกาารม พราหมณไป
โดยเฉพาะใน ห้องรหุฐาน
ความพิสดาร
จึงพฤฒิถาม โทษะเเละไข
ขอ ธ ประทาน

ลูกข่างประดาทา รกกาลขว้างไป
หมุนเล่นสนุกไฉน ดุจกันฉะนั้นหนอ

๓. การเล่นเสียงสัมผัส ทั้งสัมผัสพยัญชนะ เเละสัมผัสสระ ทำให้ฉันท์มีความไพเราะมากยิ่งขึ้น ดังเช่น

ทิชงค์ชาติฉลาดยล คะเนกลคะนึงการ
กษัตริย์ลิจฉวีวาร ระวังเหือดระแวงหาย

สัมลผ่ัวสพงลยัุญปชรนะะ มาณ กาลอนุกรม
หนึ่งเมื่ณอสจัมนะผิัยสปสมรระะสิทธิ์ ท่านทวิชงค์
เชิญวรองค์ วิทยะยง
เอกกุมาร
ทิชงค์เจสัมาผะัสจพงยัเญจชตนะน์
กระหน่ำและซ้ำเติม กลห์เหตุยุยงเสริม
นฤพัทธก่อการณ์
พราหมณสั์มคผัสรูสรูร้สะังเกต
ราชาวัชชีสรร ตระหนักเหตุถนัดครัน
พจักสู่พินาศสม
ยินดีบัดนี้กิจ จะสัมฤทธิ์มนารมณ์
เริ่มมาด้วยปรากรม และอุตสาหแห่งตน

เหลือจักห้ามปราม ชาวคามล่าลาด
พันหัวหน้าราษฎร์ ขุนด่านดำบล
คิดผันผ่อนปรน
หารือแก่กัน มาคธข้ามมา
จักไม่ให้พล
สัมเกผั่รสือ่อพนยงัญกน็ชรฤนะะสดามร
ขุ่นมนเคือง แตกคณะกลม
เช่นกะกุมาร คบสัมดุผัจสพเดยิัญมชนะ
เลิกสละแยก
เกลียว บ นิยม

๔๐

๔. คำถามเชิงวาทศิลป์ หรือ ปฏิปุจฉา คือ การตั้งคำถามแต่มิได้หวังคำตอบ หรือถ้ามีคำตอบก็เป็น
คำตอบที่ทั้งผู้ถามและผู้ตอบรู้ดีอยู่แล้ว นักเขียนจะใช้คำถามเชิงวาทศิลป์เพื่อเร้าอารมณ์ผู้อ่าน
หรือสื่อความหมายและข้อคิดที่ต้องการ ดังเช่น

เถอะถึงถ้าจะจริงแม้ ธ พูดแท้ก็ทำไม
แนะชวนเข้า ณ ข้างใน จะถามนอก บ ยากเย็น

จะจริงมิจริงเหลือ มนเชื่อเพราะไป่เห็น
ผิข้อ บ ลำเค็ญ ธ ก็ควรขยายความ

ต่างทรงรับสั่งว่า จะเรียกหาประชุมไย
เราใช่เป็นใหญ่ใจ ก็ขลาดกลัวบกล้าหาญ
และกล้าใครมิเปรียบปาน
ท่านใดที่เป็นใหญ่ ประชุมชอบก็เชิญเขา
พอใจใคร่ในการ

ราชาลิจฉวี ไป่มีสักองค์
อันนึกจำนง เพื่อจักเสด็จไป
เรียกนัดทำไม
ต่างองค์ดำรัส กล้าหาญเห็นดี
ใครเป็นใหญ่ใคร

ป่วยกล่าวอะไรฝูง นรสูงประเสริฐครัน
ฤาสรรพสัตว์อัน เฉพาะมีชีวีครอง
ผิวใครจะใคร่ลอง
แม้มากผิกิ่งไม้ พลหักก็เต็มทน
มัดกำกระนั้นปอง สละลี้ ณ หมู่ตน
บ มิพร้อมมิเพรียงกัน
เหล่าไหนผิไมตรี
กิจใดจะขวายขวน

๕. ไวพจน์ หรือ การหลากคำ คือ คำที่เขียนต่างแต่ความหมายเหมือนกัน หรือใกล้เคียงกัน ดังเช่น

ทิชงค์เจาะจงเจตน์ กลห์เหตุยุยงเสริม
กระหน่ำและซ้ำเติม นฤพัทธก่อการณ์
ทินวารนานนาน
ละครั้งระหว่างครา ธ ก็เชิญเสด็จไป
เหมาะท่าทิชาจารย์

๔๑

กุมารองค์เสา วนเค้าคดีตาม
กระทู้พระครูถาม นยสุดจะสงสัย
คุรุท่านจะถามไย
ก็คำมิควรการณ์ ระบุแจ้งกะอาจารย์
ธ ซักเสาะสืบใคร

การหลากคำ ทิชงค์ ทิชาจารย์ พระครู คุรุ อาจารย์ ความหมายคือพราหมณ์ที่เป็นอาจารย์ ใช้คำความหมาย

เหมือนกันแต่เขียนต่างกัน

เชิญเทอญท่านต้อง ขัดข้องข้อไหน
ปรึกษาปราศรัย ตามเรื่องตามที

ส่วนเราเล่าใช่ เป็นใหญ่ยังมี
ใจอย่างผู้ภี รุกปราศอาจหาญ

เธอจรตาม พราหมณไป
โดยเฉพาะใน ห้องรหุฐาน

เสร็จอนุศาสน์ ราชอุรส
ลิจฉวิหมด ต่าง ธ ก็มา

การหลากคำ ห้อง อนุศาสน์ ความหมายคือส่วนของเรือนหรือตึกเป็นต้นที่มีฝากั้นเป็นตอน ๆใช้คำความหมาย
เหมือนกันแต่เขียนต่างกัน

เธอก็แถลง แจ้งระบุมวล
ความเฉพาะล้วน จริงหฤทัย

การหลากคำ เเถลง เเจ้ง ความหมายคือกล่าวอธิบายหรือแจ้งให้ทราบเป็นทางการใช้คำความหมายเหมือนกัน
แต่เขียนต่างกัน

๔๒

๖. รสวรรณคดี
๖.๑) พิโรธวาทัง คือ การแต่งบทร้อยกรองให้มีเนื้อความและ ท่วงทำนอง แสดงความโกรธ ตัดพ้อต่อว่า
เสียดสีเหน็บแนม ประชดประชัน หรือเยาะเย้ย ดังเช่น

ขุ่นมนเคือง เรื่องนฤสาร
เช่นกะกุมาร ก่อนก็ระดม
แตกคณะกลม
เลิกสละแยก คบดุจเดิม
เกลียว บ นิยม

ขุ่นมนเคือง แสดงโกรธกรุ่น ๆ อยู่ในใจ เคืองขุ่น เเละ แตกคณะกลม เเสดงถึงการเเตกเเยก

พิโรธกุมารองค์ เหมาะเจาะจงพยายาม
ยุครูเพราะเอาความ บ มิดีประเดตน
ทุรทิฐิมานจน
ก็พ้อและต่อพิษ ธิพิพาทเสมอมา
ลุโทสะสืบสน

พิโรธ ก็พ้อ ลุโทสะ แสดงความโกรธ ตัดพ้อต่อกุมารอีกองค์ที่มาพูดเย้ยหยันตน

ต่างทรงรับสั่งว่า จะเรียกหาประชุมไย
เราใช่เป็นใหญ่ใจ ก็ขลาดกลัวบกล้าหาญ
และกล้าใครมิเปรียบปาน
ท่านใดที่เป็นใหญ่ ประชุมชอบก็เชิญเขา
พอใจใคร่ในการ

ถอดความได้ว่า จะเรียกประชุมด้วยเหตุใด เราไม่ได้เป็นใหญ่ ใจก็ขลาด ไม่กล้าหาญ ผู้ใดเป็นใหญ่ มีความ
กล้าหาญไม่มีผู้ใดเปรียบได้ พอใจจะเสด็จไปร่วมประชุมก็เชิญเขา แสดงการเหน็บแนมถึงผู้ฟัง

เหี้ยมนั้นเพราะผันแผก คณะแตกและต่างมา
ถือทิฐิมานสา หสโทษพิโรธจอง

ถอดความได้ว่า เหตุเพราะความแตกแยกกัน ต่างก็มีความยึดมั่นในความคิดของตน ผูกโกรธซึ่งกันและกัน
ต่างแยกพรรค แตกสามัคคีกัน ไม่ปรองดองกัน

๔๓

๗. นามนัย คือ การใช้คำหรือวลีที่บ่งลักษณะหรือคุณสมบัติของสิ่งใดสิ่งหนึ่งมาแสดงความหมายแทนสิ่งนั้น

ทั้งหมด ดังเช่น ละเมิดติเตียนท่าน ก็เพราะท่านสิแสนสา

รพัดทลิทภา วและสุดจะขัดสน

ติฉินเยาะเย้ยท่าน ก็เพราะท่านสิแสนสา
รพันพิกลกา ยพิลึกประหลาดเป็น

ล่วงลุประมาณ กาลอนุกรม
หนึ่ง ณ นิยม ท่านทวิชงค์
เมื่อจะประสิทธิ์ วิทยะยง
เชิญวรองค์ เอกกุมาร

เธอจรตาม พราหมณไป
โดยเฉพาะใน ห้องรหุฐาน
จึงพฤฒิถาม ความพิสดาร
ขอ ธ ประทาน โทษะและไข

อย่าติและหลู่ ครูจะเฉลย
เธอน่ะเสวย ภัตกะอะไร

ราช ธ ก็เล่า เค้า ณ ประโยค
ตนบริโภค แล้วขณะหลัง

เสร็จอนุศาสน์ ราชอุรส

ต่าง ธ ก็มา

ลิจฉวิหมด

แจ้งระบุมวล

เธอก็แถลง จริงหฤทัย

ความเฉพาะล้วน

เรื่องนฤสาร

ขุ่นมนเคือง ก่อนก็ระดม

ใช้คำว่า ท่าน วรองคเ์ช่เนอกกะกุกมุมาารรเธอ ธ ราช ธ ราชอุรส กุมาร แทน พระกุมารลิจฉวี

๔๔

ล่วงลุประมาณ กาลอนุกรม
หนึ่ง ณ นิยม ท่านทวิชงค์
เมื่อจะประสิทธิ์ วิทยะยง
เชิญวรองค์ เอกกุมาร

อย่าติและหลู่ ครูจะเฉลย
เธอน่ะเสวย ภัตกะอะไร

ใช้คำว่า ท่านทวิชงค์ วิทยะยง ครู แทนวัสสการพราหมณ์

ต่างทรงสำแดง ความแขงอำนาจ
สามัคคีขาด แก่งแย่งโดยมาน
วัชชีรัฐบาล
ภูมิศลิจฉวี แม้แต่สักองค์ ฯ
บ่ ชุมนุมสมาน

คุณค่าด้านสังคม

๑. แสดงให้เห็นว่ามีกษัตริย์เป็นผู้ปกครองเมืองเนื่องจากมีการใช้คำราชาศัพท์กับราชวงศ์ชั้นสูง ซึ่งเป็นแบบแผน
ทางภาษา ที่สะท้อนให้เห็นโครงสร้างทางสังคมแบบมีลำดับชั้น และความแตกต่างทางสถานะของบุคคลใน
สังคม แสดงให้เห็นความเคารพและยกย่องผู้ปกครองแผ่นดิน ดังเช่น

อุรสลิจฉวีสรร พชวนกันเสด็จมา
และต่างซักกุมารรา ชองค์นั้นจะเอาความ
ไป่มีสักองค์
ราชาลิจฉวี เพื่อจักเสด็จไป
อันนึกจำนง เรียกนัดทำไม
กล้าหาญเห็นดี
ต่างองค์ดำรัส
ใครเป็นใหญ่ใคร ณ เดิม

ราบคาบเสร็จ ธ เสด็จลุราชคฤหอุต
ดมเขตบุเรศดุจ

๒. แสดงถึงวิถีชีวิตเกษตรกรรม ดังเช่น

จะถูกผิดกระไรอยู่ มนุษย์ผู้กระทำนา
และคู่โคก็จูงมา ประเทียบไถมิใช่หรือ
ก็รับอรรถอออือ
กุมารลิจฉวีขัตติย์ ประดุจคำพระอาจารย์
กสิกเขากระทำคือ

๔๕

๓. สะท้อนวัฒนธรรมของคนในสังคม
สะท้อนภาพการปกครองโดยระบอบสามัคคีธรรมเน้นโทษของการเเตกสามัคคีในหมู่คณะ เเละเน้นถึงหลัก

ธรรมอปริหานิยธรรม ๗ ประการซึ่งเป็นหลักธรรมที่ส่งผลให้เกิดความเจริญของหมู่คณะปราศจากความเสื่อม
ได้เเก่

ไม่เบื่อหน่ายการประชุมเมื่อมีภารกิจก็ประชุมปรึกษาหารือกันเพื่อช่วยกันคิดหาทางเเก้ไข
เข้าประชุมพร้อมกัน เลิกประชุมพร้อมกันร่วมกันประกอบกิจอันควรกระทำ
ยึดมั่นในจารีตประเพณีอันดีงามเเละประพฤติปฏิบัติตามสิ่งที่บัญญัติไว้
เเสดงให้เห็นถึงโทษของการเเตกความสามัคคีในหมู่คณะ
ถ้าไม่สามัคคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันก็จะนำบ้านเมืองไปสู่ความหายนะได้ (ฝ่ายตรงข้ามสามารถใช้จุด
อ่อนในเรื่องนี้โจมตีได้ง่าย)

ศัพทอุโฆษ ประลุโสตท้าว
ลิจฉวีด้าว ขณะทรงฟัง
และละเลยดัง
ต่าง ธ ก็เฉย ธุระกับใคร
ไท้มิอินัง

จากบทประพันธ์ เเสดงให้เห็นถึงความเเตกเเยก ความไม่สามัคคี ของเหล่ากษัตริย์ลิจฉวี
เน้นการใช้สติปัญญาไตร่ตรองในการเเก้ไขปัญหามากกว่าการใช้กำลัง

ไป่พักต้องจะกะเกณฑ์นิกายพหลโรย

แรงเปลืองระดมโปรย ประยุทธ์

ราบคาบเสร็จ ธ เสด็จลุราชคฤหอุต

ดมเขตบุเรศดุจ ณ เดิม

เหล่ากษัตริย์ลิจฉวี


Click to View FlipBook Version